หมายเลข 8 ส้อมสาหรับรับประทานปลา
หมายเลข 9 ส้อมสาหรบั ออเดริ ์ฟ
หมายเลข10 จานใส่ขนมปงั
หมายเลข 11 ช้อนกาแฟ
หมายเลข 12 สอ้ มสาหรบั รบั ประทานผลไม้
หมายเลข 13 มีดหั่นผลไม้
หมายเลข 14 ชอ้ นไอศกรีม
หมายเลข 15 ทีท่ าเนย
หมายเลข 16 มีดตัดเนย
หมายเลข 17 จานรองเนย
หมายเลข 18 แก้วใสน่ า้ เปลา่
หมายเลข 19 แก้วแชมเปญ
หมายเลข 20 แกว้ ใส่ไวนแ์ ดง
หมายเลข 21 แก้วใส่ไวน์ขาว
3. ลาดบั ของอาหารชนิดครบชดุ อาหารแบบยโุ รปจะมีวิธีรับประทานเปน็ ขนั้ ตอน วา่ จะ
รับประทานอะไรก่อนหลัง ดังน้ี
- ออเดริ ์ฟ + ขนมปัง จะเสิรฟ์ กันในชว่ งเดยี วกนั
- ซปุ
- อาหารจาพวกปลา
- อาหารจาพวกเนื้อ
- ไอศกรีม
- อาหารจาพวกเนื้อ
- สลดั ผัก
การรับประทานอาหารผจู้ ดั รายการจะเปน็ ผทู้ ี่ทราบว่ามรี ายการอาหารอะไรบ้าง
และรายการใดท่จี ะตัดออกไป หรือมคี รบทุกอย่าง หากรายการอาหารใดถูกตดั ออกไป อุปกรณ์บนโตะ๊
อาหารกจ็ ะถูกตดั ออกไปด้วย เช่น อาหารประเภทเน้ือ อาจตดั ปลาออกไป ก็จะตัดมดี และสอ้ มสาหรบั
รับประทานปลา บางครง้ั ก็อาจจะเพม่ิ รายการพเิ ศษ อาจจะมีหอยนางรมกค็ วรเพ่มิ สอ้ มท่ใี ช้แกะเน้ือหอย
นางรม เปน็ ตน้
4. ขั้นตอนการรบั ประทานอาหารแบบยุโรปการรับประทานอาหารแบบยโุ รป มีข้ันตอนการ
หยิบใช้อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ให้ถูกต้องกบั อาหารที่บริกรนามาเสิร์ฟ การใช้อุปกรณ์มีลาดับข้ันตอนดังต่อไปนี้
4.1 ผ้ากนั เปอ้ื นเปน็ อปุ กรณช์ น้ิ แรกของการรับประทานอาหารทจี่ ะต้องหยบิ ขนึ้ มาใช้ เม่ือเข้า
ไปนง่ั ทเ่ี กา้ อ้ีเป็นทเ่ี รยี บร้อยแล้ว ใหห้ ยิบผา้ กันเปื้อนคลอ่ี อก พบั ออกเป็นสองสว่ นหันสว่ นทเ่ี ปน็ รมิ ออก
แล้ววางไวบ้ นตัก ไมเ่ หนบ็ ไว้ข้างขาหรอื ผูกไวท้ ี่คอหรือหนา้ อก
ภาพที่ 6.30 การใช้ผา้ กนั เปอื้ น
(ท่ีมา: https://www.gotoknow.org)
4.2 การใช้กันเป้ือนเช็ดริมฝีปาก หรือเช็ดน้ิวมือที่อาจจะเปื้อนอาหาร ให้ใช้ขอบของผ้าซับริม
ฝีปากเบา ๆ ไม่เช็ดถูรนุ แรง และจะไม่ใช้ส่วนกลางของผา้ ในการเช็ดรอยเป้อื นบนรมิ ฝปี าก
4.3 ผ้ากันเป้ือนเม่ือรับประทานอาหารเสร็จ ก่อนลุกข้ึนจากโต๊ะให้วางผ้ากันเปื้อนไว้บนโต๊ะ
ดา้ นซา้ ยมือ อาจจะพบั เป็น 4 ส่วน หรอื ไมพ่ ับก็ได้ ถา้ ในกรณีที่ยังรบั ประทานอาหารอยู่ แตต่ อ้ งการลุกไป
ห้องนา้ หรือาทาธรุ ะสว่ นตัว ใหว้ างผ้ากนั เปือ้ นไวท้ ี่เก้าอ้ี หรอื วางไวข้ า้ งโต๊ะโดยใชจ้ านอาหารทบั เอาไวก้ ไ็ ด้
4.4 การรบั ประทานอาหาร ซุปถือเป็นอาหารอยา่ งหน่ึง ซึ่งเป็นการรับประทานไม่ใชด่ ื่ม ดงั นั้น
การรับประทานซุปถึงแม้ว่าจะเป็นอาหารประเภทน้าแต่ต้องรับประทานไม่ให้เกิดเสียงดัง และไม่หกเลอะ
เทอะ จึงมีเทคนคิ ในการใชช้ ้อนตักซปุ เพือ่ รบั ประทาน ดังนี้
4.4.1 การตกั ซปุ จะตักจากดา้ นใกลต้ ัวออกด้านนอก หรือจากดา้ นนอกเข้าหาตวั ก็ได้แต่
การใช้ช้อนจะต้องตะแคงช้อนน้าซุปออกนอกตัวถ้ากลัวว่าจะมีซุปหยดก็อาจใช้ช้อนปาดเบา ๆ กับขอบ
ถ้วยซุป แต่ต้องไมใ่ หเ้ กดิ เสียงดงั เม่ือซปุ ใกลห้ มดใชม้ อื ซ้ายยกถว้ ยซุปตะแครง เพื่อตักซุปทานจนหมดได้
4.4.2 การตักซุปเข้าปาก ให้ใช้ปลายช้อนส่วนใกล้ด้านหน้าเอียงชอ้ นเป็นเสน้ ทแยงมุม ก้ม
หน้าลงเล็กน้อยแล้วรับประทานอยา่ ใหเ้ กิดเสียงดัง
4.4.3 เมื่อรับประทานซุปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้วางช้อนหงายขึ้นไว้ในถ้วยซุป โดยให้ด้าม
ชอ้ นเอยี งออกด้านขา้ ง หรอื จะวางไว้ที่จานรองก็ได้ (ถา้ จานรองใหญพ่ อที่จะวาง)
ภาพท่ี 6.31 การตกั ซุป
(ท่ีมา: www.oknation.net)
4.5 การรับประทานขนมปัง ออเดิร์ฟ และซุป ส่วนใหญ่แล้วจะถูกเสิร์ฟในเวลาท่ีไล่เลี่ย
กัน การรับประทานก็จะหยิบอุปกรณ์ต่าง ๆ ใกล้เคียงกัน การรับประทานออเดิร์ฟจะใช้มีดและส้อมออ
เดิรฟ์ การรับประทานออเดิร์ฟ มอื ขวาจับมดี ออเดิร์ฟ มอื ซ้ายถือสอ้ ม
ในขณะเดียวกันถา้ ต้องการรับประทานขนมปังดว้ ยก็สามารถใชม้ ือฉีกขนมปังได้ โดยมขี ้นั ตอน
ในการรบั ประทานขนมปงั ดงั น้ี
หยบิ ขนมปังฉกี ขนมปังบนจานรองชน้ิ พอคาหยบิ ขนมปังท่เี หลือไวท้ ี่จานรองจับขนมปงั ด้วยมือ
ซา้ ยทาเนยเกบ็ มดี ทาเนยไว้ท่ีเดิม4.6 การรับประทานออเดริ ์ฟ ออเดริ ฟ์ เป็นอาหารเบา ๆ เพื่อเรียกน้าย่อย
เป็นการเพิ่มบรรยากาศในการรับประทานอาหารบนโต๊ะได้ดีอย่างย่ิง การรับประทานออเดิร์ฟไม่ต้อง
รับประทานใหม้ ากจนเกินไปเพราะยงั มรี ายการอาหารอ่ืน ๆ ท่จี ะต้องเสริ ์ฟตามมา ออเดิร์ฟบางอย่าง เช่น
พวกขนมปังที่ตัดเป็นช้นิ พอคาประดับด้วยผักสดไว้บนขนมปัง สามารถใชม้ อื หยิบรับประทานได้ อุปกรณ์ที่
ใชส้ าหรบั รบั ประทานออเดริ ฟ์ คือ มีดและสอ้ มออเดริ ฟ์
4.7 การรับประทานอาหารประเภทปลา เมื่ออาหารประเภทปลาถูกเสิร์ฟออกมา อุปกรณ์ที่
จะต้องหยิบใช้บนโต๊ะอาหาร คือ มีดและส้อมรับประทานปลา ในการรับประทานปลาท่ีมีหัวและหางปลา
ดว้ ย ให้ใชม้ ีดและส้อมเลาะเนื้อปลาเด้านบนออกมาวางไว้ในจานด้านท่ีใกล้ตวั จากน้นั รับประทานจนหมด
ต่อไปใช้ส้อมกดตรงหัวปลา ใช้มีดสอดเข้าไปใต้ก้างปลาดึงก้างปลาออกมา (ไม่ต้องกลับพลิกตัวปลา) มือ
ซ้ายท่ีถือส้อมกดหัวปลาให้แน่นพอสมควร เพื่อเลาะก้างปลาออก การรับประทานปลาให้เร่ิมตัดเน้ือปลา
เปน็ ชน้ิ พอคา และเริม่ รบั ประทานจากดา้ นซา้ ยมือ
เนื่องจากปลาที่นิยมรับประทานมีหลายชนิด เช่น ปลาลิ้นหมาเป็นที่นิยมรับประทานกันมาก
ในบรรดาอาหารตะวันตก ลักษณะของปลาลิ้นหมาคือจะมีเน้ือเพียงด้านเดียว อีกด้านของตัวปลาจะแบน
ไม่มีเน้ือ ในการรับประทานจึงต้องเลาะก้างปลาและครีบออก นาส่วนที่เป็นก้างปลาและครีบทเี่ ลาะวางไว้
ด้านตรงขา้ มของตวั ปลาจงึ รบั ประทานเน้อื ปลา
ปลาบางชนดิ มีลาตวั กวา้ ง หากเลาะเนื้อสว่ นหน้าออกมาท้งั หมดจะช้ินใหญเ่ กินไป รบั ประทาน
ยาก จึงจะต้องใช้วิธีแบ่งตัวปลาเป็น 2 ซีก (แบ่งตามยาวของตัวปลา) ใช้มีดและส้อมเลาะส่วนนั้นออกมา
รับประทานก่อน จากน้ันรับประทานส่วนท่ีเหลือ เม่ือรับประทานหมดแล้วก็ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน คือให้
เลาะก้างปลาออกโดยไมต่ ้องพลกิ ตัวปลา
ภาพท่ี 6.32 การรบั ประทานปลา
(ท่ีมา: www.baanjomyut.com)
4.8 การรับประทานอาหารประเภทเน้ือจะต้องใช้วิธีการตัด อุปกรณ์ท่ีจะต้องหยิบข้ึนมาใช้ก็
คือมีดและส้อมสาหรับรับประทานเน้ือ อาหารประเภทเน้ือบางครั้งก็จะถูกเสิร์ฟมามีกระดูกติดมาด้วย
หรืออาจจะไม่มีก็ได้ การรับประทานก็ไม่ได้เป็นเร่ืองยาก ใช้มือขวาจับมีด มือซ้ายจับส้อม กดช้ินเนื้อแล้ว
ตัดเปน็ ชนิ้ เนื้อแล้วตดั เปน็ ช้ินเลก็ พอคา ตัดเป็นช้ินทีละคา รับประทานไปจนหมดไม่ควรตัดเนือ้
เป็นช้ินเล็ก ๆ ไว้เต็มจาน เพราะนอกจากไม่น่าดูแล้วยังทาให้เสียรสชาติด้วย การรับประทาน
เน้ือจะมีผักเครื่องเคียงเสิร์ฟมาด้วย ก็ควรจะรับประทานผักคู่กับเนื้อด้วย เพื่อช่วยเพ่ิมรสชาติของอาหาร
ดว้ ย
ภาพท่ี 6.33 การรับประทานเน้ือ
(ที่มา: www.wongnai.com)
4.9 การรับประทานสลัดผักสลัดผักจะถูกเสิร์ฟมาพร้อม ๆ กับอาหารจาพวกเนื้อจะ
รับประทานเนื้อพร้อมกับสลัดผัก หรือจะรับประทานเน้ือให้เสร็จก่อนแล้วค่อยรับประทานสลัดผักก็ได้
ขึ้นอยกู่ บั ความชอบและการตดั สนิ ใจของแตล่ ะคน แต่โดยปกตแิ ล้วนิยมรับประทานสลับกับเน้อื ทเ่ี ยน็ ตาม
หลกั การรบั ประทานอาหารแบบยุโรป การรับประทานสลดั ผักใชส้ อ้ มเพียงอย่างเดยี ว ถ้าผกั ชนิ้ ใหญก่ ใ็ ห้ใช้
ดา้ นขา้ งของส้อมตัดผกั แตใ่ นบางครั้งผักช้ินใหญแ่ ละแข็งตัดดว้ ยสอ้ มไม่ได้ก็ใช้มดี หน่ั ได้
การรับประทานสลัดผกั สลดั มีสว่ นผสมหลายชนิด โดยรวมแล้วจะเป็นผักและอาจจะมีพวกถัว่
ต่าง ๆ เช่น ถ่ัวลนั เตา ในการรบั ประทานจงึ ต้องใชเ้ ทคนิคในการใชส้ อ้ ม คือ ตกั พัน และจ้ิม ขึน้ อย่กู บั วา่ จะ
ตักอะไรพันอะไร และจ้ิมกับอะไร เมล็ดถ่ัวต่าง ๆ ให้ใช้วิธีเอาหลังส้อมกดให้แบนแล้วใช้ส้อมตัก
รบั ประทานผกั บางชนดิ กใ็ ชพ้ นั เปน็ ตน้
4.10 การเก็บมีดและส้อมเมื่อรับประทานอาหารจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรจะเก็บมีดและ
ส้อมให้ถูกต้องตามหลักการรับประทานอาหารแบบยุโรป เพ่ือแสดงถึงการรู้หลักมารยาทต้ังแต่การเร่ิม
รับประทานอาหารจนครบถึงข้ันตอนสุดท้าย คือรับประทานอาหารจนอ่ิมแล้ว เป็นการบอกให้บริกรได้
ทราบและจะได้เก็บอุปกรณค์ อื จาน มีด และสอ้ ม
ภาพท่ี 6.34 การวางอุปกรณ์เมอ่ื รับประทานอาหารเสรจ็
(ที่มา: http://www.manager.co.th)
4.11 การรับประทานไอศกรีมให้เริ่มรับประทานจากส่วนท่ีคนอื่นมองดูไม่เห็น คือด้านท่ีอยู่
ใกลต้ วั เรากอ่ น ตกั รบั ประทานเป็นคา ๆ ไม่คนไอศกรีมรวมกับส่วนผสมอนื่ ๆ เข้าด้วยกนั เพราะ ไมน่ า่ ดู
ถ้าจะรับประทานส่วนผสมอ่ืนท่ีรวมมา เช่น กล้วย สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ก็ให้ตักรับประทานรวมกับไอศกรมี
เปน็ คา ๆ มองดแู ลว้ สะอาด
4.12 การรบั ประทานผลไม้
4.12.1 กล้วย จะถูกเสิร์ฟเป็นลูก ๆ โดยจะตัดส่วนหัวและท้ายออกแล้วหรืออาจจะตัด
เพียงส่วนหวั ออกไป วิธรี ับประทานกลว้ ย ใชส้ ้อมกดผลกลว้ ยไวแ้ ล้วใช้มีดผ่าเปลือกกล้วยตามแนวยาวด้าน
ใกล้ตัวและด้านตรงข้าม ใช้มีดและส้อมจับเปลือกกล้วยส่วนที่ผ่าดึงออกไปนาไปเก็บไว้ข้างจานด้านตรง
ข้ามกับมือ ตัดกล้วยเป็นชิ้นพอคารับประทานโดยเริ่มจากซ้ายมือจะไม่ตัดกล้วยออกเป็นช้ิน ๆ แต่จะตัด
รับประทานทีละคา
4.12.2 การรบั ประทานองุ่น เชอรร์ ่ี สตอเบอร์ร่ี ผลไม้จาพวก องุ่น เชอรร์ ี่ สตรอเบอร์ร่ี เป็น
ผลเล็ก ๆ สามารถใช้มือหยิบรับประทานได้ ถ้าเป็นองุ่นผลไม้ใหญ่ต้องการจะปอกเปลือกก็ให้ปอกแล้วนา
เปลือกไว้บนจาน การนาเมล็ดออกจากปากให้ใช้มือรองไว้ที่ปากหยิบออกมา จากนั้นก็ไว้ท่ีขอบจานของ
ตัวเอง
4.12.3 การด่ืมเคร่ืองดื่ม ชา กาแฟ การดื่มเคร่ืองดื่มประเภทนี้ข้ึนอยู่กับความชอบ
ของ แต่ละคนว่าจะใส่น้าตาล นม เท่าไร หรือจะไม่ใส่เลยก็ไม่มีกฎเกณ์์ แต่มีข้อควรระวังเกี่ยวกับ
มารยาทเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งจะละเลยไม่ได้ เช่น การใส่ก้อนน้าตาลลงในถ้วยกาแฟ ให้ใช้คีมหยิบน้าตาลใส่
ในช้อนกาแฟก่อน แล้วค่อย ๆ จุ่มลงในถ้วยกาแฟถ้าเป็นนมหรือเป็นครีมก็ให้ระมัดระวังอย่าให้หกเลอะ
เทอะ ใช้ช้อนกาแฟคนเบา ๆ วิธีคนใช้ปลายช้อนกดลงให้ถึงก้นของถ้วยกาแฟ หมุนวนเป็นวงกลมเบา ๆ
ไม่ใหม้ เี สยี ง จนนา้ ตาลหรือครมี ละลายจากน้ันเก็บช้อนไวท้ ่ีจานรองการชิมกาแฟ จะไม่ใช้ชอ้ นกาแฟตักชิม
เป็นอนั ขาด ใหย้ กถว้ ยกาแฟขน้ึ มาจบิ เบา ๆ เพ่ือชิมรสชาตวิ า่ พอใจหรือยัง การใชช้ อ้ นกาแฟตักชิมถือเป็น
กริ ยิ าทไ่ี มเ่ หมาะสมแสดงถงึ การขาดความรู้ในเรือ่ งของมารยาทบนโตะ๊ อาหาร
ขั้นตอนและวิธีการต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นมารยาทในการรับประทานอาหารแบบยุโรป ซึ่งมี
อุปกรณ์ในการรับประทานต่อหน่ึงคนจานวนหลายชิ้น จึงต้องพึงจาไว้ว่าการหยิบอุปกรณ์ผิดด้านจะทาให้
คนอ่ืน ๆ ผิดตามไปด้วย และการใช้อุปกรณ์ เช่น มีดและส้อมจะต้องหยิบจากดา้ นอกสดุ เข้ามา ด้านใน
เป็นคู่ ๆ การหยิบขนมปัง เนยให้หยิบด้านซ้ายมือของตัวเอง แก้วน้าด่ืม และแก้วเครื่องด่ืมต่าง ๆ จะอยู่
ด้านขวามือการรับประทานอาหารในจานหลัก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ปลา ผักผลไม้ จะเร่ิมรับประทานจาก
ซ้ายมือเสมอ จึงควรได้ศึกษาและฝึกปฏิบัติให้ติดเป็นนิสัย เพราะจะทาให้เป็นบุคคลที่มีกิริยามารยาทท่ี
นา่ ดเู ป็นอยา่ งยงิ่
มารยาทการรบั ประทานอาหารแบบญีป่ ุ่น
“อาหารญ่ีปุ่น” เป็นกลุ่มอาหารเอเชียท่ีมีบทบาทต่อสังคมโลกเป็นท่ีรู้จักกันมานานโดยเฉพาะใน
โลกปจั จุบนั ทก่ี ระแสความนยิ มการบริโภคอาหารต่างชาติ มคี วามตอ้ งการจากผู้บริโภคมากขนึ้ อาหารและ
วัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นจึงมาพร้อมกับกระแสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและค่านิยมทางสังคม และวัตถุ
กลุ่มอาหารท่ีข้ึนชื่อของญ่ีปุ่นเช่น ข้าวปั้นแบบญี่ปุ่น (sushi) หรือน้าซุปเต้าเจ้ียวญ่ีปุ่น(misoshiru) กลุ่ม
อาหารชุบแป้งทอด (tempura) เป็นต้น ดังนั้นเพ่ือเป็นการเรียนรู้ท่ีถูกต้องผู้เรียนต้องเข้าใจในวิธีคิด และ
วัฒนธรรมตลอดจนความเป็นตัวตนของชนชาตินั้นก่อนจึงจะเข้าใจในหลักของ การรับประทานอาหาร
และมารยาทต่าง ๆ คนญ่ีปุ่นเป็นชนชาติท่ีมีความพิถีพิถันในเรื่องของคุณภาพการดารงชีวติ โดยเฉพาะใน
เร่ืองของอาหารการกินจะต้องสะอาด อร่อย ถูกหลักอนามัย กิริยา การรับประทานอาหารซึ่งบางชนชาติ
ถือว่าไม่สุภาพ แต่ในทางตรงกันข้ามอีกชนชาติหน่ึงบอกว่าเป็นการแสดงออกถึงส่ิงที่ดี เช่น การ
รับประทานอาหารประเภทเสน้ โซบะของคนญ่ีปุ่น ต้องใช้วิธีดูดเข้าปากถึงแม้จะเกิดเสยี งดังก็ยิง่ เป็นการดี
เพราะถือว่าอาหารนั้นอร่อยถูกปาก แต่คนตะวันตกกล่าวว่า การรับประทานสปาเก็ตตี้ จะต้องใช้ส้อม
พันเส้นสปาเกต็ ต้ี ม้วนเป็นคาเลก็ ๆ แล้วค่อย ๆ รบั ประทาน จึงจะถือว่ามีมารยาทในการรับประทาน
อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมจะถูกเสิร์ฟออกมาเป็นชุดสาหรับแต่ละคนในชุดอาหารจะมีถ้วยหรือจาน
เล็กทใี่ ส่อาหารแตล่ ะอย่าง เชน่ ของตม้ ของย่าง ผกั ดอง ฯลฯ นอกจากนีย้ งั ต้องมีถว้ ยข้าว และ ถว้ ยซปุ
อยู่ตรงขา้ งหน้าถ้วยข้าวต้องวางอยู่ด้านซ้ายมือและถว้ ยซุปต้องอยู่ด้านขวามือ ถ้าวางสลับกนั คนญป่ี ุ่นถือ
วา่ ไม่คอ่ ยดี อยา่ งไรกด็ กี ารรบั ประทานอาหารแบบญ่ีป่นุ ก็มีหลักมารยาททีค่ วรเรียนรู้ ดงั นี้
1. ม้ืออาหารของคนญี่ปุ่น
คนญ่ีปุ่นรับประทานอาหาร 3 มื้อ คล้ายคนไทย โดยในแต่ละม้ือจะมีช่ือเรียก
ช่วงเวลาและลกั ษณะการรบั ประทานอาหารท่แี ตกตา่ งกัน ดังน้ี
1.1 อาหารเช้า เริ่มต้ังแต่ 07.00-08.00 น. ลักษณะของอาหารจะเป็นง่าย ๆ มีข้าวสวย กับ
ซุป ปลาหวาน ผกั ดอง ผักต้ม และไข่ม้วน เป็นตน้
ภาพท่ี 6.35 อาหารญ่ีป่นุ ม้ือเชา้
(ทมี่ า: www.food.mthai.com)
1.2 ม้ือกลางวัน เริ่มต้ังแต่ 12.00-13.00 น. ลักษณะของอาหารจะเป็นสารับ อาจเป็นอาหาร
จานเดยี ว กับผักดอง และนา้ ซุป
ภาพที่ 6.36 อาหารญ่ปี ่นุ ม้ือกลางวัน
(ทมี่ า: www.ilovetogo.com)
1.3 ม้อื เย็น เร่ิมตง้ั แต่ 17.00-19.00 น. ลักษณะของอาหารมักมปี ลาเปน็ ส่วนประกอบ จัดเปน็
มื้อใหญ่เหมือนคนไทย การรับประทานก็จดั เป็นสารับคลา้ ยกับของไทย
ภาพท่ี 6.37 อาหารญ่ปี ่นุ มื้อเย็น
(ทม่ี า: www.educatepark.com)
2. มารยาทรับประทานอาหารแบบญ่ีปุ่น จาเป็นต้องใช้ตะเกียบในการรับประทาน จึงมีความ
จาเป็นท่ีคนต่างชาตจิ ะต้องเรียนรู้มารยาท และกิริยาท่าทางท่ีไม่ควรปฏิบัติในการรับประทานอาหารแบบ
ญป่ี ุน่ มดี งั ตอ่ ไปน้ี
2.1 ไม่ใช้ตะเกียบหยิบอาหารแล้วส่งให้ผู้อ่ืนโดยคนที่รับก็ใช้ตะเกียบรับอาหารน้ัน ซ่ึงส่ิง
เหล่านี้หากไม่ได้เรียนรูก้ ็จะไม่ทราบ และจะยังคงปฏิบัติกันอยู่เพราะการใช้ตะเกียบหยิบของแล้วส่งต่อให้
กันนน้ั ใช้สาหรบั พิธกี ารที่ไม่ใชง่ านมงคล จึงควรหลกี เลยี่ ง
2.2 ถือตะเกียบแล้วส่ายไปมาบนอาหารหลายชนิด เพ่ือจะหยิบอาหารแต่ยังไม่รู้ว่าจะเลือก
อย่างไหนดี
2.3 ใช้ตะเกียบแทงเสยี บของรับประทาน ถือเป็นกริ ยิ าที่ไม่สภุ าพ
2.4 ใชต้ ะเกยี บค้ยุ อาหารในถว้ ย เพอื่ หาช้นิ ของอาหารทต่ี อ้ งการ
มารยาทในการรับประทานอาหารแบบญี่ปุ่นท่ีกล่าวมาเป็นมารยาทที่เป็นพื้นฐานง่าย ๆ ซ่ึง ไม่
เป็นพธิ กี ารมากนัก เพียงแตเ่ ปน็ มารยาทโดยทว่ั ๆ ไปท่คี วรได้ร้แู ละนาไปปฏบิ ัติ
สรุปสาระสาคญั
การได้ศึกษาหาความรู้ถึงหลักมารยาทถือเป็นสิ่งท่ีสาคัญอย่างย่ิงไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด บรรพ
บุรุษได้พยายามสั่งสอน วางหลักเกณ์์สิ่งท่ีดีงามเพ่ือให้ลูกหลานในรุ่นต่อ ๆ ไปได้ยึดถือปฏิบัติ นับเป็น
ความงดงามของสังคมที่ควรจะได้อยู่คู่กับทุกชนชาติ เพราะการมมี ารยาททีด่ เี ป็นสิง่ ท่ชี ว่ ยใหส้ ังคมดี สงั คม
น่าอยู่ช่วยเป็นส่ิงท่ียึดเหน่ียว และขัดเกลาให้คนเป็นคนดี มีคุณค่าในตัวเอง คุณค่าของสังคมไม่ว่าจะเป็น
กิริยามารยาทที่ดดี า้ นใด ยอ่ มทาให้ผ้ทู ี่ตอ้ งการพฒั นาตนเองให้มองดดู ใี นสายตาของคนอ่ืน และตัวผู้ปฏิบัติ
เองกเ็ กดิ ความภาคภมู ใิ จ
มารยาทเป็นส่วนหนึ่งของการดาเนินชีวิตในสังคม เป็นวัฒนธรรมท่ีแสดงออกถึงลักษณะนิสัย
ภายในบุคคล และเป็นค่านิยมในทางสุภาพอ่อนโยนอ่อนน้อม ดีงาม สามารถสร้างความยินดีและความ
ประทบั ใจให้แก่ผู้พบเห็น ผู้ท่ีติดตอ่ สมาคมด้วย ผู้ท่มี กี ริ ิยามารยาทดงี ามและรู้จักการวางตวั ท่เี หมาะสมใน
สังคม ย่อมเป็นผู้ท่ีมีเสน่ห์ เป็นท่ีน่าสนใจของผู้อื่น อีกท้ังยังดูมีคุณค่าในตัวเอง ดังน้ันบุคคลจึงควร
แสดงออกอย่างดีงาม ไม่ว่าจะเป็นกิริยา อาการ และถ้อยคาวาจา เพื่อทาให้เป็นผู้มีคุณค่าและเป็นที่ ช่ืน
ชมของทกุ คนในสงั คม
คาศัพท์ คาศัพท์ (Vocabulary)
Table set
Sushi คาแปล
Mososhiru อปุ กรณ์บนโตะ๊ อาหารยุโรป
Tempura ข้าวปั้นแบบญป่ี ่นุ
นา้ ซุปเตา้ เจย้ี งญี่ปุน่
อาหารชบุ แป้งทอง
บทท่ี 7 วฒั นธรรมระหวา่ งประเทศ
แนวคดิ สาคญั
การที่มนุษย์อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นสังคมย่อมต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของกลุ่ม มี
ระเบียบแบบแผนที่ควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มให้อยู่ในขอบเขตที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบ
สุข ส่งิ ทเ่ี ปน็ เครอื่ งมือในการควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มคนน้เี ราเรยี กว่า “วัฒนธรรม” ดังน้ันวฒั นธรรมจงึ
เปรียบเสมอื นอาภรณห์ ่อหุม้ รา่ งกายตกแตง่ คนใหน้ า่ ดชู ม วัฒนธรรมเปน็ สิง่ ทต่ี ้องควบคู่กบั คนเสมอไป
การรวมกลุ่มของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือกลุ่มอาเซียนเพื่อสร้างความ
แข็งแกร่งทางการเมือง เศรษฐกิจ ประชาชนในกลุ่มอาเซียนมีการติดต่อสื่อสารด้านต่าง ๆ มากขึ้น จึง
จาเป็นต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ เพ่ือให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้เกิด
สมั พนั ธภาพทดี่ ีต่อไป
เนือ้ หา
วัฒนธรรม โดยทั่วไปหมายถึง รูปแบบของกิจกรรมมนุษย์และโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ทาให้
กิจกรรมนน้ั เดน่ ชดั และมีความสาคัญ วิถีการดาเนินชวี ิต ซง่ึ เปน็ พฤตกิ รรมและส่ิงท่ีคนในหมู่ผลิตหรือสร้าง
ข้ึนด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตนวัฒนธรรมในภูมิภาคต่าง ๆ อาจได้รับ
อิทธิพลจากการติดต่อกับภูมิภาคอื่น เช่นการเป็นอาณานิคม การค้าขาย การย้ายถ่ินฐาน การ
ส่ือสารมวลชนแล ะศาสนาอีกทั้งระบบความเชื่อล้ว นมีบทบาทในวัฒนธรรมใน ประวัติศาส ตร์ ข อง
มนษุ ยชาตมิ าโดยตลอด
ดังนั้นการที่วัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ซ่ึงเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ได้แก่
พันธกุ รรม ประสบการณ์ และวัฒนธรรม อยา่ งไรกต็ ามเราสามารถฝึกฝนตนเองให้เปน็ ผู้ท่ีมีลักษณะนิสัยท่ี
ดีงาม ถูกตอ้ งตามวฒั นธรรมของแตล่ ะภูมภิ าคได้ โดยเราตอ้ งมีความต้ังใจทีจ่ ะเรียนรวู้ ฒั นธรรม และนามา
ฝึกประพฤติปฏิบัติตัวในลักษณะที่ดีให้เกิดเป็นนิสัยประจาตัว ซึ่งแสดงออกท้ังทางด้านร่างกาย เป็น
บุคลิกภาพที่ผู้อ่ืนสามารถมองเห็น นอกจากนั้นเราควรมีการพัฒนาฝึกฝนการแสดงกิริยามารยาทให้
ปรากฏเป็นบคุ ลกิ ภาพของตนเอง เพอื่ จะได้ประสบความสาเรจ็ ในอาชีพเป็นที่รักใครช่ น่ื ชอบของสงั คม
ความหมายของวฒั นธรรม
เมอ่ื กล่าวถงึ ความหมายของวัฒนธรรม(Culture) ได้มผี ใู้ หค้ วามหมายไว้อย่างหลากหลาย ดงั น้ี
Buchner(1998 อ้างอิงใน ศุภลักษณ์ อังครางกูร 2547:128) กล่าวว่า วัฒนธรรมอาจอยู่ใน
รูปแบบท่ีสัมผัสได้ หรืออยู่ภายใต้ในตัวบุคคล ส่ิงท่ีสัมผัสได้ เช่น การแต่งกาย ภาษา และส่ิงที่อยู่ภายใน
เช่น ทัศนคติ ความเช่ือ คุณค่า การรับรู้ รูปแบบของวัฒนธรรมอาจถูกแบ่งตามการส่ือสาร กล่าวคือ
วัฒนธรรมท่ีสามารถส่ือออกมาได้ด้วยเสียง เช่น ภาษา การหัวเราะ ร้องไห้ น้าเสียง และวัฒนธรรมที่ส่ือ
ออกมาโดยไม่ใชเ้ สยี ง เช่น ท่าทาง สหี นา้ การเว้นระยะหา่ งระหว่างบคุ คลในการสนทนา
นิตยา บุญสิงห์ (2554:12-13) กล่าวว่า วัฒนธรรม แปลตามตัวอักษรหมายความว่า สภาพอัน
เป็นความเจริญงอกงาม วัฒนธรรมเป็นเร่ืองเกี่ยวกับพฤติกรรม วาจาท่าทาง กิจกรรม และผลิตผลของ
กิจกรรมท่ีมนุษย์ในสังคมผลิตหรอื ปรับปรุงข้ึนจากธรรมชาติและเรียนรซู้ ่ึงกันและกันโดยผ่านการคัดเลอื ก
ปรับปรงุ และยดึ ถอื สืบทอดกันมาจนถึงปจั จุบัน วฒั นธรรมเป็นทงั้ ลักษณะนิสัยของคนหรือกลมุ่ คนในชาติ
ลทั ธิ ความเชือ่ ภาษา ขนบธรรมเนยี มประเพณี อาหารการกิน เครื่องใชไ้ มส้ อย ศลิ ปะต่างๆ ตลอดทั้งการ
ประพฤตปิ ฏิบตั ใิ นสงั คม
Daniel Bated และ Fred Plog (1998 อ้างอิงใน เมตตา วิวัฒนากูล.2548:51) ได้ให้คานิยาม
ของวัฒนธรรมไวว้ ่า วัฒนธรรมคือระบบการแบ่งปันรว่ มกนั ใช้ความเช่ือ คา่ นยิ ม ประเพณี พฤตกิ รรมและ
ส่ิงประดิษฐ์ที่สมาชกิ ในสังคมใช้เพ่ือติดตอ่ สัมพันธ์ในโลกของเขาต่อกันและกัน และมีการส่งต่อระหว่างรนุ่
สูค่ นร่นุ หลงั โดยกระบวนการเรียนรู้ คาจากัดความนี้ หมายรวมถงึ รูปแบบพฤติกรรมและรูปแบบความคิด
(การให้ความหมายร่วมกันระหว่างสมาชิกในสังคมต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติ และความชาญฉลาด รวมถึง
ศาสนา และอุดมการณ์) สิ่งประดิษฐ์ (เครื่องมือ เครื่องจานชาม บ้าน เคร่ืองจักรกล งานศิลปะและ
ความสามารถในการติดต่อทางวฒั นธรรมและเทคนิคในการใชส้ ่งิ ประดิษฐ์ต่างๆ)
พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช
2486 ไดใ้ หค้ วามหมายของวัฒนธรรมไวด้ งั นี้ (บา้ นจอมยทุ ธ ม.ป.ป.)
วฒั นธรรม คือลักษณะที่แสดงออกถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบยี บเรียบร้อย ความกลม
เกลยี วกา้ วหน้าของชาติ และศีลธรรมอนั ของประชาชน
วัฒนธรรมจึงเป็นลักษณะพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ซ่ึงเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ ทั้งบุคคลและ
สังคม ที่ได้วิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาอย่างมีแบบแผน แต่อย่างไรก็ดีมนุษย์นั้นไม่ได้เกาะกลุ่มอยู่เฉพาะ
ในสังคมของตัวเอง ได้มีวาทสัมพันธ์ติดต่อกับสังคมต่าง ๆ ซึ่งอาจอยู่ใกล้ชิดมีพรมแดนติดต่อกัน หรืออยู่
ปะปนในสถานที่เดียวกัน หรือการท่ีชนชาติหน่ึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของชนชาติหนึ่ง มนุษย์เป็นผู้รู้
จักเปล่ียนแปลงปรับปรุงสิ่งต่างๆ จึงนาเอาวัฒนธรรมท่ีเห็นที่ได้สัมพันธ์ติดต่อกันมาใช้โดยอาจรับมา
เพิ่มเติมเป็นวัฒนธรรมของตนเองโดยตรงหรือนาเอามาดัดแปลงแก้ไขให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพ
วัฒนธรรมทีม่ ีอยู่เดมิ
ในปจั จุบันไมม่ ีประเทศชาติใดทีจ่ ะมวี ฒั นธรรมบริสุทธ์ิอยา่ งแทจ้ ริง แตจ่ ะมีวฒั นธรรมทม่ี ีพื้นฐาน
มาจากความรู้ประสบการณ์ท่ีสังคมตกทอดมาโดยเฉพาะของสังคมน้ัน และนาเอาวัฒนธรรมแหล่งอ่ืนที่
ใกลเ้ คยี งเขา้ มาผสมผสาน ปะปนอยู่ ดว้ ยการติดต่อสมั พนั ธ์กนั ทางสังคมของกลุ่มชนน้ันๆ จนกลายมาเป็น
อกี วัฒนธรรมหน่ึงน่นั เอง
ประเภทของวัฒนธรรม
วฒั นธรรมแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คือ(บา้ นจอมยทุ ธ ม.ป.ป.)
1. วฒั นธรรมทางวตั ถุ (Material Culture) คอื เคร่ืองมือ เครื่องใช้ที่มนษุ ย์ใช้ในชวี ติ ประจาวนั
เพ่ือความสุขทางกายอันไดแ้ ก่ ยานพาหนะ ท่ีอยู่อาศยั ตลอดจนเครอื่ งปอ้ งกันตวั ใหร้ อดพน้ จากอนั ตราย
ท้ังปวง
ภาพที่ 7.1 โบราณวตั ถบุ า้ นเชียง อาเภอหนองหาน จงั หวดั อดุ รธานี
(ทม่ี า: http://www.arthousegroups.com)
2. วัฒนธรรมทางจิตใจ(Mental culture)เป็นเรื่องเกี่ยวกับเคร่ืองยึดเหนี่ยวทางจิตใจของมนุษย์
เพ่ือให้เกิดปัญญา และมีจิตใจที่งดงาม อันได้แก่ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม คติธรรม ตลอดจนศิลปะ
วรรณคดี และระเบียบแบบแผน ของขนบธรรมเนียมประเพณี
ภาพที่ 7.2ประเพณีสงกรานต์
(ทม่ี า: http://saomicro.blogspot.com)
ความสาคัญของวฒั นธรรม
วัฒนธรรมมีความสาคัญอย่างย่ิง ในการแสดงความเป็นชนชาติ ชาติใดไร้ซึ่งวัฒนธรรม แม้จะมี
ความสามารถเก่งกาจ ในด้านการรบ การสงคราม มีชัยชนะ แต่หากขาดซ่ึงความมีวัฒนธรรม ก็จะไม่
สามารถดารงเอกลักษณ์ของชาติตนเองได้ ดังเช่นพวกตาดที่สามารถรบชนะจีนได้ แม้ได้ตั้งราชวงศ์หยวน
ขึ้นปกครองจีนได้ แต่ในท่ีสุดด้วยจีนเป็นชนชาติท่ีมีวฒั นธรรมด้านต่างๆ ที่เข้มแข็ง ในที่สุดวัฒนธรรมของ
จีนก็สามารถกลืนพวกตาดใหก้ ลายมาเป็นชาวจนี ได้อย่างหมดสิน้ จึงพอสรุปได้ว่าวัฒนธรรมมีความสาคญั
ดังตอ่ ไปน้ี (บา้ นจอมยทุ ธ, ม.ป.ป.)
1. วัฒนธรรมเป็นส่ิงท่ีชี้แสดงให้เป็นความแตกต่างของบุคคล กลุ่มคน หรือชุมชน เป็นส่ิงที่ทาให้
เห็นว่าตนมีความแตกต่างจากสัตว์ ช่วยให้เราเข้าใจส่ิงต่างๆ ที่เรามองเห็น การแปลความหมายของสิ่งที่
เรามองเห็น เช่น การมองดูดวงจันทร์ คนไทยแปลความหมายของการมองดูดวงจันทร์ว่าเห็นเป็นรูปแบบ
กระต่ายชาวเกาะซามัวเห็นเป็นผู้หญิงกาลังทอผ้า และชาวออสเตรเลียเห็นเป็นตาแมวใหญ่กาลังมองหา
เหย่อื
2. วฒั นธรรมเป็นตัวกาหนดปจั จยั 4 คือ อาหาร ทอ่ี ยู่อาศัย เคร่ืองนงุ่ ห่ม และยารกั ษาโรค
3. วัฒนธรรมเป็นตัวกาหนดการแสดงความรู้สึกทางอารมณ์ และการควบคุมอารมณ์ เช่น ผู้
ชายไทยจะไม่ร้องไหใ้ ห้ใครเหน็
4. วัฒนธรรมเป็นตัวกาหนดการกระทาบางอย่างในชุมชนว่าเหมาะสมหรือไม่ การกระทา
บางอยา่ งเปน็ ท่ยี อมรบั ว่าเหมาะสมในสังคมหนงึ่ แต่อกี สังคมหนึ่งอาจจะเห็นวา่ ไมเ่ หมาะสมก็ได้
โดยทั่วไปลกั ษณะของวัฒนธรรม มดี งั นี้
1. เป็นส่ิงที่เกิดจากการเรียนรู้ (Due to learning)ไม่ใช่เป็นการติดตัวมาแต่กาเนิด หรือได้รับ
ถ่ายทอดทางพันธกุ รรม เช่น การพดู การเขยี น การแต่งกาย เป็นต้น ซง่ึ ส่งิ เหล่านเี้ กดิ จากการเรียนรู้ทั้งสน้ิ
2.เป็นวิถีชีวิต (Way of life)ในทางสังคมศาสตร์กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ใน
สงั คม เพราะวัฒนธรรมเป็นสิ่งกาหนดรปู แบบทจี่ ดจาสบื ต่อกนั มาท้งั ด้านครอบครวั เศรษฐกิจ การกนิ การ
วางตวั ในสังคมซ่ึงเปน็ แบบแผนของแตล่ ะชาติ
3. เป็นมรดกทางสังคม(Heritage Society)วัฒนธรรมสามารถ่ายทอดสืบสานต่อกันได้ ซ่ึงเกิดจาก
การเรียนรู้ส่ิงท่ีมีอยู่แล้ว เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน หรือสัญลักษณ์ในการสื่อสารต่างๆ ท่ีช่วยให้มนุษย์เกิด
ความเขา้ ใจกันได้
4. เป็นสิ่งที่สามารถเปล่ียนแปลงได้ เมื่อสภาพแวดล้อมเปล่ียนไป อาจมีการเปล่ียนแปลงของ
วฒั นธรรมเพ่ือใหเ้ หมาะสมกับการดาเนนิ ชวี ิต
วัฒนธรรมระหว่างประเทศในภูมภิ าคอาเซยี น
ภาพท่ี 7.3ตราสญั ลักษณ์อาเซยี น
(ที่มา: www.kapook.com)
อาเซยี นมาจากคาในภาษาอังกฤษ คอื “ASEAN” มาจากคาว่า (Association of South East Asian
Nation) ซ่ึงประกอบด้วยประเทศสมาชิกท้ังหมด 10 ประเทศ คือไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์
อินโดนีเซีย บรูไน เวียดนาม เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา เร่ิมก่อต้ังเมื่อปี พ.ศ. 2510 สานักงานใหญ่ของ
สมาคมอาเซียนต้ังอยู่ท่ีกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย การดาเนินงานของประชาคมอาเซียนมุ่งเน้นให้
กลุ่มประเทศสมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แก้ไขปัญหาระหว่างกันโดยสันติวิธี มุ่งเน้นให้เกิดการรวมตัวกัน
ทางเศรษฐกจิ และความสะดวกในการติดต่อคา้ ขายระหว่างกนั และมงุ่ หวงั ให้ประชากรอาเซียนมสี ภาพความ
เป็นอยทู่ ีด่ ี มีความมั่นคงทางสังคม มกี ารพัฒนาในทุกๆ ดา้ น และมสี ังคมแบบเอ้ืออาทร
การจัดตั้งประชาคมอาเซียนนี้ จะทาให้อาเซียนรวมตัวกันเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกัน
เพื่อใหม้ คี วามเข้มแขง็ ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสงั คม มีศักยภาพในการแข่งขนั และไดย้ ่นระยะเวลา
ในการจดั ต้ังให้แลว้ เสร็จในปี พ.ศ. 2558
ดังนั้นมีความจาเป็นอย่างยิ่งท่ีเราจะต้องศึกษา ทาความเข้าใจเก่ียวกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม
ประเพณี ความเช่ือของแต่ละประเทศ เพื่อให้การติดต่อสัมพันธ์กันของชนชาติในอาเซียน ได้มีความรู้ความ
เข้าใจในวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละประเทศ เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกันจะเป็น
ผลใหก้ ารดาเนินงานในด้านต่างๆ บรรลผุ ลประสบกับความสาเร็จ และอย่บู นพ้ืนฐานของการทางานที่มีความ
เข้าใจซึ่งกันและกัน การได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมจึงเป็นส่ิงจาเป็นอย่างย่ิง โดยในท่ีน้ีจะได้กล่าวถึงวัฒนธรรม
ของประเทศตา่ งๆ ในอาเซยี น เรยี งลาดับดงั ตอ่ ไปนี้
ภาพที่ 7.4 แผนทกี่ ลุ่มประเทศอาเซียน
(ท่ีมา: www.chiangmainews.co.th)
1. ประเทศไทย
1.1 ชอ่ื ทางการ: ราชอาณาจกั รไทย (Kingdom of Thailand)
1.2 เมอื งหลวง: กรุงเทพมหานคร (Bangkok)
ภาพท่ี 7.5กรงุ เทพมหานคร ประเทศไทย
(ทม่ี า: http://www.thai-aec.com)
1.3 ภาษาราชการ: ภาษาไทย
1.4 ศาสนา: ประมาณร้อยละ 95 ของประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ซ่ึงเป็น
ศาสนาประจาชาติโดยพฤตินัย แม้ว่ายังจะไม่มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ตาม
ศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ 4 ซงึ่ ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยทางภาคใต้ตอนลา่ ง ศาสนาครสิ ตแ์ ละศาสนา
อน่ื ประมาณร้อยละ 1
1.5 สกลุ เงิน: บาท (Baht: THB)
1.6 ธงชาติ
ธงชาติไทย ประกอบด้วย 3 สีหลัก ได้แก่ สีแดง สีขาว และสีน้าเงิน มีการแบ่งเป็นร้ิว
จานวน 5 แถบ ซึ่งแถบในสุดเป็นสีน้าเงิน ถัดมาด้านนอกท้ังด้านบน ด้านล่าง เป็นสีขาว และสีแดง
ตามลาดบั ทัง้ นี้ แถบสนี ้าเงินมีขนาดใหญ่กว่าแถบสอี ่นื เปน็ 2 เทา่ สว่ นสีตา่ ง ๆ มคี วามหมาย ดังน้ี
สีแดง หมายถงึ ชาติ
สีขาว หมายถึง ศาสนา
สนี า้ เงนิ หมายถึง พระมหากษัตริย์
อย่างไรก็ตาม มีการเรียกชื่อธงน้ีว่า ธงไตรรงค์ (ไตร = สาม , รงค์ = สี) เน่ืองจาก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ “เคร่ืองหมายแห่งไตรรงค์” ไว้เมื่อ
พ.ศ. 2464 โดยไดน้ ิยามความหมายของธงไตรรงคว์ า่
สีแดงหมายถงึ ชาติ หรอื ความเป็นชนชาตไิ ทย ความเปน็ แผ่นดินไทย
สีขาวหมายถึง ศาสนา หรือลัทธิความเชอ่ื อนั บรสิ ทุ ธ์ิ
สีน้าเงินหมายถึง พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐต่อประเทศชาติและอาณา
ประชาราษฎร์ท้ังปวงแม้นยิ ามดังกล่าวจะไม่ใช่คาอธิบายที่ทรงประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ท้ังสามสิ่ง
น้คี ืออุดมการณ์รัฐท่ีพระองค์ทรงปลูกฝงั เพ่อื ใหค้ นไทยเกดิ สานกึ ความเปน็ ชาตนิ ิยมมาตลอด
ภาพท่ี 7.6ธงชาตปิ ระเทศไทย
(ทีม่ า: www.kapook.com)
1.7ดอกไมป้ ระจาชาติ
ดอกไม้ประจาชาติไทยคือ ดอกราชพฤกษ์ (Ratchaphruek) มีสีเหลืองสวยสง่างาม เม่ือเบ่ง
บานแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่น ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมีเกียรติยศศักดิ์ศรี ซ่ึงชาวไทยหลายคนรู้จักกัน
ดีในนามของ “ดอกคูน” โดยมีความเชื่อว่าสีเหลืองอร่ามของดอกราชพฤกษ์คือสีแห่งพระพุทธศาสนา
และความรุ่งโรจน์ รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกด้วย โดยดอก
ราชพฤกษ์จะเบ่งบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม มีจุดเด่นเวลาเบ่งบานคือการผลัดใบออกจน
หมดต้น เหลือไว้เพียงแค่สีเหลืองอร่ามของดอกราชพฤกษ์เท่านั้น
ภาพที่ 7.7ดอกราชพฤกษ์
(ทีม่ า:www.kapook.com)
1.8 สตั วป์ ระจาชาติ
ช้างเป็นสัตว์ประจาชาติไทยมาอย่างยาวนาน โดยในสมัยโบราณบ้านเรามชี ้างอยู่มากมายนับแสนตัว
ช้างส่วนมากจะถูกใช้ในการสงครามเป็นหลัก ต่อมาเม่ือมีอาวุธสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ช้างจึงถูกนาไปใช้
แรงงานจาพวกชักลากไม้ในป่า และในปัจจุบันช้างเปน็ สัตว์อนรุ ักษ์ที่ถูกใช้ในงานการแสดงและการท่องเท่ียว
ประเทศไทยเคยใชช้ ้างเปน็ ส่วนหน่ึงของธงชาติ เรยี กวา่ ธงชา้ งเผือก กอ่ นจะถูกเปล่ียนมาใชธ้ งไตรรงค์อย่างใน
ปัจจุบันเม่ือปี พ.ศ.2460 แต่ยังมีธงหน่วยงานราชการบางแห่งที่ใช้ใช้ช้างเป็นองค์ประกอบ เช่น ธงของราช
นาวีไทย เปน็ ตน้
ภาพที่ 7.8 ชา้ ง
(ท่มี า: www.kapook.com)
1.9 ชุดประจาชาติ
สาหรบั ชุดประจาชาติอย่างเป็นทางการของไทย รจู้ ักกันในนามวา่ “ชุดไทยพระราชนยิ ม”โดยชุด
ประจาชาติสาหรบั สภุ าพบุรษุ จะเรยี กวา่ “เสื้อพระราชทาน”
สาหรบั สภุ าพสตรจี ะเป็นชุดไทยท่ปี ระกอบด้วยสไบเฉยี ง ใชผ้ ้ายกมีเชงิ หรือยกท้ังตัว ซิ่นมีจีบยก
ขา้ งหน้า มชี ายพกใช้เขม็ ขดั ไทยคาด สว่ นท่อนบนเป็นสไบ จะเย็บให้ติดกับซนิ่ เป็นท่อนเดียวกนั หรือ จะมผี า้
สไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดบ่าขา้ งหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล่ ทงิ้ ชายด้านหลังยาวตามทีเ่ ห็นสมควร ความสวยงามอยู่
ทเ่ี น้ือผ้าการเยบ็ และรูปทรงของผูท้ ส่ี วม ใชเ้ คร่ืองประดับไดง้ ดงามเหมาะสมโอกาสในเวลาค่าคนื
ภาพที่ 7.9ชดุ ไทยพระราชนิยม
(ทม่ี า:www.kapook.com)
1.10 วัฒนธรรม
สิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากสังคมไทยมีลักษณะทางด้านภูมิศาสตร์เป็นที่ราบลุ่มและอุดม
สมบูรณ์ด้วยแม่น้าลาคลอง คนไทยได้ใช้น้าในแม่น้า ลาคลอง ในการเกษตรกรรมและการอาบ กิน
เพราะฉะนั้นเม่ือถึงเวลาหน้าน้า คือ เพ็ญเดือน 11 และเพ็ญ เดือน 12 ซ่ึงอยู่ในห้วงเวลาปลายเดือนตุลาคม
และปลายเดือนพฤศจิกายน อันเป็นระยะเวลาที่น้าไหลหลากมาจากทางภาคเหนือของประเทศ คนไทยจึง
จัดทากระทงพร้อมด้วยธูปเทียนไปลอยในแม่น้าลาคลองเพื่อเป็นการขอขมาลาโทษแม่คงคา และขอพรจาก
แมค่ งคา เพราะได้อาศยั นา้ กิน นา้ ใช้ ทาให้เกิดประเพณลี อยกระทงนอกจากนน้ั ยังมีประเพณีอื่น ๆ อกี ในสว่ น
ทเี่ กย่ี วกับแม่น้าลาคลอง เช่น ประเพณีแขง่ เรือ
ภาพท่ี 7.10ประเพณีแข่งเรอื ยาว
(ที่มา: www.kapook.com)
1.11 วถิ ชี ีวติ
วิถีชีวิตของคนไทยในอดีต อาศัยอยู่ตามแม่น้าลาคลอง สัญจรไปมาด้วยเรอื นับถือศาสนาพุทธ มี
ขนบธรรมเนียม ประเพณี และการใช้ชีวิตเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธทั้งสิ้น คนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยเป็นมิตร
ยิ้มง่าย จนได้รับสมญานามว่า “สยามเมืองยิ้ม” คนไทยมีบรรพบุรุษมาจากหลายเชื้อชาติ ทั้งไทยแท้ จีน
มอญ ญวน มลายู เป็นต้น
จากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ทาให้ความเป็นอยู่ของคนไทยกลายเป็นสังคมเมืองมากข้ึน
เปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติ แต่ยังคงปลูกฝังความเป็นไทย การเคารพผู้ใหญ่ ความผูกพันในเครือญาติและ
ความจงรักภกั ดตี อ่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษตั ริย์
ภาพที่ 7.11วถิ ีชีวิตคนไทย
(ท่มี า: https://sites.google.com)
1.12 อาหาร
ต้มยากุ้ง (Tom Yam Goong) อาหารข้ึนชื่อท่ีสุดของประเทศไทยของเรา ซ่ึงจริงๆแล้วในประเทศ
ไทยมีอาหารรสชาติเยี่ยมยอดและขึ้นช่ืออยู่มากมายแต่ถ้าจะให้เลือกอาหารที่ขึ้นช่ือและนักท่องเท่ียว
ต่างประเทศชอบกินกันมากที่สุด ก็คือต้มยากุ้ง ด้วยรสชาติที่เผ็ด เปรี้ยว รวมกับกุ้งแม่น้าและเครื่องแกงทั้ง
ข่า ตะไคร้ ใบมะกรดู ทาใหน้ กั ท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองไทยต้องไดล้ ม้ิ ลองกันทุกคน
ภาพท่ี 7.12ตม้ ยากุ้ง
(ท่ีมา:www.pakpink.com)
1.13 จดุ แข็ง
1.13.1 เป็นศูนยก์ ลางเชื่อมโยงคมนาคมด้านตา่ งๆ ในภูมภิ าคอาเซียน
1.13.2 มแี หลง่ ท่องเทีย่ วทางธรรมชาตแิ ละวัฒนธรรมทม่ี ีช่ือเสยี ง
1.14 ขอ้ ควรรู้
1.14.1 ไปศาสนสถานควรแต่งกายเรียบรอ้ ยก่อนเขา้ อโุ บสถตอ้ งถอดรองเท้า
1.14.2 สถาบนั พระมหากษัตรยิ ์เปน็ ทเี่ คารพสักการะ การละเมดิ ใดๆ ถือเป็นความผิด
ตามรฐั ธรรมนญู
1.14.3 ทกั ทายกนั ด้วยการไหว้
1.14.4 ถอื วา่ เทา้ เป็นของต่า ไมค่ วรพาดบนโต๊ะ หรือเก้าอี้ หรือหันทศิ ทางไปที่ใคร
1.14.5 ธงชาติถอื เปน็ ของสูง ไมค่ วรนามากระทาการใดๆท่ีเปน็ การเหยียดหยาม
2. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
2.1 ช่ือทางการ: สาธารณรัฐฟิลิปปนิ ส์ (Republic of the Philippines)
2.2 เมอื งหลวง: กรงุ มะนลิ า (Manila)
ภาพท่ี 7.13กรุงมะนิลา ประเทศฟิลปิ ปนิ ส์
(ทม่ี า: http://www.thai-aec.com)
2.3 ภาษาราชการ: ภาษาฟลิ ิปิโน (Filipino) และภาษาอังกฤษ สว่ นภาษาต่างประเทศอื่นๆ ที่ใช้
กันมากในประเทศฟิลปิ ปินส์มีท้ังหมด 8 ภาษา ไดแ้ ก่ ภาษาสเปน ภาษาจนี ฮกเก้ยี น ภาษาจีนแต้จว๋ิ ภาษา
อนิ โดนเี ซีย ภาษาซนิ ด์ ภาษาปัญจาบ ภาษาเกาหลี และภาษาอาหรบั โดยฟิลปิ ปินส์นั้นมีภาษาประจาชาติ
คอื ภาษาตากาลอ็ ก
2.4 ศาสนา: ร้อยละ 92 ของชาวฟลิ ิปปินสท์ ง้ั หมดนับถือศาสนาคริสต์ โดยร้อยละ 83 นับถือนกิ าย
โรมนั คาทอลิก และร้อยละ 9 เปน็ นิกายโปรเตสแตนต์ มสุ ลิมร้อยละ 5 พุทธและอน่ื ๆ ร้อยละ 3
2.5 สกุลเงิน: เปโซ (Peso : PHP)
2.6 ธงชาติ
ธงชาตฟิ ลิ ิปปนิ ส์ ด้านต้นธงเปน็ รปู สามเหล่ียมสขี าว เป็นเคร่อื งหมายแทนความเสมอภาค และ
ภราดรภาพ ซ่ึงภายในสามเหลีย่ มสีขาว ประกอบด้วย ดวงอาทติ ย์รัศมี 8 แฉก ล้อมด้วยดาว 5 แฉก จานวน
3 ดวง และตั้งอย่ตู ามมุมของรูปสามเหลี่ยม ซึ่งสัญลกั ษณ์ทง้ั หมด ล้วนเป็นสีทอง สว่ นด้านทเี่ หลือของธง ได้
แบ่งครง่ึ ตามความยาว โดยแถบบนมสี ีนา้ เงิน และแถบลา่ งมีสแี ดง
ทัง้ นี้ หากแถบทั้งสองสดี งั กลา่ ว ได้มีการสลบั ตาแหน่งกนั คือ แถบสแี ดงอยดู่ ้านบน แถบสีนา้ เงิน
อยูด่ ้านล่าง แสดงวา่ ขณะนั้นประเทศฟิลปิ ปินส์กาลังอยู่ในภาวะสงคราม สว่ นสี และสญั ลักษณ์ ตา่ ง ๆ มี
ความหมาย ดังนี้
สนี า้ เงิน หมายถึง สันติภาพ สัจจะ และความยุตธิ รรม
สีแดง หมายถงึ ความรกั ชาติ และความมคี ณุ คา่
ดวงอาทติ ย์มีรศั มี 8 แฉก หมายถงึ 8 จงั หวดั แรกของประเทศ ท่ีมคี วามพยายาม ในการ
เรยี กรอ้ งเอกราชจากประเทศสเปน กระทง่ั เกิดการปฏวิ ตั ิในปี พ.ศ. 2439
ดาวสามดวง หมายถึง การแบ่งพื้นท่ที างภมู ศิ าสตร์ของประเทศออกเป็น 3 สว่ นใหญ่ ๆ ได้แก่
เกาะลซู อน เกาะมนิ ดาเนา และหมู่เกาะวิสายัน
ภาพท่ี 7.14ธงชาติประเทศฟิลปิ ปนิ ส์
(ทมี่ า:www.kapook.com)
2.7ดอกไม้ประจาชาติ
ดอกไมป้ ระจาชาติฟลิ ปิ ปินส์ คือ ดอกพดุ แกว้ (Sampaguita Jasmine) ดอกมสี ขี าวกลีบดอก
เปน็ รูปดาว มีกลน่ิ หอม บานส่งกล่นิ ในตอนกลางคืน ถอื เปน็ สัญลกั ษณ์ของความบริสทุ ธิ์ เรียบง่าย ออ่ น
นอ้ มถ่อมตน รวมถึงความเขม้ แขง็ อีกดว้ ย
ภาพที่ 7.15ดอกพุดแก้ว
(ท่ีมา:www.kapook.com)
2.8 สตั ว์ประจาชาติ
ควาย (Water Buffalo) ในประเทศฟลิ ิปปินส์น้นั ถูกนามาใชแ้ รงงานเหมือนในประเทศเวยี ดนาม
ทั้งแรงงานในด้านการเกษตรกรรมและด้านการชักลากของหนัก ดังน้ันคนฟิลิปปินส์จึงมีความผูกพันกับ
ควายมากเป็นพิเศษ และควายได้ถูกเลือกให้เป็นสัตว์ประจาชาติฟิลิปปินส์ ควายเรียกตามภาษาพื้นเมือง
หรือภาษาตากาล็อควา่ “คาราบาว” และชื่อนถี้ กู นามาใชเ้ ปน็ ชื่อวงดนตรชี ื่อดังของไทยและใช้รูปหัวควาย
เป็นสญั ลักษณ์
ภาพที่ 7.16ควาย
(ท่ีมา:www.kapook.com)
2.9 ชุดประจาชาติ
ผู้ชายจะนุ่งกางเกงขายาวและสวมเส้ือที่เรียกว่า “บารอง ตากาล็อก (barong Tagalog)”ซ่ึงตัด
เย็บด้วยผ้าใยสัปปะรด มีบ่า คอต้ัง แขนยาว ท่ีปลายแขนเสื้อท่ีข้อมือจะปักลวดลาย ส่วนผู้หญิงนุ่ง
กระโปรงยาว ใส่เส้ือสีครีมแขนส้ันจับจีบยกตั้งขึ้นเหนือไหล่คล้ายปีกผีเส้ือ เรียกว่า “บาลินตาวัก
(balintawak)”
ภาพที่ 7.17ชุดประจาชาติประเทศฟลิ ปิ ปินส์
(ท่ีมา:www.kapook.com)
2.10 วัฒนธรรม
อิทธิพลวัฒนธรรมจากสเปนและเมกซิโก เรียกว่า “Hispanic Influences”ท่ีมีมากกว่า 300 ปี
ในช่วงการปกครองแบบอาณานิคม จะเห็นได้จากความเช่ือในศาสนาคาธอลิกงานประเพณีทางศาสนาใน
ทุกปี ฟิลิปปินส์จะมีงานร่ืนเริง เรียกว่า “Barrio Fiesta”เป็นการฉลองนักบุญของเมือง หมู่บ้านและเขต
การปกครองต่างๆ มีการประกอบพิธีทางศาสนา การเดินขบวนในเมืองฉลองนักบุญ การจุดพลุไฟ การ
ประกวดความงามและการเตน้ รา
2.11 วิถชี ีวติ
ประชากรฟลิ ปิ ปินส์มีความหลากหลายทางชาติพนั ธุ์ มีชนเผา่ กวา่ 100 ชนเผา่ กระจายกนั อยแู่ ต่
ละเผ่ามภี าษาพดู เป็นของตนเอง รัฐบาลได้ออกกฎหมายคมุ้ ครองสทิ ธิในทด่ี นิ แก่ชนเผ่าพนื้ เมืองแต่ก็ยัง
ไดร้ ับสทิ ธไิ ม่ทว่ั ถงึ เน่อื งจากหา่ งไกลความเจริญ และอิทธิพลของนายทุนต่างชาตทิ าใหเ้ กดิ ปัญหาการแย่ง
ชิงทด่ี นิ กนั ส่วนอตั ราการเจรญิ เติบโตของฟิลปิ ปินสย์ งั คงสูง เพราะความเช่ือด้านวฒั นธรรม และการ
บริการด้านสาธารณสขุ ยงั ไม่ทั่วถึง
ชาวฟลิ ปิ ปนิ สส์ ่วนใหญ่นบั ถอื ศาสนาคริสต์ วิถชี วี ิตได้รบั อิทธิพลมาจากศาสนา ชนเผา่ ผสมผสาน
ความเช่อื ด้งั เดิมเข้ากับศาสนาใหม่ ชาวฟิลิปปินสใ์ ห้การเคารพผ้ใู หญ่ สานกึ บญุ คุณ รักพวกพ้อง เด็กๆ ใน
ชนเผ่าเมอื่ ไดร้ ับการศึกษากน็ ิยมเข้าไปอยใู่ นเมือง ชาวฟิลิปปนิ สก์ นิ ข้าวเปน็ อาหารหลกั และนิยม
รบั ประทานอาหารฟาสต์ฟ้ดู จนมีรา้ นฟาสต์ฟู้ดสญั ชาตฟิ ลิ ิปปินตเ์ อง
2.12 อาหาร
อโดโบ้ (Adobo) อาหารยอดนิยมที่ต้องลิ้มลองของประเทศฟิลปิ ปนิ ส์ อโดโบ้ทาจากเนื้อหมู หรอื เน้อื
ไก่ โดยผา่ นการหมักและปรุงรสด้วยนา้ ส้มสายชู ซีอิว๊ ขาว ใบกระวาน กระเทียม พริกไทยดา จากนน้ั นาไปอบ
หรือทอด ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ถือวา่ เปน็ อาหารทน่ี ่าสนใจมากถา้ ได้มีโอกาสไปเยือน
ภาพท่ี 7.18 อโดโบ้
(ทีม่ า:www.pakpink.com)
2.13 จดุ แข็ง
2.13.1 แรงงานทั่วไป มีความร้สู อื่ สารภาษาอังกฤษได้
2.14 ข้อควรรู้
2.14.1 เทา้ สะเอว หมายถึง ท้าทายเลกิ คิ้ว หมายถงึ ทกั ทาย
2.14.2 ใช้ปากชี้ของ
2.14.3 กนิ ข้าวบ้านเพือ่ นสามารถหอ่ กลบั ได้ แต่ควรมขี องฝากใหเ้ ขาดว้ ย
2.14.4 ตกแตง่ บ้าน 2 เดือน ตอ้ นรับครสิ ตม์ าส
3. ประเทศมาเลเซีย
3.1 ชื่อทางการ: มาเลเซยี (Malaysia)
3.2 เมอื งหลวง: กรงุ กัวลาลมั เปอร์ (Kuala Lumpur)
ภาพที่ 7.19กรุงกัวลาลมั เปอร์ ประเทศมาเลเซยี
(ท่มี า: http://www.thai-aec.com)
3.3 ภาษาราชการ: มาเลย์ (Bahasa Malaysia) อังกฤษ จีน ทมฬิ
3.4 ศาสนา: อิสลาม (ศาสนาประจาชาติ พุทธ ครสิ ต์ ฮินดู อนื่ ๆ)
3.5 สกุลเงนิ : ริงกติ มาเลเซีย (Malaysian Ringgit : MYR)
3.6 ธงชาติ
ธงชาติมาเลเซีย มีแถบสีแดงสลับสีขาวรวม 14 แถบ แต่ละแถบมีความกว้างเท่ากัน ที่มุมธงด้าน
คันธงมีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีน้าเงินกว้าง 8 ใน 14 ส่วนของผืนธงด้านกว้าง และยาวก่ึงหน่ึงของผืนธงด้าน
ยาว ภายในรูปส่ีเหล่ียมผืนผ้าดังกล่าว มีเครื่องหมายพระจันทร์เสี้ยว และดาว 14 แฉก ซึ่งสี และ
สญั ลักษณ์
ตา่ ง ๆ มีความหมาย ดงั น้ี
แถบร้วิ สแี ดง และสีขาว ท้งั 14 ร้วิ หมายถึง สถานะอนั เสมอภาคของรฐั สมาชกิ ทั้ง 13 รฐั
ภายในประเทศมาเลเซีย
ดาว 14 แฉก หมายถึง ความเป็นเอกภาพในหมู่รัฐดงั กลา่ วท้งั หมด
พระจนั ทร์เสี้ยวหมายถงึ ศาสนาอิสลามอนั เป็นศาสนาประจาชาติ
สีเหลืองในพระจนั ทร์เสี้ยว และดาว 14 แฉก ส่ือถึง ผู้เป็นประมุขแห่งสหพนั ธรฐั
สนี ้าเงิน หมายถงึ ความสามัคคีของชาวมาเลเซีย
ภาพที่ 7.20ธงชาตปิ ระเทศมาเลเซยี
(ทม่ี า: www.kapook.com)
3.7 ดอกไม้ประจาชาติ
สาหรับประเทศมาเลเซียนั้น มีดอกไม้ประจาชาติเป็น ดอกพู่ระหง (Bunga Raya) ในภาษา
ท้องถ่ินเรยี กกันว่า “บหุ งารายอ” หรือทร่ี ้จู กั กันท่วั ไปในชื่อ “ดอกชบาสแี ดง” ลกั ษณะกลบี ดอกเป็นสีแดง
มีเกสรยื่นยาวออกมาเหนือดอก ซึ่งถูกจัดให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศมาเลเซีย เพ่ือเสริมสร้างความเป็น
ปึกแผ่นและความอดทนในชาติ โดยเช่ือว่าจะช่วยส่งเสริมให้สูงส่งและสง่างาม รวมทั้งยังสามารถนาไปใช้
ในทางการแพทย์และความงามได้อกี ด้วย
ภาพท่ี 7.21ดอกพู่ระหง
(ทีม่ า:www.kapook.com)
3.8 สตั วป์ ระจาชาติ
เสือโคร่งมาลายูเป็นสัตว์ตระกูลเสือโคร่งท่ีมีลักษณะเฉพาะ มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมาก
พบมากทางภาคกลางของประเทศมาเลเซียและสามารถพบได้ในป่าดิบช้ืนของประเทศเช่น เพนนิซูล่า
กลันตัน ตรังกานู เประ ปะหัง และป่าตอนใต้สุดของไทยท่ีติดกับชายแดนมาเลเซีย นอกจากเสือโคร่ง
มลายูจะเป็นสัตว์ประจาชาติมาเลเซีย ยังปรากฏอยู่ในตราสัญลักษณ์ของประเทศ และเรานิยมเรียกคน
มาเลยแ์ ละทีมกีฬาของมาเลเซยี วา่ ทีมเสือเหลืองอกี ดว้ ย ซึง่ คาวา่ เสือเหลอื งหมายถงึ เสอื โครง่ มลายนู ั่นเอง
ภาพท่ี 7.22เสือโคร่งมาลายู
(ทีม่ า: www.kapook.com)
3.9 ชดุ ประจาชาติ
สาหรบั ชุดประจาชาติมาเลเซียของผ้ชู าย เรียกวา่ “บาจู มลายู (Baju Melayu)”ประกอบดว้ ยเสอ้ื
แขนยาวและกางเกงขายาวที่ทาจากผา้ ไหม ผ้าฝา้ ย หรือโพลเี อสเตอร์ท่ีมีสว่ นผสมของผ้าฝ้าย สว่ นชุดของ
ผู้หญิงเรียกว่า “บาจูกรุ ุง (Baju Kurung)”ประกอบดว้ ยเส้ือคลุมแขนยาว และกระโปรงยาว
ภาพท่ี 7.23ชุดประจาชาตปิ ระเทศมาเลเซีย
(ทมี่ า: www.kapook.com)
3.10 วฒั นธรรม
ขนบธรรมเนยี มประเพณอี ยู่ 2 แบบ คือ
3.10.1 ชาวมลายทู ี่ยดึ ถอื ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบ Adat Temenggong เป็น
ขนบธรรมเนยี มทีย่ ึดถอื ในรฐั ส่วนใหญข่ องแหลมมลายู ยกเวน้ รฐั นัครีซัมบีลนั วา่ กันว่าเป็นขนบธรรมเนียม
ประเพณีที่ยึดถือมาต้ังแต่ยุคแรกรัฐมะละกาจนขยายไปยังรัฐต่างๆในแหลมมลายู ขนบธรรมเนียมนี้จัดตั้ง
ข้ึนโดย Datuk Ketemenggungan จากเกาะสุมาตรา จากการที่ขนบธรรมเนียมประเพณี Adat
Temenggong มีการผสมผสานกับขนบธรรมเนียมเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงได้เกิดเป็นกฎหมายมีชื่อแตกต่างกัน
เช่น กฎหมายมะละกา (Undang-Undang Melaka) กฎหมายโยโฮร์(Undang-Undang Johor) และ
กฎหมายเคดะห์ (Undang-Undang Kedah)
3.10.2 ชาวมลายูท่ยี ึดถอื ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบ Adat
Minangkabau หรือ Adat Perpatih เป็นขนบธรรมเนียมท่ียึดถือในรัฐนัครีซัมบีลัน และบางส่วนของ
รัฐมัละกา ผู้สร้างขนบธรรมเนียมประเพณีนี้คือ Datuk Nan Sebatang ซ่ึงเป็นพ่ีน้องของ Datuk
Ketumanggungan ผู้สร้างขนบธรรมเนยี มประเพณีAdat Temenggon
3.11 วถิ ีชีวิต
มาเลเซียประกอบดว้ ยประชากรหลายเชื้อชาติ แตส่ ่วนใหญเ่ ป็นมลายู รองมาคือจนี และอินเดียท่ี
เหลือเป็นกลุ่มชนพ้ืนเมือง ศาสนาประจาชาติ คือศาสนาอิสลาม แต่ในประเทศมีศาสนสถานของศาสนา
ต่าง ๆ ท้ังโบสถ์ฮินดู และวัดพุทธแบบจีน ภาษาและความเป็นอยู่มีความหลากหลาย การรับประทาน
อาหาร และวัฒนธรรมไดร้ ับเอาของทกุ เชอื้ ชาติมาผสมรวมกัน และมีการแตง่ งานขา้ มเชอื้
ชาติเกิดข้ึนเสมอ ความหลากหลายด้านเชื้อชาติ ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นเพราะรัฐบาลให้สิทธิ
แก่ชาวมาเลยม์ ากกวา่ เชื้อชาติอนื่
ชาวปรานากัน เป็นลูกครึ่งระหว่างชาวมาเลเซียและชาวจีนฮกเก้ียน อพยพเข้ามาอาศัยใน
ดินแดนมลายู บริเวณมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย รู้จักกันมาในนาม “บาบ๋าย่าหยา” ในมะละกา
และปีนังมีชาวปรานากันอาศัยอยู่เป็นจานวนมาก จุดเด่นของชาวปรานากันคือสามารถพูดได้ท้ังภาษาจีน
อังกฤษและมลายู สถาปัตยกรรมเป็นแบบผสมระหว่างจีนและโปรตุเกส บ้านเรือนมีสีสันสดใส การปรุง
อาหารแบบผสมโดยการนาอาหารจนี มาปรุงด้วยเคร่ืองปรงุ ของชาวมาเลย์
3.12 อาหาร
นาซิ เลอมัก (Nasi Lemak) อาหารขน้ึ ชือ่ ของประเทศมาเลเซยี เป็นอาหารท่ีประกอบไปดว้ ย
ขา้ วท่หี ุงกบั กะทแิ ละใบเตย ทานพรอ้ มเคร่ืองเคียง 4 อย่าง คือ แตงกวาห่ัน ถวั่ อบ ไข่ต้มสุก และปลากะตัก
ทอดกรอบ เมือ่ ก่อนอาหารชนดิ นีน้ ิยมทานเปน็ อาหารเชา้ แต่ในปัจจุบนั เป็นอาหารท่ที านกันในทุกมอ้ื และ
สามารถหาทานไดง้ า่ ย รวมทั้งภาคใตข้ องประเทศไทยด้วย
ภาพท่ี 7.24 นาชิ เลอมกั
(ท่ีมา:www.pakpink.com)
3.13 จุดแข็ง
3.13.1 มีปรมิ าณสารองน้ามนั มากเป็นอันดับ 3 ในเอเชยี แปซฟิ คิ
3.13.2 มีปรมิ าณกา๊ ซธรรมชาติมากเปน็ อนั ดับ 2 ในเอเชยี แปซิฟิค
3.14 ข้อควรรู้
3.14.1 ผู้ท่ีนับถือศาสนาอิสลามจะได้รับสิทธิพิเศษ คือ เงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา
สาธารณสขุ การคลอดบุตรงานแต่งงานและงานศพ
3.14.2 มาเลเซียมีปัญหาประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ชาติพันธ์ุในมาเลเซีย
ประกอบด้วยชาวมาเลย์ กว่าร้อยละ 40 ที่เหลืออีกกว่าร้อยละ 33 เป็นชาวจีนร้อยละ10 เป็นชาวอินเดีย
และอีกร้อยละ 10 เป็นชนพน้ื เมืองบนเกาะบอร์เนียว
3.14.3 ใช้มอื ขวาเพยี งข้างเดยี วในการรบั ประทานอาหาร และรับสง่ ของ
3.14.4 เครื่องดมื่ แอลกอฮอลเ์ ปน็ เร่ืองตอ้ งห้าม
4. ประเทศสงิ คโปร์
4.1 ช่อื ทางการ: สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore)
4.2 เมืองหลวง: สิงคโปร์
ภาพท่ี 7.25สงิ คโปร์ ประเทศสงิ คโปร์
(ทมี่ า: http://www.thai-aec.com)
4.3 ภาษาราชการ: ภาษามาเลย์ (ภาษาประจาชาติ) จนี กลาง (แมนดาริน) ทมิฬ และองั กฤษ
สงิ คโปรส์ ง่ เสรมิ ให้ประชาชนพูด 2 ภาษา โดยเฉพาะจีนกลาง ในขณะท่ภี าษาอังกฤษเป็นภาษาทใี่ ช้ในการ
ติดตอ่ งานและในชวี ิตประจาวัน
4.4 ศาสนา: พุทธ 42.5% อิสลาม 14.9% คริสต์ 14.5% ฮินดู 4% ไม่นบั ถือศาสนา 25%
4.5 สกลุ เงิน: ดอลลาร์สิงคโปร์ (Singapore Dollar: SGD)
4.6 ธงชาติ
ธงชาติสิงคโปร์ ประกอบด้วยแถบสองสีแบ่งคร่ึงกลางธง แถบสีแดงอยู่ด้านบน แถบสีขาวอยู่
ด้านล่าง ที่มุมด้านบนของคันธง เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ถัดจากรูปดังกล่าวมีดาว 5 แฉก จานวน 5 ดวง
เรียงเป็นรูปห้าเหล่ียมด้านเท่า โดยรูปพระจันทร์เสี้ยว และดาว 5 แฉก ต่างมีสีขาว ซึ่งสี และสัญลักษณ์
ต่างๆ มคี วามหมาย ดังน้ี
สแี ดง หมายถงึ ภราดรภาพ และความเสมอภาคของมนุษยโ์ ดยทวั่ หนา้
สีขาว หมายถึง ความบริสทุ ธิ์ และความดีงามที่แพรห่ ลาย และคงอยูต่ ลอดกาล
รปู พระจนั ทร์เสีย้ ว ซง่ึ เป็นจันทรเ์ ส้ยี วข้างขึ้น หมายถงึ ความเป็นชาตใิ หมท่ ่ีถอื กาเนดิ ขน้ึ
ดาว 5 ดวง หมายถึง อดุ มคติ 5 ประการของชาติ ได้แก่ ประชาธิปไตย สันติภาพ ความก้าวหนา้
ความยุตธิ รรม และความเสมอภาค
ภาพที่ 7.26ธงชาติประเทศสงิ คโปร์
(ที่มา:www.kapook.com)
4.7 ดอกไมป้ ระจาชาติ
ประเทศสิงคโปร์ มีดอกกล้วยไม้แวนด้า (Vanda Miss Joaquim) เป็นดอกไม้ประจาชาติ โดย
ดอกกลว้ ยไม้แวนด้าตง้ั ช่ือตามผผู้ สมพันธุ์ คือ Miss Agnes Joaquim จดั เป็นดอกกลว้ ยไมท้ ่เี ป็นท่ีรู้จักมาก
ที่สุดในประเทศสิงคโปร์มีสีม่วงสดสวยงามและเบ่งบานอยู่ตลอดท้ังปี โดยถูกจัดให้เป็นดอกไม้ประจาชาติ
สิงคโปรต์ ัง้ แตป่ ี ค.ศ. 1981 (พ.ศ. 2524)
ภาพท่ี 7.27ดอกกลว้ ยไม้แวนดา้
(ทีม่ า: www.kapook.com)
4.8 สัตวป์ ระจาชาติ
ประเทศสิงคโปร์ เดิมมีชื่อว่าเมืองสิงหปุระ (Singapura) ซ่ึงหมายถึงเมืองแห่งสิงโต แต่ไม่มี
รายงานการพบสิงโตอยู่ตามธรรมชาติในประเทศสิงคโปร์เลย เน่ืองจากเป็นประเทศท่ีไม่มีป่าไม้หรือทุ่ง
หญ้าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสิงโต มีแต่เร่ืองเล่าท่ีว่ามีผู้เคยพบเห็นสัตว์ท่ีมีรูปร่างคล้ายสิงโตอยู่บนดินแดน
แห่งนี้เทา่ น้ัน แตก่ ระนน้ั สงิ โตก็ยงั ได้รับเลือกใหเ้ ป็นสัตว์ประจาชาตสิ งิ คโปร์
ภาพที่ 7.28 สงิ โต
(ท่มี า: www.kapook.com)
4.9 ชุดประจาชาติ
สิงคโปร์ไมม่ ชี ุดประจาชาตเิ ปน็ ของตนเอง เนื่องจากประเทศสิงคโปรแ์ บ่งออกเป็น 4 เชือ้ ชาติ
หลัก ๆ ได้แก่ จีน มาเลย์ อินเดีย และชาวยุโรป ซ่ึงแต่ละเช้ือชาติก็มีชุดประจาชาติเป็นของตนเองเช่น
ผู้หญิงมลายูในสิงคโปร์ จะใส่ชุดเกบาย่า (Kebaya) ตัวเสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ หากเป็น
ชาวจีน ก็จะสวมเสื้อแขนยาว คอจีน เส้ือผ้าหน้าซ่อนกระดุม สวมกางเกงขายาว โดยเสื้อจะใช้ผ้าสีเรียบ
หรอื ผ้าแพรจนี กไ็ ด้
ภาพท่ี 7.29ชุดประจาชาติประเทศสิงคโปร์
(ที่มา:www.kapook.com)
4.10 วัฒนธรรม
การสูบบุหร่ีถ้าพูดถึงเร่ืองการสูบบุหรี่ ที่สิงคโปร์มีกฎห้ามสูบบุหร่ีในรถขนส่งมวลชน พิพิธภัณ์์
ห้องสมุด ลิฟท์ โรงละคร โรงภาพยนตร์ ร้านอาหารติดแอร์ ร้านอาหารไม่ติดแอร์ ศูนย์อาหาร ร้านทาผม
ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และสถานท่ีราชการ เพ่ือเป็นการปรับปรุงบรรยากาศยามค่าคืน จึงมี
ข้อกาหนดเก่ียวกับการสูบบุหร่ีในสถานบันเทิง ตอนนี้มีกฎห้ามสูบบุหรี่ในผับ ดิสโก้ ร้านคาราโอเกะ และ
ไนท์สป็อตทุกแห่งแล้ว เว้นแต่จะมีห้องสาหรับสูบบุหรี่หรือมุมสูบบุหรี่ท่ีได้รับอนุญาตแล้ว ผู้ฝ่าฝืนอาจเสีย
คา่ ปรับเปน็ จานวนถึง1,000 เหรียญสงิ คโปร์
การให้ทิปไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติของโรงแรมและร้านอาหารส่วนใหญ่ในสิงคโปร์ เนื่องจาก
สถานที่เหล่านไ้ี ด้เก็บค่าบริการไปแลว้ 10% ในบลิ ของลูกคา้ การใหท้ ิปไม่ใช่วถิ ชี วี ิตของชาวสิงคโปร์และมี
ขอ้ ห้ามการใหท้ ปิ ท่ีสนามบนิ อกี ด้วย
4.11 วถิ ชี วี ิต
ประชากรของสิงคโปร์มีความหลากหลายทางเช้ือชาติ ทาให้มีภาษา วัฒนธรรม และการแต่ง
กายท่ีหลากหลายตามไปด้วย ความหลากหลายเหล่าน้ี สามารถมองเห็นได้จากการแต่งกาย อาคาร
บ้านเรือน ศาสนา และอาหาร ย่านไชน่าทาวน์ แสดงถึงความเป็นจีน ส่วนย่านลิตเติลอินเดีย แสดงถึง
ความเป็นอนิ เดยี อย่างชดั เจน
ความแตกต่างของชาวสิงคโปร์ไม่เป็นปัญหาด้านการอยู่ร่วมกัน ประชากรสิงคโปร์สามารถอยู่
รว่ มกนั ได้ ทกุ คนมีความรักชาติ จงึ ทาให้ประเทศสิงคโปรม์ ีความสงบสขุ
4.12 อาหาร
ลักซา (Laksa) อาหารที่ได้รับความนิยมที่สุดในสิงคโปร์ ซึ่งลักซาจะมีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้ม
ยามี 2 รูปแบบคือ แบบไม่ใสก่ ะทิ และแบบใสก่ ะทิ ซ่ึงแบบใสก่ ะทิจะนยิ มมากกวา่ เพราะรสชาตจิ ะเข้มข้น
แบบแกงกะทิบ้านเรา ดูไปดูมาก็อาจจะคล้ายๆกับข้าวซอยทางภาคเหนือ แต่ลักซาจะมีส่วนประกอบเป็น
กงุ้ หอยแครง จึงเหมาะกบั คนท่ีชอบทานอาหารทะเล
ภาพท่ี 7.30 ลกั ซา
(ทมี่ า: www.pakpink.com)
4.13 จุดแขง็
4.13.1 รายไดเ้ ฉลยี่ ต่อคน เป็นอนั ดบั 1 ในอาเซยี น และอันดบั 15 ของโลก
4.13.2 แรงงานมีทกั ษะสูง
4.14 ข้อควรรู้
4.14.1 หน่วยราชการเปิดทาการวนั จนั ทร์-ศกุ ร์ ระหวา่ งเวลา 08.30 น.-13.00 น. และ
14.00 น.-16.30 น. และวนั เสาร์ เปดิ ทาการระหวา่ งเวลา 08.00 น.-13.00 น.
4.14.2 การหลบหนีเข้าสงิ คโปร์และประกอบอาชีพเร่ขายบรกิ ารผิดกฎหมาย จะถูกลงโทษ
อย่างรนุ แรง
4.14.3 การลักลอบนายาเสพตดิ อาวุธปืนและสง่ิ ผิดกฎหมายอื่นๆจะได้รับโทษอย่างรนุ แรง
ถงึ ขัน้ ประหารชวี ติ
4.14.4 ข้ึนบนั ไดเล่ือนให้ชิดซ้าย
4.14.5 ห้ามท้ิงขยะเร่ยี ราดหา้ มเก็บผลไม้ในที่สาธารณะ
4.14.6ผู้ สงู อายุทางาน ถือเป็นเร่อื งปกติ
5. ประเทศอินโดนเี ซีย
5.1 ช่ือทางการ: สาธารณรัฐอินโดนเี ซยี (Republic of Indonesia)
5.2 เมอื งหลวง: จาการ์ตา (Jakarta)
ภาพท่ี 7.31 กรงุ จารต์ า ประเทศอินโดนเี ซยี
(ที่มา: http://www.thai-aec.com)
5.3 ภาษาราชการ: ภาษาอินโดนีเซยี หรอื Bahasa Indonesia
5.4 ศาสนา: ชาวอนิ โดนเี ซียร้อยละ 87 นับถือศาสนาอสิ ลาม รอ้ ยละ 6 นับถือศาสนาครสิ ต์นิกาย
โปรแตสแตนท์ ร้อยละ 3.5 นับถือศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิก ร้อยละ 1.8 นับถือศาสนาฮินดู และร้อย
ละ 1.3 นบั ถอื ศาสนาพุทธ 4
5.5 สกุลเงิน: รเู ปียห์ (Rupiah : IDR)
5.6 ธงชาติ
ธงชาตอิ นิ โดนเี ซยี พ้นื ธงแบง่ เปน็ สองสว่ นตามแนวนอน โดยสตี ่าง ๆ ของธง มีความหมาย ดังนี้
สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ และอิสรภาพ
สขี าว หมายถงึ ความบริสทุ ธิ์ยตุ ิธรรม
ภาพท่ี 7.32 ธงชาตปิ ระเทศอินโดนีเซยี
(ที่มา:www.kapook.com)
5.7 ดอกไม้ประจาชาติ
ดอกไม้ประจาชาติอินโดนีเซีย คือ ดอกกล้วยไม้ราตรี (Moon Orchid) ซึ่งเป็นหนึ่งในดอก
กล้วยไม้ที่บานอยู่ได้นานที่สุดโดยช่อดอกน้ันสามารถแตกกิ่งและอยู่ได้นาน 2-6 เดือน โดยดอกจะบานแค่
ปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น ทั้งนี้ดอกกล้วยไม้ราตรีสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศชื้น จึงพบเห็นได้ง่ายใน
พื้นทร่ี าบต่าของประเทศอนิ โดนีเซยี
ภาพที่ 7.33 กลว้ ยไมร้ าตรี
(ทมี่ า:www.kapook.com)
5.8 สัตว์ประจาชาติ
มังกรโคโมโดเป็นสัตวโ์ บราณตระกูลตัวเงินตัวทองชนิดหน่ึง มีขนาดใหญ่มากเม่ือเทียบกับสัตว์ใน
ตระกูลเดียวกัน พบได้เฉพาะในประเทศอนิ โดนเี ซยี บริเวณเกาะโคโมโด รินคาฟลอเรส และกิลีโมตาง เปน็
สัตว์ที่มีนิสัยดุร้ายกว่าเพ่ือร่วมสายพันธุ์ ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และด้วยความท่ีสามารถพบเห็นได้เพียง
แห่งเดยี วในโลกในประเทศอินโดนเี ซียเท่านน้ั มงั กรโคโมโดจึงถกู เลอื กใหเ้ ป็นสัตว์ประจาชาติอนิ โดนเี ซีย
ภาพท่ี 7.34 มังกรโคโมโด
(ที่มา:www.kapook.com)
5.9 ชดุ ประจาชาติ
เกบาย่า (Kebaya) เป็นชุดประจาชาติของประเทศอินโดนีเซียสาหรับผู้หญิง มีลักษณะเป็นเสื้อ
แขนยาว ผ่าหน้า กลัดกระดุม ตัวเส้ือจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ ส่วนผ้าถุงท่ีใช้จะเป็นผา้ ถุงแบบ
บาติก ส่วนการแต่งกายของผู้ชายมักจะสวมใส่เส้ือแบบบาติกและนุ่งกางเกงขายาวหรือเตลุก เบสคาพ
(Teluk Beskap) ซ่ึงเป็นการแต่งกายแบบผสมผสานระหว่างเส้ือคลุมส้ันแบบชวาและโสร่ง และนุ่งโสร่ง
เมอ่ื อยู่บา้ นหรือประกอบพิธีละหมาดท่มี สั ยดิ
ภาพท่ี 7.35 ชุดประจาชาติประเทศอินโดนเี ซยี
(ทีม่ า:www.kapook.com)
5.10 วฒั นธรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณี ประชากรกลุ่มต่าง ๆ ของอินโดนีเซีย มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม
ประเพณี และวิถีชีวิตแตกต่างกันไป ในแต่ละกลุ่มชน ชาวชนบทที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ยังยึดม่ัน
อยู่กับประเพณีเดิมอยู่มาก ส่วนกลุ่มชนท่ีอาศัยอยู่ในตัวเมือง และได้รับการศึกษาแบบตะวันตก จะมีวิถี
ชีวิตแตกต่างกันออกไป การแบ่งกลุ่มชนตามขนบธรรมเนียมประเพณี และพื้นท่ีต้ัง สามารถแบ่งออกเป็น
สามกลุม่ ใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
กลมุ่ แรก เปน็ กลุม่ ชนทอี่ าศยั อยูใ่ นเกาะชวา และบาหลี ผูค้ นทอี่ ยู่ในแถบน้ีจะยดึ มั่นอยู่ในแนวทาง
ของศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมเน้นหนักในเร่ืองคุณค่าของจิตใจ และสังคม ก่อให้เกิดการ
พัฒนาศลิ ปะอย่างมากมาย โดยเฉพาะนาฏศลิ ป์ และดุริยางคศลิ ป์ ในการดาเนินชีวิตประจาวัน ประชากร
จะประพฤตติ ามหลกั จริยธรรม มกี ารเคารพต่อบุคคลตามฐานะของบุคคลนนั้ ๆ
กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ตามบริเวณริมฝั่งทะเลของเกาะต่าง ๆ ดาเนินชีวิตอยู่ได้ด้วย
การประกอบการค้าขาย มชี ีวิตทางวฒั นธรรมตามหลักของศาสนาอิสลามอยา่ งเคร่งครัด และเปน็ นักธรุ กิจ
ของสังคมอนิ โดนเี ซียยุคใหม่ และได้รบั การยกย่องวา่ เปน็ ผู้มีความรูท้ างศาสนา และกฎหมาย
กลุ่มท่ีสาม เป็นกลุ่มที่มีความล้าหลังมาก อาศัยอยู่ตามบริเวณเทือกเขาในส่วนลึกของประเทศ
ดาเนินชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์ และการเพาะปลูก รัฐบาลอินโดนีเซียได้เข้าไปปรับเปล่ียนวิถีชีวิตของชนกลุ่ม
นีแ้ ลว้
5.11 วถิ ีชวี ิต
ชาวอินโดนีเซียประกอบด้วยกลุม่ ชาติพันธปุ์ ระมาณ 350 กลุ่ม จึงมีขนบธรรมเนียม ประเพณี
และวัฒนธรรม ตลอดจนชีวิตแตกต่างกันออกไป ชาวชนบทยึดม่นั ในประเพณีดั้งเดิม ขณะท่ีชาวเมืองชีวิต
แ บ บ ค น เ มื อ ง ทั่ ว ไ ป ป ร ะ ช า ช น ส่ ว น ใ ห ญ่ ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ นั บ ถื อ ศ า ส น า อิ ส ล า ม แ ล ะ ด า เ นิ น ชี วิ ต อ ย่ า ง
เคร่งครัด ประชาชนในเกาบาหลีนับถือศาสนาฮินดู จึงยึดถอื เรื่องเทพเจา้ และผมี ีการนาเครื่องสักการะไป
บูชาเทพเจา้ และทาพธิ กี รรมต่าง ๆ จนเป็นสง่ิ ปฏิบตั ปิ ระจาวัน
ชาวอินโดนเี ซยี ยดึ ถือจารีตประเพณี อยา่ งเคร่งครัด โดยมีสาระสาคัญคือ ความผูกพนั ระหว่าง
สามี ภรรยา พอ่ แม่กับลูก และพลเมืองตอ่ สงั คม
5.12 อาหาร
กาโด กาโด (Gado Gado) อาหารเพื่อสุขภาพยอดนิยมของอินโดนีเซีย เปน็ อาหารที่ประกอบไปด้วย
ผักและธัญพืชนานาชนิด ทั้งถ่ัวชนิดต่างๆ มันฝรั่ง แครอท และยังมีเต้าหู้และไข่ต้มสุกอีกด้วย โดยกาโด กาโด
จะรับประทานคู่กับซอสถ่ัวที่มีลักษณะคล้ายๆกับซอสหมูสะเต๊ะ ซ่ึงในซอสจะมีส่วนประกอบของสมุนไพรอยู่
ด้วยทาให้ไม่เลยี่ นกะทเิ วลารบั ประทาน
ภาพท่ี 7.36 กาโด กาโด
(ท่ีมา:www.pakpink.com)
5.13 จดุ แขง็
5.13.1 มีขนาดเศรษฐกจิ ใหญ่ท่สี ดุ ในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้
5.13.2 มจี านวนประชากรมากทสี่ ดุ ในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้
5.14 ข้อควรรู้
5.14.1 ไมค่ วรใชม้ ือซา้ ยในการรับ-สง่ ของ คนมุสลมิ อนิ โดนีเซยี ถอื วา่ มือซ้ายไม่สภุ าพ
5.14.2 นยิ มใชม้ ือกินข้าว
5.14.3 ไม่ควรช้นี ว้ิ ด้วยน้วิ ชี้ แต่ใชน้ ้วิ โปง้ แทน
5.14.4 ไมจ่ บั ศรี ษะคนอนิ โดนีเซยี รวมท้งั การลบู ศีรษะเดก็
5.14.5 การครอบครองยาเสพติด อาวุธ หนังสือรูปภาพอนาจาร มีบทลงโทษหนัก อาทิ
การนาเข้าและครอบครองยาเสพติดมีโทษถึงประหารชีวิต
5.14.6 บทลงโทษรนุ แรงเกยี่ วกบั การคา้ และสง่ ออกพืชและสตั ว์กวา่ 200 ชนดิ จงึ ควร
ตรวจสอบกอ่ นซื้อหรือนาพชื และสตั วอ์ อกนอกประเทศ
5.14.7 มอเตอร์ไซค์รบั จา้ งมมี ิเตอร์
5.14.8 งานศพใสช่ ดุ สอี ะไรก็ได้
6. ประเทศบรูไน
6.1 ชอ่ื ทางการ: เนการาบรูไนดารสุ ซาลาม (Negara Brunei Darussalam แปลว่า ดินแดนแห่ง
ความสงบสุข)
6.2 เมอื งหลวง: บนั ดาร์เสรีเบกาวนั (Bandar Seri Begawan) อยใู่ นเขต Brunei-Muara
ภาพที่ 7.37บันดารเ์ สรเี กกาวัน ประเทศบรูไน
(ที่มา: http://www.thai-aec.com)
6.3 ภาษาราชการ: ภาษามาเลย์ (Bahasa Melayu) ส่วนภาษาอังกฤษและภาษาจีนเป็นภาษาท่ี
ใชส้ ่ือสารแพร่หลาย
6.4 ศาสนา: ศาสนาประจาชาติ คือ ศาสนาอิสลาม (67%) ศาสนาอ่ืน ๆ ได้แก่ ศาสนาพุทธ
(13%) ศาสนาคริสต์ (10%) และฮนิ ดู
6.5 สกุลเงนิ : ดอลลารบ์ รูไน (Brunei Dollar)
6.6 ธงชาติ
ธงชาติบรูไน ลักษณะของธงชาติมีพื้นสีเหลือง โดยมีแถบสีขาว และสีดา พาดตามแนวทแยงมุม
จากด้านคนั ธงจรดปลายธง ซ่งึ แถบสขี าวอยูด่ ้านบน แถบสีดาอยู่ด้านล่าง ขณะท่ีกลางธงนั้น มตี ราแผ่นดิน
ของบรไู นประทับอยู่ ซง่ึ สตี า่ ง ๆ มีความหมาย ดงั นี้
สีเหลือง หมายถงึ กษัตริย์
สขี าว และสีดา หมายถงึ มขุ มนตรี
สาเหตุท่ีธงชาติบรูไนใช้สีเหลืองสื่อถึงกษัตริย์น้ัน เน่ืองจากธงประจาพระองค์ของสุลต่านแห่ง
บรูไน ใชธ้ งพ้นื สีเหลือง
ภาพที่ 7.38ธงชาตปิ ระเทศบรไู น
(ที่มา: www.kapook.com)
6.7 ดอกไมป้ ระจาชาติ
ดอกไม้ประจาชาติบรูไน ก็คือ ดอกซิมปอร์ (Simpor) หรือที่รู้จักกันในช่ือดอกส้านชะวา
(Dillenia) ดอกไม้ประจาท้องถ่ินบรูไน ที่มีกลีบขนาดใหญ่สีเหลืองหากบานเต็มท่ีแล้วกลีบดอกจะมีลักษณะ
คล้ายรม่ พบเหน็ ได้ตามแม่นา้ ทั่วไปของบรูไนมสี รรพคุณช่วยรักษาบาดแผล หากใครแวะไปเยือนบรูไน จะพบ
เห็นได้จากธนบตั รใบละ 1 ดอลลาร์ ของประเทศบรูไน และในงานศลิ ปะพ้ืนเมืองอีกด้วย
ภาพท่ี 7.39 ดอกซิมปอร์
(ทมี่ า:www.kapook.com)
6.8 สตั วป์ ระจาชาติ
เสือโคร่งสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่นอกจากจะได้รับการเลือกให้เป็นสัตว์ประจาชาติของพม่าแล้วยัง
ถกู เลือกให้เปน็ สัตว์ประจาชาติบรูไนอีกด้วยโดยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศบรูไนซ่งึ มีภูเขาและป่า
ไม้อยู่เป็นจานวนมาก มีประชากรไม่หนาแน่นสัตว์ป่าจึงไม่ถูกรบกวน จึงสามารถพบเสือโคร่งสายพันธุ์
เอเชยี จานวนมากและไดถ้ กู เลือกให้เปน็ สตั วป์ ระจาชาตขิ องประเทศบรูไนในทส่ี ดุ
ภาพที่ 7.40เสือโครง่
(ทีม่ า:www.kapook.com)
6.9 ชดุ ประจาชาติ
ชุดประจาชาติของบรูไนคล้ายกับชุดประจาชาติของผู้ชายประเทศมาเลเซีย เรียกว่า“บาจู มลายู
(Baju Melayu)”ส่วนชุดของผู้หญิงเรียกว่า“บาจูกุรุง (Baju Kurung)”แต่ผู้หญิงบรูไนจะแต่งกายด้วย
เส้ือผ้าที่มีสีสันสดใสโดยมากมักจะเป็นเสื้อผ้าท่ีคลมุ ร่างกายต้ังแต่ศีรษะจรดเท้าส่วนผ้ชู ายจะแต่งกายด้วย
เสื้อแขนยาว ตัวเสื้อยาวถึงเข่านุ่งกางเกงขายาวแล้วนุ่งโสร่ง เป็นการสะท้อนวัฒนธรรมสังคมแบบอนุรักษ์
นยิ มเพราะบรูไนเปน็ ประเทศมสุ สมิ จงึ ต้องแตง่ กายมิดชดิ และสภุ าพเรยี บรอ้ ย
ภาพท่ี 7.41ชุดประจาชาตปิ ระเทศบรูไน
(ที่มา:www.kapook.com)
6.10 วัฒนธรรม
วัฒนธรรมบรไู นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมาเลเซียและอินโดนเี ซียมาก จึงมีประเพณี ภาษา และ
การแต่งกายที่คล้ายคลึงกัน ซง่ึ สภุ าพบรุ ษุ จะแต่งกายด้วยเสื้อแขนยาว ตัวเสอ้ื ยาวถึงเข่า นงุ่ กางเกงขายาว
แล้วนุ่งโสร่ง เรียกว่า “บาจู มลายู (Baju Melayu)”ส่วนชุดของสุภาพสตรีเรียกว่า “บาจูกุรุง (Baju
Kurung)”จะแตง่ กายด้วยเสื้อผ้าท่มี ีสีสันสดใส โดยมากมักจะเป็นเส้ือผ้าทค่ี ลุมร่างกายต้ังแต่ศรี ษะจรดเท้า
เปน็ การสะท้อนวัฒนธรรมและสังคมแบบอนรุ ักษน์ ยิ ม
6.11 วถิ ีชวี ิต
บรูไนเป็นประเทศขนาดเล็กท่ีมีฐานะม่ังค่ัง รัฐบาลมีงบประมาณสาหรับจัดสาธารณูปโภค ทาให้
ประชาชนกินดีอยดู่ ี รายได้ประชาชาติต่อหัวสูงเปน็ อันดบั 2 รองจากสิงคโปร์ อัตราการเกิดของประชากร
ค่อนข้างตา่ เพราะประชาชนมกี ารศึกษาสงู หญิงชาวบรไู นมลี ูกโดยเฉล่ยี 2 คน
บรูไนมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจาชาติ วิถีชีวิตของชาวบรูไนอิงกับศาสนา ทั้งด้านการแต่ง
กาย มารยาททางสังคม การรับประทานอาหาร วัฒนธรรม และประเพณี บรูไนมีวัฒนธรรมมลายู
เช่นเดียวกบั มาเลเซยี อินโดนเี ซยี ฟลิ ปิ ปินส์ ตมิ อรแ์ ละบางจงั หวัดทางภาคใตข้ องไทย บา้ นของชาวบรไู นมี
ความโดดเดน่ อย่างหนึ่ง คอื การสรา้ งบ้านในแม่น้ารวมกนั อยู่ เรยี กวา่ “กัมปง” มที ้ังโรงเรยี น โรงพยาบาล
และสถานท่ีอานวยความสะดวก มีการสัญจรหากันโดยใชเ้ รือ ซง่ึ มเี รอื แท็กซี่คอยให้บรกิ าร
6.12 อาหาร
อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารที่พลาดไม่ได้เมื่อเดินไปเยือน เป็นอาหารที่ทาจากแป้งสาคู มี
ลักษณะคล้ายๆข้าวตม้ หรือโจ๊ก ตัวแปง้ จะไม่มรี สชาตจิ ึงตอ้ งทานคกู่ ับซอสผลไม้ และต้องมเี คร่ืองเคยี งตาม
ชอบ เช่น ผักสด เนื้อย่าง เนื้อทอด ปลาย่าง และท่ีสาคัญต้องทานเวลาร้อนๆเท่าน้ันจึงจะอร่อยและได้
รสชาตทิ ีแ่ ทจ้ รงิ
ภาพที่ 7.42 อมั บูยัต
(ที่มา:www.pakpink.com)
6.13 จุดแขง็
6.13.1 การเมืองค่อนขา้ งม่ันคง
6.13.2 รายได้เฉลย่ี ตอ่ คนเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน อันดบั 26 ของโลก
6.13.3 ผสู้ ่งออกและมีปรมิ าณสารองน้ามันอันดับ 4 ในอาเซียน
6.14 ขอ้ ควรรู้
6.14.1 ควรหลีกเลย่ี งเสื้อผา้ สีเหลือง เพราะถอื เปน็ สีของพระมหากษตั ริย์
6.14.2 การทกั ทายจะจบั มือกนั เบาๆ และสตรีจะไม่ยื่นมอื ใหบ้ รุ ษุ จับ
6.14.3 การใชน้ ิ้วชี้ไปที่คนหรอื สง่ิ ของถือวา่ ไม่สุภาพ แต่จะใชห้ วั แมม่ ือชีแ้ ทน
6.14.4 จะไมใ่ ช้มอื ซ้ายในการสง่ ของใหผ้ ู้อนื่
6.14.5 สตรเี วลาน่ังจะไมใ่ หเ้ ทา้ ชไ้ี ปทางผู้ชายและไม่สง่ เสียงหรอื หวั เราะดัง
6.14.6 นหยุดคือวนั ศุกรแ์ ละวนั อาทิตย์, วันศกุ ร์ 12.00-14.00 น.ทุกร้านจะปิด
7. ประเทศเวียดนาม
7.1 ชื่อทางการ: สาธารณรฐั สังคมนยิ มเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam)
7.2 เมอื งหลวง: กรงุ ฮานอย (Hanoi)
ภาพท่ี 7.43กรุงฮานอย ประเทศเวยี ดนาม
(ท่ีมา: http://www.thai-aec.com)
7.3 ภาษาราชการ: ภาษาเวยี ดนาม (Vietnamese)
7.4 ศาสนา: นับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายานสูงถงึ ร้อยละ 70 ของจานวนประชากร รอ้ ยละ 15
นับถอื ศาสนาครสิ ต์ ท่ีเหลือนบั ถือลัทธิขงจอื้ มสุ ลิม
7.5 สกลุ เงิน: ดอ่ ง (Dong: VND)
7.6 ธงชาติ
ธงชาติเวียดนาม พื้นธงเป็นสีแดงล้วน ตรงกึ่งกลางมีรูปดาว 5 แฉก สีเหลืองทอง เป็นท่ีเข้าใจกัน
ทั่วไปว่าหมายถึงชนช้ันต่าง ๆ ในสงั คมเวียดนาม คือ นกั ปราชญ์ ชาวนา ชา่ งฝมี อื พอ่ คา้ และทหาร ส่วนสี
ตา่ ง ๆ มีความหมาย ดังนี้
สแี ดง หมายถึง การต่อสเู้ พือ่ กู้เอกราชของชาวเวยี ดนาม
สเี หลือง หมายถึง ชาวเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรวมชาติเวียดนามในปี พ.ศ. 2519 ความหมายในธงได้มีการ
อธบิ ายใหม่ในทางการเมืองว่า
สแี ดง หมายถงึ การปฏิวัตโิ ดยชนชัน้ กรรมาชีพ
ดาวสีทอง หมายถงึ การชนี้ าของพรรคคอมมิวนิสตเ์ วียดนาม
ภาพท่ี 7.44 ธงชาตปิ ระเทศเวียดนาม
(ท่มี า: www.kapook.com)
7.7 ดอกไม้ประจาชาติ
ประเทศเวียดนาม มีดอกไม้ที่คนไทยคุ้นเคยอยา่ ง ดอกบวั (Lotus) เป็นดอกไม้ประจาชาติ โดย
ดอกบวั เปน็ ทีร่ ้จู ักกนั ในนาม “ดอกไมแ้ ห่งรุ่งอรุณ” เปน็ สัญลกั ษณข์ องความบริสุทธ์ิ ความผกู พนั และการ
มองโลกในแงด่ ี ดอกบวั จึงมักถูกกลา่ วถึงในบทกลอนและเพลงพนื้ เมืองของชาวเวียดนามอยบู่ ่อยครง้ั
ภาพที่ 7.45 ดอกบัว
(ที่มา: www.kapook.com)
7.8 สัตวป์ ระจาชาติ
ประเทศเวียดนามเป็นประเทศทีป่ ลูกข้าวรายใหญ่ประเทศหนึ่งของโลก และการปลูกข้าวของชาว
เวียดนามน้ันยังนิยมใช้ควายในการไถนาอยู่ ดังนั้นวิถีชีวิตของคนเวยี ดนามจึงผกู พันกับควายมากกวา่ สัตว์
ชนดิ อนื่ โดยทคี่ วายน้นั จะสามารถพบเหน็ ได้ทวั่ ไปในประเทศเวยี ดนาม (เชน่ เดยี วกบั ประเทศไทยในสมัยที่
ยังนยิ มใชค้ วายไถนานัน่ เอง) ดังนัน้ ควายจงึ ถกู ยกขึ้นเปน็ สัตวป์ ระจาชาติเวียดนาม
ภาพที่ 7.46 ควาย
(ทม่ี า: www.kapook.com)
7.9 ชุดประจาชาติ
อ่าวหญ่าย (Ao dai) เป็นชุดประจาชาติของประเทศเวยี ดนามที่ประกอบไปด้วยชดุ ผ้าไหมที่พอดี
ตัวสวมทับกางเกงขายาวซ่ึงเป็นชุดที่มักสวมใส่ในงานแต่งงานและพิธีการสาคัญของประเทศ มีลักษณะ
คลา้ ยชุดกเี่ พ้าของจีน ในปจั จุบันเป็นชดุ ที่ได้รับความนิยมจากผ้หู ญิงเวียดนาม สว่ นผ้ชู ายเวียดนามจะสวม
ใสช่ ดุ อา่ วหญา่ ยในพธิ ีแตง่ งาน หรือพิธีศพ
ภาพท่ี 7.47 อ่ายหญ่าย ชุดประจาชาติประเทศเวียดนาม
(ท่มี า: www.kapook.com)
7.10 วัฒนธรรม
ด้านศิลปวัฒนธรรมของเวียดนาม มีความแตกต่างกับศิลปวัฒนธรรมของไทยอย่างมาก เพราะ
เวียดนามถูกปกครองโดยประเทศจีนมาหลายคร้ังหลายหน จนอาจเรียกได้ว่า “อารยะธรรม” วัฒนธรรมของ
เวียดนามคือ วัฒนธรรมของประเทศจีนนั่นเอง โดยเฉพาะทางด้านศิลปะของโบราณสถาน ต่าง ๆ อาทิ
พระราชวัง วัด สุสาน ฯลฯ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันจนไม่สามารถแยกออกให้เห็นอย่างเด่นชัด แม้ในช่วงหลัง
มานี้เวียดนามอาจได้รับอิทธิพลจากประเทศฝรั่งเศส และญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ในภาพรวมแล้วจะคล้ายคลึงกับ
ประเทศจีน และมหี ลักฐานใหเ้ หน็ อยูท่ ่ัวไปบรเิ วณสองขา้ งทางถนน
7.11 วิถีชีวติ
ภายในประเทศเวียดนาม จะพบยานพาหนะท่ีเป็นรถจักรยาน หรือจักรยานยนต์เป็นสว่ นใหญ่และ
ในช่วงเวลาเช้า ประชาชนชาวเวียดนามมักนาเก้าอ้ีมาน่ังหน้าร้านค้า จิบกาแฟ พร้อมกับชมวิวและผู้คนที่
เดินผ่านไปมา ชาวเวียดนามเป็นคนขยัน ประหยัด รู้จักใช้จ่าย เพราะเป็นประเทศท่ีเคยตกอยู่ในภาวะ
สงครามมากอ่ น
7.12 อาหาร
เปาะเปยี๊ ะเวยี ดนาม (Vietnamese Spring Rolls) อาหารทข่ี ึน้ ชอื่ มากเพราะในประเทศไทยเองก็
มีขายกันอย่างแพร่หลาย ความอร่อยของเปาะเปี๊ยะเวียดนามจะอยู่ที่แป้งท่ีทามาจากข้าวเจ้า แล้วนามา
ห่อกับเนื้อสัตว์ซ่ึงอาจจะเป็นไก่ หมู กุ้ง หมูยอ หรือจะนามารวมกันก็ได้ บวกกับผักสมุนไพรชนิดต่าง ๆ
เช่น ผักกาดหอม สะระแหน่ ทานคู่กับน้าจิ้มหวานโดยในน้าจ้ิมสามารถเพิ่มแครอทซอย ไชเท้าซอย และ
ถวั่ ค่วั ไดต้ ามตอ้ งการ
ภาพท่ี 7.48 เปาะเปยี๊ ะเวยี ดนาม
(ทม่ี า: www.pakpink.com)
7.13 จุดแขง็
7.13.1 มีปรมิ าณสารองน้ามนั ดบิ มากเป็นอันดบั 2 ในเอเชียแปซิฟคิ
7.14.ขอ้ ควรรู้
7.14.1 หน่วยงานราชการ สานักงาน และองค์กรให้บริการสาธารณสุข เปิดทาการระหว่าง
เวลา 08.00 น.-16.30 น. ตงั้ แต่วันจนั ทร์-ศกุ ร์
7.14.2 เวยี ดนามไม่อนญุ าตใหถ้ ่ายภาพอาคารที่ทาการต่าง ๆ ของรฐั
7.14.3 คดยี าเสพติดการฉ้อโกงหนว่ ยงานของรฐั มโี ทษประหารชวี ิต
7.14.4 ชดุ นักเรียนหญงิ เปน็ ชดุ อา่ วหญ่าย
7.14.5 คนภาคเหนอื ไมท่ านน้าแข็ง
7.14.6 ไม่ถ่ายรูป 3 คนอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าจะทาให้เบื่อกัน หรือแยกกันหรือใคร
คนใดเสยี ชวี ติ ต้องเชิญผใู้ หญ่กอ่ นทานข้าว
8. ประเทศเมียนมาร์
8.1 ชอ่ื ทางการ: สหภาพพม่า (Union of Myanmar)
8.2 เมืองหลวง: เนปดี อ (Naypyidaw) (ภาษาพมา่ ) หรอื บางครั้งสะกดเป็น เนปีตอ (Nay Pyi
Taw) มคี วามหมายว่า มหาราชธานี
ภาพท่ี 7.49 เนปิดอ ประเทศเมียนมาร์
(ที่มา: http://www.thai-aec.com)
8.3 ภาษาราชการ: ภาษาพม่า
8.4 ศาสนา: ศาสนาพุทธ ร้อยละ 90 ศาสนาคริสต์ร้อยละ 5 ศาสนาอิสลามร้อยละ 3.8 ศาสนา
ฮนิ ดรู อ้ ยละ 0.05
8.5 สกุลเงิน: จา๊ ด (Kyat : MMK)
8.6 ธงชาติ
ธงชาติพม่า ได้แบ่งตามความยาวออกเปน็ 3 ส่วน และมีความกว้างเท่า ๆ กัน โดยแต่ละสว่ น มีสี
ท่ีแตกต่างกัน ไล่จากบนลงล่าง คือ สีเหลือง สีเขียว และสีแดง ขณะท่ีก่ึงกลางธงมีรูปดาว 5 แฉก สีขาว
ขนาดใหญ่ ซง่ึ สแี ละสัญลกั ษณ์ ต่าง ๆ มีความหมาย ดังน้ี
สเี ขียว หมายถงึ สนั ตภิ าพ ความสงบ และความอุดมสมบูรณข์ องพมา่
สีเหลือง หมายถงึ ความสามัคคี
สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ ความเข้มแขง็ เดด็ ขาด
ดาวสีขาว หมายถึง สหภาพอันม่นั คงเป็นเอกภาพ
ภาพท่ี 7.50 ธงชาตปิ ระเทศเมยี นมาร์
(ทม่ี า: www.kapook.com)
8.7 ดอกไม้ประจาชาติ
ดอกไม้ประจาชาติของประเทศพม่า คือ ดอกประดู่ (Paduak) เป็นดอกไม้ท่ีพบมากในประเทศ
พม่า มีสีเหลืองทอง ผลิดอกและส่งกล่ินหอมในฤดูฝนแรก ช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับท่ี
ประเทศพม่ามีการเฉลิมฉลองปีใหม่ข้ึน ชาวพม่าเช่ือว่าดอกประดู่คือสัญลักษณ์ของความแข็งแรง ความ
ทนทาน และเปน็ ดอกไม้ทขี่ าดไมไ่ ดใ้ นพิธที างศาสนาของชาวพม่าเลย
ภาพที่ 7.51 ดอกประดู่
(ทม่ี า: www.kapook.com)
8.8 สัตว์ประจาชาติ
เสือโคร่ง (Tiger) นั้นเป็นสัตว์กินเน้ือตระกูลแมวท่ีมีขนาดใหญ่ท่ีสุด มีความดุร้าย ว่องไว ปราด
เปรียว สามารถว่ิงได้เร็ว ว่ายน้าเก่ง ปีนต้นไม้ได้คล่องแคล่ว พบได้ทั่วไปในทวีปเอเชีย และพบมากในป่า
ของประเทศพม่า ซ่ึงแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศพม่าได้เป็นอย่างดี ดังที่มีผู้กล่าวไว้ว่า
เสอื คอื ดัชนวี ดั ความอดุ มสมบรู ณ์ของป่า ดังนัน้ เสือจึงถกู เลือกใหเ้ ปน็ สตั ว์ประจาชาตพิ มา่
ภาพที่ 7.52 เสือโครง่
(ทีม่ า: www.kapook.com)
8.9 ชุดประจาชาติ
ชุดประจาชาติของชาวพม่าเรียกว่า “ลองยี (Longyi)” เป็นผ้าโสร่งที่นุ่งท้ังผู้ชายและผู้หญิง ใน
วาระพเิ ศษต่าง ๆ ผชู้ ายจะใส่เสอ้ื เชิต้ คอปกจนี แมนดารนิ และเสื้อคลุมไม่มีปก บางครงั้ จะใส่ผ้าโพกศีรษะที่
เรียกว่า “กอง บอง (Guang Baung)” ส่วนผู้หญิงพม่าจะใส่เส้ือติดกระดุมหน้าเรียกว่า “ยินซี
(Yinzi)” หรอื เสอ้ื ตดิ กระดมุ ขา้ งเรียกว่า “ยนิ บอน (Yinbon)” และใสผ่ า้ คลุมไหล่ทับ
ภาพท่ี 7.53 ชุดประจาชาติประเทศเมียนมาร์
(ท่ีมา: www.kapook.com)
8.10 วฒั นธรรม
ประเทศพม่ามีประชากรท่ีประกอบด้วยชนหลายเผ่า แต่ละเผ่ายึดม่ันในวัฒนธรรมของตนเอง ไม่
ยอมเปลี่ยนแปลงง่าย ๆ นอกจากนั้น ยังยึดมั่นในศาสนาของตนเองอย่างเคร่งครัด ประชาชนส่วนใหญ่
ประมาณร้อยละ 85 นับถือพระพุทธศาสนา ดังน้ัน ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมส่วนใหญ่ จึง
ผูกพนั อยกู่ ับพระพทุ ธศาสนา
วัฒนธรรมผสม เนื่องจากพม่าได้รับอิทธิพลจากหลายทางด้วยกัน เช่น จากอินเดีย จีน
มอญ ธิเบต ลาว ไทย และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติต่าง ๆ ดังกล่าวจึงเข้าไป
ปะปนกบั วฒั นธรรมของพมา่
8.11 วิถชี ีวติ
ประชากรของเมยี นมาร์ ประมาณ 58 ล้านคน ประกอบดว้ ยเชอ้ื ชาติหลัก ๆ 8 กล่มุ คอื เมยี น
มาร์ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง ยะไข่ จีน มอญ อินเดียและอ่ืน ๆ เมียนมาร์มาภาษาเอกลักษณ์ท่ีเป็นวัฒนธรรม
ของตนเองในอดีตรัฐบาลพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมจากส่วนกลาง เพ่ือสร้างจิตสานึกและความเป็น
อันหนง่ึ อนั เดียวกนั ของคนในชาติ แต่ภายหลังไดม้ กี ารผ่อนปรนบ้าง
ประชาชนเมียนมาร์ท้ังชายและหญิงนิยมสบู ยาหรือบุหรี่ ท่ีเรียกว่า “ขี้โย้” หญิงชาวเมียนมาร์
มเี อกลกั ษณอ์ ยา่ งหนึ่งคือ การประแปง้ บนใบหนา้ กอ่ นออกจากบา้ น โดยแป้งทาจากเนื้อไมก้ ระแจะเป็นภูมิ
ปัญญาชาวบ้านท่ีได้รับความนิยมในปัจจุบนั สังคมในเมียนมาร์เป็นสังคมที่สงบ ประชาชนมีชีวิตเรียบงา่ ย
รักสันโดษ ยดึ ศาสนาพทุ ธเปน็ หลกั ในการดาเนนิ ชีวติ ไมม่ ีแหล่งบนั เทิงหรอื แสงสี
8.12 อาหาร
หล่าเพ็ด ( Lahpet ) อาหารเพื่อสุขภาพที่พลาดไม่ได้ของประเทศพม่า มีลักษณะคล้าย ๆ กับ
เมี่ยงคาของประเทศไทย เป็นอาหารที่ทาจากใบชาด้วยการนามาหมัก ทานคู่กับกระเทียมเจียว ถ่ัวชนิด
ต่าง ๆ กุ้งแห้ง งา มะพร้าวค่ัว ซึ่งเหล่าเห็ดจะเป็นอาหารที่สาคัญในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลสาคัญของ
ประเทศพมา่ ถ้าขาดไปถือวา่ ขาดความสมบูรณ์แบบไปเลยก็ว่าได้
ภาพท่ี 7.54 หล่าเพ็ด
(ทม่ี า: www.pakpink.com)
8.13 จุดแข็ง
8.13.1 มีพรมแดนเช่อื มต่อกับจีน และอนิ เดีย
8.13.2 ค่าจ้างแรงงานต่าเปน็ อนั ดบั 3 ในอาเซยี น
8.13.3 มีปรมิ าณกา๊ ซธรรมชาติเปน็ จานวนมาก
8.14 ข้อควรรู้
8.14.1 ไม่ควรพูดเรือ่ งการเมือง กับคนไม่คนุ้ เคย
8.14.2 เข้าวดั ต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า
8.14.3 ห้ามเหยียบเงาพระสงฆ์
8.14.4 ใหน้ ามบัตรต้องยื่นให้สองมือ
8.14.5 ไม่ควรใส่กระโปรงสนั้ กางเกงขาสน้ั ในสถานท่ีสาธารณะและศาสนสถาน
8.14.6 ผูห้ ญิงชอบทาทะนาคา (ผู้ชายก็ทาด้วย) ผู้ชายชอบเคย้ี วหมาก
9. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
9.1 ช่ือทางการ: สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว (The Lao People’s Democratic Republic)
9.2 เมอื งหลวง: นครเวียงจันทน์ (Vientiane)
ภาพท่ี 7.55 นครเวยี งจนั ทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
(ท่ีมา: http://www.thai-aec.com)
9.3 ภาษาราชการ: ภาษาลาว
9.4 ศาสนา: ร้อยละ 75 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 16-17 นับถือผี ท่ีเหลือนับถือศาสนา
ครสิ ต์ และอิสลาม
9.5 สกลุ เงิน: กีบ (Kip)