The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yositaphotiken, 2022-04-06 15:38:44

วิจัยการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

วิจัยการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

46

12. เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
13. เฉลย/แนวคำตอบแบบฝกึ หัด
14. เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
15. ปกหลงั
จากข้อเสนอแนะดังกลา่ วพอสรปุ ไดว้ า่ แบบฝึกเสริมทกั ษะ ควรมอี งคป์ ระกอบทส่ี ำคญั ดงั ต่อไปน้ี
1. ปกหน้า
2. ปกใน
3. ภาพประกอบ
4. คำนำ
5. คำแนะนำหรอื คำชแ้ี จงในการใช้แบบฝกึ
6. สารบัญ
7. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
8. ใบความรู้
9. ตัวอยา่ ง
10. แบบฝึกทกั ษะ
11. แบบทดสอบหลังเรียน
12. เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
13. เฉลยคำตอบแบบฝึกหดั
14. เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน
15. บรรณานกุ รม
16. ปกหลัง
(มทุ ติ า องั ครุ ะษี : 2559)
ลกั ษณะของแบบฝกึ เสรมิ ทักษะท่ีดี
ในการสร้างแบบฝึกสำหรับเด็กนั้นมีปัจจัยที่ควรคำนึงถึงหลายประการ ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้
ให้ขอ้ เสนอแนะเก่ยี วกับลักษณะของแบบฝึกทีด่ ีไว้ดังต่อไปน้ี River (1968, pp. 97-105) กล่าวถึงลักษณะของ
แบบฝกึ ทีด่ ีไว้ ดงั นี้
1. นักเรียนควรได้มีโอกาสในการฝึกในการเรียนเรื่องหนึ่ง ๆ มาก่อนแล้วจึงจะมีการฝึกเรื่องอื่น ๆ
ตอ่ ไป ซ่งึ เปน็ การสอนไมใ่ ช่การสอบ
2. การฝกึ แตล่ ะคร้งั ควรฝกึ เพียงลักษณะเดียว
3. ควรฝึกให้เช่อื มโยงระหว่างโครงสร้างใหมก่ ับส่ิงทเ่ี รียนรแู้ ลว้
4. สิง่ ท่ีใชฝ้ กึ แต่ละครั้งควรเปน็ แบบส้ัน ๆ
5. ข้อความ หรอื เน้อื หาทใี่ ช้ในแบบฝกึ ควรเก่ยี วข้องกบั ชวี ิตประจำวนั
6. ควรให้นกั เรียนได้ฝกึ กระบวนการคิดด้วย

47

7. แบบฝกึ ควรมีหลาย ๆ แบบ เพื่อไมใ่ ห้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย
8. ควรฝึกในสง่ิ ทีน่ ักเรยี นสามารถนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั ได้
กรรณิการ์ พวงเกษม (2540, หน้า 8-9) กล่าวว่า แบบฝึกที่จะทำให้นกั เรียนเกิดทกั ษะที่ดีและถูกต้อง
ควรมลี ักษณะ ดังน้ี
1. ควรมคี วามชัดเจนทง้ั คำสั่งและ วธิ ีทำ คำสง่ั หรือตัวอย่างไมค่ วรยาวเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจ
ยาก ควรปรบั ให้ง่ายเหมาะสมกบั ผ้ใู ช้ ทั้งน้ีเพอื่ ให้นกั เรียนสามารถศกึ ษาได้ด้วยตนเอง
2. ควรมีความหมายต่อผูเ้ รยี นและตรงจดุ มงุ่ หมายของการฝึก ลงทนุ น้อยใช้ได้นาน และทันสมัยอยู่เสมอ
3. ภาษาและภาพทใี่ ช้มีความเหมาะสมกับวยั และพ้ืนฐานความรู้ของนักเรียน
4. ควรแยกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป ควรมีกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อให้
นักเรียนเกดิ ความสนใจและไม่น่าเบอ่ื ในการทำ และเพ่อื ฝึกทกั ษะด้านใดด้านหนง่ึ จนเกดิ ความชำนาญ
5. ควรมที ง้ั กำหนดคำตอบให้และแบบให้ตอบโดยเสรี การเลอื กใชค้ ำ ขอ้ ความหรือรูปภาพในแบบ
ฝกึ ควรเปน็ สิ่งทน่ี ักเรียนคนุ้ เคยและตรงกับความสนใจ
6. ควรเปดิ โอกาสให้ผู้เรยี นได้ศึกษาดว้ ยตนเอง ให้ร้จู กั คน้ ควา้ รวบรวมส่งิ ทพ่ี บเหน็ บ่อย ๆ จะทำให้
นักเรียนเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ได้ดี ใช้ได้อย่างถูกต้องมีหลักเกณฑ์ และมองสิ่งที่เขาได้รับการฝึกฝนนั้นมี
ความหมายต่อผู้ฝกึ ตลอดไป
7. มีผลตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันใน
หลาย ๆ ด้านเช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญา และประสบการณ์จะนั้นการจัดทำ
แบบฝึกควรจัดทำให้มากพอ และควรมีทุกระดับตั้งแตง่ ่าย ปานกลางจนถึงระดับค่อนขา้ งยาก เพื่อที่ว่าเด็กท้ัง
เก่ง ปานกลาง และออ่ นจะได้ทำได้ตามความสามารถเพ่ือให้เด็กนักเรยี นทุกคนได้ประสบความสำเร็จในการทำ
แบบฝึก
8. ควรเร้าความสนใจตัง้ แตก่ ิจกรรมแรกจนถึงกจิ กรรมสุดทา้ ย
9. ควรได้รบั การปรับปรุงควบคู่ไปกบั หนงั สือแบบเรียนอยู่เสมอ และควรใช้ไดด้ ที ั้งในห้องและนอก
ห้องเรียน
10. ควรเป็นแบบฝึกที่ครูสร้างให้นักเรียนได้ฝึกหัด แล้วสามารถประเมินและจำแนกความเจริญ
งอกงามของเด็กได้ด้วย
รัชนี ศรีไพวรรณ (25 17, หน้า 56) กล่าวไว้ว่า แบบฝึกที่ดีมีประโยชน์คอื ช่วยเสริมสร้างและเพิ่มพูน
ความรู้ความเข้าใจ ความจำ แนวทางและทักษะในการแก้ไขปัญหาของนักเรียนที่ใช้เป็นเครื่องมือประเมินผล
การสอนของครู สามารถแกไ้ ขได้ตรงจุดแล้วสามารถใช้เป็นเครื่องมือประเมนิ ผลการเรียนของนกั เรียน ทำให้ครู
ทราบข้อบกพร่องจุดอ่อนของนักเรียนแต่ละคนในแตล่ ะเร่ืองแต่ละตอนและสามารถคิดหาทางช่วยเหลือแก้ไข
ได้ทนั ทว่ งที แล้วยงั ชว่ ยให้นักเรียนทราบจดุ อ่อนข้อบกพร่องของตนเองได้เชน่ กนั ช่วยกระต้นุ ให้นักเรียนอยาก
ทำแบบฝึกหัด และได้ฝกึ ฝนทกั ษะได้เต็มท่ี ได้ตรงจุดทีต่ ้องการฝึก ทำให้นักเรียนเกดิ ความเช่ือมั่นในตนเอง คิด
อย่างมีเหตุผล แสดงความคิดออกมาอย่างมีระเบียบ ชัดเจน และรัดกุมเปน็ การลงทนุ ที่คุ้มค่าประหยัดท้งั เวลา
และเงิน

48

จากข้อเสนอแนะดังกล่าวพอสรุปได้ว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดี ควรเร้าความสนใจของผู้เรียนให้เกิด
ความอยากที่จะทำแบบฝึก มีภาพประกอบ ใช้ภาษาที่กระชับ เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มี
คำอธิบายชัดเจน อาจมีตัวอย่างประกอบในแต่ละเรื่อง มีเนื้อหาเหมาะสมกับพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน
เรียงลำดับการฝึกจากง่ายไปหายาก ฝึกได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แก้ปัญหาได้ตรงจุด และให้ผู้เรียนสามารถใช้
แบบฝึกเรยี นรู้ไดด้ ้วยตนเอง (มทุ ติ า อังคุระษี : 2559)

ขน้ั ตอนการสรา้ งแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ
พรรณธภิ า อ่อนแสง (2532, หนา้ 48) ได้สรุปว่าการสร้างแบบฝกึ ควรมขี ั้นตอนดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ตง้ั วตั ถุประสงค์
2. ศึกษาเกยี่ วกับเนอ้ื หา
3. ข้นั ตอนในการสร้างแบบฝกึ

3.1 ศึกษาปัญหาขอ้ บกพรอ่ งของเด็กในการเรยี นการสอน
3.2 ศึกษาจิตวิทยาและกระบวนการเรียนรู้
3.3 ศกึ ษาเนือ้ หาวชิ า
3.4 ศึกษาลักษณะของแบบฝกึ
3.5 กำหนดรูปแบบการสร้างแบบฝกึ ใหต้ รงกับเนื้อหาท่ตี อ้ งการแก้ไข
ประพนธ์ จา่ ยเจริญ (2536, หน้า 15) ได้ใหแ้ นวทางในการดำเนินการสร้างแบบฝึกไวด้ ังน้ี
1. กำหนดจดุ มุง่ หมาย และวางแผนในการดำเนนิ การสร้างแบบฝกึ หดั
2. วิเคราะห์ทักษะและเนื้อหาวิชาที่ต้องการสร้างแบบฝึกหัดเป็นทักษะย่อย ๆ และเขียน
จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรมตามทักษะ และเนอื้ หาย่อย ๆ นั้น
3. เขียนแบบฝึกหัดตามเนื้อหา และจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กำหนดไว้ให้สอดคล้องกับหลัก
จติ วิทยาการเรียนรู้ และจิตวิทยาพัฒนาการตามวยั ของผเู้ รยี น
4. กำหนดรูปแบบของแบบฝกึ หดั
Butts (1974 อ้างถึงใน น้ำฝน ปาจีนบูรวรรณ์, 2546, หน้า 19-20) ได้กล่าวถึงหลักในการสร้างแบบ
ฝึกไว้ ดังนี้
1. ก่อนที่จะสรา้ งแบบฝึก จะตอ้ งกำหนดโครงร่างไว้ก่อนว่าจะเขยี นแบบฝึกเกี่ยวกับเรื่องอะไรและ
มีวัตถปุ ระสงค์อยา่ งไร
2. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ งกับเร่ืองทีจ่ ะทำ
3. เขยี นวตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม
4. กำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อย ๆ โดยคำนึงถงึ ความเหมาะสมของผู้เรียน
5. กำหนดอปุ กรณ์ทจี่ ะใชใ้ นกจิ กรรมแตล่ ะข้ันตอนให้เหมาะสม
6. กำหนดเวลาท่ใี ช้ในกจิ กรรมแต่ละขัน้ ตอนใหเ้ หมาะสม
7. กำหนดเกณฑ์การประเมนิ ผลวา่ จะประเมนิ ผลอยา่ งไร

49

จากแนวทางในการดำเนนิ การสรา้ งแบบฝึกท่ีนกั การศึกษาหลาย ๆ ทา่ นได้ใหข้ อ้ เสนอแนะไว้ สามารถ
สรุปไดว้ า่ การสร้างแบบฝึกควรมขี ัน้ ตอนดงั ต่อไปนี้

1. ศกึ ษาปญั หาและความตอ้ งการในการสรา้ งแบบฝึก
2. ศกึ ษาเน้อื หาวิชาหรือเรือ่ งท่ีต้องการนำมาสรา้ งแบบฝึก และวิเคราะห์
3. วิเคราะห์เนื้อหาหรือทักษะที่ต้องการสร้างแบบฝึกเป็นทักษะย่อย ๆ โดยเรียงลำดับจากง่ายไป
หายาก
4. กำหนดรปู แบบของแบบฝกึ ให้สอดคลอ้ งกบั เนอื้ หา และนา่ สนใจ
5. ดำเนนิ การสรา้ งแบบฝึก
6. นำแบบฝึกไปทคลองใช้ และตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาข้อบกพร่อง คุณภาพ
และปรับปรุงแกไ้ ข
7. รวบรวมเป็นชดุ จัดทำคำชีแ้ จง คู่มอื การใช้ เพื่อนำไปใช้ตอ่ ไป
(มุทติ า อังคุระษี : 2559)

การจัดการเรยี นการสอน

การจัดการเรียนการสอนเป็นกระบวนการนำระเบียบวิธีวิจัยไปใช้พัฒนาสื่อนวัตกรรมทางการศึกษา
เพ่อื ใชป้ ระโยชน์ในการพฒั นาการจดั การเรียนการสอนให้มปี ระสิทธิภาพ เปน็ การทำงานรว่ มกันระหว่างวิธีการ
วจิ ัยกบั วิธีการพัฒนา ดงั นน้ั กระบวนการวิจยั และพัฒนาจึงมรี ูปแบบ (Models) ทแ่ี ตกตา่ งกัน รูปแบบการวจิ ัย
และพัฒนาทางการศึกษาที่มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางรูปแบบหนึ่ง ได้แก่ รูปแบบเชิงระบบ (Systems
Approach Model) ท่ีออกแบบโดย Walte Dick and Lou Carey (Gall, Borg and Gall. 1996 : 771-798)
เปน็ รูปแบบที่ใชส้ ำหรับวจิ ยั และพัฒนาโปรแกรมการเรยี นการสอน ประกอบไปดว้ ย 10 ข้นั ตอน ดังนี้

ขั้นตอนท่ี 1 กำหนดเป้าหมายของการเรียนการสอน (Indentify Instructional Goals) เป็นขั้นตอน
ของการนิยามเป้าหมายของโปรแกรมการเรียนการสอน วิธีการที่จะช่วยให้นิยามเป้าหมายของโปรแกรมการ
เรียนการสอนได้อยา่ งชัดเจนและเหมาะสม ทำไดโ้ ดยการประเมินความต้องการจำเป็น (Needs assessment)
ซึ่งจะทำใหไ้ ด้ข้อมูลเกี่ยวกบั ปญั หา และอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนท่ีแท้จรงิ รวมทัง้ ความตอ้ งการของ
ผู้เรียน ซงึ่ จะนำไปส่กู ารกำหนดเป้าหมายของโปรแกรมการเรียนการสอนท่ีต้องการพฒั นาได้อย่างเหมาะสม

ขน้ั ตอนท่ี 2 ดำเนินการวิเคราะห์การเรยี นการสอน (Conduct Instructional Analysis) เปน็ ขั้นตอน
ของการวิเคราะห์การเรียนการสอนอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับทักษะขั้นตอนการปฏิบัติ และภารกิจ
การเรยี นรขู้ องผ้เู รยี นในระบบการจัดการเรยี นการสอน

ขั้นตอนท่ี 3 กำหนดพฤติกรรมก่อนเรียน และคุณลักษณะที่สำคัญ (Identify Enty Behaviors,
Characteristics) เป็นขั้นตอนของการนำข้อมูลจากการวิเคราะห์การเรียนการสอนมากำหนดเป็นพฤติกรรม
ทักษะและคุณลักษณะอื่น ๆ ที่จะนำไปสู่การบรรลเุ ปา้ หมายของการเรยี นการสอน ขั้นตอนนี้มักจะดำเนินการ
ไปพร้อม ๆ กบั ขน้ั ตอนที่ 2 เนอ่ื งจากเก่ยี วข้องและต่อเน่อื งกัน

50

ขั้นตอนที่ 4 เขยี นจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม (Write Performance Objectives) เป็นขั้นตอนของการ
แปลงเป้าหมายของการเรียนการสอน ภายใต้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ระบบการเรียนการสอนให้เป็น
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมทชี่ ัดเจน จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรมจะเป็นตัวกำหนดวธิ ีการเรียนการสอนท่ีเหมาะสม
กบั ผ้เู รยี นระดบั ตา่ ง ๆ เป็นพื้นฐานในการวางแผนสร้างแบบทดสอบ สรา้ งส่ือการเรยี นการสอน และระบบการ
เรียนการสอน

ข้ันตอนที่ 5 พัฒนาข้อทดสอบอิงเกณฑ์ (Develop Criterion-referenced Test Item) เป็นขั้นตอน
ของการพัฒนาขอ้ ทดสอบเพื่อใช้สำหรบั วินิจฉัยเพือ่ จัดกลุม่ ผู้เรยี น ใช้ตรวจสอบความกา้ วหน้าของผูเ้ รียน และ
ใชส้ ำหรับประเมนิ ประสทิ ธผิ ลของโปรแกรมการเรยี นการสอน

ขั้นตอนท่ี 6 พัฒนายุทธศาสตร์การเรียนการสอน (Develop Instructional Strategy) เป็นขั้นตอนของ
การกำหนดยุทธศาสตร์หรือแนวทางการเรียนการสอน เพอ่ื ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรยี นการสอน

ขั้นตอนท่ี 7 พฒั นาและเลือกส่ือการเรยี นการสอน (Develop and Select Instructional Materials)
เป็นข้ันตอนการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน ซึ่งอาจจะรวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น แบบเรียน คู่มือการฝึกอบรม
เทปบันทกึ เสยี ง เทปบันทึกภาพ คมู่ ือครู แผนการเรยี นรู้

ขั้นตอนท่ี 8 ออกแบบและดำเนินการประเมินเพื่อปรับปรุง (Design and Conducts Formative
Evaluation) เป็นขั้นตอนการประเมินระหว่างดำเนินการเรียนการสอนตลอดโปรแกรม เพื่อนำข้อมูลไปใช้
ตัดสนิ ใจปรบั ปรงุ การเรยี นการสอนในช้นั ที่ 9 การประเมนิ ในขน้ั น้มี กั จะดำเนนิ การโดยเจ้าของโปรแกรมซึ่งเป็น
ผ้ใู กลช้ ิดกบั โปรแกรมทส่ี ุด

ขั้นตอนที่ 9 ปรับปรงุ การเรียนการสอน (Revise Instruction) เป็นขนั้ ตอนของการนำผลการประเมิน
ระหว่างดำเนินการมาใชป้ รับปรุงการเรยี นการสอน โดยอาจพจิ ารณาปรบั ปรุงได้ตัง้ แต่ข้นั ตอนท่ี 1 ถงึ ขนั้ ตอนที่
7 แล้วแต่ผลการประเมนิ ว่าจะต้องปรบั ปรุงในขัน้ ตอนใด อาจเป็นการปรับปรุงเป้าหมายการเรียนการสอน การ
วิเคราะหก์ ารเรียนการสอน พฤติกรรมที่ตอ้ งการวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม แบบทดสอบยทุ ธศาสตร์การเรยี น
การสอน และสือ่ การเรียนการสอน

ขั้นตอนท่ี 10 ออกแบบและดำเนินการประเมินสรุปผล (Design and Conduct Summative
Evaluation) เป็นขั้นตอนการประเมินเมื่อจบการเรียนการสอนตามโปรแกรมแล้ว เพื่อตัดสินคุณค่าของ
โปรแกรมการเรียนการสอนโดยอาจเปรียบเทียบกับโปรแกรมอืน่ ๆ ที่คล้ายคลึงกัน การประเมินเพื่อสรุปผลน้ี
ควรดำเนนิ การโดยผ้ปู ระเมนิ ท่ีไมใ่ ช่เจา้ ของโปรแกรมการเรียนการสอน ดงั แผนภาพท่ี 1

แผนภาพที่ 1 : รปู แบบการวิจยั และพฒั นาการเรียนการสอนของ Walter Dick and Lou Carey

51

นอกจากนี้ยงั มรี ปู แบบการออกแบบ และพัฒนาการเรยี นการสอน (Generic Model, ADDIE Model)
ซง่ึ ประกอบด้วย 5 ขัน้ ตอน ดงั นี้ (Donald Clark. 2003 : 12)

ขัน้ ตอนท่ี 1 การวเิ คราะห์ (Analysis) เปน็ ข้นั ตอนของการวิเคราะห์ความตอ้ งการจำเป็น เพอ่ื ให้ทราบ
ว่า มีปัญหาอะไรบ้างที่เป็นความจำเป็นที่แท้จริงต้องปรับปรุงแก้ไข ทำได้โดยการศึกษาสภาพแวดล้อมที่
เกี่ยวข้องอย่างละเอียดครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ค่านิยม ความรู้สึกนกึ
คดิ ของผ้เู กย่ี วข้อง จากนั้นกำหนดสภาพที่ต้องการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างสภาพท่ีเป็นจริงกับสภาพ
ที่ต้องการนั้นสภาพที่ไมส่ อดคล้องกันคือ ปัญหาที่เป็นความจำเปน็ ทีแ่ ท้จรงิ อันจะนำไปสู่การกำหนดเป้าหมาย
ของการพฒั นา

ขั้นตอนท่ี 2 การออกแบบ (Design) เป็นขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือวิธีการที่จะทำให้บรรลุ
เปา้ หมายในการแกป้ ญั หาหรอื พัฒนาใด ๆ ตามท่ีกำหนด รายละเอียดของการออกแบบมักจะประกอบด้วยการ
กำหนดวตั ถปุ ระสงค์ของการใช้ผลิตภณั ฑ์ การกำหนดรายละเอียด และข้ันตอนของผลิตภณั ฑ์

ขั้นตอนที่ 3 การพัฒนา (Development) เป็นขั้นตอนการดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามรายละเอียดที่
ออกแบบไว้ รวมทงั้ พฒั นาเคร่ืองมือ วัสดุอปุ กรณป์ ระกอบการใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

ขน้ั ตอนที่ 4 การนำไปใช้ (Implementation) เป็นขัน้ ตอนของการนำผลิตภณั ฑท์ ี่พฒั นาขึ้นไป
ขนั้ ตอนที่ 5 การประเมินผล (Evaluation) เปน็ ขั้นตอนของการประเมนิ ผลของการใช้ผลติ ภัณฑ์ หาก
ผลที่ได้ไมเ่ ป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดต้องมีการปรับปรุงแก้ไข หากผลที่ได้เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกำหนดกส็ ามารถ
เผยแพร่ตอ่ ไปภาคสนาม

แผนภาพท่ี 2 : แสดงรปู แบบทว่ั ไปของการออกแบบและพฒั นาการเรยี นการสอน (Generic Model)

(Donald Clark. 2003 : 12) การประยุกต์ใช้การวิจัยและพัฒนาสู่การจัดการเรียนการสอนการวิจัย
และพัฒนาการจัดการเรียนการสอน เป็นกระบวนการวิจัยที่มุ่งพัฒนาหรือแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน
ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดในชั้นเรียน และขณะที่สอนนำผลที่ค้นพบมาปรับปรุงการจัดการ
เรียนรู้ และพัฒนาสถานศึกษาไปสู่คณุ ภาพการศึกษาทีแ่ ท้จริงและยัง่ ยืน ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาเป็นการนำ
กระบวนการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาครูให้ไปสูค่ วามเป็นเลิศ และมีความอิสระทางวิซาการ และควรใช้รูปแบบ
การวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) ซึ่งเป็นการวิจัยที่มุ่งนำความรู้ทางวิซาการหรือ

52

จากการสร้างทฤษฎีหรือแนวคิดใหม่ๆ ไปพัฒนาเป็นเทคนิคหรือวิธีการที่สามารถนำไปแก้ปัญหา และทดลองใช้จน
ได้ผลเปน็ ที่นา่ พอใจ แล้วจงึ นำไปเผยแพรใช้ในวงกว้างเพ่ือการพัฒนางานให้มปี ระสิทธภิ าพย่ิงข้ึน โดยมีข้ันตอนการ
พฒั นาดงั นี้

ขั้นท่ี 1 กำหนดเป้าหมายการพัฒนา (การเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นในทิศทางหรือในลักษณะที่ต้องการ) ดังนั้น
ถา้ นำมาใช้กับวิจยั ในช้ันเรียน ก็คอื ธงชัยที่ครูปักธงไว้ที่ต้องการพัฒนาผู้เรียนให้ไปถึงหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ที่ต้องการมีอะไร ข้างอยู่ในระดับใด อาจเป็นไปตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หลักสูตรมาตรฐาน
การศึกษา ฯลฯ และขั้นพัฒนาหรือเส้นพัฒนาของคุณลักษณะของผู้เรียนควรเป็นอย่างไร ดังนั้น ขั้นนี้ถ้าเป็นวิจัย
เรอ่ื งอ่นื ๆ ในกรณี ข้อมูลไมเ่ พียงพอต้องมวี ิจยั เอกสารและวจิ ยั สำรวจเพ่ิมเติม

ขั้นที่ 2 ประเมินสภาวะเริ่มต้น เช่น ปัจจุบันผู้เรียนมีคุณลักษณะเป็นอย่างไร แต่ละคุณลักษณะและ
ภาพรวมของนักเรียนอยู่ในระดับใด/ตำแหน่งใดของเส้นพัฒนาคุณลักษณะอะไรที่จะต้องพัฒนา/ห่างจากเป้าหมาย
เท่าไร อย่างไร ตอ้ งอาศัยการวิเคราะหป์ ัญหา ซง่ึ ปัญหาน้นั มี 3 ประเภท คือ

1. ปัญหาเชิงแก้ไขปรับปรุง คือ ปัญหาเกิดขั้นแล้ว ณ จุดใดจุดหนึ่งในอดีต และปัจจุบันยังเป็น
ปัญหาอยูถ่ า้ ไม่แก้ไขจะเกิดข้ึนต่อไปในอนาคต ซึ่งปญั หาเหล่าน้ตี ้องรีบแก้ไขทนั ที เช่น ด้านการเรยี นการสอน ได้แก่
พฤตกิ รรมท่ีไม่พึงประสงค์ของนักเรียนท่ีเกดิ ขนึ้ ในช้ันเรียน

2. ปญั หาเชิงป้องกัน เปน็ ปัญหาที่เกิดขน้ึ จริง จะต่ำกว่าส่ิงท่ีคาดหวัง และคาดว่าจะเกิดปัญหาใน
อนาคตไดถ้ ้าไมป่ ้องกนั ไว้ก่อน

3. ปัญหาเชิงพัฒนา เปน็ สภาพท่ีเกิดข้ึนจริงในปัจจุบันจึงไม่เป็นปัญหาแต่อาจเป็นปัญหาในระยะ
ตอ่ ไป ถ้ายังปฏบิ ัติงานเช่นเดิม สงิ่ ท่เี ป็นจริงจะต่ำกว่าสิ่งที่คาดหวัง หรือถ้าพูดง่าย ๆ คอื ปจั จุบันไม่มีปัญหา แต่เรา
ต้องพัฒนาไม่เชน่ นั้นจะไม่เกิดการสรา้ งสรรค์หรือหันเหตุการณ์กับสิ่งทีเ่ กดิ ในอนาคต ดงั น้ัน การวิเคราะหป์ ัญหา จงึ
นำมาประเมินสภาวะเริ่มต้นได้ แล้วกำหนดเวลาเท่าไรในการพัฒนาผู้เรียนใหถ้ ึงเป้าหมาย

ขั้นท่ี 3 การวางกระบวนการดำเนินการและปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อย ๆ เช่น สำรวจและประเมินทางเลือก
ต่าง ๆ ในการพัฒนาผู้เรียนเลือกทางเลือกที่ดี และเหมาะสม ทดลองพัฒนาโดยทางเลือกนั้น ๆ ประเมินติดตามผล
การพฒั นา ปรับปรุง และพฒั นาวิธกี ารพัฒนาผู้เรียน

ขั้นที่ 4 บรรลุเป้าหมาย ให้ประเมินสภาวะสิ้นสุด เมื่อบรรลุเป้าหมายในเรื่องนี้แล้วเริ่มการพัฒนาในเรื่อง
ใหม่อย่างไร จะเห็นได้ว่า R&D มีลำดับขั้นตอนการพัฒนาการทำวิจัยในชั้นเรียนจึงต้องอาศัย R&D ซึ่งขั้นตอนการ
ทำวิจัยในช้นั เรยี นท่ีครตู ้องดำเนินการเพ่ือนำไปใช้ในรูปแบบ R&D คือ

1. ตรวจสอบและวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน หาสาเหตุของปัญหา และกำหนดเป้าหมาย
การพัฒนา นั่นคือ ธงชยั ทคี่ รูไดป้ กี ธงไว้

2. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
3. พัฒนานวัตกรรม
4. ออกแบบการทดลอง
5. สรา้ งและพฒั นาเคร่ืองมอื วัด
6. ทดลอง รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปผล

53

7. เขียนรายงานการวิจยั
ดังนั้น สำหรับครูผู้สอนตอ้ งการให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้ โดยใช้กระบวนการวิจัย และพัฒนาครูผู้สอน
เองต้องรู้กระบนการวิจัยและทำวิจัยเป็นก่อน และในกระบวนการจัดการเรียนการสอนต้องเน้น
กระบวนการวิจัยเช่น การสอนแบบสัมมนา การสอนแบบสืบสวน การสอนแบบกรณีศึกษา การทำโครงงาน
การสอนเน้นการวิจัยเป็นฐาน (Research - Based Learning : RBL) เป็นต้น และต้องให้นักเรียนเกิดการ
เรยี นรู้อย่างเป็นลำดับข้ันตอน เชน่ ในการจดั การสอนแบบ RBL น้นั มสี เกลบทบาทของผสู้ อนต้ังแต่สเกลของผู้
ปฏิบัติ และค่อย ๆ เปลี่ยนสเกลเรื่อย ๆ จนเป็นผู้จัดการ (Manager) โดยใช้วิธีสอนให้คำปรึกษาเป็นขั้นตอน
สุดท้ายซึ่งเป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนเกิดผลงานอย่างสร้างสรรค์ ผลผลิตที่เกิดจากการเรียนรู้นำไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจำวัน และสังคมได้อย่างเป็นสุข สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
(ณฐั วดี วงั สนิ ธ์ : 2555)

วิจยั ท่เี กีย่ วขอ้ ง

อภชิ าติ พยคั ฆิน (2564) การเสรมิ สร้างสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์และเจตคติต่อสะเตม็ ศึกษาสำหรับ
นักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวสะเต็ม
ศึกษา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ ของนักศึกษาวิชาชีพครู
สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวสะเต็มศึกษา 2)
เปรียบเทียบเจตคติต่อสะเต็มศึกษา ของนักศึกษาวิชาชีพครู สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป ก่อนและหลังการใช้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวสะเต็มศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาวิชาชีพครู สาขา
วิทยาศาสตร์ทั่วไป ชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ที่ศึกษาในวิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัย
ราชภัฏพระนคร จำนวน 30 คน โดยการสุม่ กลุ่มตวั อย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัยทีใ่ ช้ในการวิจัยประกอบด้วย
1) แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวสะเต็มศึกษา 2) แบบวดั เจตคติต่อ
สะเต็มศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถติ ิ ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที
ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) ผลการเปรียบเทยี บสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ ของนกั ศกึ ษาวิชาชีพครู สาขาวทิ ยาศาสตร์
ทั่วไป หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักศึกษาวิชาชีพครู สาขา
วิทยาศาสตรท์ ั่วไป มีเจตคติต่อสะเต็มศึกษา หลังจากใช้รปู แบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวสะเตม็
ศึกษา สูงกวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05

บรรณรักษ์ คุ้มรักษา และจิราภรณ์ เพ็งคําปั้ง (2564) การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ
ทางวิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมสมรรถนะการรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวทาง PISA เรื่อง อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น เพื่อ
พฒั นาทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในระดับช้ันมธั ยมศึกษาตอนต้น การเรยี นวิทยาศาสตร์
ด้วยกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์เป็นที่รู้จักกันดีในวงการวิทยาศาสตร์ศึกษาว่าสามารถส่งเสริม
สมรรถนะการรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนได้ งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะทางวิทยาศาสตรท์ สี่ ่งเสรมิ สมรรถนะการรูว้ ิทยาศาสตร์ตามแนวทาง PISA เรื่อง อเิ ลก็ ทรอนิกส์เบ้ืองต้น
สำหรบั พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรยี นในระดับช้ันมธั ยมศึกษาตอนต้น ผลการประเมิน

54

คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้พบว่ามีความเหมาะสมในระดับดี ( ̅ = 3.48, S.D. = 0.58) หลังจากนั้นได้
นํากิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวไปศึกษาทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 28 คน ที่ถูกเลือกมาแบบ
เจาะจงในโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และประเมินทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 4 ทักษะ ได้แก่ ทกั ษะการทดลอง ทักษะการตั้งสมมติฐาน ทักษะการ
กำหนดและควบคุมตัวแปร และทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุปโดยใช้แบบประเมินทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นแบบมาตรประมาณค่า 3 ระดับค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบ
ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยวิเคราะห์เป็นรายข้อ มีอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ผลการวิจัย
ปรากฏพบว่ากิจกรรมการเรียนรู้ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้ว่าสามารถชว่ ย
พัฒนาทักษะการทดลองของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรอ์ ืน่ ๆ ยงั ไม่ปรากฏผลลัพธ์ของการพฒั นาทช่ี ัดเจน

จารุนันท์ พาภักดี, สุมาลี ชูกําแพง และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (2563) การพัฒนาสมรรถนะการ
แปลความหมายข้อมูล และประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ที่ได้รับการ
จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีการโต้แย้ง บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา
สมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและประจักษ์พยานเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
อย่างน้อยร้อยละ 70 ของผู้เรียนให้ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีการโต้แย้ง มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนที่มีปัญหาคะแนนสมรรถนะการแปล
ความหมายข้อมูลและประจักษ์พยานเชิงวิทยาศาสตร์ จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1)
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาที่ขับเคลื่อนด้วยกลวีการโต้แย้ง จำนวน 9 แผน 13 ชั่วโมง 2)
แบบวดั สมรรถนะการแปลความหมายข้อมลู และประจักษ์พยานในเชงิ วิทยาศาสตร์ 3) แบบสงั เกต และ4) แบบ
บันทึกอนุทิน ผลการวิจัยปรากฏดังน้ี 1) จากการพัฒนาสมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและประจักษ์
พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่านักเรียนมี
สมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ ดังน้ี ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 มี
คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 54.90 วงจรปฏิบัติการที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 64.70 และวงจร
ปฏิบัติการที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 76.47 โดยจะพบว่าในวงจรปฏิบัติการที่ 3 นักเรียนมีคะแนน
เฉลีย่ ผา่ นเกณฑ์ตามท่ีกำหนด 2) นกั เรียนมีคะแนนสมรรถนะการแปลความหมายข้อมลู และประจักษ์พยานใน
เชิงวิทยาศาสตรห์ ลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มในวงจรปฏิบัติการที่
1 จำนวน 2 คนคิดเป็นร้อยละ 11.76 วงจรปฏิบัติการที่ 2 จำนวน 7 คนคิดเป็นร้อยละ 41.17 และวงจร
ปฏิบัติการที่ 3 จำนวน 16 คนคิดเป็นร้อยละ 94.11 โดยพบว่าในวงจรปฏิบัติการท่ี 3 มีจำนวนนักเรียนผ่าน
เกณฑต์ ามที่กำหนด

ณพัฐอร บวั ฉนุ (2561) การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เร่ือง วัสดุ
รอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อสร้าง
แบบฝกึ เสรมิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ั้นพน้ื ฐาน เรอื่ ง วัสดรุ อบตวั เรา กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. หาประสิทธิภาพของแบบฝึก

55

เสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ตามเกณฑ์
มาตรฐาน 80/80 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานก่อน
เรียนและหลังเรียน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4. เพื่อ
ศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น
พ้ืนฐาน เร่อื ง วสั ดรุ อบตัวเรา กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ กลมุ่ ตวั อย่างท่ีใช้ในการวจิ ัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 3 ทกี่ ำลงั ศึกษาอยู่ในโรงเรียนวัดนาวง สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาปทุมธานีเขต 1 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2558 จำนวน 89 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบฝึก
เสริมทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพน้ื ฐาน จำนวน 12 ชดุ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี นด้วย แบบ
ฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .24–.74 ค่า
อำนาจจำแนกตั้งแต่ .22–.75 และคา่ ความเช่ือมั่นท้ังฉบับเท่ากับ .81 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ
ชุดฝึก E1/E2 และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มี
ประสิทธิภาพ 84.51/81.53 เป็นไปตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น
พื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ที่มีต่อแบบฝึกเสริม
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับ
มากทส่ี ุด

พุทธริธร บูรณสถิตวงศ์, สุรีย์พร สว่างเมฆ และปราณี นางงาม (2560) การพัฒนาสมรรถนะการ
อธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ และสมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและประจักษ์พยานในเชิง
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยการใช้สื่อโฆษณา เรื่อง
ระบบย่อยอาหาร การวิจยั ครัง้ นม้ี ีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยการใช้
สอ่ื โฆษณา 2) ศึกษาผลของการพัฒนาสมรรถนะการอธบิ ายปรากฏการณใ์ นเชงิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละสมรรถนะการ
แปลความหมายข้อมูลและประจกั ษพ์ ยานในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยผวู้ ิจยั เก็บขอ้ มลู จากนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปี
ท่ี 4 จำนวน 40 คน ปีการศกึ ษา 2559 เคร่อื งมือการวิจยั ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
โดยการใชส้ อ่ื โฆษณา เร่อื งการย่อยอาหาร 2) แบบสะทอ้ นการจัดการเรียนรู้ของครู 3) แบบทดสอบสมรรถนะ
การอธบิ ายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์และสมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและประจักษ์พยานในเชิง
วิทยาศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้ใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ผลการวิจัยพบวา่
1) แนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยการใช้สื่อโฆษณาประกอบด้วย การกระตุ้นความรู้เดิมด้วยสื่อ
โฆษณา การสะท้อนคำโฆษณาที่มวี ทิ ยาศาสตร์และวิทยาศาสตรเ์ ทียมประกอบอยูภ่ ายในส่ือโฆษณา การนำเข้า
สู่ประเด็นการย่อยอาหารโดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของสื่อโฆษณา การศึกษาเนื้อหา การประเมินความ

56

เสี่ยงสอื่ โฆษณาผ่านบทบาทสมมติ การประยกุ ต์ใชค้ วามรู้สรา้ งช้ินงาน การนำเสนอชิน้ งาน และการสะท้อนคิด
เพื่อเห็นความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากการสะท้อนคำโฆษณา 2) ผลของการพัฒนาสมรรถนะการอธิบาย
ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์และสมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและประจักษ์พยานในเชิง
วิทยาศาสตรพ์ บวา่ อยทู่ ร่ี ะดบั 3 และ 4 ตามลำดบั

ซารีนา อุศมา (2559) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนว PISA ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3 จังหวัดสงขลา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยบางประการท่ี
สัมพันธ์กับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนว PISA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 สังกัดสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 16 จังหวัดสงขลา และสร้างสมการพยากรณ์สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตาม
แนว PISA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 16 จังหวัด
สงขลา กลมุ่ ตวั อย่างเป็นนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 384 คน ไดม้ าด้วยวธิ ีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 ได้แก่ แบบสอบถามวัดพฤติกรรมการสอนของครู แบบสอบถาม
วัดประสบการณ์การสอนของครูที่ผ่านการอบรมตามแนว PISA แบบสอบถามวัดความรู้พื้นฐานเดิมของ
นักเรียน แบบสอบถามวัดประสบการณ์การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน แบบสอบถามวัดเจตคติต่อ
วิชาวทิ ยาศาสตร์ และแบบสอบถามวัดแรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธิ์ซึ่งค่าความเชื่อมั่นทัง้ ฉบับเท่ากบั 0.938 และฉบับที่
2 ได้แก่ แบบทดสอบวัดสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนว PISA ของนักเรียน มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ
เท่ากับ 0.794 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และใช้การวิเคราะห์
การถดถอยพหุคูณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และใช้การ
วิเคราะหก์ ารถดถอยพหุคูณ ผลการวจิ ยั พบวา่ พฤตกิ รรมการสอนของครู (X1) ประสบการณ์การสอนของครูท่ี
ผ่านการอบรมตามแนว PISA (X2) ความรู้พื้นฐานเดิมของนักเรียน (X3) ประสบการณ์การทำโครงงาน
วิทยาศาสตร์ของนักเรียน (X4) เจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ (X5) และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ (X6) มีความสัมพันธ์
ทางบวกกับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนว PISA ของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .01 และ
พบวา่ ประสบการณ์การสอนของครทู ผ่ี า่ นการอบรมตามแนว PISA (X2) พฤตกิ รรมการสอนของครู (X1) ความรู้
พ้ืนฐานเดมิ ของนักเรยี น (X3) และแรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธิ์ (X6) สามารถร่วมกนั พยากรณส์ มรรถนะทางวิทยาศาสตร์
ตามแนว PISA ของนักเรียนไดอ้ ยา่ งมนี ยั สำคญั ทร่ี ะดับ 0.01 โดยมคี ่าสมั ประสิทธสิ์ หสมั พันธพ์ หุคูณ (R) เทา่ กับ
0.857 มีประสิทธิภาพของการพยากรณ์ (R2) ร้อยละ 73.4 โดยตัวแปรที่พยากรณ์ได้มีค่าสัมประสิทธิ์ของตัว
พยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (b) ดงั สมการ = -5.452 + 1.079X2 + 1.280X1 + 0.654X3 + 0.614X6

วันวิสา เขียวอ่อน (ม.ม.ป) สรุปผลการวิจัยการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 4 การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบฝึกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 เพื่อเปรียบเทียบลักษณะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สร้างประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์เก่ยี วกบั คลนื่ จำนวน 5 หน่วยย่อย คอื

57

หนว่ ยย่อยท่ี 1 การเคลอื่ นท่ีแบบฮาร์มอนกิ อยา่ งง่ายของคลื่น
หนว่ ยยอ่ ยท่ี 2 คลื่นในเส้นเชือก
หนว่ ยย่อยที่ 3 คลืน่ ผิวน้ำ
หน่วยยอ่ ยที่ 4 การซอ้ นทบั ของคลื่น
หนว่ ยย่อยที่ 5 สมบตั ขิ องคล่ืน
โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 คน ตรวจสอบความเหมาะสมของแบบฝึก และนำไป
ทดลองใช้กับนกั เรียน จำนวน 9 คน สถิติท่ีใช้ คอื คา่ ร้อยและและค่าเฉลีย่ ( ̅)
ขั้นตอนที่ 2 ทดลองใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยนำไปใช้กับนักเรียนโรงเรียน
ทองแสนขันวิทยา ระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 4 จำนวน 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การทดสอบที
(t-test dependent) ผลการวิจัย พบว่า 1. แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นมีความ
เหมาะสมและมปี ระสิทธิภาพ 82.77/81.11 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .01 และมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรียน อยา่ งมีนัยสำคัญ
ทางสถติ ิท่ีระดับ .01

58

บทท่ี 3
วธิ กี ารดำเนินการวิจัย

การวิจัยเรื่อง การสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนชุมชนด่านวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้วิจัยดำเนินการวิจัย
ตามกรอบของหวั ขอ้ ต่าง ๆ ดงั นี้

ระเบียบวิธีวจิ ัย

ดำเนินการวจิ ัยโดยใช้ระเบยี บวิธีการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) ร่วมกับวิจัยเชงิ
ปฏิบัติการ (Action Research) วิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลเชิงปริมาณ (Qualitative Data) ร่วมกับข้อมูลเชิง
คณุ ภาพ (Quantitative Data)

แหล่งขอ้ มลู การวจิ ัย

กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโรงเรยี นชุมชนดา่ นวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดติ ถ์
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 20 คน ซ่ึงเปน็ จำนวนนกั เรยี นทง้ั ชั้นเรยี น

เครอื่ งมือการวิจยั

1. นวัตกรรม
1.1 เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม นวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอดจากนวัตกรรมเดมิ เพื่อทดลอง

ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือ แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

1.2 วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล
(Rational Approach) และเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) ตามแนวคิดของ เผชิญ กิจระการ (2544)
ดังนี้

การสร้างและหาประสทิ ธิภาพเชงิ เหตผุ ล ใหด้ ำเนนิ การตามลำดบั ข้ัน
1. ทำการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกีย่ วข้องเพื่อศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ วธิ ีการท่ี
เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ซึ่งการวิจัยนี้จะสร้าง
หรือพฒั นาโดยอา้ งองิ ตามแนวคดิ ทฤษฎี หลักการ วธิ กี ารของ (อิสระ ทบั สสี ด : 2564)
2. สร้างฉบับร่างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA โดย
อ้างองิ จากผลการศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกีย่ วข้องดงั กล่าวขอ้ 1 ก่อนหน้า
3. สรา้ งแบบประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกเพ่ือพฒั นาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม
แนวของ PISA เพื่อให้ผู้เช่ียวชาญประเมินประสิทธิภาพเชิงเหตุผล แบบประเมินความเหมาะสมที่สร้างแสดง
แล้วใน ภาคผนวก ก

59

4. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence :
IOC) ของแบบประเมินความเหมาะสมเพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content
Validity) ของแตล่ ะข้อคำถาม (Item) ของแตล่ ะประเดน็ แบบประเมินค่า IOC กล่าวแลว้ ใน ภาคผนวก ก

5. นำแบบประเมินค่า IOC ของแบบประเมินความเหมาะสมของ แบบฝึกเพื่อพัฒนา
สมรรถนะของวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA ให้ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นภาษา ดา้ นเทคโนโลยกี ารศกึ ษา และดา้ นการ
วิจัยหรอื การวัดประเมนิ ผลด้านละ 1 คน ทำการประเมินความเทีย่ งตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่
ละประเด็น แตล่ ะข้อคำถามทปี่ ระเมินตอ้ งมีค่าเฉลีย่ อย่างน้อย 0.5 หรอื ผูเ้ ชย่ี วชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นวา่
มีความตรง จึงจะตัดสินวา่ ขอ้ คำถามน้ันมคี วามเทย่ี งตรง

ผลการประเมินพบวา่ แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเหมาะสมของนวตั กรรม มีค่า
IOC ระหว่าง 0.60 ถึง 1.00 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า
แบบสอบถามเพื่อวัดความเหมาะสมของนวัตกรรมมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละ
ข้อคำถามของแบบสอบถามวดั ความเหมาะสมของนวตั กรรมแสดงแลว้ ดัง ภาคผนวก ก

6. นำแบบฝกึ เพื่อพฒั นาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ทส่ี ร้างฉบับร่างแล้ว
ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการศึกษา ด้านภาษา และด้านการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน
รวมทัง้ ส้นิ จำนวน 3 คน ทำการประเมินความเหมาะสมดว้ ยแบบประเมนิ แต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นที่
ประเมินตอ้ งมคี ่าเฉลีย่ อย่างน้อย 3.50 จงึ จะตัดสนิ วา่ ขอ้ คำถามทป่ี ระเมนิ มคี วามเหมาะสม

7. นำแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่ผ่านการประเมิน
ดงั กล่าวข้อ 6 มาแกไ้ ขปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชยี่ วชาญ

8. จัดทำรูปเล่มแบบฝกึ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่ผา่ นการ
สร้างและหาคุณภาพเชงิ เหตผุ ลแล้ว

การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ดำเนินการต่อจากผลการหาประสิทธิภาพเชิง
เหตผุ ล

1. นำ.........................................................(ระบุช่ือนวัตกรรมที่สร้างหรอื พัฒนาต่อยอดจาก
นวตั กรรมเดิม) ที่จัดทำเป็นรปู เล่มแลว้ มาทดลองใช้เพ่อื หาประสิทธิภาพเชิงประจักษก์ ับนักเรียนระดับช้ัน........
โรงเรยี น.....................อำเภอ.........จังหวดั ........................ซง่ึ เปน็ คนละกลมุ่ กบั กลุ่มเปา้ หมายการวิจยั
การหาประสิทธิภาพจะใช้วิธีการเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 =….. (ระบุเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ต้องการ
อาจใช้ 80/80 หรือ 70/70 หรือ 75/75 หรือ 85/85 ใหอ้ ยูใ่ นดลุ พนิ จิ ของนักศกึ ษา) เมอ่ื

E1 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำกิจกรรม และการทดสอบย่อย
ระหวา่ งการทดลองใช้........................................(ระบชุ ือ่ นวัตกรรมท่ีสร้างหรือพฒั นาต่อยอดจากนวัตกรรมเดิม)
ซึ่งเกณฑ์ประเมนิ ผ่านคือ ร้อยละ...............(ระบใุ ห้ตรงกบั เกณฑ์ E1 ดงั กล่าวขอ้ 7)

60

E2 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังสิ้นสุดการ
ทดลองใช้.............................................. (ระบุชื่อนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอดจากนวัตกรรมเดิม) ซ่ึง
เกณฑป์ ระเมนิ ผ่านคอื รอ้ ยละ ...... (ระบุให้ตรงกบั เกณฑ์ E2 ดังกล่าวขอ้ 1)

การตัดสินประสิทธิภาพจากการทดลองใช้................................................................. (ระบุ
ชือ่ นวัตกรรมท่สี ร้างหรือพัฒนาต่อยอดจากนวัตกรรมเดิม) เมือ่ เทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดข้ึนว่า ถ้า
ค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E1= ……. ±2.55 (ระบุให้ตรงกับเกณฑ์ E1 ที่กำหนดดังกล่าวข้อ 1) แสดง
ว่า ประสิทธิภาพของ E1 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ........แต่ถ้ามากกว่า หรือน้อยกว่า........±2.5 (ระบุให้ตรงกับ
เกณฑ์ E1 ที่กำหนดดังกล่าวข้อ 1) แสดงว่า ประสิทธิภาพของ E1 สูงกว่า หรือ น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง ต้องปรับ
นวัตกรรมให้เท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งคือ....... (ระบุให้ตรงกับเกณฑ์ E1 ดังกล่าวข้อ 1) ส่วนการตัดสินประสิทธิภาพ
ของ E2 ทำเช่นเดียวกับ E1 และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E1 และ E2 ต่างกันมากกว่าร้อยละ 5 แสดงว่า
ประสิทธิภาพของ.................. (ระบุชื่อนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอดจากนวัตกรรมเดิม) มีประสิทธิภาพ
ไม่เปน็ ไปตามเกณฑ์ ตอ้ งทำการปรบั ปรุงใหม่

2. จัดทำรูปเล่ม............... (ระบุชื่อนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอดจากนวัตกรรมเดิม)
พรอ้ มสำหรบั การนำไปทดลองใชก้ ับนกั เรียนระดับชัน้ .......ซ่ึงเปน็ กลุ่มทเ่ี ป้าหมายการวจิ ยั

เนื่องด้วยปจั จัยจำกัดบางประการ คือ ขาดความยินยอมของโรงเรยี นทีม่ ีบรบิ ทใกลเ้ คียงกัน
ที่จะให้ผู้วิจัยนำแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA มาทดลองใช้กับนักเรียน
ระดบั ชน้ั เดียวกนั เพื่อหาประสิทธภิ าพเชงิ ประจักษ์ ดงั นน้ั ดว้ ยปัจจัยจำกดั ดงั กล่าว จึงสร้างข้อตกลงว่า การทำ
วิจยั ครัง้ น้จี ะขอละเว้นการหาประสิทธภิ าพเชิงประจักษ์ของแบบฝึกเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม
แนวของ PISA

2. เครอ่ื งมอื รวบรวมข้อมูล
2.1 ชนิดของเคร่ืองมือ เครอ่ื งมอื ท่ีใชร้ วบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบประเมนิ ความเท่ียงตรง

นวัตกรรม 2) แบบประเมินความเที่ยงตรงแบบทดสอบ 3) แบบประเมินความเที่ยงตรงแบบวัดความพึงพอใจ
4) แบบประเมนิ ความเท่ียงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรอ่ื ง สมมตฐิ าน 5) แบบประเมินความเทย่ี งตรงนวัตกรรม
แบบฝึกหัดเรื่อง การแปลงข้อมูล 6) แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การวิเคราะห์
อภิปรายและลงขอ้ สรุป 7) แบบประเมินความเเหมาะสมนวตั กรรม 8) แบบประเมินความเหมาะสมนวัตกรรม
แบบฝึกหัดเรื่อง สมมติฐาน 9) แบบประเมินความเหมาะสมนวัตกรรมแบบฝึกหัดเร่ือง การแปลงข้อมูล 10)
แบบประเมนิ ความเหมาะสมนวตั กรรมแบบฝึกหดั เร่อื ง การวิเคราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรุป

2.2 วธิ ีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดำเนินการสรา้ งและหาประสทิ ธิภาพทัง้ เชิงเหตุผลและเชิง
ประจกั ษ์ดงั นี้

การสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพเชิงเหตผุ ล ดำเนนิ การตามลำดบั ขั้น
1. ทำการศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กย่ี วข้องเพื่อศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ วิธีการท่ี
เกี่ยวข้องกับการสร้าง 1) แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรม 2) แบบประเมินความเที่ยงตรงแบบทดสอบ
3) แบบประเมนิ ความเทีย่ งตรงแบบวดั ความพงึ พอใจ 4) แบบประเมนิ ความเทยี่ งตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเร่ือง

61

สมมติฐาน 5) แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การแปลงข้อมูล 6) แบบประเมินความ
เที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การวิเคราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุป 7) แบบประเมินความเเหมาะสม
นวัตกรรม 8) แบบประเมินความเหมาะสมนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง สมมติฐาน 9) แบบประเมินความ
เหมาะสมนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การแปลงข้อมูล 10) แบบประเมินความเหมาะสมนวัตกรรมแบบฝึกหัด
เรื่อง การวิเคราะห์ อภิปราย และลงข้อสรุป เครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดจะสร้างตามแนวคิด ทฤษฎี
หลักการ วิธกี ารตา่ ง ๆ ดังน้ี

1.1 แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรม สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ
วิธกี ารทางการของ (อิสระ ทบั สีสด : 2564)

1.2 แบบประเมินความเที่ยงตรงแบบทดสอบ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ
วธิ ีการ (อสิ ระ ทบั สีสด : 2564)

1.3 แบบประเมินความเที่ยงตรงแบบวัดความพึงพอใจ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ
หลักการ วิธกี าร (อิสระ ทบั สีสด : 2564)

1.4 แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง สมมติฐาน สร้างตาม
แนวคิด ทฤษฎขี อง หลักการ วิธีการ (อสิ ระ ทับสสี ด : 2564)

1.5 แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การแปลงข้อมูล สมมติฐาน
สร้างตามแนวคดิ ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการ (อสิ ระ ทบั สีสด : 2564)

1.6 แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การวิเคราะห์ อภิปรายและ
ลงขอ้ สรปุ สรา้ งตามแนวคดิ ทฤษฎขี อง หลักการ วิธกี าร (อสิ ระ ทับสสี ด : 2564)

1.7 แบบประเมินความเเหมาะสมนวัตกรรม สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ
วธิ ีการ (อสิ ระ ทับสีสด : 2564)

1.8 แบบประเมินความเหมาะสมนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง สมมติฐาน สร้างตาม
แนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วธิ ีการ (อิสระ ทบั สสี ด : 2564)

1.9 แบบประเมินความเหมาะสมนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การแปลงข้อมูล สร้างตาม
แนวคดิ ทฤษฎขี อง หลักการ วิธีการ (อิสระ ทบั สสี ด : 2564)

1.10 แบบประเมินความเหมาะสมนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การวิเคราะห์ อภิปราย
และลงข้อสรปุ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการ (อสิ ระ ทบั สสี ด : 2564)

2. สร้างฉบับร่าง 1) แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรม 2) แบบประเมินความ
เที่ยงตรงแบบทดสอบ 3) แบบประเมินความเที่ยงตรงแบบวัดความพึงพอใจ 4) แบบประเมินความเที่ยงตรง
นวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง สมมติฐาน 5) แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การแปลง
ข้อมูล 6) แบบประเมนิ ความเท่ียงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรอ่ื ง การวิเคราะห์ อภปิ รายและลงข้อสรุป 7) แบบ
ประเมินความเเหมาะสมนวัตกรรม 8) แบบประเมินความเหมาะสมนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง สมมติฐาน 9)
แบบประเมินความเหมาะสมนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การแปลงข้อมูล 10) แบบประเมินความเหมาะสม

62

นวตั กรรมแบบฝกึ หัดเรอื่ ง การวเิ คราะห์ อภปิ รายและลงข้อสรปุ โดยอ้างองิ ผลการศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยท่ี
เกี่ยวขอ้ งดงั กล่าวขอ้ ยอ่ ยข้อ 1 กอ่ นหน้า

3. สร้างแบบประเมินค่า IOC เพื่อให้ผู้เชียวชาญทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
แต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นของเครือ่ งมือรวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนิด แบบประเมินค่า IOC ของเครื่องมือ
รวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดกลา่ วแล้วใน ภาคผนวก ก

4. นำแบบประเมินค่า IOC ของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่สร้างฉบับร่างไปให้
ผเู้ ช่ยี วชาญด้านภาษา ดา้ นเทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจยั หรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน ทำการ
ประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นด้วยแบบประเมิน IOC แต่ละข้อ
คำถามของแตล่ ะประเด็นที่ประเมินต้องมคี ่าเฉล่ียอย่างน้อย 0.5 หรอื ผเู้ ช่ียวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นว่ามี
ความตรง จงึ จะตัดสนิ ว่า ข้อคำถามนน้ั มีความเท่ยี งตรง ผลการประเมินพบวา่

4.1 แตล่ ะข้อคำถามของแบบทดสอบมีคา่ ดรรชนีความสอดคล้องระหวา่ ง 0.5 ถึง 1 หรือ
ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า แต่ละข้อของแบบทดสอบมีความเที่ยงตรง
ผลการประเมนิ ความเทีย่ งตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบแสดงแลว้ ดัง ภาคผนวก ข

4.2 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีค่าดรรชนีความ
สอดคล้องระหว่าง 0.5 ถึง 1 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า
แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของ
แบบถามวัดระดับความพึงพอใจแสดงแล้วดงั ภาคผนวก ก

4.3 แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมมีค่าดรรชนีความ
สอดคล้องระหว่าง 0.5 ถึง 1 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า แบบ
ประเมนิ ความเท่ียงตรงนวัตกรรมมีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเท่ียงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบ
ประเมนิ ความเที่ยงตรงนวตั กรรมแสดงแล้วดงั ภาคผนวก ก

4.4 แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง
สมมติฐาน มคี า่ ดรรชนคี วามสอดคล้องระหวา่ ง 0.5 ถึง 1 หรอื ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเหน็ ว่ามีความตรง
จึงลงข้อสรุปว่า แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง สมมติฐาน มีความเที่ยงตรง ผลการ
ประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง
สมมตฐิ าน แสดงแล้วดัง ภาคผนวก ก

4.5 แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การ
แปลงข้อมูล มีค่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.5 ถึง 1 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความ
ตรง จึงลงข้อสรุปว่า แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การแปลงข้อมูล มีความ
เที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรม
แบบฝึกหดั เรือ่ ง การแปลงขอ้ มูลแสดงแลว้ ดัง ภาคผนวก ก

4.6 แต่ละข้อคำถามของแบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การ
วิเคราะห์ อภปิ รายและลงข้อสรุป มคี ่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.5 ถึง 1 หรอื ผเู้ ช่ียวชาญจำนวน 2 ใน

63

3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า แบบประเมินความเที่ยงตรงนวัตกรรมแบบฝึกหัดเรื่อง การวิเคราะห์
อภิปรายและลงข้อสรุป มีความเที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบประเมิน
ความเที่ยงตรงนวตั กรรมแบบฝกึ หดั เรอื่ ง การวเิ คราะห์ อภปิ รายและลงข้อสรุป แสดงแล้วดัง ภาคผนวก ก

5. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแตล่ ะชนิดที่ผ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไขปรับปรุง
ตามคำแนะนำของผเู้ ชีย่ วชาญ

6. จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่ทำการแก้ไขแล้วตามคำแนะนำของ
ผู้เชี่ยวชาญ

การหาประสิทธภิ าพเชงิ ประจักษ์ ดำเนินการตอ่ จากผลการหาประสิทธิภาพเชงิ เหตุผล
1. นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาหาค่าความเชื่อม่ัน
(Reliability) โดยทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้น...................โรงเรียน......................อำเภอ............จังหวัด.......
ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มที่เป็นเป้าหมายการวิจัย การหาค่าความเชื่อมั่นใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา
ของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยมีเกณฑ์ประเมนิ ผ่านทั้งฉบับที่ 0.7 ถา้ น้อยกว่าต้องทำ
การปรับปรุงเคร่อื งมอื ใหม่
2. ปรบั ปรงุ เครอ่ื งมือรวบรวมข้อมลู แตล่ ะชนดิ หากพบว่า ค่าสมั ประสิทธแ์ิ อลฟาตำ่ กวา่ 0.7
3. ยกเว้นแบบทดสอบ จัดทำรูปเล่มเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด พร้อมสำหรับการ
นำไปทดลองใช้กบั นกั เรียนระดับช้นั ..........โรงเรียน...............จงั หวัด......ซึ่งเป็นกล่มุ เป้าหมายการวจิ ัย
สำหรับแบบทดสอบน้ัน เม่อื ทำการประเมินความเที่ยงตรงและความเชื่อม่ันแล้ว ก่อนนำไป
ทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้น.......... ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป้าหมายการวิจัย ต้องดำเนินการต่อจากข้อ 3 เพื่อหาค่า
ความยากง่าย และค่าอำนาจ การจำแนกต่อดังน้ี
4. นำแบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ความยากง่ายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
[หรือโดยใช้สูตร....... [(ระบุสูตร) ให้นักศึกษาเลือกวิธีการวิเคราะห์อย่างใดอย่างหนึ่ง] ข้อคำถามที่ดีของ
แบบทดสอบประเภท 4 ตัวเลือกจะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 (สุมาลี จันทร์ชะลอ. 2542) ถ้า
เปน็ ประเภทแบบถูก-ผิด จะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.60–0.95 (Nunnally.1967; อ้างถึงใน เยาวดี รางชัย
กุลวิบูลย์ศรี. 2552) (ให้เลือกเกณฑ์การตัดสินความยากง่ายอย่างใดอย่างหนึ่งตามลักษณะตัวเลือกของ
แบบทดสอบทใ่ี ช)้
5. นำแบบทดสอบแต่ละขอ้ มาวิเคราะห์ค่าอำนาจการจำแนกโดยใช้..............[เลอื กอย่างใด
อยา่ งหนึง่ คอื 1) ใชโ้ ปรแกรมสำเร็จรปู หรอื 2) ใช้วธิ ีการตรวจนับโดยเรยี งลำดบั คะแนนจากสูงสุดลงมาร้อยละ
27 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด เรียกว่ากลุ่มมีคะแนนสูง และเรียงลำดับจากคะแนนต่ำสุดขึ้นมาร้อยละ 27
ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด เรยี กว่ากลมุ่ มีคะแนนต่ำ นับจำนวนนกั เรียนที่ตอบแบบทดสอบถูกทุกข้อท้ังกลุ่มที่
มีคะแนนสูงและกลุ่มที่มีคะแนนต่ำ จากนั้นจึงคำนวณหาค่าอำนาจการจำแนกโดยใช้สูตร............... (ระบุสูตร)
แบบทดสอบท่มี ีค่าอำนาจการจำแนกตั้ง 0.2 เปน็ แบบทดสอบที่สามารถใช้ได้]
6. จัดทำรูปเล่มของแบบทดสอบ พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรียน
ระดบั ชัน้ ……….โรงเรยี น.....................จงั หวดั ..........ซึ่งเปน็ กล่มุ เปา้ หมายการวจิ ยั

64

ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการเช่นเดียวกับดังกล่าวแล้วในหัวข้อวิธีการสร้าง
และหาคณุ ภาพของนวัตกรรม จึงสรา้ งขอ้ ตกลงว่า การวจิ ยั ครงั้ นี้จะละเว้นการหาประสทิ ธิภาพเชิงประจักษ์ซึ่ง
ประกอบด้วย การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลทุกชนิด การหาค่าความยากง่ายและค่า
อำนาจการจำแนกซ่งึ เฉพาะสำหรับแบบทดสอบ

การดำเนนิ การรวบรวมขอ้ มลู

1. ทำหนังสือถึงคณบดีคณะบดีคณะครุศาสตร์เพื่อร้องขอให้คณะครุศาสตร์ออกหนังสือราชการถึง
ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นโรงเรียนชุมชนดา่ นวทิ ยา อำเภอเมือง จังหวดั อตุ รดติ ถ์ เพื่อขออนญุ าตท่ีจะทดลองใช้แบบ
ฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA ของนักเรียนระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6

2. ประชุม ชี้แจง และสร้างข้อตกลงกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เกี่ยวการทดลองใช้แบบ
ฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA กบั นักเรยี นระดับชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6

3. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม
แนวของ PISA (Pre-test) เพื่อวัดและประเมินผลพื้นฐานการเรียนรู้สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ
PISA ท่ีมอี ย่เู ดิม

4. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA กับนักเรียน
ระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โดยทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพฒั นาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

5. ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภายหลังการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ (Post-test) เพื่อพัฒนาผลการเรยี นรู้พัฒนาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA
โดยทดลองใช้แบบฝกึ เพือ่ พัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

6. ให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตอบแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจจากการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA โดยทดลองใช้แบบฝึก
เพ่อื พฒั นาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

การวเิ คราะห์ขอ้ มลู

1. การวิเคราะหข์ ้อมูลเพ่ือหาคุณภาพและประสทิ ธภิ าพของเครื่องมือการวิจัย
1.1 ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และ ส่วน

เบ่ียงเบนมาตรฐาน วิธีการวเิ คราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
1.2 ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยเกณฑ์

ประสทิ ธภิ าพ E1/E2 วธิ ีการวเิ คราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รปู
1.3 ความเที่ยงตรงเชงิ เนื้อหาของเครอื่ งมือรวบรวมข้อมูลแตล่ ะชนดิ วิเคราะหด์ ้วยคา่ ดรรชนี

ความสอดคลอ้ งหรอื IOC วิธกี ารวเิ คราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรูป

65

1.4 ความเชื่อมั่นของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา

ของครอนบาค วิธกี ารวเิ คราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรปู

1.5 ความยากงา่ ยของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิธีการวเิ คราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

1.6 ค่าอำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

สำเร็จรูป

2. การวเิ คราะหข์ อ้ มูลการวิจยั

2.1 ผลการเรียนร้ขู องนกั เรยี น วิเคราะหด์ ้วยค่าคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

2.2 ระดับผลการเรียนรู้ของนกั เรียน วิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ยกับ

ระดบั ผลการเรยี นร้ตู ามเกณฑ์ของ สพฐ.

2.3 ผลการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA วิเคราะห์

ด้วยวิธีการทางสถิติ Paired-Sample t Test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น

95% วธิ กี ารวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเรจ็ รูป

2.4 ระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการวิเคราะห์ใช้

โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรปู

2.5 เกณฑป์ ระเมินระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรยี น วิเคราะหด์ ว้ ยชว่ งระดบั คา่ เฉล่ียตามเกณฑ์

ของบุญชม ศรีสะอาด (2545) ดงั น้ี

ระดบั คุณภาพ ช่วงคา่ เฉลี่ย

มีคณุ ภาพเหมาะสมมากทสี่ ดุ 4.51 - 5.00

มคี ณุ ภาพเหมาะสมมาก 3.51 - 4.50

มคี ณุ ภาพเหมาะสมปานกลาง 2.51 - 3.50

มีคุณภาพเหมาะสมนอ้ ย 1.51 - 2.50

มีคุณภาพเหมาะสมนอ้ ยท่ีสดุ 1.00 - 1.50

การนำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู

นำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูลดว้ ยตาราง พรอ้ มท้งั บรรยายเป็นความเรียงประกอบ

66

บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู

การวิจัยเรื่องแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ผู้วิจัยเสนอผลการ
วเิ คราะหข์ อ้ มูลตามประเดน็ ของวตั ถุประสงค์การวิจัย ดงั น้ี

1. เพ่ือการสรา้ งแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สำหรับกิจกรรมการ
เรียนรเู้ พือ่ พัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนักเรยี นระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6

2. เพื่อทดลองและศึกษาผลการทดลองใชแ้ บบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ
PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนักเรียนระดับชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6

3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่มีต่อการทดลองใช้แบบ
ฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะ
วทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

ผลการพฒั นาแบบฝึกเพือ่ พฒั นาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

1. นวตั กรรมที่สร้าง
1.1 นวตั กรรมวจิ ัยแบบทดสอบ (Pre-test) ใช้เวลา 30 นาที
1.2 นวัตกรรมวิจยั การตงั้ สมมติฐาน
ใช้กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการตั้งสมมติฐาน พร้อมทั้งทำแบบฝึกหัด เรื่องการตั้งสมมติฐาน

ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
1.3 นวัตกรรมวิจยั การแปลงขอ้ มลู
ใช้กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการแปลงข้อมูล พร้อมทั้งทำแบบฝึกหัด เรื่องการการแปลงข้อมลู

ใชเ้ วลา 1 ชั่วโมง
1.4 นวตั กรรมวิจัยการวิเคราะห์ อภปิ รายและลงข้อสรุปขอ้ มลู
ใช้กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการวิเคราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุปข้อมูล พร้อมทั้งทำ

แบบฝกึ หดั เรอื่ งการการวเิ คราะห์ อภปิ รายและลงขอ้ สรุปข้อมูล ใช้เวลา 1 ช่ัวโมง
1.5 นวัตกรรมวจิ ัยแบบทดสอบ (Post-test) ใช้เวลา 30 นาที
รายละเอียดของแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA แสดง

แลว้ ดัง ภาคผนวก ข

67

2. การหาประสิทธภิ าพของนวัตกรรม
2.1 การหาประสทิ ธภิ าพเชิงเหตุผล (Rational Approach)
2.1.1 เมอ่ื ประเมินความเหมาะสมของการสร้างแบบฝึกเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม

แนวของ PISA ดว้ ยแบบประเมินความเหมาะสมจากผู้เชีย่ วชาญจำนวน 3 คน ผลการประเมนิ แสดงดงั ตารางที่ 1

ตารางท่ี 1 : แสดงผลการประเมนิ ความเหมาะสมของนวัตกรรมการสรา้ งแบบฝกึ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของ

วทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA จากผู้เช่ยี วชาญจำนวน 3 คน

ประเด็นทีป่ ระเมนิ รายการประเมนิ ̅ . .

ภาษามีความเขา้ ใจง่ายชดั เจน 3.67 0.58

รูปแบบนวตั กรรม ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสม 3.67 0.58
คำชแ้ี จงหรอื คำส่งั มีความชัดเจน 4.33 0.58

จำนวนชดุ กจิ กรรมมีความเหมาะสม 4.33 0.58

มีความถูกตอ้ ง 4.33 0.58

เนือ้ หา เหมาะสมับวัยของผเู้ รียน 4.00 1.00
บทเรยี น PISA มีความน่าสนใจ 4.00 1.73

เรยี งลำดับเนอื้ หาจากง่ายไปยาก 4.00 1.00

ท้าทายความสนใจ 4.00 1.00

คำถามเข้าใจง่ายสอดคล้องกบั บทเรียน 3.67 0.58

แปลงข้อมูลที่นำเสนอในรปู แบบหนง่ึ ไปสรู่ ูปแบบอ่นื 4.00 0.00

แบบฝึกหดั เสริมสร้างทักษะกระบวนการคิดของผู้เรียนตามแนวของ 4.67 0.58
PISA

บทเรียน PISA ช่วยให้นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ 4.33 0.58
ประโยชน์ในชวี ติ ประจำวนั ได้มากขนึ้

มคี วามหลากหลาย 4.00 1.00

การจัดกจิ กรรมการ บทเรียน PISA มคี วามยากงา่ ยพอเหมาะ 4.00 1.00
เรียนรู้ 1.00
เน้อื หาเหมาะสมกับวยั และความสนใจของผูเ้ รียน 4.00
1.73
บทเรียน PISA ช่วยให้การเรียนในชั้นเรียนมีบรรยากาศท่ี 4.00
สนกุ สนาน

68

ตารางที่ 1 : แสดงผลการประเมนิ ความเหมาะสมของนวัตกรรมการสร้างแบบฝึกเพ่ือพฒั นาสมรรถนะของ

วทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จากผู้เชีย่ วชาญจำนวน 3 คน (ตอ่ )

ประเดน็ ทีป่ ระเมนิ รายการประเมิน ̅ . .

เหมาะสมกับผเู้ รยี น 3.67 0.58

สอดคลอ้ งกับกจิ กรรมการเรยี นรู้ 4.00 0.00

คำแนะนำในการใช้สอ่ื มีความเข้าใจงา่ ย 3.67 0.58

ส่อื การเรียนรู้ กิจกรรมช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการคิดอย่างมี 4.00 1.00
วิจารณญาณ

ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ เกิดความคิดรวบยอดรวดเร็วและสรุป 4.00 1.00
องค์ความร้ไู ดด้ ้วยตนเอง

ช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาด้านความรู้ทักษะกระบวนการ 4.33 0.58
คิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ

วัดและประเมินผลตามสภาพจริง 4.00 1.00

นำเสนอแนวทางในการตอบคำถามอย่างเปน็ วทิ ยาศาสตร์ 4.00 1.00

การประเมนิ การวดั และประเมินผลตรงกบั ลกั ษณะของ 4.33 0.58
กระบวนการพฒั นาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์

มีความสอดคล้องตามขั้นตอนกระบวนการพัฒนาสรรถนะ 4.00 1.00
ทางวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

ตวั อกั ษรมคี วามเป็นระเบียบ 4.00 1.00

การใช้ภาษาและ ภาษาทใี่ ช้มคี วามเหมาะสมกับผ้อู ่าน 4.00 1.00

ตวั อักษร ใช้ภาษาที่ถกู ตอ้ งตรงตามพจนานุกรมไทย 4.00 1.00

ขนาดของตัวอักษรมีความเหมาะสม และชดั เจน 3.67 1.53

จากตารางที่ 1 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.67 ขึ้นไป ซ่ึง
ผ่านเกณฑป์ ระเมินข้ันต่ำคือ 3.50 ดงั น้นั จึงสรุปวา่ แบบฝึกเพ่ือพฒั นาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ
PISA มคี วามเหมาะสม

69

2.1.2 เม่อื ประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมแบบฝึกหัด เรอ่ื ง สมมตฐิ าน การพัฒนาสมรรถนะ
ของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ผลการประเมิน
แสดงดงั ตารางท่ี 2

ตารางท่ี 2 : แสดงผลการประเมนิ เหมาะสมของนวัตกรรมแบบฝึกหัด เร่อื ง สมมตฐิ าน การพัฒนาสมรรถนะของ

วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จากผเู้ ชีย่ วชาญจำนวน 3 คน

ประเดน็ ทป่ี ระเมิน รายการประเมิน ̅ . .
4.00 1.00
ไมซ่ ับซอ้ นเรียงจากงา่ ยไปหายาก

มีความเหมาะสมกบั ชว่ งชน้ั ท่เี รยี นของผูเ้ รียน 4.33 0.58

เนอ้ื หา มีความทนั สมัย เป็นความรู้ท่มี กี ารรับรองในปจั จุบนั 4.33 0.58

เสริมสร้างความรู้ให้ผู้เรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะทาง 4.67 0.58
วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

เพ่มิ พูนความเขา้ ใจแก่ผูเ้ รยี น 4.33 0.58

การจดั กจิ กรรมการ ชว่ ยผู้เรยี นไดฝ้ กึ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4.33 0.58

เรียนรู้ มีความเหมาะสมต่อกระบวนการพัฒนาสมรรถนะทาง 4.67 0.58
วทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

คำถามเข้าใจง่าย 4.00 0.00

ทา้ ทายความสนใจ 3.67 0.58

แบบฝึกหดั ฝกึ กระบวนการคดิ 4.67 0.58
ฝกึ การแกป้ ญั หาทางวิทยาศาสตร์ 4.33 0.58

เหมาะสมต่อการพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนว 4.33 1.15
ของ PISA

มคี วามทนั สมยั 3.67 0.58

มีความนา่ สนใจ 3.33 1.15

นวตั กรรม สร้างข้ึนสอดคลอ้ งกบั เนอ้ื หาที่เรยี น 4.33 0.58
สร้างขนึ้ มีความเหมาะสมกบั ช่วงช้นั 4.00 1.00

มีความสอดคล้องกับรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะทาง 4.33 0.58
วทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

จากตารางที่ 2 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.67 ขึ้นไป ซึ่ง
ผ่านเกณฑ์ประเมินขั้นต่ำคือ 3.50 แต่ยกเว้นด้านนวัตกรรม รายการประเมินมีความน่าสนใจมีค่าเฉลี่ย 3.33
ดงั นน้ั จงึ สรปุ ว่าแบบฝกึ หัด เรอื่ ง สมมติฐาน การพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA มีความ
เหมาะสม

70

2.1.3 เมื่อประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมแบบฝึกหัด เรื่อง การแปลงข้อมูล การพัฒนา
สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน ผล
การประเมินแสดงดังตารางท่ี 3

ตารางท่ี 3 : แสดงผลการประเมนิ ความเหมาะสมของนวัตกรรมการสร้างแบบฝกึ หัด เร่ือง การแปลงขอ้ มูล

การพฒั นาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน

ประเดน็ ท่ีประเมนิ รายการประเมนิ ̅ . .
3.67 0.58
ไมซ่ ับซอ้ นเรียงจากง่ายไปหายาก

มคี วามเหมาะสมกับช่วงช้นั ทีเ่ รียนของผ้เู รียน 4.00 0.00

เนือ้ หา มคี วามทนั สมัย เปน็ ความร้ทู ี่มกี ารรบั รองในปจั จบุ นั 4.00 0.00

เสริมสร้างความรู้ให้ผู้เรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะทาง 4.33 1.15
วทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

มคี วามเหมาะสมต่อกระบวนการพฒั นาผู้เรยี น 4.00 1.00

กิจกรรมท่ีให้ผ้เู รียนไดน้ ำความรไู้ ปประยุกต์ในชีวติ ประจำวนั 4.00 0.00
การจดั กิจกรรมการ กิจกรรม ปัญหา เพื่อให้ผูเ้ รียนได้ฝึกกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 4.00 1.00

เรยี นรู้ เพ่ิมเติม

แบบฝึกหัดในแตล่ ะข้นั ตอนช่วยทบทวนและเพ่ิมพนู ความเข้าใจ 4.00 1.00
แก่ผู้เรียน

คำถามเข้าใจงา่ ย สอดคลอ้ งกบั บทเรียน 4.33 0.58

สามารถตรวจสอบสิ่งที่ไดเ้ รยี นรจู้ ากบทเรียน 4.00 0.00

แบบฝกึ หัด ท้าทายความสนใจ และความสามารถในการคิด 4.00 1.00

เสริมสร้างทกั ษะ และกระบวนการคดิ ของผเู้ รียน 4.33 0.58

ฝึกกระบวนการคิดวเิ คราะห์ และการประยุกต์ใชค้ วามรู้ 4.33 0.58

การประเมนิ ชัดเจน และมคี วามหลากหลาย 4.33 0.58

ประเมนิ ผล การประเมินการเรียนรู้เนน้ ตรวจสอบความเขา้ ใจของผเู้ รยี น 4.00 1.00

เลอื กใช้เครื่องมือการวัดและประเมนิ ผลท่ีมีคุณภาพเหมาะสม 4.33 0.58

มคี วามทนั สมยั 3.67 0.58

มคี วามน่าสนใจ 3.67 0.58

นวตั กรรม สอดคลอ้ งกับเนอื้ หาที่เรยี น 3.67 0.58

มีความเหมาะสมกับช่วงช้นั 4.00 0.00

มคี วามสอดคล้องกับรูปแบบสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ 4.33 0.58

71

จากตารางท่ี 3 พบว่า แตล่ ะรายการท่ีประเมนิ ของแต่ละประเดน็ มีค่าเฉล่ียตั้งแต่ 3.67 ซึ่งผ่านเกณฑ์
ประเมินขั้นตำ่ คือ 3.50 ดังน้ัน จงึ สรปุ ว่าแบบฝึกหัด เรื่อง การแปลงข้อมูล การพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์
ตามแนวของ PISA มีความเหมาะสม

2.1.4 เมื่อประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมแบบฝึกหัด เรื่อง การวิเคราะห์ อภิปรายและลง
ข้อสรุป การพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ
จำนวน 3 คน ผลการประเมนิ แสดงดังตารางท่ี 4

ตารางที่ 4 : แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมการสรา้ งแบบฝึกหัด เร่ือง การวเิ คราะห์

อภิปรายและลงข้อสรุป การพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จาก

ผเู้ ช่ียวชาญจำนวน 3 คน

ประเดน็ ทปี่ ระเมนิ รายการประเมิน ̅ . .
4.00 1.00
ไมซ่ ับซอ้ นเรียงจากง่ายไปหายาก

มีความเหมาะสมกบั ชว่ งชนั้ ที่เรียนของผเู้ รยี น 4.33 0.58

เนือ้ หา มีความทันสมัย เปน็ ความรู้ที่มีการรบั รองในปัจจุบนั 4.33 0.58

เสริมสร้างความรู้ให้ผู้เรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะทาง 4.67 0.58
วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

มคี วามเหมาะสมต่อกระบวนการพฒั นาผ้เู รยี น 4.67 0.58

มกี จิ กรรมท่ีให้ผูเ้ รียนได้นำความรไู้ ปประยุกต์ในชวี ิตประจำวัน 4.33 0.58
การจดั กจิ กรรมการ มกี ิจกรรม ปัญหา เพ่ือใหผ้ ้เู รียนไดฝ้ กึ กระบวนการทาง
เรยี นรู้ วิทยาศาสตรเ์ พิ่มเติม 4.33 0.58

แบบฝึกหดั ในแต่ละข้ันตอนช่วยทบทวนและเพ่ิมพูนความเขา้ ใจ 4.67 0.58
แก่ผู้เรียน

คำถามเข้าใจงา่ ย สอดคลอ้ งกับบทเรียน 4.00 1.00

สามารถตรวจสอบสิ่งทไี่ ด้เรียนร้จู ากบทเรียน 4.00 1.00

แบบฝกึ หดั ท้าทายความสนใจ และความสามารถในการคิด 4.33 0.58

เสรมิ สร้างทกั ษะ และกระบวนการคิดของผ้เู รยี น 4.00 1.00

ฝกึ กระบวนการคดิ วเิ คราะห์ และการประยุกตใ์ ช้ความรู้ 4.33 0.58

การประเมนิ ชัดเจน และมีความหลากหลาย 4.00 1.00

ประเมินผล การประเมนิ การเรียนรู้เน้นตรวจสอบความเขา้ ใจของผู้เรยี น 4.00 1.00

เลือกใช้เครื่องมอื การวัดและประเมินผลที่มีคณุ ภาพเหมาะสม 4.67 0.58

72

ตารางที่ 4 : แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของนวตั กรรมการสร้างแบบฝกึ หัด เรือ่ ง การวเิ คราะห์

อภิปรายและลงข้อสรุป การพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จาก

ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน (ตอ่ )

ประเดน็ ท่ปี ระเมิน รายการประเมนิ ̅ . .

มคี วามทนั สมยั 4.00 1.00

มีความน่าสนใจ 3.67 1.53

นวัตกรรม สอดคล้องกับเน้อื หาทเี่ รียน 4.33 1.15

มคี วามเหมาะสมกบั ชว่ งชั้น 4.33 1.58

มีความสอดคล้องกับรปู แบบสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ 4.33 1.58

จากตารางที่ 4 พบว่า แต่ละรายการที่ประเมินของแต่ละประเด็นมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.67 ซึ่งผ่านเกณฑ์
ประเมินขั้นต่ำคือ 3.50 ดังนั้น จึงสรุปว่าแบบฝึกหัด เรื่อง การวิเคราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุป การพัฒนา
สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA มคี วามเหมาะสม

2.2 การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) วิธีการหาประสิทธิภาพเชิง
ประจักษ์ของแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จะใช้วิธีการเทียบกับเกณฑ์
ประสิทธภิ าพ E1/E2 = …./…..(ระบุตามเกณฑป์ ระสิทธภิ าพท่ีกำหนดในบทที่ 3 เชน่ 80/80 หรือ 75/75 หรือ
85/85 เป็นตน้ ) โดยนำแบบฝึกเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่หาประสิทธภิ าพเชิง
เหตุผลแล้วไปทดลองกับกลุ่มนักเรียนที่เปน็ คนละกลุ่มกับเป้าหมายการวิจัย แต่ตามข้อตกลงดังระบุในบทที่ 3
วา่ เนอื่ งด้วยปัจจยั จำกัดบางประการคือ ขาดความยินยอมของโรงเรียนท่ีมีบรบิ ทใกล้เคียงกันที่จะให้ผู้วิจัยนำ
แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA การทำวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยขอละเว้นการหา
ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ดังข้อตกลง
แลว้ ในบทที่ 3

ผลการพฒั นาสมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

1. คะแนนก่อน-หลงั การทดลอง
จากการทำแบบทดสอบก่อนการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนว

ของ PISA เพื่อวัดพื้นฐานสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่ต้องการพัฒนา (Post-test) และ
จากการวัดและประเมินผลภายหลังการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ
PISA เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA (Post-test) ค่าคะแนนของนักเรียนระดับชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนโรงเรยี นชมุ ชนด่านวทิ ยา อำเภอเมอื ง จงั หวัดอุตรดติ ถ์ ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา
2564 จำนวน 20 คน ซ่ึงเปน็ กลุม่ ตัวอย่างแสดงดังตารางที่ 5

73

ตารางที่ 5 : แสดงคะแนนจากทำแบบทดสอบกอ่ นและหลงั การทดลองใช้แบบฝึกเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของ

วทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพ่อื พัฒนาพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

ของกลุ่มตัวอยา่ งเมือ่ คะแนนเต็มของการทำแบบทดสอบก่อนและหลงั การใช้นวัตกรรมเทา่ กบั

30 คะแนนเทา่ กัน

ที่ คะแนนทำแบบทดสอบก่อนการทดลอง คะแนนหลงั การทดลองใชน้ วัตกรรม

1 18 20

2 17 22

3 19 20

4 20 24

5 21 20

6 16 18

7 15 17

8 20 20

9 14 17

10 16 20

11 20 22

12 22 24

13 20 25

14 19 22

15 20 19

16 16 18

17 15 16

18 20 22

19 19 20

20 24 25

รวม 20 คน รวมคะแนน 371 คะแนน ̅ 18.55 รวมคะแนน 411 คะแนน ̅ 20.55
. . 2.61 หรือคดิ เปน็ ร้อยละ 61.83 . . 2.67 หรือคิดเปน็ ร้อยละ 68.50

จากตารางที่ 5 พบว่า คะแนนการทำแบบทดสอบก่อนการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ
371 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 61.83 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.61 และภายหลังการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อ
พัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ด้านเดียวกัน คะแนนของกลุ่ม
ตวั อย่างเดยี วกนั เท่ากับ 411 คะแนน คิดเป็นรอ้ ยละ 68.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.67

74

2. การเปรียบเทยี บคะแนนกอ่ น-หลังการทดลอง
เม่ือใชว้ ธิ กี ารทางสถิติ Pair-Sample t-test วเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บคะแนนก่อน-หลงั การทดลอง

ใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพื่อพฒั นาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนว
ของ PISA ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโรงเรียนชุมชนด่านวิทยา จำนวน 20 คน ซึ่งเป็น
กลมุ่ ตวั อยา่ งผลการเปรยี บเทยี บแสดงดังตารางท่ี 6

ตารางท่ี 6 : แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อน-หลังการทดลองใช้แบบฝึกเพ่ือพฒั นาสมรรถนะของ

วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของกลุ่ม

ตัวอย่างของกลุ่มตวั อย่างเดียวกันระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนร้โู ดยทดลองใช้แบบฝึกเพ่ือพัฒนา

สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เม่อื α = 0.05 หรอื ที่ ระดับความเช่ือมั่น 95 %

Pair-Sample t test

นวัตกรรม จำนวน คะแนน ค่าคะแนนเฉลยี่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน เกณฑ์ระดับผลการเรียนรขู้ อง สพฐ.
(คน) เตม็ (̅ ) ( . .) ทีก่ ำหนดและระดบั ผลการเรยี นรู้ที่เทยี บ

A 20 30 18.55 2.61 เกณฑ์ สพฐ. ดี (70-74 %)
ผลการเรียนรู้ ปานกลาง (61.83 %)

A 20 30 20.55 2.67 เกณฑ์ สพฐ. ดี (70-74 %)
ผลการเรยี นรู้ ค่อนขา้ งดี (68.50 %)

Pair-Sample Statistics

Pair Sample Sig. t df Sig. (2- Confidence
Correlation tailed) Level (%)

.796 .000 -5.305 19 .000 95 %

จากตารางที่ 6 วิเคราะห์ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อน-หลังการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะ
ของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของกลุ่ม
ตัวอยา่ ง ดังน้ี

1. ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อน-หลังก่อนการทดลองของกลุ่มตัวอย่างพบว่า คะแนนหลังการทดลองใช้
แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนว
ของ PISA แตกตา่ งกับคะแนนก่อนการทดลองใช้นวัตกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี เม่อื α = 0.05 หรือ
ทร่ี ะดบั ความเชอ่ื มั่น 95 %

2. เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยพบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองใช้ แบบฝึกเพ่ือ
พัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สูง
กว่าค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลองใช้นวัตกรรมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ เมื่อ α = 0.05 หรือที่
ระดบั ความเช่อื มั่น 95 %

75

จากผลการวิเคราะห์ตารางดังกล่าวข้อ 1-2 จึงสรุปว่า ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่
ระดับความเช่ือม่นั 95% การทดลองใช้แบบฝึกเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA มีผล ต่อ
การพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน
ชมุ ชนดา่ นวทิ ยา อำเภอเมอื ง จังหวดั อตุ รดิตถ์

ระดบั ความพึงพอใจ

จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ งสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA โดยทดลองใช้แบบฝึก
เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา
2564 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 20 เมอ่ื วิเคราะหร์ ะดบั ความพงึ พอใจ ผลการวเิ คราะห์แสดงดงั ตารางท่ี 7

ตารางท่ี 7 : แสดงระดบั ความพงึ พอใจของนักเรยี นระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ปีการศกึ ษา 2564 ภาคเรียน

ท่ี 2 จำนวน 20 คน ทม่ี ีต่อการทดลองใช้แบบฝึกเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ

PISA จดั กิจกรรมการเรียนรเู้ รือ่ งสมรรถนะของวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

ประเดน็ และรายการประเมิน ̅ . . ระดับความพึงพอใจ

ครูผู้สอน

1. ผ้เู รยี นเรยี นอย่างมคี วามสุข 3.50 1.15 เหมาะสมปานกลาง

2. ผ้เู รียนมโี อกาสซกั ถามปัญหา 3.05 0.76 เหมาะสมปานกลาง

3. ผู้เรียนมีสว่ นร่วมในการอภิปรายและแลกเปลีย่ นความเห็นกับ 2.95 1.00 เหมาะสมปานกลาง
ผู้อื่น

4. ผสู้ อนมีความสามารถในการถา่ ยทอดความรชู้ ่วยใหผ้ ูเ้ รียนเกิด 3.40 1.27 เหมาะสมปานกลาง
การเรียนรู้ในเน้ือหาวิชา

รวม 3.23 1.05 เหมาะสมปานกลาง

เนอ้ื หา

1. มีความทันสมยั 3.35 1.04 เหมาะสมปานกลาง

2. มคี วามถกู ตอ้ งชดั เจน 3.04 0.99 เหมาะสมปานกลาง

3. สามารถนำไปใช้ได้จริง 3.45 0.89 เหมาะสมปานกลาง

4. เรียงลำดบั เน้อื หาจากง่ายไปยาก 3.30 1.03 เหมาะสมปานกลาง

รวม 3.28 0.99 เหมาะสมปานกลาง

76

ตารางที่ 7 : แสดงระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ปีการศึกษา 2564 ภาคเรียน

ที่ 2 จำนวน 20 คน ทม่ี ีตอ่ การทดลองใช้แบบฝกึ เพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ

PISA จัดกิจกรรมการเรียนรเู้ รอ่ื งสมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA (ตอ่ )

ประเด็นและรายการประเมิน ̅ . . ระดบั ความพึงพอใจ
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้

1. นา่ สนใจ 3.05 1.00 เหมาะสมปานกลาง

2. มีวิธกี ารสอนอยา่ งหลากหลาย 3.30 0.86 เหมาะสมปานกลาง

3. ผู้เรยี นทกุ คนควรได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง 3.20 0.83 เหมาะสมปานกลาง

4. ชว่ ยกระตุ้นให้ผู้เรยี นคิดหาคำตอบได้ดียิง่ ขึ้น 2.90 1.02 เหมาะสมปานกลาง

รวม 3.11 0.93 เหมาะสมปานกลาง

บรรยากาศในช้นั เรยี น

1. นา่ สนใจ 3.35 1.09 เหมาะสมปานกลาง

2. รู้จักการทำงานเป็นทมี 3.20 1.01 เหมาะสมปานกลาง

3. มีการเรยี นรู้นอกห้องเรียนทีเ่ กี่ยวข้องในชวี ติ จรงิ 2.85 1.42 เหมาะสมปานกลาง

4. สนับสนุนสง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นทุกคนมสี ่วนรว่ มในการแลกเปล่ยี น 3.10 0.97 เหมาะสมปานกลาง
ความคดิ เห็นซ่ึงกันและกัน

รวม 3.12 1.12 เหมาะสมปานกลาง

สอ่ื การเรยี นรู้

1. มีความชัดเจน 3.45 0.83 เหมาะสมปานกลาง

2. มปี ระสิทธภิ าพ 3.35 0.88 เหมาะสมปานกลาง

3. มีความเหมาะสมกบั วัย 3.50 1.00 เหมาะสมปานกลาง

4. ตวั หนังสือสามารถอ่านไดง้ ่าย 3.35 0.67 เหมาะสมปานกลาง

รวม 3.41 0.84 เหมาะสมปานกลาง

รวมทั้งหมด 3.23 0.97 เหมาะสมปานกลาง

จากตารางที่ 7 พบว่า เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวม นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน

ชมุ ชนด่านวทิ ยา ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 20 คน มคี วามพึงพอใช้ตอ่ การทดลองใช้แบบฝึกเพื่อ

พัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม

แนวของ PISA ระดับเหมาะสมปานกลาง ( ̅ = 3.23, . . = 0.97) แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดย

เรยี งลำดับระดบั ค่าเฉล่ยี จากระดับมากสดุ ไปหานอ้ ยสดุ 3 ลำดบั พบวา่ นักเรียนมคี วามพงึ พอใจต่อดา้ นส่ือการ

เรียนรู้ ( ̅ = 3.41, . . = 0.84) สูงสุด มีความพึงพอใจระดับเหมาะสมปานกลาง รองลงมาคือด้านเนื้อหา

( ̅ = 3.28, . . = 0.99) มีความพึงพอใจระดับเหมาะสมปานกลาง และลำดับสุดท้ายคือด้านครูผู้สอน

( ̅ = 3.23, . . S.D. = 1.05) มคี วามพงึ พอใจระดับเหมาะสมปานกลาง

77

บทที่ 5
สรุป อภิปราย และขอ้ เสนอแนะ

สรปุ ผลการวจิ ยั

เปา้ หมายของการวิจยั เพือ่ ต้องสร้างแบบฝึกเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA โดย
อาศยั แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ วิธีการเกีย่ วข้องกับการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม
แนวของ PISA สำหรับทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA กับ
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโรงเรียนชุมชนด่านวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งน้ี
เพราะจากผลการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า เมื่อนำมาทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แล้ว
ระดบั ผลการเรยี นรู้จะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับระดับผลการเรียนร้ตู ามเกณฑ์ของ สพฐ.

เมื่อทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA กับนักเรียน
ระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ปีการศกึ ษา 2564 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 คน ที่เป็นกลมุ่ เปา้ หมาย โดยทดลอง
ใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA แล้วเปรียบเทียบระดับผลการเรียนรู้กับ
ดี ตามเกณฑ์ของ สพฐ. ที่กำหนดเป็นเกณฑ์ประเมินผ่านด้วยด้วยค่าคะแนนเฉลีย่ พร้อมทั้งวัดระดับความพงึ
พอใจ ผลการวจิ ยั พบว่า

1. นักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย มีผลการเรียนรู้ที่ระดับค่อนข้างดี เมื่อเปรียบเทียบกับระดับผลการ
เรียนรตู้ ามเกณฑ์ของ สพฐ. ซง่ึ ผลการเรยี นรู้ดังกลา่ วตำ่ กว่าเกณฑ์ประเมินผ่านทีก่ ำหนด

2. เมื่อทำการประเมินระดับความพึงพอใจซึ่งกำหนดเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วยด้านครูผู้สอน ด้าน
เนื้อหา ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศในช้ันเรียน ด้านสื่อการเรียนรู้ พบว่า เมื่อวิเคราะห์โดย
ภาพรวม นักเรยี นกลุ่มเปา้ หมายมีความพึงพอใจโดยภาพรวมต่อการทดลองใช้แบบฝกึ เพอื่ พฒั นาสมรรถนะของ
วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ที่ระดับเหมาะสมปานกลาง แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านโดยใช้ค่าระดับ
ค่าเฉลี่ยสูงสุดไปหาต่ำสุดเป็นเกณฑ์ พบว่าความพึงพอใจด้านสื่อการเรียนรู้ มีระดับค่าเฉลี่ยสูงสุด มีความพึง
พอใจระดับเหมาะสมปานกลาง ระดับค่าเฉลี่ยรองลงมาคือความพึงพอใจด้านเนื้อหา มีความพึงพอใจระดับ
เหมาะสมปานกลาง และระดับค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือความพึงพอใจด้านครูผู้สอน มีความพึงพอใจระดับเหมาะสม
ปานกลาง

อภปิ รายผลการวจิ ัย

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวในบทที่ 4 ประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาสู่การอภิปรายผลการวิจัย
ประกอบด้วยคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อน-หลังการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์
ตามแนวของ PISA และระดบั ความพงึ พอใจของนักเรยี น แตล่ ะประเด็นดังกล่าวนำมาอภปิ ราย ดังนี้

1. ผลการเปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบก่อน-หลังการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

78

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลในบทที่ 4 พบว่าคะแนนการทำแบบทดสอบก่อน-หลังการทดลองใช้
แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม
แนวของ PISA ของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 371 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 61.83 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ
2.61 และภายหลังการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA เพื่อพัฒนา
ผลการเรียนรู้ด้านเดียวกัน คะแนนของกลุ่มตัวอย่างเดียวกันเท่ากับ 411 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 68.50 ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.67 ทงั้ นเ้ี ปน็ เพราะว่า ขณะทจี่ ดั กิจกรรมการเรียนร้นู ักเรยี นมีความสนใจใฝ่เรียนรู้
และสามารถเรียนรู้ในกจิ กรรมไดด้ ี ซงึ่ ผลดงั กลา่ วสอดคลอ้ งกับแนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ วิธกี าร เช่นเดียวกบั
ของณพัฐอร บัวฉุน (2561) การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ั้นพ้ืนฐาน เรื่อง วัสดุ
รอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ที่กล่าวว่า มีประสิทธิภาพ 84.51/81.53
เป็นไปตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ขั้นพื้นฐานของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัว
เรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิตทิ ่ีระดบั .05 ความพงึ พอใจของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 ทีม่ ีต่อแบบฝึกเสรมิ ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรข์ นั้ พ้นื ฐาน เร่อื ง วสั ดรุ อบตวั เรา กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์อยูใ่ นระดบั มากที่สุดนอกจากนี้
ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับงานวิจยั ของ วันวิสา เขียวอ่อน (ม.ม.ป) ที่ทำการวิจยั เร่ืองการพัฒนา
แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ
สร้างแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อ
เปรียบเทียบลักษณะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึ กทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเพอ่ื เปรียบเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นระหว่างก่อนเรียนและหลังเรยี นด้วย
แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ผลการวิจยั การทดสอบที (t-test dependent) พบวา่ 1. แบบฝึก
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 82.77/81.11 2. ทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์หลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ .01 และมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ
งานวิจัยของอภิชาติ พยัคฆิน (2564) การเสริมสร้างสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อสะเต็มศึกษา
สำหรบั นกั ศกึ ษาวิชาชีพครู สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์ท่วั ไป ดว้ ยรูปแบบการจดั การเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ตามแนวสะ
เต็มศึกษา จากการอภิปรายผลการวิเคราะห์ข้อมูลดงั กล่าวข้างต้น จึงลงข้อสรุปว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA มีผลต่อคะแนนการทำ
แบบทดสอบก่อน-หลังการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA แต่ไม่
สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่กำหนดขึ้น ว่าการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตาม
แนวของ PISA มีคะแนนหลังการทดลองจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ (Post-test) ผ่านเกณฑ์วัดและประเมินผลของ
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน (2550) ในระดบั ดี มีร้อยละของคา่ คะแนนเฉล่ีย 70 ข้ึนไป

79

2. ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ปีการศึกษา 2564
ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 คน ที่มีต่อการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ
PISA จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ืองสมรรถนะของวทิ ยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลในบทที่ 4 พบว่านักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโรงเรียน
ชุมชนด่านวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 20 คน มีความพึงพอใจต่อการทดลองใช้แบบฝึก
เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมรรถนะของ
วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ระดับเหมาะสมปานกลาง ( ̅ = 3.23, . . = 0.97) แต่เมื่อวิเคราะห์เป็น
รายด้านโดยเรียงลำดับระดับค่าเฉลี่ยจากระดับมากสุดไปหาน้อยสุด 3 ลำดับ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ
ต่อด้านสื่อการเรียนรู้ ( ̅ = 3.41, . . = 0.84) สูงสุด มีความพึงพอใจระดับเหมาะสมปานกลาง รองลงมา
คอื ด้านเนอ้ื หา ( ̅ = 3.28, . . = 0.99) มีความพงึ พอใจระดบั เหมาะสมปานกลาง และลำดบั สดุ ทา้ ยคอื ด้าน
ครูผู้สอน ( ̅ = 3.23, . . = 1.05) มคี วามพึงพอใจระดับเหมาะสมปานกลาง ซ่งึ ผลดงั กล่าวไม่สอดคล้องกับ
แนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการ เช่นเดียวกับณพัฐอร บัวฉุน (2561) การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 ที่กล่าว ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับ
มากที่สุด นอกจากนี้ยังไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของบรรณรักษ์ คุ้มรักษาและจิราภรณ์ เพ็งคําปั้ง (2564) การ
ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ที่ส่งเสริมสมรรถนะการรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวทาง
PISA เรื่อง อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในระดับช้ัน
มัธยมศึกษาตอนต้น จากการอภิปรายผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จึงลงข้อสรุปว่า การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้เรื่อง สมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA โดยการทดลองใช้แบบฝกึ เพ่ือพัฒนาสมรรถนะ
ของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโรงเรียนชุมชนด่านวิทยา
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 20 คน มีผลต่อความพึงพอใจต่อการทดลองใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนา
สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนว
ของ PISA ระดบั เหมาะสมปานกลาง

ขอ้ เสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะการใชป้ ระโยชนผ์ ลการวิจัย
1.1 ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ควร

คำนึงถึงเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ระยะเวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรม และออกแบบให้มีความท้าทาย
ความสามารถของผู้เรียน โดยปัญหาที่นำมาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้นั้นจะต้องเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน เพื่อให้
ผู้เรยี นได้พัฒนาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ไดอ้ ยา่ งเต็มที่

1.2 ควรนำข้อมูลการทดสอบไปส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพดา้ นสมรรถนะวิทยาศาสตร์ในรายวิชา
วิทยาศาสตรใ์ ห้กับผเู้ รยี น

80

2. ข้อเสนอแนะการศึกษาเพ่ิมเติมหรือทำวจิ ัยตอ่ ยอด
2.1 ควรมีการศึกษาเพม่ิ เติมเก่ียวกับการศึกษาและพัฒนาการจดั การเรียนรู้ที่ใชร้ ปู แบบการจัดการ

เรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ตามแนวสมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA กบั เน้อื หาในหนว่ ยการเรยี นรู้อ่ืน ๆ
ทส่ี ามารถพฒั นาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของผ้เู รียนไดม้ ากข้นึ

2.2 ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเก่ียวกับการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี สังคมและสิง่ แวดล้อม ในการพัฒนาศักยภาพหรือสมรรณะด้านอืน่ ๆ ของนักเรียน เพื่อให้นักเรยี น
สามารถสร้างสรรคแ์ ละมที ักษะในการทำงานและดำเนินชีวติ ต่อไปในอนาคต ฯลฯ

81

บรรณานกุ รม

คณิต เขียววิชัย และวรรณภา แสงวัฒนะกุล. (2558). การพัฒนารูปแบบกิจกรรมนันทนาการแบบมีส่วนร่วมกับ
ชุมชนโดยใช้พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ินเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ Recreation
Activities Model with Community Participathion Through the Use of Museum and Local
Learning Resources to Promote the Creative Learning. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : file:///C:/%E0
%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E%
B8%9B%E0%B8%B5%203/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2
%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%
E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/33228-Article%20Text-119490-2-10-
20160313.pdf. (วนั ทส่ี บื คน้ 8 มกราคม 2565).

จารุนันท์ พาภักดี, สุมาลี ชูกําแพง และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. (2563). การพัฒนาสมรรถนะการแปลความหมาย
ข้อมูล และประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้
แบบสืบเสาะที่ขับเคลื่อนด้วยกลวิธีการโต้แย้ง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://so03.tci-thaijo.org/
index.php/JMND/article/view/247532/166894. (วันทส่ี ืบค้น 24 มนี าคม 2565).

จนิ ตนา ศิรธิ ญั ญารัตน์ และวิสาข์ จตั ิวตั ร์. (2558). การพฒั นารปู แบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่บูรณาการกล
ยุทธ์การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงเพ่ือส่งเสริมทักษะการคิดข้ันสูงในศตวรรษที่ 21 และจิตวิทยาศาสตร์
ของนั กเรียนระดับมั ธยมศึ กษา. [ออนไลน์ ]. เข้าถึงได้จาก : file:///C:/Users/addy/Downloads
/sueduresearchjournal,+Journal+manager,+11.+%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%
B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B2+%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%
B8%98%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B
8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C.pdf. (วนั ที่สืบคน้ 27 มนี าคม 2565).

ชาดา กล่ินเจริญ และวันวิสา เขียวอ่อน. (ม.ป.ป.). สรุปผลการวิจัยการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://so05.tci-thaijo.
org/index.php/tgt/article/view/7835/6806. (วันท่ีสืบค้น 24 มนี าคม 2565).

ซารีนา อุศมา. (2559). ปจั จยั ทส่ี ัมพนั ธก์ ับสมรรถนะทางวิทยาศาสตรต์ ามแนว PISA ของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปี
ที่ 3 จังหวัดสงขลา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://so02.tcithaijo.org/index.php/eduthu/ar
ticle/view/96279. (วันทีส่ ืบคน้ 27 มนี าคม 2565).

82

ณพัฐอร บัวฉุน. (2561). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เร่ือง วัสดุรอบตัว
เรากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : file:///C:/Users/
addy/Downloads/vrurdijournal,+Journal+manager,+1.%E0%B8%9C%E0%B8%A8.%E0%B8%94
%E0%B8%A3.%E0%B8%93%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B8%A3
++%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%89%E0%B8%B8%E0%B8%99.pdf.
(วันท่สี ืบคน้ 24 มนี าคม 2565).

ณัฐวดี วังสินธ์. (2555). การวิจัยและพัฒนา..สู่การเรียนการสอน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://so06.tci-
thaijo.org/index.php/ubonreseva/article/view/250803/169526. (วนั ท่ีสบื ค้น 27 มีนาคม 2565).

บรรณรักษ์ ค้มุ รกั ษา และจริ าภรณ์ เพ็งคาํ ป้ัง. (2564). การออกแบบกิจกรรมการเรียนรแู้ บบสบื เสาะทางวิทยาศาสตร์
ที่ส่งเสริมสมรรถนะการรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวทาง PISA เรื่อง อิเล็กทรอนิกส์เบ้ืองต้น เพ่ือพัฒนาทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://journalpags.skru.ac.th/ojs/index.php/jpags/article/view /54/31. (วันท่สี บื คน้ 30 มนี าคม 2565).

พุทธริธร บูรณสถิตวงศ์, สุรีย์พร สว่างเมฆ และปราณี นางงาม. (2562). การพัฒนาสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์
ในเชิงวิทยาศาสตร์และสมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยการใช้ส่ือโฆษณา เรื่อง ระบบย่อย
อาหาร. [ออนไลน์ ]. เข้าถึงได้จาก : https://so06.tci-thaijo.org/index.php/edujournal_nu/article/
view/89204/132759. (วันทีส่ บื ค้น 24 มนี าคม 2565).

มทุ ิตา อังคุระษ.ี (2559). การพัฒนาแบบฝึกทักษะเร่ืองสีและการระบายสี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศลิ ปะสำหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนคลองสำโรง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://cms.dru.ac.th
/jspui/handle/123456789/146. (วันท่สี บื คน้ 27 มนี าคม 2565).

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2563). ความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ - PISA THAILAND.
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://pisathailand.ipst.ac.th/about-pisa/scientific-literacy/. (วันท่ีสืบค้น
21 มนี าคม 2565).

83

สุภาพร รัตนรังสิกุล จีระพรรณ สุขศรีงาม และมยุรี ภารการ. (2555). การเปรียบเทียบผลการเรียนด้วยเทคนิค
การคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ดีโดยใช้เทคนิคการรู้คิดท่ีมีต่อแนวความคิดเลือกเกี่ยวกับมโนมติชีววิทยา :
พืชหรือสัตว์ การจำแนกพืชและการจำแนกสัตว์ และการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ต่อผลการเรียนวิทยาศาสตร์ต่างกัน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : file:///C:/%E0%B8%
A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%9
B%E0%B8%B5%203/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%
B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B
8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/19238-Article%20Text-41500-1-10-20140628.pdf.
(วนั ที่สบื ค้น 8 มกราคม 2565).

อภชิ าติ พยคั ฆิน. (ม.ป.ป.). การเสรมิ สรา้ งสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อสะเต็มศึกษาสำหรบั นักศกึ ษา
วชิ าชีพครู สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ท่ัวไป ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวสะเต็มศึกษา.
[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : https://so01.tcithaijo.org/index.php/AJPU/article/ view/247579/169221.
(วนั ท่ีสบื คน้ 30 มีนาคม 2565).

อิสระ ทับสีสด. (2564). การแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์. [เอกสารหมายเลข5]. เข้าถึงได้จาก : file:///C:/Users/
addy/Downloads/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8
%A5%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8
%A5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8
%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9
%8C.pdf. (วนั ทสี่ บื คน้ 25 มนี าคม 2565).

อิสระ ทับสีสด. (2564). การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์. [เอกสารหมายเลข6].
เข้าถึงไดจ้ าก : file:///C:/Users/addy/Downloads/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%
AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B4
%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0
%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8
%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81
%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%82%E0
%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B
8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B
2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C.pdf. (วันท่ีสืบค้น 25 มีนาคม 2565).

84

อิสระ ทับสีสด. (2564). การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือการวิเคราะห์และลงข้อสรุปข้อมูลข้อมูลทาง
วิทยาศาสตร์. [เอกสารหมายเลข7]. เข้าถึงได้จาก : file:///C:/Users/addy/Downloads/%E0%B8%81%
E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E
0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0
%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0
%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%
B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B
8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8
%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8
%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8
%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20(1).pdf. (วันที่สืบคน้ 25 มีนาคม 2565).

อิสระ ทับสีสด. (2564). บทที่ 6 การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการวิเคราะห์และลงข้อสรุปข้อมูล. [เอกสาร].
เข้าถึงได้จาก : file:///C:/Users/addy/Downloads/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B
8%B5%E0%B9%88%20PISA6%20%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B
8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9
%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9
%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%82%E0%B9
%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5.pdf. (วันที่สืบค้น 21 มนี าคม 2565).

อิสระ ทับสีสด. (2564). บทท่ี....สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA. [เอกสาร]. เข้าถึงได้จาก :
file:///C:/Users/addy/Downloads/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B
9%88%20PISA- ......pdf. (วันทส่ี ืบคน้ 21 มีนาคม 2565).

ภาคผนวก ก

แบบประเมนิ ความเท่ยี งตรงแบบทดสอบ


















Click to View FlipBook Version