The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บูรณาการร่วมกับหลักสูตรท้องถิ่นลาวเวียง โรงเรียนวัดหนองอ้อ(ธรรมธรใยประชาสามัคคี) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นายนาคนครา เหลนปก, 2022-08-21 12:25:53

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปีการศึกษา 2565

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บูรณาการร่วมกับหลักสูตรท้องถิ่นลาวเวียง โรงเรียนวัดหนองอ้อ(ธรรมธรใยประชาสามัคคี) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2

สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ิของส่ิงมีชวี ิต หน่วยพ้นื ฐานของสิง่ มีชวี ิต การลำเลียงสารเขา้ และออกจาก

เซลล์ ความสมั พันธ์ของโครงสร้างและหนา้ ทขี่ องระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์และมนษุ ย์ท่ี
ทำงานสมั พันธ์กัน ความสมั พันธข์ องโครงสร้างและหนา้ ทข่ี องอวัยวะตา่ ง ๆ ของพชื ท่ี
ทำงานสัมพนั ธ์กนั รวมทัง้ นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

ชั้น ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ม.3 - - ทอ้ งถนิ่
-

สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรมสารพนั ธุกรรม

การเปลี่ยนแปลงทางพนั ธกุ รรมท่ีมีผลต่อสงิ่ มีชวี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและ
ววิ ัฒนาการของส่ิงมีชีวิต รวมท้ังนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ชนั้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถน่ิ

ม.3 ว 1.3 ม.3/1 - ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสามารถ

อธิบายความสมั พันธ์ระหว่าง ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้ โดยมียีน

ยนี ดีเอ็นเอ และโครโมโซม เปน็ หน่วยควบคมุ ลักษณะทางพนั ธกุ รรม

โดยใช้แบบจำลอง - โครโมโซมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ และโปรตีน

ขดอยู่ในนิวเคลียส ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซมมี

ความสัมพันธ์กัน โดยบางส่วนของดีเอ็นเอทำ

หน้าท่ีเปน็ ยีนทก่ี ำหนดลักษณะของส่งิ มชี ีวติ

- สิ่งมีชีวิตที่มีโครโมโซม 2 ชุด โครโมโซมที่เป็นคู่

กันมีการเรียงลำดับของยีนบนโครโมโซม

เหมือนกัน เรียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีน

หนึ่งที่อยู่บนคู่ฮอมอโลกัสโครโมโซม อาจมี

รูปแบบแตกต่างกัน เรียกแต่ละรูปแบบของยีนท่ี

ต่างกันนี้ว่าแอลลีล ซึ่งการเข้าคู่กันของแอลลี

ลต่าง ๆ อาจส่งผลทำให้สิ่งมีชีวิตมีลักษณะที่

แตกตา่ งกนั ได้

246

ชนั้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระการเรียนรู้
ทอ้ งถ่นิ

ม.3 ว 1.3 ม.3/1 - สง่ิ มีชวี ติ แตล่ ะชนิดมจี ำนวนโครโมโซมคงท่ี

อธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ ง มนุษยม์ ีจำนวนโครโมโซม 23 คู่ เปน็ ออโตโซม

ยนี ดีเอน็ เอ และโครโมโซม 22 คู่ และโครโมโซมเพศ 1 คู่ เพศหญงิ

โดยใชแ้ บบจำลอง (ต่อ) มีโครโมโซมเพศเปน็ XX เพศชายมีโครโมโซมเพศ

เป็น XY

ว 1.3 ม.3/2 -เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทาง - การศึกษากลมุ่

อธิบายการถ่ายทอดลักษณะ พันธุกรรมของต้นถั่วชนิดหนึ่ง และนำมาสู่ ชาตพิ นั ธ์ุลาวเวียง

ทางพนั ธกุ รรมจากการผสม หลักการพื้นฐานของการถ่ายทอดลักษณะทาง

โดยพจิ ารณาลักษณะเดียวที่ พนั ธุกรรมของสง่ิ มีชีวติ

แอลลลี เดน่ ข่มแอลลลี ดอ้ ย - สิง่ มีชวี ิตทม่ี โี ครโมโซมเป็น 2 ชดุ ยีนแตล่ ะ

อย่างสมบรู ณ์ ตำแหน่งบนฮอมอโลกัสโครโมโซมมี 2 แอลลีล

ว 1.3 ม.3/3 โดยแอลลลี หน่ึงมาจากพ่อ และอกี แอลลีลมาจาก

อธบิ ายการเกดิ จีโนไทปแ์ ละฟี แม่ ซึ่งอาจมีรูปแบบเดียวกัน หรือแตกต่างกัน

โนไทปข์ องลูก และคำนวณ แอลลีลที่แตกต่างกันนี้ แอลลีลหนึ่งอาจมีการ

อัตราสว่ นการเกดิ จโี นไทป์ แสดงออกข่มอีกแอลลีลหนึ่งได้ เรียกแอลลีลน้ัน

และฟโี นไทป์ของรนุ่ ลูก ว่า เป็นแอลลีลเด่น ส่วนแอลลีลที่ถูกข่มอย่าง

สมบรู ณ์เรยี กว่าเป็นแอลลลี ดอ้ ย

- เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ แอลลีลที่เป็นคู่กัน

ในแตล่ ะฮอมอโลกัสโครโมโซมจะแยกจากกันไปสู่

เซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์ โดยแต่ละเซลล์สืบพันธุ์

จะได้รับเพียง 1 แอลลีล และจะมาเข้าคู่กับแอล

ลีลที่ตำแหน่งเดียวกันของอีกเซลล์สืบพันธุ์หน่ึง

เมื่อเกิดการปฏิสนธิ จนเกิดเป็นจีโนไทป์และ

แสดงฟีโนไทป์ในรนุ่ ลูก

247

ชน้ั ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถ่ิน

ม.3 ว 1.3 ม.3/4 - กระบวนการแบ่งเซลลข์ องสงิ่ มีชีวติ มี 2 แบบ

อธบิ ายความแตกตา่ งของการ คอื ไมโทซิส และไมโอซสิ

แบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ และไม - ไมโทซสิ เปน็ การแบ่งเซลล์เพอ่ื เพ่ิมจำนวนเซลล์

โอซสิ รา่ งกาย ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์

ท่ีมลี ักษณะและจำนวนโครโมโซมเหมอื นเซลลต์ ัง้

ตน้

- ไมโอซสิ เป็นการแบ่งเซลลเ์ พื่อสร้างเซลล์

สบื พนั ธุ์ ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์

ทม่ี จี ำนวนโครโมโซมเปน็ ครง่ึ หนึ่งของเซลล์ต้ังตน้

เม่ือเกิดการปฏิสนธิของเซลล์สบื พนั ธ์ุ ลูกจะได้รับ

การถา่ ยทอดโครโมโซมชดุ หนึ่งจากพ่อและอีกชุด

หนง่ึ จากแม่ จงึ เปน็ ผลใหร้ ุ่นลูกมจี ำนวน

โครโมโซมเทา่ กบั รุ่นพ่อแมแ่ ละจะคงที่

ในทุก ๆ รุ่น

ว 1.3 ม.3/5 - การเปล่ียนแปลงของยนี หรือโครโมโซม ส่งผล

บอกไดว้ า่ การเปลี่ยนแปลงของ ให้เกิดการเปลย่ี นแปลงลกั ษณะทางพนั ธุกรรม

ยนี หรือโครโมโซมอาจทำให้เกิด ของส่งิ มีชวี ติ เชน่ โรคธาลสั ซีเมีย เกิดจากการ

โรคทางพันธุกรรม พร้อมทัง้ เปล่ียนแปลงของยนี กลมุ่ อาการดาวนเ์ กิดจาก

ยกตวั อย่างโรคทางพันธุกรรม การเปลย่ี นแปลงจำนวนโครโมโซม

ว 1.3 ม.3/6 - โรคทางพนั ธกุ รรมสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่

ตระหนกั ถึงประโยชนข์ อง ไปสูล่ กู ได้ ดังน้นั ก่อนแตง่ งานและมบี ุตรจึงควร

ความรู้เร่ืองโรคทางพนั ธุกรรม ปอ้ งกันโดยการตรวจและวนิ ิจฉัยภาวะเส่ยี งจาก

โดยรูว้ ่าก่อนแตง่ งานควร การถ่ายทอดโรคทางพนั ธุกรรม

ปรึกษาแพทย์ เพ่อื ตรวจและ

วนิ จิ ฉัยภาวะเสย่ี งของลูกที่

อาจเกดิ โรคทางพันธกุ รรม

248

ชนั้ ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถิ่น

ม.3 ว 1.3 ม.3/7 - มนุษยเ์ ปลยี่ นแปลงพันธกุ รรมของสง่ิ มีชีวิตตาม

อธบิ ายการใช้ประโยชนจ์ าก ธรรมชาติ เพอื่ ให้ไดส้ ่งิ มีชีวิตที่มีลักษณะตาม

สง่ิ มชี วี ติ ดดั แปรพันธุกรรม ต้องการ เรียกสงิ่ มชี ีวิตนีว้ ่า ส่ิงมชี วี ิตดดั แปร

และผลกระทบท่ีอาจมตี ่อ พนั ธกุ รรม

มนุษย์และสิ่งแวดลอ้ ม - ในปัจจุบันมนุษย์มกี ารใช้ประโยชนจ์ ากส่ิงมชี วี ติ

โดยใชข้ อ้ มูลท่รี วบรวมได้ ดดั แปรพันธุกรรมเปน็ จำนวนมาก เชน่ การผลติ

ว 1.3 ม.3/8 อาหาร การผลติ ยารกั ษาโรค การเกษตร อย่างไร

ตระหนักถึงประโยชนแ์ ละ ก็ดี สงั คมยังมีความกงั วลเกี่ยวกับผลกระทบของ

ผลกระทบของส่งิ มีชวี ติ ดัด สง่ิ มชี วี ติ ดดั แปรพันธุกรรมทีม่ ีต่อส่งิ มชี วี ิตและ

แปรพนั ธกุ รรมทอ่ี าจมีต่อ สิ่งแวดลอ้ ม ซง่ึ ยังทำการติดตามศึกษาผลกระทบ

มนษุ ย์และส่งิ แวดล้อม โดย ดงั กลา่ ว

การเผยแพร่ความรู้ที่ได้จาก

การโตแ้ ยง้ ทางวทิ ยาศาสตร์

ซึ่งมีข้อมูลสนับสนุน

ว 1.3 ม.3/9 - ความหลากหลายทางชวี ภาพ มี 3 ระดับ ทรัพยากรธรรมชาติ

เปรยี บเทยี บความหลากหลาย ไดแ้ ก่ ความหลากหลายของระบบนิเวศ ของลาวเวยี ง

ทางชวี ภาพ ในระดบั ชนิด ความหลากหลายของชนดิ สิง่ มีชีวติ และ

ส่งิ มชี ีวิตในระบบนเิ วศตา่ ง ๆ ความหลากหลายทางพันธกุ รรม ความ

ว 1.3 ม3/10 หลากหลายทางชีวภาพน้ีมคี วามสำคัญต่อการ

อธบิ ายความสำคัญของความ รกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ ระบบนเิ วศท่ีมคี วาม

หลากหลายทางชวี ภาพท่มี ตี ่อ หลากหลายทางชวี ภาพสงู จะรกั ษาสมดุลได้

การรักษาสมดุลของระบบ ดกี ว่าระบบนเิ วศท่มี ีความหลากหลายทางชวี ภาพ

นเิ วศ และตอ่ มนุษย์ ตำ่ กว่า นอกจากนี้ความหลากหลายทางชวี ภาพ

ว 1.3 ม3/11 ยงั มีความสำคัญต่อมนุษย์ในด้านตา่ ง ๆ เชน่

แสดงความตระหนกั ในคุณคา่ ใช้เป็นอาหาร ยารกั ษาโรค วัตถุดิบใน

และความสำคญั ของความ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังนน้ั จึงเปน็ หน้าท่ขี องทุก

หลากหลายทางชวี ภาพ โดยมี คนในการดูแลรักษา ความหลากหลายทาง

ส่วนร่วมในการดแู ลรกั ษา ชีวภาพให้คงอยู่

ความหลากหลายทางชีวภาพ

249

สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสมบตั ิของสสารกบั

โครงสร้างและแรงยึดเหนยี่ วระหว่างอนภุ าค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนแปลง
สถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี

ชน้ั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถ่ิน

ม.3 ว 2.1 ม.3/1 - พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม เป็นวัสดุที่ใช้

ระบสุ มบัตทิ างกายภาพและ มากในชวี ิตประจำวนั

การใช้ประโยชน์วัสดปุ ระเภท - พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่เกิด

พอลเิ มอร์ เซรามิก และวสั ดุ จากโมเลกุลจำนวนมากรวมตัวกันทางเคมี เช่น

ผสม โดยใช้หลกั ฐานเชงิ พลาสติก ยาง เส้นใย ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติ

ประจกั ษ์ และสารสนเทศ แตกต่างกัน โดยพลาสติกเป็นพอลิเมอร์ที่ขึ้นรูป

เป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ ยางยืดหยุ่นได้ ส่วนเส้นใย

ว 2.1 ม.3/2 เป็นพอลิเมอร์ที่สามารถดึงเป็นเส้นยาวได้ พอลิ

ตระหนกั ถึงคณุ คา่ ของการใช้ เมอร์จงึ ใช้ประโยชนไ์ ด้แตกตา่ งกัน

วสั ดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรา - เซรามิกเป็นวสั ดุทีผ่ ลติ จาก ดนิ หนิ ทราย และ

มิก และวสั ดุผสม โดยเสนอ แรธ่ าตุตา่ ง ๆ จากธรรมชาติ และสว่ นมากจะผ่าน

แนะแนวทางการใชว้ ัสดอุ ย่าง การเผาท่อี ุณหภูมิสูง เพ่ือให้เครื่องปั้นดนิ เผา

ประหยดั และคุ้มค่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้เนื้อสารที่แข็งแรงเซรา

มิกสามารถทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ สมบัติทั่วไป

ของเซรามิกจะแข็ง ทนต่อการสึกกร่อน และ

เปราะ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ภาชนะ

ทเ่ี ป็น

- วัสดุผสมเป็นวัสดุที่เกิดจากวัสดุตั้งแต่ 2

ประเภท ที่มีสมบัติแตกต่างกันมารวมตัวกัน เพ่ือ

นำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น เสื้อกันฝนบาง

ชนิด เป็นวัสดุผสมระหว่างผ้ากับยาง คอนกรีต

เสริมเหล็ก เป็นวัสดุผสมระหว่างคอนกรีตกับ

เหลก็

- วัสดุบางชนิดสลายตัวยาก เช่น พลาสติก การ

ใช้วัสดุอย่างฟุ่มเฟือยและไม่ระมัดระวังอาจก่อ

ปัญหาตอ่ สิ่งแวดล้อม

250

ชั้น ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ท้องถน่ิ

ม.3 ว 2.1 ม.3/3 - การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือการเปลี่ยนแปลงทาง

อธบิ ายการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี เคมีของสาร เป็นการเปล่ยี นแปลงทีท่ ำให้เกิดสาร

รวมถงึ การจดั เรยี งตัวใหม่ของ ใหม่ โดยสารทเ่ี ข้าทำปฏกิ ิริยา เรียกวา่ สารตงั้ ต้น

อะตอมเม่ือเกิดปฏิกิริยาเคมี สารใหม่ท่ีเกิดข้ึนจากปฏิกริ ิยา เรียกว่า ผลติ ภณั ฑ์

โดยใช้แบบจำลองและสมการ การเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถเขียนแทนได้ด้วย

ขอ้ ความ สมการขอ้ ความ

- การเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของสารตัง้ ตน้ จะมี

การจัดเรียงตัวใหม่ ไดเ้ ปน็ ผลิตภณั ฑ์ ซึ่งมสี มบัติ

แตกตา่ งจากสารต้งั ต้น โดยอะตอมแตล่ ะชนิด

กอ่ นและหลงั เกิดปฏิกิริยาเคมีมจี ำนวนเท่ากัน

ว 2.1 ม.3/4 - เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี มวลรวมของสารตั้งต้น

อธิบายกฎทรงมวล โดยใช้ เท่ากับมวลรวมของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นไปตามกฎ

หลกั ฐานเชิงประจักษ์ ทรงมวล

ว 2.1 ม.3/5 - เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี มีการถ่ายโอนความร้อน

วิเคราะหป์ ฏกิ ริ ยิ าดูดความ ควบคู่ไปกับการจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมของ

ร้อน และปฏิกริ ยิ าคายความ สาร ปฏิกิริยาที่มีการถ่ายโอนความร้อนจาก

รอ้ น จากการเปล่ียนแปลง สง่ิ แวดลอ้ มเขา้ สู่ระบบเปน็ ปฏิกิรยิ าดูดความร้อน

พลงั งานความร้อนของ ปฏิกริ ยิ าท่มี ีการถ่ายโอนความร้อนจากระบบออก

ปฏิกริ ยิ า สู่สิ่งแวดล้อมเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน โดยใช้

เครื่องมือที่เหมาะสมในการวัดอุณหภูมิ เช่น

เทอร์มอมิเตอร์ หัววัดที่สามารถตรวจสอบการ

เปลีย่ นแปลงของอณุ หภมู ิได้อย่างต่อเนอื่ ง

251

ชั้น ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถิน่

ม.3 ว 2.1 ม.3/6 - ปฏกิ ริ ิยาเคมที ่ีพบในชวี ติ ประจำวนั มีหลายชนดิ

อธิบายปฏกิ ิรยิ าการเกิดสนมิ เช่น ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม้ การเกิดสนมิ ของเหล็ก

ของเหลก็ ปฏกิ ริ ยิ าของกรด ปฏิกริ ิยาของกรดกบั โลหะ ปฏิกิรยิ าของกรดกับ

กับโลหะ ปฏิกริ ิยาของกรดกับ เบส ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ การเกิดฝนกรด

เบส และปฏกิ ริ ยิ าของเบสกบั การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง ปฏกิ ริ ิยาเคมสี ามารถ

โลหะ โดยใชห้ ลักฐานเชิง เขยี นแทนได้ดว้ ยสมการข้อความ ซึ่งแสดงชื่อของ

ประจกั ษ์ และอธิบายปฏิกิริยา สารต้ังต้นและผลติ ภณั ฑ์ เชน่

การเผาไหม้ การเกิดฝนกรด เชอื้ เพลิง + ออกซิเจน → คารบ์ อนไดออกไซด์ + นำ้

การสังเคราะหด์ ้วยแสง โดยใช้ ปฏิกิรยิ าการเผาไหมเ้ ปน็ ปฏกิ ิรยิ าระหวา่ งสารกบั

สารสนเทศ รวมทัง้ เขียน ออกซเิ จน สารที่เกิดปฏิกริ ยิ าการเผาไหมส้ ่วน

สมการข้อความแสดงปฏิกริ ยิ า ใหญ่เป็นสารประกอบทมี่ คี าร์บอนและไฮโดรเจน

ดังกลา่ ว เป็นองค์ประกอบ ซ่งึ ถ้าเกิดการเผาไหมอ้ ย่าง

สมบูรณ์ จะได้ผลติ ภณั ฑเ์ ป็นคาร์บอนไดออกไซด์

และนำ้

- การเกิดสนิมของเหล็ก เกิดจากปฏิกิรยิ าเคมี

ระหวา่ งเหลก็ น้ำ และออกซเิ จน ได้ผลติ ภัณฑ์

เป็นสนิมของเหล็ก

- ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม้และการเกิดสนิมของเหลก็

เป็นปฏิกิรยิ าระหว่างสารต่าง ๆ กบั ออกซิเจน

- ปฏกิ ิรยิ าของกรดกบั โลหะ กรดทำปฏกิ ริ ิยากบั

โลหะไดห้ ลายชนดิ ได้ผลิตภณั ฑ์เปน็ เกลือของ

โลหะและแก๊สไฮโดรเจน

- ปฏกิ ิริยาของกรดกับสารประกอบคารบ์ อเนต

ได้ผลติ ภณั ฑเ์ ปน็ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ เกลอื

ของโลหะ และนำ้

- ปฏิกิรยิ าของกรดกับเบส ได้ผลิตภณั ฑ์เปน็ เกลอื

ของโลหะและนำ้ หรอื อาจได้เพียงเกลือของโลหะ

- ปฏิกริ ยิ าของเบสกับโลหะบางชนดิ ได้

ผลติ ภณั ฑเ์ ป็นเกลอื ของเบสและแกส๊ ไฮโดรเจน

252

ชั้น ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถ่นิ

ม.3 ว 2.1 ม.3/6 - การเกดิ ฝนกรด เป็นผลจากปฏิกิริยาระหวา่ ง

อธบิ ายปฏิกริ ยิ าการเกดิ สนิม นำ้ ฝนกับออกไซดข์ องไนโตรเจน หรือออกไซด์

ของเหล็ก ปฏกิ ริ ิยาของกรด ของซัลเฟอร์ ทำใหน้ ำ้ ฝนมีสมบตั เิ ปน็ กรด

กับโลหะ ปฏกิ ริ ิยาของกรดกบั - การสังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื เปน็ ปฏิกริ ิยา

เบส และปฏิกริ ิยาของเบสกับ ระหวา่ งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ โดยมีแสง

โลหะ โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ช่วยในการเกิดปฏิกริ ิยา ไดผ้ ลติ ภณั ฑ์เปน็ นำ้ ตาล

ประจักษ์ และอธบิ ายปฏิกิริยา กลูโคสและออกซิเจน

การเผาไหม้ การเกิดฝนกรด

การสังเคราะห์ดว้ ยแสง โดยใช้

สารสนเทศ รวมทง้ั เขยี น

สมการข้อความแสดงปฏิกริ ยิ า

ดังกลา่ ว (ต่อ)

ว 2.1 ม.3/7 - ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวันมีท้ัง

ระบปุ ระโยชนแ์ ละโทษของ ประโยชน์และโทษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ปฏกิ ริ ิยาเคมีท่ีมตี ่อสง่ิ มชี วี ติ จึงต้องระมัดระวังผลจากปฏิกิริยาเคมี ตลอดจน

และส่ิงแวดล้อม และ รู้จักวิธีป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยา

ยกตวั อยา่ งวิธีการป้องกันและ เคมที ี่พบ ในชวี ิตประจำวัน

แก้ปัญหาท่ีเกดิ จากปฏกิ ริ ยิ า - ความรู้เก่ียวกบั ปฏิกริ ยิ าเคมี สามารถนำไปใช้

เคมที ่ีพบในชวี ติ ประจำวัน ประโยชน์ในชวี ิตประจำวนั และสามารถ

จากการสืบคน้ ขอ้ มลู บรู ณาการกบั คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี

ว 2.1 ม.3/8 และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อใช้ปรบั ปรุงผลิตภณั ฑ์

ออกแบบวิธแี ก้ปญั หาใน ใหม้ ีคุณภาพตามต้องการหรอื อาจสรา้ งนวตั กรรม

ชีวติ ประจำวนั โดยใช้ความรู้ เพอ่ื ป้องกันและแก้ปญั หาที่เกิดขึน้ จากปฏิกิรยิ า

เกย่ี วกับปฏิกิริยาเคมี โดย เคมี โดยใชค้ วามรเู้ กย่ี วกับปฏิกริ ิยาเคมี เช่น การ

บรู ณาการวทิ ยาศาสตร์ เปลยี่ นแปลงพลังงานความร้อนอนั เน่ืองมาจาก

คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและ ปฏกิ ิรยิ าเคมี การเพม่ิ ปรมิ าณผลผลติ

วศิ วกรรมศาสตร์

253

สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ิตประจำวนั ผลของแรงทก่ี ระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคล่ือนท่ี

แบบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมท้ังนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ช้ัน ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้
ม.3 - - ทอ้ งถิ่น
-

สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลงั งาน การเปลย่ี นแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์

ระหว่างสสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ติ ประจำวนั ธรรมชาตขิ องคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ี
เกีย่ วขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้ารวมท้ังนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ชัน้ ตัวชวี้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ท้องถ่ิน

ม.3 ว 2.3 ม.3/1 - เมือ่ ตอ่ วงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมีกระแสไฟฟ้า -

วิเคราะหค์ วามสมั พันธ์ ออกจากข้วั บวกผ่านวงจรไฟฟ้าไปยังข้วั ลบของ

ระหวา่ งความต่างศักย์ แหลง่ กำเนดิ ไฟฟา้ ซ่งึ วัดค่าได้จากแอมมเิ ตอร์

กระแสไฟฟา้ และความ - คา่ ที่บอกความแตกต่างของพลังงานไฟฟ้าต่อ

ตา้ นทาน และคำนวณปรมิ าณ หน่วยประจุระหว่างจุด 2 จดุ เรยี กว่า ความต่าง

ทเี่ กี่ยวข้องโดยใชส้ มการ ศกั ย์ ซ่งึ วัดค่าไดจ้ ากโวลต์มิเตอร์

V = IR จากหลักฐานเชิง - ขนาดของกระแสไฟฟา้ มีค่าแปรผันตรงกบั

ประจักษ์ ความตา่ งศักยร์ ะหวา่ งปลายทั้งสองของตวั นำ

ว 2.3 ม.3/2 โดยอัตราสว่ นระหว่างความต่างศกั ย์และ

เขียนกราฟความ สมั พันธ์ กระแสไฟฟา้ มคี ่าคงท่ี เรยี กค่าคงที่นีว้ า่ ความ

ระหวา่ งกระแส ไฟฟา้ และ ตา้ นทาน

ความต่างศักย์ ไฟฟ้า

ว 2.3 ม.3/3
ใชโ้ วลตม์ เิ ตอร์ แอมมิเตอร์ใน
การวัดปรมิ าณทางไฟฟา้

254

ชั้น ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถ่นิ

ม.3 ว 2.3 ม.3/4 - ในวงจรไฟฟา้ ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า -

วเิ คราะห์ความต่างศักยไ์ ฟฟ้า สายไฟฟ้า และอปุ กรณไ์ ฟฟา้ โดยอุปกรณ์ไฟฟ้า

และกระแสไฟฟ้าใน แต่ละช้นิ มีความต้านทาน ในการต่อตวั ต้านทาน

วงจรไฟฟ้าเม่ือตอ่ ตัวตา้ นทาน หลายตัว มที ั้งต่อแบบอนุกรมและแบบขนาน

หลายตัว แบบอนุกรมและ - การต่อตัวต้านทานหลายตวั แบบอนกุ รมใน

แบบขนานจากหลักฐานเชงิ วงจรไฟฟ้า ความต่างศกั ย์ทีค่ รอ่ มตัวต้านทาน

ประจกั ษ์ แตล่ ะตวั มคี า่ เท่ากับผลรวมของความต่างศักย์ที่

ว 2.3 ม.3/5 ครอ่ มตัวตา้ นทานแต่ละตัว

เขยี นแผนภาพวงจรไฟฟ้า โดยกระแสไฟฟา้ ท่ีผ่านตวั ต้านทานแตล่ ะตวั มีคา่

แสดงการต่อตัวต้านทานแบบ เท่ากนั

อนุกรมและขนาน

ว 2.3 ม.3/6 - การตอ่ ตวั ตา้ นทานหลายตัวแบบขนานใน
บรรยายการทำงานของ วงจรไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าทผี่ ่านวงจรมคี า่ เท่ากบั
ชน้ิ ส่วนอิเลก็ ทรอนิกส์อยา่ ง ผลรวมของกระแสไฟฟ้าท่ผี า่ นตัวตา้ นทานแต่ละ
ง่ายในวงจรจากข้อมลู ที่ ตัวโดยความตา่ งศกั ย์ที่คร่อมตัวตา้ นทานแต่ละตัว
รวบรวมได้ มคี า่ เท่ากนั
ว 2.3 ม.3/7 - ชนิ้ ส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนดิ เช่น ตวั
เขยี นแผนภาพและต่อช้นิ สว่ น ตา้ นทาน ไดโอด ทรานซิสเตอร์ ตวั เก็บประจุ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์อยา่ งง่ายใน โดยช้ินสว่ นแต่ละชนิดทำหนา้ ทแ่ี ตกต่างกนั
วงจรไฟฟ้า เพอื่ ให้วงจรทำงานไดต้ ามต้องการ
- ตัวตา้ นทานทำหน้าท่ีควบคุมปรมิ าณ
กระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้ ไดโอดทำหน้าทใี่ ห้
กระแสไฟฟ้าผา่ นทางเดยี ว ทรานซสิ เตอร์ทำ
หนา้ ทีเ่ ป็นสวติ ช์ปิดหรอื เปดิ วงจรไฟฟ้าและ
ควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้า ตวั เกบ็ ประจทุ ำ
หน้าทเ่ี ก็บและคายประจไุ ฟฟ้า

255

ชั้น ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถิ่น

ม.3 ว 2.3 ม.3/7 - เคร่อื งใช้ไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วย -

เขียนแผนภาพและต่อชน้ิ ส่วน ช้นิ สว่ นอิเลก็ ทรอนิกสห์ ลายชนิดทท่ี ำงานร่วมกัน

อเิ ลก็ ทรอนิกส์อยา่ งงา่ ยใน การต่อวงจรอเิ ลก็ ทรอนิกสโ์ ดยเลอื กใช้ช้ินสว่ น

วงจรไฟฟ้า (ต่อ) อิเล็กทรอนิกส์ท่เี หมาะสมตามหน้าท่ขี องชน้ิ สว่ น

นั้น ๆ จะสามารถทำให้วงจรไฟฟ้าทำงานได้ตาม

ตอ้ งการ

ว 2.3 ม.3/8 - เครอื่ งใชไ้ ฟฟ้าจะมีค่ากำลงั ไฟฟ้าและความต่าง

อธบิ ายและคำนวณพลังงาน ศกั ยก์ ำกบั ไว้ กำลังไฟฟ้ามหี น่วยเป็นวัตต์ ความ
ไฟฟ้าโดยใชส้ มการ W = Pt ตา่ งศกั ย์ มีหนว่ ยเปน็ โวลต์ ค่าไฟฟ้าส่วนใหญค่ ิด

รวมทัง้ คำนวณค่าไฟฟ้าของ จากพลงั งานไฟฟ้าทีใ่ ชท้ ้ังหมด ซ่ึงหาไดจ้ ากผล

เครอ่ื งใช้ไฟฟ้าในบ้าน คูณของกำลงั ไฟฟ้า ในหนว่ ยกิโลวตั ต์ กบั เวลาใน

ว 2.3 ม.3/9 หนว่ ยช่ัวโมง พลงั งานไฟฟา้ มีหนว่ ยเปน็ กโิ ลวตั ต์

ตระหนกั ในคุณคา่ ของการ ช่ัวโมง หรือหนว่ ย

เลอื กใชเ้ คร่ืองใช้ไฟฟา้ โดย - วงจรไฟฟา้ ในบ้านมีการต่อเครอื่ งใช้ไฟฟ้าแบบ
นำเสนอวิธกี ารใช้ ขนานเพื่อให้ความต่างศักย์เท่ากนั การใช้
เครือ่ งใช้ไฟฟา้ อยา่ งประหยัด เครอ่ื งใช้ไฟฟา้ ในชีวติ ประจำวันต้องเลือกใช้
และปลอดภัย เครื่องใช้ไฟฟา้ ท่ีมีความต่างศักย์และกำลงั ไฟฟ้า

ใหเ้ หมาะกับการใชง้ าน และการใช้เครือ่ งใช้ไฟฟา้

และอปุ กรณ์ไฟฟา้ ต้องใช้อยา่ งถูกต้อง ปลอดภยั

และประหยัด

ว 2.3 ม.3/10 - คลืน่ เกดิ จากการสง่ ผา่ นพลังงานโดยอาศัย

สรา้ งแบบจำลองท่อี ธิบายการ ตัวกลางและไม่อาศยั ตวั กลาง ในคล่ืนกล

เกิดคลืน่ และบรรยาย พลงั งานจะถูกถ่ายโอนผา่ นตวั กลางโดยอนภุ าค

สว่ นประกอบของคล่นื ของตวั กลางไม่เคลอื่ นทไี่ ปกับคลน่ื คล่ืนที่แผ่

ออกมาจากแหล่งกำเนิดคลืน่ อย่างต่อเน่ืองและมี

รูปแบบที่ซ้ำกนั บรรยายได้ดว้ ยความยาวคล่ืน

ความถี่แอมพลจิ ูด

256

ชนั้ ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถ่นิ

ม.3 ว 2.3 ม.3/11 - คลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่ไม่อาศยั

อธิบายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตัวกลาง ในการเคล่ือนที่ มีความถีต่ ่อเนือ่ งเปน็

และสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็ก ชว่ งกว้างมาก เคล่ือนทใ่ี นสุญญากาศดว้ ย

ไฟฟ้าจากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้ อัตราเรว็ เทา่ กัน แตจ่ ะเคลอ่ื นทีด่ ้วยอัตราเร็ว

ต่างกนั ในตวั กลางอ่ืน คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าแบ่ง

ว 2.3 ม.3/12 ออกเปน็ ชว่ งความถต่ี ่าง ๆ เรียกวา่ สเปกตรัม

ตระหนกั ถึงประโยชนแ์ ละ ของคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า แตล่ ะช่วงความถมี่ ชี ือ่

อันตรายจากคลน่ื เรยี กตา่ งกนั ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ

แมเ่ หล็กไฟฟ้าโดยนำเสนอ อินฟราเรด แสงท่ีมองเห็น อัลตราไวโอเลต รังสี

การใชป้ ระโยชนใ์ นด้านต่าง ๆ เอกซ์และรงั สแี กมมา ซ่งึ สามารถนำไปใช้

และอนั ตรายจากคลืน่ ประโยชนไ์ ด้

แม่เหล็กไฟฟ้าในชีวิต - เลเซอร์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาว

ประจำวนั คลื่นเดียว เป็นลำแสงขนานและมีความเข้มสูง

นำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการ

สื่อสารมีการใช้เลเซอร์สำหรับส่งสารสนเทศผ่าน

เส้นใยนำแสง โดยอาศยั หลักการการสะท้อนกลับ

หมดของแสง ด้านการแพทย์ใชใ้ นการผ่าตัด

- คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ นอกจากจะสามารถ

นำไปใช้ประโยชนแ์ ลว้ ยังมโี ทษตอ่ มนุษยด์ ้วย

เชน่ ถา้ มนุษยไ์ ดร้ ับรงั สอี ัลตราไวโอเลตมาก

เกินไป อาจจะทำให้เกิดมะเรง็ ผิวหนัง หรือถ้าได้

รังสีแกมมาซง่ึ เปน็ คล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ ท่มี ีพลงั งาน

สงู และสามารถทะลุผ่านเซลล์และอวัยวะได้ อาจ

ทำลายเนื้อเย่ือหรืออาจทำให้เสยี ชวี ิตได้เมื่อไดร้ ับ

รงั สแี กมมาในปรมิ าณสูง

257

ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถ่นิ

ม.3 ว 2.3 ม.3/13 - เม่ือแสงตกกระทบวตั ถุจะเกิดการสะท้อนซ่งึ

ออกแบบการทดลองและ เป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง โดยรังสตี ก

ดำเนนิ การทดลองดว้ ยวิธีที่ กระทบ เส้นแนวฉาก รังสสี ะท้อนอย่ใู นระนาบ

เหมาะสมในการอธิบายกฎ เดยี วกัน และมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน

การสะท้อนของแสง ภาพจากกระจกเงาเกดิ จากรังสสี ะทอ้ นตัดกัน

ว 2.3 ม.3/14 หรอื ต่อแนวรงั สีสะทอ้ นให้ตดั กัน โดยถา้ รังสี

เขียนแผนภาพการเคลื่อนที่ สะท้อนตัดกนั จรงิ จะเกดิ ภาพจริง แตถ่ ้าต่อแนว

ของแสง แสดงการเกิดภาพ รงั สสี ะท้อนใหไ้ ปตดั กัน จะเกิดภาพเสมอื น

จากกระจกเงา

ว 2.3 ม.3/15 - เม่ือแสงเดนิ ทางผา่ นตวั กลางโปรง่ ใสท่ี

อธบิ ายการหักเหของแสงเมื่อ แตกตา่ งกัน เชน่ อากาศและน้ำ อากาศและแก้ว

ผ่านตัวกลางโปรง่ ใสท่แี ตกตา่ ง จะเกดิ การหักเห หรืออาจเกดิ การสะท้อนกลบั

กัน และอธบิ ายการกระจาย หมดในตวั กลางที่แสงตกกระทบ การหกั เหของ

แสงของแสงขาวเม่ือผา่ น แสงผ่านเลนสท์ ำให้เกดิ ภาพท่ีมีชนดิ และขนาด

ปริซึมจากหลกั ฐานเชิง ตา่ ง ๆ

ประจักษ์ - แสงขาวประกอบด้วยแสงสีต่าง ๆ เม่ือแสงขาว

ว 2.3 ม.3/16 . ผา่ นปรซิ ึมจะเกิดการกระจายแสงเปน็ แสงสตี ่าง

เขยี นแผนภาพการเคล่ือนที่ ๆ เรยี กวา่ สเปกตรัมของแสงขาว เมือ่ เคลื่อนท่ีใน

ของแสง แสดงการเกิดภาพ ตัวกลางใด ๆ ท่ไี ม่ใช่อากาศ จะมีอัตราเรว็ ต่างกัน

จากเลนส์บาง จงึ มีการหักเหต่างกนั

ว 2.3 ม.3/17 - การสะท้อนและการหกั เหของแสงนำไปใช้
อธบิ ายปรากฏการณท์ ่ี อธบิ ายปรากฏการณ์ที่เกยี่ วกับแสง เชน่ ร้งุ
เก่ยี วกับแสง และการทำงาน มริ าจ และอธบิ ายการทำงานของทัศนอุปกรณ์
ของทศั นอุปกรณจ์ ากข้อมูลที่ เชน่ แว่นขยาย กระจกโค้งจราจร กลอ้ ง
รวบรวมได้ โทรทรรศน์ กล้องจลุ ทรรศน์ และแวน่ สายตา

258

ชั้น ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ทอ้ งถ่นิ

ม.3 ว 2.3 ม.3/18 - ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะถกู ปรับโฟกัส

เขยี นแผนภาพการเคลอื่ นที่ เพอ่ื ใหเ้ กิดภาพชดั ท่ีจอตา ความบกพร่องทาง

ของแสง แสดงการเกิดภาพ สายตา เช่น สายตาสนั้ และสายตายาว เป็น

ของทศั นอุปกรณ์และเลนสต์ า เพราะตำแหนง่ ท่ีเกดิ ภาพไม่ได้อยู่ท่ีจอตาพอดี จงึ

ตอ้ งใชเ้ ลนส์ในการแก้ไขเพอื่ ช่วยใหม้ องเห็น

เหมอื นคนสายตาปกติ โดยคนสายตาส้นั ใช้เลนส์

เวา้ ส่วนคนสายตายาวใชเ้ ลนส์นูน

ว 2.3 ม.3/19 - ความสวา่ งของแสงมผี ลต่อดวงตามนุษย์ การใช้

อธิบายผลของความสว่างทีม่ ี สายตาในสภาพแวดล้อมที่มีความสว่างไม่

ต่อดวงตาจากข้อมลู ที่ได้จาก เหมาะสมจะเป็นอันตรายต่อดวงตา เช่น การดู

การสืบคน้ วัตถุในที่มี ความสว่างมากหรือน้อยเกินไป การ

จ้องดูหน้าจอภาพเป็นเวลานาน ความสว่างบน

พื้นที่รับแสงมีหน่วยเป็นลักซ์ ความรู้เกี่ยวกับ

ว 2.3 ม.3/20 ความสวา่ งสามารถนำมาใช้จดั ความ
วัดความสวา่ งของแสงโดยใช้
อปุ กรณว์ ดั ความสวา่ งของแสง สว่างให้เหมาะสมกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น
การจัดความสว่างที่เหมาะสมสำหรับการอ่าน
หนงั สือ

ว 2.3 ม.3/21
ตระหนักในคุณค่าของความรู้
เร่อื ง ความสวา่ งของแสงท่ีมีต่อ
ด ว ง ต า โ ด ย ว ิ เ ค ร า ะ ห์
สถานการณ์ปัญหาและ
เสนอแนะ การจดั ความสว่างให้
เหมาะสมในการทำกิจกรรม
ตา่ ง ๆ

259

สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี

ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะ รวมทั้งปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบสุริยะท่สี ง่ ผลตอ่ สิง่ มีชีวติ
และการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ

ชัน้ ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้
ท้องถน่ิ

ม.3 ว 3.1 ม.3/1 - ในระบบสุริยะมดี วงอาทิตย์เป็นศูนยก์ ลางโดยมี -

อธิบายการโคจรของดาว ดาวเคราะหแ์ ละบริวาร ดาวเคราะหแ์ คระ ดาว

เคราะหร์ อบดวงอาทิตย์ดว้ ย เคราะห์น้อย ดาวหาง และอน่ื ๆ เชน่ วตั ถคุ อย

แรงโนม้ ถว่ งจากสมการ เปอร์ โคจรอยโู่ ดยรอบ ซึ่งดาวเคราะห์ และวัตถุ

F = (Gm1m2)/r2 เหลา่ น้ีโคจรรอบดวงอาทิตยด์ ้วยแรงโนม้ ถว่ ง แรง

โน้มถ่วงเปน็ แรงดึงดูดระหว่างวตั ถุสองวตั ถุ โดย

เปน็ สดั ส่วนกับผลคณู ของมวลทง้ั สอง และเป็น

สดั ส่วนผกผันกับกำลังสองของระยะทางระหวา่ ง

วตั ถทุ ้งั สอง แสดงได้โดยสมการ

F = (Gm1m2)/r2 เม่ือ F แทนความโน้มถ่วง

ระหว่างมวลทั้งสอง G แทนค่านจิ โนม้ ถว่ งสากล

m1 แทนมวลของวัตถุแรก m2

แทนมวลของวตั ถทุ ่ีสอง และ r แทนระยะห่าง

ระหวา่ งวัตถทุ ง้ั สอง

ว 3.1 ม.3/2 - การทโี่ ลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ในลักษณะท่ีแกน

สรา้ งแบบจำลองที่อธบิ ายการ โลกเอียงกับแนวตั้งฉากของระนาบทางโคจร ทำ

เกิดฤดู และการเคลอ่ื นท่ี ให้ส่วนต่าง ๆ บนโลกได้รับปริมาณแสงจากดวง

ปรากฏของดวงอาทิตย์ อาทิตย์แตกต่างกันในรอบปีเกิดเป็นฤดู กลางวัน

กลางคืนยาวไม่เท่ากัน และตำแหน่งการขึ้นและ

ตกของดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าและเส้นทางการข้ึน

และตกของดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปในรอบปี ซึ่ง

สง่ ผลต่อการดำรงชีวิต

260

ชั้น ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถ่ิน

ม.3 ว 3.1 ม.3/3 - ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกและดวงจันทร์โคจร -

สรา้ งแบบจำลองทอ่ี ธบิ ายการ รอบดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์รบั แสงจากดวงอาทิตย์

เกดิ ข้างขึ้นข้างแรม ครง่ึ ดวงตลอดเวลา เมือ่ ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลกได้

การเปลีย่ นแปลงเวลาการข้นึ หันส่วนสวา่ งมายงั โลกแตกต่างกัน จงึ ทำให้คนบน

และตกของดวงจันทร์ โลกสังเกตส่วนสว่างของดวงจันทร์แตกต่างไปใน

และการเกดิ น้ำข้ึนน้ำลง แต่ละวนั เกดิ เปน็ ข้างขึน้ ขา้ งแรม

- ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลกในทิศทางเดียวกันกับท่ี

โลกหมุนรอบตวั เอง จึงทำใหเ้ หน็ ดวงจันทรข์ นึ้ ช้า

ไปประมาณวนั ละ 50 นาที

- แรงโน้มถว่ งท่ดี วงจนั ทร์ ดวงอาทติ ย์กระทำต่อ

โลกทำใหเ้ กดิ ปรากฏการณน์ ้ำข้นึ น้ำลง ซง่ึ สง่ ผล

ต่อสงิ่ แวดลอ้ มและส่ิงมชี ีวติ บนโลก วนั ทีน่ ้ำมี

ระดับการข้นึ สูงสุดและลงต่ำสดุ เรียก วนั น้ำเกดิ

ส่วนวนั ทีร่ ะดับน้ำมีการขึน้ และลงน้อยเรยี ก วัน

นำ้ ตาย โดยวนั น้ำเกิด นำ้ ตาย มีความสมั พันธ์กับ

ข้างขน้ึ ข้างแรม

ว 3.1 ม.3/4 - เทคโนโลยีอวกาศได้มีบทบาทต่อการดำรงชีวิต

อธิบายการใช้ประโยชน์ของ ของมนุษย์ในปัจจุบันมากมาย มนุษย์ได้ใช้

เทคโนโลยอี วกาศ และ ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศ เช่น ระบบนำ

ยกตวั อยา่ งความก้าวหนา้ ของ ทางด้วยดาวเทียม (GNSS) การติดตามพายุ

โครงการสำรวจอวกาศ จาก สถานการณ์ไฟป่า ดาวเทียมช่วยภัยแล้ง การ

ขอ้ มูลท่ีรวบรวมได้ ตรวจคราบนำ้ มนั ในทะเล

- โครงการสำรวจอวกาศต่าง ๆ ได้พัฒนาเพิ่มพูน

ความรคู้ วามเข้าใจตอ่ โลก ระบบสรุ ยิ ะและเอกภพ

มากขน้ึ เปน็ ลำดับ ตวั อย่างโครงการสำรวจอวกาศ

เช่น การสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลก การสำรวจดาว

เคราะห์นอกระบบสุริยะ การสำรวจดาวอังคาร

และบรวิ ารอื่นของดวงอาทิตย์

261

สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองคป์ ระกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลงภายในโลก

และบนผวิ โลก ธรณีพิบตั ภิ ยั กระบวนการเปลย่ี นแปลงลมฟ้าอากาศและภูมอิ ากาศโลก
รวมทงั้ ผลตอ่ ส่งิ มชี ีวิตและสง่ิ แวดล้อม

ช้นั ตัวชี้วดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ม.3 - ทอ้ งถ่ิน
- -

สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เขา้ ใจแนวคดิ หลักของเทคโนโลยเี พื่อการดำรงชวี ติ ในสงั คมที่มีการเปลยี่ นแปลงอย่าง

รวดเร็ว ใชค้ วามรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตรอ์ ื่น ๆ
เพ่ือแก้ปัญหาหรอื พฒั นางานอย่างมีความคดิ สรา้ งสรรคด์ ้วยกระบวนการออกแบบ
เชิงวศิ วกรรม เลอื กใชเ้ ทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมโดยคำนงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชีวิต สงั คม
และส่งิ แวดลอ้ ม

ชน้ั ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถน่ิ

ม.3 ว 4.1 ม.3/1 - เทคโนโลยมี กี ารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่ - กรณศี ึกษา

วเิ คราะหส์ าเหตุ หรอื ปัจจัย อดีตจนถึงปัจจบุ ัน ซึ่งมสี าเหตุหรอื ปัจจยั มาจาก เทคโนโลยใี นการ

ท่ีสง่ ผลตอ่ การเปลี่ยนแปลง หลายดา้ น เช่น ปญั หาหรือความตอ้ งการของ บำรุงรักษาตน้ ขา้ ว

ของเทคโนโลยี มนุษย์ ความก้าวหน้าของศาสตรต์ ่าง ๆ การ ของชาวลาวเวียง

และความสัมพนั ธ์ของ เปลี่ยนแปลงทางดา้ นเศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม

เทคโนโลยีกบั ศาสตร์อ่นื สิ่งแวดล้อม

โดยเฉพาะวทิ ยาศาสตร์ - เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับศาสตร์อ่ืน

หรือคณติ ศาสตร์ เพื่อเป็น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ โดยวิทยาศาสตร์เป็นพน้ื

แนวทางการแกป้ ญั หาหรือ ฐานความรู้ ที่นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี และ

พัฒนางาน เทคโนโลยีที่ได้สามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ใน

การศกึ ษา คน้ คว้า เพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซงึ่ องค์ความรู้ใหม่

262

ชั้น ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้
ท้องถ่ิน

ม.3 ว 4.1 ม.3/2 - ปัญหาหรือความต้องการอาจพบได้ในงาน -

ระบุปญั หาหรอื ความต้องการ อาชีพของชุมชนหรือท้องถิ่น ซึ่งอาจมีหลายด้าน

ของชมุ ชนหรือทอ้ งถ่นิ เช่น ด้านการเกษตร อาหาร พลงั งาน การขนสง่

เพอื่ พัฒนางานอาชีพ - การวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาช่วยให้เข้าใจ

สรุปกรอบของปญั หา เงื่อนไขและกรอบของปัญหาได้ชัดเจน จากนั้น

รวบรวม วิเคราะหข์ อ้ มูล ดำเนินการสืบค้น รวบรวมข้อมูล ความรู้จาก

และแนวคิดท่ีเกยี่ วข้องกับ ศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การ

ปญั หา โดยคำนึงถงึ ความ ออกแบบแนวทางการแก้ปัญหา

ถูกต้องดา้ นทรัพย์สนิ ทาง

ปัญญา

ว 4.1 ม.3/3 - การวิเคราะห์ เปรียบเทยี บ และตดั สนิ ใจเลือก

ออกแบบวธิ ีการแกป้ ัญหา ขอ้ มูลท่จี ำเป็น โดยคำนงึ ถึงทรัพย์สินทางปัญญา

โดยวิเคราะห์เปรยี บเทยี บ เง่อื นไขและทรพั ยากร เช่น งบประมาณ เวลา

และตัดสนิ ใจเลือกข้อมลู ท่ี ขอ้ มูลและสารสนเทศ วสั ดุ เครอื่ งมือและ

จำเปน็ ภายใตเ้ ง่อื นไขและ อปุ กรณ์ ชว่ ยใหไ้ ดแ้ นวทางการแกป้ ัญหาท่ี

ทรัพยากรท่มี ีอยู่ นำเสนอ เหมาะสม

แนวทางการแก้ปญั หาให้ - การออกแบบแนวทางการแกป้ ญั หาทำได้

ผู้อ่นื เข้าใจดว้ ยเทคนิคหรือ หลากหลายวิธี เชน่ การรา่ งภาพ การเขียน

วิธกี ารทหี่ ลากหลาย วางแผน แผนภาพ การเขยี นผังงาน

ขน้ั ตอน การทำงานและ - เทคนิคหรอื วธิ ีการในการนำเสนอแนวทาง การ

ดำเนินการแก้ปัญหาอยา่ ง แก้ปญั หามหี ลากหลาย เช่น การใช้แผนภูมิ

เปน็ ข้นั ตอน ตาราง ภาพเคล่ือนไหว

- การกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการ

ทำงานก่อนดำเนินการแก้ปัญหาจะช่วยให้การ

ทำงานสำเร็จได้ตามเป้าหมาย และลด

ขอ้ ผิดพลาดของการทำงานที่อาจเกดิ ข้ึน

263

ชั้น ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้
ทอ้ งถิ่น

ม.3 ว 4.1 ม.3/4 - การทดสอบและประเมนิ ผลเป็นการตรวจสอบ -

ทดสอบ ประเมินผล ชน้ิ งานหรอื วิธกี ารวา่ สามารถแกป้ ัญหาไดต้ าม

วเิ คราะห์ และใหเ้ หตุผลของ วตั ถุประสงคภ์ ายใต้กรอบของปญั หา เพื่อหา

ปัญหาหรือข้อบกพร่องที่ ข้อบกพร่อง และดำเนินการปรบั ปรงุ โดยอาจ

เกดิ ขน้ึ ภายใต้ กรอบเง่ือนไข ทดสอบซ้ำเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้

พร้อมทั้งหาแนวทางการ - การนำเสนอผลงานเป็นการถ่ายทอดแนวคิด

ปรบั ปรุงแก้ไข และนำเสนอ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน

ผลการแก้ปญั หา และชิ้นงานหรือวิธีการที่ได้ ซึ่งสามารถทำได้

หลายวิธี เช่น การเขียนรายงาน การทำแผ่น

นำเสนอผลงาน การจัดนิทรรศการ การนำเสนอ

ผ่านสือ่ ออนไลน์

ว 4.1 ม.3/5 - วัสดุแต่ละประเภทมสี มบัติแตกตา่ งกัน เช่น ไม้

ใชค้ วามรู้ และทักษะเก่ียวกบั โลหะ พลาสติก เซรามิก จงึ ต้องมีการวเิ คราะห์

วสั ดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองมือ สมบัติเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกบั ลกั ษณะของ

กลไก ไฟฟา้ และ งาน

อิเลก็ ทรอนิกส์ให้ถูกต้องกบั - การสร้างช้นิ งานอาจใช้ความรู้ เรื่องกลไก

ลักษณะของงาน และ ไฟฟ้า อเิ ล็กทรอนิกส์ เชน่ LED LDR มอเตอร์

ปลอดภัย เพ่ือแกป้ ญั หาหรือ เฟือง คาน รอก ลอ้ เพลา

พฒั นางาน - อุปกรณ์และเครื่องมือในการสร้างชิ้นงานหรือ

พัฒนาวิธีการมีหลายประเภท ต้องเลือกใช้ให้

ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย รวมทั้งรู้จักเกบ็

รักษา

264

สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคดิ เชงิ คำนวณในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชวี ติ จริงอย่างเป็นขนั้ ตอน

และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารในการเรยี นรู้ การทำงาน
และการแก้ปญั หาไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ รูเ้ ท่าทัน และมีจริยธรรม

ช้ัน ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้
ท้องถิน่

ม.3 ว 4.2 ม.3/1 - ข้ันตอนการพัฒนาแอปพลิเคชัน - กรณศี ึกษาการ

พฒั นาแอปพลิเคชนั ท่มี ี - Internet of Things (IoT) พัฒนาระบบ

การบรู ณาการกบั วชิ าอ่นื - ซอฟต์แวร์ท่ีใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชนั เช่น ฐานขอ้ มลู เพ่ือ

อยา่ งสร้างสรรค์ Scratch, python, java, c, App Inventor สง่ เสริมการท่องเทย่ี ว

- ตวั อย่างแอปพลเิ คชัน เช่น โปรแกรมแปลง เชิงวัฒนธรรมของ

สกุลเงนิ โปรแกรมผนั เสยี งวรรณยุกต์ โปรแกรม ลาวเวียง

จำลองการแบง่ เซลล์ ระบบรดน้ำอัตโนมตั ิ

ว 4.2 ม.3/2 - การประมวลผลเป็นการกระทำกบั ข้อมลู

รวบรวมขอ้ มลู ประมวลผล เพอ่ื ใหไ้ ด้ผลลพั ธ์ท่ีมคี วามหมายและมีประโยชน์

ประเมินผล นำเสนอข้อมูล ตอ่ การนำไปใช้งาน

และสารสนเทศตาม - การใชซ้ อฟต์แวรห์ รอื บริการบนอนิ เทอรเ์ น็ต

วตั ถุประสงค์ โดยใช้ ที่หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผล สร้าง

ซอฟต์แวรห์ รอื บริการบน ทางเลอื ก ประเมนิ ผล นำเสนอ จะช่วยให้

อินเทอร์เนต็ ที่หลากหลาย แก้ปัญหาไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ถกู ตอ้ ง และแมน่ ยำ

- ตวั อย่างปัญหา เชน่ การเลอื กโปรโมชัน

โทรศพั ท์ให้เหมาะกบั พฤติกรรมการใชง้ าน

สินคา้ เกษตร ที่ต้องการและสามารถปลูกไดใ้ น

สภาพดนิ ของท้องถน่ิ

ว 4.2 ม.3/3 - การประเมินความน่าเช่อื ถอื ของข้อมลู เช่น

ประเมนิ ความน่าเชือ่ ถือของ ตรวจสอบและยนื ยันข้อมลู โดยเทยี บเคียงจาก

ข้อมูล วิเคราะห์ส่อื และ ข้อมูลหลายแหลง่ แยกแยะข้อมูลท่ีเปน็

ผลกระทบจากการให้ ข้อเท็จจริงและข้อคิดเหน็ หรอื ใช้ PROMPT

ขา่ วสารทีผ่ ดิ เพื่อการใชง้ าน - การสบื คน้ หาแหลง่ ตน้ ตอของข้อมลู

อยา่ งร้เู ทา่ ทนั - เหตุผลวบิ ัติ (logical fallacy)

- ผลกระทบจากขา่ วสารทีผ่ ดิ พลาด

265

ชั้น ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ทอ้ งถน่ิ

ม.3 (ตอ่ ) ประเมินความน่าเชอ่ื ถอื - การรู้เทา่ ทนั สอื่ เชน่ การวเิ คราะห์ถึง -

ของข้อมูล วิเคราะหส์ ่อื และ จุดประสงค์ของขอ้ มูลและผู้ใหข้ ้อมลู ตคี วาม

ผลกระทบจากการให้ แยกแยะเนอ้ื หาสาระของส่ือ เลือกแนวปฏิบัติได้

ข่าวสารท่ีผิด เพื่อการใชง้ าน อยา่ งเหมาะสม เมื่อพบข้อมลู ตา่ ง ๆ

อย่างรูเ้ ท่าทัน

ว 4.2 ม.3/4 - การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภยั

ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ เชน่ การทำธุรกรรมออนไลน์ การซอื้ สินค้า ซอ้ื

อย่างปลอดภัย และมคี วาม ซอฟต์แวร์ ค่าบรกิ ารสมาชิก ซ้ือไอเท็ม

รบั ผดิ ชอบต่อสังคม ปฏบิ ัติ - การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความ

ตามกฎหมายเกี่ยวกบั รบั ผิดชอบ เช่น ไม่สร้างข่าวลวง ไมแ่ ชร์ข้อมลู

คอมพวิ เตอร์ ใช้ลขิ สิทธ์ิของ โดยไม่ตรวจสอบข้อเทจ็ จริง

ผู้อ่ืนโดยชอบธรรม - กฎหมายเก่ยี วกับคอมพวิ เตอร์

- การใช้ลิขสิทธิข์ องผู้อนื่ โดยชอบธรรม (fair

use)

266

คำอธบิ ายรายวิชาและโครงสร้างรายวชิ า
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3

267

คำอธบิ ายรายวิชา

ว 23101 วทิ ยาศาสตร์ 5 กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 60 ชัว่ โมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ

..........................................................................................................................................................................

ศกึ ษา วเิ คราะห์ ความสำคญั ความหมาย ความรู้ทางวิทยาศาสตรก์ บั การแก้ปัญหา ความสมั พันธร์ ะหวา่ ง

ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซม การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากการผสมโดยพิจารณาลักษณะเดียวที่แอลลี

ลเด่นข่มแอลลีลด้อยอย่างสมบูรณ์ การเกิดจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของลูก การคำนวณอัตราส่วนการเกิดจีโนไทป์

และฟีโนไทป์ของรุ่นลูก การศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียง ความแตกต่างของการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสและไมโอ

ซิส การเปลี่ยนแปลงของยีนหรือโครโมโซมอาจทำให้เกิดโรคทางพันธุกรรม โรคทางพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตดัดแปร

พนั ธุกรรม ผลกระทบของสิ่งมีชวี ิตดัดแปรพันธุกรรมท่ีอาจมีต่อมนษุ ย์และส่ิงแวดล้อม การเกิดคล่ืน ส่วนประกอบ

ของคลนื่ คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้า สเปกตรมั ประโยชน์และอันตรายจากคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ ประโยชน์และอนั ตรายจาก

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน กฎการสะท้อนของแสง การเคลื่อนที่ของแสง การเกิดภาพจากกระจกเงา

การหักเหของแสงเมื่อผ่านตัวกลางที่แตกต่างกัน การกระจายแสงของแสงขาวเมื่อผ่านปริซึม การเกิดภาพจาก

เลนส์บาง ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับแสง การทำงานของทัศนอุปกรณ์ การเกิดภาพของทัศนอุปกรณ์และเลนส์ตา

ความสว่างท่มี ีต่อดวงตา วัดความสว่างของแสง การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทติ ย์ด้วยแรงโนม้ ถว่ ง การเกิด

ฤดู การเคลื่อนที่ปรากฏของดวงอาทิตย์ การเกิดข้างขึ้นข้างแรม การเปลี่ยนแปลงเวลาการขึ้นและตกของดวง

จนั ทร์ และการเกดิ นำ้ ขึ้นนำ้ ลง ประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ ความก้าวหนา้ ของโครงการสำรวจอวกาศ

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล

บันทึก จัดกลุ่มข้อมูล อธิบาย อภิปรายและสร้างแบบจำลอง เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถ

นำเสนอสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสิน โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้จากการสังเกต การ

ทดลองแบบจำลองและใช้สารสนเทศท่ีได้จากแหลง่ ข้อมลู ตา่ ง ๆ

พรอ้ มเหน็ คุณคา่ ของการนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจำวัน มีจติ วทิ ยาศาสตร์ คณุ ธรรมจริยธรรม

และค่านิยมที่เหมาะสม ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณต์ ่าง ๆ ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิต ภายใต้การแพร่ระบาด

ของโรคติดเชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

รหัสตัวช้ีวดั ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3 ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6, ม.3/7, ม.3/8
มาตรฐาน ว 1.3 ม.3/10, ม.3/11, ม.3/12, ม.3/13 ม.3/14, ม.3/15, ม.3/16, ม.3/17, ม.3/18, ม.3/19,
มาตรฐาน ว 2.3 ม.3/20, ม.3/21
ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3 ม.3/4
มาตรฐาน ว 3.1

รวมทัง้ หมด 24 ตวั ชี้วัด

268

โครงสร้างรายวชิ า

ว 23101 วิทยาศาสตร์ 5 กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1
เวลา 60 ช่วั โมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ

ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ เน้อื หา เวลา น้ำหนกั
1. วทิ ยาศาสตร์กบั ตัวชีว้ ัด (ชว่ั โมง) คะแนน
การปัญหา - วิทยาศาสตร์ในชวี ิต
2. พันธุศาสตร์ - - วทิ ยาศาสตรก์ ับการปัญหา 4 10
(บูรณาการหลักสตู ร ว 1.3 ม.3/1-8 - โครโมโซมและการคน้ พบของเมนเดล 16 20
ท้องถิ่นเรอ่ื ง - โครโมโซมของมนุษยแ์ ละความผิดปกตทิ าง
การศกึ ษากลุ่มชาติ ว 2.3 ม.3/10-21 พนั ธุกรรม 20 20
พนั ธุล์ าวเวยี ง) - สง่ิ มีชวี ติ ดดั แปรพนั ธุกรรม
3. คลน่ื และแสง ว 3.1 ม.3/1-4 - การศกึ ษากล่มุ ชาติพันธุ์ลาวเวยี ง 18 20
- คลืน่ กล
4. ระบบสรุ ิยะของ - คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า 58 70
เรา - การสะท้อนของแสง 1 15
- การหกั เหของแสง 1 15
คะแนน - ความสวา่ ง 60 100
ระหวา่ งเรียน - แรงโนม้ ถ่วงระหว่างดวงอาทติ ยก์ ับดาว
คะแนนปลายภาค บริวาร
- ปรากฏการณท์ เี่ กดิ จาการเคลื่อนที่ของโลก
รอบดวงอาทติ ย์
- ปรากฏการณ์ทีเ่ กิดจากปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่าง
ดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจนั ทร์
- เทคโนโลยอี วกาศ

หน่วยการเรยี นรู้
สอบระหวา่ งภาค

สอบปลายภาค
รวมท้ังส้ินตลอดภาคเรยี น

หมายเหตุ - อตั ราสว่ นคะแนนระหวา่ งเรียนกับการสอบปลายภาค 70/30

269

คำอธิบายรายวิชา

ว 23102 วทิ ยาศาสตร์ 6 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 60 ชวั่ โมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต

..........................................................................................................................................................................

ศึกษา วิเคราะห์ ความสำคัญ ความหมาย การเกิดปฏิกิริยาเคมี การจัดเรียงตัวของอะตอม กฎทรงมวล

ปฏิกิริยาดูดและคายความรอ้ น การเปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อนของปฏิกิริยา ปฏิกิริยาการเกิดสนิมของเหลก็

กรดกับโลหะ กรดกับเบส เบสกับโลหะ การเผาไหม้ การเกิดฝนกรด การสังเคราะห์ด้วยแสง ประโยชน์และโทษ

ของปฏิกิริยาเคมีที่มีต่อสิ่งมชี ีวิตและสิ่งแวดล้อม สารเคมีที่พบในชีวติ ประจำวัน ปฏิกิรยิ าเคมีกับการบูรณาการสะ

เต็มศึกษา ความสมั พนั ธ์ระหว่างความต่างศักยก์ ระแสไฟฟ้า ความต้านทาน การใช้โวลตม์ ิเตอร์ แอมมิเตอร์ในการ

วัดปริมาณทางไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน แผนภาพวงจรไฟฟ้า การทำงานของชิ้นส่วน

อิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจรไฟฟ้า การคำนวณพลังงานไฟฟ้า การคำนวณค่าไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

คุณค่าของการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย ปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบนิเวศ

รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตรูปแบบต่าง ๆ ในแหล่งที่อยู่เดียวกัน การถ่ายทอดพลังงานใน

สายใยอาหาร ความสัมพันธ์ของผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในระบบนิเวศ การสะสมสารพิษใน

สิง่ มีชีวิตในโซอ่ าหาร ความสัมพันธ์ของสง่ิ มีชีวิต และสิง่ แวดล้อมในระบบนิเวศ โดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนเิ วศ

แนวทางในการแก้ปัญหา แนวทางรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติภายในระบบนเิ วศอย่าง

ยั่งยืน การใช้ทรัพยากรรมชาติในระบบนิเวศตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การมีส่วนรว่ มในการดูแลและอนุรักษ์

สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับชนิดสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศต่าง ๆ ความ

หลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและต่อมนุษย์ ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมี

สว่ นรว่ มในการดูแลรักษาความหลากหลายทางชวี ภาพ ทรัพยากรธรรมชาติของลาวเวียง

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล

บันทึก จัดกลุ่มข้อมูล อธิบาย อภิปรายและสร้างแบบจำลอง เขียนแผนภาพ เขียนสมการข้อความแสดงปฏิกิริยา

การคำนวณ เขียนกราฟและต่อช้ินส่วน ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสม ใช้ความรู้และทักษะ

เกีย่ วกบั วัสดุ อปุ กรณ์เครอ่ื งมือ กลไก ไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์เพอื่ แก้ปญั หาหรอื พฒั นางานได้ เพ่ือให้เกิดความรู้

ความคิด ความเข้าใจ สามารถนำเสนอส่อื สารส่ิงที่เรยี นรู้ มีความสามารถในการตดั สนิ โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษ์

ท่ไี ดจ้ ากการสงั เกตการทดลองแบบจำลองและใชส้ ารสนเทศทีไ่ ด้จากแหลง่ ขอ้ มูลตา่ ง ๆ

พรอ้ มเหน็ คณุ คา่ ของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ คุณธรรมจริยธรรม

และค่านิยมที่เหมาะสม ปรับตัวให้เข้ากบั สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในชวี ิต ภายใต้การแพร่ระบาด

ของโรคติดเช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

รหัสตัวชวี้ ัด มาตรฐาน ว 1.1 ม.3/1-6 มาตรฐาน ว 1.3 ม.3/9-11

มาตรฐาน ว 2.1 ม.3/1-8 มาตรฐาน ว 2.3 ม.3/1-9

มาตรฐาน ว 4.1 ม.3/5

รวมทงั้ หมด 27 ตัวชว้ี ดั

270

โครงสร้างรายวชิ า

ว 23102 วิทยาศาสตร์ 6 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ

ช่อื หน่วยการ มาตรฐาน/ เนอื้ หา เวลา น้ำหนัก
(ช่ัวโมง) คะแนน
เรียนรู้ ตวั ช้วี ดั

1. ปฏกิ ิริยาเคมี ว 2.1 ม.3/1-8 - การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี 18 20

และวัสดใุ น ว 4.1 ม.3/5 - ปฏิกิรยิ าเคมรี อบตัว

ชีวิตประจำวนั - วสั ดรุ อบตัว

2. ไฟฟ้า ว 2.3 ม.3/1-9 - ปริมาณทางไฟฟ้า 22 20

ว 4.1 ม.3/5 - วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน

- พลังงานไฟฟา้

- อิเลก็ ทรอนิกส์

3. ระบบนเิ วศและ ว 1.1 ม.3/1-6 - องค์ประกอบของระบบนิเวศ 18 10
ความหลากหลาย ว 1.3 ม.3/9-11
ทางชวี ภาพ (บรู ณา - ความสมั พันธ์ของส่งิ มชี วี ติ ในระบบนเิ วศ
การหลกั สตู ร
ท้องถิ่นเรอ่ื ง - ความหลากหลายของชนิดสง่ิ มีชีวติ
ทรพั ยากรธรรมชาติ
ของลาวเวียง) - การใชท้ รัพยากรธรรมชาติภายในระบบนเิ วศ

คะแนนระหว่าง อยา่ งย่งั ยืน
เรียน
- การใชท้ รัพยากรรมชาติในระบบนิเวศตาม
คะแนนปลายภาค
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง

- ทรัพยากรธรรมชาติของลาวเวียง

หนว่ ยการเรียนรู้ 58 70

สอบระหวา่ งภาค 1 15

สอบปลายภาค 1 15

รวมท้ังสิ้นตลอดภาคเรยี น 60 100

หมายเหตุ - อัตราสว่ นคะแนนระหว่างเรียนกับการสอบปลายภาค 70/30

271

คำอธิบายรายวชิ า

ว 23103 เทคโนโลยี 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 40 ชัว่ โมง จำนวน 1.0 หน่วยกติ

..........................................................................................................................................................................

ศึกษา วิเคราะห์ อธิบายความสำคัญและกระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชัน วางแผน จัดลำดับ

ความสำคัญและติดตามความก้าวหน้าของงานในการพัฒนาแอปพลิเคชัน เขียนโปรแกรมประมวลผล

สารสนเทศ เขียนโปรแกรมสร้างส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ พัฒนาแอปพลิเคชัน กรณีศึกษาการพัฒนา

ระบบฐานขอ้ มลู เพื่อส่งเสรมิ การท่องเทีย่ วเชงิ วัฒนธรรมของลาวเวยี ง ใช้งานบลอ็ กคำส่ัง List เพ่ือสรา้ งรายการ

ข้อมูล เขียนโปรแกรมส่ังงานโดยใชแ้ ปน้ ลูกศรซ้าย/ขวา เขียนโปรแกรมโดยใชง้ านวดิ ีโอ สรา้ งแอปพลิเคชันด้วย

Scratch อธิบายขั้นตอนการนำข้อมูลไปใช้ในการแก้ปัญหา นำการประมวลผลข้อมูลไปใช้แก้ปัญหาใน

ชีวติ ประจำวนั อธิบายองคป์ ระกอบและประโยชน์ของไอโอที อภิปรายกระบวนการทำงานของอปุ กรณ์ไอโอที

โดยใช้ความรู้และทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ แนวคดิ เชิงคำนวณ และศาสตรอ์ ื่น ๆ เพื่อ

แก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ หรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วย

กระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม เลอื กใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรยี นรกู้ ารทำงาน และ

การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และ

ส่ิงแวดลอ้ ม

พร้อมเห็นคุณค่าของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม

จริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิต ภายใต้การ

แพรร่ ะบาดของโรคติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)

รหัสตัวช้ีวดั ม.3/1, ม.3/2
มาตรฐาน ว 4.2

รวมทั้งหมด 2 ตวั ชี้วดั

272

โครงสรา้ งรายวิชา

ว 23103 เทคโนโลยี 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 1
เวลา 40 ชว่ั โมง จำนวน 1.0 หนว่ ยกิต

ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน/ เน้อื หา เวลา นำ้ หนัก
ตัวชวี้ ัด (ชวั่ โมง) คะแนน

1. การพฒั นาแอปพลเิ ค ว 4.2 ม.3/1 - การพฒั นาแอปพลเิ คชัน 8 10

ชัน (บูรณาการหลกั สตู ร - การวางแผนการพฒั นา 20
20
ทอ้ งถิ่นเรื่องกรณีศึกษา - เคร่ืองมือช่วยวางแผนและติดตาม
10
การพฒั นาระบบ ความก้าวหนา้ 10

ฐานข้อมลู เพ่อื ส่งเสริม - กรณศี กึ ษาการพฒั นาระบบฐานขอ้ มูลเพ่อื 70
15
การทอ่ งเท่ียวเชิง ส่งเสรมิ การท่องเที่ยวเชงิ วัฒนธรรมของลาว 15
100
วัฒนธรรมของลาวเวยี ง) เวียง

2. สร้างสรรคผ์ ลงานดว้ ย ว 4.2 ม.3/1 - การประมวลผลสารสนเทศ 8

ภาษา ไพทอน - การสร้างสว่ นตอ่ ประสานกราฟิกกบั ผใู้ ช้

3. สร้างสรรคผ์ ลงานด้วย ว 4.2 ม.3/1 - ผลรวมของฉันเป็นจำนวนคู่มอื หรอื ไม่ 8

Scratch - รายการข้อมูล

- การเขยี นโปรแกรมรว่ มกบั วิดีโอ

- การสร้างแอปพลเิ คชนั ด้วย Scratch

4. การประมวลผลขอ้ มูล ว 4.2 ม.3/2 - ข้อมูลดมี ีชัยไปกว่าครง่ึ 10

- การนำขอ้ มูลมาใช้แกป้ ัญหา

5. อินเทอรเ์ น็ตของ ว 4.2 ม.3/1 - องคป์ ระกอบของไอโอที 4
สรรพสิ่ง
- กรณศี ึกษาการพฒั นาแอปพลเิ คชนั ไอโอที

“ระบบรดนำ้ ต้นไม้อตั โนมตั ิ”

คะแนน หน่วยการเรียนรู้ 38
ระหวา่ งเรียน
คะแนนปลายภาค สอบระหวา่ งภาค 1

สอบปลายภาค 1

รวมท้ังสิ้นตลอดภาคเรียน 40

หมายเหตุ - อตั ราส่วนคะแนนระหวา่ งเรียนกบั การสอบปลายภาค 70/30

273

คำอธิบายรายวชิ า

ว 23104 เทคโนโลยี 6 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 40 ชัว่ โมง จำนวน 1.0 หนว่ ยกติ

..........................................................................................................................................................................

ศกึ ษา วเิ คราะห์ ประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล อภิปรายขอ้ มูลที่เป็นเหตุผลวิบัติ รู้เท่าทันสื่อและ

ข่าวลวง อภิปรายกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ใช้งานลิขสิทธิ์ท่ีเปน็ ธรรม วิเคราะห์สาเหตุหรือปจั จัยทีส่ ่งผล

ต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกบั ศาสตรอ์ ืน่ ประยุกต์ใช้ความรู้

ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอาชีพตามกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้ข้อมูลโดยไม่ละเมิด

ทรัพย์สินทางปัญญา อธิบายความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา วิเคราะห์และ

เสนอแนวทางการเพิ่มมูลค่าเทคโนโลยี ประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนาผลงาน

กรณีศกึ ษาเทคโนโลยีในการบำรุงรกั ษาต้นขา้ วของชาวลาวเวยี ง

โดยใชค้ วามรู้และทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ แนวคดิ เชิงคำนวณ และศาสตร์อ่ืน ๆ เพ่ือ

แก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ หรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วย

กระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม เลอื กใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรกู้ ารทำงาน และ

การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และ

สง่ิ แวดล้อม

พร้อมเห็นคุณค่าของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม

จริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิต ภายใต้การ

แพร่ระบาดของโรคตดิ เชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

รหัสตวั ช้ีวัด ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4
มาตรฐาน ว 4.1 ม.3/3, ม.3/4
มาตรฐาน ว 4.2

รวมทั้งหมด 6 ตวั ชี้วัด

274

โครงสรา้ งรายวชิ า

ว 23104 เทคโนโลยี 6 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2
เวลา 40 ช่วั โมง จำนวน 1.0 หน่วยกติ

ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน/ เนอ้ื หา เวลา นำ้ หนัก
ตวั ชว้ี ดั (ชวั่ โมง) คะแนน
1. การใชเ้ ทคโนโลยี ว 4.2 ม.3/3-4 - การประเมินความน่าช่อื ถอื ของขอ้ มลู
สารสนเทศอย่างรู้เท่า - เหตุผลวิบตั ิ 10 15
ทัน - การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภยั
- กฎหมายเก่ียวกบั คอมพวิ เตอร์ 10 20
2. เทคโนโลยเี ปล่ยี น ว 4.1 ม.3/1 - การใชง้ านลิขสทิ ธ์ิท่ีเป็นธรรม
โลก (บรู ณาการ - เครือขา่ ยไรส้ ายยุคที่ 5
หลักสตู รทอ้ งถิน่ เรอ่ื ง - รถยนต์ไฟฟา้
กรณศี ึกษา เทคโนโลยี - การจัดการโลจสิ ตกิ ส์
ในการบำรุงรักษาต้น - กรณีศกึ ษา เทคโนโลยใี นการบำรงุ รักษาตน้
ขา้ วของชาวลาวเวียง) ขา้ วของชาวลาวเวียง
3. เทคโนโลยแี ก้ปัญหา ว 4.1 ม.3/2-4
- การนำเทคโนโลยีมาแกป้ ัญหาในอาชพี 10 20
4. เทคโนโลยีเพิ่มมลู ค่า ว 4.1 ม.3/2-4 - การระบุปญั หา
- การรวบรวมขอ้ มลู และคัดเลือกแนวคิด 8 15
คะแนน - การออกแบบแนวคดิ 38 70
ระหว่างเรยี น - การทดสอบและประเมนิ ผล 1 15
คะแนนปลายภาค - การเขยี นรายงาน 1 15
- การนำเสนองาน 40 100
- การเพิ่มมลู คา่ เทคโนโลยี
- เปดิ โลกทรัพยส์ นิ ทางปัญญา

หนว่ ยการเรยี นรู้
สอบระหว่างภาค

สอบปลายภาค
รวมทั้งสิ้นตลอดภาคเรยี น

หมายเหตุ - อัตราสว่ นคะแนนระหวา่ งเรียนกบั การสอบปลายภาค 70/30

275

คำอธบิ ายรายวชิ าและโครงสร้างรายวชิ า สาระการเรยี นรู้เพิ่มเติม
ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3

276

คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ

ว 23203 การตัดตอ่ มลั ติมีเดียดว้ ยสมารท์ โฟน กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 20 ชั่วโมง จำนวน 0.5 หน่วยกิต

ศกึ ษาการทำงานของโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ ส่วนประกอบของโปรแกรม รปู แบบของคำส่งั รูปแบบของ
การทำงาน การเปิด-ปิดโปรแกรม การบันทึกงาน การแก้ไขงาน การใช้เครื่องมือต่าง ๆ ของโปรแกรม ส่ือ
มัลติมีเดีย ภาพเคลื่อนไหว เสียง และตัวอักษร ระบบมัลติมีเดีย สตอรี่บอร์ด ส่วนประกอบของโปรแกรม
ประเภทของคำสั่งพนื้ ฐาน ของ CapCut พรอ้ มสรา้ งสือ่ การนำเสนอภมู ปิ ัญญาท้องถน่ิ ลาวเวยี ง

โดยใช้กระบวนการการคิดวิเคราะห์ การใช้จินตนาการอย่างสร้างสรรค์ มาทำงานตัดต่อมัลติมีเดีย
อาทิ การวิเคราะห์งานก่อนลงมือปฏิบัติ การสังเคราะห์ของตนเองและผู้อื่น การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การ
ทำงานเป็นทีม และมีทักษะการปฏิบัติอย่างเหมาะสมและถูกต้อง การใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางด้าน
อิเล็กทรอนิกส์ที่มีส่วนช่วยงานตัดต่อมัลติมีเดียได้อย่างเหมาะสม และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำไป
ประยุกต์ร่วมกับงานตัดต่อมัลติมีเดียและนำหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการ อาศัยความรู้เก่ียวกบั
หลักการทำงานของโปรแกรม ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือและความรู้เกี่ยวกับคำสั่งพื้นฐานต่าง ๆ ของโปรแกรม
และการนำเทคโนโลยเี ข้ามาประยกุ ตใ์ ช้ในการช่วยสร้างชนิ้ งาน การนำเสนอผลงานอย่างสร้างสรรค์

เพื่อให้เกิดความตระหนัก ความรับผิดชอบ เห็นความสำคัญ มีทักษะทางเทคโนโลยีและทักษะการ
ออกแบบ ตลอดจนปลูกฝังนิสัยรักการทำงานและการปฏิบัติงานด้วยตนเอง มีความขยัน อดทน ซื่อสัตย์ ตรง
ต่อเวลาและมีระเบียบวินยั ต่อการเรียนและการทำงาน มีจิตสำนึกในการใช้พลังงานทรัพยากรและส่ิงแวดลอ้ ม
สามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม มีจริยธรรม คุณธรรม ค่านิยมที่เหมาะสม ปรับตัวให้เข้ากับ
สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิต ภายใต้การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19)
ผลการเรยี นรู้

1. อธิบายความหมายและองค์ประกอบของสอ่ื มลั ติมีเดียได้
2. อธิบายความหมายและองค์ประกอบของระบบมัลติมเี ดยี ได้
3. อธบิ ายความหมายและองค์ประกอบของสตอร่ีบอรด์ ได้
4. อธบิ ายความหมายและสว่ นประกอบของโปรแกรม CapCut ได้
5. อธิบายหน้าที่และบอกประเภทของคำส่ังพนื้ ฐานได้
6. มีทกั ษะในการสืบคน้ ขอ้ มูลจากอินเทอร์เน็ต
7. ตระหนกั เหน็ ความสำคญั ของการออกแบบดว้ ยความสร้างสรรค์ได้
8. สรา้ งเสรมิ ลกั ษณะนิสัยพน้ื ฐานในการทำงานและมีเจตคตีท่ีดแี ละการทำงานเป็นกลุม่

รวมท้ังหมด 8 ผลการเรยี นรู้

277

โครงสร้างรายวิชาเพิม่ เติม

ว 23203 การตัดต่อมลั ติมีเดยี ด้วยสมารท์ โฟน กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 20 ช่ัวโมง จำนวน 0.5 หน่วยกติ

ลำดบั ช่อื หน่วย ผลการเรยี นรู้ เนื้อหา เวลา นำ้ หนัก
ท่ี การเรยี นรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน

1 มัลตมิ ีเดยี ข้อที่ 1,8 - เนอ้ื หา และรายละเอยี ดเกี่ยวกบั รายวิชา การตดั ต่อ 2 10

(Multimedia) มลั ตมิ เี ดยี ความเปน็ มา ความหมาย องคป์ ระกอบ

ประโยชน์ของมลั ติมเี ดีย ตวั อย่างการพฒั นามลั ตมิ ีเดยี

จากอดตี สปู่ จั จบุ นั

2 ระบบของมลั ตมิ ีเดีย ขอ้ ที่ 2,8 - องค์ประกอบของระบบมลั ติมเี ดยี ในปัจจุบัน 2 10

- ความสำคัญขององคป์ ระกอบของระบบมัลติมเี ดยี

- ตวั อย่างองค์ประกอบของระบบมัลตมิ เี ดยี

3 สตอร่บี อรด์ ข้อที่ 3,6,7,8 - ความเป็นมาของสตอรีบ่ อรด์ ความหมายของสตอร่ี 3 10

บอร์ด ประเภทของสตอรี่บอร์ดแบบตา่ ง ๆ เขียนสตอรี่

บอร์ด ในเรื่องทีท่ นั ตอ่ เหตุการณป์ จั จุบัน

4 สว่ นประกอบของ ขอ้ ที่ 4,8 - ความหมายและส่วนประกอบของโปรแกรม CapCut 2 10

โปรแกรม CapCut

5 คำสงั่ พ้ืนฐานของ ขอ้ ท่ี 5,8 - คำสั่งพน้ื ฐาน หน้าท่ี และประเภทของคำสง่ั พื้นฐาน 3 10

โปรแกรม CapCut แตล่ ะคำส่งั CapCut

6. การสรา้ งสือ่ โฆษณา ขอ้ ท่ี 5,7,8,9 - ความหมาย ความสำคญั ของสือ่ โฆษณา องคป์ ระกอบ 3 15

ของสื่อโฆษณา ตัวอยา่ งสื่อโฆษณาประเภทตา่ ง ๆ

7. การสรา้ งภาพยนตร์ ข้อท่ี 6,7,8,9 - ความหมาย ความสำคญั ของภาพยนตร์สั้น 3 15

สนั้ (บรู ณาการ องคป์ ระกอบของภาพยนตรส์ ้ัน ตวั อยา่ งภาพยนตรส์ ้นั

หลกั สตู รท้องถ่นิ ประเภทต่าง ๆ การนำเสนอภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ ลาวเวียง

เรอื่ งการนำเสนอภมู ิ ผ่านส่อื

ปัญญาท้องถนิ่ ลาว

เวยี งผ่านส่ือ)

คะแนนระหวา่ งเรียน คะแนนหนว่ ยการเรียนรู้ 18 80

สอบระหว่างภาค 1 10

คะแนนปลายภาค สอบปลายภาค 1 10

รวมทัง้ สิน้ ตลอดภาคเรียน 20 100

หมายเหตุ อัตราส่วนคะแนนระหว่างเรียนกบั การสอบปลายภาค 80/20

278

คำอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ

ว 23204 การตดั ตอ่ มลั ติมีเดยี ด้วยโปรแกรม กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 20 ช่ัวโมง จำนวน 0.5 หน่วยกิต

ศึกษาการทำงานของโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ ส่วนประกอบของโปรแกรม รูปแบบของคำสั่ง รูปแบบของการ
ทำงาน การเปิด-ปิดโปรแกรม การบันทึกงาน การแก้ไขงาน การใช้เครื่องมือต่าง ๆ ของโปรแกรม สื่อมัลติมีเดีย
ภาพเคลื่อนไหว เสียง และตัวอักษร ระบบมัลติมีเดีย สตอรี่บอร์ด ส่วนประกอบของโปรแกรม ประเภทของคำส่ัง
พื้นฐาน ของ Vegas Pro คำสั่ง Media generators การใช้งาน Transitions คำสั่งย่อยและคำสั่ง Video FX การใช้
งาน Render องค์ประกอบของสื่อโฆษณา องค์ประกอบของภาพยนตร์สั้น การนำเสนอภูมิปัญญาท้องถิ่นลาวเวียง
ผา่ นส่อื

โดยใช้กระบวนการการคดิ วิเคราะห์ การใช้จนิ ตนาการอย่างสร้างสรรค์ มาทำงานตัดตอ่ มัลติมเี ดยี อาทิ การ
วเิ คราะหง์ านกอ่ นลงมือปฏบิ ตั ิ การสังเคราะห์ของตนเองและผอู้ ่นื การตดั สนิ ใจ การแก้ปัญหา การทำงานเปน็ ทีม และ
มีทักษะการปฏิบัติอย่างเหมาะสมและถูกต้อง การใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางด้านอิเลก็ ทรอนิกส์ที่มีส่วนช่วยงานตัดตอ่
มัลติมีเดียได้อย่างเหมาะสม และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำไปประยุกต์ร่วมกับงานตัดต่อมัลติมีเดียและนำหลกั
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการ อาศัยความรูเ้ กี่ยวกับหลกั การทำงานของโปรแกรม ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมอื
และความรูเ้ กี่ยวกบั คำสั่งพื้นฐานตา่ ง ๆ ของโปรแกรมและการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการช่วยสร้างชิ้นงาน
การนำเสนอผลงานอย่างสร้างสรรค์

เพื่อให้เกิดความตระหนัก ความรับผดิ ชอบ เห็นความสำคัญ มีทักษะทางเทคโนโลยีและทักษะการออกแบบ
ตลอดจนปลูกฝังนิสัยรักการทำงานและการปฏิบัติงานด้วยตนเอง มีความขยัน อดทน ซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลาและมี
ระเบียบวินัยต่อการเรียนและการทำงาน มีจิตสำนึกในการใช้พลังงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สามารถในการใช้
เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม มีจริยธรรม คุณธรรม ค่านิยมที่เหมาะสม ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ก้าวเขา้
มามบี ทบาทในชีวิต ภายใตก้ ารแพรร่ ะบาดของโรคติดเชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
ผลการเรยี นรู้

1. อธิบายหลักการของการตัดตอ่ มลั ตมิ ีเดยี ประเภทของมลั ติมีเดยี ได้
2. อธิบายหลกั การทำงาน สว่ นประกอบ เครื่องมอื และความสามารถของโปรแกรมได้
3. ออกแบบและสรา้ งชน้ิ งานด้วยความคดิ สรา้ งสรรค์และนำเสนอผลงานได้
4. วเิ คราะหป์ ญั หาของการตดั ตอ่ มัลติมีเดียก่อนและหลงั ลงมือปฏบิ ตั ไิ ด้
5. ตระหนักเห็นความสำคัญของงานตดั ตอ่ มลั ติมีเดียได้
6. มีทกั ษะทางเทคโนโลยแี ละทกั ษะการตัดตอ่ มัลตมิ ีเดีย
7. ประยุกต์ใช้โปรแกรมในการสร้างผลงานทสี่ อดคลอ้ งกบั หลักคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
8. สร้างเสรมิ ลกั ษณะนิสัยพ้นื ฐานในการทำงานและมเี จตคตีท่ดี แี ละการทำงานเปน็ กลุ่ม
9. ใช้ความรดู้ ้านวทิ ยาการคอมพิวเตอรส์ ่ือดจิ ิทลั เทคโนโลยสี ารสนเทศในการแก้ปัญหาหรอื เพิ่มมูลคา่ ใหก้ บั

บรกิ ารหรือผลิตภณั ฑ์ที่ใช้ในชวี ติ จรงิ อย่างสรา้ งสรรค์
รวมทั้งหมด 9 ผลการเรยี นรู้

279

โครงสรา้ งรายวิชาเพ่ิมเติม

ว 23204 การตดั ตอ่ มลั ติมเี ดียด้วยโปรแกรม กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 20 ช่ัวโมง จำนวน 0.5 หน่วยกติ

ลำดับ ช่ือหน่วย ผลการเรยี นรู้ เน้ือหา เวลา นำ้ หนกั
ที่ การเรยี นรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน

1 ส่วนประกอบของ ข้อที่ 4,8 ความหมายของสว่ นประกอบโปรแกรม Vegas 2 10

โปรแกรม Vegas Pro

Pro

2 คำสัง่ พน้ื ฐานของ ข้อที่ 5,8 - คำสั่งพนื้ ฐานของโปรแกรม Vegas Pro 2 10

โปรแกรม Vegas - หน้าท่ีของคำส่ังพนื้ ฐานแตล่ ะคำสัง่

Pro - ประเภทคำสง่ั พน้ื ฐานแต่ละคำส่ัง

3 Media ขอ้ ที่ 1,8 - ความหมายของคำสัง่ คำสัง่ ยอ่ ย และการใชง้ าน 3 10

Generators ของคำสั่งย่อยและคำสัง่ Media Generators

4 Transitions ข้อท่ี 2,8 - ความหมายของคำสง่ั คำสงั่ ยอ่ ยและการใช้งาน 3 10

ของคำส่ังย่อยและคำสง่ั Transitions

5 Video FX ข้อท่ี 3,7,8,9 - ความหมายของคำสงั่ คำส่ังยอ่ ยในคำสงั่ และ 3 10

การใชง้ านของคำสั่งยอ่ ยและคำสัง่ Video FX

6 Render ขอ้ ท่ี 4,7,8,9 - ความหมายของคำส่งั คำส่งั ยอ่ ยในคำสงั่ และ 3 10

การใช้งานของคำสง่ั ย่อยและคำสงั่ Render

7 การสร้างส่อื ข้อท่ี 5,6,7,8,9 - ความหมาย ความสำคญั ของสอ่ื โฆษณาและ 2 20

โฆษณาและ ภาพยนตร์สน้ั องคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ตัวอยา่ งส่ือ

ภาพยนตรส์ นั้ โฆษณาและภาพยนตร์สนั้ ประเภทต่าง ๆ การ

(บรู ณาการ นำเสนอภมู ิปญั ญาทอ้ งถนิ่ ลาวเวยี งผ่านสื่อ

หลักสูตรทอ้ งถ่นิ

เรื่องการนำเสนอ

ภมู ิปัญญาท้องถน่ิ

ลาวเวยี งผา่ นสอื่ )

คะแนนระหวา่ งเรียน คะแนนหน่วยการเรียนรู้ 18 80

สอบระหวา่ งภาค 1 10

คะแนนปลายภาค สอบปลายภาค 1 10

รวมทั้งสิน้ ตลอดภาคเรียน 20 100

หมายเหตุ อัตราสว่ นคะแนนระหว่างเรียนกบั การสอบปลายภาค 80/20

280

แนวการจัดการเรยี นรู้

การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ของผ้เู รยี น เป็นเปา้ หมายสำหรับพฒั นาเดก็ และเยาวชน

ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามเป้าหมายหลักสูตร ผู้สอนพยายามคัดสรรกระบวนการ
เรียนรู้ จดั การเรยี นรู้โดยชว่ ยให้ผ้เู รียนเรียนรู้ผ่านสาระทีก่ ำหนดไวใ้ นหลกั สูตร 8 กลุม่ สาระการเรียนรู้ รวมทงั้
ปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาทักษะต่าง ๆ อันเป็นสมรรถนะสำคัญให้ผู้เรียนบรรลุตาม
เปา้ หมาย

1. หลกั การจดั การเรยี นรู้
การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ

และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานโดยยดึ หลักว่าผู้เรียน
มีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน
กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คำนึงถึง
ความแตกตา่ งระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เนน้ ใหค้ วามสำคญั ทง้ั ความรู้ และคุณธรรม

2. กระบวนการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย

เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน อาทิ
กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม
กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้ จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ
ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง
กระบวนการพฒั นาลกั ษณะนิสยั

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญา (Intellectual) ที่นักวิทยาศาสตร์
และผทู้ น่ี ำวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์มาแกป้ ัญหา ใชใ้ นการศกึ ษาคน้ คว้า สืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาต่าง ๆ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบ่งออกได้เป็น 13 ทักษะ ทักษะที่ 1-8 เป็นทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน และทักษะที่ 9-13 เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงหรือขั้นผสมหรือ
ข้นั บรู ณาการ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ้งั 13 ทกั ษะ มดี งั น้ี

1. การสังเกต (Observing) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน
ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ เพื่อค้นห้าข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียด
ของสิ่งนั้น โดยไม่ใส่ความเห็นของผู้สังเกตลงไป ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตประกอบด้วยข้อมูลเชิงคุณภาพ
ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้จากวัตถุหรือเหตุการณ์น้ัน

281

ความสามารถทีแ่ สดงให้เห็นว่าเกดิ ทกั ษะนีป้ ระกอบด้วยการชี้บ่งและการบรรยายสมบัติของวัตถุไดโ้ ดยการกะ
ประมาณและการบรรยายการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่สังเกตได้

2. การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการ
สงั เกตอย่างมเี หตุผล โดยอาศยั ความรแู้ ละประสบการณเ์ ดิมมาชว่ ย ความสามารถทีแ่ สดงให้เห็นว่าเกิดทักษะนี้
คือ การอธบิ ายหรือสรุป โดยเพิ่มความคดิ เห็นให้กับขอ้ มลู โดยใชค้ วามรู้หรอื ประสบการณ์เดมิ มาช่วย

3. การจำแนกประเภท (Classifying) หมายถึง การแบ่งพวกหรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งที่มีอยู่ใน
ปรากฏการณ์โดยมีเกณฑ์ และเกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใด
อย่างหนึ่งก็ได้ ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะนี้แล้ว ได้แก่ การแบ่งพวกของสิ่งต่าง ๆ จากเกณฑ์ที่ผู้อ่ืน
กำหนดให้ได้ นอกจากนั้นสามารถเรียงลำดับส่ิงของด้วยเกณฑ์ของตวั เองพร้อมกับบอกได้ว่าผู้อื่นแบ่งพวกของ
สิ่งของนั้นโดยใช้อะไรเป็นเกณฑ์

4. การวัด (Measuring) หมายถึง การเลือกใช้เครื่องมือและการใช้เครื่องมือนั้นทำการวดั หาปริมาณ
ของสิง่ ต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขทแี่ น่นอนได้อย่างเหมาะสมกับสิ่งทว่ี ัด แสดงวธิ ใี ช้เคร่ืองมอื อยา่ งถูกต้อง พร้อม
ทงั้ บอกเหตผุ ลในการเลือกใชเ้ ครอื่ งมือ รวมทง้ั ระบุหนว่ ยของตวั เลขท่ีไดจ้ ากการวัดได้

5. การใช้ตัวเลข (Using Numbers) หมายถึง การนับจำนวนของวัตถุและการนำตัวเลขที่แสดง
จำนวนทีน่ ับไดม้ าคิดคำนวณโดยการบวก ลบ คณู หาร หรือการหาค่าเฉล่ีย ความสามารถทแี่ สดงใหเ้ ห็นว่าเกิด
ทักษะนี้ ได้แก่ การนับจำนวนสิ่งของได้ถูกต้อง เช่น ใช้ตัวเลขแทนจำนวนการนับได้ ตัดสินได้ว่าวัตถุ ในแต่ละ
กลุ่มมีจำนวนเท่ากันหรือแตกต่างกัน เป็นต้น การคำนวณ เช่น บอกวิธีคำนวณ คิดคำนวณ และแสดงวิธี
คำนวณได้อย่างถูกต้อง และประการสุดท้ายคือ การหาค่าเฉลี่ย เช่น การบอกและแสดงวิธีการหาค่าเฉลี่ยได้
ถกู ต้อง

6. การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา( Using Space/Time
Relationships)

สเปสของวตั ถุ หมายถึง ทว่ี า่ งท่วี ตั ถนุ นั้ ครองที่อยู่ ซ่งึ มรี ปู รา่ งลักษะเชน่ เดยี วกับวตั ถุน้ันโดยทั่วไป
แล้วสเปสของวตั ถจุ ะมี 3 มิติ คอื ความกวา้ ง ความยาว และความสูง

ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 มิติ กับ 2 มิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทกั ษะการหา
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส ได้แก่ การชี้บ่งรูป 2 มิติ และ 3 มิติได้ สามารถวาดภาพ 2 มิติ จากวัตถุ
หรอื จากภาพ 3 มติ ิ ได้

ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสเปสกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหวา่ งการเปลย่ี นตำแหน่งท่ีอยู่ของวัตถุ
กับเวลา หรือความสมั พันธ์ระหว่างสเปสของวตั ถุที่เปลี่ยนไปกับเวลาความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทกั ษะ
การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา ได้แก่ การบอกตำแหน่งและทิศทางของวัตถุโดยใช้ตัวเองหรือวัตถุ
อ่ืนเปน็ เกณฑ์ บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปล่ียนตำแหนง่ เปลี่ยนขนาด หรือปริมาณของวัตถกุ ับเวลาได้

282

7. การสื่อความหมายข้อมูล (Communicating) หมายถึง การนำข้อมูลที่ได้จาการสังเกต การวัด
การทดลอง และจากแหล่งอื่น ๆ มาจัดกระทำเสียใหม่โดยการหาความถี่ เรียงลำดับ จัดแยกประเภท หรือ
คำนวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายได้ดีขึ้น โดยอาจเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ
ไดอะแกรม กราฟ สมการ การเขียนบรรยาย เป็นต้น ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะนี้แล้ว คือการ
เปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปใหม่ที่เข้าใจดีขึ้น โดยจะต้องรู้จักเลือกรูปแบบที่ใช้ในการเสนอข้อมูลได้อย่าง
เหมาะสม บอกเหตุผลในการเสนอข้อมูลในการเลือกแบบแสนอข้อมูลนั้น การเสนอข้อมูลอาจกระทำได้หลาย
แบบดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะการเสนอข้อมูลในรูปของตาราง การบรรจุข้อมูลให้อยู่ในรูปของตารางปกติ
จะใสค่ า่ ของตัวแปรอิสระไว้ทางซ้ายมือของตาราง และคา่ ของตวั แปรตามไว้ทางขวามือของตารางโดยเขียนค่า
ของตัวแปรอิสระไว้ใหเ้ รยี งลำดบั จากค่านอ้ ยไปหาคา่ มาก หรอื จากคา่ มากไปหาคา่ นอ้ ย

8. การพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การคาดคะเนคำตอบล่วงหน้าก่อนการทดลอง โดยอาศัย
ปรากฏการณ์ที่เกิดซ้ำ หลักการ กฎ หรือ ทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้นมาช่วยสรุป เช่น การพยากรณ์ข้อมูล
เกี่ยวกับตัวเลข ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นตารางหรือกราฟ ซึ่งทำได้สองแบบ คือ การพยากรณ์ภายในขอบเขตของ
ขอ้ มูลท่ีมีอยู่ กับการพยากรณน์ อกขอบของขอ้ มลู ทม่ี ีอยู่ เช่น การพยากรณ์ผลของขอ้ มูลเชิงปริมาณ เปน็ ต้น

9. การชี้บ่งและการควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables) หมายถึง การช้ี
บ่งตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม และตัวแปรท่ีต้องควบคมุ ให้คงทีใ่ นสมมุติฐาน หน่ึง ๆ

ตัวแปรต้น หมายถึง สิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลต่าง ๆ หรือสิ่งที่เราต้องการทดลองดูว่าเป็น
สาเหตุท่กี ่อให้เกดิ ผลเชน่ น้ันจริงหรอื ไม่

ตัวแปรตาม หมายถึง สิ่งที่เป็นผลเนื่องมาจากตัวแปรต้น เมื่อตัวแปรต้นหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุ
เปลี่ยนไป ตัวแปรตามหรือสง่ิ ทเี่ ป็นผลจะแปรตามไปดว้ ย

ตัวแปรทต่ี อ้ งควบคมุ ใหค้ งท่ี หมายถึง สงิ่ อื่น ๆ นอกเหนอื จากตวั แปรตน้ ที่จะทำให้ผลการทดลอง
คลาดเคลื่อน ถา้ หากว่าไมม่ ีการควบคุมให้เหมอื นกนั

10. การตัง้ สมมุติฐาน (Formulating Hypotheses) หมายถึง การคิดหาคำตอบลว่ งหน้าก่อนทำ
การทดลอง โดยอาศัยการสังเกต อาศัยความรูห้ รือประสบการณ์เดิมเปน็ พื้นฐาน คำตอบที่คิดล่วงหน้าน้ี ยังไม่
ทราบ หรือยังไม่เป็นทางการ กฎหรือทฤษฎีมาก่อน สมมุติฐาน คือคำตอบที่คิดไว้ล่วงหน้ามีกล่าวไว้เป็น
ขอ้ ความทบ่ี อกความสมั พันธร์ ะหว่างตัวแปรต้นกบั ตัวแปรตามสมมตุ ิฐานท่ีตัง้ ขึ้นอาจถูกหรือผิดก็ได้ซ่ึงทราบได้
ภายหลังการทดลองหาคำตอบเพื่อสนับสนุนสมมุติฐานหรือคดั คา้ นสมมุติฐานที่ต้ังไว้ สง่ิ ท่ีควรคำนึงถงึ ในการต้ัง
สมมุติฐาน คือ การบอกชื่อตัวแปรตน้ ซึ่งอาจมผี ลต่อตัวแปรตามและในการต้ังสมมุติฐานต้องทราบตัวแปรจาก
ปัญหาและสภาพแวดล้อมของตวั แปรน้ัน สมมุติฐานท่ีตั้งขึ้นสามารถบอกให้ทราบถึงการออกแบบการทดลอง
ซึ่งตอ้ งทราบว่าตัวแปรไหนเป็นตัวแปรต้น ตวั แปรตาม และตัวแปรท่ีตอ้ งควบคมุ ให้คงท่ี

11. การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัตกิ ารของตวั แปร (Defining Variables Operationally) หมายถงึ
การกำหนดความหมายและขอบเขตของค่าต่าง ๆ ที่อยู่ในสมมุติฐานที่ต้องการทดลองและบอกวิธวี ัดตัวแปรท่ี
เก่ยี วกับการทดลองน้ัน

283

12. การทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบจาก
สมมตุ ิฐานทตี่ ง้ั ไว้ ในการทดลองจะประกอบไปดว้ ยกจิ กรรม 3 ขนั้ คอื

12.1 ออกแบบการทดลอง หมายถงึ การวางแผนการทดลองกอ่ นลงมือทดสอบจรงิ
12.2 ปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติจริงและให้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสม
12.3 การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลองซึ่งอาจ
เป็นผลจากการสังเกต การวดั และอื่น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง การบนั ทึกผลการทดลอง อาจอยู่ใน
รปู ตารางหรือการเขยี นกราฟ ซง่ึ โดยทั่วไปจะแสดงค่าของตวั แปรต้นหรือตัวแปรอิสระบนแกนนอนและค่าของ
ตัวแปรบนแกนต้งั โดยเฉพาะในแต่ละแกนตอ้ งใชส้ เกลทีเ่ หมาะสม พร้อมทง้ั แสดงให้เห็นถงึ ตำแหนง่ ของค่าของ
ตัวแปรทง้ั สองบนกราฟดว้ ย
ในการทดลองแต่ละครั้งจำเป็นอาศัยการวิเคราะห์ตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง คือสามารถที่จะบอก
ชนิดของตัวแปรในการทดลองว่า ตัวแปรนั้นเป็นตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม หรือตัวแปรที่ต้องควบคุม ในการ
ทดลองหนึ่ง ๆต้องมีตัวแปรตัวหนึ่งเท่านั้นที่มีผลต่อการทดลอง และเพื่อให้แน่ใจว่าผลที่ได้เกิดจากตัวแปรนั้น
จรงิ ๆ จำเปน็ ตอ้ งควบคมุ ตัวแปรอนื่ ไม่ใหม้ ผี ลต่อการทดลอง ซงึ่ เรยี กตวั แปรนี้วา่ ตัวแปรทตี่ ้องควบคมุ ให้คงที่
13. การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป (Interpreting Data and Making Conclusion)
การตีความหมายข้อมูล หมายถึง การแปลความหมายหรือบรรยายลักษณะข้อมูลที่มีอยู่ การตีความหมาย
ข้อมูล ในบางครั้งอาจต้องใช้ทักษะอื่น ๆ ด้วย เช่น การสังเกต การคำนวณ เป็นต้น และการลงข้อสรุป
หมายถึง การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการลงข้อสรุปคือ
บอกความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ เชน่ การอธิบายความสัมพนั ธร์ ะหว่างตวั แปรบนกราฟ ถา้ กราฟเป็นเส้นตรงก็
สามารถอธิบายได้วา่ เกิดอะไรขึ้นกับตัวแปรตามขณะที่ตัวแปรอิสระเปล่ียนแปลงหรือถ้าลากกราฟเป็นเส้นโคง้
ใหอ้ ธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรก่อนที่กราฟเส้นโค้งจะเปลี่ยนทิศทางและอธบิ ายความสัมพันธ์ ระหว่าง
ตวั แปรหลังจากทีก่ ราฟเสน้ โคง้ เปลยี่ นทศิ ทางแล้ว.
กระบวนการเหลา่ นเ้ี ป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนควรได้รบั การฝึกฝนพัฒนา เพราะจะ
สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้นผู้สอนจึงจำเป็นต้องศึกษาทำ
ความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ

3. การออกแบบการจัดการเรียนรู้
ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญ

ของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึงพิจารณาออกแบบ
การจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวั ดและประเมินผล เพื่อให้
ผเู้ รยี นไดพ้ ัฒนาเตม็ ตามศกั ยภาพและบรรลุตามเป้าหมายท่ีกำหนด

284

4. บทบาทของผสู้ อนและผู้เรยี น
การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอนและผู้เรียนควรมี

บทบาท ดังน้ี

4.1 บทบาทของผสู้ อน
1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการจัดการ

เรยี นรู้ ท่ีท้าทายความสามารถของผเู้ รยี น
2) กำหนดเปา้ หมายทต่ี ้องการใหเ้ กดิ ขึน้ กับผเู้ รยี น ด้านความรู้และทกั ษะกระบวนการท่ี

เป็นความคิดรวบยอด หลกั การ และความสมั พนั ธ์ รวมทง้ั คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรทู้ ี่ตอบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลและ

พฒั นาการทางสมอง เพื่อนำผเู้ รยี นไปสู่เปา้ หมาย
4) จดั บรรยากาศท่ีเอ้อื ตอ่ การเรยี นรู้ และดูแลชว่ ยเหลอื ผ้เู รยี นใหเ้ กดิ การเรยี นรู้
5) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมปิ ัญญาทอ้ งถิน่ เทคโนโลยี

ท่ีเหมาะสมมาประยกุ ต์ใชใ้ นการจัดการเรียนการสอน
6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติ

ของวชิ าและระดบั พฒั นาการของผู้เรียน
7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุง

การจดั การเรยี นการสอนของตนเอง

4.2 บทบาทของผู้เรียน
1) กำหนดเป้าหมาย วางแผน และรบั ผิดชอบการเรียนร้ขู องตนเอง
2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ ตั้งคำถาม

คดิ หาคำตอบหรอื หาแนวทางแก้ปญั หาด้วยวิธกี ารต่าง ๆ
3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน

สถานการณต์ า่ ง ๆ
4) มีปฏสิ ัมพันธ์ ทำงาน ทำกจิ กรรมรว่ มกับกลมุ่ และครู
5) ประเมินและพฒั นากระบวนการเรยี นรขู้ องตนเองอยา่ งต่อเน่ือง

285

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือ การประเมิน
เพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ประสบผลสำเร็จ
นั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อน
สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการ
เรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชัน้ เรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การ
วัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็ นข้อมูลและ
สารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็น
ประโยชนต์ ่อการสง่ เสริมให้ผเู้ รยี นเกิด การพฒั นาและเรียนรู้อยา่ งเตม็ ตามศกั ยภาพ

การวัดและประเมินผลของการจัดการเรียนรู้ต้องให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะ
ความสามารถและคุณลักษณะ

การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ แบง่ ออกเปน็ 4 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดบั ชนั้ เรยี น ระดับสถานศกึ ษาระดับ
เขตพน้ื ท่ีการศกึ ษา และระดับชาติ มรี ายละเอียด ดงั น้ี

1. การประเมินระดับชน้ั เรยี น
เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจดั การเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและ

สม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต
การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ
ฯลฯ โดยผสู้ อนเปน็ ผู้ประเมนิ เองหรือเปดิ โอกาส ใหผ้ ู้เรยี นประเมนิ ตนเอง เพอ่ื นประเมินเพ่ือน ผู้ปกครองร่วม
ประเมิน ในกรณที ีไ่ ม่ผา่ นตัวชว้ี ดั ใหม้ ีการสอนซ่อมเสรมิ

การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการ
เรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับ
การพฒั นาปรับปรุงและสง่ เสริมในด้านใด นอกจากน้ยี งั เป็นข้อมลู ใหผ้ สู้ อนใชป้ รบั ปรุงการเรียนการสอนของตน
ด้วย ท้ังน้ีโดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ชว้ี ดั

2. การประเมนิ ระดับสถานศกึ ษา
เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพื่อตัดสินผล การเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี/ราย

ภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษาว่าส่ งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตาม
เป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษา
เปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการ
ปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัด

286

การศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั
พน้ื ฐาน ผ้ปู กครองและชุมชน

3. การประเมินระดับเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา
เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตาม

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน เพ่อื ใชเ้ ปน็ ข้อมลู พ้ืนฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นท่ี
การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถดำเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วย
ข้อสอบมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการโดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด
ในการดำเนินการจัดสอบ นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษา
ในเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษา

4 การประเมินระดับชาติ
เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตร

แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 และชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 เข้ารบั การประเมิน ผลจากการประเมินใช้
เป็นขอ้ มลู ในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพ่ือนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการ
จดั การศกึ ษา ตลอดจนเปน็ ขอ้ มลู สนบั สนุนการตัดสนิ ใจในระดับนโยบายของประเทศ

ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบ
ทบทวนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือ
ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐาน ความแตกต่างระหว่าง
บคุ คลทจี่ ำแนกตามสภาพปญั หาและความต้องการ ไดแ้ ก่ กลมุ่ ผู้เรยี นทวั่ ไป กลุ่มผู้เรยี นที่มคี วามสามารถพิเศษ
กลุ่มผู้เรียนที่มผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่ำ กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาด้านวนิ ัยและพฤติกรรม กลุ่มผู้เรียนที่ปฏิเสธ
โรงเรียน กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูล
จากการประเมนิ จึงเปน็ หัวใจของสถานศึกษาในการดำเนินการช่วยเหลือผ้เู รียนได้ทันท่วงที ปดิ โอกาสให้ผู้เรียน
ได้รบั การพัฒนาและประสบความสำเรจ็ ในการเรยี น

สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและ
ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็นข้อกำหนด
ของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน เพอื่ ใหบ้ คุ ลากรทเ่ี ก่ียวข้องทุกฝา่ ยถือปฏิบตั ริ ว่ มกนั

5 การตัดสินผลการเรยี น
ในการตัดสินผลการเรยี นของกลุ่มสาระการเรยี นรู้การอ่าน คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขียนคุณลักษณะ

อันพึงประสงค์และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้น ผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนเป็นหลัก และต้อง
เก็บข้อมูลของผู้เรียนทุกด้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในแต่ละภาคเรียน รวมทั้งสอนซ่อมเสริมผู้เรียนให้
พฒั นาจนเตม็ ตามศกั ยภาพ

287

ระดบั ประถมศกึ ษา
(1) ผู้เรียนตอ้ งมีเวลาเรยี นไม่น้อยกวา่ ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนท้งั หมด
(2) ผู้เรียนตอ้ งไดร้ ับการประเมินทกุ ตัวช้ีวดั และผ่านตามเกณฑท์ ่ีสถานศกึ ษากำหนด
(3) ผเู้ รยี นต้องไดร้ บั การตดั สนิ ผลการเรยี นทกุ รายวชิ า
(4) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมิน และมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด

ในการอ่าน คิดวเิ คราะห์และเขยี น คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น
ระดับมัธยมศึกษา
(1) ตัดสินผลการเรยี นเป็นรายวิชา ผเู้ รียนต้องมีเวลาเรียนตลอดภาคเรยี นไมน่ อ้ ย

กวา่ ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทงั้ หมดในรายวิชานัน้ ๆ
(2) ผู้เรียนต้องได้รบั การประเมินทกุ ตัวช้ีวัด และผา่ นตามเกณฑ์ที่สถานศกึ ษากำหนด
(3) ผเู้ รยี นต้องไดร้ ับการตัดสนิ ผลการเรยี นทุกรายวชิ า
(4) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมิน และมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด

ในการอา่ นคดิ วิเคราะห์และเขยี น คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น
การพิจารณาเลื่อนชั้นทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ถ้าผู้เรียนมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย

และสถานศกึ ษาพิจารณาเห็นวา่ สามารถพฒั นาและสอนซอ่ มเสรมิ ได้ ให้อยูใ่ นดุลพนิ ิจของสถานศึกษาท่ีจะผ่อน
ผันให้เลื่อนชั้นได้ แต่หากผู้เรียนไม่ผ่านรายวิชาจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนใน
ระดับชั้นที่สูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้เรียนซ้ำชั้นได้ ท้ังนี้ให้คำนึงถึงวุฒิภาวะและ
ความร้คู วามสามารถของผู้เรียนเปน็ สำคัญ

6. การให้ระดบั ผลการเรยี น
ระดับประถมศึกษา ในการตัดสนิ เพื่อให้ระดบั ผลการเรียนรายวิชา สถานศึกษาสามารถให้

ระดับผลการเรยี นหรอื ระดับคุณภาพการปฏิบัติของผูเ้ รียน เป็นระบบตัวเลข ระบบตัวอักษร ระบบร้อยละ
และระบบท่ีใชค้ ำสำคัญสะท้อนมาตรฐาน

การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให้ระดับผล
การประเมนิ เปน็ ดเี ยยี่ ม ดี และผ่าน

การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ
กิจกรรมและผลงานของผู้เรียน ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด และให้ผลการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นผ่าน และ
ไมผ่ ่าน

ระดับมัธยมศึกษา ในการตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชา ให้ใช้ตัวเลขแสดงระดับ
ผลการเรียนเปน็ 8 ระดบั

การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให้ระดับผล
การประเมินเปน็ ดีเย่ียม ดี และผา่ น

288

การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม
การปฏิบัติกิจกรรมและผลงานของผู้เรียน ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด และให้ผลการเข้าร่วมกจิ กรรมเปน็
ผ่าน และไม่ผา่ น
7. การรายงานผลการเรียน

การรายงานผลการเรียนเป็นการสื่อสารใหผ้ ้ปู กครองและผู้เรยี นทราบความก้าวหน้า
ในการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น ซ่ึงสถานศกึ ษาต้องสรุปผลการประเมินและจดั ทำเอกสารรายงานใหผ้ ู้ปกครองทราบ
เปน็ ระยะ ๆ หรืออย่างนอ้ ยภาคเรยี นละ 1 ครั้ง

การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพการปฏิบัติของผู้เรียนท่ีสะท้อน
มาตรฐานการเรียนรูก้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้

289

สือ่ การเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้

สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเข้าถึง
ความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลกั ษณะตามมาตรฐานของหลักสตู รได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ สื่อการเรียนรู้มี
หลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น
การเลือกใชส้ ื่อควรเลือกใหม้ ีความเหมาะสมกบั ระดับพฒั นาการและลีลาการเรียนรู้ทห่ี ลากหลายของผเู้ รยี น

การจัดหาสื่อการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถจัดทำและพัฒนาขึ้นเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้
อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัวเพื่อนำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมและ
สื่อสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยสถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียง เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
อยา่ งแท้จรงิ สถานศกึ ษา เขตพื้นทกี่ ารศึกษา หนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ งและผู้มีหน้าท่จี ัดการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน ควร
ดำเนนิ การดังน้ี

1. จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่าย
การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพทั้งในสถานศึกษาและในชุมชน เพื่อการศึกษาค้นคว้าและการแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์การเรียนรู้ ระหวา่ งสถานศึกษา ท้องถ่นิ ชมุ ชน สงั คมโลก

2. จัดทำและจัดหาสื่อการเรียนรู้สำหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียนเสริมความรู้ให้ผู้สอน
รวมทัง้ จัดหาส่งิ ทมี่ ีอย่ใู นท้องถิน่ มาประยกุ ต์ใช้เปน็ สอื่ การเรยี นรู้

3. เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้อง
กบั วิธกี ารเรียนรู้ธรรมชาตขิ องสาระการเรียนรูแ้ ละความแตกตา่ งระหว่างบุคคลของผู้เรียน

4. ประเมินคณุ ภาพของสือ่ การเรยี นร้ทู เี่ ลือกใชอ้ ย่างเปน็ ระบบ
5. ศึกษาค้นคว้า วิจัย เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของ
ผเู้ รียน
6. จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเกี่ยวกับสื่อและการใช้สื่อ
การเรียนรู้เปน็ ระยะ ๆ และสม่ำเสมอ
ในการจัดทำ การเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพส่ือการเรียนรู้ที่ใช้ในสถานศึกษา ควรคำนึงถึง
หลักการสำคัญของสื่อการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบ
กิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เนื้อหามีความถูกต้องและทันสมัยไม่กระทบความมั่นคง
ของชาติ ไม่ขดั ต่อศลี ธรรม มกี ารใช้ภาษาท่ถี ูกตอ้ ง รูปแบบการนำเสนอทเี่ ข้าใจง่าย และนา่ สนใจ

290

ภาคผนวก

291

ภาคผนวก ก
อภิธานศัพท์

292

อภธิ านศพั ท์

การแพรร่ ะบาดของโรคตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักกับการศึกษาทั้งผู้เรียนและครูผู้สอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูผู้สอนนั้น จะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการสอนในห้องเรียน หรือชั้นเรียนมาเป็นผู้สร้าง
เน้ือหา บทเรียน ใหเ้ หมาะสมกับผู้เรยี น

กำหนดปญั หา (Define problem)
ระบคุ ำถาม ประเดน็ หรอื สถานการณ์ ท่เี ป็น ข้อสงสัยเพือ่ นำไปสู่การแก้ปัญหา หรืออภิปราย รว่ มกนั

แก้ปัญหา (Solve problem)
หาคำตอบของปญั หาท่ียังไมร่ ู้วธิ กี ารมาก่อน ทง้ั ปญั หาทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับวิทยาศาสตรโ์ ดยตรง และ ปญั หา

ในชวี ติ ประจำวัน โดยใช้เทคนคิ และวธิ กี ารต่าง ๆ

เขียนแผนผงั / วาดภาพ (Construct diagram/ illustrate)
นำเสนอข้อมลู หรอื ผลการสำรวจตรวจสอบดว้ ย แผนผงั กราฟ หรือภาพวาด

คาดคะเน (Predict)
คาดการณ์ผลทจ่ี ะเกดิ ข้นึ ในอนาคต โดยอาศยั ขอ้ มลู ที่สงั เกตได้ และประสบการณ์ท่ีมี

คำนวณ (Calculate)
หาผลลพั ธ์จากข้อมลู โดยใชห้ ลักการ ทฤษฎี หรือ วิธีการทางคณิตศาสตร์

จำแนก (Classify)
จดั กลุ่มของสง่ิ ต่าง ๆ โดยอาศัยลกั ษณะที่ เหมือนกันเป็นเกณฑ์

ต้ังคำถาม (Ask question)
พูดหรือเขยี นประโยค หรือวลเี พื่อให้ไดม้ าซึ่ง การค้นหำคำตอบทต่ี ้องการ

ทดลอง (Conduct/ experiment)
ปฏบิ ตั กิ ารเพื่อหำคำตอบของคำถาม หรือปัญหา ในกำรทดลอง โดยตั้งสมมตฐิ านเพ่ือเป็นแนวทาง ใน

การกำหนดตัวแปรและวางแผนดำเนนิ การ เพ่ือตรวจสอบสมมตฐิ าน

293

นำเสนอ (Present)
แสดงขอ้ มูล เร่อื งราว หรอื ความคดิ เพื่อให้ผอู้ ื่น รับรหู้ รือพจิ ารณา

บรรยาย (Describe)
ใหร้ ายละเอียดของเหตกุ ารณ์หรอื ปรากฏการณ์ท่ี เกิดขึ้นให้ผูอ้ ืน่ ได้รับรู้ด้วยการบอกหรอื เขยี น

บอก (Tell)
ให้ขอ้ มลู ขอ้ เทจ็ จริง แกผ่ ู้อื่นดว้ ยการพูด หรอื เขียน

บันทึก (Record)
เขยี นข้อมูลทไ่ี ด้จากการสังเกต เพือ่ ชว่ ยจำ หรือ เพ่ือเปน็ หลกั ฐาน

เปรยี บเทยี บ (Compare)
บอกความเหมือน และ/หรือ ความแตกตา่ งของ สิ่งที่เทยี บเคียงกนั

แปลความหมาย (Interpret)
แสดงความหมายของข้อมูลจากหลกั ฐานทป่ี รากฎ เพื่อลงข้อสรปุ

ยกตัวอยา่ ง (Give examples)
ให้ข้อมูล เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ เพ่ือแสดง ความเขา้ ใจในส่งิ ทไ่ี ดเ้ รยี นรู้

ระบุ (Identify)
ชบ้ี อกส่งิ ต่าง ๆ โดยใช้ข้อมลู ประกอบอย่างเพียงพอ

ลาวเวียง (Lao Wiang)
กลมุ่ ชาติพนั ธล์ุ าวท่เี ขา้ มาตงั้ ถิ่นฐานในอำเภอบา้ นโป่ง จังหวัดราชบรุ ี และกอ่ ใหเ้ กดิ วัฒนธรรมลาวเวยี ง

เลอื กใช้ (Select)
พิจารณาและตดั สินใจนำวัสดุ สง่ิ ของ อปุ กรณ์ หรือวิธกี ารมาใชไ้ ด้อย่างเหมาะสม

วัด (Measure)
หาขนาดหรือปริมาณของส่ิงต่าง ๆ โดยใช้เครอ่ื งมือ ทเ่ี หมาะสม

294

วิเคราะห์ (Analyze)
แยกแยะ จดั ระบบ เปรียบเทียบ จัดลำดบั จดั จำแนก หรือเชื่อมโยงข้อมลู

สรา้ งแบบจำลอง (Construct model)
นำเสนอแนวคดิ หรือเหตุการณใ์ นรปู ของ แผนภาพ ชนิ้ งาน สมการ ขอ้ ความ คำพดู และ/หรอื ใช้

แบบจำลองเพอ่ื อธบิ ายความคดิ วัตถุ หรอื เหตุการณต์ ่าง ๆ

สังเกต (Observe)
หาขอ้ มลู ด้วยการใช้ประสาทสัมผสั ทัง้ ห้ำ ทเี่ หมาะสม ตามข้อเท็จจริงท่ปี รากฏ โดยไมใ่ ช้ ประสบการณ์

เดิมของผสู้ ังเกต

สำรวจ (Explore)
หาข้อมลู เกี่ยวกบั สงิ่ ตา่ ง ๆ โดยใช้วิธกี ารและ เทคนิคท่ีเหมาะสมเพื่อนำขอ้ มลู มาใช้ตาม วัตถปุ ระสงคท์ ี่

กำหนดไว้

สบื ค้นข้อมูล (Search)
หาข้อมลู หรอื ข้อสนเทศท่ีมีผู้รวบรวมไวแ้ ล้วจาก แหล่งต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์

สือ่ สาร (Communicate)
นำเสนอและแลกเปลย่ี นความคดิ ขอ้ มลู หรือผล จากการสำรวจตรวจสอบดว้ ยวิธีทีเ่ หมาะสม

อธิบาย (Explain)
กล่าวถึงเรื่องราวตา่ ง ๆ อย่างมเี หตผุ ล และมี ข้อมูล หรือประจักษ์พยานอ้างอิง

อภปิ ราย (Discuss)
แสดงความคดิ เหน็ ต่อประเดน็ หรือคาถามอย่าง มเี หตุผลโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ของผ้อู ภิปรายและ

ข้อมูลประกอบ
ออกแบบการทดลอง (Design experiment)

กำหนดและวางแผนวิธกี ำรทดลองใหส้ อดคล้องกบั สมมติฐานและตัวแปรต่าง ๆ รวมทั้งการบนั ทกึ ข้อมลู

ออนไลน์ (Online)
การเช่อื มต่อผ่านระบบเครือข่ายทางคอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยสี ารสนเทศต่าง ๆ

295


Click to View FlipBook Version