The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรสถานศึกษา ๒๕๖๖

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tvtv083, 2023-09-09 00:10:14

หลักสูตรสถานศึกษา ๒๕๖๖

หลักสูตรสถานศึกษา ๒๕๖๖

เวลา กิจกรรม 07.30 - 08.00 น. 08.15 - 08.40 น. 08.40 - 09.00 น. 09.00 - 09.30 น. 09.30 - 09.50 น. 09.50 - 10.10 น. 10.10 - 10.40 น. 10.40 - 11.10 น. 11.10 - 11.30 น. 11.30 - 12.00 น. 12.00 - 14.00 น. 14.00 - 14.10 น. 14.10 - 14.30 น. 14.30 - 14.50 น. 14.50 - 15.00 น. รับเด็ก เคารพธงชาติ สวดมนต์ ตรวจสุขภาพ ไปห้องน้ำ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ พัก (ของว่างเช้า) กิจกรรมในวงกลม (กิจกรรมเสริมประสบการณ์) กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี (การเล่นตามมุม) กิจกรรมกลางแจ้ง พัก (รับประทานอาหารกลางวัน) นอนพักผ่อน เก็บที่นอน ล้างหน้า พัก (ของว่างบ่าย) เกมการศึกษา เตรียมตัวกลับบ้าน แนวทางการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งผู้สอนสามารถนำไปปรับใช้ได้ หรือนำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาปรับใช้ในการจัดกิจกรรมประจำวันตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา หมายเหตุ กิจกรรมที่จัดให้เด็กในแต่ละวันอาจใช้ชื่อเรียกกิจกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละ หน่วยงาน ตัวอย่างตารางการจัดกิจกรรมประจำวัน ของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน)


โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) ได้มีการจัดกิจกรรมประจำวันเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กระดับ การศึกษาปฐมวัยให้เหมาะสมกับวัย ประกอบไปด้วย 6 กิจกรรม ดังต่อไปนี้ 1. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ การเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างอิสระ ตามจังหวะ โดยใช้เสียงเพลง คำคล้องจอง ซึ่งเป็นจังหวะดนตรี ที่ใช้ประกอบได้แก่เสียงตบมือเสียงเพลง เสียง เคาะไม้ เคาะเหล็ก รำมะนา กลอง ฯลฯ มาประกอบการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการความคิด สร้างสรรค์ เด็กวัยนี้ร่างกายกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนา การใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายยังไม่ผสมผสานหรือ ประสานสัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์ การเคลื่อนไหวของเด็กมีลักษณะต่างๆ ดังนี้ 1. ช้า ได้แก่ การคืบ คลาน 2. เร็ว ได้แก่ การวิ่ง 3. นุ่มนวล ได้แก่ การไหว้ การบิน 4. ขึงขัง ได้แก่ การกระทืบเท้าดังๆ ตีกลองดังๆ 5. ร่าเริงมีความสุข ได้แก่ การตบมือ หัวเราะ 6. เศร้าเสียใจ ได้แก่ สีหน้า ท่าทาง ฯลฯ ทิศทางในการเคลื่อนไหว 1. เคลื่อนไหวไปข้างหน้าและข้างหลัง 2. เคลื่อนไหวไปข้างซ้ายข้างขวา 3. เคลื่อนตัวขึ้นลง 4. เคลื่อนไหวรอบทิศ รูปแบบการเคลื่อนไหว 1. การเคลื่อนไหวพื้นฐาน ได้แก่การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของเด็ก มี2 ประเภท 1.1 การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ ได้แก่ ตบมือ ผงกศีรษะ ขยิบตา ชันเข่า เคาะเท้าเคลื่อนไหวมือ และแขน มือและนิ้วมือ เท้าและปลายเท้า 1.2 การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ ได้แก่คลาน คืบ เดิน วิ่ง กระโดด ควบม้า ก้าวกระโดด 2. การเลียนแบบ มี 4 ประเภท 2.1 เลียนแบบท่าทางสัตว์ 2.2 เลียนแบบท่าทางคน 2.3 เลียนแบบเครื่องยนต์กลไกและเครื่องเล่น 2.4 เลียนแบบปรากฏการณ์ธรรมชาติ การจัดกิจกรรมประจำวัน โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน)


3. การเคลื่อนไหวตามบทเพลง ได้แก่การเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางประกอบเพลง เช่น เพลงไก่ เพลงข้ามถนน ฯลฯ 4. การทำท่าทางกายบริหารประกอบเพลง ได้แก่ การทำ ท่าทางกายบริหารตามจังหวะและ ทำนองเพลง หรือคำคล้องจอง 5. การเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ได้แก่ การเคลื่อนไหวที่ให้เด็กคิดสร้างสรรค์ท่าทางขึ้นเอง อาจชี้นำ ด้วยการป้อนคำถาม เคลื่อนไหว โดยใช้อุปกรณ์ประกอบ เช่น ห่วงหวาย แถบผ้า ริบบิ้น ถุงทราย ฯลฯ 6. การเล่นหรือการแสดงท่าทางตามคำบรรยาย เรื่องราว ได้แก่ การเคลื่อนไหวหรือแสดงท่าทาง ตามจินตนาการจากเรื่องราวหรือคำบรรยายที่ผู้สอนเล่า 7. การปฏิบัติตามคำสั่งและข้อตกลง ได้แก่ การเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางตามสัญญาหรือคำสั่งตามที่ ได้ตกลงไว้ก่อนเริ่มกิจกรรม 8. การฝึกทำท่าทางเป็นผู้นำผู้ตาม ได้แก่การเคลื่อนไหวหรือทำท่าทางจากความคิดสร้างสรรค์ของ เด็กเอง แล้วให้เพื่อนปฏิบัติตามกิจกรรม ข้อเสนอแนะ 1. ควรเริ่มกิจกรรมจากการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระ และมีวิธีการที่ไม่ยุ่งยากมากนัก เช่น ให้เด็กได้ กระจายอยู่ภายในห้องหรือบริเวณที่ฝึก และให้เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติของเด็ก 2. ควรให้เด็กได้แสดงออกด้วยตนเองอย่างอิสระและเป็นไปตามความนึกคิดของเด็กเอง ผู้สอน ไม่ควรชี้แนะ 3. ควรเปิดโอกาสให้เด็กคิดหาวิธีเคลื่อนไหวทั้งที่ต้องเคลื่อนที่และไม่ต้องเคลื่อนที่เป็นรายบุคคล เป็นคู่ เป็นกลุ่ม ตามลำดับและกลุ่มไม่ควรเกิน ๕ – ๖ คน 4. ควรใช้สิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก เศษวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์เศษผ้า ท่อนไม้เข้ามา ช่วยในการเคลื่อนไหวและให้จังหวะ 5. ควรกำหนดจังหวะสัญญาณนัดหมายในการเคลื่อนไหวต่างๆ หรือเปลี่ยนท่าหรือหยุดให้เด็กทราบ เมื่อทำกิจกรรมทุกครั้ง 6. ควรสร้างบรรยากาศอย่างอิสระ ช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่น เพลิดเพลิน และรู้สึกสบาย และ สนุกสนาน 7. ควรจัดให้มีการเล่นเกมบ้างนาน ๆ ครั้ง เพื่อช่วยให้เด็กสนใจมากขึ้น 8. กรณีเด็กไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมผู้สอนไม่ควรใช้วิธีบังคับ ควรให้เวลาและโน้มน้าวให้เด็กสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ 9. หลังจากเด็กได้ออกกำลังกายเคลื่อนไหวร่างกายแล้วต้องให้เด็กพักผ่อน โดยอาจให้นอนเล่น บนพื้นห้อง นั่งพัก หรือเล่นสมมติเป็นตุ๊กตา อาจเปิดเพลงจังหวะช้าๆ เบาๆ ที่สร้างความรู้สึกให้เด็กอยาก พักผ่อน 10. การจัดกิจกรรมควรจัดตามกำหนดตารางกิจวัตรประจำวัน และควรจัดให้เป็นที่น่าสนใจเกิด ความสนุกสนาน


2. กิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็ก ได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ฝึกการทำงาน และอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่จัดมุ่งฝึกให้เด็กได้มีโอกาสฟัง พูด สังเกต คิด แก้ปัญหาใช้เหตุผลและฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนโดยจัดกิจกรรมด้วยวิธีต่างๆ เช่น สนทนาอภิปราย สาธิต ทดลอง เล่านิทาน เล่นบทบาทสมมติ ร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง ศึกษานอก สถานที่ เชิญวิทยากรมาให้ความรู้ ฯลฯ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สามารถจัดได้หลากหลายวิธี เช่น 1. การสนทนา อภิปราย เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในการพูด การฟัง รู้จักแสดงความ คิดเห็น และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งสื่อที่ใช้อาจเป็นของจริง ของจำลอง รูปภาพ สถานการณ์จำลอง ฯลฯ 2. การเล่านิทาน เป็นการเล่าเรื่องต่างๆ ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องที่เน้นการปลูกฝังให้เกิดคุณธรรม จริยธรรม วิธีการนี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจได้ดีขึ้น ในการเล่านิทานสื่อที่ใช้อาจเป็นรูปภาพ หนังสือ นิทาน หุ่น การ แสดงท่าทางประกอบการเล่าเรื่อง 3. การสาธิต เป็นการจัดกิจกรรมที่ต้องการให้เด็กได้สังเกตหรือเรียนรู้ตามขั้นตอนของกิจกรรมนั้นๆ ในบางครั้งผู้สอนอาจให้เด็กอาสาสมัครเป็นผู้สาธิตร่วมกับผู้สอนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง เช่น การเพาะเมล็ด การเป่าลูกโป่ง การเล่นเกมการศึกษา ฯลฯ 4. การทดลอง/การปฏิบัติ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงเพราะได้ทดลองปฏิบัติ ด้วยตนเอง ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลง ฝึกการสังเกต การคิด แก้ปัญหา และส่งเสริมให้เด็กมีความอยากรู้อยาก เห็นและค้นพบด้วยตนเอง เช่น การประกอบอาหาร การทดลองวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ การปลูกพืช ฯลฯ 5. การศึกษานอกสถานที่ เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วย การพาเด็กไปทัศนศึกษาสื่อต่างๆ รอบสถานศึกษาหรือสถานที่นอกสถานศึกษาเพื่อเป็นการเพิ่มพูน ประสบการณ์ แก่เด็ก 6. การเล่นบทบาทสมมติ เป็นการให้เด็กเล่นสมมติตนเองเป็นตัวละครต่างๆ ตามเนื้อเรื่องในนิทาน หรือเรื่องราวต่างๆ อาจใช้สื่อประกอบการเล่นบทบาทสมมติเพื่อเร้าความสนใจและก่อให้เกิดความสนุกสนาน เช่น หุ่นสวมศีรษะ ที่คาดศีรษะรูปคนและสัตว์ รูปแบบต่างๆ เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ของจริงชนิดต่าง ๆ 7. การร้องเพลง เล่นเกม ท่องคำคล้องจอง เป็นการจัดให้เด็กได้แสดงออก เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาและจังหวะ เกมที่นำมาเล่นไม่ควรเน้นการแข่งขัน ข้อเสนอแนะ 1. ควรยึดหลักการจัดกิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงและมีโอกาสค้นพบด้วยตนเองให้ มากที่สุด 2. ผู้สอนควรยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลายของเด็กและให้โอกาสเด็กได้ฝึกคิด 3. อาจเชิญวิทยากรมาให้ความรู้แทนผู้สอน เช่น พ่อแม่ ตำรวจ หมอ ฯลฯ จะช่วยให้เด็กสนใจและ สนุกสนานยิ่งขึ้น 4. ในขณะที่เด็กทำกิจกรรมหรือหลังจากทำกิจกรรมเสร็จแล้ว ผู้สอนควรใช้คำถามปลายเปิด ที่ชวน


ให้เด็กคิด ไม่ควรใช้คำถามที่มีคำตอบ “ใช่” “ไม่ใช่” หรือมีคำตอบให้เด็กเลือกและผู้สอนควรใจเย็นเวลาเด็ก คิดคำตอบ 5. ช่วงระยะเวลาที่จัดกิจกรรมสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความสนใจ ของเด็กและความเหมาะสมของกิจกรรมนั้นๆ เช่น กิจกรรมการศึกษานอกสถานที่ การประกอบอาหาร การ ปลูกพืช อาจใช้เวลานานกว่าที่กำหนดไว้ 3. กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ช่วยเด็กให้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และจินตนาการ โดยใช้ศิลปะ เช่น การเขียนภาพ การปั้น การฉีก–ปะ การตัดปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ หรือวิธีการอื่นที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์ และเหมาะสมกับพัฒนาการ เช่น การเล่นพลาสติก สร้างสรรค์ การสร้างรูปจากกระดานปักหมุด ฯลฯ การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ควรจัดให้เด็กทำทุกวัน โดยอาจจัดวันละ 3-5 กิจกรรม ให้เด็กเลือกทำ อย่างน้อย 1-2 กิจกรรมตามความสนใจ ข้อเสนอแนะ 1. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ควรพยายามหาวัสดุท้องถิ่นมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก 2. ก่อนให้เด็กทำ ต้องอธิบายวิธีการใช้วัสดุที่ถูกต้องให้เด็กทราบ พร้อมสาธิตให้ดูจนเข้าใจ เช่น การใช้พู่กันหรือกาว จะต้องปาดพู่กันหรือกาวนั้นกับขอบภาชนะที่ใส่เพื่อไม่ให้กาวหรือสีไหลออกเลอะเทอะ 3. ให้เด็กทำกิจกรรมสร้างสรรค์ประเภทใดประเภทหนึ่งร่วมกันในกลุ่มย่อย เพื่อฝึกให้เด็กรู้จัดการ วางแผน และการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น 4. แสดงความสนใจในงานของเด็กทุกคน ไม่ควรมองผลงานเด็กด้วยความขบขันและควรนำผลงาน ของเด็กทุกคนหมุนเวียนจัดแสดงป้ายนิเทศ 5. หากพบว่าเด็กคนใดสนใจทำกิจกรรมเดี่ยวตลอดเวลา ควรกระตุ้นเร้าและจูงใจให้เด็กเปลี่ยนทำ กิจกรรมอื่นบ้าง เพราะกิจกรรมสร้างสรรค์แต่ละประเภทพัฒนาเด็กแต่ละด้านแตกต่างกัน และเมื่อเด็กทำตามที่ แนะนำได้ ควรให้แรงเสริมทุกครั้ง 6. เก็บผลงานชิ้นที่เด็กแสดงความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อเป็นข้อมูลสังเกตพัฒนาการ เด็ก 4. กิจกรรมเสรี/เล่นตามมุม กิจกรรมเสรี/การเล่นตามมุม เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาส ให้เด็กเล่นอิสระตามมุมเล่นหรือมุม ประสบการณ์หรือศูนย์การเรียนที่จัดไว้ในห้องเรียน เช่น มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมวิทยาศาสตร์มุมรรมชาติมุม บ้าน มุมร้านค้า เป็นต้น มุมต่างๆ เหล่านี้เด็กมีโอกาสเลือกเล่นได้อย่างเสรี ตามความสนใจและความต้องการของ เด็กทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม อนึ่งกิจกรรมเสรีนอกจากให้เด็กเล่นตามมุมแล้ว อาจให้เด็กเลือกทำกิจกรรม ที่ผู้สอนจัดเสริม เช่น เกมการศึกษา เครื่องเล่นสัมผัส กิจกรรมสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ


การจัดกิจกรรมเสรี / การเล่นตามมุม อาจจัดได้หลายลักษณะ เช่น จัดกิจกรรมเสรี โดยเปิดโอกาสให้เด็กเลือกทำกิจกรรมสร้างสรรค์ และเล่นตามมุม ในช่วงเวลา เดียวกันอย่างอิสระ จัดกิจกรรมเสรี โดยเน้นให้เด็กเลือกทำกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างน้อย 1-2 อย่าง หรือตาม ข้อตกลงในแต่ละวัน จัดกิจกรรมเสรี โดยการจัดมุมศิลปะให้เป็นส่วนหนึ่งของมุมเล่น หรือศูนย์การเรียน ฯลฯ ข้อเสนอแนะ 1.ขณะเด็กเล่น ผู้สอนต้องคอยสังเกตความสนใจในการเล่นของเด็ก หากพบว่ามุมใด เด็กส่วนใหญ่ ไม่สนใจจะเล่นแล้ว ควรสับเปลี่ยนจัดสื่อมุมเล่นใหม่ อาจคัดแปลงหรือเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนเป็นมุมร้านค้า มุมหมอ ฯลฯ 2. หากมุมใดมีจำนวนเด็กในมุมมากเกินไป ผู้สอนควรให้เด็กมีโอกาสคิดแก้ปัญหา หรือสอนชักชวน ให้แก้ปัญหาในการเลือกเล่นมุมใหม่ 3. การเลือกเล่นมุม การเล่นมุมเดียวเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เด็กขาดประสบการณ์เรียนรู้ด้าน อื่น ผู้สอนควรชักชวนให้เด็กเลือกเล่นมุมอื่น ๆ ด้วย 4. สื่อ เครื่องเล่นในแต่ละมุม ควรมีการสับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเป็นระยะ เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความ เบื่อหน่าย เช่น เก็บหนังสือนิทานบางเล่มที่เด็กหมดความสนใจและนำหนังสือนิทานใหม่มาวางแทน ฯลฯ 5. กิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมกลางแจ้งเป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพื่อออกกำลังกาย เคลื่อนไหวร่างกาย และแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเด็ก แต่ละคนเป็นหลัก กิจกรรมกลางแจ้งที่ผู้สอนควรจัดให้เด็กได้เล่น เช่น 5.1 การเล่นเครื่องเล่นสนาม เครื่องเล่นสนาม หมายถึง เครื่องเล่นที่เด็กอาจปีนป่าย หมุน โยก ซึ่งทำออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น 5.1.1 เครื่องเล่นสำหรับปีนป่าย หรือตาข่ายสำหรับปีนเล่น 5.1.2 เครื่องเล่นสำหรับโยกหรือไกว เช่น ม้าไม้ ชิงช้า ม้านั่งโยก ไม้กระดก ฯลฯ 5.1.3 เครื่องเล่นสำหรับหมุน เช่น ม้าหมุน พวงมาลัยรถสำหรับหมุนเล่น 5.1.4 ราวโหนขนาดเล็กสำหรับเด็ก 5.1.5 ต้นไม้สำหรับเดินทรงตัว หรือไม้กระดานแผ่นเดียว 5.1.6 เครื่องเล่นประเภทล้อลื่น เช่น รถสามล้อ รถลากจูง ฯลฯ 5.2 การเล่นทราย ทรายเป็นสิ่งที่เด็กๆ ชอบเล่น ทั้งทรายแห้ง ทรายเปียก นำมาก่อเป็นรูปต่างๆ ได้ และสามารถ นำวัสดุอื่นมาประกอบการเล่นตกแต่งได้ เช่น กิ่งไม้ ดอกไม้ เปลือกหอย พิมพ์ขนมที่ตักทรายฯลฯ ปกติบ่อทราย จะอยู่กลางแจ้ง โดยอาจจัดอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ หรือสร้างหลังคาทำขอบกั้นเพื่อมิให้ทรายกระจัดกระจาย บาง โอกาสอาจพรมน้ำให้ชื้นเพื่อให้เด็กได้ก่อเล่น นอกจากนี้ควรมีวิธีการปิดกั้นมิให้สัตว์เลี้ยงไปทำความสกปรกใน บ่อทรายได้


5.3 การเล่นน้ำ โดยทั่วไปเด็กชอบเล่นน้ำมากการเล่นน้ำนอกจากจะสร้างความพอใจและคลายเครียดให้เด็กแล้ว ยัง ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้อีกด้วย เช่น เรียนรู้ทักษะการสังเกต การจำแนก เปรียบเทียบปริมาตร ฯลฯ 5.4 การเล่นสมมติในบ้านตุ๊กตาหรือบ้านจำลอง เป็นการจำลองให้เด็กเล่น จำลองแบบจากบ้านจริง อาจทำด้วยเศษวัสดุประเภทผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครื่องครัว ตุ๊กตาสมมติเป็นบุคคลในครอบครัว เสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้แล้วสำหรับผลัดเปลี่ยน มีการตกแต่งบริเวณใกล้เคียงให้เหมือนบ้านจริงๆ บางครั้งอาจ จัดเป็นร้านขายของ สถานที่ทำการต่าง ๆ เพื่อให้เด็กเล่นสมมติตามจินตนาการของเด็กเอง 5.5 การเล่นในมุมช่างไม้ เด็กต้องการออกกำลังในการเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้นี้จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อ ให้แข็งแรง ช่วยฝึกการใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากนี้ยังฝึกให้รักการทำงานและ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย 5.6 การเล่นอุปกรณ์กีฬา เป็นการนำอุปกรณ์กีฬามาให้เด็กเล่นอย่างอิสระหรือใช้ประกอบเกมการเล่นที่ให้อิสระแก่เด็กให้มาก ที่สุด ไม่ควรเน้นการแข่งขันเพื่อมุ่งหวังแพ้ – ชนะ อุปกรณ์กีฬาที่นิยมนำมาให้เด็กเล่น เช่น ลูกบอล ถุงทราย เป็นต้น 5.7 การเล่นเกมการละเล่น กิจกรรมเล่นเกมการละเล่นที่จัดให้เด็กเล่น เช่น เกมการละเล่นของไทย เกมการละเล่นของท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร แม่งู โพงพาง เป็นต้น การละเล่นเหล่านี้ต้องใช้บริเวณกว้าง การเล่นอาจเล่นเป็น กลุ่มเล็ก/กลุ่มใหญ่ก็ได้ ก่อนเล่นผู้สอนต้องอธิบายกติกาและสาธิตให้เด็กเข้าใจ ไม่ควรนำเกมละเล่นที่มีกติกา ยุ่งยากและเน้นการแข่งขันแพ้ ชนะ มาจัดกิจกรรมให้กับเด็กวัยนี้ เพราะเด็กจะเกิดความเครียด และความรู้สึก ที่ไม่ดีต่อตนเอง ข้อเสนอแนะ 1. หมั่นตรวจตราเครื่องเล่นสนามและอุปกรณ์ประกอบให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและใช้การได้ดีอยู่ เสมอ 2. ให้โอกาสเด็กเลือกเล่นกลางแจ้งอย่างอิสระทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที 3. ขณะเด็กเล่นกลางแจ้ง ผู้สอนต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อระมัดระวังความปลอดภัยในการเล่น หาก พบว่าเด็กแสดงอาการเหนื่อย อ่อนล้า ควรให้เด็กหยุดพัก 4. ไม่ควรนำกิจกรรมพลศึกษาสำหรับเด็กระดับประถมศึกษามาใช้สอนกับเด็กระดับปฐมวัยเพราะยัง ไม่เหมาะสมกับวัย 5. หลังจากการเล่นกิจกรรมกลางแจ้ง ควรให้เด็กได้พักผ่อนหรือนั่งพักไม่ควรให้เด็กรับประทาน อาหารกลางวันหรือดื่มน้ำทันที เพราะอาจทำให้เด็กอาเจียนหรือเกิดอาการจุกแน่นได้


6. เกมการศึกษา เกมการศึกษาเป็นเกมที่ช่วยพัฒนาสติปัญญามีกฎเกณฑ์กติกาง่าย ๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือ เล่นเป็นกลุ่มได้ ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต เปรียบเทียบ คิดหาเหตุผล และเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสีขนาด รูปร่าง จำนวน ประเภท และความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่ ระยะ เกมการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก 3-5 ปี คือ เกมจับคู่ แยกประเภท จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับ โดมิโน ลอตโต ภาพตัดต่อ ต่อตามแบบ เรียงลำดับขนาด เรียงลำดับเหตุการณ์ ฯลฯ ข้อเสนอแนะ 1. การสอนเกมการศึกษาในระยะแรก ควรเริ่มสอนโดยใช้ของจริง การจับคู่กระป๋องแป้ง ที่ เหมือนกัน หรือการเรียงลำดับกระป๋องแป้งตามลำดับสูง-ต่ำ 2. การเล่นเกมในแต่ละวัน อาจจัดให้เล่นทั้งเกมชุดใหม่และเกมชุดเก่า 3. ผู้สอนอาจให้เด็กหมุนเวียนกันมาเล่นกับผู้สอนที่ละกลุ่ม หรือสอนทั้งชั้นตามความเหมาะสม 4. ผู้สอนอาจให้เด็กที่เล่นได้แล้ว มาช่วยแนะนำกติกาการเล่นในบางโอกาสได้ 5. การเล่นเกมการศึกษา นอกจากใช้เวลาช่วงกิจกรรมเกมการศึกษาตามตารางการจัดกิจกรรม ประจำวันแล้วอาจให้เด็กเล่นอิสระในช่วงกิจกรรมเสรีได้ 6. การเก็บเกมที่เล่นแล้ว อาจเก็บใส่กล่องเล็กๆ หรือใส่ถุงพลาสติกหรือใช้ยางรัดแยกแต่ละเกม แล้ว ใส่กล่องใหญ่รวมไว้เป็นชุด


การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา มีความสำคัญต่อเด็กเนื่องจากธรรมชาติของเด็กในวัยนี้สนใจที่จะ เรียนรู้ ค้นคว้า ทดลอง และต้องการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ดังนั้น การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมอย่าง เหมาะสมตามความต้องการของเด็ก จึงมีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก เด็ก สามารถเรียนรู้จากการเล่นที่เป็น ประสบการณ์ตรงที่เกิดจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าจึงจำเป็นต้องจัด สิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพ และความต้องการของหลักสูตร เพื่อส่งผลให้บรรลุจุดหมายใน การพัฒนาเด็ก การจัดสภาพแวดล้อมคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. ความสะอาด ความปลอดภัย 2. ความมีอิสระอย่างมีขอบเขตในการเล่น 3. ความสะดวกในการทำกิจกรรม 4. ความพร้อมของอาคารสถานที่ เช่น ห้องเรียน ห้องน้ำห้องส้วม สนามเด็กเล่น ฯลฯ 5. ความเพียงพอเหมาะสมในเรื่องขนาด น้ำหนัก จำนวน สีของสื่อและเครื่องเล่น 6. บรรยากาศในการเรียนรู้ การจัดที่เล่นและมุมประสบการณ์ต่างๆ สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน หลักสำคัญในการจัดต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด เป้าหมายการพัฒนาเด็ก ความเป็นระเบียบ ความเป็นตัวของเด็กเอง ให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น มั่นใจ และมี ความสุข ซึ่งอาจจัดแบ่งพื้นที่ให้เหมาะสมกับการประกอบกิจกรรมตามหลักสูตร ดังนี้ 1. พื้นที่อำนวยความสะดวกเพื่อเด็กและผู้สอน 1.1 ที่แสดงผลงานของเด็ก อาจจัดเป็นแผ่นป้าย หรือที่แขวนผลงาน 1.2 ที่เก็บแฟ้มผลงานของเด็ก อาจจัดทำเป็นกล่องหรือจัดใส่แฟ้มรายบุคคล 1.3 ที่เก็บเครื่องใช้ส่วนตัวของเด็ก อาจทำเป็นช่องตามจำนวนเด็ก 1.4 ที่เก็บเครื่องใช้ของผู้สอน เช่น อุปกรณ์การสอน ของส่วนตัวผู้สอน ฯลฯ 1.5 ป้ายนิเทศตามหน่วยการสอนหรือสิ่งที่เด็กสนใจ 2. พื้นที่ปฏิบัติกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ต้องกำหนดให้ชัดเจน ควรมีพื้นที่ที่เด็กสามารถจะทำงาน ได้ด้วยตนเอง และทำกิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจาก กิจกรรมหนึ่งไปยังกิจกรรมหนึ่งโดยไม่รบกวนผู้อื่น 3. พื้นที่จัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพของ ห้องเรียน จัดแยกส่วนที่ใช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน เช่น มุมบล็อกอยู่ห่างจากมุมหนังสือ มุมบทบาทสมมติ อยู่ติดกับมุมบล็อก มุมวิทยาศาสตร์อยู่ใกล้มุมศิลปะฯลฯ ที่สำคัญจะต้องมีของเล่น วัสดุอุปกรณ์ในมุมอย่าง เพียงพอต่อการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นในมุมเล่นอย่างเสรี มักถูกกำหนดไว้ในตารางกิจกรรมประจำวัน เพื่อให้ โอกาสเด็กได้เล่นอย่างเสรีประมาณวันละ 60 นาทีการจัดมุมเล่นต่างๆ ผู้สอนควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน)


3.1 ในห้องเรียนควรมีมุมเล่นอย่างน้อย 3-5 มุม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ของห้อง 3.2 ควรได้มีการผลัดเปลี่ยนสื่อของเล่นตามมุมบ้าง ตามความสนใจของเด็ก 3.3 ควรจัดให้มีประสบการณ์ที่เด็กได้เรียนรู้ไปแล้วปรากฏอยู่ในมุมเล่น เช่น เด็กเรียนรู้เรื่อง ผีเสื้อ ผู้สอนอาจจัดให้มีการจำลองการเกิดผีเสื้อล่องไว้ให้เด็กดูในมุมธรรมชาติศึกษาหรือมุมวิทยาศาสตร์ ฯลฯ 3.4 ควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดมุมเล่น ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกเป็นเจ้าของ อยากเรียนรู้ อยากเข้าเล่น 3.5 ควรเสริมสร้างวินัยให้กับเด็ก โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องจัดเก็บ อุปกรณ์ทุกอย่างเข้าที่ให้เรียบร้อย สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน คือ การจัดสภาพแวดล้อมภายในอาณาบริเวณรอบๆ สถานศึกษา รวมทั้งจัดสนามเด็กเล่น พร้อมเครื่องเล่นสนาม จัดระวังรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณสถานศึกษาและ บริเวณรอบนอกสถานศึกษา ดูแลรักษาความสะอาด ปลูกต้นไม้ให้ความร่มรื่นรอบๆบริเวณสถานศึกษา สิ่ง ต่างๆเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก บริเวณสนามเด็กเล่น ต้องจัดให้สอดคล้องกับหลักสูตร ดังนี้ สนามเด็กเล่น มีพื้นผิวหลายประเภท เช่น ดิน ทราย หญ้า พื้นที่สำหรับเล่นของเล่นที่มีล้อ รวมทั้งที่ร่ม ที่โล่งแจ้ง พื้นดินสำหรับขุด ที่เล่นน้ำ บ่อทราย พร้อมอุปกรณ์ประกอบการเล่น เครื่องเล่นสนาม สำหรับปีนป่าย ทรงตัว ฯลฯ ทั้งนี้ต้องไม่ติดกับบริเวณที่มีอันตราย ต้องหมั่นตรวจตราเครื่องเล่นให้อยู่ในสภาพ แข็งแรง ปลอดภัยอยู่เสมอ และหมั่นดูแลเรื่องความสะอาด ที่นั่งเล่นพักผ่อน จัดที่นั่งไว้ใต้ต้นไม้มีร่มเงา อาจใช้กิจกรรมกลุ่มย่อย ๆ หรือกิจกรรมที่ ต้องการความสงบ หรืออาจจัดเป็นลานนิทรรศการให้ความรู้แก่เด็กและผู้ปกครอง บริเวณธรรมชาติ ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักสวนครัว หากบริเวณสถานศึกษา มีไม่มากนัก อาจปลูกพืชในกระบะหรือกระถาง


สื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวอย่างในการถ่ายทอดเรื่อราวเนื้อหาจากผู้ส่งไปยังผู้รับ ในการเรียนการสอนสื่อจะเป็นตัวกลางนำความรู้จากครูสู่เด็ก ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ ช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยาก กลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจง่าย เรียนรู้ได้ง่ายและรวดเร็ว เพลิดเพลินกับการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเอง สื่อที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยควร เป็นสื่อที่เป็นของจริง เป็นสื่อธรรมชาติ มีอยู่ใกล้ตัวเด็ก มีความปลอดภัย และเป็นสื่อเพื่อพัฒนาเด็กในด้าน ต่างๆ ให้ครบทุกด้าน โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) ได้มีการจัดสื่อออกเป็นประเภทต่างๆ เพื่อง่ายต่อการนำไปใช้ และตรงกับความต้องการของผู้ใช้ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กโดยแบ่งออกเป็นประเภทดังนี้ 1. สื่อสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนังสือและเอกสารสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เช่น หนังสือนิทานสำหรับเด็ก หนังสือ ค้นคว้าสำหรับครู แผนภูมิ แผนที่ เป็นต้น 2. สื่อเทคโนโลยี ได้แก่ สื่อการเรียนรู้ที่ได้ผลิตขึ้นเพื่อใช้ควบคู่กับเครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์ วัสดุ เช่น แถบบันทึกภาพ พร้อมเสียง แถบบันทึกเสียง คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นต้น 3. สื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ดอกไม้ สัตว์ เป็นต้น 4. สื่อประกอบการจัดกิจกรรม ได้แก่ สื่อตามมุม สื่อการทดลอง สื่อการสาธิต เป็นต้น 5. สื่อวัสดุและอุปกรณ์ หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐ์เพื่อประกอบการเรียน เช่น บัตรคำ หุ่นจำลอง เกมการศึกษา เครื่องมืออุปกรณ์ทดลอง เป็นต้น สื่อประกอบการจัดกิจกรรม สื่อประกอบการจัดกิจกรรมจะช่วยพัฒนาเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญา เป็นทั้งสื่อประเภท 2 มิติ และ 3 มิติ ที่เป็นสื่อของจริง สื่อธรรมชาติ สื่อที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก สื่อสะท้อน วัฒนธรรม สื่อที่ปลอดภัยต่อตัวเด็ก สื่อจะช่วยพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ โดยการเรียนรู้ผ่าน ประสาทสัมผัสทั้งห้า โดยการใช้สื่อในแต่ละครั้งจะต้องเริ่มต้นจาก สื่อของจริง ภาพถ่าย ภาพโครงร่าง และสัญลักษณ์ ทั้งนี้การใช้สื่อ ต้องคำนึกถึงความเหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจและความต้องการของ เด็กที่แตกต่างกัน ตัวอย่างสื่อประกอบการจัดกิจกรรม ของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) มีดังนี้ กระบวนการจัดการสื่อและแหล่งเรียนรู้ สื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจความรู้สึกเพิ่มพูนและ ประสบการณ์ สร้างสถานการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก กระตุ้นให้เกิดการพัฒนา ทางด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตลอดจนสร้างคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมให้แก่เด็ก มีระบบในการควบคุมสื่ออย่าง เป็นระบบ มีผู้ดูแลรับผิดชอบ มีกระบวนการ ดังนี้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน)


1. การจัดหา มีการสอบถามความต้องการในการใช้สื่อของครูผู้สอน โดยให้แต่ละสายชั้นนำเสนอ ทุกต้นปีการศึกษา 2. การจัดเก็บ สื่อทุกประเภทมีทะเบียนคุม มีเอกสารชัดเจน 3. การจัดหา เมื่อลงทะเบียนแล้วจะแยกให้ครูประจำชั้นรับไปเก็บไว้ โดยให้แต่ละห้องนำเสนอทุก ต้นปีการศึกษา 4. การซ่อม จะมีการสำรวจสื่อทุกสิ้นภาคเรียน เพื่อดูว่าสื่อใดชำรุดจะซ่อมบำรุงหรือจำหน่าย กิจกรรมเสรี/การเล่นตามมุม 1. มุมบทบาทสมมติ อาจจัดเป็นมุมเล่นดังนี้ 1.1 มุมบ้าน - ของเล่นเครื่องใช้ในครัวขนาดเล็ก หรือของจำลอง เช่น เตา กระทะ ครก กาน้ำ เขียง หม้อ มีดพลาสติก จาน ช้อน ถ้วยชาม กะละมัง - เครื่องเล่นตุ๊กตา เสื้อผ้าตุ๊กตา เตียงเปลเด็ก ตุ๊กตา - เครื่องแต่งบ้านจำลอง โต๊ะเครื่องแป้ง กระจก หวี ตลับแป้ง หมอนอิง - เครื่องแต่งกายของบุคคลในอาชีพต่างๆ - โทรศัพท์ เตารีดจำลอง ที่รีดผ้าจำลอง 1.2 มุมหมอ - เครื่องเล่นจำลองแบบเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์การรักษาผู้ป่วย - อุปกรณ์สำหรับเลียบแบบการบันทึกข้อมูลผู้ป่วย เช่น กระดาษ ดินสอ ฯลฯ 1.3 มุมร้านค้า - กล่องและขวดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้แล้ว - อุปกรณ์ประกอบการเล่น เช่น เครื่องคิดเลข ลูกคิด ธนบัตรจำลอง ฯลฯ 2. มุมบล็อก - ไม้บล็อกหรือแท่งไม้ที่มีขนาดและรูปร่างต่างกัน จำนวนตั้งแต่ 50 ชิ้นขึ้นไป - ของเล่นจำลอง เช่น รถยนต์ เครื่องบิน รถไฟ คน สัตว์ ต้นไม้ ฯลฯ - ภาพถ่ายต่างๆ - ที่จัดเก็บไม้บล็อกหรือแท่งไม้อาจเป็นชั้น ลังไม้หรือพลาสติก แยกตามรูปทรง ขนาด 3 . มุมหนังสือ - หนังสือภาพนิทาน สมุดภาพ หนังสือภาพที่มีคำและประโยคสั้นๆ พร้อมภาพ - ชั้นหรือที่วางหนังสือ - อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการสร้างบรรยากาศการอ่าน เช่น เสื่อ พรม หมอน ฯลฯ - สมุดเซ็นยืมหนังสือกลับบ้าน - อุปกรณ์สำหรับการเขียน - อุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องเล่นเทป ตลับเทปนิทานพร้อมหนังสือนิทาน 4. มุมวิทยาศาสตร์ หรือมุมธรรมชาติศึกษา - วัสดุต่างๆ จากธรรมชาติ เช่น เมล็ดพืชต่างๆ เปลือกหอย ดิน หิน แร่ ฯลฯ - เครื่องมือเครื่องใช้ในการสำรวจ สังเกต ทดลอง เช่น แว่นขยาย แม่เหล็ก เข็มทิศ เครื่องชั่ง


กิจกรรมสร้างสรรค์ ประกอบด้วยวัสดุ อุปกรณ์ ดังต่อไปนี้ 1. การวาดภาพและระบายสี - สีเทียนแท่งใหญ่ สีไม้ สีชอล์ก สีน้ำ - พู่กันขนาดใหญ่ - กระดาษ ดินสอ - ผ้ากันเปื้อน 2. การเล่นกับสี - การเป่าสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พู่กัน สีน้ำ - การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พู่กัน สีน้ำ - การพับสี มี กระดาษ สีน้ำ พู่กัน - การเทสี มี กระดาษ สีน้ำ - การละเลงสี มี กระดาษ สีน้ำ แป้งเปียก 3. การพิมพ์ภาพ - แม่พิมพ์ต่างๆ จากของจริง เช่น นิ้วมือ ใบไม้ ก้านกล้วย ฯลฯ - แม่พิมพ์จากวัสดุอื่น ๆ เช่น เชือก เส้นด้าย ตรายาง ฯลฯ - กระดาษ ผ้าเช็ดมือ สีโปสเตอร์ (สีน้ำ สีฝุ่น ฯลฯ) 4. การปั้น เช่น ดินน้ำมัน ดินเหนียว แป้งโดว์ แผ่นรองปั้น แม่พิมพ์รูปต่าง ๆ 5. การพับ ฉีก ตัดปะ เช่น กระดาษ หรือเศษวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้พับ ฉีก ตัด ปะ กรรไกรขนาดเล็ก ปลายมน กาวน้ำหรือแป้งเปียก ผ้าเช็ดมือ ฯลฯ 6. การประดิษฐ์เศษวัสดุ เช่น เศษวัสดุต่างๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม กาว กรรไกร สี ผ้าเช็ดมือ ฯลฯ 7. การร้อย เช่น ลูกปัด หลอดกาแฟ หลอดด้าย ฯลฯ 8. การสาน เช่น กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว ฯลฯ 9. การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ เช่น พลาสติกชิ้นเล็กๆ รูปทรงต่างๆ ผู้เล่นสามารถนำมาต่อเป็นรูป แบบต่างๆ ตามความต้องการ 10. การสร้างรูป เช่น จากกระดานปักหมุดจากแป้นตะปูที่ใช้หนังยางหรือเชือกผูกดึงให้เป็นรูปต่าง ๆ เกมการศึกษา สื่อประเภทเกมการศึกษา เช่น 1. เกมจับคู่ - จับคู่รูปร่างที่เหมือนกัน - จับคู่ภาพเงา - จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพหลัก - จับคู่สิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน สิ่งที่ใช้คู่กัน - จับคู่ส่วนเต็มกับส่วนย่อย - จับคู่ภาพกับโครงร่าง - จับคู่ภาพชิ้นส่วนที่หายไป - จับคู่ภาพที่เป็นประเภทเดียวกัน


- จับคู่ภาพแบบตรงกันข้าม - จับคู่ภาพแบบอุปมาอุปไมย - จับคู่ภาพแบบอนุกรม 2. เกมภาพตัดต่อ - ภาพตัดต่อที่สัมพันธ์กับหน่วยการเรียนต่างๆ เช่น ผลไม้ ผัก ฯลฯ 3. เกมจัดหมวดหมู่ - ภาพสิ่งต่างๆ ที่นำมาจัดเป็นพวก - ภาพเกี่ยวกับประเภทของใช้ในชีวิตประจำวัน - ภาพจัดหมวดหมู่ตามรูปร่าง สี ขนาด รูปทรงเรขาคณิต 4. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน) - โดมิโนภาพเหมือน - โดมิโนภาพสัมพันธ์ 5. เกมเรียงลำดับ - เรียงลำดับภาพเหตุการณ์ต่อเนื่อง - เรียงลำดับขนาด 6. เกมศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอดโต) 7. เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์ (เมตริกเกม) 8. เกมพื้นฐานการบวก กิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม สื่อที่ใช้ เช่น 1. สื่อของจริงที่อยู่ใกล้ตัวและสื่อจากธรรมชาติหรือวัสดุท้องถิ่น เช่น ต้นไม้ ใบไม้ เปลือกหอย เสื้อผ้า ฯลฯ 2. สื่อที่จำลองขึ้น เช่น ลูกโลก ตุ๊กตาสัตว์ ฯลฯ 3. สื่อประเภทภาพ เช่น ภาพพลิก ภาพโปสเตอร์ หนังสือภาพ ฯลฯ 4. สื่อเทคโนโลยี เช่น วิทยุ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องขยายเสียง โทรศัพท์ ฯลฯ กิจกรรมกลางแจ้ง สื่อที่ใช้ เช่น 1. เครื่องเล่นสนาม เช่น เครื่องเล่นสำหรับปีนป่าย เครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อน ฯลฯ 2. ที่เล่นทราย มีทรายละเอียด เครื่องเล่นทราย เครื่องตวง ฯลฯ 3. ที่เล่นน้ำ มีภาชนะใส่น้ำหรืออ่างน้ำวางบนขาตั้งที่มั่นคง ความสูงพอที่เด็กจะยืนได้พอดี เสื้อคลุม หรือผ้ากันเปื้อนพลาสติก อุปกรณ์เล่นน้ำ เช่น ถ้วยตวง ขวดต่างๆ สายยาง กรวยกรอกน้ำ ตุ๊กตา ฯลฯ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ สื่อที่ใช้ เช่น 1. เครื่องเคาะจังหวะ เช่น ฉิ่ง เหล็กสามเหลี่ยม กรับ รำมะนา กลอง ฯลฯ 2. อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว เช่น หนังสือพิมพ์ ริบบิ้น แถบผ้า ห่วง หวาย ถุงทราย ฯลฯ


การเลือกสื่อ โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) มีวิธีการเลือกใช้สื่อเพื่อให้เหมาะสมกับการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนให้กับเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. เลือกให้ตรงกับจุดมุ่งหมายและเรื่องที่สอน 2. เลือกให้เหมาะสมกับวัยและความสามารถของเด็ก 3. เลือกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่เด็กอยู่หรือสถานภาพของสถานศึกษา 4. มีวิธีการใช้ง่าย และนำไปใช้ได้หลายกิจกรรม 5. มีความถูกต้องตามเนื้อหาและทันสมัย 6. มีคุณภาพดี เช่น ภาพชัดเจน ขนาดเหมาะสม ไม่ใช่สีสะท้อนแสง 7. เลือกที่เด็กเข้าใจง่ายในเวลาสั้นๆ ไม่ซับซ้อน 8. เลือกที่สามารถสัมผัสได้ 9. เลือกสื่อเพื่อใช้ฝึก และส่งเสริมการคิดเห็น ทำเป็น และกล้าแสดงความคิดเห็นด้วยความมั่นใจ การจัดหาสื่อ สามารถจัดหาได้หลายวิธี คือ 1. จัดหาโดยการขอยืมจากแหล่งต่างๆ เช่น ศูนย์สื่อของสถานศึกษาของรัฐบาล หรือ สถานศึกษา เอกชน ฯลฯ 2. จัดซื้อสื่อและเครื่องเล่น โดยวางแผนการจัดซื้อตามลำดับความจำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับ งบประมาณที่ทางสถานศึกษาสามารถจัดสรรให้และสอดคล้องกับแผนการจัดประสบการณ์ 3. ผลิตสื่อและเครื่องเล่นขึ้นใช้เองโดยใช้วัสดุที่ปลอดภัยและหาง่ายเป็นเศษวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่ ในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น กระดาษแข็งรูปภาพจากแผ่นป้ายโฆษณา รูปภาพจากหนังสือนิตยสารต่าง ๆ เป็นต้น ขั้นตอนการดำเนินการผลิตสื่อสำหรับเด็กปฐมวัย มีดังนี้ 1. สำรวจความต้องการของการใช้สื่อให้ตรงกับจุดประสงค์ สาระการเรียนรู้และกิจกรรมที่จัด 2. วางแผนการผลิต โดยกำหนดจุดมุ่งหมายและรูปแบบของสื่อให้เหมาะสมกับวัยและความ สามารถของเด็ก สื่อนั้นจะต้องมีความคงทนแข็งแรง ประณีตและสะดวกต่อการใช้ 3. ผลิตสื่อตามรูปแบบที่เตรียมไว้ 4. นำสื่อไปทดลองใช้หลายๆ ครั้งเพื่อหาข้อดี ข้อเสีย จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น 5. นำสื่อที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้จริง การใช้สื่อ โรงเรียนได้ดำเนินการ ดังนี้ 1. การเตรียมพร้อมก่อนใช้สื่อ มีขั้นตอน คือ 1.1 เตรียมตัวผู้สอน - ผู้สอนจะต้องศึกษาจุดมุ่งหมายและวางแผนว่าจะจัดกิจกรรมอะไรบ้าง - เตรียมจัดหาสื่อและศึกษาวิธีการใช้สื่อ - จัดเตรียมสื่อและวัสดุอื่นๆ ที่จะต้องใช้ร่วมกัน - ทดลองใช้สื่อก่อนนำไปใช้จริง 1.2 เตรียมตัวเด็ก - ศึกษาความรู้พื้นฐานเดิมของเด็กให้สัมพันธ์กับเรื่องที่จะสอน


- เร้าความสนใจเด็กโดยใช้สื่อประกอบการเรียนการสอน - ให้เด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลาย เล่นแล้วเก็บ ให้ถูกที่ 1.3 เตรียมสื่อให้พร้อมก่อนนำไปใช้ - จัดลำดับการใช้สื่อว่าจะใช้อะไรก่อนหรือหลัง เพื่อความสะดวกในการสอน - ตรวจสอบและเตรียมเครื่องมือให้พร้อมที่จะใช้ได้ทันที - เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับสื่อ 2. การนำเสนอสื่อ เพื่อให้บรรลุผลโดยเฉพาะในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โรงเรียนได้มีการ ปฏิบัติ ดังนี้ 2.1 สร้างความพร้อมและเร้าความสนใจให้เด็กก่อนดำเนินการจัดกิจกรรมทุกกิจกรรม 2.2 ใช้สื่อตามลำดับขั้นของแผนการจัดกิจกรรมที่กำหนดไว้ 2.3 ไม่ควรให้เด็กเห็นสื่อหลายๆ ชนิดพร้อมกัน เพราะจะทำให้เด็กไม่สนใจกิจกรรม ที่สอน 2.4 ครูจะต้องยืนอยู่ด้านข้างหรือด้านหลังของสื่อที่ใช้กับเด็ก ครูไม่ควรยืนหันหลัง ให้เด็ก จะต้องพูดคุยกับเด็กและสังเกตความสนใจของเด็ก พร้อมทั้งสำรวจข้อบกพร่องของสื่อที่ใช้ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ข้อควรระวังในการใช้สื่อการเรียนการสอน การใช้สื่อในระดับปฐมวัยควรระวังในเรื่องต่อไปนี้ 1. วัสดุที่ใช้ ต้องไม่มีพิษ ไม่หัก และแตกง่ายมีพื้นผิวเรียบ ไม่เป็นเสี้ยน 2. ขนาด ไม่ควรมีขนาดใหญ่เกินไป เพราะทำให้ยากต่อการหยิบยก อาจจะตกลงมา เสียหายแตกเป็นอันตรายต่อเด็ก หรือใช้ไม่สะดวก เช่น กรรไกรขนาดใหญ่ โต๊ะ เก้าอี้ที่ใหญ่และสูง เกินไป และ ไม่ควรมีขนาดเล็กเกินไป เด็กอาจนำไปอมหรือกลืนทำให้ติดคอหรือไหลลงท้องได้ เช่น ลูกปัดเล็ก ลูกแก้วเล็ก ฯลฯ 3. รูปทรง ไม่เป็นรูปทรงแหลม รูปทรงเหลี่ยม เป็นสัน 4. น้ำหนัก ไม่ควรมีน้ำหนักมาก เพราะเด็กยกหรือหยิบไม่ไหว อาจจะตกลงมาเป็นอันตราย ต่อตัวเด็ก 5. สื่อที่เป็นอันตรายต่อตัวเด็ก เช่น สารเคมี วัตถุไวไฟ ฯลฯ 6. สีที่เป็นอันตรายต่อสายตา เช่น สีสะท้อนแสง ฯลฯ การประเมินการใช้สื่อ ในการประเมินผลการใช้สื่อ โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) ได้พิจารณาจากองค์ประกอบ 3 ประการ คือ ผู้สอน เด็ก และสื่อ เพื่อจะได้ทราบว่าสื่อนั้นช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด จะ ได้นำมาปรับปรุงการผลิตและการใช้สื่อให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้วิธีสังเกต ดังนี้ 1. สื่อนั้นช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้เพียงใด 2. เด็กชอบสื่อนั้นเพียงใด 3. สื่อนั้นช่วยในการสอนตรงจุดประสงค์หรือไม่ ถูกต้องตามสาระการเรียนรู้และทันสมัย หรือไม่ 4. สื่อนั้นช่วยให้เด็กสนใจมากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใด


การเก็บ รักษา และซ่อมแซมสื่อ การจัดเก็บสื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกการสังเกต การเปรียบเทียบ การจัดกลุ่มส่งเสริมความ รับผิดชอบ ความมีน้ำใจ ช่วยเหลือ ครูไม่ควรใช้การเก็บสื่อเป็นการลงโทษเด็ก โดยดำเนินการดังนี้ 1. เก็บสื่อให้เป็นระเบียบและเป็นหมวดหมู่ตามลักษณะ ประเภทของสื่อ สื่อที่เหมือนกันจัดเก็บหรือ จัดวางไว้ด้วยกัน 2. วางสื่อในระดับสายตาของเด็กเพื่อให้เด็กหยิบใช้ จัดเก็บได้ด้วยตนเอง 3. ภาชนะที่จัดเก็บสื่อควรโปร่งใส เพื่อให้เด็กมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้ง่ายและควรมีมือจับเพื่อให้ สะดวกในการขนย้าย 4. ฝึกให้เด็กรู้ความหมายของรูปภาพหรือสีที่เป็นสัญลักษณ์แทนหมวดหมู่ ประเภทสื่อ เพื่อเด็กจะได้ เก็บเข้าที่ได้ถูกต้อง การใช้สัญลักษณ์ควรมีความหมายต่อการเรียนรู้ของเด็ก สัญลักษณ์ควรใช้สื่อของจริง ภาพถ่ายหรือสำเนา ภาพวาด ภาพโครงร่าง หรือบัตรคำติดคู่กับสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง 5. ตรวจสอบสื่อหลังจากที่ใช้แล้วทุกครั้งว่ามีสภาพสมบูรณ์ จำนวนครบถ้วนหรือไม่ 6. ซ่อมแซมสื่อชำรุด และทำเติมส่วนที่ขาดหายไปให้ครบชุด การพัฒนาสื่อ และแหล่งเรียนรู้ โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) ได้มีการพัฒนาสื่อเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมในระดับปฐมวัย ให้ประสบผลสำเร็จ โดยมีการสำรวจข้อมูล สภาพปัญหาต่าง ๆ ของสื่อทุกประเภทที่ใช้อยู่ว่ามีอะไรบ้างที่ จะต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการต่อไป แนวทางในการพัฒนาสื่อ ของ โรงเรียนมีลักษณะเฉพาะ ดังนี้ 1. ปรับปรุงสื่อให้ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ ใช้ได้สะดวก ไม่ซับซ้อนเกินไป เหมาะสมกับวัยของเด็ก 2. รักษาความสะอาดของสื่อ ถ้าเป็นวัสดุที่ล้างน้ำได้ เมื่อใช้แล้วควรได้ล้างเช็ด หรือปัดฝุ่นให้สะอาด เก็บไว้เป็นหมวดหมู่ วางเป็นระเบียบหยิบใช้ง่าย 3. ถ้าเป็นสื่อที่ผู้สอนผลิตขึ้นมาใช้เองและผ่านการทดลองใช้มาแล้ว จะจัดทำคู่มือประกอบการใช้สื่อ ประกอบ โดยบอกชื่อสื่อ ประโยชน์และวิธีการใช้สื่อ รวมทั้งจำนวนชิ้นส่วนของสื่อในชุดนั้นและเก็บคู่มือการใช้ นั้นไว้ในซอง พร้อมกับสื่อที่ผลิต 4. พัฒนาสื่อที่สร้างสรรค์ ใช้ได้เอนกประสงค์ คือ เป็นได้ทั้งสื่อเสริมพัฒนาการและเป็นของเล่น สนุกสนานเพลิดเพลิน นอกจากนี้แล้ว โรงเรียนยังได้ดำเนินการจัดสื่อให้เป็นระบบโดยจัดให้มีห้องศูนย์สื่อการเรียนการสอน มีผู้รับผิดชอบโดยตรงมีการดำเนินการตั้งแต่ การจัดหาจัดทำ การจัดซื้อ การเก็บรักษา การซ่อมแซมการทำ ทะเบียนควบคุมสื่อและทะเบียนการใช้สื่อตลอดจนการสำรวจความต้องการของผู้ใช้สื่อ จัดให้มีการประกวด สื่อการเรียนการสอนจากผลงานที่ครูได้ผลิตขึ้นใช้เอง อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ชิ้น ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว โรงเรียนยังได้พัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่นอกเหนือจากห้องศูนย์สื่อเพื่อให้เด็กได้ ใช้เป็นแหล่งการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทั้งภายในห้องเรียน และนอกห้องเรียนดังนี้ 1. ภายในห้องเรียน โรงเรียนได้จัดให้มีมุมต่าง ๆ เพื่อให้เด็กได้เข้าไปเรียนรู้ เช่น มุมบทบาท สมมติ มุมธรรมชาติ มุมวิทยาศาสตร์ มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมดนตรี ฯลฯ


2. นอกห้องเรียน โรงเรียนได้จัดบรรยากาศที่ร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่รอบๆ บริเวณโรงเรียน มีทั้ง ไม้ยืนต้น ไม้เลื้อย สวนสมุนไพร เพื่อให้เด็กได้ใช้ทักษะในการสังเกต เปรียบเทียบ ได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติรอบตัว นอกจากนี้โรงเรียนยังได้จัดให้มีห้องกิจกรรมพิเศษไว้ให้เด็กเข้าไป เรียนรู้ให้ได้รับประสบการณ์ตรง เช่น ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องดนตรี– นาฏศิลป์ ห้องพลศึกษา ห้องวิทยาศาสตร์ 3. นอกโรงเรียน โรงเรียนเปิดโอกาสให้เด็กได้ไปเรียนรู้ในสิ่งที่เด็กสนใจแหล่งเรียนรู้ภายนอก เช่น วัดภูเขาดิน วัดมหาธาตุ วัดเพชรวราราม ตลาด สำนักงานเทศบาล สถานีตำรวจ เรือนจำ สวนสัตว์ ห้องสมุดกาญจนาภิเษก หอวัฒนธรรมนครบาล ศูนย์วิทยาศาสตร์หนองนารี หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์ อินทราชัย ฯลฯ


การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็ก ในแต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องนำมาจัดทำสารนิทัศน์หรือจัดทำข้อมูลหลักฐานหรือ เอกสารอย่างเป็นระบบ ด้วยการวบรวมผลงานสำหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ ประสบการณ์ที่เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ ให้นำข้อมูลผลการประเมิน พัฒนาการเด็กมาพิจารณา ปรับปรุงวางแผล การจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตาม จุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้ 1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ 2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน 3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี 4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ 5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 – 6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ ประเภทของการประเมินพัฒนาการ การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก ประกอบด้วย 1) วัตถุประสงค์ (Obejetive) ซึ่งตามหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมายถึง จุดหมายซึ่งเป็นมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้และ สภาพที่พึงประสงค์ 2) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (Leanning) ซึ่งเป็นกระบวนการได้มาของความรู้หรือ ทักษะผ่านการกระทำสิ่งต่างๆ ที่สำคัญตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนดให้หรือที่เรียกว่า ประสบการณ์ สำคัญ ในการช่วยอธิบายให้ครูเข้าใจถึงประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัยต้องทำเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และช่วย แนะผู้สอนในการสังเกต สนับสนุน และวางแผนการจัดกิจกรรมให้เด็กและ 3) การประเมินผล (Evaluation) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่คาดหวังให้เด็กเกิดขึ้นบนพื้นฐานพัฒนาการตามวัยหรือ ความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุ เรียกว่า สภาพที่พึงประสงค์ ที่ใช้เป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการ ประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพเด็กทั้งนี้ประเภทของการประเมิน พัฒนาการ อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1. แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้ 1.1) การประเมินความก้าวหน้าของเด็ก (Formative Evaluation) หรือการประเมินเพื่อพัฒนา การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน)


(Formative Assessment) หรือการประเมินเพื่อเรียน (Assessment for Learning) เป็นการประเมิน ระหว่างการจัดประสบการณ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในระหว่างทำ กิจกรรมประจำวัน/กิจวัตรประจำวันปกติอย่างต่อเนื่อง บันทึก วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูลแล้วนำมาใช้ใน การส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของเด็ก และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้สอน การประเมิน พัฒนาการกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้สอนจึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันหากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ก็ขาดประสิทธิภาพ เป็นการประเมินผลเพื่อให้รู้จุดเด่น จุดที่ควรส่งเสริม ผู้สอนต้องใช้ วิธีการและเครื่องมือประเมินพัฒนาการที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานที่ แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล การใช้แฟ้มสะสมงาน เพื่อให้ได้ข้อสรุปของ ประเด็นที่กำหนด สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประเมินความก้าวหน้าคือ การจัดประสบการณ์ให้กับเด็กในลักษณะ การเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ทำให้การเรียนรู้ของเด็กเพิ่มพูน ปรับเปลี่ยนความคิด ความ เข้าใจเดิมที่ ไม่ถูกต้อง ตลอดจนการให้เด็กสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองได้ 1.2) การประเมินผลสรุป (Summatie Evaluation) หรือ การประเมินเพื่อตัดสินผลพัฒนาการ (Summatie Assessment) หรือการประเมินสรุปผลของการเรียนรู้ (Assessment of Learning) เป็นการ ประเมินสรุปพัฒนาการ เพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็กว่ามีความพร้อมตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยหรือไม่ เพื่อเป็นการเชื่อมต่อของการศึกษาระดับปฐมวัยกับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ดังนั้น ผู้สอนจึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินความก้าวหน้าของเด็กในระดับห้องเรียนมากกว่า การประเมินเพื่อตัดสินผลพัฒนาการของเด็กเมื่อสิ้นภาคเรียนหรือสิ้นปีการศึกษา 2. แบ่งตามระดับของการประเมิน การแบ่งตามระดับของการประเมิน แบ่งได้เป็น 2 ประเภท 2.1) การประเมินพัฒนาการระดับชั้นเรียน เป็นการประเมินพัฒนาการที่อยู่ในกระบวนการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเพื่อพัฒนาเด็กและตัดสินผลการพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา จากกิจกรรมหลัก/หน่วยการเรียนรู้(Unit) ที่ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก ผู้สอนประเมินผลพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงค์และตัวบ่งชี้ที่กำหนดเป็นเป้าหมายในแต่ละแผนการจัด ประสบการณ์ของหน่วยการเรียนรู้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การสังเกต การสนทนา การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงาน ที่แสดงออกถึงความก้าวหน้า แต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล การแสดงกริยาอาการต่างๆ ของเด็กตลอดเวลา ที่จัดประสบการณ์เรียนรู้ เพื่อตรวจสอบและประเมินว่าเด็กบรรลุตามสภาพที่พึงประสงค์ละตัวบ่งชี้ หรือมี แนวโน้มว่าจะบรรลุสภาพที่พึงประสงค์และตัวบ่งชี้เพียงใด แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้สอนควรสรุปผลการประเมินพัฒนาการว่า เด็กมีผลอันเกิดจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมหรือสะสมผลการประเมินพัฒนาการในกิจกรรม ประจำวัน/กิจวัตรประจำวัน/หน่วยการเรียนรู้ หรืผลตามรูปแบบการประเมินพัฒนาการที่สถานศึกษากำหนด เพื่อนำมาเป็นข้อมูลใช้ปรังปรุงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และเป็นข้อมูลในการสรุปผลการประเมินพัฒนา ในระดับสถานศึกษาต่อไปอีกด้วย 2.2) การประเมินพัฒนาการระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก เป็นรายบุคคลเป็นรายภาค/รายปี เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของเด็กในระดับปฐมวัยของ สถานศึกษาว่าส่งผลตาการเรียนรู้ของเด็กตามเป้าหมายหรือไม่ เด็กมีสิ่งที่ต้องการได้รับการพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการประเมินพัฒนาการของเด็กในระดับสถานศึกษาไปเป็นข้อมูลและสารสนเทศในการ ปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โครงการหรือวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตลอดจนการจัด


แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาตามแผนการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงาน ผลการพัฒนาคุณภาพเด็กต่อผู้ปกครอง นำเสนอคณะกรรมการถานศึกษาขั้นพื้นฐานรับทราบ ตลอดจนเผยแพร่ ต่อสาธารณชน ชุมชน หรือหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานต้นสังกัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป อนึ่ง สำหรับการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยในระดับเขตพื้นที่การศึกษาหรือระดับประเทศนั้นหาก เขตพื้นที่การศึกษาใดมีความพร้อม อาจมีการดำเนินงานในลักษณะของการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเด็กปฐมวัยเข้ารับ การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยขอให้ถือปฏิบัติตามหลักการการประเมินพัฒนาการ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 บทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินงานประเมินพัฒนาการ การดำเนินงานประเมินพัฒนาการของสถานศึกษานั้น ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมใน การประเมินพัฒนาการและร่วมรับผิดชอบอย่างเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาแต่ละขนาด ดังนี้ ผู้ปฏิบัติ บทบาทหน้าที่ในการประเมินพัฒนาการ ผู้สอน 1. ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย และแนวการปฏิบัติการประเมินพัฒนาการ ตามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย 2. วิเคราะห์และวางแผนการประเมินพัฒนาการที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้/ กิจกรรมประจำวัน/กิจวัตรประจำวัน 3. จัดประสบการณ์ตามหน่วยการเรียนรู้ ประเมินพัฒนาการ และบันทึกผลการ ประจำวัน/กิจวัตรประจำวัน 4. รวบรวมผลการประเมินพัฒนาการ แปลผลและสรุปผลการประเมินเมื่อสิ้นภาค เรียนและสิ้นปีการศึกษา 5. สรุปผลการประเมินพัฒนาการระดับชั้นเรียนลงในสมุดบันทึกผลการประเมิน พัฒนาการประจำชั้น 6. จัดทำสมุดรายงานประจำตัวนักเรียน 7. เสนอผลการประเมินพัฒนาการต่อผู้บริหารสถานศึกษาลงนามอนุมัติ ผู้บริหารสถานศึกษา 1. กำหนดผู้รับผิดชอบงานประเมินพัฒนาการตามหลักสูตร และวางแนวทาง ปฏิบัติการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย 2. นิเทศ กำกับ ติดตามให้การดำเนินการประเมินพัฒนาการให้บรรลุเป้าหมาย 3. นำผลการประเมินพัฒนาการไปจัดทำรายงานผลการดำเนินงานกำหนดนโยบาย และวางแผนพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัย พ่อ แม่ ผู้ปกครอง 1. ให้ความร่วมมือกับผู้สอนในการประเมินพฤติกรรมของเด็กที่สังเกตได้จากที่บ้าน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการแปลผลที่เที่ยงตรงของผู้สอน 2. รับทราบผลการประเมินของเด็กและสะท้อนให้ข้อมูลย้อนกลับที่เป็นประโยชน์ใน การส่งเสริมและพัฒนาเด็กในปกครองของตนเอง 3. ร่วมกับผู้สอนในการจัดประสบการณ์หรือเป็นวิทยากรท้องถิ่น คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้น พื้นฐาน 1. ให้ความเห็นชอบและประกาศใช้หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยและแนวปฏิบัติใน การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2. รับทราบผลการประเมินพัฒนาการของเด็กเพื่อการประกันคุณภาพภายใน


ผู้ปฏิบัติ บทบาทหน้าที่ในการประเมินพัฒนาการ 1. ส่งเสริมการจัดทำเอกสารหลักฐานว่าด้วยการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ของสถานศึกษา 2. ส่งเสริมให้ผู้สอนในสถานศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในแนวปฏิบัติการประเมิน พัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ตลอดจนความเข้าใจในเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการในรูปแบบต่างๆ โดยเน้นการ ประเมินตามสภาพจริง 3. ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาเครื่องมือพัฒนาการตามมาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและการจัดเก็บเอกสาร หลักฐานการศึกษาอย่างเป็นระบบ 4. ให้คำปรึกษา แนะนำเกี่ยวกับการประเมินพัฒนาการและการจัดทำเอกสาร หลักฐาน 5. จัดให้มีการประเมินพัฒนาการเด็กที่ดำเนินการโดยเขตพื้นที่การศึกษาหรือ หน่วยงานต้นสังกัดและให้ความร่วมมือในการประเมินพัฒนาการระดับประเทศ แนวปฏิบัติการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยเป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในการจัดประสบการณ์ทุกขั้นตอนโดย เริ่มตั้งแต่การประเมินพฤติกรรมของเด็กก่อนการจัดประสบการณ์ การประเมินพฤติกรรมเด็กขณะปฏิบัติ กิจกรรม และการประเมินพฤติกรรมเด็กเมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติกิจกรรม ทั้งนี้ พฤติกรรมการเรียนรู้และ พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กที่ได้รับการประเมินนั้น ต้องเป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัว บ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัยที่ผู้สอนวางแผนและออกแบบไว้ การ ประเมินพัฒนาการจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กบรรลุตามเป้าหมายเพื่อนำผลการ ประเมินไปปรับปรุง พัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และใช้เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาเด็กต่อไป สถานศึกษาควรมีกระบวนการประเมินพัฒนาการและการจัดการอย่างเป็นระบบสรุปผลการประเมินพัฒนาการ ที่ตรงตามความรู้ ความสามารถ ทักษะและพฤติกรรมที่แท้จริงของเด็กสอดคล้องตามหลักการประเมิน พัฒนาการ รวมทั้งสะท้อนการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบและ ต่อเนื่อง แนวปฏิบัติการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยของสถานศึกษา มีดังนี้ 1. หลักการสำคัญของการดำเนินการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สถานศึกษาที่จัดการศึกษาปฐมวัยควรคำนึงถึงหลักสำคัญของการดำเนินงานการประเมินพัฒนาการ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี ดังนี้ 1.1 ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วน ร่วม 1.2 การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กและ สรุปผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก 1.3 การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยซึ่งกำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย


1.4 การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องดำเนินการ ด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้อย่างรอบด้านสมดุลทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งระดับอายุของเด็ก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ยุติธรรมและเชื่อถือได้ 1.5 การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ และการร่วมกิจกรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ อายุ และรูปแบบการจัดการศึกษา และต้องดำเนินการประเมินอย่างต่อเนื่อง 1.6 การประเมินพัฒนาการต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและตรวจสอบ ผลการประเมินพัฒนาการ 1.7 สถานศึกษาควรจัดทำเอกสารบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในระดับชั้นเรียน และระดับสถานศึกษา เช่น แบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตามหน่วยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทึกผล การประเมนพัฒนาการประจำชั้น เพื่อเป็นหลักฐานการประเมินและรายงานผลพัฒนาการและสมุดรายงาน ประจำตัวนักเรียน เพื่อเป็นการสื่อสารข้อมูลการพัฒนาการเด็กระหว่างสถานศึกษากับบ้าน 2. ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัย เป็นมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งถือเป็นคุณภาพลักษณะที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นตัวเด็กเมื่อ จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คุณลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ถือเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับเด็กทุกคน ดังนั้น สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพมาตรฐานที่พึงประสงค์กำหนด ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนา คุณภาพการศึกษาปฐมวัย แนวคิดดังกล่าวอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่าเด็กทุกคนสามารถพัฒนาอย่างมีคุณภาพ และ เท่าเทียมได้ ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการประกอบด้วย 2.1 สิ่งที่จะประเมิน 2.2 วิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน 2.2 เกณฑ์การประเมินพัฒนาการ 2.1 สิ่งที่จะประเมิน การประเมินพัฒนาการสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี มีเป้าหมายสำคัญคือ มาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์จำนวน 12 ข้อ ดังนี้ 1. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสาน สัมพันธ์กัน 2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม 3. พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย 4 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้ เหมาะสมกับวัย สิ่งที่จะประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยแต่ละด้าน มีดังนี้ ด้านร่างกาย ประกอบด้วย การประเมินการมีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ สุขภาพอนามัย สุขนิสัยที่ ดี การรู้จักรักษาความปลอดภัย การเคลื่อนไหวและการทรงตัว การเล่นและการออกกำลังกาย และการใช้มือ อย่างคล่องแคล่วประสานสัมพันธ์กัน ด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่าง เหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความสนใจ/ ความสามารถ/และมีความสุขในการทำงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ความรับผิดชอบในการทำงาน ความซื่อสัตย์สุจริตและรู้สึกถูกผิด ความเมตตากรุณา มีน้ำใจและช่วยเหลือแบ่งปัน ตลอดจนการประหยัด อดออม และพอเพียง ด้านสังคม ประกอบด้วย การประเมินความมีวินัยในตนเอง การช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจวัตร ประจำวัน การระวังภัยจากคนแปลกหน้า และสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย การดูแลรักษาธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม การมีสัมมาคารวะและมารยาทตามวัฒนธรรมไทย รักษาความเป็นไทย การยอมรับความเหมือน และความแตกต่างระหว่างบุคคล การมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การปฏิบัติตนเบื้องต้นในการเป็นสมาชิกที่ดีของ สังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้านสติปัญญา ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการสนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อื่น เข้าใจ ความสามารถในการอ่าน เขียนภาพและสัญลักษณ์ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา คิดเชิงเหตุผล คิด รวบยอด การเล่น/การทำงานศิลปะ/การแสดงท่าทาง/เคลื่อนไหวตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของ ตนเอง การมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และความสามารถในการแสวงหาความรู้ 2.2 วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละครั้งควรใช้วิธีการประเมินอย่างหลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ ที่สุด วิธีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินเด็กปฐมวัยมีด้วยกันหลายวิธี ดังต่อไปนี้ 1. การสังเกตและการบันทึก การสังเกตมีอยู่ 2 แบบคือ การสังเกตอย่างมีระบบ ได้แก่ การสังเกต อย่างมจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้ และอีกแบบหนึ่งคือ การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ เป็นการ สังเกตในขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้สอนจดบันทึกไว้การ สังเกตเป็นวิธีการที่ผู้สอนใช้ในการศึกษาพัฒนาการของเด็ก เมื่อมีการสังเกตก็ต้องมีการบันทึก ผู้สอนควรทราบ ว่าจะบันทึกอะไรการบันทึกพฤติกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเด็กเจริญเติบโต และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องนำมาบันทึกเป็นหลักฐานไว้อย่างชัดเจน การสังเกตและการบันทึก พัฒนาการเด็กสามารถใช้แบบง่ายๆคือ


1.1 แบบบันทึกพฤติกรรม ใช้บันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่างโดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก ผู้ บันทึกต้องบันทึกวัน เดือน ปีเกิดของเด็ก และวัน เดือน ปี ที่ทำการบันทึกแต่ละครั้ง 1.2 การบันทึกรายวัน เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ในชั้นเรียนทุกวัน ถ้าหากบันทึกในรูปแบบของการบรรยายก็มักจะเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษา ข้อดีของ การบันทึกรายวันคือ การชี้ให้เห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเด็ก จะช่วยกระตุ้นให้ผู้สอนได้พิจารณาปัญหา ของเด็กเป็นรายบุคคลช่วยให้ผู้เชียวชาญมีข้อมูลมากขึ้นสำหรับวินิจฉัยเด็กว่าสมควรจะได้รับคำปรึกษาเพื่อลด ปัญหาและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้นยังช่วยชี้ให้เห็นข้อเสียของการจัดกิจกรรม และประสบการณ์ได้เป็นอย่างดี 1.3 แบบสำรวจรายการ ช่วยให้สามารถวิเคราะห์เด็กแต่ละคนได้ค่อนข้างละเอียด 2. การสนทนา สามารถใช้การสนทนาได้ทั้งเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล เพื่อประเมินความสามารถในการ แสดงความคิดเห็น และพัฒนาการด้านภาษาของเด็กและบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึกพฤติกรรมหรือ บันทึกรายวัน 3. การสัมภาษณ์ด้วยวิธีพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อไม่ให้ เกิดความเครียดและวิตกกังวล ผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำ ให้ผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้ โดยบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์ การเตรียมการก่อนการสัมภาษณ์ ผู้สอนควรปฏิบัติ ดังนี้ - กำหนดวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ - กำหนดคำพูด/คำถามที่จะพูดกับเด็ก ควรเป็นคำถามที่เด็กสามารถตอบโต้หลากหลาย ไม่ผิด/ถูก การปฏิบัติขณะสัมภาษณ์ - ผู้สอนควรสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเอง - ผู้สอนควรสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นไม่เคร่งเครียด - ผู้สอนควรเปิดโอกาสเวลาให้เด็กมีโอกาสคิดและตอบคำถามอย่างอิสระ - ระยะเวลาสัมภาษณ์ไม่ควรเกิน 10-20 นาที 4. การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล โดยจัดเก็บ รวบรวมไว้ในแฟ้มผลงาน (portfolio) ซึ่งเป็นวิธีรวบรวมและจัดระบบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับตัวเด็กโดยใช้ เครื่องมือต่างๆ รวบรวมเอาไว้อย่างมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน แสดงการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการแต่ละด้าน นอกจากนี้ยังรวมเครื่องมืออื่นๆ เช่น แบบสอบถามผู้ปกครอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกสุขภาพอนามัย ฯลฯ เอาไว้ในแฟ้มผลงาน เพื่อผู้สอนจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กอย่างชัดเจนและถูกต้อง การเก็บผลงานของเด็ก จะไม่ถือว่าเป็นการประเมินผลถ้างานแต่ละชิ้นถูกรวบรวมไว้โดยไม่ได้รับการประเมินจากผู้สอนและไม่มีการนำ ผลมาปรับปรุงพัฒนาเด็กหรือปรับปรุงการสอนของผู้สอน ดังนั้นจึงเป็นแต่การสะสมผลงานเท่านั้น เช่นแฟ้ม ผลงานขีดเขียน งานศิลปะ จะเป็นเพียงแค่แฟ้มผลงานที่ไม่มีการประเมิน แฟ้มผลงานนี้จะเป็นเครื่องมือการ ประเมินต่อเนื่องเมื่องานที่สะสมแต่ละชิ้นถูกใช้ในการบ่งบอกความก้าวหน้า ความต้องการของเด็ก และเป็นการ เก็บสะสมอย่างต่อเนื่องที่สร้างสรรค์โดยผู้สอนและเด็ก ผู้สอนสามารถใช้แฟ้มผลงานอย่างมีคุณค่าสื่อสารกับผู้ปกครองเพราะการเก็บผลงานเด็กอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอในแฟ้มผลงานเป็นข้อมูลให้ผู้ปกครองสามารถเปรียบเทียบความก้าวหน้าที่ลูกของตนมีเพิ่มขึ้น จากผลงานชิ้นแรกกับชิ้นต่อๆมาข้อมูลในแฟ้มผลงานประกอบด้วย ตัวอย่างผลงานการเขียดเขียน การอ่าน และข้อมูลบางประการของเด็กที่ผู้สอนเป็นผู้บันทึก เช่นจำนวนเล่มของหนังสือที่เด็กอ่าน ความถี่ของการเลือก


อ่านที่มุมหนังสือในช่วงเวลาเลือกเสรี การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ ทัศนคติ เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนภาพ ของความงอกงามในเด็กแต่ละคนได้ชัดเจนกว่าการประเมินโดยการให้เกรด ผู้สอนจะต้องชี้แจงให้ผู้ปกครอง ทราบถึงที่มาของการเลือกชิ้นงานแต่ละชิ้นงานที่สะสมในแฟ้มผลงาน เช่น เป็นชิ้นงานที่ดีที่สุดในช่วงระยะเวลา ที่เลือกชิ้นงานนั้น เป็นชิ้นงานที่แสดงความต่อเนื่องของงานโครงการ ฯลฯ ผู้สอนควรเชิญผู้ปกครองมามีส่วน ร่วมในการคัดสรรชิ้นงานที่บรรจุลงในแฟ้มผลงานของเด็ก 5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก ตัวชี้ของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วๆไป ได้แก่ น้ำหนัก ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ ฟัน และการเจริญเติบโตของกระดูก แนวทางประเมินการเจริญเติบโต มีดังนี้ 5.1 การประเมินการเจริญเติบโต โดยการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเด็กแล้วนำไปเปรียบเทียบ กับเกณฑ์ปกติในกราฟแสดงน้ำหนักตามเกณฑ์อายุกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใช้สำหรับติดตามการเจริญเติบโต โดยรวม วิธีการใช้กราฟมีขั้นตอน ดังนี้ เมื่อชั่งน้ำหนักเด็กแล้ว นำน้ำหนักมาจุดเครื่องหมายกากบาทลงบนกราฟ และอ่านการเจริญเติบโตของ เด็ก โดยดูเครื่องหมายกากบาทว่าอยู่ในแถบสีใด อ่านข้อความบนแถบสีนั้น ซึ่งแบ่งภาวะโภชนาการเป็น ๓ กลุ่มคือ น้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ น้ำหนักมากเกินเกณฑ์ น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ปกครองและผู้สอนคือ ควรดูแลน้ำหนักเด็กอย่างให้เบี่ยงเบนออกจากเส้นประเมินมิเช่นนั้นเด็กมีโอกาส น้ำหนักมากเกินเกณฑ์หรือน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ได้ ข้อควรคำนึงในการประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก - เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านการเจริญเติบโต บางคนรูปร่างอ้วน บางคนช่วงครึ่ง หลังของขวบปีแรก น้ำหนักเด็กจะขึ้นช้า เนื่องจากห่วงเล่นมากขึ้นและความอยากอาหารลดลงร่างใหญ่ บางคน ร่างเล็ก - ภาวะโภชนาการเป็นตัวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับขนาดของรูปร่าง แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว - กรรมพันธุ์ เด็กอาจมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่คนใดคนหนึ่ง ถ้าพ่อหรือแม่เตี้ย ลูกอาจเตี้ยและ พวกนี้อาจมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยได้และมักจะเป็นเด็กที่รับประทานอาหารได้น้อย 5.2 การตรวจสุขภาพอนามัย เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของเด็ก โดยพิจารณาความสะอาดสิ่งปกติ ของร่างกายที่จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งจะประเมินสุขภาพอนามัย 9 รายการ คือ ผมและศีรษะ หูและใบหู มือและเล็บมือ เท้าและเล็บเท้า ปาก ลิ้นและฟัน จมูก ตา ผิวหนังและใบหน้า และ เสื้อผ้า ๒.๓ เกณฑ์การประเมินพัฒนาการ การสร้างเกณฑ์หรือพัฒนาเกณฑ์หรือกำหนดเกณฑ์การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ผู้สอนควร ให้ความสนใจในส่วนที่เกี่ยวข้อ ดังนี้ 1. การวางแผนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบ เช่น จะสังเกตเด็กคนใดบ้างในแต่ละวัน กำหนดพฤติกรรมที่สังเกตให้ชัดเจน จัดทำตารางกำหนดการสังเกตเด็กเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม ผู้สอนต้อง เลือกสรรพฤติกรรมที่ตรงกับระดับพัฒนาการของเด็กคนนั้นจริงๆ 2. ในกรณีที่ห้องเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กที่ทำได้ดีแล้วและเด็กที่ ยังทำไม่ได้ ส่วนเด็กปานกลางให้ถือว่าทำได้ไปตามกิจกรรม 3. ผู้สอนต้องสังเกตจากพฤติกรรม คำพูด การปฏิบัติตามขั้นตอนในระหว่างทำงาน/กิจกรรม และ คุณภาพของผลงาน/ชิ้นงาน ร่องรอยที่นำมาใช้พิจารณาตัดสินผลของการทำงานหรือการปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น 1) เวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรม/ทำงาน ถ้าเด็กไม่ชอบ ไม่ชำนาญจะใช้เวลามาก มีท่าทาง อิดออด ไม่กล้า ไม่เต็มใจทำงาน


2) ความต่อเนื่อง ถ้าเด็กยังมีการหยุดชะงัก ลังเล ทำงานไม่ต่อเนื่อง แสดงว่าเด็กยังไม่ชำนาญ หรือยังไม่พร้อม 3) ความสัมพันธ์ ถ้าการทำงาน/ปฏิบัตินั้นๆ มีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง ไม่ราบรื่น ท่าทางมือ และเท้าไม่สัมพันธ์กัน แสดงว่าเด็กยังไม่ชำนาญหรือยังไม่พร้อม ท่าที่แสดงออกจึงไม่สง่างาม 4) ความภูมิใจ ถ้าเด็กยังไม่ชื่นชม ก็จะทำงานเพียงให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว ไม่มีความภูมิใจ ในการทำงาน ผลงานจึงไม่ประณีต 2.3.1 ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการเด็ก การให้ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็กทั้งในระดับชั้นเรียนและระดับสถานศึกษาควร กำหนดในทิศทางหรือรูปแบบเดียวกัน สถานศึกษาสามารถให้ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ หรือพฤติกรรมที่จะประเมิน เป็น ระบบตัวเลข เช่น 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือเป็นระบบที่ใช้คำสำคัญ เช่น ดี พอใช้หรือ ควรส่งเสริม ตามที่ สถานศึกษากำหนด ตัวอย่างเช่น ระบบตัวเลข ระบบที่ใช้คำสำคัญ 3 ดี 2 พอใช้ 1 ควรส่งเสริม สถานศึกษาอาจกำหนดระดับคุณภาพของการแสดงออกในพฤติกรรม เป็น 3 ระดับ ดังนี้ ระดับคุณภาพ ระบบที่ใช้คำสำคัญ 1 หรือ ควรส่งเสริม เด็กมีความลังเล ไม่แน่ใจ ไม่ยอมปฏิบัติกิจกรรม ทั้งนี้ เนื่องจากเด็กยังไม่พร้อม ยังมั่นใจ และกลัวไม่ปลอดภัย ผู้สอนต้องยั่วยุหรือแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง หรือต้องคอยอยู่ใกล้ๆ ค่อยๆให้เด็กทำทีละขั้นตอน พร้อมต้องให้กำลังใจ 2 หรือ พอใช้ เด็กแสดงได้เอง แต่ยังไม่คล่อง เด็กกล้าทำมากขึ้นผู้สอนกระตุ้นน้อยลง ผู้สอน ต้องคอยแก้ไขในบางครั้ง หรือคอยให้กำลังใจให้เด็กฝึกปฏิบัติมากขึ้น 3 หรือ ดี เด็กแสดงได้อย่างชำนาญ คล่องแคล่ว และภูมิใจ เด็กจะแสดงได้เองโดยไม่ต้อง กระตุ้น มีความสัมพันธ์ที่ดี ตัวอย่างคำอธิบายคุณภาพ พัฒนาการด้านร่างกาย : สุขภาพอนามัย พัฒนาการด้านร่างกาย : กระโดดเท้าเดียว ระดับคุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ ระดับคุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ 1 หรือ ควรส่งเสริม ส่งเสริมความสะอาด 1 หรือ ควรส่งเสริม ทำได้แต่ไม่ถูกต้อง 2 หรือ พอใช้ สะอาดพอใช้ 2 หรือ พอใช้ ทำได้ถูกต้อง แต่ไม่คล่องแคล่ว 3 หรือ ดี สะอาด 3 หรือ ดี ทำได้ถูกต้อง และคล่องแคล่ว พัฒนาการด้านอารมณ์ : ประหยัด ระดับคุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ 1 หรือ ควรส่งเสริม ใช้สิ่งของเครื่องใช้เกินความจำเป็น 2 หรือ พอใช้ ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัดเป็นบางครั้ง 3 หรือ ดี ใช้สิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัดตามความจำเป็นทุกครั้ง


พัฒนาการด้านสังคม : ปฏิบัติตามข้อตกลง ระดับคุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ 1 หรือ ควรส่งเสริม ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง 2 หรือ พอใช้ ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยมีผู้ชี้นำหรือกระตุ้น 3 หรือ ดี ปฏิบัติตามข้อตกลงได้ด้วยตนเอง พัฒนาการด้านสติปัญญา : เขียนชื่อตนเองตามแบบ ระดับคุณภาพ คำอธิบายคุณภาพ 1 หรือ ควรส่งเสริม เขียนชื่อตนเองไม่ได้ หรือเขียนเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นตัวอักษร 2 หรือ พอใช้ เขียนชื่อตนเองได้ มีอักษรบางตัวกลับหัว กลับด้านหรือสลับที่ 3 หรือ ดี เขียนชื่อเองได้ ตัวอักษรไม่กลับหัว ไม่กลับด้านไม่สลับที่ ๒.๓.๒ การสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็ก หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กำหนดเวลาเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยต่อปีการศึกษา ไม่น้อยกว่า 180 วัน สถานศึกษาจึงควรบริหารจัดการเวลาที่ได้รับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเด็ก อย่างรอบด้านและสมดุล ผู้สอนควรมีเวลาในการพัฒนาเด็กและเติมเต็มศักยภาพของแด็ก เพื่อให้การ จัดประสบการณ์การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องตรวจสอบพฤติกรรมที่แสดงพัฒนาการของเด็กต่อเนื่อง มีการประเมินซ้ำพฤติกรรมนั้นๆ อย่างน้อย 1 ครั้งต่อภาคเรียน เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นของผลการประเมิน พฤติกรรมนั้นๆ และนำผลไปเป็นข้อมูลในการสรุปการประเมินสภาพที่พึงประสงค์ของเด็กในแต่ละสภาพที่ พึงประสงค์ นำไปสรุปการประเมินตัวบ่งชี้และมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามลำดับ อนึ่ง การสรุประดับคุณภาพของการประเมินพัฒนาการเด็ก วิธีการทางสถิติที่เหมาะสมและสะดวก ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้สอน คือ การใช้ฐานนิยม (Mode) ในบางครั้งพฤติกรรม หรือสภาพที่พึงประสงค์หรือตัวบ่งชี้ นิยมมากว่า 1 ฐานนิยม ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา กล่าวคือ เมื่อมีระดับคุณภาพซ้ำมากกว่า 1 ระดับ สถานศึกษาอาจตัดสินสรุปผลการประเมินพัฒนาการบนพื้นฐาน หลักพัฒนาการและการเตรียมความพร้อม หากเป็นภาคเรียนที่ 1 สถานศึกษาควรเลือกตัดสินใจใช้ฐานนิยมที่มีระดับคุณภาพต่ำกว่าเพื่อใช้เป็นข้อมูลใน การพัฒนาเด็กให้พร้อมมากขึ้น หากเป็นภาคเรียนที่ ๒ สถานศึกษาควรเลือกตัดสินใจใช้ฐานนิยมที่มีระดับ คุณภาพสูงกว่าเพื่อตัดสินและการส่งต่อเด็กในระดับชั้นที่สูงขึ้น 2.3.3 การเลื่อนชั้นอนุบาลและเกณฑ์การจบการศึกษาระดับปฐมวัย เมื่อสิ้นปีการศึกษา เด็กจะได้รับการเลื่อนชั้นโดยเด็กต้องได้รับการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่ พึงประสงค์ทั้ง 12 ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อเป็นข้อมูลในการส่งต่อยอดการพัฒนาให้กับเด็ก ในระดับสูงขึ้นต่อไป และเนื่องจากการศึกษาระดับอนุบาลเป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ไม่นับเป็น การศึกษาภาคบังคับ จึงไม่มีการกำหนดเกณฑ์การจบชั้นอนุบาล การเทียบโอนการเรียน และเกณฑ์การเรียนซ้ำ ชั้น และหากเด็กมีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการเพื่อ พิจารณาปัญหา และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือ เช่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ส่งเสริมตำบล นักจิตวิทยา ฯลฯ เข้าร่วมดำเนินงานแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม ทักษะที่นำไปสู่ความพร้อมในการเรียนรู้ที่สามารถใช้เป็นรอยเชื่อมต่อระหว่างชั้นอนุบาล กับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ควรพิจารณามีทักษะดังนี้


1. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ ใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมได้ด้วยตนเอง แต่งกายได้เอง เก็บของเข้าที่ เมื่อเล่นเสร็จและช่วยทำความสะอาด รู้จักร้องขอให้ช่วยเมื่อจำเป็น 2. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ได้แก่ วิ่งได้อย่างราบรื่น วิ่งก้าวกระโดดได้ กระโดดด้วยสองขา พ้นจากพื้น ถือจับ ขว้าง กระดอนลูกบอลได้ 3. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ได้แก่ ใช้มือหยิบจับอุปกรณ์วาดภาพและเขียน วาดภาพคนมีแขน ขา และส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตัดตามรอยเส้นและรูปต่างๆ เขียนตามแบบอย่างได้ 4. ทักษะภาษาการรู้หนังสือ ได้แก่ พูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ฟังและปฏิบัติตามคำชี้แจงงง่ายๆ ฟังเรื่องราว และคำคล้องจองต่างๆ อย่างสนใจ เข้าร่วมฟังสนทนาอภิปรายในเรื่องต่างๆ รู้จักผลัดกันพูดโต้ตอบ เล่าเรื่อง และทบทวนเรื่องราวหรือประสบการณ์ต่างๆ ตามลำดับเหตุการณ์เล่าเรื่องจากหนังสือภาพอย่างเป็นเหตุเป็นผล อ่านหรือจดจำคำบางคำที่มีความหมายต่อตนเอง เขียนชื่อตนเองได้ เขียนคำที่มีความหมายต่อตนเอง 5. ทักษะการคิด ได้แก่ แลกเปลี่ยนความคิดและให้เหตุผลได้ จดจำภาพและวัสดุที่เหมือนและต่างกัน ได้ ใช้คำใหม่ๆ ในการแสดงความคิด ความรู้สึก ถามและตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังเปรียบเทียบจำนวนของ วัตถุ 2 กลุ่ม โดยใช้คำ “มากกว่า” “น้อยกว่า” “เท่ากัน” อธิบายเหตุการณ์/เวลา ตามลำดับอย่างถูกต้อง รู้จัก เชื่อมโยงเวลากับกิจวัตรประจำวัน 6. ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ได้แก่ ปรับตัวตามสภาพการณ์ ใช้คำพูดเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งนั่งได้นาน 5-10 นาที เพื่อฟังเรื่องราวหรือทำกิจกรรม ทำงานจนสำเร็จ ร่วมมือกับคนอื่นและรู้จักผลัดกันเล่น ควบคุม อารมณ์ตนเองได้เมื่อกังวลหรือตื่นเต้น หยุดเล่นและทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้ทำได้ ภูมิใจในความสำเร็จ ของตนเอง 3. การายงานผลการประเมินพัฒนาการ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเป็นการสื่อสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับทราบความก้าวหน้า ในการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมินพัฒนาการ และจัดทำเอกสารรายงานให้ผู้ปกครอง ทราบเป็นระยะๆ หรืออย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง การรายงานผลการประเมินพัฒนาการสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพที่แตกต่างไปตามพฤติกรรม ที่แสดงออกถึงพัฒนาการแต่ละด้าน ที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 12 ข้อ ตามหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย 3.1 จุดมุ่งหมายการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ 1) เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริม และ พัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก 2) เพื่อให้ผู้สอนใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 3) เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดใช้ประกอบ ในการกำหนดนโยบายวางแผนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3.2 ข้อมูลในการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ 3.2.1ข้อมูลระดับชั้นเรียน ประกอบด้วย เวลาเรียนแบบบันทึกการประเมินพัฒนาการ ตามหน่วยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจำชั้น และสมุดรายงานประจำตัว นักเรียน และสารนิทัศน์ที่สะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เป็นข้อมูลสำหรับรายงานให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้สอน และผู้ปกครอง ได้รับทราบความก้าวหน้า ความสำเร็จในการเรียนรู้ของเด็กเ พื่อ นำไปในการวางแผนกำหนดเป้าหมายและวิธีการในการพัฒนาเด็ก


3.2.2 ข้อมูลระดับสถานศึกษา ประกอบด้วย ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ทั้ง 12 ข้อตามหลักสูตร เพื่อใช้เป็นข้อมูลและสารสนเทศในการพัฒนาการจัดประสบการณ์ การเรียนการสอนและคุณภาพของเด็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์และแจ้งให้ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูล โดยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละฝ่ายนำไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเด็กให้เกิด พัฒนาการอย่างถูกต้อง เหมาะสม รวมทั้งนำไปจัดทำเอกสารหลักฐานแสดงพัฒนาการของผู้เรียน 3.2.3 ข้อมูลระดับเขตพื้นที่การศึกษา ได้แก่ ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะ ที่ พึงประสงค์ทั้ง 12 ข้อ ตามหลักสูตรเป็นรายสถานศึกษา เพื่อเป็นข้อมูลที่ศึกษานิเทศก์/ผู้เกี่ยวข้องใช้วางแผน และดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้เกิดการยกระดับ คุณภาพเด็กและมาตรฐานการศึกษา 3.3 ลักษณะข้อมูลสำหรับการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ สถานศึกษาสามารถเลือกลักษณะข้อมูลสำหรับการรายงานได้ หลายรูปแบบให้เหมาะสมกับวิธีการรายงานและสอดคล้องกับการให้ระดับผลการประเมินพัฒนาการโดย คำนึงถึงประสิทธิภาพของการรายงานและการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ของผู้รายงานแต่ละฝ่ายลักษณะข้อมูลมี รูปแบบ ดังนี้ 3.3.1 รายงานเป็นตัวเลข หรือคำที่เป็นตัวแทนระดับคุณภาพพัฒนาการของเด็กที่เกิดจาก การประมวลผล สรุปตัดสินข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ได้แก่ - ระดับผลการประเมินพัฒนาการมี 3 ระดับ คือ 3 2 1 - ผลการประเมินคุณภาพ “ดี” “พอใช้” และ “ควรส่งเสริม” 3.3.2 รายงานโดยใช้สถิติ เป็นรายงานจากข้อมูลที่เป็นตัวเลข หรือข้อความให้เป็นภาพ แผนภูมิหรือเส้นพัฒนาการ ซึ่งจะแสดงให้เห็นพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็กว่าดีขึ้น หรือควรได้รับการ พัฒนาอย่างไร เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป 3.3.3 รายงานเป็นข้อความ เป็นการบรรยายพฤติกรรมหรือคุณภาพที่ผู้สอนสังเกตพบ เพื่อ รายงานให้ทราบว่าผู้เกี่ยวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองทราบว่าเด็กมีความสามารถ มีพฤติกรรมตามคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรอย่างไร เช่น - เด็กรับลูกบอลที่กระดอนจากพื้นด้วยมือทั้ง ๒ ข้างได้โดยไม่ใช้ลำตัวช่วยและลูกบอลไม่ตก พื้น - เด็กแสดงสีหน้า ท่าทางสนใจ และมีความสุขขณะทำงานทุกช่วงกิจกรรม - เด็กเล่นและทำงานคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ - เด็กจับหนังสือไม่กลับหัว เปิด และทำท่าทางอ่านหนังสือและเล่าเรื่องได้ 3.4 เป้าหมายของการรายงาน การดำเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย บุคลากรหลายฝ่ายร่วมมือประสานงานกัน พัฒนาเด็กทางตรงและทางอ้อม ให้มีพัฒนาการ ทักษะ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและ คุณลักษณะที่พึงประสงค์โดยผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องควรได้รับการายงานผลการประเมินพัฒนาการของเด็กเพื่อใช้ เป็นข้อมูลในการดำเนินงาน ดังนี้


กลุ่มเป้าหมาย การใช้ข้อมูล ผู้สอน - วางแผนและดำเนินการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเด็ก - ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ผู้บริหารสถานศึกษา - ส่งเสริมพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัยของสถานศึกษา พ่อ แม่ และผู้ปกครอง - รับทราบผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก - ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งการดูแลสุขภาพอนามัย ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และพฤติกรรมต่างๆ ของเด็ก คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน - พัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัยสถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด - ยกระดับและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษา นิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผลและให้ความช่วยเหลือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัย ของสถานศึกษาในสังกัด 3.5 วิธีการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ สามารถดำเนินการ ได้ดังนี้ 3.5.1 การรายงานผลการประเมินพัฒนาการในเอกสารหลักฐานการศึกษา ข้อมูลจากแบบ รายงาน สามารถใช้อ้างอิง ตรวจสอบ และรับรองผลพัฒนาการของเด็ก เช่น - แบบบันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจำชั้น - แฟ้มสะสมงานของเด็กรายบุคคล - สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน - สมุดบันทึกสุขภาพเด็ก ฯลฯ 3.5.2 การรายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ สามารถรายงานได้หลาย วิธี เช่น - รายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยประจำปี - วารสาร/จุลสารของสถานศึกษา - จดหมายส่วนตัว - การให้คำปรึกษา - การให้พบครูที่ปรึกษาหรือการประชุมเครือข่ายผู้ปกครอง - การให้ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตผ่านเว็ปไซต์ของสถานศึกษา ภารกิจของผู้สอนในการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้น เกิดขึ้น ในห้องเรียนและระหว่างการจัดกิจกรรมประจำวันและกิจวัตรประจำวัน ผู้สอนต้องไม่แยกการประเมิน พัฒนาการออกจากการจัดประสบการณ์ตามตารางประจำวัน ควรมีลักษณะการประเมินพัฒนาการในชั้นเรียน (Classroom Assessment) ซึ่งหมายถึง กระบวนการและการสังเกต การบันทึกและรวบรวมข้อมูลจากการ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน/กิจกรรมประจำวันตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผู้สอนควรจัดทำข้อมูล หลักฐานหรือเอกสารอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโตพัฒนาการและ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย แล้วนำมาวิเคราะห์ ตีความ บันทึกข้อมูลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการว่าเด็กรู้


อะไร สามารถทำอะไรได้ และจะทำต่อไปอย่างไร ด้วยวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายทั้งที่เป็นทางการและ ไม่เป็นทางการ ทั้งนั้นการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน/กิจกรรม ประจำวันและการจัดประสบการณ์เรียนรู้ ดังนั้น ข้อมูลที่เกิดจากการประเมินที่มีคุณภาพเท่านั้น จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ตรงตามเป้าหมาย ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักการ แนวคิด วิธีดำเนินงานในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับหลักสูตรการจัดประสบการเรียนรู้ เพื่อสามารถนำไปใช้ในการวางแผนและออกแบบการประเมินพัฒนาการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานการประเมินพัฒนาการในชั้นเรียนที่มีความถูกต้อง ยุติธรรม เชื่อถือได้ มี ความสมบูรณ์ ครอบคลุมตามจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สะท้อนผลและสภาพความสำเร็จ เมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายของการดำเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป 1. ขั้นตอนการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย การประเมินพัฒนาการเด็กของผู้สอนระดับปฐมวัยจะมีขั้นตอนสำคัญๆ คล้ายคลึงกับการประเมิน การศึกษาทั่วไป ขั้นตอนต่างๆ อาจปรับลด หรือเพิ่มได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาและ สอดคล้องกับการจัดประสบการณ์ หรืออาจสลับลำดับก่อนหลังได้บ้าง ขั้นการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยสรุปควรมี 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ การวิเคราะห์มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับหน่วยการจัดประสบการณ์ต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินงาน การประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทั่วถึง ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดสิ่งที่จะประเมินและวิธีการประเมิน ในขั้นตอนนี้สิ่งที่ผู้สอนต้องทำคือ การ กำหนดการประเด็นการประเมิน ได้แก่ สภาพที่พึงประสงค์ในแต่ละวัยของเด็กที่เกิดจากกาจัดประสบการณ์ใน แต่ การจัดประสบการณ์ มากำหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ จุดประสงค์ย่อยของ กิจกรรมตามตารางประจำวัน 6 กิจกรรมหลัก หรือตามรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่กำหนด ผู้สอนต้อง วางแผนและออกแบบวิธีการประเมินให้เหมาะสมกับกิจกรรม บางครั้งอาจใช้การสังเกตพฤติกรรม การ ประเมินผลงาน/ชิ้นงาน การพูดคุยหรือสัมภาษณ์เด็ก เป็นต้น ทั้งนี้วิธีการที่ผู้สอนเลือกใช้ต้องมีความหมาย หลากหลาย หรือ มากกว่า 2 วิธีการ ขั้นตอนที่ 3 การสร้างเครื่องมือและเกณฑ์การประเมิน ในขั้นตอนนี้ ผู้สอนจะต้องกำหนดเกณฑ์ การประเมินพัฒนาการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่จะประเมินในขั้นตอนที่ 2 อาจใช้แนวทางการกำหนดเกณฑ์ ที่ กล่าวมาแล้วข้างต้นในส่วนที่ 2 เป็นเกณฑ์การประเมินแยกส่วนของแต่ละพฤติกรรมและเกณฑ์สรุปผล การประเมิน พร้อมกับจัดทำแบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วย การจัดประสบการณ์นั้นๆ ขั้นตอนที่ 4 การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนออกแบบ/วางแผนและทำการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือการสัมภาษณ์เด็ก หรือการประเมินผลงาน/ ชิ้นงาน ของเด็ก อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็กให้ทั่วถึงครบทุกคน สอดคล้องและตรง ประเด็นการประเมินที่วางแผนไว้ในขั้นตอนที่ 4 บันทึกลงในเครื่องมือที่ผู้สอนพัฒนาหรือจัดเตรียมไว้ การบันทึกผลการประเมินพัฒนาการตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์นั้น ผู้สอนเป็นผู้ประเมินเด็กเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม อาจให้ระดับคุณภาพ 3 หรือ 2 หรือ 1 หรือให้คำสำคัญ ที่เป็นคุณภาพ เช่น ดี พอใช้ ควรส่งเสริม ก็ได้ ทั้งนี้ควรเป็นระบบเดียวกันเพื่อสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูล และแปลผลการประเมินพัฒนาการเด็ก ในระยะต้นควรเป็นการประเมินเพื่อความก้าวหน้าไม่ควรเป็นการ


ประเมินเพื่อตัดสินพัฒนาการเด็ก หากผลการประเมินพบว่า เด็กอยู่ในระดับ 1 พฤติกรรมหนึ่งพฤติกรรม ใดผู้สอนต้องทำความเข้าใจว่าเด็กคนนั้นมีพัฒนาการเร็วหรือช้า ผู้สอนจะต้องจัดประสบการณ์ส่งเสริมในหน่วย การจัดประสบการณ์ต่อไปอย่างไร ดังนั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการในแต่ละหน่วย การจัดประสบการณ์ของผู้สอน จึงเป็น การสะสมหรือรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก รายบุคคล หรือรายกลุ่มนั่นเอง เมื่อผู้สอนจัดประสบการณ์ครบทุกหน่วยการจัดประสบการณ์ตามที่วิเคราะห์ สาระการเรียนรู้รายปีของแต่ละภาคเรียน ขั้นตอนที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผล ในขั้นตอนนี้ ผู้สอนที่เป็นผู้ประเมิน ควรดำเนินการ ดังนี้ 1) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินพัฒนาการเมื่อสิ้นสุดหน่วยการจัดประสบการณ์ ผู้สอนจะบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กลงในแบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพที่พึง ประสงค์ของหน่วยการจัดประสบการณ์หน่วยที่ 1 จนถึงหน่วยสุดท้ายของภาคเรียน 2) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินประจำภาคเรียนหรือภาคเรียนที่ ๒ เมื่อสิ้นปี การศึกษา ผู้สอนจะนำผลการประเมินพัฒนาการสะสมที่รวบรวมไว้จากทุกหน่วยการเรียนรู้สรุปลงในสมุด บันทึกผลประเมินพัฒนาการประจำชั้น และสรุปผลพัฒนาการรายด้านทั้งชั้นเรียน ขั้นตอนที่ 6 การสรุปรายงานผลและการนำข้อมูลไปใช้ เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนซึ่งเป็นครูประจำชั้น จะสรุปผลเพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยเป็นรายตัวบ่งชี้รายมาตรฐานและพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน เพื่อ นำเสนอผู้บริหารสถานศึกษาอนุมัติการตัดสิน และแจ้งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมกับครู ประจำชั้นจะจัดทำรายงานผลการประเมินประจำตัวนักเรียน นำข้อมูลไปใช้สรุปผลการประเมินคุณภาพเด็ก ของระบบประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาเมื่อสิ้นภาคเรียนที่ 2 หรือเมื่อสิ้นปีการศึกษา การจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เด็กที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ หมายถึง เด็กปฐมวัยที่มีสภาพร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ หรือ จิตใจที่แตกต่างจากเด็กปกติทั่วไป หรือมีประสบการณ์สำคัญในชีวิตที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงจนทำให้ ไม่สามารถดำเนินชีวิตและพัฒนาได้ตามศักยภาพที่แท้จริงของตนได้ หากไม่ได้รับการปรับแนวทางในการ จัดการศึกษาให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของเด็ก ความแตกต่างนี้อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ อยู่ในครรภ์ หรือเมื่อแรกเกิด เมื่อเด็กเข้าสู่วัยทารก วัยเตาะแตะ หรือเมื่อเข้าเรียนในสถานศึกษาปฐมวัย แล้วและความแตกต่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ถาวร เด็กปฐมวัยจำนวนมากหากได้รับการจัดการศึกษาที่ปรับ ให้เหมาะสมควบคู่กับการบำบัดที่จำเป็นต่าง ๆ ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถพัฒนาจนใกล้เคียงเด็กปกติ สามารถรับการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไปได้เมื่อโตขึ้น ส่วนเด็กบางคนที่มีความบกพร่องรุนแรงหรือ ประสบการณ์ที่ร้ายแรงจนต้องได้รับการศึกษาพิเศษไปตลอดก็ยังมีโอกาสพัฒนาตามศักยภาพของตนให้มี ชีวิตที่มีคุณภาพได้ ในทางตรงกันข้ามหากถูกละเลยในช่วงต้นของชีวิต เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ อาจมีความพิการรุนแรงหรือก่อปัญหาแก่ตนเองและสังคมได้มากมาย เด็กที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหมายรวมถึงเด็กต่าง ๆ ดังนี้ คือ - เด็กพิการหรือเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา/หรือการเรียนรู้ทางการได้ยิน ทางการเห็น - เด็กที่มีความสามารถพิเศษ - เด็กด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กชาวเล - เด็กที่ถูกละเมิดทางร่างกาย จิตใจ รวมทั้งการละเมิดทางเพศ เด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษเหล่านี้ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกับเด็กทั่วไปในการได้รับการศึกษาที่มี คุณภาพ เพื่อให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาและเติบโตเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคม การให้การศึกษาที่


เหมาะสมแก่เด็กเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการตอบสนองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรง ของผู้สอนหรือผู้ดูแลเด็กแล้วยังเป็นการช่วยป้องกันปัญหาสังคมอันอาจจะเกิดขึ้นมากมายหากเด็ก ๆ เหล่านี้ไม่ได้รับความช่วยเหลือในระยะแรกเริ่มตั้งแต่ในระดับปฐมวัยด้วย แม้จะจัดรวมอยู่ในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งมีความต้องการพิเศษ โดยมีปรัชญาและหลักการ จัดการศึกษาร่วมกัน แต่รายละเอียดของวิธีการและเทคนิคในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กแต่ละกลุ่มนั้น ต่างกันมาก นอกจากนี้ เด็กที่มีความต้องการพิเศษในกลุ่มเดียวกัน เช่น เด็กเจ็บป่วยเรื้อรังแต่ละคนยัง มีความแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป ซึ่งมีอัตราพัฒนาการในแต่ละด้านแตกต่างกันไป ผู้ให้ การศึกษาเด็กแต่ละประเภทจึงต้องศึกษาทำความเข้าใจและดำเนินการให้เหมาะสมสำหรับเด็ก แต่ละประเภทและแต่ละคน การป้องกัน การดูแลความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ และการจัดสภาพแวดล้อมที่ ส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนาตามสมควรแก่ศักยภาพของตน เป็นการป้องกันเด็กปฐมวัยจากสภาวะเสี่ยงต่อการ มีปัญหา ความบกพร่องใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนต่อพัฒนาการของตนเองในอนาคต ผู้สอนหรือผู้ดูแล เด็ก จึงควรให้ความสำคัญแก่การตรวจสอบความปลอดภัยของสิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์เครื่องเล่น และ ส่วนต่างๆ ของอาคารสถานที่ที่เด็กเข้าไปใช้ รวมทั้งความสะอาดของอาหาร เครื่องใช้ และที่อยู่อาศัย ความปลอดภัย นี้ ควรครอบคลุมถึงความปลอดภัยจากการข่มเหงรังแก หรือล่อลวงจากคนในสถานศึกษา และคนแปลกหน้าด้วย การเฝ้าระวัง นอกจากการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้แล้ว เนื่องจากปัญหาบางอย่างเกินวิสัย ที่ผู้สอนจะป้องกันได้ จึงต้องดำเนินการเฝ้าระวังเพื่อช่วยเหลือเด็กในความดูแลของตนเองด้วยดังนี้คือ การเฝ้าระวังการล่วงละเมิดทางร่างกาย จิตใจ และ/หรือทางเพศ ผู้สอนหรือผู้ดูแลเด็กควร สังเกตร่องรอยบนร่างกายและพฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กว่าอาจจะสะท้อนถึงการถูกล่วงละเมิดหรือไม่ เช่น เด็กมีอาการซึม เศร้า หวาดกลัวหรือหวาดระแวงหรือไม่ เด็กมีรอยซ้ำรอยใหม่หรือบาดแผลใหม่ ๆ บน แขนขา เนื้อตัว โดยที่เด็กไม่กล้าบอกสาเหตุ เป็นต้น การเฝ้าระวังความพิการ ผู้สอนหรือผู้ดูแลเด็กควรบันทึกน้ำหนัก ส่วนสูง และเส้นรอบศีรษะ ของเด็กอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าเด็กมีการเจริญเติบโตเป็นปกติ นอกจากนี้ยังควรมีการเทียบ พัฒนาการด้านต่างๆ ทั้งทางกล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก ภาษา สติปัญญา ตลอดจนทางอารมณ์ สังคม ของเด็กว่าล่าช้ากว่าพัฒนาการของเด็กปกติทั่วไปหรือไม่ หากพบว่าพัฒนาการหยุดชะงักหรือถดถอยลง หรือมีการพัฒนาที่ล่าช้าห่างจากวัยมาก ก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงความบกพร่องพิการที่อาจเกิดขึ้น ได้ เช่น อายุ 3 ขวบแล้ว ยังพูดเป็นคำๆ ได้เพียง 4-5 คำเท่านั้น หรืออายุ 5 ขวบแล้วยังกระโดดไม่เป็น เป็นต้น การคัดแยกการมองเห็นและการได้ยินอย่างง่ายๆ ในเด็กทุกคน ทุก 1-2 ปี ก็เป็นวิธีการ เฝ้าระวังความพิการที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงมาก แต่สามารถป้องกันหรือลดปัญหาได้มาก การค้นพบ การส่งต่อ และการให้ความช่วยเหลือ การเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ผู้สอน ค้นพบเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือการส่งเสริมเป็นพิเศษแต่เนิ่นๆ เมื่อค้นพบเด็กแล้วจะต้องส่งต่อ ให้กับนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เช่น เมื่อสงสัยว่าเด็กอาจมีปัญหาการ ได้ยิน ผู้สอนอาจแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กไปตรวจการได้ยินที่โรงพยาบาล หรือสงสัยว่าเด็กมีพัฒนาการ ทางสติปัญญาล่าช้า เนื่องจากเด็กไม่สามารถเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ในชั้นเรียนและไม่สามารถพูดสื่อสารกับ เพื่อนและครูได้ ครูอาจแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กไปตรวจระดับสติปัญญาที่โรงพยาบาล เป็นต้น


หลังจากพบปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของเด็กแล้ว ทางสถานศึกษา ทางบ้าน และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทางโรงพยาบาลหรือกรมประชาสงเคราะห์ เป็นต้น จะต้องประสานงานกันเพื่อ วางแผนร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือแก่เด็กตามสมควรต่อไป ในกรณีที่ไม่มีหน่วยงานให้ความช่วยเหลือในท้องถิ่น ผู้สอนควรปรึกษานักวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง หรือขอให้เจ้าหน้าที่ทางการศึกษาหรือทางการแพทย์ในระดับอำเภอช่วยประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องใน ระดับจังหวัดเพื่อหาทางช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป ในกรณีที่เด็กมีความสามารถพิเศษ ซึ่งไม่มีหน่วยงานในท้องถิ่นรองรับ อาจติดต่อขอคำแนะนำ จากคณะหรือภาควิชาการศึกษาปฐมวัยในสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาว่าจะสามารถส่งเสริมเด็ก ได้อย่างไรบ้าง การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการพิเศษของเด็ก ในการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ผู้สอนจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเด็กทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหรือไม่ ล้วนมีความต้องการพื้นฐานเหมือนกันทั้งสิ้น นั่นคือเด็กจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทุกด้านเป็นองค์รวม และการพัฒนาเด็กนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของระดับพัฒนาการในปัจจุบันของเด็กเป็นสำคัญ เด็กที่มี พัฒนาการสูงบางด้าน ไม่จำเป็นต้องมีพัฒนาการสูงในระดับเดียวกันในด้านอื่นๆ เสมอไป เช่น เด็กที่มี ความเฉลียวฉลาดทางคณิตศาสตร์ อาจมีความสามารถปานกลางในด้านภาษา และเด็กที่มีสติปัญญาสูง อ่าน เขียน คิดเลขเก่งมาก อาจขาดทักษะทางสังคม ไม่รู้วิธีเล่นร่วมกับผู้อื่นก็ได้ ดังนั้น ผู้สอนจึงต้อง พิจารณาพัฒนาการแต่ละด้านของเด็กว่าอยู่ในระดับใด และวางแผนการสอนที่สอดคล้องกับสภาพจริง ของเด็ก ผู้สอนที่สอนเด็กกลุ่มเป้าหมายเฉพาะจำเป็นจะต้องมีความละเอียดอ่อนและไวต่อความรู้สึกนึก คิดของเด็กและให้ความสำคัญแก่สิ่งที่มีผลต่อความรู้สึกต่อตนเองและต่อโลกของเด็กมากเป็นพิเศษ เช่น เด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรังมักมีความหวาดกลัว กังวลในความเจ็บป่วยของตน จึงควรได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคที่ ตนเป็นการรักษาและผู้คนที่เด็กต้องเกี่ยวข้อง เช่น หมอและพยาบาล ขณะที่เด็กที่ถูกพ่อ แม่ทุบตีจนต้อง ไปอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมย่อมมีความหวาดกลัวผู้คน และรู้สึกว่าตนมีชีวิตที่ด้อยว่าคนอื่น จึงควรได้เรียนรู้ ว่าในโลกนี้ คนอีกมากที่ยังรักเรา และคนเราสามารถมีชีวิตที่ดีได้แม้จะไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แท้ๆ ของตนเอง เป็นต้น โดยการให้การศึกษาแก่เด็กที่มีประสบการณ์ร้ายแรงในชีวิตจะต้องทำควบคู่กับการบำบัด โดย ผู้สอนหรือผู้ดูแลเด็กควรเรียนรู้เทคนิควิธีในการพูดคุย ปลอบโยนและสร้างความมั่นใจให้แก่เด็กจากนัก วิชาชีพที่เกี่ยวข้อง การจัดการเรียนรวม การจัดให้เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะซึ่งมีความต้องการพิเศษ เรียนรวมในชั้นเรียนปกติต้องประกอบด้วยการเตรียมการอย่างระมัดระวัง ทั้งการเตรียมตัวผู้สอน ตัวเด็ก ที่จะเข้าร่วมเรียนเพื่อนๆ เด็กปกติในชั้นเรียน ผู้ปกครองเด็กพิเศษ และผู้ปกครองเด็กปกติ ตลอดจนบุคคล ต่างๆ ในสถานศึกษาและในชุมชน ผู้บริหารจะต้องดูแลให้การเรียนร่วมเป็นเรื่องของชุมชน ไม่ใช่เฉพาะ ผู้สอนเรียนรวมและเด็กที่มีความต้องการพิเศษเท่านั้น การจัดการเรียนรวมที่ดำเนินการอย่างระมัดระวังจะช่วยให้การจัดการศึกษาเป็นประโยชน์ แก่ทั้งตัวเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กอื่น ผู้สอน ผู้ปกครอง บุคคลต่างๆ ในสถานศึกษาและชุมชน


การเชื่อมต่อการศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) ได้เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างรอยเชื่อมต่อของการศึกษา ปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นบุคลากรทุกฝ่ายจะต้องให้ความ สนใจต่อการช่วยลดช่องว่างของความไม่เข้าใจในการจัดการศึกษาทั้งสองระดับ ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดการเรียน การสอน ตัวเด็ก ผู้สอน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ ทั้งระบบ การสร้างรอยเชื่อมต่อของ การศึกษาระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 จะประสบผลสำเร็จได้ต้องได้รับความร่วมมือจากบุคลากร ทุกฝ่ายในการดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. บทบาทของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างรอยเชื่อมต่อระดับปฐมวัยกับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 1.1 ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทเป็นผู้นำในการสร้างรอยเชื่อมต่อโดยเฉพาะระหว่าง หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในช่วงอายุ 3-๖ ปี กับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยต้องศึกษาหลักสูตรทั้งสองระดับ เพื่อทำความเข้าใจ จัดระบบการบริหารงานด้านการเชื่อมต่อ ตัวอย่าง กิจกรรมวิชาการที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงการศึกษา โดยการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างรอยต่อระหว่างปฐมวัย กับประถมศึกษาปีที่หนึ่ง ดังนี้ 1.1.1 จัดการประชุมครูผู้สอนปฐมวัยและระดับประถมศึกษาร่วมกัน เพื่อพัฒนารอยเชื่อมต่อ ของหลักสูตรทั้งสองระดับให้เป็นแนวปฏิบัติของสถานศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้ครูผู้สอนทั้งสองระดับได้เตรียมการ สอนให้สอดคล้องกับเด็กวัยนี้ 1.1.2 จัดหาเอกสารด้านหลักสูตรและเอกสารทางวิชาการของทั้งสองระดับมาไว้ให้ผู้สอน และบุคลากรอื่นๆ ได้ศึกษาความเข้าใจ อย่างสะดวกและเพียงพอ 1.1.3 จัดกิจกรรมให้ผู้สอนทั้งสองระดับมีโอกาสแลกเปลี่ยน และเผยแพร่ความรู้ใหม่ๆ ที่ ได้รับจากการอบรม ดูงาน ซึ่งไม่ควรจัดให้เฉพาะผู้สอนในระดับเดียวกันเท่านั้น 1.1.4 จัดให้มีเอกสารเผยแพร่ตลอดจนกิจกรรมสัมพันธ์ ในรูปแบบต่างๆ ระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษาอย่างสม่ำเสมอระหว่างที่เด็กอยู่ในระดับปฐมวัย ผู้บริหารโรงเรียนได้จัดให้ มีการพบปะทำกิจกรรมร่วมกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อผู้ปกครองจะได้สร้างความเข้าใจและ สนับสนุนการเรียนการสอนของบุตรหลานตนเองได้อย่างถูกต้อง 1.1.5 จัดให้มีการปฐมนิเทศผู้ปกครอง 2 ครั้ง คือก่อนเด็กเข้าเรียนระดับปฐมวัย และก่อนที่ เด็กจะเลื่อนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ปกครองได้เข้าใจการศึกษาทั้งสองระดับและให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือเด็กให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ดีขึ้น การเชื่อมโยงส่งต่อการศึกษาระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน)


1.2 ผู้สอน ครูผู้สอนนอกจากจะต้องศึกษาทำความเข้าใจกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาเด็กแล้ว ยังจะต้องมีการศึกษาหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ตลอดการจัดการเรียนการสอนใน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ปกครองและบุคลากรอื่นๆ รวมทั้งการให้ การช่วยเหลือเด็กในเรื่องของการปรับตัวก่อนเลื่อนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยครูผู้สอนได้จัดให้มี กิจกรรมดังต่อไปนี้ 1.2.1 เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อส่งต่อผู้สอน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้สอนในระดับประถมศึกษาสามารถใช้ข้อมูลนั้นในการช่วยเหลือ เด็กในการปรับตัวเข้ากับการเรียนรู้ใหม่ต่อไป 1.2.2. พูดคุยกับเด็กถึงประสบการณ์ที่ดีๆ เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งที่อยู่ในสถานศึกษาเดียวกันและสถานศึกษาอื่น 1.3 ผู้สอนระดับประถมศึกษา ผู้สอนระดับประถมศึกษาต้องมีความรู้ความเข้าใจและเจนคติที่ดีต่อการจัดประสบการณ์ ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาจัดการเรียนรู้ในระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ของตนเองให้ต่อเนื่องกับการพัฒนาเด็กในระดับปฐมวัย เช่น 1.3.1 จัดกิจกรรมให้เด็กและผู้ปกครองมีโอกาสได้ทำความรู้จัก คุ้นเคยกับผู้สอน และห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเปิดภาคเรียน 1.3.2 จัดสภาพห้องเรียนให้ใกล้เคียงกับห้องเรียนปฐมวัย โดยจัดให้มีมุม ประสบการณ์ภายในห้อง เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ เช่น มุมหนังสือ มุมเกม การศึกษา มุมของเล่น เพื่อช่วยให้เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ปรับตัวและเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง 1.3.3 จัดกิจกรรมสร้างข้อตกลงที่เกิดจากเด็กร่วมกันเกี่ยวกับการปฏิบัติตน 1.3.4 เผยแพร่ข่าวสารด้านการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ผู้ปกครอง และชุมชน 1.4 ผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษาต้องทำความเข้าใจหลักสูตรของการศึกษาทั้งสอง ระดับและเข้าใจว่าถึงแม้เด็กจะอยู่ในระดับประถมศึกษาแล้วแต่เด็กยังต้องการความรัก ความเอาใจใส่ การดูแลและการปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากระดับปฐมวัยและควรให้ความร่วมมือกับผู้สอนและ สถานศึกษาในการช่วยเตรียมตัวเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวได้เร็วยิ่งขึ้น


การนำกรอบการจัดประสบการณ์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปใช้ และมีการพัฒนาผู้ดูแลเด็กให้ มีความรู้ ความเข้าใจในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 25๖๐ คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 25๖๐ (อายุ 3–๖ปี) และดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย มีดังนี้ 1. การเตรียมความพร้อม - สร้างความตระหนัก - พัฒนาบุคลากร - จัดระบบสารสนเทศ - จัดระบบบริหารจัดการในรูปแบบกรรมการ 2. การจัดหลักสูตร - แผนการจัดประสบการณ์ของครูแต่ละคน - หลักสูตรรายชั้นตลอดปีการศึกษา (หน่วยการเรียนรู้ กิจกรรม) 3. การสนับสนุนคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา - ระบบการประเมินพัฒนาการ - การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา - การพัฒนาและเลือกใช้สื่อ - การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 4. การบริหารจัดการ - งานวิชาการ - งานบุคลากร - งานธุรการ การเงินและพัสดุ - งานกิจการนักเรียน - งานอาคารสถานที่ - งานความสัมพันธ์ชุมชน 5. การนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล - หน่วยงานต้นสังกัด - คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ - คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 6. สรุปและรายงาน - สรุปการประเมินตนเองของสถานศึกษา - รายงานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน - รายงานผู้ปกครอง - รายงานประชาชน - รายงานหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อขอรับการสนับสนุน การบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา ของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน)


7. การปรับปรุงและพัฒนา - ปรับแผนปฏิบัติงานปีต่อไป - ปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา - ปรับปรุงการบริหารจัดการ - ปรับปรุงระบบสนับสนุนคุณภาพ - ปรับปรุงระบบแผนการจัดประสบการณ์ ทั้งนี้ หลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย ของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดภูเขาดิน) สังกัดเทศบาล เมืองเพชรบูรณ์ สนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม ชุมชน ท้องถิ่น และ ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย โดยมีจุดหมาย คือ มุ่งให้เด็ก มีพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา อย่างเหมาะสมกับวัย มี ความสามารถและความแตกต่างของบุคคล เพื่อพัฒนาเด็กให้เกิดความสุขในการเรียนรู้ เกิดทักษะที่จำเป็น ต่อการดำรงชีวิต รวมทั้งการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์แก่เด็ก


บรรณานุกรม กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, (25๖๐). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 25๖๐. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, (2548). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 (สำหรับเด็กอายุ3 – 5ปี). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, (2558). กรอบหลักสูตรการศึกษาท้องถิ่น สู่ประชาคมอาเซียน ระดับการศึกษาปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ( 3-4 ปี) . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, (2558). กรอบหลักสูตรการศึกษาท้องถิ่น สู่ประชาคมอาเซียน ระดับการศึกษาปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ( 4-5 ปี) . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, (2558). กรอบหลักสูตรการศึกษาท้องถิ่น สู่ประชาคมอาเซียน ระดับการศึกษาปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ( 5-6 ปี) . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย. แนวการจัดกิจกรรมเตรียมประสบการณ์ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย. คู่มือแนวการจัดกิจกรรมเตรียมประสบการณ์ บูรณาการการเรียนรู้ สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น. สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาคมสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย, (2558). คู่มือหลักสูตรโตไปไม่โกง ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น. สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาคมสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย, (2558). คู่มือหลักสูตรโตไปไม่โกง ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, (2561). แผนการจัดประสบการณ์ “รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต” ระดับปฐมวัย. จังหวัดนนทบุรี สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. คู่มือการจัดการเรียนรู้สิทธิมนุษย์ชนศึกษา ระดับปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ดอกเบี้ย. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, (2561). หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม “การป้องกันการทุจริต”. จังหวัดนนทบุรี. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. มาตรฐานสถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัยแงชาติ . กรุงเทพมหานคร : บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.


สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบูรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ, (๒๕๖๖). หลักสูตรส่งเสริมวินัยจราจรของผู้เรียน ในจังหวัดเพชรบูรณ์. จังหวัดเพชรบูรณ์. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบูรณ์กระทรวงศึกษาธิการ, (๒๕๖๕). คู่มือแนวทางการเสริมสร้างคุณลักษณะ ลูกพ่อขุนผาเมืองใน (ความเสียสละ ความกล้าหาญ และความชาญฉลาด) สำหรับผู้เรียนในจังหวัดเพชรบูรณ์.


ภาคผนวก


คณะผู้จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยโรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) ๑. ที่ปรึกษา ประกอบด้วย ๒. คณะทำงาน ประกอบด้วย 1. นางมณัฐนันท์ สิงห์เส หัวหน้า 2. นางสาวจงอร ศรีสวัสดิ์ รองหัวหน้า ๓. นางสาวรัชนิดา ตั้งวีระพงษ์ ผู้ช่วย ๔. นางเนตรทราย จันผล ผู้ช่วย ๕. นางสาวเรขา อินทพรโสภิต ผู้ช่วย ๖. นางสาวจารุวรรณ วิริยะสกุลพันธุ์ ผู้ช่วย ๗. นางไข่มุก เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วย ๘. นางนิลร้อย ธรรมจักร ผู้ช่วย ๙. นางสาวฐิติรัตน์ รอดพั้ว ผู้ช่วย 1๐. นางดวงกมล พลคร ผู้ช่วย 1๑. นายแผน จันทา ผู้ช่วย 1๒. นางละเมียด สุขเสถียร ผู้ช่วย 13. นางจันทร์ทิพย์ กระเศียร ผู้ช่วย 1๔. นางวรัญญา ทับทิมหล้า ผู้ช่วย 1๕. นางอัจฉรี ไชยชมภู ผู้ช่วย 1๖. นางทัศทรวง ตันสุขะ ผู้ช่วย ๑๗. นางดาวรุ่ง คุรุภัณฑ์ ผู้ช่วย ๑๘. นางสาววราภรณ์ ใหม่สุวรรณ์ ผู้ช่วย ๑๙. นางสาวเบญจมาศ โฆษิตานนท์ ผู้ช่วย 210 1. นายเสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ 2. ว่าที่ร้อยตรีธนชล ศิริ รองนายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์(ฝ่ายการศึกษา) 3. นางนงคราญ สุคนธสาคร ปลัดเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ 4. นางเนตนภา อ่อนพินา รองปลัดเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ 5. นายปิยพันธ์ นันท์ตา ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ 6. นายเดชาพัชร การกิ่งไพร ผู้อำนวยการสถานศึกษา 7. นางไพเราะ ใจชื่น รองผู้อำนวยการสถานศึกษา


๒. คณะทำงาน (ต่อ) 2๐. นางสำราญ ฮดโท ผู้ช่วย 2๑. นางสาวสมคิด อยู่เสดียง ผู้ช่วย 2๒. นางจารุวรรณ ก้อนดี ผู้ช่วย 2๓. นางสาวธนัชชา เที่ยงตรง ผู้ช่วย 2๔. นางสาวสุพรรษา จงภักดี ผู้ช่วย ๒๕. นางสาวกานดา ไชยวัง ผู้ช่วย ๒๖. นางอมรพรรณ ปิติลาภา ผู้ช่วย ๒๗. นายชัชพงศ์ จันผล ผู้ช่วย ๒๘. นางสาวรัชฎาภรณ์ แพงสาระ ผู้ช่วย ๒๙. นางสาววิลาวรรณ์ ฤทธิ ผู้ช่วยและเลขานุการ ๓. คณะกรรมการจัดพิมพ์และจัดทำรูปเล่ม ประกอบด้วย 1. นางมณัฐนันท์ สิงห์เส หัวหน้า ๒. นางสาวจงอร ศรีสวัสดิ์ ผู้ช่วย ๓. นางสาววิลาวรรณ์ ฤทธิ ผู้ช่วย ๔. นางเนตรทราย จันผล ผู้ช่วย ๕. นางอัจฉราภรณ์ จันทกูล ผู้ช่วย ๖. นางสาววรพร เทพสถิตย์ ผู้ช่วย 7. นางจรรยารักษ์ ประเศรษฐสุต ผู้ช่วยและเลขานุการ ๔. คณะกรรมการติดตามและประเมินผลใช้หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย ๑. นางมณัฐนันท์ สิงห์เส หัวหน้า ๓. นางไข่มุก เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วย ๔. นางสาวิลาวรรณ์ ฤทธิ ผู้ช่วย ๕. นางสาวจงอร ศรีสวัสดิ์ ผู้ช่วยและเลขานุการ


คำสั่งโรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) ที่ ๒๔ / ๒๕๖๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยโรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (ปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๖) ……………………………………………………….. ตามที่โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) ได้ประกาศใช้หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โรงเรียน เทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เมื่อปีการ ศึกษา ๒๕๖๑ นั้น ซึ่งจากเดิมใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ กระทรวงศึกษาธิการให้ใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แทนหลัก สูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ เพื่อให้สถานศึกษานำหลักสูตรฉบับนี้ไปใช้โดยปรับปรุงให้เหมาะสม กับเด็กและสภาพท้องถิ่นของตนเอง โดยโรงเรียนซึ่งได้มีการพัฒนาและปรับปรุงขึ้นตามนโยบายของกระทรวง ศึกษาธิการ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดังนี้ ปีการศึกษา ๒๕๔๖ หลักสูตรกำหนดสาระการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไว้ 4 สาระ ประกอบด้วย ๑. สาระเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก ๒. บุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ๓. ธรรมชาติรอบตัวเด็ก และ ๔. เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก ปีการศึกษา ๒๕๕๐ ปรับปรุงโดยเพิ่มสาระที่ ๕ เป็นเรื่องวันสำคัญและประเพณีท้องถิ่น ปีการศึกษา ๒๕๕๗ ปรับปรุงโดยเพิ่มสาระที่ ๖ เรื่องราวเกี่ยวกับอาเซียนอีก ๔ สาระ หรือ ๔ หน่วยการ เรียนรู้ ปีการศึกษา ๒๕๕๙ ปรับปรุงโดยเพิ่มสาระของโตไปไม่โกง ทั้ง ๕ สาระ ด้วยวิธีการโดยบูรณาการ สอดแทรกลงในหน่วยการเรียนรู้ทั้ง ๔๐ หน่วย ปีการศึกษา ๒๕๖๐ โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) ได้ดำเนินการจัดการศึกษาตามนโยบายของ กระทรวงศึกษาธิการ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ครอบคลุมในเรื่องต่างๆ ดังนี้ ๑. การบูรณาการหลักสูตรอาเซียน ๒. การบูรณาการหลักสูตรภาษาอังกฤษทุกหน่วยการเรียนรู้ ๓. การบูรณาการสอดแทรกกิจกรรมโตไปไม่โกง ๔. การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๕. การบูรณาการการสอนผ่านการทำโครงงานสะเต็มศึกษา


ปีการศึกษา ๒๕๖๑ ปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ได้จัดทำขึ้นมาใหม่ แทนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๔๖ เดิม ปีการศึกษา ๒๕๖๒ เพิ่มหน่วยและเนื้อหาของหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติม ทุจริตศึกษาระดับปฐมวัย เสริมในหน่วยการสอนปกติลงไปในกรอบโครงสร้างของการจัดการศึกษาของโรงเรียน และสำหรับปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนได้มีการปรับปรุงและเพิ่มเติม ๓ หลักสูตร ประกอบด้วย ๑. หลักสูตรส่งเสริมวินัยจารจรของผู้เรียนในจังหวัดเพชรบูรณ์ ๒. หลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษา ระดับปฐมวัย ๓. หลักสูตรลูกพ่อขุนผาเมืองสำหรับผู้เรียนในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้ทันกับการจัดการศึกษา ในปีการศึกษา ๒๕๖๖ จึงมีความจำเป็นที่โรงเรียนจะต้องดำเนินการ ปรับปรุงหลักสูตรถานศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัด กระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของกรม ส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงอาศัย อำนาจตามความใน มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พุทธศักราช ๒๕๔๖ และมาตร ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๗ จึงแต่ตั้งครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำหน้าที่ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ให้ประกาศใช้ได้ทันใน ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ดังนี้ ๑. คณะกรรมการอำนวยการ ประกอบด้วย ๑.๑ นายเดชาพัชร การกิ่งไพร ประธานกรรมการ ๑.๒ นางไพเราะ ใจชื่น รองประธานกรรมการ ๑.๓ นางสาวจงอร ๑.๔ นางสาววิลาวรรณ์ ศรีสวัสดิ์ ฤทธิ กรรมการ กรรมการ ๑.๕ นางมณัฐนันท์ สิงห์เส กรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่ จัดประชุม ให้คำปรึกษาแนะนำช่วยเหลือ และสนับสนุนงบประมาณ สถานที่หรือทรัพยากรอื่นๆ ให้กับ คณะกรรมการดำเนินการ ๒. คณะกรรมการดำเนินการ ประกอบด้วย ๒.๑ นางมณัฐนันท์ สิงห์เส ประธานกรรมการ ๒.๒ นางสาวจงอร ศรีสวัสดิ์ รองประธานกรรมการ ๒.๓ นางสาวรัชนิดา ตั้งวีระพงษ์ กรรมการ ๒.๔ นางเนตรทราย จันผล กรรมการ ๒.๕ นางสาวเรขา อินทพรโสภิต กรรมการ ๒.๖ นางสาวจารุวรรณ วิริยะสกุลพันธุ์ กรรมการ


๒.๗ นางไข่มุก เทพหัสดิน ณ อยุธยา กรรมการ ๒.๘ นางนิลร้อย ธรรมจักร กรรมการ ๒.๙ นางสาวฐิติรัตน์ รอดพั้ว กรรมการ ๒.๑๐ นายแผน จันทา กรรมการ ๒.๑๑ นางละเมียด สุขเสถียร กรรมการ ๒.๑๒ นางจันทร์ทิพย์ กระเศียร กรรมการ ๒.๑๓ นางวรัญญา ทับทิมหล้า กรรมการ ๒.๑๔ นางอัจฉรี ไชยชมภู กรรมการ ๒.๑๕ นางดวงกมล พลคร กรรมการ ๒.๑๖ นางทัศทรวง ตันสุขะ กรรมการ ๒.๑๗ นางดาวรุ่ง ครุภัณฑ์ กรรมการ ๒.๑๘ นางสาวอังศุมาลิน โสมล กรรมการ ๒.๑๙ นางสาววราภรณ์ ใหม่สุวรรณ์ กรรมการ ๒.๒๐ นางสาวเบญจมาศ โฆษิตานนท์ กรรมการ ๒.๒๑ นางสำราญ ฮดโท กรรมการ ๒.๒๒ นางสาวสมคิด อยู่เสดียง กรรมการ ๒.๒๓ นางจารุวรรณ ก้อนดี กรรมการ ๒.๒๔ นางสาวธนัชชา เที่ยงตรง กรรมการ ๒.๒๕ นางสาวสุพรรษา จงภักดี กรรมการ ๒.๒๖ นางสาวกานดา ไชยวัง กรรมการ ๒.๒๗ นางอมรพรรณ ปิติลาภา กรรมการ ๒๒๘ นางสาววรพร เทพสถิตย์ กรรมการ ๒.๒๙ นางสาวรัชฎาภรณ์ แพงสาระ กรรมการ ๒.๓๐ นายชัชพงศ์ จันผล กรรมการ ๒.๓๑ นางสาววิลาวรรณ์ ฤทธิ กรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่ ๑. กำหนดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา ๒. รวบรวมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ หลักสูตรสถานศึกษา ดูความสอดคล้องของบริบท ชุมชน สังคม กฎหมาย แนวโน้มของการจัดการศึกษา และนโยบายของรัฐบาล ฯลฯ มาจัดทำร่างหลักสูตรสถานศึกษา การศึกษาปฐมวัยโรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๓. นำร่างหลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัยโรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน เสนอขอความชอบจาก คณะกรรมการฐานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) ๔. ปรับปรุงแก้ไขจัดพิมพ์ จัดทำสำเนา เข้ารูปเล่มให้เรียบร้อย โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖


๓. คณะกรรมการ จัดพิมพ์ จัดทำสำเนา และเข้าเล่ม ประกอบด้วย ๓.๑ นางเนตรทราย จันผล ประธานกรรมการ ๓.๒ นางมณัฐนันท์ สิงห์เส รองประธานกรรมการ ๓.๓ นางสาวจงอร ศรีสวัสดิ์ กรรมการ ๓.๔ นางสาววิลาวรรณ์ ฤทธิ กรรมการ ๓.๕ นางอัจฉราภรณ์ จันทกูล กรรมการและเลขานุการ ๓.๖ นางจรรยารักษ์ ประเศรษฐสุต กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ๓.๗ นางสาววรพร เทพสถิตย์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มีหน้าที่ จัดพิมพ์ข้อมูล พิสูจน์อักษร จัดทำสำเนา และเข้าเล่มเอกสารหลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) พุทธศักราช ๒๕๖๖ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ ๔. คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย ๔.๑ นางมณัฐนันท์ สิงห์เส ประธานกรรมการ ๔.๒ นางสาวจงอร ศรีสวัสดิ์ รองประธานกรรมการ ๔.๓ นางไข่มุก เทพหัสดิน ณ อยุธยา กรรมการ ๔.๔ นางสาวรัชนิดา ตั้งวีระพงษ์ กรรมการ ๔.๕ นางสาววิลาวรรณ์ ฤทธิ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มีหน้าที่ กำกับติดตาม นิเทศประเมินผลการนำหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยไปใช้ในการจัดการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน) ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งรวบรวมสรุปผลการใช้หลักสูตร ถึงข้อดี ข้อเสีย เพื่อเป็นข้อมูลนำไปพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับเด็กและสภาพท้องถิ่นต่อไป ขอให้คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้ง อุทิศตน ทำงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้งานสำเสร็จ เรียบร้อยบรรลุวัตถุประสงค์ และทันประกาศใช้ในปีการศึกษา ๒๕๖๖ สั่ง ณ วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ (นายเดชาพัชร การกิ่งไพร) ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดภูเขาดิน)


สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย


Click to View FlipBook Version