The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yositaphotiken, 2022-04-06 15:38:44

วิจัยการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

วิจัยการสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA

ตวั อยา่ ง
จากการศึกษาการเจริญเติบโตของผีเส้ือไหม ผลการศึกษาซึ่งเป็นข้อมูลสมมติพบว่า หลังจาก
ผีเสื้อไหมโตเต็มท่ีแล้วประมาณ 2-3 วันจะวางไข่ ประมาณ 3-4 วันไข่จะถูกฟักเป็นตัวหนอน 35-42 วันต่อมา
ตัวหนอนจะกลายเป็นดักแด้ ดักแด้จะมีอายุประมาณ 7-13 วัน จึงจะเจริญไปเป็นตัวผีเสื้อเต็มวัย
จากข้อมูลท่กี ำหนดให้ สามารถจัดกระทำโดยเรยี งลำดบั ระยะการเจรญิ เติบโตดงั น้ี

ผีเสื้อไหมโตเต็มวัย วางไข่ ตวั หนอน ดักแด้ ตัวเตม็ วัย

ขอ้ มลู ท่ีจัดกระทำแลว้ ดังกล่าว สามารถสื่อความดว้ ยแผนภูมวิ ัฎจักรดงั รปู

แผนภมู ิวัฎจักร : แสดงวงชีวิตหรือ ลำดับข้ันการเจริญ เติบ โตของผีเส้ือไหม

ผเี สอ้ื โตเตม็ วยั

7-13 วนั 2-3
วนั
ดกั แด้ ไข่

35-42 วนั 3-4 วนั หนอน

6. แผนภมู ไิ หล (Flow Chart)

แผนภูมิแบบไหล เป็นรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลเพื่อต้องการแสดงความสัมพันธ์ของแต่ละ
ส่วนประกอบในโครงสร้างของส่ิงหนึ่งสงิ่ ใด ดังตวั อย่าง

ตัวอย่าง
จากการจัดกระทำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจชีวบริเวณของหนองน้ำแห่งหน่ึงโดยวิธีบรรยาย สามารถ
สื่อความหมายผลการจัดกระทำข้อมลู ดังกลา่ วดว้ ยแผนภูมิไหลเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของส่วนประกอบต่าง ๆ
ท่ีพบ
แผนภูมิตอ่ เนือ่ ง : แสดงความสมั พันธ์ขององคป์ ระกอบต่างๆ ท่ีพบในชวี บริเวณหนองนำ้ ทที่ ำการสำรวจ

7. แผนภาพ (Diagram)
แผนภาพ เปน็ รูปแบบการสอื่ ความข้อมลู ดว้ ยภาพหรือเค้าโครงทีเ่ ขยี นขนึ้ เพ่อื ชว่ ยในการอธิบาย

เรอื่ งราวทตี่ อ้ งการส่อื ความหมาย ดงั ตวั อยา่ ง
ตัวอยา่ ง
หัวใจของคนประกอบด้วยห้องหัวใจ 4 ห้องคือ ห้องบนซ้ายและขวา ห้องล่างซ้ายและขวา

ห้องบนขวามีเส้นเลือดดำทำหน้าที่รับเลือดจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายห้องล่างขวามีเส้นเลือดแดงนำเลือดท่ี
ไหลจากห้องบนขวาลงสู่ห้องล่างขวาไปแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนที่ปอด ห้องบนซ้าย
มีเส้นเลือดดำรับเลือดจากปอด ห้องล่างซ้ายมีเส้นเลือดแดงใหญ่นำเลือดที่ไหลจากห้องบนซ้ายไปยังส่วนต่าง ๆ
ของร่างกาย ระหว่างหัวใจห้องบนและล่างทั้งซ้ายและขวา และระหว่างเส้นเลือดแดงใหญ่กับหัวใจห้องล่างซ้าย
มีลิ้นหัวใจทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนกลับของเลือดในขณะที่หัวใจมีการบีบตัว ข้อมูลที่จัดกระทำแล้วดังกล่าว
สามารถสือ่ ความหมายดว้ ยแผนภาพดังรูป

8. แผนผงั
แผนผัง เป็นรูปแบบการนำเสนอข้อมูลต้องการแสดงตำแหน่งของแต่ละสิ่ง ณ บริเวณใดบริเวณ

หนึ่งด้วยเส้นรอบรูป การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนผังจะต้องระบุทิศ ขนาดของสิ่งที่ต้องการนำเสนอและ
ระยะทางดว้ ยมาตราสว่ นทีเ่ หมาะสม ตวั อยา่ งขอ้ มูลทีน่ ำเสนอดว้ ยแผนผัง เช่น แผนผังโรงเรียน เป็นต้น

9. แผนท่ี
แผนที่ เป็นรูปแบบการนำเสนอข้อมูลโดยใช้ลายเส้นที่กำหนดมาตราส่วนเพื่อแสดงขอบเขตและ

ระยะ พร้อมทั้งกำหนดใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ที่เข้าใจตรงกันแสดงตำแหน่งและส่วนประกอบที่อยู่ภายใน
ขอบเขตซึ่งต้องการนำเสนอ การสื่อความหมายข้อมูลโดยใช้แผนที่จะต้องมีการระบุทิศเช่นเดียวกับการสื่อ
ความหมายขอ้ มูลด้วยแผนผงั

10. แบบจำลอง
แบบจำลอง เปน็ การส่ือความหมายข้อมูลดว้ ยการสรา้ งแบบจำลองของสง่ิ ที่ต้องการนำเสนอซึง่ จะ

ทำใหส้ ่อื ความหมายได้ใกลเ้ คียงกบั ของจริง
11. ภาพถ่าย
ภาพถ่าย เป็นการสือ่ ความหมายข้อมูลด้วยการภาพถ่ายจากของจริงที่ต้องการนำเสนอซึง่ จะทำ

ใหส้ ่อื ความหมายไดใ้ กลเ้ คียงกบั ของจรงิ
12. ของจริง
ของจรงิ เปน็ การส่ือความหมายข้อมูลจากของจริงท่ีต้องการนำเสนอทำใหส้ ื่อความหมายได้ตรง
13.รูปแบบผสม
รูปแบบผสม เปน็ การส่ือความหมายข้อมลู รูปแบบตา่ ง ๆ ดังท่ีกลา่ วมาร่วมกัน

ตัวชวี้ ัดเกณฑป์ ระเมนิ ผลการเรียนรู้

ที่ “ระดับคุณภาพสงู สุด” อาจกำหนดตัวช้วี ัดเกณฑป์ ระเมินผลการเรยี นร้ทู แี่ สดงวา่ ผูเ้ รยี นเกิดทักษะ
การแปลงข้อมลู ทางวิทยาศาสตร์โดยสามารถ

1. เลอื กวิธีการจดั กระทำข้อมูลอย่างเหมาะสม
2. ให้เหตุผลของการเลือกวธิ ีการจดั กระทำข้อมูลทก่ี ำหนดขึน้ ได้
3. จัดกระทำขอ้ มูลตรงตามวธิ ีการทีม่ ี
4. เลอื กรปู แบบการส่ือความหมายข้อมูลที่จดั กระทำแลว้ อย่างเหมาะสม
5. ใหเ้ หตผุ ลในการเลอื กรปู แบบการส่ือความหมายข้อมลู ท่ีจดั กระทำแล้วได้
6. ออกแบบรูปแบบการส่อื ความหมายข้อมูลท่ีจดั กระทำแล้วอยา่ งเหมาะสม
7. สอื่ ความหมายข้อมลู ท่ีจดั กระทำแล้วได้ตามรปู แบบที่ออกแบบ

การออกแบบกิจกรรม

ตวั อยา่ งการออกแบบกิจกรรมเพ่ือการออกแบบวสั ดุอุปกรณ์การทดลอง เชน่

1. จัดกระทำและสือ่ ความหมายข้อมลู ตามวิธกี ารและรปู แบบทก่ี ำหนดให้

สาระสำคัญการดำเนนิ กจิ กรรม ทอ่ี อกแบบ คือ จากข้อมลู การสงั เกต การวดั การนบั และการ
ทดลอง หรือขอ้ มลู จากแหล่งวิทยาการที่มอี ยู่ ให้ผเู้ รยี นจดั กระทำและสอ่ื ความหมายข้อมูลดังกล่าวตาม
วิธกี ารและรปู แบบที่กำหนดให้

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรตู้ ้นแบบ คอื จัดกระทำและส่ือความหมายจากข้อมูลท่ีมอี ยู่ได้
ประเด็นทีท่ ำการประเมินผล มเี พยี งประเด็นเดียวคือ ผลการแปลงขอ้ มูลทางวทิ ยาศาสตร์
ตัวชี้วัดเกณฑ์การประเมินผลการเรยี นรู้ ที่ “ระดับคุณภาพสงู สุด” อาจกำหนดตัวชวี้ ัดเกณฑ์
ประเมินผลการเรียนร้ดู ังน้ี

1. จัดกระทำข้อมลู ตรงตามวิธีการทีก่ ำหนด
2. ส่ือความหมายข้อมูลที่จดั กระทำแลว้ ได้ตามรปู แบบท่อี อกแบบ
สำหรบั ที่ระดับคุณภาพผลการเรียนรทู้ ี่ “ตำ่ กว่าระดับสงู สดุ ” จะกำหนดตวั ช้วี ดั เกณฑ์ประเมินผล
การเรยี นรู้ ลดลงมาอย่างใด ให้ขึ้นอยกู่ ับดุลพินจิ ของผสู้ อน
กิจกรรมเพื่อการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รูปแบบที่ 1 ใช้จัดกิจกรรมเมื่อผู้เรียนยังขาดทักษะ
การแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

2. อภิปรายเพื่อกำหนดวิธีการจัดกระทำและออกแบบการสื่อความหมายข้อมูล

สาระสำคัญของการดำเนินกิจกรรม ที่ออกแบบคือ จากข้อมูลการสังเกต การวัด การนับ
การทดลองหรือขอ้ มลู จากแหลง่ วทิ ยาการทมี่ ีอยูอ่ ภิปรายคำถามร่วมกบั ผ้เู รียนเพ่ือกำหนดวธิ ีการจัดกระทำและ

ออกแบบการสื่อความหมายข้อมูล และผู้เรียนจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลตามวิธีการที่กำหนดและ
ออกแบบ

จุดประสงค์การเรยี นร้ตู ้นแบบ คือ จดั กระทำและสื่อความหมายจากข้อมูลท่ีมีอยู่ได้
ประเด็นท่ีทำการประเมนิ ผล ประเมนิ 3 ประเดน็ คือ
1. วิธกี ารที่เลือกจัดกระทำขอ้ มูล
2. รูปแบบการสื่อความหมายข้อมลู ที่เลอื ก
3. ผลการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

ตัวชี้วัดเกณฑ์ประเมินผลการเรียนรู้ ที่ “ระดับคุณภาพสูงสุด” อาจกำหนดตัวช้ีวัดเกณฑ์
ประเมินผลการเรียนรู้ดังกล่าวในหัวขอ้ ตัวชี้วดั เกณฑ์ประเมินผลการเรยี นรู้ดงั กล่าว

สำหรับที่ระดับคุณภาพผลการเรียนรู้ที่ “ต่ำกว่าระดับสูงสุด” จะกำหนดตัวชี้วัดเกณฑ์ประเมินผล
ลดลงมาอยา่ งใด ใหข้ ้นึ อยูก่ บั ดลุ พินิจของผู้สอน

กิจกรรมเพื่อการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รูปแบบ 2 ใช้จัดกิจกรรมเมื่อต้องการฝึกทักษะการ
แปลงข้อมลู ทางวิทยาศาสตร์ให้กบั ผู้เรียน

ตัวอย่างและลำดบั ข้ันของคำถามท่ีใช้ในการอภิปรายเพื่อกำหนดวธิ กี ารแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น

ตัวอย่าง
จากการทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐาน ลูกปิงปองต่างยี่ห้อกันการกระดอนจะแตกต่างกัน โดย
ทดลองกับลูกปิงปองที่แตกต่างกัน 3 ยี่ห้อคือตราเพชร ตราสามห่วง ตราโล่ชนะ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง
บันทึกความสูงสมมติการกระดอนครัง้ แรกของลูกปิงปองแตล่ ะย่ีห้อจำนวน 3 ครั้งดังนี้ ของตราเพชรคือ 250,
245 และ 255 มลิ ลเิ มตรตามลำดบั ของตราสามหว่ งคือ 300, 280 และ 275 มลิ ลิเมตรตามลำดับ ของตราโล่
ชนะ คอื 240, 235 และ 240 มิลลเิ มตรตามลำดบั

จากข้อมูลการทดลองดังกล่าว ตวั อย่างและลำดับขนั้ ของคำถามทีใ่ ช้อภิปรายเพ่ือการแปลงข้อมูล
ทางวทิ ยาศาสตร์ เช่น

1. คำถามที่ใช้อภิปรายเพื่อให้ผู้รียนระบุวิธีการจัดกระทำข้อมูล ตัวอย่างคำถาม เช่น จาก
ข้อมูลการทดลองที่มีอยู่ จะมีวิธีการเปรียบเทียบอย่างไรจึงจะง่ายต่อการตัดสินให้เห็นถึงความแตกต่างระยะ
ความสูงการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อ ผลการอภิปรายคำถามอาจสรุปว่า เรียงลำดับระยะ
ความสงู เฉลย่ี การกระดอนครง้ั แรกของลูกปิงปองแตล่ ะยหี่ ้อ เป็นต้น

2. คำถามที่ใช้อภิปรายเพื่อให้ผู้เรียนจัดกระทำข้อมูลตามวิธีการที่กำหนด ตัวอย่างคำถาม เช่น
จากผลการอภปิ รายคำถามข้อที่ 1 จงแสดงวิธีการเรียงลำดบั ระยะความสูงการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปอง
แตล่ ะยีห่ ้อ ผลการอภปิ รายคำถามอาจแสดงการเรียงลำดบั ดงั กล่าวคอื

ระยะความสูงเฉลี่ยของการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองตราสามห่วงคือ 285 มิลลิเมตร
ระยะความสูงเฉลี่ยของการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองตราเพชรคือ 250 มิลลิเมตร
ระยะความสูงเฉลีย่ ของการกระดอนครั้งแรกของลูกปงิ ปองตราสามหว่ งคอื 238 มลิ ลิเมตร
3. คำถามที่ใช้อภิปรายเพื่อให้ผู้เรียนกำหนดรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลที่จัดกระทำแล้ว
พร้อมทั้งให้เหตุผลในการเลือกรูปแบบที่กำหนดขึ้น ตัวอย่างคำถาม เช่น จากวิธีการเปรียบระยะความสูงของ
การกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อ จะเลือกวิธีการนำเสนอข้อมูลรูปแบบใดจึงจะเหมาะสม เช่น
การใช้กราฟ ตาราง หรือแผนภูมิวงกลม เป็นตน้ และมเี หตผุ ลอย่างไรจงึ เลือกรปู แบบดงั กล่าว ผลการอภิปราย
คำถามอาจสรุปว่า ใช้ตาราง เพราะทำให้ง่ายตอ่ การเปรียบเทียบความแตกต่างระยะความสูงของการกระดอน
คร้งั แรกของลกู ปงิ ปองระหว่างย่หี ้อต่อยห่ี อ้
4. คำถามที่ใช้อภิปรายเพื่อให้ผู้เรียนออกแบบรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลที่จัดกระทำแล้ว
ตัวอย่างคำถาม เช่น จะออกแบบตารางที่ใช้นำเสนอผลการเปรียบเทียบระยะความสูงของการกระดอนคร้ัง
แรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้ออย่างไรจึงจะเหมาะสม ผลการอภิปรายคำถามอาจออกแบบรูปแบบตารางดัง
ตวั อย่าง

ตาราง : เปรยี บเทียบระยะความสูงการกระดอนคร้ังแรกของลกู ปงิ ปองท่ีแตกต่างกัน 3 ย่หี ้อเมื่อตกกระทบผวิ
ซีเมนต์ชนิดฉาบเรยี บจากระดับความสูงของ การตกกระทบ 1 เมตร
ระยะความสูงในการกระดอนครั้งแรก (มม.)
ยหี่ อ้ ของลกู ปิงปอง
คร้ังท่ี 1 คร้ังที่ 2 คร้ังท่ี 3 คา่ เฉล่ยี

5. คำถามที่ใช้อภิปรายเพื่อให้ผู้เรียนจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลตามวิธีการและรูปแบบ
ที่ออกแบบตัวอย่างคำถาม เช่น จากวิธีการเปรียบเทียบระยะความสูงของการกระดอนครั้งแรกของ
ลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อและตารางนำเสนอผลการทดลองที่ออกแบบ จงนำผลการทดลองมาเปรียบเทียบและ
นำเสนอลงในตารางดงั กล่าว ผลการอภิปรายคำถาม ต้องจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลการทดลองลงใน
ตารางดังภาพ

ตาราง : เปรียบเทยี บระยะความสงู การกระดอนครั้งแรกของลกู ปงิ ปองที่แตกต่างกนั 3 ย่ีห้อ
เมื่อตกกระทบผิวซีเมนตช์ นิดฉาบเรยี บจากระดบั ความสูงของ

ระยะความสงู ในการกระดอนคร้งั แรก (มม.)
ชนิดของลกู ปิงปอง

ครั้งท่ี 1 คร้ังที่ 2 ครั้งที่ 3 ค่าเฉลี่ย

ตราสามหว่ ง 300 280 275 285

ตราเพชร 250 245 255 250
ตราโล่ชนะ 240 235 240 238

3. ผ้เู รยี นจัดกระทำและสอื่ ความหมายขอ้ มลู ด้วยตนเอง

สาระสำคัญการดำเนินกิจกรรม ที่ออกแบบคือ จากข้อมูลการสังเกต การวัด การนับ การทดลอง
หรือข้อมูลจากแหล่งวิทยาการให้ผู้เรียนกำหนดวิธีการและออกแบบการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเอง
พร้อมทั้งจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลดังกลา่ ว

จุดประสงค์การเรียนรู้นำทางต้นแบบ คือจัดกระทำและสื่อความหมายจากข้อมูลที่มีอยู่ได้
ประเด็นที่ทำการประเมินผล กำหนดเช่นเดียวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการแปลงข้อมูล
ทางวิทยาศาสตรร์ ูปแบบที่ 2
ตัวชี้วัดเกณฑ์ประเมินผลการเรียนรู้ กำหนดเช่นเดียวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการ
แปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รูปแบบที่ 2
กิจกรรมเพื่อการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รูปแบบที่ 3 ใช้จัดกิจกรรมเมื่อผู้เรียนมีทักษะการ
แปลงขอ้ มลู ทางวทิ ยาศาสตร์แล้ว

สรปุ

การแปลงข้อมลู ทางวิทยาศาสตรเ์ ป็นทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่สี ำคัญทท่ี ำให้ ข้อมูลการสังเกต
การนับ การวัด การทดลองและข้อมูลจากแหล่งวิทยาการสามารถมีความหมายและสามารถตีความและลงข้อสรุป
เป็นอยา่ งหนึง่ อยา่ งใด

ข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดกระทำและสื่อความหมายแต่ละชุดที่มีอยู่ มีวิธีการจัดกระทำและสื่อความหมายท่ี
แตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลและความต้องการที่จะสื่อความหมาย ข้อมูลที่จัดกระทำแล้ว
บางชุดอาจเลือกรูปแบบการสื่อความหมายได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ เช่น รูปแบบของกราฟหรือตารางอย่าง
หน่ึงอยา่ งใด เปน็ ตน้

การออกแบบการจัดกิจกรรมเพื่อการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นจะเลื อกรูปแบบใด
ต้องคำนึงถึงทักษะการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้เรียนมีอยู่ เช่น ถ้าผู้เรียนไม่มีทักษะดังกล่าวมาก่อนอาจ
จำเป็นต้องดำเนินกิจกรรมโดยใช้รูปแบบจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลตามวิธีการและรูปแบบที่กำหนดให้
เปน็ ต้น

สสวท.(2535: 20) กล่าวว่า การแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มีความจำเป็นต่อการศึกษาค้นคว้า
หาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ศึกษาค้นคว้าในการรายงานสิ่งที่ตัวเองกระทำให้ผู้อื่น
เข้าใจการแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มีหลายรูปแบบแต่ละรูปแบบมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ไม่เหมือนกัน
ทงั้ น้ขี น้ึ อยู่กบั ลักษณะของข้อมลู และจุดมุ่งหมายของการสื่อความหมาย

การแปลงข้อมลู ทางวิทยาศาสตร์

1. การจดั กระทำขอ้ มูล (organizing data) หมายถึงการนำขอ้ มูลท่ไี ด้จากการสงั เกต การวดั การนับ
การทดลอง และข้อมลู จากแหลง่ อน่ื มาจัดกระทำเสยี ใหมโ่ ดยอาศัยวธิ กี ารตา่ ง ๆ เช่น การจัดลำดับ การจดั กลมุ่
การคำนวณหา ค่าใหม่ เปน็ ต้น ทัง้ นีเ้ พ่ือให้ง่ายต่อการหาความหมายของข้อมูลนน้ั

2. การสื่อความหมายข้อมูล (communicating) หมายถึง การนำข้อมูลที่จัดกระทำแล้วมานำเสนอด้วย
รูปแบบที่เหมาะสม เช่น กราฟ ตาราง แผนภูมิ เป็นต้น

การจดั หมวดหม/ู่ การจำแนก

การจัดกลุ่มเป็นวิธีจัดกระทําข้อมูลโดยนําข้อมูลที่มีอยู่มาจัดเป็นกลุ่มจําแนกประเภทหรือจัดหม
วดหมู่ตามเกณฑ์ที่กําหนดขึ้นหรือมีอยู่ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็วในการสื่อความหมายที่จะบอกให้ทราบว่ามี
วัตถุหรือเหตกุ ารณใ์ ดบา้ งท่ีมคี ุณสมบตั อิ ยา่ งเดียวกนั ตามเกณฑ์ทใี่ ชใ้ นการจาํ แนกประเภท

ตัวอย่างท่ี 1
ข้อมูลประวัติส่วนตัวประวัติการทำงานและรายได้ของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งมีรายละเอียดดังนี้
นายแดง เขา้ ทำงานวันที่ 1/1/2532 เงนิ เดือน 30,000 บาท อยู่ในตำแหนง่ ผจู้ ัดการ แผนกวิศวกรรม นายเขยี ว
เข้าทำงานวันที่ 30/6/2534 เงินเดือน 20,000 บาท อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าช่าง แผนกวิศวกรรม นายดำ เข้า
ทำงานวันที่ 16/4/2536 เงนิ เดือน 18,000 บาท อยู่ในตำแหน่งสมหุ ์บัญชี แผนกบัญชี น.ส. นำ้ ฝน เข้าทำงาน
วันที่ 1/5/2539 เงินเดือน 9,000 บาท อยู่ในตำแหน่งจัดซื้อ แผนกบัญชี น.ส. ทราย เข้าทำงานวันที่
16/6/2540 เงินเดือน 7,000 บาท อยู่ในตำแหน่งธุรการ แผนกธุรการ
จากข้อมูลประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงานและรายได้ของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งนำมาจัดกระทำ
โดยจำแนกเป็นหมวดหมู่ตามเกณฑ์พร้อมทั้งนำเสนอ ชื่อ วันเริ่มงาน เงินเดือน ตำแหน่ง และแผนก ผลการ
จำแนกเปน็ ดงั น้ี

ช่อื วนั เร่ิมงาน เงินเดอื น ตำแหนง่ แผนก
นายแดง 1/1/2532 30,000 บาท ผ้จู ดั การ วิศวกรรม
นายเขยี ว 30/6/2534 20,000 บาท หัวหนา้ ชา่ ง วิศวกรรม
นายดำ 30/6/2534 18,000 บาท สมหุ ์บญั ชี บญั ชี
น.ส. น้ำฝน 1/5/2539 9,000 บาท จัดซ้ือ บญั ชี
น.ส. ทราย 16/6/2540 7,000 บาท ธุรการ ธุรการ

จากข้อมูลดังกล่าวนำเสนอแทนดว้ ยตาราง ดังน้ี
ตาราง : ประวัตสิ ว่ นตัว ประวัตกิ ารทำงานและรายไดข้ องพนกั งานบริษทั แห่งหนึง่ จำนวน 5 คน

ช่อื วันเรมิ่ ทำงาน เงนิ เดือน ตำแหนง่ แผนก
นายแดง 1/1/2532 30,000 บาท ผจู้ ดั การ วศิ วกรรม
นายเขยี ว 30/6/2534 20,000 บาท หัวหนา้ ช่าง วศิ วกรรม
นายดำ 16/4/2536 18,000 บาท สมุห์บญั ชี
น.ส. น้ำฝน 1/5/2539 9,000 บาท จัดซ้อื บญั ชี
น.ส. ทราย 16/62540 7,000 บาท ธรุ การ บัญชี
ธุรการ

ตัวอยา่ งที่ 2

ผลคะแนนสอบของดวงใจ ลิตา มานพ จกั รพนั ธ์ นพรัตน์ มีคะแนนสอบภาษาไทย 63 70 73 84 86
คะแนน มีคะแนนสอบคณิตศาสตร์ 70 64 68 76 80 คะแนน และวทิ ยาศาสตร์ 75 78 80 83 85 คะแนน
ตามลำดบั

จากผลคะแนนสอบพบว่า รายวิชาที่ทำการสอบมีทั้งหมด 3 วิชาคือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และ
วิทยาศาสตร์ การนำผลคะแนนสอบมาจัดกลุ่มโดยใช้เกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ง่ายต่อการเข้าใจว่า ดวงใจ ลิตา
มานพ จักรพนั ธ์ นพรัตน์ มีผลคะแนนสอบรายวชิ าใดบ้างและมคี ะแนนแตล่ ะวิชาเท่าใด ดังน้ี

ดวงใจ ภาษาไทย 63 คะแนน คณติ ศาสตร์ 70 คะแนน วิทยาศาสตร์ 75 คะแนน
ลิตา ภาษาไทย 70 คะแนน คณิตศาสตร์ 64 คะแนน วิทยาศาสตร์ 78 คะแนน
มานพ ภาษาไทย 73 คะแนน คณติ ศาสตร์ 68 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 80 คะแนน
จกั รพนั ธ์ ภาษาไทย 84 คะแนน คณติ ศาสตร์ 76 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 83 คะแนน
นพรตั น์ ภาษาไทย 86 คะแนน คณติ ศาสตร์ 80 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 85 คะแนน

จากข้อมูลดงั กลา่ วนำเสนอแทนดว้ ยแผนภูมแิ ท่ง ดงั น้ี
แผนภมู แิ ทง่ : แสดงการเปรียบเทียบคะแนนรายวิชาทแ่ี ตกต่างกนั 3 วิชา ของจำนวนนักเรยี น 5 คน

การคำนวณหาค่าใหม่

การคำนวณหาค่าใหมเ่ ป็นวิธจี ัดกระทำข้อมลู โดยนำคุณสมบัติเชิงปริมาณของข้อมูลที่มีอยู่มาคำนวณหา
คา่ ใหม่ ทำใหส้ ามารถลงข้อสรุปหรือเปรียบเทียบข้อมูลทตี่ ้องการสอื่ ความหมายไดง้ ่ายข้ึน

ตวั อย่างที่ 1
การสำรวจรายจ่ายของสมฤดีในหนึ่งวันสามารถบันทึกข้อมูลของการสำรวจดังนี้ จากเงินจำนวน 200
บาท พบวา่ มรี ายจ่ายตา่ ง ๆ ดงั นี้ ค่าอาหาร 125 บาท ค่าเดินทาง 30 บาท คา่ ถุงเทา้ 25 บาท คา่ สมุด 20 บาท

จากข้อมูลการสำรวจดังกล่าว เพื่อต้องการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของค่าใช้จ่ายประจำวันให้

ชัดเจนขึ้น จงจัดกระทำข้อมูลโดยการหาค่าใหม่ในรูปของเปอร์เซ็นต์หรือร้อยละจะทำให้เปรียบเทียบข้อมูลง่ายข้ึน

ดงั นี้

จำนวนรอ้ ยละของค่าอาหาร = 125/200 X 100 = 62.5

จำนวนร้อยละของค่าเดนิ ทาง = 30/200 X 100 = 15

จำนวนรอ้ ยละของคา่ ถุงเทา้ = 25/200 X 100 = 12.5

จำนวนรอ้ ยละของคา่ สมุด = 20/200 X 100 = 10

จากขอ้ มลู ดังกลา่ วนำเสนอแทนด้วยแผนภูมวิ งกลม ดงั นี้
แผนภูมวิ งกลม : แสดงรายจ่ายของสมฤดี จากจำนวนเงินท่มี ีทั้งหมด 200 บาท

รายจ่ายของสมฤดี จากจานวนเงินที่มีท้ังหมด 200 บาท

คา่ อาหาร คา่ เดินทาง คา่ ถงุ เทา้ ค่าสมดุ

ค่าสมุด
10%
ค่าถุงเทา้
13%

คา่ เดนิ ทาง ค่าอาหาร
15% 62%

การเรยี งลำดับ

การเรยี งลำดับเป็นวิธจี ัดกระทำข้อมลู โดยนำคณุ สมบตั เิ ชิงปริมาณบางประการที่ต้องการศกึ ษามา
จดั ลำดับอยา่ งใดอย่างหนง่ึ การเรียงลำดบั สามารถทำใหล้ งขอ้ สรุปข้อมลู ตามความสมั พนั ธ์ท่ีพบ

ตวั อย่างท่ี 1
หัวใจเป็นตัวสูบฉีดเลือดซึ่งหัวใจจะแบ่งเป็น 4 ห้อง ห้องบนขวา ห้องล้างขวา ห้องบนซ้าย ห้องล่างซ้าย
โดยระหว่างห้องด้านบนและห้องด้านล่างของหัวใจจะมีลิ้นหัวใจกั้นอยู่ทำหน้าที่กั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
หัวใจห้องบนขวาทำหน้าท่ีรับเลือดดำที่สง่ มาจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านหลอดเลือดที่นำเลือดเขา้ สูห่ ัวใจ
หรอื หลอดเลือดดำแลว้ สง่ ต่อไปยังหัวใจหอ้ งล่างขวาหัวใจห้องลา่ งขวาทำหน้าท่ีส่งเลอื ดดำไปยงั ปอดท้ังสองข้าง
เพื่อฟอกเลือดหัวใจห้องบนซ้ายทำหน้าที่รับเลือดแดงจากปอดทั้งสองข้างผ่านหลอดเลือดหลอดเลือดท่ี
นำเลือดออกจากหวั ใจหรอื หลอดเลอื ดแดงแล้วส่งตอ่ ไปยังหวั ใจหอ้ งล่างซา้ ยหัวใจหอ้ งล่างซ้ายทำหน้าทสี่ ง่ เลือด
แดงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายปอดเป็นอวัยวะที่สามารถฟอกเลือดได้โดยการแลกเปลี่ยนแก๊สกับเม็ดเลือด
เมือ่ เลือดดำขจัดคารบ์ อนไดออกไซดอ์ อกไปและรบั ออกซิเจนเขา้ มา เลอื ดกจ็ ะกลบั มามสี แี ดงสด

จากข้อมูลดงั กล่าวนำเสนอแทนด้วยแผนภาพ ดงั นี้
แผนภาพ : ระบบการหมุนเวยี นของเลอื ดเม่ือไหลผ่านหัวใจ

ตวั อยา่ งที่ 2
เป็นรูปแบบการส่ือความหมายขอ้ มูลเพอ่ื ต้องการแสดงปริมาณของข้อมลู ท่ีมีลักษณะ ดงั น้ี
จากการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างระยะการยืดของขดลวดสปริงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง
10 มิลลิเมตร ยาว 50 มิลลิเมตร และเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นลวดสปริง 3 มิลลิเมตร กับน้ำหนักที่ใช้แขวน
ขดลวดสปริง ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลสมมติที่ทำการบันทึกคือ ที่น้ำหนัก 10, 20, 30, 40, และ 50 กรัม
ขดลวดสปริงยดื ได้ 10, 20, 30, 40 และ 50 มลิ ลเิ มตร

จากข้อมูลดังกล่าว ซึ่งจัดกระทำโดยการเรียงลำดับขนาดน้ำหนักที่ใช้แขวนขดลวดสปริงสามารถส่ือ
ความหมายดว้ ยกราฟดงั ภาพ
จากข้อมูลดังกลา่ วนำเสนอแทนด้วยกราฟ ดงั น้ี

กราฟ : แสดงความสัมพันธก์ ารยดื ของขดลวดสปริงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มิลลิเมตร ยาว 50 มิลลิเมตร
และเสน้ ผ่านศนู ย์กลางของเสน้ ลวดสปริง 3 มิลลเิ มตรกบั น้ำหนักท่ีแขวนแตกต่างกัน 5 ขนาด

กราฟ : แสดงความสมั พนั ธก์ ารยดื ของขดลวดสปรงิ ทม่ี ีเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 10 มิลลเิ มตร ยาว 50 มลิ ลิเมตร
และเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางของเสน้ ลวดสปรงิ 3 มลิ ลเิ มตรกบั นา้ หนกั ทแ่ี ขวนแตกตา่ งกนั 5 ขนาด

60

ระยะการ ืยดของขดลวดสปริง (มิลลิเมตร) 50

40

30

20

10

0 20 30 40 50
10
ขนาดนา้ หนกั (กรมั )

แบบฝกึ ท่ี 1 : การแปลงข้อมลู
....................................................
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

สามารถจดั กระทำและสอื่ ความหมายข้อมูลท่ีกำหนดให้

คำสง่ั /คำชแ้ี จง
ให้นกั เรียนจัดกระทำและสือ่ ความหมายข้อมูลต่อไปนี้
กวนิ ทิพยเ์ ล้ียงไกไ่ ว้ 50 ตวั เขาเก็บไข่ไปขายทุกวนั สปั ดาห์กอ่ นเขาจดบันทึกไว้ วันอาทติ ยไ์ ด้ 30 ฟอง

วันจันทร์ได้ 38 ฟอง วันอังคารได้ 27 ฟอง วันพุธได้ 40 ฟอง วันพฤหัสบดีได้ 32 ฟอง วันศุกร์ได้ 29 ฟอง
วนั เสารไ์ ด้ 30 ฟอง

1. จัดกระทำขอ้ มูลด้วยวธิ ีการ ………………………………………………………………………………………………….
............................................................................................................................. ...................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
.............................................................................................................................................. ................................
................................................................................................... ...............................……………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................. ……………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
2. สอ่ื ความหมายดว้ ยวธิ กี าร ..................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................ …………………………
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
................................................................................................................................ ..............................................
..................................................................................................................................……………………………………..

แบบฝกึ ที่ 2 : การแปลงข้อมูล
....................................................
จุดประสงค์การเรยี นรู้

สามารถจดั กระทำและสือ่ ความหมายข้อมลู ที่กำหนดให้

คำสง่ั /คำชแ้ี จง

ใหน้ กั เรียนจดั กระทำและสอ่ื ความหมายข้อมลู ตอ่ ไปน้ี
จากการสำรวจการเดินทางมาโรงเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
โรงเรียนหนองหิน จำนวน 36 คน ผลการสำรวจพบว่าจำนวนนักเรียน เดินมาโรงเรียนจำนวน 5 คน ขี่จักรยาน
จำนวน 4 คน ขี่มอเตอร์ไซค์จำนวน 7 คน นั่งรถรับส่งโรงเรียนจำนวน 17 คน ผู้ปกครองมาส่งด้วยรถส่วนตัว
จำนวน 3 คน
1. จัดกระทำขอ้ มลู ดว้ ยวิธีการ ………………………………………………………………………………………………….
....................................................................................................................................... .........................
.......................................................................................................... ....................................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
...................................................................................................................................................................... ........
........................................................................................................................... .......……………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................................................................................……………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
2. สื่อความหมายด้วยวิธกี าร ..................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
........................................................ ........................................................................................ …………………………
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
............................................................................................ ..................................................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..

แบบฝึกที่ 3 : การแปลงข้อมลู
....................................................

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

สามารถจัดกระทำและส่อื ความหมายข้อมลู ท่ีกำหนดให้

คำส่ัง/คำช้ีแจง

ให้นักเรยี นจดั กระทำและส่อื ความหมายข้อมลู ต่อไปนี้
ข้อมูลรายจ่ายประจำวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565 ปอน มีรายจ่ายดังนี้ ดินสอ 15 บาท
ปากา 10 บาท อาหาร 20 บาท ขนม 15 บาท ยางลบ 8 บาท ไม้บรรทัด 4 บาท น้ำผลไม้ 10 บาท
ข้อมลู นค้ี วรนำเสนอในรูปแบบใด
1. จดั กระทำข้อมลู ดว้ ยวิธกี าร ………………………………………………………………………………………………….
................................................................................................................................................. ...............
.................................................................................................................... ..........................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................................................................................……………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................ ..……………………………………..
2. สื่อความหมายดว้ ยวิธกี าร ..................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................................…………………………
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
...................................................................................................... ........................................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
.................................................................................................................................................................. ............
....................................................................................................................... ...........……………………………………..

แบบฝกึ ที่ 4 : การแปลงขอ้ มูล
...................................................

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

สามารถจดั กระทำและส่อื ความหมายข้อมูลที่กำหนดให้

คำส่งั /คำชแี้ จง

ให้นกั เรยี นจดั กระทำและส่ือความหมายขอ้ มูลขอ้ มูลต่อไปนี้
หัวใจเป็นตัวสูบฉีดเลือดซึ่งหัวใจจะแบ่งเป็น 4 ห้อง ห้องบนขวา ห้องล่างขวา ห้องบนซ้าย ห้องล่างซ้าย
โดยระหว่างห้องด้านบนและห้องด้านล่างของหัวใจจะมีลิ้นหัวใจกั้นอยู่ทำหน้าที่กั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
หัวใจห้องบนขวาทำหน้าที่รับเลือดดำที่ส่งมาจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านหลอดเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจหรือ
หลอดเลือดดำแล้วส่งต่อไปยังหัวใจห้องล่างขวาหัวใจห้องล่างขวา ทำหน้าที่ส่งเลือดดำไปยังปอดทั้งสองข้างเพื่อ
ฟอกเลือดหัวใจห้องบนซ้ายทำหน้าท่รี ับเลือดแดงจากปอดทั้งสองข้างผา่ นหลอดเลือดหลอดเลือดที่นำเลือดออกจาก
หัวใจหรือหลอดเลือดแดงแลว้ ส่งต่อไปยังหัวใจห้องล่างซ้ายหวั ใจห้องล่างซ้ายทำหน้าทส่ี ่งเลือดแดงไปยังส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายปอดเป็นอวัยวะที่สามารถฟอกเลือดได้โดยการแลกเปลี่ยนแก๊สกับเม็ดเลือดเมื่อเลือดดำขจัด
คารบ์ อนไดออกไซด์ออกไปและ รับออกซเิ จนเข้ามา เลอื ดก็จะกลับมามสี ีแดงสด
1. จดั กระทำขอ้ มูลด้วยวิธกี าร ………………………………………………………………………………………………….
2. สื่อความหมายดว้ ยวิธีการ ..................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................…………………………
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
..................................................................................................................................... .........................................
.......................................................................................... ........................................……………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................. ……………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
..............................................................................................................................................................................

แบบฝกึ ท่ี 5 : การแปลงขอ้ มูล
....................................................

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

สามารถจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมลู ที่กำหนดให้

คำสั่ง/คำช้แี จง

ใหน้ กั เรียนจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลตอ่ ไปนี้
จากการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างระยะการยืดของขดลวดสปริงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลา ง
10 มิลลิเมตร ยาว 50 มิลลิเมตร และเสน้ ผา่ ศูนย์กลางของเสน้ ลวดสปรงิ 3 มลิ ลเิ มตร กบั นำ้ หนักท่ใี ช้แขวน
ขดลวดสปริง ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลสมมติที่ทำการบันทึกคือ ที่น้ำหนัก 10, 20, 30, 40, และ 50 กรัม
ขดลวดสปรงิ ยดื ได้ 10, 20, 30, 40 และ 50 มลิ ลเิ มตร

1. จัดกระทำขอ้ มลู ดว้ ยวิธีการ………………………………………………………………………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
.................................................................................................................. ……………………………………………………
.

2. สือ่ ความหมายด้วยวิธีการ................................................................................................................
.................................................................................................................... .......................................................
............................................................................................................................. .................................................
.........................................................................………………………….......................................................................
............................................................................................................................. .................................................
...........................................................…………………………………….........................................................................
..............................................................................................................................................................................
...........................................................…………………………………….........................................................................
.............................................................................................................................. ................................................
...........................................................…………………………………….........................................................................
............................................................................................................................. .................................................

การจัดแปลงข้อมลู

กิจกรรมรปู แบบที่ 1 : อภปิ รายคำถามเพ่ือออกแบบวิธกี ารจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล
จุดประสงคก์ ารเรียนร้ตู ้นแบบ : สามารถจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมูลท่ีกำหนดให้

1. สามารถออกแบบวธิ ีการจดั กระทำและสื่อความขอ้ มูลของแบบฝกึ หัดท่ี 1 ( K )

จุดประสงคท์ ่ี 1 เกณฑ์รบู รคิ ส์ของแตล่ ะประเดน็ จำนวนคะแนนแตล่ ะเกณฑ์ของรูบริคส์
ประเดน็ ท่ที ำการประเมนิ (ด้าน)

K คะแนน P คะแนน A คะแนน

สามารถจัดกระทำและสอ่ื จัดกระทำข้อมูลถูกตอ้ งตามวิธกี ารที่

ความหมายข้อมูลที่ กำหนด

กำหนดให้ จดั กระทำข้อมูลตรงตามวิธกี ารท่ี

กำหนดครบทุกตัว

ส่อื ความหมายข้อมูลท่ีจัดกระทำแลว้

ถกู ต้องตามรูปแบบที่ออกแบบ

กิจกรรมรปู แบบที่ 2 : อภิปรายคำถามเพอ่ื ออกแบบวธิ ีการจดั กระทำและสื่อความหมายขอ้ มลู
จดุ ประสงค์การเรยี นรตู้ น้ แบบ : สามารถจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมลู ที่กำหนดให้

2. สามารถออกแบบวิธีการจดั กระทำและส่ือความขอ้ มลู ของแบบฝกึ หัดที่ 2 ( K )

จดุ ประสงคท์ ่ี 2 เกณฑ์รบู ริคส์ของแต่ละประเดน็ จำนวนคะแนนแต่ละเกณฑข์ องรบู ริคส์
ประเดน็ ที่ทำการประเมนิ (ด้าน)

K คะแนน P คะแนน A คะแนน

สามารถจดั กระทำและสอ่ื จัดกระทำข้อมลู ถกู ตอ้ งตามวิธีการท่ี

ความหมายข้อมลู ที่ กำหนด

กำหนดให้ จดั กระทำขอ้ มลู ตรงตามวิธกี ารที่

กำหนดครบทุกตวั

ส่ือความหมายขอ้ มูลทีจ่ ัดกระทำแลว้

ถูกต้องตามรปู แบบท่ีออกแบบ

กิจกรรมรปู แบบท่ี 3 : อภปิ รายคำถามเพอื่ ออกแบบวิธกี ารจดั กระทำและสอ่ื ความหมายข้อมูล
จุดประสงค์การเรยี นรตู้ น้ แบบ : สามารถจดั กระทำและส่ือความหมายข้อมลู ท่ีกำหนดให้

3. สามารถออกแบบวิธกี ารจดั กระทำและส่ือความข้อมลู ของแบบฝกึ หัดท่ี 3 ( K )

จดุ ประสงคท์ ่ี 3 เกณฑ์รูบริคส์ของแตล่ ะประเด็น จำนวนคะแนนแตล่ ะเกณฑ์ของรูบรคิ ส์
ประเด็นทีท่ ำการประเมิน (ดา้ น)

K คะแนน P คะแนน A คะแนน

สามารถจัดกระทำและสือ่ จัดกระทำข้อมูลถกู ต้องตามวิธกี ารท่ี

ความหมายข้อมูลที่ กำหนด

กำหนดให้ จัดกระทำขอ้ มลู ตรงตามวธิ กี ารท่ี

กำหนดครบทุกตวั

ส่อื ความหมายขอ้ มูลที่จดั กระทำแล้ว

ถูกต้องตามรปู แบบท่ีออกแบบ

กจิ กรรมรปู แบบท่ี 4 : อภิปรายคำถามเพื่อออกแบบวิธีการจัดกระทำและสอ่ื ความหมายข้อมูล
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ตน้ แบบ : สามารถจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมลู ท่ีกำหนดให้

4. สามารถออกแบบวธิ ีการจัดกระทำและส่ือความข้อมลู ของแบบฝึกหัดท่ี 4 ( K )

จุดประสงคท์ ่ี 4 เกณฑ์รูบริคส์ของแต่ละประเดน็ จำนวนคะแนนแต่ละเกณฑ์ของรูบริคส์
ประเดน็ ที่ทำการประเมนิ (ด้าน)

K คะแนน P คะแนน A คะแนน

สามารถจัดกระทำและสอื่ จัดกระทำข้อมลู ถูกต้องตามวิธีการท่ี

ความหมายข้อมูลที่ กำหนด

กำหนดให้ จดั กระทำขอ้ มูลตรงตามวิธีการท่ี

กำหนดครบทุกตวั

สอ่ื ความหมายข้อมลู ที่จัดกระทำแล้ว

ถูกต้องตามรปู แบบท่ีออกแบบ

กจิ กรรมรปู แบบที่ 5 : อภปิ รายคำถามเพ่อื ออกแบบวธิ ีการจดั กระทำและส่ือความหมายข้อมลู
จดุ ประสงค์การเรียนรตู้ น้ แบบ : สามารถจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมลู ที่กำหนดให้

5. สามารถออกแบบวิธีการจัดกระทำและส่ือความขอ้ มูลของแบบฝกึ หัดที่ 5 ( K )

จุดประสงค์ที่ 5 เกณฑ์รบู ริคส์ของแตล่ ะประเด็น จำนวนคะแนนแต่ละเกณฑ์ของรูบริคส์
ประเดน็ ทที่ ำการประเมนิ (ด้าน)

K คะแนน P คะแนน A คะแนน

สามารถจัดกระทำและสื่อ จัดกระทำข้อมลู ถกู ต้องตามวิธกี ารที่

ความหมายข้อมลู ท่ี กำหนด

กำหนดให้ จัดกระทำขอ้ มูลตรงตามวธิ กี ารที่

กำหนดครบทุกตัว

สื่อความหมายข้อมลู ท่ีจดั กระทำแล้ว

ถกู ต้องตามรูปแบบที่ออกแบบ

คำช้ีแจงการใชช้ ุดฝกึ สมรรถนะการวิเคราะห์ อภิปราย และลงข้อสรุป

นวัตกรรมชดุ แบบฝกึ เพอ่ื พฒั นาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA โดยทกั ษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์กลุ่มทักษะการวิเคราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุปข้อมูลเป็นกลุ่มทักษะที่นำข้อมูลการวัด นับ
สังเกตหรือการทดลอง มาวิเคราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ประกอบด้วย ทักษะการคำนวณ ทักษะการกำหนดสมมติฐาน ทักษะการพยากรณ์ ทักษะ
การลงความคิดเห็น ทักษะการตีความและลงข้อสรุปข้อมูล และทักษะการจำแนกประเภท การออกแบบ
กจิ กรรมการเรยี นรู้ของแตล่ ะทกั ษะดังกลา่ ว โดยได้แสดงโครงสรา้ งและข้นั ตอนการใชด้ งั น้ี

โครงสรา้ งของนวตั กรรม ประกอบด้วย
1. เอกสารการวิเคราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรปุ
2. เอกสารและตัวอย่างการวิเคราะห์ อภิปราย และลงขอ้ สรปุ
3. แบบฝึกท่ี 1
4. แบบฝกึ ท่ี 2
5. แบบฝกึ ที่ 3
6. แบบฝึกที่ 4
7. แบบฝึกท่ี 5
8. ตารางรูบริคส์การวเิ คราะห์ อภิปราย และลงข้อสรปุ

3. สมรรถนะการวิเคราะห์ อภิปรายและลงขอ้ สรปุ

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กลุ่มทักษะการวิเคราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุปข้อมูลเป็นกลุ่ม
ทักษะที่นำข้อมูลการวัด นับ สังเกตหรือการทดลอง มาวิเคราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุปอย่างใดอย่างหน่ึง
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ประกอบด้วย ทักษะการคำนวณ ทักษะการกำหนดสมมติฐาน
ทักษะการพยากรณ์ ทักษะการลงความคิดเห็น ทักษะการตีความและลงข้อสรุปข้อมูล และทักษะการจำแนก
ประเภท การออกแบบกิจกรรมการเรียนรขู้ องแต่ละทกั ษะดังกล่าว กลา่ วแยกดงั นี้

การคำนวณ
การคำนวณ เปน็ การนำข้อมูลเชิงปรมิ าณ ท่ถี ูกจดั กระทำดว้ ยวธิ ีการทีเ่ หมาะสม เชน่ การจดั กลุ่ม หรือ

โจทย์ปัญหา การเรียงลำดับ เป็นต้น มาทำการวิเคราะห์โดยวิธีการคำนวณด้วยวิธีการที่เหมาะสมเพ่ือ
หาคำตอบอย่างใดอย่างหนึ่งตามจุดประสงค์ของการคำนวณ การลงข้อสรุปข้อมูลโดยวิธีการคำนวณ อาจใช้
วิธีการทางสถิติ เช่น ข้อมูลการทดลองที่ต้องการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอย่างใดอย่างหนึ่งของประชากร 2 กลุ่ม
ว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกัน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปรมิ าณบางครั้งอาจต้องใช้วิธีการทางสถิติ ตัวอย่าง การ
วเิ คราะหข์ อ้ มลู โดยใช้ทกั ษะการคำนวณ เช่น

ตวั อยา่ ง
การจัดกจิ กรรมการเรียนรูเ้ พื่อตอ้ งการหาพืน้ ท่ีของทดี่ ินแปลงหน่งึ ซึ่งจากขอ้ มูลการวดั พบว่าทีด่ นิ แปลง
ดังกลา่ วมีพน้ื ทีเ่ ปน็ รูปสี่เหลย่ี มคางหมู มีความยาวของแตล่ ะดา้ นซง่ึ แทนดว้ นอักษรดงั ภาพ
จากข้อมลู ท่ีมีคำนวนหาพื้นท่ีท้งั หมดของที่ดินแปลงนี้

วธิ ีการคำนวณดำเนินการตามลำดับขัน้ ดงั นี้
1. พ้นื ทขี่ องรูปสีเ่ หล่ียมผนื ผ้า ABEC = AB x AC

= 15 X 11 ตารางวา

2. พ้นื ที่ของรปู สามเหลีย่ ม BED = 165 ตารางวา
ความยาวของด้าน CD
ความยาวของดา้ น ED = 27 วา
= 27 – 15 วา
= 12 วา

ดังนั้น พ้ืนทข่ี องรปู สามเหล่ียม BED = ½ X BE X ED
= ½ X 11 X 12
= 66 ตารางวา

4. พื้นท่รี วมของรปู ส่ีเหล่ยี มผนื ผ้า ABEC และของรูปสามเหล่ยี ม BED
= 165 + 66
= 231 ตารางวา

ผลการคำนวณพบว่า ท่ดี ินแปลงน้ีมพี นื้ ท่ีทัง้ หมด 231 ตารางวา
การออกแบบการจดั กิจกรรมการเรยี นรเู้ พื่อการคำนวณมี 2 รปู แบบ คือ

รปู แบบท่ี 1 : อภิปรายคำถามร่วมกบั นกั เรียนเพอ่ื คิดวธิ กี ารคำนวณ
สาระสำคัญการจัดกิจกรรม: จากข้อมูลเชิงปริมาณที่มีอยู่และต้องลงข้อสรุปโดยวิธีการคำนวณ
อภปิ รายคำถามร่วมกบั นักเรยี นเพือ่ คิดวธิ ีการคำนวณ นักเรยี นดำเนนิ การคำนวณตามวิธีทม่ี ี

จุดประสงคก์ ารเรียนรตู้ ้นแบบ :
1. สามารถบอกวิธีการคำนวณเพื่อหาคำตอบเรื่อง/เกี่ยวกับ....(ระบุวัตถุประสงค์การคำนวณ)
จากข้อมลู (ระบขุ อ้ มูลที่นำมาใช้สำหรับการคำนวณ) (K)
2. สามารถคำนวณเพื่อหาคำตอบเรื่อง/เก่ยี วกับ................(ระบวุ ัตถปุ ระสงคก์ ารคำนวณ) จากข้อมูล
(ระบุขอ้ มูลทน่ี ำมาใชส้ ำหรบั การคำนวณ) (P)
ประเด็นการวัดและประเมินผล : มี 3 ประเด็นคือ วิธีการคำนวณ การดำเนินการคำนวณ และ
ความถูกต้องของคำตอบ ประเด็นแรกเป็นการประเมินด้านความรู้ (K) ประเด็นที่ 2 เป็นการประเมินทักษะ
ด้านการทำงาน (P= Process) ส่วนประเด็นท่ี 3 เป็นการประเมนิ ทักษะดา้ นชิน้ งาน (P=Product)
รูบริศสำหรับการวัดและประเมินผล : จากประเด็นการวัดและประเมินผล รูบริคส์ที่สร้างสำหรับ
การวดั และประเมนิ ผลประกอบดว้ ย
1. บอกวิธกี ารคำนวณเพ่ือนำไปสูก่ ารหาผลลัพธ์ทตี่ อ้ งการ (K)
2. แสดงวิธกี ารคำนวณตามวธิ ีการท่ีมีอยู่ (P)
3. แสดงคา่ ผลลัพธจ์ ากการคำนวณอย่างถูกต้องตามวิธกี ารคำนวณท่ีมีอยู่ (P)
4. ลงขอ้ สรุปขอ้ มลู จากคา่ ผลลัพธท์ ีจ่ ากผลการคำนวณ (K)
2. รูปแบบท่ี 2 : นกั เรยี นคดิ วธิ กี ารและแสดงการคำนวณดว้ ยตนเอง
สาระสำคัญการจัดกิจกรรม: จากข้อมูลเชิงปริมาณที่มีอยู่และต้องลงข้อสรุปโดยวิธีการคำนวณให้
นักเรยี นทำการคำนวณดว้ ยตนเอง
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ต้นแบบ : กำหนดเช่นเดยี วกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบท่ี 2
ประเดน็ การวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบท่ี 2
รูบริคส์สำหรับการวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
รปู แบบที่ 2

ทกั ษะการกำหนดสมมตฐิ าน
การกำหนดสมมติฐาน เป็นการคาดคะเนเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหรือความสัมพันธ์ระหว่าง

ตวั แปรตน้ และตวั แปรตาม โดยการผลคาดคะเนน้ันต้อง
1. เป็นเหตกุ ารณใ์ หม่หรือประสบการณ์ใหม่ทไ่ี มส่ ามารถอธบิ ายด้วยประสบการณ์เดิมหรือความรเู้ ดิม
2. ต้องอ้างอิงความรู้เดิม(กฎ เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี) ประสบการณ์เดิมที่สัมพันธ์กับปัญหาของ

เหตกุ ารณใ์ หมเ่ พอื่ สนบั สนุนสมมติฐานน้ัน

การออกแบบกิจกรรมการเรียนรเู้ พ่ือการกำหนดสมมตฐิ านมี 2 รูปแบบ
1. รูปแบบที่ 1 : อภิปรายคำถามร่วมกบั นกั เรยี นเพื่อกำหนดสมมตฐิ านจากปัญหาท่ีครูกำหนดขึ้น
สาระสำคัญการจัดกิจกรรม : จากประเด็นของปัญหาที่ครูกำหนดขึ้นเพื่อให้นักเรียนต้องคิด ค้นหา
คำตอบ อภิปรายคำถามร่วมกันเพื่อกำหนดสมมติฐานของปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งอ้างอิงกฎเกณฑ์ หลักการ
ทฤษฎี วิธีการ หรอื ความรเู้ ดิมท่ีอยู่และสอดคลอ้ งกบั สภาพของปัญหาเพื่อสนับสนุนสมมตฐิ าน
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นร้ตู น้ แบบ : สามารถกำหนดสมมติฐานจากปญั หา... ตอ้ งการให้นักเรียนคิดค้นหา
คำตอบ) (K) .......ระบปุ ญั หาท่ี
ประเด็นการวัดและประเมินผล : มี 2 ประเด็นคือ ข้อความที่เป็นสมมติฐาน และข้อความที่เป็น
กฎ เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี วิธีการ หรือความรู้เดิมที่ยกอ้างอิงสนับสนุนสมมติฐาน ทั้ง 2 ประเด็นเป็นการ
ประเมนิ ดา้ นความรู้ (K)
รูบริคส์สำหรับการวัดและประเมินผล : จากประเด็นการวัดและประเมินผล ตัวรูบริคส์สำหรับการ
วัดและประเมินผลประกอบด้วย
1. กำหนดขอ้ ความของสมมติฐานเพื่อคาดคะเนสาเหตุของปัญหา หรอื คาดคะเนผลของความสัมพันธ์
ระหวา่ งตัวแปรต้นและตวั แปรตาม
2. อ้างองิ ทฤษฎี กฎ หรือหลักการ หรอื ขอ้ เท็จจรงิ ทม่ี คี วามสมั พันธ์กับสภาพของปัญหาเพอ่ื สนบั สนุน
สมมติฐานท่กี ำหนดข้ึน
ตัวอย่างการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เพือ่ กำหนดสมมติฐานรูปแบบที่ 1 เช่น

ตัวอย่าง
เมื่อความรู้หรือประสบกรณ์เดิมที่นักเรียนมีอยู่คือ วัตถุเมื่อได้รับความร้อนจะมีการขยายตัว และครู
ต้องการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การขยายตัวของวัตถุ โดยมีสาระสำคัญการเรียนรู้ คือ วัตถุต่างชนิดกัน
เมอ่ื ได้รบั ความรอ้ นจะมีการขยายตวั ทีแ่ ตกต่างกนั
จากสาระสำคัญการเรียนรู้ดังกล่าว ครูอาจจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนกำหนดสมมติฐาน
จากขอ้ มูลการสงั เกตท่ีค้นพบประเดน็ ที่แตกต่างจากความรู้เดมิ /ประสบการณ์เดมิ ตามลำดบั ขัน้ ดงั น้ี
1. ทบทวนความรู้เดิม/ประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับการขยายตัวของวัตถุเมื่อได้รับความร้อน คำถาม
ทใ่ี ช้ในการอภิปรายคอื

1.1 เมื่อโลหะใด ๆ ได้รับความร้อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผลการอภิปรายควรลง
ขอ้ สรปุ ว่า มีการขยายตัว

1.2 เราจะมีวิธีการวัดหรือนับอย่างไรเพื่อแสดงว่า โลหะมีการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน
ผลการอภิปรายอาจลงข้อสรปุ วา่ วดั ความยาวทเ่ี ปล่ียนแปลงจากเดมิ

2. ให้นักเรียนสังเกตเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ใหม่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้ สังเกตคุณสมบัติของ
เส้นลวดโลหะแตล่ ะชนดิ รปู แบบกจิ กรรมทอ่ี อกแบบคือ กำหนดลำดับขนั้ วิธีและวสั ดุ อปุ กรณ์การสังเกตให้กับ
นักเรียน สาระสำคัญการจัดกิจกรรมคือ จากเส้นลวดแต่ละชนิดคือ เงิน ทองแดง เหล็ก และอลูมิเนียม ให้
นักเรียนสังเกตคุณสมบตั ทิ ีป่ ระกอบดว้ ย ความกังวานของเสียง น้ำหนัก และความวาว เมื่อเส้นลวดแต่ละชนดิ
ดังกลา่ วมคี วามยาวและพ้นื ทหี่ น้าตดั เท่ากัน

ข้อมูลการสังเกต(ข้อมูลสมมติ)จากการจัดกิจกรรมดังกล่าวก่อนหน้า อาจจัดกระทำและ ส่ือ
ความหมายตาราง

ตาราง : เปรยี บเทยี บคณุ สมบัติ 3 ประการของเส้นลวดโลหะท่ีแตกต่างกัน 3 ชนดิ
หมายเหตุ + + + + = มาก/ดีทีส่ ุด + + + = ค่อนข้างมาก/ดีปานกลาง + + = ปานกลาง/ดีปานกลาง + =

ค่อนข้างน้อย/ดนี ้อยมาก
3. อภิปรายคำถามร่วมกับนักเรียนเพื่อลงข้อสรุปข้อมูลการสังเกต ผลการอภิปรายควรสรุปว่า
เส้นลวดทองแดง เหล็ก เงิน และอลูมิเนียมมีคณุ สมบัติเหล่าเก่ียวกับความกังวานของเสียง น้ำหนัก และความ
วาวของพนื้ ทห่ี น้าตัดตา่ งกัน ผลการลงขอ้ สรปุ ข้อมลู ดังกล่าวคือประเดน็ ใหม่ท่ีแตกต่างจากความรู้เดิม/ประสบ
การณ์เดเิ กี่ยวกับกบั ขยายตัวของโลหะเมื่อไดร้ ับความร้อน
4. ครูนำผลการลงข้อสรุปข้อมูลการสังเกตดังกล่าวข้อ 3 ก่อนหน้ากำหนดเป็นประเด็นของ คำถาม
เพอ่ื กำหนดสมมติฐาน คำถามทใี่ ชค้ ือ

4.1 คำถามทใี่ ชใ้ นการอภปิ รายเพ่ือกำหนดข้อความของสมมติฐาน ตวั อย่างคำถาม เชน่ จากผลการ
ลงข้อสรุปเกี่ยวกับความกังวานของเสียง น้ำหนัก และความวาวของพื้นที่หน้าตัดของเส้นลวด ทองแดง เหล็ก
เงิน และอลูมิเนียม นักเรียนคิดว่าเส้นลวดโลหะแต่ละชนิดมีการขยายตวั เหมือนกันหรือ แตกต่างกันเมื่อได้รับ
ความร้อน ผลการตอบคำถามอาจเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดคือ "เหมือนกัน" หรือ "ต่างกัน" การที่นักเรียนตอบ
อย่างหนงึ่ อยา่ งใดดังกลา่ วครตู ้องถอื วา่ นกั เรียนตอบถูกทั้งสองกรณี ท้งั นี้ขึ้นอยูก่ บั เหตุผล ของแตล่ ะคน

3.2 คำถามทใี่ ชใ้ นการอภิปรายเพ่ือกำหนดข้อความของกฎ เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี และ ข้อเท็จจริง
เพื่ออ้างอิงสนับสนุนข้อความสมมติฐานที่กำหนดขึ้น ตัวอย่างคำถาม เช่น มีเหตุผลอย่างใดที่ตอบ ตอบว่า
เส้นลวดทองแดง เหล็ก เงิน และอลูมิเนียม มีการขยายตัวแตกต่างกัน หรือ เหมือนกัน เมื่อได้รับความร้อน
ผลการตอบคำถามอาจเปน็ อย่างใดอยา่ งหน่ึงคือ สำหรบั นกั เรยี นทตี่ อบว่า

1. เส้นลวดโลหะแต่ละชนิดมีการขยายตัวแตกต่างกันอาจให้เหตุผลว่า ถึงแม้เส้นลวดโลหะแต่ละ
ชนิดอาจมีคุณสมบัติบางประการเหมือนกัน แต่คุณสมบัติที่แตกต่างกันน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ การขยายตัว
แตกตา่ งกนั หรือ

2. เส้นลวดโลหะแต่ละชนิดมีการขยายตัวไม่แตกต่างกันอาจให้เหตุผลว่า ถึงแม้เส้นลวดโลหะแต่
ละชนิดอาจมีคุณสมบัติบางประการที่แตกต่างกนั แต่คุณสมบตั ิทีเ่ ปน็ โลหะเหมือนกนั น่าจะเป็น สาเหตุที่ทำให้
การขยายตวั ไม่แตกตา่ งกัน

2. รูปแบบที่ 2 : นกั เรยี นกำหนดสมมติฐานดว้ ยตนเอง
สาระสำคญั การดำเนนิ กจิ กรรม : จากปัญหาการทดลองท่มี ีอยู่ ให้นกั เรียนกำหนดสมมติฐาน

น้นั ดว้ ยตนเอง พร้อมท้ังอ้างอิงกฎ เกณฑ์ หลักการ ทฤษฎี วธิ ีการ หรือความรู้เดมิ ท่อี ยู่และสอดคล้องกบั สภาพ
ของปญั หาเพื่อสนบั สนนุ สมมตฐิ านทีก่ ำหนดขนึ้

จุดประสงค์การเรียนร้ตู น้ แบบ : กำหนดเช่นเดยี วกบั การออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้รปู แบบที่ 1
ประเดน็ การวัดและประเมินผล: กำหนดเช่นเดยี วกับการออกแบบกจิ กรรมการเรียนรรู้ ปู แบบที่ 1
รบู ริคส์สำหรับการวดั และประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรยี นรรู้ ปู แบบ
ที่ 1

การจำแนกประเภท
การจำแนกประเภท เป็นการจัดจำพวกวัตถุหรือเหตุการณ์ออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์การ

จำแนกหรือจัดจำพวกเกณฑ์ที่ใช้อาจพิจารณาจากลักษณะที่เหมอื นกัน แตกต่างกัน หรือสัมพันธ์กันอย่างหน่ึง
อย่างใดอย่างหนึง่ ก็ได้ การสรา้ งเกณฑ์อาจทำได้โดยสร้างข้นึ เองหรือมีผู้อน่ื สร้างให้การจำแนกประเภท อาจทำ
ไดห้ ลายรปู แบบขนึ้ อยู่กับการกำหนดเกณฑ(์ สสวท. 2535)การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การจำแนกประเภทนั้นจะ
บูรณาการกบั

1. ทกั ษะการจดั กระทำและสอ่ื ความหมายข้อมลู โดยการจำแนกวตั ถหุ รือเหตกุ ารณต์ ามเกณฑ์ที่มี
2. ขั้นวิเคราะห์และลงข้อสรุปข้อมูล ผลการวิเคราะห์และลงข้อสรุปคือ ระบุว่าวัตถุหรือเหตุการณ์ที่
จำแนกแล้วนั้นใชส้ งิ่ ใดเป็นเกณฑ์จำแนก
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เฉพาะการวิเคราะห์และลงข้อสรุปข้อมูลด้วยวิธีการการจำแนกประเภทมี
รปู แบบเดยี วคอื
รปู แบบ : นักเรยี นระบุเกณฑ์ท่ขี ้อมลู ถกู จำแนกแล้ว

สาระสำคญั การจดั กิจกรรม : จากข้อมูลทมี่ อี ยู่และถูกจำแนกหรือจดั ลำดับแลว้ ให้นักเรียนระบุเกณฑ์
ทใี่ ชใ้ นการจำแนก หรอื จัดลำดบั

จดุ ประสงค์การเรยี นรตู้ น้ แบบ : สามารถระบุเกณฑท์ ี่ใช้จำแนกหรอื จดั ลำดับข้อมลู ที่มีอยู่ (K)
ประเดน็ ทท่ี ำการวัดและประเมินผล มีประเดน็ เดยี วคอื การระบุเกณฑท์ ใ่ี ชจ้ ำแนกหรือจัดลำดับข้อมูล
ซ่งึ เปน็ การประเมินดา้ นความรู้ (K)
รูบริคส์สำหรับการวัดและประเมินผล: จากประเด็นที่ทำการวัดและประเมินผล รูบริคส์สำหรับการ
วัดและประเมินผลประกอบด้วย
1. ระบุเกณฑท์ ใ่ี ชจ้ ำแนกหรือจัดลำดับขอ้ มูล
2. อธบิ ายลักษณะของเกณฑท์ ่ีใชจ้ ำแนกหรือจัดลำดับข้อมลู
3. ระบุวัตถหุ รือปรากฎการณ์ตามเกณฑก์ ารจำแนก

การตคี วามและลงขอ้ สรุปข้อมูล
การตีความและลงข้อสรุปข้อมูล เป็นการวิเคราะห์และลงข้อสรุปข้อมูลโดยอ้างอิงความสัมพันธ์ที่

พบภายในขอบเขตของขอ้ มลู ชุดหน่ึง ๆ แยกการวเิ คราะหเ์ ปน็ 2 ประเด็นตอ่ เน่ืองกนั คือ
1. การลงข้อสรุปข้อมูลเป็นสารสนเทศ หมายถึง การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาความสัมพันธ์อย่างใด

ย่างหนึ่งระหว่างตัวแปรต่าง ๆ แล้วลงข้อสรุปเฉพาะข้อมูลชุดนั้นตามความสัมพันธ์ที่พบ การข้อสรุปคือ
สารสนเทศของขอ้ มูลชุดนนั้

2. การลงข้อสรุปโดยการตีความ หมายถึง การแปลหรือบรรยายความหมายของข้อมูลที่อยู่นอก
ขอบเขตของชดุ ขอ้ มูล การใหค้ วามหมายดงั กลา่ วจะอา้ งองิ จากสารสนเทศของข้อมลู

ข้อมูลบางชุดอาจต้องการข้อสรุปเฉพาะสารสนเทศ แต่ข้อมลู บางชุดอาจต้องการข้อสรุปข้อมูลจาก
การตคี วาม โดยผลของการตีความน้นั ต้องอ้างอิงสารสนเทศของข้อมลู นั้น
การออกแบบจัดกิจกรรมการเรียนรเู้ พื่อการตคี วามและลงขอ้ สรปุ มี 2 รปู แบบ คอื

1. รูปแบบที่ 1 : อภปิ รายคำถามร่วมกบั นักเรยี นเพื่อการตคี วามและลงขอ้ สรปุ ข้อมูล
สาระสำคัญการจัดกิจกรรม จากข้อมูลที่จัดกระทำและสื่อความหมายแล้ว อภิปรายร่วมกับ

นักเรยี นเพอื่ ลงขอ้ สรปุ ขอ้ มลู
จุดประสงค์การเรียนรู้ต้นแบบ : สามารถวิเคราะห์ อภิปราย และลงข้อสรุปข้อมูล........ (ระบุ

ขอ้ มลู ท่ตี อ้ งวิเคราะห์ อภิปราย และลงขอ้ สรปุ การตีความและลงขอ้ สรุป) (K)
ประเด็นที่ทำการวัดและประเมินผล : มี 2 ประเด็นคือ การลงข้อสรุปข้อมูล และการตีความ

ขอ้ มูล และทง้ั 2 ประเด็นเปน็ การประเมนิ ด้าน K
รูบริคส์สำหรับการวัดและประเมินผล : จากประเด็นที่ทำการวัดและประเมินผล รูบริคส์ท่ี

สร้าง ข้นึ สำหรบั การวัดและประเมินผลประกอบด้วย
1. ระบุองคร์ วมของข้อมลู (K)
2. ระบจุ ดุ ประสงคข์ องการวิเคราะหข์ อ้ มลู (K)

3. แยกแยะข้อมูลทงั้ หมดเปน็ องค์ประกอบยอ่ ย (K)
4. อธบิ ายคณุ สมบัติเฉพาะของแตล่ ะองค์ประกอบยอ่ ย (K)
5. วิเคราะหค์ วามสมั พนั ธข์ องแตล่ ะองค์ประกอบย่อยตามจุดประสงค์การวิเคราะห์ (K)
6. ลงข้อสรุปขอ้ มลู เป็นสารสนเทศตามความสมั พันธท์ พ่ี บ (K)
7. ตคี วามข้อมูลโดยอา้ งอิงสารสนเทศเพื่อสรปุ เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (K)
ตัวอยา่ งการจัดกิจกรรมการเรยี นรเู้ พ่อื การตีความและลงข้อสรุปข้อมลู เชน่
ตวั อยา่ ง
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เพือ่ ต้องการทดสอบสมมตฐิ าน ชนิดของใบไม้ที่ปรากฎสีอืน่ จะมีสีเขียว
เป็นสว่ นประกอบอยู่ด้วยข้อมูลการทดลองนำมาจัดกระทำและส่ือความหมายเพื่อการตีความและลงข้อสรุปดัง
ตารางข้างลา่ ง ตวั อย่างและลำดบั ขนั้ ของคำถามที่ใช้ในการอภปิ รายเพอ่ื การตคี วามและข้อสรปุ ข้อมูล เช่น
ตาราง : แสดงชนดิ ของสีท่ีปรากฎในใบของพืชทแี่ ตกต่างกนั 4 ชนดิ เมอื่ ใชว้ ธิ กี ารแยกสีทแี่ ตกตา่ งกัน 2 วิธี

1. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อระบุองค์รวมของข้อมูล ตัวอย่างคำถาม เช่น ข้อมูลที่ปรากฎดัง
ตารางต้องการแสดงสิ่งใด ผลการอภิปรายคำถามควรตอบวา่ แสดงผลการแยกสีของใบไมท้ ่มี สี ีอนื่ ที่ไม่ปรากฎสี
เขยี ว

2. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อระบุจุดประสงค์ของการวิเคราะห์ข้อมูล ตัวอย่างคำถาม เช่น
การวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางต้องการหาคำตอบเรื่องใด ผลการอภิปรายควรตอบว่า ต้องการตรวจสอบว่า
ชนดิ ของใบไม้ท่ีมสี อี ืน่ จะมสี เี ขยี วเป็นสว่ นประกอบอยดู่ ้วยหรอื ไม่

3. คำถามท่ีใช้ในการอภิปรายเพื่อแยกแยะข้อมูลทั้งหมดออกเป็นองค์ประกอบย่อย ตัวอย่างคำถาม
เช่น ใบไม้ทปี่ รากฎในตารางมีกี่ชนิด อะไรบ้าง ผลการอภิปรายต้องตอบว่ามี 4 ชนิดคอื ใบมะมว่ งอ่อน ใบโกสน
ใบหวั ใจสมี ว่ ง และใบนาก

4. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่ออธิบายลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์ประกอบย่อย ตัวอย่างคำถาม
เช่น จงกล่าวถึงลกั ษณะของสตี า่ ง ๆ ท่พี บในใบไมแ้ ตล่ ะชนดิ ผลกาอภิปรายต้องตอบวา่

1. ใบมะม่วงออ่ น
1.1 เมือ่ แยกสีนำคั้นดว้ ยกระดาษกรองสังเกตเหน็ สี เหลือง เขยี ว แสด

1.2 เม่ือแยกสีนำ้ คน้ั ด้วยแห่งชอลก์ สงั เกตเห็นสี เหลือง เขยี ว

2. ใบโกสน
2.1 เมื่อแยกสีนำ้ ค้ันด้วยกระดาษกรอง สังเกตเห็นสี เหลอื ง เขยี ว
2.2 เมอื่ แยกสนี ำ้ ค้นด้วยแทง่ ชอลก์ สงั เกตเหน็ สี เหลืองเขยี ว

3. ใบหัวใจสมี ่วง
3.1 เมอ่ื แยกสีน้ำค้ันด้วยกระดาษกรอง สงั เกตเห็นสี มว่ ง เขียว
3.2 เมือ่ แยกสนี ำ้ คัน้ ดว้ ยแห่งชอล์กสงั เกตเห็นสี มว่ ง เขยี ว

4. ใบนาก
4.1 เม่ือแยกสนี ้ำคน้ั ด้วยกระดาษกรอง สังเกตเห็นสีม่วง แดง เขียว นำ้ ตาล
4.2 เม่ือแยกสนี ้ำคนั้ ดว้ ยแท่งชอลก์ สงั เกตเหน็ สีม่วง แดง เขยี ว น้ำตาล

5. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบย่อย ตัวอย่างคำถาม
เช่น เมื่อเปรียบเทียบสีชนิดต่าง ที่พบในใบไม้แต่ละชนิดแต่ละชนิดดังกล่าวข้อ 4.1-4.4 หรือดังตาราง ผลการ
เปรียบเทียบเป็นไปตามจุดประสงค์ที่ต้องการวิเคราะห์หรือไม่ อย่างไร ผลการอภิปรายคำถามต้องตอบว่า
เป็นตามไปตามจุดประสงค์ของการศึกษา กลา่ วคือ พบสเี ขยี วในใบไม้แตล่ ะชนิดดงั ข้อ 4.1-4.4 หรือดังตาราง

6. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อลงข้อสรุปข้อมูลเป็นสารสนเทศตามความสัมพันธ์ที่พบ ตัวอย่าง
คำถาม เช่น จากการตอบคำถามดังกล่าวข้อ 5 จะลงข้อสรุปตามความสัมพันธ์ที่พบอย่างไร ผลการอภิปราย
ควรสรุปว่า ใบมะม่วงอ่อน ใบโกสน ใบหัวใจ สีม่วง และใบนากถึงแม้จะมีสีอื่นแต่ทุกชนิดจะมีสีเขียวเป็น
ส่วนประกอบอยดู่ ว้ ย

7. คำถามที่ใช้ในการอภิปรายเพื่อตีความข้อมูลโดยอ้างอิงสารสนเทศและสรุปเป็นความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ ตัวอย่างคำถาม เช่น

7.1 ถา้ ทำการทดลองเชน่ เดียวกนั น้ีกบั ใบไม้ชนิดอ่ืนท่ีไม่มีสีเขยี ว ผลการทดลองจะคล้ายกับ
ผลการทดลองจากใบมะม่วงอ่อน ใบโกสน ใบหัวใจ สีม่วง และใบนาก หรือไม่ อย่างไร ผลการอภิปรายควร
ตอบว่า ผลการทดลองจะคล้ายกัน เพราะใบไม้ชนิดอื่นมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับใบโกสน ใบหัวใจ สีม่วงและ
ใบนาก

7.2 จะสรปุ ผลการทดลองตามทต่ี อ้ งการตรวจสอบสมมติฐานว่าอย่างไร เพราะเหตใุ ดจึงเป็น
เช่นน้นั ผลการอภปิ รายควรลงข้อสรุปว่า ใบไม้ถงึ แม้จะมีสีอื่นแต่จะพบสีเขียวอย่ดู ว้ ยเสมอ ทั้งน้ีเพราะพืชต้อง
ใชส้ ีเขียวในใบไม้เพ่อื ทำหน้าท่ีสร้างอาหาร

2. รปู แบบที่ 2 : นกั เรียนตีความและลงขอ้ สรปุ ดว้ ยตนเอง
สาระสำคัญการจดั กิจกรรม จากข้อมลู การวัด การนบั การสังเกต หรอื การทดลองที่จัดกระทำ

และสอ่ื ความหมายแล้ว ใหน้ กั เรยี นตคี วามและลงขอ้ สรปุ ขอ้ มลู ด้วยตนเอง
จุดประสงค์การเรยี นรู้ตน้ แบบ : กำหนดเช่นเดยี วกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้รปู แบบที่ 1

ประเด็นการวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบที่ 1
รูบริคส์สำหรับการวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
รูปแบบที่ 1

การลงความคดิ เห็น
การลงความคิดเห็น หมายถึง การวิเคราะห์ อภิปราย และลงข้อสรุปข้อมูลการสังเกตโดยอ้างอิง

ประสบการณ์เดมิ ทเี่ ปน็ ภาพซ้อนกับขอ้ มูลการสงั เกตน้ัน การออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้เพ่ือลงความคิดเห็นมี
2 รปู แบบ

รปู แบบที่ 1 : อภิปรายคำถามรว่ มกบั นักเรียนเพื่อลงความคดิ เหน็ ข้อมูล
สาระสำคัญการจัดกิจกรรม : จากข้อมูลการสังเกตที่มี อภิปรายคำถามร่วมกันเพื่อลงความ
คดิ เหน็ กบั ขอ้ มลู การสงั เกตนัน้
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ต้นแบบ :
1. สามารถบรรยายข้อมูลการสังเกตเกี่ยวกับ……………..(ระบุปรากฎการณ์ที่ทำการสังเกต)

(P=Product)
2. สามารถลงความคดิ เหน็ กบั ปรากฎการณ์จากขอ้ มูลการสงั เกต (K)
3. สามารถอา้ งองิ ประสบการณ์เดิมสนบั สนนุ ผลการลงความคดิ เห็น (K)

ประเด็นที่ทำการวัดและประเมินผล : มี 3 ประเด็นคือ การบรรยายข้อมูลการสังเกต การลง
ความคดิ เห็นกบั ข้อมลู การสงั เกต และ การให้เหตผุ ลอ้างองิ ผลการลงความคิดเหน็

รูบริคส์สำหรับการวัดและประเมินผล : จากประเด็นที่ทำการวัดและประเมินผล รูบริคส์
สำหรบั การวัดและประเมินผลประกอบด้วย:

1. บรรยายข้อมูลปรากฎการณ์ที่สังเกตครบถ้วน (P)
2. ลงความคดิ เห็นปรากฎการณท์ สี่ ังเกตเหมาะสม(K)
3. สามารถอ้างองิ ความรู้เดิมเพือ่ สนบั สนุนผลการลงความคิดเห็น(K)

รปู แบบที่ 1 : อภปิ รายคำถามร่วมกับนักเรียนเพ่ือลงความคิดเหน็ ขอ้ มูล
สาระสำคัญหารจัดกิจกรรม: จากข้อมูลการสังเกตที่มี นักเรียนลงความคิดเห็นกับข้อมูลการ
สังเกตดว้ ยตนเอง
จุดประสงค์การเรียนรู้ต้นแบบ : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบ
ท่ี 1
ประเดน็ การวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้รูปแบบ
ท่ี 1
รูบริคส์สำหรับการวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
รปู แบบท่ี 1

การวเิ คราะห์ อภิปรายและลงข้อสรุป

การจดั หมวดหมู่/การจำแนก

การจัดกลุ่มเป็นวิธีจัดกระทําข้อมูลโดยนําข้อมูลที่มีอยู่มาจัดเป็นกลุ่มจําแนกประเภทหรือจัด

หมวดหมู่ตามเกณฑ์ท่ีกําหนดขึ้นหรือมีอยู่ทั้งน้ีเพื่อความรวดเร็วในการส่ือความหมายท่ีจะบอกให้ทราบว่ามี

วัตถุหรือเหตกุ ารณใ์ ดบ้างทม่ี ีคณุ สมบตั ิอยา่ งเดียวกนั ตามเกณฑ์ทีใ่ ชใ้ นการจําแนกประเภท ดังตวั อยา่ ง

ตัวอยา่ งท่ี 1

ข้อมูลประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงานและรายได้ของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งมีรายละเอียดดังนี้ นาย

แดง เข้าทำงานวันที่ 1/1/2532 เงินเดือน 30,000 บาท อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการ แผนกวิศวกรรม นายเขียว เข้า

ทำงาน วันที่ 30/6/2534 เงินเดือน 20,000 บาท อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าช่าง แผนกวิศวกรรม นายดำ เข้าทำงาน

วันที่ 16/4/2536 เงินเดือน 18,000 บาท อยู่ในตำแหน่งสมุห์บัญชี แผนกบัญชี น.ส. น้ำฝน เข้าทำงานวันท่ี

1/5/2539 เงินเดือน 9,000 บาท อยู่ในตำแหน่งจัดซื้อ แผนกบัญชี น.ส. ทราย เข้าทำงานวันที่ 16/6/2540

เงนิ เดอื น 7,000 บาท อย่ใู นตำแหน่งธรุ การ แผนกธรุ การ

จากข้อมูลประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงานและรายได้ของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งนำมาจัดกระทำโดย

จำแนกเป็นหมวดหม่ตู ามเกณฑ์พร้อมท้ังนำเสนอ ชอื่ วันเรม่ิ งาน เงินเดือน ตำแหน่ง และแผนก ผลการจำแนกเป็น

ดังนี้

ชื่อ วนั เริ่มงาน เงินเดือน ตำแหนง่ แผนก

นายแดง 1/1/2532 30,000 บาท ผูจ้ ดั การ วศิ วกรรม

นายเขยี ว 30/6/2534 20,000 บาท หวั หน้าช่าง วิศวกรรม

นายดำ 30/6/2534 18,000 บาท สมหุ บ์ ญั ชี บญั ชี

น.ส. น้ำฝน 1/5/2539 9,000 บาท จดั ซอ้ื บญั ชี

น.ส. ทราย 16/6/2540 7,000 บาท ธรุ การ ธรุ การ

จากข้อมูลดงั กลา่ วนำเสนอแทนดว้ ยตาราง ดังนี้
ตาราง : ประวัตสิ ว่ นตัว ประวัติการทำงานและรายได้ของพนักงานบริษัทแห่งหนง่ึ จำนวน 5 คน

ชือ่ วันเริม่ ทำงาน เงนิ เดอื น ตำแหน่ง แผนก

นายแดง 1/1/2532 30,000 บาท ผจู้ ัดการ วศิ วกรรม

นายเขยี ว 30/6/2534 20,000 บาท หวั หนา้ ช่าง วศิ วกรรม

นายดำ 16/4/2536 18,000 บาท สมหุ ์บญั ชี บญั ชี

น.ส. นำ้ ฝน 1/5/2539 9,000 บาท จดั ซ้ือ บัญชี

น.ส. ทราย 16/62540 7,000 บาท ธุรการ ธุรการ

1. ข้อใดถกู ต้องมากที่สุดเกี่ยวกับการนำเสนอของตารางนี้

ก. แสดงประวัตสิ ่วนตัวและรายไดข้ องพนกั งาน

ข. แสดงประวตั ิส่วนตัวประวัติการทำงานและรายได้ของพนักงานบรษิ ทั แห่งหนง่ึ

ค. แสดงประวัตสิ ว่ นตัวและรายไดข้ องพนักงาน จำนวน 4 คน

ง. แสดงประวตั ิสว่ นตัวประวตั ิการทำงานและรายไดข้ องพนกั งานบริษทั แหง่ หนึ่ง จำนวน 5 คน

2. พนกั งานมที งั้ หมดกคี่ น และใครบา้ ง

ก. 5 คน คอื นายดำ นายสม้ นายเขยี ว น.ส. แดง น.ส. ชมพู

ข. 5 คน คือ นายดำ นายแดง นายเขียว น.ส. น้ำฝน น.ส. ทราย

ค. 5 คน คือ นายดำ นายสมพร นายอาท น.ส. ชมพู น.ส. พลอย

ง. 5 คน คือ นายสมชัย นายเหลอื ง น.ส. แอน นายเอริ ์ท น.ส. โอที

3. นกั เรยี นจงตอบคำถามต่อไปนี้

3.1 ถา้ เปรียบเทียบวันเร่มิ ทำงานของพนักงานเป็นอยา่ งไร

ตอบ

ชอื่ วนั เริม่ งาน

นายแดง 1/1/2532

นายเขยี ว 30/6/2534

นายดำ 30/6/2534

น.ส. นำ้ ฝน 1/5/2539

น.ส. ทราย 16/6/2540

3.2 ถ้าเปรยี บเทยี บเงินเดือนของพนักงานแต่คนเป็นอยา่ งไร

ตอบ

ช่ือ เงนิ เดอื น

นายแดง 30,000 บาท

นายเขยี ว 20,000 บาท

นายดำ 18,000 บาท

น.ส. น้ำฝน 9,000 บาท

น.ส. ทราย 7,000 บาท

3.3 ถ้าเปรียบเทยี บตำแหนง่ ของพนกั งานแตค่ นเป็นอยา่ งไร

ตอบ

ชอื่ ตำแหนง่

นายแดง ผ้จู ดั การ

นายเขียว หวั หน้าช่าง

นายดำ สมุห์บัญชี

น.ส. นำ้ ฝน จัดซื้อ

น.ส. ทราย ธุรการ

3.4 ถา้ เปรยี บเทยี บแผนกของพนกั งานแตค่ นเป็นอยา่ งไร

ตอบ

ชอ่ื แผนก

นายแดง วศิ วกรรม

นายเขยี ว วศิ วกรรม

นายดำ บญั ชี

น.ส. น้ำฝน บญั ชี

น.ส. ทราย ธุรการ

4. นักเรยี นจงตอบคำถามต่อไปน้ี

4.1 ถ้าเปรียบเทยี บความแตกตา่ งวนั เรมิ่ ทำงานของพนักงานเป็นอย่างไร

ตอบ พนักงานแตล่ ะคนเริ่มวันทำงานที่แตกต่างกนั ยกเว้นนายเขยี ว กับ นายดำทีว่ นั เร่ิมทำงานพร้อม

กันคอื วันที่ 30/06/2534

4.2 ถ้าเปรยี บเทยี บความแตกต่างเงนิ เดือนของพนกั งานเป็นอยา่ งไร

ตอบ เงนิ เดือนของพนักงานทกุ คนแตกต่างกัน

4.3 ถ้าเปรยี บเทียบความแตกต่างตำแหนง่ ของพนักงานเปน็ อย่างไร

ตอบ ตำแหน่งการทำงานของพนักงานแตกต่างกนั

4.4 ถ้าเปรียบเทยี บความแตกตา่ งแผนกของพนักงานเป็นอย่างไร

ตอบ นายแดง กับ นายเขียว อยู่แผนกวิศวกรรม นายดำ กับ น.ส.น้ำฝน อยู่แผนกบัญชี แต่น.ส.ทราย

อยแู่ ผนกธุรการ

5. นักเรยี นจงตอบคำถามตอ่ ไปน้ี

5.1 ให้นกั เรียนลงขอ้ สรปุ ตามความสัมพันธ์ของวนั เริ่มทำงานของพนกั งานเป็นอย่างไร

ตอบ จากพนกั งานทั้งหมด 5 คน นายแดงเรมิ่ ทำงานเป็นคนแรก นายเขียวกบั นายดำเรม่ิ ทำงานเปน็

อันดบั สอง น.ส.น้ำฝนเรม่ิ ทำงานเป็นอนั ดบั สาม และน.ส.ทรายเริ่มทำงานเปน็ ลำดบั สดุ ท้าย

5.2 ให้นกั เรยี นลงข้อสรปุ ตามความสัมพนั ธข์ องเงินเดอื นของพนกั งานเป็นอย่างไร
ก. นายแดง , นายเขียว , นายดำ , น.ส.น้ำฝน , น.ส.ทราย เรียงลำดับเงินเดือนจากมากไปนอ้ ย
ข. นายดำ , นายแดง , น.ส.น้ำฝน , นายเขียว , น.ส.ทราย เรยี งลำดบั เงนิ เดือนจากมากไปน้อย
ค. น.ส.น้ำฝน , น.ส.ทราย , นายแดง , นายเขียว , นายดำ เรียงลำดบั เงนิ เดอื นจากมากไปน้อย
ง. น.ส.ทราย , น.ส.น้ำฝน , นายดำ , นายเขยี ว , นายแดง เรียงลำดบั เงนิ เดือนจากมากไปนอ้ ย

5.3 ขอ้ ใดสรุปตามความสัมพนั ธข์ องตำแหนง่ ของพนักงานได้ถูกต้อง
ก. นายดำกับนายแดงทำงานตำแหน่งเดียวกนั
ข. พนกั งานทกุ คนมตี ำแหน่งในการทำงานตา่ งกนั
ค. พนกั งานทุกคนมตี ำแหนง่ ในการทำงานเหมือนกัน
ง. น.ส.น้ำฝนกบั น.ส.ทรายทำงานตำแหนง่ เดยี วกัน

5.4 ข้อใดสรปุ ตามความสัมพันธ์ของแผนกของพนักงานเป็นอย่างไร
ก. นายแดงกบั นายเขียวทำงานแผนกเดียวกัน นายดำกบั น.ส.นำ้ ฝนทำงานแผนกเดยี วกนั แต่น.ส.ทราย
ทำงานแผนกต่างจากคนอื่น
ข. นายแดง นายเขยี ว และนายดำทำงานแผนกเดียวกนั น.ส.ทรายกับน.ส.น้ำฝนทำงานแผนกเดียวกัน
ค. นายแดงกับนายดำทำงานแผนกเดยี วกัน นายเขยี ว น.ส.น้ำฝนและน.ส.ทรายทำงานแผนกเดียวกนั
ง. นายแดงกับน.ส. น้ำฝนทำงานแผนกเดียวกัน นายดำกับนายเขียวทำงานแผนกเดยี วกนั แตน่ .ส.ทราย
ทำงานแผนกต่างจากคนอื่น

ตวั อยา่ งที่ 2
ผลคะแนนสอบของดวงใจ ลติ า มานพ จกั รพนั ธ์ นพรตั น์ มคี ะแนนสอบภาษาไทย 63 , 70 , 73 , 84
, 86 คะแนน มีคะแนนสอบคณิตศาสตร์ 70 , 64 , 68 , 76 , 80 คะแนน และวทิ ยาศาสตร์ 75 , 78 , 80 , 83
85 คะแนน ตามลำดับ จากผลคะแนนสอบพบว่า รายวิชาที่ทำการสอบมีทั้งหมด 3 วิชาคือ ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ การนำผลคะแนนสอบมาจดั กลมุ่ โดยใช้เกณฑด์ ังกล่าวจะทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ
วา่ ดวงใจ ลิตา มานพ จกั รพันธ์ นพรัตน์ มผี ลคะแนนสอบรายวชิ าใดบา้ งและมีคะแนนแตล่ ะวชิ าเทา่ ใด ดงั น้ี
ดวงใจ ภาษาไทย 63 คะแนน คณติ ศาสตร์ 70 คะแนน วิทยาศาสตร์ 75 คะแนน
ลติ า ภาษาไทย 70 คะแนน คณติ ศาสตร์ 64 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 78 คะแนน
มานพ ภาษาไทย 73 คะแนน คณติ ศาสตร์ 68 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 80 คะแนน
จกั รพันธ์ ภาษาไทย 84 คะแนน คณิตศาสตร์ 76 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 83 คะแนน
นพรตั น์ ภาษาไทย 86 คะแนน คณติ ศาสตร์ 80 คะแนน วิทยาศาสตร์ 85 คะแนน

จากข้อมลู ดงั กลา่ ว นำเสนอแทนด้วยแผนภูมแิ ท่ง ดงั นี้
แผนภูมิแท่ง : แสดงการเปรียบเทียบคะแนนรายวชิ าท่แี ตกตา่ งกัน 3 วชิ า ของจำนวนนักเรยี น 5 คน

1. แผนภูมินต้ี ้องการนำเสนอเกยี่ วกับเร่ืองอะไร
ก. แสดงคะแนนรายวชิ าทต่ี า่ งกนั ของจำนวนนกั เรยี น 5 คน
ข. แสดงการเปรยี บเทียบคะแนนรายวชิ าท่ีแตกตา่ งกัน 3 วชิ า
ค. แสดงการเปรยี บเทียบคะแนนรายวชิ าที่เหมือนกัน 3 วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์
ง. แสดงการเปรียบเทียบคะแนนรายวชิ าที่แตกตา่ งกัน 3 วิชาของจำนวน นักเรยี น 5 คน

2. จากแผนภมู นิ ี้ นกั เรียนแตล่ ะคนมีการสอบวิชาอะไรบา้ ง
ก. ภาษาไทย ศลิ ปะ และสขุ ศึกษา
ข. คณิตศาสตร์ สงั คมศกึ ษา และวิทยาศาสตร์
ค. ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
ง. วทิ ยาศาสตร์ พละศกึ ษา และภาษาไทย

3. นักเรียนเเตล่ ะคนมีผลคะแนนสอบเเตล่ ะรายวิชาเป็นอยา่ งไร
ตอบ
ดวงใจ ภาษาไทย 63 คะแนน คณติ ศาสตร์ 70 คะแนน วิทยาศาสตร์ 75 คะแนน
ลิตา ภาษาไทย 70 คะแนน คณิตศาสตร์ 64 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 78 คะแนน
มานพ ภาษาไทย 73 คะแนน คณิตศาสตร์ 68 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 80 คะแนน
จกั รพนั ธ์ ภาษาไทย 84 คะแนน คณติ ศาสตร์ 76 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 83 คะแนน
นพรัตน์ ภาษาไทย 86 คะแนน คณติ ศาสตร์ 80 คะแนน วทิ ยาศาสตร์ 85 คะแนน

4. นกั เรยี นพบความสมั พนั ธ์หรือความแตกต่างอะไรจากแผนภูมิแท่งนี้
ก. ผลคะแนนวิชาภาษาไทยและคณติ ศาสตรข์ องดวงใจและลติ ามคี ะแนนเท่ากนั
ข. คะแนนรวมของคณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และภาษาไทยมีคะแนนแตล่ ะวิชาเท่ากนั
ค. คะแนนรวมของคณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์มีคะแนนเทา่ กนั แตว่ ิชาภาษาไทยมีคะแนนรวมแตกต่าง
ออกไป
ง. ผลคะเเนนแต่ละวิชาของนักเรียนมีความแตกตา่ งกนั

5. จากความสัมพนั ธ์ขา้ งตน้ นกั เรียนสรุปได้วา่ อยา่ งไร
ตอบ นักเรยี นทง้ั 5 คน มีคะแนนรวมภาษาไทย คณติ ศาสตร์ และวิทยาศาสตรท์ ี่แตกต่างกัน

การคำนวณหาคา่ ใหม่

การคำนวณหาค่าใหม่เป็นวิธีจัดกระทำข้อมูลโดยนำคุณสมบัติเชิงปริมาณของข้อมูลที่มีอยู่มา

คำนวณหาค่าใหมท่ ำใหส้ ามารถลงข้อสรุปหรือเปรียบเทยี บข้อมลู ท่ีต้องการสือ่ ความหมายไดง้ า่ ยขน้ึ

ตัวอยา่ งท่ี 1

การสำรวจรายจ่ายของสมฤดีในหนึ่งวันสามารถบันทึกข้อมูลของการสำรวจดังน้ี จากเงินจำนวน 200

บาท พบว่ามีรายจา่ ยตา่ ง ๆ ดังนี้ ค่าอาหาร 125 บาท ค่าเดนิ ทาง 30 บาท ค่าถงุ เท้า 25 บาท ค่าสมดุ 20 บาท

จากข้อมูลการสำรวจดังกล่าวเพื่อต้องการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของค่าใช้จ่าย

ป ร ะ จ ำ วั น ใ ห้ ชัดเจนขึ้นจงจัดกระทำข้อมูลโดยการหาค่าใหม่ในรูปขอ งเปอร์เซ็นต์หรือร้อยล ะจะ ทำให้

เปรียบเทียบขอ้ มูลง่ายขน้ึ ดงั นี้

จำนวนร้อยละของคา่ อาหาร = 125/200 X 100 = 62.5

จำนวนร้อยละของคา่ เดินทาง = 30/200 X 100 = 15

จำนวนร้อยละของค่าถงุ เท้า = 25/200 X 100 = 12.5

จำนวนร้อยละของคา่ สมดุ = 20/200 X 100 = 10

จากข้อมูลดังกล่าว นำเสนอด้วยแผนภูมวิ งกลม ดังนี้
แผนภมู วิ งกลม : แสดงรายจ่ายของสมฤดี จากจำนวนเงนิ ทม่ี ที ้ังหมด 200 บาท

1. แผนภูมวิ งกลมน้ตี ้องการนำเสนอเกีย่ วกบั เรอื่ งอะไร
ก. แสดงรายจา่ ยของสมฤดี
ข. แสดงรายรบั ของสมฤดีจากจำนวนเงนิ ทม่ี ีทัง้ หมด 200 บาท
ค. แสดงรายจ่ายของสมฤดจี ากจำนวนเงนิ ท่ีมที ัง้ หมด 200 บาท
ง. แสดงรายรบั ของสมฤดี

2. ในเงินจำนวน 200 บาท สมฤดใี ช้จ่ายอะไรบ้าง
ก. 4 รายการ คือ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง คา่ ถุงเทา้ คา่ สมดุ
ข. 4 รายการ คือ คา่ รถ คา่ อาหาร คา่ ไฟฟ้า ค่าน้ำ
ค. 4 รายการ คอื ค่ารักเอง คา่ โทรศัพท์ ค่าบตั รเครดิต ค่านำ้ ยาสระผม
ง. 4 รายการ คอื คา่ ไวไฟ ค่าเสือ้ ผ้า ค่าเสริมสวย คา่ น้ำมนั

3. จากรายจา่ ยของสมฤดีมกี ารซื้ออะไรบ้าง
ก. คา่ รถ 62 % ค่าอาหาร 15% คา่ ไฟฟา้ 13% ค่านำ้ 10%
ข. ค่าอาหาร 62 % ค่าเดินทาง 15% ค่าถงุ เท้า 13% ค่าสมุด 10%
ค. ค่ารกั เอง 62 % ค่าโทรศพั ท์ 15% คา่ บตั รเครดติ 13% ค่าน้ำยาสระผม 10%
ง. ค่าไวไฟ 62 % ค่าเส้ือผ้า 15% คา่ เสรมิ สวย 13% คา่ นำ้ มนั 10%

4. นกั เรียนพบความสัมพันธห์ รือความแตกต่างอยา่ งไรในแผน่ ภูมนิ ี้
ก. รายจ่ายของสมฤดีท้งั 4 รายการมีความแตกตา่ งกนั
ข. รายจา่ ยของสมฤดีทั้ง 4 รายการมคี วามสัมพนั ธก์ ัน
ค. รายรบั ของสมฤดีท้งั 4 รายการมีความแตกตา่ งกัน
ง. ราบรับของสมฤดีท้ัง 4 รายการมคี วามสัมพนั ธ์กนั

5. จากความสมั พันธท์ ี่พบนักเรยี นสรุปได้วา่ ยา่ งไร
ตอบ รายจา่ ยของสมฤดีทงั้ 4 รายการมคี วามแตกตา่ งกัน

การเรยี งลำดับ

การเรียงลำดับเป็นวิธีจัดกระทำข้อมูลโดยนำคุณสมบัติเชิงปริมาณบางประการที่ต้องการศึกษามา
จัดลำดบั อย่างใดอยา่ งหนง่ึ การเรยี งลำดับสามารถทำใหล้ งขอ้ สรปุ ขอ้ มลู ตามความสมั พันธท์ ี่พบ

ตัวอยา่ งที่ 1
หัวใจเป็นตัวสูบฉีดเลือดซึ่งหัวใจจะแบ่งเป็น 4 ห้อง ห้องบนขวา ห้องล้างขวา ห้องบนซ้าย ห้องล่าง
ซ้าย โดยระหว่างห้องด้านบนและห้องด้านล่างของหัวใจจะมีลิ้นหัวใจกั้นอยู่ทำหน้าที่กั้นไม่ให้เลือดไหล
ย้อนกลับหัวใจห้องบนขวาทำหน้าที่รับเลือดดำที่ส่งมาจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านหลอดเลือดที่นำ
เลือดเข้าสหู่ ัวใจหรือหลอดเลือดดำแล้วส่งต่อไปยังหัวใจห้องล่างขวาหัวใจห้องล่างขวาทำหน้าท่ีส่งเลือดดำ
ไปยังปอดท้ังสองข้างเพ่ือฟอกเลือดหัวใจห้องบนซ้ายทำหน้าที่รับเลือดแดงจากปอดท้ังสองข้างผ่านหลอด
เลือดหลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจหรือหลอดเลือดแดงแล้วส่งต่อไปยังหัวใจห้องล่างซ้ายหัวใจห้องล่าง
ซ้ายทำหน้าที่ส่งเลือดแดงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายปอดเป็นอวัยวะที่สามารถฟอกเลือดได้โดยการ
แลกเปลี่ยนแก๊สกับเม็ดเลือดเมื่อเลือดดำขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปและรับออกซิเจนเข้ามา เลือดก็จะ
กลับมามีสีแดงสด

จากขอ้ มูลดงั กล่าว นำเสนอด้วยแผนภาพ ดงั น้ี
แผนภาพ : ระบบการหมนุ เวยี นของเลอื ดเมอื่ ไหลผา่ นหวั ใจ

1. แผนภาพนตี้ ้องการนำเสนอเกยี่ วกบั เรื่องอะไร
ตอบ ระบบการหมนุ เวยี นของเลือดเม่ือไหลผ่านหวั ใจ

2. องค์ของประกอบใน ระบบหมุนเวยี นเลือดมีอะไรบ้าง
ก. ไต ปอด ตบั ตบั อ่อน
ข. ล้ินปี่ ซี่โครง หวั ใจ เสน้ เลอื ด
ค. เสน้ เลอื ด น้ำเหลือง ปอด หวั ใจ
ง. ปอด หัวใจ เส้นเลอื ดดำ เส้นเลอื ดแดง

3. นกั เรยี นจงตอบคำถามต่อไปน้ี
3.1 ขอ้ ใดคือหนา้ ท่ีของปอด
ก. ฟอกเลอื ดโดยการแลกเปลย่ี นแกส๊ ออกซเิ จน สง่ ไปสหู่ วั ใจ
ข. ฟอกเลอื ดโดยการแลกเปลยี่ นแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
ค. ฟอกเลอื ดโดยการแลกเปล่ียนแกส๊ ไนโตรเจน
ง. ฟอกเลือดโดยการแลกเปลีย่ นแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์
3.2 หัวใจทำหนา้ ทอ่ี ะไร
ก. หัวใจทำหนา้ ทีฟ่ อกแก๊ส
ข. จดั เก็บของเสียในสว่ นต่าง ๆ ของร่างกาย
ค. หัวใจเปน็ ตัวสูบฉีดเลือดไปเล้ียงสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย
ง. ควบคุมเสน้ ประสาท
3.3 เสน้ เลอื ดดำทำหน้าทอ่ี ะไร
ก. นำเลือดท่ีมีแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์เขา้ ส่หู วั ใจ
ข. นำเลือดทม่ี ีแก๊สออกซิเจนเขา้ สู่หวั ใจ
ค. นำเลือดทมี่ แี กส๊ คาร์บอนมอนอกไซด์เข้าส่หู ัวใจ
ง. นำเลือดท่ีมีแก๊สไนโตรเจนเข้าสูห่ ัวใจ
3.4 เส้นเลอื ดแดงทำหนา้ ทีอ่ ะไร
ก. นำเลอื ดทีม่ ีแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ออกจากหวั ใจ
ข. นำเลอื ดทม่ี ีแก๊สคารบ์ อนมอนอกไซด์ออกจากหัวใจ
ค. นำเลอื ดทม่ี ีแก๊สไนโตรเจนออกจากหัวใจ
ง. นำเลือดทมี่ ีแก๊สออกซเิ จนออกจากหัวใจ

4. นักเรียนพบความสัมพันธห์ รือความแตกตา่ งอยา่ งไรในแผนภาพน้ี
ก. ปอด หวั ใจ เสน้ เลือดดำ เส้นเลือดแดง มหี นา้ ท่ีแตกตา่ งกันแตท่ ำงานรว่ มกนั
ข. ปอด หวั ใจ เสน้ เลอื ดดำ เสน้ เลอื ดแดง มหี น้าทีก่ ารทำงานเหมือนกันและทำงานรว่ มกนั
ค. ปอดกับหัวใจ มหี น้าที่การทำงานเหมอื นกนั และทำงานร่วมกัน

ง. เสน้ เลอื ดดำกับเสน้ เลอื ดแดง มีหนา้ ที่การทำงานเหมือนกันแตท่ ำงานแตกตา่ งกนั
5. จากความสัมพนั ธ์ที่พบนกั เรียนสรุปได้ว่าย่างไร

ตอบ จากความสมั พนั ธ์ท่ีพบทุกองคป์ ระกอบย่อยของระบบหมนุ เวยี นเลอื ดมีการทำงานรว่ มกนั
แตม่ หี น้าท่ีการทำงานของแต่ละองคป์ ระกอบย่อยแตกต่างกัน

ตวั อย่างท่ี 2
จากการศึกษาหาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งระยะการยดื ของขดลวดสปริงทมี่ เี สน้ ผา่ ศูนยก์ ลาง 10
มลิ ลิเมตร ยาว 50 มิลลเิ มตร และเสน้ ผ่าศนู ย์กลางของเสน้ ลวดสปรงิ 3 มิลลิเมตร กบั น้ำหนกั ทีใ่ ช้แขวน
ขดลวดสปริง ผลการศกึ ษาพบวา่ ขอ้ มูลสมมติทที่ ำการบันทกึ คือ ท่ีนำ้ หนกั 10, 20, 30, 40, และ 50 กรัม
ขดลวดสปรงิ ยืดได้ 10, 20, 30, 40 และ 50 มลิ ลิเมตร
จากข้อมลู ดงั กล่าวซึ่งจัดกระทำโดยการเรียงลำดบั ขนาดน้ำหนกั ท่ีใชแ้ ขวนขดลวดสปรงิ สามารถสือ่
ความหมายด้วยกราฟดงั ภาพ

จากข้อมูลดงั กล่าวนำเสนอดว้ ยกราฟ ดงั นี้
กราฟ : แสดงความสัมพนั ธ์การยดื ของขดลวดสปริงทีม่ ีเสน้ ผา่ นศูนย์กลาง 10 มิลลเิ มตร ยาว 50 มิลลเิ มตร
และเสน้ ผ่านศนู ย์กลางของเส้นลวดสปรงิ 3 มลิ ลิเมตรกบั น้ำหนกั ที่แขวนแตกตา่ งกัน 5 ขนาด

ระยะการยืดของขดลวดสป ิรง (มิล ิลเมตร) กราฟ : แสดงความสมั พนั ธก์ ารยืดของขดลวดสปริงที่มีเสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 10 มิลลิเมตร ยาว 50 มิลลเิ มตร
และเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางของเสน้ ลวดสปรงิ 3 มลิ ลิเมตรกบั นา้ หนกั ท่ีแขวนแตกตา่ งกนั 5 ขนาด

60

50

40

30

20

10

0 20 30 40 50
10
ขนาดนา้ หนัก(กรัม)

1. กราฟนตี้ ้องการนำเสนอเก่ียวกับเรอื่ งอะไร
ตอบ แสดงความสัมพันธก์ ารยดื ของขดลวดสปริงทม่ี เี ส้นผ่านศนู ยก์ ลาง 10 มลิ ลเิ มตร ยาว 50 มิลลิเมตร
และเสน้ ผา่ ศนู ย์กลางของเส้นลวดสปริง 3 มลิ ลเิ มตรกับน้ำหนกั ทีแ่ ขวนแตกตง่ กัน 5 ขนาด

2. น้ำหนกั ที่ใช้ในการทดลองมกี ีร่ ะดับ อะไรบ้าง

ก. 5 ระดบั คือ 20 กรมั 30 กรมั 50 กรัม 60 กรัม และ 70 กรมั

ข. 5 ระดบั คือ 10 กรมั 20 กรัม 30 กรัม 40 กรัม และ 50 กรัม

ค. 5 ระดบั คอื 5 กรัม 10 กรัม 20 กรมั 30 กรมั และ 40 กรัม

ง. 5 ระดับ คือ 3 กรมั 15 กรัม 25 กรมั 35 กรมั และ 45 กรัม

3. นักเรียนจงตอบคำถามตอ่ นี้

3.1 ที่นำ้ หนัก 10 กรัมระยะของการยดื ขดลวดสปรงิ เปน็ เท่าไหร่

ก. 10 มลิ ลเิ มตร ข. 20 มลิ ลเิ มตร

ค. 30 มลิ ลิเมตร ง. 40 มลิ ลิเมตร

3.2 ที่นำ้ หนัก 20 กรัมระยะของการยดื ขดลวดสปรงิ เป็นเท่าไหร่

ก. 50 มิลลเิ มตร ข. 40 มิลลเิ มตร

ค. 30 มลิ ลเิ มตร ง. 20 มิลลเิ มตร

3.3 ท่นี ้ำหนัก 30 กรัมระยะของการยดื ขดลวดสปริงเปน็ เท่าไหร่

ก. 15 มลิ ลเิ มตร ข. 30 มลิ ลเิ มตร

ค. 5 มลิ ลิเมตร ง. 50 มิลลิเมตร

3.4 ทีน่ ำ้ หนัก 40 กรมั ระยะของการยืดขดลวดสปรงิ เป็นเท่าไหร่

ก. 40 มิลลเิ มตร ข. 25 มิลลเิ มตร

ค. 50 มลิ ลเิ มตร ง. 60 มลิ ลเิ มตร

3.5 ท่นี ้ำหนกั 50 กรัมระยะของการยืดขดลวดสปริงเปน็ เทา่ ไหร่

ก. 50 มลิ ลเิ มตร ข. 40 มลิ ลิเมตร

ค. 30 มิลลิเมตร ง. 100 มิลลเิ มตร

4. นักเรียนพบความสัมพันธห์ รอื ความแตกตา่ งอยา่ งไรในกราฟนี้

ก. ความสมั พันธท์ ่ีพบน้ำหนัก 10 กรัม 20 กรัม 30 กรมั 40 กรัม และ 50 กรัมมีผลต่อการยืดของขดลวด

สปริงที่แตกต่างกัน

ข. ความสมั พนั ธท์ ี่พบน้ำหนัก 20 กรมั 100 กรมั 70 กรมั 40 กรมั และ 10 กรัมไม่มีผลต่อการยืดของ

ขดลวดสปรงิ

ค. ความสัมพนั ธ์ท่ีพบน้ำหนัก 50 กรมั 10 กรมั 70 กรัม 40 กรมั และ 60 กรัมมผี ลต่อการยืดของ

ขดลวดสปรงิ ท่ไี ม่แตกต่างกัน

ง. ความสัมพนั ธ์ท่ีพบน้ำหนัก 5 กรมั 15 กรมั 25 กรมั 35 กรัม และ 45 กรัมมีผลตอ่ การยืดของ

ขดลวดสปริงที่ไม่แตกต่างกัน

5. จากความสมั พันธท์ ่ีพบนักเรยี นสรปุ ไดว้ า่ ยา่ งไร

ตอบ ระยะยดื ของขดลวดสปริงมีความแตกต่างกันที่แต่ละน้ำหนัก

6. ถา้ ทำการทดลองนกี้ ับขดลวดสปริงชนิดอน่ื ๆ นักเรยี นคิดวา่ ผลการทดลองจะเป็นอยา่ งไร
ก. การยืดของขดลวดสปรงิ ไม่ข้ึนอยู่กับนำ้ หนังของวตั ถุท่ีนำมาแขวน
ข. การยดื ของขดลวดสปริงจะยืดเม่อื วัตถุมีน้ำหนัก 50 กรมั ขึ้นไป
ค. การยืดของขดลวดสปริงจะแตกตา่ งกันตามนำ้ หนักของวตั ถุทน่ี ำมาแขวน
ง. การยดื ของขดลวดสปริงจะยดื เมอื่ วัตถุมีน้ำหนกั 100 กรมั ขึน้ ไป

แบบฝึกที่ 1 : การวเิ คราะห์ อภิปราย และลงข้อสรปุ
................................................................................

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

สามารถวเิ คราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรปุ ได้

คำสงั่ /คำชแี้ จง

ใหน้ กั เรยี นวเิ คราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรุปขอ้ มลู ตอ่ ไปน้ี
กวนิ ทิพยเ์ ลีย้ งไก่ไว้ 50 ตวั เขาเก็บไข่ไปขายทุกวัน สปั ดาห์กอ่ นเขาจดบันทึกไว้ วันอาทิตย์ได้ 30 ฟอง
วันจันทร์ได้ 38 ฟอง วันองั คารได้ 27 ฟอง วันพุธได้ 40 ฟอง วนั พฤหัสบดีได้ 32 ฟอง วันศกุ รไ์ ด้ 29 ฟอง
วันเสาร์ได้ 30 ฟอง
1. การจัดหมวดหมู่/การจำแนก
จากข้อมลู การบนั ทึกเก็บไข่ไปขายในหนึ่งอาทิตย์คือ วันจันทร์ วันองั คาร วันพธุ วันพฤหัสบดี วนั ศกุ ร์
วันเสาร์ วนั อาทติ ย์ การนำผลบนั ทกึ เก็บไข่ไปขายในหนง่ึ อาทติ ย์มาจัดกลุ่มโดยใช้เกณฑ์ดังกล่าวจะทำใหง้ ่ายต่อ
การเข้าใจว่าแตล่ ะวนั ในหนงึ่ อาทติ ยข์ ายไข่ไดก้ ี่ฟองดังน้ี

วนั จนั ทรไ์ ด้ 38 ฟอง
วนั องั คารได้ 27 ฟอง
วนั พุธได้ 40 ฟอง
วนั พฤหสั บดไี ด้ 32 ฟอง
วันศุกร์ได้ 29 ฟอง
วนั เสารไ์ ด้ 30 ฟอง
วนั อาทิตยไ์ ด้ 30 ฟอง

2. ข้อมลู ดงั กลา่ วนำเสนอแทนด้วยแผนภมู แิ ท่ง ดังนี้
แผนภมู ิแท่ง : แสดงปรมิ าณของจำนวนไขไ่ ก่เก็บขายในหน่ึงอาทติ ย์

จานวนไข่ไก่ (ฟอง) 50 40
40 38
30 27 32 29 30 30

20

10

0

วนั

1. ขอ้ มูลน้ีตอ้ งการนำเสนอเกยี่ วกับเรอ่ื งอะไร
ก. แสดงการเก็บไข่ไก่ในหนึง่ อาทิตย์
ข. แสดงจำนวนการออกไขข่ องไก่ในหนงึ่ อาทิตย์
ค. แสดงปริมาณของจำนวนไขไ่ ก่เกบ็ ขายในหน่ึงอาทิตย์
ง. แสดงการออกไข่ของไก่และเกบ็ ไข่ไก่ในหนงึ่ อาทติ ย์

2. ใน 1 อาทติ ยเ์ กบ็ ไขข่ ายได้กีว่ ัน
ก. 4 วัน
ข. 5 วนั
ค. 6 วัน
ง. 7 วนั

3. ในแตล่ ะวันกวนิ ทิพยเ์ ก็บไขไ่ กไ่ ด้ก่ีฟอง
..............................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................. ……………………………………..
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................……………………………………..
4. เมอื่ ทำการเปรยี บเทยี บจำนวนไข่ไกท่ เ่ี ก็บได้ในแตล่ ะวันมีความเหมือนกันหรือแตกต่างกันอยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................……………………………………..
5. จากการตอบคำถามขอ้ ที่ 4 นกั เรยี นจะสรปุ ผลจำนวนไขไ่ ก่ทีเ่ กบ็ ไดใ้ นแตล่ ะวนั อยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................……………………………………..

แบบฝกึ ที่ 2 : การวิเคราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรุป
................................................................................

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

สามารถวเิ คราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรปุ ได้

คำสั่ง/คำชี้แจง

ให้นกั เรยี นวิเคราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรปุ ขอ้ มูลต่อไปน้ี

จากการสำรวจการเดินทางมาโรงเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 36 คน ผลการสำรวจ

มีดังนี้ พบว่ามีนักเรียน เดินมาโรงเรียนจำนวน 5 คน ขี่จักรยานจำนวน 4 คน ขี่มอเตอร์ไซค์จำนวน 7 คน

น่ังรถโรงเรียนจำนวน 17 คน ผ้ปู กครองมาส่งจำนวน 3 คน

1. การคำนวณหาคา่ ใหม่

จากขอ้ มูลการสำรวจดังกล่าว เพือ่ ต้องการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของการเดินทางมาโรงเรียนของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้ชัดเจนขึ้น จงจัดกระทำข้อมูลโดยการหาค่าใหม่ในรูปของเปอร์เซ็นต์หรือร้อยละ

จะทำใหเ้ ปรยี บเทยี บข้อมลู ง่ายข้ึนดังนี้

จำนวนรอ้ ยละของการเดิน = 5/36 X 100 = 13.89

จำนวนรอ้ ยละของการข่ีจักรยาน = 4/36 X 100 = 11.11

จำนวนรอ้ ยละของการขี่มอเตอรไ์ ซค์ = 7/36 X 100 = 19.44

จำนวนร้อยละของการน่ังรถโรงเรยี น = 17/36 X 100 = 47.22

จำนวนร้อยละของผ้ปู กครองมาส่ง = 3/36 X 100 = 8.33

2. ขอ้ มูลดังกล่าวนำเสนอแทนด้วยแผนภูมิวงกลม ดังนี้
แผนภูมิวงกลม : แสดงการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของการเดินทางมาโรงเรียนของ

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ทั้งหมด 36 คน

การเดนิ ทางมาโรงเรียนของนักเรยี นประถมศกึ ษาปี ที่ 6

ผปู้ กครองมาสง่ เดนิ
8% 14%

ข่จี กั รยาน
11%

น่งั รถโรงเรียน ข่มี อเตอรไ์ ซค์
47% 20%

เดนิ ข่จี กั รยาน ข่มี อเตอรไ์ ซค์ น่งั รถโรงเรยี น ผปู้ กครองมาสง่

1. ขอ้ ใดถูกต้องมากทีส่ ดุ เกี่ยวกบั การนำเสนอของแผนภมู ินี้
ก. แสดงการเดนิ ทางมาโรงเรยี นของนักเรยี น
ข. แสดงการเปรียบเทยี บใหเ้ ห็นความแตกต่างของการเดินทางมาโรงเรียนของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6
ท้งั หมด 36 คน
ค. แสดงการเปรียบเทียบการเดินทางมาโรงเรยี นของนักเรียน
ง. การเดินทางมาโรงเรียนของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6

2. วิธกี ารเดนิ ทางของนกั เรยี นมวี ธิ ใี ดบ้าง
ก. เดิน ข่จี กั รยาน ขี่มอเตอร์ไซค์ น่ังรถโรงเรยี น ผปู้ กครองมาสง่
ข. วิ่ง ขับรถยนต์ ข่สี กูด๊ เตอร์ เดนิ
ค. ไถสเกต็ บอรด์ เดนิ ว่ิง
ง. ข่ีรถพ่วงข้าง ขบั รถยนต์ ขบั รถไถ

3. เปอรเ์ ซน็ ตก์ ารเดินทางมาโรงเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 เปน็ อยา่ งไร
ก. เดนิ 11 % ขจ่ี กั รยาน 30 % ขมี่ อเตอรไ์ ซค์ 20 % นัง่ รถโรงเรยี น 52 % ผปู้ กครองมาส่ง 4 %
ข. เดิน 9 % ขีจ่ ักรยาน 31 % ขมี่ อเตอรไ์ ซค์ 28 % น่ังรถโรงเรยี น 63 % ผปู้ กครองมาสง่ 2 %
ค. เดิน 24 % ขีจ่ ักรยาน 13 % ข่ีมอเตอรไ์ ซค์ 33 % น่งั รถโรงเรยี น 57 % ผู้ปกครองมาส่ง 5 %
ง. เดนิ 14 % ขีจ่ ักรยาน 11 % ขีม่ อเตอรไ์ ซค์ 20 % นง่ั รถโรงเรยี น 47 % ผปู้ กครองมาสง่ 8 %

4. นักเรียนพบความสัมพันธห์ รอื ความแตกตา่ งอยา่ งไรในแผน่ ภูมินี้
ก. การเดินทางมาโรงเรียนของนกั เรยี นประถมศึกษาปีที่ 6 ท้ัง 5 วิธมี เี ปอร์เซน็ ตท์ แ่ี ตกต่างกนั
ข. การเดินทางมาโรงเรียนของนักเรยี นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้ง 5 วิธมี ีเปอรเ์ ซ็นตท์ เี่ หมอื นกนั
ค. การเดินทางมาโรงเรียนของนักเรยี นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ทั้ง 4 วธิ แี ตกตา่ งกัน
ง. การเดนิ ทางมาโรงเรยี นของนักเรียนประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ท้ัง 4 วธิ ีเหมอื นกนั

5. สรปุ ตามความสัมพนั ธ์ของบนั ทกึ การเก็บไขไ่ กใ่ นหนึ่งอาทิตยเ์ ป็นอยา่ งไร
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....……………………………………..
............................................................................................................................................. .................................

แบบฝกึ ที่ 3 : การวเิ คราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรปุ
................................................................................

จุดประสงค์การเรียนรู้

สามารถวเิ คราะห์ อภิปราย และลงข้อสรปุ ได้

คำส่งั /คำชี้แจง

ให้นกั เรียนวเิ คราะห์ อภปิ ราย และลงข้อสรุปขอ้ มูลตอ่ ไปน้ี

ข้อมูลรายจ่ายประจำวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565 ปอน มีรายจา่ ยดังนี้ดินสอ 15บาท ปากกา 10บาท

อาหาร 20บาท ขนม 15บาท ยางลบ 8บาท ไม้บรรทดั 4บาท นำ้ ผลไม้ 10บาท ขอ้ มูลนค้ี วรนำเสนอในรูปแบบใด

1. การจดั หมวดหมู่/การจำแนก

จากข้อมูลรายจ่ายประจำวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565 ของปอนแบ่งเกณฑ์ในการจำแนกได้

ดังนี้ ลำดับที่ รายการ ราคา และผลรวมรายจ่าย การจัดกลุ่มโดยใช้เกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้ง่ายต่อการ

เข้าใจว่ารายจ่ายประจำวัน วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565 ของปอนซื้อกี่อย่าง อะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่

และผลรวมรายจ่ายเท่าไหร่

ลำดับที่ 1 23 4 56 7

รายการ ดนิ สอ ปากกา อาหาร ขนม ยางลบ ไมบ้ รรทัด นำ้ ผลไม้

ราคา 15 บาท 10 บาท 20 บาท 15 บาท 8 บาท 4 บาท 10 บาท

รวม 82 บาท

2. จากข้อมลู ดังกล่าวนำเสนอแทนด้วยตาราง ดังน้ี

ตาราง : แสดงขอ้ มลู รายจ่ายประจำวัน วนั ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565 ของปอน

ลำดบั ที่ รายการ ราคา

1 ดนิ สอ 15

2 ปากกา 10

3 อาหาร 20

4 ขนม 15

5 ยางลบ 8

6 ไมบ้ รรทดั 4

7 นำ้ ผลไม้ 10

รวม 82


Click to View FlipBook Version