The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-bookการพัฒนาบุคลิกภาพในงานอาชีพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ptrichaisri, 2022-03-17 00:26:18

E-bookการพัฒนาบุคลิกภาพในงานอาชีพ

E-bookการพัฒนาบุคลิกภาพในงานอาชีพ

ภาพที่ 2.22 การแต่งกายทเ่ี หมาะสมเป็นการส่งเสริมบุคลิกภาพได้อย่างดี
(ที่มา: http://www.bloggang.com)

สรปุ สาระสาคญั
บุคลิกภาพเป็นส่ิงที่สาคัญมากและสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ รูปร่าง ใบหน้า ผม คิ้ว

จมูก ริมฝีปาก ฟัน ผิวพรรณ เป็นต้น ในการพัฒนาบุคลิกภาพนอกจากจะดูแลส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้
สะอาด สวยงามแล้ว ควรดูแลเก่ียวกับการแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสี
ตลอดจนการใช้เคร่ืองประดับ การใช้เคร่ืองสาอางเพื่อปกปิดส่วนที่บกพร่องเพ่ือพัฒนาให้ดีดูยิ่งข้ึน อันจะ
สง่ ผลใหป้ ระสบความสาเร็จในอาชีพการงานและชวี ิตสว่ นตวั

คาศพั ท์ (Vocabulary)

คาศพั ท์ คาแปล
Personality Development การพัฒนาบุคลกิ ภาพ
External Personality บุคลกิ ภาพภายนอก
Appearance การปรับปรุงทว่ งท่า
Self Confidence การเสรมิ สรา้ งความเชื่อมัน่ ในตนเอง
Human Relationship การปรบั ปรงุ มนุษย์สมั พันธ์
Reasoning Thinking การเสรมิ สร้างความคดิ อย่างมีเหตผุ ล
Creative Thinking ความคิดรเิ ร่ิม
Problem Solving การแก้ปัญหาอยา่ งมีประสิทธภิ าพ

บทท่ี 3 การพัฒนาบุคลิกภายใน
แนวคิดสาคญั

การมีบุคลิกภาพท่ีดี มิใช่เป็นเพียงคนที่แต่งตัวดี กิริยาวาจาดี วางตัวเหมาะกับกาลเทศะและ
บุคคลเท่านั้น หากมองกันลงไปลึก ๆ แล้ว บุคลิกภาพท่ีดีของบุคคลเริ่มต้นข้ึนจากภายในทั้งสิ้น ภายใน ก็
คอื ในใจ ในความคดิ ทมี่ ตี ่อตนเอง และสังคม

การพัฒนาบุคลิกภาพจากภายในจึงถือว่าเป็นเร่ืองสาคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาบุคลิกภาพ
ทางด้านอื่นๆ กล่าวคือ เราจะต้องควบคุมจิตใจไม่ให้เกิดอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา หรือ
อารมณ์ใด ๆ ก็ตามที่จะส่งผลมายังกายและวาจาได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องฝึกฝนหรือใช้หลักธรรมเข้ามาช่วย
เมื่อเราสามารรถควบคุมจิตใจได้แล้ว การแสดงออกทางกาย และวาจาก็จะดีตามไปด้วย ทาให้สามารถ
สรา้ งความประทับใจแกผ่ ้ทู ี่เราติดตอ่ ดว้ ยเป็นอย่างดี
เน้ือหา

การพัฒนาบุคลิกภาพภายใน สามารถเร่ิมต้นจากการมีทัศนคติท่ีดี คือ บุคลิกภาพง่าย ๆ
มอง ทกุ ส่งิ ในดา้ นท่ีดี กจ็ ะทาให้มีความสุข แลว้ ความสขุ ก็จะเปลง่ ประกายออกมาสภู่ ายนอก สรา้ งความ
เชื่อมัน่ ในตนเอง คือ มน่ั ใจในตนเอง หมายถงึ การมศี รทั ธาในตนเอง เชอ่ื มัน่ ความสามารถ ตลอดจนความรู้
ของตนเอง ทาให้ไม่มีความประหม่า พยายามวิเคราะห์ประเมินตนเองอย่างแท้จริง คือ พิจารณาว่าตนมี
ความสามารถใด และขาดความสามารถทางใด แล้วใช้ความสามารถที่มีอยู่ให้ได้ประโยชนม์ ากที่สุด ทาใจ
ให้พรอ้ มในการเผชิญความจริง โดยคดิ ว่าในโลกนี้มีข้ึน มลี ง มที ้ังสงิ่ ดแี ละไม่ดี มที ้ังคนดีมากและคนดีน้อย
เราก็เหมือนคนอื่น ๆ ฝึกตนให้มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์
ใด คอื มีอารมณ์มั่นคง ไม่ปลอ่ ยตนเปน็ ทาสของอารมณ์ แต่กต็ อ้ งทาใจว่าชีวิต ใคร ๆ ก็เปน็ อยา่ งนี้ “ชัว่
เจ็ดที ดีเจ็ดหน” ฝึกตนให้ทางานโดยมีการวางแผนและเป้าหมาย คือ ไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามลม เมื่อ
จะทางานก็ควรจะถามตัวเองว่า ทาเพ่ือใคร ทาอะไร ทาเมื่อใด และทาอย่างไร มีการเตรียมการล่วงหน้า
และทาให้ชีวิตในแต่ละวันมีความหมายสาหรับตน รู้จักบังคับใจตนเอง คือ ทาตนให้มีความสามารถใน
การ “รอ” ฝึกมองทุกปัญหาให้เป็นเร่ืองเล็ก ดังนั้นแล้ว บุคลิกภาพที่ดีก็จะเกิดขึ้น ทาให้ประสบ
ความสาเร็จในการทางานและการดาเนินชวี ติ
ความหมายของบคุ ลิกภาพภายใน

บคุ ลกิ ภาพภายใน (Internal Personality) หมายถึง ส่ิงทีอ่ ยู่ภายในใจ หรืออุปนสิ ยั ทมี่ องไม่เห็น
สัมผัสไดย้ าก เป็นเรื่องที่ตอ้ งอาศัยการสังเกตอย่างใกล้ชิด ใช้เวลานาน และเป็นลักษณะเฉพาะบุคคล ซ่งึ มี
ความแตกต่างกัน เช่น ความคดิ จติ ใจ ความรู้สกึ สตปิ ัญญา ความถนดั ปฏภิ าณไหวพรบิ อารมณ์ขัน เป็น
ต้น บางคนอาจแสดงว่าเป็นคนที่มีจิตใจดี แต่แท้ที่จริงแล้วอาจเป็นคนใจรา้ ย ใจดาก็ได้ ดังกล่าวท่ีว่า “จิต
มนษุ ย์นี้ไซร้ ยากแทห้ ยั่งถึง”

การจะทราบถึงบุคลิกภาพภายในของบุคคลที่เราได้รู้จักนั้นจะต้องใช้เวลาในการคบหากัน

พอสมควร จงึ จะสามารถหยั่งรู้ได้ บุคลกิ ภาพภายในเป็นเร่ืองท่ยี งุ่ ยากมาก ไมอ่ าจกาหนดเวลาได้ว่าต้องใช้

เวลาเท่าใดจึงจะสามารถทราบถึงบุคลิกภาพภายในของบุคคลท่ีเราคบด้วยจนหมด ดังมีโคลงบทหนึ่งได้

กล่าวไว้ว่า

มหาสมุทรสดุ ลึกล้น คณนา

สายดิ่งท้งิ ทอดมา หยง่ั ได้

เขาสงู อาจวัดวา กาหนด

จิตมนุษยน์ ี้ไซร้ ยากแท้ หย่ังถงึ

หมายถึง ไมว่ า่ จะเป็นมหาสมุทรท่มี คี วามลึกแค่ไหน หรือภูเขาที่มีความสงู เท่าใด เรากส็ ามารถที่

จะวดั จนทราบถงึ ความลึกหรือความสงู น้ันได้ ผดิ กบั การหย่ังรถู้ ึงจติ ใจของมนษุ ยท์ ีน่ ับวา่ เป็นส่งิ ที่กระทาได้

ยาก ยกตัวอยา่ งบางคนทแ่ี สดงออกว่าเปน็ คนดี มนี า้ ใจ พูดจาไพเราะ แตแ่ ทท้ ่จี รงิ แล้วอาจเปน็ คนใจร้าย มี

ความอิจฉาริษยา หรอื บางคนมองดหู น้าตาไม่ยิ้มแยม้ ดูเหมือนเป็นคนไมม่ ีมนุษยสัมพนั ธ์ แตแ่ ท้ทจ่ี ริงแลว้

เป็นคนมนี ้าใจ ยินดีทจี่ ะช่วยเหลอื ผทู้ ี่เดือดร้อนเสมอ เปน็ ต้น

ความสาคัญของการพัฒนาบคุ ลิกภาพภายใน

การพัฒนาบุคลกิ ภาพภายในมีความสาคัญต่อการดาเนนิ ชวี ิตของมนุษย์ในสังคมปัจจุบนั เป็นอย่าง

มาก เพราะสิ่งท่ีอยู่ภายในใจ มักมีผลต่อพฤติกรรมท่ีแสดงออก ดังน้ัน ถ้าบุคคลมีการพัฒนาบุคลิกภาพ

ภายในมกั จะสง่ ผลให้เกิดสงิ่ ตอ่ ไปนี้

1. การยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล การพัฒนาบุคลิกภาพภายในช่วยให้เราสามารถ

จดจาและเข้าใจบุคคลแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ตลอดจนรู้วิธีที่จะปรับตัวใหเ้ ข้ากับคนเหลา่ น้ันได้ ทาให้เกิด

ความสัมพนั ธ์อันดตี อ่ กนั

2. การตระหนักในเอกลักษณ์ของบุคคลและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคล เพราะบุคลิกภาพ

เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลท่ีทาใหแ้ ต่ละคนมีความแตกตา่ งกัน และเป็นต้นแบบบคุ ลกิ ภาพที่ดีใหค้ นรนุ่

หลังได้ศึกษาและเลียนแบบเอกลักษณ์ดังกล่าว เช่น บุคลิกภาพของความซ่ือสัตย์ ประหยัด อดทน มี

วินัย

3. การคาดหมายพฤติกรรม บุคลิกภาพจะช่วยใหเ้ รามคี วามคิดรวบยอดเกย่ี วกบั บคุ คล

นั้น ๆ ทาให้เราสามารถทานายได้ว่า หากมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เขาน่าจะมีการตอบสนองใน

ลักษณะใด

4. มีความมัน่ ใจ กล่าวคอื ผูท้ ี่มีบุคลิกภาพดีจะทาให้บคุ คลน้นั เกิดความมน่ั ใจในการแสดงออกได้

มากขนึ้ กล้าที่จะแสดงออก และร้แู นวทางในการปฏบิ ตั ติ นใหเ้ หมาะสมกับสถานการณ์

5. การยอมรับของกลุ่ม คนท่ีมีบุคลิกภาพที่ดีจะเป็นท่ียอมรับของคนทั่วไป โอกาสในการติดต่อ
สมั พนั ธ์กับผอู้ ่ืนมมี ากข้นึ ทาใหไ้ ดร้ ับความสะดวกในการกระทากจิ กรรมต่าง ๆ ไดป้ ระสบความสาเร็จ

6. เกิดความสาเร็จในการทางานและการดาเนินชีวิต คนที่มีบุคลิกภาพดีจะได้เปรียบคนอื่น ๆ
เสมอ เพราะการมีบุคลิกภาพดีจะทาให้ได้รับความเช่ือมั่นศรัทธาจากผู้พบเห็นและคนท่ีมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
ดังน้ันการทางานหรือประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ย่อมได้รับความร่วมมือจากคนส่วนใหญ่มากกว่าคนที่มี
บุคลกิ ภาพไมด่ ี และสามารถปรับตัวอย่ใู นสงั คมอยา่ งมีความสขุ
ทฤษฎกี ารพัฒนาจติ ลกั ษณะและบุคลิกภาพของบคุ คล

นกั จิตวทิ ยาหลายทา่ นไดม้ ีการศึกษาเกี่ยวกับบุคลกิ ภาพภายในของบุคคล แตล่ ะทฤษฏีได้ข้อสรุป
เกี่ยวกับองค์ประกอบของทฤษฏที ี่คลา้ ยกันวา่ องคป์ ระกอบของทฤษฎีมักประกอบด้วยสว่ นสาคญั 3 สว่ น
ได้แก่

1. โครงสร้าง (Structure) หมายถึง รูปแบบที่เกย่ี วกบั ปัจจัย หรือตวั แปรที่ปรากฏใหเ้ ห็นซึง่ เป็น
สาเหตขุ องความสัมพนั ธใ์ นลักษณะต่าง ๆ

2. กระบวนการ (Process) หมายถึง วิธีการท่ีกอ่ ให้เกดิ ความสมั พันธท์ แ่ี ตกตา่ งกนั

3. เนือ้ หา (Content) หมายถงึ เป็นเรื่องเกีย่ วกบั รายละเอียดหรือสาระท่จี ะต้องศกึ ษาใหล้ กึ ซ้ึง
ท้งั จากแนวความคดิ ทัศนคติ วัฒนธรรม ภาษา และสิ่งทเี่ กี่ยวข้องตา่ ง ๆ

ภาพท่ี 3.1 ซิกมนั ด์ ฟรอยด์
(ทม่ี า: http://waymagazine.org)

ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นกั จิตแพทย์ ชาวออสเตรีย เปน็ ผทู้ ่ศี ึกษาเก่ยี วกับทฤษฎี จติ
วิเคราะห์ โดยแบ่งออกเป็น 3 หลักใหญ่ คือ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ทฤษฎีโครงสร้างทางจิตหรือโครงสร้าง
บุคลิกภาพ พฒั นาการทางบคุ ลิกภาพของ Freud มีรายละเอียด ดงั น้ี

1. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory)
ผตู้ ั้งทฤษฎจี ิตวเิ คราะห์ คอื Freud มคี วามเชอ่ื เบือ้ งตน้ ว่า บุคลกิ ภาพหรือพฤตกิ รรมของมนุษย์มา
จากพลงั 4 ชนิด คอื

1.1 พลังสัญชาตญาณ (Instinctual Drive) พลังสัญชาตญาณหรือแรงขับสัญชาตญาณ เกิด
จากการท่ีรา่ งกายของมนุษย์ถูกกระตนุ้ ให้กระทากจิ กรรม เพ่ือตอบสนองความต้องการของร่างกาย เราจึง
เรียกพลังสัญชาตญาณที่ทาหน้าท่ีดังกล่าวว่าเป็นพลังสัญชาตญาณของความต้องการมีชีวิต (Life
Instinct)

1.2 พลังเพศ (Libido) เปน็ พลงั ขับทางเพศทีเ่ กดิ ขึ้นเพ่ือรกั ษาเผา่ พนั ธุ์ (Species
preservation) พลังขบั ทางเพศน้ี มไิ ดห้ มายถึงความต้องการทางเพศเท่าน้ัน แตย่ งั รวมถงึ พฤตกิ รรมอ่ืน ๆ
ซ่ึงบางคร้ัง ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเร่ืองเพศเลย เช่น การกลัวมีดบาด Freud อธิบายว่าเป็นความ
กลวั

อันเน่ืองมาจากการถูกตัด (Castration) โดยเด็กเก็บกด (Repress) ว่าอวัยวะเพศของตนจะ
ถูกตัด ความกลัวนี้จะสะท้อนออกมาในลักษณะการกลัวบาดเจ็บทางกาย เช่น กลัวมีดบาด กลัวถูกแทง
เปน็ ต้น พลงั เพศเป็นพลงั ท่ีทาใหบ้ ุคคลมีความรกั ระหว่างเพ่ือนมนษุ ย์ (Interpersonal Love) โดยเริม่ จาก
รักพ่อรักแม่ ต่อมาจึงรู้จักรักผู้อ่ืน และเป็นแรงจูงใจหรือเป็นพื้นฐานท่ีจะทาให้บุคคลเกิดความรักระหว่าง
เพศ

1.3 พลังคมุ้ ครองตนเอง (Ego-Instincts) เป็นสญั ชาตญาณที่หลีกหนีความเจ็บปวด ความหิว
กระหาย การป้องกันตนเองให้พ้นภยั ซง่ึ สัญชาตญาณน้ีเกิดขนึ้ เพ่ือที่จะค้มุ ครองตน (Self-Preservation)

1.4 พลงั ความก้าวร้าว (Aggression) พลังความกา้ วร้าวอาจถือเปน็ ส่วนหนึ่งของพลงั เพศ หรอื
เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองตนก็ได้ Freud กล่าวว่า เป็นส่วนหน่งึ ของพลังเพศก็คือ ความ ไม่ลงรอยกัน
ของสามีภรรยาจนต้องทะเลาะวิวาทถึงขนาดทาร้ายร่างกายกัน ก็ถือว่าเป็นการแสดงออกทางเพศอย่าง
หนึ่ง ส่วนท่ีว่าเป็นส่วนหนึ่งของคุ้มครองตน ก็คืออาจมีการต่อสู้ เพื่อป้องกันตัวเองให้พ้นจากภัยอันตราย
พลังความก้าวร้าวนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป แต่จะเกิดข้ึนเพียงระยะหน่ึงเท่าน้ัน Freud ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า
ความก้าวร้าวเป็นส่วนหนึง่ ท่แี ยกมาจากสญั ชาตญาณของความตาย (Death Instinct) ซ่งึ เป็นรากฐานของ
ความต้องการทาลาย (Destructive Activities) ซ่ึงแสดงออกได้ 2 ลักษณะ คือทาลายผู้อ่ืนและทาลาย
ตนเอง เพ่อื จะให้เขา้ ใจถึงแนวความคดิ ของทฤษฎจี ิตวเิ คราะหน์ ี้ จาเป็นจะต้องเขา้ ใจทฤษฎีย่อย ๆ ท่ีอยู่ใน
ทฤษฎีของ Freud ซึ่ง Freud ได้รว บรว มไว้ ได้แก่ ทฤษฎีแผนภ าพจิ ตใจ (Topographical
Theory) โดย Freud กล่าวว่า บุคคลมีระดับความคิดและความรู้สึกอยู่ 3 ระดับ โดยเปรียบเทียบจิตใจ
หรือระดับความรู้สึกของบุคคล ว่าเหมือนกับภาพน้าแข็งท่ีลอยอยู่ในน้า จะพบว่ามีบางส่วนโผล่พ้นน้า
บางสว่ นอยเู่ สมอนา้ และบางสว่ นอยู่ใตน้ ้า ดังน้ี

1.4.1 ระดับที่โผล่ใต้น้า คือ ระดับ Conscious หรือ ระดับจิตสานึก เป็นระดับท่ีคน
สามารถรับรไู้ ด้ด้วยประสาทสัมผสั ทัง้ 5 เปน็ สว่ นที่รู้ตวั มีการใชส้ ติปญั ญา ความรแู้ ละประสบการณใ์ นการ
พจิ ารณาหรือทาในสิ่งทถ่ี กู ทีค่ วรหรือทสี่ ังคมยอมรบั

1.4.2 ระดับท่ีอยู่ปริ่มน้า คือ ระดับ Preconscious (Subconscious) หรือระดับใกล้
สานึก เป็นระดับท่ีต้องใช้ความจา และสมาธิในการ Recall ประสบการณ์ท่ีสะสมไว้ในลักษณะลางเลือน
ซ่ึงถ้าถูกกระตุ้นจากส่ิงเร้าที่เหมาะสมก็จะเข้ามาสู่ระดับจิตสานึก คือ รู้ได้จาได้ ระดับ Preconscious จึง
เป็นระดบั ทอี่ ยู่ใกล้เคียงกับ Conscious มากกว่า

1.4.3 ระดับที่อยู่ใต้น้า คือ ระดับ Unconscious หรือระดับจิตไร้สานึก เป็นระดับท่ีเก็บ
กด (Repress) ส่ิงต่าง ๆ ท่ีทาให้รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบายใจ ให้อยู่ในระดับไม่รู้ตัว แต่สิ่งเหล่านี้จะหลุด
ออกมาในรูปของความฝันหรือการพูดพลั้งปาก (Slipped Tongue) หรืออาจแฝงออกมาในรูปของ
ความสามารถบางอย่าง เช่น บางคนสนใจในเรื่องเพศมาก แต่เก็บกดความสนใจน้ีไว้ใน
ระดับ Unconscious ต่อมาไปเป็นจิตรกรทวี่ าดภาพนดู้ ได้สวยงาม

2. ทฤษฎีโครงสร้างทางจติ หรือโครงสรา้ งบุคลกิ ภาพ
Freud ได้อธิบายโครงสร้างทางจิตหรือโครงสร้างของบุคลิกภาพว่า ประกอบไปด้วยระบบที่
สาคัญ 3 อยา่ ง ได้แก่

2.1 Id (อิด) เป็นส่วนหนึ่งของจิตใจท่ียังไม่ได้รับการขัดเกลา เป็นสัญชาตญาณหรือความ
ต้องการ ได้แก่ ความอยาก ความหิวกระหายต่าง ๆ Freud เรียก Id ว่าเป็นสันดานดิบของมนุษย์ท่ีจะ
สนองความต้องการท่ีเป็นความสุขส่วนตัวของมนุษย์ซ่ึงอาจเป็นเร่ือง Basic Need ต่าง ๆ ท่ีเป็นปัญหา
สาคัญท่ีทาให้มนุษย์มีความขัดแย้งแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันทุกวัน เน่ืองมาจากการขาดเหตุผล และมี
จุดมุ่งหมายเพ่ือสนองความอยากเท่าน้ัน เราเรียกขบวนการทางานนี้ว่าเป็น Primary Process
Thinking เป็นการตอบสนองความต้องการโดยใช้หลัก Pleasure Principle คือ กระบวนการทางจิตท่ี
ดาเนนิ ไปโดยไม่มกี ารกล่ันกรองหรอื ขัดเกลาให้ถกู ต้องเหมาะสมกบั กาลเทศะ

ภาพท่ี 3.2 เด็กร้องไห้เน่ืองจากสัญชาตญาณ ความหิว ความกระหาย
(ที่มา: http://www.kunshomenursery.com)

2.2 Ego (อโี ก)้ เป็นสว่ นของจิตใจทีด่ าเนินโดยอาศัยเหตุผล และความเป็นจรงิ ของสังคมและ
ส่ิงแวดล้อม Ego เป็นตัวกลางที่จะตัดสินว่าจะดาเนินตาม Id ซึ่งเป็นสัญชาตญาณความอยาก ความหิว
กระหาย หรือจะทาตามสิ่งที่เป็นคุณธรรม มโนธรรม (Superego) Ego จะทาหน้าที่เป็นตัวกลางที่คอย
ประนีประนอมไม่ให้อยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งหน่ึงสิ่งใดมากเกินไประหว่าง Id และ Ego คือ ไม่ผิดมาก
จนเกนิ ไปหรือมีคณุ ธรรมสูงจนเกินไป โดยใชห้ ลักกฎความเปน็ จรงิ ในสังคม (Reality Principle)

ภาพที่ 3.3 การช้ีแจง ให้เหตผุ ลจนเดก็ เกดิ การยอมรับ ไม่ควรใช้วธิ ีการดหุ รือตาหนิ
(ทีม่ า: www.gotoknow.org)

2.3 Superego (ซุปเปอร์อีโก้) เป็นส่วนที่ควบคุมการดาเนินการของ Ego อีกชั้นหน่ึง ท่ีทา
หน้าท่ีเกี่ยวกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี (Right or Wrong) ตามหลักศีลธรรม โดยยึดหลัก Morality
Principle และการอบรมเลย้ี งดู Superego ประกอบไปด้วยสว่ นสาคัญ 2 ส่วน คอื

2.3.1 มโนธรรม (Conscience) คือ หิริโอตตัปปะ คือความละอายและความบาป เกิด
จากการอบรมสั่งสอนให้รู้จักละอายและเกรงกลัวบาปตามหลักธรรมทางศาสนา หรือเป็นผลจากการ
อบรม เลี้ยงดูว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้ามีการทาผิดจะถูกลงโทษ จะเป็นการ form การกลัวผิด กลัวบาป
เมือ่ โตข้ึนถ้าทาอะไรผดิ จะเกดิ ความรู้สึกผดิ คอื มี Guilty feeling ข้นึ

2.3.2 อุดมคติแห่งตน (Ego Ideal) เป็นส่วนที่ประกอบไปด้วยความรู้สึกที่ดีงาม ซึ่งเกิด
จากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ และครูอาจารย์ เช่น การสอนว่า อะไรควรทา ถ้าทาในส่ิงท่ีดีจะได้รับ
รางวัล หรือได้รับคาชมเชย หรือได้รับผลดีตอบสนอง ก็จะสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับเด็ก คือ ความรู้สึก อ่ิม
ใจ สขุ ใจ ภาคภูมิใจ ทาใหม้ องตวั เองว่าเปน็ คนมคี ณุ ค่า มีแนวคดิ และอดุ มคตขิ องตนเอง

ภาพท่ี 3.4 นักศึกษาทไี่ ด้รบั รางวลั “เยาวชนดีเด่น สภาสังคมสงเคราะหแ์ หง่ ประเทศไทย ในพระบรมรา
ชปู ถัมป์”ประจาปี 2557 โดยไดร้ ับโล่ พรอ้ มเกยี รติบตั ร เข็มเกียรติคุณ และทุนการศึกษา
(ที่มา: http://www.koratforum.net)

Superego นมี้ สี ่วนทาให้สงั คมเป็นสขุ มนษุ ยจ์ ะตอ้ งมี Superego พอสมควร มิใช่วา่ มมี ากเกินไป
จนทาให้บุคคลไม่กล้าทาสงิ่ ใด เพราะผิดหรือบาป จะทาให้รู้สึกผิดมาก บาปมาก ชีวิตจะไม่ยืดหยุ่น มัก
เกิดความเครียดบ่อย ๆ ซ่ึงตรงกันข้ามกับคนที่ Weak Superego หรือ Strong Id พวกนี้จะไม่รู้สึกผิด ไม่
รู้สึกเดอื ดรอ้ นหรอื ละอายตอ่ บาป มักจะทาความเดือดรอ้ นใหก้ ับสงั คมไดโ้ ดยทต่ี วั เขาไม่รู้สึกเดือดร้อน
การแสดงออกทางพฤติกรรมของจิตท้งั 3 ภาค เป็นดังน้ี

1. จิตสานกึ อยูภ่ ายนอกสดุ ปรากฏให้เหน็ ง่าย โดยพยายามใหค้ นอน่ื ไดร้ สู้ กึ ถงึ ส่วนดีของตน
2. จิตใกล้สานึก เกบ็ ไว้ลึกเข้าไปอกี นิด พยายามซ่อนไม่ให้ใครรู้
3. จิตไร้สานึก หรอื จติ ใตส้ านกึ จะถูกเกบ็ ไวส้ ว่ นในสุด พยายามไมแ่ สดงออกใหใ้ คi
เหน็ นอกจากว่าเกดิ ขาดสติ หรอื ควบคมุ ตนเองไม่อยู่
3. พฒั นาการทางบุคลกิ ภาพของ Freud
Freud กล่าวถึง ประสบการณ์ในวัยเด็ก โดยเน้นความสาคัญของความรู้สึกแต่ละวัย และการ
ตอบสนองของร่างกายตามอวัยวะต่าง ๆ ที่เรียกว่า Erogenous Zones ซึ่ง Freud แบ่งพัฒนาการทาง
บคุ ลิกภาพของบคุ คลออกเปน็ ดังนี้

3.1 ระยะปาก (Oral Stage) อายุระหว่างแรกเกิด ถึง 1 ปี เป็นวัยที่ทารกยังช่วยตัวเอง
ไมไ่ ด้ ระยะน้ีทารกจะไดร้ บั ความสขุ จากกิจกรรมทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ปาก เช่น การดูดนม ดูดหวั แม่มดื ดดู นว้ิ มืด
การกัดเล็บ การอมส่ิงต่าง ๆ หรือการได้รับการสัมผัสบริเวณปาก Freud เชื่อว่า การที่ทารกได้รับการ
ตอบสนองทางปากด้วยการดูดนม นอกจากจะทาให้ทารกอิ่มแล้วยังเกิดความสุขด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า
ปากเป็นสว่ นทน่ี าความสขุ มาใหแ้ กท่ ารกมากทสี่ ุด

ภาพที่ 3.5 การอุม้ หรอื การกอดของมารดาทาให้เดก็ ได้รบั ความอบอนุ่
(ทม่ี า: http://www.dek-d.com)

ดังน้ัน การให้นม การสัมผัสทางร่างกายของแม่เป็นส่ิงจาเป็นมากในการเจริญเติบโตของเด็ก
ความรัก ความอบอุ่น ความหิว ความกระหายการได้กอดรัดสัมผัส เป็นการตอบสนองความต้องการ ของ
เด็ก จะทาให้เด็กเจริญเติบโตและพัฒนาบุคลิกภาพในทางท่ีดี แต่ในทางตรงกันข้ามเด็กที่ขาด ความรัก
ความอบอ่นุ ปล่อยให้หวิ นาน รอ้ งไห้นาน จะทาให้มีผลต่อพฒั นาการบุคลกิ ภาพของเด็กและมองโลกในแง่
ร้าย ไม่ไว้วางใจต่อโลกและต่อบุคคลแวดล้อม การหย่านมก็เป็นส่ิงที่ทาให้เด็กไม่พอใจ ดังน้ัน พ่อแม่จึง
พยายามเข้าใจธรรมชาติของเด็กและทาด้วยความละมุนละม่อม ไม่รุนแรง การเล้ียงดูของมารดาท่ี
เคร่งครดั จนเกินไป หรือบกพรอ่ งจะส่งผลให้เสียเวลาต่อมา เดก็ อาจกลายเปน็ เด็กด้ือ ร้องไห้ กินยาก นอน
ซึม เป็นตน้

ภาพท่ี 3.6 ความสัมพันธ์ทดี่ ภี ายในครอบครัวส่งผลตอ่ บคุ ลิกภาพของบุคคล
(ที่มา: http://www.sister2idea.com)

3.2 ระยะขับถ่าย (Anal Stage) อายุระหว่าง 1-2 ปี เป็นระยะที่ความสุขของเด็กจะอยู่ท่ีการ
ขบั ถา่ ย เดก็ เรียนรเู้ ร่อื งการขบั ถ่าย ผูใ้ หญจ่ ึงควรฝึกหัดใหเ้ ดก็ รู้จกั การขับถา่ ย ฝึกใหร้ ู้จกั รักษาความสะอาด
และได้รู้จักถ่ายในท่ีอันควร ถ้าการขับถ่ายของเด็กเป็นไปด้วยความพอใจ โดยที่พ่อแม่ไม่เข้มงวดกวดขัน
หรือเคร่งครัดกับระเบียบวินัยจนเกินไป การฝึกฝนเป็นไปด้วยความนุ่มนวลละมุนละม่อมไม่มีความรู้สึก
ขัดแยง้ กัน ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมารดากับเดก็ เปน็ ไปด้วยดจี ะทาให้เด็กสบาย ผ่อนคลาย และไมเ่ กดิ ความ
ตึงเครียด บางกรณีการที่พ่อแม่ปล่อยปละละเลยในเร่ืองการขับถ่าย จะทาให้เด็กเป็นคนไม่มีระเบียบและ
ไม่ตรงตอ่ เวลา

3.3 ระยะเพศ (Phallic Stage) อายุ 3-5 ปี ขนั้ นี้ความสขุ หรอื ความพอใจของเด็กจะอยู่ท่ีอวัยวะ
สืบพันธ์ุ ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผชู้ าย มีความสนใจอยากรู้อยากเห็นเก่ียวกับสภาพของร่างกายการเกิดของ
ทารก การเล่นอวัยวะเพศ ในระยะแรก ความรู้ทางเพศมักจะเกี่ยวกับตัวเอง ต่อไปจะมุ่งไปที่ พ่อแม่
เพศตรงข้ามและอาจเกิดปมออดิปุส (Oedipus Complex) คือ เด็กจะเกิดความรู้สึกรักและผูกพันกับพ่อ
หรือแม่ท่ีเป็นเพศตรงข้ามกับตน เช่น เด็กหญิงจะรักพ่อเกลียดแม่ เด็กชายจะรักแม่เกลียดพ่อ เด็กจะผ่าน
พ้นข้ันน้ีไปได้ด้วยการได้รับความรัก ความอบอุ่นจากบิดามารดา และเรียนรู้บทบาททางเพศของตนโดย
การเลยี นแบบพอ่ แมเ่ พศเดียวกันกบั ตน จากความรู้สึกทางเพศในลกั ษณะน้นั ก็จะเปลี่ยนไป

3.4 ข้ันก่อนวัยรุ่น (Latency Stage) อายุระหว่าง 6-13 ปี เป็นระยะที่เด็กเข้าโรงเรียน ความ
สนใจของเด็กจะหันไปสู่สังคมภายนอก ได้มีโอกาสพบปะเพื่อนฝูง ครู เด็กก็จะพยายามปรับตัวให้มี
ความสัมพันธ์ทีด่ กี บั คนอนื่ ๆ และการเรยี นรู้ความคดิ เห็นของคนอื่น ๆ

3.5 ข้ันวัยรุ่น (Genital Stage) อยู่ในช่วงอายุ 13-18 ปี เป็นขั้นที่เด็กแสดงความสนใจ เพศตรง
ข้ามมากขึ้น การเริ่มต้นที่แท้จริงของความรักระหว่างเพศจะเกิดขึ้นในขั้นน้ี Freud ได้เน้นถึงความสาคัญ
ของร่างกายว่ามีผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพและเช่ือว่าพัฒนาการจะเป็นไปตาม 5 ข้ันดังกล่าว
พัฒนาการทางเพศจะผ่านไปด้วยดีหากเด็กได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ โดยให้ได้รับการตอบสนองความ
ต้องการอย่างเพียงพอทุกขั้น หากเด็กไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอในขั้นหนึ่งข้ันใดเด็กจะเกิดการ
ชะงัก (Fixation) ในการพฒั นาขน้ั ตอ่ ไป และจะทาให้เกิดความลาบากในการปรับตัวใหเ้ ขา้ กับชีวติ เม่ือเด็ก
เจริญเติบโตขึน้ และแสดงพฤติกรรมถดถอยเขา้ สูว่ ัยเด็ก กลา่ วคอื เดก็ จะหนั ไปใช้วธิ ีการเก่า ๆ ทีเ่ คยใช้ใน
การพัฒนาในระยะขั้นปาก เน่อื งจากเดก็ ไมไ่ ด้รับการตอบสนองความตอ้ งการอยา่ งเพียงพอ

ดังน้ัน จากทฤษฎีบุคลิกภาพของ Freud เน้นประสบการณ์ในวัยต้นของชีวิต หรือ
โดยเฉพาะ ในวยั ทารกและวยั เดก็ ตอนตน้ นับว่ามคี วามสาคัญยงิ่ ต่อการพฒั นาบุคลกิ ภาพของบุคคลเม่ือ
เติบโตเป็นผู้ใหญ่ พื้นฐานทางบุคลิกภาพจะถูกกาหนดในช่วง 5 ปีแรกของชีวิต ถ้าบุคคลสามารถผ่าน
พัฒนาการ ทกุ ข้ันตอนอย่างราบรนื่ เช่น มีความสุขความพอใจท่ีได้ดดู นม ไดส้ มั ผัสอนั อ่อนโยนจากแม่ เดก็

มีความพอใจไมร่ ูส้ ึกเครียดในการฝึกการขับถ่าย แม่มีความเข้าใจธรรมชาติและ ความตอ้ งการของลูก ไม่มี
การลงโทษรนุ แรง และเคร่งครดั เกินไป การพัฒนาบุคลิกภาพก็เป็นไปโดยปกติ และมบี คุ ลกิ ภาพสมบรู ณ์

ภาพที่ 3.7 ความสัมพนั ธ์ทดี่ ีภายในครอบครัวส่งผลต่อบคุ ลิกภาพของบุคคล
(ทม่ี า: www.l3nr.org)

องคป์ ระกอบของการพัฒนาบคุ ลกิ ภาพภายใน
องคป์ ระกอบของการพฒั นาบุคลิกภาพภายใน แบง่ ออกเป็น 5 ด้าน ไดแ้ ก่
1. การพัฒนาด้านสติปัญญา (Intelligent Quotient: IQ) หมายถึง ความฉลาดท่ีวัดด้วย

แบบทดสอบ เป็นเร่ืองเก่ียวกับเชาว์ ไหวพริบ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้านตรรกะ ตัวเลข
ความจา ความสามารถทางภาษา ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ IQ เป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัว
มาแต่กาเนิด เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยาก สามารถวัดออกมาเป็นค่าสัดส่วนตัวเลขท่ีแน่นอนได้เทียบกับอายุ
คน สว่ นใหญ่มี IQ ช่วง 90-110 สว่ นคนท่ีมี IQ เกนิ 120 ถือว่าเป็นคนท่มี ี IQ ในระดับสงู

นักจติ วทิ ยา ชาวอเมริกา ช่อื ฮาร์วารด์ การ์ดเนอร์ (Howard Guardner) กล่าววา่ คนเราทุกคนมี
ความสามารถทางสมอง หลายด้านด้วยกัน โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ทุกคนจะมีความฉลาด 8 ด้าน ซึ่ง
ประกอบดว้ ยด้านตา่ ง ๆ ดังน้ี

1.1 ความฉลาดด้านภาษา (Linguistic intelligence) คือความสามารถด้านภาษา การ
พดู จา โน้มนา้ วผอู้ ื่น ความสามารถดา้ นการเขยี น ความสามารถดา้ นบทกวี มีความสามารถในการจาวัน
เดือนปี และคิดประดษิ ฐ์คา

1.2 ความฉลาดด้านการคานวณ (Logical-Mathematical Intelligence) คือความสามารถ
ในการใช้เหตุผล การคานวณ ความสามารถด้านจานวนตัวเลข ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา
ความสามารถในการวิเคราะห์คดิ เป็นระบบ

1.3 ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) คือความสามารถในการสรา้ งภาพ
ในสมอง ความสามารถในการสรา้ ง จนิ ตนาการสรา้ งภาพตา่ ง ๆ ที่ไม่เคยมมี าก่อน เชน่ สถาปนกิ สร้างภาพ
ตึก หรือเมืองขึ้นจากภาพจินตนาการ ความสามารถในการอ่านภาพแผนที่ แผนภูมิ ความสามารถในด้าน
จินตนาการ สร้างสรรค์

1.4 คว ามฉลาดด้านกายภ าพหรือร่างกาย (Bodily-kinesthetic Intelligence) คือ
ความสามารถในการใช้สรีระร่างกาย ความสามารถในการเล่นกีฬาท่ีใช้สรีระร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว
ความสามารถในการเต้นรา การแสดง และรวมถึงความสามารถในดา้ นหัตถกรรม และการใช้เครื่องมือต่าง
ๆ การเคล่ือนไหว การสัมผสั และใชภ้ าษาท่าทาง

1.5 ความฉลาดด้านดนตรี (Musical Intelligence) คือความสามารถในด้านดนตร
ความสามารถด้านการร้องเพลง จับระดับเสียงที่มีความแตกต่างได้ดี สามารถจาทานอง จังหวะเพลง
เสยี งดนตรไี ด้ดี มคี วามสามารถในการเล่นเคร่อื งดนตรี

1.6 ความฉลาดด้านทักษะสังคม (Interpersonal Intelligence) คือ ความสามารถในด้าน
การเข้าสังคม การเป็นมิตรกับคนอื่นได้ง่าย ความสามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ความสามารถในการ
ส่อื สารการจดั การและความเปน็ ผู้นา ชอบพูดคยุ กับผู้อนื่ มีมนุษยสมั พันธด์ ี สามารถบรหิ ารความขัดแย้งได้
อยา่ งมีประสิทธิภาพ

1.7 ความฉลาดด้านบุคคล (Intrapersonal Intelligence) คือความสามารถของบุคคลในการ
เข้าใจตนเอง มีความม่นั ใจในตนเอง เข้าใจถึงศักยภาพของตนเอง สามารถต้งั เป้าหมายในชวี ิตได้อยา่ ง
เหมาะสม ชอบการทางานคนเดียว ใชเ้ วลาในการคดิ ใคร่ครวญ และทาตามความสนใจของตนเอง

1.8 ความฉลาดด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) คอื ความสามารถในการมองเห็น
ความงาม ความสัมพันธ์ของสรรพสิง่ ในธรรมชาติ รกั ธรรมชาติ

ภาพที่ 3.8 การอา่ นหนังสือเป็นการพฒั นาบุคลิกภาพด้านสติปัญญาท่สี าคัญ
(ที่มา: http://songkhlatoday.com)

แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพด้านสติปัญญา คือ ต้องมีความเช่ือม่ันในตนเอง มีความ
กระตือรือร้น รอบรู้ ความจา และมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ หลักธรรมท่ีช่วยเสริมสร้างให้การพัฒนา
ดา้ น IQ เปน็ ไปอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ไดแ้ ก่ สุ จิ ปุ ลิ

- สุ คือ สุตมยปัญญา ปัญญาจากการฟัง ตีความว่า การฟัง คือ การรับสาร หรือ สาระ ทั้งปวง
จากส่ือต่าง ๆ มใิ ชแ่ ตเ่ ฉพาะการฟังทางหอู ย่างเดยี ว

- จิ คือ จินตมยปัญญา ปัญญาจากการคิด คือ รู้จักไตร่ตรอง หัดใช้เหตุผลวิเคราะห์ ช่วยให้เกิด
จินตนาการ และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

- ปุ คือ ปุจฉา แปลว่า ถาม จาก สุ และ จิ ต้องมีความปรารถนาหาคาตอบเพิ่มเติมด้วย
วธิ ีการ ต่าง ๆ ให้มีปญั ญางอกเงยยงิ่ ๆ ขึ้น

- ลิ คือ ลิขิต จดบันทึก ต่อมาคาว่า "จด" ก็ขยายเป็น การพิมพ์ การทาฐานข้อมูล ท่ีสามารถ
นาไปรวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ ใหเ้ ป็นผลงานทม่ี ปี ระโยชน์

2. การพัฒนาด้านความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient: EQ) หมายถึง ความสามารถ
ในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ทั้งของตัวเองและผู้อื่น ตลอดจนสามารถปรับหรือควบคุมได้อย่างเหมาะสม
กับสภาพการณ์ สามารถควบคุมตนเองไม่ให้หวั่นไหวไป ตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ให้ก้าวร้าว อวดดี ซึ่งจะ
ช่วยให้การดาเนินชีวิตเป็นไปอยา่ งราบรืน่ และมคี วามสุข

แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพด้านความฉลาดทางอารมณ์ คือ ความรู้จักกาลเทศะ การควบคุม
อารมณ์ การมีมนุษยสัมพันธ์ และการมีสมาธิ หลักธรรมที่จะช่วยเสริมสร้างการพัฒนา EQ ได้เป็นอย่างดี
คือ พรหมวหิ าร 4 ไดแ้ ก่

1. เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข เพราะความสุขเป็นส่ิงที่ทุกคนปรารถนา
2. กรุณา คือ ความปรารถนาให้ผู้อ่ืนพ้นทุกข์ ทุกข์โดยสภาวะเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
ของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่ ความตายอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ ซ่ึงรวมเรียกว่า กายิก
ทุกข์ และทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุท่ีอยู่นอกตัวเรา เช่น เม่ือปรารถนา
แล้ว ไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากส่ิงอันเป็นท่ีรัก ก็เป็นทุกข์ เรียกว่า เจตสิกทุกข์
3. มุทติ า คือ ความยินดีเม่อื ผ้อู ่ืนได้ดี ความปรารถนาใหผ้ ู้อ่นื มีความสขุ ความเจรญิ ก้าวหนา้
ยงิ่ ๆ ขึน้ ไม่มจี ิตใจริษย
4. อุเบกขา คือ การรูจ้ ักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพจิ ารณาเห็นวา่ ใครทาดยี อ่ มได้
ดี ใครทาช่ัวยอ่ มได้ช่วั ตามกฎแหง่ กรรม ไม่ควรดใี จหรือคดิ ซ้าเตมิ เขาในเรอ่ื งท่เี กดิ ข้ึน

ภาพที่ 3.9 การนงั่ สมาธิถอื เป็นการพัฒนาความฉลาดทางด้านอารมณ์ที่ได้ผลดี
(ทีม่ า: http://www.vstarproject.com)

3. การพัฒนาดา้ นความฉลาดในการเผชิญหนา้ (Adversity Quotient :
AQ) หมายถงึ ความสามารถในการอดทนท้ังความยากลาบากทางกาย ความอดกลัน้ ทางใจ และจติ
วญิ ญาณทีส่ ามารถเผชญิ และเอาชนะใหบ้ รรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซงึ่ หมายถึงพฤติกรรมการตอบสนองต่อ
ปัญหาอปุ สรรคในชวี ิต ไมว่ ่าจะเปน็ ปญั หาเล็กน้อย ปญั หาปานกลาง หรือปญั หาใหญ่ กส็ ามารถจดั การ
แก้ปญั หาท่ีเกดิ ขึ้นน้นั ได้

แนวทางในการพฒั นาบุคลิกภาพด้านความฉลาดในการเผชิญหน้า คอื ต้องควบคุมอารมณต์ นเอง
ใหส้ งบใหน้ งิ่ ก่อน มีทัศนคตใิ นแงบ่ วกตอ่ ปัญหาเสมอ โดยให้คิดว่าปญั หานั้นคือโอกาสท่ีจะทาให้ได้เรียนรู้
ส่งิ ใหม่ ๆ และทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ ถา้ หากผูแ้ กป้ ัญหามีความอดทน ใสใ่ จ และจริงใจ ทสี่ าคญั ต้องมี
จติ ใจท่ีเข้มแข็ง มคี วามกล้าหาญ ไม่หวาดหวัน่ ตอ่ ความยากลาบาก ไมห่ วาดกลวั บุคคลอ่ืน รูจ้ กั ช่วยเหลอื
ตนเอง หลักธรรมทจี่ ะชว่ ยเสริมสรา้ งการพฒั นา AQ ไดเ้ ปน็ อย่างดี คือ

- พละ 5 ไดแ้ ก่

1. ศรัทธา คือ ความเช่ือมน่ั ความมนั่ ใจ
2. วิรยิ ะ คือ ความพากเพียร ความพยายาม
3. สติ คือ ความตรึกตรอง ความรอบคอบ
4. สมาธิ คอื ความใส่ใจ ความแน่วแน่
5. ปญั ญา คอื ความรู้ ความเขา้ ใจ ปรับปรงุ แก้ไข

- อิทธบิ าท 4 ได้แก่
1.ฉันทะคือ ความรักความพอใจในงาน
2.วิรยิ ะคือ ความอดทนตอ่ ความยากลาบาก
3.จติ ตะคือ ความตง้ั ใจจดจ่อต่องาน
4. วมิ งั สา คอื การแกไ้ ขปรับปรุงหาขอ้ บกพร่อง
4. การพฒั นาความฉลาดด้านจรยิ ธรรมและศลี ธรรม (Moral Quotient: MQ) หมายถงึ ระดบั
จรยิ ธรรมศลี ธรรมของบุคคล ซงึ่ ตนเองสามารถควบคุมได้ ไดแ้ ก่ ความรับผิดชอบ ความซื่อสตั ย์ ความ
กตัญญู ความมีระเบยี บวินัย ความสานกึ ผิดชอบช่ัวดี และเคารพนับถอื ผู้อ่นื
MQ ไมส่ ามารถฝึกฝนหรอื ขัดเกลาได้ในช่วงเวลาส้นั ๆ ขณะท่บี ุคคลเจรญิ เติบโตข้ึนมาแล้ว
เหมอื นดังคาโบราณของไทยที่วา่ “สันดอนนัน้ ขดุ ได้ แตส่ ันดานน้ันขดุ ยาก” การท่ีบุคคลคนหนงึ่ จะ
มี MQ ระดบั ดี ตอ้ งเริ่มปลูกฝังในวัยเด็กจึงจะไดผ้ ล โดยอาศัยปจั จยั 3 อย่างดว้ ยกนั คอื การสอนศลี ธรรม
โดยตรงให้กับเดก็ การถ่ายทอดทางศีลธรรมจากผู้ใหญใ่ หก้ ับเดก็ ความรกั และวินัย MQ เปน็ เรอื่ งทต่ี ้องฝกึ
มาตงั้ แตว่ ยั เด็ก ถา้ บุคคลได้รับการปลูกฝงั เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมมาแต่ยงั เป็นเดก็ บุคคลก็สามารถ
พัฒนาพื้นฐาน MQ ของตนขึ้นมาในระดบั หนึ่ง และ MQ นี้ก็จะฝังลึกลงไปในจิตใตส้ านกึ ของบุคคลผ้นู ั้น
และจะรอเวลาท่ไี ดร้ ับการกระตุ้นอีกครง้ั โดยการอบรมส่งั สอน การฟังธรรม และวธิ อี ่นื ๆแตถ่ า้ บุคคลไม่
มี MQ อยูใ่ นจิตสานึกดั้งเดิมแล้ว ไม่วา่ โตข้นึ จะได้รับการกระตนุ้ อย่างไรก็ไมส่ ามารถ ทาให้บคุ คลผ้นู ั้น
กลายเปน็ คนดขี ้ึนมาไดม้ ากนัก

ภาพท่ี 3.10 การปลูกฝงั คณุ ธรรม จริยธรรม ควรเริ่มต้ังแต่วัยเดก็
(ทีม่ า: http://www.thaischool.in.th)

แนวทางในการพฒั นาบุคลกิ ภาพความฉลาดดา้ นศลี ธรรมและจรยิ ธรรม ต้องปลกู ฝังในวัยเดก็
จึงจะไดผ้ ล เพื่อให้ติดเป็นนสิ ัยและเป็นธรรมชาติ หลักธรรมทีช่ ่วยเสรมิ สร้างใหก้ ารพฒั นาดา้ นนี้ ให้
เปน็ ไปอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ คือ

- ฆราวาสธรรม 4 ไดแ้ ก่
1. สจั จะ คือ ความซ่อื สัตย์ จริงใจต่อกัน เปน็ หลักสาคญั ท่ีจะใหเ้ กดิ ความไว้วางใจและไมตรที ่ีมีต่อ
กนั
2.ทมะ คือ การรจู้ ักบังคบั ควบคุมอารมณ์ ข่มใจระงับความรูส้ ึกต่อเหตุบกพร่องของ
กนั และกนั แก้ไขขอ้ บกพร่อง ใหก้ ลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ไมเ่ ปน็ คนด้ือดา้ นเอาแตใ่ จและอารมณข์ อง
ตน
3. ขนั ติ คือ ความอดทน อดกลน้ั ต่อความหนักและความรา้ ยแรงทั้งหลาย ชีวิตของผู้อยู่
ร่วมกัน เมื่อเกิดภัยพิบัติ ความตกต่าคับขัน ไม่ตีโพยตีพาย แต่มีสติอดกลั้นคิดอุบายใชป้ ัญญาหาทางแก้ไข
เหตกุ ารณ์ให้ลลุ ว่ งไปด้วยดี
4. จาคะ คือ ความเสยี สละ ความเผื่อแผ่ แบ่งปันตลอดถึงความมีนา้ ใจเอ้ือเฟ้ือต่อกัน มิใช่คอยแต่
จะเป็นผรู้ บั เพียงฝา่ ยเดยี ว ตลอดจนการเสยี สละความพอใจและความสุขสว่ นตน
- สปั ปรุ ิสธรรม 7 ได้แก่
1. ธัมมญั ญุตา คอื ความเป็นผรู้ ูจ้ กั เหตุ ได้แก่ รู้ชัดถงึ เหตแุ ห่งความทุกข์เดือดรอ้ นและบ่อเกิดแหง่
ความผาสุก เป็นการหาสาเหตุว่าการแสดงออกหรือการรู้สึกน้ันเกิดจากอะไร เพ่ือจะได้แก้ไขหรือควบคุม
ต้นเหตุไมใ่ หเ้ ป็นสาเหตุของการประพฤติในสงิ่ ที่ไม่ควรประพฤติ เช่น ความโกรธ ความเกลียด เปน็ ต้น

2. อตั ถัญญตุ า คอื ความเปน็ ผู้รจู้ กั ผล ได้แก่ รซู้ งึ้ ถงึ ความเจริญสขุ เปน็ ผลของบญุ และทกุ ข์

โทษ รู้ผลท่ีเกิดข้ึนจากการกระทาว่าจะทาให้ผู้อ่ืนรู้สึกไม่ดีต่อตัวเราหรือไม่ หมั่นวิเคราะห์ว่าผลท่ีเกิดข้ึน
นั้นเกิดจากเหตุใด หากไม่ต้องการให้ผลออกมาไม่ดี น่ันหมายถึงว่าจะต้องพยายามหาเหตุดี ๆ มาปฏิบัติ
เพอื่ จะก่อใหเ้ กดิ ผลดี ๆ ตามมา

3. อตั ตญั ญุตา คือ ความเป็นผู้ร้จู กั ตน ได้แก่ สาเหนียกความรู้ความสามารถ วางตนสมอตั ภาพ
อยา่ งเจยี มใจ เปน็ การรู้ถงึ จุดดีและจดุ ดอ้ ยของตนเอง ว่ามคี วามร้คู วามสามารถเพยี งใด สงิ่ ใดเราทาไดห้ รือ
ทาไมไ่ ด้ หากรู้วา่ สิ่งใดทาไม่ได้ ทาไมท่ นั ทาได้ไม่ดี แลว้ ยงั ฝืนทายอ่ มไม่กอ่ ให้เกดิ ผลดเี ลย

4. มตั ตญั ญตุ า คอื ความเป็นผรู้ ู้จกั ประมาณการ ไดแ้ ก่ รจู้ กั ใชง้ บประมาณพอดสี มควรแก่
ฐานะ การกระทาส่ิงใดก็ตามต้องไม่มากเกินไปหรือน้อยจนเกินไป เช่น พูดมากเกินไปจะทาให้ผู้อ่ืนเบื่อ
และราคาญ หากพูดน้อยเกดิ ไปก็จะทาให้ผอู้ ่ืนรสู้ ึกอึดอัด เปน็ ต้น

5. กาลญั ญตุ า คือ ความเปน็ ผูร้ ู้จักกาลเวลา ได้แก่ จดั สรรกิจการให้ถูกจังหวะ การรู้จกั ถงึ เวลาท่ี
ควรปฏิบัติ เช่น การโทรศัพท์หาผู้อ่ืนก็ไม่ควรโทรตอนดึก จะไปเยี่ยมเยียนใครก็ต้องนัดวัน เวลา เพ่ือเขา
จะได้เตรยี มตวั ให้พรอ้ ม

6. ปริสัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักชุมชน ได้แก่ เข้าใจปรับบุคลิกภาพของตนให้สอดคล้องกับ
สมาคมทุกระดับ การรู้ถึงกลุ่มคนและสังคมท่ีเราจะเข้าไปติดต่อด้วยว่ามีลักษณะเป็นเช่นไร เช่น กลุ่ม
นกั การเมอื ง กล่มุ นักธรุ กิจ กล่มุ ศาสนาตา่ ง ๆ เพอื่ เราจะไดร้ ้วู ่าควรจะพดู จาหรือประพฤตปิ ฏิบัติอย่างไรจึง
จะเหมาะสม

7. ปุคคลปโรปรัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคคล ได้แก่ อ่านอัธยาศัยคนออก ถ่อมตน
หรือยกย่องผู้อน่ื สมแก่กรณี บคุ คลทีเ่ ราจะคบหรือตดิ ต่อด้วย ต้องรวู้ ่าเขาเปน็ คนอย่างไร มตี าแหน่งหน้าท่ี
การงานใด เพ่ือเราจะได้วางตนถูกว่าเราจะคบเขาด้วยความสนิทสนมมากนอ้ ยเพียงใด เช่น หากเขาเปน็ ผู้
มจี ติ ใจดเี ราอาจคบถงึ ขั้นสนิทสนมด้วย หรือหากเขามตี าแหน่งหนา้ ที่การงานทีส่ ูงกวา่ เรามาก เราก็ไม่ควร
ไปตสี นทิ จนเกินไ

5. การพัฒนาด้านทักษะทางสังคมและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อ่ืน (Social Quotient :
SQ) เพราะมนษุ ยไ์ มส่ ามารถอยู่คนเดยี วได้ ต้องพงึ่ พาอาศัยซ่งึ กนั และกัน จึงจาเป็นตอ้ งใชช้ ีวติ รว่ มกบั ผู้อื่น
เป็นสังคม สังคมใดจะดารงอยู่ได้ก็ด้วย จะต้องมีน้าใจเอ้ืออาทรต่อเพื่อนร่วมสังคมด้วยกัน ไม่คิดว่าตนเอง
เหนือกว่าใคร ต้องมีใจเปิดกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน อีกท้ังต้องไม่เบียดเบียนซ่ึงกันและ
กัน จากสังคมเล็ก ๆ คือครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวก็รวมเป็นสังคมหมู่บ้าน หลายหมู่บ้านก็เป็นสังคม
เมือง หลาย ๆ เมืองกเ็ ป็นประเทศ หลายประเทศกร็ วมกันเป็นสังคมโลก

หลักธรรมท่ีช่วยเสริมสร้างให้การพัฒนาบุคลิกภาพด้านทักษะสังคมและการใช้ชีวิตร่วมกับ
ผอู้ น่ื เปน็ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ คือ

- ธรรมโลกบาล ไดแ้ ก่
1. หริ ิ คอื มีความละอายใจ ไม่กระทาช่ัว ไม่ทาความเบยี ดเบียนแก่ผอู้ ่ืน
2. โอตตัปปะ คือ มีความเกรงกลัวต่อผลร้ายที่จะตามมาจากการกระทาช่ัวและความ
เบียดเบยี น- สงั คหวัตถุ 4 ได้แก่
1. ทาน คอื การแบง่ ปนั เอื้อเฟอ้ื ช่วยเหลอื ดว้ ยปจั จยั สี่ ตลอดจนให้ความร้คู วามเข้าใจ
2. ปิยวาจา คือ พดู จาต่อกนั ดว้ ยคาสุภาพ คาไพเราะ ประกอบดว้ ยประโยชน์ ทาใหเ้ กิดรกั ใคร่นับ
ถือ สามัคคกี ัน
3. อัตถจริยา คือ ทาตนให้เป็นประโยชน์ ขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงาน รวมทั้งช่วยแก้ไข
ปญั หา
4. สมานัตตตา คือ ทาตัวให้เข้ากับเขาได้ วางตนให้มีความเสมอภาค ไม่เอาเปรียบ มีทุกข์ร่วม
ตา้ น มีสขุ แบ่งปัน
การพัฒนาบุคลิกภาพภายใน คือการปรับปรุงแก้ไข เพ่ิมเติม เปล่ียนแปลงทางด้านจิตใจ
สติปัญญา อารมณ์ จริยธรรม ศีลธรรม การกล้าเผชิญกับปัญหาอุปสรรค รวมถึงการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น
ดังนั้น ถ้าบุคคลสามารถพัฒนาได้ทั้ง 5 ด้านควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลิกภาพภายนอกแล้ว จะทาให้
บุคคลมบี คุ ลกิ ภาพโดยรวมดยี ่ิงขนึ้

ธรรมะกบั การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพภายใน

การประพฤติปฏบิ ตั ิตนเพ่ือให้มบี ุคลิกภาพทด่ี ี จาเป็นตอ้ งอาศัยหลักธรรมของพุทธศาสนาเป็น
เคร่ืองช้ีแนะและพัฒนา บุคคลจะมีบุคลิกภาพท่ีดีต้องประกอบไปด้วย กาย วาจา และใจที่ดี หลักธรรมใน
พทุ ธศาสนาลว้ นแตเ่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ การนามาปฏบิ ัติใหเ้ ปน็ ผมู้ บี คุ ลิกภาพดี

พระธรรมปิฎก กล่าวว่าหลักการพัฒนาชีวิตในพระพุทธศาสนาท่ีนามาใช้เป็นหลักการพัฒนา
บุคลิกภาพนนั้ มอี ยู่ 4 ประการ ดงั น้ี

1. กายภาวนา เป็นการพัฒนาให้ร่างกายเจริญแข็งแรงดี มีสุขภาพดี และมีการพัฒนาทักษะโดย
การฝึกฝนการใช้ร่างกาย เช่น การใช้มือและอวัยวะให้มีความคล่องแคล่วและชานาญการรวมท้ังพัฒนา
ร่างกายทาง หู ตา จมูก และล้ิน ท่ีใช้เป็นส่ิงสัมผัสระหว่างตัวเรากับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ คือ ปัจจัย 4 และ
ธรรมชาตแิ วดล้อมทว่ั ไป การพัฒนากายจึงควรฝกึ ฝนใน 2 ดา้ น ดังน้ี

1.1 ฝึกฝนด้านการใช้งาน เป็นการฝึกทักษะโดยการทาให้ หู ตา จมูก ล้ิน มีความเฉียบคม
ละเอียดออ่ น ว่องไว แคลว่ คล่อง และมคี วามจดั เจนในการทางาน

1.2 สร้างประสบการณ์ที่ดี คือ การฝึกให้ หู ตา จมูก ลิ้น รู้จักเลือกรับเอาส่ิงที่มีคุณค่าและมี
ประโยชน์เข้ามาให้แก่ชีวิต และป้องกันไม่ให้รับเอาส่ิงท่ีไม่ดีและเป็นโทษเข้ามา เช่น การฟังคาเตือนจาก
ผู้บริหารก็ไม่ควรรับเอาอารมณ์เข้ามาให้เกิดเป็นความโกรธ ควรรับเข้ามาในทางที่ทาให้เกิดปัญญา เช่น
การใช้ลิ้นเป็น ถ้ารับประทานอาหารเป็นก็จะทาให้เกิดคุณภาพชีวิตและได้คุณค่าทางอาหาร ถ้า
รับประทานอาหารไม่เป็นคือมุ่งแต่อร่อยก็ทาให้เสียคุณภาพชีวิตได้ เช่น อาจทาให้เกิดท้องเสีย หรือเกิด
การเส่ือมเสียสุขภาพ เปน็ ตน้ ในปัจจบุ นั วตั ถเุ ปน็ ตัวเดน่ ท่ีเป็นเรื่องสาคญั ถา้ รับเขา้ มาอย่างเป็นโทษ ไม่
รจู้ กั รบั เข้ามาในทางทจ่ี ะทาให้เกิดปัญญากจ็ ะไม่เกิดคุณภาพชีวติ

2. ศีลภาวนา คือ การทาให้ตนเองมีระเบียบในการดารงชีวิตและอยู่ร่วมกับคนอ่ืนในสังคม
อย่างเป็นสุข โดยการไม่เบียดเบียนผู้อื่น ช่วยเหลือเก้ือกูลผู้อ่ืน และฝึกควบคุมตนในทางกาย วาจา ใจ ให้
ประพฤติปฏิบตั ิตามกฎเกณ์์หรือขอ้ กาหนดของสงั คม เพ่ือเปน็ พืน้ ฐานในการพัฒนาจติ ใจตอ่ ไป

3. จิตภาวนา คอื การพฒั นาจิตใจใหเ้ จรญิ งอกงามทง้ั 3 ดา้ น ดงั นี้
3.1 การพฒั นาคณุ ภาพชีวติ เป็นการพัฒนาจิตให้มีคณุ ภาพ เร่ิมตงั้ แต่มคี ุณธรรมทท่ี า

ใหจ้ ติ ใจประณตี งดงาม เชน่ มีเมตตากรุณา มศี รัทธา มีความกตญั ญูกตเวที เปน็ ต้น
3.2 การพฒั นาสมรรถภาพจิต เปน็ การพฒั นาใหจ้ ติ ใจเข้มแขง็ เพ่อื ให้นาไปใช้งานไดด้ ี

สาหรับการทางานได้เก่งทางานได้ผลดีน้ันจิตต้องมีสมาธิ มีสติ เพียรพยายาม เอาใจใส่ อดทน กล้าสู้
รบั ผิดชอบ และมจี ติ ใจเขม้ แข็ง เป็นตน้

4. ปญั ญาภาวนา คอื การพฒั นาปญั ญาให้เจริญงอกงาม เช่น การรูจ้ ักวินจิ ฉัย แยกแยะสิง่ ที่รับรู้
ด้วยเหตุด้วยผล แล้วสามารถนาไปดาเนินการและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้สาเร็จผลตามท่ีต้องการได้ การเกิด
ปัญญาคือการรับรู้ตามความเป็นจริงแล้ววินิจฉัยโดยปราศจากความชอบและไม่ชอบน่ันเอง ถ้าไม่ได้
ฝึกอบรมปัญญาไว้ ปญั ญาก็จะไม่เปน็ อสิ ระ จะไม่บริสทุ ธิ์ และจะเป็นปัญญาทตี่ กอยู่ในอานาจครอบงาของ
อคติ เช่น ลาเอียงเพราะชอบใจ ชัง หลง กลัว โลภ โกรธ หรือลาเอียงเพราะหลง ถ้าฝึกปัญญาจนเป็นผู้มี
ปัญญาเทา่ ทันโลกและชีวิตจะทาให้จิตใจเป็นอิสระและมีความสขุ ที่นบั ว่าเปน็ จุดสูงสดุ ของชีวิต การปฏิบัติ
ธรรมทาให้ผู้ปฏบิ ัตเิ ป็นคนท่ีสมบรู ณ์ มีศลี มีสมาธิ และมีปัญญา สขุ ุม เยอื กเย็น สรา้ งบุคลิกภาพภายในให้
มีผลต่อบุคลิกภาพภายนอก คุณธรรมและหลักธรรมทางศาสนาที่ใช้เพ่ือพัฒนาจิตใจ หรือพัฒนา
บุคลิกภาพภายในมีอยู่หลายประการ เช่นเบญจศีลและเบญจธรรม เป็นธรรมคู่กัน ผู้ที่มีเบญจธรรมจึงจะ
เปน็ ผู้มเี บญจศลี ซึ่งหากคนมีศลี และธรรมดังกล่าวแล้ว จะเว้นจากการทาความช่ัว ร้จู ักควบคมุ ตนให้ตั้งอยู่
ในความดี ไม่เบยี ดเบยี นตนและคนอนื่ และประพฤตชิ อบทางกาย วาจา และใจ จะทาให้อยรู่ ว่ มกับคนอื่น
ในสังคมได้อย่างมคี วามสขุ

1. เบญจศีล หมายถึง ศีล 5 ข้อ เป็นการรักษาเจตนาท่ีจะควบคุมกายและวาจาให้เป็นปกติ คือ
ไม่ทาบาป โดยการละเว้น 5 ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักขโมย ละเว้นจากการ

ประพฤติผิดในกาม ละเว้นจากการพูดปด ละเว้นจากการเสพสุรา เบญจศีล เป็นเครื่องรักษาเจตนาที่จะ
ควบคมุ กาย ละวาจาให้เป็นปกติ คือไมท่ าบาป โดยการละเว้น 5 ประการ คอื

- ปาณาตบิ าต คอื ละเวน้ จากการฆา่ สัตว์ และการเบยี ดเบียนสตั ว์
- อทนิ นาทาน คือ ละเวน้ จากการลกั ขโมย ปลน้ จี้
- กาเมสุมจิ ฉาจาร คอื ละเวน้ จากการประพฤตผิ ิด ลว่ งละเมดิ ลกู เมียผ้อู นื่
- มุสาวาท คือ ละเวน้ จากการพูดปด พดู คาหยาบ พูดเพอ้ เจอ้ พดู สอ่ เสยี ด
- สรุ าเมระยะ คอื ละเวน้ จากการเสพสรุ า เพราะเปน็ สาเหตใุ หท้ าผดิ ศีลข้ออน่ื
2. เบญจธรรม เป็นหลกั ธรรมทคี่ วรปฏบิ ตั ิ มี 5 ประการ ได้แก่
- เมตตากรุณา คือ บุคคลใดท่ีมีเมตตาย่อมไม่ฆ่า หรือเบียดเบียนสัตว์ ด้วยรู้ดีว่าทุกชีวิตย่อมมี
ความรักตวั กลวั ตายเชน่ เดียวกบั เรา ทาใหไ้ มผ่ ิดศลี ในข้อที่ 1
- สัมมาอาชีพ คือ ประกอบอาชีพท่ีสุจริต มีรายได้ รู้จักใช้จ่าย และท่ีสาคัญรู้จักคาว่าพอดี และมี
หริ โิ อตตัปปะ คือ ความละอายและเกรงกลัวตอ่ ผลของบาป จงึ ทาให้ไมผ่ ดิ ศลี ขอ้ ที่ 2
- ความสารวมอินทรยี ์ คอื ระมัดระวงั ตา หู จมูก ลน้ิ กาย และใจ ทาให้ ความใคร่ในกามคุณ คือ
การติดในรปู รส กลนิ่ เสยี ง สมั ผัส ลดนอ้ ยลง เม่อื ความสารวมเกิดขน้ึ จงึ ทาให้ไม่ผิดศลี ข้อที่ 3
- ความซื่อสตั ย์ คอื การพดู ความจริง เปน็ สิง่ ท่ีทาใหไ้ ม่เกดิ การมุสาวาท ทาให้ไมผ่ ิดศลี ข้อที่ 4
- สติ คอื การรสู้ กึ ตัว ทาให้ชวี ิตไม่ประมาท เพราะรวู้ ่าอะไรดี อะไรชั่ว ทาใหไ้ ม่เกลือกกลวั้ กับส่ิงท่ี
จะทาใหช้ ีวติ ตกต่า เช่น สรุ าเม่ือคนด่มื กนิ กท็ าใหม้ นึ เมาและขาดสติ การมีสติจึงทาใหไ้ ม่ผิดศลี ขอ้ ท่ี 5

ภาพที่ 3.11 การเข้าวัดไหว้พระ ทาบุญ ฟังเทศน์ ปล่อยปลา จะช่วยพัฒนาบุคลิกภาพภายใน
ได้เปน็ อย่างดี

ภาพที่ 3.11 การเข้าวัดไหว้พระ ทาบญุ ฟังเทศน์ ปลอ่ ยปลา จะชว่ ยพัฒนาบคุ ลกิ ภาพภายใน
ไดเ้ ป็นอย่างดี

(ท่ีมา: http://www.khaoyaizone.com)

สรปุ สาระสาคญั
บุคคลท่ีมีบุคลิกภาพดีน้ันไม่ได้มีการปรับปรุงเปล่ียนแปลงตนเองแค่ภายนอกด้วยการแต่งกาย

หรือพฤติกรรมที่แสดงออกเท่านั้น หากจาเป็นต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาบุคลิกภาพ
ภายในก่อน จงึ จะทาใหก้ ารพัฒนาบคุ ลิกภาพภายนอกประสบความสาเร็จได้

การพัฒนาบุคลิกภาพภายใน เป็นสิ่งทอ่ี ยภู่ ายในจิตใจ การจะทาให้เป็นผู้ที่มจี ิตใจดีต้องอาศัยการ
อบรมบ่มนิสัย การสร้างประสบการณ์มาตั้งแต่เกิด บุคลิกภาพภายในเป็นส่ิงที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลา
บุคคลควรไดร้ บั การพัฒนาเพื่อการทางานร่วมกนั ในสังคม สง่ิ ที่จะชว่ ยให้การพัฒนาจิตใจท่ีไดผ้ ลดีคือ การ
ปฏิบัติตามหลักธรรมคาสอนของพุทธศาสนา การนาเบญจศีลและเบญจธรรมไปใช้ในการดาเนินชีวิต จะ
ทาให้บคุ คลอยรู่ ่วมกันอย่างมีความสุข มสี มั พันธภาพท่ีดี ทาใหก้ ารทางานไมเ่ กิดความเครยี ด ความคับข้อง
ใจ ความโลภ ความโกรธ ความเห็นแกต่ วั

คาศัพท์ (Vocabulary)

คาศัพท์ คาแปล คาศพั ท์ คาแปล
Internal Personality บุคลกิ ภาพภายใน Fixation การชะงัก
Structure โครงสร้าง Intelligent Quotient การพัฒนาดา้ นสติปญั ญา
Process กระบวนการ Linguistic ความฉลาดดา้ นภาษา
intelligence
Content เนอ้ื หา Logical- ความฉลาดดา้ นการคานวณ
Mathematical
Psychoanalytic Theory ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ Intelligence ความฉลาดด้านมิติสมั พนั ธ์
Spatial Intelligence ความฉลาดด้านกายภาพ
Instinctual Drive พลงั สญั ชาตญาณ Bodily-kinesthetic หรอื ร่างกาย
Intelligence ความฉลาดด้านดนตรี
Libido พลงั เพศ Musical Intelligence ความฉลาดด้านทักษะสงั คม
Ego-Instincts พลงั คุ้มครองตนเอง Interpersonal
Intelligence ความฉลาดดา้ นบุคคล
Aggression พลงั ความกา้ วร้าว Intrapersonal
Intelligence ความฉลาดด้านธรรมชาติ
Oral Stage ระยะปาก Naturalist
Intelligence การพัฒนาความฉลาด
Anal Stage ระยะขบั ถ่าย Emotional Quotient ทางอารมณ์
การพัฒนาความฉลาด
Phallic Stage ระยะเพศ Adversity ในการเผชิญหนา้
การพัฒนาความฉลาด
Latency Stage ข้ันก่อนวัยรุ่น Moral Quotient ดา้ นจริยธรรมและศีลธรรม
การพฒั นาดา้ นทักษะ
Genital Stage ขนั้ วัยรุ่น Social Quotient ทางสงั คมและการใช้ชวี ติ

บทท่ี 4 ศิลปะการแตง่ กาย
แนวคิดสาคญั

การแต่งกายเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งมีความสาคัญอย่างย่ิงสาหรับมนุษย์ ในยุคก่อนมนุษย์
ต้องการเพียงแค่เคร่ืองนุ่งห่มปกคลุมร่างกายเพื่อความอบอุ่น แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปเคร่ืองนุ่งห่ม
หรอื เคร่ืองแต่งกายมคี วามสวยงามมากยิง่ ข้ึน เปน็ เครอ่ื งบง่ บอกถงึ ความมีวฒั นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิง่ ใน
ปัจจุบันการแต่งกายเป็นการบ่งบอกสถานภาพทางสังคม บางอาชีพมีการกาหนดลักษณะการแต่งกาย
หรือเรียกว่าเครื่องแบบ

เครื่องแต่งกายเป็นส่ิงท่ีช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับผู้สวมใส่ บ่งบอกถึงบุคลิกภาพ รสนิยม และ
บทบาทหน้าที่การงาน หากเราแต่งกายอย่างมีศิลปะ ถูกต้อง เหมาะสมกับตัวเราและสถานการณ์ ก็จะ
ช่วยเสริมสร้างให้เราเป็นผู้มีบุคลิกภาพท่ีดี ดังน้ัน จึงควรแต่งกายให้มีความเหมาะสมกับอาชี พและ
สถานภาพของตนเอง นอกจากนั้นการแต่งกายท่ีดีจะช่วยสร้างความประทับใจให้เกิดแก่ผู้พบเห็น เพราะ
การแต่งกายท่ีดีน้ันเป็นส่ิงแรกท่ีจะสร้างความพอใจ ความสนใจ ความน่าเช่ือถือ ความศรัทธาและความ
ไวว้ างใจได้
เน้ือหา

ศิลปะการแต่งกาย หรือศาสตร์แห่งการแต่งตัวของมนุษย์ เพื่อให้เกิดความงดงามอย่างเหมาะสม
ลงตัว การแต่งตัวหรือการแต่งกายในที่นี้รวมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทุกอย่างที่คนนามาสวมใส่ปกคลุม
หรือประดับตกแต่งรา่ งกาย

บางคร้งั การแตง่ กายกระทาเพือ่ ให้เกยี รติแกบ่ ุคคลและสถานท่ี อกี ท้ังยงั เปน็ การแสดงความ นับ
ถือในตนเองด้วย เมื่อตัวเรามีความรู้สึกว่าแต่งกายเรียบรอ้ ย ถูกต้องเหมาะสมกับบุคลิกภาพ สภาพการณ์
และกจิ กรรมท่ีกระทา ก็จะสรา้ งความมน่ั ใจในตนเองมากยง่ิ ขึน้
ความหมายของการแตง่ กาย

การแตง่ กาย หมายถงึ การตกแตง่ ร่างกายดว้ ยเสอ้ื ผา้ และเครอื่ งประดบั ทุกอย่างต้ังแต่ศรี ษะจรดเท้า หาก
รู้จักเลือกเคร่ืองแต่งกายที่เหมาะสมกับตนเอง จะทาให้มีบุคคลมีบุคลิกภาพท่ีดี นอกจากต้องแต่งกายให้
เหมาะสมกับตนเองแลว้ ต้องเหมาะสมกับกาละ คือเหมาะสมกับเวลากลางวนั กลางคืน งานโอกาสต่าง ๆ
และเหมาะสมกับเทศะคือเหมาะสมกับสถานท่ี เช่น สถานท่ีราชการ โรงเรียน สถานที่ท่องเที่ยว โรง
ภาพยนตร์ หา้ งสรรพสินค้า เปน็ ต้น
ความสาคญั ของการแต่งกาย

การแต่งกายนอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพ่ือความสวยงาม เพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพ และช่วย
สร้างความประทับใจให้เกิดแก่ผู้พบเห็นแลว้ การแต่งกายที่ดีนั้นยังเป็นส่ิงแรกท่ีจะสรา้ งความพอใจ ความ

สนใจ ความเชื่อถือ ความศรทั ธาและความไว้วางใจใหแ้ กผ่ ู้พบเห็นได้ ดังนน้ั การแต่งกายจึงมีความสาคัญ
ดงั น้ี

1. เพื่อป้องกนั อันตรายจากสภาพแวดล้อม
การสวมใส่เส้ือผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ได้แก่ อากาศร้อน อากาศหนาว ลักษณะการ
ประกอบอาชีพ โดยเฉพาะผู้ท่ีทางานประเภทต่าง ๆ ท่ีอาจเกิดอันตรายได้ระหว่างการปฏิบัติงาน ได้แก่
ชดุ ป้องกนั ของพนกั งานดับเพลิง เครอ่ื งแบบของขา้ ราชการ ทหาร ตารวจ เปน็ ต้น

ภาพที่ 4.1พนกั งานดับเพลิงสวมใสเ่ สอื้ ผ้าท่เี หมาะกบั ลักษณะการปฏบิ ตั งิ าน
(ทม่ี า: http://www.pixpros.net)

2. เพอื่ บ่งบอกถงึ เชอื้ ชาติ วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม
เม่ือมนุษย์มีสติปัญญามากยิ่งขึ้น มีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มชนและจากการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ

จึงจาเป็นต้องมีระเบียบและกฎเกณ์์ในอันที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขโดยไม่มีการรุกรานซ่ึงกันและกัน
จากการปฏิบัติท่ีกระทาสืบต่อกันมาน้ีเองในที่สุดได้กลายมาเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม
ขึ้นในสมัยโบราณ เมื่อมีการเฉลิมฉลองประเพณีสาคัญต่าง ๆ เช่น การเกิด การตายการเก็บเกี่ยวพืชผล
หรือเริ่มมีการสังคมกับกลุ่มอื่น ๆก็จะมีการประดับหรือตกแต่งร่างกายให้เกิดความสวยงามด้วย
เคร่ืองประดับต่าง ๆ เช่นขนนก หนังสัตว์ หรือทาสีตามร่างกาย มีการสักหรือเจาะบางคร้ังก็วาดลวดลาย
ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพ่ือแสดงฐานะหรือตาแหน่งซ่ึงในปัจจุบันก็ยังมีหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ก็จะ
เป็นชาวพืน้ เมอื งของประเทศต่าง ๆ

ภาพท่ี 4.2การแตง่ กายของชน 4 เผ่าไท ในจงั หวดั ศรีสะเกษ คอื ส่วย เขมร เยอ ลาว
(ที่มา: http://www.skyscrapercity.com)

3. เพ่อื แสดงสถานะทางสังคม
สถานะภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์ แตล่ ะบุคคลยอ่ มไม่เหมือนกนั จึงทาใหเ้ กิดการแต่ง

กายที่แตกต่างกันออกไป สังคมทั่วไปมีหลายระดับชนชั้นมีการแบ่งแยกกันตามฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น
ชนช้ันระดับเจ้านาย ชาวบ้าน และกรรมกรการแต่งกายสามารถบอกได้ถึงสถานภาพทางสังคมของผู้สวม
ใสไ่ ดอ้ กี ดว้ ยเชน่ ระดับการศกึ ษา ฐานะความเป็นอยู่

ภาพท่ี 4.3การแตง่ กายนักเรียนที่บ่งบอกถึงระดับการศึกษา
(ท่มี า: http://www.dek-d.com)

4. เพอื่ บ่งบอกถึงอปุ นิสัยของผู้แตง่
การแต่งกายสามารถบง่ บอกอุปนิสยั ของผแู้ ต่งกายไดว้ า่ มีลกั ษณะอย่างไร เช่น มีความประณตี การ

รกั สวยรักงาม ความเป็นคนพิถีพถิ นั รจู้ ักกาลเทศะ เป็นตน้

หลกั สาคญั ในการแต่งกาย
1. ความสะอาด (Clean)

ความสะอาดของเคร่ืองแตง่ กายมสี ว่ นสาคญั ในการเสริมสรา้ งบุคลิกภาพอย่างมาก หาก
บุคคลท่ีแต่งกายด้วยเสื้อผา้ ที่มรี าคาแพง แตข่ าดความสะอาด ทาใหด้ ูหมดคุณค่าและเปน็ การทาลาย
บคุ ลกิ ภาพและความน่าเช่อื ถือลง ดงั นน้ั ทุกคนจงึ ควรให้ความสาคัญกับการรักษาความสะอาดของเส้อื ผ้า
พรอ้ มท้งั ทะนถุ นอมเนื้อผา้ ให้อยใู่ นสภาพดีอยเู่ สมอ

ภาพท่ี 4.4การแตง่ กายสะอาด เปน็ การเสริมสรา้ งบุคลิกภาพ
(ที่มา: http://library.ra.mahidol.ac.th)

2. ความสุภาพเรียบรอ้ ย (Polite)
ความสภุ าพเรียบร้อยในการแตง่ กาย ควรเรม่ิ ต้งั แตศ่ ีรษะจรดเท้า เชน่ ทรงผม สีผม เสอื้ ผา้ ได้แก่

สี แบบ ขนาด รองเท้า การเลือกเคร่ืองประดับ กระเป๋าถือ ควรเลือกให้เหมาะสมกับตนเอง ไม่ควรตาม
แฟชนั่

ภาพที่ 4.5 การให้ความสาคัญในการเลอื กเสอ้ื ผา้ ที่เหมาะสมกับตนเอง
(ท่มี า: http://www.emplealia.net)

3. ความถูกต้องตามโอกาสและกาลเทศะ (Be temperate)
การแต่งกายใหเ้ หมาะสมกบั โอกาส และกาลเทศะเปน็ การให้เกยี รติตนเอง และผอู้ ื่น ช่วยใหเ้ กดิ

ความม่ันใจในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ แตไ่ มว่ ่าจะเป็นโอกาสใดก็ตาม ผแู้ ตง่ ควรมพี ื้นฐานท่คี วามสุภาพ
เรยี บร้อย ในการแต่งกายเปน็ หลัก ซ่งึ หมายถึงทงั้ หมดตั้งแต่ศรี ษะจรดเท้า ดงั นั้นผสู้ วมใส่จงึ ควรพจิ ารณา
วา่ ตนเองจะไปทาอะไร ท่ีไหน อย่างไร เพอ่ื เลือกเสื้อผา้ ใหเ้ หมาะสมกบั โอกาส เช่น

- การไปติดต่อธรุ กจิ ควรให้ความสาคัญกบั ความเรียบรอ้ ย และความสะอาดของเสอ้ื ผา้ และ
ร่างกายเป็นอยา่ งย่ิง ควรใส่เส้ือสูทเพ่ือให้ดูมีความนา่ เชื่อถือมากยิง่ ขึ้น

ภาพท่ี 4.6 การแต่งกายโดยการใสส่ ูทเพ่ือตดิ ต่อธุรกิจ ทาใหด้ ูน่าเชื่อถือมากขึ้น
(ทีม่ า: http://www.dohaircut.com)

- การไปงานเลีย้ ง ควรพจิ ารณาลักษณะงาน สถานที่จดั งานว่ามีความหรหู รามากน้อยเพียงใด ถา้
เป็นงานเล้ียงตอนกลางวันของบริษัท อาจใส่เสื้อผ้าชุดทางานกลางวันปกติ โดยเสริมเครื่องประดับให้ดู
สดใสข้ึน สาหรับงานกลางคืน ควรสวมเส้ือผ้าท่ีดูหรูหรามากข้ึน แต่งหน้าเข้มมากข้ึนแล ะสวม
เครอื่ งประดบั พอสมควร

ภาพท่ี 4.7 การไปงานเล้ยี งกลางคืน ควรให้ความสาคัญต้งั แต่ศรี ษะจรดเท้า
(ที่มา: http://www.weddinginlove.com)

- การไปเล่นกีฬา ควรสวมเคร่ืองแตง่ กายท่ีถูกต้องเหมาะสม เชน่ เสือ้ ทเี ช้ติ กางเกงวอรม์ รองเทา้
ผา้ ใบ ซึ่งนอกจากจะเหมาะสมแล้ว ยังช่วยให้มคี วามคล่องตัวและลดอบุ ัติเหตุทอ่ี าจเกดิ ขึ้นได้
4. ความเหมาะสมกบั อาชีพ (Appropriate to the profession)

การแตง่ กายใหเ้ หมาะสมกบั อาชีพเปน็ สิ่งท่ีควรคานึงถึงอย่างย่งิ เพราะบางอาชีพเป็นอาชีพท่ี
เสี่ยงกับอันตรายจึงมีชุดเฉพาะท่ีใส่ในการปฏบิ ัตงิ าน เชน่ พนกั งานดับเพลิง พนักงานไฟฟ้า หรือบางอาชพี
ตอ้ งการความน่าเช่ือถือ กค็ วรเลือกเสอ้ื ผ้าใหเ้ หมาะสมเพ่ือเป็นการเสริมสรา้ งบุคลิกภาพ เช่น ครู แพทย์
พนักงานธนาคาร เปน็ ตน้

ภาพท่ี 4.8 การแต่งชดุ เฉพาะสาหรับพนกั งานทาให้ดสู วยงาม นา่ เชอ่ื ถือ
(ทมี่ า: http://www.bloggang.com)

5. ความเหมาะสมกับวยั (Age appropriate)
การแต่งกายน้ัน ผแู้ ต่งกายควรคานึงถึงความเหมาะสมกับอายเุ ป็นองค์ประกอบ ดงั นี้
5.1 วยั เดก็ เสอ้ื ผา้ ควรจะมีสีสันสดใส รูปแบบน่ารกั มีลายการต์ นู

ภาพท่ี 4.9 เส้ือผ้าท่ีเหมาะสาหรับเด็ก
(ทีม่ า: http://www.cityofwomengoesweb.org)

5.2 วัยรุ่น เสื้อผ้าควรมีสีสันอ่อน ๆ แบบของเสื้อผ้าเป็นไปตามลักษณะรูปร่างและความชอบ
ของแต่ละคน ไม่ควรสวมเสื้อผ้าท่ีเปิดเผย หรือรัดรูปจนเกินไป โดยเฉพาะเส้ือหรือกางเกงท่ีรัดรูปมาก ๆ
อาจเกดิ ผลเสียต่อสุขภาพได้ ไม่ควรใสเ่ ส้ือผา้ ทมี่ ีราคาแพงเกนิ ความจาเป็น และไมค่ วรใสเ่ ครื่องประดับท่ีดู
หรูหรา ซึ่งนอกจากดูไม่เหมาะสมกบั วยั แลว้ ยังอาจเปน็ อันตรายต่อตนเองอีกด้วย สาหรบั รองเทา้ ควรเป็น
รองเท้าท่ีสวมใส่สบาย สะดวก คล่องตัว เหมาะกับกิจกรรม และไม่ควรซื้อรองเท้าท่ีแพงเกินไป เนื่องจาก
ในวยั รนุ่ เปน็ วยั ทม่ี ีการเปลีย่ นแปลงทางร่างกายอย่างรวดเร็ว

ภาพที่ 4.10 เส้ือผา้ ทเ่ี หมาะสาหรบั วัยรนุ่ เพ่ือใหด้ สู ง่างาม
(ทม่ี า: http://www.dbale.com)

5.3 วัยผใู้ หญ่ เสอ้ื ผ้าท่เี หมาะสมกับวัยผูใ้ หญค่ วรมสี สี ภุ าพเรยี บรอ้ ย
เหมาะสมกับวยั และบุคลิกภาพของตนเอง

ภาพท่ี 4.11 เสอื้ ผ้าที่เหมาะสาหรบั วัยผู้ใหญ่
(ทมี่ า: http://www.bigstock.com.br)

6. ความเหมาะสมกับรปู รา่ ง (The shape)
ศิลปะการแต่งกายท่ีช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ได้เป็นอย่างดี คือการแต่งกายให้
เหมาะสมกบั รูปร่างและสดั สว่ นของตน โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พือ่ ให้เส้ือผ้าท่แี ต่งชว่ ยอาพรางจดุ บกพร่องของ
รูปร่าง พร้อมท้งั สง่ เสริมจุดเดน่ ของรูปร่างทาใหเ้ กดิ ความเหมาะสม สวยงาม อย่างลงตวั
การแตง่ กายสาหรับสตรี

บุคคลจะตอ้ งรู้จักพิจารณาบุคลิกภาพของตนเองวา่ เปน็ คนมรี ูปร่าง ผิวพรรณ สัดสว่ นเปน็ อย่างไร
เพอ่ื จะได้เลอื กเสื้อผ้าได้อย่างเหมาะสม ศิลปะการแต่งกายทีช่ ว่ ยส่งเสริมบุคลกิ ภาพและภาพลักษณ์ได้เป็น
อย่างดี คือการแต่งกายให้เหมาะสมกบั รปู ร่าง สัดส่วนของตน โดยมวี ัตถุประสงค์

เพื่อให้เส้ือผ้าที่แต่งช่วยอาพรางจุดบกพร่องของรูปรา่ ง พร้อมท้ังส่งเสริมจุดเด่นของรูปร่างทาให้เกิดความ
เหมาะสม สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี ย่ิงต้องให้ความสาคัญเกี่ยวกับการเลือกเคร่ืองแต่งกายให้
เหมาะสม ซ่งึ ปัจจัยที่ควรนามาพจิ ารณาการแตง่ กายสาหรบั สตรี มีดังน้ี

1. รูปร่าง การแต่งกายให้เหมาะกับรูปร่างจะช่วยเสริมบุคลิกภาพให้สุภาพสตรีดูดีข้ึนได้เป็น
อยา่ งมาก ผู้หญงิ สว่ นใหญจ่ ะมีรปู ร่างอยู่ใน 3 ขอบขา่ ย ได้แก่ รูปหัวใจ รูปแอปเปิล้ และรปู ลูกแพร์ ดงั นั้น
สุภาพสตรีจะต้องพิจารณาว่ารูปร่างของตนเองนั้นจัดอยู่ในขอบข่ายใด เพื่อว่าจะได้เลือก เคร่ืองแต่ง
กายใหเ้ หมาะสมกบั รูปร่างของตน

1.1 หุ่นทรงรูปหัวใจ สุภาพสตรีท่ีจัดอยู่ในขอบข่ายหุ่นทรงรูปหัวใจ ได้แก่ คนที่มีช่วง อกใหญ่
ไหล่กว้างและเรียวลงท่ีช่วงเอว สะโพกเล็ก ขาเรียว มองดูแล้วจะรู้สึกว่าช่วงบนใหญ่กว่าช่วงล่วง สตรีท่ีมี
หุ่นแบบนี้ควรเลือกสวมเส้ือนอกตัวหลวม ๆ ขนาดสบายที่ไม่รัดเอวจนคอด จนทาให้เห็นข้อบกพร่องของ
หุ่นอย่างชัดเจน คนท่ีมีหุ่นทรงรูปหัวใจจะมีช่วงขาท่ีเรียวจึงสามารถเลือกใส่กางเกงขาลีบได้ เส้ือท่ีคนหุ่น
ประเภทนี้ไม่ควรเลือกสวมใส่คือเสื้อที่ค่อนข้างรัดรูปโดยเฉพาะรัดช่วงเอวหรือเส้ือที่มีฟองน้าหนุนไหล่
เพราะจะทาให้ดูไหล่ใหญ่ย่ิงขึ้น และนอกจากนี้ก็ไม่ควรสวมเสื้อนอกกับเส้ือในมีสีตัดกัน เพราะจะดึงดูด
สายตาให้ผ้อู ื่นมองเห็นความบกพรอ่ งได้ชดั เจนมากยิ่งขึน้

1.2 หุ่นทรงแอปเปิ้ล คือสุภาพสตรีที่มีช่วงกลางของลาตัว ได้แก่ เอว และหน้าท้อง ค่อนข้าง
หนาแต่ยังมีส่วนของสะโพกที่ได้ส่วน ช่วงแขนและท่อนขาเพรียว สตรีที่มีหุ่นทรงแอปเป้ิลควรเลือกสวม
เส้ือเข้ารูปขนาดความยาวปิดหน้าท้องกับกางเกงขาลีบ จะเหมาะกว่าการสวมเส้ือที่มีกระเป๋าตรงช่วงเอว
กบั กางเกงท่จี ีบเพราะจะทาให้ดชู ว่ งเอวใหญ่ข้ึนไปอีก

ภาพที่ 4.12 การเปรียบเทียบรูปรา่ งทรงแอปเปิล้ กับรูปรา่ งทรงลูกแพร์
(ทีม่ า: http://fashiondukdik.blogspot.com)

1.3 หุ่นทรงลูกแพร์ คือสุภาพสตรีท่ีช่วงล่าง ซึ่งได้แก่สะโพกและต้นขาใหญ่กว่าส่วนบนและ
ส่วนกลางของลาตัว อกเล็กและเอวเล็ก สตรีหุ่นทรงลูกแพร์ควรเลือกใส่เส้ือตัวยาวคุลมสะโพกกับกางเกง
ทรงหลวม การสวมเสื้อเสริมฟองน้าทาให้ไหล่กว้างขึ้นจะดูทาให้สมดุลกับสะโพก และการใช้กระดุมเม็ด
ใหญ่ ก็จะช่วยให้ดึงสายตาผู้อื่นให้สนใจในส่วนบนมากกว่าท่ีจะมองส่วนล่างซ่ึงเป็นส่วนท่ีบกพร่อง สิ่งที่
สตรีหุ่นทรงลูกแพร์ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดคือกางเกงฟิต ๆ ท่ีใส่แล้วพอดีตัว ยิ่งถ้าหากใส่กับเส้ือที่มี
ความยาวไม่คลมุ สะโพกด้วยแลว้ จะทาให้เน้นส่วนทีบ่ กพร่องได้อย่างชัดเจน

2. การแต่งกายเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของร่างกาย คนแต่ละคนย่อมมีบุคลิกภาพภายนอกท่ี
แตกต่างกนั ออกไป บางส่วนของรา่ งกายอาจดูดีเหมาะสม ไม่จาเป็นตอ้ งปรับปรุงแกไ้ ขหรือเติมแต่ง ในทาง
ตรงกันข้ามหากบางส่วนของร่างกายอาจดูไม่สมส่วน จะต้องมีการแก้ไขและเติมแต่ง หรือ แต่งกายอา
พรางส่วนบกพร่องของรูปร่างน้ันให้หายไป การแต่งกายเพ่ือช่วยแก้ไขข้อบกพร่องหรือข้อด้อยให้ดูดีข้ึน
ดังนี้

2.1 คอสั้น การแต่งกายที่จะทาให้คนคอสั้นดูดีขึ้น คือเส้ือคอเปิด จะเป็นเส้ือคอวี คอแหลม
หรือคอเว้า จะเป็นแบบไหนจะต้องพิจารณาลักษณะของใบหน้าประกอบด้วย หรืออาจจะเลือกสวม
เส้ือ ไม่มีปก เลือกผูกผ้าพันคอหลวม ๆ หากจะสวมสร้อยคอควรเลือกสร้อยคอท่ีมีความยาวปานกลาง
คนคอส้ัน ควรเลือกไว้ผมสั้นจะดูดีกว่า การแต่งกายที่ควรหลีกเลี่ยงคือเส้ือคอปิด ปกสูงผูกโบหรือ เน็กไท
เส้ือคอเต่า คอจนี การใช้พันคอทผ่ี ูกชดิ คอ และการสวมสรอ้ ยคอส้ัน ๆ เพราะจะเป็นการดงึ จุดสนใจไปไว้
ทีค่ อ

2.2 คนเต้ีย ควรเลือกใส่เสื้อผ้าคอวี แบบเรียบ ๆ ถ้าเป็นลายดอกควรเป็นดอกเล็ก ๆ ถ้า
จาเป็นต้องใช้เข็มขัดควรเป็นเข็มขัดเส้นเล็ก ๆ และควรเลือกใส่รองเท้าท่ีมีส้น หรือส้นสูง หากเป็น
สุภาพสตรีควรเลือกใส่กระโปรงส้ันจะเหมาะสมกว่ากระโปรงยาว ผ้าที่ควรเลือกนามาตัดเสื้อผ้าน้ัน ควร
เป็นผ้าเนื้อเดียวกันและสีเดียวกันตลอดท้ังส่วนบนและส่วนล่าง หากเป็นคนละสีจะทาให้สายตาของผู้ดู
หยุดอยู่ตรงท่ีสีตดั กัน

2.3 คนสูง เหมาะกับเสื้อปกสูง หรือปกกว้าง เน้นส่วนเอวด้วยเข็มขัด หรือผ้าพันเอวขนาด
ใหญ่ สุภาพสตรีควรเลือกกระโปรงท่ีแนบสะโพก มีเส้ือตัวนอกคลุมสะโพกจะทาให้ดูดีขึ้น ความยาวของ
กระโปรงควรเลยเขา่

2.4 คนอ้วน เหมาะกับเสื้อคอแหลม สีเข้ม หากมีลายควรเป็นลายเล็ก ลายทางตรงใช้เข็ม
ขัด หัวเล็ก หัวเข็มขัดเป็นผ้าหุ้มสีเดียวกับเส้ือเพ่ือไม่ให้สะดุดตาเกินไป เส้ือที่ตึงหรือฟิตลาตัวควร
หลกี เลี่ยง กระโปรงต้องเปน็ กระโปรงยาวเลยเข่าเสมอ

2.5 คนผอม ควรเลือกเสื้อคอสูง หรือแคบแนบคอ ปกกว้างมาก ๆ เสื้อจีบหรือพองส่วนอก
แขนสามส่วนเหมาะกว่าแขนส้ัน ผ้าลายขวางเหมาะกว่าลายทางลง ใช้ผ้าคาดเอวหรือเข็มขัดขนาดใหญ่
กระโปรงจีบพอง อยา่ สั้นมาก เครอ่ื งประกอบการแต่งกาย เชน่ กระเปา๋ รองเทา้ เข็มกลัด หา่ งหู ควรเลือก
ท่ีมีขนาดค่อนขา้ งใหญ่ รองเทา้ ทส่ี วมไมจ่ าเป็นตอ้ งเปน็ รองเท้ามีสน้ เสมอไป

2.6 ไหล่กว้าง ควรเลือกเสื้อคอวี คอแหลม และคอเว้าลึก ซึ่งจะทาให้ไหล่ดูแคบลง หนุนไหล่
บาง ๆ หรือไม่หนุนเลย หากเป็นชุดว่ายน้าหรือชุดราตรีต้องเลือกแบบที่มีสายคล้องไหล่ที่มีขนาด ไม่ใหญ่
นัก หลีกเลี่ยงเส้ือคอกว้าง หรือเส้ือท่ีมีรายละเอียดช่วงไหล่และช่วงบ่ามาก ๆ และการใช้เครื่องประดับ
ขนาดใหญ่บนบ่า

2.7 ไหล่แคบ เหมาะกับเสื้อคอกว้าง คอปาด เส้ือแขนพอง มีจีบรูด หรือระบายที่หัวแขนเพ่ิม
รายละเอียดบนช่วงไหล่และบ่าด้วยลายขวาง ติดแผ่นเสริมไหล่ ไม่ควรเลือกเส้ือคอแหลมลึกมากหรือเส้ือ
คอตา่ ท่ไี มห่ นนุ ไหล่ และเสื้อคอเตา่ หลกี เลี่ยงการตดิ เขม็ กลดั ท่ีปกเสือ้ และอก

2.8 ไม่มเี อว หรือคนหุ่นตรง ซ่ึงมขี นาดของอกเอวและสะโพกเท่ากนั หมด ซ่ึงอาจเป็นได้ทั้งคน
ผอมและคนอ้วน หากเป็นคนผอมควรเลือกเส้ือท่ีเอาชายเส้ือสอดไว้ในกระโปรง ใช้เข็มขัดเป็นตัวแบ่ง
ระหว่างส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย แต่ถ้าเป็นคนอ้วนไม่ควรเอาชายเสื้อใส่ไว้ในกระโปรง ควรเลือก
เสอ้ื ตัวหลวมที่มีความยาวคลุมสะโพก ท่อี าจโค้งเข้าเอวได้นดิ หนอ่ ย

2.9 เอวใหญ่ คนเอวใหญ่จะแตกต่างจากคนไม่มีเอว เพราะคนเอวใหญ่น้ันยังมีส่วนเว้าส่วน
โค้งอยู่บ้าง คนตัวสูงท่ีเอวใหญ่จะได้เปรียบกว่าคนตัวเต้ีย คนเอวใหญ่เหมาะกับเส้ือเข้ารูปแบบหลวม ๆ
หรือใส่เสอ้ื สองช้ันมีเสือ้ ตัวนอกกบั ตัวใน คาดเขม็ ขัดได้แต่ต้องเปน็ เสน้ เลก็ ๆ หรือแบบโคง้ ตา่

2.10 เอวคอด ได้จดั ว่าเปน็ ความบกพร่องเพราะคนเอวเล็กจัดว่าเป็นคนท่ีมีเอวสวย ควรเลือก
ชุดทเ่ี ขา้ รปู เนน้ เอว ถา้ เปน็ เสอ้ื นอกกเ็ ป็นเสื้อท่เี ปิดด้านหน้าให้เห็นเอว ควรเลือกกระโปรงบาน ผา้ เนอื้ บาง
หากเปน็ ชุดราตรคี วรเป็นชุดท่มี ีเขม็ ขดั

2.11 อกเล็ก สุภาพสตรีควรเลือกใส่เสื้อยกทรงท่ีเสริมฟองน้า เส้ือตัวนอกเป็นเส้ือลายขวางตี
เกลด็ ตะเข็บบนแนวอก เพอื่ ทาให้อกดูหนา้ และใหญ่ขนึ้ หรืออาจจะเลือกการสวมเส้ือทับกับหลายชน้ั เชน่
เส้ือก๊ักทับเสื้อเช้ิต หรือสวมเส้ือแจ็กเก็ต หลีกเลี่ยงเสื้อคอลึก เสื้อเอวลอย กางเกงหรือกระโปรง เอวสูง
เส้อื รดั รปู เส้ือลายแนวตง้ั

2.12 สะโพกใหญ่ ต้นขาใหญ่ ควรเลือกเสื้อผ้าท่ีเป็นลายทางตรง กางเกงหรือกระโปรงควร
เป็นสีเข้มจับคู่กับเสื้อสีสว่าง เพ่ิมเครื่องประดับส่วนบน เช่น ผ้าพันคอ สร้อยคอ เข็มกลัด เพื่อสร้างความ
สนใจส่วนบนมากกว่าส่วนกลาง เสื้อผ้าท่ีควรหลีกเล่ียงคือกระโปรงส้ัน กางเกงขาสั้น กระโปรงเข้ารูป
กางเกงเข้ารปู กางเกงหรือกระโปรงมีกระเป๋า กางเกงปลายขาสอบเข้า กางเกงหรือกระโปรงท่เี ปน็ ผ้าลาย
ขวางหรือสวมเสอ้ื ทีช่ ายเส้ืออยู่ตรงสว่ นทใี่ หญท่ ่สี ุดของสะโพก หรอื เสือ้ ตวั นอกทผ่ี ่าชายด้านหลัง

2.13 สะโพกยื่น มักจะคู่กับเอวแอ่น จะต้องพยายามแก้ไขบุคลิกภาพของตนเอง ส่วนหนึ่ง
ด้วย นอกจากนแ้ี ล้วจะต้องเลือกใส่เสอื้ คลุมตวั ยาวใหพ้ อดีสะโพก ตวั หลวม ไมเ่ นน้ เอว

2.14 น่องใหญ่ ข้อเท้าใหญ่ ควรเลือกใส่กระโปรงที่มีความยาวระดับเข่าหรือคลุมเข่า สวมถุง
น่องสีเข้ม รองเท้าสีเข้มพ้ืนหนา หรือรองเท้าแตะท่ีมีสายรองเท้าเส้นใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงกางเกง ขาสาม
สว่ น กระโปรงยาวระดับน่อง รองเทา้ ส้นแหลม ถงุ นอ่ งเนอื้ เงาสอี อ่ น และเคร่ืองประดับขา ทุกชนิด

2.15 ขาสั้น ควรเลือกใส่กระโปรงสั้นเหนือเข่า กางเกงหรือกระโปรงเอวสูง กางเกงทรงแคบ
ลายทางตรง รองเทา้ ส้นสูงปานกลาง เส้อื ผา้ ทีค่ วรหลกี เลย่ี ง ได้แก่ กระโปรงทีม่ ีการออกแบบลวดลายหรือ
ขลิบบริเวณชายกระโปรง กระโปรงยาวตัวหลวม กางเกงขากว้าง กางเกงลายตาหมากรุก รองเท้าส้นสูง
มาก หรือส้นเต้ียเกินไป

2.16 ขาโก่ง ไมค่ วรเลือกใส่กระโปรงแคบ ควรใชผ้ า้ หนา และตดั หลวม ๆ
2.17 หน้าท้องใหญ่ เป็นสิ่งท่ีแก้ไขยาก จะต้องอาศัยเส้ือท่ีมีความยาวคลุมเลยหน้าท้องลงมา
อย่าให้ชายเสื้อมาหยุดพอดีท่ีหน้าท้อง หากจาเป็นต้องใส่ชายเส้ือไว้ในกระโปรงควรเลือกเส้ือท่ีตัวใหญ่
หน่อยและดึงให้หย่อนลงมาเพ่ือปิดหน้าท้อง เลือกใส่กระโปรงย้วย กระโปรงทรงเอ กระโปรงบาน จะ
เหมาะกวา่ กระโปรงแคบ

ภาพท่ี 4.13 การแต่งกายทสี่ ุภาพเหมาะกับการไปทางานสานักงาน
(ที่มา: http://workaoffice.com)

3. ผิวพรรณ การเลือกสีของเส้ือผ้าให้เหมาะสมกับสีผิว เป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วยเสริมบุคลิกภาพ
ไดอ้ กี ทางหนง่ึ

3.1 ผิวสีขาวจัด ควรเลือกเสอื้ ผา้ สีนา้ ตาลอ่อน สีเขยี วออ่ น สีเขียวหมน่ สเี หลอื งอมสม้ สสี ม้ อม
นา้ ตาล สเี ลอื ดหมู ควรหลกี เล่ยี งเสื้อผ้าสีอ่อน เช่น ชมพูอ่อน สีเหลืองออ่ น เพราะจะทาให้ผวิ ซีด

3.2 ผิวสีคล้า ควรเลือกสีชมพู สีเหลือง สีฟ้า หากเป็นเสื้อลาย ควรออกลายสีเหลือง สีฟ้า สี
ชมพู สีส้ม สีเปลือกข้าวโพด ไม่ควรเลือกสีขรึม ๆ เช่น น้าตาลแก่ เทาแก่ น้าเงินแก่ เพราะจะทาให้ดู ผิว
คลา้ มากขึน้

4. สขี องเสอ้ื ผ้า
4.1 สีเขม้ มสี ่วนผสมของสดี า เชน่ สดี า สีน้าตาล สีน้าเงนิ สีม่วง ฯลฯ จะชว่ ยพรางรปู ร่างใหด้ ู
ผอมลง เหมาะกับคนที่ค่อนขา้ งอ้วน
4.2 สีสดใส เชน่ สแี ดงจา้ สสี ม้ สีชมพเู ข้ม ฯลฯ จะช่วยใหร้ ปู ร่างดูใหญข่ ึ้นกว่าความเป็นจรงิ
4.3 สีอ่อนใส ที่มีส่วนผสมของสีขาวอยู่มาก เช่น สีเหลืองอ่อน สีเบจ สีเขียวอ่อน สีฟ้าอ่อน สี
ชมพูออ่ น สสี ้มออ่ น ฯลฯ จะชว่ ยใหร้ ูปรา่ งดอู ว้ นหรอื ใหญ่ขึน้ กว่าความเปน็ จริง เหมาะสาหรับคนทมี่ รี ูปรา่ ง
เลก็ ผอมบาง
5. ลักษณะของเนอ้ื ผา้
5.1 เนื้อผ้าบางพลิ้ว เป็นมันเงา จะเน้นสัดส่วนรูปร่างของผู้สวมใส่ ทาให้ดูรูปร่างใหญ่ขึ้นมา
กวา่ ปกติ ไมเ่ หมาะกับคนท่มี ีรูปร่างไมด่ ี
5.2 เนื้อผา้ แข็งหรอื หยาบกระดา้ ง เนื้อผ้าหนาจะทาให้ผสู้ วมใสด่ รู ปู ร่างใหญ่กวา่ ปกติ

5.3 เน้ือผ้าที่มีลวดลาย เช่น ลายตาราง ลายเส้น หากเส้นมีความหนา และมีสีตัดกับสีพ้ืน จะ
ทาให้ผู้สวมใส่ตัวใหญ่กว่าปกติ หรืออาจดูตัวเล็กลง ซ่ึงขึ้นอยู่กับลักษณะของลายเส้นว่าเป็นลายขวางหรอื
ลายดงิ่ หรอื ใช้สีสนั แบบไหน

6. แบบของเสื้อผ้า การแต่งกายที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพของผู้สวมใส่น้ัน แบบของเส้ือผ้า
เป็น สิ่งสาคัญท่ีจะต้องเหมาะสมกับรูปร่างของผู้สวมใส่ ดังน้ันก่อนอ่ืนเราจึงควรสารวจรูปร่างของ
ตนเอง เพื่อให้ทราบถึงจุดดีหรือจุดบกพร่องของสัดสว่ นของเรา เพ่อื ท่ีจะเลือกเส้ือผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่าง
ตามหลักการดงั น้ี

6.1 ลาตัวเล็กแต่แขนขาใหญ่ ควรเลือกเส้ือผ้าท่ีช่วยพรางให้ดูแขนขาเล็กลง เช่น เสื้อเชิ้ต
เข้ารูปกับกระโปรงทางเอไลน์ ยาวเสมอเข่า และผ่าข้างเล็กน้อย หรือชุดสูทเข้ารูปคอวีสีเข้มกับ
กระโปรง ทรงสอบ ยาวเสมอเขา่ หรอื อาจเป็นแซ็กคอกว้าง ตัวหลวม ผ้าพลวิ้ แขนกดุ แลว้ ใส่สูททบั

6.2 ลาตัวช่วงบนส้ันกว่าช่วงล่าง เหมาะกับเส้ือสูทลายทางตรงเข้ารูปยาวคลุมสะโพกกับ
กระโปรงเอวตา่ ทรงเอไลน์ หรอื กางเกงเอวตา่ ขาตรง หรืออาจสวมแซ็กคอวตี ัวแหลม และคาดเข็มขดั ให้อยู่
ระดบั ใต้เอวจรงิ ของผู้สวมใส่ จะทาให้ลาตัวชว่ งบนยาวข้นึ

6.3 ลาตัวช่วงบนยาวกว่าช่วงล่าง ไม่ควรใส่กางเกงหรือกระโปรงเอวต่า เพราะจะทาให้ ช่วง
ลา่ งยิ่งดสู ้ันและไม่เหมาะกบั แซ็กเพราะมีเน้ือท่ีสะโพกและต้นขามาก แตค่ วรสวมสูทหรือแจ็กเก็ตตวั หลวม
ความยาวไม่เกินระดับสะโพกหรือกระโปรงสอบผ่าข้าง อาจใส่รองเท้าส้นสูงประมาณ 2.5 น้ิว จะช่วยให้
ช่วงขาดเู พรยี วมากข้ึน

6.4 รูปร่างอวบ หน้าอก สะโพก และช่วงตัวใหญ่ ควรใส่เส้ือเช้ิตเข้ารูปปลดกระดุมบนหน่ึง
หรอื สองเม็ด โดยใสเ่ สือ้ ยืดคอกว้างไว้ด้านใน และใสก่ างเกงขาตรงสีเข้ม เช่น ดา น้าตาล เพื่อชว่ ยให้รปู ร่าง
ดเู พรียวมากข้ึน หรอื อาจใส่สูทเขา้ รปู พอดีตัว ความยาวปดิ สะโพกกับกางเกงขาตรงลายทาง แต่ควรเน้นที่
สีเขม้ ถา้ ใช้สีอ่อนจะทาใหด้ อู ว้ นมากข้ึน

6.5 รูปร่างผอมบาง ควรเลือกเส้ือผ้าท่ีช่วยให้ดูอ้วนข้ึนเล็กน้อย เช่น เสื้อ กางเกง ที่เนื้อผ้า
หนา สีอ่อน ๆ หรือสีสันสดใส หรืออาจเลือกเส้ือผ้าลายขวางก็จะช่วยให้ดูดีขึ้น ควรใส่กางเกงที่ขากว้าง
เลก็ นอ้ ย สาหรับแซ็กควรปกั เลอื่ มเล็กน้อยจะทาใหร้ ปู ร่างไมด่ ผู อมจนเกนิ ไป

7. การเลอื กใช้เครื่องประดบั มีแนวทางการเลอื ก ดงั นี้
7.1 เขม็ กลดั ควรใช้เขม็ กลดั เมื่อสวมใสเ่ สื้อทเี่ ป็นสีพ้ืน แบบเรียบ ๆ โดยเลือกเข็มกลัดที่มีแบบ

และสไี ปกนั ไดด้ ีกับแบบและสีของเสื้อผา้ ตา่ งหู สร้อยคอ และแหวน ควรติดเข็มกลดั บริเวณใดบรเิ วณหน่ึง
เช่น ปกเส้ือ หรือเหนือกระดุมเม็ดบน เป็นต้น

7.2 เข็มขัด ควรเลือกขนาดของเส้นเข็มขัดให้เหมาะสมกับเอวของตน หากเป็นความเอวหนา
ใหญ่ ควรใช้เข็มขัดเส้นเล็ก ๆ สีขรึม ๆ เพื่อให้เอวท่ีหนาใหญ่ไม่เป็นที่สะดุดตา สาหรับคนเอวเลก็ เอว

บาง ควรใช้เข็มขัดเส้นที่มีขนาดใหญ่ มีลวดลาย หรือเป็นโลหะห้อยตุ้งติ้งได้ เพราะจะทาให้เอวที่เป็น
จดุ เด่นของรา่ งกายไดอ้ วดโฉมสะดุดตาผ้คู น

7.3 สร้อยคอ การสวมใส่สร้อยคอ ควรพิจารณารูปหน้าและแบบคอเส้ือ แล้วจึงเลือกขนาด
ความยาวของสร้อยคอ เช่น ถา้ เปน็ คนรูปหน้ากลมควรจะสวมใสเ่ ส้ือคอตน้ื แทนคอแหลมลึก และควรสวม
สร้อยคอเส้นยาวเรียว แต่ถ้าเป็นคนรูปหน้ายาว ก็ไม่ควรสวมเสื้อคอแหลมลึก รูปตัววีหรือใส่สร้อยคอเสน้
ยาวเพราะจะยิ่งเน้นให้เห็นว่าหน้ายาว ควรสวมเส้ือคอกลมแบบติด ๆ คอ หรือเป็นรูปตัวยู แล้วสวม
สร้อยคอเสน้ ส้ัน เพื่อใหแ้ ลดูหน้าไมย่ าวนกั

7.4 ต่างหู เป็นเคร่ืองประดับที่จะช่วยลด หรือเพ่ิมเครื่องหน้าของสตรีให้ดูหรูและแจ่มใสข้ึน
ขอ้ แนะนาในการเลือกตา่ งหูใหเ้ หมาะสมกบั รปู หนา้ มี ดงั นี้

7.4.1 รูปหน้ากลม ควรใช้ต่างหูทรงเรขาคณิตแบบที่รูปทรงเป็นเหลี่ยม เช่น สามเหลี่ยม
สี่เหล่ียม หรือทรงขนมเปียกปูน ควรเป็นทรงยาว ๆ หรือห้อยตุ้งติ้ง ไม่ควรใส่ห่างหูทรงเหล่ียมด้านเท่า
ทรงกลม รูปดอกไม้กลมโต ๆ หรือทรงท่ีจะไปเพิ่มความกว้างให้กับแก้ม หากใส่ห่างหูติดหูท่ีเป็นมุก เพชร
และทอง ควรเลอื กขนาดกลาง ๆ หากเลก็ เกินไปจะขัดกับแก้มกลม ๆ ทีม่ ีเน้อื ทาให้ตา่ งหูจมหายไปในหน้า
กลม ๆ

7.4.2 รูปหน้าเหลี่ยม คือใบหน้าท่ีมีกรามกางออกมาเห็นชัดหรือค่อนข้างชัด ควรลบความ
เหลี่ยมของคงดว้ ยต่างหรู ปู ทรงกลม ทรงรี ทรงพ่มุ จะใชแ้ บบตดิ หหู รือหอ้ ยตุ้งติง้ ก็ได้

7.4.3 หนา้ รปู หวั ใจ คือรปู หน้าท่คี างเล็กเรียวแหลม แตห่ น้าผากกวา้ ง ต่างหสู าหรับคน
หน้ารูปนี้มหี ลายแบบ เชน่ ต่างหหู ้อยทเ่ี ป็นพวงตรงชาย ตา่ งหหู อ้ ยยาวรูปสามเหลีย่ ม เลือกแบบทม่ี ีฐาน
กว้าง ๆ ห้อยตรงชายแล้วเรยี วข้นึ ไปหาต่งิ หู หรือจะใช้ต่างหรู ปู ทรงยาว ๆ ทรงกลม ๆ ติดหกู จ็ ะชว่ ยลบ
ความเรยี วของคางได้

7.4.4 รปู หนา้ ยาว หน้ายาวจะตา่ งจากหนา้ รปู ไข่ คอื ช่วงความยาวของใบหน้าจะยาวมาก
เกนิ ไป ทรงของต่างหูจึงต้องเพิม่ ตรงชว่ งหูให้ดมู ีแก้มออกมา ควรใชเ้ ฉพาะตา่ งหแู บบตดิ หู อย่าใช้แบบห้อย
ตุ้งตง้ิ หรอื ตา่ งหูแบบทรงรี ๆ ยาว ๆ

7.5 แหวน มแี นวทางการเลือก ดงั น้ี
7.5.1 นิ้วสั้นทู่ ไม่เรยี วงามและเลบ็ เลก็ รูปสี่เหลยี่ ม ควรใช้แหวนแถว หรอื แหวนเหลีย่ มวง

บาง ๆ อยา่ เลอื กแหวนท่มี ลี ักษณะหัวกลมใหญ่
7.5.2 น้วิ สั้น แต่มีความเรียวงามและเลบ็ สวย ควรสวมแหวนหวั ไข่รี ๆ เพรยี ว ๆ ตัวเรอื น

บาง ๆ แตจ่ ะต้องไม่แคบกว่าความกว้างของน้วิ จะช่วยให้น้ิวดูเรยี วยาวข้ึน
7.5.3 นิ้วยาวแต่เล็กเกนิ ไป และเล็บส้นั ควรใชแ้ หวนแถวลกั ษณะเป็นแถบ ๆ แบบรัสเซีย

7.5.4 นิว้ ยาว แตผ่ อมมาก ๆ ไม่อวบสวย ควรสวมแหวนตวั เรือนหนา และมหี วั แหวนกลม
ๆ หรือหวั แหวนรปู สีเ่ หลีย่ มขนาดใหญ่ จะช่วยเพิม่ ความอวบอูมสมส่วนมากขน้ึ

การเลือกเครอื่ งแตง่ กายใหเ้ หมาะสมกับบุคลิกภาพของสภุ าพสตรแี ตล่ ะคนท่ีกลา่ วมาแล้วข้างต้น
พอจะสรปุ ได้ ดังนี้

1. เสน้ แนวต้ังและเส้นชอี้ อกทาให้ดูสูงขึ้น
2. เสน้ ชเ้ี ข้าทาให้เตี้ยลง
3. เสน้ แนวนอนทาให้ดูใหญข่ นึ้ และทาให้เตี้ยลง
4. ผา้ สเี ขม้ ทาใหผ้ อมลงและสงู ข้นึ
5. ผ้าสอี ่อนทาให้อ้วนขน้ึ และเต้ยี ลง
6. ผ้าเน้ือด้านทาให้สงู ขน้ึ และผอมลง
7. ผา้ เน้ือเงาทาให้อ้วนขน้ึ และเตยี้ ลง

ภาพท่ี 4.14 เครื่องประดบั สาหรบั สภุ าพสตรี
(ที่มา: http://www.bloggang.com)

การแต่งกายสาหรับสุภาพบรุ ุษ
บางคนอาจคิดว่าสุภาพบุรุษสามารถท่ีจะหาเครื่องแต่งกายได้ง่ายกว่าสุภาพสตรี แต่ในความ

เป็นจริงแล้วการแต่งกายของสภุ าพบุรุษก็จะต้องพิถีพิถันไม่น้อยกว่าสุภาพสตรีเลย หากสุภาพบุรุษไม่รจู้ ัก
เลือกเคร่ืองแต่งกายท่ีเหมาะสมแล้ว จะดูเป็นคนแต่งตัวเชย หรือแต่งตัวไม่เป็นไปเลย หรือบางคนเลือก
เครื่องแต่งกายมากเกินไป เมื่อเดินตามท้องถนนเหมือนกับหลุดมาจากโลกของแฟชั่น ไม่ใช่คนธรรมดา
ดังนั้นสุภาพบุรุษต้องเลือกแต่งกายให้มีความพอดี ซ่ึงปัจจัยที่ควรนามาพิจารณาการแต่งกายสาหรับ
สุภาพบุรษุ มดี งั น้ี

1. โอกาส
1.1 การแต่งกายไปทางาน หากเป็นสุภาพบุรุษท่ีอยู่ในแวดวงธุรกิจ การแต่งกายส่วนใหญ่จะ
เปน็ กางเกงสีเข้ม อาจเป็นโทนสีเทา สเี ทาอมเขยี ว สนี า้ ตาล สีกรมทา่ เส้อื เชิ้ตสีสภุ าพ ถา้ เปน็ ลายตอ้ งเป็น
ลายเล็ก ๆ หาเส้อื เปน็ ลายทาง ต้องเลือกใช้เนก็ ไทสพี ืน้ หรอื ลายสี่เหล่ียม หรือลายข้าวหลามตดั
นอกจากน้ีแล้วผู้ชายยังต้องพิถีพิถันเก่ียวกับรายละเอียดปลีกย่อย เพ่ือจะได้มีความสมบูรณ์
แบบ รายละเอียดเหล่าน้ัน ได้แก่ ถุงเท้า รองเท้า เข็มขัด ถุงเท้าอาจมีลายหรือไม่มีก็ได้ สีควรเข้ากับ
กางเกง เขม็ ขัดกับรองเท้าจะตอ้ งเปน็ สีเดยี วกัน รองเท้าสีดาเขม็ ขดั กจ็ ะต้องเป็นสีดา เมอื่ เลิกงานแลว้ และ
จะไปกินอาหารกับเพื่อน ๆ อาจปลดเน็กไทออก พับแขนเสื้อข้ึนได้ หากจะต้องไปงานท่ีเป็นทางการควร
หาสูทมาสวมทบั เพอ่ื เปน็ การใหเ้ กยี รติงานหรือสถานที่

ภาพท่ี 4.15 การแตง่ กายที่สุภาพเหมาะกบั การไปทางานสานกั งาน
(ทีม่ า: http://workaoffice.com)

1.2 การแต่งกายแบบลาลอง เป็นการแต่งกายในวันที่ไม่ได้ไปทางาน ซ่ึงเป็นวันหยุดพักผ่อน
อาจไปเดินห้างสรรพสินค้า หรือพาครอบครัวไปเที่ยว ควรเลือกเสื้อผ้าท่ีดูสบาย ๆ เช่น กางเกงยีนกับเส้ือ
ยืด แตต่ ้องเลือกให้มคี วามพอดีเหมาะกบั บุคลิกตนเอง

1.3 การแต่งกายขณะท่ีเริ่มทางาน หากต้องแต่งเครื่องแบบควรจะรักษาความสะอาดของ
เส้ือผ้านั้น ถ้าต้องผูกเน็กไท ให้เลือกเน็กไทท่ีมีคุณภาพดี 3-4 เส้น และค่อยซื้อเพิ่มภายหลัง กางเกงท่ีเร่ิม
ซื้อจะต้องเป็นสีมาตรฐาน ได้แก่ สีดา สีกรมท่า และสีเทา เสื้อควรเป็นสีขาวมากกว่าสีอื่น เข็มขัดเริ่มต้น
จากสดี าก่อนแล้วต่อไปค่อยหาสีนา้ ตาลมาเพิ่ม รองเทา้ หนังสีดา 2 คู่ ถงุ เท้าสดี า 5 คู่ ถา้ ตาแหนง่ ก้าวหน้า
ข้ึนอาจเลือกซอื้ สทู สีกรมทา่ สักตวั เพือ่ ใชใ้ สไ่ ปงานต่าง ๆ

2. การแต่งกายเพ่อื แกไ้ ขข้อบกพรอ่ งของร่างกาย
2.1. รูปร่างอ้วน เตี้ย มีพุง ควรเลือกเส้ือทีเชิ้ต หรือเส้ือเช้ิตที่ตัวใหญ่กับกางเกงยีนสีเข้ม อาจ

เลือกลายทางตรง จะทาให้ดูผอมลง อย่าใส่กางเกงเอวต่า ขากว้างหรือขาบาน เพราะจะทาให้เห็นหน้า
ทอ้ งชดั ขน้ึ

2.2. ก้นงอน ควรเลือกใส่กางเกงสแล็กให้หลวมช่วงสะโพกและก้น เน้ือผ้าน่ิม มีน้าหนักสีเข้ม
จะทาใหไ้ มเ่ นน้ บรเิ วณกน้ มากเกนิ ไป

2.3. รูปร่างผอม ไม่มีก้น ควรเลือกเส้ือท่ีมีความหนา พองฟู กับกางเกงยีนหรือกางเกง
สแลก็ ผา้ หนา และควรเลือกใสเ่ ส้อื เช้ติ สอี ่อน เพ่อื ใหด้ รู ปู ร่างอว้ นข้นึ เล็กนอ้ ย

3. การเลือกเสอ้ื ผ้าให้เหมาะกับสีผวิ
3.1 ผิวคล้า เสื้อผ้าท่ีเหมาะกับผู้ชายผิวคล้า ได้แก่ สีเขียว สีกากี สีฟ้าอ่อน สีเทา สีชมพู หาก

เลือกสกี ลาง ๆ จะชว่ ยทาให้ดภู ูมฐิ าน หรือเลือกสีอ่อนจะช่วยเพ่ิมความอ่อนโยน และเสรมิ บุคลิกให้ดูดีข้ึน
หลีกเล่ียงเส้ือผ้าสดี า สนี า้ ตาลเขม้ หรือเสือ้ ผา้ ทมี่ สี ีสนั ฉดู ฉาด รอ้ นแรง

3.2 ผิวสองสี จัดเป็นผู้ชายที่โชคดีสามารถใส่เสื้อผ้าสีอะไรก็ได้ สีท่ีเหมาะสม ได้แก่ สีดา สี
มว่ งเขม้ สีกรมท่า สีนา้ ตาลอ่อน สีชมพู (มีลวดลาย) และสที ี่ควรหลกี เลี่ยง ไดแ้ ก่ สเี ขยี วใบไม้ มีม่วงอ่อน สี
น้าตาลเข้ม สีแดง สมี ะกอก เพราะสีเหล่านจี้ ะใกลเ้ คยี งกบั สีผวิ

3.3 ผิวขาวซีด เหมาะกับเสื้อผ้าสีฟ้าอ่อน สีฟ้าเข้ม สีน้าตาลอ่อน สีน้าตาล สีขาว (มีลวดลาย)
สีดงั กลา่ วชว่ ยทาใหม้ ชี วี ิตชวี า น่ามอง สที ่คี วรหลีกเลี่ยง ไดแ้ ก่ สชี มพู สสี ม้ สีแดง สีม่วง เพราะจะดงึ ความ
สนใจออกไป

4. การแตง่ กาย โดยทวั่ ไปการแตง่ กายของผ้ชู าย ประกอบดว้ ย เส้ือเชติ้ กางเกง เน็กไท รองเทา้
และถุงเทา้ มรี ายละเอยี ด ดังน้ี

4.1 เสื้อเช้ิต ควรเลือกที่มีขนาดพอดีตัว สีเรียบ เข้ากับเส้ือนอก ท่ีสาคัญจะต้องสะอาด
โดยเฉพาะช่วงคอเสื้อ ปก และหน้าอก เปน็ สว่ นที่ตอ้ งโชว์ จึงตอ้ งรดี ให้เรยี บเปน็ พเิ ศษ

4.16 ภาพเสอื้ เชติ้ ที่เหมาะสมสุภาพบุรุษ
(ทม่ี า: http://topicstock.pantip.com)

4.2 กางเกง ควรใช้ผ้าเรยี บ ๆ หากเป็นผ้าลายควรเปน็ ลายเลก็ ๆ ตดั ทางตรง แบบของกางเกง
เป็นแบบมาตรฐานไม่พับปลายขา หลีกเลี่ยงกางเกงเอวต่า เพราะจะทาให้ดูขาส้ันกว่าความเป็นจริง
และ ไม่ควรใส่ของจนเต็มกระเป๋า เพราะจะทาให้ตัวกว้างและเต้ีย ควรเลือกกางเกงท่ีมีขากางเกงปิด
รองเทา้ พอสมควร ปดิ คลุมถุงเทา้ พอดี แตท่ ัง้ นต้ี อ้ งไม่เปน็ กางเกงเอวสงู เกนิ ไป

4.3 เน็กไท ควรเลือกเน็กไทที่มีลายหรือสีเหมาะสม เรียบ ๆ เข้ากับสูท ขนาด
พอเหมาะ หลีกเล่ียงเน็กไทสีฉูดฉาด ตอ้ งเป็นเนก็ ไทแบบผูก อยา่ ใช้แบบเกยี่ วกบั คอเส้ือ กลดั กระดุม
บนเสอ้ื เชต้ิ ทกุ ครง้ั ทใ่ี ส่เน็กไท ดึงเนก็ ไทให้ตงึ และไมค่ วรใชเ้ สอื้ ยืดท่มี คี อเชิ้ตผกู เน็กไท

ภาพท่ี 4.17 การแต่งกายของสภุ าพบรุ ษุ ทางานยุคปัจจบุ ัน
(ทีม่ า: www.menocean.com)

4.4 คนรุ่นใหม่มักนิยมใส่เสื้อเชิ้ต ผูกเน็กไท ใส่สูทตามแบบสากลนิยมแบบตะวันตก ซึ่งสูทที่
สุภาพบุรุษใสม่ หี ลายแบบ ดังนี้

4.4.1 Basic Suit เป็นเสอ้ื สทู ทเ่ี ปน็ ชุดเดยี วกับกางเกง ซงึ่ อาจจะเปน็ แบบกระดุมแถวเดียว
หรือแบบกระดุมสองแถว ซึ่งสูทแบบกระดุมสองแถวนี้ไม่เหมาะกับคนเตี้ยหรือคนอ้วน ส่วนคนที่รูปร่างดี
จะใส่แบบใดก็ได้ การใส่ Basic Suit มักจะใส่เป็นชุดเดียวกัน ไม่นิยมใส่แยกชุด คือนากางเกงของชุดหน่ึง
ไปใส่กับเส้ืออีกชุดหนึ่ง หากไปงานกลางคืนควรเลือกสูทสีเข้ม เช่น สีกรมท่า สีน้าเงินเข้ม สีดา หากเป็น
งานกลางวนั อาจเปน็ สทู สอี ่อน เช่น สนี า้ ตาล สฟี า้ หรือสเี ทากไ็ ด้

4.4.2 Sport Suit คือเส้อื สูททีต่ ดั แบบสปอร์ต อาจเป็นผ้าที่มลี ายในตัว ใส่กับกางเกงต่างสี
ก็ได้ เหมาะสาหรับใส่ลาลองไม่เป็นทางการ อาจใส่กับเสื้อเชิ้ต เส้ือโปโล หรือเสื้อสปอร์ตอื่น ๆ ซ่ึง ผูก
เนก็ ไทหรอื ไม่ผกู กไ็ ด้

4.4.3 Blazer Suit เป็นสูทท่ีมีความเป็นทางการมากกว่า Sport Suit แต่น้อยกว่า Basic
Suit สูทประเภทนจ้ี ะมสี ีใดก็ได้ ตัดไดท้ งั้ กระดุมแถวเดยี วและสองแถว มกี ระเปา๋ ปะบนเสื้อทงั้ บนและ

ล่าง 2 ข้าง กระดุมเป็นโลหะ ตัว Blazer น้ันส่วนมากเป็นสีน้าเงินเข้ม ใส่กับกางเกงได้หลายสี ไม่ว่าจะ
เป็น สเี ทา สีนวล หรือสีน้าตาล เหมาะกับงานส่วนตัวหรืองานเล้ยี งแบบไม่เปน็ ทางการ

4.4.4 Tuxedo, Black Tie, Dinner Suit เป็นเส้ือนอกท่ีมีสีดา สีเข้ม หรือสีขาวขลิบด้วย
ผ้าซาตนิ ดาหรอื ขาว มีโบไทดา มผี า้ คาดเอวดา เสื้อเช้ติ ข้างในตกแต่งดว้ ยผ้าระบายหรือผ้าลูกไม้เหมาะกับ
งานหรหู รา ในเมืองไทยเราน้นั บางครง้ั อาจนามาเป็นชดุ เจ้าบ่าวใส่ค่กู ับเจา้ สาวทีใ่ สช่ ุดราตรียาว

4.5 รองเท้าและถุงเท้า การเลือกรองเท้าควรคานึงถึงความสบายในการสวมใส่ เข้ากับสูทท่ีใส่
โดยทว่ั ไปรองเทา้ มี 3 ชนิด ได้แก่

4.5.1 รองเท้าแบบหัวตัด เหมาะกบั สทู แบบปกมีหยกั เพราะมีลักษณะเปน็ เหลย่ี ม
เหมือนกบั ปกคอเสื้อ และเหมาะกับสทู สีเข้ม

4.5.2 รองเทา้ หวั มน เปน็ รองเทา้ สากลท่ีสวยงาม สภุ าพ เหมาะกับสูทแบบปก ไม่มหี ยัก
แตก่ ็สามารถเข้ากับได้กบั แบบปกหยัก ที่ต้องการความเรยี บงา่ ย เหมาะกับสูทสีดา สีขาว หรือสีครีม

4.5.3 รองเท้าหวั แหลม เปน็ รองเท้าสากลทีส่ ง่างาม เหมาะกบั สูทปกแหลม สดี า สีขาว
หรือสีกากี

4.5.4 ถงุ เทา้ ควรเลือกใสถ่ งุ เทา้ ทเี่ ขา้ กนั หรือใกล้เคยี งกนั กับสขี องรองเท้าหรอื กางเกงด้วย
และควรขดั รองเท้าให้ขนึ้ เงาเสมอ

ภาพท่ี 4.18 รองเท้าของสุภาพบุรุษ
(ทม่ี า: http://koy.igetweb.com)
5. เคร่อื งประดับ
5.1 เข็มกลัด สาหรบั สุภาพบุรุษมักจะเป็นการใชเ้ ข็มกลัดเน็กไท เพราะเข็มกลัดจะช่วย
บังคบั เนก็ ไทให้ตรงและไม่แกวง่ ไปมาขณะเคลื่อนไหวร่างกาย ระดับของเข็มกลดั คือชว่ งกลางของ เนก็ ไท

5.2 เข็มขดั การเลือกขนาดของเข็มขดั ข้ึนอยู่กบั ความหนาใหญ่ของเอว เชน่ เดียวกับ
สุภาพสตรี แต่สาหรับสภุ าพบรุ ษุ ควรเลอื กสขี องเข็มขดั ใหก้ ลมกลืนกับสีของกางเกงและรองเท้า

5.3 สรอ้ ยคอ ไม่ควรสวมสรอ้ ยคอให้ออกมาอยู่นอกตัวเสื้อ ไมว่ ่าจะสวมแบบใดก็ตาม
และ ไมค่ วรสวมสรอ้ ยคอทีเดียวหลาย ๆ เส้น หลาย ๆ ขนาด เพราะจะทาใหเ้ สียบคุ ลิกภาพได้

5.4 แหวน ควรเลือกให้เหมาะสม ดงั น้ี
5.5.1 น้ิวสน้ั ทู่ ไมเ่ รยี วงามและเล็บเลก็ รูปส่เี หลี่ยม ควรใชแ้ หวนแถว หรือแหวนเหลีย่ มวง

บาง ๆ อยา่ เลอื กแหวนทมี่ ลี ักษณะหัวกลมใหญ่
5.5.2 นิ้วส้ัน แต่มีความเรียวงามและเล็บสวย ควรสวมแหวนหัวไข่รี ๆ เพรียว ๆ ตัวเรือน

บาง ๆ แต่จะตอ้ งไม่แคบกว่าความกว้างของนว้ิ จะช่วยใหน้ ้ิวดเู รยี วยาวขึ้น
5.5.3 น้ิวยาวแต่เลก็ เกนิ ไป และเล็บสัน้ ควรใชแ้ หวนแถวลักษณะเปน็ แถบ ๆ แบบรัสเซีย
5.5.4 น้ิวยาว แต่ผอมมาก ๆ ไม่อวบสวย ควรสวมแหวนตัวเรือนหนา และมีหัวแหวน

กลมๆ หรือ หวั แหวนรปู สเ่ี หลีย่ มขนาดใหญ่ จะชว่ ยเพ่ิมความอวบอูมสมส่วนมากข้นึ
นอกจากท่ีกล่าวมาแล้ว การแต่งกายของสุภาพบุรุษยังต้องคานึงถึงความสะอาดเป็น

สาคัญ ได้แก่ ตอ้ งตัดเล็บมือ เล็บเท้าให้สน้ั อย่เู สมอ รกั ษาผมให้เรียบร้อย อย่าปล่อยให้มีรังแคอยู่บนเสื้อที่
ใส่ โกนหนวดเคราให้เรียบร้อย เสื้อที่ใส่จะต้องรีด ไม่ปล่อยให้มีรอยยับ สูทก็จะต้องรีดให้เรียบเสมอ อย่า
ใสซ่ า้ ซากโดยไม่ส่งซัก
การแตง่ กายตามพระราชนยิ ม

เม่ือคร้ังที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว
เสด็จพระราชดาเนินเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อพุทธศักราช 2503 ได้
พระราชทานพระราชดาริว่า สมควรท่ีจะสรรค์สร้างการแต่งกายชุดไทยให้เป็นไปตามประเพณีที่ดีงาม จึง
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการศึกษาค้นคว้าเครื่องแต่งกายสมัยต่าง ๆ จาก พระ
ฉายาลักษณ์ของเจ้านายฝ่ายใน และปรึกษาผู้เช่ียวชาญทางประวัติศาสตร์ แต่ให้มีการปรับปรุงพัฒนาให้
เหมาะสมกับกาลสมัย ทรงเสนอรูปแบบท่ีหลากหลาย และได้ฉลองพระองค์เป็นแบบอย่าง ท้ังได้
พระราชทานให้ผู้ใกล้ชิดแต่งและเผยแพร่ให้กว้างขวางยิ่งข้ึน เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ชุดไทย พระราช
นิยม" มี 8 ชุด ซึ่งชุดไทยพระราชนิยม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงใช้ในโอกาส และ
สถานท่ีต่าง ๆ จนเปน็ ท่รี ู้จกั แพร่หลายและช่นื ชมกันท่วั ไป ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศทว่ั โลก ชดุ
ไทยพระราชนยิ มมรี ายละเอียด ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ไทยเรือนต้น ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าไหมมีลายริ้วตามขวางหรือตามแนวยาวหรือใช้ผ้าเกลย้ี งมีเชิงซิ่น
ยาวจรดข้อเท้า ป้ายหน้า เสื้อใช้ผ้าสีตามร้ิวซิ่นหรือเชงิ ซิ่น จะตัดกับซิ่นหรือสีเดียวกันก็ได้ เส้ือคนละท่อน
กับซิ่น แขนสามส่วน กว้างพอสบาย ผ่าอก กระดุม 5 เม็ด คอกลมต้ืนไม่มีขอบต้ังที่คอ เคร่ืองประดับตาม

สมควร ใช้ในโอกาสปกติ (เป็นชุดไทยแบบลาลอง) และต้องการความสบาย เช่น งานกฐิน เท่ียวเรือ งาน
ทาบุญวันสาคัญทางศาสนา ขอ้ สาคญั ตอ้ งเลือกผ้าท่ีใช้ตัดให้เหมาะกบั เวลาและสถานท่ี

ภาพท่ี 4.19 ชดุ ไทยเรือนต้น
(ทีม่ า: http://www.vcharkarn.com)
2. ไทยจิตรลดา ใช้ผ้าไหมเกลี้ยงมีเชิงหรือผ้าทอยกดอกท้ังตัวก็ได้ ตัดเป็นซ่ินยาว ป้ายหน้าเส้ือคน
ละทอ่ นกบั ซิ่น คอกลมมีขอบตง้ั นอ้ ย ๆ ผ่าอก แขนยาว ใช้ในโอกาสพเิ ศษ เชน่ งานพระราชพิธีตา่ ง ๆ หรอื
งานท่ีผู้ชายแต่งเต็มยศ เช่น รับประมุขของประเทศอื่น ท่ีมาเยือนเป็นทางการที่ไม่ต้องประดับ
เครอ่ื งราชอสิ ริยาภรณ์ แต่เน้ือผา้ ควรงดงามมาก น้อยเหมาะสมกบั โอกาสที่สวมใส่

ภาพท่ี 4.20 ชุดไทยจิตรลดา
(ทม่ี า: http://www.vcharkarn.com)
3. ไทยอัมรินทร์ แบบเหมือนไทยจิตรลดา ต่างกันที่ใช้ผ้าและเครื่องประดับหรูหรากว่าไทย
จติ รลดา เพราะเป็นชุดพิธีตอนคา่ ใชผ้ ้ายกไหมทีม่ ีทองแกมหรือยกทองทั้งตวั เสือ้ คนละทอ่ นกบั ซิน่ ไม่มี

เข็ดขัด ผู้มีอายุจะใช้คอกว้าง ๆ ไม่มีขอบตั้ง แขนสามส่วนก็ได้ เพราะความสวยงามอยู่ท่ีเน้ือผ้าและ
เคร่ืองประดับที่จะใช้ให้เหมาะสมกับงานเล้ียงรับรอง รับเสด็จ ไปดูละครตอนค่า และเฉพาะในงาน พระ
ราชพิธีสวนสนาม ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือใช้ในโอกาสพิเศษท่ี
กาหนดใหเ้ ครื่องแต่งกายเตม็ ยศหรอื ครง่ึ ยศ เชน่ ในงานพระราชพิธี หรอื งานสโมสรสันนบิ าต

ภาพที่ 4.21 ชดุ ไทยอัมรินทร์
(ทม่ี า: http://www.vcharkarn.com)
4. ไทยบรมพิมาน คือชุดไทยพิธีตอนค่า ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทองมีเชิง หรือยกทองท้ังตัวก็ได้ ตัด
ติดกันกับตัวเส้ือ ซิ่นจีบหน้ามีชายพก ยาวจรดข้อเท้า ใช้เข็มขัดไทยคาด เสื้อคอกลม ปกตั้งผ่าด้านหลัง
หรือด้านหน้าก็ได้ แขนยาว ใช้เคร่ืองประดับงดงามพอสมควร เหมาะสมสาหรับงานพิธเี ต็มยศและครงึ่ ยศ
เช่น งานอุทยานสโมสร งานพระราชทานเลย้ี งอาหารอยา่ งเปน็ ทางการ หรอื เป็นชุดเจา้ สาว

ภาพท่ี 4.22 ชดุ ไทยบรมพิมาน
(ท่มี า: http://www.vcharkarn.com)

5. ไทยจักรี หรือชุดไทยสไบ นุ่งผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัว ยกจีบข้างหน้า มีชายพก ใช้เข็มขัดไทย
คาดท่อนเป็นสไบ จะเย็บติดกับซิ่นเป็นท่อนเดียวกันหรือจะมีสไบห่มต่างหากก็ได้ เปิดข้างหนึ่ง ชายสไบ
คลุมไหล่ ท้ิงชายด้านหลังยาวตามท่ีเห็นสมควร ความสวยงามอยู่ท่ีเน้ือผ้า การเย็บและรูปทรงของ ผู้สวม
ใช้เครื่องประดับให้งดงามตามโอกาสเวลากลางคืน ชุดน้ีใช้ในโอกาสพิเศษที่กาหนดให้แต่งกายเต็มยศ
สาหรบั อากาศทไ่ี ม่เยน็

ภาพที่ 4.23 ชุดไทยจักรี
(ท่ีมา: http://www.vcharkarn.com)
6. ไทยจักรพรรดิ ใช้ซ่ินไหมหรือยกทอง จีบหน้ามีชายพก เอวจีบ ใช้เข็มขัดไทยคาด ห่มแพรจีบ
แบบไทย สีตดั กบั ผา้ นุ่งเปน็ ชั้นที่หนึ่งก่อน แล้วจงึ ใช้สไบปักอย่างสตรบี รรดาศกั ดส์ิ มัยโบราณห่มทับแพรจีบ
อกี ชั้นหนงึ่ (มีสร้อยตวั ด้วย) ใช้ในโอกาสพเิ ศษทก่ี าหนดใหแ้ ตง่ กายเต็มยศ เชน่ เดยี วกับชดุ ไทยจักรี

ภาพท่ี 4.24 ชุดไทยจักรพรรดิ
(ทมี่ า: http://www.vcharkarn.com)

7. ไทยดุสิต ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทอง จีบหน้า มีชายพก จีบเอว ใช้เข็มขัดไทยคาด เช่นเดียวกับ
ไทยจักรพรรดิ ต่างท่ีตัวเสื้อ คือใช้เส้ือคอกว้าง (คอด้านหน้าและหลังคว้านต่าเล็กน้อย) ไม่มีแขน เป็นเสื้อ
ผ่าหลัง และปักลวดลายด้วยไข่มุก ลูกปัดหรือเล่ือม ใช้ในงานพระราชพิธีท่ีกาหนดให้แต่งกายเต็ม
ยศ บางครง้ั เรียกการแตง่ กายชดุ น้ีวา่ ชดุ ไทยสุโขทัย

ภาพที่ 4.25 ชุดไทยดสุ ิต
(ทีม่ า: http://www.vcharkarn.com)
8. ไทยศวิ าลยั ใช้ซ่นิ ไหมหรือยกทอง มชี ายพก ตวั เสื้อใช้ผ้าสที องเหมือนสเี นือ้ แขนยาว คอกลม มี
ขอบต้ัง ผ่าหลัง เย็บติดกับผ้าซิ่น คล้ายแบบไทยบรมพิมาน แต่ห่มผ้าปักลายไทยแบบไทยจักรพรรดิ โดย
ไม่ต้องมีแพรจีบรองพืน้ กอ่ น ใช้ในโอกาสพิเศษทก่ี าหนดให้แตง่ กายเตม็ ยศ

ภาพท่ี 4.26 ชดุ ไทยศวิ าลยั
(ทม่ี า: http://www.vcharkarn.com)

9. ไทยประยุกต์ เป็นชุดที่ดัดแปลงมาจากชุดไทยจักรี นิยมใส่กันมาก ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกท้ังตัว
ซ่ินจีบหน้านาง มีชายพก คาดเข็มขัดไทย ท่อนบนเป็นเส้ือคอกลม คอกว้าง หรือคอแหลม ไม่มีแขน
เหมือนกับเส้ือปกติ ตัวเสื้อนิยมปักเลื่อม ลูกปัด ตกแต่งให้สวยงามตามใจชอบ ใช้ในงานราตรีสโมสรหรือ
สาหรับเจา้ สาวสวมตอนเลย้ี งกลางคืนก็ได้

ภาพท่ี 4.27 ชดุ ไทยประยุกต์
(ทมี่ า: http://www.vcharkarn.com)
การแต่งกายในโอกาสตา่ ง ๆ
ในชวี ิตประจาวันมนษุ ยจ์ ะมกี ิจกรรมตา่ ง ๆ ที่แตกต่างกนั ออกไป บางคนอยแู่ ตใ่ นบา้ นไม่ค่อยได้พบ
ผู้คนจึงอาจไม่ต้องพิถีพิถันเร่ืองเคร่ืองแต่งกายมากนัก ในขณะที่บางคนต้องออกไปทางาน นอกบ้าน ก็
จะต้องมีการพิจารณาเลือกเส้ือผ้าให้เหมาะสมกับสถานท่ีทางานของตนและเหมาะกับลักษณะงาน ดังจะ
กลา่ วตอ่ ไปน้ี
ชุดทางาน ผู้ที่ออกไปทางานนอกบ้านสามารถแบ่งสถานท่ีทางานไดเ้ ป็น 2 ประเภท ได้แก่ ทางาน
ในสถานที่ราชการหรือเรียกว่า ข้าราชการ และทางานในบริษัทเอกชน หรือที่เราเรียกว่า ทางานออฟฟิศ
การแต่งกายของข้าราชการจะต้องเน้นไปท่ีความสุภาพ เรียบร้อย กระโปรงไม่สั้นมาก และ คอเส้ือก็
จะต้องไม่ลึกจนเกินไป ลายเสื้อไม่ต้องฉูดฉาดจนทาให้คนต้องมองเหลียวหลงั ท้ังนี้ควรเลือก แต่งกายให้
เข้ากับบุคลิกภาพของตนจะเหมาะสมกว่า ส่วนข้าราชการท่ีมีเคร่ืองแบบแน่นอนที่ใช้บังคับ เช่น ทหาร
ตารวจ พยาบาล จะไม่สามารถเลอื กแบบและสสี ันของเครอ่ื งแต่งกายได้ ส่วนสาวออฟฟิศจะเลือกแต่งกาย
ไดอ้ ย่างอสิ ระกว่าข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในปัจจุบันสาวออฟฟิศสามารถสวมกางเกงไปทางาน บาง

แห่งอนุญาตให้เป็นกางเกงยีนก็ได้ สาวออฟฟิศจึงต้องพิจารณาเลอื กเสื้อผา้ ที่เหมาะสมกับตนเองเพ่ือเสริม

ใหต้ นเองน้นั ดูดีขึ้น และที่สาคญั ตอ้ งอาพรางส่งิ ที่บกพร่องของร่างกายไดเ้ ปน็ อย่างดี

ชุดกลางวันธรรมดา เป็นชุดท่ีใส่สาหรับการออกไปเดินซ้ือของ การออกไปพบปะเพ่ือนฝูง เช่นนี้

สามารถเลือกสวมใส่ได้อย่างอิสระ และเหมาะสมกับตนเอง หากไปติดต่อสถานท่ีราชการอาจเลือกชุดที่

เรียบร้อยกว่า

ชุดสาหรับงานเล้ยี ง งานกลางคนื ควรเลอื กชดุ ทเ่ี ป็นผา้ นม่ิ ๆ ซึ่งจะชว่ ยใหก้ ารเคล่ือนไหวสวยงาม

ขึ้น สีท่ีเลือกควรเป็นสีที่สดใส ชุดสาหรับงานเล้ียงหรืองานกลางคืนไม่เหมาะที่จะเป็นผ้าแข็งกระ ด้าง

เพราะดูไม่เหมาะสมกับบุคลิกของคนไทย นอกจากบางคนเท่าน้ัน ชุดกลางคืนสามารถสร้างความเก๋ไก๋ได้

ด้วยสิ่งประกอบ คือ ผ้าพันคอ ผ้าพันเอว เข็มขัด หรือเครื่องประดับ ประเภทสร้อยคอ เข็มกลัด เท่าที่

โอกาสอานวย

สรุปสาระสาคัญ

ความสาคัญของการแต่งกายมีด้วยกันหลายประการ เช่น เพ่ือป้องกันอันตราย เห็นได้จากการ ใส่

เส้ือผ้าเพื่อ ป้องกันความหนาว การใส่เส้ือแขนยาวเพ่ือป้องกันแสงแดด หรือแต่งกายเพื่อดึงดูดความ

สนใจและความสวยงาม แต่งกายเพ่ือแสดงฐานะทางสังคม เช่น เครื่องแบบนักศึกษา ข้าราชตารวจ หรือ

ก า ร แ ต่ ง ก า ย ด้ ว ย เ สื้ อ ผ้ า แ ล ะ เ ค ร่ื อ ง ป ร ะ ดั บ ร า ค า แ พ ง ก็ ส า ม า ร ถ บ่ ง บ อ ก ถึ ง ฐ า น ะ ท า ง สั ง ค ม ไ ด้

เช่นกัน นอกจากน้ีการแต่งกายยังบ่งบอกถึงขนบธรรมเนียมและความสุภาพ ซ่ึงแต่ละท้องถ่ินก็มีลักษณะ

แบบแผนของตนเอง อย่างเช่นธรรมเนียมตะวันตกถ้าเป็นงานพิธีการจะต้องแต่งกายครบเคร่ือง สวมถุง

นอ่ ง รองเท้า หมวก ถงุ มอื แตถ่ า้ เปน็ ธรรมเนียมไทยจะไม่สวมหมวก

การแต่งกายเป็นมารยาทท่ัว ๆ ไปซ่ึงทุกคนต้องปฏิบัติเหมือนกันตามแต่โอกาสที่เหมาะสม เช่น

แต่งกายไปทางาน ไปวัด ทาบุญ ไปเล่นกีฬา และงานพิธีต่าง ๆ หรือการแต่งกายที่อยู่ในเครื่องแบบของ

นักเรียน นักศึกษา ทหาร ตารวจ บริษัทห้างร้านที่กาหนดให้พนักงานแต่งกาย เป็นต้น หากบุคคลใด

สามารถปฏิบัตไิ ดต้ ามกฎระเบยี บท่กี าหนดถอื วา่ เปน็ ผูม้ ีมารยาทในการแต่งกายที่ดี

คาศัพท์ (Vocabulary)

คาศพั ท์ คาแปล

Clean ความสะอาด

Polite ความสุภาพเรียบร้อย

Be temperate ความถูกตอ้ งตามโอกาสและกาลเทศะ

Appropriate to the profession ความเหมาะสมกบั อาชพี

Age appropriate ความเหมาะสมกบั วยั

The shape ความเหมาะสมกับรูปร่าง

บทที่ 5 การปฏบิ ัตติ นดา้ นสขุ อนามัย
แนวคิดสาคัญ

ผู้ท่ีมีสุขภาพดีเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสุข ปราศจากโรค สุขภาพเป็นสมบัติประจาตัวของมนุษย์
ตามหลักพทุ ธศาสนา พระพุทธเจ้าไดต้ รัสไว้ว่า “อโรคยา ปรมา ลาภา” ซ่งึ หมายถึง ความไมม่ โี รคเป็นลาภ
อันประเสริฐ ซึ่งมีความหมายชดั เจนวา่ บคุ คลท่ีไม่มีโรคประจาตัวย่อมเป็นลาภอันย่ิงใหญ่ เพราะคนเราน้นั
ถึงแมจ้ ะมีทรัพย์สนิ เงินทองมากมายแต่ถา้ เป็นโรคกไ็ ม่มีความสขุ

ดังน้ัน จึงพอสรุปได้ว่าการที่คนเรามีสุขภาพดีทั้งทางกายและทางจิตใจนั้น ย่อมทาให้เราเป็น
บุคคลหรือประชาชนท่ีเป็นทรัพยากรมีค่ายิ่งของสังคม ผู้ท่ีมีสุขภาพดีจะสามารถปฏิบัติงานหรือทา
กิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว มีบุคลิกภาพท่ีดี สุขภาพแข็งแรงเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป มี
ความสามารถในการดูแลตนเองและครอบครัว ตลอดจนมีความสามารถที่จะให้ความร่วมมือกับบุคคลอน่ื
ๆ ในการสร้างสังคม ถ้าประชาชนของชาติมีสุขภาพที่ดี ก็เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงและความ
เจริญกา้ วหนา้ ใหก้ บั ประเทศชาติดว้ ย
เน้อื หา

คนท่ีมีสุขภาพดีคือคนที่มีความสขุ มีความหวัง และมีพลังกาย พลังใจ สุขภาพจะเป็นเสมือนหนึง่
วิถที าง อนั จะนาบุคคลไปสคู่ วามสขุ และความสาเรจ็ ต่าง ๆ ในชีวติ สุขอนามยั ทด่ี มี ีความสาคญั อยา่ งยิ่งต่อ
บุคลิกภาพที่ดีของบุคคล ซ่ึงสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และสร้างให้เกิดนิสัยที่ดีได้ด้วยการดูแลเอาใจใสต่ นเอง
อย่างเหมาะสมและถูกต้อง คาว่าสุขอนามัยมาจากคาว่า “สุขภาพ” และ “อนามัย” สุขภาพ หมายถึง
ความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และสามารถดารงชีวิตอย่างเป็นสุขในสังคม
ส่วนคาว่า อนามัย หมายถึง การดูแล เอาใจใส่ บารุง ป้องกัน และส่งเสริมให้บุคคลมีร่างกายแข็งแรง มี
สขุ ภาพท่ีดี

ความหมายของสุขอนามัย จากความหมายของคาว่า สุขภาพและอนามัย สามารถสรุป
ความหมายของสุขอนามัยได้ว่า หมายถึง การรู้จักนาความรู้เก่ียวกับสุขภาพไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง
สม่าเสมอจนเกิดเป็นนิสัยส่งผลให้บุคคลมีสุขภาพดี มีร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มี
สุขภาพจติ ทดี่ ี และดาเนินชวี ติ อยา่ งมคี วามสขุ ในสงั คม
ความหมายของสุขภาพ

สุขภาพที่ดีย่อมส่งผลให้มีบุคลิกภาพทางกายดีด้วย มนุษย์จึงมีความจาเป็นต้องให้ความสาคัญ
เร่ืองสุขภาพ เพราะเป็นการสร้างให้บุคลิกภาพทางกายสมบูรณ์ยิ่งข้ึน นักวิชาการได้ให้ความหมายของ
สุขภาพไวด้ งั นี้

ดารงศักด์ิ ชัยสนิท และสุนี เลิศแสวงกิจ (2542:92) ให้ความหมายว่า สุขภาพ หมายถึง
ประสิทธิภาพของร่างกายและจติ ใจทที่ างานและมีชีวติ ในสงั คมไดด้ ว้ ยความพงึ พอใจ

ผุสดี พฤกษะวัน (2547:36) ให้ความหมายว่า สุขภาพหมายถึงสภาวะความสมบูรณ์ทั้งทาง
ร่างกาย จติ ใจ และปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรอื ความพกิ าร และดารงชีวิตอยู่ในสงั คมไดด้ ีด้วยความพอใจ

องค์การอนามัยโลก (The world health organization)ได้ให้ความหมายของสุขภาพไว้ว่า
สุขภาพคือ สภาพความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ และสภาพความเป็นอยู่ทางสังคม ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่การ
ไมม่ ีโรคหรือไมท่ ุพพลภาพเท่านน้ั

ดังน้ันสรุปได้ว่าสุขภาพ หมายถึง สภาพของร่างกายท่ีมีการเจริญเติบโต มีพัฒนาการที่
เหมาะสมกับวัย ร่างกายสะอาด แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ทุพพลภาพ พร้อมทั้งมี
ภมู คิ ุม้ กนั โรคหรอื มีความตา้ นทานโรคเป็นอยา่ งดี

ภาพท่ี 5.1 วิธีการดูแลสุขภาพ
(ทีม่ า: www.konenok.com)

ความสาคญั ของสุขภาพ
สุขภาพมีความสาคัญต่อการดารงชีวิตเป็นอย่างย่ิง บุคคลที่มีสุขภาพดีก็สามารถปฏิบัติงานใน

หน้าท่ีได้อย่างเต็มความสามารถ เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ต่อตนเอง และผู้อื่น เพราะบุคคลที่มีสุขภาพดี
ย่อมมีอารมณ์ ความคดิ จติ ใจดงี ามตามไปดว้ ย เนอื่ งจากไม่มโี รคภัยไข้เจบ็ มารบกวน คนเราจะมสี ขุ ภาพดี
ได้นั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน เช่น การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ออกกาลังกาย
เพ่ือให้อาหารท่ีรับประทานเข้าไปทาการย่อยสลายเพ่ือไปบารุงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้แข็งแรง การ
รับประทานอาหารที่พอเหมาะจะทาให้ไม่มีส่วนเกิน มีการพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อผ่อนคลาย
ความตึงเครียด ความเหนื่อยล้าจากการทางานเป็นการเติมเต็มความสดชื่นให้กับร่างกาย และพร้อมที่จะ
ทาหน้าทกี่ ารงานตอ่ ไป สุขภาพ ในปจั จบุ ันมอี งค์ประกอบ 4 สว่ น ดว้ ยกนั คอื


Click to View FlipBook Version