136 ที่ ภาพท่ารำ คำอธิบายท่ารำ 11. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ลำตัวตั้งตรง : เอียงด้านขวา : แขนทั้ง 2 ตั้งฉากระดับหน้าอก : มือทั้ง 2 ตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ เหลือกรีดออกให้มากสุด : ผสมเท้า : ตั้งเข่าตรง 12. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ลำตัวตั้งตรง : เอียงด้านซ้าย : แขนทั้ง 2 ตั้งฉากระดับหน้าอก : มือทั้ง 2 ตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ เหลือกรีดออกให้ตึง : ผสมเท้า : ตั้งเข่าตรง 13. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : โน้มตัวไปทางขวา : เอียงด้านขวา : แขนขวาเหยียดออกระดับไหล่ แขนซ้ายงอตั้ง ฉากข้างลำตัว : มือขวาตั้งมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ที่เหลือกรีด ออกให้สุดมือซ้ายตั้งมือระดับชายพก นิ้วปฏิบัติท่า จีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ เหลือกรีดออกให้ตึง : ดีดเท้าออกไปด้านข้างซ้าย : ย่อเข่าด้านขวา ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
137 ที่ ภาพท่ารำ คำอธิบายท่ารำ 15. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ตั้งตรง : ตั้งตรง : ชูแขนทั้ง 2 ขึ้นเหนือศีรษะ : มือทั้ง 2 ตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออก ให้ตึง : ดีดเท้าออกไปด้านขวา : ย่อเข่าซ้ายพอประมาณ 16. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ตั้งตรง : เอียงด้านขวา : งอศอกพอประมาณ ข้างลำตัว : มือทั้ง 2 ตั้งมือระดับชายพก ปลายนิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือ กรีดออกให้ตึง : ดีดเท้าออกไปด้านข้างซ้าย : ย่อเข่าด้านขวา 17. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ตั้งตรง : ตั้งตรง : ชูแขนทั้ง 2 ขึ้นเหนือศีรษะ : มือทั้ง 2 ตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือ กรีดออก ให้ตึง : ดีดเท้าออกไปด้านขวา : ย่อเข่าซ้ายพอประมาณ ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
138 ที่ ภาพท่ารำ คำอธิบายท่ารำ 18. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : โน้มลำตัวไปด้านขวา : เอียงด้านขวา : แขนทั้ง 2 ตั้งฉากระดับหน้าอก : มือทั้ง 2 ตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือออกให้ตึง : เท้าซ้ายตั้งฉาก : ย่อเข่าขวา 19. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ตั้งตรง : เอียงขวา : แขนขวาเหยียดไปด้านหน้าระดับไหล่ แขนซ้ายตั้ง ฉากระดับไหล่ : มือซ้ายคว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ มือขวาตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออก ให้มากที่ตึง : เตะเท้าซ้ายออกไปด้านข้างหน้า : เข่าขวาตั้งตรง 20. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตัวเมีย โน้มลำตัวไปด้านซ้าย : ตัวผู้ โน้มลำตัวไปด้านขวา : ตัวผู้เอียงด้านขวา ตัวเมีย เอียงด้านซ้าย : งอแขนทั้ง 2 ระดับ ไหล่ : มือทั้ง 2 คว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออก ให้ตึง : ตัวผู้เท้าขวาตั้งฉาก ตัวเมีย เท้าซ้ายตั้งฉาก : ตัวผู้ย่อเข่าซ้าย ตัวเมีย ย่อเข่าขวา ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
139 ที่ ภาพท่ารำ คำอธิบายท่ารำ 21. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตั้งตรง : เอียงขวา : แขนขวาเหยียดไปด้านหน้าระดับไหล่ แขนซ้ายตั้งฉาก : มือซ้ายคว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออกให้ตึงมือ ขวาตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน นิ้วกลาง : เตะเท้าซ้ายออกไปด้านข้างหน้า : เข่าตั้งตรง 22. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตัวผู้โน้มลำตัวไปด้านขวา : ตัวเมีย โน้มไปด้านหลัง : ตัวผู้เอียงด้านขวา ตัวเมียเอียงซ้าย : ตัวผู้ยื่นแขนซ้ายไปด้านหน้าแขนขวาตั้งฉากระดับแง่ ศีรษะ ตัวเมีย ยื่นแขนซ้ายไปด้านหน้าแขนขวาตั้งฉาก ระดับแง่ศีรษะ : ตัวเมีย ตัวผู้มือซ้ายคว่ำมือระดับไหล่จิกที่มือตัวเมีย ขวาตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน นิ้วกลาง กดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือที่เหลือกรีดออกใ : ตัวผู้ตั้งฉากขาซ้าย ตัวเมีย ตั้งเท้าทั้ง 2 : ตัวผู้ย่อเข่าขวา ตัวเมีย คุกเข่า 23. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตัวผู้โน้มลำตัวไปด้านขวา : ตัวเมีย โน้มไปด้านหลัง : ตัวผู้เอียงด้านซ้าย ตัวเมียเอียงขวา : ตัวผู้ยื่นแขนซ้ายไปด้านหน้าแขนขวาตั้งฉากระดับ แง่ศีรษะ ตัวเมีย ยื่นแขนซ้ายไปด้านหน้าแขนขวาตั้ง ฉากระดับแง่ศีรษะ : ตัวเมีย ตัวผู้มือซ้ายคว่ำมือระดับไหล่จิกที่มือตัวเมีย นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ ส่วนนิ้วที่ มือขวาตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือ : ตัวผู้ตั้งฉากขาซ้าย ตัวเมีย ตั้งเท้าทั้ง 2 : ตัวผู้ย่อเข่าขวา ตัวเมีย คุกเข่ายกสะโพกขึ้น ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
140 ที่ ภาพท่ารำ คำอธิบายท่ารำ 24. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตัวผู้โน้มลำตัวไปด้านขวา : ตัวเมีย โน้มไปด้านหลัง : ตัวผู้เอียงด้านขวา ตัวเมียเอียงซ้าย : ตัวผู้ยื่นแขนซ้ายไปด้านหน้าแขนขวาตั้งฉากระดับ แง่ศีรษะ ตัวเมีย ยื่นแขนซ้ายไปด้านหน้าแขนขวาตั้ง ฉากระดับแง่ศีรษะ : ตัวเมีย ตัวผู้มือซ้ายคว่ำมือระดับไหล่จิกที่มือตัวเมีย นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ ส่วนนิ้วที่ มือขวาตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือ กรีดออกให้ตึง : ตัวผู้ตั้งฉากขาขวา ตัวเมีย ตั้งเท้าทั้ง 2 : ตัวผู้ย่อเข่าขวา ตัวเมีย คุกเข่ายกสะโพกขึ้น 25. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ลำตัวตั้งตรง : เอียงด้านซ้าย : แขนทั้ง 2 ตั้งฉากระดับหน้าอก : มือทั้ง 2 ตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ที่เหลือกรีด ออก: เท้าทั้ง 2 ตั้งตรง : คุกเข่า 26. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ลำตัวตั้งตรง : เอียงด้านขวา : แขนขวาตั้งฉากระดับแง่ศีรษะ แขนซ้ายตั้งฉากไหล่ ระดับอก : มือทั้ง 2 ปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลาง กด ลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ที่เหลือกรีดออกให้ตึง : ยันด้วยจมูกเท้า แล้วนั่งลงบนส้นเท้า : นั่งคุกเข่าทั้งสองลง น้ำหนักตัวอยู่ที่เข่าทั้ง 2 ตัวผู้ หัวเข่าแยก ตัวเมีย หัวเข่าชิด ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
141 27. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตรง ตัวผู้ เอนตัวไปข้างหลัง กดเกลียวข้างซ้าย ตัวเมีย โน้มตัวไปหาตัวเมีย : ตัวผู้ เอียงซ้าย ตัวเมีย เอียงขวา : ตัวผู้ เคลื่อนแขนออกข้างลำตัว แขนซ้ายระดับเอว แขนขวาระดับไหล่ ตัวเมีย งอศอก ยกขึ้นที่ระดับไหล่ ตัวเมีย : ตัวผู้ มือทั้ง 2 หักข้อมือลง ปลายนิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตน กดปลายนิ้วกลางชี้ลงพื้น เคลื่อนมือทั้ง 2 ออกข้างลำตัว ตัวเมีย มือทั้ง 2 หักข้อมือลง ปลายนิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตนนิ้วกลางกดหรือจิกลงที่อกของตัวผู้ ปลายนิ้วชี้ ลง ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออกให้สุด : ยันด้วยจมูกเท้า แล้วนั่งลงบนส้นเท้า หัวเข่าแยก ตัวเมีย หัวเข่าชิด 28. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตั้งตรง ตัวผู้กดเกลียวข้างขวา ตัวเมียกดเกลียวข้าง ขวา : ตัวผู้ เอียงขวา ตัวเมีย เอียงขวา : ตัวผู้ แขนซ้าย เคลื่อนขึ้นส่งไปด้านหลังให้ตึง แขนขวา จิกลงที่เอวตัวเมีย ตัวเมีย แขนขวาจิกลงที่เอวตัวผู้ แขนซ้าย เคลื่อนขึ้นส่งไปด้านหลังให้ตึง : ตัวผู้ มือขวาปลายนิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดหรือจิกลงที่เอวของตัวเมีย ส่วนนิ้วที่เหลือ กรีดออกให้สุด มือซ้ายเคลื่อนมือออกข้างหลัง หัก ข้อมือเข้าหาลำแขน กดปลายนิ้วกลางลง ส่วนนิ้วที่ ตัวเมีย มือขวาปลายนิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดหรือจิกลงที่เอวของตัวเมีย ส่วน นิ้วที่เหลือกรีดออกให้สุด มือซ้ายเคลื่อนมือออกข้าง หลัง หักข้อมือเข้าหาลำแขน กดปลายนิ้วกลางลง: ยัน ด้วยจมูกเท้า แล้วนั่งลงบนส้นเท้า : นั่งคุกเข่าทั้งสองลง น้ำหนักตัวอยู่ที่เข่าทั้งสอง ตัว ผู้หัวเข่าแยก ตัวเมีย หัวเข่าชิด ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
142 ที่ ภาพท่ารำ คำอธิบายท่ารำ 29. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตั้งตรง ตัวผู้กดเกลียวข้างขวา ตัวเมีย กดเกลียวข้างขวา : ตัวผู้ เอียงขวา ตัวเมีย เอียงขวา : ตัวผู้ แขนซ้าย เคลื่อนขึ้นส่งไปด้านหลังให้ตึง แขนขวา จิกลงที่เอวตัวเมีย ตัวเมีย แขนขวาจิกลงที่เอวตัวผู้ แขนซ้าย เคลื่อนขึ้นส่งไปด้านหลังให้ตึง : ตัวผู้ มือขวาปลายนิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดหรือจิกลงที่เอวของตัวเมีย ส่วนนิ้วที่เหลือ กรีดออกให้สุด มือซ้ายเคลื่อนมือออกข้างหลัง หัก ข้อมือเข้าหาลำแขน กดปลายนิ้วกลางลง ส่วนนิ้วที่ เหลือกรีดออกให้ตึง ตัวเมีย มือขวาปลายนิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดหรือจิกลงที่เอวของตัวเมีย ส่วนนิ้วที่เหลือ กรีดออกให้สุด มือซ้ายเคลื่อนมือออกข้างหลัง หัก ข้อมือเข้าหาลำแขน กดปลายนิ้วกลางลง ส่วนนิ้วที่: ยันด้วยจมูกเท้า แล้วนั่งลงบนส้นเท้า : นั่งคุกเข่าทั้งสองลง น้ำหนักตัวอยู่ที่เข่า ทั้งสอง ตัว ผู้หัวเข่าแยก ตัวเมีย หัวเข่าชิด 30. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ตั้งตรง : ตรง เงยหน้าขั้นมองปลายนิ้วมือ : ยกขึ้นเหนือศีรษะ งอศอกพอประมาณ : มือทั้ง 2 หักข้อมือลง ปลายนิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ขึ้นข้างบน ส่วนนิ้วที่ เหลือ กรีดออกให้ตึง แล้วเคลื่อนมือทั้ง 2 ขึ้นเหนือ ศีรษะ : ยันด้วยจมูกเท้า แล้วนั่งลงบนส้นเท้า : นั่งคุกเข่าทั้งสองลง น้ำหนักตัวอยู่ที่เข่า ทั้งสอง ตัวผู้หัวเข่าแยก ตัวเมีย หัวเข่าชิด ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
143 ที่ ภาพท่ารำ คำอธิบายท่ารำ 31. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ตั้งตรง : เอียงขวา : แขนขวาเหยียดไปด้านหน้าระดับไหล่ แขนซ้ายตั้ง ฉากระดับไหล่ : มือขวาคว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ มือซ้ายตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ที่เหลือกรีดออก : ดีดเท้าออกไปด้านข้างซ้าย : ย่อเข่าด้านขวา 32. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน โน้มลำตัวไปด้านขวา : เอียงขวา : แขนขวาเหยียดไปด้านหน้าระดับไหล่ แขนซ้ายตั้ง : มือขวาคว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ มือซ้ายตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ที่เหลือกรีดออก : ดีดเท้าออกไปด้านข้างซ้าย : ย่อเข่าด้านขวา 33. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตัวผู้โน้มลำตัวไปด้านซ้าย : ตัวเมีย โน้มลำตัวไปด้านขวา : ตัวเมีย เอียงด้านขวา ตัวผู้เอียงด้านซ้าย : ตัวเมีย แขนทั้ง 2 เหยียดออกข้างลำตัว ตัวผู้แขนทั้ง 2 เหยียดออกข้างลำตัว : มือทั้ง 2 คว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออกให้ตึง : ตัวผู้ก้าวเท้าซ้ายเปิดส้นเท้าขวา ตัวเมีย ก้าวเท้าขวาเปิด ส้นเท้าซ้าย : ตัวผู้ ตัวเมีย ย่อเข่าทั้ง 2 ข้าง ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
144 ที่ ภาพท่ารำ คำอธิบายท่ารำ 34. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า : ตัวผู้โน้มลำตัวไปด้านขวา : ตัวเมีย โน้มลำตัวไปด้านซ้าย : ตัวเมีย เอียงด้านซ้าย ตัวผู้เอียงด้านขวา : ตัวเมีย แขนทั้ง 2 เหยียดออกข้างลำตัว ตัวผู้แขนทั้ง 2 เหยียดออกข้างลำตัว : มือทั้ง 2 คว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออกให้ตึง : ตัวผู้ก้าวเท้าขวาเปิดส้นเท้าซ้าย ตัวเมีย ก้าวเท้าซ้ายเปิด : ตัวผู้ ตัวเมีย ย่อเข่าทั้ง 2 ข้าง 35. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า :ตัวผู้โน้มลำตัวไปข้างซ้าย ตัวเมีย โน้มลำตัวไปด้านหลัง : ตัวผู้เอียงด้านขวา ตัวเมียเอียงด้านขวา : ตัวผู้แขน ทั้ง 2 ตั้งฉากระดับไหล่ ตัวเมีย : ตัวเมีย มือขวาคว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออกให้ตึงมือ ซ้ายตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลาง กดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ ตัวผู้มือทั้ง 2 คว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออกให้ตึง : ตัวผู้ ยกเท้าขวาตั้งฉาก ตัวเมีย ตั้งเท้าตรง : ตัวเมีย คุกเข่า ตัวผู้ ย่อเข่าซ้าย 36. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า ตัวผู้โน้มลำตัวไปข้างซ้าย ตัวเมีย โน้มลำตัวไปด้านหลัง : ตัวผู้เอียงด้านขวา ตัวเมียเอียงด้านขวา : ตัวผู้แขน ทั้ง 2 ตั้งฉากระดับไหล่ ตัวเมีย : ตัวเมีย มือขวาคว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่เหลือกรีดออกให้ตึง มือซ้ายตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ ตัวผู้มือทั้ง 2 คว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ : ตัวผู้ยกเท้าซ้ายตั้งฉาก ตัวเมีย ตั้งเท้าตรง : ตัวเมีย คุกเข่า ตัวผู้ย่อเข่าขวา ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
145 ที่ ภาพท่ารำ คำอธิบายท่ารำ 37. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า ตัวผู้โน้มลำตัวไปข้างขวา ตัวเมีย โน้มลำตัวไป ด้านขวา : ตัวผู้เอียงด้านขวา ตัวเมียเอียงด้านขวา : ตัวผู้แขน ทั้ง 2 ตั้งฉากระดับไหล่ ตัวเมีย : ตัวเมีย มือขวาคว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ มือ ซ้ายตั้งมือระดับศีรษะ นิ้วปฏิบัติท่าจีบตั๊กแตน โดย นิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ที่เหลือกรีดออกให้ ตึง ตัวผู้มือทั้ง 2 คว่ำมือระดับไหล่ นิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ส่วนนิ้วที่ : ตัวผู้ยกเท้าขวาตั้งฉาก ตัวเมีย ตั้งเท้าตรง : ตัวเมีย คุกเข่า ตัวผู้ย่อเข่าซ้าย 38. ลำตัว ศีรษะ แขน มือ เท้า เข่า (หมายเหตุ) ตัวผู้ ตัวเมีย ปฏิบัติท่ารำเหมือนกัน : ตั้งตรง : ตรง : ยกขึ้นตั้งฉาก งอศอกพอประมาณ : มือทั้ง 2 หักข้อมือลง ปลายนิ้วปฏิบัติท่าจีบ ตั๊กแตน โดยนิ้วกลางกดลงปลายนิ้วชี้ลงพื้น ส่วนนิ้ว ที่เหลือ กรีดออกให้สุดอยู่ระดับไหล่ : ฝ่าเท้าทั้ง 2 วางเต็มเท้า : ย่อเท่าทั้ง 2 ลงพอประมาณ ตัวผู้กันเข่าออก ตัวเมีย ให้หัวเข่าชิดกัน ที่มา: ผู้วิจัย 2.3.3 ดนตรีประกอบการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องประกอบการแสดง เรือมกะโน้บติงต็อง ยุคที่ 3 พัฒนารูปแบบการแสดงวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา ความเป็นมาของดนตรีอีสานใต้ วงกันตรึมหรือโจ๊ะกันตรึม เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของ ชาวอีสานใต้เป็นการละเล่นที่มีดนตรีประกอบและถือว่าดนตรีประกอบมี ความสำคัญและมีบทบาท มากที่สุดตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน มีคำร้องเป็นภาษาชาวเขมรสูงและเขรมถิ่นไทย การเล่นกันตรึม ตารางที่ 5 ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ยุคพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบ) (ต่อ)
146 ได้รับความนิยมมากในแถบเขตอีสานใต้จากการสืบประวัติการละเล่นกันตรึม ไม่ค่อยได้รายละเอียด มากนัก ทราบแต่เพียงว่าการเล่นแบบนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากขอม แต่เดิมการเล่นใช้สาหรับประกอบ การบวงสรวง เวลามีการทรงเจ้าเข้าผี(โจลมะม๊วดหรือบองบ็อด) ต่อมามีการพัฒนามาเล่นในงาน ประเพณีต่าง ๆ เช่น เทศกาล งาน บวช งานแต่งงาน งานโกนจุก หรืองานทำบุญขึ้นบ้านใหม่เป็น (พนารัตน์ ศรีแสน, 2564, 20 ธันวาคม, สัมภาษณ์) สก็วล หรือกลองโทน เป็นเครื่องดนตรีตระกูลที่เสียงเกิดจากการ สั่นสะเทือนของแผ่น หนัง (Membranophones) ประเภท Tubular ชนิด Goblet ตัวกลองนิยมทำ มาจากไม้ขนุน และขึง หนังหน้ากลองด้วยหนังงูเหลือม หนังวัว หรือหนังตะกวดโดย มีหน้ากลองที่ขึ้นหนังกลองทั้ง 3 แบบ สก็วล แบ่งเป็น 2 เสียง คือ ตัวผู้มีเสียงสูง ตัวเมียมีเสียงตํ่าทำ หน้าที่กำกับจังหวะ ใช้กลองสก็วลทั้งหมด 2-3 ใบ โดยขึ้นอยู่จำ นวนนักดนตรีที่ ไปแต่ละงาน สก็วลทำ หน้าที่ประกอบจังหวะเล่นสลับกับสก็วล ระอัย ตรัวอู้หรือซออู้ เป็นเครื่องดนตรีตระกูลที่เสียงเกิดจากการสั่น สะเทือนของสาย (Chordophones) ประเภท Lute มีลักษณะคล้ายคลึงกับซออู้ของดนตรีไทยเดิมรูปร่างและ องค์ประกอบทางกายภาพไม่แตกต่างกันมากจะแตกต่างตรงความสวยงาม กะโหลก ตรัวอู้ นิยมทำขึ้น เอง โดยจะหากะลามะพร้าวซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาติภายในชุมชนมาทำแล้วขึ้นหนัง ด้วยหนังวัวการ แกะสลักหน้าตรัวอู้ทำลวดลายง่ายๆ ส่วนสายซอก็นำ เบรกรถจักรยานมาทำ โดยนำมาพันเป็นเกลียว ปัจจุบันนิยมนำสายซออู้มาใส่แทนเนื่องจากความ สะดวกสบาย ตรัวอู้มีหน้าที่บรรเลงดำเนินทำนอง ภาพที่ 44 สก็วล หรือกลองโทน ที่มา: ผู้วิจัย ภาพที่ 45 ตรัวอู้ ที่มา: ผู้วิจัย
147 ปี่สไล หรือปี่กลางเป็นเครื่องดนตรีที่เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของ อากาศ (Airophones) ประเภท Double reed แบบลิ้นคู่ เป็นเครื่องดนตรีที่ทำ ให้ทำ นองโหยหวน คลุกเคล้า ไปตามทำ นองเพลง เป็นเครื่องดนตรีที่เล่นค่อนข้างยากโครงสร้างปี่สไลประกอบด้วย2ส่วน ได้แก่ เลา ปี่สไล และ ลิ้นปี่สไล โดยเลาปี่สไล นิยมทำจากไม้พยุง ตัวเลาจะเจาะให้กลวง เจาะรู6 รูสำ หรับใช้นิ้ว ปิดและเปิดเสียง สำ หรับลิ้นปี่สไล ท่อกำพวดทำจากท่อทองเหลืองหรือสแตนเลส ส่วน ลิ้นปี่ทำ มาจาก ใบตาลตัวผู้ตากแห้งนำ มาพับซ้อนกัน 4 ชั้นประกบเข้าหากันจากนั้นจุ่มนํ้าก่อนแล้วใช้มีดตัดตาม สัดส่วนที่ต้องการจากนั้นใช้เชือกมัดเป็นห่วง 2 ห่วงเข้ากับลิ้นที่ตัดเสร็จใช้ด้ายเคียนบริเวณ ปลายท่อ กำพวดเพื่อเวลาสวมท่อกำพวดเข้ากับเลาจะทำ ให้เกิดความแน่นกระชับยิ่งขึ้น โดยปี่สไลที่ใช้ในวง มีหลายอันโดยมีทั้งทำขึ้นเอง และได้รับสืบทอดมาจากรุ่นปู่ ปี่สไลมีหน้าที่เป็นผู้นำวงรับหน้าที่ในการขึ้น เพลง กรับ เป็นเครื่องดนตรีที่สั่นสะเทือนมวลวัตถุในตัวเอง (Idiophones) ประเภท Concussion ที่ทำ มาจากไม้พยุง ใช้บรรเลงประกอบจังหวะมีหน้าที่คอยควบคุมจังหวะในวง ภาพที่ 47 กรับ ที่มา: ผู้วิจัย ภาพที่46 ปี่สไล ที่มา: ผู้วิจัย
148 ฉาบเล็ก เป็นเครื่องดนตรีที่สั่นสะเทือนมวลวัตถุในตัวเอง(Idiophones) ประเภท Concussion ที่ทำ มาจากทองเหลือง ใช้บรรเลงประกอบจังหวะมีหน้าที่คอยควบคุมจังหวะ ใช้บรรเลง ควบคู่กับฉิ่ง ภาพที่ 48 ฉาบเล็ก ที่มา: ผู้วิจัย ฉิ่ง เป็นเครื่องดนตรีที่สั่นสะเทือนมวลวัตถุในตัวเอง (Idiophones) ประเภ ท Concussion ที่ทำ มาจากทองเหลืองใช้บรรเลงประกอบจังหวะมีหน้าที่คอยควบคุมจังหวะใน วง ใช้ บรรเลงควบคู่กับฉาบเล็ก ฉิ่งเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะหลักที่กำหนดอัตราจังหวะของเพลง ภาพที่ 49 ฉิ่ง ที่มา: ผู้วิจัย โน๊ตเพลงเรือมกระโน้บติงตอง ---ล ---- ---- -ลลดํ รํมํดํมํ ---- ดํมํชํรํ --ลดํ รํมํดํรํ ---- ---- -ลลดํ รํมํดํมํ ---- ดํมํชํรํ --ลดํ รํมํดํรํ ---- รํทลซ --มซ ลทซล ---- รํทลซ --มซ ลทซล ---- ลทดํรํ --รํท ลซทล ที่มา: ผู้วิจัย
149 2.3.4 การแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ยุคที่ 3 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา ปี พ.ศ. 2550 – 2554 การแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ในยุคนี้มีการออกแบบเครื่องแต่งกาย ตามวัฒนธรรมการแต่งกายของกลุ่มชาติติพันธ์อีสานใต้ซึ่งโดดเด่น ด้านภูมิปัญญา ศิลปหัตถกรรม เฉพาะการทอผ้า ที่มีความงดงามมีเอกลักษณ์ของตนด้วยกรรม วิธีผลิต วัสดุ สีสันของผ้า งานหัตถกรรม เครื่องเงินเป็นศิลปะหัตถศิลป์มีความงดงามอย่างมาก มีการสั่งสมและถ่ายทอดกันอย่างช้านานลวดลาย ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนวัสดุที่ใช้คือเงินแท้เกิดความสวยงามเป็นพิเศษยิ่งขึ้นแก่การอนุรักษ์ภูมิปัญญา มีการสวมเครื่องประดับแบบต่าง ๆ เช่นสร้อยคอ ต่างหู มีการประดับดอกไม้ และไม่มีการสวมหน้ากาก ในการแต่งกายในยุคนี้(สมศักดิ์ บัวบุตร, 2564, 20 ธันวาคม, สัมภาษณ์) 2.3.5 ผู้แสดงเรือมกะโน้บติงต็องยุคที่ 3 พัฒนารูปแบบการแสดงวิทยาลัย นาฏศิลปนครราชสีมา แสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ในยุคที่ 3 ของวิทยาลัยนาฏศิลปะนครราชสีมายังคงใช้นักแสดง ที่เป็นชายหญิงเหมือนยุคที่ 2 และมีผู้แสดงตั้งแต่ 2 คู่ถึง 12 คู่ ขึ้นไป การแสดงจะรำเป็นคู่ ๆ เช่นเดิม เมื่อออกมารำถึงคู่ตัวเองนักแสดงจะรำพร้อมกันและแปรแถวเพื่อรำในจังหวะต่อไปจนครบกระบวนท่า รำที่ได้พัฒนาขึ้นใหม่ มีการแปรแถวที่มากขึ้นตามรูปแบบโดยโครงสร้างกับแนวคิดนาฏศิลป์ไทย (สมศักดิ์ บัวบุตร, 2564, 20 ธันวาคม, สัมภาษณ์) ภาพที่ 50 การแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องหลังจากปีพ.ศ. 2554 (1) ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย โดยวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา ด้านหน้า (2) ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย โดยวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา ด้านหลัง ที่มา: ผู้วิจัย (1) (2)
150 2.3.6 สถานที่ใช้ในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องยุคที่ 3 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา การแสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง ไม่จำกัดสถานที่แสดงอย่างเป็นแบบแผน การแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง จึงขึ้นอยู่กับสถานที่ เช่น เวทีโรงละคร เวทีกลางแจ้ง ลานที่โล่ง สถานที่ จึงเป็นตัวกำหนดของนักแสดงอีกด้วย 2.3.6.1 รูปแบบการแปรแถว ยุคที่ 3 พัฒนารูปแบบการแสดงวิทยาลัยนาฏศิลป นครราชสีมา หมายเหตุ : แทนผู้แสดงเป็นตั๊กแตนตัวผู้ แทนผู้แสดงเป็นตั๊กแตนตัวเมีย ตารางที่ 6 รูปแบบการแปรแถวในยุคที่ 3 ลำดับที่ รูปภาพ ลักษณะการแปรแถว 1. การแปรแถวแบบหน้ากระดาษ 2 แถว 2. การแปรแถวแบบวงกลม 3. การแปรแถวแบบหน้ากระดาษคู่ 4. การแปรแถวแบบหน้ากระดาษ 2 แถว หน้าเวที หน้าเวที หน้าเวที หน้าเวที
151 5. การแปรแถวแบบหน้ากระดาษ 6. การแปรแถวแบบตอนลึก 2 แถว ที่มา: ผู้วิจัย 2.3.7 โอกาสที่แสดงเรือมกะโน้บติงต็องยุคที่ 3 พัฒนารูปแบบการแสดงวิทยาลัย นาฏศิลปนครราชสีมา การแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงติอง เป็นการแสดงที่เอามรดกทางวัฒนธรรม หลายประเภทของวัฒนธรรมอีสานใต้ ให้เป็นการแสดงมีระเบียบ แบบแผนตามบริบทวัฒนธรรมวิถีชีวิต ของชาวอีสานใต้ การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องแสดงได้ทุกวาระและทุกโอกาสนิยมแสดงในงานมงคล งานนำเสนอศิลปะวัฒนะธรรม งานแสดง แสง สี เสียง เป็นต้น การนำแสดงเรือมโน้บติงต็อง ไปใช้แสดง ถึงเลือกให้เหมาะสมกับวาระและโอกาสตลอดจนความเหมาะสม การนำแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ออกแสดงแต่ละครั้งควรคำนึงถึงกระบวนท่ารำ เพลง องค์ประกอบและเครื่องแต่งกายให้ถูกต้อง ตามแบบแผนวัฒนธรรมอีสานใต้ ในการแสดงแต่ละครั้งมีบางกระบวนท่ารำตัด ออกแต่มิใช่ปรับเปลี่ยน จากเดิมด้วยวาระและโอกาสเวลาจำกัดจึงมีบางกรณีที่มีข้อยกเว้น ตัดถ้ากระบวนท่ารำออกเป็นบางท่า เพื่อให้กระชับเวลาขึ้นเนื่องจากเวลาและข้อจำกัดในการแสดงที่นำออกแสดง แต่ยังคงกระบวนท่า ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอีสานใต้เป็นอย่างดี (พนารัตน์ ศรีแสน, 2564, 20 ธันวาคม, สัมภาษณ์) 3. วิเคราะห์ลักษณะท่าเรือมกะโน้บติงต็อง จากการศึกษาองค์ประกอบการแสดงเรือมกะโน้ติงต็อง เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ สร้างเพื่อความสนุกสนานและการมีส่วนร่วมกับชุมชนจากการผ่อนคลายจากการเสร็จภารกิจ ประกอบการทำนาของชาวบ้าน โดยรูปแบบนั้นจะมีการขับร้องเพลงประกอบวงกันตรึม ประกอบท่ารำ การขับร้องเป็นภาษาถิ่นอีสานใต้ บทร้องสื่อสารการใช้ชีวิตประจำวันและการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว แสดงให้เห็นวิถีชีวิต ประเพณีของชาวบ้าน มีเครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองกันตรึม ปี่ฉไล ซอกันตรึม กรับ ฉิ่งประกอบการแสดง ในการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องได้มีการปรับเปลี่ยนรูปและพัฒนาการแสดง โดยสถานศึกษาในเขตอีสานใต้มีการประยุกต์ท่าเต้นและทำนองเพลงการแสดงขึ้นใหม่บางทำนองเพลง หน้าเวที หน้าเวที ตารางที่ 6 รูปแบบการแปรแถวในยุคที่ 3 (ต่อ)
152 และปรับรูปแบบกระบวนท่ารำและเครื่องแต่งกายให้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านและ เลียนแบบลักษณะของตั๊กแตนตำข้าว ผู้วิจัยจึงมุ่งวิเคราะห์ลักษณะท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง ดังตาราง ต่อไปนี้ 3.1 วิเคราะห์ลักษณะท่าเรือมกะโน้บติงต็อง ตารางที่7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที3 ช่วงปี พ.ศ.2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 1. ท่าออกสู่เวที (ท่าออก) จีบตั้งมือ 2 ระดับหน้าอก เตะเท้า สลับซ้ายขวา ศีรษะตรง ลำตัวโน้ม ตามเท้าที่เตะ 1. ท่าการออกสู่เวที (ท่าออก) จีบตั้งมือระดับหน้าอก ยกเท้าหน้า ลำตัวตรง ศีรษะตรง 1 ท่าออกสู่เวที (ท่าออก) จีบตั้งมือระดับหน้าอก วิ่งซอยเท้า ลำตัวตั้งตรง ศีรษะตั้งตรง 2. เตรียมไหว้ครู มือทั้ง 2 จีบระดับหน้าอก ผสมเท้า ศีรษะตรง ลำตัวตรง 2. ท่าการแสดงความเคารพ มือทั้ง 2 จีบส่งไปด้านหน้า ก้ม ศีรษะ โน้มลำตัวไปด้านหน้า เท้าซ้ายก้าวหน้า 2. ท่าไหว้ มือทั้ง 2 จีบระดับหน้าพาก ศีรษะตรง ลำตัวตรง ผสมเท้า
153 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที3 ช่วงปีพ.ศ.2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 3. ท่าไหว้ครู มือทั้ง 2 จีบระดับหน้าพาก ศีรษะ ตรง ลำตัวตรง ผสมเท้า 3. ท่าการกำเนิดตั๊กแตนจากไข่ มือทั้ง 2 จีบส่งไปด้านหน้า ก้ม ศีรษะ โน้มลำตัวไปด้านหน้า เท้า ซ้ายก้าวหน้า ตัวผู้กับตัวเมียหัน หน้าเข้าหากัน 3 ท่าไหว้ มือทั้ง 2 จีบระดับหน้าพาก ศีรษะ ต รง โน้ ม ล ำ ตั ว ไป ด้ า น ห น้ า ผสมเท้า 4. ท่าไหว้ครู มือทั้ง 2 จีบระดับหน้าพาก ศีรษะ ตรง โน้มลำตัวไปด้านหน้า ผสม เท้า 4. ท่าสื่อความหมายการเกิด มือทั้ง 2 จีบส่งไปด้านหน้า ศีรษะ ตรง โน้มลำตัวไปด้านหน้า เท้า ซ้ายก้าวหน้า ตัวผู้กับตัวเมียหัน หน้าเข้าหากัน ทำท่าคุยกัน 4. ท่าเล่นปีกหรือโชว์ปีก มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับหน้าอก เตะ เท้าไปด้านข้าง โน้มลำไปด้านซ้าย ศีรษะเอียงซ้าย ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
154 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษา และมหาวิทยาราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 5. ท่าตัวจิกเอวตัวเมีย อยู่ในท่ายืน มือซ้ายตัวเมียจิกที่เอวตัวผู้ มือ ขวาจีบระดับแง่ศีรษะ ศีรษะ เอียงขวา ผสมเท้า มือซ้ายตัวผู้ จิกที่เอวตัวเมีย มือขวาจีบระดับ แง่ศีรษะ ศีรษะเอียงซ้าย ก้าว ข้างเท้าซ้าย 5. ท่าสื่อความหมายการเกิด มือทั้ง 2 จีบเท้าสะเอว ศีรษะตรง โน้มลำตัวไปด้านหน้า เท้าซ้าย ก้าวหน้า ตัวผู้กับตัวเมียหันหน้าเข้า หากัน ทำท่าคุยกัน 5 ท่าเล่นปีกหรือโชว์ปีก มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับชายพก เตะ เท้าไปด้านข้าง โน้มลำไปด้านซ้าย ศีรษะเอียงซ้าย 6.ท่าตัวผู้นั่งจิกตัวเมียระดับอก ตัวผู้มือทั้ง 2 จิกที่ไหลตัวเมีย โน้มลำไปด้านหน้า ศีรษะตรง นั่งคุกเข่า ตัวเมียมือทั้ง 2 จีบ คว่ำระดับไหล โน้มแอ่นตัวไป ด้านหลังนั่งคุกเข่าศีรษะตรง 6. ท่าการเคลื่อนไหวร่าเริง มือทั้ ง 2 จีบ คว่ำตั้งฉากระ ดับ หน้าอก ศีรษะตรง ลำตัวตรง ผสม เท้า หันหน้าเข้าหากัน 6. ท่าหยอกล้อระหว่างตัวผู้กับตัว เมีย มือซ้ายจีบคว่ำ มือขวาจีบตั้งฉาก ระดับไหล เตะท้าขวาออกด้านข้าง ศีรษะเอียงซ้าย โน้มลำตัวไปข้าง ซ้าย ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
155 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สูชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550พัฒนา รูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 7. ท่าตัวผู้จิกตัวเมียด้านข้าง มือซ้ายตัวเมียจิกที่เอวตัวผู้ มือขวาจีบ ระ ดั บ ส่ งห ลั ง ศี รษ ะ เอี ย งข ว า นั่งคุกเข่า มือซ้ายตัวผู้จิกที่เอวตัวเมีย มือขวาจีบส่งหลัง ศีรษะเอียงซ้าย นั่งคุกเข่า 7. ท่าในวัยเด็กสู่วัยหนุ่มสาว มือทั้ ง 2 จีบ คว่ำตั้งฉากระ ดับ หน้าอก ศีรษะตรง ลำตัวแอนไป ด้านหลัง เตะเท้าขวาออกด้านข้าง หันหน้าเข้าหากัน 7 ท่าหยอกล้อระหว่างตัวผู้กับ ตัวเมีย มือซ้ายจีบคว่ำ มือขวาจีบตั้งฉาก ระดับไหล เตะท้าขวาออกด้านข้าง ศีรษะเอียงซ้าย โน้มลำตัวไปข้าง ซ้าย หันหน้าเข้า หากัน 8.ท่าตัวผู้ตัวเมียจิกโดยใช้สองมือ ตัวเมียมือทั้ง 2 จิกที่เอวข้างซ้ายของ ตัวผู้ ตัวมือทั้ง 2 จิกที่เอวข้างขวาตัว เมีย โน้มลำตัวไปด้านขวาศีรษะเอียง นั่งคุกเข่า 8. ท่าในวัยเด็กสู่วัยหนุ่มสาว มือทั้ ง 2 จีบ คว่ำตั้งฉากระ ดับ หน้าอก ศีรษะตรง ลำตัวแอนไป ด้านหลัง เตะเท้าขวาออกด้านข้าง 8. ท่าหยอกล้อระหว่างตัวผู้กับตัว เมีย มือซ้ายจีบคว่ำ มือขวาจีบตั้งฉาก ระดับไหล เตะท้าขวาออกด้านข้าง ศีรษะเอียงซ้าย โน้มลำตัวไปข้าง ซ้าย ตัวผู้หันหลัง ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
156 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่ สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 9. ท่าตัวผู้วิ่งตามตัวเมีย ตัวเมียมีทั้ง 2 จีบคว่ำระดับหน้าอก ศีรษะเอียงซ้าย ผสมเท้าแล้ววิ่งซอย เท้า ตัวผู้มือขวาจีบคว่ำระแง่ศีรษะ มือขวาจีบคว่ำระดับเอว โน้มลำตัวไป ข้างซ้าย แล้วเท้าข้างเท้าซ้าย 9. ท่าการจับเหยื่อ มือซ้ายจีบคว่ำจิกที่พื้น มือขวาจีบ ส่งหลัง โน้มลำตัวไปด้านซ้าย ศีรษะ เอียงซ้าย นั่งคุกเข่า 9 ท่าหยอกล้อระหว่างตัวผู้กับตัว เมีย มือซ้ายจีบคว่ำ มือขวาจีบตั้งฉาก ระดับไหล เตะท้าขวาออกด้านข้าง ศีรษะเอียงซ้าย โน้มลำตัวไปข้าง ซ้าย หันหน้าเข้าหากัน 10. ท่าตัวผู้จิกอกตัวเมียสองมือ ตัวผู้มือทั้ง 2 จิกที่ไหลซ้ายตัวเมีย โน้ ม ล ำ ไป ด้ าน ห น้ า ศี รษ ะ ต รง นั่งคุกเข่า ตัวเมียมือทั้ง 2 จีบคว่ำ ระดับไหล โน้มแอ่นตัวไปด้านหลัง นั่งคุกเข่าศีรษะตรง 10.ท่าการกินอาหาของตั๊กแตน มือซ้ายจีบคว่ำตั้งฉากระดับไหล่ มือ ขวาจีบส่งหลัง ศีรษะเอียงซ้าย นั่งคุกเข่า 10. ท่าหยอกล้อระหว่างตัวผู้กับตัว เมีย มือซ้ายจีบคว่ำ มือขวาจีบตั้งฉาก ระดับไหล ผสมเท้า ศีรษะเอียงซ้าย โน้มลำตัวไปข้างซ้าย หันหน้าเข้าหา กัน ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
157 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 11. ท่าตัวเมียจิกอกตัวผู้สองมือ ตัวเมียมือทั้ง 2 จิกที่เอวข้างซ้ายของ ตัวผู้ ตัวมือทั้ง 2 จิกที่เอวข้างขวาตัว เมีย โน้มลำตัวไปด้านขวาศีรษะเอียง นั่งคุกเข่า 11. ท่าการกินอาหาของตั๊กแตน มือทั้ง 2 จีบคว่ำที่พื้น โน้มตัวมา ข้างหน้า ก้มศีรษะ นั่งคุกเข่า 11 ท่าเตะขา มือทั้ง 2 จีบระดับหน้าพาก ศีรษะ ตรง ลำตัวแอ่นไปด้านหลัง เตะเท้า ขวาออกไปด้านข้าง 12. ท่าตัวผู้ยืนเกี้ยวกับตัวเมีย ตัวผู้ มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ ยก หน้าเท้าซ้าย ศีรษะเอียงซ้าย ตัวเมีย มือทั้ง 2 จีบคว่ำแล้วจิกที่ขาของตัวผู้ โน้มตัวด้านขวานั่งคุกเข่า 12. ท่ากินอาหาของตั๊กแตน มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับคาง โน้มตัว มาข้างหน้า ศีรษะตรง นั่งคุกเข่า 12. ท่าเตะขา มือซ้ายจีบคว่ำ มือขวาจีบตั้งฉาก ระดับไหล ยกเท้าซ้าย ศีรษะเอียง ซ้าย โน้มลำตัวไปข้างขวา ตัวผู้หัน หลัง ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
158 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 13. ท่าตัวผู้จิกตัวเมียด้านข้าง ตัวเมียมีทั้ง 2 จีบคว่ำระดับหน้าอก ศีรษะเอียงซ้าย นั่งคุกเข่า ตัวผู้มือขวา จีบคว่ำระแง่ศีรษะ มือซ้ายจีบคว่ำจิก เอวตัวเมีย โน้มลำตัวไปข้างซ้าย แล้ว เท้าข้าง เท้าซ้าย 13. ท่าการกินอาหาของตั๊กแตน มือซ้ายจีบคว่ำตั้งฉากระดับไหล่ มือ ขวาจีบส่งหลัง โน้มลำตัวด้านซ้าย นั่งคุกเข่า 13 ท่าเตะขา มีทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ ตัวผู้เอียง ด้านซ้าย ตัวเมียเอียงด้านขวาตัวผู้ ยกขาขวา ตัวเมียยกขาซ้าย ชนกัน ในลักษณะเตะขา 14. ท่าตัวผู้จิกตัวเมียด้านข้าง ตัวเมียมีทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ ศีรษะเอียงซ้าย นั่งคุกเข่า ตัวผู้มือขวา จีบคว่ำระแง่ศีรษะ มือซ้ายจีบคว่ำจิก เอวตัวเมีย โน้มลำตัวไปข้างซ้าย แล้ว เท้าข้างเท้าซ้าย 14. ท่าการกินอาหาของตั๊กแตน มือขวาจีบคว่ำตั้งฉากระดับไหล่ มือ ซ้ายจีบส่งหลัง โน้มลำตัวด้านขวา ก้าวเท้าขาว 14. ท่าเกี้ยวพาราสี ตัวเมียมือจีบคว่ำส่งไปด้านหน้า มือ ขวาจีบระดับแง่ศีรษะ เอียงด้านขวา นั่งคุกเข่า ตัวผู้ มือซ้ายจิกที่มือตัว เมีย มือขวาจีบระดับแง่ศีรษะ เอียง ด้านซ้าย ยกหน้าเท้าขวา ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
159 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลป์นครราชสีมา 15.ท่าตัวผู้จิกไหล่ตัวเมียจิกเอว พร้อมกันสองมือ ตัวเมียมือทั้ง 2 จิกที่เอวข้างซ้ายของ ตัวผู้ ตัวมือทั้ง 2 จิกที่เอวข้างขวาตัว เมีย โน้มลำตัวไปด้านขวาศีรษะเอียง นั่งคุกเข่า 15. ท่าการต่อสู้ ตัวผู้ที่1 จีบคว่ำยืนไปด้านหน้า ศีรษะเอียงด้านซ้าย ก้าวหน้าเท้า ซ้าย ตัวผู้ที่ 2 มือขวาจีบคว่ำ มือ ซ้ายจีบคว่ำชนไปที่หลังตัวผู้ที่ 1 เอียงขวา ก้าวหน้าเท้าขวา ตัวเมีย จีบคว่ำระดับหน้าอก แอ่นตัวไป ด้านหลัง นั่งคุกเข่า 15 ท่าเกี้ยวพาราสี มือซ้ายจีบคว่ำ มือขวาจีบตั้งฉาก ระดับไหล ศีรษะเอียงซ้าย โน้ม ลำตัวไปข้างซ้าย หันหน้าเข้าหากัน นั่งคุกเข่า 16. ท่าตัวผู้ ตัวเมียหยอกกัน มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ แอ่นลำตัว ไปด้านหลัง ยกหน้าเท้าขวาเตะกัน 16. ท่าการต่อสู้ ตัวผู้ที่1 จีบคว่ำยืนไปด้านหน้า ศีรษะ เอียงด้านซ้าย ก้าวหน้าเท้าซ้าย ตัวผู้ที่ 2 มือทั้ง 2 จีบคว่ำ ส่งไปด้านหน้า เอียงขวา ก้าวหน้าเท้าขวา เท้าซ้าย เยียบที่ขาตัวผู้ที่ 1 ตัวเมียจีบคว่ำ นั่งคุกเข่า 16. ท่าเกี้ยวพาราสี ตัวเมียมือทั้ง 2 จิกที่เอวข้างซ้าย ของตัวผู้ ตัวมือทั้ง 2 จิกที่เอวข้าง ขวาตัวเมีย โน้มลำตัวไปด้านขวา ศีรษะเอียง นั่งคุกเข่า ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
160 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 17 ท่าตัวผู้วิ่งตัวเมีย ตัวผู้ มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ เอียง ด้านซ้าย ก้าวหน้าเท้าซ้าย ตัวเมีย มือ ทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ เอียงด้านขวา ก้าวหน้าเท้าขวา ในท่าวิ่งไล่ 17. ท่าการต่อสู้ ตัวผู้ที่ 1 มือทั้ง 2 จิกที่เอวข้างซ้าย ของตัวผู้ที่ 2 โน้มลำตัวด้านข้าง ก้าวหน้าเท้าขวา ตัวเมียจีบคว่ำ ระดับหน้าอก แอ่นตัวไปด้านหลัง นั่งคุกเข่า 17 ท่าเกี้ยวพาราสี มือซ้ายตัวเมียจิกที่เอวตัวผู้ มือขวา จีบระดับส่งหลัง ศีรษะเอียงขวา นั่งคุกเข่า มือซ้ายตัวผู้จิกที่เอวตัว เมีย มือขวาจีบส่งหลัง ศีรษะเอียง ซ้าย นั่งคุกเข่า 18. ท่าตัวผู้วิ่งตามจิกตัวเมีย มือซ้ายตัวเมียจิกที่เอวตัวผู้ มือขวาจีบ ส่งแขนด้านข้าง ศีรษะเอียงขวา ยก หน้าเท้าซ้าย มือซ้ายตัวผู้จิกที่เอวตัว เมีย มือขวาจีบส่งแขนด้านข้างไป ก้าวหน้าเท้าซ้าย ศีรษะเอียงซ้าย ตัวเมียหันหน้า 18. ท่าการต่อสู้ ตัวผู้ที่ 1 มือขวาจิกที่หน้าตัวผู้ที่ 2 มือซ้ายจิกที่ไหล ศีรษะตรง ตั้งเข่า ขวา ตัวผู้ที่ 2 มือขวาจิกที่ไหล่ตัวผู้ ที่1 มือซ้ายจีบส่งหลัง เท้าขวา เยียบที่เข่าซ้ายตัวผู้ที่ 1 โน้มลำตัว ไปด้านหน้า ตัวเมียจีบคว่ำระดับ หน้าอก แอ่นตัวไปด้านหลัง นั่งคุกเข่า 18. ท่าเกี้ยวพาราสี มือทั้ง 2 จีบระดับหน้าพาก ศีรษะ ตรง ลำตัวแอ่นไปด้านหลังนั่งคุกเข่า ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
161 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 19. ท่าตัวผู้ตามจิกและเกี้ยวตัวเมีย มือซ้ายตัวเมียจิกที่เอวตัวผู้ มือขวาจีบ ส่งแขนด้านข้าง ศีรษะเอียงขวา ยก หน้าเท้าซ้าย มือซ้ายตัวผู้จิกที่เอวตัว เมีย มือขวาจีบส่งแขนด้านข้างไป ก้าวหน้าเท้าซ้าย ศีรษะเอียงซ้าย 19. ท่าการเกี้ยวพาราสี ตัวผู้ มือขวาจีบตั้งฉาก มือซ้ายจีบ คว่ำระดับไหล่ โน้มลำตัวข้างขวา เอียงด้านขวา ก้าวหน้าเท้าซ้าย ตัว เมีย มือขวาจิกไปที่มือขวาตัวผู้ มือ ซ้ายจีบคว่ำข้างลำตัว โน้มลำตัวไป ด้านหน้า เอียงด้านซ้าย ก้าวหน้า เท้าซ้าย 19 ท่างูกินห่าง มือซ้ายจีบคว่ำ มือขวาจีบตั้งฉาก ระดับไหล เตะท้าขวาออกด้านข้าง ศีรษะเอียงซ้าย โน้มลำตัวไปข้าง ซ้าย 20. ท่าวิ่งเข้าสู่เวที จีบตังมือ2ระดับหน้าอก เตะเท้าสลับ ซ้ายขวา ศีรษะตรง ลำตัวโน้มตามเท้า ที่เตะ 20 การเกี้ยวพาราสี ตัวผู้ มือขวาจีบตั้งฉาก มือซ้ายจีบคว่ำ จิกที่เอวตัวเมีย โน้มลำตัวข้างขวา เอียงด้านขวา ก้าวหน้าเท้าซ้าย ตัวเมีย มือขวาจิกไปที่มือขวาตัวผู้ มือซ้ายจีบ คว่ำระแง่ศีรษะ โน้มลำตัวไปด้านหน้า 20 ท่าเกี้ยวพาราสี ตัวผู้ มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ เอียงด้านซ้าย ก้าวหน้าเท้าซ้าย ตัวเมีย มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ เอียงด้านขวา ก้าวหน้าเท้าขวา แล้วขยั่นเท้า ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
162 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่ สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 21. ท่าการเกี้ยวพาราสี ตัวผู้ มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับปากของตัว เมีย โน้มลำตัวไปข้างหน้า ก้าวหน้าเท้า ซ้าย ตัวเมียมือทั้ง 2 จีบหงายระดับคิ้ว แอ่นลำตัวไปด้านหลัง ก้าวหน้าเท้าซ้าย 21 ท่าเกี้ยวพาราสี ตัวผู้ มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ ยก หน้าเท้าซ้าย ศีรษะเอียงซ้าย ตัวเมีย มือซ้ายจีบคว่ำส่งแขนไปด้านหน้า มือขวาจีบระดับแง่ศีรษะขาของตัวผู้ โน้มตัวด้านขวานั่งคุกเข่า 22. ท่าการเกี้ยวพาราสี ตัวผู้ มือซ้ายจิกที่เอวตัวเมีย มือขวาจิก ที่ไหล่ตัวเมีย โน้มลำตัวไปด้านหน้า ศีรษะเอียงซ้าย ก้าวหน้าเท้าซ้ายตัวเมีย มือซ้ายจิกที่เอวตัวผู้ มือขวาจิกที่ไหล่ ตัวผู้ โน้มลำตัวไปด้านหน้าศีรษะเอียง ซ้าย ก้าวหน้าเท้าซ้าย ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
163 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา . 23. ท่าการเกี้ยวพาราสี ตัวเมีย มือทั้ง 2 จีบตั้งมือระดับ หน้าอก แอ่นลำตัวไปด้านหลังศีรษะ เอียงซ้าย ยกหน้าเท้าซ้าย ตัวผู้ มือ ทั้ง 2 จิกที่หลังตัวเมีย โน้มลำตัวไปด้านหน้า ศีรษะตรง ก้าวหน้าเท้าซ้าย 24. ท่าการผสมพันธุ์ ตัวเมีย มือทั้ง 2 จีบตั้งมือระดับแง่ ศีรษะ แอ่นลำตัวไปด้านหลังศีรษะ เอียงซ้าย ซอยเท้า ตัวผู้ มือ ทั้ง 2 จิกที่ ห ลังตั วเมี ย โน้ ม ลำตัวไป ด้านหน้า ศีรษะตรง ซอยเท้า ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
164 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 25. ท่าการผสมพันธุ์ มือขวาจีบชูขึ้นเหนือศีรษะ มือซ้ายจีบ คว่ำที่หน้าขา โน้มลำตัวไปด้านขวา ศีรษะเอียงขวา เตะเท้าซ้าย 26. ท่าการผสมพันธุ์ ตัวผู้ มือขวาโอบเอวตัวเมีย มือซ้ายจีบ คว่ำระดับศีรษะ โน้มลำตัวด้านซ้าย ศีรษะเอียงซ้าย นั่งตั้งเข่าขวา ตัวเมีย มือขวาจับระดับแง่ศีรษะ มือซ้ายจีบ คว่ำส่งไปด้านหน้า ศีรษะเอียงขวา นั่งไขว้ห้าง ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
165 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 27. ท่าการผสมพันธุ์ ตัวเมียมือขวาจีบเหยียดตรงขึ้นเหนือ ศีรษะ มือซ้ายจีบคว่ำที่หน้าขา โน้มลำตัวไปด้านขวา ศีรษะเอียงขวา เหยียดเท้าซ้าย ออกให้ตึง ตัวผู้มือขวาจีบชูขึ้นเหนือศีรษะ มือ ซ้ายวางที่พื้นชูขาขวา งอเข่าขาซ้าย ศีรษะเอียงซ้าย 28. ท่ากัดกินตัวผู้ ตัวผู้ มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ โน้มลำตัวไปด้านหน้า เอียงซ้าย ตั้งเข่าขวา ตัว มือขวาจีบหงาย มือซ้ายจีบคว่ำ แอ่นลำตัวไปด้านหลัง นั่งทับสันเท้า ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
166 ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที 3 ช่วงปี พ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 29. ท่ากัดกินตัวผู้ ตัวผู้ มือทั้ง 2 จีบคว่ำระดับไหล่ โน้ม ลำตัวไปด้านหน้า เอียงซ้าย ตั้งเข่า ขวา ตัวเมีย มือทั้ง 2 จับที่คอตัวผู้ แอ่นลำตัวไปด้านหลัง นั่งทับสันเท้า 30. ท่ากลับสู่เวที ตัวเมีย มือทั้ง 2 จีบตั้งมือระดับแง่ ศีรษะ โน้มลำตัวไปด้านซ้าย ศีรษะ เอียงซ้าย ก้าวหน้าเท้าซ้าย ตัวผู้มือ ทั้ง 2 จีบคว่ำที่หน้าขา ก้มหน้า ศีรษะตรง นั่งคุกเข่า ที่มา: ผู้วิจัย ตารางที่ 7 วิเคราะห์ลักษณะกระบวนท่ารำเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ)
167 จากการเปรียบเทียบกระบวนท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ยุคที่ 2 และยุคที่ 3 นี้ พบว่า มีลักษณะท่ารำที่คล้ายคลึงกันมาก ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1. ท่าออกทำความเคารพหรือไหว้ครู 2. ท่าจิกที่เอวของตัวผู้มือเดียว 3. ท่าจิกที่เอวของตัวเมียเดียว 4. ท่าจิกที่เอวของจิกสองมือ 5. ท่าจิกที่หน้าอกของตัวผู้ 6. ท่าจิกที่หน้าอกของตัวเมีย 7. การย่ำเท้าอยู่กับที่ 8. การเท้าดีด 9. การเตะเท้า 10. การก้าวเท้าไปข้างหน้า 11. การเอียงศีรษะไปทางซ้าย-ขวา 12. การโน้มลำตัว นอกจากนี้ ยังมีท่ารำที่แตกต่างกันอีกหลายท่า ด้วยความคิดและจินตนาการของชาวบ้าน และ ผู้คิดพัฒนาการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ซึ่งพบว่าลักษณะท่ารำจะเป็นท่ารำที่เลียนแบบท่าทาง ที่เป็นธรรมชาติ โดยใช้ท่ารำที่เลียนแบบธรรมชาติ ทั้งกิริยาท่าทาง การกระทำต่าง ๆ ในวิถีชีวิต ซึ่งใช้ องค์ประกอบของร่างกายสื่อออกมาทั้งศีรษะ ลำตัว มือ แขน และเท้า ซึ่งกระบวนท่ารำเรือม กะโน้บ ติงต็อง มีลักษณะท่ารำที่เป็นแบบฉบับของชาวบ้านเป็นบ้างส่วน เนื่องจากชาวบ้านจะไม่มี การปฏิบัติท่ารำที่ถูกต้องตามหลักนาฏศิลป์ไทยนักท่าส่วนมากจะเป็นท่ารำที่แสดงออกถึงการเกี้ยว พาราสีการหยอกล้อกันระหว่างผู้รำและต่อมามีการพัฒนาโดยระบบการศึกษาได้สร้างสรรค์ขึ้น ตามแบบแผนนาฏศิลป์ไทยเป็นต้น ซึ่งพบว่าท่ารำนี้มีปรากฏลักษณะโครงสร้างท่ารำในลักษณะดังนี้ จากการศึกษาการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องทั้ง 3 ยุค พบว่าท่ารำที่ใช้ประกอบจะมีการใช้ ท่ารำที่เรียนแบบจากกิริยาท่าทางธรรมชาติของตั๊กแตนตำข้าว บทเพลงประกอบการแสดงสื่อ ความหมายของเนื้อเพลง ทำให้ผู้รำก็จะใส่ลีลา อารมณ์ในการรำประกอบไปด้วยกัน นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้รำใช้ท่ารำอิสระในช่วงของเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง หรือช่วงจังหวะต่อระหว่างเพลง ซึ่งทำให้ท่ารำที่ออกมา นั้นมีความแตกต่างกันไปตามลีลาของผู้รำ ดังนี้ 1.1 ท่าผสมพันธุ์ของตั๊กแตนตำข้าว 1.2 ท่ากินอาหารของตั๊กแตนตำข้าว 1.3 ท่ากระบวนการต่อสู้ของตั๊กแตนตำข้าว 1.4 ท่าเกี้ยวพาราสีของตั๊กแตนตำข้าว
168 ภาพที่ 51 ลักษณะมือจีบแบบขยุมมือในโครงสร้างท่า รำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ของยุคกำเนิดการแสดงแบบชาวบ้าน ที่มา: ผู้วิจัย 3.2 วิเคราะห์ลักษณะท่าการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง จากบทการศึกษากระบวนท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องทั้ง 3 รูปแบบจนนำข้อมูลมา วิเคราะห์พบว่าโครงสร้างในการปฏิบัติท่ารำนั้นจะเป็นการปฏิบัติท่ารำหมู่ ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อม เพรียงของกระบวนท่าเพื่อความสวยงามในของการแสดง ผู้วิจัยนำเสนอถึงโครงสร้างท่ารำที่แสดงออก ทุกส่วนของร่างกายสามารถแยกลักษณะสรีระของร่างกายมีทั้งหมด 3 ลักษณะได้แก่ 3.2.1 ลักษณะมือจีบท่ารำของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง มีโครงสร้างท่ารำสำคัญและ เป็นเอกลักษณ์คือ การใช้มือ หรือ ลักษณะ การจีบที่เป็นโครงสร้างท่ารำที่สำคัญการใช้มือจีบแสดงถึง การแสดงนาฏศิลป์ที่มีความแตกต่างออกไป ผู้วิจัยกล่าวถึงลักษณะจีบที่แตกต่างออกไปจากนาฏศิลป์ ไทยที่มีลักษณะทั่วไปคือ ปลายนิ้วแม่มือจรดที่ข้อแรกของนิ้วชี้ โดยนิ้วชี้เหยียดตึงและนิ้วที่เหลือออก การใช้มือจีบหรือกิริยามือจีบที่แตกต่างออกไป หรือลักษณะการจีบพิเศษคือการจีบแบบโบราณคดี เป็นต้น ลักษณะการจีบของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง เป็นโครงสร้างของท่ารำที่สำคัญเป็นอย่าง มาก ลักษณะการจีบของการแสดงแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ลักษณะการจีบแบบที่ 1 คือการหักกดนิ้ว ลงและหัวแม่มือวางไว้บนนิ้วชี้ในช่วงข้อที่ 2 จากปลายนิ้วชี้ในลักษณะการขัดหรือกดทับไว้และนิ้วที่ เหลือกรีดออก ลักษณะการจีบนี้ใช้ทั่วไปในการรำพื้นเมืองจังหวัดสุรินทร์ การแสดงจีบลักษณะแบบนี้ เกิดจากขึ้นจากการเลียนแบบการจีบของชาวบ้านทั่วไปในการรำประกอบการแสดง วงกันตรึมโดยมักจะ กดหรือหักนิ้วลง ในส่วนนิ้วที่เหลือจะกรีดออกตามธรรมชาติ การสร้างลักษณะโครงสร้างจีบแบบนี้เพื่อ เป็นเอกลักษณ์ของการจีบในแบบนาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานใต้ ผู้รำนาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานใต้จะจำเป็นต้อง หัดและปฏิบัติจีบในลักษณะนี้การจีบในลักษณะนี้เป็นโครงสร้างท่ารำสำคัญของการแสดงเรือมกะโน้บ ติงต็อง ลักษณะการจีบแบบที่ 2 คือการจีบลักษณะการเลียนแบบธรรมชาติขาหน้าของตั๊กแตนตำข้าว จีบแบบหักข้อแขนตั้งฉากนิ้วทั้งสี่เรียงชิดติดกัน ลักษณะการจีบแบบที่ 3 ใช้การกดนิ้วกลางลงส่วนนิ้ว เหลือกรีดออกให้สวยงามได้ผสมการจีบแบบนาฏศิลป์ไทยเข้าไปร่วมคล้ายลักษณะการจีบล่อแก้วข้าง เป็นนาฏยศัพท์ของนาฏศิลป์
169 3.2.2 การใช้เท้า การใช้เท้า เป็นอีกโครงสร้างท่ารำของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง การใช้เท้าในการเคลื่อนไหวของการแสดงนาฏศิลป์ไทยรูปแบบต่าง ๆ มีความต่างแตกกันออกไปตาม รูปแบบและลักษณะของการแสดงนั้น ๆ การใช้เท้าในการเคลื่อนไหวการแสดงหรือใช้เท้าในการทำ ท่าทาง ต่าง ๆ เช่น การย่อ การยืด การยุด การดีดเท้า เป็นต้น โครงสร้างท่ารำของการใช้เท้าในการ แสดงเรือมกะโน้บติงต็องมีดังนี้ 3.3.3 การย่อเท้า ท่ารำการทรงตัวด้วยการเข่ยงเท้า โดยใช้จมูกเท้าในการรับน้ำหนักตัว ย่อเข่าทั้ง 2 ต่างระดับกัน เข่าหนึ่งจะรับน้ำหนักตัวอีกข้างหนึ่งจะค้ำยันให้การทรงตัวอยู่ ย่อเท้าพี่ใช้ ลำตัวและหัวเข่าเป็นตัวบังคับเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ของร่างกายและเกิดท่ารำที่มีความสมดุลย์ทุกส่วน การย่อแบบมากไปก็ถึงการกดตัวแบบพิเศษของโครงสร้างท่ารำสำคัญของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ภาพที่ 53 ลักษณะมือจีบกดนิ้วชี้ในโครงสร้างท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง แบบมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่มา: ผู้วิจัย ภาพที่ 52 ลักษณะมือจีบกดกลางในโครงสร้างท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง แบบวิทยาลัยนาฏศิลป นครราชสีมาและสถานศึกษาในเขตอีสานใต้ ที่มา: ผู้วิจัย
170 ภาพที่54 ลักษณะการการย่อเท้า ที่มา: ผู้วิจัย 3.3.4 การยืด – ยุบ ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ที่ใช้การยืดยุบ ของลำตัว ตามจังหวะต่าง ๆ โดยการยืดยุบตลอดเวลาในบางรำท่ายืด-ยุบตัวเร็วและขณะเดี่ยวกันมือจะยกสูงขึ้น เพื่อเป็นการช่วยยกน้ำหนักตัวให้ลอยจากพื้นด้วยและเวลาเดินแปรแถวการทิ้งน้ำหนักตัวยืดยุบและ การดึงน้ำหนักเท้ามาขึ้นและเหยียดให้คล้องกับจังหวะเพลงและปฏิบัติท่ารำตลอดเวลาของการรำ ภาพที่55 ลักษณะการยืด – ยุบ (1) การยืด (2) การยุบ ที่มา: ผู้วิจัย (1) (2)
171 3.3.5 การดีดเท้า ท่ารำการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง มีท่ารำที่ใช้เท้าโดยลักษณะการแตะ พร้อมดีดเท้าขึ้นพร้อมกันนั้นมีท่ารำในลักษณะนี้ ทั้งเพลงต้องใช้การดีดหรือการยกเท้าขึ้นทันทีหลังแตะ พื้น คือ โครงสร้างท่ารำที่สำคัญของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ภาพที่ 56 ลักษณะการดีดเท้า (1) จังหวะดีดเท้าที่ 1 (2) จังหวะดีดเท้าที่ ที่มา: ผู้วิจัย 3.3.6 ลักษณะการทรงตัว การทรงตัวของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง เป็นอีกโครงสร้างท่ารำของการแสดง เรือมกะโน้บติงติง ที่ใช้ลักษณะการทรงตัวในการก้าวเท้าและย่อตัวร่วมกับการถ่ายน้ำหนักตัว ท่ารำการ แสดงเรือมกะโน้บติงต็องที่มีโครงสร้างท่ารำที่เกี่ยวกับการใช้ร่างกายการโน้ม เพื่อให้เกิดความสมดุลของ ร่างกาย การทรงตัวและการก้าวเท้า ท่ารำเรือมกะโน้บติงต็องมีลักษณะการทรงตัวที่มีแสดง มีลักษณะเฉพาะโดยการก้าวเท้าไปข้างหน้าและการย่อตัวลงหัวเข่า ใช้การโน้มตัวไปข้างหน้ามีลักษณะ ท่ารำของการทรงตัวมากกว่าพิเศษและย่อหัวเข่าเท้าตลอดท่ารำลักษณะและมีการวางตำแหน่งที่สมดุล โดยถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้าและด้านหลังตามกระบวนท่าต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลและเชื่อมระหว่าง ท่ารำเพื่อให้เกิดความสอดคล้องไม่ขัดต่อลักษณะท่าจิกโดยโน้มและมีการเชื่อมโยงการก้าวเท้าไป ด้านหน้าอีกด้วย (1) (2)
172 ภาพที่ 57 ลักษณะการทรงตัว (1) การโน้มตัวไปข้างหน้า (2) การแง่ตัวไปด้านหลัง ที่มา: ผู้วิจัย 3.4 ลักษณะท่าเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ การแสดงการเรือมกะโน้บติงต็อง การแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านของไทย โดยเฉพาะการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านทางภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ มีความหลากหลายและการแสดงที่มากมาย การแสดงพื้นบ้านแต่ละชุดแสดงมี ลักษณะท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ เช่น การแสดงระบำคล้องช้างที่บอก ถึงอากัปกิริยาของ ช้างและควาญช้าง ขั้นตอนการคล้องช้าง ที่มีท่าทางเป็นเอกลักษณ์ของอีสานใต้ระบำบุหรงซีงอ ท่ารำ เลียนแบบอากัปกิริยาการเคลื่อนไหวของสัตว์ปีก ช้าง และสิงห์ ผสมกับท่วงท่านาฏศิลป์พื้นบ้านภาคใต้ คือการเลียนแบบอากัปกิริยาของสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้น ในการคิดประดิษฐ์ท่ารำในการแสดงพื้นบ้านหรือนาฏศิลป์ล้วนมีแนวคิด ในการออกแบบ ประดิษฐ์และองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการแสดงในการประดิษฐ์ท่าทางต่าง ๆ ท่าทางจากกริยา ของคนทีและเลียนแบบธรรมชาติ อากัปกิริยาของการเลียนแบบสัตว์ เลียนแบบประเพณี วิถีชีวิต ท่าทางต่าง ๆ ปรากฏอยู่ในการแสดงนาฏศิลป์แต่ละชุดท่ารำ ที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์เฉพาะของ ชุดการแสดง เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่าการรำหรือกระบวนท่าแบบนี้จะต้องเป็นการแสดงชุดนี้ หรือหาก กระบวนท่ารำผิดเพี้ยนไปจากเดิม อาจทำให้เป็นการแสดงที่ไม่น่าเชื่อถือว่าเป็นการแสดงชุดนั้น ๆ จริง การแสดงพื้นบ้านหรือนาฏศิลป์ไทยจึงมีท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์อัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละชุดการแสดง การแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง มีท่ารำเอกลักษณ์และอัตลักษณ์เช่นเดียวกันกับการแสดง นาฏศิลป์พื้นบ้านชุดอื่น ๆ การแสดงมีกระบวนท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ โดยมีรูปแบบ (1) (2)
173 แนวคิดการประดิษฐ์ท่ารำด้านต่าง ๆ จากการเลียนแบบกิริยาของตั๊กแตนตำข้าวและการเกี้ยวพาราสี ของผู้เล่นเป็นต้น เกิดเป็นการประกอบสร้างกระบวนท่ารำและการเลือกเพลงให้สอดคล้องกับกระบวน ท่ารำตามวัตถุประสงค์ของผู้ประดิษฐ์ชุดการแสดงในลักษณะท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ ของ การแสดงผู้วิจัยนำเสนอถึงท่ารำที่เกิดขึ้นจากการประดิษฐ์ท่าทางต่าง ๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์และอัต ลักษณ์ของการเรือมกะโน้บติงต็อง โดยแบ่งกระบวนท่าทำเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ ออกเป็น 3 ยุคดังนี้ 3.4.1 ลักษณะท่าเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ เรือมกะโน้บติงต็อง ยุคปี พ.ศ. 2522 3.4.1.1 ท่ารำตัวผู้ตัวเมียหยอกกัน กระบวนท่ารำตัวผู้ตัวเมียหยอกกัน เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิดจากการเกี้ยวพา ราสีของตั๊กแตนตำข้าว การยกเท้าหน้า และย่อตัวพร้อมส่งนิ้วไปจิกที่เอว และการดีดเท้าไปข้างหลังโดย ผสมกระบวนท่าทางนาฏศิลป์ไทยคือการยกเท้าแล้วกันเข่าของตั๊กแตนแตนตัวผู้จึงทำให้เป็นท่ารำที่เป็น เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ภาพที่59 ท่าตัวผู้ตัวเมียหยอกล้อกัน ที่มา: ผู้วิจัย
174 3.4.1.2 ท่ารำตัวผู้จิกตัวเมียด้านข้าง ภาพที่60 ท่าตัวผู้จิกตัวเมีย ด้านข้าง ที่มา: ผู้วิจัย กระบวนท่ารำตัวผู้ตัวเมียหยอกกันจิกตัวเมียด้านหลัง เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิด จากการเกี้ยวพาราสีของตั๊กแตนตำข้าว ตัวผู้วิ่งหยอกล้อตัว จากด้านหลังทำให้เกิกกระบวนท่าที่สือถึง กการหยอกล้อและกี้ยวพาราสี และเลียนแบบท่าธรรมชาติการวิ่งไล่ของตั๊กแตนตำข้าวจึงทำให้เป็นท่ารำ ที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง 3.4.1.3 ท่ารำตัวผู้จิกตัวเมียระดับไหล่ ภาพที่61 ท่าตัวผู้จิกตัวเมียระดับไหล่ ที่มา: ผู้วิจัย
175 กระบวนท่ารำตัวผู้ตัวเมียหยอกกันจิกตัวเมียที่ไหล่ เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิดจาก การเกี้ยวพาราสีของตั๊กแตนตำข้าว ผสมแนวคิดการประดิษฐ์นาฏศิลป์ของการหยอกล้อระหว่างตั๊กแตน ตำข้าวตัวผู้และตัวเมียจึงทำให้เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง เป็นท่าทำต้นแบบอีกด้วย 3.4.1.4 ท่ารำตัวผู้จิกหยอกล้อกันระหว่างตัวผู้กับตัวเมีย กระบวนท่ารำตัวผู้ตัวเมียหยอกกันจิกตัวเมียที่ระดับเอว เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิดจากการเกี้ยวพาราสีของตั๊กแตนตำข้าว ผสมแนวคิดการประดิษฐ์นาฏศิลป์ของการหยอกล้อ ระหว่างตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้และตัวเมียจึงทำให้เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดง เรือมกะโน้บติงต็องเป็นท่าทำต้นแบบอีกด้วย 3.4.1.5 ท่ารำตัวผู้ตามจิกและเกี้ยวตัวเมีย ภาพที่63 ท่าตัวผู้ตามจิกและเกี้ยวตัวเมีย ที่มา: ผู้วิจัย ภาพที่62 ท่าตัวผู้จิกตัวเมียด้านข้าง ที่มา: ผู้วิจัย
176 กระบวนท่ารำตัวผู้ตัวเมียหยอกวิ่งตามจิกตัวเมีย เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิด จากการเกี้ยวพาราสีตามธรรมของของตั๊กแตนตำข้าว ผสมแนวคิดการประดิษฐ์นาฏศิลป์ของการหยอก ล้อระหว่างตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้และตัวเมียจึงทำให้เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดง เรือมกะโน้บติงต็อง 3.5 ลักษณะท่าเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ เรือมกะโน้บติงต็อง ยุคปี พ.ศ. 2550 3.5.1 ท่ารำการผสมพันธ์แล้วกัดคอตัวผู้ ภาพที่64 ท่าการผสมพันธ์แล้วตั๊กแตนตำข้าวตัวเมียกัดคอตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ ที่มา: ผู้วิจัย กระบวนท่ารำการผสมพันธ์แล้วกัดคอตัวผู้เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิดจากผสมพันธุ์ ของตั๊กแตนตำข้าวตามธรรมของของตั๊กแตนตำข้าวเวลาตัวเมียผสมพันธ์กับตัวผู้เสร็จแล้วจะทำการกัด กินตัวผู้เพื่อการดำรงอยู่ของตัวเมีย ผสมแนวคิดการประดิษฐ์นาฏศิลป์ให้เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง 3.5.2 ท่ารำการกินอาหารของตั๊กแตนตำข้าว ภาพที่65 ท่าการกินอาหารของตั๊กแตนตำข้าว ที่มา: ผู้วิจัย
177 กระบวนท่ารำการกินอาหารของตั๊กแตนตำข้าว เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิด จาก การกินอาหารของตั๊กแตนตำข้าวตามธรรมจะออกหาอาหารและกินอาหารโดยอาหารของ ตั๊กแตนตำข้าวคือแมลงต่าง ๆ การบวนท่ารำผสมแนวคิดการประดิษฐ์นาฏศิลป์จึงทำให้เป็นท่ารำที่เป็น เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง 3.5.1.3 ท่ารำกระบวนการต่อสู้ของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ กระบวนท่ารำการต่อสู้ของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิดจาก การก่อนการผสมของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ตามธรรมชาติจะมีการเหลือตั๊กแตนตัวเมียที่เป็นแม่พันธ์ที่ดีและ จะมีการต่อสู้แย่งชิงตั๊กแตนตำข้าวตัวเมียเพื่อจะมาผสมพันธ์การบวนท่ารำผสมแนวคิดการประดิษฐ์ นาฏศิลป์ไทยจึงทำให้เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง 3.5.1.4 ท่ารำกระบวนการผสมพันธ์ ภาพที่67 ท่าการผสมพันธ์ของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้กับตั๊กแตนตำข้าวตัวเมีย ที่มา: ผู้วิจัย ภาพที่66 ท่ากระบวนการต่อสู้ของตั๊กแตนตำข้าวตัวผู้ ที่มา: ผู้วิจัย
178 กระบวนท่ารำการผสมพันธ์ เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะแนวคิดจากผสมพันธุ์ของตั๊กแตน ตำข้าว ตามธรรมของของตั๊กแตนตำข้าวเวลาตัวเมียผสมพันธุ์กับตัวผู้จะมีการดีดขาหรือยกขาแสดงถึง ความร่าเริงและมีความสุข ผสมแนวคิดการประดิษฐ์นาฏศิลป์ร่วมสมัยให้เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง 3.5.1.5 ท่ารำกระบวนการหยอกล้อผสมพันธ์ กระบวนท่ารำการหยอกล้อผสมพันธุ์เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิดจากผสมพันธุ์ ของตั๊กแตนตำข้าวตามธรรมของของตั๊กแตนตำข้าวเวลาตัวเมียผสมพันธุ์กับตัวผู้จะมีหยอกล้อ สร้างความเป็นมิตรความเข้าใจกันก่อนที่จะผสมพันธุ์ผสมแนวคิดการประดิษฐ์นาฏศิลป์ร่วมสมัยให้เป็น ท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง 3.6ลักษณะท่าเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ เรือมกะโน้บติงต็อง ยุคปี พ.ศ. 2553 3.6.1.1 ท่ารำเล่นปีก ภาพที่69 ท่าเล่นปีก ที่มา: ผู้วิจัย ภาพที่ 68 ท่ากระบวนการหยอกล้อผสมพันธ์ของตั๊กแตนตำข้าว ตัวผู้กับตั๊กแตนตำข้าวตัวเมีย ที่มา: ผู้วิจัย
179 กระบวนท่ารำท่ารำเล่นปีก ได้แนวคิดท่ารำจากการระบำที่เลียนแบบสัตว์ปีก ประยุกต์ให้เข้า กับกระบวนท่ารำและการเคลื่อนไหวของลักษณะของแสดงนาฎศิลป์ไทย โดยการเลียนอกัปกิริยาของ ตั๊กแตนตำข้าวให้เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง 3.6.1.2 ท่ารำงูกินหาง กระบวนท่ารำการหยอกล้อเตะขา เป็นกระบวนท่ารำในลักษณะ แนวคิดความหมายส่วน ใหญ่จะมุ่งอยู่ที่การเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาวและของตั๊กแตนตำข้าว ผสมแนวคิดการประดิษฐ์ นาฏศิลป์ให้เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง 8.6.1.3 ท่ารำเตะขาหยอกล้อ ภาพที่71 ท่าเตะขาหยอกล้อ ที่มา: ผู้วิจัย ภาพที่70 ท่างูกินหาง ที่มา: ผู้วิจัย
180 กระบวนท่ารำงูกินหาง การเลียนแบบการไล่จับลูกงูจากปลายแถว ฝ่ายแม่งูจะต้องกางมือ เพื่อป้องกันลูก หากลูกงูตัวใดถูกพ่องูดึงจนหลุดออกจากแถวไป ก็จะต้องออกจากการเล่น แนวคิด การประดิษฐ์นาฏศิลป์ไทยให้เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง 3.7 วิเคราะห์เปรียบเทียบดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ตารางที่ 8 วิเคราะห์เปรียบเทียบดนตรีการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที3 ช่วงปีพ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา 1 วงกันตรึมเป็นการละเล่น พื้นบ้านที่ได้รับความนิยมมากใน เขตอีสานใต้การแสดงแสดง เรือมกะโน้บติงต็องได้นำเอา เพลงพื้นบ้านกันตรึมมา ประกอบการแสดง 1 วงกันตรึมเป็นการละเล่น พื้นบ้านที่ได้รับความนิยมมากใน เขตอีสานใต้การแสดงแสดง เรือมกะโน้บติงต็องได้นำเอา เพลงพื้นบ้านกันตรึมมา ประกอบการแสดง 1 วงกันตรึมเป็นการละเล่น พื้นบ้านที่ได้รับความนิยมมากใน เขตอีสานใต้การแสดงแสดง เรือมกะโน้บติงต็องได้นำเอา เพลงพื้นบ้านกันตรึมมา ประกอบการแสดง
181 ตารางที่ 8 วิเคราะห์เปรียบเทียบดนตรีการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง (ต่อ) ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ยุคที3 ช่วงปีพ.ศ. 2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา ที่มา: ผู้วิจัย สรุปได้ว่า ดนตรีพื้นบ้านของชาวอีสานใต้ นิยมเล่นในพื้นที่ จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และนครราชสีมาเป็นต้น ลักษณะที่เฉพาะเป็นเอกลักษณ์ของกันตรึม ก็คือเป็นวงพื้นบ้านที่นำเอาจังหวะ ตีโทน โจ๊ะ ครึม ครึม มาเป็นชื่อดนตรีที่เรียกว่า กันตรึม ประกอบด้วยปี่อ้อ ซอกันตรึม กลองกันตรึม เครื่องประกอบจังหวะมีฉิ่ง ฉาบ กรับ ทำนองในการใช้เป็นแม่เพลงพื้นบ้านอีสานใต้กันตรึมมีสภาพที่ แตกต่างกับการละเล่นพื้นบ้านอื่น ๆ เนื้อร้องที่ใช้ร้องจะเป็นภาษาเขรมสูงมีเนื้อหาที่สะท้อนถึงความเป็น ความรักและบรรยายให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ผู้เล่นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย จำนวน 4-5 คนฝ่าย หญิงส่วนใหญ่จะเข้ามาร้องและร่วมรำเป็นบ้างครั้งแต่อย่างไรก็ตามในขนาดที่ปรากฏ วงกันตรึมใน สถาบันการศึกษาเพิ่มขึ้นตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นหลายจังหวัดทางภาคอีสานเครื่อง ดนตรีไม่มีความแตกต่างกัน ทั้ง 3 ยุค
182 3.8 วิเคราะห์เปรียบเทียบการแต่งกายที่ใช้ประกอบการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ตารางที่9 วิเคราะห์เปรียบเทียบเครื่องแต่งกายการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ยุคที่2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่สู่ชุมชนสถานศึกษาและ มหาวิทยาราชภัฏบุรีรัมย์ ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดง มหาวิทยาลัย ราชภัฏสุรินทร์ ยุคที3 ช่วงปีพ.ศ.2553 พัฒนารูปแบบการแสดง วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา การแต่งเลียนแบบตั๊กแตนตำข้าว จึงได้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ให้ มี ปีก หน้ากาก มีกระโปรง สำหรับตัวเมีย มีชุดสีเขียว ตามสี ของตั๊กแตนตำข้าว มีกางเกงสี เขียวมีเสื้อสีเขียว ลื่อให้เห็นถึง ลักษณะของตั๊กแตนตำข้าว ตัวเมีย ตัวเมีย นำความเป็นสากล มีการนำองค์ ความรู้ต่าง ๆ เข้ามาประกอบ ประยุกต์ในการประดิษฐ์เครื่อง แต่งกายให้สื่อความหมายและ บูรณาการ ถึงลักษณะของตั๊กแตน ตำข้าว การออกแบบเครื่องแต่งกาย ตาม วัฒนธรรมการแต่งกาย ของกลุ่มชาติติพันธ์อีสานใต้ซึ่ง โดดเด่น ด้านภูมิปัญญา ศิลปหัตถกรรม เฉพาะ การทอผ้า ที่มีความงดงามมี เอกลักษณ์ของตน ตัวเมีย ตัวผู้ ตัวผู้ ตัวผู้ ตัวเมีย ที่มา: ผู้วิจัย
183 สรุปได้ว่า ลักษณะการแต่งกายของผู้แสดงเรือมกะโน้บติงต็อง จะมีลักษณะร่วมและลักษณะ แตกต่างกัน คือลักษณะร่วม คือ การเลียนแบบลักษณะของ ตั๊กแตนตำข้าว ในการสื่อสารลักษณะ ที่แตกต่าง คือ ของการแต่งกายกาย ให้มี ปีก หน้ากาก มีกระโปรงสำหรับตัวเมีย มีชุดสีเขียว ตามสีของ ตั๊กแตนตำข้าว มีกางเกงสีเขียว มีเสื้อสีเขียว ลื่อให้เห็นถึงลักษณะของตั๊กแตนตำข้าว และแต่งกาย ตามลักษณะเพศของตั๊กแตนตำข้าว คือตัวผู้กับตัวเมีย ลักษณะที่แตกต่างกัน คือ การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องใน ยุคที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 2506 เผยแพร่ สู่ชุมชนสถานศึกษาและมหาวิทยาราชภัฏบุรีรัมย์ ของการแต่งกายกาย ให้มี ปีก หน้ากาก มีกระโปรงสำหรับตัวเมีย มีชุดสีเขียว ตามสีของตั๊กแตนตำข้าว มีกางเกงสีเขียว มีเสื้อสีเขียว ลักษณะที่แตกต่างกัน ยุคที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2550 พัฒนารูปแบบการแสดงมหาวิทยาลัยราช ภัฏสุรินทร์ตัวผู้เมีย ประกอบด้วย ส่วนที่ เป็นชุดรัดรูปสีเขียวตองอ่อนทั้งตัว ส่วนที่ เสื้อผ้าไหมตรูยแสน์ก แขนกุดแบบสวมด้านหน้า ชายเสื้อด้านหน้าห้อยยาวลงมาถึงช่วงหน้าขาเป็นรูปสามเหลี่ยม ด้านหลัง ตกแต่งด้วยระบายสีเขียว ส่วนที่ กรองคอปักด้วยเลื่อมสีทอง ส่วนที่ ปีกซึ่งมีการพัฒนาให้มีความเหมือน จริงและสวยงามมากยิ่งขึ้น มีลักษณะโปร่งบางซ้อนกัน 4 ชั้น โดยปีกด้านนอกจะมีสีเขียวเข้มและปีกใน อีก 3 ชั้นก็จะมีสีอ่อนลงไปตามลำดับ สามารถกางหรือหุบปีกได้โดยใช้มือดึงก้านปีกขึ้น ส่วนที่เป็น หน้ากากซึ่งก็มีการพัฒนาให้มีความเหมือนจริงขึ้นกว่าเดิม โดยเน้นการใช้สีสันที่เหมือนจริงขึ้นและใช้ วัสดุแบบที่ทนทานขึ้นกว่าเดิม และส่วนที่ ทัดดอกไม้ที่บริเวณบนหูด้านซ้าย ตัวผู้ประกอบด้วย ส่วนที่ เป็นชุดรัดรูปสีเขียวตองอ่อนทั้งตัว ส่วนที่เสื้อผ้าไหมตรูยแสน์ก แขนกุดแบบสวมด้านหน้า ชายเสื้อด้านหน้าห้อยยาวลงมาถึงช่วงหน้าขาเป็นรูปสามเหลี่ยม ด้านหลัง ตกแต่งด้วยผ้าสีเขียวไม่มีระบาย ส่วนที่. กรองคอปักด้วยเลื่อมสีทอง ส่วนที่4. ปีกซึ่งมีการพัฒนาให้มี ความเหมือนจริงและสวยงามมากยิ่งขึ้น มีลักษณะโปร่ง บางซ้อนกัน 4 ชั้น โดยปีกด้านนอกจะมีสีเขียว เข้มและปีกในอีก 3 ชั้นก็จะมีสีอ่อนลงไปตามลำดับ สามารถกางหรือหุบปีกได้โดยใช้มือดึงก้านปีกขึ้น และส่วนที่. หน้ากากซึ่งก็มีการพัฒนาให้มีความเหมือนจริงขึ้นกว่าเดิม โดยเน้นการใช้สีสันที่เหมือนจริง ขึ้นและใช้วัสดุแบบที่ทนทานขึ้นกว่าเดิม ลักษณะที่แตกต่างกันยุคที3 ช่วงปีพ.ศ.2553 พัฒนารูปแบบการแสดงวิทยาลัยนาฏศิลป นครราชสีมา มีความงดงามมีเอกลักษณ์ของตนด้วยกรรม วิธีผลิต วัสดุ สีสันของผ้า งานหัตถกรรม เครื่องเงินเป็นศิลปะหัตถศิลป์มีความงดงามอย่างมาก มีการสั่งสมและถ่ายทอดกันอย่างช้านานลวดลาย ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนวัสดุที่ใช้คือเงินแท้เกิดความสวยงามเป็นพิเศษยิ่งขึ้นแก่การอนุรักษ์ภูมิปัญญา ช่วงหลังทำประกอบ แสง เสียง พิมาย ได้ปรับใหม่ให้มีความสอดคล้องกับบทที่เล่นและมีความน่ารักของ เด็ก ๆ มากขึ้น ชุดใส่โจงแล้วผ้าขาวม้า หญิงใส่เสื้อเข้ารูป จุดเด่นคือหนวดที่ใช้ทางหมากมามัดทำเป็น หนวดที่หน้าผาก ในการแต่งกายในยุคนี้
184 บทที่5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ วิจัยเรื่องพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความเป็นมาพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง และศึกษาวิเคราะห์ องค์ประกอบการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกระโน้บติงต็อง โดยผู้วิจัยมุ่งเน้นศึกษาพัฒนาการการ แสดงพื้นบ้านอีสานใต้เรือมกะโน้บติงต็อง ปี พ.ศ. 2490 ถึงปี พ.ศ. 2560 มีขอบเขตในการวิจัย คือ ศึกษาความเป็นพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง ศึกษาวิเคราะห์ องค์ประกอบการแสดงและโครงสร้างกระบวนท่ารำลักษณะท่าที่เป็นอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ การแต่งกาย การปรับเปลี่ยนและการอนุรักษ์ ของสถานศึกษาในเขตอีสานใต้พื้นที่ศึกษาคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ วิทยานาฏศิลปนครราชสีมา ซึ่งมีวิธีการ ดำเนินวิจัยตามกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพตามเอกสารตำราและงานวิชาการต่าง ๆ ที่มีเกี่ยวข้อง การศึกษาภาคสนามโดยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณผู้เชี่ยวชาญทางด้านนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมืองอีสาน ใต้ ผู้ทรงวุฒิด้านดนตรีนาฏศิลป์พื้นเมืองอีสานใต้ ของสถานบันศึกษาและผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดท่ารำ เรือมกะโน้บติงต็องจากนายเต็น ตระการดีและนายเหือน ตรงศูนย์ดี การสังเกตเก็บข้อมูลองค์ความรู้ ต่าง ๆ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยและสามารถนำเสนอ การสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยได้ดังนี้ 1.สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัย เรื่อง พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง สามารถสรุปได้ ตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้ 1.1 ศึกษาความเป็นมา พัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้ เรือมกะโน้บติงต็อง การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องมีมากว่า 70 ปี มีการนำแสดงออกอย่างต่อเนื่องโดยคณะครูที่ ได้รับการถ่ายทอดจากนายเต็น ตระการดีและนายเหนือน ตรงสูงดี ได้นำองค์ประกอบความรู้ ไปถ่ายทอดแก่ผู้สนใจในบุคคลสถานศึกษาต่าง ๆ โดยมีการปรับเปลี่ยนพัฒนา ต่อยอดระยะเวลา เนื่องจากมีข้อจำกัดของบริบทการจัดการแสดงที่สำคัญขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ควบคุมการแสดง จะนำการแสดงชุดนี้ไปเผยแพร่ในแต่ละครั้งผู้วิจัยลำดับพัฒนาการการแสดงพื้นบ้านอีสานใต้
185 เรือมกะโน้บติงต็อง โดยยกเอาปรากฏการสำคัญหรือบุคคลตลอดจนหน่วยงานที่ยังนำเอาการแสดง เรือมกะโน้บติงต็อง ออกเผยแพร่และถ่ายทอดสู่สู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องในช่วงปี ยุคที่ 1 กำเนิดเรือมกะโน้บติงต็อง ซึ้งเกิดจากนายเต็น ตระการดีและเหือน ตรงศูนย์ดี ได้เลียนแบบการเกี้ยวพาราสีของ ตั๊กแตนตำข้าว ตามประสาสัตว์ ขยิกไปขยิกมา มีท่าทางเป็นผู้ชายกับผู้หญิงอะไรทำนองนั้น มีความรู้สึกติดอกติดใจ ใช้ความสังเกตพิจารณา เป็นเวลานานพอสมควร จนหายเหนื่อย แล้วก็รีบ เดินทางกลับบ้าน เพื่อจะได้เอาปลาไปประกอบอาหารเช้าในวันนั้น และในระหว่างทางก็ยังนึกถึง อาการแสดงของเจ้าตั๊กแตนคู่นั้นอยู่ตลอดเวลา คิดว่าถ้าหากฝึกคนเรา แสดงเลียนแบบกิริยาท่าทางให้ คล้าย ๆ สัตว์คู่นี้ คงน่าดูและเกิดความสนุกสนานไม่ใช่น้อย และทางบ้านก็มีคณะดนตรีพื้นบ้านอยู่ แล้ว ก็ร่วมแสดงท่ากะโน้บติงต็องตัวผู้ ส่วนนายเต้น ตระการดี ก็แสดงท่าทางกะโน้บติงต็องตัวเมียร้อง เพลงตอบโต้คนละที่ร้องจบเพื่อน ๆ ก็ช่วยตีกลองให้จังหวะ ผู้ชมในระแวกนั้นก็สนุกขบขันเฮฮาใน ทายกมือขึ้นงอ ๆ ก้นงอน ๆ เลียนแบบตั๊กแตนตำข้าวประกอบกับบทเพลงอย่างว่า สนุกถึงใจในผู้ชอบ เพลงสาบกทั้งหลายการแสดงเล่นง่าย ๆ การแสดงเรือมกะโน้บติงต็องในยุคแรกเริ่มแรก โดยการจากนายเต็น ตระการดีและ นายเหือน ตรงสูงดีเริ่มเล่นการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง ในอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 มีการเล่นกะโน้บติงต็องสอดแทรงอยู่ในวงกันตรึม มีผู้ร้อง และผู้และดนตรีพึ้นบ้านโดยไม่ มีการรับวัฒธรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่สอดแทรงในเรื่องเครืองแต่งกาย ทำนองเพลง และเนื้อหาของ เพลงการแสดงเรือมกะโน้บติงต็องในวงกันตรึมในยุคนี้ ยังไม่มีการแสดงอย่างแพร่หลายไปยังภูมิภาค อื่นคงมีเพียงแสดงอยู่ในหมู่บ้านหรือบิริเวรพื้นที่ใกล้เคียงในอำเภอปราสาท เท่านั้น การแสดงเรือม กะโน้บติงต็อง จะนิยมเล่นกันในงานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลต่าง ๆ เป็นต้น ยุคที่ 2 ปี พ.ศ. 2506 ถึง 2549 เรือมกะโน้บติงต็อง เผยแพร่สู่ชุมชนและสถานศึกษา เมือปี พ.ศ. 2504 นายยันต์ ยี่สุ่นศรี ครูใหญ่โรงเรียนบ้านโพธิ์กอง ตำบลไพล อำเภอ ปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่เคยเล่นดนตรี กับนายเหือน ตรงศูนย์ดี และได้นายยันต์ ยี่สุ่นศรี ได้นำเอาการแสดงกะโน้บติงต็อง ไปสอนเด็กในโรงเรียน ในขณะเดียวกัน ครูสมพง สาคเรศ ซึ่งเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนประสาทศึกษาคาร อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ได้ส่งเสริมและเผยแพร่ โดยนำไปฝึกให้กับนักเรียนในโรงเรียน ต่อมาเมือปี พ.ศ. 2506 ในสมัยผู้ว่านายเสนอ มูลศาสตร์ ดำรงตำแหน่งนายอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ได้เห็นการแสดงเรือมกะโน้บติงต็อง จึงมีการส่งเสริม โดยให้นายเหือน ตรงศูนย์ดี นายเต็น ตระการดี และนายันต์ ยี่สุ่นศรี นำการแสดงไปแสดงที่สวนอัมพร การนำเอาการแสดงเรือม กะโน้บติงต็องแสดงครั้งนี้ เนื้อเพลงที่ใช้ร้องยังเป็นภาษาเขรม ทำนองเดียวกันกับนายเต็นและ นายเหือน เล่นกันในช่วงแรก ๆ และนำเผยแพร่การแสดง ท่านผู้ว่า เสนอ มูลศาสตร์ อำเภอปราสาท