แนวคิดและวิธีการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น Concepts and Methods of Local History สิริวรรณ สิรวณิชย์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 2565 ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนวิจัยนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ ของคณะโบราณคดี
ก คำนำ ตำราเรื่อง แนวคิดและวิธีการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จัดทำขึ้นเพื่อใช้ ประกอบการจัดการเรียนการสอนรายวิชาดังกล่าว ซึ่งเป็นรายวิชาเอกบังคับ ของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนรู้และ เข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แนวคิด วิธีการ เครื่องมือศึกษา อีกทั้งมีเนื้อหาการเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาการและความ เปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้นักศึกษาสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาหรือ เปรียบเทียบวิเคราะห์กับประเด็นร่วมสมัยได้ ตลอดจนให้ผู้เรียนเข้าใจ ถึงความสำคัญและบทบาทของงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตำราเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการ เรียนการสอนในรายวิชา350314-59/350211-164 แนวคิดและวิธีการ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (Concepts and Methods of Local History) ของ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และใช้เป็นหนังสืออ่านประกอบในการ เรียนการสอนสาขาวิชาประวัติศาสตร์หรือรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นของสถาบันการศึกษาอื่นๆ รวมทั้งเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจทั่วไป ดังนั้นหากเอกสารชิ้นนี้จะมีประโยชน์อยู่บ้างก็ขอมอบเป็นเกียรติแก่เหล่า กัลยาณมิตรทั้งหลาย ขอขอบคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์การทำงานทางวิชาการ
ข ขอขอบคุณรองศาสตราจารย์สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์ ผู้เห็น ความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและเป็นแรงผลักดันที่สำคัญใน การพัฒนาปรับปรุงจนเกิดเป็นหลักสูตรประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คณะโบราณคดี ขอขอบคุณศาสตราจารย์ดร. รัศมี ชูทรงเดช ที่มอบโอกาสและประสบการณ์ การทำงานภาคสนาม เป็นต้นแบบของพลังบวกบวก อีกทั้งยังเสียสละเวลาและ ให้คำชี้แนะในทุกครั้งเมื่อพบเจอกัน รวมทั้งขอบคุณ “พี่นุช” ผู้ช่วศาสตราจารย์ นุชนภางค์ ชุมดี ผู้ที่มีส่วนผลักดันและสนับสนุนช่วยเหลือมาโดยตลอด ขอขอบคุณคณะโบราณคดีที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีมาตั้งแต่เริ่มทำงาน อีกทั้งยังสนับสนุนทุนในการจัดทำตำราเล่มนี้ ตลอดจนคณาจารย์และนักศึกษา ทั้งหลายของหลักสูตรที่มีส่วนสำคัญในการแลกเปลี่ยนทบทวนความรู้ทั้งใน ห้องเรียน และการลงพื้นที่ภาคสนาม ด้วยกันจากการเรียนการสอนตลอด ระยะเวลาการทำงาน สิริวรรณ สิรวณิชย์ คณะโบราณคดี วังท่าพระ
ค สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ค สารบัญภาพ จ บทที่ 1 ภูมิหลังของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 1 บทนำ 1 1.1 ความหมาย “ประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” 8 1.2 บริบทสังคมไทยกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 18 1.3 หน่วยและขอบเขตการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 23 1.4 แนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 30 บทที่ 2 พัฒนาการการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของไทย 39 2.1 สถานภาพการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย ก่อนทศวรรษ 2500 39 2.2 พัฒนาการการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหลัง พ.ศ. 2500 53 บทที่ 3 หลักฐาน และแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 85 3.1 ประเภทของหลักฐาน 86 3.1.1 หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร 87 3.1.2 หลักฐานที่ไม่ใช่ลายลักษณ์อักษร 118 บทที่ 4 วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 135 4.1 ความสำคัญของการทำงานภาคสนามกับการทำงาน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 135
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 135 4.2 เครื่องมือศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 161 4.3 กระบวนการวิจัยทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 193 บทที่ 5 ความสำคัญและบทบาทของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ในปัจจุบัน 203 5.1 การสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ 204 5.2 การขยายพื้นที่และเพดานความรู้ทางประวัติศาสตร์ 209 5.3 การประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษามากำหนดนโยบาย 214 บทที่ 6 บทสรุป 233 รายการอ้างอิง 236 ภาคผนวก รายชื่องานวิจัยและวิทยานิพนธ์ในระดับอุดมศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (พ.ศ. 2540-2564) 252 ดัชนีคำค้น 312
จ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 2.1 หนังสือนิทานโบราณคดี 49 2.2 หนังสือสมุดราชบุรี 49 2.3 ชายชาวเกรี่ยง มณฑลราชบุรี 51 2.4 การเคี่ยวน้ำตาลใส่หม้อ 51 2.5 หนังสือปาฐกถาของผู้แทนราษฎร เรื่องสภาพของจังหวัดต่างๆ 56 3.1 ตัวอย่าง เอกสารหนังสือราชการ 106 3.2 วารสารเสียงรามัญ 114 3.3 หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จ.ลำปาง 114 3.4 กลุ่มโบราณวัตถุประเภทหินมีค่าและเครื่องประดับทำจากหิน 121 3.5 กลองมโหระทึกสำริด 121 3.6 วิหารแกลบ วัดเขาเหลือ อ.เมือง จ.ราชบุรี 123 3.7 ภาพจิตรกรรมภายในวิหารแกลบ วัดเขาเหลือ 123 3.8 เจดีย์วัดคงคาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี 126 3.9 คัมภีร์ใบลานและผ้าห่อคัมภีร์ 126 3.10 การขนส่งสินค้าที่สถานีรถไฟมหาชัย 127 3.11 เรือฉลอมที่ท่าฉลอม 128 4.1 แผนผังการสนทนากลุ่ม 154 4.2 ตัวอย่างแผนที่ภูมิประเทศ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 170 4.3 ลักษณะของเส้นชั้นความสูง 171 4.4 แผนที่แสดงตำแหน่งเมืองโบราณเมืองอู่ทอง 172
ฉ สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 4.5 แผนที่แสดงพื้นที่ป่าไม้ จ.กำแพงเพชร ปีพ.ศ. 2551 173 4.6 แผนที่ท่องเที่ยว จ.เพชรบุรี 174 4.7 ตัวอย่างแผนที่ชุมชน 178 4.8 ตัวอย่างผังเครือญาติ 182 4.9 ตัวอย่างแผนผังโครงสร้างองค์กร 185 4.10 ตัวอย่างปฏิทินฤดูกาล-การผลิต 188 4.11 ตัวอย่างการจัดทำเส้นเวลาประวัติศาสตร์ชุมชน (Timeline) 192 5.1 หนังสือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านเก่าในกรุงเทพมหานคร 211 5.2 พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี 219 5.3 ตัวอย่างการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง 219 5.4 ตัวอย่างการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ย่านตลาดโพธาราม จ.ราชบุรี 224 5.5 เส้นทางท่องเที่ยว ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนแห่งวัฒนธรรม 226 5.6 ป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรม ชุมชนตรอกตัน ตลาดน้อย 229
1 บทที่ 1 ภูมิหลังของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น บทนำ ในการรับรู้ของคนทั่วไป เห็นว่าประวัติศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่เก่าแก่ เป็นที่รู้จักมาช้านาน ซึ่งบางคนจะอธิบายว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวในอดีต หรือเป็นเครื่องมือของรัฐในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองการปกครอง และเกือบจะไม่มีบริบททางสังคมอยู่เลย เห็นได้จากการกำหนดยุคสมัยตาม ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ให้ความสำคัญกับราชธานีเป็นศูนย์กลาง เป็นกรอบ หรือเป็นเพดานของการศึกษา ที่เรียกว่า “สกุลดำรงราชานุภาพ” จึงส่งผลให้ วิชาประวัติศาสตร์กลายเป็นวิชาที่ไม่สามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงที่ สัมพันธ์กับบริบทและทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ ตามการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นกระแสการศึกษาที่ได้รับการกล่าวถึง อย่างมากในช่วงทศวรรษ 2520 ซึ่งมีความผูกพันอยู่กับอุดมการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ที่เน้นมวลชน เกิดขึ้นเป็นกระแสใหม่ของการศึกษาประวัติศาสตร์ ในสังคมไทย1 ผลพวงจากบริบททางการเมือง ก่อให้เกิดความตื่นตัวต่อความคิด ความรู้ที่ครอบงำสังคมไทยในยุคเผด็จการ จนนำไปสู่การแสวงหาความรู้ใหม่ๆ หรืออาจกล่าวได้ว่าความรู้ประวัติศาสตร์แบบเดิมที่ถูกสร้างขึ้นและถ่ายทอดจาก 1 ธิดา สาระยา. ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับชีวิต มนุษย์.(กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2539), 9.
2 ชนชั้นนำทางการเมือง ศาสนา เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศเป็นหลักได้ ถูกท้าทายและเกิดกระแสใหม่ของการศึกษาประวัติศาสตร์ กระแสความสนใจ ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เฟื่องฟูขึ้นได้ส่งผลต่อระเบียบวิธีวิทยา (Methodology) ที่ให้ความสนใจกับการกำหนดขอบเขตการศึกษา การใช้ หลักฐานที่มีความหลากหลาย ตลอดจนระเบียบวิธีการศึกษาโดยเฉพาะการ ทำงานภาคสนามซึ่งเป็นส่วนสำคัญและทำให้มองเห็นพลวัตทางสังคมที่เป็นพลัง ผลักดันให้ประวัติศาสตร์มีความเคลื่อนไหว อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับเรื่องราว ของผู้คนจากชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาความก้าวหน้าของการศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นในประเทศไทยที่เติบโตจริงจังและขยายตัวมาก มีมูลเหตุที่สำคัญอีก ประการหนึ่ง คือการเกิดสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยครูในระดับภูมิภาค การจัดงานสัมมนาในประเด็นเรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมเป็นประจำต่อเนื่องในจังหวัดต่างๆ ซึ่ง ส่งผลให้เกิดการนำเสนอข้อมูลหลักฐานที่หลากหลายจากท้องถิ่นมากขึ้น ไม่ว่า จะเป็นคำบอกเล่า ตำนาน เอกสารโบราณ หลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึง ความสำคัญและความเก่าแก่ของชุมชนบ้านเมือง2 โดยนักวิชาการที่ศึกษา เรื่องราวของเมืองและชุมชนโบราณให้ความสำคัญกับรายละเอียดของวิถีชีวิตใน ลักษณะที่เป็นพัฒนาการรวมทั้งศึกษาไปยังหน่วยย่อยตามท้องถิ่นต่างๆ มากขึ้น คนสำคัญคือ ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการผลิตผลงานและยังเป็น วิทยากรในการสัมมนาประวัติศาสตร์ตามท้องถิ่นต่างๆ ที่ทั่วประเทศและเป็น 2 ศรีศักร วัลลิโภดม, “คำนำ” ใน มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์, (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2540), 7-17.
3 กำลังสำคัญที่ให้ความรู้ด้านนี้ออกไปสู่สังคมในวงกล้างอีกด้วย3 ต่อมามีแนวทาง การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนหรือประวัติศาสตร์หมู่บ้าน โดยใช้เรื่องความ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเป็นแกนกลาง จนพัฒนาเป็นแนวคิด “วัฒนธรรม ชุมชน” ซึ่งมีอิทธิพลต่อการอธิบายประวัติศาสตร์ที่อิงกับกระแสภูมิปัญญา ท้องถิ่นและเป็นทางเลือกในการพัฒนาประเทศ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นแนวทางการศึกษาซึ่งได้รับความนิยมมากใน ภายหลังช่วงทศวรรษ 2520 ซึ่งเป็นผลจากหลายปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน ใน ด้านหนึ่งเน้นอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เน้น “มวลชน” หรือดังนิยามของ ความหมายของธิดา สาระยา ว่า “คนในระดับล่างของสังคม” ดังนั้นจึงเป็นเรื่อง ของ “คน” คนใน “ท้องถิ่น” ที่ไม่ใช่ศูนย์กลางและมีแนวทางการศึกษา ประวัติศาสตร์ให้มีความต่างจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก4 อีกด้านหนึ่งก็เป็น ผลจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในช่วงเวลานี้ทำให้ผู้คนในสังคมไทย ได้เชื่อมต่อโยงความสัมพันธ์กันง่ายขึ้น รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจที่ ก่อให้เกิดการพัฒนา ส่งผลกระทบต่อสังคมเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหา ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรหรือเรื่องสิทธิชุมชน ทำให้กระแสความสนใจด้านวิชาการขยายครอบคลุมสังคมและปัญหาต่างๆ เหล่านี้ จนก่อให้เกิดกลุ่มปัญญาชนที่ต้องการทำงานทางวิชาการและเคลื่อนไหว 3 ยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพฯ: ยิปซี กรุ๊ป, 2562), 116-117. 4 ธิดา สาระยา, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับสังคม มนุษย์, (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2539), 9.
4 ทางสังคม และมีความเชื่อว่าการรักษาวัฒนธรรมชุมชน น่าจะเป็นทางออกจาก แนวทางการพัฒนาที่ไม่ใช่ทุนนิยมหรือสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ แนวคิดนี้เกิดจากประสบการณ์ทำงานวิจัยของ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ว่า ด้วยเรื่องหมู่บ้านในประเทศไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ขยายความสนใจ จากบทบาทนายทุนหรือชนชั้นนำในสังคมไทยมาสู่ชนชั้นกรรมกร ผู้คนธรรมดา สามัญชาวบ้านทั่วไป โดยใช้แนวทาง Historical Approach เน้นการใช้ หลักฐานชั้นต้น และการลงพื้นที่ภาคสนามโดยใช้วิธีวิทยาร่วมกับมานุษยวิทยา คือ การฝังตัวในสนาม สังเกตการณ์และร่วมกิจกรรม เพื่อทำความเข้าใจต่อการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในช่วง พ.ศ. 2543-2546 ได้ร่วมทำงาน กับนักวิชาการในกลุ่ม เช่น ผาสุก พงษ์ไพรจิตร คริส เบเกอร์ สุวิทย์ ธีรศาศวัต สงบ ส่งเมือง พอพันธ์ อุยยานนท์ และนักวิชาการท่านอื่นๆ ศึกษาประวัติศาสตร์ หมู่บ้านช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2546) ภายใต้ชุด โครงการวิจัย “เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้าน” เพื่อมุ่งหาระบบเศรษฐกิจชุมชน หมู่บ้านร่วมสมัย โดยพยายามสร้างองค์ความรู้ในสองประเด็นหลัก คือ 1) ระบบเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านมีกลไก องค์ประกอบภายในเชื่อมต่อ อย่างไร และ 2) ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมได้ปะทะหรือกระทบกับเศรษฐกิจ ชุมชนนี้อย่างไร โดยมีข้อค้นพบที่สำคัญคือ เศรษฐกิจไทยประกอบด้วย เศรษฐกิจสองระบบ ซึ่งประกอบด้วย ระบบทุนนิยมกับเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ชุมชน อีกทั้งการแปรรูป (transformation) ในระบบทุนนิยมเป็นกระบวนการ ที่มีความหนืดตัวสูงมาก5 5 ดูเพิ่มเติมใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภาและพรพิไล เลิศวิชา, วัฒนธรรรม หมู่บ้านไทย, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์, 2541).
5 ทั้งนี้มีข้อสรุปจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า สังคมไทยจะทันสมัย ก้าวหน้าได้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทุนนิยมอย่างเดียว โดยนำเสนอแนวคิด วัฒนธรรมชุมชนที่ให้ความสำคัญกับชุมชนหมู่บ้าน โดยชาวบ้านคือแกนหลัก ของสังคมและวัฒนธรรมไทยที่มีศักยภาพในด้านต่างๆ เช่น ค่านิยม ความเชื่อ ภูมิปัญญา และจารีตประเพณี ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวของอุดมการณ์ทางสังคม วัฒนธรรมและการเคลื่อนไหวทางสังคม หรือกล่าวได้ว่า หากจะเข้าใจสังคมและ วัฒนธรรม จะต้องเข้าใจชาวบ้านและหากจะพัฒนาสังคมไทยอย่างแท้จริงและ พัฒนาอย่างชอบธรรมต้องเอาชาวบ้านเป็นตัวตั้ง6 ตั้งแต่ทศวรรษ 2530 การศึกษาท้องถิ่นในมิติประวัติศาสตร์เพิ่มมาก ขึ้นมา เนื่องจากสถาบันการศึกษาส่วนภูมิภาคเติบโตขึ้นและผลิตผลงานทาง วิชาการออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น สถาบันวิจัยสังคม สถาบันวิจัยชาวเขา ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันวิจัยและพัฒนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบัน เหล่านี้ได้ศึกษาเรื่องราวระดับหมู่บ้าน กลุ่มชาติพันธุ์ โดยให้ความสนใจเป็น พิเศษเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ที่ได้รับ ผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาและความทันสมัย7 ขณะเดียวกันก็มี นักวิชาการบางกลุ่มให้ความสนใจในด้านภูมิปัญญา วิธีคิดของชาวบ้าน โดยเฉพาะภูมิปัญญาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อต้องการใช้ความรู้ ทางวิชาการเป็นรากฐานในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิชุมชนในเวลาต่อมา 6 ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, “แนวคิดชุมชนกับประวัติศาสตร์ไทย” ใน ประวัติศาสตร์ความคิดไทยกับแนวคิดชุมชน, (กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์, 2548), 89- 121. 7 ยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, 545.
6 จากนั้นได้ขยายความสนใจในประเด็นเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน ท้องถิ่น เพื่อสร้างความทรงจำของอดีตที่จะนำไปสู่การสร้างความทรงจำร่วมกัน ขึ้นมาของสังคม อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสำนึก “เวลา” และ “พื้นที่” ของชาวบ้านว่าแต่ละชุมชนของตนเองไม่ได้อยู่อย่างอิสระแยกออกจากชุมชน อื่นๆ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับศูนย์กลางอย่างสมบูรณ์ หากแต่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ร่วมกับชุมชนอื่น ดังนั้นการสำนึกว่าตนเองเป็นคนในชุมชนจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และสร้างความหมายให้แก่ชาวบ้านมากกว่าเป็นคนของหมู่บ้านที่กำหนดโดยรัฐ เพียงอย่างเดียว ซึ่งการขยายฐานความคิดนี้จะเป็นพลังที่จะเสริมสร้างพลังของ ชุมชนขึ้นมาในการเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดจาก การขยายตัวของรัฐและทุนที่เข้าไปแย่งชิงและเปลี่ยนแปลงการจัดการ ทรัพยากรของท้องถิ่นต่างๆ อย่างกว้างขวาง8 การศึกษาเรื่องราวของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ผ่านมา ได้เกิดองค์ ความรู้ที่มีความหลากหลายทั้งในด้านเนื้อหา ขอบเขต ตลอดจนแนวคิดและวิธี การศึกษาเรื่องราวที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการวางโครงเรื่องทางประวัติศาสตร์ แบบเดิมที่เน้นบทบาทของชนชั้นนำเท่านั้น โดยเฉพาะภายหลังทศวรรษ 2530 การเคลื่อนไหวทางการเมืองของชนชั้นกลางซึ่งอิงกับแนวคิด “สังคมประชา” และการเคลื่อนไหวทางการเมืองของผู้คนในเขตชนบทซึ่งอิงอยู่กับการเรียกร้อง “สิทธิชุมชน” โดยมีจุดร่วมกันคือ ต้องการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน 8 อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, ประวัติศาสตร์เพื่อชุมชน: ทิศทางใหม่ของ การศึกษาประวัติศาสตร์, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548), 43-47.
7 ปรากฏชัดขึ้น ประเด็นคำถามทางประวัติศาสตร์จึงขยายกว้างออกไป ในด้าน หนึ่งก็เกิดกระแสการค้นหา “ประวัติศาสตร์ชุมชน” เพื่อเพิ่มพื้นที่ความทรงจำ ให้กับผู้คนตัวเล็กตัวน้อย9 ตลอดจนเน้นการมีส่วนร่วมในกระบวนการศึกษาของ ภาคประชาชนเพื่อการสร้างประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งต่อ กระบวนการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เห็นได้ว่ากระแสการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในลักษณะนี้ได้รับการ ส่งเสริมอย่างมากในช่วงทศวรรษ 2540 ดังเห็นได้จากโครงการวิจัยเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและด้านสังคมศาสตร์อื่นๆ ที่ให้ความสำคัญกับมิติ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดโครงการวิจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันใน 4 ภูมิภาค ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นับได้ว่าเป็นชุดโครงการการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่สุด ที่เคยทำกันมาและส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างสูงในแง่ของการเคลื่อนไหวของ นักวิชาการหลากหลายสาขาที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน รวมทั้งมีความตื่นตัว รับรู้และให้ความร่วมมืออย่างกระตือรือร้นและกว้างขวาง เนื้อหาในบทนี้ผู้เขียนต้องการปูพื้นฐานเกี่ยวกับการอธิบายถึง ความหมายของประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งมีความหมายที่อยู่ ในขอบเขตและแตกต่างไปบ้างกับประวัติศาสตร์รวมทั้งบริบทสังคมไทยกับ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยจะกล่าวถึงความเป็นมาและสาเหตุของ 9 ณัฎฐพงษ์ สกุลเลี่ยว, วิธีวิทยาของการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย: ศึกษา จากวิทยานิพนธ์สาขาประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2550, (พิษณุโลก: ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2564), 19-20.
8 การศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจต่อแนวคิดและวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นที่มีการดำรงอยู่และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและกระบวนทัศน์ทาง วิชาการที่เปลี่ยนแปลง 1.1 ความหมาย “ประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” (1) ความหมายของประวัติศาสตร์ โดยทั่วไปความหมายของประวัติศาสตร์ที่เรามักเข้าใจหมายถึง เรื่องราวของอดีตที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งมีผู้อธิบายและให้นิยามความหมายคำว่า ประวัติศาสตร์ ต่างๆ กัน และความหมายที่ต่างกันเหล่านี้ทำให้มีวิธีการศึกษา ประวัติศาสตร์แตกต่างกันด้วย นักประวัติศาสตร์สำคัญในสายสกุลโพสิติวิสม์ (Positivism) ที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น โลโอโปลด์ รังเก (Leopold Ranke) นักวิชาการชาวเยอรมัน ผู้ให้ความสำคัญกับการประเมินคุณค่าหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ และถือว่าหน้าที่สำคัญของประวัติศาสตร์คือ ต้องรายงานถึงสิ่งที่ เกิดขึ้นจริงในอดีตและพยายามที่จะถ่ายภาพในอดีตออกมาให้เราเห็นในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ไม่มีสิทธิ์ไปตั้งสมมติฐานและทำนายเหตุการณ์ของอนาคต ดัง คำกล่าวในคำนำหนังสือเล่มแรกของรังเก ที่ว่า “ประวัติศาสตร์ได้รับการยกย่องให้มีหน้าที่พิพากษาอดีต ให้บทเรียน แก่ปัจจุบัน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ยุคอนาคต งานทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ไม่ใฝ่ฝัน ที่จะทำหน้าที่สูงส่งนั้น งานชิ้นนี้ประสงค์เพียงจะแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้น จริงๆ ในอดีตเท่านั้น (to show what actually happened)” 10 10 อ้างใน นิธิ เอียวศรีวงศ์, ประวัติศาสตร์นิพนธ์ตะวันตก, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2525), 159.
9 อี เอช คาร์ (E.H.Carr) ให้ความหมายว่าประวัติศาสตร์ คือเรื่องราว อันต่อเนื่องของการตอบโต้ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับหลักฐานข้อเท็จจริง และบทสนทนาที่ไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างปัจจุบันกับอดีต (History is that it is a continuous process of interaction between the historian and his facts, and unending dialogue between the present and the past.)11 แถมสุข นุ่มนนท์ได้อธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของเหตุการณ์ใน อดีตว่ามนุษย์มีเหตุการณ์และพฤติกรรมของมนุษย์มากมายและเกิดขึ้น ตลอดเวลา ส่วนใหญ่ถูกลืมหรือผ่านไปโดยไม่มีใครสังเกต ฉะนั้นประวัติศาสตร์ จึงต้องอาศัยผู้บันทึก ผู้สังเกต และผู้จดจำสร้างหลักฐานไว้ ดังนั้นประวัติศาสตร์ จึงเป็นเรื่องราวที่ถูกเรียบเรียงขึ้นจึงเป็นเรื่องราวเพียงหนึ่งในร้อยหรือหนึ่งในพัน ที่เกิดขึ้น และไม่แน่เสนอไปว่าจะถูกต้องที่สุดหรือสำคัญที่สุด หากเป็นเพียงเรื่อง ของความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการตีความหมายในทัศนะของ นักประวัติศาสตร์เท่านั้น12 นิธิ เอียวศรีวงศ์กล่าวว่าประวัติศาสตร์ คือการศึกษาความเป็นมา ของมนุษยชาติหรือสังคมใดสังคมหนึ่งตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ถึงอนาคต โดยอาศัย วิธีการที่เป็นที่รู้จักกันว่าวิธีของประวัติศาสตร์ โดยย้ำให้เห็นถึงความสำคัญว่า 11 อ้างใน ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ, แนวคิดและแนวทางการศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: อินทนิล, 2554), 17. 12 แถมสุข นุ่มนนท์, “ประวัติศาสตร์”, ปรัชญาประวัติศาสตร์, รวมและ จัดพิมพ์โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริและ สุชาติ สวัสดิ์ศรี, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการ ตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2527), 26.
10 ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของวิธีการ ไม่ใช่เรื่องเนื้อหาเพียงอย่างเดียว และเมื่อเรา ทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นๆ ได้13 ธงชัย วินิจจะกูล อธิบายและย้ำให้ตระหนักว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่ เพียงเรื่องของการศึกษาอดีตเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างโครงเรื่อง (plot) ของเรื่องราวต่างๆ ที่มีความเชื่อ อุดมการณ์และบรรทัดฐานทางศีลธรรมของ สังคมชุดหนึ่ง และต้องทำความเข้าใจว่าความรู้เกี่ยวกับอดีตนั้นสร้างใหม่ได้ เรื่อยๆ เพราะทัศนะมุมมองของสมัยที่เขียนประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงการศึกษาอดีตแต่ยังหมายถึงอุดมการณ์และ อธิบายความเปลี่ยนแปลง14 เห็นได้ว่าการอธิบายความหมายประวัติศาสตร์ข้างต้น สามารถสรุปได้ ว่าประวัติศาสตร์มีความหมายสำคัญสองประการ คือ ประการแรก หมายถึงทุก สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตของมนุษยชาติ ประการที่สอง หมายถึงบันทึกเรื่องราว การศึกษาค้นคว้า การตรวจสอบ พิจารณา ไตร่ตรอง หรือวินิจฉัยเรื่องราวของ การกระทำของมนุษย์ในอดีตโดยอาศัยหลักฐานที่ยังตกค้างมาถึงปัจจุบัน ตาม ความหมายของประวัติศาสตร์ข้างต้น บ่งบอกถึงหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ว่า นอกจากจะเป็นผู้ศึกษาและเผยแพร่เหตุการณ์ในอดีตแล้ว ยังต้องทำการไต่สวน 13 นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ประวัติศาสตร์คืออะไร” ในงานเสวนาวิชาการ “ประวัติศาสตร์คืออะไร(What is History?)” จัดโดยภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และแผนงานคนไทย 4.0 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, วันที่ 30 มิถุนายน 2564. 14 ธงชัย วินิจจะกูล, ออกนอกขนบประวัติศาสตร์ไทย ว่าด้วย ประวัติศาสตร์นอกขนบและวิธีวิทยาทางเลือก, (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2562).
11 ตีความหมายของเหตุการณ์จากหลักฐานต่างๆ ให้ออกมาเป็นเรื่องราวที่คน ปัจจุบันรับรู้ได้ การศึกษาประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่เน้นรายละเอียดของเหตุการณ์ แต่เป็นการฝึกให้ผู้ศึกษารู้จักคิดหาเหตุและผลของแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลจากหลักฐานต่างๆ (2) ความหมายประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: เป็นความต่างที่ไม่แตกต่าง คำว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (Local History) เป็นคำใหม่ที่เกิดขึ้นใน สังคมไทย ราวต้นทศวรรษ 2510 โดยในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นผู้บุกเบิก ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในแบบวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น สงวน โชติสุขรัตน์ ประมูล อุทัยพันธ์ หวน พินธุพันธ์ฯลฯ ล้วนใช้คำว่า “ประวัติท้องที่” “ตำนานท้องถิ่น” หรือ “ประวัติบ้านเมือง” ในความหมายของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เข้าใจใน ปัจจุบัน ยงยุทธ ชูแว่น กล่าวอธิบายว่านิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจจะเป็นนัก ประวัติศาสตร์คนแรกๆ ที่ใช้คำว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ในความหมาย ประวัติของบ้านเมืองตาม “ท้องถิ่น” ต่างๆ ดังที่ท่านได้เขียนไว้ในคำนำหนังสือ ประวัติศาสตร์อีสาน ของ เติม วิภาคย์พจนกิจ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2513 หลังจากนั้นเราจึงคุ้นเคยกับคำว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” มากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มข้น อันเป็นเงื่อนไขอย่าง หนึ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางขึ้นและเป็น กระแสต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน15 การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น มีความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก สอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ให้ความสำคัญกับความรู้ในเรื่อง 15 ยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, 45.
12 ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นทั้งการปฏิวัติทางการเมืองและการ ปฏิวัติทางภูมิปัญญา ความรู้ทางประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิมถูกท้าทายและเกิด กระแสใหม่ของการศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น ซึ่งกระแสความสนใจใน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ผูกพันอยู่กับอุดมการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ที่เน้น “มวลชน” หรือคนในระดับล่างของสังคม ฉะนั้น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับคน คนใน “ท้องถิ่น” ที่ ไม่ใช่ศูนย์กลาง16กระแสความสนใจในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เฟื่องฟูขึ้นส่งผล ให้มีนักวิชาการหลายท่านได้พยายามให้ความหมาย “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ไว้ในหลายลักษณะ โดยมีสาระสำคัญดังนี้ ศรีศักร วัลลิโภดม ให้ความหมายประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือ ประวัติศาสตร์สังคม ที่แสดงให้เห็นความเป็นมาของผู้คนในท้องถิ่นเดียวกัน ที่ อาจมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดียวกัน ตั้งแต่ 2-3 ชั่วคนสืบลงไป ก็จะเกิดสำนึกร่วมขึ้นเป็นคนในท้องถิ่นเดียวกัน มี จารีต ขนบ ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อและกติกาในทางเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกัน โดยมีพื้นฐานความเชื่อ ศีลธรรม หรือจิตสำนึกว่าเป็นคนถิ่นเดียวกัน17 ท้องถิ่นยังหมายถึงหลายชุมชน หลายหมู่บ้าน ที่อยู่ในเขตการปกครองเดียวกัน 16 ธิดา สาระยา, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น:ประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับสังคม มนุษย์, 9. 17 ศรีศักร วัลลิโภดม, “มาตุภูมิกับชาติภูมิ: ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับ ประวัติศาสตร์แห่งชาติ” ใน สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ),ประวัติศาสตร์แห่งชาติ “ซ่อม” ฉบับเก่า “สร้าง” ฉบับใหม่, (กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, 2549), 16- 18.
13 ในระดับตำบลและอำเภอ ดังนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือการศึกษา ประวัติศาสตร์ของผู้คนในท้องถิ่น โดยมองจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมภายในเป็นสำคัญ การศึกษาเช่นนี้เน้นอดีตมาจนถึง ปัจจุบันโดยแสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมเกิดขึ้นใน ท้องถิ่นหนึ่งๆ ได้อย่างไร สุเทพ สุนทรเภสัช ให้ความหมายว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นว่ามีความ แตกต่างจากประวัติศาสตร์แห่งชาติไม่เหมือนกันทั้งทางด้านเวลาและสถานที่ กล่าวคือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้นจะต้องมีแผนภูมิทางเวลา และการลำดับ เหตุการณ์ของตัวเอง เป็นการศึกษาในระดับจุลภาคโดยสามารถกำหนดขอบเขต หน่วย (พื้นที่) และขอบเขตเวลาของตัวเอง เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และ ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ โดยจะต้องพยายามทำความเข้าใจและถ่ายทอดให้ ผู้อ่านนั้นมองเห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้น เนื้อหาสาระของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือ การศึกษาประวัติศาสตร์สังคมของ ชุมชนท้องถิ่น18 ธิดา สาระยา เป็นนักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่มีบทบาทในการศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้ให้ความหมายของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ออกเป็น 2 นัยยะ นัยยะแรก เป็นการมองประวัติศาสตร์ โดยผ่านกรอบสังคม ฉะนั้น การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมของชุมชน ต่างๆ ในท้องถิ่น ไม่ใช่ศูนย์กลางทางการเมืองแห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ 18 สุเทพ สุนทรเภสัช, มานุษยวิทยากับประวัติศาสตร์(กรุงเทพฯ: เมือง โบราณ, 2548), 68-77.
14 นัยยะที่สอง เป็นการมองประวัติศาสตร์ผ่านระบบการเมืองในสังคม ท้องถิ่น ซึ่งรับอิทธิพลหรือมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับระบบการเมืองจากศูนย์กลาง ตามวิถีทางวัฒนธรรม การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็นการศึกษา ประวัติศาสตร์ “เมือง” คือ ประวัติศาสตร์เฉพาะหน่วยช่วยให้สามารถเข้าใจ สังคมของแต่ละเมือง แตกต่างจากการมองเรื่องให้อยู่ในกรอบระบบการเมืองที่ กว้างใหญ่กว่าเมืองใดเมืองหนึ่งเพียงเมืองเดียว ดังเช่น ประวัติศาสตร์เมือง นครศรีธรรมราชย่อมต่างจากประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราชในกรอบ พงศาวดารอยุธยา เป็นต้น19 นอกจากนี้ธิดายังได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นว่าเป็นวิธีการศึกษาสังคมท้องถิ่น การ เก็บข้อมูลเกี่ยวกับ “คน” หรือ “มวลชน” ในท้องถิ่นซึ่งเป็นส่วนล่างของสังคม จึงจำเป็นต้องอาศัยสหวิทยาการในการตีความหลักฐาน เพื่อครอบคลุมและ สามารถหาคำตอบให้ครอบคลุมสังคมของคนทั้งหมดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็น ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตและมีพลวัต (dynamic) อยู่เสมอหรือใช้คำว่า “ประวัติศาสตร์จากภายใน” (History from the Inside) 20 ด้วยความมุ่งหวัง จะให้ครอบคลุมสังคมของคนทั้งหมดและเพื่อที่จะเข้าใจถึงความเป็นจริงของ ท้องถิ่นนั้นๆ ทั้งนี้สอดคล้องกับ ฉลอง สุนทรวาณิชย์ในประเด็นเรื่องท้องถิ่นกับ การเชื่อมโยงอำนาจรัฐ อธิบายว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นการศึกษา ประวัติศาสตร์สังคมหรือชุมชนที่อยู่นอกศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของรัฐ 19 ธิดา สาระยา, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2529), 79. 20 เรื่องเดียวกัน, 29.
15 เนื่องจากว่าสังคมหรือชุมชนต่างๆ ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ของตนเองไม่ต่างไป จากราชวงศ์กลุ่มคนหรือชนชั้นที่กุมอำนาจรัฐ นอกจากนั้นแล้วประวัติศาสตร์ ของสังคมหรือชุมชนต่างๆ ยังมีบทบาทที่แยกกันไม่ได้จากพัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ของรัฐหรือชุมชนหรือหน่วยงานทางสังคมชุมชนอื่นๆ ทั้งนี้ บทบาทดังกล่าวสำคัญไม่น้อยกว่ากลุ่มหรือชนชั้นที่ถืออำนาจ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็ คือว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยอยุธยาไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของราชวงศ์กรุงศรี อยุธยาอย่างที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารเท่านั้น21 อานันท์ กาญจนพันธุ์ ให้คำอธิบายไปในทิศทางเดียวกับฉลอง ที่เน้น มิติการอธิบายประวัติศาสตร์ผ่านเรื่องอำนาจโดยเห็นว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือการหาพื้นที่ของชุมชนที่อยู่นอกรัฐชาติโดยพิจารณาว่าการเป็นอยู่ของผู้คน เหล่านี้เป็นอย่างไร มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมประเพณี ชาติพันธุ์ โดย การค้นหาผ่านวิธีการศึกษาทางประวัติศาสตร์ อธิบายว่าการศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในระยะแรกนั้น มักจะหมายถึงประวัติศาสตร์เมืองอื่นที่ ไม่ใช่เมืองหลวง ประวัติบุคคลสำคัญในท้องถิ่น และความเป็นมาของสถานที่ สำคัญ ความสนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงมีอยู่เฉพาะท้องถิ่นนั้นๆ ที่จะเข้าใจ อดีตของตนเอง ต่อมาการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้ขยายสู่แวดวงวิชาการ ด้วยส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณที่จำเป็นต้องเข้าใจเอกสาร ท้องถิ่นและวิธีการศึกษาของแต่ละสาขาที่มีข้อจำกัด จึงมีการเปลี่ยนแนวคิด และทิศทางในการศึกษาประวัติศาสตร์ให้มีลักษณะเป็นการข้ามสาขา โดยการ หยิบยืมความรู้ต่างสาขามาใช้ ดังเช่น การศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองของ 21 ฉลอง สุนทรวาณิชย์, “สถานะของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” เศรษฐศาสตร์การเมือง, ปีที่ 5 (ฉบับที่ 3-4, 2529), 138-154.
16 ศูนย์กลางมาเป็นมุมมองด้านอื่นๆ เช่น เน้นด้านประวัติศาสตร์สังคม เน้น ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรม มุมมองเหล่านี้มีส่วน ช่วยให้การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในวงวิชาการ22 ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ เสนอว่า ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นเรื่องราวใน อดีตของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ ผู้คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติและ กับผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน อาจเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือหลายกลุ่ม โดยที่ผู้คน ดังกล่าวมีสำนึกร่วมกัน ผู้คนเหล่านี้ได้เผชิญกับความเปลี่ยนแแปลงต่างๆ ทั้ง สาเหตุอันเนื่องมาจากปัจจัยภายในและภายนอก ได้เกิดการปรับตัวและ ประสบการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตของคนรุ่นต่อมา23 นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอของยงยุทธ ชูแว่น ที่ได้สำรวจพัฒนาการของ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและพยายามให้นิยามความหมายและกำหนด ขอบเขตของการศึกษา เสนอว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นการศึกษาพัฒนาการ ของสังคมหรือชุมชนที่อยู่นอกแบบรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองของรัฐสังคม หรือชุมชนดังกล่าวควรจะศึกษาในลักษณะดังต่อไปนี้ ประการแรก กำหนดขอบเขตการศึกษาออกเป็นหน่วยเฉพาะที่ เหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของผู้ศึกษาว่าต้องการศึกษาในระดับใด เช่น ระดับเมือง หมู่บ้านหรือชุมชนระดับต่างๆ โดยหน่วยทางกายภาพที่จะ ศึกษานับว่าเป็นลักษณะที่สำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 22 อานันท์ กาญจนพันธุ์, ความคิดทางประวัติศาสตร์และศาสตร์ของวิธี คิด: รวมบทความทางประวัติศาสตร์(กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2543). 23 ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ, แนวคิดและแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: อินทนิล, 2554), 28.
17 ประการที่สอง การศึกษาประสบการณ์หรือกิจกรรมในทุกด้านใน ท้องถิ่นที่เป็นหน่วยการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนประวัติศาสตร์ความคิดความรู้สึกต่างๆ หรือเลือกศึกษาเรื่องหนึ่งเรื่อง ใดในหน่วยดังกล่าว แต่ควรเชื่อมโยงให้เห็นว่าประสบการณ์หรือกิจกรรมที่ตน ศึกษานั้นมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวโยงกับบริบทด้านอื่นๆ กันอย่างไร ประการที่สาม การศึกษาถึงความเป็นตัวของตัวเองที่แสดงผ่านมิติ ต่างๆ เพื่อให้เห็นพื้นที่ของการเคลื่อนไหวของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นอัน หลากหลายโดยเป็นกิจกรรมที่ร่วมกันกำหนดขึ้นมาเอง ทั้งนี้การศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การสร้างองค์ความรู้ที่มีความ ชัดเจนโดยประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความทรงจำ ร่วมกันซึ่งจำเป็นต้องมีการทบทวน ปรับปรุงแก้ไขเรียนรู้และถ่ายทอดในชุมชน อย่างต่อเนื่องส่งผลให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา24 จากการทบทวนความหมายของนักวิชาการ สามารถสรุปได้ว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” หมายถึง การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับ หน่วยการศึกษาที่ไม่ได้เน้นประวัติศาสตร์จากอำนาจรัฐส่วนกลาง แต่กำหนดให้ ชุมชนท้องถิ่นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงหรือความ เคลื่อนไหวของวิถีชีวิตผู้คน เหตุการณ์ การกระทำต่างๆ โดยพิจารณาถึงเงื่อนไขที่ สัมพันธ์กับบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจะช่วยขยายเพดานความรู้ที่นำไปสู่การทำความเข้าใจ ประวัติศาสตร์ในภาพรวมทั้งหมด (Total history) ได้อีกด้วย 24 ยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, 293.
18 1.2 บริบทสังคมไทยกับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นกระแสการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เฟื่องฟู อย่างมากในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ในแง่ของอุดมการณ์ทาง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผูกพันอยู่กับอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เน้นมวลชนซึ่ง เป็นคนในระดับล่างของสังคมเพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็น ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับคนในท้องถิ่นที่ไม่ใช่ส่วนกลางท้องถิ่นในสังคมไทย เกือบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมาเกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่มี ความหลากหลายทั้งด้านเนื้อหา ขอบเขต แนวคิดวิธีการ อาจกล่าวได้ว่าความ เปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างมาก คือการมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องราวของชุมชน หมู่บ้านเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนธรรมดา แทนการศึกษาประวัติศาสตร์จังหวัด และเรื่องราวของตัวผู้นำดังที่นิยมกระทำกันในอดีต อีกทั้งกระแสความ เปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในช่วงเวลาหลังยังเน้นการมีส่วนร่วมกับกระบวนการ ศึกษาของประชาชนในฐานะผู้เป็นเจ้าของประวัติศาสตร์ในฐานะความทรงจำ ร่วมของสังคม ส่งผลให้เกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์แบบใหม่ที่เปิดโอกาสการ มีส่วนร่วมและกระบวนการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ท่ามกลางความ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในปัจจุบัน ดังนั้นการทำความเข้าใจกับความ เป็นมา ภูมิหลังบริบทสังคมไทยกับกระแสการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจะ ช่วยทำให้เราเห็นทิศทางและแนวโน้มต่างๆ ตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแบบที่เข้าใจกันในปัจจุบัน ในโลก ตะวันตกมีมาเป็นเวลากว่าศตวรรษ แต่กระแสความสนใจที่ก่อรูปชัดเจนตั้งแต่ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ดังใน ค.ศ. 1948 ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งเป็นสมาคมสำหรับจัดประชุมสัมมนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ต่อมา
19 ใน ค.ศ. 1952 คณะกรรมการจัดประชุมดังกล่าวได้ออกวารสารที่ชื่อว่า Amateur Historian เป็นราย 3 เดือน เพื่อรองรับกิจกรรมนี้วารสารดังกล่าวได้ สืบเนื่องมาในชื่อ Local Historian ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สมาคม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอังกฤษ (British Associations for Local History) กระแสความสนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้ขยายตัวไปสู่สถาบันการศึกษา โดย ใน ค.ศ. 1948 W.G. Hoskins เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งภาควิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ Leicester ประเทศอังกฤษ นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่ง แรกที่เปิดภาควิชาสำหรับการสอนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยเฉพาะ ในสหรัฐอเมริกาความตื่นตัวในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีมา ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างช้า ดังเห็นได้จากกระแสความสนใจที่ เกิดขึ้นครั้งใหญ่ครั้งแรกตั้งแต่ช่วงฉลองวันชาติครบรอบ 100 ปี เมื่อ ค.ศ. 1876 เรื่อยมา ครั้นในช่วงระหว่างทศวรรษ 1960 ความตื่นตัวดังกล่าวนำไปสู่การเก็บ รวบรวมหลักฐานต่างๆ ไว้ในห้องสมุดทั่วไป รายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้รับ การบรรจุลงในหลักสูตรของวิทยาลัยจึงส่งผลกระทบต่อความสนใจ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ขยายการศึกษาลงไปในหน่วยย่อยระดับ ชุมชน ยิ่งกระตุ้นบรรยากาศการเรียนรู้ การทำวิจัยให้มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น โดยหวังว่าจะสร้างประวัติศาสตร์แบบองค์รวมซึ่งครอบคลุมในมิติต่างๆ ของ สังคม สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีส่วนผลักดันให้การศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในโลกตะวันตกมีความสืบเนื่องและมีชีวิตชีวามาจนถึง ปัจจุบันก็คือความก้าวหน้าของการศึกษาประวัติศาสตร์โดยรวม กล่าวคือ การศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ได้พัฒนาไปสู่การ
20 ค้นหาในมิติเศรษฐกิจและสังคม การศึกษาในมิติดังกล่าวมีความซับซ้อนเกี่ยวกับ เรื่องราวต่างๆ มากมายและสัมพันธ์กับหลายศาสตร์สาขาที่จะช่วยเข้าใจ ประสบการณ์หรือกิจกรรมของมนุษย์ได้มากที่สุดการศึกษาในแนวทางใหม่นี้ ได้รับอิทธิพลจากการศึกษาในสำนัก Annales ของฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ ทศวรรษ 1950 และมีผู้สืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ พยายามที่จะสร้างประวัติศาสตร์ทั้งหมด (Total history) ดังนั้นการเลือกหน่วย การศึกษาที่เล็กลงมาในระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่นจึงเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริม ให้การศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งหมดมีความเป็นไปได้25 ในสังคมไทยคำว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” (Local history) เป็นคำ ใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยราวต้นทศวรรษ 2510 กระแสความสนใจ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในสังคมไทยเกิดมาจากเหตุผลที่คล้ายคลึงและแตกต่างไป จากในโลกตะวันตก โดยยงยุทธ ชูแว่น26 ได้เสนอสาเหตุสำคัญที่ทำให้สาขาวิชา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 3 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง การส่งเสริมของรัฐ เป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่สุดและมี ความสืบเนื่องมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 โดยรัฐเข้ามาส่งเสริมสนับสนุน การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก็เพื่อทำให้ประวัติศาสตร์ของชาติมีความเป็น เอกภาพและมั่นคง โดยมีเรื่องราวของท้องถิ่นขยายความยิ่งใหญ่อย่าง สมเหตุสมผล อย่างเช่น การสนับสนุนงบประมาณผ่านทางคณะกรรมการ 25อ่านเพิ่มเติมใน ยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพฯ: ยิปซี กรุ๊ป, 2562), 40-44. 26 เรื่องเดียวกัน, 45-47.
21 วัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อการจัดสัมมนาขึ้นในจังหวัดต่างๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา และมีนโยบายให้ตีพิมพ์ผลงานดังกล่าวออกมา อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบประวัติศาสตร์ของจังหวัดต่างๆ ใน โอกาสหรือวาระวันสำคัญของชาติ ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงเชิงอุดมการณ์ในสังคมไทย เป็นความ เปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับอุดมการณ์หรือกระบวนทัศน์ทางสังคม การเมืองและ ประวัติศาสตร์ กล่าวคือ สังคมหรือชุมชนต่างๆ มีสำนึกในอดีต สำนึกว่าตัวเอง และชุมชนมีความเป็นมาและมีความสำคัญ มีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ เปรียบเสมือนการต่อสู้ทางวาทกรรมในการช่วงชิงพื้นที่ความทรงจำร่วมของ ชุมชนจากประวัติศาสตร์ของชาติ โดยเฉพาะในช่วงยุคเริ่มต้นของการพัฒนา มี กลุ่มนักวิชาการศึกษาวิจัยในท้องถิ่น เพื่อทำความเข้าใจในวิถีชีวิตของผู้คนและ ใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขทั้งในเชิงนโยบาย และการแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ซึ่งมี ผลให้เกิดกระแสการศึกษาที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น” ตลอดจนมี การสนับสนุนแหล่งทุนจากภาครัฐและเอกชนเพิ่มมากขึ้น ปรากฏการณ์ต่างๆ มี ความชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา โดยเนื้อหา ประวัติศาสตร์มุ่งไปที่วัฒนธรรมเกี่ยวกับอำนาจและสิทธิในทรัพยากรของชุมชน เป็นสำคัญ หรืออาจเรียกได้ว่าการศึกษาแนวทางนี้เป็นการปลดปล่อยท้องถิ่น ออกจากการครอบงำของประวัติศาสตร์แห่งชาติ ประการที่สาม ความเปลี่ยนแปลงด้านวิธีวิทยาของการศึกษา ประวัติศาสตร์ กล่าวคือเมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ในระดับสากลมุ่งศึกษาใน มิติเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ทั้งหมด ของสังคม การศึกษาแนวทางนี้จึงสนับสนุนและสอดคล้องกับการค้นคว้าใน
22 หน่วยย่อยระดับชุมชนท้องถิ่น ใช้วิธีการศึกษาจากภาคสนามอย่างจริงจัง ประกอบกับนำแนวคิดเชิงทฤษฎีมาช่วยอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็น วิธีการศึกษาที่ก้าวหน้าจนเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ ว่าความก้าวหน้าในแง่วิธีการศึกษานั้นได้มีส่วนช่วยผลักดันให้การศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นขยายตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่าความสนใจเรื่องราวของท้องถิ่นในมิติประวัติศาสตร์ยังขยาย ไปยังสาขาวิชาต่างๆของสังคมศาสตร์ ดังปรากฏชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีการก่อตั้ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือ The Thailand Research Fund (TRF) ใน พ.ศ. 2535 และต่อมาตั้งฝ่ายชุมชนขึ้นใน พ.ศ. 2539 ซึ่งมี วัตถุประสงค์เชิงพัฒนาเพื่อเสริมสร้างให้เกิดความเข้มแข็งทั่วประเทศด้วยการ สนับสนุนทุนการวิจัยแก่นักวิชาการในสถาบันการศึกษาและนักวิจัยท้องถิ่น ตลอดจนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ซึ่งมีหลายมาตราที่เอื้อต่อการสร้างสำนึกท้องถิ่นนิยม ดังเช่น มาตราที่ 46 ที่กำหนดให้ “บุคคลที่รวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั่งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์ พื้นฟู จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือ วัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ” มาตราที่ 56 “สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการ บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลาย ทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ อยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง”
23 รวมทั้งกระแสการเรียกร้อง “สิทธิชุมชน” “ความหลากหลายทางชาติ พันธุ์” และ “สังคมพหุวัฒนธรรม” ที่เป็นระบบคุณค่าสากลได้แพร่ขยายในแวด วงวิชาการและเข้าสู่สังคมไทยพร้อมกับกระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่ส่งผลให้เกิด ความคึกคักในการศึกษาเรื่องราวของประวัติศาสตร์ชุมชนหมู่บ้านและกลุ่มชาติ พันธุ์เป็นอย่างมาก อีกทั้งแนวโน้มในปัจจุบันทั้งภาครัฐและประชาชนต่างให้ ความสำคัญกับเรื่องราวของท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เป็นต้นทุนทาง วัฒนธรรมในการสร้างเรื่องราว พัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ เห็นได้ว่าความรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงมี ความสำคัญทั้งในทางวิชาการและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม 1.3 หน่วยและขอบเขตการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือการศึกษาประวัติศาสตร์สังคม หรือชุมชนที่อยู่นอกศูนย์อำนาจทางการเมืองของรัฐ เป็นการมองประวัติศาสตร์ ผ่านคนในสังคมและให้ความสำคัญกับประสบการณ์ต่างๆ หรือกิจกรรมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นการกำหนดขอบเขต ทางด้านกายภาพหรือหน่วยสำหรับการศึกษาจึงมีความจำเป็นในอันดับแรก ยง ยุทธ ชูแว่น ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องการกำหนดหน่วยในการศึกษา ประวัติศาสตร์ที่ผู้ศึกษามักมองไม่เห็นและไม่ให้ความสำคัญเนื่องจากว่ามองไม่ เห็นความสำคัญและความหมายที่แท้จริงของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ การศึกษาในช่วงแรก จึงมักกำหนดตามขอบเขตของจังหวัดหรืออำเภอปัจจุบัน ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาพอสมควร ทั้งนี้เพราะว่าสิ่งดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นเพื่อความ
24 สะดวกในการปกครองของกระทรวงมหาดไทยเมื่อประมาณ 100 ปีมานี้เอง27 การกำหนดขอบเขตเช่นนี้นับว่าไม่สอดคล้องกับพัฒนาการด้านต่างๆ อันเป็นวิถี ชีวิตของท้องถิ่นนั้นๆ เพราะพัฒนาการทางด้านท้องถิ่นในอดีตมักก้าวข้ามเขต แดนการปกครอง ฉลอง สุนทราวาณิชย์28กล่าวถึงการกำหนดขอบเขตหน่วยที่ใช้ใน การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นว่ามีลักษณะยืดหยุ่นสูง เพราะคำว่า “ท้องถิ่น” ไม่ได้มีความหมายของพื้นที่แน่นอนสม่ำเสมอ ในลักษณะเช่นนี้ประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นจึงมีความแตกต่างจากประวัติศาสตร์ของรัฐ เพราะหน่วยที่ใช้ใน การศึกษาประวัติศาสตร์ของรัฐมีความแน่นอนตายตัวที่ถูกกำหนดมาจากอำนาจ ทางการเมืองของรัฐในแต่ละสมัย ในทางตรงกันข้ามหน่วยของ “ท้องถิ่น” ที่ใช้ สำหรับศึกษาประวัติศาสตร์มีขนาดที่แตกต่างหลากหลาย “ท้องถิ่น” เป็นได้ทั้ง หมู่บ้าน เมือง ชุมชน ลุ่มแม่น้ำ กลุ่มอาชีพ เครือข่ายทางสังคม ฯลฯ เห็นได้ว่า หน่วยและขอบเขตการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษากำหนดขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา หรืออาจกล่าวได้ว่าหน่วยของ การศึกษาย่อมสัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายของการศึกษา ดังนั้นผู้ศึกษาจึงกำหนด หน่วยและขอบเขตของการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้จากการพิจารณา จุดมุ่งหมายของการศึกษา นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้อธิบายจุดมุ่งหมายของการศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น คือ การทำความเข้าใจในความหลากหลายของวิถีวัฒนธรรม ประสบการณ์และระบบที่แตกต่างกันของชุมชนต่างๆ ความหลากหลายของ 27 ยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, 293-294. 28 เรื่องเดียวกัน, 281.
25 ชุมชนนั้นนับได้ตั้งแต่ในระดับหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ภาคที่มีจุดร่วมทาง วัฒนธรรมและประสบการณ์ในอดีตร่วมกัน ดังนั้นขอบเขตของการศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงไม่ตายตัวแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ศึกษาต้องการทำความ เข้าใจในประเด็นอะไร ท้องถิ่น อันเป็นขอบเขตการศึกษาก็จะปรากฏขึ้นเอง29 ดังเช่น หากผู้ศึกษาต้องการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของระบบ เศรษฐกิจชุมชน ขอบเขตที่เป็นหน่วยการศึกษาก็อาจเป็นหมู่บ้านหรือชุมชน หนึ่งๆ เท่านั้น ดังนั้นการกำหนดขอบเขตประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงควรพิจารณาจาก ลักษณะของความสัมพันธ์ทางด้านสังคมและวัฒนธรรมที่มีพัฒนาการอย่าง ต่อเนื่องยาวนานพอสมควรจนมองเห็นความพิเศษบางอย่างของท้องถิ่นนั้นๆ ได้ ซึ่งได้อธิบายขอบเขตของการศึกษาออกได้อย่างน้อย 2 แบบ คือ การศึกษา ประวัติศาสตร์เมือง และ การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น30 (1) การศึกษาประวัติศาสตร์เมือง นับเป็นหน่วยการศึกษาที่ยึดถือกันมานานแล้ว โดยเมืองในที่นี้หมายถึง ในสมัยจารีตที่อาจพัฒนามาจากชุมชนโบราณหรือเมืองที่สร้างขึ้นภายหลังจากที่ รัฐไทยมีบทบาทขึ้นมาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง อย่างน้อยตั้งแต่ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมืองต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองหรืออยู่ ภายใต้อิทธิพลของส่วนกลาง แม้ว่าแต่เดิมนั้นอาจเคยเป็นศูนย์กลางมาก่อนก็ ตาม ตัวอย่างเช่น นครศรีธรรมราชเคยเป็นศูนย์กลางสำคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้น และเมื่อนครศรีธรรมราชยอมรับอำนาจของ 29 ยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, 282. 30 ดูเพิ่มเติมในยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, 293-299.
26 ศูนย์กลางของรัฐไทยในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ด้วยเหตุดังนั้นตั้งแต่ระยะนี้เป็น ต้นไปนครศรีธรรมราชจึงมีฐานะเป็นท้องถิ่นแห่งหนึ่งของรัฐไทย มีสถานะ เช่นเดียวกับหัวเมืองน้อยใหญ่อื่นในพระราชอาณาจักร (2) การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนในฐานะที่เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น นับว่าเป็นเนื้อหาหรือประเด็นใหม่ในสังคมไทยดังกล่าวมาแล้วข้างต้นการ กำหนดขอบเขตทางด้านกายภาพของชุมชนขึ้นมา ขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยใน การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้นทำได้ยากกว่าการศึกษาเรื่องราวของเมืองใน ประเด็นแรก เพราะชุมชนท้องถิ่นมีกระจายอยู่ทั่วไปและมีขอบเขตข้าม พรมแดน ตำบล อำเภอและจังหวัดในปัจจุบัน นอกจากนี้ชุมชนดังกล่าวถ้ามอง จากปัจจุบันแล้วยังมีลักษณะภายนอกที่ใกล้เคียงกันจนไม่อาจแยกออกเป็น ท้องถิ่นอย่างเอกเทศได้ อย่างไรก็ตามถ้าเราพิจารณาจากลักษณะและระบบความสัมพันธ์ทาง สังคมและวัฒนธรรมในอดีตพบว่าสามารถกำหนดขอบเขตทางกายภาพของ ชุมชนท้องถิ่นได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมีอาณาบริเวณที่กว้างขวางพอสมควรตลอดจน ได้ครอบคลุมทั้งพื้นที่วิถีชีวิตผู้คนไว้จำนวนมากและหลากหลาย ท้องถิ่นดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอาจใช้เวลาในการลงไปทำความรู้จักโดยอาจเริ่มต้น จากระดับจุลภาคที่เป็นหมู่บ้านหรือชุมชนเล็กๆ จากนั้นจึงมองหาความสัมพันธ์ ของชุมชนในด้านต่างๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน วัฒนธรรม จารีตประเพณี ร่วมกัน และในที่สุดก็สามารถกำหนดขอบเขตของชุมชนในระดับท้องถิ่นได้โดย ลักษณะดังกล่าวนี้การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจึงสามารถกำหนด ขอบเขตทางด้านกายภาพ หรือ หน่วยสำหรับการศึกษาได้อย่างน้อย 3 ระดับ
27 ด้วยกัน คือ ระดับบ้านหรือหมู่บ้าน ระดับชุมชน และระดับเครือข่ายชุมชน ท้องถิ่น 1) การศึกษาระดับบ้านหรือหมู่บ้าน นับเป็นหน่วยการศึกษาระดับที่ เล็กที่สุด บ้านหรือหมู่บ้านคือรากฐานอันเก่าแก่ของสังคมที่มีมาโดยธรรมชาติ อยู่แล้ว การตั้งบ้านเรือนของที่คนในอดีตย่อมรวมกันในหมู่เครือญาติและมิตร สหายซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ของทุกคนที่มีความใกล้ชิด ถึงย่อมคือ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ร่วมกันซึ่งก็คือกิจกรรมในการดำรงชีวิต มีระบบ ความสัมพันธ์แบบครอบครัวเครือญาติมีการแลกเปลี่ยนพึ่งพา รวมทั้งความ ขัดแย้งต่างๆ สำหรับเนื้อหาที่จะศึกษาได้ในระดับนี้จะเป็นเรื่องราวของ ประวัติศาสตร์ครอบครัวหรือหมู่บ้านที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการอพยพการตั้ง ถิ่นฐานสายสัมพันธ์ของเครือญาติการทำมาหากิน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรค ในการดำเนินชีวิต การศึกษาประวัติศาสตร์ในระดับบ้านหรือหมู่บ้านนี้นับเป็น สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและเหมาะสมที่จะใช้เป็นหน่วยในการเริ่มต้นศึกษา 2) การศึกษาระดับชุมชน เป็นหน่วยการศึกษาระดับกลางขนาดกลาง ที่ประกอบด้วยเครือข่ายหลายๆ หมู่บ้านรวมกัน หมู่บ้านดังกล่าวนี้มักจะตั้งถิ่น ฐานอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศเดียวกัน จึงมีการทำมาหากินหรือ ประกอบอาชีพเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น ชุมชนชาวนา ชุมชนชาวประมง ชุมชนในเขตป่าเขา หรือชุมชนในเขตป่าพรุ เป็นต้น นอกจากนี้การศึกษาใน ระดับดังกล่าว หมายรวมไปถึงชุมชนที่มีศูนย์กลางระดับย่านหรือตลาดที่ตั้งอยู่ ในเมืองขนาดใหญ่และชุมชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์อีกด้วย การศึกษาในระดับชุมชนที่มีขอบเขตไม่กว้างขวางมากนักดังกล่าว เป็น สิ่งที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้มากโดยเฉพาะสำหรับทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น
28 ในระดับในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่ยังขาดเอกสารในลักษณะประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นอยู่เป็นอันมาก สำหรับเนื้อหาที่ควรศึกษาในระดับนี้ประกอบไปด้วย เรื่องการตั้งถิ่นฐาน การทำมาหากิน การเมืองวัฒนธรรม ความสัมพันธ์กับ ภายนอก ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการศึกษา เพราะเรื่องดังกล่าวจะโยงไปสู่การ ใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางสังคม สิทธิชุมชน อำนาจ และภูมิ ปัญญาต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถศึกษาทางด้านความคิดและความรู้สึกที่ ประชาชนมีต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังได้กล่าวแล้วว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ระดับชุมชนนี้เป็นการศึกษา ในพื้นที่ไม่กว้างขวางมากนักจึงมีความเป็นไปได้ที่จะศึกษาให้เห็นถึง ประสบการณ์หรือกิจกรรมในทุกๆ ด้านของประชาชนอย่างเป็นองค์รวม (Holistic) ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นแล้ว จะทำให้เราสามารถมองเห็นและเข้าใจวิถีชีวิต ของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นที่หลากหลายได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้าน 3) การศึกษาระดับเครือข่ายชุมชน-ท้องถิ่น นับเป็นการศึกษาใน ขอบเขตหรือหน่วยที่ใหญ่ที่สุด หน่วยการศึกษาในระดับนี้ พิจารณาจาก เครือข่ายของหลายๆ ชุมชนที่มีความสัมพันธ์และพึ่งพาอาศัยกันทางด้าน เศรษฐกิจ อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตจนเกิดเป็นระบบความสัมพันธ์ ทางสังคมที่ลงตัวในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ภายในระบบเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น หรือหน่วยการศึกษาดังกล่าวจึงประกอบไปด้วยชุมชนที่มีความแตกต่าง หลากหลายทางด้านสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ อันจะเป็นพื้นฐานต่อการ ผลิตในแต่ละชุมชนและด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ชุมชนต่างก็พึ่งพาอาศัย แลกเปลี่ยนทางด้านเศรษฐกิจซึ่งกันและกัน เช่น ชุมชนชาวประมงแลกเปลี่ยน กับชุมชนชาวนา ชุมชนชาวนาแลกเปลี่ยนกับชุมชนในบริเวณป่าเขา เป็นต้น
29 ขณะเดียวกันภายในเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นก็อาจจะเกิดชุมชนขนาดใหญ่ที่ พัฒนาขึ้นมาเป็นเมืองสมัยใหม่ได้ ด้วยลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้เกิดการสร้างสรรค์ทางด้าน สังคมวัฒนธรรมมีลักษณะที่เป็นของท้องถิ่นนั้นหรือมีลักษณะร่วมกับท้องถิ่น อื่นๆ แต่ก็จะมีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างใน แต่ละท้องถิ่นจนกลายเป็นอัต ลักษณ์เฉพาะตัวทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและบริบทด้านต่างๆ จากความหมายดังกล่าวมานี้ หน่วยของการศึกษาในระดับเครือข่าย ชุมชน-ท้องถิ่น จึงมีขอบเขตที่กว้างใหญ่พอสมควร เช่น บริเวณลุ่มน้ำ หุบเขา หรืออาจเป็นระดับที่เรียกว่าอนุภูมิภาคก็ได้ การกำหนดขอบเขตโดยอาศัยจาก ฐานของระบบความสัมพันธ์สังคมและวัฒนธรรมดังกล่าวแล้ว ยังต้องตระหนัก ว่า ขอบเขตดังกล่าวยังมีความสัมพันธ์กับท้องถิ่นอื่นๆ ไม่ใช่หยุดนิ่งตายตัว หากแต่มีความยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวอยู่ในแต่ละช่วงเวลาเช่นเดียวกัน เช่น ในช่วงเวลาหนึ่งเครือข่ายชุมชนอาจอยู่ในพื้นที่ไม่กว้างใหญ่มากนัก ต่อมา เครือข่ายดังกล่าวอาจขยายใหญ่มากขึ้นหรือเป็นในลักษณะที่หดแคบเข้ามาซึ่ง ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยและเงื่อนไขอันสลับซับซ้อนในแต่ละช่วงเวลา และด้วยเหตุ ดังนั้นการค้นหาขอบเขตหรือ “หน่วย” ของการศึกษาในระดับนี้ผู้ศึกษาจึงต้อง ลงไปทำความรู้จักกับชุมชนอย่างละเอียดในเบื้องต้นก่อน จากนั้น “หน่วย” การศึกษาจึงจะเริ่มปรากฏให้เห็นซึ่งผู้ศึกษาจะต้องเชื่อมโยงและค้นหาต่อไปจน มองเห็น “ระบบความสัมพันธ์” ที่ชัดเจนขึ้นตามลำดับ สำหรับด้านเนื้อหานั้น เนื่องจากเป็นหน่วยวิเคราะห์ที่กว้างใหญ่และ ประกอบไปด้วยชุมชนที่มีความแตกต่างหลากหลายที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังกล่าว ด้วยเหตุนี้การศึกษาให้เห็นเป็นภาพรวมทั้งหมดดังกล่าวดังเช่นกรณี
30 ของชุมชนหนึ่งชุมชนใดดังที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า เพราะต้อง ใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก อย่างไรก็ตามการศึกษาในระดับเครือข่าย ชุมชนท้องถิ่นนี้ อาจเริ่มต้นจากเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่ผู้ศึกษามีความถนัดก็ได้แต่ ต้องมองเห็นระบบของ “หน่วย” ที่ศึกษา เช่น ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคมวัฒนธรรม ระบบนิเวศหรือการศึกษาพัฒนาการของ “เมือง” ใน ท้องถิ่นดังกล่าวก็ได้ แต่ทั้งนี้ผู้ศึกษาควรสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า แม้เราจะแยก ระบบของการจัดตั้งออกเป็นส่วนๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศาสนา ฯลฯ ล้วนมีความสัมพันธ์กันเองอย่างแนบแน่น การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในระดับเครือข่ายชุมชนที่มีขอบเขต ทางกายภาพหรือหน่วยที่กว้างขวางดังกล่าวนี้ ถ้าสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมหรือ ประสบการณ์ทุกด้านของประชาชนในท้องถิ่นให้เห็นประวัติศาสตร์ทั้งหมดได้ แล้วจะทำให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่สามารถสื่อสารกับผู้คนทั้งในท้องถิ่นและสังคม ทั่วไปและเป็นประโยชน์สามารถรับใช้ชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่าง แท้จริง 1.4 แนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ได้มีความหมายเพียงการศึกษาอดีตที่เป็น เรื่องราวและจบสิ้นลงไป หากแต่ประวัติศาสตร์สนใจเรื่องราวของอดีตในมิติของ เวลาและการคลี่คลายเปลี่ยนแปลงของสังคมในอดีตดังกล่าวหรืออาจเรียกได้ว่า เป็นการศึกษาในมิติประวัติศาสตร์ ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ย่อม หมายถึงการศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของผู้คนใน “ท้องถิ่น” หนึ่งๆ ในแต่ละ ช่วงเวลาหรือยุคสมัยว่าพวกเขาเหล่านั้นมีประสบการณ์อย่างไร พฤติกรรมทาง
31 สังคมที่แสดงออกมาดังกล่าวย่อมหมายถึงความสัมพันธ์เชิงโต้ตอบกันระหว่าง ผู้คนกับบริบททางสังคมในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งล้วนขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในและ ภายนอกเข้ามาเป็นเงื่อนไขกำหนดพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งในแต่ละ ท้องถิ่นมีขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงหรือคลี่คลายแตกต่างกันไป การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีหลายเรื่องที่น่าศึกษา ทั้งเรื่องประวัติ ความเป็นมา ความเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวของท้องถิ่นของตัวเองหรือ ท้องถิ่นอื่นที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้งอาจเป็นประเด็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องระหว่าง ท้องถิ่นกับประวัติศาสตร์ชาติหรือประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยการสืบค้น ค้นคว้า เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมเพื่อทำความเข้าใจจากหลักฐาน ประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ ระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ได้มีความ แตกต่างจากการศึกษาประวัติศาสตร์โดยทั่วไป ยงยุทธ ชูแว่น ได้อธิบายถึง แนวความคิดพื้นฐานในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ต้องให้ความสนใจและ คำนึงถึงตลอดเวลา เพราะเป็นเสมือนกรอบที่ช่วยให้สามารถศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้อย่างมีทิศทางอันเหมาะสมและเป็นศาสตร์ที่มี คุณลักษณะเฉพาะของตัวเอง อย่างน้อย 3 ประการ ดังนี้31 (1) สำนึกการมีอยู่ตลอดเวลาของ “ท้องถิ่น” ในอดีต กล่าวคือ ต้อง ให้ความสำคัญกับท้องถิ่นที่มีลักษณะพัฒนาการเป็นของตนเอง ไม่ใช่การมอง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เป็นไปตามเงื่อนไขของประวัติศาสตร์ของรัฐหรือของ ชาติเท่านั้น ด้วยในความเป็นจริง ท้องถิ่นต่างๆ ย่อมมีชีวิตของตนเอง มีกำเนิด พัฒนาการทางด้านต่างๆ ตัวอย่างเช่น การสร้างสะพานเชื่อมคลองกับถนนสาย หลัก ไม่มีความสำคัญหรือส่งผลกระทบต่อรัฐชาติแต่เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผล 31 ยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, 302.
32 กระทบอย่างมากต่อผู้คนในชุมชน เพราะทำให้เกิดการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งการ คมนาคมที่สะดวกรวดเร็วขึ้น ขนส่ง เคลื่อนย้ายผู้คนและส่งของ เช่น แรงงาน ภายในชุมชนสามารถออกไปหางานทำภายนอก หรือแม้กระทั่งการเข้ามาของ พ่อค้าคนกลางหรือนายทุนจากภายนอกสามารถเข้ามาในพื้นที่ได้ง่ายและ สะดวกรวดเร็วขึ้น จะเห็นได้ว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้กระทบต่อชีวิตในท้องถิ่นทั้งสิ้น ดังนั้น เรื่องราวความเป็นมาของผู้คนใน ท้องถิ่น หรือที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งมีความสืบเนื่องเปลี่ยนแปลงจากอดีต ควรมีเนื้อหาและคำถามพื้นฐานที่ต้อง คำนึงอยู่อย่างน้อย 4 ประเด็น ดังนี้ 1) การเมือง ท้องถิ่นที่เราเลือกศึกษามีการแบ่งสรรอำนาจทาง การเมืองกันอย่างไร อำนาจดังกล่าวมีที่มาอย่างไร สืบทอด และมีความ เปลี่ยนแปลงอย่างไร 2) สังคม ท้องถิ่นมีการรวมกลุ่มทางสังคมในรูปแบบต่างๆ สถานภาพ ของกลุ่มต่างๆ เป็นอย่างไร ปัจจัยและรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคม มีลักษณะ อย่างไร 3) เศรษฐกิจ ท้องถิ่นมีระบบการผลิต รูปแบบการทำมาหากินเป็น อย่างไร มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร หรือมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การแลกเปลี่ยน การใช้ปัจจัยการผลิต การเคลื่อนย้ายทุน แรงงานการผลิต หรือ การกระจายผลผลิตเป็นอย่างไร 4) วัฒนธรรม ท้องถิ่นมีการสร้างสรรค์วัฒนธรรมอะไร ปัจจัยที่ช่วย ส่งเสริมหรือสนับสนุนการธำรงรักษาวัฒนธรรม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทาง
33 วัฒนธรรม รวมทั้งปัจจัยจากภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยน ปรับตัวทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น เป็นต้น ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงคำถามที่วางไว้อย่างกว้างๆ เท่านั้น แต่ ในความเป็นจริง ผู้ศึกษาสามารถตั้งคำถามที่มีความยืดหยุ่นไปตามเงื่อนไข บริบทต่างๆ ในแต่ละท้องถิ่น อีกทั้งต้องทำความเข้าใจว่าการมีอยู่ของท้องถิ่นที่ แยกเนื้อหาออกเป็นด้านๆ คือ การเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ล้วนมี ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นและส่งผลต่อกันอย่างแยกไม่ออก แม้ว่าเราสนใจศึกษากิจกรรมด้านหนึ่งด้านใด เช่น เศรษฐกิจ แต่ผู้ศึกษาควร สำนึกอยู่เสมอว่ากิจกรรมหรือประเด็นเนื้อหาที่ศึกษานั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดๆ หากเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของกิจกรรมด้านอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา32 (2) ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่น กับ ศูนย์กลาง และท้องถิ่นอื่นๆ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต้องคำนึงถึงประเด็นเรื่องความสัมพันธ์โดย สามารถแยกทำความเข้าใจได้เป็น 2 ระดับ ดังนี้ 1) ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่น กับ รัฐไทย และศูนย์กลางอำนาจอื่น โดยเฉพาะในกรณีศึกษาประวัติศาสตร์เมืองสมัยจารีต มองเห็นความสัมพันธ์ ระหว่างท้องถิ่นกับศูนย์กลาง อย่างน้อย 2 ลักษณะ คือ ความสัมพันธ์ที่ท้องถิ่น ขึ้นต่อศูนย์กลางโดยตรงและความสัมพันธ์ในลักษณะที่ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระ หรือกึ่งอิสระ ทั้งนี้เนื่องจากหัวเมืองที่อยู่ใกล้ชิดศูนย์กลางย่อมถูกกำหนดจากรัฐ มากกว่าท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น กรณีหัวเมืองในภาคอีสาน ภาคใต้ หรือบริเวณชายขอบต่างๆ นอกจากนี้ยังต้องทำความเข้าใจว่าบรรดาหัวเมืองที่ 32 นิธิ เอียวศรีวงศ์, ว่าด้วย “การเมือง” ของประวัติศาสตร์และความทรง จำ, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2545).
34 ห่างไกลและมีอิสระในระดับต่างๆ จากรัฐไทย ยังมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่นและ กับศูนย์อำนาจภายนอกต่างๆ อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ และสถานภาพทางด้านการเมือง ดังเช่น กรณีหัวเมืองในเขตภาคเหนือตอนล่าง ย่อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของล้านนา แต่ใน บางเวลากลับยอมรับอำนาจของรัฐอยุธยาไปพร้อมๆ กัน เป็นต้น หรือภายใต้ บริบทรัฐสมัยใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับรัฐย่อมมีความใกล้ชิดมากขึ้น แต่ไม่อาจทั่วถึงทุกท้องถิ่น ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของระยะทางและ ลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น 2) ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่น กับ ท้องถิ่นอื่น ประเด็น ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นนั้นมีความสำคัญมากในการศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจมิติความสัมพันธ์ที่มีทั้งเป็นอิสระซึ่งกันและกัน และ มีอำนาจเหนืออีกท้องถิ่นหนึ่ง อีกทั้งมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดไม่ใช่เป็นสิ่งสถิต อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ดังนั้นการที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีความรู้ ประวัติศาสตร์ในภาพรวมที่เป็นบริบทของท้องถิ่น จะช่วยให้มีความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญทั้งในระดับประวัติศาสตร์แห่งชาติและท้องถิ่นใกล้เคียง ตัวอย่างเช่น การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นหนึ่งในเขตที่ราบลุ่มน้ำแม่ กลอง เราจำเป็นต้องรู้ว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรที่เกิดขึ้นบ้าง เช่น เหตุการณ์ สงคราม การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ การขุดคลอง การปฏิรูป การปกครองส่วนภูมิภาค การสร้างเส้นทางรถไฟ การสร้างถนน ฯลฯ ในช่วง เวลาที่เราสนใจศึกษาซึ่งผลกระทบดังกล่าวย่อมส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลง ท้องถิ่นที่เราศึกษาทั้งทางตรงและทางอ้อม
35 รวมถึงการศึกษาความสัมพันธ์ของปัจเจก กล่าวคือ การรวมกันเป็น สังคมเกิดขึ้นเพราะความทรงจำร่วมกันว่ามีความสัมพันธ์ในเรื่องต่างๆ ว่า อย่างไร ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องของการศึกษาความสัมพันธ์ ของผู้คนในมิติต่างๆ ที่มีต่อกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของนากับผู้เช่านา ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้ากับลูกค้า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้น้ำเหมืองฝายร่วมกัน เป็นต้น (3) ความเปลี่ยนแปลงและการคลี่คลายที่ให้ความสำคัญกับปัจจัย ภายใน ประวัติศาสตร์เป็นการศึกษาเรื่องความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพราะความ เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เสมอ การเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งสิ่งที่ดีกว่า หรือบางครั้งการเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งสิ่งที่ทำให้มนุษย์หรือสังคมถดถอยลง หรือ บางครั้งการเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งการสูญเสียอำนาจทางการเมืองและอำนาจ ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งผลประโยชน์อื่นๆ33 สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงอาจ เนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก แต่การศึกษา ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามักให้ความสำคัญต่อบทบาทของผู้นำที่อิงกับศูนย์กลาง หรือ สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับรัฐไทย แต่ในการศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจำเป็นต้องพิจารณาบทบาทของผู้คนทุกกลุ่มในระบบ ต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ทั้งในท้องถิ่นเองและภายนอก อย่างไรก็ตามผู้ศึกษาควร มองว่าปัจจัยเหล่านั้นมีผลต่อสังคมทั้งหมดของท้องถิ่นที่ศึกษาอย่างไร อีกทั้งยัง ได้ปรับตัวเพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร ดังนั้นการศึกษาความ 33 ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ, แนวคิดและแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น, 112.
36 เปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่มุ่งไปที่สาเหตุหนึ่งสาเหตุใดโดยเฉพาะและไม่ได้หาเพียง ข้อสรุปของความเปลี่ยนแปลง แต่จะต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยหลายอย่างที่ เกี่ยวข้องกันอย่าง สลับซับซ้อน ซึ่งส่งผลต่อการคลี่คลายของสังคม34 นอกจากนี้เราต้องศึกษาเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็น สาระของปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นจากอะไร ตัวอย่างเช่น ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเกิด ปรากฏการณ์ชาวนาเปลี่ยนจากการทำนาเพื่อบริโภคมาสู่การทำนาเพื่อขาย และเมื่อพิจารณาพบว่าเกิดจากบริบทการขยายตัวของตลาดการค้าข้าวใน ต่างประเทศและแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ที่เน้นนโยบายสนับสนุนการทำนาเชิง พาณิชย์ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรงสีและพ่อค้ารับซื้อข้าวในท้องถิ่น การเกิดพ่อค้าขาย ปัจจัยการผลิตสมัยใหม่ และทางราชการสนับสนุนการทำนาแบบใหม่ เห็นได้ว่า แนวทางการศึกษาประว ัติ ศาสต ร์ ท้ อง ถิ ่นทั ้งสามป ระก า ร นั้ น ทำให้การศึกษาท้องถิ่นมีความเคลื่อนไหวหรือมีพลวัต ไม่โดดเดี่ยวและท้องถิ่น นั้นเป็นหน่วยการเมืองที่มีอำนาจในการเลือกรับ คัดสรร ประนีประนอมหรือ ต่อต้านผ่านวิธีการที่เหมาะสม 34 ยงยุทธ ชูแว่น, ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย, 319.
37 สรุป ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคือการศึกษารวบรวม และวิเคราะห์เรื่องราวใน อดีต เป็นประวัติศาสตร์ที่มองเห็นถึงความเคลื่อนตัวของผู้คนที่ไม่ได้เน้น ประวัติศาสตร์จากอำนาจรัฐส่วนกลางเพียงอย่างเดียวแต่อย่างไรก็ตามขอบเขต หรือหน่วยการศึกษาในงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ว่าจะกำหนดขอบเขต ระดับ เมือง หมู่บ้าน หรือเครือข่ายความสัมพันธ์ของสังคมในรูปแบบต่างๆ ก็ตาม ไม่ ควรมองว่าเป็นสิ่งที่อยู่อย่างโดดๆ มีพัฒนาการที่เฉพาะตนเองมาจากภายใน เท่านั้น หากแต่ต้องมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระดับมหาภาคหรือรัฐประเทศ ที่มี การเคลื่อนไหวปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่เห็นที่เป็นอยู่หรือมีความ เปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้นในระดับท้องถิ่นเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ทั้งจากภายในและ ภายนอก
39 บทที่ 2 พัฒนาการการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของไทย การเขียนงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ผ่านมาในแต่ละช่วงเวลาปรากฏ ในหลากหลายรูปแบบทั้งที่เป็นตำนาน นิทานพื้นบ้าน ต่อมาพัฒนาเป็นบันทึก การตรวจราชการที่แสดงถึงเรื่องราวของประชาชนสามัญ เรื่องราวของผู้คน ท้องถิ่น สถานที่ รวมทั้งการเขียนเป็นงานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งในแต่ละ ช่วงเวลามีเงื่อนไขปัจจัยและบริบทที่ส่งผลต่อพัฒนาการการศึกษา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของไทยแตกต่างกันออกไป ในบทนี้ต้องการอธิบายและ ทบทวนสถานภาพการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทั้งในช่วงก่อนทศวรรษ 2500 และหลัง พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นช่วงของความตื่นตัวและการวางรากฐานสำคัญต่อ การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 2.1 สถานภาพการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทยก่อนทศวรรษ 2500 การเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก่อนทศวรรษ 2500 มีลักษณะการ เขียนประวัติศาสตร์แบบจารีต งานเขียนรุ่นแรกๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนาน นิยาย เรื่องเล่า นิทาน ต่อมาการเขียนประวัติศาสตร์ได้รับอิทธิพลพงศาวดาร โดยให้ความสำคัญกับท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับศูนย์กลางอำนาจส่วนกลาง รวมถึง มุ่งเน้นบรรยายถึงกลุ่มผู้ปกครองเมือง ดังเช่น กรณีประวัติศาสตร์อีสาน งาน เขียนเกี่ยวกับท้องถิ่นในระยะแรกๆ มักเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับวรรณกรรม
40 ประเพณีและโบราณคดีอีสานมากกว่าที่จะเป็นงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่น1 นอกจากนี้ยังมีงานเขียนที่เกี่ยวข้องและให้ความสนใจกับเรื่องราวในท้องถิ่น และต่อมาได้กลายเป็นข้อมูลหลักฐานที่สำคัญของท้องถิ่น ได้แก่ เอกสารการ ปกครอง รายงานตรวจราชการ คำให้การเชลยศึก บันทึกการเดินทัพ รวมทั้ง จารีตในการเขียนหรือการชำระพระราชพงศาวดารปรากฏเนื้อหาเกี่ยวกับเมือง หรือท้องถิ่นต่างๆ มากขึ้นด้วย เมื่อรัฐไทยได้รับอิทธิพลของชาติตะวันตกมากขึ้นนับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ความกระตือรือร้นใคร่รู้ในเรื่องราวของท้องถิ่นยิ่งมีมากเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องประวัติความเป็นมาของหัวเมืองและชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการจัดการปกครอง หรือสร้างความชอบธรรมทาง การเมือง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ในสมัยก่อนการปฏิรูปการ ปกครอง รัชกาลที่ 5 โปรดให้ขุนนางในท้องถิ่นหลายแห่งได้รวบรวมประวัติของ เมืองชุมชน และบันทึกไว้เป็นเอกสารของหลวง โดยในระยะแรกเอกสาร ดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารของรัฐ เช่น วชิรญาณ วชิรญาณวิเศษ ราชกิจจานุเบกษา ภายหลังการปฏิรูปการปกครองของรัชกาลที่ 5 การรวบรวมและ การเขียนประวัติของเมืองและชุมชนต่างๆ ยังได้รับการส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้าราชการจากส่วนกลางเป็นผู้นำสำคัญในการรวบรวมและเขียนประวัติ ของเมืองและชุมชนต่างๆ รวมทั้งประวัติตระกูล บุคคลสำคัญที่มีบทบาท ด้านการปกครอง ได้แก่ พงศาวดารลาวเฉียง ของพระยาประชากิจกรจักร 1 ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ, แนวคิดและแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ ท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: อินทนิล, 2554) 34.