The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธ์ หลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เรื่อง พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง เอกสิทธิ์ ศรีสุวรรณ์ 2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง เอกสิทธิ์ ศรีสุวรรณ์ 2566

วิทยานิพนธ์ หลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เรื่อง พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง เอกสิทธิ์ ศรีสุวรรณ์ 2566

พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง THE DEVEIOPMENT OF E-SAN TRADITIONAL DDNCING RUEM KA NOD TING TONG เอกสิทธิ์ ศรีสุวรรณ์ วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย บัณฑิตศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2566 ลิขสิทธิ์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์


พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง เอกสิทธิ์ ศรีสุวรรณ์ วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย บัณฑิตศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2566 ลิขสิทธ์ิของสถาบนับณัฑิตพฒันศิลป์


THE DEVEIOPMENT OF E-SAN TRADITIONAL DDNCING RUEM KA NOD TING TONG EKKASIT SRISUWAN A THESIS SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT OF THE REQUIREMENTS FOR THE DEGREE OF MASTER OF FINE ARTS PROGRAM IN THAI PERFORMING ARTS GRADUATE SCHOOL BUNDITPATANASILPA INSTITUTE YEAR 2023 COPYRIGHT OF BUNDITPATANASILPA INSTITUTE


(ข) ชื่อวิทยานิพนธ์ พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้: เรือมกะโน้บติงต็อง 4006591004 นายเอกสิทธิ์ ศรีสุวรรณ์ ปริญญา ศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชา นาฏศิลป์ ไทย พ.ศ. 2566 อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.สุรัตน์ จงดา อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุขสันติ แวงวรรณ บทคัดย่อ วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมาและพัฒนาการของแสดงพื้นบ้าน อีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง 2) ศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็องโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการศึกษาจากเอกสาร การ สังเกตและการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า 1) พัฒนาการของเรือมกะโน้บติงต็อง แบ่งออกเป็น 3 ยุค ยุคที่ 1 ระหว่างพ.ศ.2490- 2505 โดยนายเต็น ตระการดีและนายเหือน ตรงศูนย์ดี ได้สร้างสรรค์กระบวนท่า รำ เลียนแบบกิริยาของตั๊กแตนตำข้าว รำประกอบเพลงที่มีเนื้อร้องประกอบการบรรเลงโดยวงกันตรึม ยุคที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2506 -2549 ได้เผยแพร่สู่สถานศึกษาต่าง ๆ มีการนำกระบวนท่ารำเดิมเป็นแนวคิด พื้นฐานในการสร้างสรรค์กระบวนท่ารำใหม่ เลียนแบบกิริยาการเกี้ยวพาราสีของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ และตัวเมีย ยุคที่ 3 ระหว่าง พ.ศ. 2550 - 2560 มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ได้ปรับรูปแบบการแสดง เพื่อนำไปเผยแพร่ในต่างประเทศ ยังคงกระบวนท่ารำแบบเดิมและสร้างสรรค์กระบวนท่ารำจากการ เลียนแบบวงจรชีวิตตั๊กแตนตำข้าว เช่น ท่ากินอาหาร ท่าตัวเมียหักคอตัวผู้ ท่าตัวผู้ต่อสู้แย่งชิง เพิ่มบท เพลงประกอบรำ เช่น เพลงพลับพลึง เพลงอายัยกลาย เพลงมวยหลุม และเพลงรำเปย ต่อมาวิทยาลัย นาฏศิลปนครราชสีมา ได้นำกระบวนท่ารำแม่ท่าเรือมกะโน้บติงต็องมาสร้างสรรค์ร่วมกับกระบวนท่า รำแบบนาฏศิลป์ไทย จัดแสดงประกอบการแสดง แสง สี เสียง ในงานเทศกาลเที่ยวพิมาย 2) องค์ประกอบสำคัญของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ในยุคที่ 1 ผู้แสดงเป็นนักดนตรี วงกันตรึมสลับกันรำ แต่งกายด้วยผ้าไหมพื้นเมืองนุ่งโสร่งสวมเสื้อผ้าขาวคาดเอว เนื้อร้องประกอบการ การแสดงเป็นภาษาถิ่นอีสานใต้ร้องประกอบวงดนตรีกันตรึม ยุคที่ 2 ใช้ผู้แสดงเฉพาะ แบ่งเป็น ชาย หญิง แต่งกายเลียนแบบตั๊กแตนตำข้าวและสวมหน้ากาก เนื้อร้องประกอบการแสดงเป็นภาษาไทย ยุคที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้นำผ้าไหมพื้นเมืองสุรินทร์มาออกแบบเป็นเครื่องแต่งกายสวม บอดี้สูทและปีกสามารถปรับได้ 3 ระดับ วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา แต่งกายโดยใช้ใบถางหมาก เป็นหนวดของตั๊กแตนตำข้าวผู้แสดงนุ่งโจงกระเบนผู้หญิงสวมเสื้อแขนกุด รวมทั้งมีการอนุรักษ์ฟื้นฟู กระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็องฉบับดั้งเดิมด้วย คำสำคัญ: พัฒนาการแสดง, พื้นบ้านอีสานใต้, เรือมกะโน้บติงต็อง 225 หน้า


(ค) Thesis Title The Development of the Southern I-san Folk Dance: Rueam Ka-Nop Ting Tong 4006591004 Mr. Ekkasit Srisuwan Degree Master of Fine Arts Program in Thai Performing Arts Year 2023 Adviser Dr. Surat Jongda Co-advisor Asst. Prof. Dr. Suksanti Wangwan ABSTRACT The purposes of this thesis were to 1) study the history and development and 2) analyse the performing elements of the Southern I-san folk dance called Rueam Ka-nop Ting Tong. Qualitative research methods were used by collecting data from related literature, observation, and interviews. The research result showed that 1) the development of Rueam Ka-nop Ting Tongcould be divided into three periods as follows: (1) 1947-1962, led by Ten Trakandi and Huan Trongsoondi, who created the dance figures that imitated the mantis’s behaviours to perform with thekan troemband, (2) 1963-2006 which was the period in which the performance was expanded into the educational institutes and the dance figures were developed from the previous one by adding the flirting manner of male and female mantis, and (3) 2009-2017 in which Surindra Rajabhat University recreated Ruan Ka-nop Ting Tongto be performed abroad with the addition of dance figure showing the fight of male mantis along with the songs, Phlap Phloeng, A-yai Klai, Muay Loom,and Ram Poei. Moreover, the College of Dramatic Arts Nakhon Ratchasima also integrated Ruan Ka-nop Ting Tongwith Thai classical dance style to be performed in a light and sound performance in the Phimai Festival. 2) The elements of the performance were as follows: (1) the first period in which the performers were in charge as both dancers and musicians, dressed in local silk costumes with tie waist, singing a song from the Southern I-san language with thekan troemband, (2) the second period in which there were mixed genders dancers dressed as a mantis with face mask performing along with Thai lyrical song, and (3) the third period in which Surindra Rajabhat University has adapted a local Surin textile to be a dance costume with modern body suite and wings adjustable based on the preservative concept of the original Ruan Ka-nop Ting Tong. Keywords: development, traditional southern i-san, rueam ka-nop ting tong 225 pages


(ก) กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ สำเร็จลงได้ด้วยความเมตตาอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากบุคคลหลายท่าน ในการให้คำปรึกษา และกรุณาให้ข้อมูลความรู้อันเป็นประโยชน์ ตลอดจนสละเวลาอันมีค่าเพื่อให้ วิทยานิพนธ์ พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง สำเร็จลงด้วยดี กราบขอบพระคุณอาจารย์ดร.สุรัตน์ จงดา อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุขสันติ แวงวรรณ อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ที่กรุณาให้คำปรึกษาชี้แนะแนวทางในการทำวิทยานิพนธ์ ฉบับนี้และสละเวลาตรวจทานแก้ไขเพิ่มเติมด้านเนื้อหาการวิจัยให้มีความสมบูรณ์ ด้วยความเมตตา เอาใจใส่ติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนคอยให้กำลังใจและส่งเสริมแรงใจให้ผู้วิจัยมีแนวคิดใน การจัดทำวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี กราบขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร ธีรภัทร์ ทองนิ่ม ประธานการสอบวิทยานิพนธ์ รองศาสตราจารย์ ดร. จินตนา สายทองคำ และ อาจารย์ดร.ไพโรจน์ทองคำสุก กรรมการสอบ วิทยานิพนธ์ที่กรุณาให้คำแนะนำในการทำวิทยานิพนธ์ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้ง ในความกรุณาของท่านคณาจารย์ทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ กราบขอบ พ ระคุณผู้เชี่ยวทางด้าน ดนตรีและน าฏ ศิลป์ พื้ น อีสาน ใต้ทุกท่ าน กราบขอบพระคุณคุณผู้ที่ได้รับถ่ายทอดท่ารำจากนายเต็น ตระการดีและเหือน ตรงศูนย์ดี กราบขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรี นาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานใต้ ของสถาบันการศึกษาที่ทุก ๆ ท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ในการสัมภาษณ์ประสานงานเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลการแสดงพื้นบ้าน อีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง กราบขอบพระคุณ นางอุไรวรรณ เจือจันทร์ ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูเชี่ยวชาญ โรงเรียน เมืองสุรินทร์ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการให้คำปรึกษา ช่วยแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ และกราบขอบพระคุณ คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่ช่วยส่งเสริมในการทำวิจัยและให้คำปรึกษาขอบคุณ น้ำใจกัลยาณมิตรจากเพื่อนนักศึกษาร่วมรุ่น และผู้เกี่ยวข้องอีกหลายท่าน สุดท้ายนี้ขอน้อมรำลึกถึงพระคุณของบิดานายสำราญ มารดานางสำรวยศรีสุวรรณ์ตลอดจน ขอขอบคุณครอบครัวศรีสุวรรณ์ที่ให้การสนับสนุน คอยช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจสำคัญในการทำ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ตลอดมา ที่ทำให้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี คุณค่าใด ๆ ที่บังเกิดขึ้นจากงานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบไว้และระลึกถึงพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ ตลอดจนผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่ให้ความเมตตาตลอดไป เอกสิทธิ์ ศรีสุวรรณ์


(ง) สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ.................................................................................................................... ก บทคัดย่อภาษาไทย................................................................................................................... ข บทคัดย่อภาษาอังกฤษ.............................................................................................................. ค สารบัญ...................................................................................................................................... ง สารบัญภาพ............................................................................................................................... ซ สารบัญตาราง........................................................................................................................... ฎ บทที่ 1 บทนำ…………………………………………………………………………………………………………….. 1 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา.............................................................. 1 2 วัตถุประสงค์การวิจัย........................................................................................... 5 3 คำถามการวิจัย.................................................................................................... 5 4 ขอบเขตของการวิจัย............................................................................................ 5 5 ข้อตกลงเบื้องต้น……………………………………………………………………………………… 7 6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ………………………………………………………………………… 7 7 นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………………………………….. 7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………….. 9 1 ประวัติและความเป็นมาดินแดนอีสานใต้…………………………………………………….. 9 2 วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต และตั๊กแตนตำข้าว …………………………… 11 3 ดนตรีการแสดงพื้นบ้านในอีสานใต้…………………………………………………………….. 28 4 ศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง……………………………………. 39 5 แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง………………………………………………………… 44 6 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………………… 55 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย……………………………………………………………………………………………. 56 1 กลุ่มเป้าหมายและการเลือกกลุ่มเป้าหมาย………………………………………………….. 56 2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………………… 58 3 การเก็บรวบรวมข้อมูลและการจัดกระทำข้อมูล…………………………………………… 59 4 การตรวจสอบข้อมูล…………………………………………………………………………………. 60 5 การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………….. 61 6 การนำเสนอข้อมูล............................................................................................... 61


(จ) สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………. 64 1 พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง ปี พ.ศ. 2490 ถึง ปี พ.ศ. 2560…………………………………………………………………………….................................. 65 2 องค์ประกอบของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………………. 80 3 วิเคราะห์ลักษณะท่าเรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………………………… 151 บทที่5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ……………………………………………………… 185 1 สรุปผลการวิจัย…………………………………………………………………………………………… 185 2 อภิปราผล…………………………………………………………………………………………………… 201 3 ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………………….. 219 บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………………………….. 203 ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………………………………. 207 ภาคผนวก ก แบบสัมภาษณ์……………………………………………………………………………. ภาคผนวก ข การลงพื้นที่ภาคสนาม……………………………………………………………….... 208 216 ประวัติผู้วิจัย…………………………………………………………………………………………………………………… 244


(ฉ) สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 แผนภูมิที่ตั้งอีสานใต้……………………………………………………………………………………… 11 2 การแต่งกายตามช่วงวัยอายุของคนร่วมงานพิธีสำคัญของชาวอีสานใต้………………….. 20 3 การสาธิตการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ประกอบการสัมมนาเพลงพื้นบ้านและ การละเล่นพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์ ปี พ.ศ. 2526 ท่าที่ 1 ท่าออก………………………….. 65 4 การสาธิตการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ประกอบการสัมมนาเพลงพื้นบ้านและ การละเล่นพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์ ปี พ.ศ. 2526 ท่าที่ 2 ท่าพบเจอ............................ 66 5 การสาธิตการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ประกอบการสัมมนาเพลงพื้นบ้านและ การละเล่นพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์ ปี พ.ศ. 2526 ท่าที่ 3 ท่าเกี้ยว…………………………. 66 6 การแต่งกายผู้แสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ในยุคที่ 1………………………………………………. 67 7 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จโดยเครื่องบินพระนั่งถึงสนามบินสุรินทร์ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2512………………………………………………………………………………….. 68 8 นักเรียนโรงเรียนอนุบาลสุรินทร์แสดงกะโน้บติงต็อง……………………………………………. 69 9 การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องประกอบการแสดงงานช้าง ปี พ.ศ. 2517…………………. 69 10 การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องของวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ แสดงที่โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร ปี 2521……………………………………………………………………………….. 70 11 การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องของวิทยาลัยครูสุรินทร์ ในการแสดงงานประจำปี………. 71 12 การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องของแสดงในงานพิธีราชสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสที่กรุงรัตนโกสินทร์มี จังหวัดสุรินทร์นั้น โดยมีชาวบ้านและ นักเรียนของอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์……………………………………………………….. 72 13 การแต่งกายเรือมกะโน้บติงต็องในยุคที่ 2 เผยแพร่สู่ชุมชนและสถานศึกษา ผู้แสดงตั๊กแตนตำข้าวตัวเมีย โดยนายเต็น ตระการดี…………………………………………… 74 14 การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แสดง ณ ประเทศอิตาลี............................................................................................... 75 15 การแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องพัฒนาการแสดงและแปลงรูปแบบเดิม ปีพ.ศ. 2550…………………………………………………………………………………………………. 77 16 การแสดงเรือมกะโน้บติงตฺองประกอบการแสดง แสง สี เสีย พิมาย…………………….... 78 17 การแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงตฺองประกอบการแสดง แสง สี เสียงพิมาย…….. 79 18 การใช้เท้าในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (การย่อตัว)………………………………………… 80


(ช) สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 19 การใช้เท้าในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (การทรงตัว)……………………………………………… 80 20 การใช้มือในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (แบบที่ 1)…………………………………………………. 81 21 การใช้มือในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (แบบที่ 2)…………………………………………………. 81 22 การใช้มือในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (แบบที่ 3)…………………………………………………. 81 23 โน้ตเพลงการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง……………………………………………………………………… 97 24 สก็วล หรือกลองโทน……………………………………………………………………………………………… 98 25 ตรัวอู้หรือซออู้……………………………………………………………………………………………….......... 98 26 ปี่สไล หรือปี่กลาง……………………………………………………………………………………………........ 99 27 กรับ……………………………………………………………………………………………………………………… 99 28 ฉาบเล็ก………………………………………………………………………………………………………………… 99 29 ฉิ่ง……………………………………………………………………………………………………………………….. 100 30 การแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง หลังจากปี พ.ศ. 2506………………………………… 100 31 การใช้เท้าในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………………………………… 103 32 การใช้เท้าในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………………………………… 103 33 การใช้มือในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง…………………………………………………………………. 104 34 สก็วล หรือกลองโทน……………………………………………………………………………………………… 120 35 ตรัวอู้หรือซออู้………………………………………………………………………………………………………. 121 36 ปี่สไล หรือปี่กลาง………………………………………………………………………………………………….. 121 37 กรับ……………………………………………………………………………………………………………………… 122 38 ฉาบเล็ก………………………………………………………………………………………………………………… 122 39 ฉิ่ง……………………………………………………………………………………………………………………….. 122 40 การแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง หลังจากปี พ.ศ. 2540 - 2550 (ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย)……………………………………………………………………………. 123 41 การใช้เท้าในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………………………………... 126 42 การใช้เท้าในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………………………………… 127 43 การใช้มือในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง…………………………………………………………………. 127 44 สก็วล หรือกลองโทน……………………………………………………………………………………………… 141 45 ตรัวอู้หรือซออู้………………………………………………………………………………………………………. 141


(ซ) สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 46 ปี่สไล หรือปี่กลาง………………………………………………………………………………………………….. 142 47 กรับ……………………………………………………………………………………………………………………… 142 48 ฉาบเล็ก………………………………………………………………………………………………………………… 142 49 ฉิ่ง………………………………………………………………………………………………………………………… 143 50 การแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง หลังจากปี พ.ศ. 2554 (ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย โดยวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา)………………………….. 143 51 ลักษณะมือจีบแบบขยุมมือในโครงสร้างท่า……………………………………………………………… 162 52 ลักษณะมือจีบกดนิ้วกลางในโครงสร้างท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง……………………. 162 53 ลักษณะมือจีบกดนิ้วชี้ในโครงสร้างท่ารำ การแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง แบบมหาวิทยาลัย ราชภัฏสุรินทร์………………………………………………………………………………………………………. 163 54 ลักษณะการการย่อเท้า…………………………………………………………………………………………… 163 55 ลักษณะการการยืด – ยุบ……………………………………………………………………………………….. 164 56 ลักษณะการการดีดเท้า…………………………………………………………………………………………… 164 57 ภาพลักษณะการก้าวเท้าการทรงตัว…………………………………………………………………………. 165 58 ลักษณะ ท่าตัวผู้ตัวเมียหยอกกัน……………………………………………………………………………… 166 59 ลักษณะ ท่าตัวผู้จิกตัวเมียด้านข้าง…………………………………………………………………………… 167 60 ลักษณะ ท่าตัวผู้ท่ารำตัวผู้จิกตัวเมียระดับไหล่…………………………………………………………… 167 61 ลักษณะ ท่าตัวผู้จิกตัวเมียด้านข้างสองมือ………………………………………………………………… 168 62 ภาพลักษณะ ท่าตัวผู้ตามจิกและเกี้ยวตัวเมีย…………………………………………………………….. 168 63 ลักษณะ ท่าการผสมพันธ์แล้วตั๊กแตนตำข้าวตัวเมียกัดคอตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้………………… 169 64 ลักษณะ ท่าการกินอาหารของตั๊กแตนตำข้าว……………………………………………………………. 169 65 ลักษณะ ท่าต่อสู้ของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้…………………………………………………………………… 170 66 ลักษณะ ท่าผสมพันธ์ของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้กับตั๊กแตนตำข้าวตัวเมีย………………………….. 170 67 ลักษณะท่าการหยอกล้อผสมพันธ์ของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้กับตั๊กแตนตำข้าวตัวเมีย.……….. 171 68 ลักษณะ ท่าเล่นปีก……………………………………………………………………………………………….. 171 69 ลักษณะ ท่าเตะขาหยอกล้อ……………………………………………………………………………………. 172 70 ลักษณะ ท่างูกินหาง………………………………………………………………………………………………. 172 71 การสาธิตกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง โดยอาจารย์พนรัตน์ ศีลแสน…………………….. 236


(ฌ) สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 72 สัมภาษณ์รูปแบบการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง จากอาจารย์พนรัตน์ ศีลแสนและ อาจารย์ สมศักดิ์ บัวบุตร………………………………………………………………………………………… 236 73 สัมภาษณ์รูปแบบการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง จากอาจารย์ อัชราพร สุขทอง……………… 237 74 การสาธิตการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องจากนายสุลี่ เหลี่ยมดี……………………………………….. 237 75 สัมภาษณ์รูปแบบการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องจากนางสุรัญญา ทะวงค์ดี…………………….. 238 76 การสาธิตการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องจากนางสุรัญญา ทะวงค์ดี………………………………… 238 77 การสาธิตการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องจาก นางอติภรณ์ ลิขสิทธิ์………………………………… 239 78 สัมภาษณ์รูปแบบการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง นางอติภรณ์ ลิขสิทธิ์…………………………… 239 79 การสาธิตการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องจากชาวบ้านในอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์……. 240 80 นักดนตรีที่แสดงสาธิตเรือมกะโน้บติงต็องชาวบ้านในอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์……… 240 81 การนำเสนอการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์โดยมีคณะกรรมการทั้งหมด 5 ท่าน…………….... 241 82 การนำเสนอเค้าโครงสอบวิทยานิพนธ์ 3 บท โดยนำเสนอเกี่ยวกับพัฒนาการแสดง พื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………………………………………… 241 83 บันทึกภาพกับร่วมกับประธาน คณะกรรมการ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ในการสอบป้องกัน วิทยานิพนธ์…………………………………………………………………………………………………………… 242 84 มอบของที่ระลึกให้คณะกรรมการผู้สอบป้องกันวิทยานิพนธ์……………………………………….. 242 85 การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แสดงที่ประเทศอิตาลี……… 243 86 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงทอดพระเนตรการ แสดงเรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………………………………………………………… 243 87 การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องในการแสดง แสง สี แสง พิมาย……………………………………... 243


(ญ) สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แสดงกรอบแนวคิดการวิจัย………………………………………………………………………………… 49 2 การแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคเผยแพร่เข้าสู่ชุมชนและสถานศึกษา)…………………. 85 3 รูปแบบการแปรแถวในยุคที่ 2…………………………………………………………………………… 106 4 กระบวนท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดง) 1095 รูปแบบการแปรแถวในยุคที่ 3…………………………………………………………………………… 131 6 กระบวนท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดง)....................................................................... 134 7 รูปแบบการแปรแถวในยุคที่ 3…………………………………………………………………………… 155 8 วิเคราะห์ลักษณะท่าเรือมกะโน้บติงต็อง……………………………………………………………… 157 9 วิเคราะห์เปรียบเทียบดนตรีการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง………………………………………. 191 10 วิเคราะห์เปรียบเทียบเครื่องแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง…………………………… 193


1 บทที่1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานของประเทศไทย เป็นดินแดนที่มีลักษณะเฉพาะ ของตัวเองอย่างเด่นชัด ทั้งองค์ประกอบทางด้านกายภาพ และองค์ประกอบทางด้านสังคมและ วัฒนธรรม สามารถแบ่งพื้นที่และแหล่งวัฒนธรรมได้ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มอีสานเหนือหรือกลุ่ม ตระกูลไทย – ลาว กับกลุ่มอีสานใต้หรือกลุ่มตระกูลไทย - เขมร อีสานใต้ เป็นชุมชนอีสานที่มีการถ่ายเททางความคิด ความเชื่อและศิลปวัฒนธรรมอันได้ จากความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับอารยะธรรมขอมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ประเพณีนิยมภูมิ ปัญญา ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ตลอดจนรูปแบบการใช้ภาษาในการสื่อสาร ที่มีความแตกต่างไป จาก ชาวอีสานโดยทั่วไป เชื่อกันว่าคนเขมรคือคนเชื้อชาติเดียวกันกับมอญ มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ทาง ตอนใต้และทางตะวันตกของจีน บางครั้งเรียกว่า มอญ – ขแมร์ (Mon - Khmer) เริ่มอพยพเข้ามาใน เอเชียตอนใต้เมื่อราว 500 ปีก่อนคริสตศักราช โดยอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ และตั้งถิ่นอาศัยอยู่บริเวณ เทือกเขาพนมดงรักโดยมีพื้นจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี เป็นกลุ่มวัฒนธรรมอีสานใต้จึงทำให้มีการผสมกลมกลืนทางชนชาติและวัฒนธรรมของประชาชน ใน ภูมิภาคแถบนี้ทั้งด้านภาษา ประเพณี วิถีชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม รวมถึงการละเล่นและการแสดง พื้นบ้านซึ้งแตกต่างจากชาวอีสานแถบอื่นโดยมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองการละเล่นพื้นบ้านเป็น การละเล่นที่แสดงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ความแตกต่างของการละเล่นจะปรากฏใน ลักษณะ ท่าทาง การร่ายรำ คำร้อง ดนตรี และการแต่งกาย การละเล่นเป็นกิจกรรมบันเทิงที่แฝงไว้ด้วยสัญลักษณ์ อันเนื่องด้วยวัฒนธรรมและประเพณี สะท้อนวิถีชีวิตและความเชื่อของสังคมที่สืบทอดมาแต่โบราณ การละเล่นบางอย่างของ แต่ละประเภทอาจได้รับอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ การละเล่นพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาชาวบ้าน อาจมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ การถ่ายทอดทางวัฒนธรรม ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านในท้องถิ่น โดยนิยมเล่นหลังจากเสร็จ ภารกิจในการทำงาน หรือเล่นในงานสำคัญต่าง ๆ ทั้งงานบุญ งานประเพณี และเทศกาล โดยมีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างกันไปตามวิถีชีวิตชาวบ้านและสภาพของท้องถิ่นนั้น ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยนั้นอาจได้กล่าวได้ว่า การละเล่นพื้นบ้านซึ่งถือได้ว่า เป็นกระบวนการของท้องถิ่นที่แฝงไปด้วยความสนุกสนานการแสดงออกซึ่งมีลีลาท่าทางความฉับไว


2 และความเชื่ออันเป็นประเพณีและมีเครื่องดนตรีประกอบอื่น ๆ สนุกสนาน ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน ตามภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วัฒนธรรม และประเพณีของท้องถิ่นนั้น ๆ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านถือได้ ว่าเป็นศิลปวัฒนธรรมแขนงหนึ่งที่สมควรอย่างยิ่งแก่การอนุรักษ์และพัฒนาดำรงอยู่คู่สังคมไทย เนื่องจากศิลปะการแสดงพื้นบ้านเป็นส่วนสำคัญที่ได้ให้ทั้ง ความบันเทิงความสุขใจ จนก่อให้เกิดความ รักความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม ทั้งนี้ศิลปะการแสดงพื้นบ้านในแต่ละ ท้องถิ่นมักจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปอันเป็นผลมาจากอิทธิพลทางความคิดความเชื่อสิ่งแวดล้อม ในท้องถิ่นที่อาศัยอยู่รวมถึงอิทธิพลจากการแพร่กระจายของวัฒนธรรมอื่นความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ของศิลปะการแสดงพื้นบ้านแต่ละท้องถิ่นจะเห็นได้จากการแสดงสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง ลีลา เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรีการแสดงเหล่านี้สะท้อนถึงสัญลักษณ์แห่งจิตใจของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ และความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะการแสดงพื้นบ้านนี้เอง ได้สร้างความภูมิใจให้แก่สมาชิก ในสังคมสืบมา (สมหวัง คงประยูร, ม.ป.ป. น.17) ศิลปะการแสดงพื้นบ้านเป็นผลผลิตของกลุ่มชนเช่นด้วยกันกับวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ ที่ มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองและสังคมในชุมชนนั้น เช่นหมอลำ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่มีหน้าที่ให้ความบันเทิง และหน้าที่อื่น ๆ แก่ชุมชนในกลุ่มวัฒนธรรมลุ่มน้ำ โขง เช่นเดียวกันกับเจรียง กันตรึม กลุ่มวัฒนธรรมเขมร – ส่วย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคน อีสาน การแสดงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่สำคัญต่อชีวิตคนไทยมาช้านาน โดยเริ่มจากการเป็น ส่วนหนึ่งในพิธีกรรมเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขยายเป็นความบันเทิงที่สำคัญในสังคม (ปรียาหิรัญ ประดิษฐ์, 2532, น.16) ทั้งนี้ศิลปะการแสดงพื้นบ้านเกิดขึ้นจากแนวคิดและการแสดงออกของ ชาวบ้านเพื่อความสนุกสนาน รื่นเริงในกลุ่มชาวบ้านโดยมีชาวบ้านเป็นผู้สืบทอดและปรับเปลี่ยน พัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย การที่การละเล่นหรือการแสดงพื้นบ้านชนิด ใดได้รับ การสืบทอดกันมานานจนเป็นมรดกวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของท้องถิ่น ดั้งนั้นย่อมแสดงให้เห็น ว่าการแสดงพื้นบ้านชนิดนั้นมีความสัมพันธ์กับสภาพของท้องถิ่นและมีบทบาทหน้าที่อย่างใดอย่าง หนึ่ง หรือหลายอย่างในสังคมนั้น มิฉะนั้นการละเล่นหรือการแสดงพื้นบ้านชนิดนั้น ๆ จะดำรงอยู่ใน สังคมไม่ได้เพียงแต่บทบาทหน้าที่ อาจปรับเปลี่ยนไปบ้างตามสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคม บทบาทหน้าที่ดังกล่าว เช่น เป็นเครื่องนันทนาการของชาวบ้านเป็นสื่อในการติดต่อกับวิญญาณหรือ สิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติเป็นสื่อมวลชนชาวบ้าน เป็นเครื่องควบคุมและรักษาปทัสถานทางสังคม เป็น สื่อสารเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมและเป็นเครื่องบันทึกภาพทางสังคมเป็นต้น (พรศักดิ์ พรหมแก้ว, 2540, น. 76-78) บุปผาชาติ อุปถัมภ์นรากร (2552, น. 2) ได้แบ่งการแสดงพื้นบ้านของไทยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) การแสดงเพื่อความบันเทิง 2) การแสดงที่เป็นพิธีกรรม 3) การแสดงที่เป็นศิลปะ การต่อสู้และ 4) การแสดงที่เป็นกีฬาพื้นบ้าน การแสดงเหล่านี้เป็นสมบัติของชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่


3 มีวิถีชีวิตแบบสังคมเกษตรกรรมได้มีการสืบทอดต่อกันมาในแต่ละท้องถิ่นทุกภูมิภาคของประเทศไทย การแสดงพื้นบ้านของแต่ละภูมิภาคสามารถบ่งบอกถึงชาติที่พันหรือกลุ่มชนได้เพราะแต่ละชาติติพันธุ์ หรือกลุ่มชนจะมีศิลปะการแสดงที่แตกต่างกัน สามารถสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ว่าจะ เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาความเชื่อค่านิยมตลอดจนการดำเนินชีวิตและเป็นส่วนหนึ่ง ของวัฒนธรรมที่กลุ่มชนประชากรในสังคมนั้นสร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งเป็นการแสดงออกในลักษณะที่เป็น การแสดงพื้นบ้านเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและการสร้างความบันเทิงสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่สำหรับ การแสดงพื้นบ้านของภาคอีสานด้านการฟ้อนรำนี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) ประเภทที่ได้รับ อิทธิพล มาจากลาว 2) ประเภทที่ได้รับอิทธิพลมาจากเขมร (อีสานใต้) เรียกว่า วัฒนธรรม เขมร การแสดงของอีสานแถบนี้ บางครั้งเรียกว่าอีสานใต้ จะมีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเขมร ประกอบด้วย จังหวัด นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สำเนียงภาษาเป็นภาษาเขมร ดนตรี ทำนองแบบเขมรเช่น การฟ้อนรำ จะเรียกว่า เรือม หรือ เร็อม (สุจริต บัวพิมพ์, 2538, น. 79) ซึ่งปัจจุบันมีการแสดงชุดใหม่ที่สถาบันต่าง ๆ ของภาคอีสานแต่ละกลุ่มได้ประดิษฐ์การฟ้อนรำขึ้นใหม่ ทำให้มีผู้แบ่งศิลปะการฟ้อนทั้งชุดเก่าและชุดใหม่ที่ปรากฏอยู่ของภาคอีสาน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะออกมา ในรูปของการแสดงพื้นเมือง เช่น การรำเลียนกิริยาอาการของสัตว์ เช่นเรือมกะโน้บติงต็อง แมงตับเต่า และกบกินเดือน เป็นต้น (ภูมิจิต เรืองเดช, 2529, น. 54 - 55) การแสดงศิลปะพื้นบ้านเรือมกะโน้บติงต็อง เป็นภาษาพื้นบ้านของอีสานใต้แปลว่า ตั๊กแตน ตำข้าวการแสดงชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในแถบอีสานใต้แหล่งกำเนิดกระโน้บติงต็อง คือ จังหวัดสุรินทร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของดนตรีและนาฏศิลป์ของแถบอีสานใต้เป็นการแสดงที่สนุกสนาน เร้าอารมณ์การเต้นโยกไปโยกมาด้วยลีลาที่เลียนแบบตั๊กแตนตำข้าว รูปแบบการแสดงในช่วงต้น ๆ ยังไม่มีเครื่องแต่งกายที่เด่นชัด ซึ่งตัวอย่างที่เห็นในอดีตนั้น ผู้เต้นรำตั๊กแตนจะสวมเสื้อผ้าแบบธรรมดา ต่อมาได้มีหน่วยราชการเข้ามาปรับปรุงและคิดประดิษฐ์ชุดตั๊กแตนตำข้าวขึ้นใหม่ โดยเลียนแบบ รูปร่างของตั๊กแตนตำข้าว คือใช้เสื้อและกางเกงสีเขียวใบไม้ทำปีกรูปยาวรีๆ ด้วยกระดาษแข็งสีเขียว ทำเป็นหัวตั๊กแตนสำหรับสวมบนศีรษะ ของผู้เต้นรำ มีหนวด มีลูกตาและส่วนอื่น ๆ เหมือนหัวของ ตั๊กแตนตำข้าวทุกประการ (สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคอีสาน, 2542, น. 98) การแสดงศิลปะพื้นบ้านเรือมกะโน้บติงต็องจึงได้ถูกพัฒนาและปรับปรุงเรื่อยมาจากความ สนใจของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดเขตอีสานใต้มีบทบาทสำคัญในการ เปลี่ยนการนำเสนอการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง โดยระบบการศึกษาได้นำองค์ ความรู้ต่าง ๆ จากพัฒนาการการแสดงศิลปะพื้นบ้านอานสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง โดยนำกระบวน ท่า รูปแบบ เพลง เนื้อร้อง ไปสร้างสรรค์ใช้ในการแสดงในงานต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุรินทร์ ได้นำการแสดงพื้นบ้านเรือมกะโน้บติงต็อง แบบดั้งเดิมสู่พัฒนารูปแบบการแสดง กะโน้บติงต็อง เผยแพร่ในต่างประเทศ มหาวิยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ได้จัดการเรียนการสอนรายวิชา


4 นาฏศิลป์พื้นเมือง (อีสานใต้) และสถาบันการศึกษาในสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ได้นำรูปแบบมา ปรับปรุงเพื่อนำไปประกอบการแสดงแสง สี เสียง ให้เข้ากับบริบทของการแสดงโดยยืดรูปแบบของ ดั้งเดิมสู่การอนุรักษ์และพัฒนา ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้ส่งผลให้เกิดรูปแบบจารีตประเพณีและอัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรม เฉพาะกลุ่ม แต่ด้วยความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตวิถีทางวัฒนธรรมของชุมชน รูปแบบการสืบทอดมรดกทาง วัฒนธรรม และภูมิปัญญาในท้องถิ่นกลับเลือนหายไป ดังนั้นแนวทางในการอนุรักษ์จึงต้องค้นหา รูปแบบ วิธีการที่จะ สืบทอด หรือพัฒนาต่อยอดให้เกิดการประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ของ สังคมในปัจจุบันเพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกทางวัฒนธรรม จากการศึกษาพัฒนาการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง นับเป็น แนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์และธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเพราะการแสดงศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็องถือได้ว่าเป็นองค์ความรู้แขนงหนึ่งที่แสดงเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น และประจำชาติ เป็นแหล่งรวมศิลปศาสตร์แขนงต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันอันได้แก่ กลศาสตร์ดุริยางค ศาสตร์วรรณศิลป์และนาฏศิลป์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาจำต้องมีรากเหง้าทาง ศิลปวัฒนธรรมของตนเองเฉกเช่นวัฒนธรรมของชาวอีสานใต้ ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ล้วนมีรากเหง้าทาง วัฒนธรรมของตนเองที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ดังนั้นการศึกษาพัฒนาการการแสดง ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง ซึ่งถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาตินั้น จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสถานบันการศึกษาต่าง ๆ ในอีสานใต้ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ การอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติผู้วิจัยจึงมุ่งเน้นการอนุรักษ์ ศิลปะและวัฒนธรรมด้วยการศึกษาเพื่อการอนุรักษ์พัฒนาการแสดงพื้นบ้านเรือมกะโน้บติงต็อง ผ่านกระบวนการวิจัยอันเป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนใน อีสานใต้ จากการศึกษารวบรวมข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยมองเห็นถึงความสำคัญที่จะศึกษา การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง เริ่มจาก 1) ยุคกำเนิดการแสดง 2) ยุคเผยแพร่การแสดงสู่สถานศึกษา 3) ยุคพัฒนาการแสดง และองค์ประกอบการแสดง ซึ่งปัจจุบัน ไม่มีปรากฏให้เห็นการแสดงแบบดั้งเดิมนั้นที่เป็นการแสดงอยู่ที่ในแถบอีสานใต้เนื่องจากมี การเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยผ่านจากระบบการศึกษา จากการลงภาคสนามไปสัมภาษณ์ทำให้ ทราบข้อเท็จจริงว่าเหลือแต่ผู้สูงอายุที่ยังสามารถแสดงเรือมกะโน้บติงต็องแบบดั้งเดิมได้เท่านั้น นอกจากนี้ผู้วิจัยจึงศึกษาและรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือม กะโน้บติงต็อง ในรูปแบบองค์ประกอบที่ได้ปรับปรุงจนมาเป็นแบบแผนในช่วงระยะ


5 เวลาตั้ง พ.ศ. 2490 - 2560 เพื่อเก็บบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน และเป็นข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งของ ศิลปวัฒนธรรมอีสานใต้ รวมถึงปรากฏเป็นสมบัติทางวิชาการด้านนาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานใต้สืบต่อไป 2. วัตถุประสงค์การวิจัย 2.1 ศึกษาความเป็นมา พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง 2.2 ศึกษาวิเคราะห์องค์ประกอบการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกระโน้บติงต็อง 3. คำถามการวิจัย 3.1 ความเป็นมาพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็องมีความเป็นมา อย่างไร 3.2 การพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง มีการพัฒนาไปใน รูปแบบใดและมีองค์ประกอบใดบ้าง 4. ขอบเขตของการวิจัย ผู้วิจัยมุ่งศึกษาพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง ศึกษาเฉพาะ องค์ประกอบและวิเคราะห์พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง โดยกำหนด ขอบเขตของการวิจัยออกเป็น 4 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา ด้านพื้นที่ ด้านระยะเวลาและด้านบุคคล ผู้ให้ข้อมูล 4.1 ด้านเนื้อหา ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากเอกสารเชิงวิชาการ ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามแหล่งข้อมูล ต่าง ๆ ดังนี้ 1) ศูนย์รักษ์ศิลป์สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ 2) สำนักงานวิทยาบริการและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 3) ห้องสมุดคณะศิลปกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4) สำนักงานวิทยาทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 5) หมู่บ้านวัฒนธรรมบ้านโพธิ์กอง ตำบลเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 6) สำนักงานวิทยาบริการและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 7) สำนักงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์ 8) ห้องสมุดวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา


6 4.2 ด้านพื้นที่ ผู้วิจัยได้คัดเลือกและกำหนดพื้นที่จากแหล่งกำเนิดของการแสดงเรือมกะโน๊บติงต็อง คือ จังหวัดสุรินทร์ และสถาบันการศึกษาที่เป็นผู้ที่ถ่ายทอดและพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง ในกลุ่มอีสานใต้ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ชุมชนสถานศึกษาในจังหวัดสุรินทร์ วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 4.3 ด้านระยะเวลา ผู้วิจัยเน้นศึกษาพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง พัฒนา และสร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างปีพุทธศักราช 2490 - 2560 และได้รับความนิยมชุดการแสดง เรือมกะโน้บติงต็อง 4.4 บุคคลผู้ให้ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมืองอีสานใต้2) ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากนายเต็น ตระการดี และ นายเหือน ตรงศูนย์ดี3) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรีนาฏศิลป์พื้นเมืองอีสานใต้ในสถานการบันศึกษา เป็นผู้ที่ถ่ายทอดและพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง ในการคัดเลือกบุคคล ทั้ง 3 กลุ่ม แต่ละบุคคลต้องมีความเชี่ยวชาญ มีผลงานในด้านต่าง ๆ ตามที่กำหนด และมีส่วน เกี่ยวข้องกับพัฒนาและสร้างสรรค์การแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง เพื่อประโยชน์ต่อการให้ข้อมูล การ ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 4.4.1 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมืองอีสานใต้ นายฉัตรเอก หล้าลํ้า อายุ 64 ปีข้าราชการบำนาญและศิลปินพื้นบ้านการแสดง จังหวัดสุรินทร์ นายโฆษิต ดีสม อายุ 64 ปีศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ (ประพันธ์เพลง พื้นเมืองอีสานใต้) นางสำรวม ดีสม อายุ 55 ปี ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (ขับร้องกันตรึมและนาฏศิลป์พื้นเมืองอีสานใต้) นางอัจฉรา ภานุรัตน์ อายุ 65 ปีประธานสาขายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค 2547 – ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ประธานมูลนิธิซิป SIFF 2548 – ปัจจุบัน มหาวิทยาลัย ราชภัฏสุรินทร์ 4.4.2 ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดท่ารำเรือมกะโน้บติงต็องจากนายเต็น ตระการดีและ นายเหือน ตรงศูนย์ดี นางอติภรณ์ ลิขสิทธิ์อายุ 66 ปี ข้าราชการบำนาญ และศึกษานิเทศก์อาสา จังหวัดสุรินทร์


7 นายสุลี เลี่ยมดี อายุ 67 ปีข้าราชการครูบำนาญ ตำบลเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ นางสุรัญญา ทะวงค์ดีอายุ 53 ปี ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพธิ์กอง ตำบลเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 4.4.3 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านดนตรีนาฏศิลป์พื้นเมืองอีสานใต้ของสถานบันศึกษา นายสมศักดิ์บัวบุตร ครูประจำภาควิชานาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา นางพนารัตน์ศีลแสน ครูประจำภาควิชาการนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป นครราชสีมา นางอัชราพร สุขทอง อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชานาฏศิลป์คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นางผกา เบญจกาญจน์อดีตผู้อำนวยสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัย ราชภัฏบุรีรัมย์ 5. ข้อตกลงเบื้องต้น ในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล พัฒนาการแสดงและองค์ประกอบการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง ได้คัดเลือก จากหลักการ 3 ประเด็น คือ ยุคกำเนิด ยุคเผยแพร่สู่สถานศึกษาและ ยุคพัฒนาการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ ชุดเรือมกะโน้บติงต็อง 6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6.1 ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต ประเพณีพิธีกรรม การแต่งกายของ ชาวอีสานใต้ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง 6.2 ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการองค์ประกอบการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง แสดงถึงอัตลักษณ์ของการแสดงอีสานใต้เพื่อเป็นแนวในอนุรักษ์สืบทอดการแสดง นาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานใต้สืบไป 7. นิยามศัพท์เฉพาะ 7.1 การแสดงพื้นบ้านอีสานใต้หมายถึง การแสดงที่ได้รับอิทธิพลจาก ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของขอม ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศไทยในภาคอีสานตอนล่าง เช่น การแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง


8 7.2 พัฒนาการการแสดง หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางการแสดงให้สอดคล้องกับยุคสมัย ของประชาชน โดยพัฒนาการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องจากรูปแบบการแสดงแบบดั้งเดิมด้วย กระบวนการวิจัยและศึกษาผู้ที่เกี่ยวข้อง 7.3 อีสานใต้หมายถึง ดินแดนที่อยู่ทางใต้ของภาตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่มีอาณา เขตติดกับประเทศกัมพูชา ที่นิยมแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ในงานเทศกาลต่าง ๆ 7.4 เรือมกะโน้บติงต็อง หมายถึง การแสดงพื้นเมืองของชาวไทยเขมรในอีสานใต้เป็นการ แสดงเลียนแบบการเคลื่อนไหวกระโดดโลดเต้นไปตามธรรมชาติของตั๊กแตนตำข้าว ด้วยความ รื่นเริงสนุกสนานเกี้ยวพาราสีระหว่างตั๊กแตนตัวผู้กับตัวเมียให้เกิดความสนุกสนาน เรียกว่าเรือม กะโน้บติงต็อง 7.5 ตั๊กแตนตำข้าว หมายถึง แมลงที่มีสีเขียว มีหนวดยาว ตาโต มีตัวเรียวยาว และมีการ พัฒนาเลียนแบบลักษณะของตั๊กแตนตำข้าวสู่การแต่งกายประกอบการแสดง เรือมกะโน้บติงต็อง 7.6 เรือม หมายถึง รำ หรือ การร่ายรำ เป็นภาษาอีสานใต้ใช้เรียก การแสดงของอีสานใต้ เช่น เรือมกะโน้บติงต็อง 7.7 กันตรึม หมายถึง โทน มาจากวงดนตรีพื้นเมืองอีสานใต้ที่นำเอาจังหวะตีโทนเสียงดัง โจ๊ะ กันตรึม โจ๊ะ ตรึม ตรึม วงกันตรึมที่นิยมละเล่นในแถบอีสานใต้ ใช้ประกอบการแสดงเรือม กะโน้บติงต็อง


9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง ผู้วิจัยศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับลักษณะของตั๊กแตนตำข้าว วีถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานใต้ ที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มวัฒนธรรมอีสานใต้ โดยผู้วิจัยได้แบ่ง ลำดับข้อมูลดังนี้ 1. ประวัติและความเป็นมาดินแดนอีสานใต้ 2. วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต และตั๊กแตนตำข้าว 3. ดนตรีการแสดงพื้นบ้านในอีสานใต้ 4. ศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง 5. แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. กรอบแนวคิดในการวิจัย 1. ประวัติและความเป็นมาดินแดนอีสานใต้ อีสานใต้ หมายถึง ดินแดนอีสานบริเวณลุ่มน้ำมูล ซึ่งเป็นบริเวณที่กลุ่มคน เชื้อสายเขมร ตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นจำนวนมาก เดิมอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรเขมร และเป็นดินแดนที่มีขนาดใหญ่ ที่สามารถถ่วงดุลอำนาจของอาณาจักรเขมร ดินแดนอีสานใต้มีเมืองพิมายเป็นเมืองใหญ่หลักฐาน ที่ปรากฏ คือมีปราสาทหินศิลปะขอมที่ก่อสร้างอยู่ในดินแดนประเทศไทยโดยเฉพาะบริเวณอีสานใต้ เป็นจำนวนมาก บางครั้งเมืองพิมายยังได้ประกาศตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นตรงต่อเมืองหลวง (เขมร) ด้วย การประกาศตั้งราชวงศ์ใหม่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 พ.ศ. (พ.ศ.2623 - 1650) (สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2526, น. 91) คำว่า “อีสานใต้” เป็นคำที่ก่อเกิดในช่วงสงครามเย็น การแย่งชิงประชาชนระหว่างลัทธิ ประชาธิปไตยอันมีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่ง มีประเทศรัสเซียเป็นผู้นำ แรงกระทบของการต่อสู้ได้ขยายวงสู่บริเวณอีสานใต้ อันเป็นกระบวนการพัฒนาชาติไทยที่ได้กำหนด เขตปฏิรูปการตั้งแต่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุบลราชธานีเรียกว่า “อีสานใต้”ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2508 เป็นต้นมา (สรเชต วรคามวิชัย,2531, น. 1) แต่อย่างไรก็ตามบริเวณอีสานใต้ เป็นส่วนย่อยของภาค


10 อีสานอันหมายถึง บริเวณดินแดนแถบเทือกเขาพนมดงรักแร็ก ที่เปรียบเสมือนไม้คานที่ค่อนคอนหาบ โอบรัดอุ้มผู้คนและสิ่งทั้งหลายในอาณาเขตบริเวณที่เดิมเรียกว่า”บริเวณหัวเมืองครับเขมรป่าดง” อันได้แก่เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ (อำเภอสังขะ) เมืองขุขันธ์(อำเภอขุขันธ์) เดชอุดม ประโคนชัย อารย ธรรมเขมรถิ่นไทยที่รู้จักกันคืออาณาจักรเจนละบก (ไพฑูรย์มีกุศล, 2545, น. 1) อีสานใต้จำลองแบบจากมณฑลลาวกลางและมณฑลลาวกาว (อีสานใต้) ประกอบด้วย กลุ่มที่สำคัญ 4 จำพวกคือ ไทย โดยเฉพาะบริเวณเมืองนครราชสีมา ฟังสำเนียงคล้ายกับภาษา ตะวันออกและเขมร ลาว ส่วนใหญ่เป็นคนอพยพมาจากเวียงจันทร์ อาศัยอยู่แถบมณฑลนครราชสีมา ส่วนมณฑลลาวกาวอพยพมาจากเวียงจันทร์ อาศัยอยู่ติดต่อกัน มีบางส่วนที่มาจากหลวงพระบาง กระจัดกระจายตั้งบ้านเรือนช่วงเกิดกบฏ เจ้าอนุวงศ์ พ.ศ. 2309 - 2372 แล้วไม่ได้อพยพกลับคงตั้งรถ รากถิ่นฐานอยู่ในอีสานใต้เขมร เป็นราษฎรส่วนใหญ่ในเมืองบุรีรัมย์ พ.ศ. 2321 ชื่อเมืองแปะ พ.ศ. 2441 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองบุรีรัมย์ ส่วนมณฑลลาวกาวอยู่มากแถบเมืองสุรินทร์ เพราะมีการ เกลี้ยกล่อมชาวเขมรให้ตั้งรกรากในเมืองสุรินทร์ช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา (สมเกียรติ ตุงคะเสรี รักษ์, 2536, น. 10) 1.2 ลักษณะทั่วไปของท้องถิ่นอีสานใต้ อีสานใต้เป็นบริเวณที่ก่อตัวเป็นอาณาจักรเขมรโบราณ คือ อาณาจักรเจนละ อัน ประกอบด้วยเจนละบกและเจนละน้ำ ซึ่งมีอาณาบริเวณที่ตั้งในประเทศกัมพูชาเขมรปัจจุบัน เรียกว่า เขมรต่ำ (เขมรกรอม) ส่วนบริเวณเทือกเขาพนมดงแร็ก (ดงรัก) เรียกว่าเขมรสูง ได้แก่บริเวณ อาณาจักรเจนบกหรือเขตพื้นที่อีสานใต้ของประเทศไทยในปัจจุบัน ภาพที่ 1 แผนภูมิที่ตั้งอีสานใต้ ที่มา: คณะการจัดการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(2552, น. 2)


11 1.3 ที่ตั้งและอาณาเขตลักษณะภูมิประเทศ อีสานใต้ซึ่งเป็นที่ราบสูงในประเทศไทยที่เรียกว่า ที่ราบสูงโคราช มีเพื่อนบ้านขนาบอยู่ 3 ด้าน คือ ประเทศกัมพูชาทางทิศใต้ ประเทศลาวทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ซึ่งเป็นต้นกำเนิด ของเจนละ ตามลักษณะภูมิประเทศเป็นบริเวณที่มีทั้งภูเขาและแม่น้ำกั้นแยกออกจากบริเวณอื่น ที่อยู่โดยรอบ เทือกเขาเพชรและดงพญาเย็น ทางทิศตะวันตกกั้นออกจากบริเวณภาคกลางของ ประเทศไทยเทือกเขาพนมดงแร็ก (ดงรัก) ทางด้านทิศใต้กั้นเขตออกจากบริเวณเขมรต่ำในประเทศ กัมพูชา แม่น้ำโขงอยู่ทางด้านเหนือและตะวันออกกั้นเขตออกจากประเทศลาว ภายหลังในบริเวณ อีสานแบ่งตามลักษณะภูมิประเทศเป็น 2 แอ่ง คือ แอ่งโคราช และ แอ่งสกลนคร เพราะมีเทือกเขาภู พาน เริ่มต้นจากทิศตะวันออกตัดผ่านไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขวางกั้นเกิดเป็น2 บริเวณดังกล่าว แอ่งโคราช แบ่งบริเวณภูมิประเทศออกได้ดั้งนี้ คือ 1) บริเวณลุ่มกระทะ ซึ้งมีระดับความสูง จาก 115 – 135 เมตร จากระดับน้ำทะเลเป็นบริเวณที่มีลำน้ำมูล ลำน้ำทั้งซู ลำน้ำเดก ลำนำเสียว ลำน้ำพลับพลา ลำน้ำชี ลำน้ำเซบาย และลำน้ำเซบกไหลหล่อทอดจากตะวันตกไปตะวันออกจนจรด แม่น้ำโขง 2) บริเวณขอบกระทะ อยู่ตอนเหนือ แต่ตอนใต้ของบริเวณแรก ลักษณะภูมิประเทศจนเป็น ที่ลาดสูงขึ้นจากบริเวณแอ่งกระทะ ตั้งแต่ระดับ 135 เมตร ถึง 150 เมตร จากระดับน้ำทะเล อีสานใต้เดิมเป็นแหล่งชุมชน มีร่องรอยการตั้งชุมชนหลายแห่งโดยเฉพาะ รอบบริเวณ ลุ่ม แม่น้ำมูล อันกว้างใหญ่กินเนื้อที่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานีจึงเป็นเมืองขนาดใหญ่ ทิศเหนือ ติดจังหวัดจังหวัดชัยภูมิขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ทิศตะวันออก ติดกับเมืองจำปาสัก ประเทศลาว ทิศใต้ติดกับประเทศกัมพูชา นครนายก ปราจีนบุรีและสระแก้ว ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดสระบุรีลพบุรี 2. วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิตอีสานใต้ตั๊กแตนตำข้าว 2.1 วัฒนธรรมอีสานใต้ มนุษย์ไม่ว่าชาติพันธุ์ใด ย่อมมีการปฏิบัติสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมต่อเนื่องกันมา จากรุ่นสู่รุ่น จนเป็นที่ยอมรับของสังคมว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ทั้งต่อตัวเอง ต่อส่วนรวม และมีการ ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาจนถือเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ วัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นในทางที่ดีงาม ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตของมนุษย์ (สมาน แก้วเรือง และคณะ,2553,น.4)


12 วัฒนธรรมมีความหมายครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ใน สังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง วัฒนธรรมคือความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ หรือลักษณะประจำชนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งที่อยู่ ในสังคม ชนทุกกลุ่มต้องมีวัฒนธรรมซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไป วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ที่เกิดจากระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์กับธรรมชาติ วัฒนธรรมมีทั้งสาระและรูปแบบที่เป็นระบบความคิด วิธีการโครงสร้างทางสังคม สถาบัน ตลอดจนแบบแผนและทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้นการ ดำเนินงานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวัฒนธรรม จึงจำเป็นต้องเข้าใจบริบทและเงื่อนไขแวดล้อม ศักยภาพของมนุษย์ ตลอดจนสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อปรับปรุงวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับความ เปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม มักเน้นการประดิษฐ์ของสังคม ทั้งที่เป็นการ ประดิษฐ์ทางวัตถุและไม่ใช่วัตถุ เช่น ภาษา ศิลปะ ศีลธรรม ดนตรี การละเล่นอันเป็นประเพณีต่าง ๆ รวมถึงความรู้ ความเชื่อ ค่านิยม และบรรทัดฐานทางสังคม อย่างไรก็ตามพฤติกรรมรวมหมู่อาจจะ เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม แต่มีการเปลี่ยนแปลงอีกมิใช่ น้อยที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นจะต้องเกิดจากพฤติกรรมรวมหมู่มาเป็นตัวเร่ง เช่น การ เปลี่ยนแปลงทางศิลปกรรม ความรู้ และการประดิษฐ์ เป็นต้น (ทองขาว กิตฺติธโร, 2553, น. 234) ซึ่ง ขึ้นอยู่กับบริบทที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ หรือว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม และเงื่อนไขเหตุการณ์เรื่องใดเรื่อง หนึ่ง หรือประเด็นใด ประเด็นหนึ่ง เช่น การเมือง สภาพสังคม การศึกษา สุขภาพอนามัย ศาสนา ความเชื่อ และความ บันเทิง ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทั้งสิ้น โดยเฉพาะวัฒนธรรมด้านความ บันเทิง ที่มีวิวัฒนาการความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนในสังคม มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และ เปลี่ยนแปลงไปตามสถานะของคนในสังคม วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นพัฒนาการทางภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ตั้ง ถิ่นฐานอยู่ในชุมชน ที่เรียกว่าหมู่บ้านเป็นเอกลักษณ์พี่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนที่ที่เรียกว่าหมู่บ้านเอกลักษณ์ของกลุ่มคน ในสังคมเดียวกันที่มีการสร้างสรรค์กันทางด้าน สังคม เศรษฐกิจ การเมืองและจารีตประเพณี แต่ละ หมู่บ้านอาจมีรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกันจำนวนของประชากรในพื้นที่ เป็นที่มาของคำว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่มีความสำคัญในรูปแบบของ ภาษา ศาสนา ศิลปกรรม กิริยา มารยาท อาหาร และความเชื่อ ความศรัทธา มีการคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์และ พัฒนาสืบทอดต่อ ๆ กันมา (อารีย์ อุ่นแก้ว, 2549, น. 320) จากความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” และ “องค์ประกอบ” ของวัฒนธรรมดังที่ได้ กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่ละสังคมได้กระทำหรือปฏิบัติตามอย่างสืบกัน ต่อมา โดยเห็นว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมตนเองและหมู่คณะ จนกลายเป็นความเคยชิน หรือที่เรียกว่า “ประเพณี” คำว่า ประเพณี หรือ” “ประเวณี” นี้ เสถียร โกเศศ (2504 น. ก - ข) ได้อธิบายไว้ว่า


13 ขนบธรรมเนียมแบบแผนที่ปฏิบัติกันต่อมา เช่นประเพณีเกี่ยวกับการเกิด การสู่ขอและการแต่งงาน การทำศพ ซึ่งแต่ละสังคมได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา จนยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าแก่ตนเองต่อส่วนรวม หรือสังคมจนกว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพรีที่มีระเบียบแบบแผนและปฏิบัติสืบเนื่องกันมาปรัมปรา แต่ก็ได้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่เสมอ กลุ่มอีสานใต้นั้นครอบคลุมพื้นที่ในแถบของจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมาด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ ดินแดนในแถบนี้มีอาณาเขตส่วนหนึ่งติดต่อกับประเทศกัมพูชา มีทิวเขาพนมดงรักเป็นเส้นกั้นอาณาเขต ความใกล้ชิดทางภูมิประเทศทำให้ประชากรทั้ง 2 ประเทศ ไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน จากประวัติศาสตร์การอพยพผู้คนของประเทศกัมพูชา เข้ามาอาศัยในผืนแผ่นดินไทยในจังหวัดใกล้เคียง เมือยามศึกสงครามหรือภัยพิบัติตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน (สมจิตร กัลยาศิริ, 2524, น. 3) จึงทำให้ดินแดนอีสานใต้นี้มีกลุ่มชนเชื้อสายเขมรอาศัย อยู่เป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากนั้นเป็นชนกลุ่มน้อยที่เข้ามามาตั้งรกรากอยู่ก่อนหน้านี้ คือ กูยหรือ ส่วย และกลุ่มชนไทย – ลาว ไทยโคราช อาศัยอยู่ในบางพื้นที่ ศรีศักร วิลลิโภดม (2523, น. 272 - 273) ได้กล่าวไว้ว่าพวกเขมรป่าดง อาศัยอยู่ในเขต อีสานตอนใต้แถบจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ซึ่งก่อนการจัดแบ่งเป็นมณฑล (พ.ศ. 2475) มีการแบ่งกลุ่มคนตามลักษณะชาติพันธุ์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1) กลุ่มลาว นับเป็นกลุ่มใหญ่อยู่ในเมืองต่าง ๆ ในมณฑลลาวพวนและลาวกลวงที่เข้ามา หลังสุดทำนากลุ่มมีพัฒนาการเป็นบ้านเมืองแล้ว 2) กลุ่มเขมรป่าดง คือกลุ่มที่พูดภาษามอญเขมรที่ลาวเรียกลาวเทิง จะตั้งถิ่นฐานในที่สูง ส่วนใหญ่ในเขตอีสานใต้ในจังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์บุรีรัมย์ได้แก่ พวกข่ากูยหรือซวยที่เป็นพื้นเมือง ดั้งเดิมนอกจากนี้ยังมีหลักฐานว่าในราวปลายกรุงศรีอยุธยามีกลุ่มคนที่เป็นชาวกูยชาวเขมรเคลื่อนย้าย เข้ามา ตั้งถิ่นฐานมีหน้าที่ทรงสวยช้างให้กับทางกรุงอีกหนึ่งกลุ่มหรือเป็นประชากรส่วนใหญ่ในเขต อีสานใต้ 3) กลุ่มไทยโคราช อยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมาซึ่งมาตั้งถิ่นฐานในสมัยรัชกาลสมเด็จ พระนารายณ์ซึ่งทำให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณีพิธีกรรม วิถีชีวิตไปตามสภาพท้องถิ่นนั้น 2.2 ประเพณีและพิธีกรรมของอีสานใต้ ประเพณี คือ วิถีชีวิตที่สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นหนึ่ง ประเพณีจึงมีความสำคัญต่อ วิถีชีวิตของคนเพราะเป็นกรอบในการดำเนินชีวิต จึงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือแสดงให้เห็นถึงความ เป็นระเบียบ ความเจริญ ความสงบสุข และความเป็นชาติไทย ดังนั้นประเพณีจึงเป็นส่วนหนึ่งของ วัฒนธรรมมนุษย์ที่สร้างได้ขึ้นจากสภาพแวดล้อมทางสังคม และคนในสังคมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องดี งามโดยปฏิบัติสืบทอดกันมา ประเพณีมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยได้


14 วิจิตรา ขอนยาง (2532, น. 50) ได้จัดกลุ่มประเพณีโดยอาศัยหลักเกณฑ์การแบ่งประเพณี ไว้ดังนี้ 1) ประเพณีส่วนบุคคล หมายถึง ประเพณีที่มีจุดมุ่งหมายการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลดี เพียง 1 คน แต่ขั้นตอนการปฏิบัตินั้นต้องเกี่ยวกับคนหลายคน 2) ประเพณีส่วนรวม หมายถึง ประเพณีที่มีจุดมุ่งหมายในการประกอบพิธีกรรมเพื่อใส่งผล แก่ส่วนรวม และการประกอบพิธีกรรมต้องมาจากส่วนรวมด้วย 3) ประเพณีของรัฐหรือประเพณีราชพิธี หมายถึง ประเพณีที่ราชการหรือสถาบันการ ปกครองกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อส่วนรวม คือคนที่อาศัยอยู่ในประเทศเดียวกันหรือท้องถิ่นเดียวกัน เน้นการปฏิบัติประเพณีว่า ต้องมาจากกลุ่มผู้ปกครองประเทศกระทำเพื่อทุกคนในประเทศ 4) ประเพณีของราชาหรือราชพิธี หมายถึง ประเพณีที่ปฏิบัติเพื่อเน้นให้เกิดผลตอบสนอง ต่อบุคคลเพียงคนเดียว เนื่องจากเป็นพระราชาเป็นผู้มีฐานันดรศักดิ์ที่แตกต่าง จากบุคคลทั่วไปจึงทำ ให้ประเพณีบางอย่างแตกต่างจากบุคคลทั่วไป ชาวอีสานใต้ยังมีความเชื่อในเรื่องของพระพุทธศาสนาแล้ว ชาวอีสานใต้มีความเชื่อในเรื่อง ประเพณีและพิธีกรรม เชื่อในเรื่องของบาป บุญ คุณโทษ เทพเทวดาอารักษ์ ตลอดจนความเชื่อในเรื่อง การบูชาผี ชาวอีสานใต้มีความเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความสมบรูณ์ หรือความแห้งแล้ง จากการเกษตรกรรม หรือความเจ็บไข้ได้ป่วย ล้วนเกิดจากการดลบันดาลของเทพเทวดา หรือผีสาง นางไม้ ดังนั้นจึงมีประเพณีและพิธีกรรม เพื่อเซ่นสรวงบูชา หรือทำบุญ เพื่อส่งเสริมในเรื่องของการทำ มาหากิน ความอุดมสมบรูณ์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขต่อตนเองและสังคม (อภิศักดิ์ โสมอินทร์, 2521, น. 241-243) สมัคร เจาะใจดี (2540, น. 101 - 102) ได้กล่าวถึงประเพณีและพิธีกรรมอีสานใต้ โดยสังเขป ดังนี้ เดือนห้า ชาวเขมร เรียกว่า “แคแจ็ต” ตรงกับเดือนเมษายน พิธีกรรมมีขึ้นในเดือนนี้ คือ พิธีสรงน้ำพระรดน้ำดำหัวคนแก่ ในวันสงกรานต์มีการละเล่นพื้นเมืองต่าง ๆ อย่างเช่น การละเล่น เจรียง การละเล่นกันตรึม การละเล่นเรือมตรด การละเล่นเรือมโล้นอันเร เป็นต้น เป็นเดือนที่ชาวบ้าน ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ประชาชนได้ทำบุญเล่นสนุกสนานในการละเล่นต่าง ๆ เป็นเดือนที่ชาวบ้าน ทำงานน้อยที่สุดนอกจากงานบ้านหรืองานครัวเพราะเพื่อที่จะเตรียมตัวทำงานหนักในเดือนต่อไป เดือนหก ชาวเขมร เรียกว่า “แคปะซา” ตรงกับเดือนพฤษภาคม พิธีกรรมทางด้านศาสนา ที่ปฏิบัติคือการทำบุญตักบาตร การเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาและการประกอบพิธีกรรมเซ่นผีนา เพื่อเป็นการบอกกล่าวให้ทราบถึงฤดูทำนาที่กำลังจะมาถึง


15 เดือนเจ็ด ชาวเขมร เรียกว่า “แคเจ๊ฮ์”ตรงกับเดือนมิถุนายน มีพิธีกรรมเซ่นปู่ตา ผีบรรพ บุรุษถือเป็นพิธีกรรมก่อนการทำนาเพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีหรือสิ่งที่เป็นอุปสรรคให้หมดไปและ เพื่อเป็นการต้อนรับความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาอาหารที่ทำการปักดำในฤดูกาลที่กำลังมาถึง เดือนแปด ชาวเขมร เรียกว่า “แคอะซาด” ตรงกับเรื่องกรกฎาคม ในเดือนนี้ชาวบ้าน ร่วมกัน ปริวาสนาตนเข้าพรรษาและถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระสงฆ์ เดือนเก้า ชาวเขมร เรียกว่า “แคซราบ” ตรงกับเดือนสิงหาคม เป็นช่วงฤดูดำนา มีฝนตก ชุกและน้ำหลากฉะนั้นพิธีกรรมต่าง ๆ จึงไม่ปรากฏเด่นชัด เดือนสิบ ชาวเขมร เรียกว่า “แคเบ็น”ตรงกับเดือนกันยายน ที่มีพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีบรรพ บุรุษในกลุ่มชาวเขมรเรียกว่า “เบ็นตุจ” ในวันขึ้น 14 - 15 ค่ำเดือนสิบ ช่วงที่สองเป็นช่วงพิธีกรรม ใหญ่โตถือเป็นพิธีกรรมสำคัญที่สุด ที่เรียกว่า “เบ็นทม” ในแรม 14 - 15 ค่ำเดือนสิบ เดือนสิบเอ็ด ชาวเขมร เรียกว่า “แคจะเน็ง” เดือนตุลาคม มีพิธีกรรมในการออกพรรษาใน วันขึ้น 15 ค่ำจะมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์การสวดมนต์และการฟังเทศน์ของชาวเขมร ไม่นิยม นำต้นผึ้งไปถวายในวัดเหมือนชาวลาว, กูย เดือนสิบสอง ชาวเขมร เรียกว่า “แคกระเด๊อะฮ์” เดือนพฤศจิกายน มีพิธีการทอดกฐิน เริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึงแรม 15 ค่ำ เดือน สิบสอง (ไม่ปรากฏพิธีลอยกระทงหรือขอขมา น้ำแต่อย่างไร) เดือนอ้าย ชาวเขมร เรียกว่า “แคเมียกตูจ” เดือนธันวาคม ชาวเขมรจะร่วมกันลงแขก เกี่ยวข้าวเพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามแบบแผนที่บรรพบุรุษได้กระทำมาก่อนนั้น คือ การแสดงถึงความสมัครสมานสามัคคีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน แต่หากในปัจจุบันเพื่อนบ้านที่เคย ช่วยหรือลงแขกเกี่ยวข้าวการลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากส่วนหนึ่งได้เดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด ชาวเขมรบางกลุ่มจึงจำเป็นต้องจ้างแรงงานในการเกี่ยวข้าวจากต่างหมู่บ้าน เดือนยี่ ชาวเขมร เรียกว่า “แคเบาะฮ์” เดือนมกราคม ในช่วงนี้นิยมขึ้นบ้านใหม่แต่งงาน ในพิธีกรรมดังกล่าวเป็นพิธีกรรมแห่งการรื่นเริงและเป็นศิริมงคลจะมีการปฏิบัติธรรมแบบพราหมณ์ และมีการความเชื่อในเรื่องผีที่ถือว่าเป็นศิริมงคลให้กับตัวเอง เดือนสาม ชาวเขมร เรียกว่า “แคเมียกทม” เดือนกุมภาพันธ์ มีพิธีกรรมทางด้านศาสนา คือ พิธีทำบุญวันมาฆบูชาและพิธีกรรม “มะม๊วด” ซึ่งเป็นพิธีกรรมรักษาอาการเจ็บป่วยของชาวเขมร ในการประกอบพิธีกรรมนี้ในแต่ละครั้งชาวบ้านจะบอกกล่าวญาติมิตรของตนให้มาร่วมพิธีนับว่าเป็น การแสดงออกให้เห็นถึงความผูกพันในระบบเครือญาติ เดือนสี่ ชาวเขมร เรียกว่า “แคปะคุน”ตรงกับเดือนมีนาคม ในช่วงนี้จะมีการแต่งงานขึ้น บ้านใหม่และอุปสมบทถือว่าชาวบ้านว่างจากการทำนาจึงมีพิธีกรรมทางศาสนามาก


16 สรุปได้ว่า ประเพณีและพิธีกรรมของอีสานใต้มีความแตกต่างกันกับท้องถิ่นอื่นในอดีต อย่างเห็นได้ชัด ดังปรากฏในประเพณีและการประกอบกิจกรรมตลอดทั้งปีในรอบ 12 เดือน ซึ่งมีมา ตั้งแต่อดีตประเพณี พิธีกรรมหรือกิจกรรมบางอย่างที่ยังคงยึดถือปฏิบัติอยู่และประเพณีปฏิบัติ บางอย่างได้หมดไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ของอีสานใต้ในอดีตยึดถือเดือน แคแจ็ต เดือนห้าเป็นเดือนเริ่มต้นของปีใหม่และเดือนเริ่มต้นของการประกอบกิจกรรมเกษตรในรอบปี แม้ประเพณีพิธีกรรมบางอย่างได้มีการปรับเปลี่ยนหรือหมดไปมาก แต่เพื่อทำความเข้าใจถึงโลกทัศน์ และวิถีชีวิตของกลุ่มชนในอดีตจึงได้นำประเพณีทั้ง 12 เดือน เพื่อเป็นแบบแผนในการถือปฏิบัติ ร่วมกันในสังคมอีสานใต้จนกลายเป็นประเพณีและยึดสืบทอดกันมาจนเป็นเอกลักษณ์ประเพณี พิธีกรรมของชาวอีสานใต้จนถึงปัจจุบัน 2.3 วิถีชีวิตอีสานใต้ เป็นสังคมที่มีอาชีพเกษตรกรรม วัฒนธรรมการผลิตไปเพื่อเลี้ยงชีพตนเอง โดยพึ่งพา ทรัพยากรธรรมชาติพี่อยู่แวดล้อมเป็นหลัก ความสัมพันธ์ของหมู่บ้านอันเกิดจากการผลิตมีมาก เพราะ อาศัยการแลกเปลี่ยนสิ่งของเจือจานกันในการดำรงชีวิตส่วนใหญ่มักจากผลิตเองโดยแต่ละครอบครัว จะทำนา ทำไร่ ทอผ้า และทำเครื่องจักสาน และระบบการผลิตที่พึ่งพาธรรมชาติ ซึ่งไม่อาจควบคุมให้ อยู่ในสมดุลได้ จากชุมชนอีสานใต้ ที่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับชนชาติต่าง ๆ ที่อยู่โดยรอบการถ่ายเท ความคิดความเชื่อและศิลปวัฒนธรรม จึงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ดังนั้น นอกจากการละเล่นต่าง ๆ ของอีสานใต้แล้ว ก็ยังมีความเชื่อ ประเพณีนิยม ดนตรีและการละเล่น พื้นบ้านของท้องถิ่นอีสานใต้ อันเป็นท้องถิ่นที่อยู่ใกล้กับอารยธรรมขอมโบราณ “ชาวอีสานใต้ที่มีถิ่น กำเนิดใน 3 จังหวัดคือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ส่วนมากพูดภาษาพื้นเมือง ที่เรียกว่า ภาษาเขมร สูง” ในจังหวัดสุรินทร์ มีมากที่สุด ประมาณร้อยละ 70 - 80 ของประชากรทั้งในจังหวัด บุรีรัมย์และ ศรีสะเกษ มีประชากรที่พูดภาษาเขมรสูงอันเป็นอันดับรองลงมาร้อยละ 70 - 60 ภาษาเขมร กับภาษา เขมรต่ำ (สาธารณรัฐเขมร) มีลักษณะที่แตกต่างกันมากทั้งทางสำเนียง วงศัพท์และความหมาย ว่าโดย ทั่วชาวไทยที่พูดภาษาเขมรในเขตจังหวัดดังกล่าวมักจะฟังภาษาเขมรต่ำไม่ค่อยรู้เรื่อง ยกเว้นคนเฒ่า คนแก่ที่เคยไปค้าขายกับเขมรต่ำเมือครั้งอดีต มีความแตกต่างทางภาษาที่เห็นได้ชัดคือทางด้าน สำเนียงและความหมายของคำ เนื่องจากชาวไทยอีสานในสามจังหวัดดังกล่าว มีภาษาที่พูดแตกต่าง จากชาวอีสานโดยทั่วไป ขนบธรรมเนียมประเพณี และการละเล่นต่าง ๆ จึงมีความแตกต่างไปจากชาว ไทยอีสานโดยทั่วไปด้วย จึงมักมีผู้เรียกว่าชาวไทยแถบนี้ว่า “อีสานใต้” (สงบ บุญคล้อย, 2522, น, 87)


17 2.4 การแต่งกายของชาวอีสานใต้ ชาวอีสานถือการทอผ้าเป็นกิจกรรมยามว่างหลังจากฤดูทำนา หรือว่างจากงานประจำ โดยเฉพาะจะทำเครื่องใช้ต่าง ๆ ไว้ใช้โดยเฉพาะหมอน ผ้าห่ม ถ้าใครได้เดินทางไปภาคอีสานในช่วงฤดู การหลังการเก็บเกี่ยวจะเห็นได้ว่า ใต้ถุนบ้านแต่ละบ้านจะมีหูกกางหูก ทอผ้ากันแทบทุกครัวเรือน งาน ทอผ้าส่วนใหญ่เป็นงานของผู้หญิง เด็กผู้หญิงจะเริ่มเรียนทอผ้าตั้งแต่ อายุยังน้อย อาศัยจากการจดจำ ลวดลายและความชำนาญเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการยกลวดลาย การย้อมการทอซึ่งส่วนใหญ่จะคง แบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา และการทอผ้ายังเป็นการตระเตรียมผ้าสำหรับออกเรือนซึ่งจำเป็นต้อง เตรียมไว้สำหรับตนเองและฝ่ายชาย ทั้งนี้ยังเป็นการวัดถึงความเป็น กุลสตรีของหญิงสาวชาวอีสานอีก ด้วยชาวอีสานส่วนใหญ่จะทอผ้าไว้ใช้ในครัวเรือนซึ่งมี2 ประเภท คือ 1) ผ้าที่ทอไว้สำหรับชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นผ้าพื้นไม่มีลวดลาย เพราะต้องการความทนทาน จึงมักจะทอโดยใช้ฝ้าย 2) ผ้าที่ทอไว้ใช้ในงานพิเศษ เช่น งานบุญประเพณีต่าง ๆ งานแต่ง และงานฟ้อนรำ จะทำ กันอย่างประณีตมีลวดลายงดงามเป็นพิเศษ (ชัชวาล วงษ์ประเสริฐ, 2532, น. 93) กายแต่งกายของชาวอีสานใต้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทบทุก ประเทศนั้น คือผู้ชายนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งซิ่น แต่มีความแตกต่างอยู่ที่วัสดุที่ใช้ในการทำโสร่งหรือผ้าซิ่น หรือเสื้อผ้านั้น เพราะนิยมใช้ผ้าไหมในการทำเสื้อผ้าเหล่านี้ (ศิริ ผาสุกและคณะ, 2536, น. 133) ชาวอีสานใต้เคยมีอารยธรรมอันสูงส่งมาก่อน ศิลปวัฒนธรรมที่ได้กำเนิด และยังคงสืบทอด ในปัจจุบันนี้ เป็นความสวยงาม ความละเอียดอ่อน สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรื่องในอดีต จากหลักฐานสถาปัตยกรรมซึ่งร่องรอยของปราสาทหินเก่าแก่จำนวนมาก เช่นเดียวกันกับการแต่งกาย ของชาวอีสานใต้ซึ่งมีแบบแผนที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ชาวอีสานใต้ในอดีตไม่เกินสิบทศวรรษ จะ ผลิตเครื่องแต่งกายมาใช้เองในครอบครัว หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยแล้ว ก็จะพากันเลี้ยงไหม นับจากระยะเวลาย้อนหลังสิบทศทศวรรษนั้น ได้มีวิวัฒนาการการแต่งกายมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบัน กล่าวคือ การกายแต่งกายเด็กไม่เกิน 3 ปี ในสมัยโบราณพ่อแม่จะปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติหรือที่ บ้าน พ่อแม่จะไม่ค่อยสนใจในเรื่องเสื้อผ้า ดั่งนั้นเด็กในวัยนี้จึงไม่สวมเสื้อผ้า เว้นแต่พ่อแม่พาไปงานพิธี ต่าง ๆ จะแต่งตัวสวมเสื้อผ้าตามฐานะ สำหรับเด็กผู้หญิงนั้น คนโบราณจะใช้เครื่องประดับชนิดคาด เอว เรียกว่า ตับปิ้ง คนธรรมดาใช้เงินฐานะดีหน่อยใช้นาค แต่ไม่นิยมใช้ทองเพราะถือเป็นของสูง การแต่งกายเด็กที่เกิน 3 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กหญิงชายในสมัยโบราณ พ่อแม่ส่วนใหญ่จะ นิยม ให้ลูกไว้ผมจุก เด็กหญิงสวมเสื้อคอกระเช้า นุ่งผ้าถุง นุ่งโจงกระเบน บ้างก็มีเข็มขัดคาดสวยงาม เด็กบางคนนุ่งจนชำนาญไม่ต้องคาดเข็มขัด สำหรับเด็กชาย สวมเสื้อคอกลม แขนกระบอกสั้นหรือยาว นุ่งผ้าเตี่ยว หรือ กางเกงสายรูด เด็กชายส่วนมากจะไม่ชอบใส่เสื้อ เว้นแต่เวลา พ่อแม่พาไปงานพิธี


18 การแต่งกายในวัยหนุ่มสาว ผู้ชายหนุ่มเมื่ออยู่บ้านไม่ชอบสวมเสื้อ ถ้ามีงานออกนอกบ้าน จะสวมเสื้อคอกลม แขนสั้นหรือยาว แล้วแต่ความชอบหรือโอกาส บางคนชอบผ่าหน้าหน้ามีกระดุม 5 - 6 เม็ดนุ่งกางเกงสายรูดผ้าขาวม้าคาดเอว หรือนุ่งผ้าขาวม้าอยู่บ้าน แต่ถ้ามีงานออกนอกบ้านจะนุ่ง โสร่งไหม มีผ้าขาวม้าคาดเอวด้วย เพื่อให้ดูเรียบร้อยขึ้น สำหรับผู้หญิงสวมเสื้อคอยะวา หรือที่เรียกว่า คอแหลม บางคนชอบคอกลม แขนกระบอกสั้นหรือยาว หรือสามส่วน นุ่งผ้าไหมที่ทำไว้ใช้ใน ครอบครัวถ้าอยู่บ้านจะนุ่งผ้าที่ทำง่าย ๆ เช่น ผ้าสะมอ, สาคู, อันลุยซีม ถ้าไปงานต่าง ๆ จึงจะใช้ผ้าที่ สวยงามซึ้งทำยาก เช่น ผ้าโฮล, ปะกาปกุน, ปะกาจันทร์, ละเบิก, เรียดจะเวือด, สะโรงแซวย, อัมปรม กะนิว,ตังเกาะซึ่งเขาจะมองหรือวัดระดับฐานะสภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวจากการแต่งกาย คนมี ฐานะดี วงศ์ตระกูลดี จะนุ่งผ้าโฮลปะไปร์ ปะกาจันทร์ ละเบิก ตามลำดับลงไป แต่งทั้งนี้มิได้มีข้อจำกัด กฎเกณฑ์ว่าคนรวย คนจน ต้องแต่งกายคนละแบบ ทุกคนมีอิสระในการแต่งกาย จะอย่างไรก็ตาม การแต่งกายจะถูกแบ่งแยกออกโดยปริยาย เพราะผู้มีฐานะไม่ดี ไม่สามารถหาเครื่องแต่งกายที่สวยงาม ราคาแพงมาใช้ การแต่งกายในวัยกลางคนที่มีครอบครัว มีลูกมีหลาน สมัยก่อนผู้หญิงในวัยนี้ ถ้าอยู่บ้านจะ ใช้ผ้าขาวม้าไหมกระโจมอก ทิ้งชายห้อยข้างหน้า นุ่งผ้าไหมที่ทำไว้ใช้ในครอบครัวชนิดที่ทำง่าย ๆ เช่นสะมอ สาคู เป็นต้น ในชุดผ้ากระโจมอกนี้ คนโบราณใช้เป็นชุดอยู่บ้าน ทำงานบ้านสารพัด เช่นการเลี้ยงดูลูก เลี้ยงไหม ทอผ้า หุงหาอาหาร ใช้ชุดนี้โดยไม่มีการหลุดลุ่ย เพราะใช้จนเคยชิน หากวันใดมีพระสงฆ์เดินบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน ก็จะกุลีกุจอหาอาหารไปใส่บาตรในชุดนี้ เพียงแต่ เปลี่ยนชายสไบซึ้งห้อยข้างหน้า พาดข้ามไหล่ไปข้างหลังก็ถือว่าเรียบร้อยแล้ว งานบางอย่างซึ่ง ต้องก้ม ๆ เงย ๆ ก็จะแต่งตัวให้รัดกุม ทะมัดทะแมงขึ้นโดยเปลี่ยนจากกระโจมอกเป็นตะเบ็งมาน เช่น การออกไปหา หอย ปู ปลาตามหนองบึง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน การตำข้าว การเก็บผักหักฟืน การ ทำนาทำไร่ เป็นต้น แต่ถ้าแต่งกายไปงานพิธีต่าง ๆ ก็จะสวมเสื้อคอกลม คอยะวา แขนสั้นหรือยาว แล้วแต่ความชอบ ผู้ที่มีนิสัยอ่อยโยน สุภาพเรียบร้อย มักจะมีสไบ ชนูด ลูกแก้ว ในสมัยโบราณผ้าชนิด นี้ทอไว้ทำสไบโดยเฉพาะไม่นิยมนำมาตัดเสื้อ จะนำมาพันตัวทิ้งชายไปหน้าหนึ่งชาย ไปหลังหนึ่งชาย ไม่นิยมเอามาคล้องคอเฉย ๆ ส่วนผ้านุ่งที่ใช้ออกงาน จะพิถีพิถันเลือกเฉพาะผ้าที่งาม ๆ มาใช้เช่น ผ้าโฮล,ปะกาปกุน, ปะกาจันทร์,ละเบิก, เรียดจะเวือด,สะโรงแซวย,อัมปรมกะนิว ผ้าดั้งที่กล่าวมา เป็นผ้าที่ทำอย่างประณีต ผู้ชำนาญจึงจะทำได้สวยงาม ทุกคนจะพยายามเลือกสรรผ้าที่งาม ๆ มาใช้ เพราะว่าการแต่งกายของเขาจะบ่งบอกถึงฐานะ สภาพความเป็นอยู่ในครอบครัวด้วย สำหรับ ผู้ชายในวัยนี้ ต้องมีความรับผิดชอบสูง เป็นวัยที่ต้องทำงานหนัก เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว สมัยก่อนไม่มี การคุมกำเนิด แต่ละครอบครัวมีลูกมาก พ่อต้องแกร่งต้องสู้ นี้คือลักษณะของชายในสมัยก่อน ถ้าเป็น ชาวบ้านก็ต้องทำนา ทำไร่ หาปลา ผ่าฟืน สานแห่ สานกระบุง ตะกร้าเป็นต้น ดั่งนั้นผู้ชายจึงไม่ชอบ สวมเสื้อ จะนุ่งกางเกงสายรูด หรือนุ่งผ้าขาวม้าไหมทำงานและจะมีผ้าขาวม้าอีกผืนพาดไหล่ ถ้างาน


19 ที่กำลังทำเป็นงานหนักก็จะเอาผ้าขาวม้าพันศีรษะ เพื่อให้ทะมัดทะแมง ผ้าขาวม้านี้มีบทบาทสำคัญ เขาใช้ได้สารพัดประโยชน์ คือใช้เช็ดหน้าเวลาเหงื่อใช้นุ่งเวลาอาบน้ำใช้เช็ดตัวเมืออาบน้ำเสร็จ ใช้ปัด ยุง ไล่ยุงเมื่อมียุงกัด ใช้พัดเมื่อรู้สึกร้อนอบอ้าวและใช้ปัดพื้นเวลาจะนั่ง บางครั้งใช้มัดกับกิ่งไม้ ทำ ชิงช้าให้ลูกนั่งเล่น แต่ถ้าเป็นพิธีต่าง ๆ ผู้ชายจะสวมเสื้อคอกลม แขนกระบอกสั้นหรือยาว ตามโอกาส บางคนชอบมีกระดุม 5 - 7 เม็ด และนุ่งโสร่งไหม ใช้ผ้าขาวม้าไหมคาดเอว 1 ผืน พาดไหล่ 1 ผืน บาง คนไม่พาดไหล่ก็ชอบคล้องคอทิ้งชายไปข้างหลัง ทั้ง 2 ชาย ครอบครัวที่ภรรยาทอผ้าไหมเก่ง ก็จะทอ ผ้าขาวม้ายกชายเป็นลวดลายสวยงามให้สามีใช้ ซึ้งจะได้ดูมีระดับขึ้น กายแต่งกายในวัยสูงอายุ ชาวอีสานใต้ เมือมีอายุมากแล้วลูกหลานจะดูแลใกล้ชิดอยู่ ในบ้าน เป็นส่วนใหญ่ ให้ทำงานเบา ๆ หรือไม่ให้ทำเลย ไม่มีโอกาสได้ออกไปนอกบ้านบ่อยนัก บางคน แทบจะไม่ได้ไปไหนเลย การแต่งกายของคนในวัยนี้จึงแต่งกายแบบสบาย ๆ อยู่บ้าน หญิงสูงอายุใน สมัยก่อนก็แต่งกายแบบหญิงวัยกลางคน คือ กระโจมอกอยู่กับบ้าน ถ้าจะไปในงานพิธีหรือไปงาน ทำบุญที่วัดก็จะสวมเสื้อและนุ่งผ้าไหมเช่นเดียวกันกับหญิงวัยกลางคน แต่เน้นที่สีสันให้ออกสีทึม ๆ สมกับวัย และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้สูงอายุจะขาดเสียมิได้คือ ผ้าสไบชนูดเบิก หรือสไบลายลูกแก้ว จะต้องห่ม สไบทุกคนสำหรับหญิงในวัยนี้ โดยเฉพาะเวลาไปทำบุญ ที่วัด วิธีห่มก็เหมือนกับวิธีห่มของหญิงในวัย กลางคน ในระยะต้น ๆ หญิงสูงอายุทีมีเชื้อสายจากกัมพูชา นุ่งโจงกระเบน สำหรับผู้ชายสูงอายุทำงาน เบา อยู่ในบ้านไม่ค่อยมีโอกาสไปไหนนอกจาก ไปทำบุญที่วัด หรือไปเป็นเกียรติในงานมงคลต่าง ๆ ถ้าอยู่บ้านจะไม่สวมเสื้อ จะนุ่งกางเกงสายรูด หรือนุ่งผ้าโสร่งไหม เท่านั้น อาจจะมีผ้าขาวม้าพาดไหล่ 1 ผืน เพราะเคยชินตั้งแต่วัยกลางคนแล้ว อีกอย่างจำต้องมีเพราะใช้สารพัดประโยชน์ แต่ถ้าแต่งตัว ไปงานพิธีต่างหรือไปวัด จะสวมเสื้อนุ่งโสร่งไหมแบบเดียวกันกับชายวัยกลางคน ถ้าเป็นงานพิธีสำคัญ บางโอกาสจะนุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อคอกลม มีผ้าขาวม้าคาดเอว พาดไหล่ เครื่องประดับของชาวอีสานใต้ ในสมัยโบราณชาวอีสานใต้ ใช้เครื่องประดับเงิน นาค ทอง จะเป็นโลหะล้วน ๆ ใส่เวลาออกงาน ส่วนมากไม่นิยมประดับเพชร พลอยสีต่าง หลากหลายเช่น ปัจจุบันนี้ เครื่องประดับที่สวมคอ คือ จารร้อยสลับประเกือม ถ้าใครมีเส้นยาวก็จะสวมแบบสะพาย แล่ง ที่ข้อมือสวมกำไลหรือประเกือม เด็ก ๆ จะสวมข้อเท้าด้วย ส่วนที่หูนั้นใส่ตุ้มหูที่เรียกว่ากะจอน หรืออีกแบบหนึ่งเรียกว่า ตะเกา มีก้านงอนห้อยลง ถ้าตะเกาคู่ไหนมีช่อระยะห้อยตุ้งติ้งอยู่ด้วย เรียก ตะเการะย้า ที่นิ้วจะสวมแหวนแบบเรียบ ๆ ที่เอวคาดเข็ดขัด คนโบราณจะใช้เครื่องประดับแค่นี้ ทรงผมของชาวอีสานใต้ ชาวอีสานใต้ในสมัยโบราณ หญิงจะตัดแต่งทรงผมดอกกระทุ่ม เมื่อยังเป็นเด็กก็ไว้ผมจุกพอถึงกำหนดจะให้เปลี่ยนทรงผมใหม่เป็นทรงดอกระทุ่มก็จะมีพิธีการเพื่อ เป็นศิริมงคลแก่เด็กเรียกว่า พิธีโกนจุก บางรายถึงกับมีงานรื่นเริง เฉลิมฉลองด้วย สำหรับทรงผู้ชาย เมือเป็นเด็กก็ไว้ผมจุกเหมือนเด็กผู้หญิงและเมือถึงเวลาผ่านพ้นวัยเด็กก็จะตัดผมสั้น


20 สรุปได้ว่า การแต่งกายของชาวอีสานใต้ในอดีตเมื่อยามว่างผู้หญิงในหมู่บ้านจะต้องปลูก หม่อนเลี้ยงตัวไหม ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันมาว่า ในทุกครัวเรือนหญิงสาวทุกคนเมื่อเริ่มย่างเข้าสู่ วัยรุ่นต้องหัดทอผ้าเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้านที่ดีในอนาคต โดยฝ่ายชายรับหน้าที่การผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์ในการทอผ้าตลอดจนซ่อมแซมวัสดุต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ดังนั้นเสื้อผ้าเครื่องแต่ง กายของชาวอีสานใต้ในอดีต ล้วนมาจากฝีมือการทอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ภายในครัวเรือนของ ตน มีการแบ่งการแต่งกายตามช่วงวัยอายุของคน คือ เด็กอายุ 3 ขวบ ในสมัยโบราณพ่อแม่จะปล่อย ให้อยู่ตามธรรมชาติ พ่อแม่จะไม่ค่อยสนใจในเรื่องเสื้อผ้า ดั่งนั้นเด็กในวัยนี้จึงไม่สวมเสื้อผ้า เว้นแต่พ่อ แม่ พาไปงานพิธีต่าง ๆ เด็กหลังอายุ 3 ปีเด็กหญิงชายในสมัยโบราณ พ่อแม่ส่วนใหญ่จะนิยม ให้ลูกไว้ ผมจุก เด็กหญิงสวมเสื้อคอกระเช้า นุ่งผ้าถุง นุ่งโจงกระเบน บ้างก็มีเข็มขัดคาดสวยงาม เด็กบางคนนุ่ง จนชำนาญไม่ต้องคาดเข็มขัด สำหรับเด็กชาย สวมเสื้อคอกลม แขนกระบอกสั้นหรือยาว นุ่งผ้าเตี่ยว หรือ กางเกงสายรูด เด็กชายส่วนมากจะไม่ชอบใส่เสื้อ วัยหนุ่มสาว ผู้ชายหนุ่มเมื่ออยู่บ้านไม่ชอบสวม เสื้อ ถ้ามีงานออกนอกบ้านจะสวมเสื้อคอกลม แขนสั้นหรือยาว แล้วแต่ความชอบหรือโอกาส บางคน ชอบ ผ่าหน้าหน้ามีกระดุม 5 - 6 เม็ดนุ่งกางเกงสายรูดผ้าขาวม้าคาดเอว หรือนุ่งผ้าขาวม้าอยู่บ้าน แต่ ถ้ามีงานออกนอกบ้านจะนุ่งโสร่งไหม มีผ้าขาวม้าคาดเอวด้วย ผู้หญิงสวมเสื้อคอยะวา หรือที่เรียกว่า คอแหลม บางคนชอบคอกลม แขนกระบอกสั้นหรือยาว หรือสามส่วน นุ่งผ้าไหมที่ทำไว้ใช้ใน ครอบครัว ถ้าอยู่บ้านจะนุ่งผ้าที่ทำง่าย วัยออกเรือนหรือมีครอบครัว ดังนั้นผู้ชายจึงไม่ชอบสวมเสื้อ จะนุ่งกางเกงสายรูด หรือนุ่งผ้าขาวม้าไหมทำงานและจะมีผ้าขาวม้าอีกผืนพาดไหล่ ถ้างานที่กำลังทำ เป็นงานหนัก ก็จะเอาผ้าขาวม้าพันศีรษะ เพื่อให้ทะมัดทะแมงผู้หญิงในวัยนี้ ถ้าอยู่บ้านจะใช้ผ้าขาวม้า ไหมกระโจมอก ทิ้งชายห้อยข้างหน้านุ่งผ้าไหมที่ทำไว้ใช้ในครอบครัวชนิดที่ทำง่าย ๆ และวัยสูงอายุ เมือมีอายุมากแล้วลูกหลานจะดูแลใกล้ชิดอยู่ในบ้าน เป็นส่วนใหญ่ ให้ทำงานเบา ๆ หรือไม่ให้ทำเลย ไม่มีโอกาสได้ออกไปนอกบ้านบ่อยนัก บางคนแทบ จะไม่ได้ไปไหนเลย การแต่งกายของคนในวัยนี้จึง แต่งกายแบบสบาย ๆ ส่วนเครื่องประดับของชาวอีสานใต้ ในสมัยโบราณชาวอีสานใต้ ใช้ เครื่องประดับเงิน นาค ทอง จะเป็นโลหะล้วน ๆ ใส่เวลาออกงาน ส่วนมากไม่นิยมประดับเพชร ส่วน เด็ก ๆ จะมีการสวมข้อเท้าด้วย ส่วนที่หูนั้นใส่ตุ้มหูที่เรียกว่ากะจอน หรืออีกแบบหนึ่งเรียกว่า ตะเกา มีก้านงอนห้อยลง หญิงจะตัดแต่งทรงผมดอกกระทุ่ม (คณะทำงานทางวิชาการจัดทำข้อมูลจัดแสดง พิพิธภัณฑสถานแต่งชาติจังหวัดสุรินทร์, ม.ป.ป,น.157 - 159)


21 ภาพที่ 2 การแต่งกายตามช่วงวัยอายุของคนร่วมงานพิธีสำคัญของชาวอีสานใต้ (1) กายแต่งกายของผู้สูงอายุและเด็กออกนอกบ้าน ของชาวอีสานใต้ (2) การแต่งการของวัยกลางคน ในการทำงานอก บ้านของชาวอีสานใต้ (3) การแต่งกายร่วมงานพิธีสำคัญของชาวอีสานใต้ (4) การแต่งกายของเด็กชาวอีสานใต้ในงานพิธีโกนผมจุก 2.5 ภาษาพูด ส่วนใหญ่ของชาวอีสานใต้แก่ภาษาเขมรถิ่นไทย มีลักษณะคล้ายคลึงกับภาษาของชนชาติ กัมพูชา มีบางส่วนในกลุ่มไทลาวจะใช้ภาษาลาวหรือส่วย ที่มา: หนังสือห้องภาพเมืองสุรินทร์, (2558, น. 156 - 167) (3) (4) (1) (2)


22 2.6 อาหารหลัก ของชาวอีสานใต้ได้แก่ ข้าวเจ้า อาหารอีสานใต้ส่วนใหญ่จะมีรสชาติจัดจ้าน ส่วนประกอบ ในอาหารมักหาได้ตามธรรมชาติโดยทั่วไปเช่น ใบขี้เหล็ก นำมาประกอบอาหารเป็นแกงขี้เหล็ก กล่าว ได้ว่าลักษณะวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสานใต้มีลักษณะเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่ยังจำเป็นต้องอาศัย 2.7 การเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพที่สำคัญอาชีพหนึ่งนอกจากการเพาะปลูกการทำไร่วัว ควาย เป็นสัตว์ เลี้ยงที่เกษตรกรบางครัวเรือนเลี้ยงไว้จำนวนไม่มากเพราะ ถือว่าเป็นการเลี้ยงไว้ใช้งานและเป็นทุน ทรัพย์ของครอบครัว สัตว์ประเภทอื่น เช่น สุกร เป็ด ไก่ ก็มีการเลี้ยงไว้บ้าง มีความผูกพันกับสัตว์ลี้ยง ของตนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวมากกว่าจะเลี้ยงเพื่อค้าขายโดยเฉพาะควาย เนื่องจากเป็น สัตว์เลี้ยงไว้บริโภคในเวลามีงาน นอกจากนี้ ยังมีการค่านิยมในการเลี้ยงควายเพื่อประโยชน์ทาง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมทั้งในรูปแบบมรดกตกทอดให้ลูกหลาน เป็นในทุนยามผลผลิตได้ผลน้อย ผลประโยชน์ทางอ้อมจากปุ๋ยคอก ส่วนสุกร และเป็ดไก่ มีการเลี้ยงในทุก ๆ ครัวเรือนเพื่อบริโภค ภายในบ้านและรับแขกมากกว่าที่มาจะขาย การเลี้ยงสัตว์แบบพื้นบ้าน สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป เกษตรกรมักจะต้อนวัวควายไปเลี้ยงในบริเวณทุ่งนา หลังจากการเก็บเกี่ยวบางครอบครัวก็จะขายสัตว์ ที่เลี้ยงทีมีอายุมากสำหรับ เป็ดหรือไก่ จะเลี้ยงไว้ในบริเวณบ้านให้หากินตามธรรมชาติ รัฐบาลได้ สนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์และบางครัวเรือนก็สามารถเรียนรู้จากสังคมภายนอก รู้ว่าเมือมีสัตว์ใน ครัวเรือนก็เหมือนกับเงินและจะทำให้ชีวิตครอบครัวของตนเองมีกินอยู่มากกว่าเดิม 2.8 หัตถกรรม หัตถกรรมพื้นบ้านเป็นเครื่องมือเครื่องใช้อย่างง่ายที่ชาวบ้านประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้สอยเอง มากกว่าที่จะนำไปขายหรือแลกเปลี่ยน โดยวัตถุดิบในท้องถิ่นและ ใช้แรงงานจากสมาชิกในครอบครัว หัตถกรรมในแต่ละท้องถิ่นนั้นจะมีความแตกต่างกันตามถิ่นกำเนิดทั้ง รูปแบบ วิธีการ วัสดุ ซึ่งขึ้นอยู่ กับสภาพ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีคติ และความเชื่อหัตถกรรมที่นิยมได้แก่ การทอผ้า การจักสาน การทำเครื่องประดับ โดยใช้วัตถุดิบจากตลาดและผลผลิตของตนเองมี มีการ ทอผ้าซิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนชาวอีสานใต้ ส่วนเครื่องจักสานส่วนใหญ่ทำมาจากไม้ไผ่เช่น กระด้ง หวด ไซ ฉเหนียง (สวิง) เป็นต้น การสืบทอดวัฒนธรรมทางด้านหัตถกรรมพื้นบ้าน ในปัจจุบัน มักจะทำในครอบครัวในแต่ละหมู่บ้าน แรงงานที่ทำส่วนมากจะเป็นแรงงานคนแก่ โอกาสจะถ่ายทอด ศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้ก็มีน้อยมาก วัตถุดิบที่ใช้เป็น วัตถุดิบที่หามาได้ในท้องถิ่นตนเองก็เพียงพอต่อ ความต้องการปัจจุบัน การคมนาคมติดต่อระหว่างหมู่บ้านกับเมืองก็มีความสะดวกมากขึ้น เครื่อง อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็เข้ามาแทนหัตถกรรมพื้นบ้าน (เครือจิต ศรีบุญนาค, 2550, น. 25 - 26) ธรรมชาติการเก็บผลผลิต ซึ่งได้จากป่า เช่น ยางสน ปีกนก นอระมาด งาช้าง ขี้ผึ้งเป็นต้น (ปฐม คเนจร, 2506, น. 186)


23 ผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนอีสานใต้มีการทำการเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก พืชหลักที่ เพาะปลูกคือข้าว ซึงสามารถปลูกได้ดีในดินแดนอีสาน เพราะผู้คนในแถบนี้ได้ปรับกรรวิธีในการปลูก ข้าวโดยทำนาแบบเมืองฝ้ายทดน้ำและได้เลือกพันธุ์ข้าวที่อายุสั้นนำไปหยอดตามหลุมที่ดอนเรียกว่า “ข้าวไซ”ยึดความเป็นอยู่ในรูปแบบที่เรียบง่ายการดำรงชีวิตขึ้นอยู่กับธรรมชาติ (จิตร ภูมิศักดิ์, 2525, น. 33) 2.9 การทำเกษตรกรรม แต่เดิมประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา รายได้ส่วนใหญ่ของประเทศมาจากการขายสินค้าประเภทเกษตร อาทิ ข้าว มัน ปอ แก้ว และพืชไร่ต่าง ๆ ภาพพจน์ของการเป็นสังคมเกษตรกรรมโบราณได้ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของคนรุ่น เก่ามานานหลายชั่วอายุคน และสิ่งเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นข้อเขียน วรรณคดี และบทเรียน สอนเด็กในโรงเรียนต่าง ๆ เรื่อยมา จนเรามักพูดกันติดปากเสมอว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศ เกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ อยู่ในชนบทประกอบอาชีพเป็นชาวไร่ ชาวนา” คนที่มีอายุสี่สิบห้า สิบปีขึ้นไปส่วนมากจะยังระลึกถึงภาพพจน์เก่า ๆ นี้ได้เป็นอย่างดี บางคนก็ยังคิดว่านั่นคือความเป็น จริงในปัจจุบัน ถ้าเช่นนั้นปัจจุบันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมเกษตรกรรมของประเทศเรา และ “เกษตรกรรมแบบยั่งยืน” คืออะไรทำไม ณ วันนี้ เราจึงต้องมาพูดกันถึงเรื่อง “เกษตรกรรมแบบ ยั่งยืน”ส่วนการแบ่งพื้นที่ในการทำกินเป็น 3 ส่วนใหญ่ คือ ที่ราบลุ่มทำนา ที่หัวไร่ปลายนา และที่ป่า ดงธรรมชาติ ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ปัจจัยสี่ในชีวิตประจำวัน ล้วนมาจากภูมิปัญญาในการจัดการ และจัดสรรคุณค่าต่าง ๆ จากทรัพยากรธรรมชาติแวดล้อมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสมดุล ในขณะที่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมหลายอย่างของชาวอีสานใต้ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วย เสริมสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่ชาวอีสาน และช่วยรักษาสภาพของสังคมนี้ให้คงอยู่ ธัญญาภรณ์ พลายงาม (2560, น. 1) ได้กล่าวว่า การที่อาชีพเกษตรกรรมของไทยสามารถ ประกอบได้ในทุกภูมิภาค ของประเทศไทย ทั้งนี้เพราะสภาพภูมิประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ และ สถานภาพทางภูมิอากาศ มีความเหมาะสมต่ออาชีพเกษตรกรรมของไทย ซึ่งแต่ละภูมิภาคก็จะมี ลักษณะภูมิประเทศที่มีความแตกต่างกันไปแต่สภาพโดยรวมแล้วสามารถเพราะปลูกได้ทุกภูมิภาค เช่น ภาคเหนือมีลักษณะ ภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบบริเวณหุบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่ การเพาะปลูกพืชไร่รวมทั้งผลไม้หลากหลายชนิด ภาคกลางภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีลักษณะ เหมาะสมในการเพาะปลูกเช่น ข้าวโพด อ้อย ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง ซึ่งกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่ สำคัญของประเทศ ภาคใต้ มีลักษณะภูมิประเทศแบบที่ราบสลับภูเขา พืชที่เพาะปลูกในส่วนใหญ่เป็น จำพวกข้าวและยางพารา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานมีพื้นที่กว้างขวางที่สุดของประเทศ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงอากาศแห้งและมีฝนตกน้อย การเพาะปลูกส่วนใหญ่เป็นจำพวกข้าว


24 และปลูกหมอนเลี้ยงไหมสำหรับการทอผ้าเนื่องจากสถานภาพอากาศที่แห้งแล้งฝนน้อย ทำให้พืชผล ทางการเกษตรให้ผลผลิตได้ไม่ดีเท่ากับพืชผลทางเกษตรของภูมิภาคอื่น ๆ 3. ตั๊กแตนตำข้าวในการเพาะปลูก ธรรมชาติในเขตอีสานใต้มีความหลากหลาย และมีพรัพยากรที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งอาหาร และใช้ในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ทำให้สิ่งมีชีวิตต่าง สามารถดำรงชีวิต ขยาย เผ่าพันธุ์ออกมากมาย ตั๊กแตนตำข้าวก็เป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติเหล่านั้น และเป็นสิ่งมีชีวิตที่สำคัญต่อระบบนิเวศในธรรมชาติเป็นอย่างมาก ตั๊กแตนตำข้าว (Preying Mantis, Preying Mantids, Praying Mantis และ Praying Mantids)เป็นแมลงอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมทั่วไป และจัดได้ว่าเป็นแมลงที่มี ประโยชน์คือ เป็นแมลงตัวห้ำที่สามารถใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชได้ แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะ พฤติกรรมในการกินอาหารของตั๊กแตนตำข้าวที่ไม่เฉพาะเจาะจงชนิดของแมลง สามารถกินได้ทั้ง แมลงที่เป็นโทษ (pest insect) และแมลงที่มีประโยชน์ (benefit insect) (สุเมธ พากเพียรและคณะ, 2550, น. 1) ตั๊กแตนตำข้าว มีชื่อสามัญมากมายเช่น Preying Mantis, Preying Mantids, Praying Mantisและ Praying Mantids จัดอยู่ในอันดับ Mantodea (Evan, 2004, น. 67) ซึ่งคำว่า Mantes ในภาษากรีกหมายถึง ผู้ทำนาย ผู้พยากรณ์ ที่เรียกเช่นนี้เนื่องจากตั๊กแตนตำข้าวมีความเกี่ยวข้องกับ การศึกษาวิทยาศาสตร์ด้านเวชศาสตร์และยา และความเชื่อทางศาสนา (Watkins and Bessin, 2003) 3.1 คุณสมบัติแมลงลำตัวยาว 60 มิลลิเมตร สีเขียวใบไม้ ด้านล่าง ของอกปล้องแรกมีแถบ สีน้ำตาลดำ1 แถบ ด้านข้างของปีกมีจุดสีเหลืองข้างละ 1 จุด หนวดแบบเส้นด้าย ปากแบบกัดกิน ปีก แบนคล้ายแผ่นหนังบางเป็นเนื้อเดียวตลอดปีก มีลักษณะเหนียว ขาคู่ที่ 1 และ 2 เป็นขาเดิน (ขาคู่ที่ 3 เป็นขากระโดด ใหญ่และยาวกว่าขาคู่อื่น ๆ รวมถิ่นอาศัยอาศัยตามพุ่มไม้ มักพบเกาะอยู่นิ่ง ๆ 3.2 ขนาด ตั๊กแตนตำข้าว มันมีร่างกายที่บางและยาว ตัวเมียมักจะใหญ่กว่าตัวผู้ พวกเขา วัดจาก 7 ถึง 9 เซนติเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับความยาวของชาย 6 หรือ 7 เซนติเมตร. 3.3 ทรวงอก ทรวงอกของตั๊กแตนตำข้าวมีขนาดบางกว่าท้อง อย่างไรก็ตามมันเป็นหนึ่งใน ส่วนที่ทรงพลังที่สุดของร่างกาย การออกแบบช่วยให้หัวสามารถหมุนได้สูงถึง 180 องศา โครงสร้างนี้ มีช่องซึ่งหูเดียวที่มีแมลงนี้คือ 3.4 ท้อง หน้าท้องถูกปกคลุมด้วยโครงกระดูกภายนอก มันยาวและโค้งมนประกอบเป็น ส่วนหลักของสัตว์ มันเชื่อมต่อกับทรวงอกและถือขาหลังทั้ง 4 และปีกสองคู่


25 3.5 เคล็ดลับ ตั๊กแตนตำข้าว มันมี 6 ขาสองหน้าและสี่ขาหลัง ขาหน้านั้นถูกใช้เป็นอาวุธ ในการล่าสัตว์ แข้งหน้ายืดออกหดเหมือนเครื่องมืออัตโนมัติ พวกมันมีหนามที่สามารถจับแมลงตัวอื่น ได้.ชื่อสามัญของมันคือเนื่องจากตำแหน่งที่มันใช้กับขาหน้าของมัน ยกขึ้นและพับใต้ศีรษะราวกับว่า มันกำลังอธิษฐาน อย่างไรก็ตามตำแหน่งนี้มักจะถือว่าตามล่า แขนขาหลังใช้เพื่อขับเคลื่อนขับเคลื่อน ไปข้างหน้าและรักษาสมดุล 3.6 หัว หัวมีรูปสามเหลี่ยมพร้อมกับดวงตา 2 ข้างซึ่งทำให้แมลงสามารถมองเห็นภาพและ สีได้ กลุ่มคนเหล่านี้มีดวงตาที่เรียบง่าย 3 ตาเรียงอยู่ด้านหน้า ดวงตาของสัตว์นี้มีเซลล์รับแสงแปด ชนิดทำให้มองเห็นในเวลากลางคืนได้อย่างยอดเยี่ยม Campamocha สามารถระดมกำลังได้หลาย ทิศทาง มันมีเสาอากาศสองเสาซึ่งเมื่อคุณขยับหัวหรือหมุนมันจะทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์ที่ช่วยในการ ค้นหาอาหาร ของคุณ 3.7 หู ตั๊กแตนตำข้าว มันมีอวัยวะหูเดียวมีความไวสูงถึงความถี่ต่ำและสูง มันตั้งอยู่ใน กึ่งกลางหน้าท้องระหว่าง Coxas metathoracic โครงสร้างของแก้วหูนี้มีความไวของ Cordoton 32 อันแบ่งเป็น 3 กลุ่ม การปกคลุมด้วยเส้นมาจากปมประสาท metathoracic. 3.8 การย้อมสี ลายพรางสามารถเป็นสีน้ำตาล สีเขียว สีเหลืองและสีดำ การแปรผันของ โทนเสียงนี้อาจเกี่ยวข้องกับการปลอมตัวซึ่งทำให้นักล่าสามารถสังเกตเห็นได้ การสืบสวนบางอย่าง ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมอาจทำให้สีของแมลงชนิดนี้เปลี่ยนแปลงได้ ผู้ที่ เกิดในสภาพอากาศหนาวเย็นเปลี่ยนเป็นสีเขียวหลังจากลอกคราบเมื่อพวกเขาได้สัมผัสกับแสงและ ความร้อนของรังสีดวงอาทิตย์ (สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน, 2554, น. 33 - 54) 3.9 ที่อยู่อาศัยและการกระจาย ตั๊กแตนตำข้าวมันเป็นตั๊กแตนตำข้าวแพร่หลายมากที่สุด ในยุโรป พบในเอเชียและแอฟริกาเหนือ ในปี 1899 มีการแนะนำให้รู้จักกับอเมริกาเหนือเป็นแมลง อย่างเป็นทางการของคอนเนตทิคัตในสหรัฐอเมริกาในทศวรรษที่ผ่านมามีการเผยแพร่ในออสเตรเลีย และในภูมิภาคอเมริกาใต้ ขณะนี้มีประชากรที่มั่นคงสองแห่งในเยอรมนีหนึ่งรายใน BadenWürttembergและอีกหนึ่งคนใน Rhineland-Palatinate ที่อยู่อาศัยของพวกเขาอบอุ่นหรืออบอุ่น ดังนั้นจึงสามารถพบได้ในพื้นที่ใด ๆ ในขณะที่ไม่แห้งเกินไปหรือเย็นเกินไป ด้วยวิธีนี้มักจะอาศัยอยู่ใน ป่าและป่าผลัดใบ โดยทั่วไปแล้วมันเป็นสัตว์เดียวดายที่ทำให้ชีวิตระหว่างพืชมีน้อยมากในพื้นดิน ลาย พรางไม่ต้องการเงื่อนไขพิเศษในการมีชีวิตแม้ว่ามันจะชอบที่อยู่อาศัยเหล่านั้นด้วยพืชพรรณที่อุดม สมบูรณ์ซึ่งสามารถพรางตัวได้อย่างง่ายดายสภาพแวดล้อมทุ่งหญ้าหรือสวนผลไม้ที่พบบ่อยซึ่งคุณ สามารถ พบสัตว์และแมลงขนาดเล็กที่จะเลี้ยง Campamocha เป็นนักล่าทั่วไปที่สามารถอาศัยอยู่ใน สวนในเมืองได้แม้จะทนอยู่ในพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น อย่างไรก็ตามมันชอบพื้นที่ป่าและสภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติ ที่มีพื้นที่เปิดโล่งที่มีหญ้าสูงและพุ่มไม้ขนาดเล็ก


26 3.10 สังวาสและผสมพันธุ์ เมื่อตั๊กแตนตัวผู้อยู่ใกล้กับตั๊กแตนตัวเมียมันจะเปิดปีกพยายาม ที่จะช่วยให้การกระโดดกระทันหันที่มันทำขึ้นที่ด้านหลังของตั๊กแตนตัวเมีย ที่นั่นชายคว้าปีกและทรวง อกของตั๊กแตนเมียด้วยขาหน้าของเขา ต่อมามันจะโค้งช่องท้องจนกระทั่งโครงสร้างทางเพศของทั้งคู่ เข้ามาติดต่อในเวลานี้ผู้ชายฝากอสุจิในห้องที่ฐานของ oviscapto หลังการตั้งครรภ์ตั๊กแตนตัวเมียจะ หลั่งโฟมสีขาวซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม otheca ซึ่งเธอสามารถฝากไข่ได้ระหว่าง 100 ถึง 300 ฟองโฟม นี้ผลิตโดยต่อมของช่องท้องวางอยู่ในกิ่งก้านของต้นไม้ซึ่งเริ่มแข็งตัว ด้วยวิธีนี้ไข่ได้รับการคุ้มครอง ไข่มักจะวางในฤดูใบไม้ร่วงดังนั้นตั๊กแตนตำข้าวที่เกิดในฤดูใบไม้ผลิในขณะที่มีเพศสัมพันธ์หรือเมื่อ หมดเวลาส่วนใหญ่ตั๊กแตนตัวเมียของที่โจมตีตั๊กแตนตัวผู้ที่จะกินหัวของเขา พฤติกรรมนี้เรียกว่าการ กินเนื้อทางเพศ 3.11 การให้อาหาร ตั๊กแตนตำข้าวมันกินเนื้อเป็นอาหารเท่านั้น เทคนิคการโจมตีหลักของ แมลงชนิดนี้คือการสะกดรอยตาม ในที่นี้แมลงยังคงนิ่งเงียบเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อหน้าเหยื่อเหยื่อ อำพรางร่างกายระหว่างใบไม้และกิ่งไม้ของสิ่งแวดล้อมในขณะที่รอช่วงเวลาที่จะจับเหยื่อมันจะ คำนวณระยะทางที่มันอยู่และทำให้ขาของมันหดก่อนหน้านี้รอการโจมตี ในการจับมันมันคลี่ขา ด้านหน้าและจับมันทำให้ไม่สามารถขยับได้ต้องขอบคุณหนามที่มันมี สัตว์ตัวนี้กินเหยื่อในขณะที่ยังมี ชีวิตอยู่เร็วแค่ไหนตั๊กแตนตำข้าวมันทำงานที่ขาหน้าเพื่อให้สามารถบินได้ในขณะที่บิน นักวิจัยระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้อาจใช้เวลา 100 มิลลิวินาที Campamocha เป็นนักล่าที่มีประสิทธิภาพต้องขอบคุณ ปัจจัยหลายอย่าง ในกลุ่มคนเหล่านี้มีความสามารถในการมองเห็นที่ยอดเยี่ยมสามารถขยับศีรษะได้ หลายทิศทางและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อจับเหยื่อแมลงชนิดนี้มีอาหารที่หลากหลายมากมักจะกิน จิ้งหรีด มด ตั๊กแตน ผีเสื้อ แมลงหนอน ( สุเมธ พากเพียรและคณะ, 2550, น. 159 ) สรุปได้ว่าตั๊กแตนตำข้าวก็เป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติ และเป็น สิ่งมีชีวิตที่สำคัญต่อระบบนิเวศในธรรมชาติเป็นอย่างมาก สามารถพรางตัวได้อย่างง่ายดาย ในสภาพแวดล้อมที่เป็นทุ่งหญ้าหรือสวนผลไม้ เป็นนักล่าทั่วไปที่สามารถอาศัยอยู่ในสวนในเมืองได้แม้ จะทนอยู่ในพื้นที่ ที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมันชอบพื้นที่ป่าและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ที่มีพื้นที่เปิดโล่งที่มีหญ้าสูงและพุ่มไม้ขนาดเล็กมันกินเนื้อเป็นอาหารเท่านั้น ในอดีตอีสานเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์มากไปด้วยพืชพรรณและสัตว์ธรรมชาติ (Wild life annimai & wild lif veggettation) ประชากรชาวอีสานจึงมีชีวิต และความเป็นอยู่ที่ ผูกพันอยู่กับธรรมชาติอย่างมากมาย ลักษณะความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและมีโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ว่า สลับซ้อนเพียง 2 ลักษณะคือ 1) ลักษณะของสังคมการล่าสัตว์ (Hunter society ) คือชุมชนที่มีอาชีพในการล่าสัตว์เพื่อ เป็นอาหาร และแลกเปลี่ยนกับทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นมากต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนโดยตรง (Direc changging) หรือ (Barther sysem) สัตว์ป่าที่เป็น


27 ชุมชนอีสานนิยมล่าได้แก่สัตว์ป่าขนาดเล็กเช่น กระต่าย สมัน เก้ง กวาง ไปจนถึงสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น เสือ ช้าง อุปกรณ์ และเครื่องมือในการล่าสัตว์เริ่มจากเครื่องมือง่าย ๆ เช่นขวานหิน ค้อน แล้วจึง วิวัฒนาการมาเป็น หอก ดาบธนู หน้าเก้ง จากการศึกษาค้นคว้าของนักโบราณคดี พบว่าชุมชนชาว อีสานในสมัยก่อนรู้จักล่าสัตว์โดยใช้วิธีเครื่องมือดักจับเช่น ตะข่ายที่ทำด้วยเครือไม้ชนิดเดียว ใช้ หลุมพรางขวากและหนาม ชาวอีสานจึงจะรู้จักการแบ่งทรัพยากรที่หามาได้แก่ญาติพี่น้องหรือชุมชน ใกล้เคียง ลักษณะการล่าสัตว์ของสังคมอีสานในอดีตเป็นลักษณะการล่าแบบรวมกลุ่มเมื่อได้สัตว์มาก็ จะแบ่งกันจะมีน้อยคนที่ปลีกตัวออกล่าอิสระ คนพวกนี้ถ้าได้สัตว์หรือมีชีวิตรอดกลับมาก็จะได้ การยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษเหมือน ๆ กับสังคมอื่น ๆ โดยทั่วไป 2) ลักษณะสังคมเกษตรกรรม (Agggrian sosiety) ลักษณะสังคมเกษตรกรรมเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับสังคมล่าสัตว์ ชุมชนอีสานรู้จักการปลูกข้าวและธัญพืชอื่นไว้เป็นอาหารและแลกเปลี่ยนโดย สตรี และคนชราจะเก็บเมล็ดพันธุ์พืชที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มาปลูกเพื่อบริโภคและรู้จักการอนุรักษ์เม็ด พันธ์พืชไว้ทำพันธ์โดย เริ่มต้นจากการไถแปรและปลูกพืชพรรณในบริเวณใกล้เคียงกับชุมชนการปลูก ผักของชาวอีสานในอดีต ใช้ระบบลงแขกหรือร่วมมือรวมใจกันในระหว่างกลุ่มญาติพี่น้องที่ใกล้ชิด จึง ขยายผลออกมาสู่ชุมชนเดียวกันหรือชุมชนใกล้เคียงกันภายหลัง อย่างไรก็ตามโครงสร้างสังคมทาง วัฒนธรรมอีสานได้พัฒนามาเรื่อย ๆ มิได้หยุดยั้งในระยะจะปรากฏว่าเกิดสังคมการอุตสาหกรรม (Industrial soiety) และสังคมพาณิชย์ จากการที่ชาวอีสานมีชีวิตผูกพันอยู่กับธรรมชาติทำให้ชุมชนอีสานมีความใกล้ชิดกับ ธรรมชาติเรียนรู้และสังเกตอากัปกิริยาหรือพฤติกรรมธรรมชาติ แล้วนำมาปรับปรุงใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นการเลียนแบบเสือที่แอบซุ่มตะคุบเหยื่อแล้วนำวิธีของเสือไปดักจับสัตว์อื่น ๆ เพื่อใช้ในการดักจับ สัตว์มาเป็นอาหาร การเลียนแบบเสียงนกเสียงกาเป็นต้น ในปัจจุบันวัฒนธรรมพวกนี้ยังคงอยู่ในชนบท ที่ห่างไกลความเจริญ เช่นเวลาที่ชาวอีสานจะไปดักจับนกคุ้ม นกเขา หรือแม้กระทั่งกิ้งก่าหรือสัตว์อื่น ๆ ก็จะลอกเลียนแบบสัตว์นั้น ๆ เพื่อให้เข้าใกล้ตัวสัตว์มากที่สุดค่อยใช้เครื่องมือดักจับ (นัดรบ มุลาลี และคณะ, 2537, น. 77 - 78) สรุปได้ว่าชาวอีสานใต้ มีวิถีชีวิตส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักก็คือการทำเกษตรกรรม นอกจากนี้ หลังจากเสร็จสิ้นจากการทำนาเป็นหลัก และครอบครัวก็จะทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การ เลี้ยงสัตว์ เช่น ควาย ซึ่งมีความผูกพันกันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวมากกว่าจะเลี้ยงเพื่อ ค้าขาย เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงไว้บริโภคในเวลามีงาน มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมทั้งใน รูปแบบมรดกตกทอดให้ลูกหลาน เป็นในทุนยามผลผลิตได้ผลน้อย ผลประโยชน์ทางอ้อมจากปุ๋ยคอก ส่วนสุกร และเป็ดไก่ มีการเลี้ยงในทุก ๆ ครัวเรือนเพื่อบริโภคภายในบ้านและรับแขกมากกว่าที่มาจะ ขายส่วนการทอผ้า การทำเครื่องจักรสาน และการทำเครื่องปั้นดินเผา และเครื่องประดับเงิน


28 การดำเนินชีวิตเป็นไปในลักษณะอยู่อย่างพอเพียง อาหารและสิ่งของที่ผลิตขึ้นเป็นสิ่งที่ใช้ภายใน ครอบครัวมีทรัพยากรธรรมชาติที่มาเกื้อหนุน จากความสัมพันธ์กับธรรมชาติทำให้ชาวอีสานใต้ชีวิต ผูกพันอยู่กับธรรมชาติทำให้ชุมชนอีสานใต้มีความใกล้ชิดกับธรรมชาติเรียนรู้และสังเกตอากัปกิริยา หรือพฤติกรรมธรรมชาติของสัตว์สู่การแสดงต่าง ๆ 3 ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านในอีสานใต้ ศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีย่อมเป็นรากฐานอันสำคัญที่ทำให้ความเป็น ชาติดำรงอยู่อย่างมั่นคง การสืบทอดมรดกทางสังคม การอนุรักษ์ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่อัน ควรบางประกอบของรูปแบบ เพื่อความเหมาะสมในภาพสถานการณ์ในสังคมปัจจุบัน เป็นสุขุม รอบคอบในการใช้ปัญญาเพื่อแสดงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมของกลุ่มชนในแต่ละภูมิภาค ดนตรีและ การละเล่น ในแถบอีสานตอนใต้ของประเทศไทยจัดเป็นสิ่งที่ถูกลืมมานานแล้ว อาจจะเป็นทั้งอุปสรรค ในด้านภาษาหรือการปะทะสังสรรค์วัฒนธรรมต่างชาติ ทำให้ศิลปะทางด้านนี้ได้เลือนหายไปอย่างน่า เสียดาย 3.1 ดนตรีของอีสานใต้ ศิลปะการละเล่นและดนตรีของอีสานใต้ พอจำแนกตามลักษณะความของความเป็นมาได้ สองลักษณะดังนี้คือ ลักษณะแรก เป็นศิลปะการดนตรีและการละเล่นที่ได้รับอิทธิพลสืบมรดกตกทอด มาแต่เดิมอาจจะเป็นตั้งแต่ขอมยังเรืองอำนาจและได้รับการถ่ายทอดสืบมา ในช่วงหลังที่คนไทยในสี จังหวัดและชาวเขมรต่ำไปมาหาสู่กัน โดยมักจะเป็นการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกันเมื่อ เช่นนี้ศิลปะ การดนตรีและการละเล่นต่าง ๆ ย่อมจะถ่ายทอดกันได้ ดนตรีและการละเล่นที่จัดอยู่ใน ประเภทนี้คือลิเกเขมร กันตรึม อาไย เป็นต้น ลักษณะที่สอง ศิลปะการดนตรีและการละเล่นที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นในแถบอีสานใต้ โดยเฉพาะเป็นการละเล่นที่ชาวบ้านเล่นเป็นพื้นและในลักษณะนี้ดนตรีจะด้อยความสำคัญลงไปเป็น เพียงเล่นประกอบการละเล่น และการละเล่นพวกนี้ ได้แก่ เรือมลูดอันเร (รำกระทบสาก) กะโน้บติงต็อง(ระบำตั๊กแตนตำข้าว) เรือมตรษ (ตรุษ) (วิโรจน์ เอี่ยมสุข, 2541, น. 417) เอนก นาวิกมูล (2550, น. 68) ได้กล่าวถึงในหนังสือเพลงพื้นบ้าน เรื่อง “การละเล่น พื้นบ้านของชาวอีสานใต้” ไว้ว่า “จังหวัดที่อยู่ในกลุ่มอีสานใต้ มีลักษณ์วัฒนธรรมและการละเล่นที่ เด่นคือ เพลงโคราชกับเจรียง-กันตรึม การเล่นเพลงโคราชใช้คำแบบไทยโคราช มีเพียงจังหวัด นครราชสีมากับเขตใกล้เคียง ส่วนการเจรียงเป็นการขับร้องในภาษาเขมรสูงและมีคำไทยปะปนอยู่ บ้าง โดยมีกลองกันตรึมเป็นเครื่องดนตรีสำคัญ มีจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และนครราชสีมา”


29 การบรรเลงดนตรีพื้นเมืองอีสานใต้ เป็นการละเล่นประกอบดนตรี คือการนำเอาเครื่อง ดนตรีประเภทเครื่องสาย และเครื่องปี่พาทย์บางชิ้นขึ้นมาประสมกัน มีซอเป็นเครื่องดนตรีหลัก ใช้บรรเลงในงานมงคลต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบด้วย ซออู้เสียงกลาง ปี่ใน (ซรัย) ซออู้ ซอด้วง กลองสองหน้า ฉิ่ง ฉาบ เพลงที่ใช้ประกอบมีทั้งเพลงขับร้อง และเพลงบรรเลง เพลงขับร้องส่วนมากเป็นบทร้องโดยไม่มีท่ารำประกอบ เช่น บทเพลงกันตบบท เพลงเขมรเป่าใบไม้ บทเพลงก็อทครู ฯลฯส่วนบทเพลงที่มีท่ารำประกอบ เช่น เพลงอมตูก (พายเรือ) เพลงมลปโดง (ร่มมะพร้าว) เพลงอายัยโบราณ เพลงซองซาร เป็นต้น เนื้อร้องเป็นภาษาเขมร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้าน (เครือจิต ศรีบุญนาค, 2539, น. 60) มโหรีอีสานใต้ เป็นการละเล่นประกอบดนตรีที่ได้รับการสืบทอดแต่โบราณ และนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญอย่างหนึ่งปัจจุบันนี้ยังเป็นที่นิยมอยู่มาก และถือได้ว่าเป็นวงดนตรีที่เป็นพื้นฐานในการละเล่น อื่น ๆ เช่นอาไย กะโน้บติงต็อง กันตรึม เรือมลูดอันเร และการบรรเลงประกอบพิธีกรรม ตามความ เชื่อทางไสยศาสตร์ เช่น โจลมาม็วด บ็องบ็อด ประกอบทั้งเป็นการบรรเลงประโคมในเงินพิธีต่าง ๆ ทั้งงานมงคล และอวมงคล เป็นต้น เครื่องดนตรี วงมโหรีอีสานใต้ หรือเรียกกันอย่างสามัญว่า วงมโหรีเขมรนี้ จะประกอบด้วยเครื่องดนตรี ดังต่อไปนี้ ซอด้วง 1-2 คัน ซอตรัวเอก 1- 2 คัน กลองกันตรึม 1-2 ใบ ระนาดเอกไม้ 1 ราง พิณ 1อัน ปีสะไล 1 เลา กลองรำมะนาขนาดใหญ่ 1 ใบ เครื่องประกอบจังหวะ เช่น ฉิ่ง ฉาบ กรับ เครื่องดนตรีดังกล่าวนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ในการจัดวง บางครั้งอาจจะลดหรือเพิ่ม เครื่องดนตรีบางชิ้นก็ได้เช่น พิณ ระนาด แต่เครื่องอื่น ๆ ให้คงไว้


30 บทขับร้อง บทขับร้องในการเล่นมโหรี มีจังหวะแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากมีลักษณะใกล้เคียง กับการเล่นกันตรึม อาไย และกะโน้บติงต็อง เพราะการละเล่นเหล่านี้จะใช้วงมโหรีเขมรเป็นหลักใน การบรรเลงจะมีการร้องสองฝ่าย ชาย-หญิง ร้องโต้ตอบ โดยการรำประกอบกับเนื้อหาที่ขับร้อง มัก จะเป็นพวกเกี้ยวพาราสี บทตลกต่าง ๆ ตามแบบของการละเล่นพื้นบ้านโดยทั่วไป ลักษณะของการบรรเลง การบรรเลงวงมโหรีเขมรนี้ จะเริ่มต้นด้วยบทไหว้ครูก่อนและจะบรรเลงสลับกับการร้อง พร้อมด้วยการร่ายรำต่าง ๆ ที่สวยงาม ส่วนการจัดพิธีไหว้ครู มีพิธีแบบเดียวกันกับการเล่นกันตรึม หรือเรือมลูดอันเร โดยใช้เครื่องเซ่นสังเวยอย่างเดียวกัน (วิโรจน์ เอี่ยมสุข, 2551, น. 418) กันตรึม เป็นวงดนตรีพื้นเมืองที่นำเอาจังหวะตีโทน โจ๊ะ - คะครึม - ครึม มาเป็นชื่อวงดนตรีเรียกว่า “กันตรึม” ซึ่งหมายถึง โทน นั่นเอง และทำนองของเพลงวงกันตรึม เป็นแม่บทของเพลงพื้นเมืองและ การละเล่นพื้นเมืองอื่น ๆ ของจังหวัดสุรินทร์ด้วย การละเล่นกันตรึม นิยมเล่นในงานมงคลต่าง ๆ เช่นงานแต่ง โกนจุก บวชนาค หรือ เทศกาลงานต่าง ๆ ในสมัยโบราณนั้น งานแต่งงานจะต้องมีวงกันตรึมเล่นกล่อมหอจนถึงดึกจึงถือเป็น ประเพณี เครื่องดนตรีประกอบด้วย โทน 1 คู่ ปีอ้อ 1 เลา ปีซลัย (ปีใน) 1 เลา ฉิ่ง 1 คู่ กรับ 1 คู่ ฉาบ 1 คู่ ผู้เล่นด้วยทั่วไป 4 คน จะเป็นชายหญิงก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาย ส่วนผู้หญิงร้องเล่น ด้วยก็มีหน้าที่ร้องและรำไปตามจังหวะ เครื่องแต่งกาย แต่งกายตามสบาย หากจะแต่งกายตามประเพณีนิยมของท้องถิ่นก็ได้ เช่น ผู้ชายใส่ เสื้อคอกลม นุ่งโจงกระเบน ผ้าขาวม้าคาดเอว ส่วนผู้หญิงนุ่งซิ่นใส่เสื้อรัดรูปแขนกระบอก ทำนองและจังหวะเพลงมีหลากหลายทำนองแบ่งเป็น 1. ทำนองและจังหวะ เพื่อบทไหว้ครู มีทำนองเพลงสวายจุมเวือต ซแร็ยซเติร ซแร็ยซ กัมปรอฮ


31 2. ทำนองและจังหวะใช้บรรเลงขบวนแห่ในงานพิธีต่าง ๆ จะมีทำนองเพลง รัมพาย ตร็อมตุม อันซองซแนญนบ เกาะเปือนเปง อีเกต เกาะกรอก ออกยุม พนุมซร็วจ 3. ทำนองและจังหวะบรรเลงบนเวทีหรือบรรเลงในปะรำพิธี เรียกว่าทำนองเบ็ดเตล็ด มีทำนองกันเตรย โมเวยงูตตึก คเมาแม บทอายัยต่าง ๆ เช่นอายัยลัมแบ อายัยพิมพวง อายัยกลาย อายัยจัฮ อายัยซารยัง อายัยทแม็ย ซักรวา อมตูกตูจ อมตูกทม รัมเปย กันรัญเจก ปการันเจก กระโน๊บติงตอง นอรแกวกลาย มงก็วลจ็องดัย โอละเลย์ จันตี พน็อง จองนารี ฮวงจัมปา ทำนองเรือม อันเร ทำนอง เรือมมม็วต ในปัจจุบันนี้ งานศพของผู้มีฐานะและระดับปานกลางก็มักนำวงกันตรึมไปบรรเลง ทำนองเพลงที่เล่นเป็นทำนองเศร้าโศก อนึ่งก่อนที่วงกันตรึมจะบรรเลงไม่ว่างานใด ๆ ต้องมีการไหว้ครู อุปกรณ์ประกอบ การไหว้ครูประกอกด้วย 1. เหรียญเงิน 6 สลึงกับเงิน 20 บาท 2. ผ้าขาว 1 ผืน 3. ธูป 1 คู่ เทียน 1 คู่ 4. กรวยดอกไม้ 5 กรวย 5. ข้าวสาร 1 ถ้วย ใบพลู 2 ใบ วางบนข้าวสารกับเหรียญสลึง 1 เหรียญ 6. อาหารคาว มีหัวหมู หรือไก่ต้มทั้งตัว 1 ตัว หรือเนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อปลา เนื้อวัวอย่าง ใดอย่างหนึ่งถ้วย 1 ถ้วย 7. ข้าวสุก 2 ถ้วย 8. บุหรี่ 5 มวน 9. หมากพลู 5 คำ 10. เหล้า 1 ขวด หรือ 2 ขวดใหญ่ 11. แป้งหอม ขมิ้น น้ำอบ น้ำหอม 12. ถาด จาน ขันน้ำ พาน แก้วน้ำ 13. ผลไม้ต่าง ๆ ขนมหวานต่าง ๆ ทุ่มโหม่ง (ตุ้มโมง) ทุ่มโหม่งเป็นภาษาถิ่นเรียกว่าตึโมง เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในงานศพโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า ทุ่มโหม่งหรือตึมุง เพราะตั้งชื่อตามเสียงกลอง (ทุ่ม - ตึ) และเสียงฆ้องหุ่ย (โหม่ง - มุง) งานศพของบุคคลที่เคารพนับถือ บุคคลที่สำคัญเช่น เจ้าอาวาสวัด บิดามารดา ถือว่าจะขาดดนตรี ประเภทนี้ไม่ได้ ทุ่มโหม่ง ถือว่าเป็นเครื่องดนตรีขลังศักดิ์สิทธิ์ และมีตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน (สงบ บุญคล้อย, 2522, น. 90 - 91)


32 ปัจจุบันบุคคลที่มีฐานะดีและมีความสำคัญเท่านั้นจึงจะมีทุ่มโหม่งประโคมในงานศพเพราะทุ่มโหม่ง ต้องว่าจ้างด้วยราคาแพง และหาผู้เล่นยากอีกประการหนึ่ง เครื่องดนตรีที่แปลกไปจากถิ่นอื่นอย่างหนึ่ง คือ ฆ้องหุ่ย การตีฆ้องหุ่ย โดยนั้นทั่วไปเป็น เครื่องหมายความแห่งโชคชัย เป็นเสียงแห่งความสวัสดิมงคลในการแต่งงาน บวช งานโกนผมไฟ งานขึ้นบ้านใหม่ในภาคกลางเสียงฆ้อง จะดังระงมไปกับเสียงพระสวดมนต์ เสียงโห่สามลา เสียงดนตรี บรรเลงมหาฤกษ์มหาชัยนางนาค แต่ในแถบอีสานใต้เสียงฆ้องหุ่ย ขึ้นเมื่อใดนั้นหมายถึงความสูญเสีย การตาย การพลัดพรากทั้งนี้ เพราะคนแถบจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา มีความเชื่อ โบราณว่า เสียงฆ้องหุ่ย เป็นเสียงแห่งความโศกเศร้า การตาย และถือว่าเสียงฆ้องหุ่ย นี้ช่วยให้วิญญาณ วิญญาณของผู้ตายได้สู่สุขขึ้นสู่สรวงสวรรค์ บ้านใดที่มีคนป่วยเข้าขั้นตรีทูตกำลังจะหมดลมหายใจ ญาติจะต้องจัดเตรียมฆ้องหุ่ย มาแขวนไว้ที่ชานบ้านครั้นผู้ป่วยสิ้นลมหายใจเสียงฆ้องหุ่ยก็จะดังขึ้น เสียงร่ำไห้ก็จะตามมา การตีจะตีเว้นระยะยาวนาน บทเพลงและคำร้อง การบรรเลงของทุ่มโหม่ง จะมีการบรรเลงเพลงและบทขับร้องของนักดนตรีประกอบกันไป บทเพลงที่บรรเลงจะมีชื่อต่างกันไป เช่น เพลงเมียตากุน เพลงกะนวง เพลงแซร็ยสตึอร ฯลฯ เพลง เหล่านี้จะบรรเลงสลับกันไป ทำนองเพลงช้า คนร้องจะมีหน้าที่ตีกลอง (กลองเพล) และตีฆ้องหุ่ยไป ด้วย ปี่ไฉนและทุ่มโหม่งเสียงสูงช้าโหยหวน ฆ้องวงตีช้า ๆ ประกอบกันไป คนแก่เฒ่าเมื่อได้ยินเสียง ปี่และเสียงทุ่มโหม่งที่มีทำนองช้าโหยหวนทำให้นึกถึงสังขารที่ร่วงโรยไปสงสารตนเอง และมัก จะร้องไห้ตามเสียงบรรเลงทุ่มโหม่งได้ยินขึ้นเมือใด หมายถึง ความตายและความโศกเศร้า คำร้องประกอบทุ่มโหม่ง ไม่มีบทแน่นอน ผู้ร้องจะด้นเอา มักกล่าวถึงสังขารคนเราไม่เที่ยง แน่ มีทุกข์ มีสุข การดับสูญ กล่าวถึงคุณความดีของผู้ตายและความอาลัยถึงของผู้ที่อยู่หลัง บทเพลงของทุ่มโหม่ง (ตุ้มโหม่ง) มีดังต่อไปนี้ 1. เริ่มด้วยเพลงครู เรียกว่า เพลงซวายจุมเวือด (ต้นมะม่วงเชียวชอุ่มขึ้นเรียงรายรอบ ๆ วัด) 2. เพลงอื่นที่บรรเลงสลับกันไป ได้แก่ 2.1 เพลงเสกยุม (นกแสกร้อง) หรือเพลงแซรกยุม (ร้องให้) เป็นเพลงที่น่ากลัวเหมือนนก แสกร้องในยามรัตติกาล คำร้องเสียงโหยหวนนานๆ จะร้องที่หนึ่ง 2.2 เพลงกำเปราะ (เสียงกระรอก) เพลงโอละเล เป็นเพลงกล่อมขวัญ เพลงกะนวง ทำนองช้าโหยหวน เพลงเมียกตากุน เพลงจันตี เพลงจองนารี เพลงฮวงจำปา เพลงมะนอง ฯลฯ ลักษณะที่เล่นและโอกาสบรรเลง ผู้บรรเลงวงทุ่มโหม่ง จะตั้งเครื่องดนตรีคือฆ้องหุ่ย กลองเพลฆ้องวง ปี่ไฉนใกล้ ๆ กับที่ตั้ง ศพ และจะบรรเลงกล่อมศพไปตลอดคืน โอกาสที่จะเล่น จะบรรเลงตอนตั้งบำเพ็ญกุศลและทำบุญ 100 วัน ก็ได้หรือจะบรรเลงในตอนบำเพ็ญกุศลเกี่ยวกับพิธีศพอื่น ๆ ได้แก่ ดนตรีประเภทนี้บรรเลง


33 โดยไม่ยอมหยุดนอกจากพักรับประทานอาหาร คนตีฆ้องวงและคนเป่าปี่ไฉนหยุดดื่มน้ำได้แต่คนตีฆ้อง หุ่ยและตีกลองเพลจะหยุดไม่ได้ (วิโรจน์ เอี่ยมสุข, 2541, น. 421) เครื่องดนตรี ปี่ไฉนเล็ก 1 เลา กลองเพลงขนาดใหญ่ 1 ใบ ฆ้องหุ่ย 1 ลูก ฆ้องวง มี 9 ลูก 1 วง กลองเพล ใช้ขนาดเพลงขนาดใหญ่หน้ากว้างประมาณ 90 เซนติเมตรยาวประมาณ 120 เซนติเมตร กลองเพลนี้หากไปบรรเลงไกลๆ ต้องใช้เกวียนบรรทุกไป ปี่ไฉน เป็นแบบเดียวกัน กับปี่ชวา แต่สั้นและ เล็กกว่ามาก ในอินเดียก็มีแต่เรียกว่า ปี่เสไน ปี่ไฉนทำด้วยไม้แก่น เสียงสูงแหลม ฆ้องวง มีลักษณะแปลกไปจากฆ้องวงโดยทั่วไป คือมีลูก 9 ลูก ทางแถบปักษ์ใต้ใช้ตี ประกอบการเล่นมโนห์รา ฆ้องวงแบบนี้มีในวงดนตรีของชวา บาหลี อินโดนีเชีย ผู้ตีฆ้องวงตี จังหวะช้า ๆ ไม่ตีตามจังหวะของเพลง ตีเก็บลูกไปเรื่อย ๆ เครื่องดนตรีทุ่มโหม่ง อาจเพิ่มพิณสายเดียวอีกก็ได้ แต่ปัจจุบันเครื่องดนตรีประเภทนี้ได้สูญ หายไปจากวงแล้ว ภาษาถิ่นอีสานใต้เรียกว่า กระแซมูย (สายเดียว) เครื่องดนตรีแบบนี้ กรีกโบราณพบ มานานแล้ว ผู้ค้นพบคือ ไพธากอรัส (Pythagoras) มีสายเดียวเช่นกัน ผู้เล่นและการผสมวง มีผู้เล่น 3 คน คนหนึ่งนั่งทำหน้าที่ตีฆ้องหุ่ย ตีและร้องคลอไปด้วย ส่วนอีก 2 คน เป่าปี่ไฉน และตีฆ้องวง การวงเครื่องดนตรี กลองเพลวางบนพื้น มีไม่ไผ่วางพาดบนกลองเพลสำหรับ ผูกฆ้องหุ่ย คนตีฆ้องวง และคนเป่าปี่จะอยู่ใกล้ ๆ กัน พิธีไหว้ครูนักดนตรี ใช้เช่นเดียวกันกับการไหว้ครูกันตรึม การแสดงเจรียง การแสดงเจรียงหรือ เจรียงเบริน หรือ จำเสียง เป็นการแสดงประกอบในโอกาสต่าง ๆ การเล่นแต่ละครั้ง จะประกอบด้วยส่วนสำคัญหลายประการประกอบกันเพื่อให้การเจรียงสมบูรณ์ แบบอาทิ เช่น โอกาสที่ใช้แสดง เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี เวทีหรือสถานที่ เครื่องไหว้ครู บทขับร้อง เจรียงและวิธีการเล่น โอกาสในการแสดง เจรียงสามารถแสดงได้ในทุกโอกาส ทั้งงานมงคลและอวมงคลและ โอกาสอื่น ๆ สุดแต่ผู้ว่าจ้างจะกำหนดด้วยเป็นการขับร้องเชิงสอนสั่ง เล่าเรื่องราว แสดงถึงภูมิความรู้ ระหว่างผู้เจรียงนี้เอง ทำให้ผู้รับฟังได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้ถือเป็นคำสอนท้องถิ่นที่มีบทบาทในการ สอน ให้ความรู้แก่สังคม การแต่งกาย แต่เดิมจะแต่งกายแบบเรียบ ๆ ชุดชาวบ้านธรรมดา ฝ่ายหญิง จะนุ่งโจง กระเบนเสื้อคอกลมแขนกระบอกมีผ้าสไบพาดไหล่มัดรวยไว้ด้านข้างระหว่างเอว หรือบางครั้งใช้ผ้า สไบคล้องคลอคอปล่อยชายเท่ากันทั้งสองข้างไว้ด้านหน้า ต่อมาเปลี่ยนจะนุ่งโจงกระเบนมาเป็นนุ่งผ้า


34 ไหมที่ทอเอง ซึ่งเรียกว่าผ้าถุงโฮล ชาวไทยเขมรส่วนมากจะตัดทรงผมไรแบบโบราณคือ ปล่อยจอนยาว ไว้ตรงข้างหูสองข้าง ฝ่ายชายจะนุ่งโจงกระเบนผ้ากระนีว (ผ้าหางกระรอก) สวมเสื้อคอกลมคล้องคอ ผ้าขาวม้าไหม ทิ้งชายไว้ด้านหลังสองชาย มีผ้าขาวม้าคาดเอวหนึ่งผืน ต่อมาเปลี่ยนจากนุ่งโจงกระเบน เป็นนุ่งโสร่งไหมแทน มีผ้าขาวม้าคาดเอว หมอแคนในอดีตจะนุ่งโสร่งกับเสื้อม่อฮ่อมผ้าขาวม้าคาดเอว (สไบโซดเป็ราะ) ต่อเมื่อเปลี่ยนแปลงไป มีการปรับเปลี่ยนชุดการแสดงไป โดยเฉพาะสุภาพสตรี มีการเปลี่ยนชุดระหว่างการแสดงในแต่ละช่วงด้วย ส่วนด้านเจรียงฝ่ายชายก็จะมีบ้างตามแต่เหมาะสม หรือความชอบของผู้เจรียง ฝ่ายหญิงนิยมนุ่งผ้าไหมยาวหรือสั้นตามสมัยนิยม ฝ่ายชายจะนิยมชุดสากล ผูกเน็คไท หรือสวมเสื้อเชิ้ตแบบสุภาพ หมอแคนนิยมสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเก็บชายเข้าในกางเกง นุ่งกางเกงขายาวสีเข้มมีเข็มขัดคาดเอว เครื่องดนตรี ดังที่ทราบว่าเจรียงเป็นการขับร้องระหว่างชายหญิงจึงให้เสียงดนตรีเป็นสื่อกลาง ในการขับ ร้องที่นิยมใช้คือ แคน เป็นการเป่ายืนระดับเสียง และเป่าสอดรับไปกับเสียงพูดเจรียง นิยมใช้แคน 7 หรือ 8 ที่มีระดับเสียงสอดคล้องกับนักเจรียงนักเจรียงที่มีประสบการณ์ไม่จำเป็นเลือกผู้ร้องโต้ตอบ และไม่เลือกหมอแคน ในการเล่นเจียงทำนองที่เป่าจะใช้ทำนองสุดสะแนนเป็นส่วนใหญ่ ไม่นิยมเครื่อง กำกับจังหวะอย่างอื่น จะมีบ้างก็การดีดนิ้ว กระทืบเท้าพอเป็นจังหวะเท่านั้นเท่านั้น ส่วนเครื่องดนตรี ชนิดอื่นก็มีเช่น ซอ (ตรัว) พิณ (จแป็ย) ปี่(จรวง) สุดแต่ใครจะหานักดนตรีที่มีความสามารถ ในการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดใดได้ และนิยมเรียกชื่อตามเครื่องดนตรี เช่น เจรียงจแป็ย ก็หมายถึง การเจรียงประกอบจแป็ย และประเภทต่างของเจรียงมีดั่งต่อไปนี้ได้แก่ (องค์การบริหารส่วน จังหวัดสุรินทร์, 2559, น. 142 - 143) 1) เจรียงซันตูจ แปลว่า ร้องตกเบ็ด เป็นการร้องและเล่นในเทศกาลต่าง ๆ หรืองานบวช นาค ซึ่งส่วนมากจะจัดในลานวัด หนุ่ม ๆ ที่มาร่วมงานจะร่วมเล่นเป็นกลุ่ม และหาคันเบ็ดมา 1 อัน เหยื่อที่ปลายคันเบ็ดนั้นใช้ขนม ข้าวต้มผล ไม้ผูกเป็นพวง วิธีการตกเบ็ดนั้น ที่ไหนมีกลุ่มหญิงสาวนั่ง รวมกันอยู่กลุ่มหนุ่ม ๆ ก็จะพากันร้องเพลง ทำนองแล้วก็หย่อนเบ็ดให้เหยื่อไปลอยอยู่หน้าสาวคนนี้ บ้างคนโนนบ้าง ผู้ที่ถือคันเบ็ดเป็นผู้ร้องเพลงเอง ชอบสาวคนไหนเหยื่อก็ไปลอยอยู่ตรงหน้าของคนนั้น หากสาวรีบรับเหยื่อไปแสดงว่ารับรัก หลังจากเสร็จงานแล้ว ฝ่ายหนุ่มก็จะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอต่อไป 2) เจรียงนอรแก้ว เป็นการเล่นกลอนโต้ตอบกันระหว่างชายหญิง โดยอาศัยความชำนาญ ของแต่ละฝ่ายมาโต้ตอบกัน ซึ่งแต่ละฝ่ายมีพ่อเพลงแม่เพลงร้องนำ และมีลูกคู่ร้องตามต่อจากนั้นชาย หญิงแต่ละฝ่ายจะร้องโต้ตอบกันเป็นคู่ ๆ ส่วนคำร้องส่วนใหญ่เป็นคำสุภาพไม่หยาบโลน ปัจจุบัน การละเล่นนอรแก้วซบเซาลงไป เรียกว่าเกือบสูญหายไปจากความจำของคนรุ่นใหม่แล้ว


35 3) เจรียงปังมา หรือ ปานนา หรือ แก้วที่อา เล่นคล้ายกับเจรียงนอรแก้ว ทั้งวิธีร้องวิธีเล่น แต่จังหวะเร็วกว่าและแต่ละวรรคเพลงมีสร้อยเพลงเข้ามาแทรก วิธีร้อง ลูกคู่จะร้องก่อนหนึ่งเที่ยว “แก้ว แก้วพี่อา เอ๋ยนาแก้วเอย เอ่อเอ้อเอย” แล้วต่อจากนั้น พ่อเพลงแม่เพลงจึงจะร้อง เมื่อจบวรรค หนึ่งแล้วก็จะสร้อยแทรกว่า ยังเพียงคนเดียว ไม่มีดนตรีเป็นแบบแผน ส่วนใหญ่ ใช้วิธีตบมือหรือสีซอ เป็นการจัดเจรียงแบบตลก ๆ เป็นกลอนสดที่ใช้ปฏิภาณอย่างมาเจรียงกันตรอบ เจรียงในขบวนแห่ ต่าง ๆ เช่น แห่กฐิน แห่นาค เป็นต้น เจรียงส่วนใหญ่เป็นการกล่าวชมหรือตำหนิสิ่งที่พบเห็น ในขณะ นั้น เช่น ถ้าพบเด็กก็ว่าเด็ก พบผู้หญิงก็จะเกี้ยวผู้หญิง เป็นต้น 4) เจรียงตรัว คำว่า ตรัว แปลว่า ซอ เป็นการร้องโต้ตอบกัน 2 คน อาจจะโต้ถามเป็นนิทาน ประวัติสถานที่ตำนานต่าง ๆ โดยมีเครื่องดนตรีคือซอประกอบการเจียงมีลักษณะคล้าย “ลำ” 5) เจรียงจเปย นั่งเจรียงคนเดียว เจรียงเป็นนิทาน พอจบวรรคหนึ่งก็ ดีดกระจีบปี่ ทำนอง เพลง อายัย ทุกชนิด 6) เจรียงเบริน เป็นการร้องเพลงคลอดกับแคน ผู้ร้องจะร้องคู่ชายหญิงทำนอง “ลำ” เป็นเพลงที่เล่นได้ทุกงาน เรื่องที่เล่นมักเป็นเรื่องทำนาย นิทานต่าง ๆ (ปิ่น ดีสม, 2522, น. 12) เวทีหรือสถานที่ทำการแสดง โดยปกติไม่มีข้อห้ามากนัก แต่ไม่นิยมสถานที่คับแคบมุมอับ นิยมจัดในนอกอาคารก็ได้ หากเป็นกลางแจ้งควรยกเวทีพอระดับสายตามีหลังคากัน น้ำค้างหรือแดดได้ ผู้ชมสามารถชมได้ทั้งสี่ ทิศหรือเวทีแบบพรหมสี่หน้าหากจำเป็นต้องใช้เวทีที่มีฉากหลัง แนะนำให้ใช้ตาข่ายมาทำเป็นฉากหลัง กั้นแทน เครื่องไหว้ครูในการไหว้ครูมีด้วยกันหลายระดับมีความเหมือนและแตกต่างกันไปตาม โอกาสดั่งนี้ 1. ไหว้ครูในงานแสดงทั่วไป (มงคล) ไหว้ก่อนแสดง 2. ไหว้ครูในงานศพ เป็นการไหว้ก่อนการแสดง 3. เครื่องไหว้ครู เพื่อจะขอเป็นศิษย์ 4. พิธีเทิดครู เป็นการไหว้ครูเพื่อบอกกล่าวในฐานะหัวคณะคนใหม่ในพิธีต่าง ๆ มีเครื่อง ไหว้ครูเหมือนและต่างกัน บทเจรียง เจรียงเป็นคำคล้องจองเป็นการสืบทอดกันทางมุขปาฐะ มีลักษณะเค้าโครงของบทขับร้อง เป็นกลอนสี่โดยทั่วไปเพียงแต่ใช้บทร้องเป็นภาษาพื้นเมืองเท่านั้น ด้านเนื้อหาเป็นการเล่าเรื่องกล่าวถึง หรือสั่งสอนในเรื่องราวความดีงาม ความชั่ว พระคุณบิดามารดา บาปบุญ นิทานพื้นบ้าน ชาดกต่าง ๆ แบ่งเป็นบทร้องสั้นและบทร้องยาว เป็นต้น


Click to View FlipBook Version