The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือรวบรวมผลการศึกษาภาคสนามของนักศึกษา สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โครงการสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชน คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ ชุมชนท่าฉลอมและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 4 - 8 เมษายน 2568

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teresio.natthawat, 2026-01-30 00:53:04

ท่าฉลอมที่ฉันรู้จัก

หนังสือรวบรวมผลการศึกษาภาคสนามของนักศึกษา สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โครงการสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชน คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ ชุมชนท่าฉลอมและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 4 - 8 เมษายน 2568

Keywords: ท่าฉลอม,สมุทรสาคร,ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น,คณะโบราณคดี


ก·èÒ©ÅÍÁ ·Õè©Ñ¹ÃÙé¨Ñ¡: ¼Ù餹 ªÕÇÔµ ÇѲ¹¸ÃÃÁ หนังสือรวบรวมผลการศึกษาภาคสนามของนักศึกษา สาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น โครงการสืบคนประวัติศาสตรทองถิ่นเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชน คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรณ ชุมชนทาฉลอมและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครระหวางวันที่ 4 - 8 เมษายน 2568


ขISBN 978-974-641-926-0หนังสือ ทาฉลอม ที่ฉันรูจัก: ผูคน ชีวิต วัฒนธรรมที่ปรึกษา ดร. สุวันชัย แสงสุขเอี่ยมผูชวยศาสตราจารยนุชนภางค ชุมดีอาจารยภูมิ ภูติมหาตมะผูชวยศาสตราจารยสาลินี มานะกิจบรรณาธิการ ผูชวยศาสตราจารยสิริวรรณ สิรวณิชยผูเรียบเรียง นักศึกษาสาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น รุนที่ 7 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรกองบรรณาธิการ ณัฐวัชร อินทรียสังวรณนักศึกษาสาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น รุนที่ 7 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรออกแบบปก ณัฐวัชร อินทรียสังวรณพิมพครั้งแรก พ.ศ. 2568จำนวนพิมพ 200 เลมจัดพิมพโดย สาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่นคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรพิมพที่ บริษัท สหมิตรพัฒนาการพิมพ (1992) จำกัด2/1 ถนนเทอดไท แขวงบางหวา เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160ขอมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแหงชาติสิริวรรณ สิรวณิชย. ทาฉลอม ที่ฉันรูจัก: ผูคน ชีวิต วัฒนธรรม.—กรุงเทพฯ : สาขาประวัติศาสตรทองถิ่น คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร, 2568. 228 หนา. 1. ความเปนอยูและประเพณี. 2. วัฒนธรรม. I. นักศึกษาสาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น รุนที่ 7 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ผูแตงรวม. II. ชื่อเรื่อง.390ISBN 978-974-641-926-0


คÊÒúÑÞบทบรรณาธิการ งการศึกษาประวัติศาสตรและความเปลี่ยนแปลงของชุมชนทาฉลอมผานอุตสาหกรรมประมง1สายตระกูลดั้งเดิม ประวัติ และบทบาทสำคัญ (1) :ตูจินดา ระวิวงษ ลือประเสริฐ และนิจจะยะ47สายตระกูลดั้งเดิม ประวัติ และบทบาทสำคัญ (2) :มณีรัตน มีอำพล สรอยเพ็ชร สุวรรณเมนะ อุตะเดช และหะทัยธรรม75ประเพณี ความเชื่อ และพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ทาฉลอม 119การปรับตัวและการคงอยูของเศรษฐกิจชุมชนทาฉลอม 165กวาจะเปนหนังสือทาฉลอมที่ฉันรูจัก 213


งº·ºÃóҸԡÒÓทาฉลอม ที่ฉันรูจัก: ผูคน ชีวิต วัฒนธรรม” เปนหนังสือรวบรวมผลงานของนักศึกษา ชั้นปที่ 3 สาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเปนกิจกรรมสวนหนึ่ง ของโครงการสืบคนประวัติศาสตรทองถิ่นเพื่อการพัฒนาสังคม และชุมชน จัดขึ้นระหวางวันที่ 4-8 เมษายน 2568 ณ ชุมชนทาฉลอมและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยบูรณาการในรายวิชา 350314-164 ประวัติศาสตรทองถิ่นภาคสนาม (Local History Fieldwork) ซึ่งเปนรายวิชาบังคับ ของนักศึกษาชั้นปที่ 3 สาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น ภาคการศึกษาปลาย ปการศึกษา 2567 ทั้งนี้มีวัตถุประสงคของโครงการเพื่อใหนักศึกษาสาขา วิชาประวัติศาสตรทองถิ่นไดเขาใจและเรียนรูจากประสบการณ การทำงานกับเครือขาย หนวยงานภายนอกในแหลงเรียนรู ทางดานประวัติศาสตร ศิลปวัฒนธรรมและสามารถนำความรู ความเขาใจเกี่ยวกับประวัติศาสตรทองถิ่นไปใชประโยชนรวมกัน ในการอนุรักษ สืบสาน ศิลปวัฒนธรรมใหเกิดความยั่งยืนตอไป โดยมีลักษณะกิจกรรมการปฏิบัติงาน ในรูปแบบการลงพื้นที่เก็บขอมูลภาคสนามและแลกเปลี่ยนเรียนรูเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมีความสอดคลอง


จกับเปาหมายของหลักสูตรที่ตองการใหผูเรียนมีความรู เขาใจแนวคิดและวิธีการทางประวัติศาสตรทองถิ่น บูรณาการองคความรูตาง ๆ เนนใหนักศึกษาไดฝกภาคปฏิบัติตามระเบียบวิธีการทางประวัติศาสตรทองถิ่น คือ การลงภาคสนามในพื้นที่ศึกษา เพื่อเก็บรวบรวม วิเคราะหขอมูลและนำมาสังเคราะหเปนชุดขอมูล ที่ทำใหเขาใจประวัติศาสตรทองถิ่นของแตละพื้นที่ในแงมุมตาง ๆ นอกจากนี้ยังเปนการสรางเครือขายในชุมชน สงเสริมกระบวนการเรียนรูจากประสบการณจริงใหแกนักศึกษา การทำงานภาคสนามถือเปนวิธีการสำคัญของงานศึกษาประวัติศาสตรทองถิ่น เพื่อสรางความเขาใจตอพื้นที่และผูคน จึงจำเปนตองใชวิธีการสำรวจ สังเกต ตลอดจนการสัมภาษณ เพื่อเก็บขอมูลจากประสบการณ ความทรงจำของผูเลา อีกทั้งยังเปนวิธีการรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตรรวมสมัย ที่ยังอยูใน ความทรงจำ ชวยสรางภาพในอดีตใหมีความชัดเจน รวมทั้งการคนควาขอมูลจากเอกสารหรือหลักฐานอื่น ๆ เชน หนังสืออนุสรณงานศพ ภาพถาย งานศิลปกรรม วัตถุสิ่งของ ประเพณีความเชื่อของชุมชน เปนตน เพื่อใหมีความสมบูรณยิ่งขึ้น เนื้อหาในหนังสือเลมนี้ประกอบดวยประเด็นเรื่องศึกษา จากภาคสนาม ซึ่งเกิดจากการรวมวงพูดคุยระหวางคณะทีมงาน ของสาขาวิชาฯ กับตัวแทนของชุมชนที่เล็งเห็นความสำคัญ


ฉในการเก็บขอมูลภาคสนามประวัติศาสตรบอกเลาจากพื้นที่ เพื่อเพิ่มเติมขอมูลที่ยังขาดหาย รวมทั้งเพิ่มเติมองคความรูในมิติตาง ๆ โดยแบงเนื้อหา ออกเปน 5 เรื่อง ไดแก เรื่องที่ (1) ประวัติศาสตรและความเปลี่ยนแปลง ของชุมชนประมงทาฉลอม นำเสนอเรื่องราวการตั้งถิ่นฐานของชุมชนทาฉลอมที่มีความสัมพันธกับการเมืองทาจีนหรือเมืองสาครบุรีในอดีตที่มีบทบาทในฐานะเมืองชายฝงทะเล เกิดการอพยพเขามาของชาวจีนที่เขามาตั้งถิ่นฐานมีความสัมพันธกับคนไทยพื้นถิ่น ดำรงชีพ ดวยเศรษฐกิจดานการประมงเปนสำคัญ จัดทำลำดับเหตุการณสำคัญของชุมชน (Timeline) โดยใชเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงดานการประมง เพื่อทำความเขาใจบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับตัวของชุมชนที่ตองเผชิญตอความเปลี่ยนแปลงหลายครั้งในอดีต เรื่องที่ (2) และ (3) สายตระกูลดั้งเดิม: ประวัติและบทบาทสำคัญ นำเสนอเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของชุมชนทาฉลอม ผานการศึกษาขอมูลจากกลุมตระกูลดั้งเดิมในพื้นที่ ไดแก ตูจินดา ลือประเสริฐ ระวิวงษ นิจจะยะ มณีรัตน มีอำพล อุตะเดช และสรอยเพ็ชร ทั้งนี้เพื่อเพื่อสรางความเขาใจในประเด็นเรื่อง การเขามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนในรุนบุกเบิกของชุมชน วิถีชีวิต บทบาทและความสัมพันธทางสังคมทั้งดานการเมือง เศรษฐกิจ


ชและสังคมที่ดำรงความเปนอัตลักษณของชุมชนทาฉลอม ตลอดจนการปรับตัวตามบริบทความเปลี่ยนแปลงในแตละชวงเวลา เรื่องที่ (4) ประเพณี ความเชื่อและพหุวัฒนธรรมของชุมชนทาฉลอม เนื่องดวยลักษณะทางภูมิศาสตรที่ตั้งของพื้นที่ เอื้ออำนวยตอการเขามาของผูคนตางชาติพันธุ สะทอนผานการนำเสนอเรื่องราวของศาสนสถานและศูนยสาธารณสงเคราะห ความเชื่อ กิจกรรม ทางศาสนาที่แสดงใหเห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผูคนจากหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา ผสมผสานแนวปฏิบัติ ทางวัฒนธรรมเพื่อใหสอดคลองกับบริบททองถิ่น และเอื้อตอการ อยูรวมกันอยางสันติซึ่งเปนผลมาจากทัศนคติที่เปดกวาง ยอมรับ และเคารพในความแตกตางโดยมีสถาบันทางศาสนา และวัฒนธรรมเปนศูนยกลางการเชื่อมโยงสังคมเขาไวดวยกัน เรื่องที่ (5) การปรับตัวและการคงอยูของเศรษฐกิจชุมชนทาฉลอม นำเสนอเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อันเปนผลจากทั้งปจจัยภายในและภายนอก ที่สงผลกระทบตออาชีพดั้งเดิมของชุมชน โดยเฉพาะดานการประมงที่เคยเปนรากฐาน ทางเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ รวมทั้งนำเสนอขอมูลจากประวัติ ชีวิตของผูคนที่บอกเลาเรื่องราวดานภูมิปญญาทองถิ่น ในการจัดการทรัพยากร เชน การทำประมง อาหารทะเลแปรรูป การตอเรือประมง รวมทั้งการปรับตัวของชุมชนที่ใชตนทุนทางวัฒนธรรม มาสรางมูลคา


ซและตอยอดทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอยางยิ่งการนำเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีอยูไมวาจะเปนวิถีชีวิตชาวประมง สถาปตยกรรมจีน บานเรือน อาหารพื้นถิ่น ประเพณีพิธีกรรมตาง ๆ มาพัฒนาสูแหลงทองเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การดำเนินงานในครั้งนี้ไมสามารถสำเร็จลุลวงไดหากขาดความรวมมือของบริษัทสมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ขอขอบคุณ ดร. สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม คุณปราโมทย แสงสุขเอี่ยม (พอปอง) คุณซอนกลิ่น โผนประสิทธิ์ (นาแจม) คุณทิพยสุดา ปานเกษม (โตเต) คุณเบญจวรรณ เทียมศิริ(บี) คุณสุนิสา มาลา (แอว) คุณอิชยา นิธิพงศธร (ดาว) ที่คอยติดตอประสานงาน วางแผนตารางการทำงาน ชวยเหลือดานขอมูล การสัมภาษณและอำนวยความสะดวกในทุกเรื่องที่รองขอ ความชวยเหลือ โดยเฉพาะ ดร. สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม เจาของสถานที่ “บานทาฉลอม” ที่ใหความอนุเคราะหยินดีเปดบานเปนที่พำนัก ใหแกพวกเราระหวางการทำงานภาคสนาม ตลอดระยะเวลา 5 วัน 4 คืน อีกทั้งยังเปนที่ปรึกษาใหกับการดำเนินงาน แนะนำติดตอ ผูใหสัมภาษณ รวมวางแผนออกแบบกิจกรรมใหมีความเหมาะสม ใหขอคิดเห็นและขอเสนอแนะที่มีประโยชนอยางมากตลอดระยะเวลาการทำงาน


ฌขอขอบคุณหนวยงานราชการในทองถิ่นที่เกี่ยวของ ไมวาจะเปนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร สมาคมสงเสริมการทองเที่ยวจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานเทศบาลนครสมุทรสาคร โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนารวมวิทยา) โรงเรียนอันนาลัย โรงเรียนเทศบาลวัดชองลม (เปยมวิทยาคม) ที่ใหความสนใจเขารวมกิจกรรมนำเสนอองคความรูสะทอนบทเรียนจากการทำงานภาคสนาม และใหขอคิดเห็นแลกเปลี่ยนที่มีคุณคา กับคณะทำงาน ขอขอบคุณผูใหสัมภาษณทุกทาน คุณณรงค จารุปราโมทย (กูเตี๊ยว) คุณทองแทน เลิศลัทธภรณ คุณประสิทธิ์ คุณเบญจา ศรีสมุทรนาค (ปาจา) คุณชุมพล ชมสุวรรณ คุณปราณีต ธนูพันธ (ครูเตา) คุณชวฤทธิ์ เลิศลัทธพร คุณลุงฮวด คุณชวาลย ศิริรัตนวุฒิ คุณอนันต ลือประเสริฐ คุณประนู แซโคว คุณซงอี่ แซตั้ง คุณเพชราภรณ ตูจินดา คุณสมพร นิจจะยะ คุณอัญชลี ทองผาสุก คุณนิภา สื่อเจริญ คุณสุรัตน ศรีจันทร คุณลุงเปยก คุณพอจำ อรัณยกานนท คุณพรจิตร สรอยเพ็ชร (ปาจู) คุณดวงดาว อุตะเดช คุณพรชัย หะทัยธรรม คุณสมจิตต ประคองศิลป คุณตน แสงเฮอ คุณประกิต เชิญอักษร คุณณัฐวุฒิ พรศิริจินดา คุณอำไพ โพธิศาล(ปาอุ) คุณปราโมทย บุษยามงคล (โกอาง) คุณทวีโชค พินเจริญ คุณนันทวัฒน พรศิริจินดา คุณธีรพงศ ธนะสกุลทอง คุณประวิทย


ญชาวปากน้ำ คุณสุภรณ ศรีสุธรรมภรณ(ปาเช็ง) คุณโนรีย ตันติวิริยากร คุณศิริพร ตันติวิริยากร คุณเบญจมาศ อุยยาหาญ (ปาแปว) คุณพิพัน ทัศนสุวรรณ (ลุงพัน) คุณจักรพงศ ชัยมงคล (กอลฟ Everyday 1990) คุณสมหวัง ปุณยะธรรมา (แตฮกเฮียง) คุณชื่นจิตร สายแสงธรรม และอีกหลายทานที่ไมไดเอยนาม คณะผูจัดทำขอขอบคุณผูใหขอมูลทุกทานที่ไดสละเวลาอันมีคาใหกับคณะทำงานของเรา เมตตา ใหความรูและตอบขอซักถามตาง ๆ เพื่อชวยเพิ่มเติมขอมูลใหชุมชนทาฉลอมมีความสมบูรณมากขึ้น ทั้งนี้ประสบการณการทำงานภาคสนามครั้งนี้ที่ไดรับจากชุมชนมีสวนชวยพัฒนาทักษะการเรียนรู เปดมุมมองใหมของคณะทำงานและสรางประสบการณการลงพื้นที่ภาคสนามอันมีคาที่ไดสัมผัสถึงความเปนชุมชนทาฉลอมจึงขอขอบคุณชาวทาฉลอมทุกทานจากใจจริง ขอขอบคุณคณาจารยจากสาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น ทุกทาน ไดแก ผูชวยศาสตราจารยนุชนภางค ชุมดี อาจารยภูมิ ภูติมหาตมะ ผูชวยศาสตราจารยสาลินี มานะกิจ ที่รวมกันออกแบบกิจกรรมการดำเนินงาน แนะแนวการดำเนินงาน ใหคำปรึกษารวมกันแกไขปญหาเฉพาะหนาใหการดำเนินงานเปนไปอยางราบรื่น ขอขอบคุณพี่บอส ปฐมพร จำปาออน พี่แมน นนพิเชษฐชาญ ชัยหา ที่ทำหนาที่เปนพี่เลี้ยงนอง ๆ ตลอดระยะเวลาในพื้นที่ภาคสนามขอขอบคุณพี่เตย ณัฐวัชร อินทรียสังวรณ กองบรรณาธิการ


ฎที่ชวยจัดทำรูปเลมและออกแบบไดอยางสวยงาม รวมทั้งนักศึกษา โลคอลรุน 7 (ร.ศ.124) ของสาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น ที่มีสวนสำคัญอยางยิ่งในการคนควา เก็บขอมูล นำเสนอผลการศึกษาตามประเด็นเรื่องที่กลุมไดรับมอบหมาย รวมอดทน ฝาฟนอุปสรรคตาง ๆ และเรียนรูเรื่องราวของทองถิ่นไปดวยกัน จนประสบความสำเร็จจนเปนผลงานที่รวมเปนสวนหนึ่งของหนังสือเลมนี้ ซึ่งเชื่อวาจะเปนประสบการณที่มีคุณคายิ่ง และอยูในความทรงจำของพวกเราทุกคนตลอดไป ภายใตขอจำกัดของคณะผูศึกษายอมไมอาจนำเสนอเรื่องราวใหครอบคลุมครบทุกดาน แตเหนือสิ่งอื่นใดการจัดทำหนังสือเลมนี้ ก็นาจะเปนประโยชนเพิ่มเติมองคความรูดานประวัติศาสตรสังคมชุมชนทาฉลอมในมิติผูคนที่มีบรรยากาศของเรื่องราวและสีสัน ของการเลาเรื่องที่หลากหลายมากขึ้น ผูชวยศาสตราจารยสิริวรรณ สิรวณิชยหัวหนาสาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กันยายน 2568



1¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ»ÃÐÇѵÔÈÒʵÃìáÅФÇÒÁà»ÅÕè¹á»Å§¢Í§ªØÁª¹·èÒ©ÅÍÁ¼èÒ¹ÍØµÊÒË¡ÃÃÁ»ÃÐÁ§ปาลิตา เงินพุมพิสิฐ ทบบุญภทรพรรณ ศิลปลลิตา ดวงจินดาวรรธนะ ชิดชอบอนุพงษ มูลมืด


2บทนำจังหวัดสมุทรสาครเปนสวนหนึ่งของลุมน้ำทาจีนตอนลางและมีเสนทางเชื่อมตอกับทะเลอาวไทย มีความสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จุดเริ่มตนและพัฒนาการกอราง ของชุมชนในจังหวัดสมุทรสาครเริ่มมีเคาลางตั้งแตชวงสมัยอยุธยา จากหลักฐานที่มีการระบุชื่อ “เมืองทาจีน” ในฐานะที่เปนทางออก สูทะเลที่มีความสำคัญตอเศรษฐกิจ การเมืองและการปกครอง“ทาฉลอม” เปนตำบลหนึ่งในอำเภอเมืองสมุทรสาคร และเปนสวนหนึ่งของเมืองทาจีนหรือเมืองสาครบุรีในอดีต ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะเมืองชายฝงทะเล ทาฉลอมมีลักษณะทางภูมิศาสตรเปนรูปกระเพาะหมูคลายจะเปนเกาะ ที่มีความเหมาะสมตอการทำกิจการเดินเรือและประมง นอกจากนี้ยังรวมถึงความอุดมสมบูรณ ของพื้นที่ในอดีตซึ่งเปนปจจัยที่ทำใหเกิดการอพยพโยกยายเขามา ของผูคน สวนหนึ่งจำนวนมากมาจากบานทาจีนเปนชาวจีนโพนทะเลเขามาตั้งถิ่นฐานอาศัยรวมกับชาวไทยที่อยูในพื้นที่มาแตดั้งเดิม


3ในอดีตทาฉลอมเคยเปนพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจซึ่งเติบโตขึ้นดวยภาคการอาชีพประมง กระทั่งพัฒนาขึ้นเปนแหลงอุตสาหกรรมประมงในยุคหลัง แตปจจุบันดวยปจจัยหลายประการ ไมวาจะเปนปญหาดานความเสื่อมโทรมของทรัพยากรและนโยบายควบคุม การออกเรือซึ่งสงผลกระทบตอกิจการของชาวประมงในทาฉลอม นับวาเปนจุดสิ้นสุดบทบาทของทาฉลอมในฐานะเมืองประมงที่สำคัญจนกระทั่งปจจุบันอยางไรก็ตาม แมวาทาฉลอมในปจจุบันจะหมดสิ้นซึ่งภาพของเมืองประมงอยางในอดีต แตเพื่อเปนการศึกษาประวัติศาสตร การตั้งถิ่นฐานตลอดจนพัฒนาการทางประวัติศาสตรของทาฉลอม คณะผูจัดทำจึงไดเลือกนำเสนอประวัติศาสตรชุมชนทาฉลอม ผานความเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมประมง เนื่องจากเล็งเห็นถึงภาพความผูกพันแนนแฟนระหวางชุมชนทาฉลอมกับการทำประมงที่มีมาอยางยาวนาน พรอมทั้งจัดทำเครื่องมือเสนเวลาที่แบงยุค ด  ว ย ค ว า ม เ ป ล ี ่ ย น แ ป ล ง ด  า น ภ า ค ก า ร ป ร ะ ม ง เ ป  น ห ลั ก เพื่อทำความเขาใจถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพัฒนาการและการปรับตัวของชุมชนตอความเปลี่ยนแปลงหลายตอหลายครั้ง ในอดีต


4ผลการศึกษา1. ยุคตั้งถิ่นฐานของทาฉลอม (กอน พ.ศ. 2478)“ทาฉลอม” เปนพื้นที่สำคัญแหงหนึ่งในลุมแมน้ำทาจีน โดยมีลักษณะทางภูมิศาสตรที่โดดเดน คือ มีลักษณะเปนเมืองกระเพาะหมูคลายเปนเกาะกลางลำน้ำ แตยังคงมีสวนที่เชื่อมติด กับแผนดินอยู ซึ่งกลาวไดวาเปนลักษณะสำคัญที่ยังผลใหทาฉลอมเติบโตเปนเมืองทาสำคัญ จากความไดเปรียบของลักษณะ ทางภูมิศาสตรดังกลาวทำใหพื้นที่ทาฉลอมเปนเมืองทาที่เหมาะแกการประกอบอาชีพประมง และการคาทางเรือ ซึ่งเปนอาชีพหลักของคนในพื้นที่ทาฉลอมตลอดระยะเวลาที่ผานมาในอดีตทาฉลอมยังไมไดเปนพื้นที่เอกเทศเชนเดียวกับปจจุบันแตเปนพื้นที่เดียวกับ “ทาจีน” ชื่อนี้ปรากฏครั้งแรก ในหนังสือกฎหมายตราสามดวง เรื่องพระไอยการตำแหนงนาทหาร หัวเมือง ปรากฏหลักฐานลายลักษณอักษรที่กลาวถึงชื่อ ตำแหนงเจาเมือง “พระสมุทสาคร เมืองทาจีน” เจาเมืองมีบรรดาศักดิ์เปนพระสมุทสาคร เปนเมืองจัตวาขึ้นกับกลาโหม บังคับบัญชา หัวเมืองฝายใต01 ซึ่งเปนหลักฐานแสดงใหเห็นตำแหนงและฐานะของเมืองทาจีนในฐานะเมืองฝายใตของอยุธยา 1กฎหมายตราสามดวง เลม ๑ (พระนคร: โรงพิมพคุรุสภา, 2505), 325 –327.


5ตอมาเมืองทาจีนไดรับการยกตำแหนงขึ้นเปนเมืองสาครบุรี โดยปรากฏหลักฐานในนพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทานุมาศ (เจิม) ความวา “ใหบานทาจีนตั้งเปนเมืองสาครบุรี”12 ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแหงกรุงศรีอยุธยา จึงแสดงใหเห็นวาบานทาจีนไดถูกยกเปลี่ยนชื่อเปนสาครบุรีในชวงสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชปรากฏชื่อเมืองทาจีนอีกครั้งในเอกสารจดหมายเหตุของมองซิเออร เซเบเรต เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเดินทางจากอยุธยาไปมะริด ในชวง พ.ศ. 2230 โดยเซเบเรตไดกลาวถึงการเดินทางในพื้นที่ทาจีนไววา “ขาพเจาไดออกเดินทางจากทาจีนเพื่อไปแมกลอง ตามระหวางทางทาจีนและแมกลองนี้มีบางแหง ซึ่งน้ำตื้นตองใชกระบือลากเรือเหมือนวันกอน แตตอนที่ตื้นวันนี้ ยาวกวาวานนี้ และยากลำบากกวานี้มาก เวลาเย็นขาพเจา ไดไปถึงแมกลอง ซึ่งไกลจากทาจีนเปนระยะทางประมาณ 10 ไมลครึ่ง”23จากบันทึกนี้แสดงใหเห็นบทบาทสำคัญของทาจีนในการเปนเสนทางเดินทางตอไปยังลุมน้ำแมกลองที่สมุทรสงคราม 2 พันจันทานุมาศ (เจิม), พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2506), 60. 3 กระทรวงมหาดไทย, ๑๘ มีนา วันทองถิ่นไทย ๑๐๗ ป สุขาภิบาล ทาฉลอม รำลึก ๑๕๐ ป สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (กรุงเทพฯ: วีเจพริ้นติ้ง, 2555), 19 - 23.


6ประภัสสร ชูวิเชียร แสดงหลักฐานทางศิลปกรรมที่ทำใหเห็นถึงรองรอยของผูคนในพื้นที่ทาจีน ซึ่งแสดงใหเห็นหลักฐานการตั้ง ถิ่นฐานของผูคนที่คาดวามีมาตั้งแตสมัยอยุธยา ไดแก วัดใหญ- จอมปราสาท หรือวัดใหญสาครบุรี ซึ่งมีพระอุโบสถและพระปรางคเปนศิลปะอยุธยาตอนปลาย (ภาพที่ 1) ตอมาเกิดการขยายตัว ของชุมชนทาจีน มาสูพื้นที่ของทาฉลอมและมหาชัยในปจจุบัน โดยไมปรากฏชวงระยะเวลาที่ชัดเจน แตสังเกตไดจากหลักฐาน ทางศิลปกรรมในพื้นที่ คือ เจว็ดไมรูปเทพารักษของศาลเจาปุนเถากงทาฉลอม ซึ่งมีอายุสมัยที่เกาแกยอนไดถึงอยุธยาตอนกลาง และตอนปลาย โดยเทียบไดกับเทวดาจำหลักไมบานประตู วัดพระศรีสรรเพชญ รวมถึงหลักฐานจากปายศาลเจาปุนเถากง ซึ่งปรากฏอักษรภาษาจีนแปลความโดยอชิรัชญ ไชยพจนพานิช ไดวา “ศาลเจาเกาทาจีน” และหลวงพอหินแดง ของวัดสุทธิวาตวราราม หรือวัดชองลม ซึ่งมีพุทธศิลปตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย (ภาพที่ 2) ก็แสดงใหเห็นไดวามีการอพยพเคลื่อนยายผูคนจากทาจีนลงมายังพื้นที่ทาฉลอมในปจจุบัน โดยแรงจูงใจในการอพยพลงมานั้น ประภัสสรเสนอวาอาจเกิดจากการขุดคลองมหาชัยบริเวณทางใตของบานทาจีน ซึ่งทำใหเกิดคุงน้ำใหมสงผลใหผูคนอพยพลงมาทางใตของทาจีนและตั้งรกรากที่ทาฉลอมจนถึงปจจุบัน344 ประภัสสร ชูวิเชียรและคณะ, รายงานสำรวจแหลงศิลปกรรมเมืองสมุทรสาคร: ทาฉลอม ทาจีน มหาชัย โครงการศึกษาขอมูลเชิงประวัติศาสตร และ ศิลปวัฒนธรรม ชุมชนทาฉลอมริมฝงมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร, (ภาควิชา


7ภาพที่ 1 วัดใหญจอมปราสาท(ที่มา: พิสิฐ ทบบุญ, 6 เมษายน 2568.)ภาพที่ 2 หลวงพอหินแดง วัดชองลม(ที่มา: พิสิฐ ทบบุญ, 6 เมษายน 2568.)ประวัติศาสตรศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2557), ไมปรากฏเลขหนา.


8ในสมัยรัตนโกสินทรทาฉลอมยังคงมีบทบาทสำคัญ ในฐานะสวนหนึ่งของเมืองสาครบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อสยาม เกิดกรณีพิพาทกับญวน ทรงเกรงวาพวกญวนจะนำทัพเรืองลงมา ตีสยามจึงมีบัญชา ใหพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) ขุดรากสรางปอมขึ้นบริเวณมหาชัยเรียกวา ปอมวิเชียรโชฎก ในชวงเวลาดังกลาวมีชาวจีนที่คิดหาลูทางเลี้ยงชีพดวยการประมงไดอพยพเขามาในพื้นที่ทาจีนและทาฉลอมมากขึ้น เนื่องดวยทำเลของทาฉลอมที่เหมาะ แกการทำประมง ปรากฏหลักฐานในบันทึกของพระสังฆราช ปาเลอกัวซ ความวา “ทาจีนอันเปนตัวจังหวัดที่สวยงาม มีพลเมือง 5000 คน สวนมากเปนชาวประมงและพอคา ที่ตั้งจังหวัดอยูหางทะเล 2 ลิเออ เปนทำเลเหมาะแกการทำประมงและการพานิชยมาก จึงมีสำเภาจีนไปมาติดตออยูเสมอมิขาด”45 ชาวจีนที่อพยพเขามาในพื้นที่นั้นประกอบกลุมชาวจีนหลากหลายกลุม เชน แตจิ๋ว ไหหลำ ฮกเกี้ยน จึงเกิดการรวมกลุมกันเปนสมาคมจีนขึ้นเพื่อดูแลพวกพองของตน ซึ่งในเวลาตอมาถูกเรียกวา กลุมอั้งยี่ หรือ จีนตั้วเหี่ย โดยกลุมสมาคมจีนเหลานี้บางสวน มีความประพฤติบางประการที่ผิดกฎหมาย เชน การลักลอบคาฝน การทำสุราหนีภาษีและการจี้ปลนชาวบาน จึงนำมาสูการปราบปราม5 ปาลเลกัวซ มงเซเญอร, เลาเรื่องกรุงสยาม, สันต ท. โกมลบุตร (แปล),(กรุงเทพฯ: สำนักพิมพศรีปญญา, 2552), 91.


9กลุมสมาคมจีนเหลานี้ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีการปราบจีนตั้วเหี่ย ถึงสองครั้งไดแก พ.ศ. 2385 และ 239156เบญจา ศรีสมุทรนาค ลูกหลานเชื้อสายจีนในชุมชนทาฉลอมกลาวถึงการเขามาของชาวจีนยังคงมีอยูในพื้นที่ ที่ยึดจากคำบอกเลาของบรรพบุรุษวา “คนจีนมาจากจีน สำเภาติดชายปา เอาก็เอาปก ๆ เปนที่จับจอง สมัยกอนปากคลองทาจีนคาขายกับสำเภาเมืองจีน ยายเกิดไมทัน เขาใชมานะเปนพาหนะ”67 จากคำกลาวขางตน แสดงใหเห็นวาสำนึกเรื่องราวของการอพยพของคนจีน ยังอยูในความรับรูกันของผูคนในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุมชาวไทย เชื้อสายจีนที่ไดรับการสงตอเรื่องเลาจากบรรพบุรุษ ในอดีตสมุทรสาครมีชื่อเรียกเปนภาษาจีนทางทาฉลอมวา “เลงเกียฉู”แปลวา บานลูกมังกร เนื่องดวยการเปนชุมชนชาวจีนขนาดใหญ ตอมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ไดมีการเปลี่ยนชื่อเมืองจากสาครบุรี เปนสมุทรสาคร และมีการขุดคลองเพิ่มเติมที่บางยางใหเชื่อมกับแมน้ำแมกลองที่ตำบลดำเนินสะดวก เพื่อเพิ่มความสะดวกของการคมนาคม เริ่มใน พ.ศ. 2409 ไปแลวเสร็จใน พ.ศ. 2411 ในชวงเวลานี้เองชาวจีนอีกจำนวนหนึ่งก็ไดทยอยอพยพเขามายังทาฉลอมเกิดเปนตระกูลใหญที่สืบตอมาถึงปจจุบัน เชน ตูจินดา มณีรัตน และ มีอำพล เปนตน6 สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม และคณะ, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการสำรวจและสังเคราะหขอมูลดานประวัติศาสตรการทองเที่ยวในการพัฒนาเมืองสมุทรสาคร, (มปท. : สกสว. , 2662), 2 – 1 และ 2 - 11. 7 สัมภาษณ เบญจา ศรีสมุทรนาค, อดีตเรือจางขามฝาก, 5 เมษายน 2568.


10จุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนทาฉลอมเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2444 บริษัทรถไฟทาจีนทุนจำกัด ไดรับสัมปทาน 40 ป ใหเดินเสนรถไฟสายคลองสาน - มหาชัย นำมาสูการเปลี่ยนแปลง ครั้งสำคัญของชุมชนทาฉลอม สงผลใหในเวลาดังกลาว เกิดการเชื่อมตอของพื้นที่ทำใหการเดินทางตลอดจนการขนสงสะดวกยิ่งขึ้น นำมาสูการตั้งถิ่นฐานของผูคนในพื้นที่ทาฉลอมและมหาชัย ที่มากขึ้น การสรางทางรถไฟสายนี้ไดแลวเสร็จใน พ.ศ. 2447 จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดเสด็จพระราชดำเนินโดยเสนทางรถไฟสายนี้ในปเดียวกัน และตอมา จึงมีการเปดเสนทางรถไฟ โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจาฟามหาวชิราวุธ เมื่อเห็นวาเสนทางสายคลองสาน-มหาชัยไดรับผลดี จึงมีการดำเนินการเปดทางรถไฟตอในสายบานแหลม (ทาฉลอม) ไปยังแมกลอง โดยบริษัทรถไฟแมกลองทุนจำกัด เริ่มกอสราง ใน พ.ศ. 2448 และเปดบริการใน พ.ศ. 245078 ทาฉลอมและมหาชัย จึงกลายเปนเสนทางการเดินทางที่สำคัญภายหลังการตัดทางรถไฟ โดยไดกลายเปนเสนทางเชื่อมตอสามลุมแมน้ำ ไดแก จากลุมแมน้ำเจาพระยาที่คลองสานสูลุมน้ำทาจีนที่มหาชัย และจากลุมน้ำทาจีน ที่บานแหลมสูลุมน้ำแมกลองที่แมกลอง นับไดวาเปนตัวแปรสำคัญ ที่นำความเจริญของการคาทางบกเขามาสูพื้นที่ ทาฉลอมจึงกลายเปน8 สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม และคณะ, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการสำรวจและสังเคราะหขอมูลดานประวัติศาสตรการทองเที่ยวในการพัฒนาเมืองสมุทรสาคร, 2 – 13 และ 2 - 19.


11หนึ่งในศูนยกลางสำคัญของการเดินทางนำมาสูการตั้งถิ่นฐาน ของกลุมชาวจีนที่มากขึ้นตามทางรถไฟ เนื่องดวยปจจัย ดานการเดินทางที่ทำใหคาขายและการประกอบธุรกิจไดสะดวกรวมถึงการประมงที่ยังคงเฟองฟูอยางตอเนื่องในชวงเวลานั้น ยิ่งสนับสนุนใหทาฉลอมเปนแหลงการประมงและแหลงการคา ขนาดใหญของพื้นที่สามลุมน้ำ89ในชวงทศวรรษ 2440 รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริ ถึงการจัดตั้งสุขาภิบาลเพื่อดูแลความสะอาดเรียบรอยของบานเมือง โดยประกาศใชพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. ๑๑๖ สืบเนื่องจากพระองคทรงเคยเสด็จประพาสตนทางชลมารคมาในพื้นที่ทาฉลอม ใน พ.ศ. 2447 พระองคจึงทรงเห็นภาพของพื้นที่ของ ตลาดทาจีน ซึ่งเปนพื้นที่ทาฉลอมในปจจุบัน และตอมาไดทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองนครเขื่อนขันธ หรือพระประแดงในปจจุบันทรงเห็นวามีความสกปรกความคลายคลึงกัน ดังปรากฏใน ล า ย พ ร ะ ห ั ต ถของส ม เ ด ็ จ ก ร ม พ ร ะ ย า ด ำ ร ง ร า ช า น ุ ภ า พ สำเนาตราพระราชสีหนอยที่ ๒๑/๓๓๙๐ วันที่ ๒ สิงหาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๔ ความวา 9 สัมภาษณ ทองแทน เลิศลัทธภรณ, อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสมุทรสาคร, 4 เมษายน 2568.


12“…เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๔ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จออกที่ประชุมเสนาบดี มีรับสั่งเลาถึงที่ไดไปประภาศเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ร ั ต น โ ก ส ิ น ท ร ศ ก ๑ ๒ ๔ ไ ม  เ ป น ท ี ่ พ อ พ ร ะ ร าชหฤ ทัย ที่ไดทอดพระเนตรเห็นถนนและตลาดเมืองนครเขื่อนขันธุสกปรกโสโครกมาก รับสั่งวาสกปรกเหมือนตลาดทาจีน นั่งอยูในที่ประชุมรูสึกละอายใจมากที่เมืองนครเขื่อนขันธุจะสกปรกหรือสะอาดไมใชธุระของเรา แตความสกปรกของตลาดทาจีน ซึ่งสกปรกจริงสำหรับเปนที่ยกตัวอยางเทียบที่อื่นไมพอพระราชหฤทัยเชนนี้ ก็เสมอกริ้วดวยตลาด ทาจีนดวยเหมือนกัน การเปนดังนี้จึงรูสึกรอนใจมาก จึงคิดเห็นวาถาไมคิดอานปดกวาดจัดถนนในตลาด ทาจีนใหหายโสโครก แลวจะเสียชื่อตั้งแตตัวฉันตลอด ผูวาราชการเมือง แลกำนันผูใหญบาน ในตลาดทาจีน ซึ่งเปน คนดีๆ ฉันรูจักอยูแทบทุกคน ถาตลาดทาจีนยังสกปรกอยูอยางนี้ แมปนี้เสด็จอีกเห็นจะไมเสด็จตลาดและจะใหกำนันผูใหญบาน ในที่นั้นเฝาเห็นจะไมได ฉันมีความรอนใจอยางนี้ จึงไดมีตรา ฉบับนี้ ขอใหเรียกกำนันผูใหญบานที่ตลาดทาจีนมาประชุม อานตรานี้ใหฟง และปฤกษากันดูวาจะควรทำอยางไร อยาใหพระเจาอยูหัวติเตียนได เมื่อปรึกษาเห็นตกลงจะทำอยางไร ขอใหมาบอกใหทราบ (ลงพระนาม) ดำรงราชนุภาพ”91010 กระทรวงมหาดไทย, ๑๘ มีนา วันทองถิ่นไทย ๑๐๗ ป สุขาภิบาลทาฉลอม รำลึก ๑๕๐ ป สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ.


13และในอีกหาเดือนถัดมาหลังจากการเสด็จฯ ไดเกิดเหตุการณเพลิงไหมครั้งใหญที่ทาฉลอมสงผลใหบานเรือนหลายหลังไดรับความเสียหายกอปรกับความพรอมใจของเหลาผูนำชุมชนที่เห็นพองในการรวมเปนสวนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปประเทศของรัชกาลที่ 5 จึงทำใหเกิดการตั้งสุขาภิบาลหัวเมืองแหงแรกในประเทศไทย โดยราชการไดพรอมใจกันขยายถนนขึ้นในพื้นที่ทาฉลอมและพัฒนาพื้นที่ใหมีความสอดคลองกับคานิยมความเปนสมัยใหมของประเทศชาติเมื่อแลวเสร็จ รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จพระราชดำเนินเปดถนน ที่ขยายขึ้นใหมนี้ และเปดสุขภิบาลหัวเมืองแหงแรก เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2448 ทรงพระราชทานนามถนนที่ประชาชนและผูนำสรางขึ้นใหม เพื่อเปนสาธารณูปโภควา “ถนนถวาย” จึงกลาวไดวา ทาฉลอม เปนพื้นที่นำรองการกระจายอำนาจการปกครองสูทองถิ่นเปนแหงแรกของประเทศไทย ซึ่งนำความเปลี่ยนแปลง อยางหลายอยางเขามาสูทาฉลอม หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2456 พื้นที่ของเมืองสมุทรสาครก็ไดรับการยกขึ้นเปนจังหวัดสมุทรสาคร และในชวงทศวรรษ 2470 จึงเริ่มมีการพัฒนาเสนทางคมนาคมทางบกในพื้นที่สมุทรสาคร คือ ถนนเศรษฐกิจหนึ่งเพื่อเชื่อมกับกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มสรางใน พ.ศ. 2477 จากบทความ “ทาฉลอมในอดีต” ของบุษสะมัย เลาถึงบรรยากาศทาฉลอมในชวงทศวรรษ 2470 วา ทาฉลอมเปนแหลงความคึกคักของพื้นที่ มีโรงฝน 3 โรง โรงมหรสพ 2 โรง บานเรือน ยานตลาดเปนหลังคามุงสังกะสี สวนทายตลาดยังคงเปนหลังคามุงจากอยู ผูคนเลี้ยงชีพดวยการประมงมีการทำน้ำปลา กะป มีตลาดทองน้ำ


14และตลาดสดบนบกตอนเชา ทาฉลอมเจริญกวามหาชัยมาก มหาชัยยังเจริญนอยกวาและเปนปามากกวา ในพื้นที่ทาฉลอมมีคลองมากมายหลายแหง เชน คลองขางโรงน้ำแข็งหรือคลองขางวัดแหลม คลองตาพลึงหรือคลองอีเปด คลองไซยี๊คลองตาหนึ่ง เปนตน1011สอดคลองกับคำสัมภาษณของเบญจา ศรีสมุทรนาค ชาวทาฉลอมอดีตเรือจางขามฟากที่กลาววาทาฉลอมในอดีตเจริญกวามหาชัย1112 และ คำสัมภาษณของชวฤทธิ์ เลิศลัทธพร อธิบายวา ในอดีตพื้นที่ตลาด มีโรงฝน ซึ่งหายไปในยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ มีคลองในบริเวณพื้นที่ตลาดหลายแหงแตถูกถมไปในชวงหลังตลาดไฟไหมใน พ.ศ. 2503 ซึ่งเหตุการณนี้กินอาณาบริเวณตั้งแตโรงหนังศรีอำพลถึงพื้นที่ตลาดหนึ่งในครอบครัวที่ไดรับผลกระทบก็คือคุณชวฤทธิ์จึงมีการถมคลองในพื้นที่ทาฉลอมหลายแหง เพื่อสรางเปนที่พักอาศัยของผูคน ภายหลังจากตลาดไฟไหมในครั้งนั้น1213จากขางตนสรุปไดวาการตั้งถิ่นฐานของผูคนในชุมชนทาฉลอมสามารถสืบไปไดถึงสมัยอยุธยา โดยเปนการอพยพโยกยายเขามาหลายระลอกของผูคนจากทาจีนเขามายังพื้นที่ทาฉลอม ตั้งแตชวงที่มี11 สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม และคณะ, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการสำรวจและสังเคราะหขอมูลดานประวัติศาสตรการทองเที่ยวในการพัฒนาเมืองสมุทรสาคร, 2-24 และ 2-28. 12 สัมภาษณ เบญจา ศรีสมุทรนาค, อดีตเรือจางขามฟาก, 5 เมษายน 2568. 13 สัมภาษณ ชวฤทธิ์ เลิศลัทธพร, ลูกหลานชาวจีนทาฉลอม, 6 เมษายน 2568.


15การขุดคลองมหาชัย ดวยขอไดเปรียบทางภูมิศาสตรของทาฉลอมสงผลใหพื้นที่แหงนี้กลายเปนแหลงการประมงและการคาขนาดใหญตั้งแตยุคจารีต ตอมากลายเปนแรงจูงใจใหมีการอพยพโยกยาย ของกลุมชาวจีนเขามาในพื้นที่ทาฉลอมเพื่อทำการคาและประมง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ดวยความพรอมของพื้นที่และกลุมผูนำทาฉลอม จึงนำไปสูการตั้งเปนสุขาภิบาลหัวเมืองแหงแรกของประเทศไทยตลอดจนการสรางทางรถไฟสายคลองสาน – มหาชัยและรถไฟ สายบานแหลม - แมกลอง ทำใหทาฉลอมกลายเปนศูนยกลางการติดตอของสามลุมแมน้ำยิ่งทวีความสำคัญใหแกพื้นที่มากขึ้น ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของการพัฒนาทาฉลอมใหมีความเจริญจนถึงปจจุบัน2. ยุคอุตสาหกรรมประมงรุงเรือง (พ.ศ. 2478 - 2540)หลังจากชวงเวลาของการกอรางสรางเมืองมาอยางยาวนานทาฉลอมไดกลายเปนศูนยกลางสำคัญของจังหวัดสมุทรสาคร และเติบโตขึ้นเปนเมืองประมงที่สำคัญของประเทศไทย ดวยสภาพ ภูมิประเทศที่ตั้งอยูริมฝงทะเลอาวไทยประกอบกับการเปนชุมชนประมง ตลอดระยะเวลาของยุคแหงความรุงเรืองของการประมงใน ทาฉลอมจึงมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ผูกพันอยูกับสายน้ำ และการเดินเรือเรื่อยมา ซึ่งกินระยะเวลายาวนานกวา 60 ป และสามารถแบงออกไดเปน 4 ยุคยอย ไดดังนี้


162.1 ยุคประมงเกา (พ.ศ. 2478 – 2500)เปนชวงเวลาที่ทำประมงแบบดั้งเดิมหรือใชวิธีแบบพื้นบาน เรือที่ใชสวนใหญคือเรือรุนเกา เชน เรือฉลอม เรือเจงคา เรือตั๊วหมัง เรือโล และเรือตังเก เรือเหลานี้เปนเรือไมซึ่งมีขนาดไมใหญมาก อาศัยลมและการพายในการเคลื่อนที่ ดวยปจจัยนี้เองจึงทำใหเรือ แบบเกามีขอจำกัดในการออกหาประมงจับปลา คือสามารถออกเรือ ไดเฉพาะบริเวณที่น้ำตื้นไมเกินปากอาวไทย ยุคประมงเกาแรงงาน สวนใหญยังคงเปนคนในพื้นที่ มีกัปตันเรือหรือที่เรียกวา “ไตกง” เปนคำมาจากภาษาจีนแตจิ๋ว แปลไดวา “ผูเปนนายใหญ” ซึ่งทั้งจากชื่อเรียกของเรือและนายเรือสามารถอนุมานไดวาการประมง ของทาฉลอมไดรับการบุกเบิกและตอยอดโดยชาวจีนแตจิ๋ว การออกหาปลาในยุคนี้จะตองออกเรือกันเปนกลุม กลาวคือ จะมีเรือใหญหนึ่งลำทำหนาที่คลายเปนเรือแม และมีเรือโล 2 – 4 ลำโลขนาบขาง อนึ่งเรือโลนี้จะคลายกับเรือพายธรรมดาแตแทนที่จะใช ไมพายกลับเปนการใชคนโลหางเสือไปทางซายขวาใหเคลื่อนที่แทน เมื่อพบฝูงปลาแลวเรือใหญก็จะแลนไปดักรอที่ขางหนาหางประมาณหนึ่ง กอนที่เรือโลจะปลอยอวนลอมรอบฝูงปลา แลวจึงคอยสงเชือกปลายอวนใหเรือแมสำหรับผูกยึดกับเรือ จึงคอยดึงสายปดกนถุงอวนแลวกวานยกอวนที่มีปลาขึ้นเรือ การออกหาปลาในชวงเวลานี้ จึงตองใชความสามัคคีและความแข็งแรงของมือโล1314 (ภาพที่ 3 และ4)14 สัมภาษณ ปราโมทย แสงสุขเอี่ยม, อดีตไตกงเรือประมง, 7 เมษายน 2568.


17นอกจากนี้แลวในชุมชนทาฉลอมยังมีสิ่งปลูกสรางขนาดใหญอันเปนรองรอยของการทำประมงยุคเกาตั้งอยูในบริเวณทาน้ำ อยางราวอวน ซึ่งสรางขึ้นจากไมไผคลายกับนั่งรานมีขนาดสูง เทากับตึก 2 - 3 ชั้น ไวใชสำหรับตากอวนของชาวประมง ในอดีตเด็ก ๆ ในชุมชนมักจะมาโดดน้ำเลนที่ราวอวนแหงนี้ นอกจากจะเอาไวใชตากอวนแลว ตรงบริเวณโคนเสาของราวอวน ก็มักจะมีหอย ปลา และกุงอยูชุกชุมใหจับไปทำอาหารได (ภาพที่ 5)ไมเพียงแตใชเรือประมงจับปลาแลว ยังมีการใชเครื่องมือ ที่เรียกวา “โปะ” ซึ่งเปนการเอาไมไผไปปกไวเปนวงกลมในน้ำลอมดวยอวน ปลาสามารถเขามาไดแตจะออกไปไมได เปนเครื่องมือ จากภูมิปญญาพื้นบานของทาฉลอม ซึ่งปจจุบันไมไดทำแลว1415ภาพที่ 3 จำลองการจับปลาโดยการประมงแบบเกา และเรือโล (1)(ที่มา: เพจเฟสบุคสมุทรสาครพัฒนาเมือง - วิสาหกิจเพื่อสังคม SKCD)15 สัมภาษณ ชุมพล ชมสุวรรณ, อดีตพนักงานกรมการไฟฟา, 5 เมษายน 2568.


18ภาพที่ 4 จำลองการจับปลาโดยการประมงแบบเกา และเรือโล (2)(ที่มา: เพจเฟสบุคสมุทรสาครพัฒนาเมือง - วิสาหกิจเพื่อสังคม SKCD)ภาพที่ 5 ราวตากอวนที่ทาฉลอม(ที่มา: เพจเฟสบุคบานทาฉลอม)


192.2 ยุคเปลี่ยนผานสูประมงใหม (พ.ศ. 2500 - 2520)หลังประมาณป 2500 เปนตนมาไดเกิดการเปลี่ยนแปลง ในอุตสาหกรรมประมงที่ทาฉลอม คือการที่เรือสวนใหญ เปลี่ยนจากเรือแบบดั้งเดิมมาใชเรือยนตในการหาปลา แมวาในชวง ปกอนหนานี้จะเริ่มมีการนำเรือยนตเขามาใชบางแลวก็ตาม แตในชวงระยะเวลานี้ชาวประมงทาฉลอมจำนวนมากทยอยเปลี่ยนมาใช เรือยนตกันมากขึ้นจึงเรียกไดวาชวงเวลานี้คือ ยุคแหงการเปลี่ยนผานที่แทจริง โดยชาวประมงจะดัดแปลงเรือตังเกที่เดิมเปนเรือใบตองมีเรือโยงและเรือโลชวยเปนเรือติดเครื่องยนตมีเกง 2 ชั้น และมีหลังคา เปนเสากระโดงสูงสำหรับใหไตกงเรือขึ้นไปสองหาฝูงปลา อีกทั้งยังมีอวนติดกับเรือไวเองเวลาใชก็จะโรยลงจากดานทายเรือ และกวานขึ้นจับปลาจากดานหัวเรือทำใหไมจำเปนที่จะตองมีเรือโลคอยชวยใชอวนจับปลาแบบยุคเกาอีกตอไป ทำใหขอจำกัดในการออกหาปลาไดเพียงบริเวณตื้นไมเกินปากอาวไดหมดลง (ภาพที่ 6)หลังจากในชวง พ.ศ. 2516 จึงมีการนำเทคโนโลยีใหมอยางวิทยุสื่อสารทางทะเลมาใช เรือประมงจึงสามารถติดตอสื่อสารกันได ในเรื่องของสภาพอากาศ บริเวณไหนที่ปลาชุกชุม และตำแหนงทิศทางของเรือประมงตาง ๆ ทำใหการประมงในชวงเวลานี้มีประสิทธิภาพและผลผลิตที่สูงขึ้นจนพัฒนากลายเปนอุตสาหกรรมประมง ที่ชวยค้ำจุนและเปนแหลงเศรษฐกิจหลักของทาฉลอม


20ภาพที่ 6 เรือประมงสมัยใหม(ที่มา: สิริวรรณ สิรวณิชย, 17 สิงหาคม 2566)เนื่องมาจากการออกทะเลจับปลาที่อาจกินเวลาหลายสัปดาหหรือเปนเดือน ทำใหเมื่อมีการขึ้นฝงที่ทาฉลอมแลว แหลงบันเทิง ยานสังสรรคจึงกลายมาเปนสถานที่หลัก ที่เหลาลูกเรือประมงมักไป ใชบริการ ทาฉลอมในชวงเวลานี้จึงกลายเปนเมืองแสงสีในเวลาค่ำคืนที่คึกคักไมตางจากกรุงเทพฯ151616 สัมภาษณ ปราโมทย แสงสุขเอี่ยม, อดีตไตกงเรือประมง, 7 เมษายน 2568.


21อนึ่งในชวงเวลานี้เองที่ชุมชนทาฉลอมไดเริ่มมีการขยายชุมชนครั้งใหญ แมวาในชวงตน พ.ศ. 2500 ชุมชนจะประสบภัยพิบัติ ครั้งใหญจากเหตุการณไฟไหมโรงหนังศรีอำพล ซึ่งสรางความเสียหายใหแกที่พักอาศัยและรานคาริมถนนถวายไปเกือบหมด กอนที่ในชวงหลัง พ.ศ. 2510 จะไดมีการถมคลองหลายสายในชุมชนเพื่อสรางถนนและบานเรือนขึ้น เชน คลองสวนออย16172.3 ยุคประมงใหม (พ.ศ. 2520 – 2532)ในชวงเวลานี้นับวาเปนจุดสูงสุดของอุตสาหกรรมประมง ในทาฉลอม อันเปนผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงมาใชเรือยนตและการเขามาของเทคโนโลยีใหม ๆ จากยุคเปลี่ยนผาน รวมถึงการสามารถออกไปจับปลาในนานน้ำตางประเทศไดก็ยิ่งทำใหการประมงเติบโตและขยายกิจการขึ้นเรื่อย ๆ อีกหนึ่งปจจัยที่ทำใหการประมงของทาฉลอมเฟองฟูขึ้นมานั้นเปนผลมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแหงชาติฉบับที่ 3 (2514 – 2518) ซึ่งภาครัฐไดเนน การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารกระปอง สงผลใหมีการตั้งโรงงานอ ุ ต ส า ห ก ร ร ม แ ป ร ร ู ป อ า ห า ร ท ะ เ ล เ พื่อ ก า ร ส  ง อ อ ก ขึ้ น ในจังหวัดสมุทรสาคร อาทิบริษัทไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ใน พ.ศ. 2520 ซึ่งผลิตและสงออกปลาทูนาบรรจุกระปอง ประกอบกับการสรางถนนพระรามที่ 2 ใน พ.ศ. 2516 และการสราง17 สัมภาษณ ปราโมทย แสงสุขเอี่ยม, อดีตไตกงเรือประมง, 7 เมษายน 2568.


22สะพานสาครบุรีใน พ.ศ. 25221718 ก็ไดทำใหทาฉลอมสามารถเชื่อมตอ เขากับการเดินทางบนบก จากแตเดิมที่การเดินทางสวนใหญตองใชเรือ จากสภาพภูมิประเทศที่คลายกับเกาะ การขนสงสินคากลายเปน เรื่องที่งายขึ้น และธุรกิจตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการประมงก็ปรากฏขึ้นมาอยางหลากหลาย ทั้งหองเย็นสำหรับแชปลา อูตอและซอมเรือ ชางกลึง ชางหลอ ธุรกิจปลาเค็ม หมึกตากแหง และอาหารทะเลแปรรูป1819ในชวงเวลาที่รุงโรจนนี้เองยังไดกอใหเกิดการไหลบาเขามาของแรงงานตางถิ่น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจอยางรวดเร็ว โดยเฉพาะแรงงานชาวอีสานที่ไดอพยพเขามาหางานทำในพื้นที่ ภาคกลาง จากชวงเวลาที่วางเวนจากการทำนาซึ่งไดเขามาสูพื้นที่ ทาฉลอมทั้งเปนแรงงานกอสรางอาคาร พนักงานโรงงาน คนงานรานอาหาร คนขับสามลอรับจาง และลูกเรือประมง ซึ่งอยางหลังนี้ เปนอาชีพที่ไดรับความนิยมมากในแรงงานหนุมชาวอีสาน ดวยรายไดที่คอนขางสูงจนเกิดการเลาปากตอปากไปยังแรงงานอีสานกลุมอื่น ๆ ทำใหมีการโยกยายมาเปนลูกเรือมากขึ้นเรื่อย ๆ แมวาในชวงแรกลูกเรืออีสานเหลานี้จะถูกมองวาคอนขางเชื่องชาและไมมีประสบการณบนเรือเนื่องจากเปนคนบก แตดวยคุณลักษณะเฉพาะของคนอีสานที่มีความอดทน 18 ปรีดี พิศภูมิวิถี และคณะ, สาครบุรี จากวิถีชาวบาน การเปลี่ยนผานวิถีชีวิตทองถิ่นในลุมน้ำทาจีน จังหวัดสมุทรสาคร, (กรุงเทพฯ: ศูนยมานุษยวิทยา, 2561). 19 สัมภาษณ ปราณีต ธนูพันธ, อดีตขาราชการครู, 5 เมษายน 2568.


23เมื่อมีประสบการณจากการออกเรือแลว จึงทำใหพวกเขากลายมาเปนแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงและการจับปลา1920ซึ่งความนิยมในการทำอาชีพเปนลูกเรือประมงของแรงงานอีสานนี้เองไดสะทอนใหเห็นผานบทเพลงชื่อดังอยาง “ตังเก” ประพันธโดย พงษเทพ กระโดนชำนาญ เมื่อ พ.ศ. 2533 ซึ่งไดแรงบันดาลใจมาจากการพูดคุยกับแรงงานอีสานบนเรือตังเก ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธวา “..ฉันเกิดอยูแดนอีสาน ถิ่นกันดารที่เขาดูหมิ่นดูแคลน จากไกลไปหากินตางแดน ก็อาลัยแสนเมื่อจำตองพรากบานมา รอนเรพเนจรไป เหมือนนกไพรไรพงพนา ไมไดจับไถเลยไปจับปลา ไมไดทำนาเลยมากับเรือตังเก..”2021จากขางตนสามารถสรุปไดวา การประมงในทาฉลอมนั้นรุงเรืองขึ้นมาไดเพราะภูมิประเทศที่ลอมรอบดวยแมน้ำทาจีน และอยูใกลกับปากอาวไทย อีกทั้งยังอยูในพื้นที่ปลอดมรสุม ทำใหเหมาะแกการทำประมง ซึ่งกลายเปนอาชีพหลักของคนในชุมชนมาตั้งแตอดีต และไดรับการบุกเบิกพัฒนาโดยคนจีนทั้งที่ยาย มาจากชุมชนทาจีน กับชาวจีนโพนทะเลในชวงตนรัตนโกสินทร การทำประมงในชวงแรกนั้นเปนแบบพื้นบาน ใชเรือขนาดเล็กถึงกลางออกหาปลาเปนกลุม มีขอจำกัดในพื้นที่จับปลาไดไมเกินปากอาว 20 สัมภาษณ ปราโมทย แสงสุขเอี่ยม, อดีตไตกงเรือประมง, 7 เมษายน 2568. 21 BrandThink Cinema, 34 ป “ตังเก” สุดยอดเพลงแรงงานอีสานพลัดถิ่น ตำนานความเซิ้งที่ทั้งหัวเราะราทั้งน้ำตาริน, เขาถึงเมื่อ 27 เมษายน 2568, เขาถึงไดจาก https://shorturl.asia/omuAb


24กอนที่ภายหลังจะมีการใชเรือยนตเขามาแทนที่ซึ่งแพรหลาย หลัง พ.ศ. 2500 ทำใหสามารถใชเรือเดี่ยวในการหาปลาและสามารถออกไปยังพื้นที่ทะเลเปดได ประกอบกับการเขามาของภาครัฐ ผานแผนพัฒนาเศรษฐกิจแหงชาติฉบับที่ 3 ที่ไดเนนสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปทะเล และการเขามาของถนนพระรามที่ 2 ไดสงผลใหการประมงในทาฉลอมเติบโตอยางกาวกระโดดควบคูไป กับการเกิดของโรงงานแปรรูปอาหารทะเล หองเย็น และอูตอซอมเรือ พรอมกับการเขามาของแรงงานอีสานเพื่อเปนลูกเรือ จากการขยายตัวของจำนวนเรือประมง ทาฉลอมจึงกลายเปนศูนยกลางประมง แหลงสำคัญ ที่ดูแลวจะไมมีวันลมหรือถูกสกัดกั้นไดงาย แตแลวการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญก็มาถึงในชวง พ.ศ. 2533 เมื่อเกิด ภัยพิบัติครั้งใหญทางทะเลที่ชื่อวา “พายุเกย”2.4 ยุคประมงใหม - ผลัดเปลี่ยนแรงงาน (2532 - 2540)อุตสาหกรรมประมงไทยเจริญรุงเรืองอยางตอเนื่องตั้งแตชวงพ.ศ. 2500 เปนตนมา โดยเฉพาะในชวงระหวาง พ.ศ. 2478 – 2540 ที่นับเปนยุคทองของการประมงในทะเลไทย อยางไรก็ตามในชวงปลายของยุคนี้ ประเทศไทยตองเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญดานแรงงานในอุตสาหกรรมประมง โดยเฉพาะชวง พ.ศ. 2532 –2540 ซึ่งอาจเรียกไดวาเปน “ยุคประมงใหม” หรือ “ยุคผลัดเปลี่ยนแรงงาน”


25เหตุการณสำคัญที่สงผลตอการเปลี่ยนแปลงแรงงาน ในอุตสาหกรรมประมง คือ พายุโซนรอน “เกย” ซึ่งพัดถลมภาคใตของไทยใน พ.ศ. 2532 ทำใหแรงงานประมงจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวอีสานเสียชีวิตและหนีหายออกจากระบบแรงงานประมง จำนวนมาก แมพายุจะทำใหทรัพยากรทางทะเลกลับมาอุดมสมบูรณชั่วคราว แตกลับสงผลใหเกิดภาวะขาดแคลนแรงงานอยางรุนแรงพายุเกยเปนพายุโซนรอนที่รุนแรงที่สุดลูกหนึ่งที่เคยพัดเขาสูประเทศไทยในรอบหลายทศวรรษ2122 โดยสรางความเสียหายใหญหลวงตอทั้งชีวิต ทรัพยสิน และโครงสรางพื้นฐาน โดยเฉพาะพื้นที่ จังหวัดชุมพรและสุราษฎรธานีซึ่งเปนศูนยกลางของอุตสาหกรรมประมงขนาดใหญ ณ เวลานั้น มีแรงงานประมงชาวอีสานจำนวนมากเสียชีวิตกลางทะเลจากเหตุการณนี้ และผูรอดชีวิตจำนวนมาก ตางพากันออกจากภาคการประมง ดวยความหวาดกลัวจนไมหวนกลับมาทำอาชีพประมงอีกเลย เหตุการณดังกลาวนอกจากจะกอใหเกิดการสูญเสียชีวิต และแรงงานแลว ยังสงผลตอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสรางแรงงาน ในอุตสาหกรรมประมงอยางถาวร กลาวคือ เมื่อแรงงานไทยโดยเฉพาะจากภาคอีสานถอนตัวออกจากระบบอยางกะทันหัน ทำใหธุรกิจประมงขาดแคลนแรงงานอยางหนัก แมในบางพื้นที่ ทะเลจะกลับมาอุดมสมบูรณขึ้น หลังการหยุดทำประมงชั่วคราวแตกลับไมมีแรงงาน22 Thairath, รองรอยพังพินาศ พายุไตฝุนเกย! หายนะชายฝงอาวไทย ตาย 500 ศพ, เขาถึงเมื่อ 3 พฤษภาคม 2568, เขาถึงไดจากhttps://www.thairath .co.th/news/local/bangkok/1416990.


26เพียงพอในการทำการประมง สงผลใหภาคอุตสาหกรรมจำเปนตองปรับตัวดวยการเปดรับแรงงานขามชาติเขามาทดแทนในระยะเวลา ไมนานหลังจากนั้น ทาฉลอมเองภายหลังจากคนอีสานถอนตัว จากภาคแรงงานออกไป ก็สงผลใหธุรกิจในทาฉลอมหยุดชะงักไปราว 2 – 3 ป2223 กวาจะเริ่มฟนขึ้นมาไดก็ภายหลังจากที่มีการรับแรงงานชาวเมียนมารเขามาทดแทน ในชวง พ.ศ. 2536 แมพายุโซนรอนเกยจะสรางความเสียหายรุนแรงตอทั้งชีวิตและทรัพยสินในพื้นที่ชายฝงภาคใต แตผลกระทบดานสิ่งแวดลอม ทางทะเลที่เกิดขึ้นกลับมีมิติที่นาสนใจ กลาวคือการที่พายุสงผลใหกิจกรรมประมงหยุดชะงักลงเปนเวลาหลายเดือน ทั้งในแงของ การสูญเสียแรงงาน เครื่องมือ และเรือประมงจำนวนมาก สงผลให สัตวน้ำและทรัพยากรทางทะเลในเขตชายฝงมีโอกาสฟนตัวจากภาวะถูกจับเกินขนาดที่เกิดขึ้นตอเนื่องมาตลอดชวง พ.ศ. 2520 – 2530 หลายหนวยงานพบวา หลังเหตุการณพายุพื้นที่ทะเลอาวไทยตอนลางเริ่มมีรายงานการจับสัตวน้ำที่มีปริมาณและความหลากหลายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพันธุปลาขนาดเล็กและกลางซึ่งเปนชนิดพันธุที่เคยลดจำนวนลงกอนหนานั้น การหยุดพักของการทำประมงในระดับทองถิ่นแมในชวงเวลาสั้นสามารถสรางผลลัพธเชิงบวกใหระบบนิเวศทางทะเลไดอยางชัดเจน232423 สัมภาษณ ปราโมทย แสงสุขเอี่ยม, อดีตไตกงเรือประมง, 7 เมษายน 2568. 24 เรื่องเดียวกัน.


273. ยุคอุตสาหกรรมประมงซบเซา (พ.ศ. 2540 - 2557)แมวาอุตสาหกรรมประมงไทยจะผานชวงรุงเรืองในอดีต แตภายหลัง พ.ศ. 2540 เปนตนมา กลับตองเผชิญกับ ความเปลี่ยนแปลงที่สงผลใหภาคประมงเริ่มเขาสูภาวะซบเซา โดยเฉพาะอยางยิ่งผลกระทบทางออมจากวิกฤตเศรษฐกิจ “ตมยำกุง” ซึ่งแมจะไมไดกระทบตอการประมงโดยตรง แตก็มีผลทำใหตนทุน การดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้นอยางมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตนทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเปนตนทุนหลักของเรือประมง สงผลใหกิจกรรมประมงเริ่มชะลอตัวลงอยางเห็นไดชัด หนึ่งในตนทุนหลักของกิจการประมงเชิงพาณิชยคือ คาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งใชในการเดินเรือ เมื่อคาเงินบาทออนคาลงอยางหนัก หลังการลอยตัวในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 ราคาน้ำมันนำเขา และตนทุนอะไหลเรือตลอดจนคาใชจายดานการซอมบำรุงจึงพุงสูงขึ้นอยางรวดเร็ว ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำใหผูประกอบการจำนวนมากตองเผชิญภาวะตนทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและเล็กที่พึ่งพาสินเชื่อในประเทศ025 แมอุตสาหกรรมประมงยังสามารถสงออกผลิตภัณฑไดดีในบางกลุม เชน อาหารทะเลแปรรูป แตตนทุน ที่เพิ่มขึ้นเหลานี้ไดเปลี่ยนสมการของผลตอบแทนและความเสี่ยง ทำใหผูประกอบการบางสวนเริ่มชะลอการลงทุนหรือหันไปประกอบกิจการอื่นแทน25 กรุงเทพธุรกิจ, 25 ป วิกฤติตมยำกุง บทเรียนธุรกิจไทยสูโควิด, เขาถึงเมื่อ 3 พฤษภาคม 2568, เขาถึงไดจาก https://www.bangkokbiznews.com/business/1013286.


28ในชวงปลายทศวรรษ 2540 ถึงตนทศวรรษ 2550 ประเทศไทยเริ่มเผชิญปญหาทรัพยากรทางทะเลเสื่อมโทรม อยางชัดเจน126 โดยเฉพาะในเขตอาวไทยและทะเลอันดามันตอนลาง ซึ่งเปนพื้นที่หลักในการทำประมงพาณิชยระดับอุตสาหกรรม ปญหาดังกลาวสงผลโดยตรงตอปริมาณสัตวน้ำ ความหลากหลาย ทางชีวภาพ และความสามารถในการฟนตัวของระบบนิเวศทางทะเลเมื่อเขาสูชวง พ.ศ. 2550 สถานการณทรัพยากรทางทะเลถดถอยลงอยางตอเนื่อง โดยปริมาณปลาที่จับไดจากธรรมชาติเริ่มลดลง อยางมีนัยสำคัญ เปนผลจากการทำประมงเกินขนาดในชวงหลายทศวรรษกอนหนา ทำใหหลายพื้นที่ในทะเลไทยตองเผชิญกับภาวะทรัพยากรเสื่อมโทรม ปญหาดานทรัพยากรทางทะเล เริ่มปรากฏเดนชัดขึ้น โดยเฉพาะในอาวไทยและทะเลอันดามันตอนลาง จากการทำประมงของชาวทาฉลอมทำใหพบวาปริมาณ สัตวน้ำเศรษฐกิจ เชน ปลาทู กุง และปลากะตัก มีแนวโนมลดลงตอเนื่อง จากการทำประมงเกินขนาดในชวงหลายทศวรรษกอนหนา ซึ่งสงผลตอความยั่งยืนของอุตสาหกรรมโดยรวม ในเวลาตอมาหลังการรัฐประหารในป พ.ศ. 2557 โดย คณะรักษาความสงบแหงชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดย พลเอกประยุทธ จันทรโอชา ประเทศไทยไดเขาสูยุคการปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการในหลายดาน โดยหนึ่งในภาคสวนที่ไดรับผลกระทบโดยตรง คือ อุตสาหกรรมประมง ซึ่งถูกวิพากษวิจารณในระดับสากลเกี่ยวกับ26 สัมภาษณ ปราโมทย แสงสุขเอี่ยม, อดีตไตกงเรือประมง, 7 เมษายน 2568.


29การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไรการควบคุม หรือที่รูจักในนาม Illegal Unreported and Unregulated Fishing (IUU Fishing) ซึ่งถูกใชโดยองคการอาหารและเกษตร แหงสหประชาชาติ (FAO) และสหภาพยุโรป เพื่ออธิบายพฤติกรรมของเรือประมงที่ดำเนินกิจกรรมโดยผิดกฎหมาย เชน ไมมีใบอนุญาต ไมรายงานผลการจับสัตวน้ำตอหนวยงานที่เกี่ยวของ หรือดำเนินการในพื้นที่นอกเหนือจากขอตกลงหรือมาตรฐานสากลที่กำหนดไว227IUU Fishing สงผลกระทบตอความมั่นคงทางอาหาร ความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล และสงเสริมการใชแรงงาน ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแรงงานขามชาติในเรือประมง ซึ่งมักตกอยูในสภาวะใกลเคียงกับแรงงานบังคับ (forced labor) ปญหานี้กลายเปนเหตุผลสำคัญที่สหภาพยุโรปออก “ใบเหลือง” (Yellow Card) เตือน ประเทศไทยใน พ.ศ. 2558 วามีความเสี่ยงในการทำประมง ที่ละเมิดหลักสากล หากไมมีการปรับปรุง อาจถูกหามสงออผลิตภัณฑประมงไปยังสหภาพยุโรป32827 Policywatch, ประมงเสี่ยงเจอ IUU หลังเลิกคุมครองแรงงาน-ใชอวนตาถี่, เขาถึงเมื่อ 3 พฤษภาคม 2568, เขาถึงไดจาก https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-83. 28 เรื่องเดียวกัน.


30เพื่อตอบสนองตอแรงกดดันนี้ รัฐบาล คสช. จึงเรงปฏิรูประบบการประมงผานการตราพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558429และจัดตั้งศูนยควบคุมการแจงเรือเขา-ออก เพื่อใหสามารถตรวจสอบและติดตามเรือประมงไดอยางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พระราชกำหนดฉบับนี้ถือเปนเครื่องมือกฎหมายหลักในการจัดระเบียบอุตสาหกรรมประมงไทยใหมทั้งหมด โดยกำหนดมาตรการที่เขมงวดในทุกระดับตั้งแตการควบคุมจำนวนเรือและกำลังการผลิตสัตวน้ำ การจำกัดขนาดและประเภทเครื่องมือประมง การกำหนดเขตหามจับ การปดฤดูประมงเพื่อใหสัตวน้ำมีเวลาฟนตัว ไปจนถึงการจัดการแรงงาน ในภาคประมงใหเปนไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยเฉพาะการหามใชแรงงานเด็กและแรงงานบังคับในเรือประมง นอกจากนี้หนึ่งในกลไกสำคัญที่รัฐจัดตั้งขึ้นควบคูกันคือ ศูนยควบคุมการแจงเรือเขา -ออก ซึ่งมีหนาที่ตรวจสอบเอกสารสำคัญของเรือประมงทุกลำ ทั้งใบอนุญาตทำการประมง ทะเบียนแรงงาน ลูกเรือ และปริมาณสัตวน้ำที่จับได กอนที่เรือจะไดรับอนุญาตใหออกจากทาเรือหรือกลับเขาฝง โดยขอมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกเขาสูระบบฐานขอมูลกลาง ของกรมประมงซึ่งเชื่อมโยงกับระบบติดตามเรือ (VMS) แบบเรียลไทม เพื่อปองกันการลักลอบทำประมงในนานน้ำตองหามหรือจับสัตวน้ำเกินโควตาที่กำหนด29 กรมประมง, พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ และที่แกไขเพิ่มเติม, เขาถึงเมื่อ 3 พฤษภาคม 2568, เขาถึงไดจาก https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/view_activities/84/76163.


31การปฏิรูปเชิงลึกนี้สงผลใหประเทศไทยไดรับการยอมรับ จากนานาชาติในดานการควบคุมการประมงและการจัดการแรงงาน โดยใน พ.ศ. 2562 สหภาพยุโรปไดถอดไทยออกจาก “บัญชีใบเหลือง”อยางเปนทางการ ถือเปนความสำเร็จเชิงนโยบายระดับชาติ อยางไรก็ตามในอีกดานหนึ่ง ผูประกอบการรายยอยและแรงงาน ในภาคประมงจำนวนมากกลับไดรับผลกระทบจากการปรับตัวไมทัน ทั้งจากตนทุนการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงานตามกฎหมาย การบังคับใชกหมายที่มีโทษรุนแรงเกินควร และการลดลงของจำนวนเรือที่ไดรับอนุญาต จนนำไปสูการลดลง ของภาคประมงในหลายพื้นที่อยางมีนัยสำคัญ ซึ่งนี่ก็ถือเปนปจจัยหลักที่สงผลกระทบตอการประมงของทาฉลอม4. ยุคสิ้นสุดอุตสาหกรรมประมง (พ.ศ. 2557 - ปจจุบัน)ภายหลังการประกาศใชพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 โดยรัฐบาลภายใตการนำของพลเอกประยุทธ จันทรโอชา เพื่อควบคุมและจัดระเบียบอุตสาหกรรมประมงใหเปนไป ตามมาตรฐานสากล กอใหเกิดผลกระทบเปนวงกวางตอวิถีชีวิต และเศรษฐกิจทองถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพาอุตสาหกรรมประมงอยางทาฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเคยเปนศูนยกลางการประมงสำคัญของภาคกลางและของประเทศไทย


32ขอบังคับและมาตรการตาง ๆ ภายใตกฎหมายฉบับใหมนี้ สงผลใหผูประกอบการจำนวนมากไมสามารถดำเนินธุรกิจไดตามเดิม ทำใหกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับประมง 530 เชน โรงน้ำแข็ง อูตอเรือ ปมน้ำมันริมฝงทะเล รวมไปถึงกลุมชางฝมือในทองถิ่นตางทยอยปดกิจการลง เนื่องจากไมมีรายไดเพียงพอและขาดความตอเนื่องในการประกอบอาชีพ ชาวประมงจำนวนไมนอยจำตองขายเรือทิ้งและออกจากวงจรการประมงอยางถาวร ทายที่สุดการประมงเชิงอุตสาหกรรม ของทาฉลอมจึงซบเซาลง เหลือไวเพียงผูประกอบการไมกี่ราย ที่ยังคงดำเนินกิจการอยูในขอจำกัดกระทั่งความหวังในการฟนฟูไดเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2560 เมื่อเริ่มมีความพยายามในการพลิกฟนเมืองทาฉลอมขึ้นใหม ผานแนวทางการทองเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมี ดร. สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม จากบริษัท สมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด พรอมกลุมพลเมืองทองถิ่นที่รวมตัวกันในชื่อ “อาสาพัฒนาเมืองสมุทรสาคร” เปนผูนำริเริ่มแนวคิดในการเปลี่ยนบทบาทของเมือง ทาฉลอม จากศูนยกลางอุตสาหกรรมประมงขนาดใหญซึ่งกำลังซบเซาและถดถอย ไปสูการเปนแหลงทองเที่ยวที่มีชีวิต (living heritage)โดยเนนการดึงอัตลักษณทองถิ่น วิถีชุมชน และภูมิปญญาชาวประมงกลับมาเปนจุดขายทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม 30 สัมภาษณ ปราโมทย แสงสุขเอี่ยม, อดีตไตกงเรือประมง, 7 เมษายน 2568.


33โครงการฟนฟูทาฉลอมนี้เนนการอนุรักษ ที่เรียงรายอยูสองฝงถนนถวาย หรือ “ถนนสายวัฒนธรรม” ซึ่งเปนเสนทางเศรษฐกิจเกาแกของเมือง โดยผสานเขากับการจัดกิจกรรมชุมชน เชน การจัดตลาดยอนยุค การสงเสริมอาหารพื้นถิ่น (เชน ขนมเปยะโบราณกวยเตี๋ยวผัดกะเพราแบบชาวประมง) และการนำเสนอเรื่องราว ของเมืองผานการเดินชม (walking tour) โดยคนในพื้นที่เอง เปนผูนำชม631 การพัฒนานี้ไมเพียงมุงหวังใหเกิดผลทางเศรษฐกิจ จากนักทองเที่ยวเทานั้น แตยังตองการฟนฟู “ความภาคภูมิใจ” ของคนทาฉลอมตอรากเหงาและประวัติศาสตรของตนเองอีกดวย กลุมอาสาพัฒนาเมืองสมุทรสาครยังทำงานรวมกับภาควิชาการ และภาครัฐ เชน การจัดกิจกรรมรวมกับนักศึกษามหาวิทยาลัย โดยทั้งหมดนี้ถือเปนตัวอยางของการพัฒนาเมืองในรูปแบบ ยานสรางสรรคหรือการฟนฟูเมืองจากฐานรากของชุมชนเองการเปลี่ยนผานทั้งสามยุคของอุตสาหกรรมประมงไทย จากยุคเฟองฟูสูการผลัดเปลี่ยนแรงงานจากภายในประเทศ ไปสูแรงงานขามชาติ และในที่สุดเขาสูยุคซบเซาภายใตนโยบายควบคุมและมาตรฐานสากล ไดสะทอนใหเห็นถึงพลวัตที่ซับซอน ของโครงสรางเศรษฐกิจของชาวทาฉลอม ซึ่งมิไดกำหนดขึ้นเพียงจากกลไกตลาดหรือการบริหารของรัฐเทานั้น หากแตยังแฝง ดวยผลกระทบจากธรรมชาติ การเคลื่อนยายของทุนมนุษย 31 นิจพร แสงสุขเอี่ยม, “การสงเสริมการทองเที่ยวชุมชนโดยวิสาหกิจเพื่อสังคม: กรณีศึกษาชุมชนทาฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร,” สารนิพนธสังคมสงเคราะหศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, 2565.


34และบริบทภูมิรัฐศาสตรระหวางประเทศที่มีผลตอความอยูรอด ของแรงงานระดับลางโดยตรง การลดลงของทรัพยากรในทะเลควบคูกับแรงกดดันจากมาตรการ IUU Fishing และการบังคับใช พระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 เปนจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่เปลี่ยนใหกิจการประมงจากการเปน “ภาคผลิตหลักของประเทศ” กลายเปนเพียงความทรงจำรวมของชุมชนทาฉลอม และเขาสูการฟนฟูชุมชน ในแนวทางใหมอยางการทองเที่ยวโดยชุมชน ที่เขามาแทนที่อดีต ของอุตสาหกรรม ที่ครั้งหนึ่งเคยรุงเรืองจึงไมไดหายไปอยางสิ้นเชิง หากแตเปลี่ยนสถานะจากการเปนโครงสรางเศรษฐกิจมาเปน “ทุนวัฒนธรรม” ที่สามารถตีความใหมในฐานะมรดกและอัตลักษณของชุมชน สิ่งนี้ไมเพียงเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่ทาฉลอม จาก “ศูนยกลางผลิตอาหารทะเล” ไปสู “พื้นที่ทางวัฒนธรรม” เทานั้น แตยังสะทอนถึงความสามารถในการปรับตัวของทองถิ่น ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสราง ผานการใชความรู พื้นถิ่น และการรื้อฟนความภาคภูมิใจในประวัติศาสตรของตนเอง ทั้งนี้จึงอาจกลาวไดวาทามกลางวิกฤติซอนทับหลายระลอก อุตสาหกรรมประมงไทยมิไดเพียงเสื่อมถอย หากแตไดเปลี่ยนผาน ไปสูบทบาทใหมที่มีศักยภาพในเชิงสังคมและวัฒนธรรมไมยิ่งหยอน ไปกวากัน


35สรุปผลการศึกษาทาฉลอมเคยเปนหนึ่งในพื้นที่ที่มีความสำคัญที่สุด ในดานอุตสาหกรรมประมงของประเทศไทย ตลอดจนความโดดเดนในดานประวัติศาสตรและความเปนพื้นที่พหุวัฒนธรรมในสมัยอยุธยาบริเวณลุมแมน้ำทาจีนและเมืองทาจีนมีบทบาทสำคัญ คือ การเปนเสนทางออกสูทะเล จากหลักฐานทางศิลปกรรมชี้ใหเห็นถึงรองรอยของผูคนที่รวมสมัยกับอยุธยาตอนกลาง และมีบทบาทตอเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร กลุมคนที่มีบทบาทตอพื้นที่มากที่สุดในชวงเวลาดังกลาว คือกลุมชาวจีนที่มีการอพยพเขามาตั้งรกรากและทำมาหากิน ดวยการทำประมง จนทำใหเกิดชุมชนริมน้ำเล็ก ๆ และพัฒนาขึ้นเปนชุมชนชาวจีนขนาดใหญในที่สุด สังเกตไดจากชื่อเรียกชุมชนทาฉลอมในภาษาจีนวา เลงเกียฉู แปลวา บานลูกมังกร และในชวงสมัย รัชกาลที่ 3 พื้นที่ทาฉลอมมีการปราบปรามอั้งยี่ถึงสองครั้ง นอกจากนี้ตระกูลใหญดั้งเดิมอยางตระกูลตูจินดา ตระกูลมณีรัตน และตระกูล มีอำพลเองก็เปนตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนเชนกัน สิ่งเหลานี้ยิ่งสะทอนใหเห็นถึงอิทธิพลและบทบาทของการเปนชุมชนจีน ขนาดใหญไดเปนอยางดีจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งหนึ่งของทาฉลอมที่สงผลตอชุมชน หลายดานไมวาจะเปนการคมนาคม เศรษฐกิจ ตลอดจนการเมือง การปกครอง คือ เมื่อบริษัทรถไฟทาจีนทุนจำกัด ไดรับสัมปทานเสนทางรถไฟสายคลองสาน-มหาชัยใน พ.ศ. 2444 และกอสรางเสร็จสิ้นลงใน พ.ศ. 2447 เพราะรถไฟสายนี้ทำใหการคมนาคมสะดวก


36และรวดเร็วมากขึ้น จึงตามมาดวยการเคลื่อนยายของผูคนและสินคามากขึ้นตามไปดวย กอนที่ในเวลาตอมาบริษัทรถไฟแมกลองทุนจำกัด ไดสรางทางรถไฟสายบานแหลม – แมกลอง ใน พ.ศ. 2448 และเปดใหบริการใน พ.ศ. 2450 และหลังจากนั้นในชวงทศวรรษ 2440 รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริถึงการจัดตั้งสุขาภิบาลเพื่อดูแลเรื่องความสะอาดของบานเมือง พระองคทรงเคยเสด็จประพาสตน มาที่ทาฉลอมในชวง 2447 ทรงไดเห็นพื้นที่ของตลาดทาจีน (พื้นที่ ทาฉลอมในปจจุบัน) มีความสกปรกมาก ผนวกกับทาฉลอมไดเกิด ไฟไหมครั้งใหญจนทำใหตลาดและบานเรือนไดรับความเสียหายไป อยางหนัก กอปรกับความเขมแข็งของชุมชนที่ตองการแกไขปญหาเรื่องความสะอาดและสุขอนามัยในพื้นที่ จากปจจัยดังกลาวขางตนสงผลใหทาฉลอมไดรับการพัฒนาและตั้งเปนสุขาภิบาลหัวเมือง แหงแรกของประเทศไทยการมีทางรถไฟทั้งสองสายนี้ยังผลใหทาฉลอมและมหาชัยกลายเปนเสนทางเดินรถที่เชื่อมตอพื้นที่สามลุมน้ำ คือ แมน้ำเจาพระยา แมน้ำทาจีน และแมน้ำแมกลอง และเปนตัวแปรสำคัญที่นำความเจริญมาสูทาฉลอม โดยเฉพาะดานเศรษฐกิจ จากการคาอาหารประมง ทาฉลอมกลายเปนแหลงการคา และการประมงขนาดใหญของพื้นที่สามลุมแมน้ำ อีกทั้งการจัดตั้งสุขาภิบาลยังนำมาซึ่งการพัฒนาทาฉลอมในเรื่องความสะอาด การพัฒนาถนน รวมทั้งยังเปนการยกระดับใหทาฉลอมเปน เมืองนำรองของการกระจายอำนาจการปกครองใหแกทองถิ่นไทย อีกดวย


Click to View FlipBook Version