The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by msto.moph, 2021-10-03 23:45:39

17364-6081-PB

17364-6081-PB

ว กรมวทิ ย พ 63 (3) ก.ค. - ก.ย. 2564 Bull Dept Med Sci 63 (3) July - September 2021 วารสาร

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

BULLETIN OF THE DEPARTMENT OF MEDICAL SCIENCES

ปที ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564 Vol. 63 No. 3 July - September 2021

CH3 CH3
OH

H3C
CH3 O



วารสารกรมวทิ ยาศาสตร์การแพทย์
BULLETIN OF THE DEPARTMENT OF MEDICAL SCIENCES
ปีที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564 Vol. 63 No. 3 July - September 2021

สารบัญ

หนา้

นิพนธ์ตน้ ฉบับ 456

การศึึกษาความเป็น็ พิิษของสารสกัดั ช่อ่ ดอกกััญชาพัันธุ์�ไ์ ทยต่อ่ เซลล์ม์ ะเร็ง็ เพาะเลี้้�ยง
ศรายุธุ ระดาพงษ์์  พราว ศุุภจริิยาวัตั ร ตีญี านีี สาหััด ณฐภัทั ร หาญกิิจ กัญั ชริญิ า ภารเขจร

ปฏิภิ าณ พริ้ม� พราย ศิิริิวรรณ ชััยสมบููรณ์พ์ ันั ธ์ ์ พิิเชฐ บัญั ญัตั ิ ิ พรชััย สิินเจริิญโภไคย
และ Kenneth J Ritchie

การศึึกษาฤทธิ์์ส� มานแผลของสารสกััดช่่อดอกกัญั ชาเพศเมียี พันั ธุ์์�ไทยต่อ่ เซลล์ป์ อดเพาะเลี้้�ยง 467
พรชััย สิินเจริญิ โภไคย ตีญี านีี สาหัดั พราว ศุภุ จริิยาวัตั ร ศรายุธุ ระดาพงษ์ ์ เสกรชตกร บััวเบา

พิเิ ชฐ บััญญัตั ิิ ศิิริวิ รรณ ชััยสมบููรณ์พ์ ัันธ์์ และณฐภััทร หาญกิิจ

การศึกึ ษาความเป็น็ พิิษของสารสกัดั กัญั ชาพัันธุ์ไ�์ ทยต่อ่ เซลล์เ์ พาะเลี้้ย� งปกติิ 478
พราว ศุภุ จริิยาวัตั ร ศรายุธุ ระดาพงษ์์ ตีญี านีี สาหัดั ณฐภัทั ร หาญกิิจ กััญชริญิ า ภารเขจร
ปฏิิภาณ พริ้�มพราย พิเิ ชฐ บััญญััติิ ศิิริิวรรณ ชัยั สมบูรู ณ์พ์ ันั ธ์ ์ ณัฐั พงษ์ ์ วิิชัยั
และพรชััย สินิ เจริิญโภไคย

การศึึกษาฤทธิ์์�ก่่อกลายพัันธุ์�ข์ องสารสกัดั จากช่อ่ ดอกกััญชาพันั ธุ์์ไ� ทย 490
พราว ศุภุ จริิยาวัตั ร สุจุ ริิต อุ่�่นกาศ วิิจิติ รา สุุดห่่วง ปัถั ยา ศิริ ินิ ัันท์์ธนานนท์ ์ เสกรชตกร บััวเบา

ศรายุธุ ระดาพงษ์์ พิเิ ชฐ บัญั ญัตั ิิ ศิิริวิ รรณ ชัยั สมบูรู ณ์์พันั ธ์ ์ แพรว ศุุภจริยิ าวััตร
และพรชััย สินิ เจริิญโภไคย

การพััฒนาวิิธีวี ิเิ คราะห์์ปริมิ าณแคนนาบิินอยด์ใ์ นใบกัญั ชาด้้วยวิธิ ีี Ultra High 505
Performance Liquid Chromatography

ธนวััฒน์์ ทองจีีน สรเพชร มาสุุด พีรี ธรรม เทีียมเทียี บรัตั น์์ สายัณั ห์์ เรือื งเขตร ศักั ดิ์์ว� ิชิ ััย อ่่อนทอง
พิิเชฐ บัญั ญััติิ ศิิริวิ รรณ ชััยสมบููรณ์์พัันธ์์ และอััศวชัยั ช่่วยพรหม

ปริิมาณสารแคนนาบิินอยด์์ในระยะการเจริญิ เติบิ โตที่�แตกต่่างกัันของใบกััญชาพันั ธุ์�ไ์ ทย 524
สรเพชร มาสุุด ธนวัฒั น์์ ทองจีีน กรวิชิ ญ์์ สมคิดิ ภานุวุ ิชิ ญ์ ์ พููลทรััพย์์ ปภาวดี ี สุฉุ ันั ทบุุตร

กชพร โชติมิ โนธรรม ทิิพวรรณ ปรัักมานนท์์ ราตรีี พระนคร วรรณวิิภา พินิ ธะ พิิเชฐ บัญั ญัตั ิิ
และศิิริวิ รรณ ชััยสมบููรณ์์พันั ธ์์

หน้า

การพััฒนาตััวอย่า่ งทดสอบความชำ�ำ นาญการวิเิ คราะห์ส์ ารเคมีีป้อ้ งกันั กำำ�จััดศัตั รูพู ืชื 541
และโลหะหนักั ในพืชื กัญั ชา
วิชิ าดา จงมีีวาสนา พนาวััลย์ ์ กลึึงกลางดอน วีรี วุฒุ ิ ิ วิทิ ยานันั ท์์ สุพุ ัฒั น์์ แสงสวย
ธรณิิศวร์์ ไชยมงคล และกรรภิริ มย์์ เลิิศบำ�ำ รุงุ ชััย

การพัฒั นาและทดสอบความถููกต้อ้ งของวิธิ ีวี ิิเคราะห์์สารกลุ่�มแคนนาบิินอยด์ ์ 556
ในน้ำ�ำ�มะพร้้าวโดยเทคนิิค LC-MS/MS

สกุลุ รััตน์์ สมสันั ติิสุุข อัจั ฉรี ี อินิ แก้ว้ เสาวนียี ์์ วาจาสิทิ ธิ์ � สุุวิมิ ล หมวดหม๊๊ะ
กััญญารััตน์์ เชื้�อกูลู ชาติ ิ วิทิ วัสั วังั แก้ว้ หิิรััญ และทองสุุข ปายะนันั ทน์์

การพัฒั นาวิธิ ีีวิเิ คราะห์์สารเคมีีป้้องกันั กำ�ำ จััดศัตั รููพืืชตกค้้างในธััญพืชื และถั่�วเมล็็ดแห้้ง 571
โดย GC-MS/MS

ธรณิิศวร์์ ไชยมงคล และวีีรวุุฒิ ิ วิิทยานันั ท์์

ข้้อมููลกลุ่�มควบคุุมที่�มาจากการทดสอบความเป็็นพิิษระยะกึ่�งเรื้อ� รังั ทางปากของ 595
หนูแู รทสายพันั ธุ์�์ Wistar (Mlac:WR)

ภััสสราภรณ์์ ศรีีมังั กรแก้้ว กฤติกิ าญจน์ ์ สุุวรรณสโรช ภคมณ ยศทรารััตน์์
และอัญั ชลีี สิิริมิ นตาภรณ์ ์

ระบาดวิิทยาโรคติดิ เชื้้อ� ไวรัสั ซิกิ าในประเทศไทย ช่ว่ งปีี พ.ศ. 2559-2563 607
สุุมาลีี ชะนะมา ภัทั ร วงษ์เ์ จริิญ ศิริ ิิรััตน์์ แนมขุนุ ทด ลััดดาวัลั ย์ ์ มีแี ผนดี ี อริสิ รา โปษณเจริิญ
พงศ์์ศิิริิ ตาลทอง ฮุุสนีียะห์์ วาเต๊ะ๊ สาริิณี ี ชำ�ำ นาญรัักษา วรารััตน์์ แจ่่มฟ้้า และอารีรี ัตั น์์ สง่่าแสง

การเปรีียบเทียี บประสิทิ ธิิภาพของสารสกััดจากเลือื ดจระเข้ใ้ นการยัับยั้้�ง 618
เซลล์ม์ ะเร็ง็ ตับั และเซลล์์มะเร็็งท่่อน้ำ�ำ� ดีีมนุุษย์์

รััศมีีเพ็ญ็ โพธิ์น� าคเงินิ  กาญจนา อัศั วศุภุ ฤกษ์ ์ และธนกร ระวัังชื่�อ

การทดสอบความเป็น็ พิษิ เฉีียบพลัันและพิิษกึ่�งเรื้อ� รัังทางปาก 628
ของถั่�งเช่่าสีที อง (Cordyceps militaris) ในหนูแู รทสายพัันธุ์์� Wistar

กฤติกิ าญจน์ ์ สุวุ รรณสโรช ภัสั สราภรณ์์ ศรีมี ังั กรแก้้ว ภคมณ ยศทรารััตน์์
และอัญั ชลีี สิริ ิมิ นตาภรณ์์

การพััฒนาชุุดทดสอบพาราควอตแบบขั้้�นตอนเดียี ว 648
จินิ ตนา กรดเต็็ม ศริินยา ฤทธิิเนียี ม ธรรมวุุฒิ ิ ชููมาก และลักั ษิิกา ทองเรือื งศรีี

การวิเิ คราะห์ป์ ริิมาณรัังสีกี ระเจิงิ และการป้้องกัันอันั ตรายจากรัังสี ี 660
เมื่ �อถ่่ายภาพด้้วยเครื่ �องเอกซเรย์์เคลื่ �อนที่ �

วสััน บุุตรพา

หน้า

การประเมิินสถานะด้า้ นความรู้� ความเข้้าใจ ความตระหนััก และการใช้้ระบบคุุณภาพ 675
ในการปฏิิบัตั ิงิ านของบุุคลากรสถาบัันวิิจััยวิิทยาศาสตร์ส์ าธารณสุุข

วราลัักษณ์์ เลิศิ สุุภางคกููล ดวงกมล อััศวุตุ มางกุุร ธันั วา แก้้วเกษ กมลพรรณ ครึ้ม� ยานาง
และอาชวิินทร์์ โรจนวิวิ ัฒั น์ ์

รายงานจากห้อ้ งปฏิิบัตั ิกิ าร 689
การประเมิินคุุณภาพทางจุุลชีวี วิิทยาของอาหารพร้้อมบริโิ ภคและภาชนะสัมั ผััสอาหาร 704
ในร้า้ นอาหารสวัสั ดิกิ ารกรมวิิทยาศาสตร์์การแพทย์์ 721
732
ณััฐกานต์์ ติยิ ศิิวาพร กมลวรรณ กัันแต่่ง และภัทั ราภรณ์์ ศรีีไหม
การทดสอบความถููกต้อ้ งของวิธิ ีวี ิเิ คราะห์์สีีอีีริโิ ทรซิินในอาหารโดยเทคนิิค HPLC

จัันทร์เ์ พ็็ญ โตวิิยานนท์์ และสุุธาทิิพย์์ วิทิ ย์์ชััยวุฒุ ิวิ งศ์ ์
การทวนสอบความถููกต้อ้ งของวิธิ ีีทดสอบความแรงผลิติ ภััณฑ์์ Factor VIII
ด้ว้ ยวิิธีี Chromogenic Assay

โสมมริสิ า พวงพรศรีี ฐิิตาภรณ์์ ภููติิภิิณโยวัฒั น์ ์ และ ไพศาล พัังจุนุ ันั ท์์
คุุณภาพชาสมุุนไพรจากการประเมินิ ด้า้ นสิ่�งแปลกปลอมขนาดเล็ก็ น้ำ�ำ�หนักั เบา

ขันั ทอง เพ็ช็ รนอก และก่่อเกีียรติิ ศาสตริินทร์ ์

วารสารกรมวทิ ยาศาสตร์การแพทย์
BULLETIN OF THE DEPARTMENT OF MEDICAL SCIENCES
ปีท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564 Vol. 63 No. 3 July - September 2021

CONTENTS Page

Original Articles 456
467
Investigation of the Cytotoxicity of Thai Cannabis Extracts 478
on Various Cancer Cell Lines 490
505
Sarayut Radapong Praw Suppajariyawat Tiyanee Sahad Nathaphat Harnkit
Kanchariya Phankhajon Phatipan Primprai Phichet Banyati
Siriwan Chaisomboonpan Pornchai Sincharoenpokai and Kenneth J Ritchie

Wound Healing Effect of Thai Cannabis Female Inflorescence
Extracts on Lung Cell Lines
Pornchai Sincharoenpokai Tiyanee Sahad Praw Suppajariyawat
Sarayut Radapong Sekrachatakorn Buabao Phichet Banyati
Siriwan Chaisomboonphan and Nathaphat Harnkit

Cytotoxicity of Thai Cannabis sativa L. Extract on Various Types
of Normal Cells
Praw Suppajariyawat Sarayut Radapong Tiyanee Sahad Nathaphat Harnkit
kanchariya Phankhajon Phatipan Primprai Phichet Banyati Siriwan
Chaisomboonpan Nuttapong Wichai and Pornchai Sincharoenpokai
Investigation of Mutagenic Activity of Thai Cultiva,
Cannabis sativa L. Extract
Praw Suppajariyawat Sutjarit Aunkat Wijittra Sudhong Padtaya Sirinantananon
Sekrachatakorn Buabao Sarayut Radapong Phichet Banyati
Siriwan Chaisomboonphan Praew Suppajariyawat and Pornchai Sincharoenpokai

Development and Method Validation of Cannabinoid Contents
in Cannabis sativa L. Leaves by Ultra High Performance Liquid
Chromatography
Thanawat Thongchin Sorrapetch marsud Peradhama Thiemthieprat
Sayan Ruengkhet Sakwichai Ontong Phichet Banyati Siriwan Chaisomboonpan
and Aussavashai Shuayprom

Page

The Cannabinoid Contents in Different Growth Stages of 524
Thai Cannabis sativa L. Leaves
Sorrapecth Marsud Thanawat Thongchin Korravit Somkid Phanuwit Poolsab
Paparvadee Suchantaboot Kotchaporn Chotmanotham Tipawan Phrugmanon
Ratree Pranakhon Wanwipa Pinta Phichet Banyati and Siriwan Chaisomboonpan

Development of Cannabis Proficiency Test Sample for Pesticide Residue 541
and Heavy Metal Analysis

Wischada Jongmevasna Panawan Kluengklangdon Weerawut Wittayanan
Supat Sangsuay Thoranit Chaimongkol and Kanpirom Lertbumroongchai

The Development and Validation of Analysis Method for Cannabinoids 556
in Coconut Juice using LC-MS/MS

Sakulrat Somsuntisuk Atcharee Inkaew Saovanee Wajasit Suwimol Muadmah
Kanyarat Chuakunchat Witthawat Wangkaewhiran and Thongsuk Payanan

Method Development for Pesticide Residue Analysis in Cereal Grains 571
and Pulses Vsing GC-MS/MS

Thoranit Chaimongkol and Weerawut Wittayanan

Historical Control Data from Repeated Dose 90-days Oral Toxicity 595
Studies of Wistar Rats (Mlac:WR)

Passaraporn Srimangkornkaew, Kittigan Suwannasaroj, Pakamon Yottharat
and Aunchalee Sirimontaporn

Epidemiology of Zika Virus Disease in Thailand, during 2016-2020 607
Sumalee Chanama Pattara Wongjaroen Sirirat Naemkhunthot 
Laddawan Meephaendee Arisara Posanacharoen Pongsiri Tanthong
Husneeyah Vateh Sarinee Chumnanraksa Wararat Jamfa

and Areerat Sa-ngasang

Comparison of Efficacy of Crocodile Blood Extract against Inhibition 618
of Cell Viability in Hepatocellular Carcinoma and Human
Cholangiocarcinoma Cell Lines

Rassameepen Phonarknguen Kanjana Assawasuparerk  and Thanakorn Rawangchue

The Acute and Sub-Chronic Oral Toxicity Testing หน้า
of Cordyceps militaris in Wistar Rats 628

Kittigan Suwannasaroj, Passaraporn Srimangkornkaew, Pakamon Yottharat 648
and Aunchalee Sirimontaporn 660
Development of One-Step Paraquat Test Kit 675

Jintana Krodtem Sarinya Rittinium Thammawut Chumark 689
and Laksika Thongruangsri
Analysis of the Scattered Radiation and Protection Practice 704
from Mobile X-ray Units 721
732
Wasan Buthpa
Assessment of Knowledge, Understanding, Awareness and Practice
on Quality System among Personnel of the National Institute of
Health, Thailand

Waralak Lertsupangkakul Daungkamon Asawutmangkul Thunwa Kaewket
Kamolpan Khruemyanang and Archawin Rojanawiwat
Laboratory Findings
Evaluation of the Microbiological Quality of Ready-to-eat Foods and
Food Contact Articles in Welfare Restaurants of the Department
of Medical Sciences

Nutthakan Tiyasiwaporn Kamonwan Kantaeng and Patraporn Srimai
Method Validation for Determination of Erythrosine in Food by
HPLC Technique
Janpen Towiyanon and Suthatip Vitchaivutivong
Method Verification of Factor VIII Potency Test by Chromogenic Assay

Soammarisa Paungpornsri, Titaporn Pootipinyowat and Paisan Pangjunan
Quality of Herbal Tea from Light Filth Assessment

Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin

บรรณาธกิ ารแถลง

วารสารกรมวิทิ ยาศาสตร์ก์ ารแพทย์์ ปีที ี่�่ 63 ฉบับั ที่�่ 3 เดือื นกรกฎาคม - กันั ยายน 2564 ได้ม้ ีีการเผยแพร่บ่ ทความ
วิชิ าการซึ่ง�่ เป็น็ ผลงานวิจิ ัยั ที่เ�่ กี่ย่� วข้อ้ งกับั การศึึกษากัญั ชาในด้า้ นต่า่ งๆ จำำ�นวน 8 เรื่อ� ง เช่น่ เรื่อ� ง การทดสอบฤทธิ์แ�์ ละความ
เป็น็ พิษิ ของสารสกัดั จากกัญั ชาต่อ่ เซลล์เ์ พาะเลี้ย� งชนิดิ ต่า่ งๆ รวมทั้้ง� เซลล์ม์ ะเร็ง็ การพัฒั นาวิธิ ีีการตรวจวิเิ คราะห์ป์ ริมิ าณสาร
กลุ่ม�่ แคนนาบิินอยด์ใ์ นกััญชาและในน้ำ�ำ�มะพร้า้ ว การตรวจปริมิ าณสารแคนนาบิินอยด์์ในระยะต่่างๆ ของการเจริญิ เติิบโต
ของใบกัญั ชา การพัฒั นาตัวั อย่า่ งทดสอบความชำ�ำ นาญพืชื กัญั ชาเพื่่อ� ใช้ป้ ระเมินิ ความสามารถในการตรวจวิเิ คราะห์ข์ องห้อ้ ง
ปฏิิบััติิการ นอกจากนี้้ย� ังั มีีบทความวิจิ ัยั อื่่�นๆ อีีก เช่น่ การทดสอบประสิทิ ธิภิ าพของสารสกัดั จากเลืือดจระเข้้ในการยับั ยั้้�ง
เซลล์์มะเร็็งตับั และเซลล์ม์ ะเร็็งท่่อน้ำำ��ดีีมนุุษย์์ การทดสอบความเป็น็ พิิษของถั่่ง� เช่่าสีีทองในหนููแรท การพัฒั นาวิธิ ีีวิเิ คราะห์์
สารเคมีีป้้องกัันกำำ�ศััตรููพืืชตกค้้างในอาหาร การพััฒนาชุุดทดสอบพาราควอตแบบขั้้�นตอนเดีียว ระบาดวิิทยาของโรคติิด
เชื้อ� ไวรัสั ซิกิ าในประเทศไทย การวิเิ คราะห์ป์ ริมิ าณรังั สีีกระเจิงิ และการป้อ้ งกันั อันั ตรายจากจากรังั สีีเมื่่อ� ถ่า่ ยภาพด้ว้ ยเครื่อ� ง
เอกซเรย์์เคลื่อ� นที่่�

กองบรรณาธิิการวารสารกรมวิิทยาศาสตร์์การแพทย์์ขอขอบคุุณผู้้�นิิพนธ์์ทุุกท่่านที่่�ส่่งบทความมาให้้พิิจารณา
ตีีพิิมพ์์เผยแพร่่องค์์ความรู้�ใหม่่จากงานวิิจััย ซึ่�่งจะเป็็นประโยชน์์ต่่อการปฏิิบััติิงานด้้านการพััฒนาวิิทยาศาสตร์์การแพทย์์
และสาธารณสุุขของประเทศ ขอขอบพระคุุณผู้�ทรงคุุณวุุฒิทิ ุุกท่า่ นในการพิจิ ารณาบทความ (Peer reviews) และให้ข้ ้อ้ เสนอ
แนะในการปรัับปรุุงแก้้ไขบทความวิจิ ััยต่า่ งๆ ให้ม้ ีีความถูกู ต้อ้ งทางวิิชาการและเข้า้ ใจง่่ายขึ้�น และขอขอบพระคุุณทุุกท่่าน
ที่ม�่ ีีส่ว่ นในการจัดั ทำำ�วารสารฉบับั นี้้ใ� ห้เ้ สร็จ็ สมบูรู ณ์ด์ ้ว้ ยดีี กองบรรณาธิกิ ารหวังั เป็น็ อย่า่ งยิ่ง� ว่า่ วารสารฉบับั นี้้จ� ะเป็น็ ประโยชน์์
สำ�ำ หรับั ผู้้�อ่า่ นทุุกท่า่ น และโปรดติดิ ตามวารสารกรมวิทิ ยาศาสตร์ก์ ารแพทย์์ ฉบัับที่�่ 4 เดือื นตุุลาคม - ธันั วาคม 2564 ต่อ่ ไป

ดร.อภวิ ฏั ธวัชสนิ
บรรณาธิการวารสารกรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์

นิพนธต น ฉบบั ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 456-466

การศึกษาความเปน พิษของสารสกดั ชอ ดอกกญั ชา
พนั ธไุ ทยตอเซลลมะเร็งเพาะเลย้ี ง

ศรายธุ ระดาพงษ1 พราว ศภุ จรยิ าวตั ร1 ตญี านี สาหดั 1 ณฐภทั ร หาญกจิ 1 กญั ชรญิ า ภารเขจร1 ปฏภิ าณ พรมิ้ พราย1
พิเชฐ บัญญัต1ิ ศิรวิ รรณ ชัยสมบูรณพันธ1 พรชัย สินเจริญโภไคย1 และ Kenneth J Ritchie2
1กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย ถนนตวิ านนท อําเภอเมอื ง นนทบุรี 11000
2มหาวทิ ยาลัย Liverpool John Moores, Byrom Street, ลิเวอรพ ลู , สหราชอาณาจักร

บทคัดยอ กัญชา (Cannabis sativa L.) จัดเปนพืชเสพติดที่มีหลายสายพันธุ (strains) ปจจุบันในประเทศไทยไดรับ
อนุญาตใหใชประโยชนของกัญชาในทางการแพทยและการวิจัยทางวิทยาศาสตร สารสําคัญหลักที่พบมากในกัญชาเปน
แคนนาบินอยดที่พบมีสองชนิด คือ ∆9-tetrahydrocannabinol (THC) และ cannabidiol (CBD) ซึ่งรายงานฤทธิ์
ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย งานวิจัยน้ีมีจุดประสงคในการศึกษาความเปนพิษตอเซลลมะเร็งเพาะเล้ียงของสารสกัดชอดอก
เพศเมยี กญั ชาพนั ธไุ ทย 3 พันธุ ไดแก PTC0601 (THC และ CBD ใกลเ คียงกนั ), PTC0602 (THC สูง) และ PTC0729
(CBD สงู ) สกดั ดว ยวธิ ีของไหลวกิ ฤตย่งิ ยวด (Supercritical Fluid Extraction) วเิ คราะหป รมิ าณดวยวธิ ี HPLC และ
ทดสอบความเปนพิษตอเซลลเพาะเล้ียงดวยวิธี MTT assay พบวาสารสกัดกัญชาทั้ง 3 ชนิด แสดงฤทธ์ิยับยั้งเซลลมะเร็ง
ทั้ง 7 ชนดิ โดย PTC0729 ซ่ึงมสี ัดสวน THC : CBD เทา กับ 1 : 6 มคี วามจําเพาะแตกตา งอยางมนี ัยสําคัญและเปนพิษสูงสุด
5ต.อ 4เ8ซ±ลล0ม.2ะ7เรง็แเลตะาน7ม.65(M±C0.F4-97ไ)มเโซคลรลกมรัมะเ/รม็งไลิ ตลลิ (ิตAร-4ต9า8ม)ลําแดลับะเซสลว นลมPะเTรC็งต0ับ60(2Hซeง่ึ pมGีส2ัด)สวในหคTา HICC:50 เทา กับ 2.81 ± 0.85,
CBD เทา กับ 10 : 1
แสดงความเปน พิษจาํ เพาะตอ เซลลมะเรง็ ปอด (A-549) เซลลมะเร็งลาํ ไส (Caco-2) เซลลมะเรง็ สมอง (A-172) และมะเร็ง
ตบั ออ น (PANC-1) ใหค า IC50 เทา กบั 10.92 ± 1.05, 14.65 ± 2.05, 15.11 ± 2.52 และ 19.19 ± 1.79 ไมโครกรมั /มลิ ลลิ ติ ร
ตามลาํ ดับ ในขณะที่ PTC0601 มีสัดสว น THC: CBD เทากับ 2 : 1 มพี ิษตอ เซลลเ พาะเล้ยี งแตไ มจ าํ เพาะกบั เซลลใด จะเห็น
ไดวาสารสกัดกัญชาพันธุไทยสามารถยับย้ังเซลลมะเร็งเพาะเลี้ยงไดและอาจพัฒนาไปเปนยาตานมะเร็งหรือยารวมกับ
ยาตานมะเรง็ ได

คําสําคัญ: กัญชาพันธุไทย, พิษตอเซลล, เซลลมะเร็งเพาะเลี้ยง, ∆9-tetrahydrocannabinol (THC), Cannabidiol
(CBD)

Corresponding author E-mail: [email protected]

Received: 12 July 2021 Revised: 24 August 2021 Accepted: 31 August 2021

456 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ความเปน พษิ ของสารสกัดชอ ดอกกัญชาพนั ธุไ ทยตอ เซลลมะเร็งเพาะเล้ยี ง ศรายธุ ระดาพงษ และคณะ

บทนํา

โรคมะเร็งเปนสาเหตุหลักของการเสียชีวิตสาเหตุหนึ่งท่ัวโลก องคการอนามัยโลก หรือ World Health
Organization (WHO) รายงานตัวเลขผูเสียชีวิตกวา 10 ลานคน ในป 2563 ซึ่งเสียชีวิตจากมะเร็ง 5 อันดับแรก
ไดแก มะเร็งปอด มะเร็งลําไส มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเตานม สําหรับผูปวยรายใหมในป 2561
พบ 18.1 ลา นราย โดยผชู ายมกั พบมะเรง็ ตอ มลกู หมาก มะเรง็ ปอด และมะเรง็ ลาํ ไส ในขณะทใ่ี นผหู ญงิ มกั พบมะเรง็ เตา นม
มะเรง็ ปอด และมะเรง็ ลาํ ไส มกี ารคาดการณใ นประมาณป 2584 จะพบผูปวยรายใหมกวา 30 ลา นราย และมผี ูเสยี ชีวิต
กวา 20 ลา นราย มะเร็งกอใหเกิดผลกระทบอยา งมากตอชวี ิต จติ ใจ และผลกระทบทางดานเศรษฐกิจ จากรายงานคา
ใชจายในการดูแลผูปวยมะเร็งในสหรัฐอเมริกามีคาใชจายสูงถึง 137.4 พันลานดอลลารสหรัฐหรือประมาณ 4 ลาน
ลานบาท ในป 2553 และมีอัตราเพ่ิมข้ึนในทุกๆ ป รวมถึงคายาหรือวิธีการรักษาซึ่งมีผลขางเคียงและราคาแพง (1)

ในประเทศไทยโรคมะเรง็ พบมากเปน อนั ดบั ตน ๆ เมอื่ เทยี บกบั สาเหตกุ ารตายอนื่ ๆ ซง่ึ การรกั ษาดว ยการใชย าเคมบี าํ บดั
เปน ทางเลอื กทน่ี ยิ มใชใ นการรกั ษาเนอ่ื งจากมปี ระสทิ ธภิ าพสงู แตพ บวา มผี ปู ว ยจาํ นวนมากไดร บั ผลขา งเคยี งจากการใชย า
ทําใหวงการแพทยไทยพยายามคิดคนหาแนวทางรักษาและยับย้ังเซลลมะเร็ง โดยการนาํ เอาสมุนไพรไทยมาพัฒนา
และใชร วมกบั การแพทยแผนปจจุบันในการบําบัดรักษาโรคมะเร็ง มีแนวโนมวาจะสามารถนาํ สารที่สกดั หรอื สารสาํ คญั
มาพฒั นาเปน ยารกั ษาโรคได เนอื่ งจากพชื และสมนุ ไพรไทยหลายชนดิ ถกู ใชเ ปน ยาสมนุ ไพรรกั ษาโรคตา ง ๆ มาแตโ บราณ
การศึกษาเก่ียวกับสารสกัดสมุนไพรเพื่อพัฒนาเปนยาตานมะเร็งจึงเปนท่ีนาสนใจและมีความเปนไปไดสูง และพืช
สมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ไดรับความนาสนใจจากประชาชนและไดรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อนาํ มาใชทางการแพทย
อยางถูกกฎหมายคอื พชื สมุนไพรกญั ชา

กญั ชา (Cannabis, marijuana หรอื Cannabis sativa L.) เปน พืชเสพติดที่มกี ารอนญุ าตใหใชทาง
การแพทยห รอื เพอื่ สนั ทนาการอยา งถกู กฏหมายในหลายประเทศ ปจ จบุ นั ในประเทศไทยไดม คี วามพยายามจากรฐั บาล
ในการผลักดันใหมีการใชประโยชนจากพืชกัญชาอยางถูกกฎหมาย โดยเฉพาะใชในทางการแพทย การศึกษาวิจัย
ผลิตภณั ฑส ุขภาพ เคร่อื งสาํ อางและอาหาร มปี ระกาศพระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ใหโ ทษ (ฉบับท่ี 7) พ.ศ. 2562 อนญุ าต
ใหสามารถนาํ กัญชามาใชในกรณีจาํ เปนเพ่ือประโยชนทางการแพทย การรักษาผูปวย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา
การศกึ ษาวจิ ยั ทางการแพทยไ ด(2) นอกจากน้ี ตามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ เรอ่ื ง ระบชุ อ่ื ยาเสพตดิ ใหโ ทษในประเภท
5 ซ่งึ ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว และมีผลบังคับใชต ้ังแตว นั ท่ี 15 ธนั วาคม 2563 เปน ตนไป ระบุวาสามารถใช
ประโยชนจากสว นของกัญชา กญั ชง ทีไ่ มจ ดั เปนยาเสพตดิ ไดแก ใบทไี่ มต ิดกบั ชอ ดอก ก่ิง กา น ลาํ ตน เปลือก ราก ของ
กญั ชา และเมล็ดของกญั ชง รวมถงึ กากที่เหลอื จากการสกัดกญั ชาและกัญชง ตองมปี รมิ าณ THC ไมเ กิน 0.2% เพื่อ
ประโยชนทางการแพทย การศึกษาวิจัย และการผลิตผลิตภัณฑสุขภาพ แตสวนของชอดอก ใบท่ีติดกับชอดอก และ
เมล็ดของกัญชา และชอดอกของกัญชงยังคงจัดเปนยาเสพติด(3) ปจจุบันไดมีประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยา
แหงชาติ เร่ือง บัญชียาหลักแหงชาติดานสมุนไพร พ.ศ. 2564 ใหนํ้ามันสารสกัดกัญชาในรูปแบบยาหยดในชองปาก
(Oromucosal drops) จํานวน 5 รายการ เปน รายการยาเพอ่ื ใชใ นการปอ งกนั หรอื แกไ ขปญ หาสขุ ภาพในสถานพยาบาล
หรือหนวยงานของรัฐท่ีไดรับอนุญาต ถือไดวาเปนการขับเคล่ือนและสงเสริมการใชกัญชาอยางเปนรูปธรรม ทาํ ใหเกิด
ความมัน่ คงระบบยาของประเทศ ลดคาใชจ า ยในการนําเขายา สามารถสรา งมูลคาและเพิม่ รายไดใ หเกิดขึน้ ในประเทศ
ประเทศไทยถือเปนประเทศแรกในอาเซียนที่อนุญาตใหใชกัญชาอยางถูกกฎหมายเพื่อประโยชนทางการแพทยและ
การวิจัยทางวทิ ยาศาสตร จากรายงานของเครือขายพัฒนาประเทศไทยแบบเปด (Open development Thailand)
คาดวา มลู คา อตุ สาหกรรมกญั ชาทว่ั โลกจะเตบิ โตอยา งรวดเรว็ และตอ เนอื่ ง โดยอตุ สาหกรรมกญั ชาของประเทศไทยจะมี
มลู คา ทางตลาดกวา 21,000 ลา นบาท ภายในป 2567(4) นอกจากนป้ี จ จบุ นั เรมิ่ มผี ปู ระกอบการกลมุ อาหารและเครอื่ งดมื่
รวมทั้งผลิตภัณฑสุขภาพ สนใจท่ีจะใชสารสกัดจากกัญชาเปนสวนประกอบในผลิตภัณฑกลุมดังกลาว สงผลใหคาดวา
มูลคาตลาดกัญชาโลกจะเติบโตและกระจายไปในหลายธรุ กจิ มากขึ้น

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 457
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis Extracts on Cancer Cell Lines Sarayut Radapong et al.

กญั ชาเปน พชื ในวงศ Cannabaceae มชี อื่ วทิ ยาศาสตรค อื Cannabis sativa L. subsp. indica (Lam.)(5)
ในประเทศไทยยงั พบกญั ชง หรอื เฮมพ (Hemp) ชอ่ื วทิ ยาศาสตรค อื Cannabis sativa L. subsp. sativa มลี กั ษณะ
ทางพฤกษศาสตรคลา ยคลึงกนั แตมีความแตกตางกนั ของปริมาณสารสําคัญหลักในกลมุ แคนนาบนิ อยด 2 ชนดิ ไดแก
∆9-tetrahydrocannabinol (THC) และ cannabidiol (CBD) ซ่ึงใชประกอบในการจําแนกระหวางกัญชาและ
กัญชง ในปจจุบันพืชทั้งสองยังคงถูกจัดใหเปนชนิด (species) เดียวกัน แตมีความแตกตางในระดับ sub-species
หรอื variety เทา นนั้ (5, 6) สารสาํ คัญในกญั ชาถูกพบมากกวา 545 ชนิด ในจํานวนนี้สารกวา 100 ชนดิ ท่ถี ูกระบุวา เปน
ไฟโตแคนนาบินอยด (phytocannabinoids) ซึ่งเปนสารกลุมหลักที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา(7) โครงสรางทางเคมีของ
แคนนาบนิ อยดป ระกอบดว ยสว นทเี่ ปน ไขมนั (lipid) อลั คลิ รซี อรซ นิ อล (alkylresorcinol) และเทอรป น (terpenes)
สารแคนนาบินอยดที่พบในกัญชาสวนใหญจะอยูในรูปของ carboxylic acid เมื่อโดนแสงหรือความรอนจะทาํ ใหถูก
decarboxylated ใหอ ยใู นรปู ของ reduced form โดยสารสําคญั แคนนาบนิ อยดท พ่ี บไดม าก คอื ∆9-THC และ CBD
สว นสารสําคญั แคนนาบนิ อยดท พี่ บไดน อ ยกวา เชน ∆8-THC, cannabinol (CBN) นอกจากสารกลมุ แคนนาบนิ อยด
แลว ยงั พบสารอื่นๆ อกี มากกวา 400 ชนิด เชน ฟลาโวนอยด เทอรป นอยด อลั คาลอยด สเตยี รอยด อัลเคน กรดไขมนั
และน้ําตาล เปนตน(8, 9) จากการทบทวนรายงานวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกัญชาโดยเนนฤทธ์ิของสารสาํ คัญ ไดแก
THC และ CBD พบวา THC และอนุพันธ มฤี ทธิ์แกป วด โดยเฉพาะอาการปวดจากโรคทางระบบประสาท กระตุน
ความอยากอาหารและลดอาการคลื่นไสจากการใชเคมีบําบัด ชวยปกปองและกระตุนการสรางเซลลสมอง สวน CBD
มฤี ทธบ์ิ รรเทาอาการลมชัก ลดอาการวติ กกังวลทัง้ ในเด็กกลมุ อาการออทสิ ติกหรือในผปู ว ยท่มี ปี ระวตั กิ ารเสพกัญชา(10)
นอกจากนีย้ งั พบวา THC CBD และอนุพนั ธแ คนนาบินอยด เชน cannabichromene, cannabigerol รวมถงึ สาร
ฟลาโวนอยด เชน apigenin, chrysoeriol, kaempferol, luteolin, quercetin, vitexin และ cannflavins เปน ตน
มฤี ทธ์ิตานเซลลมะเร็งหลายชนดิ เชน มะเร็งเตา นม (breast cancer cells) มะเรง็ ตอ มลกู หมาก (prostate cancer)
มะเรง็ ตับ (hepatocarcinoma) มะเร็งปอด (lung cancer) มะเรง็ เมด็ เลอื ดขาว (lypmphocyte leukemia cells)
มะเร็งตับออน (pancreatic cells) และ มะเรง็ ผิวหนัง (melanoma cells)(8, 11) รายงานรวบรวมฤทธิ์การยับยั้งเซลล
มะเรง็ ของ CBD ในเซลลเ พาะเลยี้ งหรอื ในสตั วท ดลองพบวา มฤี ทธติ์ อ เซลลม ะเรง็ เตา นม (MCF7 and MDA-MB-231)
เซลลม ะเร็งสมอง (U87-MG, U373, primary 3832 และ 387) เซลลมะเร็งปอด(NSCLC, A549) เซลลม ะเรง็
ลาํ ไส (HT29) เซลลมะเร็งตับออน เซลลมะเร็งตอมลูกหมาก (PC-3, DU-145, 22RV1, LNCaP) และเซลล
มะเร็งเม็ดเลือด(Leukaemia/Lymphoma, Multiple myeloma) โดยกลไกหลกั ในการยับย้งั การเจรญิ ของเซลล
(proliferation) และเปน แบบไมอ าศยั ตวั รบั (receptor-independent manner) ผา น 3 เสน ทางหลกั (pathways)
ไดแก extracellular-signal-regulated kinase (ERK), Reactive oxygen species (ROS) และ
phosphatidylinositol 3 kinase (PI3K) ซ่ึงควบคุมการเจริญและการโตของเซลล (growth, proliferation)
การสรา งและสลายสาร (metabolism) การอยรู อดของเซลล และกระบวนการสรา งเสน เลอื ดใหม (angiogenesis)(12)

การทดสอบในสตั วท ดลองยงั แสดงใหเ หน็ วา สารสําคญั ในกญั ชาทงั้ แคนนาบนิ อยดแ ละสารอน่ื ทไี่ มใ ชแ คนนา
บนิ อยด (non-cannabinoids) สามารถยับยง้ั cell proliferation กระตุนโปรแกรมเซลลต าย (apoptosis) ขัดขวาง
angiogenesis และการแพรก ระจายของมะเร็ง (tumor invasion/metastasis)(8, 13, 14) ปจ จบุ ันองคการอาหารและ
ยาของสหรฐั อเมริกา (The US Food and Drug Administration, FDA) อนญุ าตใหมกี ารใชย า Dronabinol
(Marinol®) และ Nabilone (Cesamet®) ซง่ึ มี THC เปน สว นประกอบหลกั ใหใ ชในผูป ว ยมะเรง็ ทีม่ ีอาการวิงเวยี น
คล่ืนไสอาเจียนและเบ่ืออาหารจากการใชยาเคมีบําบัด สวน Nabiximols (Sativex®) ซ่ึงเปนสารสกัดหยาบกัญชา
(มี THC : CBD = 1 : 1) ใชใ นรปู แบบสเปรยพนในชอ งปาก (Oromucosal spray) ใชบรรเทาอาการปวดซึ่งเกิด
จากมะเรง็ อยใู นระหวา งการทดสอบทางคลนิ กิ ในสหรฐั อเมรกิ า ยานไ้ี ดร บั การขน้ึ ทะเบยี นรบั รองแลว ในแคนาดา เมก็ ซโิ ก
และบางประเทศในแถบยุโรป(15) การใชสารสกัดหรือสารสําคัญในกัญชาเพ่ือใชรักษาหรือฆาเซลลมะเร็งโดยตรงน้ัน

458 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ความเปน พษิ ของสารสกดั ชอ ดอกกญั ชาพันธุไ ทยตอ เซลลม ะเร็งเพาะเล้ยี ง ศรายุธ ระดาพงษ และคณะ

ยงั ตอ งการองคค วามรใู หมจ ากการวจิ ยั เพอ่ื ใหเ กดิ ประสทิ ธภิ าพในการรกั ษามะเรง็ หรอื ลดความเสย่ี งจากผลขา งเคยี งทอ่ี าจ
เกดิ ขึน้ ได

กัญชาพันธุไทยที่ไดรับยกยองวาเปนพันธุท่ีดีที่สุดในโลกพันธุหน่ึง คือ พันธุหางกระรอก (Thai Stick)
แตมีแนวโนมที่มีปริมาณ THC สูง(16) อยางไรก็ตามกัญชาพันธุไทยจากรายงานของกรมวิทยาศาสตรการแพทยท่ีมี
การเก็บรวบรวมพันธุกัญชาสามารถจาํ แนกตามปริมาณสารสาํ คัญ THC และ CBD ที่ตรวจพบ แบงเปน 3 พันธุ
ไดแก กัญชาพันธุที่มีปริมาณ THC สูง (รหัสตัวอยาง PTC0602) พันธุกัญชาท่ีใหคา THC และ CBD สัดสวน
ใกลเคียงกัน (รหัสตัวอยาง PTC0601) และ พันธุกัญชาท่ีให CBD สูง (รหัสตัวอยาง PTC0729) ขณะน้ีกัญชา
ท้ัง 3 พันธุ อยูระหวางขอรับรองพันธุพืชกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ(17) งานวิจัยนี้มี
จุดประสงคในการศึกษาความเปนพิษของสารสกัดกัญชาพันธุไทย PTC0601 PTC0602 และ PTC0729 ตอ
เซลลมะเร็งเพาะเล้ียงชนิดตางๆ เพ่ือใชเปนขอมูลในการพัฒนากัญชาพันธุไทยเปนยาตานมะเร็งหรือยาใชใน
ผูปวยมะเรง็ ตอ ไป

วสั ดแุ ละวิธีการ

สารเคมีและสารละลาย
Sodium bicarbonate, Sodium chloride, Potassium chloride, Potassium dihydrogen phosphate,

Di-sodium hydrogen phosphate dodecahydrate และ EDTA Disodium Salt, Dihydrate (MERCK,
Darmstadt, Germany), 0.25% Trypsin (Gibco, New York, USA), Trypan Blue (Sigma-Aldrich,
Oregon, USA), Dimethyl sulfoxide (Sigma-Aldrich, St. Louis, USA), MTT [3-(4,5-dimethyl-
2-thiazolyl)-2,5-diphenyl-2H-tetrazolium bromide (Invitrogen, Oregon, USA), Doxorubicin
(MERCK, St. Louis, USA), Fetal Bovine Serum (Gibco, Paisley, UK), Dulbecco`s Modified Eagle
Media (DMEM) และ Eagle's minimal essential medium (EMEM) (Gibco, New York, USA).

เซลลเ พาะเลีย้ ง
เซลล A-549 (เซลลม ะเรง็ ปอด), HepG2 (เซลลม ะเรง็ ตบั ), A-498 (เซลลม ะเรง็ ไต), A-172 (เซลลม ะเรง็

สมอง), PANC-1 (เซลลมะเร็งตับออ น), Caco-2 (เซลลมะเรง็ ลําไส) และ MCF-7 (เซลลม ะเรง็ เตา นม) ซอื้ มาจาก
บริษัท CLS Cell line service GmbH, Eppelheim, ประเทศเยอรมนี เซลล A-549 และ A-172 เลย้ี งในอาหาร
เลย้ี งเซลลชนดิ DMEM สวนเซลล HepG2 A-498 Caco-2 PANC-1 และ MCF-7 เลย้ี งในอาหารเล้ียงเซลลชนิด
EMEM ทมี่ ี 2mM L-Glutamine, 0.1 mM Non-essential amino acid, 1 mM Sodium pyruvate และ
Fetal bovine serum รอ ยละ 10 บม ในตอู บเพาะเชอื้ แบบใชค ารบ อนไดออกไซด อุณหภมู ิ 37 ºC

เครื่องมอื และอปุ กรณ
เครอื่ งชง่ั 4ตาํ แหนง ,BiologicalSafetyCabinet(BSCClassII),Circulatingwaterbath,ตอู บเพาะเชอื้

แบบใชคารบอนไดออกไซด, เครือ่ ง Elisa microplate reader, เคร่อื งปน เหวย่ี งควบคุมอณุ หภูมิ (Refrigerated
centrifuge), เคร่อื ง Sonicator, 96 well plate, Micropipette ขนาด 10-100, 20-200, 100-1000, 5000 และ
10000 ไมโครลิตร, Micropipette tip ขนาด 20, 200, 1,000, 5,000 และ 10,000 ไมโครลิตร, Multi-channel
pipette ขนาด 300 ไมโครลติ ร, หลอด centrifuge tube ขนาด 15 และ 50 มิลลิลติ ร, ชอนตักสาร, กระดาษชงั่ สาร,
Microcentrifµge ขนาด 1.5 มลิ ลิลิตร, กลอ งแชแขง็ เซลล (Cool box), เครอื่ งนับเซลลอตั โนมัติ, กลองจลุ ทรรศน
หัวกลับ (Inverted Microscope), เครือ่ งเขยา สาร (Vortex mixer)

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 459
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis Extracts on Cancer Cell Lines Sarayut Radapong et al.

วตั ถุดบิ ดอกกัญชา
ตัวอยางสมุนไพรชอดอกเพศเมียกัญชาพันธุไทย 3 พันธุ โดยใหรหัสตัวอยาง PTC0601 รหัสตัวอยาง

PTC0602 (พันธุท่ใี ห THC สงู ) และรหสั ตวั อยาง PTC0729 (พนั ธุท่ใี ห CBD สงู ) เก็บมาจากแหลง เพาะปลกู กรม
วิทยาศาสตรการแพทย หนังสือสาํ คญั ยาเสพติดประเภท 5 อนุญาตปลกู เลขที่ 90/2564 (ปลูก)

ขน้ั ตอนการสกดั กัญชา
นาํ ตัวอยา งชอดอกเพศเมยี PTC0601, จํานวน 132 กรัม, PTC0602 และ PTC0729 ปรมิ าณ 132, 126

และ 100 กรัมตามลําดับ บดหยาบ สกัดดว ยวิธขี องไหลวิกฤตย่งิ ยวดโดยใชเครือ่ งสกดั รุน Spe-ed SFE บริษทั Ap-
plied Separations ประเทศสหรฐั อเมรกิ า และใชคารบอนไดออกไซดเปนตัวทาํ ละลาย แรงดัน 250 bar อุณหภมู ิ
ของตูอบ (oven) 40 องศาเซลเซียส ไดป ริมาณสารสกัด 10.92 กรมั , 8.95 กรัม และ 7.07 กรมั ตามลาํ ดบั วิเคราะห
ปรมิ าณ THC และ CBD ในสารสกัด ดวยวธิ ี High performance liquid chromatography (HPLC, model
LC-40D, Shimadzu, Japan) มตี วั ตรวจวดั UV-Vis ความยาวคลื่น 220±4 nm คอลัมน 150 × 3.0 mm C18
InfinityLab Poroshell packed with 2.7 micron particles เฟสเคลือ่ นทีใ่ ช (A) 0.085% H3PO4 in Water
และ (B) 0.085% H3PO4 in Acetonitrile รันแบบ isocratic 30%(A) : 70%(B) เตรยี มตัวอยางโดยนาํ สารสกัด
20 มลิ ลิกรมั ปรับปรมิ าตรดว ย methanol : chloroform 9: 1 ใน volumetric flask ขนาด 10 มิลลิลิตร จากน้ัน
ปเปตมา 1 มิลลลิ ิตร ปรับปรมิ าตร ดวย methanol ใน volumetric flask ขนาด 10 มิลลิลิตร กรองดวย nylon
syringe filter 0.45 micron

การทดสอบความเปนพษิ ตอ เซลลม ะเร็งเพาะเลย้ี งดว ยวิธี MTT
เตรยี มเซลลเพาะเลยี้ งในเพลทเลยี้ งเซลลชนิด 96 หลมุ บมทีอ่ ณุ หภูมิ 37 ºC กา ซคารบ อนไดออกไซด 5%

เปน เวลานาน 24 ชวั่ โมง เตรยี มสารสกดั กญั ชาความเขม ขน ตา งๆ ตง้ั แตร ะดบั ความเขม ขน ตา่ํ ซง่ึ ไมม ผี ลทาํ ลายเซลลจ นถงึ
ระดับความเขมขนสงู ซึ่งมผี ลทาํ ลายเซลลมากกวารอยละ 90 จาํ นวน 8 ระดบั ความเขมขน โดยการเจือจางแบบ 2-fold
serial dilution ความเขม ขน สงู สดุ ของสารทดสอบเทา กบั 5,000 ไมโครกรมั /มลิ ลลิ ติ ร ในสารละลายอาหารเลย้ี งเซลล
(0.5% v/v DMSO) โดยทําการทดลอง 3 ซํ้า (n = 3) เมือ่ ครบเวลาบมเลี้ยงเซลล ดดู สารละลายอาหารออกจากเพลท
จากนั้นปเ ปตสารละลายทัง้ 8 ระดบั ความเขม ขน ที่เตรียมไวแลว ลงในเพลททีม่ เี ซลล โดยเตมิ หลุมละ 100 ไมโครลิตร
บมเพลททอี่ ณุ หภูมิ 37 องศาเซลเซียส กาซคารบอนไดออกไซด 5% เปน เวลานาน 48 ชว่ั โมง ลางดวย 1X PBS 2 ครง้ั
เตมิ MTT ปริมาตร 200 ไมโครลติ ร บมเพลทในตูเล้ยี งเซลลเปนระยะเวลา 4 ชัว่ โมง ปเ ปตสารละลาย MTT ออก
ใหเ หลือเฉพาะผลกึ Formazan เตมิ DMSO ปรมิ าตร 200 ไมโครลิตร ในแตละหลุมเพอ่ื ละลายผลึก Formazan
เขยาเพลทประมาณ 1 นาที วัดคาดูดกลืนแสงที่ 570 นาโนเมตร ดวยเครื่อง microplate reader คํานวณรอยละ
ความมชี วี ติ ของเซลล(%cellviability)โดยเทยี บกบั กลมุ ควบคมุ (ไมเ ตมิ สารทดสอบ)ในการทดสอบใชย าDoxorubicin
เปน positive control

การวเิ คราะหขอ มลู ทางสถติ ิ
วเิ คราะหค า IC50 โดยใชค วามสมั พนั ธแ บบ non-linear regression ระหวา ง %viability และความเขม ขน

ทท่ี ดสอบ สวนการเปรยี บเทียบคา IC50 ของสารตัวอยางในเซลลแตล ะชนิด ใชส ถติ ิ One-way ANOVA วิธี Tukey's
multiple comparisons test โดยโปรแกรม GraphPad Prism version 9.0.0 ท่ีระดบั ความเชอื่ มัน่ รอ ยละ 95

460 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ความเปน พิษของสารสกัดชอดอกกัญชาพันธุไ ทยตอเซลลมะเร็งเพาะเล้ียง ศรายธุ ระดาพงษ และคณะ

ผล

ปริมาณสารสกดั กญั ชาและแคนนาบนิ อยด
สารสกัดชอดอกเพศเมียของกัญชาพันธุไทย 3 พันธุ ไดสารสกัดท่ีมีสีกึ่งแข็งกึ่งเหลวสีเหลืองนาํ้ ตาล

การวิเคราะหปรมิ าณสารสาํ คัญในกลมุ cannabinoids ไดปรมิ าณ THC และ CBD ดังแสดงในตารางที่ 1 PTC0601
PTC0602 และ PTC0729 ใหคา yield ใกลเคยี งกนั เทากับ 8.27, 7.10 และ 7.07% ตามลาํ ดับ และจากการวิเคราะห
ปริมาณสารสาํ คัญดวยวิธี HPLC THC มีปริมาณเทากับ 20.08, 38.03 และ 4.28% ตามลาํ ดับ ในขณะที่ปริมาณ
CBD มคี า เทากับ 12.18, 3.55 และ 25.89 % ตามลาํ ดบั เม่ือเทยี บสดั สว นระหวาง THC : CBD พบวา PTC0602
ใหคา THC ในสัดสวน 10 : 1 ในขณะท่ี PTC0729 ใหคา CBD ในสดั สว นสงู กวา พนั ธอุ นื่ มีคา 1 : 6 สวนตัวอยาง
PTC0601 มคี า สดั สวนของสารทใ่ี กลเคยี งกันประมาณ 2: 1

ตารางท่ี 1 ปริมาณสารสกดั (% yield) THC และ CBD ในตวั อยา งกัญชา

รหัสตัวอยา งสารสกดั Yield (%) Total THC (%) Total CBD (%) THC: CBD
PTC0601 8.27 20.08 12.18 2: 1
PTC0602 7.10 38.03 3.55 10: 1
PTC0729 7.07 4.28 25.89 1: 6

ความเปนพิษตอเซลลม ะเร็งเพาะเล้ียงดว ยวิธี MTT assay
สารสกดั กญั ชาพนั ธไุ ทยทง้ั 3 พนั ธุ สามารถยบั ยง้ั หรอื ฆา เซลลม ะเรง็ ได โดยมคี า ความเขม ขน สงู สดุ ของตวั อยา ง
ทั้ง 3 ชนิด ท่ีฆาเซลลมะเร็งท้ัง 7 ชนิด ไดมากกวา 90% เทียบกับกลุมเซลลควบคุมท่ีมีคาตํ่ากวา 100 ไมโครกรัม/
มิลลิลิตร โดยคาความเขมขน ของตัวอยางทงั้ 3 ชนดิ จะอยูในชวง 0.78-100 ไมโครกรัม/มลิ ลลิ ติ ร เมือ่ นาํ คา รอ ยละ
ซทกองึ่าย้ังรมูใ7มนีคชชีชานวีตวติงดิ่ําสแ0ดดุล.งั1ะเแม0คสื่อ-วดเ1าปมง.4ใรเ3นขยี มตบไขามเทรนโายีคขงบรอทกกง่ี 2รสบั ัมาเยรซ/าลมวลdิเลิ คอoลรxืน่ิลาoๆติะrหรuเแทbคบiาาcกบiIับnCnซ45o0.่งึn6เข-ป7อlน±iงnp1Peo.aT3sr1Cit,r0ie3v6g.e06r1c6eos±PnsiTt0or.Cno4l03คใ6แาํห0นล2ค วะาณแ2Iลค.C8ะา510PI±ตCTอ05C0เ.ซ80ตล57อล2เไซ9เมพลโตาคละอ มรเเกละซรเี้ยลรมังล็งช/เ พนมMดิลิาCะลตเFิลาลง-ิต้ียๆ7รง
ตามลําดับ ในเซลล A-498 ใหคา 7.35 ± 0.92, 7.97 ± 0.79 และ 5.48 ± 0.27 ไมโครกรมั /มลิ ลลิ ิตร ตามลําดบั ซึ่ง
ตา่ํ กวา ในเซลล HepG2 เล็กนอ ย ใหคา เทากับ 9.36 ± 0.48, 8.13 ± 0.86 และ 7.65 ± 0.49 ไมโครกรัม/มิลลลิ ิตร
ตสตโดวาายมนมใลใลนนําาํ เดเดซซับลับลลลในใC นPเaซเAcซลoNลล-ลC2C -ใaAห1c-คoใ-5า ห24IคC9แา 5ล0แIะเCลทPะา50AกเAบัNท-า1Cก16-ับ.7712±1ให8ม1.คี.แ55าน80Iว,±Cโ11น450..ม66ข5ท5อ,ี่จ±งะ1ส2ถ9า.ร.ูก015ยP9ับแT±ลยC1ะ้ัง0.ด2765ว90.ย12แต1Pลัว±TะอC2ย2.า034ง61.4ส0ไ0า2มร±โแสคล0กร.ะัดก8P8รทมัT่ีมไ/Cมี มTโ0ลิค7Hลร2ลิกC9ติรใมัรสก/ตูงลมาใเมคนิลลลียเซาํลงิ ดกลิตบันัลร
สAว -น5ใ4น9เซใลหลเมค Aอื่า-เป1ICร7ยี25บ0ใเหเททค ยี าา บกIคับCว5า02มเ3ทแ.า4ตก1กบั ±ต2า 1ง3.ข.98อ11ง,±ค1า1ค0.1ว.09า,2ม1เ±ป5.น11.พ10ษิ±5ข2แอ.5ลง2สะาแร2ลส6ะก.93ดั 03ท.±6งั้ 832±.พ21นั7.ธ5ไุ9โมดไโมยคใโรชคกสรรกถัมรติ มั/ิ Oม/มnิลeลิล-ลิลwลิิตติaรรyตตAาาNมมลลOําาํ VดดAับับ
และ Tukey's multiple comparisons test ดงั แสดงในภาพที่ 1 สารสกัดกญั ชาท้ัง 3 ชนดิ มีพษิ ตอ เซลล MCF-7
แสูงลสะดุ PT(ใCห0ค 6า 01ICแ5ล0ะตราํ่ะสดุดบั )ควซาึ่งมมแคี ตวกามตแางตอกยตา า งงมขนี อยังสคําา คIัญCท50างอสยถา ติ งมขิ อนี งยั สสาํารคสญั กัด(ทpงั้ <30พ.0นั 5ธ)ุ ระหวางตัวอยาง PTC0729
ยังมีความเหมือนกันในเซลล
HepG2 (p < 0.05 ระหวา งตวั อยาง PTC0729 และ PTC0601) สว นในเซลล A-549 A-172 และ Caco-2 สารสกัด
PแลTะCp06<002.0ใ0ห5ค )า เมICือ่ 5เ0ทตยี ํ่าบสกุดบั เมสาอื่ รเสปกรดัยี บPเทTียCบ0ก7บั29สารสกัดสองชนิด และแตกตา งอยางมนี ัยสําคญั ทางสถิติ (p < 0.0001

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 461
ปที่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis Extracts on Cancer Cell Lines Sarayut Radapong et al.

ภาพท่ี 1 ผลของสารสกัดกัญชาไทย PTC0601 PTC0602 และ PTC0729 ตอเซลลมะเร็งเพาะเล้ียง 7 ชนิด
ใคนาเซIลCล50มะแเสร็งดแงตคลาเะฉชลน่ียิด±โดสยวนใชเสบถี่ยิตงเิ บOนnมeา-ตwรaฐyานAN(nO=V3)A เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉล่ียของสาร
และ Tukey's multiple comparisons test
(ns = not significant, *p < 0.05, **p < 0.005, ***p < 0.0005 และ ****p < 0.0001)

การเปล่ียนแปลงลักษณะของเซลลมะเร็ง MCF-7 กลุมควบคุมและหลังการบมในสารสกัดกัญชาพันธุไทย
3 พนั ธุ ท่ีระดบั ความเขม ขน 5 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เปน เวลานาน 48 ช่วั โมง จากน้ันสองดว ยกลองจุลทรรศนหวั กลับ
(Inverted Microscope) กําลงั ขยาย 20 เทา จะเหน็ ความแตกตา งระหวา งกลมุ เซลลค วบคมุ ซงึ่ ไมเ ตมิ สารทดสอบเซลล
มีรูปรา งปกตแิ บบเซลลเย่อื บุ (epithelial-like) มหี วั ทาย รปู เหล่ยี ม สามารถสังเกตเหน็ ขอบเขตเซลลแ ละนิวเคลยี ส
มคี วามหนาแนน ของเซลลป ระมาณรอ ยละ 75-80 ของพืน้ ท่ี สวนเซลลท ่ีทดสอบกับสารสกัดกัญชาท้ัง 3 พนั ธุ ทรี่ ะดบั
ความเขมขนสงู จะทําใหเซลลตาย (เซลลตายประมาณรอ ยละ 100 ที่ความเขม ขน 10 ไมโครกรมั /มลิ ลิลิตร) สารสกัดที่
ระดับความเขม ขน 5 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร จะทําใหเซลลหดตัว ลักษณะกลมผวิ ขรุขระ เกาะกลุมหรือเปนเซลลเด่ยี วทัง้
บนผิวขวดเลยี้ งเซลลแ ละในอาหารเลย้ี ง โดยในสารสกัด PTC0601 และ PTC0602 เซลลท ่ีตรวจพบจะมีลกั ษณะคลา ย
กนั เปนกลมุ เซลลหดตัว กระจายบนพ้ืนผิวขวดนอยกวารอ ยละ 50 ของพื้นท่ี สว นสารสกดั PTC0729 จะเหน็ เซลลหด
ตัวกลม สวนใหญเ ปน เซลลเ ดี่ยว กระจายตวั นอ ยกวารอ ยละ 20 ของพืน้ ที่ ดังแสดงในภาพที่ 2

ตารางที่ 2 คา IC50 (ไมโครกรมั /มลิ ลลิ ติ ร) ของสารสกดั กญั ชา PTC0601 PTC0602 PTC0729 และยา Doxorubicin
ตอ เซลลมะเร็งเพาะเลย้ี ง 7 ชนิด

Cell lines IC50 (ไมโครกรมั /มลิ ลิลติ ร)*
A-549
A-172 PTC0601 PTC0602 PTC0729 Doxorubicin
A-498 23.41 ± 1.91 10.92 ± 1.05 26.90 ± 2.27 0.18 ± 0.04
Caco-2 23.8 ± 1.10 15.11 ± 2.52 33.68 ± 1.59 0.44 ± 0.15
HepG2 7.35 ± 0.92 7.97 ± 0.79 5.48 ± 0.27 0.16 ± 0.01
MCF-7 16.77 ± 1.50 14.65 ± 2.05 25.21 ± 2.41 1.43 ± 0.02
PANC-1 9.36 ± 0.48 8.13 ± 0.86 7.65 ± 0.49 0.15 ± 0.03
4.67 ± 1.31 3.66 ± 0.43 2.81 ± 0.85 0.10 ± 0.01
18.58 ± 1.65 19.19 ± 1.79 23.40 ± 0.88 0.31 ± 0.01

*คาเฉล่ยี ±สว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน

462 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ความเปนพษิ ของสารสกดั ชอ ดอกกัญชาพนั ธุไทยตอ เซลลม ะเรง็ เพาะเล้ียง ศรายธุ ระดาพงษ และคณะ

ภาพที่ 2 การเปล่ียนแปลงลักษณะของเซลลมะเร็ง MCF-7 กลุมควบคุมและหลังการบมกับสารสกัดกัญชา
พันธุไทย 3 พันธุ ท่ีระดับความเขมขน 5 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เปนเวลานาน 48 ชั่วโมง จากนั้น
สอ งดว ยกลอ งจลุ ทรรศนห วั กลบั (Inverted Microscope) กําลังขยาย 20 เทา (A) ภาพเซลลก ลุมควบคมุ
(B) ภาพเซลลทท่ี ดสอบกับสาร PTC0601 (C) ภาพเซลลท่ที ดสอบกบั สาร PTC0602 และ (D) ภาพเซลล
ทที่ ดสอบกับสาร PTC0729

วิจารณ

สารสกดั กญั ชาพันธไุ ทยทง้ั 3 ตัวอยาง สกัดไดจากกัญชาทม่ี ปี รมิ าณสารแคนนาบินอยด THC และ CBD
แตกตา งกันดว ยวธิ ี HPLC สารสกดั PTC0602 มีปริมาณ THC สงู กวา (THC: CBD = 10: 1) สว น PTC0729
มปี รมิ าณCBDสงู กวา (THC:CBD=1:6)และPTC0601เปน พนั ธุTHCและCBDใกลเ คยี งกนั (THC:CBD=2:1)
จากการผลทดสอบความเปนพิษตอเซลลเพาะเล้ียงจะเห็นไดอยางชัดเจนวาสารสกัดกัญชาสามารถยับยั้งเซลลมะเร็ง
ทงั้ 7 ชนิดไดดี โดยมปี ระสิทธภิ าพสงู สดุ 3 อันดับแรก ตอเซลลม ะเร็งเตานม (MCF-7) เซลลมะเร็งไต (A-498)
และเซลลมะเร็งตับ (HepG2) สารสกัด PTC0729 ซึ่งเปนตัวอยางกัญชาที่มีปริมาณ CBD สูง มีความจําเพาะและ
เปน พษิ สงู สดุ ใหค า IC50 เทา กบั 2.81 ± 0.85, 5.48 ± 0.27 และ 7.65 ± 0.49 ไมโครกรมั /มลิ ลลิ ติ ร ตามลําดบั ซงึ่ แตกตา ง
อยา งมนี ยั สาํ คญั (p < 0.05) เมอื่ เปรียบกบั PTC0601 หรอื PTC0602 พบวามีปริมาณ CBD ต่ํากวา สอดคลอ งกับ
รายงานการทดสอบ CBD สามารถยับยัง้ เซลลมะเรง็ เตา นมชนิด ErbB2-positive โดยการกระตุน การแสดงออกของ
cannabinoid receptor 2 (CB2), ELK1, Tyrosine kinase C-Src TRPV1 ยบั ยงั้ การเจรญิ ของเซลล(18) อยางไร
ก็ตามมกี ารรวบรวมงานวิจยั ที่แสดงใหเ ห็นวา CBD ยับยัง้ เซลลมะเรง็ สมอง (U87-MG, T98G, SF126, U251MG)
อยา งไดผ ล โดยยบั ยง้ั การเจรญิ และการรกุ ราน (invasion) ของเซลล( 11)สว นสารสกดั PTC0602 ซงึ่ มปี รมิ าณ THC สงู
จะมคี วามจาํ เพาะตอ เซลลม ะเร็งปอด (A-549) เซลลมะเร็งลําไส (Caco-2) เซลลม ะเร็งสมอง (A-172) และมะเร็ง
ตับออน (PANC-1) ใหคา IC50 ตํ่ากวา PTC0601 และ PTC0729 อยางมีนัยสาํ คัญทางสถิติ จากผลการทดลอง

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 463
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis Extracts on Cancer Cell Lines Sarayut Radapong et al.

จะสงั เกตไดวา สารสกัด PTC0601 ซงึ่ มสี ัดสวนของ THC และ CBD ใกลเ คียงกันไมม คี วามจาํ เพาะตอเซลลม ะเร็ง
ชนิดใดเลย หากกลไกในการตานมะเร็งของสารสกัดกญั ชาผานการแสดงออกของ CB1 และ CB2 เปนหลกั CBD ซึ่ง
ปกตกิ ลไกการออกฤทธจิ์ ะไมไ ดเขาจับกับ CB1 โดยตรง แตจ ะทาํ ตัวเปน competitor ขดั ขวาง THC ในการจบั กับ
เซลลต วั รบั (19)ซงึ่ ทําใหป ระสทิ ธภิ าพในการยบั ยงั้ เซลลม ะเรง็ ลดลง อยา งไรกต็ ามในสารสกดั กญั ชายงั มสี ารอนื่ ๆ นอกจาก
สารในกลุมแคนนาบินอยด เชน ฟลาโวนอยด เทอรปน อยด และอัลคาลอยด ซง่ึ อาจมีผลตอเซลลม ะเรง็ จากฤทธิย์ ับยง้ั
เซลลม ะเรง็ ทไี่ ดส ามารถใชเ ปน ขอ มลู ในการพฒั นากญั ชาพนั ธไุ ทยเปน ยาตา นมะเรง็ ตอ ไปได รวมถงึ ควรมกี ารศกึ ษาพษิ
วทิ ยาในสตั วท ดลองเพอ่ื ใหเ กดิ ความปลอดภยั นา เชอ่ื ถอื เพอื่ นาํ ขอ มลู ไปใชใ นการศกึ ษาวจิ ยั หรอื พฒั นาผลติ ภณั ฑต อ ไป

สรุป

สารสกัดชอดอกของกัญชาพันธุไทย 3 พันธุ ไดแก PTC0601 (THC : CBD=2 : 1), PTC0602
(THC: CBD=10 : 1) และ PTC0729 (THC : CBD=1: 6) แสดงฤทธิ์ยบั ย้งั เซลลม ะเรง็ ทั้ง 7 ชนิด โดย PTC0729
ซง่ึ มปี รมิ าณ CBD สงู มคี วามจําเพาะแตกตา งอยา งมนี ยั สําคญั ทางสถติ แิ ละเปน พษิ สงู สดุ ตอ เซลลม ะเรง็ เตา นม (MCF-7)
เซลลม ะเรง็ ไต (A-498) และเซลลมะเรง็ ตับ (HepG2) ใหคา IC50เทา กบั 2.81 ± 0.85, 5.48 ± 0.27 และ 7.65±0.49
ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ตามลําดับ สวน PTC0602 ซ่ึงมีปริมาณ THC สูง แสดงควาเปนพิษจําเพาะตอเซลลมะเร็ง
ปอด (A-549) เซลลมะเร็งลาํ ไส (Caco-2) เซลลม ะเรง็ สมอง (A-172) และมะเรง็ ตบั ออน (PANC-1) ใหค า IC50
เทา กบั 10.92 ± 1.05, 14.65 ± 2.05, 15.11 ± 2.52 และ 19.19 ± 1.79 ไมโครกรมั /มลิ ลิลิตร ตามลําดบั ในขณะที่
PTC0601 มีพิษตอเซลลเพาะเลี้ยงแตไมจําเพาะกับเซลลใด จะเห็นไดวาสารสกัดกัญชาพันธุไทยสามารถยับย้ังเซลล
มะเรง็ เพาะเล้ยี งได เนื่องจากงานวิจยั นี้เปนการศึกษาวิจยั ในชอดอกกัญชา ซึ่งยังจัดเปน ยาเสพติด ดังน้ันผลการทดลอง
ไมไ ดสะทอ นไปถงึ การใชส วนอน่ื ๆ ของกญั ชา ซ่ึงผวู ิจยั จะมีการศกึ ษาสว นตา งๆ ของกัญชา เชน ใบ กิ่ง กาน ลาํ ตน ราก
ของกัญชาและเมล็ดตอ ไป

กติ ติกรรมประกาศ

งานวจิ ยั นไี้ ดร บั การสนบั สนนุ งบประมาณจากสํานกั งานคณะกรรมการสง เสรมิ วทิ ยาศาสตร วจิ ยั และนวตั กรรม
(สกสว.) ขอขอบพระคณุ เจา หนา ทห่ี อ งปฏบิ ตั กิ ารเพาะเลยี้ งเนอ้ื เยอื่ และหอ งปฏบิ ตั กิ ารจโี นมกิ สพ ชื ในการจดั หาตวั อยา ง
กัญชาพันธุไทยทั้ง 3 ตัวอยาง ภก. เสกรชตกร บัวเบา เจาหนาที่ศูนยตรวจสอบและรับรองคุณภาพสมุนไพรในการ
วเิ คราะหป รมิ าณสารทางเคมี เจา หนา ทหี่ อ งปฏบิ ตั กิ ารพษิ วทิ ยาทกุ ทา นทใ่ี หค วามชว ยเหลอื ในการทํางานวจิ ยั เปน อยา งดี

เอกสารอางอิง

1. National Cancer Institute. Cancer statistics. [online]. 2020; [cited 2021 Jun 30]; [4 screens].
Available from : URL : https://www.cancer.gov/about-cancer/understanding/statistics.

2. พระราชบญั ญัติยาเสพตดิ ใหโทษ ฉบบั ท่ี 7 (พ.ศ. 2562). ราชกิจจานุเบกษา เลม 136 ตอนที่ 19 ก (วันที่ 18
กุมภาพนั ธ 2562). หนา 1.

3. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ระบุช่ือยาเสพติดใหโทษในประเภท 5 (พ.ศ. 2563). ราชกิจจานุเบกษา
เลม 137 ตอนพิเศษ 290 ง (วนั ท่ี 14 ธนั วาคม 2563). หนา 33.

4. Bangkok Post. Thai cannabis market worth B21bn by 2024. [online]. 2019; [cited 2021 Jun 30];
[2 screens]. Available from : URL : https://www.bangkokpost.com/business/1674900/thai-
cannabis-market-worth-b21bn-by-2024.

464 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ความเปน พิษของสารสกัดชอดอกกัญชาพนั ธุไทยตอเซลลมะเร็งเพาะเล้ยี ง ศรายธุ ระดาพงษ และคณะ

5. Small E, Cronquist A. A practical and natural taxonomy for Cannabis. Taxon 1976; 25(4) :
405-35.

6. Piomelli D, Russo EB. The Cannabis sativa versus Cannabis indica debate : an interview with
Ethan Russo, MD. Cannabis Cannabinoid Res 2016; 1(1) : 44-6.

7. Hanus LO, Meyer SM, Munoz E, Taglialatela-Scafati O, Appendino G. Phytocannabinoids : a
unified critical inventory. Nat Prod Rep 2016; 33(12) : 1357-92.

8. Moreau M, Ibeh U, Decosmo K, Bih N, Yasmin-Karim S, Toyang N, et al. Flavonoid derivative
of Cannabis demonstrates therapeutic potential in preclinical models of metastatic pancreatic
cancer. Front Oncol 2019; 9 : 660. (9 pages).

9. Bonini SA, Premoli M, Tambaro S, Kumar A, Maccarinelli G, Memo M, et al. Cannabis sa-
tiva : a comprehensive ethnopharmacological review of a medicinal plant with a long history.
J Ethnopharmacol 2018; 227 : 300-15.

10.ศรายธุ ระดาพงษ, พราว ศุภจรยิ าวัตร, เมธนิ ผดงุ กิจ. ฤทธ์ิทางเภสชั วทิ ยาและพิษวิทยาของกญั ชา. ว กรมวทิ ย พ
2564; 63(1) : 219-32.

11. Daris B, Verboten MT, Knez Z, Ferk P. Cannabinoids in cancer treatment : therapeutic potential
and legislation. Bosn J Basic Med Sci 2019; 19(1) : 14-23.

12. Zhelyazkova M, Kirilov B, Momekov G. The pharmacological basis for application of cannabidiol
in cancer chemotherapy. Pharmacia 2020; 67(4) : 239-52.

13. Chakravarti B, Ravi J, Ganju RK. Cannabinoids as therapeutic agents in cancer : current status
and future implications. Oncotarget 2014; 5(15) : 5852-72.

14. Velasco G, Sánchez C, Guzmán M. Endocannabinoids and cancer. Handb Exp Pharmacol 2015;
231 : 449-72.

15. American Cancer Society. Marijuana and cancer. [online]. 2020; [cited 2021 Jun 30]; [9 screens].
Available from : URL : https://www.cancer.org/treatment/treatments-and-side-effects/
complementary-and-alternative-medicine/marijuana-and-cancer.html.

16. ส. สทุ ธพิ นั ธ. กญั ชา สรรพยาแหงความหวงั . [ออนไลน]. 2563; [สืบคน 5 พ.ย. 2563]; [23 หนา]. เขา ถึงไดท่ี :
URL : https://www.satapornbooks.co.th/imgadmins/product_pdf/201910_01_Kaancha.pdf.

17. กญั ชงกัญชา.COM. รอข้นึ ทะเบยี น “กญั ชาพันธไุ ทย” อีก 4 พันธุ พรอมใชประโยชนทางการแพทย. [ออนไลน].
2564; [สืบคน 30 มิ.ย. 2564]; [4 หนา]. เขาถึงไดที่ : URL : https://www.xn--12carlcod7zem.
com/31/599/.

18. Caffarel MM, Andradas C, Mira E, Pérez-Gómez E, Cerutti C, Moreno-Bueno G, et al.
Cannabinoids reduce ErbB2-driven breast cancer progression through Akt inhibition. Mol
Cancer 2010; 9:196. (11 pages).

19. Lu HC, Mackie K. An introduction to the endogenous cannabinoid system. Biol Psychiatry
2016; 79(7) : 516-25.

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 465
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis Extracts on Cancer Cell Lines Sarayut Radapong et al.

Investigation of the Cytotoxicity of
Thai Cannabis Extracts on Various Cancer

Cell Lines

Sarayut Radapong1 Praw Suppajariyawat1 Tiyanee Sahad1 Nathaphat Harnkit1
Kanchariya Phankhajon1 Phatipan Primprai1 Phichet Banyati1 Siriwan Chaisomboonpan1
Pornchai Sincharoenpokai1 and Kenneth J Ritchie2
1Department of Medical Sciences, Tiwanon Road, Muang, Nonthaburi 11000, Thailand
2Liverpool John Moores University, Byrom Street, Liverpool L3 3AF, United Kingdom

ABSTRACT Cannabis (Cannabis sativa L.) is an addictive plant. Currently, in Thailand, the plant is
legalized for medical use and scientific research. It consists of two main active cannabinoids; ∆9-tetra-
hydrocannabinol (THC) and cannabidiol (CBD), both of which report a wide range of pharmacological
effects. This research aims to study the toxicity of Thai cannabis female inflorescence extracts on seven
cancer cell lines. The three cannabis strains, namely PTC0601, PTC0602 (THC dominant) and PTC0729
(CBD dominant), were extracted using supercritical fluid extraction and then quantitatively analyzed
using HPLC. Cytotoxicity was investigated by MTT assay. The results showed that all three extracts
posed toxicity to all seven cancerous cell lines. PTC0729; (THC: CBD=1 : 6), demonstrated significantly
different toxicity and specificity to breast cancer cell lines (MCF-7), renal carcinoma (A-498) and
hepatocellular carcinoma (HepG2) with IC50 values of 2.81 ± 0.85, 5.48 ± 0.27 and 7.65 ± 0.49 µg/mL,
respectively. PTC0602; (THC : CBD=10 : 1), showed specific toxicity against lung cancer cells (A-549),
colon cancer cells (Caco-2), brain cancer cells (A-172) and pancreatic cancer (PANC-1) with IC50
values of 10.92 ± 1.05, 14.65 ± 2.05, 15.11 ± 2.52 and 19.19 ± 1.79 µg/mL, respectively. Whereas, PTC0601
(THC: CBD=2: 1) was cytotoxic but not specific to any cell lines. In conclusion, the three Thai cannabis
extracts exhibited cytotoxicity towards several cancer cell lines and may have the potential to be developed
as anti-cancer drugs.
Keywords: Thai cannabis, Cytotoxicity, Cancer cells, ∆9-tetrahydrocannabinol (THC), Cannabidiol

(CBD)

466 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

นิพนธตนฉบบั ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 467-477

การศกึ ษาฤทธ์สิ มานแผลของสารสกัดชอดอกกญั ชา
เพศเมยี พนั ธไุ ทยตอเซลลป อดเพาะเลยี้ ง

พรชยั สินเจริญโภไคย ตีญานี สาหดั พราว ศุภจริยาวัตร ศรายุธ ระดาพงษ เสกรชตกร บวั เบา พเิ ชฐ บญั ญตั ิ
ศิริวรรณ ชัยสมบรู ณพ นั ธ และณฐภทั ร หาญกิจ
กรมวิทยาศาสตรการแพทย ถนนติวานนท อาํ เภอเมอื ง นนทบุรี 11000
บทคดั ยอ การตดิ เชอ้ื ทรี่ ะบบทางเดนิ หายใจสว นบนเปน ปญ หาทางสาธารณสขุ ทพี่ บไดบ อ ย รวมถงึ การตดิ เชอื้ ดว ยไวรสั โคโรนา
2019 ซ่ึงผูติดเชื้ออาจเกิดภาวะแทรกซอนในระบบทางเดินหายใจสวนลางนําไปสูการเกิดปอดอักเสบ สงผลตอความเสียหาย
ของเซลลป อดได งานวจิ ยั นจี้ งึ มวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ ศกึ ษาฤทธส์ิ มานแผลของสารสกดั ชอ ดอกกญั ชาเพศเมยี พนั ธไุ ทยตอ เซลลป อด
เพาะเลยี้ ง (SV-80) ดวย scratch assay ในหลอดทดลอง ผลการทดลองพบวา สารสกดั กญั ชา PTC0601 มคี ณุ สมบตั ิท่มี ี
ประสิทธิภาพในการสมานแผล เพ่ิมการกระตุน เซลล การแบง ตวั เพม่ิ จาํ นวน และการเคล่ือนท่ีของเซลล SV-80 ที่ความเขมขน
2.5 ไมโครกรมั /มลิ ลติ ร สว นสารสกดั กญั ชา PTC0729 ไมส ามารถเหนย่ี วนําเซลล SV-80 ทคี่ วามเขม ขน ตา งๆ ได เมอ่ื เปรยี บเทยี บ
กบั กลมุ ควบคมุ ดงั นนั้ ขอ มลู เบอ้ื งตน นี้ แสดงใหเ หน็ วา กญั ชาไทยมปี ระสทิ ธภิ าพการสมานแผลในเซลลป อดเพาะเลยี้ งได สามารถ
พัฒนาเปนผลิตภัณฑสุขภาพเพื่อใชในการดูแลสุขภาพผูปวยที่มีการติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจ อยางไรก็ตามการนาํ สาร
สกดั กัญชาไปพฒั นาเปน ผลิตภัณฑสุขภาพควรคํานึงถึงสัดสวนขององคป ระกอบสารสําคัญ นอกจากนี้การพัฒนาเปนผลิตภัณฑ
สุขภาพควรทดสอบกลไกการสมานแผลเพ่ิมเติมในเซลลปอดเพาะเล้ียงชนิดเซลลเยื่อบุ รวมถึงการศึกษาฤทธ์ิ
การตานอักเสบ และการศึกษาดานความปลอดภัยของสารสกัดจากชอดอกกัญชาเพศเมีย เพื่อเปนขอมูลสนับสนุนการพัฒนา
เปน ผลิตภณั ฑส ุขภาพตอ ไป
คําสาํ คัญ: สารสกัดชอ ดอกกัญชาเพศเมยี พนั ธไุ ทย, เซลลป อดเพาะเล้ยี ง, การสมานแผล

Corresponding author E-mail: [email protected]

Received: 15 July 2021 Revised: 25 August y 2021 Accepted: 30 August 2021

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 467
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Wound Healing Effect of Cannabis Extracts on Lung Cell Lines Pornchai Sincharoenpokai et al.

บทนาํ

การตดิ เชอ้ื ในระบบทางเดนิ หายใจสวนบน (upper respiratory tract infection, URI) เปน ปญ หาทาง
สาธารณสุขที่พบบอ ย สาเหตสุ ว นใหญเกิดจากเชอ้ื ไวรสั เชน rhinoviruses, influenza viruses, parainfluenza
viruses และ adenovirus ผูปว ยทตี่ ิดเช้ือจะมอี าการคดั จมกู นา้ํ มูกขน หรอื เหลือง และอาจมีไขในชว งแรก จากน้นั
อาการจะคอ ยๆ ดีขน้ึ ใชเวลานาน 7-10 วัน ภาวะแทรกซอ นท่พี บบอย เชน หูชัน้ กลางอักเสบ ไซนสั อกั เสบ ปอดอักเสบ
จากเชอ้ื แบคทเี รยี (1)ในปจ จบุ นั พบโรคตดิ เชอ้ื ในระบบทางเดนิ หายใจสว นบนดว ยเชอื้ ไวรสั พนั ธใุ หมท เี่ รยี กวา โรคตดิ เชอื้
ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) เกิดจากการติดเชื้อไวรสั SARS-CoV-2 ผูปว ยท่เี ปน โรคจะมอี าการทางระบบทาง
เดนิ หายใจ มไี ข ออ นเพลยี ไอ หายใจหอบเหนือ่ ย หายใจลาํ บาก เนอ่ื งจากเซลลที่ตดิ เช้อื ไวรัสจะเกาะกันเปน กลมุ กอน
(cytopathic effect) และทําใหเ ซลลตายจงึ ทําใหเกดิ พยาธสิ ภาพ (สภาพของโรคท่ีเกดิ กบั รางกาย) ในปอด ผปู วย
ท่ีมีอาการของโรคที่ไมรุนแรงพยาธิสภาพในปอดท่ีเกิดข้ึนจะสามารถฟนคืนกลับมาไดหากไดรับการดูแลรักษาอยาง
ตอ เนอ่ื งซงึ่ อาจจะใชร ะยะเวลาคอ นขา งนาน ในกรณที อ่ี าการรนุ แรงมาก อาจทาํ ใหเ กดิ ภาวะตดิ เชอ้ื ในระบบทางเดนิ หายใจ
สว นลา ง (lower respiratory tract infection, LRI) ไดแก ปอดบวม ปอดอักเสบ หรือภาวะแทรกซอ นอ่นื เชน
ไตวาย หรอื อาจเสยี ชวี ติ ได(2,3) การแพรร ะบาดของ COVID-19 สง ผลกระทบอยา งมหาศาลตอ ประชากรและเศรษฐกจิ
ทั่วโลก รัฐบาลจึงออกนโยบายและมาตรการตางๆ เพื่อชวยเหลือ บรรเทาความเดือดรอนใหกับผูปวย บคุ ลากรทางการ
แพทยแ ละประชาชนทไี่ ดร บั ผลกระทบ โดยปกตกิ ารรกั ษาโรคตดิ เชอ้ื ในระบบทางเดนิ หายใจจะเปน การรกั ษาตามอาการ
หรอื การใชย าตา นไวรสั ซง่ึ อาจพบผลขา งเคยี งเมอื่ ผปู ว ยไดร บั ยารกั ษา การใชส มนุ ไพรหรอื สารสกดั จากธรรมชาตใิ นการ
รักษาหรือฟนฟูสุขภาพรางกายของผูปวยจึงเปนอีกทางเลือกหน่ึงเพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิต
ของผปู ว ย รวมถึงชวยสนบั สนุนการใชสมุนไพรทองถ่นิ และเปนการเพิ่มมูลคา ของสมนุ ไพร

กัญชาเปนพืชที่มีช่ือวิทยาศาสตรวา Cannabis sativa L. ในวงศ Cannabaceae(4) มีการใชประโยชน
ทางการแพทยม าอยา งยาวนาน จากฤทธติ์ อ จติ ประสาททเี่ กดิ ขนึ้ ในปจ จบุ นั มขี อ มลู ทกี่ ลา วถงึ การใชก ญั ชาอยา งหลากหลาย
เชน การรักษามะเร็ง เปนยากันชัก ลดอาการปวด และใชในโรคเอดส(5, 6, 7, 8, 9) สงผลทําใหกัญชากลายเปนกระแส
ในสังคมไทยอยางมาก ในทางการแพทยแผนไทย พืชกัญชามีสวนท่ีใชเปนตัวยาในตํารับยาเกือบทุกสวน เชน ราก
กานใบ ใบ และเรือนยอดชอดอกตัวเมีย (ซึ่งมีฤทธ์ิแรงที่สุด) ตาํ ราสรรพคุณยาไทยระบุวา กัญชามีรสเมาเบื่อ
มสี รรพคณุ แตกตา งกนั ตามสว นทใี่ ช เชน ใบมสี รรพคณุ แกห อบหดื เจรญิ อาหาร ชกู าํ ลงั แตท าํ ใหจ ติ ใจขลาดกลวั ตาลาย
ประสาทหลอน ดอกมีสรรพคุณแกโรคประสาท ทาํ ใหนอนหลับ เจริญอาหาร ละลายเสมหะในลําคอ เปนตน(10, 11)

องคป ระกอบสารเคมใี นกญั ชาทส่ี าํ คญั ไดแ กสารกลมุ แคนนาบนิ อยด(cannabinoids)เชน ∆9-tetrahydrocannabinol
(∆9-THC) cannabidiol (CBD) cannabinol (CBN) cannabigerol (CBG) cannabichromene (CBC)
และสารกลมุ เทอรพ นี อยด สาร ∆9-THC เปน สารทพ่ี บในปรมิ าณสงู สดุ ในกลมุ แคนนาบนิ อยด โดยอาจพบไดถ งึ รอ ยละ
17.3 รองลงมาไดแก สาร CBG ซ่งึ พบไดร อยละ 16.3 สาร CBN พบรอยละ 9.6 สาร CBD และ CBC พบใน
ปริมาณใกลเ คียงกนั รอยละ 7.7(12) สาร ∆9-THC มฤี ทธิ์กระตุนตัวรบั แคนนาบนิ อยด (cannabinoid receptors)
แบบ partial agonist ทัง้ 2 ชนดิ คือ ชนิด CB1 และ CB2 ทําใหเ กดิ การกระตนุ ระบบประสาท (psychotropic
effect) นอกจากน้ีสาร ∆9-THC ยังทําปฏิกิริยากับตัวรับอื่นๆ ไดอีกหลายชนิด จึงออกฤทธิ์ไดหลากหลาย เชน
ตา นอาเจียน แกปวด ตานมะเร็ง ลดความดนั ในลกู ตา ทาํ ใหเ จริญอาหาร อยา งไรกต็ าม พบวาสาร ∆9-THC อาจทาํ ให
เกิดการตดิ (addiction) และความวติ กกังวล (anxiety) ได( 12,13,14,15) สวนสาร CBD สามารถออกฤทธิผ์ านตัวรับอกี
หลายชนดิ ทาํ ให CBD สามารถออกฤทธติ์ า นการอกั เสบ แกป วด คลายกงั วล ตา นมะเรง็ ตา นการคลน่ื ไสอ าเจยี น และตา น
การชกั ได( 12,13,14,15) จากขอ มลู ดงั กลา วแสดงใหเ หน็ วา กญั ชามสี รรพคณุ ทางยาแผนไทยในการรกั ษาการอกั เสบไดซ ง่ึ เปน
กระบวนการตอบสนองของรางกายตอเนื้อเย่ือท่ีถูกทําลายเพ่ือซอมแซมตัวเองภายหลังไดรับบาดเจ็บ(16) กระบวนการ
ซอ มแซมหรอื การสมานแผล (wound healing) สามารถแบง ได 3 ระยะ ซง่ึ แตล ะระยะมกี ารทาํ งานตอ เนอื่ งและทบั ซอ นกนั

468 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ฤทธิ์สมานแผลของสารสกัดชอ ดอกกัญชาตอเซลลป อดเพาะเลย้ี ง พรชัย สนิ เจริญโภไคย และคณะ

ไดแ ก ระยะที่ 1 ระยะการหา มเลอื ด (hemostasis) และระยะท่มี ีการอกั เสบ (inflammatory phase) ระยะที่ 2
ระยะงอกขยาย (proliferative phase หรือ fibroplasia) และระยะท่ี 3 ระยะปรบั ตวั เขา สภู าวะปกติ (maturation
หรือ remodeling phase) ซ่ึงการสมานแผลท่เี กิดข้ึนทง้ั หมดน้ีจะชวยใหเนอื้ เย่อื กลบั คนื สสู ภาพและทําหนา ที่ไดใ กล
เคยี งปกตมิ ากที่สดุ (17)การศึกษาฤทธิส์ มานแผลดว ยเทคนิค in vitro scratch assay เปน เทคนคิ มาตรฐานที่ใชใ นการ
ศกึ ษาจาํ ลองการสมานแผลของเซลลท ไี่ ดร บั ความเสยี หาย มขี อ ดใี นดา นทส่ี ามารถทาํ การศกึ ษาโดยใชร ะยะเวลาทดลอง
สั้น สามารถเลยี นแบบพฤติรรมในการเคล่อื นยายของเซลล(18) ทดแทนการศึกษาในสตั วทดลองซ่งึ จะชวยลดความทุกข
ทรมานของสัตวทดลอง โดยพบวามีสมุนไพรหรือยาหลายชนิดท่ีใชเทคนิคน้ีในการศึกษาวิจัย เชน การทดสอบฤทธิ์
สมานแผลของสารสกดั จากใบพลตู อ เซลลไฟโบรบลาสต L929 ดวยวิธี in vitro scratch assay ซง่ึ พบวา สว นสกดั
ใบพลูดวยไดคลอโรมีเทนสามารถกระตุนการเพ่ิมจํานวนของเซลลไฟโบรบลาสตและการเคล่ือนยายของเซลลได( 19)
นอกจากน้ี เทคนิคดงั กลาวยงั สามารถใชศึกษาฤทธ์ขิ องยา pulvomycin ในการยับย้ังการเจรญิ ของเซลลมะเร็งเตานม
ชนิด MDA-MB-231 human TNBC cells พบวา ยา pulvomycin สามารถยบั ยั้งการเพิ่มจํานวนและการเคลื่อน
ยา ยของเซลลม ะเร็งเตา นมดังกลาวได(20) เนือ่ งจากสรรพคณุ และฤทธิท์ างเภสัชวทิ ยาทหี่ ลากหลายของกญั ชาทงั้ ในดาน
ของการแกห อบหืด ละลายเสมหะในลาํ คอ และตานอกั เสบ จงึ เปน พืชท่ีนาจะมีศักยภาพในการนํามาศกึ ษาวิจยั เพ่อื ใช
ในการฟนฟูเซลลปอดท่ีไดรับความเสียหายจากการติดเชื้อไวรัสใหคืนกลับสูสภาพปกติ เปนการลดความรุนแรงของ
โรคและเพมิ่ คณุ ภาพชวี ติ ของผปู ว ยทาํ ใหผ ปู ว ยสามารถกลบั มาใชช วี ติ ไดต ามปกติ ดงั นนั้ การศกึ ษาวจิ ยั นม้ี วี ตั ถปุ ระสงค
เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากชอดอกกัญชาเพศเมียพันธุไทยในการสมานแผลตอเซลลปอดเพาะเลี้ยง โดย
ใชเ ทคนิค in vitro scratch assay

วัสดุและวิธีการ

การเตรยี มวตั ถุดิบ
ตวั อยา งสมนุ ไพรกญั ชาชอ ดอกเพศเมยี พนั ธไุ ทยจาํ นวน 2 พนั ธุ เกบ็ จากโรงเรอื นปลกู แบบ Green house ของ

กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย หนงั สอื สําคญั ผลติ ซงึ่ ยาเสพตดิ ใหโ ทษในประเภท 5 ที่ 90/2564 (ปลกู ) โดยใหร หสั ตวั อยา ง
PTC0601 (พนั ธทุ ่ีมี THC : CBD เทากับ 2 : 1) และรหัสตัวอยา ง PTC0729 (พนั ธทุ ีม่ ี THC : CBD เทากับ 1 : 6)

การสกดั ชอดอกกัญชา
นาํ ตัวอยา งชอดอกเพศเมยี พนั ธุไทย PTC0601 จาํ นวน 132 กรมั และ PTC0729 100 กรมั มาบดหยาบ

แลว สกดั ดวยของไหลวิกฤตยิง่ ยวด (Supercritical Fluid Extraction) โดยใชเ ครอื่ งสกัดรุน Spe-ed SFE บรษิ ัท
Applied Separations ประเทศสหรฐั อเมรกิ า โดยใชแ รงดนั 250 bar ทอี่ ณุ หภูมิของตูอบรอน (hot air oven)
40 องศาเซลเซยี ส จากนน้ั นาํ สารสกดั ทไ่ี ดว เิ คราะหห าปรมิ าณ THC และ CBD ในสารสกดั ดว ยวธิ ี High performance
liquid chromatography (HPLC, model LC-40D, Shimadzu, Japan) มตี วั ตรวจวดั UV-Vis ความยาวคลน่ื
220 ± 4 nm คอลมั น 150 × 3.0 mm C18 InfinityLab Poroshell packed with 2.7 micron particles เฟส
เคลื่อนที่ใช (A) 0.085% H3PO4 in water และ (B) 0.085% H3PO4 in acetonitrile รันแบบ isocratic
30%(A) : 70%(B) โดยนําสารสกัด 20 มลิ ลิกรัม ปรบั ปรมิ าตรดว ย methanol : chloroform ดว ยอัตราสว น 9 : 1
ใน volumetric flask ขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร จากนน้ั ปเ ปตมา 1 มลิ ลลิ ติ ร ปรบั ปรมิ าตร ดว ย methanol ใน volumetric
flask ขนาด 10 มิลลลิ ติ ร นํามากรองดวย nylon syringe filter ขนาด 0.45 micron แลว จงึ นาํ สารละลายตรวจ
วเิ คราะหดวยเครอ่ื ง HPLC

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 469
ปที่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Wound Healing Effect of Cannabis Extracts on Lung Cell Lines Pornchai Sincharoenpokai et al.

เซลลเ พาะเลยี้ งและอาหารเลี้ยงเซลล
นําเซลลปอดเพาะเลี้ยงชนิดปกติ Human fibroblast (SV40-transformed) cell line (SV-80)

ดังแสดงในภาพที่ 1 ซ้อื จากบรษิ ทั CLS Cell line service GmbH ประเทศสหพนั ธส าธารณรัฐเยอรมนี มาเพาะเล้ียง
ในอาหารเลย้ี งเซลลชนดิ Dulbecco's Modified Eagle Medium (DMEM) ประกอบดว ย 2mM L-Glutamine,
0.1 mM Non-essential amino acid, 1 mM Sodium pyruvate และ 10% Fetal bovine serum (FBS)
เลย้ี งในขวดเพาะเลยี้ งเซลล ขนาด 75 ตารางเซนตเิ มตร บม ในตอู บเพาะเชอ้ื แบบใชค ารบ อนไดออกไซด ทอี่ ณุ หภมู ิ 37±1
องศาเซลเซยี ส ความชนื้ รอ ยละ 90±10 และความเขม ขน คารบ อนไดออกไซดร อ ยละ 5.0±1.0 เปน ระยะเวลา 72 ชว่ั โมง

ภาพที่ 1 ลักษณะรปู รา งของเซลลป อดชนดิ ปกติ (SV-80) จากกลองจลุ ทรรศนชนดิ หวั กลับ (กําลังขยาย 10X)

การศึกษาฤทธสิ์ มานแผลตอ เซลลป อดเพาะเลยี้ งดว ยวิธี in vitro scratch assay(21)
เตรียมเซลล SV-80 ใหไดปริมาณของเซลลเทากับ 4.0 × 105 เซลลตอมิลลิลิตรตอหลุม ใสลงในจาน

เพาะเล้ียงเซลลชนิด 24 หลุม ที่มีอาหารเล้ียงเซลล บมในตูอบเพาะเช้ือแบบใชคารบอนไดออกไซด ที่อุณหภูมิ 37
องศาเซลเซียส เปนเวลา 24 ชั่วโมง จนเซลลเจริญและเกาะเต็มบนผิวภาชนะท่ีใชเพาะเล้ียง (monolayer) เปลี่ยน
ถายอาหารเลีย้ งเซลลอ อก ใช SPL ScarTM Scratcher (SPL Life Sciences, Pocheon, Korea) ขีดตรงกลางของ
แตละหลุม และลางเซลลทห่ี ลดุ ออกดว ยอาหารเลย้ี งเซลลท ไี่ มมี FBS เติมสารละลายตวั อยา งที่เตรยี มโดยชัง่ สารสกัด
ชอ ดอกเพศเมยี พนั ธไุ ทย ปรมิ าณ 50 มิลลิกรมั ทาํ ละลายดว ย dimethyl sulfoxide (DMSO) ปรมิ าตร 1 มิลลิลติ ร
จะไดค วามเขมขน ของสารสกดั เริ่มตน 50 มิลลิกรมั ตอมลิ ลิลติ ร จากนัน้ ทาํ การเจอื จางสารสกดั ตัวอยา งดวยอาหารเล้ยี ง
เซลลใหไ ดความเขม ขน ตา ง ๆ ทไ่ี ดท ําการคัดเลือก ดว ยเกณฑก ารคดั เลอื กความเขม ขน ของสารสกดั ตวั อยางตองเปน
ความเขมขนที่ไมก อใหเกดิ ความเปน พิษตอเซลลเพาะเลีย้ ง (สารสกัด PTC0601 ทดสอบท่รี ะดบั ความเขม ขน 0.63,
1.25, 2.50, 5.00 และ 10.00 ไมโครกรมั ตอมลิ ลิลิตร; สารสกัด PTC0729 ทดสอบทีร่ ะดับความเขมขน 0.94, 1.88,
3.75, 7.50 และ 15.00 ไมโครกรมั ตอ มลิ ลลิ ติ ร) หลมุ ละ 1,000 ไมโครลิตร กลมุ ควบคมุ ทําการเติมอาหารเลีย้ งเซลล
แทนสารละลายตัวอยาง หลุมละ 1,000 ไมโครลิตร ถายภาพรอยขีดตรงกลางของแตละหลุมโดยใชกลองจุลทรรศน
ชนดิ หัวกลับ Nikon ECLIPSE i2-E (Nikon, Tokyo, Japan) ท่ีสามารถควบคุมแกส ความช้ืน และอุณหภูมิ
ถา ยภาพทเ่ี วลา 0, 5, 10, 15, 25 และ 35 ชว่ั โมง ภาพทถ่ี กู ถา ยนาํ มาหาพน้ื ทชี่ อ งวา งทเ่ี ปลยี่ นแปลงไปในระยะเวลาตา งๆ
ดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร NIS Elements AR Analysis และคํานวณหาคารอยละการเคลื่อนท่ีของเซลล
(relative migration) ดังนี้

470 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ฤทธสิ์ มานแผลของสารสกดั ชอดอกกญั ชาตอเซลลปอดเพาะเล้ียง พรชยั สนิ เจรญิ โภไคย และคณะ

รอ ยละการเคลือ่ นทีข่ องเซลล = (พน้ื ที่ระยะหางของเซลล T0- พื้นทร่ี ะยะหา งของเซลล Tn) × 100
พนื้ ทร่ี ะยะหา งของเซลล T0
T0 = ระยะเวลาเรม่ิ ตน การทดสอบ
Tn = ระยะเวลาทีก่ าํ หนด

การวิเคราะหขอ มลู ทางสถิติ
นาํ ขอ มลู การศกึ ษาฤทธสิ์ มานแผลตอ เซลลป อดดว ยวธิ ี in vitro scratch assay จากการทดลอง 3 ซา้ํ แบบ

Biological replicates (n = 3) มาคํานวณและเปรยี บเทียบความเขมขนตางๆ ของสารสกดั กับกลุมควบคมุ โดยใช
สถิติ One-way ANOVA วธิ ี Duncan’s New Multiple Range Test โดยโปรแกรม SPSS/PC version 19.0
ทร่ี ะดบั ความเช่อื มัน่ รอ ยละ 95

ผล

การสกัดชอดอกกญั ชา
ชอดอกกัญชาเพศเมีย PTC0601 และ PTC0729 เมื่อสกัดดวยของไหลวิกฤตย่ิงยวด (Supercritical

Fluid Extraction) ไดปริมาณสารสกัด 10.92 และ 7.07 กรมั คิดเปน รอยละของผลผลติ (%yield) เทากับ 8.27
และ 7.07 เมื่อวเิ คราะหหาปรมิ าณ THC และ CBD ในสารสกัด พบวา สารสกดั PTC0601 และ PTC0729 มีปริมาณ
THC และ CBD ดงั แสดงในตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 ปริมาณสาร THC และ CBD ในชอดอกกัญชาเพศเมียพันธุไทย PTC0601 และ PTC0729

รหสั ตวั อยา งสารสกดั กญั ชา THC:CBD Total THC (%) Total CBD (%)
PTC0601 2:1 20.08 12.18
PTC0729 1:6 4.28 25.89

การศึกษาฤทธิ์สมานแผลตอ เซลลปอดดว ยวธิ ี in vitro scratch assay
การศึกษาฤทธ์ิสมานแผลตอเซลลปอดเพาะเล้ียงดวยวิธี in vitro scratch assay ดังแสดงในภาพท่ี 2

และ 3 พบวา สารสกัดกญั ชา PTC0601 ท่ีความเขม ขน 2.50 ไมโครกรมั ตอมิลลลิ ิตร ทําใหม ีการเคล่ือนที่ของเซลล
เพม่ิ ข้นึ แตกตางจากกลุม ควบคมุ อยา งมนี ัยสําคญั ทางสถติ ิ (p<0.05) ทเ่ี วลา 5, 15 และ 25 ช่วั โมง ดังแสดงในตาราง
ที่ 2 โดยพบวามีการเหน่ียวนําใหเ กิดการเคลือ่ นทข่ี องเซลลม ากกวา กลมุ ควบคมุ ทุกชว งเวลา ยกเวนเวลาที่ 35 ช่วั โมง
และพบวาท่คี วามเขมขน 10.00, 1.25 และ 0.63 ไมโครกรัม/มิลลลิ ิตร มผี ลทําใหป ระสทิ ธภิ าพการเคลื่อนท่ีของเซลล
ลดลงแตกตา งกันอยางมีนัยสําคญั ทางสถติ ิ (p<0.05) ที่เวลา 15 และ 25 ชว่ั โมง สาํ หรบั สารสกัดกญั ชา PTC0729
พบวาท่รี ะดบั ความเขมขน 1.88 ไมโครกรัมตอ มลิ ลลิ ิตร มกี ารเคลือ่ นที่ของเซลลเ พมิ่ ขน้ึ แตกตางจากกลุม ควบคุมอยา ง
มนี ยั สําคัญทางสถติ ิ (p<0.05) ทีเ่ วลา 5 ช่ัวโมง เทาน้ัน ดังแสดงในตารางท่ี 3 สวนเวลาอนื่ ๆ สารสกดั กัญชา PTC0729
ทุกความเขมขนไมมีผลตอการเคลอ่ื นที่ของเซลลป อด SV-80 เม่อื เปรียบเทียบกับกลมุ ควบคมุ

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 471
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Wound Healing Effect of Cannabis Extracts on Lung Cell Lines Pornchai Sincharoenpokai et al.

ระยะเวลา ความเขม ขนของสารสกดั (ไมโครกรมั /มลิ ลิลิตร)
(ชั่วโมง)
0 10.00 5.00 2.50 1.25 0.63
0

5

15

25

35

ภาพที่ 2 ผลของสารสกดั กญั ชา PTC0601 ตอ การเคลอ่ื นทขี่ องเซลลป อดเพาะเลย้ี ง SV-80 ทถ่ี กู ขดี ใหเ ปน แผลจาํ ลอง
ดว ย SPLScar™ Scratcher และถา ยภาพดว ยกลอ งจลุ ทรรศนชนิดหัวกลับ ทรี่ ะยะเวลากอ นการทดสอบ
(เวลาที่ 0 ชั่วโมง) และระหวางการทดสอบ (เวลาที่ 5, 15, 25 และ 35 ชวั่ โมง) ภาพทถ่ี ูกถายนาํ มาหาพืน้ ท่ี
ชอ งวางท่เี ปล่ยี นแปลงไปในระยะเวลาตางๆ ดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร NIS Elements AR Analysis

ระยะเวลา ความเขมขนของสารสกัด (ไมโครกรมั /มิลลลิ ิตร)
(ชั่วโมง)
0 15.00 7.50 3.75 1.88 0.94
0

5

15

25

35

ภาพท่ี 3 ผลของสารสกดั กญั ชา PTC0729 ตอ การเคลอ่ื นทข่ี องเซลลป อดเพาะเลย้ี ง SV-80 ทถ่ี กู ขดี ใหเ ปน แผลจาํ ลอง
ดว ย SPLScar™ Scratcher และถายภาพดว ยกลองจุลทรรศนช นิดหัวกลับ ทร่ี ะยะเวลากอนการทดสอบ
(เวลาท่ี 0 ช่วั โมง) และระหวางการทดสอบ (เวลาท่ี 5, 15, 25 และ 35 ชั่วโมง) ภาพทถ่ี ูกถา ยนํามาหาพืน้ ท่ี
ชอ งวางท่ีเปลีย่ นแปลงไปในระยะเวลาตางๆ ดว ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร NIS Elements AR Analysis

472 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ฤทธิ์สมานแผลของสารสกดั ชอดอกกัญชาตอเซลลป อดเพาะเล้ียง พรชยั สนิ เจริญโภไคย และคณะ

ตารางท่ี 2 ผลของสารสกัดชอดอกกัญชาเพศเมียพันธุไทย PTC0601 ตอการเหนี่ยวนําการเคล่ือนที่ของเซลลปอด
เพาะเล้ียง SV-80 ท่ถี ูกขีดใหเปนแผลจําลอง

ความเขม ขน ของ รอ ยละการเคลอื่ นที่ของเซลลป อดเพาะเลย้ี งตามชว งเวลา (ช่วั โมง)*
สารสกัด
05 15 25 35
(ไมโครกรัม/
มิลลลิ ติ ร) 0 21.48 ± 3.44bc 52.19 ± 3.59b 73.24 ± 4.38b 95.75 ± 5.62a
0 11.75 ± 3.89bd 33.75 ± 1.54c 56.79 ± 10.25c 83.88 ± 17.18a
0 0 24.59 ± 4.94ab 60.00 ± 4.46ab 86.62 ± 9.43ab 93.90 ± 10.14a
10.00 0 32.15 ± 2.20a 72.75 ± 9.63a 93.08 ± 4.58a 99.17 ± 1.44a
5.00 0 18.48 ± 4.49bcd 33.25 ± 13.35c 56.35 ± 12.92c 76.34 ± 23.15a
2.50 0 14.94 ± 6.67cd 27.50 ± 3.28c 38.74 ± 5.26d 50.99 ± 1.98b
1.25
0.63

หมายเหตุ: *คาเฉลี่ย ± สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน, คาเฉลี่ยในคอลัมนเดียวกันที่มีอักษรตางกันมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญ

ทางสถิติ (p<0.05)

ตารางท่ี 3 ผลของสารสกดั ชอ ดอกกญั ชาสายพนั ธไุ ทย PTC0729 ตอ การเหนย่ี วนําการเคลอื่ นทข่ี องเซลลป อดเพาะเลย้ี ง
SV-80 ท่ถี กู ขดี ใหเ ปน แผลจาํ ลอง

ความเขมขนของ รอยละการเคลื่อนท่ขี องเซลลปอดเพาะเลยี้ งตามชวงเวลา (ชวั่ โมง)*
สารสกัด
05 15 25 35
(ไมโครกรมั /
มิลลิลิตร)

0 0 21.48 ± 3.44bc 52.19 ± 3.59a 73.24 ± 4.38a 95.75 ± 5.62a

15.00 0 17.07 ± 0.21c 40.83 ± 20.51a 58.97 ± 35.00a 63.40 ± 31.46a

7.50 0 21.43 ± 0.75bc 57.27 ± 15.42a 78.33 ± 20.36a 89.30 ± 16.29a

3.75 0 24.93 ± 6.01b 54.73 ± 23.06a 78.50 ± 28.80a 84.93 ± 25.92a

1.88 0 32.27 ± 4.46a 58.23 ± 15.72a 75.40 ± 22.17a 85.50 ± 17.42a

0.94 0 19.03 ± 2.75bc 52.20 ± 12.87a 78.63 ± 25.71a 84.50 ± 22.32a

หมายเหต:ุ *คา เฉลย่ี ±สว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน, คา เฉลยี่ ในคอลมั นเ ดยี วกนั ทมี่ อี กั ษรตา งกนั มคี วามแตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ
(p < 0.05)

วจิ ารณ

ในประเทศไทยกญั ชาจัดเปน พชื เสพติดตามพระราชบัญญตั ยิ าเสพติดใหโ ทษ พ.ศ. 2522 จงึ ทําใหข าดขอ มูล
งานวจิ ัยดานกญั ชาในประเทศไทยมากวา 40 ป ปจจุบันตามพระราชบัญญัตยิ าเสพตดิ ใหโ ทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562
ไดอ นญุ าตใหส ามารถนาํ กญั ชามาใชใ นกรณเี พอื่ ประโยชนข องทางราชการ การแพทย การรกั ษาผปู ว ย หรอื การศกึ ษาวจิ ยั
และพฒั นาได( 22) ซงึ่ จากขอ มลู งานวจิ ยั กญั ชาพบวา องคป ระกอบสารเคมใี นกญั ชาทส่ี าํ คญั ไดแ ก สารกลมุ แคนนาบนิ อยด
(cannabinoids) เชน ∆9-tetrahydrocannabinol (∆9-THC) cannabidiol (CBD) cannabinol (CBN)
cannabigerol (CBG) cannabichromene (CBC) และสารกลุมเทอรพีนอยด(12) จากการศึกษาการตอบสนอง

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 473
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Wound Healing Effect of Cannabis Extracts on Lung Cell Lines Pornchai Sincharoenpokai et al.

ทางภูมิคุม กันเมอ่ื ใหสาร THC พบวาสาร THC สามารถทาํ ใหกลไกการตอบสนองทางภูมคิ มุ กนั ลดตา่ํ ลงท้ังในหลอด
ทดลองและในสตั วท ดลอง โดยเฉพาะในสว นของกลไกระบบภมู คิ มุ กนั แบบอาศยั เซลล (cell-mediated immunity)
ซ่ึงเปนสวนที่มีความสําคัญเกี่ยวของกับกระบวนการอักเสบและการสมานแผล(23) ดังน้ัน การศึกษาฤทธิ์สมานแผลใน
เซลลปอดของกัญชาจึงเปนท่ีนาสนใจในสถานการณแพรระบาดของเช้ือไวรัสท่ีมีการติดเช้ือระบบทางเดินหายใจและ
มีการทาํ ลายเนอ้ื เยอื่ ของเซลลปอด จากขอ มูลการศกึ ษาครัง้ นไ้ี ดแสดงใหเหน็ วาสารสกดั กัญชา PTC0601 ท่ีมปี รมิ าณ
สดั สว นของ THC : CBD ประมาณ 2 : 1 มศี กั ยภาพในการเหนยี่ วนาํ ใหส มานแผลจาํ ลองเซลลป อดเพาะเลยี้ งชนดิ ปกติ
สามารถฟน ฟูกลับมาไดรวดเรว็ กวากลมุ ควบคมุ อยา งมนี ัยสําคญั ทางสถิติ (p<0.05) สวนสารสกัดกัญชา PTC0729 มี
ปรมิ าณสดั สว นของ THC : CBD ประมาณ 1 : 6 ไมส ามารถเหนย่ี วนาํ ใหเ ซลลป อดเพาะเลย้ี งชนดิ ปกตฟิ น ฟไู ดแ ตกตา ง
จากกลุมควบคุม แสดงใหเห็นวากัญชาที่มีปริมาณสาร CBD สูงไมไดสงผลตอความไวในการสมานบาดแผลเซลล
ปอดเพาะเลย้ี งในหลอดทดลอง สอดคลอ งกบั รายงานของ Klein และคณะ (2018) ซ่งึ ไดศ กึ ษาผลของ CBD ตอ การ
รกั ษาแผลในชองปากสตั วท ดลอง พบวา การรกั ษาดวยการฉีด CBD ในชอ งทอ งไมไ ดส งผลตอการสมานของบาดแผล
ในชอ งปาก แตพบวา ภายหลังจากการใหสาร CBD เปนระยะเวลา 3 วนั สาร CBD ชว ยทาํ ใหบาดแผลมีการอักเสบ
ลดตํ่ากวากลุมควบคุมอยางมีนัยสําคัญ แตอยางไรก็ตามไมพบความแตกตางดังกลาวในวันที่ 7 บงชี้ใหเห็นวา CBD
มีฤทธิ์ในการตานการอักเสบระยะแรกของกระบวนการสมานแผล(24) จากการศึกษาครั้งน้ีแสดงใหเห็นวากัญชาเปน
พืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการสมานแผลตอเซลลปอดเพาะเล้ียงไดเร็วขึ้นเหมาะในการพัฒนาเปนผลิตภัณฑสุขภาพ
เพื่อใชในการดูแลสุขภาพผูปวยที่มีการติดเช้ือไวรัสระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจจะมีสวนชวยดูแลใหผูปวยที่ติดเช้ือ
ในเซลลปอดและเนื้อเยื่อเซลลปอดถูกทําลายสามารถฟนคืนกลับสูสภาพปกติไดเร็วข้ึน แตท้ังน้ีการนําสารสกัดกัญชา
ไปพัฒนาเปนผลิตภัณฑสุขภาพควรคํานึงถึงขนาดของสารสกัด สัดสวนและปริมาณสารสําคัญในกัญชาทั้งปริมาณสาร
THC และ CBD ทจี่ ะนําไปใช เนือ่ งจากขนาดของสารสกดั กัญชาและสัดสวนปริมาณของสารเคมที ง้ั THC และ CBD
มีผลตอการออกฤทธ์ิสมานเซลลปอดเพาะเล้ียงในหลอดทดลอง ซึ่งกลไกการออกฤทธิ์การตานอักเสบและสมานแผล
เปนการออกฤทธแ์ิ บบ synergistic effect(23) ชอ ดอกกัญชาเปน พืชทจ่ี ัดเปน ยาเสพตดิ หากจะนาํ ไปใชหรือพัฒนาเปน
ผลิตภัณฑอื่นๆ ตองไดรับการอนุญาตจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวของ
นอกจากนี้การนําไปพัฒนาเปนผลิตภัณฑสุขภาพควรทดสอบกลไกการสมานแผลเพิ่มเติมตอเซลลปอดเพาะเล้ียงชนิด
เซลลเย่อื บุ รวมถงึ การศกึ ษาฤทธก์ิ ารตา นอักเสบ และการศึกษาดานความปลอดภัยของสารสกัดจากชอ ดอกกญั ชา เพ่ือ
เปน ขอ มลู สนับสนนุ การพฒั นาเปนผลิตภัณฑส ุขภาพตอ ไป

สรปุ

การเพ่ิมจํานวนและการเคล่ือนท่ีของเซลลปอดเพาะเลี้ยง SV-80 เปนหนึ่งในข้ันตอนการรักษาบาดแผล
โดยการสรางเนื้อเยื่อใหมข้ึนทดแทนเนื้อเยื่อท่ีไดรับบาดเจ็บหรือสูญเสีย ซึ่งการทดสอบดวยวิธี in vitro scratch
assay เปนการจําลองศึกษาการเคลื่อนท่ีของเซลลเม่ือเกิดความเสียหายที่เซลลปอด จากนั้นตรวจสอบการเพ่ิม
จาํ นวนและเคลื่อนท่ขี องเซลลป อดเพาะเลยี้ ง SV-80 เพ่อื สมานแผล โดยจะประเมินผลกอ นการทดสอบดว ยตัวอยาง
(เวลาชว่ั โมงที่ 0 ชว่ั โมง) และระหวา งการทดสอบ (เวลาชวั่ โมงที่ 5, 15, 25 และ 35 ชว่ั โมง) โดยผลการศกึ ษาคณุ สมบตั ิ
การสมานแผลตอ เซลลป อดเพาะเลย้ี งเปน สว นหนง่ึ ของการทดสอบในหลอดทดลองเพอื่ ศกึ ษาฤทธทิ์ ท่ี าํ ใหเ นอื้ เยอ่ื ทเ่ี กดิ
บาดแผลสามารถสมานปด ของสารสกดั ชอ ดอกกญั ชาพนั ธไุ ทย PTC0601 และ PTC0729 พบวา สารสกดั ชอ ดอกกญั ชา
พนั ธไุ ทย PTC0601 มคี ณุ สมบตั ใิ นการสมานแผลทดี่ ี ชว ยเพมิ่ จํานวนและการเคลอื่ นทขี่ องเซลลป อดเพาะเลยี้ ง SV-80
ในขนาดความเขม ขน ท่ี 2.5 ไมโครกรัมตอ มลิ ลิลติ ร สวนสารสกัดชอ ดอกกญั ชาพันธุไทย PTC0729 พบวา สารสกัด
ความเขมขนที่ทดสอบทกุ ระดบั ไมสง ผลเหนีย่ วนาํ ใหเ ซลลป อดเพาะเลีย้ ง SV-80 มปี ระสทิ ธภิ าพการเคลื่อนทีแ่ ตกตาง
จากกลุมควบคุม ขอ มลู ทีไ่ ดเ ปนขอ มลู เบ้อื งตน และเปน การศึกษาจากชอ ดอกของกญั ชาพันธไุ ทย ซึ่งผลท่ไี ดไ มสามารถ

474 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ฤทธสิ์ มานแผลของสารสกัดชอดอกกญั ชาตอ เซลลป อดเพาะเลี้ยง พรชยั สนิ เจริญโภไคย และคณะ

ใชอางอิงสวนตา งๆ เชน ใบ ราก ลาํ ตน และสว นอืน่ ๆ ของกัญชาได หากผทู จ่ี ะนํามาใช ตอ งไดรับคําแนะนาํ จากแพทย
ผเู ชย่ี วชาญ เนื่องจากยงั ตอ งมีการศึกษาขอมูลเชงิ ลึกเรือ่ งความปลอดภยั ของสารสกดั กัญชาเพ่ิมเตมิ ตอไป

กติ ติกรรมประกาศ

งานวจิ ยั นไ้ี ดรับการสนบั สนนุ งบประมาณการวจิ ัยจากสํานักงานคณะกรรมการสงเสรมิ วทิ ยาศาสตร วิจยั และ
นวัตกรรม (สกสว.) ภายใตรหัสโครงการท่ี 47700 โครงการการศึกษาพิษวิทยาของกัญชา และไดรับการสนับสนุน
ครภุ ณั ฑว ทิ ยาศาสตรส าํ หรบั การวจิ ยั จากกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย ขอขอบพระคณุ หอ งปฏบิ ตั กิ ารเพาะเลยี้ งเนอื้ เยอื่ พชื
และหองปฏิบัติการจีโนมิกสพืชในการปลูกเก็บตัวอยางพืชกัญชา และเจาหนาที่หองปฏิบัติการพิษวิทยา สถาบันวิจัย
สมนุ ไพร ทุกทานท่ใี หความชวยเหลอื ในการทํางานวิจัยเปนอยางดี

เอกสารอา งอิง

1. ปารยะ อาศนะเสน. เปนหวัดหรือมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน...ตองกินยาแกอักเสบไหม.
[ออนไลน]. 2557; [สืบคน 16 มิ.ย. 2564]; [3 หนา ]. เขา ถงึ ไดท ี:่ URL: https://www.si.mahidol.ac.th/
siriraj_online/thai_version/Health_detail.asp?id=1137.

2. กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ . โรคตดิ เชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 Coronavirus disease 2019 (COVID-19).
[ออนไลน]. 2563; [สบื คน 16 ม.ิ ย. 2564]; [42 หนา ]. เขาถงึ ไดท:ี่ URL: https://ddc.moph.go.th/viral-
pneumonia/file/g_km/handout001_12032020.pdf.

3. Liu P, Xu M, Cao L, Su L, Lu L, Dong N, et al. Impact of COVID-19 pandemic on the prevalence
of respiratory viruses in children with lower respiratory tract infections in China. Virol J 2021;
18: 159. (7 pages).

4. Cannabis sativa L. In: The Plant List. Version 1.1. published on the internet. [online]. 2013;
[cited 2021 Jun 16]; [3 screens]. Available from: URL: http://www.theplantlist.org/tpl1.1/
record/kew-2696480.

5. Moreau M, Ibeh U, Decosmo K, Bih N, Yasmin-Karim S, Toyang N, et al. Flavonoid derivative
of Cannabis demonstrates therapeutic potential in preclinical models of metastatic pancreatic
cancer. Front Oncol 2019; 9: 660. (9 pages).

6. Daris B, Verboten MT, Knez Z, Ferk P. Cannabinoids in cancer treatment: therapeutic potential
and legislation. Bosn J Basic Med Sci 2019; 19(1): 14-23.

7. Chakravarti B, Ravi J, Ganju RK. Cannabinoids as therapeutic agents in cancer: current status
and future implications. Oncotarget 2014; 5(15): 5852-72.

8. Velasco G, Sanchez C, Guzman M. Endocannabinoids and cancer. Handb Exp Pharmacol 2015;
231: 449-72.

9. Russo EB. Cannabis therapeutics and the future of neurology. Front Integr Neurosci 2018; 12:
51. (11 pages).

10. เสงย่ี ม พงษบญุ รอด. ไมเ ทศเมอื งไทย สรรพคณุ ของยาเทศและยาไทย. กรงุ เทพฯ: เกษมบรรณกิจ; 2522.
11. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. ยอเภสัชกรรมไทยและสรรพคุณสมุนไพร. พิมพค ร้งั ที่ 3. กรุงเทพฯ: ศิลปสยามบรรจภุ ณั ฑแ ละ

การพมิ พ; 2552.

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 475
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Wound Healing Effect of Cannabis Extracts on Lung Cell Lines Pornchai Sincharoenpokai et al.

12. Kinghorn AD, Falk H, Gibbons S, Kobayashi J, editors. Phytocannabinoids: unraveling the
complex chemistry and pharmacology of Cannabis sativa, volume 103. Cham, Switzerland:
Springer International Publishing; 2017.

13. Chandra S, Lata H, ElSohly MA, editors. Cannabis sativa L. - botany and biotechnology. Cham,
Switzerland: Springer International Publishing; 2017.

14. Andre CM, Hausman JF, Guerriero G. Cannabis sativa: the plant of the thousand and one
molecules. Front Plant Sci 2016; 7: 19. (17 pages).

15. Pertwee RG. The diverse CB1 and CB2 receptor pharmacology of three plant cannabinoids:
∆9-tetrahydrocannabinol, cannabidiol and ∆9-tetrahydrocannabivarin. Br J Pharmacol 2008;
153(2): 199-215.

16. Nguyen DT, Orgill DP, Murphy GF. The pathophysiologic basis for wound healing and cutane-
ous regeneration. In: Orgill D, Blanco C, editors. Biomaterial for treating skin loss. Cambridge:
Woodhead Publishing Limited; 2009. p. 25-57.

17. กมลวรรณ เจนวถิ สี ขุ . กระบวนการหายของแผลและหลักการรกั ษา. ศรีนครนิ ทรเวชสาร 2556; 28(4): 10-17.
18. Liang CC, Park AY, Guan JL. In vitro scratch assay: a convenient and inexpensive method for

analysis of cell migration in vitro. Nat Protoc 2007; 2(2): 329-33.
19. กนกอร สมบตั ,ิ ธรี ทศั น สดุ สาย. ฤทธส์ิ มานแผลของสารสกดั จากใบพล.ู ใน: เอกสารการประชมุ นาํ เสนอผลงานวจิ ยั

ระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา ครงั้ ที่ 12 ปก ารศกึ ษา 2560. วนั ที่ 17 สงิ หาคม 2560. ปทมุ ธาน:ี บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั
รงั สิต; 2560. หนา 1612-1621.
20. Byun WS, Bae ES, Cui J, Park HJ, Oh DC, Lee SK. Antitumor activity of pulvomycin via tar-
geting activated-STAT3 signaling in docetaxel-Resistant triple-negative breast cancer cells.
Biomedicines 2021; 9(4): 436. (16 pages).
21. Balekar N, Katkam NG, Nakpheng T, Jehtae K, Srichana T. Evaluation of the wound healing
potential of Wedelia trilobata (L.) leaves. J Ethnopharmacol 2012; 141(3): 817– 24.
22. พระราชบญั ญตั ิยาเสพตดิ ใหโ ทษ ฉบบั ที่ 7 (พ.ศ. 2562). ราชกจิ จานุเบกษา เลม 136 ตอนท่ี 19 ก (วนั ที่ 18
กุมภาพนั ธ 2562). หนา 1.
23. Miller HP, Bonawitz SC, Ostrovsky O. The effects of delta-9-tetrahydrocannabinol (THC) on
inflammation: a review. Cell Immunol 2020; 352. 104111. (3 pages).
24. Klein M, de Quadros De Bortolli J, Guimarães FS, Salum FG, Cherubini K, de Figueiredo
MAZ. Effects of cannabidiol, a Cannabis sativa constituent, on oral wound healing process in
rats: clinical and histological evaluation. Phytother Res 2018; 32(11): 2275-81.

476 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ฤทธิส์ มานแผลของสารสกัดชอ ดอกกัญชาตอ เซลลป อดเพาะเลยี้ ง พรชัย สินเจรญิ โภไคย และคณะ

Wound Healing Effect of Thai Cannabis
Female Inflorescence Extracts on Lung

Cell Lines

Pornchai Sincharoenpokai Tiyanee Sahad Praw Suppajariyawat Sarayut Radapong
Sekrachatakorn Buabao Phichet Banyati Siriwan Chaisomboonphan and Nathaphat Harnkit
Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Nonthaburi 11000, Thailand
ABSTRACT Upper respiratory tract infections are common public health problems. These include the
infection from the coronavirus 2019 (COVID-19). These patients may develop complications in the
lower respiratory tract leading to pneumonia resulting in lung cell damage. The aim of this research was
to study the healing effect of Thai strain cannabis (Cannabis sativa L.) female inflorescence extracts in
lung cell lines (SV-80) by in vitro scratch assay. The results showed that the extract PTC0601 exhibited
potent wound healing properties, increasing the stimulation activities, cell proliferation and migration
at a concentration of 2.5 µg/ml. The extract PTC0729 did not induce SV-80 cells at various concentrations
when compared to control group. Therefore, it was preliminarily information for Thai cannabis that has
potential to heal wounds in lung cell lines. This herb can be developed as a health product for patients
with respiratory viral infections. However, the use of cannabis extracts to develop health products should
take consideration proportion of active ingredients. In addition, the development of a health product
should further be tested the wound healing in epithelial lung cells including the study of anti-inflam-
matory activity and safety studies of cannabis female inflorescence extracts as information to support
development of further health products.
Keywords: Thai strain cannabis (Cannabis sativa L.) female inflorescence extracts, Lung cell lines

(SV-80), Wound healing

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 477
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

นิพนธต นฉบบั ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 478-489

การศึกษาความเปนพษิ ของสารสกดั กญั ชาพันธุไทย
ตอ เซลลเพาะเล้ียงปกติ

พราว ศภุ จรยิ าวตั ร1 ศรายธุ ระดาพงษ1 ตญี านี สาหดั 1 ณฐภทั ร หาญกจิ 1 กญั ชรญิ า ภารเขจร1 ปฏภิ าณ พรมิ้ พราย1
พเิ ชฐ บัญญตั 1ิ ศริ ิวรรณ ชยั สมบูรณพ ันธ1 ณัฐพงษ วิชยั 2 และพรชัย สนิ เจรญิ โภไคย1
1กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย ถนนติวานนท อําเภอเมอื ง จังหวดั นนทบรุ ี 11000
2มหาวิทยาลยั มหาสารคาม อาํ เภอกันทรวชิ ยั จังหวดั มหาสารคาม 44150
บทคัดยอ กัญชา (Cannabis sativa L.) เปนพืชท่ีไดรับความสนใจเปนอยางมากท้ังในทางการแพทยและทางเศรษฐกิจ
เน่อื งจากมกี ารกลาวถงึ สรรพคุณในการรักษาโรค และสามารถผลักดันเปน พชื เศรษฐกจิ ของประเทศไทยได ในปจจุบนั มกี ารใช
ประโยชนข องกญั ชาในทางการแพทยโ ดยทไี่ มท ราบขอ มลู เกย่ี วกบั ประสทิ ธภิ าพและผลขา งเคยี งทง้ั ระยะสนั้ และระยะยาว รวมถงึ
ขอมูลดานพิษวิทยาและความปลอดภัยมีอยูนอย การศึกษานี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาพิษของสารสกัดชอดอกกัญชาพันธุไทย
3 พนั ธุ ไดแ ก PTC0601 (THC:CBD=2:1), PTC0602 (THC:CBD=10:1) และ PTC0729 (THC:CBD=1:6) ที่สกดั
ดว ยวิธขี องไหลวิกฤตย่ิงยวด (Supercritical Fluid Extraction) วเิ คราะหปริมาณดว ยวิธี HPLC ตอ เซลลเ พาะเลย้ี งชนิด
ปกติ ไดแ ก เซลลป อด (SV-80), เซลลตับ (Chang-liver) และเซลลไต (HEK-293) โดยใชวิธี MTT assay และเซลล
เอมบริโอหนู (BALB/c 3T3) โดยใชวธิ ี Neutral red uptake assay เพือ่ กาํ หนดขนาดแนะนาํ เรมิ่ ตน สาํ หรับทดสอบพิษ
เฉียบพลนั ผลการทดลองพบวา สารสกัดชอดอกกญั ชาไทย 3 พนั ธุ มีคา ยบั ยง้ั การเจรญิ เติบโตรอยละ 50 (IC50) ตอเซลลไต
(HEK-293) ตา่ํ ท่ีสดุ (มคี วามเปนพิษสูงทสี่ ดุ ) รองลงมาเซลลตับ และเซลลปอด สว นในเซลลเ อมบรโิ อหนู พบวาสารสกดั
กญั ชาพันธุ PTC0602 มีความเปนพษิ ตอเซลล BALB/c 3T3 สูงที่สดุ รองลงมาคอื PTC0601 และ PTC0729 ขนาดแนะนํา
เร่ิมตนสําหรับทดสอบพิษเฉียบพลันในสัตวทดลอง เทากับ 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม งานวิจัยนี้ใชเปนขอมูลเบ้ืองตน
ในการเตือนภัยผูปวยที่ใชชอดอกของกัญชาในการรักษาทางการแพทย ดังนั้นควรมีการศึกษาในเร่ืองความปลอดภัยตอเซลล
เพาะเลย้ี งชนิดอื่นๆ หรอื ในสัตวทดลอง และการนาํ กัญชาไปใชเ พมิ่ เติมตอ ไป
คาํ สาํ คัญ: สารสกดั กญั ชา, พิษตอ เซลลเพาะเลย้ี ง, กญั ชาพันธไุ ทย, วธิ ี MTT, วิธี Neutral red uptake

Corresponding author E-mail: [email protected]

Received: 15 July 2021 Revised: 23 August 2021 Accepted: 27 August 2021

478 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ความเปนพิษของสารสกัดกัญชาพนั ธุไทยตอเซลลเ พาะเล้ียงปกติ พราว ศุภจรยิ าวตั ร และคณะ

บทนาํ

กัญชา เปนพืชเสพติดผิดกฎหมายในหลายประเทศและใชประโยชนในดานสันทนาการเปนหลัก แตใน
ประเทศไทย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่อื ง ระบชุ ื่อยาเสพตดิ ใหโ ทษในประเภท 5 ลงราชกิจจานุเบกษา มผี ล
บงั คับใชตัง้ แต 15 ธนั วาคม 2563 ประชาชนสามารถใชป ระโยชนจากสวนของกัญชา กญั ชงท่ีไมจ ัดเปนยาเสพตดิ ไดแ ก
เมล็ดกญั ชง น้าํ มันและสารสกัดจากเมล็ดกัญชง ใบที่ไมต ิดกับชอ ดอก กิ่ง กาน ลาํ ตน เปลอื ก ราก รวมถึงสารสกัด CBD
และกากทเ่ี หลอื จากการสกดั ซงึ่ ตอ งมปี รมิ าณ THC ไมเ กนิ 0.2%(1)จากประกาศดงั กลา วเปรยี บเสมอื นเปน การปลดลอ็ ค
พืชกัญชาบางสวนออกจากบัญชียาเสพติดใหโทษ ทาํ ใหเปนที่สนใจของประชาชน ผูประกอบการ สงผลใหเกิดเปน
“ตลาดกัญชา” จากขอมูลรายงานพบวา ตลาดกัญชาท่ีถูกกฎหมายมีมูลคากวา 1.75 หม่ืนลานดอลลารสหรัฐ หรือ
5 แสนลานบาท และเติบโตมากกวา 17% โดยกญั ชาในอตุ สาหกรรมทางการแพทยและสุขภาพสรางรายไดสูงกวา 70%
ของมูลคาทง้ั หมด ขณะทีร่ ายงานของ The Global Cannabis Report โดย Prohibition Partners คาดการณว า
มูลคาตลาดกัญชาท่ัวโลกในป 2567 จะมีแนวโนมเติบโตอยางตอเนื่องหรือคิดเปนมูลคากวา 1.03 แสนลานดอลลาร
สหรฐั แบง เปน ตลาดกญั ชา เพอ่ื การแพทย 60% และอกี 40% เปน ตลาดกญั ชาเพอ่ื การสนั ทนาการ สําหรบั ประเทศไทย
คาดการณวา ตลาดกัญชาจะเตบิ โตเปน 661 ลานดอลลารส หรฐั หรอื กวา 2.1 หมน่ื ลา นบาท ภายในป 2567 ซึง่ ขณะน้ี
รัฐบาลไดมีนโยบายสงเสริมและผลักดันใหกัญชาและกัญชงเปน Product Champion ไดแก ยาแผนไทยผลิตภัณฑ
สขุ ภาพ และการทอ งเทยี่ วเชงิ สขุ ภาพ ทสี่ ามารถสรา งมลู คา ทางเศรษฐกจิ ได( 2) ในสว นของผทู ส่ี ามารถนําสว นของกญั ชา
ไปใชประโยชนไ ดนนั้ ไมไ ดม ีเพยี งผูป ระกอบการเทา นั้นที่สามารถนําไปใชเ ปนวัตถุดิบในการผลิตผลิตภณั ฑต า ง ๆ แต
ประชาชนทว่ั ไปกส็ ามารถใชประโยชนได เชน การนําไปประกอบอาหารในครัวเรอื น หรอื ประกอบอาหารและเคร่ืองด่มื
เพื่อขายในรานอาหาร แตตองเปนผลผลิตจากผูท่ีไดรับอนุญาตปลูกที่ถูกตองตามกฎหมาย สามารถระบุท่ีมาของสวน
กญั ชาได การนาํ กญั ชาหรอื สว นของกญั ชามาใชป ระโยชน จงึ ตอ งมขี อ มลู ดา นสรรพคณุ และความปลอดภยั มารองรบั เพอ่ื
ใหป ระชาชนใชพชื ชนดิ นี้ไดอ ยางมัน่ ใจ

กญั ชาเปน พชื ในวงศ Cannabaceae มชี อื่ วทิ ยาศาสตรค อื Cannabis sativa L. Subsp. indica (Lam.)(3)

มชี ื่อเรียกอน่ื วา กญั ชาจนี (ทว่ั ไป), ปาง (เง้ียว-แมฮองสอน), ยานอ (กะเหรีย่ ง-แมฮองสอน), คนุ เชา คณุ เชา (จนี ),
ตาหมา (จีนกลาง) เปนตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรของตนกัญชา มีดังนี้ กัญชาเปนไมลมลุกปเดียว ลําตนต้ังตรง
สงู 0.9-1.5 เมตร มขี นสเี ขยี วอมเทาและไมค อ ยแตกสาขา ใบเดย่ี ว รปู ฝา มอื เรยี งสลบั ขอบใบเวา ลกึ จนถงึ จดุ โคนใบเปน
5-7 แฉก แตล ะแฉกรปู ยาวรี กวา ง 0.3-1.5 เซนตเิ มตร ยาว 6-10 เซนตเิ มตร โคนและปลายสอบ (oblanceolate leaf)
ขอบจกั ฟน เลอ่ื ย แผน ใบดา นบนสเี ขยี วเขม กวา ดา นลา ง ดอกแยกเพศตา งตน ออกเปน ชอ กระจกุ ตามงา มใบและปลายกงิ่
ชอดอกและใบของตน เพศผเู รยี งตวั กนั หา งๆ ตา งจากตน เพศเมียทเ่ี รียงชดิ กนั เกสรเพศผู 5 อนั ดอกเล็ก ดอกเพศเมยี
มกี ลีบเลย้ี งหุม ไมมีกลีบดอก รังไขอยูเ หนือวงกลบี มี 1 ชอ ง มอี อวลุ (ovule) 1 เม็ด ผลแบบผลแหงเมล็ดลอ น เลก็
เรยี บ สีน้ําตาล ยอดของตนเพศเมียทีก่ าํ ลังออกดอกเรียก กะหลก่ี ญั ชา เม่ือตากใหแ หง แลว นยิ มนาํ มาใชส ูบ(4,5)ปจจุบัน
สารสาํ คัญในกญั ชาถูกพบมากกวา 545 ชนดิ และในจํานวนน้สี ารกวา 100 ชนดิ ที่ถูกระบวุ า เปนไฟโตแคนนาบินอยด
(phytocannabinoids) ซงึ่ เปน สารกลมุ หลกั มโี ครงสรา งทางเคมที ค่ี ลา ยคลงึ กนั และเปน สารออกฤทธทิ์ พี่ บในกญั ชา(6)
สารสําคัญในกัญชาปจ จุบันแบงออกเปน ได 3 กลมุ หลกั ๆ คอื สารแคนนาบินอยด (Cannabinoids) ซึง่ สารท่ีมกี าร
กลาวถึงคอนขา งมาก คอื Tetrahydrocannabinol (THC) และ Cannabidiol (CBD) สารเทอรปน (Terpenes)
เปน สารประกอบอะโรมาตกิ (Aromatic) เปน สารทที่ าํ ใหม กี ลนิ่ เฉพาะตวั ทาํ ใหเ ราสามารถแยกพนั ธกุ ญั ชาไดจ ากกลนิ่
ซึ่งกลนิ่ เหลานท้ี ําใหก ัญชาแตล ะพนั ธุมีความโดดเดน สารฟลาโวนอยด (Flavonoids) ปจจุบนั มกี ารคน พบ สารสําคัญ
ในกัญชา ท่ีเปนสารในกลุมฟลาโวนอยด มากถงึ 20 ชนิด เชน Apigenin, Luteolin, Quercetin, Kaempferol,
Cann-f lavin A, Cann-f lavin B และ β-sitosterol เปนตน (7) และปจ จุบนั สารกลุม terpenes ไดร ับความ
สนใจจากนกั วจิ ยั เปนอยา งมาก มีการศกึ ษาถงึ สรรพคณุ ของสารกลมุ นี้กันอยา งแพรหลาย การออกฤทธท์ิ มี่ ผี ลของสาร

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 479
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis sativa L. Extract on Normal Cells Praw Suppajariyawat et al.

Terpenes ใดๆ ทอี่ าจมกี ารเปลย่ี นแปลงการเขา รว มของสารประกอบอน่ื ๆ ปรากฎการณน เี้ รยี กวา อองทรู าจ เอฟเฟก ต
(entourage effect) หมายถงึ การทส่ี ารท้ังหมดในกัญชาซงึ่ ไมไ ดม เี พยี งแคส าร THC และ CBD สามารถสงเสรมิ ให
กญั ชาออกฤทธมิ์ ผี ลชว ยบาํ บดั รกั ษาโรคตา งๆ ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพมากทสี่ ดุ ทง้ั นจ้ี าํ เปน ตอ งมกี ารศกึ ษาวจิ ยั เพมิ่ เตมิ
เพอื่ ทําความเขา ใจถงึ ผลกระทบของสาร terpenes ในแตล ะครัง้ เมื่อใชรวมกบั สารอืน่ (8) เน่อื งจากกลมุ สาร terpenes
เปนส่อื กลางในการทํางานรวมกนั ระหวา งรา งกายกับสาร cannabinoids ในการรกั ษา

การทดสอบความเปน พษิ โดยใชเ ซลลเ พาะเลยี้ ง 3 ชนดิ ไดแ ก เซลลป อด (SV-80) เซลลต บั (Chang-liver)
เซลลไ ต (HEK-293) โดยใชว ธิ กี ารทดสอบ MTT assay เปน การทดสอบความมชี วี ติ ของเซลล (cell viability) โดย
วดั ความสามารถของ mitochondrial enzyme ทเ่ี ปลย่ี น tetrazolium salt (3-(4, 5-dimethyldiazol-2-yl)-2, 5
diphenyl tetrazolium bromide, MTT) ซ่งึ มสี เี หลือง เปลยี่ นไปเปน formazan product ที่มสี ีมว ง จากระดับ
ของสจี ะสัมพันธกบั จาํ นวนเซลลท มี่ ีชีวติ อยู และเซลลเ อมบรโิ อหนูเมาส (BALB/c 3T3) ใชวิธที ดสอบ Neutral red
uptake assay เปนการวัดความมีชีวิตของเซลลดวยการแตกเซลล จากสีแดงของ Neutral red ซึ่งซึมผานเขาไป
ใน lysosome โดย lysosome ของเซลลมชี วี ติ มสี ภาวะเปน กรด ทําใหเกิด pH gradient ทใ่ี ห Neutral red ซมึ
ผานเขาไป และสะสมอยูใน lysosome ขณะที่เซลลตายจะไมเกิดกิจกรรมน(้ี 9) ซ่ึงการศึกษาพิษของสมุนไพรในเซลล
เพาะเลยี้ งนบั วา เปน การศกึ ษาเพอื่ ใหไ ดข อ มลู ความปลอดภยั ของสมนุ ไพรเบอื้ งตน ทสี่ ามารถนาํ ไปใชค มุ ครองผบู รโิ ภค
และสามารถนําไปวางแผนการวิจัยพิษวิทยาในสัตวทดลองเพ่ือใหสอดคลองกับหลัก 3Rs นอกจากน้ีวิธีการทดสอบ
ดงั ทก่ี ลาวขางตน ดาํ เนินการทดสอบตาม test guideline ท่เี ปนมาตรฐาน ซึ่งยกระดบั ผลงานใหม ีความนา เชอื่ ถอื ทาง
วชิ าการ อกี ทงั้ ผลการทดสอบยงั เปน ทยี่ อมรบั ทง้ั ในและตา งประเทศ เปน การลดการกดี กนั ทางการคา ไดด ว ย ในปจ จบุ นั
พบวารายงานขอมูลการศึกษาทางพิษวิทยาของกัญชาพันธุไทยยังไมชัดเจนและยังไมสามารถสรุปไดวากัญชามีความ
ปลอดภยั จรงิ หรอื ไม ประกอบกบั ขอ มลู การศกึ ษาพษิ วทิ ยาของกญั ชาในปจ จบุ นั เปน ขอ มลู ของกญั ชาทมี่ พี นั ธเุ จรญิ เตบิ โต
ในตางประเทศ สวนกัญชาพันธุไทยมีขอมูลไมเพียงพอ จึงมีความจําเปนตองมีการศึกษาขอมูลทางพิษวิทยาของพันธุ
กญั ชาในประเทศไทยเพือ่ สนบั สนุนการพฒั นากญั ชาเปนยารักษาโรคหรือผลติ ภณั ฑสุขภาพอน่ื ๆตอไป

วัสดุและวธิ กี าร

ขน้ั ตอนการเตรยี มวัตถุดบิ
ตัวอยางสมุนไพรชอดอกเพศเมียกัญชาไทย 3 พันธุ เก็บจากโรงเรือนปลูกของกรมวิทยาศาสตรการแพทย

หนงั สือสําคัญผลิตซง่ึ ยาเสพตดิ ใหโทษในประเภท 5 ที่ 90/2564 (ปลูก) โดยใหร หัสตัวอยา ง PTC0601 (พันธทุ มี่ ี
THC:CBD เทา กบั 2:1) รหสั ตัวอยาง PTC0602 (พันธทุ ีม่ ี THC:CBD เทา กับ 10:1) และรหสั ตวั อยา ง PTC0729
(พนั ธุท่มี ี THC:CBD เทา กับ 1:6)

ขนั้ ตอนการสกดั ชอ ดอกกัญชา
นําตวั อยางชอ ดอกเพศเมยี PTC0601 จาํ นวน 132 กรมั , PTC0602 126 กรัม และ PTC0729 100 กรมั

บดหยาบ ไดปรมิ าณสารสกัด 10.92 กรัม, 8.95 กรัม และ 7.07 กรัม คิดเปน %yield เทากบั 8.27, 7.10 และ 7.07%
ตามลาํ ดับ สกดั ดว ยของไหลวกิ ฤตยิง่ ยวด (Supercritical Fluid Extraction) โดยใชเ ครอื่ งสกดั รุน Spe-ed SFE
ของบรษิ ทั Applied Separations ประเทศสหรฐั อเมรกิ า โดยใชแ รงดนั 250 bar อณุ หภมู ขิ องตอู บ (oven) 40 องศา
เซลเซียส วิเคราะหปริมาณ THC และ CBD ในสารสกัด ดวยวธิ ี High Performance Liquid Chromatography
(HPLC) รุน LC-40D ยหี่ อ Shimadzu Japan โดยนาํ สารสกัด 20 มลิ ลิกรมั ปรับปรมิ าตรดวย methanol :
chloroform 9:1 ใน volumetric flask ขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร จากนน้ั ปเ ปตมา 1 มลิ ลลิ ติ ร ปรบั ปรมิ าตร ดว ย methanol
ใน volumetric flask ขนาด 10 มิลลิลิตร กรองดว ย nylon syringe filter 0.45 micron

480 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ความเปนพิษของสารสกัดกัญชาพนั ธไุ ทยตอ เซลลเพาะเล้ยี งปกติ พราว ศภุ จริยาวตั ร และคณะ

เซลลเพาะเลีย้ งและอาหารเลยี้ งเซลล
เซลลป อด (SV-80), เซลลต บั (Chang-liver, Hela derivative) และ เซลลไต (HEK-293) ซอ้ื จาก

บรษิ ทั CLS Cell line service GmbH ประเทศเยอรมนี เซลล SV-80 เลี้ยงในอาหารเลยี้ งเซลลช นิด Dulbecco's
Modified Eagle Medium (DMEM) สวนเซลล Chang-liver และ HEK-293 เลี้ยงในอาหารเลี้ยงเซลลช นดิ
Eagle's minimal essential medium (EMEM) ที่มี 2mM L-Glutamine, 0.1 mM Non-essential amino
acid, 1 mM Sodium pyruvate และ Fetal bovine serum รอ ยละ 10 เซลลเ อมบริโอหนูไมซ (BALB/c 3T3
clone A31) ซ้ือจาก European Collection of Cell Cultures ประเทศ สหราชอาณาจักร เล้ียงในอาหารเลี้ยง
เซลลช นิด Dulbecco's Modified Eagle Medium (DMEM) และรอ ยละ10 New born calf serum บมในตอู บ
เพาะเช้ือแบบใชกาซคารบอนไดออกไซด อุณหภมู ิ 37±1 องศาเซลเซียสความช้นื รอ ยละ 90±10 และความเขมขนกาซ
คารบ อนไดออกไซดรอยละ 5.0 ±1.0

ศึกษาความเปน พษิ ตอเซลลเพาะเลยี้ ง SV-80, Chang-liver และ HEK-293 ดวยวธิ ี MTT assay
เตรยี มเซลลเ พาะเลย้ี งในจานเพาะเล้ียงเซลลชนิด 96 หลมุ โดยใชเ ซลลเริ่มตน 5,000 เซลลตอ หลุมๆ ละ

100 ไมโครลิตร บมที่อุณหภมู ิ 37 องศาเซลเซยี ส ความเขม ขนกาซคารบ อนไดออกไซดร อ ยละ 5 เปน เวลา 24 ช่วั โมง
เตรียมสารสกัดกัญชาท่ีความเขมขนตางๆ ต้ังแตระดับความเขมขนตา่ํ ซ่ึงไมมีผลทาํ ลายเซลลจนถึงระดับความเขมขน
สงู ซึ่งมีผลทาํ ลายเซลลมากกวา รอ ยละ 90 จาํ นวน 8 ระดบั ความเขมขน (0.78, 1.56, 3.12, 6.25, 12.50, 25, 50
และ 100 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) เม่ือครบเวลาบมเลี้ยงเซลลปเปตอาหารออกจากจานเพาะเล้ียง จากน้ันปเปต
สารสกดั กญั ชาทง้ั 8 ระดบั ความเขม ขน ทเี่ ตรยี มไวแ ลว ลงในจานเพาะเลยี้ งทม่ี เี ซลล โดยเตมิ หลมุ ละ 100 ไมโครลติ ร บม
ทอ่ี ณุ หภมู ิ 37 องศาเซลเซยี ส กา ซคารบ อนไดออกไซดร อ ยละ 5 เปน ระยะเวลา 48 ชวั่ โมง เมอื่ ครบกําหนดเวลา ลา งดว ย
Phosphate Buffered Saline (PBS) จาํ นวน 1 ครงั้ เตมิ สาร MTT (3-(4,5-Dimethylthiazol-2-yl)-2,5-1
Diphenyltetrazolium Bromide) ปรมิ าตร 200 ไมโครลติ ร บม จานเพาะเลยี้ งในตเู ลยี้ งเซลลเ ปน ระยะเวลา 4 ชว่ั โมง
ปเ ปตสารละลาย MTT ออก ใหเหลือเฉพาะผลกึ Formazan (ผลกึ สมี วง) เติม DMSO (Dimethyl sulfoxide)
ปรมิ าตร 200 ไมโครลิตร ในแตละหลุมเพ่อื ละลายผลึก Formazan เขยาจานเพาะเลี้ยงแนวระนาบประมาณ 1 นาที
วดั คาดดู กลนื แสงท่ีความยาวคลืน่ 570 นาโนเมตร คาํ นวณรอยละความมชี ีวติ ของเซลล (% cell viability) โดยเทยี บ
กับกลมุ ควบคุมอาหารเลีย้ งเซลลเ จอื จางสารทดสอบ (Vehicle control)

ศึกษาความเปนพิษในเซลลเพาะเลี้ยงชนิด BALB/c 3T3 ดวยวิธี Neutral red uptake อางอิงวิธีตาม
OECD Test Guideline 129(10)

เตรยี มเซลลเ พาะเลยี้ งในจานเพาะเลยี้ งเซลลช นดิ 96 หลมุ โดยใชเ ซลลเ รมิ่ ตน 5,000 เซลลต อ หลมุ ๆ ละ 100
ไมโครลิตร บมทอี่ ณุ หภูมิ 37 องศาเซลเซียส ความเขมขนกา ซคารบอนไดออกไซดร อ ยละ 5 เปน ระยะเวลา 24 ชวั่ โมง
เตรียมสารสกัดกัญชาท่ีความเขมขนตางๆ ต้ังแตระดับความเขมขนตํา่ ซึ่งไมมีผลทําลายเซลลจนถึงระดับความเขมขน
สูงซึ่งมีผลทาํ ลายเซลลมากกวารอยละ 90 จํานวน 8 ระดับความเขมขน (0.78, 1.56, 3.12, 6.25, 12.50, 25, 50
และ 100 ไมโครกรมั /มลิ ลลิ ติ ร) เมื่อครบเวลาบม เลยี้ งเซลลปเปตอาหารเลี้ยงเช้ือออกจากจานเพาะเลยี้ ง จากน้นั ปเ ปต
สารสกดั กญั ชาทงั้ 8 ระดบั ความเขมขนทีเ่ ตรยี มไวแ ลว ลงในจานเพาะเลย้ี งทมี่ ีเซลล โดยเตมิ หลุมละ 100 ไมโครลติ ร
บมที่อณุ หภูมิ 37 องศาเซลเซียส กาซคารบ อนไดออกไซดรอยละ 5 เปนระยะเวลา 48 ชวั่ โมง เม่ือครบเวลาบม ปเ ปต
สารละลายออกจากทุกหลมุ ลางดวย 1× PBS 1 ครงั้ เติมสารละลาย Neutral red ปริมาตร 200 ไมโครลติ ร แลว นํา
ไปบม ตอเปน ระยะเวลา 3 ชัว่ โมง ปเ ปตสารละลาย Neutral red ออกจากทกุ หลมุ และลา งสดี วยสารละลาย 1× PBS
ปรมิ าตร 200 ไมโครลติ ร เตมิ Neutral red destain solution ปริมาตร 200 ไมโครลติ ร ลงในแตล ะหลุม เขยา

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 481
ปที่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis sativa L. Extract on Normal Cells Praw Suppajariyawat et al.

จานเพาะเลย้ี งแนวระนาบท่ีอุณหภมู ิ 37 องศาเซลเซียส เปน ระยะเวลา 20 นาที จากนนั้ นําไปวัดคาการดูดกลนื แสงท่ี
ความยาวคลนื่ 540 นาโนเมตร คาํ นวณรอ ยละความมีชีวติ ของเซลล (% cell viability) กบั กลมุ ควบคมุ อาหารเลี้ยง
เซลลเจือจางสารทดสอบ (Vehicle control) คํานวณหาคา LD50 (50% lethal dose) หมายถึง ปริมาณของสาร
เคม/ี ตัวอยางท่ีใหกับสตั วทดลองท้ังหมดเพียงครงั้ เดยี ว แลวทาํ ใหก ลุมของสัตวทดลองรอ ยละ 50 (คร่งึ หน่ึง) ตายลง
LD50 พิจารณาปริมาณที่ใชในสัตวทดลอง จากความสัมพันธ IC50-LD50 relationship ดวยสมการ log LD50
(mg/kg) = 0.372 log IC50 (µg/mL) + 2.024

การวิเคราะหขอ มูลทางสถติ ิ
ขอมูลการศึกษาความเปนพิษของสารสกัดชอดอกเพศเมียกัญชาไทย 3 พันธุ ตอเซลลเพาะเล้ียง 4 ชนิด

ดวยวิธี MTT assay และวิธี Neutral red uptake assay โดยทําการทดลอง 3 ซํ้า (n = 3) ใชส ถติ ิ One-way
ANOVA วิธี Tukey's multiple comparisons test โดยโปรแกรม GraphPad Prism version 9.0.0 ทร่ี ะดับ
ความเชอื่ มนั่ รอ ยละ 95

ผล

ผลการสกดั ชอ ดอกกัญชา
สารสกัดจากชอดอกเพศเมียของกัญชาดวยของไหลวิกฤตยิ่งยวด (Supercritical Fluid Extraction)

ของกญั ชาไทย 3 พันธุ ไดสารสกดั ทีม่ ีลกั ษณะเปน ของก่งึ แขง็ กึ่งเหลว (semisolid) สเี หลืองนาํ้ ตาล จากการวเิ คราะห
ตัวอยางปรมิ าณกลมุ cannabinoids ไดปรมิ าณสารสาํ คญั THC และ CBD ดงั น้ี

ตารางท่ี 1 แสดงสัดสวนปรมิ าณ THC และ CBD ในพันธกุ ัญชาไทย

รหัสตัวอยางสารสกัดกัญชา THC:CBD Total THC (%) Total CBD (%)
PTC0601 2:1 20.08 12.18
PTC0602 10:1 38.03 3.55
PTC0729 1:6 4.28 25.89

การศกึ ษาความเปนพิษตอ เซลลเพาะเลี้ยง SV-80, Chang-liver และ HEK-293 ดว ยวธิ ี MTT assay
สารสกัดชอดอกกัญชาไทย 3 พนั ธุ ไดแ ก PTC0601 PTC0602 และ PTC0729 มีคา ยบั ยัง้ การเจรญิ เตบิ โต

รอยละ 50 (IC50) ตอเซลลไ ต (HEK-293) ตา่ํ ที่สุด (มีความเปนพษิ สงู ท่ีสุด) เมอื่ เปรียบเทยี บกบั เซลลอ ืน่ ๆ เทากบั
6.72 ± 0.72, 7.47 ± 0.96 และ 6.63 ± 0.69 ไมโครกรัม/มิลลลิ ิตร ตามลาํ ดับ ในเซลลตับ (Chang-liver) ใหคา
IC50 เทา กบั 9.69 ± 1.47, 9.04 ± 0.80 และ 9.47 ± 0.37 ไมโครกรมั /มิลลลิ ติ ร ตามลําดับ ซึง่ คาสูงกวา เซลลไตเล็ก
นอย สวนในเซลลป อด (SV-80) ใหค า IC50 เทากบั 20.08 ± 0.70, 12.78 ± 0.61 และ 24.98 ± 3.58 ไมโครกรมั /
มลิ ลลิ ติ ร ตามลําดบั ซึง่ จากผลการทดลองเมื่อคํานวณผลโดยใชส ถิติ one-way ANOVA แสดงใหเ หน็ วา สารสกดั
กัญชาไทย 3 พันธุ PTC0601, PTC0602 และ PTC 06729 มคี วามเปนพษิ ตอเซลลไต (HEK-293) สูงท่ีสุด รอง
ลงมาคือเซลลตับและเซลลปอดตามลาํ ดบั

เมอื่ เปรยี บเทยี บความแตกตา งของคา ความเปน พษิ ของสารสกดั ทงั้ 3 ชนดิ โดยใชส ถติ ิ One-way ANOVA
และ Tukey's multiple comparisons test แสดงในภาพท่ี 1 สารสกดั กญั ชาท้ัง 3 ชนดิ มีพษิ ตอเซลลไต (HEK-
293) สูงสุด (ใหคา IC50 ตํ่าสุด) และท้ัง 3 พันธุไมแตกตางกัน (p > 0.05) ในเซลลไตและเซลลตับ (Chang-

482 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ความเปน พิษของสารสกดั กัญชาพนั ธไุ ทยตอ เซลลเพาะเล้ียงปกติ พราว ศภุ จริยาวัตร และคณะ

liver) สว นในเซลลป อด (SV-80) มคี วามแตกตา งของคา IC50 อยางมนี ยั สําคญั ทางสถติ ิ (p < 0.05) ระหวา งพนั ธุ
PTC0601 และ PTC0602 และระหวางพนั ธุ PTC0602 และ PTC0729 มีความแตกตางของคา IC50อยางมนี ัยสําคญั
ทางสถติ ิ (p < 0.005) ภาพที่ 3A, 3B และ 3C แสดงถึงลักษณะของเซลลเ พาะเลี้ยง SV-80, Chang-liver และ
HEK-293 ตามลําดับ ทําการสองดูลักษณะของเซลลและถายภาพโดยใชกลองจุลทรรศนหัวกลับ (Inverted
Microscope) กําลงั ขยาย 20 เทา

ตารางที่ 1 DคาoxIoCru50bi(cไinม โครกรัม/มิลลิลิตร) ของสารสกัดชอดอกกัญชา PTC0601 และ PTC0729 และ
ในเซลล SV-80, Chang-liver และ HEK-293

ชนิดเซลลเ พาะเลยี้ ง PTC0601 IC50 (ไมโครกรมั /มิลลลิ ติ ร) Doxorubicin
PTC0602 PTC0729 0.44 ± 0.08
0.45 ± 0.01
SV-80 20.08 ± 0.70 12.78 ± 0.61 24.98 ± 3.58 0.054 ± 0.03

Chang-liver 9.69 ± 1.47 9.04 ± 0.80 9.47 ± 0.37

HEK-293 6.72 ± 0.72 7.47 ± 0.96 6.63 ± 0.69

คาเฉลย่ี ± สว นเบี่ยงเบนมาตรฐาน

HEK-293

ภาพท่ี 1 แสดงผลของสารสกดั กญั ชาพนั ธุไทย PTC0601, PTC0602 และ PTC0729 ตอเซลลเพาะเลี้ยง 3 ชนิด
คา IC50 แสดงคาเฉล่ีย±สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (n=3) เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ยของสาร
ในเซลลเ พาะเลย้ี งแตล ะชนดิ โดยใชส ถติ ิ One-way ANOVA และ Tukey's multiple comparisons test
(ns = not significant, * p < 0.05, ** p<0.005)

ศึกษาความเปนพิษในเซลลเพาะเลี้ยงชนิด BALB/c 3T3 ดวยวิธี NRU assay ตาม OECD Test
Guideline 129

สารสกัดชอ ดอกกญั ชาไทย 3 พนั ธุ ไดแ ก PTC0601 PTC0602 และ PTC0729 มคี า ยับย้ังการเจรญิ เตบิ โต
รอ ยละ 50 (IC50) ในเซลล BALB/c 3T3 เทา กบั 11.79 ± 1.12, 10.90 ± 1.38 และ 13.99 ± 0.45ไมโครกรมั /มลิ ลลิ ติ ร
ตามลาํ ดบั นาํ คา ทไี่ ดค าํ นวณหาคา ประมาณของคา LD50 ไดเ ทา กบั 256.68 ± 12.37 264.39 ± 9.46 และ 281.96 ± 3.39
มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลําดับ ซึ่งจากผลการทดลอง แสดงใหเห็นวา สารสกัดกัญชาพันธุ PTC0602 มีความเปน
พิษตอ เซลล BALB/c 3T3 สงู ที่สดุ รองลงมาคือ PTC0601 และ PTC0729 ตามลาํ ดบั และขนาดแนะนําเรม่ิ ตน
สําหรับทดสอบพษิ เฉียบพลนั ในสตั วท ดลอง เทา กับ 300 มลิ ลิกรัม/กิโลกรัม

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 483
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis sativa L. Extract on Normal Cells Praw Suppajariyawat et al.

เมอื่ เปรยี บเทยี บความแตกตา งของคา ความเปน พษิ ของสารสกดั ทง้ั 3 ชนดิ โดยใชส ถติ ิ One-way ANOVA
และ Tukey's multiple comparisons test แสดงในภาพที่ 2 สารสกดั กญั ชา PTC0601 และ PTC0602 ไมแตก
ตางกัน (p > 0.05) รวมถงึ PTC0601 และ PTC0729 ก็ไมแ ตกตา งกนั เชน เดียวกนั แต PTC0602 และ PTC0729
มีความแตกตางของคา IC50 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) ภาพที่ 3D แสดงถึงลักษณะของเซลลเพาะเล้ียง
BALB/c 3T3 ทําการสอ งดลู ักษณะของเซลลและถายภาพโดยใชก ลอ งจุลทรรศนหวั กลับ (Inverted Microscope)
กําลังขยาย 20 เทา

ตารางท่ี 2 คา IC50 (ไมโครกรัม/มิลลิลิตร), LD50 (มิลลกิ รมั /กิโลกรมั ) และขนาดเรม่ิ ตน ทดสอบพิษเฉียบพลัน
ของสารสกดั กัญชาไทย 3 พนั ธุ

สารทดสอบ IC50 (µg/ml) LD50 (mg/kg) ขนาดแนะนาํ เร่ิมตน สําหรับ
ทดสอบพษิ เฉยี บพลนั (mg/kg)
PTC0601 11.79 ± 1.12 256.68±12.37
PTC0602 10.90 ± 1.38 264.39±9.46 300
PTC0729 13.99 ± 0.45 281.96±3.39 300
Doxorubicin 0.16 ± 0.04 300
คา เฉลีย่ ± สว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน

ภาพที่ 2 ผลของสารสกัดกญั ชาพันธุไ ทย PTC0601, PTC0602 และ PTC0729 ตอ เซลลเพาะเลยี้ งชนิด BALB/c
3T3 คา IC50 แสดงคาเฉลี่ย±สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (n=3) เปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉล่ีย
ของสารในเซลลเ พาะเลยี้ งชนิด BALB/c 3T3 โดยใชส ถิติ One-way ANOVA และ Tukey's multiple
comparisons test (ns = not significant, *p < 0.05)

484 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ความเปนพษิ ของสารสกัดกัญชาพันธุไ ทยตอเซลลเพาะเลยี้ งปกติ พราว ศภุ จริยาวัตร และคณะ

ภาพที่ 3 ลักษณะเซลล SV-80(A), Chang-liver (B), HEK-293(C), และ BALB/c 3T3(D) สอง
ภายใตกลองจุลทรรศนห วั กลบั กาํ ลังขยาย 20 เทา

ภาพท่ี 3 ลักษณะเซลล SV-80(A), Chang-liver(B), HEK-293(C), และ BALB/c 3T3(D) สองภายใต
กลอ งจุลทรรศนหวั กลับกาํ ลังขยาย 20 เทา

วจิ ารณ

ปจจุบันหลายประเทศมีการใชพ ชื กัญชาอยา งเสรี สําหรบั ประเทศไทยมีการปลดลอ็ กสวนประกอบพชื กญั ชา
เพยี งบางสว น ออกจากการเปน ยาเสพตดิ ใหโ ทษ อยา งไรกต็ ามการปลดลอ็ กดงั กลา วยงั ตอ งมกี ารขออนญุ าตจากสาํ นกั งาน
คณะกรรมการอาหารและยา และตองปฏิบัติตามกฎระเบียบของกฎหมายของประเทศในการนําไปใชประโยชน เม่ือ
มีการเปดเสรีกัญชา ทําใหเกิดความตองการในการใชกัญชามากย่ิงขึ้น จึงมีความกังวลเร่ืองความปลอดภัยหรือผลขาง
เคียงในการใชกัญชา กัญชาเปนพืชท่ีมีสารออกฤทธ์ิตอรางกายหลายชนิด ท่ีสําคัญคือสารแคนนาบินอยด ซึ่งสงผลตอ
รา งกายมนษุ ยใ นหลายดา น โดยมกี ารนาํ มาใชม ากขึน้ แตยังขาดขอ มูลการศกึ ษาทางวิชาการทน่ี าเช่อื ถือ ท่ีสามารถนาํ มา
ใชเ พอ่ื การศกึ ษาวจิ ยั และเพอ่ื ประโยชนท างการแพทยไ ด จากการใชก ญั ชาทางการแพทยโ ดยทไี่ มท ราบประสทิ ธภิ าพและ
ผลขางเคียงท้ังระยะสั้นและระยะยาว งานวิจัยเรื่องความปลอดภัยของกัญชาจึงเปนงานเรงดวนท่ีตองดําเนินการ จาก
ผลการทดลองพบวา กัญชาไทย 3 พันธุ มีความเปนพิษตอเซลลไตมากที่สุด ซ่ึงมีขอมูลจากหนวยโรคไต ภาควิชา
อายุรศาสตร คณะแพทยศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยกลาววา ในรางกายของมนุษย มีตัวรับสารเคมีซึ่งลักษณะ
โครงสรา งคลา ยสารออกฤทธจ์ิ ากกญั ชา เรยี กวา ตวั รบั สารแคนนาบนิ อยด ตวั รบั สารเหลา นพ้ี บมากในสมอง เสน ประสาท
ทาํ ใหเ มอ่ื ไดร บั กญั ชาเขา ไป มฤี ทธเ์ิ ดน ในการกดประสาท แตใ นขณะเดยี วกนั กพ็ บในอวยั วะอนื่ ๆ รวมถงึ ไต ดงั นน้ั การไดร บั
สารเคมจี ากกญั ชา อาจสง ผลถงึ ไตได มกี ารศกึ ษาผลของสารเคมจี ากกญั ชาตอ การทาํ งานของไตพบวา มคี วามเกยี่ วขอ งกนั
ทําใหเกิดการอักเสบและเกิดพังผืดในไต(11) โดยยังไมทราบกลไกที่แนชัด ซึ่งเมื่อสังเกตคายับย้ังการเจริญเติบโต
รอยละ 50 (IC50) ของสารสกัดกัญชาท้ัง 3 พันธุตอเซลลตับ พบวาคา IC50 ไมไดแตกตางจากเซลลไตมากนัก

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 485
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis sativa L. Extract on Normal Cells Praw Suppajariyawat et al.

นั่นคือกอใหเกิดความเปนพิษตอตับได มีขอมูลพบวาสาร CBD สงผลใหคาเอนไซมตับขึ้นสูง(12) สาํ หรับการศึกษา
ความเปนพิษในเซลลเพาะเลี้ยงชนิด BALB/c ดวยวิธี NRU assay ตาม OECD Test Guideline 129
พบวาขนาดแนะนําเร่ิมตนสําหรับทดสอบพิษเฉียบพลันในสัตวทดลอง เทากับ 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซ่ึงงานวิจัย
ของ Won Hyung Choi และคณะศกึ ษาพษิ ตอ เซลลเ พาะเลี้ยงชนิดไฟโบรบลาสตเอมบริโอหนู (NIH3T3) ของสาร
CBD ใหค า IC50 เทากับ 40.78 ± 4.21 ไมโครกรัม/มิลลิลติ ร(13) ซึง่ สอดคลองกบั งานวจิ ยั ทสี่ ารสกดั กัญชาไทย 3 พนั ธุ
ใหคา IC50 ตา่ํ กวา 50 ไมโครกรัม/มิลลิลติ ร ซงึ่ เม่อื พิจารณาขนาดของการเร่ิมตนท่ีจะทดสอบในสัตวท ดลองถือวา คา
คอ นขา งต่ํามาก ฉะนั้น ผลการทดสอบพษิ ตอเซลลเพาะเลี้ยงชนดิ ปกติ ไดแก เซลลป อด เซลลต บั เซลลไ ต และเซลล
เอมบรโิ อหนู ของสารสกดั กญั ชาไทย 3 พนั ธุ ซง่ึ มสี ดั สว นของ THC และ CBD แตกตา งกนั ใหผ ลความเปน พษิ กบั เซลล
ท้งั 4 ชนดิ และจะสังเกตวา ปริมาณ THC และ CBD มีผลในการเกดิ ความเปน พิษตอ เซลลเพาะเลี้ยง และอาจจะมีสา
รอน่ื ๆ ในกญั ชาทอี่ อกฤทธริ์ ว มอยดู ว ย งานวจิ ยั ของ Aranya และคณะ ศกึ ษาพษิ ของสารสกดั ใบและเมลด็ กญั ชง (เฮมพ)
ทีเ่ กบ็ จาก จ.เชียงใหม จ.เชยี งราย และ จ.ตาก ของประเทศไทย ตอ เซลลเ พาะเล้ียง human skin fibroblasts ดวยวิธี
SRB ผลการทดลองพบวา เมอ่ื ระดับความเขมขนสูงข้ึนตง้ั แต 0.0625-5 มลิ ลิกรมั /มิลลิลติ ร คา % cell viability จะ
ลดลง ท่รี ะดบั ความเขมขน 5 มลิ ลิกรมั /มิลลิลติ รใหคา %cell viability ของใบกญั ชง (เฮมพ) เทากับ 57.66 ± 6.49
และเมล็ดกญั ชง (เฮมพ) เทา กับ 32.37 ± 4.30 ซึ่งจากงานวจิ ัยระบวุ าคาความเขมขนที่ 0.0625-1 มิลลิกรมั /มิลลิลิตร
ไมกอใหเกิดพิษตอเซลลเพาะเล้ียงซึ่งดูจากคา %viability มากกวา 70% ซึ่งคาความเปนพิษตอเซลลเพาะเลี้ยงจะ
แตกตา งกนั เนอื่ งมาจากองคป ระกอบของสารในสารสกดั (14) งานวิจยั ของ Martyna และคณะ ศึกษาความเปน พิษของ
สารสกดั Cannabis sativa L.ทม่ี ี CBD สูงกวา THC ตอเซลล keratinocyte (HaCaT) และ fibroblast (Bj) ซึ่ง
ทงั้ สองชนดิ เปน เซลลผ วิ หนงั ชนดิ ปกติ ดว ยวธิ ี Alamar Blue, Neutral red uptake และ Lactate dehydrogenase
(LDH) ผลการทดลองพบวา ไมเ กดิ พษิ ตอ เซลลเ พาะเลย้ี งกับทง้ั 2 เซลลท ค่ี วามเขม ขน 1-1,000 ไมโครกรมั /มิลลลิ ติ ร
ซ่ึงจากการทดสอบตอ เซลลผ ิวหนังทง้ั 2 งานวิจัย จะพบวาสารสกดั Cannabis sativa L. จะไมเกิดพิษตอเซลลผิวหนัง
ในความเขมขน ทท่ี ดสอบ(15) แตงานทดสอบของผวู ิจยั จะทดสอบท่ีเซลลอ วัยวะเปาหมาย 3 เซลลค อื เซลลป อด เซลลต ับ
และเซลลไ ต เปน การศกึ ษาเซลลเ พาะเลยี้ งคนละชนดิ ซงึ่ กญั ชาแตล ะพนั ธุ มกี ารเกบ็ ในพนื้ ทห่ี รอื ในชว งเวลาทแ่ี ตกตา งกนั
จะใหส ารสําคญั และองคป ระกอบทางเคมใี นพชื ทแี่ ตกตา งกนั งานวจิ ยั การทดสอบพษิ ในเซลลเ พาะเลยี้ งชนดิ ปกตจิ ะไมม ี
นักวิจัยศึกษามากนัก สวนใหญมีการศึกษาในเซลลมะเร็ง อยางไรก็ตาม หากจะนาํ สมุนไพรมาพัฒนาเปนยาหรือ
มกี ารศกึ ษาในมนษุ ย จะตอ งคํานงึ ถงึ วา สมนุ ไพรนน้ั หากมฤี ทธย์ิ บั ยงั้ เซลลม ะเรง็ แลว จะสง ผลตอ เซลลป กตใิ นรา งกายมนษุ ย
ควบคกู นั ไป ฉะนนั้ ขอ ควรระมดั ระวงั การนํากญั ชาไปใช ผบู รโิ ภคทมี่ โี รคประจําตวั หรอื มกี ารรบั ประทานยาแผนปจ จบุ นั
หรอื ยาอนื่ ๆ ควรใชก ญั ชาภายใตคาํ แนะนําของแพทย ถงึ แมวา ปจ จบุ นั ยงั ไมพ บหลกั ฐานทีก่ ลาวถงึ การใชกญั ชาสมั พนั ธ
กบั การเกดิ โรคไตวายเรอ้ื รงั โรคตบั โรคปอด กค็ วรเฝา ระวงั ภาวะแทรกซอ นจากการใชก ญั ชา และงานวจิ ยั นใ้ี ชเ ปน ขอ มลู
เบอ้ื งตน สามารถนําผลไปอา งองิ และใชใ นการวจิ ยั เชงิ ลกึ เชน การศกึ ษาพษิ เรอ้ื รงั ในสตั วท ดลอง การศกึ ษากลไกตา ง ๆ
ในสตั วทดลอง รวมถึงเปนขอ มลู ในการเตือนภัยผูป วยท่ีใชชอดอกของกญั ชาในการรักษาทางการแพทยตอไป

สรปุ

การศึกษาความเปนพิษของสารสกัดกัญชาไทย 3 พันธุ ไดแก PTC0601 (THC:CBD ใกลเคียงกัน)
PTC0602 (THC เดน) และ PTC0729 (CBD เดน) ตอเซลลเพาะเลี้ยงชนิดปกติ 4 เซลล ไดแก เซลลปอด
(SV-80), เซลลต บั (Chang-liver, Hela derivative) และ เซลลไ ต (HEK-293) พบวา สารสกดั ชอ ดอกกญั ชาไทย
3 พนั ธุ มคี า ยบั ย้ังการเจริญเตบิ โตรอ ยละ 50 (IC50) ตอ เซลลไต (HEK-293) ตาํ่ ที่สุด นบั วา มคี วามเปนพษิ สูงทสี่ ุด
รองลงมาเซลลตับ และเซลลปอด สวนในเซลล BALB/c 3T3 พบวาสารสกัดกัญชาพันธุ PTC0602 มีความเปน
พษิ ตอเซลล BALB/c 3T3 สูงท่ีสุด รองลงมาคือ PTC0601 และ PTC0729 ขนาดแนะนาํ เรมิ่ ตนสาํ หรบั ทดสอบ

486 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปที่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ความเปนพษิ ของสารสกดั กญั ชาพันธุไทยตอเซลลเ พาะเล้ียงปกติ พราว ศภุ จริยาวตั ร และคณะ

พิษเฉียบพลันในสัตวทดลอง เทากับ 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งเมื่อพิจารณาจากผลการทดลอง การใชกัญชามี
ความเปนพิษเกิดขึ้นใน 3 เซลลหลักคือ เซลลปอด เซลลตับ เซลลไต ฉะน้ันหากมีการนํากัญชาไปใชประโยชน ควร
มีการศึกษาในเร่ืองความปลอดภัยตอเซลลเพาะเล้ียงชนิดอื่นๆ การทดสอบในสัตวทดลอง และการนําไปใชเพ่ิมเติม
เพื่อคนหาประโยชนและผลขางเคียงจากการใชกัญชาในอนาคต และหากมีการนําไปใชเพื่อประโยชนทางการแพทย
ตองอยูภายใตค าํ แนะนาํ และคําปรกึ ษาของแพทยเทา นน้ั เนอื่ งจากงานวิจัยน้ีเปนการศกึ ษาวิจัยในชอ ดอกกญั ชา ซึ่งยัง
จัดเปนยาเสพติด ดังนนั้ ผลการทดลองไมไ ดสะทอนไปถงึ การใชส วนอนื่ ๆของกัญชา ซึง่ ผูวิจยั จะมกี ารศึกษาสว นตางๆ
ของกัญชา เชน ใบ ราก ฯลฯ ตอ ไป

กติ ติกรรมประกาศ

งานวจิ ยั นไี้ ดร บั การสนบั สนนุ งบประมาณจากสาํ นกั งานคณะกรรมการสง เสรมิ วทิ ยาศาสตร วจิ ยั และนวตั กรรม
(สกสว.) ขอขอบพระคุณหองปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และหองปฏิบัติการจีโนมิกสพืช ในการเก็บตัวอยาง
สมนุ ไพรกัญชา ภก. เสกรชตกร บวั เบา ศูนยต รวจสอบและรบั รองคณุ ภาพสมนุ ไพรในการควบคมุ คณุ ภาพทางเคมแี ละ
แยกปรมิ าณสารสาํ คัญ THC และ CBD ของตัวอยางกญั ชา และเจาหนาที่หองปฏิบัติการพษิ วิทยาทกุ ทา นท่ใี หความ
ชว ยเหลอื ในการทาํ งานวจิ ยั เปน อยางดี

เอกสารอา งอิง

1. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรือ่ ง ระบชุ อ่ื ยาเสพติดใหโ ทษในประเภท 5 (พ.ศ. 2563). ราชกิจจานุเบกษา เลม
137 ตอนพิเศษ ๒๙๐ ง (วันที่ 14 ธันวาคม 2563). หนา 33.

2. กรุงเทพธุรกิจ. เตรียมลุย! เสนทางกัญชาทางการแพทยเพิ่มมูลคาตลาดกัญชา. [ออนไลน]. 2564; [สืบคน 10
ก.ค. 2564]; [6 หนา]. เขา ถึงไดที่: URL: https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/932483.

3. Small E, Cronquist A. A practical and natural taxonomy for Cannabis. Taxon 1976; 25(4):
405-35.

4. ราชบณั ฑิตยสถาน. หนังสอื อนกุ รมวิธานพืช อกั ษร ก. พิมพค รั้งท่ี 2. กรงุ เทพฯ: หจก. อรณุ การพิมพ; 2547.
5. Anderson LC. Leaf variation among Cannabis species from a controlled garden. Bot Mus Leafl

Harv Univ 1980; 28(1): 61-9.
6. Hanus LO, Meyer SM, Munoz E, Taglialatela-Scafati O, Appendino G. Phytocannabinoids: a

unified critical inventory. Nat Prod Rep 2016; 33(12): 1357-92.
7. กัญชายาเสพติดหรือยารักษาโรค “สารสําคัญในกัญชามีอะไร”. [ออนไลน]. 2563; [สืบคน 10 ก.ค. 2564];

13 หนา]. เขาถึงไดท่:ี URL: https://masakigarden.com/สารสําคัญในกญั ชา.
8. องคค วามรเู ร่อื งกัญชาเพอ่ื สขุ ภาพ. อะไรคือ“เทอรปน (Terpene)” ในกัญชา. [ออนไลน]. 2562; [สบื คน 7 ก.ค.

2564]; [3 หนา]. เขา ถึงไดท:่ี URL: https://www.cannhealth.org/content/4894/terpene.
9. Ehara M, Noguchi T, Ueda K. Uptake of neutral red by the vacuoles of a green alga, Micras-

terias pinnatifida. Plant Cell Physiol 1996; 37(6): 734-41.
10. OECD Series on Testing and Assessment No. 129. Guidance document on using the cytotoxicity

tests to estimate starting doses for acute oral systemic toxicity tests. Paris: Organization for
Economic Co-operation and Development; 2010.

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 487
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Cytotoxicity of Thai Cannabis sativa L. Extract on Normal Cells Praw Suppajariyawat et al.

11. ขนิษฐา เธียรกานนท, ณัฐวุฒิ โตวนําชัย. แพทยแนะไมใหใช “กัญชา” ชะลอความเส่ือมของไต. [ออนไลน].
2564; [สืบคน 13 ก.ค. 2564]; [3 หนา ]. เขา ถึงไดท :่ี URL: https://www.bangkokbiznews.com/news/
detail/930407.

12. สมาคมประสาทวทิ ยาแหง ประเทศไทย. ความคดิ เหน็ ตอ การนาํ กญั ชามาใชป ระกอบการรกั ษาในโรคระบบประสาท
สําหรบั บคุ ลากรทางการแพทย. [ออนไลน]. 2563; [สบื คน 13 ก.ค. 2564]; [5 หนา ]. เขา ถงึ ไดท ี่: URL: http://
neurothai.org/images/journal/2020/vol36_no2/07%20Various%20topics.pdf.

13. ChoiPark WHD, Baek SH, Chu JP, Kang MH, Mi YJ. Cannabidiol induces cytotoxicity and cell
death via apoptotic pathway in cancer cell lines. Biomolecules Therapeut 2008; 16(2): 87-94.

14. Manosroi A, Chankhampan C, Kietthanakorn B, Ruksiriwanich W, Chaikul P, Boonpisuttinant
K, et al. Pharmaceutical and cosmeceutical biological activities of hemp (Cannabis sativa L
var. sativa) leaf and seed extracts. Chiang Mai J Sci 2019; 42(2): 180-95.

15. Zagórska-Dziok M, Bujak T, Ziemlewska A, Nizioł-Łukaszewska Z. Positive effect of Cannabis
sativa L. herb extracts on skin cells and assessment of cannabinoid-based hydrogels properties.
Molecules 2021; 26(4): 802. (20 pages).

488 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ความเปนพิษของสารสกดั กัญชาพนั ธุไทยตอ เซลลเ พาะเลี้ยงปกติ พราว ศุภจรยิ าวตั ร และคณะ

Cytotoxicity of Thai Cannabis sativa L.
Extract on Various Types of
Normal Cells

Praw Suppajariyawat1 Sarayut Radapong1 Tiyanee Sahad1 Nathaphat Harnkit1
Kanchariya Phankhajon1 Phatipan Primprai1 Phichet Banyati1 Siriwan Chaisomboonpan1
Nuttapong Wichai2 and Pornchai Sincharoenpokai1
1Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Mueang, Nonthaburi 11000
2Mahasarakham University, Amphoe Kantarawichai, Mahasarakham, 44150 Thailand

Abstract Cannabis sativa L. is an addictive plant that has been gained dramatic attention in Thailand.
According to its medical and recreational properties, this plant can be developed as a drug or commercial
product and boot the country medically and economically. However, the toxicity and safety data are still
limited. This research aims to study the toxicity of female inflorescence extracts of Thai cannabis to
normal cell lines. The three cannabis extracts, namely PTC0601 (THC: CBD=2:1), PTC0602
(THC: CBD=10:1) and PTC0729 (THC: CBD=1:6), were extracted using Supercritical Fluid Extraction
and then quantitatively analyzed using HPLC. Cytotoxicity was investigated in normal cells, including
lung (SV-80), liver (Chang-liver, Hela derivative) and kidney (HEK-293) cell lines using MTT assay.
The in vitro dose estimation for acute toxicity using mouse embryo, BALB/c 3T3 cells, was also
investigated using a neutral red uptake assay. The results showed that the extracts exhibited the
highest cytotoxicity to kidney cells, followed by liver cells and lung cells, respectively. Neutral red uptake
assay was found that PTC0602 posed the highest cytotoxicity, followed by PTC0601 and PTC0729,
respectively. Which was 300 mg/kg, recommended as the initial dose for acute toxicity testing in animals.
In conclusion, the three extracts exhibited toxicity to certain extents to normal cell lines and
recommended at 300 mg/kg as the starting dose for in vivo acute toxicity testing. This finding could be
used as preliminary toxicity and safety data. Moreover, more comprehensive research on other cultured
cells or animal models should be investigated for Thai cannabis.
Keywords: Cannabis sativa extract, Cytotoxicity, Thai Cannabis sativa, MTT assay, Neutral

red uptake assay

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 489
ปที่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

นพิ นธตนฉบบั ว กรมวิทย พ 2564; 63 (3) : 490-504

การศึกษาฤทธ์กิ อ กลายพันธขุ องสารสกัด
จากชอ ดอกกญั ชาพนั ธไุ ทย

พราว ศภุ จรยิ าวตั ร1 สจุ รติ อนุ กาศ1 วจิ ติ รา สดุ หว ง1 ปถ ยา ศริ นิ นั ทธ นานนท1 เสกรชตกร บวั เบา1 ศรายธุ ระดาพงษ1
พิเชฐ บัญญตั 1ิ ศริ วิ รรณ ชยั สมบูรณพ ันธ1 แพรว ศุภจริยาวัตร2 และพรชยั สนิ เจรญิ โภไคย1
1กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย ถนนตวิ านนท นนทบรุ ี 11000
2กระทรวงยตุ ิธรรม ถนนประชาชืน่ บางซ่อื กรงุ เทพมหานคร 10800
บทคัดยอ กัญชา (Cannabis sativa L.) เปนพืชเสพติดท่ีมีการอนุญาตใหใชทางการแพทย และไดรับความสนใจจาก
ภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีการดําเนินการศึกษาวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ และมีการนาํ มารักษาในผูปวยอยางกวางขวาง การนาํ
กญั ชามาใชใ นการรกั ษาควรตอ งคาํ นงึ ถงึ ขนาดและปรมิ าณของสารออกฤทธชิ์ นดิ ตา ง ๆ ทม่ี อี ยใู นสมนุ ไพร ซง่ึ ตอ งมคี ณุ ภาพและ
ปรมิ าณเพยี งพอตอการรักษาโรค ตลอดจนการประเมินความปลอดภยั ของสมนุ ไพรชนดิ น้นั ปจจบุ นั ประเทศไทยไดมีประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ระบุช่ือยาเสพติดใหโทษในประเภท 5 ประชาชนสามารถใชประโยชนจากสวนของกัญชา กัญชง
ทไ่ี มจ ดั เปน ยาเสพตดิ ยกเวน ชอ ดอกซง่ึ ยงั เปน ยาเสพตดิ ทาํ ใหม กี ารผลติ ผลติ ภณั ฑส มนุ ไพรกญั ชาออกมาใชแ ละบรโิ ภคกนั อยา ง
แพรห ลาย แตข อมลู ดานพษิ วิทยาและความปลอดภยั มอี ยนู อย การศึกษานีม้ วี ัตถปุ ระสงคเ พือ่ ศึกษาฤทธ์กิ อ กลายพันธขุ องสาร
สกัดชอดอกกัญชาพันธุไทย 3 พันธุ ไดแก PTC0601, PTC0602 และ PTC0729 ที่สกัดดวย Supercritical Fluid
Extraction อางอิงจาก OECD test guideline 471 ใชเช้อื Salmonella typhimurium 4 สายพนั ธุ (TA98, TA100,
TA1535, TA1537) และ Escherichia coli WP2 ที่ขนาดทดสอบ 5 ระดบั (50, 150, 500, 1,500 และ 5,000 ไมโครกรมั /
เพลท) ในระบบที่มีและไมมีเอนไซมกระตุน ผลการทดลองพบวาสารสกัดชอดอกกัญชาไทยท้ัง 3 พันธุทุกขนาดทดสอบ
ทุกสายพันธุ ทั้งในระบบที่มีและไมมีเอนไซมกระตุน ไมมีฤทธิ์กอกลายพันธุ อยางไรก็ตามควรมีการทดสอบยืนยันดานความ
ปลอดภยั ในสัตวทดลองหรือกลไกเชิงลึกเพิ่มเตมิ เพื่อใหเกดิ ความมนั่ ใจในการนาํ มาบริโภคหรือทําผลติ ภัณฑต อไป
คาํ สาํ คัญ: สารสกดั กัญชา, ฤทธ์ิกอ กลายพันธุ, กัญชาพนั ธุไทย

Corresponding author E-mail: [email protected]

Received: 19 March 2021 Revised: 22 June 2021 Accepted: 15 July 2021

490 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ฤทธ์กิ อกลายพนั ธุของสารสกัดจากชอ ดอกกัญชา พราว ศุภจรยิ าวตั ร และคณะ

บทนาํ

ปจจุบันประเทศไทยมกี ารกลา วถงึ การนําพืชกัญชามาใชประโยชนกันหลากหลาย ไมวา จะเปน ทางการแพทย
และเชงิ พาณชิ ย ซงึ่ ลา สดุ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ เรอื่ ง ระบชุ อ่ื ยาเสพตดิ ใหโ ทษในประเภท 5 ลงราชกจิ จานเุ บกษา
มีผลบังคบั ใชต้ังแต 15 ธันวาคม 2563 ประชาชนสามารถใชป ระโยชนจากสวนของกญั ชา กญั ชงท่ีไมจัดเปนยาเสพตดิ
ไดแก เมล็ดกัญชง นํ้ามันและสารสกัดจากเมล็ดกัญชง ใบที่ไมติดกับชอดอก กิ่ง กาน ลําตน เปลือก ราก รวมถึง
สารสกัด Cannabidiol (CBD) และกากที่เหลือจากการสกัดซึ่งตองมีปริมาณ Tetrahydrocannabinol (THC)
ไมเกนิ 0.2%(1) เพื่อประโยชนท างการแพทย การศึกษาวิจยั และการผลิตผลิตภัณฑส ขุ ภาพ จึงทาํ ใหมีผูประกอบการ
จํานวนมากทสี่ นใจจะนาํ กญั ชามาผลติ เปน ผลติ ภณั ฑส ขุ ภาพ เครอ่ื งสําอาง หรอื ทาํ เปน อาหารเพอ่ื จําหนา ยและในปจ จบุ นั
มีการนํากัญชามาประกอบอาหารเพ่ือจําหนายมากยิ่งข้ึน จึงไดมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 424 ซึ่ง
นายอนุทนิ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวา การกระทรวงสาธารณสุขลงนามเมอ่ื วนั ท่ี 25 กมุ ภาพนั ธ 2564
โดยมผี ลบงั คบั ใชต้ังแตวันที่ 26 กมุ ภาพันธ 2564 เปนตน ไป ในเรอ่ื งการนาํ ใบกญั ชามาทาํ อาหาร(2) สวนเรอ่ื งปริมาณ
ของจาํ นวนใบยังไมมีการกลาวถึง ทางสาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะมีคูมือถึงขอแนะนาํ ในปริมาณ
การใชต อไป จะเหน็ ไดวา ประเทศไทยพยายามผลักดนั พืชกญั ชาเปนอยา งมาก สาํ หรับประเทศไทยถือเปน ประเทศแรก
ในอาเซยี นทอี่ นญุ าตใหใ ชก ญั ชาอยา งถกู กฎหมายเพอื่ ประโยชนท างการแพทยแ ละการวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร จากรายงาน
The Global Cannabis Report คาดวามูลคาตลาดกัญชาทั่วโลกจะมีแนวโนมเติบโตตอเนื่องหรือคิดเปน
มูลคากวา 103.9 พันลานดอลลารสหรัฐฯ และในป 2567 จะมีตลาดกัญชาเพ่ือการแพทยมีสัดสวนราวรอยละ 60
ของมูลคาตลาดกัญชาท้ังหมด(3) นอกจากน้ีปจจุบันเร่ิมมีผูประกอบการกลุมอาหารและเคร่ืองด่ืมรวมทั้งผลิตภัณฑ
สขุ ภาพ สนใจทจี่ ะใชส ารสกดั จากกญั ชาเปน สว นประกอบในผลติ ภณั ฑก ลมุ ดงั กลา ว สง ผลใหค าดวา มลู คา ตลาดกญั ชาโลก
จะเติบโตและกระจายไปในหลายธุรกิจมากขนึ้

กญั ชาเปน พชื ในวงศ Cannabaceae มชี อ่ื วทิ ยาศาสตรค อื Cannabis sativa L. Subsp. indica (Lam.)(4)
มีชอื่ เรียกอืน่ วา กัญชาจนี (ทั่วไป), ปาง (เง้ยี ว-แมฮ องสอน), ยานอ (กะเหรี่ยง-แมฮ อ งสอน), คุนเชา คุณเชา (จีน),
ตาหมา (จีนกลาง) เปนตน ลักษณะทางพฤกษศาสตรของตนกัญชามีดังนี้ กัญชาเปนไมลมลุกปเดียว ลําตนต้ังตรง
สงู 0.9-1.5 เมตร มขี นสเี ขยี วอมเทาและไมคอ ยแตกสาขา ใบเดยี่ ว รูปฝามอื เรยี งสลับ ขอบใบเวา ลึกจนถึงจดุ โคนใบ
เปน 5-7แฉกแตล ะแฉกรปู ยาวรีกวา ง0.3-1.5เซนตเิ มตรยาว6-10เซนตเิ มตรโคนและปลายสอบ(oblanceolateleaf)
ขอบจกั ฟน เลอ่ื ย แผน ใบดา นบนสเี ขยี วเขม กวา ดา นลา ง ดอกแยกเพศตา งตน ออกเปน ชอ กระจกุ ตามงา มใบและปลายกงิ่
ชอดอกและใบของตน เพศผูเ รียงตวั กันหา งๆ ตางจากตนเพศเมียท่เี รยี งชิดกนั เกสรเพศผู 5 อนั ดอกเลก็ ดอกเพศเมีย
มกี ลบี เล้ยี งหมุ ไมม กี ลบี ดอก รังไขอ ยูเหนอื วงกลบี มี 1 ชอ ง มีออวุล 1 เมด็ ผลแบบผลแหง เมลด็ ลอ น เล็ก เรียบ
สีนํ้าตาล ยอดของตนเพศเมียท่ีกาํ ลังออกดอกเรียก กะหล่ีกัญชา เมื่อตากใหแหงแลวนิยมนาํ มาใชสูบ(5, 6) ปจจุบัน
สารสําคัญในกญั ชาถูกพบมากกวา 545 ชนิด และในจํานวนนส้ี ารกวา 100 ชนิด ทถ่ี กู ระบุวา เปนไฟโตแคนนาบินอยด
(phytocannabinoids) ซงึ่ เปน สารกลมุ หลกั มโี ครงสรา งทางเคมที ค่ี ลา ยคลงึ กนั และเปน สารออกฤทธท์ิ พี่ บในกญั ชา(7)
โครงสรางทางเคมีของแคนนาบินอยดประกอบดวยสวนท่ีเปนไขมัน (lipid) แอลคิลเรซอซินอล (alkylresorcinol)
เทอรป น (terpene) และโมโนเทอรป น (monoterpene)(8) ซง่ึ สารสาํ คญั ของกญั ชา 2 ชนดิ ทมี่ กี ารกลา วถงึ คอ นขา งมาก
คือ THC และ CBD

กญั ชามกี ารใชป ระโยชนทางการแพทยมาอยางยาวนาน จากฤทธต์ิ อ จิตประสาททเ่ี กิดขน้ึ ในปจ จบุ นั มขี อ มูล
ทก่ี ลา วถงึ การใชป ระโยชนจ ากกญั ชาอยา งหลากหลาย เชน รกั ษามะเรง็ (9) เปน ยากนั ชกั (10)ลดการปวด(11)ทงั้ หมดเหลา น้ี
ทําใหกัญชาเปนกระแสในสังคมไทยเปนอยางมาก สารกลุมแคนนาบินอยดในกัญชาอาจยังมีประโยชนทางการแพทย
อื่น ๆ เชน ชวยใหเจริญอาหาร เพื่อเพิ่มน้ําหนักในผูปวย HIV/AID ลดความดันในลูกตาสําหรับโรคตอหิน บําบัด
ผูปวยกลุมโรคระบบประสาท เชน การชวยใหนอนหลับ โรคพารกินสัน ความจําเส่ือม(12) การนํากัญชามาใชในการ

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 491
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Mutagenic Activity of Thai Cannabis sativa L. Praw Suppajariyawat et al.

รักษาควรตอ งคาํ นงึ ถึงขนาดและปรมิ าณของสารออกฤทธชิ์ นดิ ตา ง ๆ ท่มี อี ยใู นสมนุ ไพร ซึ่งตองมคี ุณภาพและปรมิ าณ
เพียงพอตอการรักษาโรค ตลอดจนการประเมินความปลอดภัยของสมุนไพรชนิดนั้น และตองมีงานวิจัยที่ไดรับการ
ยอมรับในเร่ืองของพิษวิทยา เพื่อความม่ันใจในการใชสมุนไพรมากยิ่งข้ึน ซึ่งในปจจุบันพบวารายงานขอมูลการศึกษา
ทางพิษวิทยาของกญั ชาไทยยงั มคี วามไมชดั เจนและยงั ไมสามารถสรุปไดวากญั ชามคี วามปลอดภยั จรงิ หรือไม ประกอบ
กบั ขอ มลู การศกึ ษาพษิ วทิ ยาของกญั ชาในปจ จบุ นั เปน ขอ มลู ของกญั ชาทม่ี พี นั ธเุ จรญิ เตบิ โตในตา งประเทศ สําหรบั กญั ชา
พันธุท่ีมีการเจริญเติบโตและเพาะปลูกในประเทศไทยน้ันไมมีขอมูลการใชเพ่ือเปนยารักษาโรคมานานกวา 40 ป จึงมี
ความจําเปนตองมีการศึกษาขอมูลทางพิษวิทยาของพันธุกัญชาในประเทศไทยเพ่ือสนับสนุนการพัฒนากัญชาเปนยา
รกั ษาโรคหรอื ผลิตภณั ฑสขุ ภาพอืน่ ๆตอ ไป

การทดสอบการกอกลายพันธุโดยใชแบคทีเรีย อางอิงวิธีจากองคการเพ่ือความรวมมือและการพัฒนา
ทางเศรษฐกิจ (The Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) หรอื เรยี กวา
วิธีทดสอบเอมส (Ames test) เปนการทดสอบในหลอดทดลองเพื่อหาการกอกลายพันธุของสารเคมี สารสมุนไพร
เครื่องมือทางการแพทย ฯลฯ โดยจะพิจารณาความผิดปกติในระดับ DNA หากตัวอยางสามารถทําตัวเสมือนสาร
กอกลายพันธุ (Mutagen) จะช้ีใหเห็นวาตัวอยางนั้นๆ อาจจะไมปลอดภัยที่จะใชในการบริโภค และมีแนวโนม
ในการกอ โรคทผ่ี ดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม หรอื โรคมะเรง็ ได(13) การทดสอบเอมส เปน หนงึ่ การทดสอบในความตอ งการของ
ผปู ระกอบการทจ่ี ะขนึ้ ทะเบยี นผลติ ภณั ฑส ขุ ภาพจากสมนุ ไพร รวมถงึ สาํ นกั งานคณะกรรมการอาหารและยาทเี่ ปน หนว ย
ขน้ึ ทะเบยี น ทต่ี อ งใชข อ มลู ดา นความปลอดภยั นใี้ นการประเมนิ ผลติ ภณั ฑส ขุ ภาพตา งๆ ดงั นน้ั ผวู จิ ยั จงึ ดาํ เนนิ การทดสอบนี้
ตาม test guideline ทเ่ี ปน มาตรฐาน เพอ่ื ยกระดบั ใหผ ลงานมคี วามนา เชอื่ ถอื ทางวชิ าการ อกี ทงั้ ผลการทดสอบยงั เปน
ท่ยี อมรบั ท้ังในและตางประเทศ เปน การลดการกีดกันทางการคา ไดดวย

วสั ดุและวิธกี าร

ขั้นตอนการเตรยี มวตั ถดุ ิบ
ตัวอยางสมุนไพรชอดอกเพศเมียกัญชาพันธุไทย 3 พันธุ โดยใหรหัสตัวอยาง PTC0601 (พันธุท่ีมี

THC : CBD เทา กบั 2 : 1) รหสั ตวั อยา ง PTC0602 (พนั ธทุ มี่ ี THC : CBD เทา กบั 10 : 1) และรหสั ตวั อยา ง PTC0729
(พันธุที่มี THC : CBD เทากบั 1 : 6)

ขน้ั ตอนการสกดั กัญชา
นําตัวอยา งชอ ดอกเพศเมีย PTC0601 จํานวน 132 กรมั PTC0602 126 กรมั และ PTC0729 100 กรมั

บดหยาบ ไดปริมาณสารสกดั 10.92 กรัม 8.95 กรัม และ 7.07 กรมั คิดเปน %yield เทากบั 8.27, 7.10 และ 7.07%
ตามลาํ ดับ สกัดดว ยของไหลวกิ ฤตยง่ิ ยวด (Supercritical Fluid Extraction) โดยใชเ ครือ่ งสกัดรนุ Speed SFE
บรษิ ทั Applied Separations ประเทศสหรฐั อเมรกิ า โดยใชแ รงดนั 250 bar อุณหภมู ิของตอู บ (oven) 40 องศา
เซลเซียส วเิ คราะหป ริมาณ THC และ CBD ในสารสกัด ดว ยวิธี High Performance Liquid Chromatography
(HPLC) โดยนาํ สารสกดั 20 มลิ ลิกรัม ปรบั ปริมาตรดวย methanol : chloroform 9 : 1 ใน volumetric flask
ขนาด 10 มิลลิลิตร จากนั้น ปเปตมา 1 มิลลิลิตร ปรับปริมาตดวย methanol ใน volumetric flask ขนาด
10 มลิ ลลิ ติ ร กรองดว ย nylon syringe filter 0.45 micron

ข้ันตอนการทดสอบคุณสมบตั เิ ชอ้ื
ความตอ งการกรดอะมโิ นฮสิ ทิดีนสาํ หรับเชอื้ S. typhimurium TA98, TA100, TA1535, TA1537

เตรียม Minimal Glucose Agar plate (MGA) เคลอื บผวิ วนุ ดว ย 0.1 M L-histidine และ 1 mM
D-biotin ดงั น้ี เพลทท่ี 1 ไมเ คลือบผวิ วุน เพลทท่ี 2 เคลือบผิววุนดวย 1 mM D-biotin ปริมาณ 100 ไมโครลติ ร

492 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ฤทธิก์ อกลายพันธุของสารสกัดจากชอดอกกัญชา พราว ศุภจริยาวตั ร และคณะ

เพลทที่ 3 เคลือบผิววุนดวย 0.1 M L-histidine ปริมาณ 100 ไมโครลิตร เพลทท่ี 4 เคลือบผิววุนดวย 0.1 M
L-histidine ปริมาณ 100 ไมโครลติ ร และเคลือบ 1 mM D-biotin ปริมาณ 100 ไมโครลิตร จากน้ันนํา single
colony จากการเลีย้ งในอาหารเลยี้ งเชอ้ื เปน เวลา 8-12 ชัว่ โมง ไปขีดลงบนวนุ นาํ เพลทบมทต่ี ูบ ม อณุ หภูมิ 37 องศา
เซลเซียส เปนเวลา 24 ชั่วโมง แบคทีเรียท่ีมีการเจริญมากที่สุดคือ เพลทท่ี 4 ซึ่งสามารถนําไปใชในการทดลองเพื่อ
ทดสอบฤทธ์ิกอ กลายพันธไุ ด

ความตองการกรดอะมโิ นทรปิ โตเฟนสาํ หรับเชอ้ื E. coli WP2
เตรียม MGA ท่ีผสม 0.05 mM tryptophan นํา single colony ที่เล้ยี งไวใ นอาหารเลย้ี งเชอ้ื เปน เวลา

8-12 ชั่วโมง ไปขีดลงบนวุน นาํ เพลทบม ทตี่ บู มท่ี 37 องศาเซลเซียส เปนเวลา 24 ช่วั โมง ผลการทดสอบแบคทีเรีย
ตอ งมกี ารเจรญิ บนผวิ วนุ ซึง่ สามารถนําไปใชใ นการทดลองเพ่ือทดสอบฤทธกิ์ อกลายพนั ธุได

การตรวจ rfa mutation และ R-factor
เตรียม MGA plate ผสม 0.1 M L-histidine ปริมาตร 100 ไมโครลติ ร สาํ หรับเชื้อ S. typhimurium

สว นเช้ือ E. coli ใชอาหารเลี้ยงเชอ้ื MGA ผสม 0.05 mM tryptophan และ bacterial culture ปรมิ าตร 300
ไมโครลิตร ลงใน top agar ท่ีมีสว นผสมของ 0.5 mM histidine + 0.5 mM biotin ปรมิ าณ 2,000 ไมโครลติ ร สว น
E.coli 0.5 mM tryptophan ผสมเขา ไป จากนั้นเทสว นผสมลงบน MGA plate ในการทดสอบ rfa mutation
ทาํ ไดโ ดย จุม blank paper disc ท่ีผา นการฆาเชือ้ ลงใน 0.1% crystal violet วางลงบน MGA เพลทที่หนาอาหาร
เลย้ี งเชอ้ื แหง และในการทดสอบ R-factor ทาํ ไดโดยจุม blank paper disc ใน 8 มลิ ลิกรัม/มิลลิลิตร ampicillin
วางไวอ ีกดานหนงึ่ ของเพลท นําเพลทบม ทต่ี ูบมท่ี 37 องศาเซลเซียส เปนเวลา 24 ชัว่ โมง ดูผลการทดสอบโดยสงั เกต
รอบๆ paper disc ทจี่ ุม 0.1% crystal violet ถา เปน เชอ้ื ท่ีมี rfa จะเห็นโซนใส (clear zone) คือ ไมม ีแบคทเี รยี
เจรญิ อยู โดยวดั ขนาดเสน ผา นศูนยกลางไดประมาณ 12-14 มลิ ลเิ มตร สวนผลการทดสอบ R-factor ในพนั ธุ TA98
และ TA100 มี R-factor ทาํ ใหแบคทเี รยี ตาน ampicillin สว นพันธุอ่ืนจะเกิด clear zone รอบๆ disc ampicillin

การตรวจความผิดปกติ uvr โดยใช mitomycin C
นํา mitomycin C ท่คี วามเขมขน 0.2 ไมโครกรัม/disc วางลงใน MGA plate ท่ผี สม histidine และ

biotin สําหรับเชือ้ S. typhimurium และผสม tryptophan สาํ หรบั เช้อื E. coli ดูผลการทดสอบโดยสงั เกตรอบๆ
paper disc จะเห็นโซนใส (clear zone)

ขั้นตอนการทดสอบฤทธ์ิกอกลายพันธุในเช้ือแบคทีเรียของสารสกัดชอดอกกัญชาไทย 3 พันธุ (อางอิงวิธีจาก
OECD TG471, 2020)(13)

การทดสอบฤทธิ์กอกลายพันธุใชวิธี plate incorporation method ทาํ การทดสอบ 3 ซ้ํา นําสารสกัด
ชอดอกกัญชา ทข่ี นาดทดสอบ 5 ระดบั ความเขมขน 50, 150, 500, 1,500 และ 5,000 ไมโครกรัม/เพลท ผสมกบั เช้ือ
ทใ่ี ชท ดสอบ ปริมาตร 0.1 มิลลิลิตร (เชอ้ื ท่ใี ชคอื S. typhimurium TA98, TA100, TA1535, TA1537 และ E. coli
WP2 บม 8-12 ชั่วโมง และในกรณีท่ีการทดลองอยูในระบบไมมีเอนไซมก ระตนุ จะใช 0.1M Na2PO4-KCl buffer
ปริมาตร 0.5 มิลลิลิตร แทน S9 เอนไซม และสารสกัดสมุนไพรท้ัง 5 ความเขมขนลงในแตละหลอด จากนั้นเติม
top agar และเทลง MGA plate และบมที่ 37 องศาเซลเซียส เปน เวลา 48 ชว่ั โมง สวนการทดสอบ E. coli WP2
จะเตมิ tryptophan ลงไปแทน histidine/biotin เมอ่ื ครบเวลา นําเพลทมาสอ งภายใตกลองจุลทรรศน inverted
microscope วาเกดิ killing effect บน background lawn หรอื ไม ดังแสดงในภาพที่ 1 นําเพลทมานับจํานวน

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 493
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Mutagenic Activity of Thai Cannabis sativa L. Praw Suppajariyawat et al.

revertant colony การแปลผลคอื ถา สารทที่ ดสอบมฤี ทธกิ์ อ กลายพนั ธจุ ะพบความสมั พนั ธร ะหวา งปรมิ าณสารสมนุ ไพร
ท่ีทดสอบกับจาํ นวน revertant colony เพ่ิมขึ้นดวย และพบวามีอยางนอย 2 ความเขมขน ท่ีใหจํานวนแบคทีเรีย
กลายพันธุมีจาํ นวนมากกวาจํานวนท่ีกลายพันธุตามธรรมชาติ (negative control) ในขณะเดียวกันตองมีอยางนอย
ทค่ี วามเขม ขน จดุ หนง่ึ สามารถทําใหจ าํ นวนแบคทเี รยี กลายพนั ธสุ งู เกนิ 2 เทา ของการกลายพนั ธตุ ามธรรมชาติ จงึ นบั วา สาร
ทน่ี ํามาทดสอบน้เี ปน สารกอกลายพนั ธุ

ภาพท่ี 1 Background lawn ของเชอ้ื S. typhimurium สายพันธุ TA100 โดยใชกลอ งจุลทรรศนแบบหวั กลบั
ทก่ี ําลงั ขยาย 10X ภาพ 1A แสดง background lawn ที่ปกติจะเห็นภาพพืน้ หลงั เต็มไมมีการตายของเชอ้ื
ภาพ 1B แสดงการเกิด Killing effect background lawn จะพบลกั ษณะของชองวา งทีพ่ ืน้ หลงั แสดงถงึ
การตายของเช้อื

ผล

ผลการสกัดกญั ชา
สารสกัดชอดอกเพศเมียของกัญชาดวย Supercritical Fluid Extraction ของกัญชาพันธุไทย

3 พนั ธุ ไดส ารสกดั ท่มี ลี ักษณะเปนของกงึ่ แข็งก่ึงเหลว (semisolid) สีเหลอื งน้ําตาล จากการวเิ คราะหตัวอยา งปริมาณ
กลุม cannabinoids ไดปรมิ าณสารสาํ คัญ THC และ CBD ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงสดั สวนปรมิ าณ THC และ CBD ในพนั ธุก ัญชาไทย 3 พนั ธุ

รหสั ตวั อยางสารสกัดกัญชา THC : CBD Total THC (%) Total CBD (%)
PTC0601 2: 1 20.08 12.18
PTC0602 10 : 1 38.03 3.55
PTC0729 1: 6 4.28 25.89

ผลการทดสอบคุณสมบัตเิ ช้ือ
ผลการตรวจคุณสมบตั ิเช้ือกอ นทําการทดสอบเอมสพ บวา เชอื้ S. typhimurium 4 พันธุ และ E. coli 1

พนั ธุ มคี ณุ สมบตั คิ รบถว นทกุ การทดสอบ คอื ความตอ งการกรดอะมโิ นฮสิ ทดิ นี /ทรปิ โตเฟน rfa mutation R-factor
และความผิดปกติ uvr mutation โดยใช mitomycin C ดังแสดงในตารางท่ี 2

494 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ฤทธิก์ อกลายพันธุข องสารสกัดจากชอดอกกัญชา พราว ศุภจรยิ าวัตร และคณะ

ตารางที่ 2 คุณสมบตั ิการทดสอบของ S. typhimurium และ E. coli ทั้ง 5 พันธุ

สายพนั ธุ คณุ สมบัตทิ ท่ี ดสอบของ S. typhimurium/E. coli
ความตอ งการกรดอะมโิ นฮสิ ทีดีน/ทริปโตแฟน
TA98 Neg His Bi His+bi Tryp rfa mutation R-factor uvr mutation
TA100 เกิด
TA1535 - ++ - +++ N/A เกิด ไมเ กิด
TA1537 clear zone clear zone clear zone
WP2 เกดิ ไมเกดิ เกดิ
หมายเหต:ุ - ++ - +++ N/A clear zone clear zone
clear zone
- ++ - +++ N/A เกดิ เกิด เกิด
clear zone clear zone
เกิด เกดิ clear zone
- ++ - +++ N/A clear zone clear zone เกิด

- N/A N/A N/A +++ เกิด เกิด clear zone
clear zone clear zone เกดิ

clear zone

เครือ่ งหมาย – หมายถึง ไมมกี ารเจริญของเช้ือ
เคร่ืองหมาย ++ หมายถงึ เชอื้ มีการเจริญแตไมเทา กับ +++
เครื่องหมาย +++ หมายถึง เช้อื มีการเจรญิ มากทส่ี ดุ
N/A หมายถงึ ไมไดท ําการทดสอบ

ผลการทดสอบฤทธ์กิ อกลายพนั ธใุ นเชื้อแบคทเี รียของสารสกดั กัญชาพนั ธุไทย PTC0601 ในระบบไมมีเอนไซม
S9 (Without S9 enzyme)

การศึกษาฤทธ์ิกอกลายพันธุของสารสกัดกัญชาที่สกัดดวย Supercritical Fluid Extraction ซ่ึงใชเชื้อ
แบคทเี รีย 5 พันธุ (S. typhimurium TA98, TA100, TA1535, TA1537 และ E. coli WP2) ท่ขี นาดทดสอบ
5 ระดับ (50, 150, 500, 1,500 และ 5,000 ไมโครกรมั /เพลท) ในระบบท่ไี มมีเอนไซม S9 ผลการทดลองพบวา
ทุกพันธุและทุกขนาดทดสอบไมกอใหเกิดการกอกลายพันธุ โดยดูจากจํานวนโคโลนีกลายพันธุไมไดมีจํานวน
เพิ่มเปน 2 เทา เมื่อเทียบกบั negative control แตพ บความผิดปกติของ background lawn ทีพ่ นั ธุ TA1537 ที่
ขนาดทดสอบ 5,000 ไมโครกรัม/เพลท ดังแสดงในภาพท่ี 2 สวนพันธอุ ่ืนๆ และทกุ ขนาดทดสอบ background lawn
ปกติ ดังแสดงในตารางที่ 3

TA1537 5,000 ug/plate (-S9), 10x

ภาพที่ 2 Background lawn ของเชอื้ S. typhimurium สายพนั ธุ TA 1537 ทขี่ นาดทดสอบ 5,000 ไมโครกรมั /เพลท
ในระบบไมมีเอนไซม S9 ท่กี ําลังขยาย 10X โดยจะเหน็ การเกดิ Killing effect background lawn จะพบ
ลกั ษณะของชอ งวา งที่พนื้ หลงั แสดงถงึ การตายของเช้อื

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 495
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Mutagenic Activity of Thai Cannabis sativa L. Praw Suppajariyawat et al.

ตารางท่ี 3 จํานวนโคโลนีกลายพันธุ (Revertant colony) ของสารสกัดกัญชาพันธุ PTC0601 ตอเชื้อแบคทีเรีย
5 พนั ธุ ในระบบไมมเี อนไซม S9 (Without S9 enzyme)

สารสกัด ความเขม ขน TA98 BL โคโลนกี ลายพนั ธุ (mean±S.D.) WP2 BL
(µg/plate) TA100 BL TA1535 BL TA1537 BL

Negative 24.6 ± 6.11 N 153.33 ± 10.07 N 9.00 ± 0.00 N 7.33 ± 4.93 N 52.33 ± 9.07 N

สารสกดั กญั ชา 5,000 25.67 ± 3.06 N 121.33 ± 15.57 N 7.33 ± 6.11 N 2.33 ± 0.58 K 32.33 ± 4.93 N
(PTC0601) 1,500 20.00 ± 2.65 N 139.00 ± 11.53 N 7.33 ± 1.53 N 5.00 ± 2.00 N 49.00 ± 8.72 N
(-S9) 500 17.33 ± 5.13 N 146.33 ± 5.03 N 9.00 ± 3.00 N 4.33 ± 2.52 N 50.67 ± 9.29 N
150 21.33 ± 1.33 N 173.67 ± 6.11 N 10.00 ± 4.36 N 5.67 ± 2.31 N 59.33 ± 14.22 N

50 20.67 ± 3.79 N 162.67 ± 10.26 N 7.00 ± 3.61 N 5.33 ± 1.53 N 46.33 ± 8.08 N

หมายเหต:ุ BL หมายถึง Background lawn
N หมายถงึ Normal background lawn
K หมายถงึ Killing effect background lawn

ผลการทดสอบฤทธิ์กอกลายพันธุในเชื้อแบคทีเรียของสารสกัดกัญชาพันธุไทย PTC0601 ในระบบมีเอนไซม
กระตุน (With S9 enzyme)

การศึกษาฤทธิ์กอกลายพันธุของสารสกัดกัญชาท่ีสกัดดวย Supercritical Fluid Extraction ซึ่งใชเชื้อ
แบคทเี รีย 5 พนั ธุ (S. typhimurium TA98, TA100, TA1535, TA1537) และ E. coli WP2 ทข่ี นาดทดสอบ
5 ระดับ (50, 150, 500, 1,500 และ 5,000 ไมโครกรัม/เพลท) ในระบบที่มีเอนไซม S9 ผลการทดลองพบวา
ทุกพันธุและทุกขนาดทดสอบไมกอใหเกิดการกอกลายพันธุ โดยดูจากจาํ นวนโคโลนีกลายพันธุไมไดมีจาํ นวนเพ่ิม
เปน 2 เทา เมื่อเทียบกับ negative control แตพบความผิดปกติของ background lawn ท่ีพันธุ TA1537
ท่ีขนาดทดสอบ 5,000 ไมโครกรัม/เพลท ดังแสดงในภาพท่ี 3 สวนพันธุอ่ืนๆ และทุกขนาดทดสอบ background
lawn ปกติ ดังแสดงในตารางท่ี 4

TA1537 5,000 ug/plate (+S9), 10x

ภาพที่ 3 Background lawn ของเชอ้ื S. typhimurium สายพนั ธุ TA 1537 ทข่ี นาดทดสอบ 5,000 ไมโครกรมั /เพลท
ในระบบท่ีมีเอนไซม S9 ที่กําลังขยาย 10X โดยจะเห็นการเกิด Killing effect background lawn
จะพบลักษณะของชองวางทพ่ี ้ืนหลงั แสดงถงึ การตายของเชอ้ื

496 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564


Click to View FlipBook Version