การประเมินคณุ ภาพทางจุลชีววทิ ยาของอาหารพรอมบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหาร ณัฐกานต ตยิ ศิวาพร และคณะ
ภาชนะสัมผัสอาหารประกอบดวยภาชนะท่ีสัมผัสอาหารและมือผูสัมผัสอาหารรวม 160 ตัวอยาง ผลตรวจ
ไมผา นเกณฑรอ ยละ 73.1 เนอื่ งจากจาํ นวนจลุ ินทรยี เ กินเกณฑรอ ยละ 72.5 และตรวจพบ E. coli และ S. aureus
รอยละ 2.5 และ 5.0 ตามลาํ ดับ สว น Salmonella spp. ตรวจไมพ บในทุกตัวอยา ง โดยเมอื่ พิจารณาผลตรวจภาชนะ
สมั ผสั อาหารแตล ะประเภท ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 และ 2563 พบวา ภาชนะทสี่ มั ผสั อาหารสว นกลาง ไมผ า นเกณฑ
รอ ยละ 66.7 และ 0 ตามลาํ ดับ ภาชนะท่สี ัมผัสอาหารสว นของรา นคา ไมผานเกณฑ รอยละ 70.9 และ 62.5 ตามลําดบั
และมือผูส มั ผัสอาหารไมผ า นเกณฑร อยละ 92.3 และ 100.0 ตามลําดบั ดงั แสดงในตารางท่ี 5
ตารางท่ี 5 ผลการตรวจวเิ คราะหเช้ือจลุ นิ ทรียในภาชนะสมั ผสั อาหารท่ีเก็บจากรานอาหารสวัสดิการกรมวิทยาศาสตร
การแพทย ปงบประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563
ปงบ จํานวนตัวอยาง
ประมาณ
ประเภทของ ตรวจวเิ คราะห สาเหตทุ ไ่ี มผานเกณฑ(5)(%)
ภาชนะสมั ผัสอาหาร พ.ศ. ผาน ไมผ าน
ทงั้ หมด (%) (%) จาํ นวน E. coli Salmonella S. aureus
สว นกลาง จุลนิ ทรีย spp.
1. ภาชนะ 2562 6 24 4- 0 1
ทีส่ มั ผสั อาหาร (33.3) (66.7) (66.7) (16.7)
5
สว นของรา นคา 2563 5 (100.0) 0 0- 0 0
รวม รวม 11 74 4 - 0 1
(63.6) (36.4) (36.4) 0 (9.1)
2. มอื ผสู ัมผสั อาหาร - 0
2562 55 16 39 39 0 1
รวม ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 (29.1) (70.9) (70.9) - 0 (1.8)
รวม ปง บประมาณ พ.ศ. 2563 0
รวมทงั้ หมด 2563 48 18 30 29 - 0 3
- หมายถึง ไมไดวิเคราะห (37.5) (62.5) (60.4) 0 (6.3)
- 0
รวม 103 34 69 68 2 0 4
(33.0) (67.0) (66.0) (7.7) 0 (3.9)
2
114 41 73 72 (10.0) 5
(36.0) (64.0) (63.2) 4 (4.4)
(8.7)
2562 26 2 24 24 2 3
(7.7) (92.3) (92.3) (2.3) (11.5)
2
2563 20 0 20 20 (2.7) 0
(100.0) (100.0) 4
(2.5) 3
รวม 46 2 44 44 (6.5)
(4.3) (95.7) (95.7)
5
87 20 67 67 (5.7)
(23.0) (77.0) (77.0)
3
73 23 50 49 (4.1)
(31.5) (68.5) (67.1)
116 8
160 43 117 (72.5) (5.0)
(26.9) (73.1)
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 697
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.
วจิ ารณ
การตรวจหาจุลินทรียปนเปอนในตัวอยางอาหารพรอมบริโภคและภาชนะสัมผัสอาหารท่ีสุมเก็บจาก
รา นอาหารสวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 พบจลุ นิ ทรยี ห ลายชนดิ ทเ่ี ปน สาเหตุ
ทาํ ใหอ าหารพรอ มบรโิ ภคไมผ า นเกณฑ( 5) การตรวจพบจลุ นิ ทรยี แ ตล ะชนดิ มขี อ บง ชดี้ งั น้ี จาํ นวนจลุ นิ ทรยี ท ต่ี รวจพบใน
อาหารประเภทผัด อาหารปรุงสุกแลวผานการหยิบจับดวยมือหรือห่ันผานเขียง ยํา-สมตํา-อาหารที่ปนผักสด-ผลไม
และขนมหวาน-ขนมอบ ปกตจิ าํ นวนจลุ นิ ทรยี จ ะไมไ ดเ ปน ตวั ประเมนิ ความปลอดภยั ของอาหารโดยตรง แตใ ชเ ปน ดชั นี
ช้ีวัดคุณภาพของอาหาร หากชวงเวลาในการเก็บอาหารไวนานจํานวนจุลินทรียก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปดวย โดยเฉพาะ
อาหารทเี่ กบ็ ในตเู ย็นทไ่ี มไดค วบคมุ อุณหภมู ิ หรือการนาํ อาหาร เขา - ออกจากตเู ยน็ หลายครัง้ (16) ยีสตเ ปน จลุ ินทรียท ่ี
พบไดท่ัวไปและปนเปอนมาจากดินและนํ้า งานวิจัยนี้พบยีสตในอาหารประเภทยํา-สมตํา-อาหารท่ีปนผักสด-ผลไม
ซ่ึงมีวัตถุดิบบางชนิดไมผานความรอนหากผูผลิตลางไมสะอาดพอ เช้ือยังคงหลงเหลืออยู(17) การที่มีเช้ือยีสต
อยูในอาหารไมกอใหเกิดอันตรายแตทําใหอาหารเสื่อมเสียโดยการเปล่ียนนํ้าตาลไปเปนกาซคารบอนไดออกไซด
และแอลกอฮอล อาหารจะเกิดกลิ่นหมักและมีฟองกาซเกิดขึ้น(18) E. coli เปนจุลินทรียที่บงชี้การปนเปอน
อุจจาระของคนหรือสัตวเลือดอุน(3) การปนเปอน E. coli แสดงถึงกระบวนการผลิตและเก็บรักษาไมถูกสุขลักษณะ
เน่ืองจาก E. coli เปนจุลินทรียท่ีไมทนความรอนผลการตรวจท่ีเกินเกณฑในอาหารพรอมบริโภค โดยเฉพาะอาหาร
ทผ่ี า นความรอ นกอ นบรโิ ภค (ตม -นงึ่ ผดั และอาหารปรงุ สกุ ทผ่ี า นการหยบิ จบั ดว ยมอื หรอื หนั่ ผา นเขยี ง) แสดงใหเ หน็ วา
อาหารเกดิ การปนเปอ นซา้ํ (recontaminated) ซงึ่ มสี าเหตสุ ว นใหญม าจากการปนเปอ นขา ม (cross contaminated)
จากอาหารดิบสูภาชนะ เคร่ืองมือ เครื่องใชเคร่ืองแตงกาย มือ หรือการไอจามของผูประกอบการลงสูอาหารสุก(19)
B. cereus เปนแบคทีเรียท่ีสรางสปอรจึงทนตอสภาวะแวดลอมไดดี พบไดบอยในอาหารที่มีแปงและธัญพืช
เปนสว นประกอบ โดยในแปง สาลจี ะมีสปอรข อง Bacillus เฉลยี่ 20 - 30 สปอรต อ กรัมอาหาร และมกั พบ Bacillus
ในแปงที่ผานการฟอกส(ี 3) สอดคลองกับผลตรวจอาหารประเภทขนมหวาน-ขนมอบ ที่ไมผานเกณฑโดยมีสาเหตุหลัก
มาจาก B. cereus โรคอาหารเปนพิษจากแบคทีเรียชนิดนี้ มักเกิดจากการเก็บอาหารที่ปรุงสุกแลวในอุณหภูมิที่เย็น
ไมเพียงพอเปนเวลาหลายชั่วโมงและไมไดอุนรอนกอนรับประทาน เชน การเตรียมอาหารประเภทขาวครั้งละ
มากๆ แลวต้ังทิ้งไวหรือรอจนกวาจะจําหนายหมด ทําให B. cereus เจริญพรอมกับสรางเอนเทอโรทอกซินขึ้นมา
อยางไรก็ตามปริมาณของ B. cereus ท่ีกอโรคไดตองมีมากกวา 106 เซลลตอกรัมอาหาร(1, 20) C. perfringens
พบเกินเกณฑในอาหารประเภท ตม-นึ่งและอาหารปรุงสุกที่ผานการหยิบจับดวยมือหรือห่ันผานเขียง โดยอาหาร
ประเภทตม-นึ่ง ใชความรอนในการประกอบอาหารสูง แต C. perfringens เปนแบคทีเรียที่สามารถสรางสปอรได
ในบางสายพันธุสปอรสามารถทนตออุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ไดนานเกิน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้โรคอาหาร
เปน พษิ จากแบคทเี รยี ชนดิ นมี้ กั เกดิ จากการทเี่ กบ็ อาหารทป่ี รงุ สกุ แลว ในอณุ หภมู ทิ ไี่ มเ หมาะสม (รอ นหรอื เยน็ ไมเ พยี งพอ)
เปนเวลาหลายชั่วโมง หากความรอนที่ใชทําใหอาหารสุกไมเพียงพอที่จะทําลายสปอร เม่ือตั้งอาหารท้ิงไว สปอร
จะงอกและผลิตสารพิษออกมา(10, 20) L. monocytogenes เปนแบคทีเรียท่ีถูกทําลายดวยอุณหภูมิพาสเจอรไรซ
การตรวจพบแบคทเี รยี ชนดิ นี้ สาเหตอุ าจมาจากการปรงุ อาหารดว ยความรอ นทไ่ี มส งู พอ หรอื เกดิ จากการปนเปอ นขา มจาก
ภาชนะทส่ี ัมผัสอาหาร เนื่องจาก L. monocytogenes สามารถสรา งไบโอฟลม ยึดเกาะกับพื้นผวิ ไดด ี ในขณะทก่ี ารลา ง
ทําความสะอาดเปนไปไดยาก(3, 20, 21) Salmonella spp. เปนแบคทีเรียท่ีอยูในลําไสของสัตวปกรวมท้ังมนุษย
โดยออกจากลําไสมากับอุจจาระ การตรวจพบในอาหารประเภท ผัด อาหารปรุงสุกที่ผานการหยิบจับดวยมือหรือหั่น
ผานเขียง และประเภทยํา-สมตํา-อาหารท่ีปนผักสด-ผลไม สันนิษฐานวาผูปรุงอาหารอาจเปนพาหะประกอบ
กับสุขลักษณะสวนบุคคลไมดี และมีการปนเปอนขามระหวางอาหารดิบ โดยเฉพาะเนื้อสัตวดิบ ไปยังอาหารสุก
ผา นทางอุปกรณป ระกอบอาหาร เชน มีดและเขยี ง เปนตน(3, 20) S. aureus พบในอาหารประเภทยาํ -สมตาํ -อาหาร
ท่ีปนผักสด-ผลไม การตรวจพบแบคทีเรียชนิดนี้แสดงถึงผูประกอบอาหารมีสุขลักษณะสวนบุคคลท่ีไมดี เน่ืองจาก
698 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การประเมินคณุ ภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารพรอมบริโภคและภาชนะสัมผสั อาหาร ณัฐกานต ติยศวิ าพร และคณะ
เปนเชื้อท่ีพบไดตามจมูก มือ แขน ในสิว ฝ หนอง เปนตน(3) ท้ังนี้ การปนเปอนของเชื้อจุลินทรียท่ีกอโรคในอาหาร
นอกจากท่ีปนเปอนมากับวัตถุดิบแลว สาเหตุหลัก คือมาจากผูท่ีสัมผัสอาหารมีสุขลักษณะสวนบุคคลไมดี (ผานทาง
fecal oral route และทางผิวหนงั รา งกาย) การใชอปุ กรณประกอบอาหาร และบริเวณท่ปี ระกอบอาหารไมส ะอาด(22)
อาหารพรอมบริโภคทตี่ รวจไมผ านเกณฑสูงท่ีสุด คือ ยํา-สม ตํา-อาหารท่ปี นผักสด-ผลไม เน่อื งจากวตั ถดุ ิบ
ที่ใชประกอบอาหารบางชนิดไมผานความรอน (เชน ผักและผลไม) หรือผานความรอนไมเพียงพอ (เชน การลวก
เนื้อสัตวตาง ๆ) และการปรงุ อาหารประเภทนี้มักมกี ารหยิบหรือจบั อาหารดิบสลับอาหารสุกโดยไมไ ดล างมือ ทาํ ใหมี
โอกาสที่เช้ือโรคจากวัตถุดิบปนเปอนขามสูอาหารปรุงสุกไดมากกวาอาหารประเภทอ่ืน(19) สอดคลองกับงานวิจัยของ
ธนชีพ พีระธรณิศร และคณะ(23) ที่ตรวจโคลิฟอรมแบคทีเรียดวยชุดทดสอบการปนเปอนของโคลิฟอรมแบคทีเรีย
(SI - 2) ในอาหาร พบวา อาหารประเภทผลไม สลดั สม ตาํ พบการปนเปอ นโคลฟิ อรม แบคทเี รยี สงู กวา อาหารประเภทอนื่
อยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ (p<0.0001) อาหารประเภทอนื่ ๆ ใชค วามรอ นในการประกอบอาหาร ความรอ นจะชว ยทาํ ลาย
เชอ้ื จลุ นิ ทรยี โดยเฉพาะประเภททอด-ยา ง ผลตรวจจงึ ผา นเกณฑร อ ยละ 100.0 สว นอาหารปรงุ สกุ แลว ผา นการหยบิ จบั
ดว ยมอื หรอื หน่ั ผา นเขยี ง การปนเปอ นอาจเกดิ ขนึ้ ได โดยผา นมอื เขยี ง มดี และภาชนะบรรจอุ าหารตา ง ๆ ทใ่ี ชป ะปนกนั
ระหวา งของสกุ และของดบิ ทาํ ใหอ าหารทปี่ รงุ สกุ ดแี ลว ปนเปอ นขา มดว ยเชอ้ื นไี้ ดอ กี หรอื เชอื้ อาจมาจากผปู ระกอบอาหาร
เอง เน่ืองจากสุขลกั ษณะสวนบคุ คลไมด ี
ผลตรวจจุลินทรียในภาชนะสัมผัสอาหารที่ไมผานเกณฑ(5) สาเหตุหลักมาจากจํานวนจุลินทรียสอดคลองกับ
งานวจิ ัยของ กิจจา จิตรภริ มย และคณะ(24) ทีป่ ระเมินความสะอาดของภาชนะสัมผสั อาหาร ไดแก จาน ชอ น และแกวน้ํา
รวม 150 ตวั อยาง จากรานและแผงลอยอาหารตามสง่ั ในตลาดสดคลองเตย กรงุ เทพมหานคร และพบวาภาชนะสมั ผัส
อาหารสว นใหญ (รอ ยละ 64.0) มกี ารปนเปอ นของแบคทเี รยี ทงั้ หมดเกนิ มาตรฐานสขุ าภบิ าลอาหาร (มากกวา 1.0 ×103
CFU/ช้ินภาชนะ) ผลตรวจจุลินทรยี ในภาชนะทีส่ ัมผัสอาหารสวนกลาง เชน จาน ชาม ชอน - สอม ปง บประมาณ พ.ศ.
2563 ผา นเกณฑรอ ยละ 100.0 เนือ่ งจากมีการปรบั เปล่ยี นวธิ ีการตากแหง จากเดิมจะนาํ ภาชนะใสต ะกรา คลมุ ดว ยผา
แลว นาํ ไปวางตากใหแ หงในทีโ่ ลง ตอ มาเปลยี่ นเปน การใชเ คร่อื งอบแหงภาชนะแทน สงผลใหผลการตรวจเชือ้ จุลินทรีย
ผานเกณฑทุกรายการ แสดงถึงเครื่องอบแหงมีประสิทธิภาพในการกําจัดเช้ือจุลินทรียไดเปนอยางดี และการท่ีภาชนะ
ในกลุมน้มี คี วามสะอาดและปลอดภัยนบั วามคี วามสําคัญมาก เนอื่ งจากเปนอปุ กรณท ี่ใชในการรับประทานอาหาร หาก
มกี ารปนเปอ นของเชอื้ จลุ นิ ทรยี ก อ โรค จะทาํ ใหเ ชอื้ โรคเขา สรู า งกายโดยตรง ในขณะทภ่ี าชนะทสี่ มั ผสั อาหารสว นของรา น
คา ไดแก ทพั พี มีด เขยี ง และถาด ผลตรวจไมผา นเกณฑย งั คงสูง นอกจากจํานวนจุลนิ ทรียเกินเกณฑแลว ยังมีสาเหตุ
จาก S. aureus ซง่ึ เปนเชือ้ กอ โรคอาหารเปน พษิ หากรา นคาใชภาชนะเหลา นีป้ ระกอบอาหารทีไ่ มผานความรอ นหรอื
อาหารที่ปรงุ สกุ แลว อาหารนั้นอาจถกู ปนเปอนดว ยจุลินทรยี ต กคา งจากภาชนะทีล่ า งไมสะอาด สงผลใหอาหารมคี วาม
เส่ียงทีจ่ ะกอ ใหเกิดโรคกับผบู รโิ ภคได ผลตรวจจลุ นิ ทรยี บนมอื ผสู ัมผสั อาหาร พบ E. coli และ S. aureus แสดงถึง
ผูสัมผัสอาหารมีสุขลักษณะสวนบุคคลท่ีไมดี เชน ลางมือไมสะอาดหลังเขาหองน้ํา ไอจามปดปากแลวไมลางมือ หรือ
มีพฤตกิ รรมการลว ง แคะ แกะ เกา เปนตน(3)
เมอ่ื พจิ ารณาคณุ ภาพทางจลุ ชวี วทิ ยาของอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหารทส่ี มุ เกบ็ แลว พบสดั สว น
ของตวั อยา งทไี่ มผ า นเกณฑเ รยี งตามลาํ ดบั จากมากไปนอ ย คอื มอื ผสู มั ผสั อาหาร ภาชนะทสี่ มั ผสั อาหารทงั้ สว นกลางและ
ของรา นคา และอาหารพรอ มบรโิ ภค ไมผ า นเกณฑร อ ยละ 95.7, 64.0 และ 42.7 ตามลาํ ดบั (ขอ มลู ตามตาราง 3 และ 5)
สอดคลองกับผลการตรวจโคลิฟอรมแบคทีเรียท่ีมีการปนเปอนในมือผูสัมผัสอาหาร (รอยละ 55.0) ภาชนะสัมผัส
อาหาร (รอยละ 47.0) และอาหาร (รอ ยละ 42.0)(23) ผลการตรวจอาหารพรอ มบริโภคและภาชนะสัมผัสอาหารทสี่ ุม
เก็บในปงบประมาณ พ.ศ. 2563 ผานเกณฑมากกวาป 2562 มีคา 1.3 เทา แตเมื่อนํามาหาความสัมพันธทางสถิติ
พบวาไมแตกตางกัน (p>0.05) แสดงวาตัวอยางอาหารและภาชนะสัมผัสอาหารที่สุมเก็บในปงบประมาณ พ.ศ.
2562 - 2563 มีคุณภาพทางจุลชีววิทยาไมแตกตางกันการปรับปรุงคุณภาพของอาหารใหสะอาดและปลอดภัย
ตองอาศัยความรวมมือจากทุกภาคสวน คือผูสัมผัสอาหารตองมีความรับผิดชอบตอผูบริโภคและสังคม ดวยการ
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 699
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.
ปฏิบัติตนอยางถูกตองทั้งในเรื่องสุขวิทยาสวนบุคคลและสุขนิสัยท่ีดีในการปรุง ประกอบ และจําหนายอาหาร(4)
กรมวิทยาศาสตรการแพทยซึ่งมีหนาที่กํากับดูแลโดยตรง ควรจัดอบรมเรื่องการสุขาภิบาลอาหารแกผูสัมผัสอาหาร
อยางตอเนื่อง มีขอมูลงานวิจัยสนับสนุนวาผูคาอาหารท่ีเคยผานการอบรมเรื่องการสุขาภิบาลอาหารจากเจาหนาท่ี
สาธารณสขุ มกี ารปฏบิ ตั ดิ า นการสขุ าภบิ าลอาหารระดบั ดมี ากกวา ผคู า อาหารทไ่ี มเ คยผา นการอบรม เรอ่ื งการสขุ าภบิ าล
อาหาร และการไดรับการอบรมเรื่องการสุขาภิบาลอาหารจะชวยใหผูคาอาหารมีทักษะและประสบการณนําไปปฏิบัติ
ในการปรับปรุง ประกอบ จําหนายอาหารใหถูกสุขลักษณะย่ิงขึ้น(25) และการปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหารของ
ผูสัมผัสอาหารกับคุณภาพอาหารดานจุลชีววิทยามีความสัมพันธกันในทางบวก กลาวคือหากปฏิบัติตามหลัก
สุขาภิบาลอาหารต่ํากวาเกณฑมาตรฐานจะสงผลใหมีการปนเปอนของเช้ือจุลินทรียในตัวอยางอาหารพรอมบริโภค(26)
นอกจากนี้กรมวิทยาศาสตรการแพทยควรตรวจประเมินรานอาหารสวัสดิการตามหลักสุขาภิบาลควบคูกับการสุม
ตรวจอาหาร นํ้า และเครื่องด่ืมเปนระยะๆ เพ่ือเปนการกระตุนใหผูสัมผัสอาหารใสใจกับคุณภาพของอาหาร
และดูแลรักษาสุขลักษณะท่ีดีในรานคาของตนอยางสมํ่าเสมอ สําหรับผูบริโภคควรปฏิบัติตามหลัก “กินรอน
ชอนกลาง ลา งมอื ” และเลือกอาหารที่ “สุก รอน สะอาด” หลีกเลี่ยงอาหารสกุ ๆ ดบิ ๆ การเก็บอาหารไวขามม้ือควรเก็บ
ในตูเยน็ และอาหารที่เ ก็บไวน านเกนิ 2 ชั่วโมงตองนาํ มาอนุ ใหรอนทั่วถงึ กอ นรบั ประทาน
สรุป
สํานักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร เก็บตัวอยางอาหารพรอมบริโภคและภาชนะสัมผัสอาหาร จาก
รานอาหารสวัสดิการกรมวิทยาศาสตรการแพทย เพ่ือตรวจประเมินคุณภาพทางจุลชีววิทยาระหวางปงบประมาณ
พ.ศ. 2562 - 2563 จาํ นวน 270 ตวั อยา ง แบงเปนอาหารพรอมบรโิ ภคจํานวน 110 ตวั อยา ง ผลการตรวจวเิ คราะห
ไมผานเกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหารฉบับที่ 3 กรมวิทยาศาสตรการแพทย
คดิ เปน รอยละ 42.7 เนอ่ื งจากจํานวนจลุ นิ ทรีย ยีสต และ E. coli เกินเกณฑก ําหนดคดิ เปนรอยละ 20.0, 52.9 และ
19.0 ตามลาํ ดบั จุลินทรยี ทท่ี าํ ใหเ กิดโรค ไดแ ก B. cereus, C. perfringens, L. monocytogenes, Salmonella
spp. และ S. aureus ไมผานเกณฑค ดิ เปน รอ ยละ 19.6, 2.1, 1.0, 6.4 และ 0.9 ตามลําดับ และตรวจไมพบ เชอ้ื รา
V. cholerae และ V. parahaemolyticus โดยอาหารประเภทยาํ -สม ตาํ -อาหารปนผกั สด-ผลไม ไมผ า นเกณฑส งู สดุ
(รอ ยละ 80.0) ตวั อยางภาชนะสมั ผัสอาหาร จํานวน 160 ตัวอยาง ไมผ า นเกณฑ คิดเปนรอยละ 73.1 สาเหตุจากจาํ นวน
จลุ นิ ทรีย E. coli และ S. aureus คิดเปนรอ ยละ 72.5, 2.5 และ 5.0 ตามลาํ ดบั และตรวจไมพ บ Salmonella spp.
ในทกุ ตวั อยาง ผลการดาํ เนินการเพอ่ื พัฒนาโรงอาหารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทยใ นปงบประมาณ พ.ศ. 2563 สงผล
ใหผ ลการตรวจหาเชอ้ื จลุ นิ ทรยี ผ า นเกณฑม ากกวา ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 มคี า 1.3 เทา แตเ มอ่ื นาํ มาหาความสมั พนั ธ
ทางสถิติพบวาไมแตกตางกัน (p>0.05) ดังนั้นในการปรับปรุงคุณภาพอาหารพรอมบริโภคใหมีคุณภาพและ
ความปลอดภยั มากขน้ึ ตอ งอาศยั ความรว มมอื จากทกุ ภาคสว นในการปฏบิ ตั ติ ามหลกั สขุ าภบิ าลอาหารเพอ่ื ใหร า นอาหาร
สวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทยเ ปน ตน แบบของโรงอาหารปลอดภยั ใสใ จสขุ ภาพ “DMSc. Healthy Canteen”
กติ ติกรรมประกาศ
ขอขอบคุณ นางสาวขันทอง เพ็ชรนอก ผูเชี่ยวชาญเฉพาะดานสุขลักษณะการผลิต (นักวิทยาศาสตร
การแพทยเชี่ยวชาญ) นางสาวจําเรียง ปญุ ญะประสิทธิ์ นักวิทยาศาสตรการแพทยช าํ นาญการพิเศษ สํานักคุณภาพและ
ความปลอดภัยอาหาร กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย ท่ีใหคําแนะนาํ ขอเสนอแนะ และตรวจทานตนฉบบั และขอบคณุ
เจาหนาที่หองปฏิบัติการตรวจวิเคราะหอาหารทางจุลชีววิทยาทุกทานท่ีชวยในงานเตรียมตัวอยางและตรวจวิเคราะห
อาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร
700 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การประเมินคุณภาพทางจุลชีววทิ ยาของอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสัมผสั อาหาร ณฐั กานต ติยศิวาพร และคณะ
เอกสารอางอิง
1. กองนวตั กรรมและวจิ ยั กรมควบคมุ โรค. แผนงานวจิ ยั ดา นการปอ งกนั ควบคมุ โรคและภยั สขุ ภาพ พ.ศ. 2562-2564.
[ออนไลน]. 2562; [สบื คน 12 ธ.ค. 2562]; [112 หนา ]. เขา ถึงไดจาก: URL: http://irem.ddc.moph.go.th/
uploads/book/5c779c5c14610.pdf.
2. สํานักสุขาภิบาลอาหารและนํ้า กรมอนามัย. คูมือการปฏิบัติงานดานสุขาภิบาลอาหารและนํ้า เลม 5 วิชาการ
ดานสุขาภิบาลอาหาร (สสอ). [ออนไลน]. 2556; [สืบคน 12 ธ.ค. 2562]; [52 หนา]. เขาถึงไดจาก:
URL: https://foodsan.anamai.moph.go.th/th/handbook/911.
3. บุษกร อุตรภชิ าต.ิ จลุ ชีววทิ ยาทางอาหาร. พมิ พค รง้ั ที่ 4. สงขลา: ศนู ยห นงั สอื มหาวทิ ยาลัยทักษณิ ; 2552.
4. สาํ นกั สขุ าภบิ าลอาหารและนา้ํ กรมอนามยั . คมู อื หลกั สตู รการสขุ าภบิ าลอาหารสาํ หรบั ผสู มั ผสั อาหารและผปู ระกอบ
กิจการดา นอาหาร. [ออนไลน]. 2557; [สืบคน 5 ธ.ค. 2562]; [115 หนา]. เขาถึงไดจ าก: URL: https://food-
sanold.anamai.moph.go.th/download/D_Media/Handbook/คูมือหลักสตู รผสู มั ผสั อาหาร.pdf.
5. สาํ นกั คณุ ภาพและความปลอดภยั อาหาร กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย. เกณฑค ณุ ภาพทางจลุ ชวี วทิ ยาของอาหารและ
ภาชนะสมั ผสั อาหาร ฉบบั ท่ี 3 (พ.ศ. 2560). นนทบรุ ี: กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสขุ ; 2560.
6. Chapter 6: culture methods for enumeration of microorganisms, and Chapter 8: mesophilic
aerobic plate count. In: Salfinger Y, Tortorello ML, editors. Compendium of methods for the
microbiological examination of foods. 5th ed. Washington, DC: APHA Press; 2015. p. 75 - 87,
95 - 101.
7. AOAC official method 997.02 yeast and mold counts in foods, dry rehydratable film method
(PetrifilmTM Method). In: Latimer GW, editor. Official methods of analysis of AOAC International,
volume I. 20th ed. Maryland: AOAC International; 2016. p. 19 - 21.
8. Feng P, Weagant SD, Grant MA, Burkhardt W. Chapter 4: Enumeration of Escherichia coli
and the Coliform Bacteria. In: Bacteriological analytical manual (BAM). [online]. 2017; [cited
2019 Aug 2]; [18 screens]. Available from: URL: https://www.fda.gov/food/laboratory - meth-
ods - food/bam - 4 - enumeration - escherichia - coli - and - coliform - bacteria.
9. Tallent SM, Knolhoff A, Rhodehamel EJ, Harmon SM, Bennett RW. Chapter 14: Bacillus cereus.
In: Bacteriological analytical manual (BAM). [online]. 2012; [cited 2019 Aug 2]; [10 screens].
Available from: URL: https://www.fda.gov/food/laboratory - methods - food/bam - bacil-
lus - cereus.
10. Rhodehamel EJ, Harmo SM. Chapter 16: Clostridium perfringens. In: Bacteriological analytical
manual (BAM). [online]. 2001; [cited 2019 Jul 5]; [7 screens]. Available from: URL: https://
www.fda.gov/food/laboratory - methods - food/bam - clostridium - perfringens.
11. ISO 11290 - 1:2017. Microbiology of the food chain - horizontal method for the detection and
enumeration of Listeria monocytogenes and of Listeria spp. - Part 1: detection method. Geneva,
Switzerland: International Organization for Standardization; 2017.
12. ISO 6579 - 1:2017. Microbiology of the food chain - horizontal method for the detection,
enumeration and serotyping of Salmonella - Part 1: detection of Salmonella spp. Geneva,
Switzerland: International Organization for Standardization; 2017.
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 701
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.
13. Tallent S, Hait J, Bennett RW, Lancette GA. Chapter 12: Staphylococcus aureus. In: Bacteriological
analytical manual (BAM). [online]. 2016; [cited 2019 Jul 12]; [6 screens]. Available from: URL:
https://www.fda.gov/food/laboratory - methods - food/bam - staphylococcus - aureus.
14. ISO 21872 - 1:2017. Microbiology of the food chain - horizontal method for the determination
of Vibrio spp. - Part 1: detection of potentially enteropathogenic Vibrio parahaemolyticus,
Vibrio cholerae and Vibrio vulnificus. Geneva, Switzerland: International Organization for
Standardization; 2017.
15. ทสั สนี นชุ ประยูร, เตมิ ศรี ชาํ นจิ ารกิจ, บรรณาธิการ. สถติ ิในวิจยั ทางการแพทย. พมิ พคร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: สาํ นัก
พิมพแ หง จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ; 2541. หนา 79.
16. Health Protection Agency. Guidelines for assessing the microbiological safety of ready - to - eat
foods placed on the market. [online]. 2009; [cited 2019 Dec 13]; [34 screens]. Available from:
URL: https://assets.publishing.service.gov.uk/government/uploads/system/uploads/attach-
ment_data/file/363146/Guidelines_for_assessing_the_microbiological_safety_of_ready - to - eat_
foods_on_the_market.pdf.
17. นม่ิ นวล แกว ชะเนตร. การสาํ รวจจลุ นิ ทรยี ใ นสลดั ผกั พรอ มบรโิ ภค. [วทิ ยานพิ นธ] . สาขาโภชนศาสตรศ กึ ษา, บณั ฑติ
วทิ ยาลยั . เชียงใหม: มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม; 2545.
18. บทท่ี 1 การเสอ่ื มคุณภาพและการเส่ือมเสียของอาหาร. ใน: อรพิน ชัยประสพ. วชิ าการถนอมอาหาร (FD323).
[ออนไลน] . 2548; [สบื คน 8 พ.ย. 2563]; [21 หนา ]. เขา ถงึ ไดจ าก: URL: http://old - book.ru.ac.th/e - book/
f/FD323(54)/FD323 - 1.pdf.
19. กมลวรรณ กนั แตง , อจั ฉรา อยคู ง, รชั ฎาพร สวุ รรณรัตน. ความปลอดภยั ทางจุลชวี วิทยาของอาหารพรอมบรโิ ภค
ที่จําหนา ย ณ สถานีขนสง ผูโดยสารในเขตกรุงเทพมหานคร. ว กรมวิทย พ 2558; 57(3): 269 - 78.
20. สุมณฑา วัฒนสนิ ธุ. จุลชวี วทิ ยาทางอาหาร. พมิ พครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพม หาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร; 2549.
21. นพดล ประเสริฐสินเจริญ, ทิพยรัตน ชาหอมชื่น. ไบโอฟลม มิตร หรือศัตรู. ว วิทยาศาสตรสุขภาพสัตวและ
เทคโนโลยี 2562; 3(1): 24 - 32.
22. Linscott AJ. Food - borne illnesses. Clin Microbiol Newslett 2011; 33(6): 41 - 5.
23. ธนชพี พรี ะธรณิศร, ดสุ ติ สจุ ิรารัตน, ศริ าณี ศรีใส. การวเิ คราะหปจจัยทีม่ ีความสัมพันธต อ สภาวการณสุขาภบิ าล
อาหารในเขตเทศบาลนครพษิ ณโุ ลก จงั หวดั พษิ ณุโลก. ว สาธารณสขุ ศาสตร 2558; 45(3): 230 - 43.
24. กิจจา จติ รภริ มย, วลีรตั น ภมรพล, วชริ ะ สิงหคเชนทร, ฌาน ปทมะ พลยง. การประเมินความสะอาดของภาชนะ
สมั ผสั อาหารในรา นอาหารตามสงั่ ในตลาดคลองเตย กรงุ เทพมหานคร. ว ความปลอดภยั และสขุ ภาพ 2559; 9(32):
18 - 30.
25. เตอื นใจ ชวี าเกยี รตยิ งิ่ ยง. ปจ จยั ทมี่ คี วามสมั พนั ธก บั พฤตกิ รรมสขุ าภบิ าลอาหารตามเกณฑม าตรฐานอาหารสะอาด
รสชาตอิ รอ ยของผปู ระกอบการคา อาหารในเขตรบั ผดิ ชอบของศนู ยอ นามยั ที่ 1 กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ .
[วิทยานิพนธ] . สาขาวชิ าสุขศึกษา, บณั ฑิตวทิ ยาลัย. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร; 2551.
26. อานงค ใจแนน. การปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหารของผูสัมผัสอาหารและคุณภาพอาหารทางดานจุลชีววิทยา
ในรานจําหนายอาหารพรอมบริโภค. [วิทยานิพนธ]. สาขาวิชาโภชนศาสตรศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย. เชียงใหม:
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม; 2552.
702 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การประเมนิ คุณภาพทางจุลชีววทิ ยาของอาหารพรอมบรโิ ภคและภาชนะสัมผสั อาหาร ณฐั กานต ติยศวิ าพร และคณะ
Evaluation of the Microbiological Quality
of Ready-to-eat Foods and Food Contact
Articles in Welfare Restaurants of the
Department of Medical Sciences
Nutthakan Tiyasiwaporn Kamonwan Kantaeng and Patraporn Srimai
Bureau of Quality and Safety of Food, Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Nonthaburi,
11000 Thailand
ABSTRACT Between the fiscal year 2019 and 2020, the Bureau of Quality and Safety of Food
collected 270 samples of the ready-to-eat foods (110 samples) and food contact articles (160 samples)
from welfare restaurants of the Department of Medical Sciences. This study aimed to evaluate the
microbiological quality of the collected samples using the microbiological quality guidelines for food and
food contact articles, third edition, Department of Medical Sciences as standard guidelines. The results
showed that 42.7% of 110 samples of 6 types of ready-to-eat foods did not pass the criteria and they were
caused from yeast, aerobic plate count and Escherichia coli as 52.9%, 20.0% and 19.0%, respectively.
The pathogenic bacteria, such as Bacillus cereus, Clostridium perfringens, Listeria monocytogenes,
Salmonella spp. and Staphylococcus aureus were found as 19.6%, 2.1%, 1.0%, 6.4% and 0.9%,
respectively. However, mold, Vibrio cholerae and Vibrio parahaemolyticus were not found in all
samples. Thai salad-papaya salad-food with vegetables-fruits did not pass the highest criteria (80.0%).
A sum of 73.1% of 160 samples of food contact articles did not pass the criteria and they were mainly
caused from aerobic plate count. In comparison, the qualified results of the fiscal year 2020 was 1.3 times
greater than that of 2019; however, they were not significant difference (p>0.05). In order to improve
the quality and safety of ready-to-eat foods, food handlers must have good personal hygiene and good
hygienic practices during preparing, cooking and selling food. The Department of Medical Sciences should
provide training and assessment of welfare restaurant on food sanitation, including randomly collect
sample of food and food contact articles for quality testing. Consumers should follow the principles of
“eat hot food, use serving spoon and always wash your hands” and “eat cooked food that is still hot and
clean”
Keywords: Microbiological quality, Ready-to-eat foods, Food contact articles, Food safety
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 703
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
รายงานจากหองปฏบิ ัตกิ าร ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 704-720
การทดสอบความถูกตอ งของวิธีวิเคราะหสอี ีรโิ ทรซนิ
ในอาหารโดยเทคนคิ HPLC
จนั ทรเ พญ็ โตวยิ านนท และสุธาทพิ ย วทิ ยชัยวุฒวิ งศ
สาํ นกั คณุ ภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย อําเภอเมือง นนทบรุ ี 11000
บทคดั ยอ สอี รี โิ ทรซนิ อยใู นกลมุ สอี นิ ทรยี ส งั เคราะหช นดิ หนงึ่ เปน สที มี่ คี วามไวตอ แสงและความรอ น จดั เปน วตั ถเุ จอื ปนอาหาร
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบบั ที่ 418 พ.ศ. 2563 ออกตามความในพระราชบัญญตั ิอาหาร พ.ศ. 2522 เร่ืองกําหนด
หลกั เกณฑ เงือ่ นไข วธิ ีการใช และอตั ราสวนของวตั ถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 2) การศกึ ษานไี้ ดพัฒนาและปรับปรงุ วิธีวเิ คราะห
ปริมาณสีอีริโทรซินในอาหารซ่ึงเดิมใชการสกัดดวย 1-butanol แลววัดปริมาณดวยเคร่ือง spectrophotometer ซ่ึง
เหมาะสาํ หรบั ตวั อยา งอาหารทลี่ ะลายน้ําเทา นน้ั โดยเปลย่ี นมาเปน การสกดั ตวั อยา งแตล ะกลมุ อาหาร (อาหารทล่ี ะลายนํ้า, อาหาร
ไมละลายน้ํา และอาหารประเภทที่มีไขมัน) แลวใชเทคนิค HPLC ในการตรวจวัดปริมาณ จากการทดสอบพบวาวิธี
มีความจําเพาะเจาะจง ถูกตอง แมนยํา และความเปนเสน ตรงอยูใ นชวง 0.10 ถงึ 50 มลิ ลิกรัมตอ กโิ ลกรัม โดยมีคาสัมประสิทธิ์
การตดั สินใจ (R2) มากกวา 0.9995 แตละกลุมอาหารมพี ารามเิ ตอรตา งๆ ดังนี้ ขีดจํากดั การตรวจมคี า 0.06, 0.10 และ 0.10
มลิ ลิกรมั ตอกิโลกรัม ตามลาํ ดับ ขีดจาํ กดั การวเิ คราะหป ริมาณมคี า 0.20, 0.20 และ 0.25 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ตามลําดับ
ความเทย่ี งตรงแสดงดว ยคา เบย่ี งเบนมาตรฐานสมั พทั ธ (%RSDr) มคี า ไมเ กนิ 1.5%, 4.5% และ 2.9% ตามลาํ ดบั ความแมน ยาํ
แสดงดว ยคาเฉลย่ี ของ %recovery อยใู นชว งรอ ยละ 96.1 - 99.4, 92.1 - 95.1 และ 83.3 - 96.0 ตามลําดบั วธิ วี ิเคราะหนี้
สามารถใชวเิ คราะหป ริมาณสอี ีริโทรซนิ ครอบคลมุ ในทุกกลุมอาหารโดยมีความจําเพาะเจาะจง ถกู ตอง และแมน ยาํ
คําสําคัญ: สอี รี โิ ทรซนิ , อาหาร, เทคนิค HPLC
Corresponding author E-mail: [email protected]
Received: 27 October 2020 Revised: 31 May 2021 Accepted: 9 July 2021
704 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การทดสอบความถกู ตองของวธิ ีวเิ คราะหส อี รี ิโทรซนิ โดยเทคนคิ HPLC จนั ทรเ พญ็ โตวยิ านนท และสธุ าทพิ ย วิทยช ัยวฒุ ิวงศ
บทนาํ
HPLCหรอื HighPerformanceLiquidChromatographyเปน เครอื่ งมอื ทใี่ ชว เิ คราะหก ลมุ ของสารประกอบ
อินทรียท่ีไมระเหย หรือกลุมสารประกอบอินทรียท่ีสามารถระเหยไดปานกลาง โดยตัวอยางท่ีจะนํามาวิเคราะหจะตอง
พิจารณาถึงความสามารถในการละลายของสารที่ตองการวิเคราะหกับตัวทําละลายอินทรียผสมที่ใชกอน เพ่ือปองกัน
การไมละลายเขาดวยกัน หรือการตกตะกอนของตัวทําละลายผสม และไมใหเกิดการอุดตันในระบบ รวมทั้งพิจารณา
คาการดูดกลนื คล่นื แสงของตวั ทาํ ละลายอนิ ทรียดวย (UV cut-off)(1)
เทคนคิ การแยกองคป ระกอบของสารผสมของเครอื่ ง HPLC อาศยั ความแตกตา งของอตั ราการเคลอื่ นทข่ี อง
แตล ะองคป ระกอบของสารผสมบนเฟสคงท่ี (Stationary phase) ซงึ่ อยใู นคอลมั น ภายใตการพาของเฟสเคลือ่ นที่
(Mobile phase) คอื ตวั ทาํ ละลายอนิ ทรียผ สม เม่อื สารท่ีตอ งการวเิ คราะหผา นเขาสูเครอื่ ง HPLC สารดังกลาวจะถกู
พาเขา สคู อลมั นโ ดยตวั ทาํ ละลายอนิ ทรยี ผ สม เพอื่ ใหเ กดิ การแยกสาร (Separation) โดยอาศยั การทาํ ปฏกิ ริ ยิ าระหวา ง
สารที่อยภู ายในคอลมั น และความสามารถในการละลายของสารผสม
สอี รี โิ ทรซิน (C20H6I4Na2O5) ดังแสดงในภาพที่ 1 หรือ Food Red No.3 ตามการจัดกลุมสีของ US. FDA
หรอื E 127 ตามการจดั กลมุ สขี อง European Food Safety Authority (EFSA) จดั อยใู นกลมุ ของสอี นิ ทรยี ส งั เคราะห
สามารถละลายไดใ นน้าํ และเอทานอล ไวตอแสงและความรอน มีเชดสีชมพูเชอรร ี่ถงึ แดง (2) ในป ค.ศ. 1989 the EU
Scientific Committee for Food (SCF) และ ป ค.ศ. 1990 the Joint FAO/WHO Expert Committee on
Food Additives (JECFA) ไดมีการประเมนิ และกาํ หนดคา Acceptable Daily Intake (ADI) ของสอี ีรโิ ทรซิน
เทากับ 0-0.1 มิลลกิ รัมตอกโิ ลกรัมน้าํ หนกั ตัวตอวนั ตอมาป ค.ศ. 2011 SCF และป ค.ศ. 2018 JECFA มีการ
ทบทวนคา ADI โดยยงั คงคา เดิม(3)
ภาพที่ 1 โครงสรางทางเคมขี องสีอรี ิโทรซิน
สีอีริโทรซินมีคา ADI ต่ํา แมไดรับปริมาณนอยอาจสงผลตอสุขภาพได มีรายงานถึงพิษภัยของสีชนิดนี้
เน่ืองจากโครงสรางโมเลกลุ ของสอี ีริโทรซนิ มีไอโอดีนเปนสว นประกอบอยรู อยละ 57.6 โดยอาจมีผลกระตุน การทาํ งาน
ของตอมไทรอยด ซ่ึงอาจสงผลทําใหเกิดเนื้องอกท่ีตอมไทรอยดได หรือทําใหมีอาการไวตอแสง (phototoxicity)
อยางไรก็ตามจากรายงานความคิดเห็นทางวิทยาศาสตรของ EFSA ซึ่งเปนหนวยงานของประเทศในกลุมสหภาพ
ยุโรป ไดสรุปวา สอี รี โิ ทรซินถูกดูดซึมเขา รางกายไดเลก็ นอ ย ไมมกี ารสะสม และไอโอดนี ในสอี รี โิ ทรซินไมไดถ กู สลาย
ออกมา ซ่ึงสีชนิดนี้นิยมใชในอาหารประเภทเชอรร่ีเชื่อม ลูกอม หมากฝรั่ง เปนตน สําหรับประเทศไทยอนุญาต
ใหใชในอาหารไมกี่ประเภท โดยชนิดอาหารและปริมาณที่ใชตองเปนไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 418) พ.ศ. 2563 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เรื่องกําหนดหลักเกณฑ เงื่อนไข
วธิ ีการใช และอตั ราสวนของวตั ถุเจอื ปนอาหาร (ฉบบั ที่ 2)(3) ซ่งึ อนุญาตใหใ ชในหมวดอาหาร ดังแสดงในตารางท่ี 1
โดยมเี งือ่ นไขดังนี้
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 705
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong
ตารางท่ี 1 หลักเกณฑ เง่ือนไข วิธีการใช และอัตราสวนของวัตถุเจือปนอาหารซึ่งอนุญาตใหใชในหมวดอาหาร
หมวดอาหาร ปรมิ าณสงู สดุ ท่ีอนญุ าต เงอ่ื นไข*
(มิลลกิ รัมตอกิโลกรมั )
แยม เยลลี่ และมารมาเลด 200 TH61
ผลไมแชอ่มิ เชื่อม หรือเคลือบดว ยนาํ้ ตาล 200 54
ผกั สาหรา ยทะเล ดอง 30
หมากฝร่งั 50
ผลิตภณั ฑใ ชเคลอื บหรอื แตงหนา ขนมและซอสหวาน 100
ผลิตภณั ฑเ นือ้ สัตวทงั้ ชน้ิ หรอื ตัดแตง และผานกรรมวิธี 30 4, 16, XS96, XS97
ผลิตภณั ฑเนอ้ื สัตวบดและผา นกรรมวิธี 30 4, 290, XS88
เง่อื นไข*
4 = ใชเฉพาะประทบั ตรา หรือทําเครอื่ งหมายบนผลิตภณั ฑเ ทานัน้
16 = ใชสําหรบั เคลอื บหรอื ตกแตงผวิ ในผักและผลไม เนอื้ สตั วหรือปลา
54 = ใชส าํ หรับเชอรี่คอ็ กเทลและเชอรี่ตกแตง ขนมเทา นั้น
TH61 = สาํ หรับผลติ ภณั ฑต ามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ (ฉบับท่ี 213) พ.ศ. 2543 เร่ือง แยม เยลล่ี
และมารม าเลด ในภาชนะบรรจทุ ป่ี ดสนิท เทานนั้
XS88 = ยกเวน ผลติ ภัณฑต าม Standard for Corned Beef (CODEX STAN 88-1981)
XS96 = ยกเวนผลติ ภณั ฑต าม Standard for Cooked Cured Ham (CODEX STAN 96-1981)
XS97 = ยกเวนผลิตภัณฑตาม Standard for Cooked Cured Pork Shoulder (CODEX STAN
97-1981)
ในอดีตสํานักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร วิเคราะหหาปริมาณสีอีริโทรซินในอาหารโดยใชการสกัด
ตัวอยางดวย 1-butanol แลวนําไปตรวจวัดปริมาณโดยเครื่อง spectrophotometer(4, 5) ซ่ึงวิธีดังกลาวเหมาะกับ
ตัวอยางอาหารในกลุมที่ละลายน้ํา โดยอาหารกลุมอื่นๆ จะไมสามารถตรวจวิเคราะหหาปริมาณได และแมวาเทคนิค
spectrophotometer จะสามารถหาสอี รี โิ ทรซนิ ในตวั อยา งทล่ี ะลายนา้ํ แตถ า ในตวั อยา งอาหารชนดิ นนั้ มกี ารใชส อี รี โิ ทรซนิ
รวมกับสีอินทรียสังเคราะหอ่ืน จะตองทําการแยกแตละสีท่ีผสมอยูในตัวอยางใหเปนสีเดี่ยวดวยเทคนิค paper
chromatography กอน แลวจึงนําแถบสีทแ่ี ยกไดม าตรวจวัดปรมิ าณซ้ําดวยเคร่อื ง spectrophotometer ทําใหเพ่มิ
ระยะเวลาการตรวจวิเคราะห และใชทรัพยากรของหองปฏิบัติการมากข้ึนไปอีก ดังนั้นทางหองปฏิบัติการวัตถุเจือปน
อาหารจึงพัฒนาและปรับปรุงวิธีการตรวจวิเคราะหหาปริมาณสีอีริโทรซิน ดวยเคร่ือง HPLC(6) ทําใหลดระยะเวลา
วิเคราะห ลดความยุงยากและซับซอนในกรณีที่ตัวอยางมีสีอีริโทรซินรวมกับสีอินทรียสังเคราะหอื่น จากน้ันจึงทําการ
ทดสอบความถกู ตอ งของวธิ ีวิเคราะห ไดวิธที ่ถี กู ตอง แมน ยํา สามารถวิเคราะหป ริมาณสีอีรโิ ทรซนิ ในหลายกลมุ อาหาร
ท่ีเปน ตวั แทนครอบคลุมอาหารทกุ ประเภทไดอยางถูกตอง แมนยํา
วัสดแุ ละวธิ กี าร
สารมาตรฐานและสารเคมี
สารมาตรฐาน : สีอีรโิ ทรซิน (Sigma, USA) ความบริสุทธิ์ 92.4%
สารเคมี HPLC grade ไดแ ก acetonitrile (RCI-Labscan, Thailand), methanol (RCI-Labscan,
Thailand) และ iso-propanol (RCI-Labscan, Thailand)
706 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การทดสอบความถกู ตองของวิธีวิเคราะหสอี รี โิ ทรซินโดยเทคนคิ HPLC จนั ทรเ พญ็ โตวยิ านนท และสธุ าทิพย วทิ ยช ัยวุฒิวงศ
สารเคมี AR grade ไดแ ก ethanol 95% (RCI-Labscan, Thailand), petroleum ether (RCI-Labscan,
Thailand), ammonia solution ≥ 25% (Merck, Germany), diethyl ether (Merck, Germany),
glacial acetic acid (GAA) ≥ 96% (Merck, Germany), acetone (RCI-Labscan, Thailand), polyamide
(Fluka,USA), sand(acidwash)(Sigma-Aldrich,USA),methanol(RCI-Labscan,Thailand),tetrabutyl
ammonium hydroxide 30 hydrate (TBAH) purity ≥ 98.0% (Sigma-aldrich, USA), buffer solution
pH 5.0 เตรียมโดยเตมิ TBAH 8.00 กรัม ละลายและปรบั ปรมิ าตรดวย iso-propanol 100 มิลลิลติ ร และเตมิ น้ํา
จนครบ 1,000 มิลลลิ ิตร ปรับ pH เปน 5.0 ดวย GAA, eluting solution (methanol : นํา้ : ammonia solution
อัตราสว น 90 : 5 : 5), ethanolic solution (ethanol 95% : ammonia solution อตั ราสว น 95 : 5)
การเตรียมสารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซิน
ชง่ั สารมาตรฐานสอี รี ิโทรซนิ 0.1000 กรัม ละลายดวย 50% ethanol เล็กนอ ย ปรบั ปริมาตรดวยน้ําในขวด
วัดปริมาตรสีชา ขนาด 100 มลิ ลลิ ิตร ไดสารละลายมาตรฐาน 1,000 ไมโครกรัมตอ มิลลิลิตร
เครือ่ งมือและอปุ กรณ
เครื่องระเหยสุญญากาศ, เคร่ืองชัง่ ละเอยี ด 3 ตาํ แหนง และ 4 ตาํ แหนง , pH meter, ultrasonic bath,
คอลมั นแ กว ขนาด ø 1.0 x 25 cm, กระดาษกรองชนิด cellulose acetate ท่ีมีรพู รนุ ขนาด 0.45 ไมโครเมตร ขนาด 47
มลิ ลเิ มตร, syringe filter (Cellulose acetate, 0.45 µm, dia. 13 mm), ชดุ กรองสารละลาย และ ชดุ กรองตวั อยา ง
เครอ่ื ง HPLC (WATERS®), Column : Hypersil BDS C18(5µm, 250 × 4.6 mm), Detector : UV/
VIS
การเตรยี มตัวอยา ง
แบงตัวอยางออกเปน 3 กลุม ไดแ ก กลุมตวั อยา งที่ละลายนา้ํ ได : ใชน ํ้าอดั กาซ (sparkling water) ที่ผา น
การทดสอบแลว ไมพ บสอี ินทรียสังเคราะห เปนตวั แทน sample blank, กลุมตวั อยางท่ีไมละลายน้ํา : ใชห นอ ไมดอง
โดยปนใหละเอียดดวยเคร่ืองบดปนท่ีผานการทดสอบแลวไมพบสีอินทรียสังเคราะห เปนตัวแทน sample blank,
กลมุ ตวั อยา งทม่ี ไี ขมนั สงู : ใชล กู ชนิ้ หมู โดยปน ใหล ะเอยี ดดว ยเครอ่ื งปน ทผี่ า นการทดสอบแลว ไมพ บสอี นิ ทรยี ส งั เคราะห
เปน ตัวแทน sample blank
วธิ วี ิเคราะห( 7, 8)
ตวั อยา งทล่ี ะลายนา้ํ ได : นาํ้ อดั กาซ ช่ังตวั อยางปริมาณ 10 กรัม ในบกี เกอร เติมนํ้า 50 มิลลลิ ติ ร ปรับใหเปน
กรดดว ย gracial acetic acid นาํ ไปผา นคอลมั นท บ่ี รรจุ polyamide ลา งคอลมั นด ว ย นา้ํ และ acetone จากนน้ั elute
สอี รี โิ ทรซนิ ออกดว ย eluting solution นาํ ไประเหยดว ยเครอ่ื งระเหยสญุ ญากาศใหเ หลอื ปรมิ าตรประมาณ 2 มลิ ลลิ ติ ร
ถา ยสารละลายลงในขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร แลว ปรบั ปรมิ าตรใหค รบดว ยนาํ้ กลน่ั กรองดว ย syringe filter
ชนิด Cellulose Acetate ขนาด 0.45 ไมโครเมตร กอ นนําไปวิเคราะหด วยเครอื่ ง HPLC
ตวั อยา งทไี่ มล ะลายนา้ํ :หนอ ไมด อง ชง่ั ตวั อยา งปรมิ าณ 10 กรมั ในบกี เกอรเ ตมิ ethanol-ammonia solution
(95 : 5) และนา้ํ 150 มิลลิลิตร ท้ิงไว 1 คืน กรองตัวอยางผานสาํ ลีและทําการสกัดตัวอยางซํ้าจนกวาสีจากตัวอยาง
จะออกหมดดว ยสารผสมเดมิ นาํ ตวั อยา งมาระเหยดว ยเครอื่ งระเหยสญุ ญากาศ เพอ่ื ไล ammonia ปรบั ใหเ ปน กรดดว ย
gracial acetic acid นาํ ไปผา นคอลมั นท บ่ี รรจุ polyamide ลา งคอลมั นด ว ยนา้ํ และ acetone จากนน้ั elute สอี รี โิ ทรซนิ
ออกดวย eluting solution นําไประเหยดวยเคร่ืองระเหยสุญญากาศ ใหเหลือปริมาตรประมาณ 2 มิลลิลิตร
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 707
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong
ถา ยสารละลายลงในขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร แลว ปรบั ปรมิ าตรใหค รบดว ยนา้ํ กลน่ั กรองดว ย syringe filter
ชนดิ Cellulose Acetate ขนาด 0.45 ไมโครเมตร กอ นนาํ ไปวเิ คราะหดว ยเครื่อง HPLC
ตัวอยางที่มีไขมันสูง : ลูกชิ้นหมู ช่ังตัวอยางปริมาณ 10 กรัม ในบีกเกอร สกัดไขมันออกดวย petroleum
ether : diethyl ether (อัตราสวน 1:1) 2-3 ครั้ง แลวเทท้ิง นาํ สวนของตัวอยางมาเติม ethanol-ammonia
solution (95 : 5) 150 มิลลิลติ ร ท้งิ ไว 1 คืน กรองตัวอยา งผา นสาํ ลแี ละทาํ การสกดั ตัวอยา งซ้ําจนกวา สีจากตัวอยาง
จะออกหมดดวยสารผสมเดิม นําตัวอยางมาระเหยดวยเครื่องระเหยสุญญากาศ เพ่ือไล ammonia ปรับใหเปนกรด
ดวย gracial acetic acid นําไปผานคอลัมนท่ีบรรจุ polyamide ลา งคอลัมนดวยนา้ํ และ acetone จากน้นั elute
สอี รี โิ ทรซนิ ออกดว ย eluting solution นาํ ไประเหยดว ยเครอื่ งระเหยสญุ ญากาศ ใหเ หลอื ปรมิ าตรประมาณ 2 มลิ ลลิ ติ ร
ถา ยสารละลายลงในขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร แลว ปรบั ปรมิ าตรใหค รบดว ยนาํ้ กลนั่ กรองดว ย syringe filter
ชนดิ Cellulose Acetate ขนาด 0.45 ไมโครเมตร กอนนําไปวิเคราะหด วยเคร่ือง HPLC
สภาวะของระบบโครมาโทกราฟ (HPLC)
Mobile phase : 0.01 M TBAH (pH 5.0) : acetonitrile = 45 : 55, Flow rate : 1 ml/min, Detector:
UV/VIS (λ = 537 nm, Temperature 30°C), Injection volume : 20 µl
การตรวจสอบความเหมาะสมของระบบ (System suitability)
ฉีดสารมาตรฐานท่ีความเขมขน 10 ไมโครกรัมตอ มิลลลิ ิตร จาํ นวน 5 ซํ้า คํานวณ %RSD ของ peak area
และ retention time (RT) โดยเกณฑก ารยอมรบั คอื %RSD (peak area) ≤ 2.5 และ %RSD (RT) ≤ 1
การคํานวณ : ปรมิ าณสีอีริโทรซิน (มลิ ลิกรัมตอกิโลกรัม ) = C × V × D
W
โดย C = ความเขม ขนของสอี ีรโิ ทรซนิ (ไมโครกรมั ตอมิลลิลิตร) จากกราฟมาตรฐาน
V = ปรมิ าตรท่ีปรับ (มิลลลิ ิตร)
W = นํ้าหนักตัวอยาง (กรัม)
D = dilution factor
การทดสอบความถูกตอ งของวธิ ี
การทดสอบความจําเพาะเจาะจงของวิธี (Selectivity/Specificity)
เตรียมสารละลาย mixed standard solution โดยใชสีอินทรียสังเคราะหในกลุมสีแดง-ชมพู ไดแก
สแี อลลรู า เรด เอซ,ี สปี องโซ 4 อาร รว มกบั สอี รี โิ ทรซนิ ทค่ี วามเขม ขน 10 ไมโครกรมั ตอ มลิ ลลิ ติ ร วเิ คราะหด ว ย HPLC
ตรวจสอบการแยกของสอี ริ โิ ทรซนิ ออกจากสอี นื่ โดยสที งั้ หมดตอ งมคี า retentiontime แยกจากกนั ชดั เจน ซง่ึ สดี งั กลา ว
เปนสีประเภทสแี ดง-ชมพูทอ่ี นญุ าตและมักจะถูกใชท ดแทนสอี รี โิ ทรซนิ ในตวั อยางอาหาร
การทดสอบความเปน เสน ตรงและชวงของการวเิ คราะห (Linearity and working range)
เตรียมสารมาตรฐานสอี รี ิโทรซนิ ทีค่ วามเขม ขน 0.1, 0.5, 1, 5, 10, 20 และ 50 ไมโครกรัมตอมิลลลิ ติ ร
ความเขมขนละ 3 ซํ้า กรองผาน syringe filter ขนาด 0.45 ไมโครเมตร นําไปวิเคราะหดวยเคร่ือง HPLC
สรางกราฟมาตรฐานระหวา งความเขม ขนกบั พื้นท่ีใตพ คี ทดสอบความเปน เสนตรงโดยสรา ง regression line คาํ นวณ
คา สมั ประสทิ ธก์ิ ารตดั สนิ ใจ (R2) ซง่ึ ตอ งมคี า ไมน อ ยกวา 0.9995 และทาํ residual plots เพอ่ื ยนื ยนั ความเปน เสน ตรง
708 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การทดสอบความถูกตอ งของวธิ วี ิเคราะหส อี ีริโทรซนิ โดยเทคนคิ HPLC จันทรเพ็ญ โตวิยานนท และสุธาทิพย วิทยช ัยวุฒวิ งศ
การทดสอบ matrix effect
เตรียม spiked matrix blank (ทง้ั 3 กลุม ตวั อยา ง) ใหมคี วามเขม ขน ที่ระดบั ตา งๆ เหมือนกับสารละลาย
มาตรฐานทท่ี ํากราฟมาตรฐาน ความเขม ขน ละ 3 ซํา้ วเิ คราะหด ว ย HPLC และคาํ นวณคา ความเขม ขน จากกราฟมาตรฐาน
ประเมนิ matrix effect โดยการ plot ความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐานทเี่ ตมิ ลงไปใน matrix
blank (แกน x) กับความเขมขน ของ spiked matrix blank ท่ีอา นไดจากกราฟ (แกน y) ทดสอบความเปนเสน
ตรงและทดสอบวาชว งของความเชอื่ มน่ั (confidential interval : CI) ของ slope คลุม 1 หรือไม ท่รี ะดบั ความเชื่อ
มัน่ 95% ถา คลุม แสดงวาไมมี matrix effect ซึง่ CI ของ slope (b) คํานวณไดจ ากสมการที่ 1
CIslope = b ± t(n-2)Sb ……………… สมการที่ 1
b = slope
Sb = standard deviation ของ slope คํานวณไดจ ากสมการที่ 2
t = คา ทไ่ี ดจากตาราง t (two-tailed ทีร่ ะดับนัยสําคญั 0.05 และ (n-2) degree of freedom)
Sb = Sy/x ……………….สมการท่ี 2
∑ (xi - x)2
Sy/x = คา เบ่ยี งเบนมาตรฐานของ y-intercept คํานวณไดจากสมการท่ี 3
xi = คาความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐาน
x = คาความเขมขน ของสารละลายมาตรฐานเฉล่ีย
Sy/z = ∑ (yi - )2 ……………….สมการท่ี 3
(n-2)
yˆyi = คา สัญญาณทอ่ี านไดจากเคร่อื งมอื วดั
= คาสัญญาณท่ีควรเปน คํานวณโดยใช method of least square
(ไดจากสมการเสนตรงของกราฟมาตรฐาน)
การหาขีดจํากัดของการตรวจพบ (Limit of Detection, LOD) และขีดจํากัดของการวัดเชิงปริมาณ
(Limit of Quantitative , LOQ)
วิเคราะห sample blank (ทง้ั 3 กลุม) โดยเตมิ สารมาตรฐานสอี ีรโิ ทรซนิ ที่ระดับความเขมขน 0.5 มิลลิกรมั
ตอ กโิ ลกรมั จํานวน 10 ซ้าํ คํานวณคาความเบ่ียงเบนมาตรฐาน (s) แลว นํามาประมาณคา LOD และ LOQ จากสมการ
LOD = 3SD และ LOQ = 10SD
การยืนยนั คาขีดจาํ กดั ของการวดั เชิงปรมิ าณ (LOQ)
เตมิ สารมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ ทรี่ ะดบั ความเขม ขน 0.20, 0.20 และ 0.25 มลิ ลิกรมั ตอกโิ ลกรมั ในตัวอยา ง
sample blank กลุมท่ี 1 กลุมที่ 2 และกลุมท่ี 3 ตามลําดับ จํานวน 10 ซํ้า คาํ นวณคารอยละของการกลับคืน
(%recovery) และคาเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ (%RSD) เกณฑการยอมรับความแมนยํา : recovery 80-110%
และความเที่ยงตรง : Horwitz’s equation
การทดสอบความแมน ยํา (Accuracy) และความเทีย่ งตรง (Precision)
ทดสอบความแมน ยาํ และความเทย่ี งตรงของวธิ โี ดยการวเิ คราะหต วั อยา ง sample blank ทเ่ี ตมิ สารมาตรฐาน
สอี รี โิ ทรซนิ ที่ 3 ระดบั ความเขม ขน ซง่ึ เปน จดุ ตา่ํ สดุ จดุ กงึ่ กลาง และจดุ สงู สดุ ของชว งใชง าน วเิ คราะหร ะดบั ละไมน อ ยกวา
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 709
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong
7 ซํา้ คาํ นวณหาคา รอ ยละการกลบั คนื (%recovery) และ คารอยละของการเบ่ียงเบนมาตรฐานสมั พัทธ (%relative
standard deviation, %RSDr) ทแี่ ตล ะระดบั ความเขม ขน โดยเกณฑย อมรบั ความเมน ยํา : recovery 80-110% และ
เกณฑยอมรับความเท่ียงตรง : Horwitz’s equation
กลมุ ท่ี 1: ตวั อยางทล่ี ะลายน้าํ ได และ กลุมที่ 2 : ตวั อยางท่ไี มล ะลายนํ้า วเิ คราะหท ่ีระดับความเขม ขน 0.20
(LOQ), 25 และ 50 มลิ ลิกรัมตอกิโลกรัม
กลุม ท่ี 3: ตัวอยางที่มีไขมันสูง วิเคราะหท่ีระดับความเขมขน 0.25 (LOQ), 25 และ 50 มิลลิกรัม
ตอ กิโลกรัม
การทดสอบความเทยี่ งตรง Intermediate precision (%RSDi) โดยวเิ คราะห control sample ตางวนั
วนั ละ 2 ซ้าํ จาํ นวน 14 วนั ในตวั อยา งกลุมที่ 2 : หนอ ไมด อง และกลุมที่ 3 : ลูกชน้ิ หมู ซ่งึ เปนตัวแทนของกลมุ อาหาร
ทอ่ี นุญาตใหใชสีอีรโิ ทรซนิ ได
การประเมนิ คาความไมแนนอนของการวิเคราะห (Measurement of uncertainty)
เพื่อใหผลการวิเคราะหที่ไดถูกนําไปใชมีความนาเช่ือถือมากยิ่งข้ึน และเปนไปตามมาตรฐาน ISO/IEC
17025: 2017 ประเมินคาความไมแนนอนของการตรวจวิเคราะห โดยคํานึงถึงแหลงความไมแนนอนทุกแหลง และ
เม่อื รวมคา ความไมแ นน อนทง้ั หมดแลว คํานวณคา ความไมแนนอนขยายที่ระดบั ความเชอื่ ม่นั 95%(8)
ผล
การทดสอบความจาํ เพาะเจาะจงของวธิ ี
จากการฉดี mixed standard solution พบวาสามารถแยกสีอรี โิ ทรซินออกจากสีแอลลูรา เรด เอซี และ
สีปองโซ 4 อาร ไดโดยไมมกี ารรบกวน และมคี า retention time ของสีแอลลูรา เรด เอซ,ี สีปองโซ 4 อาร และ
สีอีริโทรซิน เทา กับ 3.666, 4.133 และ 5.114 นาที ตามลําดับ ดังแสดงในภาพท่ี 2
ภาพที่ 2 โครมาโทรแกรมของสารละลายมาตรฐาน mix standard solution
การทดสอบความเปนเสน ตรงและชวงของการวิเคราะห (Linearity and working range)
ผลการฉดี สารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ ทรี่ ะดบั ความเขม ขน ตา งๆ ตงั้ แต 0.1 ถงึ 50 ไมโครกรมั ตอ มลิ ลลิ ติ ร
ระดบั ความเขม ขน ละ 3 ซาํ้ พบความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน กบั พน้ื ทใี่ ตพ คี ซงึ่ คาํ นวณความเขม ขน และพน้ื ทใี่ ตพ คี
ไดล กั ษณะของกราฟเปน เสน ตรงตลอดชว งทที่ ดสอบ และมคี า สมั ประสทิ ธกิ์ ารตดั สนิ ใจ (R2) เทา กบั 0.999995 และยนื ยนั
ความเปนเสนตรงดวย Residual plot ดังแสดงในภาพที่ 3
710 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การทดสอบความถูกตองของวิธวี เิ คราะหสอี ีริโทรซินโดยเทคนิค HPLC จนั ทรเพญ็ โตวยิ านนท และสธุ าทิพย วิทยช ัยวฒุ ิวงศ
ภาพท่ี 3 ความเปน เสน ตรงของกราฟมาตรฐานสีอรี ิโทรซิน
การทดสอบ Matrix effect
พบความสัมพันธระหวางความเขมขนของสารละลายมาตรฐานที่เติมลงไปใน matrix blank (แกน x)
กบั ความเขมขนของ spiked matrix blank ท่อี านไดจ ากกราฟ (แกน y) เปนเสนตรงตลอดชว งท่ีทดสอบ โดยมีคา
สัมประสทิ ธ์ิการตดั สินใจ (R2) เทากับ 0.999999, 1.00000 และ 0.999999 ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในภาพท่ี 4- 6
Matrix effect สี Erythrosine กลมุ ท่ี 1
ภาพท่ี 4 ความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ กบั ความเขม ขน ของ spiked matrix
blank ของตวั อยา งท่ีละลายน้ําได: นํ้าอัดกาช
การทดสอบชวงของความเชื่อมั่น (confidential interval : CI) ของ slope พบวา slope มีชวงของ
ความเช่ือม่ันตัง้ แต 0.9980 ถึง 1.0018 สรุปไดวา ไมมี matrix effect
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 711
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
Matrix effect สี Erythrosine กลมุ ที่ 2 and Suthatip Vitchaivutivong
ภาพที่ 5 ความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ กบั ความเขม ขน ของ spiked matrix
blank ของตวั อยางท่ไี มละลายนา้ํ : หนอไมด อง
การทดสอบชว งของความเชอ่ื มั่น (confidential interval: CI) ของ slope พบวา slope มชี วงของความ
เช่ือมน่ั ตง้ั แต 0.9710 ถงึ 1.0166 สรุปไดวา ไมม ี matrix effect
Matrix effect สี Erythrosine กลมุ ที่ 3
ภาพที่ 6 ความสมั พนั ธร ะหวา งความเขม ขน ของสารละลายมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ กบั ความเขม ขน ของ spiked matrix
blank ของตัวอยา งทมี่ ไี ขมันสูง: ลูกชิน้ หมู
การทดสอบชว งของความเชือ่ ม่นั (confidential interval : CI) ของ slope พบวา slope มชี วงของความ
เช่อื ม่ันต้งั แต 0.9980 ถงึ 1.0018 สรปุ ไดว า ไมมี matrix effect
การหาขีดจาํ กัดของการตรวจพบ และขดี จาํ กดั ของการวดั เชิงปรมิ าณ
ผลวิเคราะห spiked sample blank ทีร่ ะดบั ความเขมขน 0.5 มลิ ลกิ รมั ตอกโิ ลกรมั จํานวน 10 ซํ้า คาํ นวณ
คาความเบีย่ งเบนมาตรฐาน (s) ในตวั อยางกลุมท่ี 1 กลุมที่ 2 และกลมุ ที่ 3 ไดเ ทากบั 0.016, 0.018 และ 0.024
ตามลําดับ คํานวณคา LOD ไดเทากับ 0.049, 0.055 และ 0.071 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ตามลําดับ และคา LOQ
ไดเ ทา กับ 0.164, 0.183 และ 0.237 มลิ ลิกรมั ตอ กิโลกรัม ตามลาํ ดับ
712 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การทดสอบความถกู ตองของวธิ ีวเิ คราะหสีอีรโิ ทรซินโดยเทคนคิ HPLC จันทรเพญ็ โตวยิ านนท และสธุ าทพิ ย วทิ ยชัยวฒุ วิ งศ
การยืนยันคา ขดี จํากดั ของการวดั เชงิ ปรมิ าณ (LOQ)
ผลการวิเคราะห sample blank ท่มี ีการเตมิ สารมาตรฐานสอี รี โิ ทรซนิ ในตัวอยา ง กลมุ ที่ 1 กลุม ที่ 2 และ
กลมุ ที่ 3 ที่ระดบั ความเขม ขน 0.20, 0.20 และ 0.25 มลิ ลกิ รมั ตอกโิ ลกรัม ตามลาํ ดับ จาํ นวน 10 ซ้ํา คาํ นวณคา รอยละ
ของการกลบั คืน (%recovery) อยใู นชว ง 94.50–97.50%, 88.00-101.00% และ 81.60-84.40% และคาเบยี่ งเบน
มาตรฐานสมั พทั ธ (%RSD) เทา กบั 0.991, 4.325 และ 1.078 ตามลาํ ดับ
การทดสอบความแมน ยํา และความเทยี่ งตรง
ผลการวิเคราะห sample blank ที่มีการเติมสารมาตรฐานสีอีริโทรซินในตัวอยาง กลุมท่ี 1 คือ 0.2, 25
และ 50 มลิ ลิกรัมตอกโิ ลกรัม กลมุ ที่ 2 คอื 0.2, 25 และ 50 มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรัม และกลุมที่ 3 คอื 0.25, 25 และ 50
มิลลิกรัมตอกิโลกรัม ระดับละ 7 ซ้าํ โดยวิเคราะหในสภาวะ repeatability condition พบความแมนยาํ ท่ีประเมิน
จาก %recovery ทั้ง 3 ระดับ กลุมที่ 1 คือ 94.50-97.50%, 94.77-99.46% และ 98.78-99.71% ตามลําดับ,
กลุมท่ี 2 คอื 88.00-101.50%, 93.04-96.33% และ 92.61-96.10% ตามลําดับ กลมุ ที่ 3 คอื 82.00-84.40%,
93.32-97.12%และ90.07-98.16%ตามลาํ ดบั ซง่ึ ผา นเกณฑ %recovery80-110และความเทย่ี งตรง(%RSDr)กลมุ ที่1
คือ 0.890, 1.457 และ 0.276 ตามลาํ ดับ กลุมที่ 2 คือ 4.473, 1.012 และ 1.125 ตามลาํ ดบั กลมุ ที่ 3 คอื 0.984,
1.223 และ 2.881 ตามลําดบั ดงั แสดงในตารางท่ี 2- 4
ตารางท่ี 2 คา %recovery และ %RSDr (คา LOQ) วธิ ีวเิ คราะหปริมาณสอี ีรโิ ทรซนิ ในกลมุ อาหาร
กลุม ท่ี 1 : ตัวอยา งทลี่ ะลายนาํ้ ได
กลุม 1: นา้ํ อดั กา ช
ครงั้ ท่ี ระดบั ความเขม ขน (มิลลิกรัมตอ กโิ ลกรมั )
1 0.2 25 50
2
3 94.50 94.77 99.24
4
5 96.00 99.01 98.78
6
7 97.00 98.92 99.17
%recovery เฉลี่ย
SD 96.00 98.95 99.55
%RSDr
Predicted Horwitz 97.50 98.88 99.42
HORRAT
96.50 99.42 99.71
95.50 99.46 99.60
96.143 98.490 99.354
0.856 1.435 0.274
0.890 1.457 0.276
13.451 6.504 5.860
0.044 0.148 0.031
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 713
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong
ตารางท่ี 3 คา %recovery และ %RSDr (คา LOQ) วิธีวเิ คราะหป ริมาณสอี ีรโิ ทรซินในกลุมอาหาร
กลมุ ที่ 2 : ตวั อยางที่ไมละลายนาํ้
กลมุ 2: หนอ ไมดอง
ครั้งท่ี ระดับความเขมขน (มลิ ลิกรัมตอกโิ ลกรัม)
1 0.2 25 50
2
3 91.50 93.04 92.61
4
5 88.00 94.54 94.36
6
7 101.50 95.70 95.60
%recovery เฉลย่ี
SD 90.00 96.33 96.10
%RSDr
Predicted Horwitz 95.00 95.30 95.96
HORRAT
90.00 95.98 94.64
88.50 94.71 95.60
92.071 95.083 94.982
4.119 0.962 1.068
4.473 1.012 1.125
13.451 6.504 5.860
0.333 0.156 0.192
ตารางท่ี 4 คา %recovery และ %RSDr (คา LOQ) วิธวี ิเคราะหปรมิ าณสอี รี ิโทรซินในกลุมอาหาร
กลมุ ที่ 3 : ตวั อยางที่มีไขมนั สูง
กลมุ 3: ลูกชิน้ หมู
ครัง้ ที่ ระดบั ความเขม ขน (มลิ ลิกรมั ตอกโิ ลกรัม)
1 0.25 25 50
2
3 84.00 96.66 97.99
4
5 82.00 96.34 97.05
6
7 83.20 93.32 98.16
%recovery เฉล่ีย
SD 82.40 95.50 97.80
%RSDr
Predicted Horwitz 83.20 97.12 93.79
HORRAT
84.40 96.63 90.07
84.00 96.11 96.72
83.314 95.956 95.940
0.820 1.174 2.764
0.984 1.223 2.881
13.007 6.504 5.860
0.076 0.188 0.492
714 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การทดสอบความถกู ตองของวิธวี เิ คราะหสีอรี โิ ทรซินโดยเทคนคิ HPLC จันทรเ พ็ญ โตวิยานนท และสุธาทพิ ย วทิ ยชยั วุฒิวงศ
ผลการทดสอบ Intermediate precision (%RSDi) โดยทําการวิเคราะห control sample (ในตัวอยา ง
หนอ ไมด องและลกู ชนิ้ หมู ซงึ่ เปน กลมุ ตวั อยา งทอ่ี นญุ าตใหใ ชส อี รี โิ ทรซนิ ) ทรี่ ะดบั ความเขม ขน 30 มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรมั
วนั ละ 2 ซํา้ จาํ นวน 14 วัน นาํ มาวิเคราะหด ว ยสถติ ิ one way anova(9) พบมีคา เทา กบั 1.32 และ 1.16 ตามลาํ ดับ และ
คา HORRAT เทา กับ 0.195 และ 0.171 ตามลาํ ดบั ซึง่ ผานเกณฑ HORRAT ดงั แสดงในตารางที่ 5
ตารางท่ี 5 ผลการทดสอบ Intermediate precision (%RSDi) : ทาํ การวเิ คราะหต างวัน วนั ละ 2 ซํา้
ปรมิ าณสอี ีรโิ ทรซนิ (มิลลิกรัมตอ กิโลกรมั )
วนั ที่ กลมุ 2: หนอ ไมด อง กลมุ 3: ลูกช้นิ หมู
1 212
1 28.219 28.330 28.938 28.794
2 28.502 28.479 28.780 28.994
5 28.848 29.030 29.323 28.560
6 28.460 29.096 29.035 29.189
7 29.067 28.943 28.940 29.139
8 29.070 29.129 28.826 29.121
9 29.161 29.141 28.614 29.037
12 28.724 28.027 28.614 28.198
13 28.309 29.298 29.259 29.574
14 28.938 28.451 28.514 29.358
N = 20 20
%RSDi 1.32 1.16
Expected %RSD 6.779 6.779
HORRAT 0.195 0.171
เกณฑยอมรับ HORRAT ≤ 2 Pass Pass
การประเมนิ คา ความไมแ นน อนของการวเิ คราะห
ประเมินคาความไมแนนอนของวิธีวิเคราะหจากคารวมของผลกระทบทั้งหมดที่มีตอผลทดสอบที่เปน
เชงิ ปริมาณ ไดแ ก ความไมแนน อนจากความบรสิ ุทธิ์ของสารมาตรฐาน การสอบเทยี บเครอ่ื งช่ัง เครอ่ื งแกวทใ่ี ชเตรยี ม
สารละลายมาตรฐานและสารละลายตัวอยาง ความเขมขนของสารท่ีอานไดจากเคร่ือง HPLC การวิเคราะหซ้ําจาก
คารอยละของการคืนกลับ (%recovery) การทดสอบความถูกตองของวิธี นํามาคํานวณคาความไมแนนอนรวม
(combined uncertainty, uc) ซง่ึ ผลการคํานวณคา ความไมแ นน อนขยาย (expanded uncertainty, U) ที่ระดบั
ความเช่อื มั่น 95% โดยใชคา coverage factor (k) เทากับ 2 คือ 0.684 มิลลกิ รมั ตอ กโิ ลกรัม ดังแสดงในตารางที่ 6
และแสดงแหลงของความไมแนนอนในสัดสว นท่ีตางกนั ดงั แสดงในภาพท่ี 7
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 715
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong
ตารางท่ี 6 การประมาณคาความไมแนน อนของการวิเคราะหสีอีริโทรซนิ ในอาหาร(10, 11)
Value, xi Unit uxi uxi/xi สดั สวนแหลง
ความไมแ นน อน
1. Standard (%)
P--uVPstdPPuu
50 ml 0.0190000000 0.00067312722 0.04
-Vstd1 0.25 ml 0.0001389020 0.00038000000
-Mstd 50 ml 0.0190000000 0.00055560800 0.01
-Vcurve 0.0739 g 0.0001909190 0.00038000000 0.63
2.-----VVPPPSsssasstttttdddddm31223,-46p-5le 0.00258347767 0.14
3.--CMVoss read from curve 0.0190000000 0.00121730728
4. Precision (%RSD) 50 ml 0.0079881162 0.00038000000
10 ml 0.0032198098 0.00079881162
5 ml 0.0000375932 0.00064396196
0.1 ml 0.0003785829 0.00037593220
1 ml 0.00037858288
10 g 0.0021213200 0.00021213200 0.01
10 ml 0.0041036569 0.00041036569 0.02
10.480 ug/ml 0.0676416310 0.00645435410 3.91
1 -
0.0288100000 0.02881000000 77.94
5. Recovery 100 % 1.3574898520 0.01357489852 17.30
relative combined standard uncertainty (uc/c) = 0.03263310820 (c = 10.474 mg/kg)
Stamdard uncertainty (uc) = 0.03263310820 × 10.474 mg/kg = 0.34 mg/kg
Expanded uncertainty (U), = 0.34 × 2 = 0.68 mg/kg
k = 2 ที่ระดับความเช่ือมนั่ 95%
Reported value: 10.47 ± 0.68 mg/kg
uxi/xi
ภาพท่ี 7 คา ความไมแนน อนจากแหลงตา งๆ ในความไมแนน อนรวม
716 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การทดสอบความถูกตองของวธิ ีวเิ คราะหสีอรี ิโทรซนิ โดยเทคนิค HPLC จนั ทรเพญ็ โตวยิ านนท และสุธาทิพย วิทยชยั วุฒิวงศ
วิจารณ
การวเิ คราะหป รมิ าณสอี รี โิ ทรซนิ ในอาหาร แตเ ดมิ มกี ารวเิ คราะหป รมิ าณโดยใชเ ครอื่ ง spectrophotometer
และสกดั สใี นตวั อยา งโดยใช 1-Butanol ซงึ่ ในการวเิ คราะหด ว ยวธิ ดี งั กลา วมขี อ จาํ กดั หลายประการ เชน การใช 1-butanol
ในการสกัดสีออกจากตัวอยาง วิธีน้ีตัวอยางจะตองอยูในสภาวะที่ละลายน้ําจึงจะสามารถสกัดสีอีริโทรซินออกจาก
ตัวอยา งไดห มด แตตัวอยางบางประเภท เชน ผลไมเ ชื่อมแหง หรอื เน้ือสตั วแปรรูป การจะละลายสอี ีริโทรซินออกมา
จําเปนตองมีสารละลายแอลกอฮอลลผสมกับสารละลายแอมโมเนียมไฮดรอกไซค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงสี
ดงั กลาวออกจากผลติ ภัณฑ ซึง่ ถาสารสกดั มแี อลกอฮอลลผ สมอยู เม่ือเตมิ 1-butanol เพ่ือแยกสวนของสี สารละลาย
จะรวมเปนเนื้อเดียวกันไมสามารถแยกกันได ประกอบกับ 1-butanol เปนสารละลายที่มีกลิ่นฉุนและมีราคา
คอ นขา งสงู และจดุ ออ นอกี ประการหนงึ่ ของการวดั โดยเครอื่ ง spectrophotometer คอื เหมาะกบั การหาปรมิ าณสที เ่ี ปน สี
เดยี่ วๆ เทา นนั้ ในกรณที ต่ี วั อยา งมสี ผี สมมากกวา 1 สี การตรวจวเิ คราะหส อี รี โิ ทรซนิ จะมคี วามซบั ซอ นและยงุ ยากมากขนึ้
โดยจะตอ งนําตวั อยา งดงั กลา วไปทําการแยกผา น paper chromatography จากนน้ั ทาํ การตดั เฉพาะสว นทเี่ ปน สอี รี โิ ทรซนิ
มาละลายและระเหยแหงในถวยระเหยจากน้ันจึงนาํ มาปรับปริมาตรในปริมาณท่ีแนนอน ดังน้ันเพื่อลดปญหา
ดงั กลา วไมวาจะเปน ดานการสกดั ตวั อยางสอี ีริโทรซนิ ออกจากตวั อยา ง ปญ หาดา นกลน่ิ ของสารละลาย ปญ หาเรื่องราคา
หรือการสกัดสีออกจากตัวอยางในกรณีที่ตัวอยางนั้นมีสีสังเคราะหผสมอยูมากกวา 1 ตัว และมีสีอีริโทรซินรวมดวย
สามารถทําการสกดั ดว ยวธิ ขี า งตน เพยี งครง้ั เดยี วและนํามาฉดี กบั เครอ่ื ง HPLC ในอตั ราสว นของสผี สมทอี่ ยใู นตวั อยา ง
ชนิดนั้น ไดมีการหาสภาวะทเ่ี หมาะสมของ HPLC โดยปรับอตั ราสวนของ mobile phase เพอื่ ไมใหพีคของสีอีรโิ ทร
ซินถูกรบกวนโดยสอี ื่น จนไดอ ตั ราสว นที่เหมาะสม เนื่องจากสอี ีริโทรซินมีความไวตอ แสงและความรอน จงึ ปรับเปล่ยี น
วิธีการโดยใชวิธีการระเหยโดยใชเคร่ืองระเหยสุญญากาศแทนการระเหยบนอางนา้ํ รอน และใชเครื่องแกวสีชาหรือ
ทาํ การปอ งกนั แสงโดยวธิ อี นื่ ๆ เชน การหอ หมุ ภาชนะในการวเิ คราะหด ว ยอลมู เิ นยี มฟอยลร ะหวา งขนั้ ตอนการวเิ คราะห
เพือ่ ปองกันการสลายตัวของสดี งั กลาว
สีอีริโทรซินนิยมใชในอาหารประเภทเชอรร่ีเช่ือม ลูกอม หมากฝร่ัง เปนตน สําหรับประเทศไทยอนุญาต
ใหใ ชใ นอาหารไมก ป่ี ระเภท ตามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ (ฉบบั ท่ี 418) พ.ศ. 2563 ประกอบกบั ทางสาํ นกั คณุ ภาพ
และความปลอดภยั อาหารรว มกบั สาํ นกั งานคณะกรรมการอาหารและยา ไดท าํ การเฝา ระวงั อาหารในกลมุ ทยี่ งั ไมอ นญุ าต
ใหใชสีอีริโทรซินโดยเก็บตัวอยางสงตรวจวิเคราะหอยางตอเน่ือง โดยเฉพาะตัวอยางในสวนอายัดกักกันจากการตรวจ
พบการใชส อี รี โิ ทรซนิ ทผ่ี า นมา และเมอื่ ไดว ธิ ที เี่ หมาะสมแลว จงึ ดาํ เนนิ การทดสอบความถกู ตอ งของวธิ วี เิ คราะหท างเคมี
โดยหอ งปฏบิ ัติการเดยี ว(12) ซงึ่ ไดทาํ การทดสอบในตัวอยา งทง้ั 3 กลุมตวั อยา ง คือ ตัวอยา งท่ีละลายน้ําได ตัวอยา งท่ี
ไมล ะลายนา้ํ และตวั อยา งทม่ี ไี ขมนั สงู เพอื่ ใหเ ปน ตวั แทนครอบคลมุ อาหารทกุ ชนดิ และทดสอบพบวา วธิ มี คี วามจาํ เพาะ
เจาะจง ถูกตอง แมนยํา และความเปนเสนตรงอยูในชวง 0.10-50.00 ไมโครกรัมตอมิลลิลิตร โดยมีคาสัมประสิทธิ์
การตดั สนิ ใจ (R2) มากกวา 0.9995 วธิ นี ไี้ มม ผี ลกระทบจาก matrix effect และแตล ะกลมุ อาหารมคี า พารามเิ ตอรต า งๆ
ดังน้ี คา LOD เทา กับ 0.06, 0.10 และ 0.10 มิลลิกรมั ตอ กโิ ลกรัม ตามลาํ ดบั คา LOQ เทา กบั 0.20, 0.20 และ 0.25
มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรมั ตามลาํ ดบั ความแมน ยาํ และความเทยี่ งตรงอยใู นเกณฑ โดย %recovery อยใู นชว ง 80-110% และ
คา HORRAT นอ ยกวา 2 การประมาณคา ความไมแ นน อนของการวัดเปน เครอื่ งวัดระดับคณุ ภาพของผลการทดสอบ
การแสดงคา ความไมแ นน อนทาํ ใหค า ทรี่ ายงานนนั้ มคี วามครบถว นสมบรู ณแ ละนา เชอ่ื ถอื จากการประเมนิ ความไมแ นน อน
ของผลการทดสอบสอี รี โิ ทรซนิ พบคา ความไมแ นน อนขยายเทา กบั 0.68 มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรมั ทรี่ ะดบั ความเขม ขน 10.47
มลิ ลกิ รมั ตอ กโิ ลกรมั ทรี่ ะดบั ความเชอ่ื มนั่ รอ ยละ 95 คดิ เปน relative uncertainty = 6.5% ดงั นนั้ วธิ วี เิ คราะหด งั กลา วนี้
สามารถใชวิเคราะหปรมิ าณสอี รี โิ ทรซนิ ครอบคลมุ ในทุกกลมุ อาหารโดยมีความจาํ เพาะเจาะจง ถกู ตอง และแมน ยาํ
สอี รี โิ ทรซนิ จดั อยใู นกลมุ สอี นิ ทรยี ส งั เคราะห ซงึ่ ทางสาํ นกั คณุ ภาพและความปลอดภยั อาหารไดท าํ การทดสอบ
ความชํานาญกับ FAPAS อยางตอเน่ือง แตในระยะเวลาหลายปท่ีเขารวมทําการทดสอบความชํานาญยังไมพบวามี
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 717
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong
การเติมสอี ีริโทรซนิ ลงในตวั อยา งทีท่ ําการทดสอบความชํานาญ ดังนน้ั ทางผวู ิเคราะหจ ึงทําการทดสอบ blind sample
รวมกบั ผวู เิ คราะหอื่นอีก 2 คน รวมเปน 3 คน และนาํ มาวเิ คราะหดว ยสถิติ one way anova พบวาคาที่ไดไมมคี วาม
แตกตา งอยา งมนี ยั สําคัญ และมีความถกู ตองมากกวา 95%
อยางไรก็ตามการวิเคราะหด ว ยเคร่ือง HPLC ควรใชค วามระมดั ระวงั เน่ืองจากคอลมั นม ีขนาดอนภุ าคเล็ก
ประมาณ 5-10 ไมโครเมตร ดงั น้ันเพอ่ื ปอ งกันการอดุ ตนั ในระบบ การเตรยี ม mobile phase หรือ สารละลายตัวอยา ง
ทจ่ี ะฉดี เขา เครื่อง HPLC จึงจาํ เปน ตองกรองดว ย filter ทีม่ ขี นาด 0.45 ไมโครเมตร นอกจากน้ีควรเลอื กใชสารเคมี
ทีเ่ ปนเกรด HPLC เพอ่ื ลดผลกระทบทเี่ กดิ ขึ้น และกรณีที่ใช degasser ดว ยกา ซฮเี ลียม กาชทใ่ี ชตอ งมคี วามบรสิ ุทธ์ิ
ไมนอ ยกวา 99.999%
สรุป
การศึกษาน้ีไดพัฒนาวิธีวิเคราะหสีอีริโทรซินในอาหารโดยใชเทคนิคการวิเคราะหดวย HPLC แลวนําไป
ทดสอบความถูกตองของวิธีใหคลอบคลุมทั้งการทดสอบความจําเพาะเจาะจงของวิธี การทดสอบความเปนเสนตรง
รวมถึงการทดสอบความแมนยําและความเท่ียงตรง โดยผลการทดสอบท่ีไดผานเกณฑยอมรับท้ังหมด สรุปไดวาวิธีนี้
มีความถูกตอง แมนยํา เฉพาะเจาะจง เหมาะสมท่ีจะใชในการตรวจหาปริมาณสีอีริโทรซินในทุกกลุมอาหาร และ
การวิเคราะหส อี ีรโิ ทรซนิ โดยวิธี HPLC ยงั มคี วามสะดวก ชวยลดขนั้ ตอนในการทํางาน ทําใหล ดระยะเวลาในการตรวจ
วเิ คราะห จึงมคี วามเหมาะสมและสามารถนาํ มาใชใ นหอ งปฏิบัติการไดจ รงิ
กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบพระคุณนางสาวสุธาทิพย วิทยชัยวุฒิวงศ หัวหนาฝายวัตถุเจือปนอาหาร สํานักคุณภาพและ
ความปลอดภยั อาหาร ทใี่ หค าํ แนะนาํ ปรกึ ษาในการศกึ ษาวจิ ยั และเขยี นผลงานครง้ั นี้ และขอขอบคณุ เจา หนา ทหี่ อ งปฏบิ ตั กิ าร
วัตถุเจือปนทุกทานทมี่ สี วนทาํ ใหง านวิจยั นสี้ ําเร็จลุลว งไปดว ยดี
เอกสารอางอิง
1. ภาควิชาวิศวกรรมส่ิงแวดลอม คณะวิศวกรรมศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. High performance liquid
chromatography, HPLC. [ออนไลน]. [สบื คน 31 ส.ค. 2562]; [3 หนา]. เขาถึงไดท่ี : URL : http://www.
env.eng.chula.ac.th/?q=content/high-performance-liquid-chromatography-hplc.
2. Wikipedia, the free encyclopedia. Erythrosine. [online]. [cited 2019 Aug 31]; [4 screens].
Available from : URL : https://en.wikipedia.org/wiki/Erythrosine.
3. พระราชบญั ญัตอิ าหาร พ.ศ. 2522 ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ฉบับที่ 418 (พ.ศ. 2563) เรื่อง กําหนดหลกั
เกณฑ เงอ่ื นไข วธิ กี ารใช และอตั ราสว นของวตั ถเุ จอื ปนอาหาร (ฉบบั ท่ี 2). ราชกจิ จานเุ บกษา เลม 137 ตอนพเิ ศษ
237 ง (วนั ที่ 9 ตุลาคม 2563). หนา 18.
4. ทศั นยี จฬุ ามรกต. วธิ ีวเิ คราะหปริมาณสเี ออริโธรซนี อยา งงายในขนมหวาน. ว กรมวทิ ย พ 2534; 33(2) : 65-9.
5. Lehmann G, Collet P, Hahn HG, Asworth MRF. Rapid method for detection and identification
of synthetic water-soluble coloring matters in foods and drugs. J Assoc Off Anal Chem 1970;
53(6) : 1182-9.
6. Lawrence JF, Lancaster FE, Conacher HB. Separation and detection of synthetic food colors
by ion-pair high-performance liquid chromatography. J Chromatogr 1981; 210(1) : 168-73.
718 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การทดสอบความถูกตองของวิธีวิเคราะหส ีอีริโทรซนิ โดยเทคนิค HPLC จันทรเพ็ญ โตวิยานนท และสธุ าทิพย วิทยชยั วฒุ วิ งศ
7. Manuals of food quality control 7. Food analysis : general techniques, additives, contaminants
and composition. Rome, Italy : Food and Agriculture Organization (FAO); 1986. p. 76-79,
91-92.
8. Department of Medical Sciences and National Bureau of Agriculture Commodity and Food
Standards. Compendium of methods for food analysis. Bangkok, Thailand : DMSc. & AFCS;
2003. p.1-55.
9. Magnusson B, Örnemark U, editors. Eurachem guide : the fitness for purpose of analytical
methods - a laboratory guide to method validation and related topics. 2nded. Torino : Eurachem;
2014.
10. Ellison SLR, Williams A. EURACHEM/CITAC guide : quantifying uncertainty in analytical
measurement. 3rd ed. Teddington, UK : EURACHEM/CITAC; 2012.
1 1. สวุ รรณา จารนุ ชุ และคณะ. แนวปฏบิ ตั กิ ารประมาณคา ความไมแ นน อนของการวดั ทางเคม.ี นนทบรุ ี:กรมวทิ ยาศาสตร
การแพทย กระทรวงสาธารณสขุ ; 2550.
12. ทพิ วรรณ นง่ิ นอ ย. แนวปฏบิ ตั กิ ารทดสอบความถกู ตอ งของวธิ วี เิ คราะหท างเคมโี ดยหอ งปฏบิ ตั กิ ารเดยี ว. นนทบรุ ี :
กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสุข; 2549.
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 719
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Method Validation for Determination of Erythrosine by HPLC Technique Janpen Towiyanon
and Suthatip Vitchaivutivong
Method Validation for Determination of
Erythrosine in Food by HPLC Technique
Janpen Towiyanon and Suthatip Vitchaivutivong
Bureau of Quality and Safety of Food, Department of Medical Sciences, Tiwanon Road, Nonthaburi 11000,
Thailand
ABSTRACT Erythrosine is one of organic synthetic color, sensitive to light and heat. It is food additive
according to the Notification of Ministry of Public Health (No.418) B.E. 2563 issued by virtue of the Food
Act B.E.2522 Re: prescribing the principle, conditions, methods and proportion of food additives (No.2).
This study developed and improved erythrosine determination in food from 1-butanol extraction and
quantified by spectrophotometer which only suitable for water soluble food. We changed the extraction
process for 3 groups of food (water soluble food, non-water soluble food and fatty food) then quantified
by HPLC. The method proved to be specific, accurate, precise and linearity and range was 0.10 - 50 mg/kg
with coefficient of determination (R2) greater than 0.9995. Validated parameters of each food groups were
shown as following: limit of detection (LOD) were 0.06, 0.10 and 0.10 mg/kg respectively, while limit of
quantification (LOQ) were 0.20, 0.20 and 0.25 mg/kg respectively. Precision expressed as relative
standard deviation (%RSDr) were within 1.5%, 4.5% and 2.9% respectively. Accuracy expressed as
%recovery ranged from 96.1-99.4, 92.1-95.1 and 83.3-96.0 respectively. The method suitable for
erythrosine analysis in all food groups which proved to be specific, accurate and precise.
Keywords: Erythrosine, Food, HPLC Technique
720 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
รายงานจากหองปฏบิ ตั กิ าร ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 721-731
การทวนสอบความถกู ตอ งของวิธที ดสอบความแรง
ผลติ ภณั ฑ Factor VIII
ดวยวธิ ี Chromogenic Assay
โสมมริสา พวงพรศรี ฐิตาภรณ ภูติภณิ โยวฒั น และไพศาล พังจุนันท
สถาบนั ชีววตั ถุ กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย ถนนตวิ านนท นนทบรุ ี 11000
บทคดั ยอ Factor VIII เปนไกลโคโปรตนี ทสี่ ําคญั ในกลไกการแข็งตวั ของเลอื ด ทําหนาทเ่ี ปน cofactor กระตุน Factor IX
ใหเปนรูปแอคทีฟซึ่งสามารถกระตุนให Factor X อยูในรูปแอคทีฟแลวทําใหเร่ิมเกิดปฏิกริยาการแข็งตัวของเลือด ผูวิจัยได
ทําการทวนสอบความถูกตอ งของวิธที ดสอบความแรงผลิตภณั ฑ Factor VIII ดว ยวิธี Chromogenic assay ซงึ่ เปนวธิ ีตาม
มาตรฐานของตาํ รายา European Pharmacopeia 10.0 กาํ หนด ผลทดสอบความเปนเสน ตรงไดช วงการวเิ คราะหทีเ่ หมาะสม
ของวธิ ี คอื 0.000625 - 0.005 IU/มลิ ลิลติ ร การทดสอบความแมน มคี า %recovery Geomean อยูระหวาง 84.48-109.35%
ผลวิเคราะหความเทย่ี งทง้ั การทดสอบซา้ํ ในวนั เดยี วและตางวัน รวมท้ังผลการทดสอบโดยผูวเิ คราะห 2 คน ใหผลการทดสอบมี
คารอยละความแปรปรวน (%CV) เทากับ 11.57, 10.84 และ 7.74 ตามลําดับ และจากการศึกษาความจําเพาะของวิธี
โดยทดสอบกับผลิตภัณฑพลาสมาชนิดอื่น พบวาวิธีมีความจําเพาะตอการทดสอบ Factor VIII นอกจากน้ีไดนําวิธีที่ผาน
การทวนสอบมาทดสอบกบั ตัวอยา งจรงิ จาํ นวน 2 ผลิตภัณฑ คอื ผลิตภณั ฑ A จํานวน 11 ตวั อยา ง และผลติ ภัณฑ B จาํ นวน
6 ตัวอยา ง พบวา 2 ผลติ ภัณฑ มีคาความแรงผา นเกณฑม าตรฐานยโุ รป โดยผลเปรียบเทยี บคา ความแรงระหวางวิธีทีท่ วนสอบ
โดยผูวิจัยและบริษทั ผูผลติ พบวามคี วามแตกตา งจากผลติ ภัณฑ A อยา งมีนัยสําคัญทางสถติ ิ ซ่งึ อาจเกิดจากบริษทั ผูผลติ ใชวิธี
ทดสอบและสารอา งองิ ท่ีแตกตางจากผวู ิจยั ซง่ึ ความตางดังกลาวไมพบความแตกตางกับคาความแรงของผลิตภัณฑ B จากผล
การทวนสอบแสดงวา วิธีทดสอบความแรงผลิตภัณฑ Factor VIII โดยหลกั การ Chromogenic assay ดว ยวธิ ี microplate
มคี วามเหมาะสม ใชไดจ รงิ สามารถนํามาใชเปนวธิ วี เิ คราะหในหอ งปฏบิ ตั กิ ารของสถาบนั ชีววัตถุตอไป
คาํ สาํ คญั : Factor VIII, วธิ โี ครโมเจนิก, การทวนสอบวิธี
Corresponding author E-mail: [email protected]
Received: 25 March 2021 Revised: 18 June 2021 Accepted: 14 July 2021
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 721
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.
บทนํา
โรคฮโี มฟเ ลยี คอื โรคเลอื ดออกไหลไมห ยดุ หรอื เลอื ดออกงา ยหยดุ ยาก เปน โรคทางพนั ธกุ รรมจากความผดิ ปกติ
บนโครโมโซมเอกซ โรคฮีโมฟเลีย เอ เกิดจากขาดปจจัยการแข็งตัวของเลือด Factor VIII อุบัติการณของโรค
ในประเทศไทยเทา กบั 1 ตอ 13,000 – 20,000 ของประชากร อาการของโรคจะมเี ลอื ดออกงา ย โดยอาการจะเปน ๆ หายๆ
มาตงั้ แตเด็ก รวมถงึ อาการฟกชํ้า เลอื ดออกในกลา มเน้อื และขอ ตอ อาการเลือดออกทค่ี งอยูนานหลังจากการบาดเจ็บ
เลก็ นอ ยหรอื การผา ตดั และอาจรนุ แรงหากมเี ลอื ดออกในอวยั วะทส่ี าํ คญั เชน ทสี่ มอง การวนิ จิ ฉยั โดยสงั เกตจากอาการ
การเจาะเลือดตรวจระดบั Factor VIII และการตรวจช้นิ เน้อื รกหรือการเจาะน้าํ ครํา่ ในระหวา งตั้งครรภ โรคฮโี มฟเลยี
ไมส ามารถรักษาใหห ายขาดได แตก ารดแู ลตนเองอยา งดี ทาํ ใหผ ูปว ยมสี ุขภาพดีและมอี ายทุ ีย่ นื ยาวขึ้น การรักษาผูป วย
ทาํ ไดโ ดยให Factor VIII รว มกบั การรกั ษาตามอาการ ปรมิ าณยาทใี่ หผ ปู ว ยกาํ หนดตามความรนุ แรงของโรคฮโี มฟเ ลยี
ซ่ึงคาํ นวณจากปรมิ าณ Factor VIII ท่ีระบุบนขวดยา(1, 2)
ในปจ จุบันผลติ ภัณฑ Factor VIII ที่ใชใ นประเทศมที ั้งชนิดนําเขา และผลิตในประเทศ เปนท้งั ชนิดที่ผลติ
จากพลาสมามนษุ ยแ ละทผี่ ลติ ดว ยเทคโนโลยรี คี อมบแี นนท ในกระบวนการควบคมุ กาํ กบั ชวี วตั ถขุ องประเทศ ผลติ ภณั ฑ
ชีววัตถุทุกชนดิ ตองผานการทดสอบคุณภาพทางกายภาพ เคมี และความแรง เพอื่ ประกอบการขน้ึ ทะเบยี นและการขอ
การรับรองรุนการผลติ เพ่ือความปลอดภยั ของประชาชนในประเทศ
วธิ ตี รวจความแรง Factor VIII แบงไดเปน 2 วธิ ี คอื 1) one-stage assay มหี ลักการคือ Factor VIII
กระตนุ ปฏกิ ิริยาทําใหเ กิด Factor IX, X ในรปู active form ซึง่ ในสภาวะทม่ี ี calcium ions และ phospholipid
จะไปทาํ ให prothrombin เปลย่ี นเปน thrombin การหาปรมิ าณ Factor VIII จะบนั ทกึ เวลาทเ่ี กดิ ตะกอน (ปฏกิ ริ ยิ า
APTT หรอื activated partial thromboplastin time) เทียบกับคามาตรฐาน 2) Chromogenic assay มหี ลกั
การคือ Factor VIII ทีท่ าํ หนา ทเ่ี ปน co-factor และทําใหเกดิ Factor X ในรปู active form เชนเดียวกนั หลกั การ
one-stage assay โดย Factor X น้ีสามารถนิวทรัลไลซ substrate เปลี่ยนเปนสารมีสีช่ือ p-nitroaniline
ซ่ึงสามารถวัดคา ดูดกลืนแสงไดที่ 405-490 นาโนเมตร โดยปริมาณ Factor VIII จะแปรผันตรงกบั คา ดดู กลืนแสง(3)
ซ่ึงจากผลการศึกษาของ Moser KA และ Adcock Funk DM ในป 2014 แสดงใหเ หน็ วา วธิ ี Chromogenic assay
มคี วามแมน และมคี วามแปรปรวนนอ ยกวา และระบวุ าเปนวิธีทีเ่ หมาะสาํ หรบั ใชตรวจหาปริมาณ Factor VIII ทั้งใน
ตัวอยางผูปวยและในผลิตภัณฑ Factor VIII ดวย(3) นอกจากน้ีตามขอกําหนดมาตรฐานตํารายาสากล European
Pharmacopeia 10.0 ไดแ นะนาํ วธิ ี Chromogenic assay สาํ หรับทดสอบเพ่ือระบคุ า ความแรงท่มี หี นวยเปน IU
(International Unit)(4) ของผลิตภัณฑ
ชุดนํ้ายาทดสอบ Chromogenic assay ที่มีจําหนายท่ัวโลกเปนชนิดที่ใชสําหรับวิเคราะหตัวอยางเลือด
ผปู วยเทานั้น(5) และสถาบันฯ ยังไมมีวิธีทดสอบความแรง Factor VIII ดังนนั้ การนาํ วธิ มี าใชในหองปฏิบัตกิ ารจงึ ตอง
มีการทวนสอบกอ น
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค เพ่ือทวนสอบความถูกตองของวิธีทดสอบความแรงผลิตภัณฑ Factor VIII
โดยหลกั การ Chromogenic assay ดว ยวธิ ี microplate เพอื่ ใชเ ปน วธิ วี เิ คราะหใ นหอ งปฏบิ ตั กิ ารตามมาตรฐานสากล
วสั ดแุ ละวิธกี าร
สารอางองิ ตวั อยาง Factor VIII และชุดนาํ้ ยาทดสอบ
สารอา งองิ Factor VIII STANDARD 13thBRITISH STANDARD FOR BLOOD COAGULATION
FACTOR VIII CONCENTRATE, HUMAN NIBSC CODE; 10/188 ความแรง 9.4 IU/ampoule ตวั อยา ง
722 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
วิธวี ิเคราะหค วามแรงแฟคเตอร VIII ดวยวธิ ี Chromogenic Assay โสมมรสิ า พวงพรศรี และคณะ
Factor VIII เขม ขน 2 บริษัท จากผผู ลิตในประเทศ (A) และนาํ เขา (B) จํานวน 11 และ 6 รุนการผลติ ชุดทดสอบ
HemosIL® ElectrochromeTM Factor VIII จากบริษัท Instrumentation Laboratory, USA
การเตรียม สารอา งอิง Factor VIII ชุดนํา้ ยาทดสอบและตวั อยา ง Factor VIII
ละลายสารอางองิ Factor VIII ดวยน้ํากลั่นและตัวอยา ง Factor VIII ดว ยตวั ทําละลายของผลิตภณั ฑ ใหม ี
ความแรงเร่มิ ตน 1 IU/มลิ ลลิ ติ ร สาํ หรับชดุ ทดสอบประกอบดวย Factor reagent และ Chromogenic substrate
ใหล ะลายตามวิธีทร่ี ะบุในคมู อื การใชน ้าํ ยา วางสารท่ลี ะลายแลวทุกตัวทอ่ี ณุ หภมู ิหอง นาน 30 นาที
วธิ วี เิ คราะห
นํา Factor reagent และ Chromogenic substrate ทเี่ ตรียมมาอุน ท่ี 37 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที
กอ นเรมิ่ การทดสอบ เจอื จางสารอา งองิ และตวั อยา ง Factor VIII ดว ยสารละลายบฟั เฟอรข องชดุ ทดสอบ เปน 4 ระดบั
ความเขมขน คือ 0.000625, 0.00125, 0.0025 และ 0.005 IU/มลิ ลลิ ติ ร แลวเติมแตละความเขมขน ปรมิ าตร 50
ไมโครลติ ร ลงใน 96 well cell culture plate จากน้นั บมเพลทที่ 37 องศาเซลเซยี ส เปน เวลา 4 นาที แลวเตมิ Factor
reagent ปรมิ าตร 50 ไมโครลติ ร ลงในทกุ หลมุ บม เพลทท่ี 37 องศาเซลเซยี ส เปน เวลา 4 นาที เมอื่ ครบเวลาบม ใหเ ตมิ
Chromogenic substrate ปริมาตร 50 ไมโครลติ ร บมเพลทที่ 37 องศาเซลเซยี ส เปนเวลา 10 นาที เตมิ 20% acetic
acid เพือ่ หยดุ ปฏกิ ริ ยิ า อานคา ดดู กลืนแสงที่ความยาวคลืน่ 405 นาโนเมตร หกั ลบดวยคา 490 นาโนเมตร ตามทรี่ ะบุ
ไวในคมู อื ชุดทดสอบ โดยกลุม ควบคุมไดเ ติมสารละลายบฟั เฟอรแทนการเติมสารละลายตัวอยาง
การคํานวณ
คํานวณคาการทดสอบ การทวนสอบความเปนเสนตรง ความแมน ความจําเพาะโดยใชโปรแกรม Excel
คํานวณ กราฟความสัมพนั ธส มการเสน ตรง r2 ไมนอ ยกวา 0.95
คํานวณคาความแรงของตัวอยาง การทวนสอบความเที่ยง ดวยวิธี parallel line analysis โดยนําคา
ดดู กลนื แสงคาํ นวณโดยใชโ ปรแกรม Gen5 โดยคา ความสมั พนั ธร ะหวา งสารอา งองิ และตวั อยา ง Factor VIII เปน ลกั ษณะ
dose response ความสมั พนั ธแ บบเสน ตรง (linearity) และความสมั พนั ธแ บบคขู นาน (parallelism) ผลการทดสอบ
จะนาํ มาหาคา เฉลย่ี แบบถว งนา้ํ หนกั (weighted geometric mean: WGO-Mean) คา เบย่ี งเบนมาตรฐาน (standard
deviation: SD) คา สัมประสิทธ์คิ วามแปรปรวน (percent coefficient of variation: %CV)
การทดสอบความจําเพาะของวิธี (Specificity)
ทดสอบตวั อยา ง 3 ชนิด คือ ตัวอยาง Factor IX (Factor IX ทาํ หนาที่รวมกบั Factor VIII ในปฏิกริ ยิ า
การแข็งตวั ของเลือด) ตวั อยา ง Normal human albumin และตวั อยา ง Factor VIII ของบริษัท A โดยการเตรียม
ตัวอยาง duplicate และทาํ 3 การทดสอบ โดยเตรียมและทดสอบทเี่ ปน อิสระตอกัน นําคา เฉลี่ยของผล เปรยี บเทยี บ
ความแตกตางกนั ทางสถติ ิ One-way ANOVA ทร่ี ะดบั ความเช่ือม่นั 95%
การทดสอบความเปน เสนตรงและชวงการวิเคราะห (Linearity and working range)
เจือจางสารอางองิ Factor VIII แบบ 2-fold เปน 4 ระดบั ความเขมขน วเิ คราะห 6 การทดสอบทเี่ ปนอิสระ
ตอกนั คํานวณคา ความแรง back calculation แลว สรางกราฟความสมั พนั ธร ะหวางคา จริงของสารอางองิ (expected
concentration) และคาทไ่ี ดจ ากการทดสอบ (back calculation concentration) และคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์
ความสมั พันธ (correlation coefficient; r2)
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 723
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.
การทดสอบความแมน (Accuracy)
เตรียมสารอางอิง Factor VIII 2 ระดับความเขมขนคือ 0.25 และ 1 IU/มิลลิลิตร จากน้ันให spike
แตละความเขมขนปรมิ าณ 5 ไมโครลิตร ลงในตวั อยาง A 0.00125 IU/มิลลลิ ิตร ปรมิ าตร 1 มล. เตรียมการทดสอบ
duplicate และทํา 3 การทดสอบ นําผลทดสอบวิเคราะหคาความถูกตอ งสมั พัทธ %recovery Geomean
การทดสอบความเทย่ี ง (Precision)
การทดสอบซํ้า (Repeatability) ในวันและเวลาเดียวกัน (within run precision) โดยการทดสอบ
ตวั อยา ง A จํานวน 6 ซํา้ ทีเ่ ปนอสิ ระตอ กัน นําผลทดสอบคํานวณคาสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน ซง่ึ ตองมีคา ≤15%
การทดสอบซ้ําตา งวัน โดยการทดสอบตัวอยาง A จํานวน 2 ซา้ํ จากการทดสอบ 3 วนั (between run precision)
นาํ ผลทดสอบคํานวณคา สัมประสทิ ธค์ิ วามแปรปรวน ซง่ึ ตองมีคา ≤15% ทดสอบตัวอยาง A จากผวู ิเคราะห 2 คนๆ ละ
4 ซํ้า (Reproducibility) นําผลทดสอบคํานวณคาสัมประสทิ ธิค์ วามแปรปรวน ซึง่ ตองมีคา ≤15% และเปรยี บเทยี บ
ทางสถติ ิ Independent sample T-test
การทดสอบตวั อยา งแฟคเตอร VIII
ทดสอบตวั อยาง Factor VIII จาํ นวน 2 ผลิตภัณฑ คือ ผลิตภณั ฑ A จํานวน 11 ตวั อยาง และผลติ ภณั ฑ B
จาํ นวน 6 ตวั อยาง ท่สี งวิเคราะห ป 2562-2563 โดยทดสอบซํ้า 2 ครง้ั เปนอสิ ระตอกนั แลวหาคา เฉล่ีย
ผล
การทดสอบความจําเพาะของวิธี
ทดสอบตวั อยาง 3 ชนดิ คอื ตัวอยา ง Factor IX ตวั อยา ง Normal human albumin และตัวอยา ง
Factor VIII พบวา ตวั อยา ง Factor IX มีคา WGO-Mean เทา กับ 0.00038 ตัวอยาง Normal human albumin
มคี า WGO-Mean เทา กบั -0.00052 และตวั อยา ง Factor VIII มคี า WGO-Mean เทา กบั 1.165 IU/มลิ ลลิ ติ ร ผล
เปรียบเทยี บความแตกตา งกนั ทางสถิติ One-way ANOVA ท่ีระดบั ความเชือ่ มัน่ 95% ตวั อยาง Factor IX ตวั อยา ง
Normal human albumin และคา blank ไมแตกตางอยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิ จากผลการทดสอบแสดงใหเหน็ วา
วิธที ดสอบมีความจาํ เพาะตอ การนํามาวเิ คราะห Factor VIII
การทดสอบความเปน เสนตรงและชว งการวเิ คราะห
การทดสอบสารอา งองิ Factor VIII ทรี่ ะดบั ความเขม ขน 0.000625, 0.00125, 0.0025, 0.005 IU/มลิ ลลิ ติ ร
ไดคา ความแรง±SD เทากับ 0.00036±0.00023, 0.00131±0.00026, 0.00273±0.00023 และ 0.00487±0.00039
IU/มิลลิลิตร ตามลาํ ดับ ผลการวิเคราะหกราฟความสัมพันธระหวางคาท่ีไดคาจริงของสารอางอิง (expected
concentration) และจากการทดสอบ (back calculation concentration) พบวา ท้งั 2 ตวั แปร มคี วามสัมพันธ
แนวโนม ไปในแนวทางเดยี วกนั โดยมีความสัมพนั ธแบบเชงิ เสน คาํ นวณหาคาสัมประสทิ ธิ์ความสมั พันธ (correlation
coefficient; r2) เทากับ 0.9879 ดังแสดงในภาพท่ี 1 ผลทดสอบความเปนเสนตรงไดชวงการวิเคราะหที่เหมาะสม
ของวิธคี อื 0.000625 - 0.005 IU/มิลลิลิตร
724 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
วิธีวเิ คราะหความแรงแฟคเตอร VIII ดวยวธิ ี Chromogenic Assay โสมมรสิ า พวงพรศรี และคณะ
r2 = 0.9879
ภาพที่ 1 กราฟความสมั พันธร ะหวาง คา จริงของสารอางอิง (x) และ คาทไ่ี ดจากการทดสอบ (y) ของสารอา งอิง
Factor VIII
การทดสอบความแมน
ผลทดสอบโดย spike สารอางอิง Factor VIII ความเขมขน 0.25 และ 1 IU/มลิ ลลิ ติ ร มีคา %recovery
Geomean เทากับ 109.35% ดังแสดงในตารางที่ 1 และ 84.48% ดงั แสดงในตารางท่ี 2 ตามลาํ ดบั ซง่ึ แสดงใหเ หน็ วา
ผลการทดสอบเปน ไปตามเกณฑการทดสอบโดยมีคา %recovery อยใู นชว ง 70-130
ตารางท่ี 1 การทดสอบความแมน spike สารอางองิ 0.25 IU/มลิ ลลิ ติ ร ลงในตวั อยาง Factor VIII
การทดสอบ ตวั อยา ง spike + buffer spike + ตวั อยาง %recovery %recovery
Geomean
1 0.001662 0.001297 0.002927 97.58
2 0.001407 0.000949 0.002618 127.53 109.35
3 0.001288 0.000987 0.002325 105.06
ตารางท่ี 2 การทดสอบความแมน spike สารอา งองิ 1 IU/มิลลิลิตร ลงในตัวอยา ง Factor VIII
การทดสอบ ตวั อยาง spike + buffer spike + ตวั อยาง %recovery %recovery
Geomean
1 0.001662 0.004860 0.005435 77.63
2 0.001407 0.004214 0.005243 91.02 84.48
3 0.001288 0.004366 0.005015 85.34
การทดสอบความเทย่ี ง
การทดสอบซ้ําในวันและเวลาเดยี วกนั ผลการทดสอบมคี า ความแรงเฉลย่ี เทา กับ 30.96 IU/มิลลลิ ติ ร โดย
พบวา มคี า %CV เทากับ 11.57 % ดังแสดงในตารางที่ 3 ซึง่ มีคา %CV นอ ยกวา 15 เปน ไปตามเกณฑก ารทดสอบ
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 725
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.
ตารางที่ 3 ผลทดสอบความเทยี่ งโดยการทดสอบซํ้าในวันเดียว
คร้ังท่ี คา ความแรง (IU/มลิ ลลิ ติ ร)
1 32.00
2 31.75
3 31.25
4 37.00
5 27.75
6 27.00
30.96
WGO-Mean 3.58
SD 11.57
%CV
หมายเหต:ุ WGO-Mean: weighted geometric mean, SD: standard deviation, %CV: percent coefficient of variation
การทดสอบซํ้าตา งวันและเวลากนั ผลการทดสอบทั้ง 3 วนั มีคาความแรงเฉลยี่ เทากบั 25.43 IU/มิลลลิ ติ ร
คา SD เทากับ 2.76 คา %CV เทา กบั 10.84 ดงั แสดงในตารางที่ 4 ซงึ่ มีคา %CV นอ ยกวา 15 เปน ไปตามเกณฑ
การทดสอบ
ตารางท่ี 4 ผลทดสอบความเท่ียงโดยการทดสอบซ้าํ ตา งวัน
วันท่ี คร้งั ที่ คา ความแรง (IU/มิลลิลติ ร)
1 1 27.75
2 20.30
2 1 26.50
2 24.85
3 1 27.00
2 27.00
WGO-Mean 25.42
SD 2.76
%CV 10.84
หมายเหตุ : WGO-Mean: weighted geometric mean, SD: standard deviation, %CV: percent coefficient of variation
การทดสอบ Reproducibility โดยวเิ คราะห 2 คน ผลทดสอบมคี า ความแรงเฉลยี่ เทา กบั 27.91 IU/มลิ ลลิ ติ ร
คา %CV เทากับ 7.74 ดังแสดงในตารางที่ 5 และเม่ือนําคาความแรงเปรียบเทียบความแตกตางกันทางสถิติโดยใช
Independent-samples T-Test แสดงใหเห็นวาผลการทดสอบของนักวิเคราะหท้ัง 2 คน ไมมีความแตกตางกัน
(p > 0.05)
726 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
วิธีวิเคราะหค วามแรงแฟคเตอร VIII ดว ยวิธี Chromogenic Assay โสมมริสา พวงพรศรี และคณะ
ตารางท่ี 5 การทดสอบ Reproducibility
ผูทดสอบ ครัง้ ท่ี คา ความแรง (IU/มลิ ลลิ ิตร)
รายที่ 1 1 30.50
2 28.75
รายที่ 2 3 28.00
4 26.25
WGO-Mean 1 26.50
SD 2 24.85
%CV 3 27.75
4 31.25
27.91
2.16
7.74
หมายเหต:ุ WGO-Mean: weighted geometric mean, SD: standard deviation, %CV: percent coefficient of variation
การทดสอบตวั อยาง Factor VIII
ทดสอบตวั อยา งFactorVIIIจากผลติ ภณั ฑAและBโดยวธิ ที ท่ี วนสอบน้ีมคี า ความแรงอยใู นชว ง86.8-102.1%
และ 82.2-110.9% ตามลาํ ดบั ซึง่ อยใู ชว ง 80-120% ของคาความแรงท่ีระบบุ นฉลาก จึงแสดงใหเ หน็ วา ผลผา นเกณฑ
มาตรฐาน ดังแสดงในตารางที่ 6
ตารางที่ 6 ผลทดสอบตวั อยา ง Factor VIII จากผลิตภณั ฑ A และ B
รุนการผลติ ผลติ ภณั ฑ A (%) ผลติ ภัณฑ B (%)
1 ผลทดสอบ ผูผลิต ผลทดสอบ ผผู ลติ
2
3 91.1 108.0 94.3 95.8
4 96.1 114.5 96.0 94.6
5 94.3 114.0 110.9 103.6
6 103.9 107.0 98.0 99.6
7 98.6 115.0 94.8 94.0
8 102.1 105.0 82.2 99.6
9 102.0 108.0
10 94.4 104.7 95.7 97.8
11 86.8 111.0 9.2 3.7
WGO-Mean 87.5 103.0 9.60 3.79
SD 90.0 105.5
%CV 94.99 108.62
5.97 4.28
6.29 3.94
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 727
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.
ผลทดสอบผลติ ภณั ฑ A ทงั้ 11 รนุ การผลติ ไดค า ตา่ํ กวา คา ความแรงทท่ี ดสอบโดยผผู ลติ ดงั แสดงในภาพที่ 2
ขณะทคี่ าความแรงผลติ ภัณฑ B ไดคาใกลเ คียงกับผผู ลติ โดยมี 3 รนุ การผลิต ท่ีไดค า นอยกวา และอีก 3 รุนการผลิต
ไดคามากกวา ดังแสดงในภาพท่ี 3 เม่ือเปรียบเทียบผลการทดสอบระหวางผูวิจัยและผูผลิตผลิตภัณฑ A พบวามี
ความแตกตางกนั อยางมีนยั สําคญั ทางสถิติ (p < 0.05) ขณะที่เมอื่ เปรยี บเทยี บผลการทดสอบระหวางผูวิจัยและผูผลิต
ผลติ ภัณฑ B พบวาไมมีความแตกตางกัน (p > 0.05)
ผลเปรยี บเทียบการวเิ คราะหผลติ ภณั ฑ A
ภาพท่ี 2 เปรียบเทียบผลวเิ คราะหผ ลิตภณั ฑ A
ผลเปรียบเทียบการวิเคราะหผ ลติ ภณั ฑ B
ภาพท่ี 3 เปรียบเทยี บผลวิเคราะหผ ลติ ภัณฑ B
728 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
วิธีวิเคราะหความแรงแฟคเตอร VIII ดวยวิธี Chromogenic Assay โสมมริสา พวงพรศรี และคณะ
วจิ ารณ
การทวนสอบวธิ ีทดสอบความแรงผลติ ภณั ฑ Factor VIII Chromogenic assay ทกุ พารามิเตอร ไดแ ก
ความจาํ เพาะ ความแมน ความเทยี่ ง ผา นเกณฑต ามมาตรฐานของตาํ รายา European Pharmacopeia 10.0 ผลดงั กลา ว
แสดงใหเ หน็ วา วธิ ที ดสอบการทดสอบ Chromogenic assay มคี วามแมน ความเทย่ี ง สามารถนาํ มาใชเ ปน วธิ มี าตรฐาน
สําหรับวเิ คราะหความแรงผลติ ภัณฑ Factor VIII ในหองปฏิบัติสถาบันชีววตั ถุ
การศึกษาคร้ังนี้เลือกผลิตภัณฑชนิดอ่ืนท่ีมีแหลงผลิตมาจากพลาสมาเหมือนกัน เพื่อยืนยันวาองคประกอบ
อน่ื ๆ ผลติ ภณั ฑไ มม ผี ลตอ การวเิ คราะห Factor VIII ผลทดสอบตวั อยา ง Normal human albumin และผลติ ภณั ฑ
Factor IX ซ่ึงเปนโปรตีนที่เก่ียวของกับกลไกการแข็งตัวของเลือด พบวาคาดูดกลืนแสงของผลิตภัณฑทั้งสองชนิด
มคี า ใกลเ คยี งกบั การทดสอบทใ่ี ชส ารละลายบฟั เฟอร และมคี วามแตกตา งอยา งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ เิ มอื่ เปรยี บเทยี บกบั
คา ของตัวอยาง Factor VIII จากผลดังกลา วจึงแสดงใหเหน็ วาวิธที ดสอบมีความจําเพาะ
การทวนสอบครง้ั นเ้ี ลอื กใชช ดุ ทดสอบจากผผู ลติ เดยี วซง่ึ เปน บรษิ ทั เดยี วกบั ชดุ ทดสอบ ทส่ี ถาบนั ชวี วตั ถใุ ชเ ปน
วิธีมาตรฐานในการควบคุมคุณภาพ Factor IX อยูแลว และจากรายงานผลการศึกษา Chromogenic assay โดย
Pickering W พบวาการศึกษาเปรียบเทียบชุดทดสอบชนิด Chromogenic assay จาก 6 บริษัทผูผลิต พบวา
ทกุ ชดุ ทดสอบมคี วามแปรปรวนนอ ยสอดคลอ งกบั ผลการศกึ ษาของV.Collazoและคณะในปค.ศ.2012พบวา ชดุ ทดสอบ
Chromogenic assay มคี วามแมน (sig 0.6959) และความเทย่ี ง(6,7)จงึ เหน็ ไดว า ผลการศกึ ษาครง้ั นม้ี คี วามสอดคลอ ง
และเปนไปในแนวทางเดียวกับการศึกษาดังกลาว นอกจากน้ีการศึกษาของ Pickering W และคณะ ระบุดวยวา
การทดสอบผลิตภัณฑ Factor VIII โดยเปรียบเทียบคากับสารอางอิงสากล WHO International standard
จะมีคาความแรงตํ่ากวาเมื่อใชสารอางอิงท่ีมากับชุดทดสอบ (plasma calibrator) ประมาณ 10 เปอรเซนต( 6, 8)
ดงั นน้ั จากทผ่ี ผู ลติ A ใชว ธิ ที ดสอบแบบ one stage assay และใชส ารมาตรฐานอา งองิ ทมี่ ากบั ชดุ ทดสอบ อาจเปน สาเหตุ
ทที่ าํ ใหค า ความแรงแตกตา งจากคาทีไ่ ดก ารศึกษาครง้ั นี้
ขอจํากัดของการศกึ ษาคร้ังนี้ พบวาเปน การทวนสอบโดยใชตวั อยา ง Factor VIII ชนิดทผี่ ลติ จากพลาสมา
มนุษยเทานั้น และปจจุบันผลิตภัณฑแฟคเตอรชนิดรีคอมบีแนนทท่ีมีการนําเขามีเพียง 2 บริษัท และไมมีตัวอยาง
นําเขามาในชวงเวลาของการทวนสอบ ดงั นัน้ จงึ จําเปนตองมกี ารศึกษาเพิม่ เติมในตวั อยางดงั กลาว นอกจากนี้เนอื่ งจาก
สารอา งอิง Factor VIII มคี วามคงตวั ตา่ํ หลงั การละลายแลวไมสามารถเกบ็ ไวใ ชส ําหรับการทดสอบครงั้ อน่ื ๆ ไดอ ีก
ดังนั้นเพื่อลดคาใชจายของการวิเคราะหและสนับสนุนใหประเทศพึ่งพาตนเองได สถาบันฯ ควรศึกษาการเตรียมสาร
มาตรฐาน Factor VIII เพ่ือใชเ ปน working reference standard ของประเทศในการวจิ ัยครง้ั ตอไป
สรปุ
วิธีทดสอบความแรงผลิตภัณฑ Factor VIII โดยหลกั การ Chromogenic assay ดว ยวิธี microplate
เปน วธิ ที มี่ คี วามแมน ยาํ ความเทยี่ ง ความจาํ เพาะ เชอื่ ถอื ได สามารถนาํ มาใชเ ปน วธิ มี าตรฐานสาํ หรบั วเิ คราะหค วามแรง
ผลิตภณั ฑ Factor VIII ในหอ งปฏิบัตกิ ารของสถาบนั ชวี วตั ถตุ อ ไป
กิตติกรรมประกาศ
งานวจิ ยั ครง้ั นดี้ าํ เนนิ การโดยใชง บประมาณของกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสขุ และขอบคณุ
ดร.สุภาพร ภูมิอมร ผูอํานวยการสถาบันชีววัตถุ ที่สนับสนุนการดําเนินงานวิจัย และขอบคุณ ดร.วิสุทธนา สมุทรศรี
ที่ใหก ารสนับสนนุ ใหค าํ ปรึกษา ทําใหงานวิจยั น้ีสาํ เรจ็ ลลุ วงไปดวยดี
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 729
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Potency Test of Factor VIII by Chromogenic Assay Soammarisa Paungpornsri et al.
เอกสารอางองิ
1. อําไพวรรณ จวนสมั ฤทธ์ิ, บรรณาธิการ. โรคเลอื ดออกงา ยและลมิ่ เลอื ดอดุ ตัน: แนวทางการวินจิ ฉยั และการรกั ษา.
พิมพค ร้ังที่ 2. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตรโ รงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล; 2559.
2. Bhardwaj R, Rath G, Goyal AK. Advancement in the treatment of haemophilia. Int J Biol
Macromol 2018; 118(Pt A): 289-95.
3. Moser KA, Adcock Funk DM. Chromogenic factor VIII activity assay. Am J Hematol 2014;
89(7): 781-4.
4. 2.7.4 Assay of human coagulation factor VIII. In: European Pharmacopoeia 10.0. 10th ed. Strasbourg,
France: Council of Europe; 2019. p. 268.
5. A Werfen Company. HemosIL electrochromeTM factor VIII - 49730503. Bedford, MA:
Instrumentation Laboraty Company; 2021.
6. Pickering W, Hansen M, Kjalke M, Ezban M. Factor VIII chromogenic assays can be used for
potency labeling and postadministration monitoring of N8-GP. J Thromb Haemost 2016; 14(8):
1579-87.
7. Collazo V, Alonso C, Frutos G. Validation of an automated chromogenic assay of potency of
factor VIII in commercial concentrates. Int J Lab Hematol 2013; 35(1): 38-45.
8. Dodt J, Hubbard AR, Wicks SJ, Gray E, Neugebauer B, Charton E, et al. Potency determination
of factor VIII and factor IX for new product labelling and postinfusion testing: challenges for
caregivers and regulators. Haemophilia 2015; 21(4): 543-9
730 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
วธิ ีวเิ คราะหความแรงแฟคเตอร VIII ดว ยวิธี Chromogenic Assay โสมมริสา พวงพรศรี และคณะ
Method Verification of Factor VIII Potency
Test by Chromogenic Assay
Soammarisa Paungpornsri Titaporn Pootipinyowat and Paisan Pangjunan
Institute of Biological Products, Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Nonthaburi 11000,
Thailand
ABSTRACT Factor VIII is an essential blood-clotting glycoprotein which is a cofactor for activating
factor IX to an active form and then reacts to factor X for initiating the blood coagulation system.
The aim of this study was to verify the potency test of Factor VIII products by chromogenic assay
according to the European Pharmacopoeia recommendation. The results of linearity suggested that the
appropriate concentrations for this assay were in the range of 0.000625 - 0.005 IU/ml. The percentage
recovery geomean of accuracy test was 84.48-109.35%. The coefficient of variation (CV) of precision;
within run, between run and reproducibility were 11.57, 10.84 and 7.74, respectively. The analysis
of other plasma products by the verified method showed the technique was specific to Factor VIII. In
addition, the determination of potency of Factor VIII products (11 lots of product A and 6 lots of
product B) by the verified method found that both products complied with the European Pharmacopoeia
specifications. The comparable results to the manufacturer’s test showed that the potency results were
significantly different in product A but not in product B. However, the manufacturer for product A used
the method and reference standard which were dissimilar from this study. In conclusion, the potency
testing of Factor VIII by chromogenic microplate assay is suitable as a standard method at laboratory of
the Institute of Biological Products.
Keywords: Factor VIII, Chromogenic assay, Method Verification
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 731
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
รายงานจากหองปฏิบตั ิการ ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 732-742
คุณภาพชาสมนุ ไพรจากการประเมนิ ดา นสิง่ แปลกปลอม
ขนาดเล็กนํ้าหนกั เบา
ขันทอง เพ็ชรนอก และกอ เกยี รติ ศาสตรนิ ทร
สํานกั คณุ ภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย ถนนติวานนท นนทบุรี 11000
บทคดั ยอ ชาสมนุ ไพรเปน เครอ่ื งดม่ื ทน่ี ยิ มดม่ื กนั อยา งกวา งขวาง สว นใหญไ มม คี าเฟอนี จงึ เหมาะสาํ หรบั ผสู งู อายุ แตช าสมนุ ไพร
ยังไมมีขอกําหนดคุณภาพดานส่ิงแปลกปลอมขนาดเล็กน้ําหนักเบา (light filth) ไดแก แมลง ชิ้นสวนแมลง และขนสัตว
ซ่ึงเปนส่ิงแปลกปลอมท่ีนารังเกียจและเปนตัวบงช้ีถึงสุขลักษณะการผลิต เพื่อประเมินคุณภาพชาสมุนไพร การศึกษาครั้งนี้
จึงใชเกณฑขอกาํ หนด Defect Action Levels (DAL) สําหรับผลติ ภัณฑ Oregano crushed ของ Department of Health
and Human Services ซ่ึงเปนหนวยงานของ US FDA ประเทศสหรัฐอเมริกา เปนแนวทางในการพิจารณาในการตรวจ
สิ่งแปลกปลอมประเภท light filth ในชาสมุนไพร จํานวน 100 ตัวอยาง แบงเปนชนิดใบและชนิดผงบรรจุซอง ชนิดละ
50 ตัวอยาง ผลการตรวจภายใตกลองจุลทรรศน พบสิง่ แปลกปลอมประเภท light filth ในทุกตวั อยาง พบชาสมนุ ไพรชนดิ ใบ
และชนิดผงไมผ านเกณฑ DAL จาํ นวน 33 และ 44 ตวั อยาง คดิ เปน รอยละ 66 และ 88 สาเหตจุ ากพบชิน้ สวนแมลง หรือขนหนู
เกนิ เกณฑข อ กําหนด DAL ถงึ แมว า ขณะนยี้ งั ไมม ขี อ กาํ หนดเปน เกณฑต ดั สนิ สงิ่ แปลกปลอมประเภท light filth ในชาสมนุ ไพร
ผูผลิตและผูสงออกควรเขมงวดในเร่ืองสุขลักษณะและกรรมวิธีท่ีดีในการผลิตเพ่ือยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑใหมีคุณภาพ
ดสี มา่ํ เสมอใหเปน ท่ียอมรับของผบู ริโภคตอไป
คําสําคัญ: การประเมนิ คณุ ภาพ, ชาสมุนไพร, สง่ิ แปลกปลอมขนาดเล็กนาํ้ หนกั เบา
Correspondence author E-mail: [email protected]
Received: 2 April 2021 Revised: 12 July 2021 Accepted: 17 July 2021
732 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การประเมนิ คุณภาพของชาสมุนไพรดา นส่งิ แปลกปลอม ขันทอง เพ็ชรนอก และกอเกียรติ ศาสตรินทร
บทนาํ
ชาสมนุ ไพร หมายถงึ ผลติ ภณั ฑท ไ่ี ดจ ากสว นตา งๆ ของพชื นาํ มาทาํ ใหแ หง และลดขนาดใหเ ลก็ ลง โดยการตดั
สบั หรอื บด เทาน้นั ซง่ึ ยังอยูในสภาพท่สี ามารถตรวจสอบไดว า มาจากพชื สมนุ ไพรชนิดใด ท้งั นอี้ าจทําจากพชื ชนดิ เดียว
หรือผสมกับพืชชนิดอื่นท่ีกําหนดไวในประกาศหรือผสมกับชาในสกุล Camellia มีจุดมุงหมายเพ่ือนําไปบริโภคโดย
การตมหรือชงกับนํา้ เทา นนั้ (1)
ชาสมนุ ไพรเปน เครอ่ื งดม่ื ทปี่ จ จบุ นั มคี วามสาํ คญั และนยิ มดมื่ กนั อยา งกวา งขวาง โดยเฉพาะผสู งู อายคุ าดหวงั
ประโยชนเ พอื่ ดแู ลรกั ษาสขุ ภาพ ซง่ึ ชาสมนุ ไพรตามประกาศกระทรวงสาธารณสขุ (ฉบบั ที่ 280) พ.ศ. 2547 มรี ายชอื่ พชื
หรือสว นตา งๆ ของพชื ที่ใชเปนวัตถุดิบสําหรับชาสมุนไพร ไดแ ก ผลมะตมู ดอกกระเจ๊ยี บ เหงา ขงิ เหงา ขา เหงาและ
ตน ตะไครแ กง ใบหมอ น ดอกคําฝอย ใบบวั บก ใบเตยหอม ดอกเกก ฮวย ผลหลอ ฮงั กว ย เหด็ หลนิ จอื ใบและตน เจยี่ วกหู ลาน
เถาวลั ยเ ปรยี ง ใบหญา หวาน รากชะเอมเทศและชอ ดอก และใบอารท โิ ชก เปน ตน (2,3)ชาสมนุ ไพรสว นใหญไ มม คี าเฟอนี
จึงเหมาะสําหรับผูสูงอายุหรือผูที่แพคาเฟอีน และท่ีสําคัญชาสมุนไพรหลายชนิดมีสรรพคุณทางยา เชน ชวยกระตุน
ระบบประสาท ระบบหมนุ เวยี นเลอื ด ตานอนุมูลอิสระ ลดคลอเรสเตอรอล ตานการเกดิ โรคเบาหวาน ความดนั โลหติ สูง
มะเร็ง และยังสามารถชวยใหระบบการทํางานของรางกายในหลายๆ สวน เชน ระบบการยอยอาหาร ระบบขับถาย
ระบบปส สาวะ หวั ใจทํางานไดด ี และเปน ตัวชวยลา งไขมนั ท่ีเกาะตดิ อยตู ามลาํ ไส( 4, 5, 6)
ชาเปน พชื เศรษฐกจิ ทน่ี าํ มาทาํ เปน เครอื่ งดม่ื และใชเ ปน สว นหนงึ่ ของการผลติ ชาสมนุ ไพร ผลผลติ ชาสว นใหญ
อยใู นแถบเอเชยี ไดแก จีน อินเดยี และศรีลงั กา สําหรับประเทศไทยนิยมปลูกในแถบภาคเหนือ ไดแ ก จงั หวัดเชยี งราย
เชยี งใหม แพร นา น และแมฮ อ งสอน เปน ตน สว นใหญเ ปน ชาพนั ธอุ สั สมั (Assam Tea) และพนั ธชุ าจนี (Chinese Tea)
เมื่อแบง ตามกระบวนการผลติ ไดเ ปน 1) ชาเขยี ว (Green tea) จะไมผ า นกระบวนการหมกั โดยนําใบชาท่ีเก็บไดม า
ทาํ การค่ัวบนกระทะรอนแลว นําไปนวดและอบแหง ในลําดับถัดไป สีของน้าํ ชาจะมสี ีเขียวถงึ เขยี วอมเหลือง 2) ชาอหู ลง
(Oolong tea) จะผา นกระบวนการหมกั เพยี งบางสว น โดยการผง่ึ แดดแลว นาํ ไปผงึ่ ในรม ซงึ่ เปน กระบวนการหมกั ทท่ี าํ ให
เกดิ สารทม่ี กี ลนิ่ และสแี ตกตา งไปจากชาเขยี วโดยนา้ํ ชาจะมสี เี หลอื งอมเขยี วและสนี า้ํ ตาลอมเขยี ว 3) ชาดาํ (Black tea)
เปนชาท่ีผานกระบวนการหมักอยางสมบูรณ นํ้าชาจะมีสีน้ําตาลแดง คนไทยนําชาพันธุชาอัสสัมมาผลิตเปนชาดํา
ชาเขียว และชาไทย สวนพันธุชาจีนนิยมนํามาผลิตเปนชาอูหลง ชาเขียว และชาแดง (ชาฝร่ัง) ผลผลิตชาของไทย
ป 2562 ปรมิ าณ 102,914 ตนั ประเทศที่นําเขาชามากทีส่ ุด คอื รัสเซยี ปริมาณนําเขา 150,318 ตัน คดิ เปน มูลคา 425.6
ลา นเหรียญสหรฐั ฯ รองลงมา คอื สหราชอาณาจกั ร และสหรฐั อเมรกิ า ตามลาํ ดับ สว นประเทศผนู ําเขา ผลติ ภัณฑชา
มากทส่ี ุด คอื สหรฐั อเมริกา ปรมิ าณนําเขา 68,777 ตัน มูลคา 185.7 ลา นเหรียญสหรัฐฯ รองลงมา คือ เยอรมนี และ
กรีซ ตามลําดบั (7, 8, 9) สว นการสงออกชาเขยี วปริมาณ 1,058 ตัน มลู คา 9.5 ลา นเหรยี ญสหรัฐฯ ชาดาํ ปริมาณ 2,256
ตนั มลู คา 9.6 ลานเหรียญสหรัฐฯ และสงออกผลิตภัณฑช าปรมิ าณ 7,032 ตัน มลู คา 24.6 ลานเหรียญสหรัฐฯ ในชว ง
7 เดอื นแรกป 2563 (มกราคม - กรกฎาคม) ไทยสงออกชาเขยี วปริมาณ 492.9 ตัน มูลคา 4.6 ลานเหรียญสหรฐั ฯ(10)
และในปเดียวกันไทยนําเขาชาปริมาณ 14,334 ตัน มูลคา 22.1 ลานเหรียญสหรัฐฯ เปนชาดําปริมาณ 9,283 ตัน
นําเขาจากอนิ โดนีเซีย เวียดนาม และศรีลงั กา ชาเขยี วปริมาณ 5,051 ตัน มูลคา 8.8 ลา นเหรียญสหรฐั ฯ นาํ เขาจากญี่ปุน
จีน และเวยี ดนาม นําเขา ผลติ ภณั ฑช าปริมาณ 1,241 มลู คา 22.1 ลา นเหรยี ญสหรัฐฯ นําเขา จากสหรัฐอเมริกา จนี และ
เยอรมนี(7, 8) แสดงใหเห็นวาไทยยังมีความจําเปนตองนาํ เขาชาเพ่ือมาบริโภคในประเทศและสําหรับแปรรูปเปน
ผลิตภัณฑชาจําหนา ยในประเทศและสง ออก(7, 8) จากความตกลงการคา เสรี (Free Trade Area : FTA) ไทยนําเขา ชา
จากอาเซยี น โดยเฉพาะอนิ โดนเี ซยี และเวยี ดนามมากทสี่ ดุ โดยไทยยกเลกิ การเกบ็ ภาษที ง้ั ในและนอกโควตาจากอาเซยี น
การยกเลิกภาษีดังกลาวจะชวยเพิ่มโอกาสใหผูประกอบการหรือผูนําเขาชาของไทยมีทางเลือกในการนําเขา เพิ่มความ
หลากหลายของวัตถุดิบและชวยลดตนทุนมากข้ึน(7, 8) คุณภาพการนําเขาและสงออกชาสมุนไพรยังไมมีเกณฑตัดสิน
คุณภาพ ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาเปนผูนําเขาชาและผลิตภัณฑชาเปนอันดับตนๆ โดยชาสมุนไพรไดรับความนิยม
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 733
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin
และมีแนวโนมเติบโตตอ เนอื่ งในประเทศสหรฐั อเมริกา(11) และจะเขม งวดกับความสะอาดของผลิตภณั ฑอาหารในเร่ือง
สิง่ แปลกปลอมขนาดเล็กน้ําหนักเบา (light filth) ไดแก แมลง ชิ้นสว นแมลง และขนสตั วฟ นแทะ ดังนั้นการศกึ ษา
ครงั้ นจี้ งึ พจิ ารณาตามเกณฑข อ กําหนด Defect Action Levels (DAL)(12) ของ Department of Health and Human
Services ซึ่งเปนหนวยงานของ US FDA ประเทศสหรัฐอเมริกา สําหรับผลิตภัณฑ Oregano crushed ท่ีเปน
พืชสมุนไพรและใชชงดื่มเชนชาสมุนไพรได เปนแนวทางในการพิจารณาเกณฑตัดสินคุณภาพ ที่กําหนดใหพบช้ิน
สวนแมลง (insect fragments) ไมเกนิ 300 ชิ้น หรอื ขนหนู (rodent hairs) ไมเกนิ 2 เสน ในตัวอยา ง 10 กรัม
การตรวจพบแมลง ช้ินสวนแมลง และขนสัตว จัดเปนสิ่งแปลกปลอมซ่ึงไมเปนท่ียอมรับ หรือนารังเกียจ เปนตัวบงช้ี
ถึงระบบควบคุมคุณภาพ และอาจถูกนํามาใชเปนเคร่ืองมือในการกีดกันทางการคาสําหรับการสงออกไปจาํ หนาย
ตางประเทศ
วสั ดุและวิธีการ
ตัวอยางศกึ ษา
เปน ตวั อยา งชาสมนุ ไพรทผ่ี ลติ ในประเทศไทยและนาํ เขา จากตา งประเทศ สง ตรวจโดยสาํ นกั งานคณะกรรมการ
อาหารและยา จาํ นวน 100 ตวั อยา ง แบง เปน เปน ชาสมนุ ไพรชนดิ ใบและชาสมนุ ไพรชนดิ ผงบรรจซุ อง ชนดิ ละ 50 ตวั อยา ง
(ชาสมนุ ไพรชนิดใบผลิตในประเทศและนําเขา จํานวน 45 และ 5 ตวั อยา ง สวนชาสมุนไพรชนิดผงผลิตในประเทศและ
นาํ เขา จํานวน 40 และ 10 ตวั อยา ง) วิเคราะหในชว งเดือนมีนาคม 2559 ถึง เดอื นพฤษภาคม 2561
ตรวจสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็กนํ้าหนกั เบา (light filth)
ตรวจวิเคราะหต ามวิธี AOAC 981.18 Light Filth in Tea(13) โดยชง่ั ตวั อยา งชาสมุนไพรจํานวน 10 กรัม
นาํ มาตม ในนา้ํ เดอื ดนาน 6 นาที จากนน้ั เทลงบน sieve no. 230 (Endecotts Limited, องั กฤษ) แลว ใชน าํ้ รอ นฉดี พน
จนนา้ํ ลา งใส จึงนาํ สิง่ ทตี่ กคา งบน sieve ใสใน wildman trap flask แลว ปรับปรมิ าตรดวย 40% isopropanol ใหได
900 มลิ ลลิ ติ ร และใสแ ทง กวน (stirring rod) ใหแ ผน ยางอยตู า่ํ กวา ระดบั ผวิ ของเหลว เตมิ flotation oil 50 มลิ ลลิ ติ ร
ผสมใหเขากันนาน 6 นาที แลวตั้งทิ้งไว 2 - 3 นาที จึงเติม sequestering agent 300 มิลลิลิตร กวนอยางเบา
นาน 1 นาที แลวเติม 40% isopropanol จนเกือบเตม็ จากนนั้ ล็อกแทงกวนใหแผน ยางอยูต่ํากวาชนั้ น้าํ มนั ประมาณ
1 เซนตเิ มตร ต้ังทิ้งไว 5 นาที หมนุ แทงกวนเพอื่ ใหสงิ่ แปลกปลอมหลุดจากแทง กวน ตง้ั ทิ้งไว 25 นาที แลวดึงปลาย
แทงกวนขึ้นใหแผนยางปดคอ flask ใหแนน จากน้ันเทช้ันน้ํามันท่ีอยูเหนือแผนยาง ลงใน beaker ลางบริเวณคอ
flask จนสะอาดดว ย 40% isopropanol จากนนั้ เตมิ flotation oil 30 มลิ ลลิ ติ ร ทําซ้าํ เดมิ อีกครัง้ และเกบ็ ของเหลว
ทไ่ี ดร วมกบั ครง้ั แรก จากนนั้ กรองของเหลวทงั้ หมดดว ยชดุ เครอ่ื งกรอง แลว นาํ กระดาษกรองไปตรวจหาสงิ่ แปลกปลอม
และนับจํานวนภายใต widefield zoom stereoscopic microscope (Olympus Optical, ญ่ีปุน) ที่กําลังขยาย
30 เทา และตรวจจําแนกชนิดสิ่งแปลกปลอมภายใต compound microscope (Olympus Optical, ญ่ีปุน)
ทกี่ าํ ลังขยาย 100 เทา เพอื่ ตรวจลกั ษณะโครงสรา งของแมลง ชน้ิ สวนแมลง ขนหนู ขนแมว/สุนัข ขนคน และขนนก
โดยเปรยี บเทียบกบั ลกั ษณะอา งองิ จากสมุดภาพ(14)
การวิเคราะหข อมูลทางสถติ ิ
เปรยี บเทยี บการตรวจพบช้ินสว นแมลง และขนหนูในชาสมุนไพร 2 ชนดิ ทีผ่ ลิตภายในประเทศและนาํ เขา
จากตา งประเทศ โดยคาํ นวณคาไคสแควร (χ2- test) ทีร่ ะดับนัยสําคญั 0.05
734 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การประเมินคุณภาพของชาสมนุ ไพรดานสิ่งแปลกปลอม ขนั ทอง เพช็ รนอก และกอ เกยี รติ ศาสตรนิ ทร
ผล
ผลการตรวจชาสมนุ ไพร 100 ตวั อยา ง ภายใตก ลอ งจลุ ทรรศนท กี่ าํ ลงั ขยาย 30 เทา พบสง่ิ แปลกปลอมขนาดเลก็
นาํ้ หนักเบา (light filth) ในทุกตัวอยาง คิดเปนรอยละ 100 โดยตัวอยางชาชนิดใบ : ชาชนิดผง พบชิ้นสวนแมลง
50 : 50 (รอยละ 100 : 100) เพลี้ย (เพลี้ยออ น เพลยี้ ไฟ เพล้ียหอย) 41 : 20 (รอ ยละ 82 : 40) ไร 40 : 37 (รอ ยละ
80:74)เหาหนงั สอื 9:23(รอ ยละ18:46)ขนนก24:25(รอ ยละ48:50) ขนคน23:28(รอ ยละ46:56)ขนหนู17:27
(รอ ยละ 34 : 54) และขนแมว/สนุ ขั 12 : 23 (รอยละ 24 : 46) ดังแสดงในภาพท่ี 1
รอยละของ ัตวอ ยาง ี่ทตรวจพบ ่ิสงแปลกปลอม
ชนดิ สงิ่ แปลกปลอมทีต่ รวจพบ
ภาพที่ 1 ชนิดและจาํ นวนตัวอยางที่พบ light filth ในชาสมนุ ไพร 2 ชนิด
ผลการตรวจวิเคราะหพบชิ้นสวนแมลงมากท่ีสุดในทุกตัวอยางชาสมุนไพรทั้ง 2 ชนิด เมื่อจาํ แนกจํานวน
ที่ตรวจพบเปน 4 ชว ง คอื 1 - 99, 100 - 199, 200 - 299 และ ≥ 300 ชนิ้ ตามลาํ ดับ พบชิน้ สว นแมลงในชาสมนุ ไพร
ชนิดใบจํานวน 14, 5, 3 และ 28 ตัวอยา ง คิดเปนรอ ยละ 28, 10, 6 และ 56 ตามลาํ ดบั และพบช้ินสวนแมลงในชา
สมนุ ไพรชนดิ ผงจาํ นวน 16, 2, 2 และ 30 ตัวอยา ง คิดเปน รอยละ 32, 4, 4 และ 60 ตามลําดับ ทั้งน้ีพบวาไมผานเกณฑ
ขอกําหนด DAL (ชนิ้ สวนแมลงไมเกิน 300 ชิ้น ในตัวอยา ง 10 กรัม) ในชาสมนุ ไพรชนิดใบและชนดิ ผง จํานวน 28
และ 30 ตวั อยาง คิดเปนรอ ยละ 56 และ 60 ตามลําดับ ดงั แสดงในภาพท่ี 2
รอยละของ ัตวอยางที่ตรวจพบชิ้น สวนแมลง
จาํ นวนช้นิ สวนแมลงทีต่ รวจพบ
ภาพที่ 2 จํานวนชน้ิ สว นแมลงที่ตรวจพบในตวั อยางชาสมุนไพร 2 ชนดิ , *ชิ้นสวนแมลงเกินเกณฑข อกาํ หนด DAL
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 735
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin
ผลการวิเคราะหชนิดของแมลง พบวามีแมลงหลายชนิด ไดแก เพล้ีย (เพล้ียออน เพลี้ยไฟ เพล้ียหอย)
ไร และเหาหนังสือ เม่ือจาํ แนกตามจาํ นวนแมลงท่พี บเปน 2 ชว ง คอื 1 - 100 และ ≥ 101 ตวั พบเพลี้ยในชาสมนุ ไพร
ชนิดใบ 35 และ 6 ตวั อยาง ในชาสมนุ ไพรชนดิ ผง 20 และ 0 ตัวอยาง พบไรในชาสมุนไพรชนิดใบ 38 และ 2 ตวั อยา ง
ในชาสมุนไพรชนิดผง 37 และ 0 ตัวอยา ง พบเหาหนงั สอื ในชาสมนุ ไพรชนิดใบ 17 และ 0 ตวั อยาง ในชาสมนุ ไพรชนิด
ผง 39 และ 0 ตวั อยา ง ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 ชนดิ และจํานวน light filth ทเ่ี ปน แมลงทพ่ี บในชาสมนุ ไพร 2 ชนดิ
สิ่งแปลกปลอมขนาดเลก็ ชาสมนุ ไพรชนิดใบ ชาสมนุ ไพรชนดิ ผง
นํา้ หนกั เบา (light filth) (ตวั อยาง) (ตวั อยา ง)
35 20
เพลย้ี (ตวั ) 6 0
1-100 38 37
≥ 101 2 0
ไร (ตัว) 17 39
1-100 0 0
≥ 101
เหาหนังสือ (ตัว)
1-100
≥ 101
พบขนสตั วไดแ กขนนกขนคนขนหนูและขนแมว/สนุ ขั โดยพบในชาชนดิ ใบจาํ นวน24,28,17และ12ตวั อยา ง
พบในชาผง จาํ นวน 25, 28, 28 และ 23 ตวั อยา ง เมอื่ จําแนกจาํ นวน 1, 2 และ ≥ 3 เสน ตามลาํ ดบั ตามเกณฑข อ กาํ หนด
DAL (พบขนหนูไมเกิน 2 เสน ในตวั อยาง 10 กรมั ) พบชาสมนุ ไพรไมผานเกณฑขอกาํ หนด DAL 19 ตวั อยาง เปน
ชนดิ ใบ 5 ตัวอยา ง และชนิดผง 14 ตวั อยาง คิดเปน รอ ยละ 10 และ 28 ตามลําดับ ซึ่ง 1 ใน 5 ของตัวอยา งชาสมุนไพร
ชนิดใบ พบขนหนู 50 เสน ดงั แสดงในตารางท่ี 2
ผลการตรวจวเิ คราะหช าสมนุ ไพร 100 ตวั อยา ง พบไมผ า นเกณฑข อ กาํ หนด DAL จาํ นวน 77 ตวั อยา ง เกดิ จาก
พบชน้ิ สว นแมลงเกนิ 300 ชนิ้ หรอื พบขนหนเู กนิ 2 เสน พบในชาสมนุ ไพรชนดิ ใบและชนดิ ผง 33 และ 44 ตวั อยา ง ตาม
ลําดบั เมือ่ นาํ มาจัดกลมุ เปน พบช้ินสวนแมลง หรอื ขนหนู พบในชาสมุนไพรชนิดใบจํานวน 28 และ 5 ตวั อยาง คิดเปน
รอ ยละ 56 และ 10 ตามลําดับ และพบในชาสมุนไพรชนดิ ผงจํานวน 30 และ 14 ตัวอยาง คิดเปนรอ ยละ 60 และ 28
ตามลําดบั ดังแสดงในภาพที่ 3
เปรียบเทยี บการตรวจพบชิน้ สว นแมลง และขนหนใู นชาสมุนไพร 2 ชนิด ทีผ่ ลติ ภายในประเทศและนาํ เขา
จากตางประเทศ โดยคาํ นวณคา ไคสแควร (χ2- test) พบตวั อยา งชาสมนุ ไพรชนดิ ใบในประเทศและนาํ เขาไมมคี วาม
แตกตางกันจากการตรวจพบช้ินสวนแมลงหรือขนหนู (p>0.05) แตชาสมุนไพรชนิดผงในประเทศพบช้ินสวนแมลง
มากกวาชานําเขาอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) สวนขนหนูของชาในประเทศและนําเขาไมมีความแตกตางกัน
(p>0.05) ดังแสดงในตารางที่ 3
736 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การประเมินคุณภาพของชาสมุนไพรดานสิง่ แปลกปลอม ขันทอง เพช็ รนอก และกอ เกียรติ ศาสตรนิ ทร
ตารางท่ี 2 จํานวนขนสัตว ท่ีตรวจพบในชาสมุนไพร 2 ชนดิ
ส่ิงแปลกปลอมขนาดเลก็ ชาสมนุ ไพรชนดิ ใบ ชาสมุนไพรชนิดผง
นํา้ หนกั เบา (light filth) (ตัวอยา ง) (ตัวอยาง)
7 10
ขนนก (เสน ) 11 5
1 6 10
2 17 13
≥3 5 9
6 6
ขนคน (เสน) 12 14
1 1 7
2 4 7
≥3 10 16
2 1
ขนหนู (เสน ) 0 6
1
2*
≥ 3 **
ขนแมว/สุนขั (เสน )
1
2
≥3
หมายเหตุ *DAL ระบพุ บขนหนไู มเ กิน 2 เสนในตวั อยาง 10 กรัม, **พบขนหนู 50 เสน ใน 1 ตัวอยา ง
รอยละของ ัตวอ ยางที่ไ ม ผานเกณฑ DAL
ชนิดสง่ิ แปลกปลอม
ภาพที่ 3 จาํ นวนตวั อยางที่เกินเกณฑข อ กําหนด DAL ในชาสมุนไพร 2 ชนิด
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 737
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin
ตารางท่ี 3 เปรียบเทยี บชาสมนุ ไพร ทีผ่ ลิตในประเทศและนาํ เขาจากตา งประเทศ ท่ไี มผา นเกณฑ DAL
สง่ิ แปลกปลอมขนาดเล็ก จํานวนตวั อยา ง (รอยละ) χ2- test
นาํ้ หนักเบา (light filth) พบ ไมพบ 2.92
ชน้ิ สว นแมลง (≥ 300 ช้ิน) 0.62
ชาสมุนไพรชนิดใบในประเทศ 27 (60.00) 18 (40.00) 8.30*
ชาสมนุ ไพรชนิดใบนาํ เขา 1 (20.00) 4 (80.00) 2.00
28 (56.00) 22 (44.00)
รวม
ขนหนู (≥ 2 เสน) 4 (8.89) 41 (91.11)
ชาสมนุ ไพรชนดิ ใบในประเทศ 1 (20.00) 4 (80.00)
ชาสมุนไพรชนิดใบนําเขา 5 (56.00) 45 (44.00)
รวม 31 (77.50) 9 (22.50)
ช้นิ สวนแมลง (≥ 300 ชิ้น) 3 (30.00) 7 (70.00)
ชาสมุนไพรชนดิ ผงในประเทศ 34 (68.00) 16 (32.00)
ชาสมนุ ไพรชนดิ ผงนําเขา
13 (77.50) 27 (22.50)
รวม 1 (10.00) 9 (90.00)
14 (28.00) 36 (72.50)
ขนหนู (≥ 2 เสน )
ชาสมุนไพรชนดิ ผงในประเทศ
ชาสมุนไพรชนดิ ผงนาํ เขา
รวม
คาไคสแควร (χ2- test ) จากตารางทีร่ ะดบั นยั สาํ คัญ 0.05 มคี า 3.84
*ชนดิ ของชามีความสมั พนั ธกบั จํานวนตวั อยา งที่พบสง่ิ แปลกปลอมอยา งมีนยั สําคญั ทางสถิติ (p‹0.05)
วิจารณ
ตรวจสง่ิ แปลกปลอมขนาดเล็กนา้ํ หนักเบา (light filth) ในชาสมนุ ไพร พบชน้ิ สวนแมลงในทกุ ตัวอยาง
คดิ เปน รอ ยละ 100 ของตวั อยา งทงั้ หมด และพบตวั อยา งทไี่ มผ า นเกณฑข อ กาํ หนด DAL เนอื่ งจากพบชนิ้ สว นแมลงเกนิ
300 ชนิ้ ในชาสมนุ ไพรชนดิ ใบและชนดิ ผงจํานวน 28 และ 30 ตวั อยา ง คดิ เปน รอ ยละ 56 และ 60 ตามลาํ ดบั ทง้ั นชี้ น้ิ สว น
แมลงอาจปลอมปนมากบั วตั ถดุ บิ ทเี่ ปน สมนุ ไพรหรอื ใบชา โดยแมลงมาเกาะกนิ น้าํ หวานหรอื หาอาหารทย่ี อดออ น ดอก
หรือผลของพืชที่นํามาเปนวัตถุดิบ(15) เม่ือนํามาอบหรือตากแหง ทําใหแมลงหรือช้ินสวนแมลงแตกเปนชิ้นสวนเล็กๆ
กระจายในตวั อยา งเปน จํานวนมาก
เพลย้ี (เพลยี้ ออ น เพลย้ี ไฟ และเพลยี้ หอย) เปน แมลงศตั รพู ชื ทดี่ ดู นาํ้ เลย้ี งจากลาํ ตน กงิ่ กา น ใบออ น ยอด ดอก
และผลของพืช จึงปลอมปนมากับวัตถุดิบที่ใชทําชาสมุนไพรซึ่งเพล้ียออนและเพลี้ยไฟยังเปนตัวพาหะถายเชื้อไวรัสไป
สูตนพืชและผักไดดวย(16, 17, 18) เม่ือผูผลิตนําพืชสมุนไพรหรือใบชาท่ีมีการปลอมปนจากเพล้ียมาผลิตเปนชาสมุนไพร
โดยไมไดทําความสะอาด(16) แลวนําไปอบหรือตากใหแหง จึงทาํ ใหแมลงตายและปลอมปนในผลิตภัณฑชาสมุนไพร
ดงั กลา ว ดงั นนั้ การเลอื กเกบ็ สมนุ ไพรสดคณุ ภาพดี ไมเ ปน โรคและไมถ กู แมลงรบกวน การคดั ใบทไ่ี มแ กห รอื ออ นเกนิ ไป
รวมทง้ั การแชน า้ํ และลา งนํา้ ใหส ะอาดเปน วธิ ที ช่ี ว ยการลดจํานวนของเพลย้ี ทปี่ ลอมปนมากบั วตั ถดุ บิ ทนี่ ํามาทาํ สมนุ ไพร(15)
สว นไรและเหาหนงั สอื จดั เปน แมลงทพี่ บในผลติ ภณั ฑเ กษตรและพบในโรงเกบ็ รกั ษา การควบคมุ อณุ หภมู แิ ละความชน้ื
ที่ไมใ หไ รและเหาหนังสอื เจรญิ เติบโตหรอื ทาํ ลาย รวมทั้งการทาํ ความสะอาดสถานทเ่ี ก็บรกั ษา เปนสงิ่ จําเปน ตอการลด
จาํ นวนของแมลงได( 19, 20)
738 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การประเมินคุณภาพของชาสมุนไพรดา นสิง่ แปลกปลอม ขนั ทอง เพ็ชรนอก และกอเกยี รติ ศาสตรนิ ทร
ขนสตั วทีต่ รวจพบไดแก ขนคน ขนหนู ขนแมว/สนุ ขั และขนนก พบในชาสมุนไพรชนิดผงมากกวา ชนิดใบ
กรณีขนคนอาจเกิดจากผูที่เก่ียวของกับการผลิตหรือบรรจุไมไดสวมถุงมือหรือตาขายคลุมผมในขณะท่ีปฏิบัติงาน
สวนขนหนู ขนแมว/สุนัข และขนนก อาจปนปลอมในขั้นตอนการเก็บเก่ียว การตากแหง การนวดท่ีไมมีการปองกัน
การเหยียบยํา่ ของสัตว ทําใหขนสัตวรวงหลนลง เม่ือนาํ มาผลิตเปนชาสมุนไพรจึงตรวจพบขนสัตว หรือขนสัตวอาจมี
ปลอมปนในสถานทเี่ กบ็ ชาสมนุ ไพรอยแู ลว การตรวจพบขนหนเู กนิ 2 เสน นอกจากจะทาํ ใหไ มผ า นเกณฑ DAL ยงั บง ชถี้ งึ
สภาพทไี่ มถ กู สขุ ลกั ษณะหรอื การใชว ตั ถดุ บิ คณุ ภาพตาํ่ รวมทงั้ การปอ งกนั หรอื การจดั การในโรงเรอื นหรอื โรงเกบ็ ไมด พี อ
ซ่งึ หนจู ะกอ ใหเกิดความไมส ะอาดจากสิง่ ขบั ถา ยและเปนพาหะของโรคตา งๆ มาสูคน เชน กาฬโรค (Plague or black
death) จากหนูสูคนโดยหมัดหนู โรคไขดีซาน (Leptospirosis) เกิดจากเช้ือแบคทีเรียที่ปะปนมากับปสสาวะหนู
โรคทองรวง (Salmonellosis) จากเช้อื แบคทเี รีย Salmonella spp. ทม่ี ีอยใู นมูลหนู จากการตรวจพบขนสัตวในชา
สมนุ ไพรชนดิ ผงมากกวา ชนดิ สมนุ ไพรชนดิ ใบ เนอื่ งจากชาสมนุ ไพรชนดิ ผงมกี ารตดั สบั หรอื บด ใหม ขี นาดเลก็ เมอื่ มกี าร
ปลอมปนของขนสัตวจงึ ทําใหขนสตั วในชาสมนุ ไพรถกู ตดั สับหรอื บด เปน ชิน้ เล็กๆ กระจายในตัวอยางเปน จาํ นวนมาก
ดงั นน้ั เพอื่ ใหไ ดช าสมนุ ไพรทด่ี มี คี ณุ ภาพ ผผู ลติ ควรปฏบิ ตั ติ าม GMPs พน้ื ฐานทเ่ี หมาะสม เชน โรงงานผลติ มสี ขุ าภบิ าล
ทดี่ ี มมี าตรการปอ งกนั แมลงและสตั วพ าหะภายในและภายนอกโรงงานทเี่ หมาะสม รวมถงึ ควรมรี ะบบควบคมุ สขุ ลกั ษณะ
สวนบุคคลที่ดีใหกับผูเก่ียวของในการผลิต เพื่อลดปญหาการปนเปอนของส่ิงแปลกปลอมขนาดเล็กน้ําหนักเบา
(light filth) เหลา น้ี
ผลการหาคา ความสมั พันธ (ความแตกตา ง) ทางสถติ ิของตัวอยางชาสมนุ ไพร 2 ชนดิ ที่ผลติ ในประเทศและ
นําเขาจากตางประเทศ พบสงิ่ แปลกปลอมที่ทําใหไ มผ านเกณฑข อกาํ หนด DAL คอื ช้นิ สวนแมลงเกิน 300 ช้นิ หรอื
ขนหนูเกิน 2 เสน โดยใชไคสแคว (χ2- test) พบชาสมุนไพรในประเทศตรวจส่ิงแปลกปลอมมากกวาชาสมุนไพร
นําเขา อาจเพราะชานําเขามีการตรวจคุณภาพกอนท่ีสงออก สวนชาสมุนไพรประเทศไทยไมมีขอกําหนดคุณภาพ
ดา นสงิ่ แปลกปลอมขนาดเลก็ นาํ้ หนกั เบา (light filth) จงึ ตรวจพบสงิ่ แปลกปลอมแตกตา งกนั อยา งมนี ยั สาํ คญั (p<0.05)
โดยชนิ้ สว นแมลงมาจากแมลงทก่ี ดั กนิ สว นใบ ยอด ดอก และผลออ นของพชื เปน อาหาร(16, 17, 18)
ถึงแมวาขณะน้ียังไมมีเกณฑตัดสินคุณภาพดานส่ิงแปลกปลอมประเภท light filth ในชาสมุนไพร ผูผลิต
ผูสงออกและหนวยงานที่ทําหนาท่ีกํากับดูแลและควบคุมผลิตผลทางการเกษตรของภาครัฐ จะตองเขมงวดยิ่งขึ้น
ในการปอ งกนั และควบคมุ แมลง ผลการศกึ ษาครงั้ นส้ี ามารถนาํ ไปเปน แนวทางประเมนิ คณุ ภาพชาสมนุ ไพร และรวบรวม
เปนขอมูลเบื้องตน สําหรับเผยแพรใหแกผูผลิตและผูสงออกชาสมุนไพร ใหนําไปแกไข ปรับปรุงสุขลักษณะการผลิต
เพ่ือยกระดับคุณภาพผลติ ภณั ฑใหม คี ณุ ภาพดีสมํ่าเสมอ ใหเ ปนท่ียอมรับของผบู รโิ ภค นอกจากนข้ี อ มลู ท่ีไดยงั สามารถ
นําไปเปนแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมเปนขอมูลในการจัดทําเกณฑมาตรฐานตัดสินคุณภาพของ
ชาสมุนไพรในอนาคต
สรปุ
การตรวจพบชิ้นสว นแมลง หรอื ขนหนูในผลติ ภัณฑชาสมนุ ไพรทั้ง 2 ชนดิ ทําใหไ มผ า นเกณฑ DAL ทีน่ าํ มา
ใชประเมนิ คุณภาพชาสมุนไพร โดยชน้ิ สวนแมลงและขนสตั ว อาจปนเปอนตัง้ แตการปลกู กระบวนการผลติ ตลอดจน
การบรรจุและการเก็บรักษาท่ีไมไดมาตรฐาน การปองกันหรือลดจํานวนส่ิงแปลกปลอมตองมีการควบคุมทุกขั้นตอน
ต้ังแตการปลูกชาตองมีการปองกัน ควบคุม และกาํ จัดแมลงศัตรูตนชา ขั้นตอนการผลิตและการเก็บรักษาตองปฏิบัติ
อยางถูกสุขลักษณะ และควรปฏิบัติตาม GMPs พื้นฐานท่ีเหมาะสม เชน มีสุขาภิบาลโรงงานผลิตท่ีดี มีมาตรการ
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 739
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin
ปอ งกนั แมลงและสตั วพ าหะ ภายในและภายนอกโรงงานทเี่ หมาะสม รวมถงึ ควรมรี ะบบควบคมุ สขุ ลกั ษณะสว นบคุ คลทด่ี ี
ใหกบั ผูเ ก่ยี วขอ งในการผลติ เพ่ือลดปญ หาการปนเปอนของสิง่ แปลกปลอมขนาดเล็กน้ําหนกั เบา (light filth) ขอมูล
จากการศึกษาผูผลิตสามารถนําไปควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑใหไดมาตรฐาน และหนวยงานที่มีหนาที่รับผิดชอบนําไป
ใชเปน แนวทางกําหนดเกณฑค ณุ ภาพชาสมุนไพรในอนาคต
เอกสารอา งองิ
1. กองควบคุมอาหาร สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา. แนวทางการพิจารณาอาหารประเภท “ชาสมุนไพร”
[ออนไลน] . 2549; [สบื คน 4 ม.ค. 2564]; [9 หนา ]. เขา ถงึ ไดท ่ี : URL : http://food.fda.moph.go.th/Rules/
dataRules/3-HerbalTea.pdf.
2. ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ฉบบั ท่ี 280 (พ.ศ. 2547) เรือ่ ง ชาสมนุ ไพร. ราชกจิ จานเุ บกษา เลม 121 ตอนพเิ ศษ
82 ง (วันที่ 26 กรกฎาคม 2547). หนา 3.
3. ประกาศสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง กําหนดรายชื่อพืชหรือสวนของพืชท่ีใชเปนวัตถุดิบสําหรับ
ชาสมุนไพร. ราชกิจจานเุ บกษา เลม 127 ตอนพเิ ศษ 28 ง (วันท่ี 2 มนี าคม 2553). หนา 12.
4. อนงค ศรีโสภา, กาญจนา วงศกระจาง. การพัฒนาสูตรชาสมุนไพรใบหมอนผสมสมุนไพรใหกล่ินหอมที่มีฤทธิ์
ตานอนุมูลอิสระและฤทธ์ิตานเอนไซมกลูโคซิเดส. Thai Journal of Science and Technology 2563;
9(2) : 218-29.
5. ภาวดี ชวยเจรญิ . ชาสมนุ ไพร ทางเลือกของการดื่มชา. [ออนไลน] . 2558; [สบื คน 4 ม.ค. 2564]; [3 หนา ].
เขาถึงไดท่ี : URL : http://research-hcu.hcu.ac.th/wp-content/uploads/2015/02/ชาสมุนไพร-
ทางเลอื กของการดื่มชา.pdf.
6. สรรพคณุ ชาสมนุ ไพรไทย. [ออนไลน]. 2564; [สบื คน 4 ม.ค. 2564]; [2 หนา ]. เขาถึงไดท ่ี : URL : https://
www.tungsong.com/samunprai/Interest/Interest_3.html.
7. ประเภทของชา - มหศั จรรยช า. [ออนไลน] . 2564; [สบื คน 12 ม.ค. 2564]; [4 หนา ]. เขา ถงึ ไดท ่ี : URL : https://
sites.google.com/site/chamhascrry/-aaiaai.
8. ประชาชาตธิ รุ กจิ ออนไลน. ไทยตดิ โผผลติ ชามากสดุ อนั ดบั 4 ของโลก. [ออนไลน] . 2562; [สบื คน 12 ม.ค. 2564];
[3 หนา]. เขา ถงึ ไดท ี่ : URL : https://www.prachachat.net/economy/news-291213.
9. กรมเจรจาการคา ระหวา งประเทศ. ตลาดชาและผลิตภัณฑช าของไทย. [ออนไลน]. 2563; [สืบคน 15 ม.ค. 2564];
[7 หนา]. เขา ถงึ ไดที่ : URL : https://api.dtn.go.th/files/v3/5f48d4a1ef414051e32f1a8e/download.
10. TNN Online. รฐั มนั่ ใจศกั ยภาพชาไทยยังไปตอไดอีกไกล. [ออนไลน] . 2563; [สืบคน 15 ม.ค. 2564]; [5 หนา ].
เขาถงึ ไดท่ี : URL : https://www.tnnthailand.com/news/local/54909.
11. สาํ นกั งานสง เสริมการคาในตา งประเทศ ณ นครลอสแอนเจลสิ . สินคา สมนุ ไพรในตลาดสหรฐั . [ออนไลน]. 2560;
[สบื คน 25 ม.ค. 2564]; [13 หนา ]. เขา ถงึ ไดท ่ี : URL : https://www.thaitradeusa.com/home/?p=22709.
12. Food defect action levels. In : U.S. Food and Drug. Food defect levels handbook. [online]. 2018;
[cited 2021 Jan 25]; [16 screens]. Available from : URL : https://www.fda.gov/RegulatoryInfor-
mation/Guidances/ucm056174.htm.
740 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การประเมนิ คณุ ภาพของชาสมุนไพรดานสิง่ แปลกปลอม ขันทอง เพ็ชรนอก และกอเกียรติ ศาสตรนิ ทร
13. Whitlock LL, Chapter editor. Chapter 16, Extraneous materials : isolation. In : Latimer GW, editor.
Official method of analysis of AOAC international. 21st ed. Maryland : AOAC International;
2019. p. 1-6, 30-31.
14. Gentry JW, Harris KL. Microanalytical entomology for food sanitation control. Florida :
LithoGraphics Almonte Springs; 1991.
15. สถาบนั วิจัยและพฒั นาพ้นื ทีส่ ูง (องคการมหาชน). การผลิตสมนุ ไพรชงด่ืม. [ออนไลน] . 2560; [สืบคน 19 ม.ค.
2564]; [2 หนา ]. เขา ถึงไดท่ี : URL : https://www.hrdi.or.th/articles/Detail/27.
16. SV Group – Online Farmer’s Assistant (ผชู ว ยเกษตรกรออนไลน) . เพลย้ี ออ น. [ออนไลน] . 2562; [สบื คน
29 ม.ค. 2564]; [5 หนา]. เขา ถึงไดท ่ี : URL : https://www.svgroup.co.th/blog/เพลยี้ ออ น.
17. SV Group – Online Farmer’s Assistant (ผชู วยเกษตรกรออนไลน) . 5 อนั ดับเพลี้ยสรา งความเสยี หาย.
[ออนไลน] . 2562; [สืบคน 19 ม.ค. 2564]; [14 หนา ]. เขาถงึ ไดท่ี : URL : https://www.svgroup.co.th/
blog/5อนั ดับเพล้ยี สรา งความ.
18. รกั บา นเกดิ .คอม. เพล้ยี หอย (Scale Insects) | รักบา นเกิด. [ออนไลน] . 2558; [สืบคน 29 ม.ค. 2564]; [5
หนา]. เขาถงึ ไดที่ : URL : https://rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=8557&s=tblplant.
19. SV Group – Online Farmer’s Assistant (ผูช วยเกษตรกรออนไลน) . ไรภัยรายศตั รพู ืช. [ออนไลน] . 2562;
[สบื คน 29 ม.ค. 2564]; [9 หนา]. เขาถึงไดท่ี : URL : https://www.svgroup.co.th/blog/ไรภยั รา ยศตั รูพชื .
20. พรทิพย วิสารทานนท, อจั ฉรา เพชรโชติ. เอกสารประกอบการฝกอบรมหลักสูตรการควบคมุ ศัตรผู ลิตผลเกษตร
เรื่อง แมลงศตั รผู ลิตผลเกษตรและแมลงศตั รธู รรมชาต.ิ วันที่ 9 - 11 กรกฎาคม 2551. กรุงเทพฯ : กรมวชิ าการ
เกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ; 2551.
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 741
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Assessment of Light Filth of Herbal Tea Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin
Quality of Herbal Tea from Light Filth
Assessment
Kuntong Pednog and Kokeiat Sarttarin
Bureau of Quality and Safety of Food, Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Nonthaburi 1100,
Thailand
ABSTRACT Herbal tea is a very popular drink. Most of them do not contain caffeine, so they are
suitable for the elderly. However, herbal tea has no quality requirements for light filth such as insects,
insect fragments and animal hairs, which are indicated as nasty contaminants and poor hygiene
production. To assess the quality of herbal tea this study uses the Defect Action Levels (DAL)
requirements for Oregano crushed products of the Department of Health and Human Services, the US
FDA as a guideline for examination of the light filth in herbal tea. 100 samples were divided into leaf
type and powder type, containing 50 samples each type. Results under a microscope light filth was found
in every sample. Herbal tea leaves and powder were found nonconformance to the DAL criteria in the
number of 33 and 44 samples, accounting for 66% and 88% respectively. Although there is no regulation
to determine the quality of herbal tea on light filth, but the manufacturers and the exporters should
strengthen on good manufacturing practices (GMPs) on processing in every step, in order to raise the
quality of the products with good and consistency to the acceptability of consumers.
Keywords: Quality assessment, Herbal tea, Light filth
742 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564