The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือรวบรวมผลการศึกษาภาคสนามของนักศึกษา สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โครงการสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชน คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ ชุมชนท่าฉลอมและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 4 - 8 เมษายน 2568

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teresio.natthawat, 2026-01-30 00:53:04

ท่าฉลอมที่ฉันรู้จัก

หนังสือรวบรวมผลการศึกษาภาคสนามของนักศึกษา สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โครงการสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชน คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ ชุมชนท่าฉลอมและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 4 - 8 เมษายน 2568

Keywords: ท่าฉลอม,สมุทรสาคร,ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น,คณะโบราณคดี

1375. ศาลเจาพอเหงเจียเหงเจีย เปนตัวละครหนึ่งในเรื่องไซอิ๋ว วรรณกรรมเกาแก ของจีน เปนตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์มาก จึงทำใหมีผูคนบูชานับถือมากมาย โดยมีความเชื่อวาการบูชาเทพเจาเหงเจีย ผูบูชาจะปราศจากภัยรายเขามารบกวน มีรางกายที่แข็งแรง มีสติปญญาเปนเลิศ1516 ศาลเจาพอเหงเจีย ทาฉลอม เปนศาลเจาของชาวจีนแตจิ๋ว ที่แตเดิมเปนศาลไมที่ริมน้ำ อยูในซอยคอกเปด ในบริเวณดานหลังคลองตัน มีอายุกวา 100 ป เปนศาลเจาซึ่งเปนที่เคารพบูชา อยูในชุมชนอยูกอนแลว ตอมาในชวง พ.ศ. 2490 สมาชิกครอบครัวของเจาของโรงงานเจริญอุตสาหกรรม เกิดมีอาการปวยขึ้นมา จึงไดบนบานกับศาลเจานี้ไว และสามารถหายจากอาการปวยได จึงไดมีการริเริ่มบูรณะศาลใหม โดยยายเขามาใกลกับโรงงานมากยิ่งขึ้น คือ ภายในซอยเหงเจียในปจจุบัน1617เมื่อมีการบูรณะแลวก็เกิดปญหาน้ำทวมอยูหลายครั้ง จึงมีการยกพื้นศาลขึ้นในชวง พ.ศ. 255018 และตอมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ทางโรงงานไดมีการบูรณะศาลครั้งใหญโดยทำการบูรณะ16 ONLYWONDER, ทำความรูจักเทพเหงเจีย และสอนไหว บูชาอยางไรใหปงแบบไมเสื่อมคลาย, เขาถึงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568, เขาถึงไดจาก https://rabbitcare.com/blog/lifestyle/all-about-information-of-wukong-chinesegod. 17 สัมภาษณ ทวีโชค พินเจริญ, ผูคนในพื้นที่ทาฉลอม, 7 เมษายน 2568. 18 สัมภาษณ นันทวัฒน พรศิริจินดา, ผูคนในพื้นที่ทาฉลอม, 7 เมษายน 2568.


138แลวเสร็จในเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 เปนการบูรณะครั้งที่ 3 ตั้งแต มีศาลเจาแหงนี้ กิจกรรมทางศาสนาของศาลเจาพอเหงเจีย ทาฉลอม จะประกอบไปดวยกิจกรรมตามปฏิทินจีนทั่วไป แตมี 2 งานสำคัญและเปนงานที่เปนเอกลักษณของศาลเจา คือ วันตรุษจีน (ชิวอิก) ที่จะมีคนทรงมาทำพิธี มีการใหพรแกลูกศิษยใหเกิดความเปนสิริมงคล มีการทำความสะอาดศาล ทำบุญไหวเจา งานตอมา คือ งานวันเกิดเจาพอเหงเจียหรือวันเกิดเตี่ย จัดขึ้นหลังวันไหวพระจันทร 1 วัน จัดขึ้นประมาณเดือนตุลาคม มีคนทรงมาทำพิธี เหมือนกับวันตรุษจีน มีการทำบุญไหวศาลเจา (ของไหว เชน ขนมอี๋ ซิ่วทอ ผลไมมงคล เปนตน) รวมไปถึงมีการฉายหนังกลางแปลง จัด 1 วัน


139ภาพที่ 27 ศาลเจาพอเหงเจีย(ที่มา: พิมศศิ บุญปาน, 4 เมษายน 2568)


140วัด1. วัดสุทธิวาตวราราม (วัดชองลม)วัดสุทธิวาตวราราม ถือเปนวัดคูบานคูเมืองสมุทรสาคร ตำบลทาฉลอม1819 เพราะถูกสรางขึ้นตรงทางสามแพรงบริเวณปากแมน้ำโดยตระกูลแซเลา ซึ่งในปจจุบันมีอายุมากถึง 200 กวาป แตเดิมชาวบานมีการเรียกวา “วัดทายบาน” เพราะอยูบริเวณ ทายบานของตำบลทาฉลอม และดวยความที่วัดอยูบริเวณปากอาวซึ่งมีลมแรงพัดเขามาเรื่อย ๆ จึงนำมาสูอีกชื่อหนึ่งอยาง “วัดชองลม”ในระยะตอมา วัดชองลมเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นเปนอยางมาก ในสมัยที่พระเทพสาครมุนี (หลวงปูแกว) เปนเจาอาวาสใน พ.ศ. 2489หลังจากนั้นวัดชองลมไดมีการพัฒนามาตามลำดับ และไดรับ พระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ เสด็จถวายผาพระกฐินตน พรอมทรงยกชอฟาพระอุโบสถหลังใหม ใน พ.ศ. 2508 และเสด็จทรงเปดพระราชานุสาวรียพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พรอมพระราชทานวัดใหมวา “วัดสุทธิวาตวราราม” ในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 251919 Nukkpidet, วัดชองลม ไหวพระ ทำบุญ เที่ยววัดสวย สมุทรสาคร, เขาถึงเมื่อ 2 พฤษภาคม 2568, เขาถึงไดจาก https://travel.trueid.net/detail/8droWKrrOb2J.


141ภาพที่ 28 วัดสุทธิวาตวราราม (วัดชองลม)(ที่มา: ภัสรานันท นพอภิรักษกุล, 4 เมษายน 2568)


142กิจกรรมทางศาสนาโดยทั่วไป จะโดดเดนในกิจกรรม วันมาฆบูชาที่จัด 5 วัน ซึ่งมีการจัดงานวัดยาวนานถึง 5 วัน แตจริง ๆ แลว จะมีการจัดงานรื่นเริงเพียงแค 4 วันเทานั้น เพราะมีการนับวันเวียนเทียนเขาไปอยูในกิจกรรมทั้ง 5 วันดวย สวนกิจกรรมอื่น ๆ จะมีการจัดตามปฏิทินพุทธศาสนาตามปกติ1920ภาพที่ 29 หลวงพอหินแดง วัดชองลม(ที่มา: ภัสรานันท นพอภิรักษกุล, 4 เมษายน 2568)20 สัมภาษณ ณรงค จารุปราโมทย, ไวยาวัจกรประจำวัดแหลมและคณะกรรมการอุทยานพระโพธิสัตวกวนอิม, 5 เมษายน 2568.


1432. วัดแหลมสุวรรณาราม (วัดแหลม)วัดแหลมแตเดิมชื่อวา “วัดหัวบาน” หรือ “วัดหัวแหลม” เนื่องจากการแบงการเรียกพื้นที่บริเวณตำบลทาฉลอมอยางหัวบานและทายบาน วัดแหลมตั้งอยูบริเวณถนนถวาย และพบหลักฐานเกี่ยวกับวัดแหงนี้ในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงทำใหมีการตั้งขอสมมติฐาน วาวัดอาจถูกสรางขึ้นใน พ.ศ. 2369 โดยในระยะแรกเปนเพียง ที่พักสงฆ กอนจะคอย ๆ พัฒนาอยางตอเนื่องจนเปนเฉกเชนปจจุบัน วัดแหงนี้มีเจาอาวาสมาแลวทั้งหมด 5 รูป โดยปจจุบันมี พระครูสุวรรณสาครเปนเจาอาวาสองคลาสุดของวัดแหลมมาตั้งแตพ.ศ. 2552 กิจกรรมทางศาสนาโดยทั่วไปของวัดแหลม โดดเดนที่กิจกรรมงานประจำปของวัดที่ถูกจัดขึ้นตามปฏิทินพุทธศาสนา เชน การสวดมนตขามป วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันออกพรรษา วันสงกรานต และกิจกรรมการแจกสิ่งของในยามเกิดวิกฤตหรือวาระอื่น ๆ รวมกับวัดชองลมและอุทยานพระโพธิสัตวกวนอิม202121 สัมภาษณ ณรงค จารุปราโมทย, ไวยาวัจกรประจำวัดแหลมและคณะกรรมการอุทยานพระโพธิสัตวกวนอิม, 5 เมษายน 2568.


144ภาพที่ 30 วัดแหลมสุวรรณาราม(ที่มา: สิริวรรณ สิรวณิชย, 21 กันยายน 2568)


145ศูนยสาธารณสงเคราะห 1. โรงเจเช็งเฮียงตั๊วโรงเจเช็งเฮียงตั๊ว ตั้งอยูในตำบลทาฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร ถือเปนศาสนสถานมังสวิรัติที่มีความสำคัญและมีประวัติศาสตรยาวนานกวาหนึ่งศตวรรษ การกอตั้งโรงเจแหงนี้เปนผลมาจาก การรวมกลุมของประชาชนผูมีศรัทธาในการถือศีลกินเจ ซึ่งเปนวิถีปฏิบัติที่แพรหลายในชุมชนทาฉลอมอยูกอนแลว ผูนำในการริเริ่มสรางโรงเจ คือ “เถาแกเทียมเนย” ชาวจีนผูมีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงในทาฉลอมในอดีต โดยมีวัตถุประสงคเพื่อใหเปนศูนยกลางและตอบสนองตอความตองการของกลุมผูปฏิบัติธรรมมังสวิรัติในพื้นที่ จากคำบอกเลาที่สืบทอดกันมา คาดวาโรงเจแหงนี้ มีอายุประมาณ 100 ปเศษ2122 โรงเจเช็งเฮียงตั๊วไดรับการยอมรับ วาเปนโรงเจแหงแรกและแหงเดียวในทาฉลอม อีกทั้งยังเปนโรงเจ ที่ใหญที่สุดในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งสะทอนจากคำวา “ตั๊ว” ในชื่อโรงเจ อันมีความหมายวา “ใหญ” ในอดีตโครงสรางดั้งเดิมของโรงเจสรางดวยไม กอนจะไดรับการปรับปรุงพัฒนาอยางตอเนื่อง รวมถึงมีการจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม เพื่อสรางโรงทานและที่พักจำนวน 100 หอง เพื่ออำนวยความสะดวกแกผูมาถือศีลในชวงเทศกาลกินเจเปนเวลา 10 วัน ซึ่งเปนธรรมเนียมปฏิบัติโบราณ 22 สัมภาษณ ธีรพงศธนะสกุลทอง, ประธานคณะกรรมการโรงเจเช็งเฮียงตั๊ว, 5 เมษายน 2568.


146โรงเจใหญของจังหวัดสมุทรสาครแหงนี้ สรางดวยศิลปะ ของชาวจีนแตจิ๋ว ใหหันหนาสูแมน้ำทาจีน โรงเจนี้ประกอบดวยอาคารประธาน อาคารประดิษฐานปายวิญญาณ ศาลเจาโรงเจ เช็งเฮียงตั๊ว ศาลทีกง โรงเจ อาคารสำนักงาน และโรงงิ้ว2223ปจจุบันโรงเจยังคงไดรับการดูแลรักษาเปนอยางดี ภายใตการบริหารจัดการของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบดวย กรรมการประมาณ 10 คน มีหนาที่รับผิดชอบในการทำนุบำรุง และรวมกันจัดกิจกรรมตาง ๆ ของโรงเจ โดยยึดหลักการ คือ มุงเนนการบำเพ็ญบุญตามหลักธรรมคำสอน ไมนิยมไสยศาสตรหรือการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย2324ภายในศาลเจาโรงเจเช็งเฮียงตั๊วเปนที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายองคตามคติความเชื่อแบบพุทธมหายาน โดยมี “เตาบอ” หรือพระแมแหงดวงดาว ซึ่งเชื่อวาเปนผูปกครองและศูนยกลาง แหงจักรวาล ผูทรงพลังอำนาจในการสรางโลกและสรรพชีวิตทั้งมวลเปนองคประธาน การบูชาเตาบอจะมีการแขวนตะเกียง เพื่อเปนสัญลักษณแหงความสวางและรัศมีของพระองค รูปเคารพองคกลางของเตาบอนั้น สรางขึ้นจากกระดาษ มีน้ำหนักเบามาก 23 มาหาสมุทรสาคร, โรงเจเช็งเฮียงตั๊ว, เขาถึงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568, เขาถึงไดจาก http://www.visitsk.org/?p=10887. 24 สัมภาษณ ณัฐวุฒิ พรศิริจินดา, คณะกรรมการศาลเจาแมจุยบวยเนี้ย, 5 เมษายน 2568.


147ภาพที่ 31 ศาลเจาโรงเจเช็งเฮียงตั๊ว(ที่มา: พิมศศิ บุญปาน, 5 เมษายน 2568)


148สวนองคอื่น ๆ ที่ประดิษฐานรวมดวย ไดแก ทางฝงดานขวา มีเทพเจาน่ำปกกวนกุน (เทพเจาดาวเหนือและดาวใต) และดานซาย มีเทพเจาฮั้วถอเซียนซือ ซิ่งลงเซียนตี่ และซิ่งกิมยิ้น นอกจากนี้ ยังมี “กิ่วอวงฮุกโจว” หรือพระพุทธเจา 9 พระองคหรือเรียกอีกอยางวาเทพเจาแหงดาวนพเคราะหทั้ง 9 และยังมีรูปเคารพขนาดใหญ ของเง็กเซียนฮองเต นอกจากนี้โรงเจยังเปนสถานที่สำหรับผูที่ตองการขอพร และขอความชวยเหลือดานสุขภาพ โดยมีซินแสประจำศาลผูมีความรูดานตำรับยาจีนคอยใหคำแนะนำ ผูมาขอพรจะใชวิธีเสี่ยงเซียมซี เพื่อขอเทียบยาตามหมายเลขที่ได บริเวณดานหลังของโรงเจเปนที่ตั้งของศาลาสำหรับบรรจุ ปายชื่อบรรพบุรุษหรือปายบรรพชน (ปายวิญญาณ) ของตระกูล แซตาง ๆ และบรรพบุรุษของชาวบานในชุมชน ซึ่งจะมีการจัดพิธีไหวบรรพบุรุษขึ้นในชวงกอนเทศกาลเช็งเมงของทุกป เพื่อความสะดวกของลูกหลานในการแสดงความกตัญู กิจกรรมสำคัญที่จัดขึ้นเปนประจำทุกป ณ โรงเจเช็งเฮียงตั๊ว มีหลายประการ เริ่มจากชวงหลังเทศกาลตรุษจีน คือในวันที่ 9 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติจีน จะมีการจัดงานเพื่อขอพร และสิริมงคลจากเทพเจา ตอดวยพิธีไหวบรรพบุรุษกอนถึงเทศกาลเช็งเมง อยางไรก็ตามกิจกรรมที่ถือเปนงานใหญและมีความสำคัญที่สุด คือ “เทศกาลกินเจ” ซึ่งจัดขึ้นเปนระยะเวลา 10 วัน ในชวงเดือน 9 ตามปฏิทินจีน รูปแบบการจัดเทศกาลมีลักษณะ


149คลายคลึงกับโรงเจอื่น ๆ โดยจะแบงออกเปน 3 ชวง ชวงละ 3 วัน วันแรกของเทศกาลจะมีพิธีอัญเชิญเทพเจามาประทับ และจะมีการตั้งกระถางธูปสำคัญ 3 ใบ ซึ่งถือเปนหัวใจของงานตลอด 10 วัน โดยมีขอปฏิบัติหามสตรีเขาไปในเขตชั้นในของศาลเจา ในวันที่ 3 หลังจากอัญเชิญเทพเจา จะมีพิธีกรรมที่เรียกวาวัน “เจ” สวนในวันที่ 7 ของเทศกาล จะมีการจัดพิธีเดินธูปเพื่อขอศีลขอพร และในคืนวันที่ 9 จะมีพิธีลอยกระทง รุงขึ้นในวันสุดทายของเทศกาล จะมีพิธีทิ้งกระจาด (เทกระจาด) เพื่อเปนการใหทานแกผูยากไร ตลอดชวงเวลา 10 วันของเทศกาลกินเจ จะมีการแสดงงิ้วเพื่อเฉลิมฉลองและสรางความบันเทิง จุดเดนอีกประการของเทศกาลกินเจที่นี่ คือ พิธีแหอัญเชิญเทพเจา ซึ่งเปนการจัดขบวนแหอยางสงางามจากโรงเจไปยังวัดชองลมเพื่อประกอบพิธีรับและสงเทพเจา โดยกระถางธูปสำคัญ 3 ใบ จะถูกอัญเชิญไปไวในเรือมังกรกระดาษ และจะมีการประกอบพิธี เผาเรือมังกรบริเวณหนาวัดชองลม ซึ่งเชื่อวาไฟจะลุกไหมขึ้นเอง โดยไมตองจุด เพื่อเปนการสงเสด็จเทพเจากลับสูสวรรค อันเปนการสิ้นสุดเทศกาล ในอดีตเคยใชวิธีลอยเรือมังกร แตเนื่องจากเกิดปญหาเรือลอยไปติดบานเรือนผูคนจึงเปลี่ยนเปนการเผาแทน เทศกาลกินเจ ณ โรงเจเซ็งเฮียงตั๊ว เปดกวางตอนรับสาธุชนทุกหมูเหลา ทั้งชาวไทยและชาวจีนใหเขารวมกิจกรรมตาง ๆ สะทอนบทบาทของโรงเจแหงนี้ในฐานะศูนยรวมทางจิตวิญญาณและเปนพื้นที่สำคัญทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนทาฉลอมสืบมาจนปจจุบัน


150ภาพที่ 32 อุทยานพระโพธิสัตวกวนอิม(ที่มา: พิมศศิ บุญปาน, 4 เมษายน 2568)


1512. อุทยานพระโพธิสัตวกวนอิมถือเปนสถานที่ที่สรางขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสฉลองราชสมบัติครบ 50 ป จากความรวมมือกันของชาวบานในจังหวัดสมุทรสาคร สรางขึ้น ใน พ.ศ. 2537 และแลวเสร็จใน พ.ศ. 2539 ลักษณะภายในอาคารประธานของอุทยานมีการสรางคลายภูเขา ดานในมีถ้ำ บริเวณดานบนอาคารไมมีหลังคาแบบศาลเจาทั่วไป แตมีการสรางเปนประติมากรรมพระโพธิสัตวกวนอิมปางเมตตา ซึ่งหลอดวยโลหะแลวทาสีมีความสูง 9.98 เมตร ประทับยืนบนฐานดอกบัว มีมังกรเขียวโอบลอมรอบ ขนาบขางดวยเทพบริวาร2425ทางอุทยานฯ จะมีการจัดเทศกาลกินเจ แจกขาวสาร ทุนการศึกษา และชวยเหลือโรงพยาบาลในทุก ๆ ป ในสวนของกิจกรรมกินเจ จะคลายกับโรงทานที่จะมีการแจกอาหารใหชาวบานเขามารวมกิจกรรมกินเจ 9 - 10 วัน จะมีการจางพอครัวมาอยางดี เพื่อมาทำอาหารใหชาวบานในแตละป แตดวยเทคโนโลยีที่เขามา ทำใหกิจกรรมบางอยางไดคอย ๆ เปลี่ยนแปลงไป252625 มาหาสมุทรสาคร, อุทยานพระโพธิสัตวกวนอิม, เขาถึงเมื่อ 2 พฤษภาคม 2568, เขาถึงไดจาก http://www.visitsk.org/?p=10900. 26 สัมภาษณ ณรงค จารุปราโมทย, ไวยาวัจกรประจำวัดแหลมและคณะกรรมการอุทยานพระโพธิสัตวกวนอิม, 5 เมษายน 2568.


152ภาพที่ 33 วัดนักบุญอันนา ทาจีน(ที่มา: ณัฐวัชร อินทรียสังวรณ, 27 กรกฎาคม 2568)


153วัดคาทอลิกวัดนักบุญอันนา ทาจีนวัดนักบุญอันนา ทาจีน ถูกสรางขึ้นใน พ.ศ. 2431 ตรงกับ สมัยรัชกาลที่ 5 โดยการนำของบาทหลวงปโอ ชาวฝรั่งเศส ตั้งชื่อตามนักบุญอันนา มารดาของพระนางมารีอา หรือคุณยายของพระเยซู จึงมีคำเรียกติดปากเรียกทานวา “ทานยายอันนา” ตัวอาคารวัด แตเดิมกอนที่จะมาเปนโบสถอยางในปจจุบันเคยเปนโบสถไม และตั้งอยูในน้ำมากอน และถือวาเปนวัดพี่วัดนองกับวัดนักบุญเปโตร สามพราน และวัดนักบุญอันเดร บางภาษี อีกดวย เอกลักษณสำคัญอีกประการของวัดนี้ คือ รูปปนนักบุญอันนาความสูงกวา 8.5 เมตร ซึ่งนับเปนองคใหญที่สุดในเอเชีย และสามารถหมุนได360 องศา กิจกรรมของวัดนักบุญอันนาประกอบไปดวยกิจกรรม ตามปฏิทินทั่วไปของคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิก เชน วันฉลองพระคริสตสมภพ วันพระตาย วันปสกา เปนตน แตจะมี 2 เทศกาล 2 วันที่ทางวัดใหความสำคัญเพิ่มมากวาวัดอื่น คือ วันฉลองแมพระบังเกิด และวันฉลองนักบุญอันนา ซึ่งถือเปนวันฉลองวัด โดยอยางหลังนี้ในอดีตจะจัดตรงวัน คือ ในวันที่ 26 กรกฎาคมของทุกปแตปจจุบันไดมีการปรับเปลี่ยนโดยจะเลือกวันใหตรงกับวันอาทิตยและไมตรงกับการฉลองวัดอื่น ๆ


154สวนในแงของธรรมเนียมปฏิบัติที่อยูนอกเหนือจากขอบังคับของพระศาสนจักรคาทอลิก ดวยความที่ชาวคริสตในพื้นที่นี้สวนใหญมีเชื้อสายจีน จึงมีการนำเอาวัฒนธรรมบางอยางแบบชาวจีนมาปฏิบัติรวมกันกับศาสนาที่ตนนับถือ คือ ธรรมเนียมการทำพิธีมิสซา แจกสมและอั่งเปาในเทศกาลตรุษจีน และธรรมเนียมการทำพิธีเสกสุสาน (เสกปาชา) หรือวันไหวบรรพบุรุษ โดยจะไหววันเดียวกับวันไหว บรรพบุรุษของจีน แทนการจัดในเดือนพฤศจิกายนตามธรรมเนียม ที่นิยมของคริสตศาสนานิกายนี้ แตจะมีความแตกตางในรูปแบบ ของพิธีกรรมที่จะจัดตามหลักของศาสนาคริสต262727 สัมภาษณ ประวิทย ชาวปากน้ำ, อดีตประธานสภาภิบาลวัดนักบุญอันนา, 5 เมษายน 2568.


155สรุปกลาวโดยสรุปจากบทสัมภาษณตาง ๆ ไดฉายภาพใหเห็นถึงชุมชนทาฉลอมที่เต็มไปดวยความหลากหลายทางวัฒนธรรม อยางเดนชัด ซึ่งแสดงออกผานการอยูรวมกันของผูคนจากหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา โดยมีปจจัยหลายประการที่เกื้อหนุนใหเกิด ความสงบสุขในสังคมพหุวัฒนธรรมแหงนี้ กลาวคือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในชุมชนนี้สะทอนผานมิติสำคัญ 2 ประการ ประการแรก คือ ความหลากหลายทางเชื้อชาติ โดยมีกลุมชาวไทยเชื้อสายจีนเปนองคประกอบหลักที่สำคัญ ซึ่งสวนใหญอพยพมาจากประเทศจีน เชน เมืองซัวเถา ดังที่ พระครูสาครสุวรรณโกศลและคุณณรงคไดกลาวถึงบรรพบุรุษของทาน นอกจากนี้คุณธีรพงศยังระบุวาบิดามารดาของทานเปนชาวจีนแตจิ๋ว อีกทั้งยังมีการกลาวถึงกลุมชาวจีนอื่น ๆ อาทิ จีนไหหลำ และยังพบวามีชาวพมาเขามาพักอาศัยและนับถือศาสนาคริสตในพื้นที่นี้ดวย ลักษณะดังกลาวบงชี้วาชุมชนนี้เปนแหลงรวมของผูคนจากหลากหลายถิ่นฐาน สวนอีกประการหนึ่ง คือ ความหลากหลายทางศาสนาและความเชื่อ แมวาพระพุทธศาสนาจะเปนศาสนาหลักของชาวไทยโดยทั่วไป แตในชุมชนแหงนี้กลับมีการนับถือศาสนาและความเชื่อ อื่น ๆ อยางกวางขวางและผสมผสานกันอยางกลมกลืน ศาสนาพุทธ มีวัดเปนศูนยกลางสำคัญอยางวัดชองลมและวัดแหลม ซึ่งมีบทบาท ในการจัดกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมของชุมชนอยางการ


156สวดมนตขามป การจัดงานวันสำคัญทางพุทธศาสนา และการใหความชวยเหลือแกสังคม นอกจากนี้ความเชื่อแบบจีนซึ่งครอบคลุมทั้งพุทธมหายาน ลัทธิเตา และความเชื่อพื้นบาน ก็ปรากฏอยางชัดเจนผานการมีอยูของศาลเจาและโรงเจตาง ๆ อาทิ ศาลเจาโรงเจที่มีประวัติศาสตรยาวนานกวาศตวรรษ ซึ่งกอตั้งโดยชาวจีนแตจิ๋ว และมีกิจกรรม เฉพาะอยางเทศกาลกินเจ การไหวบรรพบุรุษผานปายวิญญาณ และการเคารพบูชาเทพเจาจีนหลากหลายองค อีกทั้งยังมีศาล เจาแมจุยบวยเนี้ย ซึ่งมักมีความเชื่อมโยงกับชาวจีนไหหลำ และศาลเจาอื่น ๆ ที่สะทอนถึงความเชื่อเรื่องเทพเจาและความกตัญู ในขณะเดียวกันศาสนาคริสต นิกายโรมันคาทอลิก ก็มีบทบาทสำคัญผานวัดนักบุญอันนา ซึ่งมีประวัติการกอตั้งมายาวนาน โดยบรรพบุรุษของชาวคริสตในพื้นที่ ทั้งที่เปนชาวไทยเชื้อสายจีน และกลุมชาติพันธุอื่น ๆ วัดแหงนี้มีการจัดกิจกรรมทางศาสนา เปนประจำ อาทิ พิธีมิสซาทุกสัปดาห งานฉลองวัดประจำป และพิธีเสกปาชาซึ่งเปนการไหวบรรพบุรุษในแบบคริสต นอกจากนี้วัดยังมีบทบาทในการดูแลชุมชนชาวคริสตพมาที่อาศัยอยูในพื้นที่ อีกดวยการที่ผูคนซึ่งมีความแตกตางทางวัฒนธรรมสามารถอยู รวมกันไดอยางสันติสุขในชุมชนนี้ มีปจจัยหลายประการที่สงเสริมเกื้อกูลกัน ประการที่ 1 คือ การยอมรับและเคารพในความแตกตางแมจะมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา ผูคนในชุมชน ก็ไมไดแบงแยกกีดกันกันอยางชัดเจน ดังที่คุณณรงคไดกลาวไววา


157“เขาจะไมแบงกันหรอกวาใครอยูตรงไหน เพราะทุกคนลวนมา พึ่งพระบารมี” การเปดกวางนี้เห็นไดจากการที่โรงเจซึ่งบริหาร โดยชาวจีนแตจิ๋วเปนหลัก ก็ยังคงตอนรับชาวจีนกลุมอื่น ๆ และคนในชุมชนทั่วไปใหเขารวมกิจกรรมตาง ๆ เชนเดียวกับงานฉลอง วัดคาทอลิกที่เปดใหคนทุกศาสนามารวมงานไดประการที่ 2 คือ การปรับตัวและการผสมผสาน ทางวัฒนธรรม มีการปรับเปลี่ยนและผสมผสานแนวปฏิบัติ ทางวัฒนธรรมเพื่อใหสอดคลองกับบริบททองถิ่นและเอื้อตอ การอยูรวมกันอยางราบรื่น อาทิ วัดคาทอลิกมีการจัดพิธีมิสซา ในชวงเทศกาลตรุษจีนและมีการแจกสมและอั่งเปา ซึ่งเปนธรรมเนียมของชาวจีน ในขณะที่วัดพุทธอยางวัดชองลมก็มีการจัดพิธีกงเตก ซึ่งเปนพิธีศพตามแบบจีน หรือการปรับเปลี่ยนพิธีทิ้งกระจาด ในงานเทศกาลกินเจ จากเดิมที่ใชวิธีโยนสิ่งของมาเปนการแจกจายเพื่อความปลอดภัยและความเปนระเบียบเรียบรอย การยอมรับ และปรับใชวัฒนธรรมซึ่งกันและกันเชนนี้ชวยลดความขัดแยง และสรางความเขาใจอันดีระหวางกันประการที่ 3 คือ การมีปฏิสัมพันธและการชวยเหลือเกื้อกูลกัน สถาบันทางศาสนาและวัฒนธรรมตาง ๆ ไมไดดำเนินกิจกรรมแยกขาดจากกัน แตมีการรวมมือและสนับสนุนกิจกรรมที่เปนประโยชน ตอสวนรวม ดังเชนกรณีที่คุณณรงค ซึ่งเปนไวยาวัจกรของวัดพุทธ ยังดำรงตำแหนงเปนกรรมการของอุทยานพระโพธิสัตวกวนอิม และยังมีการรวมมือกันระหวางองคกรเหลานี้ในการแจกขาวสาร และปจจัยยังชีพเพื่อชวยเหลือผูดอยโอกาสและผูปวยติดเตียงในชุมชน


158นอกจากนี้โรงเจยังมีการจัดอาหารเจเลี้ยงผูคนในชวงเทศกาลกินเจซึ่งเปนการแบงปนและชวยเหลือคนในชุมชนประการที่ 4 คือ บทบาทของสถาบันทางศาสนาและวัฒนธรรม วัด ศาลเจา และโบสถคริสต ตางทำหนาที่เปนศูนยรวมจิตใจและเปนศูนยกลางของชุมชน ไมเพียงแตเปนสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเทานั้น แตยังเปนพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางสังคม การชวยเหลือเกื้อกูล และการสืบทอดประเพณี การมีอยูของสถาบันเหลานี้ชวยเสริมสรางความผูกพันและความรูสึกเปนสวนหนึ่ง ของชุมชนใหแกสมาชิกทุกคนประการที่ 5 คือ ประวัติศาสตรและประสบการณรวมกันการที่ผูคน โดยเฉพาะชาวจีน ไดอพยพมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดียวกันเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น กอใหเกิดประสบการณรวมและสรางสำนึกของความเปนชุมชนขึ้น การตองพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในยุคแรกเริ่มของการตั้งถิ่นฐาน อาจเปนรากฐานสำคัญที่นำไปสู การสรางสังคมที่ยอมรับความหลากหลายจากที่กลาวมาจะเห็นไดวาบทสัมภาษณเหลานี้ไดฉายภาพชุมชนที่มีชีวิตชีวาดวยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งในดาน เชื้อชาติ ศาสนา และประเพณี การที่พวกเขาสามารถอยูรวมกันไดอยางสันติสุขนั้น เปนผลมาจากทัศนคติที่เปดกวาง การยอมรับ และเคารพในความแตกตาง การปรับตัวและผสมผสานทางวัฒนธรรม การชวยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และบทบาทของสถาบันทางศาสนาและวัฒนธรรมที่เปนศูนยกลางในการเชื่อมโยงผูคนเขาไวดวยกัน กอใหเกิดเปนสังคมพหุวัฒนธรรมที่เขมแข็งและสงบสุขอยางแทจริง


159ลตารางแสดงกิจกรรมทางศาสนาและความเชื่อในพื้นที่ทาฉลอม


160รายการอางอิงหนังสือและเอกสารเทศบาลนครสมุทรสาคร. ประวัติศาสตร“ทาฉลอม” สุขาภิบาลหัวเมืองแหงแรกของไทย. ม.ป.ท. : ม.ป.พ. , 2552.ปรีดี พิศภูมิวิถี และคณะ. สาครบุรี จากวิถีชาวบาน การเปลี่ยนผานวิถีชีวิตทองถิ่นในลุมน้ำทาจีน จังหวัดสมุทรสาคร. กรุงเทพฯ: ศูนยมานุษยวิทยา (องคการมหาชน). 2561.พลอธิป ปรางทอง. “พัฒนาการกลุมทุนประมงทองถิ่นทาฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. 2500 - 2563.” วิทยานิพนธศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2563.ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี. ยอนรอย ‘ทาฉลอม’ เสนทางวิถีชีวิตชุมชนประมงลุมแมน้ำทาจีน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2561.สิริวรรณ สิรวณิชย. “การศึกษาสำรวจสถานภาพความรูทางประวัติศาสตรทองถิ่นชุมชนบานทาจีน สมุทรสาคร.” รายงานการวิจัยสาขาวิชาประวัติศาสตรทองถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2561.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม และคณะ. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการสำรวจและสังเคราะหขอมูลดานประวัติศาสตรการทองเที่ยวในการพัฒนาเมืองสมุทรสาคร. มปท. สกสว. 2662.


161แหลงขอมูลออนไลนAgal. Greater fortune with God Guan Yu, the symbol of honesty. accessed May 8, 2025. available fromhttps://www.agal.co.th/post/greater-fortune-withgod-guan-yu-the-symbol-of-honesty.Amazing Thailand. วัดนักบุญอันนา (ทาจีน). เขาถึงเมื่อ 2พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก https://thai.tourismthailand.org/Attraction/วัดนักบุญอันนา-ทาจีน.Artbeeshop. วัดแหลมสุวรรณาราม. เขาถึงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก https://m.pantip.com/topic/40896330?.Nukkpidet. วัดชองลม ไหวพระ ทำบุญ เที่ยววัดสวย สมุทรสาคร. เขาถึงเมื่อ 2 พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก https://travel.trueid.net/detail/8droWKrrOb2J.ONLYWONDER. ทำความรูจักเทพเหงเจีย และสอนไหว บูชาอยางไรใหปงแบบไมเสื่อมคลาย. เขาถึงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก https://rabbitcare.com/blog/lifestyle/all-about-information-of-wukong-chinesegod


162แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 3 พหุวัฒนธรรมและการยอมรับความแตกตางของบุคคล. เขาถึงเมื่อ 30 เมษายน 2568. เขาถึงไดจาก https://pws.npru.ac.th/praepat/system/20220706082820_2082ccc76d3c1a1c3caf0a260db61721.pdf.มาหาสมุทรสาคร. โรงเจเช็งเฮียงตั๊ว. เขาถึงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก http://www.visitsk.org/?p=10887.________. วัดนักบุญอันนา. เขาถึงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก http://www.visitsk.org/?p=10903.________. ศาลเจาพอกวนอู. เขาถึงเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก http://www.visitsk.org/?p=10893________. ศาลเจาเฮียตี๋กง. เขาถึงเมื่อ 30 เมษายน 2568. เขาถึงไดจาก http://www.visitsk.org/?p=10883________. อุทยานพระโพธิสัตวกวนอิม. เขาถึงเมื่อ 2 พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก http://www.visitsk.org/?p=10900 วัดแหลมสุวรรณาราม (จังหวัดสมุทรสาคร). เขาถึงเมื่อ 2 พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก https://th.wikipedia.org/wiki/วัดแหลมสุวรรณาราม_(จังหวัดสมุทรสาคร).ศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร (องคการมหาชน). บทที่สอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชุมชนไทยเชื้อสายจีน. เขาถึงเมื่อ 30 เมษายน 2568. เขาถึงไดจาก https://sac-research.sac.or.th/file_thb/288-ch2.pdf.


163________. ศาลเจาจุยบวยเนี้ย (เจาแมทับทิม) ทาฉลอม.เขาถึงเมื่อ 26 เมษายน 2568. เขาถึงไดจาก https://db.sac.or.th/samutsakhon/religiousplace/content/view/115.________. ศาลเจาปุนเถากง ทาฉลอม. เขาถึงเมื่อ 26 เมษายน 2568. เขาถึงไดจาก https://db.sac.or.th/samutsakhon/religiousplace/content/view/116.หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ. วัดนักบุญอันนา (วัดทาจีน). เขาถึงเมื่อ 2 พฤษภาคม 2568. เขาถึงไดจาก https://catholichaab.com/main/index.php/1/church7/5/924-2015-12-08-03-18-54.


164สัมภาษณณรงค จารุปราโมทย. ไวยาวัจกรประจำวัดแหลมและกรรมการอุทยานพระโพธิสัตวกวนอิม. สัมภาษณ, 5 เมษายน 2568.ณัฐวุฒิ พรศิริจินดา. คณะกรรมการศาลเจาแมจุยบวยเนี้ย. สัมภาษณ, 5 เมษายน 2568.ตน แสงเฮอ. ผูดูแลศาลเจาปุนเถากง ทาฉลอม. สัมภาษณ, 7 เมษายน 2568.ทวีโชค พินเจริญ. ผูคนในพื้นที่ทาฉลอม. สัมภาษณ, 7 เมษายน 2568.ธีรพงศธนะสกุลทอง. ประธานคณะกรรมการโรงเจเช็งเฮียงตั๊ว.สัมภาษณ, 5 เมษายน 2568.นันทวัฒน พรศิริจินดา. ผูคนในพื้นที่ทาฉลอม. สัมภาษณ, 7 เมษายน 2568.ประกิต เชิญอักษร. คณะกรรมการศาลเจาแมจุยบวยเนี้ย. สัมภาษณ, 5 เมษายน 2568.ประวิทย ชาวปากน้ำ. อดีตประธานสภาภิบาลวัดนักบุญอันนา. สัมภาษณ, 5 เมษายน 2568.ปราโมทย บุษยามงคล. เจาของธุรกิจคานเรือมงคลประเสริฐชัยและประธานคณะกรรมการศาลเจาเฮียตี๋กง. สัมภาษณ, 6เมษายน 2568.อำไพ โพธิศาล. ผูดูแลศาลเจาพอกวนอู. สัมภาษณ, 6 เมษายน 2568.


165¡ÒûÃѺµÑÇáÅСÒä§ÍÂÙè¢Í§àÈÃɰ¡Ô¨ªØÁª¹·èÒ©ÅÍÁ ฐิตาภา พิริยะกิตติการเบญจมาภรณ เพ็ชรกุลสถาพร ธัมมิกะกุลกัญยาณี รื่นมีแสงเมธิ มากศิริศิรภัสสร จันทรเมือง


166บทนำจากขอมูลทางประวัติศาสตรนับตั้งแตสมัยอยุธยา ไดแสดงใหเห็นวาบริเวณปากแมน้ำทาจีนเดิม มีความสำคัญ ในการเปนหัวเมืองสำหรับเรียกระดมพล เมื่อมีการเกิดสงคราม พรอม ๆ กับการเปนเมืองหนาดานปองกันผูรุกรานทางทะเล และเมืองทางผานที่เรือสำเภาจีนและเรือแขกมลายูเดินทางเขามาคาขายแลกเปลี่ยนสินคากับกรุงศรีอยุธยา ผานแนวคลองสนามชัย หรือที่เรียกวาคลองมหาชัยในเวลาตอมา นี่เองทำใหมีการตั้งชุมชน ซึ่งยึดอาชีพการทำประมงขึ้นในพื้นที่ดังกลาว และสืบเนื่องจากประชากรสวนมากในชุมชนแหงนี้เปนชาวจีน จึงทำใหชุมชนแหงนี้ถูกเรียกวาขานกันวา “บานทาจีน”01ชุมชนทาจีนมีพัฒนาการอยางเปนลำดับ จนถึงลวงถึง สมัยรัตนโกสินทรในชวง ร. 5 เปนตนมา ชุมชนบานทาจีนก็ไดเติบโตและกลายเปนยานการคาที่มีทำเลอันอุดมไปดวยอาชีพมากมาย ทั้งการทำประมง ดองปลา ทำกะป และน้ำปลา ทั้งไดกลายเปนสุขาภิบาลหัวเมืองแหงแรกในไทยในนาม “สุขาภิบาลทาฉลอม” 1ศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร (องคการมหาชน), ทาฉลอม, เขาถึงเมื่อ 30เมษายน 2568, เขาถึงไดจากhttps://wikicommunity.sac.or.th/community/492.


167เมืองสมุทรสาคร ภายหลังจากเกิดความรวมมือรวมใจของชาว ทาฉลอมในการสละที่ดินของตนบางสวนสรางเปนถนนสาธารณะประโยชนกวางประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 469 เมตร ซึ่งไดรับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 วา ถนนถวาย ใน พ.ศ. 244812จ า ก ท ี ่ ก ล  า ว ไ ป ข  า ง ต  น ท ำ ใ ห  ท ร า บ ว  า ท  า ฉ ล อ ม จังหวัดสมุทรสาคร เปนหนึ่งในชุมชนเกาแกที่มีบทบาทสำคัญ ในระบบเศรษฐกิจและการคาในลุมน้ำทาจีนของไทยมาอยางยาวนานจากหมูบานประมงขนาดเล็กที่มีชาวจีนอพยพเขามาตั้งรกราก โดยประกอบอาชีพเปนแรงานรับจาง ทาฉลอมไดพัฒนาเปนทาเรือสำคัญที่เชื่อมโยงการคาและการคมนาคมทางน้ำกับกรุงเทพฯ และภูมิภาคโดยรอบ เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมในการเปนจุดขนถายสินคาเพื่อลำเลียงตอไปยังหมูบานอื่น ๆ ตามคลองสุนัขหอน และแมน้ำทาจีน อาชีพประมง จับสัตวน้ำ และอาหารทะเลแปรรูป จึงกลายเปนอาชีพหลักของชาวทาฉลอม และพื้นที่ทาฉลอมนี้ ก็ถือไดวาเปนทำเลทองทางเศรษฐกิจที่สำคัญเรื่อยมา แตแลว ในชวงทศวรรษ 2500 เปนตนมาการเปลี่ยนแปลงของโครงสรางเศรษฐกิจของภาครัฐการขยายตัวของอุตสาหกรรม กฎหมาย การประมง และการพัฒนาเสนทางคมนาคมทางบกไดสงผล 2 ศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร (องคการมหาชน), ทาฉลอม, เขาถึงเมื่อ 30เมษายน 2568, เขาถึงไดจากhttps://wikicommunity.sac.or.th/community/492.


168ตอเศรษฐกิจชุมชนดั้งเดิม ทำใหเกิดความจำเปนที่ชุมชนตองปรับตัวเพื่อรักษาเอกลักษณและความอยูรอดของเศรษฐกิจทองถิ่น จากเดิมที่มีเพียงอาชีพประมง ทำกะป และน้ำปลา ก็ไดเกิด การเปลี่ยนแปลงและปรับตัวทางเศรษฐกิจ เกิดเปนรูปแบบธุรกิจใหมเชน การแปรรูปอาหาร และโรงงานอุตสาหกรรม เปนตนแมจะมีการศึกษาดานเศรษฐกิจและสังคมเกี่ยวกับชุมชน ทาฉลอมอยูบาง แตสวนใหญเนนไปที่แงมุมของการเปลี่ยนแปลง ทางอุตสาหกรรมและการประมงในบริบทสมัยใหม การศึกษา เรื่องการปรับตัวและการคงอยูของเศรษฐกิจชุมชนทาฉลอมในครั้ง นี้จึงมุงศึกษาถึงปจจัยที่กอใหเกิดการปรับตัวของชุมชน ตอการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงกลไกทางสังคมและวัฒนธรรมที่เอื้อตอการคงอยูของเศรษฐกิจชุมชนทาฉลอม สภาพพื้นที่ทางกายภาพบริเวณตอนลางของจังหวัดสมุทรสาครเปนที่ราบลุม ติดชายฝงทะเล มีความยาวขนานกับชายฝงทะเลระยะทาง 41.8 กิโลเมตร เปนพื้นที่ที่น้ำทะเลไมทวม จึงเหมาะสำหรับการทำ นาเกลือ การทำประมง และการเพาะเลี้ยงสัตวน้ำชายฝง ไดแก กุง และหอยชนิดตาง ๆ ใตลงมาเล็กนอยเปนพื้นที่ลุมต่ำ ที่น้ำทะเลยังคงทวมอยูเปนประจำ จึงมีลักษณะเปนปาชายเลย สวนในสวนของตอนกลางของจังหวัดทั้งฝงซายขวาของแมน้ำทาจีน ตางเปนพื้นที่ลุม ฤดูฝนน้ำจะไมทวม จึงเหมาะแกการทำนา สุดทายสวนพื้นที่ตอนบนของจังหวัดเปนพื้นที่ที่เหมาะกับการทำกสิกรรม จึงเปนแหลงในการ


169ผลิตผักและผลไม พื้นที่ของทาฉลอมซึ่งตั้งอยูตอนกลางคอนมาทางตอนใตของจังหวัด จึงมีสภาพภูมิประเทศที่เอื้อใหเกิดการทำอาชีพ ไดหลากหลาย ในอดีตพื้นที่แหงนี้เต็มไปดวยปาแสม แตเนื่องจาก การขยายตัวของชุมชนจึงทำใหปาแสมในฝงแมน้ำทาจีนในพื้นที่ ลดนอยลงสภาพเศรษฐกิจจังหวัดสมุทรสาครกอน พ.ศ. 2500 สภาพเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสาคร กอน พ.ศ. 2500 มีการเปลี่ยนแปลงแบงออกเปน 2 ชวง คือ เศรษฐกิจแบบพื้นฐาน และเศรษฐกิจหลังการปฏิรูปประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เศรษฐกิจพื้นฐานในชวงแรกนั้น การผลิตสวนใหญเปนการผลิตเพื่อการยังชีพ จนภายหลังที่มีการเปดการคาเสรีกับตางชาติในสมัยรัชกาลที่ 4 ทำใหการผลิตเพื่อบริโภคเปลี่ยนแปลงเปนการผลิตเพื่อการคา โดยเฉพาะหลัง การปฏิรูปประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดมีการจัดระเบียบการปกครองหัวเมือง และนโยบายระบบเศรษฐกิจและสังคมขึ้นใหม ทำใหมีผลผลิตมากเกินความตองการของการบริโภค สวนที่เหลือไดกลายเปนสินคาสงออกนอกพื้นที่ รวมทั้งมีการผลิตสินคาอุปโภคบริโภคหลากหลายประเภทมากขึ้น การเปลี่ยนแปลง


170สภาพเศรษฐกิจทั้ง 2 ชวงไดพัฒนากลายเปนพื้นฐานเศรษฐกิจของสมุทรสาครในเวลาตอมา23ในสวนของเศรษฐกิจแบบพื้นฐานในทาฉลอมที่เปนตำบลหนึ่งของจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งอยูบริเวณปากอาวที่แมน้ำทาจีนไหลลงสูทะเล ในอดีตทาฉลอมเปนตำบลที่มีความเจริญที่สุดของจังหวัด มีประชากรสวนใหญเปนชาวจีน ซึ่งอพยพมาจากเมืองจีน ดวยเรือสำเภารอนแรมมากลางทะเล ซึ่งสวนมากจะเขาสูประเทศไทยบริเวณจังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะที่อางศิลาและกระจัดกระจายไปตั้งถิ่นฐานที่บริเวณปากแมน้ำ เชน บางประกง แมกลอง และขยายมา ที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงทำใหทราบไดวาสภาพเศรษฐกิจพื้นฐานของทาฉลอมในอดีตเปนการประกอบอาชีพทางดานการประมง โดยเฉพาะการทำโปะ ดองปลา ทำกะป น้ำปลา มีตลาดน้ำตอนเชา ตลาดสดบนบก มีบอนเบี้ย ถั่วโป โรงฝน โรงเหลา และวิกลิเกครึกครื้น ตั้งแตสมัย ร.ศ. 114 (พ.ศ. 2443) นอกจากนี้แลวชุมชนทาฉลอม ยังมีการแบงการปกครอง เปน 3 หมูบาน คือหัวบาน มีลุงแดง มณีรัตนตอมาไดบรรดาศักดิ์ เปนขุนพิจารณนรกิจเปนผูดูแล กลางตลาดมีคุณตาหรั่ง ตูจินดา ภายหลังไดรับบรรดาศักดิ์เปนหลวงพัฒนการภักดีเปนผูดูแลในพื้นที่ 3 ชัยรัฐ เกาะไพศาลสมบัติ, “ประวัติศาสตรเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ.2489-2544” (วิทยานิพนธหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2550), 60.


171ตอจากกลางตลาดเปนทองที่ในความรับผิดชอบของคุณลุงยี มีอำพล ซึ่งภายหลังไดรับบรรดาศักดิ์เปนขุนพินิจนรภาร34การทำประมงในพื้นที่สมุทรสาครมีทั้งการทำประมงน้ำจืดและประมงน้ำเค็ม การจับสัตวน้ำในอดีตของสังคมลุมน้ำมักเปนอาชีพเสริมที่วางเวนจากการทำนา สามารถหาไดจากแหลงน้ำ ตามธรรมชาติ ทั้งลำคลองสายหลัก คลองสาขาและแมน้ำทาจีน การประมงในยุคเริ่มตนเปนรูปแบบการทำประมงพื้นบานเพื่อยังชีพ ยังคงใชเครื่องมืออุปกรณจับสัตวน้ำที่ทำจากวัสดุหาไดงายในทองถิ่นมีวิธีการจับสัตวน้ำแบบงาย เชน การชอนกุง การเดินไสเคย การใชแหจับปลา จากนั้นนำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายภายในชุมชนหรือพื้นที่ละแวกใกลเคียง สวนที่เหลือจากขายก็นำมาแปรรูป เชน กะป ปลาเค็ม ปลาหมึกแหง กุงแหง ตอมาเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณเครื่องมือ และเทคนิควิธีการจับสัตวน้ำ เชน อวน โปะ เรืออวน เรือลาก ที่ใชเครื่องยนต ทำใหสามารถจับสัตวน้ำไดเปนจำนวนมาก45นอกจากการทำอาชีพประมงแลว เศรษฐกิจในทาฉลอม ยังมีการปลูกขาวเปนหลัก เนื่องจากขาวในชวง พ.ศ. 2403 - 2413 หรือชวงสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ชาวบานในทองถิ่นภาคกลางตางเนน4คณะกรรมการฝายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร เอกลักษณและภูมิปญญา จังหวัดสมุทรสาคร(กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2542), 38-39.5 สิริวรรณ สิรวณิชย, “พลวัตเศรษฐกิจ “ภาคประมง” ของจังหวัดสมุทรสาคร หลังพ.ศ.2500,” วารสารมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 43, 5 (กันยายน-ตุลาคม 2567): 906-915.


172การปลูกขาว เนื่องจากเปนสินคาที่ชาวตะวันตกตองการ โดยกอนที่ไทยจะทำสนธิสัญญาเบาวริ่ง ชาวนาจะขายขาว เฉพาะผลผลิตสวนเกินเทานั้น นอกจากนั้นการขายขาวยังอยู ในการดำเนินงานของคนจีน เพราะชาวจีนที่เขามาอาศัยในสยาม มีอิสระในการประกอบอาชีพและไมตองเกณฑแรงงาน56 แตหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาวริ่ง ไทยไดเปดเสรีการคา ทำใหการคาขยายตัว ไปพรอม ๆ กับเศรษฐกิจไทยผูกติดกับเศรษฐกิจโลก สิ่งนี้ทำใหขาวกลายเปนสินคาสงออกสำคัญ เปนผลใหชาวนาตางเริ่มขยายพื้นที่ ในการทำนา ทำใหเกิดการเคลื่อนยายเขามาของกลุมคนตาง ๆ ในลุมแมน้ำทาจีนมากขึ้น67 นอกจากนี้ในชวงสมัยรัชกาลที่ 4 การขุดคลองตาง ๆ ในลุมแมน้ำทาจีนยังทำใหการคมนาคมขนสง ทางน้ำสะดวกยิ่งขึ้นและยังเพิ่มพื้นที่ในการทำนาอีกดวยไมเพียงเทานี้เศรษฐกิจของสมุทรสาครยังมีอาชีพทำนาเกลือ เปนอาชีพที่รัฐบาลสงวนไวใหสำหรับคนไทย จังหวัดสมุทรสาครเริ่มทำอยางจริงจังชวงประมาณ พ.ศ. 2478 โดยการนำของ ขุนสมุทรมณีรัตน โดยเริ่มที่ตำบลบางหญาแพรก และขยายตอไป รอบนอก ขุนสมุทรมณีรัตนไดดำเนินการจัดสรางระบบสาธารณูปโภคเพื่อเอื้อประโยชนตอครอบครัวที่มารับจางทำนาเกลือ 6 ปรีดี พิศภูมิวิดี และคณะ, สาครบุรีจากวิถีขาวบาน: การเปลี่ยนผานวิถีชีวิตทองถิ่นในลุมน้ำทาจีน จังหวัดสมุทรสาคร (กรุงเทพฯ: ศูนยมานุษยวิทยาสิรินธร (องคการมหาชน), 2561), 21.7 สุภาภรณ จินดามณีโรจน, “ประวัติศาสตรสังคมของชุมชนในลุมน้ำทาจีน,” ดำรงวิชาการ 1,1 (2546): 439 - 471.


173เชน จัดสรรที่อยู เครื่องปลูกบาน เงิน ขุดคลอง สรางถนน และโรงเรียน รับซื้อและเปนตัวแทนจำหนายเกลือ กระทั่ง พ.ศ. 2491 ไดมีการจดทะเบียนเปน บริษัท นาเกลือขุนสมุทรมณีรัตน จำกัด ที่มีเนื้อที่กวา 5,000 ไร78นอกจากตำบลบางหญาแพรกแลว ยังมีพื้นที่ทำนาเกลืออื่นอีกในจังหวัดสมุทรสาคร ไมวาจะเปนตำบลกาหลง บานนาขวาง ตำบลบางกระเจา บานบางกระเจา และตำบลนาโคก บานสหกรณ ซึ่งแสดงใหเห็นวาอาชีพนาเกลือเปนอาชีพหลักของชาวสมุทรสาคร อีกหนึ่งอาชีพไมตางจากอาชีพการทำประมง เนื่องจากมีหลายพื้นที่ ที่ประกอบอาชีพดังกลาว รวมถึงสภาพทางภูมิศาสตรมีสภาพนิเวศ เปนน้ำเค็มจึงเอื้อตอการปรับพื้นที่มาประกอบอาชีพทำนาเกลือหลังการปฏิรูปประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดมีการจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองและนโยบายระบบเศรษฐกิจและสังคมขึ้นใหม โดยมีการเปลี่ยน จากการปกครองสวนภูมิภาคในระบบ “กินเมือง” มาเปนการปกครองแบบ “เทศาภิบาล” จากเดิมที่เคยขึ้นกับกรมกลาโหม กรมมหาดไทย และกรมทา ใหมาขึ้นโดยตรงกับกระทรวงมหาดไทยเพียงอยางเดียว แลวรวมหัวเมืองเขากันเปนกลุม ๆ ตามความเหมาะสมและสภาพพื้นที่เรียกวา “มณฑล” และมีผูดำรงตำแหนงผูบัญชาการมณฑลเรียกวา ขาหลวงเทศาภิบาล 8 ปรีดี พิศภูมิวิดี และคณะ, สาครบุรีจากวิถีขาวบาน: การเปลี่ยนผานวิถีชีวิตทองถิ่นในลุมน้ำทาจีน จังหวัดสมุทรสาคร, 156.


174หลังจากการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 พบวาราษฎรยังประกอบอาชีพทำนาเชนเดิม โดยมีพื้นที่ทำนาทั้งหมด ในชวง พ.ศ. 2458 ประมาณ 77,066 ไร เปนอำเภอเมือง 31,504 ไร อำเภอกระทุมแบน 32,843 ไร อำเภอบานแพว 13,719 ไร จนกระทั่งรัชสมัยของพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกสืบเนื่องมาจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 สรางผลกระทบตอประเทศไทยเปนอยางมากเนื่องจากประเทศไทยอาศัยการสงสินคาออกเปนเศรษฐกิจหลักในการพัฒนาประเทศ ประกอบกับการใชงบประมาณแผนดินเกินตัว รวมทั้งปญหา จากภัยธรรมชาติ เชน ภาวะน้ำทวมใน พ.ศ. 2460 ทำใหนาขาวเสียหายเปนจำนวนมากและติดตอถึง 2 ปหลังจากนั้นใน พ.ศ. 2462 ไดเกิดฝนทิ้งชวงและไดทำนาขาวเสียหายซ้ำอีก จากภัยธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นสงผลกระทบตอเกษตรกรในสมุทรสาคร โดยเฉพาะชาวนา ที่อาศัยธรรมชาติในการเพาะปลูกแตตอมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงที่ไทยตกเปนประเทศผูแพสงครามตองเสียคาปรับตามขอสัญญาสมบูรณ แบบอังกฤษ โดยตองสงขาวจำนวน 1.5 ลานตัน โดยไมคิดมูลคา ทำใหไทยตองเรงขยายพื้นที่ปลูกขาว เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต ใหมากขึ้นอยางรวดเร็ว จากความตองการขาวในตลาดโลก ที่มีความตองการสูงขึ้นตาม สงผลใหพื้นที่ทำนาขาวในสมุทรสาครเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ดังปรากฏใน พ.ศ. 2490 มีพื้นที่ปลูกขาว


175ในสมุทรสาครถึง 228,923 ไร 89 ในสวนของนาเกลือผูคน ยังคงประกอบอาชีพไดดังเชนเดิม จากที่กลาวไปขางตน วาสภาพภูมิศาสตรนั้นเหมาะสมตอการประกอบอาชีพดังกลาว และไมสามารถประกอบอาชีพอื่นไดนอกจากนี้ในชวงกอนทศวรรษ 2500 อาชีพการทำนาเกลือยังคงเปนอาชีพที่มีความสำคัญ ในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสาครเชนเดิมในขณะที่การทำประมงไดรับการพัฒนาขึ้น หลังการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 กลาวคือ เกิดการนำรองทางการทำประมง จากประมงพื้นบานที่ทำเพื่อยังชีพสูประมงพาณิชย ในปลายยุคนี้ ไดเริ่มมีการสำรวจและศึกษาเครื่องมือทำประมงของประเทศไทย ขึ้นเปนครั้งแรกโดยกรมประมง ในระหวาง พ.ศ. 2492 - 2493 มีการสำรวจเครื่องมือทำการประมงประเภทน้ำเค็ม ฝงมหาสมุทรอินเดีย (ทะเลอันดามัน) ของประเทศไทย เปนชวงเวลาที่มีการรวมทำการประมงกับชาวตางชาติ และเริ่มการพัฒนาประมงทะเล ของประเทศไทยอยางจริงจัง มีการรับเอาเทคโนโลยีจากตางประเทศโดยมีชาวตางชาติเขามารวมทำประมงในประเทศไทย ทั้งจากประเทศญี่ปุนและประเทศจีน ในรูปแบบของบริษัท รวมทำประมง9109 ปรีดี พิศภูมิวิดี และคณะ, สาครบุรีจากวิถีขาวบาน: การเปลี่ยนผานวิถีชีวิตทองถิ่นในลุมน้ำทาจีน จังหวัดสมุทรสาคร, 72.10 อัศนีย มั่นประสิทธิ, การประมงของประเทศไทยจากอดีตจนถึงหวงเวลาการออกพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558, เขาถึงเมื่อ 30 เมษายน 2568, เขาถึงไดจาก https://repository.seafdec.or.th/bitstream/handle/20.5


176อยางไรก็ตามในชวงเวลาหลังจากนี้เปนชวงที่ประเทศไทย เขาสูแผนพัฒนาเศรษฐกิจแหงชาติฉบับที่ 1 ซึ่งมีจุดมุงหมายพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผานทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพและปริมาณของการผลิตพืชผลเกษตรกรรม การสงวนปาไมแหลงทรัพยากร การปรับปรุงการขนสงและการสื่อสารใหสะดวกรวดเร็ว การขยายกิจการอุตสาหกรรมภายในประเทศ ผานการสงเสริมการลงทุน เพื่อใหภาคเอกชนเกิดแรงจูงใจในการดำเนินการ และการมุงลงทุนในกิจการดานพลังงานและสาธารณูปโภคอื่น ๆ 1011 เศรษฐกิจของชุมชนทาฉลอมซึ่งเปนสวนหนึ่งของเศรษฐกิจประเทศ จึงเกิดความเปลี่ยนแปลง ทั้งในภาคอาชีพหลักอยางการประมง การทำนา การทำนาเกลือ รวมถึงการแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งแตเดิมดำเนินไปภายใตระบบเศรษฐกิจทองถิ่น ที่มีรากฐานจากทรัพยากรและวิถีชีวิตพื้นถิ่น จึงสงผลใหเกิดการปรับตัวของแตละอาชีพในชุมชน00.12067/1152/TD%20TRB%2091_editedP13.pdf;jsessionid=4377B5391B6C173E9F3BF08304817759?sequence=5. 11 สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่หนึ่ง, เขาถึงเมื่อ 30 เมษายน 2568, เขาถึงไดจาก https://www.nesdc.go.th/ewt_dl_link.php?nid=3776.


177สภาพเศรษฐกิจจังหวัดสมุทรสาครชวง พ.ศ. 2500 - พ.ศ.2560 สภาพเศรษฐกิจจังหวัดสมุทรสาครชวง พ.ศ. 2500 มีการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจไทย โดยมุงเนนการเจริญเติบโตของการลงทุนภายในประเทศ การปรับเปลี่ยนโครงสรางทางเศรษฐกิจ เริ่มจากการยุบรัฐวิสาหกิจการคาปลีกขายโรงงานบางแหงใหแกเอกชนและไมมีการตั้งรัฐวิสาหกิจเพื่อผลิตสินคาอุตสาหกรรม ยกเวนรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานเกี่ยวกับสาธารณูปโภค เพื่อใหเกิดการพัฒนาอยางเปนรูปธรรม รัฐบาลไทยสงเสริม ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและสงเสริมการคาการลงทุนตางประเทศ ไมดำเนินธุรกิจแขงกับเอกชน รัฐบาลเนนดานการกำหนดนโยบายและการวางแผนงานทางเศรษฐกิจ โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติตั้งแตฉบับที่ 1 – 3 และฉบับที่ 7 – 8 มีสวนเกี่ยวของ กับการพัฒนาสมุทรสาครโดยออม1112อยางไรก็ดี การประกาศใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับตาง ๆ สงผลใหสมุทรสาคร ไดรับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เชน ถนน ไฟฟา ประปา สถานพยาบาล และสถานศึกษา พรอมทั้งพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและยานอุตสาหกรรม เพื่อเปนแหลงจางงานสำหรับรองรับการอพยพแรงงานจากชนบท ดวยเหตุนี้ 12ชัยรัฐ เกาะไพศาลสมบัติ, “ประวัติศาสตรเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. 2489 - 2544” (วิทยานิพนธหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2550), 40 - 41.


178จึงไดมีการสรางโรงงาอุตสาหกรรมขนาดใหญและขนาดขนาดเล็กกระจายอยูเปนจำนวนมากในบริเวณพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร1213 ชวง พ.ศ. 2538 - พ.ศ. 2543 การอพยพเขามาของประชากรในจังหวัดสมุทรสาครมีอัตราเพิ่มขึ้น โดยสวนใหญเขามาประกอบอาชีพเปนพนักงานโรงงานอุตสาหกรรม โดยบางสาขาอาชีพ ยังคงขาดแคลนแรงงาน เชน ประมงทะเล อุตสาหกรรมขนาดยอม ที่ทำงานกลางแจง เชน อุตสาหกรรมการทำปลาเค็ม ปลาหมึกแหง กะปกอสราง เปนตน ซึ่งงานประเภทนี้แรงงานคนไทยไมนิยมทำ และกลายเปนปญหาของผูประกอบการในสมุทรสาครที่ไมสามารถ หาแรงงานได สงผลใหมีการลักลอบแรงงานตางดาวเขามาเปนแรงงาน อยางไรก็ตามคณะรัฐมนตรีมีมติอนุญาตใหใชแรงงานตางดาวได ในกิจการสาขาที่แรงงานไทยไมทำตั้งแต พ.ศ. 2539 เปนตนมา อาจกลาวไดวาการขยายตัวของจำนวนประชากร เปนปจจัยสำคัญ ที่เรงใหเศรษฐกิจเกิดการขยายตัวตามความตองการของประชาชนรวมดวย และยังเปนปจจัยหลักในดานการผลิต ใหกับสถานประกอบธุรกิจ และเปนหนวยรองรับการบริโภคสินคา ที่เกิดการผลิตในสาขาธุรกิจตาง ๆ ของสมุทรสาคร ซึ่งสราง ความเจริญเติบโตและขยายตัวทางเศรษฐกิจอยางตอเนื่อง1314 13 ชัยรัฐ เกาะไพศาลสมบัติ, “ประวัติศาสตรเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. 2489 - 2544”, 43. 14 เรื่องเดียวกัน, 53-54.


179รวมถึงลักษณะภูมิประเทศและศักยภาพของพื้นที่ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณยังเอื้อใหจังหวัดสมุทรสาครสามารถขยายกิจการดานการประมงและอุตสาหกรรมไดอยาง กาวกระโดด ดังจะเห็นไดจากผลิตภัณฑมวลรวมใน พ.ศ. 2515 สาขาประมงมีมูลคา 439.40 ลานบาท และสาขาอุตสาหกรรม มีมูลคา 89.40 ลานบาท1415โดยลักษณะอาชีพเหลานี้ เรียกไดวาสรางรายได ใหแกประชากรในจังหวัดรวมถึงเปนอาชีพหลักในพื้นที่ ที่มีการสืบตอกันมาและมีการพัฒนา ดังเชน อาชีพดานการประมง มีการขยายตัวอยางรวดเร็ว หลังประกาศใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับแรก และไดมีนโยบายใหสงเสริมการประมงโดยผาน องคกรสะพานปลา มีการนำเครื่องมือประมงสมัยใหมเขามาใช มีการสรางหองเย็นและโรงงานน้ำแข็งเพื่อเก็บรักษาสัตวน้ำ ใหมีความสดอยูเสมอ ซึ่งทำใหเกิดสถานประกอบธุรกิจแบบใหม หลายแขนง ดังเชน 1) อูตอเรือประมงและคานเรือ เปนอุตสาหกรรมที่สำคัญเนื่องจากสมุทรสาครมีเรือประมงจำนวนมาก และประมงก็เปนอาชีพหลักของประชาชน ดังนั้นอูตอเรือและซอมอุปกรณเรือประมง จึงมีความสำคัญเปนอยางมาก เรียกไดวาถือเปนหนึ่งในกลไกที่สำคัญทั้งการจัดหาวัตถุดิบคุณภาพ เชน ไมตะเคียนและไมประดู ในการสรางงานใหกับคนในชุมชน และการสืบทอดภูมิปญญาชางเรือ15 ชัยรัฐ เกาะไพศาลสมบัติ, “ประวัติศาสตรเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. 2489 - 2544, 82.


180แบบดั้งเดิม ซึ่งธุรกิจคานเรือในอดีตถือเปนเศรษฐกิจสำคัญที่หลอเลี้ยงผูคนจำนวนมากในทาฉลอม 2) โรงงานแปรรูปอาหารทะเล มีความเชื่อมโยงกับสาขาอาชีพการทำประมงเนื่องดวยเปนการ รับวัตถุดิบจากแหลงผลิตโดยตรง เรียกไดวาเปนอุตสาหกรรมสำคัญของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งถือเปนรากฐานของชุมชนที่เติบโต มาจากการประกอบอาชีพที่เกี่ยวของกับทรัพยากรทางทะเล เรียกไดวาเปนองคความรูเฉพาะตัวของแตละครอบครัว โดยเปนการสืบทอดรุนตอรุนทำใหธุรกิจมีความมั่นคง สรางรายไดจำนวนมากในแกผูประกอบการ ในชวง พ.ศ. 2503 มีการนำเครื่องมือทำประมงประเภท อวนลากเขามาใช ทำใหสามารถจับปลาหนาดินไดเปนจำนวนมาก สงผลใหแตเดิมการประมงที่ทำบริเวณชายฝง ไดเริ่มขยายเปน การจับสัตวน้ำในบริเวณพื้นที่ทั่วอาวไทย ฝงอันดามัน และประเทศเพื่อนบาน1516 รวมถึงการขนสงสัตวน้ำจากทะเล ไปยังตลาดและแหลงแปรรูปผลิตภัณฑ จากแตเดิมที่สงไป ยังสะพานปลากรุงเทพโดยทางรถไฟสายทาจีน - คลองสาน หลังจากมีองคการสะพานปลา ทำใหกลายเปนปจจัยสำคัญ ของการทำประมง เนื่องจากเปนสถานที่ลำเลียงผลิตภัณฑจากทะเลขึ้นสูชายฝงไปยังตลาดทำใหมีเรือเขาเทียบเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องประกอบกับจำนวนเรือประมงที่จดทะเบียนในสมุทรสาครมากขึ้น 16 ชัยรัฐ เกาะไพศาลสมบัติ, “ประวัติศาสตรเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. 2489 - 2544, 98 - 99.


181ภาพที่ 34 ธุรกิจคานเรือมงคลประเสริฐชัย(ที่มา: ฐิตาภา พิริยะกิตติการ, 6 เมษายน 2568)ภาพที่ 35 ธุรกิจโรงงานแปรรูปอาหารทะเล บานปลาริวกิว(ที่มา: ฐิตาภา พิริยะกิตติการ, 5 เมษายน 2568)


182อยางไรก็ดีการจับสัตวน้ำอยางตอเนื่องสงผลใหทรัพยากรสัตวน้ำในทะเลลดลงมาก ทั้งบริเวณอาวไทยและอันดามัน ประกอบกับภายหลังที่ประเทศเพื่อนบานไดประกาศเขตไหลทวีป และเขตเศรษฐกิจเฉพาะกอนประเทศไทย ทำใหประเทศตองสูญเสียพื้นที่ทะเลหลวงที่เคยทำประมงไปประมาณ 300,000 ตารางไมล อีกทั้งปญหาการเสื่อมโทรมของชายฝงทะเลสมุทรสาคร ซึ่งกลาวไดวาเปนการสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการทำประมงจากแตเดิม เปนรูปแบบพื้นบานหรือวาการเลี้ยงชีพ การรับรูปแบบวิธีเรียนรูงานจากบรรพบุรุษ การอาศัยประสบการณ ความชำนาญในการปฏิบัติงาน แตภายหลังเมื่อมีการสงเสริมของภาครัฐทำใหการประมงเปนรูปแบบเชิงพาณิชยมากขึ้น ดังนั้นจึงทำใหมีผลกระทบทางทะเล และเกิดปญหาการจัดการ การจำหนายสินคารวมดวย ในขณะที่มีการคาแบบเสรี ทำใหมีการแขงขันสูง ยากตอการควบคุมการผลิต โดยจากสถานการณดังกลาวนี้ รัฐบาลไดมีมาตรการแกไขปญหาของจังหวัดสมุทรสาคร โดยการพัฒนาการประมงขนาดเล็ก และประมงน้ำจืด การพัฒนาบริการขั้นพื้นฐานจัดฝกอบรม ดานวิชาการเพื่อปรับปรุงเครื่องมือเครื่องใชและวิธีการดำเนินการ ใหมีประสิทธิภาพ พรอมคำแนะนำใหกับชาวประมง รวมถึงสงเสริมการเพาะเลี้ยงสัตวน้ำแถบชายฝงทะเลและแหลงธรรมชาติ1617 17 ชัยรัฐ เกาะไพศาลสมบัติ, “ประวัติศาสตรเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. 2489 - 2544, 100 - 101.


183เพื่อที่ในอนาคตยังคงทำใหพื้นที่มีแหลงทำกินและไมสูญเสียทรัพยากรทางธรรมชาติ หลังจากนั้นใน พ . ศ . 2 5 5 8 เ ป  น ช  ว ง เ ว ล า ส ำ คั ญ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในจังหวัดสมุทรสาคร โดยเฉพาะอาชีพประมง ที่ไดรับผลกระทบมากมายอันเนื่อง มาจากสาเหตุการเกิดขึ้นของนโยบายที่มาจากกระแสปญหา ความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงกระแสนโยบายองคการสหประชาชาติในแนวคิดการพัฒนาโลกใบนี้หลัง พ.ศ. 2558 โดยมีกำหนดเปาหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงกระแสการเมืองอันเนื่องมาจากสหภาพยุโรปไดแสดงสถานะธงเหลืองแจงเตือนมายังประเทศไทย ที่ไมใหความรวมมือในการตอตานการทำประมง ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไรการควบคุม เรียกวา Illegal Unreported and Unregulated Fishing หรือ IUU Fishing IUU Fishing เปนกรณีการทำประมงในเขตน าน น้ำ ของประเทศตาง ๆ โดยไมไดรับอนุญาตหรือฝาฝนตอระเบียบ และกฎหมายที่กำหนดขึ้น หรือฝาฝนพันธกรณีระหวางประเทศ ดานการประมง รวมทั้งพันธกรณีตามความตกลงรวมมือทางประมงในภูมิภาค เรียกวาไมถูกตองตามเกณฑที่กำหนดไวตอหนวยงาน ที่ดูแลประมงแหงชาติหรือองคกรบริหารจัดการประมงในภูมิภาค และการทำประมงโดยไมปรากฏสัญชาติหรือเรือที่ไมติดธงประเทศเปนการฝาฝนตอมาตรการที่กำหนดขึ้น รวมถึงการทำประมง ในบริเวณที่สงวนมีการกำหนดมาตรการอนุรักษไวซึ่งทำใหการประมงของประเทศไทยบางสวนที่ผานมาเปนการทำประมงที่ผิดกฎหมาย


184สงผลตอปญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม อีกทั้งยังมีแรงงานผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมประมงรวมดวย1718โดยหากรัฐบาลไมแกไขภายในหกเดือนสหภาพยุโรป จะไมนำเขาสินคาประมงจากประเทศไทย ดังนั้นทำใหรัฐบาล ไดมีการปรับเปลี่ยนนโยบายดานการประมงครั้งยิ่งใหญ โดยเฉพาะการทำประมงพาณิชยในทะเล สงผลใหมีการกำหนดนโยบายอยูบนรากฐานและกฎระเบียบ1819 และแนนอนวา ผูประกอบอาชีพประมงไดรับผลกระทบรวมดวย จนลมเลิก การทำอาชีพประมงไปเปนจำนวนมาก รวมถึงอาชีพอาหารทะเล แปรรูป ก็ตองมีการปรับเปลี่ยนจากซื้อวัตถุดิบจากสะพานปลา เปนการนำเขาจากตางประเทศแทน เชน ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม เพราะมีราคาถูกและคุณภาพดี โดยปจจัยที่ไมรับปลา จากในพื้นที่ เนื่องดวยการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ทำใหทรัพยากรลดลง ปลาไมมีคุณภาพ รวมถึงผลกระทบ จากกฎหมาย IUU Fishing สงผลใหตนทุนสูงขึ้น ดังนั้นผูประกอบการ 18 พันธุทิพา หอมทิพย, ปญหาการทำประมงผิดกฎหมาย, เขาถึงเมื่อ 30เมษายน 2568,เ ขาถึงไดจาก https://www.senate.go.th/view/386/News/จันทราLaw/183/TH-TH. 19 ภาวิดา รังสีและ ปุณยวีร หนูประกอบ, “นโยบายการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝงในประเทศไทย,” วารสาร มจร สังคมศาสตรปริทรรศน11, 2 (มีนาคม 2565), 470.


185จึงปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร และใหอาชีพหลักยังคงดำเนินตอไป1920 นอกจากนี้อาชีพที่กลาวมาขางตนในบริเวณพื้นที่ ยังคงมีอาชีพที่ดำรงอยูเรื่อยมา ดังเชน อาชีพแพทยแผนไทย แพทยแผนโบราณ ที่มีการสืบทอดกันมายาวนาน ผานความรูตำราสมุดไทย โดยเริ่มแรกยังไมไดมีการรับรองจากรัฐบาล ทำใหแพทยแผนไทย ซบเซาลง จนกระทั่ง พ.ศ. 2524 ศ.นพ.อวย เกตุสิงห ไดกอตั้งอายุรเวทวิทยาลัยขึ้น เพื่อผลิตแพทยแผนโบราณรุนใหม โดยสอนความรูทางดานวิทยาศาสตรสุขภาพควบคูไปกับ วิชาการแพทยแผนโบราณ สอนทั้งเวชกรรม เภสัชกรรม การผดุงครรภ และการนวดแบบราชสำนัก ซึ่งหลักสูตรใชเวลาศึกษา 3 ป และแพทยแผนไทยประยุกตที่เรียนจบหลักสูตรนี้สามารถสอบ ใบประกอบโรคศิลปะได ซึ่งกอนหนานี้ไมไดมีใบประกอบวิชาชีพ อยางถูกกฎหมาย การฟนฟูนี้นำไปสูการจัดตั้งหลักสูตรการเรียนแพทยแผนไทยในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาตาง ๆ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานคุณวุฒิสำหรับผูประกอบวิชาชีพแพทยแผนไทย เพื่อใหการแพทยแผนไทยมีมาตรฐานและไดรับการยอมรับ ในระบบสาธารณสุขของประเทศ รัฐบาลไทยจึงออกพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดใหการประกอบอาชีพ20 สัมภาษณ โนรียตันติวิริยากร และ ศิริพร ตันติวิริยากร, ผูประกอบการแปรรูปอาหารทะเลในชุมชนทาฉลอม, 5 เมษายน 2568.


186แพทยแผนไทยตองไดรับใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข และมีการควบคุมมาตรฐานวิชาชีพการนวดแพทยแผนไทยกฎหมายฉบับนี้ชวยใหวิชาชีพแพทยแผนไทยไดรับการยอมรับมากขึ้น และสรางโอกาสใหแพทยแผนไทยสามารถทำงาน ในระบบสุขภาพของประเทศไดอยางเปนทางการ มีการปรับปรุงผลิตภัณฑการแพทยแผนไทย ดังนั้นจะเห็นไดวาอาชีพแพทยแผนไทยกลายเปนสวนหนึ่งที่ชวยสงมอบภูมิปญญาทองถิ่นของครอบครัว รวมดวย2021นอกจากอาชีพภูมิปญญาทองถิ่นแลว ในบริเวณพื้นที่ จังหวัดสมุทรสาคร ยังมีความโดดเดนในดานของอาชีพสามลอ โดยอาชีพดังกลาวนี้ เกิดขึ้นในชวงเวลาเดียวกับการเกิดรถไฟ การคงอยูของอาชีพนี้คือ การที่มีผูคนหลั่งไหลเขามาเรื่อย ๆ รวมถึงกลุมคนที่ทำอาชีพนี้จำนวนมากเชนกัน ชวงเวลาระหวางนี้ มีกลุมคนทำอาชีพ 200 คัน มีการรับสงตั้งแตทาเรือทาฉลอม ไปถึงหัวโพง บางหญาแพรก โดยผูทำอาชีพสวนใหญมีทั้งคนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่ โดยยึดเปนอาชีพหลัก กอนที่จะลดความนิยมลง จนกลายเปนอาชีพเสริม ทำใหกลุมผูประกอบอาชีพนี้บางสวน มีงานหลักเปนชาวประมง อาชีพโรงงานอุตสาหกรรม และกลุมคน ตอเรือ212221 สัมภาษณ เบญจมาศ อุยยาหาญ, หมอตำรับโบราณ, 5 เมษายน 2568. 22 สัมภาษณ พิพัน ทัศนสุวรรณ, ชาวบานในชุมชนทาฉลอม, 5 เมษายน 2568.


Click to View FlipBook Version