The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by msto.moph, 2021-10-03 23:45:39

17364-6081-PB

17364-6081-PB

การประเมินคณุ ภาพทางจุลชีววทิ ยาของอาหารพรอมบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหาร ณัฐกานต ตยิ ศิวาพร และคณะ

ภาชนะสัมผัสอาหารประกอบดวยภาชนะท่ีสัมผัสอาหารและมือผูสัมผัสอาหารรวม 160 ตัวอยาง ผลตรวจ
ไมผา นเกณฑรอ ยละ 73.1 เนอื่ งจากจาํ นวนจลุ ินทรยี เ กินเกณฑรอ ยละ 72.5 และตรวจพบ E. coli และ S. aureus
รอยละ 2.5 และ 5.0 ตามลาํ ดับ สว น Salmonella spp. ตรวจไมพ บในทุกตัวอยา ง โดยเมอื่ พิจารณาผลตรวจภาชนะ
สมั ผสั อาหารแตล ะประเภท ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 และ 2563 พบวา ภาชนะทสี่ มั ผสั อาหารสว นกลาง ไมผ า นเกณฑ
รอ ยละ 66.7 และ 0 ตามลาํ ดับ ภาชนะท่สี ัมผัสอาหารสว นของรา นคา ไมผานเกณฑ รอยละ 70.9 และ 62.5 ตามลําดบั
และมือผูส มั ผัสอาหารไมผ า นเกณฑร อยละ 92.3 และ 100.0 ตามลําดบั ดงั แสดงในตารางท่ี 5

ตารางท่ี 5 ผลการตรวจวเิ คราะหเช้ือจลุ นิ ทรียในภาชนะสมั ผสั อาหารท่ีเก็บจากรานอาหารสวัสดิการกรมวิทยาศาสตร
การแพทย ปงบประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563

ปงบ จํานวนตัวอยาง
ประมาณ
ประเภทของ ตรวจวเิ คราะห สาเหตทุ ไ่ี มผานเกณฑ(5)(%)
ภาชนะสมั ผัสอาหาร พ.ศ. ผาน ไมผ าน
ทงั้ หมด (%) (%) จาํ นวน E. coli Salmonella S. aureus
สว นกลาง จุลนิ ทรีย spp.

1. ภาชนะ 2562 6 24 4- 0 1
ทีส่ มั ผสั อาหาร (33.3) (66.7) (66.7) (16.7)
5
สว นของรา นคา 2563 5 (100.0) 0 0- 0 0

รวม รวม 11 74 4 - 0 1
(63.6) (36.4) (36.4) 0 (9.1)
2. มอื ผสู ัมผสั อาหาร - 0
2562 55 16 39 39 0 1
รวม ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 (29.1) (70.9) (70.9) - 0 (1.8)
รวม ปง บประมาณ พ.ศ. 2563 0
รวมทงั้ หมด 2563 48 18 30 29 - 0 3
- หมายถึง ไมไดวิเคราะห (37.5) (62.5) (60.4) 0 (6.3)
- 0
รวม 103 34 69 68 2 0 4
(33.0) (67.0) (66.0) (7.7) 0 (3.9)
2
114 41 73 72 (10.0) 5
(36.0) (64.0) (63.2) 4 (4.4)
(8.7)
2562 26 2 24 24 2 3
(7.7) (92.3) (92.3) (2.3) (11.5)
2
2563 20 0 20 20 (2.7) 0
(100.0) (100.0) 4
(2.5) 3
รวม 46 2 44 44 (6.5)
(4.3) (95.7) (95.7)
5
87 20 67 67 (5.7)
(23.0) (77.0) (77.0)
3
73 23 50 49 (4.1)
(31.5) (68.5) (67.1)
116 8
160 43 117 (72.5) (5.0)
(26.9) (73.1)

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 697
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.

วจิ ารณ

การตรวจหาจุลินทรียปนเปอนในตัวอยางอาหารพรอมบริโภคและภาชนะสัมผัสอาหารท่ีสุมเก็บจาก
รา นอาหารสวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 พบจลุ นิ ทรยี ห ลายชนดิ ทเ่ี ปน สาเหตุ
ทาํ ใหอ าหารพรอ มบรโิ ภคไมผ า นเกณฑ( 5) การตรวจพบจลุ นิ ทรยี แ ตล ะชนดิ มขี อ บง ชดี้ งั น้ี จาํ นวนจลุ นิ ทรยี ท ต่ี รวจพบใน
อาหารประเภทผัด อาหารปรุงสุกแลวผานการหยิบจับดวยมือหรือห่ันผานเขียง ยํา-สมตํา-อาหารที่ปนผักสด-ผลไม
และขนมหวาน-ขนมอบ ปกตจิ าํ นวนจลุ นิ ทรยี จ ะไมไ ดเ ปน ตวั ประเมนิ ความปลอดภยั ของอาหารโดยตรง แตใ ชเ ปน ดชั นี
ช้ีวัดคุณภาพของอาหาร หากชวงเวลาในการเก็บอาหารไวนานจํานวนจุลินทรียก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปดวย โดยเฉพาะ
อาหารทเี่ กบ็ ในตเู ย็นทไ่ี มไดค วบคมุ อุณหภมู ิ หรือการนาํ อาหาร เขา - ออกจากตเู ยน็ หลายครัง้ (16) ยีสตเ ปน จลุ ินทรียท ่ี
พบไดท่ัวไปและปนเปอนมาจากดินและนํ้า งานวิจัยนี้พบยีสตในอาหารประเภทยํา-สมตํา-อาหารท่ีปนผักสด-ผลไม
ซ่ึงมีวัตถุดิบบางชนิดไมผานความรอนหากผูผลิตลางไมสะอาดพอ เช้ือยังคงหลงเหลืออยู(17) การที่มีเช้ือยีสต
อยูในอาหารไมกอใหเกิดอันตรายแตทําใหอาหารเสื่อมเสียโดยการเปล่ียนนํ้าตาลไปเปนกาซคารบอนไดออกไซด
และแอลกอฮอล อาหารจะเกิดกลิ่นหมักและมีฟองกาซเกิดขึ้น(18) E. coli เปนจุลินทรียที่บงชี้การปนเปอน
อุจจาระของคนหรือสัตวเลือดอุน(3) การปนเปอน E. coli แสดงถึงกระบวนการผลิตและเก็บรักษาไมถูกสุขลักษณะ
เน่ืองจาก E. coli เปนจุลินทรียท่ีไมทนความรอนผลการตรวจท่ีเกินเกณฑในอาหารพรอมบริโภค โดยเฉพาะอาหาร
ทผ่ี า นความรอ นกอ นบรโิ ภค (ตม -นงึ่ ผดั และอาหารปรงุ สกุ ทผ่ี า นการหยบิ จบั ดว ยมอื หรอื หนั่ ผา นเขยี ง) แสดงใหเ หน็ วา
อาหารเกดิ การปนเปอ นซา้ํ (recontaminated) ซงึ่ มสี าเหตสุ ว นใหญม าจากการปนเปอ นขา ม (cross contaminated)
จากอาหารดิบสูภาชนะ เคร่ืองมือ เครื่องใชเคร่ืองแตงกาย มือ หรือการไอจามของผูประกอบการลงสูอาหารสุก(19)

B. cereus เปนแบคทีเรียท่ีสรางสปอรจึงทนตอสภาวะแวดลอมไดดี พบไดบอยในอาหารที่มีแปงและธัญพืช
เปนสว นประกอบ โดยในแปง สาลจี ะมีสปอรข อง Bacillus เฉลยี่ 20 - 30 สปอรต อ กรัมอาหาร และมกั พบ Bacillus
ในแปงที่ผานการฟอกส(ี 3) สอดคลองกับผลตรวจอาหารประเภทขนมหวาน-ขนมอบ ที่ไมผานเกณฑโดยมีสาเหตุหลัก
มาจาก B. cereus โรคอาหารเปนพิษจากแบคทีเรียชนิดนี้ มักเกิดจากการเก็บอาหารที่ปรุงสุกแลวในอุณหภูมิที่เย็น
ไมเพียงพอเปนเวลาหลายชั่วโมงและไมไดอุนรอนกอนรับประทาน เชน การเตรียมอาหารประเภทขาวครั้งละ
มากๆ แลวต้ังทิ้งไวหรือรอจนกวาจะจําหนายหมด ทําให B. cereus เจริญพรอมกับสรางเอนเทอโรทอกซินขึ้นมา
อยางไรก็ตามปริมาณของ B. cereus ท่ีกอโรคไดตองมีมากกวา 106 เซลลตอกรัมอาหาร(1, 20) C. perfringens
พบเกินเกณฑในอาหารประเภท ตม-นึ่งและอาหารปรุงสุกที่ผานการหยิบจับดวยมือหรือห่ันผานเขียง โดยอาหาร
ประเภทตม-นึ่ง ใชความรอนในการประกอบอาหารสูง แต C. perfringens เปนแบคทีเรียที่สามารถสรางสปอรได
ในบางสายพันธุสปอรสามารถทนตออุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ไดนานเกิน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้โรคอาหาร
เปน พษิ จากแบคทเี รยี ชนดิ นมี้ กั เกดิ จากการทเี่ กบ็ อาหารทป่ี รงุ สกุ แลว ในอณุ หภมู ทิ ไี่ มเ หมาะสม (รอ นหรอื เยน็ ไมเ พยี งพอ)
เปนเวลาหลายชั่วโมง หากความรอนที่ใชทําใหอาหารสุกไมเพียงพอที่จะทําลายสปอร เม่ือตั้งอาหารท้ิงไว สปอร
จะงอกและผลิตสารพิษออกมา(10, 20) L. monocytogenes เปนแบคทีเรียท่ีถูกทําลายดวยอุณหภูมิพาสเจอรไรซ
การตรวจพบแบคทเี รยี ชนดิ นี้ สาเหตอุ าจมาจากการปรงุ อาหารดว ยความรอ นทไ่ี มส งู พอ หรอื เกดิ จากการปนเปอ นขา มจาก
ภาชนะทส่ี ัมผัสอาหาร เนื่องจาก L. monocytogenes สามารถสรา งไบโอฟลม ยึดเกาะกับพื้นผวิ ไดด ี ในขณะทก่ี ารลา ง
ทําความสะอาดเปนไปไดยาก(3, 20, 21) Salmonella spp. เปนแบคทีเรียท่ีอยูในลําไสของสัตวปกรวมท้ังมนุษย
โดยออกจากลําไสมากับอุจจาระ การตรวจพบในอาหารประเภท ผัด อาหารปรุงสุกที่ผานการหยิบจับดวยมือหรือหั่น
ผานเขียง และประเภทยํา-สมตํา-อาหารท่ีปนผักสด-ผลไม สันนิษฐานวาผูปรุงอาหารอาจเปนพาหะประกอบ
กับสุขลักษณะสวนบุคคลไมดี และมีการปนเปอนขามระหวางอาหารดิบ โดยเฉพาะเนื้อสัตวดิบ ไปยังอาหารสุก
ผา นทางอุปกรณป ระกอบอาหาร เชน มีดและเขยี ง เปนตน(3, 20) S. aureus พบในอาหารประเภทยาํ -สมตาํ -อาหาร
ท่ีปนผักสด-ผลไม การตรวจพบแบคทีเรียชนิดนี้แสดงถึงผูประกอบอาหารมีสุขลักษณะสวนบุคคลท่ีไมดี เน่ืองจาก

698 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การประเมินคณุ ภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารพรอมบริโภคและภาชนะสัมผสั อาหาร ณัฐกานต ติยศวิ าพร และคณะ

เปนเชื้อท่ีพบไดตามจมูก มือ แขน ในสิว ฝ หนอง เปนตน(3) ท้ังนี้ การปนเปอนของเชื้อจุลินทรียท่ีกอโรคในอาหาร
นอกจากท่ีปนเปอนมากับวัตถุดิบแลว สาเหตุหลัก คือมาจากผูท่ีสัมผัสอาหารมีสุขลักษณะสวนบุคคลไมดี (ผานทาง
fecal oral route และทางผิวหนงั รา งกาย) การใชอปุ กรณประกอบอาหาร และบริเวณท่ปี ระกอบอาหารไมส ะอาด(22)

อาหารพรอมบริโภคทตี่ รวจไมผ านเกณฑสูงท่ีสุด คือ ยํา-สม ตํา-อาหารท่ปี นผักสด-ผลไม เน่อื งจากวตั ถดุ ิบ
ที่ใชประกอบอาหารบางชนิดไมผานความรอน (เชน ผักและผลไม) หรือผานความรอนไมเพียงพอ (เชน การลวก
เนื้อสัตวตาง ๆ) และการปรงุ อาหารประเภทนี้มักมกี ารหยิบหรือจบั อาหารดิบสลับอาหารสุกโดยไมไ ดล างมือ ทาํ ใหมี
โอกาสที่เช้ือโรคจากวัตถุดิบปนเปอนขามสูอาหารปรุงสุกไดมากกวาอาหารประเภทอ่ืน(19) สอดคลองกับงานวิจัยของ
ธนชีพ พีระธรณิศร และคณะ(23) ที่ตรวจโคลิฟอรมแบคทีเรียดวยชุดทดสอบการปนเปอนของโคลิฟอรมแบคทีเรีย
(SI - 2) ในอาหาร พบวา อาหารประเภทผลไม สลดั สม ตาํ พบการปนเปอ นโคลฟิ อรม แบคทเี รยี สงู กวา อาหารประเภทอนื่
อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (p<0.0001) อาหารประเภทอนื่ ๆ ใชค วามรอ นในการประกอบอาหาร ความรอ นจะชว ยทาํ ลาย
เชอ้ื จลุ นิ ทรยี  โดยเฉพาะประเภททอด-ยา ง ผลตรวจจงึ ผา นเกณฑร อ ยละ 100.0 สว นอาหารปรงุ สกุ แลว ผา นการหยบิ จบั
ดว ยมอื หรอื หน่ั ผา นเขยี ง การปนเปอ นอาจเกดิ ขนึ้ ได โดยผา นมอื เขยี ง มดี และภาชนะบรรจอุ าหารตา ง ๆ ทใ่ี ชป ะปนกนั
ระหวา งของสกุ และของดบิ ทาํ ใหอ าหารทปี่ รงุ สกุ ดแี ลว ปนเปอ นขา มดว ยเชอ้ื นไี้ ดอ กี หรอื เชอื้ อาจมาจากผปู ระกอบอาหาร
เอง เน่ืองจากสุขลกั ษณะสวนบคุ คลไมด ี

ผลตรวจจุลินทรียในภาชนะสัมผัสอาหารที่ไมผานเกณฑ(5) สาเหตุหลักมาจากจํานวนจุลินทรียสอดคลองกับ
งานวจิ ัยของ กิจจา จิตรภริ มย และคณะ(24) ทีป่ ระเมินความสะอาดของภาชนะสัมผสั อาหาร ไดแก จาน ชอ น และแกวน้ํา
รวม 150 ตวั อยาง จากรานและแผงลอยอาหารตามสง่ั ในตลาดสดคลองเตย กรงุ เทพมหานคร และพบวาภาชนะสมั ผัส
อาหารสว นใหญ (รอ ยละ 64.0) มกี ารปนเปอ นของแบคทเี รยี ทงั้ หมดเกนิ มาตรฐานสขุ าภบิ าลอาหาร (มากกวา 1.0 ×103
CFU/ช้ินภาชนะ) ผลตรวจจุลินทรยี ในภาชนะทีส่ ัมผัสอาหารสวนกลาง เชน จาน ชาม ชอน - สอม ปง บประมาณ พ.ศ.
2563 ผา นเกณฑรอ ยละ 100.0 เนือ่ งจากมีการปรบั เปล่ยี นวธิ ีการตากแหง จากเดิมจะนาํ ภาชนะใสต ะกรา คลมุ ดว ยผา
แลว นาํ ไปวางตากใหแ หงในทีโ่ ลง ตอ มาเปลยี่ นเปน การใชเ คร่อื งอบแหงภาชนะแทน สงผลใหผลการตรวจเชือ้ จุลินทรีย
ผานเกณฑทุกรายการ แสดงถึงเครื่องอบแหงมีประสิทธิภาพในการกําจัดเช้ือจุลินทรียไดเปนอยางดี และการท่ีภาชนะ
ในกลุมน้มี คี วามสะอาดและปลอดภัยนบั วามคี วามสําคัญมาก เนอื่ งจากเปนอปุ กรณท ี่ใชในการรับประทานอาหาร หาก
มกี ารปนเปอ นของเชอื้ จลุ นิ ทรยี ก อ โรค จะทาํ ใหเ ชอื้ โรคเขา สรู า งกายโดยตรง ในขณะทภ่ี าชนะทสี่ มั ผสั อาหารสว นของรา น
คา ไดแก ทพั พี มีด เขยี ง และถาด ผลตรวจไมผา นเกณฑย งั คงสูง นอกจากจํานวนจุลนิ ทรียเกินเกณฑแลว ยังมีสาเหตุ
จาก S. aureus ซง่ึ เปนเชือ้ กอ โรคอาหารเปน พษิ หากรา นคาใชภาชนะเหลา นีป้ ระกอบอาหารทีไ่ มผานความรอ นหรอื
อาหารที่ปรงุ สกุ แลว อาหารนั้นอาจถกู ปนเปอนดว ยจุลินทรยี ต กคา งจากภาชนะทีล่ า งไมสะอาด สงผลใหอาหารมคี วาม
เส่ียงทีจ่ ะกอ ใหเกิดโรคกับผบู รโิ ภคได ผลตรวจจลุ นิ ทรยี บนมอื ผสู ัมผสั อาหาร พบ E. coli และ S. aureus แสดงถึง
ผูสัมผัสอาหารมีสุขลักษณะสวนบุคคลท่ีไมดี เชน ลางมือไมสะอาดหลังเขาหองน้ํา ไอจามปดปากแลวไมลางมือ หรือ
มีพฤตกิ รรมการลว ง แคะ แกะ เกา เปนตน(3)

เมอ่ื พจิ ารณาคณุ ภาพทางจลุ ชวี วทิ ยาของอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหารทส่ี มุ เกบ็ แลว พบสดั สว น
ของตวั อยา งทไี่ มผ า นเกณฑเ รยี งตามลาํ ดบั จากมากไปนอ ย คอื มอื ผสู มั ผสั อาหาร ภาชนะทสี่ มั ผสั อาหารทงั้ สว นกลางและ
ของรา นคา และอาหารพรอ มบรโิ ภค ไมผ า นเกณฑร อ ยละ 95.7, 64.0 และ 42.7 ตามลาํ ดบั (ขอ มลู ตามตาราง 3 และ 5)
สอดคลองกับผลการตรวจโคลิฟอรมแบคทีเรียท่ีมีการปนเปอนในมือผูสัมผัสอาหาร (รอยละ 55.0) ภาชนะสัมผัส
อาหาร (รอยละ 47.0) และอาหาร (รอ ยละ 42.0)(23) ผลการตรวจอาหารพรอ มบริโภคและภาชนะสัมผัสอาหารทสี่ ุม
เก็บในปงบประมาณ พ.ศ. 2563 ผานเกณฑมากกวาป 2562 มีคา 1.3 เทา แตเมื่อนํามาหาความสัมพันธทางสถิติ
พบวาไมแตกตางกัน (p>0.05) แสดงวาตัวอยางอาหารและภาชนะสัมผัสอาหารที่สุมเก็บในปงบประมาณ พ.ศ.
2562 - 2563 มีคุณภาพทางจุลชีววิทยาไมแตกตางกันการปรับปรุงคุณภาพของอาหารใหสะอาดและปลอดภัย
ตองอาศัยความรวมมือจากทุกภาคสวน คือผูสัมผัสอาหารตองมีความรับผิดชอบตอผูบริโภคและสังคม ดวยการ

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 699
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.

ปฏิบัติตนอยางถูกตองทั้งในเรื่องสุขวิทยาสวนบุคคลและสุขนิสัยท่ีดีในการปรุง ประกอบ และจําหนายอาหาร(4)
กรมวิทยาศาสตรการแพทยซึ่งมีหนาที่กํากับดูแลโดยตรง ควรจัดอบรมเรื่องการสุขาภิบาลอาหารแกผูสัมผัสอาหาร
อยางตอเนื่อง มีขอมูลงานวิจัยสนับสนุนวาผูคาอาหารท่ีเคยผานการอบรมเรื่องการสุขาภิบาลอาหารจากเจาหนาท่ี
สาธารณสขุ มกี ารปฏบิ ตั ดิ า นการสขุ าภบิ าลอาหารระดบั ดมี ากกวา ผคู า อาหารทไ่ี มเ คยผา นการอบรม เรอ่ื งการสขุ าภบิ าล
อาหาร และการไดรับการอบรมเรื่องการสุขาภิบาลอาหารจะชวยใหผูคาอาหารมีทักษะและประสบการณนําไปปฏิบัติ
ในการปรับปรุง ประกอบ จําหนายอาหารใหถูกสุขลักษณะย่ิงขึ้น(25) และการปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหารของ
ผูสัมผัสอาหารกับคุณภาพอาหารดานจุลชีววิทยามีความสัมพันธกันในทางบวก กลาวคือหากปฏิบัติตามหลัก
สุขาภิบาลอาหารต่ํากวาเกณฑมาตรฐานจะสงผลใหมีการปนเปอนของเช้ือจุลินทรียในตัวอยางอาหารพรอมบริโภค(26)
นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตรการแพทยควรตรวจประเมินรานอาหารสวัสดิการตามหลักสุขาภิบาลควบคูกับการสุม
ตรวจอาหาร นํ้า และเครื่องด่ืมเปนระยะๆ เพ่ือเปนการกระตุนใหผูสัมผัสอาหารใสใจกับคุณภาพของอาหาร
และดูแลรักษาสุขลักษณะท่ีดีในรานคาของตนอยางสมํ่าเสมอ สําหรับผูบริโภคควรปฏิบัติตามหลัก “กินรอน
ชอนกลาง ลา งมอื ” และเลือกอาหารที่ “สุก รอน สะอาด” หลีกเลี่ยงอาหารสกุ ๆ ดบิ ๆ การเก็บอาหารไวขามม้ือควรเก็บ
ในตูเยน็ และอาหารที่เ ก็บไวน านเกนิ 2 ชั่วโมงตองนาํ มาอนุ ใหรอนทั่วถงึ กอ นรบั ประทาน

สรุป

สํานักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร เก็บตัวอยางอาหารพรอมบริโภคและภาชนะสัมผัสอาหาร จาก
รานอาหารสวัสดิการกรมวิทยาศาสตรการแพทย เพ่ือตรวจประเมินคุณภาพทางจุลชีววิทยาระหวางปงบประมาณ
พ.ศ. 2562 - 2563 จาํ นวน 270 ตวั อยา ง แบงเปนอาหารพรอมบรโิ ภคจํานวน 110 ตวั อยา ง ผลการตรวจวเิ คราะห
ไมผานเกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหารฉบับที่ 3 กรมวิทยาศาสตรการแพทย
คดิ เปน รอยละ 42.7 เนอ่ื งจากจํานวนจลุ นิ ทรีย ยีสต และ E. coli เกินเกณฑก ําหนดคดิ เปนรอยละ 20.0, 52.9 และ
19.0 ตามลาํ ดบั จุลินทรยี ทท่ี าํ ใหเ กิดโรค ไดแ ก B. cereus, C. perfringens, L. monocytogenes, Salmonella
spp. และ S. aureus ไมผานเกณฑค ดิ เปน รอ ยละ 19.6, 2.1, 1.0, 6.4 และ 0.9 ตามลําดับ และตรวจไมพบ เชอ้ื รา
V. cholerae และ V. parahaemolyticus โดยอาหารประเภทยาํ -สม ตาํ -อาหารปนผกั สด-ผลไม ไมผ า นเกณฑส งู สดุ
(รอ ยละ 80.0) ตวั อยางภาชนะสมั ผัสอาหาร จํานวน 160 ตัวอยาง ไมผ า นเกณฑ คิดเปนรอยละ 73.1 สาเหตุจากจาํ นวน
จลุ นิ ทรีย E. coli และ S. aureus คิดเปนรอ ยละ 72.5, 2.5 และ 5.0 ตามลาํ ดบั และตรวจไมพ บ Salmonella spp.
ในทกุ ตวั อยาง ผลการดาํ เนินการเพอ่ื พัฒนาโรงอาหารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทยใ นปงบประมาณ พ.ศ. 2563 สงผล
ใหผ ลการตรวจหาเชอ้ื จลุ นิ ทรยี ผ า นเกณฑม ากกวา ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 มคี า 1.3 เทา แตเ มอ่ื นาํ มาหาความสมั พนั ธ
ทางสถิติพบวาไมแตกตางกัน (p>0.05) ดังนั้นในการปรับปรุงคุณภาพอาหารพรอมบริโภคใหมีคุณภาพและ
ความปลอดภยั มากขน้ึ ตอ งอาศยั ความรว มมอื จากทกุ ภาคสว นในการปฏบิ ตั ติ ามหลกั สขุ าภบิ าลอาหารเพอ่ื ใหร า นอาหาร
สวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทยเ ปน ตน แบบของโรงอาหารปลอดภยั ใสใ จสขุ ภาพ “DMSc. Healthy Canteen”

กติ ติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณ นางสาวขันทอง เพ็ชรนอก ผูเชี่ยวชาญเฉพาะดานสุขลักษณะการผลิต (นักวิทยาศาสตร
การแพทยเชี่ยวชาญ) นางสาวจําเรียง ปญุ ญะประสิทธิ์ นักวิทยาศาสตรการแพทยช าํ นาญการพิเศษ สํานักคุณภาพและ
ความปลอดภัยอาหาร กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย ท่ีใหคําแนะนาํ ขอเสนอแนะ และตรวจทานตนฉบบั และขอบคณุ
เจาหนาที่หองปฏิบัติการตรวจวิเคราะหอาหารทางจุลชีววิทยาทุกทานท่ีชวยในงานเตรียมตัวอยางและตรวจวิเคราะห
อาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร

700 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การประเมินคุณภาพทางจุลชีววทิ ยาของอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสัมผสั อาหาร ณฐั กานต ติยศิวาพร และคณะ

เอกสารอางอิง

1. กองนวตั กรรมและวจิ ยั กรมควบคมุ โรค. แผนงานวจิ ยั ดา นการปอ งกนั ควบคมุ โรคและภยั สขุ ภาพ พ.ศ. 2562-2564.
[ออนไลน]. 2562; [สบื คน 12 ธ.ค. 2562]; [112 หนา ]. เขา ถึงไดจาก: URL: http://irem.ddc.moph.go.th/
uploads/book/5c779c5c14610.pdf.

2. สํานักสุขาภิบาลอาหารและนํ้า กรมอนามัย. คูมือการปฏิบัติงานดานสุขาภิบาลอาหารและนํ้า เลม 5 วิชาการ
ดานสุขาภิบาลอาหาร (สสอ). [ออนไลน]. 2556; [สืบคน 12 ธ.ค. 2562]; [52 หนา]. เขาถึงไดจาก:
URL: https://foodsan.anamai.moph.go.th/th/handbook/911.

3. บุษกร อุตรภชิ าต.ิ จลุ ชีววทิ ยาทางอาหาร. พมิ พค รง้ั ที่ 4. สงขลา: ศนู ยห นงั สอื มหาวทิ ยาลัยทักษณิ ; 2552.
4. สาํ นกั สขุ าภบิ าลอาหารและนา้ํ กรมอนามยั . คมู อื หลกั สตู รการสขุ าภบิ าลอาหารสาํ หรบั ผสู มั ผสั อาหารและผปู ระกอบ

กิจการดา นอาหาร. [ออนไลน]. 2557; [สืบคน 5 ธ.ค. 2562]; [115 หนา]. เขาถึงไดจ าก: URL: https://food-
sanold.anamai.moph.go.th/download/D_Media/Handbook/คูมือหลักสตู รผสู มั ผสั อาหาร.pdf.
5. สาํ นกั คณุ ภาพและความปลอดภยั อาหาร กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย. เกณฑค ณุ ภาพทางจลุ ชวี วทิ ยาของอาหารและ
ภาชนะสมั ผสั อาหาร ฉบบั ท่ี 3 (พ.ศ. 2560). นนทบรุ ี: กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสขุ ; 2560.
6. Chapter 6: culture methods for enumeration of microorganisms, and Chapter 8: mesophilic
aerobic plate count. In: Salfinger Y, Tortorello ML, editors. Compendium of methods for the
microbiological examination of foods. 5th ed. Washington, DC: APHA Press; 2015. p. 75 - 87,
95 - 101.
7. AOAC official method 997.02 yeast and mold counts in foods, dry rehydratable film method
(PetrifilmTM Method). In: Latimer GW, editor. Official methods of analysis of AOAC International,
volume I. 20th ed. Maryland: AOAC International; 2016. p. 19 - 21.
8. Feng P, Weagant SD, Grant MA, Burkhardt W. Chapter 4: Enumeration of Escherichia coli
and the Coliform Bacteria. In: Bacteriological analytical manual (BAM). [online]. 2017; [cited
2019 Aug 2]; [18 screens]. Available from: URL: https://www.fda.gov/food/laboratory - meth-
ods - food/bam - 4 - enumeration - escherichia - coli - and - coliform - bacteria.
9. Tallent SM, Knolhoff A, Rhodehamel EJ, Harmon SM, Bennett RW. Chapter 14: Bacillus cereus.
In: Bacteriological analytical manual (BAM). [online]. 2012; [cited 2019 Aug 2]; [10 screens].
Available from: URL: https://www.fda.gov/food/laboratory - methods - food/bam - bacil-
lus - cereus.
10. Rhodehamel EJ, Harmo SM. Chapter 16: Clostridium perfringens. In: Bacteriological analytical
manual (BAM). [online]. 2001; [cited 2019 Jul 5]; [7 screens]. Available from: URL: https://
www.fda.gov/food/laboratory - methods - food/bam - clostridium - perfringens.
11. ISO 11290 - 1:2017. Microbiology of the food chain - horizontal method for the detection and
enumeration of Listeria monocytogenes and of Listeria spp. - Part 1: detection method. Geneva,
Switzerland: International Organization for Standardization; 2017.
12. ISO 6579 - 1:2017. Microbiology of the food chain - horizontal method for the detection,
enumeration and serotyping of Salmonella - Part 1: detection of Salmonella spp. Geneva,
Switzerland: International Organization for Standardization; 2017.

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 701
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.

13. Tallent S, Hait J, Bennett RW, Lancette GA. Chapter 12: Staphylococcus aureus. In: Bacteriological
analytical manual (BAM). [online]. 2016; [cited 2019 Jul 12]; [6 screens]. Available from: URL:
https://www.fda.gov/food/laboratory - methods - food/bam - staphylococcus - aureus.

14. ISO 21872 - 1:2017. Microbiology of the food chain - horizontal method for the determination
of Vibrio spp. - Part 1: detection of potentially enteropathogenic Vibrio parahaemolyticus,
Vibrio cholerae and Vibrio vulnificus. Geneva, Switzerland: International Organization for
Standardization; 2017.

15. ทสั สนี นชุ ประยูร, เตมิ ศรี ชาํ นจิ ารกิจ, บรรณาธิการ. สถติ ิในวิจยั ทางการแพทย. พมิ พคร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: สาํ นัก
พิมพแ หง จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ; 2541. หนา 79.

16. Health Protection Agency. Guidelines for assessing the microbiological safety of ready - to - eat
foods placed on the market. [online]. 2009; [cited 2019 Dec 13]; [34 screens]. Available from:
URL: https://assets.publishing.service.gov.uk/government/uploads/system/uploads/attach-
ment_data/file/363146/Guidelines_for_assessing_the_microbiological_safety_of_ready - to - eat_
foods_on_the_market.pdf.

17. นม่ิ นวล แกว ชะเนตร. การสาํ รวจจลุ นิ ทรยี ใ นสลดั ผกั พรอ มบรโิ ภค. [วทิ ยานพิ นธ] . สาขาโภชนศาสตรศ กึ ษา, บณั ฑติ
วทิ ยาลยั . เชียงใหม: มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม; 2545.

18. บทท่ี 1 การเสอ่ื มคุณภาพและการเส่ือมเสียของอาหาร. ใน: อรพิน ชัยประสพ. วชิ าการถนอมอาหาร (FD323).
[ออนไลน] . 2548; [สบื คน 8 พ.ย. 2563]; [21 หนา ]. เขา ถงึ ไดจ าก: URL: http://old - book.ru.ac.th/e - book/
f/FD323(54)/FD323 - 1.pdf.

19. กมลวรรณ กนั แตง , อจั ฉรา อยคู ง, รชั ฎาพร สวุ รรณรัตน. ความปลอดภยั ทางจุลชวี วิทยาของอาหารพรอมบรโิ ภค
ที่จําหนา ย ณ สถานีขนสง ผูโดยสารในเขตกรุงเทพมหานคร. ว กรมวิทย พ 2558; 57(3): 269 - 78.

20. สุมณฑา วัฒนสนิ ธุ. จุลชวี วทิ ยาทางอาหาร. พมิ พครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพม หาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร; 2549.
21. นพดล ประเสริฐสินเจริญ, ทิพยรัตน ชาหอมชื่น. ไบโอฟลม มิตร หรือศัตรู. ว วิทยาศาสตรสุขภาพสัตวและ

เทคโนโลยี 2562; 3(1): 24 - 32.
22. Linscott AJ. Food - borne illnesses. Clin Microbiol Newslett 2011; 33(6): 41 - 5.
23. ธนชพี พรี ะธรณิศร, ดสุ ติ สจุ ิรารัตน, ศริ าณี ศรีใส. การวเิ คราะหปจจัยทีม่ ีความสัมพันธต อ สภาวการณสุขาภบิ าล

อาหารในเขตเทศบาลนครพษิ ณโุ ลก จงั หวดั พษิ ณุโลก. ว สาธารณสขุ ศาสตร 2558; 45(3): 230 - 43.
24. กิจจา จติ รภริ มย, วลีรตั น ภมรพล, วชริ ะ สิงหคเชนทร, ฌาน ปทมะ พลยง. การประเมินความสะอาดของภาชนะ

สมั ผสั อาหารในรา นอาหารตามสงั่ ในตลาดคลองเตย กรงุ เทพมหานคร. ว ความปลอดภยั และสขุ ภาพ 2559; 9(32):
18 - 30.
25. เตอื นใจ ชวี าเกยี รตยิ งิ่ ยง. ปจ จยั ทมี่ คี วามสมั พนั ธก บั พฤตกิ รรมสขุ าภบิ าลอาหารตามเกณฑม าตรฐานอาหารสะอาด
รสชาตอิ รอ ยของผปู ระกอบการคา อาหารในเขตรบั ผดิ ชอบของศนู ยอ นามยั ที่ 1 กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ .
[วิทยานิพนธ] . สาขาวชิ าสุขศึกษา, บณั ฑิตวทิ ยาลัย. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร; 2551.
26. อานงค ใจแนน. การปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหารของผูสัมผัสอาหารและคุณภาพอาหารทางดานจุลชีววิทยา
ในรานจําหนายอาหารพรอมบริโภค. [วิทยานิพนธ]. สาขาวิชาโภชนศาสตรศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย. เชียงใหม:
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม; 2552.

702 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การประเมนิ คุณภาพทางจุลชีววทิ ยาของอาหารพรอมบรโิ ภคและภาชนะสัมผสั อาหาร ณฐั กานต ติยศวิ าพร และคณะ

Evaluation of the Microbiological Quality
of Ready-to-eat Foods and Food Contact

Articles in Welfare Restaurants of the
Department of Medical Sciences

Nutthakan Tiyasiwaporn Kamonwan Kantaeng and Patraporn Srimai
Bureau of Quality and Safety of Food, Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Nonthaburi,
11000 Thailand

ABSTRACT Between the fiscal year 2019 and 2020, the Bureau of Quality and Safety of Food
collected 270 samples of the ready-to-eat foods (110 samples) and food contact articles (160 samples)
from welfare restaurants of the Department of Medical Sciences. This study aimed to evaluate the
microbiological quality of the collected samples using the microbiological quality guidelines for food and
food contact articles, third edition, Department of Medical Sciences as standard guidelines. The results
showed that 42.7% of 110 samples of 6 types of ready-to-eat foods did not pass the criteria and they were
caused from yeast, aerobic plate count and Escherichia coli as 52.9%, 20.0% and 19.0%, respectively.
The pathogenic bacteria, such as Bacillus cereus, Clostridium perfringens, Listeria monocytogenes,
Salmonella spp. and Staphylococcus aureus were found as 19.6%, 2.1%, 1.0%, 6.4% and 0.9%,
respectively. However, mold, Vibrio cholerae and Vibrio parahaemolyticus were not found in all
samples. Thai salad-papaya salad-food with vegetables-fruits did not pass the highest criteria (80.0%).
A sum of 73.1% of 160 samples of food contact articles did not pass the criteria and they were mainly
caused from aerobic plate count. In comparison, the qualified results of the fiscal year 2020 was 1.3 times
greater than that of 2019; however, they were not significant difference (p>0.05). In order to improve
the quality and safety of ready-to-eat foods, food handlers must have good personal hygiene and good
hygienic practices during preparing, cooking and selling food. The Department of Medical Sciences should
provide training and assessment of welfare restaurant on food sanitation, including randomly collect
sample of food and food contact articles for quality testing. Consumers should follow the principles of
“eat hot food, use serving spoon and always wash your hands” and “eat cooked food that is still hot and
clean”

Keywords: Microbiological quality, Ready-to-eat foods, Food contact articles, Food safety

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 703
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

รายงานจากหองปฏบิ ัตกิ าร ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 704-720

การทดสอบความถูกตอ งของวิธีวิเคราะหสอี ีรโิ ทรซนิ
ในอาหารโดยเทคนคิ HPLC

จนั ทรเ พญ็ โตวยิ านนท และสุธาทพิ ย วทิ ยชัยวุฒวิ งศ
สาํ นกั คณุ ภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย อําเภอเมือง นนทบรุ ี 11000
บทคดั ยอ สอี รี โิ ทรซนิ อยใู นกลมุ สอี นิ ทรยี ส งั เคราะหช นดิ หนงึ่ เปน สที มี่ คี วามไวตอ แสงและความรอ น จดั เปน วตั ถเุ จอื ปนอาหาร
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบบั ที่ 418 พ.ศ. 2563 ออกตามความในพระราชบัญญตั ิอาหาร พ.ศ. 2522 เร่ืองกําหนด
หลกั เกณฑ เงือ่ นไข วธิ ีการใช และอตั ราสวนของวตั ถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 2) การศกึ ษานไี้ ดพัฒนาและปรับปรงุ วิธีวเิ คราะห
ปริมาณสีอีริโทรซินในอาหารซ่ึงเดิมใชการสกัดดวย 1-butanol แลววัดปริมาณดวยเคร่ือง spectrophotometer ซ่ึง
เหมาะสาํ หรบั ตวั อยา งอาหารทลี่ ะลายน้ําเทา นน้ั โดยเปลย่ี นมาเปน การสกดั ตวั อยา งแตล ะกลมุ อาหาร (อาหารทล่ี ะลายนํ้า, อาหาร
ไมละลายน้ํา และอาหารประเภทที่มีไขมัน) แลวใชเทคนิค HPLC ในการตรวจวัดปริมาณ จากการทดสอบพบวาวิธี
มีความจําเพาะเจาะจง ถูกตอง แมนยํา และความเปนเสน ตรงอยูใ นชวง 0.10 ถงึ 50 มลิ ลิกรัมตอ กโิ ลกรัม โดยมีคาสัมประสิทธิ์
การตดั สินใจ (R2) มากกวา 0.9995 แตละกลุมอาหารมพี ารามเิ ตอรตา งๆ ดังนี้ ขีดจํากดั การตรวจมคี า 0.06, 0.10 และ 0.10
มลิ ลิกรมั ตอกิโลกรัม ตามลาํ ดับ ขีดจาํ กดั การวเิ คราะหป ริมาณมคี า 0.20, 0.20 และ 0.25 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ตามลําดับ
ความเทย่ี งตรงแสดงดว ยคา เบย่ี งเบนมาตรฐานสมั พทั ธ (%RSDr) มคี า ไมเ กนิ 1.5%, 4.5% และ 2.9% ตามลาํ ดบั ความแมน ยาํ
แสดงดว ยคาเฉลย่ี ของ %recovery อยใู นชว งรอ ยละ 96.1 - 99.4, 92.1 - 95.1 และ 83.3 - 96.0 ตามลําดบั วธิ วี ิเคราะหนี้
สามารถใชวเิ คราะหป ริมาณสอี ีริโทรซนิ ครอบคลมุ ในทุกกลุมอาหารโดยมีความจําเพาะเจาะจง ถกู ตอง และแมน ยาํ
คําสําคัญ: สอี รี โิ ทรซนิ , อาหาร, เทคนิค HPLC

Corresponding author E-mail: [email protected]

Received: 27 October 2020 Revised: 31 May 2021 Accepted: 9 July 2021

704 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การทดสอบความถกู ตองของวธิ ีวเิ คราะหส อี รี ิโทรซนิ โดยเทคนคิ HPLC จนั ทรเ พญ็ โตวยิ านนท และสธุ าทพิ ย วิทยช ัยวฒุ ิวงศ

บทนาํ

HPLCหรอื HighPerformanceLiquidChromatographyเปน เครอื่ งมอื ทใี่ ชว เิ คราะหก ลมุ ของสารประกอบ
อินทรียท่ีไมระเหย หรือกลุมสารประกอบอินทรียท่ีสามารถระเหยไดปานกลาง โดยตัวอยางท่ีจะนํามาวิเคราะหจะตอง
พิจารณาถึงความสามารถในการละลายของสารที่ตองการวิเคราะหกับตัวทําละลายอินทรียผสมที่ใชกอน เพ่ือปองกัน
การไมละลายเขาดวยกัน หรือการตกตะกอนของตัวทําละลายผสม และไมใหเกิดการอุดตันในระบบ รวมทั้งพิจารณา
คาการดูดกลนื คล่นื แสงของตวั ทาํ ละลายอนิ ทรียดวย (UV cut-off)(1)

เทคนคิ การแยกองคป ระกอบของสารผสมของเครอื่ ง HPLC อาศยั ความแตกตา งของอตั ราการเคลอื่ นทข่ี อง
แตล ะองคป ระกอบของสารผสมบนเฟสคงท่ี (Stationary phase) ซงึ่ อยใู นคอลมั น ภายใตการพาของเฟสเคลือ่ นที่
(Mobile phase) คอื ตวั ทาํ ละลายอนิ ทรียผ สม เม่อื สารท่ีตอ งการวเิ คราะหผา นเขาสูเครอื่ ง HPLC สารดังกลาวจะถกู
พาเขา สคู อลมั นโ ดยตวั ทาํ ละลายอนิ ทรยี ผ สม เพอื่ ใหเ กดิ การแยกสาร (Separation) โดยอาศยั การทาํ ปฏกิ ริ ยิ าระหวา ง
สารที่อยภู ายในคอลมั น และความสามารถในการละลายของสารผสม

สอี รี โิ ทรซิน (C20H6I4Na2O5) ดังแสดงในภาพที่ 1 หรือ Food Red No.3 ตามการจัดกลุมสีของ US. FDA
หรอื E 127 ตามการจดั กลมุ สขี อง European Food Safety Authority (EFSA) จดั อยใู นกลมุ ของสอี นิ ทรยี ส งั เคราะห
สามารถละลายไดใ นน้าํ และเอทานอล ไวตอแสงและความรอน มีเชดสีชมพูเชอรร ี่ถงึ แดง (2) ในป ค.ศ. 1989 the EU
Scientific Committee for Food (SCF) และ ป ค.ศ. 1990 the Joint FAO/WHO Expert Committee on
Food Additives (JECFA) ไดมีการประเมนิ และกาํ หนดคา Acceptable Daily Intake (ADI) ของสอี ีรโิ ทรซิน
เทากับ 0-0.1 มิลลกิ รัมตอกโิ ลกรัมน้าํ หนกั ตัวตอวนั ตอมาป ค.ศ. 2011 SCF และป ค.ศ. 2018 JECFA มีการ
ทบทวนคา ADI โดยยงั คงคา เดิม(3)

ภาพที่ 1 โครงสรางทางเคมขี องสีอรี ิโทรซิน

สีอีริโทรซินมีคา ADI ต่ํา แมไดรับปริมาณนอยอาจสงผลตอสุขภาพได มีรายงานถึงพิษภัยของสีชนิดนี้
เน่ืองจากโครงสรางโมเลกลุ ของสอี ีริโทรซนิ มีไอโอดีนเปนสว นประกอบอยรู อยละ 57.6 โดยอาจมีผลกระตุน การทาํ งาน
ของตอมไทรอยด ซ่ึงอาจสงผลทําใหเกิดเนื้องอกท่ีตอมไทรอยดได หรือทําใหมีอาการไวตอแสง (phototoxicity)
อยางไรก็ตามจากรายงานความคิดเห็นทางวิทยาศาสตรของ EFSA ซึ่งเปนหนวยงานของประเทศในกลุมสหภาพ
ยุโรป ไดสรุปวา สอี รี โิ ทรซินถูกดูดซึมเขา รางกายไดเลก็ นอ ย ไมมกี ารสะสม และไอโอดนี ในสอี รี โิ ทรซินไมไดถ กู สลาย
ออกมา ซ่ึงสีชนิดนี้นิยมใชในอาหารประเภทเชอรร่ีเชื่อม ลูกอม หมากฝรั่ง เปนตน สําหรับประเทศไทยอนุญาต
ใหใชในอาหารไมกี่ประเภท โดยชนิดอาหารและปริมาณที่ใชตองเปนไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2563 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เรื่องกําหนดหลักเกณฑ เงื่อนไข
วธิ ีการใช และอตั ราสวนของวตั ถุเจอื ปนอาหาร (ฉบบั ที่ 2)(3) ซ่งึ อนุญาตใหใ ชในหมวดอาหาร ดังแสดงในตารางท่ี 1
โดยมเี งือ่ นไขดังนี้

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 705
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong

ตารางท่ี 1 หลักเกณฑ เง่ือนไข วิธีการใช และอัตราสวนของวัตถุเจือปนอาหารซึ่งอนุญาตใหใชในหมวดอาหาร

หมวดอาหาร ปรมิ าณสงู สดุ ท่ีอนญุ าต เงอ่ื นไข*
(มิลลกิ รัมตอกิโลกรมั )

แยม เยลลี่ และมารมาเลด 200 TH61

ผลไมแชอ่มิ เชื่อม หรือเคลือบดว ยนาํ้ ตาล 200 54

ผกั สาหรา ยทะเล ดอง 30

หมากฝร่งั 50

ผลิตภณั ฑใ ชเคลอื บหรอื แตงหนา ขนมและซอสหวาน 100

ผลิตภณั ฑเ นือ้ สัตวทงั้ ชน้ิ หรอื ตัดแตง และผานกรรมวิธี 30 4, 16, XS96, XS97

ผลิตภณั ฑเนอ้ื สัตวบดและผา นกรรมวิธี 30 4, 290, XS88

เง่อื นไข*
4 = ใชเฉพาะประทบั ตรา หรือทําเครอื่ งหมายบนผลิตภณั ฑเ ทานัน้
16 = ใชสําหรบั เคลอื บหรอื ตกแตงผวิ ในผักและผลไม เนอื้ สตั วหรือปลา
54 = ใชส าํ หรับเชอรี่คอ็ กเทลและเชอรี่ตกแตง ขนมเทา นั้น
TH61 = สาํ หรับผลติ ภณั ฑต ามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ (ฉบับท่ี 213) พ.ศ. 2543 เร่ือง แยม เยลล่ี
และมารม าเลด ในภาชนะบรรจทุ ป่ี ดสนิท เทานนั้
XS88 = ยกเวน ผลติ ภัณฑต าม Standard for Corned Beef (CODEX STAN 88-1981)
XS96 = ยกเวนผลติ ภณั ฑต าม Standard for Cooked Cured Ham (CODEX STAN 96-1981)
XS97 = ยกเวนผลิตภัณฑตาม Standard for Cooked Cured Pork Shoulder (CODEX STAN
97-1981)

ในอดีตสํานักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร วิเคราะหหาปริมาณสีอีริโทรซินในอาหารโดยใชการสกัด
ตัวอยางดวย 1-butanol แลวนําไปตรวจวัดปริมาณโดยเครื่อง spectrophotometer(4, 5) ซ่ึงวิธีดังกลาวเหมาะกับ
ตัวอยางอาหารในกลุมที่ละลายน้ํา โดยอาหารกลุมอื่นๆ จะไมสามารถตรวจวิเคราะหหาปริมาณได และแมวาเทคนิค
spectrophotometer จะสามารถหาสอี รี โิ ทรซนิ ในตวั อยา งทล่ี ะลายนา้ํ แตถ า ในตวั อยา งอาหารชนดิ นนั้ มกี ารใชส อี รี โิ ทรซนิ
รวมกับสีอินทรียสังเคราะหอ่ืน จะตองทําการแยกแตละสีท่ีผสมอยูในตัวอยางใหเปนสีเดี่ยวดวยเทคนิค paper
chromatography กอน แลวจึงนําแถบสีทแ่ี ยกไดม าตรวจวัดปรมิ าณซ้ําดวยเคร่อื ง spectrophotometer ทําใหเพ่มิ
ระยะเวลาการตรวจวิเคราะห และใชทรัพยากรของหองปฏิบัติการมากข้ึนไปอีก ดังนั้นทางหองปฏิบัติการวัตถุเจือปน
อาหารจึงพัฒนาและปรับปรุงวิธีการตรวจวิเคราะหหาปริมาณสีอีริโทรซิน ดวยเคร่ือง HPLC(6) ทําใหลดระยะเวลา
วิเคราะห ลดความยุงยากและซับซอนในกรณีที่ตัวอยางมีสีอีริโทรซินรวมกับสีอินทรียสังเคราะหอื่น จากน้ันจึงทําการ
ทดสอบความถกู ตอ งของวธิ ีวิเคราะห ไดวิธที ่ถี กู ตอง แมน ยํา สามารถวิเคราะหป ริมาณสีอีรโิ ทรซนิ ในหลายกลมุ อาหาร
ท่ีเปน ตวั แทนครอบคลุมอาหารทกุ ประเภทไดอยางถูกตอง แมนยํา

วัสดแุ ละวธิ กี าร

สารมาตรฐานและสารเคมี
สารมาตรฐาน : สีอีรโิ ทรซิน (Sigma, USA) ความบริสุทธิ์ 92.4%
สารเคมี HPLC grade ไดแ ก acetonitrile (RCI-Labscan, Thailand), methanol (RCI-Labscan,

Thailand) และ iso-propanol (RCI-Labscan, Thailand)

706 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การทดสอบความถกู ตองของวิธีวิเคราะหสอี รี โิ ทรซินโดยเทคนคิ HPLC จนั ทรเ พญ็ โตวยิ านนท และสธุ าทิพย วทิ ยช ัยวุฒิวงศ

สารเคมี AR grade ไดแ ก ethanol 95% (RCI-Labscan, Thailand), petroleum ether (RCI-Labscan,
Thailand), ammonia solution ≥ 25% (Merck, Germany), diethyl ether (Merck, Germany),
glacial acetic acid (GAA) ≥ 96% (Merck, Germany), acetone (RCI-Labscan, Thailand), polyamide
(Fluka,USA), sand(acidwash)(Sigma-Aldrich,USA),methanol(RCI-Labscan,Thailand),tetrabutyl
ammonium hydroxide 30 hydrate (TBAH) purity ≥ 98.0% (Sigma-aldrich, USA), buffer solution
pH 5.0 เตรียมโดยเตมิ TBAH 8.00 กรัม ละลายและปรบั ปรมิ าตรดวย iso-propanol 100 มิลลิลติ ร และเตมิ น้ํา
จนครบ 1,000 มิลลลิ ิตร ปรับ pH เปน 5.0 ดวย GAA, eluting solution (methanol : นํา้ : ammonia solution
อัตราสว น 90 : 5 : 5), ethanolic solution (ethanol 95% : ammonia solution อตั ราสว น 95 : 5)

การเตรียมสารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซิน
ชง่ั สารมาตรฐานสอี รี ิโทรซนิ 0.1000 กรัม ละลายดวย 50% ethanol เล็กนอ ย ปรบั ปริมาตรดวยน้ําในขวด

วัดปริมาตรสีชา ขนาด 100 มลิ ลลิ ิตร ไดสารละลายมาตรฐาน 1,000 ไมโครกรัมตอ มิลลิลิตร

เครือ่ งมือและอปุ กรณ
เครื่องระเหยสุญญากาศ, เคร่ืองชัง่ ละเอยี ด 3 ตาํ แหนง และ 4 ตาํ แหนง , pH meter, ultrasonic bath,

คอลมั นแ กว ขนาด ø 1.0 x 25 cm, กระดาษกรองชนิด cellulose acetate ท่ีมีรพู รนุ ขนาด 0.45 ไมโครเมตร ขนาด 47
มลิ ลเิ มตร, syringe filter (Cellulose acetate, 0.45 µm, dia. 13 mm), ชดุ กรองสารละลาย และ ชดุ กรองตวั อยา ง

เครอ่ื ง HPLC (WATERS®), Column : Hypersil BDS C18(5µm, 250 × 4.6 mm), Detector : UV/
VIS

การเตรยี มตัวอยา ง
แบงตัวอยางออกเปน 3 กลุม ไดแ ก กลุมตวั อยา งที่ละลายนา้ํ ได : ใชน ํ้าอดั กาซ (sparkling water) ที่ผา น

การทดสอบแลว ไมพ บสอี ินทรียสังเคราะห เปนตวั แทน sample blank, กลุมตวั อยางท่ีไมละลายน้ํา : ใชห นอ ไมดอง
โดยปนใหละเอียดดวยเคร่ืองบดปนท่ีผานการทดสอบแลวไมพบสีอินทรียสังเคราะห เปนตัวแทน sample blank,
กลมุ ตวั อยา งทม่ี ไี ขมนั สงู : ใชล กู ชนิ้ หมู โดยปน ใหล ะเอยี ดดว ยเครอ่ื งปน ทผี่ า นการทดสอบแลว ไมพ บสอี นิ ทรยี ส งั เคราะห
เปน ตัวแทน sample blank

วธิ วี ิเคราะห( 7, 8)
ตวั อยา งทล่ี ะลายนา้ํ ได : นาํ้ อดั กาซ ช่ังตวั อยางปริมาณ 10 กรัม ในบกี เกอร เติมนํ้า 50 มิลลลิ ติ ร ปรับใหเปน

กรดดว ย gracial acetic acid นาํ ไปผา นคอลมั นท บ่ี รรจุ polyamide ลา งคอลมั นด ว ย นา้ํ และ acetone จากนน้ั elute
สอี รี โิ ทรซนิ ออกดว ย eluting solution นาํ ไประเหยดว ยเครอ่ื งระเหยสญุ ญากาศใหเ หลอื ปรมิ าตรประมาณ 2 มลิ ลลิ ติ ร
ถา ยสารละลายลงในขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร แลว ปรบั ปรมิ าตรใหค รบดว ยนาํ้ กลน่ั กรองดว ย syringe filter
ชนิด Cellulose Acetate ขนาด 0.45 ไมโครเมตร กอ นนําไปวิเคราะหด วยเครอื่ ง HPLC

ตวั อยา งทไี่ มล ะลายนา้ํ :หนอ ไมด อง ชง่ั ตวั อยา งปรมิ าณ 10 กรมั ในบกี เกอรเ ตมิ ethanol-ammonia solution
(95 : 5) และนา้ํ 150 มิลลิลิตร ท้ิงไว 1 คืน กรองตัวอยางผานสาํ ลีและทําการสกัดตัวอยางซํ้าจนกวาสีจากตัวอยาง
จะออกหมดดว ยสารผสมเดมิ นาํ ตวั อยา งมาระเหยดว ยเครอื่ งระเหยสญุ ญากาศ เพอ่ื ไล ammonia ปรบั ใหเ ปน กรดดว ย
gracial acetic acid นาํ ไปผา นคอลมั นท บ่ี รรจุ polyamide ลา งคอลมั นด ว ยนา้ํ และ acetone จากนน้ั elute สอี รี โิ ทรซนิ
ออกดวย eluting solution นําไประเหยดวยเคร่ืองระเหยสุญญากาศ ใหเหลือปริมาตรประมาณ 2 มิลลิลิตร

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 707
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong

ถา ยสารละลายลงในขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร แลว ปรบั ปรมิ าตรใหค รบดว ยนา้ํ กลน่ั กรองดว ย syringe filter
ชนดิ Cellulose Acetate ขนาด 0.45 ไมโครเมตร กอ นนาํ ไปวเิ คราะหดว ยเครื่อง HPLC

ตัวอยางที่มีไขมันสูง : ลูกชิ้นหมู ช่ังตัวอยางปริมาณ 10 กรัม ในบีกเกอร สกัดไขมันออกดวย petroleum
ether : diethyl ether (อัตราสวน 1:1) 2-3 ครั้ง แลวเทท้ิง นาํ สวนของตัวอยางมาเติม ethanol-ammonia
solution (95 : 5) 150 มิลลิลติ ร ท้งิ ไว 1 คืน กรองตัวอยา งผา นสาํ ลแี ละทาํ การสกดั ตัวอยา งซ้ําจนกวา สีจากตัวอยาง
จะออกหมดดวยสารผสมเดิม นําตัวอยางมาระเหยดวยเครื่องระเหยสุญญากาศ เพ่ือไล ammonia ปรับใหเปนกรด
ดวย gracial acetic acid นําไปผานคอลัมนท่ีบรรจุ polyamide ลา งคอลัมนดวยนา้ํ และ acetone จากน้นั elute
สอี รี โิ ทรซนิ ออกดว ย eluting solution นาํ ไประเหยดว ยเครอื่ งระเหยสญุ ญากาศ ใหเ หลอื ปรมิ าตรประมาณ 2 มลิ ลลิ ติ ร
ถา ยสารละลายลงในขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร แลว ปรบั ปรมิ าตรใหค รบดว ยนาํ้ กลนั่ กรองดว ย syringe filter
ชนดิ Cellulose Acetate ขนาด 0.45 ไมโครเมตร กอนนําไปวิเคราะหด วยเคร่ือง HPLC

สภาวะของระบบโครมาโทกราฟ (HPLC)
Mobile phase : 0.01 M TBAH (pH 5.0) : acetonitrile = 45 : 55, Flow rate : 1 ml/min, Detector:

UV/VIS (λ = 537 nm, Temperature 30°C), Injection volume : 20 µl
การตรวจสอบความเหมาะสมของระบบ (System suitability)
ฉีดสารมาตรฐานท่ีความเขมขน 10 ไมโครกรัมตอ มิลลลิ ิตร จาํ นวน 5 ซํ้า คํานวณ %RSD ของ peak area

และ retention time (RT) โดยเกณฑก ารยอมรบั คอื %RSD (peak area) ≤ 2.5 และ %RSD (RT) ≤ 1
การคํานวณ : ปรมิ าณสีอีริโทรซิน (มลิ ลิกรัมตอกิโลกรัม ) = C × V × D
W

โดย C = ความเขม ขนของสอี ีรโิ ทรซนิ (ไมโครกรมั ตอมิลลิลิตร) จากกราฟมาตรฐาน
V = ปรมิ าตรท่ีปรับ (มิลลลิ ิตร)
W = นํ้าหนักตัวอยาง (กรัม)
D = dilution factor

การทดสอบความถูกตอ งของวธิ ี
การทดสอบความจําเพาะเจาะจงของวิธี (Selectivity/Specificity)

เตรียมสารละลาย mixed standard solution โดยใชสีอินทรียสังเคราะหในกลุมสีแดง-ชมพู ไดแก
สแี อลลรู า เรด เอซ,ี สปี องโซ 4 อาร รว มกบั สอี รี โิ ทรซนิ ทค่ี วามเขม ขน 10 ไมโครกรมั ตอ มลิ ลลิ ติ ร วเิ คราะหด ว ย HPLC
ตรวจสอบการแยกของสอี ริ โิ ทรซนิ ออกจากสอี นื่ โดยสที งั้ หมดตอ งมคี า retentiontime แยกจากกนั ชดั เจน ซง่ึ สดี งั กลา ว
เปนสีประเภทสแี ดง-ชมพูทอ่ี นญุ าตและมักจะถูกใชท ดแทนสอี รี โิ ทรซนิ ในตวั อยางอาหาร

การทดสอบความเปน เสน ตรงและชวงของการวเิ คราะห (Linearity and working range)
เตรียมสารมาตรฐานสอี รี ิโทรซนิ ทีค่ วามเขม ขน 0.1, 0.5, 1, 5, 10, 20 และ 50 ไมโครกรัมตอมิลลลิ ติ ร

ความเขมขนละ 3 ซํ้า กรองผาน syringe filter ขนาด 0.45 ไมโครเมตร นําไปวิเคราะหดวยเคร่ือง HPLC
สรางกราฟมาตรฐานระหวา งความเขม ขนกบั พื้นท่ีใตพ คี ทดสอบความเปน เสนตรงโดยสรา ง regression line คาํ นวณ
คา สมั ประสทิ ธก์ิ ารตดั สนิ ใจ (R2) ซง่ึ ตอ งมคี า ไมน อ ยกวา 0.9995 และทาํ residual plots เพอ่ื ยนื ยนั ความเปน เสน ตรง

708 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การทดสอบความถูกตอ งของวธิ วี ิเคราะหส อี ีริโทรซนิ โดยเทคนคิ HPLC จันทรเพ็ญ โตวิยานนท และสุธาทิพย วิทยช ัยวุฒวิ งศ

การทดสอบ matrix effect
เตรียม spiked matrix blank (ทง้ั 3 กลุม ตวั อยา ง) ใหมคี วามเขม ขน ที่ระดบั ตา งๆ เหมือนกับสารละลาย

มาตรฐานทท่ี ํากราฟมาตรฐาน ความเขม ขน ละ 3 ซํา้ วเิ คราะหด ว ย HPLC และคาํ นวณคา ความเขม ขน จากกราฟมาตรฐาน

ประเมนิ matrix effect โดยการ plot ความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐานทเี่ ตมิ ลงไปใน matrix

blank (แกน x) กับความเขมขน ของ spiked matrix blank ท่ีอา นไดจากกราฟ (แกน y) ทดสอบความเปนเสน

ตรงและทดสอบวาชว งของความเชอื่ มน่ั (confidential interval : CI) ของ slope คลุม 1 หรือไม ท่รี ะดบั ความเชื่อ

มัน่ 95% ถา คลุม แสดงวาไมมี matrix effect ซึง่ CI ของ slope (b) คํานวณไดจ ากสมการที่ 1

CIslope = b ± t(n-2)Sb ……………… สมการที่ 1
b = slope

Sb = standard deviation ของ slope คํานวณไดจ ากสมการที่ 2
t = คา ทไ่ี ดจากตาราง t (two-tailed ทีร่ ะดับนัยสําคญั 0.05 และ (n-2) degree of freedom)

Sb = Sy/x ……………….สมการท่ี 2

∑ (xi - x)2

Sy/x = คา เบ่ยี งเบนมาตรฐานของ y-intercept คํานวณไดจากสมการท่ี 3
xi = คาความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐาน
x = คาความเขมขน ของสารละลายมาตรฐานเฉล่ีย

Sy/z = ∑ (yi - )2 ……………….สมการท่ี 3
(n-2)

yˆyi = คา สัญญาณทอ่ี านไดจากเคร่อื งมอื วดั
= คาสัญญาณท่ีควรเปน คํานวณโดยใช method of least square
(ไดจากสมการเสนตรงของกราฟมาตรฐาน)

การหาขีดจํากัดของการตรวจพบ (Limit of Detection, LOD) และขีดจํากัดของการวัดเชิงปริมาณ
(Limit of Quantitative , LOQ)

วิเคราะห sample blank (ทง้ั 3 กลุม) โดยเตมิ สารมาตรฐานสอี ีรโิ ทรซนิ ที่ระดับความเขมขน 0.5 มิลลิกรมั
ตอ กโิ ลกรมั จํานวน 10 ซ้าํ คํานวณคาความเบ่ียงเบนมาตรฐาน (s) แลว นํามาประมาณคา LOD และ LOQ จากสมการ
LOD = 3SD และ LOQ = 10SD

การยืนยนั คาขีดจาํ กดั ของการวดั เชิงปรมิ าณ (LOQ)
เตมิ สารมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ ทรี่ ะดบั ความเขม ขน 0.20, 0.20 และ 0.25 มลิ ลิกรมั ตอกโิ ลกรมั ในตัวอยา ง

sample blank กลุมท่ี 1 กลุมที่ 2 และกลุมท่ี 3 ตามลําดับ จํานวน 10 ซํ้า คาํ นวณคารอยละของการกลับคืน
(%recovery) และคาเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ (%RSD) เกณฑการยอมรับความแมนยํา : recovery 80-110%
และความเที่ยงตรง : Horwitz’s equation

การทดสอบความแมน ยํา (Accuracy) และความเทีย่ งตรง (Precision)
ทดสอบความแมน ยาํ และความเทย่ี งตรงของวธิ โี ดยการวเิ คราะหต วั อยา ง sample blank ทเ่ี ตมิ สารมาตรฐาน

สอี รี โิ ทรซนิ ที่ 3 ระดบั ความเขม ขน ซง่ึ เปน จดุ ตา่ํ สดุ จดุ กงึ่ กลาง และจดุ สงู สดุ ของชว งใชง าน วเิ คราะหร ะดบั ละไมน อ ยกวา

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 709
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong

7 ซํา้ คาํ นวณหาคา รอ ยละการกลบั คนื (%recovery) และ คารอยละของการเบ่ียงเบนมาตรฐานสมั พัทธ (%relative
standard deviation, %RSDr) ทแี่ ตล ะระดบั ความเขม ขน โดยเกณฑย อมรบั ความเมน ยํา : recovery 80-110% และ
เกณฑยอมรับความเท่ียงตรง : Horwitz’s equation

กลมุ ท่ี 1: ตวั อยางทล่ี ะลายน้าํ ได และ กลุมที่ 2 : ตวั อยางท่ไี มล ะลายนํ้า วเิ คราะหท ่ีระดับความเขม ขน 0.20
(LOQ), 25 และ 50 มลิ ลิกรัมตอกิโลกรัม

กลุม ท่ี 3: ตัวอยางที่มีไขมันสูง วิเคราะหท่ีระดับความเขมขน 0.25 (LOQ), 25 และ 50 มิลลิกรัม
ตอ กิโลกรัม

การทดสอบความเทยี่ งตรง Intermediate precision (%RSDi) โดยวเิ คราะห control sample ตางวนั
วนั ละ 2 ซ้าํ จาํ นวน 14 วนั ในตวั อยา งกลุมที่ 2 : หนอ ไมด อง และกลุมที่ 3 : ลูกชน้ิ หมู ซ่งึ เปนตัวแทนของกลมุ อาหาร
ทอ่ี นุญาตใหใชสีอีรโิ ทรซนิ ได

การประเมนิ คาความไมแนนอนของการวิเคราะห (Measurement of uncertainty)
เพื่อใหผลการวิเคราะหที่ไดถูกนําไปใชมีความนาเช่ือถือมากยิ่งข้ึน และเปนไปตามมาตรฐาน ISO/IEC

17025: 2017 ประเมินคาความไมแนนอนของการตรวจวิเคราะห โดยคํานึงถึงแหลงความไมแนนอนทุกแหลง และ
เม่อื รวมคา ความไมแ นน อนทง้ั หมดแลว คํานวณคา ความไมแนนอนขยายที่ระดบั ความเชอื่ ม่นั 95%(8)

ผล

การทดสอบความจาํ เพาะเจาะจงของวธิ ี
จากการฉดี mixed standard solution พบวาสามารถแยกสีอรี โิ ทรซินออกจากสีแอลลูรา เรด เอซี และ

สีปองโซ 4 อาร ไดโดยไมมกี ารรบกวน และมคี า retention time ของสีแอลลูรา เรด เอซ,ี สีปองโซ 4 อาร และ
สีอีริโทรซิน เทา กับ 3.666, 4.133 และ 5.114 นาที ตามลําดับ ดังแสดงในภาพท่ี 2

ภาพที่ 2 โครมาโทรแกรมของสารละลายมาตรฐาน mix standard solution

การทดสอบความเปนเสน ตรงและชวงของการวิเคราะห (Linearity and working range)
ผลการฉดี สารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ ทรี่ ะดบั ความเขม ขน ตา งๆ ตงั้ แต 0.1 ถงึ 50 ไมโครกรมั ตอ มลิ ลลิ ติ ร

ระดบั ความเขม ขน ละ 3 ซาํ้ พบความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน กบั พน้ื ทใี่ ตพ คี ซงึ่ คาํ นวณความเขม ขน และพน้ื ทใี่ ตพ คี
ไดล กั ษณะของกราฟเปน เสน ตรงตลอดชว งทที่ ดสอบ และมคี า สมั ประสทิ ธกิ์ ารตดั สนิ ใจ (R2) เทา กบั 0.999995 และยนื ยนั
ความเปนเสนตรงดวย Residual plot ดังแสดงในภาพที่ 3

710 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การทดสอบความถูกตองของวิธวี เิ คราะหสอี ีริโทรซินโดยเทคนิค HPLC จนั ทรเพญ็ โตวยิ านนท และสธุ าทิพย วิทยช ัยวฒุ ิวงศ

ภาพท่ี 3 ความเปน เสน ตรงของกราฟมาตรฐานสีอรี ิโทรซิน

การทดสอบ Matrix effect
พบความสัมพันธระหวางความเขมขนของสารละลายมาตรฐานที่เติมลงไปใน matrix blank (แกน x)

กบั ความเขมขนของ spiked matrix blank ท่อี านไดจ ากกราฟ (แกน y) เปนเสนตรงตลอดชว งท่ีทดสอบ โดยมีคา
สัมประสทิ ธ์ิการตดั สินใจ (R2) เทากับ 0.999999, 1.00000 และ 0.999999 ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในภาพท่ี 4- 6

Matrix effect สี Erythrosine กลมุ ท่ี 1

ภาพท่ี 4 ความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ กบั ความเขม ขน ของ spiked matrix
blank ของตวั อยา งท่ีละลายน้ําได: นํ้าอัดกาช

การทดสอบชวงของความเชื่อมั่น (confidential interval : CI) ของ slope พบวา slope มีชวงของ
ความเช่ือม่ันตัง้ แต 0.9980 ถึง 1.0018 สรุปไดวา ไมมี matrix effect

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 711
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
Matrix effect สี Erythrosine กลมุ ที่ 2 and Suthatip Vitchaivutivong

ภาพที่ 5 ความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ กบั ความเขม ขน ของ spiked matrix
blank ของตวั อยางท่ไี มละลายนา้ํ : หนอไมด อง

การทดสอบชว งของความเชอ่ื มั่น (confidential interval: CI) ของ slope พบวา slope มชี วงของความ
เช่ือมน่ั ตง้ั แต 0.9710 ถงึ 1.0166 สรุปไดวา ไมม ี matrix effect

Matrix effect สี Erythrosine กลมุ ที่ 3

ภาพที่ 6 ความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ กบั ความเขม ขน ของ spiked matrix
blank ของตัวอยา งทมี่ ไี ขมันสูง: ลูกชิน้ หมู

การทดสอบชว งของความเชือ่ ม่นั (confidential interval : CI) ของ slope พบวา slope มชี วงของความ
เช่อื ม่ันต้งั แต 0.9980 ถงึ 1.0018 สรปุ ไดว า ไมมี matrix effect

การหาขีดจาํ กัดของการตรวจพบ และขดี จาํ กดั ของการวดั เชิงปรมิ าณ
ผลวิเคราะห spiked sample blank ทีร่ ะดบั ความเขมขน 0.5 มลิ ลกิ รมั ตอกโิ ลกรมั จํานวน 10 ซํ้า คาํ นวณ

คาความเบีย่ งเบนมาตรฐาน (s) ในตวั อยางกลุมท่ี 1 กลุมที่ 2 และกลมุ ที่ 3 ไดเ ทากบั 0.016, 0.018 และ 0.024
ตามลําดับ คํานวณคา LOD ไดเทากับ 0.049, 0.055 และ 0.071 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ตามลําดับ และคา LOQ
ไดเ ทา กับ 0.164, 0.183 และ 0.237 มลิ ลิกรมั ตอ กิโลกรัม ตามลาํ ดับ

712 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การทดสอบความถกู ตองของวธิ ีวเิ คราะหสีอีรโิ ทรซินโดยเทคนคิ HPLC จันทรเพญ็ โตวยิ านนท และสธุ าทพิ ย วทิ ยชัยวฒุ วิ งศ

การยืนยันคา ขดี จํากดั ของการวดั เชงิ ปรมิ าณ (LOQ)
ผลการวิเคราะห sample blank ท่มี ีการเตมิ สารมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ ในตัวอยา ง กลมุ ที่ 1 กลุม ที่ 2 และ

กลมุ ที่ 3 ที่ระดบั ความเขม ขน 0.20, 0.20 และ 0.25 มลิ ลกิ รมั ตอกโิ ลกรัม ตามลาํ ดับ จาํ นวน 10 ซ้ํา คาํ นวณคา รอยละ
ของการกลบั คืน (%recovery) อยใู นชว ง 94.50–97.50%, 88.00-101.00% และ 81.60-84.40% และคาเบยี่ งเบน
มาตรฐานสมั พทั ธ (%RSD) เทา กบั 0.991, 4.325 และ 1.078 ตามลาํ ดับ

การทดสอบความแมน ยํา และความเทยี่ งตรง
ผลการวิเคราะห sample blank ที่มีการเติมสารมาตรฐานสีอีริโทรซินในตัวอยาง กลุมท่ี 1 คือ 0.2, 25

และ 50 มลิ ลิกรัมตอกโิ ลกรัม กลมุ ที่ 2 คอื 0.2, 25 และ 50 มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรัม และกลุมที่ 3 คอื 0.25, 25 และ 50
มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ระดับละ 7 ซ้าํ โดยวิเคราะหในสภาวะ repeatability condition พบความแมนยาํ ท่ีประเมิน
จาก %recovery ทั้ง 3 ระดับ กลุมที่ 1 คือ 94.50-97.50%, 94.77-99.46% และ 98.78-99.71% ตามลําดับ,
กลุมท่ี 2 คอื 88.00-101.50%, 93.04-96.33% และ 92.61-96.10% ตามลําดับ กลมุ ที่ 3 คอื 82.00-84.40%,
93.32-97.12%และ90.07-98.16%ตามลาํ ดบั ซง่ึ ผา นเกณฑ %recovery80-110และความเทย่ี งตรง(%RSDr)กลมุ ที่1
คือ 0.890, 1.457 และ 0.276 ตามลาํ ดับ กลุมที่ 2 คือ 4.473, 1.012 และ 1.125 ตามลาํ ดบั กลมุ ที่ 3 คอื 0.984,
1.223 และ 2.881 ตามลําดบั ดงั แสดงในตารางท่ี 2- 4

ตารางท่ี 2 คา %recovery และ %RSDr (คา LOQ) วธิ ีวเิ คราะหปริมาณสอี ีรโิ ทรซนิ ในกลมุ อาหาร
กลุม ท่ี 1 : ตัวอยา งทลี่ ะลายนาํ้ ได

กลุม 1: นา้ํ อดั กา ช

ครงั้ ท่ี ระดบั ความเขม ขน (มิลลิกรัมตอ กโิ ลกรมั )

1 0.2 25 50
2
3 94.50 94.77 99.24
4
5 96.00 99.01 98.78
6
7 97.00 98.92 99.17
%recovery เฉลี่ย
SD 96.00 98.95 99.55
%RSDr
Predicted Horwitz 97.50 98.88 99.42
HORRAT
96.50 99.42 99.71

95.50 99.46 99.60

96.143 98.490 99.354

0.856 1.435 0.274

0.890 1.457 0.276

13.451 6.504 5.860

0.044 0.148 0.031

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 713
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong

ตารางท่ี 3 คา %recovery และ %RSDr (คา LOQ) วิธีวเิ คราะหป ริมาณสอี ีรโิ ทรซินในกลุมอาหาร
กลมุ ที่ 2 : ตวั อยางที่ไมละลายนาํ้

กลมุ 2: หนอ ไมดอง

ครั้งท่ี ระดับความเขมขน (มลิ ลิกรัมตอกโิ ลกรัม)

1 0.2 25 50
2
3 91.50 93.04 92.61
4
5 88.00 94.54 94.36
6
7 101.50 95.70 95.60
%recovery เฉลย่ี
SD 90.00 96.33 96.10
%RSDr
Predicted Horwitz 95.00 95.30 95.96
HORRAT
90.00 95.98 94.64

88.50 94.71 95.60

92.071 95.083 94.982

4.119 0.962 1.068

4.473 1.012 1.125

13.451 6.504 5.860

0.333 0.156 0.192

ตารางท่ี 4 คา %recovery และ %RSDr (คา LOQ) วิธวี ิเคราะหปรมิ าณสอี รี ิโทรซินในกลุมอาหาร
กลมุ ที่ 3 : ตวั อยางที่มีไขมนั สูง

กลมุ 3: ลูกชิน้ หมู

ครัง้ ที่ ระดบั ความเขม ขน (มลิ ลิกรมั ตอกโิ ลกรัม)

1 0.25 25 50
2
3 84.00 96.66 97.99
4
5 82.00 96.34 97.05
6
7 83.20 93.32 98.16
%recovery เฉล่ีย
SD 82.40 95.50 97.80
%RSDr
Predicted Horwitz 83.20 97.12 93.79
HORRAT
84.40 96.63 90.07

84.00 96.11 96.72

83.314 95.956 95.940

0.820 1.174 2.764

0.984 1.223 2.881

13.007 6.504 5.860

0.076 0.188 0.492

714 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การทดสอบความถกู ตองของวิธวี เิ คราะหสีอรี โิ ทรซินโดยเทคนคิ HPLC จันทรเ พ็ญ โตวิยานนท และสุธาทพิ ย วทิ ยชยั วุฒิวงศ

ผลการทดสอบ Intermediate precision (%RSDi) โดยทําการวิเคราะห control sample (ในตัวอยา ง
หนอ ไมด องและลกู ชนิ้ หมู ซงึ่ เปน กลมุ ตวั อยา งทอ่ี นญุ าตใหใ ชส อี รี โิ ทรซนิ ) ทรี่ ะดบั ความเขม ขน 30 มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรมั
วนั ละ 2 ซํา้ จาํ นวน 14 วัน นาํ มาวิเคราะหด ว ยสถติ ิ one way anova(9) พบมีคา เทา กบั 1.32 และ 1.16 ตามลาํ ดับ และ
คา HORRAT เทา กับ 0.195 และ 0.171 ตามลาํ ดบั ซึง่ ผานเกณฑ HORRAT ดงั แสดงในตารางที่ 5

ตารางท่ี 5 ผลการทดสอบ Intermediate precision (%RSDi) : ทาํ การวเิ คราะหต างวัน วนั ละ 2 ซํา้

ปรมิ าณสอี ีรโิ ทรซนิ (มิลลิกรัมตอ กิโลกรมั )

วนั ที่ กลมุ 2: หนอ ไมด อง กลมุ 3: ลูกช้นิ หมู

1 212

1 28.219 28.330 28.938 28.794

2 28.502 28.479 28.780 28.994

5 28.848 29.030 29.323 28.560

6 28.460 29.096 29.035 29.189

7 29.067 28.943 28.940 29.139

8 29.070 29.129 28.826 29.121

9 29.161 29.141 28.614 29.037

12 28.724 28.027 28.614 28.198

13 28.309 29.298 29.259 29.574

14 28.938 28.451 28.514 29.358

N = 20 20

%RSDi 1.32 1.16

Expected %RSD 6.779 6.779

HORRAT 0.195 0.171

เกณฑยอมรับ HORRAT ≤ 2 Pass Pass

การประเมนิ คา ความไมแ นน อนของการวเิ คราะห
ประเมินคาความไมแนนอนของวิธีวิเคราะหจากคารวมของผลกระทบทั้งหมดที่มีตอผลทดสอบที่เปน

เชงิ ปริมาณ ไดแ ก ความไมแนน อนจากความบรสิ ุทธิ์ของสารมาตรฐาน การสอบเทยี บเครอ่ื งช่ัง เครอ่ื งแกวทใ่ี ชเตรยี ม
สารละลายมาตรฐานและสารละลายตัวอยาง ความเขมขนของสารท่ีอานไดจากเคร่ือง HPLC การวิเคราะหซ้ําจาก
คารอยละของการคืนกลับ (%recovery) การทดสอบความถูกตองของวิธี นํามาคํานวณคาความไมแนนอนรวม
(combined uncertainty, uc) ซง่ึ ผลการคํานวณคา ความไมแ นน อนขยาย (expanded uncertainty, U) ที่ระดบั
ความเช่อื มั่น 95% โดยใชคา coverage factor (k) เทากับ 2 คือ 0.684 มิลลกิ รมั ตอ กโิ ลกรัม ดังแสดงในตารางที่ 6
และแสดงแหลงของความไมแนนอนในสัดสว นท่ีตางกนั ดงั แสดงในภาพท่ี 7

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 715
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong

ตารางท่ี 6 การประมาณคาความไมแนน อนของการวิเคราะหสีอีริโทรซนิ ในอาหาร(10, 11)

Value, xi Unit uxi uxi/xi สดั สวนแหลง
ความไมแ นน อน
1. Standard (%)
P--uVPstdPPuu
50 ml 0.0190000000 0.00067312722 0.04
-Vstd1 0.25 ml 0.0001389020 0.00038000000
-Mstd 50 ml 0.0190000000 0.00055560800 0.01
-Vcurve 0.0739 g 0.0001909190 0.00038000000 0.63
2.-----VVPPPSsssasstttttdddddm31223,-46p-5le 0.00258347767 0.14
3.--CMVoss read from curve 0.0190000000 0.00121730728
4. Precision (%RSD) 50 ml 0.0079881162 0.00038000000
10 ml 0.0032198098 0.00079881162
5 ml 0.0000375932 0.00064396196
0.1 ml 0.0003785829 0.00037593220
1 ml 0.00037858288

10 g 0.0021213200 0.00021213200 0.01
10 ml 0.0041036569 0.00041036569 0.02
10.480 ug/ml 0.0676416310 0.00645435410 3.91
1 -
0.0288100000 0.02881000000 77.94

5. Recovery 100 % 1.3574898520 0.01357489852 17.30

relative combined standard uncertainty (uc/c) = 0.03263310820 (c = 10.474 mg/kg)
Stamdard uncertainty (uc) = 0.03263310820 × 10.474 mg/kg = 0.34 mg/kg
Expanded uncertainty (U), = 0.34 × 2 = 0.68 mg/kg
k = 2 ที่ระดับความเช่ือมนั่ 95%
Reported value: 10.47 ± 0.68 mg/kg

uxi/xi

ภาพท่ี 7 คา ความไมแนน อนจากแหลงตา งๆ ในความไมแนน อนรวม

716 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การทดสอบความถูกตองของวธิ ีวเิ คราะหสีอรี ิโทรซนิ โดยเทคนิค HPLC จนั ทรเพญ็ โตวยิ านนท และสุธาทิพย วิทยชยั วุฒิวงศ

วิจารณ

การวเิ คราะหป รมิ าณสอี รี โิ ทรซนิ ในอาหาร แตเ ดมิ มกี ารวเิ คราะหป รมิ าณโดยใชเ ครอื่ ง spectrophotometer
และสกดั สใี นตวั อยา งโดยใช 1-Butanol ซงึ่ ในการวเิ คราะหด ว ยวธิ ดี งั กลา วมขี อ จาํ กดั หลายประการ เชน การใช 1-butanol
ในการสกัดสีออกจากตัวอยาง วิธีน้ีตัวอยางจะตองอยูในสภาวะที่ละลายน้ําจึงจะสามารถสกัดสีอีริโทรซินออกจาก
ตัวอยา งไดห มด แตตัวอยางบางประเภท เชน ผลไมเ ชื่อมแหง หรอื เน้ือสตั วแปรรูป การจะละลายสอี ีริโทรซินออกมา
จําเปนตองมีสารละลายแอลกอฮอลลผสมกับสารละลายแอมโมเนียมไฮดรอกไซค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงสี
ดงั กลาวออกจากผลติ ภัณฑ ซึง่ ถาสารสกดั มแี อลกอฮอลลผ สมอยู เม่ือเตมิ 1-butanol เพ่ือแยกสวนของสี สารละลาย
จะรวมเปนเนื้อเดียวกันไมสามารถแยกกันได ประกอบกับ 1-butanol เปนสารละลายที่มีกลิ่นฉุนและมีราคา
คอ นขา งสงู และจดุ ออ นอกี ประการหนงึ่ ของการวดั โดยเครอื่ ง spectrophotometer คอื เหมาะกบั การหาปรมิ าณสที เ่ี ปน สี
เดยี่ วๆ เทา นนั้ ในกรณที ต่ี วั อยา งมสี ผี สมมากกวา 1 สี การตรวจวเิ คราะหส อี รี โิ ทรซนิ จะมคี วามซบั ซอ นและยงุ ยากมากขนึ้
โดยจะตอ งนําตวั อยา งดงั กลา วไปทําการแยกผา น paper chromatography จากนน้ั ทาํ การตดั เฉพาะสว นทเี่ ปน สอี รี โิ ทรซนิ
มาละลายและระเหยแหงในถวยระเหยจากน้ันจึงนาํ มาปรับปริมาตรในปริมาณท่ีแนนอน ดังน้ันเพื่อลดปญหา
ดงั กลา วไมวาจะเปน ดานการสกดั ตวั อยางสอี ีริโทรซนิ ออกจากตวั อยา ง ปญ หาดา นกลน่ิ ของสารละลาย ปญ หาเรื่องราคา
หรือการสกัดสีออกจากตัวอยางในกรณีที่ตัวอยางนั้นมีสีสังเคราะหผสมอยูมากกวา 1 ตัว และมีสีอีริโทรซินรวมดวย
สามารถทําการสกดั ดว ยวธิ ขี า งตน เพยี งครง้ั เดยี วและนํามาฉดี กบั เครอ่ื ง HPLC ในอตั ราสว นของสผี สมทอี่ ยใู นตวั อยา ง
ชนิดนั้น ไดมีการหาสภาวะทเ่ี หมาะสมของ HPLC โดยปรับอตั ราสวนของ mobile phase เพอื่ ไมใหพีคของสีอีรโิ ทร
ซินถูกรบกวนโดยสอี ื่น จนไดอ ตั ราสว นที่เหมาะสม เนื่องจากสอี ีริโทรซินมีความไวตอ แสงและความรอน จงึ ปรับเปล่ยี น
วิธีการโดยใชวิธีการระเหยโดยใชเคร่ืองระเหยสุญญากาศแทนการระเหยบนอางนา้ํ รอน และใชเครื่องแกวสีชาหรือ
ทาํ การปอ งกนั แสงโดยวธิ อี นื่ ๆ เชน การหอ หมุ ภาชนะในการวเิ คราะหด ว ยอลมู เิ นยี มฟอยลร ะหวา งขนั้ ตอนการวเิ คราะห
เพือ่ ปองกันการสลายตัวของสดี งั กลาว

สีอีริโทรซินนิยมใชในอาหารประเภทเชอรร่ีเช่ือม ลูกอม หมากฝร่ัง เปนตน สําหรับประเทศไทยอนุญาต
ใหใ ชใ นอาหารไมก ป่ี ระเภท ตามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ (ฉบบั ท่ี 418) พ.ศ. 2563 ประกอบกบั ทางสาํ นกั คณุ ภาพ
และความปลอดภยั อาหารรว มกบั สาํ นกั งานคณะกรรมการอาหารและยา ไดท าํ การเฝา ระวงั อาหารในกลมุ ทยี่ งั ไมอ นญุ าต
ใหใชสีอีริโทรซินโดยเก็บตัวอยางสงตรวจวิเคราะหอยางตอเน่ือง โดยเฉพาะตัวอยางในสวนอายัดกักกันจากการตรวจ
พบการใชส อี รี โิ ทรซนิ ทผ่ี า นมา และเมอื่ ไดว ธิ ที เี่ หมาะสมแลว จงึ ดาํ เนนิ การทดสอบความถกู ตอ งของวธิ วี เิ คราะหท างเคมี
โดยหอ งปฏบิ ัติการเดยี ว(12) ซงึ่ ไดทาํ การทดสอบในตัวอยา งทง้ั 3 กลุมตวั อยา ง คือ ตัวอยา งท่ีละลายน้ําได ตัวอยา งท่ี
ไมล ะลายนา้ํ และตวั อยา งทม่ี ไี ขมนั สงู เพอื่ ใหเ ปน ตวั แทนครอบคลมุ อาหารทกุ ชนดิ และทดสอบพบวา วธิ มี คี วามจาํ เพาะ
เจาะจง ถูกตอง แมนยํา และความเปนเสนตรงอยูในชวง 0.10-50.00 ไมโครกรัมตอมิลลิลิตร โดยมีคาสัมประสิทธิ์
การตดั สนิ ใจ (R2) มากกวา 0.9995 วธิ นี ไี้ มม ผี ลกระทบจาก matrix effect และแตล ะกลมุ อาหารมคี า พารามเิ ตอรต า งๆ
ดังน้ี คา LOD เทา กับ 0.06, 0.10 และ 0.10 มิลลิกรมั ตอ กโิ ลกรัม ตามลาํ ดบั คา LOQ เทา กบั 0.20, 0.20 และ 0.25
มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรมั ตามลาํ ดบั ความแมน ยาํ และความเทยี่ งตรงอยใู นเกณฑ โดย %recovery อยใู นชว ง 80-110% และ
คา HORRAT นอ ยกวา 2 การประมาณคา ความไมแ นน อนของการวัดเปน เครอื่ งวัดระดับคณุ ภาพของผลการทดสอบ
การแสดงคา ความไมแ นน อนทาํ ใหค า ทรี่ ายงานนนั้ มคี วามครบถว นสมบรู ณแ ละนา เชอ่ื ถอื จากการประเมนิ ความไมแ นน อน
ของผลการทดสอบสอี รี โิ ทรซนิ พบคา ความไมแ นน อนขยายเทา กบั 0.68 มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรมั ทรี่ ะดบั ความเขม ขน 10.47
มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรมั ทรี่ ะดบั ความเชอ่ื มนั่ รอ ยละ 95 คดิ เปน relative uncertainty = 6.5% ดงั นนั้ วธิ วี เิ คราะหด งั กลา วนี้
สามารถใชวิเคราะหปรมิ าณสอี รี โิ ทรซนิ ครอบคลมุ ในทุกกลมุ อาหารโดยมีความจาํ เพาะเจาะจง ถกู ตอง และแมน ยาํ

สอี รี โิ ทรซนิ จดั อยใู นกลมุ สอี นิ ทรยี ส งั เคราะห ซงึ่ ทางสาํ นกั คณุ ภาพและความปลอดภยั อาหารไดท าํ การทดสอบ
ความชํานาญกับ FAPAS อยางตอเน่ือง แตในระยะเวลาหลายปท่ีเขารวมทําการทดสอบความชํานาญยังไมพบวามี

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 717
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong

การเติมสอี ีริโทรซนิ ลงในตวั อยา งทีท่ ําการทดสอบความชํานาญ ดังนน้ั ทางผวู ิเคราะหจ ึงทําการทดสอบ blind sample
รวมกบั ผวู เิ คราะหอื่นอีก 2 คน รวมเปน 3 คน และนาํ มาวเิ คราะหดว ยสถิติ one way anova พบวาคาที่ไดไมมคี วาม
แตกตา งอยา งมนี ยั สําคัญ และมีความถกู ตองมากกวา 95%

อยางไรก็ตามการวิเคราะหด ว ยเคร่ือง HPLC ควรใชค วามระมดั ระวงั เน่ืองจากคอลมั นม ีขนาดอนภุ าคเล็ก
ประมาณ 5-10 ไมโครเมตร ดงั น้ันเพอ่ื ปอ งกันการอดุ ตนั ในระบบ การเตรยี ม mobile phase หรือ สารละลายตัวอยา ง
ทจ่ี ะฉดี เขา เครื่อง HPLC จึงจาํ เปน ตองกรองดว ย filter ทีม่ ขี นาด 0.45 ไมโครเมตร นอกจากน้ีควรเลอื กใชสารเคมี
ทีเ่ ปนเกรด HPLC เพอ่ื ลดผลกระทบทเี่ กดิ ขึ้น และกรณีที่ใช degasser ดว ยกา ซฮเี ลียม กาชทใ่ี ชตอ งมคี วามบรสิ ุทธ์ิ
ไมนอ ยกวา 99.999%

สรุป

การศึกษาน้ีไดพัฒนาวิธีวิเคราะหสีอีริโทรซินในอาหารโดยใชเทคนิคการวิเคราะหดวย HPLC แลวนําไป
ทดสอบความถูกตองของวิธีใหคลอบคลุมทั้งการทดสอบความจําเพาะเจาะจงของวิธี การทดสอบความเปนเสนตรง
รวมถึงการทดสอบความแมนยําและความเท่ียงตรง โดยผลการทดสอบท่ีไดผานเกณฑยอมรับท้ังหมด สรุปไดวาวิธีนี้
มีความถูกตอง แมนยํา เฉพาะเจาะจง เหมาะสมท่ีจะใชในการตรวจหาปริมาณสีอีริโทรซินในทุกกลุมอาหาร และ
การวิเคราะหส อี ีรโิ ทรซนิ โดยวิธี HPLC ยงั มคี วามสะดวก ชวยลดขนั้ ตอนในการทํางาน ทําใหล ดระยะเวลาในการตรวจ
วเิ คราะห จึงมคี วามเหมาะสมและสามารถนาํ มาใชใ นหอ งปฏิบัติการไดจ รงิ

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบพระคุณนางสาวสุธาทิพย วิทยชัยวุฒิวงศ หัวหนาฝายวัตถุเจือปนอาหาร สํานักคุณภาพและ
ความปลอดภยั อาหาร ทใี่ หค าํ แนะนาํ ปรกึ ษาในการศกึ ษาวจิ ยั และเขยี นผลงานครง้ั นี้ และขอขอบคณุ เจา หนา ทหี่ อ งปฏบิ ตั กิ าร
วัตถุเจือปนทุกทานทมี่ สี วนทาํ ใหง านวิจยั นสี้ ําเร็จลุลว งไปดว ยดี

เอกสารอางอิง

1. ภาควิชาวิศวกรรมส่ิงแวดลอม คณะวิศวกรรมศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. High performance liquid
chromatography, HPLC. [ออนไลน]. [สบื คน 31 ส.ค. 2562]; [3 หนา]. เขาถึงไดท่ี : URL : http://www.
env.eng.chula.ac.th/?q=content/high-performance-liquid-chromatography-hplc.

2. Wikipedia, the free encyclopedia. Erythrosine. [online]. [cited 2019 Aug 31]; [4 screens].
Available from : URL : https://en.wikipedia.org/wiki/Erythrosine.

3. พระราชบญั ญัตอิ าหาร พ.ศ. 2522 ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ฉบับที่ 418 (พ.ศ. 2563) เรื่อง กําหนดหลกั
เกณฑ เงอ่ื นไข วธิ กี ารใช และอตั ราสว นของวตั ถเุ จอื ปนอาหาร (ฉบบั ท่ี 2). ราชกจิ จานเุ บกษา เลม 137 ตอนพเิ ศษ
237 ง (วนั ที่ 9 ตุลาคม 2563). หนา 18.

4. ทศั นยี  จฬุ ามรกต. วธิ ีวเิ คราะหปริมาณสเี ออริโธรซนี อยา งงายในขนมหวาน. ว กรมวทิ ย พ 2534; 33(2) : 65-9.
5. Lehmann G, Collet P, Hahn HG, Asworth MRF. Rapid method for detection and identification

of synthetic water-soluble coloring matters in foods and drugs. J Assoc Off Anal Chem 1970;
53(6) : 1182-9.
6. Lawrence JF, Lancaster FE, Conacher HB. Separation and detection of synthetic food colors
by ion-pair high-performance liquid chromatography. J Chromatogr 1981; 210(1) : 168-73.

718 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การทดสอบความถูกตองของวิธีวิเคราะหส ีอีริโทรซนิ โดยเทคนิค HPLC จันทรเพ็ญ โตวิยานนท และสธุ าทิพย วิทยชยั วฒุ วิ งศ
7. Manuals of food quality control 7. Food analysis : general techniques, additives, contaminants
and composition. Rome, Italy : Food and Agriculture Organization (FAO); 1986. p. 76-79,
91-92.
8. Department of Medical Sciences and National Bureau of Agriculture Commodity and Food
Standards. Compendium of methods for food analysis. Bangkok, Thailand : DMSc. & AFCS;
2003. p.1-55.
9. Magnusson B, Örnemark U, editors. Eurachem guide : the fitness for purpose of analytical
methods - a laboratory guide to method validation and related topics. 2nded. Torino : Eurachem;
2014.
10. Ellison SLR, Williams A. EURACHEM/CITAC guide : quantifying uncertainty in analytical
measurement. 3rd ed. Teddington, UK : EURACHEM/CITAC; 2012.

1 1. สวุ รรณา จารนุ ชุ และคณะ. แนวปฏบิ ตั กิ ารประมาณคา ความไมแ นน อนของการวดั ทางเคม.ี นนทบรุ ี:กรมวทิ ยาศาสตร
การแพทย กระทรวงสาธารณสขุ ; 2550.

12. ทพิ วรรณ นง่ิ นอ ย. แนวปฏบิ ตั กิ ารทดสอบความถกู ตอ งของวธิ วี เิ คราะหท างเคมโี ดยหอ งปฏบิ ตั กิ ารเดยี ว. นนทบรุ ี :
กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสุข; 2549.

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 719
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong

Method Validation for Determination of
Erythrosine in Food by HPLC Technique

Janpen Towiyanon and Suthatip Vitchaivutivong
Bureau of Quality and Safety of Food, Department of Medical Sciences, Tiwanon Road, Nonthaburi 11000,
Thailand
ABSTRACT Erythrosine is one of organic synthetic color, sensitive to light and heat. It is food additive
according to the Notification of Ministry of Public Health (No.418) B.E. 2563 issued by virtue of the Food
Act B.E.2522 Re: prescribing the principle, conditions, methods and proportion of food additives (No.2).
This study developed and improved erythrosine determination in food from 1-butanol extraction and
quantified by spectrophotometer which only suitable for water soluble food. We changed the extraction
process for 3 groups of food (water soluble food, non-water soluble food and fatty food) then quantified
by HPLC. The method proved to be specific, accurate, precise and linearity and range was 0.10 - 50 mg/kg
with coefficient of determination (R2) greater than 0.9995. Validated parameters of each food groups were
shown as following: limit of detection (LOD) were 0.06, 0.10 and 0.10 mg/kg respectively, while limit of
quantification (LOQ) were 0.20, 0.20 and 0.25 mg/kg respectively. Precision expressed as relative
standard deviation (%RSDr) were within 1.5%, 4.5% and 2.9% respectively. Accuracy expressed as
%recovery ranged from 96.1-99.4, 92.1-95.1 and 83.3-96.0 respectively. The method suitable for
erythrosine analysis in all food groups which proved to be specific, accurate and precise.
Keywords: Erythrosine, Food, HPLC Technique

720 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

รายงานจากหองปฏบิ ตั กิ าร ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 721-731

การทวนสอบความถกู ตอ งของวิธที ดสอบความแรง
ผลติ ภณั ฑ Factor VIII

ดวยวธิ ี Chromogenic Assay

โสมมริสา พวงพรศรี ฐิตาภรณ ภูติภณิ โยวฒั น และไพศาล พังจุนันท
สถาบนั ชีววตั ถุ กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย ถนนตวิ านนท นนทบรุ ี 11000
บทคดั ยอ Factor VIII เปนไกลโคโปรตนี ทสี่ ําคญั ในกลไกการแข็งตวั ของเลอื ด ทําหนาทเ่ี ปน cofactor กระตุน Factor IX
ใหเปนรูปแอคทีฟซึ่งสามารถกระตุนให Factor X อยูในรูปแอคทีฟแลวทําใหเร่ิมเกิดปฏิกริยาการแข็งตัวของเลือด ผูวิจัยได
ทําการทวนสอบความถูกตอ งของวิธที ดสอบความแรงผลิตภณั ฑ Factor VIII ดว ยวิธี Chromogenic assay ซงึ่ เปนวธิ ีตาม
มาตรฐานของตาํ รายา European Pharmacopeia 10.0 กาํ หนด ผลทดสอบความเปนเสน ตรงไดช วงการวเิ คราะหทีเ่ หมาะสม
ของวธิ ี คอื 0.000625 - 0.005 IU/มลิ ลิลติ ร การทดสอบความแมน มคี า %recovery Geomean อยูระหวาง 84.48-109.35%
ผลวิเคราะหความเทย่ี งทง้ั การทดสอบซา้ํ ในวนั เดยี วและตางวัน รวมท้ังผลการทดสอบโดยผูวเิ คราะห 2 คน ใหผลการทดสอบมี
คารอยละความแปรปรวน (%CV) เทากับ 11.57, 10.84 และ 7.74 ตามลําดับ และจากการศึกษาความจําเพาะของวิธี
โดยทดสอบกับผลิตภัณฑพลาสมาชนิดอื่น พบวาวิธีมีความจําเพาะตอการทดสอบ Factor VIII นอกจากน้ีไดนําวิธีที่ผาน
การทวนสอบมาทดสอบกบั ตัวอยา งจรงิ จาํ นวน 2 ผลิตภัณฑ คอื ผลิตภณั ฑ A จํานวน 11 ตวั อยา ง และผลติ ภัณฑ B จาํ นวน
6 ตัวอยา ง พบวา 2 ผลติ ภัณฑ มีคาความแรงผา นเกณฑม าตรฐานยโุ รป โดยผลเปรียบเทยี บคา ความแรงระหวางวิธีทีท่ วนสอบ
โดยผูวิจัยและบริษทั ผูผลติ พบวามคี วามแตกตา งจากผลติ ภัณฑ A อยา งมีนัยสําคัญทางสถติ ิ ซ่งึ อาจเกิดจากบริษทั ผูผลติ ใชวิธี
ทดสอบและสารอา งองิ ท่ีแตกตางจากผวู ิจยั ซง่ึ ความตางดังกลาวไมพบความแตกตางกับคาความแรงของผลิตภัณฑ B จากผล
การทวนสอบแสดงวา วิธีทดสอบความแรงผลิตภัณฑ Factor VIII โดยหลกั การ Chromogenic assay ดว ยวธิ ี microplate
มคี วามเหมาะสม ใชไดจ รงิ สามารถนํามาใชเปนวธิ วี เิ คราะหในหอ งปฏบิ ตั กิ ารของสถาบนั ชีววัตถุตอไป
คาํ สาํ คญั : Factor VIII, วธิ โี ครโมเจนิก, การทวนสอบวิธี

Corresponding author E-mail: [email protected]

Received: 25 March 2021 Revised: 18 June 2021 Accepted: 14 July 2021

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 721
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.

บทนํา

โรคฮโี มฟเ ลยี คอื โรคเลอื ดออกไหลไมห ยดุ หรอื เลอื ดออกงา ยหยดุ ยาก เปน โรคทางพนั ธกุ รรมจากความผดิ ปกติ
บนโครโมโซมเอกซ โรคฮีโมฟเลีย เอ เกิดจากขาดปจจัยการแข็งตัวของเลือด Factor VIII อุบัติการณของโรค
ในประเทศไทยเทา กบั 1 ตอ 13,000 – 20,000 ของประชากร อาการของโรคจะมเี ลอื ดออกงา ย โดยอาการจะเปน ๆ หายๆ
มาตงั้ แตเด็ก รวมถงึ อาการฟกชํ้า เลอื ดออกในกลา มเน้อื และขอ ตอ อาการเลือดออกทค่ี งอยูนานหลังจากการบาดเจ็บ
เลก็ นอ ยหรอื การผา ตดั และอาจรนุ แรงหากมเี ลอื ดออกในอวยั วะทส่ี าํ คญั เชน ทสี่ มอง การวนิ จิ ฉยั โดยสงั เกตจากอาการ
การเจาะเลือดตรวจระดบั Factor VIII และการตรวจช้นิ เน้อื รกหรือการเจาะน้าํ ครํา่ ในระหวา งตั้งครรภ โรคฮโี มฟเลยี
ไมส ามารถรักษาใหห ายขาดได แตก ารดแู ลตนเองอยา งดี ทาํ ใหผ ูปว ยมสี ุขภาพดีและมอี ายทุ ีย่ นื ยาวขึ้น การรักษาผูป วย
ทาํ ไดโ ดยให Factor VIII รว มกบั การรกั ษาตามอาการ ปรมิ าณยาทใี่ หผ ปู ว ยกาํ หนดตามความรนุ แรงของโรคฮโี มฟเ ลยี
ซ่ึงคาํ นวณจากปรมิ าณ Factor VIII ท่ีระบุบนขวดยา(1, 2)

ในปจ จุบันผลติ ภัณฑ Factor VIII ที่ใชใ นประเทศมที ั้งชนิดนําเขา และผลิตในประเทศ เปนท้งั ชนิดที่ผลติ
จากพลาสมามนษุ ยแ ละทผี่ ลติ ดว ยเทคโนโลยรี คี อมบแี นนท ในกระบวนการควบคมุ กาํ กบั ชวี วตั ถขุ องประเทศ ผลติ ภณั ฑ
ชีววัตถุทุกชนดิ ตองผานการทดสอบคุณภาพทางกายภาพ เคมี และความแรง เพอื่ ประกอบการขน้ึ ทะเบยี นและการขอ
การรับรองรุนการผลติ เพ่ือความปลอดภยั ของประชาชนในประเทศ

วธิ ตี รวจความแรง Factor VIII แบงไดเปน 2 วธิ ี คอื 1) one-stage assay มหี ลักการคือ Factor VIII
กระตนุ ปฏกิ ิริยาทําใหเ กิด Factor IX, X ในรปู active form ซึง่ ในสภาวะทม่ี ี calcium ions และ phospholipid
จะไปทาํ ให prothrombin เปลย่ี นเปน thrombin การหาปรมิ าณ Factor VIII จะบนั ทกึ เวลาทเ่ี กดิ ตะกอน (ปฏกิ ริ ยิ า
APTT หรอื activated partial thromboplastin time) เทียบกับคามาตรฐาน 2) Chromogenic assay มหี ลกั
การคือ Factor VIII ทีท่ าํ หนา ทเ่ี ปน co-factor และทําใหเกดิ Factor X ในรปู active form เชนเดียวกนั หลกั การ
one-stage assay โดย Factor X น้ีสามารถนิวทรัลไลซ substrate เปลี่ยนเปนสารมีสีช่ือ p-nitroaniline
ซ่ึงสามารถวัดคา ดูดกลืนแสงไดที่ 405-490 นาโนเมตร โดยปริมาณ Factor VIII จะแปรผันตรงกบั คา ดดู กลืนแสง(3)
ซ่ึงจากผลการศึกษาของ Moser KA และ Adcock Funk DM ในป 2014 แสดงใหเ หน็ วา วธิ ี Chromogenic assay
มคี วามแมน และมคี วามแปรปรวนนอ ยกวา และระบวุ าเปนวิธีทีเ่ หมาะสาํ หรบั ใชตรวจหาปริมาณ Factor VIII ทั้งใน
ตัวอยางผูปวยและในผลิตภัณฑ Factor VIII ดวย(3) นอกจากน้ีตามขอกําหนดมาตรฐานตํารายาสากล European
Pharmacopeia 10.0 ไดแ นะนาํ วธิ ี Chromogenic assay สาํ หรับทดสอบเพ่ือระบคุ า ความแรงท่มี หี นวยเปน IU
(International Unit)(4) ของผลิตภัณฑ

ชุดนํ้ายาทดสอบ Chromogenic assay ที่มีจําหนายท่ัวโลกเปนชนิดที่ใชสําหรับวิเคราะหตัวอยางเลือด
ผปู วยเทานั้น(5) และสถาบันฯ ยังไมมีวิธีทดสอบความแรง Factor VIII ดังนนั้ การนาํ วธิ มี าใชในหองปฏิบัตกิ ารจงึ ตอง
มีการทวนสอบกอ น

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค เพ่ือทวนสอบความถูกตองของวิธีทดสอบความแรงผลิตภัณฑ Factor VIII
โดยหลกั การ Chromogenic assay ดว ยวธิ ี microplate เพอื่ ใชเ ปน วธิ วี เิ คราะหใ นหอ งปฏบิ ตั กิ ารตามมาตรฐานสากล

วสั ดแุ ละวิธกี าร

สารอางองิ ตวั อยาง Factor VIII และชุดนาํ้ ยาทดสอบ
สารอา งองิ Factor VIII STANDARD 13thBRITISH STANDARD FOR BLOOD COAGULATION

FACTOR VIII CONCENTRATE, HUMAN NIBSC CODE; 10/188 ความแรง 9.4 IU/ampoule ตวั อยา ง

722 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

วิธวี ิเคราะหค วามแรงแฟคเตอร VIII ดวยวธิ ี Chromogenic Assay โสมมรสิ า พวงพรศรี และคณะ

Factor VIII เขม ขน 2 บริษัท จากผผู ลิตในประเทศ (A) และนาํ เขา (B) จํานวน 11 และ 6 รุนการผลติ ชุดทดสอบ
HemosIL® ElectrochromeTM Factor VIII จากบริษัท Instrumentation Laboratory, USA

การเตรียม สารอา งอิง Factor VIII ชุดนํา้ ยาทดสอบและตวั อยา ง Factor VIII
ละลายสารอางองิ Factor VIII ดวยน้ํากลั่นและตัวอยา ง Factor VIII ดว ยตวั ทําละลายของผลิตภณั ฑ ใหม ี

ความแรงเร่มิ ตน 1 IU/มลิ ลลิ ติ ร สาํ หรับชดุ ทดสอบประกอบดวย Factor reagent และ Chromogenic substrate
ใหล ะลายตามวิธีทร่ี ะบุในคมู อื การใชน ้าํ ยา วางสารท่ลี ะลายแลวทุกตัวทอ่ี ณุ หภมู ิหอง นาน 30 นาที

วธิ วี เิ คราะห
นํา Factor reagent และ Chromogenic substrate ทเี่ ตรียมมาอุน ท่ี 37 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที

กอ นเรมิ่ การทดสอบ เจอื จางสารอา งองิ และตวั อยา ง Factor VIII ดว ยสารละลายบฟั เฟอรข องชดุ ทดสอบ เปน 4 ระดบั
ความเขมขน คือ 0.000625, 0.00125, 0.0025 และ 0.005 IU/มลิ ลลิ ติ ร แลวเติมแตละความเขมขน ปรมิ าตร 50
ไมโครลติ ร ลงใน 96 well cell culture plate จากน้นั บมเพลทที่ 37 องศาเซลเซยี ส เปน เวลา 4 นาที แลวเตมิ Factor
reagent ปรมิ าตร 50 ไมโครลติ ร ลงในทกุ หลมุ บม เพลทท่ี 37 องศาเซลเซยี ส เปน เวลา 4 นาที เมอื่ ครบเวลาบม ใหเ ตมิ
Chromogenic substrate ปริมาตร 50 ไมโครลติ ร บมเพลทที่ 37 องศาเซลเซยี ส เปนเวลา 10 นาที เตมิ 20% acetic
acid เพือ่ หยดุ ปฏกิ ริ ยิ า อานคา ดดู กลืนแสงที่ความยาวคลืน่ 405 นาโนเมตร หกั ลบดวยคา 490 นาโนเมตร ตามทรี่ ะบุ
ไวในคมู อื ชุดทดสอบ โดยกลุม ควบคุมไดเ ติมสารละลายบฟั เฟอรแทนการเติมสารละลายตัวอยาง

การคํานวณ
คํานวณคาการทดสอบ การทวนสอบความเปนเสนตรง ความแมน ความจําเพาะโดยใชโปรแกรม Excel

คํานวณ กราฟความสัมพนั ธส มการเสน ตรง r2 ไมนอ ยกวา 0.95
คํานวณคาความแรงของตัวอยาง การทวนสอบความเที่ยง ดวยวิธี parallel line analysis โดยนําคา

ดดู กลนื แสงคาํ นวณโดยใชโ ปรแกรม Gen5 โดยคา ความสมั พนั ธร ะหวา งสารอา งองิ และตวั อยา ง Factor VIII เปน ลกั ษณะ
dose response ความสมั พนั ธแ บบเสน ตรง (linearity) และความสมั พนั ธแ บบคขู นาน (parallelism) ผลการทดสอบ
จะนาํ มาหาคา เฉลย่ี แบบถว งนา้ํ หนกั (weighted geometric mean: WGO-Mean) คา เบย่ี งเบนมาตรฐาน (standard
deviation: SD) คา สัมประสิทธ์คิ วามแปรปรวน (percent coefficient of variation: %CV)

การทดสอบความจําเพาะของวิธี (Specificity)
ทดสอบตวั อยา ง 3 ชนิด คือ ตัวอยาง Factor IX (Factor IX ทาํ หนาที่รวมกบั Factor VIII ในปฏิกริ ยิ า

การแข็งตวั ของเลือด) ตวั อยา ง Normal human albumin และตวั อยา ง Factor VIII ของบริษัท A โดยการเตรียม
ตัวอยาง duplicate และทาํ 3 การทดสอบ โดยเตรียมและทดสอบทเี่ ปน อิสระตอกัน นําคา เฉลี่ยของผล เปรยี บเทยี บ
ความแตกตางกนั ทางสถติ ิ One-way ANOVA ทร่ี ะดบั ความเช่ือม่นั 95%

การทดสอบความเปน เสนตรงและชวงการวิเคราะห (Linearity and working range)
เจือจางสารอางองิ Factor VIII แบบ 2-fold เปน 4 ระดบั ความเขมขน วเิ คราะห 6 การทดสอบทเี่ ปนอิสระ

ตอกนั คํานวณคา ความแรง back calculation แลว สรางกราฟความสมั พนั ธร ะหวางคา จริงของสารอางองิ (expected
concentration) และคาทไ่ี ดจ ากการทดสอบ (back calculation concentration) และคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์
ความสมั พันธ (correlation coefficient; r2)

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 723
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.

การทดสอบความแมน (Accuracy)
เตรียมสารอางอิง Factor VIII 2 ระดับความเขมขนคือ 0.25 และ 1 IU/มิลลิลิตร จากน้ันให spike

แตละความเขมขนปรมิ าณ 5 ไมโครลิตร ลงในตวั อยาง A 0.00125 IU/มิลลลิ ิตร ปรมิ าตร 1 มล. เตรียมการทดสอบ
duplicate และทํา 3 การทดสอบ นําผลทดสอบวิเคราะหคาความถูกตอ งสมั พัทธ %recovery Geomean

การทดสอบความเทย่ี ง (Precision)
การทดสอบซํ้า (Repeatability) ในวันและเวลาเดียวกัน (within run precision) โดยการทดสอบ

ตวั อยา ง A จํานวน 6 ซํา้ ทีเ่ ปนอสิ ระตอ กัน นําผลทดสอบคํานวณคาสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน ซง่ึ ตองมีคา ≤15%
การทดสอบซ้ําตา งวัน โดยการทดสอบตัวอยาง A จํานวน 2 ซา้ํ จากการทดสอบ 3 วนั (between run precision)
นาํ ผลทดสอบคํานวณคา สัมประสทิ ธค์ิ วามแปรปรวน ซง่ึ ตองมีคา ≤15% ทดสอบตัวอยาง A จากผวู ิเคราะห 2 คนๆ ละ
4 ซํ้า (Reproducibility) นําผลทดสอบคํานวณคาสัมประสทิ ธิค์ วามแปรปรวน ซึง่ ตองมีคา ≤15% และเปรยี บเทยี บ
ทางสถติ ิ Independent sample T-test

การทดสอบตวั อยา งแฟคเตอร VIII
ทดสอบตวั อยาง Factor VIII จาํ นวน 2 ผลิตภัณฑ คือ ผลิตภณั ฑ A จํานวน 11 ตวั อยาง และผลติ ภณั ฑ B

จาํ นวน 6 ตวั อยาง ท่สี งวิเคราะห ป 2562-2563 โดยทดสอบซํ้า 2 ครง้ั เปนอสิ ระตอกนั แลวหาคา เฉล่ีย

ผล

การทดสอบความจําเพาะของวิธี
ทดสอบตวั อยาง 3 ชนดิ คอื ตัวอยา ง Factor IX ตวั อยา ง Normal human albumin และตัวอยา ง

Factor VIII พบวา ตวั อยา ง Factor IX มีคา WGO-Mean เทา กับ 0.00038 ตัวอยาง Normal human albumin
มคี า WGO-Mean เทา กบั -0.00052 และตวั อยา ง Factor VIII มคี า WGO-Mean เทา กบั 1.165 IU/มลิ ลลิ ติ ร ผล
เปรียบเทยี บความแตกตา งกนั ทางสถิติ One-way ANOVA ท่ีระดบั ความเชือ่ มัน่ 95% ตวั อยาง Factor IX ตวั อยา ง
Normal human albumin และคา blank ไมแตกตางอยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิ จากผลการทดสอบแสดงใหเหน็ วา
วิธที ดสอบมีความจาํ เพาะตอ การนํามาวเิ คราะห Factor VIII

การทดสอบความเปน เสนตรงและชว งการวเิ คราะห
การทดสอบสารอา งองิ Factor VIII ทรี่ ะดบั ความเขม ขน 0.000625, 0.00125, 0.0025, 0.005 IU/มลิ ลลิ ติ ร

ไดคา ความแรง±SD เทากับ 0.00036±0.00023, 0.00131±0.00026, 0.00273±0.00023 และ 0.00487±0.00039
IU/มิลลิลิตร ตามลาํ ดับ ผลการวิเคราะหกราฟความสัมพันธระหวางคาท่ีไดคาจริงของสารอางอิง (expected
concentration) และจากการทดสอบ (back calculation concentration) พบวา ท้งั 2 ตวั แปร มคี วามสัมพันธ
แนวโนม ไปในแนวทางเดยี วกนั โดยมีความสัมพนั ธแบบเชงิ เสน คาํ นวณหาคาสัมประสทิ ธิ์ความสมั พันธ (correlation
coefficient; r2) เทากับ 0.9879 ดังแสดงในภาพท่ี 1 ผลทดสอบความเปนเสนตรงไดชวงการวิเคราะหที่เหมาะสม
ของวิธคี อื 0.000625 - 0.005 IU/มิลลิลิตร

724 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

วิธีวเิ คราะหความแรงแฟคเตอร VIII ดวยวธิ ี Chromogenic Assay โสมมรสิ า พวงพรศรี และคณะ
r2 = 0.9879

ภาพที่ 1 กราฟความสมั พันธร ะหวาง คา จริงของสารอางอิง (x) และ คาทไ่ี ดจากการทดสอบ (y) ของสารอา งอิง
Factor VIII

การทดสอบความแมน
ผลทดสอบโดย spike สารอางอิง Factor VIII ความเขมขน 0.25 และ 1 IU/มลิ ลลิ ติ ร มีคา %recovery

Geomean เทากับ 109.35% ดังแสดงในตารางที่ 1 และ 84.48% ดงั แสดงในตารางท่ี 2 ตามลาํ ดบั ซง่ึ แสดงใหเ หน็ วา
ผลการทดสอบเปน ไปตามเกณฑการทดสอบโดยมีคา %recovery อยใู นชว ง 70-130

ตารางท่ี 1 การทดสอบความแมน spike สารอางองิ 0.25 IU/มลิ ลลิ ติ ร ลงในตวั อยาง Factor VIII

การทดสอบ ตวั อยา ง spike + buffer spike + ตวั อยาง %recovery %recovery
Geomean
1 0.001662 0.001297 0.002927 97.58
2 0.001407 0.000949 0.002618 127.53 109.35
3 0.001288 0.000987 0.002325 105.06

ตารางท่ี 2 การทดสอบความแมน spike สารอา งองิ 1 IU/มิลลิลิตร ลงในตัวอยา ง Factor VIII

การทดสอบ ตวั อยาง spike + buffer spike + ตวั อยาง %recovery %recovery
Geomean
1 0.001662 0.004860 0.005435 77.63
2 0.001407 0.004214 0.005243 91.02 84.48
3 0.001288 0.004366 0.005015 85.34

การทดสอบความเทย่ี ง
การทดสอบซ้ําในวันและเวลาเดยี วกนั ผลการทดสอบมคี า ความแรงเฉลย่ี เทา กับ 30.96 IU/มิลลลิ ติ ร โดย

พบวา มคี า %CV เทากับ 11.57 % ดังแสดงในตารางที่ 3 ซึง่ มีคา %CV นอ ยกวา 15 เปน ไปตามเกณฑก ารทดสอบ

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 725
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.

ตารางที่ 3 ผลทดสอบความเทยี่ งโดยการทดสอบซํ้าในวันเดียว

คร้ังท่ี คา ความแรง (IU/มลิ ลลิ ติ ร)
1 32.00
2 31.75
3 31.25
4 37.00
5 27.75
6 27.00
30.96
WGO-Mean 3.58
SD 11.57
%CV

หมายเหต:ุ WGO-Mean: weighted geometric mean, SD: standard deviation, %CV: percent coefficient of variation

การทดสอบซํ้าตา งวันและเวลากนั ผลการทดสอบทั้ง 3 วนั มีคาความแรงเฉลยี่ เทากบั 25.43 IU/มิลลลิ ติ ร
คา SD เทากับ 2.76 คา %CV เทา กบั 10.84 ดงั แสดงในตารางที่ 4 ซงึ่ มีคา %CV นอ ยกวา 15 เปน ไปตามเกณฑ
การทดสอบ

ตารางท่ี 4 ผลทดสอบความเท่ียงโดยการทดสอบซ้าํ ตา งวัน

วันท่ี คร้งั ที่ คา ความแรง (IU/มิลลิลติ ร)

1 1 27.75

2 20.30

2 1 26.50

2 24.85

3 1 27.00

2 27.00

WGO-Mean 25.42

SD 2.76

%CV 10.84

หมายเหตุ : WGO-Mean: weighted geometric mean, SD: standard deviation, %CV: percent coefficient of variation

การทดสอบ Reproducibility โดยวเิ คราะห 2 คน ผลทดสอบมคี า ความแรงเฉลยี่ เทา กบั 27.91 IU/มลิ ลลิ ติ ร
คา %CV เทากับ 7.74 ดังแสดงในตารางที่ 5 และเม่ือนําคาความแรงเปรียบเทียบความแตกตางกันทางสถิติโดยใช
Independent-samples T-Test แสดงใหเห็นวาผลการทดสอบของนักวิเคราะหท้ัง 2 คน ไมมีความแตกตางกัน
(p > 0.05)

726 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

วิธีวิเคราะหค วามแรงแฟคเตอร VIII ดว ยวิธี Chromogenic Assay โสมมริสา พวงพรศรี และคณะ

ตารางท่ี 5 การทดสอบ Reproducibility

ผูทดสอบ ครัง้ ท่ี คา ความแรง (IU/มลิ ลลิ ิตร)
รายที่ 1 1 30.50
2 28.75
รายที่ 2 3 28.00
4 26.25
WGO-Mean 1 26.50
SD 2 24.85
%CV 3 27.75
4 31.25
27.91
2.16
7.74

หมายเหต:ุ WGO-Mean: weighted geometric mean, SD: standard deviation, %CV: percent coefficient of variation

การทดสอบตวั อยาง Factor VIII
ทดสอบตวั อยา งFactorVIIIจากผลติ ภณั ฑAและBโดยวธิ ที ท่ี วนสอบน้ีมคี า ความแรงอยใู นชว ง86.8-102.1%

และ 82.2-110.9% ตามลาํ ดบั ซึง่ อยใู ชว ง 80-120% ของคาความแรงท่ีระบบุ นฉลาก จึงแสดงใหเ หน็ วา ผลผา นเกณฑ
มาตรฐาน ดังแสดงในตารางที่ 6

ตารางที่ 6 ผลทดสอบตวั อยา ง Factor VIII จากผลิตภณั ฑ A และ B

รุนการผลติ ผลติ ภณั ฑ A (%) ผลติ ภัณฑ B (%)

1 ผลทดสอบ ผูผลิต ผลทดสอบ ผผู ลติ
2
3 91.1 108.0 94.3 95.8
4 96.1 114.5 96.0 94.6
5 94.3 114.0 110.9 103.6
6 103.9 107.0 98.0 99.6
7 98.6 115.0 94.8 94.0
8 102.1 105.0 82.2 99.6
9 102.0 108.0
10 94.4 104.7 95.7 97.8
11 86.8 111.0 9.2 3.7
WGO-Mean 87.5 103.0 9.60 3.79
SD 90.0 105.5
%CV 94.99 108.62
5.97 4.28
6.29 3.94

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 727
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.

ผลทดสอบผลติ ภณั ฑ A ทงั้ 11 รนุ การผลติ ไดค า ตา่ํ กวา คา ความแรงทท่ี ดสอบโดยผผู ลติ ดงั แสดงในภาพที่ 2
ขณะทคี่ าความแรงผลติ ภัณฑ B ไดคาใกลเ คียงกับผผู ลติ โดยมี 3 รนุ การผลิต ท่ีไดค า นอยกวา และอีก 3 รุนการผลิต
ไดคามากกวา ดังแสดงในภาพท่ี 3 เม่ือเปรียบเทียบผลการทดสอบระหวางผูวิจัยและผูผลิตผลิตภัณฑ A พบวามี
ความแตกตางกนั อยางมีนยั สําคญั ทางสถิติ (p < 0.05) ขณะที่เมอื่ เปรยี บเทยี บผลการทดสอบระหวางผูวิจัยและผูผลิต
ผลติ ภัณฑ B พบวาไมมีความแตกตางกัน (p > 0.05)

ผลเปรยี บเทียบการวเิ คราะหผลติ ภณั ฑ A

ภาพท่ี 2 เปรียบเทียบผลวเิ คราะหผ ลิตภณั ฑ A
ผลเปรียบเทียบการวิเคราะหผ ลติ ภณั ฑ B

ภาพท่ี 3 เปรียบเทยี บผลวิเคราะหผ ลติ ภัณฑ B

728 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

วิธีวิเคราะหความแรงแฟคเตอร VIII ดวยวิธี Chromogenic Assay โสมมริสา พวงพรศรี และคณะ

วจิ ารณ

การทวนสอบวธิ ีทดสอบความแรงผลติ ภณั ฑ Factor VIII Chromogenic assay ทกุ พารามิเตอร ไดแ ก
ความจาํ เพาะ ความแมน ความเทยี่ ง ผา นเกณฑต ามมาตรฐานของตาํ รายา European Pharmacopeia 10.0 ผลดงั กลา ว
แสดงใหเ หน็ วา วธิ ที ดสอบการทดสอบ Chromogenic assay มคี วามแมน ความเทย่ี ง สามารถนาํ มาใชเ ปน วธิ มี าตรฐาน
สําหรับวเิ คราะหความแรงผลติ ภัณฑ Factor VIII ในหองปฏิบัติสถาบันชีววตั ถุ

การศึกษาคร้ังนี้เลือกผลิตภัณฑชนิดอ่ืนท่ีมีแหลงผลิตมาจากพลาสมาเหมือนกัน เพื่อยืนยันวาองคประกอบ
อน่ื ๆ ผลติ ภณั ฑไ มม ผี ลตอ การวเิ คราะห Factor VIII ผลทดสอบตวั อยา ง Normal human albumin และผลติ ภณั ฑ
Factor IX ซ่ึงเปนโปรตีนที่เก่ียวของกับกลไกการแข็งตัวของเลือด พบวาคาดูดกลืนแสงของผลิตภัณฑทั้งสองชนิด
มคี า ใกลเ คยี งกบั การทดสอบทใ่ี ชส ารละลายบฟั เฟอร และมคี วามแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ เิ มอื่ เปรยี บเทยี บกบั
คา ของตัวอยาง Factor VIII จากผลดังกลา วจึงแสดงใหเหน็ วาวิธที ดสอบมีความจําเพาะ

การทวนสอบครง้ั นเ้ี ลอื กใชช ดุ ทดสอบจากผผู ลติ เดยี วซง่ึ เปน บรษิ ทั เดยี วกบั ชดุ ทดสอบ ทส่ี ถาบนั ชวี วตั ถใุ ชเ ปน
วิธีมาตรฐานในการควบคุมคุณภาพ Factor IX อยูแลว และจากรายงานผลการศึกษา Chromogenic assay โดย
Pickering W พบวาการศึกษาเปรียบเทียบชุดทดสอบชนิด Chromogenic assay จาก 6 บริษัทผูผลิต พบวา
ทกุ ชดุ ทดสอบมคี วามแปรปรวนนอ ยสอดคลอ งกบั ผลการศกึ ษาของV.Collazoและคณะในปค.ศ.2012พบวา ชดุ ทดสอบ
Chromogenic assay มคี วามแมน (sig 0.6959) และความเทย่ี ง(6,7)จงึ เหน็ ไดว า ผลการศกึ ษาครง้ั นม้ี คี วามสอดคลอ ง
และเปนไปในแนวทางเดียวกับการศึกษาดังกลาว นอกจากน้ีการศึกษาของ Pickering W และคณะ ระบุดวยวา
การทดสอบผลิตภัณฑ Factor VIII โดยเปรียบเทียบคากับสารอางอิงสากล WHO International standard
จะมีคาความแรงตํ่ากวาเมื่อใชสารอางอิงท่ีมากับชุดทดสอบ (plasma calibrator) ประมาณ 10 เปอรเซนต( 6, 8)
ดงั นน้ั จากทผ่ี ผู ลติ A ใชว ธิ ที ดสอบแบบ one stage assay และใชส ารมาตรฐานอา งองิ ทมี่ ากบั ชดุ ทดสอบ อาจเปน สาเหตุ
ทที่ าํ ใหค า ความแรงแตกตา งจากคาทีไ่ ดก ารศึกษาครง้ั นี้

ขอจํากัดของการศกึ ษาคร้ังนี้ พบวาเปน การทวนสอบโดยใชตวั อยา ง Factor VIII ชนิดทผี่ ลติ จากพลาสมา
มนุษยเทานั้น และปจจุบันผลิตภัณฑแฟคเตอรชนิดรีคอมบีแนนทท่ีมีการนําเขามีเพียง 2 บริษัท และไมมีตัวอยาง
นําเขามาในชวงเวลาของการทวนสอบ ดงั นัน้ จงึ จําเปนตองมกี ารศึกษาเพิม่ เติมในตวั อยางดงั กลาว นอกจากนี้เนอื่ งจาก
สารอา งอิง Factor VIII มคี วามคงตวั ตา่ํ หลงั การละลายแลวไมสามารถเกบ็ ไวใ ชส ําหรับการทดสอบครงั้ อน่ื ๆ ไดอ ีก
ดังนั้นเพื่อลดคาใชจายของการวิเคราะหและสนับสนุนใหประเทศพึ่งพาตนเองได สถาบันฯ ควรศึกษาการเตรียมสาร
มาตรฐาน Factor VIII เพ่ือใชเ ปน working reference standard ของประเทศในการวจิ ัยครง้ั ตอไป

สรปุ

วิธีทดสอบความแรงผลิตภัณฑ Factor VIII โดยหลกั การ Chromogenic assay ดว ยวิธี microplate
เปน วธิ ที มี่ คี วามแมน ยาํ ความเทยี่ ง ความจาํ เพาะ เชอื่ ถอื ได สามารถนาํ มาใชเ ปน วธิ มี าตรฐานสาํ หรบั วเิ คราะหค วามแรง
ผลิตภณั ฑ Factor VIII ในหอ งปฏิบัตกิ ารของสถาบนั ชวี วตั ถตุ อ ไป

กิตติกรรมประกาศ

งานวจิ ยั ครง้ั นดี้ าํ เนนิ การโดยใชง บประมาณของกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสขุ และขอบคณุ
ดร.สุภาพร ภูมิอมร ผูอํานวยการสถาบันชีววัตถุ ที่สนับสนุนการดําเนินงานวิจัย และขอบคุณ ดร.วิสุทธนา สมุทรศรี
ที่ใหก ารสนับสนนุ ใหค าํ ปรึกษา ทําใหงานวิจยั น้ีสาํ เรจ็ ลลุ วงไปดวยดี

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 729
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.

เอกสารอางองิ

1. อําไพวรรณ จวนสมั ฤทธ์ิ, บรรณาธิการ. โรคเลอื ดออกงา ยและลมิ่ เลอื ดอดุ ตัน: แนวทางการวินจิ ฉยั และการรกั ษา.
พิมพค ร้ังที่ 2. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตรโ รงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล; 2559.

2. Bhardwaj R, Rath G, Goyal AK. Advancement in the treatment of haemophilia. Int J Biol
Macromol 2018; 118(Pt A): 289-95.

3. Moser KA, Adcock Funk DM. Chromogenic factor VIII activity assay. Am J Hematol 2014;
89(7): 781-4.

4. 2.7.4 Assay of human coagulation factor VIII. In: European Pharmacopoeia 10.0. 10th ed. Strasbourg,
France: Council of Europe; 2019. p. 268.

5. A Werfen Company. HemosIL electrochromeTM factor VIII - 49730503. Bedford, MA:
Instrumentation Laboraty Company; 2021.

6. Pickering W, Hansen M, Kjalke M, Ezban M. Factor VIII chromogenic assays can be used for
potency labeling and postadministration monitoring of N8-GP. J Thromb Haemost 2016; 14(8):
1579-87.

7. Collazo V, Alonso C, Frutos G. Validation of an automated chromogenic assay of potency of
factor VIII in commercial concentrates. Int J Lab Hematol 2013; 35(1): 38-45.

8. Dodt J, Hubbard AR, Wicks SJ, Gray E, Neugebauer B, Charton E, et al. Potency determination
of factor VIII and factor IX for new product labelling and postinfusion testing: challenges for
caregivers and regulators. Haemophilia 2015; 21(4): 543-9

730 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

วธิ ีวเิ คราะหความแรงแฟคเตอร VIII ดว ยวิธี Chromogenic Assay โสมมริสา พวงพรศรี และคณะ

Method Verification of Factor VIII Potency
Test by Chromogenic Assay

Soammarisa Paungpornsri Titaporn Pootipinyowat and Paisan Pangjunan
Institute of Biological Products, Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Nonthaburi 11000,
Thailand
ABSTRACT Factor VIII is an essential blood-clotting glycoprotein which is a cofactor for activating
factor IX to an active form and then reacts to factor X for initiating the blood coagulation system.
The aim of this study was to verify the potency test of Factor VIII products by chromogenic assay
according to the European Pharmacopoeia recommendation. The results of linearity suggested that the
appropriate concentrations for this assay were in the range of 0.000625 - 0.005 IU/ml. The percentage
recovery geomean of accuracy test was 84.48-109.35%. The coefficient of variation (CV) of precision;
within run, between run and reproducibility were 11.57, 10.84 and 7.74, respectively. The analysis
of other plasma products by the verified method showed the technique was specific to Factor VIII. In
addition, the determination of potency of Factor VIII products (11 lots of product A and 6 lots of
product B) by the verified method found that both products complied with the European Pharmacopoeia
specifications. The comparable results to the manufacturer’s test showed that the potency results were
significantly different in product A but not in product B. However, the manufacturer for product A used
the method and reference standard which were dissimilar from this study. In conclusion, the potency
testing of Factor VIII by chromogenic microplate assay is suitable as a standard method at laboratory of
the Institute of Biological Products.
Keywords: Factor VIII, Chromogenic assay, Method Verification

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 731
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

รายงานจากหองปฏิบตั ิการ ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 732-742

คุณภาพชาสมนุ ไพรจากการประเมนิ ดา นสิง่ แปลกปลอม
ขนาดเล็กนํ้าหนกั เบา

ขันทอง เพ็ชรนอก และกอ เกยี รติ ศาสตรนิ ทร
สํานกั คณุ ภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย ถนนติวานนท นนทบุรี 11000
บทคดั ยอ ชาสมนุ ไพรเปน เครอ่ื งดม่ื ทน่ี ยิ มดม่ื กนั อยา งกวา งขวาง สว นใหญไ มม คี าเฟอนี จงึ เหมาะสาํ หรบั ผสู งู อายุ แตช าสมนุ ไพร
ยังไมมีขอกําหนดคุณภาพดานส่ิงแปลกปลอมขนาดเล็กน้ําหนักเบา (light filth) ไดแก แมลง ชิ้นสวนแมลง และขนสัตว
ซ่ึงเปนส่ิงแปลกปลอมท่ีนารังเกียจและเปนตัวบงช้ีถึงสุขลักษณะการผลิต เพื่อประเมินคุณภาพชาสมุนไพร การศึกษาครั้งนี้
จึงใชเกณฑขอกาํ หนด Defect Action Levels (DAL) สําหรับผลติ ภัณฑ Oregano crushed ของ Department of Health
and Human Services ซ่ึงเปนหนวยงานของ US FDA ประเทศสหรัฐอเมริกา เปนแนวทางในการพิจารณาในการตรวจ
สิ่งแปลกปลอมประเภท light filth ในชาสมุนไพร จํานวน 100 ตัวอยาง แบงเปนชนิดใบและชนิดผงบรรจุซอง ชนิดละ
50 ตัวอยาง ผลการตรวจภายใตกลองจุลทรรศน พบสิง่ แปลกปลอมประเภท light filth ในทุกตวั อยาง พบชาสมนุ ไพรชนดิ ใบ
และชนิดผงไมผ านเกณฑ DAL จาํ นวน 33 และ 44 ตวั อยาง คดิ เปน รอยละ 66 และ 88 สาเหตจุ ากพบชิน้ สวนแมลง หรือขนหนู
เกนิ เกณฑข อ กําหนด DAL ถงึ แมว า ขณะนยี้ งั ไมม ขี อ กาํ หนดเปน เกณฑต ดั สนิ สงิ่ แปลกปลอมประเภท light filth ในชาสมนุ ไพร
ผูผลิตและผูสงออกควรเขมงวดในเร่ืองสุขลักษณะและกรรมวิธีท่ีดีในการผลิตเพ่ือยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑใหมีคุณภาพ
ดสี มา่ํ เสมอใหเปน ท่ียอมรับของผบู ริโภคตอไป
คําสําคัญ: การประเมนิ คณุ ภาพ, ชาสมุนไพร, สง่ิ แปลกปลอมขนาดเล็กนาํ้ หนกั เบา

Correspondence author E-mail: [email protected]

Received: 2 April 2021 Revised: 12 July 2021 Accepted: 17 July 2021

732 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การประเมนิ คุณภาพของชาสมุนไพรดา นส่งิ แปลกปลอม ขันทอง เพ็ชรนอก และกอเกียรติ ศาสตรินทร

บทนาํ

ชาสมนุ ไพร หมายถงึ ผลติ ภณั ฑท ไ่ี ดจ ากสว นตา งๆ ของพชื นาํ มาทาํ ใหแ หง และลดขนาดใหเ ลก็ ลง โดยการตดั
สบั หรอื บด เทาน้นั ซง่ึ ยังอยูในสภาพท่สี ามารถตรวจสอบไดว า มาจากพชื สมนุ ไพรชนิดใด ท้งั นอี้ าจทําจากพชื ชนดิ เดียว
หรือผสมกับพืชชนิดอื่นท่ีกําหนดไวในประกาศหรือผสมกับชาในสกุล Camellia มีจุดมุงหมายเพ่ือนําไปบริโภคโดย
การตมหรือชงกับนํา้ เทา นนั้ (1)

ชาสมนุ ไพรเปน เครอ่ื งดม่ื ทปี่ จ จบุ นั มคี วามสาํ คญั และนยิ มดมื่ กนั อยา งกวา งขวาง โดยเฉพาะผสู งู อายคุ าดหวงั
ประโยชนเ พอื่ ดแู ลรกั ษาสขุ ภาพ ซง่ึ ชาสมนุ ไพรตามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ (ฉบบั ที่ 280) พ.ศ. 2547 มรี ายชอื่ พชื
หรือสว นตา งๆ ของพชื ที่ใชเปนวัตถุดิบสําหรับชาสมุนไพร ไดแ ก ผลมะตมู ดอกกระเจ๊ยี บ เหงา ขงิ เหงา ขา เหงาและ
ตน ตะไครแ กง ใบหมอ น ดอกคําฝอย ใบบวั บก ใบเตยหอม ดอกเกก ฮวย ผลหลอ ฮงั กว ย เหด็ หลนิ จอื ใบและตน เจยี่ วกหู ลาน
เถาวลั ยเ ปรยี ง ใบหญา หวาน รากชะเอมเทศและชอ ดอก และใบอารท โิ ชก เปน ตน (2,3)ชาสมนุ ไพรสว นใหญไ มม คี าเฟอนี
จึงเหมาะสําหรับผูสูงอายุหรือผูที่แพคาเฟอีน และท่ีสําคัญชาสมุนไพรหลายชนิดมีสรรพคุณทางยา เชน ชวยกระตุน
ระบบประสาท ระบบหมนุ เวยี นเลอื ด ตานอนุมูลอิสระ ลดคลอเรสเตอรอล ตานการเกดิ โรคเบาหวาน ความดนั โลหติ สูง
มะเร็ง และยังสามารถชวยใหระบบการทํางานของรางกายในหลายๆ สวน เชน ระบบการยอยอาหาร ระบบขับถาย
ระบบปส สาวะ หวั ใจทํางานไดด ี และเปน ตัวชวยลา งไขมนั ท่ีเกาะตดิ อยตู ามลาํ ไส( 4, 5, 6)

ชาเปน พชื เศรษฐกจิ ทน่ี าํ มาทาํ เปน เครอื่ งดม่ื และใชเ ปน สว นหนงึ่ ของการผลติ ชาสมนุ ไพร ผลผลติ ชาสว นใหญ
อยใู นแถบเอเชยี ไดแก จีน อินเดยี และศรีลงั กา สําหรับประเทศไทยนิยมปลูกในแถบภาคเหนือ ไดแ ก จงั หวัดเชยี งราย
เชยี งใหม แพร นา น และแมฮ อ งสอน เปน ตน สว นใหญเ ปน ชาพนั ธอุ สั สมั (Assam Tea) และพนั ธชุ าจนี (Chinese Tea)
เมื่อแบง ตามกระบวนการผลติ ไดเ ปน 1) ชาเขยี ว (Green tea) จะไมผ า นกระบวนการหมกั โดยนําใบชาท่ีเก็บไดม า
ทาํ การค่ัวบนกระทะรอนแลว นําไปนวดและอบแหง ในลําดับถัดไป สีของน้าํ ชาจะมสี ีเขียวถงึ เขยี วอมเหลือง 2) ชาอหู ลง
(Oolong tea) จะผา นกระบวนการหมกั เพยี งบางสว น โดยการผง่ึ แดดแลว นาํ ไปผงึ่ ในรม ซงึ่ เปน กระบวนการหมกั ทท่ี าํ ให
เกดิ สารทม่ี กี ลนิ่ และสแี ตกตา งไปจากชาเขยี วโดยนา้ํ ชาจะมสี เี หลอื งอมเขยี วและสนี า้ํ ตาลอมเขยี ว 3) ชาดาํ (Black tea)
เปนชาท่ีผานกระบวนการหมักอยางสมบูรณ นํ้าชาจะมีสีน้ําตาลแดง คนไทยนําชาพันธุชาอัสสัมมาผลิตเปนชาดํา
ชาเขียว และชาไทย สวนพันธุชาจีนนิยมนํามาผลิตเปนชาอูหลง ชาเขียว และชาแดง (ชาฝร่ัง) ผลผลิตชาของไทย
ป 2562 ปรมิ าณ 102,914 ตนั ประเทศที่นําเขาชามากทีส่ ุด คอื รัสเซยี ปริมาณนําเขา 150,318 ตัน คดิ เปน มูลคา 425.6
ลา นเหรียญสหรฐั ฯ รองลงมา คอื สหราชอาณาจกั ร และสหรฐั อเมรกิ า ตามลาํ ดับ สว นประเทศผนู ําเขา ผลติ ภัณฑชา
มากทส่ี ุด คอื สหรฐั อเมริกา ปรมิ าณนําเขา 68,777 ตัน มูลคา 185.7 ลา นเหรียญสหรัฐฯ รองลงมา คือ เยอรมนี และ
กรีซ ตามลําดบั (7, 8, 9) สว นการสงออกชาเขยี วปริมาณ 1,058 ตัน มลู คา 9.5 ลา นเหรยี ญสหรัฐฯ ชาดาํ ปริมาณ 2,256
ตนั มลู คา 9.6 ลานเหรียญสหรัฐฯ และสงออกผลิตภัณฑช าปรมิ าณ 7,032 ตัน มลู คา 24.6 ลานเหรียญสหรัฐฯ ในชว ง
7 เดอื นแรกป 2563 (มกราคม - กรกฎาคม) ไทยสงออกชาเขยี วปริมาณ 492.9 ตัน มูลคา 4.6 ลานเหรียญสหรฐั ฯ(10)
และในปเดียวกันไทยนําเขาชาปริมาณ 14,334 ตัน มูลคา 22.1 ลานเหรียญสหรัฐฯ เปนชาดําปริมาณ 9,283 ตัน
นําเขาจากอนิ โดนีเซีย เวียดนาม และศรีลงั กา ชาเขยี วปริมาณ 5,051 ตัน มูลคา 8.8 ลา นเหรียญสหรฐั ฯ นาํ เขาจากญี่ปุน
จีน และเวยี ดนาม นําเขา ผลติ ภณั ฑช าปริมาณ 1,241 มลู คา 22.1 ลา นเหรยี ญสหรัฐฯ นําเขา จากสหรัฐอเมริกา จนี และ
เยอรมนี(7, 8) แสดงใหเห็นวาไทยยังมีความจําเปนตองนาํ เขาชาเพ่ือมาบริโภคในประเทศและสําหรับแปรรูปเปน
ผลิตภัณฑชาจําหนา ยในประเทศและสง ออก(7, 8) จากความตกลงการคา เสรี (Free Trade Area : FTA) ไทยนําเขา ชา
จากอาเซยี น โดยเฉพาะอนิ โดนเี ซยี และเวยี ดนามมากทสี่ ดุ โดยไทยยกเลกิ การเกบ็ ภาษที ง้ั ในและนอกโควตาจากอาเซยี น
การยกเลิกภาษีดังกลาวจะชวยเพิ่มโอกาสใหผูประกอบการหรือผูนําเขาชาของไทยมีทางเลือกในการนําเขา เพิ่มความ
หลากหลายของวัตถุดิบและชวยลดตนทุนมากข้ึน(7, 8) คุณภาพการนําเขาและสงออกชาสมุนไพรยังไมมีเกณฑตัดสิน
คุณภาพ ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเปนผูนําเขาชาและผลิตภัณฑชาเปนอันดับตนๆ โดยชาสมุนไพรไดรับความนิยม

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 733
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin

และมีแนวโนมเติบโตตอ เนอื่ งในประเทศสหรฐั อเมริกา(11) และจะเขม งวดกับความสะอาดของผลิตภณั ฑอาหารในเร่ือง
สิง่ แปลกปลอมขนาดเล็กน้ําหนักเบา (light filth) ไดแก แมลง ชิ้นสว นแมลง และขนสตั วฟ นแทะ ดังนั้นการศกึ ษา
ครงั้ นจี้ งึ พจิ ารณาตามเกณฑข อ กําหนด Defect Action Levels (DAL)(12) ของ Department of Health and Human
Services ซึ่งเปนหนวยงานของ US FDA ประเทศสหรัฐอเมริกา สําหรับผลิตภัณฑ Oregano crushed ท่ีเปน
พืชสมุนไพรและใชชงดื่มเชนชาสมุนไพรได เปนแนวทางในการพิจารณาเกณฑตัดสินคุณภาพ ที่กําหนดใหพบช้ิน
สวนแมลง (insect fragments) ไมเกนิ 300 ชิ้น หรอื ขนหนู (rodent hairs) ไมเกนิ 2 เสน ในตัวอยา ง 10 กรัม
การตรวจพบแมลง ช้ินสวนแมลง และขนสัตว จัดเปนสิ่งแปลกปลอมซ่ึงไมเปนท่ียอมรับ หรือนารังเกียจ เปนตัวบงช้ี
ถึงระบบควบคุมคุณภาพ และอาจถูกนํามาใชเปนเคร่ืองมือในการกีดกันทางการคาสําหรับการสงออกไปจาํ หนาย
ตางประเทศ

วสั ดุและวิธีการ

ตัวอยางศกึ ษา
เปน ตวั อยา งชาสมนุ ไพรทผ่ี ลติ ในประเทศไทยและนาํ เขา จากตา งประเทศ สง ตรวจโดยสาํ นกั งานคณะกรรมการ

อาหารและยา จาํ นวน 100 ตวั อยา ง แบง เปน เปน ชาสมนุ ไพรชนดิ ใบและชาสมนุ ไพรชนดิ ผงบรรจซุ อง ชนดิ ละ 50 ตวั อยา ง
(ชาสมนุ ไพรชนิดใบผลิตในประเทศและนําเขา จํานวน 45 และ 5 ตวั อยา ง สวนชาสมุนไพรชนิดผงผลิตในประเทศและ
นาํ เขา จํานวน 40 และ 10 ตวั อยา ง) วิเคราะหในชว งเดือนมีนาคม 2559 ถึง เดอื นพฤษภาคม 2561

ตรวจสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กนํ้าหนกั เบา (light filth)
ตรวจวิเคราะหต ามวิธี AOAC 981.18 Light Filth in Tea(13) โดยชง่ั ตวั อยา งชาสมุนไพรจํานวน 10 กรัม

นาํ มาตม ในนา้ํ เดอื ดนาน 6 นาที จากนน้ั เทลงบน sieve no. 230 (Endecotts Limited, องั กฤษ) แลว ใชน าํ้ รอ นฉดี พน
จนนา้ํ ลา งใส จึงนาํ สิง่ ทตี่ กคา งบน sieve ใสใน wildman trap flask แลว ปรับปรมิ าตรดวย 40% isopropanol ใหได
900 มลิ ลลิ ติ ร และใสแ ทง กวน (stirring rod) ใหแ ผน ยางอยตู า่ํ กวา ระดบั ผวิ ของเหลว เตมิ flotation oil 50 มลิ ลลิ ติ ร
ผสมใหเขากันนาน 6 นาที แลวตั้งทิ้งไว 2 - 3 นาที จึงเติม sequestering agent 300 มิลลิลิตร กวนอยางเบา
นาน 1 นาที แลวเติม 40% isopropanol จนเกือบเตม็ จากนนั้ ล็อกแทงกวนใหแผน ยางอยูต่ํากวาชนั้ น้าํ มนั ประมาณ
1 เซนตเิ มตร ต้ังทิ้งไว 5 นาที หมนุ แทงกวนเพอื่ ใหสงิ่ แปลกปลอมหลุดจากแทง กวน ตง้ั ทิ้งไว 25 นาที แลวดึงปลาย
แทงกวนขึ้นใหแผนยางปดคอ flask ใหแนน จากน้ันเทช้ันน้ํามันท่ีอยูเหนือแผนยาง ลงใน beaker ลางบริเวณคอ
flask จนสะอาดดว ย 40% isopropanol จากนนั้ เตมิ flotation oil 30 มลิ ลลิ ติ ร ทําซ้าํ เดมิ อีกครัง้ และเกบ็ ของเหลว
ทไ่ี ดร วมกบั ครง้ั แรก จากนนั้ กรองของเหลวทงั้ หมดดว ยชดุ เครอ่ื งกรอง แลว นาํ กระดาษกรองไปตรวจหาสงิ่ แปลกปลอม
และนับจํานวนภายใต widefield zoom stereoscopic microscope (Olympus Optical, ญ่ีปุน) ที่กําลังขยาย
30 เทา และตรวจจําแนกชนิดสิ่งแปลกปลอมภายใต compound microscope (Olympus Optical, ญ่ีปุน)
ทกี่ าํ ลังขยาย 100 เทา เพอื่ ตรวจลกั ษณะโครงสรา งของแมลง ชน้ิ สวนแมลง ขนหนู ขนแมว/สุนัข ขนคน และขนนก
โดยเปรยี บเทียบกบั ลกั ษณะอา งองิ จากสมุดภาพ(14)

การวิเคราะหข อมูลทางสถติ ิ
เปรยี บเทยี บการตรวจพบช้ินสว นแมลง และขนหนูในชาสมุนไพร 2 ชนดิ ทีผ่ ลิตภายในประเทศและนาํ เขา

จากตา งประเทศ โดยคาํ นวณคาไคสแควร (χ2- test) ทีร่ ะดับนัยสําคญั 0.05

734 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การประเมินคุณภาพของชาสมนุ ไพรดานสิ่งแปลกปลอม ขนั ทอง เพช็ รนอก และกอ เกยี รติ ศาสตรนิ ทร

ผล

ผลการตรวจชาสมนุ ไพร 100 ตวั อยา ง ภายใตก ลอ งจลุ ทรรศนท กี่ าํ ลงั ขยาย 30 เทา พบสง่ิ แปลกปลอมขนาดเลก็
นาํ้ หนักเบา (light filth) ในทุกตัวอยาง คิดเปนรอยละ 100 โดยตัวอยางชาชนิดใบ : ชาชนิดผง พบชิ้นสวนแมลง
50 : 50 (รอยละ 100 : 100) เพลี้ย (เพลี้ยออ น เพลยี้ ไฟ เพล้ียหอย) 41 : 20 (รอ ยละ 82 : 40) ไร 40 : 37 (รอ ยละ
80:74)เหาหนงั สอื 9:23(รอ ยละ18:46)ขนนก24:25(รอ ยละ48:50) ขนคน23:28(รอ ยละ46:56)ขนหนู17:27
(รอ ยละ 34 : 54) และขนแมว/สนุ ขั 12 : 23 (รอยละ 24 : 46) ดังแสดงในภาพท่ี 1

รอยละของ ัตวอ ยาง ี่ทตรวจพบ ่ิสงแปลกปลอม
ชนดิ สงิ่ แปลกปลอมทีต่ รวจพบ

ภาพที่ 1 ชนิดและจาํ นวนตัวอยางที่พบ light filth ในชาสมนุ ไพร 2 ชนิด

ผลการตรวจวิเคราะหพบชิ้นสวนแมลงมากท่ีสุดในทุกตัวอยางชาสมุนไพรทั้ง 2 ชนิด เมื่อจาํ แนกจํานวน
ที่ตรวจพบเปน 4 ชว ง คอื 1 - 99, 100 - 199, 200 - 299 และ ≥ 300 ชนิ้ ตามลาํ ดับ พบชิน้ สว นแมลงในชาสมนุ ไพร
ชนิดใบจํานวน 14, 5, 3 และ 28 ตัวอยา ง คิดเปนรอ ยละ 28, 10, 6 และ 56 ตามลาํ ดบั และพบช้ินสวนแมลงในชา
สมนุ ไพรชนดิ ผงจาํ นวน 16, 2, 2 และ 30 ตัวอยา ง คิดเปน รอยละ 32, 4, 4 และ 60 ตามลําดับ ทั้งน้ีพบวาไมผานเกณฑ
ขอกําหนด DAL (ชนิ้ สวนแมลงไมเกิน 300 ชิ้น ในตัวอยา ง 10 กรัม) ในชาสมนุ ไพรชนิดใบและชนดิ ผง จํานวน 28
และ 30 ตวั อยาง คิดเปนรอ ยละ 56 และ 60 ตามลําดับ ดงั แสดงในภาพท่ี 2

รอยละของ ัตวอยางที่ตรวจพบชิ้น สวนแมลง

จาํ นวนช้นิ สวนแมลงทีต่ รวจพบ
ภาพที่ 2 จํานวนชน้ิ สว นแมลงที่ตรวจพบในตวั อยางชาสมุนไพร 2 ชนดิ , *ชิ้นสวนแมลงเกินเกณฑข อกาํ หนด DAL

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 735
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin

ผลการวิเคราะหชนิดของแมลง พบวามีแมลงหลายชนิด ไดแก เพล้ีย (เพล้ียออน เพลี้ยไฟ เพล้ียหอย)
ไร และเหาหนังสือ เม่ือจาํ แนกตามจาํ นวนแมลงท่พี บเปน 2 ชว ง คอื 1 - 100 และ ≥ 101 ตวั พบเพลี้ยในชาสมนุ ไพร
ชนิดใบ 35 และ 6 ตวั อยาง ในชาสมนุ ไพรชนดิ ผง 20 และ 0 ตัวอยาง พบไรในชาสมุนไพรชนิดใบ 38 และ 2 ตวั อยา ง
ในชาสมุนไพรชนิดผง 37 และ 0 ตัวอยา ง พบเหาหนงั สอื ในชาสมนุ ไพรชนิดใบ 17 และ 0 ตวั อยาง ในชาสมนุ ไพรชนิด
ผง 39 และ 0 ตวั อยา ง ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในตารางท่ี 1

ตารางที่ 1 ชนดิ และจํานวน light filth ทเ่ี ปน แมลงทพ่ี บในชาสมนุ ไพร 2 ชนดิ

สิ่งแปลกปลอมขนาดเลก็ ชาสมนุ ไพรชนิดใบ ชาสมนุ ไพรชนดิ ผง
นํา้ หนกั เบา (light filth) (ตวั อยาง) (ตวั อยา ง)
35 20
เพลย้ี (ตวั ) 6 0
1-100 38 37
≥ 101 2 0
ไร (ตัว) 17 39
1-100 0 0
≥ 101

เหาหนังสือ (ตัว)
1-100
≥ 101

พบขนสตั วไดแ กขนนกขนคนขนหนูและขนแมว/สนุ ขั โดยพบในชาชนดิ ใบจาํ นวน24,28,17และ12ตวั อยา ง
พบในชาผง จาํ นวน 25, 28, 28 และ 23 ตวั อยา ง เมอื่ จําแนกจาํ นวน 1, 2 และ ≥ 3 เสน ตามลาํ ดบั ตามเกณฑข อ กาํ หนด
DAL (พบขนหนูไมเกิน 2 เสน ในตวั อยาง 10 กรมั ) พบชาสมนุ ไพรไมผานเกณฑขอกาํ หนด DAL 19 ตวั อยาง เปน
ชนดิ ใบ 5 ตัวอยา ง และชนิดผง 14 ตวั อยาง คิดเปน รอ ยละ 10 และ 28 ตามลําดับ ซึ่ง 1 ใน 5 ของตัวอยา งชาสมุนไพร
ชนิดใบ พบขนหนู 50 เสน ดงั แสดงในตารางท่ี 2

ผลการตรวจวเิ คราะหช าสมนุ ไพร 100 ตวั อยา ง พบไมผ า นเกณฑข อ กาํ หนด DAL จาํ นวน 77 ตวั อยา ง เกดิ จาก
พบชน้ิ สว นแมลงเกนิ 300 ชนิ้ หรอื พบขนหนเู กนิ 2 เสน พบในชาสมนุ ไพรชนดิ ใบและชนดิ ผง 33 และ 44 ตวั อยา ง ตาม
ลําดบั เมือ่ นาํ มาจัดกลมุ เปน พบช้ินสวนแมลง หรอื ขนหนู พบในชาสมุนไพรชนิดใบจํานวน 28 และ 5 ตวั อยาง คิดเปน
รอ ยละ 56 และ 10 ตามลําดับ และพบในชาสมุนไพรชนดิ ผงจํานวน 30 และ 14 ตัวอยาง คิดเปนรอ ยละ 60 และ 28
ตามลําดบั ดังแสดงในภาพที่ 3

เปรียบเทยี บการตรวจพบชิน้ สว นแมลง และขนหนใู นชาสมุนไพร 2 ชนิด ทีผ่ ลติ ภายในประเทศและนาํ เขา
จากตางประเทศ โดยคาํ นวณคา ไคสแควร (χ2- test) พบตวั อยา งชาสมนุ ไพรชนดิ ใบในประเทศและนาํ เขาไมมคี วาม
แตกตางกันจากการตรวจพบช้ินสวนแมลงหรือขนหนู (p>0.05) แตชาสมุนไพรชนิดผงในประเทศพบช้ินสวนแมลง
มากกวาชานําเขาอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) สวนขนหนูของชาในประเทศและนําเขาไมมีความแตกตางกัน
(p>0.05) ดังแสดงในตารางที่ 3

736 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การประเมินคุณภาพของชาสมุนไพรดานสิง่ แปลกปลอม ขันทอง เพช็ รนอก และกอ เกียรติ ศาสตรนิ ทร

ตารางท่ี 2 จํานวนขนสัตว ท่ีตรวจพบในชาสมุนไพร 2 ชนดิ

ส่ิงแปลกปลอมขนาดเลก็ ชาสมนุ ไพรชนดิ ใบ ชาสมุนไพรชนิดผง
นํา้ หนกั เบา (light filth) (ตัวอยา ง) (ตัวอยาง)
7 10
ขนนก (เสน ) 11 5
1 6 10
2 17 13
≥3 5 9
6 6
ขนคน (เสน) 12 14
1 1 7
2 4 7
≥3 10 16
2 1
ขนหนู (เสน ) 0 6
1
2*

≥ 3 **
ขนแมว/สุนขั (เสน )

1
2
≥3

หมายเหตุ *DAL ระบพุ บขนหนไู มเ กิน 2 เสนในตวั อยาง 10 กรัม, **พบขนหนู 50 เสน ใน 1 ตัวอยา ง

รอยละของ ัตวอ ยางที่ไ ม ผานเกณฑ DAL

ชนิดสง่ิ แปลกปลอม
ภาพที่ 3 จาํ นวนตวั อยางที่เกินเกณฑข อ กําหนด DAL ในชาสมุนไพร 2 ชนิด

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 737
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin

ตารางท่ี 3 เปรียบเทยี บชาสมนุ ไพร ทีผ่ ลิตในประเทศและนาํ เขาจากตา งประเทศ ท่ไี มผา นเกณฑ DAL

สง่ิ แปลกปลอมขนาดเล็ก จํานวนตวั อยา ง (รอยละ) χ2- test
นาํ้ หนักเบา (light filth) พบ ไมพบ 2.92
ชน้ิ สว นแมลง (≥ 300 ช้ิน) 0.62
ชาสมุนไพรชนิดใบในประเทศ 27 (60.00) 18 (40.00) 8.30*
ชาสมนุ ไพรชนิดใบนาํ เขา 1 (20.00) 4 (80.00) 2.00
28 (56.00) 22 (44.00)
รวม
ขนหนู (≥ 2 เสน) 4 (8.89) 41 (91.11)
ชาสมนุ ไพรชนดิ ใบในประเทศ 1 (20.00) 4 (80.00)
ชาสมุนไพรชนิดใบนําเขา 5 (56.00) 45 (44.00)

รวม 31 (77.50) 9 (22.50)
ช้นิ สวนแมลง (≥ 300 ชิ้น) 3 (30.00) 7 (70.00)
ชาสมุนไพรชนดิ ผงในประเทศ 34 (68.00) 16 (32.00)
ชาสมนุ ไพรชนดิ ผงนําเขา
13 (77.50) 27 (22.50)
รวม 1 (10.00) 9 (90.00)
14 (28.00) 36 (72.50)
ขนหนู (≥ 2 เสน )
ชาสมุนไพรชนดิ ผงในประเทศ
ชาสมุนไพรชนดิ ผงนาํ เขา

รวม

คาไคสแควร (χ2- test ) จากตารางทีร่ ะดบั นยั สาํ คัญ 0.05 มคี า 3.84
*ชนดิ ของชามีความสมั พนั ธกบั จํานวนตวั อยา งที่พบสง่ิ แปลกปลอมอยา งมีนยั สําคญั ทางสถิติ (p‹0.05)

วิจารณ

ตรวจสง่ิ แปลกปลอมขนาดเล็กนา้ํ หนักเบา (light filth) ในชาสมนุ ไพร พบชน้ิ สวนแมลงในทกุ ตัวอยาง
คดิ เปน รอ ยละ 100 ของตวั อยา งทงั้ หมด และพบตวั อยา งทไี่ มผ า นเกณฑข อ กาํ หนด DAL เนอื่ งจากพบชนิ้ สว นแมลงเกนิ
300 ชนิ้ ในชาสมนุ ไพรชนดิ ใบและชนดิ ผงจํานวน 28 และ 30 ตวั อยา ง คดิ เปน รอ ยละ 56 และ 60 ตามลาํ ดบั ทง้ั นชี้ น้ิ สว น
แมลงอาจปลอมปนมากบั วตั ถดุ บิ ทเี่ ปน สมนุ ไพรหรอื ใบชา โดยแมลงมาเกาะกนิ น้าํ หวานหรอื หาอาหารทย่ี อดออ น ดอก
หรือผลของพืชที่นํามาเปนวัตถุดิบ(15) เม่ือนํามาอบหรือตากแหง ทําใหแมลงหรือช้ินสวนแมลงแตกเปนชิ้นสวนเล็กๆ
กระจายในตวั อยา งเปน จํานวนมาก

เพลย้ี (เพลยี้ ออ น เพลย้ี ไฟ และเพลยี้ หอย) เปน แมลงศตั รพู ชื ทดี่ ดู นาํ้ เลย้ี งจากลาํ ตน กงิ่ กา น ใบออ น ยอด ดอก
และผลของพืช จึงปลอมปนมากับวัตถุดิบที่ใชทําชาสมุนไพรซึ่งเพล้ียออนและเพลี้ยไฟยังเปนตัวพาหะถายเชื้อไวรัสไป
สูตนพืชและผักไดดวย(16, 17, 18) เม่ือผูผลิตนําพืชสมุนไพรหรือใบชาท่ีมีการปลอมปนจากเพล้ียมาผลิตเปนชาสมุนไพร
โดยไมไดทําความสะอาด(16) แลวนําไปอบหรือตากใหแหง จึงทาํ ใหแมลงตายและปลอมปนในผลิตภัณฑชาสมุนไพร
ดงั กลา ว ดงั นนั้ การเลอื กเกบ็ สมนุ ไพรสดคณุ ภาพดี ไมเ ปน โรคและไมถ กู แมลงรบกวน การคดั ใบทไ่ี มแ กห รอื ออ นเกนิ ไป
รวมทง้ั การแชน า้ํ และลา งนํา้ ใหส ะอาดเปน วธิ ที ช่ี ว ยการลดจํานวนของเพลย้ี ทปี่ ลอมปนมากบั วตั ถดุ บิ ทนี่ ํามาทาํ สมนุ ไพร(15)
สว นไรและเหาหนงั สอื จดั เปน แมลงทพี่ บในผลติ ภณั ฑเ กษตรและพบในโรงเกบ็ รกั ษา การควบคมุ อณุ หภมู แิ ละความชน้ื
ที่ไมใ หไ รและเหาหนังสอื เจรญิ เติบโตหรอื ทาํ ลาย รวมทั้งการทาํ ความสะอาดสถานทเ่ี ก็บรกั ษา เปนสงิ่ จําเปน ตอการลด
จาํ นวนของแมลงได( 19, 20)

738 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การประเมินคุณภาพของชาสมุนไพรดา นสิง่ แปลกปลอม ขนั ทอง เพ็ชรนอก และกอเกยี รติ ศาสตรนิ ทร

ขนสตั วทีต่ รวจพบไดแก ขนคน ขนหนู ขนแมว/สนุ ขั และขนนก พบในชาสมุนไพรชนิดผงมากกวา ชนิดใบ
กรณีขนคนอาจเกิดจากผูที่เก่ียวของกับการผลิตหรือบรรจุไมไดสวมถุงมือหรือตาขายคลุมผมในขณะท่ีปฏิบัติงาน
สวนขนหนู ขนแมว/สุนัข และขนนก อาจปนปลอมในขั้นตอนการเก็บเก่ียว การตากแหง การนวดท่ีไมมีการปองกัน
การเหยียบยํา่ ของสัตว ทําใหขนสัตวรวงหลนลง เม่ือนาํ มาผลิตเปนชาสมุนไพรจึงตรวจพบขนสัตว หรือขนสัตวอาจมี
ปลอมปนในสถานทเี่ กบ็ ชาสมนุ ไพรอยแู ลว การตรวจพบขนหนเู กนิ 2 เสน นอกจากจะทาํ ใหไ มผ า นเกณฑ DAL ยงั บง ชถี้ งึ
สภาพทไี่ มถ กู สขุ ลกั ษณะหรอื การใชว ตั ถดุ บิ คณุ ภาพตาํ่ รวมทงั้ การปอ งกนั หรอื การจดั การในโรงเรอื นหรอื โรงเกบ็ ไมด พี อ
ซ่งึ หนจู ะกอ ใหเกิดความไมส ะอาดจากสิง่ ขบั ถา ยและเปนพาหะของโรคตา งๆ มาสูคน เชน กาฬโรค (Plague or black
death) จากหนูสูคนโดยหมัดหนู โรคไขดีซาน (Leptospirosis) เกิดจากเช้ือแบคทีเรียที่ปะปนมากับปสสาวะหนู
โรคทองรวง (Salmonellosis) จากเช้อื แบคทเี รีย Salmonella spp. ทม่ี ีอยใู นมูลหนู จากการตรวจพบขนสัตวในชา
สมนุ ไพรชนดิ ผงมากกวา ชนดิ สมนุ ไพรชนดิ ใบ เนอื่ งจากชาสมนุ ไพรชนดิ ผงมกี ารตดั สบั หรอื บด ใหม ขี นาดเลก็ เมอื่ มกี าร
ปลอมปนของขนสัตวจงึ ทําใหขนสตั วในชาสมนุ ไพรถกู ตดั สับหรอื บด เปน ชิน้ เล็กๆ กระจายในตัวอยางเปน จาํ นวนมาก
ดงั นน้ั เพอื่ ใหไ ดช าสมนุ ไพรทด่ี มี คี ณุ ภาพ ผผู ลติ ควรปฏบิ ตั ติ าม GMPs พน้ื ฐานทเ่ี หมาะสม เชน โรงงานผลติ มสี ขุ าภบิ าล
ทดี่ ี มมี าตรการปอ งกนั แมลงและสตั วพ าหะภายในและภายนอกโรงงานทเี่ หมาะสม รวมถงึ ควรมรี ะบบควบคมุ สขุ ลกั ษณะ
สวนบุคคลที่ดีใหกับผูเก่ียวของในการผลิต เพื่อลดปญหาการปนเปอนของส่ิงแปลกปลอมขนาดเล็กน้ําหนักเบา
(light filth) เหลา น้ี

ผลการหาคา ความสมั พันธ (ความแตกตา ง) ทางสถติ ิของตัวอยางชาสมนุ ไพร 2 ชนดิ ที่ผลติ ในประเทศและ
นําเขาจากตางประเทศ พบสงิ่ แปลกปลอมที่ทําใหไ มผ านเกณฑข อกาํ หนด DAL คอื ช้นิ สวนแมลงเกิน 300 ช้นิ หรอื
ขนหนูเกิน 2 เสน โดยใชไคสแคว (χ2- test) พบชาสมุนไพรในประเทศตรวจส่ิงแปลกปลอมมากกวาชาสมุนไพร
นําเขา อาจเพราะชานําเขามีการตรวจคุณภาพกอนท่ีสงออก สวนชาสมุนไพรประเทศไทยไมมีขอกําหนดคุณภาพ
ดา นสงิ่ แปลกปลอมขนาดเลก็ นาํ้ หนกั เบา (light filth) จงึ ตรวจพบสงิ่ แปลกปลอมแตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คญั (p<0.05)
โดยชนิ้ สว นแมลงมาจากแมลงทก่ี ดั กนิ สว นใบ ยอด ดอก และผลออ นของพชื เปน อาหาร(16, 17, 18)

ถึงแมวาขณะน้ียังไมมีเกณฑตัดสินคุณภาพดานส่ิงแปลกปลอมประเภท light filth ในชาสมุนไพร ผูผลิต
ผูสงออกและหนวยงานที่ทําหนาท่ีกํากับดูแลและควบคุมผลิตผลทางการเกษตรของภาครัฐ จะตองเขมงวดยิ่งขึ้น
ในการปอ งกนั และควบคมุ แมลง ผลการศกึ ษาครงั้ นส้ี ามารถนาํ ไปเปน แนวทางประเมนิ คณุ ภาพชาสมนุ ไพร และรวบรวม
เปนขอมูลเบื้องตน สําหรับเผยแพรใหแกผูผลิตและผูสงออกชาสมุนไพร ใหนําไปแกไข ปรับปรุงสุขลักษณะการผลิต
เพ่ือยกระดับคุณภาพผลติ ภณั ฑใหม คี ณุ ภาพดีสมํ่าเสมอ ใหเ ปนท่ียอมรับของผบู รโิ ภค นอกจากนข้ี อ มลู ท่ีไดยงั สามารถ
นําไปเปนแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมเปนขอมูลในการจัดทําเกณฑมาตรฐานตัดสินคุณภาพของ
ชาสมุนไพรในอนาคต

สรปุ

การตรวจพบชิ้นสว นแมลง หรอื ขนหนูในผลติ ภัณฑชาสมนุ ไพรทั้ง 2 ชนดิ ทําใหไ มผ า นเกณฑ DAL ทีน่ าํ มา
ใชประเมนิ คุณภาพชาสมุนไพร โดยชน้ิ สวนแมลงและขนสตั ว อาจปนเปอนตัง้ แตการปลกู กระบวนการผลติ ตลอดจน
การบรรจุและการเก็บรักษาท่ีไมไดมาตรฐาน การปองกันหรือลดจํานวนส่ิงแปลกปลอมตองมีการควบคุมทุกขั้นตอน
ต้ังแตการปลูกชาตองมีการปองกัน ควบคุม และกาํ จัดแมลงศัตรูตนชา ขั้นตอนการผลิตและการเก็บรักษาตองปฏิบัติ
อยางถูกสุขลักษณะ และควรปฏิบัติตาม GMPs พื้นฐานท่ีเหมาะสม เชน มีสุขาภิบาลโรงงานผลิตท่ีดี มีมาตรการ

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 739
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin

ปอ งกนั แมลงและสตั วพ าหะ ภายในและภายนอกโรงงานทเี่ หมาะสม รวมถงึ ควรมรี ะบบควบคมุ สขุ ลกั ษณะสว นบคุ คลทด่ี ี
ใหกบั ผูเ ก่ยี วขอ งในการผลติ เพ่ือลดปญ หาการปนเปอนของสิง่ แปลกปลอมขนาดเล็กน้ําหนกั เบา (light filth) ขอมูล
จากการศึกษาผูผลิตสามารถนําไปควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑใหไดมาตรฐาน และหนวยงานที่มีหนาที่รับผิดชอบนําไป
ใชเปน แนวทางกําหนดเกณฑค ณุ ภาพชาสมุนไพรในอนาคต

เอกสารอา งองิ

1. กองควบคุมอาหาร สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา. แนวทางการพิจารณาอาหารประเภท “ชาสมุนไพร”
[ออนไลน] . 2549; [สบื คน 4 ม.ค. 2564]; [9 หนา ]. เขา ถงึ ไดท ่ี : URL : http://food.fda.moph.go.th/Rules/
dataRules/3-HerbalTea.pdf.

2. ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ฉบบั ท่ี 280 (พ.ศ. 2547) เรือ่ ง ชาสมนุ ไพร. ราชกจิ จานเุ บกษา เลม 121 ตอนพเิ ศษ
82 ง (วันที่ 26 กรกฎาคม 2547). หนา 3.

3. ประกาศสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง กําหนดรายชื่อพืชหรือสวนของพืชท่ีใชเปนวัตถุดิบสําหรับ
ชาสมุนไพร. ราชกิจจานเุ บกษา เลม 127 ตอนพเิ ศษ 28 ง (วันท่ี 2 มนี าคม 2553). หนา 12.

4. อนงค ศรีโสภา, กาญจนา วงศกระจาง. การพัฒนาสูตรชาสมุนไพรใบหมอนผสมสมุนไพรใหกล่ินหอมที่มีฤทธิ์
ตานอนุมูลอิสระและฤทธ์ิตานเอนไซมกลูโคซิเดส. Thai Journal of Science and Technology 2563;
9(2) : 218-29.

5. ภาวดี ชวยเจรญิ . ชาสมนุ ไพร ทางเลือกของการดื่มชา. [ออนไลน] . 2558; [สบื คน 4 ม.ค. 2564]; [3 หนา ].
เขาถึงไดท่ี : URL : http://research-hcu.hcu.ac.th/wp-content/uploads/2015/02/ชาสมุนไพร-
ทางเลอื กของการดื่มชา.pdf.

6. สรรพคณุ ชาสมนุ ไพรไทย. [ออนไลน]. 2564; [สบื คน 4 ม.ค. 2564]; [2 หนา ]. เขาถึงไดท ่ี : URL : https://
www.tungsong.com/samunprai/Interest/Interest_3.html.

7. ประเภทของชา - มหศั จรรยช า. [ออนไลน] . 2564; [สบื คน 12 ม.ค. 2564]; [4 หนา ]. เขา ถงึ ไดท ่ี : URL : https://
sites.google.com/site/chamhascrry/-aaiaai.

8. ประชาชาตธิ รุ กจิ ออนไลน. ไทยตดิ โผผลติ ชามากสดุ อนั ดบั 4 ของโลก. [ออนไลน] . 2562; [สบื คน 12 ม.ค. 2564];
[3 หนา]. เขา ถงึ ไดท ี่ : URL : https://www.prachachat.net/economy/news-291213.

9. กรมเจรจาการคา ระหวา งประเทศ. ตลาดชาและผลิตภัณฑช าของไทย. [ออนไลน]. 2563; [สืบคน 15 ม.ค. 2564];
[7 หนา]. เขา ถงึ ไดที่ : URL : https://api.dtn.go.th/files/v3/5f48d4a1ef414051e32f1a8e/download.

10. TNN Online. รฐั มนั่ ใจศกั ยภาพชาไทยยังไปตอไดอีกไกล. [ออนไลน] . 2563; [สืบคน 15 ม.ค. 2564]; [5 หนา ].
เขาถงึ ไดท่ี : URL : https://www.tnnthailand.com/news/local/54909.

11. สาํ นกั งานสง เสริมการคาในตา งประเทศ ณ นครลอสแอนเจลสิ . สินคา สมนุ ไพรในตลาดสหรฐั . [ออนไลน]. 2560;
[สบื คน 25 ม.ค. 2564]; [13 หนา ]. เขา ถงึ ไดท ่ี : URL : https://www.thaitradeusa.com/home/?p=22709.

12. Food defect action levels. In : U.S. Food and Drug. Food defect levels handbook. [online]. 2018;
[cited 2021 Jan 25]; [16 screens]. Available from : URL : https://www.fda.gov/RegulatoryInfor-
mation/Guidances/ucm056174.htm.

740 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การประเมนิ คณุ ภาพของชาสมุนไพรดานสิง่ แปลกปลอม ขันทอง เพ็ชรนอก และกอเกียรติ ศาสตรนิ ทร

13. Whitlock LL, Chapter editor. Chapter 16, Extraneous materials : isolation. In : Latimer GW, editor.
Official method of analysis of AOAC international. 21st ed. Maryland : AOAC International;
2019. p. 1-6, 30-31.

14. Gentry JW, Harris KL. Microanalytical entomology for food sanitation control. Florida :
LithoGraphics Almonte Springs; 1991.

15. สถาบนั วิจัยและพฒั นาพ้นื ทีส่ ูง (องคการมหาชน). การผลิตสมนุ ไพรชงด่ืม. [ออนไลน] . 2560; [สืบคน 19 ม.ค.
2564]; [2 หนา ]. เขา ถึงไดท่ี : URL : https://www.hrdi.or.th/articles/Detail/27.

16. SV Group – Online Farmer’s Assistant (ผชู ว ยเกษตรกรออนไลน) . เพลย้ี ออ น. [ออนไลน] . 2562; [สบื คน
29 ม.ค. 2564]; [5 หนา]. เขา ถึงไดท ่ี : URL : https://www.svgroup.co.th/blog/เพลยี้ ออ น.

17. SV Group – Online Farmer’s Assistant (ผชู วยเกษตรกรออนไลน) . 5 อนั ดับเพลี้ยสรา งความเสยี หาย.
[ออนไลน] . 2562; [สืบคน 19 ม.ค. 2564]; [14 หนา ]. เขาถงึ ไดท่ี : URL : https://www.svgroup.co.th/
blog/5อนั ดับเพล้ยี สรา งความ.

18. รกั บา นเกดิ .คอม. เพล้ยี หอย (Scale Insects) | รักบา นเกิด. [ออนไลน] . 2558; [สืบคน 29 ม.ค. 2564]; [5
หนา]. เขาถงึ ไดที่ : URL : https://rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=8557&s=tblplant.

19. SV Group – Online Farmer’s Assistant (ผูช วยเกษตรกรออนไลน) . ไรภัยรายศตั รพู ืช. [ออนไลน] . 2562;
[สบื คน 29 ม.ค. 2564]; [9 หนา]. เขาถึงไดท่ี : URL : https://www.svgroup.co.th/blog/ไรภยั รา ยศตั รูพชื .

20. พรทิพย วิสารทานนท, อจั ฉรา เพชรโชติ. เอกสารประกอบการฝกอบรมหลักสูตรการควบคมุ ศัตรผู ลิตผลเกษตร
เรื่อง แมลงศตั รผู ลิตผลเกษตรและแมลงศตั รธู รรมชาต.ิ วันที่ 9 - 11 กรกฎาคม 2551. กรุงเทพฯ : กรมวชิ าการ
เกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ; 2551.

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 741
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin

Quality of Herbal Tea from Light Filth
Assessment

Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin
Bureau of Quality and Safety of Food, Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Nonthaburi 1100,
Thailand
ABSTRACT Herbal tea is a very popular drink. Most of them do not contain caffeine, so they are
suitable for the elderly. However, herbal tea has no quality requirements for light filth such as insects,
insect fragments and animal hairs, which are indicated as nasty contaminants and poor hygiene
production. To assess the quality of herbal tea this study uses the Defect Action Levels (DAL)
requirements for Oregano crushed products of the Department of Health and Human Services, the US
FDA as a guideline for examination of the light filth in herbal tea. 100 samples were divided into leaf
type and powder type, containing 50 samples each type. Results under a microscope light filth was found
in every sample. Herbal tea leaves and powder were found nonconformance to the DAL criteria in the
number of 33 and 44 samples, accounting for 66% and 88% respectively. Although there is no regulation
to determine the quality of herbal tea on light filth, but the manufacturers and the exporters should
strengthen on good manufacturing practices (GMPs) on processing in every step, in order to raise the
quality of the products with good and consistency to the acceptability of consumers.
Keywords: Quality assessment, Herbal tea, Light filth

742 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564




Click to View FlipBook Version