The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by msto.moph, 2021-10-03 23:45:39

17364-6081-PB

17364-6081-PB

ทดสอบความเปน พิษเฉียบพลันและพิษก่ึงเรอ้ื รงั ทางปากของถ่งั เชาสที อง กฤตกิ าญจน สวุ รรณสโรช และคณะ

การทดสอบความเปน พษิ เฉยี บพลันและพิษกึง่ เรอื้ รงั
ทางปากของถัง่ เชาสีทอง (Cordyceps militaris)

ในหนูแรทสายพันธุ Wistar

กฤติกาญจน สุวรรณสโรช ภัสสราภรณ ศรมี ังกรแกว ภคมณ ยศทรารตั น และอญั ชลี สิรมิ นตาภรณ
ศนู ยสตั วท ดลองแหงชาติ มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล จงั หวัดนครปฐม 73170
บทคัดยอ Cordyceps militaris ประกอบดวย Cordycepin, Adenosine, Polysaccharides และสารประกอบอ่ืนๆ
สําหรบั หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยนาํ C. militaris มาใชเ ปนสว นผสมของผลติ ภณั ฑเ สริมอาหารในชวงหลายปที่ผานมา
ในขณะท่ียังไมมีขอมูลการทดสอบทางพิษวิทยาของ C. militaris อยางเพียงพอ การศึกษาในคร้ังนี้จัดทําขึ้นเพื่อประเมิน
ความเปนพิษของ C. militaris โดยการทดสอบความเปนพิษทางปากแบบเฉียบพลันและแบบก่ึงเร้ือรังในหนูแรทสายพันธุ
Wistar สาํ หรับการประเมนิ ความเปน พิษเฉยี บพลันทข่ี นาด 300 และ 2,000 มลิ ลิกรมั ตอกิโลกรัมของนํ้าหนกั ตัวสตั วท ดลอง
ตามวธิ ีการมาตรฐาน OECD Guideline หมายเลข 423 ผลการทดสอบในสตั วท ดลองทุกตวั พบวา ไมก อใหเ กิดความเปนพษิ
และการตายในสตั วท ดลอง ดังนั้น C. militaris จดั อยใู นระบบการจัดกลุมสารเคมี การติดฉลาก และการแสดงรายละเอียด
บนเอกสารขอ มูลความปลอดภัยสากลหมวดที่ 5 หรอื ไมระบุประเภท มี LD50 ที่ 5,000 มิลลกิ รมั ตอกิโลกรมั ของน้ําหนักตวั สตั ว
ทดลองขึ้นไป หลงั จากนัน้ ไดทาํ การทดสอบความเปน พิษของ C. militaris ทางปากแบบกง่ึ เรอ้ื รังและวธิ กี ารทดสอบไดม ีการ
ประยกุ ตจากวิธกี ารมาตรฐาน OECD Guideline หมายเลข 408 การประเมินความเปน พิษทาํ การศึกษาทข่ี นาด 5, 20 และ
80 มิลลิกรัมตอกิโลกรัมของนํ้าหนักตัวสัตวทดลอง ผลการทดสอบสรุปไดวา ปริมาณท่ีมากที่สุดท่ีไดรับตอเน่ืองเปนเวลานาน
โดยไมกอใหเ กิดอันตรายใดๆ ตอรา งกายตอวันในสตั วท ดลอง คอื 80 มิลลิกรัมตอกโิ ลกรมั ของนา้ํ หนักตัวสัตวทดลอง
คําสําคญั : ถง่ั เชา สที อง, การทดสอบความเปน พษิ เฉยี บพลนั , การทดสอบความเปน พษิ กงึ่ เรอื้ รงั , OECD Guidelines หมายเลข

423, OECD Guidelines หมายเลข 408

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 647
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

นพิ นธต นฉบบั ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 648-659

การพฒั นาชุดทดสอบพาราควอตแบบขัน้ ตอนเดยี ว

จินตนา กรดเตม็ 1 ศรนิ ยา ฤทธิเนยี ม1 ธรรมวฒุ ิ ชูมาก1 และลักษิกา ทองเรอื งศร2ี
1ศนู ยวทิ ยาศาสตรก ารแพทยท่ี 12/1 ตรงั กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย อําเภอเมอื ง ตรงั 92000
2โรงพยาบาลปะเหลียน อําเภอปะเหลยี น ตรัง 92120
บทคัดยอ พาราควอต (paraquat) เปนสารกําจัดวัชพืชที่ใชกันอยางแพรหลายและมีฤทธ์ิอันตรายรายแรงตอคนและสัตว
ตัง้ แตป ง บประมาณ พ.ศ. 2541 ศูนยว ิทยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 12/1 ตรัง ไดจ ดั ทาํ ชดุ นาํ้ ยาทดสอบพาราควอตแบบ 2 ขัน้ ตอน
และสนบั สนุนใหโรงพยาบาลใชต รวจตวั อยา งผปู ว ยทีส่ งสัยวา จะไดร ับสารพิษพาราควอต หลังจากน้นั ปงบประมาณ พ.ศ. 2562
ไดพัฒนาชุดทดสอบพาราควอตแบบขั้นตอนเดียวในรูปแบบแคปซูล โดยมีวัตถุประสงคเพื่อเพ่ิมความสะดวกในการใชงาน
โดยลดขั้นตอนการทดสอบจาก 2 ข้ันตอน ใหเหลือเพียงขั้นตอนเดียว และนํามาใชตรวจพิสูจนหาพาราควอตเชิงคุณภาพใน
ตวั อยา งนํ้าดมื่ นา้ํ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ผลการศกึ ษาพบวา ชดุ ทดสอบทพ่ี ฒั นาขนึ้ นม้ี คี วามจําเพาะกบั สารพาราควอต
โดยมีคาขีดจาํ กัดของการตรวจพบพาราควอตในตัวอยางนาํ้ ดื่ม นํ้าลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ เทากับ 0.7, 1.0 และ
2.0 ug/ml ตามลําดบั ผลการประเมนิ ประสทิ ธิภาพของชุดทดสอบ พบวามีคาความไว ความจําเพาะ และความถูกตอง รอ ยละ
100 เมอ่ื ทดสอบอายกุ ารใชง านพบวา ชดุ ทดสอบนส้ี ามารถเกบ็ ไวท ส่ี ภาวะอณุ หภมู หิ อ งไดน าน 1 เดอื น และเกบ็ ไวใ นโถดดู ความชนื้
ไดน าน 5 เดอื น ผลจากการศกึ ษาครงั้ นส้ี รปุ ไดว า ชดุ ทดสอบพาราควอตแบบขนั้ ตอนเดยี วทพ่ี ฒั นาขนึ้ นส้ี ามารถใชง านไดง า ยและ
สะดวก ทราบผลรวดเร็วเหมาะท่จี ะนําไปใชตรวจพิสูจนพาราควอตในตัวอยางน้ําด่มื นาํ้ ลางกระเพาะเทียม และปสสาวะได
คําสาํ คัญ: พาราควอต, ชดุ ทดสอบ, สารกาํ จัดวัชพืช

Corresponding author E-mail: [email protected]

Received: 17 March 2021 Revised: 16 July 2021 Accepted: 30 July 2021

648 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปที่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ชุดทดสอบพาราควอตแบบข้ันตอนเดยี ว จนิ ตนา กรดเตม็ และคณะ

บทนํา

พาราควอต (paraquat) หรือยาฆาหญาเปนสารเคมีกําจัดวัชพืชในกลุม dipyridilium มีชื่อทางเคมีวา
1,1’ dimethyl 4,4’ bipyridinium หรือเรียกอีกชื่อหน่ึงวาเมทิลไวโอโลเจน (methyl viologen) ผลิตภัณฑ
ที่วางจําหนายในทองตลาดใชชื่อทางการคา เชน กรัมมอกโซน(1, 2) มีฤทธิ์อันตรายรายแรงและมีพิษเฉียบพลันสูง
ตอ มนษุ ย ไมม ยี าถอนพษิ ถา กนิ เขา ไปเพยี งปรมิ าณเลก็ นอ ยกท็ ําใหเ สยี ชวี ติ ได( 3) ในภาคเกษตรกรรมมกี ารใชพ าราควอต
อยางแพรหลายกับพืชไรหลายชนิด ซ่ึงในแตละปมีผูปวยหลายรายที่ไดรับพิษจากพาราควอตและเขารับการรักษาใน
โรงพยาบาลสาเหตสุ วนใหญเน่ืองมาจากผูปว ยเจตนากินและนิยมใชเ พือ่ ฆาตัวตาย(4) หรอื กรณปี ระทุษรา ยหรอื เกิดจาก
รูเทาไมถึงการณโดยนึกวาเปนเคร่ืองดื่มท่ีมีสี ผูปวยที่ไดรับสารพิษชนิดน้ีโดยตรงและไมไดรับการตรวจพิสูจน
แพทยอาจจะไมสามารถชวยเหลือผูปวยไดทันทวงที อาการพิษรายแรงมักพบในผูปวยท่ีจงใจกินเพื่อฆาตัวตาย
ถาไดรับสัมผัสสารที่มีความเขมขนสูงจะเกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง ทางเดินหายใจ เน้ือเยื่อภายในปากและตา
สวนอาการพิษแบบเฉียบพลันอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตภายใน 2-3 วัน เน่ืองจากเกิดพังผืดท่ีปอดและเกิดอาการพิษ
ตอไต(5) ขนาดที่เปนพิษหรือปริมาณท่ีทําใหตายในผูใหญเทากับ 4 มิลลิกรัมตอกิโลกรัมของน้ําหนักตัว(6) ขอมูล
ทางพษิ วทิ ยามีรายงานการศกึ ษาในมนษุ ย มีคา Oral LD50 human เทา กับ 40-60 มลิ ลิกรมั /กิโลกรัม(2) หรือระดับ
ที่เปนพิษ ถากินเขาไปขนาดมากกวา 40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะทําใหเกิดพิษ เชน อาเจียนทันที ทองเสีย ปวดทอง
มีแผลในทางเดินอาหาร ไตวาย ตับวาย ตับออนอักเสบ กลามเนื้อหัวใจอักเสบ ความดันโลหิตตํา่ หมดสติ
และชกั ผปู ว ยจะตายภายใน 1-4 วนั จากภาวะชอ็ กเนอ่ื งจากหวั ใจลม เหลว หรอื ถา กนิ พาราควอตทเี่ ปน สารละลายความ
เขมขนประมาณ 20% เพียง 10-20 มลิ ลิลติ ร ในผูใหญ หรอื 4-5 มลิ ลลิ ติ ร ในเดก็ (5) หรอื ไดรับเพียง 1-2 ชอนชา
ก็สามารถทําใหตายได(7) สาํ หรับผลกระทบเรื้อรังตอสุขภาพ ทาํ ใหกอโรคพารกินสันและโรคสมองเส่ือม(5) จาก
การทบทวนวรรณกรรมมีรายงานการตายอันเน่ืองจากสารเคมีกําจัดศัตรูพืช ซ่ึงมีพาราควอตเปนสาเหตุสําคัญ
จากอุบัติเหตุหรือจงใจฆาตัวตายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟคประมาณ 300,000 คนตอป และมีรายงานพบ
ผูปวยหญิงอายุ 18 ป จํานวน 1 ราย ไดรับพาราควอตสาเหตุมาจากผูปวยจงใจกินพาราควอตเพื่อฆาตัวตาย(8)
อวัยวะภายในถูกทําลายจนหมดและเสียชีวิตในเวลาตอมา(9) ซ่ึงจากขอมูลท่ีกลาวขางตนจึงพอสรุปไดวาความเปน
พิษและอันตรายจากพาราควอตมีความรุนแรงมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งเม่ือมีการนําไปใชในทางท่ีผิดหรือใชอยาง
ไมระมัดระวัง ดังน้ันจะเห็นวาพาราควอตยังคงสงผลกระทบตอคนหรือผูบริโภคโดยตรง หองปฏิบัติการ
พษิ วทิ ยา ศูนยว ทิ ยาศาสตรการแพทยท่ี 12/1 ตรงั ไดเปดใหบ ริการทดสอบหาพาราควอตหรอื เมทลิ ไวโอโลเจน ดว ยใช
หลักการทางเคมแี ละทําปฏิกริ ิยารดี อกซตอกันของสารเคมี 2 ชนิด ทีม่ ีความจําเพาะ เกิดปฏกิ ริ ยิ าของสารไดไธโอไนท
ในสภาพดา งเพอ่ื เปลย่ี นใหอ ยใู นรปู reduced form หรอื free radical เกดิ สารละลายสนี า้ํ เงนิ หรอื สฟี า ของ paraquat
radical ion หรือ 4,4 viologen โดยมีกลไกการเกิดปฏกิ ริ ิยาดังแสดงในภาพท่ี 1(1, 3)

ภาพที่ 1 ปฏิกริ ิยาทางเคมที ี่ใชใ นการทดสอบสารพาราควอต

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 649
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.

ในปง บประมาณ พ.ศ. 2541 หอ งปฏิบัตกิ ารพษิ วิทยา ศนู ยว ิทยาศาสตรการแพทยที่ 12/1 ตรัง ไดพ ฒั นา
ชุดนํา้ ยาทดสอบเอกลักษณของพาราควอตโดยใชหลักการเดิม ท้ังน้ีเพ่ือเตรียมความพรอมของหองปฏิบัติการฯ
ใหสามารถใชงานไดทันทีโดยไมตองหาสารเคมี และเพื่อสนับสนุนใหหองปฏิบัติการชันสูตรของโรงพยาบาล
ในเขตรับผิดชอบ สามารถนําไปใชตรวจตัวอยางหรือส่ิงสงตรวจจากผูปวยที่สงสัยวาไดรับพาราควอตโดยจงใจและ
ไมจงใจฆา ตัวตาย โดยไมตอ งสง ตวั อยาง สิ่งสง ตรวจทใี่ ชตรวจ เชน นา้ํ ลา งกระเพาะเศษอาหาร ปสสาวะ และตวั อยาง
ของกลางท่ีสงสัยวาปนเปอนสารพาราควอต มีความไวตั้งแต 1.0 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (µg/ml) ขึ้นไป จากน้ัน
ไดถายทอดเทคโนโลยี เรื่องการใชชุดนํ้ายาทดสอบพาราควอตโดยเตรียมตัวอยางทดสอบพรอมชุดทดสอบ
สง ใหก บั หอ งปฏบิ ตั กิ ารชนั สตู รของโรงพยาบาลในเขตจงั หวดั ตรงั พบวา เจา หนา ทหี่ อ งปฏบิ ตั กิ ารชนั สตู รของโรงพยาบาล
มีศักยภาพสามารถรายงานผลไดถูกตองและไมแตกตางจากผลทดสอบของเจาหนาท่ีหองปฏิบัติการพิษวิทยา
ของศูนยวิทยาศาสตรการแพทยท่ี 12/1 ตรัง(9) แตเน่ืองจากชุดนา้ํ ยาทดสอบดังกลาวเปนแบบ 2 ข้ันตอน
การใชง านคอนขางยุงยาก ไมส ะดวก และทาํ ใหเสียเวลา ตอ มาในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 จงึ ไดศกึ ษาคนควา ขอมูล
เพ่ือใหการทดสอบพาราควอตมีขั้นตอนท่ีงายข้ึนพัฒนาชุดทดสอบพาราควอตแบบขั้นตอนเดียวในรูปแบบแคปซูล(10)
โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอ่ื ลดขน้ั ตอนการทดสอบจาก 2 ขน้ั ตอน เปน ขน้ั ตอน 1 และใชง านงา ย สะดวก และรวดเรว็ สามารถ
นาํ ไปใชต รวจพิสูจนพาราควอตในตวั อยางน้าํ ดมื่ นํ้าลางกระเพาะเทียม และปสสาวะได

วัสดแุ ละวธิ ีการ

เครอื่ งมือและอปุ กรณ
เครอ่ื งช่ังไฟฟา ชนดิ 4 ตําแหนง, ขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 และ 1,000 มลิ ลิลติ ร, ปเ ปตอตั โนมตั ิ ขนาด

20-200 ไมโครลติ ร, ขนาด 100-1,000 ไมโครลติ ร และขนาด 10 มลิ ลิลติ ร, แคปซูลยา เบอร 0, กระดาษกรองชนดิ
แผน ย่หี อ Whatman Cat No. 3001-917 เพื่อใชเ ตรยี มกระดาษเทียบผลบวก, ถงุ พลาสติกสาํ หรบั บรรจุชดุ ทดสอบ
และเครือ่ งซีลชนดิ สุญญากาศ, โถดูดความชื้น (Desicator)

สารมาตรฐาน
พาราควอต Paraquat dichloride hydrate, (CHEM SERVICE) ความบริสทุ ธ์ิ 99.5%, ไกลโฟเสท

(Glyphosate), (Dr. Ehrenstorfer) ความบรสิ ทุ ธ์ิ 98.7%, 2,4-ดี (2,4-D Sodium salt), (Dr. Ehrenstorfer)
ความบรสิ ทุ ธ์ิ 98.5%

สารเคมี
สารเคมที ใ่ี ชใ นการทดลองครง้ั นท้ี กุ ชนดิ เปน AR grade ไดแ ก Sodium dithionite (Merck), Disodium

tetraborate (Merck), Sodium bicarbonate (Merck), Sodium chloride (Merck), Hydrochloric acid
(conc., 37%), Methanol (Merck), Sodium azide (Merck), Pepsin from hog (Fluka), Silica blue

วธิ ีการ
การเตรียมสารละลายมาตรฐาน

สารละลายมาตรฐานพาราควอต (paraquat) 1,000 µg/ml (Stock standard): ชงั่ สารมาตรฐาน Paraquat
dichloride hydrate 0.0107 กรมั ละลายดว ย 5% เมทานอล ปรับปรมิ าตรจนครบ 10 มลิ ลิลิตร

สารละลายมาตรฐานพาราควอต (paraquat) 500 µg/ml: ปเ ปตสารมาตรฐานพาราควอต 1,000 µg/ml
ปริมาตร 5 มลิ ลลิ ติ ร ปรบั ปริมาตรจนครบ 10 มิลลลิ ติ รดวยนา้ํ กล่ัน

650 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ชุดทดสอบพาราควอตแบบขัน้ ตอนเดยี ว จนิ ตนา กรดเต็ม และคณะ

สารละลายมาตรฐานไกลโฟเสท ความเขมขน 1,000 µg/ml (Stock standard): ชั่งสารมาตรฐาน
ไกลโฟเสท 0.0102 กรมั ละลายดวเมทานอล และปรับปริมาตรจนครบ 10 มลิ ลิลิตร

สารละลายมาตรฐาน 2,4-ด-ี โซเดยี ม 1,000 µg/ml (Stock standard): ชงั่ สารมาตรฐาน 2,4-ด-ี โซเดยี ม
0.0112 กรัม ละลายดวยเมทานอล และปรับปรมิ าตรจนครบ 10 มลิ ลลิ ิตร

การเตรียมชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซลู
เตรียมแคปซูลชุดทดสอบ: ผสมสาร Disodium tetraborate, Sodium bicarbonate และ Sodium

dithionite ใหเขา กันและบรรจุในแคปซลู (10)

เตรยี มกระดาษเทยี บผลบวก 1.0 µg/ml: ปเ ปตสารมาตรฐานพาราควอต 500 µg/ml ปรมิ าตร 10 ไมโครลติ ร
หยดบนกระดาษกรองขนาดประมาณ 3 × 1 เซนตเิ มตร ใชเปนตัวเทียบผลบวก (การนําไปใชงาน ใสก ระดาษเทยี บผล
บวกลงในหลอด เตมิ น้ํากลัน่ 5 มลิ ลิลิตร จะทําใหมีความเขมขน ของพาราควอตเทา กบั 1 µg/ml)

นําแคปซลู ชดุ ทดสอบจํานวน 3 แคปซลู และกระดาษเทยี บผลบวกจาํ นวน 1 ชิน้ บรรจใุ นถงุ พลาสติกพรอม
สารดดู ความช้ืน (Silica blue) และปด สนิทดว ยเครอ่ื งซีลชนดิ สญุ ญากาศ ดงั แสดงในภาพที่ 2

ภาพท่ี 2 ชดุ ทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซลู สาํ หรับทดสอบ 1 ตัวอยา ง

การเตรยี มตวั อยา ง
ตวั อยา งนาํ้ ดมื่ ไดแ ก ตวั อยา งนาํ้ ดม่ื ทบ่ี รรจสุ นทิ และจาํ หนา ยในทอ งตลาด (ไดร บั หมายเลขทะเบยี นการผลติ

จากคณะกรรมการอาหารและยา)
ตวั อยา งน้ําลา งกระเพาะเทยี ม เตรยี มโดยละลาย Sodium chloride 2.0 กรมั และ Pepsin (Pepsin from hog)

3.2 กรัม ในนํ้ากลนั่ เติม Hydrochloric acid (conc.) ปริมาตร 7 มิลลิลิตร และปรบั ปรมิ าตรครบ 1,000 มลิ ลิลติ ร
ดวยน้าํ กลัน่ (11)

ตวั อยา งปส สาวะ ไดแก ตวั อยา งปสสาวะของผทู ีไ่ มไดรบั ประทานยาชนิดใดเลยในระยะ 1 สัปดาห เตมิ 0.1%
Sodium azide เพื่อเปนสารกันบดู

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 651
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.

การทดสอบ
ปเปตตวั อยา ง ไดแก ตัวอยางนาํ้ ดื่ม นํ้าลา งกระเพาะเทียม และปสสาวะใสห ลอดทดสอบ 5 มิลลิลติ ร ปเปต

น้ํากล่ันใสหลอดทดสอบ 2 หลอด หลอดละ 5 มิลลิลิตร คีบกระดาษเทียบผลบวกลงในหลอดเทียบผลบวกหลอดท่ี 1
และหลอดท่ี 2 เปนหลอดเทยี บผลลบ เตมิ ชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล หลอดละ 1 แคปซูล ต้งั ทิ้งไวประมาณ
5 นาที หรือต้ังทง้ิ ไวจ นแคปซูลละลายและเขยา สังเกตปฏิกริ ิยาสที ี่เกดิ ขน้ึ

การอานผล/แปลผล
ผลลบ (-) คอื สารละลายไมเ ปลย่ี นเปน สนี าํ้ เงนิ หรอื สฟี า ออ น ผลบวก (+) คอื สารละลายเปลย่ี นเปน สนี า้ํ เงนิ

หรือสีฟาออน ดงั แสดงในภาพท่ี 3

สารละลายไมเ ปลย่ี นเปนสนี าํ้ เงนิ หรอื ฟา ไดส ารละลายสนี า้ํ เงนิ หรอื สฟี าออน

ภาพท่ี 3 การแปลผลการทดสอบพาราควอต

การทดสอบความใชไดข องชดุ ทดสอบ(12, 13, 14)
การหาความจําเพาะ (Specificity)

เตรียมตัวอยางนาํ้ ด่ืม ทีม่ ีความเขมขนพาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2,4-ดี 2 µg/ml
เตรยี มตัวอยางนาํ้ ลางกระเพาะเทียม ทีม่ คี วามเขม ขนพาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2,4-ดี 2 µg/ml
และเตรียมตวั อยา งปสสาวะท่ีมีความเขมขนพาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2,4-ดี 2 µg/ml จากน้นั
เตมิ สารมาตรฐานพาราควอต ไกลโฟเสท และ 2, 4-ดี ท่คี วามเขมขน 100 µg/ml ปริมาตรขวดละ 200 ไมโครลิตร
ลงในขวดวัดปริมาตรขนาด 10 มิลลิลิตร และปรับปริมาตรดวยตัวอยางนาํ้ ดื่ม นาํ้ ลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ
ตามลําดบั จะไดต วั อยา งนํ้าดมื่ ทมี่ คี วามเขม ขน พาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2, 4-ดี 2 µg/ml เตรยี ม
ชนิดละ 3 ซา้ํ รวม 9 ขวด ตวั อยางนํ้าลางกระเพาะเทยี มท่มี คี วามเขม ขน พาราควอต 2 µg/ml ไกลโฟเสท 2 µg/ml
และ 2, 4-ดี 2 µg/ml เตรียมชนิดละ 3 ซํ้า รวม 9 ขวด และตวั อยางปสสาวะท่มี ีความเขม ขนพาราควอต 2 µg/ml
ไกลโฟเสท 2 µg/ml และ 2, 4-ดี 2 µg/ml เตรยี มชนิดละ 3 ซ้ํา รวม 9 ขวด ทดสอบดว ยชุดทดสอบพาราควอตชนดิ
แคปซลู ตัวอยางละ 3 ซํา้

652 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ชุดทดสอบพาราควอตแบบข้นั ตอนเดยี ว จินตนา กรดเตม็ และคณะ

การหาคา ขีดจํากัดของการตรวจพบพาราควอต (Limit of detection: LOD)
วเิ คราะห blank matrix จาํ นวน 10 ซ้ํา เตรียมตัวอยา งนา้ํ ดืม่ น้ําลางกระเพาะเทียม และปส สาวะ ท่รี ะดับ

ความเขมขนตา ง ๆ ไดแก 0.3, 0.5, 0.7, 1.0 , 2.0 , 3.0 และ 5.0 µg/ml ตามลําดับ ปเปตสารมาตรฐานพาราควอต
ความเขม ขน 100 µg/ml ปรมิ าตร 30, 50, 70, 100, 200, 300 และ 500 ไมโครลติ ร ลงในขวดวดั ปรมิ าตรขนาด 10 มลิ ลลิ ติ ร
และปรบั ปริมาตรจนถึงขดี ดว ยนํา้ ดม่ื นา้ํ ลางกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ตามลาํ ดับ รวมตัวอยางนา้ํ ด่มื 70 ขวด นาํ้ ลาง
กระเพาะเทียม 70 ขวด และปสสาวะ 70 ขวด ทดสอบดวยชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล ความเขม ขนละ 10 ซํ้า(13)

การทดสอบหาคา ขดี จาํ กดั ของการตรวจพบพาราควอต ในตวั อยา งนาํ้ ดมื่ นา้ํ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ
ดาํ เนนิ การโดยทดสอบความเขม ขน ละ 10 ซา้ํ นาํ ผลทไี่ ดจ ากการทดสอบทใ่ี หผ ลบวกทง้ั 10 ซาํ้ ของคา ความเขม ขน ตาํ่ สดุ
ที่ตรวจพบพาราควอตของแตละตัวอยาง มาคํานวณหาคาขีดจาํ กัดของการตรวจพบพาราควอต (LOD) ในตัวอยาง
ไดดังนี้(13) คาความถูกตองหรือจํานวนซํา้ ของตัวอยางทดสอบท่ีใหผลบวก/ผลลบ (No. of positive/negative)
ตอ งไดผลบวกท้งั 10 ซาํ้ และคาํ นวณหาคา อตั ราการตอบสนองเชงิ บวก หรือ Positive response rate (%) โดย
การนาํ จํานวนซา้ํ ของตัวอยางทดสอบคณู จํานวนซา้ํ ของตัวอยา งท่ใี หผ ลบวก ตอ งไดเ ทากับ 100% จากน้ันนําคาขีดจํากัด
ของการตรวจพบพาราควอตท่ีไดในตัวอยางน้าํ ด่ืม นา้ํ ลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ ทาํ การพิสูจน 10 ซาํ้
เพอ่ื ดคู วามแมนยาํ

การทดสอบความแมน ยํา (Precision)
เตรียมตัวอยางนํ้าด่ืม นํ้าลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ (sample blank) จํานวนตัวอยางละ 10 ซ้ํา

ทดสอบดวยชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล
เตรยี มตวั อยา งนา้ํ ดม่ื นาํ้ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ทคี่ วามเขม ขน เทา กบั คา LOD ของตวั อยา ง จาํ นวน

ตัวอยา งละ 10 ขวด เตรยี มตวั อยางทีค่ วามเขมขนสูงกวา คา LOD จํานวนตวั อยางละ 10 ขวด และความเขมขนตํ่ากวา
คา LOD จํานวนตัวอยา งละ 10 ขวด ดงั น้ี

เตรยี มตัวอยางนํา้ ด่ืม ทค่ี วามเขมขน 0.3, 0.7 และ 1.0 µg/ml ปเปตสารมาตรฐานพาราควอตความเขม ขน
100 µg/ml ปริมาตร 30, 70 และ 100 ไมโครลิตร ลงในขวดวัดปริมาตรขนาด 10 มิลลิลิตร และปรับปริมาตร
จนถึงขีดดวยนํา้ ด่มื เตรียมความเขมขนละ 10 ซํ้า รวม 30 ขวด ทดสอบดวยชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล

เตรยี มตวั อยา งนํ้าลา งกระเพาะเทยี มทคี่ วามเขม ขน 0.7, 1.0 และ 1.5 µg/ml โดยปเ ปตสารมาตรฐานพาราควอต
ความเขมขน 100 µg/ml ปริมาตร 70, 100 และ 150 ไมโครลิตร ลงในขวดวัดปริมาตรขนาด 10 มิลลิลิตร
และปรบั ปรมิ าตรจนถงึ ขดี ดว ยนาํ้ ลา งกระเพาะเทยี ม เตรยี มความเขม ขน ละ 10 ซาํ้ รวม 30 ขวด ทดสอบดว ยชดุ ทดสอบ
พาราควอตชนดิ แคปซลู

เตรยี มตวั อยา งปส สาวะทคี่ วามเขม ขน 1.5, 2.0 และ 3.0 µg/ml โดยปเ ปตสารมาตรฐานพาราควอตความเขม ขน
100 µg/ml ปรมิ าตร 150, 200 และ 300 ไมโครลติ ร ลงในขวดวดั ปริมาตรขนาด 10 มิลลลิ ิตร และปรับปริมาตร
จนถึงขดี ดว ยปส สาวะ เตรียมความเขม ขนละ 10 ซา้ํ รวม 30 ขวด ทดสอบดวยชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล

ผลการศึกษานํามาคํานวณหาคาความไว ความจําเพาะ และความถกู ตอ ง จากสตู ร(13, 14) ดงั น้ี
คาความไว (Sensitivity, %) = (Ture positive sample/all positive samples) × 100
คา ความจาํ เพาะ (Specificity, %) = (Ture negative sample/all negative samples) × 100
คาความถูกตอง (Accuracy, %) = [(Ture positive sample + Ture negative sample)/Total

samples] × 100

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 653
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.

การทดสอบความคงตัวของชดุ ทดสอบ (Stability)
การเตรยี มชดุ ทดสอบ

เตรยี มชุดทดสอบจํานวน 8 รนุ ไดแ ก รุนท่ี 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 และ 8 โดยแตละรุน หางกนั 1 สัปดาห
จากน้ันเก็บท่ีอุณหภูมิหอง และในโถดูดความช้ืน เปรียบเทียบเปนรายสัปดาห รวม 2 เดือน จากนั้นทดสอบจนกวา
ชดุ ทดสอบเรม่ิ เสอื่ ม โดยเปรียบเทียบเปนรายเดือน (เดือนที่ 3-6 ) รวม 6 เดือน นาํ ไปทดสอบเทียบกับกระดาษเทียบ
ผลบวกท่ีความเขม ขน 1 µg/ml

ผล

การหาความจาํ เพาะของชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล ในตัวอยางน้ําดื่ม น้ําลางกระเพาะเทียม
และปส สาวะ พบวา วธิ ดี งั กลา วมคี วามจาํ เพาะสงู โดยใหผ ลบวกกบั พาราควอตเพยี งชนดิ เดยี ว และไมพ บปฏกิ ริ ยิ าผลบวก
ที่เกิดจาก Dithionite กับไกลโฟเสท และ 2, 4-ดี ดังแสดงในตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 ผลการศึกษาคาความจาํ เพาะของชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซลู

ชนดิ ตัวอยาง สารมาตรฐาน
นา้ํ ดมื่ 2.0 µg/ml พาราควอต ไกลโฟเสท 2, 4-ดี
นํา้ ลา งกระเพาะเทียม 2.0 µg/ml (positive/negative) (positive/negative) (positive/negative)
ปสสาวะ 2.0 µg/ml 3/0 0/3 0/3
หลอดเทยี บผลบวก 3/0 0/3 0/3
หลอดเทยี บผลลบ 3/0 0/3 0/3
1/0 - -
0/1 - -

การศกึ ษาคา ขดี จํากดั ของการตรวจพบพาราควอต (LOD) โดยทดสอบตวั อยา งนาํ้ ดมื่ นา้ํ ลา งกระเพาะเทยี ม
และปส สาวะ ท่ีความเขม ขน 0, 0.3, 0.5, 0.7, 1.0, 2.0, 3.0 และ 5.0 µg/ml และทดสอบดว ยชดุ ทดสอบพาราควอต
ชนดิ แคปซลู พบวา คา LOD ในตัวอยา งนา้ํ ด่ืม นํ้าลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะเทากับ 0.7, 1.0 และ 2.0 µg/ml
ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ผลการศึกษาคาขีดจํากัดของการตรวจพบพาราควอต (LOD) ในตัวอยางน้ําดื่ม นํ้าลางกระเพาะเทียม
และปสสาวะ

ความเขมขน No. of positive/negative Positive response rate (%)
พาราควอต นา้ํ ลา ง น้ําลาง
(µg/ml) นาํ้ ดม่ื กระเพาะเทยี ม ปสสาวะ นํ้าดื่ม กระเพาะเทียม ปสสาวะ

0.0 0/10 0/10 0/10 000
0.3 0/10 0/10 0/10 000
0.5 0/10 0/10 0/10 000
0.7 10/0 0/10 0/10 100 0 0
1.0 10/0 10/0 0/10 100 100 100
2.0 10/0 10/0 10/0 100 100 100
3.0 10/0 10/0 10/0 100 100 100
5.0 10/0 10/0 10/0 100 100 100
LOD (µg/ml) 0.7 1.0 2.0

654 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ชุดทดสอบพาราควอตแบบข้ันตอนเดยี ว จนิ ตนา กรดเตม็ และคณะ

การศึกษาความแมนยํา
การทดสอบตวั อยา ง 3 ชนดิ คอื น้าํ ดม่ื นํา้ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะทใ่ี หผ ลบวกจรงิ ชนดิ ละ 20 ตวั อยา ง

และผลลบจรงิ ชนดิ ละ 20 ตวั อยา ง ผลการศกึ ษาไมพ บผลบวกลวง (False positive) และผลลบลวง (False negative)
ในตัวอยางท้งั 3 ชนิด โดยมีคาความไว คา ความจําเพาะ และคา ความถกู ตอ ง เทา กบั รอยละ 100 ดงั แสดงในตารางที่ 3

ตารางท่ี 3 ผลการศึกษาความแมนยาํ (Precision) ของชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล ในตัวอยางนาํ้ ดื่ม
น้ําลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ

จาํ นวนตัวอยา ง ทดสอบดว ยชดุ ทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูล

ตรวจพบ ตรวจไมพ บ รวม
20
ผลบวก 20 ตวั อยาง 20 (TP) 0 (FP) 20
ผลลบ 20 ตัวอยาง 40
0 (FN) 20 (TN)
คาความไว (Sensitivity)
คาความจาํ เพาะ (Specificity) รวม 20 20
คา ความถูกตอง (Accuracy)
= TP×100/(TP+FN) = 100%

= TN×100/(FP+TN) = 100%

= (TP+TN) × 100/Total sample = 100%

การศกึ ษาความคงตัวของชุดทดสอบ
โดยเก็บชุดทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซูลรนุ ท่ี 1 ถึงรนุ ที่ 8 แบง เก็บที่ 2 สภาวะ ไดแ ก เกบ็ ที่อุณหภมู หิ อง

และเกบ็ ในโถดดู ความชนื้ ผลการศกึ ษาพบวา ชดุ ทดสอบสามารถเกบ็ ทอ่ี ณุ หภมู หิ อ งไดน าน 1 เดอื น สว นชดุ ทดสอบเกบ็
ในโถดดู ความชืน้ ไดน าน 5 เดอื น โดยทีย่ งั ใหผ ลการทดสอบถกู ตอง ดังแสดงในตารางที่ 4

ตารางท่ี 4 ผลการศึกษาความคงตัวของชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล ในสภาวะเก็บท่ีอุณหภูมิหองและเก็บใน
โถดูดความช้นื นาน 6 เดือน

ชดุ ทดสอบพาราควอตชนิดแคปซลู

เกบ็ ทอ่ี ณุ หภมู ิหอง เกบ็ ในโถดดู ความช้นื
รนุ ที่ เดอื นท่ี 1 เดอื นท่ี 2 เดือนท่ี 1 เดือนที่ 2 เดอื นที่ 3 เดอื นท่ี 4 เดอื นที่ 5 เดือนท่ี 6
(สปั ดาห 1-4) (สปั ดาห 1-4) (สัปดาห 1-4) (สปั ดาห 1-4)

1 + - + + +++-

2 + - + + +++-

3 + - + + +++-

4 + - + + +++-

5 + - + + +++-

6 + - + + +++-

7 + - + + +++-

8 + - + + +++-

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 655
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.

วิจารณ

การพัฒนาชุดทดสอบพาราควอตในรูปแบบแคปซูลมวี ัตถปุ ระสงคเ พือ่ ลดขัน้ ตอนการทดสอบใหเหลือเพยี ง
ขั้นตอนเดียว และเพื่อใชตรวจพิสูจนหาพาราควอตเชิงคุณภาพในตัวอยางน้ําด่ืม น้ําลางกระเพาะเทียม และปสสาวะ
พบวา วธิ มี คี วามจําเพาะพบปฏกิ ริ ยิ าทเ่ี กดิ จากสารไดไธโอไนทใ หผ ลบวกกบั พาราควอตเพยี งชนดิ เดยี วและไมพ บปฏกิ ริ ยิ า
ทเี่ กดิ จากสารไดไธโอไนท กับไกลโฟเสท และ 2,4-ดี ซงึ่ สารทงั้ 2 ชนดิ เปนสารกาํ จัดวัชพชื เหมอื นกนั แตม ีโครงสราง
โมเลกุลและน้ําหนักโมเลกุลแตกตางกัน จึงสามารถใชแทนไดควอตได ท้ังน้ีเน่ืองจากหนวยงานไมมีสารมาตรฐาน
ดงั กลา ว เมอื่ นําคา ขดี จํากดั ของการตรวจพบพาราควอตทร่ี ะดบั LOD ในตวั อยา งนาํ้ ดมื่ นาํ้ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ
ทคี่ วามเขมขน เทา กบั 0.7, 1.0 และ 2.0 µg/ml ตามลําดับ โดยทดสอบตัวอยางละ 10 ซํ้า พบวาไดสารละลายสีฟา
ทุกหลอด ตรวจพบรอยละ 100 จากน้นั ไดป ระเมินประสทิ ธภิ าพของชดุ ทดสอบโดยการศึกษาความแมนยําในตัวอยาง
นา้ํ ดมื่ นา้ํ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ทใ่ี หผ ลบวกจรงิ ตวั อยา งละ 20 ตวั อยา ง และผลลบจรงิ ตวั อยา งละ 20 ตวั อยา ง
พบวาไมพบผลบวกลวงและผลลบลวง ไดคาความไว ความจําเพาะ และความถูกตองรอยละ 100 ทั้ง 3 ตัวอยาง
จากการศึกษาดังกลาวพบวาวิธีมีความถูกตองและเช่ือถือได เน่ืองจากสารมาตรฐานพาราควอตท่ีใชเตรียมตัวอยางมี
ใบรบั รอง เครอื่ งมือทใ่ี ช เชน ปเ ปตอัตโนมัติ ขวดวัดปรมิ าตร ผานการสอบเทียบ ขัน้ ตอนการเตรยี มตวั อยา งไมยงุ ยาก
และ Blank matrix ไมมีส่ิงรบกวนอ่นื ใด จึงทําใหคาท่ไี ดมคี วามถกู ตอ งสงู และในปง บประมาณ พ.ศ. 2566 ผูวจิ ัยมี
แผนพฒั นาตรวจหาปรมิ าณพาราควอตในตวั อยา งนา้ํ ดมื่ นาํ้ ลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะ ดว ยเครอ่ื งมอื พเิ ศษ High
performance liquid chromatography สําหรับผลการศึกษาความคงตัวของชดุ ทดสอบ (Stability) ไดเตรยี มชุด
ทดสอบและเปรียบเทียบโดยแบงชุดทดสอบแตละรุนการผลิตเก็บท่ีอุณหภูมิหอง และเก็บในโถดูดความชื้น พบวาชุด
ทดสอบเกบ็ ทอ่ี ณุ หภมู หิ อ งเกบ็ ไดไ มน าน อาจเนอื่ งจากสารเคมที ใ่ี ชเ ตรยี มชดุ ทดสอบ เชน Sodium dithionite มคี วาม
เสถยี รปานกลางเปน สารดดู ความชนื้ ไดง า ย(15) เพอื่ ปอ งกนั ความชน้ื โดยเกบ็ ชดุ ทดสอบในโถดดู ความชนื้ ทงั้ นเ้ี พอ่ื ใหม อี ายุ
การใชง านนาน จะเห็นวาชุดทดสอบเกบ็ ท่ีอุณหภมู ิหองไดน าน 1 เดือน สว นชุดทดสอบท่ีเกบ็ ในโถดูดความช้ืนสามารถ
เก็บไดนาน 5 เดือน จากการวิจัยคร้ังน้ีผูวิจัยตองการเปรียบเทียบสารเคมีท่ีใชเตรียมในแตละรุนมีความแตกตางกัน
หรอื ไม เนอ่ื งจากสารเคมบี างชนดิ ชน้ื ไดง า ย แตจ ากการเปรยี บเทยี บการเตรยี มชดุ ทดสอบ จาํ นวน 8 รนุ พบวา ไมแ ตกตา ง
เพราะฉะน้ันการศกึ ษา Stability ควรศึกษาหรือเตรียมชุดทดสอบพรอมกนั ในคร้งั เดยี ว

การพัฒนาชุดทดสอบพาราควอตแบบข้ันตอนเดียวในรูปแบบแคปซูล ใชหลักการทางเคมี (Dithionite
test) ทาํ ปฏกิ ริ ยิ าระหวา งพาราควอตกับ Sodium azide ในสภาพดาง ซึง่ จากการเตรยี มชุดทดสอบไดผ สมสารท่ที าํ ให
เปน ดา ง รวมในแคปซูลดงั กลา ว(10) ไดแ ก Sodium dithionite, Disodium tetraborate และ Sodium bicarbon-
ate ซึ่งสารแตล ะชนิดมีคุณสมบัตทิ างเคมีเปนดาง คา ความเปน กรด-ดาง เทา กบั 8.5, 9.2 และ 8.6 ตามลาํ ดับ(15, 16, 17)
จากการทดสอบความใชไ ดข องวิธี พบวา วิธมี คี าความถกู ตอ งเทา กับ 100% แตดว ยขอจาํ กัดของชุดทดสอบสามารถใช
ตรวจตวั อยา งทมี่ ลี กั ษณะใสและไมข นุ สาํ หรบั ตวั อยา งทมี่ สี เี ขม ใหต รวจดว ยเครอื่ งมอื พเิ ศษ เชน Ion exchange, High
performance liquid chromatography เปนตน สวนตัวอยางปส สาวะของคนปกติสามารถตรวจหาพาราควอตดวย
วิธีนไี้ ด สไี มรบกวนผลทดสอบ ไดค าความถูกตอ งเทา กบั 100% สาํ หรับตวั อยา งทม่ี ีตะกอนใหป น แยกตะกอนนําสว น
ใสไปทดสอบทําใหการสังเกตสีของปฏกิ ิรยิ าชดั เจนขนึ้ อยา งไรก็ตามปฏกิ ิรยิ าการเกดิ สีฟา หรอื สีน้ําเงนิ ของพาราควอต
หรือ เมทิลไวโอโลเจนกับสารไดไธโอไนท ในสภาวะดางจะไมคงตัวและจะจางหายไปในเวลาไมนานเมื่อถูกแสง
พาราควอตก็จะถูก reoxidized กลบั มาสู oxidized form ที่ไมมสี ีไดโดยงาย(3) ดงั นัน้ จึงตอ งสังเกตปฏกิ ิริยาการเกิดสี
ภายใน 5 นาที หลงั จากทดสอบ สําหรบั ตวั เทยี บผลบวกผวู จิ ยั ไดเ ลอื กใชก ระดาษเทยี บผลบวกทมี่ คี วามเขม ขน 1 µg/ml
เนอ่ื งจากเปน คา ความไว หรอื คา ขดี จํากดั ของการตรวจพบพาราควอต ในตวั อยา งนํ้าลา งกระเพาะเทยี ม กรณที สี่ นบั สนนุ
ชุดทดสอบพาราควอตใหกับโรงพยาบาลเพ่ือใชตรวจตัวอยางผูปวยซึ่งสวนใหญเปนตัวอยางนา้ํ จากกระเพาะอาหาร
จงึ เปนทมี่ าของการเลือกใชก ระดาษเทยี บผลบวกทคี่ วามเขมขน 1 µg/ml หลังจากพฒั นาชดุ ทดสอบดงั กลา วแลว เสร็จ

656 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ชุดทดสอบพาราควอตแบบขน้ั ตอนเดยี ว จินตนา กรดเต็ม และคณะ

ยงั ไมม ีตวั อยางจริง มเี พียงแตไ ดเตรยี มตัวอยางทดสอบ (unknown) และเตรียมชดุ ทดสอบพาราควอตชนดิ แคปซลู
สงใหกับโรงพยาบาลท่ีเขารวมโครงการรวม 20 แหง ทั้งน้ีเพ่ือใหเจาหนาที่หองปฏิบัติการชันสูตรของโรงพยาบาล
มที ักษะ และเตรียมความพรอมทางหอ งปฏบิ ัติการจึงมคี วามสาํ คญั ย่ิง แมวา จะมปี ระกาศแบนพาราควอต จากประกาศ
ในพระราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลบังคับใชต้ังแต 1 มิถุนายน 2563 เปนตนไป(18) แตเม่ือวันท่ี 25 กันยายน 2563
มรี ายงานจากศนู ยฉ ลาดซอื้ มลู นธิ เิ พอ่ื ผบู รโิ ภค มกี ารตรวจพบพาราควอตในตวั อยา งปรู อ ยละ 33 จากตวั อยา ง 24 ตวั อยา ง
ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ(19) แสดงวาประเทศไทยยังคงมกี ารนําพาราควอตมาใชง านหรืออาจจะมีการลกั ลอบเขา มาและ
นาํ มาใชในทางท่ีผิด การเตรียมความพรอมทางหองปฏิบัติการและมีชุดทดสอบพาราควอตชนิดแคปซูล พรอมใชงาน
ซึ่งเปนวิธีที่พัฒนาข้นึ ใหม การใชงานงา ย สะดวก เหลือเพียงขน้ั ตอนเดียว ทราบผลเรว็ ภายใน 5 นาที อีกท้งั สามารถ
นําไปทดสอบตัวอยางน้ําในภาคสนามกรณีเรงดวนหรือเฝาระวัง ปองกันการปนเปอนของสารพาราควอตได รวมท้ัง
พกพาสะดวก ซ่ึงแตกตา งกบั ชดุ นํา้ ยาทดสอบพาราควอตแบบเดิมชนดิ 2 ขน้ั ตอน วิธีการทดสอบตองเตมิ นํ้ายา ชนิด A
และผงเคมี B การใชงานคอนขา งยุง ยาก ไมสะดวก และทาํ ใหเสียเวลา การตรวจพสิ ูจนพ าราควอตใหรวดเรว็ จงึ มคี วาม
สาํ คญั เปน อยา งยงิ่ โดยเฉพาะผปู ว ยทไี่ ดร บั โดยการกนิ หากตรวจพบวา ไดร บั สารพษิ พาราควอตแพทยส ามารถชว ยเหลอื
ผปู วยและใหยาแกพ ษิ ไดทันทว งที

สรปุ

การพฒั นาชุดทดสอบพาราควอตแบบขน้ั ตอนเดยี วในรปู แบบแคปซูล พบวาวิธีนีม้ คี วามถกู ตอง ใชงานงา ย
ลดขั้นตอนการทดสอบเหลือเพียงข้ันตอนเดียว สะดวก รวดเร็ว และเหมาะสมที่จะนําไปใชตรวจพิสูจนพาราควอต
ในตัวอยางนาํ้ ด่มื นํ้าลา งกระเพาะเทยี ม และปส สาวะได

กิตตกิ รรมประกาศ

ผวู จิ ยั ขอขอบคณุ นายวชิ ยั ปราสาททอง ผอู าํ นวยการศนู ยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ่ี 7 ขอนแกน ทใ่ี หค าํ ปรกึ ษา
ขอเสนอแนะรวมทง้ั ขอ คดิ เหน็ ตางๆ ขอขอบคณุ นายวรศักด์ิ อินทรชัย ศนู ยว ิทยาศาสตรก ารแพทยท่ี 9 นครราชสีมา,
นายวชั รชัย รุจโิ รจนกุล ศนู ยวทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ่ี 6 ชลบุรี และนายราเมศ กรณีย ศูนยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 3
นครสวรรค ทส่ี นบั สนนุ สารมาตรฐานสาํ หรบั งานวจิ ยั ครงั้ นี้ และขอขอบคณุ นางลกั ษกิ า ทองเรอื งศรี โรงพยาบาลปะเหลยี น
ทีช่ วยตรวจทานตน ฉบบั

เอกสารอา งองิ

1. Watts M. Paraquat. Penang, Malaysia: Pesticide Action Network Asia and the Pacific. [online.]
2010; [cited 2021 Jun 25]; [44 screens]. Available from: URL: http://www.thaipan.org/sites/
default/files/fileinter/monograph_paraquat_0.pdf.

2. พรรณี พิเดช. เทคนคิ การวิเคราะหแ ละความรเู บอ้ื งตน สาํ หรับหอ งปฏบิ ตั กิ ารพษิ วทิ ยา. พิมพคร้ังท่ี 2. กรงุ เทพฯ:
คณะเทคนคิ การแพทย มหาวทิ ยาลัยมหิดล; 2530. หนา 224-227.

3. Wikipedia, the free encyclopedia. Viologen. [online]. 2020; [cited 2021 Jun 10]; [5 screens].
Available from: URL: https://en.wikipedia.org/wiki/Viologen#Mechanism_of_action.

4. Addo E, Poon-King T. Leucocyte suppression in treatment of 72 patients with paraquat
poisoning. Lancet 1986; 327(8490): 1117-20.

5. ดารกิ า วอทอง. พาราควอต. [ออนไลน] . 2561; [สบื คน 21 พ.ค. 2564]; [5 หนา ]. เขา ถงึ ไดจ าก: URL: https://
www.summacheeva.org/occtox/paraquat.

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 657
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

One-step Paraquat Test Kit Jintana Krodtem et al.

6. Paraquat. In: Flanagan RJ, Braithwaite RA, Brown SS, Widdop B, de Wolff FA. Basic analytical
toxicology. Geneva: World Health Organization; 1995. p. 195-196.

7. Raghu K, Mahesh V, Sasidhar P, Reddy PR, Venkataramaniah V, Agrawal A. Paraquat poisoning:
a case report and review of literature. J Family Community Med 2013; 20(3): 198-200.

8. Reihani H, Zarmehri B. Multi-organ failure due to paraquat poisoning: case report and review
of literature. Asia Pac J Med Toxicol 2016; 5: 98-100.

9. อดุ มศกั ด์ิ สดุ มาตร, จนิ ตนา ปานทอง, ธรรญชนก พิทักษ. การประเมินประสทิ ธิผลชดุ ทดสอบพาราควอตของ
หองปฏิบตั กิ ารชนั สูตรของโรงพยาบาลในจังหวดั ตรงั . ว กรมวทิ ย พ 2542; 41(3): 343-8.

10. Clarke EGC, Moffat AC, Pharmaceutical Society of Great Britain. Department of Pharmaceutical
Sciences. Clarke’s isolation and identification of drugs in pharmaceuticals, body fluids, and
post-mortem material. 2nd ed. London: The Pharmaceutical Press; 1986. p. 24-25.

11. United States Pharmacopeial Convention. USP 42-NF 37: The United States pharmacopeia
and the national formulary. Rockville, MD: United States Pharmacopeia Convention; 2019.
p. 6168.

12. AOAC International. Guidelines for standard method performance requirements: Annex C.
In: AOAC official method of analysis. [online]. 2016; [cited 2021 May 24]; [2 screens]. Available
from: URL: http://www.eoma.aoac.org/app_f.pdf.

13. Annex D - notes on qualitative analysis. In: Eurachem Guide. The fitness for purpose of
analytical methods - a laboratory guide to method validation and related topics: 2nd ed.
[online]. 2014; [cited 2021 May 20]; [3 screens]. Available from: URL: https://www.eurachem.
org/images/stories/Guides/pdf/MV_guide_2nd_ed_EN.pdf.

14. National Association of Testing Authorities. General accreditation guidance - validation and
verification of quantitative and qualitative test methods. [online]. 2018; [cited 2021 Jun 8]; [31
screens]. Available from: URL: https://nata.com.au/files/2021/05/Validation-and-Verification-
of-Quantitative-and-Qualitative-Test-Methods.pdf.

15. Merck KGaA. Sodium dithionite. [online]. 2021; [cited 2021 Jun 21]; [1 screen]. Available from:
URL: https://www.merckmillipore.com/TH/en/product/Sodium-dithionite,MDA_CHEM-
106505?ReferrerURL=https%3A%2F%2Fwww.google.com%2F.

16. Merck KGaA. Disodium tetraborate. [online]. 2021; [cited 2021 Jun 21]; [1 screen]. Available
from: URL: https://www.merckmillipore.com/TH/en/product/di-Sodium-tetraborate,MDA_
CHEM-106306?ReferrerURL=https%3A%2F%2Fwww.google.com%2F.

17. Merck KGaA. Sodium hydrogen carbonate. [online]. 2021; [cited 2021 Jun 21]; [1 screen].
Available from: URL: https://www.merckmillipore.com/TH/en/product/Sodium-hydrogen-
carbonate,MDA_CHEM-106329?ReferrerURL=https%3A%2F%2Fwww.google.com%2F.

18. ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายช่ือวัตถุอันตราย ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2563). ราชกิจจานุเบกษา
เลม 137 ตอนพเิ ศษ 117 ง (วนั ที่ 19 พฤษภาคม 2563). หนา 56.

19. มลู นธิ เิ พอ่ื ผบู รโิ ภค. ฉลาดซอื้ ตรวจพบสารพาราควอตในนาํ้ ปู รอ ง คกก.วตั ถอุ นั ตรายแบนทนั ท.ี [ออนไลน] . 2563;
[สืบคน 21 พ.ค. 2564]; [4 หนา]. เขา ถึงไดจาก: URL: https://www.consumerthai.org/consumers-
news/food-and-drug/4511-paraquatcrappaste.html.

658 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ชุดทดสอบพาราควอตแบบขน้ั ตอนเดยี ว จนิ ตนา กรดเตม็ และคณะ

Development of One-Step Paraquat Test Kit

Jintana Krodtem1 Sarinya Rittinium1 Thammawut Chumark1 and Laksika Thongruangsri2
1Regional Medical Sciences Center 12/1 Trang, Department of Medical Sciences, Amphoe Muang, Trang
92000
2Palian Hospital, Amphoe Palian, Trang 92120, Thailand

ABSTRACT Paraquat is a herbicide that is widely used and has serious harmful effects on humans and
animals. Science 1998, The Regional Medical Sciences Center 12/1 Trang set up a 2-step paraquat test
kit and supported to hospitals used for testing specimens derived from the patients that were suspected
to be exposed to paraquat. In 2019, the one-step paraquat test kit was developed in capsule form in
order to reduce process and time for testing in drinking water, simulated gastric content and urine
samples. The results showed that the test kit could be used for testing paraquat with highly specific
reaction. The limit of detection of paraquat in drinking water, simulated gastric content and urine
samples were 0.7, 1.0 and 2.0 µg/ml, respectively. The test kit showed the perfect performance of
sensitivity, specificity, and accuracy at 100 percent. The test kit could be stored at room temperature for
1 month and in a desiccator for 5 months. In conclusion, the one-step paraquat test kit developed in this
study is easy to use with quick result and suitable for testing in drinking water, simulated gastric content
and urine samples.
Keywords: Paraquat, Test kit, Herbicide

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 659
ปท่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

นพิ นธตน ฉบบั ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 660-674

การวเิ คราะหป รมิ าณรงั สกี ระเจงิ และการปอ งกนั อนั ตราย
จากรังสเี มือ่ ถายภาพดว ยเครื่องเอกซเรยเ คล่ือนท่ี

วสนั บุตรพา
โรงพยาบาลนครปฐม อําเภอเมอื งนครปฐม นครปฐม 73000
บทคดั ยอ การศกึ ษานม้ี วี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ เปรยี บเทยี บปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ (Scatter radiation) จากเครอ่ื งเอกซเรยเ คลอ่ื นที่
(Portable X-ray) ย่หี อ SHIMADZU รุน Mobile Art Evolution และ FUJI FILM แบบ Full DR รนุ FDR GO
Plus ของโรงพยาบาลนครปฐม โดยการวิเคราะหปริมาณรังสีกระเจิง ทิศทางและระยะท่ีปลอดภัยของผูปฎิบัติงานดานรังสี
และบุคคลทวั่ ไปจากการถายภาพรงั สดี ว ยเครือ่ งเอกซเรยเคล่ือนท่ี ดําเนินการวิเคราะหทศิ ทางที่ 0, 45, 90, 135, 180, 225,
270 และ 315 องศา ทีร่ ะยะหา ง 0.5, 1.5, 3.0 และ 4.0 เมตร โดยวดั จากพื้น 80 เซนติเมตร ซึง่ เทยี บไดก ับตําแหนง ของ
Gonad ของคนสูง 175 เซนติเมตร และใกลเคียงความสูงของเตียงผูปวย ใชเทคนิคถายภาพรังสีเอกซเรยปอดทานอนหงาย
(Chest AP Supine) ใชแ ผนรับภาพรังสขี นาด 14 × 17″ ตั้งคาเทคนิค 85 kVp, 1.6 mAs 70 kVp, 0.63 mAs สําหรับ
ผปู วยเดก็ และใชเ ทคนิคถา ยภาพรงั สกี ระดูกเชงิ กราน (Pelvic AP) ต้ังคา เทคนิค 85 kVp, 3.2 mAs ท่ีระยะ 100 เซนติเมตร
โดยการใชเครื่องสํารวจรังสี (Survey meter) ผลการทดลองพบวาปริมาณรังสีกระเจิงแปรผันกับระยะหางจากตัวผูปวย แต
ไมข นึ้ กบั ทิศทางผูปฎิบตั งิ านดา นรังสีและประชาชนท่ัวไป ทไี่ ดร ับปริมาณรงั สกี ระเจิงไมเ กินคา ขดี จาํ กดั การไดร ับรังสี ไมเ กิน 20
mSv/yr และไมเ กนิ 1 mSv/yr ตามลําดบั เพื่อความปลอดภยั ในการปฏบิ ัตงิ าน ผูปฏิบตั ิงานควรอยูหางจากหลอดเอกซเรย
ท่ีระยะมากกวา 4 เมตร และมุมท่ีปลอดภัย คือ 0 องศา และควรสวมเสอ้ื ตะก่วั ปองกันรงั สี
คาํ สาํ คัญ: รงั สีกระเจงิ , การปองกนั อนั ตรายจากรังสี, เครือ่ งเอกซเรยเ คลือ่ นที่

Corresponding author E-mail: [email protected]

Received: 27 October 2021 Revised: 23 July 2021 Accepted: 5 August 2021

660 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ปริมาณรังสีกระเจงิ และการปองกันอันตรายจากรงั สจี ากเคร่ืองเอกซเรยเ คลอ่ื นที่ วสัน บตุ รพา

บทนํา

ปจจุบันงานดานรังสีวินิจฉัยมีความสําคัญในการชวยแพทยวินิจฉัยโรค ซึ่งในแตละวันมีผูเขารับบริการ
ทางรังสีของกลุมงานรังสีจํานวนมาก เชน เคร่ืองเอกซเรยคอมพิวเตอร เอกซเรยทั่วไป เอกซเรยแบบฟลูโอโรสโคป
เครื่องเอกซเรยเคลื่อนท่ีเปนเครื่องมือในงานดานรังสีวินิจฉัยท่ีใชรังสีในการวินิจฉัยโรคเบ้ืองตนในทางการแพทย
ใชในการเอกซเรยสวนตาง ๆ สําหรับผูปวยที่มีอาการหนักหรือเคลื่อนยายลําบาก ใชในการเอกซเรยที่หอผูปวย
หอ งผา ตัดและสถานทอ่ี ื่น ๆ เปน ระบบ DR สามารถดภู าพทางรงั สีจากจอคอมพวิ เตอรจ ากเคร่ืองได ทาํ ใหรกั ษาผปู วย
เบ้ืองตนไดรวดเร็วและปลอดภัยทําใหอัตราการเสียชีวิตและพิการนอยลง ในการใหบริการตองคํานึงถึงปริมาณรังสี
ท่ีเหมาะสมและความปลอดภัยของผปู ว ย เจา หนาท่ี และบุคคลรอบขาง ตองคํานึงถึง International Commission
on Radiological Protection (ICRP)(1) ไดกาํ หนดเปาหมายการปอ งกันรังสเี พอื่ หลีกเล่ยี งการเกิด deterministic
effects อีกท้งั ลดโอกาสการเกิด stochastic effects รังสีเอกซม ผี ลการเกิดทงั้ 2 กรณี ใหอยูในระดับท่ยี อมรับไดและ
พิจารณานํารังสีไปใชในปริมาณนอยท่ีสุด โดยกอใหเกิดประโยชนสูงสุด การปองกันอันตรายจากรังสีจําเปนตองมีการ
จดั เตรยี มปจ จยั เชน การจดั สถานทใ่ี หเ หมาะสม การวางแผนการกอ สรา ง การตดิ ตง้ั อปุ กรณแ ละทสี่ าํ คญั คอื ความพรอ ม
ของบุคลากรและเครื่องมือ อุปกรณปองกัน เชน เส้ือตะก่ัว ไทรอยดชิลด บุคลากรท่ีปฏิบัติงานเก่ียวกับรังสีจะตอง
มีความรูเก่ียวกับการปองกันอันตรายจากรังสีและวิธีปองกันอันตรายจากรังสี และสามารถปฏิบัติงานไดถูกตองตาม
ขั้นตอนอยางมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นจะตองมีเครื่องมือที่ชวยในการปองกันอันตรายจากรังสี เพ่ือใหทํางาน
ไดอยางความปลอดภัยและสะดวกยิ่งขึ้น บุคลากรที่ปฏิบัติงานทางดานรังสีควรไดรับปริมาณรังสีใหนอยท่ีสุด
โดยยดึ หลกั 3 ประการ ใหร ะยะหา งมากทส่ี ดุ ทส่ี ามารถปฏบิ ตั งิ านได ใชเ วลาในการเอกซเรยน อ ยทสี่ ดุ และใชฉ ากกาํ บงั (2)
ไดแก เสื้อตะก่วั ไทรอยดชลิ ด

กลุมงานรังสวี ิทยา โรงพยาบาลนครปฐม เปนหนวยงานดา นรงั สวี นิ ิจฉยั มีการใหบ ริการเครอื่ งเอกซเรยแบบ
เคลอื่ นที่ ณ หอผปู ว ยในแตล ะวนั เปน จาํ นวนมาก เพอ่ื หาระยะและตาํ แหนง ทปี่ ลอดภยั แกผ ปู ฏบิ ตั งิ าน เจา หนา ทปี่ ระจาํ ตกึ
และบุคคลบริเวณใกลเ คยี ง ไดร บั ปริมาณรังสนี อ ยที่สุดในการถา ยภาพเอกซเรยจากเครอ่ื งเอกซเรยเคลอ่ื นที่ เจาหนาท่ี
แมจ ะใสเครอ่ื งปอ งกันแลว อาจไมเ พียงพอในการปอ งกนั อนั ตรายตอเจาหนา ที่ผูปฏิบตั งิ านและผูป ว ย ซ่ึงมกี ารกําหนด
ปริมาณรังสีสูงสดุ ท่ยี อมรับไดสําหรบั เจา หนา ท่ใี ชเ ครื่องเอกซเรยเ คล่อื นท่ีในการวนิ ิจฉัย โดยคา effective dose เฉล่ยี
ในระยะเวลา 5 ป ไมเ กิน 20 millisieverts per year (mSv/yr) ถือวา ปลอดภยั จากรังส(ี 3)

การศึกษานี้เปนการวัดปริมาณรังสีกระเจิงเพื่อหาระยะ ทิศทาง และตําแหนงอันตรายจากรังสีรอบๆ
เครอ่ื งเอกซเรยเ คลอ่ื นท่ี เพ่อื ปอ งกันปรมิ าณรังสีกระเจิงที่เจา หนาทผ่ี ูป ฏบิ ัตงิ าน เจา หนา ท่ปี ระจาํ ตกึ และบุคคลบรเิ วณ
ใกลเ คียงซึ่งจะไดร บั ขณะทําการถายภาพรงั สี

วัสดแุ ละวธิ ีการ

วสั ดอุ ปุ กรณ
เครอ่ื งเอกซเรยเ คล่อื นทยี่ หี่ อ SHIMADZU รุน Mobile Art Evolution หมายเลขเครื่อง: 0162s90607

kV 125 mA/mAs เครือ่ งมือทดสอบคณุ ภาพเครื่องเอกซเรย 1. RTI Model Barracuda 320 mAs 2. เครือ่ งสาํ รวจ
ปริมาณรงั สี Victoreen รนุ 451P ตรวจสอบเม่อื วันที่ 19 ต.ค. 2559 หมายเลขทดสอบ 4059010596

เคร่ืองเอกซเรยเคล่ือนที่ยี่หอ FUJI FILM แบบ Full DR รุน FDR GO Plus หมายเลขเคร่ือง:
MQ000128A028 kV 133 mA/mAs maximum 320 mAs เครอื่ งมอื ทดสอบคุณภาพเครอ่ื งเอกซเรย 1. RaySafe
Model:X2 R/F S/N 266644 2. Fluke (Survey meter) Model:451P-DE-SI-RYR S/N 0000007930
ตรวจสอบเม่ือวันที่ 24 ก.พ. 2563 หมายเลขทดสอบ 2001230147(4063001922)

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 661
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa

เครอื่ งสาํ รวจรงั สี (Survey meter) ผลติ ภณั ฑข อง Fluke รนุ 451P-DE-SI-RYR Serial Number: 6608
ผลิตโดยบรษิ ัท Fluke Biomedical ประเทศสหรัฐอเมริกา ไดร ับการสอบเทยี บวนั ท่ี 11 ตุลาคม 2562 จากหอ งปฏบิ ัติการ
สอบเทียบเคร่ืองวัดรงั สีมาตรฐานทตุ ิยภูมิ กรมวิทยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสุข ดงั แสดงในภาพท่ี 1

ภาพท่ี 1 เคร่ืองสํารวจรงั สี (Survey meter) ย่ีหอ Fluke รนุ 451P-DE-SI-RYR S/N: 6608

กลอ งเหล็กทใี่ สเ คร่ืองสาํ รวจรงั สี ขนาด 29 × 39 × 16 เซนตเิ มตร เปรยี บเทียบเมือ่ ถา ยภาพรงั สเี ม่ือผปู วย
นอนเตยี ง stretcher ทมี่ ีพน้ื เหล็ก

วธิ ีการศกึ ษา
วิธีการวัดปริมาณรังสีกระเจิงเครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่ วัดปริมาณรังสี (Radiation output) ของ

เครอ่ื งเอกซเรย FUJI FILM และ SHIMADZU (จากผลการทดสอบเครอ่ื งเอกซเรย ศนู ยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 5
สมุทรสงคราม) การตรวจสอบปริมาณรังสีของเคร่ืองเอกซเรยทั่วไปคือ การตรวจสอบความถูกตอง ความแมนยํา
และความเท่ียงตรงเปนสิ่งที่จําเปน หากเครื่องเอกซเรยท่ีใชงานไมไดมาตรฐาน ปริมาณรังสีท่ีผูปวยจะไดรับอาจจะ
มากเกินความจําเปน เคร่ืองเอกซเรยทั่วไปเปนเคร่ืองมือที่ใชรังสีเอกซนอยเม่ือเปรียบเทียบกับเครื่องมือ
ทางการแพทยอ่ืนๆ ท่ีใชรังสีเอกซ แตก็ยังมีความเสี่ยงตอตัวผูปวย การทดสอบคาพารามิเตอรตาง ๆ ท่ีเก่ียวของกับ
การเกิดรงั สีเอกซจงึ จําเปน ตอ งทาํ การทดสอบ ไดแก คากโิ ลโวลตสงู สุด (Kilovoltage peak: kVp) เวลาในการฉาย
(Exposure time) และปรมิ าณรงั สี (Radiation output) ในการตรวจสอบเครอื่ งเอกซเรยว นิ จิ ฉยั ทวั่ ไปทใ่ี ชอ ปุ กรณ
วัดปริมาณรังสีในการทดสอบ ไดแ ก

คากิโลโวลตส ูงสดุ (Kilovoltage peak: kVp) เครอ่ื งวัดคากโิ ลโวลตแ บบ Non-Invasive X-ray
Beam Analyzer การตัง้ คาเครอ่ื งเอกซเรย ต้ังคา เทคนิคการฉายรังสี โดยเลือกคา ที่ใชใ นการถายภาพรังสใี หก ับผปู ว ย
เชน 80 kV 20 mAs ศนู ยวทิ ยาศาสตรการแพทยท ี่ 5 สมทุ รสงคราม ต้งั คา เทคนิคที่ 80 kV 10 mAs วางเคร่อื ง
วัดคากิโลโวลตใหรับรังสีปฐมภูมิตามคูมือการใชงาน ปรับขนาดของลํารังสีใหครอบคลุมหัววัด ฉายรังสี อยางนอย
5 คร้งั ซ่งึ ศูนยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 5 สมุทรสงคราม ฉายรังสี 6 คร้งั ในการสอบเทียบเครอ่ื งเอกซเรยเคลื่อนทท่ี งั้
2 เครือ่ ง บนั ทึกความตา งศักยห ลอดทอี่ า นไดจ ากเครื่องวดั ทําซํา้ โดยการปรบั เปล่ียนคากโิ ลโวลตไปที่คาทต่ี อ งการจะ
ทดสอบ

การวิเคราะห
สมการคํานวณความผิดพลาดความทําซํ้า (kV) ไมเปล่ียนคา mA คารอยละสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน
(Coefficient of variation)

%CV = SD × 100
X

662 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ปริมาณรังสกี ระเจงิ และการปองกนั อนั ตรายจากรงั สีจากเคร่ืองเอกซเรยเ คลอื่ นท่ี วสนั บตุ รพา
เม่อื SD คอื คา เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

SD

χ คอื คาเฉล่ยี ของคากโิ ลโวลตท ไี่ ดจากการวดั
χi คอื คา กโิ ลโวลตท ว่ี ดั ไดคร้ังท่ี i
คากโิ ลโวลตท ว่ี ัดไดต า งจากคาเฉลีย่ ไมเ กนิ 2% (Coefficient of Variation < 0.02 for high frequency
และ three phase)
คากโิ ลโวลตท วี่ ัดไดตางจากคา เฉล่ียไมเ กนิ 5% (Coefficient of Variation < 0.05 for single phase
full wave และ half wave)
ความแมน (Accuracy) เครื่องวดั คากิโลโวลตแบบ Non-Invasive X-ray Beam Analyzer การตัง้ คา
เครอื่ งเอกซเรย ปรบั ต้งั คา กิโลโวลตท แี่ ผงควบคุมท่ีตองการวัด ตง้ั คา mA และ time คงที่
วิธีการ วางเคร่ืองวัดคากิโลโวลตไวภายใตรังสีปฐมภูมิ ระยะจากจุดโฟกัสของหลอดเอกซเรยถึงเครื่องวัด
ตามคมู อื การใชง าน ปรบั ขนาดของลาํ รงั สใี หค รอบคลมุ หวั วดั รงั สี ทาํ การฉายรงั สี บนั ทกึ คา กโิ ลโวลตท ต่ี ง้ั และคา ทวี่ ดั ได
ทําซํ้าโดยการปรับเปลยี่ นคากโิ ลโวลตไ ปที่คา ท่ตี องการจะทดสอบ
การวิเคราะห นําคา ทวี่ ัดไดมาคํานวณหาคาความผดิ พลาดตามสมการดังตอ ไปน้ี

%ERROR = kVm- kVs × 100
kVm

เม่ือ kVs คอื คา ความตา งศักยห ลอดทต่ี ัง้
kVm คอื คา ความตางศกั ยหลอดที่ไดจากการวดั

เวลาในการฉายรังสี (Exposure time) ความทาํ ซํ้า (Reproducibility) จากการวัด คาสัมประสิทธ์ิ
ความแปรปรวน (Coefficient of variation: CV) ตองมีคา ไมเกนิ 5% คาความแมน ยาํ (Accuracy) จากการวัด
ตองมีคา ความผดิ พลาดไมเ กนิ ± 10% ของคา ที่ตง้ั

ปริมาณรังสี (Radiation output)
ความเปนเชิงเสน (Linearity) โดยใชเครื่องวัดปริมาณรังสีแผนตะกั่วก้ันรังสีกระเจิง โดยต้ังคาเคร่ือง
เอกซเรย เชน 80 kV 0.05 s หรอื 0.1 s คงท่ี เปล่ียนคา mA หรือเปล่ยี นคา mAs
วิธกี าร ตงั้ หวั วดั ในบรเิ วณพนื้ ทีร่ งั สปี ฐมภูมิ ระยะจากจดุ โฟกัสหลอดเอกซเรยต ามคําแนะนําการใชเครือ่ งวดั
ตงั้ โหมดการวัดแบบการวดั ปริมาณรงั สีรวม (Integrate) วางแผน ตะกว่ั ลดทอนรงั สีกระเจงิ จากบรเิ วณพ้ืนทีว่ างหวั วดั
ปรบั ขนาดของลาํ รงั สใี หค ลมุ พน้ื ทขี่ นาดของหวั วดั วดั คา ปรมิ าณรงั สที คี่ า mA หรอื mAs เทา ทส่ี ามารถวดั ไดใ นทางปฏบิ ตั ิ

การวิเคราะห คาํ นวณคาปริมาณรังสีตอ คา เทคนิคทตี่ ้ัง X

โดยการหารคาปรมิ าณรงั สที ีว่ ัดไดด ว ยคา mAs ท่ีตัง้ จับคูค า X ของ mA หรอื mAs ทอ่ี ยตู ิดกนั คํานวณ
หาคาสัมประสทิ ธิ์ความเปนเชงิ เสน

% สัมประสทิ ธิค์ วามเปน เชิงเสน =

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 663
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa

ความทาํ ซาํ้ (Reproducibility) โดยใชเ ครอ่ื งวดั คา เวลาหรอื เครอ่ื งวดั รงั สชี นดิ Non-Invasive ทสี่ ามารถ
วดั คาเวลาการฉายรังสไี ดโ ดยตง้ั คา kV, mA และ time คงที่ เชน 80 kV 200 mA และ 0.05 s หรือ 0.1 s

วธิ กี าร ตงั้ เครอื่ งวดั ในบรเิ วณพน้ื ทร่ี งั สปี ฐมภมู ิ ระยะจากจดุ โฟกสั หลอดเอกซเรยต ามคาํ แนะนําการใช เครอื่ ง

วัดปรบั ขนาดของลํารังสีใหค ลมุ พืน้ ทีข่ นาดของหัววัด ฉายรงั สีอยางนอ ย 5 ครง้ั โดยตงั้ คา เวลาท่ีใชง านประจาํ

การวิเคราะห นําผลที่ไดม าคํานวณตามสมการคา รอยละสัมประสิทธคิ์ วามแปรปรวน

% CV = SD × 100
X

เมือ่ SD คอื คา เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

SD n

χ คอื คาเฉลีย่ ของคากโิ ลโวลตท่ไี ดจากการวัด
χi คอื คาท่วี ดั ไดครัง้ ที่ i
คา ปรมิ าณรังสที ี่วัดไดตางจากคาเฉลยี่ ไมเกิน 5% (Coefficient of Variation < 0.05)(4)
ความเปน เชงิ เสน แบงการตรวจสอบเปน 2 กรณี คอื
กรณีเครื่องเอกซเรยต้ังคาแบบมิลลิแอมแปร (mA linearity) สัมประสิทธ์ิความเปนเชิงเสน ตองมีคา
ไมเกนิ 10%
กรณีเครื่องเอกซเรยตั้งคาแบบผลคูณระหวางกระแสกับเวลา (mAs linearity) สัมประสิทธิ์ความเปน
เชงิ เสนตอ งมีคาไมเกิน 20%(5)
การวัดปรมิ าณรังสีกระเจิง ยกหวั หลอดเอกซเรยไปดา นหนา โดยขวั้ บวกอยทู างซาย ขัว้ ลบอยทู างขวา กาํ หนด
ระยะทางจากตน กาํ เนดิ รงั สถี งึ จดุ วดั ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทร่ี ะยะ 0.5, 1.5, 3.0 และ 4.0 เมตร ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในภาพที่ 2
โดยรอบหวั หลอดเอกซเรยตามมุม 360 องศา ที่ 0, 45, 90, 135 และ 180, 215, 270 และ 315 องศา ตามลําดับ
นํากลองเหล็กที่ใสเคร่ืองสํารวจรังสี (Survey meter model) ขนาด 29 × 39 × 16 เซนติเมตร วางบนโตะไม
ทค่ี วามสูง 80 เซนตเิ มตร เทยี บไดกับตาํ แหนง ของ Gonad ของคนสงู 175 เซนติเมตร และใกลเ คียงความสงู ของเตยี ง
ผปู วย กําหนดคา เทคนิคที่ใชจ ริงในการถา ยภาพเอกซเรยป อดทานอน (Chest AP Supine) ในผปู ว ยเด็ก 70 kVp,
0.63 mAs และผปู ว ยผูใ หญ 85 kVp, 1.6 mAs การถายภาพเอกซเรยกระดกู สะโพก (Pelvic) 85 kVp, 3.2 mAs
ซง่ึ คาเทคนิคทั้ง 3 คา เปน คา เทคนิคท่ใี ชใ นการถายภาพทางรงั สีจากเครอื่ งเอกซเรยเคลือ่ นทีข่ องโรงพยาบาลนครปฐม
ท่ีใหรายละเอียดของภาพและผูปวยไดรับประมาณรังสีนอย วัดปริมาณรังสีกระเจิงของเครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่ย่ีหอ
SHIMADZU รุน Mobile Art Evolution และ FUJI FILM แบบ Full DR รุน FDR GO Plus โดยวัดตาํ แหนง
ทกี่ ําหนดตาํ แหนงละ 3 ครัง้ ดงั แสดงในภาพที่ 3

การวิเคราะหขอมูล
นาํ คา ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทไี่ ดจ ากการวดั 3 ครง้ั ของแตล ะจดุ ทกี่ าํ หนดมาวเิ คราะหข อ มลู โดยโปรแกรมสาํ เรจ็ รปู

Data analysis ของ EXCEL 2010 ประกอบดวย คาเฉลีย่ ปรมิ าณรังสกี ระเจิง และสว นเบี่ยงเบนมาตราฐาน (SD)
คาํ นวณหาปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทไ่ี ดร บั ตอ ป (mSv/yr) คอื ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ (mSv) × จํานวนเวลาทท่ี าํ การ

เอกซเรย/วัน × จํานวนวนั /สัปดาห × 52 สปั ดาห/ป

664 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ปรมิ าณรงั สีกระเจงิ และการปองกันอนั ตรายจากรังสจี ากเครื่องเอกซเรยเคลอ่ื นที่ วสนั บตุ รพา

ภาพท่ี 2 ตาํ แหนงท่ีทําการวัดปรมิ าณรงั สีกระเจิง

AB
ภาพที่ 3 การวัดปรมิ าณรังสีกระเจงิ ของเครื่องเอกซเรยเ คล่อื นที่ FUJI FILM (A) และ SHIMADSU (B)

ผล

ผลจากการวดั Radiation output และประมาณรงั สกี ระเจิง
ปรมิ าณรงั สี (Radiation output)(4,5) ผลจากการสอบเทยี บเครอ่ื งเอกซเรยท ว่ั ไปเพอ่ื ทดสอบความตา งศกั ด์ิ

ของหลอด (คากิโลโวลต, kV) ศูนยวิทยาศาสตรการแพทยที่ 5 สมุทรสงคราม ของเครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่
SHIMADZU และ FUJI FILM โดยตง้ั คาเทคนคิ คงท่ี คอื 80 kV 10 mAs ที่ระยะ 50 เซนตเิ มตร ฉายรังสี
6 คร้ัง ผลคา เฉลีย่ (Avg) เครื่องเอกซเรยเคลอ่ื นท่ี SHIMADZU และ FUJI FILM เทา กบั 79.64 kVp และ 81.02
kVp คาสว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (SD) เทากบั 0.05 และ 0.20 ตามลําดบั ดังแสดงในตารางที่ 1 ความทําซ้ําการวดั

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 665
ปที่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa

คาปรมิ าณรังสี (Radiation Output) ในการวัดทดสอบของศนู ยว ิทยาศาสตรการแพทยท ี่ 5 สมทุ รสงคราม ผลท่ีได
คอื เครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่ SHIMADZU ใหคาเทคนคิ 80 kV 10 mAs โดยไมเปลย่ี น mAs ผลทไี่ ดจ ากการวดั
ปรมิ าณรงั สี (mR) ปรมิ าณรงั สตี ่ําสดุ เทา กบั 244.93 ปรมิ าณรงั สสี งู สดุ เทา กบั 245.37 ผลคา เฉลย่ี (Avg) เทา กบั 245.22
คา สว นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (SD) เทากับ 0.15 คารอ ยละสมั ประสิทธ์ิความแปรปรวน (Coefficient of Variation)
เทากับ 0.06 ดังแสดงในตารางท่ี 1 เครื่องเอกซเรยเคล่ือนที่ FUJI FILM ผลท่ีไดจากการวัดปริมาณรังสี (mR)
ปรมิ าณรังสีต่ําสุดเทากบั 204.50 ปรมิ าณรังสีสูงสดุ เทากบั 224.2 ผลคาเฉลย่ี (Avg) เทากบั 220.00 คา สวนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (SD) เทากับ 7.76 คารอยละสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน (Coefficient of Variation) เทากับ 3.53
ดังแสดงในตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 ผลการทดสอบเคร่ืองเอกซเรยเคลอื่ นท่ี (80 kV, 10 mAs, ระยะ 50 เซนติเมตร)

ครั้งที่ 1 2 3 4 5 6 CV% SD Avg

คาความตางศักย S 79.61 79.66 79.66 79.69 79.55 79.69 0.07 0.05 79.64
F 81.30 80.80 80.80 81.00 81.20 81.020 0.25 0.20 81.02

ปรมิ าณรงั สี S 244.93 245.29 245.28 245.22 245.2 245.37 0.06 0.15 245.22
F 223.10 223.90 224.20 224.30 204.50 220.00 3.53 7.76 220.00

หมายเหตุ S = SHIMADZU , F = FUJI FILM

ผลจากการสอบเทียบเคร่ืองเอกซเรยท่ัวไปเพ่ือทดสอบความตางศักด์ิของหลอด (คากิโลโวลต, kV) เพื่อ
หาคาความแมน (Accuracy) ของศูนยวทิ ยาศาสตรการแพทยท่ี 5 สมทุ รสงคราม โดยตง้ั คาเทคนคิ ที่ 16 mAs โดย
เปลีย่ นคา kV ของเครื่องเอกซเรยเคลื่อนที่ SHIMADZU คา เทคนคิ 3 คา ที่ 60, 70, 80 kV ผลคาความตางศักดิท์ ่ีวดั
เทากบั 60.17, 69.43, 78.94 kVp ตามลําดับ ดังแสดงในตารางที่ 2 ผลของคาเปอรเซน็ ตสัมประสทิ ธิ์ความแปรปรวน
(% CV) คา ความตา งศักดิ์ (kV) ของเครื่องเอกซเรยเคล่ือนท่ี SHIMADZU คือ -1.33 % ดังแสดงในตารางท่ี 2

ตารางท่ี 2 คากระแสไฟฟาผานหลดเอกซเรยสูงสุด (16 mAs, ระยะ 50 เซนตเิ มตร) ของเครือ่ งเอกซเรยเคลือ่ นท่ี
SHIMADZU

ครงั้ ที่ 1 2 3 Max
Set kV 60.00 70.00 80.00 80.00
ความตางศักดข์ิ องหลอด (kV) 60.17 69.43 78.94 78.94
รอยละคาความตา งศกั ย (%kv Diff) 0.28 -0.82 -1.33 -1.33

ผลจากการสอบเทยี บเครอ่ื งเอกซเรยท ว่ั ไปเพอื่ ทดสอบความตา งศกั ดขิ์ องหลอด (คา กโิ ลโวลต, kV) เพอื่ หาคา
ความแมน (Accuracy) ของศนู ยว ทิ ยาศาสตรก ารแพทยท ี่ 5 สมทุ รสงคราม โดยตงั้ คา เทคนคิ ท่ี 16 mAs โดยเปลยี่ นคา
kV ของเครอื่ งเอกซเรยเ คลอ่ื นท่ี FUJI FILM คา เทคนคิ 4 คา ที่ 60, 70, 80, 90 kV ผลคา ความตา งศกั ดท์ิ วี่ ดั ไดเ ทา กบั
60.90, 70.10, 80.60 และ 91.05 kVp ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในตารางที่ 3 ผลของคา เปอรเ ซน็ ตส มั ประสทิ ธคิ์ วามแปรปรวน
(% CV) คา ความตางศักด์ิ (kV) ของเครื่องเอกซเรยเ คลอื่ นท่ี SHIMADZU คอื 1.67% ดงั แสดงในตารางที่ 3

666 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ปริมาณรงั สกี ระเจงิ และการปองกันอนั ตรายจากรงั สีจากเครือ่ งเอกซเรยเ คลือ่ นท่ี วสัน บตุ รพา

ตารางท่ี 3 คา กระแสไฟฟาผา นหลดเอกซเรยส งู สดุ (16 mAs, ระยะ 50 เซนติเมตร) ของเครื่องเอกซเรยเ คลอ่ื นที่
FUJI FILM

ครั้งท่ี 1 2 3 4 Max
Set kV
ความตางศกั ดิข์ องหลอด (kV) 60.00 70.00 80.00 90.00 90.00
รอ ยละคาความตา งศกั ย (%kv Diff)
60.90 70.10 80.60 91.50 91.50

1.50 0.14 0.75 1.67 1.67

ผลการตรวจสอบปริมาณรังสี (Radiation output)
คากระแสผานหลอดเอกซเรยหรือความเปนเชิงเสน (Linearity) ในการวัดทดสอบของศูนยวิทยาศาสตร

การแพทยท่ี 5 สมุทรสงครามเครื่องเอกซเรยเคล่ือนที่ SHIMADZU ใหคาเทคนิค 80 kV แลวเปลี่ยนคา mAs
ที่ 1, 1.6, 20 mAs ผลทไ่ี ดจ ากการวดั ปริมาณรังสี (mR) เทากับ 245.28, 240.92 และ 240.15 ตามลําดับ กระแส
ผานหลอดเอกซเรย (Linearity) เทา กบั 0.90 ดงั แสดงในตารางที่ 4

ตารางท่ี 4 ผลการตรวจสอบปริมาณรงั สี (80 kV ระยะ 50 เซนตเิ มตร) ของเครื่องเอกซเรยเ คลื่อนที่ SHIMADZU

คร้งั ที่ 1 2 3 Max
คา เทคนคิ mA 10 16 20 20
คา เทคนิค mAs 1 1.6 2 2
ความตา งศักดขิ์ องหลอด (kV) เปล่ียนคา mA 79.66 78.94 78.90 78.90
ความแมน คาความตา งศักด์ขิ องหลอดเปลี่ยนคา mA 79.66 78.94 78.90 78.90
รอยละคาความตา งศกั ย (%kv Diff) -0.43 -1.33 -1.37 -1.37
ปรมิ าณรงั สี (mR) 245.28 385.47 480.30 480.30
mR/mAs 245.28 240.92 240.15
คากระแสผานหลอดเอกซเรย (Linearity) 0.90 0.90 0.16 0.90

หมายเหตุ: การวัดความเปนเชิงเสน (Linearity) โดยเปล่ียนคา mAs ใหคงคา kV เพื่อวัดคา Dose การคํานวณใหจับคูกันโดย
ใชค า mR/mAs ทต่ี ิดกนั

คากระแสผานหลอดเอกซเรยหรือความเปนเชิงเสน (Linearity) ในการวัดทดสอบของศูนยวิทยาศาสตร
การแพทยท่ี 5 สมทุ รสงคราม เครือ่ งเอกซเรยเ คลื่อนท่ี FUJI FILM ใหคา เทคนคิ 80 kV แลวเปล่ียนคา mAs ท่ี 10
และ 16 mAs ผลท่ไี ดจ ากการวดั ปรมิ าณรงั สี (mR) เทา กับ 220 และ 325 คา กระแสผา นหลอดเอกซเรย (Linearity)
เทากบั 3.97 ดังแสดงในตารางท่ี 5

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 667
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa

ตารางท่ี 5 ผลการตรวจสอบปริมาณรังสี (80 kV ระยะ 50 เซนติเมตร) ของเคร่ืองเอกซเรยเคล่ือนที่ FUJI FILM
ครงั้ ท่ี 12 Max

คร้งั ท่ี 1 2 Max
คา เทคนิค mAs 10.00 16.00 16.00
ความตา งศกั ด์ิของหลอด (kv) เปล่ียนคา mA 81.02 80.60 80.60
ความแมนของความตา งศักดข์ิ องหลอด เปล่ยี นคา mA 81.02 80.60 80.60
รอยละคาความตา งศักย (%kv Diff) 1.28 0.75 1.28
ปรมิ าณรงั สี(mR) 220.00 325.00 325.00
mR/mAs 22.00 20.32 20.32
คา กระแสผานหลอดเอกซเรย (Linearity) 3.97 3.97 3.97

หมายเหต:ุ การวัดความเปนเชิงเสน (Linearity) โดยเปลี่ยนคา mAs ใหคงคา kv เพ่ือวัดคา Dose การคาํ นวณใหจับคูกัน
โดยใชคา mR/mAs ที่ตดิ กัน

ผลคาเฉล่ียปริมาณรังสีกระเจิง ผลคาเฉล่ียท่ีไดจากการวัดปริมาณรังสีกระเจิงของเคร่ืองเอกซเรยเคลื่อนท่ี
ตามระยะ 0.5, 1.5, 3.0 และ 4.0 เมตร ตามลาํ ดบั โดยรอบหวั หลอดเอกซเรยต ามมมุ 360 องศา ท่ี 0, 45, 90, 135, 180,
215, 270 และ 315 องศา ตามลําดับ ตั้งคา เทคนคิ 85 kVp, 3.2 mAs, 85 kVp, 1.6 mAs และ 70 kVp, 0.63 mAs
ดงั แสดงในตารางท่ี 6 ชว งปรมิ าณรังสกี ระเจิงของเครือ่ งเอกซเรยเคลือ่ นท่ี SHIMADZU และ FUJI FILM จะมาก
ถาอยใู กลห วั หลอดเอกซเรยแ ละคา เทคนิคที่มากกวา และความสัมพนั ธร ะหวา งปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ กับระยะทางทเี่ พิม่ ข้ี
นของเครอ่ื งเอกซเรยเ คล่อื นที่ SHIMADZU และ FUJI FILM บริเวณตําแหนง ทีไ่ ดรบั ปริมาณรังสกี ระเจิงนอ ยทีส่ ดุ
ของเครื่องเอซเรยเ คลือ่ นทท่ี ัง้ 2 เครอ่ื ง คอื ท่ีระยะ 1.5 เมตร ขนึ้ ไป ทต่ี ําแหนง 0 องศา

คา เฉลี่ยปรมิ าณรังสีกระเจิงทีส่ งู สดุ
ผลจากการวัดคาเฉล่ียปริมาณรังสีกระเจิงของเครื่องเอกซเรยเคล่ือนท่ี SHIMADZU ท้ัง 3 คาเทคนิค

วัดคาเฉล่ียปริมาณรังสีกระเจิงมากท่ีสุด คือ ตําแหนงมุม 180 องศา และเคร่ืองเอกซเรยเคล่ือนที่ FUJI FILM
วดั คา เฉลย่ี ปรมิ าณรงั สีกระเจิงทส่ี ูงสุดของคา เทคนคิ 85 kV, 3.2 mAs คอื ตําแหนง มมุ 135 องศา คา เทคนคิ 85 kV,
1.6 mA s และ 70 kV, 0.63 mAs คอื ตาํ แหนงมุม 45 องศา

คาเฉล่ียปริมาณรังสกี ระเจงิ ทตี่ ํ่าสุด
ผลจากการวัดคาเฉลี่ยปริมาณรังสีกระเจิงของเครื่องเอกซเรยเคล่ือนที่ SHIMADZU คาเฉลี่ยปริมาณรังสี

กระเจิงท่ตี า่ํ สุด คือ ตาํ แหนง มุม 215, 315, 270 องศา ท่ีระยะ 0.5 เมตร ตามลาํ ดบั และท่ีตาํ แหนง 0 องศา ท่ีระยะ
1.5 เมตร ขึ้นไป เครื่องเอกซเรยเคลือ่ นท่ี FUJI FILM คา เฉลีย่ ปรมิ าณรังสกี ระเจิงที่ตา่ํ สุด คอื ตาํ แหนง มุม 180,
90, 215 องศา ระยะ 0.5 เมตร และท่ตี ําแหนง 0 องศา ที่ระยะ 1.5 เมตร ข้ึนไป ดงั แสดงในตารางที่ 7

668 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ปริมาณรังสกี ระเจงิ และการปองกนั อันตรายจากรังสจี ากเคร่ืองเอกซเรยเ คลื่อนท่ี วสัน บตุ รพา

ตารางที่ 6 ปริมาณรังสีกระเจงิ ทีร่ ะยะและมุมตางๆ ของเครื่องเอกซเรยเ คลือ่ นท่ี

ระยะทาง มุม ปริมาณรังสที ุตยิ ภูมิ (µSv/h)
(เมตร) (องศา)
85 kVp, 3.2 mAS 85 kVp, 1.6 mAS 70 kVp, 0.63 mAS
SFSFSF
คาเฉลย่ี SD คา เฉลี่ย SD คา เฉลีย่ SD คาเฉลยี่ SD คาเฉลย่ี SD คา เฉลี่ย SD
0.5 0 7,800 0 7,867 306 3,347 25 3,533 58 927 25 1,333 58
45 7,500 520 7,500 1,039 3,150 90 4,200 289 900 90 1,440 392
90 7,800 520 7,200 900 3,330 52 3,000 275 870 52 1,140 137
135 8,100 0 8,700 520 3,120 52 3,090 275 930 52 1,650 187
180 8,400 520 6,900 520 4,020 52 3,930 52 1,020 52 1,260 392
215 7,200 0 8,400 520 3,300 52 3,180 104 960 52 1,110 104
270 7,800 520 8,400 520 3,450 52 3,870 180 840 52 1,260 90
315 8,100 0 8,100 0 3,060 52 3,480 187 960 52 1,470 364
1.5 0 40 0 10 0 19 0 7 0 2 0 2 0
45 833 58 833 115 350 10 467 32 100 10 160 44
90 867 58 800 100 370 6 333 31 97 6 127 15

270 867 58 933 58 383 6 430 20 93 6 140 10

315 900 0 900 0 340 6 387 21 107 6 163 40

3 0 10 0 3 0 5 0 2 0 1 0 1 0

45 208 14 208 29 88 3 117 8 25 3 40 11

90 217 14 200 25 93 1 83 8 24 1 32 4

135 225 0 242 14 87 1 86 8 26 1 46 5

180 233 14 192 14 112 1 109 1 28 1 35 11

215 200 0 233 14 92 1 88 3 27 1 31 3

270 217 14 233 14 96 1 108 5 23 1 35 3

315 225 0 225 0 85 1 97 5 27 1 41 10

4 0 6 0 1 0 3 0 1 0 0 0 00

45 117 8 117 16 49 1 66 5 14 1 23 6

90 122 8 113 14 52 1 47 4 14 1 18 2

135 127 0 136 8 49 1 48 4 15 1 26 3

180 131 8 108 8 63 1 61 1 16 1 20 6

215 113 0 131 8 52 1 50 2 15 1 17 2

270 122 8 131 8 54 1 60 3 13 1 20 1

315 127 0 127 0 48 1 54 3 15 1 23 6

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 669
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa

ตารางที่ 7 ปรมิ าณรงั สกี ระเจิงกับมมุ องศาของคาเทคนิคที่กําหนด

เคร่อื งเอกซเรย ระยะทาง ปรมิ าณรงั สีกระเจงิ สงู สุด ปรมิ าณรงั สีกระเจิงตาํ่ สดุ
เคลอ่ื นที่ (เมตร) ณ มมุ (องศา) ณ มุม (องศา)
คา เทคนิค
S 0.5 85kVp, 85kVp, 70kVp, 85kVp, 85 kVp, 70 kVp,
1.5 3.2 mAS 1.6 mAs 0.63 mAs 3.2 mAS 1.6 mAs 0.63mAs
F 3.0
4.0 180 180 180 215 315 270
0.5 180 180 180 0 00
1.5 180 180 180 0 00
3.0 180 180 180 0 00
4.0 135 45 45 180 90 215
135 45 45 0 00
135 45 45 0 00
135 45 45 0 00

นาํ ผลคา เฉลยี่ ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ โดยใชค า เฉลย่ี ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ สงู สดุ มาคาํ นวณคา ปรมิ าณรงั สที ไี่ ดร บั จาก
เครอ่ื งเอกซเรยเ คลอื่ นทท่ี งั้ 3 คา เทคนคิ ทใ่ี ชใ นการวดั คา ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ โดยทว่ั ไปแลว โรงพยาบาลนครปฐมใชง าน
เครื่องเอกซเรยเ คลือ่ นท่ีเฉล่ยี 0.5 ชั่วโมงตอวนั (ระยะเวลาเฉลย่ี ท่ที ําการเอกซเรย) โดยใชงาน 5 วนั ตอ สัปดาห และ 52
สปั ดาหตอป จะไดคา ปริมาณรังสีกระเจิงทไ่ี ดรบั ตอป ปริมาณกระเจงิ ท่ีไมเกินคาระดับความปลอดภยั ทางรงั สที ี่กาํ หนด
ไวสําหรับผปู ฎิบตั ิหนาท่ที างรงั สขี องเครื่องเอกซเรยย หี่ อ SHIMADZU คือ 17, 8, 2 mSv/yr และ FUJI FILM คือ
18, 9, 3 mSv/yr ตามลําดบั ดังแสดงในตารางที่ 8 ท้ัง 3 คาเทคนิค ทใ่ี ชในการวัดปริมาณรงั สกี ระเจิงทรี่ ะยะ 4.0 เมตร

ตารางท่ี 8 ปริมาณรังสกี ระเจงิ สงู สุดและปรมิ าณรังสกี รเจงิ ทไ่ี ดรบั ตอ ป (mSv/yr) ของแตล ะระยะทาง

ปรมิ าณรังสีกระเจิงสงู สดุ ของแตล ะระยะทาง ปริมาณรงั สีกระเจิงทไี่ ดร บั ตอปข องแตล ะระยะทาง

ระยะทาง ปริมาณรงั สีกระเจิง (µSv/h) ปรมิ าณรงั สีกระเจิง (mSv/yr)
(เมตร)
85 kVp, 85 kVp, 70 kVp, 85 kVp, 85 kVp, 70 kVp,
3.2 mAs 1.6 mAs 0.63 mAs 3.2 mAs 1.6 mAs 0.63 mAs

1=S 2=F 1=S 2=F 1=S 2=F 1=S 2=F 1=S 2=F 1=S 2=F

0.5 8,400 8,700 4,020 4,200 1,020 1,650 1,092 1131 523 546 133 215

1.5 933 967 447 467 113 183 121 126 58 61 15 24

3.0 233 242 112 117 28 46 30 31 15 15 4 6

4.0 131 136 63 66 16 26 17 18 8 9 2 3

670 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

ปริมาณรังสีกระเจงิ และการปองกันอนั ตรายจากรงั สจี ากเครือ่ งเอกซเรยเ คลื่อนท่ี วสนั บตุ รพา

วิจารณ

ผลการทดสอบคุณภาพของเคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU และ FUJI FILM คือ ผลของการวดั ความทําซา้ํ
(Reproducibility) ของคาความตางศักยหลอดโดยไมเปลี่ยนคา mA มาวิเคราะหเพ่ือคารอยละสัมประสิทธิ์
ความแปรปรวน (%CV) เทียบกับคามาตรฐานคุณภาพเครื่องเอกซเรยวินิจฉัยของกรมวิทยาศาสตรการแพทย(6)
ความทาํ ซาํ้ ของความตา งศกั ดค์ิ า มาตรฐาน คอื ≤ 5% ผลทไ่ี ดจ ากการวเิ คราะหข องเครอ่ื งเอกซเรยเ คลอื่ นที่ SHIMADZU
และ FUJI FILM คือ 0.25% และ 0.07% ผลคาความแปรปรวนของปริมาณรังสี (%CV) ตอคาเทคนิคของ
เคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU และ FUJI FILM เทียบกับคามาตรฐานคุณภาพเครื่องเอกซเรยวินิจฉัยของ
กรมวิทยาศาสตรการแพทย(6) คามาตรฐาน คือ ≤5% ผลที่ได คือ 0.06% และ 3.53% นําผลที่ไดจากการวัด
มาวิเคราะหเพื่อคาความผิดพลาดและความแมน (kV) เทียบกับคามาตรฐานคุณภาพเคร่ืองเอกซเรยวินิจฉัยของ
กรมวิทยาศาสตรการแพทย(6) คาความแมน (Accuracy) มาตรฐาน คือ ±10% ผลท่ีไดจากการวิเคราะหของ
เครือ่ งเอกซเรยเคลอื่ นที่ SHIMADZ เทากับ 1.33% และ FUJI FILM เทา กับ 1.67% ผลทไี่ ดมาวิเคราะห เพอื่
หาคาปริมาณรังสีตอคาเทคนิคของเคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU และ FUJI FILM ในสวนของคากระแสผาน
หลอดเอกซเรย หรือความเปนเชิงเสน (Linearity) เทียบกับคามาตรฐานคุณภาพเคร่ืองเอกซเรยวินิจฉัยของ
กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย( 6) เครอ่ื งเอกซเรยต งั้ คา แบบผลคูณระหวา งกระแสกับเวลา (mAs linearity) สมั ประสิทธ์ิ
ความเปนเชิงเสนตองมคี า ไมเ กิน 20% ผลที่ไดข องเครอื่ งเอกซเรย SHIMADZU คือ 0.90% และ FUJI FILM คือ
3.97% จากผลการวิเคราะหดังกลาวแสดงวาเครื่องเอกซเรยท้ัง 2 เครื่อง อยูในเกณฑมาตรฐานของกรมวิทยาศาสตร
การแพทย การตรวจสอบคณุ ภาพมาตรฐานเครอื่ งเอกซเรยน น้ั เพอ่ื ใหไ ดภ าพทางรงั สที ม่ี คี ณุ ภาพและปรมิ าณรงั สอี อกตาม
คา เทคนคิ ทใ่ี หไ ดถ กู ตอ งตามทต่ี งั้ ดา นการปอ งกนั อนั ตรายจากรงั สี เครอื่ งเอกซเรยท วั่ ไประบบดจิ ทิ ลั จะชว ยลดความเสย่ี ง
ในการถา ยภาพรงั สซี าํ้ อนั เนอื่ งมาจากการใหป รมิ าณรงั สมี ากหรอื นอ ยเกนิ ไป ซง่ึ เปน สาเหตหุ ลกั ทท่ี าํ ใหผ ปู ว ยไดร บั ปรมิ าณ
รงั สเี กนิ ความจาํ เปน ประกอบกบั ผปู ว ยทม่ี าเขา รบั การบรกิ ารถา ยภาพทางรงั สดี ว ยเครอื่ งเอกซเรยร ะบบดจิ ติ ลั มแี นวโนม
สูงข้ึน เน่ืองจากการเขาถึงบริการทางการแพทยของประชาชนที่เพ่ิมข้ึน ทําใหเกิดความตองการการไดรับบริการ
ทางการแพทยในระดับมาตรฐาน อันเปนเร่ืองสําคัญที่ระบบการบริการทางการแพทย โดยใหความใสใจและบริหาร
จัดการใหเกิดข้ึนอยางเต็มประสิทธิภาพ ทั้งน้ีผูปวยยอมกังวลตอการไดรับรังสีเอกซอันอาจกอใหเกิดอันตราย เพราะ
รงั สีมีผลกระทบตอเซลลข องส่งิ มีชวี ิต ดังนั้นเพอ่ื ปองกันผูป วยไดร ับปริมาณรงั สมี ากเกินความจาํ เปน และไดรับบริการ
จากเคร่อื งเอกซเรยท ี่มคี วามปลอดภัย การควบคมุ มาตรฐานตามเกณฑมาตรฐานสากลจงึ มคี วามสาํ คัญอยางย่งิ ควรมี
การตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งเอกซเรยโดยกรมวิทยาศาสตรการแพทยใ หไ ดมาตรฐานอยางนอ ยปละคร้ัง ซง่ึ สอดคลอ ง
กับการทดลองวิศาล บญุ ประสาร, สริ ณั ยาพงศ สุวรรณโอภาส ในการทดสอบอุปกรณสาํ หรบั การทดสอบเพอ่ื การตรวจ
รับรองและควบคมุ คุณภาพเครอื่ งเอกซเรยว ินจิ ฉัยท่ัวไป

เคร่ืองเอกซเรยเคลอื่ นท่ี FUJI FILM มีคาเฉลี่ยคา ความตา งศกั ยไ ฟฟา ของหลอดเอกซเรยสูงสดุ มากกวา
เครอ่ื งเอกซเรยเ คลอ่ื นที่ SHIMADZU เลก็ นอ ย ดงั นนั้ ผลคา ของการวดั ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ จากเครอื่ งเอกซเรยเ คลอื่ นที่
FUJI FILM จะมากกวา SHIMADZU เล็กนอย ดังนั้นเคร่ืองแตละเครื่องจะไดผลคาเฉลี่ยประมาณรังสีกระเจิง
ท่ีไมเทากัน เพราะคุณภาพและปริมาณของลํารังสีเอกซ ไดแก kVp และ mAs ถือวาเปนปจจัยหลัก (Primary
factors) และยังมีปจ จัยอยา งอนื่ ที่ตองคาํ นึงถงึ เชน ขนาดของ Focal Spot, SID, OID, Distortion, Central
Ray Alignment, Grid, Beam Restriction Generator Output, Tube Filtration และ ชนดิ ของ Filters(6)

ผลของคาเฉล่ียปริมาณรังสีกระเจิงก็ขึ้นอยูกับคาปริมาณรังสีท่ีใหเทคนิค พบวาการใหคาเทคนิคมากกวาก็
จะทาํ ใหผลของคาเฉลย่ี ปรมิ าณรงั สกี ระเจิงมากกวา เชน ผลคาเฉลย่ี ประมาณรังสกี ระเจงิ ของคา เทคนิค 85 kVp, 3.2

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 671
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa

mAs มากกวาผลคา เฉลี่ยประมาณรังสกี ระเจิงของคาเทคนิค 85 kVp, 1.6 mAs ปริมาณรงั สเี คร่ือง FUJI FILM
จะมากกวา SHIMADZU เล็กนอย รวมทั้งปริมาณรังสีกระเจิงจึงมากกวาเล็กนอย ดังการวัดคาเฉล่ียประมาณรังสี
กระเจิงของคาเทคนคิ 85 kVp, 3.2 mAs มากกวา คาเทคนคิ 85 kVp, 1.6 mAs และ 70 kVp, 0.63 mAs ตามลาํ ดบั

เมอื่ นาํ ผลคา เฉลย่ี ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ มาหาความสมั พนั ธก บั มมุ องศา ตาํ แหนง ทป่ี ระมาณรงั สกี ระเจงิ สงู สดุ ของ
เครอ่ื งเอกซเรย SHIMADZU ทกุ คา เทคนิคและตาํ แหนง คือ 180 องศา และเครอื่ งเอกซเรย FUJI FILM ปริมาณ
รงั สีกระเจงิ สงู สดุ ทุกระยะทางในคา เทคนคิ 85 kVp, 3.2 mAs และ 70 kVp, 0.63 mAs คือ ตาํ แหนง 135 องศา
และคา เทคนคิ 85 kVp, 1.6 mAs ทกุ ระยะทาง คอื ตําแหนง 45 องศา ดังนัน้ ถา อยูตาํ แหนงดังกลาวอาจไดรับปริมาณ
รงั สกี ระเจงิ มากกวา ตาํ แหนง อน่ื มมุ ทเี่ ครอ่ื งเอกซเรยเ คลอื่ นทท่ี งั้ 2 เครอ่ื ง มปี รมิ าณรงั สกี ระเจงิ นอ ยสดุ ตงั้ แต 1.5 เมตร
ขึ้นไป คือ มุมท่ี 0 องศา สอดคลองกับผลของ พรนิภา มหาวงษ, ธารขวัญ ปนตามูล(2) ในการศึกษารังสีทุติยภูมิ
จากการถา ยภาพเครอื่ งเอกซเรยเคล่ือนที่ เพราะมเี สาเคร่ืองเอกซเรยท าํ ดว ยโลหะสามารถกันรังสีกระเจงิ ได เปรียบได
กับการใชวัสดุกําบังรังสีเวลาในการเอกซเรย เม่ือระยะทางเพิ่มข้ึนคาเฉลี่ยของปริมาณรังสีกระเจิงจะลดลงตามระยะ
ทางทม่ี ากขนึ้ แตท กุ ระยะทางและทกุ มมุ องศาทก่ี าํ หนดในการวดั คา เฉลย่ี ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ยงั คา ไดท กุ ตาํ แหนง ดงั นนั้
คาเฉลยี่ ปรมิ าณรังสีกระเจงิ ไมไ ดข ึน้ อยูก ับมุมองศาแตข ้ึนอยกู บั ปริมาณรังสีตามที่ไดก ลาวมาขา งตน(4)

เม่ือนําผลคาเฉลี่ยปริมาณรังสีกระเจิงสูงสุดท่ีไดรับตอชั่วโมงของเคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU และ
FUJI FILM มาคาํ นวณเพือ่ หาปริมาณรงั สกี ระเจิงท่ีไดร บั ตอ ป (mSv/yr) ซง่ึ ถาทํางานอยตู ําแนงดังกลาว โดยทใี่ ช
เครือ่ งเอกซเรยเ คลือ่ นที่เฉลยี่ 0.5 ชั่วโมงตอวนั (ระยะเวลาเฉลี่ยทที่ ําการเอกซเรย) โดยใชงาน 5 วันตอสัปดาหและ
52 สัปดาหตอป ผลที่ไดไมเกินคามาตรฐานระดับความปลอดภัยทางรังสี มีคาดังนี้ เคร่ืองเอกซเรย SHIMADZU
และ FUJI FILM คือ 2, 3 mSv ที่ระยะทาง 4 เมตร โดยปริมาณรังสีกระเจิงตํ่าสุดและเกณฑมาตรฐานระดับ
ความปลอดภัยทางรงั สีที่กําหนดไว (Dose Limit) คือ ปรมิ าณรงั สที ร่ี างกายไดร ับตองไมเ กนิ 5 mSv ตอป สําหรบั
ผูปฏิบัติงานดานรังสีและปริมาณรังสีท่ีรางกายไดรับตองไมเกิน 1 mSv ตอป สาํ หรับประชาชนท่ัวไป(4) ปริมาณรังสี
กระเจิงตามเกณฑระดับความปลอดภัยทางรังสีท่ีกาํ หนดไว (Dose Limit) ของผูปฎิบัติงานท่ีระยะ 4 เมตร ดังนั้น
ในการถายรงั สดี วยเครอื่ งเอกซเรยเ คลือ่ นทผ่ี ูปฎิบัติงานควรยืนหา งจากหัวหลอดเอกซเรยประมาณ 4 เมตร ไมควรอยู
ตาํ แหนง มุม 180 องศา ของเครอ่ื งเอกซเรย SHIMADZU ตําแหนง มมุ 135 และ 45 องศา ของเคร่ืองเอกซเรย FUJI
FILM ตําแหนงที่มุม 0 องศา เปนมุมท่ีปริมาณรังสีกระเจิงนอยสุด เจาหนาท่ีประจําตึก ผูปวยหรือผูท่ีไมเก่ียวของ
ควรอยูห างเกิน 4 เมตร และไมควรอยูในตาํ แหนงทก่ี ลา วมาแลว เพราะจากผลการคาํ นวณปรมิ าณรงั สีตอ ปทคี่ าเทคนคิ
ตา่ํ สดุ คา ปรมิ าณรงั สยี งั เกนิ คา มาตรฐานระดบั ความปลอดภยั ทางรงั สี ทงั้ นคี้ วรปฎบิ ตั ติ ามหลกั การปอ งกนั อนั ตรายจากรงั สี
เปน ตนดวยหลกั 3 ประการ คือ ใหระยะหางมากท่ีสดุ ทีส่ ามารถปฏิบัติงานได ใชเวลาในการเอกซเรยน อ ยท่ีสุด และใช
ฉากกาํ บัง(2)

ในการปฏบิ ัติงานควรสวมอุปกรณป องกันอันตรายจากรงั สี เชน เสื้อตะกั่ว ไทรอยชิลด แวนตาตะกว่ั กันรังสี
เปน ตน ตดิ เครอ่ื งวดั ปรมิ าณรงั สที กุ ครง้ั ในการปฏบิ ตั งิ าน สาํ หรบั เจา ทปี่ ระจาํ ตกึ ผปู ว ยทเี่ ดนิ ได ญาติ และบคุ คลทอ่ี ยใู กล
บรเิ วณทเ่ี อกซเรย ควรหลบไปใหร ะยะพน ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ แตถ า หลบไมไ ดค วรสวมอปุ กรณป อ งกนั อนั ตรายจากรงั สี

สรปุ

เครื่องเอกซเรยเคล่อื นทีท่ ้งั 2 เครอ่ื ง ในตําแหนงมมุ 0 องศา มปี ริมาณรงั สกี ระเจิงต่าํ สุดเพราะอยหู ลังเสา
เครอ่ื งเอกซเรยท ที่ าํ จากโลหะทาํ ใหส ามารถกนั รงั สไี ด ในการวดั ปรมิ าณรงั สหี รอื อาจนาํ มาปรบั ใชใ นการปอ งกนั ปรมิ าณ
รังสีกระเจิงอาจใชหลบตําแหนง 0 องศา หรือหลังเสา ในกรณีท่ีอยูในหองผูปวยท่ีแคบ และออกหางจากตําแหนง
หัวหลอดเอกซเรยไมได เชน หองแยกผูปวย หองผูปวยโควิดท่ีไมสามารถดึงสายใหเกิน 4 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยง

672 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

ปริมาณรังสีกระเจิงและการปองกันอันตรายจากรงั สจี ากเครื่องเอกซเรยเคล่อื นท่ี วสัน บุตรพา

การไดร บั ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ โดยไมจ าํ เปน ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทอ่ี ยใู นเกณฑร ะดบั ความปลอดภยั ทางรงั สที กี่ าํ หนดไวค วร
เวน ระยะหา งจากหลอดเอกซเรยถ งึ ผปู ฏบิ ตั งิ านตอ งไมน อ ยกวา 4 เมตร สาํ หรบั ผปู ฏบิ ตั งิ าน และเจา หนา ทป่ี ระจาํ ตกึ หรอื
ผทู ่ีเกย่ี วของมากกวา 4 เมตร เพ่อื จะไดร ับปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ นอยที่สดุ โดยตอ งมเี ครอ่ื งปอ งกันรังสี เชน ใสเสือ้ ตะก่วั
ทั้งผูปฏิบัติงานและผูท ่เี กย่ี วของท่ีอยบู ริเวณใกลเ คยี ง รวมทง้ั การใชสายแฮนดสวิตชห รือรีโมทสวติ ช

กติ ตกิ รรมประกาศ

ขอขอบพระคุณนางอนงค สิงกาวงไซย นักฟสิกสรงั สีเชยี่ วชาญ นายกิตตนิ นั ท แซลมิ้ นักฟส ิกสร ังสี สาํ นัก
รังสแี ละเครือ่ งมอื แพทย กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสขุ ทใี่ หค วามกรุณาเปนทปี่ รกึ ษาใหค าํ แนะนาํ
การใชเครื่องมือ การเก็บและวิเคราะหขอมูลงานวิจัยฉบับน้ีสําเร็จลงไดดวยดี เนื่องจากไดรับความกรุณาอยางสูงจาก
ผูบรหิ าร หวั หนา กลุมงานรงั สวี ทิ ยา อาจารยท่ปี รึกษา และผูรว มงานทกุ ทา น

เอกสารอางอิง

1. International Commission on Radiological Protection (ICRP). General principles for the radiation
protection of workers, ICRP Publication 75. Oxford: Pergamon Press; 1997.

2. พรนิภา มหาวงษ, ธารขวัญ ปนตามูล. การศึกษาปริมาณรังสีทุติยภูมิจากการถายภาพเคร่ืองเอกซเรยเคลื่อนท่ี.
[ภาคนิพนธ] . ภาควชิ ารงั สีเทคนิค, คณะเทคนคิ การแพทย. นครปฐม: มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล; 2548.

3. ICRPædia. Dose limits. [online]. 2019; [cited 2021 Jul 17]; [2 screens]. Available from:
URL: http://icrpaedia.org/Dose_limits.

4. กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสุข. มาตรฐานคุณภาพเคร่ืองเอกซเรยวินิจฉัยทางการแพทย.
กรงุ เทพฯ: บรษิ ัท บียอนด พบั ลิสซง่ิ จาํ กัด; 2562.

5. วศิ าล บญุ ประสาร, สิรณั ยาพงศ สวุ รรณโอภาส. อุปกรณส ําหรบั การทดสอบเพอื่ การตรวจรับและควบคมุ คุณภาพ
เครือ่ งเอกซเรยว นิ ิจฉยั ทว่ั ไป. วารสารรงั สวี ทิ ยาศิริราช 2560; 4(2); 115-26.

6. Exposure technique factors. ใน: จงวัฒน ชีวกุล. หลักสูตรรังสีเทคนิค. สงขลา: ภาควิชารังสีวิทยา คณะ
แพทยศาสตร มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร. [ออนไลน] . 2560; [สืบคน 22 ม.ค. 2564]; [4 หนา ]. เขา ถงึ ไดท่ี:
URL: https://meded.psu.ac.th/binlaApp/radio3/365-302/Exposure_Technique_Factors/index.
html.

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 673
ปท ่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Scattered Radiation and Protection Practice from Mobile X-ray Unit Wasan Buthpa

Analysis of the Scattered Radiation and
Protection Practice from Mobile X-ray Units

Wasan Buthpa
Nakhon Pathom Hospital, Amphoe Muang, Nakhon Pathom 73000, Thailand
ABSTRACT This study aimed to compare the scattered radiation from two portable x-ray machines
(SHIMADZU Mobile Art Evolution and FUJI FILM FDR Go Plus) at Nakhon Pathom Hospital.
The radiation safety distance of staffs was also analyzed. The scatter radiation was measured by a surve
meter at the height of 0.8 meter from the floor, representing the gonad level of a 1.75 meter human height.
This level is similar to the height of the gurney. The measurements were collected with varying angles
of 0, 45, 90, 135, 180, 225, 270 and 315 degrees at various distances of 0.5, 1.5, 3.0 and 4.0 meters from
portable x-ray machines. The exposure technique for chest AP supine radiography was 85 kVp, 1.6 mAs
for adult patients and 70 kVp, 0.63 mAs for pediatric patients. The exposure technique for pelvic AP was
85 kVp, 3.2 mAs, at 1 m SID. The 14 × 17˝ DR detector was used for radiographic imaging. The result
showed that the amount of scattered radiation was inversely proportion to the distance from the patient,
but it did not depend on the direction. In this study, the radiation exposure that the staffs and public
received did not exceed the radiation exposure limit of <20 mSv/yr and <1 mSv/yr, respectively. For the
safety practice, the staffs should keep the distance more than 4 m, stand at 0 degree from the x-ray tube,
and wear lead apron.
Keywords: Scattered radiation, Radiation protection, Mobile X-ray unit

674 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

นพิ นธต น ฉบับ ว กรมวิทย พ 2564; 63 (3) : 675-688

การประเมินสถานะดา นความรู ความเขาใจ ความตระหนกั
และการใชร ะบบคุณภาพในการปฏบิ ัตงิ านของบคุ ลากร

สถาบันวจิ ัยวิทยาศาสตรสาธารณสขุ

วราลกั ษณ เลศิ สภุ างคกูล1 ดวงกมล อศั วุตมางกุร1 ธันวา แกว เกษ2 กมลพรรณ ครึม้ ยานาง1
และอาชวินทร โรจนวิวัฒน1
1กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย ถนนติวานนท อําเภอเมอื ง นนทบรุ ี 11000
2มหาวิทยาลัยแมฟ า หลวง อาํ เภอเมอื ง เชยี งราย 57100
บทคดั ยอ สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ เปน หนว ยงานทม่ี กี ารนาํ ระบบคณุ ภาพมาใชเ ปน เครอื่ งมอื ในการบรหิ ารจดั การ
ต้ังแต ป 2546 โดยประยุกตใชมาตรฐานสากลท่ีเก่ียวของกับทุกภารกิจ มีการถายทอดระบบคุณภาพลงสูการปฏิบัติโดยการ
จัดทําเปนมาตรฐานการปฏิบัติงาน เพื่อใหบุคลากรทุกระดับปฏิบัติตาม จากการนําระบบคุณภาพมาใชเปนเคร่ืองมือในระยะเวลา
ยาวนานนี้ จึงมีขอสงสัยวาบุคลากรปจจุบันที่ปฏิบัติงานตามมาตรฐานมีความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบ
คุณภาพไปปฏิบัติอยูในระดับใด ผูวิจัยจึงศึกษาสถานะดานคุณภาพของบุคลากรในดานตางๆ ไดแก ความรูความเขาใจ
ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติ รวมถึงประเมินประสิทธิภาพชองทางการสื่อสาร โดยใชวิธีวิจัยเชิงสํารวจ
ผลการวจิ ัยพบวา บคุ ลากรมรี ะดบั ความรูค วามเขาใจ และความตระหนกั ในระดบั มาก มีการนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั ใิ นระดับ
มากท่ีสุด โดยบุคลากรที่มีระยะเวลาการปฏิบัติงานท่ีหนวยงานแตกตางกัน ไมพบความแตกตางของระดับความรูความเขาใจ
ความตระหนัก และการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติ (p > 0.05) ในมุมมองการส่อื สาร พบวาหนังสอื เวียนเปนชองทางทีบ่ คุ ลากร
รับทราบขอมูลดานระบบคุณภาพมากท่ีสุด และอีเมลเปนชองทางที่บุคลากรเห็นวาสามารถรับทราบขอมูลที่งายและทั่วถึงที่สุด
ผลจากการสัมภาษณเชิงลึกไดขอเสนอในการพัฒนาคุณภาพอยางตอเนื่องท่ีควรดาํ เนินการ คือ การสรางใหเกิดการ
เรียนรูดานระบบคุณภาพอยางเปนระบบ ยั่งยืน เปนปจจุบัน รวมถึงการเพ่ิมชองทางการเรียนรู และส่ือการเรียนรูท่ีทันสมัย
จัดใหมีกระบวนการจัดการความรูขององคกรท่ีบุคลากรสามารถเรียนรูไดตลอดเวลา อีกทั้งเลือกใชชองทางการส่ือสาร
ทเี่ หมาะสมกบั บุคลากรในแตละระดับเพ่อื ใหเกดิ การรับรทู ่มี ปี ระสทิ ธภิ าพทวั่ ทงั้ องคกร
คําสาํ คญั : ความรคู วามเขา ใจ, ความตระหนกั , การนําระบบคุณภาพไปปฏิบตั ิ

Corresponding author E- mail: [email protected]

Received: 5 May 2021 Revised: 12 July 2021 Accepted: 10 August 2021

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 675
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.

บทนํา

ในภาวะท่ีสภาพแวดลอมมกี ารเปลีย่ นแปลงอยางรวดเรว็ ไมว า จะเปนภาวะเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง และ
เทคโนโลยี เปนสาเหตุท่ีทําใหทุกองคกรจําเปนตองปรับตัวใหทันตอการเปล่ียนแปลง และพรอมเผชิญกับปญหา
ทางการแขง ขันในทุกๆ ดา น ตามหลักการบริหารท่ดี ีนั้น องคก รท่มี ีประสทิ ธิภาพ คอื องคก รที่สามารถปรับตัวใหเขากบั
สภาพแวดลอมที่มีการเปล่ียนแปลง โดยเลือกใชวิธีการอยางถูกตองและเหมาะสมกับองคกรนั้นๆ เพื่อใหไดมาซ่ึง
ความพึงพอใจสูงสุดของผูใชบริการ อันเปนสิ่งท่ีสําคัญในการอยูรอดขององคกร ซึ่งจากทิศทางการเปล่ียนแปลงดังที่
ไดกลา วมาแลวนนั้ จึงจําเปน ตอ งไดร บั ความรว มมอื จากบคุ คลในองคกรเปน หลกั (1)

สถาบันวิจยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสุข เปนหนว ยงานระดบั กองในสงั กัดกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย มพี ันธกิจ
ในการวจิ ยั และพฒั นา ใหบ รกิ ารตรวจวเิ คราะหท างหอ งปฏบิ ตั กิ ารและตรวจยนื ยนั ทางหอ งปฏบิ ตั กิ ารทางดา นโรคตดิ เชอื้
ดานโรคไมต ิดเชอื้ ดา นคุม ครองผบู รโิ ภค และใหบ รกิ ารการทดสอบความชาํ นาญหอ งปฏบิ ตั ิการ รวมทั้งการใหบ ริการ
เชอื้ /สารมาตรฐาน การบรหิ ารงานภายในสถาบัน ไดมกี ารพฒั นาระบบบรหิ ารคุณภาพใหสอดคลองกบั มาตรฐานสากล
ท่เี กีย่ วของ ไดแก ISO/IEC 17025 สําหรับหองปฏบิ ตั กิ ารทดสอบและสอบเทียบ ISO 15189 สําหรบั หองปฏบิ ตั ิการ
ชันสูตร ISO 15190 สําหรับการดําเนินงานดานความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยทางหองปฏิบัติการ
ISO/IEC 17043 สําหรบั การใหบรกิ ารทดสอบความชํานาญ AAALAC International สําหรบั การเล้ยี งและการใช
สตั วท ดลอง ตลอดจนประยกุ ตใ ชม าตรฐาน OECD GLP สําหรบั การทดสอบความเปน พษิ ในสตั วท ดลอง ซงึ่ มาตรฐาน
เหลา นมี้ ี ISO 9001 เปน ฐานในการวางระบบบรหิ ารจดั การ ทผี่ า นมาไดพ ยายามพฒั นาระบบคณุ ภาพใหเ ปน หนง่ึ เดยี วกนั
และสอดคลอ งกบั ทกุ มาตรฐาน ดงั นน้ั การปฏบิ ตั งิ านทกุ กระบวนการทง้ั ภารกจิ หลกั และภารกจิ สนบั สนนุ จงึ มมี าตรฐาน
การปฏบิ ตั งิ านตลอดจนถงึ ระบบการบนั ทกึ ขอ มลู อยา งครบถว นตามเกณฑค ณุ ภาพ ซง่ึ ไดส ง เสรมิ ใหบ คุ ลากรทกุ ระดบั มี
ความเขา ใจกบั ระบบคณุ ภาพเพอื่ การนาํ ไปปฏบิ ตั ไิ ดอ ยา งถกู ตอ ง ทาํ ใหเ กดิ การพฒั นาปรบั ปรงุ คณุ ภาพงานอยา งตอ เนอื่ ง
รวมท้ังตอบสนองความตองการ ความพงึ พอใจของผใู ชบ ริการท้ังภายในและภายนอก(2)

อยา งไรกต็ ามจากขอ เทจ็ จรงิ ทวี่ า แนวปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานตา งๆ ไดถ กู นาํ รวมเขา เปน แนวปฏบิ ตั ใิ นงานประจาํ
มาเปน เวลากวา 10 ป โดยมเี อกสาร วธิ กี าร คมู อื พรอ มใช เพอื่ ใหบ คุ ลากรทกุ คนถอื ปฏบิ ตั ิ แตจ ากระยะเวลาทย่ี าวนานน้ี
มบี คุ ลากรเขา ออกหมนุ เวยี นอยตู ลอดเวลา เนอ่ื งจากโครงสรา งอายขุ องบคุ ลากรทมี่ กี ารเกษยี ณอายรุ าชการ การโอนยา ย
ของบคุ ลากรไปปฏบิ ตั งิ านทห่ี นว ยงานอนื่ รวมทง้ั มบี คุ ลากรทเี่ ปน ลกู จา งมาระยะเวลานานลาออกเนอื่ งจากไดง านใหม หรอื
ประกอบธรุ กจิ สว นตวั ซงึ่ ตอ งสรรหาและบรรจบุ คุ ลากรใหมเ ขา มาปฏบิ ตั งิ านแทน โดยบคุ ลากรทเี่ ขา มาปฏบิ ตั งิ านใหมน ี้
มีความแตกตางจากบุคลากรรุนเดิมท่ีไดรวมกันพัฒนาระบบคุณภาพดวยตนเอง อีกท้ังจากขอมูลการตรวจประเมิน
จากองคกรภายนอก ซึ่งเปนการตรวจประเมินเพ่ือตออายุใบรับรอง หรือขยายขอบขายการรับรอง โดยมีการดําเนิน
การตรวจประเมนิ ทกุ 2 ป สรปุ ผลการตรวจประเมนิ ทไ่ี ดใ นป 2559 และป 2562 มบี างมาตรฐาน เชน ISO/IEC 17025
ท่ีสถาบันไดรับจํานวนขอบกพรอ งเพิม่ มากขนึ้ จาก 6 ขอ เปน 11 ขอ และในทุกมาตรฐานมกั ไดข อบกพรองท่ีเกดิ ข้ึน
ซํ้าๆ จึงมีขอสงสัยวาบุคลากรทุกระดับยังคงมีความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติ
อยใู นระดบั ใด และสามารถนาํ ไปสกู ารพฒั นาอยา งตอ เนอื่ งไดห รอื ไม ผวู จิ ยั จงึ สนใจศกึ ษาสถานะความรคู วามเขา ใจ ความ
ตระหนกั การนําระบบคณุ ภาพไปปฏิบตั ิของบุคลากรสถาบนั วิจยั วิทยาศาสตรสาธารณสุข รวมถึงประเมนิ ประสิทธิภาพ
ชอ งทางการสือ่ สาร และขอเสนอแนวทางในการพัฒนาคณุ ภาพทเี่ หมาะสมตอไป

วสั ดุและวิธีการ

การประเมินสถานะความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติของบุคลากร
สถาบนั วจิ ัยวทิ ยาศาสตรสาธารณสุขในคร้ังนเ้ี ปน การวจิ ัยเชงิ สาํ รวจ โดยมกี ารวางแผนการวจิ ยั ดงั นี้

676 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การประเมินความรูความเขาใจและการนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ัติ วราลักษณ เลศิ สุภางคกลู และคณะ

กลมุ ประชากรทศี่ ึกษา
ประชากรกลุมเปาหมายท่ีทําการศึกษาในครั้งนี้ คือ บุคลากรทุกประเภท ไดแก ขาราชการ ลูกจางประจํา

พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และลกู จา งช่ัวคราวเงนิ บาํ รงุ จํานวนทงั้ สน้ิ 300 คน (ขอมลู ณ เดอื น
ตุลาคม พ.ศ. 2562) ผวู จิ ยั เลือกเกบ็ ขอ มลู ทัง้ หมด 300 ตวั อยาง ตามจาํ นวนประชากร เพ่อื ใหไดขอ มูลท่ีถกู ตอง และ
ครบถว นมากท่ีสุด

เครือ่ งมือที่ใชในการวจิ ัย
การวิจัยน้ีใชแบบสอบถามชนิดกระดาษเปนเคร่ืองมือ โดยแนวคิดในการออกแบบสอบถาม เปนการทวน

แนวปฏิบัติตามมาตรฐานตางๆ ท่ีไดนํารวมเขาเปนแนวปฏิบัติในงานประจาํ และนาํ มาจัดทาํ เปนคูมือคุณภาพ
มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านตา งๆ เพอื่ ใหบ คุ ลากรนาํ ไปปฏบิ ตั อิ ยา งถกู ตอ ง และสอดคลอ งตามมาตรฐานสากล นาํ มายกรา ง
เปนแบบสอบถาม

ระยะเวลาการศึกษา
ระหวา งเดือนพฤศจกิ ายน พ.ศ. 2562 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2563

การดาํ เนนิ งาน
การศึกษาน้ีไดใชการทบทวนวรรณกรรมจากแนวปฏิบัติตามมาตรฐานตางๆ ท่ีจัดทาํ ข้ึนทั้งในสวนของ

คูมือคุณภาพ เอกสารมาตรฐานการปฏิบัติงาน และคูมือตางๆ ท่ีเก่ียวของกับการปฏิบัติงาน รวมถึงเอกสารงานวิจัย
ท่ีเกย่ี วขอ ง กอ นท่ีจะมกี ารยกรางเปนแบบสอบถามข้นึ

การพัฒนาแบบสอบถาม และการตรวจสอบความเทยี่ งตรงของเครอ่ื งมอื
จากการทบทวนเอกสารที่เก่ียวของ จึงไดมีการจัดทํารางแบบสอบถาม โดยแบบสอบถามไดถูกตรวจ

สอบคุณภาพโดยการหาความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ซ่ึงในงานวิจัยนี้ใชคา IOC (Index of
Item-objective Congruence) มากกวา 0.7 ข้ึนไปทุกขอคําถาม และการหาคาความเช่ือม่ัน (Reliability)
โดยผูวิจัยไดนําแบบสอบถามที่ปรับปรุงแกไขจากขอแนะนาํ ของผูเช่ียวชาญแลวนําไปทดลองใช (Try out) กับ
บคุ ลากรจํานวน 50 คน นําผลทไี่ ดไ ปวเิ คราะหห าคา ความเชอื่ มนั่ ของแบบสอบถามทง้ั ฉบบั ดว ยวธิ กี ารหาคา สมั ประสทิ ธ์ิ
แอลฟา (Alpha Coefficient) ของครอนบัค (Cronbach) เน่ืองจากงานวิจัยน้ีมุงศึกษาคาคะแนนของแบบ
ทดสอบ คาสัมประสิทธ์ิแอลฟาหรือคาสัมประสิทธ์ิความเที่ยงของเครื่องมือวิจัย จึงมีคาไมต่ํากวา 0.70 ทุกขอคาํ ถาม
ดําเนินการสาํ รวจโดยใชแบบสอบถามที่ไดพัฒนาข้ึนโดยใชวิธีการแจกแบบสอบถามไปใหกับกลุมตัวอยาง จํานวน
300 คน ไดร บั แบบสอบถามกลับคืนมา 285 ฉบับ คดิ เปน รอ ยละ 95

การวเิ คราะหขอมลู
ผวู จิ ยั ไดต รวจสอบความสมบรู ณแ ละความถกู ตอ งของแบบสอบถามทไี่ ดร บั กลบั แลว นาํ มาวเิ คราะหห าคา สถติ ิ

โดยใชโปรแกรมสาํ เรจ็ รูปทางสถิติ ไดแก การแจกแจงความถี่ คารอยละ คา สงู สุด คาตาํ่ สดุ คาเฉลีย่ และสวนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ทดสอบความแตกตางทางสถิติ โดยใชสถิติวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)
กาํ หนดคาความแตกตางทางสถิตทิ ี่ p < 0.05 ท้งั น้ีเมือ่ สรุปผลขอมูลจากแบบสอบถามแลว ผูวิจยั ไดคัดเลือกผใู หข อ มูล
สาํ คัญ จํานวน 5 ทาน ซง่ึ ใชวิธีเลอื กแบบเฉพาะเจาะจง เพอ่ื สัมภาษณเชงิ ลึก (In-depth Interview) ถงึ สาเหตแุ ละ
ขอเสนอแนะ หรอื แนวทางในการแกไขปญ หาสําหรบั ประเด็น หรือขอคําถามที่พบวา บุคลากรมคี วามไมเขาใจ ตระหนกั
และมกี ารนําไปปฏิบตั ินอ ยทสี่ ุด ลักษณะการสมั ภาษณเ ปนแบบไมเ ปน ทางการ

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 677
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.

ผล

ขอมูลท่ัวไปจากแบบสอบถาม พบวาบุคลากรท่ีเปนกลุมตัวอยางสวนใหญเปนเพศหญิงมากกวาเพศชาย
โดยมีเพศหญงิ รอยละ 71.9 มีอายุอยูระหวา ง 30-39 ป คดิ เปนรอยละ 30.9 มกี ารศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรี คดิ เปน
รอ ยละ 48.8 เปน บคุ ลากรประเภทพนกั งานกระทรวงสาธารณสขุ คดิ เปน รอ ยละ 51.2 มรี ะยะเวลาปฏบิ ตั งิ านทหี่ นว ยงาน
20 ปข้ึนไป คิดเปนรอยละ 26.7 ปฏิบัติงานในตาํ แหนงผูปฏิบัติงาน คิดเปนรอยละ 87.0 โดยปฏิบัติงานใน
หอ งปฏบิ ัติการ คดิ เปน รอยละ 61.4 และมกี ารปฏิบตั ิงานสอดคลองตามมาตรฐาน ISO 15189 คดิ เปน รอยละ 27.47

ผลการประเมินสถานะความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติของบุคลากร
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุข พบวา มีระดับความรูความเขาใจเก่ียวกับระบบคุณภาพอยูในระดับมาก
คิดเปนรอยละ 48.42 โดยจากคะแนนเต็ม 22 คะแนน มีผูไดผลคะแนนตํ่าสุด คือ 9 คะแนน จํานวน 7 คน
และคะแนนสูงสุด คือ 22 คะแนน จํานวน 2 คน มีคาเฉลี่ยของคะแนนอยูท่ี 16.67 โดยมีคา 95% CI ของ
ความแตกตางของคะแนนเฉล่ียอยูระหวาง 15.7-17.7 คะแนน ผลการทดสอบความแตกตางทางสถิติ พบวา
บุคลากรที่มีระยะเวลาปฏิบัติงานในหนวยงานที่แตกตางกัน ไมพบความแตกตางของระดับความรูความเขาใจ
เกี่ยวกับระบบคุณภาพ (p > 0.05) แตจากขอมูลคาเฉล่ียคะแนนความรูความเขาใจ เม่ือจาํ แนกตามระยะเวลา
ที่ปฏบิ ัติงานในหนว ยงาน พบวา ผูท ีป่ ฏิบตั ิงานระหวาง 15-20 ป มคี า คะแนนเฉล่ียมากทสี่ ุด คอื 17.20 คะแนน และ
ผทู ่ีปฏบิ ัติงานตา่ํ กวา 1 ป มคี าคะแนนเฉลย่ี นอ ยที่สุด คอื 15.61 คะแนน ดงั แสดงในตารางที่ 1- 3

ตารางที่ 1 ระดับความรคู วามเขาใจเกี่ยวกับระบบคณุ ภาพของบคุ ลากร (N = 285 คน)

ระดบั ความรูความเขา ใจ จาํ นวน (คน) รอ ยละ
ไมมีความรคู วามเขาใจ 0 0.00
มีความรคู วามเขาใจนอย 0 0.00
มีความรูความเขา ใจปานกลาง 36 12.63
มคี วามรคู วามเขา ใจมาก 138 48.42
มีความรคู วามเขา ใจมากที่สดุ 111 38.95
285 100
รวม

ตารางท่ี 2 ผลคะแนนความรคู วามเขาใจเกยี่ วกบั ระบบคณุ ภาพของบคุ ลากร (N = 285 คน)

คะแนน ระดับคะแนน (เตม็ 22 คะแนน) คะแนน 95% CI ของ
ความรูค วามเขา ใจ ตํา่ สุด จํานวน สงู สุด จาํ นวน เฉลี่ย SD ความแตกตางของ
(คะแนน) (คน) (คะแนน) (คน) 16.67
คะแนนเฉลย่ี
9 7 22 2 2.39 15.7-17.7

678 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การประเมนิ ความรคู วามเขาใจและการนาํ ระบบคณุ ภาพไปปฏิบัติ วราลักษณ เลิศสภุ างคกลู และคณะ

ตารางท่ี 3 คะแนนเฉลี่ยของความรูความเขาใจเก่ียวกับระบบคุณภาพของบุคลากร จําแนกตามระยะเวลา
ปฏิบตั งิ านในหนวยงาน

ระยะเวลา จํานวน คะแนนเฉลี่ย SD F p-value
(คน) 1.888 0.097
ต่ํากวา 1 ป 23 15.61 2.98
1-5 ป 63 16.28 2.29
6-10 ป 38 16.76 1.88
10-15 ป 42 17.02 2.13
15-20 ป 39 17.20 1.94
20 ปข น้ึ ไป 72 16.80 2.77
277 16.67 2.39
รวม

จากขอ มลู ดงั กลา วขา งตน ผวู จิ ยั ไดด ําเนนิ การวเิ คราะหค วามรคู วามเขา ใจเกย่ี วกบั ระบบคณุ ภาพของบคุ ลากร
จาํ แนกรายขอ คําถาม โดยนาํ เสนอเปนคารอ ยละ พบวา คําถามทต่ี อบผิดมากที่สุด 3 ลําดบั คอื คาํ ถามขอ 17 วสั ดุอา งอิง
ตอ งแสดงความสอบกลบั ไดไ ปยงั หนว ยตามระบบสากล (SI Unit) เทา นน้ั จงึ จะถอื วา มคี วามถกู ตอ งตามระบบคณุ ภาพ
คิดเปน รอ ยละ 74.7 รองลงมา คือ คาํ ถามขอ 18 กรณีท่ีมีลูกคามาขอสง ตัวอยางโดยไมม ใี บนําสงจะดําเนนิ การใหไ มไ ด
เน่ืองจากไมไดกาํ หนดแนวปฏิบัติในการสงตรวจตัวอยางดวยวาจาไว คิดเปนรอยละ 61.8 และคําถามขอ 4 ตนฉบับ
เอกสารคุณภาพท่ีใชในการปฏิบัติงานเก็บอยูท่ีพื้นท่ีใชงานเพื่อสะดวกในการใชงาน คิดเปนรอยละ 59.3 ตามลาํ ดับ
ดงั แสดงในภาพท่ี 1

ภาพที่ 1 รอยละความรูความเขา ใจเกีย่ วกับระบบคณุ ภาพของบุคลากรจาํ แนกตามขอ คําถาม

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 679
ปที่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.

บุคลากรมีความตระหนักตอการดาํ เนินงานระบบคุณภาพอยูในระดับมาก โดยมีคาเฉล่ียเทากับ 4.13
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 0.797 ผลการทดสอบความแตกตางทางสถิติ พบวาบุคลากรท่ีมีระยะเวลาปฏิบัติงาน
ในหนวยงานท่ีแตกตางกัน ไมพบความแตกตางของระดับความตระหนักเก่ียวกับระบบคุณภาพ (p > 0.05)
แตจากขอมูลคาเฉลี่ยความตระหนักของบุคลากร เม่ือจําแนกตามระยะเวลาท่ีปฏิบัติงานในหนวยงานพบวาผูท่ี
ปฏบิ ตั งิ านระหวา ง 15-20 ป มคี า เฉลย่ี มากทส่ี ดุ คอื 4.29 และผทู ป่ี ฏบิ ตั งิ านต่าํ กวา 1 ป มคี า เฉลยี่ นอ ยทส่ี ดุ คอื 4.13 คะแนน
ดงั แสดงในตารางที่ 4-5

ตารางท่ี 4 คาเฉล่ียและสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ของบุคลากรท่ีตอบแบบสอบถามความตระหนักตอการดําเนินงาน
ระบบคุณภาพ

รายละเอยี ดกิจกรรม N X SD ระดับความตระหนัก

1. ทา นคดิ วา งานทท่ี า นรบั ผดิ ชอบเปน สว นหนง่ึ ในการผลกั ดนั 283 4.25 0.701 มาก
ใหน โยบายคุณภาพของสถาบันบรรลผุ ลสาํ เรจ็

2. ทานปฏบิ ัติงานครบถวนทุกข้ันตอนตามท่รี ะบุใน 283 4.17 0.716 มาก
มาตรฐานการปฏบิ ัตงิ านทกุ ครั้ง

3. ทานคิดวาการตรวจติดตามคุณภาพภายในเปนเครื่องมือ 283 4.04 0.749 มาก
หนึ่งในการพัฒนางานอยางตอเนื่อง โดยไมเปนภาระกับ
งานประจาํ

4. ทานเห็นดวยวาการแกไขขอบกพรองท่ีเกิดจากการตรวจ 282 4.31 0.760 มาก
ติดตามคุณภาพภายในในหนวยงานทานเปนหนาที่และ
ความรบั ผดิ ชอบของทุกคนในหนว ยงาน

5. ทา นเหน็ ดว ยหรอื ไมว า การดาํ เนนิ การดา นระบบคณุ ภาพที่ 283 4.41 0.754 มาก
มีประสทิ ธผิ ลตองเรม่ิ จากตวั ทานเองกอน

6. กอ นเรม่ิ ปฏบิ ตั งิ านทา นจะตรวจสอบความพรอ มใชง านของ 283 4.39 0.727 มาก
เครอ่ื งมือ อุปกรณท ุกครั้ง

7. ทกุ ครงั้ ทที่ า นพบวา มเี ครอ่ื งมอื อปุ กรณช าํ รดุ เสยี หาย ทา น 283 4.37 0.749 มาก
จะรายงานหัวหนา ใหท ราบทันที และตดิ ปายชีบ้ ง

8. ทา นสวมใสอ ปุ กรณป อ งกนั สว นบคุ คลทกุ ครงั้ ถา ตอ งปฏบิ ตั ิ 279 4.56 0.746 มาก
งานกับเชือ้ อันตรายขณะปฏิบตั งิ าน

9. ทานจะทบทวนผลการดําเนินงานที่ผานมาเพ่ือนํามาถอด 281 4.14 0.737 มาก
บทเรยี นและปรบั ปรงุ การทํางานใหดีขน้ึ

10. เม่ือมีกจิ กรรมท่เี กยี่ วขอ งกับระบบคุณภาพทาน 282 3.71 0.773 คอ นขา งมาก
จะเขา รวมทกุ ครัง้

11. การตรวจวเิ คราะหทกุ ครงั้ ไมจําเปนตองมตี วั ควบคมุ ผล 279 4.27 0.949 มาก
บวก (positive control) และตวั ควบคมุ ผลลบ (nega-
tive control) เพราะเปนการส้ินเปลือง

12. เมื่อทานดําเนินการตรวจวิเคราะหแลวพบวาตัวควบคุม 278 4.15 1.204 มาก
บวก (positive control) เปน ลบ ทา นจะออกรายงาน
ผล เพื่อไมใ หเกินระยะเวลาทก่ี ําหนด

รวม 4.13 0.797 มาก

680 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การประเมนิ ความรูความเขาใจและการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติ วราลักษณ เลศิ สุภางคกลู และคณะ

ตารางท่ี 5 คา เฉลีย่ ของความตระหนกั เกย่ี วกบั ระบบคุณภาพของจําแนกตามระยะเวลาท่ปี ฏิบตั ิงานในหนวยงาน

ระยะเวลา จํานวน คา เฉลย่ี SD F p-value
(คน) 0.338 0.890
ต่าํ กวา 1 ป 23 4.13 0.66
1-5 ป 63 4.27 0.43
6-10 ป 38 4.21 0.73
10-15 ป 41 4.21 0.57
15-20 ป 41 4.29 0.42
20 ปข ึน้ ไป 76 4.22 0.58
282 1.23 0.55
รวม

บคุ ลากรมกี ารนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั ใิ นภาพรวมอยใู นระดบั มากทสี่ ดุ คดิ เปน รอ ยละ 87.31 เมอื่ วเิ คราะห
ตามกิจกรรม พบวามีการปฏิบัติในกิจกรรมการแกไขปญหา รอยละ 91.32 มีการปฏิบัติในกิจกรรมการบริหาร
ความเสี่ยง รอ ยละ 86.53 และมีการปฏบิ ตั ิในกิจกรรมความปลอดภยั ทางหอ งปฎิบัติการรอยละ 84.09 สวนภาพรวม
การนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติ ผลการทดสอบความแตกตางทางสถิติ พบวาบุคลากรท่ีมีระยะเวลาปฏิบัติงาน
ในหนวยงานแตกตางกัน ไมพบความแตกตางของระดับการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติ (p > 0.05) แตจากขอมูล
เมื่อจําแนกตามระยะเวลาท่ีปฏิบัติงานในหนวยงาน พบวาผูท่ีปฏิบัติงานระหวาง 10-15 ป มีการนําระบบคุณภาพ
ไปปฏิบัติมีคาเฉลี่ยมากท่ีสุด คือ 26.97 และผูที่ปฏิบัติงานที่สถาบันต่ํากวา 1 ป มีการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติ
มคี าเฉลี่ยนอ ยท่ีสดุ คอื 25.30 ดังแสดงในตารางที่ 6 - 7

ตารางที่ 6 จาํ นวนและรอยละของบคุ ลากรท่ตี อบแบบสอบถามการใชระบบคณุ ภาพในการปฏิบตั ิงาน

รายละเอียดกจิ กรรม จาํ นวน (รอยละ)
การแกไขปญหา
กิจกรรมการบรหิ ารความเสี่ยง ปฏิบตั ิ ไมปฏบิ ตั ิ ไมเกยี่ วของ ไมต อบ รวม
ความปลอดภัยทางหอ งปฏบิ ัตกิ าร 260.25 285
(91.32) 19.25 2.63 2.88 (100)
246.64 285
(86.53) (6.77) (0.95) (1.02) (100)
239.64 285
(84.09) 21.00 13.91 3.45 (100)
248.84 285 (100)
(87.31) (7.37) (4.89) (1.26)

17.00 25.36 3.00

(5.96) (8.9) (1.05)

19.03 13.97 3.11

(6.70) (4.91) (1.11)

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 681
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.

ตารางที่ 7 คาเฉล่ียในการนาํ ระบบคุณภาพไปใชในการปฏิบัติงานของบุคลากรจาํ แนกตามระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน
ในหนว ยงาน

ระยะเวลา จาํ นวน คาเฉลี่ย SD F p-value
(คน)

ต่ํากวา 1 ป 23 25.30 4.70
1-5 ป
6-10 ป 64 26.12 4.89
10-15 ป
15-20 ป 38 25.89 4.28 0.596 0.703
20 ปข ้ึนไป 42 26.97 3.80

41 26.24 4.16

76 25.76 4.36

รวม 284 26.07 4.38

ในสว นของการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพชอ งทางการสอื่ สารดา นระบบคณุ ภาพทเ่ี หมาะสมกบั บคุ ลากรในองคก ร
พบวา ชอ งทางทบ่ี ุคลากรรบั ทราบขอมูลดา นระบบคุณภาพมากทีส่ ุดในปจจุบนั คือ หนังสือเวียน คดิ เปนรอ ยละ 19.77
สว นชอ งทางทีบ่ คุ ลากรเหน็ วารบั ทราบขอมูลไดงา ยและท่ัวถงึ ที่สดุ คือ อีเมล คดิ เปน รอ ยละ 29.5 ดังแสดงในตารางที่ 8

ตารางท่ี 8 จาํ นวนและรอยละของชองทางท่ีบุคลากรรับทราบขอมูลดานระบบคุณภาพไดมากที่สุด (ตอบไดมากกวา
1 ขอ) และชองทางที่เห็นวารับทราบขอ มูลดา นระบบคุณภาพทงี่ า ยและทัว่ ถึงทส่ี ุด (ตอบไดเพียง 1 ขอ)

ชองทาง รับทราบขอ มลู มากท่ีสุด รับทราบขอมูลท่ีงายและทั่วถงึ ทสี่ ุด

ผบู รหิ าร จํานวน รอ ยละ ลาํ ดับ จาํ นวน รอ ยละ ลําดบั
หนังสอื เวียน 58 5.65
เพ่ือนรว มงาน 203 19.77 1 6 2.1
การประชุม 163 15.87 3
อีเมล 159 15.48 4 65 22.8 2
เอกสารเผยแพร 175 17.04 2
ปายประกาศ 56 5.45 14 4.9
ไลนกลุม 74 7.21 5
เฟซบุก 129 12.56 26 9.1 4
อ่ืนๆ (ระบุ) 7 0.68
3 0.29 84 29.5 1
รวม 100
1,027 10 3.5

16 5.6 5

53 18.6 3

2 0.7

9 3.2

285 100

682 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การประเมนิ ความรคู วามเขาใจและการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏบิ ัติ วราลกั ษณ เลิศสุภางคกูล และคณะ

ผลการวิจัยโดยการสัมภาษณเชิงลึกถึงสาเหตุและขอเสนอแนะ หรือแนวทางในการแกไขปญหา เพ่ือ
การพัฒนาสถานะดา นคณุ ภาพของบุคลากร ซึ่งเก็บขอมลู จากผใู หข อ มูล จํานวน 5 ทา น ทีเ่ ปนท้ังระดบั ผบู ริหาร และ
ผปู ฏบิ ตั งิ านโดยใชว ธิ เี ลอื กแบบเฉพาะเจาะจง ลกั ษณะการสมั ภาษณเ ปน แบบไมเ ปน ทางการ ไดข อ มลู จาํ แนกตามสถานะ
ดา นคุณภาพ คอื ความรูความเขา ใจ ความตระหนัก และการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบตั ิ ดังนี้

ดานความรูความเขาใจ พบวาผูใหขอมูล 4 ใน 5 คน มีความเห็นวาสาเหตุของปญหาที่บุคลากรขาด
ความรูความเขาใจในระบบคุณภาพ เน่ืองจากไมไดมีหนาท่ีรับผิดชอบโดยตรง จึงไมไดใหความสําคัญ อีกทั้งมองวา
งานดา นระบบคณุ ภาพมีผูรบั ผิดชอบหลักอยูแ ลว และจากขอมลู มี 3 ใน 5 คน เห็นวาสาเหตุเกิดจากบุคลากรไมไดรบั
การอบรม หรือทบทวนความรูที่เก่ียวของกับระบบคุณภาพที่ตอเนื่องและเปนปจจุบัน ทั้งน้ีจากขอมูลท่ีไดมีผูใหขอมูล
3 ใน 5 คน เสนอแนวทางในการแกไขปญหา โดยดาํ เนินการใหความรูและทบทวนระบบคุณภาพอยางตอเน่ืองและ
สมา่ํ เสมอ

ดานความตระหนัก พบวาผูใหขอมูล 4 ใน 5 คน มีความเห็นวาสาเหตุของปญหาที่บุคลากรขาดความ
ตระหนักในการดําเนินงานดานระบบคุณภาพ เนื่องจากบุคลากรเห็นวางานประจําและงานคุณภาพเปนคนละเรื่องกัน
มภี าระงานประจาํ มาก การดาํ เนนิ งานดา นคณุ ภาพเพม่ิ จงึ เปน การคดิ แยกสว นและมองวา เปน หนา ทขี่ องสาํ นกั งานพฒั นา
ระบบคณุ ภาพหอ งปฏบิ ตั กิ ารทตี่ อ งดาํ เนนิ การ จงึ ใหค วามสาํ คญั กบั งานคณุ ภาพนอ ยกวา งานประจาํ ทร่ี บั ผดิ ชอบอยู ทง้ั นี้
จากขอมูลท่ีไดมีผูใหขอมูล 3 ใน 5 คน เสนอแนวทางในการแกไขปญหา โดยการเพิ่มชองทางการเรียนรู ดานระบบ
คณุ ภาพใหบ คุ ลากรสามารถเขามาเรยี นรูไดอยา งทั่วถึง และมผี ูใหขอมูล 2 ใน 5 คน เสนอใหวางแนวทางในการปรบั
ทัศนคติใหมใหบุคลากรมองงานประจํากับคุณภาพเปนเร่ืองท่ีตองดําเนินการควบคูกัน เพ่ือสงมอบการบริการที่ดี
โดยปลกู ฝง ทศั นคตนิ ี้ใหก บั บุคลากรในทุกระดบั

การนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติ จาํ แนกตามกิจกรรมไดข อ มลู ดังน้ี
กจิ กรรมการแกไขปญ หา พบวา ผูใ หขอ มลู 3 ใน 5 คน มีความเหน็ วา สาเหตขุ องปญ หาที่บุคลากรไมป ฏิบัติ
ในกจิ กรรมการแกไ ขปญ หา เนอ่ื งจากไมทราบกระบวนการคดิ เกี่ยวกบั กระบวนการแกไ ขปญ หาทีถ่ ูกตอ งและเปนระบบ
ท้งั นมี้ ผี ใู หขอ มลู 3 ใน 5 คน เสนอแนวทางการแกไขปญ หาโดยการจดั อบรมใหค วามรู และฝก ปฏิบตั อิ ยา งเปน รปู ธรรม
เพอื่ ใหบคุ ลากรทดสอบการแกไขปญ หาอยา งเปน ระบบ
กิจกรรมการบริหารความเสี่ยง พบวาผูใหขอมูล 4 ใน 5 คน มีความเห็นวาสาเหตุของปญหาท่ีบุคลากร
ไมปฏิบัติในกิจกรรมการบริหารความเส่ียง เนื่องจากบุคลากรขาดความเขาใจ และความตระหนักในเรื่องการบริหาร
ความเสยี่ ง ซงึ่ สง ผลกระทบรวมไปถงึ การดาํ เนนิ งานดา นระบบคณุ ภาพ และระบบอน่ื ๆ ทเี่ กยี่ วขอ งดว ย ทง้ั นมี้ ผี ใู หข อ มลู
4 ใน 5 คน เสนอแนวทางการแกไ ขปญ หา โดยการจดั ใหม กี ารอบรมเรอ่ื งการบรหิ ารความเสยี่ งใหก บั บคุ ลากร อยา งนอ ย
ปล ะ 2 ครงั้ เพื่อสรา งใหบ คุ ลากรมคี วามรูค วามเขาใจมากขนึ้
กิจกรรมความปลอดภัยทางหอ งปฏิบัติการ พบวาผูใหข อ มูล 3 ใน 5 คน มคี วามเห็นวา สาเหตุของปญหา
ทบ่ี คุ ลากรไมป ฏบิ ตั ใิ นกจิ กรรมความปลอดภยั ทางหอ งปฏบิ ตั กิ าร เนอ่ื งจากเมอื่ มกี ารจดั โครงการเกย่ี วกบั ความปลอดภยั
ทางหองปฎิบัติการ จะมีการจํากัดกลุมเปาหมายในการเขารวม เนื่องดวยสถานท่ีและงบประมาณท่ีจํากัด จึงทําให
การสอ่ื สารไมท ว่ั ถงึ ทง้ั นม้ี ผี ใู หข อ มลู 3 ใน 5 คน เสนอแนวทางการแกไ ขปญ หา โดยการเพมิ่ ชอ งทางการเรยี นร/ู ฝก อบรม
ดานระบบคุณภาพและความปลอดภัย เชน การใหความรูผานสื่อตางๆ การจัดทําเปนหลักสูตรการเรียนรูผานทาง
e-learning เปนตน และมีผูใหขอมูล 2 ใน 5 คน เสนอวาหากมีการอบรม/ใหความรูดานความปลอดภัยทาง
หองปฏิบัติการ ควรเปนลักษณะที่มีการจําลองเหตุการณจริงและฝกปฏิบัติจริง เพ่ือใหบุคลากรทดลองปฏิบัติได
อยา งถกู ตอ ง

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 683
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.

วิจารณ

ผลการประเมินสถานะความรูความเขาใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติของบุคลากร
สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ พบวา บคุ ลากรสว นใหญม รี ะดบั ความรคู วามเขา ใจเกย่ี วกบั ระบบคณุ ภาพอยใู นระดบั
มาก สอดคลองกบั งานวิจัยของไชยวฒั น จุมพลพทิ ักษ และณักษ กุลสิ ร เร่ืองความรูความเขาใจและเจตคติตอเครื่อง
มือในการจดั การคณุ ภาพขององคก รของพนักงาน บริษทั ฮานา เซมคิ อนดักเตอร (อยุธยา) จาํ กัด ที่พบวาพนักงาน
มคี วามรคู วามเขา ใจตอ เครอ่ื งมอื ในการจดั การคณุ ภาพขององคก รโดยรวมอยใู นระดบั มาก(1)เมอ่ื นาํ ขอ มลู ทไี่ ดม าจดั ลาํ ดบั
ความรคู วามเขา ใจ พบวา คาํ ถามทสี่ ว นใหญบ คุ ลากรมคี วามรคู วามเขา ใจนอ ย เปน คาํ ถามทล่ี งไปในเชงิ เทคนคิ และวชิ าการ
ทเ่ี ปน เรอ่ื งเฉพาะดา น เปน คาํ ถามทมี่ ผี รู บั ผดิ ชอบหลกั /มผี ไู ดร บั มอบหมายใหด าํ เนนิ การในเรอ่ื งนนั้ ๆ โดยตรง จงึ ทาํ ให
บุคลากรสว นใหญไ มไดใ หค วามสาํ คัญในการทําความเขา ใจในรายละเอียดของเรื่องนนั้ ๆ

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบวา บุคลากรมีความตระหนักในเรื่องความปลอดภัยในการปฏิบัติงานมาก
เนื่องจากภารกิจหลักสวนใหญตองปฏิบัติงานเก่ียวกับเช้ือโรคและสารเคมีบุคลากรจึงมีความตระหนักและให
ความสําคัญกับการปองกันตัวเองจากเช้ืออันตรายท่ีอาจสงผลเสียตอสุขภาพรางกายขณะปฏิบัติงาน และสอดคลอง
กับงานวิจัยของเอกลักษณ ธนเจริญพิศาล เรื่องความตระหนักและการยอมรับการนําระบบการจัดการส่ิงแวดลอม
(ISO 14001) มาใชในองคการภาครัฐ: ศึกษากรณีสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
ท่ีพบวากลุมตัวอยางมีความตระหนักตอระบบการจัดการส่ิงแวดลอม โดยรวมอยูในระดับสูง โดยมีความตระหนัก
ดานผลกระทบที่มีโอกาสเกิดข้ึนในกิจกรรมการทํางานอยูในระดับสูง(3) และจากการศึกษาพบวาบุคลากร
มีความตระหนักนอยกวาทุกคาํ ถามในเร่ืองของการเขารวมกิจกรรมที่เก่ียวของกับระบบคุณภาพ ซึ่งเม่ือ
พิจารณาจากขอเท็จจริงพบวาบุคลากรมีภารกิจ/งานที่รับผิดชอบในหลายๆ ดาน บางคร้ังไมสามารถเขารวม
กจิ กรรมไดท กุ คนในแตล ะครง้ั อกี ทง้ั มขี อ จาํ กดั ในเรอื่ งงบประมาณและสถานทใี่ นการจดั กจิ กรรม ซง่ึ สง ผลใหต อ งจาํ กดั
จาํ นวนบุคลากรทเี่ ขา รวม

บุคลากรมกี ารนําระบบคุณภาพไปปฏิบัติอยใู นระดบั มากทสี่ ดุ สอดคลองกบั งานวจิ ัยของปวีณา ผลฟกแฟง
เร่ืองความรู ความเขาใจ และการปฏิบัติกิจกรรมเกี่ยวกับกระบวนการบริหารความเส่ียงในโรงพยาบาลของ
พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลรัฐแหงหน่ึงในจังหวัดนนทบุรี ที่พบวาพยาบาลวิชาชีพมีการปฏิบัติกิจกรรมโดยรวม
เกี่ยวกับกระบวนการบริหารความเส่ียงในโรงพยาบาลอยูในระดับมาก(4) โดยเม่ือแยกวิเคราะหตามรายละเอียด
ในแตละกิจกรรม พบวาในกิจกรรมการแกไขปญหา บุคลากรมีการปฏิบัติคอนขางเปนระบบ แตยังมีจุดที่
ตองสงเสริมและใหความสําคัญในเรื่องของการระบุปญหา ซ่ึงเปนขั้นตอนแรกและเปนขั้นตอนท่ีสําคัญมาก
เนื่องจากหากเร่ิมตนมีการระบุปญหาไมถูกตอง การแกไขปญหาในขั้นตอนตอไปอาจไมถูกตอง และตรงประเด็น
กับปญหาท่ีเกิดข้ึนได ในกิจกรรมการบริหารความเสี่ยง พบวาบุคลากรมีการดําเนินการครบทุกข้ันตอน คือ
มกี ารคน หาความเสย่ี ง การประเมนิ ความเสยี่ ง การจดั การความเสยี่ ง และการประเมนิ ผลแตจ ากขอ มลู ทพ่ี บผรู บั ผดิ ชอบ
หลักในเร่ืองน้ีควรมีการสงเสริมใหบุคลากรใหความสําคัญกับการคนหาความเส่ียงมากขึ้น เพราะโดยสวนใหญ
บุคลากรยังไมไดใหความสาํ คัญกับการคนหาความเสี่ยง แตมุงเนนในการจัดการความเสี่ยงเมื่อเกิดปญหาข้ึน
และในกิจกรรมความปลอดภัยทางหองปฏิบัติการ พบวาบุคลากรใหความสาํ คัญกับการปองกันตนเองจากสิ่งปนเปอน
ตางๆ จากหองปฎิบัติการ รวมทั้งใหความสําคัญกับการปองกันไมใหมีสิ่งปนเปอนจากหองปฏิบัติการแพร
กระจายออกไปสูภายนอก และจากคําถามพบวาบุคลากรไมปฏิบัติในการเขาอบรม/รับความรูดานความปลอดภัย
ทางหองปฏิบัติการ อยางนอยปละ 1 ครั้งมากที่สุด ซ่ึงผลท่ีไดสอดคลองกับผลการวิเคราะหความตระหนัก
ตอการดําเนินงานระบบคุณภาพในเร่ืองของการเขารวมกิจกรรมที่เกี่ยวของกับระบบคุณภาพ ซ่ึงสาเหตุหลักเกิด
จากภาระงาน บางคร้ังไมสามารถจัดสรรเวลาในการเขารวมกิจกรรมเหลาน้ีได จึงสงผลใหบุคลากรไมสามารถ
เขารวมกิจกรรมที่เกี่ยวของกับระบบคุณภาพ หรือเขารับการอบรมดานความปลอดภัยทางหองปฏิบัติการได

684 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การประเมนิ ความรูความเขาใจและการนําระบบคณุ ภาพไปปฏิบัติ วราลักษณ เลิศสุภางคกลู และคณะ

อยางสม่ําเสมอทัง้ ทม่ี ีความสาํ คัญตอ การปฏิบตั งิ าน และในดา นการบริหารจัดการที่ผานมา จะเห็นไดว า โครงการอบรม
ใหค วามรดู า นความปลอดภยั ทางหอ งปฏบิ ตั กิ ารมกี ารดาํ เนนิ การอยา งตอ เนอื่ งทกุ ป โดยมผี รู บั ผดิ ชอบหลกั ในการดาํ เนนิ
การ คอื สาํ นกั งานความปลอดภยั และสขุ ภาพบคุ ลากร แตใ นบางปม กี ารเปลย่ี นหวั ขอ และเนอื้ หาการอบรมใหส อดคลอ ง
กบั สถานการณ ซง่ึ อาจสง ผลใหบ คุ ลากรไมส ามารถจะเขา อบรมไดท งั้ หมด รวมทง้ั มปี ญ หาและอปุ สรรคในการดาํ เนนิ การ
เชน งบประมาณทไ่ี ดร ับจดั สรรในการจดั อบรมมจี ํากดั ไมส ามารถใหบ คุ ลากรทกุ คนเขา รับการอบรมได ซ่ึงในประเด็นนี้
ผูบริหาร หรือผูรับผิดชอบหลักควรตองพิจารณาหาแนวทาง/วิธีการอ่ืนๆ ในการสงเสริมและพัฒนาบุคลากรใหไดรับ
ความรคู วามเขาใจอยา งตอ เนอื่ ง ทง้ั ในเรอ่ื งระบบคณุ ภาพและความปลอดภัยทางหอ งปฏิบัติการ

เมอ่ื วเิ คราะหข อ มลู ความรคู วามเขา ใจ ความตระหนกั และการนาํ ระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั ิ ของบคุ ลากรจาํ แนก
ตามระยะเวลาที่ปฏิบตั ิงานในหนวยงาน จากขอ สงสัยทวี่ าระยะเวลาที่ยาวนาน และบคุ ลากรมกี ารเขา ออกหมุนเวยี นอยู
ตลอดเวลา บคุ ลากรมคี วามรคู วามเขา ใจ ความตระหนกั และการนาํ ระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั อิ ยใู นระดบั ใด ผลการศกึ ษา
สถานะดา นคุณภาพของบคุ ลากร ทง้ั 3 ดาน พบวา ระยะเวลาทีบ่ ุคลากรปฏบิ ัติงานในหนวยงานท่ีแตกตางกัน ไมพบ
ความแตกตา งของระดับความรูความเขา ใจ ความตระหนกั และการนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ัติ (p > 0.05) สอดคลอ ง
กับงานวิจัยของธนิตตา นิลสดใส เรื่องปจจยั ท่มี ีผลตอ ความรูแ ละความคดิ รเิ ริ่มในการอนุรักษพ ลงั งานของโรงพยาบาล
สมิติเวชศรีนครินทร ท่ีพบวาระยะเวลาในการทํางานไมมีความสัมพันธกับความรูความเขาใจเก่ียวกับระบบนิเวศและ
สิ่งแวดลอมของโลก(5) และสอดคลองกับงานวิจัยของสุธาเทพ รุณเรศ เร่ืองปจจัยที่มีผลตอการตระหนักถึงภัยคุกคาม
ทางไซเบอรข องผใู ชอ นิ เทอรเ นต็ ในกรงุ เทพมหานคร ทพี่ บวา ปจ จยั ทางดา นประสบการณเ กย่ี วกบั ภยั คกุ คามทางไซเบอร
ไมม ผี ลตอ ความตระหนกั ถงึ ภยั คกุ คามทางไซเบอรข องผใู ชอ นิ เทอรเ นต็ (6)แตเ มอ่ื พจิ ารณาในรายละเอยี ดของคา เฉลย่ี ท่ี
ไดใ นแตละดา น พบขอ มูลวาบุคลากรท่ีมีระยะเวลาการปฏิบัติงานตาํ่ กวา 1 ป มีความรูค วามเขาใจ ความตระหนกั และ
การนําระบบคุณภาพไปปฏิบัตินอยกวาบุคลากรที่มีระยะเวลาการปฏิบัติงานในกลุมอื่น ท้ังนี้เน่ืองจากบุคลากรกลุมนี้
เปนบุคลากรใหม ซ่ึงยังไมไดรับการฝกอบรมหรือสรางความเขาใจในการปฏิบัติงานตามระบบคุณภาพที่หนวยงาน
จัดทาํ ขึ้นอยางครบถวน ทั้งน้ีจาํ เปนตองสงเสริมและพัฒนาบุคลากรกลุมนี้ใหมีความรู ความเขาใจ เพื่อสรางให
เกิดความตระหนัก และนําไปสูการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติไดอยางถูกตอง เหมาะสมกับงานท่ีรับผิดชอบ โดย
การกาํ หนดหลักสูตรพ้ืนฐานท่ีบุคลากรทุกคนตองไดรับการพัฒนา รวมท้ังจัดใหมีการประเมินความสามารถของ
บุคลากร เพอ่ื ใหเกดิ กระบวนการพฒั นาทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ และจากขอมลู พบวา บุคลากรที่มอี ายุงานมาก ไมไ ดม คี วามรู
ความเขา ใจ ความตระหนัก และการนําระบบคุณภาพไปปฏบิ ตั มิ ากกวาบุคลากรทมี่ ีระยะเวลาการปฏบิ ัตงิ านในกลมุ อ่นื
เนอ่ื งมาจากบคุ ลากรกลมุ นปี้ ฏบิ ตั งิ านมาเปน เวลานาน มภี าระงานมาก จงึ ละเลย หรอื ไมม เี วลาในการทบทวนฟน ฟคู วามรู
ดานระบบคุณภาพมาตรฐานที่เกี่ยวของอยางตอเน่ือง แตใหความสําคัญกับงานตามภารกิจท่ีไดรับมอบหมายมากกวา
จงึ สง ผลตอ ความรคู วามเขา ใจในรายละเอยี ดของมาตรฐานตา งๆ ทม่ี กี ารปรบั ปรงุ เปลย่ี นแปลงอยา งตอ เนอื่ ง ดงั นนั้ สถาบนั
จึงตองสง เสริมและฟน ฟูความรูความเขา ใจใหกบั บุคลากรกลมุ นี้ดว ย

จากผลการประเมินประสิทธิภาพชองทางการส่ือสาร พบวาชองทางท่ีบุคลากรสวนใหญสามารถรับทราบ
ขอมูลดานระบบคุณภาพไดมากที่สุด คือ หนังสือเวียน และชองทางท่ีบุคลากรสวนใหญคิดวาสามารถรับทราบขอมูล
ดานระบบคุณภาพท่ีงายและทั่วถึงที่สุด คือ อีเมล โดยเมื่อนําขอมูลที่ไดมาเปรียบเทียบกัน ทําใหทราบวาควรมี
การส่ือสารทางอีเมลใหมากขึ้น เน่ืองจากเปนชองทางที่บุคลากรสวนใหญเห็นวาสามารถรับทราบขอมูลดานระบบ
คุณภาพท่ีงายและทั่วถึงท่ีสุด แตทั้งนี้ยังคงตองมีการส่ือสารผานทางหนังสือเวียนดวย เน่ืองจากบุคลากรบางกลุม
มีความจําเปนตองใชเอกสารที่เปนลายลักษณอักษร รวมทั้งอาจไมมีความถนัดในการใชอีเมลในการรับขอมูลขาวสาร
และพบวาการสื่อสารทางไลนเปนชองทางท่ีบุคลากรรับทราบขอมูลขาวสารดานระบบคุณภาพท่ีงายและท่ัวถึงท่ีสุด
เปน ลําดบั รองลงมา ดงั นนั้ จงึ ควรมกี ารสอื่ สารขอ มลู ทางไลนใ หม ากขนึ้ ในการแจง ขา วสารขอ มลู ดา นระบบคณุ ภาพตา งๆ
ท่เี ปนการแจงขอมลู เบอ้ื งตนท่ไี มเปนทางการ

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย 685
ปที่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.

สรุป

การประเมินสถานะดานคุณภาพของบุคลากรสถาบันวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุข ทําใหทราบสถานะ
ปจจุบันของบุคลากรเพื่อนาํ ไปสูการพัฒนาบุคลากรใหเกิดความรูความเขาใจ ความตระหนัก และสามารถนาํ
ระบบคุณภาพไปสูการปฏิบัติไดอยางถูกตอง เหมาะสม และย่ังยืน ซึ่งจากงานวิจัยแมวาบุคลากรจะมีระดับความรู
ความเขาใจ ความตระหนักอยูในระดับมาก และการนาํ ระบบคุณภาพไปปฏิบัติอยูในระดับมากท่ีสุด ยังตองมีการ
พัฒนาบุคลากรอยางเปนระบบและตอเนื่อง โดยขอเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาท่ีไดจากการศึกษา ควรจัด
หลักสูตรฝกอบรมใหความรูเก่ียวกับระบบคุณภาพอยางตอเน่ือง หรือทุกครั้งเม่ือมีการเปล่ียนแปลงท่ีกระทบตอ
การปฏิบัติงาน เพื่อเปนการทบทวนและสงเสริมใหเกิดความรูความเขาใจกับบุคลากรเดิม และสรางใหเกิดความรู
ความเขา ใจกบั บคุ ลากรใหม การสรา งจติ สาํ นกึ ใหเ ขา ใจวา ระบบคณุ ภาพอยใู นงานประจาํ เพอื่ ใหเ กดิ ความตระหนกั และ
นาํ ไปสกู ารปฏบิ ตั ิ ผบู รหิ ารควรใหก ารสนบั สนนุ ทง้ั ในดา นนโยบาย งบประมาณ การสรา งความรว มมอื ภายในหนว ยงาน
เพ่ือเปนแรงขับเคล่ือนการสรางความรูความเขาใจดานระบบคุณภาพใหเกิดขึ้นอยางเปนระบบ มีการติดตามประเมิน
ผลอยางเปนรูปธรรม เพ่ิมชองทางและจัดทําสื่อการเรียนรูในหลายรูปแบบใหทันกับสถานการณ รวมท้ังมีการสื่อสาร
ผา นชองทางท่เี หมาะสมกับบุคลากรทกุ ระดบั

กิตตกิ รรมประกาศ

ขอขอบคุณผูอํานวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุข ท่ีสนับสนุนใหดําเนินการวิจัย นางสาว
นภวรรณ เจนใจ หัวหนากลุมพัฒนาคุณภาพและวิชาการ ที่ผลักดันและใหคําปรึกษารวมท้ังเปนผูเช่ียวชาญตรวจ
สอบคุณภาพเคร่ืองมือวิจัย นายวัฒนพงศ วุทธา นางสาวอัจฉรียา อนุกูลพิพัฒน เปนผูเชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพ
เคร่ืองมือวิจัย พรอมใหคําแนะนําเปนอยางดี และขอขอบคุณบุคลากรวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุขทุกทานท่ีใหความ
รวมมือในการตอบแบบสอบถาม รวมทั้งเพื่อนรวมงานทุกทานท่ีชวยเหลือและใหกําลังใจจนสามารถดําเนินการ
ไดบ รรลวุ ัตถุประสงค

เอกสารอา งอิง

1. ไชยวฒั น จมุ พลพทิ กั ษ, ณกั ษ กลุ สิ ร. ความรคู วามเขา ใจและเจตคตติ อ เครอื่ งมอื ในการจดั การคณุ ภาพขององคก ร
ของพนกั งาน บรษิ ทั ฮานา เซมคิ อนดกั เตอร (อยธุ ยา) จํากัด. ว บรหิ ารธรุ กิจศรีนครินทรวโิ รฒ 2554; 3(1):
129-43.

2. สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ . คมู อื คณุ ภาพสถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรส าธารณสขุ รหสั QM-NIH-13 แกไ ข
ครง้ั ท่ี 13 วันทอ่ี อกเอกสาร 22 ก.ค. 2562. นนทบุร:ี กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย กระทรวงสาธารณสุข; 2562.

3. เอกลักษณ ธนเจริญพิศาล. ความตระหนักและการยอมรับการนําระบบการจัดการส่ิงแวดลอม (ISO 14001)
มาใชใ นองคก ารภาครฐั : ศกึ ษากรณสี าํ นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม. [วทิ ยานพิ นธ] .
สาขาวชิ าการจดั การสงิ่ แวดลอ ม, คณะพฒั นาสงั คมและสง่ิ แวดลอ ม. กรงุ เทพฯ: สถาบนั บณั ฑติ พฒั นบรหิ ารศาสตร;
2554.

4. ปวณี า ผลฟก แฟง. ความรู ความเขา ใจ และการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมเกยี่ วกบั กระบวนการบรหิ ารความเสยี่ งในโรงพยาบาล
ของพยาบาลวชิ าชพี โรงพยาบาลรฐั แหง หนง่ึ ในจงั หวดั นนทบรุ .ี [วทิ ยานพิ นธ] . สาขาวชิ าบรหิ ารธรุ กจิ (การจดั การ),
บัณฑติ วทิ ยาลยั . กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยธรุ กจิ บัณฑิตย; 2554.

686 วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การประเมินความรูความเขา ใจและการนําระบบคณุ ภาพไปปฏบิ ตั ิ วราลกั ษณ เลิศสภุ างคกลู และคณะ

5. ธนิตตา นิลสดใส. ปจจัยท่ีมีผลตอความรูและความคิดริเร่ิมในการอนุรักษพลังงานของโรงพยาบาลสมิติเวช
ศรนี ครนิ ทร. [การคนควา อสิ ระ]. สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดลอ ม, คณะพฒั นาสงั คมและสงิ่ แวดลอ ม. กรุงเทพฯ:
สถาบันบณั ฑิตพัฒนบริหารศาสตร; 2555.

6. สธุ าเทพ รณุ เรศ. ปจ จยั ทม่ี ผี ลตอ การตระหนกั ถงึ ภยั คกุ คามทางไซเบอรข องผใู ชอ นิ เทอรเ นต็ ในกรงุ เทพมหานคร.
[การคนควาอิสระ]. สาขาวิชานโยบายและการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ, วิทยาลัยนวัตกรรม. กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร; 2561.

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 687
ปท่ี 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Assessment of Knowledge and Practice on Quality System Waralak Lertsupangkakul et al.

Assessment of Knowledge, Understanding,
Awareness and Practice on Quality System
among Personnel of the National Institute

of Health, Thailand

Waralak Lertsupangkakul1 Daungkamon Asawutmangkul1 Thunwa Kaewket2
Kamolpan Khruemyanang1 and Archawin Rojanawiwat1
1Department of Medical Sciences, Tiwanond Road, Nonthaburi 11000
2Mae Fah Luang University, Amphoe Muang, Chiang Rai 57100, Thailand

ABSTRACT The National Institute of health (NIH), Thailand is an organization that has been
implementing quality systems as a management tools since 2003. All relevant International standards
have been adopted in the institutional quality systems. The quality systems have been transferred into
practice by using standard operation systems (SOPs) in all work processes which cover all levels of
personnel. As the systems have been timely implemented, there is a suspicion on knowledge,
understanding, awareness and quality practice of current personnel working in this manner. Therefore,
this study aimed to explore the perception of quality of the NIH personnel with additional assessment
of communication efficiency by survey design methodology. The results showed that knowledge,
understanding and awareness on quality systems were at high level while quality practice was at
highest score. Personnel with different duration of services had no statistical difference in the level of
knowledge, understanding, awareness and quality practice (p > 0.05). In terms of communication
efficiency, it was found that circulars were the most effective mean while e-mail was the most simple
and thorough channels to receive quality information. The results of in-depth interview indicated the
issues to be considered as continuous quality improvement, namely creating systematic learning of
quality systems. These included increasing learning channels and up to date learning materials and
providing an organizational knowledge management process for self-learning.In addition, the right
communication channel should be used to communicate with all levels of personnel in order to achieve
effective awareness throughout the organization.
Keywords: Knowledge, Understanding, Awareness, Quality practice

688 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

รายงานจากหอ งปฏิบตั ิการ ว กรมวทิ ย พ 2564; 63 (3) : 689-703

การประเมินคุณภาพทางจลุ ชีววทิ ยา
ของอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสัมผัสอาหาร
ในรา นอาหารสวัสดิการกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย

ณฐั กานต ตยิ ศวิ าพร กมลวรรณ กนั แตง และภัทราภรณ ศรไี หม
สํานกั คุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย ถนนติวานนท นนทบุรี 11000
บทคดั ยอ ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 สาํ นกั คณุ ภาพและความปลอดภยั อาหาร เกบ็ ตวั อยา งอาหารพรอ มบรโิ ภค จาํ นวน
110 ตวั อยา ง และภาชนะสมั ผสั อาหารจาํ นวน 160 ตัวอยา ง รวมทัง้ สิน้ 270 ตวั อยา ง จากรา นอาหารสวัสดิการกรมวิทยาศาสตร
การแพทย เพ่ือตรวจประเมินคุณภาพทางจุลชีววิทยา โดยใชเกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร
ฉบับที่ 3 กรมวิทยาศาสตรการแพทย เปน เกณฑม าตรฐาน ผลการตรวจพบวา อาหารพรอ มบริโภค 6 ประเภท (110 ตวั อยา ง)
ไมผา นเกณฑรอ ยละ 42.7 สาเหตมุ าจาก ยีสต จํานวนจลุ นิ ทรีย และ Escherichia coli คิดเปน รอ ยละ 52.9, 20.0 และ 19.0
ตามลาํ ดบั จุลินทรยี ท ่ที าํ ใหเ กดิ โรค ไดแก Bacillus cereus, Clostridium perfringens, Listeria monocytogenes,
Salmonella spp. และ Staphylococcus aureus ไมผานเกณฑ คดิ เปนรอ ยละ 19.6, 2.1, 1.0, 6.4 และ 0.9 ตามลําดบั
สวนเช้ือรา Vibrio cholerae และ Vibrio parahaemolyticus ตรวจไมพบในทุกตวั อยา ง โดยอาหารประเภทยาํ -สมตํา-
อาหารปนผักสด-ผลไม ไมผานเกณฑสูงสุด (รอยละ 80.0) สําหรับภาชนะสัมผัสอาหารจํานวน 160 ตัวอยาง ไมผานเกณฑ
รอยละ 73.1 สาเหตหุ ลัก คอื จํานวนจลุ นิ ทรีย (รอยละ 72.5) เมอ่ื พจิ ารณาผลตรวจปงบประมาณ พ.ศ. 2563 ท่ีผา นเกณฑ
มากกวาป พ.ศ. 2562 มีคา 1.3 เทา แตเ มื่อนาํ มาหาความสัมพนั ธท างสถติ พิ บวา ไมแตกตา งกนั (p>0.05) ดงั น้นั เพอื่ เปนการ
ปรบั ปรงุ อาหารพรอ มบรโิ ภคใหม คี ณุ ภาพและความปลอดภยั มากขน้ึ ผสู มั ผสั อาหารตอ งปฏบิ ตั ติ ามหลกั สขุ วทิ ยาสว นบคุ คลและ
สุขนิสัยที่ดีในการปรุง ประกอบ และจําหนายอาหาร กรมวิทยาศาสตรการแพทยควรจัดอบรมและตรวจประเมินรานอาหาร
สวสั ดกิ ารตามหลกั การสขุ าภบิ าลอาหาร รวมทง้ั สมุ ตรวจอาหารและภาชนะสมั ผสั อาหารอยา งสมา่ํ เสมอ สว นผบู รโิ ภคควรปฏบิ ตั ิ
ตามหลัก “กนิ รอ น ชอ นกลาง ลา งมือ” และรบั ประทานอาหารท่ี “สุก รอ น สะอาด”
คําสําคญั : คุณภาพทางจลุ ชีววทิ ยา, อาหารพรอมบริโภค, ภาชนะสัมผสั อาหาร, อาหารปลอดภัย

Corresponding author E-mail: [email protected]

Received: 18 February 2021 Revised: 28 April 2021 Accepted: 30 June 2021

วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย 689
ปท่ี 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.

บทนาํ

ในปจ จบุ นั สงั คมไทยเปลยี่ นแปลงจากการเกษตรเพอื่ การบรโิ ภคมาเปน เกษตรอตุ สาหกรรมและการพาณชิ ย
สงผลใหรูปแบบการบริโภคอาหารเปลี่ยนจากการปรุงอาหารเพื่อรับประทานเองเปนการซื้ออาหารปรุงสําเร็จหรือ
การรับประทานอาหารนอกบานมากขึ้น ทําใหเพิ่มความเส่ียงตอการบริโภคอาหารท่ีไมไดมาตรฐานมีการปนเปอน
ของเชอื้ กอ โรค(1) โดยเชอื้ โรค สงิ่ สกปรก และสารพษิ ตา ง ๆ สามารถปนเปอ นสอู าหารไดท กุ ขนั้ ตอนตง้ั แตก ารเพาะปลกู
เล้ียงสัตว การเก็บเก่ียว การแปรรูป การขนสง การปรุงประกอบ ไปจนถึงการจําหนาย ในขณะที่แหลงปนเปอนของ
เช้อื กอโรค แบงเปน 2 ประเภท คือ แหลงปนเปอ นโดยตรง (Primary Sources of Contaminants) ไดแ ก เชื้อโรค
ทอี่ าศยั อยูในคน อาหาร สัตวแ มลงนําโรค และสิง่ แวดลอ มเปนตน แหลง ปนเปอ นโดยออ ม (Secondary Sources of
Contaminants) ไดแก ภาชนะอุปกรณ เครื่องมือที่ใชในการเตรียมปรุงรวมทั้งโครงสรางสถานที่เตรียมปรุงเก็บ
และบริการอาหาร(2) เมื่อคนบริโภคอาหารที่มีการปนเปอนเชื้อกอโรคเขาสูรางกาย หากเชื้อมีปริมาณมากพอและ
รางกายออนแอ อาจทําใหเปนโรคได โดยโรคที่เกิดจากอาหารเปนสื่อ (Food - borne illness) แบงเปน 2 กลุม
กลมุ แรก คอื โรคอาหารเปน พษิ (Food poisoning) มสี าเหตจุ ากการบรโิ ภคอาหารทปี่ นเปอ นสารพษิ ทสี่ รา งจากเชอื้ กอ โรค
เชน Staphylococcus aureus และ Clostridium botulinum กลุมที่สอง คือ โรคติดเชื้อจากอาหาร
(Food - borne infection) เกดิ จากการบริโภคอาหารหรือนํา้ ทปี่ นเปอ นดว ยเชื้อกอ โรคแลวเชื้อเจริญและเพ่ิมจาํ นวน
ในระบบทางเดินอาหารจนทําใหเกิดการเจ็บปวยได เชน Salmonella spp. และ Listeria monocytogenes
เปน ตน (2, 3) จากรายงานการระบาดในป พ.ศ. 2560 ของสํานกั ระบาดวิทยา กรมควบคมุ โรค กลาววา กลมุ โรคตดิ ตอ
ทางอาหารและนา้ํ ไดแ ก โรคอจุ จาระรว งพบผปู ว ย 1,038,349 ราย เสยี ชวี ติ 2 ราย อหวิ าตกโรคซง่ึ เกดิ จาก Vibrio cholerae
พบผูป ว ย 8 ราย ไมพ บผเู สยี ชวี ิตและโรคอาหารเปนพิษ พบผปู ว ย 110,396 ราย เสยี ชีวติ 3 ราย สว นใหญม สี าเหตจุ าก
Vibrio parahaemolyticus, Staphylococcus และ Salmonella spp. ตามลาํ ดบั (1) ในการควบคมุ และปอ งกนั อาหาร
ใหส ะอาดและปลอดภัย โดยใชว ิธีการทางสขุ าภิบาลอาหาร คอื การควบคุมปจ จยั สําคญั 5 ประการ ทเี่ ปน สาเหตุทําให
อาหารไมปลอดภยั ไดแ ก บคุ คล (ผูสัมผสั อาหาร) อาหาร (เชน อาหารสด เนือ้ สตั ว ผักสด) ภาชนะอปุ กรณ (เชน
จาน ชอน หมอ กระทะ) สถานที่ (บริเวณทเ่ี ตรยี ม ปรุงประกอบ จาํ หนา ย และรับประทานอาหาร รวมถึงแผงลอย
จาํ หนา ยอาหาร) และสตั วแมลงนําโรครวมทัง้ สัตวเลยี้ ง(4)

รานอาหารสวัสดิการกรมวิทยาศาสตรการแพทย (โรงอาหาร) ปจจุบันมีรานคาจํานวน 17 ราน เปนราน
จาํ หนายอาหาร ผลไม นา้ํ และเครือ่ งด่มื อาหารและเครอ่ื งด่มื จํานวน 12, 2, 2 และ 1 รา น ตามลําดับ ในการกาํ กับ
ดแู ลการดาํ เนนิ งานของรา นอาหารสวสั ดกิ าร เพอ่ื ใหอ าหารทจ่ี าํ หนา ยมคี ณุ ภาพ สะอาด และปลอดภยั กรมวทิ ยาศาสตร
การแพทย ไดประสานความรว มมอื กับหนวยงานภาครฐั เชน เทศบาลจังหวัดนนทบรุ ี ในการตรวจติดตามรา นอาหาร
สวัสดิการตามหลักสุขาภิบาล ขณะที่กรมอนามัยไดจัดอบรมใหความรูกับผูสัมผัสอาหาร เชน สุขลักษณะการผลิต
วธิ กี ารลา งมอื ทถี่ กู ตอ ง การลา งผกั ใหป ลอดภยั จากสารพษิ ตกคา ง เปน ตน และในป พ.ศ. 2563 กรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ไดดําเนินการตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ในการพัฒนาโรงอาหารของกรมวิทยาศาสตรการแพทย ใหเปน
ตน แบบของโรงอาหารปลอดภยั ใสใ จสุขภาพ “DMSc. Healthy Canteen” เชน การทาสีผนังภายในรา นอาหาร
เปลย่ี นปลอ งดดู ควนั ใหม ตดิ ตง้ั อา งลา งมอื บรเิ วณทางขนึ้ โรงอาหาร รวมทงั้ จดั ซอื้ ตอู บรอ นสาํ หรบั อบภาชนะ และตกู รองนาํ้
ดมื่ เปน ตน งานวจิ ยั เรอื่ งนเ้ี ปน สว นหนงี่ ของโครงการบรู ณาการเพอ่ื พฒั นาสขุ ลกั ษณะรา นอาหารสวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตร
การแพทยของสํานักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร มีวัตถุประสงคเพ่ือตรวจประเมินคุณภาพทางจุลชีววิทยา
ของอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหาร ของรา นอาหารสวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย ในปง บประมาณ
พ.ศ. 2562 - 2563 และเปน การคมุ ครองสุขภาพใหกบั ผูมาใชบ ริการใหไดร บั ประทานอาหารท่สี ะอาดปลอดภยั รวมทง้ั
เผยแพรขอมูลใหหนวยงานท่ีรับผิดชอบนําไปปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพของรานอาหารสวัสดิการ กรมวิทยาศาสตร
การแพทยใหด ียงิ่ ข้นึ ตอไป

690 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ่ี 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การประเมินคุณภาพทางจลุ ชีววิทยาของอาหารพรอมบรโิ ภคและภาชนะสัมผสั อาหาร ณฐั กานต ติยศวิ าพร และคณะ

วสั ดแุ ละวิธกี าร

จลุ ินทรียมาตรฐาน
จุลินทรียมาตรฐานใชสําหรับการควบคุมคุณภาพการตรวจวิเคราะห เปนจุลินทรียจากศูนยเก็บรักษาและ

รวบรวมสายพันธุจุลินทรียทางการแพทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตรการแพทย จํานวน
12 สายพนั ธุ ไดแ ก Escherichia coli DMST 4212 (ATCC 25922), Bacillus cereus DMST 5040 (ATCC 11778),
Clostridium perfringens DMST 16637 (ATCC 13124), Listeria monocytogenes DMST 17303,
Saccharomyces cerevisiae DMST 22805 (ATCC 2601), Salmonella Typhimurium DMST 562 (ATCC
13311), Staphylococcus aureus DMST 8840 (ATCC 25923), Vibrio cholerae non O1/non O139 DMST
2873, V. cholerae O1, Eltor, Inaba DMST 28002, V. cholerae O1, Eltor, Ogawa DMST 9700,
V. cholerae O139 DMST 22139, V. parahaemolyticus DMST 5665

อาหารเลี้ยงเชื้อ
อาหารเลี้ยงเชื้อสําหรับเพาะเลี้ยงจลุ นิ ทรียช นดิ ตาง ๆ ไดแก
จาํ นวนจุลนิ ทรยี : plate count agar (PCA)
จาํ นวนยีสตและรา: petrifilm yeast and mold count plate
E. coli: EC broth, Koser’s citrate broth, lactose broth, lauryl sulphate tryptose broth

(LST), levine eosin methylene blue (L - EMB) agar, methyl red - Voges Proskauer broth (MR - VP),
tryptone broth

B. cereus: mannitol - egg yolk - polymyxin agar (MYP), motility medium, nitrate broth,
nutrient agar (NA), phenol red glucose broth (PRG), tyrosine agar (TA), trypticase soy - sheep
blood agar (SBA), Voges - Proskauer medium (VP) (modified)

C. perfringens: cooked meat medium (modified) (mCM), lactose - gelatin medium
(for C. perfringens), motility nitrate medium, spray’s fermentation medium (1% salicin และ 1%
raffinose) thioglycollate medium (fluid) (TGC), tryptose - sulfite - cycloserine agar (TSC)

L. monocytogenes: agar Listeria according to Ottaviani and Agosti (ALOA), blood agar,
CAMP medium, carbohydrate utilization broth (L - rhamnose และ D - xylose), Fraser broth,
half Fraser broth, motility agar, oxford agar (OXA), tryptone soya yeast extract agar (TSYEA),
Voges - Proskauer (VP) medium

Salmonella spp.: buffered peptone water (BPW), Hektoen enteric agar (HE), lysine indole
motile (LIM) หรอื motility indole lysine (MIL) medium, modified semi - solid Rappaport - Vassiliadis
(MSRV) agar, Muller - Kauffmann tetrathionate novobiocin broth (MKTTn), nutrient agar (NA),
Rappaport - Vassiliadis medium with soya (RVS), triple sugar iron agar (TSI), urea agar, xylose
lysine deoxycholate agar (XLD)

S. aureus: Baird - Parker agar with egg yolk (BP), brain heart infusion (BHI) broth,
trypticase (tryptic) soy broth containing 10% NaCl and 1% sodium pyruvate (TSB 10% NaCl),
coagulase plasma (rabbit) with EDTA

V. cholerae และ V. parahaemolyticus: alkaline saline peptone water (ASPW), Arginine
dihydrolase saline medium (ADH), CHROMagar Vibrio (CV), L - lysine decarboxylase saline

วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย 691
ปที่ 63 ฉบับท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.

medium (LDC), saline medium for detect of indole (Tryptophan saline medium), saline motility
indole lysine medium (MIL), saline nutrient agar (SNA), saline triple sugar iron agar (TSI),
Thiosulfate citrate bile and sucrose agar (TCBS)

น้ํายาและสารเคมี
Butterfield’s phosphate buffered dilution water (BPB), basic fuchsin staining solution

Gram stain reagents, 3% hydrogen peroxide solution (H2O2), Kovacs’ reagent, malachite green
staining solution, methyl red solution, nitrite detection reagents, oxidase reagent, ONPG disc, 0.1%
peptone water, polyvalent V. cholerae O1 และ O139, 0%, 6% และ 10% saline peptone waters, 0.85 %
sodium chloride (normal saline), Salmonella polyvalent O antisera and monovalent O antisera, V.
cholerae Inaba antiserum, V. cholerae Ogawa antiserum, Voges Proskauer (VP) reagents

เคร่ืองมือและวสั ดอุ ุปกรณ
เครอื่ งชงั่ ทศนยิ ม2ตาํ แหนง ตบู ม เพาะเชอ้ื (25±1°C,30±1°C,35±1°C,36±1°C,37±1°Cและ43±1°C)

เครอ่ื งนึ่งฆา เชอ้ื อา งนาํ้ รอ น (41.5 ± 1 °C และ 45.5 ± 0.2 °C) เคร่ืองวดั ความเปนกรด-ดาง กลองจลุ ทรรศน เครื่อง
นับโคโลนี เคร่อื งผสม (vortex mixer) ขวดแกวฝาเกลยี ว หลอดทดลอง จานเพาะเชือ้ ปเปต แผนกระจกสไลด หว ง
และเข็มเขี่ยเชื้อ แทง แกวเกล่ียเชอื้ และไม swab

ตวั อยางทดสอบ
เก็บตวั อยางทดสอบจากรา นอาหารสวัสดกิ ารกรมวิทยาศาสตรการแพทย มีรายละเอียดของตวั อยา งทดสอบ

จํานวน และชว งเวลาที่เก็บตวั อยา ง ดังน้ี
อาหารพรอมบรโิ ภคแบงเปน 6 ประเภท ตามวิธีการประกอบอาหาร ไดแ ก ตม -น่งึ (เชน แกงจืดเตาหูหมูสับ

แกงเขยี วหวานหมู ไขต ม ) ผดั (เชน ผดั คะนา นาํ้ มนั หอย ขา วผดั กงุ ) ทอด-ยา ง (เชน ปลาสวายทอด หมปู ง ) ปรงุ สกุ แลว
ผา นการหยบิ จบั ดว ยมอื หรอื หน่ั ผา นเขยี ง (เชน เสน หมแ่ี หง ลกู ชนิ้ หมู ขา วไกท อดนาํ้ จมิ้ แจว ขา วขาหม)ู ยาํ -สม ตาํ -อาหาร
ที่ปนผักสด-ผลไม (เชน ยําปลาดุกฟู สม ตําปปู ลารา ขนมจีนนํา้ ยา สับปะรด) ขนมหวาน-ขนมอบ (เชน ขนมสาคูเปยก
มะพรา ว ขนมปงหนาหมสู ับไขเค็ม ขนมเปย ะไสถั่ว)

ภาชนะสัมผสั อาหารแบง เปน 2 ประเภท ประเภททห่ี นึ่ง คอื ภาชนะทสี่ ัมผสั อาหาร ไดแก ภาชนะสวนกลาง
หมายถงึ ภาชนะที่มีเจา หนา ทส่ี ว นกลางทาํ หนาทล่ี างทําความสะอาด ไดแ ก จาน ชาม แกวนํา้ ชอน-สอ ม และตะเกียบ
(กรณี ชอ น-สอ ม และตะเกยี บ สมุ ตรวจโดยไมไ ดจ มุ ในหมอ ลวก เนอ่ื งจากตอ งการตรวจสอบประสทิ ธภิ าพการลา ง) และ
ภาชนะสว นของรานคา หมายถงึ ภาชนะของรา นคา ที่ใชในการประกอบอาหารไดแก ทพั พี มดี เขียง และถาด ประเภท
ที่สอง คอื มือผสู มั ผัสอาหาร หมายถงึ มอื ของผูเตรยี ม ผปู รงุ และผูจําหนายอาหาร

ชว งเวลาทเ่ี กบ็ ตวั อยา งตามระยะเวลาการดาํ เนนิ งานของโครงการ ไดแ ก โครงการพฒั นาสขุ ลกั ษณะรา นอาหาร
สวัสดิการกรมวิทยาศาสตรการแพทย ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2562 (เก็บตัวอยางระหวางเดือนมกราคม - เดือน
พฤษภาคม 2562 เปนอาหารพรอมบริโภคจํานวน 50 ตัวอยาง และภาชนะสัมผัสอาหารจํานวน 87 ตัวอยาง) และ
โครงการพฒั นาโรงอาหารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทยเพ่ือเปน ตน แบบของโรงอาหารปลอดภัย ใสใจสุขภาพ “DMSc.
Healthy Canteen” ปงบประมาณ พ.ศ. 2563 (เก็บตัวอยางระหวางเดือนมิถุนายน - เดือนกรกฎาคม 2563
เปน อาหารพรอมบรโิ ภคจาํ นวน 60 ตัวอยาง และภาชนะสมั ผัสอาหารจาํ นวน 73 ตวั อยาง)

692 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กนั ยายน 2564

การประเมินคุณภาพทางจุลชวี วทิ ยาของอาหารพรอมบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหาร ณฐั กานต ติยศวิ าพร และคณะ

การทดสอบ
การทดสอบประกอบดวยขั้นตอนการสมุ ตวั อยา ง และการตรวจวิเคราะห ดังนี้
การสมุ ตัวอยา ง
อาหารพรอ มบรโิ ภค เกบ็ ตวั อยา งนา้ํ หนกั 300 - 500 กรมั /หนว ย จาํ นวน 2 หนว ย สง ตวั อยา งเขา หอ งปฏบิ ตั กิ าร

จลุ ชีววทิ ยาทันที ตรวจหาเชือ้ จุลินทรียดังแสดงในตารางที่ 1
ภาชนะสมั ผสั อาหาร สมุ ตวั อยา งภาชนะและมอื ผสู มั ผสั อาหาร ดว ยเทคนคิ ปราศจากเชอ้ื (aseptic technique)

สง ตวั อยา งเขา หอ งปฏบิ ตั กิ ารจลุ ชวี วทิ ยาทนั ที ตรวจหาเชอ้ื จลุ นิ ทรยี ด งั แสดงในตารางท่ี 2 โดยภาชนะทม่ี จี าํ นวนมากพอ
เชน จาน ชาม แกว นํา้ ชอ น - สอ ม สมุ ภาชนะชนดิ ละ X ช้ิน/ตวั อยา ง (เตรียม BPB X มิลลลิ ติ ร ภายหลงั swab แลว
จะไดอัตราสวน BPB 1 มิลลิลิตร/ช้ินภาชนะ) เพื่อตรวจหาเชื้อจุลินทรีย จํานวน 3 รายการ กรณีภาชนะที่อาจมี
จํานวนนอย เชน ทัพพี มีด จะตรวจเชื้อจุลินทรียเฉพาะรายการจํานวนจุลินทรีย ภาชนะสัมผัสอาหารประเภท
เขียง ถาด สุม 1 ช้ิน

วธิ กี าร swab(5)
ภาชนะ ใชไม swab 1 ไม/ตัวอยาง จุมลงใน BPB บิดหัวสําลีที่ปลายไมใหพอหมาด โดยกดปลายไม
กบั ดา นขา งภายในหลอด จากนน้ั swab ตามวธิ ี ดงั น้ี จาน ชาม แกว นํา้ ถว ยกาแฟ swab สว นทส่ี มั ผสั อาหารดา นในภาชนะ
ตะเกยี บswabโดยรอบจากปลายขนึ้ มา1½นวิ้ ชอ น-สอ มswabสว นทสี่ มั ผสั อาหารทง้ั 2ดา นมดี swabสว นทใี่ ชต ดั อาหาร
ทง้ั สองดา น เขยี ง ถาด swab ตรงกลางภาชนะ พื้นที่ 50 ตารางเซนติเมตร (2 × 25 เซนติเมตร หรอื 5 × 10 เซนติเมตร)
มอื ผสู มั ผสั อาหาร เตรยี ม BPB 5 มลิ ลลิ ติ ร จาํ นวน 2 หลอด (1 มอื /หลอด) และใชไ ม swab 1 ไม/ มอื /หลอด
จุมลงใน BPB กดปลายไมกับดานขางภายในหลอด ทําการ swab มือที่สัมผัสอาหารขางหน่ึง โดยหงายฝามือข้ึน
swab ฝามือและรอบนว้ิ ทกุ นิ้ว หรือ swab สวนของมอื ทใ่ี ชห ยบิ จับอาหารหรอื สัมผสั อาหาร เพ่อื ตรวจจาํ นวนจุลินทรยี 
จากน้ัน swab มือที่สมั ผสั อาหารอกี หน่ึงขาง เพ่ือตรวจ E. coli, Salmonella spp. และ S. aureus ท้งั นีค้ วรทดสอบ
หลังการลางทําความสะอาดมือแลว

วิธวี เิ คราะห
จํานวนจลุ นิ ทรีย : วิธี APHA, Compendium 2015, Chapter 6&8(6) จาํ นวนยีสตและรา: วิธี AOAC

(2019) 997.02(7) E. coli : วิธี US FDA BAM 2017, Chapter 4(8) B. cereus: วธิ ี US FDA BAM 2012,
Chapter 14(9) C. perfringens: วธิ ี US FDA BAM 2001, Chapter 16(10) L. monocytogenes: วิธี ISO
11290 - 1:2017(11) Salmonella spp.: วิธี ISO 6579 - 1:2017(12) S. aureus: วิธี US FDA BAM 2016,
Chapter 12(13) V. cholerae และ V. parahaemolyticus: วิธี ISO 21872 - 1:2017(14)

เกณฑท ่ีใชป ระเมิน
การประเมินผลการตรวจวิเคราะหใชเกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร

กรมวิทยาศาสตรก ารแพทยฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2560)(5)โดยแสดงเฉพาะประเภทอาหารท่ีตรงกับชนิดตวั อยา งทสี่ มุ เกบ็ ใน
งานวจิ ัยนี้ ดงั แสดงในตารางท่ี 1 และ 2

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 693
ปท ี่ 63 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.

ตารางท่ี 1 เกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสมั ผัสอาหาร ฉบับท่ี 3 รายการผักและผลไมตดั แตง
ขนมหวาน ขนมอบทม่ี ไี สห รอื ไมมไี ส และอาหารพรอ มบริโภคท่วั ไป

รายการทดสอบ ผกั และผลไม ขนมหวาน ขนมอบทมี่ ีไส อาหารพรอ ม
ตัดแตง หรือไมมไี ส บรโิ ภคทัว่ ไป

จาํ นวนจลุ นิ ทรีย นอยกวา 1 × 106 นอ ยกวา 1 × 106 นอ ยกวา 1 × 104(a) นอ ยกวา 1 × 106
CFU/กรัม นอยกวา 1 × 105(b)

จํานวนยสี ตและรา ยสี ต นอ ยกวา 1,000 นอยกวา 1,000 นอ ยกวา 100(a) -
CFU/กรมั รา นอ ยกวา 500 นอยกวา 500(b)

Escherichia coli นอ ยกวา 100 นอ ยกวา 3 นอ ยกวา 3 นอ ยกวา 3(c)
MPN/กรมั นอยกวา 10(d)

Bacillus cereus - นอ ยกวา 100 นอยกวา 100 นอ ยกวา 100(e)
CFU/กรัม

Clostridium perfringens - - นอ ยกวา 100 นอ ยกวา 100
CFU/กรัม

Listeria monocytogenes ไมพบ - - ไมพบ
/25 กรัม

Salmonella spp./25 กรัม ไมพบ ไมพ บ ไมพ บ ไมพ บ

Staphylococcus aureus นอ ยกวา 100 นอ ยกวา 100 นอ ยกวา 10 นอยกวา 100
CFU/กรมั

Vibrio cholerae/25 กรมั - -- ไมพ บ

Vibrio parahaemolyticus - -- ไมพบ(f)
/25 กรมั

- หมายถงึ ไมไ ดวเิ คราะห
(a)ขนมอบที่ไมม ไี สหรือเตมิ ไสหรอื สว นผสมอ่นื กอนอบ เชน คุกก้ี บิสกิต แครกเกอร เวเฟอร ขนมเปย ะ ขนมโมจิ ขนมไหวพ ระจันทร

ขนมปง และพาย เปน ตน
(b)ขนมอบทเ่ี ตมิ ไสห รอื สว นผสมอน่ื หลงั อบ เชน เอแคลร แยมโรล ขนมเคก หนา ตา งๆ บสิ กติ หรอื แครกเกอรห รอื เวเฟอรไ สต า งๆ เปน ตน
(c)อาหารประเภทขา วแกง กว ยเตย๋ี ว ขนมจนี ไสกรอก ปูอัด ปลาหมึกปรุงรส ซชู ิ แซนดวชิ และอื่นๆ
(d)สม ตาํ สลัดมีเน้ือสตั วเ ปนสวนประกอบ ขนมจีนและแซนดวิชทม่ี ผี กั สดเปนสว นประกอบ อาหารประเภทยาํ นํ้าตก และลาบ
(e)รายการทดสอบน้ตี รวจเฉพาะอาหารทีม่ ขี า วหรือแปงหรือธญั พชื เปนสวนประกอบ
(f)รายการทดสอบนต้ี รวจเฉพาะอาหารทะเลหรอื อาหารทมี่ อี าหารทะเลเปน สว นประกอบ

ตารางที่ 2 เกณฑคุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร ฉบับท่ี 3 รายการภาชนะสัมผัสอาหาร
และมือผสู ัมผสั อาหาร

รายการทดสอบ ภาชนะสัมผสั อาหาร มือผูส ัมผสั อาหาร
จาํ นวนจลุ ินทรยี  (CFU) นอยกวา 1,000 /ช้นิ ภาชนะหรือตอ คู นอ ยกวา 500 /มอื
Escherichia coli ไมพบ /สว นหนึ่งของมือ
Salmonella spp. - ไมพบ /สว นหนึง่ ของมือ
Staphylococcus aureus ไมพ บ /ชิน้ ภาชนะหรอื ตอคู ไมพ บ /สว นหนง่ึ ของมือ
ไมพบ /ชิ้นภาชนะหรอื ตอคู

- หมายถึง ไมไ ดว เิ คราะห

694 วารสารกรมวิทยาศาสตรก ารแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

การประเมนิ คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารพรอ มบริโภคและภาชนะสมั ผัสอาหาร ณฐั กานต ติยศิวาพร และคณะ

การวิเคราะหขอ มลู
คํานวณหาความสัมพันธท างสถิติ (ความแตกตางของขอ มูล 2 ชุด) โดยใชไคสแควร (χ2- test) สาํ หรับ

ขอ มูลตารางขนาด 2 × 2 ทรี่ ะดับนัยสาํ คญั 0.05(15)

จากสตู รไคสแควร = Σ(O - E)2
E
χ2

O คือ คา สํารวจ
E คอื คาที่คาดหมาย = (ผลรวมของแถว) (ผลรวมของสดมภ)

(ผลรวมทง้ั หมด)
df คอื คาขน้ั แหง ความอิสระ = (จํานวนแถว - 1) (จาํ นวนสดมภ - 1)

= (2 - 1) (2 - 1) = 1

คาไคสแควร (χ2) จากตารางที่ระดบั นัยสําคัญ 0.05 df = 1 มีคา เทากบั 3.84
- ถา χ2cal ท่ีคํานวณไดมีคามากกวา 3.84 (p<0.05) แสดงวาตัวอยางอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร
ที่สุม เกบ็ ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 มผี ลการตรวจผานเกณฑ(5) แตกตา งกนั อยางมีนัยสําคัญ
- ถา χ2cal ที่คํานวณไดมีคานอยกวา 3.84 (p>0.05) แสดงวาตัวอยางอาหารและภาชนะสัมผัสอาหาร
ทสี่ ุมเกบ็ ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 มผี ลการตรวจผานเกณฑไมแตกตางกัน

ผล

ผลการตรวจอาหารพรอ มบรโิ ภคและภาชนะสมั ผสั อาหาร จากรา นอาหารสวสั ดกิ ารกรมวทิ ยาศาสตรก ารแพทย
ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 รวม 270 ตวั อยา ง แบง เปน อาหารพรอ มบรโิ ภค 110 ตวั อยา ง และภาชนะสมั ผสั อาหาร
160 ตัวอยาง ผลตรวจผา นเกณฑ(5) คิดเปน รอยละ 57.3 และ 26.9 ตามลาํ ดบั เมื่อพจิ ารณาตามชว งเวลาทเ่ี ก็บตวั อยา ง
พบวา ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 และ 2563 เก็บตัวอยา ง 137 และ 133 ตัวอยาง ผลตรวจผา นเกณฑ(5) คดิ เปน รอยละ
33.6 และ 45.1 ตามลาํ ดบั ดงั แสดงในตารางท่ี 3 และผลการตรวจในปง บประมาณ พ.ศ. 2563 ผา นเกณฑม ากกวา ป พ.ศ.
2562 มคี า 1.3 เทา (45.1/33.6) เมอื่ นาํ มาหาความสมั พนั ธท างสถติ โิ ดยใช ไคสแควร (χ2 test) ทร่ี ะดบั นยั สาํ คญั 0.05
พบ χ2cal มีคา 3.77 ซ่ึงนอยกวา 3.84 (p>0.05) แสดงวาตัวอยางอาหารและภาชนะสัมผัสอาหารท่ีสุมเก็บ
ในปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563 มีคุณภาพทางจลุ ชวี วิทยาไมแ ตกตางกัน(15)

อาหารพรอมบริโภคจํานวน 110 ตัวอยาง ผลตรวจไมผานเกณฑรอยละ 42.7 เนื่องจากจํานวนจุลินทรีย
ยีสต และ E. coli เกินเกณฑกําหนด คดิ เปน รอ ยละ 20.0, 52.9 และ 19.0 ตามลําดบั จลุ ินทรยี ท่ที ําใหเกิดโรค ไดแ ก
B. cereus, C. perfringens, L. monocytogenes, Salmonella spp. และ S. aureus ไมผ า นเกณฑ คดิ เปน รอ ยละ
19.6, 2.1, 1.0, 6.4 และ 0.9 ตามลาํ ดบั สว นเชอ้ื รา V. cholerae และ V. parahaemolyticus ตรวจไมพ บในทกุ ตวั อยา ง
เม่ือพิจารณาอาหารพรอมบริโภคที่แยกไดเปน 6 ประเภท ตามวิธีการประกอบอาหาร พบวาอาหารประเภทยํา-
สมตํา-อาหารท่ีปนผักสด-ผลไม ไมผานเกณฑสูงท่ีสุด คิดเปนรอยละ 80.0 รองลงมา ไดแก ขนมหวาน-ขนมอบ
ผดั อาหารปรงุ สกุ แลว ผา นการหยบิ จบั ดว ยมอื หรอื หนั่ ผา นเขยี ง ตม -นง่ึ ไมผ า นเกณฑร อ ยละ 50.0, 45.5, 48.8 และ 9.1
ตามลําดบั และอาหารทอด-ยางตรวจผา นเกณฑทุกตวั อยาง รอ ยละ 100.0 ดงั แสดงในตารางที่ 4

วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย 695
ปท ี่ 63 ฉบบั ที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564

Evaluation of the Microbiological Quality of Foods and Food Contact Articles Nutthakan Tiyasiwaporn et al.

ตารางที่ 3 ผลการตรวจวิเคราะหเช้ือจุลินทรียในอาหารพรอมบริโภคและภาชนะสัมผัสอาหารที่เก็บจากรานอาหาร
สวสั ดิการกรมวิทยาศาสตรการแพทย ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563

ตัวอยางทดสอบ ปง บประมาณ จํานวนตัวอยางทต่ี รวจวิเคราะห
อาหารพรอมบริโภค พ.ศ. ท้งั หมด ผานเกณฑ(5)(%) ไมผา นเกณฑ(5)(%)
2562 50 26 (52.0) 24 (48.0)
ภาชนะสัมผัสอาหาร 2563 60 37 (61.7) 23 (38.3)
รวม ปงบประมาณ พ.ศ. 2562 รวม 110 63 (57.3) 47 (42.7)
รวม ปงบประมาณ พ.ศ. 2563 2562 87 20 (23.0) 67 (77.0)
รวมทั้งหมด 2563 73 23 (31.5) 50 (68.5)
รวม 160 43 (26.9) 117 (73.1)
137 46 (33.6) 91 (66.4)
133 60 (45.1) 73 (54.9)
270 106 (39.3) 164 (60.7)

ตารางท่ี 4 ผลการตรวจวเิ คราะหเ ชอ้ื จลุ นิ ทรยี ใ นอาหารพรอ มบรโิ ภคทเ่ี กบ็ จากรา นอาหารสวสั ดกิ าร กรมวทิ ยาศาสตร
การแพทย ปง บประมาณ พ.ศ. 2562 - 2563

ตรวจวเิ คราะห จาํ นวนตวั อยาง
สาเหตไุ มผา นเกณฑ/จาํ นวนตวั อยา งที่ตรวจ(5)(%)

ประเภท จํานวน ุจ ิลนทรี ย
ของอาหาร ํจานวน ียสตและรา
พรอมบริโภค ผาน ไมผ าน E. coli
ท้ังหมด (%) (%) B. cereus
C. perfringens
L. monocytogenes
Salmonella spp.
S. aureus
V. cholerae
V. parahaemolyticus

ตม-นึ่ง 22 20 2 0 - 1/22 0 1/22 0 0 0 0
(90.9) (9.1) (4.5) (4.5) 0
ผัด 11 6 5 2/11 - 4/11 2/4 0 0 3/11 0 0
(54.5) (45.5) (18.2) (36.4) (50.0) (27.3) 0
ทอด-ยาง 12 12 0 0 - 0 0 0 0 0 0 0
(100.0)
ปรงุ สุก 29 16 13 4/29 - 8/29 4/28 1/29 1/29 1/29 0 -
ผา นมอื หรอื เขียง 30 (55.2) (44.8) (13.8) (27.6) (14.3) (3.4) (3.4) (3.4) 0
ยาํ -สม ตาํ - 6 24 14/30 ยสี ต 8/30 1/8 0 0 3/30 1/30
อาหารท่ปี น (20.0) (80.0) (46.7) 9/17 (26.7) (12.5) (10.0) (3.3)
ผกั สด-ผลไม (52.9)
รา 0
ขนมหวาน- 6 3 3 2/6 0 0 3/6 0 - 0 0
ขนมอบ 110 (50.0) (50.0) (33.3) (50.0)

รวม 63 47 22/110 ยีสต 21/110 10/51 2/97 1/103 7/110 1/110
(57.3) (42.7) (20.0) 9/17 (19.0) (19.6) (2.1) (1.0) (6.4) (0.9)

(52.9)
รา 0

- หมายถงึ ไมไดวิเคราะห

696 วารสารกรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ปท ี่ 63 ฉบบั ท่ี 3 กรกฎาคม - กันยายน 2564


Click to View FlipBook Version