ทดสอบความเปน พิษเฉียบพลันและพิษก่ึงเรอ้ื รงั ทางปากของถ่งั เชาสที อง กฤตกิ าญจน สวุ รรณสโรช และคณะ
การทดสอบความเปน พษิ เฉยี บพลันและพิษกึง่ เรอื้ รงั
ทางปากของถัง่ เชาสีทอง (Cordyceps militaris)
ในหนูแรทสายพันธุ Wistar
กฤติกาญจน สุวรรณสโรช ภัสสราภรณ ศรมี ังกรแกว ภคมณ ยศทรารตั น และอญั ชลี สิรมิ นตาภรณ
ศนู ยสตั วท ดลองแหงชาติ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล จงั หวัดนครปฐม 73170
บทคัดยอ Cordyceps militaris ประกอบดวย Cordycepin, Adenosine, Polysaccharides และสารประกอบอ่ืนๆ
สําหรบั หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยนาํ C. militaris มาใชเ ปนสว นผสมของผลติ ภณั ฑเ สริมอาหารในชวงหลายปที่ผานมา
ในขณะท่ียังไมมีขอมูลการทดสอบทางพิษวิทยาของ C. militaris อยางเพียงพอ การศึกษาในคร้ังนี้จัดทําขึ้นเพื่อประเมิน
ความเปนพิษของ C. militaris โดยการทดสอบความเปนพิษทางปากแบบเฉียบพลันและแบบก่ึงเร้ือรังในหนูแรทสายพันธุ
Wistar สาํ หรับการประเมนิ ความเปน พิษเฉยี บพลันทข่ี นาด 300 และ 2,000 มลิ ลิกรมั ตอกิโลกรัมของนํ้าหนกั ตัวสตั วท ดลอง
ตามวธิ ีการมาตรฐาน OECD Guideline หมายเลข 423 ผลการทดสอบในสตั วท ดลองทุกตวั พบวา ไมก อใหเ กิดความเปนพษิ
และการตายในสตั วท ดลอง ดังนั้น C. militaris จดั อยใู นระบบการจัดกลุมสารเคมี การติดฉลาก และการแสดงรายละเอียด
บนเอกสารขอ มูลความปลอดภัยสากลหมวดที่ 5 หรอื ไมระบุประเภท มี LD50 ที่ 5,000 มิลลกิ รมั ตอกิโลกรมั ของน้ําหนักตวั สตั ว
ทดลองขึ้นไป หลงั จากนัน้ ไดทาํ การทดสอบความเปน พิษของ C. militaris ทางปากแบบกง่ึ เรอ้ื รังและวธิ กี ารทดสอบไดม ีการ
ประยกุ ตจากวิธกี ารมาตรฐาน OECD Guideline หมายเลข 408 การประเมินความเปน พิษทาํ การศึกษาทข่ี นาด 5, 20 และ
80 มิลลิกรัมตอกิโลกรัมของนํ้าหนักตัวสัตวทดลอง ผลการทดสอบสรุปไดวา ปริมาณท่ีมากที่สุดท่ีไดรับตอเน่ืองเปนเวลานาน
โดยไมกอใหเ กิดอันตรายใดๆ ตอรา งกายตอวันในสตั วท ดลอง คอื 80 มิลลิกรัมตอกโิ ลกรมั ของนา้ํ หนักตัวสัตวทดลอง
คําสําคญั : ถง่ั เชา สที อง, การทดสอบความเปน พษิ เฉยี บพลนั , การทดสอบความเปน พษิ กงึ่ เรอื้ รงั , OECD Guidelines หมายเลข
423, OECD Guidelines หมายเลข 408
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 647
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
นพิ นธต นฉบบั ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 648-659
การพฒั นาชุดทดสอบพาราควอตแบบขัน้ ตอนเดยี ว
จินตนา กรดเตม็ 1 ศรนิ ยา ฤทธิเนยี ม1 ธรรมวฒุ ิ ชูมาก1 และลักษิกา ทองเรอื งศร2ี
1ศนู ยวทิ ยาศาสตรก ารแพทยท่ี 12/1 ตรงั กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย อําเภอเมอื ง ตรงั 92000
2โรงพยาบาลปะเหลียน อําเภอปะเหลยี น ตรัง 92120
บทคัดยอ พาราควอต (paraquat) เปนสารกําจัดวัชพืชที่ใชกันอยางแพรหลายและมีฤทธ์ิอันตรายรายแรงตอคนและสัตว
ตัง้ แตป ง บประมาณ พ.ศ. 2541 ศูนยว ิทยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 12/1 ตรัง ไดจ ดั ทาํ ชดุ นาํ้ ยาทดสอบพาราควอตแบบ 2 ขัน้ ตอน
และสนบั สนุนใหโรงพยาบาลใชต รวจตวั อยา งผปู ว ยทีส่ งสัยวา จะไดร ับสารพิษพาราควอต หลังจากน้นั ปงบประมาณ พ.ศ. 2562
ไดพัฒนาชุดทดสอบพาราควอตแบบขั้นตอนเดียวในรูปแบบแคปซูล โดยมีวัตถุประสงคเพื่อเพ่ิมความสะดวกในการใชงาน
โดยลดขั้นตอนการทดสอบจาก 2 ข้ันตอน ใหเหลือเพียงขั้นตอนเดียว และนํามาใชตรวจพิสูจนหาพาราควอตเชิงคุณภาพใน
ตวั อยา งนํ้าดมื่ นา้ํ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ผลการศกึ ษาพบวา ชดุ ทดสอบทพ่ี ฒั นาขนึ้ นม้ี คี วามจําเพาะกบั สารพาราควอต
โดยมีคาขีดจาํ กัดของการตรวจพบพาราควอตในตัวอยางนาํ้ ดื่ม นํ้าลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ เทากับ 0.7, 1.0 และ
2.0 ug/ml ตามลําดบั ผลการประเมนิ ประสทิ ธิภาพของชุดทดสอบ พบวามีคาความไว ความจําเพาะ และความถูกตอง รอ ยละ
100 เมอ่ื ทดสอบอายกุ ารใชง านพบวา ชดุ ทดสอบนส้ี ามารถเกบ็ ไวท ส่ี ภาวะอณุ หภมู หิ อ งไดน าน 1 เดอื น และเกบ็ ไวใ นโถดดู ความชนื้
ไดน าน 5 เดอื น ผลจากการศกึ ษาครงั้ นส้ี รปุ ไดว า ชดุ ทดสอบพาราควอตแบบขนั้ ตอนเดยี วทพ่ี ฒั นาขนึ้ นส้ี ามารถใชง านไดง า ยและ
สะดวก ทราบผลรวดเร็วเหมาะท่จี ะนําไปใชตรวจพิสูจนพาราควอตในตัวอยางน้ําด่มื นาํ้ ลางกระเพาะเทียม และปสสาวะได
คําสาํ คัญ: พาราควอต, ชดุ ทดสอบ, สารกาํ จัดวัชพืช
Corresponding author E-mail: [email protected]
Received: 17 March 2021 Revised: 16 July 2021 Accepted: 30 July 2021
648 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปที่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
ชุดทดสอบพาราควอตแบบข้ันตอนเดยี ว จนิ ตนา กรดเตม็ และคณะ
บทนํา
พาราควอต (paraquat) หรือยาฆาหญาเปนสารเคมีกําจัดวัชพืชในกลุม dipyridilium มีชื่อทางเคมีวา
1,1’ dimethyl 4,4’ bipyridinium หรือเรียกอีกชื่อหน่ึงวาเมทิลไวโอโลเจน (methyl viologen) ผลิตภัณฑ
ที่วางจําหนายในทองตลาดใชชื่อทางการคา เชน กรัมมอกโซน(1, 2) มีฤทธิ์อันตรายรายแรงและมีพิษเฉียบพลันสูง
ตอ มนษุ ย ไมม ยี าถอนพษิ ถา กนิ เขา ไปเพยี งปรมิ าณเลก็ นอ ยกท็ ําใหเ สยี ชวี ติ ได( 3) ในภาคเกษตรกรรมมกี ารใชพ าราควอต
อยางแพรหลายกับพืชไรหลายชนิด ซ่ึงในแตละปมีผูปวยหลายรายที่ไดรับพิษจากพาราควอตและเขารับการรักษาใน
โรงพยาบาลสาเหตสุ วนใหญเน่ืองมาจากผูปว ยเจตนากินและนิยมใชเ พือ่ ฆาตัวตาย(4) หรอื กรณปี ระทุษรา ยหรอื เกิดจาก
รูเทาไมถึงการณโดยนึกวาเปนเคร่ืองดื่มท่ีมีสี ผูปวยที่ไดรับสารพิษชนิดน้ีโดยตรงและไมไดรับการตรวจพิสูจน
แพทยอาจจะไมสามารถชวยเหลือผูปวยไดทันทวงที อาการพิษรายแรงมักพบในผูปวยท่ีจงใจกินเพื่อฆาตัวตาย
ถาไดรับสัมผัสสารที่มีความเขมขนสูงจะเกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง ทางเดินหายใจ เน้ือเยื่อภายในปากและตา
สวนอาการพิษแบบเฉียบพลันอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตภายใน 2-3 วัน เน่ืองจากเกิดพังผืดท่ีปอดและเกิดอาการพิษ
ตอไต(5) ขนาดที่เปนพิษหรือปริมาณท่ีทําใหตายในผูใหญเทากับ 4 มิลลิกรัมตอกิโลกรัมของน้ําหนักตัว(6) ขอมูล
ทางพษิ วทิ ยามีรายงานการศกึ ษาในมนษุ ย มีคา Oral LD50 human เทา กับ 40-60 มลิ ลิกรมั /กิโลกรัม(2) หรือระดับ
ที่เปนพิษ ถากินเขาไปขนาดมากกวา 40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะทําใหเกิดพิษ เชน อาเจียนทันที ทองเสีย ปวดทอง
มีแผลในทางเดินอาหาร ไตวาย ตับวาย ตับออนอักเสบ กลามเนื้อหัวใจอักเสบ ความดันโลหิตตํา่ หมดสติ
และชกั ผปู ว ยจะตายภายใน 1-4 วนั จากภาวะชอ็ กเนอ่ื งจากหวั ใจลม เหลว หรอื ถา กนิ พาราควอตทเี่ ปน สารละลายความ
เขมขนประมาณ 20% เพียง 10-20 มลิ ลิลติ ร ในผูใหญ หรอื 4-5 มลิ ลลิ ติ ร ในเดก็ (5) หรอื ไดรับเพียง 1-2 ชอนชา
ก็สามารถทําใหตายได(7) สาํ หรับผลกระทบเรื้อรังตอสุขภาพ ทาํ ใหกอโรคพารกินสันและโรคสมองเส่ือม(5) จาก
การทบทวนวรรณกรรมมีรายงานการตายอันเน่ืองจากสารเคมีกําจัดศัตรูพืช ซ่ึงมีพาราควอตเปนสาเหตุสําคัญ
จากอุบัติเหตุหรือจงใจฆาตัวตายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟคประมาณ 300,000 คนตอป และมีรายงานพบ
ผูปวยหญิงอายุ 18 ป จํานวน 1 ราย ไดรับพาราควอตสาเหตุมาจากผูปวยจงใจกินพาราควอตเพื่อฆาตัวตาย(8)
อวัยวะภายในถูกทําลายจนหมดและเสียชีวิตในเวลาตอมา(9) ซ่ึงจากขอมูลท่ีกลาวขางตนจึงพอสรุปไดวาความเปน
พิษและอันตรายจากพาราควอตมีความรุนแรงมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งเม่ือมีการนําไปใชในทางท่ีผิดหรือใชอยาง
ไมระมัดระวัง ดังน้ันจะเห็นวาพาราควอตยังคงสงผลกระทบตอคนหรือผูบริโภคโดยตรง หองปฏิบัติการ
พษิ วทิ ยา ศูนยว ทิ ยาศาสตรการแพทยท่ี 12/1 ตรงั ไดเปดใหบ ริการทดสอบหาพาราควอตหรอื เมทลิ ไวโอโลเจน ดว ยใช
หลักการทางเคมแี ละทําปฏิกริ ิยารดี อกซตอกันของสารเคมี 2 ชนิด ทีม่ ีความจําเพาะ เกิดปฏกิ ริ ยิ าของสารไดไธโอไนท
ในสภาพดา งเพอ่ื เปลย่ี นใหอ ยใู นรปู reduced form หรอื free radical เกดิ สารละลายสนี า้ํ เงนิ หรอื สฟี า ของ paraquat
radical ion หรือ 4,4 viologen โดยมีกลไกการเกิดปฏกิ ริ ิยาดังแสดงในภาพท่ี 1(1, 3)
ภาพที่ 1 ปฏิกริ ิยาทางเคมที ี่ใชใ นการทดสอบสารพาราควอต
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 649
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.
ในปง บประมาณ พ.ศ. 2541 หอ งปฏิบัตกิ ารพษิ วิทยา ศนู ยว ิทยาศาสตรการแพทยที่ 12/1 ตรัง ไดพ ฒั นา
ชุดนํา้ ยาทดสอบเอกลักษณของพาราควอตโดยใชหลักการเดิม ท้ังน้ีเพ่ือเตรียมความพรอมของหองปฏิบัติการฯ
ใหสามารถใชงานไดทันทีโดยไมตองหาสารเคมี และเพื่อสนับสนุนใหหองปฏิบัติการชันสูตรของโรงพยาบาล
ในเขตรับผิดชอบ สามารถนําไปใชตรวจตัวอยางหรือส่ิงสงตรวจจากผูปวยที่สงสัยวาไดรับพาราควอตโดยจงใจและ
ไมจงใจฆา ตัวตาย โดยไมตอ งสง ตวั อยาง สิ่งสง ตรวจทใี่ ชตรวจ เชน นา้ํ ลา งกระเพาะเศษอาหาร ปสสาวะ และตวั อยาง
ของกลางท่ีสงสัยวาปนเปอนสารพาราควอต มีความไวตั้งแต 1.0 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (µg/ml) ขึ้นไป จากน้ัน
ไดถายทอดเทคโนโลยี เรื่องการใชชุดนํ้ายาทดสอบพาราควอตโดยเตรียมตัวอยางทดสอบพรอมชุดทดสอบ
สง ใหก บั หอ งปฏบิ ตั กิ ารชนั สตู รของโรงพยาบาลในเขตจงั หวดั ตรงั พบวา เจา หนา ทหี่ อ งปฏบิ ตั กิ ารชนั สตู รของโรงพยาบาล
มีศักยภาพสามารถรายงานผลไดถูกตองและไมแตกตางจากผลทดสอบของเจาหนาท่ีหองปฏิบัติการพิษวิทยา
ของศูนยวิทยาศาสตรการแพทยท่ี 12/1 ตรัง(9) แตเน่ืองจากชุดนา้ํ ยาทดสอบดังกลาวเปนแบบ 2 ข้ันตอน
การใชง านคอนขางยุงยาก ไมส ะดวก และทาํ ใหเสียเวลา ตอ มาในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 จงึ ไดศกึ ษาคนควา ขอมูล
เพ่ือใหการทดสอบพาราควอตมีขั้นตอนท่ีงายข้ึนพัฒนาชุดทดสอบพาราควอตแบบขั้นตอนเดียวในรูปแบบแคปซูล(10)
โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอ่ื ลดขน้ั ตอนการทดสอบจาก 2 ขน้ั ตอน เปน ขน้ั ตอน 1 และใชง านงา ย สะดวก และรวดเรว็ สามารถ
นาํ ไปใชต รวจพิสูจนพาราควอตในตวั อยางน้าํ ดมื่ นํ้าลางกระเพาะเทียม และปสสาวะได
วัสดแุ ละวธิ ีการ
เครอื่ งมือและอปุ กรณ
เครอ่ื งช่ังไฟฟา ชนดิ 4 ตําแหนง, ขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 และ 1,000 มลิ ลิลติ ร, ปเ ปตอตั โนมตั ิ ขนาด
20-200 ไมโครลติ ร, ขนาด 100-1,000 ไมโครลติ ร และขนาด 10 มลิ ลิลติ ร, แคปซูลยา เบอร 0, กระดาษกรองชนดิ
แผน ย่หี อ Whatman Cat No. 3001-917 เพื่อใชเ ตรยี มกระดาษเทียบผลบวก, ถงุ พลาสติกสาํ หรบั บรรจุชดุ ทดสอบ
และเครือ่ งซีลชนดิ สุญญากาศ, โถดูดความชื้น (Desicator)
สารมาตรฐาน
พาราควอต Paraquat dichloride hydrate, (CHEM SERVICE) ความบริสทุ ธ์ิ 99.5%, ไกลโฟเสท
(Glyphosate), (Dr. Ehrenstorfer) ความบรสิ ทุ ธ์ิ 98.7%, 2,4-ดี (2,4-D Sodium salt), (Dr. Ehrenstorfer)
ความบรสิ ทุ ธ์ิ 98.5%
สารเคมี
สารเคมที ใ่ี ชใ นการทดลองครง้ั นท้ี กุ ชนดิ เปน AR grade ไดแ ก Sodium dithionite (Merck), Disodium
tetraborate (Merck), Sodium bicarbonate (Merck), Sodium chloride (Merck), Hydrochloric acid
(conc., 37%), Methanol (Merck), Sodium azide (Merck), Pepsin from hog (Fluka), Silica blue
วธิ ีการ
การเตรียมสารละลายมาตรฐาน
สารละลายมาตรฐานพาราควอต (paraquat) 1,000 µg/ml (Stock standard): ชงั่ สารมาตรฐาน Paraquat
dichloride hydrate 0.0107 กรมั ละลายดว ย 5% เมทานอล ปรับปรมิ าตรจนครบ 10 มลิ ลิลิตร
สารละลายมาตรฐานพาราควอต (paraquat) 500 µg/ml: ปเ ปตสารมาตรฐานพาราควอต 1,000 µg/ml
ปริมาตร 5 มลิ ลลิ ติ ร ปรบั ปริมาตรจนครบ 10 มิลลลิ ติ รดวยนา้ํ กล่ัน
650 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
ชุดทดสอบพาราควอตแบบขัน้ ตอนเดยี ว จนิ ตนา กรดเต็ม และคณะ
สารละลายมาตรฐานไกลโฟเสท ความเขมขน 1,000 µg/ml (Stock standard): ชั่งสารมาตรฐาน
ไกลโฟเสท 0.0102 กรมั ละลายดวเมทานอล และปรับปริมาตรจนครบ 10 มลิ ลิลิตร
สารละลายมาตรฐาน 2,4-ด-ี โซเดยี ม 1,000 µg/ml (Stock standard): ชงั่ สารมาตรฐาน 2,4-ด-ี โซเดยี ม
0.0112 กรัม ละลายดวยเมทานอล และปรับปรมิ าตรจนครบ 10 มลิ ลลิ ิตร
การเตรียมชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซลู
เตรียมแคปซูลชุดทดสอบ: ผสมสาร Disodium tetraborate, Sodium bicarbonate และ Sodium
dithionite ใหเขา กันและบรรจุในแคปซลู (10)
เตรยี มกระดาษเทยี บผลบวก 1.0 µg/ml: ปเ ปตสารมาตรฐานพาราควอต 500 µg/ml ปรมิ าตร 10 ไมโครลติ ร
หยดบนกระดาษกรองขนาดประมาณ 3 × 1 เซนตเิ มตร ใชเปนตัวเทียบผลบวก (การนําไปใชงาน ใสก ระดาษเทยี บผล
บวกลงในหลอด เตมิ น้ํากลัน่ 5 มลิ ลิลิตร จะทําใหมีความเขมขน ของพาราควอตเทา กบั 1 µg/ml)
นําแคปซลู ชดุ ทดสอบจํานวน 3 แคปซลู และกระดาษเทยี บผลบวกจาํ นวน 1 ชิน้ บรรจใุ นถงุ พลาสติกพรอม
สารดดู ความช้ืน (Silica blue) และปด สนิทดว ยเครอ่ื งซีลชนดิ สญุ ญากาศ ดงั แสดงในภาพที่ 2
ภาพท่ี 2 ชดุ ทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซลู สาํ หรับทดสอบ 1 ตัวอยา ง
การเตรยี มตวั อยา ง
ตวั อยา งนาํ้ ดมื่ ไดแ ก ตวั อยา งนาํ้ ดม่ื ทบ่ี รรจสุ นทิ และจาํ หนา ยในทอ งตลาด (ไดร บั หมายเลขทะเบยี นการผลติ
จากคณะกรรมการอาหารและยา)
ตวั อยา งน้ําลา งกระเพาะเทยี ม เตรยี มโดยละลาย Sodium chloride 2.0 กรมั และ Pepsin (Pepsin from hog)
3.2 กรัม ในนํ้ากลนั่ เติม Hydrochloric acid (conc.) ปริมาตร 7 มิลลิลิตร และปรบั ปรมิ าตรครบ 1,000 มลิ ลิลติ ร
ดวยน้าํ กลัน่ (11)
ตวั อยา งปส สาวะ ไดแก ตวั อยา งปสสาวะของผทู ีไ่ มไดรบั ประทานยาชนิดใดเลยในระยะ 1 สัปดาห เตมิ 0.1%
Sodium azide เพื่อเปนสารกันบดู
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 651
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.
การทดสอบ
ปเปตตวั อยา ง ไดแก ตัวอยางนาํ้ ดื่ม นํ้าลา งกระเพาะเทียม และปสสาวะใสห ลอดทดสอบ 5 มิลลิลติ ร ปเปต
น้ํากล่ันใสหลอดทดสอบ 2 หลอด หลอดละ 5 มิลลิลิตร คีบกระดาษเทียบผลบวกลงในหลอดเทียบผลบวกหลอดท่ี 1
และหลอดท่ี 2 เปนหลอดเทยี บผลลบ เตมิ ชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล หลอดละ 1 แคปซูล ต้งั ทิ้งไวประมาณ
5 นาที หรือต้ังทง้ิ ไวจ นแคปซูลละลายและเขยา สังเกตปฏิกริ ิยาสที ี่เกดิ ขน้ึ
การอานผล/แปลผล
ผลลบ (-) คอื สารละลายไมเ ปลย่ี นเปน สนี าํ้ เงนิ หรอื สฟี า ออ น ผลบวก (+) คอื สารละลายเปลย่ี นเปน สนี า้ํ เงนิ
หรือสีฟาออน ดงั แสดงในภาพท่ี 3
สารละลายไมเ ปลย่ี นเปนสนี าํ้ เงนิ หรอื ฟา ไดส ารละลายสนี า้ํ เงนิ หรอื สฟี าออน
ภาพท่ี 3 การแปลผลการทดสอบพาราควอต
การทดสอบความใชไดข องชดุ ทดสอบ(12, 13, 14)
การหาความจําเพาะ (Specificity)
เตรียมตัวอยางนาํ้ ด่ืม ทีม่ ีความเขมขนพาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2,4-ดี 2 µg/ml
เตรยี มตัวอยางนาํ้ ลางกระเพาะเทียม ทีม่ คี วามเขม ขนพาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2,4-ดี 2 µg/ml
และเตรียมตวั อยา งปสสาวะท่ีมีความเขมขนพาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2,4-ดี 2 µg/ml จากน้นั
เตมิ สารมาตรฐานพาราควอต ไกลโฟเสท และ 2, 4-ดี ท่คี วามเขมขน 100 µg/ml ปริมาตรขวดละ 200 ไมโครลิตร
ลงในขวดวัดปริมาตรขนาด 10 มิลลิลิตร และปรับปริมาตรดวยตัวอยางนาํ้ ดื่ม นาํ้ ลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ
ตามลําดบั จะไดต วั อยา งนํ้าดมื่ ทมี่ คี วามเขม ขน พาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2, 4-ดี 2 µg/ml เตรยี ม
ชนิดละ 3 ซา้ํ รวม 9 ขวด ตวั อยางนํ้าลางกระเพาะเทยี มท่มี คี วามเขม ขน พาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml
และ 2, 4-ดี 2 µg/ml เตรียมชนิดละ 3 ซํ้า รวม 9 ขวด และตวั อยางปสสาวะท่มี ีความเขม ขนพาราควอต 2 µg/ml
ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2, 4-ดี 2 µg/ml เตรยี มชนิดละ 3 ซ้ํา รวม 9 ขวด ทดสอบดว ยชุดทดสอบพาราควอตชนดิ
แคปซลู ตัวอยางละ 3 ซํา้
652 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
ชุดทดสอบพาราควอตแบบข้นั ตอนเดยี ว จินตนา กรดเตม็ และคณะ
การหาคา ขีดจํากัดของการตรวจพบพาราควอต (Limit of detection: LOD)
วเิ คราะห blank matrix จาํ นวน 10 ซ้ํา เตรียมตัวอยา งนา้ํ ดืม่ น้ําลางกระเพาะเทียม และปส สาวะ ท่รี ะดับ
ความเขมขนตา ง ๆ ไดแก 0.3, 0.5, 0.7, 1.0 , 2.0 , 3.0 และ 5.0 µg/ml ตามลําดับ ปเปตสารมาตรฐานพาราควอต
ความเขม ขน 100 µg/ml ปรมิ าตร 30, 50, 70, 100, 200, 300 และ 500 ไมโครลติ ร ลงในขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร
และปรบั ปริมาตรจนถึงขดี ดว ยนํา้ ดม่ื นา้ํ ลางกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ตามลาํ ดับ รวมตัวอยางนา้ํ ด่มื 70 ขวด นาํ้ ลาง
กระเพาะเทียม 70 ขวด และปสสาวะ 70 ขวด ทดสอบดวยชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล ความเขม ขนละ 10 ซํ้า(13)
การทดสอบหาคา ขดี จาํ กดั ของการตรวจพบพาราควอต ในตวั อยา งนาํ้ ดมื่ นา้ํ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ
ดาํ เนนิ การโดยทดสอบความเขม ขน ละ 10 ซา้ํ นาํ ผลทไี่ ดจ ากการทดสอบทใ่ี หผ ลบวกทง้ั 10 ซาํ้ ของคา ความเขม ขน ตาํ่ สดุ
ที่ตรวจพบพาราควอตของแตละตัวอยาง มาคํานวณหาคาขีดจาํ กัดของการตรวจพบพาราควอต (LOD) ในตัวอยาง
ไดดังนี้(13) คาความถูกตองหรือจํานวนซํา้ ของตัวอยางทดสอบท่ีใหผลบวก/ผลลบ (No. of positive/negative)
ตอ งไดผลบวกท้งั 10 ซาํ้ และคาํ นวณหาคา อตั ราการตอบสนองเชงิ บวก หรือ Positive response rate (%) โดย
การนาํ จํานวนซา้ํ ของตัวอยางทดสอบคณู จํานวนซา้ํ ของตัวอยา งท่ใี หผ ลบวก ตอ งไดเ ทากับ 100% จากน้ันนําคาขีดจํากัด
ของการตรวจพบพาราควอตท่ีไดในตัวอยางน้าํ ด่ืม นา้ํ ลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ ทาํ การพิสูจน 10 ซาํ้
เพอ่ื ดคู วามแมนยาํ
การทดสอบความแมน ยํา (Precision)
เตรียมตัวอยางนํ้าด่ืม นํ้าลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ (sample blank) จํานวนตัวอยางละ 10 ซ้ํา
ทดสอบดวยชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล
เตรยี มตวั อยา งนา้ํ ดม่ื นาํ้ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ทคี่ วามเขม ขน เทา กบั คา LOD ของตวั อยา ง จาํ นวน
ตัวอยา งละ 10 ขวด เตรยี มตวั อยางทีค่ วามเขมขนสูงกวา คา LOD จํานวนตวั อยางละ 10 ขวด และความเขมขนตํ่ากวา
คา LOD จํานวนตัวอยา งละ 10 ขวด ดงั น้ี
เตรยี มตัวอยางนํา้ ด่ืม ทค่ี วามเขมขน 0.3, 0.7 และ 1.0 µg/ml ปเปตสารมาตรฐานพาราควอตความเขม ขน
100 µg/ml ปริมาตร 30, 70 และ 100 ไมโครลิตร ลงในขวดวัดปริมาตรขนาด 10 มิลลิลิตร และปรับปริมาตร
จนถึงขีดดวยนํา้ ด่มื เตรียมความเขมขนละ 10 ซํ้า รวม 30 ขวด ทดสอบดวยชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล
เตรยี มตวั อยา งนํ้าลา งกระเพาะเทยี มทคี่ วามเขม ขน 0.7, 1.0 และ 1.5 µg/ml โดยปเ ปตสารมาตรฐานพาราควอต
ความเขมขน 100 µg/ml ปริมาตร 70, 100 และ 150 ไมโครลิตร ลงในขวดวัดปริมาตรขนาด 10 มิลลิลิตร
และปรบั ปรมิ าตรจนถงึ ขดี ดว ยนาํ้ ลา งกระเพาะเทยี ม เตรยี มความเขม ขน ละ 10 ซาํ้ รวม 30 ขวด ทดสอบดว ยชดุ ทดสอบ
พาราควอตชนดิ แคปซลู
เตรยี มตวั อยา งปส สาวะทคี่ วามเขม ขน 1.5, 2.0 และ 3.0 µg/ml โดยปเ ปตสารมาตรฐานพาราควอตความเขม ขน
100 µg/ml ปรมิ าตร 150, 200 และ 300 ไมโครลติ ร ลงในขวดวดั ปริมาตรขนาด 10 มิลลลิ ิตร และปรับปริมาตร
จนถึงขดี ดว ยปส สาวะ เตรียมความเขม ขนละ 10 ซา้ํ รวม 30 ขวด ทดสอบดวยชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล
ผลการศึกษานํามาคํานวณหาคาความไว ความจําเพาะ และความถกู ตอ ง จากสตู ร(13, 14) ดงั น้ี
คาความไว (Sensitivity, %) = (Ture positive sample/all positive samples) × 100
คา ความจาํ เพาะ (Specificity, %) = (Ture negative sample/all negative samples) × 100
คาความถูกตอง (Accuracy, %) = [(Ture positive sample + Ture negative sample)/Total
samples] × 100
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 653
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.
การทดสอบความคงตัวของชดุ ทดสอบ (Stability)
การเตรยี มชดุ ทดสอบ
เตรยี มชุดทดสอบจํานวน 8 รนุ ไดแ ก รุนท่ี 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 และ 8 โดยแตละรุน หางกนั 1 สัปดาห
จากน้ันเก็บท่ีอุณหภูมิหอง และในโถดูดความช้ืน เปรียบเทียบเปนรายสัปดาห รวม 2 เดือน จากนั้นทดสอบจนกวา
ชดุ ทดสอบเรม่ิ เสอื่ ม โดยเปรียบเทียบเปนรายเดือน (เดือนที่ 3-6 ) รวม 6 เดือน นาํ ไปทดสอบเทียบกับกระดาษเทียบ
ผลบวกท่ีความเขม ขน 1 µg/ml
ผล
การหาความจาํ เพาะของชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล ในตัวอยางน้ําดื่ม น้ําลางกระเพาะเทียม
และปส สาวะ พบวา วธิ ดี งั กลา วมคี วามจาํ เพาะสงู โดยใหผ ลบวกกบั พาราควอตเพยี งชนดิ เดยี ว และไมพ บปฏกิ ริ ยิ าผลบวก
ที่เกิดจาก Dithionite กับไกลโฟเสท และ 2, 4-ดี ดังแสดงในตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1 ผลการศึกษาคาความจาํ เพาะของชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซลู
ชนดิ ตัวอยาง สารมาตรฐาน
นา้ํ ดมื่ 2.0 µg/ml พาราควอต ไกลโฟเสท 2, 4-ดี
นํา้ ลา งกระเพาะเทียม 2.0 µg/ml (positive/negative) (positive/negative) (positive/negative)
ปสสาวะ 2.0 µg/ml 3/0 0/3 0/3
หลอดเทยี บผลบวก 3/0 0/3 0/3
หลอดเทยี บผลลบ 3/0 0/3 0/3
1/0 - -
0/1 - -
การศกึ ษาคา ขดี จํากดั ของการตรวจพบพาราควอต (LOD) โดยทดสอบตวั อยา งนาํ้ ดมื่ นา้ํ ลา งกระเพาะเทยี ม
และปส สาวะ ท่ีความเขม ขน 0, 0.3, 0.5, 0.7, 1.0, 2.0, 3.0 และ 5.0 µg/ml และทดสอบดว ยชดุ ทดสอบพาราควอต
ชนดิ แคปซลู พบวา คา LOD ในตัวอยา งนา้ํ ด่ืม นํ้าลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะเทากับ 0.7, 1.0 และ 2.0 µg/ml
ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ผลการศึกษาคาขีดจํากัดของการตรวจพบพาราควอต (LOD) ในตัวอยางน้ําดื่ม นํ้าลางกระเพาะเทียม
และปสสาวะ
ความเขมขน No. of positive/negative Positive response rate (%)
พาราควอต นา้ํ ลา ง น้ําลาง
(µg/ml) นาํ้ ดม่ื กระเพาะเทยี ม ปสสาวะ นํ้าดื่ม กระเพาะเทียม ปสสาวะ
0.0 0/10 0/10 0/10 000
0.3 0/10 0/10 0/10 000
0.5 0/10 0/10 0/10 000
0.7 10/0 0/10 0/10 100 0 0
1.0 10/0 10/0 0/10 100 100 100
2.0 10/0 10/0 10/0 100 100 100
3.0 10/0 10/0 10/0 100 100 100
5.0 10/0 10/0 10/0 100 100 100
LOD (µg/ml) 0.7 1.0 2.0
654 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
ชุดทดสอบพาราควอตแบบข้ันตอนเดยี ว จนิ ตนา กรดเตม็ และคณะ
การศึกษาความแมนยํา
การทดสอบตวั อยา ง 3 ชนดิ คอื น้าํ ดม่ื นํา้ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะทใ่ี หผ ลบวกจรงิ ชนดิ ละ 20 ตวั อยา ง
และผลลบจรงิ ชนดิ ละ 20 ตวั อยา ง ผลการศกึ ษาไมพ บผลบวกลวง (False positive) และผลลบลวง (False negative)
ในตัวอยางท้งั 3 ชนิด โดยมีคาความไว คา ความจําเพาะ และคา ความถกู ตอ ง เทา กบั รอยละ 100 ดงั แสดงในตารางที่ 3
ตารางท่ี 3 ผลการศึกษาความแมนยาํ (Precision) ของชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล ในตัวอยางนาํ้ ดื่ม
น้ําลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ
จาํ นวนตัวอยา ง ทดสอบดว ยชดุ ทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล
ตรวจพบ ตรวจไมพ บ รวม
20
ผลบวก 20 ตวั อยาง 20 (TP) 0 (FP) 20
ผลลบ 20 ตัวอยาง 40
0 (FN) 20 (TN)
คาความไว (Sensitivity)
คาความจาํ เพาะ (Specificity) รวม 20 20
คา ความถูกตอง (Accuracy)
= TP×100/(TP+FN) = 100%
= TN×100/(FP+TN) = 100%
= (TP+TN) × 100/Total sample = 100%
การศกึ ษาความคงตัวของชุดทดสอบ
โดยเก็บชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูลรนุ ท่ี 1 ถึงรนุ ที่ 8 แบง เก็บที่ 2 สภาวะ ไดแ ก เกบ็ ที่อุณหภมู หิ อง
และเกบ็ ในโถดดู ความชนื้ ผลการศกึ ษาพบวา ชดุ ทดสอบสามารถเกบ็ ทอ่ี ณุ หภมู หิ อ งไดน าน 1 เดอื น สว นชดุ ทดสอบเกบ็
ในโถดดู ความชืน้ ไดน าน 5 เดอื น โดยทีย่ งั ใหผ ลการทดสอบถกู ตอง ดังแสดงในตารางที่ 4
ตารางท่ี 4 ผลการศึกษาความคงตัวของชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล ในสภาวะเก็บท่ีอุณหภูมิหองและเก็บใน
โถดูดความช้นื นาน 6 เดือน
ชดุ ทดสอบพาราควอตชนิดแคปซลู
เกบ็ ทอ่ี ณุ หภมู ิหอง เกบ็ ในโถดดู ความช้นื
รนุ ที่ เดอื นท่ี 1 เดอื นท่ี 2 เดือนท่ี 1 เดือนที่ 2 เดอื นที่ 3 เดอื นท่ี 4 เดอื นที่ 5 เดือนท่ี 6
(สปั ดาห 1-4) (สปั ดาห 1-4) (สัปดาห 1-4) (สปั ดาห 1-4)
1 + - + + +++-
2 + - + + +++-
3 + - + + +++-
4 + - + + +++-
5 + - + + +++-
6 + - + + +++-
7 + - + + +++-
8 + - + + +++-
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 655
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.
วิจารณ
การพัฒนาชุดทดสอบพาราควอตในรูปแบบแคปซูลมวี ัตถปุ ระสงคเ พือ่ ลดขัน้ ตอนการทดสอบใหเหลือเพยี ง
ขั้นตอนเดียว และเพื่อใชตรวจพิสูจนหาพาราควอตเชิงคุณภาพในตัวอยางน้ําด่ืม น้ําลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ
พบวา วธิ มี คี วามจําเพาะพบปฏกิ ริ ยิ าทเ่ี กดิ จากสารไดไธโอไนทใ หผ ลบวกกบั พาราควอตเพยี งชนดิ เดยี วและไมพ บปฏกิ ริ ยิ า
ทเี่ กดิ จากสารไดไธโอไนท กับไกลโฟเสท และ 2,4-ดี ซงึ่ สารทงั้ 2 ชนดิ เปนสารกาํ จัดวัชพชื เหมอื นกนั แตม ีโครงสราง
โมเลกุลและน้ําหนักโมเลกุลแตกตางกัน จึงสามารถใชแทนไดควอตได ท้ังน้ีเน่ืองจากหนวยงานไมมีสารมาตรฐาน
ดงั กลา ว เมอื่ นําคา ขดี จํากดั ของการตรวจพบพาราควอตทร่ี ะดบั LOD ในตวั อยา งนาํ้ ดมื่ นาํ้ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ
ทคี่ วามเขมขน เทา กบั 0.7, 1.0 และ 2.0 µg/ml ตามลําดับ โดยทดสอบตัวอยางละ 10 ซํ้า พบวาไดสารละลายสีฟา
ทุกหลอด ตรวจพบรอยละ 100 จากน้นั ไดป ระเมินประสทิ ธภิ าพของชดุ ทดสอบโดยการศึกษาความแมนยําในตัวอยาง
นา้ํ ดมื่ นา้ํ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ทใ่ี หผ ลบวกจรงิ ตวั อยา งละ 20 ตวั อยา ง และผลลบจรงิ ตวั อยา งละ 20 ตวั อยา ง
พบวาไมพบผลบวกลวงและผลลบลวง ไดคาความไว ความจําเพาะ และความถูกตองรอยละ 100 ทั้ง 3 ตัวอยาง
จากการศึกษาดังกลาวพบวาวิธีมีความถูกตองและเช่ือถือได เน่ืองจากสารมาตรฐานพาราควอตท่ีใชเตรียมตัวอยางมี
ใบรบั รอง เครอื่ งมือทใ่ี ช เชน ปเ ปตอัตโนมัติ ขวดวัดปรมิ าตร ผานการสอบเทียบ ขัน้ ตอนการเตรยี มตวั อยา งไมยงุ ยาก
และ Blank matrix ไมมีส่ิงรบกวนอ่นื ใด จึงทําใหคาท่ไี ดมคี วามถกู ตอ งสงู และในปง บประมาณ พ.ศ. 2566 ผูวจิ ัยมี
แผนพฒั นาตรวจหาปรมิ าณพาราควอตในตวั อยา งนา้ํ ดมื่ นาํ้ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ดว ยเครอ่ื งมอื พเิ ศษ High
performance liquid chromatography สําหรับผลการศึกษาความคงตัวของชดุ ทดสอบ (Stability) ไดเตรยี มชุด
ทดสอบและเปรียบเทียบโดยแบงชุดทดสอบแตละรุนการผลิตเก็บท่ีอุณหภูมิหอง และเก็บในโถดูดความชื้น พบวาชุด
ทดสอบเกบ็ ทอ่ี ณุ หภมู หิ อ งเกบ็ ไดไ มน าน อาจเนอื่ งจากสารเคมที ใ่ี ชเ ตรยี มชดุ ทดสอบ เชน Sodium dithionite มคี วาม
เสถยี รปานกลางเปน สารดดู ความชนื้ ไดง า ย(15) เพอื่ ปอ งกนั ความชน้ื โดยเกบ็ ชดุ ทดสอบในโถดดู ความชนื้ ทงั้ นเ้ี พอ่ื ใหม อี ายุ
การใชง านนาน จะเห็นวาชุดทดสอบเกบ็ ท่ีอุณหภมู ิหองไดน าน 1 เดือน สว นชุดทดสอบท่ีเกบ็ ในโถดูดความช้ืนสามารถ
เก็บไดนาน 5 เดือน จากการวิจัยคร้ังน้ีผูวิจัยตองการเปรียบเทียบสารเคมีท่ีใชเตรียมในแตละรุนมีความแตกตางกัน
หรอื ไม เนอ่ื งจากสารเคมบี างชนดิ ชน้ื ไดง า ย แตจ ากการเปรยี บเทยี บการเตรยี มชดุ ทดสอบ จาํ นวน 8 รนุ พบวา ไมแ ตกตา ง
เพราะฉะน้ันการศกึ ษา Stability ควรศึกษาหรือเตรียมชุดทดสอบพรอมกนั ในคร้งั เดยี ว
การพัฒนาชุดทดสอบพาราควอตแบบข้ันตอนเดียวในรูปแบบแคปซูล ใชหลักการทางเคมี (Dithionite
test) ทาํ ปฏกิ ริ ยิ าระหวา งพาราควอตกับ Sodium azide ในสภาพดาง ซึง่ จากการเตรยี มชุดทดสอบไดผ สมสารท่ที าํ ให
เปน ดา ง รวมในแคปซูลดงั กลา ว(10) ไดแ ก Sodium dithionite, Disodium tetraborate และ Sodium bicarbon-
ate ซึ่งสารแตล ะชนิดมีคุณสมบัตทิ างเคมีเปนดาง คา ความเปน กรด-ดาง เทา กบั 8.5, 9.2 และ 8.6 ตามลาํ ดับ(15, 16, 17)
จากการทดสอบความใชไ ดข องวิธี พบวา วิธมี คี าความถกู ตอ งเทา กับ 100% แตดว ยขอจาํ กัดของชุดทดสอบสามารถใช
ตรวจตวั อยา งทมี่ ลี กั ษณะใสและไมข นุ สาํ หรบั ตวั อยา งทมี่ สี เี ขม ใหต รวจดว ยเครอื่ งมอื พเิ ศษ เชน Ion exchange, High
performance liquid chromatography เปนตน สวนตัวอยางปส สาวะของคนปกติสามารถตรวจหาพาราควอตดวย
วิธีนไี้ ด สไี มรบกวนผลทดสอบ ไดค าความถูกตอ งเทา กบั 100% สาํ หรับตวั อยา งทม่ี ีตะกอนใหป น แยกตะกอนนําสว น
ใสไปทดสอบทําใหการสังเกตสีของปฏกิ ิรยิ าชดั เจนขนึ้ อยา งไรก็ตามปฏกิ ิรยิ าการเกดิ สีฟา หรอื สีน้ําเงนิ ของพาราควอต
หรือ เมทิลไวโอโลเจนกับสารไดไธโอไนท ในสภาวะดางจะไมคงตัวและจะจางหายไปในเวลาไมนานเมื่อถูกแสง
พาราควอตก็จะถูก reoxidized กลบั มาสู oxidized form ที่ไมมสี ีไดโดยงาย(3) ดงั นัน้ จึงตอ งสังเกตปฏกิ ิริยาการเกิดสี
ภายใน 5 นาที หลงั จากทดสอบ สําหรบั ตวั เทยี บผลบวกผวู จิ ยั ไดเ ลอื กใชก ระดาษเทยี บผลบวกทมี่ คี วามเขม ขน 1 µg/ml
เนอ่ื งจากเปน คา ความไว หรอื คา ขดี จํากดั ของการตรวจพบพาราควอต ในตวั อยา งนํ้าลา งกระเพาะเทยี ม กรณที สี่ นบั สนนุ
ชุดทดสอบพาราควอตใหกับโรงพยาบาลเพ่ือใชตรวจตัวอยางผูปวยซึ่งสวนใหญเปนตัวอยางนา้ํ จากกระเพาะอาหาร
จงึ เปนทมี่ าของการเลือกใชก ระดาษเทยี บผลบวกทคี่ วามเขมขน 1 µg/ml หลังจากพฒั นาชดุ ทดสอบดงั กลา วแลว เสร็จ
656 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
ชุดทดสอบพาราควอตแบบขน้ั ตอนเดยี ว จินตนา กรดเต็ม และคณะ
ยงั ไมม ีตวั อยางจริง มเี พียงแตไ ดเตรยี มตัวอยางทดสอบ (unknown) และเตรียมชดุ ทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซลู
สงใหกับโรงพยาบาลท่ีเขารวมโครงการรวม 20 แหง ทั้งน้ีเพ่ือใหเจาหนาที่หองปฏิบัติการชันสูตรของโรงพยาบาล
มที ักษะ และเตรียมความพรอมทางหอ งปฏบิ ัติการจึงมคี วามสาํ คญั ย่ิง แมวา จะมปี ระกาศแบนพาราควอต จากประกาศ
ในพระราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลบังคับใชต้ังแต 1 มิถุนายน 2563 เปนตนไป(18) แตเม่ือวันท่ี 25 กันยายน 2563
มรี ายงานจากศนู ยฉ ลาดซอื้ มลู นธิ เิ พอ่ื ผบู รโิ ภค มกี ารตรวจพบพาราควอตในตวั อยา งปรู อ ยละ 33 จากตวั อยา ง 24 ตวั อยา ง
ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ(19) แสดงวาประเทศไทยยังคงมกี ารนําพาราควอตมาใชง านหรืออาจจะมีการลกั ลอบเขา มาและ
นาํ มาใชในทางท่ีผิด การเตรียมความพรอมทางหองปฏิบัติการและมีชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล พรอมใชงาน
ซึ่งเปนวิธีที่พัฒนาข้นึ ใหม การใชงานงา ย สะดวก เหลือเพียงขน้ั ตอนเดียว ทราบผลเรว็ ภายใน 5 นาที อีกท้งั สามารถ
นําไปทดสอบตัวอยางน้ําในภาคสนามกรณีเรงดวนหรือเฝาระวัง ปองกันการปนเปอนของสารพาราควอตได รวมท้ัง
พกพาสะดวก ซ่ึงแตกตา งกบั ชดุ นํา้ ยาทดสอบพาราควอตแบบเดิมชนดิ 2 ขน้ั ตอน วิธีการทดสอบตองเตมิ นํ้ายา ชนิด A
และผงเคมี B การใชงานคอนขา งยุง ยาก ไมสะดวก และทาํ ใหเสียเวลา การตรวจพสิ ูจนพ าราควอตใหรวดเรว็ จงึ มคี วาม
สาํ คญั เปน อยา งยงิ่ โดยเฉพาะผปู ว ยทไี่ ดร บั โดยการกนิ หากตรวจพบวา ไดร บั สารพษิ พาราควอตแพทยส ามารถชว ยเหลอื
ผปู วยและใหยาแกพ ษิ ไดทันทว งที
สรปุ
การพฒั นาชุดทดสอบพาราควอตแบบขน้ั ตอนเดยี วในรปู แบบแคปซูล พบวาวิธีนีม้ คี วามถกู ตอง ใชงานงา ย
ลดขั้นตอนการทดสอบเหลือเพียงข้ันตอนเดียว สะดวก รวดเร็ว และเหมาะสมที่จะนําไปใชตรวจพิสูจนพาราควอต
ในตัวอยางนาํ้ ด่มื นํ้าลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะได
กิตตกิ รรมประกาศ
ผวู จิ ยั ขอขอบคณุ นายวชิ ยั ปราสาททอง ผอู าํ นวยการศนู ยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ่ี 7 ขอนแกน ทใ่ี หค าํ ปรกึ ษา
ขอเสนอแนะรวมทง้ั ขอ คดิ เหน็ ตางๆ ขอขอบคณุ นายวรศักด์ิ อินทรชัย ศนู ยว ิทยาศาสตรก ารแพทยท่ี 9 นครราชสีมา,
นายวชั รชัย รุจโิ รจนกุล ศนู ยวทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ่ี 6 ชลบุรี และนายราเมศ กรณีย ศูนยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 3
นครสวรรค ทส่ี นบั สนนุ สารมาตรฐานสาํ หรบั งานวจิ ยั ครงั้ นี้ และขอขอบคณุ นางลกั ษกิ า ทองเรอื งศรี โรงพยาบาลปะเหลยี น
ทีช่ วยตรวจทานตน ฉบบั
เอกสารอา งองิ
1. Watts M. Paraquat. Penang, Malaysia: Pesticide Action Network Asia and the Pacific. [online.]
2010; [cited 2021 Jun 25]; [44 screens]. Available from: URL: http://www.thaipan.org/sites/
default/files/fileinter/monograph_paraquat_0.pdf.
2. พรรณี พิเดช. เทคนคิ การวิเคราะหแ ละความรเู บอ้ื งตน สาํ หรับหอ งปฏบิ ตั กิ ารพษิ วทิ ยา. พิมพคร้ังท่ี 2. กรงุ เทพฯ:
คณะเทคนคิ การแพทย มหาวทิ ยาลัยมหิดล; 2530. หนา 224-227.
3. Wikipedia, the free encyclopedia. Viologen. [online]. 2020; [cited 2021 Jun 10]; [5 screens].
Available from: URL: https://en.wikipedia.org/wiki/Viologen#Mechanism_of_action.
4. Addo E, Poon-King T. Leucocyte suppression in treatment of 72 patients with paraquat
poisoning. Lancet 1986; 327(8490): 1117-20.
5. ดารกิ า วอทอง. พาราควอต. [ออนไลน] . 2561; [สบื คน 21 พ.ค. 2564]; [5 หนา ]. เขา ถงึ ไดจ าก: URL: https://
www.summacheeva.org/occtox/paraquat.
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 657
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.
6. Paraquat. In: Flanagan RJ, Braithwaite RA, Brown SS, Widdop B, de Wolff FA. Basic analytical
toxicology. Geneva: World Health Organization; 1995. p. 195-196.
7. Raghu K, Mahesh V, Sasidhar P, Reddy PR, Venkataramaniah V, Agrawal A. Paraquat poisoning:
a case report and review of literature. J Family Community Med 2013; 20(3): 198-200.
8. Reihani H, Zarmehri B. Multi-organ failure due to paraquat poisoning: case report and review
of literature. Asia Pac J Med Toxicol 2016; 5: 98-100.
9. อดุ มศกั ด์ิ สดุ มาตร, จนิ ตนา ปานทอง, ธรรญชนก พิทักษ. การประเมินประสทิ ธิผลชดุ ทดสอบพาราควอตของ
หองปฏิบตั กิ ารชนั สูตรของโรงพยาบาลในจังหวดั ตรงั . ว กรมวทิ ย พ 2542; 41(3): 343-8.
10. Clarke EGC, Moffat AC, Pharmaceutical Society of Great Britain. Department of Pharmaceutical
Sciences. Clarke’s isolation and identification of drugs in pharmaceuticals, body fluids, and
post-mortem material. 2nd ed. London: The Pharmaceutical Press; 1986. p. 24-25.
11. United States Pharmacopeial Convention. USP 42-NF 37: The United States pharmacopeia
and the national formulary. Rockville, MD: United States Pharmacopeia Convention; 2019.
p. 6168.
12. AOAC International. Guidelines for standard method performance requirements: Annex C.
In: AOAC official method of analysis. [online]. 2016; [cited 2021 May 24]; [2 screens]. Available
from: URL: http://www.eoma.aoac.org/app_f.pdf.
13. Annex D - notes on qualitative analysis. In: Eurachem Guide. The fitness for purpose of
analytical methods - a laboratory guide to method validation and related topics: 2nd ed.
[online]. 2014; [cited 2021 May 20]; [3 screens]. Available from: URL: https://www.eurachem.
org/images/stories/Guides/pdf/MV_guide_2nd_ed_EN.pdf.
14. National Association of Testing Authorities. General accreditation guidance - validation and
verification of quantitative and qualitative test methods. [online]. 2018; [cited 2021 Jun 8]; [31
screens]. Available from: URL: https://nata.com.au/files/2021/05/Validation-and-Verification-
of-Quantitative-and-Qualitative-Test-Methods.pdf.
15. Merck KGaA. Sodium dithionite. [online]. 2021; [cited 2021 Jun 21]; [1 screen]. Available from:
URL: https://www.merckmillipore.com/TH/en/product/Sodium-dithionite,MDA_CHEM-
106505?ReferrerURL=https%3A%2F%2Fwww.google.com%2F.
16. Merck KGaA. Disodium tetraborate. [online]. 2021; [cited 2021 Jun 21]; [1 screen]. Available
from: URL: https://www.merckmillipore.com/TH/en/product/di-Sodium-tetraborate,MDA_
CHEM-106306?ReferrerURL=https%3A%2F%2Fwww.google.com%2F.
17. Merck KGaA. Sodium hydrogen carbonate. [online]. 2021; [cited 2021 Jun 21]; [1 screen].
Available from: URL: https://www.merckmillipore.com/TH/en/product/Sodium-hydrogen-
carbonate,MDA_CHEM-106329?ReferrerURL=https%3A%2F%2Fwww.google.com%2F.
18. ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายช่ือวัตถุอันตราย ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2563). ราชกิจจานุเบกษา
เลม 137 ตอนพเิ ศษ 117 ง (วนั ที่ 19 พฤษภาคม 2563). หนา 56.
19. มลู นธิ เิ พอ่ื ผบู รโิ ภค. ฉลาดซอื้ ตรวจพบสารพาราควอตในนาํ้ ปู รอ ง คกก.วตั ถอุ นั ตรายแบนทนั ท.ี [ออนไลน] . 2563;
[สืบคน 21 พ.ค. 2564]; [4 หนา]. เขา ถึงไดจาก: URL: https://www.consumerthai.org/consumers-
news/food-and-drug/4511-paraquatcrappaste.html.
658 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
ชุดทดสอบพาราควอตแบบขน้ั ตอนเดยี ว จนิ ตนา กรดเตม็ และคณะ
Development of One-Step Paraquat Test Kit
Jintana Krodtem1 Sarinya Rittinium1 Thammawut Chumark1 and Laksika Thongruangsri2
1Regional Medical Sciences Center 12/1 Trang, Department of Medical Sciences, Amphoe Muang, Trang
92000
2Palian Hospital, Amphoe Palian, Trang 92120, Thailand
ABSTRACT Paraquat is a herbicide that is widely used and has serious harmful effects on humans and
animals. Science 1998, The Regional Medical Sciences Center 12/1 Trang set up a 2-step paraquat test
kit and supported to hospitals used for testing specimens derived from the patients that were suspected
to be exposed to paraquat. In 2019, the one-step paraquat test kit was developed in capsule form in
order to reduce process and time for testing in drinking water, simulated gastric content and urine
samples. The results showed that the test kit could be used for testing paraquat with highly specific
reaction. The limit of detection of paraquat in drinking water, simulated gastric content and urine
samples were 0.7, 1.0 and 2.0 µg/ml, respectively. The test kit showed the perfect performance of
sensitivity, specificity, and accuracy at 100 percent. The test kit could be stored at room temperature for
1 month and in a desiccator for 5 months. In conclusion, the one-step paraquat test kit developed in this
study is easy to use with quick result and suitable for testing in drinking water, simulated gastric content
and urine samples.
Keywords: Paraquat, Test kit, Herbicide
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 659
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
นพิ นธตน ฉบบั ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 660-674
การวเิ คราะหป รมิ าณรงั สกี ระเจงิ และการปอ งกนั อนั ตราย
จากรังสเี มือ่ ถายภาพดว ยเครื่องเอกซเรยเ คล่ือนท่ี
วสนั บุตรพา
โรงพยาบาลนครปฐม อําเภอเมอื งนครปฐม นครปฐม 73000
บทคดั ยอ การศกึ ษานม้ี วี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ เปรยี บเทยี บปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ (Scatter radiation) จากเครอ่ื งเอกซเรยเ คลอ่ื นที่
(Portable X-ray) ย่หี อ SHIMADZU รุน Mobile Art Evolution และ FUJI FILM แบบ Full DR รนุ FDR GO
Plus ของโรงพยาบาลนครปฐม โดยการวิเคราะหปริมาณรังสีกระเจิง ทิศทางและระยะท่ีปลอดภัยของผูปฎิบัติงานดานรังสี
และบุคคลทวั่ ไปจากการถายภาพรงั สดี ว ยเครือ่ งเอกซเรยเคล่ือนท่ี ดําเนินการวิเคราะหทศิ ทางที่ 0, 45, 90, 135, 180, 225,
270 และ 315 องศา ทีร่ ะยะหา ง 0.5, 1.5, 3.0 และ 4.0 เมตร โดยวดั จากพื้น 80 เซนติเมตร ซึง่ เทยี บไดก ับตําแหนง ของ
Gonad ของคนสูง 175 เซนติเมตร และใกลเคียงความสูงของเตียงผูปวย ใชเทคนิคถายภาพรังสีเอกซเรยปอดทานอนหงาย
(Chest AP Supine) ใชแ ผนรับภาพรังสขี นาด 14 × 17″ ตั้งคาเทคนิค 85 kVp, 1.6 mAs 70 kVp, 0.63 mAs สําหรับ
ผปู วยเดก็ และใชเ ทคนิคถา ยภาพรงั สกี ระดูกเชงิ กราน (Pelvic AP) ต้ังคา เทคนิค 85 kVp, 3.2 mAs ท่ีระยะ 100 เซนติเมตร
โดยการใชเครื่องสํารวจรังสี (Survey meter) ผลการทดลองพบวาปริมาณรังสีกระเจิงแปรผันกับระยะหางจากตัวผูปวย แต
ไมข นึ้ กบั ทิศทางผูปฎิบตั งิ านดา นรังสีและประชาชนท่ัวไป ทไี่ ดร ับปริมาณรงั สกี ระเจิงไมเ กินคา ขดี จาํ กดั การไดร ับรังสี ไมเ กิน 20
mSv/yr และไมเ กนิ 1 mSv/yr ตามลําดบั เพื่อความปลอดภยั ในการปฏบิ ัตงิ าน ผูปฏิบตั ิงานควรอยูหางจากหลอดเอกซเรย
ท่ีระยะมากกวา 4 เมตร และมุมท่ีปลอดภัย คือ 0 องศา และควรสวมเสอ้ื ตะก่วั ปองกันรงั สี
คาํ สาํ คัญ: รงั สีกระเจงิ , การปองกนั อนั ตรายจากรังสี, เครือ่ งเอกซเรยเ คลือ่ นที่
Corresponding author E-mail: [email protected]
Received: 27 October 2021 Revised: 23 July 2021 Accepted: 5 August 2021
660 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
ปริมาณรังสีกระเจงิ และการปองกันอันตรายจากรงั สจี ากเคร่ืองเอกซเรยเ คลอ่ื นที่ วสัน บตุ รพา
บทนํา
ปจจุบันงานดานรังสีวินิจฉัยมีความสําคัญในการชวยแพทยวินิจฉัยโรค ซึ่งในแตละวันมีผูเขารับบริการ
ทางรังสีของกลุมงานรังสีจํานวนมาก เชน เคร่ืองเอกซเรยคอมพิวเตอร เอกซเรยทั่วไป เอกซเรยแบบฟลูโอโรสโคป
เครื่องเอกซเรยเคลื่อนท่ีเปนเครื่องมือในงานดานรังสีวินิจฉัยท่ีใชรังสีในการวินิจฉัยโรคเบ้ืองตนในทางการแพทย
ใชในการเอกซเรยสวนตาง ๆ สําหรับผูปวยที่มีอาการหนักหรือเคลื่อนยายลําบาก ใชในการเอกซเรยที่หอผูปวย
หอ งผา ตัดและสถานทอ่ี ื่น ๆ เปน ระบบ DR สามารถดภู าพทางรงั สีจากจอคอมพวิ เตอรจ ากเคร่ืองได ทาํ ใหรกั ษาผปู วย
เบ้ืองตนไดรวดเร็วและปลอดภัยทําใหอัตราการเสียชีวิตและพิการนอยลง ในการใหบริการตองคํานึงถึงปริมาณรังสี
ท่ีเหมาะสมและความปลอดภัยของผปู ว ย เจา หนาท่ี และบุคคลรอบขาง ตองคํานึงถึง International Commission
on Radiological Protection (ICRP)(1) ไดกาํ หนดเปาหมายการปอ งกันรังสเี พอื่ หลีกเล่ยี งการเกิด deterministic
effects อีกท้งั ลดโอกาสการเกิด stochastic effects รังสีเอกซม ผี ลการเกิดทงั้ 2 กรณี ใหอยูในระดับท่ยี อมรับไดและ
พิจารณานํารังสีไปใชในปริมาณนอยท่ีสุด โดยกอใหเกิดประโยชนสูงสุด การปองกันอันตรายจากรังสีจําเปนตองมีการ
จดั เตรยี มปจ จยั เชน การจดั สถานทใ่ี หเ หมาะสม การวางแผนการกอ สรา ง การตดิ ตง้ั อปุ กรณแ ละทสี่ าํ คญั คอื ความพรอ ม
ของบุคลากรและเครื่องมือ อุปกรณปองกัน เชน เส้ือตะก่ัว ไทรอยดชิลด บุคลากรท่ีปฏิบัติงานเก่ียวกับรังสีจะตอง
มีความรูเก่ียวกับการปองกันอันตรายจากรังสีและวิธีปองกันอันตรายจากรังสี และสามารถปฏิบัติงานไดถูกตองตาม
ขั้นตอนอยางมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นจะตองมีเครื่องมือที่ชวยในการปองกันอันตรายจากรังสี เพ่ือใหทํางาน
ไดอยางความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น บุคลากรที่ปฏิบัติงานทางดานรังสีควรไดรับปริมาณรังสีใหนอยท่ีสุด
โดยยดึ หลกั 3 ประการ ใหร ะยะหา งมากทส่ี ดุ ทส่ี ามารถปฏบิ ตั งิ านได ใชเ วลาในการเอกซเรยน อ ยทสี่ ดุ และใชฉ ากกาํ บงั (2)
ไดแก เสื้อตะก่วั ไทรอยดชลิ ด
กลุมงานรังสวี ิทยา โรงพยาบาลนครปฐม เปนหนวยงานดา นรงั สวี นิ ิจฉยั มีการใหบ ริการเครอื่ งเอกซเรยแบบ
เคลอื่ นที่ ณ หอผปู ว ยในแตล ะวนั เปน จาํ นวนมาก เพอ่ื หาระยะและตาํ แหนง ทปี่ ลอดภยั แกผ ปู ฏบิ ตั งิ าน เจา หนา ทปี่ ระจาํ ตกึ
และบุคคลบริเวณใกลเ คยี ง ไดร บั ปริมาณรังสนี อ ยที่สุดในการถา ยภาพเอกซเรยจากเครอ่ื งเอกซเรยเคลอ่ื นที่ เจาหนาท่ี
แมจ ะใสเครอ่ื งปอ งกันแลว อาจไมเ พียงพอในการปอ งกนั อนั ตรายตอเจาหนา ที่ผูปฏิบตั งิ านและผูป ว ย ซ่ึงมกี ารกําหนด
ปริมาณรังสีสูงสดุ ท่ยี อมรับไดสําหรบั เจา หนา ท่ใี ชเ ครื่องเอกซเรยเ คล่อื นท่ีในการวนิ ิจฉัย โดยคา effective dose เฉล่ยี
ในระยะเวลา 5 ป ไมเ กิน 20 millisieverts per year (mSv/yr) ถือวา ปลอดภยั จากรังส(ี 3)
การศึกษานี้เปนการวัดปริมาณรังสีกระเจิงเพื่อหาระยะ ทิศทาง และตําแหนงอันตรายจากรังสีรอบๆ
เครอ่ื งเอกซเรยเ คลอ่ื นท่ี เพ่อื ปอ งกันปรมิ าณรังสีกระเจิงที่เจา หนาทผ่ี ูป ฏบิ ัตงิ าน เจา หนา ท่ปี ระจาํ ตกึ และบุคคลบรเิ วณ
ใกลเ คียงซึ่งจะไดร บั ขณะทําการถายภาพรงั สี
วัสดแุ ละวธิ ีการ
วสั ดอุ ปุ กรณ
เครอ่ื งเอกซเรยเ คล่อื นทยี่ หี่ อ SHIMADZU รุน Mobile Art Evolution หมายเลขเครื่อง: 0162s90607
kV 125 mA/mAs เครือ่ งมือทดสอบคณุ ภาพเครื่องเอกซเรย 1. RTI Model Barracuda 320 mAs 2. เครือ่ งสาํ รวจ
ปริมาณรงั สี Victoreen รนุ 451P ตรวจสอบเม่อื วันที่ 19 ต.ค. 2559 หมายเลขทดสอบ 4059010596
เคร่ืองเอกซเรยเคล่ือนที่ยี่หอ FUJI FILM แบบ Full DR รุน FDR GO Plus หมายเลขเคร่ือง:
MQ000128A028 kV 133 mA/mAs maximum 320 mAs เครอื่ งมอื ทดสอบคุณภาพเครอ่ื งเอกซเรย 1. RaySafe
Model:X2 R/F S/N 266644 2. Fluke (Survey meter) Model:451P-DE-SI-RYR S/N 0000007930
ตรวจสอบเม่ือวันที่ 24 ก.พ. 2563 หมายเลขทดสอบ 2001230147(4063001922)
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 661
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa
เครอื่ งสาํ รวจรงั สี (Survey meter) ผลติ ภณั ฑข อง Fluke รนุ 451P-DE-SI-RYR Serial Number: 6608
ผลิตโดยบรษิ ัท Fluke Biomedical ประเทศสหรัฐอเมริกา ไดร ับการสอบเทยี บวนั ท่ี 11 ตุลาคม 2562 จากหอ งปฏบิ ัติการ
สอบเทียบเคร่ืองวัดรงั สีมาตรฐานทตุ ิยภูมิ กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสุข ดงั แสดงในภาพท่ี 1
ภาพท่ี 1 เคร่ืองสํารวจรงั สี (Survey meter) ย่ีหอ Fluke รนุ 451P-DE-SI-RYR S/N: 6608
กลอ งเหล็กทใี่ สเ คร่ืองสาํ รวจรงั สี ขนาด 29 × 39 × 16 เซนตเิ มตร เปรยี บเทียบเมือ่ ถา ยภาพรงั สเี ม่ือผปู วย
นอนเตยี ง stretcher ทมี่ ีพน้ื เหล็ก
วธิ ีการศกึ ษา
วิธีการวัดปริมาณรังสีกระเจิงเครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่ วัดปริมาณรังสี (Radiation output) ของ
เครอ่ื งเอกซเรย FUJI FILM และ SHIMADZU (จากผลการทดสอบเครอ่ื งเอกซเรย ศนู ยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 5
สมุทรสงคราม) การตรวจสอบปริมาณรังสีของเคร่ืองเอกซเรยทั่วไปคือ การตรวจสอบความถูกตอง ความแมนยํา
และความเท่ียงตรงเปนสิ่งที่จําเปน หากเครื่องเอกซเรยท่ีใชงานไมไดมาตรฐาน ปริมาณรังสีท่ีผูปวยจะไดรับอาจจะ
มากเกินความจําเปน เคร่ืองเอกซเรยทั่วไปเปนเคร่ืองมือที่ใชรังสีเอกซนอยเม่ือเปรียบเทียบกับเครื่องมือ
ทางการแพทยอ่ืนๆ ท่ีใชรังสีเอกซ แตก็ยังมีความเสี่ยงตอตัวผูปวย การทดสอบคาพารามิเตอรตาง ๆ ท่ีเก่ียวของกับ
การเกิดรงั สีเอกซจงึ จําเปน ตอ งทาํ การทดสอบ ไดแก คากโิ ลโวลตสงู สุด (Kilovoltage peak: kVp) เวลาในการฉาย
(Exposure time) และปรมิ าณรงั สี (Radiation output) ในการตรวจสอบเครอื่ งเอกซเรยว นิ จิ ฉยั ทวั่ ไปทใ่ี ชอ ปุ กรณ
วัดปริมาณรังสีในการทดสอบ ไดแ ก
คากิโลโวลตส ูงสดุ (Kilovoltage peak: kVp) เครอ่ื งวัดคากโิ ลโวลตแ บบ Non-Invasive X-ray
Beam Analyzer การตัง้ คาเครอ่ื งเอกซเรย ต้ังคา เทคนิคการฉายรังสี โดยเลือกคา ที่ใชใ นการถายภาพรังสใี หก ับผปู ว ย
เชน 80 kV 20 mAs ศนู ยวทิ ยาศาสตรการแพทยท ี่ 5 สมทุ รสงคราม ต้งั คา เทคนิคที่ 80 kV 10 mAs วางเคร่อื ง
วัดคากิโลโวลตใหรับรังสีปฐมภูมิตามคูมือการใชงาน ปรับขนาดของลํารังสีใหครอบคลุมหัววัด ฉายรังสี อยางนอย
5 คร้งั ซ่งึ ศูนยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 5 สมุทรสงคราม ฉายรังสี 6 คร้งั ในการสอบเทียบเครอ่ื งเอกซเรยเคลื่อนทท่ี งั้
2 เครือ่ ง บนั ทึกความตา งศักยห ลอดทอี่ า นไดจ ากเครื่องวดั ทําซํา้ โดยการปรบั เปล่ียนคากโิ ลโวลตไปที่คาทต่ี อ งการจะ
ทดสอบ
การวิเคราะห
สมการคํานวณความผิดพลาดความทําซํ้า (kV) ไมเปล่ียนคา mA คารอยละสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน
(Coefficient of variation)
%CV = SD × 100
X
662 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
ปริมาณรังสกี ระเจงิ และการปองกนั อนั ตรายจากรงั สีจากเคร่ืองเอกซเรยเ คลอื่ นท่ี วสนั บตุ รพา
เม่อื SD คอื คา เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
SD
χ คอื คาเฉล่ยี ของคากโิ ลโวลตท ไี่ ดจากการวดั
χi คอื คา กโิ ลโวลตท ว่ี ดั ไดคร้ังท่ี i
คากโิ ลโวลตท ว่ี ัดไดต า งจากคาเฉลีย่ ไมเ กนิ 2% (Coefficient of Variation < 0.02 for high frequency
และ three phase)
คากโิ ลโวลตท วี่ ัดไดตางจากคา เฉล่ียไมเ กนิ 5% (Coefficient of Variation < 0.05 for single phase
full wave และ half wave)
ความแมน (Accuracy) เครื่องวดั คากิโลโวลตแบบ Non-Invasive X-ray Beam Analyzer การตัง้ คา
เครอื่ งเอกซเรย ปรบั ต้งั คา กิโลโวลตท แี่ ผงควบคุมท่ีตองการวัด ตง้ั คา mA และ time คงที่
วิธีการ วางเคร่ืองวัดคากิโลโวลตไวภายใตรังสีปฐมภูมิ ระยะจากจุดโฟกัสของหลอดเอกซเรยถึงเครื่องวัด
ตามคมู อื การใชง าน ปรบั ขนาดของลาํ รงั สใี หค รอบคลมุ หวั วดั รงั สี ทาํ การฉายรงั สี บนั ทกึ คา กโิ ลโวลตท ต่ี ง้ั และคา ทวี่ ดั ได
ทําซํ้าโดยการปรับเปลยี่ นคากโิ ลโวลตไ ปที่คา ท่ตี องการจะทดสอบ
การวิเคราะห นําคา ทวี่ ัดไดมาคํานวณหาคาความผดิ พลาดตามสมการดังตอ ไปน้ี
%ERROR = kVm- kVs × 100
kVm
เม่ือ kVs คอื คา ความตา งศักยห ลอดทต่ี ัง้
kVm คอื คา ความตางศกั ยหลอดที่ไดจากการวดั
เวลาในการฉายรังสี (Exposure time) ความทาํ ซํ้า (Reproducibility) จากการวัด คาสัมประสิทธ์ิ
ความแปรปรวน (Coefficient of variation: CV) ตองมีคา ไมเกนิ 5% คาความแมน ยาํ (Accuracy) จากการวัด
ตองมีคา ความผดิ พลาดไมเ กนิ ± 10% ของคา ที่ตง้ั
ปริมาณรังสี (Radiation output)
ความเปนเชิงเสน (Linearity) โดยใชเครื่องวัดปริมาณรังสีแผนตะกั่วก้ันรังสีกระเจิง โดยต้ังคาเคร่ือง
เอกซเรย เชน 80 kV 0.05 s หรอื 0.1 s คงท่ี เปล่ียนคา mA หรือเปล่ยี นคา mAs
วิธกี าร ตงั้ หวั วดั ในบรเิ วณพนื้ ทีร่ งั สปี ฐมภูมิ ระยะจากจดุ โฟกัสหลอดเอกซเรยต ามคําแนะนําการใชเครือ่ งวดั
ตงั้ โหมดการวัดแบบการวดั ปริมาณรงั สีรวม (Integrate) วางแผน ตะกว่ั ลดทอนรงั สีกระเจงิ จากบรเิ วณพ้ืนทีว่ างหวั วดั
ปรบั ขนาดของลาํ รงั สใี หค ลมุ พน้ื ทขี่ นาดของหวั วดั วดั คา ปรมิ าณรงั สที คี่ า mA หรอื mAs เทา ทส่ี ามารถวดั ไดใ นทางปฏบิ ตั ิ
การวิเคราะห คาํ นวณคาปริมาณรังสีตอ คา เทคนิคทตี่ ้ัง X
โดยการหารคาปรมิ าณรงั สที ีว่ ัดไดด ว ยคา mAs ท่ีตัง้ จับคูค า X ของ mA หรอื mAs ทอ่ี ยตู ิดกนั คํานวณ
หาคาสัมประสทิ ธิ์ความเปนเชงิ เสน
% สัมประสทิ ธิค์ วามเปน เชิงเสน =
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 663
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa
ความทาํ ซาํ้ (Reproducibility) โดยใชเ ครอ่ื งวดั คา เวลาหรอื เครอ่ื งวดั รงั สชี นดิ Non-Invasive ทสี่ ามารถ
วดั คาเวลาการฉายรังสไี ดโ ดยตง้ั คา kV, mA และ time คงที่ เชน 80 kV 200 mA และ 0.05 s หรือ 0.1 s
วธิ กี าร ตงั้ เครอื่ งวดั ในบรเิ วณพน้ื ทร่ี งั สปี ฐมภมู ิ ระยะจากจดุ โฟกสั หลอดเอกซเรยต ามคาํ แนะนําการใช เครอื่ ง
วัดปรบั ขนาดของลํารังสีใหค ลมุ พืน้ ทีข่ นาดของหัววัด ฉายรงั สีอยางนอ ย 5 ครง้ั โดยตงั้ คา เวลาท่ีใชง านประจาํ
การวิเคราะห นําผลที่ไดม าคํานวณตามสมการคา รอยละสัมประสิทธคิ์ วามแปรปรวน
% CV = SD × 100
X
เมือ่ SD คอื คา เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
SD n
χ คอื คาเฉลีย่ ของคากโิ ลโวลตท่ไี ดจากการวัด
χi คอื คาท่วี ดั ไดครัง้ ที่ i
คา ปรมิ าณรังสที ี่วัดไดตางจากคาเฉลยี่ ไมเกิน 5% (Coefficient of Variation < 0.05)(4)
ความเปน เชงิ เสน แบงการตรวจสอบเปน 2 กรณี คอื
กรณีเครื่องเอกซเรยต้ังคาแบบมิลลิแอมแปร (mA linearity) สัมประสิทธ์ิความเปนเชิงเสน ตองมีคา
ไมเกนิ 10%
กรณีเครื่องเอกซเรยตั้งคาแบบผลคูณระหวางกระแสกับเวลา (mAs linearity) สัมประสิทธิ์ความเปน
เชงิ เสนตอ งมีคาไมเกิน 20%(5)
การวัดปรมิ าณรังสีกระเจิง ยกหวั หลอดเอกซเรยไปดา นหนา โดยขวั้ บวกอยทู างซาย ขัว้ ลบอยทู างขวา กาํ หนด
ระยะทางจากตน กาํ เนดิ รงั สถี งึ จดุ วดั ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทร่ี ะยะ 0.5, 1.5, 3.0 และ 4.0 เมตร ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในภาพที่ 2
โดยรอบหวั หลอดเอกซเรยตามมุม 360 องศา ที่ 0, 45, 90, 135 และ 180, 215, 270 และ 315 องศา ตามลําดับ
นํากลองเหล็กที่ใสเคร่ืองสํารวจรังสี (Survey meter model) ขนาด 29 × 39 × 16 เซนติเมตร วางบนโตะไม
ทค่ี วามสูง 80 เซนตเิ มตร เทยี บไดกับตาํ แหนง ของ Gonad ของคนสงู 175 เซนติเมตร และใกลเ คียงความสงู ของเตยี ง
ผปู วย กําหนดคา เทคนิคที่ใชจ ริงในการถา ยภาพเอกซเรยป อดทานอน (Chest AP Supine) ในผปู ว ยเด็ก 70 kVp,
0.63 mAs และผปู ว ยผูใ หญ 85 kVp, 1.6 mAs การถายภาพเอกซเรยกระดกู สะโพก (Pelvic) 85 kVp, 3.2 mAs
ซง่ึ คาเทคนิคทั้ง 3 คา เปน คา เทคนิคท่ใี ชใ นการถายภาพทางรงั สีจากเครอื่ งเอกซเรยเคลือ่ นทีข่ องโรงพยาบาลนครปฐม
ท่ีใหรายละเอียดของภาพและผูปวยไดรับประมาณรังสีนอย วัดปริมาณรังสีกระเจิงของเครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่ย่ีหอ
SHIMADZU รุน Mobile Art Evolution และ FUJI FILM แบบ Full DR รุน FDR GO Plus โดยวัดตาํ แหนง
ทกี่ ําหนดตาํ แหนงละ 3 ครัง้ ดงั แสดงในภาพที่ 3
การวิเคราะหขอมูล
นาํ คา ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทไี่ ดจ ากการวดั 3 ครง้ั ของแตล ะจดุ ทกี่ าํ หนดมาวเิ คราะหข อ มลู โดยโปรแกรมสาํ เรจ็ รปู
Data analysis ของ EXCEL 2010 ประกอบดวย คาเฉลีย่ ปรมิ าณรังสกี ระเจิง และสว นเบี่ยงเบนมาตราฐาน (SD)
คาํ นวณหาปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทไ่ี ดร บั ตอ ป (mSv/yr) คอื ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ (mSv) × จํานวนเวลาทท่ี าํ การ
เอกซเรย/วัน × จํานวนวนั /สัปดาห × 52 สปั ดาห/ป
664 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
ปรมิ าณรงั สีกระเจงิ และการปองกันอนั ตรายจากรังสจี ากเครื่องเอกซเรยเคลอ่ื นที่ วสนั บตุ รพา
ภาพท่ี 2 ตาํ แหนงท่ีทําการวัดปรมิ าณรงั สีกระเจิง
AB
ภาพที่ 3 การวัดปรมิ าณรังสีกระเจงิ ของเครื่องเอกซเรยเ คล่อื นที่ FUJI FILM (A) และ SHIMADSU (B)
ผล
ผลจากการวดั Radiation output และประมาณรงั สกี ระเจิง
ปรมิ าณรงั สี (Radiation output)(4,5) ผลจากการสอบเทยี บเครอ่ื งเอกซเรยท ว่ั ไปเพอ่ื ทดสอบความตา งศกั ด์ิ
ของหลอด (คากิโลโวลต, kV) ศูนยวิทยาศาสตรการแพทยที่ 5 สมุทรสงคราม ของเครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่
SHIMADZU และ FUJI FILM โดยตง้ั คาเทคนคิ คงท่ี คอื 80 kV 10 mAs ที่ระยะ 50 เซนตเิ มตร ฉายรังสี
6 คร้ัง ผลคา เฉลีย่ (Avg) เครื่องเอกซเรยเคลอ่ื นท่ี SHIMADZU และ FUJI FILM เทา กบั 79.64 kVp และ 81.02
kVp คาสว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (SD) เทากบั 0.05 และ 0.20 ตามลําดบั ดังแสดงในตารางที่ 1 ความทําซ้ําการวดั
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 665
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa
คาปรมิ าณรังสี (Radiation Output) ในการวัดทดสอบของศนู ยว ิทยาศาสตรการแพทยท ี่ 5 สมทุ รสงคราม ผลท่ีได
คอื เครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่ SHIMADZU ใหคาเทคนคิ 80 kV 10 mAs โดยไมเปลย่ี น mAs ผลทไี่ ดจ ากการวดั
ปรมิ าณรงั สี (mR) ปรมิ าณรงั สตี ่ําสดุ เทา กบั 244.93 ปรมิ าณรงั สสี งู สดุ เทา กบั 245.37 ผลคา เฉลย่ี (Avg) เทา กบั 245.22
คา สว นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (SD) เทากับ 0.15 คารอ ยละสมั ประสิทธ์ิความแปรปรวน (Coefficient of Variation)
เทากับ 0.06 ดังแสดงในตารางท่ี 1 เครื่องเอกซเรยเคล่ือนที่ FUJI FILM ผลท่ีไดจากการวัดปริมาณรังสี (mR)
ปรมิ าณรังสีต่ําสุดเทากบั 204.50 ปรมิ าณรังสีสูงสดุ เทากบั 224.2 ผลคาเฉลย่ี (Avg) เทากบั 220.00 คา สวนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (SD) เทากับ 7.76 คารอยละสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน (Coefficient of Variation) เทากับ 3.53
ดังแสดงในตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1 ผลการทดสอบเคร่ืองเอกซเรยเคลอื่ นท่ี (80 kV, 10 mAs, ระยะ 50 เซนติเมตร)
ครั้งที่ 1 2 3 4 5 6 CV% SD Avg
คาความตางศักย S 79.61 79.66 79.66 79.69 79.55 79.69 0.07 0.05 79.64
F 81.30 80.80 80.80 81.00 81.20 81.020 0.25 0.20 81.02
ปรมิ าณรงั สี S 244.93 245.29 245.28 245.22 245.2 245.37 0.06 0.15 245.22
F 223.10 223.90 224.20 224.30 204.50 220.00 3.53 7.76 220.00
หมายเหตุ S = SHIMADZU , F = FUJI FILM
ผลจากการสอบเทียบเคร่ืองเอกซเรยท่ัวไปเพ่ือทดสอบความตางศักด์ิของหลอด (คากิโลโวลต, kV) เพื่อ
หาคาความแมน (Accuracy) ของศูนยวทิ ยาศาสตรการแพทยท่ี 5 สมทุ รสงคราม โดยตง้ั คาเทคนคิ ที่ 16 mAs โดย
เปลีย่ นคา kV ของเครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่ SHIMADZU คา เทคนคิ 3 คา ที่ 60, 70, 80 kV ผลคาความตางศักดิท์ ่ีวดั
เทากบั 60.17, 69.43, 78.94 kVp ตามลําดับ ดังแสดงในตารางที่ 2 ผลของคาเปอรเซน็ ตสัมประสทิ ธิ์ความแปรปรวน
(% CV) คา ความตา งศักดิ์ (kV) ของเครื่องเอกซเรยเคล่ือนท่ี SHIMADZU คือ -1.33 % ดังแสดงในตารางท่ี 2
ตารางท่ี 2 คากระแสไฟฟาผานหลดเอกซเรยสูงสุด (16 mAs, ระยะ 50 เซนตเิ มตร) ของเครือ่ งเอกซเรยเคลือ่ นท่ี
SHIMADZU
ครงั้ ที่ 1 2 3 Max
Set kV 60.00 70.00 80.00 80.00
ความตางศักดข์ิ องหลอด (kV) 60.17 69.43 78.94 78.94
รอยละคาความตา งศกั ย (%kv Diff) 0.28 -0.82 -1.33 -1.33
ผลจากการสอบเทยี บเครอ่ื งเอกซเรยท ว่ั ไปเพอื่ ทดสอบความตา งศกั ดขิ์ องหลอด (คา กโิ ลโวลต, kV) เพอื่ หาคา
ความแมน (Accuracy) ของศนู ยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 5 สมทุ รสงคราม โดยตงั้ คา เทคนคิ ท่ี 16 mAs โดยเปลยี่ นคา
kV ของเครอื่ งเอกซเรยเ คลอ่ื นท่ี FUJI FILM คา เทคนคิ 4 คา ที่ 60, 70, 80, 90 kV ผลคา ความตา งศกั ดท์ิ วี่ ดั ไดเ ทา กบั
60.90, 70.10, 80.60 และ 91.05 kVp ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในตารางที่ 3 ผลของคา เปอรเ ซน็ ตส มั ประสทิ ธคิ์ วามแปรปรวน
(% CV) คา ความตางศักด์ิ (kV) ของเครื่องเอกซเรยเ คลอื่ นท่ี SHIMADZU คอื 1.67% ดงั แสดงในตารางที่ 3
666 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
ปริมาณรงั สกี ระเจงิ และการปองกันอนั ตรายจากรงั สีจากเครือ่ งเอกซเรยเ คลือ่ นท่ี วสัน บตุ รพา
ตารางท่ี 3 คา กระแสไฟฟาผา นหลดเอกซเรยส งู สดุ (16 mAs, ระยะ 50 เซนติเมตร) ของเครื่องเอกซเรยเ คลอ่ื นที่
FUJI FILM
ครั้งท่ี 1 2 3 4 Max
Set kV
ความตางศกั ดิข์ องหลอด (kV) 60.00 70.00 80.00 90.00 90.00
รอ ยละคาความตา งศกั ย (%kv Diff)
60.90 70.10 80.60 91.50 91.50
1.50 0.14 0.75 1.67 1.67
ผลการตรวจสอบปริมาณรังสี (Radiation output)
คากระแสผานหลอดเอกซเรยหรือความเปนเชิงเสน (Linearity) ในการวัดทดสอบของศูนยวิทยาศาสตร
การแพทยท่ี 5 สมุทรสงครามเครื่องเอกซเรยเคล่ือนที่ SHIMADZU ใหคาเทคนิค 80 kV แลวเปลี่ยนคา mAs
ที่ 1, 1.6, 20 mAs ผลทไ่ี ดจ ากการวดั ปริมาณรังสี (mR) เทากับ 245.28, 240.92 และ 240.15 ตามลําดับ กระแส
ผานหลอดเอกซเรย (Linearity) เทา กบั 0.90 ดงั แสดงในตารางที่ 4
ตารางท่ี 4 ผลการตรวจสอบปริมาณรงั สี (80 kV ระยะ 50 เซนตเิ มตร) ของเครื่องเอกซเรยเ คลื่อนที่ SHIMADZU
คร้งั ที่ 1 2 3 Max
คา เทคนคิ mA 10 16 20 20
คา เทคนิค mAs 1 1.6 2 2
ความตา งศักดขิ์ องหลอด (kV) เปล่ียนคา mA 79.66 78.94 78.90 78.90
ความแมน คาความตา งศักด์ขิ องหลอดเปลี่ยนคา mA 79.66 78.94 78.90 78.90
รอยละคาความตา งศกั ย (%kv Diff) -0.43 -1.33 -1.37 -1.37
ปรมิ าณรงั สี (mR) 245.28 385.47 480.30 480.30
mR/mAs 245.28 240.92 240.15
คากระแสผานหลอดเอกซเรย (Linearity) 0.90 0.90 0.16 0.90
หมายเหตุ: การวัดความเปนเชิงเสน (Linearity) โดยเปล่ียนคา mAs ใหคงคา kV เพื่อวัดคา Dose การคํานวณใหจับคูกันโดย
ใชค า mR/mAs ทต่ี ิดกนั
คากระแสผานหลอดเอกซเรยหรือความเปนเชิงเสน (Linearity) ในการวัดทดสอบของศูนยวิทยาศาสตร
การแพทยท่ี 5 สมทุ รสงคราม เครือ่ งเอกซเรยเ คลื่อนท่ี FUJI FILM ใหคา เทคนคิ 80 kV แลวเปล่ียนคา mAs ท่ี 10
และ 16 mAs ผลท่ไี ดจ ากการวดั ปรมิ าณรงั สี (mR) เทา กับ 220 และ 325 คา กระแสผา นหลอดเอกซเรย (Linearity)
เทากบั 3.97 ดังแสดงในตารางท่ี 5
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 667
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa
ตารางท่ี 5 ผลการตรวจสอบปริมาณรังสี (80 kV ระยะ 50 เซนติเมตร) ของเคร่ืองเอกซเรยเคล่ือนที่ FUJI FILM
ครงั้ ท่ี 12 Max
คร้งั ท่ี 1 2 Max
คา เทคนิค mAs 10.00 16.00 16.00
ความตา งศกั ด์ิของหลอด (kv) เปล่ียนคา mA 81.02 80.60 80.60
ความแมนของความตา งศักดข์ิ องหลอด เปล่ยี นคา mA 81.02 80.60 80.60
รอยละคาความตา งศักย (%kv Diff) 1.28 0.75 1.28
ปรมิ าณรงั สี(mR) 220.00 325.00 325.00
mR/mAs 22.00 20.32 20.32
คา กระแสผานหลอดเอกซเรย (Linearity) 3.97 3.97 3.97
หมายเหต:ุ การวัดความเปนเชิงเสน (Linearity) โดยเปลี่ยนคา mAs ใหคงคา kv เพ่ือวัดคา Dose การคาํ นวณใหจับคูกัน
โดยใชคา mR/mAs ที่ตดิ กัน
ผลคาเฉล่ียปริมาณรังสีกระเจิง ผลคาเฉล่ียท่ีไดจากการวัดปริมาณรังสีกระเจิงของเคร่ืองเอกซเรยเคลื่อนท่ี
ตามระยะ 0.5, 1.5, 3.0 และ 4.0 เมตร ตามลาํ ดบั โดยรอบหวั หลอดเอกซเรยต ามมมุ 360 องศา ท่ี 0, 45, 90, 135, 180,
215, 270 และ 315 องศา ตามลําดับ ตั้งคา เทคนคิ 85 kVp, 3.2 mAs, 85 kVp, 1.6 mAs และ 70 kVp, 0.63 mAs
ดงั แสดงในตารางท่ี 6 ชว งปรมิ าณรังสกี ระเจิงของเครือ่ งเอกซเรยเคลือ่ นท่ี SHIMADZU และ FUJI FILM จะมาก
ถาอยใู กลห วั หลอดเอกซเรยแ ละคา เทคนิคที่มากกวา และความสัมพนั ธร ะหวา งปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ กับระยะทางทเี่ พิม่ ข้ี
นของเครอ่ื งเอกซเรยเ คล่อื นที่ SHIMADZU และ FUJI FILM บริเวณตําแหนง ทีไ่ ดรบั ปริมาณรังสกี ระเจิงนอ ยทีส่ ดุ
ของเครื่องเอซเรยเ คลือ่ นทท่ี ัง้ 2 เครอ่ื ง คอื ท่ีระยะ 1.5 เมตร ขนึ้ ไป ทต่ี ําแหนง 0 องศา
คา เฉลี่ยปรมิ าณรังสีกระเจิงทีส่ งู สดุ
ผลจากการวัดคาเฉล่ียปริมาณรังสีกระเจิงของเครื่องเอกซเรยเคล่ือนท่ี SHIMADZU ท้ัง 3 คาเทคนิค
วัดคาเฉล่ียปริมาณรังสีกระเจิงมากท่ีสุด คือ ตําแหนงมุม 180 องศา และเคร่ืองเอกซเรยเคล่ือนที่ FUJI FILM
วดั คา เฉลย่ี ปรมิ าณรงั สีกระเจิงทส่ี ูงสุดของคา เทคนคิ 85 kV, 3.2 mAs คอื ตําแหนง มมุ 135 องศา คา เทคนคิ 85 kV,
1.6 mA s และ 70 kV, 0.63 mAs คอื ตาํ แหนงมุม 45 องศา
คาเฉล่ียปริมาณรังสกี ระเจงิ ทตี่ ํ่าสุด
ผลจากการวัดคาเฉลี่ยปริมาณรังสีกระเจิงของเครื่องเอกซเรยเคล่ือนที่ SHIMADZU คาเฉลี่ยปริมาณรังสี
กระเจิงท่ตี า่ํ สุด คือ ตาํ แหนง มุม 215, 315, 270 องศา ท่ีระยะ 0.5 เมตร ตามลาํ ดบั และท่ีตาํ แหนง 0 องศา ท่ีระยะ
1.5 เมตร ขึ้นไป เครื่องเอกซเรยเคลือ่ นท่ี FUJI FILM คา เฉลีย่ ปรมิ าณรังสกี ระเจิงที่ตา่ํ สุด คอื ตาํ แหนง มุม 180,
90, 215 องศา ระยะ 0.5 เมตร และท่ตี ําแหนง 0 องศา ที่ระยะ 1.5 เมตร ข้ึนไป ดงั แสดงในตารางที่ 7
668 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
ปริมาณรังสกี ระเจงิ และการปองกนั อันตรายจากรังสจี ากเคร่ืองเอกซเรยเ คลื่อนท่ี วสัน บตุ รพา
ตารางที่ 6 ปริมาณรังสีกระเจงิ ทีร่ ะยะและมุมตางๆ ของเครื่องเอกซเรยเ คลือ่ นท่ี
ระยะทาง มุม ปริมาณรังสที ุตยิ ภูมิ (µSv/h)
(เมตร) (องศา)
85 kVp, 3.2 mAS 85 kVp, 1.6 mAS 70 kVp, 0.63 mAS
SFSFSF
คาเฉลย่ี SD คา เฉลี่ย SD คา เฉลีย่ SD คาเฉลยี่ SD คาเฉลย่ี SD คา เฉลี่ย SD
0.5 0 7,800 0 7,867 306 3,347 25 3,533 58 927 25 1,333 58
45 7,500 520 7,500 1,039 3,150 90 4,200 289 900 90 1,440 392
90 7,800 520 7,200 900 3,330 52 3,000 275 870 52 1,140 137
135 8,100 0 8,700 520 3,120 52 3,090 275 930 52 1,650 187
180 8,400 520 6,900 520 4,020 52 3,930 52 1,020 52 1,260 392
215 7,200 0 8,400 520 3,300 52 3,180 104 960 52 1,110 104
270 7,800 520 8,400 520 3,450 52 3,870 180 840 52 1,260 90
315 8,100 0 8,100 0 3,060 52 3,480 187 960 52 1,470 364
1.5 0 40 0 10 0 19 0 7 0 2 0 2 0
45 833 58 833 115 350 10 467 32 100 10 160 44
90 867 58 800 100 370 6 333 31 97 6 127 15
270 867 58 933 58 383 6 430 20 93 6 140 10
315 900 0 900 0 340 6 387 21 107 6 163 40
3 0 10 0 3 0 5 0 2 0 1 0 1 0
45 208 14 208 29 88 3 117 8 25 3 40 11
90 217 14 200 25 93 1 83 8 24 1 32 4
135 225 0 242 14 87 1 86 8 26 1 46 5
180 233 14 192 14 112 1 109 1 28 1 35 11
215 200 0 233 14 92 1 88 3 27 1 31 3
270 217 14 233 14 96 1 108 5 23 1 35 3
315 225 0 225 0 85 1 97 5 27 1 41 10
4 0 6 0 1 0 3 0 1 0 0 0 00
45 117 8 117 16 49 1 66 5 14 1 23 6
90 122 8 113 14 52 1 47 4 14 1 18 2
135 127 0 136 8 49 1 48 4 15 1 26 3
180 131 8 108 8 63 1 61 1 16 1 20 6
215 113 0 131 8 52 1 50 2 15 1 17 2
270 122 8 131 8 54 1 60 3 13 1 20 1
315 127 0 127 0 48 1 54 3 15 1 23 6
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 669
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa
ตารางที่ 7 ปรมิ าณรงั สกี ระเจิงกับมมุ องศาของคาเทคนิคที่กําหนด
เคร่อื งเอกซเรย ระยะทาง ปรมิ าณรงั สีกระเจงิ สงู สุด ปรมิ าณรงั สีกระเจิงตาํ่ สดุ
เคลอ่ื นที่ (เมตร) ณ มมุ (องศา) ณ มุม (องศา)
คา เทคนิค
S 0.5 85kVp, 85kVp, 70kVp, 85kVp, 85 kVp, 70 kVp,
1.5 3.2 mAS 1.6 mAs 0.63 mAs 3.2 mAS 1.6 mAs 0.63mAs
F 3.0
4.0 180 180 180 215 315 270
0.5 180 180 180 0 00
1.5 180 180 180 0 00
3.0 180 180 180 0 00
4.0 135 45 45 180 90 215
135 45 45 0 00
135 45 45 0 00
135 45 45 0 00
นาํ ผลคา เฉลยี่ ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ โดยใชค า เฉลย่ี ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ สงู สดุ มาคาํ นวณคา ปรมิ าณรงั สที ไี่ ดร บั จาก
เครอ่ื งเอกซเรยเ คลอื่ นทท่ี งั้ 3 คา เทคนคิ ทใ่ี ชใ นการวดั คา ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ โดยทว่ั ไปแลว โรงพยาบาลนครปฐมใชง าน
เครื่องเอกซเรยเ คลือ่ นท่ีเฉล่ยี 0.5 ชั่วโมงตอวนั (ระยะเวลาเฉลย่ี ท่ที ําการเอกซเรย) โดยใชงาน 5 วนั ตอ สัปดาห และ 52
สปั ดาหตอป จะไดคา ปริมาณรังสีกระเจิงทไ่ี ดรบั ตอป ปริมาณกระเจงิ ท่ีไมเกินคาระดับความปลอดภยั ทางรงั สที ี่กาํ หนด
ไวสําหรับผปู ฎิบตั ิหนาท่ที างรงั สขี องเครื่องเอกซเรยย หี่ อ SHIMADZU คือ 17, 8, 2 mSv/yr และ FUJI FILM คือ
18, 9, 3 mSv/yr ตามลําดบั ดังแสดงในตารางที่ 8 ท้ัง 3 คาเทคนิค ทใ่ี ชในการวัดปริมาณรงั สกี ระเจิงทรี่ ะยะ 4.0 เมตร
ตารางท่ี 8 ปริมาณรังสกี ระเจงิ สงู สุดและปรมิ าณรังสกี รเจงิ ทไ่ี ดรบั ตอ ป (mSv/yr) ของแตล ะระยะทาง
ปรมิ าณรังสีกระเจิงสงู สดุ ของแตล ะระยะทาง ปริมาณรงั สีกระเจิงทไี่ ดร บั ตอปข องแตล ะระยะทาง
ระยะทาง ปริมาณรงั สีกระเจิง (µSv/h) ปรมิ าณรงั สีกระเจิง (mSv/yr)
(เมตร)
85 kVp, 85 kVp, 70 kVp, 85 kVp, 85 kVp, 70 kVp,
3.2 mAs 1.6 mAs 0.63 mAs 3.2 mAs 1.6 mAs 0.63 mAs
1=S 2=F 1=S 2=F 1=S 2=F 1=S 2=F 1=S 2=F 1=S 2=F
0.5 8,400 8,700 4,020 4,200 1,020 1,650 1,092 1131 523 546 133 215
1.5 933 967 447 467 113 183 121 126 58 61 15 24
3.0 233 242 112 117 28 46 30 31 15 15 4 6
4.0 131 136 63 66 16 26 17 18 8 9 2 3
670 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
ปริมาณรังสีกระเจงิ และการปองกันอนั ตรายจากรงั สจี ากเครือ่ งเอกซเรยเ คลื่อนท่ี วสนั บตุ รพา
วิจารณ
ผลการทดสอบคุณภาพของเคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU และ FUJI FILM คือ ผลของการวดั ความทําซา้ํ
(Reproducibility) ของคาความตางศักยหลอดโดยไมเปลี่ยนคา mA มาวิเคราะหเพ่ือคารอยละสัมประสิทธิ์
ความแปรปรวน (%CV) เทียบกับคามาตรฐานคุณภาพเครื่องเอกซเรยวินิจฉัยของกรมวิทยาศาสตรการแพทย(6)
ความทาํ ซาํ้ ของความตา งศกั ดค์ิ า มาตรฐาน คอื ≤ 5% ผลทไ่ี ดจ ากการวเิ คราะหข องเครอ่ื งเอกซเรยเ คลอื่ นที่ SHIMADZU
และ FUJI FILM คือ 0.25% และ 0.07% ผลคาความแปรปรวนของปริมาณรังสี (%CV) ตอคาเทคนิคของ
เคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU และ FUJI FILM เทียบกับคามาตรฐานคุณภาพเครื่องเอกซเรยวินิจฉัยของ
กรมวิทยาศาสตรการแพทย(6) คามาตรฐาน คือ ≤5% ผลที่ได คือ 0.06% และ 3.53% นําผลที่ไดจากการวัด
มาวิเคราะหเพื่อคาความผิดพลาดและความแมน (kV) เทียบกับคามาตรฐานคุณภาพเคร่ืองเอกซเรยวินิจฉัยของ
กรมวิทยาศาสตรการแพทย(6) คาความแมน (Accuracy) มาตรฐาน คือ ±10% ผลท่ีไดจากการวิเคราะหของ
เครือ่ งเอกซเรยเคลอื่ นที่ SHIMADZ เทากับ 1.33% และ FUJI FILM เทา กับ 1.67% ผลทไี่ ดมาวิเคราะห เพอื่
หาคาปริมาณรังสีตอคาเทคนิคของเคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU และ FUJI FILM ในสวนของคากระแสผาน
หลอดเอกซเรย หรือความเปนเชิงเสน (Linearity) เทียบกับคามาตรฐานคุณภาพเคร่ืองเอกซเรยวินิจฉัยของ
กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย( 6) เครอ่ื งเอกซเรยต งั้ คา แบบผลคูณระหวา งกระแสกับเวลา (mAs linearity) สมั ประสิทธ์ิ
ความเปนเชิงเสนตองมคี า ไมเ กิน 20% ผลที่ไดข องเครอื่ งเอกซเรย SHIMADZU คือ 0.90% และ FUJI FILM คือ
3.97% จากผลการวิเคราะหดังกลาวแสดงวาเครื่องเอกซเรยท้ัง 2 เครื่อง อยูในเกณฑมาตรฐานของกรมวิทยาศาสตร
การแพทย การตรวจสอบคณุ ภาพมาตรฐานเครอื่ งเอกซเรยน น้ั เพอ่ื ใหไ ดภ าพทางรงั สที ม่ี คี ณุ ภาพและปรมิ าณรงั สอี อกตาม
คา เทคนคิ ทใ่ี หไ ดถ กู ตอ งตามทต่ี งั้ ดา นการปอ งกนั อนั ตรายจากรงั สี เครอื่ งเอกซเรยท วั่ ไประบบดจิ ทิ ลั จะชว ยลดความเสย่ี ง
ในการถา ยภาพรงั สซี าํ้ อนั เนอื่ งมาจากการใหป รมิ าณรงั สมี ากหรอื นอ ยเกนิ ไป ซง่ึ เปน สาเหตหุ ลกั ทท่ี าํ ใหผ ปู ว ยไดร บั ปรมิ าณ
รงั สเี กนิ ความจาํ เปน ประกอบกบั ผปู ว ยทม่ี าเขา รบั การบรกิ ารถา ยภาพทางรงั สดี ว ยเครอื่ งเอกซเรยร ะบบดจิ ติ ลั มแี นวโนม
สูงข้ึน เน่ืองจากการเขาถึงบริการทางการแพทยของประชาชนที่เพ่ิมข้ึน ทําใหเกิดความตองการการไดรับบริการ
ทางการแพทยในระดับมาตรฐาน อันเปนเร่ืองสําคัญที่ระบบการบริการทางการแพทย โดยใหความใสใจและบริหาร
จัดการใหเกิดข้ึนอยางเต็มประสิทธิภาพ ทั้งน้ีผูปวยยอมกังวลตอการไดรับรังสีเอกซอันอาจกอใหเกิดอันตราย เพราะ
รงั สีมีผลกระทบตอเซลลข องส่งิ มีชวี ิต ดังนั้นเพอ่ื ปองกันผูป วยไดร ับปริมาณรงั สมี ากเกินความจาํ เปน และไดรับบริการ
จากเคร่อื งเอกซเรยท ี่มคี วามปลอดภัย การควบคมุ มาตรฐานตามเกณฑมาตรฐานสากลจงึ มคี วามสาํ คัญอยางย่งิ ควรมี
การตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งเอกซเรยโดยกรมวิทยาศาสตรการแพทยใ หไ ดมาตรฐานอยางนอ ยปละคร้ัง ซง่ึ สอดคลอ ง
กับการทดลองวิศาล บญุ ประสาร, สริ ณั ยาพงศ สุวรรณโอภาส ในการทดสอบอุปกรณสาํ หรบั การทดสอบเพอ่ื การตรวจ
รับรองและควบคมุ คุณภาพเครอื่ งเอกซเรยว ินจิ ฉัยท่ัวไป
เคร่ืองเอกซเรยเคลอื่ นท่ี FUJI FILM มีคาเฉลี่ยคา ความตา งศกั ยไ ฟฟา ของหลอดเอกซเรยสูงสดุ มากกวา
เครอ่ื งเอกซเรยเ คลอ่ื นที่ SHIMADZU เลก็ นอ ย ดงั นนั้ ผลคา ของการวดั ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ จากเครอื่ งเอกซเรยเ คลอื่ นที่
FUJI FILM จะมากกวา SHIMADZU เล็กนอย ดังนั้นเคร่ืองแตละเครื่องจะไดผลคาเฉลี่ยประมาณรังสีกระเจิง
ท่ีไมเทากัน เพราะคุณภาพและปริมาณของลํารังสีเอกซ ไดแก kVp และ mAs ถือวาเปนปจจัยหลัก (Primary
factors) และยังมีปจ จัยอยา งอนื่ ที่ตองคาํ นึงถงึ เชน ขนาดของ Focal Spot, SID, OID, Distortion, Central
Ray Alignment, Grid, Beam Restriction Generator Output, Tube Filtration และ ชนดิ ของ Filters(6)
ผลของคาเฉล่ียปริมาณรังสีกระเจิงก็ขึ้นอยูกับคาปริมาณรังสีท่ีใหเทคนิค พบวาการใหคาเทคนิคมากกวาก็
จะทาํ ใหผลของคาเฉลย่ี ปรมิ าณรงั สกี ระเจิงมากกวา เชน ผลคาเฉลย่ี ประมาณรังสกี ระเจงิ ของคา เทคนิค 85 kVp, 3.2
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 671
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa
mAs มากกวาผลคา เฉลี่ยประมาณรังสกี ระเจิงของคาเทคนิค 85 kVp, 1.6 mAs ปริมาณรงั สเี คร่ือง FUJI FILM
จะมากกวา SHIMADZU เล็กนอย รวมทั้งปริมาณรังสีกระเจิงจึงมากกวาเล็กนอย ดังการวัดคาเฉล่ียประมาณรังสี
กระเจิงของคาเทคนคิ 85 kVp, 3.2 mAs มากกวา คาเทคนคิ 85 kVp, 1.6 mAs และ 70 kVp, 0.63 mAs ตามลาํ ดบั
เมอื่ นาํ ผลคา เฉลย่ี ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ มาหาความสมั พนั ธก บั มมุ องศา ตาํ แหนง ทป่ี ระมาณรงั สกี ระเจงิ สงู สดุ ของ
เครอ่ื งเอกซเรย SHIMADZU ทกุ คา เทคนิคและตาํ แหนง คือ 180 องศา และเครอื่ งเอกซเรย FUJI FILM ปริมาณ
รงั สีกระเจงิ สงู สดุ ทุกระยะทางในคา เทคนคิ 85 kVp, 3.2 mAs และ 70 kVp, 0.63 mAs คือ ตาํ แหนง 135 องศา
และคา เทคนคิ 85 kVp, 1.6 mAs ทกุ ระยะทาง คอื ตําแหนง 45 องศา ดังนัน้ ถา อยูตาํ แหนงดังกลาวอาจไดรับปริมาณ
รงั สกี ระเจงิ มากกวา ตาํ แหนง อน่ื มมุ ทเี่ ครอ่ื งเอกซเรยเ คลอื่ นทท่ี งั้ 2 เครอ่ื ง มปี รมิ าณรงั สกี ระเจงิ นอ ยสดุ ตงั้ แต 1.5 เมตร
ขึ้นไป คือ มุมท่ี 0 องศา สอดคลองกับผลของ พรนิภา มหาวงษ, ธารขวัญ ปนตามูล(2) ในการศึกษารังสีทุติยภูมิ
จากการถา ยภาพเครอื่ งเอกซเรยเคล่ือนที่ เพราะมเี สาเคร่ืองเอกซเรยท าํ ดว ยโลหะสามารถกันรังสีกระเจงิ ได เปรียบได
กับการใชวัสดุกําบังรังสีเวลาในการเอกซเรย เม่ือระยะทางเพิ่มข้ึนคาเฉลี่ยของปริมาณรังสีกระเจิงจะลดลงตามระยะ
ทางทม่ี ากขนึ้ แตท กุ ระยะทางและทกุ มมุ องศาทก่ี าํ หนดในการวดั คา เฉลย่ี ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ยงั คา ไดท กุ ตาํ แหนง ดงั นนั้
คาเฉลยี่ ปรมิ าณรังสีกระเจงิ ไมไ ดข ึน้ อยูก ับมุมองศาแตข ้ึนอยกู บั ปริมาณรังสีตามที่ไดก ลาวมาขา งตน(4)
เม่ือนําผลคาเฉลี่ยปริมาณรังสีกระเจิงสูงสุดท่ีไดรับตอชั่วโมงของเคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU และ
FUJI FILM มาคาํ นวณเพือ่ หาปริมาณรงั สกี ระเจิงท่ีไดร บั ตอ ป (mSv/yr) ซง่ึ ถาทํางานอยตู ําแนงดังกลาว โดยทใี่ ช
เครือ่ งเอกซเรยเ คลือ่ นที่เฉลยี่ 0.5 ชั่วโมงตอวนั (ระยะเวลาเฉลี่ยทที่ ําการเอกซเรย) โดยใชงาน 5 วันตอสัปดาหและ
52 สัปดาหตอป ผลที่ไดไมเกินคามาตรฐานระดับความปลอดภัยทางรังสี มีคาดังนี้ เคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU
และ FUJI FILM คือ 2, 3 mSv ที่ระยะทาง 4 เมตร โดยปริมาณรังสีกระเจิงตํ่าสุดและเกณฑมาตรฐานระดับ
ความปลอดภัยทางรงั สีที่กําหนดไว (Dose Limit) คือ ปรมิ าณรงั สที ร่ี างกายไดร ับตองไมเ กนิ 5 mSv ตอป สําหรบั
ผูปฏิบัติงานดานรังสีและปริมาณรังสีท่ีรางกายไดรับตองไมเกิน 1 mSv ตอป สาํ หรับประชาชนท่ัวไป(4) ปริมาณรังสี
กระเจิงตามเกณฑระดับความปลอดภัยทางรังสีท่ีกาํ หนดไว (Dose Limit) ของผูปฎิบัติงานท่ีระยะ 4 เมตร ดังนั้น
ในการถายรงั สดี วยเครอื่ งเอกซเรยเ คลือ่ นทผ่ี ูปฎิบัติงานควรยืนหา งจากหัวหลอดเอกซเรยประมาณ 4 เมตร ไมควรอยู
ตาํ แหนง มุม 180 องศา ของเครอ่ื งเอกซเรย SHIMADZU ตําแหนง มมุ 135 และ 45 องศา ของเคร่ืองเอกซเรย FUJI
FILM ตําแหนงที่มุม 0 องศา เปนมุมท่ีปริมาณรังสีกระเจิงนอยสุด เจาหนาท่ีประจําตึก ผูปวยหรือผูท่ีไมเก่ียวของ
ควรอยูห างเกิน 4 เมตร และไมควรอยูในตาํ แหนงทก่ี ลา วมาแลว เพราะจากผลการคาํ นวณปรมิ าณรงั สีตอ ปทคี่ าเทคนคิ
ตา่ํ สดุ คา ปรมิ าณรงั สยี งั เกนิ คา มาตรฐานระดบั ความปลอดภยั ทางรงั สี ทงั้ นคี้ วรปฎบิ ตั ติ ามหลกั การปอ งกนั อนั ตรายจากรงั สี
เปน ตนดวยหลกั 3 ประการ คือ ใหระยะหางมากท่ีสดุ ทีส่ ามารถปฏิบัติงานได ใชเวลาในการเอกซเรยน อ ยท่ีสุด และใช
ฉากกาํ บัง(2)
ในการปฏบิ ัติงานควรสวมอุปกรณป องกันอันตรายจากรงั สี เชน เสื้อตะกั่ว ไทรอยชิลด แวนตาตะกว่ั กันรังสี
เปน ตน ตดิ เครอ่ื งวดั ปรมิ าณรงั สที กุ ครง้ั ในการปฏบิ ตั งิ าน สาํ หรบั เจา ทปี่ ระจาํ ตกึ ผปู ว ยทเี่ ดนิ ได ญาติ และบคุ คลทอ่ี ยใู กล
บรเิ วณทเ่ี อกซเรย ควรหลบไปใหร ะยะพน ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ แตถ า หลบไมไ ดค วรสวมอปุ กรณป อ งกนั อนั ตรายจากรงั สี
สรปุ
เครื่องเอกซเรยเคล่อื นทีท่ ้งั 2 เครอ่ื ง ในตําแหนงมมุ 0 องศา มปี ริมาณรงั สกี ระเจิงต่าํ สุดเพราะอยหู ลังเสา
เครอ่ื งเอกซเรยท ที่ าํ จากโลหะทาํ ใหส ามารถกนั รงั สไี ด ในการวดั ปรมิ าณรงั สหี รอื อาจนาํ มาปรบั ใชใ นการปอ งกนั ปรมิ าณ
รังสีกระเจิงอาจใชหลบตําแหนง 0 องศา หรือหลังเสา ในกรณีท่ีอยูในหองผูปวยท่ีแคบ และออกหางจากตําแหนง
หัวหลอดเอกซเรยไมได เชน หองแยกผูปวย หองผูปวยโควิดท่ีไมสามารถดึงสายใหเกิน 4 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยง
672 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
ปริมาณรังสีกระเจิงและการปองกันอันตรายจากรงั สจี ากเครื่องเอกซเรยเคล่อื นท่ี วสัน บุตรพา
การไดร บั ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ โดยไมจ าํ เปน ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทอ่ี ยใู นเกณฑร ะดบั ความปลอดภยั ทางรงั สที กี่ าํ หนดไวค วร
เวน ระยะหา งจากหลอดเอกซเรยถ งึ ผปู ฏบิ ตั งิ านตอ งไมน อ ยกวา 4 เมตร สาํ หรบั ผปู ฏบิ ตั งิ าน และเจา หนา ทป่ี ระจาํ ตกึ หรอื
ผทู ่ีเกย่ี วของมากกวา 4 เมตร เพ่อื จะไดร ับปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ นอยที่สดุ โดยตอ งมเี ครอ่ื งปอ งกันรังสี เชน ใสเสือ้ ตะก่วั
ทั้งผูปฏิบัติงานและผูท ่เี กย่ี วของท่ีอยบู ริเวณใกลเ คยี ง รวมทง้ั การใชสายแฮนดสวิตชห รือรีโมทสวติ ช
กติ ตกิ รรมประกาศ
ขอขอบพระคุณนางอนงค สิงกาวงไซย นักฟสิกสรงั สีเชยี่ วชาญ นายกิตตนิ นั ท แซลมิ้ นักฟส ิกสร ังสี สาํ นัก
รังสแี ละเครือ่ งมอื แพทย กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสขุ ทใี่ หค วามกรุณาเปนทปี่ รกึ ษาใหค าํ แนะนาํ
การใชเครื่องมือ การเก็บและวิเคราะหขอมูลงานวิจัยฉบับน้ีสําเร็จลงไดดวยดี เนื่องจากไดรับความกรุณาอยางสูงจาก
ผูบรหิ าร หวั หนา กลุมงานรงั สวี ทิ ยา อาจารยท่ปี รึกษา และผูรว มงานทกุ ทา น
เอกสารอางอิง
1. International Commission on Radiological Protection (ICRP). General principles for the radiation
protection of workers, ICRP Publication 75. Oxford: Pergamon Press; 1997.
2. พรนิภา มหาวงษ, ธารขวัญ ปนตามูล. การศึกษาปริมาณรังสีทุติยภูมิจากการถายภาพเคร่ืองเอกซเรยเคลื่อนท่ี.
[ภาคนิพนธ] . ภาควชิ ารงั สีเทคนิค, คณะเทคนคิ การแพทย. นครปฐม: มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล; 2548.
3. ICRPædia. Dose limits. [online]. 2019; [cited 2021 Jul 17]; [2 screens]. Available from:
URL: http://icrpaedia.org/Dose_limits.
4. กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสุข. มาตรฐานคุณภาพเคร่ืองเอกซเรยวินิจฉัยทางการแพทย.
กรงุ เทพฯ: บรษิ ัท บียอนด พบั ลิสซง่ิ จาํ กัด; 2562.
5. วศิ าล บญุ ประสาร, สิรณั ยาพงศ สวุ รรณโอภาส. อุปกรณส ําหรบั การทดสอบเพอื่ การตรวจรับและควบคมุ คุณภาพ
เครือ่ งเอกซเรยว นิ ิจฉยั ทว่ั ไป. วารสารรงั สวี ทิ ยาศิริราช 2560; 4(2); 115-26.
6. Exposure technique factors. ใน: จงวัฒน ชีวกุล. หลักสูตรรังสีเทคนิค. สงขลา: ภาควิชารังสีวิทยา คณะ
แพทยศาสตร มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร. [ออนไลน] . 2560; [สืบคน 22 ม.ค. 2564]; [4 หนา ]. เขา ถงึ ไดท่ี:
URL: https://meded.psu.ac.th/binlaApp/radio3/365-302/Exposure_Technique_Factors/index.
html.
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 673
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa
Analysis of the Scattered Radiation and
Protection Practice from Mobile X-ray Units
Wasan Buthpa
Nakhon Pathom Hospital, Amphoe Muang, Nakhon Pathom 73000, Thailand
ABSTRACT This study aimed to compare the scattered radiation from two portable x-ray machines
(SHIMADZU Mobile Art Evolution and FUJI FILM FDR Go Plus) at Nakhon Pathom Hospital.
The radiation safety distance of staffs was also analyzed. The scatter radiation was measured by a surve
meter at the height of 0.8 meter from the floor, representing the gonad level of a 1.75 meter human height.
This level is similar to the height of the gurney. The measurements were collected with varying angles
of 0, 45, 90, 135, 180, 225, 270 and 315 degrees at various distances of 0.5, 1.5, 3.0 and 4.0 meters from
portable x-ray machines. The exposure technique for chest AP supine radiography was 85 kVp, 1.6 mAs
for adult patients and 70 kVp, 0.63 mAs for pediatric patients. The exposure technique for pelvic AP was
85 kVp, 3.2 mAs, at 1 m SID. The 14 × 17˝ DR detector was used for radiographic imaging. The result
showed that the amount of scattered radiation was inversely proportion to the distance from the patient,
but it did not depend on the direction. In this study, the radiation exposure that the staffs and public
received did not exceed the radiation exposure limit of <20 mSv/yr and <1 mSv/yr, respectively. For the
safety practice, the staffs should keep the distance more than 4 m, stand at 0 degree from the x-ray tube,
and wear lead apron.
Keywords: Scattered radiation, Radiation protection, Mobile X-ray unit
674 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
นพิ นธต น ฉบับ ว กรมวิทย พ 2564; 63 (3) : 675-688
การประเมินสถานะดา นความรู ความเขาใจ ความตระหนกั
และการใชร ะบบคุณภาพในการปฏบิ ัตงิ านของบคุ ลากร
สถาบันวจิ ัยวิทยาศาสตรสาธารณสขุ
วราลกั ษณ เลศิ สภุ างคกูล1 ดวงกมล อศั วุตมางกุร1 ธันวา แกว เกษ2 กมลพรรณ ครึม้ ยานาง1
และอาชวินทร โรจนวิวัฒน1
1กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย ถนนติวานนท อําเภอเมอื ง นนทบรุ ี 11000
2มหาวิทยาลัยแมฟ า หลวง อาํ เภอเมอื ง เชยี งราย 57100
บทคดั ยอ สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ เปน หนว ยงานทม่ี กี ารนาํ ระบบคณุ ภาพมาใชเ ปน เครอื่ งมอื ในการบรหิ ารจดั การ
ต้ังแต ป 2546 โดยประยุกตใชมาตรฐานสากลท่ีเก่ียวของกับทุกภารกิจ มีการถายทอดระบบคุณภาพลงสูการปฏิบัติโดยการ
จัดทําเปนมาตรฐานการปฏิบัติงาน เพื่อใหบุคลากรทุกระดับปฏิบัติตาม จากการนําระบบคุณภาพมาใชเปนเคร่ืองมือในระยะเวลา
ยาวนานนี้ จึงมีขอสงสัยวาบุคลากรปจจุบันที่ปฏิบัติงานตามมาตรฐานมีความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบ
คุณภาพไปปฏิบัติอยูในระดับใด ผูวิจัยจึงศึกษาสถานะดานคุณภาพของบุคลากรในดานตางๆ ไดแก ความรูความเขาใจ
ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติ รวมถึงประเมินประสิทธิภาพชองทางการสื่อสาร โดยใชวิธีวิจัยเชิงสํารวจ
ผลการวจิ ัยพบวา บคุ ลากรมรี ะดบั ความรูค วามเขาใจ และความตระหนกั ในระดบั มาก มีการนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั ใิ นระดับ
มากท่ีสุด โดยบุคลากรที่มีระยะเวลาการปฏิบัติงานท่ีหนวยงานแตกตางกัน ไมพบความแตกตางของระดับความรูความเขาใจ
ความตระหนัก และการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติ (p > 0.05) ในมุมมองการส่อื สาร พบวาหนังสอื เวียนเปนชองทางทีบ่ คุ ลากร
รับทราบขอมูลดานระบบคุณภาพมากท่ีสุด และอีเมลเปนชองทางที่บุคลากรเห็นวาสามารถรับทราบขอมูลที่งายและทั่วถึงที่สุด
ผลจากการสัมภาษณเชิงลึกไดขอเสนอในการพัฒนาคุณภาพอยางตอเนื่องท่ีควรดาํ เนินการ คือ การสรางใหเกิดการ
เรียนรูดานระบบคุณภาพอยางเปนระบบ ยั่งยืน เปนปจจุบัน รวมถึงการเพ่ิมชองทางการเรียนรู และส่ือการเรียนรูท่ีทันสมัย
จัดใหมีกระบวนการจัดการความรูขององคกรท่ีบุคลากรสามารถเรียนรูไดตลอดเวลา อีกทั้งเลือกใชชองทางการส่ือสาร
ทเี่ หมาะสมกบั บุคลากรในแตละระดับเพ่อื ใหเกดิ การรับรทู ่มี ปี ระสทิ ธภิ าพทวั่ ทงั้ องคกร
คําสาํ คญั : ความรคู วามเขา ใจ, ความตระหนกั , การนําระบบคุณภาพไปปฏิบตั ิ
Corresponding author E- mail: [email protected]
Received: 5 May 2021 Revised: 12 July 2021 Accepted: 10 August 2021
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 675
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.
บทนํา
ในภาวะท่ีสภาพแวดลอมมกี ารเปลีย่ นแปลงอยางรวดเรว็ ไมว า จะเปนภาวะเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง และ
เทคโนโลยี เปนสาเหตุท่ีทําใหทุกองคกรจําเปนตองปรับตัวใหทันตอการเปล่ียนแปลง และพรอมเผชิญกับปญหา
ทางการแขง ขันในทุกๆ ดา น ตามหลักการบริหารท่ดี ีนั้น องคก รท่มี ีประสทิ ธิภาพ คอื องคก รที่สามารถปรับตัวใหเขากบั
สภาพแวดลอมที่มีการเปล่ียนแปลง โดยเลือกใชวิธีการอยางถูกตองและเหมาะสมกับองคกรนั้นๆ เพื่อใหไดมาซ่ึง
ความพึงพอใจสูงสุดของผูใชบริการ อันเปนสิ่งท่ีสําคัญในการอยูรอดขององคกร ซึ่งจากทิศทางการเปล่ียนแปลงดังที่
ไดกลา วมาแลวนนั้ จึงจําเปน ตอ งไดร บั ความรว มมอื จากบคุ คลในองคกรเปน หลกั (1)
สถาบันวิจยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสุข เปนหนว ยงานระดบั กองในสงั กัดกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย มพี ันธกิจ
ในการวจิ ยั และพฒั นา ใหบ รกิ ารตรวจวเิ คราะหท างหอ งปฏบิ ตั กิ ารและตรวจยนื ยนั ทางหอ งปฏบิ ตั กิ ารทางดา นโรคตดิ เชอื้
ดานโรคไมต ิดเชอื้ ดา นคุม ครองผบู รโิ ภค และใหบ รกิ ารการทดสอบความชาํ นาญหอ งปฏบิ ตั ิการ รวมทั้งการใหบ ริการ
เชอื้ /สารมาตรฐาน การบรหิ ารงานภายในสถาบัน ไดมกี ารพฒั นาระบบบรหิ ารคุณภาพใหสอดคลองกบั มาตรฐานสากล
ท่เี กีย่ วของ ไดแก ISO/IEC 17025 สําหรับหองปฏบิ ตั กิ ารทดสอบและสอบเทียบ ISO 15189 สําหรบั หองปฏบิ ตั ิการ
ชันสูตร ISO 15190 สําหรับการดําเนินงานดานความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยทางหองปฏิบัติการ
ISO/IEC 17043 สําหรบั การใหบรกิ ารทดสอบความชํานาญ AAALAC International สําหรบั การเล้ยี งและการใช
สตั วท ดลอง ตลอดจนประยกุ ตใ ชม าตรฐาน OECD GLP สําหรบั การทดสอบความเปน พษิ ในสตั วท ดลอง ซงึ่ มาตรฐาน
เหลา นมี้ ี ISO 9001 เปน ฐานในการวางระบบบรหิ ารจดั การ ทผี่ า นมาไดพ ยายามพฒั นาระบบคณุ ภาพใหเ ปน หนง่ึ เดยี วกนั
และสอดคลอ งกบั ทกุ มาตรฐาน ดงั นน้ั การปฏบิ ตั งิ านทกุ กระบวนการทง้ั ภารกจิ หลกั และภารกจิ สนบั สนนุ จงึ มมี าตรฐาน
การปฏบิ ตั งิ านตลอดจนถงึ ระบบการบนั ทกึ ขอ มลู อยา งครบถว นตามเกณฑค ณุ ภาพ ซง่ึ ไดส ง เสรมิ ใหบ คุ ลากรทกุ ระดบั มี
ความเขา ใจกบั ระบบคณุ ภาพเพอื่ การนาํ ไปปฏบิ ตั ไิ ดอ ยา งถกู ตอ ง ทาํ ใหเ กดิ การพฒั นาปรบั ปรงุ คณุ ภาพงานอยา งตอ เนอื่ ง
รวมท้ังตอบสนองความตองการ ความพงึ พอใจของผใู ชบ ริการท้ังภายในและภายนอก(2)
อยา งไรกต็ ามจากขอ เทจ็ จรงิ ทวี่ า แนวปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานตา งๆ ไดถ กู นาํ รวมเขา เปน แนวปฏบิ ตั ใิ นงานประจาํ
มาเปน เวลากวา 10 ป โดยมเี อกสาร วธิ กี าร คมู อื พรอ มใช เพอื่ ใหบ คุ ลากรทกุ คนถอื ปฏบิ ตั ิ แตจ ากระยะเวลาทย่ี าวนานน้ี
มบี คุ ลากรเขา ออกหมนุ เวยี นอยตู ลอดเวลา เนอ่ื งจากโครงสรา งอายขุ องบคุ ลากรทมี่ กี ารเกษยี ณอายรุ าชการ การโอนยา ย
ของบคุ ลากรไปปฏบิ ตั งิ านทห่ี นว ยงานอนื่ รวมทง้ั มบี คุ ลากรทเี่ ปน ลกู จา งมาระยะเวลานานลาออกเนอื่ งจากไดง านใหม หรอื
ประกอบธรุ กจิ สว นตวั ซงึ่ ตอ งสรรหาและบรรจบุ คุ ลากรใหมเ ขา มาปฏบิ ตั งิ านแทน โดยบคุ ลากรทเี่ ขา มาปฏบิ ตั งิ านใหมน ี้
มีความแตกตางจากบุคลากรรุนเดิมท่ีไดรวมกันพัฒนาระบบคุณภาพดวยตนเอง อีกท้ังจากขอมูลการตรวจประเมิน
จากองคกรภายนอก ซึ่งเปนการตรวจประเมินเพ่ือตออายุใบรับรอง หรือขยายขอบขายการรับรอง โดยมีการดําเนิน
การตรวจประเมนิ ทกุ 2 ป สรปุ ผลการตรวจประเมนิ ทไ่ี ดใ นป 2559 และป 2562 มบี างมาตรฐาน เชน ISO/IEC 17025
ท่ีสถาบันไดรับจํานวนขอบกพรอ งเพิม่ มากขนึ้ จาก 6 ขอ เปน 11 ขอ และในทุกมาตรฐานมกั ไดข อบกพรองท่ีเกดิ ข้ึน
ซํ้าๆ จึงมีขอสงสัยวาบุคลากรทุกระดับยังคงมีความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติ
อยใู นระดบั ใด และสามารถนาํ ไปสกู ารพฒั นาอยา งตอ เนอื่ งไดห รอื ไม ผวู จิ ยั จงึ สนใจศกึ ษาสถานะความรคู วามเขา ใจ ความ
ตระหนกั การนําระบบคณุ ภาพไปปฏิบตั ิของบุคลากรสถาบนั วิจยั วิทยาศาสตรสาธารณสุข รวมถึงประเมนิ ประสิทธิภาพ
ชอ งทางการสือ่ สาร และขอเสนอแนวทางในการพัฒนาคณุ ภาพทเี่ หมาะสมตอไป
วสั ดุและวิธีการ
การประเมินสถานะความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติของบุคลากร
สถาบนั วจิ ัยวทิ ยาศาสตรสาธารณสุขในคร้ังนเ้ี ปน การวจิ ัยเชงิ สาํ รวจ โดยมกี ารวางแผนการวจิ ยั ดงั นี้
676 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การประเมินความรูความเขาใจและการนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ัติ วราลักษณ เลศิ สุภางคกลู และคณะ
กลมุ ประชากรทศี่ ึกษา
ประชากรกลุมเปาหมายท่ีทําการศึกษาในครั้งนี้ คือ บุคลากรทุกประเภท ไดแก ขาราชการ ลูกจางประจํา
พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และลกู จา งช่ัวคราวเงนิ บาํ รงุ จํานวนทงั้ สน้ิ 300 คน (ขอมลู ณ เดอื น
ตุลาคม พ.ศ. 2562) ผวู จิ ยั เลือกเกบ็ ขอ มลู ทัง้ หมด 300 ตวั อยาง ตามจาํ นวนประชากร เพ่อื ใหไดขอ มูลท่ีถกู ตอง และ
ครบถว นมากท่ีสุด
เครือ่ งมือที่ใชในการวจิ ัย
การวิจัยน้ีใชแบบสอบถามชนิดกระดาษเปนเคร่ืองมือ โดยแนวคิดในการออกแบบสอบถาม เปนการทวน
แนวปฏิบัติตามมาตรฐานตางๆ ท่ีไดนํารวมเขาเปนแนวปฏิบัติในงานประจาํ และนาํ มาจัดทาํ เปนคูมือคุณภาพ
มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านตา งๆ เพอื่ ใหบ คุ ลากรนาํ ไปปฏบิ ตั อิ ยา งถกู ตอ ง และสอดคลอ งตามมาตรฐานสากล นาํ มายกรา ง
เปนแบบสอบถาม
ระยะเวลาการศึกษา
ระหวา งเดือนพฤศจกิ ายน พ.ศ. 2562 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2563
การดาํ เนนิ งาน
การศึกษาน้ีไดใชการทบทวนวรรณกรรมจากแนวปฏิบัติตามมาตรฐานตางๆ ท่ีจัดทาํ ข้ึนทั้งในสวนของ
คูมือคุณภาพ เอกสารมาตรฐานการปฏิบัติงาน และคูมือตางๆ ท่ีเก่ียวของกับการปฏิบัติงาน รวมถึงเอกสารงานวิจัย
ท่ีเกย่ี วขอ ง กอ นท่ีจะมกี ารยกรางเปนแบบสอบถามข้นึ
การพัฒนาแบบสอบถาม และการตรวจสอบความเทยี่ งตรงของเครอ่ื งมอื
จากการทบทวนเอกสารที่เก่ียวของ จึงไดมีการจัดทํารางแบบสอบถาม โดยแบบสอบถามไดถูกตรวจ
สอบคุณภาพโดยการหาความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ซ่ึงในงานวิจัยนี้ใชคา IOC (Index of
Item-objective Congruence) มากกวา 0.7 ข้ึนไปทุกขอคําถาม และการหาคาความเช่ือม่ัน (Reliability)
โดยผูวิจัยไดนําแบบสอบถามที่ปรับปรุงแกไขจากขอแนะนาํ ของผูเช่ียวชาญแลวนําไปทดลองใช (Try out) กับ
บคุ ลากรจํานวน 50 คน นําผลทไี่ ดไ ปวเิ คราะหห าคา ความเชอื่ มนั่ ของแบบสอบถามทง้ั ฉบบั ดว ยวธิ กี ารหาคา สมั ประสทิ ธ์ิ
แอลฟา (Alpha Coefficient) ของครอนบัค (Cronbach) เน่ืองจากงานวิจัยน้ีมุงศึกษาคาคะแนนของแบบ
ทดสอบ คาสัมประสิทธ์ิแอลฟาหรือคาสัมประสิทธ์ิความเที่ยงของเครื่องมือวิจัย จึงมีคาไมต่ํากวา 0.70 ทุกขอคาํ ถาม
ดําเนินการสาํ รวจโดยใชแบบสอบถามที่ไดพัฒนาข้ึนโดยใชวิธีการแจกแบบสอบถามไปใหกับกลุมตัวอยาง จํานวน
300 คน ไดร บั แบบสอบถามกลับคืนมา 285 ฉบับ คดิ เปน รอ ยละ 95
การวเิ คราะหขอมลู
ผวู จิ ยั ไดต รวจสอบความสมบรู ณแ ละความถกู ตอ งของแบบสอบถามทไี่ ดร บั กลบั แลว นาํ มาวเิ คราะหห าคา สถติ ิ
โดยใชโปรแกรมสาํ เรจ็ รูปทางสถิติ ไดแก การแจกแจงความถี่ คารอยละ คา สงู สุด คาตาํ่ สดุ คาเฉลีย่ และสวนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ทดสอบความแตกตางทางสถิติ โดยใชสถิติวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)
กาํ หนดคาความแตกตางทางสถิตทิ ี่ p < 0.05 ท้งั น้ีเมือ่ สรุปผลขอมูลจากแบบสอบถามแลว ผูวิจยั ไดคัดเลือกผใู หข อ มูล
สาํ คัญ จํานวน 5 ทาน ซง่ึ ใชวิธีเลอื กแบบเฉพาะเจาะจง เพอ่ื สัมภาษณเชงิ ลึก (In-depth Interview) ถงึ สาเหตแุ ละ
ขอเสนอแนะ หรอื แนวทางในการแกไขปญ หาสําหรบั ประเด็น หรือขอคําถามที่พบวา บุคลากรมคี วามไมเขาใจ ตระหนกั
และมกี ารนําไปปฏิบตั ินอ ยทสี่ ุด ลักษณะการสมั ภาษณเ ปนแบบไมเ ปน ทางการ
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 677
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.
ผล
ขอมูลท่ัวไปจากแบบสอบถาม พบวาบุคลากรท่ีเปนกลุมตัวอยางสวนใหญเปนเพศหญิงมากกวาเพศชาย
โดยมีเพศหญงิ รอยละ 71.9 มีอายุอยูระหวา ง 30-39 ป คดิ เปนรอยละ 30.9 มกี ารศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรี คดิ เปน
รอ ยละ 48.8 เปน บคุ ลากรประเภทพนกั งานกระทรวงสาธารณสขุ คดิ เปน รอ ยละ 51.2 มรี ะยะเวลาปฏบิ ตั งิ านทหี่ นว ยงาน
20 ปข้ึนไป คิดเปนรอยละ 26.7 ปฏิบัติงานในตาํ แหนงผูปฏิบัติงาน คิดเปนรอยละ 87.0 โดยปฏิบัติงานใน
หอ งปฏบิ ัติการ คดิ เปน รอยละ 61.4 และมกี ารปฏิบตั ิงานสอดคลองตามมาตรฐาน ISO 15189 คดิ เปน รอยละ 27.47
ผลการประเมินสถานะความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติของบุคลากร
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุข พบวา มีระดับความรูความเขาใจเก่ียวกับระบบคุณภาพอยูในระดับมาก
คิดเปนรอยละ 48.42 โดยจากคะแนนเต็ม 22 คะแนน มีผูไดผลคะแนนตํ่าสุด คือ 9 คะแนน จํานวน 7 คน
และคะแนนสูงสุด คือ 22 คะแนน จํานวน 2 คน มีคาเฉลี่ยของคะแนนอยูท่ี 16.67 โดยมีคา 95% CI ของ
ความแตกตางของคะแนนเฉล่ียอยูระหวาง 15.7-17.7 คะแนน ผลการทดสอบความแตกตางทางสถิติ พบวา
บุคลากรที่มีระยะเวลาปฏิบัติงานในหนวยงานที่แตกตางกัน ไมพบความแตกตางของระดับความรูความเขาใจ
เกี่ยวกับระบบคุณภาพ (p > 0.05) แตจากขอมูลคาเฉล่ียคะแนนความรูความเขาใจ เม่ือจาํ แนกตามระยะเวลา
ที่ปฏบิ ัติงานในหนว ยงาน พบวา ผูท ีป่ ฏิบตั ิงานระหวาง 15-20 ป มคี า คะแนนเฉล่ียมากทสี่ ุด คอื 17.20 คะแนน และ
ผทู ่ีปฏบิ ัติงานตา่ํ กวา 1 ป มคี าคะแนนเฉลย่ี นอ ยที่สุด คอื 15.61 คะแนน ดงั แสดงในตารางที่ 1- 3
ตารางที่ 1 ระดับความรคู วามเขาใจเกี่ยวกับระบบคณุ ภาพของบคุ ลากร (N = 285 คน)
ระดบั ความรูความเขา ใจ จาํ นวน (คน) รอ ยละ
ไมมีความรคู วามเขาใจ 0 0.00
มีความรคู วามเขาใจนอย 0 0.00
มีความรูความเขา ใจปานกลาง 36 12.63
มคี วามรคู วามเขา ใจมาก 138 48.42
มีความรคู วามเขา ใจมากที่สดุ 111 38.95
285 100
รวม
ตารางท่ี 2 ผลคะแนนความรคู วามเขาใจเกยี่ วกบั ระบบคณุ ภาพของบคุ ลากร (N = 285 คน)
คะแนน ระดับคะแนน (เตม็ 22 คะแนน) คะแนน 95% CI ของ
ความรูค วามเขา ใจ ตํา่ สุด จํานวน สงู สุด จาํ นวน เฉลี่ย SD ความแตกตางของ
(คะแนน) (คน) (คะแนน) (คน) 16.67
คะแนนเฉลย่ี
9 7 22 2 2.39 15.7-17.7
678 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การประเมนิ ความรคู วามเขาใจและการนาํ ระบบคณุ ภาพไปปฏิบัติ วราลักษณ เลิศสภุ างคกลู และคณะ
ตารางท่ี 3 คะแนนเฉลี่ยของความรูความเขาใจเก่ียวกับระบบคุณภาพของบุคลากร จําแนกตามระยะเวลา
ปฏิบตั งิ านในหนวยงาน
ระยะเวลา จํานวน คะแนนเฉลี่ย SD F p-value
(คน) 1.888 0.097
ต่ํากวา 1 ป 23 15.61 2.98
1-5 ป 63 16.28 2.29
6-10 ป 38 16.76 1.88
10-15 ป 42 17.02 2.13
15-20 ป 39 17.20 1.94
20 ปข น้ึ ไป 72 16.80 2.77
277 16.67 2.39
รวม
จากขอ มลู ดงั กลา วขา งตน ผวู จิ ยั ไดด ําเนนิ การวเิ คราะหค วามรคู วามเขา ใจเกย่ี วกบั ระบบคณุ ภาพของบคุ ลากร
จาํ แนกรายขอ คําถาม โดยนาํ เสนอเปนคารอ ยละ พบวา คําถามทต่ี อบผิดมากที่สุด 3 ลําดบั คอื คาํ ถามขอ 17 วสั ดุอา งอิง
ตอ งแสดงความสอบกลบั ไดไ ปยงั หนว ยตามระบบสากล (SI Unit) เทา นน้ั จงึ จะถอื วา มคี วามถกู ตอ งตามระบบคณุ ภาพ
คิดเปน รอ ยละ 74.7 รองลงมา คือ คาํ ถามขอ 18 กรณีท่ีมีลูกคามาขอสง ตัวอยางโดยไมม ใี บนําสงจะดําเนนิ การใหไ มไ ด
เน่ืองจากไมไดกาํ หนดแนวปฏิบัติในการสงตรวจตัวอยางดวยวาจาไว คิดเปนรอยละ 61.8 และคําถามขอ 4 ตนฉบับ
เอกสารคุณภาพท่ีใชในการปฏิบัติงานเก็บอยูท่ีพื้นท่ีใชงานเพื่อสะดวกในการใชงาน คิดเปนรอยละ 59.3 ตามลาํ ดับ
ดงั แสดงในภาพท่ี 1
ภาพที่ 1 รอยละความรูความเขา ใจเกีย่ วกับระบบคณุ ภาพของบุคลากรจาํ แนกตามขอ คําถาม
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 679
ปที่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.
บุคลากรมีความตระหนักตอการดาํ เนินงานระบบคุณภาพอยูในระดับมาก โดยมีคาเฉล่ียเทากับ 4.13
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 0.797 ผลการทดสอบความแตกตางทางสถิติ พบวาบุคลากรท่ีมีระยะเวลาปฏิบัติงาน
ในหนวยงานท่ีแตกตางกัน ไมพบความแตกตางของระดับความตระหนักเก่ียวกับระบบคุณภาพ (p > 0.05)
แตจากขอมูลคาเฉลี่ยความตระหนักของบุคลากร เม่ือจําแนกตามระยะเวลาท่ีปฏิบัติงานในหนวยงานพบวาผูท่ี
ปฏบิ ตั งิ านระหวา ง 15-20 ป มคี า เฉลย่ี มากทส่ี ดุ คอื 4.29 และผทู ป่ี ฏบิ ตั งิ านต่าํ กวา 1 ป มคี า เฉลยี่ นอ ยทส่ี ดุ คอื 4.13 คะแนน
ดงั แสดงในตารางที่ 4-5
ตารางท่ี 4 คาเฉล่ียและสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ของบุคลากรท่ีตอบแบบสอบถามความตระหนักตอการดําเนินงาน
ระบบคุณภาพ
รายละเอยี ดกิจกรรม N X SD ระดับความตระหนัก
1. ทา นคดิ วา งานทท่ี า นรบั ผดิ ชอบเปน สว นหนง่ึ ในการผลกั ดนั 283 4.25 0.701 มาก
ใหน โยบายคุณภาพของสถาบันบรรลผุ ลสาํ เรจ็
2. ทานปฏบิ ัติงานครบถวนทุกข้ันตอนตามท่รี ะบุใน 283 4.17 0.716 มาก
มาตรฐานการปฏบิ ัตงิ านทกุ ครั้ง
3. ทานคิดวาการตรวจติดตามคุณภาพภายในเปนเครื่องมือ 283 4.04 0.749 มาก
หนึ่งในการพัฒนางานอยางตอเนื่อง โดยไมเปนภาระกับ
งานประจาํ
4. ทานเห็นดวยวาการแกไขขอบกพรองท่ีเกิดจากการตรวจ 282 4.31 0.760 มาก
ติดตามคุณภาพภายในในหนวยงานทานเปนหนาที่และ
ความรบั ผดิ ชอบของทุกคนในหนว ยงาน
5. ทา นเหน็ ดว ยหรอื ไมว า การดาํ เนนิ การดา นระบบคณุ ภาพที่ 283 4.41 0.754 มาก
มีประสทิ ธผิ ลตองเรม่ิ จากตวั ทานเองกอน
6. กอ นเรม่ิ ปฏบิ ตั งิ านทา นจะตรวจสอบความพรอ มใชง านของ 283 4.39 0.727 มาก
เครอ่ื งมือ อุปกรณท ุกครั้ง
7. ทกุ ครงั้ ทที่ า นพบวา มเี ครอ่ื งมอื อปุ กรณช าํ รดุ เสยี หาย ทา น 283 4.37 0.749 มาก
จะรายงานหัวหนา ใหท ราบทันที และตดิ ปายชีบ้ ง
8. ทา นสวมใสอ ปุ กรณป อ งกนั สว นบคุ คลทกุ ครงั้ ถา ตอ งปฏบิ ตั ิ 279 4.56 0.746 มาก
งานกับเชือ้ อันตรายขณะปฏิบตั งิ าน
9. ทานจะทบทวนผลการดําเนินงานที่ผานมาเพ่ือนํามาถอด 281 4.14 0.737 มาก
บทเรยี นและปรบั ปรงุ การทํางานใหดีขน้ึ
10. เม่ือมีกจิ กรรมท่เี กยี่ วขอ งกับระบบคุณภาพทาน 282 3.71 0.773 คอ นขา งมาก
จะเขา รวมทกุ ครัง้
11. การตรวจวเิ คราะหทกุ ครงั้ ไมจําเปนตองมตี วั ควบคมุ ผล 279 4.27 0.949 มาก
บวก (positive control) และตวั ควบคมุ ผลลบ (nega-
tive control) เพราะเปนการส้ินเปลือง
12. เมื่อทานดําเนินการตรวจวิเคราะหแลวพบวาตัวควบคุม 278 4.15 1.204 มาก
บวก (positive control) เปน ลบ ทา นจะออกรายงาน
ผล เพื่อไมใ หเกินระยะเวลาทก่ี ําหนด
รวม 4.13 0.797 มาก
680 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การประเมนิ ความรูความเขาใจและการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติ วราลักษณ เลศิ สุภางคกลู และคณะ
ตารางท่ี 5 คา เฉลีย่ ของความตระหนกั เกย่ี วกบั ระบบคุณภาพของจําแนกตามระยะเวลาท่ปี ฏิบตั ิงานในหนวยงาน
ระยะเวลา จํานวน คา เฉลย่ี SD F p-value
(คน) 0.338 0.890
ต่าํ กวา 1 ป 23 4.13 0.66
1-5 ป 63 4.27 0.43
6-10 ป 38 4.21 0.73
10-15 ป 41 4.21 0.57
15-20 ป 41 4.29 0.42
20 ปข ึน้ ไป 76 4.22 0.58
282 1.23 0.55
รวม
บคุ ลากรมกี ารนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั ใิ นภาพรวมอยใู นระดบั มากทสี่ ดุ คดิ เปน รอ ยละ 87.31 เมอื่ วเิ คราะห
ตามกิจกรรม พบวามีการปฏิบัติในกิจกรรมการแกไขปญหา รอยละ 91.32 มีการปฏิบัติในกิจกรรมการบริหาร
ความเสี่ยง รอ ยละ 86.53 และมีการปฏบิ ตั ิในกิจกรรมความปลอดภยั ทางหอ งปฎิบัติการรอยละ 84.09 สวนภาพรวม
การนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติ ผลการทดสอบความแตกตางทางสถิติ พบวาบุคลากรท่ีมีระยะเวลาปฏิบัติงาน
ในหนวยงานแตกตางกัน ไมพบความแตกตางของระดับการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติ (p > 0.05) แตจากขอมูล
เมื่อจําแนกตามระยะเวลาท่ีปฏิบัติงานในหนวยงาน พบวาผูท่ีปฏิบัติงานระหวาง 10-15 ป มีการนําระบบคุณภาพ
ไปปฏิบัติมีคาเฉลี่ยมากท่ีสุด คือ 26.97 และผูที่ปฏิบัติงานที่สถาบันต่ํากวา 1 ป มีการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติ
มคี าเฉลี่ยนอ ยท่ีสดุ คอื 25.30 ดังแสดงในตารางที่ 6 - 7
ตารางที่ 6 จาํ นวนและรอยละของบคุ ลากรท่ตี อบแบบสอบถามการใชระบบคณุ ภาพในการปฏิบตั ิงาน
รายละเอียดกจิ กรรม จาํ นวน (รอยละ)
การแกไขปญหา
กิจกรรมการบรหิ ารความเสี่ยง ปฏิบตั ิ ไมปฏบิ ตั ิ ไมเกยี่ วของ ไมต อบ รวม
ความปลอดภัยทางหอ งปฏบิ ัตกิ าร 260.25 285
(91.32) 19.25 2.63 2.88 (100)
246.64 285
(86.53) (6.77) (0.95) (1.02) (100)
239.64 285
(84.09) 21.00 13.91 3.45 (100)
248.84 285 (100)
(87.31) (7.37) (4.89) (1.26)
17.00 25.36 3.00
(5.96) (8.9) (1.05)
19.03 13.97 3.11
(6.70) (4.91) (1.11)
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 681
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.
ตารางที่ 7 คาเฉล่ียในการนาํ ระบบคุณภาพไปใชในการปฏิบัติงานของบุคลากรจาํ แนกตามระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน
ในหนว ยงาน
ระยะเวลา จาํ นวน คาเฉลี่ย SD F p-value
(คน)
ต่ํากวา 1 ป 23 25.30 4.70
1-5 ป
6-10 ป 64 26.12 4.89
10-15 ป
15-20 ป 38 25.89 4.28 0.596 0.703
20 ปข ้ึนไป 42 26.97 3.80
41 26.24 4.16
76 25.76 4.36
รวม 284 26.07 4.38
ในสว นของการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพชอ งทางการสอื่ สารดา นระบบคณุ ภาพทเ่ี หมาะสมกบั บคุ ลากรในองคก ร
พบวา ชอ งทางทบ่ี ุคลากรรบั ทราบขอมูลดา นระบบคุณภาพมากทีส่ ุดในปจจุบนั คือ หนังสือเวียน คดิ เปนรอ ยละ 19.77
สว นชอ งทางทีบ่ คุ ลากรเหน็ วารบั ทราบขอมูลไดงา ยและท่ัวถงึ ที่สดุ คือ อีเมล คดิ เปน รอ ยละ 29.5 ดังแสดงในตารางที่ 8
ตารางท่ี 8 จาํ นวนและรอยละของชองทางท่ีบุคลากรรับทราบขอมูลดานระบบคุณภาพไดมากที่สุด (ตอบไดมากกวา
1 ขอ) และชองทางที่เห็นวารับทราบขอ มูลดา นระบบคุณภาพทงี่ า ยและทัว่ ถึงทส่ี ุด (ตอบไดเพียง 1 ขอ)
ชองทาง รับทราบขอ มลู มากท่ีสุด รับทราบขอมูลท่ีงายและทั่วถงึ ทสี่ ุด
ผบู รหิ าร จํานวน รอ ยละ ลาํ ดับ จาํ นวน รอ ยละ ลําดบั
หนังสอื เวียน 58 5.65
เพ่ือนรว มงาน 203 19.77 1 6 2.1
การประชุม 163 15.87 3
อีเมล 159 15.48 4 65 22.8 2
เอกสารเผยแพร 175 17.04 2
ปายประกาศ 56 5.45 14 4.9
ไลนกลุม 74 7.21 5
เฟซบุก 129 12.56 26 9.1 4
อ่ืนๆ (ระบุ) 7 0.68
3 0.29 84 29.5 1
รวม 100
1,027 10 3.5
16 5.6 5
53 18.6 3
2 0.7
9 3.2
285 100
682 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การประเมนิ ความรคู วามเขาใจและการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏบิ ัติ วราลกั ษณ เลิศสุภางคกูล และคณะ
ผลการวิจัยโดยการสัมภาษณเชิงลึกถึงสาเหตุและขอเสนอแนะ หรือแนวทางในการแกไขปญหา เพ่ือ
การพัฒนาสถานะดา นคณุ ภาพของบุคลากร ซึ่งเก็บขอมลู จากผใู หข อ มูล จํานวน 5 ทา น ทีเ่ ปนท้ังระดบั ผบู ริหาร และ
ผปู ฏบิ ตั งิ านโดยใชว ธิ เี ลอื กแบบเฉพาะเจาะจง ลกั ษณะการสมั ภาษณเ ปน แบบไมเ ปน ทางการ ไดข อ มลู จาํ แนกตามสถานะ
ดา นคุณภาพ คอื ความรูความเขา ใจ ความตระหนัก และการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบตั ิ ดังนี้
ดานความรูความเขาใจ พบวาผูใหขอมูล 4 ใน 5 คน มีความเห็นวาสาเหตุของปญหาที่บุคลากรขาด
ความรูความเขาใจในระบบคุณภาพ เน่ืองจากไมไดมีหนาท่ีรับผิดชอบโดยตรง จึงไมไดใหความสําคัญ อีกทั้งมองวา
งานดา นระบบคณุ ภาพมีผูรบั ผิดชอบหลักอยูแ ลว และจากขอมลู มี 3 ใน 5 คน เห็นวาสาเหตุเกิดจากบุคลากรไมไดรบั
การอบรม หรือทบทวนความรูที่เก่ียวของกับระบบคุณภาพที่ตอเนื่องและเปนปจจุบัน ทั้งน้ีจากขอมูลท่ีไดมีผูใหขอมูล
3 ใน 5 คน เสนอแนวทางในการแกไขปญหา โดยดาํ เนินการใหความรูและทบทวนระบบคุณภาพอยางตอเน่ืองและ
สมา่ํ เสมอ
ดานความตระหนัก พบวาผูใหขอมูล 4 ใน 5 คน มีความเห็นวาสาเหตุของปญหาที่บุคลากรขาดความ
ตระหนักในการดําเนินงานดานระบบคุณภาพ เนื่องจากบุคลากรเห็นวางานประจําและงานคุณภาพเปนคนละเรื่องกัน
มภี าระงานประจาํ มาก การดาํ เนนิ งานดา นคณุ ภาพเพม่ิ จงึ เปน การคดิ แยกสว นและมองวา เปน หนา ทขี่ องสาํ นกั งานพฒั นา
ระบบคณุ ภาพหอ งปฏบิ ตั กิ ารทตี่ อ งดาํ เนนิ การ จงึ ใหค วามสาํ คญั กบั งานคณุ ภาพนอ ยกวา งานประจาํ ทร่ี บั ผดิ ชอบอยู ทง้ั นี้
จากขอมูลท่ีไดมีผูใหขอมูล 3 ใน 5 คน เสนอแนวทางในการแกไขปญหา โดยการเพิ่มชองทางการเรียนรู ดานระบบ
คณุ ภาพใหบ คุ ลากรสามารถเขามาเรยี นรูไดอยา งทั่วถึง และมผี ูใหขอมูล 2 ใน 5 คน เสนอใหวางแนวทางในการปรบั
ทัศนคติใหมใหบุคลากรมองงานประจํากับคุณภาพเปนเร่ืองท่ีตองดําเนินการควบคูกัน เพ่ือสงมอบการบริการที่ดี
โดยปลกู ฝง ทศั นคตนิ ี้ใหก บั บุคลากรในทุกระดบั
การนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติ จาํ แนกตามกิจกรรมไดข อ มลู ดังน้ี
กจิ กรรมการแกไขปญ หา พบวา ผูใ หขอ มลู 3 ใน 5 คน มีความเหน็ วา สาเหตขุ องปญ หาที่บุคลากรไมป ฏิบัติ
ในกจิ กรรมการแกไ ขปญ หา เนอ่ื งจากไมทราบกระบวนการคดิ เกี่ยวกบั กระบวนการแกไ ขปญ หาทีถ่ ูกตอ งและเปนระบบ
ท้งั นมี้ ผี ใู หขอ มลู 3 ใน 5 คน เสนอแนวทางการแกไขปญ หาโดยการจดั อบรมใหค วามรู และฝก ปฏิบตั อิ ยา งเปน รปู ธรรม
เพอื่ ใหบคุ ลากรทดสอบการแกไขปญ หาอยา งเปน ระบบ
กิจกรรมการบริหารความเสี่ยง พบวาผูใหขอมูล 4 ใน 5 คน มีความเห็นวาสาเหตุของปญหาท่ีบุคลากร
ไมปฏิบัติในกิจกรรมการบริหารความเส่ียง เนื่องจากบุคลากรขาดความเขาใจ และความตระหนักในเรื่องการบริหาร
ความเสยี่ ง ซงึ่ สง ผลกระทบรวมไปถงึ การดาํ เนนิ งานดา นระบบคณุ ภาพ และระบบอน่ื ๆ ทเี่ กยี่ วขอ งดว ย ทง้ั นมี้ ผี ใู หข อ มลู
4 ใน 5 คน เสนอแนวทางการแกไ ขปญ หา โดยการจดั ใหม กี ารอบรมเรอ่ื งการบรหิ ารความเสยี่ งใหก บั บคุ ลากร อยา งนอ ย
ปล ะ 2 ครงั้ เพื่อสรา งใหบ คุ ลากรมคี วามรูค วามเขาใจมากขนึ้
กิจกรรมความปลอดภัยทางหอ งปฏิบัติการ พบวาผูใหข อ มูล 3 ใน 5 คน มคี วามเห็นวา สาเหตุของปญหา
ทบ่ี คุ ลากรไมป ฏบิ ตั ใิ นกจิ กรรมความปลอดภยั ทางหอ งปฏบิ ตั กิ าร เนอ่ื งจากเมอื่ มกี ารจดั โครงการเกย่ี วกบั ความปลอดภยั
ทางหองปฎิบัติการ จะมีการจํากัดกลุมเปาหมายในการเขารวม เนื่องดวยสถานท่ีและงบประมาณท่ีจํากัด จึงทําให
การสอ่ื สารไมท ว่ั ถงึ ทง้ั นม้ี ผี ใู หข อ มลู 3 ใน 5 คน เสนอแนวทางการแกไ ขปญ หา โดยการเพมิ่ ชอ งทางการเรยี นร/ู ฝก อบรม
ดานระบบคุณภาพและความปลอดภัย เชน การใหความรูผานสื่อตางๆ การจัดทําเปนหลักสูตรการเรียนรูผานทาง
e-learning เปนตน และมีผูใหขอมูล 2 ใน 5 คน เสนอวาหากมีการอบรม/ใหความรูดานความปลอดภัยทาง
หองปฏิบัติการ ควรเปนลักษณะที่มีการจําลองเหตุการณจริงและฝกปฏิบัติจริง เพ่ือใหบุคลากรทดลองปฏิบัติได
อยา งถกู ตอ ง
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 683
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.
วิจารณ
ผลการประเมินสถานะความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติของบุคลากร
สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ พบวา บคุ ลากรสว นใหญม รี ะดบั ความรคู วามเขา ใจเกย่ี วกบั ระบบคณุ ภาพอยใู นระดบั
มาก สอดคลองกบั งานวิจัยของไชยวฒั น จุมพลพทิ ักษ และณักษ กุลสิ ร เร่ืองความรูความเขาใจและเจตคติตอเครื่อง
มือในการจดั การคณุ ภาพขององคก รของพนักงาน บริษทั ฮานา เซมคิ อนดักเตอร (อยุธยา) จาํ กัด ที่พบวาพนักงาน
มคี วามรคู วามเขา ใจตอ เครอ่ื งมอื ในการจดั การคณุ ภาพขององคก รโดยรวมอยใู นระดบั มาก(1)เมอ่ื นาํ ขอ มลู ทไี่ ดม าจดั ลาํ ดบั
ความรคู วามเขา ใจ พบวา คาํ ถามทสี่ ว นใหญบ คุ ลากรมคี วามรคู วามเขา ใจนอ ย เปน คาํ ถามทล่ี งไปในเชงิ เทคนคิ และวชิ าการ
ทเ่ี ปน เรอ่ื งเฉพาะดา น เปน คาํ ถามทมี่ ผี รู บั ผดิ ชอบหลกั /มผี ไู ดร บั มอบหมายใหด าํ เนนิ การในเรอ่ื งนนั้ ๆ โดยตรง จงึ ทาํ ให
บุคลากรสว นใหญไ มไดใ หค วามสาํ คัญในการทําความเขา ใจในรายละเอียดของเรื่องนนั้ ๆ
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบวา บุคลากรมีความตระหนักในเรื่องความปลอดภัยในการปฏิบัติงานมาก
เนื่องจากภารกิจหลักสวนใหญตองปฏิบัติงานเก่ียวกับเช้ือโรคและสารเคมีบุคลากรจึงมีความตระหนักและให
ความสําคัญกับการปองกันตัวเองจากเช้ืออันตรายท่ีอาจสงผลเสียตอสุขภาพรางกายขณะปฏิบัติงาน และสอดคลอง
กับงานวิจัยของเอกลักษณ ธนเจริญพิศาล เรื่องความตระหนักและการยอมรับการนําระบบการจัดการส่ิงแวดลอม
(ISO 14001) มาใชในองคการภาครัฐ: ศึกษากรณีสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
ท่ีพบวากลุมตัวอยางมีความตระหนักตอระบบการจัดการส่ิงแวดลอม โดยรวมอยูในระดับสูง โดยมีความตระหนัก
ดานผลกระทบที่มีโอกาสเกิดข้ึนในกิจกรรมการทํางานอยูในระดับสูง(3) และจากการศึกษาพบวาบุคลากร
มีความตระหนักนอยกวาทุกคาํ ถามในเร่ืองของการเขารวมกิจกรรมที่เก่ียวของกับระบบคุณภาพ ซึ่งเม่ือ
พิจารณาจากขอเท็จจริงพบวาบุคลากรมีภารกิจ/งานที่รับผิดชอบในหลายๆ ดาน บางคร้ังไมสามารถเขารวม
กจิ กรรมไดท กุ คนในแตล ะครง้ั อกี ทง้ั มขี อ จาํ กดั ในเรอื่ งงบประมาณและสถานทใี่ นการจดั กจิ กรรม ซง่ึ สง ผลใหต อ งจาํ กดั
จาํ นวนบุคลากรทเี่ ขา รวม
บุคลากรมกี ารนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติอยใู นระดบั มากทสี่ ดุ สอดคลองกบั งานวจิ ัยของปวีณา ผลฟกแฟง
เร่ืองความรู ความเขาใจ และการปฏิบัติกิจกรรมเกี่ยวกับกระบวนการบริหารความเส่ียงในโรงพยาบาลของ
พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลรัฐแหงหน่ึงในจังหวัดนนทบุรี ที่พบวาพยาบาลวิชาชีพมีการปฏิบัติกิจกรรมโดยรวม
เกี่ยวกับกระบวนการบริหารความเส่ียงในโรงพยาบาลอยูในระดับมาก(4) โดยเม่ือแยกวิเคราะหตามรายละเอียด
ในแตละกิจกรรม พบวาในกิจกรรมการแกไขปญหา บุคลากรมีการปฏิบัติคอนขางเปนระบบ แตยังมีจุดที่
ตองสงเสริมและใหความสําคัญในเรื่องของการระบุปญหา ซ่ึงเปนขั้นตอนแรกและเปนขั้นตอนท่ีสําคัญมาก
เนื่องจากหากเร่ิมตนมีการระบุปญหาไมถูกตอง การแกไขปญหาในขั้นตอนตอไปอาจไมถูกตอง และตรงประเด็น
กับปญหาท่ีเกิดข้ึนได ในกิจกรรมการบริหารความเสี่ยง พบวาบุคลากรมีการดําเนินการครบทุกข้ันตอน คือ
มกี ารคน หาความเสย่ี ง การประเมนิ ความเสยี่ ง การจดั การความเสยี่ ง และการประเมนิ ผลแตจ ากขอ มลู ทพ่ี บผรู บั ผดิ ชอบ
หลักในเร่ืองน้ีควรมีการสงเสริมใหบุคลากรใหความสําคัญกับการคนหาความเส่ียงมากขึ้น เพราะโดยสวนใหญ
บุคลากรยังไมไดใหความสาํ คัญกับการคนหาความเสี่ยง แตมุงเนนในการจัดการความเสี่ยงเมื่อเกิดปญหาข้ึน
และในกิจกรรมความปลอดภัยทางหองปฏิบัติการ พบวาบุคลากรใหความสาํ คัญกับการปองกันตนเองจากสิ่งปนเปอน
ตางๆ จากหองปฎิบัติการ รวมทั้งใหความสําคัญกับการปองกันไมใหมีสิ่งปนเปอนจากหองปฏิบัติการแพร
กระจายออกไปสูภายนอก และจากคําถามพบวาบุคลากรไมปฏิบัติในการเขาอบรม/รับความรูดานความปลอดภัย
ทางหองปฏิบัติการ อยางนอยปละ 1 ครั้งมากที่สุด ซ่ึงผลท่ีไดสอดคลองกับผลการวิเคราะหความตระหนัก
ตอการดําเนินงานระบบคุณภาพในเร่ืองของการเขารวมกิจกรรมที่เกี่ยวของกับระบบคุณภาพ ซ่ึงสาเหตุหลักเกิด
จากภาระงาน บางคร้ังไมสามารถจัดสรรเวลาในการเขารวมกิจกรรมเหลาน้ีได จึงสงผลใหบุคลากรไมสามารถ
เขารวมกิจกรรมที่เกี่ยวของกับระบบคุณภาพ หรือเขารับการอบรมดานความปลอดภัยทางหองปฏิบัติการได
684 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การประเมนิ ความรูความเขาใจและการนําระบบคณุ ภาพไปปฏิบัติ วราลักษณ เลิศสุภางคกลู และคณะ
อยางสม่ําเสมอทัง้ ทม่ี ีความสาํ คัญตอ การปฏิบตั งิ าน และในดา นการบริหารจัดการที่ผานมา จะเห็นไดว า โครงการอบรม
ใหค วามรดู า นความปลอดภยั ทางหอ งปฏบิ ตั กิ ารมกี ารดาํ เนนิ การอยา งตอ เนอื่ งทกุ ป โดยมผี รู บั ผดิ ชอบหลกั ในการดาํ เนนิ
การ คอื สาํ นกั งานความปลอดภยั และสขุ ภาพบคุ ลากร แตใ นบางปม กี ารเปลย่ี นหวั ขอ และเนอื้ หาการอบรมใหส อดคลอ ง
กบั สถานการณ ซง่ึ อาจสง ผลใหบ คุ ลากรไมส ามารถจะเขา อบรมไดท งั้ หมด รวมทง้ั มปี ญ หาและอปุ สรรคในการดาํ เนนิ การ
เชน งบประมาณทไ่ี ดร ับจดั สรรในการจดั อบรมมจี ํากดั ไมส ามารถใหบ คุ ลากรทกุ คนเขา รับการอบรมได ซ่ึงในประเด็นนี้
ผูบริหาร หรือผูรับผิดชอบหลักควรตองพิจารณาหาแนวทาง/วิธีการอ่ืนๆ ในการสงเสริมและพัฒนาบุคลากรใหไดรับ
ความรคู วามเขาใจอยา งตอ เนอื่ ง ทง้ั ในเรอ่ื งระบบคณุ ภาพและความปลอดภัยทางหอ งปฏิบัติการ
เมอ่ื วเิ คราะหข อ มลู ความรคู วามเขา ใจ ความตระหนกั และการนาํ ระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั ิ ของบคุ ลากรจาํ แนก
ตามระยะเวลาที่ปฏิบตั ิงานในหนวยงาน จากขอ สงสัยทวี่ าระยะเวลาที่ยาวนาน และบคุ ลากรมกี ารเขา ออกหมุนเวยี นอยู
ตลอดเวลา บคุ ลากรมคี วามรคู วามเขา ใจ ความตระหนกั และการนาํ ระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั อิ ยใู นระดบั ใด ผลการศกึ ษา
สถานะดา นคุณภาพของบคุ ลากร ทง้ั 3 ดาน พบวา ระยะเวลาทีบ่ ุคลากรปฏบิ ัติงานในหนวยงานท่ีแตกตางกัน ไมพบ
ความแตกตา งของระดับความรูความเขา ใจ ความตระหนกั และการนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ัติ (p > 0.05) สอดคลอ ง
กับงานวิจัยของธนิตตา นิลสดใส เรื่องปจจยั ท่มี ีผลตอ ความรูแ ละความคดิ รเิ ริ่มในการอนุรักษพ ลงั งานของโรงพยาบาล
สมิติเวชศรีนครินทร ท่ีพบวาระยะเวลาในการทํางานไมมีความสัมพันธกับความรูความเขาใจเก่ียวกับระบบนิเวศและ
สิ่งแวดลอมของโลก(5) และสอดคลองกับงานวิจัยของสุธาเทพ รุณเรศ เร่ืองปจจัยที่มีผลตอการตระหนักถึงภัยคุกคาม
ทางไซเบอรข องผใู ชอ นิ เทอรเ นต็ ในกรงุ เทพมหานคร ทพี่ บวา ปจ จยั ทางดา นประสบการณเ กย่ี วกบั ภยั คกุ คามทางไซเบอร
ไมม ผี ลตอ ความตระหนกั ถงึ ภยั คกุ คามทางไซเบอรข องผใู ชอ นิ เทอรเ นต็ (6)แตเ มอ่ื พจิ ารณาในรายละเอยี ดของคา เฉลย่ี ท่ี
ไดใ นแตละดา น พบขอ มูลวาบุคลากรท่ีมีระยะเวลาการปฏิบัติงานตาํ่ กวา 1 ป มีความรูค วามเขาใจ ความตระหนกั และ
การนําระบบคุณภาพไปปฏิบัตินอยกวาบุคลากรที่มีระยะเวลาการปฏิบัติงานในกลุมอื่น ท้ังนี้เน่ืองจากบุคลากรกลุมนี้
เปนบุคลากรใหม ซ่ึงยังไมไดรับการฝกอบรมหรือสรางความเขาใจในการปฏิบัติงานตามระบบคุณภาพที่หนวยงาน
จัดทาํ ขึ้นอยางครบถวน ทั้งน้ีจาํ เปนตองสงเสริมและพัฒนาบุคลากรกลุมนี้ใหมีความรู ความเขาใจ เพื่อสรางให
เกิดความตระหนัก และนําไปสูการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติไดอยางถูกตอง เหมาะสมกับงานท่ีรับผิดชอบ โดย
การกาํ หนดหลักสูตรพ้ืนฐานท่ีบุคลากรทุกคนตองไดรับการพัฒนา รวมท้ังจัดใหมีการประเมินความสามารถของ
บุคลากร เพอ่ื ใหเกดิ กระบวนการพฒั นาทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ และจากขอมลู พบวา บุคลากรที่มอี ายุงานมาก ไมไ ดม คี วามรู
ความเขา ใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏบิ ตั มิ ากกวาบุคลากรทมี่ ีระยะเวลาการปฏบิ ัตงิ านในกลมุ อ่นื
เนอ่ื งมาจากบคุ ลากรกลมุ นปี้ ฏบิ ตั งิ านมาเปน เวลานาน มภี าระงานมาก จงึ ละเลย หรอื ไมม เี วลาในการทบทวนฟน ฟคู วามรู
ดานระบบคุณภาพมาตรฐานที่เกี่ยวของอยางตอเน่ือง แตใหความสําคัญกับงานตามภารกิจท่ีไดรับมอบหมายมากกวา
จงึ สง ผลตอ ความรคู วามเขา ใจในรายละเอยี ดของมาตรฐานตา งๆ ทม่ี กี ารปรบั ปรงุ เปลย่ี นแปลงอยา งตอ เนอื่ ง ดงั นนั้ สถาบนั
จึงตองสง เสริมและฟน ฟูความรูความเขา ใจใหกบั บุคลากรกลมุ นี้ดว ย
จากผลการประเมินประสิทธิภาพชองทางการส่ือสาร พบวาชองทางท่ีบุคลากรสวนใหญสามารถรับทราบ
ขอมูลดานระบบคุณภาพไดมากที่สุด คือ หนังสือเวียน และชองทางท่ีบุคลากรสวนใหญคิดวาสามารถรับทราบขอมูล
ดานระบบคุณภาพท่ีงายและทั่วถึงที่สุด คือ อีเมล โดยเมื่อนําขอมูลที่ไดมาเปรียบเทียบกัน ทําใหทราบวาควรมี
การส่ือสารทางอีเมลใหมากขึ้น เน่ืองจากเปนชองทางที่บุคลากรสวนใหญเห็นวาสามารถรับทราบขอมูลดานระบบ
คุณภาพท่ีงายและทั่วถึงท่ีสุด แตทั้งนี้ยังคงตองมีการส่ือสารผานทางหนังสือเวียนดวย เน่ืองจากบุคลากรบางกลุม
มีความจําเปนตองใชเอกสารที่เปนลายลักษณอักษร รวมทั้งอาจไมมีความถนัดในการใชอีเมลในการรับขอมูลขาวสาร
และพบวาการสื่อสารทางไลนเปนชองทางท่ีบุคลากรรับทราบขอมูลขาวสารดานระบบคุณภาพท่ีงายและท่ัวถึงท่ีสุด
เปน ลําดบั รองลงมา ดงั นนั้ จงึ ควรมกี ารสอื่ สารขอ มลู ทางไลนใ หม ากขนึ้ ในการแจง ขา วสารขอ มลู ดา นระบบคณุ ภาพตา งๆ
ท่เี ปนการแจงขอมลู เบอ้ื งตนท่ไี มเปนทางการ
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 685
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.
สรุป
การประเมินสถานะดานคุณภาพของบุคลากรสถาบันวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุข ทําใหทราบสถานะ
ปจจุบันของบุคลากรเพื่อนาํ ไปสูการพัฒนาบุคลากรใหเกิดความรูความเขาใจ ความตระหนัก และสามารถนาํ
ระบบคุณภาพไปสูการปฏิบัติไดอยางถูกตอง เหมาะสม และย่ังยืน ซึ่งจากงานวิจัยแมวาบุคลากรจะมีระดับความรู
ความเขาใจ ความตระหนักอยูในระดับมาก และการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติอยูในระดับมากท่ีสุด ยังตองมีการ
พัฒนาบุคลากรอยางเปนระบบและตอเนื่อง โดยขอเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาท่ีไดจากการศึกษา ควรจัด
หลักสูตรฝกอบรมใหความรูเก่ียวกับระบบคุณภาพอยางตอเน่ือง หรือทุกครั้งเม่ือมีการเปล่ียนแปลงท่ีกระทบตอ
การปฏิบัติงาน เพื่อเปนการทบทวนและสงเสริมใหเกิดความรูความเขาใจกับบุคลากรเดิม และสรางใหเกิดความรู
ความเขา ใจกบั บคุ ลากรใหม การสรา งจติ สาํ นกึ ใหเ ขา ใจวา ระบบคณุ ภาพอยใู นงานประจาํ เพอื่ ใหเ กดิ ความตระหนกั และ
นาํ ไปสกู ารปฏบิ ตั ิ ผบู รหิ ารควรใหก ารสนบั สนนุ ทง้ั ในดา นนโยบาย งบประมาณ การสรา งความรว มมอื ภายในหนว ยงาน
เพ่ือเปนแรงขับเคล่ือนการสรางความรูความเขาใจดานระบบคุณภาพใหเกิดขึ้นอยางเปนระบบ มีการติดตามประเมิน
ผลอยางเปนรูปธรรม เพ่ิมชองทางและจัดทําสื่อการเรียนรูในหลายรูปแบบใหทันกับสถานการณ รวมท้ังมีการสื่อสาร
ผา นชองทางท่เี หมาะสมกับบุคลากรทกุ ระดบั
กิตตกิ รรมประกาศ
ขอขอบคุณผูอํานวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุข ท่ีสนับสนุนใหดําเนินการวิจัย นางสาว
นภวรรณ เจนใจ หัวหนากลุมพัฒนาคุณภาพและวิชาการ ที่ผลักดันและใหคําปรึกษารวมท้ังเปนผูเช่ียวชาญตรวจ
สอบคุณภาพเคร่ืองมือวิจัย นายวัฒนพงศ วุทธา นางสาวอัจฉรียา อนุกูลพิพัฒน เปนผูเชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพ
เคร่ืองมือวิจัย พรอมใหคําแนะนําเปนอยางดี และขอขอบคุณบุคลากรวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุขทุกทานท่ีใหความ
รวมมือในการตอบแบบสอบถาม รวมทั้งเพื่อนรวมงานทุกทานท่ีชวยเหลือและใหกําลังใจจนสามารถดําเนินการ
ไดบ รรลวุ ัตถุประสงค
เอกสารอา งอิง
1. ไชยวฒั น จมุ พลพทิ กั ษ, ณกั ษ กลุ สิ ร. ความรคู วามเขา ใจและเจตคตติ อ เครอื่ งมอื ในการจดั การคณุ ภาพขององคก ร
ของพนกั งาน บรษิ ทั ฮานา เซมคิ อนดกั เตอร (อยธุ ยา) จํากัด. ว บรหิ ารธรุ กิจศรีนครินทรวโิ รฒ 2554; 3(1):
129-43.
2. สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ . คมู อื คณุ ภาพสถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ รหสั QM-NIH-13 แกไ ข
ครง้ั ท่ี 13 วันทอ่ี อกเอกสาร 22 ก.ค. 2562. นนทบุร:ี กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสุข; 2562.
3. เอกลักษณ ธนเจริญพิศาล. ความตระหนักและการยอมรับการนําระบบการจัดการส่ิงแวดลอม (ISO 14001)
มาใชใ นองคก ารภาครฐั : ศกึ ษากรณสี าํ นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม. [วทิ ยานพิ นธ] .
สาขาวชิ าการจดั การสงิ่ แวดลอ ม, คณะพฒั นาสงั คมและสง่ิ แวดลอ ม. กรงุ เทพฯ: สถาบนั บณั ฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร;
2554.
4. ปวณี า ผลฟก แฟง. ความรู ความเขา ใจ และการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมเกยี่ วกบั กระบวนการบรหิ ารความเสยี่ งในโรงพยาบาล
ของพยาบาลวชิ าชพี โรงพยาบาลรฐั แหง หนง่ึ ในจงั หวดั นนทบรุ .ี [วทิ ยานพิ นธ] . สาขาวชิ าบรหิ ารธรุ กจิ (การจดั การ),
บัณฑติ วทิ ยาลยั . กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยธรุ กจิ บัณฑิตย; 2554.
686 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การประเมินความรูความเขา ใจและการนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั ิ วราลกั ษณ เลิศสภุ างคกลู และคณะ
5. ธนิตตา นิลสดใส. ปจจัยท่ีมีผลตอความรูและความคิดริเร่ิมในการอนุรักษพลังงานของโรงพยาบาลสมิติเวช
ศรนี ครนิ ทร. [การคนควา อสิ ระ]. สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดลอ ม, คณะพฒั นาสงั คมและสงิ่ แวดลอ ม. กรุงเทพฯ:
สถาบันบณั ฑิตพัฒนบริหารศาสตร; 2555.
6. สธุ าเทพ รณุ เรศ. ปจ จยั ทม่ี ผี ลตอ การตระหนกั ถงึ ภยั คกุ คามทางไซเบอรข องผใู ชอ นิ เทอรเ นต็ ในกรงุ เทพมหานคร.
[การคนควาอิสระ]. สาขาวิชานโยบายและการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ, วิทยาลัยนวัตกรรม. กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร; 2561.
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 687
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.
Assessment of Knowledge, Understanding,
Awareness and Practice on Quality System
among Personnel of the National Institute
of Health, Thailand
Waralak Lertsupangkakul1 Daungkamon Asawutmangkul1 Thunwa Kaewket2
Kamolpan Khruemyanang1 and Archawin Rojanawiwat1
1Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Nonthaburi 11000
2Mae Fah Luang University, Amphoe Muang, Chiang Rai 57100, Thailand
ABSTRACT The National Institute of health (NIH), Thailand is an organization that has been
implementing quality systems as a management tools since 2003. All relevant International standards
have been adopted in the institutional quality systems. The quality systems have been transferred into
practice by using standard operation systems (SOPs) in all work processes which cover all levels of
personnel. As the systems have been timely implemented, there is a suspicion on knowledge,
understanding, awareness and quality practice of current personnel working in this manner. Therefore,
this study aimed to explore the perception of quality of the NIH personnel with additional assessment
of communication efficiency by survey design methodology. The results showed that knowledge,
understanding and awareness on quality systems were at high level while quality practice was at
highest score. Personnel with different duration of services had no statistical difference in the level of
knowledge, understanding, awareness and quality practice (p > 0.05). In terms of communication
efficiency, it was found that circulars were the most effective mean while e-mail was the most simple
and thorough channels to receive quality information. The results of in-depth interview indicated the
issues to be considered as continuous quality improvement, namely creating systematic learning of
quality systems. These included increasing learning channels and up to date learning materials and
providing an organizational knowledge management process for self-learning.In addition, the right
communication channel should be used to communicate with all levels of personnel in order to achieve
effective awareness throughout the organization.
Keywords: Knowledge, Understanding, Awareness, Quality practice
688 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
รายงานจากหอ งปฏิบตั ิการ ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 689-703
การประเมินคุณภาพทางจลุ ชีววทิ ยา
ของอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสัมผัสอาหาร
ในรา นอาหารสวัสดิการกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ณฐั กานต ตยิ ศวิ าพร กมลวรรณ กนั แตง และภัทราภรณ ศรไี หม
สํานกั คุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย ถนนติวานนท นนทบุรี 11000
บทคดั ยอ ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 สาํ นกั คณุ ภาพและความปลอดภยั อาหาร เกบ็ ตวั อยา งอาหารพรอ มบรโิ ภค จาํ นวน
110 ตวั อยา ง และภาชนะสมั ผสั อาหารจาํ นวน 160 ตัวอยา ง รวมทัง้ สิน้ 270 ตวั อยา ง จากรา นอาหารสวัสดิการกรมวิทยาศาสตร
การแพทย เพ่ือตรวจประเมินคุณภาพทางจุลชีววิทยา โดยใชเกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร
ฉบับที่ 3 กรมวิทยาศาสตรการแพทย เปน เกณฑม าตรฐาน ผลการตรวจพบวา อาหารพรอ มบริโภค 6 ประเภท (110 ตวั อยา ง)
ไมผา นเกณฑรอ ยละ 42.7 สาเหตมุ าจาก ยีสต จํานวนจลุ นิ ทรีย และ Escherichia coli คิดเปน รอ ยละ 52.9, 20.0 และ 19.0
ตามลาํ ดบั จุลินทรยี ท ่ที าํ ใหเ กดิ โรค ไดแก Bacillus cereus, Clostridium perfringens, Listeria monocytogenes,
Salmonella spp. และ Staphylococcus aureus ไมผานเกณฑ คดิ เปนรอ ยละ 19.6, 2.1, 1.0, 6.4 และ 0.9 ตามลําดบั
สวนเช้ือรา Vibrio cholerae และ Vibrio parahaemolyticus ตรวจไมพบในทุกตวั อยา ง โดยอาหารประเภทยาํ -สมตํา-
อาหารปนผักสด-ผลไม ไมผานเกณฑสูงสุด (รอยละ 80.0) สําหรับภาชนะสัมผัสอาหารจํานวน 160 ตัวอยาง ไมผานเกณฑ
รอยละ 73.1 สาเหตหุ ลัก คอื จํานวนจลุ นิ ทรีย (รอยละ 72.5) เมอ่ื พจิ ารณาผลตรวจปงบประมาณ พ.ศ. 2563 ท่ีผา นเกณฑ
มากกวาป พ.ศ. 2562 มีคา 1.3 เทา แตเ มื่อนาํ มาหาความสัมพนั ธท างสถติ พิ บวา ไมแตกตา งกนั (p>0.05) ดงั น้นั เพอื่ เปนการ
ปรบั ปรงุ อาหารพรอ มบรโิ ภคใหม คี ณุ ภาพและความปลอดภยั มากขน้ึ ผสู มั ผสั อาหารตอ งปฏบิ ตั ติ ามหลกั สขุ วทิ ยาสว นบคุ คลและ
สุขนิสัยที่ดีในการปรุง ประกอบ และจําหนายอาหาร กรมวิทยาศาสตรการแพทยควรจัดอบรมและตรวจประเมินรานอาหาร
สวสั ดกิ ารตามหลกั การสขุ าภบิ าลอาหาร รวมทง้ั สมุ ตรวจอาหารและภาชนะสมั ผสั อาหารอยา งสมา่ํ เสมอ สว นผบู รโิ ภคควรปฏบิ ตั ิ
ตามหลัก “กนิ รอ น ชอ นกลาง ลา งมือ” และรบั ประทานอาหารท่ี “สุก รอ น สะอาด”
คําสําคญั : คุณภาพทางจลุ ชีววทิ ยา, อาหารพรอมบริโภค, ภาชนะสัมผสั อาหาร, อาหารปลอดภัย
Corresponding author E-mail: [email protected]
Received: 18 February 2021 Revised: 28 April 2021 Accepted: 30 June 2021
วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 689
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.
บทนาํ
ในปจ จบุ นั สงั คมไทยเปลยี่ นแปลงจากการเกษตรเพอื่ การบรโิ ภคมาเปน เกษตรอตุ สาหกรรมและการพาณชิ ย
สงผลใหรูปแบบการบริโภคอาหารเปลี่ยนจากการปรุงอาหารเพื่อรับประทานเองเปนการซื้ออาหารปรุงสําเร็จหรือ
การรับประทานอาหารนอกบานมากขึ้น ทําใหเพิ่มความเส่ียงตอการบริโภคอาหารท่ีไมไดมาตรฐานมีการปนเปอน
ของเชอื้ กอ โรค(1) โดยเชอื้ โรค สงิ่ สกปรก และสารพษิ ตา ง ๆ สามารถปนเปอ นสอู าหารไดท กุ ขนั้ ตอนตง้ั แตก ารเพาะปลกู
เล้ียงสัตว การเก็บเก่ียว การแปรรูป การขนสง การปรุงประกอบ ไปจนถึงการจําหนาย ในขณะที่แหลงปนเปอนของ
เช้อื กอโรค แบงเปน 2 ประเภท คือ แหลงปนเปอ นโดยตรง (Primary Sources of Contaminants) ไดแ ก เชื้อโรค
ทอี่ าศยั อยูในคน อาหาร สัตวแ มลงนําโรค และสิง่ แวดลอ มเปนตน แหลง ปนเปอ นโดยออ ม (Secondary Sources of
Contaminants) ไดแก ภาชนะอุปกรณ เครื่องมือที่ใชในการเตรียมปรุงรวมทั้งโครงสรางสถานที่เตรียมปรุงเก็บ
และบริการอาหาร(2) เมื่อคนบริโภคอาหารที่มีการปนเปอนเชื้อกอโรคเขาสูรางกาย หากเชื้อมีปริมาณมากพอและ
รางกายออนแอ อาจทําใหเปนโรคได โดยโรคที่เกิดจากอาหารเปนสื่อ (Food - borne illness) แบงเปน 2 กลุม
กลมุ แรก คอื โรคอาหารเปน พษิ (Food poisoning) มสี าเหตจุ ากการบรโิ ภคอาหารทปี่ นเปอ นสารพษิ ทสี่ รา งจากเชอื้ กอ โรค
เชน Staphylococcus aureus และ Clostridium botulinum กลุมที่สอง คือ โรคติดเชื้อจากอาหาร
(Food - borne infection) เกดิ จากการบริโภคอาหารหรือนํา้ ทปี่ นเปอ นดว ยเชื้อกอ โรคแลวเชื้อเจริญและเพ่ิมจาํ นวน
ในระบบทางเดินอาหารจนทําใหเกิดการเจ็บปวยได เชน Salmonella spp. และ Listeria monocytogenes
เปน ตน (2, 3) จากรายงานการระบาดในป พ.ศ. 2560 ของสํานกั ระบาดวิทยา กรมควบคมุ โรค กลาววา กลมุ โรคตดิ ตอ
ทางอาหารและนา้ํ ไดแ ก โรคอจุ จาระรว งพบผปู ว ย 1,038,349 ราย เสยี ชวี ติ 2 ราย อหวิ าตกโรคซง่ึ เกดิ จาก Vibrio cholerae
พบผูป ว ย 8 ราย ไมพ บผเู สยี ชวี ิตและโรคอาหารเปนพิษ พบผปู ว ย 110,396 ราย เสยี ชีวติ 3 ราย สว นใหญม สี าเหตจุ าก
Vibrio parahaemolyticus, Staphylococcus และ Salmonella spp. ตามลาํ ดบั (1) ในการควบคมุ และปอ งกนั อาหาร
ใหส ะอาดและปลอดภัย โดยใชว ิธีการทางสขุ าภิบาลอาหาร คอื การควบคุมปจ จยั สําคญั 5 ประการ ทเี่ ปน สาเหตุทําให
อาหารไมปลอดภยั ไดแ ก บคุ คล (ผูสัมผสั อาหาร) อาหาร (เชน อาหารสด เนือ้ สตั ว ผักสด) ภาชนะอปุ กรณ (เชน
จาน ชอน หมอ กระทะ) สถานที่ (บริเวณทเ่ี ตรยี ม ปรุงประกอบ จาํ หนา ย และรับประทานอาหาร รวมถึงแผงลอย
จาํ หนา ยอาหาร) และสตั วแมลงนําโรครวมทัง้ สัตวเลยี้ ง(4)
รานอาหารสวัสดิการกรมวิทยาศาสตรการแพทย (โรงอาหาร) ปจจุบันมีรานคาจํานวน 17 ราน เปนราน
จาํ หนายอาหาร ผลไม นา้ํ และเครือ่ งด่มื อาหารและเครอ่ื งด่มื จํานวน 12, 2, 2 และ 1 รา น ตามลําดับ ในการกาํ กับ
ดแู ลการดาํ เนนิ งานของรา นอาหารสวสั ดกิ าร เพอ่ื ใหอ าหารทจ่ี าํ หนา ยมคี ณุ ภาพ สะอาด และปลอดภยั กรมวทิ ยาศาสตร
การแพทย ไดประสานความรว มมอื กับหนวยงานภาครฐั เชน เทศบาลจังหวัดนนทบรุ ี ในการตรวจติดตามรา นอาหาร
สวัสดิการตามหลักสุขาภิบาล ขณะที่กรมอนามัยไดจัดอบรมใหความรูกับผูสัมผัสอาหาร เชน สุขลักษณะการผลิต
วธิ กี ารลา งมอื ทถี่ กู ตอ ง การลา งผกั ใหป ลอดภยั จากสารพษิ ตกคา ง เปน ตน และในป พ.ศ. 2563 กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ไดดําเนินการตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการพัฒนาโรงอาหารของกรมวิทยาศาสตรการแพทย ใหเปน
ตน แบบของโรงอาหารปลอดภยั ใสใ จสุขภาพ “DMSc. Healthy Canteen” เชน การทาสีผนังภายในรา นอาหาร
เปลย่ี นปลอ งดดู ควนั ใหม ตดิ ตง้ั อา งลา งมอื บรเิ วณทางขนึ้ โรงอาหาร รวมทงั้ จดั ซอื้ ตอู บรอ นสาํ หรบั อบภาชนะ และตกู รองนาํ้
ดมื่ เปน ตน งานวจิ ยั เรอื่ งนเ้ี ปน สว นหนงี่ ของโครงการบรู ณาการเพอ่ื พฒั นาสขุ ลกั ษณะรา นอาหารสวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตร
การแพทยของสํานักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร มีวัตถุประสงคเพ่ือตรวจประเมินคุณภาพทางจุลชีววิทยา
ของอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหาร ของรา นอาหารสวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย ในปง บประมาณ
พ.ศ. 2562 - 2563 และเปน การคมุ ครองสุขภาพใหกบั ผูมาใชบ ริการใหไดร บั ประทานอาหารท่สี ะอาดปลอดภยั รวมทง้ั
เผยแพรขอมูลใหหนวยงานท่ีรับผิดชอบนําไปปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพของรานอาหารสวัสดิการ กรมวิทยาศาสตร
การแพทยใหด ียงิ่ ข้นึ ตอไป
690 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การประเมินคุณภาพทางจลุ ชีววิทยาของอาหารพรอมบรโิ ภคและภาชนะสัมผสั อาหาร ณฐั กานต ติยศวิ าพร และคณะ
วสั ดแุ ละวิธกี าร
จลุ ินทรียมาตรฐาน
จุลินทรียมาตรฐานใชสําหรับการควบคุมคุณภาพการตรวจวิเคราะห เปนจุลินทรียจากศูนยเก็บรักษาและ
รวบรวมสายพันธุจุลินทรียทางการแพทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตรการแพทย จํานวน
12 สายพนั ธุ ไดแ ก Escherichia coli DMST 4212 (ATCC 25922), Bacillus cereus DMST 5040 (ATCC 11778),
Clostridium perfringens DMST 16637 (ATCC 13124), Listeria monocytogenes DMST 17303,
Saccharomyces cerevisiae DMST 22805 (ATCC 2601), Salmonella Typhimurium DMST 562 (ATCC
13311), Staphylococcus aureus DMST 8840 (ATCC 25923), Vibrio cholerae non O1/non O139 DMST
2873, V. cholerae O1, Eltor, Inaba DMST 28002, V. cholerae O1, Eltor, Ogawa DMST 9700,
V. cholerae O139 DMST 22139, V. parahaemolyticus DMST 5665
อาหารเลี้ยงเชื้อ
อาหารเลี้ยงเชื้อสําหรับเพาะเลี้ยงจลุ นิ ทรียช นดิ ตาง ๆ ไดแก
จาํ นวนจุลนิ ทรยี : plate count agar (PCA)
จาํ นวนยีสตและรา: petrifilm yeast and mold count plate
E. coli: EC broth, Koser’s citrate broth, lactose broth, lauryl sulphate tryptose broth
(LST), levine eosin methylene blue (L - EMB) agar, methyl red - Voges Proskauer broth (MR - VP),
tryptone broth
B. cereus: mannitol - egg yolk - polymyxin agar (MYP), motility medium, nitrate broth,
nutrient agar (NA), phenol red glucose broth (PRG), tyrosine agar (TA), trypticase soy - sheep
blood agar (SBA), Voges - Proskauer medium (VP) (modified)
C. perfringens: cooked meat medium (modified) (mCM), lactose - gelatin medium
(for C. perfringens), motility nitrate medium, spray’s fermentation medium (1% salicin และ 1%
raffinose) thioglycollate medium (fluid) (TGC), tryptose - sulfite - cycloserine agar (TSC)
L. monocytogenes: agar Listeria according to Ottaviani and Agosti (ALOA), blood agar,
CAMP medium, carbohydrate utilization broth (L - rhamnose และ D - xylose), Fraser broth,
half Fraser broth, motility agar, oxford agar (OXA), tryptone soya yeast extract agar (TSYEA),
Voges - Proskauer (VP) medium
Salmonella spp.: buffered peptone water (BPW), Hektoen enteric agar (HE), lysine indole
motile (LIM) หรอื motility indole lysine (MIL) medium, modified semi - solid Rappaport - Vassiliadis
(MSRV) agar, Muller - Kauffmann tetrathionate novobiocin broth (MKTTn), nutrient agar (NA),
Rappaport - Vassiliadis medium with soya (RVS), triple sugar iron agar (TSI), urea agar, xylose
lysine deoxycholate agar (XLD)
S. aureus: Baird - Parker agar with egg yolk (BP), brain heart infusion (BHI) broth,
trypticase (tryptic) soy broth containing 10% NaCl and 1% sodium pyruvate (TSB 10% NaCl),
coagulase plasma (rabbit) with EDTA
V. cholerae และ V. parahaemolyticus: alkaline saline peptone water (ASPW), Arginine
dihydrolase saline medium (ADH), CHROMagar Vibrio (CV), L - lysine decarboxylase saline
วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 691
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.
medium (LDC), saline medium for detect of indole (Tryptophan saline medium), saline motility
indole lysine medium (MIL), saline nutrient agar (SNA), saline triple sugar iron agar (TSI),
Thiosulfate citrate bile and sucrose agar (TCBS)
น้ํายาและสารเคมี
Butterfield’s phosphate buffered dilution water (BPB), basic fuchsin staining solution
Gram stain reagents, 3% hydrogen peroxide solution (H2O2), Kovacs’ reagent, malachite green
staining solution, methyl red solution, nitrite detection reagents, oxidase reagent, ONPG disc, 0.1%
peptone water, polyvalent V. cholerae O1 และ O139, 0%, 6% และ 10% saline peptone waters, 0.85 %
sodium chloride (normal saline), Salmonella polyvalent O antisera and monovalent O antisera, V.
cholerae Inaba antiserum, V. cholerae Ogawa antiserum, Voges Proskauer (VP) reagents
เคร่ืองมือและวสั ดอุ ุปกรณ
เครอื่ งชงั่ ทศนยิ ม2ตาํ แหนง ตบู ม เพาะเชอ้ื (25±1°C,30±1°C,35±1°C,36±1°C,37±1°Cและ43±1°C)
เครอ่ื งนึ่งฆา เชอ้ื อา งนาํ้ รอ น (41.5 ± 1 °C และ 45.5 ± 0.2 °C) เคร่ืองวดั ความเปนกรด-ดาง กลองจลุ ทรรศน เครื่อง
นับโคโลนี เคร่อื งผสม (vortex mixer) ขวดแกวฝาเกลยี ว หลอดทดลอง จานเพาะเชือ้ ปเปต แผนกระจกสไลด หว ง
และเข็มเขี่ยเชื้อ แทง แกวเกล่ียเชอื้ และไม swab
ตวั อยางทดสอบ
เก็บตวั อยางทดสอบจากรา นอาหารสวัสดกิ ารกรมวิทยาศาสตรการแพทย มีรายละเอียดของตวั อยา งทดสอบ
จํานวน และชว งเวลาที่เก็บตวั อยา ง ดังน้ี
อาหารพรอมบรโิ ภคแบงเปน 6 ประเภท ตามวิธีการประกอบอาหาร ไดแ ก ตม -น่งึ (เชน แกงจืดเตาหูหมูสับ
แกงเขยี วหวานหมู ไขต ม ) ผดั (เชน ผดั คะนา นาํ้ มนั หอย ขา วผดั กงุ ) ทอด-ยา ง (เชน ปลาสวายทอด หมปู ง ) ปรงุ สกุ แลว
ผา นการหยบิ จบั ดว ยมอื หรอื หน่ั ผา นเขยี ง (เชน เสน หมแ่ี หง ลกู ชนิ้ หมู ขา วไกท อดนาํ้ จมิ้ แจว ขา วขาหม)ู ยาํ -สม ตาํ -อาหาร
ที่ปนผักสด-ผลไม (เชน ยําปลาดุกฟู สม ตําปปู ลารา ขนมจีนนํา้ ยา สับปะรด) ขนมหวาน-ขนมอบ (เชน ขนมสาคูเปยก
มะพรา ว ขนมปงหนาหมสู ับไขเค็ม ขนมเปย ะไสถั่ว)
ภาชนะสัมผสั อาหารแบง เปน 2 ประเภท ประเภททห่ี นึ่ง คอื ภาชนะทสี่ ัมผสั อาหาร ไดแก ภาชนะสวนกลาง
หมายถงึ ภาชนะที่มีเจา หนา ทส่ี ว นกลางทาํ หนาทล่ี างทําความสะอาด ไดแ ก จาน ชาม แกวนํา้ ชอน-สอ ม และตะเกียบ
(กรณี ชอ น-สอ ม และตะเกยี บ สมุ ตรวจโดยไมไ ดจ มุ ในหมอ ลวก เนอ่ื งจากตอ งการตรวจสอบประสทิ ธภิ าพการลา ง) และ
ภาชนะสว นของรานคา หมายถงึ ภาชนะของรา นคา ที่ใชในการประกอบอาหารไดแก ทพั พี มดี เขียง และถาด ประเภท
ที่สอง คอื มือผสู มั ผัสอาหาร หมายถงึ มอื ของผูเตรยี ม ผปู รงุ และผูจําหนายอาหาร
ชว งเวลาทเ่ี กบ็ ตวั อยา งตามระยะเวลาการดาํ เนนิ งานของโครงการ ไดแ ก โครงการพฒั นาสขุ ลกั ษณะรา นอาหาร
สวัสดิการกรมวิทยาศาสตรการแพทย ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2562 (เก็บตัวอยางระหวางเดือนมกราคม - เดือน
พฤษภาคม 2562 เปนอาหารพรอมบริโภคจํานวน 50 ตัวอยาง และภาชนะสัมผัสอาหารจํานวน 87 ตัวอยาง) และ
โครงการพฒั นาโรงอาหารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทยเพ่ือเปน ตน แบบของโรงอาหารปลอดภัย ใสใจสุขภาพ “DMSc.
Healthy Canteen” ปงบประมาณ พ.ศ. 2563 (เก็บตัวอยางระหวางเดือนมิถุนายน - เดือนกรกฎาคม 2563
เปน อาหารพรอมบรโิ ภคจาํ นวน 60 ตัวอยาง และภาชนะสมั ผัสอาหารจาํ นวน 73 ตวั อยาง)
692 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564
การประเมินคุณภาพทางจุลชวี วทิ ยาของอาหารพรอมบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหาร ณฐั กานต ติยศวิ าพร และคณะ
การทดสอบ
การทดสอบประกอบดวยขั้นตอนการสมุ ตวั อยา ง และการตรวจวิเคราะห ดังนี้
การสมุ ตัวอยา ง
อาหารพรอ มบรโิ ภค เกบ็ ตวั อยา งนา้ํ หนกั 300 - 500 กรมั /หนว ย จาํ นวน 2 หนว ย สง ตวั อยา งเขา หอ งปฏบิ ตั กิ าร
จลุ ชีววทิ ยาทันที ตรวจหาเชือ้ จุลินทรียดังแสดงในตารางที่ 1
ภาชนะสมั ผสั อาหาร สมุ ตวั อยา งภาชนะและมอื ผสู มั ผสั อาหาร ดว ยเทคนคิ ปราศจากเชอ้ื (aseptic technique)
สง ตวั อยา งเขา หอ งปฏบิ ตั กิ ารจลุ ชวี วทิ ยาทนั ที ตรวจหาเชอ้ื จลุ นิ ทรยี ด งั แสดงในตารางท่ี 2 โดยภาชนะทม่ี จี าํ นวนมากพอ
เชน จาน ชาม แกว นํา้ ชอ น - สอ ม สมุ ภาชนะชนดิ ละ X ช้ิน/ตวั อยา ง (เตรียม BPB X มิลลลิ ติ ร ภายหลงั swab แลว
จะไดอัตราสวน BPB 1 มิลลิลิตร/ช้ินภาชนะ) เพื่อตรวจหาเชื้อจุลินทรีย จํานวน 3 รายการ กรณีภาชนะที่อาจมี
จํานวนนอย เชน ทัพพี มีด จะตรวจเชื้อจุลินทรียเฉพาะรายการจํานวนจุลินทรีย ภาชนะสัมผัสอาหารประเภท
เขียง ถาด สุม 1 ช้ิน
วธิ กี าร swab(5)
ภาชนะ ใชไม swab 1 ไม/ตัวอยาง จุมลงใน BPB บิดหัวสําลีที่ปลายไมใหพอหมาด โดยกดปลายไม
กบั ดา นขา งภายในหลอด จากนน้ั swab ตามวธิ ี ดงั น้ี จาน ชาม แกว นํา้ ถว ยกาแฟ swab สว นทส่ี มั ผสั อาหารดา นในภาชนะ
ตะเกยี บswabโดยรอบจากปลายขนึ้ มา1½นวิ้ ชอ น-สอ มswabสว นทสี่ มั ผสั อาหารทง้ั 2ดา นมดี swabสว นทใี่ ชต ดั อาหาร
ทง้ั สองดา น เขยี ง ถาด swab ตรงกลางภาชนะ พื้นที่ 50 ตารางเซนติเมตร (2 × 25 เซนติเมตร หรอื 5 × 10 เซนติเมตร)
มอื ผสู มั ผสั อาหาร เตรยี ม BPB 5 มลิ ลลิ ติ ร จาํ นวน 2 หลอด (1 มอื /หลอด) และใชไ ม swab 1 ไม/ มอื /หลอด
จุมลงใน BPB กดปลายไมกับดานขางภายในหลอด ทําการ swab มือที่สัมผัสอาหารขางหน่ึง โดยหงายฝามือข้ึน
swab ฝามือและรอบนว้ิ ทกุ นิ้ว หรือ swab สวนของมอื ทใ่ี ชห ยบิ จับอาหารหรอื สัมผสั อาหาร เพ่อื ตรวจจาํ นวนจุลินทรยี
จากน้ัน swab มือที่สมั ผสั อาหารอกี หน่ึงขาง เพ่ือตรวจ E. coli, Salmonella spp. และ S. aureus ท้งั นีค้ วรทดสอบ
หลังการลางทําความสะอาดมือแลว
วิธวี เิ คราะห
จํานวนจลุ นิ ทรีย : วิธี APHA, Compendium 2015, Chapter 6&8(6) จาํ นวนยีสตและรา: วิธี AOAC
(2019) 997.02(7) E. coli : วิธี US FDA BAM 2017, Chapter 4(8) B. cereus: วธิ ี US FDA BAM 2012,
Chapter 14(9) C. perfringens: วธิ ี US FDA BAM 2001, Chapter 16(10) L. monocytogenes: วิธี ISO
11290 - 1:2017(11) Salmonella spp.: วิธี ISO 6579 - 1:2017(12) S. aureus: วิธี US FDA BAM 2016,
Chapter 12(13) V. cholerae และ V. parahaemolyticus: วิธี ISO 21872 - 1:2017(14)
เกณฑท ่ีใชป ระเมิน
การประเมินผลการตรวจวิเคราะหใชเกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร
กรมวิทยาศาสตรก ารแพทยฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2560)(5)โดยแสดงเฉพาะประเภทอาหารท่ีตรงกับชนิดตวั อยา งทสี่ มุ เกบ็ ใน
งานวจิ ัยนี้ ดงั แสดงในตารางท่ี 1 และ 2
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 693
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.
ตารางท่ี 1 เกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสมั ผัสอาหาร ฉบับท่ี 3 รายการผักและผลไมตดั แตง
ขนมหวาน ขนมอบทม่ี ไี สห รอื ไมมไี ส และอาหารพรอ มบริโภคท่วั ไป
รายการทดสอบ ผกั และผลไม ขนมหวาน ขนมอบทมี่ ีไส อาหารพรอ ม
ตัดแตง หรือไมมไี ส บรโิ ภคทัว่ ไป
จาํ นวนจลุ นิ ทรีย นอยกวา 1 × 106 นอ ยกวา 1 × 106 นอ ยกวา 1 × 104(a) นอ ยกวา 1 × 106
CFU/กรัม นอยกวา 1 × 105(b)
จํานวนยสี ตและรา ยสี ต นอ ยกวา 1,000 นอยกวา 1,000 นอ ยกวา 100(a) -
CFU/กรมั รา นอ ยกวา 500 นอยกวา 500(b)
Escherichia coli นอ ยกวา 100 นอ ยกวา 3 นอ ยกวา 3 นอ ยกวา 3(c)
MPN/กรมั นอยกวา 10(d)
Bacillus cereus - นอ ยกวา 100 นอยกวา 100 นอ ยกวา 100(e)
CFU/กรัม
Clostridium perfringens - - นอ ยกวา 100 นอ ยกวา 100
CFU/กรัม
Listeria monocytogenes ไมพบ - - ไมพบ
/25 กรัม
Salmonella spp./25 กรัม ไมพบ ไมพ บ ไมพ บ ไมพ บ
Staphylococcus aureus นอ ยกวา 100 นอ ยกวา 100 นอ ยกวา 10 นอยกวา 100
CFU/กรมั
Vibrio cholerae/25 กรมั - -- ไมพ บ
Vibrio parahaemolyticus - -- ไมพบ(f)
/25 กรมั
- หมายถงึ ไมไ ดวเิ คราะห
(a)ขนมอบที่ไมม ไี สหรือเตมิ ไสหรอื สว นผสมอ่นื กอนอบ เชน คุกก้ี บิสกิต แครกเกอร เวเฟอร ขนมเปย ะ ขนมโมจิ ขนมไหวพ ระจันทร
ขนมปง และพาย เปน ตน
(b)ขนมอบทเ่ี ตมิ ไสห รอื สว นผสมอน่ื หลงั อบ เชน เอแคลร แยมโรล ขนมเคก หนา ตา งๆ บสิ กติ หรอื แครกเกอรห รอื เวเฟอรไ สต า งๆ เปน ตน
(c)อาหารประเภทขา วแกง กว ยเตย๋ี ว ขนมจนี ไสกรอก ปูอัด ปลาหมึกปรุงรส ซชู ิ แซนดวชิ และอื่นๆ
(d)สม ตาํ สลัดมีเน้ือสตั วเ ปนสวนประกอบ ขนมจีนและแซนดวิชทม่ี ผี กั สดเปนสว นประกอบ อาหารประเภทยาํ นํ้าตก และลาบ
(e)รายการทดสอบน้ตี รวจเฉพาะอาหารทีม่ ขี า วหรือแปงหรือธญั พชื เปนสวนประกอบ
(f)รายการทดสอบนต้ี รวจเฉพาะอาหารทะเลหรอื อาหารทมี่ อี าหารทะเลเปน สว นประกอบ
ตารางที่ 2 เกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร ฉบับท่ี 3 รายการภาชนะสัมผัสอาหาร
และมือผสู ัมผสั อาหาร
รายการทดสอบ ภาชนะสัมผสั อาหาร มือผูส ัมผสั อาหาร
จาํ นวนจลุ ินทรยี (CFU) นอยกวา 1,000 /ช้นิ ภาชนะหรือตอ คู นอ ยกวา 500 /มอื
Escherichia coli ไมพบ /สว นหนึ่งของมือ
Salmonella spp. - ไมพบ /สว นหนึง่ ของมือ
Staphylococcus aureus ไมพ บ /ชิน้ ภาชนะหรอื ตอคู ไมพ บ /สว นหนง่ึ ของมือ
ไมพบ /ชิ้นภาชนะหรอื ตอคู
- หมายถึง ไมไ ดว เิ คราะห
694 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
การประเมนิ คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารพรอ มบริโภคและภาชนะสมั ผัสอาหาร ณฐั กานต ติยศิวาพร และคณะ
การวิเคราะหขอ มลู
คํานวณหาความสัมพันธท างสถิติ (ความแตกตางของขอ มูล 2 ชุด) โดยใชไคสแควร (χ2- test) สาํ หรับ
ขอ มูลตารางขนาด 2 × 2 ทรี่ ะดับนัยสาํ คญั 0.05(15)
จากสตู รไคสแควร = Σ(O - E)2
E
χ2
O คือ คา สํารวจ
E คอื คาที่คาดหมาย = (ผลรวมของแถว) (ผลรวมของสดมภ)
(ผลรวมทง้ั หมด)
df คอื คาขน้ั แหง ความอิสระ = (จํานวนแถว - 1) (จาํ นวนสดมภ - 1)
= (2 - 1) (2 - 1) = 1
คาไคสแควร (χ2) จากตารางที่ระดบั นัยสําคัญ 0.05 df = 1 มีคา เทากบั 3.84
- ถา χ2cal ท่ีคํานวณไดมีคามากกวา 3.84 (p<0.05) แสดงวาตัวอยางอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร
ที่สุม เกบ็ ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 มผี ลการตรวจผานเกณฑ(5) แตกตา งกนั อยางมีนัยสําคัญ
- ถา χ2cal ที่คํานวณไดมีคานอยกวา 3.84 (p>0.05) แสดงวาตัวอยางอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร
ทสี่ ุมเกบ็ ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 มผี ลการตรวจผานเกณฑไมแตกตางกัน
ผล
ผลการตรวจอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหาร จากรา นอาหารสวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 รวม 270 ตวั อยา ง แบง เปน อาหารพรอ มบรโิ ภค 110 ตวั อยา ง และภาชนะสมั ผสั อาหาร
160 ตัวอยาง ผลตรวจผา นเกณฑ(5) คิดเปน รอยละ 57.3 และ 26.9 ตามลาํ ดบั เมื่อพจิ ารณาตามชว งเวลาทเ่ี ก็บตวั อยา ง
พบวา ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 และ 2563 เก็บตัวอยา ง 137 และ 133 ตัวอยาง ผลตรวจผา นเกณฑ(5) คดิ เปน รอยละ
33.6 และ 45.1 ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในตารางท่ี 3 และผลการตรวจในปง บประมาณ พ.ศ. 2563 ผา นเกณฑม ากกวา ป พ.ศ.
2562 มคี า 1.3 เทา (45.1/33.6) เมอื่ นาํ มาหาความสมั พนั ธท างสถติ โิ ดยใช ไคสแควร (χ2 test) ทร่ี ะดบั นยั สาํ คญั 0.05
พบ χ2cal มีคา 3.77 ซ่ึงนอยกวา 3.84 (p>0.05) แสดงวาตัวอยางอาหารและภาชนะสัมผัสอาหารท่ีสุมเก็บ
ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 มีคุณภาพทางจลุ ชวี วิทยาไมแ ตกตางกัน(15)
อาหารพรอมบริโภคจํานวน 110 ตัวอยาง ผลตรวจไมผานเกณฑรอยละ 42.7 เนื่องจากจํานวนจุลินทรีย
ยีสต และ E. coli เกินเกณฑกําหนด คดิ เปน รอ ยละ 20.0, 52.9 และ 19.0 ตามลําดบั จลุ ินทรยี ท่ที ําใหเกิดโรค ไดแ ก
B. cereus, C. perfringens, L. monocytogenes, Salmonella spp. และ S. aureus ไมผ า นเกณฑ คดิ เปน รอ ยละ
19.6, 2.1, 1.0, 6.4 และ 0.9 ตามลาํ ดบั สว นเชอ้ื รา V. cholerae และ V. parahaemolyticus ตรวจไมพ บในทกุ ตวั อยา ง
เม่ือพิจารณาอาหารพรอมบริโภคที่แยกไดเปน 6 ประเภท ตามวิธีการประกอบอาหาร พบวาอาหารประเภทยํา-
สมตํา-อาหารท่ีปนผักสด-ผลไม ไมผานเกณฑสูงท่ีสุด คิดเปนรอยละ 80.0 รองลงมา ไดแก ขนมหวาน-ขนมอบ
ผดั อาหารปรงุ สกุ แลว ผา นการหยบิ จบั ดว ยมอื หรอื หนั่ ผา นเขยี ง ตม -นง่ึ ไมผ า นเกณฑร อ ยละ 50.0, 45.5, 48.8 และ 9.1
ตามลําดบั และอาหารทอด-ยางตรวจผา นเกณฑทุกตวั อยาง รอ ยละ 100.0 ดงั แสดงในตารางที่ 4
วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 695
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564
Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.
ตารางที่ 3 ผลการตรวจวิเคราะหเช้ือจุลินทรียในอาหารพรอมบริโภคและภาชนะสัมผัสอาหารที่เก็บจากรานอาหาร
สวสั ดิการกรมวิทยาศาสตรการแพทย ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563
ตัวอยางทดสอบ ปง บประมาณ จํานวนตัวอยางทต่ี รวจวิเคราะห
อาหารพรอมบริโภค พ.ศ. ท้งั หมด ผานเกณฑ(5)(%) ไมผา นเกณฑ(5)(%)
2562 50 26 (52.0) 24 (48.0)
ภาชนะสัมผัสอาหาร 2563 60 37 (61.7) 23 (38.3)
รวม ปงบประมาณ พ.ศ. 2562 รวม 110 63 (57.3) 47 (42.7)
รวม ปงบประมาณ พ.ศ. 2563 2562 87 20 (23.0) 67 (77.0)
รวมทั้งหมด 2563 73 23 (31.5) 50 (68.5)
รวม 160 43 (26.9) 117 (73.1)
137 46 (33.6) 91 (66.4)
133 60 (45.1) 73 (54.9)
270 106 (39.3) 164 (60.7)
ตารางท่ี 4 ผลการตรวจวเิ คราะหเ ชอ้ื จลุ นิ ทรยี ใ นอาหารพรอ มบรโิ ภคทเ่ี กบ็ จากรา นอาหารสวสั ดกิ าร กรมวทิ ยาศาสตร
การแพทย ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563
ตรวจวเิ คราะห จาํ นวนตวั อยาง
สาเหตไุ มผา นเกณฑ/จาํ นวนตวั อยา งที่ตรวจ(5)(%)
ประเภท จํานวน ุจ ิลนทรี ย
ของอาหาร ํจานวน ียสตและรา
พรอมบริโภค ผาน ไมผ าน E. coli
ท้ังหมด (%) (%) B. cereus
C. perfringens
L. monocytogenes
Salmonella spp.
S. aureus
V. cholerae
V. parahaemolyticus
ตม-นึ่ง 22 20 2 0 - 1/22 0 1/22 0 0 0 0
(90.9) (9.1) (4.5) (4.5) 0
ผัด 11 6 5 2/11 - 4/11 2/4 0 0 3/11 0 0
(54.5) (45.5) (18.2) (36.4) (50.0) (27.3) 0
ทอด-ยาง 12 12 0 0 - 0 0 0 0 0 0 0
(100.0)
ปรงุ สุก 29 16 13 4/29 - 8/29 4/28 1/29 1/29 1/29 0 -
ผา นมอื หรอื เขียง 30 (55.2) (44.8) (13.8) (27.6) (14.3) (3.4) (3.4) (3.4) 0
ยาํ -สม ตาํ - 6 24 14/30 ยสี ต 8/30 1/8 0 0 3/30 1/30
อาหารท่ปี น (20.0) (80.0) (46.7) 9/17 (26.7) (12.5) (10.0) (3.3)
ผกั สด-ผลไม (52.9)
รา 0
ขนมหวาน- 6 3 3 2/6 0 0 3/6 0 - 0 0
ขนมอบ 110 (50.0) (50.0) (33.3) (50.0)
รวม 63 47 22/110 ยีสต 21/110 10/51 2/97 1/103 7/110 1/110
(57.3) (42.7) (20.0) 9/17 (19.0) (19.6) (2.1) (1.0) (6.4) (0.9)
(52.9)
รา 0
- หมายถงึ ไมไดวิเคราะห
696 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564