The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัยการพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

วิจัยการพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

Keywords: วิจัยการพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา,สันติ ทองแก้วเกิด,ศน.สันติ,สอศ.,หน่วยศึกษานิเทศก์,หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา,สำนักงานคณะกรรม,อาชีวะ,นิเทศ,ศึกษานิเทศก์

การวจิ ยั

เรอ่ื ง การพฒั นาคมู่ ือแนวทางการนำหลกั สตู รตา้ นทุจรติ ศกึ ษาไปใช้
สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศึกษา

นายสนั ติ ทองแก้วเกิด
ตำแหน่ง ศึกษานเิ ทศก์ วทิ ยฐานะศกึ ษานเิ ทศก์ชำนาญการ

หน่วยศกึ ษานิเทศก์

สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
กระทรวงศกึ ษาธิการ





ชื่อผลงานวจิ ัย การพฒั นาคูม่ อื แนวทางการนำหลักสตู รตา้ นทจุ รติ ศึกษาไปใช้
สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา
ชอื่ ผวู้ ิจัย นายสนั ติ ทองแกว้ เกดิ
ตำแหนง่ ศึกษานิเทศก์ วิทยฐานะศึกษานเิ ทศก์ชำนาญการ
ปีการศึกษา 2563 - 2564

บทคัดยอ่

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและแนวทางในการส่งเสริมและสนบั สนนุ

การเรยี นการสอนด้านคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาระดับอาชีวศึกษา 2) เพือ่ ออกแบบและสร้างคู่มือ
แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจรติ ศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา 3) เพื่อประเมินคุณภาพคู่มือ

แนวทางการนำหลักสูตรต้านทจุ รติ ศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชวี ศึกษา 4) เพื่อนิเทศตดิ ตามผลการใช้
คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ดำเนินการวิจัย
เป็น 4 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 การศึกษาแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนนุ การเรียนการสอนด้านคุณธรรม

และจริยธรรมในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา โดยการวิเคราะห์เอกสาร และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ
ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน และครู จำนวน 3 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 5 คน

เป็นผู้ท่ีมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริตในสถานศึกษา
ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตอนที่ 2 การสร้างและออกแบบ
คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยการสนทนากลุ่ม

ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน ครู จำนวน 5 คน และนักวิชาการ จำนวน 1 คน รวมทั้งสน้ิ
จำนวน 8 คน เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมและมีรายชื่อ

ตามคำสั่งคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ 790/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการ
เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตอนที่ 3 การประเมินคุณภาพ

ตรวจสอบด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้
สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือก

กลุ่มตัวอยา่ งแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และทดลองใช้คมู่ อื แนวทางการนำหลักสตู รตา้ นทุจริตศึกษา
ไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ปีการศึกษา 2563 ตอนที่ 4 การเก็บข้อมูลภาคสนามและประเมินผล
นิเทศติดตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ สถานศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 10 แห่ง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน
แห่งละ 1 คน ครู จำนวนแห่งละ 4 คน และผู้ปกครอง จำนวนแห่งละ 2 คน รวมแห่งละ จำนวน 7 คน

รวมทั้งสิ้น จำนวน 70 คน โดยใช้แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
การหาคา่ ความถ่ี รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะหเ์ น้อื หา



ผลการวิจยั พบวา่
1. ผลการศึกษาสภาพและแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน

ด้านคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา สรุปได้ว่า ควรกำหนดหลักการส่งเสริม
ดา้ นคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริตในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา ควรมกี ระบวนการขับเคล่ือนหลักสูตร
ตา้ นทจุ รติ ศึกษา ควรมแี นวปฏิบัติในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษา ควรมแี ผนการจัดการเรียนรู้
และสอ่ื การสอนที่สอดคลอ้ งกับบริบทของผู้เรียนในสถานศกึ ษา

2. ผลการศึกษาออกแบบและพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้
สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา สรุปได้ว่า คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา โดยมีองค์ประกอบ 5 สว่ น ดงั นี้.1) คำนำ 2) สารบัญ 3) ส่วนท่ี 1 บทนำ ประกอบด้วย
(1) ความเป็นมาของหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (2) วัตถุประสงค์ และ(3) เป้าหมาย 4) ส่วนที่ 2 หลักสูตร
ต้านทุจริตศึกษา ประกอบด้วย (1) กระบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (2) หลักสูตรต้านทุจริต
ศึกษา (3) เนื้อหาการเรียนรู้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (4) แนวทางนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ และ
(5) แผนการจัดการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ป้องกันการทุจริต 5) ส่วนที่ 3 แนวทางทางการนำหลักสูตร
ตา้ นทจุ รติ ศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศึกษา ประกอบดว้ ย (1) เลือกรายวิชากจิ กรรมสง่ เสรมิ คุณธรรม
จริยธรรม (2) บูรณาการรายวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม รหัสวิชา 20000-1501 และรายวิชาชีวิต
กับสังคมไทย รหัสวิชา 30000-1501 (3) บูรณาการในกลุ่มประเภทวิชาอื่น ๆ (4) บูรณาการกิจกรรมเสริม
หลกั สูตร (5) บูรณาการในวถิ ีชวี ิตของสถานศึกษา และ(6) บรู ณาการในข้อตกลงรายวิชา 6) สว่ นท่ี 4 เครอื่ งมือ
กำกบั ตดิ ตามการนำหลกั สูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา 7) สว่ นที่ 5 สอ่ื การเรียนรู้
เสนอแนะ 8) บรรณานกุ รม และ9) ภาคผนวก

3. ผลการประเมินคุณภาพด้านความเหมาะสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด มีค่าเฉลี่ย
4.61 (S.D.=0.26) และดา้ นความเปน็ ไปได้ โดยภาพรวมอยูใ่ นระดับมากทสี่ ุด มีคา่ เฉล่ยี 4.53 (S.D.= 0.23)

4. นิเทศติดตามผลการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย ดงั น้ี

4.1 ครูมีความคิดเห็นต่อการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้
สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา โดยภาพรวมอย่ใู นระดับมากที่สุด มคี ่าเฉล่ีย 4.55 (S.D.=0.38)

4.2 ผู้บริหารและครูมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศติดตามการใช้คู่มือ
แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
มีค่าเฉลย่ี 4.47 (S.D.=0.40)

4.3 ผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อกระบวนการนิเทศติดตามการใช้คู่มือแนวทาง
การนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย
4.48 (S.D.=0.35)

คำสำคญั การพัฒนาคูม่ ือ, หลกั สูตรตา้ นทุจรติ ศึกษา, นเิ ทศติตตามผล



กติ ตกิ รรมประกาศ

การพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา
มีความสำเร็จไปด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากหลายฝ่าย ทั้งคณะผู้บริหาร
ของสถานศึกษาอาชีวศึกษา และคณะศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทั้งที่ยังไม่
เกษียณและเกษยี ณอายุราชการแล้ว ทีใ่ หค้ ำปรึกษาและข้อคดิ สำคัญในการพัฒนางานวิจัยทางการศึกษา
ซึ่งช่วยให้การวิจัยเรื่องนี้ดำเนินมาอย่างถูกต้องตามหลักการ ผู้วิจัยซาบซึ้ง และขอขอบคุณเป็นอย่างสูง
ไว้ ณ โอกาส น้ี

ขอขอบพระคุณ นายจรูญ เตชะเจริญกิจ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ทำหน้าท่ีหัวหน้า
หน่วยศึกษานิเทศก์ นางภรภิพัด มูลไชย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาคตะวันออก
เฉียงเหนอื นางพันธ์ทวี สหะรตั น์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพเิ ศษ นายเศรษฐพัส สุวรรณแสนทวี ศึกษานิเทศก์
ชำนาญการพิเศษ และวา่ ท่รี อ้ ยตรี จิรายุทธิ์ ออ่ นศรี ครวู ิทยาลยั การอาชพี นวมินทราชทศิ กรุงเทพมหานคร
ท่กี รณุ าใหค้ ำปรึกษาแนะนำในดา้ นการวิจยั อันเปน็ ประโยชนอ์ ย่างยิง่ ต่อการดำเนนิ งานครั้งนี้

ขอขอบคุณผู้ให้กำลังสำคญั ท่ีช่วยใหง้ านวิจยั เรื่องน้ีสำเรจ็ ได้อย่างดี คือ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ครู และ
ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการดำเนินการวิจัย ข้อมูลที่ได้รับจากทุกฝ่ายล้วนมีคุณค่าต่อ
การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก และขอขอบคุณศึกษานิเทศก์และเพื่อนร่วมงานที่เป็น
กำลงั ใจชว่ ยเหลือสนับสนุนให้การวิจัยคร้ังน้ีประสบความสำเร็จ

คุณค่าของงานวิจัยเรื่องนี้ ผู้วิจัยขอมอบส่วนดีงามที่ได้ปฏิบัติ อุทิศเป็นกุศลให้กับบิดา มารดา ครู
อาจารย์และผู้มีพระคุณ รวมทั้งมอบเป็นพลังให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการ
การาชีวศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่ดี ผ่านกระบวนการหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา และ
เปน็ ไปตามพระบรมราโชบายว่า การเปน็ พลเมอื งดี เป็นหนา้ ที่ของทุกคน คอื “เหน็ อะไรท่ีจะทำเพื่อบ้านเมือง
ได้ก็ต้องทำ”สู่การปลูกฝ่ัง สง่ เสริม และพฒั นาผู้เรียนให้กระทำความดี คิดดี พูดดี ให้เปน็ ไปตามความต้องการ
ของสถานประกอบและสงั คมใหย้ งิ่ สงู ข้นึ ต่อไป

สันติ ทองแกว้ เกิด



สารบญั

บทคดั ยอ่ หน้า
กิตติกรรมประกาศ

สารบัญ ค
สารบญั ภาพ
สารบัญตาราง ง



บทที่ 1 บทนำ 1

1. ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา 1
2. วตั ถุประสงค์ 4
3. ประโยชนข์ องการวจิ ัย 4

4. ขอบเขตการวจิ ยั 4
5. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 10

บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้อง 12
1. แนวคิดเกย่ี วกบั การนิเทศพฒั นาครผู ู้สอนด้านการจดั การเรยี นรู้ 12

2. แนวคิดเกีย่ วกับการนิเทศ 15
3. หลักและกระบวนการนเิ ทศ 17

4. การวางแผนกลยทุ ธก์ ารนเิ ทศ 23
5. การประเมนิ ผลการนเิ ทศ 26
6. ทฤษฎเี ก่ียวกับคุณธรรม จริยธรรม 37

7. รูปแบบการเรยี นการสอนเพื่อพฒั นาคุณธรรม จริยธรรม 50
8. แนวคดิ และทฤษกี ารพฒั นาค่มู อื 56

9. งานวิจัยในประเทศและตา่ งประเทศ 60

บทท่ี 3 วิธกี ารดำเนินการวจิ ยั 65

ตอนท่ี 1 การศึกษาสภาพและแนวทางในการสง่ เสรมิ และสนับการเรียนการสอน 67

ดา้ นคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศกึ ษาระดับอาชวี ศึกษา

ตอนท่ี 2 การสรา้ งและออกแบบค่มู ือแนวทางการนำหลกั สูตรต้านทุจรติ ศกึ ษาไปใช้ 69

สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา



สารบญั (ตอ่ )

หน้า

ตอนที่ 3 การประเมินและตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของคู่มือ 72
แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

ดว้ ยการทดลองใช้ (Try-out)
ตอนท่ี 4 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทดลองภาคสนามและประเมนิ ผลนิเทศติดตามการใช้ 75
คมู่ อื แนวทางการนำหลักสตู รต้านทจุ ริตศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา

บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 85

ตอนที่ 1 ผลการศึกษาสภาพและแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียน 86

การสอนด้านคุณธรรมและจรยิ ธรรมในสถานศึกษาระดับอาชวี ศึกษา

ตอนที่ 2 ผลการสร้างและออกแบบคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 91

ไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

1. ผลการยกร่างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 91

สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา

2. ผลการตรวจสอบร่างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 92

สำหรับสถานศึกษาอาชีวศกึ ษา

ตอนท่ี 3 ผลการประเมนิ และตรวจสอบความเหมาะสมและความเปน็ ไปไดข้ องคู่มือ 94

แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

ดว้ ยการทดลองใช้ (Try-out)

ตอนท่ี 4 ผลการเก็บรวบรวมข้อมูลทดลองภาคสนามและประเมินผลนเิ ทศติดตามการ 96

ใชค้ ู่มอื แนวทางการนำหลกั สูตรตา้ นทุจริตศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา

1. ผลการสอบถามความคิดเหน็ ของครตู ่อการใชค้ มู่ ือแนวทางการนำหลักสูตร 96

ต้านทุจริตศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา

2. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บรหิ ารสถานศึกษาและครูต่อกระบวน 98

การนิเทศติดตามการใชค้ ู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทจุ ริตศึกษาไปใช้

สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศึกษา

3. ผลการประเมินความพึงพอใจของผูป้ กครองต่อกระบวนการนิเทศติดตาม 100

การใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ

สถานศกึ ษา



สารบญั (ต่อ)

บทที่ 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ หน้า
สรุปผลการวจิ ยั 102
103
อภปิ รายผลการวิจัย 104
ขอ้ เสนอแนะ 109
109
1. ข้อเสนอแนะสำหรบั การนำผลการวจิ ัยไปใช้
109
2. ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั ครงั้ ต่อไป

บรรณุกรม 110

ภาคผนวก 115

ก. บันทึกข้อความ หนว่ ยศกึ ษานิเทศก์ เลขรับท่ี 63 ลงวนั ที่ 21 กมุ ภาพันธ์ 2563 116

เรือ่ ง รายงานผลปญั หาและความตอ้ งการจากการนิเทศตดิ ตามการจดั การเรียนการสอน

ข. แบบวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ในการศึกษาสภาพและแนวทางใน 118

การส่งเสริมสนับสนุนการเรียนการสอนด้านคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษา

อาชวี ศึกษา

ค. แบบสัมภาษณ์แนวทางการในการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน 121

ด้านคณุ ธรรมและจริยธรรมในสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา

ฆ. ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลการศึกษาสภาพและแนวทางการพัฒนาผู้เรียนและส่งเสริม 124

ดา้ นคุณธรรมและจริยธรรมด้านทจุ ริตในสถานศกึ ษา ระดับอาชีวศกึ ษา

1. รายช่อื ผูเ้ ช่ยี วชาญ 125

2. หนงั สอื ราชการ หน่วยศึกษานิเทศก์ ที่ ศธ 0613/58 ลงวันท่ี 25 พฤษภาคม 2563 126

เร่ือง ขอความอนเุ คราะห์เปน็ ผเู้ ช่ยี วชาญ

3. แบบตอบรับเป็นผูเ้ ช่ยี วชาญ 131

ง. คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ท่ี 790/2563 136

เรอ่ื ง แตง่ ต้งั คณะกรรมการดำเนนิ งานโครงการเสรมิ สรา้ งคุณธรรม จรยิ ธรรม

และธรรมาภบิ าลในสถานศกึ ษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

จ. ประเด็นการสนทนากลุ่มเพื่อยกร่างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 143

ไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา



สารบญั (ต่อ)

หน้า

ฉ. ผู้เชี่ยวชาญสนทนากลุ่มยกร่างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 145

สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา

1. รายช่ือผูเ้ ชีย่ วชาญสนทนากลมุ่ 146

2. หนังสือราชการขอความอนเุ คราะห์เป็นผูเ้ ช่ียวชาญ 147

3. แบบตอบรับเป็นผเู้ ชี่ยวชาญ 154

ช. รูปภาพการสนทนากลุ่มยกร่างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 162

สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา

ซ. แบบประเมินคุณภาพคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 166

สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา และค่าความสอดคล้อง IOC

1. แบบประเมินคุณภาพคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 167

สำหรับสถานศึกษาอาชวี ศึกษา

2. ค่าความสอดคล้อง IOC ของแบบประเมินคุณภาพคู่มอื แนวทางการนำหลกั สูตร 170

ต้านทจุ รติ ศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชวี ศึกษา

ฌ. ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 176

สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา

1. รายชอื่ ผูเ้ ชยี่ วชาญประเมนิ คณุ ภาพ 177

2. หนงั สอื ราชการขอความอนเุ คราะหเ์ ปน็ ผู้เชย่ี วชาญ 178

3. แบบตอบรบั เปน็ ผ้เู ช่ยี วชาญ 185

ญ. การนำไปทดลองใช้ (try-out) สำหรับกลุ่มสถานศึกษาที่มีลักษณะใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมาย 193

ในการทดลอง

ฎ. แบบสอบถามความคิดเห็นของครูต่อการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต 195

ศกึ ษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา และคา่ ความสอดคลอ้ ง IOC

1. แบบสอบถามความคิดเห็นของครูต่อการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตร 196

ตา้ นทุจรติ ศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา

2. ค่าความสอดคล้อง IOC แบบสอบถามความคิดเห็นของครูต่อการใช้คู่มือ 199

แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจรติ ศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา

ฏ. แบบประเมินความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาและครูต่อกระบวนการนิเทศ 205

ตดิ ตามการใชค้ มู่ ือแนวทางการนำหลักสตู รต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษา

อาชีวศึกษา และคา่ ความสอดคลอ้ ง IOC



สารบญั (ตอ่ )

หน้า

1. แบบประเมนิ ความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาและครูตอ่ กระบวนการ 206

นิเทศติดตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้

สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา

2. ค่าความสอดคล้อง IOC ของแบบประเมินความพึงพอใจของผู้บริหาร 208

สถานศึกษาและครูตอ่ กระบวนการนิเทศติดตามการใช้คูม่ ือแนวทางการนำ

หลักสตู รต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา

ฐ. แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อกระบวนการนิเทศติดตามการใช้คู่มือ 212

แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา และ

คา่ ความสอดคล้อง IOC

1. แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อกระบวนการนิเทศติดตาม 213

การใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ

สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา

2. ค่าความสอดคล้อง IOC ของแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครอง 215

ตอ่ กระบวนการนิเทศติดตามการใชค้ ู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต

ศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา

ฑ. ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้เพื่อการวิจัย (แบบสอบถามและ 219

แบบประเมนิ ฉบับที่ 5, 6 และ7)

1. รายชอื่ ผ้เู ช่ียวชาญตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมือทีใ่ ช้เพื่อการวจิ ัย 220

2. หนงั สอื ราชการขอความอนเุ คราะห์เป็นผ้เู ช่ยี วชาญ 221

3. แบบตอบรับเป็นผูเ้ ชยี่ วชาญ 225

ฒ. ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยวิธีของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) 230

ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม

และแบบประเมนิ ฉบบั ที่ 5, 6 และ 7

ณ. การทดลองคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษา 232

อาชวี ศึกษา กบั กลุม่ เป้าหมาย

1. หนังสือราชการหน่วยศึกษานเิ ทศก์ ที่ ศธ 0613/111 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม2564 233

เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ทดลองใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจรติ ศึกษา

ไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา



สารบญั (ต่อ)

หน้า

2. หนงั สอื ราชการ หน่วยศึกษานิเทศก์ ที่ ศธ 0613 /181 ลงวันท่ี 16 กันยายน 2564 235

เรื่อง นเิ ทศตดิ ตามการทดลองใช้ค่มู ือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา

ไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา

3. รปู ภาพการนิเทศติดตามทดลองใช้ค่มู อื แนวทางการนำหลกั สูตรต้านทุจรติ ศกึ ษา 238

ไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา

ด. เผยแพร่คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษา 243

อาชวี ศกึ ษา

ต. เผยแพร่ผลงานวิชาการ “การพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 246

ไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา” ใหก้ บั สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา จำนวน 155 แห่ง

1. หนังสือราชการ หนว่ ยศึกษานิเทศก์ ท่ี ศธ 0613/21 ลงวันท่ี 31 มกราคม 2565 247

เรื่อง เผยแพร่ผลงานวิชาการ “การพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตร

ต้านทุจรติ ศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา”

2. ตอบรับการเผยแพร่ผลงานวชิ าการ 255

3. ตวั อย่างแบบตอบรบั การเผยแพร่ผลงานวิชาการ 261

4. QR-CODE หลักฐานแบบตอบรับการเผยแพร่ผลงานวิชาการ จำนวน 146 แหง่ 276

ถ. เผยแพร่ผลงานวิชาการ “การพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 277

สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา”ให้กับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาค

จำนวน 3 แห่ง

1. หนงั สอื ราชการ หน่วยศกึ ษานเิ ทศก์ ที่ ศธ 0613/61 ลงวันที่ 17 กมุ ภาพันธ์ 2565 278

เรื่อง เผยแพรผ่ ลงานวิชาการ “การพัฒนาคูม่ อื แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต

ศกึ ษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา”

2. แบบตอบรบั การเผยแพร่ผลงานวชิ าการ 281

ท. เผยแพร่ผลงานวิชาการ “การพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ 284

สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศึกษา” บนเว็บไซตห์ น่วยศกึ ษานเิ ทศก์

ประวตั ิผู้วิจัย 286



สารบญั ภาพ

ภาพท่ี 2.1 กระบวนการนเิ ทศการสอนแบบแฮรร์ ิส (Harris) หน้า
ภาพท่ี 2.2 ภาพประกอบกระบวนการวางแผน 22
ภาพที่ 2.3 25
ขั้นการพัฒนาบุคลิกภาพตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ 37
ภาพท่ี 2.4 (Sigmund Freud)
ภาพท่ี 2.5 ขั้นการพัฒนาจรยิ ธรรมตามทฤษฎีพฒั นาการทางสังคมของอริ คิ สัน 40
ภาพที่ 2.6 43
ภาพที่ 2.7 ข้ันการพฒั นาจรยิ ธรรมตามทฤษฎจี ริยธรรมของเพียเจต์ (Piaget’s theory) 46
ภาพท่ี 2.8 ข้นั การพัฒนาจรยิ ธรรมตามทฤษฎพี ฒั นาการทางจรยิ ธรรมของโคล์เบิร์ก 48
ภาพที่ 3.1 54
กระบวนการเรียนร้จู ากกระบวนการปฏิกริ ยิ าเชิงสะทอ้ น 66
กระบวนการพฒั นาการเรียนร้จู ากการสอนแบบการโค้ช (Coaching)
แสดงข้นั ตอนการดำเนินการวิจัย



สารบญั ตาราง

หน้า

ตารางท่ี 3.1 รายชอื่ ผู้เช่ียวชาญท่มี คี วามร้แู ละประสบการณเ์ กย่ี วข้องกบั การสง่ เสรมิ คุณธรรม 68
ตารางท่ี 3.2
ตารางที่ 3.3 และจรยิ ธรรมตา้ นทจุ รติ ในสถานศกึ ษา
ตารางท่ี 3.4
ตารางที่ 3.5 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญสนทนากลุ่มยกร่างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต 69
ตารางที่ 3.6
ตารางท่ี 4.1 ศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศึกษา
ตารางที่ 4.2
ตารางท่ี 4.3 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต 72
ตารางที่ 4.4
ศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา
ตารางที่ 4.5
รายช่ือสถานศกึ ษาทม่ี ีลกั ษณะใกลเ้ คยี งกับกลุม่ เป้าหมายในการทดลอง 74
ตารางที่ 4.6
รายช่ือสถานศึกษากลมุ่ เป้าหมาย 75
ตารางที่ 4.7
รายชอ่ื ผเู้ ชยี่ วชาญตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมือทใ่ี ช้เพื่อการวจิ ยั 78
ตารางท่ี 4.8
ผลการสัมภาษณ์แนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน 86

ด้านคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศกึ ษาระดบั อาชวี ศกึ ษา

ผลการยกร่างคมู่ อื แนวทางการนำหลกั สตู รตา้ นทจุ รติ ศึกษาไปใช้ 91

สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา

ผลการตรวจสอบคมู่ ือแนวทางการนำหลักสตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษาไปใช้ 92

สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยการสนทนากลมุ่

ผลการประเมินคุณภาพตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของคู่มือ 94

แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

ดว้ ยการทดลองใช้ (Try-out)

คา่ เฉลยี่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของคู่มือ 95

แนวทางการนำหลักสูตรตา้ นทจุ ริตศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา

ด้านเน้ือหา

ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้ของคู่มือ 96

แนวทางการนำหลกั สูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

ดา้ นประโยชน์

คา่ เฉลย่ี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของคู่มือ 96

แนวทางการนำหลักสตู รตา้ นทุจรติ ศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศึกษา

ด้านรปู เลม่

ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความคิดเห็นของครูต่อการใช้คู่มือแนวทาง 97

การนำหลกั สูตรต้านทจุ ริตศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา ดา้ นเนือ้ หา



สารบญั ตาราง (ตอ่ )

ตารางที่ 4.9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความคิดเห็นของครูต่อการใช้คู่มือแนวทางการนำ หน้า
ตารางที่ 4.10 หลกั สตู รตา้ นทจุ ริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา ด้านประโยชน์ 98
ตารางที่ 4.11 98
ตารางท่ี 4.12 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาต่อ
กระบวนการนิเทศติดตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 99
ไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา
100
ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของครูต่อกระบวนการนิเทศ
ติดตามการใช้คู่มอื แนวทางการนำหลกั สตู รตา้ นทุจริตศึกษาไปใช้

สำหรบั สถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา
คา่ เฉลย่ี ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน ความพงึ พอใจของผ้ปู กครองต่อกระบวนการ
นิเทศติดตามการใช้ค่มู ือแนวทางการนำหลกั สูตรต้านทุจรติ ศกึ ษาไปใช้

สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา

บทที่ 1
บทนำ

1. ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดในหมวดที่ 4 หน้าที่ของ
ประชาชนชาวไทยว่า “บุคคลมีหน้าที่ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริต และประพฤติมิชอบ
ทุกรูปแบบ” ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญ ได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริต
เป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคน นอกจากนี้ ยังกำหนดชัดเจนในหมวดที่ 5 หน้าที่ของรัฐว่า
“รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถงึ อันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติ
มิชอบทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและ
ขจดั การทุจริตและประพฤตมิ ิชอบดังกล่าวอยา่ งเข้มงวด รวมท้ังกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวม
ตวั กนั เพ่อื มสี ่วนรว่ มในการรณรงค์ให้ความรู้ต่อต้านการทุจริต หรือชีเ้ บาะแสโดยได้รับความคุ้มครอง
จากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ” การบริหารราชการแผ่นดินรฐั ต้องเสริมสรา้ งให้ประชาชนได้รบั บริการที่
สะดวกมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ คอื ไม่เลอื กปฏบิ ัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดี ซ่ึงการบริหาร
งานบุคคลของหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยอย่างน้อย
ต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจหรือกระทำการโดยมิชอบแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือ
กระบวนการแต่งต้ัง หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าท่ีของรัฐ และรฐั ต้องจัดให้มีมาตรฐาน
ทางจรยิ ธรรม เพ่อื ใหห้ นว่ ยงานใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าท่ีในหน่วยงาน
ซึ่งตอ้ งไม่ต่ำกวา่ มาตรฐานทางจรยิ ธรรมดังกล่าว การทีร่ ัฐธรรมนญู ได้ให้ความสำคัญต่อการบริหารราชการ
ที่มีประสิทธิภาพและการบริหารบุคคลที่มีคุณธรรมนั้น สืบเนื่องมาจากช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
ได้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคคล มีการโยกย้ายแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม บังคับ หรือชี้นำ
ให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานโดยไม่ยึดมั่นในหลักผลประโยชน์แห่งรัฐ รวมถึงการมุ่งเน้น
การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองรวมถึงพวกพ้อง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560 จึงได้มีความพยายามที่จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการสร้างประสิทธิภาพในระบบ
การบริหารงานราชการแผ่นดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และมีคุณธรรม
จริยธรรมตามที่กำหนดเอาไว้ (บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ, 2560) สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560 - 2564) กำหนดในยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการภาครัฐการป้องกัน
การทุจริตและประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาลในสังคมไทยในยุทธศาสตร์นี้ได้กำหนดกรอบแนวทาง
การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและคอร์รัปชัน มุ่งเน้นการส่งเสริม และพัฒนาปลูกฝังค่านิยม
วฒั นธรรม วิธคี ิด และกระบวนทัศน์ให้คนมีความตระหนักมคี วามรู้เท่าทันและมภี ูมติ ้านทานต่อโอกาสและ
การชักจูงให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันและมีพฤติกรรมไม่ยอมรับการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้ง

2

สนบั สนนุ ทกุ ภาคสว่ นในสังคมไดเ้ ข้ามามีสว่ นรว่ มในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต และมุ่งเน้น
ให้เกิดการส่งเสริม ธรรมาภิบาลในภาคเอกชน เพื่อเป็นการตัดวงจร การทุจริตระหว่างนักการเมอื ง
ข้าราชการ และนักธุรกิจออกจากกัน ทั้งนี้ การบริหารงานของส่วนราชการต้องมีความโปร่งใสและ
ตรวจสอบได้

ยุทธศาสตร์ชาตวิ า่ ดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560 – 2564)
ยุทธศาสตร์ที่ 1 “สร้างสังคมไม่ทนต่อการทุจริต” มุ่งเน้นให้ความสำคัญในกระบวนการปรับสภาพ
สงั คมให้เกดิ ภาวะท่ี “ไม่ทนตอ่ การทจุ ริต” โดยเร่มิ ตงั้ แต่กระบวนการกลอ่ มเกลาทางสงั คมในทุกระดับ
ช่วงวัยตั้งแต่ปฐมวัยเพื่อสรา้ งวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตและปลูกฝังความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์
สจุ รติ ดำเนนิ การผ่านสถาบันหรือกลุ่มตัวแทนท่ที ำหน้าท่ีในการกลอ่ มเกลาทางสังคม และได้กำหนด
กลยุทธ์ 4 กลยทุ ธ์ คือ กลยทุ ธท์ ี่ 1 ปรบั ฐานความคิดทุกช่วงวัยต้ังแตป่ ฐมวยั ใหส้ ามารถแยกระหว่าง
ผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม กลยทุ ธท์ ่ี 2 ส่งเสริมให้มรี ะบบและกระบวนการกล่อม
เกลาทางสังคมเพื่อต้านทุจริต กลยุทธ์ที่ 3 ประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือ
ตา้ นทจุ ริตและกลไก รัฐบาลได้เลง็ เห็นความจำเป็นในการมุ่งสร้างและพัฒนาคุณลกั ษณะ ค่านยิ ม และ
คณุ ธรรมอนั พงึ ประสงค์ของคนไทยโดยกำหนดทิศทางการพัฒนาคุณธรรมของคนไทยตามแผนแม่บท
สง่ เสริมคณุ ธรรมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 1(พ.ศ. 2559-2564) ทม่ี ีเปา้ ประสงค์สำคญั คือ การทำให้สังคมไทย
เป็นสังคมคุณธรรม (คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ, 2561) ประเด็นท้าทายประการหนึ่ง
ของการพัฒนาคนไทย 4.0 คือ เรื่อง การพัฒนาคุณธรรมอันพึงประสงค์ หากพิจารณาสถานการณ์
คุณธรรมของสังคมไทย ผลการสำรวจในปี พ.ศ. 2559 พบว่า ปัญหาวิกฤตด้านคุณธรรมที่มี
ความรุนแรงในสังคมไทย ได้แก่ ปัญหาความซื่อสัตย์ สุจริต การทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาขาด
ความสามัคคี เกิดความขัดแย้งในสังคม ปัญหาจิตสำนึกสาธารณะ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว และปัญหาขาดระเบียบวินัย ไม่เคารพ กติกากฎหมาย โดยผู้คนส่วนใหญ่
เลง็ เห็นว่า คุณธรรมที่เยาวชนไทยควรไดร้ ับการปลูกฝงั มากที่สุด คือ เร่ืองระเบยี บวินัย รองลงมา คือ
เรื่องความซ่ือสัตย์ สุจริต ความมีนำ้ ใจ เอื้อเฟือ้ เผ่ือแผ่ ความกตัญญูกตเวที และความขยันหมัน่ เพยี ร
ดังนั้น การทำความเข้าใจและมุ่งส่งเสริม พัฒนาคุณลักษณะ ค่านิยม และคุณธรรมสำหรับเด็กและ
เยาวชนรุ่นใหม่จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นภาครัฐในด้านการส่งเสริมคุณธรรมสำหรับนักเรียน คือ
ในปี พ.ศ. 2557 รฐั บาลได้กำหนดค่านยิ ม 12 ประการตามนโยบายของคณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ
(คสช.) โดยค่านิยมดังกล่าวถูกนำมาผูกกับระบบการศึกษาไทยผ่านการมอบหมายให้หน่วยงาน
ด้านการศึกษากำหนดให้ผู้เรียนทุกระดับชั้น ท่องจำค่านิยม 12 ประการดังกล่าว ต่อมาในปี
พ.ศ. 2561 รัฐบาลได้กำหนดหลักคุณธรรมสำคัญ เพื่อเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 เดินหน้า
ผนึกกำลังกับเครือข่ายภาคเอกชน ภาครัฐ และ ภาคประชาสังคม เพ่ือปลูกฝังหลักคิด 5 ประการ
สู่สังคม ได้แก่ ความพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตสาธารณะ และมีความรับผดิ ชอบ ให้สอดรับกบั โมเดล
พัฒนาคนไทย 4.0 ในศตวรรษท่ี 21 โดยหลักคิด 5 ประการนี้ถือเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต
ทจี่ ะช่วยเตือนสตแิ ละยบั ย้ังพฤติกรรมท่ไี ม่พงึ ประสงคต์ า่ ง ๆ เพ่ือนำพาสังคมไทยสู่ความเจริญกา้ วหน้า

สำนกั งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (2564) ได้จัดทำ
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รายวิชาเพิ่มเติม การป้องการทุจริต) หลักสูตรอุดมศึกษา (วัยใส
ใจสะอาด) “Youngster with good heart” หลักสูตรตามแนวทางรับราชการ กลุ่มทหารและตำรวจ

3

หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผู้นำการเปล่ียนแปลงสสู่ งั คมท่ีไม่ทนต่อการทุจริต และหลกั สตู รโคช้ เพอ่ื การรู้คิด
ต้านทุจริต ซึ่งหลักสูตรดังกล่าว ไม่มีหลักสูตรที่เป็นเฉพาะระดับอาชีวศึกษา ทางสำนักงาน
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะองค์กรผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จึงได้จัดทำเอกสาร
ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2559 - 2561 จำนวน 3 เล่ม ได้แก่ 1) เอกสารแนวทางการจัดกิจกรรมเสริม
หลักสูตรเพื่อสร้างส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตศึกษา สำหรับนักเรียน นักศึกษา 2) เอกสาร
แนวการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาอาชีวศึกษา และ3) เอกสารแนวทาง
การจัดกิจกรรมส่งเสริมการป้องกันการทุจริตด้านอาชีวศึกษา มาเป็นแนวทางในการบูรณาการ
จัดการเรียนรู้ หรือรูปแบบกิจกรรมซึ่งสถานศึกษาอาชีวศึกษาสามารถเลือกนำไปประยุกต์ใช้ใน
การจัดการเรียนรู้รายวิชาต่าง ๆ หรือจัดในกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามบริบทและความพร้อม
ของสถานศึกษา เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม การป้องกันการทุจริต และสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์
สุจริตให้แก่ประเทศชาติ ซึ่งเป็นไปตามพระบรมราโชบายว่า การเป็นพลเมืองดี เป็นหน้าที่ของทุกคน
คือ “เห็นอะไรท่จี ะทำเพื่อบา้ นเมืองไดก้ ็ต้องทำ”

ข้าพเจ้าในฐานะเป็นศึกษานิเทศก์ทำหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา
ด้านการจัดการเรียนการสอนคุณธรรม จริยธรรมในระดับอาชีวศึกษา ได้มีความตระหนักถึง
ความสำคัญในการพัฒนานักเรียนให้กา้ วไปสู่ความเปน็ คนไทย 4.0 การเปน็ มนษุ ย์ท่ีสมบูรณ์ มีทักษะ
การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยการใช้บริบทเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 16
ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมและสร้าง
สถาบนั ท่มี ปี ระสิทธผิ ล รับผดิ ชอบ และครอบคลมุ ในทุกระดับการสร้างการรับรู้ ความตระหนักรู้ และ
การมีส่วนร่วมในการป้องกนั การทจุ ริต ตอ้ งเร่มิ จากผู้เรยี นทีเ่ ปลีย่ นผา่ นจากระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น
เป็นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพที่ต้องสร้างความเข้าใจด้านสังคมที่อยู่ร่วมกันของนักเรียนต้อง
การปราศจากการทุจริตและสร้างสังคมการมีส่วนร่วมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ปัญหาที่พบในการจัด
การเรยี นรูท้ ี่ผา่ นมา พบวา่ นกั เรียนขาดความเขา้ ใจในประเดน็ การเรยี นรดู้ ้านการทุจริต ครผู ู้สอนขาด
การเชื่อมโยงกระบวนการด้านคุณธรรมจริยธรรมไปสู่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขาดทักษะใน
การสื่อสารความหมายด้านการทุจริตที่ถูกต้อง ครูมุ่งเน้นการบรรยายมากกว่าการจัดการเรียน
การสอนท่ีเน้นใหผ้ ้เู รยี นไดโ้ ต้ตอบและนำเสนอผลงานตามทตี่ นเองถนดั กจิ กรรมการสอนมุ่งรายบคุ คล
มากกว่าการปฏิบัติแบบร่วมมือกันปฏิบัติ นักเรียนให้ความเป็นเหตุเป็นผลร่วมกับอารมณ์มากกว่า
การใช้เหตุผลบนพ้ืนฐานความจรงิ ขาดแรงจูงใจในการเรียน รวมทั้งเน้ือหาด้านคุณธรรมในบางเรื่อง
มีเนื้อหาที่เข้าใจยาก นักเรียนขาดทักษะในการสร้างข้อโต้แย้งหรือทักษะการให้เหตุผลบนพื้นฐาน
ความเป็นจริงได้ และครูจัดการเรียนรู้ตามตำราโดยไม่เชื่อมโยงกับสถานการณ์และเทคโนโลยี
ในปัจจุบัน ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบ่ือหน่าย ไม่อยากเรียนเมื่อต้องเรียนเรือ่ งใหม่ ๆ ขาดสื่อการสอน
ที่ทันสมัยในการเรียนด้านคุณธรรมและจริยธรรม ขาดคู่มือและแนวทางในการพัฒนาคุณธรรม
จริยธรรม ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนประสบความสำเร็จอยู่ในระดับต่ำ และจะมีเจตคติทีไ่ ม่ดี
ต่อการเรยี นวชิ าคุณธรรมและจรยิ ธรรม

4

จากเหตุผลและความเป็นมาดังกล่าว ผู้วิจัยได้นิเทศติดตามการจัดการเรียนการสอน
ด้านการบูรณาการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา พบว่า ผู้บริหาร
สถานศึกษาและครูผู้สอนมีความต้องการคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติการนำหลักสูตรต้านทุจริตไปใช้
ตามบันทึกขอ้ ความ หน่วยศึกษานิเทศก์ ลงเลขรับที่ 63 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เรื่อง รายงาน
ผลปัญหาและความต้องการจากการนิเทศติดตามการจัดการเรียนการสอน (ดังภาคผนวก ก)
ซึ่งผู้วิจัยในฐานะผู้รับผิดชอบด้านการศึกษาทั่วไปและกิจกรรมเสริมหลักสูตรและดูแลผู้เรียน
เล็งเห็นถงึ ความสำคัญของการศึกษา จงึ มีแนวคดิ ในการดำเนนิ การจัดทำคู่มอื แนวทางการนำหลักสูตร
ต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ด้วยกระบวนการขั้นตอนวิจัยและพัฒนา
เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการสร้างความรู้ความเข้าใจและการนำไปใช้ในการจั ดการเรียนรู้
ให้แก่บุคลากรสถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา จงึ ได้พัฒนาค่มู ือแนวทางการนำหลักสูตรตา้ นทุจริตศึกษาไปใช้
สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา

2. วตั ถปุ ระสงค์

1. เพ่ือศึกษาสภาพและแนวทางในการสง่ เสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนด้านคุณธรรมและ
จรยิ ธรรมในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา

2. เพ่ือออกแบบและสร้างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา

3. เพอ่ื ประเมินคุณภาพคู่มอื แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษา
อาชวี ศึกษา

4. เพ่ือนิเทศติดตามผลการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา

3. ประโยชนท์ ่ีไดร้ ับจากการวจิ ยั

1. ทราบถึงปัจจัยพ้นื ฐานด้านนักเรยี น นกั ศึกษา ดา้ นครู ด้านผ้บู ริหาร และดา้ นผูป้ กครองที่สง่ ผล
ต่อการจดั กจิ กรรมเสรมิ หลกั สตู รคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในสถานศกึ ษา

2. ได้ค่มู ือแนวทางการนำหลักสตู รต้านทุจรติ ศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา
3. ได้กระบวนการนำแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษา
อาชีวศกึ ษา
4. ได้องค์ความรู้ที่จะเป็นข้อมูลพ้ืนฐานในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียนใน
สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา

4. ขอบเขตของการวจิ ัย

การวจิ ยั เรือ่ ง การพฒั นาคู่มอื แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษา
อาชีวศกึ ษา ผวู้ ิจยั ได้กำหนดขอบเขตการวิจัย ดงั น้ี

1. ขอบเขตดา้ นเนอื้ หา
ขอบเขตด้านเนอ้ื หาของการวจิ ัย เร่อื ง การพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลกั สูตรต้านทุจรติ

ศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษา แบ่งออกเป็น 4 ตอน ดังน้ี

5

ตอนท่ี 1 การศกึ ษาสภาพและแนวทางในการส่งเสริมและสนบั สนนุ การเรียนการสอน
ดา้ นคณุ ธรรมและจริยธรรมในสถานศกึ ษาระดบั อาชวี ศกึ ษา ตามลำดบั ดังน้ี

1. ศึกษาสภาพการจัดการอาชีวศึกษาด้านคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริต
กระบวนการแนวทางในการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้เรยี น
ในศตวรรษที่ 21 แนวคิดการบริหารจัดการอาชีวศึกษาสมัยใหม่ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ปัจจัย
ความสำเร็จในการส่งเสริม ด้านคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริตในสถานศึกษาและความร่วมมือ
ในการบรหิ ารสถานศึกษาด้านคุณธรรมและจริยธรรมตา้ นทุจริตศึกษา

2. ศึกษาแนวทางการพัฒนาผเู้ รียนและส่งเสริมดา้ นคุณธรรมและจริยธรรม
ตา้ นทจุ รติ ในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา จำแนกเปน็ 4 ด้าน 1) หลกั การส่งเสรมิ ดา้ นคุณธรรมและ
จริยธรรมต้านทุจริตในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา 2) กระบวนการส่งเสริมด้านคุณธรรมและ
จริยธรรมต้านทุจรติ ในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา 3) ปัจจัยในการพัฒนาสถานศกึ ษาให้มีคุณภาพ
ด้านคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจรติ และ4) การพัฒนาสถานศึกษาแบบรว่ มมือใหเ้ กิดประสิทธิผล
และความสำเร็จในการบรหิ ารสถานศึกษาด้านคุณธรรมและจรยิ ธรรมต้านทุจรติ

ตอนที่ 2 การสร้างและออกแบบคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรตา้ นทุจริตศกึ ษาไปใช้
สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา ดังน้ี

1. ขอบเขตของเนื้อหา เป็นการสร้างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต
ศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศกึ ษา

2. วิเคราะห์องค์ประกอบของคูม่ ือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา
ไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยใช้ผลการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักการส่งเสริม
ด้านคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริตในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา แนวคิดการบริหารจัดการ
อาชีวศึกษาสมัยใหม่ด้านคุณธรรมและจริยธรรมจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และศึกษาปัจจัย
ความสำเร็จในการบริหารงานด้านคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริตในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา
โดยการสมั ภาษณ์

3. ยกร่างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญสนทนากลุม่ ยกร่างคู่มือแนวทางการนำหลักสูตร
ต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ซึ่งคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา
ไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา มอี งคป์ ระกอบ 5 ส่วน ดงั น้ี

3.1 คำนำ
3.2 สารบญั
3.3 ส่วนที่ 1 บทนำ ประกอบด้วย 1) ความเป็นมาของหลักสูตร
ต้านทจุ รติ ศกึ ษา 2) วัตถุประสงค์ และ3) เปา้ หมาย
3.4 ส่วนท่ี 2 หลกั สูตรตา้ นทุจริตศึกษา ประกอบดว้ ย 1) กระบวนการ
ขบั เคลื่อนหลักสูตรตา้ นทุจริตศึกษา 2) หลกั สตู รต้านทุจริตศึกษา 3) เน้อื หาการเรยี นรหู้ ลักสูตรต้านทุจริต
ศึกษา 4) แนวทางนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ และ5) แผนการจัดการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้
ปอ้ งกนั การทุจริต

6

3.5 ส่วนท่ี 3 แนวทางทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้
สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย 1) เลือกรายวิชากิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม
2) บรู ณาการรายวิชาหน้าท่ีพลเมอื งและศลี ธรรม รหัสวิชา 20000-1501 และรายวชิ าชีวิตกับสังคมไทย
รหัสวิชา 30000-1501 3) บูรณาการในกลุ่มประเภทวิชาอื่น ๆ 4) บูรณาการกิจกรรมเสริมหลักสูตร
5) บูรณาการในวิถีชีวิตของสถานศกึ ษา และ6) บูรณาการในข้อตกลงรายวชิ า

3.6 ส่วนท่ี 4 เคร่ืองมือกำกับ ติดตามการนำหลักสูตรต้านทุจริต
ศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา

3.7 ส่วนท่ี 5 ส่อื การเรียนรู้เสนอแนะ
3.8 บรรณานกุ รม
3.9 ภาคผนวก
ตอนท่ี 3 การประเมินคุณภาพตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของคู่มือ
แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ด้วยการทดลองใช้
(Try-out) ตามลำดับ ดังนี้
1. ประเมินคุณภาพด้านความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของคู่มือ
แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยการสนทนากลุ่ม
ผู้เชย่ี วชาญ
2. การหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ ได้แก่ คู่มือแนวทางการนำหลักสูตร
ต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา นำไปทดลองใช้กับกลุ่มสถานศึกษาที่มีลักษณะ
ใกล้เคยี งกบั กลมุ่ เป้าหมายในการทดลอง ปกี ารศึกษา 2563
ตอนที่ 4 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ทดลองภาคสนามและประเมนิ ผลนิเทศตดิ ตามการใช้
ค่มู อื แนวทางการนำหลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา
1. ผ้วู จิ ยั ดำเนนิ การทดลองใช้ค่มู อื แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา
ไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ดำเนินกิจกรรมตามคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต
ศกึ ษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศกึ ษา
หลังทดลองใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา ผ้วู ิจยั ดำเนินการศกึ ษาตามลำดับ ดังนี้
1.1 สอบถามความคิดเห็นของครูต่อการใช้คู่มือแนวทางการนำ
หลักสูตรต้านทุจริตศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา
1.2 ประเมินความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาและครูต่อ
กระบวนการนิเทศติดตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา
1.3 ประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อกระบวนการนิเทศ
ตดิ ตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสตู รต้านทุจรติ ศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา
2. ผู้วิจัยสรุปและรายงานผลคุณภาพและการนิเทศติดตามผลคู่มือ
แนวทางการนำหลักสูตรตา้ นทจุ ริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศกึ ษา

7

3. ผู้วิจัยนำผลการดำเนินงานปรับปรุงคู่มือแนวทางการนำหลักสูตร
ต้านทุจริตศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศึกษา

4. ผู้วิจัยเผยแพร่คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้
สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาให้กบั สถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน

2. ขอบเขตดา้ นแหล่งขอ้ มูล
การวิจัยครง้ั น้มี ีขอบเขตดา้ นแหลง่ ข้อมูล แบ่งเป็น 4 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 การศกึ ษาสภาพและแนวทางในการส่งเสริมและสนบั สนนุ การเรยี นการสอน

ด้านคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษาระดบั อาชีวศกึ ษา
1. การสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการส่งเสริมและสนับสนุน

การเรียนการสอนด้านคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา การพัฒนากระบวน
การสง่ เสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนด้านคุณธรรมและจรยิ ธรรมในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา
ในศตวรรษที่ 21 แนวคิดการบริหารจัดการอาชีวศึกษาสมัยใหม่ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ปัจจัย
ความสำเร็จในการส่งเสริมด้านคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริตในสถานศึกษา และความร่วมมือใน
การบริหารสถานศกึ ษาดา้ นคณุ ธรรมและจริยธรรมตา้ นทุจริตศกึ ษา

1.1 แหล่งข้อมูล ได้แก่ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการส่งเสริม
และสนับสนุนการเรยี นการสอนด้านคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษาระดับอาชวี ศึกษา การพัฒนา
กระบวนการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนด้านคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษาระดับ
อาชีวศึกษาในศตวรรษที่ 21 แนวคิดการบรหิ ารจัดการอาชีวศึกษาสมยั ใหม่ด้านคุณธรรมและจริยธรรม
ปัจจัยความสำเร็จในการส่งเสริมด้านคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริตในสถานศึกษาและความร่วมมือ
ในการบริหารสถานศกึ ษาดา้ นคุณธรรมและจริยธรรมตา้ นทุจรติ ศกึ ษา

1.2 ประเด็นที่ศึกษา ได้แก่ หลักการ กระบวนการ แนวคิด ปัจจัยความสำเร็จ
และความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนด้านคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริต
ศกึ ษาในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา

2. ศึกษาสภาพและแนวทางการพัฒนาผู้เรียนและส่งเสริมด้านคุณธรรมและ
จริยธรรมตา้ นทุจรติ ในสถานศึกษาระดบั อาชีวศกึ ษา โดยการใช้แบบสมั ภาษณ์

กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวข้องกับ
การส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจริตในสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา
จำนวน 2 คน ทมี่ ีประสบการณ์ด้านการสง่ เสริมคุณธรรมและจรยิ ธรรมในสงั กัดสำนกั งานคณะกรรมการ
การอาชีวศึกษาอย่างน้อย1 ปี และครู จำนวน 3 คน ที่มีประสบการณ์ด้านการสอนคุณธรรม จริยธรรม
และต้านทุจริตศึกษา อย่างน้อย 3 ปี รวมทั้งสิ้น จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Sampling)

ตอนท่ี 2 การสร้างและออกแบบคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้
สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา

กลุ่มผใู้ ห้ข้อมูล ได้แก่ ผเู้ ช่ียวชาญสนทนากลุ่มยกร่างคมู่ ือแนวทางการนำหลักสูตร
ต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน
ครู จำนวน 5 คน และนักวิชาการ จำนวน 1 คน รวมท้ังสิ้น จำนวน 8 คน เป็นผู้ท่ีมีความรู้และ

8

ประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม และมีรายชื่อตามคำสั่งคณะกรรมการ
การอาชีวศึกษา ที่ 790/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างคุณธรรม
จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งได้มาโดยการเลือก
แบบเจาะจง (Purposive Sampling)

ตอนที่ 3 การประเมินตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของคู่มือแนวทาง
การนำหลักสูตรต้านทจุ รติ ศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศึกษา ดว้ ยการทดลองใช้ (Try-out)

1.กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพคู่มือแนวทางการนำ
หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นผู้ท่ีมีความรู้และประสบการณ์
ด้านการบริหารการส่งเสริม ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับ
คุณธรรมและจริยธรรมต้านทุจรติ ศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน เป็นผู้ที่มี
ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในสังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อย่างน้อย 1 ปี และครู จำนวน 4 คน เป็นผู้ที่มีความรู้และ
ประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม อย่างน้อย 3 ปี รวมทั้งส้ิน
จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาโดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling).

2. เครอื่ งมือที่ใช้ในรวบรวมขอ้ มูล ได้แก่
2.1 คมู่ อื แนวทางการนำหลักสูตรตา้ นทุจรติ ศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษา

อาชีวศกึ ษา
2.2 แบบสอบถามและแบบประเมิน ไดแ้ ก่
(1) แบบสอบถามความคดิ ของครูเห็นตอ่ การใชค้ ูม่ ือแนวทางการนำ

หลกั สตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษาไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา
(2) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาและครู

ต่อกระบวนการนิเทศติดตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา

(3) แบบประเมนิ ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อกระบวนการนิเทศ
ตดิ ตามการใช้คมู่ อื แนวทางการนำหลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศกึ ษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา

3. การหาประสิทธิภาพของคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้
สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศกึ ษาและนำไปทดลองใช้กับกลุม่ สถานศกึ ษาทีม่ ีลกั ษณะใกลเ้ คยี งกับเป้าหมาย
ในการทดลอง นำไปทดลองใช้ (Try-out) ปกี ารศกึ ษา 2563 จำนวน 5 แหง่ ไดแ้ ก่ 1) วทิ ยาลยั การอาชีพ
กาญจนาภิเษกหนองจอก 2) วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี 3) วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน 4) วิทยาลัย
การอาชีพนวมินทราชูทิศกรุงเทพมหานคร และ5) วิทยาลัยการอาชีพปากท่อ ประกอบด้วย ผู้บริหาร
สถานศึกษา จำนวนแห่งละ 1 คน ครู จำนวนแห่งละ 4 คน และผู้ปกครอง จำนวนแห่งละ 2 คน
รวมจำนวนแหง่ ละ 7 คน รวมท้งั สิ้น จำนวน 35 คน

9

ตอนที่ 4 การเก็บรวบรวมข้อมูลทดลองภาคสนามและประเมินผลนิเทศติดตาม
การใชค้ มู่ อื แนวทางการนำหลักสตู รต้านทุจรติ ศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา

1. กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการทดลองใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา
ไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ได้แก่ สถานศกึ ษาอาชีวศึกษากล่มุ เป้าหมาย ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน
10 แห่ง ประกอบด้วย 1) วิทยาลัยเทคนิคตรัง 2) วิทยาลัยเทคนิคสตูล 3) วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสรรค์
4) วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง 5) วิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว 6) วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี 7) วิทยาลัยการอาชีพ
กบินทร์บุรี 8) วิทยาลัยการอาชีพนครสวรรค์ 9) วิทยาลัยการอาชีพนิคมคำสร้อย และ10) วิทยาลัยเกษตร
และเทคโนโลยีเชียงใหม่ ซง่ึ เป็นสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างคุณธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภิบาล
ในสถานศึกษาทีม่ ีแนวปฏิบัติเป็นแบบอย่างท่ีดี ซึง่ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling):

2. เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้เก็บขอ้ มูลในรวบรวมขอ้ มูล ได้แก่
2.1 คมู่ ือแนวทางการนำหลกั สูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษา

อาชวี ศกึ ษา
2.2 แบบสอบถามและแบบประเมนิ ไดแ้ ก่
(1) แบบสอบถามความคิดของครูเห็นตอ่ การใช้คมู่ ือแนวทางการนำ

หลักสตู รต้านทุจรติ ศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา
(2) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาและครู

ต่อกระบวนการนิเทศติดตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชีวศึกษา

(3) แบบประเมนิ ความพงึ พอใจของผู้ปกครองต่อกระบวนการนเิ ทศ
ตดิ ตามการใช้คูม่ ือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา

3. นเิ ทศตดิ ตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชีวศึกษา ได้แก่ สถานศึกษาอาชีวศึกษากลุ่มเป้าหมาย ปีการศึกษา 2654 จำนวน 10 แห่ง
ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวนแห่งละ 1 คน ครู จำนวนแห่งละ 4 คน และผู้ปกครอง
จำนวนแห่งละ 2 คน รวมจำนวนแห่งละ 7 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 70 คน ในการตอบแบบสอบถามวิจัย
ผ่านระบบออนไลน์ Google Meeting เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา
2019

3. ขอบเขตดา้ นตวั แปร
ตวั แปรตน้
ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งน้ี คือ ผลการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริต

ศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศกึ ษา
ตวั แปรตาม
ตัวแปรตามทีใ่ ช้ในการวิจยั คร้งั นี้ ได้แก่
1. สภาพและแนวทางในการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรคุณธรรมและจรยิ ธรรม
2. ค่มู ือแนวทางการนำหลกั สูตรตา้ นทจุ ริตศกึ ษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศึกษา
3. คุณภาพคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจรติ ศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษา

อาชวี ศึกษา

10

4. ผลการนเิ ทศตดิ ตามผลการใช้คู่มอื แนวทางการนำหลกั สูตรตา้ นทุจริตศึกษาไปใช้
สำหรับสถานศึกษาอาชวี ศึกษา ไดแ้ ก่

4.1 ความคิดเห็นของครูต่อการใชค้ ู่มือแนวทางการนำหลกั สตู รต้านทุจริตศึกษา
ไปใช้ สำหรบั สถานศกึ ษาอาชีวศึกษา

4.2 ความพงึ พอใจของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาและครูต่อกระบวนการนิเทศติดตาม
การใชค้ มู่ ือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทจุ ริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศกึ ษาอาชีวศึกษา

4.3 ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อกระบวนการนิเทศติดตามการใช้คู่มือ
แนวทางการนำหลักสตู รต้านทจุ ริตศึกษาไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศึกษา

4. ขอบเขตด้านระยะเวลา
ระยะเวลาในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจรติ ศึกษา

ไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชีวศกึ ษา ปกี ารศึกษา 2563 – 2564

5. นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ

ในการวจิ ัยครัง้ น้ีผ้วู ิจยั ไดน้ ยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ ดงั น้ี
1. การพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษา
อาชีวศกึ ษา หมายถงึ กระบวนการพัฒนาคมู่ ือแนวทางการนำหลกั สตู รต้านทจุ ริตศกึ ษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชีวศึกษา โดยใช้การวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ประกอบไปด้วย
4 ตอน ดังนี้ 1) การศึกษาสภาพและแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน
ด้านคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา 2) การสร้างและออกแบบคู่มือ
แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา 3) ตรวจสอบ
ความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้ หาประสิทธภิ าพของค่มู อื แนวทางการนำหลกั สูตรต้านทจุ ริตศึกษา
ไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ด้วยการทดลองใช้ (Try-out) และ4) การเก็บรวบรวมข้อมูล
ทดลองภาคสนามและประเมินผลการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อให้เกิดความชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจและปฏิบัติตามสามารถ
นำไปเป็นแนวทางในการจัดการเรยี นรู้
2. คุณภาพคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษา
อาชีวศึกษา หมายถึง เอกสารที่เขียนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ใช้คู่มือได้ศึกษาทำความเข้าใจ และ
สามารถนำคู่มือมาใช้เป็นแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ โดยผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ ประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านรูปเล่ม
ของคูม่ อื ดา้ นเน้ือหาของคมู่ อื และดา้ นประโยชนข์ องคมู่ ือ ดงั นี้

2.1 ด้านรูปเล่มของคู่มือ หมายถึง องค์ประกอบของขนาดคู่มือ การออกแบบ
รูปภาพ ตัวอักษร และสีสนั ของปกหนา้

2.2 ด้านเนื้อหาของคู่มือ หมายถึง มีองค์ประกอบของเนื้อหาหลักสูตรต้านทุจริต
ศึกษา ด้านคำชแี้ จง วัตถปุ ระสงค์ ความตอ้ งการ เนอ้ื หากระชบั เขา้ ใจงา่ ย มขี นั้ ตอน แนวทางการวัด
และประเมนิ ผล สือ่ การเรยี นรู้ สำนวนภาษา การอ้างองิ และสามารถนำไปใช้ปฏิบตั ิได้

11

2.3 ด้านประโยชน์ของคู่มือ หมายถึง ความรู้ที่ได้จากจากคู่มือสามารถนำไปใช้ได้
ดว้ ยตนเอง แนะนำผู้อื่น และการจัดการเรียนรู้ และพกพาได้สะดวก

3. การนิเทศติดตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชวี ศึกษา หมายถึง กระบวนการในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ให้การนิเทศและผู้รบั
การนิเทศ โดยผู้ให้การนิเทศคอยให้ความช่วยเหลือ ชี้แนะ แนวทางการใช้คู่มือแนวทางการนำ
หลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา

4. ความคิดเห็นของครู หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือทัศนคติในทางบวกต่อการใช้คู่มือ
แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่
ดา้ นรูปเล่มของคู่มอื ดา้ นเนอื้ หาของค่มู อื และด้านการนำไปใช้

5. ความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาและครู หมายถึง ความรู้สึกชอบ รู้สึกดี หรือ
ทศั นคตใิ นทางบวกตอ่ กระบวนการนิเทศตดิ ตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา
ไปใช้ สำหรบั สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษา

6. ความพึงพอใจของผู้ปกครอง หมายถึง ความรู้สึกชอบ รู้สึกดี หรือทัศนคติในทางบวก
ต่อกระบวนการนิเทศติดตามการใช้คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชีวศึกษา

7. หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา หมายถึง หลักสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและมีความเห็นชอบให้สถานศึกษาทุกสังกัด
ในกระทรวงศกึ ษาธิการนำไปใช้ในการจดั การเรียนรู้ เพอื่ เป็นการปลกู ฝังผู้เรยี นให้มีจิตสำนึกการเป็น
พลเมืองทีด่ ีและพฤติกรรมท่ีซ่ือสัตย์ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ว่าด้วยการปอ้ งกันและ
ปราบปรามการทุจริต ระยะท่ี 3

8. แนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา
หมายถึง รูปแบบการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษามาใช้ในการจัดการเรียนรู้หรือกิจกรรมการเรียน
การสอน สำหรับสถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษา และการประยกุ ต์ใชใ้ นกิจวัตรประจำวนั ในสถานศึกษา

9. คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา
หมายถึง เอกสารที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการพฒั นา
คู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประกอบด้วย
1) คำนำ 2) สารบัญ 3) ส่วนที่ 1 บทนำ 4) ส่วนที่ 2 หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา 5) ส่วนที่ 3 แนวทาง
การนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา 6) ส่วนที่ 4 เครื่องมือกำกับ
ติดตามการนำหลกั สูตรตา้ นทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับสถานศึกษาอาชีวศึกษา 7) สว่ นที่ 5 สื่อการเรียนรู้
เสนอแนะ 8) บรรณานุกรม และ9) ภาคผนวก

บทที่ 2
แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยทเี่ ก่ยี วข้อง

การวิจัย เรื่อง การพัฒนาคู่มือแนวทางการนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ สำหรับ
สถานศึกษาอาชีวศึกษา ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิด ทฤษฏี หลักการรวบรวมเอกสาร และศึกษา
งานวิจยั ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง เพอ่ื เป็นแนวทางในการศกึ ษาโดยมีหวั ขอ้ ดังน้ี

1. แนวคิดเก่ยี วกบั การนเิ ทศพฒั นาครูผสู้ อนด้านการจดั การเรยี นรู้
2. แนวคิดเก่ียวกับการนเิ ทศ
3. หลักและกระบวนการนิเทศ
4. การวางแผนกลยุทธ์การนเิ ทศ
5. การประเมินผลการนเิ ทศ
6. ทฤษฏเี ก่ยี วกับคุณธรรม จริยธรรม
7. รูปแบบการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
8. แนวคดิ และทฤษฎกี ารพฒั นาคูม่ ือ
9. งานวจิ ยั ในประเทศและต่างประเทศ

1. แนวคิดเก่ยี วกับการนเิ ทศพัฒนาครผู ้สู อนด้านการจดั การเรียนรู้

การนเิ ทศการศกึ ษาถือว่าเปน็ กระบวนการหนงึ่ ทีช่ ่วยให้การศึกษาเกิดการพัฒนาเป็นกระบวนการ
ร่วมมือกันทางานระหว่างครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อปรับปรุงและพัฒนากระบวนการปฏิบัตงิ าน
ในหน้าที่ของครูให้มีประสิทธิภาพและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรกำหนด
(ชุติมา แย้มจ่าเมือง, 2554: 14) โดยการนิเทศ ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2546 หมายถึง
ชแี้ จง หรือแสดง เปน็ เรือ่ งที่เก่ียวกับการดูแลควบคุม หรือการให้คำช้ีแนะช้ีแจงของงาน ดังนั้น การนิเทศ
จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาครูผู้สอนด้านการจัดการเรียนรู้ สอดแทรกคุณธรรมและจริยธรรม
นำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปใช้ในสถานศึกษา ตามแนวปฏิรูปการอาชีวศึกษาโดยใช้หลักคุณธรรม
จริยธรรมเพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ ซง่ึ การนิเทศเพ่ือพฒั นาครูนั้น มนี กั การศึกษาได้เสนอทักษะ
ในการนิเทศไว้ ดงั น้ี

1. ทกั ษะในการนเิ ทศการสอน
การนิเทศการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และปรับปรุงการเรียนการสอนให้

บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์นั้น วัชรา เล่าเรียนดี (2553: 16-19) ได้กล่าวถึงทักษะที่จำเป็นใน
การนิเทศการสอน ประกอบด้วย ทักษะด้านเทคนิค ทกั ษะด้านมนษุ ยสัมพนั ธ์ และทกั ษะดา้ นการจัดการ
มีรายละเอยี ด ดังน้ี

1. ทักษะด้านเทคนิค (Technical Skills) เป็นความสามารถในการใช้ความรู้ วิธีการ
และเทคนิคท่ีจำเป็นและที่เก่ียวข้องกับการนิเทศ ซ่ึงในการนิเทศแต่ละคร้ังผู้นิเทศจะต้องมีความรู้

13

ความสามารถเฉพาะอย่าง ต้องมีความรูแ้ ละความเข้าใจเทคนิควิธี และสามารถใช้เทคนิควิธีเหล่านั้น
ได้ เช่น เทคนิคการนิเทศแบบพัฒนาการ เทคนิคการนิเทศแบบคลินิก เทคนิคการสังเกตการสอน
แบบตา่ ง ๆ ท่ีสำคญั และสามารถสาธิตแนะนำให้กบั ครไู ด้

2. ทักษะดา้ นมนษุ ยสมั พนั ธ์ (Human Relation Skills) เปน็ ความสามารถในการปฏิบัตงิ าน
อยา่ งมีประสิทธิภาพและประสทิ ธิผลภายในกลมุ่ และสามารถสรา้ งความรว่ มมือให้เกิดข้ึนระหวา่ งสมาชิก
ภายในกลุ่ม รวมถึงความสามารถในการจูงใจและการมีอิทธิพลเหนือคนอื่น การได้รับความร่วมมือ
อยา่ งจริงจงั สามารถพัฒนากลมุ่ งานใหม้ ีประสิทธภิ าพ และสร้างการยอมรบั ในการเปล่ียนแปลงมากขนึ้

3. ทักษะดา้ นการจัดการ (Managerial Skills) เปน็ ความสามารถในการทีจ่ ะจดั ให้และคงไว้
ซ่ึงสภาพเงือ่ นไขทีจ่ ะเปน็ การสนับสนุนการทำงานหน่วยงาน หรอื กลไกในการรักษาไว้ และทำใหอ้ งค์กรดี
มปี ระสทิ ธภิ าพขึน้ ประกอบดว้ ยทักษะในการจัดการตอ่ ไปนี้

3.1 ความสามารถในการรกั ษาไวซ้ ึง่ ความสัมพันธท์ ีด่ รี ะหวา่ งบุคคลกับหนว่ ยงาน
3.2 ความสามารถในการมองเห็นความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ที่สำคัญที่เอื้อต่อ
การปฏบิ ัตงิ านในองคก์ รหรอื โรงเรยี น
3.3 ความสามารถในการทจ่ี ะสร้างองค์กรท่มี ีคุณภาพ
3.4 ความสามารถในการสรา้ งและคงไวซ้ ึง่ สมรรถภาพขององคก์ ร

สรุปไดว้ ่า ทักษะการนเิ ทศการสอนด้านคณุ ธรรมจริยธรรมมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับ
ผู้นิเทศการสอน ใช้การนิเทศการสอน ประกอบด้วย ทักษะด้านเทคนิค ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์และ
ทักษะด้านการจัดการซึ่งทักษะทั้งสามนี้ ผู้นิเทศจะต้องผสมผสานในการนำไปใช้เพื่อให้บรรลุผลสำเรจ็
ตามวัตถปุ ระสงค์

2. กระบวนการนเิ ทศการสอน
วัชรา เลา่ เรียนดี (2553: 27-28) ไดน้ าเสนอกระบวนการนเิ ทศการสอนไว้ 7 ขน้ั ตอน คอื
1. การวางแผนร่วมกันระหว่างผูน้ ิเทศการสอนและผ้รู ับการนเิ ทศ
2. การเลือกประเด็นหรือเรอื่ งทีส่ นใจจะปรบั ปรงุ การพฒั นา
3. การนำเสนอโครงการพฒั นาและข้นั ตอนการปฏิบัติ
4. การให้ความรหู้ รอื หาความรจู้ ากเอกสารตา่ ง ๆ และการฝึกอบรมเชิงปฏบิ ตั กิ าร
5. การจดั ทำแผนการนิเทศ
6. การดำเนนิ การตามแผน
7. การสรุปผล ประเมนิ ผลการปรบั ปรุงและพฒั นา
Glickman (2010: 285) ได้นำเสนอกระบวนการนเิ ทศการสอนภายใน ไว้ 5 ขั้นตอน คือ
1. การประชุมรว่ มกบั ครู
2. การสังเกตการสอนในชนั้ เรยี น
3. การวิเคราะห์และตดิ ตามผลการสงั เกตการสอน
4. การประชมุ ร่วมกับครูภายหลงั การสังเกตการสอน
5. การวิเคราะหแ์ ละพัฒนาการดำเนินการในแต่ละขนั้ ตอน

14

Acheson and Gall (2003: 90) ได้เสนอกระบวนการนิเทศการสอนแบบคลินิก
ซึ่งมีขั้นตอนการทำงานอยู่ 3 ขั้นตอน คอื

1. การประชุมปรึกษาหารือเพื่อวางแผน เป็นขั้นที่ผู้นิเทศจะเปิดโอกาสในวิชาชีพ
เพอ่ื ผนู้ ิเทศจะร่วมกันแก้ปญั หาและพัฒนา

2. การสังเกตการการสอน เป็นขั้นที่ผู้นิเทศจะสังเกตการสอนของครูตามข้อตกลง
กบั ครูแล้วบันทึกขอ้ มูลไวอ้ ย่างละเอียด

3. การประชมุ ใหข้ ้อมูลย้อนหลงั ผู้นเิ ทศและครูจะทบทวนข้อมูลของการสงั เกตการสอน
ผู้นิเทศจะสนบั สนนุ ให้ครวู ิเคราะห์การสอนของตนเอง แล้วร่วมกับครูหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรม
ที่เปน็ ปัญหาน้นั

สรุปได้ว่า กระบวนการนิเทศเป็นกระบวนการที่จะส่งผลต่อความสำเร็จในการดำงาน
ประกอบด้วย 1) การวางแผนร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ 2) การค้นพบปัญหาหรือเลอื ก
ประเด็นที่สำคัญในปรับปรุงและพัฒนา 3) การนำเสนอขั้นตอนการปฏิบัติ 4) การให้ความรู้หรือหา
ความรู้จากเอกสารต่าง ๆ 5) การจัดทำแผนการนิเทศ 6) การดำเนินการตามแผน และ7) การสรุปผล
ประเมินผลการปรับปรุงและพัฒนา ซึ่งเหมาะสมต่อการนิเทศการสอนด้านคุณธรรมจริยธรรมและ
บทบาทศึกษานิเทศก์

3. การนเิ ทศการสอนแบบกัลยาณมติ ร
การนิเทศการสอนแบบกัลยาณมิตร (อัญชลี ธรรมะวิธีกุล, 2552) เป็นการชี้แนะและ

ช่วยเหลือด้านการเรียนการสอนในกลุ่มเพื่อนครูด้วยกัน มีหลักการนิเทศที่เน้น ประเด็นสำคัญ
4 ประการ คือ 1) การสร้างศรัทธา ผู้นิเทศจะต้องสร้างศรัทธา เพื่อให้เพื่อนครูยอมรับและเกิดความ
สนใจที่จะใฝ่รู้ปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้ 2) การสาธิตรูปแบบการสอน ผู้ให้การนิเทศจะต้อง
แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้นสามารถปฏิบัติและทำได้จริง ๆ และ
เพื่อนครูสามารถนำรูปแบบไปประยุกต์ในช้ันเรียนได้ 3) การร่วมคิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้นิเทศและ
ผู้รับการนิเทศ จะต้องมีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ มีการร่วมคิดแก้ปัญหาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ในการจัดกระบวนการเรยี นรซู้ ่ึงกันและกนั 4) การติดตามประเมนิ ผลตลอดกระบวนการ ผนู้ ิเทศจะต้อง
บันทึกการนิเทศอย่างสม่ำเสมอ สังเกตและรับฟังข้อมูลป้อนกลับจากเพื่อนครูผู้รับการนิเทศ
ศกึ ษาปญั หาและแนวทางแก้ไข เพ่ือสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ข้ึนใหมอ่ ย่างเป็นระบบและตอ่ เนือ่ งสืบไป

1.3.1 กระบวนการของการนิเทศแบบกัลยาณมิตร กระบวนการของการนิเทศ
แบบกลั ยาณมิตร มีกระบวนการดงั น้ี (อัญชลี ธรรมะวิธีกุล, 2552)

1. ไม่มุง่ เนน้ ปรมิ าณ -เน้นความชัดเจนของข้ันตอน วธิ ีการ
2. สานพลงั อาสา -เริ่มทศี่ รัทธา / อาสาสมัคร / ไม่ใช่การส่ังการ
3. เสวนาร่วมกนั -ใชอ้ ปริหานิยธรรม 7 ไดแ้ ก่ 1) หม่นั ประชุมเป็นเนืองนิตย์
2) พร้อมเพรียงทำกิจที่พึงทำ 3) ปฏบิ ัตติ ามหลกั การทวี่ างไว้/ส่งิ ใดดอี ยรู่ ูร้ กั ษา 4) ศรทั ธายอมรับนับถือ
กนั และกนั 5) ไมบ่ งั คับ /ไมห่ ำ้ ห่ัน /ลุแกอ่ ำนาจบังคับบัญชา 6) พัฒนาไปตามสภาพจรงิ ของสถานศึกษา
ท่ีเป็นเรอื่ งชัดแจง้ และ7) คมุ้ ครองเสริมแรงใหก้ ำลงั ใจ
4. สรา้ งสรรคค์ วามเปน็ มิตร -ชักชวนให้รว่ มกันพัฒนา

15

5. ฝกึ คดิ มุ่งมั่น -มคี วามเพยี ร อดทน รู้จกั ใชเ้ หตผุ ล
6. ทุกวนั ปฏิบตั ิ -ทำอย่างต่อเนอ่ื ง
7. จดั ทำบันทกึ แนวทาง –รจู้ ักสงั เกตแลว้ บนั ทึก

สรุปได้ว่า การนิเทศแบบการสอนแบบกัลยาณมิตร เป็นการชี้แนะและช่วยเหลือ
ดา้ นการเรียนการสอน ผูน้ ิเทศจะต้องบันทึกการนิเทศอย่างสมำ่ เสมอ สงั เกตและรบั ฟังขอ้ มลู ป้อนกลับ
จากเพื่อนครูผู้รับการนิเทศ ศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ขึ้นใหม่
อยา่ งเปน็ ระบบและต่อเนื่อง

2. แนวคดิ เก่ยี วกบั การนิเทศ

ความหมายของการนเิ ทศ
ผู้นำทางการนเิ ทศ และนกั วิชาการหลายท่านไดใ้ หค้ วามหมายของการนิเทศ ดังนี้
โกลด์แฮมเมอร์ และคณะ (Goldhammer et al., 1980, p. 13) ได้สรุปจาก

คำจำกัดความ การนิเทศไว้ว่า เป็นลักษณะงานที่มอบหมายให้ครูหรือผู้นิเทศ ที่กระตุ้นให้ครูหรือ
ครูแนะแนวในโรงเรยี นใหม้ ีการพัฒนาในการท่จี ะนำวธิ กี ารสอน ส่ือการเรียนการสอนมาใช้โดยเน้นถึง
ทักษะในการติดต่อสื่อสาร ในการนิเทศปัจจุบันการนิเทศได้พยายามที่จะช่วยเหลือครูแก้ปัญหา
ช่วยเหลือครูในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างครูและนักเรียน
เป็นการพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และส่งผลสะท้อนต่อ
การพัฒนาการของนกั เรยี น

ร็อบบินส์และออลวี (Robbins & Alvy, 1995, p. 100) กล่าวว่า การนิเทศการศึกษา
เป็นการให้การสนับสนุนครูเพื่อให้ครูได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่คณะครูพึงจะได้รับตามความสามารถ และ
เห็นการนิเทศการศึกษาเป็นการนิเทศเพื่อเฝ้าระวังรักษา เขาเน้นว่าคุณสมบัติสำหรับการเป็น
ผ้บู งั คับบญั ชา เปน็ ผู้นเิ ทศจะตอ้ งมีวิสัยทัศน์บุคคลท่ีมวี ิสยั ทัศน์ จะมสี ายตาเฉยี บพลันมากท่ีจะสามารถ
มองเห็นสิ่งทเ่ี กิดขึ้นในหอ้ งเรยี น และแกป้ ัญหาไดต้ รงประเด็น

ดาเรซ (Daresh, 2001, p. 32) ให้ความหมายการนิเทศการศึกษา คือ การนิเทศ
การศึกษาของครูเป็นหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพครูที่จะนำไป
สู่การปรับปรงุ ในดา้ นการเรียนการสอน และการเรียนร้กู ารปฏบิ ตั งิ านตามสภาพจริงของนักเรยี น

เซเปดา (Zepeda, 2007, p. 43) ไดใ้ หค้ วามหมายของการนเิ ทศทางการศกึ ษาไว้ว่า
เป็นการนิเทศการศึกษาเพื่อให้บรรลุความสำเร็จของนักเรียนช่วยในการพัฒนาครูและการศึกษา
โดยการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างนักการศึกษากับการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน
เพื่อนำไปสู่ความความสำเร็จดา้ นการสอนของโรงเรยี น

โนแลน และฮเู วอร์ (Nolan & Hoover, 2008, p. 12) ใหค้ วามหมายของการนิเทศ
การศึกษา คือ การนิเทศการสอน เป็นการทำงานอย่างมืออาชีพกับครูเพื่อตรวจสอบ สิ่งที่ดีที่สุด
ในชนั้ เรียนและสิง่ ทตี่ ้องมีการปรบั ปรงุ

16

สรุป แนวคิด นิยาม ความหมาย เกี่ยวกับการนิเทศ คือ ความพยายามของผู้นิเทศ และผู้รับ
การนิเทศในการพัฒนางานวิชาการของสถานศึกษา โดยผู้นิเทศต้องมีการวางแผนงานในการนิเทศ
งานวิชาการร่วมกบั ครชู ่วยกันแก้ไขปัญหาใหก้ บั ผ้รู ับการนิเทศ การให้ความชว่ ยเหลอื แนะนำผ้รู ับการนิเทศ
การวางแผน การกระตนุ้ การสร้างขวัญและกำลังใจ การสรา้ งบรรยากาศระหวา่ งการนิเทศ

ความสำคญั ของการนิเทศ
ความสำคัญของการนิเทศ มีนักวิชาการหลายทา่ นได้ให้ความสำคัญ ดังน้ี
กลิคแมน กอร์ดอน และโจวิตา รอสส์-กอร์ดอน (Glickman, Gordon & Ross-

Gordon, 1995, p. 45) กล่าวถึงความสำคัญของการนิเทศไว้ว่า การนิเทศการศึกษาของรัฐท่ี
ผู้บังคับบัญชาส่วนใหญ่เป็นอดีตอาจารย์และเป็นผลมุมมองของตนเกี่ยวกบั การเรียนรู้ธรรมชาติของ
ความรู้และบทบาท ของครูในห้องเรียนท่ีมีอิทธิพลต่อมุมมองของการการนิเทศการศกึ ษา หลังจากท่ี
ทุก ๆ ครั้งที่มีการนิเทศการศึกษาในหลายกรณีก็คล้ายกับการเรียนการสอน ครูต้องการปรับปรุง
พฤตกิ รรมผลสมั ฤทธขิ์ องนักเรียน และทศั นคติ

อาโบสิ และอมิสซา (Abosi & Amissah, 1992, p. 6) กล่าวถึงความสำคัญของ
การนเิ ทศ ไว้วา่ การนเิ ทศได้พัฒนาขึ้นจากความความสมั พนั ธ์กบั ชุมชน นักเรียน บคุ ลากร การบริการ
พนักงานในโรงเรียน ในการประเมินหลักสูตรห้องกายภาพและวัสดุทางการศึกษา การนิเทศ
ที่มีประสิทธิภาพ โดยครูหรือผู้บริหารสถานศึกษาเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น เพื่อเปิดโอกาสและประสาน
ความพยายามเพอ่ื ใหแ้ นใ่ จว่าการนิเทศบรรลเุ ปา้ หมายของโรงเรยี นในดา้ นการเรยี นการสอน

โอลิเวีย (Olivia, 1993, p. 23) ได้ให้ความสำคัญของการนิเทศ เป็น 2 ประเภท
ของ การนิเทศ พนักงานเป็นศูนย์กลาง และเปน็ ศนู ย์กลางงาน กบั การนิเทศพนักงานเป็นศูนย์กลาง
ผู้บังคับบัญชาเน้นความสนใจเป็นหลัก ในแง่มุมของมนุษย์ผู้ใต้บังคับบัญชา ปัญหาของพวกเขาและ
ยังพยายามที่จะสร้างกลุ่มทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพสูงภายใต้
การนิเทศงานเป็นศูนย์กลางเน้นอยู่ในงานที่จะทำ ผู้บังคับบญั ชาผูใ้ ต้บังคบั บัญชาให้ทำงานตามวงจร
การทำงานที่ระบุเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำงานเสร็จโดยมีการกำหนด และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
จึงจะประสบความสำเร็จภายในเวลาทก่ี ำหนด

สรุปความสำคัญการนิเทศ คือ การกระทำให้เกิดการสร้างความสัมพันธภาพในเชิงบวก
ระหว่างผู้นิเทศกับผู้เข้ารับการนิเทศมีการช่วยเหลือค้นหาวิธีการทำงาน การวางแผน การแยกแยะ
การวิเคราะห์สภาพปัญหา และการแกไ้ ขปัญหาดว้ ยตนเองไดอ้ ย่างสมเหตุสมผล

ประโยชนข์ องการนเิ ทศ
ประโยชน์ของการนิเทศ มีนักวิชาการและนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึง

ประโยชนข์ องการนิเทศ ดังน้ี
เซเปดา (Zepeda, 2007, p. 32) ได้กำหนดประโยชนจ์ ากการนเิ ทศไว้ 3 กระบวนการ

คือ การนิเทศการสอน การประเมินผล และการพัฒนาอาชีพ ทั้งสามกระบวนการซึ่งจะเป็นประโยชน์
ที่ทำให้การนิเทศตามแนวทางของ เซเปดา ประสบผลสำเร็จจากการนำมาเป็นส่วนประกอบที่มี
การบูรณาการในการนิเทศ ทั้งหมดในการใช้งาน แต่ละองค์ประกอบเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่จำเป็นต่อ
องคป์ ระกอบขั้นพน้ื ฐานทจ่ี ะเสร็จสมบูรณ์

17

สแวริงเจน (Swearingen, 1962, p. 35) กล่าวว่า ประโยชน์ของการนิเทศ คือ
การดูแลที่เป็นโปรแกรมในการวางแผนการปรับปรุง และเกี่ยวข้องกบั การเรียนการสอน การดูแลใน
โรงเรียน ไม่เพียงแต่ดแู ลเฉพาะโอกาส เมื่อโรงเรียนจะตรวจสอบและประเมินผลการเรียนรู้ของวิชา
แต่ละกระบวนการ ให้คำแนะนำได้อย่างต่อเนื่อง การเข้ารับการนิเทศบ่อยโดยผู้บรหิ ารสถานศึกษา
และเจา้ หนา้ ท่ภี ายนอก ใหค้ วามสำคัญในการนิเทศหนง่ึ คร้ัง หรือมากกวา่ หน่ึงครัง้ จะอยู่ในความดูแล
และใหค้ วามแนใ่ จว่าทกุ อย่างจะทำอย่างถูกตอ้ งและปลอดภัย การนเิ ทศเป็นการสร้างความเช่ือม่ันว่า
กจิ กรรมในแผนงานทจี่ ะดำเนนิ การตามที่ไดอ้ อกแบบไว้เพ่อื ใหบ้ รรลุตามวตั ถุประสงค์ท่ีตง้ั ไว้

กลิคแมน และคณะ (Glickman et al., 2004, p. 19) กล่าวว่า ประโยชน์ของผู้รับ
การนิเทศท่ีไมม่ ปี ระสบการณ์ อาจเกิดความรู้สึกสบั สน หรือไมท่ ราบวิธีที่จะแก้ปัญหา และครูจะเกดิ
ความทอ้ แท้ในขณะท่ผี ู้บังคับบญั ชาเป็นผู้เชี่ยวชาญวัตถุประสงค์ของวิธีการน้ไี ม่ไดแ้ ก้ปญั หา แตจ่ ะเป็น
การเปิดโอกาสให้ครูกล้าตัดสินใจได้อย่างอิสระในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคต ได้อย่าง
มปี ระสิทธิภาพ

เครเมอร์ (Kramer et al., 2005, p. 21) ได้กล่าวถึงประโยชน์ไว้ดังนี้ ไวว้ า่ ผู้บริหาร
สถานศกึ ษามพี ฤติกรรมเปน็ ปัจจัยในเชงิ บวก เชิงลบ และรบั รู้กับครทู ี่เก่ียวข้องกบั การนิเทศ ครู อาจจะ
ไม่ไดร้ ับประโยชนจ์ ากการนิเทศได้อยา่ งเต็มความสามารถแต่ก็ส่งผลในเชงิ บวกต่อผู้รับการนิเทศ

ยิลแมซ และคณะ (Yilmaz et al., 2009, p. 8) กลา่ วว่าผ้บู ังคับบัญชาบางคนคิดว่า
บทบาท ของพวกเขาจะไปออกคำสั่งให้ครูหรือบุคลากร ในการกำหนดเนื้อหา วัสดุและเทคนิค
สำหรับครูที่จะ ปฏิบัติตาม บางส่วนผู้บริหารสามารถช่วยเหลือครู เพื่อให้เกิดความตระหนักถึง
การตดั สนิ ใจดว้ ยตนเอง เก่ยี วกบั เนื้อหา สื่อวสั ดุ เทคนคิ หรอื วธิ กี ารตา่ ง ๆ อยา่ งเหมาะสม

สรุป ประโยชน์ของการนิเทศ คือ ผู้รับการนิเทศเกิดความตระหนัก มีความคิดเห็นในเชิงบวก
เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน มีความเชื่อมั่นในการทำงาน กล้าคิด กล้าตัดสินใจได้อย่างอิสระ
การพัฒนาตนเองไปสู่ครูมืออาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอน การนำส่ือ
นวัตกรรม สารสนเทศ และเทคโนโลยีมาต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศทั้งในเชิงบวกเกิดการกระตุ้นให้ครูหรือ
บุคลากร มีการวางแผน การดำเนนิ งาน และการประเมินผลงานตนเอง

3. หลักและกระบวนการนเิ ทศ

หลักและกระบวนการนิเทศมีนักวิชาการและนักการศึกษาได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับหลักการ
นเิ ทศไว้ ดงั นี้

อาดัม และดิกกี้ (Adams & Dickey, 1978, p. 32) ได้ให้หลกั การพนื้ ฐานเก่ียวกับการนิเทศ ดังน้ี
1. การนิเทศเปน็ การส่งเสริมความเจริญงอกงาม ซึ่งต้องการจัดให้มีการฝึกอบรมด้านการเรยี น
การสอน เพ่อื ให้ครูได้มีความร้คู วามเข้าใจในหลักวิธีการสอนต่าง ๆ ชว่ ยพัฒนาความรู้ทางวิชาการเฉพาะ
ให้เทคนิควิธีการอย่างถูกต้องและประสิทธิภาพการพัฒนาให้มีความเชื่อมั่นและมีประสบการณ์ ใน
การสอนและการใช้สื่อ การพัฒนาทัศนคติและอุดมการณ์ในการทำงานให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ชว่ ยวางแผนและพฒั นาผเู้ รียนท่ีมปี ัญหาทงั้ ดา้ นการเรยี นและด้านต่าง ๆ

18

2. การนิเทศมีความเป็นประชาธิปไตย โดยมีผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้นำของการศึกษามากกว่า
ที่จะเป็นโดยตำแหน่ง ต้องยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล เปิดโอกาสให้ครูมีความคล่องตัวใน
การดำเนินงานต่าง ๆ ส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่ม มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการวางแผน
การทำงาน การใช้อำนาจหน้าที่ควรเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มและหมู่คณะ ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วมใน
การตัดสินใจ อำนาจหน้าที่ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามวิถีประชาธิปไตย ทุกคนมีโอกาสที่จะแสดง
ความสามารถและความเป็นผู้นำ ผู้บริหารโรงเรียนและครูจะต้องร่วมมือกันเพื่ อช่วยแก้ปัญหา
ด้านการเรยี นการสอน

3. การนิเทศเป็นกระบวนสร้างสรรค์ ซึ่งผู้นิเทศและครูร่วมกันสร้างบรรยากาศในการนิเทศ
ด้วยการประชุมปรึกษาร่วมกัน ผู้นิเทศให้อิสระแก่ครูได้มีความคิดสร้างสรรค์ตามความสามารถ
ของแต่ละคน

4. การนิเทศยึดหลักการสร้างมนุษย์สัมพันธต์ ้องให้การยอมรับนบั ถือบุคคลอื่น เป็นพื้นฐาน
ในการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ให้ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างบริสุทธ์ิใจ สร้างความเชื่อถือและศรัทธา
ใหเ้ กิดความรว่ มมอื ช่วยเหลือเพ่ือสรา้ งมติ รภาพกับบคุ คลอืน่ ๆ

5. การนิเทศเพอ่ื สร้างขวญั และกำลังใจ ซ่ึงขวัญและกำลงั ใจของครูดียอ่ มส่งผลในการทำงาน
ให้ดีตามไปด้วยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ขึ้นอยู่กับขวัญของครูที่ให้กำลังใจแก่ผู้พบ
และการดำเนินงานควรเป็นไปดว้ ยความสมคั รใจตามความสามารถแตล่ ะบุคคล

6. การนิเทศเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงการเรียนการสอน โดยงานนิเทศเป็นการส่งเสริม
การเรียนการสอนในโรงเรียน งานนิเทศเป็นการปรับปรุงการสอนของครูและงานนิเทศเป็นการพัฒนา
หลักสตู ร

7. การนิเทศเป็นการประชาสัมพันธ์ ระหว่างงานนิเทศกับงานอื่น ๆ การให้ความร่วมมือ
ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างงานนิเทศกับงานอื่น ๆ และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง
โรงเรียนกับหน่วยงานอนื่

ฟรานเซท (Franseth, 1961, pp. 23-28) ไดเ้ สนอถงึ หลกั การนเิ ทศการศึกษาท่ดี ไี ว้ ดังนี้
1. การนิเทศการศกึ ษาจะได้ผลอย่างเตม็ ที่ในการปรับปรุงการเรียนการสอนก็ตอ่ เม่ือการนิเทศ
นั้นได้ให้ความสำคัญแก้วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล และตั้งอยู่บนจุดหมายที่แน่นอน ซึ่งได้ผ่าน
การพจิ ารณาตกลงร่วมกันโดยคณะครูและผู้ทำหน้าที่นเิ ทศ
2. การนิเทศการศกึ ษาจะมีความหมายสำหรับครู กต็ ่อเมื่อการนิเทศน้นั แสดงใหเ้ หน็ ว่าเป็นสิ่งที่
เกี่ยวข้องและมีเหตุผลต่อผู้รับการนิเทศโดยตรงนั้น คือ จะต้องทำให้ครูได้มีส่วนร่วมในการพิจารณา
ว่าจะให้ผูท้ ำการนิเทศชว่ ยเหลอื ในเรื่องใดจงึ จะเปน็ ทต่ี อ้ งการ
3. การนิเทศการศึกษาที่ดี จะต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองยั่วยุ และสร้างความเข้าใจ
อันดีต่อกันในการช่วยเหลือครู และต้องทำให้ครูรู้สึกว่าจะช่วยให้เขาพบวิธีที่ดีกว่าในการทำงาน
เพอ่ื บรรลจุ ุดประสงค์
4. การนิเทศการศึกษาจะให้ได้ผล ควรใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาและ
ช่วยให้ผู้ร่วมงานได้ศึกษาปัญหาตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานเสียก่อน
เซอร์จิโอแวนนี และสตาร์เร็ต (Sergiovanni, & Starratt, 1988, pp. 3-4) ได้ให้หลักการนิเทศการศึกษา
ดงั นี้

19

4.1 การบริหารตอ้ งคำนึงถึงการปรบั ปรุงทางการเรียนโดยท่วั ไป
4.2 การนิเทศการศึกษาตอ้ งคำนึงถึงการจัดให้มีความสะดวกสบายทางวัตถุต่าง ๆ และ
รวมไปถึงดำเนนิ การโดยทวั่ ไป
4.3 การบริหารและการนิเทศ โดยหน้าทีแ่ ล้วไม่สามารถแยกออกจากกันได้ทั้งสองอยา่ ง
จะต้องมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด มีส่วนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องดำเนินงานด้านระบบ
การศกึ ษา
4.4 การนเิ ทศการศกึ ษาจะต้องต้ังอยู่บนพ้ืนฐานทางปรชั ญาและวิทยาศาสตร์และจะต้อง
ต้ังอยบู่ นพืน้ ฐานปรชั ญาประชาธปิ ไตย
4.5 การนิเทศการศกึ ษาจะตอ้ งยึดทศั นคตแิ ละวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์
4.6 การนิเทศการศึกษาในสถานที่ที่ไม่สามารถใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ จะต้องใช้
กระบวนการแก้ปัญหาการศึกษา การปรับปรุง และการประเมินผล ทั้งส่วนที่เป็นกระบวนการและ
ผลทเ่ี กดิ ขึ้น
4.7 การนิเทศการศึกษาจำเป็นต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ไม่ใช่การเขียนใบสั่งให้ทำต้อง
มีการวางแผนอยา่ งมีระเบยี บ มีการประสานความรว่ มมือกนั
4.8 การนิเทศที่ดี จะต้องเป็นวิชาชีพต้องส่งเสริมการหาแนวทางการประเมินบุคลากร
วธิ ีการและผลจะต้องมงุ่ ไปส่มู าตรฐานทต่ี ้ังไว้
กลิคแมน (Glickman, 1981, p. 21) ได้ให้หลักการนิเทศ ไว้ว่าการนิเทศเป็นการพัฒนา
(developmental supervision) หมายถึง การนิเทศที่มองครูในฐานะเปน็ ผู้แก้ปัญหาและการนิเทศ
มุ่งที่กระบวนการเพื่อแก้ปัญหาโดยมองที่ตัวแปรที่ครูและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเขาแบ่งวิธีการ
ของการนิเทศ เพอ่ื พัฒนาเป็น 3 วธิ ี ดังนี้
1. การนิเทศมุ่งวิธีนำ (directive approach) ผู้นิเทศเป็นเพียงชี้นำเมื่อครูมีความรู้และ
ความสามารถตำ่ และยงั ขาดประสบการณ์
2. การนิเทศมุ่งวิธีไม่นำ (nondirective approach) วิธีการนี้จะใช้เมื่อครูมีคุณภาพสูง
มี ประสบการณ์และมคี วามสามารถ
3. การนิเทศมุ่งวิธีให้ความร่วมมือ (nondirective approach) เป็นวิธีการที่ผู้นิเทศใช้เม่ือ
คุณภาพของครู มีลักษณะผสมผสานระหว่างสองแบบขา้ งตน้
มาร์ค และสตูป (Mark, & Stoop, 1985, p. 5) ใหห้ ลกั เบอ้ื งต้นของการนิเทศการศึกษาไว้ ดงั นี้
1. การนิเทศการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการศึกษา ซึ่งจะเป็นบริการที่ทำเป็นทีม
และอาศยั ความรับผิดชอบของครใู หญ่
2. ครูทกุ คนตอ้ งการและมุง่ หวังจะได้รบั ความช่วยเหลอื ดา้ นการนเิ ทศ การบริการอนั นจ้ี ะตอ้ ง
อย่ใู นความรบั ผิดชอบของครใู หญ่
3. การนิเทศการศึกษาถูกปรับให้ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคลที่เป็นบุคลากรของ
โรงเรยี น
4. การนิเทศการศึกษาช่วยจำแนกความตอ้ งการของบุคลากรของโรงเรียน
5. การนิเทศการศกึ ษาจะชว่ ยให้เปา้ หมายและจุดมงุ่ หมายทางการศึกษาแจม่ ชัดข้นึ

20

6. การนิเทศการศึกษาจะต้องช่วยปรับปรุงทัศนคติ และสัมพันธภาพของมวลสมาชิกของ
คณะบคุ คลในโรงเรียน และช่วยพัฒนาดา้ นความรู้สึกตอ่ ชุมชนทดี่ ี

7. การนเิ ทศการศกึ ษาต้องช่วยในการจดั และบรหิ ารกิจกรรมในหลักสูตรสำหรับนกั เรยี น
8. ความรับผิดชอบในการปรับโครงการ การนิเทศภายในโรงเรียน เป็นหน้าที่ของครูซึ่งทำ
เพ่ือชัน้ เรยี นและเป็นความรบั ผิดชอบของครใู หญใ่ นการทำเพอ่ื โรงเรียน
9. การนเิ ทศการศึกษาต้องมีการจัดงบประมาณไวใ้ นงบประจำปี
10. การนิเทศการศึกษาต้องมีการวางแผนการทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยให้ผู้ที่มีส่วน
เกย่ี วขอ้ งไดเ้ ขา้ มามีส่วนร่วม
11. การบรหิ ารโครงการนิเทศจะตอ้ งจดั เปน็ คณะบุคคล
12. การนิเทศการศึกษา ควรช่วยให้มีการแปลเอกสารและนำผลการวิจัยทางการศึกษาใหม่ ๆ
มาใช้
13. การวัดประสิทธิผลของการนิเทศการศึกษา ควรประเมินโดยผู้ที่ร่วมในโครงการและ
ผู้ทเ่ี กย่ี วขอ้ งในการให้ความช่วยเหลอื
แฮร์รสิ (Harris, 1985, pp. 12-15) ได้เสนอหลกั และกระบวนการนิเทศการสอนการศกึ ษาไว้
5 ขนั้ ตอน ดังน้ี
1. ขน้ั วางแผน ได้แก่ การคิด การตงั้ วัตถุประสงค์ การคาดการณ์ล่วงหน้า การกำหนดตารางงาน
การค้นหาวิธปี ฏบิ ัตงิ าน และการวางโปรแกรมงาน
2. ขนั้ การจัดโครงการ ได้แก่ การต้ังเกณฑ์มาตรฐาน การรวบรวมทรพั ยากรท่มี อี ยทู่ ้งั คน และ
วัสดุอุปกรณ์ ความสัมพันธ์แต่ละขั้น การมอบหมายงาน การประสานงาน การกระจายอำนาจ
ตามหน้าท่โี ครงสรา้ งขององค์การและการพฒั นานโยบาย
3. ขั้นการนำเข้าสู่การปฏิบัติ ได้แก่ การตัดสินใจ การเลือกสรรบุคคล การเร้าจูงใจให้
มีกำลังใจคิดริเริม่ อะไรใหม่ ๆ การสาธิต การจูงใจ และให้คำแนะนำ การสื่อสาร การกระตุน้ ส่งเสรมิ
กำลงั ใจ การแนะนำนวัตกรรมใหม่ ๆ และใหค้ วามสะดวกในการทำงาน
4. ขั้นการควบคุม ได้แก่ การสั่งการ การให้รางวัล การลงโทษ การให้โอกาส การตำหนิ
การไล่ออก และการบังคบั ให้กระทำตาม
5. ขั้นประเมินผล ได้แก่ การตัดสินการปฏิบัติงาน การวิจัยและการวัดผล การปฏิบัติงาน
กิจกรรมที่สำคัญ คือ พิจารณาผลงานในเชิงปฏิบัติว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด และวัดประเมินผลด้วย
การประเมินอย่างมแี บบแผน มีความเท่ียงตรง ทัง้ นี้ ต่อมาแอร์ริส (Harris) ได้พัฒนาให้มีความสมบูรณ์
เหมาะสมกับการนิเทศมากขึ้น โดยเน้นการวางแผนปฏิบัติงานมากกว่าการควบคุมทำให้มีขั้นตอน
เพ่ิมขึน้ เป็น 6 ข้ันตอน ดังน้ี

5.1 การประเมินสภาพปัจจุบัน (assessing) เป็นกระบวนการที่ศึกษาสภาพต่าง ๆ
รวมทั้งข้อมูลที่จำเป็นเพื่อจะนำมาเป็นตัวกำหนดถึงความต้องการจำเป็นเพื่อก่อให้เกิดความ
เปลี่ยนแปลง ซึ่งประกอบด้วยงานต่อไปนี้ คือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการศึกษาหรือพิจารณาธรรมชาติ
และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ สังเกตสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบถี่ถ้วน ทบทวน และตรวจสอบ
ส่งิ ต่าง ๆ ด้วยความระมดั ระวงั วดั พฤตกิ รรมการทำงาน และเปรียบเทยี บพฤติกรรมการทำงาน

21

5.2 การจัดลำดับความสำคัญของงาน (prioritizing) เป็นกระบวนการกำหนด
เป้าหมาย จุดประสงค์ และกิจกรรมต่าง ๆ ตามลำดับความสำคัญ จะประกอบด้วยงานต่อไปนี้
คือ กำหนดเปา้ หมาย ระบุจุดประสงคใ์ นการทำงาน กำหนดทางเลือก และจดั ลำดบั ความสำคัญ

5.3 การออกแบบวิธีการนิเทศ (designing) เป็นกระบวนการในการวางแผน หรือ
กำหนดโครงการต่าง ๆ เพ่ือกอ่ ใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงโดยประกอบดว้ ยงานตอ่ ไปน้ี คอื จดั สายงานให้
ส่วนประกอบต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กัน หาวิธีการนำเอาทฤษฎีหรือแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ
การเตรยี มการตา่ ง ๆ ใหพ้ รอ้ มทีจ่ ะทำงาน การจดั ระบบการทำงาน และการกำหนดแผนในการทำงาน

5.4 การจัดสรรทรัพยากร (allocating resources) เป็นกระบวนการในการจัดสรร
ทรพั ยากรต่าง ๆ ใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสุดในการทำงาน ซง่ึ ประกอบด้วยงานต่อไปน้ี กำหนดทรัพยากร
ที่ต้องการใช้ตามความต้องการของหน่วยงานต่าง ๆ ทรัพยากรไปให้หน่วยงานต่าง ๆ การกำหนด
ทรัพยากรที่จำเป็นจะต้องใช้สำหรับจุดมุ่งหมายบางประการ มอบหมายบุคลากรให้ทำงานในแต่ละ
โครงการหรอื แต่ละเปา้ หมาย

5.5 การประสานงาน (coordinating) เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ คน เวลา
วัสดุ หรืออุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกทุก ๆ อย่างเพื่อจะให้การเปลี่ยนแปลงบรรลุผลสำเร็จ
งานในกระบวนการประสานงาน ได้แก่ การประสานการปฏิบัติงานในฝ่ายต่าง ๆ ให้ดำเนินงาน
ไปด้วยกัน ด้วยความราบรื่น การสร้างความกลมกลืนและความพร้อมเพียงกัน การปรับการทำงาน
ในสว่ นตา่ ง ๆ ใหม้ ีประสิทธภิ าพใหม้ ากท่ีสุด การกำหนดเวลาในการทำงานในแตล่ ะชว่ ง และการสร้าง
ความสมั พนั ธ์ใหเ้ กดิ ข้นึ

5.6 การอำนวยการ (directing) เป็นกระบวนการที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงาน
เพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมอันจะสามารถบรรลุผลการเปลี่ยนแปลงให้มากที่สุด ได้แก่ การแต่งต้ัง
บุคลากร การกำหนดแนวทางหรือกฎเกณฑ์ในการทำงาน การกำหนดระเบียบแบบแผนเกี่ยวกับ
เวลา ปริมาณ หรืออัตราเร็วในการทำงาน การแนะนำและปฏิบัติงาน การชี้แจงกระบวนการทำงาน
และการตดั สินใจเกี่ยวกับทางเลือกในการปฏบิ ตั งิ าน

วงจรของกระบวนการนิเทศการสอนจะดำเนินไปเป็นลำดับขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่
การประเมินสภาพปัจจุบัน การจัดลำดับความสำคัญ การออกแบบวิธีการนิเทศ การจัดสรรทรัพยากร
การประสานงาน และการอำนวยความสะดวก ซึ่งวงจรของกระบวนการจะจบลงด้วยการกลับมาสู่
การประเมินสภาพปัจจุบันว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการวางแผน
ปรบั ปรงุ ตอ่ ไป วงจรของกระบวนการนิเทศจะมีลกั ษณะ ดงั ภาพที่ 2.1

22

การประเมินสภาพปัจจุบัน การจดั ลำดบั ความสำคญั การออกแบบวธิ กี ารนิเทศ

การอำนวยการ การประสานงาน การจดั สรรทรัพยากร

ภาพท่ี 2.1 กระบวนการนเิ ทศการสอนแบบแฮร์ริส (Harris)
ทมี่ า (Harris, 1985, pp. 12–15)

ฮอย และ ฟอร์ไซท์ (Hoy & Forsyth, 1986, p. 34) ได้ระบุหลักการนิเทศไว้ 3 หลักการ
สำหรับผู้บังคับบัญชาและ 4 หลักการสำหรับคนที่จะได้รับการการนิเทศการศึกษา การนิเทศที่มี
ประสิทธิภาพ ให้หลักการบางอย่างในส่วนของผู้บังคับบัญชาและผู้ที่จะได้รับการนิเทศ ประการแรก
ผู้บรหิ ารสถานศึกษาทุกคนคาดว่าจะต้องหารอื กับคณะครูที่จำาการนิเทศเม่ือพบปญั หาความยากลำบาก
ที่จะสังเกต ทัศนคติของครูกับผู้ให้การนิเทศ และความต้องการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จจะต้อง
อาศัยการปรกึ ษาหารือถึงวิธีการโปรแกรมเพือ่ หาทางออกหรือไม่มีวิธีการใหม่ ๆ และเทคนิคการพูดคุย
ของการนเิ ทศจะได้ถูกนำเสนอในท่ีสดุ ผู้บริหารสถานศึกษาควรวัดผลลัพธใ์ นความสมั พนั ธก์ บั จุดมุ่งหมาย
ในขั้นตอนการวางแผนในเวลาเดียวกัน การนิเทศสามารถวัดประสิทธิภาพของผู้รับการนิเทศใน
ความสัมพันธ์กับวิธีการที่คน คนหนึ่งซึ่งผู้นิเทศจะดำเนินการ และมีส่วนร่วมของผู้รับการนิเทศ
ที่แต่ละคนจะทำให้การเกิดขั้นตอน การศึกษาขึ้นหรือกระบวนการนิเทศที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพ
ประการทีส่ องผ้บู ริหารสถานศกึ ษาควรตดิ ตามผลมาจากการพูดคยุ กบั บุคลากร

โอลิเวีย (Olivia, 1993, p. 23) ได้ระบุไว้ 2 ประเภทของการนิเทศ คือ พนักงานเป็น
ศูนย์กลางของงานกับการนิเทศพนักงานเป็นศูนย์กลางผู้บังคับบัญชา เน้นความสนใจเป็นหลัก
ในแง่มุมของมนุษย์ผู้ใต้บังคับบัญชา ปัญหาของพวกเขา คือ ความพยายามที่จะสร้างกลุ่มทำงานที่มี
ปร ะ สิทธิภาพ เพื่อให้บรร ลุเป้าหมายภายใต้การ นิเทศงานเป็ นศูน ย์กลางเน้นอยู่ในงาน ท่ี จะทำ
ผู้บังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานตามวงจรการทำงานที่ระบุเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำงานเสร็จ
โดยมกี ารกำหนดและตอ้ งปฏิบัติตามอยา่ งเคร่งครัดจงึ จะประสบความสำเร็จภายในเวลาทก่ี ำหนด

สรุป หลักและกระบวนการนิเทศ คือ กระบวนการนิเทศที่ต้องยึดหลักสร้างความสัมพันธ์
ความเปน็ ประชาธปิ ไตย การสร้างขวญั กำลงั ใจ การปรับปรุงทศั นคติ การวางแผนงาน การทำงานเป็นทีม
การมีเป้าหมายและจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนของการนิเทศ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กับการปรับปรุง
กระบวนการเรียนการสอน และการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา การจัดสรร
งบประมาณ และการประเมนิ ผลตามสภาพปัจจบุ นั

23

4. การวางแผนกลยทุ ธ์การนิเทศ

กลยุทธเ์ ป็นคำที่มคี วามหมายกวา้ งและมักใช้ในความหมายทแี่ ตกตา่ งกัน ตามวัตถุประสงค์ และ
บทบาทหน้าที่ขององค์กร การที่จะวางแผนกลยุทธ์ได้เหมาะสมจำเป็นต้องเข้าใจความหมายของ
คำวา่ การวางแผนกลยุทธใ์ หช้ ดั เจน ซึง่ ไดม้ นี ักวชิ าการได้ให้ความหมายไวต้ า่ ง ๆ กัน ดังน้ี

ไวริช และคุนช์ (Weihrich & Koontz, 1994, pp. 1-4) ได้เสนอการดำเนินการวางแผน
เชิงกลยทุ ธ์สามารถทำการศกึ ษาแยกเป็นเรอื่ งเฉพาะเจาะจงได้ ดงั น้ี

1. ลกั ษณะและจดุ มงุ่ หมายของกลยุทธ์ ซ่งึ มคี วามสัมพนั ธ์กันอย่างใกลช้ ดิ เพราะบอกทิศทาง
ทั้งโครงร่างสำหรับแผน โดยใช้เกณฑ์สำหรับแผนการปฏิบัติการที่มีผลต่อขอบเขตการจัดการ
มีรายละเอยี ด ดงั น้ี

1.1 นโยบาย เป็นแนวทางท่ีกำหนดมาซงึ่ อาศัยพื้นฐานจากเป้าหมายและแผนกลยุทธ์
ทง้ั หมดขององค์การเพ่อื ใชเ้ ป็นทิศทางสำหรบั บุคคลในองค์การ

1.2 กลยทุ ธ์ เป็นแผนการปฏบิ ตั กิ ารอธิบายถึงการจัดสรรทรพั ยากรและกิจกรรมให้
เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและช่วยให้องค์การบรรลุเป้าหมายในระยะยาวนักวิชาการให้ลักษณะสำคัญ
เกยี่ วกับกลยุทธว์ า่ เปน็ จดุ สุดทา้ ย

1.3 จุดมุ่งหมาย ภารกิจ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และวิธีการบรรลุเป้าหมายนั้น
(โดยใช้ นโยบายและแผน) กลยุทธ์ หมายถึง การพิจารณาจุดมุ่งหมาย ภารกิจ วัตถุประสงค์พื้นฐาน
ระยะยาว ขององค์การ การยอมรับการปฏิบัติการ และการจัดสรรทรัพยากรให้บรรลุเป้าหมาย
เหล่านั้น ดงั นน้ั วตั ถปุ ระสงค์จงึ เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดกลยทุ ธ์

1.4 จดุ หมายปลายทาง ในทนี่ ้ีจะพิจารณาถงึ วธิ ีการใหบ้ รรลุเป้าหมายน้ีประกอบดว้ ย
การวิเคราะห์สถานการณ์ ซึ่งสมมติว่า จุดมุ่งหมายขององค์การได้กำหนดขึ้นมีการเปลี่ยนแปลง
หลงั จากประเมินสถานการณแ์ ลว้

1.5 หนา้ ที่สำคัญของกลยทุ ธ์และนโยบาย การกำหนดทศิ ทางสำหรับแผนเป็นหน้าที่
สำคัญของกลยุทธ์และนโยบาย คือ การกำหนดทิศทางของแผนโดยมีอิทธิพลให้องค์การพยายามท่ี
จะไปถึงเปา้ หมาย

2. หลักพื้นฐานของการจัดการเชิงกลยุทธ์ เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องจากการกำหนด
แนวทางการปฏิบตั ิ การควบคุม แผนหลกั เพือ่ เปน็ แนวทางใหอ้ งค์การ บรรลุเป้าหมาย ภายใตส้ งิ่ แวดล้อม
ที่กำหนด กระบวนการนี้ ผู้บริหารต้องพิจารณาสถานการณ์ในระยะยาวจากทัศนะในวงกว้างกลยุทธ์
ขององคก์ าร กลยทุ ธจ์ ะกำหนดทศิ ทางและกำหนดโครงร่างงาน ซึ่งการจดั การจะใชเ้ พอื่ ใหบ้ รรลุเปา้ หมาย
โดยอาศยั การวางแผนกลยุทธย์ ุทธวิธี และการปฏบิ ตั เิ พื่อการพัฒนากลยทุ ธ์ ประเด็นทีเ่ กยี่ วข้อง ดงั น้ี

2.1 สว่ นประกอบขององคก์ าร มี 2 ประการ คือ
2.1.1 ขอบเขต เป็นอาณาเขตทแ่ี น่นนอน
2.1.2 ความสามารถที่แตกต่าง หมายถึง สภาพที่องค์การมีศักยภาพ

เหนือกว่า ทางการแขง่ ขนั มีเอกลกั ษณะในทักษะเฉพาะอย่าง
2.2 การจัดสรรทรัพยากร เป็นวิธีการที่องค์กรจัดแบ่งทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทั้งทาง

ดา้ นกายภาพ การเงนิ และทรัพยากรข้อมลู ตา่ ง ๆ

24

2.3 การร่วมมือกัน เป็นวิธีการซึ่งส่วนต่าง ๆ ขององค์กรจะให้ความร่วมมือและ
การช่วยเหลอื ซง่ึ กันและกนั

2.4 ระดับกลยุทธ์ ในการพัฒนาเป้าหมายและแผนในระดับต่าง ๆ ผู้บริหารต้อง
มีแผนกลยุทธ์ในการวางแผนแต่ละระดบั เพราะการตดั สินใจ และการปฏิบัตเิ กดิ ขึน้ ในทกุ ระดับ

3. กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ เป็นกระบวนการ
3 ข้นั ตอน ดงั นี้

3.1 การวางแผนเชิงกลยทุ ธ์
3.2 การนำไปปฏิบตั ิ
3.3 การประเมินผล
มินทซ์เบิร์ก (Mintzberg, 1994, pp. 23-32) ได้กล่าวถึงหลัก 5 Ps หรือตัวอักษร P5 ตัว
ในการวางแผนกลยุทธ์ ดังนี้
1. กลยุทธ์หรือแผน (strategy is plan=P1) เนื่องมาจากการกำหนดกลยุทธ์ขึ้นเพื่อใช้เป็น
สิ่งที่กำหนดทิศทางหรือแนวทางการดำเนนิ งานในอนาคต หรือวิถีทางในการที่จะก้าวเดินจากที่หนึ่ง
ไปอกี ที่หน่งึ ซึง่ ถ้าพจิ ารณาในความหมายน้ี จะเห็นได้ว่า องค์การทุกประเภทลว้ นมีกลยุทธ์เพื่อรับมือ
กับสถานการณ์ตา่ ง ๆ ทัง้ สนิ้ ดงั นัน้ กลยุทธ์ในความหมายที่หนงึ่ หรอื P1 กค็ ือ แผนน้นั เอง
2. กลยุทธ์ คือ แบบแผนหรือรูปแบบ (strategy is pattern = P2) เป็นเรื่องเก่ียวกับแบบแผน
ด้านพฤติกรรมในการปฏิบตั ิงานท่ีเป็นไปอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงเวลา อันสะท้อนใหเ้ หน็ การวางแผน
ในอนาคตจำเป็นต้องคำนึงถึงวิวัฒนาการขององค์การ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความสามารถ
ความคาดหวังของผู้ปฏบิ ัตดิ ้วย เพราะ ในหลายกรณี เจตนารมณ์ หรือสิ่งที่ผู้บริหารตั้งใจทำอาจเป็นไป
ไมไ่ ด้ แต่ผ้ปู ฏบิ ัตอิ าจใช้ความชำนาญดา้ นตา่ ง ๆ ปรบั กลยุทธ์ในระหวา่ งปฏิบัตจิ นแปรเปลี่ยนเป็นกลยุทธ์
ทเ่ี กดิ ขึน้ จรงิ ก็ได้
3. กลยุทธ์ คือ การกำหนดฐานะหรือตำแหน่ง (strategy is position=P3) โดยเน้นท่ี
ความสำคัญของฐานะหรือตำแหน่งของกิจกรรมในการแข่งขัน ดังนั้น ผลผลิตจำเป็นต้องเหมาะสม
กับความตอ้ งการ แสดงใหเ้ ห็นวา่ การขาดความเขา้ ใจฐานะหรือตำแหนง่ ขาดความรู้ท่ีชดั เจนเก่ียวกับ
สง่ิ แวดล้อมในการแขง่ ขนั ยอ่ มจะนำไปสคู่ วามลม้ เหลวในการเสนอบรกิ ารต่าง ๆ ดว้ ย
4. กลยุทธ์หรือทัศนภาพ (strategy is a perspective) เน้นที่ความสำคัญของการพิจารณา
สถานภาพที่แท้จริงภายในองค์การหรือคุณลักษณะที่น่าจะเป็นขององค์การ หมายถึง วิธีการ
ดำเนนิ งานทตี่ อ้ งการให้คนในองค์การยึดถือร่วมกนั
5. กลยุทธ์คือ กลวิธีในการเดินหมาก (strategy is ploy) เป็นความหมายท่ี หมายถึง
การเฉพาะเจาะจงในสถานการณ์ที่มีการต่อสู้แข่งขัน สิ่งทีต่ อ้ งการ คือ การเอาชนะเฉพาะ ฉะนั้น ทุกฝ่าย
จึงต้องวางแผนกลยุทธ์โดยคำนึงถึงการใช้อุบายในการดำเนินงาน หรือกลวิธีในการเดินหมาก เดิมเกม
เพ่ือชนะ
รอบบินส์ และคลู เตอร์(Robbins & Coulter, 2010, pp. 228-229) ไดก้ ลา่ ววา่ การวางแผน
เป็นหน้าที่ที่สำคัญซึ่งถือได้ว่าเป็นหน้าที่หลักในการบริหาร เพราะการวางแผนเป็นก้าวแรกของ
การจัดการทั้งปวง การวางแผนครอบคลุมถึงหน้าที่การจัดการด้านอื่น ๆ ไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัด
องค์การ การจัดหาคน การสั่งการ เพื่อดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ตลอดจนการควบคุม

25

การปฏิบัติงานให้ได้ผล สิ่งเหล่านี้ต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า ต้องผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์และ
กำหนดเป็นแผนงานขึ้นมาก่อนท่ีจะนำมาใช้ปฏิบัติจริง อีกนัยหนึ่ง การวางแผนเป็นกระบวนการ

ซึ่งหมายถึง วิธีการที่มีขั้นตอนอันต่อเนื่องและสัมพันธ์กันและวิธีการนั้นต้องกำหนดขึ้น โดยอาศัย
หลกั เหตุผล ดงั น้นั กระบวนการวางแผนจึงหมายถึง วิธกี ารท่อี าศยั หลักเหตุผลในการกำหนดว่า จะทำ

อะไรในอนาคต จะทำอย่างไรในการดำเนินงานในกิจกรรมนั้น ๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และ
จะวัดได้อย่างไร ซ่ึงวิธกี ารต่าง ๆ ดงั กล่าว ตอ้ งเปน็ ขั้นตอนทตี่ อ่ เนื่องสัมพันธก์ ัน

การวางแผนเป็น “กระบวนการ” (process) จึงประกอบด้วยกิจกรรม (activity) ท่ีจะต้อง

กระทำกันอย่างต่อเนื่อง และสามารถปรับให้เข้าได้กับข้อมูลที่ได้รับทั้งที่เป็นข้อมูลย้อนกลับ
(feedback) และข้อมูลที่มาจากระบบต่าง ๆ การวางแผนต้องมีการดำเนินการที่ต่อเนื่อง เพื่อให้

สอดคลอ้ งกับการเปลีย่ นแปลงท่ีเกิดขน้ึ จากท้ังภายนอกและภายในองคก์ าร เมื่อข้อมลู จากส่วนต่าง ๆ
เปลี่ยนแปลงไป แผนอาจต้องทบทวนและปรับให้สอดคล้องกับความต้องการ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ
ตามวัตถปุ ระสงค์ขององค์การ ดงั ภาพที่ 2.2

Input Process Output
(ข้อมูลนำเข้า) (ข้อมลู นำเข้า) (ผลงาน)

Feedback
(ข้อมลู ย้อนกลับ)

มาตรฐานทีก่ ำหนด (Standard)

ภาพท่ี 2.2 ภาพประกอบกระบวนการวางแผน
ทม่ี า (Robbins & Coulter, 2010, pp. 228-229)
จากแผนภูมิประกอบที่ 2.2 (input-output model) เป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวป้อนและผลผลิต ผลผลิตจะเกิดขึ้นเมือ่ ตัวป้อนได้ผา่ น “กระบวนการ” ซึ่งหมายความว่า ตัวป้อน
เพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดผลผลิตต้องอาศัยกระบวนการด้วย จึงกล่าวได้ว่า การวางแผนเป็น
กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการใส่ข้อมูลข่าวสาร และทรัพยากรต่าง ๆ เข้าไปมีการดำเนินงานเป็น
กระบวนการและปรากฏผลออกมาในลักษณะต่าง ๆ ซงึ่ ผลจะก่อให้เกิดขอ้ มูลย้อนกลบั มาเปรยี บเทียบ
กับมาตรฐานที่กำหนดไว้ ถ้าผลออกมาไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ก็กลับไปเป็นข้อมูลใส่เข้า
กระบวนการใหมเ่ พอื่ ก่อให้เกิดการปรบั ปรุงให้ดีท่ีสุด การวางแผนจงึ เป็นกระบวนการจัดทำกับข้อมูล

26

ต่าง ๆ กำหนดทางเลือกในการดำเนินงานในอนาคตให้กับองค์การให้บรรลุตรงตามวัตถุประสงค์
หรอื มาตรฐานขององคก์ ารท่ีไดต้ งั้ ไว้

สรปุ การวางแผนกลยุทธ์การนเิ ทศ คือ การวางแผนการดำเนินงานนิเทศภายในสถานศึกษา
ทเ่ี ก่ียวข้องกับการคาดการณส์ ่งิ ท่ีจะเกิดขนึ้ ในอนาคต โดยใช้ข้อมูลขา่ วสาร สารสนเทศนวัตกรรม หรือ
เทคโนโลยี ในการวินิจฉัยเหตุการณ์ต่าง ๆ และการกำหนดกิจกรรมทีจ่ ะนำไปปฏิบัติและเทคโนโลยี
ทน่ี ำไปใช้ได้อยา่ งเหมาะสม เพือ่ ใหก้ ารนเิ ทศงานวิชาการภายในสถานศึกษาดำเนินการได้อย่างดีที่สุด
และมคี วามพรอ้ มทจ่ี ะตอบสนองตอ่ การเปล่ียนแปลงทอ่ี าจจะเกิดข้ึนในอนาคตไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
เริ่มจากการทบทวนภาระหน้าที่ของสถานศึกษา การกำหนดนโยบาย หรือทิศทางในการนิเทศ
งานวิชาการภายในสถานศึกษา การวางแผนกลยุทธ์เป็นการบอกทิศทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ
ขององค์การนั้น ๆ ซึ่งประกอบด้วย นโยบาย กลยุทธ์ วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ จุดมุ่งหมาย
การปฏบิ ตั ิ การจัดสรรทรพั ยากร และการประเมินผล ใหช้ ดั เจน มีกรอบเวลากำกับไวด้ ว้ ยวา่ ในแต่ละ
ปีบรรลุเป้าหมายอย่างไรดังที่ตั้งไว้ และจึงนำกลยุทธ์มาแปลงเป็นแผนปฏิบัติงานประจำปีหรือ
แผนพฒั นางาน 4 ปีตอ่ ไป

5. การประเมินผลการนเิ ทศ

สตัฟเฟิลบีม และคณะ (Stufflebeam et al., 2007, p. 327) ได้กล่าวถึง การประเมินผล
การนิเทศการศึกษา ประกอบด้วย การประเมินผลกระทบ การประเมินประสิทธิผล การประเมิน
ความยั่งยืนและการประเมนิ การถา่ ยทอดส่งต่อ ดงั นี้

1. การประเมินผลกระทบเปน็ การประเมินโดยตั้งคำถาม สิ่งที่ผู้รับประโยชน์ (จากโครงการ
หรอื สง่ิ แทรกแซง) ได้รบั เกินไปกว่าเป้าหมายต้องการที่จะได้รับตอบสนองตามความตอ้ งการจำเป็นน้ัน
คืออะไรบ้าง คำถามนี้ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าสิ่งที่ไดร้ ับเกินไปกว่าที่กำหนดไวน้ ั้นจะเป็นไปในทางบวกหรือ
ทางลบกล็ ว้ นแตเ่ ปน็ ผลกระทบทง้ั สน้ิ

2. การประเมินประสิทธิผล เป็นการประเมินโดยตั้งคำถามว่า โครงการหรือสิ่งแทรกแซง
บรรลุตอบสนองความตอ้ งการจำเปน็ ของกลุม่ ผรู้ บั ผลประโยชน์ได้อยา่ งครอบคลุมหรือไม่

3. การประเมินความยั่งยืน เป็นการประเมินโดยตั้งคำถามว่า แนวทางการปฏิบัติอย่างเปน็
ระบบหรอื เปน็ ทางการเก่ียวกับการนำโครงการไปใช้ให้ประสบผลสำเรจ็ อยา่ งยัง่ ยนื คำวา่ อยา่ งย่ังยืน
คืออะไร คำถามดังกล่าวมุ่งพิจารณาประเมินความคงอยู่หรือความต่อเนื่องในการทำโครงการที่
ประสบ ผลสำเร็จไปใช้ รวมถึงวิธีการในการรักษาไว้ซ่ึงความสำเร็จของโครงการดังกล่าว

4. การประเมินการถา่ ยทอดส่งตอ่ เป็นการประเมินโดยตั้งคำถามว่า มีการนำโครงการหรือ
ส่งิ แทรกแซงทป่ี ระสบผลสำเร็จไปประยุกตห์ รือปรับปรุงใช้ในที่อ่นื ๆ หรอื ไม่

สตัฟเฟิลบีม และคณะ (Stufflebeam, et al., 2007, pp. 327-339) ได้กล่าวถึงรูปแบบ
การประเมินผล ดงั น้ี

1. การประเมินบริบท หมายถึง การประเมินเกี่ยวกับความต้องการจำเป็น (need) ปัญหา
(problem) คุณสมบัติที่มีค่า และโอกาสที่จะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขสิ่งแวดล้อมหนึ่งที่กำหนด
การประเมินบริบท ส่วนน้ีมคี วามสำคัญท่จี ะนำไปสกู่ ารออกแบบโครงการ แผนงาน และการใหบ้ ริการ
ทีม่ คี วามเหมาะสมเป็นไปได้ ทั้งน้กี ารประเมนิ บรบิ ทมีวตั ถปุ ระสงค์ทจี่ ะประเมนิ ดังน้ี

27

1.1 กำหนดขอบเขตและบรรยายเกีย่ วกบั ความต้ังใจใหบ้ รกิ าร
1.2 จำแนกผู้รับผลประโยชน์ที่ตั้งใจให้บริการ (หรือกลุ่มเป้าหมาย) และปริมาณ
ความตอ้ งการจำเป็นของกลุม่ บุคคลดงั กล่าว
1.3 จำแนกปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เป็นบ่อเกิดของความต้องการจำเป็น
ของกลุ่มผู้รบั ประโยชนห์ รอื กลมุ่ เปา้ หมายนั้น
1.4 จำแนกความเกี่ยวข้องระหว่างคุณสมบตั ิทีม่ ีค่าและโอกาสการไดร้ บั ทุนอดุ หนนุ
ทสี่ ามารถนำไปใช้กำหนดเปา้ หมายความต้องการจำเปน็ นน้ั
1.5 จดั เตรียมข้อมลู พ้นื ฐานสำหรบั การกำหนดเปา้ หมายม่งุ การปรบั ปรุง
1.6 ประเมินความชัดเจนและความเหมาะสมเป็นไปได้ของกลุ่มเป้าหมาย
มุ่งการปรบั ปรุง
1.7 จัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานสำหรับการตัดสินผลลัพธ์ของกลุ่มเป้าหมาย
มุ่งการปรับปรุงหรือความพยายามในการให้การบรกิ าร

สรุป แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลการนิเทศการศึกษา คือ สิ่งท่ีผู้บริหารสามารถนำ
ผลการประเมนิ ทไ่ี ด้ไปใชส้ อื่ สารกับสมาชิกในองค์กรเพือ่ แลกเปลย่ี นระดมความคิดเหน็ เกีย่ วกับจุดแข็ง
จุดอ่อน ความต้องการจำเป็น คุณสมบัติที่มีค่า โอกาส และการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
ขององค์กร ในขณะทีอ่ งคก์ รใหบ้ รกิ ารทางสังคมหรือองค์กรการกศุ ลอาจใช้สารสนเทศจากผลประเมิน
บริบท เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ในการพัฒนาความก้าวหน้าทางการเรียนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อกำหนด
วตั ถุประสงค์ได้อยา่ งเหมาะสมและมีความสัมพนั ธ์กับแผนงานโครงการ

2. การประเมนิ ปจั จัยนำเข้า หมายถึง จดุ มุง่ เน้นหลักของการประเมนิ ปจั จัยนำเข้าก็เพื่อช่วย
จัดลำดับโครงการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความต้องการจำเป็น โดยการศึกษาและตรวจสอบ
อย่างถี่ถ้วนเก่ยี วกับแนวทางต่าง ๆ ทม่ี ีศกั ยภาพหรือมีความจำเปน็ ไปได้มากท่ีสุดในสิ่งท่ีจะก่อให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การประเมินปัจจัยนำเข้าจะเป็นตัวบ่งบอกล่วงหน้าถึงความสำเร็จหรือ
ความล้มเหลวหรือประสิทธิผลของความพยายามเปล่ยี นแปลงใด ๆ ทโ่ี ครงการหรอื สิง่ แทรกแซงนน้ั ๆ
ต้องการให้เกิดจุดมุ่งเน้นประการที่สองของการประเมินปัจจัยนำเข้า ก็เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกนั
เกย่ี วกบั แนวทางทเี่ ปน็ ทางเลอื กต่าง ๆ และเพราะเหตใุ ดจึงเลือกแนวทางน้นั ในกรณีเชน่ น้ี สารสนเทศ
ที่ได้จาการประเมินปัจจัยนำเข้าจะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับบ่งบอกให้เห็นถึงความ
รับผิดชอบใด ๆ ของผู้พัฒนาโครงการที่พยายามออกแบบและปรับปรุงงบประมาณใด ๆ
ของโครงการหรือสิ่งแทรกแซงดงั กลา่ ว

การประเมนิ ปัจจัยนำเข้า ก็เพอ่ื ชว่ ยผู้ทำหน้าที่ตัดสนิ ใจเลือกกลยุทธต์ ่าง ๆ ท่ีจะช่วยให้บรรลุ
เป้าหมายตอบสนองความต้องการจำเปน็ ใหแ้ กผ่ ู้รับประโยชน์ ก่อให้เกิดแผนงานที่ปฏิบัติไดจ้ ริงและ
ใช้งบประมาณได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการบันทึกและสร้างสำนึกรับผิดรับชอบเกี่ยวกับการได้มา
ซ่งึ ทรพั ยากรและวิธกี ารดำเนินงานในแผนงานนน้ั ๆ นอกจากน้แี ลว้ หน้าที่สำคญั อีกประการหนึ่งของ
การประเมินปัจจัยนำเข้าก็เพื่อช่วยให้ผู้ทำโครงการหลีกเลี่ยงความสูญเปล่าใด ๆ ที่อาจจะเกิดข้ึน
จากการใช้นวตั กรรมหรือโครงการท่ีไม่กอ่ ใหเ้ กิดประโยชนค์ ุ้มคา่ ถงึ ทรัพยากรท่ีจะตอ้ งสูญเสยี ไป

28

นักประเมินสามารถทำการประเมินปัจจัยนำเข้าได้หลายขั้นตอนโดยไม่จำเป็นต้องกระท ำ
ตามลำดับต่อเนื่องกัน นักประเมินอาจเริ่มจากการทบทวนปฏิบัติงานที่จะนำไปสู่การบรรลุ
วัตถุประสงค์และตอบสนองความต้องการจำเป็นที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งทำได้ตามขั้นตอนหรือวิธีการ
ได้แก่ การทบทวนวรรณกรรมหรือเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การตรวจเยี่ยมโครงการตัวอย่างหรือ
โครงการท่ีมีลักษณะคล้ายกัน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนจากรัฐบาล การสืบค้นสารสนเทศ
เก่ียวกับการให้บรกิ ารจากแหลง่ สบื ค้นทางอินเทอร์เน็ต การทบทวนเอกสารบทความเก่ยี วกับรายงาน
ผบู้ รโิ ภคหรือเอกสารอ่นื ๆ ที่ตีพมิ พเ์ ร่ืองราวท่คี ลา้ ยคลึงกันเก่ียวกับผลิตภัณฑแ์ ละการใหบ้ ริการ และ
การชชี้ วนให้ผปู้ ฏิบตั ิงานจดั ทำขอ้ เสนอ

สรุป การประเมินปัจจัยนำเข้า คือ ผู้บริหารสถานศึกษาใช้สำหรับจัดทำข้อเสนอเพื่อขอรับ
เงินลงทุนสนับสนุนการดำเนินงานจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายในหน่วยงานหนึ่ง ๆ โรงเรียน
หรือหน่วยงานทางการศึกษาใช้สำหรับจัดทำข้อเสนอเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนแผนงาน
โครงการทางการศึกษา ในขณะเดียวกนั ผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ทำหนา้ ที่ตัดสินใจทางการศึกษากใ็ ช้
สำหรับการพจิ ารณาตัดสินใจเกย่ี วกับความค้มุ ค่าหรือประสิทธิผลที่จะได้รับเมอ่ื เปรียบเทยี บกับต้นทุน
หรอื งบประมาณที่ต้องจัดสรรให้กบั โครงการหรอื นวตั กรรมทางการศึกษาใหม่

3. การประเมินกระบวนการ เป็นการตรวจสอบการนำแผนงานหรือโครงการไปใช้หรือ
ตรวจสอบการดำเนนิ งานการใชแ้ ผนงานโครงการ วตั ถปุ ระสงค์ที่สำคญั ประการหนึ่งของการประเมิน
กระบวนการก็คือ การให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้จัดการและปฏิบัติงานในโครงการนั้น ๆ เกี่ยวกับ
การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการว่าเป็นไปตามตารางเวลาท่ีกำหนดหรือไม่ การใช้งบประมาณ
และประสิทธิภาพเป็นอย่างไร สำหรับวัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งก็เพื่อชี้แนะแนวทางให้แก่
ผู้ปฏิบัติงานในการปรับปรุงการใช้งบประมาณ และแนวทางการดำเนินงานของโครงการให้มี
ความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพราะ โดยปกติแล้วเมื่อมกี ารเริ่มต้นการดำเนนิ งานของโครงการหรือแผนงาน
ผู้ปฏิบัติงานย่อมไม่สามารถที่จะกำหนดสิ่งต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดกิจกรรม
การใช้บุคลากร งบประมาณ หรือ อื่น ๆ ดังนั้น การได้รับสารสนเทศจากการประเมินกระบวนการ
กส็ ามารถนำไปใชป้ ระกอบการตดั สินใจปรบั ปรุงสิง่ ตา่ ง ๆ ในโครงการให้สามารถดำเนินการต่อไปและ
มีความเป็นไปได้ที่จะทำใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ ในการประเมินกระบวนการนั้น ควรทำ
การเปรยี บเทยี บระหว่างกิจกรรมและค่าใช้จา่ ยจริงกับกิจกรรมในแผนงานโครงการ และงบประมาณ
ที่กำหนดไว้ว่า มีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงไร รวมทั้งบรรยายให้เห็นถึงปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับ
การนำโครงการไปใช้ และท้ายที่สุดกค็ วรจัดทำรายงานทีผ่ ู้ร่วมโครงการหรือผู้ทำการสังเกตได้ตัดสิน
คณุ ภาพของกระบวนการใช้โครงการแผนงานดังกลา่ ว

เทคนิควิธีที่ใชเ้ ก็บรวบรวมข้อมูลสารสนเทศในการประเมินกระบวนการน้นั นักประเมินควร
ใช้วิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดการรบกวน (unobtrusive) แก่ผู้ปฏิบัติงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีแก่ผู้ปฏิบัติงานในโครงการ แผนงาน หรือสิ่งแทรกแซง
นั้น ๆ ด้วยเช่นกนั นักประเมินอาจพิจารณาภาพรวม ๆ ว่ากิจกรรมหรือการดำเนินงานของโครงการ
ดังกล่าวเป็นอย่างไร โดยการตรวจเยี่ยมและสังเกตที่ศูนย์ของกิจกรรมนั้น การทบทวนวิเคราะห์
เอกสารที่ปรากฏ เช่น แผนปฏิบัติงาน งบประมาณ รายงานบัญชีและระยะเวลาการจัดประชุม

29

เป็นต้น การเข้าร่วมประชุมกับทีมปฏิบัติงานและการสัมภาษณ์บุคคลหลัก หลังจากนั้นนักประเมิน
ตอ้ งจดั ทำรายงานสรปุ เก่ยี วกบั แผนการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ข้อคน้ พบ และประเดน็ การสงั เกต

นักประเมินควรแสดงใหเ้ หน็ เกี่ยวกับปญั หาต่าง ๆ ของกระบวนการอยา่ งชดั เจนตามท่ีได้จาก
ปฏบิ ตั ิงาน พรอ้ มทง้ั นำเสนอรายงานน้ใี นการประชุมทีมผูป้ ฏบิ ตั งิ าน และเชือ้ เชญิ ผอู้ ำนวยการของทีม
ผู้ปฏิบัติงานให้เป็นผูน้ ำในการอภิปรายเกี่ยวกับข้อค้นพบ ซึ่งปรากฏในรายงาน ทีมงานของโครงการ
อาจจะใช้รายงานเพื่อการตัดสินใจให้เหมาะกับการปฏิบัติงานของตนต่อไป ต่อจากนั้นนักประเมิน
ก็ควรทบทวนเกี่ยวกับแผนงานการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งต่อไป รวมทั้งการจัดทำรายงานตามลำดับ
โดยการสอบถามความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ จากทีมผ้ปู ฏิบัติงานถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมเพอ่ื ท่ีจะทำให้
ได้สารสนเทศที่มีประโยชน์มากที่สุด ในการจัดประชุมนำเสนอรายงานให้กับทีมผู้ปฏิบัติงาน
ในครั้งต่อไป ซึ่งทีมผู้ปฏิบัติงานก็อาจจะให้ข้อเสนอแนะที่ดีเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลใน
การประเมินว่าควรจะเก็บอย่างไร เช่น อาจใช้การสังเกต บันทึกการปฏิบัติงานประจำวันของทีม
ปฏิบตั ิงาน การสัมภาษณ์ และการใชแ้ บบสอบถาม เปน็ ตน้ นอกจากนน้ั นกั ประเมินก็ควรจะสอบถาม
ผู้ปฏิบัติงานถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือดีที่สุดสำหรับการใช้ประโยชน์จากรายงานการประเมิน
ชว่ งถัดไป

สรุป ผลการประเมินกระบวนการนำไปใช้ คือ สมาชิกในทีมงานใช้สำหรับชี้แนะแนวทาง
การดำเนินกิจกรรม แก้ไขแผนงานที่ผิดพลาด และจัดทำบันทึกความรับผิดชอบ ผู้จัดการบางคนใช้
ตารางหรือปฏทิ ินสะท้อนผลกลับ ผลการประเมนิ กระบวนการท่ีจัดทำตามปกติหรอื สม่ำเสมอ เพื่อทำ
ให้ทีมผู้ปฏิบัติงานรักษาหน้าที่และความรับผิดชอบของตน การประเมินกระบวนการยังช่วยให้
บคุ คลภายนอกได้เรยี นรูว้ า่ อะไรคอื สง่ิ สำคญั ที่ตอ้ งทำ และอะไรคือตน้ ทนุ ค่าใช้จา่ ยท่ีตอ้ งเสียในกรณีท่ี
พวกตนตอ้ งการกระทำในลกั ษณะทคี่ ลา้ ย ๆ กันน้ี

4. การประเมินผลผลิต วัตถุประสงค์หลักของการประเมินผลผลิตกเ็ พื่อสอบวัด ตีความและ
ตัดสินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ แผนงาน หรือสิ่งแทรกแซง ว่าตอบสนองบรรลุความต้องการจำเป็น
ของกลุ่มผู้รับประโยชน์หรือไม่ นอกจากนั้น การประเมินผลผลิตก็ยังต้องประเมินผลลัพธ์ทั้งที่ตั้งใจ
และไม่ตั้งใจ ทั้งที่เป็นไปในทางบวกและทางลบอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นบ่อยครั้งที่นักประเมินยังขยาย
ขอบเขต การประเมินผลผลิตไปสู่การประเมินในสิ่งที่เรียกว่า ผลลัพธ์ระยะยาว อีกด้วยการประเมิน
ผลผลิตควร ดำเนินการโดยอาศัยการรวบรวมและวิเคราะห์การตัดสินของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ทมี่ ตี อ่ โครงการหรอื ส่ิงท่ไี ด้รบั การประเมินนัน้ ในบางครง้ั ก็อาจทำการเปรียบเทยี บผลลพั ธ์ท่ีเกิดขึ้นกับ
โครงการหรือสิ่งท่ีได้รับการประเมินอื่น ๆ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันและก็มีอยู่บ่อย ๆ ที่ผู้รับบริการ
จากโครงการ ต้องการจะรูว้ า่ โครงการดังกล่าวได้ผลสัมฤทธ์ิเป็นไปตามวตั ถุประสงค์ที่กำหนดหรอื ไม่
และมีประโยชน์ คมุ้ กับการลงทนุ ดำเนนิ การเพยี งไร

ดังนน้ั ในทางที่เหมาะสมแล้วนักประเมินก็ควรทวี่ ิเคราะหต์ คี วามให้เห็นวา่ จุดออ่ นของการใช้
โครงการหรอื แผนปฏบิ ัติงานส่วนใดที่เป็นสาเหตุทำใหไ้ ด้ผลลพั ธ์ออ่ นดอ้ ยลงไปด้วย เทคนคิ วิธีการที่ใช้
ประเมินผลผลิตมิได้กำหนดไว้อย่างเป็นแบบแผนตายตัว แต่นักประเมินอาจต้องใช้วิธีการอย่าง
หลากหลายร่วมกนั เพื่อชว่ ยใหเ้ กิดความเข้าใจในการศึกษาผลลัพธ์ท้ังหมดของสิง่ ทีไ่ ด้รบั การประเมิน
รวมทง้ั ยงั ช่วยในการตรวจสอบขา้ มกันไปมาระหว่างข้อค้นพบท่หี ลากหลายอกี ด้วย

30

การประเมินผลการปฏิบัติที่เกิดข้ึนนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดนั้น นักประเมิน
จำเป็นต้องศึกษา ค้นหาผลลัพธ์ที่มิได้คาดหมายด้วย ทั้งผลลัพธ์ในเชิงบวกและเชิงลบโดยการรบั ฟัง
ความคิดเห็นหรือสัมภาษณ์กลุม่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งที่ได้รับการประเมินเพ่ือที่จะทำการทดสอบ
สมมตุ ฐิ านเกยี่ วกบั ผลลัพธ์ให้ครอบคลุมทกุ ๆ ด้าน และสืบหาขอ้ เท็จจริงอย่างรอบคอบสำหรับยืนยัน
หรือไม่ยืนยันสมมุติฐานเกี่ยวกับผลลัพธ์ดังกล่าว นอกจากนี้แล้วนักประเมินอาจใช้วิธีการศึกษา
รายกรณี โดยเลือกบุคคลที่ได้รับประสบการณ์จากโครงการหรือสิ่งที่ได้รับการประเมินเพื่อทำ
การสัมภาษณ์ระดับลึกเกี่ยวกับผลที่เกิดจากโครงการดังกล่าว หรือนักประเมินอาจใช้วิธีการสำรวจ
ความคิดเห็นทางโทรศัพท์หรือทางจดหมายของกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อให้ตัดสินใจเกี่ยวกับ
การได้รับบริการตามมุมมองของแต่ละคน ทั้งที่เป็นภาพบวกและภาพลบ ยิ่งไปกว่านั้น นักประเมนิ
ก็อาจจะให้ผู้เข้าร่วมโครงการหรือสิ่งที่ได้รับการประเมนิ เขียนเสนอตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเก่ียวกับ
การได้รบั บริการและก่อให้เกดิ ผลดตี ่อการ

สรุป รูปแบบการประเมินที่นำมาใช้ในการประเมินสิ่งที่ได้รับการประเมินควรใช้ประเมิน
เป็น ระยะ ๆ และประเมินสรุปรวม โดยใช้เทคนคิ วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลอย่างหลากหลายสอดคล้อง
กับประเด็นย่อย ๆ ที่ต้องการประเมินในแต่ละมิติ รวมทั้งใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
สำหรับ นำมาวิเคราะห์สรุปตีความผลการประเมิน ทั้งน้ี แหล่งที่มาของข้อมูลในการประเมินก็ต้อง
เก็บรวบรวม หรือได้มาอย่างหลากหลาย ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ทั้งที่เป็นทีม
ผู้ปฏิบัตงิ านในโครงการ ผู้รับผลประโยชน์จากโครงการ ผู้บริหาร หรือผู้เป็นเจ้าของโครงการ รวมทงั้
ข้อมลู จากเอกสารบนั ทกึ ต่าง ๆ ประกอบด้วยเชน่ กนั

วธิ ีการนิเทศแบบพฒั นาการ
วธิ กี ารนเิ ทศแบบพัฒนาการ ตามแนวคดิ ของ กลกิ แมน กอร์ดอน และรอสกอรด์ อน

(Glickman, Gordon & Ross-Gordon, 2004, pp. 135-152) กล่าวว่าผู้นิเทศต้องพิจารณาเลือกใช้
ยุทธวิธีการนิเทศแบบพัฒนาการได้อย่างเหมาะสมสำหรับการนิเทศครูในองค์ประกอบต่อไปนี้ คือ
ระดบั พัฒนาการของครู ความรคู้ วามเชยี่ วชาญ ความรบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ท่ี การยอมรบั และการผูกพัน
วิธกี ารนิเทศแบบพฒั นาการมี 4 แบบ ดงั นี้

1. การนิเทศแบบร่วมมือ (collaborative approach) เป็นการนิเทศที่ผู้นิเทศและ
ครูต้องร่วมกันตัดสินใจในวิธีการแก้ปัญหาและการปฏิบัติงานตลอดเวลาทั้งครูและผู้นิเทศจะให้
ขอ้ เสนอแนะรว่ มกนั เพ่อื รว่ มกันพจิ ารณาหาขอ้ ตกลงรว่ มกันในการปฏบิ ตั ิ ผูน้ ิเทศควรพิจารณาเลอื กใช้
วธิ ีการนเิ ทศแบบรว่ มมอื ดังตอ่ ไปนี้

1.1 ในกรณีที่ครูหรือคณะครูมีระดับพัฒนาการ ความสามารถในการคิด
เชิงนามธรรม และความเช่ียวชาญอยู่ในระดบั ปานกลาง แต่อาจจะยงั ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตนเอง

1.2 ในกรณคี รู คณะครแู ละผูน้ เิ ทศมีความรู้ ความสามารถ ความสำคัญเท่า
เทียบกัน หรือครูเข้าใจปัญหามากที่สุดในเรื่องหนึ่ง ผู้นิเทศรู้และเข้าใจมากอีกเรื่องหนึ่ง การนิเทศ
แบบร่วมมอื จะให้เกิดการแลกเปล่ียนความรู้ซง่ึ กนั และกนั

1.3 ในกรณีที่ผนู้ เิ ทศและครูจะต้องตัดสนิ ใจรว่ มกนั และต้องมีความรับผิดชอบ
ร่วมกนั ในเรอ่ื งท่จี ะสง่ ผลถึงผปู้ กครอง ชมุ ชน องค์กร หรือผ้บู งั คบั บญั ชาในระดบั สูงข้นึ ไป

31

1.4 ในกรณีครแู ละผูน้ ิเทศยอมรับต่อการมภี าระหน้าที่ร่วมกนั ในการแก้ปัญหา
เฉพาะ เรื่อง หรือบางเรื่องทีค่ รตู ้องการมีส่วนร่วมในการแกป้ ญั หาและตัดสนิ ใจ แต่ตอ้ งการให้ครูมีส่วนร่วม
อาจเกิดปญั หาขึน้ ได้

2. การนิเทศแบบชี้นำควบคุม (directive control approach) เป็นการให้คำแนะนำ
ชี้นำแนวทางปฏิบัติโดยตรงเหมาะสมสำหรับครูที่มีระดบั พัฒนาที่ตำ่ มาก ๆ ความรู้ความเช่ียวชาญและ
มีความผูกพันในภาระหน้าที่ในระดับต่ำมากที่สุด และมีปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่เป็นปัญหา
สำคญั ผู้นเิ ทศควรพจิ ารณาเลือกวธิ กี ารนเิ ทศแบบชีน้ ำควบคมุ ดังน้ี

2.1 ครมู รี ะดบั ความสามารถในการปฏิบัติงานและระดับพัฒนาการต่ำมาก
2.2 ครูมีความรู้น้อยมีแนวโน้นที่จะปฏิบัติตามที่ผู้นิเทศแนะนำและคิดว่า
เปน็ ส่งิ ที่ควรปฏบิ ัติตาม
2.3 ในกรณีที่ผูน้ ิเทศมหี น้าทีร่ บั ผดิ ชอบโดยตรงในการแก้ปัญหาเรือ่ งน้ัน ๆ
หรอื กรณีทีค่ รตู อ้ งการใหผ้ นู้ เิ ทศเป็นผู้ตัดสินใจวธิ ดี ำเนนิ การ
2.4 ในกรณีที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ผู้นิเทศไม่มีเวลาพอที่จะมาให้การนิเทศ
แก่ครโู ดยตรงและอย่างต่อเน่ือง
3. การนิเทศแบบชี้แนะให้ข้อมูล (directive informational approach) เป็น
การนิเทศแบบช้นี ำให้ข้อมูลดำเนนิ การใช้พฤติกรรมตามลำดับเชน่ เดียวกับการนเิ ทศแบบช้ีนำควบคุม
เพียงแต่ไม่ชี้นำหรือไม่แนะนำวิธีการให้ปฏิบัติ ผู้นิเทศควรลดพฤติกรรมการนิเทศแบบชี้นำควบคุม
ให้น้อยลงและพยายามส่งเสริมครูในการตัดสินใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนครูสามารถร่วมคิดร่วมปฏิบัติ
งานได้กบั บุคคลอน่ื โดยไมต่ อ้ งอาศยั ผนู้ ิเทศชว่ ยแนะนำตลอดเวลา ผนู้ ิเทศควรพิจารณาเลอื กใช้วิธีการ
นเิ ทศแบบช้นี ำใหข้ อ้ มลู กรณีตอ่ ไปนี้
3.1 ครูมีระดับพัฒนาการและความสามารถในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับ
ค่อนข้างตำ่
3.2 ครูไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นปัญหาในการสอนของตนเองเท่ากับ
ผนู้ เิ ทศ
3.3 ครูมีความสัมพนั ธ์ ขาดประสบการณ์หลายประเด็น ในขณะที่ผู้นเิ ทศรู้และ
เข้าใจดที กุ เร่ือง
3.4 ผู้นิเทศมคี วามเต็มใจที่จะรว่ มรบั ผิดชอบวธิ ีการแกป้ ญั หาทค่ี รูเลอื กใช้
3.5 ครมู คี วามเชอื่ มั่นในตวั ผนู้ เิ ทศ
3.6 มีเวลาจำกัดทุกเรื่องชัดเจน ปฏิบัติจริง และจำเป็นต้องดำเนินการอย่าง
เรง่ ด่วน
4. การนิเทศแบบไม่ชี้นำ (non-directive approach) เป็นการนิเทศที่ผู้นิเทศจะใช้
พฤติกรรมการในการพูดคยุ ทำงานร่วมกบั ครู โดยที่ครูจะเปน็ ผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง ผู้นิเทศเป็นเพยี ง
ผู้ช่วยในการสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ ที่ครูขอร้องเท่านั้น ผู้นิเทศควรพิจารณาเลือกใช้วิธีการนิเทศ
แบบไม่ชี้นำ ดงั น้ี

32

4.1 ในกรณีท่คี รหู รือคณะครูผ้รู ว่ มในโครงการนิเทศมีความรู้ความสามารถ
ในการปฏบิ ัตงิ าน มีความเชี่ยวชาญ มรี ะดับความคดิ และระดบั พฒั นาการสงู มาก

4.2 ในกรณีที่ครูหรือคณะครูมีความรู้ ความเชี่ยวในเรื่องที่ตัดสินใจ
จะดำเนินการมากและผู้นิเทศมคี วามรคู้ วามเช่ียวชาญเร่อื งนน้ั นอ้ ย

4.3 ในกรณีที่ครูหรือคณะครูต้องรับผิดชอบโดยตรงในการตัดสินใจ
ในเรอ่ื งนั้น ๆ และผู้นเิ ทศมีส่วนร่วมน้อย

4.4 ในกรณีที่ครูหรือคณะครูมีความตั้งใจที่จะต้องการจะแก้ปัญหาใน
เรื่องนั้น ๆ ถึงแม้ว่า จะไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่ผู้นิเทศต้องเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ช่วยเปิดโอกาสส่งเสริม
สนับสนุนให้ครูได้มีโอกาสตัดสินใจเองและจัดดำเนินการเอง โดยผู้นิเทศคอยสนับสนุนและบริการ
ตามทถ่ี ูกขอรอ้ ง

พฤตกิ รรมการนเิ ทศ
นอกจากผูน้ ิเทศต้องเลอื กใช้วิธีการนิเทศแต่ละแบบแล้ว ที่สำคัญตอ่ มาก็คือ ผู้นิเทศ

จะต้องมกี ารปฏบิ ัติหรอื ใชพ้ ฤติกรรมการนเิ ทศแต่ละวธิ ี ดงั น้ี
1. พฤติกรรมการนิเทศแบบชี้นำควบคุม (directive control behaviors) วิธีการ

นิเทศแบบชี้นำควบคุมนั้นผู้นิเทศสามารถประพฤติปฏิบัติด้วยการพูดการใช้ภาษาท่าทางต่าง ๆ
ในการให้คำแนะนำชว่ ยเหลือครูในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนท้ังเป็นรายบุคคล
และรายกลุ่มมีวิธกี าร ดังนี้

1.1 การนำเสนอ (presenting) เปน็ ข้นั ตอนท่ผี นู้ เิ ทศเรมิ่ พดู ถงึ ความจำเป็น
และปญั หาที่เกิดข้ึนจากการสังเกตการสอนหรือได้ข้อมูลจากแหล่งตา่ ง ๆ เพอ่ื ท่จี ะบอกครูว่ามีปัญหา
ในการจัดการเรยี นการสอนของครทู ่จี ำเปน็ ตอ้ งปรบั ปรงุ แก้ไข

1.2 การสร้างความเข้าใจตรงกัน (clarifying) เป็นการให้ครูได้แสดง
ความคิดเหน็ เก่ียวกบั ปญั หาการมองเหน็ และการยอมรับปญั หาดังกลา่ วว่าครมู คี วามคดิ เห็นอยา่ งไร

1.3 การฟัง (listening) เป็นการทำความเข้าใจกับความคิดเห็นของครู
โดยผู้นิเทศเป็นผู้ฟังและรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เข้าใจมุมมองและความคิดเห็นของครู
และแน่ใจวา่ ครูยอมรับวา่ มคี วามจำเปน็ ว่าต้องแกป้ ญั หา

1.4 การแก้ปัญหา (problem solving) ผู้นิเทศคิดพิจารณาแนวทางที่
เป็นไปไดใ้ นการชว่ ยครูแกป้ ัญหาและเสนอแนะให้แกค่ รู

1.5 การชี้นำแนะนำวิธีการปฏิบัติ (directing) เป็นการชี้นำแนะนำวิธี
ปฏบิ ตั ิใหแ้ ก่ครูว่าควรจะตอ้ งทำอย่างไร และได้ผลอยา่ งไร

1.6 การสร้างความเข้าใจตรงกัน (clarifying) เป็นการซักถามครูเกี่ยวกับ
วิธกี ารปฏบิ ตั ทิ ่ีได้รับการแนะนำและความคาดหวังจากการปฏิบัติ

1.7 การกำหนดมาตรฐาน (standardizing) เป็นการกำหนดตัวบ่งชี้
ตามความคาดหวัง โดยผู้นิเทศทบทวนเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการ สื่อที่จำเป็น เกณฑ์ความสำเร็จ
ระบุ วัน เวลา ที่ใหบ้ ริการและการตดิ ตามช่วยเหลือ

1.8 การกระตุ้นเสริมแรง (reinforcing) เป็นการพูดทบทวนความคาดหวัง
ตอ่ สิ่งทตี่ ้องปฏิบัติ

33

2. พฤติกรรมการนิเทศแบบชี้นำให้ข้อมูล (directive informational behaviors)
วิธีการนิเทศแบบชี้นำให้ขอ้ มลู น้ัน ผู้นิเทศสามารถประพฤติปฏิบัติด้วยการพูดการใช้ภาษาท่าทางได้
แต่ไม่ชี้นำหรือไม่แนะนำวิธีการให้การปฏิบัติ เพียงแต่ให้ข้อมูล และวิธีการหลายวิธีแก่ครู
ได้เลอื กปฏิบตั ิ ดงั น้ี

2.1 การนำเสนอ (presenting) เป็นการนำข้อมูลจากการสังเกตการสอน
ของผู้นิเทศ เพื่อให้ครูเข้าใจและยอมรับเป้าหมายที่จะต้องเปลี่ยนแปลงจากปัญหาในการจัดการเรียน
การสอนของครู

2.2 การสร้างความเขา้ ใจตรงกัน (clarifying) ผนู้ ิเทศจะสอบถามความคิดเห็น
ของครูเกี่ยวกับเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงและวิธีการที่เปลี่ยนแปลง
จากการนำเสนอขอ้ มลู รายละเอยี ดทไี่ ด้สังเกตและบนั ทึก

2.3 การฟัง (listening) ผู้นิเทศตั้งใจฟังความคิดเห็น มุมมองของครู เพื่อให้
เขา้ ใจวา่ ครูมองเหน็ และยอมรบั เป้าหมายทีต่ ้องเปลีย่ นแปลงและปรับปรุง

2.4 การแก้ปัญหา (problem solving) ผู้นิเทศพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหา
ท่เี ป็นไปได้ เพ่อื ใหค้ รูเลอื กและใหค้ รอู ธิบายสาเหตขุ องปัญหาใหช้ ัดเจน

2.5 การชี้นำแนะนำวิธีปฏิบัติ (directing) ผู้นิเทศเสนอแนะทางการแก้ปัญหา
ท่ีเปน็ ไปไดใ้ หค้ รเู ลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด พร้อมทัง้ ใหเ้ หตผุ ลท่ีเหลือ

2.6 การสร้างความเข้าใจตรงกัน (clarifying) ผู้นิเทศให้ครูอธิบายซ้ำและ
เพม่ิ เติมเก่ียวกับวิธีการและกจิ กรรมท่จี ะปฏิบัติ

2.7 การกำหนดมาตรฐาน (standardizing) ผู้นิเทศช่วยกำหนดกฎเกณฑ์
การปฏิบัติท่ีเหมาะสมสำหรับพฤติกรรมที่จะแก้ไขและเกณฑ์การตัดสินผลสำเร็จตามเป้าหมายและ
กำหนดวนั เวลาท่จี ะแลว้ เสรจ็

2.8 การกระตุ้นเสริมแรง (reinforcing) ผู้นิเทศสรุปการประชุมทบทวน
เป้าหมายของการเปล่ียนแปลงกิจกรรมเกณฑ์ประเมินความสำเร็จตามเป้าหมาย วันเวลา การติดตามผล
และสังเกตการสอน

3. พฤติกรรมการนิเทศแบบร่วมมือ (collaborative behaviors) พฤติกรรมการนเิ ทศ
แบบร่วมมือนั้น ผู้นิเทศและครูจะร่วมกันตัดสินใจในวิธีการแก้ปัญหาและการปฏิบัติงานตลอดเวลา
ทั้งผู้นิเทศและครูจะให้ข้อเสนอแนะซึ่งกันและกัน เพื่อร่วมกันพิจารณาข้อตกลงร่วมกันในการปฏิบัติ
มีวธิ ีการ ดงั น้ี

3.1 การสร้างความเข้าใจตรงกัน (clarifying) ผู้นิเทศทำความเข้าใจกับ
ปัญหาที่ครูพูดถึง เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับปัญหาที่ครูได้นำเสนอ โดยพยายามกระตุ้น
ให้ครูระบสุ าเหตขุ องปญั หาและประเด็นของปัญหาให้ชดั เจน

3.2 การฟัง (listening) ผู้นิเทศฟังอย่างต้ังใจ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความเข้าใจชัดเจน
ให้มากข้นึ เกี่ยวกับปญั หาความคิดเห็นของครูที่มีต่อปัญหาการสนองของตนเองก่อนท่ีจะคิดพิจารณา
แนวทางการแกไ้ ขปัญหานนั้

3.3 การตอบสนอง (reflecting) ผู้ที่นิเทศต้องตอบสนองด้วยการรับรู้และ
ปัญหาของครู เพือ่ ให้แนใ่ จวา่ เขา้ ใจตรงกนั ว่าปัญหาท่แี ท้จริงของครคู อื อะไร

34

3.4 การนำเสนอ (presenting) ผู้ที่นิเทศเสนอทรรศนะและความคิดเห็น
ของตนเองให้ ข้อมูลสนับสนุนปญั หาอุปสรรคท่ีอาจจะเกิดข้ึนจากการแก้ปัญหาตามความคิดเห็นของ
ครูเสนอข้อมูล ทคี่ รอู าจจะมองข้ามความสำคัญ

3.5 การสร้างความเข้าใจตรงกัน (clarifying) ผู้ที่นิเทศพยายามทำให้ครู
เข้าใจถึงความคิดเห็น การรบั ร้ขู องผู้นเิ ทศให้ชัดเจนมากขนึ้ เพอ่ื ปรบั ความเข้าใจตรงกันและมีแนวคิด
ในการแก้ปัญหาไปในทศิ ทางเดยี วกนั

3.6 การแก้ปัญหา (problem solving) ผู้ที่นิเทศและครูแลกเปลี่ยน
ข้อแนะนำ และทางเลือกใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาก่อนที่จะรว่ มกันสรุปเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาหรอื
เลอื กทางเลือกในการแก้ปัญหาทเ่ี ป็นไปได้และเหมาะสม

3.7 การกระตุ้นสง่ เสรมิ (encouraging) เปน็ การกระตุ้นทีส่ ่งเสรมิ การยอมรับ
ข้อโต้แย้งหรือข้อขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น ผู้นิเทศต้องยอมรับข้อขัดแย้งและหาทางประนีประนอม
เพอื่ หาข้อยตุ ิ เพราะ ความขดั แยง้ อาจนำมาซึ่งวิธีการแก้ปัญหาท่ดี แี ละเหมาะสมทสี่ ดุ

3.8 การเจรจาตกลงร่วมกันเพื่อหาข้อยุติ (negotiating) เป็นการเจรจา
เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นที่ยอมรับของครูและผู้นิเทศ เพื่อให้
ทั้งสองฝา่ ยเหน็ ดว้ ยกับรายละเอียดของแนวทางการปฏบิ ตั ิ

3.9 การกำหนดมาตรฐาน (standardizing) เป็นการกำหนดมาตรฐาน
ในการปฏบิ ตั ิเปน็ การตกลงร่วมกนั ในรายละเอยี ดของแนวทางและแผนปฏิบตั ิ รวมท้งั กำหนดวนั เวลา
และสถานที่ ที่จะกำเนิดการตามแผนว่าใชส้ ื่ออะไรบ้างมีใครเปน็ ผรู้ ่วมทางบ้าง

3.10 การตอบสนอง (reflecting) ผู้นิเทศสรุปแนวทางและแผนปฏบิ ัติงาน
โดยให้ครูยอมรับเข้าใจตรงกันในทุกเรื่อง หรืออาจให้ครูทบทวนแผนและแนวทางการปฏิบัติอกี ครง้ั
หนึ่ง และมีการจดบันทึกข้อตกลงร่วมกันในการปฏิบัติงาน มีการนดั หมายการดำเนินการทุกขั้นตอน
ตามแผนก่อนนดั การประชมุ

4. พฤติกรรมการนิเทศแบบไม่ชี้นำ (nondirective behaviors) วิธีการนิเทศ
แบบไมช่ น้ี ำ ผู้นเิ ทศและครูจะใช้พฤตกิ รรมในการพูดคุยและทำงานร่วม โดยท่ีครูจะเป็นผตู้ ดั สนิ ใจด้วย
ตวั เอง ผนู้ ิเทศเปน็ เพียงผ้ชู ่วยในการสนับสนนุ ในเรื่องตา่ ง ๆ ที่ครูรอ้ งขอเท่านั้น มีวิธกี าร ดังนี้

4.1 การฟัง (listening) ผู้นิเทศฟังครูพูด ครูเสนอแนวคิดความต้องการ
อยา่ งต้ังใจและพยายามทำความเข้าใจกบั เรือ่ งท่ีครพู ูดใหม้ ากที่สุด

4.2 การตอบสนอง (reflecting) ผนู้ ิเทศพูดสรุปความคิดเหน็ ตามความต้องการ
ของครู หรือปัญหาของครู แสดงความเห็นใจ สนใจ แต่ไม่ควรแสดงความคิดเห็นส่วนตัวใด ๆ พยายาม
จบั ใจความสำคัญในเร่ืองท่ีพูดให้มากที่สุด

4.3 การสร้างความเข้าใจตรงกัน (clarifying) ผู้นิเทศต้องพยายามทำ
ความเข้าใจกับปญั หาเรือ่ งราวท่ีครูพูดให้ละเอียดและชัดเจนตรงกันให้มากท่ีสุด หรืออาจจะให้ข้อมูล
เพ่ิมเติมเกี่ยวกบั ปัญหาเรือ่ งราวที่ครูพูด เพื่อให้ครูสามารถมองปัญหาหลายมุมและได้แนวคิดมุมมอง
มากข้ึน

35

4.4 การกระตุ้นสง่ เสริม (encouraging) ผู้นิเทศต้องแสดงออกด้วยความสนใจ
เต็มใจที่จะฟังเรื่องราวปัญหาต่าง ๆ ของครูในขณะที่ครูพยายามแสดงความคิดเห็น ความเข้าใจเกี่ยวกับ
ปัญหา หรือเรื่องราวนั้น ๆ ให้การกระตุ้นด้วยคำพูด ใช้ท่าทางประกอบ รวมทั้งพูดเสริมให้กำลังใจ
สนับสนนุ ชมเชย

4.5 การตอบสนอง (reflecting) ผู้นิเทศต้องมีการตอบสนองต่อการพูด
การเสนอของครูตลอดเวลา พร้อมทบทวนความเข้าใจของตนเกี่ยวกับเรื่องที่ครูพูด เพื่อตรวจสอบ
ความเข้าใจตรงกนั แตไ่ มจ่ ำเปน็ ถอดขอ้ ความการพดู ของครทู กุ ครั้ง

4.6 การแก้ปัญหา (problem solving) ผู้นิเทศพยายามพูดกระตุ้นให้ครู
พิจารณาแนวทางการปฏิบัติหรือแนวทางการแก้ปัญหาอื่น ๆ โดยให้ครูคิดหาวิธีการแก้ปัญหา
ดว้ ยตนเอง สอบถามรายละเอียดของแนวทางการแก้ปัญหา กระตุ้นให้คดิ หาทางเลือกให้หลากหลาย
เพอื่ เปรียบเทยี บและให้ได้ซ่งึ วิธีที่เหมาะสมที่สดุ โดยใหเ้ วลาในการคดิ และพดู อยา่ งพอเพียง

4.7 การแกป้ ญั หา (problem solving) หลงั จากท่ีครูได้แนวทางการแก้ปัญหา
แล้ว ผู้นิเทศกระตุ้นให้ครูพูดอธิบายถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากการนำวิธีนั้นไปแก้ปัญหา รวมทั้งอาจจะ
ให้อธิบายผลที่เกิดขึ้นจากวิธีการอื่น ๆ ที่ไม่ได้เลือก เพื่อให้ครูมีโอกาสคิดเปรียบเทียบแต่ละแนวทาง
การแกป้ ัญหาจากผลที่คาดวา่ จะเกิดขึ้นในการใช้แต่ละวธิ ี

4.8 การนำเสนอ (presenting) ผู้นิเทศให้ครูนำเสนอปัญหาและแนวทาง
หรือวิธีการแก้ปัญหาอีกครัง้ พยายามพูดให้ครูเต็มใจ ตั้งใจที่จะปฏิบัติ และยอมรับว่าเปน็ การผูกพนั
และภาระหน้าที่ในเรื่องที่ครูได้ตัดสินไปแล้ว โดยพยายามให้ครูเลือกวิธีที่ปฏิบัติได้จริงด้วยตนเอง
ภายในระยะเวลาพอควร และรับผิดชอบในการดำเนินการ

4.9 การกำหนดมาตรฐาน (standardizing) ผู้นิเทศให้ครูกำหนดเกณฑ์
ในการปฏิบัติงาน กำหนดเวลาแล้วเสร็จ ระบุมาตรฐานของผลงานที่จะปฏิบัติงานว่า งานใด
ควรเริ่มก่อนหลัง และจะเสร็จเมื่อไร มีความต้องการสื่ออุปกรณ์ใดบ้างที่จำเป็น และเมื่อไร
ทค่ี รูสามารถอธบิ ายและตอบคำถามตา่ ง ๆ ให้ชัดเจน

4.10 การตอบสนอง (reflecting) เป็นการตอบสนองทบทวนเกี่ยวกับ
แผนการปฏิบัติงานของครูก่อนจบการประชุม ผู้นิเทศให้ครูสรุปแผนการปฏิบัติรายละเอียด
ของวิธดี ำเนนิ งานอกี ครงั้ หลังจากนนั้ ครูสามารถเรมิ่ ดำเนินการตามโครงการและแผนปฏิบตั ินัน้ ได้

สรุป รูปแบบแนวคิดการนิเทศเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนและส่งเสริมครูให้สามารถ
พัฒนางานในอาชีพของตนเองได้อย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง โดยผู้นิเทศต้องพยายามที่จะช่วยสนับสนุน
ส่งเสริม ใหค้ รูมรี ะดับพัฒนาการท่สี ูงข้นึ เรอ่ื ย ๆ จนในทีส่ ุดสามารถชว่ ยใหค้ รูพัฒนาตนเองได้อย่างเหมาะสม

การนิเทศให้ความช่วยเหลือครูโดยตรง (direct assistance) เป็นการส่งเสริมสนับสนุน
ช่วยเหลือครูให้สามารถจัดกิจกรรมการสอนให้สอดคล้องเหมาะสมกับปัญหาความต้องการของครู
นักเรยี น โดยปฏบิ ตั ิอย่างสม่ำเสมอตอ่ เน่อื งประกอบด้วยวิธีการและวิธีการชว่ ยเหลอื ครโู ดยตรงงาน

36

กลกิ้ แมน กอร์ดอน และรอสกอร์ดอน (Gordon & Gordon, 2004, pp. 323-336) ได้เสนอ
การนิเทศให้ความช่วยเหลือครโู ดยตรง ดังน้ี

1. การนิเทศแบบคลินิก (clinical supervision) ประกอบด้วยขั้นตอนการประชุมครู
ก่อน การนิเทศ การสังเกตการสอน วิเคราะห์ และแปลความหมายจากการสังเกต ประชุมภายหลัง
การนเิ ทศและวพิ ากษ์วิจารณ์ผลท่ไี ด้รบั จากขนั้ ตอนท้ังหมด

2. การนิเทศแบบเพื่อช่วยเพื่อน (peer coaching) การที่ครูช่วยเหลือกับครูด้วยกันเอง
เป็นการนเิ ทศท่ีมีประสิทธภิ าพ โดยเฉพาะอย่างยิง่ ถ้าครูมีทักษะและเข้าใจรูปแบบการนเิ ทศแบบคลนิ ิก
เป็นอย่างดี ส่วนผูน้ เิ ทศเป็นเพยี งพีเ่ ลี้ยง คอยเตรียมครใู ห้เหมาะสมกับงานในหน้าที่ ผู้ควบคุมเป็นเพียง
ผู้จัดตัวแทนครทู ี่จะรับผิดชอบในการจัดประชมุ กอ่ นการนิเทศ สังเกตการสอน และจัดประชุมภายหลัง
การนิเทศและผู้กำหนดปัญหาเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษาให้กับครูที่มีปัญหาหรือ
ครูที่มีความต้องการพิเศษ ส่วนผู้นิเทศอาจไม่จำเป็นต้องเข้าไปในชั้นเรียนบ่อยหรือเป็นเพียง
ผคู้ อยตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ จากครทู ี่ทำหน้าท่นี ิเทศ อน่งึ ในการดำเนินการนิเทศให้มีประสิทธิภาพน้ัน
ผู้นิเทศต้องฝึกครูทุกคนให้รู้จัดการกำหนดจุดมุ่งหมายของการนิเทศ การเตรียมการ การกำหนด
ตารางเวลาและการกำหนดประเด็นปัญหา โดยมเี ทคนิคการนิเทศ ดังนี้

2.1 การสาธิตการสอน (demonstration teaching) เป็นการให้ครูได้ดูวิธีการ
เทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งขั้นตอนการสาธิตการสอน
ประกอบด้วย การเตรียมการ การสาธิต การวเิ คราะห์ และอภิปรายผลหลงั การสาธิต

2.2 การร่วมสอน (co-teaching) ผู้นิเทศและครูที่มีความต้องการความช่วยเหลือ
ร่วมกันสอน โดยการสร้างความเชื่อใจกัน ความสัมพันธ์ และความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน มีการพูดคุย
และแสดงความคดิ เหน็ ซง่ึ กนั และกนั

2.3 การให้ความช่วยเหลือด้านทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ (assistance with
resources and materials) เป็นการใหค้ วามช่วยเหลือในกรณีทีม่ ีครูสอนขาดความสามารถในการถ่ายโยง
ความรู้ที่ได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ครูผู้สอนสามารถใช้สื่อการเรียนรู้ได้อย่าง เหมาะสมกับเนื้อหา
สาระและจุดประสงค์

2.4 การให้ความช่วยเหลือด้านการวัดประเมินผลนักเรียน (assistance with
student assessment) เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินผลตามสภาพจริง
การสร้างเคร่ืองมือ การประเมิน การสรปุ ผล และการตัดสนิ ผลการเรยี น

2.5. การใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษาดูแล (mentoring) เป็นการให้คำแนะนำ
และช่วยเหลือแก่ครูทั้งทางตรง ทางอ้อม รวมถึงการติดตามผลการแก้ปัญหา และการช่วยเหลือ
ในการแก้ปัญหาของครู

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การนิเทศการศึกษาเพื่อช่วยเหลือครูโดยนั้น ต้องประกอบดว้ ยขัน้ ตอน
ที่สำคัญ คือ การวางแผนร่วมกับครูการมีส่วนร่วมกับครูในการปฏิบัติ สรุปผลที่เกิดจากการดำเนินงาน
ร่วมกนั วเิ คราะห์ผลการดำเนนิ การร่วมกนั และสรุปรายงานผลการดำเนินงานรว่ มกัน


Click to View FlipBook Version