The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yositaphotiken, 2022-04-06 15:38:44

วิจัยการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

วิจัยการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

รายงานวจิ ัย

เรอ่ื ง

การสร้างแบบฝกึ เพือ่ พฒั นาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA
สำหรบั นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรียนชมุ ชนดา่ นวิทยา อำเภอเมอื ง จังหวดั อุตรดิตถ์

โดย

นางสาวโยษิตา โพธเิ คน รหัสนักศึกษา 62031050137

นางสาวกมลลักษณ์ อายยุ นื รหสั นกั ศกึ ษา 62031050156

นางสาวกวนิ ทพิ ย์ รัตนะโสภา รหสั นักศึกษา 62031050158

นางสาวอรสิ รา หลอดคำ รหสั นักศกึ ษา 62031050168

รายงานวิจยั นีเ้ ปน็ สว่ นหนงึ่ ของรายวชิ า การวจิ ัยเพ่ือพฒั นากระบวนการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
คณะครศุ าสตร์ สาขาวทิ ยาศาสตร์ทัว่ ไป มหาวิทยาลัยราชภฏั อตุ รดิตถ์
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564



ชอ่ื เร่ือง : การสรา้ งแบบฝกึ เพ่อื พฒั นาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สำหรบั
นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรยี นชุมชนด่านวทิ ยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

ชอื่ ผ้วู ิจัย : นางสาวโยษติ า โพธเิ คน
นางสาวกมลลกั ษณ์ อายยุ นื
นางสาวกวินทพิ ย์ รัตนะโสภา
นางสาวอรสิ รา หลอดคำ

สาขาวชิ า : คณะครุศาสตร์ สาขาวทิ ยาศาสตรท์ วั่ ไป มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุตรดติ ถ์
ปีการศึกษา : 2564

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ
PISA สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนชุมชนด่านวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ และเพื่อทดลองและศึกษาผลการ
ทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
สมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชมุ ชนด่านวิทยา
อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนชุมชนด่านวิทยา
อำเภอเมอื ง จงั หวัดอุตรดติ ถ์ ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 20 คน เคร่ืองมือท่ใี ชใ้ นวิจยั มี 4 ฉบบั ได้แก่ ฉบับท่ี 1
คมู่ อื ครู ฉบับท่ี 2 แบบฝึกหดั สมมตฐิ าน แบบฝกึ หดั การแปลงข้อมลู แบบฝกึ หัดการวเิ คราะห์ อภิปราย และลง
ข้อสรุป ฉบับที่ 3 แบบทดสอบก่อน-หลังเรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัด
กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
และฉบบั ท่ี 4 แบบวดั ความพงึ พอใจแบบฝกึ สมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

ผลการวิจัย พบว่า ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95% การทดลองใช้
แบบฝกึ เพอ่ื พฒั นาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA มผี ลตอ่ การพฒั นาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์
ตามแนวของ PISA และเมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนชุมชนด่าน
วิทยา ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 20 คน มีความพึงพอใจต่อการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนา
สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ งสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนว
ของ PISA ระดับเหมาะสมปานกลาง ( ̅ = 3.23, . . = 0.97) แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดยเรียงลำดับ
ระดับค่าเฉลยี่ จากระดับมากสุดไปหาน้อยสดุ 3 ลำดับ พบว่านักเรยี นมีความพึงพอใจต่อด้านส่ือการเรียนรู้ ( ̅
= 3.41, . . = 0.84) สูงสุด มีความพึงพอใจระดับเหมาะสมปานกลาง รองลงมาคือด้านเนื้อหา ( ̅ = 3.28,
. . = 0.99) มีความพึงพอใจระดับเหมาะสมปานกลาง และลำดับสุดท้ายคือด้านครูผู้สอน ( ̅ = 3.23,
. . = 1.05) มคี วามพงึ พอใจระดบั เหมาะสมปานกลาง



กิตติกรรมประกาศ

งานวิจัยเรื่อง "การสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนชุมชนด่านวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์" นี้ได้สำเร็จลุล่วงด้วย
ความช่วยเหลือและคำปรึกษาจากอาจารย์อิสระ ทับสีสด ท่านเป็นคนมอบแนวทางการดำเนินงานวิจัย เป็น
ผู้ตรวจตราความผิดพลาด ให้คำแนะนำในการแก้ไข รวมถึงการสนับสนุนในทุก ๆ ด้าน ท่านยังเป็นผู้แนะนำ
วิธีการทำวิจัยแบบมืออาชพี ซงึ่ เป็นสิง่ สำคัญทีข่ ้าพเจ้าสามารถนำไปต่อยอดในการทำวิจยั คร้ังต่อไปในอนาคตได้

มากกว่าน้นั ข้าพเจ้าขอขอบคุณผู้ทรงความรทู้ ุกท่านท่ีได้ให้คำช้ีแนะรวมถึงเด็กนักเรียนโรงเรียนชุมชน
ดา่ นวิทยา และผู้ใหญท่ ใ่ี หค้ วามร่วมมือทกุ คนในการจดั ทำวจิ ัยคร้ังนี้ดว้ ย

สุดท้ายนี้หวังว่าผลของการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปปรับปรุงการเรียน การสอนวิชา
วทิ ยาศาสตรใ์ หด้ ยี ่ิงขึน้ ไป

สารบญั ค

บทคดั ย่อ หน้า
กิตตกิ รรมประกาศ
สารบญั ก
สารบัญ (ต่อ) ข
บทที่ 1 บทนำ ค

ท่ีมาและความสำคญั ของปัญหาการวจิ ัย 1
คำถามของการวิจัย 1
วัตถุประสงค์ของการวิจยั 3
ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ บั 4
ขอบเขตของการวจิ ยั 4
นยิ ามศพั ท์ที่ใช้ในการวิจัย 4
สมมตฐิ านของการวิจัย 5
บทที่ 2 การบททวนเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวขอ้ ง 7
สมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA 8
การแปลงความหมายขอ้ มูลและการใช้ประจักษ์พยานในเชงิ วิทยาศาสตร์ 8
การพฒั นาการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ 22
แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ 40
การจดั การเรยี นการสอน 41
วจิ ัยทเี่ ก่ียวข้อง 49
บทท่ี 3 วิธีการดำเนนิ การวจิ ยั 53
ระเบียบวิธวี ิจัย 58
แหลง่ ข้อมลู 58
เครอ่ื งมือการวจิ ยั 58
การดำเนินการรวบรวมขอ้ มูล 58
การวิเคราะห์ขอ้ มลู 64
การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 64
65

สารบญั (ตอ่ ) ง

บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล หน้า
ผลการพัฒนาแบบฝึกเพือ่ พฒั นาสมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA
ผลการพัฒนาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA 66
ระดับความพึงพอใจ 66
72
บทที่ 5 สรปุ อภิปราย และขอ้ เสนอแนะ 75
สรปุ ผลการวิจัย 77
อภิปรายผลการวิจยั 77
ขอ้ เสนอแนะ 77
79
บรรณานุกรม 81
ภาคผนวก 85

ภาคผนวก ก
ภาคผนวก ข
ภาคผนวก ค

1

บทที่ 1
บทนำ

ท่ีมาและความสำคัญของปญั หาการวจิ ัย

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 ว่าการจัดการศึกษาต้อง
ยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพความตาม
มาตรา 24 (1) บัญญัติว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระ
และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
และความตอนหนึ่ง (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มี
ประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละ
สถานศึกษา จากความตามมาตราดงั กล่าวถึงตคี วามวา่ ภายหลังทผ่ี ูส้ อนจัดกจิ กรรมการเรียนรสู้ าระการเรียนรู้
ใด ๆ ด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้ว เมื่อทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผลอย่างใด
อย่างหนงึ่ คอื จำนวนผเู้ รยี นท้งั ช้นั เรยี น จำนวนผเู้ รียนสว่ นมากของช้นั เรียนหรือผู้เรียนจำนวนส่วนน้อยของช้ัน
เรียนมผี ลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ตำ่ กว่าเกณฑ์มาตรฐานทผ่ี สู้ อนกำหนดขนึ้ ผลการประเมนิ ดังกล่าวไม่สามารถลงข้อ
สรุปว่า ผลสัมฤทธ์ิการเรยี นรู้ของผูเ้ รียนไมผ่ ่านเกณฑ์มาตรฐานท่ผี ู้สอนกำหนดและถูกตดั สินให้ “ตก” ในสาระ
การเรียนรู้นั้น แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการที่ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานท่ี
กำหนดอาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการสอนตามที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้อาจนั้นไม่
สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ดังนั้น ผู้สอนจึงต้องค้นหาวิธีและเทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่
เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน การทำวิจัยของผู้สอนจะใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า วิธีและ
เทคนิคการสอนวิธีใหม่ที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นมีผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของ
ผู้เรียนหรือไม่อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบเปรยี บเทียบกับวิธแี ละเทคนิคการสอนวิธีเดิม ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบ
คำถามวา่ ทำไมผ้สู อนจึงต้องทำวิจัย ทง้ั วิจัยเพือ่ พฒั นาและแกป้ ัญหาผูเ้ รียน

(อิสระ ทับสีสด : 2564) สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA หมายถึง ความสามารถของ
การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์อันเนื่องมาจากการมีความรู้ มีทักษะ และมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของแต่ละบุคคล
สำหรับ PISA กำหนดสมรรถนะการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์เป็น 3 ด้านคือ 1) การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิง
วิทยาศาสตร์ (Explain Phenomena Scientifically) มีความสามารถในการรับรู้ เสนอและประเมิน
คำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเทคโนโลยี 2) การประเมินและออกแบบกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์(Evaluate and Design Scientific Enquiry) มีความสามารถในการรับรู้
เสนอและประเมินคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและเทคโนโลยี และ 3) การแปล
ความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ (Interpret Data and Evidence

2

Scientifically) การมีความสามารถในการวิเคราะห์และประเมินข้อมูล คำกล่าวอ้าง และข้อโต้แย้งใน
หลากหลายรูปแบบ และลงข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นการพัฒนาให้นักเรียนมี
ความสามารถดังกล่าวจงึ เป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาวิทยาศาสตรใ์ นยุคปัจจุบันสำหรับความสามารถใน
การแปลความหมายข้อมูลและประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์เป็นความสามารถที่ผู้วิจัยสนใจในการศึกษา
ครั้งนี้ หมายถึง สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของ PISA การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สอดคล้องกับสมรรถนะทาง
วทิ ยาศาสตร์ของ PISA คือ สมรรถนะ C2 (3.2): วิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวทิ ยาศาสตร์ และลง
ข้อสรุป การตีความและลงข้อสรุปข้อมูล เป็นการวิเคราะห์และลงข้อสรุปข้อมูลโดยอ้างอิงความสัมพันธ์ที่พบ
ภายในขอบเขตของข้อมูลชุดหน่ึง ๆ แยกการวเิ คราะหเ์ ปน็ 2 ประเดน็ ต่อเนอ่ื งกัน คอื 1) การลงข้อสรุปข้อมูล
เป็นสารสนเทศ หมายถึง การวิเคราะหข์ ้อมลู เพือ่ หาความสัมพนั ธ์อย่างใดย่างหนึง่ ระหว่างตวั แปรตา่ ง ๆ แล้ว
ลงข้อสรุปเฉพาะข้อมูลชุดนั้นตามความสัมพันธ์ที่พบ การลงข้อสรุปคือสารสนเทศของข้อมูลชุดนั้น 2) การลง
ข้อสรุปโดยการตีความ หมายถึง การแปลหรือบรรยายความหมายของข้อมูลที่อยู่นอกขอบเขตของชุดข้อมูล
การให้ความหมายดังกล่าวจะอ้างอิงจากสารสนเทศของข้อมูลข้อมูลบางชุดอาจต้องการข้อสรุปเฉพาะ
สารสนเทศ แต่ข้อมูลบางชุดอาจต้องการข้อสรุปจากการตีความโดยผลของการตีความนั้นต้องอ้างอิง
สารสนเทศของข้อมลู น้ันให้ศึกษาความแตกต่างระหวา่ งการลงข้อสรุปข้อมลู เป็นสารสนเทศและการลงข้อสรุป
โดยการตคี วาม จากตัวอย่างการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เพ่ือการวิเคราะห์และลงข้อสรุปข้อมูลโดยวิธีการตีความ
และลงข้อสรปุ

(ณพัฐอร บัวฉุน : 2561) การพัฒนาการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ถือว่านักเรียนทุกคนมี
ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง
ส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ เป้าหมายสำคัญของการจัดการสอน
วิทยาศาสตร์ ตอ้ งให้นักเรียนมคี วามรู้ทางวชิ าการท่ีถกู ต้องและไดท้ ำกจิ กรรมหลากหลายทีเ่ นน้ กระบวนการคิด
และการปฏิบัติมีการฝึกทักษะที่สำคัญ ได้แก่ ทักษะทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะทางสังคม
ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหาที่ สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในชีวิต ซึ่งเป้าหมายดังกลาวจะ
บรรลุได้ครูต้องมีความรู้ความสามารถทั้งทางวิชาการ และการจัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์

(ณพัฐอร บัวฉุน : 2561) แบบฝึกเสริมทักษะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ้นั พ้ืนฐานเกิดความสนใจช่วยให้ครทู ราบผลการเรียนรู้ของผู้เรยี นอย่างใกล้ชิดซ่ึง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน ได้คิด ได้ทดลอง ได้ปฏิบัติไปทีละขั้นตอน และ
ทราบผลการกระทำของตนเอง จึงเป็นการจัดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประสบผลสำเร็จในการเรียน (สมจิต สวธน
ไพบูลย์,2535 : 34) นน่ั คือการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมายตอ้ งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการ
ศึกษามาใช้หลาย ๆ รูปแบบแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงนับได้ว่ามีความสำคัญและมี
ประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างย่ิงจึงทำให้บุคคลที่มีความเกีย่ วของกับการศึกษาเห็นความสำคัญของการนำแบบ

3

ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นสื่อส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพการเรียนการสอน ทำให้มีการ
พัฒนาแบบฝึกด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากแบบฝึกมากที่สุดต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนให้นักเรียน
ได้รับประสบการณต์ รงจากการใชส้ ่ือโดยไดล้ งมอื กระทำไดส้ มั ผัสดว้ ยตนเอง ซึ่งมีครูผู้สอนเป็นผู้คอยแนะนำ ให้
คำปรึกษาในการใช้สื่อการเรียนการสอน ประการสำคัญของการใช้สื่อการเรียนการสอนก็เพื่อให้นักเรียนมี
ความรู้และเขา้ ใจบทเรยี นนน้ั ๆ อย่างแทจ้ รงิ (สมุ มา ดามดิษฐ์,2541 : 1) นอกจากน้ียังชว่ ยใหน้ กั เรียนสามารถ
เรียนรู้ได้ด้วยตนเองมีการจัดการเรียนรู้ไว้อย่างเป็นระบบ มีข้อชวนคิดและคำถามท้ายกิจกรรมให้นักเรียนฝึก
คิดแล้วตอบ เป็นการช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง เรียนรู้อย่างอิสระ เร้าความสนใจไม่
ก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย ส่งเสริมให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน
(เน้ือทอง นายี,2544 : 22)

(ณพัฐอร บัวฉุน : 2561) ในการจัดการเรียนการสอนโดยปกติผู้เรียนจะได้เรียนตามที่ผู้สอนนั้นบอก
อธิบายหรืออ่านจากหนังสือเรียน โดยไม่มีการเรียนรู้จากการปฏิบัติกิจกรรมและไม่ได้รับการฝึกทาง
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ขาดสอ่ื การเรียนการสอน การสอนจงึ เปน็ ส่งิ ท่ีผเู้ รยี นรสู้ ึกไมด่ ีต่อการเรียนและจึง
ไม่ตั้งใจเรียน ซึ่งการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เป็นการกระตุ้นให้
ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ ไม่เกิดความเบื่อหน่าย และยังมีเจตคติที่ดีต่อ
วิทยาศาสตร์ส่งผลให้ผู้ผลการเรียนรู้สูงขึ้น (สกาว แสงอ่อน,2546 : 73) จากการศึกษาสภาพการจัดเรียนการ
ของครูผสู้ อนโดยส่วนใหญ่พบวา่ ผเู้ รยี นในชน้ั น้นั มีความแตกต่างกันท้ังด้านความรู้ ความสนใจ และความถนัด
จึงส่งผลให้ผู้เรียนมีวิธีการเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ประกอบกับในปัจจุบันสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่
ตลอดเวลา การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนของผู้สอนไม่ได้ตอบสนองต่อความสนใจของผู้เรียน รวมถึงความ
ถนัดของผู้เรียน ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความตั้งใจในการเรียน ไม่มีความกระตือรือร้นและมีเจตคติที่ไม่ดีต่อ
วิทยาศาสตร์

ด้วยบทบาทหน้าที่ของผู้สอน ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา ท่ี 22 มาตรา ที่ 24
(5) มาตราท่ี 30 ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA
โดยทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนด่านวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ปี
การศึกษา 2564 เพื่อจะได้นำผลการวิจัยไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนต่อไปแนวทางในการจัดการเรียน
การสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์และนำไปปรับปรงุ การเรียนการสอนวชิ าวิทยาศาสตรใ์ ห้มีประสิทธิภาพต่อไป

คำถามของการวิจยั

1. การสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้
เพอ่ื พัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนกั เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ทำอยา่ งไร

2. ผลการศึกษาการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัด
กิจกรรมการเรียนร้เู พื่อพัฒนาสมรรถนะวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA ของนกั เรียนระดับช้นั ประถมศกึ ษาปีที่
6 เป็นอย่างไร

4

3. ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ท่ีมีต่อการทดลองใช้
แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะ
วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เปน็ อยา่ งไร

วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั

1. เพ่ือการสรา้ งแบบฝกึ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สำหรับกิจกรรมการ
เรียนรูเ้ พ่ือพัฒนาสมรรถนะวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA ของนักเรยี นระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 6

2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใช้แบบฝกึ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ
PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนักเรียนระดับชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 6

3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการทดลองใช้แบบ
ฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะ
วิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะได้รบั

1. ไดน้ วตั กรรมแบบฝึกเพ่ือพฒั นาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สำหรบั กิจกรรมการ
เรียนรเู้ พือ่ พัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนกั เรียนระดบั ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6

2. ได้ทราบผลการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สำหรับ
กจิ กรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนกั เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6

3. ได้ทราบถึงระดับความพึงพอใจของแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ
PISA สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนักเรียนระดับช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 6

ขอบเขตของการวิจัย

1. ขอบเขตด้านแหลง่ ขอ้ มูล
1.1 กลมุ่ เปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนด่านวิทยา อำเภอเมือง จังหวัด

อตุ รดิตถ์ ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 20 คน
2. ขอบเขตดา้ นตัวแปล
2.1 ตัวแปลอิสระ
1. การทดสอบสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่มีอยู่เดิมของนักเรียนด้วย

แบบทดสอบก่อนการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Pre-test) โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

5

2. การทดสอบสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่เปลี่ยนแปลงของนักเรียนด้วย
แบบทดลองหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Post-test) โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

2.2 ตัวแปลตาม
1. ผลการทดสอบสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่มีอยู่เดิมของนักเรียนด้วย

แบบทดสอบก่อนการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Pre-test) โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

2. ผลการทดสอบสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่เปลี่ยนแปลงของนักเรียน
ด้วยแบบทดลองหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Post-test) โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ในด้านการแปลงข้อมูล โดยใช้แบบฝึกเพื่อ
พัฒนาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

3. ขอบเขตด้านเนื้อหา
การจดั กิจกรรมการเรยี นรเู้ พ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

4. ขอบเขตด้านระยะเวลาและสถานท่ี
ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ.2564 ถึง เดือนเมษายน พ.ศ.2565 ณ โรงเรียนชุมชน

ด่านวิทยา อำเภอเมือง จังหวดั อุตรดิตถ์

นยิ ามศัพท์ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั

1. นักเรยี นระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 6 หมายถงึ นกั เรียนระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรียนชุมชน
ด่านวิทยา อำเภอเมือง จงั หวัดอุตรดติ ถ์

2. นวตั กรรมแบบฝกึ เพื่อพฒั นาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA หมายถงึ นวัตกรรม
ทีส่ รา้ งขนึ้ ตามแนวคิด ทฤษฎี สมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA ประกอบดว้ ย 1) สมมติฐาน
2) การแปลงข้อมลู 3) การวเิ คราะห์ อภิปรายและลงขอ้ สรปุ

3. ผลการเรยี นรู้ หมายถึง
3.1 ให้นิยามผลการเรียนรู้ตามที่ต้องการพัฒนาจากการทดลองใช้นวัตกรรมผลการเรียนรู้อาจ

หมายถงึ สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA
3.2 คา่ คะแนนเฉลี่ยรวมผลการเรยี นรู้ของนักเรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 จากผลการทดสอบ

สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่มีอยู่เดิมของนักเรียนด้วยแบบทดสอบก่อนการทดลองจัด
กิจกรรม การเรยี นรู้โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

6

3.3 ค่าคะแนนเฉล่ียรวมผลการเรยี นรู้ของนกั เรียนระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 จากผลการทดสอบ

สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ท่ีเปล่ียนแปลงของนักเรียนด้วยแบบทดสอบหลังการทดลองจัด

กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้แบบฝกึ เพอ่ื พัฒนาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

4. ระดับผลการเรียนรู้ หมายถึง ระดับผลการเรียนรู้ที่กำหนดตามเกณฑ์วัดและประเมินผลของ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน (2550) ดงั น้ี

ดเี ย่ียม หรอื ระดบั 4.00 มีคา่ ร้อยละของคา่ คะแนนเฉล่ีย 80-100

ดีมาก หรอื ระดับ 3.50 มคี า่ ร้อยละของค่าคะแนนเฉล่ยี 75-79

ดี หรือ ระดับ 3.00 มคี า่ รอ้ ยละของคา่ คะแนนเฉลีย่ 70-74

ค่อนข้างดี หรือ ระดบั 2.50 มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลีย่ 65-69

ปานกลาง หรอื ระดับ 2.00 มคี า่ ร้อยละของค่าคะแนนเฉล่ีย 60-64

พอใช้ หรอื ระดบั 1.50 มคี า่ ร้อยละของค่าคะแนนเฉลีย่ 55-59

ผ่านเกณฑข์ ั้นตำ่ หรือ ระดับ 1.00 มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลี่ย 50-54

ตำ่ กวา่ เกณฑ์ หรอื ระดับ 0.00 มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลยี่ น้อยกว่า 50

5. การพัฒนาผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลการเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยรวมผลการเรียนรู้ จากผลการ

ทดสอบสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ทม่ี ีอย่เู ดิมดว้ ยแบบทดสอบก่อนการทดลองจดั กิจกรรมการ

เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA กับค่าคะแนนเฉลี่ยรวมผลการ

เรียนรู้จากผลการทดสอบสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่เปลี่ยนแปลงของนักเรียนด้วย

แบบทดสอบหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนว

ของ PISA เมื่อวเิ คราะห์เปรยี บเทียบดว้ ย Paired–Sample t Test ทีร่ ะดบั นยั สาํ คญั ทางสถติ ิ 0.05 (α 0.05)

6. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชน

ด่านวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม

แนว PISA โดยทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ประกอบด้วย

ด้านครผู ้สู อน ด้านเนื้อหา ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศในชั้นเรยี น ดา้ นสือ่ การเรยี นรู้

7. ระดับความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดย

เรียงลำดับจากระดับมากที่สุดถึงนอ้ ยที่สุด 5 ระดับคือ มีความพึงพอใจมากที่สุด มีความพึงพอใจมาก มีความ

พึงพอใจปานกลาง มีความพึงพอใจค่อนข้างน้อย และมีความพึงพอใจน้อยที่สุด แต่ละระดับดังกล่าว กำหนด

โดยเกณฑช์ ว่ งคา่ เฉล่ยี ของ บุญชม ศรีสะอาด (2545) ดงั นี้

ระดบั คณุ ภาพ ช่วงคา่ เฉลี่ย

มคี ณุ ภาพเหมาะสมมากท่ีสดุ 4.51 - 5.00

มีคุณภาพเหมาะสมมาก 3.51 - 4.50

มคี ณุ ภาพเหมาะสมปานกลาง 2.51 - 3.50

มคี ุณภาพเหมาะสมน้อย 1.51 - 2.50

มีคุณภาพเหมาะสมน้อยท่ีสุด 1.00 - 1.50

7

สมมติฐานของการวิจยั

การสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA มีคะแนนหลังการทดลอง
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Post-test) ผ่านเกณฑ์วัดและประเมินผลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พื้นฐาน (2550) ในระดบั ดี มีรอ้ ยละของค่าคะแนนเฉล่ีย 70 ข้ึนไป

8

บทท่ี 2
การทบทวนเอกสารและงานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง

การทำวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ผู้วิจัยขอเสนอผลการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
หวั ขอ้ หลกั ตามลำดบั ดังน้ี

1. สมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA
2. การแปลความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ (Interpret Data and
Evidence Scientifically)
3. การพฒั นาการเรยี นการสอนวิชาวิทยาศาสตร์
4. แบบฝึกเสริมทกั ษะ
5. การจดั การเรียนการสอน
6. วิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง
แตล่ ะหวั ขอ้ หลกั ดังกลา่ ว นำเสนอรายละเอียดตามลำดับข้ัน ดงั นี้

สมรรถนะทางวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-
operationand Development หรือ OEDC) กําหนดการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ครอบคลุมความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ออกเป็น 3 ด้านดา้ นแรกเปน็ ความรู้ด้านเนื้อหาเป็นความรู้เกี่ยวกับ กฎ เกณฑ์ ทฤษฎี ขอ้ เท็จจรงิ สมมตฐิ าน และ
มโนมติในสาขาวิชาเคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา รวมถึงวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ด้านที่สองเป็นความรู้เกี่ยวกับ
กระบวนการเป็นความรเู้ ก่ียวกบั เกี่ยวกับกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสร้างความรู้ สามารถสร้างความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ตามกระบวนการที่ใช้และแนวความคิดเกี่ยวกับการสืบเสาะหาความรู้ และด้านที่สามความรู้
เกี่ยวกับการได้มาของความรู้ เป็นความรู้เกี่ยวกับบทบาทและสิ่งที่จําเป็นต่อกระบวนการสร้างความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ เช่น คําถาม การสังเกต การกำหนดสมมติฐาน แบบจําลอง การอภิปรายโต้แยง้ การยอมรับรูปแบบ
ที่หลากหลายที่ใช้ในการสืบเสาะหาความรู้ การยอมรับการตรวจสอบข้อค้นพบของตนเองจากผู้อื่นเพื่อทำให้เกิด
ความน่าเชื่อถือ เพื่อการตรวจสอบการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ที่เป็นผลจากการจัดการเรียนรู้ของประเทศต่าง ๆ ใน
กลุ่ม OEDC เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการตรวจสอบ คอื สมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

ความหมาย
สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถของการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์อันเน่ืองมาจากการ

มีความรู้ มีทักษะ และมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของแต่ละบุคคลสำหรับ PISA กำหนดสมรรถนะการรู้เรื่อง
วิทยาศาสตร์เป็น 3 ด้านคือ การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ (Explain Phenomena Scientifically)
การประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Evaluate and Design Scientific
Enquiry) และการแปลความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ (Interpret Data and

9

Evidence Scientifically) ซง่ึ ทง้ั 3 ด้านดังกล่าวรวมเรียกว่า สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA แต่ละ
ด้านจะแยกกล่าวโดยละเอียด ดังน้ี

การอธบิ ายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์
การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถของการรับรู้ปรากฏการณ์

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเมินและเสนอคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวโดยวิธีใดวิธีหน่ึง จําแนกเป็น 5
สมรรถนะย่อยดงั นี้

A1 1.1 นาํ ความร้ทู างวิทยาศาสตร์มาสร้างคำอธิบายท่ีสมเหตผุ ล
นําความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสร้างคำอธิบายที่สมเหตุผล หมายถึง ความสามารถของการนํา
ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ เชน่ กฎ เกณฑ์ ทฤษฎี ขอ้ เท็จจริงท่ีมีอยู่แล้วมาอธิบายปรากฏการณ์ในเชงิ วิทยาศาสตร์ท่ี
รบั รู้ และแตกต่างจากปรากฏการณ์เดิม เช่น สงั เกตเห็นกระป๋องสเปรย์เมื่อถูกเผารวมกับขยะอื่นมีการระเบิด ผู้ที่
มีสมรรถนะด้านนี้ตอ้ งสามารถอธิบายโดยกฎการขยายตัวของสสาร กล่าวคือ การที่กระป๋องสเปรย์เกิดการระเบิด
เปน็ เพราะว่าอากาศเม่ือได้รับความร้อนจะเกิดการขยายตวั ทำให้มีการเพ่ิมปริมาตร แต่เนื่องเป็นการเพ่ิมปริมาตร
ในพ้ืนทจี่ าํ กัดจึงทำใหเ้ กดิ แรงดันจนมีการระเบิดออกของกระป๋องดังกล่าว เปน็ ตน้
A2 1.2 ระบุ ใช้ และสรา้ งตัวแบบและนาํ เสนอข้อมูลเพ่ือใชใ้ นการอธบิ าย
ระบุ ใช้ และสร้างตัวแบบและนาํ เสนอข้อมูลเพื่อใช้ในการอธิบาย หมายถึง ความสามารถทจี่ ะระบุ
สร้างและใช้ตัวแบบ (Model) เป็นตัวแทนอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่จริงมีลักษณะเป็น
นามธรรมหรือมีความซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้นตัวแบบอาจเป็น 3 มิติ เช่น ตัวแบบแสดงโครงสร้างโมเลกุลของธาตุ
หรือสารประกอบต่าง ๆ เป็นต้น หรืออาจเป็นแผนภาพหรือภาพ 3 มิติตัวอย่าง เช่น ตัวแบบแสดงโครงสร้าง
โมเลกลุ ของ DNA ดงั แสดง

10

A31.3 เสนอสมมติฐานเพ่ือใช้ในการอธิบายเสนอ
สมมติฐานเพื่อใช้ในการอธิบาย หมายถึง ความสามารถในที่จะอธิบายด้วยการคาดคะเนสาเหตุ
หรือผลที่จะเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่รับรู้อันโดยใช้หลักของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
อสิ ระ (Independent Variable) และตัวแปรตาม (Dependent Variable) ซึ่งคำอธบิ ายดงั กล่าวต้องไม่ใช่ความรู้
หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่ดังนั้น เพื่อให้คำอธิบายของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและ
ตัวแปรตามมีความน่าเชื่อถือ เมื่ออธิบายแล้วจำเป็นต้องมีการอ้างอิงความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์
เดมิ ทสี่ อดคลอ้ งกับคําการอธิบายน้ันเพ่ือสนับสนนุ
คำอธบิ ายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ท่ีใชห้ ลักของความสัมพันธร์ ะหว่างตัวอสิ ระและตัวแปร
ตามจําแนกเปน็ 2 ลกั ษณะคือ
1. เปน็ คำอธบิ ายสาเหตุหรือปรากฏการณ์ในเชงิ วิทยาศาสตร์ท่ีเปน็ ตัวแปรอิสระ เมอ่ื ปรากฏการณ์
ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่รับรู้เป็นตัวแปรตาม หรืออาจกล่าวว่าเป็นการคาดคะเนสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ใน
เชิงวิทยาศาสตร์ที่รับรู้ เช่น จากการสังเกตพบว่า Contractile Vacuole ของพารามีเซียมที่มาจาก Media
(อาหารเล้ียง) ทเ่ี ตรียมแตกต่างกัน มอี ัตราการยืดและหดตัวแตกต่างกนั (ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตรท์ ี่เป็นตัว
แปรตาม) สาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ดังกล่าวอาจอธิบายว่า เป็นเพราะ Media ที่เตรียม
แตกต่างกันมีระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน (คำอธิบายสาเหตุหรือปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ท่ีเป็นตัว
แปรอิสระ) ซ่ึงจะมีผลต่ออัตราการออสโมซสิ ของเซลล์พารามีเซยี มใน Media ตา่ งกนั กล่าวคอื ใน Media ท่ีมี
ระดับความเข้มข้นมากจะมีอัตราการออสโมซิสจะสูงกว่า Media ที่มีระดับความเข้มข้นต่ำกว่า Contractile
Vacuole มีหน้าที่ในการกําจัดน้ำส่วนเกินออกจากเซลล์ของพารามีเซียมโดยการยืดและหดตัวซึ่งสามารถ
สังเกตเห็นภายใต้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ด้วยอัตราการออสโมซิสของเซลล์พารามีเซียมต่างกันใน Media
ต่างกนั จงึ ทำให้อตั ราการยดื และหดตวั ของ Contractile Vacuole แตกต่างกัน
2. เป็นคำอธิบายผลของปรากฏการณ์ในเชิงวทิ ยาศาสตร์ทเี่ ป็นตัวแปรตาม เม่ือปรากฏการณ์ใน
เชิงวิทยาศาสตร์ท่รี ับรู้เป็นตัวแปรอิสระ หรอื อาจกลา่ ววา่ เป็นการคาดคะเนผลที่จะเกิดจากปรากฏการณ์ในเชิง
วิทยาศาสตร์ที่รับรู้เช่น จากความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่คือ ใบพืชโดยปกติจะสีเขียว
และทำหนา้ ที่ในการสงั เคราะห์ด้วยแสง แต่จากการสังเกตพบวา่ ใบพืชบางชนิดอาจเฉพาะบางส่วนหรือทั้งส่วน
ของใบมีสีอื่นที่ไม่ใช่สีเขียว (ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่รับรู้และเป็นตัวแปรอิสระ) ผู้สังเกตอาจ
คาดคะเนเกิดปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่คาดว่าจะเกิดคือ ใบพืชบางชนิดท่ีแม้เฉพาะบางส่วนหรือทั้ง
ส่วนของใบแม้จะมสี ีอืน่ ที่ไม่ใชส่ ีเขียวแต่ก็ต้องมสี ีเขียวเปน็ สว่ นประกอบด้วยเสมอ (คำอธิบายของปรากฏการณ์
ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เป็นตัวแปรตาม)ทั้งนี้เพราะ ใบพืชมีหน้าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสง ดังนั้น ถึงแม้ว่า
บางส่วนหรือท้ังสว่ นของใบจะมสี อี ่ืนตอ้ งมสี ีเขียวอยูด่ ้วยเสมอ
จากนยิ ามความหมายและดงั ตวั อยา่ งทก่ี ล่าวมาการอธบิ ายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย
สมมติฐานต้องประกอบด้วย 2 ส่วนส่วนแรกคือข้อความที่เป็นผลจากการคาดคะเนความสัมพันธ์ระหว่างตัว
แปรอิสระและตัวแปรตามอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนที่สองคือข้อความแสดงเหตุผลที่สนับสนุนผลการคาดคะเน

11

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งตวั แปรอสิ ระและตวั แปรตามซึ่งข้อความดังกล่าวต้องอา้ งอิงความรู้หรือประสบการณ์ทาง
วทิ ยาศาสตรเ์ ดมิ ที่มอี ยู่

A4 1.4 พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงในเชิงวิทยาศาสตรโ์ ดยใชค้ วามเปน็ เหตุเปน็ ผลทีเ่ ป็นไปได้
พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงในเชิงวิทยาศาสตร์โดยใช้ความเป็นเหตุเป็นผลที่เป็นไปได้หมายถึง
ความสามารถในการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลปรากฏการณ์ใน
เชิงวทิ ยาศาสตรท์ ่รี บั รู้ ซึง่ จาํ แนกเปน็ 3 ลกั ษณะ ดงั น้ี
1. พยากรณ์โดยอ้างอิงข้อมูลจากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ทร่ี ับรู้ที่เคยเกิดขึน้ ซ้ำ ๆ แล้วใน
อดตี เช่น ข้อมลู จากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตรท์ ีร่ ับรู้คือ อากาศคอ่ นข้างร้อนอบอ้าว เหงอ่ื ระเหยยาก พร้อม
ทั้งสงั เกตเห็นมดดำขนไข่ขน้ึ ทส่ี ูง ซง่ึ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแลว้ ซ้ำ ๆ กนั ในอดตี และผลทตี่ ามคือจะมีฝน
ตกหนัก ดงั น้ัน จากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ทรี่ ับร้จู ึงพยากรณว์ า่ จะมีฝนตกหนักตามมา เป็นต้น
2. พยากรณโ์ ดยอ้างอิงข้อมลู จากปรากฏการณใ์ นเชิงวิทยาศาสตร์ทรี่ บั รูเ้ กดิ จากความสัมพนั ธ์แบบ
ฟังก์ชันระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม ตัวอย่าง เช่น จากการวัดกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลผ่านตัวต้านทานท่ี
แตกต่างกนั ในวงจรหน่ึงซ่งึ แรงเคล่ือนไฟฟ้า 6 โวลต์ ผลการบันทกึ ขอ้ มลู แสดงดังตาราง

ตาราง : แสดงปริมาณของกระแสฟ้าท่ีมีแรงเคล่ือนไฟฟา้ 6 โวลตเ์ มอ่ื ไหลผา่ นตัวต้านทานท่มี ีความแตกต่างกนั 8 ระดับ

ความตา้ นทาน (Ω) 100 150 200 250 300 350 400 450

ปริมาณกระแสไฟไหลผ่าน (mA) 60 40 30 25 22.5 21.25 20.625 20.312

จากตารางซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ (ตัวต้านทานที่มีความต้านทานแตกต่างกัน 8
ระดับ) กับตัวแปรตาม (ปริมาณกระแสไฟที่ไหลผ่านแต่ละตัวต้านทาน) เป็นแบบฟังก์ชัน สามารถนํามาสู่การ
พยากรณ์ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่คาดว่าจะเกิด เช่น ที่ระดับความต้านทาน 130 โอห์ม คาดว่าจะมี
ปริมาณกระแสไฟฟ้าไหลผ่านโดยเฉลี่ย 48.0 mA ที่ระดับความต้านทาน 320 โอห์ม คาดว่าจะมีปริมาณ
กระแสไฟฟ้าไหลผ่านโดยเฉลี่ย 21.0 mA ที่ระดับควาทต้านทาน 50 โอห์ม คาดว่าจะมีปริมาณกระแสไฟฟ้าไหล
ผา่ นโดยเฉลยี่ 90.0 mA และทร่ี ะดับความต้านทาน 500 โอหม์ คาดวา่ จะมปี ริมาณกระแสไฟฟา้ ไหลผ่านโดยเฉล่ีย
20.157 mA ลักษณะการพยากรณ์ดังกล่าวตัวอย่างท่ี 1-2 จัดเป็นการพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่มี
ส่วนตัวอยา่ งดงั กลา่ วที่ 3-4 จดั เปน็ การพยากรณ์ภายนอกขอบเขตของข้อมลู ท่มี ี

A5 1.5 อธบิ ายถึงศกั ยภาพของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทสี่ ามารถนําไปใชเ้ พ่ือสงั คม
อธิบายถึงศักยภาพของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนําไปใช้เพื่อสังคม หมายถึง
ความสามารถที่จะอธิบายให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์นั้นมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างใด ทั้งระดับบุคคล
ครอบครัว ชุมชน ระดับประเทศ ตลอดจนถึงระดับนานาชาติ ปัจจุบันวิทยาศาสตรไ์ ด้เขา้ มาเกี่ยวข้องกับชีวิตของ
มนุษยท์ ุกคน ทั้งดา้ นการดำเนินชวี ิต การงานอาชีพ ขา้ วของเครื่องใชร้ วมถึงผลผลิตต่าง ๆ ทลี่ ว้ นแต่จะต้องมีหลัก
วิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอด ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยความสะดวกสบายในการทำงานและการดำเนิน
ชีวิตที่มีผลมาจากวิทยาศาสตร์ ความรู้ การคิดวิจัยต่าง ๆ เรียกว่าวิทยาศาสตร์เป็นตัวช่วยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยี
และพัฒนาในมปี ระสิทธิภาพสูงสดุ สำหรับมนุษย์

12

การประเมินและออกแบบกระบวนการสบื เสาะหาความรทู้ างวิทยาศาสตร์
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry) หมายถึง วิธีการท่ี

หลากหลายที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เพื่อศึกษาสิ่งต่าง ๆ ทางกายภาพ (ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์; ผู้เขียน)
และเสนอคำอธิบายสิ่งเหล่านั้นด้วยข้อมูลที่ได้จากการทำงานทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ยังหมายถึงกิจกรรมที่นักเรียนนักเรียนได้พัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดทาง
วิทยาศาสตร์ และเข้าใจว่านักวิทยาศาสตรศ์ ึกษาสงิ่ ต่าง ๆ บนโลกนอ้ี ย่างไร (National Research, 1996; อ้าง
ถงึ ใน กศุ ลิน มสุ กิ ลุ ; 2561)สำหรบั การจดั กิจกรรมการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ในห้องเรยี นนั้น กุศลิน มสุ ิกลุ (2561)
ปรับปรุงลำดับข้ันการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จาก National Research (1996) เป็น 9 ลำดับขั้นคือ 1) เกิดข้อ
สงสัย/ปัญหา 2) กำหนดปัญหา 3) กำหนดสมมติฐาน 4) วางแผนดำเนินการสํารวจตรวจสอบอย่างง่าย 5)
รวบรวมข้อมูลจากการสังเกต 6) อธิบายสิ่งที่ศึกษาจากข้อมูลหรือหลักฐาน 7) พิจารณาคำอธิบายอื่น ๆ 8)
สื่อสารสงิ่ ท่ศี ึกษา และ 9) ตรวจสอบคำอธิบาย

จากการสรุปความกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวก่อนหน้านั้น PISA
กำหนดสมรรถนะการประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็น 5 สมรรถนะ
ย่อย ดงั น้ี

B1 2.1 สามารถระบุประเด็นปัญหาที่ต้องการสํารวจตรวจสอบจากการศึกษาทาง
วทิ ยาศาสตร์ท่ีกาํ หนดให้

สามารถระบุประเด็นปัญหาที่ต้องการสํารวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ที่
กําหนดให้ หมายถึง ความสามารถที่จะระบุประเด็นของความแตกต่างระหว่างความรู้หรือประสบการณ์ทาง
วิทยาศาสตร์เดิมท่ีมีอยู่กับข้อมูลการสังเกตปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่ที่มคี วามสัมพันธก์ ันประเดน็ ท่ี
ระบุนั้นต้องเป็นประเด็นใหม่ที่ไม่ใช่ความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมทีม่ ีอยูม่ าก่อน และภายหลงั
จะถูกกำหนดเป็นปัญหาที่ต้องการสํารวจตรวจสอบ (ต่อไปจะเรียกว่า ปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคําตอบ) สำหรับ
การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้น้ันจะเรมิ่ ต้นด้วย

1. ทบทวนความรหู้ รือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มอี ยู่ โดยประเด็นที่ทบทวนนั้นต้องมี
ความสัมพันธก์ บั ประเดน็ ของปญั หาที่ต้องคิดคน้ หาคาํ ตอบจากผลการลงข้อสรุปข้อมูลการสังเกตปรากฏการณ์
ในเชงิ วิทยาศาสตร์ใหม่

2. ให้นักเรียนทำการสังเกตปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่ที่มีบางประเด็นแตกต่างจาก
ความรหู้ รือประสบการณท์ างวิทยาศาสตรเ์ ดิมทีม่ อี ยู่

3. นําข้อมูลการสังเกตปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่ท่ีมบี างประเดน็ แตกต่างจากความรู้
หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่ การวิเคราะห์ อภิปราย เพื่อลงข้อสรุปข้อมูลการสังเกตเป็น
ประเด็นของปญั หาท่ีตอ้ งคิดคน้ หาคาํ ตอบ

4. ให้นักเรียนเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประเด็นที่ทำการทบทวนจากความรู้หรือ
ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่กบั ประเด็นท่ีเป็นผลจากการลงข้อสรุปข้อมูลการสงั เกตท่ีครูกาํ หนดให้
เป็นประเด็นของปัญหาทีต่ ้องคดิ ค้นหาคาํ ตอบ

13

5. กำหนดประเด็นของความแตกต่างดังกล่าวข้อ 3 ขึ้นเป็นปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคําตอบ
ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อระบุประเด็นปัญหาที่ต้องการสํารวจตรวจสอบจากการศึกษาทาง
วิทยาศาสตร์ที่กําหนดให้ เช่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อทดสอบการกระดอนของลูกปิงปองต่างยี่ห้อกัน
จัดกิจกรรมตามลำดบั ข้นั ดังนี้

5.1 ทบทวนความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่เกี่ยวกับคณุ สมบัติของลกู
ปิงปอง ประเดน็ ของทบทวนดังกล่าวต้องลงข้อสรุปวา่ ลกู ปงิ ปองภายหลังตกกระทบพ้ืนผิวการกระดอน จะเกิด
การกระดอนจากพื้นผวิ นั้น

5.2 ให้นักเรียนทำการสังเกตปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่ที่มีบางประเด็นแตกต่าง
จากความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่ กล่าวคือ ครูให้นักเรียนทำการสังเกตคุณสมบัติบาง
ประการที่มีผลต่อการกระดอนของลูกปิงปองยี่ห้อต่าง ๆ ที่กําหนดให้สังเกตคุณสมบัติดังกล่าว เช่น น้ำหนัก
ลกั ษณะของเสียงเมื่อตกกระทบพื้นผวิ การกระดอน ลกั ษณะผวิ เป็นตน้ ผลการจดั กิจกรรมคือข้อมูลการสังเกต
ตามทก่ี ําหนดใหส้ ังเกตของลกู ปิงปองแต่ละยี่ห้อ

5.3 นําข้อมูลการสังเกตปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่ที่มีบางประเด็นแตกต่างจาก
ความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่มาวิเคราะห์ อภิปราย เพื่อลงข้อสรุปเป็นประเด็นของ
ปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคําตอบที่ครูต้องการ ผลการวิเคราะห์ อภิปรายข้อมูลการสังเกตของลูกปิงปองดังกล่าว
กิจกรรมข้อ 2 อาจลงข้อสรุปว่า ลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อมีน้ำหนัก ลักษณะของเสียงเมื่อตกกระทบพื้นผิวการ
กระดอนและลักษณะลักษณะผิวแตกต่างกัน

5.4 ใหน้ กั เรียนเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประเด็นทท่ี ำการทบทวนจากความรู้หรือ
ประสบการณท์ างวทิ ยาศาสตร์เดิมทีม่ อี ยู่กับประเด็นทเ่ี ปน็ ผลจากการลงข้อสรปุ ข้อมูลการสังเกตท่คี รูกําหนดให้
เป็นประเด็นของปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคําตอบ ผลเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประเด็นการกระดอน
ดังกล่าวกิจกรรมขั้น 1 และขั้นที่ 3 อาจเปรียบเทียบว่า ประเด็นที่ 1 นั้นเป็นกล่าวถึงการกระดอนของลูก
ปงิ ปองทั่วไปไม่ระบุเจาะจง ส่วนประเด็นที่ 2 กล่าวถงึ การกระดอนของลูกปิงปองทเี่ จาะจงยี่ห้อ

5.5 กำหนดประเด็นของความแตกต่างดังกล่าวข้อ 3 ขึ้นเป็นปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคําตอบ
ปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคําตอบดังกล่าวกิจกรรมข้อ 4 คือ ลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อที่แตกต่างกันมีความสามารถใน
การกระดอนได้เหมือนกันหรือแตกต่างกัน การกำหนดปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคําตอบอาจจัดกิจกรรมโดยให้
นักเรยี นสรา้ งคาํ ถามเองหรือครูเป็นคนสร้างคําถามใหน้ ักเรยี นแล้วตอบ

B2 2.2 แยกแยะได้ว่าประเด็นปัญหาหรือคําถามใดสามารถตรวจสอบด้วยวิธีการทาง
วทิ ยาศาสตร์

เมื่อใช้วิธกี ารคิดค้นหาคําตอบเป็นเกณฑ์ ปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคําตอบของปรากฏการณ์ในเชงิ
วิทยาศาสตรจ์ ําแนกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเรียกวา่ “ปัญหาทีม่ ีคําตอบแลว้ ” หมายถึง ปัญหาที่สามารถ
คดิ คน้ หาคาํ ตอบดว้ ยความรูห้ รือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ท่ีมีอยู่เดิม การสบื คน้ หาคําตอบของปัญหาอาจ
มาจากแหล่งสืบค้นที่เป็น Document ประเภทต่าง ๆ เช่นจากเอกสารตํารา อินเตอร์เน็ตเป็นต้น ประเภทท่ี
สองเรียกว่า“ปัญหาที่ยังไม่มีคําตอบ”หมายถึง ปัญหาที่ประเด็นที่ต้องคิดค้นคําตอบนั้น ไม่สามารถคิดค้นหา

14

คําตอบดว้ ยความร้หู รือประสบการณ์ทางวทิ ยาศาสตรท์ ่ีมีอยเู่ ดมิ เพราะประเด็นของปญั หาเปน็ ประเดน็ ใหม่ท่ียัง
ไม่มีการคิดค้นหาคําตอบมาก่อน การคิดค้นหาคําตอบต้องใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในห้องเรียนนั้น เมื่อนักเรียนระบุ
ปัญหาต้องคดิ คน้ หาคาํ ตอบแล้ว ต้องสามารถแยกแยะวา่ ปญั หานนั้ เป็นปัญหาทมี่ ีคาํ ตอบแล้ว หรือเป็นปัญหาที่
ยงั ไมม่ คี าํ ตอบ

B3 2.3 เสนอวธิ สี ํารวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ท่กี าํ หนดให้
เสนอวิธีสํารวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่กําหนดให้ หมายถึง ความสามารถในการ
วางแผนวิธกี ารตรวจสอบปัญหาทต่ี ้องคดิ ค้นหาคาํ ตอบซึง่ ประกอบดว้ ย
1. การกำหนดสมมติฐาน ใช้เมื่อปัญหาที่ต้องการคิดค้นหาคําตอบเป็นปัญหาการทดลอง ถ้า
ปัญหาดังกล่าวมีลักษณะเป็นอย่างอื่น เช่น ปัญหาการสํารวจหรือการสืบค้น การวางแผนวิธีการตรวจสอบ
ปัญหาไม่ต้องมีการกำหนดสมมติฐาน การกำหนดสมมติฐานกล่าวโดยละเอียดแล้วในสมรรถนะทาง
วิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA สมรรถนะท่ี A3 1.3
2. การวางแผนการรวบรวมข้อมลู ประกอบดว้ ยการออกแบบกรอบแนวคดิ ดำเนินการรวบรวม
ข้อมูลการออกแบบวัสดอุ ุปกรณ์ และการออกแบบวิธีดำเนนิ การสาํ รวจ
3. วิธีการแปลงข้อมูล เนื่องจากข้อมูลจากการรวบรวมโดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์นั้น เป็นข้อมูลดิบซึ่งถ้าหากข้อมูลมีจำนวนมากจะทำให้อยากต่อการแปลความหมายข้อมูลตาม
วตั ถปุ ระสงค์ของการสาํ รวจตรวจสอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ ดงั นน้ั ข้อมูลดิบดังลกล่าวจงึ ตอ้ งถูกแปลง
4. การกำหนดวิธีการวิเคราะห์ และลงข้อสรุป เป็นการกำหนดว่าจากข้อมูลที่ทำการรวบรวม
โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกแปลงโดยวิธีการจัดกระท ำและสื่อความหมายแล้ว
นั้น จะวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีใดตามแนวของ PISA นั้นมี 2 วิธีการที่สำคัญ คือ วิธีการคํานวณวิธีการตีความ
และลงข้อสรปุ ข้อมูล
B4 2.4 ประเมินวิธีสาํ รวจตรวจสอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ท่ีกําหนดให้
ประเมนิ วธิ ีสํารวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ท่ีกําหนดให้ หมายถึง ความสามารถในการ
ท่จี ะเลือกวธิ สี ํารวจตรวจสอบปญั หาทางวทิ ยาศาสตรท์ ี่กําหนดใหท้ ด่ี ีทส่ี ุด เพือ่ ใช้สำหรบั ตรวจสอบปัญหาท่ีต้อง
คิดค้นหาคําตอบกล่าวคือ แต่ละปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคําตอบโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์นั้น สามารถออกแบบวิธีการสํารวจตรวจสอบอย่างหลากหลายวิธีเพื่อเป็นทางเลือกด้วย
ขอ้ เท็จจรงิ แต่ละวธิ ตี า่ งมขี ้อดี ขอ้ เสยี แตกต่างกัน ดงั นนั้ เม่อื ออกแบบวิธีการสาํ รวจตรวจสอบแล้ว ต้องสามารถ
ประเมินวิธีการที่ดีที่สุดโดยยึดหลักว่ามีข้อจํากัดน้อยสุดแต่ให้ผลสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการสํารวจ
ประหยัดทัง้ งบประมาณและเวลา
สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามสมรรถนะ B4 2.4 อาจทำได้ 2 วิธี วิธีแรกให้นักเรียน
ออกแบบวิธีสํารวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่กําหนดให้ด้วยการตอบคําถามในใบกิจกรรม จากนั้น
โดยความสมัครใจหรือเฉพาะเจาะลง นักเรียนนําเสนอผลการออกแบบวิธีการสาํ รวจตรวจสอบปัญหาจากการ
ตอบคําถามในใบกิจกรรมหนา้ ชน้ั เรยี น ครแู ละนักเรียนอภิปรายคําถามร่วมกันเพื่อปรับปรงุ แก้ไขวิธีการสํารวจ

15

ตรวจสอบที่ออกแบบเพื่อให้มีข้อจํากัดน้อยสุด แต่ให้ผลสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการสํารวจประหยัดทั้งเวลา
และงบประมาณวิธีที่สอง ให้นักเรียนออกแบบวิธีการสํารวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่กําหนดให้ตาม
แนวคิดของตนแต่ละรูปแบบที่ออกแบบจะถูกนําเสนอพร้อมทั้งวิเคราะห์ อภิปรายร่วมกันเพื่อเลือกรูปแบบที่ดี
ท่ีสดุ กล่าวคือมขี อ้ จาํ กัดน้อยสุด แต่ให้ผลสูงสุดตามวัตถปุ ระสงค์ของการสํารวจประหยัดทัง้ งบประมาณและเวลา

B5 2.5 บรรยายและประเมนิ วิธีการตา่ ง ๆ ท่นี กั วทิ ยาศาสตรใ์ ช้ในการยนื ยันความนา่ เชื่อถือ
ของขอ้ มลู ความเปน็ กลางและการสรุปอา้ งองิ จากคำอธบิ าย

การนำเสนอข้อค้นพบใด ๆ จากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วสรุปอ้างอิงอธิบายเป็น
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นั้น ข้อมูลที่นำมาอ้างอิงต้องมีความน่าเชื่อถือซึ่งต้องมีความเป็น
กลาง มีถูกต้องตามหลักตรรกะ มิใช่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัว หรือนำเสนอข้อมูลด้วยอคติ การตรวจสอบเพ่ือ
ยืนยนั ความผลการประเมินความน่าเช่อื ถอื ของข้อมูล ความเป็นกลาง จำแนกตามประเภทของขอ้ มลู ดังน้ี

1. ขอ้ มูลปฐมภูมิ (Primary Data Verification)
ข้อมูลปฐมภูมิ หมายถึง ข้อมูลที่ทำการรวบรวมจากแหล่งข้อมูลหรือปรากฏกาณ์ในเชิง

วิทยาศาสตร์ทท่ี ำการศึกษาโดยตรงโดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมตามชนิดของข้อมลู ที่ต้องการ จำแนกเป็นข้อมูล
เป็นเชิงปริมาณ หรือเชิงคุณภาพ ข้อมูลต้องการรวบรวมอาจเป็นประเภทใดประเภทหนึ่งหรือทั้งสองประเภท
ร่วมกัน การยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความเป็นกลางและการสรุปอ้างอิงจากคำอธิบายของข้อมูลปฐม
ภูมยิ งั จำแนกเป็น

1.1 ข้อมลู เชงิ ปรมิ าณ (Quantitative Data) ข้อมูลเชิงปริมาณ หมายถงึ ข้อมูลท่แี สดงปริมาณ
พร้อมทั้งมีหน่วยนับหรือวัดกำกับตัวเลขเสมอ ข้อมูลเชิงปริมาณรวบรวมจากเครื่องมือวัดหรือนับประเภทต่าง ๆ
เชน่ เทอรโ์ มมิเตอร์ เคร่ืองมือวัดความเป็นกรดเป็นด่าง กระบอกตวง ตาช่งั เปน็ ต้น การยนื ยันความน่าเช่ือถือของ
ขอ้ มูล ความเปน็ กลางและการสรปุ อ้างอิงจากคำอธิบายของข้อมลู ปฐมภมู เิ ชิงปริมาณ ทำโดย

1.1.1 ตรวจสอบแผนการดำเนินการรวบรวมข้อมูล ข้อมูลที่น่าเชื่อถือจะต้องมาจาก
แผนดำเนินการที่ถูกต้องตามวิธี (Methodology) เช่น การเลือกแผนการทดลองที่เหมาะสม ซึ่งอาจเลือก
แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Complete Randomized Design : CRD) เมื่อแต่ละหน่วยทดลองมีความ
แตกต่างกันน้อยมาก หรือ ต้องมกี ารกำหนดและควบคมุ ตวั แปรการทดลองตา่ ง ๆ ท่ีรัดกุม เป็นต้น

1.1.2 ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ จะต้องรวบรวมจาก
เครื่องมือที่มีความเชื่อมั่นสูง (Reliability) หมายถึง เครื่องมือวัดซึ่งเมื่อทำการวัดของสิ่งเดียวกัน เงื่อนไขการ
วัดอย่างเดียวกัน ค่าเชิงปรมิ าณจากการวดั ต้องคงทีห่ รือเท่ากัน นอกจากความเชือ่ มัน่ ของเครื่องมือแล้ว ความ
น่าเชื่อถือของข้อมูลยังขึ้นอยู่กับค่าความละเอียดของเครื่องมือวัด (The Resolution of the Measuring
Instrument) เครื่องมือชนิดเดียวกันกำหนดค่า scale ของการวัดละเอียดแตกต่างกัน เช่น scale การวัดค่า
ความเป็นกรดเป็น เบสด้วยกระดาษลิตมัสจะหยาบกว่า scale ที่วัดด้วยเครื่องมือวัดความเป็นกรดเป็นด่าง
(Ph Meter) ดังน้ัน ขอ้ มลู ทม่ี าจากเคร่ืองมือวดั ทีม่ คี ่าความละเอยี ดแตกต่างกันจะมีความนา่ เช่ือถือแตกตา่ งกัน

1.1.3 ตรวจสอบความค่าคลาดเคลื่อนของการวัด (Error หรือ Static Error) หมายถึง
ผลต่างระหว่างค่าเชิงปริมาณที่วัดจากเครื่องมือกับค่าที่แท้จริงของสิ่งที่วัด ถ้าค่าจากผลวัดใกล้เคียงกับค่าจริง

16

มากเท่าใด ความแม่นยำหรือความถูกต้อง (Accuracy) ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ปกติการผลวัดทุกครั้งจะมีค่าความ
คลาดเคลือ่ นเกิดขึ้นเสมอ คา่ ความคลาดเคล่ือนของการวัดมสี าเหตุท่ีสำคญั 2 ประการคือ

1) ค่าความคลาดเคลือ่ นเชิงบุคคล (Personal Errors) หมายถึง ค่าความคลาด
เคลื่อนอันเกิดจากสาเหตุของตัวผู้วัดเองที่สำคัญมี 4 ประการคือ ประการแรก ขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือ
ทักษะการใช้เครือ่ งมอื วดั เพ่อื ใหข้ ้อมลู มีความน่าเชอื่ ถือ ตอ้ งศกึ ษาการใชเ้ คร่อื งมือวัดใหเ้ ข้าใจ กรณเี คร่ืองมือที่
มคี วามสลับซ้อน อาจตอ้ งทำการวัดโดยผู้เชยี่ วชาญ (Specialist) ประการทสี่ อง ค่าความคลาดเคล่ือนจากการ
อ่าน อาจเกิดจากความแม่นยำของสายตาของผู้อ่าน ข้อจำกัดของเครื่องมือที่ทำการวัดกล่าวคือ ถ้าเครื่องมือ
วัดยิ่งมี scale ค่าความละเอียดสูงเท่าใด ค่าความคลาดเคลื่อนจากการอ่านยิ่งเพิ่มมากขึ้น การลดความค่า
ความคลาดเคลื่อนของสาเหตุจากการอ่านอาจใช้วิธีแสดงผลการวัดด้วยค่าเฉลี่ยควบคู่กับค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน เช่น 2.70 ± 0.01 ผลการวัดมี 2.70 ตามหน่วยของการวัด ± 0.01 หมายถึง ผลการวัดมีค่าส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.01 ซึ่งเป็นค่าบง่ บอกความแม่นยำของการวัดกลา่ วคือ ถ้าค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเข้า
ใกล้ 0 มากเท่าใดค่าความคลาดเคลื่อนจากการวัดย่อมน้อยลงมากเท่านั้น หรืออาจกล่าวว่าผลการวัดนั้นมี
ความแม่นยำสูง ประการที่สาม การมีอคติ ความไม่เป็นกลางกล่าวคือ บางครั้งผู้วัดอาจกำหนดในใจแล้วว่า
ต้องการขอ้ มลู มลี ักษณะอย่างไร ทำให้อาจคัดเลือก หรอื บดิ เบือนการวัดเพื่อให้ข้อมูลมีแนวโน้มตามข้อกำหนด
นนั้ ประการท่สี ี่ ความละเอียดรอบคอบ

2) ความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ (Systematic Errors) หมายถึง ค่าความคลาด
เคลื่อนอันเกิดจากสาเหตุของการวัดส่งผลให้การอ่านค่าคลาดเคลื่อนจากค่าวัดทีแ่ ท้จริง การเลือกใช้เครื่องมือ
วดั ใหเ้ หมาะสมกบั สิง่ ท่ตี อ้ งการวัดจึงมีความสำคัญโดยต้องคำนึงถงึ ความแมน่ ยำ (Precision) หมายถึง ปริมาณ
ที่เกิดจากการวัดของสิ่งที่ต้องการวัดจะเท่ากันเสมอแม้จะวัดซ้ำกันหลายครั้ง เมื่อเงื่อนไขของการวัดเป็นแบบ
เดียวกันความถูกต้อง (Accuracy) หมายถึง ปริมาณที่เกิดจากการวัดของสิ่งท่ีต้องการวดั นั้น เมื่อเปรียบเทียบ
กบั คา่ มาตรฐานแลว้ จะเทา่ กันหรอื ใกลเ้ คยี งกบั ค่ามาตรฐาน เมื่อเงอื่ นไขของการวดั เป็นแบบเดียวกนั และความ
ไว (Sensitivity) หมายถึง ความละเอียดน้อยสุดของปริมาณการวดั ที่เครื่องมือสามารถวัดได้ เครื่องมือที่ใช้วดั
ปรมิ าณของส่ิงทตี่ ้องการวดั อย่างเดยี วกัน อาจมีความละเอยี ดของการวัดทแ่ี ตกตา่ งกนั

3) ความคลาดเคลื่อนเชิงสุ่ม (Random Error) หมายถึง ค่าความคลาดเคลื่อน
อนั เกิดจากสาเหตุจากปัจจยั หรือเง่ือนไขของส่ิงแวดล้อมขณะทำการวัด เชน่ อุณหภูมิ ความชืน้ แสง เปน็ ต้น

1.1.4 ตรวจสอบวธิ กี ารท่ีใชส้ รปุ อา้ งอิงคำอธบิ าย วธิ กี ารอ้างอิงสรุปคำอธบิ าย หมายถึง
วิธีการที่ใช้วิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลชุดหนึ่ง ๆ เพื่อลงข้อลงข้อสรุปข้อมูลชุดนั้นวิธีการ
วิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้องที่จะใช้ประเมินความน่าเชื่อถือการสร้างข้อสรุปอ้างอิงคำอธิบายจากข้อมูลนั้น การ
วเิ คราะหข์ ้อมูลเชิงปรมิ าณทส่ี ำคญั มี 2 วธิ ี คอื

1) วธิ กี ารคำนวณ หมายถงึ วิธีการหาความสัมพนั ธร์ ะหว่างชุดของข้อมูลด้วยใช้
วิธีการทางคณิตศาสตร์ในระดับพื้นฐาน ส่วนในระดับสูงอาจต้องใช้วิธีการทางสถิติ การใช้วิธีการคำนวณผิด
หรือวธิ กี ารทางสถิติท่ผี ดิ จะทำใหผ้ ลการสร้างข้อสรุปอา้ งอิงคำอธิบายจากข้อมลู นั้นขาดความน่าเชื่อถือ

17

2) การตีความและลงขอสรุปข้อมูล หมายถึง วิธีการหาความสัมพันธ์ระหว่าง
ข้อมูลโดยการแยกแยะวิเคราะห์คุณลักษณะเฉพาะของข้อมูลแต่ละตัว แล้ววิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่าง
ข้อมูลแต่ละตัวพร้อมทั้งสรุปสรา้ งคำอธิบายให้กับข้อมูลตามความสัมพันธ์ทีพ่ บ ถ้าการวิเคราะห์ความสัมพันธ์
ระหวา่ งขอ้ มลู ผิด จะทำให้ผลการสร้างขอ้ สรุปอา้ งอิงคำอธิบายจากข้อมลู นัน้ ขาดความน่าเชื่อถือ

1.2 ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Data) ข้อมูลเชิงคณุ ภาพ หมายถึง ข้อมูลที่ไม่มีตัวเลข
และหนว่ ยวัดหรอื นบั กำกับเปน็ ข้อมูลเกิดจากการสังเกต การสมั ภาษณ์ดว้ ยวธิ กี ารตา่ ง ๆ การสนทนากลุ่ม เป็น
ข้อมูลเกีย่ วกับรูป รส กล่นิ เสยี ง การสมั ผสั สภาพทีเ่ ปน็ อยู่ ณ เวลาหน่ึง การเปลี่ยนแปลง ผู้รวบรวมข้อมูลทำ
หนา้ ท่ีเปน็ เครอ่ื งรับขอ้ มูลซงึ่ แตกต่างจากข้อมูลเชิงปริมาณท่ีใช้เคร่ืองมือวัดหรือนับทำหน้าที่รบั ข้อมูล ตัวอย่าง
ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น การศึกษาวัฏจักรชีวิตของแมลง การศึกษาลักษณะการจัดเรียงตัวเส้นใบของพืชดอก
เป็นต้น การยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความเป็นกลางและการสรุปอ้างอิงจากคำอธิบายของข้อมูลปฐม
ภมู ิเชิงคุณภาพ ทำโดย

1.2.1 ความอิ่มตัวของข้อมูล หมายถึง จำนวนข้อมูลที่มากพอที่จะทำให้การสร้าง
ข้อสรุปอ้างอิงคำอธิบายจากข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือ สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณแล้ว ความอิ่มตัวของข้อมูล
อาจมาจากจำนวนครั้งของการทดลองซ้ำ ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ถูกกำหนดตามวิธีการทางสถิติ เป็นต้น
ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพจะแตกต่างจากข้อมูลเชิงคุณภาพ กล่าวคือ ความอิ่มตัวของข้อมูลเกิดจากการไม่พบ
ประเดน็ ใหม่เกดิ ขึน้ จากการรวบรวมข้อมลู แต่ละครง้ั ไม่วา่ จะโดยการสังเกตหรือการสมั ภาษณ์ ไม่ใช่เกดิ จากการ
กำหนดจำนวนข้อมูลการตรวจสอบความอมิ่ ตัวของข้อมูลเป็นหนา้ ท่ีของผ้รู วบรวมข้อมลู

1.2.2 การยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลเชิงคุณภาพถูกรวบรวมโดย
การสังเกต หรือการสัมภาษณ์ซึ่งผู้รวบรวบข้อมูลต่างคนกันจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนสร้าง
ข้อสรุปอ้างอิงคำอธิบายจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลซึ่งใช้วิธีการที่เรียกว่า การตรวจสอบสามเส้า
(Triangulation) ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจสอบซ้ำกับปรากฏการณ์ในเชิงทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษา
เพื่อยืนยันความตรงกนั กรณีที่ศึกษาปรากฏการณ์ในเชิงวทิ ยาศาสตร์เดยี วกันร่วมกบั ผู้อ่ืน ตรวจสอบข้อมูลซงึ่
กันและกันเพอื่ ยืนยนั ความตรงกัน กรณีทข่ี อ้ มลู มาจากการสัมภาษณ์ นอกจากจะใชว้ ธิ กี ารตรวจสอบซ่ึงกันและ
กัน อาจต้องมีการยืนยันความตรงกันโดยมีผู้ให้ข้อมูลเข้าร่วมด้วย เป็นต้น การยืนยันความถูกต้องของข้อมูล
เปน็ หนา้ ทขี่ องผูร้ วบรวมข้อมลู ตอ้ งตระหนักและพงึ กระทำ

1.2.3 ความละเอียดลออของการบันทึกข้อมูล สำหรับข้อมูลการสังเกตผู้รวบรวมรวม
ข้อมูลต้องสังเกตทุกแง่ทุกมุมให้มากที่สุดพร้อมทั้งบันทึกทุกอย่างที่ผลจากการสังเกต เช่นเดียวกัน ถ้าเป็น
ข้อมูลการสัมภาษณ์ ก่อนการสัมภาษณ์ผู้รวบรวมข้อมูลควรทำโครงสร้างของคำถามให้ครอบคลุมประเด็น
วัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ พรอ้ มท้งั บนั ทึกทุกอย่างท่ีเป็นผลจากการสัมภาษณ์ ขณะเดยี วกัน ขณะทำการ
สัมภาษณ์ ควรสังเกตแววตา ท่าทาง น้ำหนักเสียง อารมณ์ ทั้งนี้เพื่อนำมาประเมินว่า ข้อมูลการสัมภาษณ์เป็น
ขอ้ มลู จรงิ ปราศจากอคตขิ องผู้ใหส้ มั ภาษณ์ หรอื เปน็ ความคดิ เห็นส่วนตวั ความละเอยี ดลออของผู้บนั ทึกข้อมูล
เป็นหน้าทขี่ องผู้รวบรวมขอ้ มลู ต้องตระหนักและพงึ กระทำ

18

1.2.4 การรวบรวมข้อมูลซ้ำ ดังกล่าวแล้ว ข้อมูลเชิงคุณภาพนั้น ผู้รวบรวมข้อมูลเป็น
ผู้ทำหน้าที่ เป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ดังนั้น เมื่อพบบางประเด็นที่ไม่แน่ใจหรือขาดหายไป
จำเป็นท่จี ะต้องดำเนินการรวบรวมขอ้ มลู เฉพาะสว่ นทีข่ าดหายหรอื สว่ นท่ีไมแ่ น่ใจนนั้

1.2.5 ตรวจสอบวิธีการที่ใช้สรุปอ้างอิงคำอธิบาย สำหรับวิธีการอ้างอิงสรุปคำอธิบาย
ของข้อมูลเชิงคุณภาพการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยใช้หลักตรรกะ (Logic Approach)
กล่าวคือ ผู้วิเคราะห์ข้อมูลจะวิเคราะห์หาความสัมพันธ์แต่ละประเด็นย่อยที่ถูกจัดหมวดหมู่ด้วยกัน พร้อมทั้ง
เขียนบรรยายผลความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไป มิเช่นนั้น การสรุป
อ้างองิ คำอธบิ ายจะขาดความนา่ เชือ่ ถือ

2. ขอ้ มูลทตุ ยิ ภูมิ (Secondary Data Verification)
ข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมสำเร็จแล้วโดยบุคคลอื่น หรือโดยบุคลากรของ

หน่วยงานต่าง ๆ และนำเสนอใน Document รูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น บทความ วารสาร หนังสือพิมพ์
รายงานที่พิมพ์แล้วของหน่วยงานของรัฐบาล หรือของสมาคมต่าง ๆ เป็นต้น (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2547)
แหล่งที่อยู่ของข้อมูลทุติยภูมิเรียกว่า แหล่งสืบค้น (Source of Information) เนื่องจากข้อมูลทุติยภูมิมีความ
หลากหลายทั้งผู้นำเสนอข้อมูล Document ที่นำเสนอข้อมูล แหล่งสืบค้นทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันมี
ความหลากหลายทั้งรายละเอียดของเนื้อหาและมีผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ทำการสืบค้นนั้น ดังนั้น
การใช้ข้อมูลทุติยภูมิตามวัตถุประสงค์ของการสืบค้นต้องมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลซึ่งอาจใช้
หลักการ ดังนี้

2.1 ข้อมูลที่ต้องการสืบค้นควรเป็นข้อมูลที่เจ้าของนำเสนอผ่าน Document ต่าง ๆ
โดยตรง เช่น มีชื่อเป็นผู้เขียนบทความเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเอกสารวิชาการเป็นต้น การใช้ข้อมูลที่อ้างอิงต่อ ๆ
กันมายอ่ มทำใหเ้ กิดความเคลื่อนจากตน้ ฉบับจริง

2.2 ความทันสมัยของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลทุติยภูมิจะถูกบันทึกแล้วใน Document
รูปแบบต่าง ๆ แต่ด้วยด้วยความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาวะสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาแนวคิดที่แตกต่างจากเดิมทำให้เกิดการค้นพบใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเดิมเช่นกัน ดังนั้น ข้อมูลทุติย
ภูมิเก่าที่ถูกบันทึกก่อนหน้านั้นอาจไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล หรืออาจ
กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือของข้อมูลทุติยภูมิจะเป็นปฏิภาคตรงกับระยะเวลาที่นำเสนอข้อมูลนั้นผ่าน
Document รูปแบบต่าง ๆ ปัจจุบันอาจยอมรับขอ้ มูลทุติยภูมิท่ีมีอายไุ ม่เกิน 5 ปี ย้อนหลังนับแต่ถูกบนั ทึกใน
Document รูปแบบต่าง ๆ

2.3 เจ้าของข้อมูลอาจเป็นระดับบุคล ระดับองค์กรหรือผู้เชีย่ วชาญ หรือหน่วยงานของรัฐมี
ผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทุติยภูมิแตกต่างกัน เช่น เอกสาร ตำราที่ถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์จะมีความ
น่าเชื่อถือมากกว่าถูกตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์ เพราะเอกสารตำราใด ๆ ของสำนักพิมพ์ ก่อนการตีพิมพ์นั้นจะต้อง
ถูกตรวจสอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่วนโรงพิมพ์นั้นจะทำหน้าที่เฉพาะรับจากตีพิมพ์ตามความต้องการ
ของผ้วู า่ จา้ งโดยไมต่ อ้ งคำนึงถงึ ผู้เชยี่ วชาญเฉพาะด้าน

19

2.4 การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลทุติยภูมิ ข้อมูลทุติยภูมิจะมีความน่าเชื่อถือต้องมีการ
แสดงแหล่งอ้างอิงถูกต้องตามหลักการอ้างอิงกำกับ เช่น ข้อมูลที่ทำการสืบค้นจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
จะต้องมชี อ่ื เจ้าของเว็บไซต์กำกับ ข้อมูลท่ีขาดลกั ษณะดงั กลา่ วถือว่าขาดความนา่ เชื่อถือ

2.5 ความถกู ต้องของวิธีการที่ได้มาซึ่งข้อมลู เชน่ ถ้าเปน็ ข้อมูลจากงานวิจยั ต้องวิเคราะห์ว่า
วิธกี ารท่ีไดม้ าซง่ึ ขอ้ มูลนั้นถูกตอ้ งตามระเบยี บวิธีวิจยั (Research Methodology) หรอื ไม่

สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สมรรถนะ บรรยายและประเมินวิธีการต่าง ๆ ที่
นักวิทยาศาสตร์ ใช้ในการยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความเป็นกลาง และการสรุปอ้างอิงจากคำอธิบาย
นั้น เป็นบทบาทหน้าที่ของครทู ีต่ ้องทำหน้าท่ีให้นักเรียนเกิดความตระหนัก ทำการสังเกตและประเมินผลขณะ
นักเรียนดำเนินกจิ กรรมเพ่ือการรวบรวมข้อมูล และประเมินชนิ้ งานทเ่ี ปน็ ผลจากการดำเนินการรวบรวมข้อมูล
ของนกั เรียน

การแปลความหมายข้อมลู และการใช้ประจกั ษ์พยานในเชิงวทิ ยาศาสตร์
การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใด ๆ ล้วนเป็นการแปรความหมายจากข้อมูล

(Interpret Data) ทท่ี ีอยู่เปน็ หลักฐานอ้างองิ โดยข้อมลู ดงั กล่าวต้องเป็นข้อมูลเชิงประจกั ษ์ในเชิงวิทยาศาสตร์
(Evidence Scientifically) ข้อโต้แย้งในเชิงวิทยาศาสตรใ์ ด ๆ ที่เกิดขึ้น ข้อโต้แย้งนั้นต้องอ้างอิงด้วยหลักฐาน
ข้อมูลเชิงประจักษ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวต้องมีความน่าเชื่อถือกล่าวแล้วในสมรรถนะ B5 2.5
บรรยายและประเมินวธิ ีการต่าง ๆ ทนี่ กั วทิ ยาศาสตรใ์ ช้ในการยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความเป็นกลาง
และการสรปุ อา้ งอิงจากคำอธบิ าย PISA กำหนดสมรรถนะการแปลความหมายข้อมลู และการใช้ประจักษ์พยาน
ในเชิงวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ 5 สมรรถนะยอ่ ย ดงั น้ี

C1 3.1 แปลงข้อมูลทนี่ ำเสนอในรูปแบบหน่งึ ไปสรู่ ูปแบบอื่น
ธรรมชาติข้อมูลเชิงประจักษ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ย่อมถูกแปลงจากข้อมูลดิบด้วยการจัดกระทำ
และสื่อความหมายแล้วด้วยรปู แบบวิธีการที่หลากหลายแล้วแต่วัตถุประสงค์ของการแปลความหมาย เช่น ถูก
จัดกระทำและสื่อความหมายในรูปกราฟ ตาราง แผนภูมิประเภทต่าง ๆ เป็นต้น และจัดว่าเป็นขั้นตอนหนึ่ง
ของกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลที่ถูกแปลงดังกล่าวจะถูกนำมาสู่การแปล
ความหมายซึ่งเป็นผลจากวิเคราะห์อภิปรายและลงข้อสรุปข้อมูลนั้น ดังกล่าวข้างต้นเป็นการแปลงข้อมูลดิบ
ข้อมูลที่จัดกระทำและสื่อความหมายและจัดเป็นข้อมูลปฐมภูมิ แต่บางครั้งข้อมูลที่ถูกจัดกระทำและสื่อ
ความหมายแล้วใน Document รูปแบบต่าง ๆ จากแหล่งสบื คน้ ผ้ใู ช้ขอ้ มูลอาจจำเปน็ ตอ้ งแปลงข้อมูลดังกล่าว
ดว้ ยการจดั กระทำและสื่อความหมายด้วยวธิ ีการและรูปแบบท่ีแตกต่างจากเดมิ เชน่ แปลงข้อมลู ทีเ่ ดิมนำเสนอ
ด้วยกราฟมาเป็นตาราง หรือด้วยการบรรยายมาเป็นการสร้างแผนผังความคิด (Mind Map) เป็นต้น ทั้งนี้
เพ่ือใหก้ ารแปลความหมายของขอ้ มลู ตรงกบั วตั ถปุ ระสงค์ที่ตอ้ งการ
C2 3.2 วเิ คราะห์และแปลความหมายข้อมลู ทางวิทยาศาสตร์
วิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถที่จะอธิบาย
ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ โดยอ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่ทั้งที่เป็นข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิการ
แปลความหมายข้อมลู อาจใชห้ ลายวิธีการข้ึนอยู่กบั วตั ถุประสงค์ท่ีสำคัญ ประกอบดว้ ย

20

1. การตีความและลงข้อสรุปข้อมูล เป็นการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทาง
วิทยาศาสตร์ที่ถูกแปลงโดยวิธีการจัดกระทำและสื่อความหมายด้วยวิธีการและรูปแบบที่เหมาะสมทั้งข้อมูล
ปฐมภูมิและข้อมูล ผลการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลจะอ้างอิงความสัมพันธ์ที่พบเฉพาะในชุดของ
ข้อมูลที่วิเคราะห์และมี 2 ระดับคือ ระดับสารสนเทศของข้อมูล และจำแนกระดับสรุปอ้างอิง ข้อมูลบางชุด
อาจเปน็ แคร่ ะดับสนเทศ บางชุดอาจเปน็ ทัง้ 2 ระดบั ร่วมกัน

2. การคำนวณ เป็นการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกแปลงใน
ลักษณะของโจทย์ปัญหาด้วยการใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์ หรือวิธีการทางสถิติ ผลการวิเคราะห์และแปล
ความหมายขอ้ มลู คำตอบของโจทย์ปัญหาซง่ึ จะอ้างอิงวธิ กี ารท่ีใช้ในการคำนวน หรือวธิ ีการทางสถิตทิ ีใ่ ช้

3. การกำหนดสมมติฐาน เป็นการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จาก
ขอ้ มูลการสังเกตปรากฏการณ์ในเชงิ วิทยาศาสตร์ แลว้ พบว่ามบี างประเด็นของข้อมูลดงั กลา่ วไม่สามารถอธิบาย
ด้วยความรหู้ รือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตรเ์ ดมิ ที่อยู่ ผลจากการวเิ คราะห์เช่ือมโยงระหวา่ งข้อมูลการสังเกต
ที่เป็นประเด็นของปัญหากับความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่อยู่จึงวิเคราะห์แปลความหมาย
ข้อมูลเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปลตามโดยอ้างอิงความรู้หรือประสบการณ์ทาง
วทิ ยาศาสตร์เดิมที่อย่ดู ังกลา่ ว

4. การพยากรณ์ เป็นการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยการ
คาดคะเน หรือพยากรณ์ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นจากข้อมูลที่มีอยู่ อาจเป็นข้อมูลเชิง
ปริมาณหรือคุณภาพ ผลการพยากรณ์จะอ้างปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ที่มีเงื่อนไขของการเกิด
เชน่ เดียวกบั ขอ้ มูลท่ีมอี ยู่ หรือความสมั พันธ์แบบฟงั กช์ นั ระหวา่ งตวั แปรอสิ ระและตัวแปรตาม

C3 3.3 ระบขุ อ้ สันนษิ ฐาน ประจักษ์พยาน และเหตุผลในเรอื่ งทีเ่ ก่ียวกบั วทิ ยาศาสตร์
การกล่าวอา้ งใด ๆ ทางวิทยาศาสตรน์ ้นั เมอื่ กลา่ วอ้างแล้วตอ้ งมหี ลักฐานอา้ งอิงคำกล่าวอ้างนั้น
สมรรถนะ C2 3.2 เป็นการกล่าวอ้างผลวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยใช้วิธีการ
อา้ งองิ ทแ่ี ตกต่างกนั
1. ระบุข้อสันนิษฐาน เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่
สามารถตรวจสอบสาเหตุของการเกิดปรากฏดังกล่าวโดยใช้ข้อมูลการสำรวจ หรือการทดลอง หากแต่อธิบาย
โดยอ้างอิงข้อมูลเชิงประจักษ์แวดล้อมท่ีคาดว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ดงั กล่าว และเม่ือใดก็ตาม
หากผู้ศึกษามีประจักษ์แวดล้อมแตกต่างกัน คำอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นนั้นอย่าง
เดียวกันจะแตกต่างกันด้วย และเช่นเดียวระยะเวลาที่ทำการศึกษาจะมีผลต่อการค้นพบประจักษ์พยานท่ี
แตกตา่ งจากเดิม คำอธิบายปรากฏการณ์ในเชงิ วทิ ยาศาสตรท์ เี่ กิดข้นึ น้นั อย่างเดยี วกันจะแตกต่างจากเดิมถึงแม้
ผู้ศึกษาจะเปน็ คนเดียวกนั หรอื คณะเดียวกัน
ตัวอย่างการอธิบายปรากฏการณ์เชิงวิทยาศาสตร์ด้วยการระบุข้อสันนิษฐาน เช่น การสร้าง
คำอธิบายการสญู พนั ธุข์ องไดโนเสาร์ (Dinosaur) เปน็ ตน้ กลา่ วคอื ไดโนเสาร์ เป็นสตั วข์ นาดใหญ่ทคี่ รองโลกใน
มหายุคมีโซโซอิค (Mesaozoic Era) นับย้อนหลัง 65–225 ปี แบ่งเป็น 3 ยุคคือ ไทรแอสซิก (Triassic)
ระยะเวลาโดยประมาณ 43 ล้านปี (นบั ยอ้ นหลงั 248–205 ปี) จูแรสซกิ (Jurrassic) ระยะประมาณ 51 ปี เป็น

21

ยุคที่เริ่มปรากฏไดโนเสาร์ประเภทต่าง ๆ เริ่มเกิดขึ้นและครองโลก และยุคครีเทเชียส (Cretaceous)
ระยะเวลาโดยประมาณ 79 ล้านปี (นับย้อนหลัง 144–65 ล้านปี) รวมระยะเวลา 165-173 ล้านปี ไดโนเสาร์
กำเนิดในยุคไทรแอสซิคโดยวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานที่เดินด้วยขาหลัง ไดโนเสาร์ยุคนี้จึงเดินด้วย 2
ขาหลงั ธโี คดอน เชอื่ ว่าเป็นบรรพบุรษุ ของไดโนเสาร์ ชนิดอนื่ ทพ่ี บ เชน่ พลาทีโอซอร์ เป็นไดโนเสารก์ นิ พืชและ
เป็นบรรพบรุ ุษของซอโรพอด หรอื ซโี ลไฟซสิ เป็นบรรพบุรุษของพวกกินเน้ือ ไดโนเสาร์ ครอบครองโลกสำเร็จ
ในตอนปลายของยุคไทรแอสซิก และเม่ือเข้าสู่ยุคจูแรสซิกไดโนเสาร์มีการขยายพันธ์ไปทั่วโลก ไดโนเสาร์มีการ
พัฒนาตัวเองเป็นอย่างมากเมื่อสู่ยุคครีเทเชียส แต่ก่อนที่จะสิ้นยุคครีเทเชียสกลับพบว่าเกิดการ สูญพันธ์ของ
ไดโนเสาร์อย่างสิน้ เชิงพรอ้ มกบั การมีบทบาทของสตั วเ์ ล้ียงลกู ด้วยน้ำนม (วกิ พี เี ดีย สารานุกรมเสรี. ออนไลน์)

ปญั หาทีถ่ กเถียงกันและยังไมเ่ ปน็ ข้อสรุปท่ีแท้จริงคือ อะไรเปน็ สาเหตุท่ีทำให้ไดโนเสาร์เกิดการ
สญู พนั ธ์ุ โดยอาศัยขอ้ มลู เชิงประจกั ษ์แวดล้อมของแตล่ ะช่วงเวลาทค่ี ้นพบ นักวิทยาศาสตร์พยายามสรา้ งทฤษฎี
ซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานสาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์จากข้อมูลเชิงประจักษ์สิ่งแวดล้อมดังกล่าว ปัจจุบัน
พบว่ามีประมาณ 95 ทฤษฎี แต่ที่สำคัญปัจจุบนั มี 2 ทฤษฎีคือ ทฤษฎีแรก ทฤษฎีจักรวาล ข้อมูลเชิงประจักษ์
สิ่งแวดล้อมที่ค้นพบคือ พบหลุมอุกาบาศขนาดใหญ่บริเวณคาบสมุทรยูคาทานของประเทศเม็กซิโกซึ่งเม่ือ
คำนวณ จะอายจุ ะประมาณ 65 ลา้ นปี หลุมอุกาบาศดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเกิดจากการพุงชนของดาว
เคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ผลคือทำให้ฝุ่นจำนวนมหาศาลถูกสาดขึ้นถึงบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์บดบัง
แสงอาทิตย์จนชั้นบรรยากาศที่ต่ำกว่าตกอยู่ในความมืดเป็นระยะเวลานาน อุณหภูมิของโลกลดลงเกิดความ
หนาวเย็น พืชไม่สามารถทำการสังเคราะห์ด้วยแสงทำให้ขาดแหล่งอาหารสำหรับพวกไดโนเสาร์กินพืช อันมี
ผลกระทบต่อไดโนเสาร์ ประเภทกนิ เน้อื ตามมา อกี ท้ังนกั วทิ ยาศาสตร์ 2 คนคอื ชาลส์ คอ็ กเคลล์ จากศนู ยว์ ิจัย
ของนาซา กับ แอนดรูว์ บลาวสไตน์ จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน เสนอว่าไนโตรเจนและซัลเฟอร์ออกไซด์ที่เกิด
จากการพุงชนของดาวเคราะห์น้อยทำลายชั้นโอโซนในชั้นของบรรยากกาศ ทำให้รังสีอุลตราไวโอเล็ต ส่องลง
มาสู่พื้นเป็น 2 เท่าจากภาวะปกติ รังสีอุลตราไวโอเล็ตปริมาณดังกล่าวทำลายระบบนิเวศของโลกอย่างรุนแรง
(วิมตุ ิ วสะหลาย.2543)

นอกจากดังกล่าวมายังมีการตรวจพบแร่อิริเดียมมากเป็นพิเศษของชั้นดินที่มีการสะสมตัว
ในช่วงปลายของยุค ครีเทเชียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาเรื่องนี้กล่าวว่า การพบแร่ดังกล่าวเป็น
ปรมิ าณสงู สามารถเกดิ ขึ้นได้ทางเดยี วคือ ฝุ่นของดาวเคราะหน์ ้อยวิง่ เขา้ ชนโลกแลว้ เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง
ด้วยประจัก์พยานแวดล้อมดังกล่าวจึงเกิดการสร้งข้อสันนิษฐานว่า เป็นสาเหตุทำให้เกิดการสูญพันธ์ของ
ไดโนเสาร์ ส่วนทฤษฎีที่สอง จากการศึกษาเชื่อว่า ปรากฏการณ์ที่เรียกว่าทวีปจร (Continental Drift) ทำให้
แผ่นซง่ึ กอ่ นหนา้ นั้นเช่อื ว่ารวมเป็นแผน่ เดยี วกนั ทงั้ หมด แยกตัวออกจากกันกลายเปน็ ทวปี ต่าง ๆ ในปจั จบุ ัน ณ
ตำแหน่งของแต่ละทวีปที่แยกออกจากกันจะมีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกันและแตกต่างจากก่อนเ กิดการ
แยกตัวของทวีป เมื่อภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงจะมีผลต่อการวิวัฒนาการของพืชที่เคยเป็นอาหารของ
ไดโนเสาร์ประเภทกินพืช เมื่อไดโนเสาร์ประเภทกินพืชเริ่มมีการสูญพันธุ์เนื่องจากการขาดพืชที่เป็นอาหาร
ทำให้ไดโนเสาร์ทีก่ ินเนื้อเริ่มมีการสูญพันธ์ตาม และในที่สุดไดโนเสาร์ทั้ง 2 ประเภทมีการสูญพันธ์ุอย่างส้ินเชงิ
ในปลายยุคครีเทเชยี ส ปรากฏการณ์การสูญพนั ธ์ุของไดโนเสารต์ ามทฤษฎนี ้ีจะเปน็ ไปอยา่ งชา้ ๆ

22

ข้อสันนิษฐานที่สร้างทฤษฎีการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ดังกล่าวมาทั้ง 2 ทฤษฎีดังกล่าวมา มีผู้
พยายามหาขอ้ มูลเชงิ ประจกั ษแ์ วดล้อมมาสนบั สนนุ ทฤษฎีจกั รวาลมากทสี่ ดุ (อิสระ ทับสีสด, 2564 : เอกสาร)

การแปลงความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ (Interpret Data
and Evidence Scientifically)

การออกแบบกิจกรรมการเรยี นรเู้ พอื่ การวเิ คราะห์และลงข้อสรปุ ข้อมูลข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กลุ่มทักษะการวิเคราะห์และลงข้อสรุปข้อมูลเป็นกลุ่ม

ทักษะที่นำข้อมูลการวัด นับ สังเกตหรือการทดลองมาวิเคราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุปอย่างใดอย่างหน่ึง
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ประกอบด้วย ทักษะการคำนวณ ทักษะการกำหนดสมมติฐาน
ทักษะการพยากรณ์ ทักษะการลงความคิดเห็น ทักษะการตีความและลงข้อสรุปข้อมูล และทักษะการจำแนก
ประเภทการออกแบบกิจกรรมการเรียนรขู้ องแต่ละทักษะดงั กล่าว ดังน้ี

ทักษะการกำหนดสมมติฐาน
การกำหนดสมมติฐาน เป็นการคาดคะเนเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหรือความสัมพันธ์

ระหว่างตัวแปรตน้ และตวั แปรตาม โดยการผลคาดคะเนนน้ั ตอ้ ง
1. เป็นเหตุการณ์ใหม่หรือประสบการณ์ใหม่ที่ไม่สามารถอธิบายด้วยประสบการณ์เดิมหรือ

ความรูเ้ ดมิ
2. ต้องอ้างอิงความรู้เดิม (กฎ เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี) ประสบการณ์เดิมที่สัมพันธ์กับ

ปัญหาของเหตุการณ์ใหม่เพื่อสนับสนุนสมมติฐานนั้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการก ำหนด
สมมตฐิ านมี 2 รปู แบบ

1. รูปแบบที่ 1 : อภิปรายคำถามร่วมกับนักเรียนเพื่อกาหนดสมมติฐานจากปัญหา
ทค่ี รูกำหนดขึ้น

สาระสำคัญการจัดกิจกรรม : จากประเด็นของปัญหาที่ครูกำหนดขึ้นเพื่อให้นักเรียน
ต้องคิดค้นหาคำตอบ อภิปรายคำถามร่วมกันเพื่อกำหนดสมมติฐานของปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งอ้างอิงกฎ
เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี วธิ ีการ หรือความรเู้ ดิมทีอ่ ยแู่ ละสอดคลอ้ งกบั สภาพของปญั หาเพ่ือสนบั สนุนสมมตฐิ าน

จุดประสงค์การเรียนรู้ต้นแบบ : สามารถกำหนดสมมติฐานจากปัญหา...........(ระบุ
ปญั หาทตี่ อ้ งการใหน้ กั เรียนคิดคน้ หาคำตอบ) (K)

ประเด็นการวัดและประเมินผล : มี 2 ประเด็นคือ ข้อความที่เป็นสมมติฐาน และ
ขอ้ ความทเี่ ปน็ กฎ เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี วิธกี าร หรือความรู้เดมิ ท่ียกอ้างองิ สนบั สนุนสมมติฐานทงั้ 2 ประเด็น
เป็นการประเมินดา้ นความรู้ (K)

รูบริคสำหรับการวัดและประเมินผล : จากประเด็นการวัดและประเมินผล ตัวรูบริค
สำหรับการวดั และประเมนิ ผลประกอบด้วย

1. กำหนดข้อความของสมมติฐานเพื่อคาดคะเนสาเหตุของปัญหา หรือคาดคะเนผล
ของความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งตัวแปรตน้ และตัวแปรตาม

23

2. อ้างอิงทฤษฎี กฎ หรือหลักการ หรือข้อเท็จจริงที่มีความสัมพันธ์กับสภาพของ

ปญั หาเพอื่ สนับสนนุ สมมติฐานทก่ี ำหนดขึ้น ตวั อยา่ งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อกำหนดสมมติฐานรูปแบบที่

1 เช่น

ตัวอยา่ ง

เมื่อความรู้หรือประสบการณ์เดิมที่นักเรียนมีอยู่คือ วัตถุเมื่อได้รับความร้อนจะมีการขยายตัว

และครูต้องการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เรือ่ ง การขยายตัวของวัตถุ โดยมีสาระสำคัญการเรยี นรู้ คือ วัตถตุ า่ งชนิด

กันเมื่อได้รับความร้อนจะมีการขยายตัวที่แตกต่างกัน จากสาระสำคัญการเรียนรู้ดังกล่าว ครูอาจจัดกิจกรรม

การเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนกำหนดสมมติฐานจากข้อมูลการสังเกตที่ ค้นพบประเด็นที่แตกต่างจากความรู้เดิม /

ประสบการณ์เดมิ ตามลำดับข้ันดงั น้ี

1. ทบทวนความรู้เดิม/ประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับการขยายตัวของวัตถุเมื่อได้รับความร้อน

คำถามทีใ่ ชใ้ นการอภิปรายคือ

1.1 เมื่อโลหะใด ๆ ได้รับความร้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผลการอภิปรายควรลง

ข้อสรุปว่า มกี ารขยายตัว

1.2 เราจะมีวิธีการวัดหรือนับอย่างไรเพื่อแสดงว่าโลหะมีการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน

ผลการอภปิ รายอาจลงขอ้ สรปุ วา่ วัดความยาวทเ่ี ปล่ียนแปลงจากเดมิ

2. ให้นักเรียนสังเกตเหตุการณ์หรอื ปรากฏการณใ์ หมต่ ้องการให้เกิดการเรียนรู้ โดยให้นักเรียน

สังเกตคุณสมบัติของเส้นลวดโลหะแต่ละชนิด รูปแบบกิจกรรมที่ออกแบบคือ กำหนดลำดับขั้นวิธีและวัสดุ

อุปกรณ์การสังเกตให้กับนักเรียน สาระสำคัญการจัดกิจกรรมคือ จากเส้นลวดแต่ละชนิดคือ เงิน ทองแดง

เหล็ก และอลูมเิ นียม ให้นักเรียนสงั เกตคุณสมบตั ิท่ปี ระกอบดว้ ย ความกงั วานของเสยี ง นำ้ หนกั และความวาว

เมือ่ เส้นลวดแตล่ ะชนิดดงั กลา่ วมีความยาวและพนื้ ท่ีหนา้ ตัดเท่ากนั

ข้อมูลการสังเกต (ข้อมูลสมมติ) จากการจัดกิจกรรมดังกล่าวก่อนหน้า อาจจัดกระทำและสื่อ

ความหมายตาราง

ตาราง : เปรยี บเทยี บคุณสมบตั ิ 3 ประการของเส้นลวดโลหะที่แตกตา่ งกนั 3 ชนดิ

ชนดิ ของลวดโลหะ คณุ สมบัติที่ทำการสังเกต
ความวาวของพ้นื ทห่ี นา้ ตัด ความกังวานของเสียง นำ้ หนกั

เงิน ++++ ++++ ++

ทองแดง +++ +++ +++

เหล็ก ++ ++ ++++

อลมู เิ นยี ม + ++

หมายเหตุ + + + + = มาก/ดีท่สี ุด+ + + = ค่อนข้างมาก/ดีปานกลาง+ + = ปานกลาง/ดปี านกลาง

+ = ค่อนขา้ งนอ้ ย/ดนี ้อยมาก

24

3. อภิปรายคำถามร่วมกับนักเรียนเพื่อลงข้อสรุปข้อมูลการสังเกตผลการอภิปรายควรสรุปว่า
เส้นลวดทองแดงเหล็กเงินและอลูมิเนียมมีคุณสมบัติเหลา่ เกี่ยวกับความกังวานของเสียงน้ำหนักและความวาว
ของพื้นที่หน้าตัดต่างกันผลการลงข้อสรุปข้อมูลดังกล่าวคือประเด็นใหม่ที่แตกต่างจากควา มรู้เดิม/
ประสบการณ์เดมิ เกี่ยวกบั กบั ขยายตัวของโลหะเม่ือไดร้ บั ความรอ้ น

4. ครูนำผลการลงข้อสรุปข้อมูลการสังเกตดังกล่าวข้อ 3 ก่อนหน้ากำหนดเป็นประเด็นของ
คำถามเพ่อื กำหนดสมมตฐิ านคำถามทใี่ ชค้ ือ

4.1 คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อกำหนดข้อความของสมมติฐาน ตัวอย่างคำถาม เช่น
จากผลการลงข้อสรุปเกี่ยวกับความกังวานของเสียง น้ำหนัก และความวาวของพื้นที่หน้าตัดของ
เส้นลวดทองแดง เหล็ก เงิน และอลูมิเนียม นักเรียนคิดว่าเส้นลวดโลหะแต่ละชนิดมีการขยายตัวเหมือนกัน
หรือแตกต่างกันเมื่อได้รับความร้อน ผลการตอบคำถามอาจเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดคือ “เหมือนกัน” หรือ
“ต่างกัน” การที่นักเรียนตอบอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวครูต้องถือว่านักเรียนตอบถูกทั้งสองกรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่
กับเหตุผลของแตล่ ะคน

4.2 คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อกำหนดข้อความของกฎ เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี และ
ข้อเท็จจริงเพื่ออ้างอิงสนับสนุนข้อความสมมติฐานที่กำหนดขึ้น ตัวอย่างคำถาม เช่น มีเหตุผลอย่างใดที่ตอบ
ตอบว่า เส้นลวดทองแดง เหล็ก เงินและอลูมิเนียม มีการขยายตัวแตกต่างกัน หรือเหมือนกัน เมื่อได้รับความ
รอ้ น ผลการตอบคำถามอาจเป็นอยา่ งใดอย่างหนึง่ คือ สำหรับนกั เรียนทีต่ อบว่า

1. เส้นลวดโลหะแต่ละชนิดมีการขยายตัวแตกต่างกันอาจให้เหตุผลว่า ถึงแม้เส้นลวด
โลหะแต่ละชนิดอาจมีคุณสมบัตบิ างประการเหมือนกนั แตค่ ุณสมบัติที่แตกต่างกนั น่าจะเปน็ สาเหตุท่ีทำให้การ
ขยายตัวแตกต่างกนั

2. เส้นลวดโลหะแต่ละชนิดมีการขยายตัวไม่แตกต่างกันอาจให้เหตุผลว่า ถึงแม้เส้น
ลวดโลหะแต่ละชนิดอาจมีคุณสมบัติบางประการที่แตกต่างกัน แต่คุณสมบัติที่เป็นโลหะเหมือนกันน่าจะเป็น
สาเหตทุ ่ีทำใหก้ ารขยายตัวไมแ่ ตกตา่ งกนั

2. รปู แบบท่ี 2 : นักเรยี นกำหนดสมมติฐานด้วยตนเอง
สาระสำคัญการดำเนินกิจกรรม : จากปัญหาการทดลองที่มีอยู่ ให้นักเรียนกำหนด
สมมติฐานน้นั ดว้ ยตนเองพรอ้ มทั้งอ้างอิงกฎ เกณฑ์ หลกั การ ทฤษฎี วธิ ีการ หรือความร้เู ดิมทีอ่ ยู่และสอดคล้อง
กับสภาพของปญั หาเพอ่ื สนบั สนนุ สมมติฐาน
กำหนดขน้ึ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ต้นแบบ : กำหนดเชน่ เดียวกับการออกแบบกิจกรรม
การเรียนรรู้ ูปแบบที่ 1
ประเด็นการวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการ
เรียนร้รู ปู แบบท่ี 1
รูบริคสาหรับการวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการ
เรียนร้รู ปู แบบท่ี 1 (อสิ ระ ทับสสี ด, 2564 : เอกสารหมายเลข7)

25

ทักษะการแปลงขอ้ มูลทางวทิ ยาศาสตร์

เมือ่ สน้ิ สุดการดำเนินการรวบข้อมลู โดยวิธีการสงั เกต การวัดการนับการทดลอง และการใช้

แหล่งวิทยาการข้อมูลที่รวบรวมและทำการบันทึกนั้นนอกจากจะต้องมีความถูกต้องแล้วยังต้องถูกนํามาจัด

ระเบียบโดยการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีการและรูปแบบที่เหมาะสมจึงจะท ำให้ข้อมูลนั้นมี

ความหมายการสร้างความหมายของข้อมูลจะนําไปสู่การตีความและลงข้อสรุปข องสิ่งต้องการคิดค้นหา

คาํ ตอบ

ความหมาย สถาบันส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือสสวท.

(2535 : 20) กลา่ วถึงความหมายของการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตรแ์ ยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ

1. การจัดกระทำข้อมูล (Organizing Data) การจัดกระทำข้อมูล หมายถึง การนําข้อมูลที่ได้

จากการสังเกต การวัดการนับการทดลอง และข้อมูลจากแหล่งอื่นมาจัดกระทำเสียใหม่โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เช่น

การจัดลำดับ การจัดกลุ่ม การคํานวณหาค่าใหม่ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการหาความหมายของข้อมูล

(สารสนเทศ) นนั้

2. การสอ่ื ความหมายข้อมูล (Communicating) การสื่อความหมายขอ้ มูล หมายถึง การนํา

ข้อมูลที่จัดกระทำแล้วมาเสนอและแสดงเพื่อให้เข้าใจความหมายของข้อมูลชุดนั้นง่ายขึ้น การนําเสนอข้อมูล

อาจทำได้หลายรูปแบบเนื่องจากการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้อมูลที่ทำ

การรวบรวมโดยวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น ผู้สอนควรมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการจัดกระทำ

และสื่อความหมายขอ้ มูลในบางประเด็น ท้งั น้ี เพอื่ ให้การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เพ่ือการดังกลา่ วมคี วามสมบูรณ์

วธิ กี ารจดั กระทำขอ้ มูล

การจัดกระทำข้อมูล สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและจุดประสงค์ท่ี

ตอ้ งการทำความเขา้ ใจขอ้ มูลน้ัน ตวั อย่างวิธกี ารจัดกระทำข้อมูล เช่น

1. การใช้สัญลักษณ์ การใช้สัญลักษณ์ เป็นวิธีจัดกระทำข้อมูลโดยใช้สัญลักษณ์อย่างใด

อย่างหนึ่งแทนข้อความบางอย่างของข้อมูลที่นําเสนอ โดยสัญลักษณ์ที่จัดกระทำขึ้นนั้นต้องเป็นที่ตกลงและ

เข้าใจความหมายร่วมกันระหว่างผู้เสนอและผู้รับข้อมูล การใช้สัญลักษณ์จะทำให้ข้อมูลนั้นมีความรัดกุม

สะดวก และเข้าใจตรงกนั ไดง้ า่ ย ดงั ตัวอยา่ ง

ตวั อยา่ ง

จากการศึกษาห่วงโซ่อาหารของระบบนิเวศน์แห่งหนึ่ง ข้อมูลสมติที่บันทึกได้สามารถจัดลำดบั

การกินและการถูกกินตามความหมายของห่วงโซ่อาหาร ดังน้ี ต้นข้าวถูกกินโดยแมลง แมลงถูกกินโดยเขียด

เขียดถูกกินโดยปลาช่อน ปลาช่อนถูกกินโดยคนการจัดกระทำข้อมูลโดยวิธีดังกล่าวจะเหน็ ว่า ข้อความมีความ

เย่ินเย้อ เนื่องจากต้องใช้คาํ ทซ่ี ำ้ กนั เสมอระหวา่ งข้อความแต่ละวรรค ดงั นั้น การใช้สัญลักษณ์ แทน

คําว่า ถูกกิน โดยสร้างข้อตกลงว่า หางลูกศร หมายถึง ชนิดของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกิน และปลายลูกศร หมายถึง

ชนิดของส่งิ มชี ีวติ ท่ีเปน็ ผกู้ ิน ผลคอื ขอ้ มูลดงั กลา่ วมีความกระชบั ข้ึนคอื

ตน้ ข้าว แมลง เขียด ปลาช่อน คน

26

2. การบรรยาย การบรรยาย เปน็ วิธจี ดั กระทำข้อมูลโดยการนําข้อมลู ท่มี อี ยู่มาบรรยายด้วย
ข้อความที่รัดกุม ชัดเจน ข้อความที่ถูกจัดกระทำสามารถแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ต้องการนําเสนอเพ่ือ
สื่อความหมาย ดงั ตัวอยา่ ง

ตวั อยา่ ง
จากการศกึ ษาการกินอาหารของสัตว์บางชนดิ ขอ้ มูลสมติท่บี นั ทึกได้คือ หนอนกินใบไม้ สำหรับ
ไก่กนิ ข้าวสุก หนอน ข้าวสาร แต่ไมก่ นิ ลูกน้ำ ปลากนิ ลูกน้ำ หนอน และข้าวสุก ส่วนจิ้งจกกนิ ข้าวสุกและหนอน
กบกนิ หนอน
ข้อมูลที่บันทึกได้ดังกล่าวพบว่า มีความวกวน ยากต่อการทำความเข้าใจถึงชนิดของอาหารที่
สตั วแ์ ต่ละชนิดกิน ความสามารถในการบรรยายด้วยข้อความที่รัดกุม ชัดเจน จะทำใหข้ อ้ มูลท่ีต้องการนําเสนอ
งา่ ยตอ่ การส่ือความหมายคือ
ปลากนิ หนอน ลกู น้ำ และข้าวสกุ
ไกก่ ินหนอน ขา้ วสุก และลกู นำ้
หนอนกนิ ใบไม้
กบกนิ หนอน

3. การจัดกลุ่ม การจัดกลุ่ม เป็นวิธีจัดกระทำข้อมูลโดยนําข้อมูลที่มีอยู่มาจัดเป็นกลุ่ม
จําแนกประเภท หรอื จดั หมวดหมู่ตามเกณฑ์ท่ีกำหนดขน้ึ หรือมีอยู่ ทง้ั น้ีเพื่อความรวดเรว็ ในการส่ือความหมาย
ที่จะบอกให้ทราบว่า มีวัตถุหรือเหตุการณ์ใดบ้างที่มีคุณสมบัติอย่างเดียวกันตามเกณฑ์ที่ใช้ในการจําแนก
ประเภท ดงั ตัวอย่าง

ตวั อย่าง
จากการศกึ ษาลักษณะการจัดเรียงตวั ของเส้นใบจากพืชชนิดต่าง ๆ ท่ที ำการสาํ รวจ ข้อมูลทบี่ นั ทึก
1. ใบมะพร้าว การจดั เรียงตัวของเส้นใบเป็นแบบเสน้ ขนาน
2. ใบชบา การจัดเรยี งตัวของเส้นใบเป็นแบบร่างแห
3. ใบมะมว่ ง การจดั เรยี งตวั ของเส้นใบเปน็ แบบรา่ งแห
4. ใบหญ้า การจดั เรียงตัวของเส้นใบเปน็ แบบเส้นขนาน
5. ใบกล้วย การจดั เรียงตัวของเสน้ ใบเปน็ แบบเสน้ ขนาน
6. ใบเฟือ่ งฟ้า การจดั เรียงตัวของเส้นใบเปน็ แบบรา่ งแห
จากผลการสํารวจดังกลา่ วสงั เกตพบวา่ ชนิดของพืชที่ทำการสํารวจมีการจัดเรยี งตัวของเส้นใบ
แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ แบบเส้นขนานและแบบร่างแห การนําผลการสังเกตมาจัดกลุ่มโดยใช้เกณฑ์
ดงั กล่าวจะทำให้งา่ ยตอ่ การเขา้ ใจว่ามพี ชื นดิ ใดบ้างทม่ี ีเส้นใบมีลักษณะเป็นแบบเสน้ ขนานหรือร่างแหดงั นี้
1. ชนิดของพชื ทมี่ ีการจดั เรยี งตัวของเส้นใบเป็นแบบเส้นขนานได้แก่ มะพร้าว หญา้ กลว้ ย
2. ชนดิ ของพชื ท่ีมกี ารจัดเรยี งตวั ของเสน้ ใบเปน็ แบบร่างแหไดแ้ กช่ บา มะม่วง เฟ่ืองฟ้า

27

4. การหาความถ่ี การหาความถี่ เปน็ วธิ จี ดั กระทำข้อมลู โดยนําข้อมูลที่มีคณุ สมบตั ิซ้ำกันมา
แจกแจงหาความถี่ ผลการแจกแจงความถี่ทำให้สามารถสรุปได้ว่า ข้อมูลแต่ละชุดที่ต้องการนําเสนอมีการ
กระจายคณุ สมบตั ทิ ีต่ ้องการศกึ ษาเปน็ อยา่ งไร ดงั ตวั อยา่ ง

ตัวอย่าง
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาความสูงของนักเรียนชั้น ป.6 จำนวน 24 คน สามารถ
บันทกึ ผลการวดั ซง่ึ เป็นค่าสมติโดยกำหนดหนว่ ยวัดเปน็ เซนตเิ มตรดงั นี้

126 125 129 130 126 125

124 125 124 125 131 129

125 126 124 128 130 126

131 125 127 126 127 124

เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจถึงลักษณะการกระจายความสูงของนักเรียน สามารถจัดกระทำข้อมูล
ดังกล่าวโดยการหาความถ่ดี ังน้ี

ระดบั ความสูงของนักเรยี น (เซนตเิ มตร) ขดี ความถี่ จำนวน (คน)

131 II 2

130 II 2

129 II 2

128 I 1

127 II 2

126 IIII 5

125 IIII I 6

124 IIII 4

5. การเรียงลำดับ การเรียงลำดับ เป็นวิธีจัดกระทำข้อมูลโดยนำคุณสมบัติเชิงปริมาณบาง

ประการที่ต้องการศึกษามาจัดลำดับอย่างใดอย่างหนึ่ง การเรียงลำดับสามารถทำให้ลงข้อสรุปข้อมูลตาม

ความสมั พันธท์ ี่พบ ดังตัวอยา่ ง

ตวั อยา่ ง

จากการทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐาน พื้นที่ผิวหน้าของภาชนะมีผลต่ออัตราการระเหยของนำ้

เมือ่ ไดร้ บั ความร้อนจากดวงอาทิตย์ จากขอ้ มูลสมมตขิ องผลการทดลองพบว่า อัตราการระเหยของนำ้ จาก จาน

ทมี่ พี ืน้ ท่ผี วิ หน้าท่ีแตกต่างกนั 5 ขนาดบนั ทกึ ได้ดังนี้

จานทมี่ ีพ้นื ท่ีผิวหน้า 154 ตารางเซนตเิ มตร อตั ราการระเหยของน้ำ 10 มล./ชว่ั โมง

จานท่มี ีพ้นื ท่ผี ิวหน้า 615 ตารางเซนตเิ มตร อตั ราการระเหยของน้ำ 15 มล./ชั่วโมง

28

จานที่มพี นื้ ที่ผวิ หน้า 314 ตารางเซนติเมตร อัตราการระเหยของนำ้ 13 มล./ช่วั โมง
จานทม่ี พี ื้นทผ่ี วิ หนา้ 201 ตารางเซนติเมตร อัตราการระเหยของน้ำ 11 มล./ชั่วโมง
จานทมี่ พี ื้นทผี่ ิวหน้า 113 ตารางเซนตเิ มตร อตั ราการระเหยของนำ้ 8 มล./ชั่วโมง
จากขอ้ มลู ดงั กล่าว เม่ือนำพ้นื ที่ผวิ หน้าของจานแตล่ ะใบมาเรยี งลำดับจากมากไปหาน้อย จะทำ
ใหง้ ่ายตอ่ การลงข้อสรุปข้อมลู คอื จานทมี่ ีพืน้ ทีผ่ ิวหน้าท่แี ตกต่างกนั มีอัตราการระเหยของนำ้ ที่บรรจุอยใู่ น จาน
แตกต่างกันดงั นี้
จานทม่ี พี น้ื ท่ีผวิ หนา้ 615 ตารางเซนติเมตร อัตราการระเหยของน้ำ 15 มล./ชั่วโมง
จานทม่ี ีพน้ื ทผ่ี วิ หน้า 314 ตารางเซนติเมตร อตั ราการระเหยของนำ้ 13 มล./ชวั่ โมง
จานทม่ี พี ื้นทผ่ี ิวหนา้ 201 ตารางเซนติเมตร อตั ราการระเหยของนำ้ 11 มล./ชั่วโมง
จานทม่ี พี น้ื ที่ผวิ หนา้ 154 ตารางเซนตเิ มตร อตั ราการระเหยของน้ำ 10 มล./ชว่ั โมง
จานที่มีพืน้ ทีผ่ ิวหนา้ 113 ตารางเซนตเิ มตร อัตราการระเหยของน้ำ 8 มล./ช่วั โมง

6. การคำนวณหาค่าใหม่ เป็นวธิ ีจดั กระทำขอ้ มลู โดยนำคณุ สมบัติเชงิ ปริมาณของข้อมูลท่ีมี
อยู่มา คำนวณหาค่าใหม่ ทำใหส้ ามารถลงขอ้ สรปุ หรือเปรียบเทียบข้อมลู ทต่ี ้องการส่ือความหมายไดง้ ่ายขึ้น ดัง
ตวั อย่าง

ตัวอยา่ ง
ในการสำรวจการประกอบอาชีพของประชากรในอำเภอแห่งหนึ่งสามารถบันทึกข้อมูลสมติ
ของการสำรวจดังน้ี
จากจำนวนประชากรที่สำรวจท้ังสิ้นจำนวน 55,000 คน พบจำนวนประชากรที่ประกอบอาชีพ
ต่าง ๆ ดังนี้ ข้าราชการ จำนวน 11,000 คน เกษตรกร จำนวน 20,500 คน ค้าขาย 9,800 คน และรับจ้าง
ทว่ั ไป จำนวน 13,700 คน
จากข้อมูลการสำรวจดังกล่าว เพื่อต้องการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของจำนวน
ประชากรที่ประกอบแต่ละอาชพี ได้ชัดเจนขึ้น การจัดกระทำข้อมูลโดยการหาคา่ ใหมใ่ นรูปของเปอร์เซ็นต์หรอื
รอ้ ยละจะทำให้เปรยี บเทยี บขอ้ มูลง่ายขน้ึ ดังนี้
จำนวนร้อยละของประชากรทร่ี บั ราชการ = 100 X 11,000/55,000 = 20.0
จำนวนรอ้ ยละของประชากรที่ทำการเกษตร = 100 X 20,500 /55,000 = 32.7
จำนวนรอ้ ยละของประชากรทท่ี ำการคา้ ขาย = 100 X 9,800 / 55,000 = 17.8
จำนวนรอ้ ยละของประชากรทีร่ ับจ้างทวั่ ไป = 100X13, 700 /55,000 = 24.9

รปู แบบการสอื่ ความหมายขอ้ มลู
การสื่อความหมายข้อมูลทำได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลและ
จุดประสงคท์ ต่ี ้องการนำเสนอ ตัวอยา่ งรปู แบบการสอ่ื ความหมายขอ้ มลู เชน่
1. แผนภูมิวงกลม แผนภูมิวงกลม เป็นรูปแบบการสื่อความหมายขอ้ มูลเพื่อต้องการแสดง
และเปรียบเทียบเชงิ ปริมาณของแต่ละส่วนประกอบของส่ิงหน่ึงสงิ่ ใดทีต่ ้องการนำเสนอ ดังตวั อย่าง

29

ตวั อย่าง

จากการศึกษาส่วนประกอบของดินในที่ดินแปลงหนึ่ง ผลจากการสุ่มตัวอย่างโดยการขุด ดิน

จากผิวหน้าให้มีระดับความลึก 3,000 มิลลิเมตรเมตร ด้วยเครื่องขุดโลหะทรงกระบอกพื้นที่หน้าตัด 400

ตารางมิลลเิ มตร พบวา่ โดยเฉล่ียเน้ือดินท่ีมีน้ำหนัก 6,050 กรมั ของท่ดี ินแปลงดังกล่าวมสี ่วนประกอบท่ีสำคัญ

โดย น้ำหนักดังนี้ อนุภาคทรายหยาบ 2,500 กรัม อนุภาคทรายละเอียด 1,500 กรัม อนุภาคดินเหนียว 900

กรัม ความชืน้ 250 กรัม อินทรียวตั ถุ 600 กรัม และสงิ่ มีชีวติ ในดนิ 300 กรมั

จากข้อมูลสมติท่บี ันทกึ ดงั กล่าว สามารถจดั กระทำโดยการคำนวณหาค่าใหม่ดังนี้

1. จำนวนเปอรเ์ ซ็นตข์ องอนภุ าคทรายหยาบ = 2500 X 100 / 6050 = 47.72 %

2. จำนวนเปอรเ์ ซน็ ต์ของอนภุ าคทรายละเอยี ด = 1500 X 100 / 6050 = 24.79 %

3. จำนวนเปอร์เซ็นตข์ องอนุภาคดนิ เหนียว = 900 X 100 / 6050 = 14.78 %

4. จำนวนเปอรเ์ ซ็นตข์ องความช้ืน = 250 X 100 / 6050 = 4.13 %

5. จำนวนเปอร์เซ็นต์ของอนิ ทรียวตั ถุ = 600 X 100 / 6050 = 9.91 %

6. จำนวนเปอร์เซน็ ต์ของสง่ิ มชี ีวติ ในดนิ = 300 X 100 / 6050 = 4.95 %

ข้อมูลที่จัดกระทำแลว้ ด้วยวธิ ีการหาคา่ ใหม่ดังกลา่ วแล้ว สามารถสื่อความหมายด้วยแผนภมู ิวงกลม

แผนภมู วิ งกลม : แสดงส่วนประกอบเฉลีย่ โดยน้ำหนกั ของเนื้อดิน ณ ทด่ี ินแปลงหน่ึงมีพื้นท่ีหนา้ ตดั ทขี่ ดุ 400 ตารางมลิ ลิเมตร
และลกึ 3,000 มิลลิเมตร นำ้ หนกั ดนิ 6,050 กรมั

2. แผนภูมิแท่ง แผนภูมิแท่ง เป็นรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลเพื่อต้องการแสดง
คณุ สมบตั เิ ชงิ ปริมาณของสิ่งทตี่ อ้ งการเสนอโดยคณุ สมบตั ิดังกลา่ วมีลักษณะดังน้ี

1. ปริมาณที่ทำการเปรียบเทียบมีลักษณะอย่างเดียวกันเช่น ถ้าต้องการนําเสนอเกี่ยวกับ
ปริมาณนำ้ ฝน ปริมาณท่นี ําเสนอจากขอ้ มลู แต่ละตวั ตอ้ งเป็นปริมาณของน้ำฝนเช่นเดยี วกนั

2. ตัวแปรต้นและตัวแปรตามไม่มีความสัมพันธก์ นั แบบฟงั ชนั ก์ (functional relationship)
กล่าวคอื ตัวแปรตามทนี่ ําเสนอไม่ข้ึนอยู่กับเง่ือนไขของตวั แปรต้นตัวอย่างการสื่อความหมายข้อมูลด้วยแผนภูมิ
แทง่ เช่น

30

ตวั อย่าง
จากการสํารวจปริมาณการส่งออกของสัตว์น้ำแช่แข็งของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ.2536-
พ.ศ.2540 พบว่าในแต่ละปี ข้อมูลสมมติมีปรมิ าณการส่งออกดังน้ี พ.ศ.2536 จำนวน 5.2 ล้านตัน พ.ศ. 2537
จำนวน 4 ล้านตัน พ.ศ.2538 จำนวน 5.2 ล้านตัน พ.ศ.2539 จำนวน 6 ล้านตัน และ พ.ศ.2540 จำนวน 3.2
ล้านตันจากข้อมูลดังกล่าว สามารถจัดกระทำโดยเรียงลำดับปี พ.ศ. ที่มีการส่งออกซึ่งในที่นี้ข้อมูลที่บันทึกจัด
เรยี งลำดบั แลว้ ข้อมลู ท่ีจัดกระทำแลว้ ดังกลา่ ว สามารถสอ่ื ความหมายด้วยรปู แบบแผนภูมแิ ท่ง

แผนภูมแิ ท่ง : แสดงปรมิ าณการสง่ ออกสัตวน์ ำ้ แช่แข็งในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ.2536–พ.ศ.2540

3. กราฟ เป็นรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลเพื่อต้องการแสดงปริมาณของข้อมูลที่มี
ลักษณะ ดงั นี้

1. ค่าเชิงปริมาณบนแกน X และแกน Y มีความสัมพันธ์เป็นแบบฟังชันก์กัน คือ ค่าเชิง
ปรมิ าณบนแกน Y จะมคี า่ เท่าไรข้นึ อย่กู บั เงื่อนไขของค่าเชงิ ปรมิ าณบนแกน X

2. ระหว่างขอ้ มูลแตล่ ะตัว สามารถพยากรณ์เชิงปริมาณข้อมลู ที่ไม่ปรากฏในชุดของข้อมูลท่ี
นํามาจัดกระทำและสือ่ ความหมายข้อมลู ตัวอย่างการสื่อความหมายข้อมูลด้วยกราฟ เช่น

ตวั อย่าง
จากการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างระยะการยืดของขดลวดสปริงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10
มิลลเิ มตร ยาว 50 มลิ ลเิ มตรและเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางของเส้นลวดสปริง 3 มลิ ลเิ มตร กับนำ้ หนักที่ใช้แขวนขดลวด
สปริง ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลสมมติที่ทำการบันทึกคือ ที่น้ำหนัก 10, 20, 30, 40, และ 50 กรัมขดลวด
สปริงยืดได้ 10, 20, 30, 40 และ 50 มิลลิเมตร จากข้อมูลดังกล่าว ซึ่งจัดกระทำโดยการเรียงลำดับขนาด
นำ้ หนกั ท่ีใชแ้ ขวนขดลวดสปริงสามารถสือ่ ความหมายดว้ ยกราฟ

31

กราฟ : แสดงความสมั พนั ธก์ ารยดื ของขดลวดสปรงิ ท่ีมีเสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง 10 มิลลเิ มตร ยาว 50 มิลลเิ มตรและเสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง
ของเส้นลวดสปริง 3 มิลลิเมตรกับนำ้ หนกั ทแ่ี ขวนแตกต่างกัน 5 ขนาด

4. ตาราง เป็นรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลเพื่อต้องการแสดงคุณสมบัติบางประการ
ของขอ้ มลู การสงั เกต การวัด และการนบั ดงั ตวั อยา่ ง

ตัวอยา่ งท่ี 1
จากกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการยืดของสปริงกับน้ำหนักที่ใช้แขวนดังกล่าวก่อนหน้า
แลว้ ขอ้ มลู ดังกล่าวสามารถจัดกระทำและสอ่ื ความหมายดว้ ยรปู แบบของตาราง

ตาราง : แสดงความสมั พนั ธก์ ารยืดของขดลวดสปรงิ ทมี่ เี ส้นผา่ ศนู ย์กลาง 10 มิลลิเมตร ยาว 50 มลิ ลเิ มตรและเสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง
ของเสน้ ลวดสปรงิ 3 มลิ ลเิ มตรกับนำ้ หนกั ที่แขวนแตกต่างกนั 5 ขนาด

ตัวอยา่ งที่ 2
จากการศึกษาความสูงในการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองตราเพชร ตราสามห่วง ตราโล่
ชนะ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง บันทึกความสูงสมมตกิ ารกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อจำนวน 3 ครั้ง
ดังนี้ ของตราเพชรคือ 250, 245 และ 255 มิลลิเมตรตามลำดับ ของตราสามห่วงคือ 300, 280 และ 275
มิลลเิ มตรตามลำดบั ของตราโล่ชนะ คือ 240, 235 และ 240 มิลลิเมตรตามลำดบั
ข้อมูลดังกล่าวจัดกระทำโดยคํานวณหาค่าเฉลี่ยและเรียงลำดับระยะความสูงของการกระดอน
ครั้งแรกของลูกปิงปองแตล่ ะยีห้อข้อมลู ทีจ่ ัดกระทำแล้วดงั กล่าวส่ือความหมายด้วยตาราง

32

ตาราง : เปรียบเทยี บความสงู การกระดอนครง้ั แรกของลกู ปงิ ปองทแี่ ตกตา่ งกัน 3 ยีห่ ้อ เม่ือตกกระทบผิวซเี มนต์ชนดิ ฉาบเรยี บ
จากระดับความสงู ของการตกกระทบ 1 เมตร

ตัวอย่างที่ 3
วธิ กี ารศกึ ษาสที เี่ ป็นสว่ นประกอบของใบไมท้ ี่มสี อี นื่ โดยวิธกี ารแยกสีคอื
1. หยดน้ำค้นั ของใบพืชแต่ละชนิดท่ีทำการทดลองลงบนกระดาษกรอง
2. จมุ่ แท่งชอลก์ ลงในน้ำคน้ั ของใบพชื แต่ละชนิดท่ีทำการทดลอง
3. สงั เกตสีจากใบไมแ้ ต่ละชนิดทป่ี รากฏบนกระดาษกรองและแท่งชอลก์
การจดั กระทำขอ้ มลู โดยการบรรยายจากผลการสังเกตเปน็ ดังนี้
1. ใบมะมว่ งออ่ น

1.1 เมื่อแยกสนี ําคั้นดว้ ยกระดาษกรองสังเกตเห็นสี เหลือง เขยี ว แสด
1.2 เม่อื แยกสีน้ำค้ันด้วยแทง่ ชอล์กสงั เกตเห็นสี เหลอื ง เขียว
2. ใบโกสน
2.1 เมอ่ื แยกสีนำ้ คน้ั ด้วยกระดาษกรอง สังเกตเห็นสี เหลอื ง เขยี ว
2.2 เมอ่ื แยกสีน้ำคน้ั ด้วยแทง่ ชอล์กสังเกตเห็นสี เหลอื ง เขยี ว
3. ใบหวั ใจสีม่วง
3.1 เมื่อแยกสนี ้ำค้นั ด้วยกระดาษกรอง สงั เกตเห็นสี ม่วง เขยี ว
3.2 เมอ่ื แยกสนี ้ำคน้ั ดว้ ยแทง่ ชอลก์ สังเกตเหน็ สี มว่ ง เขยี ว

ตาราง : แสดงชนดิ ของสีทป่ี รากฏในใบของพืชที่แตกต่างกัน 3 ชนิดเมอ่ื ใชว้ ิธกี ารแยกสีทแ่ี ตกต่างกัน 2 วิธี

33
ตวั อยา่ งที่ 4
จากการสํารวจความสูงของนักเรียนชั้น ป.6 จำนวน 36 คนของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผลจากการ
จัดกระทำข้อมูลโดยการหาความถ่แี ละเรยี งลำดับความสงู ข้อมูลทีจ่ ัดกระทำแลว้ สามารถส่อื ความดงั ตาราง

ตาราง : แสดงการกระจายความสงู ของนักเรยี นชนั้ ป.6 จำนวน 30 คน

5. แผนภาพ (Diagram) เป็นรูปแบบการสื่อความข้อมูลด้วยภาพหรือเค้าโครงที่เขียนขึ้น
เพื่อชว่ ยในการอธิบายเร่ืองราวที่ต้องการสอื่ ความหมาย ดงั ตวั อย่าง

ตวั อย่าง
หวั ใจเป็นตัวสูบฉีดเลือดซ่ึงหัวใจจะแบ่งเป็น 4 ห้อง ห้องบนขวา ห้องล้างขวา ห้องบนซ้าย ห้องล่าง
ซ้าย โดยระหว่างห้องด้านบนและห้องด้านล่างของหัวใจจะมีลิ้นหัวใจกั้นอยู่ทำหน้าที่กั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
หัวใจห้องบนขวาทำหน้าที่รับเลือดดำที่ส่งมาจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านหลอดเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจหรือ
หลอดเลือดดำ แล้วส่งต่อไปยังหัวใจห้องล่างขวาหัวใจห้องล่างขวาทำหน้าที่ส่งเลือดดำไปยังปอดทั้งสองข้าง เพ่ือ
ฟอกเลือดหัวใจห้องบนซ้ายทาหน้าทรี่ ับเลือดแดงจากปอดทั้งสองข้างผ่านหลอดเลือดหลอดเลือดท่ีนำเลือดออกจาก
หัวใจหรือหลอดเลือดแดง แลว้ ส่งตอ่ ไปยังหัวใจห้องล่างซ้าย หัวใจหอ้ งล่างซ้าย ทำหน้าท่สี ่งเลือดแดงไปยังส่วนต่าง
ๆ ของร่างกายปอดเป็นอวัยวะที่สามารถฟอกเลือดได้โดยการแลกเปลี่ยนแก๊สกับเม็ดเลือดเมื่อเลือดดำขจัด
คาร์บอนไดออกไซด์ออกไปและรับออกซิเจนเข้ามาเลือดก็จะกลับมามีสีแดงสด ข้อมูลที่จัดกระทำแล้วดังกล่าว
สามารถสอ่ื ความหมายดว้ ยแผนภาพดังรูป (อิสระ ทบั สีสด, 2564 : เอกสารหมายเลข5)

34

การจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ พ่ือออกแบบทักษะการจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมูลมี 3 รูปแบบ
1. รูปแบบที่ 1 : ออกแบบวิธีการจัดกระทำและรูปแบบสื่อความหมายข้อมูลให้กับ

นกั เรียน
สาระสำคัญการจดั กจิ กรรม : จากขอ้ มลู การสงั เกตการวัดการนับและการทดลองท่ีมีอยู่

นักเรียนจดั กระทำและสือ่ ความหมายขอ้ มูลดงั กลา่ วตามวิธกี ารและรปู แบบที่กำหนดและออกแบบให้
จุดประสงค์การเรียนรู้ต้นแบบ : สามารถจัดกระทำและสื่อความข้อมูล......(การทดลอง

เพื่อทดสอบสมมตฐิ าน...........หรอื การสํารวจเรอื่ ง..........) (P)
ประเดน็ ท่ที ำการวดั และประเมนิ ผล : มี 2 ประเดน็ คือการจดั กระทำขอ้ มลู และรูปแบบ

การส่อื ความหมายข้อมูล และเป็นการประเมนิ ทกั ษะดา้ นชิน้ งาน (P=Product)
รูบริคสำหรับการวัดและประเมินผล : จากประเด็นที่ทำการวัดและประเมินผล ตัวรูบริค

สำหรบั การวดั และประเมินผลประกอบด้วย
1. จัดกระทำขอ้ มลู ถกู ตอ้ งตามวิธกี ารท่ีกำหนด
2. จดั กระทำขอ้ มูลตรงตามวธิ ีการทก่ี ำหนดครบทกุ ตัว
3. สอ่ื ความหมายขอ้ มูลทจี่ ัดกระทำแลว้ ถกู ต้องตามรูปแบบที่ออกแบบ
2. รปู แบบท่ี 2 : อภิปรายคําถามเพ่ือออกแบบวิธกี ารจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมูล
สาระสำคัญของการจัดกิจกรรม : จากข้อมูลการสังเกตการวัดหรือนับหรือการทดลอง

ที่มีอยู่อภิปรายคําถามร่วมกับนักเรียนเพื่อออกแบบวิธีการจัดกระ ทำและสื่อความหมายข้อมูลนักเรียนจัด
กระทำและสือ่ ความหมายข้อมลู ตามวิธกี ารและรูปแบบท่ีออกแบบ

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรตู้ น้ แบบ :
1. สามารถออกแบบวิธีการจัดกระทำและสื่อความข้อมูล......(การทดลองเพื่อทดสอบ
สมมติฐาน...........หรอื การสาํ รวจเรือ่ ง..........) (K)
2. สามารถจัดกระทำและสื่อความข้อมูล......(การทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐาน...........
หรอื การสาํ รวจเรือ่ ง..........) ตามวิธีการจัดและรูปแบบการสอ่ื ความหมายทอี่ อกแบบ (P)
ประเดน็ วัดและประเมนิ ผล : มี 3 ประเดน็ คือ การเลือกวธิ ีการจดั กระทำข้อมลู รปู แบบ
การสื่อความหมายข้อมูล และผลการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลสำหรับ 2 ประเด็นแรกเป็นการ
ประเมินดา้ นความรู้ (K) สว่ นประเด็นสุดทา้ ยเปน็ การประเมนิ ทกั ษะด้านชนิ้ งาน (P=Product)
รูบริคสำหรับการวัดและประเมินผล : จากประเด็นการวัดและประเมินผล ตัวรูบริค
สำหรบั การวัดและประเมินผลประกอบด้วย
1. เลอื กวธิ ีการจัดกระทำข้อมลู อยา่ งเหมาะสม (K)
2. ให้เหตุผลของการเลอื กวิธีการจดั กระทำข้อมลู ท่ีกำหนดขน้ึ ได้ (K)
3. เลือกรปู แบบการสือ่ ความหมายข้อมลู ทจ่ี ัดกระทำแลว้ อย่างเหมาะสม (K)
4. ใหเ้ หตุผลในการเลือกรปู แบบการส่อื ความหมายข้อมลู ทีจ่ ัดกระทำแลว้ ได้ (K)
5. ออกแบบรูปแบบการส่อื ความหมายข้อมลู ท่จี ัดกระทำแลว้ อย่างเหมาะสม (K)

35

6. จัดกระทำข้อมลู ตรงตามวธิ กี ารที่มี (P=Product)
7. สื่อความหมายข้อมูลที่จัดกระทำแล้วได้ตามรูปแบบที่ออกแบบ (P=Product)
ตวั อยา่ งและลำดบั ข้ันของคําถามท่ีใช้ในการอภปิ รายเพ่ือกำหนดวิธีการจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมลู เชน่
ตัวอยา่ ง
จากการทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐาน ลูกปิงปองต่างยี่ห้อกันการกระดอนจะแตกต่างกันโดย
ทดลองกับลูกปิงปองที่แตกต่างกัน 3 ยหี่ ้อคือตราเพชร ตราสามหว่ งตราโลช่ นะ เม่ือสิ้นสดุ การทดลอง บนั ทึกความ
สงู สมมติการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อ จำนวน 3 ครง้ั ดงั น้ี ของตราเพชรคือ 250, 245 และ 255
มิลลเิ มตรตามลำดับ ของตราสามห่วงคือ 300, 280 และ 275 มิลลิเมตรตามลำดับ ของตราโล่ชนะ คอื 240, 235
และ 240 มิลลิเมตรตามลำดับ จากข้อมูลการทดลองดังกล่าว ตัวอย่างและลำดับขั้นของคําถามที่ใช้อภิปรายเพ่ือ
การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมลู เช่น
1. คาํ ถามทใี่ ชอ้ ภิปรายเพ่ือระบวุ ิธกี ารจัดกระทำข้อมูล ตวั อย่างคําถาม เชน่ จากขอ้ มูลการทดลอง
ที่มีอยู่จะมีวิธีการจัดการกับลูกปิงปองแต่ละยี่ห้ออย่างไรจึงจะง่ายต่อการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระยะ
ความสูงการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อ ผลการอภิปรายคําถามควรสรุปว่า เรียงลำดับระยะความ
สงู เฉล่ียการกระดอนครงั้ แรกของลูกปิงปองแตล่ ะยหี่ ้อ เป็นต้น
2. คําถามที่ใช้อภิปรายเพื่อจัดกระทำข้อมูลตามวธิ ีการที่กำหนด ตัวอย่างคําถาม เช่น จากผลการ
อภิปรายคําถามข้อท่ี 1 จงแสดงวิธีการเรียงลำดับระยะความสูงการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อผล
การอภิปรายคําถามอาจแสดงการเรียงลำดับดงั กลา่ วคือ
ระยะความสงู เฉลีย่ ของการกระดอนครง้ั แรกของลูกปิงปองตราสามหว่ งคือ 285 มิลลเิ มตร
ระยะความสงู เฉลีย่ ของการกระดอนครงั้ แรกของลูกปิงปองตราเพชรคอื 250 มลิ ลิเมตร
ระยะความสูงเฉลี่ยของการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองตราสามห่วงคือ 238 มิลลิเมตร
3. คําถามที่ใช้อภิปรายเพื่อกำหนดรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลที่จัดกระทำแล้วพร้อมทั้งให้
เหตุผลในการเลือกรูปแบบที่กำหนด ตัวอย่างคําถาม เช่น จากวิธีการเปรียบระยะความสูงของการกระดอนครั้ง
แรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อจะเลือกวิธีการนําเสนอข้อมูลรูปแบบใดจึงจะเหมาะสมเช่นการใช้กราฟตารางหรือ
แผนภูมิวงกลมเป็นต้นและมีเหตุผลอย่างไรจึงเลือกรูปแบบดังกล่าวผลการอภิปรายคําถามอาจสรุปว่าใช้ตาราง
เพราะทำให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบความแตกต่างระยะความสูงการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองระหว่างยี่ห้อ
ตอ่ ยีห่ ้อ
4. คําถามที่ใช้อภิปรายเพื่อออกแบบรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลที่จัดกระทำแล้ว ตัวอย่าง
คําถาม เช่น จะออกแบบตารางที่ใช้นําเสนอผลการเปรียบเทียบระยะความสูงของการกระดอนครั้งแรกของลูก
ปงิ ปองแต่ละยีห่ อ้ อย่างไรจึงจะเหมาะสมผลการอภปิ รายคําถามอาจออกแบบรปู แบบตารางดงั ตวั อย่าง

36

ตาราง : เปรยี บเทียบระยะความสูงการกระดอนครง้ั แรกของลกู ปงิ ปองท่ีแตกตา่ งกนั 3 ยห่ี อ้ เมือ่ ตกกระทบผิวซีเมนต์ชนิดฉาบเรียบ

จากระดบั ความสงู ของการตกกระทบ 1 เมตร

ยห่ี อ้ ลกู ปิงปอง ระยะความสงู ในการกระดอนครั้งแรก (มม.)

ครัง้ ท่ี 1 ครั้งท่ี 2 ครงั้ ที่ 3 ค่าเฉล่ีย

5. คําถามที่ใช้อภิปรายเพื่อจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลตามวธิ ีการและรูปแบบที่ออกแบบ
ตัวอย่างคําถาม เชน่ จากวธิ ีการเปรียบเทียบระยะความสูงของการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อและ
ตารางนําเสนอผลการทดลองที่ออกแบบจงนําข้อมูลการทดลองมาเปรียบเทียบและนําเสนอลงในตารางดังกล่าว
ผลการอภิปรายคําถามต้องจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลการทดลองลงในตารางดังภาพ

ยีห่ ้อลูกปงิ ปอง ระยะความสูงในการกระดอนครั้งแรก (มม.)

ตราสามหว่ ง ครง้ั ท่ี 1 ครง้ั ท่ี 2 ครั้งที่ 3 คา่ เฉลย่ี
ตราเพชร 285
ตราโล่ชนะ 300 280 275 250
238
250 245 255

240 235 240

3. รปู แบบที่ 3 : นกั เรียนจัดกระทำและส่ือความหมายข้อมูลด้วยตนเอง
สาระสำคัญการจัดกิจกรรม : คอื จากข้อมูลการสังเกตการวัดการนบั หรือการทดลองให้
นักเรียนกำหนดวิธีการและออกแบบวิธีการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลด้วยตัวเองพร้อมทั้งจัดกระทำ
และส่อื ความหมายข้อมลู ดังกล่าว
จุดประสงค์การเรียนรู้ต้นแบบ : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
รปู แบบที่ 2
ประเด็นวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
รูปแบบที่ 2
รูบริคสำหรับการวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการ
เรียนรูร้ ปู แบบที่ 2
สรุป
การจดั กระทำและส่ือความหมายข้อมลู เป็นขั้นตอนท่ีจําเป็นต่อการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เพราะ
ข้อมูลที่ทำการบันทึกครั้งแรกเป็นข้อมูลภาคสนามหรือข้อมูลดิบ (Raw Data) ซึ่งลักษณะของข้อมูลจะขาด
ความเป็นระเบียบ เป็นข้อมูลที่กระจายตัวทำให้ยากต่อการวิเคราะห์ความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งการจัด
กระทำข้อมูลเป็นวิธีการนําข้อมูลดิบมาจัดให้เป็นระบบอย่างใดเพื่อให้ง่ายตอ่ การวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ท่ี
กำหนด เช่นการจัดกลุ่ม การคํานวณหาค่าใหม่ การบรรยายโดยวิธีการสังเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content
Analysis) เป็นต้น ส่วนการส่อื ความหมาข้อมูลเป็นการนําข้อมลู ที่จัดกระทำแลว้ มาส่ือความหมายด้วยรูปแบบ

37

ที่เหมาะสมเพือ่ ให้เข้าใจข้อมูลที่จัดกระทำนัน้ ง่ายขึน้ การสื่อความหมายข้อมลู มีหลากหลายวิธีการ เช่น กราฟ
ตาราง แผนภูมิ เป็นต้น การจะเลือกการสื่อความหมายข้อมูลโดยวิธีใด ต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของการสื่อ
ความหมายด้วย

การตีความและลงขอ้ สรปุ ขอ้ มลู
การตีความและลงข้อสรุปข้อมูลเป็นการวิเคราะห์และลงข้อสรุปข้อมูลโดยอ้างอิง

ความสัมพันธ์ท่พี บภายในขอบเขตของข้อมลู ชดุ หน่งึ ๆ แยกการวิเคราะหเ์ ป็น 2 ประเด็นต่อเนอ่ื งกนั คอื
1. การลงข้อสรุปข้อมูลเป็นสารสนเทศ หมายถึง การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความสัมพันธ์

อยา่ งใดยา่ งหนึ่งระหว่างตัวแปรตา่ ง ๆ แล้วลงขอ้ สรุปเฉพาะข้อมูลชุดน้นั ตามความสัมพันธ์ท่ีพบการข้อสรุปคือ
สารสนเทศของขอ้ มูลชดุ นัน้

2. การลงขอ้ สรปุ โดยการตีความ หมายถึง การแปลหรือบรรยายความหมายของข้อมูลท่ีอยู่
นอกขอบเขตของชุดข้อมูล การให้ความหมายดังกล่าวจะอ้างอิงจากสารสนเทศของข้อมูลข้อมูลบางชุดอาจ
ต้องการข้อสรุปเฉพาะสารสนเทศ แต่ข้อมูลบางชุดอาจต้องการข้อสรุปข้อมูลจากการตีความ โดยผลของการ
ตีความนั้นต้องอ้างอิงสารสนเทศของข้อมูลนั้นการออกแบบจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการตีความและลง
ขอ้ สรปุ มี 2 รปู แบบ คอื

1. รูปแบบที่ 1 : อภปิ รายคำถามร่วมกบั นกั เรียนเพ่อื การตีความและลงข้อสรุปข้อมูล
สาระสำคัญการจัดกิจกรรม : จากข้อมูลที่จัดกระทำและสื่อความหมายแล้วอภิปราย
ร่วมกับนกั เรียนเพอื่ ลงข้อสรปุ ข้อมูล
จุดประสงค์การเรียนรู้ต้นแบบ : สามารถวิเคราะห์ อภิปราย และลงข้อสรุปข้อมูล
..............(ระบขุ ้อมลู ท่ีตอ้ งวิเคราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรปุ การตีความและลงข้อสรปุ ) (K)
ประเด็นที่ทาการวัดและประเมินผล : มี 2 ประเด็นคือการลงข้อสรุปข้อมูลและการ
ตคี วามขอ้ มูลและท้ัง 2 ประเด็นเป็นการประเมินดา้ น (K)
รูบรคิ สาหรบั การวัดและประเมินผล : จากประเด็นที่ทำการวดั และประเมินผลตัวรูบริค
ทสี่ ร้างขึน้ สำหรบั การวัดและประเมินผลประกอบดว้ ย
1. ระบอุ งค์รวมของข้อมลู (K)
2. ระบุจุดประสงคข์ องการวเิ คราะห์ข้อมูล (K)
3. แยกแยะข้อมลู ทงั้ หมดเปน็ องค์ประกอบย่อย (K)
4. อธบิ ายคณุ สมบตั เิ ฉพาะของแต่ละองค์ประกอบย่อย (K)
5. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบย่อยตามจุดประสงค์การวิเคราะห์ (K)
6. ลงขอ้ สรุปขอ้ มูลเปน็ สารสนเทศตามความสัมพันธ์ที่พบ (K)
7. ตคี วามขอ้ มลู โดยอ้างองิ สารสนเทศเพ่อื สรปุ เป็นความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ (K)
ความสอดคล้องกับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของ PISA : การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
สอดคล้องกับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของ PISA คือ สมรรถนะ C2 (3.2) : วเิ คราะห์และแปลความหมายข้อมูล
ทางวทิ ยาศาสตร์ และลงขอ้ สรุป ตัวอย่างการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เพื่อการตคี วามและลงข้อสรุปข้อมลู เชน่

38

ตัวอยา่ ง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อต้องการทดสอบสมมติฐานชนิดของใบไม้ที่ปรากฏสีอื่นจะมีสีเขียว
เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยข้อมูลการทดลองนำมาจัดกระทำและสื่อความหมายเพื่อการตีความและลงข้อสรุปดัง
ตารางข้างล่างตัวอย่างและลำดับขน้ั ของคำถามท่ีใชใ้ นการอภปิ รายเพื่อการตีความและข้อสรปุ ข้อมูล เชน่

ตาราง : แสดงชนดิ ของสีทีป่ รากฏในใบของพืชทแี่ ตกตา่ งกัน 4 ชนิดเมื่อใชว้ ิธีการแยกสที แี่ ตกตา่ งกนั 2 วิธี

ชนดิ ของใบพืช ชนดิ ของสีทป่ี รากฏจากวิธีการแยกสีทีแ่ ตกตา่ งกัน
หยดนำ้ ค้ันบนกระดาษกรอง จ่มุ แท่งชอลก์ ลงในน้ำค้นั

ใบมะมว่ ง เหลอื ง เขยี ว แสด เหลอื ง เขียว

โกสน เหลอื ง เขยี ว นำ้ ตาล เหลอื ง เขียว ส้ม

หัวใจสีมว่ ง มว่ ง เขยี ว แดง ม่วง เขียว

ใบนาก มว่ ง แดง เขยี ว น้ำตาล มว่ ง แดง เขียว น้ำตาล

1. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อระบุองค์รวมของข้อมูลตัวอย่างคำถาม เช่น ข้อมูลที่ปรากฏ
ดังตารางต้องการแสดงสิ่งใด ผลการอภิปรายคำถามควรตอบว่า แสดงผลการแยกสีของใบไม้ที่มีสีอื่นที่ไม่
ปรากฏสีเขยี ว

2. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อระบุจุดประสงค์ของการวิเคราะห์ข้อมูลตัวอย่างคำถาม เชน่
การวิเคราะหข์ ้อมลู จากตารางต้องการหาคำตอบเร่ืองใด ผลการอภปิ รายควรตอบว่า ตอ้ งการตรวจสอบว่าชนิด
ของใบไม้ทม่ี สี ีอน่ื จะมีสเี ขยี วเป็นส่วนประกอบอย่ดู ้วยหรือไม่

3. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อแยกแยะข้อมูลทั้งหมดออกเป็นองค์ประกอบย่อยตัวอย่าง
คำถาม เช่น ใบไม้ที่ปรากฏในตารางมีกี่ชนิดอะไรบ้าง ผลการอภิปรายต้องตอบว่ามี 4 ชนิดคือ ใบมะม่วงอ่อน
ใบโกสนใบหัวใจสีมว่ งและใบนาก

4. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่ออธิบายลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์ประกอบย่อยตัวอย่าง
คำถาม เช่น จงกลา่ วถึงลักษณะของสีตา่ ง ๆ ทีพ่ บในใบไมแ้ ต่ละชนดิ ผลการอภปิ รายตอ้ งตอบว่า

4.1 ใบมะมว่ งออ่ น
4.1.1 เมื่อแยกสีนำค้นั ด้วยกระดาษกรองสังเกตเห็นสีเหลอื ง เขยี ว แสด
4.1.2 เมอื่ แยกสีน้ำค้ันด้วยแทง่ ชอล์กสังเกตเหน็ สีเหลอื ง เขียว

4.2 ใบโกสน
4.2.1 เมอ่ื แยกสีน้ำคน้ั ด้วยกระดาษกรองสังเกตเห็นสีเหลือง เขียว
4.2.2 เมอื่ แยกสนี ้ำคน้ั ด้วยแท่งชอลก์ สงั เกตเห็นสเี หลือง เขียว

4.3 ใบหวั ใจสีมว่ ง
4.3.1 เมือ่ แยกสนี ้ำคน้ั ด้วยกระดาษกรองสังเกตเห็นสีม่วง เขยี ว
4.3.2 เมอ่ื แยกสนี ้ำคัน้ ดว้ ยแท่งชอล์กสังเกตเหน็ สมี ว่ ง เขยี ว

39

4.4 ใบนาก
4.4.1 เมื่อแยกสีน้ำค้ันดว้ ยกระดาษกรองสังเกตเห็นสมี ว่ ง แดง เขียว นำ้ ตาล
4.4.2 เมอ่ื แยกสีน้ำคั้นด้วยแท่งชอลก์ สงั เกตเห็นสมี ่วง แดง เขยี ว นำ้ ตาล

5. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบย่อย ตัวอย่าง
คำถาม เช่น เมื่อเปรียบเทียบสีชนิดต่าง ๆ ที่พบในใบไม้แต่ละชนิดแต่ละชนิดดังกล่าวข้อ 4.1–4.4 หรือดัง
ตารางผลการเปรียบเทียบเป็นไปตามจุดประสงค์ที่ต้องการวิเคราะห์หรือไม่ อย่างไร ผลการอภิปรายคำถาม
ต้องตอบว่า เป็นตามไปตามจุดประสงค์ของการศึกษากล่าวคือ พบสีเขียวในใบไม้แต่ละชนิดดังข้อ 4.1–4.4
หรือดงั ตาราง

6. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อลงข้อสรุปข้อมูลเป็นสารสนเทศตามความสัมพันธ์ที่พบ
ตัวอย่างคำถาม เช่น จากการตอบคำถามดังกล่าวข้อ 5 จะลงข้อสรุปตามความสัมพันธ์ที่พบอย่างไร ผลการ
อภิปรายควรสรปุ วา่ ใบมะม่วงอ่อน ใบโกสน ใบหัวใจ สีม่วง และใบนากถึงแม้จะมีสีอ่ืนแตท่ ุกชนิดจะมีสีเขียว
เปน็ ส่วนประกอบอยู่ดว้ ย

7. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อตีความข้อมูลโดยอ้างอิงสารสนเทศและสรุปเป็นความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ ตวั อย่างคำถาม เชน่

7.1 ถ้าทำการทดลองเช่นเดียวกันนี้กับใบไม้ชนดิ อื่นที่ไมม่ ีสีเขียวผลการทดลองจะคล้ายกับ
ผลการทดลองจากใบมะม่วงอ่อน ใบโกสน ใบหัวใจ สีม่วง และใบนากหรือไม่ อย่างไร ผลการอภิปรายควร
ตอบว่า ผลการทดลองจะคล้ายกัน เพราะใบไม้ชนิดอื่นมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับใบโกสน ใบหัวใจ สีม่วง และ
ใบนาก

7.2 จะสรปุ ผลการทดลองตามที่ต้องการตรวจสอบสมมตฐิ านวา่ อยา่ งไร เพราะเหตุใดจงึ เป็น
เช่นนั้น ผลการอภิปรายควรลงข้อสรุปว่า ใบไม้ถึงแม้จะมีสีอื่นแต่จะพบสีเขียวอยู่ด้วยเสมอทั้งนี้เพราะพืชต้อง
ใช้สีเขียวในใบไม้เพอ่ื ทำหน้าท่ีสรา้ งอาหาร

2. รูปแบบที่ 2 : นักเรยี นตีความและลงขอ้ สรปุ ด้วยตนเอง
สาระสำคัญการจัดกิจกรรม : จากข้อมูลการวัด การนับ การสังเกต หรือการทดลองที่
จดั กระทำและสือ่ ความหมายแลว้ ใหน้ ักเรียนตีความและลงขอ้ สรปุ ข้อมลู ด้วยตนเอง
จุดประสงค์การเรียนรู้ต้นแบบ : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
รูปแบบท่ี 1
ประเด็นการวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
รปู แบบท่ี 1
รูบริคสาหรับการวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการ
เรียนรู้รูปแบบที่ 1 (อสิ ระ ทับสสี ด, 2564 : เอกสารหมายเลข6)

40

การพัฒนาการเรียนการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์

(จินตนา ศิริธัญญารัตน์ และวิสาข์ จัติวัตร์ : 2558) การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการที่จะต้อง
ค้นคว้าหาความรู้ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาและเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต การค้นหาความรู้นำมาสร้าง
เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การจัดการด้านกระบวนการเรียนรู้
ทางด้านความรู้ ทักษะกระบวนการคิด การจัดการ จิตวิทยาศาสตร์ ทักษะการสื่อสาร การพัฒนาทาง
เทคโนโลยีเน้นการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ความรู้อย่างชาญฉลาดด้วยสติปัญญาอย่างรอบรู้ แต่ปัจจุบัน
สภาพการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึน้ มักจะมีเป้าหมายสำคัญเพือ่ การสอบแข่งขันเขา้
เรียนต่อในโรงเรียนดัง ๆ และข้อมูลใหม่ ๆ และได้เสนอหลักการแนวคิด หรือเตรียมสอบเข้าเรียนใน
มหาวิทยาลยั ดงั น้ันนกั เรียนสว่ นใหญจ่ งึ เขา้ ใจวา่ การเรยี นวิทยาศาสตร์ไม่ต่างอะไรกบั การเรยี นเน้ือหาความรู้ไว้
ท่องจำเพ่ือใหไ้ ด้คะแนนดี ๆ ทำให้การเรียนวทิ ยาศาสตร์ไม่มีความเป็นวทิ ยาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้แบบน้ีจึง
ไม่ส่งเสริมการคิดอย่างมีเหตุผลและไม่ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา กลายเป็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่การ
พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่บูรณาการกลยุทธ์การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงเพื่อส่งเสริม
ทักษะการคิดขั้นสูงในศตวรรษที่ 21 และจิตวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ซึ่งมีหลักการแนวคิด
และทฤษฎที เี่ กยี่ วกบั การพัฒนารปู แบบการเรยี นการสอน แนวคิดเกี่ยวกบั การวิจัยและพัฒนา (Research and
Development) โดยการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) แบบจำลองเชิงระบบ ADDIE
Model ปรบั ปรุงโดย Kevin Kruse (2011: 1) และแบบจำลองการออกแบบการสอนเชงิ ระบบของ Dick and
Carey (2005) การพฒั นารูปแบบการสอนของ Joyce and Weil (2009), ทิศนา แขมมณี (2545)

(จินตนา ศิริธัญญารัตน์ และวิสาข์ จัติวัตร์ : 2558) หลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการ
เรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงและจิตวิทยาศาสตร์คือทฤษฎีการเรียนรู้
กล่มุ มนษุ ยนิยม (Humanism) ทฤษฎกี ารเรยี นรขู้ อง Rogers (1969) และ Maslow (1970) ทฤษฎีพัฒนาการ
ทางสติปัญญาของ Piaget (1972) การเรียนรู้ที่เกิดจากกระบวนการค้นพบ (Discovery Learning) ของ
Bruner (1963) ทฤษฎีการร่วมมือกันสร้างความรู้ (Social Constructivism) ของ Vygotsky (1978) ทฤษฎี
การเรียนรู้อย่างมีความหมายของ Ausubel (1963) ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มผสมผสาน (Eclecticism) ของ
Gagne (1985) ตลอดจนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมจิตวิทยาศาสตร์ตามแนวคิดของ Visser (2000):
Honderich (1995) และ Sunal (2003) มุ่งใหผ้ เู้ รยี นได้เรยี นรู้เน้ือหาวชิ าไปพร้อม ๆ กบั การพัฒนาทักษะการ
คิดขั้นสูงและการพัฒนาคุณลักษณะที่สำคัญของมนุษย์ควบคู่กัน เพื่อช่วยพัฒนาให้นักเรียนบรรลุถึงขีดสูงสุด
ตามศักยภาพของตนเองและพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตได้อย่างวิทยาศาสตร์ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาและ
วิจยั สรา้ งสรรคใ์ นโลกยคุ ปจั จบุ นั

41

แบบฝกึ เสริมทักษะ

ความหมายของแบบฝกึ เสริมทกั ษะ
สมศักด์ิ สินธุระเวชญ์ (2524, หน้า 106) กล่าวว่าแบบฝึก คือการจัดประสบการณ์ที่เน้นการฝึกหัด
เพื่อให้เกิดความจำจนกระทั่งสามารถปฏิบัติได้โดยอัดโนมัติ ขั้นตอนในการสอนก็มักจะเริ่มต้นด้วยการบอก
หรอื ทำให้ดเู ปน็ ตวั อยา่ ง เเลว้ ใหผ้ ู้เรยี นทำตามและฝกึ หัดเรื่อยไปจนกระท่งั จำ และทำไดโ้ ดยอัตโนมัติ
สุรสิงห์ นิรชร (2527, หน้า 2) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกว่า แบบฝึกเป็นการจัดสภาพการณ์เป็น
การฝึกฝนทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนในชั่วโมงเพื่อให้เกิดความรู้เรื่องนั้นนอกจากนั้นยังช่วยตรวจสอบความ
เข้าใจของตนเอง และแกไ้ ขขอ้ บกพร่องต่าง ๆ ได้
วาสนา สุพัฒน์ (2530, หน้า 11) กล่าวว่าแบบฝึก หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่ครูมอบหมายให้
นักเรียนทำหรือทบทวนความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนไปแล้วทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะและพัฒนาทักษะ ซึ่งสามารถ
นำไปแก้ปัญหาได้
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2535, หน้า 16) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง สิ่งที่นักเรียนต้อง
ใช้ควบคู่กับการเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบฝึกที่ครอบคลุมกิจกรรมที่นักเรียนพึงกระทำ อาจกำหนดแยกเป็น
แต่ละหน่วย หรืออาจรวมเลม่ กไ็ ด้
ลักษณา อินทะจักร (2538, หน้า 161) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง แบบฝึกที่ครู
สร้างขึ้นโดยมีจดุ มุ่งหมายเพือ่ ใหน้ ักเรียนเกดิ การเรยี นรอู้ ย่างแท้จริง
ศศิธร ธัญลักษณานันท์ (2542, หน้า 375) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง แบบฝึก
เสรมิ ทกั ษะทใี่ ช้ฝึกความเข้าใจฝึกทักษะต่าง ๆ และทดสอบความสามารถของนกั เรยี นตามบทเรียนที่ครูสอนว่า
นักเรียนเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้มากน้อยเพยี งใด
Good (1973, p.224 อ้างถึงใน ลักษณา อินทะจักร, 2538, หน้า 160) ให้ความหมายแบบฝึกเสริม
ทกั ษะว่า หมายถึง งานหรือการบา้ นท่คี รูมอบหมายให้นักเรยี นทำเพ่ือทบทวนความรู้ท่ีได้เรยี นมาแล้ว และเป็น
การฝึกทกั ษะการใชก้ ฎใช้สูตรต่าง ๆ ท่ีเรยี นไป ดังนน้ั อาจกล่าวไดว้ ่า แบบฝกึ คอื สง่ิ ท่สี ร้างข้นึ เพื่อใช้ควบคู่กับ
การเรียนในวิชาต่าง ๆ เพื่อทบทวนความรู้ ความเข้าใจ และฝึกทักษะต่าง ๆ ที่ได้เรียนไป โดยมีจุดมุ่งหมายให้
นักเรียนเกดิ การเรียนรู้อย่างแท้จริง ซึ่งในระยะแรกเร่ิม ครอู าจช่วยแนะนำหรือทำให้ดเู ปน็ ตัวอย่างจนนักเรียน
เกิดความจำ ความเขา้ ใจ และสามารถนำไปปฏบิ ตั ิได้ด้วยตนเอง (มทุ ติ า อังครุ ะษี : 2559)
ประโยชน์ของแบบฝึกเสริมทกั ษะ
กมล ดิษฐกมล (2526, หน้า 18 อ้างถึงใน ลักษณา อินทะจักร, 2538, หน้า 163) กล่าวว่า แบบฝึก
เสริมทักษะเป็นหัวใจของการสอน การฝึกอย่างถูกวิธีเท่านั้นจะทำให้เกิดความชำนาญ คล่องแคล่วว่องไวและ
ทำไดโ้ ดยอตั โนมัติ
วีระ ไทยพานชิ (2528, หนา้ 11) ไดอ้ ธิบายว่า แบบฝกึ เสริมทักษะทำใหเ้ กิดการเรยี นรู้จากการกระทำ
จริง เปน็ ประสบการณต์ รงท่ผี เู้ รียนมีจดุ ประสงค์แนน่ อน ทำใหส้ ามารถรแู้ ละจดจำสิ่งที่เรยี นได้ดี จนนำไปใช้ใน
สถานการณ์เชน่ เดียวกันได้

42

Petty (1963, p.269) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกเสริมทักษะไว้อย่างชัดเจนว่าแบบฝึกเสริม
ทักษะเป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะเป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาร ะของครู
ไดม้ ากช่วยส่งเสรมิ ให้ทกั ษะทางภาษาคงทน ช่วยในเร่อื งความแตกตา่ งระหว่างบุคคล เพราะการให้นักเรียนทำ
แบบฝึกเสริมทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเองจะทำให้ประสบผลสำเร็จทางด้านจิตใจมาก ทั้งยัง
ชว่ ยให้นกั เรยี นสามารถทบทวนสิ่งทเี่ รยี นได้ดว้ ยตนเองและใชเ้ ป็นเคร่ืองมือวดั ผลการเรยี นได้อีกดว้ ย

กฤษดา บุญหมื่น (2556, ออนไลน์) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะมีความสำคัญในการฝึกฝนทักษะเพื่อช่วย
ให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะจากการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความรู้
ความเขา้ ใจ และทักษะกระบวนการตามจุดมุ่งหมายของแบบฝึกให้ผู้เรียนสามารถฝึกฝนจนเกิดความชาญในเนื้อหา
นั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความรู้ความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนมากขึ้นตามลำดับ แบบฝึกทักษะจึงถือได้
ว่าเป็นเครื่องประกอบการฝึกอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในการเรียนรู้ทักษะนั้น ๆ มากขึ้น มี
ประโยชน์ในการจัดการเรยี นการสอนหลายประการดว้ ยกัน ซ่ึงสามารถสรปุ ได้ดงั นี้

1. เปน็ เคร่ืองมอื ประกอบการเรยี นการสอน
2. ชว่ ยส่งเสริมให้ผูเ้ รียนเกิดทกั ษะตามที่ผ้สู รา้ งกำหนดไว้
3. ชว่ ยลดปัญหาการจัดการเรยี นการสอน
4. ชว่ ยฝึกความรับผดิ ชอบในการทำงาน
5. ชว่ ยให้ผูเ้ รียนเกดิ ความชำนาญในการเรียนรู้
6. ชว่ ยตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจของผเู้ รยี น
7. ช่วยเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการจดั การเรยี นการสอน
ดังนน้ั สามารถสรปุ ไดว้ ่า แบบฝึก เปน็ เคร่ืองมือประกอบการเรียนการสอนทช่ี ว่ ยสง่ เสริมทักษะให้เกิด
ความชำนาญในเร่ืองท่เี รียน ทำให้เกิดการเรยี นรู้จากการกระทำจริง ทำให้สามารถจดจำและเข้าใจในสิ่งท่ีเรียน
ได้ดี ชว่ ยใหน้ ักเรียนสามารถฝึกฝนและทบทวนสงิ่ ทีเ่ รยี นได้ด้วยตนเอง ช่วยลดปญั หาการจัดการเรียนการสอน
ช่วยฝึกความรับผิดชอบในการทำงาน ช่วยตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการ
เรียนได้ และชว่ ยเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการจดั การเรียนการสอน (มุทิตา องั ครุ ะษี : 2559)
ประเภทของแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ
สำลี รกั สุทธิ (ม.ป.ป. หน้า 31-32) กลา่ วไว้วา่ แบบฝกึ มี 3 ประเภท ดงั น้ี
1. แบบฝึกเสริมทักษะ เป็นแบบฝึกที่นำไป่ใช้กับนักเรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ มีความคิด
ความจำเปน็ พิเศษ สามารถเรียนรู้ไดเ้ ร็วเพียงแนะนำนดิ หน่อยก็เขา้ ใจได้ หรือกลุ่มนักเรยี นที่เรยี กวา่ อฆุ ฏิตัญญู
คือ กลุ่มนักเรียนท่ีมีสตปิ ัญญาเป็นเลิศนั่นเอง ดังนั้น แบบฝึกเสริมทักษะ จึงนำไปใช้เสริมเพื่อพัฒนาความเปน็
เลศิ ของนกั เรียนกลมุ่ นี้ให้กา้ วไปก่อนเพื่อน
2. แบบฝกึ ทกั ษะเป็นแบบฝึกที่นำไปใช้กับนักเรียนท่ีมีความสามารถระดับปานกลาง หรอื ท่ีเรียกว่า
เนยยะบุคคล คือกลุ่มนักเรียนสามารถฝึกได้ สอนได้ ใช้สื่อนวัตกรรมหรือแบบฝึกทักษะแล้วสามารถเข้าใจ
เน้ือหาได้ นักเรยี นกลมุ่ น้ีส่วนใหญ่แลว้ จะเปน็ กลมุ่ ใหญ่ เป็นกลมุ่ ปกติ

43

3. แบบฝึกซ่อมทักษะ เป็นแบบฝึกที่นำไปใช้กับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนมีความบกพร่อง
ด้านใดด้านหนึ่งเป็นนักเรียนที่มีสติปัญญาระดับต่ำ หรือเด็กแอลดี (LD-Learning Disability) หรือที่เรียกว่า
ปทปรมะ คือ นักเรียนมีปัญหาขัน้ วกิ ฤต

จากแนวคดิ ทกี่ ลา่ วมา สามารถสรุปได้วา่ แบบฝึก แบ่งได้เปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1. แบบฝึกเสริมทักษะ คือแบบฝึกที่นำไปใช้เสริมเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของนักเรียนที่มี

ความสามารถโดดเด่น สามารถเรยี นรูไ้ ด้เร็วให้กา้ วไปก่อนเพอื่ น
2. แบบฝึกทักษะ คือแบบฝึกที่นำไปใช้กับนักเรียนที่มีความสามารถระดับปานกลางที่สามารถฝึก

ได้ สอนได้
3. แบบฝึกซอ่ มทักษะคือแบบฝกึ ทีน่ ำไปใช้กับนักเรยี นที่มีปัญหาทางการเรยี น มคี วามบกพร่องด้าน

ใดดา้ นหนึ่งเปน็ นักเรียนท่มี สี ตปิ ัญญาระดบั ต่ำ
หลกั ในการสรา้ งแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ
แบบฝึกท่ดี ีควรมคี วามเหมาะสมกับบทเรยี น วยั และความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน มีรูปแบบ

ท่นี ้ำสนใจ อันเป็นผลมาจากการศึกษาค้นคว้าจนแตกฉานในเรื่องทจี่ ะสอนและฝึกรวมถึงการวางระบบข้ันตอน
ท่ดี ีของผูจ้ ัดทำ ซ่ึงมีหลกั การที่สำคญั ดังตอ่ ไปน้ี

Barnett (1969 , p.11 อ้างถึงใน ชาญวิทย์ เทียมบุญประเสริฐ, 2539, หน้า 29) ได้ให้คำแนะนำ
เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกว่า แบบฝึกที่ดีควรมีข้อแนะนำการใช้ ควรให้มีตัวเลือกแบบตอบจำกัดและตอบแบบ
เสรี คำส่ังหรอื ตัวอย่างทีย่ กเปน็ ข้อความหรือเปน็ แบบฝกึ ไม่ควรยาวเกนิ ไปหรือยากแก่การเขา้ ใจ ถ้าต้องการให้
ศกึ ษาด้วยตนเอง แบบฝึกนัน้ ควรมหี ลายรปู แบบและให้ความหมายแกผ่ ้เู รยี น

เกสร รองเดช (2522, หนา้ 36-37) ได้เสนอแนะแนวทางในการสรา้ งแบบฝกึ เสริมทกั ษะไว้ ดงั น้ี
1. สร้างแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะให้เหมาะสมกบั วัยของนักเรียน คือ ไมง่ า่ ยไม่ยากจนเกนิ ไป
2. เรยี งลำดับแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะจากงา่ ยไปหายาก
3. แบบฝึกเสริมทักษะบางแบบควรใช้ภาพประกอบ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน ซึ่งจะช่วย

ใหน้ ักเรยี นประสบความสำเรจ็ ในการฝึก และจะชว่ ยยว่ั ยใุ ห้ตดิ ตามต่อไปตามหลกั ของการจูงใจ
4. แบบฝกึ เสริมทักษะทีส่ ร้างขึ้นเป็นแบบฝึกส้ัน ๆ ง่าย ๆ ใชเ้ วลาในการฝึกประมาณ 30 ถึง 45 นาที
5. เพื่อป้องกันความเบื่อหน่าย แบบฝึกต้องมีลักษณะต่าง ๆ เช่น ประสมคำจากภาพ เล่นกับบัตร

ภาพ เติมยำลงในช่องว่าง อา่ นคำประพันธ์ ฝกึ ร้องเพลง และใช้เกมตา่ ง ๆ ประกอบ
Bock (1993), p.3 ไดใ้ หข้ ้อพจิ ารณาในการสร้างแบบฝกึ เสริมทักษะ ดงั น้ี
1. กำหนดจุดประสงคใ์ ห้ชัดเจน เพ่ือช่วยให้ผ้เู รียนได้ทราบจุดมงุ่ หมายของแบบฝกึ เสริมทักษะ
2. ให้รายละเอียดต่าง ๆ เช่น คำแนะนำในการทำแบบฝึกเสริมทักษะหรือขั้นตอนในการทำอย่าง

ละเอยี ด
3. สรา้ งแบบฝึกเสริมทักษะใหม้ ีรูปแบบท่ีหลากหลาย เพอ่ื สรา้ งความเข้าใจใหก้ ับนักเรียนมากที่สุด

เช่น แบบฝึกเสริมทักษะอาจใช้รูปแบบง่าย ๆ โดยเริ่มจากการให้นักเรียนตอบคำถามในลักษณะถูกผิดจนถึง
การให้นกั เรียนแสดงความคิดเห็น

44

4. แบบฝึกเสริมทักษะควรสร้างความเข้าใจให้กับนักเรียน เช่น การให้นักเรียนเขียนเรียงลำดับ
เหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ลงในตารางหรือแผนภูมิทีก่ ำหนดให้

Haress (ม.ป.ป. อ้างถึงใน อังสุมาลิน เพิ่มผล, 2542, หน้า 14) ได้กล่าวถึงหลักการสร้างแบบฝึกว่า
แบบฝึกจะต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน และควรสร้างโดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการแก้ปัญหาและการ
ตอบสนองไว้ ดังนี้

1. สรา้ งแบบฝึกหลาย ๆ ชนิด เพือ่ เรา้ ใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความสนใจ
2. แบบฝึกทส่ี ร้างขน้ึ น้นั จะต้องให้ผู้เรยี นสามารถพจิ ารณาไดว้ ่าต้องการใหผ้ ้เู รยี นทำอะไร
3. ใหผ้ ูเ้ รยี นได้นำสิ่งทเี่ รียนรู้จากการเรยี นมาตอบในแบบฝึกใหต้ รงตามเป้าหมาย
4. ใหผ้ ูเ้ รยี นตอบสนองสิ่งเรา้ ด้วยการแสดงความสามารถและความเขา้ ใจในการฝกึ
5. กำหนดใหช้ ัดเจนว่าจะให้ผูเ้ รียนตอบแบบฝกึ แต่ละชนิด แตล่ ะรูปแบบดว้ ยวิธกี ารตอบอยา่ งไร
ถวัลย์ มาศจรัส (2546, หนา้ 20) ได้กลา่ วถึงการสร้างและจัดทำแบบฝกึ หดั แบบฝึกทกั ษะไว้ ดังน้ี
1. ศึกษาเนื้อหาสาระสำหรบั การจดั ทำแบบฝกึ หัด แบบฝึกทกั ษะ
2. วิเคราะหเ์ น้ือหาสาระโดยละเอยี ด เพ่อื กำหนดจดุ ประสงค์ในการจัดทำ
3. ออกแบบการจดั ทำแบบฝกึ หดั แบบฝกึ ทกั ษะตามจุดประสงค์
4. สร้างแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ และส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบบทดสอบก่อนฝึก บัตรคำสั่ง
ขนั้ ตอนกจิ กรรมท่ีผ้เู รียนต้องปฏบิ ตั ิ แบบทดสอบหลงั เรียน
5. นำแบบฝึกหดั แบบฝึกทักษะ ไปใชใ้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ปรับปรุง พฒั นาให้สมบูรณ์จาก
หลกั การและข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากนกั การศกึ ษาดงั ทีก่ ลา่ วมานี้ สรุปได้ว่า
การสร้างแบบฝกึ ตอ้ งมคี วามเหมาะสมกับพัฒนาการของผเู้ รยี นมรี ูปแบบทน่ี ่าสนใจมลี ำดับข้ันตอนการ
เรียนรูท้ ่เี ปน็ ระบบระเบียบ มคี วามเหมาะสมกับทกั ษะที่ต้องการวัด เขา้ ใจงา่ ย รวมท้ังมกี ารประเมินผลโดยแจ้ง
ผลความก้าวหน้าในการฝึกให้นักรียนทราบทันทีทุกครั้ง ทั้งนี้ผู้จัดทำควรตั้งวัตถุประสงค์ในการสร้างแบบฝึก
และศึกษาเนื้อหาในเรื่องน้ันให้เข้าใจเสียก่อน แล้วจึงดำเนินการสร้างแบบฝกึ โดยคำนึงถึงหลกั จิตวิทยาในการ
เรียนรดู้ ว้ ย (มุทิตา อังคุระษี : 2559)
องคป์ ระกอบของแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ
แบบฝกึ ที่สมบรู ณ์ ควรประกอบข้ึนดว้ ยส่วนต่าง ๆ ท่สี ำคญั ตอ่ การใชง้ าน ซงึ่ นักการศกึ ษาหลายท่านได้
กล่าวไว้ว่าแบบฝึกควรมีองค์ประกอบดงั ตอ่ ไปนี้
บญุ ชม ศรสี ะอาด (2537, หนา้ 95) กล่าวว่า แบบฝึกมีส่วนประกอบสำคัญ 4 อยา่ งคือ
1. คู่มือครูหรือคู่มือการใช้แบบฝึก เป็นคู่มือที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ศึกษาและปฏิบัติตาม เพื่อให้
บรรลผุ ลอย่างมีประสทิ ธิภาพ อาจประกอบด้วยแผนการสอนและคำอธบิ ายการจัดกจิ กรรมการสอน
2. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้สำหรับวัดความก้าวหน้าที่เกิดจาก
การเรียนของผูเ้ รยี น
3. ชดุ ฝกึ ปฏบิ ตั ิ เปน็ แบบฝกึ หัดหรือบัตรคำส่งั ท่รี ะบกุ ิจกรรมเพ่ือใหผ้ ู้เรยี นปฏิบตั ติ ามลำดับขั้นตอน
ของการเรยี น

45

4. สื่อการสอน เป็นสื่อต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับเนื้อหาและประสบการณ์ อาทิ รูปภาพ สไลด์ เทป
บันทกึ เสียง บัตรคำ ฯลฯ

สุนนั ทา สนุ ทรประเสริฐ (2547, หน้า 42) กลา่ วถงึ ส่วนประกอบสำคญั ของแบบฝกึ มดี ังนี้
1. คู่มือการใช้แบบฝึก เป็นเอกสารสำคัญประกอบการใช้แบบฝึกว่าใช้เพื่ออะไรและมีวิธีการใช้

อย่างไร ซึง่ ประกอบดว้ ย
1.1 ส่วนประกอบของแบบฝึก ระบุว่า แบบฝึกชุดนี้มีกี่ชุด อะไรบ้าง และส่วนประกอบอื่น ๆ

เช่น แบบทดสอบ หรือแบบบนั ทึกผลการประเมิน
1.2 สิ่งทค่ี รูหรอื นักเรยี นต้องเตรยี มล่วงหน้ากอ่ นเรียน
1.3 จุดประสงคใ์ นการใชแ้ บบฝึก
1.4 ข้ันตอนการใช้แบบฝกึ
1.5 เฉลยแบบฝึก

2. แบบฝกึ ควรประกอบดว้ ย
2.1 ชอื่ ชดุ ฝกึ ในแตล่ ะชุดยอ่ ย
2.2 จุดประสงค์
2.3 คำสัง่
2.4 ตวั อยา่ ง
2.5 ชุดฝกึ
2.6 ภาพประกอบ
2.7 แบบทดสอบก่อนและหลงั เรียน
2.8 แบบประเมนิ บันทกึ ผลการใช้

สุจิต เหมวัล (2555, หน้า 12-13) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่าองค์ประกอบของแบบฝึกทักษะในแต่ละเล่ม
ควรมดี ังนี้

1. ปกนอก
2. ปกใน
3. คำนำ
4. สารบญั
5. สาระการเรียนรู้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะ และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคท์ ตี่ ้องการฝกึ
6. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
7. ใบความรู้
8. ใบกจิ กรรม/แบบฝกึ /กิจกรรมฝึก
9. แบบฝึกหดั
10. แบบทดสอบหลังเรียน
11. บรรณานกุ รม


Click to View FlipBook Version