คมู่ ือครู
แบบฝึกเพอื่ พัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA
สำหรับนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
โรงเรยี นชมุ ชนด่านวทิ ยา อำเภอเมือง จังหวดั อุตรดิตถ์
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอตุ รดิตถ์
สาขาวชิ า วิทยาศาสตร์ท่ัวไป ชัน้ ปีที่ 3 รหัส 62
คำนำ
นวัตกรรมชุดแบบฝึกเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISAชดุ น้ใี ช้ประกอบการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและถูกต้อง เอกสารประกอบการเรียนของแบบฝึกเพื่อพัฒนา
สมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบ่งเนื้อหาออกเป็น
เอกสารประกอบการเรียนจำนวน 3 ชุด ไดแ้ ก่ การตง้ั สมมตฐิ าน จำนวน 3 กจิ กรรม การแปลงข้อมลู จำนวน 5
กจิ กรรม และการวิเคราะห์ อภปิ รายและลงข้อสรุป จำนวน 5 กจิ กรรม
นวัตกรรมชุดแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA นี้ผู้สอนได้ศึกษา
ค้นคว้าเรียนรู้เพิ่มเติมและได้ประมวลความรู้ในการสร้างนวัตกรรมชุดนี้ศึกษาเกี่ยวกับ สมรรถนะของ
วทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2
การสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตรต์ ามแนวของ PISA ปัจจุบันการศึกษา PISA มี
บทบาทไปทั่วโลก เพื่อประเมินคุณภาพการศึกษากับประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม นั่นหมายความ
ว่า ประเทศใดทม่ี ีการเตรียมความพรอ้ มของเยาวชนให้มคี วามรู้ ความสามารถ และสมรรถนะสูงเพื่อเข้ายุคโลก
ใหม่ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ย่อมต้องแสวงหาความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อยกระดับคุณภาพ
การศกึ ษาของประเทศตนเองให้มีความก้าวหนา้ และทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ PISA ประเมินผู้เรียนทั้งความรู้
ทักษะทาง วิทยาศาสตร์ และให้ความสำคัญกับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ ความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานและ
ความสามารถในการ แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนเจตคติต่อวิทยาศาสตร์อีกด้วย Nuangchalerm
and Islami (2018a; 2018b) Eka และคณะ (2018) ได้ชใี้ หเ้ ห็นวา่ ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์มีความเก่ียวข้อง
กับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้เรียนสามารถพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ได้ใน
ระดับพื้นฐาน กิจกรรมการเรียนรู้ยังไม่เป็นไปตามการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานของ
ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ เพื่อนำไปสู่การแกป้ ัญหา PISA แต่ความสามารถในการท่องจำเนือ้ หานั้นค่อนข้าง
สูง ดังนี้ครูจึงควรออกแบบนวัตกรรมและกิจกรรมที่ทำให้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นจริง ช่วยให้ผู้เรียน
สร้างความสัมพันธ์ระหว่างความคิดทางวิทยาศาสตร์และปัญหาในชีวิตจริง การรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์
เปน็ ส่งิ จำเปน็ ท่จี ะชว่ ยให้ผ้เู รียนเป็นคนทม่ี ีความสามารถทางวิทยาศาสตร์
จุดประสงค์หลักของนวัตกรรมชุดนี้ คือ เพื่อสร้างนวัตกรรมชุดแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของ
วิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยผู้สอนได้จัดทำวิจัยการสร้างชุด
แบบฝกึ เพ่อื พัฒนาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ตามระเบียบวธิ กี ารวจิ ยั
นอกจากนี้การพัฒนานวัตกรรมชุดแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA
ชุดนี้ใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นวัตกรรมชุดนี้ยังจัดเป็นชุดกิจกรรมและเป็นนวัตกรรม
สำหรับครผู ้สู อนท่ีสามารถนำไปขยายผลต่อไปอย่างหลากหลาย ผทู้ ำวจิ ัยหวงั เป็นอย่างยิ่งว่านวัตกรรมชุดน้ีจะ
เป็นประโยชนต์ ่อผู้เรยี นและผสู้ อนตลอดวงการศึกษา
การออกแบบกิจกรรมของชุดฝึก
1. เตรียมชุดแบบฝึกเพื่อพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA ต่างๆ ได้แก่ เอกสาร
แบบฝึกหัดและตัวอย่างแบบฝึกสมรรถนะสมมติฐาน เอกสารแบบฝึกหัดและตัวอย่างแบบฝึกสมรรถนะการ
แปลงข้อมูล เอกสารแบบฝึกหัดและตัวอย่างแบบฝึกการวิเคราะห์ อภิปราย และลงข้อสรุป แบบทดสอบการ
แปลงขอ้ มลู แบบประเมนิ สอบถามความพงึ พอใจ
2. ใหน้ กั เรียนทำแบบทดสอบการแปลงขอ้ มูลก่อนเรยี น
3. ดำเนนิ การสอนตามชดุ แบบฝึกสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA
4. ใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหดั จากเอกสาร เพือ่ ประเมนิ พฒั นาการของนกั เรียน
5. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบการแปลงข้อมูลหลังเรียน
6. วดั และประเมนิ ผลแบบฝกึ และแบบทดสอบ
แบบทดสอบทกั ษะการแปลงขอ้ มลู
วัตถปุ ระสงค์
เพ่ือวดั และประเมินความรู้ ความเขา้ ใจ และทักษะการแปลงข้อมูล
1. แบบทดสอบใช้สำหรับวิจัย “นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นชนุ ชนด่านวิทยา”
2. ขอ้ สอบเป็นแบบเลือกตอบ ใหท้ ำทุกขอ้
3. ให้ทำเครื่องหมาย X ทบั ขอ้ ตัวเลอื กในกระดาษคำตอบทเี่ ห็นวา่ ถูกเพียงข้อเดยี ว
4. หา้ มทำเคร่ืองหมายใด ๆ ในแบบทดสอบ
......................................................................................................................................................
1. ข้อความใดคือการกำหนดสมมติฐาน
ก. นายแดงเคยกนิ ปทู ะเล หอยทะเล กงั้ ทะเลแล้วท้องเสยี วนั นี้นายแดงจะกินหอยลายซึ่งเปน็ หอยทะเล
ชนดิ หนง่ึ คาดว่านายแดง “ต้องมีอาการท้องเสยี ”
ข. สทิ ธิการิยะทา่ นวา่ สตรใี ดที่ไร้ไฝฝ้าบนใบหนา้ สตรนี ้ันเปน็ กาลกนิ ี ทิพย์มณีเป็นคนที่ไร้ฝ้าบนใบหน้า
ดังน้นั “เธอต้องเป็นกาลกนิ ี”
ค. วสิ กผ้ี สมโซดามกั จะมีลักษณะเปน็ ฟอง สเี หลืองอ่อน เม่ือจิบดมู ีรสซ่า มีกลิ่นของแอลกอฮอล์หมักในถัง
ไม้โอ๊กวินัยเหน็ ของเหลวในแก้วมเี หลืองอ่อน มีลักษณะเป็นฟอง จึงคาดคะเนว่า ของเหลวท่ีอยใู่ นแก้ว
ดังกลา่ วตอ้ งเปน็ “วสิ กี้ผสมโซดา”
ง. หนงั สือเลม่ น้ีมีปกสแี ดง สันหน ขา้ งในมรี ปู ภาพประกอบอยา่ งสมบรู ณแ์ ละตัวหนงั สือไม่เล็กเกินไป
“วนิ ัยชอบอา่ นหนังสือเล่มนี้”
2. จากข้อมูลกำหนดให้ ข้อความใด “คือสมมตฐิ าน” ที่เหมาะสม
ตาราง : เปรียบเทียบระยะทางการเคลื่อนทข่ี องนำ้ สใี นลำต้นกระสังทแ่ี ตกตา่ งกัน 2 กลมุ่ โดยนับแตส่ ว่ นล่างสดุ ข้ึนมา เมื่อ
ใช้ระยะเวลาในการแชล่ ำตน้ 1 ช่ัวโมง
กล่มุ พชื ทดลอง ระยะทางท่นี ้ำสีเคลอื่ นท(ี่ มลิ ลเิ มตร)
ตัดรากทงั้ หมด ต้นที่ 1 ตน้ ที่ 2 ต้นท่ี 3 เฉลี่ย
ไมต่ ดั ราก 5.7
6.5 5.9 5.4 5.6
6.7 6.8 6.6
ก. รากมผี ลตอ่ ระยะทางการเคลือ่ นท่ีของนำ้ ในลำต้นพชื
ข. แรงดันของนำ้ ทำใหเ้ กดิ การเคลื่อนท่ีของน้ำในลำต้นพชื
ค. รากของพชื มีหนา้ ท่ใี นการดูดนำ้ และเกลือแร่
ง. นำ้ สีเคลอื่ นท่ีในลำตน้ พืชเร็วกว่าน้ำ
3. การคน้ หาคำตอบลว่ งหน้ากอ่ นจะทำการทดลองเปน็ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ ด
ก. การกำหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร ข. การต้ังสมมติฐาน
ค. การควบคุมตวั แปร ง. การตีความลงข้อสรปุ
4. ในการทดลองเรื่องไข่เก่า-ไข่ใหม่ โดยนำไข่ใสล่ งในนำ้ แลว้ สังเกตผลการทดลองจากนั้น สังเกตการจม การ
ลอยของไข่ ขอ้ ใดคือสมมติฐานในการทดลองน้ี
ก. ความเก่าใหม่ของไข่มีผลต่อการลอยของไข่
ข. ขนาดของบกี เกอร์ เกย่ี วข้องกบั การลอยของไข่
ค. ปรมิ าณนำ้ มผี ลต่อการลอยของไข่
ง. ถกู มากกวา่ 1 ข้อ
5. การตั้งสมมติฐานตามวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ต้องยดึ ส่ิงใดเปน็ หลกั
ก. ข้อสรปุ ข. ปญั หา
ค. ความเชอ่ื ของท้องถ่ิน ง.ขอ้ เท็จจริง
6. ขอ้ ใดถูกที่สดุ ทใี่ ช้ “การจำแนก” วตั ถหุ รือเหตกุ ารณอ์ อกเปน็ หมวดหมู่
ก. ความเหมือน ข. ความแตกต่าง
ค. จำนวน ง. เกณฑ์
7. จากการเก็บรวบรวมข้อมลู เพอ่ื ศกึ ษาความสูงของนักเรยี นชั้น ป. 6 จำนวน 24 คน สามารถบนั ทึกผลการวดั
ซึ่งเปน็ คา่ สมมตโิ ดยกำหนดหนว่ ยวัดเป็นเซนตเิ มตรดงั นี้
126 125 129 130 126 125
124 125 124 125 131 129
125 126 124 128 130 126
131 125 127 126 127 124
จากข้อมูลท่ีกำหนดให้จะ “แปลงข้อมลู ” ข้อใดจงึ จะเหมาะสม
ก. จดั กระทำโดย “เรยี งลำดับ” และ ส่ือความหมายด้วย “กราฟ”
ข. จัดกระทำโดย “แจกแจงความถี”่ และ สอื่ ความหมายดว้ ย “ตาราง”
ค. จดั กระทำโดย “หาคา่ รอ้ ยละ” และ สอื่ ความหมายด้วย “แผนภมู ิวงกลม”
ง. จัดกระทำโดย “หาค่าเฉลย่ี ” และ ส่ือความหมายด้วย “แผนภูมแิ ทง่ ”
8. ขอ้ มลู ใดทม่ี ีความเหมาะสมในแปลงข้อมูลด้วย “เรียงลำดับและแผนภมู ิแท่ง”
ก. จากการศึกษาส่วนประกอบของดินในที่ดินแปลงหนึ่ง ผลจากการสุ่มตัวอย่างโดยการขุดดินจากผิวหน้า
ให้มีระดับความลึก 3000 มิลลิเมตรเมตร ด้วยเครื่องขุดโลหะทรงกระบอกพื้นที่หน้าตัด 400 ตาราง
มลิ ลิเมตร พบว่าโดยเฉลีย่ เน้ือดินที่มีนำ้ หนัก 6050 กรัมของท่ีดินแปลงดงั กล่าว มีส่วนประกอบท่ีสำคัญ
โดยน้ำหนักดังนี้ อนุภาคทรายหยาบ 2500 กรัม อนุภาคทรายละเอียด 1500 กรัม อนุภาคดินเหนียว
900 กรัม ความชน้ื 250 กรมั อนิ ทรยี วตั ถุ 600 กรัม และส่ิงมีชวี ติ ในดิน 300 กรมั
ข. จากการสำรวจปรมิ าณการสง่ ออกของสัตว์นำ้ แชแ่ ข็งของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ.2536–2540พบว่า
ในแต่ละปี ข้อมูลสมมตมิ ีปริมาณการสง่ ออกดังนี้ พ.ศ.2536 จำนวน 5.2 ล้านตัน พ.ศ. 2537 จำนวน 4
ล้านตัน พ.ศ. 2538 จำนวน 5.2 ล้านตัน พ.ศ. 2539 จำนวน 6 ล้านตัน และ พ.ศ. 2540 จำนวน 3.2
ลา้ นตนั
ค. การศึกษาเพอื่ เปรยี บเทียบอัตราการเจรญิ เติบโตของต้นถ่วั เขียวและตน้ ถัว่ ลนั เตาท่ีมีอายุครบ 10 วันนับ
แต่เริ่มงอกจากเมล็ดโดยใช้ความสูงของลำต้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทุกระยะเวลา 2วันเป็นเกณฑ์ใน
การเปรยี บเทียบ บนั ทึกผลการศึกษาซึ่งเป็นข้อมูลสมมติได้ ดงั น้ี ต้นถ่ัวเขียวทมี่ ีอายุ 2,4,6,8 และ 10 วัน
อัตราการเจริญเติบโตเป็น มิลลิเมตร/2 วัน คือ 5,30,25,20 และ 15 ตามลำดับและในระยะเวลาเดียวกัน
อัตราการเจรญิ เตบิ โตเปน็ มิลลเิ มตร/2 วันของลำตน้ ถ่วั ลนั เตาคือ 7, 25,20, 10 และ 5 ตามลำดบั
ง. จากการศึกษาการเจรญิ เติบโตของผีเสื้อไหมผลการศึกษาซ่ึงเป็นข้อมลู สมมติพบว่าหลังจากผีเสื้อไหมโต
เต็มที่แล้วประมาณ 2-3 วันจะวางไข่ ประมาณ 3-4 วันไข่จะถูกฟักเป็นตัวหนอน 35-42 วันต่อมา ตัว
หนอนจะกลายเปน็ ดกั แด้ ดกั แดจ้ ะมอี ายปุ ระมาณ 7-13 วัน จึงจะเจริญไปเปน็ ตวั ผีเสือ้ เต็มวัย
9. ขอ้ ใดท่มี ีความเหมาะสมในแปลงขอ้ มลู โดย “การเรยี งลำดบั และสื่อความหมายด้วยกราฟ”
ก. จากการศึกษาส่วนประกอบของดินในที่ดินแปลงหนึง่ ผลจากการสุ่มตัวอย่างโดยการขุดดินจากผิวหนา้
ให้มีระดับความลึก 3000 มิลลิเมตรเมตร ด้วยเครื่องขุดโลหะทรงกระบอกพื้นที่หน้าตัด 400 ตาราง
มลิ ลิเมตร พบว่าโดยเฉลยี่ เนื้อดินที่มีน้ำหนัก 6050 กรัมของที่ดนิ แปลงดงั กล่าว มีส่วนประกอบท่ีสำคัญ
โดยน้ำหนักดังนี้ อนุภาคทรายหยาบ 2500 กรัม อนุภาคทรายละเอียด 1500 กรัม อนุภาคดินเหนียว
900 กรัม ความช้ืน 250 กรัม อนิ ทรียวัตถุ 600 กรมั และสิง่ มชี ีวิตในดนิ 300 กรัม
ข. จากการสำรวจปริมาณการสง่ ออกของสัตวน์ ำ้ แชแ่ ข็งของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ.2536–2540พบว่า
ในแต่ละปี ข้อมูลสมมตมิ ีปริมาณการสง่ ออกดังน้ี พ.ศ.2536 จำนวน 5.2 ล้านตัน พ.ศ. 2537 จำนวน 4
ล้านตัน พ.ศ. 2538 จำนวน 5.2 ล้านตัน พ.ศ. 2539 จำนวน 6 ล้านตัน และ พ.ศ. 2540 จำนวน 3.2
ลา้ นตัน
ค. การศกึ ษาเพือ่ เปรยี บเทียบอัตราการเจรญิ เติบโตของต้นถว่ั เขียวและตน้ ถ่วั ลนั เตาทมี่ ีอายคุ รบ 10 วันนับ
แต่เริ่มงอกจากเมล็ดโดยใช้ความสูงของลำต้นท่ีเปล่ียนแปลงไปจากเดิมทุกระยะเวลา 2วันเป็นเกณฑ์ใน
การเปรียบเทยี บ บันทกึ ผลการศึกษาซงึ่ เป็นข้อมูลสมมตไิ ด้ ดงั นี้ ตน้ ถั่วเขียวทม่ี ีอายุ 2,4,6,8 และ 10 วัน
อัตราการเจริญเติบโตเป็น มิลลิเมตร/2 วัน คือ 5,30,25,20 และ 15 ตามลำดับและในระยะเวลาเดียวกัน
อัตราการเจรญิ เติบโตเป็นมิลลเิ มตร/2 วันของลำต้นถว่ั ลนั เตาคอื 7,25,20,10 และ 5 ตามลำดบั
ง. จากการศึกษาการเจริญเตบิ โตของผีเสื้อไหมผลการศึกษาซ่ึงเป็นข้อมูลสมมติพบว่าหลังจากผีเส้ือไหมโต
เต็มที่แล้วประมาณ 2-3 วันจะวางไข่ ประมาณ 3-4 วันไข่จะถูกฟักเป็นตัวหนอน 35-42 วันต่อมา ตัว
หนอนจะกลายเปน็ ดักแด้ ดักแดจ้ ะมอี ายปุ ระมาณ 7-13 วนั จึงจะเจริญไปเปน็ ตวั ผีเสื้อเต็มวยั
เมอื่ แปลงข้อมลู แลว้ เปน็ ดังตาราง จงตอบคำถามข้อที่ 10
ตาราง : แสดงชนดิ ของสที ีป่ รากฏในใบของพชื ทีแ่ ตกตา่ งกัน 3 ชนดิ เมื่อใช้วธิ ีการแยกสที ่ีแตกตา่ งกัน 2 วธิ ี
ชนิดของสที ี่ปรากฏจากวธิ ีการแยกสที ี่แตกต่างกัน
ชนิดของใบพืช หยดน้ำคั้นลงบนกระดาษ จุ่มแทง่ ชอลก์ ลงในนำ้ ค้ัน
กรอง
ใบมะม่วงออ่ น เหลอื ง เขยี ว แสด เหลือง เขียว
โกสน เหลือง เขยี ว น้ำตาล เหลอื ง เขียว ส้ม
หัวใจสีมว่ ง มว่ ง เขยี ว แดง มว่ ง เขยี ว
10. ขอ้ ใดคือ “ข้อมลู ” เม่ือตัวเลือกทก่ี ำหนดให้คือ
ก. ใบมะม่วงอ่อน โกสน และหัวใจสมี ว่ งมีสแี ตกตา่ งกนั แต่มีสเี ขยี วเปน็ สว่ นรว่ ม
ข. ใบมะม่วงอ่อนมสี เี หลือง เขยี ว และแสดเม่ือแยกสีดว้ ยกระดาษกรอง
ค. ใบของพืชท่มี สี เี ขยี วเท่านั้นทที่ ำหน้าทีใ่ นการสังเคราะหด์ ้วยแสง
ง. ชนดิ ของใบพชื ที่มีสอี น่ื จะมีสเี ขยี วเปน็ ส่วนประกอบอยดู่ ว้ ย
เม่ือแปลงข้อมลู แล้วคือ
ปลากินหนอน ลูกน้ำ และขา้ วสุก
ไกก่ ินหนอน ขา้ วสกุ และลูกน้ำ
หนอนกินใบไม้
กบกนิ หนอน
จากข้อมูลท่กี ำหนดใหด้ ังกลา่ ว จงใชต้ อบคำถามข้อท่ี 11
11. ข้อใดคือ “สารสนเทศของขอ้ มลู ”
ก. สงิ่ มีชีวติ ตา่ งชนิดกัน ชนดิ ของอาหารท่ีกินแตกต่างกัน
ข. ชนดิ ของอาหารทปี่ ลา ไก่ หนอน และกบกนิ แตกต่างกนั
ค. ชนิดของอาหารทส่ี ิง่ มีชีวิตต่างชนิดกันกนิ อาจแตกต่างหรอื เหมือนกนั
ง. อาหารของปลา ไก่ หนอน และกบบางชนดิ เหมอื นกันหรือแตกต่างกัน
จากขอ้ มลู ที่กำหนดให้ดังกล่าว จงใชต้ อบคำถามขอ้ ท่ี 12
กราฟ : เปรียบเทียบอัตราการเจริญเติบโตระหว่างต้นถั่วเขียวและต้นถั่วลันเตานับแต่เริ่มงอกจากเมล็ด 10 วัน โดยใช้
ระยะความสงู ที่เปลยี่ นแปลงทกุ ระยะเวลา 2 วนั เปน็ เกณฑ์
อตั ราการเจริญเตบิ โด (มิลลเิ มตร/2 วนั )
40 ถัว่ เขียว
ตน้ ถวั่ ลนั เตา
30
20
10
0 2 4 6 8 10 12 ระยะเวลา (วัน)
12. “การตีความ”ขอ้ ใดทไี่ มป่ รากฏในขอ้ มลู
ก. ตน้ ถ่วั เขียวและตน้ ถ่วั ลันเตามรี ูปแบบการเจริญเติบโตเหมือนกนั ในระยะเวลา 10 วนั
ข. อัตราการเจริญเติบโตของต้นถ่วั เขียวและต้นถัว่ ลนั เตาสูงสุดช่วงระยะเวลา 4 วันแรก
ค. อัตราการเจรญิ เติบโตของตน้ ถัว่ เขยี วช้ากว่าของต้นถ่ัวลันเตา
ง. ในรยะเวลา 10 วนั แรกต้นถั่วลนั เตาสงู มากกว่าตน้ ถว่ั เขียว
13. ในการนำข้อมลู มาใช้ เพราะเหตุใดเราจึงต้องทำการเตรียมขอ้ มูลก่อน
ก. เพอ่ื ให้ง่ายตอ่ การใช้งาน
ข. เพ่อื ให้พลอ็ ตกราฟได้สวยงาม
ค. เพื่อให้มีความถกู ต้อง ครบถ้วนสมบรู ณ์และไม่มีข้อมูลท่ีผดิ ปกติ
ง. ถูกทุกขอ้
14. เกณฑ์การพจิ ารณาความเหมาะสมของข้อมลู ข้อใดต่อไปน้ี ควรนำมาพิจารณาเปน็ ลำดับแรก
ก. ความถูกต้องแมน่ ยำ
ข. ความทันสมัยของข้อมูล
ค. ความสอดคล้องกับการใช้งาน
ง. ความนา่ เชอ่ื ถือของแหลง่ ข้อมูล
15. การแปลงข้อมูลทำเพ่ืออะไร
ก. เตรยี มขอ้ มูลใหพ้ ร้อมสำหรับการประมวลผล
ข. ใหส้ ามารถใช้งานได้กบั ทกุ โปรแกรม
ค. เพือ่ ลดจำนวนข้อมูลให้เหมาะสมต่อการประมวลผล
ง. เพ่ือเพ่ิมจำนวนขอ้ มลู ใหเ้ พยี งพอต่อการประมวลผล
............................................................................................................................. .......................
คำชี้แจงการใช้ชุดฝกึ สมรรถนะสมมติฐาน
นวัตกรรมชุดแบบฝกึ เพื่อพัฒนาสมรรถนะของวทิ ยาศาสตร์ตามแนวของ PISA โดยเน้นความสามารถ
ในที่จะอธิบายด้วยการคาดคะเนสาเหตุหรือผลที่จะเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่รับรู้อันโดย
ใช้หลักของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ(Independent Variable) และตัวแปรตาม(Dependent
Variable) ซึ่งคำอธิบายดังกล่าวต้องไม่ใช่ความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่ ดังนั้น เพื่อให้
คำอธิบายของความสัมพันธ์ระหว่างตวั แปรอสิ ระและตัวแปรตามมีความน่าเชื่อถือ เม่ืออธิบายแล้วจำเป็นต้องมี
การอ้างอิงความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่สอดคล้องกับคำการอธิบายนั้นเพื่อสนับสนุนชุด
แบบฝกึ สมรรถนะการกำหนดสมมตฐิ าน โดยไดแ้ สดงโครงสร้างและขน้ั ตอนการใช้ดังน้ี
โครงสร้างของนวตั กรรม ประกอบดว้ ย
1. เอกสารการกำหนดสมมตฐิ าน
2. ตัวอย่างที่ 1 : สมมตฐิ านของการสรา้ งอาหารของพชื
3. ตัวอย่างที่ 2 : สมมตฐิ านของออสโมซสิ
4. แบบฝกึ ที่ 1 : สมมตฐิ านการกระดอนของลูกปิงปองตราท่ีแตกตา่ งกนั
5. แบบฝกึ ที่ 2 : สมมตฐิ านของออสโมซสิ
6. แบบฝกึ ที่ 3 : สมมตฐิ านการซึมผา่ นดนิ แต่ละชนดิ ของน้ำ
7. ตารางรบู ริคส์ส์การวิเคราะห์โดยกำหนดสมมติฐาน
1.สมรรถนะการกำหนดสมมตฐิ าน
ความหมาย
สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถของการรู้เรื่องวิทยาศาสตร์อันเนื่องมาจากการมี
ความรู้ มีทักษะ และมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของแต่ละบุคคล สำหรับ PISA กำหนดสมรรถนะการรู้เรื่อง
วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ 3 ดา้ น คอื การอธิบายปรากฏการณ์ในเชงิ วิทยาศาสตร์ (Explain Phenomena Scientifically)
การประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์(Evaluate and Design Scientific
Enquiry) และการแปลความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานในเชิงวิทยาศาสตร์(Interpret Data and
Evidence Scientifically) ซึ่งทั้ง 3 ด้านดังกล่าวรวมเรียกว่า สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA แต่
ละดา้ นจะแยกกล่าวโดยละเอยี ด ดังน้ี
การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์
การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวทิ ยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถของการรับรู้ปรากฏการณ์วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ประเมินและเสนอคำอธบิ ายตอ่ ปรากฏการณด์ งั กลา่ วโดยวธิ ใี ดวิธีหนง่ึ จำแนกเปน็ 5 สมรรถนะ
ยอ่ ย ดงั นี้
A1 1.1 นำความรูท้ างวิทยาศาสตร์มาสร้างคำอธบิ ายทีส่ มเหตุผล
นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสร้างคำอธิบายที่สมเหตุผล หมายถึง ความสามารถของการนำความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ เช่น กฎ เกณฑ์ ทฤษฎี ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้ว มาอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่
รับรู้ และแตกต่างจากปรากฏการณ์เดิม เช่น สังเกตเห็นกระป๋องสเปรย์เมื่อถูกเผารวมกับขยะอื่นมีการระเบิด
ผู้ที่มีสมรรถนะด้านนี้ต้องสามารถอธิบายโดยกฎการขยายตัวของสสาร กล่าวคือ การที่กระป๋องสเปรย์เกิดการ
ระเบดิ เป็นเพราะว่า อากาศเมื่อไดร้ ับความร้อนจะเกิดการขยายตวั ทำให้มีการเพิ่มปริมาตร แต่เนื่องเป็นการเพิ่ม
ปรมิ าตรในพ้ืนท่ีจำกัดจงึ ทำใหเ้ กิดแรงดันจนมีการระเบิดออกของกระปอ๋ งดักลา่ ว เปน็ ต้น
A2 1.2 ระบุ ใช้ และสร้างตัวแบบและนำเสนอข้อมูลเพื่อใชใ้ นการอธิบาย
ระบุ ใช้ และสร้างตัวแบบและนำเสนอข้อมูลเพ่ือใชใ้ นการอธิบาย หมายถึง ความสามารถทจี่ ะระบุ สร้าง
และใช้ตัวแบบ (Model) เปน็ ตวั แทนอธิบายปรากฏการณใ์ นเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีอยจู่ ริง มีลักษณะเป็นนามธรรม
หรือมีความซับซ้อนใหเ้ ข้าใจง่ายขน้ึ ตัวแบบอาจเป็น 3 มิติ เช่น ตัวแบบแสดงโครงสร้างโมเลกุลของธาตุหรอื
สารประกอบต่าง ๆ เปน็ ตน้ หรืออาจเป็นแผนภาพหรือภาพ 3 มิติ ตัวอย่าง เชน่ ตัวแบบแสดงโครงสรา้ งโมเลกุล
ของ DNA ดังแสดง
รูปที่ 1 : แสดงตวั แบบโครงสรา้ งของ DNA
ท่ีมา : science.srru.ac.th/org/sci-elearning/courseonline/4022503/chapter6-dna2.htm
A3 1.3 เสนอสมมตฐิ านเพอ่ื ใชใ้ นการอธบิ าย
เสนอสมมตฐิ านเพอ่ื ใช้ในการอธิบาย หมายถงึ ความสามารถในท่จี ะอธบิ ายด้วยการคาดคะเน
สาเหตุหรอื ผลทีจ่ ะเกิดขึน้ จากปรากฏการณใ์ นเชิงวิทยาศาสตร์ที่รับรู้อันโดยใช้หลักของความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปรอิสระ(Independent Variable) และตัวแปรตาม(Dependent Variable) ซึ่งคำอธิบายดังกล่าวต้อง
ไม่ใช่ความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่ ดังนั้น เพื่อให้คำอธิบายของความสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปรอิสระและตัวแปรตามมีความน่าเช่ือถือ เม่อื อธบิ ายแล้วจำเป็นต้องมีการอ้างอิงความรู้หรือประสบการณ์
ทางวิทยาศาสตร์เดิมท่ีสอดคล้องกบั คำการอธบิ ายนนั้ เพือ่ สนบั สนุน
คำอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ท่ีใช้หลักของความสัมพันธ์ระหว่างตัวอิสระและ
ตัวแปรตามจำแนกเป็น 2 ลักษณะคือ
1. เป็นคำอธิบายสาเหตหุ รือปรากฏการณใ์ นเชิงวทิ ยาศาสตร์ท่ีเปน็ ตวั แปรอิสระ เมอ่ื ปรากฏการณ์
ในเชิงวิทยาศาสตร์ท่ีรับรู้เป็นตัวแปรตาม หรืออาจกล่าวว่าเป็นการคาดคะเนสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์
ในเชิงวิทยาศาสตร์ท่ีรับรู้ เช่น จากการสังเกตพบว่า contractile vacuole ของพารามีเซียมที่มาจาก media
(อาหารเล้ยี ง) ท่ีเตรียมแตกต่างกนั มีอัตราการยืดและหดตวั แตกต่างกนั (ปรากฏการณ์ในเชงิ วทิ ยาศาสตร์ท่ีเป็น
ตัวแปรตาม) สาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ดังกล่าวอาจอธิบายว่า เป็นเพราะ media ที่
เตรียม แตกต่างกนั มีระดบั ความเข้มข้นแตกต่างกนั (คำอธบิ ายสาเหตหุ รือปรากฏการณใ์ นเชงิ วทิ ยาศาสตร์ที่เป็น
ตัวแปรอสิ ระ) ซึ่งจะมีผลตอ่ อัตราการออสโมซิสของเซลล์พารามีเซียมใน media ตา่ งกัน กล่าวคือ ใน media ท่ี
มีระดับความเข้มข้นมากจะมีอัตราการออสโมซิสจะสูงกว่า media ที่มีระดับความเข้มข้นต่ำกว่า contractile
vacuole มีหน้าที่ในการกำจัดน้ำส่วนเกินออกจากเซลล์ของพารามีเซียมโดยการยืดและหดตัวซึ่งสามารถ
สังเกตเห็นภายใต้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ด้วยอัตราการออสโมซิสของเซลล์พารามีเซียมต่างกันใน media
ต่างกนั จึงทำใหอ้ ตั ราการยืดและหดตวั ของ contractile vacuole แตกต่างกัน
2. เป็นคำอธิบายผลของปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เป็นตัวแปรตาม เมื่อปรากฏการณ์
ในเชิงวิทยาศาสตร์ทร่ี ับรู้เปน็ ตวั แปรอิสระ หรืออาจกลา่ ววา่ เป็นการคาดคะเนผลทจ่ี ะเกิดจากปรากฏการณ์ในเชงิ
วิทยาศาสตร์ท่ีรับรู้ เช่น จากความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่คือ ใบพืชโดยปกติจะสีเขียว
และทำหน้าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่จากการสังเกตพบว่า ใบพืชบางชนิดอาจเฉพาะบางส่วนหรือทั้งส่วน
ของใบมีสีอ่ืนที่ไม่ใช่สเี ขยี ว (ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่รับรู้และเป็นตวั แปรอิสระ) ผ้สู ังเกตอาจคาดคะเน
เกดิ ปรากฏการณใ์ นเชงิ วิทยาศาสตร์ที่คาดว่าจะเกิดคือ ใบพชื บางชนิดที่แมเ้ ฉพาะบางส่วนหรือทงั้ ส่วนของใบแม้
จะมีสอี น่ื ท่ีไม่ใชส่ เี ขยี วแต่ก็ต้องมสี ีเขียวเปน็ ส่วนประกอบดว้ ยเสมอ (คำอธบิ ายของปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์
ท่เี ป็นตัวแปรตาม) ทัง้ น้ีเพราะ ใบพชื มีหน้าทใี่ นการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง ดงั น้นั ถงึ แม้วา่ บางส่วนหรอื ทง้ั ส่วนของ
ใบจะมสี อี ่ืนตอ้ งมีสเี ขยี วอยดู่ ้วยเสมอ
จากนิยามความหมายและดังตัวอย่างที่กล่าวมา การอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์
ดว้ ยสมมตฐิ านตอ้ งประกอบด้วย 2 สว่ น สว่ นแรกคอื ข้อความที่เป็นผลจากการคาดคะเนความสัมพันธ์ระหว่าง
ตวั แปรอสิ ระและตวั แปรตามอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ ส่วนที่สอง คือขอ้ ความแสดงเหตุผลทีส่ นบั สนุนผลการคาดคะเน
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม ซึ่งข้อความดังกล่าวต้องอ้างอิงความรู้หรือประสบการณ์
ทางวทิ ยาศาสตรเ์ ดิมท่ีมีอยู่
A4 1.4 พยากรณ์การเปลี่ยนแปลงในเชงิ วทิ ยาศาสตรโ์ ดยใช้ความเป็นเหตุเป็นผลทีเ่ ปน็ ไปได้
พยากรณก์ ารเปลีย่ นแปลงในเชงิ วิทยาศาสตรโ์ ดยใช้ความเปน็ เหตเุ ปน็ ผลท่ีเปน็ ไปได้ หมายถึง
ความสามารถในการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ทีค่ าดวา่ จะเกิดข้ึน โดยอา้ งอิงข้อมูลปรากฏการณ์
ในเชิงวิทยาศาสตรท์ รี่ บั รู้ ซ่งึ จำแนกเปน็ 3 ลักษณะ ดงั นี้
1. พยากรณโ์ ดยอา้ งอิงขอ้ มลู จากปรากฏการณใ์ นเชิงวทิ ยาศาสตร์ทร่ี ับรทู้ เ่ี คยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แล้ว
ในอดีต เช่น ข้อมูลจากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่รับรู้คือ อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว เหงื่อระเหยยาก
พรอ้ มทัง้ สงั เกตเห็นมดดำขนไข่ข้ึนที่สงู ซึง่ ปรากฏการณด์ งั กล่าวเคยเกิดข้นึ แลว้ ซ้ำ ๆ กันในอดตี และผลทต่ี ามคือ
จะมีฝนตกหนัก ดงั นัน้ จากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ทรี่ บั รู้จงึ พยากรณว์ ่า จะมีฝนตกหนกั ตามมา เปน็ ต้น
2. พยากรณ์โดยอ้างอิงข้อมูลจากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่รับรู้เกิดจากความสัมพันธ์
แบบฟังก์ชนั ระหว่างตวั แปรอสิ ระและตวั แปรตาม ตวั อยา่ ง เชน่
จากการวัดกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลผา่ นตัวต้านทานที่แตกต่างกันในวงจรหนึ่งซึ่งแรงเคลือ่ นไฟฟา้
6 โวลต์ ผลการบนั ทกึ ข้อมูลแสดงดังตาราง
ตาราง : แสดงปรมิ าณของกระแสฟา้ ท่มี ีแรงเคลือ่ นไฟฟ้า 6 โวลต์เมอ่ื ไหลผา่ นตัวต้านทานทม่ี คี วามแตกต่างกัน 8 ระดบั
ความต้านทาน (Ω) 100 150 200 250 300 350 400 450
ปรมิ าณกระแสไฟไหลผ่าน(mA) 60 40 30 25 22.5 21.25 20.625 20.312
จากตารางซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ (ตัวต้านทานที่มีความต้านทานแตกต่างกัน
8 ระดบั ) กบั ตวั แปรตาม (ปรมิ าณกระแสไฟท่ไี หลผ่านแต่ละตัวต้านทาน) เปน็ แบบฟังกช์ นั สามารถนำมาส่กู าร
พยากรณ์ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ที่คาดว่าจะเกิด เช่น ที่ระดับความต้านทาน 130 โอห์ม คาดว่าจะมี
ปริมาณกระแสไฟฟ้าไหลผ่านโดยเฉลี่ย 48.0 mA ที่ระดับความต้านทาน 320 โอห์ม คาดว่าจะมีปริมาณ
กระแสไฟฟ้าไหลผ่านโดยเฉลี่ย 21.0 mA ที่ระดับความต้านทาน 50 โอห์ม คาดว่าจะมีปริมาณกระแสไฟฟ้า
ไหลผ่านโดยเฉลี่ย 90.0 mA และที่ระดับความต้านทาน 500 โอห์ม คาดว่าจะมีปริมาณกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
โดยเฉล่ยี 20.157 mA ลกั ษณะการพยากรณด์ ังกล่าวตวั อย่างท่ี 1-2 จดั เป็นการพยากรณภ์ ายในขอบเขตของ
ขอ้ มลู ท่ีมี สว่ นตัวอย่างดงั กล่าวท่ี 3-4 จดั เปน็ การพยากรณ์ภายนอกขอบเขตของขอ้ มลู ทม่ี ี
A5 1.5 อธบิ ายถงึ ศกั ยภาพของความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ทีส่ ามารถนำไปใชเ้ พือ่ สงั คม
อธบิ ายถงึ ศกั ยภาพของความรู้ทางวิทยาศาสตรท์ ี่สามารถนำไปใช้เพื่อสังคม หมายถงึ ความสามารถ
ทีจ่ ะอธบิ ายใหเ้ ห็นว่า วทิ ยาศาสตรน์ ้นั มคี วามสำคญั ต่อการดำรงชีวิตอย่างใด ทัง้ ระดับบคุ คล ครอบครัว ชุมชน
ระดบั ประเทศ ตลอดจนถึงระดับนานาชาติ ปัจจุบนั วิทยาศาสตร์ได้เข้ามาเกี่ยวขอ้ งกบั ชีวติ ของมนษุ ย์ทุกคน ทั้ง
ด้านการดำเนินชีวิต การงานอาชีพ ข้าวของเครื่องใช้รวมถึงผลผลิตต่างๆที่ล้วนแต่จะต้องมีหลักวิทยาศาสตร์
เข้ามาเก่ียวข้องอยู่ตลอด ทุกอย่างลว้ นเต็มไปดว้ ยความสะดวกสบายในการทำงานและการดำเนินชีวิตที่มีผลมา
จากวทิ ยาศาสตร์ ความรู้ การคดิ วจิ ยั ตา่ งๆ เรียกว่าวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ตวั ช่วยท่ที ำใหเ้ กิดเทคโนโลยีและพัฒนาใน
มปี ระสิทธิภาพสูงสดุ สำหรับมนุษย์
การประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรทู้ างวิทยาศาสตร์
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Inquiry) หมายถงึ วิธีการท่ีหลากหลายท่ี
นักวิทยาศาสตร์ใช้เพื่อศึกษาสิ่งต่าง ๆ ทางกายภาพ(ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์; ผู้เขียน) และเสนอ
คำอธิบายสิ่งเหล่านั้นด้วยข้อมูลที่ได้จากการทำงานทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยัง
หมายถึงกิจกรรมที่นักเรียนนักเรียนได้พัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ และเข้าใจว่า
นักวทิ ยาศาสตรศ์ ึกษาสิง่ ตา่ ง ๆ บนโลกนีอ้ ยา่ งไร (National Research, 1996; อา้ งถึงใน กุศลิน มสุ ิกลุ ; 2561)
สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในห้องเรียนนั้น กุศลิน มุสิกุล (2561) ปรับปรุงลำดับ
ข้ันการจดั กิจกรรมการเรยี นรจู้ าก National Research (1996) เป็น 9 ลำดบั ข้ันคือ 1) เกดิ ข้อสงสัย/ปญั หา 2)
กำหนดปัญหา 3) กำหนดสมมติฐาน 4) วางแผนดำเนินการสำรวจตรวจสอบอย่างง่าย 5) รวบรวมข้อมูลจาก
การสงั เกต 6) อธิบายสง่ิ ที่ศกึ ษาจากข้อมูลหรอื หลักฐาน 7) พจิ ารณาคำอธบิ ายอนื่ ๆ 8) สื่อสารส่ิงทีศ่ กึ ษา และ
9) ตรวจสอบคำอธบิ าย
จากการสรุปความกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวก่อนหน้านน้ั PISA กำหนด
สมรรถนะการประเมินและออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรูท้ างวิทยาศาสตร์เป็น 5 สมรรถนะย่อย ดังน้ี
B1 2.1 สามารถระบปุ ระเดน็ ปัญหาทตี่ ้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ท่ี
กำหนดให้
สามารถระบปุ ระเดน็ ปัญหาท่ตี ้องการสำรวจตรวจสอบจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้
หมายถึง ความสามารถที่จะระบุประเด็นของความแตกต่างระหว่างความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์
เดิมที่มีอยู่กับข้อมูลการสังเกตปรากฏการณ์ในเชิงวทิ ยาศาสตร์ใหม่ที่มีความสัมพันธ์กัน ประเด็นที่ระบุน้ันต้อง
เปน็ ประเดน็ ใหมท่ ไี่ มใ่ ช่ความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตรเ์ ดิมทม่ี ีอยู่มาก่อน และภายหลงั จะถูกกำหนด
เปน็ ปัญหาทตี่ อ้ งการสำรวจตรวจสอบ (ต่อไปจะเรยี กวา่ ปัญหาท่ตี อ้ งคดิ คน้ หาคำตอบ) สำหรับการจัดกิจกรรม
การเรยี นรูน้ ้นั จะเริ่มตน้ ด้วย
1. ทบทวนความรูห้ รือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตรเ์ ดิมที่มอี ยู่ โดยประเดน็ ท่ที บทวนนั้นต้อง
มคี วามสมั พนั ธ์กับประเด็นของปัญหาทตี่ ้องคดิ ค้นหาคำตอบจากผลการลงข้อสรปุ ข้อมูลการสังเกตปรากฏการณ์
ในเชงิ วทิ ยาศาสตรใ์ หม่
2. ให้นกั เรยี นทำการสังเกตปรากฏการณใ์ นเชงิ วิทยาศาสตร์ใหมท่ ่ีมีบางประเด็นแตกต่างจาก
ความรู้หรอื ประสบการณ์ทางวทิ ยาศาสตรเ์ ดิมทม่ี ีอยู่
3. นำข้อมูลการสงั เกตปรากฏการณใ์ นเชิงวทิ ยาศาสตร์ใหม่ท่ีมีบางประเดน็ แตกต่างจาก
ความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่ การวิเคราะห์ อภิปราย เพื่อลงข้อสรุปข้อมูลการสังเกต
เปน็ ประเดน็ ของปัญหาทต่ี อ้ งคิดคน้ หาคำตอบ
4. ให้นักเรียนเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประเด็นที่ทำการทบทวนจากความรู้หรือ
ประสบการณท์ างวิทยาศาสตรเ์ ดิมท่มี อี ยู่กบั ประเด็นที่เป็นผลจากการลงข้อสรปุ ข้อมลู การสงั เกตท่ีครูกำหนดให้
เปน็ ประเดน็ ของปัญหาท่ีตอ้ งคิดค้นหาคำตอบ
5. กำหนดประเดน็ ของความแตกตา่ งดังกลา่ วข้อ 3 ขึ้นเป็นปญั หาทีต่ อ้ งคิดคน้ หาคำตอบ
ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อระบุประเด็นปัญหาที่ต้องการสำรวจตรวจสอบจาก
การศกึ ษาทางวิทยาศาสตร์ท่กี ำหนดให้ เชน่ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เพ่ือทดสอบการกระดอนของลูกปิงปอง
ต่างยีห่ อ้ กัน จัดกิจกรรมตามลำดับขนั้ ดงั นี้
1. ทบทวนความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่เกี่ยวกับคุณสมบัติของลูก
ปิงปอง ประเด็นของทบทวนดงั กลา่ วต้องลงข้อสรุปวา่ ลกู ปงิ ปองภายหลังตกกระทบพืน้ ผิวการกระดอน จะเกิด
การกระดอนจากพนื้ ผิวนัน้
2. ให้นกั เรียนทำการสงั เกตปรากฏการณใ์ นเชงิ วิทยาศาสตรใ์ หมท่ ่ีมบี างประเดน็ แตกตา่ งจาก
ความรู้หรือประสบการณท์ างวทิ ยาศาสตร์เดิมท่มี ีอยู่ กลา่ วคือ ครใู ห้นกั เรยี นทำการสงั เกตคุณสมบตั ิบางประการ
ทมี่ ีผลตอ่ การกระดอนของลูกปิงปองยห่ี ้อต่าง ๆ ทีก่ ำหนดใหส้ ังเกต คุณสมบตั ดิ ังกล่าว เชน่ น้ำหนัก ลักษณะของ
เสียงเม่อื ตกกระทบพ้ืนผิวการกระดอน ลกั ษณะผวิ เป็นต้น ผลการจัดกิจกรรมคือข้อมูลการสงั เกตตามท่ีกำหนดให้
สังเกตของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อ
3. นำขอ้ มลู การสังเกตปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ใหม่ที่มีบางประเด็นแตกต่างจาก
ความรู้หรือประสบการณท์ างวทิ ยาศาสตร์เดิมท่ีมีอยู่มาวิเคราะห์ อภิปราย เพอ่ื ลงขอ้ สรุปเป็นประเด็นของปญั หา
ท่ตี ้องคิดคน้ หาคำตอบทคี่ รตู ้องการ ผลการวิเคราะห์ อภปิ รายข้อมลู การสังเกตของลูกปงิ ปองดงั กล่าวกิจกรรม
ข้อ 2 อาจลงข้อสรุปวา่ ลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อมีน้ำหนัก ลักษณะของเสียงเมื่อตกกระทบพื้นผิวการกระดอน และ
ลกั ษณะลักษณะผวิ แตกตา่ งกัน
4. ให้นักเรียนเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างประเด็นที่ทำการทบทวนจากความรู้หรือ
ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิมทีม่ อี ยู่กบั ประเด็นท่เี ปน็ ผลจากการลงข้อสรปุ ข้อมลู การสงั เกตทคี่ รูกำหนดให้
เปน็ ประเด็นของปญั หาท่ีต้องคดิ ค้นหาคำตอบ ผลเปรียบเทยี บความแตกต่างระหว่างประเด็นการกระดอนดงั กล่าว
กิจกรรมขั้น 1 และขั้นที่ 3 อาจเปรียบเทียบว่า ประเด็นที่ 1 นั้นเป็นกล่าวถึงการกระดอนของลูกปิงปองทั่วไป
ไมร่ ะบเุ จาะจง สว่ นประเด็นที่ 2 กล่าวถึงการกระดอนของลกู ปิงปองทเี่ จาะจงย่ีห้อ
5. กำหนดประเด็นของความแตกต่างดังกล่าวข้อ 3 ขึ้นเป็นปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคำตอบ
ปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคำตอบดังกล่าวกิจกรรมข้อ 4 คือ ลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อที่แตกต่างกันมีความสามารถใน
การกระดอนได้เหมือนกันหรอื แตกตา่ งกนั การกำหนดปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคำตอบนัน้ อาจจัดกิจกรรมโดยให้
นกั เรียนสร้างคำถามเองหรอื ครเู ปน็ คนสร้างคำถามใหน้ ักเรียนแลต้ อบ
B2 2.2 แยกแยะได้ว่าประเด็นปัญหาหรือคำถามใดสามารถตรวจสอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
เมื่อใชว้ ิธกี ารคดิ คน้ หาคำตอบเป็นเกณฑ์ ปัญหาทต่ี อ้ งคดิ คน้ หาคำตอบของปรากฏการณ์ในเชิง
วิทยาศาสตร์จำแนกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก เรียกว่า “ปัญหาที่มีคำตอบแล้ว” หมายถึง ปัญหาที่สามารถ
คิดค้นหาคำตอบด้วยความรู้หรือประสบการณ์ทางวทิ ยาศาสตร์ที่มีอยู่เดิม การสืบค้นหาคำตอบของปญั หาอาจ
มาจากแหล่งสืบค้นท่ีเปน็ document ประเภทต่าง ๆ เช่นจากเอกสาร ตำรา อินเตอร์เน็ต เป็นต้น ประเภทท่ี
สอง เรยี กว่า “ปัญหาท่ยี งั ไม่มคี ำตอบ” หมายถงึ ปัญหาทป่ี ระเด็นทตี่ ้องคดิ ค้นคำตอบน้ัน ไมส่ ามารถคิดค้นหา
คำตอบด้วยความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เดิม เพราะประเด็นของปัญหาเป็นประเด็นใหม่ที่
ยังไม่มีการคดิ ค้นหาคำตอบมาก่น การคิดค้นหาคำตอบต้องใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในห้องเรียนนั้น เมื่อนักเรียนระบุ
ปัญหาต้องคิดค้นหาคำตอบแล้ว ต้องสามารถแยกแยะว่า ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่มีคำตอบแล้ว หรือเป็นปัญหา
ทยี่ งั ไม่มีคำตอบ
B3 2.3 เสนอวิธสี ำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตรท์ ่กี ำหนดให้
เสนอวิธีสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ หมายถึง ความสามารถในการ
วางแผนวธิ ีการตรวจสอบปัญหาทต่ี ้องคิดคน้ หาคำตอบซง่ึ ประกอบดว้ ย
1. การกำหนดสมมติฐาน ใช้เมื่อปัญหาที่ต้องการคิดค้นหาคำตอบเปน็ ปัญหาการทดลอง ถ้า
ปัญหาดังกล่าวมีลักษณะเป็นอย่างอื่น เช่น ปัญหาการสำรวจหรือการสืบค้น การวางแผนวิธีการตรวจสอบ
ปญั หาไมต่ อ้ งมีการกำหนด สมมตฐิ านการกำหนดสมมติฐานกล่าวโดยละเอียดแล้วในสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์
ตามแนวของ PISA สมรรถนะท่ี A3 1.3
2. การวางแผนการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยการออกแบบกรอบแนวคิดดำเนนิ การรวบรวม
ขอ้ มูล การออกแบบวัสดุอปุ กรณ์ และ การออกแบบวธิ ีดำเนินการสำรวจ
3. วิธีการแปลงข้อมูล เนื่องจากข้อมูลจากการรวบรวมโดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
ทางวิทยาศาสตร์นั้น เป็นข้อมูลดิบซึ่งถ้าหากข้อมูลมีจำนวนมากจะทำให้อยากต่อการแปลความหมายข้อมูล
ตามวัตถุประสงค์ของการสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ข้อมูลดิบดังลกล่าวจึงต้องถูกแปลง
โดยวธิ ีการจดั กระทำและสือ่ ความหมายข้อมูลซึ่งรายละเอียดของการแปลงข้อมลู จะกล่าวอย่างละเอียดในบทท่ี
......
4. การกำหนดวิธีการวิเคราะห์ และลงข้อสรุป เป็นการกำหนดว่า จากข้อมูลที่ทำการ
รวบรวมโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกแปลงโดยวิธีการจัดกระทำและสื่อ
ความหมายแล้วนั้น จะวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีใด ตามแนวของ PISA นั้นมี 2 วิธีการที่สำคัญคือ วิธีการคำนวณ
วธิ กี ารตีความและลงข้อสรุปขอ้ มูล ซ่งึ ท้ัง 2 วธิ ีการดงั กล่าวกลา่ วโดยละเอียดแล้วในบทท่ี ........
การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละขั้นของสมรรถนะ B3 2.3 กล่าวโดยละเอียดในบทที.่ ...ถึงบทท่ี
......
B4 2.4 ประเมินวธิ ีสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตรท์ ีก่ ำหนดให้
ประเมินวิธีสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ หมายถึง ความสามารถใน
การท่จี ะเลือกวิธสี ำรวจตรวจสอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ที่กำหนดให้ท่ีดีทสี่ ุดเพื่อใช้สำหรับตรวจสอบปัญหาที่
ต้องคิดค้นหาคำตอบ กล่าวคือ แต่ละปัญหาที่ต้องคิดค้นหาคำตอบโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์นน้ั สามารถออกแบบวธิ ีการสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลายวธิ ีเพื่อเป็นทางเลือก ด้วยข้อเท็จจริง
แต่ละวิธีต่างมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อออกแบบวิธีการสำรวจตรวจสอบแล้ว ต้องสามารถประเมิน
วิธีการที่ดีที่สุดโดยยึดหลักว่า มีข้อจำกัดน้อยสุด แต่ให้ผลสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการสำรวจ ประหยัดทั้ง
งบประมาณและเวลา
สำหรับการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ตามสมรรถนะ B4 2.4 อาจทำได้ 2 วิธี วิธีแรก ให้นักเรยี น
ออกแบบวิธีสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ด้วยการตอบคำถามในใบกิจกรรม จากนั้น
โดยความสมัครใจหรือเฉพาะเจาะลง นักเรียนนำเสนอผลการออกแบบวิธีการสำรวจตรวจสอบปัญหาจากการ
ตอบคำถามในใบกจิ กรรมหน้าช้ันเรยี น ครแู ละนักเรียนอภิปรายคำถามรว่ มกนั เพื่อปรับปรุงแก้ไขวธิ กี ารสำรวจ
ตรวจสอบที่ออกแบบเพื่อให้มีข้อจำกัดน้อยสุด แต่ให้ผลสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการสำรวจ ประหยัดทั้งเวลา
และงบประมาณ วธิ ที ส่ี อง ให้นกั เรยี นออกแบบวิธกี ารสำรวจตรวจสอบปัญหาทางวทิ ยาศาสตร์ที่กำหนดให้ตาม
แนวคิดของตนแตล่ ะรูปแบบท่ีออกแบบจะถูกนำเสนอพร้อมท้ังวิเคราะห์ อภปิ รายรว่ มกนั เพื่อเลือกรูปแบบท่ีดี
ท่ีสุด กล่าวคือมีข้อจำกัดน้อยสุด แต่ให้ผลสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของการสำรวจประหยัดทั้งงบประมาณและ
เวลา
B5 2.5 บรรยายและประเมินวิธีการต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการยืนยันความน่าเชื่อถือของ
ข้อมูล ความเปน็ กลาง และการสรปุ อ้างองิ จากคำอธิบาย
การนำเสนอข้อค้นพบใด ๆ จากปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วสรุปอ้างอิงอธิบายเป็น
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์นั้น ข้อมูลที่นำมาอ้างอิงต้องมีความน่าเชื่อถือซึ่งต้องมีความเป็น
กลาง มีถูกต้องตามหลักตรรกะ มิใช่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัว หรือนำเสนอข้อมูลด้วยอคติ การตรวจสอบเพื่อ
ยืนยันความผลการประเมนิ ความนา่ เช่ือถือของข้อมูล ความเป็นกลาง จำแนกตามประเภทของขอ้ มลู ดงั นี้
1. ขอ้ มูลปฐมภมู ิ (Primary Data Verification)
ข้อมูลปฐมภูมิ หมายถึง ข้อมูลที่ทำการรวบรวมจากแหล่งข้อมูลหรือปรากฏกาณ์ในเชิง
วิทยาศาสตร์ ท่ีทำการศึกษาโดยตรงโดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมตามชนิดของข้อมูลที่ต้องการ จำแนกเป็นข้อมูล
เปน็ เชงิ ปรมิ าณ หรือเชงิ คุณภาพ ข้อมูลต้องการรวบรวมอาจเป็นประเภทใดประเภทหนึ่งหรือทั้งสองประเภท
ร่วมกัน การยืนยันความนา่ เชื่อถือของข้อมูล ความเป็นกลางและการสรุปอ้างอิงจากคำอธิบายของข้อมูลปฐม
ภูมิยงั จำแนกเปน็
1.1 ขอ้ มลู เชิงปริมาณ (Quantitative Data) ขอ้ มลู เชิงปริมาณ หมายถงึ ข้อมูลทีแ่ สดงปรมิ าณ
พร้อมทั้งมีหน่วยนับหรือวัดกำกับตวั เลขเสมอ ข้อมูลเชิงปริมาณรวบรวมจากเครื่องมือวัดหรือนับประเภทต่าง
ๆ เช่น เทอร์โมมิเตอร์ เครื่องมือวัดความเป็นกรดเป็นด่าง กระบอกตวง ตาชั่ง เป็นต้น การยืนยันความ
นา่ เช่อื ถอื ของขอ้ มูล ความเปน็ กลางและการสรุปอ้างองิ จากคำอธบิ ายของขอ้ มูลปฐมภูมิเชิงปรมิ าณ ทำโดย
1. ตรวจสอบแผนการดำเนินการรวบรวมข้อมูล ข้อมูลที่น่าเชื่อถือจะต้องมาจากแผน
ดำเนินการท่ีถูกต้องตามวิธี (Methodology) เช่น การเลือกแผนการทดลองที่เหมาะสม ซึ่งอาจเลือกแผนการ
ทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Complete Randomized Design: CRD) เมื่อแต่ละหน่วยทดลองมีความแตกต่าง
กนั นอ้ ยมาก หรือ ต้องมีการกำหนดและควบคมุ ตัวแปรการทดลองตา่ งๆ ทร่ี ัดกุม เปน็ ต้น
2. ตรวจสอบเครือ่ งมือทีใ่ ช้รวบรวมข้อมูล ขอ้ มลู ทนี่ ่าเชอ่ื ถือ จะต้องรวบรวมจากเคร่ืองมือ
ที่มีความเชื่อมั่นสูง (Reliability) หมายถึง เครื่องมือวัดซึ่งเมื่อทำการวัดของสิ่งเดียวกัน เงื่อนไขการวัดอย่าง
เดียวกัน ค่าเชงิ ปริมาณจากการวดั ต้องคงทห่ี รือเท่ากนั นอกจากความเชอื่ มน่ั ของเคร่ืองมือแลว้ ความน่าเช่อื ถอื
ของข้อมูลยงั ข้นึ อย่กู บั คา่ ความละเอียดของเครื่องมือวดั (The Resolution of the Measuring Instrument)
เครื่องมือชนิดเดียวกันกำหนดค่า scale ของการวัดละเอียดแตกต่างกัน เช่น scale การวัดค่าความเป็นกรด
เป็นเบสดว้ ยกระดาษลติ มัสจะหยาบกว่า scale ที่วัดดว้ ยเครอ่ื งมอื วดั ความเป็นกรดเป็นด่าง (Ph Meter) ดงั นั้น
ข้อมลู ทีม่ าจากเครอ่ื งมือวดั ท่มี ีค่าความละเอียดแตกตา่ งกนั จะมคี วามน่าเช่ือถือแตกต่างกนั
3. ตรวจสอบความค่าคลาดเคลื่อนของการวัด (Error หรือ Static Error) หมายถึง ผลต่าง
ระหว่างค่าเชงิ ปรมิ าณท่ีวดั จากเครื่องมือกับค่าที่แทจ้ ริงของสิง่ ทว่ี ัด ถ้าคา่ จากผลวดั ใกลเ้ คียงกับค่าจริงมากเท่าใด
ความแม่นยำหรอื ความถูกต้อง (accuracy) ยง่ิ มากข้ึนเทา่ น้นั ปกตกิ ารผลวดั ทุกครง้ั จะมีค่าความคลาดเคล่ือน
เกดิ ขน้ึ เสมอ คา่ ความคลาดเคลอ่ื นของการวัดมสี าเหตทุ ีส่ ำคัญ 2 ประการคือ
1) ค่าความคลาดเคลือ่ นเชิงบุคคล (Personal Errors) หมายถึง ค่าความคลาดเคล่อื น
อันเกิดจากสาเหตุของตัวผู้วัดเอง ที่สำคัญมี 4 ประการคือ ประการแรก ขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือทักษะ
การใช้เครื่องมือวัด เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ ต้องศึกษาการใช้เครื่องมือวัดให้เข้าใจ กรณีเครื่องมือที่มี
ความสลับซ้อน อาจต้องทำการวัดโดยผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) ประการที่สอง ค่าความคลาดเคลื่อนจากการ
อ่าน อาจเกิดจากความแม่นยำของสายตาของผู้อา่ น ข้อจำกัดของเครื่องมือที่ทำการวัด กล่าวคือ ถ้าเครื่องมือ
วัดยิ่งมี scale ค่าความละเอียดสูงเท่าใด ค่าความคลาดเคลื่อนจากการอ่านยิ่งเพิ่มมากขึ้น การลดความค่า
ความคลาดเคลื่อนของสาเหตุจากการอ่านอาจใช้วิธีแสดงผลการวัดด้วยค่าเฉ ลี่ยควบคู่กับค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน เช่น 2.70 ± 0.01 ผลการวัดมี 2.70 ตามหน่วยของการวัด ± 0.01 หมายถึง ผลการวัดมีค่าส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.01 ซึ่งเป็นค่าบ่งบอกความแม่นยำของการวัด กล่าวคือ ถ้าค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเข้า
ใกล้ 0 มากเท่าใดค่าความคลาดเคลื่อนจากการวัดย่อมน้อยลงมากเท่านั้น หรืออาจกล่าวว่าผลการวัดนั้นมีความ
แม่นยำสูง ประการที่สาม การมีอคติ ความไม่เป็นกลาง กล่าวคือบางครั้งผู้วัดอาจกำหนดในใจแล้ววา่ ต้องการ
ข้อมูลมีลักษณะอย่างไร ทำให้อาจคัดเลือก หรือบิดเบือนการวัดเพื่อให้ข้อมูลมีแนวโน้มตามข้อกำหนดนั้น
ประการที่สี่ ความละเอยี ดรอบคอบ
2) ความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ (Systematic Errors) หมายถึง ค่าความคลาดเคลื่อน
อันเกิดจากสาเหตุของการวัดส่งผลให้การอ่านค่าคลาดเคลื่อนจากค่าวัดที่แท้จริง การเลือกใช้เครื่องมือวัดให้
เหมาะสมกับสิง่ ทีต่ ้องการวัดจึงมีความสำคัญโดยตองคำนึงถงึ ความแม่นยำ (Precision) หมายถึง ปริมาณที่
เกิดจากการวดั ของส่ิงท่ีต้องการวัดจะเท่ากันเสมอแม้จะวัดซำ้ กันหลายครั้ง เมอ่ื เงอื่ นไขของการวัดเป็นแบบเดียวกัน
ความถูกต้อง (Accuracy) หมายถึง ปริมาณที่เกิดจากการวัดของสิ่งที่ต้องการวัดนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับ
คา่ มาตรฐานแลว้ จะเท่ากันหรอื ใกลเ้ คยี งกับคา่ มาตรฐาน เมื่อเงอื่ นไขของการวัดเปน็ แบบเดียวกนั และความไว
(Sensitivity) หมายถึง ความละเอียดน้อยสุดของปริมาณการวัดที่เครื่องมือสามารถวัดได้ เครื่องมือที่ใช้วัด
ปรมิ าณของสิ่งที่ตอ้ งการวัดอย่างเดยี วกนั อาจมคี วามละเอยี ดของการวัดทแ่ี ตกต่างกัน
3) ความคลาดเคลื่อนเชิงสุ่ม (Random Error) หมายถึง ค่าความคลาดเคลื่อนอันเกิด
จากสาเหตจุ ากปัจจัยหรอื เง่อื นไขของส่ิงแวดลอ้ มขณะทำการวัด เชน่ อณุ หภมู ิ ความช้ืน แสง เป็นต้น
4. ตรวจสอบวธิ กี ารที่ใช้สรปุ อา้ งอิงคำอธบิ าย วธิ ีการอ้างองิ สรปุ คำอธบิ าย หมายถงึ วิธกี าร
ที่ใช้วิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลชุดหนึ่งๆ เพื่อลงข้อลงข้อสรุปข้อมูลชุดนั้น วิธีการวิเคราะห์
ขอ้ มูลท่ถี ูกตอ้ งทจ่ี ะใช้ประเมินความน่าเชื่อถือการสร้างข้อสรุปอ้างอิงคำอธิบายจากข้อมูลนนั้ การวเิ คราะห์ข้อมลู
เชิงปริมาณท่ีสำคญั มี 2 วธิ ี คอื
1) วิธกี ารคำนวณ หมายถึง วธิ กี ารหาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งชดุ ของข้อมูลด้วยใช้วิธกี าร
ทางคณิตศาสตร์ในระดับพื้นฐาน ส่วนในระดับสูงอาจต้องใช้วิธีการทางสถิติ การใช้วิธีการคำนวณผิดหรือ
วธิ กี ารทางสถิติทผ่ี ิด จะทำให้ผลการสรา้ งข้อสรุปอ้างอิงคำอธิบายจากข้อมูลน้นั ขาดความน่าเชื่อถือ
2) การตีความและลงขอสรุปข้อมูล หมายถึง วธิ ีการหาความสัมพนั ธ์ระหว่างข้อมลู โดยการ
แยกแยะวิเคราะห์คุณลักษณะเฉพาะของข้อมูลแต่ละตัว แล้ววิเคราะหห์ าความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลแตล่ ะตัว
พร้อมทั้งสรุปสร้างคำอธิบายให้กับข้อมูลตามความสัมพันธ์ที่พบ ถ้าการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล
ผดิ จะทำให้ผลการสร้างข้อสรุปอ้างอิงคำอธบิ ายจากข้อมูลนั้นขาดความน่าเช่ือถือ
1.2 ขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Data) ข้อมูลเชิงคุณภาพ หมายถึง ข้อมูลที่ไม่มีตัวเลข
และหนว่ ยวดั หรือนับกำกบั เปน็ ขอ้ มลู เกดิ จากการสงั เกต การสมั ภาษณด์ ว้ ยวิธีการตา่ ง ๆ การสนทนากล่มุ เป็น
ขอ้ มลู เกย่ี วกับรูป รส กลนิ่ เสยี ง การสัมผัส สภาพที่เปน็ อยู่ ณ เวลาหนงึ่ การเปล่ยี นแปลง ผรู้ วบรวมขอ้ มูลทำ
หนา้ ทเี่ ปน็ เคร่อื งรับข้อมูลซ่ึงแตกต่างจากข้อมลู เชิงปริมาณทใี่ ช้เครื่องมือวัดหรือนับทำหน้าท่ีรับข้อมูล ตัวอย่าง
ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น การศึกษาวัฎจักรชีวิตของแมลง การศึกษาลักษณะการจัดเรียงตัวเส้นใบของพืชดอก
เป็นต้น การยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความเป็นกลางและการสรุปอ้างอิงจากคำอธิบายของข้อมูลปฐม
ภูมเิ ชงิ คณุ ภาพ ทำโดย
1) ความอิ่มตัวของข้อมูล หมายถึง จำนวนข้อมูลที่มากพอที่จะทำให้การสร้างข้อสรุป
อ้างอิงคำอธิบายจากข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือ สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณแล้ว ความอิ่มตัวของข้อมูลอาจมา
จากจำนวนครั้งของการทดลองซ้ำ ขนาดของกลุ่มตัวอยา่ งทีถ่ ูกกำหนดตามวิธีการทางสถิติ เป็นต้น ส่วนข้อมลู
เชิงคุณภาพจะแตกต่างจากข้อมูลเชิงคุณภาพ กล่าวคือ ความอิ่มตัวของข้อมูลเกิดจากการไม่พบประเด็นใหม่
เกิดขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะโดยการสังเกตหรือการสัมภาษณ์ ไม่ใช่เกิดจากการกำหนด
จำนวนข้อมูล การตรวจสอบความอ่ิมตวั ของข้อมูลเป็นหน้าท่ขี องผู้รวบรวมขอ้ มลู
2) การยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลเชิงคุณภาพถูกรวบรวมโดยการ
สังเกต หรือการสัมภาษณ์ซึ่งผู้รวบรวบข้อมูลต่างคนกันจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนสร้าง
ข้อสรุปอ้างอิงคำอธิบายจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลซึ่งใช้วิธีการที่เรียกว่า การตรวจสอบสามเส้า
(Triangulation) ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ตรวจสอบซ้ำกับปรากฏการณ์ในเชิงทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษา
เพื่อยืนยันความตรงกัน กรณีที่ศึกษาปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์เดียวกันร่วมกับผู้อื่น ตรวจสอบข้อมลู
ซึ่งกันและกันเพื่อยืนยันความตรงกัน กรณีที่ข้อมูลมาจากการสัมภาษณ์ นอกจากจะใช้วิธีการตรวจสอบซึ่งกัน
และกัน อาจต้องมีการยืนยันความตรงกันโดยมีผู้ให้ข้อมูลเข้าร่วมด้วย เป็นต้น การยืนยันความถูกต้องของ
ข้อมูลเปน็ หนา้ ทข่ี องผรู้ วบรวมข้อมลู ตอ้ งตระหนักและพงึ กระทำ
3) ความละเอียดลออของการบันทึกข้อมูล สำหรับข้อมูลการสังเกตผู้รวบรวมรวมข้อมูล
ต้องสังเกตทุกแง่ทกุ มุมให้มากที่สุดพร้อมทัง้ บนั ทึกทุกอย่างที่ผลจากการสังเกต เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นข้อมูลการ
สัมภาษณ์ ก่อนการสัมภาษณ์ผู้รวบรวมข้อมูลควรทำโครงสร้างของคำถามให้ครอบคลุมประเด็นวัตถุประสงค์
ของการสัมภาษณ์ พร้อมทั้งบันทึกทุกอย่างที่เป็นผลจากการสัมภาษณ์ ขณะเดียวกัน ขณะทำการสัมภาษณ์
ควรสังเกตแววตา ท่าทาง น้ำหนักเสียง อารมณ์ ทั้งนี้เพื่อนำมาประเมินว่า ข้อมูลการสัมภาษณ์เป็นข้อมูลจริง
ปราศจากอคตขิ องผ้ใู หส้ มั ภาษณ์ หรอื เป็นความคดิ เห็นส่วนตวั ความละเอียดลออของผูบ้ ันทึกขอ้ มลู เป็นหน้าที่
ของผู้รวบรวมขอ้ มลู ตอ้ งตระหนกั และพึงกระทำ
4) การรวบรวมขอ้ มลู ซำ้ ดงั กล่าวแล้ว ข้อมูลเชงิ คุณภาพน้ัน ผูร้ วบรวมขอ้ มูลเป็นผู้ทำหนา้ ที่
เป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ดังนั้น เมื่อพบบางประเด็นที่ไม่แน่ใจหรือขาดหายไป จำเป็นที่จะต้อง
ดำเนินการรวบรวมขอ้ มูลเฉพาะสว่ นที่ขาดหายหรือสว่ นท่ไี ม่แน่ใจนนั้
5) ตรวจสอบวิธีการท่ีใช้สรุปอ้างอิงคำอธิบาย สำหรบั วิธกี ารอา้ งอิงสรุปคำอธบิ ายของข้อมูล
เชิงคุณภาพการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยใช้หลักตรรกะ (Logic Approach) กล่าวคือ
ผู้วิเคราะห์ข้อมูลจะวิเคราะห์หาความสัมพันธ์แต่ละประเด็นย่อยที่ถูกจัดหมวดหมู่ด้วยกัน พร้อมทั้งเขียน
บรรยายผลความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไป มิเช่นนั้น การสรุปอ้างอิง
คำอธบิ ายจะขาดความนา่ เชอื่ ถือ
2. ข้อมูลทุติยภูมิ(Secondary Data Verification) ข้อมูลทุติยภูมิ เป็นข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวม
สำเรจ็ แล้วโดยบุคคลอื่น หรือโดยบคุ ลากรของหน่วยงานต่าง ๆ และนำเสนอใน document รปู แบบท่ีแตกต่างกัน
เช่น บทความ วารสาร หนังสือพิมพ์ รายงานที่พิมพ์แล้วของหน่วยงานของ รัฐบาล หรือของสมาคมต่าง ๆ เป็นต้น
(สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2547) แหล่งที่อยู่ของข้อมูลทุติยภูมิเรียกว่า แหล่งสืบค้น (Source of Information)
เนื่องจากข้อมูลทุติยภูมิมีความหลากหลายทั้งผู้นำเสนอข้อมูล document ที่นำเสนอข้อมูล แหล่งสืบค้น ทำให้
ข้อมูลเกี่ยวกับเรือ่ งเดียวกันมีความหลากหลายทั้งรายละเอียดของเนื้อหา และมีผลต่อความน่าเชื่อถอื ของข้อมูลที่
ทำการสบื คน้ นน้ั ดงั นน้ั การใช้ขอ้ มูลทุตยิ ภมู ิตามวัตถุประสงคข์ องการสืบค้นต้องมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ
ของขอ้ มลู ซ่ึงอาจใช้หลักการ ดงั นี้
2.1 ข้อมูลทตี่ ้องการสืบค้นควรเป็นข้อมลู ที่เจ้าของนำเสนอผ่าน document ต่าง ๆ โดยตรง เช่น
มชี ่ือเปน็ ผ้เู ขยี นบทความเรื่องใดเร่ืองหน่ึงในเอกสารวิชาการเปน็ ตน้ การใชข้ อ้ มูลที่อ้างอิงต่อ ๆ กนั มาย่อมทำให้เกิด
ความเคล่ือนจากตน้ ฉบับจริง
2.2 ความทนั สมยั ของข้อมูล เน่ืองจากข้อมูลทุตยิ ภูมิจะถูกบันทึกแลว้ ใน document รูปแบบ
ต่าง ๆ แต่ด้วยด้วยความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยี การเปลีย่ นแปลงสภาวะสิง่ แวดลอ้ ม การพัฒนา
แนวคิดที่แตกต่างจากเดิมทำให้เกิดการค้นพบใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเดิมเช่นกัน ดังนั้น ข้อมูลทุติยภูมิเก่าที่ถูก
บันทึกก่อนหน้านั้นอาจไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงเพื่อยืนยันความน่าเช่ือถือของข้อมูล หรืออาจกล่าวว่า ความ
นา่ เชือ่ ถือของข้อมูลทุติยภูมิจะเป็นปฏิภาคตรงกับระยะเวลาที่นำเสนอขอ้ มูลน้ันผ่าน document รูปแบบตา่ ง
ๆ ปจั จุบนั อาจยอมรบั ขอ้ มูลทุติยภูมิท่มี อี ายุไมเ่ กนิ 5 ปี ย้อนหลงั นบั แต่ถกู บันทกึ ใน document รปู แบบตา่ ง ๆ
2.3 เจา้ ของขอ้ มูลอาจเปน็ ระดับบคุ ล ระดับองคก์ รหรอื ผู้เชย่ี วชาญ หรือหนว่ ยงานของรฐั มีผล
ต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทุติยภูมิแตกต่างกัน เช่น เอกสาร ตำราที่ถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์จะมีความ
นา่ เชอ่ื ถือมากกวา่ ถูกตีพิมพ์โดยโรงพิมพ์ เพราะเอกสารตำราใดๆ ของสำนกั พิมพ์ กอ่ นการตีพิมพ์น้ันจะต้องถูก
ตรวจสอบดว้ ยผู้เช่ียวชาญเฉพาะดา้ น ส่วนโรงพิมพน์ นั้ จะทำหนา้ ทเี่ ฉพาะรบั จากตีพมิ พต์ ามความต้องการของผู้
วา่ จ้างโดยไมต่ อ้ งคำนึงถึงผเู้ ช่ียวชาญเฉพาะดา้ น
2.4 การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลทุติยภูมิ ข้อมูลทุติยภูมิจะมีความน่าเชื่อถือต้องมีการ
แสดงแหล่งอ้างอิงถูกต้องตามหลักการอ้างอิงกำกับ เช่น ข้อมูลที่ทำการสืบค้นจากเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
จะตอ้ งมีชอ่ื เจา้ ของเวบ็ ไซต์กำกับ ข้อมูลท่ขี าดลักษณะดังกล่าวถอื วา่ ขาดความน่าเช่ือถือ
2.5 ความถูกต้องของวิธีการที่ได้มาซึ่งข้อมูล เช่น ถ้าเป็นข้อมูลจากงานวิจัยต้องวิเคราะห์ว่า
วธิ ีการท่ีได้มาซ่งึ ข้อมลู น้ันถูกต้องตามระเบียบวิธวี ิจัย (Research Methodology) หรือไม่
สำหรับการจดั กจิ กรรมการเรียนรสู้ มรรถนะ บรรยายและประเมนิ วธิ ีการต่าง ๆ ท่นี กั วทิ ยาศาสตร์
ใช้ในการยืนยันความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความเป็นกลาง และการสรุปอ้างอิงจากคำอธิบายนั้น เป็นบทบาท
หน้าที่ของครูที่ต้องทำหน้าที่ให้นักเรียนเกิดความตระหนัก ทำการสังเกตและประเมินผลขณะนักเรียนดำเนิน
กิจกรรมเพอื่ การรวบรวมข้อมลู และประเมินช้นิ งานทเ่ี ปน็ ผลจากการดำเนินการรวบรวมข้อมลู ของนักเรยี น
การแปลความหมายข้อมูลและการใชป้ ระจักษ์พยานในเชิงวทิ ยาศาสตร์
การอธบิ ายปรากฏการณ์ในเชงิ วทิ ยาศาสตร์ใด ๆ ลว้ นเป็นการแปรความหมายจากข้อมูล (Interpret
Data) ท่ีทอี ยู่เป็นหลกั ฐานอ้างองิ โดยขอ้ มลู ดงั กล่าวต้องเปน็ ข้อมลู เชิงประจักษใ์ นเชงิ วทิ ยาศาสตร์ (Evidence
Scientifically) ข้อโต้แย้งในเชิงวิทยาศาสตร์ใด ๆ ที่เกิดขึ้น ข้อโต้แย้งนั้นต้องอ้างอิงด้วยหลักฐานข้อมูลเชิง
ประจกั ษ์ในเชงิ วิทยาศาสตร์ ซ่ึงข้อมูลดังกล่าวตอ้ งมคี วามนา่ เช่ือถือกลา่ วแลว้ ในสมรรถนะ B5 2.5บรรยายและ
ประเมินวิธกี ารต่าง ๆ ทนี่ กั วิทยาศาสตร์ใชใ้ นการยืนยันความน่าเชอื่ ถือของข้อมูล ความเป็นกลาง และการสรุป
อ้างอิงจากคำอธิบาย PISA กำหนดสมรรถนะการแปลความหมายข้อมูลและการใช้ประจักษ์พยานในเชิง
วทิ ยาศาสตร์เปน็ 5 สมรรถนะย่อย ดังนี้
C1 3.1 แปลงข้อมลู ทนี่ ำเสนอในรูปแบบหนึง่ ไปสรู่ ูปแบบอื่น
ธรรมชาติข้อมูลเชิงประจักษ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ย่อมถกู แปลงจากข้อมูลดบิ ด้วยการจัดกระทำ
และสื่อความหมายแล้วด้วยรูปแบบวิธีการที่หลากหลายแล้วแต่วัตถุประสงค์ของการแปลความหมาย เช่น ถูก
จัดกระทำและสื่อความหมายในรูปกราฟ ตาราง แผนภูมิประเภทต่าง ๆ เป็นต้น และจัดว่าเป็นข้ันตอนหนึ่ง
ของกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลที่ถูกแปลงดังกล่าวจะถูกนำมาสู่การแปล
ความหมายซ่งึ เปน็ ผลจากวเิ คราะห์อภปิ รายและลงขอ้ สรปุ ขอ้ มูลน้ัน
ดังกล่าวข้างตน้ เปน็ การแปลงข้อมูลดิบข้อมูลทจ่ี ัดกระทำและส่ือความหมายและจดั เป็นขอ้ มูล
ปฐมภูมิ แต่บางครั้งข้อมูลที่ถูกจัดกระทำและสื่อความหมายแล้วใน document รูปแบบต่าง ๆ จากแหล่ง
สืบค้น ผู้ใช้ข้อมูลอาจจำเป็นต้องแปลงข้อมูลดังกล่าวด้วยการจัดกระทำและสื่อความหมายด้วยวิธีการและ
รูปแบบที่แตกตา่ งจากเดิม เชน่ แปลงข้อมลู ทเี่ ดิมนำเสนอด้วยกราฟมาเป็นตาราง หรอื ดว้ ยการบรรยายมาเป็น
การสรา้ งแผนผังความคิด (Mind Map) เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อใหก้ ารแปลความหมายของข้อมูลตรงกบั วัตถุประสงค์
ที่ต้องการ กล่าวถึง วิธีการจัดกระทำและรูปแบบสื่อความหมายข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว ซึ่งแต่ละวิธีการและ
รูปแบบดังกล่าวอาจสามารถแปลงจากรูปหนึ่งไปสู่รูปแบบอื่น สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
สมรรถนะ C13.1 แปลงข้อมลู ที่นำเสนอในรูปแบบหน่ึงไปสูร่ ปู แบบอ่ืน ส่วนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ครูต้องพยามฝึกให้นักเรียนสามารถแปลงข้อมูลดิบจากการ
ทดลอง การสำรวจ หรือการสืบคน้ โดยการออกแบบกิจกรรมการเรยี นรูร้ ูปแบบที่ 2 และที่ 3 เช่นเดยี วกัน การ
จดั กจิ กรรมการเรียนรเู้ พื่อการสืบค้นสำหรับอ้างองิ น้นั ตอ้ งพยายามออกแบบกจิ กรรมการเรียนรู้โดยให้นักเรียน
แปลงขอ้ มลู ทเี่ ป็นผลการสบื ค้นเป็นรูปแบบอื่นท่ีแตกต่าง ตามวตั ถปุ ระสงค์ท่ตี ้องการแปลความหมายข้อมูลนัน้
C2 3.2 วเิ คราะหแ์ ละแปลความหมายข้อมลู ทางวิทยาศาสตร์
วิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถที่จะอธิบาย
ปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ โดยอ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่ทั้งที่เป็นข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิการ
แปลความหมายขอ้ มูลอาจใช้หลายวิธกี ารข้ึนอยู่กับวตั ถุประสงค์ ท่สี ำคญั ประกอบดว้ ย
1. การตคี วามและลงขอ้ สรุปข้อมูล เป็นการวิเคราะห์และแปลความหมายขอ้ มูลทางวิทยาศาสตร์
ที่ถกู แปลงโดยวธิ ีการจัดกระทำและสื่อความหมายด้วยวธิ ีการและรูปแบบท่เี หมาะสมทั้งข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูล
ผลการวิเคราะหแ์ ละแปลความหมายขอ้ มลู จะอา้ งองิ ความสัมพนั ธท์ ่ีพบเฉพาะในชดุ ของข้อมูลท่ีวิเคราะห์ และ
มี 2 ระดบั คอื ระดบั สารสนเทศของขอ้ มลู และจำแนกระดับสรุปอ้างอิง ข้อมูลบางชุด อาจเปน็ แค่ระดับสนเทศ
บางชดุ อาจเป็นท้ัง 2 ระดับร่วมกัน
2. การคำนวณ เป็นการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกแปลงใน
ลักษณะของโจทย์ปัญหาด้วยการใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์ หรือวิธีการทางสถิติ ผลการวิเคราะห์และแปล
ความหมายขอ้ มลู คำตอบของโจทย์ปญั หาซึง่ จะอ้างองิ วธิ ีการทใ่ี ชใ้ นการคำนวน หรอื วิธกี ารทางสถิตทิ ี่ใช้
3. การกำหนดสมมติฐาน เป็นการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จาก
ข้อมลู การสงั เกตปรากฏการณใ์ นเชงิ วทิ ยาศาสตร์ แลว้ พบว่ามบี างประเด็นของข้อมลู ดงั กลา่ วไม่สามารถอธิบาย
ดว้ ยความรหู้ รอื ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตรเ์ ดิมท่ีอยู่ ผลจากการวิเคราะหเ์ ช่ือมโยงระหวา่ งข้อมูลการสังเกต
ทเี่ ปน็ ประเดน็ ของปญั หากับความรหู้ รือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดมิ ท่ีอย่จู ึงวเิ คราะห์แปลความหมายข้อมูล
เป็นความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรอสิ ระและตวั แปลตามโดยอา้ งอิงความรู้หรือประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์เดิม
ทอ่ี ยู่ดงั กล่าว
4. การพยากรณ์ เป็นการวเิ คราะห์และแปลความหมายข้อมลู ทางวิทยาศาสตร์โดยการคาดคะเน
หรือพยากรณ์ปรากฏการณ์ในเชงิ วิทยาศาสตร์ทีจ่ ะเกิดขึ้นจากข้อมลู ท่ีมีอยู่ อาจเปน็ ขอ้ มูลเชงิ ปริมาณหรือคุณภาพ
ผลการพยากรณ์จะอ้างปรากฏการณ์ทีเ่ คยเกดิ ขึ้นซ้ำ ๆ ที่มีเงื่อนไขของการเกิดเช่นเดียวกับข้อมูลที่มอี ยู่ หรือ
ความสมั พันธ์แบบฟังก์ชนั ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม
สำหรบั การจดั กจิ กรรมการเรียนรเู้ พ่ือการวเิ คราะห์และแปลความหมายขอ้ มูลทางวทิ ยาศาสตร์
แต่ละวิธีดังกลา่ วข้อ 1-4 กลา่ วโดยละเอียดแลว้ ตามสมรรถนะ A3 1.3 A4 1.4 และ B3 2.3
C3 3.3 ระบุขอ้ สันนษิ ฐาน ประจักษพ์ ยาน และเหตุผลในเร่อื งท่เี กย่ี วกบั วิทยาศาสตร์
การกล่าวอ้างใด ๆ ทางวิทยาศาสตร์นั้น เมื่อกล่าวอ้างแล้วต้องมีหลักฐานอ้างอิงคำกล่าวอ้างนั้น
สมรรถนะ C2 3.2 เป็นการกล่าวอ้างผลวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตรโ์ ดยใช้วธิ กี ารอ้างอิง
ทีแ่ ตกตา่ งกัน
1. ระบขุ ้อสันนษิ ฐาน เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ในเชงิ วทิ ยาศาสตรท์ ่ีเกิดขน้ึ แลว้ แต่
ไม่สามารถตรวจสอบสาเหตุของการเกิดปรากฏดังกล่าวโดยใช้ข้อมูลการสำรวจ หรือการทดลอง หากแต่
อธิบายโดยอ้างอิงข้อมูลเชิงประจักษ์แวดล้อมที่คาดว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ดังกล่าว และ
เมือ่ ใดก็ตาม หากผู้ศกึ ษามีประจักษ์แวดล้อมแตกต่างกัน คำอธบิ ายปรากฏการณ์ในเชิงวทิ ยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นนั้น
อย่างเดียวกันจะแตกต่างกนั ด้วย และเชน่ เดียว ระยะเวลาที่ทำการศึกษาจะมผี ลต่อการคน้ พบประจักษ์พยานท่ี
แตกตา่ งจากเดิม คำอธิบายปรากฏการณใ์ นเชิงวทิ ยาศาสตร์ท่เี กดิ ข้ึนนนั้ อย่างเดียวกันจะแตกต่างจากเดิมถึงแม้
ผู้ศกึ ษาจะเป็นคนเดียวกนั หรอื คณะเดยี วกัน
ตัวอยา่ งการอธบิ ายปรากฏการณ์เชิงวิทยาศาสตร์ด้วยการระบุข้อสันนิษฐาน เช่น การสร้าง
คำอธบิ ายการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์(Dinosaur) เป็นตน้ กลา่ วคอื ไดโนเสาร์ เปน็ สตั ว์ขนาดใหญ่ที่ครองโลกใน
มหายุคมีโซโซอิค (Mesaozoic Era) นับย้อนหลัง 65 – 225 ปี แบ่งเป็น 3 ยุคคือ ไทรแอสซิก (Triassic)
ระยะเวลาโดยประมาณ 43 ล้านปี (นับย้อนหลัง 248 – 205 ปี) จูแรสซิก (Jurrassic) ระยะประมาณ 51 ปี
เป็นยุคที่เริ่มปรากฏไดโนเสาร์ประเภทต่าง ๆ เริ่มเกิดขึ้นและครองโลก และยุคครีเทเชียส (Cretaceous)
ระยะเวลาโดยประมาณ 79 ลา้ นปี (นับย้อนหลงั 144 – 65 ลา้ นป)ี รวมระยะเวลา 165 -173 ลา้ นปี
ไดโนเสาร์กำเนิดในยุคไทรแอสซิคโดยวิวัฒนาการมาจากสัตวเ์ ล้ือยคลานท่ีเดินด้วยขาหลัง
ไดโนเสารย์ คุ น้จี งึ เดินด้วย 2 ขาหลัง ธีโคดอน เชอื่ ว่าเป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์ ชนดิ อ่นื ท่ีพบ เชน่ พลาทีโอซอร์
เป็นไดโนเสารก์ นิ พชื และเปน็ บรรพบรุ ษุ ของซอโรพอด หรอื ซโี ลไฟซิส เป็นบรรพบุรุษของพวกกินเน้ือ ไดโนเสาร์
ครอบครองโลกสำเร็จในตอนปลายของยคุ ไทรแอสซิก และเมื่อเข้าสู่ยุคจูแรสซิกไดโนเสารม์ ีการขยายพนั ธ์ไปทัว่ โลก
ไดโนเสารม์ กี ารพัฒนาตวั เองเปน็ อย่างมากเม่ือส่ยู ุคครเี ทเชียส แตก่ ่อนทจี่ ะสิน้ ยคุ ครีเทเชียสกลบั พบว่าเกดิ การ
สญู พันธ์ของไดโนเสารอ์ ย่างส้นิ เชงิ พรอ้ มกับการมีบทบาทของสตั ว์เลย้ี งลูกด้วยน้ำนม (วกิ พี ีเดีย สารานกุ รมเสร.ี
ออนไลน)์
ปัญหาที่ถกเถียงกันและยังไม่เป็นข้อสรุปที่แท้จริงคือ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์
เกดิ การสญู พนั ธ์ุ โดยอาศยั ขอ้ มูลเชงิ ประจักษ์แวดล้อมของแต่ละชว่ งเวลาที่ค้นพบ นักวทิ ยาศาสตร์พยายามสร้าง
ทฤษฎีซ่งึ เปน็ ขอ้ สนั นิษฐานสาเหตุการสูญพันธข์ุ องไดโนเสาร์จากข้อมูลเชิงประจักษ์ส่ิงแวดล้อมดังกล่าว ปจั จุบัน
พบว่ามปี ระมาณ 95 ทฤษฎี แตท่ ี่สำคญั ปจั จบุ ันมี 2 ทฤษฎีคอื ทฤษฎแี รก ทฤษฎจี ักรวาล ข้อมูลเชิงประจักษ์
สงิ่ แวดลอ้ มท่คี น้ พบคือ พบหลุมอุกาบาศขนาดใหญ่บรเิ วณคาบสมุทรยูคาทานของประเทศเม็กซโิ กซึง่ เมื่อคำนวณ
จะอายุจะประมาณ 65 ลา้ นปี หลุมอุกาบาศดงั กล่าวนักวทิ ยาศาสตร์เชื่อว่าเกดิ จากการพุงชนของดาวเคราะห์น้อย
ขนาดใหญ่ ผลคือทำให้ฝุ่นจำนวนมหาศาลถูกสาดขึ้นถึงบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์บดบังแสงอาทิตย์จนชั้น
บรรยากาศที่ต่ำกว่าตกอยู่ในความมืดเป็นระยะเวลานาน อุณหภูมิของโลกลดลงเกิดความหนาวเย็น พืชไม่
สามารถทำการสังเคราะห์ด้วยแสงทำให้ขาดแหลง่ อาหารสำหรบั พวกไดโนเสาร์กนิ พชื อนั มีผลกระทบต่อไดโนเสาร์
ประเภทกินเน้อื ตามมา อกี ทั้งนักวิทยาศาสตร์ 2 คนคอื ชาลส์ ค็อกเคลล์ จากศนู ยว์ จิ ัยของนาซา กับ แอนดรูว์
บลาวสไตน์ จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน เสนอว่า ไนโตรเจนและซัลเฟอร์ออกไซด์ที่เกิดจากการพุงชนของดาว
เคราะห์น้อยทำลายชั้นโอโซนในชั้นของบรรยากกาศ ทำให้รังสีอุลตราไวโอเล็ต ส่องลงมาสู่พื้นเป็น 2 เท่าจาก
ภาวะปกติ รังสอี ุลตราไวโอเลต็ ปริมาณดงั กล่าวทำลายระบบนิเวศของโลกอย่างรุนแรง (วิมุติ วสะหลาย.2543)
นอกจากดงั กลา่ วมายงั มีการตรวจพบแร่อิริเดียมมากเป็นพิเศษของช้ันดินที่มีการสะสมตัวในช่วงปลายของยุค
ครเี ทเชยี ส ซึง่ นกั วิทยาศาสตรท์ ่ที ำการศึกษาเรื่องน้ีกลา่ วว่า การพบแร่ดังกลา่ วเปน็ ปริมาณสงู สามารถเกิดข้ึนได้
ทางเดียวคือ ฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยวิ่งเข้าชนโลกแล้วเกิดการระเบิดอย่างรนุ แรง ด้วยประจัก์พยานแวดล้อม
ดังกลา่ วจงึ เกดิ การสรง้ ขอ้ สนั นิษฐานวา่ เปน็ สาเหตทุ ำใหเ้ กิดการสญู พันธ์ของไดโนเสาร์ ส่วนทฤษฎีท่ีสอง จาก
การศึกษาเช่ือว่า ปรากฏการณท์ ี่เรยี กว่าทวปี จร (Continental Drift) ทำใหแ้ ผ่นซง่ึ กอ่ นหน้าน้นั เชื่อว่ารวมเป็น
แผ่นเดยี วกันท้งั หมด แยกตวั ออกจากกันกลายเป็นทวีปต่าง ๆ ในปจั จบุ ัน ณ ตำแหนง่ ของแตล่ ะทวปี ท่แี ยกออก
จากกันจะมีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกันและแตกต่างจากก่อนเกิดการแยกตัวของทวีป เมื่อภูมิอากาศมีการ
เปลี่ยนแปลงจะมีผลต่อการวิวัฒนาการของพืชที่เคยเป็นอาหารของไดโนเสาร์ประเภทกินพืช เมื่อไดโนเสาร์
ประเภทกินพืชเริ่มมีการสูญพันธ์ุเนื่องจากการขาดพืชที่เป็นอาหาร ทำให้ไดโนเสาร์ที่กินเนื้อเร่ิมมีการสูญพันธ์
ตาม และในที่สุดไดโนเสาร์ทั้ง 2 ประเภทมีการสูญพันธุ์อย่างสิ้นเชิงในปลายยุคครีเทเชียส ปรากฏการณ์การ
สญู พันธขุ์ องไดโนเสารต์ ามทฤษฎีนจ้ี ะเปน็ ไปอย่างชา้ ๆ
ข้อสันนิษฐานที่สร้างทฤษฎกี ารสญู พันธุ์ของไดโนเสารด์ ังกล่าวมาทั้ง 2 ทฤษฎีดังกล่าวมา มีผู้
พยายามหาข้อมลู เชงิ ประจักษ์แวดล้อมมาสนับสนุนทฤษฎจี ักรวาลมากท่สี ุด
ตวั อย่างที่ 1 : การกำหนดสมมตฐิ าน
สมมติฐานของการสรา้ งอาหารของพืช
....................................................................
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
สามารถกำหนดสมมติฐานจากสถานการณ์ท่ีกำหนดให้
วสั ดุอปุ กรณ์
รูปภาพพืชทดลองท่ีไดร้ ับแสง และรูปภาพพืชทดลองทจ่ี ัดให้อยใู่ นท่มี ืด
คำส่งั /คำชีแ้ จง
จากพชื ทดลองที่กำหนดให้จงตอบคำถาม เมื่อตอบคำถามครบตามกำหนดแลว้ อภิปรายคำถาม
ร่วมกบั ผสู้ อน
วสั ดุอปุ กรณ์
พชื ทดลองที่ได้รบั แสงและพชื ทดลองที่จดั ใหอ้ ยู่ในทมี่ ืด
ขอ้ คำถาม
1. “อาหารที่พชื สรา้ ง” อาหารของพชื คือสารใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.นกั เรยี นคิดวา่ คดิ วา่ สว่ นใดของพืชทำหน้าทีใ่ นการสร้างแป้งและมีเหตุผล อย่างไรจึงคิดเช่นนนั้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
พืชที่ไดร้ ับแสง พืชที่อยใู่ นที่มืด
ภาพ : พืชทดลองที่ได้รบั แสง และรูปภาพพชื ทดลองท่ีจัดให้อยู่ในท่ีมดื
3. ถา้ ใบของพืชต้องการแสงในการสร้างแปง้ จริงตามข้อความของสมมตฐิ านผลการทดลองที่ต้องการ
ตรวจสอบคือส่ิงใด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4.จากผลการอภิปรายคำถามขอ้ 3 ส่ิงใดท่ตี อ้ งจัดให้แตกต่างกนั ในการทดลอง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
5. สว่ นใดของพชื ทดลองท่ีตอ้ งจัดให้รบั แสงท่ี แตกต่างกนั ดังกล่าว คำถามขอ้ 4
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวอยา่ งท่ี 2 : การกำหนดสมมติฐาน
สมมตฐิ านของออสโมซสิ
.............................................................
จุดประสงค์การเรียนรู้
สามารถกำหนดสมมตฐิ านของออสโมซสิ จากสถานการณท์ ี่กำหนดให้
วสั ดอุ ุปกรณ์
รูปของไข่ไก่ท่ีแชอ่ ยู่ในภาชนะ 3 ลูก ฟองไข่ไก่ที่แชอ่ ยใู่ นน้ำ
คำส่ัง/คำช้ีแจง
จากการสงั เกตรปู ท่ีกำหนดให้จงตอบคำถาม เมือ่ ตอบคำถามครบตามกำหนดแลว้ อภิปรายคำถาม
ร่วมกับผสู้ อน
ขอ้ คำถาม
1. จากรูปท่กี ำหนดให้ เม่อื เวลาผ่านระดบั น้ำในหลอดกาแฟจะมีการเปล่ยี นแปลงอยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. เหตใุ ดที่ทำใหร้ ะดบั นำ้ ในหลอดกาแฟเพ่มิ ข้ึน เม่อื เวลาเปลีย่ นไป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. จงอธิบายความหมายออสโมซิส
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
จากรูป : จงสงั เกตระดับนำ้ ในหลอดของไขแ่ ตล่ ะฟองที่อยู่ในภาชนะท้ัง 3 ใบ พร้อมตอบคำถาม
4. จากรปู ที่กำหนดให้ ระดับนำ้ ในหลอดของไข่แตล่ ะฟองที่อย่ใู นภาชนะท้ัง 3 ใบ เหมือนกนั หรอื
แตกต่างกันอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
5. จากคำตอบข้อที่ 4 อะไรคือปญั หาทตี่ ้องการคดิ ค้นหาคำตอบ
ก. เหตใุ ดทีท่ ำให้ระดบั น้ำในหลอดของไข่แต่ละฟองท่ีอย่ใู นภาชนะท้ัง 3 ใบ แตกต่างกนั
ข. เหตใุ ดทที่ ำให้ลักษณะของไข่ท่ีอยบู่ นภาชนะทง้ั 3 ใบ แตกต่างกัน
ค. เหตุใดทีท่ ำใหร้ ะดบั น้ำในหลอดของไขแ่ ตล่ ะฟองที่อยใู่ นภาชนะท้งั 3 ใบ เพ่ิมขึ้น
ง. นำ้ ในหลอดของไข่แต่ละฟองท่ีอยู่ในภาชนะท้ัง 3 ใบ เป็นอยา่ งไร
6. จากคำถามท่นี ักเรยี นกำหนดขน้ึ คาดคะเนคำตอบวา่ อย่างไร
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ..............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
7. จากคำตอบข้อท่ี 6 อะไรคือเหตทุ ท่ี ำใหน้ ักเรียนคาดคะเนคำตอบเช่นนน้ั
............................................................................................................................. ...................................
.......................................................................................................................................................... ....................
.............................................................................................................. ...............................................................
แบบฝึกท่ี 1 : การกำหนดสมมติฐาน
สมมตฐิ านการกระดอนของลูกปงิ ปองตราทแี่ ตกตา่ งกนั
................................................................
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
สามารถกำหนดสมมติฐานการกระดอนของปงิ ปองตราที่แตกต่างกันจากสถานการณ์ทก่ี ำหนดให้
วัสดอุ ปุ กรณ์
ลกู ปงิ ปองทแี่ ตกต่างกนั 4 ชนดิ คอื ตราเพชร ตราโลช่ นะ ตรานิตากุ และตราผีเสื้อ ชนดิ ละ 1 ลูก
คำสัง่ /คำชแ้ี จง
จากชนิดของลูกปิงปองที่กำหนดให้จงตอบตำถาม เม่ือตอบคำถามครบทุกข้อแลว้ อภิปรายคำตอบ
ของข้อคำถามร่วมกบั ผู้สอน
ข้อคำถาม
1. เมื่อเราโยนลูกปิงปองชนิดชนดิ หนง่ึ ใหต้ กกระทบพน้ื ผิวการกระดอน จะเกดิ ปรากฏการณใ์ ด
………………………………………………………………………………………………………………………………..........
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
2. ทำการสังเกตตามคุณสมบตั ิของลูกปิงปองท่ีกำหนดให้ตาราง พรอ้ มทง้ั บนั ทึกผลการสงั เกตลงในตาราง
ตาราง : แสดงคณุ สมบัติของลกู ปงิ ปองท่ีแตกตา่ งกัน 4 ชนิดโดยจำนวน + หมายถึง ผลการสงั เกตแตล่ ะ
คุณสมบตั มิ ีค่า 1 หน่วย ซง่ึ เปน็ คณุ สมบัติทมี่ คี า่ น้อยท่สี ุด
ชนิดลกู ปิงปอง (ตรา) ความเรียบของผวิ น้ำหนัก ขนาดเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลาง เสยี งตกกระทบพ้ืน
ตราเพชร
ตราโล่ชนะ
ตรานติ ากุ
ตราผีเสื้อ
3. จากผลการสังเกตแตล่ ะคุณสมบัติของลกู ปิงปองดังตาราง เมอ่ื เปรียบกันลูกปงิ ปองแตล่ ะชนิดมี
คณุ สมบตั ิท่ีเหมือนกันหรือแตกตา่ งกัน
ผลการอภปิ ราย………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
.………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
4. จากผลการตอบคำถามข้อ 3 จงใหเ้ หตผุ ลเพอ่ื สนับสนุนคำตอบดังกล่าว
ผลการอภปิ ราย………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………...……..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
แบบฝึกที่ 2 : การกำหนดสมมติฐาน
สมมตฐิ านสีของใบไม้ทแี่ ตกต่างกัน
................................................................
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
สามารถกำหนดสมมตฐิ านสีของใบไมท้ ่ีแตกตา่ งกันจากสถานการณท์ ี่กำหนดให้
วสั ดุอปุ กรณท์ ก่ี ำหนดให้
ใบมะมว่ ง ใบโกสน ใบว่านกาบหอย ใบเลบ็ คุด
คำส่ัง/คำชแ้ี จง
จากแตล่ ะชนดิ ของใบไม้ที่กำหนดใหจ้ งสังเกตสีพร้อมทง้ั บนั ทึกผลการสงั เกต อภิปรายคำถามรว่ มกับผสู้ อน
ข้อคำถาม
1. ใบไม้ท่วั ไปมีสีอะไร........................................................…………………………………………………………….
2. หนา้ ทีข่ องใบไมค้ ืออะไร......................................................................................................................
3. สีเขยี วในใบไมม้ หี น้าที่อยา่ งไร.............................................................................................................
จากชนิดของใบไม้ที่กำหนดให้ จงสังเกตสีที่พบ พร้อมท้ังบันทึกผลการสงั เกต
ตาราง : แสดงสที พ่ี บของใบไม้ทีแ่ ตกต่างกัน 4 ชนิด
ชนดิ ของใบไม้ ชนิดของสีท่ีทำการสังเกตพบ
ใบมะม่วงอ่อน
ใบโกสน
ใบวา่ นกาบหอย
ใบเลบ็ คุด
4. จากผลการสังเกตสีของใบไม้แต่ละชนิดดังตาราง ใบไมด้ ังกล่าวมีสีแตกต่างจากใบไม้ท่ีพบทว่ั ไปอย่างไร
ผลการอภปิ ราย………………………………………………………………………………………………………………………..
...................................................................................................... ........................................................................
............................................................................................................................. .................................................
5. ชนดิ ของใบไม้ท่มี สี อี ื่นจะมีสเี ขียวเปน็ สว่ นประกอบดว้ ยหรือไม่
ผลการอภปิ ราย………………………………………………………………………………………………………………………..
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
6. จากผลการตอบคำถามข้อ 5 จงใหเ้ หตผุ ลเพื่อสนับสนุนคำตอบดงั กล่าว
ผลการอภปิ ราย………………………………………………………………………………………………………………………..
................................................................................................................................................................... ...........
....................................................................................................................... .......................................................
............................................................................................................................. .................................................
แบบฝกึ ที่ 3 : การตง้ั สมมตฐิ าน
สมมตฐิ านการซมึ ผา่ นดนิ แตล่ ะชนิดของนำ้
................................................................
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
สามารถกำหนดสมมติฐานการซึมผา่ นดนิ แต่ละชนิดของน้ำจากสถานการณท์ ่ีกำหนดให้
วสั ดุอปุ กรณ์ท่กี ำหนดให้
ดนิ เหนียว ดนิ ทราย ดนิ ร่วน และนำ้
คำสงั่ /คำชี้แจง
จากรูปทีก่ ำหนดให้ ใหท้ ำการสงั เกตรปู ภาพแลว้ จงตอบตำถาม เมื่อตอบคำถามครบตามกำหนดเวลา
แล้ว ให้อภปิ รายคำถามร่วมกับผู้สอน
ข้อคำถาม
1. ข้อใดไม่ใชส่ ่วนประกอบของดิน
ก. นำ้
ข. แรธ่ าตุ
ค. อินทรยี ว์ ตั ถุ
ง. ไมม่ ีข้อใดถูก
2. ถา้ เทน้ำลงไปในดินทิศทางการเคล่ือนที่ของน้ำจะเป็นอย่างไร
.................................................................................................... ......................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
รปู นำ้ ไหลดนิ เหนยี ว ดนิ ทราย ดินรว่ น
3. จากรปู ทีก่ ำหนดใหป้ รมิ าณน้ำท่ไี หลผ่านดนิ ทง้ั 3 ชนดิ มปี รมิ าณเหมอื นกนั หรือแตกตา่ งกันอยา่ งไร
ผลการอภปิ ราย………………………………………………………………………………………………………………………..
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. จากคำตอบขอ้ ท่ี 3 อะไรคอื ปญั หาท่ีต้องคดิ ค้นหาคำตอบ
ผลการอภิปราย………………………………………………………………………………………………………………………..
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. จากคำถามที่นักเรียนกำหนดข้นึ คาดคะเนคำตอบวา่ อยา่ งไร
ผลการอภิปราย………………………………………………………………………………………………………………………..
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
6. จากคำตอบของข้อที่ 5 อะไรคือเหตุผลทที่ ำใหน้ กั เรยี นคาดคะเนคำตอบเช่นนั้น
ผลการอภิปราย………………………………………………………………………………………………………………………..
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ตารางรบู ริคสก์ ารวเิ คราะหโ์ ดยกำหนดสมมตฐิ าน
กิจกรรมรปู แบบท่ี 1 : อภปิ รายคำถามรว่ มกับนกั เรยี นเพอ่ื กำหนดสมมติฐานจากปัญหาทีก่ ำหนดข้นึ
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ตน้ แบบ : สามารถกำหนดสมมตฐิ านจากปญั หาการกระดอนของลูกปิงปองตรา
ท่ีแตกตา่ งกนั (K)
จดุ ประสงคท์ ี่ 1 จำนวนคะแนนแตล่ ะเกณฑ์ของรบู ริคส์ (ด้าน)
ประเด็นที่ทำการ เกณฑ์รูบริคส์สข์ องแตล่ ะประเดน็
ประเมิน K คะแนน P คะแนน A คะแนน
สมมติฐานทีก่ ำหนด ข้อความของสมมตฐิ านแสดงการคาดคะเน
สาเหตขุ องปัญหา หรือ คาดคะเนผลของ
ความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรอสิ ระและตัว
แปรตาม
อา้ งองิ ทฤษฎี กฎ หรือหลักการ หรือ
ข้อเทจ็ จริงท่มี ีความสัมพนั ธ์กับสภาพของ
ปญั หาเพ่ือสนบั สนนุ สมมติฐานทก่ี ำหนดขึ้น
กิจกรรมรูปแบบท่ี 1 : นกั เรียนกำหนดสมมติฐานด้วยตนเอง
จุดประสงคก์ ารเรียนรูต้ น้ แบบ : สามารถกำหนดสมมตฐิ านจากปัญหาการกระดอนของลูกปงิ ปองตรา
ท่ีแตกตา่ งกนั (K)
รบู ริคสส์ ส์ ำหรับการวัดและประเมนิ ผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมการเรยี นรูร้ ปู แบบท่ี 1
กิจกรรมรูปแบบที่ 2 : อภปิ รายคำถามรว่ มกับนกั เรียนเพื่อกำหนดสมมติฐานจากปัญหาท่กี ำหนดขึน้
จดุ ประสงค์การเรียนรตู้ น้ แบบ : สามารถกำหนดสมมติฐานจากสขี องใบไมท้ แี่ ตกต่างกัน (K)
จุดประสงคท์ ่ี 2 จำนวนคะแนนแต่ละเกณฑ์ของรบู รคิ ส์ (ด้าน)
ประเด็นที่ทำการ เกณฑ์รูบรคิ ส์ของแตล่ ะประเดน็
ประเมนิ K คะแนน P คะแนน A คะแนน
สมมตฐิ านทก่ี ำหนด ข้อความของสมมตฐิ านแสดงการคาดคะเน
สาเหตขุ องปัญหา หรือ คาดคะเนผลของ
ความสมั พันธ์ระหว่างตวั แปรอสิ ระและตวั
แปรตาม
อา้ งองิ ทฤษฎี กฎ หรือหลักการ หรือ
ขอ้ เทจ็ จรงิ ทม่ี ีความสัมพันธ์กับสภาพของ
ปญั หาเพ่ือสนบั สนนุ สมมตฐิ านทก่ี ำหนดขึน้
กจิ กรรมรปู แบบท่ี 2 : นกั เรียนกำหนดสมมติฐานด้วยตนเอง
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ตน้ แบบ : สามารถกำหนดสมมตฐิ านจากปัญหาสีของใบไม้ท่แี ตกต่างกัน (K)
รบู ริคสส์ ำหรับการวดั และประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกับการออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้รปู แบบที่ 1
กจิ กรรมรปู แบบท่ี 3 : อภิปรายคำถามรว่ มกับนกั เรยี นเพื่อกำหนดสมมติฐานจากปัญหาท่กี ำหนด
จุดประสงคก์ ารเรยี นร้ตู ้นแบบ : สามารถกำหนดสมมตฐิ านจากการซึมผา่ นดนิ แตล่ ะชนดิ ของน้ำ(K)
จุดประสงคท์ ี่ 3 เกณฑ์รูบรคิ ส์ของแต่ละประเด็น จำนวนคะแนนแตล่ ะเกณฑข์ องรบู ริคส์
ประเดน็ ท่ที ำการ (ดา้ น)
ประเมิน K คะแนน P คะแนน A คะแนน
สมมติฐานท่กี ำหนด ข้อความของสมมติฐานแสดงการคาดคะเน
สาเหตขุ องปัญหา หรือ คาดคะเนผลของ
ความสมั พันธ์ระหวา่ งตัวแปรอิสระและตัว
แปรตาม
อ้างองิ ทฤษฎี กฎ หรอื หลักการ หรือ
ขอ้ เท็จจรงิ ท่ีมีความสัมพันธ์กับสภาพของ
ปัญหาเพื่อสนับสนนุ สมมตฐิ านทก่ี ำหนดข้ึน
กจิ กรรมรปู แบบท่ี 3 : นักเรยี นกำหนดสมมตฐิ านด้วยตนเอง
จุดประสงคก์ ารเรยี นรตู้ ้นแบบ : สามารถกำหนดสมมตฐิ านจากปัญหาการซึมผา่ นดินแต่ละชนดิ ของน้ำ (K)
รูบรคิ สส์ ำหรบั การวัดและประเมินผล : กำหนดเช่นเดียวกบั การออกแบบกิจกรรมการเรยี นรูร้ ูปแบบที่ 1
คำช้แี จงการใช้ชดุ ฝึกสมรรถนะการแปลงขอ้ มลู
นวัตกรรมชุดแบบฝึกเพ่ือพัฒนาสมรรถนะของวิทยาศาสตร์ตามแนวของ PISA โดยเน้นการจัดกระทำ
ข้อมลู ทสี่ ามารถทำได้หลายวธิ ี ทงั้ น้ขี ึน้ อยกู่ บั ลกั ษณะและจดุ ประสงค์ทีต่ ้องการทำความ เข้าใจข้อมูลนั้นโดยได้
แสดงโครงสร้างและข้นั ตอนการใชด้ ังนี้
โครงสร้างของนวตั กรรม ประกอบด้วย
1. เอกสารการแปลงข้อมูล
2. เอกสารและตวั อยา่ งการแปลงข้อมลู
3. แบบฝกึ ที่ 1
4. แบบฝกึ ท่ี 2
5. แบบฝึกที่ 3
6. แบบฝึกที่ 4
7. แบบฝึกท่ี 5
8. ตารางรูบริคส์การจดั แปลงข้อมลู
2. สมรรถนะการแปลงขอ้ มูล
ความหมายของการแปลงขอ้ มลู ทางวทิ ยาศาสตร์แยกออกเป็น 2 ประเดน็ คือ
1. การจัดกระทำข้อมูล (organizing data) การจัดกระทำข้อมูล หมายถึง การนําข้อมูลที่ได้จากการ
สังเกต การวัดการนับการทดลอง และข้อมูลจากแหล่งอื่นมาจัดกระทำเสียใหม่โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เช่น
การจัดลำดับ การจัดกลุ่ม การคํานวณหาค่าใหม่ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการหาความหมายของข้อมูล
(สารสนเทศ) นัน้
2. การสื่อความหมายข้อมลู (communicating) การสื่อความหมายขอ้ มูล หมายถึง การนําข้อมูลท่ีจัด
กระทำแล้วมาเสนอและแสดงเพื่อให้เข้าใจความหมายของข้อมูลชุดน้ันง่ายขึ้น การนําเสนอข้อมูลอาจทำได้
หลายรูปแบบเน่อื งจากการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลมคี วามสำคัญอย่างย่ิงต่อข้อมลู ท่ีทำการรวบรวม
โดยวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น ผู้สอนควรมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการจัดกระทำ และสื่อ
ความหมายขอ้ มูลในบางประเดน็ ท้ังนี้ เพ่ือใหก้ ารจดั กิจกรรมการเรียนรเู้ พอ่ื การดงั กล่าวมีความสมบูรณ์
วธิ ีการจัดกระทำขอ้ มลู
การจัดกระทำข้อมูล สามารถทำไดห้ ลายวิธี ท้งั น้ีขึน้ อยู่กับลักษณะและจุดประสงค์ที่ต้องการทำความ
เขา้ ใจข้อมลู นัน้ ตวั อยา่ งวธิ กี ารจัดกระทำข้อมลู เช่น
1. การใชส้ ัญลักษณ์
การใช้สัญลักษณ์ เป็นวิธีจัดกระทำข้อมูลโดยใช้สัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งแทนข้อความ
บางอย่างของข้อมูลที่นำเสนอ โดยสัญลักษณ์ที่จัดกระทำขึ้นนั้นต้องเป็นที่ตกลงและเข้าใจความหมายร่วมกัน
ระหว่างผู้เสนอและผู้รับข้อมูล การใช้สัญลักษณ์จะทำให้ข้อมูลนั้นมีความรัดกุม สะดวก และเข้าใจตรง กันได้
ง่าย ดังตัวอย่าง
ตวั อย่าง
จากการศึกษาห่วงโซ่อาหารของระบบนิเวศน์แห่งหนึ่ง ข้อมูลสมมติที่บันทึกได้สามารถจัดลำดับการ
กินและการถูกกินตามความหมายของห่วงโซอ่ าหาร ดังนี้
ต้นข้าวถูกกินโดยแมลง แมลงถูกกินโดยเขียด เขียดถูกกินโดยปลาช่อน ปลาช่อนถูกกินโดยคน
การจัดกระทำข้อมูลโดยวิธีดังกล่าวจะเห็นว่า ข้อความมีความเยิ่นเย้อเน ื่องจากต้องใช้คำที่
ซ้ำกันเสมอระหว่างข้อความแต่ละวรรค ดังนั้น การใช้สัญลักษณ์ แทนคำว่า ถูกกิน โดยสร้างข้อตกลงว่า
หางลูกศร หมายถึง ชนิดของสิ่งมีชีวิตที่ถูกกิน และปลายลูกศร หมายถึง ชนิดของสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้กิน ผลคือ
ขอ้ มูลดงั กล่าวมคี วามกระชับข้นึ คือ
ตน้ ข้าว แมลง เขียด ปลาชอ่ น คน
2. การบรรยาย
การบรรยาย เป็นวิธีจัดกระทำข้อมูลโดยการนำข้อมูลที่มีอยู่มาบรรยายด้วยข้อความที่รัดกุม
ชัดเจน ข้อความที่ถูกจัดกระทำสามารถแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ต้องการนำเสนอเพื่อสื่อความหมาย
ดังตวั อย่าง
ตวั อยา่ ง
จากการศกึ ษาการกินอาหารของสัตว์บางชนิด ข้อมูลสมมติท่ีบันทึกได้คือ หนอนกนิ ใบไม้ สำหรับ
ไกก่ นิ ขา้ วสกุ หนอน ขา้ วสาร แตไ่ ม่กินลกู นำ้ ปลากินลกู น้ำ หนอน และขา้ วสกุ สว่ นจงิ้ จกกนิ ข้าวสกุ และหนอน
กบกนิ หนอน
ข้อมูลที่บันทึกได้ดังกล่าวพบว่า มีความวกวน ยากต่อการทำความเข้าใจถึงชนิดของอาหารที่สัตว์
แต่ละชนิดกิน ความสามารถในการบรรยายด้วยข้อความที่รัดกุม ชัดเจน จะทำให้ข้อมูลที่ต้องการนำเสนอ
ง่ายต่อการส่อื ความหมาย คอื
ปลากินหนอน ลูกน้ำ และข้าวสกุ
ไก่กินหนอน ข้าวสุก และลูกน้ำ
หนอนกินใบไม้
กบกินหนอน
3. การจดั กล่มุ
การจดั กลุ่ม เปน็ วิธีจดั กระทำข้อมลู โดยนำข้อมลู ทีม่ ีอยูม่ าจัดเปน็ กลมุ่ จำแนกประเภท หรือจัด
หมวดหมู่ตามเกณฑ์ท่กี ำหนดขนึ้ หรอื มีอยู่ ท้ังนีเ้ พอ่ื ความรวดเรว็ ในการสื่อความหมายทจี่ ะบอกให้ทราบว่า มี
วตั ถุหรอื เหตุการณใ์ ดบา้ งที่มีคุณสมบัติอย่างเดยี วกนั ตามเกณฑ์ทใ่ี ชใ้ นการจำแนกประเภท ดังตัวอย่าง
ตัวอยา่ ง
จากการศึกษาลักษณะการจัดเรยี งตวั ของเสน้ ใบจากพืชชนดิ ตา่ ง ๆ ที่ทำการสำรวจ ข้อมูลที่
บนั ทกึ คือ
1. ใบมะพร้าว การจัดเรยี งตัวของเส้นใบเป็นแบบเส้นขนาน
2. ใบชบา การจดั เรียงตวั ของเส้นใบเปน็ แบบร่างแห
3. ใบมะมว่ ง การจดั เรียงตวั ของเสน้ ใบเปน็ แบบร่างแห
4. ใบหญ้า การจัดเรียงตัวของเส้นใบเป็นแบบเส้นขนาน
5. ใบกลว้ ย การจัดเรยี งตัวของเส้นใบเปน็ แบบเสน้ ขนาน
6. ใบเฟื่องฟา้ การจดั เรยี งตวั ของเส้นใบเปน็ แบบร่างแห
จากผลการสำรวจดงั กลา่ วสังเกตพบว่า ชนดิ ของพชื ทท่ี ำการสำรวจมีการจัดเรียงตวั ของเสน้ ใบ
แบง่ ออกเป็น 2 ลักษณะคือ แบบเสน้ ขนานและแบบร่างแห การนำผลการสังเกตมาจัดกลุ่มโดยใช้เกณฑ์
ดงั กล่าวจะทำใหง้ า่ ยต่อการเข้าใจวา่ มพี ืชนิดใดบ้างทมี่ เี ส้นใบมลี ักษณะเปน็ แบบเส้นขนานหรือร่างแหดังน้ี
1. ชนิดของพชื ท่ีมกี ารจดั เรียงตัวของเส้นใบเปน็ แบบเส้นขนานได้แก่ มะพร้าว หญ้า กลว้ ย
2. ชนิดของพชื ที่มกี ารจัดเรยี งตวั ของเสน้ ใบเปน็ แบบร่างแหไดแ้ ก่ ชบา มะมว่ ง เฟ่ืองฟ้า
4. การหาความถี่
การหาความถ่ี เป็นวิธีจดั กระทำข้อมูลโดยนำข้อมลู ท่ีมคี ุณสมบตั ซิ ำ้ กนั มาแจกแจงหาความถี่ผล
การแจกแจงความถีท่ ำใหส้ ามารถสรุปไดว้ ่า ข้อมูลแต่ละชดุ ทตี่ ้องการนำเสนอมกี ารกระจายคุณสมบัตทิ ่ี
ต้องการศกึ ษาเปน็ อย่างไร ดังตวั อย่าง
ตัวอยา่ ง
จากการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เพ่ือศึกษาความสงู ของนกั เรียนช้ัน ป. 6 จำนวน 24 คน สามารถบันทึกผล
การวัดซง่ึ เป็นค่าสมตโิ ดยกำหนดหนว่ ยวัดเปน็ เซน็ ตเิ มตรดังนี้
126 125 129 130 126 125 124 125 124 125 131 129
125 126 124 128 130 126 131 125 127 126 127 124
เพ่ือใหง้ า่ ยต่อการเขา้ ใจถึงลกั ษณะการกระจายความสูงของนกั เรยี น สามารถจัดกระทำข้อมูล
ดังกลา่ วโดยการหาความถีด่ ังนี้
ระดบั ความสูงของนกั เรียน (เซนติเมตร) ขดี ความถี่ จำนวน (คน)
131 II 2
130 II 2
129 II 2
128 I 1
127 II 2
126 IIII 5
125 IIII I 6
124 IIII 4
5. การเรียงลำดบั
การเรียงลำดบั เปน็ วิธีจัดกระทำข้อมลู โดยนำคุณสมบัติเชงิ ปริมาณบางประการที่ต้องการศกึ ษามา
จดั ลำดับอย่างใดอย่างหนงึ่ การเรียงลำดับสามารถทำให้ลงข้อสรุปข้อมูลตามความสัมพนั ธ์ทพ่ี บ ดงั ตัวอย่าง
ตวั อย่าง
จากการทดลองเพื่อทดสอบสมมตฐิ าน พ้นื ทผ่ี วิ หน้าของภาชนะมผี ลตอ่ อตั ราการระเหยของนำ้
เมื่อไดร้ บั ความร้อนจากดวงอาทิตย์ จากข้อมูลสมมติของผลการทดลองพบวา่ อตั ราการระเหยของนำ้ จาก
จานทมี่ พี นื้ ทผ่ี วิ หน้าท่ีแตกตา่ งกัน 5 ขนาดบันทึกได้ดังนี้
จานท่ีมีพน้ื ที่ผวิ หน้า 154 ตารางเซนตเิ มตร อตั ราการระเหยของน้ำ 10 มล./ช่ัวโมง
จานทม่ี ีพื้นทผ่ี ิวหน้า 615 ตารางเซนตเิ มตร อัตราการระเหยของน้ำ 15 มล./ชัว่ โมง
จานทม่ี ีพน้ื ทผ่ี ิวหน้า 314 ตารางเซนติเมตร อตั ราการระเหยของน้ำ 13 มล./ชั่วโมง
จานทม่ี ีพื้นท่ผี ิวหนา้ 201 ตารางเซนติเมตร อัตราการระเหยของนำ้ 11 มล./ชั่วโมง
จานทมี่ ีพื้นทีผ่ ิวหน้า 113 ตารางเซนตเิ มตร อัตราการระเหยของนำ้ 8 มล./ชว่ั โมง
จากข้อมูลดงั กล่าว เม่ือนำพืน้ ท่ีผิวหน้าของจานแตล่ ะใบมาเรียงลำดบั จากมากไปหาน้อย จะทำ
ให้ง่ายต่อการลงข้อสรปุ ข้อมูลคือ จานท่ีมีพื้นที่ผวิ หน้าท่แี ตกตา่ งกัน มอี ัตราการระเหยของน้ำท่ีบรรจุอยใู่ น
จานแตกตา่ งกนั ดงั น้ี
จานทมี่ ีพืน้ ทีผ่ วิ หนา้ 615 ตารางเซ็นตเิ มตร อัตราการระเหยของน้ำ 15 มล./ชั่วโมง
จานที่มพี ื้นที่ผวิ หนา้ 314 ตารางเซ็นติเมตร อัตราการระเหยของน้ำ 13 มล./ช่ัวโมง
จานที่มีพ้ืนทผี่ วิ หน้า 201 ตารางเซ็นติเมตร อัตราการระเหยของน้ำ 11 มล./ชัว่ โมง
จานท่มี พี น้ื ทผ่ี ิวหนา้ 154 ตารางเซน็ ติเมตร อตั ราการระเหยของน้ำ 10 มล./ชั่วโมง
จานที่มพี ื้นทผี่ ิวหน้า 113 ตารางเซน็ ติเมตร อัตราการระเหยของนำ้ 8 มล./ชั่วโมง
6. การคำนวณหาคา่ ใหม่
การคำนวณหาค่าใหม่ เป็นวิธีจัดกระทำข้อมูลโดยนำคุณสมบัติเชิงปริมาณของข้อมูลที่มีอยู่มา
คำนวณหาค่าใหม่ ทำให้สามารถลงข้อสรุปหรือเปรียบเทียบข้อมูลที่ต้องการสื่อความหมายได้ง่ายขึ้น
ดังตวั อยา่ ง
ตัวอย่าง
ในการสำรวจการประกอบอาชีพของประชากรในอำเภอแห่งหนึง่ สามารถบันทึกข้อมลู สมติของ
การสำรวจดงั นี้
จากจำนวนประชากรที่สำรวจท้ังสนิ้ จำนวน 55,000 คน พบจำนวนประชากรที่ประกอบอาชีพ ตา่ ง ๆ
ดังนี้ ข้าราชการ จำนวน 11,000 คน เกษตรกร จำนวน 20,500 คน ค้าขาย 9,800 คน และรับจ้างทั่วไป
จำนวน 13,700 คน
จากข้อมูลการสำรวจดังกล่าว เพื่อต้องการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของจำนวน
ประชากรที่ประกอบแต่ละอาชีพได้ชดั เจนขึ้น การจัดกระทำข้อมูลโดยการหาค่าใหมใ่ นรปู ของเปอรเ์ ซ็นต์หรอื
ร้อยละจะทำใหเ้ ปรียบเทียบขอ้ มลู งา่ ยขึน้ ดงั นี้
จำนวนรอ้ ยละของประชากรทีร่ ับราชการ = 100 X 11,000/55,000 = 20.0
จำนวนรอ้ ยละของประชากรทที่ ำการเกษตร = 100 X 20,500 /55,000 = 32.7
จำนวนร้อยละของประชากรท่ที ำการคา้ ขาย = 100 X 9,800 / 55,000 = 17.8
จำนวนรอ้ ยละของประชากรท่ีรับจ้างทว่ั ไป = 100X13, 700 /55,000 = 24.9
รปู แบบการสือ่ ความหมายข้อมลู
การสอ่ื ความหมายข้อมูลทำได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลและจุดประสงค์ที่
ตอ้ งการนำเสนอ ตัวอยา่ งรูปแบบการสอ่ื ความหมายขอ้ มูล เชน่
1. แผนภูมิวงกลม
แผนภมู วิ งกลม เป็นรูปแบบการสอ่ื ความหมายข้อมลู เพ่อื ต้องการแสดงและเปรยี บเทยี บเชงิ
ปริมาณของแต่ละสว่ นประกอบของสงิ่ หน่ึงส่ิงใดทตี่ ้องการนำเสนอ ดงั ตวั อย่าง
ตัวอยา่ ง
จากการศึกษาส่วนประกอบของดินในที่ดินแปลงหนึ่ง ผลจากการสุ่มตัวอย่างโดยการขุดดิน
จากผิวหน้าให้มีระดับความลึก 3000 มิลลิเมตรเมตรดว้ ยเคร่ืองขดุ โลหะทรงกระบอกพืน้ ทหี่ น้าตัด 400 ตาราง
มิลลิเมตร พบว่าโดยเฉลี่ยเนื้อดินที่มีน้ำหนัก 6050 กรัมของที่ดินแปลงดังกล่าวมีส่วนประกอบที่สำคัญโดย
น้ำหนักดังนี้ อนุภาคทรายหยาบ 2500 กรัม อนุภาคทรายละเอียด 1500 กรัม อนุภาคดินเหนียว 900 กรัม
ความชื้น 250 กรมั อนิ ทรยี วัตถุ 600 กรมั และสิ่งมีชีวิตในดิน 300 กรมั
จากข้อมูลสมตทิ ี่บันทกึ ดังกล่าว สามารถจดั กระทำโดยการคำนวณหาค่าใหม่ดงั น้ี
1. จำนวนเปอรเ์ ซ็นตข์ องอนภุ าคทรายหยาบ = 2500 X 100 / 6050 = 47.72 %
2. จำนวนเปอรเ์ ซน็ ต์ของอนภุ าคทรายละเอยี ด = 1500 X 100 / 6050 = 24.79 %
3. จำนวนเปอรเ์ ซ็นตข์ องอนภุ าคดินเหนยี ว = 900 X 100 / 6050 = 14.78 %
4. จำนวนเปอรเ์ ซ็นตข์ องความช้นื = 250 X 100 / 6050 = 4.13 %
5. จำนวนเปอร์เซน็ ต์ของอินทรยี วัตถุ = 600 X 100 / 6050 = 9.91 %
6. จำนวนเปอร์เซน็ ตข์ องสงิ่ มีชีวติ ในดิน = 300 X 100 / 6050 = 4.95 %
ข้อมลู ท่จี ัดกระทำแล้วด้วยวธิ ีการหาคา่ ใหม่ดังกลา่ วแลว้ สามารถสือ่ ความหมายด้วยแผนภูมวิ งกลม
ดงั รปู
แผนภูมิวงกลม : แสดงสว่ นประกอบเฉลี่ยโดยน้ำหนักของเน้ือดนิ ณ ทีด่ นิ แปลงหนง่ึ มีพ้ืนทห่ี นา้ ตัดท่ีขุด 400
ตารางมลิ ลิเมตร และลึก 3000 มลิ ลเิ มตร นำ้ หนกั ดนิ 6050 กรมั
2. แผนภูมแิ ทง่
แผนภูมแิ ท่งเป็นรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลเพ่ือต้องการแสดงคณุ สมบตั ิเชิงปรมิ าณของส่งิ ทต่ี ้อง
การเสนอโดยคุณสมบัติดงั กล่าวมลี กั ษณะดงั นี้
1. ปริมาณที่ทำการเปรียบเทียบมีลักษณะอย่างเดียวกัน เช่น ถ้าต้องการนำเสนอเกี่ยวกับ
ปรมิ าณน้ำฝน ปรมิ าณทนี่ ำเสนอจากข้อมลู แต่ละตัวต้องเปน็ ปริมาณของนำ้ ฝนเช่นเดยี วกนั
2. ตัวแปรตน้ และตวั แปรตามไม่มีความสมั พันธ์กันแบบฟงั ชันก์ (functional relationship) กล่าวคือ
ตัวแปรตามที่นำเสนอไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของตัวแปรต้น ตัวอย่างการสื่อความหมายข้อมูลด้วย แผนภูมิแท่ง
เชน่
ตัวอย่างที่ 1
จากการสำรวจปริมาณการส่งออกของสัตว์น้ำแช่แข็งของประเทศไทยระหว่างปีพ.ศ. 2536–
พ.ศ. 2540 พบว่าในแต่ละปี ข้อมูลสมมติมีปริมาณการส่งออกดังนี้ พ.ศ.2536 จำนวน 5.2 ล้านตัน พ.ศ.
2537 จำนวน 4 ล้านตัน พ.ศ. 2538 จำนวน 5.2 ล้านตัน พ.ศ. 2539 จำนวน 6 ล้านตัน และ พ.ศ. 2540
จำนวน 3.2 ล้านตัน
จากข้อมูลดังกล่าว สามารถจัดกระทำโดยเรียงลำดับปี พ.ศ. ที่มีการส่งออกซึ่งในที่นี้ข้อมูลท่ี
บันทกึ จดั เรยี งลำดบั แลว้ ขอ้ มูลทจี่ ัดกระทำแล้วดังกล่าว สามารถสือ่ ความหมายดว้ ยรปู แบบแผนภูมแิ ท่งดงั รปู
แผนภมู ิแทง่ : แสดงปริมาณการสง่ ออกสตั วน์ ้ำแชแ่ ข็งในประเทศไทย ระหวา่ งปี พ.ศ. 2536–พ.ศ. 2540
ตัวอย่างท่ี 2
จากการศึกษาอัตราการใช้ปุ๋ยและผลผลิตข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ของประเทศไทยและบางประเทศใน
แถบเอเซียระหว่างปี พ.ศ. 2522-พ.ศ. 2524 พบว่า ปริมาณอัตราการใช้ปุ๋ยกิโลกรัม/ไร่ เป็นดังนี้คือ
ประเทศไทย 3 อินโดนีเซีย 10 ศรีลังกา 15 และจีน 23 และผลผลิตข้าวกิโลกรัม/ไร่ เป็นดั งนี้คือ
ประเทศไทย 309 อินโดนีเซยี 531 ศรีลงั กา 402 และจีน 676
จากขอ้ มูลดงั กล่าว สามารถจัดกระทำโดยการเรยี งลำดบั ปริมาณการใชป้ ยุ๋ ของแตล่ ะประเทศ ขอ้ มูลที่
จัดกระทำแลว้ สามารถสอ่ื ความหมายด้วยแผนภมู แิ ท่ง
แผนภูมิแทง่ : แสดงอัตราการใช้ปุ๋ยและผลผลิตขา้ วของประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชยี
ระหวา่ งปี พ.ศ. 2522-พ.ศ. 2524
3. กราฟ
กราฟ เป็นรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลเพื่อต้องการแสดงปริมาณของข้อมูลที่มีลักษณะ ดังน้ี
1. ค่าเชิงปริมาณบนแกน X และแกน Y มีความสัมพันธ์เป็นแบบฟังชั่นก์กัน คือ ค่าเชิง
ปรมิ าณบนแกน Y จะมีคา่ เท่าไรขึ้นอยูก่ บั เงอ่ื นไขของค่าเชิงปรมิ าณบนแกน X
2. ระหว่างข้อมูลแต่ละตัว สามารถพยากรณ์เชิงปริมาณข้อมูลที่ไม่ปรากฏในชุดของข้อมูลท่ี
นำมาจดั กระทำและสือ่ ความหมายข้อมูล
ตวั อยา่ งการสื่อความหมายข้อมลู ดว้ ยกราฟ เชน่
ตัวอย่างท่ี 1
จากการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างระยะการยืดของขดลวดสปริงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10
มิลลิเมตร ยาว 50 มิลลิเมตร และเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นลวดสปริง 3 มิลลิเมตร กับน้ำหนักที่ใช้แขวน
ขดลวดสปริง ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลสมมติที่ทำการบันทึกคือ ที่น้ำหนัก 10, 20, 30, 40, และ 50 กรัม
ขดลวดสปริงยืดได้ 10, 20, 30, 40 และ 50 มลิ ลิเมตร
จากขอ้ มลู ดังกล่าว ซึ่งจัดกระทำโดยการเรยี งลำดับขนาดน้ำหนกั ทีใ่ ชแ้ ขวนขดลวดสปริงสามารถ
ส่อื ความหมายด้วยกราฟดังภาพ
ตวั อย่างท่ี 2
การศึกษาเพื่อเปรียบเทียบอัตราการเจริญเติบโตของต้นถั่วเขียวและต้นถั่วลันเตาที่มีอายุครบ
10 วันนับแต่เริ่มงอกจากเมล็ดโดยใช้ความสูงของลำต้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมทุกระยะเวลา 2 วันเป็น
เกณฑ์ในการเปรียบเทียบ บันทึกผลการศึกษาซึ่งเป็นข้อมูลสมมติได้ดังนี้ ต้นถั่วเขียวที่มีอายุ 2,4,6,8 และ 10
วนั อตั ราการเจริญเติบโตเปน็ มลิ ลิเมตร/2 วัน คอื 5,30,25,20 และ 15 ตามลำดับ และในระยะเวลาเดียวกัน
อัตราการเจริญเติบโตเป็นมิลลิเมตร/2 วันของลำต้นถั่วลันเตาคือ 7, 25, 20, 10 และ 5 ตามลำดับ
จากข้อมูลดังกล่าวซึ่งจัดกระทำโดยการเรียงลำดับระยะเวลาที่ใช้ในการบันทึกผลสามารถสื่อความ
หมายดังกราฟดงั ภาพ
4. ตาราง
ตาราง เปน็ รูปแบบการส่อื ความหมายข้อมลู เพ่อื ต้องการแสดงคณุ สมบัติบางประการของข้อมูลการ
สังเกต การวัด และการนับ ดังตัวอยา่ ง
ตวั อยา่ งที่ 1
จากกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการยืดของสปริงกับน้ำหนักที่ใช้แขวนดังกล่าวก่อนหน้า แล้ว
ข้อมูลดงั กลา่ วสามารถจดั กระทำและสื่อความหมายด้วยรูปแบบของตารางดงั ภาพ
ตาราง : แสดงความสัมพันธ์การยดื ของขดลวดสปรงิ ท่ีมเี ส้นผ่าศนู ย์กลาง 10 มลิ ลเิ มตร ยาว 50 มลิ ลเิ มตร
และเสน้ ผา่ ศูนย์กลางของเส้นลวดสปรงิ 3 มิลลิเมตร กับน้ำหนกั ท่แี ขวนแตกต่างกัน 5 ขนาด
น้ำหนกั ทีใ่ ชแ้ ขวนสปรงิ (กรมั ) ระยะการยดื ของขดลวดสปรงิ (มม.)
20 10
30 20
40 30
50 40
60 50
ตัวอยา่ งท่ี 2
จากการศึกษาความสูงในการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองตราเพชร ตราสามห่วง ตราโล่ชนะ
เมื่อสิ้นสุดการทดลอง บันทึกความสูงสมมติการกระดอนครั้งแรกของลูกปิงปองแต่ละยี่ห้อจำนวน 3 ครั้งดังน้ี
ของตราเพชรคือ 250, 245 และ 255 มิลลเิ มตรตามลำดบั ของตราสามห่วงคือ 300, 280 และ 275 มิลลิเมตร
ตามลำดับ ของตราโลช่ นะ คอื 240, 235 และ 240 มลิ ลิเมตรตามลำดบั
ข้อมูลดังกล่าว จัดกระทำโดยคำนวณหาค่าเฉลี่ยและเรียงลำดับระยะความสูงของการกระดอนคร้ัง
แรกของลูกปงิ ปองแต่ละยห่ี ้อ ขอ้ มูลทจี่ ดั กระทำแลว้ ดงั กลา่ วสื่อความหมายด้วยตารางดงั รปู
ตาราง : เปรียบเทยี บความสงู การกระดอนครัง้ แรกของลูกปิงปองที่แตกต่างกัน 3 ย่หี ้อเม่ือตก
กระทบผิวซีเมนตช์ นิดฉาบเรียบจากระดับความสูงของการตกกระทบ 1 เมตร
ระยะความสูงในการกระดอนครง้ั แรก (มิลลมิ ตร)
ชนดิ ของลกู ปิงปอง
ครั้งท่ี 1 ครง้ั ที่ 2 คร้ังที่ 3 ค่าเฉลีย่
ตราสามห่วง 300 280 275 285
ตราเพชร 250 245 255 250
ตราโล่ชนะ 240 235 240 238
ตัวอย่างท่ี 3
วธิ กี ารศึกษาสีทีเ่ ป็นสว่ นประกอบของใบไมท้ มี่ สี ีอ่ืนโดยวิธกี ารแยกสคี ือ
1. หยดน้ำค้ันของใบพชื แต่ละชนิดท่ีทำการทดลองลงบนกระดาษกรอง
2. จ่มุ แท่งชอลก์ ลงในนำ้ คัน้ ของใบพืชแตล่ ะชนิดท่ีทำการทดลอง
3. สังเกตสีจากใบไมแ้ ตล่ ะชนิดท่ปี รากฏบนกระดาษกรองและแท่งชอลก์
การจัดกระทำข้อมูลโดยการบรรยายจากผลการสังเกตเปน็ ดงั นี้
1. ใบมะม่วงออ่ น
1.1 เมื่อแยกสนี ำคนั้ ด้วยกระดาษกรองสังเกตเห็นสี เหลือง เขยี ว แสด
1.2 เม่อื แยกสนี ำ้ คั้นด้วยแท่งชอล์กสงั เกตเห็นสี เหลอื ง เขียว
2. ใบโกสน
2.1 เมื่อแยกสีน้ำคัน้ ดว้ ยกระดาษกรอง สังเกตเหน็ สี เหลือง เขยี ว
2.2 เม่ือแยกสีน้ำคน้ั ดว้ ยแท่งชอลก์ สงั เกตเหน็ สี เหลือง เขียว
3. ใบหัวใจสมี ่วง
3.1 เมอ่ื แยกสนี ำ้ ค้ันดว้ ยกระดาษกรอง สังเกตเหน็ สี ม่วง เขียว
3.2 เมื่อแยกสนี ำ้ คั้นด้วยแท่งชอล์กสงั เกตเหน็ สี มว่ ง เขยี ว
ข้อมลู ท่ีจัดกระทำแล้วดังกล่าว ส่อื ความหมายดว้ ยตาราง
ตาราง : แสดงชนดิ ของสีที่ปรากฏในใบของพืชที่แตกต่างกัน 3 ชนิดเมอ่ื ใช้วธิ กี ารแยกสที ่แี ตกต่างกนั 2 วธิ ี
ชนดิ ของสที ีป่ รากฏจากวิธกี ารแยกสที ่ีแตกตา่ งกนั
ชนิดของใบพืช
หยดน้ำคัน้ ลงบนกระดาษกรอง จมุ่ แท่งชอลค์ลงในน้ำคนั้
ใบมะม่วงอ่อน เหลือง เขยี ว แสด เหลอื ง เขยี ว
โกสน
เหลือง เขียว น้ำตาล มว่ ง เหลือง เขยี ว สม้ มว่ ง
หวั ใจสีม่วง เขียว แดง เขยี ว
ตวั อยา่ งที่ 4
จากการสำรวจความสูงของนักเรียนชั้น ป. 6 จำนวน 36 คนของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผลจาก
การจัดกระทำข้อมูลโดยการหาความถี่และเรียงลำดับความสูง ข้อมูลที่จัดกระทำแล้วสามารถสื่อความดัง
ตาราง
5. แผนภูมวิ ฏั จักร
แผนภูมิวัฏจักร เป็นรูปแบบการสื่อความหมายข้อมูลเพื่อต้องการแสดงให้เห็นลำดับ ขั้นการ
เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ชุดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นและดำเนินติดต่อกันไปอย่างมีระเบียบและจบลง ณ จุดเริ่มต้น
นัน้ อีก ดังตัวอยา่ ง