เอกสาร
ประกอบการเรยี น
(Personality Development in Career)
https://www.google.com/search การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพในงานอาชีพ
โดย อ.พรรณพิลาศ ตรชี ัยศรี
บทท่ี 1 ความร้พู ้นื ฐานเกีย่ วกบั บคุ ลกิ ภาพ
แนวคิดสาคญั
บคุ ลกิ ภาพคือสง่ิ ทท่ี าให้แต่ละบุคคลมีเอกลกั ษณโ์ ดดเดน่ เฉพาะตวั บุคลิกภาพจะมีลกั ษณะ
แตกต่างกันออกไปตามพันธุกรรม ส่ิงแวดลอ้ ม และความพยายามท่ีจะปรับปรงุ บุคลิกภาพของแตล่ ะคน ผู้
ทม่ี ีบคุ ลกิ ภาพท่ดี ยี ่อมไดเ้ ปรยี บ เป็นท่ีตอ้ งตาต้องใจแก่ผู้พบเห็น ตลอดจนมักจะประสบผลสาเร็จในการ
สมัครเข้าทางานและการประกอบอาชพี บุคลกิ ภาพเป็นเร่ืองของภาพรวมที่ตัวเราแสดงออกไป ทั้งทีร่ ตู้ วั
และไมร่ ้ตู วั โดยมีบคุ คลอ่ืนมองอยูห่ รอื รูส้ กึ กบั สงิ่ ทเ่ี ราแสดงออกจึงต้องมีการระมดั ระวงั และตกแต่งเสริม
เตมิ ให้บคุ ลิกภาพของเรายิ่งน่ามอง และเปน็ ทป่ี ระทับใจของคนรอบตัว
ดังนั้น การท่ีบุคคลจะไดร้ ับการยอมรับนับถือ การสนบั สนนุ ความไวว้ างใจและความประทับใจ
จากผอู้ ่ืน ควรแสดงบุคลิกภาพที่ดแี ละเหมาะสมใหผ้ ู้อ่ืนเห็น ซ่งึ ประกอบไปด้วยรอยย้มิ ท่อี บอนุ่ จติ วทิ ยาดี
อารมณ์คงท่ี คาพดู ทจ่ี ริงใจ การยืน การเดิน การน่ัง การวางท่าทีใหด้ ูเปน็ ธรรมชาติ เพราะบคุ ลิกมีอิทธิพล
ต่อความรสู้ ึกของผทู้ พ่ี บเหน็ เป็นอยา่ งย่งิ
เน้อื หา
การดาเนินชีวิตหรือการประกอบอาชีพต่าง ๆ ในปัจจุบันท้ังหน่วยงานราชการ เอกชน ธุรกิจ
บุคคลได้ให้ความสาคัญเร่ืองบุคลิกภาพมากทีเดียว ดังจะเห็นได้จากการรับสมัครบุคคลเข้าทางานใน
ตาแหน่งต่าง ๆ มักกาหนดคุณสมบัติของบุคลิกภาพไว้เปน็ ประการสาคัญ จากการวิจัยวศิ วกรกลุ่มหนง่ึ ใน
สหรัฐอเมริกา พบว่า วิศวกรสมองดี ความรู้ดี และบุคลิกภาพที่ดี สามารถหาเงินและปฏิบัติหน้าท่ี ได้
ดกี ว่าถึง 6 เท่า ของวศิ วกรทม่ี สี มองดี ความร้ดู ี แตห่ ยอ่ นบคุ ลกิ ภาพ
บุคลิกภาพจึงส่งผลต่อ “ความสาเร็จ” และ “ความล้มเหลว” ของตนเองและองค์กร เพราะ
บุคคลที่มีความสามารถและตาแหน่งสูงย่อมต้องทางานร่วมกับคนอ่ืน ๆ ได้ สามารถโน้มน้าวจิตใจให้ผู้ที่
ติดต่อด้วยรู้สึกพอใจ เกิดความนิยมชมชอบ รู้สึกประทับใจ ยินดีร่วมมือด้วยความเต็มใจ ก็จะทาให้ การ
ทางานร่วมกันประสบความสาเร็จ ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ เกิดประโยชน์ร่วมกันต่อตนเอง เพ่ือน
ร่วมงานและองค์กร
งานแต่ละประเภทให้ความสาคัญเก่ียวกับบุคลิกภาพที่แตกต่างกันออกไป เช่น งานบริการงาน
ขายสนิ คา้ ส่วนใหญ่จะตอ้ งมบี ุคลิกภาพดี สะอาด พดู จาสภุ าพ ก็จะทาให้มโี อกาสขายสินคา้ ได้สงู ข้นึ งาน
ประเภทใช้กาลังกาย บุคลิกภาพของผู้ประกอบอาชีพน้ี ก็จะต้องมีลักษณะความแข็งแรงทางร่างกายสูง
งานประเภทค้าขายสินค้าอาหารต่าง ๆ บุคลิกภาพของคนประกอบอาชีพนี้ก็ควรมีบุคลิกภาพท่ีเหมาะสม
คือ แต่งตัวสะอาด รัดกุม เรียบร้อย ก็จะทาให้มีโอกาสขายสินค้าหรืออาหาร ได้ดีกว่าคนท่ีแต่งตัวสกปรก
เส้อื ผา้ เก่า ๆ ไม่เรยี บรอ้ ย เป็นตน้
ดังนั้น บคุ ลกิ ภาพที่ดีที่ไดร้ ับการปรับปรุงแลว้ เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ขุมพลงั อันยิ่งใหญ่ ท้ัง ใน
ด้านส่วนตัวและการประกอบอาชพี ก่อให้เกิดประโยชน์และความสาเร็จ ท้ังทางด้านการเงินตาแหนง่ และ
สงั คม บคุ ลิกภาพจึงเปน็ เรือ่ งที่ควรแกก่ ารศกึ ษา เพ่อื จะไดใ้ ชข้ มุ ทรพั ย์ให้เกดิ ประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คม
ภาพที่ 1.1 บุคลิกภาพทีด่ ีเรมิ่ ต้นได้ตง้ั แต่วัยเดก็
(ที่มา: http://doublemew.blogspot.com)
ความหมายของบคุ ลิกภาพ
บุคลิกภ าพตรงกับภ าษาอัง กฤ ษว่า Personality มีรากศัพท์เต็มมาจากภ า ษ า ก รี ก
คือ Persona (Per + Sonar) ซึ่งหมายถึง Mask แปลว่าหน้ากากที่ตัวละครใช้สวมใส่ในการเล่นเป็น
บทบาทแตกตา่ งกนั ไปตามทีไ่ ดร้ ับ
การเล่นละครของกรีกและโรมันในสมัยก่อนตัวละครได้รับบทบาทใดก็จะสวมหน้ากากแล้วแสดง
ตามบทบาทท่ีได้รับมอบหมาย เช่น เล่นเป็นผีก็จะสวมหน้ากากผี เล่นเป็นลิงก็จะสวมหน้ากากลิง เป็นตน้
หน้ากากทสี่ วมน้ันจะได้รบั การออกแบบมาอยา่ งดีเพื่อใหผ้ ู้เล่นพดู ได้อยา่ งสะดวก
จากท่ีกล่าวมาข้างต้นนั้นนามาส่คู วามเข้าใจวา่ บุคลิกภาพของคนก็เหมือนกับหน้ากากละครทจี่ ะ
แสดงพฤติกรรมไปในสถานการณ์ที่แตกต่างกันตามบทบาทที่ตนเองได้รับ เช่นเดียวกับตัวละคร ท่ี
แสดงบทบาทตามหน้ากากที่สวมอยู่ คาว่าบุคลิกภาพน้ันหมายความรวมไปถึงเส้ือผ้าที่เราสวมอยู่ กิริยาท่ี
เราแสดง และกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทา ด้วยความสลับซับซ้อนของโลกที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบันบังคับให้
บุคคลแสดงในหลาย ๆ บทบาท บุคลกิ ภาพของมนุษย์จงึ มกี ารพัฒนามากข้นึ
ภาพท่ี 1.2 บคุ ลกิ ภาพทีด่ ี
(ทม่ี า: http://variety.teenee.com)
นกั จติ วทิ ยาหลายท่านไดใ้ หค้ วามหมายของคาวา่ บุคลกิ ภาพไว้ ดงั น้ี
คลกั ฮอห์น (Kluckhohn) ไดก้ ลา่ ววา่ บุคลิกภาพของมนุษย์ทวั่ ไปจะมลี ักษณะร่วม ท่เี หมือนกนั ใน
ฐานะเป็นมนุษย์ และจะมีลักษณะส่วนหนึ่งท่ีคล้ายกับทุกคนในสังคมและวัฒนธรรมท่ีตนเป็นสมาชิก แต่
ขณะเดียวกันจะมีคุณสมบัตทิ ี่พิเศษเปน็ เอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เช่น คนไทยคนใดคนหน่ึงจะมีบุคลิกภาพ
สว่ นตวั รว่ มกบั “มนษุ ย์” โดยท่ัวไป และจะมีบคุ ลกิ ภาพของตนโดยเฉพาะ
จี เมอร์ฟี, แอล เมอรฟ์ ี และ ที นิวคอมบ์ (G. Murphy, L. Murphy and T. Newcomb) กล่าว
ว่า บุคลิกภาพ คือ ความเด่นประจาตัวของแต่ละบุคคล ซ่ึงอาจบอกถึงความแตกต่างกับบุคคลอื่น ๆ
ได้ ในรปู ของปรมิ าณและคณุ ภาพในลกั ษณะเดน่ ๆ น้ัน
ชไนเดอร์ (Schneider) กล่าวว่า บุคลิกภาพ หมายถึง กระบวนการสร้าง หรือการรวม
คุณลักษณะทั้งด้านร่างกายและจิตใจของบุคคล ตลอดจนความสามารถ ความโน้มเอียง นิสัย อากัปกิริยา
ของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะและบุคลิกภาพจะเป็นเครื่องกาหนดปฏิกิริยาของบุคคลที่มีต่อตนเองและผู้อ่ืน
และเป็นผลตอ่ ความรูส้ ึกนกึ คดิ ท่ีมีตอ่ ส่ิงแวดลอ้ ม วัตถุ บคุ คล และวัฒนธรรมของสังคมทเี่ ขาอาศยั อยู่
เบอร์นาร์ด (Bernard) ได้ให้ความหมายของบุคลิกภาพว่า หมายถึง ผลรวมทั้งหมดของท่าทาง
รูปร่างลักษณะทางกาย พฤติกรรมที่แสดงออก แนวโน้มการกระทา ขอบเขตความสามารถทั้งท่ีซ่อนเร้น
อยภู่ ายในและทแ่ี สดงออกมา
มอร์แกน (Morgan) ให้ทัศนะว่า บุคลิกภาพ คือ คุณสมบัติและคุณลักษณะเด่นของบุคคล
รวมทั้งการปรับตวั ของบคุ คลและส่ิงแวดล้อมต่าง ๆ
ฮาร์ทแมน (Hartman) ได้ให้ความหมายของบุคลิกภาพว่า หมายถึง ส่วนรวมทั้งหมดที่บุคลิก
แสดงออกโดยกิริยาอาการ ความนึกคดิ อารมณ์ นิสยั ใจคอ ความสนใจ การตดิ ตอ่ กับผอู้ นื่ ตลอดจนรูปรา่ ง
หนา้ ตา การแต่งกาย และความสามารถในการอยูร่ ่วมกบั บคุ คลอื่น
ฮิลการ์ด (Hilgard) กล่าวว่า บุคลิกภาพ หมายถึง ลักษณะส่วนรวมของบุคคลแต่ละคนอันเป็น
แนวทางในการปรบั ตัวให้เขา้ กบั สิ่งแวดล้อม ซ่งึ แตล่ ะคนมรี ูปแบบของการแสดงออกทางพฤติกรรม ตา่ ง ๆ
กัน
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายไว้ว่า บุคลิกภาพ
หมายถึง สภาพนสิ ยั จาเพาะคน หรือลักษณะเฉพาะประจาตัวของแตล่ ะบคุ คลทปี่ รากฏใหเ้ ห็น
นอกจากน้ียังมีความเห็นจากนักจิตวิทยาอีกหลายท่านได้ให้คาจากัดความของคาว่า บุคลิกภาพ
ซึ่งมีความหมายท่ีคล้ายคลึงกัน จากคาจากัดความของบุคลิกภาพดังท่ีกล่าวว่ามาแล้วข้างต้น จึงสามารถ
สรปุ ความหมายของคาวา่ บคุ ลกิ ภาพไดด้ ังนี
บุคลิกภาพ หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมของบุคคลซ่ึงเป็นลักษณะเอกลักษณ์ท่ีแสดงออกทั้ง
ทางด้านความคดิ ความรู้สึก ความสนใจ สติปัญญา รวมท้ังทางด้านสรีระ บุคลิกภาพภายนอกและภายใน
ทาให้สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ บุคลิกภาพของบุคคลเป็นผลมาจากพันธุกรรม
(Heredity) และสง่ิ แวดล้อม (Environment)
ภาพท่ี 1.3 บคุ ลิกภาพที่แตกต่างกัน ซ่ึงเปน็ ลักษณะจาเพาะบุคคล
(ท่มี า: http://www.jsfutureclassroom.com)
ความสาคญั ของบุคลิกภาพ
การมีบุคลิกภาพที่ดีจะทาให้บุคคลมีลักษณะสาคัญท่ีเป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตในแง่มุม
ต่าง ๆ เช่น การมีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจในสภาพความเป็นจริงได้อย่างถูกต้อง การแสดง
อารมณ์จะอยู่ในลักษณะและขอบเขตที่เหมาะสม มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อ่ืนและ
สังคมได้ดี มีความรัก และความผูกพันต่อผู้อื่น มีความสามารถในการพัฒนาตนเอง การพัฒนาทางการ
แสดงออกของตนตอ่ ผู้อ่ืนไดด้ ี
บคุ ลิกภาพจึงเปน็ ส่ิงสาคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ท้ังในดา้ นของการดาเนินชีวิต
การยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล การปฏิบัติหน้าที่การงาน การเข้าสังคม ซ่ึงส่ิงเหล่านี้ ล้วน
แล้วแตม่ ผี ลต่อความเจรญิ กา้ วหนา้ ของบุคคล การมีบุคลกิ ภาพที่ดีทาให้บุคคลไดร้ บั ประโยชน์ ดังนี้
1. ความม่นั ใจ (Confident) ผทู้ ่มี ีบุคลิกภาพท่ีดี จะทาให้รู้สึกมน่ั ใจในการแสดงออกมากข้ึน กล้า
แสดงความคดิ เห็น แสดงความรสู้ ึก และกลา้ ทีจ่ ะทากจิ กรรมตา่ ง ๆ ซึง่ มกั จะเป็นการแสดงออกท่ีดที าให้ผู้
พบเห็นให้ความสนใจซ่ึงนาไปสู่ความเช่ือมั่นในตนเองของบุคคลผู้นั้น เช่น กรกนกมีบุคลิกภาพที่ดี เมื่อ
ไดร้ ับคดั เลือกให้เป็นตวั แทนกลุ่มในการนาเสนอผลงาน ก็สามารถนาเสนอผลงานได้ดี เพราะมีความม่ันใจ
และกลา้ แสดงออก
2. ความสาเร็จ (Success) บุคคลที่มีบุคลิกภาพท่ีดี สามารถสร้างความเชื่อถือศรัทธา ประกอบ
กับความเช่ือมั่นในตนเอง จึงสามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความศรัทธาให้
ผ้รู ว่ มงานให้ความร่วมมือ ทาให้ได้รบั ความสะดวกพร้อมเพรยี งและปฏบิ ัตงิ านใหส้ าเรจ็ ดว้ ยดี
3. ความเป็นตวั ของตัวเอง (Self-confident) ผู้ที่มบี คุ ลิกภาพดี จะมลี ักษณะเฉพาะตวั และเป็น
ตัวของตัวเอง สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น เม่ือ
เข้ารว่ มกิจกรรมตา่ ง ๆ
4. การยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual differences) ผู้ท่ีมีบุคลิกภาพที่ดี จะ
มองเห็นและยอมรับในความแตกต่างของบุคคลว่า คนแต่ละคนมีความแตกต่างกันท้ังด้านรูปร่างและ
สติปัญญา จึงทาให้ผู้พบเห็นยอมรับและแยกความแตกต่างของบุคคลได้ ช่วยให้สามารถรู้จักและเข้าใจ
บคุ คลแต่ละคนได้ดขี ึ้น
5. การปรับตัว (Adaptation) ผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดี จะมองเห็น และยอมรับในความแตกต่าง
ระหว่างบุคคลจึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับบุคคลและสถานการณ์ได้ดีขึ้น สามารถสร้างสัมพันธภาพกับ
บุคคลท่ีแวดล้อมและเกี่ยวข้องได้
6. การยอมรับของกลุ่ม (Acceptance) บุคคลที่มีบุคลิกภาพดีย่อมเป็นที่ต้องตาต้องใจ นิยม
ชมชอบศรัทธาเชื่อมั่น และได้รับการยอมรับจากกลุ่มเป็นอย่างดี ทาให้รู้สึกพอใจ ยินดี และมีความม่ันคง
ทางดา้ นจิตใจ เสริมสรา้ งให้ไดร้ ับความสาเร็จทั้งส่วนตนและองคก์ ร
7. การคาดหมายพฤติกรรม (The expected behavior) บุคคลท่ีมีบุคลิกภาพดีที่ต่างกันทาให้
สามารถทานายพฤติกรรมของบุคคลน้ันได้ เช่น บุคคลที่ยิ้มแย้มแจ่มใสมักเป็นคนท่ีมีมนุษย์สัมพันธ์ดี
บุคคลทีม่ ีความกระตือรือร้น มกั เปน็ ผู้ใฝ่รู้ ใฝเ่ รียน เปน็ ต้น
ภาพท่ี 1.4 บุคลกิ ภาพท่ีดที าให้มีความสขุ ในการทางาน
(ท่มี า: http://image.mcot.net)
ขอบขา่ ยของบคุ ลิกภาพ
สงิ่ ที่คนสว่ นใหญย่ ึดถือในการพจิ ารณาบุคลกิ ภาพของบคุ คลมีดงั ต่อไปนี้
1. ลักษณะทางกาย (Physical characteristics) เปน็ สง่ิ ท่เี ราสามารถมองเห็นได้ ได้แก่ รปู รา่ ง
ทรวดทรงความสูงน้าหนัก หนา้ ตา สีผม ผิวพรรณ เปน็ ตน้ ส่ิงเหล่านเ้ี ป็นเครื่องแสดงให้ทราบถึง
ประสิทธิภาพของบุคคลและความสามารถในการงาน
2. ลักษณะการพูดจาท่าทาง (Flattering styles) คือ การแสดงออกทางด้านการพูด ได้แก่
ความชัดเจนชัดถ้อยชัดคา การพูดเร็ว การพูดช้า การพูดติดอ่าง การพูดแบบมีจังหวัดจะโคน รวมถึงการ
ใช้นา้ เสียงในการพดู เป็นต้น
3. ลักษณะทางจิตใจ (Psychological characteristics) ซึ่งเป็นสิ่งที่เก่ียวกับสมองท้ังสิ้น ได้แก่
สติปัญญา ความจา ความถนัด จินตนาการ ความสนใจ ความตั้งใจ เจตคติ การตัดสินใจ การคิดด้วย
เหตผุ ล เป็นต้น
4. อุปนิสัย (Character) เป็นส่ิงท่ีแสดงออกเป็นพฤติกรรมเป็นระยะเวลายาวนาน
พอสมควร จนเป็นความประพฤติ เช่น ความซื่อสัตย์ ความไม่เห็นแก่ตัว ความเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่ ความ
สุภาพอ่อนโยนความเคารพกฎหมาย ความมธั ยัสถ์ อดออม ความมรี ะเบยี บวินยั ความรบั ผดิ ชอบ เปน็ ต้น
5. อารมณ์ (Emotion) เป็นความรู้สึกแห่งจิตท่ีก่อให้เกิดอาการกระทาต่าง ๆ เช่น โกรธ ร่าเริง
ตกใจ หงุดหงดิ กงั วล กล้าหาญ หวาดกลวั เกลยี ด รกั เปน็ ต้น
6. กาลังใจ (Encouragement) คือ ความสามารถท่ีจะควบคุมหรือบังคับกิริยาอาการต่าง ๆ ที่
กระทาไปโดยเจตนา บางคนมีกาลังใจดี กาลังใจเข้มแข็ง ก็จะสามารถเผชิญอุปสรรคหรือปัญหาได้ดี บาง
คนเปราะบาง เมอ่ื มีสง่ิ ใดเขา้ มากระทบจติ ใจก็เกิดอาการทอ้ ถอย หมดกาลงั ใจในการแกไ้ ขปญั หา
7. การสมาคม (Sociability) เปน็ กิริยาทา่ ทาง หรืออาการทแ่ี สดงออกต่อบุคคลอืน่ เชน่ เสียสละ
หรือวา่ เอาเปรียบ ชอบคบหาสมาคมหรอื ชอบเกบ็ ตวั เมตตาปรานี เหน็ ใจผู้อื่นหรอื ไมแ่ ยแสผู้อื่น
8. ความรู้ ความสามารถ อานาจ ฐานะ การเป็นคนมีความรู้สงู มคี วามชานาญ มคี วามสามารถ
พิเศษ มีอานาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ มีอิทธิพล มีฐานะทางการเงินดี เหล่าน้ีล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จะส่งเสริม
บคุ ลิกภาพอย่างมาก
ภาพท่ี 1.5 ลักษณะกริ ิยาท่าทาง สามารถบอกถึงบคุ ลกิ ภาพของบุคคลได้
(ที่มา: http://theirowndevelopment.blogspot.com)
องค์ประกอบและโครงสรา้ งของบุคลิกภาพ
องค์ประกอบและโครงสร้างของบุคลิก หมายถึง สิ่งที่มาประกอบเข้ากันจนกลายเป็นตัวบุคคล
นั้น โดยสว่ นรวมทาให้แตกต่างไปจากบุคคลอื่น องค์ประกอบของบคุ ลิกภาพของบุคคลไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิด
เพียงอย่างเดียว หากแต่บางสิ่งบางอย่างได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างไม่ได้วันจบส้ิน จึงเห็นได้ว่าบุคลิกภาพ
ของคนมีการเปล่ียนแปลงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ปัจจัยสาคัญท่ีทาให้เกิดการพัฒนาบุคลิกภาพได้แก่
องค์ประกอบทางดา้ นร่างกาย ด้านอารมณ์ สตปิ ญั ญา และด้านสังคม ซึง่ ได้มาโดยการสร้างสมจากอิทธิพล
ของพันธุกรรม ส่ิงแวดล้อม และความพยามยามท่ีจะปรับปรุงบุคลิกภาพของแต่ละคน จึงอาจกล่าวได้ว่า
องคป์ ระกอบและโครงสร้างของบุคลิกภาพ มีดงั ต่อไปน้ี
1. อทิ ธพิ ลจากพนั ธุกรรม (Heredity) หมายถงึ ส่ิงทีเ่ ป็นลักษณะต่าง ๆ ของสิง่ มีชวี ิตทไ่ี ด้รับการ
ถ่ายทอดมาจากสิ่งมีชีวิตรุ่นก่อนหน้าโดยสามารถถ่ายทอดส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้
หรอื พันธุกรรม (Heredity) คือ การถ่ายทอดลักษณะต่าง ๆ ของส่งิ มีชวี ติ จากรนุ่ หนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนง่ึ ซง่ึ
พันธุกรรมถือเป็นส่ิงท่ีติดตัวมาต้ังแต่แรกเกิด ซ่ึงทาให้มนุษย์มีความแตกต่างกันเบ้ืองต้น และเป็นเงื่อนไข
กาหนดทิศทาง และขอบเขตของการพัฒนาบคุ ลกิ ภาพระดบั หนึ่ง บุคลกิ ภาพท่ีได้มาจากพนั ธุกรรม ไดแ้ ก่
1.1 ลักษณะทางกาย เช่น รูปร่าง หน้าตา สีผิว สีตา โรคบางอย่าง ความแข็งแรง ความ
ออ่ นแอ นา้ เสยี ง ซึง่ ลกั ษณะทางกายน้ี เป็นด่านแรกท่ีอาจทาผ้พู บเห็นเกดิ ความสนใจ หรอื ประทบั ใจ
1.2 พัฒนาการทางสติปัญญา เช่น ความเฉลียวฉลาด ปฏิภาณไหวพริบ พรสวรรค์ ฯลฯ
พัฒนาการทางสติปัญญานี้นอกจากจะได้รบั อิทธิพลจากพันธุกรรมแล้วยังรว่ มด้วยบทบาทของส่ิงแวดล้อม
เช่น บางคนได้รับพันธุกรรมทางสติปัญญาไม่ได้ แต่ได้รับสิ่งแวดล้อมท่ีเหมาะสม เช่นอาหาร การอบรม
บรรยากาศ ความอบอุ่น การศึกษาที่ดี เหล่านี้ช่วยส่งเสริมความสามารถทางสติปัญญาได้ ในทางตรงกัน
ข้ามถึงแม้ว่าบุคคลจะได้รับพันธุกรรมทางสติปัญญา แต่ได้อยู่กับสิ่งแวดล้อมท่ีไม่ดี รับประทานอาหารไม่
ครบหมู่ มีโรคภัยไข้เจ็บ หรือได้อยู่ในสถานที่ที่ไม่ได้พบเห็นส่ิงต่าง ๆ มากมายนักก็จะเป็นการบั่นทอน
ความสามารถทางสตปิ ญั ญาได้
1.3 ลักษณะทางใจ หมายถึง เจตคติต่อส่ิงต่าง ๆ เช่น อุปนิสัย ความร่าเริง ความจา
ความ คิดอ่าน การตดั สินใจ เปน็ ต้น
1.4 ลกั ษณะทางอารมณ์ คือ ความสามารถในการควบคุมความรูส้ กึ และการกระทาต่าง ๆ ซ่งึ
มักเปน็ สง่ิ ทีเ่ ปลี่ยนแปลงได้ยาก
ภาพท่ี 1.6 อิทธิพลจากพนั ธุกรรมเปน็ สิ่งหนึง่ ที่กาหนดขอบเขตของบุคลิกภาพ
จากภาพบดิ ามารดามีสีผมดา ทาใหล้ กู มผี มสดี าตามไปดว้ ย
(ท่ีมา: http://www.tingtong.in.th)
2. บุคลิกภาพที่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม (Environment) สิ่งแวดล้อมคือ สิ่งต่าง ๆ ที่
อยู่รอบตัวบุคคล เป็นได้ทั้งสิ่งมีชีวิต เช่น ญาติพี่น้อง และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น วัฒนธรรม การศึกษา
ส่ิงแวดล้อมเป็นตัวกาหนดขอบเขตของการพัฒนาของบุคคล เด็กที่เกิดในครอบครัวท่ีมีฐานะดี ได้รับการ
อบรมทด่ี ี มอี าหารการกินท่ีดี กจ็ ะไดร้ บั การพฒั นาและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทดี่ ีได้ ในทางตรงกนั ขา้ มเดก็ ท่ีเกิด
มาในครอบครวั ที่ขาดความอบอ่นุ หรือขาดการอบรมส่งั สอนที่ถูกทีค่ วร เดก็ ก็จะเติบโตในแบบท่ีแตกต่างไป
จึงอาจกล่าวได้ว่า เม่ือมนุษย์อยู่ในครรภ์มารดา เหมือนกับการเพาะเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ย่อมต้องการดิน
ต้องการนา้ และต้องการปยุ๋ เมอ่ื เมล็ดพันธ์ุเติบโตในดินที่ตา่ งกนั ได้รบั น้าและปยุ๋ ท่ีต่างกัน ก็ย่อมเติบโตมา
ต่างกัน แม้แต่กระทั่งเด็กแฝดที่เกิดมาในครรภ์มารดาเดียวกัน มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมือนกัน จึง
กล่าวได้ว่าส่ิงแวดล้อมน้ันมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพมาก ส่ิงแวดล้อมท่ีเข้ามามีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของ
บคุ คล ไดแ้ ก่
2.1 อาหาร เป็นสิ่งสาคัญต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ หากเด็กเกิดมาได้รับอาหารที่ไม่ครบหมู่
ด้านโภชนาการ ได้รับอาหารที่ไม่มีคุณภาพ หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะส่งผลให้เกิด
ความบกพร่องต่อการเจรญิ เตบิ โตของเด็ก ในทางตรงกันข้ามถ้าเด็กได้รบั อาคารครบหมู่ อาหารมีคุณภาพ
เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จะทาให้เด็กเจริญเติบโตสมวัย มีพัฒนาการด้านร่างกายท่ีแข็งแรง
สมบูรณ์
ภาพที่ 1.7 อาหารจดั เปน็ สง่ิ แวดลอ้ มอยา่ งหนึ่งที่มีสว่ นในการกาหนดบุคลิกภาพของบุคคล
(ทม่ี า: http://health.ohojunk.com)
2.2 ส่งิ แวดลอ้ มทางสงั คม เช่น ความรกั ความอบอุ่น ความเอาใจใส่ท่ีได้รับจากบดิ ามารดา
การอบรมสัง่ สอน การลงโทษ หรือการใหร้ างวลั มผี ลตอ่ การพฒั นาการทางสตปิ ัญญา อารมณ์และสังคม
เดก็ ทเ่ี กดิ ในครอบครัวท่ีมีความรกั ใคร่กลมเกลียว แบ่งเบาภาระของกนั และกนั พร้อมที่จะฝา่ ฟนั ไปพร้อม
กนั และครอบครัวท่ีมคี วามพรอ้ มสมบรู ณ์ มกั เพียบพร้อมดว้ ยสง่ิ ทก่ี ่อให้เกดิ การพัฒนามากมาย เชน่
หนงั สือ เกม หนุ่ จาลอง รปู ภาพ ของเล่น ตา่ ง ๆ จึงได้เปรยี บเด็กทม่ี าจากครอบครัวทยี่ ากจนและขาดแคลน
ภาพท่ี 1.8 ความรกั ความอบอุ่นการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัวมผี ลตอ่ บคุ ลิกภาพของบุคคล
(ท่ีมา: www.l3nr.org)
2.3 โรงเรียนและสังคมภายนอก ละแวกบ้านท่ีเด็กอาศัยอยู่ โรงเรียนท่ีเด็กเรียน เพื่อนที่เด็กคบ
ด้วย ล้วนมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพทั้งสิ้น การได้อาศัยอยู่ในชุมชนที่ดีมีระเบียบ ได้รับการอบรม สั่ง
สอนจากโรงเรียนท่ีดี มีครูเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติที่ดี และได้คบเพ่ือนท่ีดี เด็กก็จะได้รับส่ิงดี
ๆในทางตรงกันข้าม หากเด็กได้พบแต่เพ่ือนเกเร อยู่ในแหล่งเส่ือมโทรม พบกับตัวอย่างที่ไม่ดี พฤติกรรม
ของเดก็ กจ็ ะกลายเปน็ คนไมด่ เี ช่นเดียวกนั
ภาพที่ 1.9 การได้รบั การอบรมส่ังสอนท่ดี ีจากโรงเรยี น สง่ ผลตอ่ บุคลกิ ภาพที่ดีของบุคคล
(ทีม่ า: http://www.palinaschool.com)
2.4 การเจ็บป่วย การเจ็บป่วยทาให้สุขภาพของเด็กเสียไป จนอาจเกิดการขาดความ
ม่ันใจ ไม่กล้าแสดงออก นอกจากนี้แล้วการขาดส่ิงต่าง ๆ ในชีวิตก็ทาให้เด็กขาดความมั่นใจได้
เช่นเดียวกัน เช่น เด็กท่ีสวมใส่เสื้อผ้าท่ีสกปรก ขาดวิ่น มักถูกล้อเลียนและรู้สึกมีปมด้อย การจะช่วยขจัด
ส่งิ เหลา่ น้ใี ห้หมดไป จึงควรชว่ ยกนั เอาใจใส่ต่อสุขภาพของเด็กใหม้ ากข้นึ เชน่ ใหเ้ ดก็ ทานอาหารทมี่ ีคุณค่า
ได้รับอากาศทบี่ ริสุทธด์ิ ่ืมน้าที่บรสิ ุทธ์ิ อย่ใู นบ้านเรอื นทสี่ ะอาด แตง่ กายดว้ ยเสอื้ ผา้ สะอาด เหล่าน้จี ะส่งผล
ใหเ้ ด็กเกดิ ความภูมิใจและม่ันใจในตัวเองมากขนึ้
ภาพที่ 1.10 เด็กไดร้ บั การดแู ลเอาใจใส่ การแตง่ กายสะอาด สมวัย
จะทาให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจและม่ันใจในตนเอง สง่ ผลต่อบคุ ลกิ ภาพทดี่ ีในอนาคต
(ท่ีมา: www2.nestle.co.th)
2.5 ประสบการณ์ เปน็ สงิ่ ทบ่ี ุคคลได้ประสบหลังจากท่ีคลอดออกมาจากครรภ์มารดา ซง่ึ แต่
ละคนไดร้ ับทั้งประสบการณท์ ี่เหมอื นกันและแตกต่างกัน ดังน้ี
2.5.1 ประสบการณ์ร่วม คือ ประสบการณ์ที่คนอยู่ในแวดวงเดียวกันได้รับเหมือนกัน เช่น
ค่านิยมทางสังคม วัฒนธรรม บทบาททางเพศ ความเช่ือ ศาสนา ซึ่งก็จะทาให้คนในสังคมเดียวกันปฏิบัติ
เหมือน ๆ กันหากปฏิบัติผดิ ไปจากนจ้ี ะถูกมองวา่ แปลกออกไปจากกลุ่ม
ภาพท่ี 1.11 การนบั ถอื ศาสนาที่แตกต่าง ทาให้การแต่งกายแตกตา่ งกนั ออกไป
(ทม่ี า: http://sci.skru.ac.th)
2.5.2 ประสบการณ์เฉพาะอย่าง คือ บุคคลย่อมมีประสบการณ์เฉพ าะอย่างที่
แตกต่าง กันออกไป ประสบการณ์ที่เขาได้รับในช่วงชีวิตหน่ึง อาจเป็นประสบการณ์ท่ีทุกข์ระทม เช่น
บ้านถูกไฟไหม้ ประสบอุบัติเหตุ ได้รับภัยจากธรรมชาติจนทาให้ครอบครัวหมดตัวและต้องจากบุคคลอัน
เป็น ท่ีรัก บางคนเคยได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจ เช่น ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันต่าง ๆ ได้
พบบุคคลอนั เปน็ ท่รี กั ซ่ึงพลัดพรากจากกนั มานาน ฯลฯ เหลา่ นมี้ ีอิทธพิ ลตอ่ บุคลกิ ภาพทัง้ สิน้
ภาพที่ 1.12 ประสบการณ์เฉพาะอยา่ งในดา้ นท่ีดี มีอิทธิพลตอ่ บคุ ลิกภาพ
ของบุคคลทาให้มคี วามม่นั ใจ (ที่มา: http://www.vec.go.th)
2.5.3 ความพยายามที่จะปรับปรุงบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล บุคลิกภาพท่ีได้รับจาก
พันธุกรรมหรือได้รับจากส่ิงแวดล้อมนั้น บางครั้งอาจยังมีข้อบกพร่องที่จะต้องได้รับการปรับปรุงบุคคลจึง
พยายามจะให้ปรับเพื่อให้มีบุคลิกภาพท่ีดีขึ้น เช่น ผู้ท่ีเกิดมาร่างกายอ่อนแอก็จะพยายามออกกาลังกาย
รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพ่ือจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ท่ีมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หรือเม่ือคนเรา
ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ความคิด ค่านยิ ม หรือเจตคติอาจเปลีย่ นไป เชน่ บางคนเกดิ มาในสังคม อนั
ไม่พงึ ประสงค์ทาให้พฤติกรรมเบีย่ งเบนไป ต่อมาอาจมองเห็นพฤติกรรมเลวร้ายของตนจงึ กลับตวั เป็นคนดี
บางคนเม่ือได้เข้าสังคมและได้รับคาทักท้วงจากเพื่อน หรือครู อาจารย์ช้ีให้เห็นถึงบุคลิกภาพส่วนท่ี
บกพร่อง ก็จะปรับปรุงส่วนที่บกพร่องน้ัน จึงอาจกล่าวได้ว่าบุคลิกภาพเป็นส่วนที่สามารถปรับปรุงและ
เปล่ียนแปลงได้ เช่น คนที่ใจร้อนอาจทาให้ใจเย็นลง คนท่ีชอบเอะอะโวยวายอาจปรับปรุงให้มีความสุขุม
มากขึ้น คนท่ีเห็นแก่ตัวอาจรู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คนอ้วนก็ทาให้ผอมลงได้ หรือคนผอมก็ทาให้อ้วนได้
เชน่ กนั ทัง้ นีข้ ึ้นอยู่กบั ความตัง้ ใจจรงิ ท่จี ะพยายามปรบั ปรุงบคุ ลิกภาพของแตล่ ะคน
ภาพท่ี 1.13 การออกกาลังกาย ถอื เป็นความพยายามท่จี ะปรับปรงุ บุคลิกภาพของแต่ละบุคคล
(ทีม่ า: http://www.beautyfullallday.com)
แนวความคิดเกีย่ วกับบุคลกิ ภาพ
1. บุคลิกภาพเป็นผลรวมจากพันธกุ รรมและประสบการณ์ของบคุ คล
2. บคุ ลกิ ภาพต้องมีการเสริมสร้าง ไมใ่ ช่สิง่ ที่เกิดข้นึ เองตามธรรมชาติ
3. บุคลิกภาพต้องการใช้เวลาในการหล่อหลอมเป็นระยะเวลานาน ไม่อาจเกิดข้ึนได้ในช่วง
ระยะเวลาสัน้
4. บคุ ลกิ ภาพพ้นื ฐานของบุคคลจะถูกหล่อหลอมในช่วงอายแุ รกเกดิ ถึง 6 ขวบ หรือวยั เด็ก
ตอนตน้
5. บคุ ลิกภาพไม่ใช่สิง่ ท่ีคงที่ตายตวั แตส่ ามารถปรบั เปลย่ี นให้ดขี น้ึ ได้
6. ไมม่ ีบุคคลใดมบี ุคลกิ ภาพเหมอื นกันทุกประการ
7. ไม่มบี ุคลกิ ภาพของบคุ คลใดทส่ี มบรู ณ์พร้อมจนไม่มีทางปรบั ปรุงหรือพัฒนาใหด้ ขี น้ึ อีกได้
8. บุคลิกภาพ หมายรวมถึงลักษณะทางกายและจิตร่วมกัน และมีส่วนเก่ียวข้องอย่างใกล้ชิดกับ
ความรอบรู้ อารมณแ์ ละการกระทา ซึ่งออกมาเปน็ ลักษณะนสิ ัย
9. บุคลิกภาพมีผลโดยตรงท้ังเชิงบวกและลบต่อองค์กรธุรกิจ การงานหรือสะท้อนเป็นภาพพจน์
ของหน่วยงานและองค์กร
10. บุคลิกภาพมีผลอย่างยิ่งต่อความสาเร็จและความล้มเหลวของบุคคล ท้ังส่วนตน ครอบครัว
การงาน และการดาเนินชีวติ ดงั กล่าวว่า
If wealth is lost, nothing is lost. หากสูญเสยี ทรพั ย์สินสมบตั ินบั ว่าไมไ่ ดส้ ูญเสียอะไร
If health is lost, something is lost. หากสุขภาพเส่ือมโทรม แสดงวา่ เรมิ่ สญู เสยี บางอย่าง
If character is lost, all is lost. หากสูญเสียบุคลกิ ภาพ นั่นหมายถงึ สูญส้นิ ทกุ อยา่ ง
ภาพที่ 1.14 บุคลิกภาพดี นาไปส่คู วามสาเรจ็ ในการทางาน
(ที่มา: http://www.platformbook.net)
ประเภทของบคุ ลิกภาพ
นกั วชิ าการ นักจติ วทิ ยา นกั มนษุ ยสมั พนั ธ์ ไดแ้ บ่งประเภทของบุคลิกภาพ ดงั น้ี
1. บคุ ลกิ ภาพภายนอก เปน็ ส่ิงท่มี องเห็นไดอ้ ย่างชดั เจนและสามารถปรับปรุงได้ ไดแ้ ก่
1.1 รปู รา่ ง หน้าตา ผวิ พรรณ รูปรา่ ง ไดแ้ ก่ อ้วน ผอม เตยี้ สงู หน้าตานัน้ รวมไปถึงการแสดงออก
ทางสีหน้าด้วย เชน่ ใบหน้าย้ิมแยม้ แจ่มใส ใบหน้าบดู บงึ้ ส่วนผิวพรรณ ไดแ้ ก่ ผวิ ขาว ผิวดา ผวิ ดาแดง ผิว
สแี ทน เป็นต้น
1.2 การพูดจาและน้าเสียง การแสดงออกทางวาจา เช่น พูดจาสุภาพ นุ่มนวล หยาบคาย พูด
ชัดถอ้ ยชดั คา พูดไมช่ ัด บางคนเสยี งเบา หรอื บางคนเสียงดัง เป็นต้น
1.3 การแตง่ กาย บางคนแตง่ กายเรียบร้อย ประณีต ทนั สมยั เหมาะสมกับโอกาส กาลเทศะ บาง
คนมักแต่งกายดว้ ยสีสันฉูดฉาด เป็นตน้
1.4 กิริยาท่าทาง การแสดงออกทางอากัปกิริยา ท่าทางการยืน เดิน น่ัง การพูด การมอง การ
ทางาน เป็นตน้ บคุ ลิกภาพภายนอกของบคุ คลมคี วามแตกต่างกัน ดังพระราชนพิ นธข์ องรชั กาลท่ี 5 ว่า
ฝงู ชนกาเนดิ คล้าย คลงึ กัน
ใหญ่ ย่อม เพศ ผิวพรรณ แผกบา้ ง
ความรู้อาจเรยี นทนั กนั หมด
ยกแต่ชัว่ ดีกระด้าง อ่อนแกฤ้ าไหว
หมายความว่า คนเราเกิดมาน้ันมีความคล้ายคลึงกัน จะมีท่ีแตกต่างกันคือ บางคนรูปร่างใหญ่
บางคนรูปร่างเล็ก มีความแตกต่างกันเรื่องเพศ คือมีท้ังเพศชายและเพศหญิง ผิวพรรณหรือสีของผิวก็มี
ความแตกต่างเช่นเดียวกัน บางคนผิวหยาบ บางคนผวิ ละเอยี ด บางคนผวิ ขาว บางคนขาวเหลอื ง เป็นต้น
2. บุคลิกภาพภายใน เป็นพฤติกรรมที่สามารถมองเห็นได้ เป็นเร่ืองท่ีต้องสังเกต เช่น ความจริงใจ ความ
ซื่อสัตย์ ความกระตือรือร้น ความรอบรู้ ซ่ึงเป็นสิ่งที่สังเกตและมองเหน็ ไดย้ ากมาก ซ่ึงบางคนอาจแสดงว่า
เป็นคนท่ีมีจิตใจดี แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเป็นคนใจร้าย ใจดาก็ได้ ดังกล่าวที่ว่า “จิตมนุษย์น้ีไซร้ยากแท้หยั่ง
ถึง”ทง้ั บคุ ลกิ ภาพภายนอกและภายใน ครอบคลุมถึงลักษณะตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1. อุปนิสัย (Character) หมายถึง การแสดงพฤติกรรมหรือการกระทาของบุคคลท่ีทาอยู่เป็น
ประจาสมา่ เสมอ จนเกิดเปน็ นิสยั เชน่ ความซอ่ื สัตย์ ความยตุ ิธรรม ความเมตตากรุณา ความโอบอ้อมอารี
เป็นตน้
2. อัธยาศัย (Temperate) หมายถึง กิริยาท่ีแสดงออกพร้อมอารมณ์ เช่น ความสุขุม เยือกเย็น
ความอิจฉารษิ ยา ความโกรธ เปน็ ตน้
3. ความสามารถ (Ability) หมายถงึ ส่ิงทีม่ ีอยู่เฉพาะในตัวบคุ คลและพร้อมท่ีจะแสดงออกได้ เม่ือ
ต้องการหรือโอกาส เช่น ระดับเชาวน์ปัญญา การคิดคานวณเก่ง การร้องเพลงไพเราะ การแก้ปัญหา
เฉพาะหนา้ การกลา้ ตดั สนิ ใจ เปน็ ตน้
4. ความสนใจ (Interest) หมายถงึ ความรูส้ ึกทแี่ สดงถึงแนวโนม้ ทีจ่ ะเข้าหาสง่ิ เรา้ นน้ั ๆ ของ แต่
ละบุคคล เช่น การไปชมรายการฟุตบอล แสดงถงึ ความสนใจในกีฬาฟตุ บอล การไปชมคอนเสริ ์ต แสดงถึง
ความสนใจดา้ นดนตรี เปน็ ตน้
5. สุขภาพร่างกายหรือโครงสร้างทางร่างกาย (Physical construction) หมายถึง ลักษณะ
ภายนอกของบุคคลท่มี องเห็นได้งา่ ย เช่น สูง เตี้ย ผอม อว้ น เป็นต้น
ภาพที่ 1.15 ความสนใจทแ่ี ตกตา่ งกนั จะส่งผลทาให้พฤติกรรมแตกต่างกนั เปน็ บุคลิกภาพเฉพาะคน
(ที่มา: http://www.bloggang.com)
การศกึ ษาพฤตกิ รรมจากบุคลิกภาพของคน
มีหลายคนกล่าวว่า หน้าตา และรูปร่างของคนสามารถที่จะบ่งบอกถึงนิสัยได้ วิลเลี่ยมเชลดอน
(William Sheldon) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้ศึกษาเก่ียวกับรูปร่างของคนที่มีผลต่ออุปนิสัย โดยแบ่ง
คนออกเป็น 3 ประเภท ตามรูปร่างและอุปนิสยั ดงั นี้
ประเภทท่ี 1 คนรูปร่างท้วม อ้วน (Endomorphy) ลาตัวมีขนาดกลม รูปร่างไม่ดี มีน้าหนัก
มาก มีความเช่ืองช้า อืดอาด รับประทานอาหารมาก ชอบการนอนและการกิน ชอบให้ร่างกายสบาย ไม่
ชอบพธิ กี าร มเี พื่อนมาก เข้ากบั คนคนงา่ ย ชอบการเขา้ สมาคม อารมณ์คงทม่ี ีความอดทนและเป็นบุคคลท่ี
มคี วามสขุ
ประเภทที่ 2 รูปรา่ งล่าสนั (Mesomorphy) ลักษณะรปู ร่างแข็งแรง มมี ดั กล้ามเนือ้ มกี ารพัฒนา
ทางร่างกายมีกล้ามเนื้อแข็งแรงมองดูดี มีเพ่ือนมาก มีความสุข มีคนชอบมาก มีความประณีต มีความเร็ว
ชอบช่วยเหลอื บคุ คลอ่ืน มลี ักษณะรปู รา่ งแบบนักกีฬา ชอบการตอ่ สู้ มพี ลงั ชอบการผจญภยั ชอบการออก
กาลงั กาย และมีความกล้าหาญ
ประเภทท่ี 3 รูปร่างผอม (Ectomorphy) มลี กั ษณะรูปร่างทกี่ ลา้ มเน้ือและกระดกู ยงั ไม่ไดร้ ับการ
พัฒนา หน้าอกแบนราบ ลาตัวมีขนาดบางและอ่อนแอ ศีรษะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ มีน้าหนักเบา
รับประทานอาหารได้น้อย ชอบความเงียบ มีความวิตกกังวลใจ มีความหวาดกลัว ไม่ชอบการต่อสู้ มี
คุณสมบัติที่มีจิตสานึกของตัวเอง มีอารมณ์อ่อนไหว มีความกังวลใจ ชอบอยู่ตามลาพัง ชอบการใช้
ความคดิ เป็นผูใ้ หญเ่ กนิ อายุ
ตามทฤษฏบี ุคลกิ ภาพทว่ี ิลเลี่ยมเชลดอนจาแนกรูปร่างบคุ คลไวท้ ้ัง 3 รูปแบบ เราจะพบวา่ มีบคุ คล
เป็นจานวนน้อยมากที่มีรูปร่างเหมือน แต่ก็ยังมีบุคคลอีกเป็นส่วนใหญ่ที่มีรูปร่างไม่เหมือน แต่อย่างไรก็
ตาม ส่ิงสาคัญและควรระลึกว่าบุคคลส่วนมากจะมีรูปร่างแบบผสมตามทฤษฎีบุคลิกภาพของวิลเล่ียมเช
ลดอน
พัฒนาการด้านบคุ ลกิ ภาพ
บุคลิกภาพท่ีหล่อหลอมเร่ือยมาต้ังแต่เกิดจนตายน้ัน มีพัฒนาการตามความเจริญเติบโตตามช่วง
อายุหรือตามวยั ดงั ตอ่ ไปนี้
1. วยั ทารก (Infant)
อายุแรกเกิดถึง 2 ขวบ เป็นพัฒนาการด้านบุคลิกภาพของมนุษย์ในการวางรากฐานของชีวิตซึ่ง
ได้รับอิทธิพลจากครอบครวั โดยเฉพาะผเู้ ลีย้ งดู เว้นแต่ทารกที่ได้รับการเล้ียงดูจากสถานเลีย้ งดู (Nursery)
พฤตกิ รรมกจ็ ะตา่ งออกไปอิทธพิ ลทมี่ ผี ลต่อบุคลิกภาพของทารกมดี งั นี้
1. ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครวั เช่น ระหว่างพ่อแม่ท่ีมีต่อลูก ระหว่างพ่อและแม่เอง ถ้า
เด็กพบว่าครอบครัวมีการทะเลาะเบาะแว้งเป็นประจา ขัดแย้งและทาร้ายซึ่งกันและกัน หรือพ่อแม่ เลิก
กัน เด็กจะเกิดความเครียดในจิตใจ ปราศจากความสุข ขาดความอบอุ่นก็จะมีพฤติกรรมแสดงออก
เรียกร้องความสนใจด้วยพฤตกิ รรมต่าง ๆ ไมเ่ คารพพอ่ แม่ หรอื เฝ้าสงสารตัวเอง
2. วิธเี ลย้ี งดแู ละการอบรมในวยั เด็ก บางครอบครัวเลี้ยงดูบุตรด้วยวิธีเผด็จการเข้มงวด คอื รับคา
สั่งและทาตามอย่างเดียวไม่ให้แสดงความคิดเห็น บางครอบครัวเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย บางครอบครัว
เล้ยี งดูแบบปล่อยปละละเลย ผลทมี่ ตี ่อเด็กคือ
2.1 การเล้ียงดูแบบเข้มงวดหรือเผด็จการ เด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักตน เด็กจะ
กลายเป็น คนขี้กลัว คือกลัวผู้ปกครองจนลนลาน หรือต่อต้านอานาจ หรือว่าฝืนคาสั่งจนกลายเป็นคน
ดือ้ ด้าน
2.2 การเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย คือผู้ปกครองเข้าใจความต้องการและให้อิสระตามสมควร
ไม่ลงโทษด้วยวิธีเฆ่ียนตีมากนัก เด็กจะมีการปรับตัวที่ดี เป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงออก และเชื่อมั่น ใน
ตัวเอง
2.3 การเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย พ่อแม่มักตามใจเด็กทุกเร่ือง ผลท่ีเกิดกับเด็ก คือเด็กจะ
เปน็ คนเอาแตใ่ จตัวเอง ทาอะไรเองไม่ได้ ตอ้ งพงึ่ พาคนอน่ื เสมอ ไม่มีระเบียบวนิ ยั เปน็ ต้น
3. ความสมา่ เสมอในการเล้ยี งดู พ่อแม่ควรปฏบิ ตั ิต่อเด็กสมา่ เสมอ เช่น การให้ความรักความ เอา
ใจใส่ ถ้าทาบ้างไม่ทาบ้างจนเด็กจับสังเกตไม่ได้ เด็กจะเกิดไม่แน่ใจว่าตนเป็นท่ีรักท่ีต้องการของ พ่อแม่
หรอื ไม่
4. พอ่ แม่ควรใหค้ วามรกั ความเอาใจใสต่ ่อลูกเทา่ กัน ถ้ามีลูกหลายคน การเลือกท่รี ักมักท่ีชงั จะ
ทาใหเ้ ดก็ เกดิ ปมด้อยและความอจิ ฉาริษยา
5. พอ่ แมค่ วรหาโอกาสให้เด็กได้ค้นุ เคยกับคนแปลกหนา้ บ้าง เด็กจะไดไ้ มข่ อ้ี าย กลา้ แสดงออก ซงึ่
เปน็ การสรา้ งพัฒนาการทางสงั คมแก่เด็ก
ภาพท่ี 1.16 การดแู ลเอาใจใส่ของพ่อและแม่ตั้งแต่ทารก ส่งผลต่อบุคลิกภาพของบุคคล
(ที่มา: http://www.thisisfamily.org)
2. วยั เดก็ ตอนตน้ (Children)
เด็กอายุระหว่าง 3-5 ปี เป็นวัยท่ีเด็กจะลอกเลียนแบบพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว เช่น
พฤติกรรม ทัศนคติ อารมณ์ ค่านิยม เป็นวัยท่ีเด็กผูกพันกับครอบครัวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ ถ้า
เด็กประสบปัญหาครอบครัวในวัยนี้ เช่น พ่อหรือแม่จากเด็กไปนาน ๆ พ่อแม่เลิกกัน จะมีผลต่อจิตใจของ
เด็กมาก เดก็ จะมีอาการขาดความสขุ ก้าวร้าว เรยี กรอ้ งความสนใจ หรอื เงียบไม่พูดจากับใคร เป็นตน้
ความคิดเห็นของเด็กวัยนี้ คอ่ นขา้ งจะมีความคิดเห็นต่อตวั เองว่า ตนมีความสามารถมากน้อย แค่
ไหน ตนเป็นคนดีหรือไม่ ผู้ปกครองต้องไม่ตั้งระดับความหวังต่อเด็กไว้สูงเกินไป ถ้าเด็กไม่สามารถทาได้
เดก็ จะท้อใจและหมดกาลังใจ เดก็ เป็นปมด้อย หากพอ่ แม่ฝึกหัดใหเ้ ด็กทาตัวเป็นตัวอยา่ งที่ดีของน้อง หรอื
ชว่ ยเหลือครอบครัวด้วยการเลี้ยงดูนอ้ ง จะทาให้เด็กมีความรู้สึกเป็นผู้ใหญ่ มคี วามรบั ผดิ ชอบ เป็นต้น
ความแตกต่างระหว่างบุคคลท่ีปรากฏชัดในวัยนี้ คือลักษณะการเป็นผู้นา การเป็นผู้ตามชอบ
สงั คม หนีสงั คม และบคุ ลิกภาพตามเพศของตวั เอง จากการอบรมของครอบครวั เช่น เดก็ ผชู้ ายใหล้ ักษณะ
ผู้นา ปราดเปรียว เด็กผู้หญิงให้ว่าง่าย เช่ือฟัง อ่อนหวาน เรียบร้อย ถ้าเด็กในวัยน้ีได้รับประสบการณ์ที่ไม่
ดี เช่น เพอ่ื นแกลง้ จะทาใหเ้ ขาเกลียดสงั คมและกลายเปน็ คนเก็บตัวไปในที่สดุ
ภาพท่ี 1.17 เด็กทไี่ ด้รับการดูแลเอาใจใสจ่ ากครอบครวั จะมพี ฤติกรรมกล้าแสดงออก
(ท่ีมา: http://board.postjung.com)
3. วยั รุ่นตอนต้น (Early Adolescence)
เดก็ วยั 13-16 ปี ถอื ว่าเข้าสวู่ ยั รุ่น เด็กในวยั น้มี เี รือ่ งบุคลกิ ภาพเก่ียวกับความคิดเห็นที่มตี ่อตนเอง
เช่น ความไม่พอใจ ไม่เข้าใจตัวเอง เพราะพัฒนาการทางด้านร่างกายยังไม่พัฒนาไปถึงขีดสุด เด็กมักจะ
กงั วลอยกู่ บั การเปลยี่ นแปลงของร่างกายและอารมณ์จากวัยเด็กเข้าสู่วยั รุ่น ซ่งึ เด็กจะต้องปรบั ตวั อีกระดับ
หนง่ึ จึงทาใหก้ รยิ าอาการเปล่ียนแปลงไป บางคร้งั จะโดนผใู้ หญด่ ุวา่ โตแล้วจะทาเปน็ เดก็ เขาจงึ ว้าวุ่นและ
สงสัยว่าอะไรคอื ความพอดี การท่เี ด็กวัยน้ีมปี ญั หาสว่ นตวั และสังคม ทาใหเ้ ขาขาดความเชอ่ื มน่ั ในตวั เองใน
เรือ่ งความสามารถการยอมรับจากผู้อน่ื จึงทาให้วัยรุน่ แสดงพฤติกรรมออกมาในรูปแบบปฏิเสธ ไมย่ อมรับ
สง่ิ ตา่ ง ๆ พยายามขดั คาสัง่ และหาขอ้ แก้ตวั มาอ้างเสมอ
4. วัยรนุ่ ตอนปลาย (Late Adolescence)
อายุต้ังแต่ 17-21 ปีบุคลิกภาพโดยทั่ว ๆ ไปจะเร่ิมดีขึ้น เลิกกังวลกับตัวเองลงเพราะผู้ปกครอง
เริ่มให้อิสระมากข้ึน ตัวเขาก็เร่ิมมีวิจารณญาณที่ดีขึ้น เข้าใจผู้อื่นมากข้ึนมีเหตุผล รู้จักเปลี่ยนแปลง
ปรบั ปรงุ และแก้ไขบุคลิกภาพของตัวเองใหด้ ีข้ึนสิ่งที่มสี ่วนในการปรับปรุงบุคลิกภาพของวัยรุ่นตอนปลาย
คือ
1. การร้จู กั ตวั เองมากข้นึ และยอมรบั ความเป็นจริง พรอ้ มจะแก้ไขข้อบกพร่องและรักษาส่วนที่ดี
ของตวั เอง
2. การมคี วามเชือ่ มน่ั ในตัวเอง คือความคิดเห็นที่มีตอ่ ตนเองที่มน่ั คงขนึ้ ไมใ่ ช่เปลย่ี นแปลงตาม
อารมณ์ตลอดเวลา
3. การมีความภาคภูมิใจในตัวเอง ด้วยเหตุผลว่า ประสบความสาเร็จตามความสามารถของตน
และการทีผ่ ูใ้ หญ่พยายามเปิดโอกาสให้เด็กไดท้ าในส่ิงที่เหมาะกับความถนัด ความสามารถและความสนใจ
ของเขา
ลักษณะของบุคลิกภาพทด่ี ี
ลกั ษณะของบคุ คลท่มี บี ุคลิกภาพท่ีดนี ั้นเปน็ ทป่ี รารถนาของสงั คม บคุ คลท่มี บี ุคลิกภาพทส่ี มบรู ณ์ย่อมเป็น
บุคคลท่ีเป็นที่ยอมรับของบุคคลในสังคมสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และทัศนคติของคน
โดยท่ัวไปเห็นว่าบุคคลท่ีมีบุคลิกภาพท่ีดีน้ัน จะต้องมีองค์ประกอบต่าง ๆ ซ่ึง สถิต วงศ์สวรรค์ (2551 :
215) ได้สรปุ ลักษณะของบุคลกิ ภาพทด่ี ี ดังนี้
1. ท่าทางสง่างามมีลักษณะท่าทางที่ดี มีลักษณะทางร่างกายสง่า กระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว
ว่องไว
2. มีสขุ ภาพทีด่ รี ่างกายสมบรู ณแ์ ขง็ แรง
3. ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมได้ดีในทุกกาลเทศะ เป็นบุคคลที่มีความสามารถสร้าง
ความสัมพันธอ์ นั ดกี ับบุคคลทัว่ ไป และเปน็ บคุ คลทีป่ รับตัวเข้ากบั บคุ คลอ่นื ได้ดี
4. เปน็ คนท่มี ีเหตุมีผลละเอยี ดออ่ น สุขุมรอบคอบ
5. เป็นคนมีความอดทน มีกาลังใจกล้าเผชิญกับอุปสรรคและภาวะคับขัน สามารถท่ีจะเผชิญกับ
เหตุการณต์ ่าง ๆ โดยไม่หว่นั ไหว
6. เป็นตัวของตัวเองกล้าตัดสินใจ กล้าคิด ไม่คอยแต่จะพึ่งพาผู้อื่น รู้จักช่วยเหลือตัวเองเม่ือเกิด
สถานการณ์คับขัน กล้าพดู ความจรงิ กลา้ ยอมรับความจรงิ ยมิ้ ไดเ้ ม่อื มีภยั มา กลา้ เผชญิ ความจริงและเข้าใจ
ถงึ ธรรมชาติของมนุษย์
7. มีความเช่ือม่ันในตนเอง ไม่เป็นคนข้ีอายเป็นคนที่มีความสามารถตัดสินใจได้อย่างฉับพลันไม่มี
จิตใจเรรวน ส่งิ เหล่านจี้ ะทาให้มลี ักษณะของความเป็นผูน้ าเป็นทีเ่ ชอ่ื ถอื และไว้วางใจของผ้อู ่ืน
8. ไม่มองโลกในแงร่ ้ายเป็นบคุ คลที่มองโลกในแง่ดีอย่เู สมอ
9. ไม่เห็นแก่ตัวเอาเปรยี บผู้อืน่ รจู้ ักช่วยเหลือผอู้ ืน่
10. มีความเห็นอกเหน็ ใจผอู้ ่ืน เอาใจเขามาใส่ใจเรา
11. มคี วามกระตือรอื รน้ ใฝ่หาความรูแ้ ละรกั ความก้าวหนา้
12. มีความสุภาพเรียบร้อย กิริยามารยาทดี วาจาท่าทางที่แสดงออกมีวาทศิลป์ในการพูด พูดจา
ไพเราะไม่หยาบคาย ใหเ้ กยี รตผิ อู้ ่นื ถอื วา่ เป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น
13. มคี วามสงบเสงยี่ มรู้จักอดกลน้ั รูจ้ กั ควบคมุ อารมณ์ไม่ตืน่ เตน้ ไมห่ ว่นั ไหวต่อเหตุการณ์
ตา่ ง ๆ ง่ายเกินไป มีสติท่ดี ีและรู้จกั บังคับจติ ใจตนเอง
14. มีความร่าเริงสดช่ืนแจ่มใสอยู่เสมอเป็นคนที่มีอารมณ์ดีจิตใจดี ปรับตัวให้เข้ากับบุคคล ทุก
ระดบั ใคร ๆ ก็พอใจอยากพบเหน็ และคบหาสมาคมด้วย
15. ร้จู กั กาลเทศะร้จู ักจังหวะเวลาและสถานท่ี
16. มีความซ่ือสตั ย์สุจริต
17. ยิม้ เป็น สีหน้ายิ้มแยม้ แจ่มใสเปน็ นจิ
18. มีประสบการณ์ท่หี ลากหลายตอ้ งเขา้ ใจโลกเขา้ ใจชวี ติ
สรปุ สาระสาคญั
บุคลิกภาพ หมายถึงแบบแผนพฤติกรรมของบุคคลซ่ึงเป็นลักษณะเอกลักษณ์ท่ีแสดงออกทั้งด้าน
ความคิด ความรู้สึก ความสนใจ สติปัญญา รวมทั้งทางด้านสรีระ บุคลิกภาพภายนอกและภายใน ทาให้
สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ บุคลิกภาพของบุคคลเป็นผลมาจากพันธุกรรม
(Heredity) และสิง่ แวดลอ้ ม (Environment)
เพ่ือเป็นการสร้างเสน่ห์และช่วยเสริมความเจริญก้าวหน้าทางด้านอาชีพ บุคคลจะต้องมี การ
ปรับปรุงและพัฒนาบุคลิกภาพท้ังบุคลิกภาพภายนอก ได้แก่ รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ การพูดจา การ
แต่งกาย และกิริยาท่าทาง รวมถึงบุคลิกภาพภายใน ได้แก่ ความจริงใจ ความซ่ือสัตย์ ความกระตือรือร้น
และความรอบรู้
คาศัพท์ (Vocabulary)
คาศัพท์ คาแปล คาศัพท์ คาแปล
Personality อปุ นสิ ยั
Heredity บุคลกิ ภาพ Character อารมณ์
Environment กาลังใจ
Confident พันธุกรรม Emotion การสมาคม
Success อธั ยาศัย
Self-confident สงิ่ แวดล้อม Encouragement ความสามารถ
Individual ความสนใจ
differences ความม่ันใจ Sociability
Adaptation โครงสรา้ งทาง
ความสาเรจ็ Temperate ร่างกาย
Acceptance วัยทารก
The expected ความเปน็ ตัวของตวั เอง Ability สถานเลีย้ งดู
behavior
Physical การยอมรับความ Interest วยั เด็กตอนตน้
characteristics
Flattering styles แตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
Psychological การปรับตวั Physical
characteristics
construction
การยอมรับของกลุ่ม Infant
การคาดหมาย Nursery
พฤติกรรม
ลักษณะทางกาย Children
ลักษณะการพูดจา Early วัยรนุ่ ตอนตน้
ท่าทาง Adolescence วัยรุ่นตอนปลาย
ลักษณะทางจิตใจ Late
Adolescence
บทท่ี 2 การพฒั นาบุคลกิ ภาพภายนอก
แนวคิดสาคญั
บคุ ลิกภาพเป็นเรื่องเฉพาะตวั ของแตล่ ะคน บคุ ลิกภาพท่ีมีเสนห่ ์ใครเห็นใครกช็ อบ ใครเห็นใครก็
รกั จงึ เป็นยอดปรารถนาของทุกคน บางคนแม้เหน็ แคค่ รงั้ เดยี วก็อยากคบหาสมาคมหรือพดู จาด้วย เพราะ
ชอบกริ ยิ าทา่ ทาง หน้าตา การย้ิม การพูดจา ความเออื้ อาทรต่อกัน ทุกหนว่ ยงานตา่ งปรารถนาท่ีจะได้คนดี
คนเกง่ มาทางาน เพื่อให้ลูกค้าประทับใจและปรบั ตัวเขา้ กบั ผู้ร่วมงานคนอนื่ ได้ รวมท้งั กล้าทีจ่ ะชว่ ยคดิ ชว่ ย
สร้างสรรคส์ ่งิ ใหม่ ๆ หรือทาประโยชนใ์ หห้ รอื สามารถประเมนิ สถานการณ์เข้าใจปญั หา และแก้ปญั หาได้
อยา่ งเหมาะสม
ดังน้ัน แนวคิดในการพัฒนาบคุ ลกิ ภาพภายนอก ตอ้ งเร่ิมจากการสารวจข้อบกพร่องของตนเอง ยอมรับ
หรอื เผชญิ ความจริงโดยไม่เขา้ ข้างตนเอง นาขอ้ บกพร่องที่สารวจพบ มาปรับปรุงแก้ไขเพือ่ ให้บุคลิกภาพ
ภายนอกดขี ึ้น เปน็ การสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง และเป็นท่ีประทบั ใจแกบ่ ุคคลอืน่ ท่ีตอ้ งปฏิสัมพนั ธ์
ด้วย
เนือ้ หา
ในชีวิตประจาวันของคนเราต้องมีการพบปะ พูดคุย และปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอยู่ตลอดเวลา
สงิ่ หนงึ่ ท่จี ะทาให้ความสมั พนั ธ์ท่ีเพ่ิงสร้างขน้ึ มานั้นดาเนินต่อไปได้ ด่านแรกก็คอื การสร้างความประทับใจ
ต้ังแต่แรกพบให้กับฝ่ายตรงข้าม และการท่ีจะสร้างความประทับใจได้นั้น ส่วนหน่ึงก็มาจากการมี
บคุ ลิกภาพภายนอกทีด่ ีเป็นส่วนในการสร้างความสมั พันธ์น่ันเอง คงปฏเิ สธไม่ได้วา่ เวลาเราเจอใครครั้งแรก
ความรู้สึกที่จะบอกว่าจะชอบ หรือไม่ชอบนั้น ส่วนหน่ึงมาจากบุคลิกภาพ กิริยาท่าทาง การแสดงออก
การแต่งกายของฝ่ายตรงข้าม ณ เวลาน้ัน หลังจากนั้นจึงไปสู่ขั้นตอนของการพูดจา เพ่ือทาความรู้จักกับ
ทศั นคติ และตวั ตนที่ลกึ ซง้ึ ตอ่ ๆ ไป
นอกจากสร้างบุคลิกภาพที่น่าประทับใจ เพ่ือสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนใหม่ ๆ แล้ว การรักษา
ความสัมพันธ์ท่ีมีอยู่แล้วก็เป็นส่ิงจาเป็นด้วยเช่นกัน และการที่คนคนหน่ึงมีบุคลิกภาพภายนอกท่ีดี และ
ประทับใจต่อคนรอบข้างน้ัน ถือว่าคนคนน้ันมีต้นทุนท่ีดีอยู่แล้วท่ีจะพบกับความสาเร็จได้โดยง่าย และ
บุคลิกภาพภายนอกที่ดีก็เป็นต้นทุนที่ไม่ต้องซื้อหา ไม่ต้องใช้เงิน เป็นต้นทุนท่ีมีมาตั้งแต่เกิด แต่ก็สามารถ
ฝึกฝนกันได้ตลอดเวลา การที่จะสร้างบุคลิกภาพให้น่าประทับใจนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ ก่อนอ่ืนต้อง
ปรับทัศนคติให้ได้เสียก่อน ว่าต้องการจะมีบุคลิกภาพท่ีดี หลังจากน้ันก็ต้องรู้จักระมัดระวังตัว มีสติรู้ว่า
กาลังทาอะไรอยู่ และวางตัวให้เหมาะกับกาลเทศะ ซ่ึงต้องเร่ิมต้ังแต่การแต่งกาย การพูดจา การเดิน การ
นั่ง ไปจนถึงการตรงต่อเวลา
ความหมายของการพัฒนาบุคลิกภาพ
การพัฒนาบุคลิกภาพ (Personality Development) หมายถึง การปรับปรุงพฤติกรรมของ
บุคคลเพ่ือขจัดข้อบกพร่องและเพิ่มจดุ เด่น โดยพยายามขจดั ข้อบกพร่องใหอ้ อกไปมากท่ีสดุ และพยายาม
ปรับปรุงพฒั นาเพ่อื เปน็ การสร้างภาพลกั ษณแ์ ละภาพพจนข์ องบุคคลน้ันให้เปน็ ท่ีน่าเช่อื ถอื ศรัทธา โดยการ
ปรับปรุงทั้งภายในและภายนอก กิริยามารยาท การแต่งกาย การแสดงออกทางอารมณ์ และคาพูด
กระบวนการทท่ี าให้มกี ารเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ดี ี และบุคคลมีทศั นคตทิ ี่ดตี ่อการเปลยี่ นแปลงนัน้ ๆ
มนุษย์ทุกคนในโลกน้ีไมมีใครที่เกิดมาพรอมความสมบูรณ์ของบุคลิกภาพในทุกองค์ประกอบแต่ละบุคคล
ล้วนมีความบกพร่องบ้างไม่มากก็น้อย ดังน้ันบุคคลจึงจาเป็นต้องปรับปรุงหรือพัฒนาบุคลิกภาพในส่วนที่
บกพรองของตนเองให้มีความสมบูรณ์มากทีส่ ดุ เท่าที่จะทาได้
มนุษย์เรา ต่างเขตคาม ต่างความคิด
หลายหลากจติ คิดค้น คนละอยา่ ง
ใชพ้ ้นื ฐาน เคยพบเห็น เปน็ แนวทาง
ท้งั ดบี ้าง เลวบา้ ง ตา่ งกนั ไป
ความหมายของบุคลกิ ภาพภายนอก
บคุ ลิกภาพภายนอก (External Personality) หมายถึง ลักษณะภายนอกทส่ี งั เกตเห็นไดอ้ ยา่ ง
ชดั เจนของแตล่ ะคน ซง่ึ อาจหมายถงึ สรรี ะทางกาย กิริยาท่าทางต่าง ๆ การเคลื่อนไหว รปู ร่าง หนา้ ตา
ผวิ พรรณ การแต่งกาย การใชน้ า้ เสียง ศลิ ปะการพูด สง่ิ ต่าง ๆ เหลา่ นี้ลว้ นเปน็ บคุ ลกิ ภาพภายนอกทั้งสนิ้
ซง่ึ บคุ ลกิ ภาพภายนอกสามารถปรับปรุงได้งา่ ยและใชเ้ วลาไม่นาน
ภาพที่ 2.1 การยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณด์ ี แตง่ กายดี ลว้ นเปน็ บคุ ลกิ ภาพภายนอกที่ดี
(ทมี่ า: http://www.impressionconsult.com)
ขั้นตอนการพฒั นาบุคลิกภาพ
แม้ว่าบุคลิกภาพบางอย่างจะถูกหล่อหลอมมาต้ังแต่เกิด แต่ถ้าคนเรามีความม่ันใจที่จะปรับปรุง
และพัฒนาก็สามารถทาได้ โดยเฉพาะบุคลิกภาพภายนอกสามารถปรับปรุงได้โดยใช้เวลาไม่นาน และ
เพอื่ ให้การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพเป็นไปอยา่ งถูกต้องและได้ผล ควรปฏิบตั ิตามขน้ั ตอนดังน้ี
1. ตระหนักในความสาคัญของบุคลิกภาพ บุคลิกภาพนับเป็นส่ิงที่จาเป็นและสาคัญต่ออาชีพ
และอนาคต จึงมกี ารให้ความสาคัญและตื่นตัวในการพัฒนาบุคลิกภาพกนั มากขึ้น ดังจะเหน็ วา่ มีการบรรจุ
หลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพให้นักเรียน นักศึกษาได้เรียนรู้โดยเฉพาะงานด้านบริการต่าง ๆ การจัดตั้ง
ศูนย์หรือสถาบันส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพ เช่น ชมรมฝึกพูด การวางตัว การเข้าสมาคม การแสดง
อิริยาบถในสังคม มีนิตยสารและคอลัมน์ในนิตยสารกล่าวถึงหัวข้อหรือบุคคลต่าง ๆ ท่ีประสบความสาเรจ็
ในหน้าที่การงาน บุคลิกภาพกับความสาเร็จในการทางาน สาเหตุของความล้มเหลวในชีวิตเป็นต้น และ
หาทางพัฒนาตนเองด้วยการศึกษาหาความรูแ้ ละนามาปฏบิ ัติ
2. ประเมินบุคลิกภาพของตนทั้งด้านดีและด้านที่บกพร่อง ก่อนการพัฒนาบุคลิกภาพ
ต้อง ทาการประเมนิ บุคลิกภาพของตนเองก่อนโดยประเมินข้อดีข้อเสยี ของตนเอง การประเมินตนเอง
เป็นเร่ืองค่อนข้างยากเพราะบางครั้งคนเราไม่ค่อยยอมรับความบกพร่องเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง ส่วนมากมักจะ
คิดวา่ ตัวเองถูก ตัวเองดี ตัวเองเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกประการ ฉะนนั้ จึงถอื เป็นเร่ืองยาก เวน้ แต่เรา
ตอ้ งเปลยี่ นแปลงความรสู้ ึกนกึ คดิ เสยี ใหมโ่ ดยพิจารณาถงึ หลกั ความจริงว่า “ส่เี ทา้ ยังรู้พลาดนกั ปราชญ์ยังรู้
พล้ัง” คนเราก็ต้องมีบ้างที่บางคร้ังทาอะไรไม่ถูกต้องและรับฟังคาวิจารณ์จากผู้ใกล้ชิด เช่น บิดามารดา
ญาติพ่ีนอ้ ง เพือ่ น โดยเก็บขอ้ ดีไว้ และนาข้อบกพรอ่ งมาปรบั ปรุงและพฒั นา
3. มุ่งม่ันที่จะปรับปรุงและพัฒนาบุคลิกภาพของตนอย่างจริงจังและถูกวิธี เมื่อได้ตระหนักถึง
ความสาคัญของบุคลิกภาพและได้ประเมินข้อดีข้อเสียของตนเองแล้ว จะต้องศึกษาวิธีการปรับปรุง
ขอ้ บกพร่องดว้ ยวธิ ีที่มปี ระสทิ ธภิ าพ ดว้ ยความม่งุ ม่นั จริงจงั และมีความสม่าเสมอในเร่ืองต่อไปนี้ คือ
3.1 การปรบั ปรงุ ทว่ งทา่ (Appearance)
3.2 การเสรมิ สรา้ งความเช่ือม่ันในตนเอง (Self Confidence)
3.3 การปรบั ปรงุ มนุษย์สัมพนั ธ์ (Human Relationship)
3.4 การเสริมสร้างความคิดอย่างมีเหตุผล มีความคิดริเร่ิม และการแก้ไขปัญหาอย่างมี
ประสิทธิภาพ (Reasoning Thinking, Creative Thinking, and Problem Solving) บุคลิกภาพเป็น
สมบัติเฉพาะตัวยังไม่มีใครมีบุคลิกภาพเหมือนกันทุกประการ บุคลิกภาพท่ีดีท่ีสุดไม่มี มีแต่ว่าจะปรับปรุง
ใหบ้ ุคลกิ ภาพดขี นึ้ ไดอ้ ย่างไร
การปรับปรงุ บุคลิกภาพภายนอก
การปรบั ปรุงบคุ ลิกภาพภายนอก หมายถึง สิ่งที่สงั เกตเหน็ ไดชัดหรอื สมั ผัสได การปรบั ปรุง แก
ไขสามารถทาไดง้ า่ ย ใชเ้ วลาน้อยและวัดผลไดทนั ที ประกอบด้วย
1. การปรบั ปรงุ รูปรา่ งหน้าตา โดยการดูแลบารงุ รกั ษาให้สะอาดเรียบร้อยปราศจากส่ิงน่า
รงั เกียจ หากรูปร่างมขี ้อบกพร่องอาจใชว้ ิธีการแต่งกายทีเ่ หมาะสม ช่วยในการอาพรางหรอื เสริมแต่งให้ดดู ี
ขนึ้ เหมาะสมกับวัย ฐานะ และกาลเทศะ
ภาพที่ 2.2 การพอกหนา้ เป็นการดูแลผิวพรรณวิธีหนึ่งทส่ี ามารถทาได้งา่ ย
(ทม่ี า: http://thadpolbiztips.blogspot.com)
2. การรักษาสขุ ภาพ ด้วยการทาใหร้ า่ งกายแขง็ แรงอยู่เสมอ เพราะผู้ท่มี ีสุขภาพไม่แข็งแรงมักมี
อารมณห์ งดุ หงิดงา่ ย จึงควรบารุงดแู ลรา่ งกายดว้ ยอาหารที่มีประโยชน์ การพักผอ่ นนอนหลับทเ่ี พียงพอ
ออกกาลงั กายสม่าเสมอเพือ่ ให้อารมณ์ดีอยู่เสมอ
ภาพที่ 2.3 การรับประทานอาหารทีม่ ีประโยชน์ และออกกาลงั กายเป็นการรักษาสุขภาพทด่ี ี
(ที่มา: www.mirworldwide.com)
3. การปรบั ปรงุ กิริยาทา่ ทาง ควรปรบั ปรุงกริ ยิ าท่าทางใหส้ ุภาพ ออ่ นโยน เหมาะสม เชน่ การไหว้
เพ่ือ แสดงความเคารพ หรือแสดงการทักทายตามวฒั นธรรมไทยควรเดินและน่งั อย่างรักษากิริยามารยาท
ทด่ี ี ไม่มองคนดว้ ยหางตา ฝกึ การมองใหเ้ ปน็ ไปในทางท่ีดี เป็นต้น
ภาพท่ี 2.4 กริ ิยาท่าทางท่เี หมาะสม ทาใหป้ ระสบความสาเร็จในการทางาน
(ทมี่ า: www.princessaumaim.blogspot.com)
4. การปรับปรงุ การแต่งกาย การแตง่ กายเปน็ องคป์ ระกอบเบื้องต้นที่เสริมบคุ ลกิ ภาพของบุคคล
จึงควรแตง่ กายด้วยเส้ือผ้าท่สี ะอาดสวยงามเหมาะสมแกโ่ อกาส เพอื่ เปน็ การสร้างเสนห่ ์แก่ผูพ้ บเห็น
ภาพที่ 2.5 การแต่งกายถูกต้อง เหมาะสมกบั กาลเทศะ เป็นสงิ่ ทีส่ รา้ งความประทบั ใจแกผ่ ู้พบเหน็
(ทมี่ า: http://www.manager.co.th)
5. การปรับปรุงการพูด สิ่งที่สาคัญท่ีสุดในการสร้างมิตรภาพกับบุคคลคือการพูดเนื่องจากเป็น
การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดความเชื่อค่านิยม ทัศนคติท่ีมีต่อตนเองและผู้อื่น เราจึงควรฝึกพูดให้มีความ
ไพเราะเลือกใช้ถ้อยคาและน้าเสียงที่แสดงความจริงใจ รวมถึงฝึกการฟังผู้อ่ืน ทาให้ผู้อ่ืนรู้สึกว่าสิ่งท่ีพูดมี
ความสาคัญสง่ ผลตอ่ บคุ ลกิ ภาพท่ดี ขี องตนเอง
ภาพที่ 2.6 ทว่ งท่าการพดู ท่ีดี สง่ ผลตอ่ บคุ ลิกภาพทดี่ ี
(ท่ีมา: http://www.manager.co.th)
6. การปรับปรุงการทางาน บคุ คลที่ทางานหรอื ทากจิ กรรมต่าง ๆ ไดดเี ดน่ มลี ักษณะคลอ่ งแคลว่
ว่องไวด้วยลกั ษณะท่าทางทสี่ ง่างามเข้มแข็งและจริงจังเหมาะสมกบั สภาพงานที่กระทาย่อมเปน็ สิง่ ที่
สะทอ้ นให้เหน็ ถึงบุคลกิ ภาพของบุคคลนน้ั วา่ มบี ุคลิกภาพที่นา่ ศรทั ธายกย่อง
ภาพที่ 2.7 บคุ ลกิ ภาพทด่ี ี ทาใหไ้ ดร้ บั การยอมรับจากเพ่ือนร่วมงาน
(ท่ีมา: http://www.manager.co.th)
การดูแลและพฒั นาบุคลิกภาพภายนอก
การพัฒนาบุคลกิ ภาพภายนอกเปน็ ส่งิ ทสี่ ามารถทาไดง้ ่ายกวา่ การพฒั นาบุคลกิ ภาพภายในใชเ้ วลา
ไม่มากนกั ก็สามารถเห็นผลได้ หากผู้ปฏบิ ตั ิมคี วามตัง้ ใจจริง ดงั น้นั เราจงึ ควรสารวจบคุ ลกิ ภาพภายนอก
ของเราโดยเรมิ่ จากอวัยวะท่สี ามารถปรบั ปรุงได้งา่ ย ดังนี้
1. รปู รา่ ง
2. ใบหนา้
3. เสผม
4. ตา
5. คิ้ว
6. หู
7. จมกู
8. ริมฝปี าก
9. ฟัน
10. อก
11. เลบ็ มือและเท้า
12. ผิวพรรณ
13. ขา
14. เทา้
1. การดูแลรกั ษารูปรา่ ง
รูปร่าง (Appearance) ทรวดทรงสรีระ หมายถึง ลักษณะร่างกายทรวดทรง สัดส่วนของ
ร่างกายต้ังแต่ศีรษะจรดเท้า เช่น นายแบบที่มีรูปร่างสูงโปร่งมักประสบความสาเร็จในอาชีพ และโดย
ลักษณะรูปร่างของแต่ละเผ่าพันธุ์อาจแตกต่างกันออกไป เช่น ชาวยุโรปจะมีรูปร่างที่สูงใหญ่กว่าชาว
เอเชีย เป็นต้น รูปร่างของบุคคลเป็นที่ส่ิงที่สามารถพัฒนาได้ โดยเฉพาะบุคคลที่มีรูปร่างอ้วน หรืออ้วน
เน่ืองจากอายุที่มากข้ึน นอกจากจะทาให้ดูเป็นคนไม่คล่องแคล่วแล้วยังจะก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
เช่น ความดนั โลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ อีกด้วย
จะเห็นได้ว่า ผู้ที่มีน้าหนักเกินมักจะหาวิธีการเพื่อจะลดน้าหนักให้อยู่ในสัดส่วนท่ีพอดี คาว่า
สัดส่วนท่ีพอดี หมายถึงน้าหนักกับส่วนสูงอยู่ในอัตราท่ีพอเหมาะ มีการประเมินน้าหนักตามเกณ์์ส่วนสงู
วา่ นา้ หนกั เท่าใดจึงจะเหมาะสม ซงึ่ นิยมใชก้ ับผู้ใหญ่อายุเกิน 20 ปี โดยอัตราส่วนที่พอเหมาะของเพศชาย
จะนา 100 ลบออกจากส่วนสูง ส่วนเพศหญิงจะนา 105 (มาตรฐานสากล) ลบออกจากส่วนสูง ก็จะได้
นา้ หนักตัวทีเ่ หมาะสม ดังตวั อย่างต่อไปน้ี
ส่วนสูง (เซนติเมตร) น้าหนักชาย (กิโลกรัม) นา้ หนกั หญงิ (กโิ ลกรัม)
150 150 - 100 = 50 150 - 105 = 45
155 155 - 100 = 55 155 - 105 = 50
160 160 - 100 = 60 160 - 105 = 55
165 165 - 100 = 65 165 - 105 = 60
170 170 - 100 = 70 170 - 105 = 65
175 175 - 100 = 75 175 - 105 = 70
180 180 - 100 = 80 180 - 105 = 75
ตารางที่ 2.1 แสดงวธิ ีการคานวณ
สว่ นสงู และน้าหนักตามมาตรฐานสากล ของผใู้ หญ่ทมี่ ีอายุ 20 ปีขึ้นไป
โรคอ้วนเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ท่ีพบมากที่สุดคืออุปนิสัยการบริโภค ซึ่งอาจต้องการบริโภค
เพราะความต้องการของร่างกาย หรือมีสาเหตุมาจากความเครยี ด เมื่ออ้วนมักจะทาให้เจ้าของรูปร่างร้สู ึก
อึดอัด และแต่งกายให้สวยงามได้ลาบาก จึงมักหาวิธีการต่าง ๆ เพ่ือขจัดความอ้วนหรือส่วนเกินเหล่าน้ัน
ใหห้ มดไป วิธีการลดความอ้วนทกี่ ระทาได้ มีดงั น้ี
1.1 การควบคุมอาหาร เปน็ วธิ กี ารลดน้าหนกั ท่ีดีและปลอดภัยท่ีสุด เหน็ ผลได้เร็วและชัดเจนผูล้ ด
น้าหนักจะต้องควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย จะต้องบริโภคอาหารให้
ครบท้ัง 5 หมู่ เลือกรับประทานอาหารท่ีมีไฟเบอร์มาก ๆ เช่น ผักสีเขียว ผักสีม่วง ผลไม้ งดอาหาร
หวาน แป้ง นา้ ตาลหรอื อาหารที่มปี ริมาณไขมันสูง ควรรบั ประทานอาหารด้วยวธิ ีการป้งิ น่ึง ยา่ ง แทนการ
ทอด และที่สาคญั จะตอ้ งออกกาลังกายควบคู่กันไปดว้ ย
ภาพท่ี 2.8 อาหารท่ีผู้ลดนา้ หนกั ควรรบั ประทาน
(ท่มี า: www.blogspot.com)
1.2 การออกกาลังกาย นอกจากจะช่วยเพ่ิมความแข็งแรงให้กล้ามเน้ือแล้วยังจะช่วยเผาผลาญ
แคลอรีส่วนเกิน ให้มีความสดช่ืน กระฉับกระเฉง ช่วยลดไขมันส่วนเกิน ทาให้รูปร่างดีข้ึนการออกกาลัง
กายทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพ คือการออกกาลงั กายที่สมา่ เสมอ ดงั น้ี
1.2.1 วธิ กี ารออกกาลงั กาย สามารถทาได้หลายวธิ ีท่แี ตกต่างกัน เช่น การเดินเรว็ ๆ การว่งิ
เหยาะ ๆ การเต้น แกว่งแขน ยกขา อยู่กับที่ในบ้าน ในสนามหน้าบ้าน การรามวยจีนไทเก็ก การใช้ไม้
พลองประกอบการทาโยคะ การเต้นแอโรบิคท่ีถูกต้อง และที่สาคัญมาก ๆ คือจะต้องดูว่า อายุสุขภาพ
เหมาะกับการออกกาลังกายแบบไหน วิธีการออกกาลังกายที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น นายแพทย์พิชัย ดิฐ
สถาพร จากโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ จังหวัดสระบรุ ี ได้กล่าวใหค้ วามรู้วา่ จะตอ้ งให้กลา้ มเนอื้ หลัก ๆ หรอื
กล้ามเน้ือชุดใหญ่ได้เคลื่อนไหวหรือที่เรามักจะพูดกันว่า ให้กล้ามเนื้อหลัก ๆ ได้ทางาน เช่น กล้ามเน้ือที่
แขน ขา ทอ้ ง คอ รวมท้ังปอดและหวั ใจ
ภาพท่ี 2.9 การออกกาลังทีเ่ หมาะสม เป็นวิธีการดูแลรักษารูปรา่ งท่สี ามารถทาได้ง่ายและเหน็ ผล
(ที่มา: http://www.pstip.com)
1.2.2 เวลาท่เี หมาะสมในการออกกาลังกายซง่ึ อาจแตกตา่ งกนั ไปแลว้ แตบ่ ุคคล เชน่ ตอนเช้า
อากาศคอ่ นข้างดี มมี ลภาวะน้อย เหมาะกบั การออกกาลังกาย ตอนเยน็ หลงั จากเลิกงาน ชว่ งเวลา 16.00-
18.00 น. ก็เหมาะสม ไมต่ อ้ งกงั วลเร่ืองไปทางาน และเป็นช่วงทีร่ ะบบกล้ามเน้ือท่ีได้เคล่ือนไหวมาในตอน
กลางวันแล้ว ทาให้การยืดหยุ่นของกล้ามเนอื้ ดีข้ึนท่ีจะออกกาลังกายในตอนเย็น ดังน้ันจึงขึ้นอยู่กับเวลาท่ี
เหมาะสมของแต่ละคนที่จะตอ้ งพจิ ารณาตวั เอง วา่ ควรจะออกกาลงั กายเวลาไหนท่ดี ีทีส่ ุดสาหรบั ตวั เอง คง
ไม่มีกฎตายตัวสาหรับการดารงชีวิตในสังคมปัจจุบัน แต่ที่สาคัญอย่างยิ่งคือร่างกายของคนเราต้องมีการ
ออกกาลังกาย เพ่ือเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายมีสุขภาพดีระยะเวลาในการออกกาลัง
กาย โดยทั่วไปทางการแพทย์แนะนาให้ ออกกาลังกายนานประมาณ 10-30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3 วัน
หรอื วนั เวน้ วัน หรอื ออกกาลงั กาย 10 นาที แล้วรสู้ ึกเหนอื่ ยก็ใหห้ ยุดพกั ก่อน แลว้ จึงออกกาลังกายต่ออีก
จนครบเวลา 30 นาที
1.3 การรับประทานยาลดความอ้วน ผลข้างเคียงของยาลดความอ้วน คือยาจะเข้าไปมีฤทธิ์ต่อ
ระบบประสาทส่วนกลางที่ควบคุมความหิว หรือความอยากอาหารเม่ือถึงเวลา และกระตุ้นให้ร่างกาย
กระฉับกระเฉงขน้ึ เมือ่ ไม่ไดร้ บั สารอาหารทาให้ร่างกายต้องนาไขมันที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อมาใช้ รา่ งกาย
จึงซบู ผอม กลา้ มเนือ้ เลก็ ลง เมือ่ ร่างกายผอมลง นา้ หนกั ก็จะลดลงทนั ที การรบั ประทานยาลดความอ้วน มี
ผลข้างเคยี งคือทาให้นอนไม่หลับ มึนงง อ่อนเพลีย ปากแหง้ ใจสน่ั คลนื่ ไส้ เม่อื เลกิ ใชย้ าอาจทาให้กลับมา
กินอาหารมากขึ้นกว่าเดิม น้าหนักอาจเพ่ิมข้ึนกว่าเดิมก็ได้ ดังนั้นหากจาเป็นต้องลดความอ้วนด้วยวิธีน้ี
ควรใหอ้ ยูใ่ นความดูแลของแพทยเ์ สมอ
ภาพท่ี 2.10 การรับประทานยาลดความอ้วน ควรอยู่ในความดแู ลของแพทย์เสมอ
(ทม่ี า: http://women.thaiza.com)
2. การดแู ลรักษาใบหน้า
ใบหน้า (Face) เคา้ หนา้ ดวงหนา้ รปู ลักษณะของหนา้ รูปหน้าเป็นเค้าโครงซง่ึ มีสว่ นประกอบ
อนื่ ๆ ไดแ้ ก่ ตา หู จมูก ควิ้ ปาก ฟนั ผม ผิวหนา้ อยู่ดว้ ย คนท่ีเกดิ มาหน้าตาหล่อ สวย จัดวา่ โชคดี ย่ิงหาก
ไดร้ ปู รา่ งทดี่ ีมาประกอบดว้ ยแลว้ นับว่าเป็นสงิ่ ที่โชคดีอีกเท่าตัว
2.1 ลักษณะของใบหน้า โดยทั่วไปลักษณะใบหน้าของคนจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ
ได้แก่ ใบหน้ากลม ใบหน้าเหล่ียม ใบหน้ายาว และใบหน้ารูปไข่ ซ่ึงจัดว่าเป็นรูปหน้าท่ีสวยที่สุด ผู้ท่ีมี
ลักษณะของใบหนา้ ต่าง ๆ สามารถแก้ไขลักษณะบนใบหนา้ ดว้ ยการแต่งหน้า ได้ดังน้ี
2.1.1 ใบหน้ากลม จะมแี ก้มทีเ่ ตม็ และอูมมาก คางมกั สั้นส่วนซึง่ ต้องแก้ไขคอื ขา้ งแก้ม
ทั้งหมดเพ่ือทาให้ใบหน้าดูแคบลง ผู้ที่มีใบหน้ากลมเมื่อต้องแต่งหน้าหลังจากที่รองพ้ืนและซับแป้งจนท่ัว
ใบหน้าแลว้ สามารถเสรมิ บุคลิกให้ดีข้ึนดว้ ยการปัดแก้มบรเิ วณช่วงแก้มให้เปน็ รูปสามเหลยี่ มฐานด้านหน่ึง
ของสามเหลี่ยมขนานกับแนวหู และมุมแหลมด้านตรงกันข้ามกับฐานชี้ไปยังจมูก โดยระวังอย่าปัดให้ใกล้
เข้ามาในช่วงกลางของหนา้ มากเกนิ ไป
2.1.2 ใบหนา้ เหล่ยี ม ใบหนา้ รปู นี้ขากรรไกรซึ่งเปน็ เหล่ียมนัน้ มกั มสี ว่ นกว้างพอ ๆ กับ
หน้าผาก กล่าวอีกนัยหน่ึงคือหน้าผากด้านข้างกางออกไปพอ ๆ กับขากรรไกร การแต่งหน้ารูปหน้า
ลักษณะนี้ ต้องพยายามลบความกว้างของหน้าผาก ข้างแก้ม และขากรรไกร โครงสร้างของหน้าซึ่งกว้าง
อย่แู ล้วนั้นจาเปน็ ต้องแตง่ หน้าเล่นสีให้หน้าดูแคบเขา้ มา สามารถเสริมบุคลกิ ทางด้านหน้าตาให้ดูดีข้ึนด้วย
การปัดแก้มเป็นรปู สามเหล่ียมเช่นเดยี วกบั ผู้ท่ีมใี บหน้ากลม แต่จะให้ฐานของสามเหลีย่ มอยู่ในแนวระนาบ
ทีบ่ รเิ วณดา้ นลา่ งของแก้มและมุมแหลมด้านตรงกันข้ามฐานช้อี อกไปทางขมบั
2.1.3 ใบหนา้ ยาว ใบหน้าประเภทน้ีมีลกั ษณะแคบและยาว การแต่งหน้าจงึ มุง่ หมายไป
ทางการแต่งเพื่อช่วยให้ใบหน้าดูกว้างขึ้นและสั้นลง การเสริมบุคลิกของคนท่ีมีรูปหน้ายาว จะปัดช่วงแก้ม
เป็นรูปส่ีเหล่ียมด้านขนาน เอียงข้ึนไปตามแนวกระดูกโหนกแก้มจนจรดถึงไรผมบรเิ วณหู ด้านหน่ึงของรปู
สเ่ี หลี่ยมซึง่ เป็นดา้ นทอี่ ยู่ช่วงในของใบหนา้ ตอ้ งไมเ่ กินตาดาเขา้ มา
2.1.4 ใบหนา้ รปู ไข่ ถือเปน็ รปู หนา้ ท่ีสมบรู ณแ์ บบทส่ี ุด กลา่ วคือ หน้าผากกวา้ งกาลังดี
วงหน้าจากหน้าผากตรงลงมาจะเล็กลงเป็นลาดับจนถึงคางซึ่งไม่แหลม ไม่ปาดแต่มนกาลังดี การแต่งหน้า
สาหรับรปู หนา้ นีจ้ ึงทาได้ไม่ยาก ถา้ ต้องการเนน้ จดุ เด่นส่วนหนึ่งส่วนใดบนใบหนา้ กย็ อ่ มทาได้
ภาพที่ 2.11 การลา้ งหนา้ ให้สะอาดเปน็ ขนั้ ตอนแรกในการดูแลใบหน้า
(ท่มี า: http://pimlapaspf.blogspot.com)
2.2 การดแู ลผวิ หน้าประจาวัน ไม่วา่ จะเปน็ ผู้ทม่ี ใี บหนา้ ในลักษณะใดก็ตาม จะต้องดูแลรกั ษา
ความสะอาดบนใบหน้าใหป้ ราศจากสิว ฝา้ กระ หรอื รอยด่างดา เพื่อให้ใบหนา้ ดูสวยและนวลเนยี น ดังนน้ั
จึงควรดแู ลผิวหนา้ ประจาวนั ดงั นี้
2.2.1 เช็ดล้างเคร่อื งสาอางออกจากผวิ หน้าโดยเฉพาะผู้ท่ีแต่งหน้า การทาความสะอาด
เครื่องสาอางออกจากผิวหน้าด้วยการล้างออกด้วยน้าเพียงอย่างเดียวเท่าน้ันไม่เพียงพอจาเป็นต้องใช้
ผลิตภัณ์์ทาความสะอาดผิวหน้าประเภทCleansingหรือRemoverเช็ดเคร่ืองสาอางออกก่อนการล้าง
หน้าทุกครั้งซึ่ง Cleansing หรือ Remover จะช่วยขจัดส่ิงสกปรกและสารท่ีตกค้างและอุดตันสะสมในผิว
ออกได้อย่างหมดจดหลังจากนั้นก็ล้างหน้าออกด้วยน้าสะอาดและ Cleansing ก็จะทาให้ผิวหน้าสะอาด
สดใส
2.2.2 ทาความสะอาดผวิ ดว้ ยโทนเนอร์ หลังจากทีไ่ ด้ลา้ งหนา้ เสรจ็ เรยี บร้อยแลว้ ควรที่
จะใช้สาลีชุบโทนเนอร์เช็ดผิวให้ท่ัวทั้งใบหน้า วิธีการเช็ดหน้าที่ถูกต้องคือ การเช็ดข้ึนจากด้านล่างขึ้นสู่
ด้านบนเพ่ือเป็นช่วยเพ่ิมความชุ่มชื้นเข้าสู่รูขุมขนและช่วยทาความสะอาดรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อกี ด้วย
2.2.3 ทาครมี บารงุ ผวิ หน้ากลางวันหรือกลางคนื หลงั จากท่เี ชด็ หนา้ ผิวหนา้ ด้วยโทน
เนอร์เสร็จเรียบร้อยแล้วควรนวดหน้า ซึ่งการนวดหน้าจะช่วยกระตุ้นการดูดซึมของเนื้อครีมท่ีทาเข้าสู่
ผิวหน้าไดด้ ีมากข้ึน
2.2.4 การใช้ครมี กนั แดดทม่ี ีคา่ SPF 30 PA+++ ขน้ึ ไปในตอนเชา้ หลังจากท่ีทาครมี
บารุงผิวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวหน้าจากอันตรายของแสงยูวี โดย
ผลการวิจัย ทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่ท่ีมีอายุต่ากว่า 18 ปี จะต้องเผชิญกับแสงยูวีที่เป็น
อันตราย ต่อผิวมาก และความรุนแรงของแสงจะเพ่ิมขึ้นอีกร้อยละ 50-70 ของแสงท้ังหมด การ
หลีกเล่ียงการถูกแสงแดดโดยตรงเป็นส่ิงสาคัญอย่างยิ่งท่ีจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งผิวหนัง
ผวิ หนังไหม้และการเกดิ จุดด่างดาจากเม็ดสีผิวได้
3. การดูแลรักษาเส้นผม
ปจั จุบันคนเราเร่ิมเป็นห่วงเป็นใยและสนใจเรื่องราวกบั เสน้ ผมกนั มากข้ึน ไมว่ ่าจะเปน็ ปญั หาเร่ือง
ผมร่วง ผมหงอก ผมแห้ง ผมแตกปลาย ผมไร้น้าหนัก ขาดความเงางามและไม่อยู่ทรง การที่คนเราจะมี
เส้นผมที่แขง็ แรง มสี ผี มท่ีแตกตา่ งกัน ผมหนา ผมบาง ขึน้ กับเช้ือชาติ และพนั ธุกรรม
3.1 วงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม
เส้นผมของคนเราโดยปกติเจริญเติบโตได้วันละ 0.3 มิลลิเมตร ดังนั้นภายใน 1 เดือน ผมจะยาวได้
ประมาณ 1 เซนติเมตร โดยเสน้ ผมแต่ละเส้นจะยดื ยาวได้ 2 ปี คอื ยาวประมาณ 36 น้วิ หลังจากนั้นเซลล์
รากผมกจ็ ะหยดุ เจริญเติบโต เสน้ ผมจะรว่ ง และเซลล์รากผมก็จะสรา้ งเส้นผมขน้ึ ใหม่ เสน้ ผมบนหนังศีรษะ
ร้อยละ 10-15 เป็นเส้นผมที่หยุดเจริญเติบโตและพร้อมท่ีจะร่วง เส้นผ มบนหนังศีรษะมี
ประมาณ 120,000 เส้น และเส้นผมที่ร่วงวันละ 50-100 เส้นถือว่าปกติ แต่ถ้าเส้นผมค่อย ๆ บางลงแล้ว
ผมยังคงรว่ งจานวนเทา่ เดิมก็ถอื ว่าผิดปกติ
ภาพท่ี 2.12 การสระผมเปน็ ข้ันตอนแรกของการดูแลรักษาเสน้ ผม
(ท่มี า: http://www.womenshealththailand.com)
3.2 วิธดี ูแลเส้นผมให้สะอาดสขุ ภาพดี
การดูแลผมให้มีสุขภาพดีก็เหมือนกับผิวพรรณท่ัว ๆ ไปคือจะต้องให้ความสาคัญกับการ ทาความสะอาด
เป็นอันดับแรก คนปกติควรสระผม สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยใช้แชมพูอ่อนสระผม บ่อย ๆ แชมพูอ่อนมี
ข้อดีตรงที่ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ไม่แพ้ง่าย จึงเหมาะสาหรับเด็กและบุคคลท่ัวไปท่ีไม่มีปัญหา
เรอื่ งหนังศรี ษะ
3.2.1 การดแู ลผมมนั สาหรับคนท่ีมีผมมนั คนทชี่ อบเล่นกีฬา หรืออยู่ในสภาพแวดล้อม
ท่ีต้องผจญกับฝุ่นละออง สารเคมี การฟอกสี เส้นผมลักษณะน้ีมักจะสกปรกง่าย ถ้าเป็นไปได้ควรจะ สระ
ผมทกุ วนั และหากรูส้ กึ ว่าผมแห้งกรอบจากการสระผม อาจใชค้ รีมนวดผมชโลมสักเล็กน้อย เนื่องจากโดย
ปกติเส้นผมมกั จะมนั เปน็ ธรรมชาติ เน่ืองจากต่อมไขมนั ผลติ ไขมันออกมามากเกนิ ไป ซง่ึ การสระผม การใช้
โลช่ัน การปรับเปล่ียนพฤติกรรมของการรับประทานอาหาร การนวดผม ท้ังหมด ไม่มีผลในการลดการ
ผลิตไขมนั แตอ่ ยา่ งใด สรุปได้ว่าคงจะต้องหาทางออกคือการสระผมบ่อย ๆ
3.2.2 การดแู ลผมทีเ่ ปน็ รงั แค สาหรบั คนทมี่ ปี ญั หาเสน้ ผมที่เป็นรงั แค อาจต้องใช้แชมพู
ปอ้ งกันรงั แคทีม่ สี ่วนผสมของซิงกไ์ พริไทออนคโี ตโคนาโซล เซเลเนียมซลั ไฟด์ ไพรอคโทนโอลามนี ซลั เฟอร์
รีซอร์ซินอล หรือกรดซาลิไซลิก ซึ่งรังแคมักมีสาเหตุจากเชื้อราชนิดหน่ึง คือ “Pityrosporum Ovale”
อาศัยอยู่บนหนังศีรษะและมักมีจานวนมากขึ้นในคนเหล่านั้น วิธีการรักษาอาจต้องสระผม โดยทิ้งแชมพู
ไว้บนศีรษะประมาณ 3-5 นาที เสร็จแล้วจึงล้างออก ความถี่ห่างของการใช้ขึ้นอยู่กับกับความรุนแรงของ
รังแคที่เป็น สามารถสระผมได้ทุกวัน ขณะเดียวกันคงต้องหาสาเหตุและปัจจัยอ่ืน ซึ่งส่งเสริมให้เป็นรังแค
มากขึน้ เชน่ ความเครียด การใช้น้ามันใสผ่ ม ถ้าอาการดีขึ้นอาจจะลดระยะเวลาสระผมลงเหลือแคว่ ันเว้น
วนั
3.3 การเลือกใช้แชมพู แชมพูประกอบด้วยสารชาระล้าง (detergent) ซึ่งมีส่วนที่เป็นสารลด
ความตึงผวิ ของน้าและสว่ นขจดั ความกระด้าง นอกจากน้นั จะมีไขมันบางชนิด สี น้าหอม วิตามิน สารท่ที า
ให้เกิดฟอง สารกันเสีย สารขจัดรังแค ซึ่งแต่ละบริษัทที่ผลิตแชมพูออกมาจาหน่าย อาจมีส่วนประกอบที่
แตกต่างกันบ้าง ข้ึนกับความพอใจและวัตถุประสงค์ของบริษัท การเลือกใช้แชมพูให้เหมาะสมกับตัวเอง
เป็นวิธีการท่ีช่วยดูแลรกั ษาเส้นผม ทาให้เส้นผมสะอาด สดใส สบายหนังศีรษะและไม่ก่อให้เกิดอาการคัน
ดงั นนั้ ควรเลอื กใชแ้ ชมพใู หเ้ หมาะสมกับลักษณะเสน้ ผมของตนเอง ดังนี้
3.3.1 แชมพูสาหรบั ผมแหง้ ผมท่ตี ้องเปา่ หรือดัดบ่อย ๆ ควรมีส่วนผสม
ของ Surfactant (สารท่ีชาระล้างทาความสะอาด เอาความมันออกจากเส้นผม) หลายชนิด เช่น โปรตีน
เพ่อื บารุงเส้นผม หลงั สระอาจตอ้ งใชค้ รมี นวดเพอ่ื ปอ้ งกันเสน้ ผมพันกนั
3.3.2 แชมพูสาหรบั ผมมันควรมสี ว่ นผสมของ Aikylsulphate ซง่ึ อยู่ในกลุม่
ของ Anionic Surfactant (สารทีล่ ะลายน้าแลว้ ได้ประจุลบ) ซึง่ มีคุณสมบัติในการชาระล้างสง่ิ สกปรกได้ดี
3.3.3 แชมพูสาหรับผมแหง้ แพง้ ่าย และผมเด็ก ควรใช้แชมพสู าหรับเด็ก เพราะไมม่ สี าร
ระคายเคืองผวิ และเยอื่ บุตา
3.3.4 แชมพูขจัดรงั แค มีส่วนผสมของซิงก์ไพริไทออนคีโตโคนาโซล เซเลเนียมซัลไฟด์
ไพรอคโทนโอลามีน ซลั เฟอรร์ ีซอร์ซนิ อล หรอื กรดซาลไิ ซลกิ เพื่อช่วยเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการกาจดั รังแค
4. การดูแลรกั ษาตา
ตาเปน็ อวัยวะทค่ี วรจะตอ้ งถนอมไว้ เพราะนอกจากจะทาให้มองเหน็ โลกภายนอกแลว้ คนที่มตี า
ที่เป็นประกาย สดใส ยังจะช่วยเสริมให้บุคคลนั้นมีใบหน้าท่ีงดงามดูดีไปด้วย บุคคลจะต้องระวังรักษา
นัยน์ตาเพ่ือให้สามารถใช้งานได้นานถึงแม้ว่าอายุจะมากแล้วก็ตาม โดยปกติส่วนประกอบของตาจะมี
ระบบป้องกันภัยในตัวเองอยู่แล้ว คือจะมีเปลือกตาและขนตาทาหน้าท่ีป้องกันเศษฝุ่นละอองไม่ให้เข้าตา
ได้ง่าย แต่หากฝุ่นละอองเข้าไปแล้วน้าตาก็จะไหลออกมาเพ่ือชาระล้างส่ิงสกปรกน้ันออกไป อย่างไรก็ดี
เมื่อต้องสัมผัสกับดวงตาจะต้องล้างมือให้สะอาดเสียก่อน หรือหากต้องทาความสะอาดด้วยผ้าหรือน้า ผ้า
หรอื น้านนั้ ก็จะต้องสะอาดด้วย และหากมีอาการระคายเคียงควรรบี ปรึกษาแพทยท์ ันที ดงั นนั้ เพื่อสขุ ภาพ
ตาท่ีดสี ามารถปฏบิ ตั ิไดด้ งั นี้
4.1 พบจักษุแพทย์เพ่ือทาการตรวจตาอย่างละเอียด หากคิดว่าสายตาเป็นปกติไม่มีปัญหาเรื่อง
การมองเหน็ อาจไม่จาเป็นต้องพบจักษุแพทย์ แต่การไปพบแพทย์เพ่ือทาการตรวจโดยละเอียดกจ็ ะช่วยทา
ให้แนใ่ จไดว้ า่ ไมม่ ปี ัญหาจริง ๆ เน่ืองจากโรคตาบางชนดิ เชน่ ตอ้ หนิ วุ้นในตาเสอื่ ม อาจจะเกิดขน้ึ โดยท่ีไม่
มอี าการเตือนลว่ งหน้า แต่สามารถตรวจพบได้โดยการตรวจตาโดยจักษุแพทย์ ในบางครั้งแพทยจ์ ะทาการ
ขยายมา่ นตา โดยใหย้ าหยอดตา ทาให้สามารถตรวจไดล้ ะเอียดมากย่ิงข้ึน
4.2 โรคตาที่มีในครอบครวั หากคนในครอบครัวมโี รคตา เปน็ เร่ืองสาคัญที่จะต้องรู้ด้วยว่าใครเป็น
โรคตาอะไร เนื่องจากโรคตาบางชนดิ สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากมปี ระวตั ิในครอบครัวกอ็ าจจะมี
ความเส่ียงมากย่ิงขึน้ เพื่อทาการตรวจทาการป้องกนั ก่อนทจ่ี ะสายเกนิ ไป
4.3 เลือกรับประทานอาหารท่ีมีประโยชน์ต่อดวงตา อาจจะเคยได้ยินว่าการรับประทาน แครอท
จะมปี ระโยชน์ แตน่ อกเหนือไปจากแครอท การรับประทานผลไม้และผักใบเขยี ว ก็สามารถช่วยทาให้ตามี
สุขภาพท่ีดีได้เช่นกัน นอกจากน้ียังมีงานวิจัยท่ีพบว่า การรับประทานอาหารที่มี Omega-3 สูง เช่น
ปลาแซลมอน ปลาทนู า่ ก็จะสามารถช่วยบารงุ สายตาไดเ้ ช่นกัน
4.4 การควบคุมน้าหนักให้อยู่ในเกณ์์มาตรฐาน ในคนท่ีมีน้าหนักตัวมากเกินไปจะมีความเสี่ยงท่ี
จะทาให้เกิดโรคเบาหวาน และโรคอื่น ๆ ซึ่งอาจจะนาไปสู่ความผิดปกติของดวงตาได้ เช่นโรคตาจาก
เบาหวาน หรอื ความดนั โลหิตสงู ดงั นัน้ การควบคุมน้าหนกั ใหด้ ีกเ็ ป็นประโยชน์ต่อดวงตาเช่นกัน
4.5 การสวมแว่นเพื่อป้องกันดวงตา โดยเฉพาะเวลาท่ีเล่นกีฬาหรือมีกิจกรรมท่ีอาจจะเส่ียงต่อ
การบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุต่อดวงตา เช่น การเล่นกีฬาบางอย่าง การทางานเฟอร์นิเจอร์ ส่วนใหญ่แว่น
ประเภทน้จี ะทามาจาก polycarbonate ซง่ึ มีความแขง็ แรงกวา่ พลาสตกิ ประมาณ 10 เทา่
4.6 งดสูบบุหรี่ นอกจากบุหร่ีจะเป็นอันตรายต่อหัวใจ เส้นเลือด และเพิ่มความเส่ียงในการเป็น
มะเร็งแล้ว บุหรี่ยังเพิ่มความเส่ียงต่อการเกิดโรควนุ้ ในตาเส่อื ม ต้อกระจก และการทาลายเส้นประสาทตา
อีกดว้ ย ทาใหเ้ สย่ี งต่อการเกิดตาบอดได้
4.7 ใช้แว่นกันแดด เพื่อเป็นการป้องกันรังสี UV เวลาเลือกซ้ือพยายามเลือกท่ีสามารถป้องกันได้
ทัง้ UV-A และ UV-B ได้ 99-100%
4.8 การพักสายตา ถ้าใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ หรือใช้สายตาเพ่งมากเกินไป บางครั้ง การ
กระพริบตาจะน้อยลงโดยทไี่ มร่ ู้ตวั และทาใหก้ ล้ามเนอื้ ตาล้า และตาแห้งได้ พยายามใชก้ ฎ 20-20-20 คอื
ทุก 20 นาที มองไปไกล 20 ฟุต ประมาณ 20 วินาที เพ่ือเป็นการพักสายตา และป้องกันสายตาล้า ปวด
ตาได้
4.9 ล้างมือใหส้ ะอาดเปน็ ประจา หากตอ้ งใชค้ อนแทคส์ควรเรยี นร้แู ละฝกึ ฝนท่ีจะใช้ใหถ้ ูกต้องเพ่ือ
ปอ้ งกันการตดิ เชือ้
4.10 ป้องกันอันตรายท่ีอาจเกิดขึ้นในที่ทางาน หากต้องทางานที่เส่ียงต่ออุบัติเหตุต่อดวงตาต้อง
ใสแ่ วน่ ทุกครง้ั อุปกรณป์ อ้ งกนั ทุกครั้ง
ส่ิงท่ีจะสร้างความสวยงามและเสริมสร้างเสน่ห์ให้แก่ดวงตา คือการตกแต่งด้วยอายแชโดว์ด้วย
เฉดสีต่าง ๆ และต้องมเี ทคนคิ การทาอายแชโดวท์ ีเ่ หมาะสมกับลักษณะของดวงตา
ภาพที่ 2.13 ตกแต่งด้วยอายแชโดวเ์ พ่อื เพิ่มความสวยงามแกด่ วงตา
(ท่ีมา: http://www.chicministry.com)
5. การดูแลรักษาคว้ิ
คิ้วเป็นส่วนประกอบหนึ่งของใบหน้าท่ีมีประโยชนท์ ั้งในด้านการปอ้ งกันเหงื่อไม่ให้เข้าตา ป้องกัน
ผง ป้องกันฝนุ่ ละออง ไม่ให้เขา้ ไปทาลายลูกนัยนต์ า และยังเปน็ ส่วนที่ทาให้ใบหน้ามคี วามคมเข้มข้ึน ยงิ่ ถา้
หากวา่ ค้วิ นน้ั มีความสมดุลกบั ตา กจ็ ะยิ่งเพ่ิมความสวยงามให้แกเ่ จา้ ของใบหนา้ นน้ั อีกดว้ ย รูปควิ้ ของคนมี
ลักษณะต่างกัน เช่น ค้ิวบาง คิ้วดก คิ้วส้ัน ค้ิวโก่ง ฯลฯ ซึ่งหากรูปคิ้วไม่เข้ากับหน้าหรือตา ก็จะสามารถ
เสรมิ แต่งใหเ้ ข้ากันและดสู วยงามได้ด้วยหลายวิธี ได้แก่
5.1 วิธีการถอน เพื่อให้ดูเป็นระเบียบ และเข้ากับใบหน้าให้มากที่สุด แต่การถอนควรทาให้น้อย
ทส่ี ดุ และมจี ุดประสงค์เพยี งเพ่อื ต้องการใหค้ ิ้วดสู ะอาด และสวยงามเหมาะสมกบั หนา้ ตาเท่านั้น
5.2 วิธสี ักค้วิ หรอื เพน้ ท์ควิ้ 3 มติ ิ ซ่งึ ต้องให้ความสาคัญกับการดูแลตามท่ผี ู้เชี่ยวชาญแนะนา
5.3 วิธกี ารเขยี นคว้ิ ซง่ึ เป็นวิธีการทป่ี ระหยดั คา่ ใช้จา่ ยและสามารถทาได้งา่ ย ดังน้ี
5.3.1 การเตรยี มพรอ้ ม
(1) ใช้เครือ่ งมือถอนขนคิ้วพร้อมกระจกบานใหญ่ มีคีมคบี และอยู่ในทีท่ ่ีมแี สงสวา่ ง
(2) ก่อนดึงขนค้วิ ควรเปิดรขู ุมขนก่อนโดยการล้างหน้าด้วยนา้ อุ่น และควรดงึ หนังตาให้
ตงึ กอ่ นถอน ล้างเครือ่ งสาอางออกจากบริเวณรอบดวงตาให้หมดเสยี กอ่ น โดยใช้โทนเนอร์ซับอีกคร้งั เพ่อื
ชว่ ยใหผ้ ิวไม่ระคายเคือง ใชด้ ินสอสีขาวทาเคร่ืองหมายบรเิ วณที่จะถอน จากนัน้ ใชถ้ งุ นา้ เยน็ ๆ ประคบ 2-
3 นาที
5.3.2 ก่อนแตง่ ควิ้
(1) ใช้พกู่ ันหรือดนิ สอวางตั้งฉากระหว่างปีกจมกู และหวั คิ้ว จนกระท่งั ถึงมุมตาดา้ นใน
ใหป้ ลายดนิ สออยู่ตรงหวั คิ้ว
(2) หมุนดินสอจากปีกจมกู ไปท่ีกึ่งกลางลูกตาดา ดวู า่ ปลายดนิ สอไปหยดุ อย่ทู ีใ่ ด ตรงนน้ั
คือจดุ สูงสดุ ของค้ิว
(3) วาดดินสอเป็นเสน้ ทแยงมุมออกไปทมี่ ุมด้านนอก ตรงนี้คือเส้นค้ิวทีเ่ รียงเล็กลง
(4) ทดสอบโดยการเมกอัพหรือแตะแป้งเพอ่ื ดวู ่าควรถอนขนควิ้ สว่ นใดออก
(5) ใชห้ ัวแม่มือและน้วิ ชีย้ ึดหนงั ค้ิวไว้แลว้ ใชแ้ หนบถอนขนคิ้วที่ข้ึนระเกะระกะออก
6. การดแู ลรกั ษาหู
หูเป็นอวัยวะที่ใช้ในการฟังเสียง ประกอบด้วย ใบหู ประสาทหู แก้วหู ฯลฯ นอกจากน้ีแล้ว
ลักษณะของใบหูท่ีสวยงามยังช่วยเสริมใบหนา้ ใหส้ วยงามตามไปด้วย ใบหูท่ีจัดว่าสวยงามคือใบหทู ่ีไม่หนา
หรือไม่บางเกินไป ไม่กาง มีติ่งหูพองาม ซึ่งตรงกันข้ามกับใบหูที่หนาเกินไป กางเกินไป สั้นหรือเล็กเกินไป
หลู ีบ หกู าง ไมม่ ีติ่งหู เหล่าน้ีจัดวา่ เปน็ ใบหทู ีไ่ มส่ วยทง้ั ส้นิ ปจั จุบันพ่อแมท่ ่ีพบว่าลูกมีใบหทู ี่ไม่สวยงามมักจะ
พาไปพบแพทย์เพ่ือผ่าตัดแก้ไขข้อบกพร่องซ่ึงควรจะพาลูกไปผ่าตัดก่อนเข้าเรียนช้ันประถมศึกษาปี
ที่ 1 (ประมาณ 5-6 ขวบ) เด็กท่ีหูกางแพทย์จะตัดหนังบริเวณรอบพับที่ติดกับหนังศีรษะออกทิ้งไป
บางส่วน แล้วตัดหรือแกะสลักเย็บกระดูกอ่อนของใบหูให้ม้วนเข้าหาพังผืดของศีรษะ แล้วเย็บโดยให้รอย
เย็บอยู่ด้านหลังของใบหูน้ัน ๆ จะช่วยให้หูท่ีกางหุบเข้าหาศีรษะ สาหรับเด็กที่หูตูบ หรือหูหงิกงอเข้าหา
ศรี ษะก็สามารถผ่าตดั คล่ีใบหูออกให้ใกลเ้ คยี งกับหขู องคนปกติได้
บุคคลที่มีใบหูปกติไม่ต้องอาศัยการผ่าตัดแก้ไขใด ๆ ควรที่จะรักษาความสะอาดและสุขอนามัย
ของหู เพ่อื การฟงั เสยี งท่ีมปี ระสิทธภิ าพ นายแพทยพ์ สิ ิฏฐ์ สุอาชาวรตั น์ แพทยเ์ ฉพาะทางหู คอ จมกู อาร์
เอสยู เฮลท์แคร์ คลนิ กิ มหาวิทยาลยั รงั สติ แนะนาวิธกี ารรักษาสขุ ภาพของหูอย่างถูกตอ้ ง ดงั น้ี
6.1 ดแู ลทาความสะอาด โดยเช็ดใบหู รูหู ห้ามแคะหู และห้ามปัน่ ในรูหเู ดด็ ขาด
6.2 ถา้ มีน้าเข้าหู ให้เอียงหูขา้ งนั้นลง และทาความสะอาดดว้ ยไมป้ นั่ หู เพ่อื ซับนา้ ให้แห้ง
6.3 ธรรมชาติของมนุษย์ ร่างกายคนเราจะผลิตขี้หูออกมาตามความเหมาะสม อาจจะเปียกหรือ
แห้งต่างกันไป ในกรณีท่ีมีขี้หูเปียกมากควรเช็ดทาความสะอาดด้วยไม้ปั่นหูที่มีขนาดเล็กกว่ารูหู เช็ดหรือ
ปั่นเบา ๆ เพื่อเอาขี้หูออกสัปดาห์ละครั้ง ส่วนในกรณีท่ีข้ีหูแห้งและแข็ง ควรหยอดด้วยน้ามันมะกอก ครั้ง
ละ 1-2 หยด หยอดบ่อย ๆ ประมาณ 2-3 วัน หลังจากน้ันค่อยทาความสะอาด ไม่ควรแคะหูด้วยท่ีแคะหู
หรือกบ๊ิ เสยี บผม เพราะอาจทาใหแ้ กว้ หทู ะลุ ผนังรหู ูเป็นแผลและอกั เสบติดเช้ือโรคได้
ภาพที่ 2.15 การดแู ลความสะอาดใบหูด้วยคอตตอนบัด
(ทม่ี า: http://www.somjaishopping.com)
6.4 ถ้าแมลงเข้าหู ให้ใช้น้ามันมะกอกหยอดให้เต็มรูหู ทิ้งไว้สักพัก เพื่อให้แมลงตาย จึงค่อยเข่ีย
เอาแมลงออก ถา้ ยังไม่สามารถเขี่ยแมลงออกได้ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที
6.5 กรณเี ปน็ หวัด คดั จมูกมาก ไม่ควรส่ังนา้ มูกแรง ๆ เพราะจะทาใหเ้ ชื้อโรคถูกดนั ใหเ้ ขา้ ไปในท่อ
ยูสเตเช่ียน สง่ ผลให้เกดิ การตดิ เชอ้ื บริเวณหูชั้นกลาง และลุกลามจนกลายเป็นโรคหนู ้าหนวกได้
6.6 ควรหลีกเลีย่ งการเกิดอุบัตเิ หตุหรือการกระทบกระแทกแรง ๆ ท่ีกกหู เพราะอาจทาให้แกว้ หู
ฉีกขาด เลือดค่ังในหูชั้นกลาง กระดูกหูอาจเคล่ือนจากตาแหน่งเดิม ทาให้ความสามารถในการ ได้ยิน
ลดลง
6.7 ควรหลีกเลี่ยงแหล่งที่มีเสียงดังอึกทึก เช่น เคร่ืองจักรในโรงงาน เสียงดนตรีในสถานบันเทิง
ถา้ หากหลกี เลย่ี งไม่ไดค้ วรใส่ท่ีครอบหหู รอื ท่ีอุดหู และติดตามตรวจการได้ยินทุกปี
6.8 ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของหู และการได้ยินอยู่เสมอ เช่น หูอ้ือ ปวดหู คันหู มี น้า
หนองหรือเลือดไหลออกจากหู การได้ยนิ เสยี งลดลงควรรับการตรวจจากแพทยอ์ ยา่ งใกลช้ ิด
7. การดแู ลรกั ษาจมูก
จมูกเป็นอวัยวะท่ีมีไว้สาหรับการหายใจแต่ละเผ่าพันธ์ุจะมีจมูกท่ีแตกต่างกันหรือแม้แต่บางที
เผ่าพันธ์ุเดียวกันยังมีลักษณะจมูกที่แตกต่างกัน บ้างจมูกโด่ง บ้างจมูกแฟบ บ้างจมูกหนา บ้างจมูกกลม
คล้ายลูกชมพู่ผ่าซีก แต่สาหรับปัจจุบันมนุษย์สามารถแก้ไขจมูกให้เป็นไปตามแบบท่ีต้องการด้วยการ
ทาศัลยกรรม เชน่ หากจมูกแฟบแบนกส็ ามารถเสริมให้โด่งข้นึ หรอื คนท่จี มกู ใหญ่กส็ ามารถผ่าตัดใหเ้ ล็กลง
อย่างไรก็ดีการทาศัลยกรรมบางครั้งก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น การฉีดพาราฟีน หรือซิลิโคนชนิดเหลวเข้า
ไปบ่อยครั้งก็จะเป็นการเส่ียงอันตรายต่อสารเหลวเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ อุดตันสมองหรือบางครั้งสาร
เหลวน้ันอาจไหลลงมาข้างจมูกหรือส่วนท่ี ต่ากว่าจมูกทาให้ใบหน้าผิดรปู ทรง ดังน้ัน เพ่ือให้จมูกทาหน้าที่
ไดต้ ามปกติ และปลอดภยั จากอันตรายต่าง ๆ เราควรปฏบิ ตั ดิ งั น้ี
7.1 รักษาจมูกใหส้ ะอาดอยเู่ สมอ หลีกเลย่ี งการเขา้ ไปอยู่ท่ี ๆ มีฝุ่นละอองมาก ๆ
7.2 ไม่เขา้ ไปในบรเิ วณทม่ี ีกลนิ่ ฉนุ เหม็น หรอื ใสน่ ้าหอมกล่ินรนุ แรง เพราะทาให้ประสาท
รบั กลนิ่ เส่อื มลง
7.3 ไมใ่ ชน้ ้วิ หรอื ของอนื่ ๆ เชน่ ปากกา ดินสอ กระดาษ แหย่จมกู เลน่ เพราะอาจทาให้จมูกอักเสบ
หรือเป็นอนั ตรายได้
7.4 ไม่ถอนขนจมกู หรือตัดให้ส้นั เพราะขนจมูกมีประโยชนใ์ นการกรองฝ่นุ ละออง เชื้อโรค
และสิง่ อ่ืน ๆ ท่ีอาจปนเขา้ มากบั ลมหายใจ ไม่ให้เข้าสู่ช่องจมกู และปอดได้
7.5 เวลาจามให้ใช้ผา้ เชด็ หน้าหรอื กระดาษน่มุ ๆ ปดิ ปาก
7.6 เวลาส่ังนา้ มกู ใหใ้ ชผ้ า้ เช็ดหน้าหรือกระดาษนุ่ม ๆ รอไวท้ ่จี มกู แลว้ คอ่ ย ๆ สั่งน้ามูกโดยสง่ั
พร้อมกนั ทัง้ สองขา้ งไมค่ วรใช้มือบบี จมูกแลว้ จึงสั่งนา้ มูก
7.7 เมื่อต้องการดมกลิ่นของบางอยา่ ง เพ่ือที่จะทราบว่าเป็นอะไร อย่าใชจ้ มูกจ่อจนใกลแ้ ลว้ สูด
หายใจ เพราะอาจเปน็ อันตรายได้
7.8 เม่อื มีอาการผดิ ปกตเิ กิดข้ึนทจี่ มูก เชน่ คดั จมูก เลือดกาเดาไหล ปวดจมกู หรอื อนื่ ๆ ควรไปให้
แพทยต์ รวจรกั ษา
ภาพท่ี 2.16 การศลั ยกรรมจมูก เพื่อเพิ่มความสวยงามใหใ้ บหน้า
(ทมี่ า: http://www.tong healthy.blogspot.com)
8. การดแู ลรักษาริมฝีปาก
ปากเป็นส่วนประกอบหนึ่งของใบหน้าท่ีมีส่วนทาให้บุคคลมีบุคลิกภาพท่ีแตกต่างกัน รูปปากท่ี
ยอมรับว่าสวยท่ีสุดคือ ปากที่มีริมฝีปากไม่หนาหรือบางจนเกินไป มองดูเป็นรูปกระจับ มุมปากทั้งสอง ช้ี
ข้ึน ริมฝีปากคล้ายกลีบกุหลาบ มองดูเหมือนมีรอยย้มิ ระบายอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ผู้ท่ีมีปากหนา ปาก
ยื่น ปากกว้าง จัดว่าปากนั้นมีข้อบกพร่อง อาจต้องแก้ไขด้วยการทาศัลยกรรม หรือใช้เทคนิคการเขียนริม
ฝปี ากเพ่ือปกปดิ ความบกพรอ่ งน้ัน
ภาพที่ 2.17 ดแู ลรกั ษาริมฝีปากให้ดชู ุ่มช่นื อยู่เสมอ
(ทม่ี า: http://www.wonderful.in.th)
โดยส่วนใหญ่สุภาพสตรีจะให้ความสนใจกับการดูแลรักษาริมฝีปากมากกว่าสุภาพบุรุษ ส่ิงท่ีจะ
นามาตกแต่งเพื่อให้ริมฝีปากดูดีขึ้นคือลิปสติก ซึ่งลิปสติกในปัจจุบันมีการคิดค้นส่วนผสมต่าง ๆ ซ่ึง
นอกจากจะสร้างสีสันให้เจ้าของริมฝีปากแล้วยังมีส่วนผสมต่าง ๆ ที่ช่วยบารุงริมฝีปากอีกด้วย ดังนั้น
วธิ กี ารท่จี ะช่วยบารุงรกั ษาริมฝปี าก ควรปฏิบัติดงั นี้
8.1 ผลัดผิวริมฝีปากอย่างอ่อนโยนอากาศแห้งทาให้เรียวปากขาดความชุ่มชื้น เมื่อเผชิญกับ
อากาศแห้งนาน ๆ ริมฝีปากก็เริ่มแตก วิธีที่จะช่วยได้คือกระตุ้นการผลัดผิวท่ีริมฝีปาก ซ่ึงจะทาให้ผิวหนัง
ชั้นบนท่ีแห้งเป็นขุยค่อย ๆ หลุดลอกออกไป พร้อมเผยผิวริมฝีปากท่ีสุขภาพดีกว่าขึ้นมา และใช้ลิปบาล์ม
เพอื่ เติมความชุ่มชื้นให้กบั ริมฝปี ากท่เี พง่ิ เผยขึ้นมาใหม่
8.2 ด่ืมน้าอย่างเพียงพอ น้าเป็นปัจจัยสาคัญและจาเป็นอย่างย่ิงที่จะเติมความสดชื่นให้กับ
ร่างกายรวมท้ังริมฝปี าก เพราะฉะนน้ั ควรด่มื นา้ อย่างพอเพียงเพื่อรมิ ฝปี ากท่ีอวบอ่ิม
8.3 บารุงด้วยโอเมก้า 3 และวิตามินเอ ริมฝีปากท่ีดูเปล่งปล่ังสุขภาพดีมาจากการได้รับวิตามิน
และเกลือแร่จาเป็น โอเมก้า 3 และวิตามินเอในปริมาณท่ีเหมาะสม จะช่วยให้ริมฝีปากชุ่มช้ืนได้ ควร
ปรึกษาเภสชั กรเพือ่ รบั คาแนะนาในการรบั ประทานวติ ามินเสริม หรือหากได้รบั จากการรับประทานอาหาร
ท่มี ีประโยชนไ์ ดก้ จ็ ะดมี าก
8.4 เลือกใช้ลิปบาล์มแทนลิปกลอส หลายคนมักสับสนในการเลือกใช้ผลิตภัณ์์สาหรับ ริม
ฝีปากทั้งสองตัวนี้ ลิปบาล์มถูกผลิตข้ึนมาเพ่ือบารุงให้ความชุ่มชื้น และรักษาอาการริมฝีปากแห้งแตก
โดยเฉพาะในขณะที่ลิปกลอสจัดอยู่ในประเภทเคร่ืองสาอาง และมักทาหน้าท่ีเคลือบผิวริมฝีปากให้ดูมัน
วาวเทา่ นัน้ ทั้งน้ี นอกจากลิปบาล์มจะให้ความรู้สึกเนียนนุ่มชุ่มชืน่ กว่าเม่ือทาลงไปแล้ว มกั ถูกเติมด้วยสาร
บารงุ และวติ ามินทม่ี ปี ระโยชน์ต่อรมิ ฝีปากมากกว่าอกี ด้วย
8.5 ใช้ลิปสติกที่มีคุณสมบัติบารงุ ริมฝีปาก หากมีริมฝีปากแห้งแตกอยบู่ ่อยครั้ง การทาลิปสติกให้
สวยคงเป็นไปไม่ได้อย่างใจ ควรเลือกใช้ลิปสติกที่มีคุณสมบัติบารุงริมฝีปากแบบเข้มข้น หรือจะลองใช้ลิป
บาลม์ ท่ีมสี ีก็ได้ เท่านี้รมิ ฝีปากกจ็ ะดูมีสีสนั ทง้ั ยังดชู มุ่ ชืน้ อิ่มเอบิ ไปพรอ้ ม ๆ กนั
8.6 กินอาหารอย่างถูกหลัก อาหารท่ีรับประทานเข้าไปเป็นอีกหน่ึงสาเหตุสาคัญ ในการช้ีว่าจะมี
ริมฝีปากที่สุขภาพดีได้หรือไม่ เมนูที่มีซัลเฟอร์สูงอย่างไข่ กระเทียม และหน่อไม้ฝร่ัง จะช่วยให้ผิวพรรณ
รวมทั้งริมฝีปากดูสดช่ืน เต่งตึง นอกจากน้ีอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี และ ซี ซ่ึงพบมากในผลไม้
ตระกูลเบอรร์ ี่ แครอท ผักใบเขยี ว โยเกิร์ตรสธรรมชาติ จะช่วยใหร้ ิมฝปี ากดมู สี ุขภาพดมี ากข้นึ
8.7 พบแพทย์หากอาการปากแห้งแตกไม่ดีข้ึนไม่ว่าจะบารุงท้ังจากภายนอกหรือภายในอย่างไร
ริมฝีปากก็ยังคงแห้งแตกอยู่เหมือนเดิม ควรเข้าพบแพทย์เพ่ือรับการตรวจวินิจฉัยถึงสาเหตุรวมท้ังรับการ
รักษาที่เหมาะสม เพราะอาการริมฝีปากแห้งแตกนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเจ็บป่วย อย่างโรค
โลหิตจาง หรือ อาการผดิ ปกตทิ างผิวหนัง
9. การดแู ลรกั ษาฟนั
ฟันเป็นอวัยวะสาหรับการเค้ียวหรือบดอาหาร และนอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อใบหน้า
เชน่ เดยี วกบั อวัยวะอ่ืนที่กล่าวมาแลว้ คอื หากฟนั สวย ขาวสะอาด และเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ กจ็ ะชว่ ย
เสริมเสน่ห์สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงต้องดูแลรักษาฟันให้สะอาด ไร้กลิ่นปาก
อันเกิดจากฝันผุ หรือเหงือกอักเสบ ซ่ึงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น วิธีการที่จะ
ช่วยบารงุ รักษาฟัน ควรปฏบิ ตั ิ ดังน้ี
9.1 ควรแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ และแปรงฟันอย่างถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือหลัง
ต่ืนนอนตอนเชา้ และกอ่ นนอน แปรงสีฟนั มีให้เลอื กหลายแบบ ยิ่งปัจจุบันผผู้ ลิตมีการออกแบบแปรงสีฟัน
ทเี่ หมาะสมกับปากและฟัน ยิ่งทาให้เราได้มีโอกาสเลือกมากข้ึน ขนของแปรงสีฟันก็มีแบบขนแปรงนิ่ม ขน
แปรงแข็งปานกลาง และขนแปรงแข็ง ซ่ึงก็เช่นเดียวกันผู้ใช้สามารถเลือกได้ตามความชอบและเหมาะสม
การแปรงฟันอยา่ งถกู วธิ คี อื การวางแปรงให้ขนานกับฟันปลายขนแปรงอยตู่ รงคอฟัน กดแปรงให้ขยับไปมา
เบา ๆ หาเปน็ ฟันลา่ งหมุนมือข้นึ และหากเป็นฟันบนใหห้ มนุ มอื ลง
9.2 กินให้ถูกกาลเทศะ การเค้ียวอาหารให้เค้ียวด้วยฟันทั้งสองข้าง เลือกกินอาหารท่ีมีความแข็ง
พอควร เชน่ ผักสด ผลไมเ้ นื้อแขง็ เช่น แอปเป้ิล ชมพู่ มะมว่ งดิบ ฝรัง่ ซึ่งความแข็งของผลไมน้ ้จี ะชว่ ยขจัด
คราบในปาก บรหิ ารและขัดฟนั ไปด้วยในตัว
9.3 พบทนั ตแพทย์ทุก 6 เดือน เพือ่ จะได้มโี อกาสแกไ้ ขส่ิงบกพร่องก่อนทจ่ี ะสายเกนิ ไป ฟันมีส่วน
ทจ่ี ะทาลายความสวยงามของใบหน้าได้ เช่น หากฟันเก ฟันย่นื ก็จะส่งผลไปถงึ คาง และทาใหร้ ปู หน้าผดิ
สดั ส่วนได้ ฟันทจี่ ัดว่าสวยคือฟนั ท่ไี ม่เลก็ หรือโตจนเกนิ ไปทุกซ่ีเรยี บตดิ กันขาวและเปน็ เงาราวกับไข่มกุ
ภาพที่ 2.18 ควรพบแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อดูแลรักษาฟันให้สวยงามอยู่เสมอ
(ท่มี า: http://www.thaihealth.or.th)
10. การดูแลรักษาอก
อกเป็นส่วนประกอบที่สาคัญของรูปร่างโดยเฉพาะสุภาพสตรีจะให้ความสาคัญกับอกมาก
เพราะผู้หญิงทุกคนอยากได้ช่ือว่าอกสวย อกจะทรงตัวอยู่ได้ดีจะต้องประกอบด้วย กิริยาท่าทางดี เส้ือ
ยกทรงดี และจะต้องออกกาลังกายสม่าเสมอ ดังน้ี
10.1 กิริยาท่าทางดี หมายถึงว่าจะต้องทาท่าทีกิริยาให้สวยอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง ท่า
ยืน หรือท่าเดิน กิริยาท่าทางท่ีดีจะต้อง “เชิดคาง ไหล่ตั้ง หลังตึง ท้องติด และคอไม่ตก” บางคนมีปัญหา
เรื่องอกใหญ่แล้วทาให้ไหล่ห่อหรือตัวงอ เพื่อปกปิด ซ่ึงจัดว่าเป็นการกระทาที่ไม่ถูก ควรหาวิธีแก้ไขให้
ถกู ตอ้ งและเหมาะสม
10.2 เส้ือยกทรงดี คือเสื้อยกทรงที่เหมาะสมกับรูปร่างของเต้านม ซ่ึงผู้ผลิตชุดชั้นในบางยี่ห้อ
ได้เปรียบเต้านมของสตรีไทยกับผลไม้ต่าง ๆ เช่น มะนาว แอปเปิ้ล มะละกอ ฯลฯ และได้ผลิตเส้ือยกทรง
ท่ีเหมาะสมกับเต้นนมน้ัน ๆ นอกจากนี้แล้วขนาดของเสื้อยกทรงก็สาคัญ เสื้อยกทรงท่ีเลือกใช้จะต้องมี
ขนาดท่ีเหมาะกับเต้านมและขนาดของลาตัว เสื้อยกทรงท่ีขายอยู่ทั่วไปนอกจากจะเป็นขนาดของหน้าอก
เช่น 32 นิ้ว 34 นิ้ว 36 น้ิว ฯลฯ แล้วยังมีขนาดท่ีเป็น Cup อีกด้วย โดยจะวัดอ้อมอกจากหลังมาจรด
หัวนมว่าได้เท่าไร จากน้ันก็จะวัดขนาดได้อกอ้อมจากหลังมายังฐานนมได้เท่าไร แล้วนาผลมาลบกัน หาก
ต่างกัน 4-5 นิ้ว ใช้เส้ือช้ันใน Cup A หากต่างกัน 5-6 นิ้ว ใช้ Cup B หากต่างกันมากกว่า 7 นิ้ว ใช้ Cup
C หรอื D เสือ้ ยกทรงทเ่ี หมาะสมเมอ่ื สวมแลว้ สายต้องไมส่ ั้นจนรัง้ หรอื สว่ นใตร้ อบทรงไม่พอดี
ตารางท่ี 2.2 ตารางเทียบขนาดยกทรง
(ที่มา:http://women.mthai.com)
10.3 การออกกาลังกายสม่าเสมอ จะสง่ ผลทาให้กล้ามเน้ือบรเิ วณหนา้ อกแข็งแรง ซ่ึงจะชว่ ยให้
เตา้ นมไม่หยอ่ นคลอ้ ย
11. การดแู ลรกั ษาเล็บมือและเท้า
เล็บเป็นอวัยวะท่ีมีส่วนสาคัญในการปกป้องประสาทส่วนปลายน้ิวมือและนิ้วเท้าท่ีไวต่อ
ความรู้สึก เลบ็ เจรญิ มาจากเนอ้ื เยอื่ ส่วนใตโ้ คนเล็บและหลงั หนังกาพรา้ เมือ่ งอกมาถึงปลายนิ้วจะเป็นเซลล์
ตาย แต่ท่ีสามารถยาวออกมาได้เร่ือย ๆ เพราะเซลล์ที่มีชีวิตดันออกมา เล็บจะถูกรบกวนด้วยโรคต่าง ๆ
ซึ่งจะมีผลทาให้เลบ็ เสยี และไม่สวยงาม โรคต่าง ๆ น้ันได้แก่ โรคราที่เล็บซ่ึงจะทาให้เลบ็ หนา และผุ สีของ
เล็บก็เปลี่ยนไปด้วย โรคปอดเรื้อรังทาให้เล็บโค้งกว้างมากกว่าปกติและเป็นสีม่วงโรคโลหิตจางทาให้เล็บ
ผดิ รปู ไป โรคผิวหนงั บางชนิดทาใหเ้ ล็บบบุ ลงเป็น
จดุ ๆ
เล็บสวยจะต้องเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ หมายถึงว่าเจ้าของเล็บจะต้องเป็นคนสุขภาพดี ผิวพรรณเปล่ง
ปล่ัง การตัดเล็บมือต้องตัดให้มนเจียนเป็นรูปไข่ ใช้ตะไบไม้ขัดอีกครั้งหนึ่ง เล็บเท้าก็เช่นเดียวกัน อย่าตัด
สนั้ กว่าปลายน้ิว และควรตดั ตรง ๆ ใช้ตะไบไมค้ ่อย ๆ เกลาให้เรยี บ สว่ นหนังกาพร้ารอบเลบ็ ควรปล่อยให้
ข้ึนอิสระ ไม่ควรตัดหรือดึงท้ิง อาหารที่จะช่วยบารุงเล็บได้ดีได้แก่ วิตามินบี 2 และวิตามินดี ซ่ึงจะมีอยู่ใน
ตับสัตว์ มนั ฝรัง่ ปลา เนย ข้าวซ้อมมอื ยีสต์ (ขนมปัง) นมพรอ่ งมันเนย และผักใบเขยี วจดั
เล็บท่ีขาดการดูแล และขาดการเอาใจใส่มานาน จะทาให้เล็บขาดความเป็นประกายเงางาม
แตก เปราะและหักง่าย หากต้องออกงานพบปะผู้คนและจะต้องแต่งเล็บอย่างเร่งด่วน ควรเลือกใช้ยาทา
เล็บท่ชี ว่ ยให้เล็บแข็งแรง มปี ระกายแวววามอย่างเล็บทมี่ ีสุขภาพดี ข้นั ตอนการตกแตง่ เลบ็ ไดแ้ ก่
11.1 ล้างเล็บให้สะอาดดว้ ยยาลา้ งเล็บกอ่ นการตกแตง่
11.2 แต่งเลบ็ ให้ได้รูปดว้ ยตะไบ ถา้ จะใหด้ คี วรเป็นตะไบคริสตัล
11.3 ขัดเลบ็ เพื่อใหเ้ ล็บเรียบเนียน (ซ่งึ จะใหด้ ีแลว้ ควรขัดเล็บทุก ๆ 4 สปั ดาห)์
11.4 ใชค้ รีมทาเลบ็ ทมี ีส่วนผสมของไบโอตนิ เพื่อช่วยนวดจมูกเลบ็
11.5 ทาเล็บด้วยผลิตภัณ์์ที่ช่วยบารงุ เล็บ
ภาพที่ 2.19 การดูแลเลบ็ ท่ีถูกวิธีจะทาใหม้ ือดูสวยงาม
(ทม่ี า: http://www.blogspot.com)
12. การดูแลรักษาผวิ พรรณ
ผู้ท่ีมีผิวพรรณท่ีสดใสจะช่วยเสริมสง่าราศี แม้อายุจะมากแล้วแต่ผิวพรรณยังดูเปล่งปล่ังและ
นวลเนียนอยู่ก็จะเป็นการเสริมบุคลิกภาพให้ดูดี น่ามอง ดังน้ันเราจึงควรต้องดูแลผิวพรรณต้ังแต่ยังอยู่ใน
วยั หนมุ่ สาว ซ่ึงในแตล่ ะวัยจะมกี ารบารงุ ผิวพรรณทีแ่ ตกต่างกัน ดังนี้
12.1 ผู้หญิงท่ีมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ผู้หญิงวัยน้ีจะเป็นวัยที่มีผิวนุ่มละไม เปล่งปลั่งสดใสอย่าง
ธรรมชาติ เพราะไม่มีปัญหาการไหลเวียนของเลือดลม เม่อื เขา้ สู่วัย 25 ปี รา่ งกายเร่มิ ผลิตอลี าสตินคอลลา
เจน และไขมันช้าลง ผิวเริ่มเส่ือมถอยในการเก็บกักความชุ่มชื้น ผิวแห้งมากขึ้นไปตามวัยที่มากขึ้น เมื่อ
อายุใกล้ 30 ปี จะเห็นร้ิวรอยย่นเล็ก ๆ รอบดวงตา วัยนี้ควรบารุงผิวพรรณด้วยน้าแร่และให้ความชุ่มช้ืน
แก่ผิว เช่น เพ่ิมการบารุงด้วยวิตามินอีและซี เพื่อลดการรุกรานของอนุมูลอิสระ ซ่ึงเป็นตัวทาลายเซลลใ์ ห้
อยู่ในความสงบ ผลิตภัณ์์ที่ควรเลือกใช้สาหรับดวงตาควรเป็นผลิตภัณ์์ที่มีเน้ือบางเบา เช่น เจลครีม
และที่สาคัญต้องสามารถปกป้องผิวจากรังสียูวี เพราะแสงแดดเป็นสาเหตุทาให้ผิวแก่ก่อนวัย การเมคอัพ
ไม่ควรใช้รองพื้นหนาเพราะจะทาให้ผิวดูไม่เรียบเนียน ควรใช้เดย์ครีมท่ีมีส่วนผสมของสารกันรังสยี ูวีแทน
รองพ้ืน หรือหากจะใช้รองพื้นควรเป็นรองพ้ืนท่ีอ่อนบาง หากเป็นสิวเม็ดเล็ก ๆ หรือผิวมีปัญหาให้ใช้ยา
แต้มสิวฆ่าเช้ือปกปิดก่อน แล้วจึงทาแป้งฝนุ่ บริเวณทีโซน เพ่ือไม่ให้เป็นมันวาว แล้วจึงแต่งหน้าตามสสี ันที่
ต้องการ ซึ่งวัยนสี้ ามารถะเลอื กสีได้ทุกเทรนด์
ภาพท่ี 2.20 การแต่งหนา้ ให้เหมาะสมกบั วยั ทาให้บุคลิกภาพดดู ยี ่ิงขึน้
(ทมี่ า: http://www.health4win.com)
12.2 ผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เม่ือถึงวัยที่มีเลข 3 นาหน้า เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายเร่ิมเหนื่อย
ล้าแลว้ เมื่ออายุ 35 ปี เซลลต์ ้องใชเ้ วลาผลดั เปลี่ยนเซลลผ์ ิวเป็นเวลา 30 วนั แทนทจี่ ะเป็น 28 วนั เหมือน
ยังรุ่น ๆ นอกจากนผ้ี ิวยงั ผลติ ไขมันน้อยลง 30% ข้อดีของผู้หญิงวัยนค้ี ือสิวที่เคยเป็นเริ่มห่างหายไป แตจ่ ะ
มีข้อเสียคือ ผิวจะเก็บกักความช้ืนได้ไม่ดีเท่าที่ควร มีอีลาสตินน้อยลง ผิวเร่ิมเผยริ้วรอยเล็ก ๆ ให้เห็น
โดยเฉพาะร้ิวรอยรอบดวงตา ริมฝีปาก และหน้าผาก ผู้หญิงวัยนี้ต้องบารุงผิวลดเลือนริ้วรอย และให้พลัง
แกผ่ ิว ตอนกลางวนั จึงควรต้องใชม้ อยส์เจอไรเซอร์ท่ีป้องกนั รังสียวู ี และมวี ิตามนิ ต่าง ๆ ให้ผิว เชน่ วติ ามิน
เอช่วยกระต้นุ ให้มีการผลติ เซลล์ใหม่ ๆ วติ ามนิ ซแี ละอี ช่วยตอ่ ต้านอนุมลู อิสระ และกระชับเซลล์ผวิ ตอน
กลางคืนควรบารุงผิวโดยใช้ไนท์ครีมท่ีมีเอนไซม์ท่ีช่วยกระตุ้นให้ผิวทางานเพ่ือผลัดเปล่ียนเซลล์ และที่
สาคญั ตอ้ งนอนหลบั ให้เพียงพอ เพราะตอนกลางคืนเซลลต์ ่าง ๆ จะทางานอย่างมีประสิทธภิ าพ และถ้าไม่
อยากมีริ้วรอยทเ่ี กิดจากการแสดงสีหนา้ ก็ควรใช้ครีมทารอบดวงตาและนามานวดริมฝปี ากดว้ ย นอกจากน้ี
ควรให้ดวงตาได้รับสารอาหารจากแผ่นมาส์กตา สัปดาห์ละ 2 คร้ัง ครั้งละประมาณ 15 นาที การเมคอัพ
ควรใช้รองพน้ื ที่ช่วยสะท้อนแสงเม็ดสเี มลานนิ เพ่ือกลบเกลอื่ นริว้ รอย เลก็ ๆ และยังช่วยให้ผวิ เนียนเรียบ
สม่าเสมอด้วย
12.3 ผู้หญิงท่ีมีอายุ 40 ปีข้ึนไป ผู้หญิงวัยนี้อะไรก็ดูลดน้อยลงผดิ กับวัยท่ีเพิ่มข้ึน คาลาไมน์ท่ีเป็น
ตัวเชื่อมประสานงานระหว่างเซลล์ต่าง ๆ ลดจานวนลงจนทางานไม่ไหว นอกจากนี้พิษภัยรอบด้านก็เป็น
ตวั เร่งให้ผวิ เสอ่ื มลงเรว็ ขน้ึ เชน่ การสูบบุหรี่ การพกั ผอ่ นไมเ่ พียงพอ ความเครยี ด สง่ิ เหลา่ น้เี ป็น ตัวทาลาย
คอลลาเจน ซ่ึงผลคือทาให้ผิวเปราะบาง แพ้ง่าย เกิดเส้นเลือดฝอยขึ้นท่ีแก้ม รูปทรงใบหน้าหย่อนคล้อย
ริว้ รอยเลก็ ๆ ขยายใหญข่ ึ้น ผิวเหนือ่ ยล้าและซดี เซียวขาดชีวติ ชีวา หญิงสาววยั นจี้ งึ ตอ้ งการทั้งการบารุงใน
ตอนกลางวันและกลางคืนด้วยผลิตภัณ์์แอนต้ี เอจจิ้ง (Anti Aging) และเพ่ือให้พลังกับผิวควรบารุงด้วย
การมาส์กผิว หรือเซร่ัมยกระชับผิวเพื่อผ่อนคลายอาการเม่ือยลา้ ดูแลบริเวณลาคอ และเนินอกให้กระชบั
มีความยืดหยุ่นด้วยการทาครีมบารุงผิวทุกวัน การเมคอัพสาววัยน้ีมักมีปัญหาเร่ืองแก้มและคางท่ีหย่อน
คล้อย ทาให้ดูเป็นคนสูงอายุ วิธีแต่งหน้าให้ดูอ่อนเยาวค์ ือใช้แป้งยกกระชับหน้าด้วยการทาแป้งสที องโทน
เข้ม โดยใช้พู่กันปัดแป้งท่ีขากรรไกรล่างเป็นแนวยาวแล้วปัดเบา ๆ ลงไปใต้คางด้านหน้า ส่วนผิวหน้าและ
ริมฝีปากท่ีซีดเซียวให้แต้มสีสันเพียงเล็กน้อยและเป็นโทนสีเดียวกันกับตา แก้ม และปาก สีท่ีเหมาะสมคือ
โทนสีอบอนุ่ เชน่ สีเบจแชมเปญ หรือสลี กู ท้อ
12.4 ผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีข้ึนไป ผู้หญิงวัยน้ีฮอร์โมนเอสโตรเจนลดน้อยถอยลงไปมากจึงส่งผลให้
ผิวพรรณขาดความยืดหยุ่นและความชุ่มช้ืน เสน้ เลือดหดตวั ลง เซลล์ตา่ ง ๆ ไดร้ ับออกซเิ จนไม่เต็มท่ี ทาให้
ร่างกายและผิวพรรณหย่อนยาน ผู้หญิงวัยนี้จานวนมากกว่า 60% มีรอยย่นตั้งแต่จมูกจนถึงริมฝีปาก
กระบวนการผลิตเม็ดสีเมลานินทางานไม่สม่าเสมอ ผิวตกกระตามวัยขึ้นมาเป็นหย่อม ๆ วิธีการทดแทน
ฮอร์โมนที่หายไปคือต้องบารุงด้วยผลิตภัณ์์แอนตี้ เอจจ้ิง ท่ีจะช่วยพยุงคอลลาเจน กระตุ้นการไหลเวียน
ของโลหติ เติมความชนุ่ ชนื้ ใหก้ ับผวิ ผลิตภณั ์ท์ มี่ สี ่วนผสมของสารสกดั จากพืชธรรมชาตแิ ละแร่ธาตตุ ่าง ๆ
จะช่วยบารุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี การเมกอัพจะต้องพ่ึงพาบลัชออนเพื่อเบ่ียงเบนริ้วรอยรอบดวงตา
ไม่ให้โดดเด่นเกินไป และยังช่วยให้ใบหน้าดูสดใสอย่างรวดเร็ว การทาอายแชโดว์สีอ่อน เช่น สีงาช้าง สี
ชมพอู อ่ น จะชว่ ยให้ดวงตาแจ่มใส
13. การดแู ลรกั ษาขา
ช่วงขาท่ีเรียวงามมักเป็นส่ิงท่ีหญิงสาวส่วนใหญ่ปรารถนา ศัตรูตัวร้ายท่ีจะทาให้เรียวขาไม่เรียว
งามคือมีเซลลไู ลตเ์ กาะอยู่ เซลลูไลตม์ ักเกิดกับผหู้ ญิงมากกวา่ ผู้ชายเพราะผิวหนังของผู้หญงิ นัน้ มี อีลาสติน
มากกว่าผู้ชาย และใต้ผิวของผู้หญิงก็มีเซลล์ไขมันโครงตาข่ายของคอลลาเจนที่ช่วยค้าจุนเซลล์ผิว ดังนั้น
เซลล์ไขมันท่ีพอกพูนเพิ่มขนึ้ จึงเบียดแซงตาข่ายคอลลาเจนขึ้นมาดา้ นบน จนทาให้ผิวเป็นรอยตะปุ่มตะป่า
การปราบเซลลูไลตก์ ระทาได้ ดงั น้ี
13.1 รบั ประทานอาหารต้านเซลลูไลต์ไม่ควรอดอาหาร เพราะการอดอาหารไมช่ ่วยตา้ นเซลลูไลต์
ได้ ดังน้ันจึงควรเลือกรับประทานอาหารท่ีพอดี ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงอาหารที่ทาจากข้าวไม่ขัดสี ผักและ
ผลไม้ หรือการรับประทานลกู เดือย ก็จะช่วยขับน้าออกจากร่างกายได้ หลีกเล่ียงการรับประทานอาหารที่
มีไขมนั สูง นา้ ตาล และแอลกอฮอล์
13.2 การออกกาลังกายที่ถูกวิธี จะช่วยทาให้กล้ามเน้ือบริเวณต้นขาและสะโพกแข็งแรงและ ดู
เพรียวยิง่ ข้นึ เพราะได้มกี ารเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรตออกไป ควรเลอื กออกกาลังกายด้วย การ
เดนิ จ๊อกกิ้ง ว่ายนา้ หรือข่ีจกั รยาน ซึ่งเป็นวธิ กี ารต้านเซลลูไลต์ไดด้ ีทส่ี ดุ ท้ังยงั เป็นการทาใหร้ ่างกายได้ขับ
สารพษิ และกรดทไ่ี มม่ คี วามจาเป็นออกไปด้วย
13.3 การนวดเป็นการกระตุ้นให้เลือดบริเวณผิวหนังได้ไหลเวียน อาจเลือกอาบน้าร้อนและน้า
เย็นสลับกันพร้อมกับนวดผิวด้วยถุงมือสาหรับนวดหรือแปรง หรือจะพันด้วยสาหร่ายหรือ พอกโคลน
สปั ดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งเปน็ วธิ ที ่ชี ว่ ยกระชับผวิ ไดเ้ หมือนกัน
13.4 ใช้ครีมทาผิวทแี่ อนต้เี ซลลไู ลต์ ซง่ึ มขี ายอยูม่ ากมาย เช่น ไบโอเธริ ม์ เอสเตลอเดอร์ เป็นตน้
ซ่ึงการใช้ครีมเหล่าน้ีต้องควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และการออกกาลังกายอย่าง
สมา่ เสมอ
ภาพท่ี 2.21 การขจ่ี ักรยานเป็นการออกกาลงั กายที่ต้านเซลลูไลต์ไดด้ ีอีกวิธีหนึ่ง
(ท่ีมา: http://www.thaiherbtherapy.com)
14. การดูแลรกั ษาเท้า
เท้าเป็นอวัยวะท่ีสาคัญ ในวันหนึ่ง ๆ เท้าจะต้องทางานหนักเพ่ือจะช่วยให้เจ้าของได้เคลื่อนไป
ยังที่ต่าง ๆ จึงต้องมีการดูแลรักษาเท้าอย่างถูกวิธี คือจะต้องล้างเท้าทุกคร้ังที่เข้าบ้านด้วยน้าสะอาดและ
สบู่ ใช้มือถูเบา ๆ เพื่อให้ส่ิงสกปรกหลุดออก จากน้ันซับด้วยผ้าสะอาดให้แห้ง หากมีปัญหาเกี่ยวกับ เช้ือ
รา ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที หากเท้าต้องทางานหนักตลอดวัน จนเกิดอาการเมื่อยล้า เมื่อกลับถึงบ้าน
แลว้ ควรแช่เท้าลงในอา่ งนา้ เย็นผสมกบั เกลอื จากนัน้ เชด็ ใหแ้ หง้ แล้วชโลมด้วยครีมทาผิว หรอื โลชน่ั
ในชว่ งวยั รุ่นขนาดของเท้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรือ่ ย ๆ จงึ ไมค่ วรเลอื กใสร่ องเท้าปลายสน้ เล็ก
แหลม เพราะน้ิวจะถูกบีบและกดโค้งลงสู่พื้นข้างหน้า ทาให้เท้าบิดเบ้ียวได้ ดังนั้นในสถานศึกษาจึง
กาหนดให้นกั ศกึ ษาใส่รองเท้าส้นเต้ีย และปลายเท้ากว้าง
เม่ือเข้าสู่วัยผู้ใหญ่หรือวัยทางาน ควรเลือกรองเท้าให้เข้ากับเท้า และจะต้องสร้างความ
สะดวกสบายใหเ้ ท้าด้วย ดงั ต่อไปน้ี
14.1 การเลือกรองเท้าส้นสงู รองเทา้ ทใ่ี สแ่ ลว้ ดูดที ่ีสุดคือรองเทา้ ส้นสูงยาวเรียว เพราะเม่ือใส่แล้ว
จะช่วยให้ช่วงขาดูยาวข้ึน หุ่นเพรียวขึ้น ระดับความสูงของส้นรองเท้ามาตรฐานควรอยู่ท่ี 2 น้ิว ซึ่งเป็น
ความสูงท่ีเหมาะสมกับหญิงสาวทุกรูปร่าง รองเท้าท่ีส้นสูงเกินไปนอกจากจะทาให้เดินไม่สะดวก เสียการ
ทรงตัวได้ง่าย และทาให้ปวดหลังแล้ว ถ้าใส่นาน ๆ จะทาให้กล้ามเนื้อน่องหดตัวและทาให้ขาดูสั้นลง
แพทยจ์ งึ แนะนาว่าหากใสร่ องเท้าสน้ สูงมาก ๆ ควรใส่ครง้ั ละประมาณ 3 ชั่วโมง
14.2 ใสร่ องเท้าใหส้ วย วิธกี ารเลือกรองเท้า ควรปฏิบัตดิ งั นี้
14.2.1 นอกจากความสูงของรองเทา้ แลว้ การเลือกซื้อรองเท้าจะตอ้ งดรู ปู แบบของสน้
รองเทา้ ให้เขา้ กบั รูปร่างของเราด้วย เช่น หากเปน็ คนรปู ร่างใหญ่ ไมค่ วรใส่รองเท้าสน้ แหลมเพราะจะทาให้
รา่ งกายดูใหญข่ ึ้น ควรเลอื กใสร่ องเทา้ ทสี่ ้นหนาจะทาให้บคุ ลิกดดู ี
14.2.2 ควรเลือกรองเท้าทีม่ สี โี ทนเดยี วกันกับเสื้อผ้าทใี่ ส่
14.2.3 หากใสเ่ สอื้ ผา้ โทนสสี วา่ ง ไมค่ วรใสร่ องเท้าสีดา เพราะจะทาใหด้ หู นกั เกนิ ไปและ
ยังทาให้ ขาสัน้ ลงอีกดว้ ย
14.2.4 รองเทา้ สีสว่างจะทาใหเ้ ทา้ ดใู หญข่ ึน้ หากเป็นรองเทา้ แบบเปดิ ควรตดั เลบ็ ให้
เรียบรอ้ ยและล้างเท้าให้สะอาดเสียก่อน เพ่ือไม่ให้คนอ่ืนมองเห็นรอยสกปรกต่าง ๆ บนเทา้ และควรเลือก
ใส่รองเท้า สคี รีมหรอื สงี าชา้ งจะดีกว่าสีขาว
14.2.5 รองเทา้ ที่มีสีสันสดใสหรอื รองเทา้ ทีม่ ีการประดับต่าง ๆ ทาให้ดโู ดดเด่นก็จรงิ แต่
จะทาให้เท้าดใู หญ่ขึ้น ควรจะเลือกแบบท่ีเรยี บ ๆ และใส่ได้หลายโอกาสจะดีกวา่
14.2.6 รองเท้าผกู ขอ้ ทาให้ขาดสู น้ั ลง หากอยากใส่จรงิ ๆ ตอ้ งเลือกแบบทส่ี ายผูกขอ้
ขนาดเล็ก
14.3 การเลือกรองเทา้ ให้เขา้ กบั รูปร่าง
14.3.1 ตัวเตยี้ ไมค่ วรใสร่ องเทา้ ส้นสูงเกิน 2 น้วิ เลือกรองเท้าสีโทนเดยี วกับถุงนอ่ งและ
กระโปรง หรือถุงเทา้ สีเดียวกบั กางเกงที่ใส่ จะชว่ ยใหด้ ูสงู เพรยี ว ถ้าใสร่ องเทา้ แตะต้องเลอื กแบบทมี่ สี ้น
14.3.2 ขอ้ เท้าใหญ่ นอ่ งใหญ่ เหมาะกับรองเท้าสน้ สงู หัวแหลม เปิดดา้ นหลงั มีสายรัด
บริเวณข้อเท้า ความสูงอย่างน้อยสุดคือคร่ึงน้ิว ไม่ควรใส่รองเท้าที่มีส้นหนาแหลมเกินไปเพราะจะทาให้
ชว่ งขาดูใหญ่กว่าเดิม นอกจากนย้ี ังไม่เหมาะกับรองเทา้ หวั เหลย่ี ม รองเทา้ สน้ แหลม และรองเทา้ แบบ ผกู
ข้อ
14.3.3 เทา้ ยาว ไมค่ วรสวมรองเท้าหัวแหลม แต่ควรเปลี่ยนไปสวมรองเท้าหวั มน หรอื
รองเท้าหวั เหลี่ยม