ก
ข รายงานการวิจัย การอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด โดย สภาวัฒนธรรมจังหวัดตราด ร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตราด งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์ กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด โดยเงินงบประมาณกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565
ค บทคัดย่อ คำสำคัญ: กลุ่มชาติพันธุ์ , การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม, จังหวัดตราด สภาวัฒนธรรมจังหวัดตราด: การอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด. 198 หน้า. การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชองในจังหวัดตราด เป็นการศึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม โดยกำหนดขอบเขตเนื้อหาตามสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ได้แก่ด้านอาหาร ด้านการแต่งกาย ด้านที่อยู่อาศัย ด้านประเพณี ด้านภาษา ด้านอาชีพ ด้านความเชื่อ ด้าน ศิลปะพื้นบ้าน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการวางแผน การตัดสินใจยืนยันอัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ และร่วมรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตอันเป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้อย่างแท้จริง อันจะส่งผลในการพัฒนา และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว ของจังหวัดตราด ด้วยวิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม การสังเกตการณ์ ทำการสนทนากลุ่ม และศึกษาเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า ลูกหลานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดตราดจบการศึกษาที่ สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้เมื่อจบมาก็มีการไปประกอบอาชีพตามที่ได้ศึกษามา ทำให้ไม่มีเวลาและโอกาสใน การสืบสานอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เช่น อาชีพตีเหล็ก ทอผ้า จักสาน ขายยาแผนโบราณ ทำประมง ชายฝั่ง เป็นต้น และด้วยเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้อาชีพที่ต้องพึ่งพาสิ่ง เหล่านี้ลดน้อยถอยลงจนสูญหายไปในที่สุด หรือการแต่งกายในแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันก็แทบเห็นได้ยาก นอกจากนี้แน้วโน้มในเรื่องของการใช้ภาษาในการพูด และ การสื่อสารก็เริ่มน้อยลงเนื่องจากการสื่อสารร่วมกับคนไทย หรือการที่ต้องไปทำงานที่อื่นซึ่งต้องใช้ ภาษาไทยกลางเป็นส่วนมาก ทำให้พูดภาษาของตนน้อยลง สำเนียงการออกเสียงเริ่มเพี้ยนไป นอกจากนี้ จากเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิถีชีวิตอาชีพ การทำมาหากินเปลี่ยนแปลงไปด้วย ส่งผล ถึงประเพณี หรือพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินหายไปด้วย การเข้าวัดทำบุญหรือการ ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของตน ก็ทำเท่าที่ความสะดวกจะเอื้ออำนวย บางครั้งดูเหมือนเป็นการจัด ขึ้นเพื่อจำลองวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น การละเล่นสะบ้าล้อของชาวมอญที่จะนิยมเล่นกันช่วงตรุษสงกรานต์ แต่ปัจจุบันมีเพียงการจัดการแข่งขันเพื่ออนุรักษ์กีฬาพื้นบ้านจังหวัดตราดเท่านั้น แต่ทั้งนี้ การรับทราบ ข้อมูลด้านความศรัทธาที่มีต่อบรรพบุรุษ การลงโทษ และความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา รวมถึง เรื่องบาปกรรม และความเชื่อในพระเจ้าหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ ยังคงมีส่วนให้กลุ่มชาติพันธุ์ดำรง อัตลักษณ์และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาของตนไว้ต่อไปได้ ผู้นำชุมชนทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ต้องให้ความสนใจอย่างจริงจังในการช่วยกันสืบทอด อัตลักษณ์ต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์เอาไว้ ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ มีการ พูดคุยกันและทำงานร่วมกัน มากกว่าการสนับสนุนเพียงแค่กิจกรรมประจำปีในครั้งหนึ่งๆ เท่านั้น หาก มีการสร้างศูนย์เรียนรู้ร่วมกับการสร้างพิพิธภัณฑ์จะทำให้สามารถนำข้อมูลออกมาเผยแพร่ได้อย่างเป็น รูปธรรม สร้างความภาคภูมิในใช้รุ่นลูกหลานในกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ ต่อไป และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ควรส่งเสริมให้ เด็ก เยาวชนได้หันมาสนใจการสืบสานต่อยอดภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองอีกด้วย
ง กิตติกรรมประกาศ การทำการศึกษาของคณะผู้จัดทำในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงได้เพราะการสนับสนุน ความ อนุเคราะห์ข้อมูล คำแนะนำ และความร่วมมือจากบุคคลดังต่อไปนี้ ขอกราบขอบพระคุณผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์แขก(มุสลิม) คุณนราทร ถนอมวงษ์ อิหม่ามประจำ มัสยิดยันนะตุ้ลการีม และคุณรสรินทร์ วิรัญโท ขอขอบพระคุณผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ชอง คุณเกษม มั่นคง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช้างทูน และคุณสมชาย เปรื่องเวช ขอขอบพระคุณผู้แทนกลุ่ม ชาติพันธุ์เขมร คุณกิจปภา ประสิทธิเวช นายกเทศมนตรีตำบลหาดเล็ก และคุณทักสิน สำรวน ขอขอบพระคุณผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์จีน คุณเกียรติชัย โภคพิบูลย์ และคุณตถิยา โพธิ์แดง ขอขอบพระคุณผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ญวน คุณสุรศักดิ์ อินทรประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไม้ รูด คุณเต็ง แซ่อึ้ง และคุณสุวลี คล้ายมีขอบพระคุณผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์มอญ คุณนรินทร์ มุกมณี และ คุณมิน คิน ซู ที่ช่วยประสานงาน ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลเบื้องต้น และให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล ของคณะผู้จัดทำเป็นอย่างดี รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่คณะผู้จัดทำในทุกเรื่องที่ได้ร้องขอ ขอขอบคุณหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ อันได้แก่ วัดบุปผาราม วัดน้ำเชี่ยว องค์การ บริหารส่วนตำบลน้ำเชี่ยว ศาลเจ้าพ่อน้ำเชี่ยว องค์การบริหารส่วนตำบลช้างทูน วัดแม่พระรับสาร จังหวัดตราด ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด มัสยิดยันนะตุ้ลการีม มัสยิดอัลกุบรอ วัดฉางเกลือ เทศบาล ตำบลหาดเล็ก ในด้านการให้ข้อมูลบริบทของพื้นที่ ประวัติความเป็นมาในการเข้ามาในจังหวัดตราด ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งภาพประวัติศาสตร์และเทศกาลประเพณี เพื่อข้อมูลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ที่สมบูรณ์
จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญภาพ จ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 4 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 1.4 ขอบเขตการวิจัย 4 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 2 บริบท แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 บริบทของจังหวัดตราด 6 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรม 29 2.3 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับอัตลักษณ์และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ 32 2.4 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการดำรงอัตลักษณ์และการเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธุ์ 35 2.5 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม 41 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 49 3 วิธีดำเนินการวิจัย 3.1 วิธีที่ใช้ในการวิจัย 53 3.2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 54 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 54 3.4 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 54 3.5 การตรวจสอบข้อมูล 57 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 57 4 ผลการวิจัย 4.1 อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ 58 4.2 แนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด 176 4.3 แนวทางการพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว 177 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุป 178 5.2 อภิปรายผล 180 5.3 ข้อเสนอแนะ 181 บรรณานุกรม 182 คณะผู้จัดทำ 187
ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า ๑ ภาพนางแจ้ ต้นตระกูลจีนที่อพยพมายังจังหวัดตราด 59 ๒ ภาพภาชนะใช้สอยจำพวกเครื่องลายคราม เขียนสีและเคลือบเขียวไข่กา จากเมืองจีน 62 ๓ ภาพในอดีตของหญิงสาวในชุมชนเมืองตราดแทบทุกบ้านจะต้องทอผ้าเป็น 63 ๔ ภาพย่านตลาดขวางปีพ.ศ. 2435 ซ้ายมือคือธนาคารออมสินสาขาตราดแห่งแรก 64 5 หนังสืออนุญาตให้เข้าเมืองระหว่างปี พ.ศ. 2462 และ พ.ศ. 2480 65 6 ร้านขายยาไทยแผนโบราณของคุณเติม นิรันต์พานิช 66 7 ภาพร้านตั้งกุยเส็งร้านขายของชำที่ใหญ่ที่สุดในย่านตลาดริมคลองเมื่อครั้งอดีต ปัจจุบัน ยังคงเปิดดำเนินกิจการอยู่ที่เดิมแต่ได้เปลี่ยนชื่อร้าน เป็นเอกธนวัฒน์ ได้เปลี่ยนมาจำหน่ายวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำเบเกอรี่แทน 67 8 ภาพธนบัตรจีนที่ราษฎรชาวจีนนำเข้ามาเมื่อครั้งอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่ชุมชน รักษ์ คลองบางพระ 67 9 ภาพตาชั่งแขวนแบบจีนโบราณ 68 10 ภาพตะกร้าจีนโบราณที่ชาวจีนใช้จ่ายตลาด 68 11 ภาพตู้เก็บเงินบนเรือขาหมู ๒ ชั้น 68 12 ภาพศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราดและศาลหลักเมืองเสาศิวลึงค์ 69 13 ภาพการเซ่นไหว้อาหาร และของคาวหวานต่างๆ ในวันสารทจีนของคนไทย เชื้อสายจีนในจังหวัดตราด 70 14 ภาพประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดตราด นุ่งขาวห่มขาวร่วมเทศกาลกินเจ 74 15 ภาพชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดตราดร่วมพิธีเวียนธูป เป็นพุทธบูชาซิกไท้หอ บูชาฮุดโจ้ว 74 16 ภาพบรรยากาศการกินเจอาหารเจของจังหวัดตราด 75 17 ภาพพิธีทำบุญตักบาตรแบบไทยในงานวันพลีเมือง 75 18 ภาพการรำลิเกถวายเจ้าพ่อหลักเมืองตราด 76 19 ภาพการแสดงงิ้วถวายเจ้าพ่อหลักเมืองตราด 76 20 ภาพพิธีทำบุญปล่อยเรือสะเดาะเคราะห์ (๑) 76 21 ภาพพิธีทำบุญปล่อยเรือสะเดาะเคราะห์ (๒) 76 22 ภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านหลังพระประธานลายดอกกุหลาบ เคล้าลายนก 78 23 ภาพหงส์คู่และดอกโบตั๋น (ซ้าย) 79 24 ภาพปลามังกรด้านหน้าประตูทิศเหนือ (ขวา) 79 25 ภาพเสือและนก 79 26 ภาพพระพุทธเจ้า (ซ้าย) 79 27 ภาพชาวไทยและชาวจีนแสดงความสักการะ (ขวา) 79 28 ภาพสตรีจีนถือพัดและชายจีนไว้ผมเปียยาวถือบ้องยาสูบ และถุงใส่ยา 80
ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 29 ภาพสตรีจีน ๒ คน ผูกผมแบบเดียวกัน คนหนึ่งมีปิ่นทำด้วยหยกเป็นรูปเงินตรา แบบโบราณระหว่างสองคนมีแจกันโบราณตั้งอยู่ (ขวา) 80 30 ภาพการแต่งกายของคนในชุมชนรักษ์คลองบางพระ สมัยรัชกาลที่ ๕ 81 31 ภาพการแต่งกายของข้าราชการในชุมชนรักษ์คลองบางพระ สมัยรัชกาลที่ ๕ 81 32 ภาพการแต่งกายของบุรุษและสตรีในชุมชนรักษ์คลองบางพระ สมัยรัชกาลที่ ๕-๖ 82 33 ภาพขนมอี๋ 83 34 ภาพขนมบ๊ะจ่าง 84 35 ภาพขนมกีจ่าง หรือขนมจั้งโบราณสูตรชาวตราด 84 36 ภาพใบเสร็จเงินรัชชูปการ ใช้แทนหนังสือเดินทางของนายแอน วิรัญโท 87 37 ภาพแผนผังแสดงสายสัมพันธ์ต้นตระกูลวิรัญโท มุสลิมในชุมชนน้ำเชี่ยว 87 38 ภาพแสดงการตั้งบ้านเรือนของชุมชนชาวมุสลิมบ้านน้ำเชี่ยว 88 39 ภาพมัสยิดอัลกุบรอในปัจจุบัน 88 40 ภาพมัสยิดยันนะตุ้ลการีมในปัจจุบัน 89 41 ภาพแสดงการทักทายแบบชาวไทยมุสลิม 91 42 ภาพการแต่งกายของชาวมุสลิมจังหวัดตราด 92 43 ภาพอาหารมุสลิมข้าวหมกไก่ในงานทำบุญ ฉลองวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา 94 44 ภาพอาหารมุสลิมซุปหางวัว/ซุปเนื้อ ในสำรับอาหารในงานทำบุญฉลอง งานวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา 95 45 ภาพอาหารมัสมั่นเนื้อ/ปลา ในสำรับอาหารในงานทำบุญฉลอง งานวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา 97 46 ภาพอาหารไก่ต้มเหลืองหัวไชโป๊ว งานทำบุญฉลองงานวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา 97 47 ภาพขนมบดินกับชามุสลิมในงานทำบุญฉลองวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา 98 48 ภาพที่อยู่อาศัยย่านชุมชนญวนบ้านท่าเรือจ้าง อำเภอเมืองตราด 101 49 ภาพวัดคาทอลิกแม่พระรับสาร บ้านท่าเรือจ้าง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด 104 50 ภาพบ่อญวน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด 105 51 ภาพบั่นหอย อาหารญวน (เวียดนามเหนือ) 109 52 ภาพอาหารญวนแหนมเนือง 111 53 ภาพขนมเบื้องญวน อาหารชาวญวน 112 54 ภาพอาหารญวนกุ้งพันอ้อย 113 55 ภาพการปล่อยโคมขนาดใหญ่เพื่อบูชาเทวดาบนฟ้าและเป็นสัญลักษณ์ การเปิดงานตักบาตรน้ำมันพืชของชาวมอญในจังหวัดตราด 120 56 ภาพเรือไม้ไผ่และอาหารหวานคาวที่ชาวมอญ นำมาใส่ในเรือเพื่อบูชาเทวดา ในน้ำ และเป็นการลอยเรือสะเดาะเคราะห์ 120 57 ภาพหนุ่มสาวชาวมอญ แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองสีสันสวยงามร่วมงานตักบาตร น้ำมันพืช 121
ซ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 58 ภาพงานประเพณีตักบาตรน้ำมันพืชของชาวมอญ จังหวัดตราด 121 59 ภาพเจดีย์สานสัมพันธ์ไทย-มอญ ณ วัดฉางเกลือ ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด 122 60 ภาพธงประจำชาติมอญ 122 61 ภาพลายผ้านุ่ง ที่นิยมของผู้หญิงชาวมอญ จังหวัดตราด (ซ้าย) 123 62 ภาพลายโสร่ง ที่นิยมของผู้ชายชาวมอญ จังหวัดตราด (ขวา) 123 63 ภาพการแข่งขันสะบ้าทอย จังหวัดตราด ในกิจกรรมกีฬาพื้นบ้าน 125 64 ภาพพยัญชนะมอญ 35 ตัว 125 65 ภาพการแต่งกายของชายชาวมอญในจังหวัดตราด 125 66 ภาพการแต่งกายของผู้หญิงชาวมอญในจังหวัดตราด 126 67 ภาพ ข้าวแช่ชาวมอญ ในจังหวัดตราด 128 68 ภาพขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วยแบบชาวมอญ จังหวัดตราด 129 69 ภาพขนมยะหุ ขนมมงคลชาวมอญ 130 70 ภาพสมุดใบอนุญาตทำงานของนายสเดิง จัน 133 71 ภาพศาลาราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด 134 72 ภาพภายในศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย 134 73 ภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธ์ุ ชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม หมู่ที่ ๑ ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด 135 74 ภาพวิถี ชีวิตกลุ่ม ชาติพันธ์ุ ชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม หมู่ที่ ๑ ตำบล หาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด 135 75 ภาพอาชีพของชาวกัมพูชาในพื้นที่ตำบลหาดเล็ก 135 76 ภาพอาชีพ ทำเล็บด้วยมะนาว ชาวกัมพูชาในพื้นที่ตำบลหาดเล็ก 136 77 ภาพความเชื่อและศรัทธาของชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม จังหวัดตราด (๑) 138 78 ภาพความเชื่อและศรัทธาของชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม จังหวัดตราด (๒) 138 79 ภาพความเชื่อและศรัทธาของชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม จังหวัดตราด (๓) 138 80 ภาพขบวนแห่ในพิธีแต่งงาน (แซนการ์) 141 81 ภาพพิธีแต่งงานของชาวกัมพูชา (แซนการ์) 142 82 ภาพการแข่งขันเรือพาย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด 145 83 ภาพการแต่งกายของชาวเขมร (กัมพูชา) พื้นที่ตำบลหาดเล็ก ในปัจจุบัน 145 84 ภาพอาม็อก 146 85 ภาพเนื้อลกลัก 147 86 ภาพขนมบันดุ๊ก 148 87 ภาพขนมบันจ๊ก ซัมลอร์ขแมร์ 148 88 ภาพสัมลอร์มะจู 149 89 ภาพแม่ค้าขายปังบัตเต 149 90 ภาพบั๊ญแส่ว 150
ฌ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 91 ภาพต้นและใบแมงลัก 150 92 ภาพยอดมะพร้าว หัวเปราะ (เปราะหอม/หอมเปรียง/หอมแดง) 150 93 ภาพต้นลูกใต้ใบ 150 94 ภาพชาวชองในอดีต 155 95 ภาพแผนที่เขตตำบลท่ากุ่ม 156 96 ภาพหมู่บ้านฆ้อ ภาพ จากดาวเทียม 156 97 ภาพหมู่บ้านสีบัวทอง ภาพจากดาวเทียม 156 98 ภาพหมู่บ้านด่านชุมพล ภาพจากดาวเทียม 157 99 ภาพหมู่บ้านคลองแสง ภาพจากดาวเทียม 157 100 ภาพหมู่บ้านปะเดา ภาพจากดาวเทียม 158 101 ภาพแผนที่เขตตำบลนนทรีย์ 158 102 ภาพหมู่บ้านมะม่วง ภาพจากดาวเทียม 159 103 ภาพแผนที่เขตตำบลช้างทูน 159 104 ภาพหมู่บ้านคลองขวาง ภาพจากดาวเทียม 159 105 ภาพมุมสูงตำบลช้างทูน 161 106 ภาพการขอขมาเทพารักษ์ขอเอาเปลือกตะโกและการแซะเปลือกของต้นตะโก 163 107 ภาพการประกอบเรือตะโกของชาวชอง ตำบลช้างทูน 164 108 ภาพชาวบ้าน นำข้าวของต่างๆมาใส่ในเรือตะโก 164 109 ภาพหมอโจ๊ดทำพิธีตาราง ลอยเรือตะโก 164 110 ภาพการแต่งงานของชาวชองพิธีเซ่นจำสาย 165 111 ภาพยำวุ้นหมาน้อย 169 112 ภาพข้าวเหนียวมูลห่อใบละป้าง 170 113 ภาพการหุงข้าวแบบโบราณด้วยกระทะ 170 114 ภาพเห็ดจมูกม้า 170 115 ภาพแกงไก่กล้วยพระ 171 116 ภาพดอกออบต้ม กินคู่กับน้ำพริกระกำ 171 117 ภาพข้าวส้มอุ่น 172 118 ภาพแกงมันเทศปลาดุก 172 119 ภาพขนมป้าย 172 120 ภาพขนมตุ้มเปล 173 121 ภาพงานหัตถกรรมจักสานจากต้นคลุ้ม 173 122 ภาพชาซัมเร 174 123 ภาพการร่อนพลอย ของชาวชองบ้านช้างทูน 174 124 ภาพภูมิปัญญาสปาสุ่มไก่ชาวชองบ้านช้างทูน 175
๑ บทที่ ๑ บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญ จังหวัดตราดมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ นอกจากประชากรไทยทั่วไปแล้วยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายกระจายอยู่ในอำเภอต่างๆ มีภาษา วัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างกันไปจากชนกลุ่มใหญ่ กลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายเหล่านี้ส่วนใหญ่ ผสมกลมกลืนภายใต้นโยบายบูรณาการของรัฐและมีฐานะเป็นประชากรไทย แต่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มี โอกาสจะได้รับผลกระทบสูงกว่าคนกลุ่มอื่นจากการเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องประสบปัญหาในมิติต่างๆ ทั้งความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางสถานการณ์โลกและประเทศที่มี การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นความท้าทายในการดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะภาวะวิกฤตทางภาษาและวัฒนธรรม แม้จะมีความพยายามอนุรักษ์ไว้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ ตาม หากมองข้ามข้อจำกัดต่างๆ แล้วจะพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มมีศักยภาพและสามารถปรับตัว ได้จากกระแสต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา ยังมีอีกหลายชุนชนของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถสร้างชุมชน ให้มีพลังเข้มแข็ง อีกทั้งมีภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ ควรค่าแก่การสืบทอดชั่ว ลูกชั่วหลาน บางกลุ่มสามารถพัฒนาให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้ผู้คนภายนอกได้เข้าไปเรียนรู้ วิถีชีวิตที่น่าสนใจ ด้วยเหตุที่เมืองตราดเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก จึงทำให้มี ความสัมพันธ์ติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานของคนหลากหลายเชื้อชาติ นอกจากนี้สภาพภูมิศาสตร์ของเมืองตราดยังมีภูเขาและป่าอันอุดมสมบูรณ์จึงทำให้เป็นที่อยู่ของชาติพันธุ์ ในจังหวัดตราดได้ดังนี้ จีน ชนชาติจีนแต่เดิมเดินทางมากับเรือสำเภาเพื่อค้าขาย ต่อมาได้อพยพเข้ามาอยู่เพราะ เห็นทำเลการทำมาหากินเลี้ยงชีพดีกว่าบ้านเมืองของตัว นอกจากที่มาตามลำพังนี้แล้ว บางกลุ่มถูก กวาดต้อนมาเป็นคราวๆ เนื่องจากไทยยกกองทัพไปรบกับญวนและเขมร เมื่อสมัยกรุงธนบุรีและ รัตนโกสินทร์ ชาวจีนส่วนใหญ่ในเมืองตราดนี้เป็นจีนแต้จิ๋ว (โดยพิจารณาจากภาษาจีนที่กลายมาเป็น ภาษาถิ่นจังหวัดตราด) แขก ชนชาติแขกในจังหวัดตราดนี้เป็นแขกมลายู หรือแขกพวกเดียวกันกับแขกครัว ครั้ง แรกได้มาอยู่ที่ตำบลน้ำเชี่ยวแห่งเดียว ต่อมาภายหลังมีจำนวนมากขึ้นได้แยกย้ายไปอยู่ที่บ้านยายม่อม ทั้งสองแห่งนี้อยู่ชายทะเลในตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ ภายหลังได้แยกย้ายไปอยู่บ้านแหลม ตาพันริมชายทะเลในตำบลอ่าวญวน อำเภอบางพระ อีกแต่น้อยครัวต้นตระกูลของแขกพวกนี้ แต่ แรกเริ่มเดิมทีเชื่อว่าไม่ได้อยู่ในตำบลน้ำเชี่ยว จะมีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ที่ใดบ้างไม่มีผู้ยืนยันแน่นอน ได้ สันนิษฐานตามเหตุการณ์ประกอบกับชนชาติแขกที่มีอยู่คงได้ความว่า เขาพวกนี้ได้ถูกกวาดต้อน ครอบครัวเข้ามาในรัชกาลที่ ๓ ตอนสงครามเขมรและญวน ครั้งนั้นเรือเจ้าพระยาพระคลังและทัพบก เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เมื่อได้ชัยชนะแก่หัวเมืองต่างๆ ในประเทศเขมรและญวนแล้ว พลเมืองได้ถูกกวาดต้อนส่งเข้ามาในพระราชอาณาเขตสยามทีละคราวโดยทางทัพเรือเชื่อว่าคงถูกแยกย้าย แบ่งให้มาอยู่ในตำบลน้ำเชี่ยวและแบ่งนำส่งไปที่กรุงเทพฯ หรือที่หัวเมืองอื่นๆ บ้าง สำหรับในจังหวัด
๒ ตราดได้อยู่ในตำบลน้ำเชี่ยว ต่อมาพวกพ้องของแขกที่ถูกกวาดต้อนแต่ครั้งที่อยู่ในเมืองเขมรและญวน ทราบว่าทางนี้มีที่อยู่เป็นสุขและการทำมาหากินเจริญดี จึงได้พากันมาหาเลี้ยงชีพในจังหวัดตราด ญวน ชนชาติญวนนี้แต่เดิมไม่ปรากฏหลักแหล่งอยู่ที่ใด จังหวัดใดบ้าง นอกจากกล่าวถึงใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ว่า เมื่อองค์เชียงสือหนีจากกรุงเทพฯ มาโดยเรือใบได้มาพำนักที่ เกาะกูด นอกจากนี้ยังมีภูมินามที่เกี่ยวกับญวน สองแห่ง คือเขาญวนแห่งหนึ่งและอ่าวญวนอีกแห่งหนึ่ง ที่เขาญวนนั้นได้มีญวนอพยพมาจากไหนไม่ทราบมาพักอยู่ที่เชิงเขาวัดเขาญวน (วัดคิรีวิหาร) ตำบลชำ ราก หลายสิบครัว เขานี้เดิมชื่ออย่างไรไม่ปรากฏแต่เมื่อญวนมาตั้งบ้านเรือนแล้วจึงเรียกกันว่าเขาญวน ส่วนที่ตำบลอ่าวญวนนั้นสันนิษฐานว่าเมื่อไทยยกกองทัพไปทำสงครามกับญวนมีชัยชนะมาแล้วได้ กวาดต้อนพลเมืองชาติญวนเข้ามาแล้วเรือที่บรรทุกมาคงจอดทอดสมอจึงเรียกกันว่าอ่าวญวน ส่วน ญวนในตำบลบางพระ ได้ถูกกวาดต้อนมาในคราวที่ไทยชนะสงครามกับญวน มีเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพ แล้วได้กวาดต้อนพลเมืองมา ซึ่งรวมถึงชาวญวนด้วยนอกจากนั้นจึงขนไป จังหวัดจันทบุรี ญวนที่อยู่ในจังหวัดตราดและจันทบุรีนี้เชื่อว่ามีเชื้อสายญวนปอด อย่างไรก็ดีเชื่อว่าใน จังหวัดตราดและจันทบุรียังมีตระกูลที่ชื่อว่า “อานามพงศ์” ซึ่งแปลว่า วงศ์ของชาวอานาม คือญวน อีกด้วย มอญ ชนชาติมอญในจังหวัดตราดเป็นกลุ่มที่เข้ามาพร้อมกับคนไทยกลุ่มดั้งเดิมที่มาตั้ง ถิ่นฐานในเมืองตราดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันยังหาหลักฐานบุคคลไม่พบเท่าที่ปรากฏหลักฐานคือ ภูมินาม “บ้านหนองคอกมอญ” ที่ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และค่านิยมเรื่องการ ปักเสาไม้ยอดเป็นหงส์ไว้หน้าอุโบสถตามวัดในจังหวัดตราด นอกจากนี้สำเนียงพูดในภาษาถิ่นจังหวัด ตราดก็คล้ายกับสำเนียงพูดในภาษามอญทั้งการละเล่นที่นิยมมากในจังหวัดตราดคือสะบ้าล้อ ก็เป็น การละเล่นที่นิยมในหมู่ชาวมอญ พบว่าตระกูลเก่าของชาวมอญในจังหวัดตราดและจันทบุรีคือตระกูล “รามัญอุดม” และ “รามัญวงศ์” ชอง ชองเป็นชนพื้นเมืองของจังหวัดตราด มีภูมิลำเนาอยู่ตามชายแดนและเชิงเขา ชอบทำ มาหากินอยู่ตามป่าเขา เช่น ทำไร่ ทำนาตามเชิงเขา ระหว่างเขา นับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการ นับถือผี พบว่าชาวชองตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเขาสมิง โดยเฉพาะตำบลเขาสมิงกับตำบลท่าโสม อำเภอ เมือง อำเภอบ่อไร่ เป็นต้น ชองที่อยู่ใกล้กับชนชาติไทยได้ดัดแปลงธรรมเนียมและภาษาเป็นไทยไปแล้ว คำว่า “ชอง” ปรากฏในเอกสารทางราชการของไทยมีชื่อว่า เอกสารกรมราชเลขาธิการ กระทรวงมหาดไทย รัชกาลที่ 5 (ม.4 เรื่องที่ 2 มณฑลจันทบุรี) รายงานว่าพระยาวิชยาธิบดี ผู้ว่าราชการ เมืองจันทบุรี แจ้งว่ามีพวกเงี้ยวพม่า 11 คน มาจากไซ่ง่อน ขึ้นที่บ่อพลอยไพลิน ดังใจความต่อไปนี้ “(หน้า3)…สืบได้ความว่ามีพวกเงี้ยวพม่ารวม 11 คน มาจากไซ่ง่อนโดยเรือเมล์โด นัยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พวกนี้ได้แยกกันอยู่หลายแห่ง วันที่ 29 กรกฎาคม พวกนี้พา กันขึ้นไปบ่อพลอยไพลิน 8 คน ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม ได้ขึ้นไปบ่อพลอยไพลินอีก 3 คน ในพวกนี้ พระยาวิชยาธิบดีสืบได้ความว่า คนหนึ่งเป็นคนชาติพม่า ชื่อมองเคล้าปูเดิม อยู่กบมองจะเรปิ้งย่าที่เมืองจันทบุรี แล้วพากันไปหาเจ้าเมงกุนที่ไซ่ง่อน ไม่ได้ความว่า พวกนี้มาเพื่อเหตุใด…” อีกฉบับรายงานว่า
๓ พระยาวิชยาธิบดี ผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรี แจ้งว่ามีพวกลาว 10 คน เที่ยวซุ่มซ่อน อยู่ตามดงยายโต้ ดังใจความต่อไปนี้ “…ได้รับรายงานนานวาศ ปลัดอำเภอทุ่งใหญ่ ลงวันที่ 17 เมษายน ร.ศ. 124 ว่ามี พวกลาวประมาณ 10 คน ถืออาวุธครบมือกัน เที่ยวซุ่มซ่อนอยู่ตามดงยายโต้ ปลายเขตร์ แดนแลตำบลท่าโสม อำเภอทุ่งใหญ่…” พระยาตรัง ได้ตรวจเขตร์ท้องที่อำเภอท่าหลวง จนถึงพรหมแดนต่อเขตร์กับเมืองพระตะบอง ได้แจ้งถึงกลุ่มชาติพันธุ์ของผู้คนแถบนี้ดังนี้ “…ตำบลซึ่งต่อเขตร์แดนกับพระตะบองนั้น ราษฎรชาวบ้านเป็นพวกเขมร ทั้งสิ้น ตำบลซึ่งต่อกับเมืองปาจิณ เป็นลาวบ้าง ชองบ้าง เขมรบ้าง ตำบลทับไซนั้น เป็นพวกชองทั้งสิ้น…” ต่อมานักภาษาศาสตร์เพิ่มระดับการรับรู้ด้วยคำขยายเพิ่มเติมทางภาษาว่า “ชองของตราด” เพื่อจำแนกความแตกต่างระหว่าง “ชองของจันทบุรี” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ในทางภาษาศาสตร์ได้มีกระบวนการใน การฟื้นฟูภาษาในภาวะวิกฤตไปก่อนหน้าแล้ว และเมื่อวินิจฉัยด้วยเกณฑ์ทางภาษาศาสตร์แล้ว นักภาษาศาสตร์ได้สร้างชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์“ชองของตราด” เป็น “กะซอง” (Kasong) และส่งเสริม ความรับรู้ของชาวชอง (ของตราด) เดิม ให้เปลี่ยนชื่อเรียกกลุ่มตนเอง เพื่อจำแนกให้เห็นความแตกต่าง ทางชาติพันธุ์ ประหนึ่งกำหนดนิยามชื่อเรียกทางชาติพันธุ์ขึ้นมา นำพามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงตัวตนทาง ชาติพันธุ์นับจากนั้นเป็นต้นมา ตลอดจนความตระหนักต่อสถานภาพและความสำคัญของภาวะของ ภาษาของตนเอง จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กลไกหนึ่งของการขับเคลื่อนตัวตนทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาว กะซองคือข้อค้นพบทางวิชาการ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและยอมรับนิยามชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ ใหม่อย่างชัดเจน เขมร มีผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกงอาศัยอยู่ ย้อนไปสมัยรัชกาลที่ ๕ เดิม ประจันตคีรีเขตต์(เกาะกง) อยู่ในการปกครองสยาม แต่เมื่อมีการทำ “อนุสัญญาระหว่างกรุงสยามกับ ฝรั่งเศสว่าด้วยอนุญาตที่ดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง ตามความในสัญญา ๑๓ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๑๒ เพื่อ แลกเมืองจันทบุรีคืนมา แต่ฝรั่งเศสกลับยึดด่านซ้ายและตราดรวมถึงเกาะกงเป็นประกัน ชนชั้น ปกครอง เช่น เจ้าเมือง ข้าราชการ จึงมาซื้อที่ดินบนเกาะกูด เกาะหมาก เกาะช้าง และอำเภอคลอง ใหญ่ และตั้งรกรากอยู่มาจนถึงปัจจุบัน และอีกยุคสมัยหนึ่ง คือ เมื่อเขมรแดงเรืองอำนาจ เกิดการฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์ คนเชื้อสายไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นไม่สามารถอยู่อีกต่อไปได้ จึงหนีเข้ามายังดินแดนไทยใน พื้นที่จังหวัดตราด บ้างก็เดินข้ามเขาข้ามน้ำมา บางคนก็นั่งเรือมาทางทะเล จากปัญหาความไม่มั่นคง ในชีวิต ทรัพย์สิน ความอดอยาก คนไทยพลัดถิ่นจากเกาะกงพูดภาษาไทยได้ชัดเจนดี แม้จะมีสำเนียง เหน่อๆ แต่ก็เหมือนสำเนียงคนตราด แม้กระทั่งคนแก่เชื้อสายไทยในเกาะกงยังพูดภาษาไทยได้ชัดถ้อย ชัดคำ ต่างกับผู้ที่ไม่ใช่คนเชื้อสายไทย ส่วนใหญ่คนไทยพลัดถิ่นที่นี่จะประกอบอาชีพประมง อาศัยอยู่ ริมคลองต่างๆ เช่น คลองสน คลองมะขาม คลองไม้รูด อาหารทะเลที่นี่สดมาก ประเพณีวัฒนธรรมก็ไม่ มีอะไรแตกต่างไปจากคนไทยเลย เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ บวช แต่งงาน สงกรานต์ ลอยกระทง
๔ จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้เห็นว่า จังหวัดตราดมีความหลากหลายของวัฒนธรรมที่เป็นพหุ วัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และมีวิถีวัฒนธรรมที่เชื่อมร้อยเป็นสายสัมพันธ์ ดำรงอยู่ จวบจนถึงปัจจุบัน สภาวัฒนธรรมจังหวัดตราด ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดตราด มีหน้าที่ เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ แนวคิดในการดำเนินงานวัฒนธรรม และ ขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรม โดยเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายวัฒนธรรมจึงเล็งเห็นความสำคัญของมรดก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดตราด จึงได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์สืบสาน มรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ และตระหนักรู้ถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า ควรแก่การสืบสานและต่อยอดต่อไป 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 1.2.1 เพื่อจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชาว จีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ภายในพื้นที่จังหวัดตราด 1.2.3 เพื่อศึกษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ในวิถีวัฒนธรรมที่ดีงามและมรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดตราด 1.2.4 เพื่อพัฒนาและต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชองของจังหวัดตราด ให้เกิดการความภาคภูมิใจใน มรดกทางวัฒนธรรม ร่วมกันสืบสานต่อยอด สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านเศรษฐกิจ และส่งเสริม การท่องเที่ยวของจังหวัดตราด 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.3.1 มีข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ของจังหวัดตราดและกลุ่มชาติพันธุ์ฯ มีความภาคภูมิใจในมรดกภูมิ ปัญญาทางวัฒนธรรมของตนเอง 1.3.2 กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชองในพื้นที่ จังหวัดตราด ได้มีส่วนร่วมในการวางแผน การตัดสินใจยืนยันอัตลักษณ์ ความเป็นชาติพันธุ์ และร่วม รักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตอันเป็นอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไว้อย่างแท้จริง 1.3.4 มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดตราดได้รับการพัฒนาและต่อยอด เพื่อสืบ ทอดถึงชนรุ่นหลังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดต่อไป 1.4 ขอบเขตการวิจัย การศึกษาอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดครั้งนี้ กำหนดขอบเขตการศึกษา ๖ ชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ในจังหวัดตราด โดย ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ได้แก่ 1.4.1 ด้านอาหาร หมายถึง รสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ คุณค่าทางสังคมและภูมิ ปัญญาในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำมาส่งเสริมแม่ครัว กุ๊กร้านอาหาร ในการประกอบอาหารพื้นถิ่น ในแต่ละพื้นที่ให้มีรสชาติแบบดั้งเดิมหรือรสชาติที่ตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งของไทย และต่างประเทศ
๕ 1.4.2 ด้านการแต่งกาย หมายถึง เสื้อผ้า เครื่องประดับที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ นั้นๆ ซึ่งสามารถนำมาส่งเสริม สนับสนุน รณรงค์ให้ผู้คนในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม แต่ง กายในรูปแบบของเครื่องแต่งกายประจำท้องถิ่นนั้นๆ 1.4.3 ด้านที่อยู่อาศัย หมายถึง ลักษณะบ้านเรือนสะท้อนเอกลักษณ์โดดเด่นทาง สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั้นๆ ซึ่งสามารถนำมาส่งเสริมอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาบ้าน อาคารในพื้นที่นั้นๆ ให้รักษาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น 1.4.4 ด้านประเพณี หมายถึง การจัดงานบุญประเพณีสืบสาน เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูท้องถิ่นซึ่ง สามารถนำมาส่งเสริม สนับสนุน การจัดงานบุญประเพณีในเทศกาลสำคัญของชุมชนท้องถิ่น ที่สะท้อน ถึงวิถีชีวิตที่งดงามและมีคุณค่าต่อผู้คนและนักท่องเที่ยว 1.4.5 ด้านภาษา หมายถึง การใช้ภาษาถิ่นในชุมชนเป็นเสน่ห์และเป็นการสืบสานให้ภาษา ถิ่นนั้นๆ คงอยู่คู่กับชุมชน ซึ่งสามารถนำมารณรงค์การใช้ภาษาถิ่นในกลุ่มมัคคุเทศก์อาสาประจำถิ่น รวมทั้งการส่งเสริมการใช้ภาษาถิ่นของกลุ่มผู้ประกอบการและผู้คนในชุมชน 1.4.6 ด้านอาชีพ หมายถึง ท้องถิ่นต่างๆ มีความเป็นอยู่และมีอาชีพที่สอดคล้องกับสภาพ ภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตของท้องถิ่นนั้น ซึ่งสามารถนำมาส่งเสริมการถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านอาชีพของ ชุมชนท้องถิ่น เช่น ช่างฝีมือพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง ฯลฯ สามารถพัฒนาต่อยอดอาชีพของท้องถิ่น ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่าและเพิ่มมูลค่า 1.4.7 ด้านความเชื่อ หมายถึง ความเป็นวิถีแห่งความเชื่อและศรัทธาของกลุ่มคนในแต่ละ ท้องถิ่นซึ่งสามารถนำความเชื่อความศรัทธาในพื้นที่มานำเสนอในรูปแบบต่างๆ อย่างเป็นระบบ เช่น การจัดนิทรรศการ จัดงานมหกรรม เพื่อเป็นจุดดึงดูดที่น่าสนใจ 1.4.8 ด้านศิลปะพื้นบ้าน หมายถึง การแสดงถึงภูมิปัญญาด้านศิลปะในแต่ละท้องถิ่นซึ่งเป็น การนำศิลปะพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนมาพัฒนาและสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มสุนทรียะและเพิ่มมูลค่า ได้แก่ ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน งานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น งานหัตถกรรมพื้นถิ่น 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ กลุ่มชาติพันธุ์ หมายถึง กลุ่มชนที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน มีภาษาวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีเดียวกัน อัตลักษณ์หมายถึง การบ่งบอกถึงลักษณะที่แสดงความเป็นตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีรากฐาน จากความเชื่อ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี โดยแสดงผ่านบุคลิกภาพ ลักษณะนิสัย อุดมคติ สถานภาพ พิธีกรรมและพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมที่มีความรู้สึกว่าเป็นพวกเรา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หมายถึง ความรู้ การแสดงออก การประพฤติปฏิบัติ หรือทักษะ ทางวัฒนธรรมที่แสดงออกผ่านบุคคล เครื่องมือ หรือวัตถุซึ่งบุคคล กลุ่มบุคคล หรือชุมชนยอมรับและ รู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน และมีการสืบทอดกันมาจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง โดยอาจมีการ เปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของตน
๖ บทที่ ๒ บริบท แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด คณะผู้วิจัยได้อาศัยเเนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกรอบ แนวคิด เพื่อช่วยให้อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษา อัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราดนี้โดยมีแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 2.1 สภาพทางภูมิศาสตร์ ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรม 2.3 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ 2.4 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับอัตลักษณ์และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ 2.5 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการดำรงอัตลักษณ์และการเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธุ์ 2.6 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 สภาพทางภูมิศาสตร์ ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม จังหวัดตราดเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาอย่างยาวนานนับแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์เป็นต้นมา ดังปรากฏร่องรอยทั้งจากโบราณวัตถุโบราณสถาน และวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดจนสภาพสังคมที่ประกอบไปด้วยคนหลากเชื้อชาติ ศาสนา ที่มีการอพยพย้ายเข้ามาหลายยุคสมัย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสภาพภูมิศาสตร์ที่หมาะสมและความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธรรมชาติที่อาจเป็น ปัจจัยสำคัญอันทำให้แผ่นดินผืนนี้เป็นที่ตั้งของชุมชนมาหลายยุคสมัย 2.1.1 สภาพภูมิศาสตร์ของจังหวัดตราด ตราด เป็นเมืองสุดท้ายทางทะเลด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ ละติจูดระหว่าง ๑๑ - ๑๒ องศาเหนือ และลองติจูด ๑๐๒ องศาตะวันออก ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึง จังหวัดตราดประมาณ ๓๑๕ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๒,๔๖๒.๖ ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ตามเขต การปกครองทางทะเลประมาณ ๗,๒๕๙.๖ ตารางกิโลเมตร ฝั่งทะเลยาวประมาณ ๑๖๕ กิโลเมตร มี อาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้านดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอขลุงจังหวัดจันทบุรีและประเทศกัมพูชา ทิศใต้ ติดต่อกับอ่าวไทยและน่านน้ำทะเลประเทศกัมพูชา ทิศตะวันออก ติดต่อกับประเทศกัมพูชามีทิวเขาบรรทัดเป็นแนวกั้นเขตแดน ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ภูมิประเทศของจังหวัดตราด มีอาณาบริเวณทั้งที่เป็นแผ่นดินและพื้นน้ำประกอบด้วยเทือกเขา สูงอุดมด้วยป่าเบญจพรรณและป่าดิบทางด้านตะวันออก ส่วนบริเวณหมู่เกาะต่างๆ ทางด้านใต้มีภูมิ ประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงเช่นเดียวกับตอนเหนือเป็นที่ราบบริเวณภูเขา ตอนกลางจะเป็นที่ราบลุ่ม น้ำที่อุดมสมบูรณ์แล้วลาดลงเป็นที่ราบต่ำชายฝั่งทะเล กล่าวได้ว่าลักษณะของภูมิประเทศที่ปรากฏ
๗ เด่นชัด คือ ที่ราบบริเวณลุ่มน้ำ ที่ราบต่ำชายฝั่งทะเล ที่ราบบริเวณภูเขาและที่สูงบริเวณภูเขา แต่ละ บริเวณมีความแตกต่างกันจึงทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของคนแต่ละท้องที่มีความแตกต่างกันไปด้วย ที่ราบลุ่มบริเวณลุ่มน้ำ ได้แก่พื้นที่บริเวณที่ราบตอนกลางและตะวันออกประกอบด้วยลำน้ำ สำคัญหลายสาย ซึ่งเกิดจากทิวเขาบรรทัดทางตอนเหนือและตะวันออก นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ราบแคบๆ ทางด้านตะวันตก มีลำน้ำหลายสายจากภูเขาที่ไม่สูงมากนัก บริเวณที่ราบลุ่มน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ จึงมีการทำนากันมากในบริเวณพื้นที่แถบนี้ ที่ราบต่ำชายฝั่งทะเล ตามบริเวณฝั่งทะเลเกือบตลอดแนว เป็นบริเวณที่รวมเอาตะกอน โคลน ตมจากแม่น้ำลำคลองต่างๆ มาทับถมกัน ได้แก่ บริเวณฝั่งแม่น้ำเวฬุ ตำบลแสนตุ้ง ตำบลท่าโสม อำเภอ เขาสมิง และบางส่วนของตำบลบางปิด อำเภอแหลมงอบ ซึ่งมีลำคลองเล็กๆ หลายสายไหลลงสู่ทะเล ส่วนบริเวณที่ราบต่ำมีอยู่ทั่วไปทางฝั่งทะเลตะวันตก ตั้งแต่อำเภอเขาสมิง จนถึงอำเภอแหลมงอบ อำเภอเมืองตราด จนถึงอำเภอคลองใหญ่ บริเวณที่กั้นไม่ให้น้ำทะเลท่วมถึงอยู่เสมอมีป่าชายเลนตลอด แนว ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการทำประมงชายฝั่งและการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง เช่น การเลี้ยง กุ้งกุลาดำ หอยนางรม และหอยแครง ที่ราบบริเวณภูเขา บริเวณนี้มีพื้นที่กว้างขวางมาก เนื่องจากมี ภูเขากระจายอยู่ในบริเวณต่างๆของจังหวัดโดยเฉพาะทางตอนเหนือ ในเขตท้องที่อำเภอบ่อไร่ เป็น บริเวณที่เคยมีป่าไม้เขียวชอุ่ม ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น จึงทำให้พื้นที่นี้มีความชุ่มชื้นมาก เป็นแหล่ง ต้นน้ำลำธารที่สำคัญของจังหวัด ทางตะวันตกเขตท้องที่อำเภอเขาสมิงมีเขาเตี้ยๆ สลับอยู่โดยทั่วไป บริเวณตอนกลางและตอนใต้ในเขตอำเภอเขาสมิงบางส่วนที่ติดต่อกับอำเภอแหลมงอบ มีภูเขาขนาด ไม่สูงนักกระจายอยู่ทั่วไป แต่พื้นที่ป่าเหลืออยู่น้อยมาก เนื่องจากประชาชนเข้าไปจับจองเพื่อใช้เป็นที่ ทำกิน ที่สูงบริเวณภูเขา ในจังหวัดตราดมีที่สูงบริเวณภูเขากว้างขวางมาก อยู่ทางตอนเหนือแผ่ลงมา ทางตอนใต้ตลอดแนวพรมแดนจนสุดเขตทางใต้ของจังหวัดภูเขาเหล่านี้สลับซับซ้อนกันอย่างหนาแน่น มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ผ่าน แต่เป็นที่รู้จักกันดีในนามทิวเขาบรรทัด ส่วนทางตะวันตกมี ภูเขาที่ไม่สูงนักรวมกันอยู่ในบริเวณแคบๆ ซึ่งได้แก่บริเวณตอนกลางของอำเภอแหลมงอบติดต่อกับ อำเภอเขาสมิง ภูเขาเหล่านี้ในอดีตเป็นพื้นที่ป่าทึบที่อุดมสมบูรณ์ แต่ในปัจจุบันถูกทำลายเป็นจำนวน มาก รวมทั้งบริเวณที่เป็นไหล่เขา ได้เปลี่ยนสภาพจากป่าธรรมชาติเป็นสวนยางพารา สวนผลไม้และไร่ สับปะรด อย่างไรก็ตาม พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ก็มีความสำคัญและสร้างชื่อเสียงให้กับท้องถิ่น สำหรับหมู่เกาะช้างมีภูเขาครอบคลุมอยู่เกือบตลอดพื้นที่ ได้แก่ เกาะต่างๆเช่นเกาะกูด หมู่ เกาะช้าง เกาะเหล่านี้มีที่ราบเฉพาะชายฝั่งทะเลเท่านั้น ภูมิประเทศของเกาะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ สำคัญของจังหวัด หมู่เกาะทะเลในจังหวัดตราดตั้งอยู่ห่างจากฝั่งจึงได้รับผลกระทบจากตะกอนปาก แม่น้ำบนแผ่นดินน้อยส่งผลให้น้ำทะเลใส เป็นแหล่งป่าต้นน้ำมีน้ำตก พืชพันธุ์ธรรมชาติ และสัตว์ป่าซึ่ง ยังคงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอยู่มาก แม่น้ำของจังหวัดตราดส่วนใหญ่เกิดจากต้นน้ำบนทิวเขาบรรทัดตอนเหนือ มีลักษณะคดเคี้ยว ไหลหล่อเลี้ยงผืนดินในที่ต่างๆ แล้วจึงไหลลงสู่อ่าวตราดแม่น้ำที่สำคัญในจังหวัดตราด คือ แม่น้ำตราด และแม่น้ำเวฬุ
๘ แม่น้ำตราด เป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตราด ยาวประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร มีชื่อเรียก แตกต่างกันไปตามบริเวณที่ไหลผ่าน ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาบรรทัดตอนเหนือที่สำคัญคือ คลองแอ่งและ คลองสะตอ จากนั้นไหลผ่านอำเภอบ่อไร่ ซึ่งเป็นแหล่งแร่รัตนชาติที่สำคัญไหลผ่านอำเภอเขาสมิง ช่วง นี้เรียกว่าคลองเขาสมิงหรือคลองใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญในอตีตของผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ ตามริมแม่น้ำ แม้ในปัจจุบัน ลำคลองนี้ก็ยังเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการเกษตร เพราะอำเภอเขาสมิงมี พื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดในจังหวัดตราด โดยเฉพาะสวนผลไม้ เมื่อไหลเข้าสู่เขตอำเภอเมืองตราด คลองเขาสมิงได้บรรจบกับคลองห้วยแร้งที่บริเวณปาก คลองห้วยแร้ง หมู่บ้านจุฬามณี ตำบลห้วยแร้ง ในช่วงนี้เองที่เรียกชื่อว่า แม่น้ำตราด เข้าสู่ชุมชน “บ้านท่าเรือจ้าง” แม่น้ำตราดเป็นเส้นทางการคมนาคมสำคัญที่ใช้ติดต่อทั้งภายในและภายนอก ประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม่น้ำเวฬุ เป็นแม่น้ำแบ่งเขตแดนของจังหวัดตราดและจังหวัดจันทบุรีต้นน้ำอยู่ในเขตจังหวัด จันทบุรี ที่เขาชะอมและเขาสระบาป มีความสำคัญเพราะไหลผ่านเขตเกษตรกรรมของทั้งสองจังหวัด ช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดตราดมีความยาวประมาณ ๒0 กิโลเมตร ไหลผ่านบ้านท่าจอด ตำบลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิง ลงสู่ทะเลบริเวณอ่าวบ้านบางกระดาน อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด คลองต่างๆ ในจังหวัดตราด ส่วนใหญ่มีกำเนิดจากต้นน้ำบนทิวเขาบรรทัดไหลซอกซอนหล่อ เลี้ยงไร่นาและสวนผลไม้ในที่ต่างๆ แล้วไหลลงแม่น้ำตราด เช่น คลองลำสะตอน้อย คลองลำสะตอใหญ่ คลองใหญ่ คลองฟิต คลองห้วยแร้ง คลองเหล่านี้เป็นประโยชน์ยิ่งของอำเภอเขาสมิงและอำเภอเมือง ตราด ส่วนคลองน้ำเชี่ยว เกิดจากเขาวังปลาซึ่งอยู่ระหว่างอำเภอแหลมงอบกับอำเภอเมืองตราด ไหล ผ่านหมู่บ้านน้ำเชี่ยวลงสู่ทะเลทางใต้ที่บ้านปากคลอง ตำบลหนองโสน เป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและใช้ เป็นเส้นทางออกทะเลเพื่อทำการประมงจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ยังมีคลองบางพระ มีต้นน้ำเกิดจากเขา ระกำถูกปล่อยลงอ่างเก็บน้ำเขาระกำแล้วไหลผ่านตัวเมืองตราดไปรวมกับแม่น้ำตราดที่บ้านด่านเก่า ไหลลงสู่ทะเลตราด คลองบางพระนี้เคยมีความสำคัญมากในอดีตเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญ ปัจจุบันก็ยังเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ริมคลองและยังเป็นแหล่งระบายน้ำ ป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาลด้วย 2.2.2 ประวัติศาสตร์จังหวัดตราด แผ่นดินจังหวัดตราดเป็นที่อาศัยของคนมาหลายยุคสมัย นับเนื่องมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงศูนย์กลางของวัฒนธรรมและศูนย์กลางชุมชนไปตาม กลุ่มคนที่เข้ามาอยู่อาศัยในแต่ละสมัยดังจะสามารถแบ่งยุคประวัติศาสตร์ของจังหวัดตราดได้ดังนี้ 2.2.2.1 สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องถึงช่วงต้นประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการใช้พื้นที่อาศัยที่จังหวัดตราดของมนุษย์ก่อน ประวัติศาสตร์นั้น ได้แก่ กลองมโหระทึก ที่พบในจังหวัดตราดจำนวน ๓ ใบ คือ ที่บ้านนายเผือด สมบูรณ์ บ้านสามง่าม หมู่ที่ ๔ ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด พบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ และพบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ในแห่งเดียวกัน และที่บ้านนายเสมอ อิ่มทะสาร บ้านเลขที่ ๒๕ หมู่ที่ ๖ ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด จากหลักฐานกลองมโหระทึกทำให้สามารถกำหนด
๙ ยุคสมัยของวัฒนธรรมในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ของจังหวัดตราดได้ว่ามีอายุอยู่ในระหว่างศตวรรษที่ ๗ - ๖ ก่อนคริสต์ศักราช จนถึงหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๒ (๒๐๐ ปีก่อนพุทธกาล - พุทธศตวรรษที่ ๗) นอกจากนี้ภายในกลองยังพบโบราณวัตถุ อาทิ สิ่วเหล็ก มีดขอ ขวานเหล็กมีบ้อง มีดเหล็ก เศษภาชนะ ดินเผาที่เผาด้วยคุณหภูมิต่ำ (Earthenware) ชิ้นส่วนภาชนะ ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ ลูกปัดหินคอร์เน เลียน (Cornelian) ฯลฯ กลองมโหระทึกที่พบที่จังหวัดตราดนี้ มีลักษณะเป็นกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ 1c (Heger IC) ซึ่งเป็นกลองแบบที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด นับเป็นประดิษฐกรรมในวัฒนธรรมดองชอน (Dong Son) ที่พบในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้วัฒนธรรมดังกล่าวเป็นวัฒนธรรมในสังคมเกษตรกรรม มี ความเกี่ยวข้องกับแม่น้ำที่ราบ จากการตีความลวดลายบนกลองทั้ง ๓ ใบ สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้อง กับพิธีกรรมการบูชาดวงอาทิตย์ การบูชายัญสัตว์ของพระเจ้า การบันทึกเรื่องการปลูกข้าว และ เทศกาลแข่งเรือหรือการประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวกับน้ำนอกจากนี้ยังพบรอยแกลบข้าวประทับบนผิว กลอง ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับสภาพสังคมของผู้ใช้กลองว่าเป็นกลุ่มชนในสังคมเกษตรกรรม ผล การศึกษากลองมโหระทึกนี้ทำให้ทราบว่าชุมชนโบราณแห่งแรกของจังหวัดตราดอยู่ที่บริเวณตำบลวัง กระแจะ ในเขตอำเภอเมืองตราด ซึ่งในสมัยนั้นชาวเมืองมีการทำเกษตรกรรม และนับถืออำนาจเหนือ ธรรมชาติอยู่ นอกจากนี้ยังมีการค้นพบโบราณวัตถุที่โบราณสถานเขาโต๊ะโมะ บ้านอีเร็ม หมู่ที่ ๗ ตำบลประณีต อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด บริเวณพื้นที่รอบๆ โบราณสถานประมาณ ๕ กิโลเมตร ชาวบ้านพบวัตถุโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ประเภทหินขัด เครื่องปั้นดินเผา เครื่องบดยาหิน แต่ยังไม่มีรายงานการศึกษาทางโบราณคดีแต่อย่างใด 2.2.2.2 สมัยประวัติศาสตร์ ในสมัยประวัติศาสตร์ของดินแดนแถบเมืองตราดนั้น ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ เมืองจันทบุรี ซึ่งเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกซึ่งวัฒนธรรมในยุคต้นคือราว พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ นั้น มีพัฒนาการไปในวิถีทางเดียวกับวัฒนธรรมเขมรสมัยก่อนเมืองพระนคร หรืออาณาจักรเจนละ ซึ่งรุ่งเรื่องอยู่ในแถบประเทศกัมพูชาปัจจุบัน ดังปรากฏหลักฐานได้แก่ โบราณสถานและโบราณวัตถุในเขตจังหวัดจันทบุรี อันมีพื้นที่อยู่ใกล้เคียงกับเมืองตราด และอาณาจักร เขมรโบราณสมัยก่อนเมืองพระนคร หลักฐานทางโบราณคดีที่สามารถกำหนดสมัยของเมืองจันทบุรี โบราณ อาทิ ทับหลังแบบถาราบริวัต ทับหลังแบบนี้มีอายุอยู่ในราว พ.ศ. ๑๑๕๐ มีความใกล้เคียงกับ ศิลปะอินเดียแบบคุปตะระหว่าง พ.ศ. ๑๑๐๐ - ๑๑๕๐ เช่น ที่ถ้ำเอลโลราที่ ๖ และที่ ๑๔ ทับหลังแบบ ไพรเกมง มีอายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เสาประดับกรอบประตูแบบสมัยก่อนเมืองพระนคร ลักษณะเป็นเสากลมเหมือนกับเสาประดับกรอบประตูสมัยก่อนเมืองพระนครทั่วไป สิงห์ทวารบาล เป็นสิงห์ศิลปะเขมร สิงห์เหล่านี้จากรูปแบบกล่าวได้ว่า เป็นสิงห์ใน ศิลปะแบบสมัยนครวัด เทวสตรีสัมฤทธิ์ ขนาดประมาณ ๑๕ เซนติเมตร พิจารณาจากเครื่องแต่งกาย เป็นรอยต่อระหว่างศิลปะปาปวนนครวัด ทับหลังแบบปาปวน ลักษณะเป็นแผ่นศิลาสสักลวดลาย พฤกษาแบบทับหลัง ตรงกลางมีบุคคลอยู่ในซุ้ม แต่ด้านข้างทำเป็นกรอบคดโค้งคล้ายทับหลัง คงเป็น ชิ้นส่วนประกอบสถาปัตยกรรม จากลักษณะของลวดลายกำหนดได้ว่าอยู่ในศิลปะแบบปาปวน
๑๐ เทวรูปพระหริหระ รูปแบบเป็นศิลปะเขมรแบบพนมดา (พ.ศ. ๑๐๘๐-๑๑๕๐) แต่ นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นศิลปะแบบไพรเกมง แผ่นภาพสลักเล่าเรื่อง สลักภาพ บุคคล ๕ คน นั่งอยู่บนแท่นเตี้ยๆ บุคคลทั้ง ๕ ถือสิ่งของคล้ายดอกไม้อยู่ในมือ นั่งอยู่หน้าอาคารซึ่งอาจ เป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูงหรือศาสนสถาน การแต่งกายของบุคคลในภาพนุ่งผ้าสั้น จีบเป็นริ้ว ขอบผ้า ด้านข้างที่เอวโค้งสูงขึ้นไปมาก ที่บริเวณหน้าท้องเปิดกว้างแต่เพียงเล็กน้อย ขอบผ้าพับย้อนออกมาที่ หน้าท้อง คล้ายคลึงกับการนุ่งผ้าของประติมากรรมในศิลปะแบบปาปวน นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่สำคัญคือ จารึก จารึกที่พบบริเวณเมืองเพนียดนั้นมีด้วยกัน ทั้งหมด ๓ หลัก คือ จารึกวัดทองทั่ว จารึกวัดทองทั่วเป็นจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กล่าวถึง พระเจ้าอีสานวรมันที่ ๑ (พ.ศ.๑๑๕๘-๑๑๗๘) ว่าถวายข้าทาสและสิ่งของแก่ศาสนสถาน จารึกเพนียด พบบริเวณเนินโบราณสถานวัดเพนียดร้าง เป็นจารึกที่เขียนขึ้นในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ ใช้ภาษา สันสกฤตและภาษาเขมร ตัวอักษรขอมโบราณจารึกนี้ชำรุดมากมีข้อความเหลือเพียง ๘ บรรทัดใน ด้านหน้า และด้านหลังเหลือเพียง ๕ บรรทัด ข้อความในจารึกเหมือนกับศิลาจารึกอีก ๑๑ หลัก พบที่ พระตะบอง เสียมราฐ จำปาศักดิ์ ตะโบงฆมุม บาพนม และ บันทายมาส เนื้อหาเกี่ยวข้องกับศาสนา ฮินดูจารึกเพนียด หลักที่ ๕๒ เป็นจารึกที่ค่อนข้างชำรุดมาก จารึกด้วยอักษรขอมโบราณและเป็น ภาษาขอม อายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑5 เช่นเดียวกับจารึกเพนียดของพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ มี เนื้อหากระท่อนกระแท่นอ่านไม่ได้ใจความ สำหรับที่จังหวัดตราดนั้น มีการพบอิตถีลึงค์ซึ่งเป็น วัฒนธรรมฮินดู ศิลปะเขมรที่บ้านหนองใหญ่ ตำบลห้วยแร้ง ในสมัยที่พระยานรเชษฐ์วุฒิไวยจางวาง เป็นเจ้าเมือง ท่านจัดการให้ไปบรรทุกเอามาฝังไว้ที่ศาลเจ้าหลักเมืองเป็นคู่กับหลักเมือง นอกจากนี้ในเอกสารจีนโบราณในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. ๑๑๒๗-๑๒๙๙) ตรงกับ สมัยก่อนกรุงสุโขทัย - สมัยกรุงสุโขทัย กล่าวถึงเมืองตี้ล่าต๋า (Dilada) ไว้ในหนังสือหลิ่งไว่ไต้ต๋า ซึ่งเป็น หนังสือประเภทตอบปัญหาเกี่ยวกับนอกเมือง แต่งโดยโจวชี่เฟย เป็นคนสมัยราชวงศ์ซ่งยุคใต้ บรรพที่ ๒ อาณาจักรเจินหล้า บันทึกไว้ว่า “ใกล้ๆ กับอาณาจักรเจินหล้า มีอาณาจักรกวาหลี่กั๋ว ซีเผิงกั๋ว ซาน เป๋อกั๋ว หมาหลานกั๋ว เติงหลิวเหมยกั๋ว และตี๋ล่าต๋ากั๋ว เจินหล้าเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรดังกล่าว” ซึ่ง ตี้ล่าต๋า หมายถึง จังหวัดตราด จากหลักฐานดังกล่าวข้างต้น ทำให้เห็นพัฒนาการของเมืองตราดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ เมืองจันทบุรีโบราณในฐานะเมืองประเทศราชของอาณาจักรขอมโบราณ อย่างไรก็ตาม โบราณสถาน และโบราณวัตถุต่างๆ สะท้อนกระแสอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรซึ่งได้เข้ามามีบทบาทครอบคลุมภูมิภาคนี้ ในราวประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เรื่อยมาจนถึงปลายสมัยกรุงสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ศิลปกรรมของเขมรส่วนใหญ่ทำขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ ลัทธิมหายาน มีทั้งสลัก ด้วยศิลา และหล่อด้วยสำริด 2.2.2.3 สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เมืองตราดยังคงผนวกอยู่กับเมืองจันทบุรีซึ่งเปลี่ยนมา ขึ้นตรงต่ออาณาจักรกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าทางราชสำนักอยุธยาคงมีการกวาดต้อนคนไทยมาอยู่ ที่เมืองตราดแห่งนี้ จากหลักฐานทางโบราณคดี คือ พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ของวัดบุปผาราม จังหวัดตราด ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๓ ซึ่งน่าจะเป็นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นที่ยัง ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยอยู่ เพราะในสมัยสุโขทัยเมืองตราดยังคงขึ้นอยู่กับอาณาจักรขอมโบราณ
๑๑ หลักฐานพระพุทธรูปดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคนไทยเข้ามาอยู่ ณ ดินแดนเมืองตราดแล้ว มีการรับเอา ศิลปะและศาสนาแบบสุโขทัยคือพระพุทธศาสนามาประดิษฐานด้วย ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ.๒๑๓๓ - ๒๑๔๘) ปรากฏหลักฐานคือแผนที่ประวัติสยามของกรมแผนที่ทหารบก รัชสมัยสมเด็จ พระนเรศวร ปรากฏชื่อในแผนที่ว่า “บ้านบางพระ” ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้ตั้งเป็นเมืองตราด ล่วงมาในรัช สมัยของพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.๒๑๗๒-๒๑๙๙) ปรากฏหลักฐานว่า หลวงเมืองได้สร้างวัดบุ ปผารามขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๕ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๕ ตรงกับรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑)แสดงให้เห็นถึงแหล่งที่ตั้งของชุมชนเมืองตราดใน ยุคนี้ที่อยู่บริเวณโดยรอบวัดบุปผาราม คือแถบตำบลวังกระแจะในปัจจุบัน และในรัชสมัยพระเจ้า ปราสาททองนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมายพระธรรมนูญขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๙ ปรากฏชื่อเมืองตราดเป็นครั้งแรก โดยจัดให้เป็นส่วนโกษาธิบดี (คลัง) ใช้ตราบัวแก้ว ขึ้นกับเจ้าพระยา ธรรมราชเดโชชาติแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของฝ่ายราชสำนักต่อเมืองตราด ในฐานะเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อจัดระเบียบควบคุมและป้องกันศัตรู ทั้งนี้เพราะเป็นเมืองที่ อยู่ไกลจากราชธานี นอกจากนี้ยังเพื่อการรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและการเก็บภาษีอากรอีกด้วย เพราะปรากฏหลักฐานว่าน่านน้ำเมืองตราดในอดีตนั้นเป็นท่าเดินเรือสำเภาที่สำคัญดังที่การสำรวจทาง โบราณคดีใต้น้ำ พบว่าจังหวัดตราดมีเรือสำเภาจมอยู่ ๒ ลำ คือบริเวณเกาะกระดาดแห่งหนึ่ง และ บริเวณอ่าวสับปะรดที่เกาะช้างอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอายุราว ๓๐๐ ปี และพบเครื่องถ้วยชามสังคโลก ศรีสัชนาลัย เครื่องถ้วยชามจีนสมัยจักรพรรดิหวั่นหลี ด้วยเหตุดังนี้จึงส่งผลให้เมืองตราดเป็นเมืองท่าที่ สำคัญเมืองหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาด้วย ในเอกสารจีนโบราณสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.๑๖๔๔-๑๙๑๑) สมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนกลาง - ต้นรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงเมืองตอเหนา (Duonao) ในหนังสือต้าชิงอี โถ่งจื้อ ซึ่งเป็นหนังสือประเภทปทานุกรมภูมิศาสตร์สมัยราชวงศ์ชิง บรรพที่ ๔๒๓ และหนังสือชิงเฉา หวุนเสี้ยนทงเข่า เป็นหนังสือประเภทประมวลตำนานโบราณแห่งราชวงศ์ชิง จัดทำโดยข้าราชการแห่ง ราชวงศ์ชิง บรรพที่ ๒๙๒ บันทึกไว้ว่า ตอเหนา นี้หมายถึง จังหวัดตราด (Trat) ของไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ในหนังสือชื่ออี๋ก่วนเข่า บรรพล่าง, หนังสือถูซูเบียน บรรพที่ ๕๙, หนังสือชื่ออี้ก่วนเข่า เป็น หนังสือประเภทบทวิจัยเรื่องจัดตั้งสำนักแปลภาษาสี่ชาติ แต่งโดยเจียงฝัน ซึ่งเป็นคนสมัยราชวงศ์ชิง บรรพที่ ๒๙7 และหนังสือชิงเฉาหวุนเสี้ยนทงเข่า เป็นหนังสือประเภทประมวลตำนานโบราณแห่ง ราชวงศ์ชิง บรรพที่ ๒๙7 ยังได้กล่าวถึงภูเขาขุยซาน (Kui Shan) ซึ่งบันทึกไว้ว่า ภูเขาขุยซานนี้อยู่ใน ประเทศไทย แถบบริเวณอำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด นั่นเอง ในด้านการปกครองคณะสงฆ์นั้น ปรากฏในทำเนียบสมณศักดิ์และคณะสงฆ์ครั้ง กรุงเก่า ฉบับหอสมุดพระวชิรญาณ ส่วนที่ว่าด้วยตำแหน่งพระราชาคณะในกรุงนอกกรุง ครั้งกรุงเก่า พบสมณศักดิ์ของพระราชาคณะของเมืองกราด (ตราด) ที่สมณศักดิ์ “พระครูสุธรรมจินดามหามุนี” (ไม่ปรากฏชื่อวัด) เป็นคณะหัวเมืองปากใต้ขึ้นคณะคามวาสีฝ่ายขวา มีเจ้าคณะภาคคือ พระครูสังฆรา ชาเมืองจันทบุรี มีพระวันรัต วัดป่าแก้ว (วัดสมณโกฏฐาราม) เป็นเจ้าคณะ สะท้อนให้เห็นว่าเมืองตราด ในยุคนั้นมีวัดตั้งอยู่เป็นจำนวนมากจนต้องตั้งพระราชาคณะปกครอง ในขณะที่เมืองอื่นๆ อีก ๒0 เมือง
๑๒ ไม่มีพระราชาคณะ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับฝ่ายพุทธจักรเมืองตราดของฝ่าย ราชสำนักอยุธยาอีกด้วย ต่อมาชุมชนได้ขยายตัวออกมา มีชุมชนต่างๆ มากขึ้น ดังเห็นได้จากการสร้างวัดของ ราษฎรในสมัยต่อมา อาทิ วัดฆ้อ ที่ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๕ ตรง กับปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วัดโพธาราม (คลองขุด) ที่ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมือง ตราด สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๕๓ ตรงกับต้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (พ.ศ. ๒๒๕๑- ๒๒๗๕) วัดท่าพริก ที่ตำบลท่าพริก อำเภอเมืองตราด สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๕ ราวกลางรัชกาลสมเด็จพระเจ้า เอกทัศน์ (พ.ศ. ๒๓๐๑-๒๓๑0) คือ ๕ ปีก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า 2.2.2.4 สมัยกรุงธนบุรี ภายหลังจากที่กองทัพพม่าเข้าล้อมประชิดกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อุทุมพร (ลาผนวชมารักษากรุงฯ) ทราบเรื่องราวกรมหมื่นเทพพิพิธตกยากอยู่ที่เพชรบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้ไปอยู่เมืองจันทบูรเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๗ ฝ่ายชาวหัวเมืองตะวันออกต่างก็เห็นว่าเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ได้มา พำนักที่เมืองจันทบูรต่างพากันมาสวามิภักดิ์ สันนิษฐานว่าในคราวนั้นกรมการเมืองและชาวเมืองตราด ก็คงจะเข้ากับกรมหมื่นเทพพิพิธด้วยจำนวนหนึ่ง ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารฉบับ พระราชหัตถเลขาว่า ....ฝ่ายเจ้ากรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งไปอยู่ ณ เมืองจันทบูร นั้น บรรดาคนชาวหัวเมืองทั้งหลายฝ่ายตะวันออกชวนกันนับถือ พากันมาสวามิภักดิ์พึ่งบารมีอยู่เป็นอันมาก กรมหมื่นเทพพิพิธ จึงพาคนทั้งหลายนั้นเข้ามาอยู่ ณ เมืองปราจีนบุรี... ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาตกเป็นของพม่าในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้ว พระยากำแพงเพชร (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ได้รวบรวมไพร่พลตีฝ่าวงล้อมของพม่าออกมาตั้งตัวรวบรวมกำลังอยู่ ทางตะวันออก และตั้งกองทัพอยู่ที่เมืองจันทบุรี แล้วจึงยกกองทัพมายังเมืองตราด ปรากฏความใน พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันนุมาศ (เจิม) ว่า ....ครั้น ณ วันจันทร์ จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุนนพศก เสด็จพระราชดำเนินทัพโดยสถลมารค กอปรด้วยพลทหาร ประมาณ ๑,00๐ เศษ เดชะพระบรมโพธิสมภารฝนตก ๗ วัน ๗ คืน แล้วตรัสสั่งให้พระพิชัย หลวงราชรินทร์เป็นแม่ทัพคุม เรือประมาณ ๕0 ลำเศษ พร้อมด้วยพยุหโยธาทั้งปวงยกไป ทัพหลวงเสด็จโดยทางสถลมารคถึงบ้านทุ่งใหญ่ แล้วเสด็จ เรือไปล้อมข้าศึกไว้คืนหนึ่ง ฝ่ายวานิชพ่อค้านายสำเภาทั้งปวงก็ยังมิได้อ่อนน้อม ครั้นเพลารุ่งเช้าจึงดำรัสสั่งนายทัพนายกองให้ยกเข้าตีสำเภา อยู่ประมาณกึ่งวัน ข้าศึกลูกค้าชาวสำเภาต้านทานมิได้ก็ อัปราชัยพ่ายแพ้ทัพหลวง ได้ทรัพย์สิ่งของแลหิรัญสุวรรณวัต ถาลังกา-ภรณ์เป็นอันมาก
๑๓ ฝ่ายจีนเจียมผู้เป็นใหญ่กว่าชาวสำเภาทั้งปวงยอม สามิภักดิ์ จึงพาธิดามาถวาย ในเวลานั้นก็เสด็จกลับมา ณ เมืองจันทบูร ยับยั้งอยู่ต่อเรือรบได้ 100 เศษ... บริเวณที่พระยากำแพงเพชร (สมเด็จพระเจ้าตากสิน) เข้าล้อมวาณิชพ่อค้าสำเภาจีน นั้นสันนิษฐานว่าคือบริเวณที่เรียกว่า “ท่าตะเภา” ความเรื่องนี้พระสาธนธนากร (มุ่ย ชพานนท์) และ เสมียนทอง เจริญสุข กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันในวรรณกรรมเรื่อง “ระยะทางปลูกศรัทธา” ที่แต่งขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ ความว่า ………… ………… ท่าตะเภาเค้านี้มีประวัติ ครั้งกษัตริย์ที่เป็นผู้กู้สยาม เจ้าตากสินกล้าหาญชาญสงคราม ท้าวเธอตามราวีตีสำเภา หากำลังตั้งใจเพื่อได้ผล พาณิชชนโฉดข้าปัญญาเขลา ต้องรบรับอัปราท่าตะเภา จึงได้เอานามนั้นใช้กันมา ………… ………… ครั้งปฐมดำรงองค์เจ้าตาก ต้องพลัดพรากกรุงยับจวนอับเฉา มาเกณฑ์คนจันท์บุราท่าตะเกา ได้กวาดเอาชนผู้ทุกหมู่ไป เป็นทัพเรือตีข้ามตามระยะ จนทัพพม่าไม่มีอยู่ที่ไหน เมืองตราดนี้เป็นถิ่นชิ้นวิไล เหตุที่ได้กำลังไปตั้งตน โดยความงามความดีชนมีอยู่ หวังเชิดชูเกียรติประจักษ์ตามหลักฐาน เรื่องย่อยย่อยไม่ค่อยมีที่ตำนาน หาหลักฐานจริงไม่เห็นความเป็นมา ในเรื่องนี้ผู้ไปทัพกับเจ้าตาก ได้ลำบากจวนมลายวายสังขาร์ เข้ารบรานผลาญริปูกู้พารา เมื่อกลับมาเล่าการลูกหลานฟัง… นอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณไม่ไกลจากท่าตะเภานั้นคือที่บริเวณบ้านแหลมมะขาม ตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ พบปืนใหญ่โบราณจำนวน ๔ กระบอก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นปืน ที่เกี่ยวเนื่องกับการต่อสู้ในครั้งนั้นด้วย ส่วนที่ตั้งทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินนั้น จากประวัติศาสตร์บอกเล่า กล่าวกันว่าคือ บริเวณที่ตั้งวัดโยธานิมิตในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะมีหลักฐานปรากฏอยู่คือ “ศาลาชุมพล” ที่เชื่อกันว่าเป็น ที่ประทับแรมของพระองค์และต้นไทรใหญ่อายุกว่าร้อยปีที่เป็นที่ผูกช้างทรง กล่าวกันว่ามีช้างเชือกหนึ่งชื่อ “เพชร” มากับพระองค์ด้วย เมื่อจัดราชการเมืองตราด เรียบร้อยแล้วก็เสด็จกลับโดยทางชลมารคและโปรดให้นำช้างชื่อเพชร ล่องแพตามไปด้วย ส่วนที่ บริเวณวัดสลัก (วัดสลักฆ่าหมู) ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง มีตำนานกล่าวถึงโบราณสถานของวัดคือ เจดีย์โบราณ ๓ องค์ ว่าเชื่อกันว่าเจดีย์ ๓ องค์นี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินซึ่งได้ยกทัพมา เพื่อยึดเมืองตราดระหว่างทางแวะพักที่บริเวณวัดสลักโดยได้สร้างโรงเรือนเพื่อประกอบพิธีพุทธาภิเษก เครื่องรางของขลังแจกทหารในกองทัพ หลังจากที่พระยากำแพงเพชรนำทัพเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าและปราบก๊ก ต่างๆ สำเร็จจนปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้ว ปรากฏว่ามีทัพเขมรมาตีเมืองตราดซึ่ง
๑๔ เป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังยกไปตีเมืองเชียงใหม่ แต่ในที่สุดทัพเขมรก็ถูกตีพ่ายไป ปรากฏความว่า .....พ.ศ. ๒๓๑๓ เขมรได้ยกกองทัพมาตีเมืองทุ่งใหญ่ (ตราด) เมืองจันทบุรีในระหว่างที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียก ทัพไปตีเมืองเชียงใหม่แต่กองทัพเมืองจันทบุรีได้ตีกองทัพเขมร แตกพ่ายไป.... ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๓๑3 เขมรยกทัพมาตีเมืองตราดอีกครั้งทางราชสำนักธนบุรีได้ส่ง กองทัพหลวงมาปราบปรามจนสำเร็จ ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารว่า ....ครั้นลุศักราช ๑๑๓๓ ปีเถาะตรีศก สมเดจ์พระ โส ทัดผู้เปนใหญ่ในเมืองเปียม มีคุณแก่พระนารายน์ราชา แต่ ยังเปนชื่อนักองค์ตนอยู่แต่ก่อน นักองค์ตนยอมเป็นบุตรเลี้ยง ครั้นนักองค์ตนได้ทรงราชแล้ว นักพระโสทัดคิดโลภเจตนา เกณฑ์ไพร่พลในแขวงเมืองบันทายมาศเมืองกรังเปนกองทัพ มาตีเมืองตราศเมืองจันทบุรี กวาดเอาครัวไปได้มาก พระเจ้า กรุงธนบุรีได้ทราบแล้วจึงรับสั่งให้เจ้าพระยายมราช เปนแม่ ทับไปทางบกตีเมืองปัตบองเข้าไปถึงเมืองโปริสาท ฝ่ายทับเรือ นั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีเสดจไปเองเอาพระรามราชาไปด้วย การยกทัพหลวงมาปราบปรามทัพเขมรที่เมืองตราดในครั้งนั้น ชาวบ้านที่บ้านตลุง ตำบลประณีต อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด กล่าวว่า เมื่อครั้งพระเจ้าตากสินได้ยกทัพไปตีเขมรทางด้าน จังหวัดตราด และเมื่อยกทัพกลับเพื่อจะไปยังจังหวัดจันทบุรี ระหว่างทางได้แวะพักที่หมู่บ้านนี้ และได้ ฝังเสาสำหรับผูกช้างซึ่งเรียกว่า “ตลุง” ไว้ที่นี่ ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านตลุง" ฝ่ายในทางพุทธ จักรนั้นปรากฏหลักฐานว่ามีการตั้งวัดหนองโสน (ปัจจุบันคือเรียกว่าวัดไทรทอง) ขึ้นที่ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด ใน พ.ศ. ๒๓๑๔ เช่นเดียวกัน และในปลายรัชกาล คือ พ.ศ. ๒๓๒๓ ชาวบ้านก็พร้อม ใจกันสร้างวัดช่องลมธาราม (ปัจจุบันคือวัดบางปิดบน) ขึ้นที่ตำบลบางปิด อำเภอแหลมงอบ ซึ่งทำให้ เห็นการขยายชุมชนออกมาทางด้านตะวันออกมากขึ้น 2.2.2.5 สมัยรัตนโกสินทร์(รัชกาลที่ ๑ – รัชกาลที่ ๔) เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราช จักรีวงศ์และทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดราชการแบ่งหัวเมืองขึ้นกลาโหม มหาดไทย และกรมท่า ครั้งนั้นเมืองตราดเป็น ๑ ในหัวเมือง ทั้ง ๙ ที่ขึ้นกับกรมท่า ดังความปรากฏว่า ....ยังคงเมืองขึ้นกรมท่าอีกแปดเมือง คือเมืองนนทบุรี หนึ่ง เมืองสาครบุรีหนึ่ง เมืองสมุทรปราการหนึ่ง เมือง ชลบุรีหนึ่ง เมืองบางลมุงหนึ่ง เมืองระยองหนึ่ง เมือง จันทบุรีหนึ่ง เมืองตราศหนึ่ง รวมแปดเมืองแล้วยกเอา
๑๕ เมืองสมุทสงครามซึ่งขึ้นกรมมหาดไทยมาเติมให้กรมท่า เมืองหนึ่งรวมเปนเก้าเมือง... จากการจัดราชการหัวเมืองในข้างต้น จะเห็นได้ว่าเมืองตราดได้รับการจัดแบ่งให้เป็น “เมือง” อย่างชัดเจนและเป็นทางการ และสันนิษฐานว่าเจ้าเมืองในขณะนั้นน่าจะตรงกับเจ้าเมืองคนที่ ๑ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเจ้าเมืองแขก เมื่อถึงแก่กรรมแล้วทายาทได้สืบตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองคนที่ ๒ ใน สมัยเจ้าเมืองคนที่ ๑ และ 2 นี้ ปรากฏว่าเจ้าเมืองมีอำนาจมาก ทั้งข่มเหงกดขี่ราษฎร พลเมืองที่เป็น เชื้อแขกมีอำนาจมากตามเจ้าเมืองด้วย ภายหลังราษฎรฟ้องร้องไปยังกรมท่าทางราชการจึงได้เปลี่ยน ตระกูลเจ้าเมืองใหม่ ต่อมาในปีเดียวกับที่ตั้งกรุงเทพมหานครนั้นเอง องค์เชียงสือและครอบครัวได้หลบหนี กองทัพขององไกเซินเจ้าเมืองกุยเยินที่ยกมาตีเมืองไซ่ง่อน เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่กรุงเทพฯ ต่อมาในปีจ.ศ. ๑๑๔๘ (พ.ศ. ๒๓๒๙) องค์เชียงสือคิดจะกอบกู้บ้านเมืองคืน ครั้นจะกราบถวายบังคม ทูลลาออกไปก็เกรงพระราชอาญา ด้วยการศึกพม่ายังรบพุ่งติดพันกันอยู่ จึงเขียนหนังสือกราบถวาย บังคมลาแล้วหนีออกมาพร้อมด้วยองญวนอีกหลายคน ครั้นหนีมาแล้วจึงปรึกษากันว่าจะไปพักที่ใด อง ญวนจึงว่าให้พักที่เกาะกูด เมืองตราด ดังความปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า ......ก็บัดนี้เราไปภักอยู่ที่ไหนจะดีองจวงจึ่งว่าถ้าไป ภักอยู่ที่เกาะกูดเหนจะดีกว่าที่เกาะอื่น จะลงไปอยู่ที่เกาะโดด ก็ไกล้ฆ่าศึกนัก ด้วยเกาะกูดเปนแขวงไทย ฆ่าศึกไม่อาจลาด ตเวนเข้าไป น้ำจืดก็มีบริบูรรณ องเชียงสือได้ฟังดังนั้นก็เหน ด้วย....ออกเรือใช้ไบไปพร้อมกันในเวลากลางคืนวันนั้น ใบไปเจดวันถึงเกาะกูด ๆ นั้นหามีผู้คนไม่... องค์เชียงสือพำนักอยู่ที่เกาะกูด ๑ ปี ด้วยความทุกข์ยากเพราะเสบียงอาหารหมดจน ต้องเสวยแต่เนื้อเต่ากับมันกลอย อย่างไรก็ตามเมื่อทางกรุงเทพฯ ทรงทราบเรื่อง จึงทรงพระราชทาน ความช่วยเหลือ ดังนี้ ......จึ่งโปรดให้จัดเรือตระเวน กับกระสุนดินดำพร้อม กี่ลำไม่ปรากด ให้กรมการ เมืองตราษส่งไปให้องเชียงสือ ที่เกาะกูดให้ลาดตเวนสลัด เมื่อองเชียงสืออยู่ที่เกาะกูดนั้น ให้องจวงไปสืบราชการเมืองไซร่ง่อน..... ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นี้พบว่ามีการตั้งวัดมากขึ้น คือ วัดไผ่ล้อม และวัดเนินสูง พ.ศ. ๒๓๒๕ วัดหนองคันทรง และวัดบางกระดาน พ.ศ. ๒๓๒๙ วัดแหลมศิลา (แหลมหิน) พ.ศ. ๒๓๓0 วัดศรีบัวทอง พ.ศ. ๒๓๔๕ วัดบางปรือ และวัดบางปิดล่าง พ.ศ. ๒๓๕๑ วัดหนองกรวด (สุวรรณมงคล) พ.ศ. ๒๓๕๑ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการตั้งวัดในบริเวณรอบนอกเมืองมากขึ้น แสดงถึงการขยายชุมชนต่างๆ และการกระจายประชากรในเมืองตราดในช่วงแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.๒๓๕๒-๒๓๖๓) ไม่พบ เหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารที่เกี่ยวข้องกับเมืองตราด คงเป็นเพราะผลสืบเนื่องมาจากการศึกข้าง
๑๖ ฝ่ายเขมรนั้นไม่รุนแรงมาก ส่วนเหตุการณ์ข้างญวนคือ พระเจ้าเวียดนามยาลอง (องเชียงสือ) แม้ว่าจะ มีเหตุเรื่องแย่งเมืองเขมรไปขึ้นกับญวนก็ไม่รุนแรง เพราะไทยยังติดศึกข้างพม่าอยู่ ต่อเมื่อล่วงเข้า รัชกาลที่ ๓ ไทยจึงตีเขมรคืน ส่วนเจ้าเมืองตราดในรัชสมัยนี้สันนิษฐานว่าอาจคาบเกี่ยวระหว่างช่วง ปลายของเจ้าเมืองตราดคนที่ ๒ คือเจ้าเมืองแขก กับเจ้าเมืองตราดคนที่ ๓ คือ พระพิพิธวัตร ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๖๗ -๒๓๙๔) เจ้า อนุวงศ์ แห่งเวียงจันทน์เป็นกบฏ ยกกองทัพเข้ามาทางเมืองนครราชสีมา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทัพไปปราบครั้งนั้นได้เกณฑ์ไพร่พลจำนวนมากไปในราชการทัพครั้งนั้นรวมทั้งไพร่พลจากเมือง ตราดด้วย ดังความว่า ....ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชนิกูล ๑ พระยารามกำแหง ๑ พระราชวังเมือง ๑ พระยาจันทบุรี ๑ คุมกองทัพเมืองจันทบุรี เมืองระยอง เมืองตราด พลหัวเมือง ฝ่ายทะเลตะวันออกห้าพัน ขึ้นไปทางพระตะบองบ้าง ทางเมือง สุรินทร์บ้าง เมืองสังขะบ้าง.... ครั้นปี พ.ศ. ๒๓๙๖ เกิดการจลาจลในเมืองญวน หัวเมืองต่างๆ รวมถึงเมืองตราดจึง ส่งคนออกไปสืบข่าวแล้วแจ้งเข้ามาทางพระนคร บอกความเป็นไปของเมืองเขมรและเมืองญวน ดังนี้ .....ในปีมะเส็ง เบญจศก จุลศักราช ๑๑๙๕ ครั้งนั้น กรมการเมืองพระตะบอง เมืองนครเสียมราฐ เมืองจันทบุรี เมืองตราด ต่างพากันแต่งขุนหมื่นกับไพร่ไปสืบราชการที่ เมืองเขมรและเมืองญวนต่างๆ นั้น สืบได้ข้อราชการบ้านเมือง ญวนมาทั้งสี่เมืองๆ จึงมีใบบอกกิจการบ้านเมืองญวนเข้ามา กรุงเทพฯ ข้อความในใบบอกทั้งสี่หัวเมืองนี้ต้องกัน ครั้งนั้นมี พวกจีนลูกค้าที่อยู่ ณ เมืองไซ่ง่อนและเมืองล่องโห้ ซึ่งเป็นหัว เมืองขึ้นฝ่ายญวน พวกจีนในเมืองทั้งสองตำบลหนีข้าศึกที่เกิด จลาจลขึ้นในเมืองไซ่ง่อนหนีเข้าเมืองจันทบุรีบ้าง..... เมื่อความทราบแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยา (ดิศ บุนนาค) เป็นแม่ทัพเรือ กับเจ้าพระยาบดินทรเดซา (สิงห์ สิงหเสนี)แม่ทัพบกและแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพไปรบญวน ในครั้งนั้น ได้เกณฑ์ไพร่พลเมืองตราดไปในงานพระราชสงครามนั้นด้วย .....โปรดให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ซึ่งว่าที่สมุหพระกลาโหมนั้นถืออาญาสิทธิ์เป็นแม่ทัพเรือ คุมไพร่พลหมื่นห้าพัน บรรทุกเรือรบมีชื่อในกรุงออกไปเกณฑ์เลกไทยเมืองตราด เมืองจันทบุรี และเลกหัวเมืองเขมรที่เมืองกำปอดแลเมืองเขมร ป่ายางรวมกันอีกห้าพันรวมเป็นสองหมื่น ในทัพเรือนั้นให้ยก ไปตีเมืองบันทายมาศฝ่ายญวนให้แตกจงได้...
๑๗ ทั้งนี้ เจ้าพระยาพระคลัง ในฐานะแม่ทัพเรือได้บัญชาจัดการหน้าที่ในกองทัพให้ เจ้าพระยาพลเทพเป็นแม่ทัพหน้า ให้พระยาราชวังสันเป็นทัพนำหน้าเจ้าพระยาพลเทพ ส่วนพระยา ตราดนั้นเป็นปีกซ้ายปีกขวาของกองทัพ กระนั้นก็ดี เมื่อยกทัพเรือเข้าตีปรากฏว่าในระหว่างทำศึกในลำ น้ำนั้น บรรดาแม่ทัพนายกองเหล่านั้นพากันทอดสมอเรือเสียเพราะเห็นเรือญวนขวางกั้นอยู่เต็มลำ คลอง ทำให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาต้องทำการรบทางบกแต่ฝ่ายเดียว เป็นการเสียหายแก่ราชการทัพ อย่างยิ่ง จึงมีการพิจารณาโทษแม่ทัพนายกองเหล่านั้นซึ่งปรากฏชื่อพระยาตราดในครั้งนั้นด้วยต้องโทษ ประหารชีวิตแต่ภายหลังเจ้าพระยาพระคลังขอให้ลดโทษเหลือเพียงภาคทัณฑ์เท่านั้น กล่าวกันว่าในครั้งนั้นกองทัพเรือของเจ้าพระยาพระคลังไปช่วยกองทัพบกไม่ทัน เนื่องจากไม่มีลม จึงตั้งทัพอยู่เพียงเมืองตราดที่ตำบลแหลมหิน และตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลแหลมเค็ด เจ้าพระยาบดินทรเดชาเห็นว่าในการสงครามครั้งนี้ กองทัพเรือไม่ยกมาตามนัด จะเอาผิดก็ไม่ได้เพราะ ไม่มีลม จึงเขียนใบบอกกราบบังคมทูลให้ความเห็นว่าควรจะให้เจ้าพระยาพระคลังคุมกองทัพเรือขัดตา ทัพอยู่ที่เมืองตราดก่อน เพื่อจะได้เป็นที่เกรงขามของพวกญวน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็นไป ตามนั้นกองทัพเรือไทยจึงเข้าจอดที่ตำบลทุ่งใหญ่ คือ ตำบลแหลมหินในปัจจุบัน และตั้งค่ายอยู่ที่ตำบล แหลมเค็ด ระหว่างพักกองทัพอยู่นั้น กองทัพเรือไทยได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นมาวัดหนึ่ง ให้ชื่อว่า “วัด โยธานิมิต” ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงว่าครั้งหนึ่งกองทัพได้เคยนำทหารมาตั้งฐานทัพอยู่ที่นี้อย่างไรก็ ดีคำกล่าวนี้ไม่ปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดาร ปรากฏแต่หลักฐานการสร้างวัดโยธานิมิตหรือวัด โบสถ์ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีชื่อพ้องกันกับวัดนี้ทุกประการ อย่างไรก็ตามบริเวณวัดโยธานิมิตนี้ค่อนข้างเป็นที่ลุ่ม ไม่เหมาะกับการเป็นชัยภูมิที่ตั้งทัพ ทั้งยังห่างจากท่าเรือสำเกา จึงสันนิษฐานว่าอาจมีค่ายอีกส่วนหนึ่งที่ตั้งอยู่ที่วัดลำดวน ที่สร้างในปี พ.ศ. ๒๓๗๐ ก่อนยกทัพมา ๖ ปี เพราะมีชัยภูมิที่ดีอยู่บนเนินสูงมองเห็นข้าศึกได้ในระยะไกล อีกทั้ง ยังใกล้กับท่าเรือโบราณคือบริเวณท่าตะเภารวมทั้งพบเจดีย์ใหญ่โบราณพร้อมเจดีย์บริวารแบบย่อมุมไม้ สิบสองอีก ๕ องค์ อายุราวสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เคยพบอาวุธโบราณและพระยอดธงจำนวนมาก บริเวณนี้รวมทั้งพบร่องรอยการขุดสนามเพลาะด้วย ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชาได้เข้าอยู่ที่เมืองโจดกแล้ว จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่ง มอบให้หมื่นพิทักษ์นทีลงเรือเร็วมาส่งให้เจ้าพระยาพระคลังที่เมืองบันทายมาศ ใจความตอนหนึ่งว่า …..ขอให้ท่านแม่ทัพเรือใช้ให้พระยาตราดคุมพลเมือง ตราดทั้งสิ้นไปตั้งสิวซ่อมแชมเรือรบเก่าของเขมรที่นักองจันทร์ สร้างขึ้นไว้ตกค้างอยู่ที่เมืองกำปอดและเมืองกะพงโสมนั้น มี อยู่หลายสิบลำ ถ้าจะเลือกแต่ที่พอใช้ได้คงจะได้เรือรบเกือบ ร้อยลำ ถ้าพระยาตราดทำการซ่อมแซมเรือรบเก่าของเขมร เสร็จแล้วได้มากน้อยเท่าใดให้คุมมาส่งไว้ในเมืองบันทายมาศ…… ฝ่ายเมืองเขมรคิดตั้งตนเป็นกบฏ พาสมัครพรรคพวกโจรเข้ามาลอบยิงไพร่พลที่คุม เรือลำเลียงเสบียงอาหารล้มตายไปเป็นอันมาก เจ้าพระยาพระคลังจึงมีบัญชาสั่งข้าราชการเมืองตราด ดังนี้
๑๘ ....ให้พระปลัดเมืองตราดบุตรผู้ใหญ่พระยาจันทบุรี และเป็นพี่ชายต่างมารดากับหลวงยกระบัตร คุมไพร่พลสาม ร้อยกองหนึ่ง แล้วให้เป็นนายทัพบกไปติดตามเรือลำเลียง เสบียงอาหารที่เขมรตีไว้นั้นคืนมาให้จงได้ ถ้าไม่ได้เสบียงคืน มาก็ให้ตามไปจับพวกเขมรเหล่าร้ายที่เมืองกำปอดให้ได้มา บ้าง ให้พระปลัดรีบยกไปทางบกก่อนโดยเร็ว แล้วสั่งให้หมื่น สิทธิสงคราม นายด่านเมืองตราดคุมไพร่พลสองร้อยคนเป็น นายทัพบกยกเพิ่มเติม ไปติดตามเรือลำเลียงอีกกองหนึ่งแต่ให้ ไปทางตะวันตก ให้ยกไปรวมกันกับพระปลัดที่เมืองกำปอด ข้างเหนือ จะได้ช่วยกันค้นหาพวกเขมรผู้ร้ายให้ได้มาให้จงได้…… พระปลัดเมืองตราดยกไปถึงลำน้ำแห่งหนึ่งชื่อ “กำแพงดำริฉลอง” (ท่าช้างข้าม) เป็น เวลาพลบค่ำจึงหยุดพักผ่อน พวกเขมรในแขวงเมืองกำปอดจึงเข้าลอบโจมตี รุ่งขึ้นพระปลัดเมืองตราด จึงรวบรวมไพร่พลที่เหลือเดินทางต่อไปก็ถูกพวกเขมรลอบโจมตีอีก ทำให้ไพร่พลล้มตายลงเป็นอันมาก แต่กองทัพของหมื่นสิทธิสงครามมาพบเข้าจึงช่วยไว้ได้ และรับพระปลัดเมืองตราดและไพร่พลที่รอด ตายรวม ๓๕ คนเข้าไว้ ยกทัพเดินทางต่อไป ได้ปะทะกับกำลังเขมรและจับพวกเขมรได้ ๑๔ คน นอกจากนี้หมื่นสิทธิสงครามยังแสดงความกล้าหาญในงานพระราชสงครามนี้อีกหลายครั้ง เจ้าพระยา พระคลัง แม่ทัพเรือผู้บังคับบัญชาจึงรายงานให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา แม่ทัพใหญ่ทราบ แล้วจึงมี หนังสือตอบเจ้าพระยาพระคลังใจความว่า ...ให้เจ้าคุณพระคลังตั้งหมื่นสิทธิสงครามนายด่าน เมืองตราด ผู้มีความชอบในราชการ ให้เลื่อนขึ้นเป็นพระปลัด เมืองตราด ให้มอบถาดหมากคนโทน้ำทองให้แก่เขาเป็นเครื่อง ยศ แล้วให้มีใบบอกไปกรุงเทพฯ ด้วย... เจ้าพระยาพระคลังจึงตั้งให้หมื่นสิทธิสงคราม เป็นพระปลัดเมืองตราดเมื่อเดือน ๔ แรม ๑ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๙๖ หมื่นสิทธิสงครามนี้สันนิษฐานว่าเป็นคนเดียวกับหมื่นคง ชาวตำบลท่ากุ่ม ต้น ตระกูล “กุมภะ” ส่วนพระปลัดเมืองตราดคนเก่านั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชามีบัญชาให้เฆี่ยนหลัง ๖0 ทีที่หน้าค่ายในเมืองโจดก แล้วให้ลดฐานานุศักดิ์ลงเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรี ภายหลังหลวง ชาติสุริยงค์กับหลวงสุนทรโกษาคุมตัวพระปลัดคนเก่าลงเรือกลับไปเมืองบันทายมาศทั้งเครื่องจำ พอ เรือถึงกลางทางในลำคลองใหญ่ พระปลัดคนเก่าบอกผู้คุมว่าจะขอส่งทุกข์ที่กราบเรือ ผู้คุมก็ยอมให้ พระปลัดคนเก่าออกจากประทุนเรือไปนั่งข้างท้ายเรือนั่งส่งทุกข์อยู่ครู่หนึ่งพระปลัดก็โดดลงไปในน้ำทั้ง เครื่องจองจำก็จมน้ำตายในที่นั้น ปี ค.ศ. ๑๘๓๘ (พ.ศ. ๒๓๘๑) มงเซญอร์ปาลเลกัวซ์ มุขนายกมิซซัง เดอ มาเลโลส์ เจ้าคณะเขตประจำประเทศสยาม ชาวฝรั่งเศสได้ลงเรือเล็กมาสำรวจเมืองทางชายฝั่งทะเลตะวันออก รวมถึงเมืองตราดด้วยในครั้งนั้นปาลเลกัวซ์เรียกเมืองตราดว่า เมืองทุ่งใหญ่ (Thung-Jai) โดยปาล เลกัวซ์บันทึกไว้
๑๙ ......จังหวัดทุ่งใหญ่ อันอยู่ทางทิศตะวันออกของจันทบุรี นั้น อุดมสมบูรณ์ไปด้วยกระวาน ไม้จันทร์แดง รงเขมร พริกไทย งาช้าง และผลิตผลอันมีค่าอื่นๆ อีกมาก เมือง ทุ่งใหญ่มีพลเมืองอยู่ราว ๔,๐๐๐ คน เป็นคนไทยและคนจีน ซึ่งเป็นพ่อค้ากันแทบทั้งนั้น พลเมืองส่วนน้อยทำการประมง ทั้งๆ ที่ชายฝั่งทะเลมีกุ้งปลาชุกชุม ในบริเวณใกล้เคียงกันมี เกาะอันอุดมไปด้วยพันธุ์ไม้ เช่น เกาะช้าง ซึ่งกล่าวกันว่ามีเสือ ชุมนัก มีภูเขาตั้งเด่นอยู่บนเกาะเป็นสถานที่พักจอดของเรือ ทั้งหลายบรรดาที่แวะเข้ามาในย่านนี้... ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๘๔ การศึกฝ่ายญวนยังไม่สิ้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์กับจมื่นไวยวรนาถเป็นแม่ทัพเรือไปตีเมืองบัน ทายมาศ ครั้งนั้นทรงรับสั่งบัญชาการเกี่ยวกับ กองทัพเมืองตราด ดังนี้ ....ฝ่ายทัพเรือรับสั่งให้จมื่นไวยวรนารถ จัดนายทัพ นายกองเข้าตีเมืองบันทายมาศ ให้พระยาอภัยพิพิธ พระราชว รินทร์ พระเทพสงครามปลัดเมืองจันทบุรี คุมทัพเมืองจันทบุรี เมืองตราด เมืองระยอง ๖๐๐ คน...... เข้าตีค่ายญวนที่เขาโกนถม ..... ในปี พ.ศ. ๒๓๘๙ เจ้าพระยาบดินทรเดชาทำหนังสือบอกให้พระยาไชยวิชิตรักษากรุง เก่า พระยายมราช พระยาราชมนตรีเขมรถือเข้ามา มีใจความตอนหนึ่งกล่าวถึงการขอรับพระราชทาน ข้าวที่เมืองจันทบุรี และเมืองตราดสำหรับใช้เป็นเสบียงในงานพระราชสงครามเมืองญวนครั้งนั้นด้วย ผลจากการศึกข้างฝ่ายญวนในรัชกาลที่ ๓ ทำให้มีการกวาดต้อนพลเมืองฝ่ายเขมร และญวนเข้ามาในไทยรวมถึงเมืองตราดด้วย ดังที่พระบริหารเทพธานีกล่าวว่า .....ได้สันนิษฐานตามเหตุการณ์ประกอบกับชนชาติแขก ที่มีอยู่คงได้ความว่า เขาพวกนี้ได้ถูกกวาดต้อนครอบครัวเข้า มาในรัชกาลที่ ๓ ตอนสงครามเขมรและญวน ครั้งนั้นเรือ เจ้าพระยาพระคลังและทัพบกเจ้าพระยาบดินทรเดชาเมื่อได้ ชัยชนะแก่หัวเมืองต่างๆ ในประเทศเขมรและญวนแล้ว เมื่อที่ ปะพ่ายแพ้ไปนั้น พลเมืองได้ถูกกวาดต้อนส่งเข้ามาในพระราช อาณาเขตต้นละคราว โดยทางทัพเรือเชื่อว่าคงถูกแยกย้าย แบ่งให้มาอยู่ในตำบลน้ำเชี่ยว เอาเลยไปที่กรุงเทพฯ หรือที่ หัวเมืองอื่นๆ บ้าง สำหรับในจังหวัดนี้คงได้อยู่ในตำบลน้ำเชี่ยว ต่อมา..... สันนิษฐานว่าการกวาดครัวแขกมาที่เมืองตราดนั้นน่าจะเป็นคราวเดียวกับที่ เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ให้พระอรรคเนศร พระสุนทรภักดี หลวงนรารณรงค์ หลวงไกรนารายณ์ พระยกกระบัตรเมืองกำแพงเพชร และพระมหาดไทยเมืองตาก เป็นข้าหลวงหกนายคุมไพร่พลไทย
๒๐ มีเครื่องศาสตราวุธครบมือกันห้าร้อยคน คุมครัวเขมรและแขกจามกับจีนเขมร ๑,๒๔๒ คน เดินไปส่ง ยังกรุงเทพฯ ดังนี้ ....ครั้นครัวถึงกรุงเทพฯ แล้วแต่ ณ เดือนเจ็ด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ครัวแขกจามเขมรไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ที่คลองบางกะปิแขวง กรุงเทพฯ (คือที่บ้านแขกครัวริมสระปทุมวันทุกวันนี้) ในสมัยรัชกาลที่ ๓ นี้ สันนิษฐานว่าในราวต้นรัชกาลคงเป็นพระพิพิธวัตรต่อเนื่องมา จนถึงพระยาพิพิธสมบัติ (สุข) บิดาเจ้าจอมมารดาจันทร์ จนสิ้นรัชกาลดังความปรากฏว่า .....พระยาพิพิธสมบัตินี้พื้นเพนั้นมีนิวาสสถานอยู่แถบ คลองบางกอกน้อย แม้เมื่อกล่าวถึงเจ้าจอมมารดาจันทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงไว้ว่าเป็นเจ้า จอมมารดาข้าหลวงเดิม ฉะนั้น ท่านพระยาพิพิธสมบัติ (สุข) นั้นจึงน่าที่จะเป็นชาวกรุงเทพฯ มาแต่เดิมก่อนที่จะไปเป็น ผู้สำเร็จราชการ อีกประการหนึ่งนั้น ราชทินนาม “พิพิธสมบัติ” ในทำเนียบก็บ่งว่าเป็นข้าราชการอยู่ในศาลพระ คลังมหาสมบัติ แต่กรมพระคลังสมัยนั้นรวมอยู่กับกรมท่าซึ่ง มีหัวเมืองทางชายทะเลด้านตะวันออกอยู่ในกำกับดูแลของกรม พระคลัง ในรัชกาลที่ ๓ จึงน่าที่จะตั้งท่านออกไปเป็นเจ้า เมือง ขณะที่มีตำแหน่งราชการอยู่ในกรมพระคลัง ครั้นถึง รัชกาลที่ ๔ ได้เลื่อนต่อมาเป็นพระยาพิพิธสมบัติ ซึ่งยังส่อให้ เห็นว่าแต่เดิมเป็นคนของกรมพระคลังมหาสมบัตินั่นเอง… ส่วนการตั้งวัดในสมัยรัชกาลที่ ๓ นี้ นอกจากวัดลำดวนแล้ว ในเขตอำเภอเมืองตราด ยังมีการตั้งวัดอ่าวใหญ่ ใน พ.ศ. ๒๓๗4 อำเภอบ่อไร่ ตั้งวัดสว่างอารมณ์ (วัดช้างทูน) พ.ศ. ๒๓๙๕ และ อำเภอเขาสมิงตั้งวัดสลักฆ่าหมู่ (วัดสลัก) พ.ศ. ๒๓๘๐ จะเห็นได้ว่าเริ่มมีกลุ่มราษฎรมาหักร้างถางพง ป่าสร้างชุมชนทางเหนือของเมืองตราดบ้างแล้ว ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑) เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ. ๒๓๙๔ หลังจากที่ทรงครองราชย์ไม่ถึง ๑ ปีพระยาพิพิธฤทธิเดชวิเศษสิง หนาท เจ้าเมืองตราด ได้ส่งน้องสาวต่างมารดาชื่อ “จันทร์” ขึ้นมา ณ กรุงเทพฯ ถวายให้ทำราชการ ฝ่ายใน ครั้งนั้นทรงพระกรุณาตั้งให้เป็นเจ้าจอมพระสนมเอก พระราชทานพานทองคำและเครื่องใช้ สอยทองคำ หีบลงยาราชาวดีเป็นเครื่องยศ นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเบี้ยหวัดให้ปีละ ๑๐ ชั่ง เนื่อง ด้วยเป็นเจ้าจอมข้าหลวงเดิมมา เจ้าจอมมารดาจันทร์นี้ประสูติพระราชโอรสและพระราชธิดาถึง ๔ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าทักษิณชานราธิราช บุตรี พระภรรยาเจ้าในรัชกาลที่ ๕ พระองค์เจ้ามัณยาภาธร พระองค์เจ้าชายสุขสวัสดิ์ (ต้นราชสกุล สุขสวัสดิ์) พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค (ต้นราชสกุล เกษมศรี)
๒๑ ปี พ.ศ. ๒๓๙๘ (จ.ศ. ๑๒๑๔ ณ วันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๑๑ ค่ำ ปีชวด มีท้องตรา และรับสั่งเรื่องอากรค่าน้ำ ในคราวนั้นเจ้าพระยาจักรีได้เสนอให้มีการเก็บอากรค่าน้ำเหมือนในรัชกาล ก่อน ทั้งนี้ใด้ขอให้จีนสีเป็นนายอากรค่าน้ำของเมืองตราดด้วย ดังความปรากฏว่า ....ขอแต่งให้จีนสีเป็นนายอากรเรียกค่าน้ำ เมือง นครนายก เมืองปราจีนบุรี เมืองฉะเชิงเทรา เมือง สมุทรปราการ เมืองชลบุรี เมืองบางละมุง เมืองระยอง เมือง จันทบุรี เมืองตราด ๙ เมือง เป็นจำนวนเงินอากรขึ้นพระคลัง มหาสมบัติ ๖๙ ชั่ง ขึ้นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้านพวงศ์ ๑๐ ตำลึง รวม ๖๙ ชั่ง ๑๐ ตำลึง.... ปี พ.ศ. ๒๓๙๘ (จ.ศ. ๑๒๑๗) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเกาะซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของเมืองตราดมาก่อนขึ้นเป็นเมืองใหม่คือเกาะกงพระราชทานนามเมืองนี้ว่า เมืองปัจ จันตคีรีเขตร ทั้งนี้เพื่อให้เข้ากันกับชื่อเมืองบางนางรมย์ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อเมืองใหม่ในคราว เดียวกันนี้ว่า เมืองประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาในปี จ.ศ. ๑๒๑๙ (พ.ศ.๒๔0๐) ทรงโปรดให้มีประกาศเรื่อง การรักษาพระนคร คราวเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ในครั้งนั้นโปรดให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เจ้าพระยายมราช เจ้านายต่างกรม และขุนนางอื่นๆ ตามเสด็จด้วย ดังความ ปรากฏว่า .....ณ วันจันทร์ เดือนยี่ แรม ๕ ค่ำ ปีมะเส็ง นพศก เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ออกไปทรงประพาสทางทะเล ตั้งแต่เมืองชลบุรีออกไปจนถึงเมืองจันทบุรีเมืองตราด พร้อม ด้วยพระราชวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองฯ เป็นอันมาก ทรงประทับ แรมอยู่หลายราตรี เมื่อเสด็จประทับอยู่เกาะช้างนั้น พระเจ้า ลูกเธอพระองค์เจ้าทักษิณชากับเจ้าจอมมารดา กราบถวาย บังคมลาขึ้นไปเยี่ยมเยียนพระยาพิพิธฤทธิเดช และพระผลภูมิ ไพศาล กับญาติอื่นๆ ณ เมืองตราดเพลาหนึ่ง แล้วก็กลับลง เรือพระที่นั่ง จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับเข้ามา ณ กรุงเทพฯ…… ในระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับเจ้าจอมมารดาจันทร์กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระยาพิพิธฤทธิเดชวิเศษสิงหนาท ผู้สำเร็จราชการเมืองตราด สั่งความมาให้กราบบังคมทูลพระกรุณา ว่า พระยาพิพิธฤทธิเดช จัดได้หญิงเป็นหลานในวงศ์สามคนจะพามาถวายตัว ในเวลาเสด็จทรงประทับ แรมอยู่นั้นไม่ทันเสด็จพระราชดำเนินกลับเสียก่อน นอกจากนี้พระยาพิพิธฤทธิเดชยังมีใบบอกมายังเจ้า พนักงานกรมท่าว่า อ้ายจีนสลัดมาเที่ยวตีเรือลูกค้าที่แขวงเมืองตราดอยู่เนืองๆ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นาย ขัน มหาดเล็ก หุ้มแพรคุมเรือพระที่นั่ง โผนเผ่นทะเลออกไปลาดตระเวนฟังราชการ จับอ้ายจีนสลัด แล ให้เจ้าจอม เถ้าแก่สองคนที่จะใคร่ไปเที่ยวทะเลไปด้วยนายขัน ครั้นนายขันมหาดเล็ก เจ้าจอมเถ้าแก่จะกลับมา พระยาพิพิธฤทธิเดชมอบหญิงเป็นหลานสามคนให้นำเข้ามาถวายตัวทำราชการสนองพระเดชพระคุณ
๒๒ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเงินตราคนละ ๑0 ตำลึง ผ้านุ่งคนละ ๓ สำรับ ผ้าห่มคนละ ๓ สำรับ ให้ไปหัด เป็นละครมโหรีแลอยู่ด้วยเจ้าจอมมารดาแลญาติที่ทำราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวังเป็นปรกติ การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโดย เสด็จฯ ด้วย เมื่อทรงเสด็จฯ กลับถึงพระบวรราชวังแล้วจึงทรงพระราชดำรัสเล่าว่า ขณะที่ทรงอยู่ที่ เกาะช้าง เมืองตราดนั้น มีผู้กราบทูลว่าที่เกาะช้างนี้มีเรือจีนสลัดมาแล่นอยู่ ภายหลังจึงทรงโปรดให้จับ เรือสลัดนั้นจนเกิดการต่อสู้กัน แต่ก็ไม่สามารถจับได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบแล้วจึงทรงพระกรุณาให้กรมการหัวเมืองต่างๆ ในชายฝั่งทะเลตะวันออก รวมทั้งกรมการเมืองตราด คือ พระยาพิพิธฤทธิเดชวิเศษสิงหนาท ออกติดตามเรือจีนสลัดเหล่านั้น จนถึงราว เดือน ๗ พ.ศ. ๒๔๐๑ จึงปราบปรามได้สำเร็จ ในเดือน ๔ ปีเดียวกันนี้เอง (พ.ศ. ๒๔0๐) ผู้สำเร็จราชการเมืองตราดและเมือง จันทบุรีส่งใบบอกรายงานไปยังกรุงเทพฯ เรื่องขุนนางญวนขอเข้ามาเจรจาเรื่องญวนขอเป็นไมตรีกับ ไทย จึงทรงพระกรุณาให้เมืองจันทบุรีพามาส่งที่เมืองสมุทรปราการ และให้รับรองเหมือนอย่างรับรอง ทูตญวนแต่ครั้งก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔0๑ ปรากฏว่ามีหญิงชาวตราดที่เป็นมารดาของหญิงคนหนึ่งที่ ถวายตัวในคราวเสด็จพระราชดำเนินเมืองตราดนั้น เข้ามาทำเรื่องราวถวายฎีกากล่าวโทษพระยา พิพิธฤทธิเดช กรมการเมืองตราด ว่าบิดามารดาหญิงไม่มีความผิด พระยาพิพิธฤทธิเดชให้ไปจับมาจำ เร่งรัดเอาบุตรหญิงได้แล้วส่งตัวเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย บิดามารดาไม่ยอมยินดี จะขอบุตรกลับไป จึง ทรงพระราชดำริว่า .....บุตรเป็นที่รักแห่งบิดามารดา ถ้าพระยาพิพิธ ฤทธิเดชกรมการ ไปเกาะบิดามารดามาจองจำ ลงเอาพัสดุ เงินทองหรือไปฉุดลากบุตรสาวกรมการราษฎรมาเป็นภรรยา ตัวเอง หรือนำไปถวายให้เจ้าอื่น นายอื่น โดยพลการข่มเหง พระยาพิพิธฤทธิเดชกรมการจะมีความผิด ในครั้งนี้ พระยา พิพิธฤทธิเดชจัดเอาหญิงคนนั้นมา ไม่ได้หน่วงเหนี่ยวเอาไว้ให้ เนิ่นช้า ส่งเข้ามาถวายนั้นก็มิใช่ผู้อื่น ชำระได้ความเป็นแน่ว่า ปู่ทวดของหญิงนั้นเป็นลุง คือ พี่ชายของพระยาพิพิธสมบัติ (สุข) ซึ่งเป็นบิดาของพระยาพิพิธฤทธิเดชเอง เหมือนขนทราย เข้าวัด จะว่าพระยาพิพิธฤทธิเดชผิดนั้นยังไม่ควร จึงโปรด เกล้าให้ถามตัวหญิงนั้นว่า จะสมัครทำราชการอยู่ ณ กรุงเทพฯ หรือจะตามบิดามารดาไป หญิงนั้นให้กราบบังคม ทูลพระกรุณาว่า จะขอ กราบบังคมทูลถวายบังคมลาไปอยู่ ด้วยบิดามารดา จึงโปรดเกล้าให้ส่งตัวหญิงให้บิดามารดาไป และเงินตรา ๑๐ ตำลึง ผ้านุ่ง ๓ สำรับ ผ้าห่ม ๓ สำรับ ที่พระราชทานให้หญิงเมื่อแรกมาถึงนั้น ก็ยกพระราชทานให้ เป็นรางวัล ทำขวัญให้บิดามารดาของหญิงที่เกาะครอง เร่งรัดนั้น แทนเบี้ยปรับพระยาพิพิธฤทธิเดชไปครั้งหนึ่งแล้ว
๒๓ ได้ทรงพระกรุณาดำรัสถามหญิงอีก ๒ คน ว่าจะออกไปอยู่ ด้วยบิดามารดาดังนั้นหรือ จะส่งตัวให้ไปตามสมัคร หญิง สองคนกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าจะขอทำราชการอยู่ กรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าพระราชทานเงินเบี้ยหวัด ในปี มะเมีย สัมฤทธิศกนี้ คนละ ๑๐ ตำลึง... ครั้น ณ วันพุธ เดือน ๓ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีเดียวกัน มารดาของหญิงอีกคนหนึ่ง เข้าทำ เรื่องทูลเกล้าถวายกล่าวโทษพระยาพิพิธฤทธิเดชกรมการ ว่าด้วยบุตรเหมือนอย่างครั้งก่อน ก็ได้ทรง ตัดสินให้หญิงไปอยู่พร้อมด้วยบิดามารดาเป็นมาแต่หลัง เงิน ๑๐ ตำลึงกับผ้า สำรับนั้น ก็ยก พระราชทานให้เป็นเบี้ยทำขวัญเช่นเดียวกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๑๗ (จ.ศ. ๑๒๓๖) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งหัว เมืองต่างๆในพระราชอาณาจักรให้เรียบร้อย โดยปรากฏชื่อเมืองตราดว่ายังคงสังกัดอยู่กับกรมท่า ดังนี้ .....ข้าพระพุทธเจ้า พระราชวรานุกูลฯ ขอพระราชทาน น้อมเกล้าถวายคำนับบังคมทูลกระหม่อมทราบฝ่าพระบาท ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าว่าราชการใน กรมนานั้น พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แลในข้อ พระราชบัญญัติของนา มีว่า เสนาที่จะเดินประเมินนาหัวเมือง ชั้นใน ชั้นกลาง ชั้นนอกนั้น ข้าพระพุทธเจ้ารับใส่เกล้าฯ จัด หัวเมืองขึ้นกรมมหาดไทย กรมพระกะลาโหม กรมท่าเป็นสาม ชั้นดังนี้.....เมืองขึ้นกรมท่า เมืองระยอง 1 จันทบุรี ๑ เมือง ตราษ ๑ รวม ๓... ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แปลงราชทินนามข้าราชการเมืองตราดและจัด ราชการเมืองตราด ซึ่งปรากฏว่าในขณะนั้นเมืองตราดมีตำแหน่งกรมการเมือง ๔ ตำแหน่ง คือ เจ้า เมือง ปลัดเมือง ปลัดจีน (ปลัดเมืองฝ่ายจีน) และยกกระบัตรเมือง ส่วนเมืองปัจจันตคีรีเขตร (เกาะกง) มีตำแหน่งกรมการเมือง ๒ ตำแหน่ง เท่านั้นคือ เจ้าเมืองและปลัดเมือง ดังความปรากฏในพระราช พงศาวดารว่า ......เมืองขึ้นกรมท่า...เมืองตราด พระยาพิพิธสมบัติ แปลงว่า พระยาพิพิธฤทธิเดชวิเศษสิงหนาท แล้วแปลงว่า พระยาพิพิธภักดีศรีสมบัติ แล้วแปลงอีกว่า พระยาพิพิธพิ ไสย-สุนทรการ หลวงราชภักดีศรีสงคราม แปลงว่า พระวร บาทภักดีศรีสงคราม ปลัด หลวงศรีสงคราม แปลงว่า หลวง รามฤทธิ-รงค์ ยกกระบัตร ตั้งปลัดจีนขึ้นใหม่อีกนาย ๑ พระ ยาปราณีจีนประชา ปลัดจีนเมืองปัจจันตคีรีเขต์เดิมหลวงเกาะ กง ตั้งใหม่ว่า พระพิไชยชลธี หลวงคิรีเนมิทวีป ปลัด... นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อเมืองตราดใน ประกาศพิธีตรุศ รัชกาลที่ ๔ ที่ในพระราชสำนัก ใช้ประกาศเทวดาเมื่อเพลาเช้าแรม ๑๔ ต่ำ ดังปรากฏความตอนหนึ่งว่า
๒๔ ....ด้านบุรพทิศธานี จันทบุรี นครตราด เกาะกง แกลง ขลุง ลมุง รยองค พนัศนิคมพารา สาคร สมุทสงคราม สมุทปราการ ชล นนทบุรี ตรีรสนครา คณนาไตรโกฏฐาล ราชอาณาเขตร ฉติงสาธิกจตุสตบุเรศประเทศรัฐสีมาฯ.... เจ้าเมืองในรัชสมัยนี้ (พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑) มีสันนิษฐานว่ามีท่าน คือ พระยาพิพิธฤ ทธิเดชวิเศษสิงหนาท (พี่ชายเจ้าจอมมารดาจันทร์) พระยาพิพิธพิไสยสุนทรการ (อิน) พระยาพิพิธพิ ไสยสุนทรการ (เอี่ยม) ส่วนการสร้างวัดในสมัยรัชกาลที่ ๔ นี้พบว่าในเขตอำเภอเมืองตราด ราษฎร สร้างวัดหนองเสม็ด พ.ศ. ๒๔๐๐ อำเภอเขาสมิง วัดลำภูราย และวัดท่าโสม พ.ศ. ๒๔๐๒ การสร้างวัด ในสมัยนี้ทำให้เห็นการกระจายตัวออกของราษฎรจากตัวเมืองตราดมากกว่า รัชกาลก่อนๆ จาก เรื่องราวดังประมวลมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและความสำคัญของจังหวัด ตราด ทั้งในฐานะของเมืองเก่าที่เป็นส่วนหนึ่งของสยามมาแต่โบราณ ฐานะของเมืองท่าค้าสำเภา ตลอดจนในฐานะของเมืองหน้าด่านของหัวเมืองแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก อันจะเป็นพื้นฐานซึ่งนำมา สู่ความเข้าใจประวัติศาสตร์เมืองตราดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2.2.3 สภาพสังคมและวัฒนธรรม 2.2.3.1 กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดตราด ด้วยเหตุที่เมืองตราดเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก จึงทำให้มีความสัมพันธ์ติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆ รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานของคนหลากหลายเชื้อ ชาติ นอกจากนี้สภาพภูมิศาสตร์ของเมืองตราดยังมีภูเขาใหญ่และป่าอันอุดมสมบูรณ์จึงทำให้เป็นที่อยู่ ของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ด้วยดังจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดได้ดังนี้ ไทย ชาติไทยซึ่งพูดภาษาไทยมาแต่เดิมนั้นอาศัยอยู่ในดินแดนจังหวัดมาก่อนและ มากกว่าชาติอื่นๆ จากหลักฐานวัดโบราณและชื่อบ้านในตำบลต่างๆ เช่น บ้านบางพระ บ้านปลาย คลอง บ้านหนองคันทรง เป็นต้น อย่างไรก็ตามถิ่นฐานของต้นตระกูลชาวตราดนั้นไม่ได้อยู่ในจังหวัดนี้ แต่มีถิ่นวงศ์ตระกูลอยู่ทางบ้านลาดพลี (ราชบุรี) ชาวบ้านลาดพลีนี้ได้พากันอพยพหนีกองทัพพม่ามา หลายร้อยครัว จะเป็นสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือกรุงธนบุรีระบุไม่ได้แน่ชัด เมื่อพวกต้นตระกูลอพยพมาถึง เมืองตราด ซึ่งเวลานั้นเป็นป่าอยู่แต่เป็นตำบลที่มีพลเแน่นหนากว่าที่อื่นๆ และมีคนไทยมากกว่าชาติอื่น จีน ชนชาติจีนแต่เดิมเดินทางมากับเรือสำเภาเพื่อค้าขาย ต่อมาได้อมาอยู่เพราะ เห็นทำเลการทำมาหากินเลี้ยงชีพดีกว่าบ้านเมืองของตัว นอกจากที่มาตามลำพังนี้แล้ว บางกลุ่มถูก กวาดต้อนมาเป็นคราวๆ เนื่องจากไทยยกกองทัพไปรบกับญวนและเขมร เมื่อสมัยกรุงธนบุรี และ รัตนโกสินทร์ ชาวจีนส่วนใหญ่ในเมืองตราดนี้เป็นจีนแต้จิ๋ว (โดยพิจารณาจากภาษาจีนที่กลายมาเป็น ภาษาถิ่นจังหวัดตราด) แขก ชนชาติแขกในจังหวัดตราดนี้เป็นแขกมลายูหรือแขกพวกเดียวกันกับแขก ครัว ครั้งแรกได้มาอยู่ที่ตำบลน้ำเชี่ยวแห่งเดียว ต่อมาภายหลังมีจำนวนมากขึ้นได้แยกย้ายไปอยู่ที่บ้าน ยายม่อม ทั้งสองแห่งนี้อยู่ชายทะเลในตำบลแหลมงอบ อำเภอเกาะช้าง ภายหลังได้แยกย้ายไปอยู่บ้าน
๒๕ แหลมตาพันริมชายทะเลในตำบลอ่าวญวน อำเภอบางพระอีก แต่น้อยครัวต้นตระกูลของแขกพวกนี้ แต่แรกเริ่มเดิมทีเชื่อว่าไม่ได้อยู่ในตำบลน้ำเชี่ยว จะมีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ที่ใดบ้างไม่มีผู้ยืนยันแน่นอน ได้สันนิษฐานตามเหตุการณ์ประกอบกับชนชาติแขกที่มีอยู่คงได้ความว่า เขาพวกนี้ได้ถูกกวาดต้อน ครอบครัวเข้ามาในรัชกาลที่ ๓ ตอนสงครามเขมรและญวน ครั้งนั้นเรือเจ้าพระยาพระคลังและทัพบก เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เมื่อได้ชัยชนะแก่หัวเมืองต่างๆ ในประเทศเขมรและญวนแล้ว พลเมืองได้ถูกกวาดต้อนส่งข้ามาในพระราชอาณาเขตสยามทีละคราวโดยทางทัพเรือเชื่อว่าคงถูกแยก ย้าย แบ่งให้มาอยู่ในตำบลน้ำเชี่ยวและแบ่งนำส่งไปที่กรุงเทพฯ หรือที่หัวเมืองอื่นๆ บ้าง สำหรับใน จังหวัดตราดได้อยู่ในตำบลน้ำเชี่ยว ต่อมาพวกพ้องของแขกที่ถูกกวาดต้อนแต่ครั้งที่ยังอยู่ในเมืองเขมร และญวน ทราบว่าทางนี้มีที่อยู่เป็นสุขและการทำมาหากินเจริญดี จึงได้พากันมาหาเลี้ยงชีพอยู่ในจังหวัด ญวน ชนชาติญวนนี้แต่เดิมไม่ปรากฏหลักแหล่งอยู่ที่ใด จังหวัดใดบ้าง นอกจาก กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ว่า เมื่อองเชียงสือหนีจากกรุงเทพฯ มาโดยเรือใบได้มา พักที่เกาะกูด อำเภอเกาะช้าง นอกจากนี้ยังมี ภูมินามที่เกี่ยวกับญวน สองแห่งคือเขาญวนแห่งหนึ่งและ อ่าวญวนอีกแห่งหนึ่ง ที่เขาญวนนั้นได้เคยมีญวนอพยพมาจากไหนไม่ทราบมาพักอยู่ที่เชิงเขาวัดเขา ญวน (วัดคิรีวิหาร) ตำบลชำราก หลายสิบครัว เขานี้เดิมชื่ออย่างไรไม่ปรากฏแต่เมื่อญวนมาตั้ง บ้านเรือนแล้วจึงเรียกกันว่าเขาญวน ส่วนที่ตำบลอ่าวญวนนั้นสันนิษฐานว่าเมื่อไทยยกกองทัพไปทำ สงครามกับญวนมีชัยชนะมาแล้วได้กวาดต้อนพลเมืองชาติญวนเข้ามาแล้วเรือที่บรรทุกมาคงจอด ทอดสมอ จึงเรียกกันว่าอ่าวญวน ส่วนญวนในตำบลบางพระ ได้ถูกกวาดต้อนมาในคราวที่ไทยชนะ สงครามกับญวน ที่มีเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพแล้วได้กวาดต้อนพลเมืองมาซึ่ง รวมถึงชาวญวนด้วยนอกจากนั้นจึงขนไปจังหวัดจันทบุรี ญวนที่อยู่ในจังหวัดตราดและจันทบุรีนี้เชื่อว่า มีเชื้อสายญวนกำปอด อย่างไรก็ดีพบว่าในจังหวัดตราดและจันทบุรียังมีตระกูลที่ชื่อว่า “อานามพงศ์” ซึ่งแปลว่า วงศ์ของชาวอานาม คือญวน อีกด้วย มอญ ชนชาติมอญในจังหวัดตราดเป็นกลุ่มที่เข้ามาพร้อมกับคนไทยกลุ่มดั้งเดิม ที่มาตั้งถิ่นฐานในเมืองตราดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันยังหาหลักฐานบุคคลไม่พบ เท่าที่ปรากฏ หลักฐานคือ ภูมินาม “บ้านหนองคอกมอญ” ที่ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และ ค่านิยมเรื่องการปักเสาไม้ยอดเป็นหงส์ไว้หน้าอุโบสถตามวัดในจังหวัดตราด นอกจากนี้สำเนียงพูดใน ภาษาถิ่นจังหวัดตราดก็คล้ายกับสำเนียงพูดในภาษามอญ ทั้งการละเล่นที่นิยมมากในจังหวัดตราดคือ สะบ้าล้อ ก็เป็นการละเล่นที่นิยมในหมู่ชาวมอญ พบว่าตระกูลเก่าของชาวมอญในจังหวัดตราดและ จันทบุรีคือตระกูล “รามัญอุดม” และ “รามัญวงศ์” กุหล่า หรือ ต้องสู้ ชาวกุหล่า หรือต้องสู้ นั้นปรากฏความในพระราชพงศาวดารพม่าว่า เป็น ชาวกะเหรี่ยงประเภทหนึ่ง มาจากเมืองสะโตงด้านตะวันออกสุดของพม่า ใช้ภาษากะเหรี่ยงผสมกับ ภาษาพม่า แต่โดยทั่วไปคนไทยเชื่อว่ากุหล่าน่าจะเป็นพวกไทใหญ่และมักจะเห็นชาวกุหล่าในฐานะที่ เป็นพ่อค่าเร่ที่มาซื้อขายสินค้าในประเทศไทย กุหล่านี้เข้ามาในจังหวัดตราดเมื่อประมาณสมัยรัชกาลที่ ๒ เพราะในสมัยนั้นมีความต้องการพลอยเพื่อใช้ประดับเครื่องราชูปโภค เครื่องราชกกุธภัณฑ์ต่างๆ จึง
๒๖ ส่งพวกกุหล่าออกมาสำรวจและขุดค้นหาพลอยในท้องที่อำเภอเขาสมิงและอำเภอบ่อไรในปัจจุบัน พวก กุหล่าจึงอาศัยอยู่ตามแหล่งแร่พลอยต่างๆ เช่น บ้านนาวง อำเภอเขาสมิง บ้านบ่อไร่ และบ้านตากแว้ง อำเภอบ่อไร่ ชอง ชองเป็นชนพื้นเมืองของจังหวัดตราด มีภูมิลำเนาอยู่ตามชายแดนและเชิง เขาชอบทำมาหากินอยู่ตามป่าเขา เช่น ทำไร่ ทำนาตามเชิงเขา ระหว่างเขา นับถือพระพุทธศาสนา ควบคู่ไปกับการนับถือผี พบว่าชาวชองตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอเขาสมิง โดยเฉพาะตำบลเขาสมิง ตำบล ท่าโสม และอำเภอเมืองตราด อำเภอบ่อไร่ เป็นต้น ชองที่อยู่ใกล้กับชนชาติไทย ได้คิดดัดแปลงธรรม เนียมและภาษาเป็นไทยไปแล้ว ชำเร หรือ สำเร หรือสำเหร่ ชาวสำเรเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเชื้อสายใกล้ชิดกับกลุ่มซอง มีรูปร่างคล้ายพวก ชอง คือรูปร่างเล็ก ผิวคล้ำ ผมหยิก สันนิษฐานจากภาษาที่ใช้พูด คือภาษาสำเร เป็นภาษาตระกูลมอญ - เขมร สาขาเบียร์อิค กลุ่มชาติพันธุ์นี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองตราดมาแต่ดั้งเดิม หรือไม่ หรืออพยพมาจากประเทศกัมพูชา เพราะปรากฏว่าที่บริเวณเขาพนมกระวาน ซึ่งอยู่ทาง ตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศกัมพูชาก็พบว่ามีผู้พูดภาษาสำเรด้วย จริงคำว่า สำเร นี้เป็นคำที่คนอื่น เรียก แต่คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า กุย หรือ โก็ย เขมรเรียกว่า ส่อมแร (สฺแร) ซึ่งแผลงมาจาก แสร ซึ่ง แปลว่านา อาจหมายถึงไพร่นา ที่จังหวัดตราดพบกลุ่มสำเรที่ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัด ตราด และเคยพบที่บ้านทุ่งไก่ดัก ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด กะซอง กลุ่มกะซองนี้เป็นชนกลุ่มน้อยของจังหวัดตราดที่มีการค้นพบล่าสุดปรากฏ ในแผนที่ภาษาของชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย จากหลักฐานทางด้านเช่นเดียวกับกลุ่มชอง และ ภาษาที่อยู่ในตระกูล มอญ - เขมร สาขาเบียร์อิค เช่นเดียวกับกลุ่มชองและสำเร กลุ่มกะซองจึงอาจมี รูปร่างที่คล้ายคลึงกันและมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน กะชองนี้ส่วนมากประกอบอาชีพหาของป่า ทำไร่ และทำสวนยาง พบในเขตอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ปัจจุบันมีชาวกะซองประมาณ ๕0 คน มีพูดภาษา กะซองได้ไม่เกิน ๑0 คน 2.2.4 ศาสนา ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดตราดร้อยละ ๙๔.๗ นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นๆ ที่มีผู้นับถือได้แก่ ศาสนาอิสลาม ประมาณ ๗,๐๐๐ คนเศษ คิดเป็นร้อยละ ๓.๑ ศาสนาคริสต์ ประมาณ ๔,๘๐๐ คนเศษ คิดเป็นร้อยละ ๒.๒ ส่วนศาสนสถานที่สำคัญมีวัด ๑๒๓ แห่ง ที่พักสงฆ์ ๓๒ แห่ง พระภิกษุสงฆ์ ๑,๔๐๖ รูป มัสยิด ๑๑ แห่ง โบสถ์คริสต์ ๑ แห่ง 2.2.5 ประเพณีสิบสองเดือน เดือน ๕ (ประมาณเดือนเมษายน) ตรงกับประเพณีสงกรานต์ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ ของไทย วัดต่างๆ ในจังหวัดตราดจะทำบุญติดต่อกันหลายวันและกำหนดให้วันหนึ่งเป็นวันทำบุญ ฉลองทราย วัดที่อยู่ในละแวกเดียวกันจะกำหนดวันฉลองทรายไม่ให้ตรงกัน เพื่อจะได้นิมนต์พระวัด ใกล้เคียงมาร่วมงานทำบุญฉลองทรายด้วย การทำบุญฉลองทรายนั้นหลังจากทำบุญแล้วชาวบ้านจะ ชวนกันเล่นสะบ้าล้อ หรือนัดหมายกันอยู่สรงน้ำพระผู้ใหญ่เสร็จแล้วจะชักชวนกันไปรดน้ำขอพรจาก
๒๗ ผู้ใหญ่ในครอบครัวตนเองหรือผู้เคารพนับถือในหมู่บ้านต่อไปนอกจากนี้ยังมีประเพณีขอทานบอกบุญ โดยชาวบ้านจะนัดหมายรวมกลุ่มกันไม่จำกัดเพศและจำนวน เดินขอทานไปตามหมู่บ้านของตนเอง และหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อนำเงินถวายวัด มีการร้องเพลง ใช้ฉิ่ง กลอง โทน กรับ ให้จังหวะ เดือน ๕ ต่อ เดือน ๖ มีเทศน์มหาชาติ ซึ่งช่วงนี้เป็นฤดูผลไม้ ชาวบ้านได้นำผลไม้ชนิดต่างๆ มาตกแต่งบริเวณพิธี สมมติให้เป็นป่าหิมพานต์ในคืนก่อนวันเทศน์มหาชาติต้องนิมนต์พระมาเทศน์คาถาพัน ใช้เทียน ๑,๐๐๐ เล่ม บูชาคาถาพันและทำน้ำมัน น้ำมนต์วันรุ่งขึ้นทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์และ เริ่มเทศน์กัณฑ์ที่ ๑ ถึงกัณฑ์ที่ ๑๓ เมื่อการเทศน์จบลง ผู้ที่อยู่ในบริเวณพิธีจะนำผลไม้ไปกิน นำน้ำมนต์ ไปดื่มไปทา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (ประมาณเดือนพฤษภาคม) วันวิสาขบูชา ตอนเช้า พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันไปทำบุญยังวัดต่างๆตอนค่ำทุกวัดจัดเวียนเทียนในเดือนนี้ยังมีการทำบุญ ถวายสลากภัต เนื่องจากเป็นฤดูผลไม้ แต่ละวัดจะแจกสลากภัตในวันที่มีคนมาทำบุญโดยนิมนต์ พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงมารับสลากภัตที่พุทธศาสนิกชนจัดเตรียมถวาย มักเป็นผลไม้ที่หาได้ใน เรือกสวนไร่นาของตนใส่ภาชนะที่สานจากไม้ไผ่หรืออื่นๆก็ได้ตามแต่จะสะดวก พร้อมจัดอาหารคาว หวานไปทำบุญถวายทานด้วย เดือน ๗ ขึ้น ๕ ค่ำ (ประมาณเดือน มิถุนายน) สารทขนมจ้าง ชาวบ้านจะห่อขนม จ้างหรือขนมต่างๆ ไหว้บรรพบุรุษ โดยใช้ข้าวเหนียวขาวแช่กับน้ำด่างที่ได้จากขี้เถ้าไม้โกงกางแล้วนำมา ห่อด้วยใบเละ เป็นรูปสามเหลี่ยมมีสี่มุม มัดเป็นพวง แล้วนำไปต้มให้สุกจิ้มน้ำตาลอ้อย หรือใส่น้ำเชื่อม รับประทาน ในวันนี้ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองจะมีประเพณีการแข่งเรือด้วย เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (ประมาณเดือน กรกฎาคม ) วันอาสาฬหบูชา ตอนเช้า พุทธศาสนิกชนจะทำบุญตักบาตร ฟังธรรม รักษาศีลตอนค่ำเวียนเทียน ต่อมาเดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ วัน เข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนก็จะไปทำบุญตักบาตรเหมือนเดิม แต่พระสงฆ์ก็จะจำพรรษาอยู่ที่วัดและไม่ ไปค้างแรมที่ไหนเลยตลอดระยะเวลา ๓ เดือน เดือน ๙ กลางเดือน (ประมาณเดือน สิงหาคม) เทศกาลสารทจีน คนจีนจะเซ่นไหว้ บรรพบุรุษ ด้วยขนมมัดไต้ ขนมเทียน ซาแซ โหงวแซ ซิกแซ (ไหว้ด้วยของคาว ๓ อย่าง ๕ อย่าง ๗ อย่าง เช่น หมู ไก่ เป็ด กุ้ง ปู ไข่ต้ม หรือ หมึกแห้ง ตามฐานะ ข้าว อาหารหวานคาว คนไทยไปทำบุญที่วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษตามความเชื่อ การเซ่นไหว้ไม่ใช้อาหารประเภทแกง เพราะมีรสเผ็ดร้อน เดือน ๑๐ สิ้น (ประมาณเดือนกันยายน) เทศกาลสารทไทย แต่เดิมชาวบ้านจะกวน กระยาสารทเพื่อนำไปทำบุญถวายพระตามประเพณีโบราณจะกวนกระยาสารทกันแทบทุกบ้าน เพื่อให้ เหลือไว้เก็บ เลี้ยงลูกหลานในครอบครัวได้นานๆ เทศกาลนี้ชาวบ้านมีความเชื่อว่า ยมบาลจะถือศีล ๓ วัน ปล่อยให้เปรตและวิญญาณทั้งหลาย เป็นอิสระ มีโอกาสได้รับส่วนบุญส่วนกุศล พุทธศาสนิกชน พร้อมใจกันไปทำบุญที่วัด และบังสุกุลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ดังนั้นการกวนกระยาสารทจึงได้ สอดแทรกภูมิปัญญา ความเชื่อที่ว่า ต้องใส่ส่วนผสม ๓๒ อย่าง ๑๐๘ อย่าง เช่น ถั่ว งา ข้าว น้ำตาล พืช ประเภทหัว นานาชนิด และผลไม้ ซึ่งนอกจากจะอร่อยแล้วยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคภัยที่มัก เป็นในเดือนนี้อีกด้วย ปลายเดือน ๑๐ ถึงเดือน ๑๑ พิธีทำขวัญไหว้แม่โพสพ ในเดือนนี้ข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง ชาวนา จะทำพิธีไหว้แม่โพสพโดยนำเอาเฉลว ไปมัดไว้กับไม้ระกำที่ปักอยู่ในนา จัดกล้วย อ้อย ส้ม
๒๘ กระยาสารท กระจก หวี น้ำมันใส่ผม ขี้ผึ้งทาปาก น้ำอบ น้ำหอม ใส่ชะลอม นำไปวางไว้ใกล้กับเฉลว โดยให้ผู้หญิงเป็นผู้ทำพิธีกล่าวเชิญแม่โพสพ เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (ประมาณ เดือนตุลาคม) วันออกพรรษา เป็นวันสิ้นสุดการจำ พรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน หรือเรียกว่าวันปวารณา คือเป็นวันที่พระสงฆ์กล่าวคำปวารณา เปิดโอกาส ให้พระสงฆ์ด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้พระรูปใดมีข้อข้องใจเกี่ยวกับวินัยสงฆ์ อนุญาตให้บอกกันได้ พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันไปทำบุญที่วัดต่างๆ ถ้าวัดใดจัดให้มีงานตักบาตรเทโว ผู้ที่มาทำบุญจะอยู่ ช่วยเตรียมงานสำหรับวันรุ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา เดือน ๑๒ แรม ๑ ค่ำ (ประมาณเดือนตุลาคม) ตรงกับวันตักบาตรต่างๆ จะจัดงาน ทำบุญตักบาตรหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป เป็นการจำลองเหตุการณ์เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจาก โปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ เชื่อกันว่าในวันนี้พระพุทธเจ้าต้องการเปิดโลกทั้งสามโลก ได้แก่ สวรรค์ มนุษย์ และนรกให้พุทธศาสนิกชนได้เห็นเป็นรูปธรรม ทางวัดจึงจัดริ้วขบวนอย่างสวยงามประกอบด้วย นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม เทวดา เหล่าเทพบุตรที่ลงมาส่งเสด็จจากสวรรค์และฝูงเปรตที่มาจาก นรก ฝูงเปรต คือชาวบ้านที่สมัครใจช่วยเหลือวัดจะตกแต่งร่างกายของตนให้ดูสะดุดตา โดยเขียนตาม เนื้อตัว หน้าตา หรือนำกระดาษมาทำเป็นหัวสัตว์หรือรูปอื่นๆ ตามต้องการ เพื่อใช้สวมหัว โดยมี จุดมุ่งหมาย สะท้อนให้เห็นว่า ขณะที่พวกเขาอยู่ในโลกมนุษย์ได้ทำบาปกรรมใดไว้บ้าง เมื่อตายแล้ว ต้องไปชดใช้กรรมทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพื่อให้คนเกิดความสำนึกที่จะสร้างบุญละเว้นบาป ปัจจุบันการตักบาตรเทโว นอกจากจะให้คติแง่คิดดังกล่าวแก่ชาวพุทธแล้วยังมีผลพลอยได้แก่วัดอีก คือ ได้รับเงินทำบุญสำหรับใช้จ่ายบูรณปฏิสังขรณ์วัดอีกด้วย หลังจากออกพรรษาแล้วหลายหมู่บ้านได้ กำหนดวันทำบุญโคนต้นไม้ศาลเจ้า ชายทุ่ง ที่เคารพในหมู่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล แก่ตนเอง และ ครอบครัว และการประกอบอาชีพเป็นประจำทุกปี (การทำบุญโคนต้นไม้จะทำ 2 ครั้ง คือช่วงหลัง ออกพรรษา กับช่วงหลังสงกรานต์) เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ (ประมาณเดือนพฤศจิกายน) วันลอยกระทง การลอยกระทงเป็น ประเพณีที่สืบต่อกันมาจากอดีตโดยเชื่อว่า ใช้กระทงนำเครื่องบูชาไปบูชารอยพระพุทธบาท ณ ริมฝั่ง แม่น้ำนัมทานที และขอขมาพระแม่คงคาดังนั้นชาวบ้านและวัดต่างๆ ที่อยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง จะร่วมกันจัดงานลอยกระทงโดยใช้วัสดุธรรมชาติมาประดิษฐ์ เดือนอ้าย (ประมาณเดือนธันวาคม) วันที่ ๑ ธันวาคม จะมีงานประเพณี ศาลเจ้าสระ ด่าง โดยทำบุญเช้า และเพล ในการประกอบพิธีนี้ จะมีการปล่อยเรือเช่นเดียวกับการทำบุญโคนต้นไม้ เดือนยี่ต่อเดือนสาม (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์) เทศกาลตรุษจีนชาวตำบลที่มีเชื้อสายจีน จะเตรียม เครื่องเซ่นไหว้ สำหรับไหว้เจ้า เจ้าที่และบรรพบุรุษ โดยจัดดังนี้ ไหว้เจ้าที่ ใช้ขนมมัดไต้ ขนม เทียน ขนมเข่ง ซาแซ โหงวแซ ซิกแซ ตามฐานะ และผลไม้มงคล ไหว้บรรพบุรุษใช้ข้าว ๔ ถ้วย สำหรับ อาหารคาวหวาน ขนมมัดไต้ขนมเทียน ขนมเข่ง และผลไม้ ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบกันมา เพื่อแสดง ความกตัญญูกตเวที โดยเชื่อว่าบรรพบุรุษจะคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข ทำมาค้าขึ้น การทราบประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองตราดอันยาวนานที่แสดงให้เห็นถึง ความเป็น “เจ้าของแผ่นดิน” และการมีปฏิสัมพันธ์กับนานาอารยประเทศในฐานะเมืองท่าสำคัญมาก ว่า ๓๐0 ปีนั้น จะทำให้เข้าใจและเข้าถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาวตราดที่แสดงออกด้วย ศิลปะ ภาษา ความเชื่อ พิธีกรรม ฯลฯ ความรู้ความเข้าใจนี้จะทำให้ “คนนอก” มองเห็นความสำคัญ
๒๙ ของเมืองตราดที่นับเนื่องมา ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ “คนใน” ตระหนักรู้ถึงรากเหง้าของตน รวมทั้ง เกิดสำนึกต่อบรรพบุรุษและบำรุงเลี้ยงความภักดีที่มีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์สืบไป (อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, 2553) 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรม วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทำตามสัญชาติญาณ แต่คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น กำหนดขึ้น สามารถ เอาอย่างกันจึงทำให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ เป็นผลรวมทั้งหมดอันเป็นสิ่งที่แสดงถึง ความสำเร็จของมนุษย์ในการสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและงอกงามในวิถีแห่ง ชีวิตของส่วนรวม เช่น ภาษา ศิลปะ ดนตรี วรรณคดี สถาปัตยกรรม เป็นต้น หรืออาจเป็นการกำหนด พฤติกรรมและหรือความคิด ตลอดจนวิธีการหรือระบบการทำงาน เช่น วิธีในการดำเนินชีวิตความ เป็นอยู่ ความรู้สึกนึกคิดที่คนแสดงออกต่อสมาชิกในสังคม การแสดงออกในรูปแบบต่างๆ ในสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันการยึดถือปฏิบัติในระเบียบประเพณี ความเชื่อความ ศรัทธา เป็นต้น วัฒนธรรมเป็นผลิตผลส่วนรวมที่มนุษย์ได้เรียนรู้มาจากคนแต่ก่อน คือสามารถ ถ่ายทอดเป็นมรดกแห่งสังคม ซึ่งสังคมรับรักษาหรือทำให้เจริญงอกงามต่อไป วัฒนธรรม คือ ระบบคุณค่าที่รวบรวมได้มาจากประวัติศาสตร์และเป็นคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและแนวคิดที่สัมพันธ์กันเป็นโครงสร้าง มีผลต่อพฤติกรรมของคนในฐานะปัจเจกบุคคลและ คนในหมู่บ้านในชีวิตจริงทั้งหมด ดังนั้นวัฒนธรรมจึงไม่ใช่สิ่งเก่า เช่น ประเพณีต่างๆ เท่านั้น แต่คือ บทสรุปของความคิดและการปฏิบัติหรือคุณค่าทั้งหมดที่ให้แก่สังคมและส่วนรวม รวมขึ้นเป็นโครงสร้าง ทั้งการประกอบอาชีพ (เศรษฐกิจ) ด้านอุดมการณ์ ความเชื่อ และด้านอำนาจการตัดสินใจ การเมือง ทั้งหมดเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก อันเป็นผลจากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชุมชนและสังคม (อภิชัย พันธเสน, ๒๕๓๙. หน้า ๓๑๖-๓๑๙, อ้างถึงใน มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑. หน้า ๙- ๑๐) วัฒนธรรมชุมชน คือ การดำรงชีวิตที่ดีงาม มีระเบียบกฎเกณฑ์ ศาสนา และประเพณีสืบทอด กันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีคุณค่าที่ดีงามเป็นพื้นฐาน ซึ่งวัฒนธรรมชุมชนถือว่าเป็นภูมิปัญญาหรือ ศักยภาพของชุมชนที่สามารถต่อต้านจากอิทธิพลภายนอกได้ด้วยคุณค่าดั้งเดิม โดยใช้ความเอื้ออาทร การช่วยเหลือเกื้อกูล การพึ่งพาต่อกัน ความรักใคร่ฉันท์พี่น้อง การแบ่งปันจากผู้ที่มีไปสู่ผู้ไม่มี หรือ วัฒนธรรมชุมชนคือการผลักดันภายในชุมชนที่สร้างสรรค์พลังคุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมที่อยู่ ภายในจิตใจและวัฒนธรรมของประชาชน พื้นฐานสำคัญของวัฒนธรรมดั้งเดิมคือการให้ความสำคัญ กับคน โดยยึดเอาคนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งคนมีฐานะเป็นสิ่งสร้างอันประเสริฐของสิ่งสูงสุด ดังนั้นคนจึง มีคุณค่ามีศักดิ์ศรีของความเป็นคน และถ้าจะพิจารณาถึงคนๆ หนึ่ง จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัว มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมมีอยู่ ๓ มิติ คือ ๑. ความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นการสร้างสัญลักษณ์แทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็น ตัวแทนแห่งคุณค่าสูงสุดที่มนุษย์ถือเป็นแบบอย่าง ซึ่งมีคุณและโทษกับมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความดีงาม ความปลอดภัย และมีความหวังว่าอำนาจและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะช่วยได้ ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวมัก แสดงออกมาในรูปแบบของพิธีกรรมต่างๆ เพื่อดำรงรักษาสภาวะอำนาจแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้สร้างขึ้น ตลอดจนเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้ชนรุ่นต่อไปจนกลายเป็นปฏิบัติการที่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ ความ เชื่อของคนในสังคมนั้น
๓๐ ๒. ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน หรือ ระบบเครือญาติเดียวกัน มีความรักกันฉันท์พี่น้อง มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ข่มเหงเบียดเบียน กัน มีความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว มีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นคุณธรรมที่สำคัญที่สุดที่วัฒนธรรม ดั้งเดิมปลูกฝังให้คนในชุมชนยึดถือเป็นหลัก ซึ่งอาจจะแสดงออกในรูปของประเพณีเช่น ประเพณีการ ลงแขก ประเพณีการเคารพผู้อาวุโส การให้อภัยซึ่งกันและกัน การคืนดีกัน ความไม่มีจิตอาฆาตกัน รวมทั้งการอ่อนน้อมถ่อมตน คุณธรรมดังกล่าวได้รับการฝังรากลึกอยู่ในความเป็นปึกแผ่นของสถาบัน ครอบครัว เครือญาติ หมู่บ้าน โดยปฏิบัติสืบต่อกันมา มีการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนกลายเป็นธรรมเนียมประเพณี ๓. ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ เป็นการแสดงถึงศักยภาพในการคิดค้นของ มนุษย์ โดยการเรียนรู้จากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของ ตนเองและมีความสอดคล้องกับธรรมชาติ อาทิ เครื่องมือในการทำการเกษตร หรือการพึ่งพาธรรมชาติ เกี่ยวกับปัจจัย ๔ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ภายใต้ปรัชญาการอยู่ร่วมกัน กับธรรมชาติ ถือเอาความประสานกลมกลืนกับธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ข่มขืนธรรมชาติด้วยความโลภ ของตน ทั้งนี้เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าสรรพสิ่งล้วนแต่มีเจ้าของ เช่น ดินมีพระธรณี ควายมีขวัญ เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสามมิตินี้ มีความประสานโยงใยกันอย่างลึกซึ้งจากรากฐานความ เชื่อที่มีต่อสิ่งสูงสุด จะทำให้ชาวบ้านสามารถอยู่ร่วมกันโดยเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งสูงสุดเพื่อจะเป็นหนึ่ง เดียวกันกับมนุษย์ด้วยกันและธรรมชาติ ฉะนั้นหากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งสูงสุดแตกสลายไป ก็จะมีผลสะเทือนไปถึงความสัมพันธ์ในมิติอื่น ๆ เช่นกัน (กาญจนา แก้วเทพ, ๒๕๓๐. หน้า ๑๗๗-๑๘๑, อ้างถึงใน มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑. หน้า ๑๑-๑๒) วัฒนธรรมชุมชน คือ ระบบคุณค่าที่มีอยู่ในชุมชน หรือเป็นระบบคุณค่าดั้งเดิมของชุมชน ที่มี ปรากฏให้เห็นอยู่ในหลาย ๆ ชุมชน เช่น การทำบุญสืบชะตา การให้ความเคารพผู้อาวุโส ความเชื่อใน การกระทำความดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ชุมชนได้ร่วมสร้างขึ้นและปฏิบัติร่วมกันมาอย่าง ยาวนาน มีการดำรงอยู่อย่างสอดคล้องในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ในกระบวนการพัฒนาการทาง วัฒนธรรมของประชาชน ซึ่งนอกจากจะมีส่วนที่ชุมชนสร้างขึ้นมาแล้วยังมีส่วนที่สร้างจากอำนาจของ รัฐเพื่อใช้ครอบงำ และชุมชนก็มีความพยายามจะต่อต้าน จึงทำให้มีการปรับตัวหรือการผลิตความคิด อุดมการณ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกที่เข้ามากระทบกับชุมชน (บุญเทียน ทองประสาน, ๒๕๓๑. หน้า ๖๕-๗๒, อ้างถึงใน มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑. หน้า ๑๐) การเปรียบเทียบวิธีคิดพื้นฐานของวัฒนธรรมชุมชนกับวัฒนธรรมแบบใหม่ คือ วัฒนธรรม ชุมชนเป็นการพัฒนาแบบประสานกลมกลืน มีการพึ่งพาอาศัยกัน โดยการรวมกลุ่มร่วมมือ มีความเป็น ปึกแผ่นเป็นพื้นฐานสำคัญที่ศูนย์กลางของวัฒนธรรมคือคนและสิ่งสูงสุด เน้นความเจริญทางจิตใจ วัตถุ เป็นเพียงหนทางเพื่อยกระดับจิตใจ เน้นความสมถะไม่สะสมรู้จักพอ สร้างระบบความร่วมมือร่วมใจ ภายใต้ระบบวัฒนธรรมและความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจการดำรงชีพ ระบบการอยู่ร่วมกันของคนใน ชุมชนที่มีความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่ง การผลิตจะผลิตเพื่อกิน แบ่งปัน ผลิตแต่พอจำเป็น การปกครองเป็นอิสระมาจากชุมชนเอง ถือความยุติธรรมและสันติสุข ในขณะที่วัฒนธรรมแบบใหม่ จะมีความขัดแย้ง การแข่งขัน การเป็นปัจเจก ซึ่งทำให้เกิดความแตกแยก ศูนย์กลางของวัฒนธรรมอยู่ ที่เงินและวัตถุมากกว่าจิตใจ เน้นการเจริญเติบโตทางปริมาณไม่รู้จักพอ สร้างระบบความโลภ แข่งขัน
๓๑ ชิงดีชิงเด่น แบบตัวใครตัวมันทุกอย่างแบ่งแยกเป็นส่วนๆ ถือเงินเป็นตัวตัดสินคุณค่า เป็นตัวนำชีวิตคน และชีวิตสังคม การปกครองไม่เป็นอิสระ ถูกกำหนดจากภายนอกถือเอาอำนาจบาตรใหญ่ไม่เป็นธรรม แม้ว่าวัฒนธรรมใหม่ (อิทธิพลจากภายนอก) จะเข้าไปสั่นคลอนวัฒนธรรมเดิมของชุมชนและทำให้ ความชื่อดั้งเดิมจางหายไป แต่ก็ไม่สามารถจะลบล้างคุณค่าของศาสนาและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชน ให้หมดไปได้ เราจึงเห็นได้ว่ากระบวนการสืบทอดความเชื่อดั้งเดิมที่อยู่ในสำนึกของชาวบ้านจึงยังคงอยู่ ต่อเนื่องสืบมา เมื่อได้มีการรื้อฟื้นมรดกทางคุณค่าศาสนาและวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่ (สภาคาทอลิกแห่ง ประเทศไทย, ๒๕๒๘. หน้า ๖๑-๖๗ อ้างถึงใน มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑. หน้า ๑๓-๑๔) สังคมในปัจจุบันมักเป็นสังคมขนาดใหญ่ที่มีจำนวนสมาชิกเป็นหลักล้านคน และพลเมืองในแต่ ละสังคมมักแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มที่แตกต่างกันทำให้กลายเป็นสังคมที่มีความแตกต่างกันไปในหมู่ สมาชิกของสังคม สังคมดังกล่าวจึงมีวัฒนธรรมใน ๒ ระดับ คือวัฒนธรรมทั่วไปและวัฒนธรรมย่อย วัฒนธรรมทั่วไปนั้นหมายถึง วัฒนธรรมที่เป็นหลัก ในการดำเนินชีวิตทั่วไปของสมาชิกจำนวนมากของ สังคม เป็นวัฒนธรรมที่คนจำนวนมากในสังคมมีอยู่ร่วมกัน ส่วนต่างๆ ของวัฒนธรรมดังกล่าวจะรวมตัว กันทำให้เกิดระเบียบในสังคม เช่นในสังคมไทย คนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา พูดภาษาไทยกลาง เข้าเรียนในระบบการศึกษาที่เป็นทางการจัดโดยรัฐบาลไทย มีระบบการปกครองที่แบ่งเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ที่เหมือนกันหมดทั้งประเทศไทย มีคณะรัฐบาลเป็นผู้บริหารงานปกครอง มีกฎหมายออกมาบังคับใช้กับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น นอกจากนั้นคนไทยส่วนใหญ่มีค่านิยมที่นับถือ ผู้ใหญ่ เคารพผู้อาวุโส เชิดชูพระมหากษัตริย์ คนไทยส่วนใหญ่ปฏิบัติตามประเพณีต่างๆ เช่น วันขึ้นปี ใหม่ วันสงกรานต์ลอยกระทง งานสำคัญทางศาสนาและงานศพ เป็นต้น ส่วนต่างๆ ของวัฒนธรรม ที่กล่าวมานี้ เป็นวัฒนธรรมทั่วไปในสังคมไทย เพราะคนจำนวนมากในสังคมไทยมีสิ่งเหล่านั้นร่วมกัน อยู่ วัฒนธรรมย่อย หมายถึงส่วนต่างๆ ของวัฒนธรรมที่ใช้กันในกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น วัฒนธรรม ย่อยมักเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทั่วไป และมักเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมทั่วไป แต่ในเวลาเดียวกันก็มัก แตกต่างไปจากวัฒนธรรมทั่วไปด้วย วัฒนธรรมย่อยจะเด่นชัดในสังคมที่มีความแตกต่างกันในหมู่ ประชากร จึงมักไม่มีวัฒนธรรมทั่วไปแต่เพียงประเภทเดียว แต่จะมีแกนกลางที่เป็นวัฒนธรรมทั่วไป และมีวัฒนธรรมย่อยอยู่จำนวนหนึ่งในสังคมนั้นด้วย แบบแผนวัฒนธรรมบางอย่างมีอยู่ร่วมกันเฉพาะ ในกลุ่มคนที่มีสถานภาพทางสังคมบางอย่างเท่านั้น กลุ่มคนดังกล่าวนอกจากจะปฏิบัติตามวัฒนธรรม ทั่วไปบางอย่างแล้ว ยังปฏิบัติตามวัฒนธรรมย่อยเฉพาะกลุ่มตัวซึ่งมีอัตลักษณ์ของตนเองด้วย วัฒนธรรมย่อยดังกล่าวแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้หลายประเภทตามสถานภาพทางสังคมประเภท ต่างๆ เช่น สถานภาพทางเพศ สถานภาพทางอายุ สถานภาพทางอาชีพ สถานภาพทางชนชั้นหรือ วรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา เป็นต้น แล้วยังมีวัฒนธรรมย่อยอีกหลายประเภทขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลาย อย่าง เช่น ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทำให้เกิดวัฒนธรรมย่อยเชิงภูมิภาคและวัฒนธรรมย่อยของคนเมือง คนชนบทขึ้น เป็นต้น สังคมสมัยใหม่ในปัจจุบัน มักประกอบไปด้วยสมาชิกที่มีเชื้อชาติต่างๆ กัน ทำให้ เกิดเป็นวัฒนธรรมย่อยเชิงเชื้อชาติหรือชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม ชนกลุ่มน้อยคือ กลุ่มคนที่มีวัฒนธรรม แตกต่างไปจากวัฒนธรรมทั่วไปของสังคม ในสังคมไทยมีชนกลุ่มนี้อยู่มากมาย คนพวกนี้มักมีภาษา ค่านิยม ความคิด ความเชื่อทางศาสนาประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ แตกต่างไปจากคนไทยทั่วไป (งามพิศ สัตย์สงวน, 2538. หน้า 30-32) สังคมทุกสังคมจะต้องมีวัฒนธรรม และวัฒนธรรมของแต่ ละสังคมย่อมมีลักษณะเฉพาะที่แสดงออกให้ปรากฏจนสามารถใช้เป็นเขตวัฒนธรรมที่เป็นเครื่องแบ่ง
๓๒ พรมแดนทางวัฒนธรรมได้ วัฒนธรรมแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของคนในแต่ละสังคมว่าแตกต่าง กันอย่างไร ในเรื่องใด เช่น ด้านภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เครื่องมือ เครื่องใช้ในการดำเนินชีวิต ตลอดถึงการละเล่นพื้นเมือง อันทำให้คนในสังคมเกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และหวงแหนวัฒนธรรมในสังคมของตน แต่ในการรักษาหรือดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิม ควรจะต้องมีการปรับปรุง ผสมผสาน หรือพัฒนาวัฒนธรรมให้เหมาะสมมีประสิทธิภาพตามยุคสมัย และกาลเวลา ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งคือการผสมผสานทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็น รูปแบบหนึ่งของการติดต่อระหว่างวัฒนธรรม มันเป็นผลมาจากการที่ปัจเจกชนหรือกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ แทนที่วัฒนธรรมของตนเองโดยวัฒนธรรมอื่น ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วและกำลังเกิดขึ้น และจะ เกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย นอกจากการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมแล้ว อาจมีการเปลี่ยนสัญชาติ และ การกระทำอื่นๆ ที่ทำให้กระบวนการผสมผสานทางวัฒนธรรมเกิดเร็วขึ้นกระบวนการผสมผสานจะ เกิดขึ้นเหมือนกัน ถึงแม้ว่าปัจจัยที่ช่วยเสริมหรือช่วยกีดกัน กระบวนการผสมผสานทางวัฒนธรรมจะ แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ต่างๆ กระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระดับวัฒนธรรมย่อยด้วย เพราะการติดต่อระหว่างกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ สำหรับในสังคมไทยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่าง รวดเร็ว เมื่อรัฐบาลเร่งรัดพัฒนาชนบทและชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆในอนาคตอัตราการผสมผสานทาง วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยคงจะเร็วยิ่งขึ้น และน่าเป็นห่วงว่าอาจไม่มี วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยให้เห็นอีกต่อไป (งามพิศ สัตย์สงวน, ๒๕๓๘. หน้า ๓๙) หลังจากวัฒนธรรมที่ต่างกันมาพบกัน สัมผัสกัน และเกิดการหยิบยืมแลกเปลี่ยนกันใช้ใน ระยะเวลาที่สม่ำเสมอและยาวนานพอสมควร วัฒนธรรมจะเกิดการผสมผสานกัน ปะปนกัน แต่ก็ยังรู้ ว่าเป็นวัฒนธรรมของใคร ไม่ถึงกับปนกันจนแยกไม่ออก เมื่อผู้หยิบยืมวัฒนธรรมผู้อื่นกลับเข้าสู่กลุ่มชน เดิมของตน วัฒนธรรมเดิมนั้นก็จะดำรงรูปแบบเดิมได้ดีอยู่ บุคคลผู้นั้นก็ยังประพฤติปฏิบัติตาม วัฒนธรรมเดิมของตนไปตามเดิม แต่เมื่อออกมาพบปะหรือเผชิญกับคนจากวัฒนธรรมอื่นอีกเขาก็จะ ผสมผสานวัฒนธรรมของเขาเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ที่มาสัมผัสกันอีก (นิยพรร วรรณศิริ, ๒๕๔๐. หน้า ๖๖) จากแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวัฒนธรรม ต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ในขณะที่มีการปะทะสังสรรค์กับการ เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ และวัฒนธรรมหลักของประเทศโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ อยู่ ตลอดเวลา ทำให้วัฒนธรรมบางอย่างต้อง ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือมีการหยิบยืม การผสมผสานทางวัฒนธรรม เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการเมืองเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันอย่างไร และยังคงมีรูปแบบวิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม หรือวัฒนธรรมดั้งเดิม ของกลุ่มชาติพันธุ์ อะไรบ้าง ที่กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ยังคงยึดถือปฏิบัติ ให้ความสำคัญและรักษา เอาไว้ได้ ทำให้มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน 2.3 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับอัตลักษณ์และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ อัตลักษณ์ (Identity) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินคือ Identias เดิมใช้คำ Idem ซึ่งมี ความหมายว่าเหมือนกัน (The Same) อย่างไรก็ตามโดยพื้นฐานของภาษาอังกฤษแล้ว อัตลักษณ์มี ความหมายสองนัยยะด้วยกัน คือความเหมือนและความเป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป นั่นคือ การตีความหมายเหมือนกันบนพื้นฐานของความสัมพันธ์และการเปรียบเทียบกันระหว่างคนหรือ สิ่งของในสองแง่มุมมอง คือความคล้ายคลึงและความแตกต่าง นอกจากนั้นแล้วเจนกิ้นส์
๓๓ (RichardJenkins) ยังชี้ให้เห็นว่า อัตลักษณ์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวของมันเอง หรือกำเนิดขึ้นมา พร้อมกับคนหรือสิ่งของ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและมีลักษณะของความเป็นพลวัตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับการให้ความหมายของเบอร์เจอร์และลัคแมน (Peter Berger and Thomas Luckmann) ที่ว่า อัตลักษณ์ถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการทางสังคม ครั้นเมื่อตกผลึกแล้วอาจจะมีความ ปรับเปลี่ยนหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นหลัก กล่าวโดยอีกนัยหนึ่งอัตลักษณ์เป็นเรื่องของการเข้าใจและการรับรู้เกี่ยวกับตัวเองอย่างไร และคนอื่น รับรู้เราอย่างไร โดยมีกระบวนการทางสังคมในการสร้างและสืบทอดอัตลักษณ์ ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับ บริบทของความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีต่อคนหรือกลุ่มอื่นๆ ด้วย อัตลักษณ์มีทั้งที่เป็นปัจเจก (Individual) และอัตลักษณ์ร่วมของกลุ่ม (Collective) ในระดับปัจเจกบุคคลหนึ่งอาจจะมีหลายอัต ลักษณ์อยู่ในตัว เช่น เพศสภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ ชาติ ช่วงชั้นทางสังคม อาชีพ และศาสนา เป็นต้น ในขณะที่อัตลักษณ์ร่วมของกลุ่มนั้น ความเป็นอัตลักษณ์ร่วมถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความเหมือนกัน ของสมาชิกในกลุ่ม อย่างไรก็ตามบนพื้นฐานของความเหมือนกันของกลุ่มนั้น ย่อมมีความแตกต่างจาก กลุ่มอื่นมาเป็นตัวกำหนดความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของกลุ่มตนด้วย ฉะนั้นเมื่อพูดถึงอัตลักษณ์ของ กลุ่มชาติพันธุ์ จึงเป็นลักษณะอัตลักษณ์ร่วม ของสมาชิกของกลุ่มคนในสังคมเดียวกัน ซึ่งแตกต่าง ออกไปจากกลุ่มอื่น (ประสิทธ์ ลีปรีชา, ๒๕๔๗. หน้า ๓๒-๓๔) อัตลักษณ์ร่วมก่อให้เกิดความสงบอยู่ ร่วมกันของกลุ่มชน และไม่สามารถแยกออก จากการกระทำหรือละทิ้งสถานภาพของปัจเจกในกลุ่มได้ กลุ่มที่มีลักษณะร่วมกันจะต้องมีประเพณีบางอย่างซึ่งเรียกได้ว่าเป็นของกลุ่มตนเอง โดยที่สมาชิกของ กลุ่มไม่จำเป็นต้องรู้จักสมาชิกอื่นๆ ทั้งหมด แต่ต้องรู้ว่าประเพณีอย่างนั้นเป็นประเพณีของกลุ่ม ซึ่ง ประเพณีเฉพาะของกลุ่มทำให้กลุ่มมีอัตลักษณ์ของตนเองแตกต่างจากกลุ่มอื่น (ศรีศักร วัลลิโกคม, ๒๕๓๒.หน้า ๔๘, อ้างถึงใน เกศสิรินทร์ แพทอง, ๒๕๔๖. หน้า ๒๘) อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ (Etnic dcntig) และกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Group) เป็นทั้งคำและแนวคิดสำคัญที่นักมานุษยวิทยา ตะวันตก นำมาใช้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เพื่อการศึกษากลุ่มชนที่มีวัฒนธรรม และ ภาษาเฉพาะที่ได้สืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน บริบททางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวอันเป็นยุค แห่งการประกาศเอกราช ไม่ขึ้นต่อประเทศอาณานิคมตะวันตกของประเทศในทวีปแอฟริกาและเอเชีย การเกิดขึ้นของประเทศและรัฐชาติใหม่ตลอดจนขบวนการต่อต้านการล่าอาณานิคมและการก่อตั้งการ เหยียดผิวและเชื้อชาติมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการก่อกำเนิดของแนวคิดชาติพันธุ์ อันเป็นคำที่เข้ามา แทนคำว่าเชื้อชาติ (Racc) ที่มีที่มาทางความคิดว่าความแตกต่างระหว่างชนชาติถูกกำหนดโดยลักษณะ ทางชีวกายภาพและพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แนวคิดเรื่องชาติพันธุ์ยังได้เข้ามาแทนที่แนวคิด เรื่องเผ่า (Tribe) ซึ่งมักเน้นอัตลักษณ์และวัฒนธรรมโดดๆ ที่เฉพาะและแตกต่างของชนเผ่าพื้นเมือง โดยเชื่อว่าเกิดจากลักษณะการตั้งถิ่นฐานที่ห่างไกลและขาดการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชนอื่นๆ อัตลักษณ์ ทางชาติพันธุ์เสนอให้มองวัฒนธรรมและการนิยามตนเองในความสัมพันธ์กับกลุ่มชนอื่น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับรัฐชาติ (ปั่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, บรรณาธิการ, ๒๕๔๖)และเมื่อกล่าวถึง สิทธิชุมชนตามความเชื่อในมิติของระบบคุณค่า จริงๆ แล้วไม่ได้มีนัยเฉพาะที่เป็นเพียงความเชื่อดั้งเดิม เท่านั้น แต่หมายถึงคุณค่าที่มีการปรับเปลี่ยนผ่านกระบวนการผลิตความเชื่อเดิมมาใช้ในสถานการณ์ ใหม่ เพื่อตอบสนองและปรับตัวกับสถานการณ์ใหม่ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ ในการปรับตัวนี้ชุมชนให้ ความสำคัญกับการมองสิทธิชุมชนในมิติของอำนาจมากขึ้นเพราะการที่รู้ว่าชุมชนมีสิทธิอย่างไรนั้น
๓๔ ขึ้นอยู่กับการสร้างความชอบธรรมของชุมชน ซึ่งถือเป็นความพยายามอย่างหนึ่งในการจะบอกให้คน อื่นรู้ว่าชุมชนนั้นเป็นใคร และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนซึ่งเป็นความพยายาม ที่จะกำหนดความสัมพันธ์ของชุมชนกับกลุ่มชนอื่นๆ ในสังคม ฉะนั้น เมื่อกลุ่มชนใดก็ตามที่รวมกันขึ้น เป็นชุมชน พวกเขาเหล่านั้นจะพยายามบอกคนอื่นว่ามีตัวตนอยู่อย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า อัตลักษณ์คือ พลังในการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมไม่ว่าจะเป็นการจัดการความสัมพันธ์ภายในหรือภายนอก (อานันท์ กาญจนพันธุ์, ๒๕๔๔. หน้า ๒๔๗ อ้างถึงใน มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑. หน้า ๑๗) อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์หมายถึง สิ่งที่ทำให้สมาชิกในกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ รู้สึกร่วมกันว่าเป็น พวกเดียวกัน และรู้สึกแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ในแง่นี้การศึกษากระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทาง ชาติพันธุ์ จึงหมายถึงการศึกษากระบวนการสร้างความเหมือนและความต่าง (มงคล พนมมิตร, ๒๕๕๑) กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ทางสังคมที่สลับซับช้อน หลากหลาย ไม่หยุดนิ่งมาตั้งแต่อดีต สันนิษฐานกันว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงกัน ณ ช่วงเวลาเดียวกัน มีการคิดต่อสัมพันธ์ทั้งในเชิงซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของจนถึงการรบราฆ่าฟัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ให้เกิดการหยิบยืมและผสมปนเปทางวัฒนธรรมระหว่างกัน ดังนั้นเมื่อกลุ่ม ชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มต้องการรักษาความหนึ่งเดียวหรือความเป็นปึกแผ่นในพวกเดียวกัน กระบวนการ สร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เพื่อสร้างความเหมือนในพวกเราและความแตกต่างในพวกเขาจึงเกิดขึ้น ในกระบวนการนี้มีทั้งการสร้างขึ้นมาใหม่อย่างสิ้นเชิงและการหยิบยืมบางส่วนทางวัฒนธรรมคนอื่นมา ทำให้เป็นของเรา อัตลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคหนึ่งแต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปอัตลักษณ์อาจใช้ไม่ได้ผล เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มมีการปรับตัวและหยิบยืมวัฒนธรรมระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อ อัตลักษณ์เก่ามีพลังน้อยลง อัตลักษณ์ใหม่จึงถูกสร้างขึ้นมาทดแทน อัตลักษณ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ตายตัวและไม่หยุดนิ่งการสืบทอดและผลผลิตอัตลักษณ์ใหม่จึงเกิดขึ้นได้เสมอภายใต้การเวลาและ บริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป (วันดี สันติวุฒิเมธี, ๒๕๔๕) ข้อถกเถียงสำคัญในหมู่นักมานุษยวิทยาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จวบจน คริสตศตวรรษที่ ๑๙๖๐ ในการใช้แนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ในการอธิบายความแตกต่างของ สังคมมนุษย์คือจะใช้เกณฑ์อะไร หากไม่ใช่ชีวกายภาพที่มองเห็นได้ มาอธิบายการแบ่งกลุ่มทางชาติ พันธุ์หรือกลุ่มทางวัฒนธรรม ทฤษฎีภาษาศาสตร์หรือนิรุกติศาสตร์ (Linguistic Theories) ได้กลายเป็น ศาสตร์อันทรงอิทธิพลที่นักมานุษยวิทยาจำนวนมากใช้ในการจัดกลุ่มทางชาติพันธุ์และการค้นหาหน่วย ทางวัฒนธรรม (Cultur-bearing Units) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแนวคิดและวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่สามารถตรวจสอบความสมเหตุสมผลได้ อย่างไรก็ตามในปลายทศวรรษที่ ๑๙๖๐ เป็นต้นมา แนวทางของคำถามโดยนักมานุษยวิทยาในเรื่องอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ด้วยอิทธิพลของงานชิ้นคลาสสิคของ เอ็ดมันด์ อาร์ ลีช (Edmund R. Lcach) เรื่อง Political Systems of Highland Burma ซึ่งได้ทวนกระแสความเชื่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยทาง วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่มีขอบเขตและตำแหน่งที่ตายตัว ด้วยการเสนอแนวคิดเรื่อง การข้ามไปมาระหว่างวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่แปรผันไปตามสถานการณ์ ลีช เชื่อว่า การค้นหาหน่วยหรือขอบเขตทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งๆ เป็นความพยายามที่เสียเวลาเปล่า ทั้งนี้เนื่องจากสิ่งที่ค้นหาดังกล่าวนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา งานของเฟรคริก บาร์ท (Fredrilk Barth) ใน Ethnic Groups and Boundarices ได้ขยายการอธิบายแนวคิดเรื่องเส้นขอบเขต
๓๕ อันยืดหยุ่นของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ว่า เกิดจากการที่สมาชิกในกลุ่มนั้นสามารถที่จะเลือกใช้คุณสมบัติ ทางวัฒนธรรม (Cultural Attribute) อย่างใดอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในการนิยามความเป็นตัวตนของตนเอง วัฒนธรรมจึงไม่ใช่แบบแผนปฏิบัติ หรือความเชื่ออันเดียว (A Culture) ที่สืบทอดต่อเนื่องกันมาแต่ โบราณ แค่เป็นพหุวัฒนธรรม (Cutures) ที่คนเลือกและปรับเปลี่ยนเพื่อนำมานิยามตนเอง และกลุ่ม ขอบเขตหรือความเป็นสมาชิกภาพของกลุ่มชาติพันธุ์จึงเป็นสิ่งที่ขยับเขยื้อนและเปลี่ยนแปลงไปมาได้ หากอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่เลื่อนไหลและปรับเปลี่ยนไปมาได้คำถามสำคัญในการศึกษา อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์อีกอันหนึ่งคือ ด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้สมาชิกในกลุ่มชาติพันธุ์เลือกคุณสมบัติ ทางวัฒนธรรมแบบใดแบบหนึ่งในการนิยามความเป็นตัวตนของชาติพันธุ์ ในขณะที่บาร์ท อธิบาย เหตุผลของการสร้างขอบเขตของอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ภายให้อิทธิพลของแนวคิดเชิงโครงสร้างหน้า ที่ว่า เพื่อการสร้างเครือข่าย ของการแลกเปลี่ยนทางด้านสินค้าและแรงงาน ส่วนนักมานุษยวิทยา ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก แม็กเวเบอร์(Max Weber) เช่น คลิฟฟอร์ด เกิร์ตซ์ (Clifiord Geertz) และชาร์ล คายส์ (Charles Keyes) กลับเห็นว่าพื้นฐานสำคัญของการสร้างความเหมือนและความ แตกต่างของสมาชิกในกลุ่มชาติพันธุ์มาจากแนวคิดเรื่องกำเนิดหรือต้นกำเนิดร่วม (Shared Descent) ที่คนในกลุ่มเชื่อว่าสืบทอดและปฏิบัติร่วมกันมาจนกลายเป็นที่มาและรากฐานของกลุ่ม (Pimodial Attachment) ที่มาของกำเนิดร่วมอันเป็นอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ อาจมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าถึงที่มา การอพยพ การตั้งถิ่นฐานใหม่ ความทรงจำร่วมถึงประวัติศาสตร์การถูกกดขี่จากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เพลง ตำนาน และการละเล่นต่างๆ เป็นต้น (ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, บรรณาธิการ ๒๕๔๖) จากแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับอัตลักษณ์และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เห็นได้ว่าความเป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์ที่ต่างกัน มีลักษณะทางกายภาพ การดำรงชีวิต ภาษา ประเพณีวัฒนธรรมต่างกันเป็น อัตลักษณ์ร่วมของกลุ่มคนในชาติพันธุ์เดียวกัน แตกต่างออกไปจากกลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้ด้วยทฤษฎีทาง ชีวกายภาพและแนวความคิดต้นกำเนิดร่วมที่คนในกลุ่มเชื่อว่าสืบทอดและปฏิบัติร่วมกันจนกลายเป็น ที่มาและรากฐานของกลุ่ม เป็นพื้นฐานทำให้รู้ว่าตัวเราเป็นใคร เหมือนหรือแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างไร และคนอื่นรับรู้เราอย่างไร ซึ่งอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ถูกสร้างขึ้น หยิบยืมผสมผสาน ตลอดจน ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับบริบททางนิเวศ ภูมิศาสตร์ สังคม การเมือง เศรษฐกิจในแต่ละยุคสมัย และมี การสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น คณะผู้วิจัยได้นำแนวความคิดเหล่านี้มาใช้ในการศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาที่ช่วย ให้เข้าใจการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด แห่งนี้ 2.4 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการดำรงอัตลักษณ์และการเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธุ์ มโนทัศน์“Ethnicity” แปลว่า “ชาติพันธุ์ธำรง” หรือการศึกษาการธำรงชาติพันธุ์หรือ จิตสำนึกชาติพันธุ์ ซึ่งมีความหมายแตกต่างไปบ้างตามแต่บริบท อันหมายถึงความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์และการศึกษาความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์ เป็นมโนทัศน์ที่เกิดใหม่เมื่อไม่ นานมานี้ คำนี้เริ่มใช้ในปี ค.ศ. ๑๙๕๓ แต่ในทางมานุษยวิทยากระแสการศึกษาการธำรงชาติพันธุ์ เป็น กระแสสำคัญกระแสหนึ่งในการแสวงหาความรู้ที่เกิดขึ้นล่าช้ากว่านั้นมากคือเกือบถึงทศวรรษ ๑๙๗๐ (ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ, ๒๕๔๗) กระแสความสนใจการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับอิทธิพลจากมโน ทัศน์ชาติพันธุ์ธำรง (Ehnicty) ได้พัฒนาประเด็นวิจัยต่างๆ เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และงานศึกษาหนึ่งๆ ก็อาจจะครอบคลุมมากกว่าหนึ่งประเด็นได้ ในบทความนี้จะเสนอแนวทางการศึกษาต่างๆ โดยรวม
๓๖ ประเด็นเป็น ๓ ประเด็นหลักๆ คือ กระบวนการและหน้าที่ในการดำรงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์และการแสดงออกในเรื่องอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในการปฏิสัมพันธ์ข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ และการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ๑) กระบวนการและหน้าที่ในการดำรงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ในการตั้งคำถามเกี่ยวกับ กระบวนการและหน้าที่ในการดำรงความแตกต่างทางชาติพันธุ์ นักสังคมศาสตร์ได้พัฒนาแนวคิดและ มโนทัศน์ต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษา เช่น แนวคิดพรมแดนชาติพันธุ์ (Ethnic Boundary) แนวคิดชาติพันธุ์ธำรง (Ethnicity) และแนวคิดอัตลักษณ์ชาติพันธุ์(Ethnic Identity) แนวคิด “พรมแดนชาติพันธุ์” (Ethnic Boundary) แม้ว่านักมานุษยวิทยาหลายท่านเช่น ลีช และ คายส์ (Charics F.Kcyes) ได้วิพากษ์การใช้มโนทัศน์“กลุ่มชาติพันธุ์” ที่ใช้มาก่อนทศวรรษ ๑๙๗๐ และมีส่วนทำให้เกิดกระแสความเคลื่อนไหวในเรื่องการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ และอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ แต่ยังไม่ได้พัฒนากระบวนการศึกษาอย่างจริงจัง ผู้ที่นำเสนอแนวทางการศึกษาให้ชัดเจน มากขึ้น คือ เฟรคคริก บาร์ทช์ เขาชี้ให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า การจะเข้าใจปรากฏการณ์ทางชาติพันธุ์ได้ ต้องพิจารณาความคิดและจิตสำนึกของคนในแต่ละกลุ่มว่า ลักษณะใดทางวัฒนธรรมมีความหมายกับ ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของพวกเขา เพราะกลุ่มชนต่างๆ อาจจะมีแบบแผนวัฒนธรรมร่วมกันบางอย่าง อันเกิดจากการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน แต่ต่างฝ่ายก็มองว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน ข้อเสนอ ของบาร์ทซ์ก็คือ ให้เปลี่ยนมุมมองจากการที่ “กลุ่มชาติพันธุ์” เป็นหน่วยที่มีวัฒนธรรมร่วมกันมามอง ในแง่ของการเป็น “รูปแบบการจัดระเบียบสังคมอย่างหนึ่ง” เมื่อเราหันมามองในแง่นี้ ประเด็นสำคัญ ในการพิจารณาก็คือ การที่สมาชิกของกลุ่มเรียกตัวเองหรือถูกเรียก โดยคนอื่นว่าเป็นใครหรือ เป็นสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์ในกระบวนการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และแม้ว่าลักษณะทาง วัฒนธรรมยังมีความสำคัญอยู่ แต่นั่นเฉพาะลักษณะที่เลือกเป็นสัญลักษณ์ของความแตกต่างทางชาติ พันธุ์ระหว่างกลุ่มชนต่างๆ มิใช่ภาพรวมของวัฒนธรรมทั้งหมด ในแง่นี้ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ก็เปรียบเสมือนสถานภาพอื่นๆ ในสังคม เช่น เพศสภาพ ชนชั้น หรือวัยวุฒิ ที่กลายเป็นเครื่องหมาย ของการปฏิสัมพันธ์ที่จะทำให้ผู้ปฏิสัมพันธ์รู้ว่าควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร และจะใช้มาตรฐานและ มาตรการใดเป็นหลักการที่ถูกต้องและเหมาะสมในการปฏิบัติต่อกัน หากพิจารณาความคิดของบาร์ทช์ ที่เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในแนวทางที่กล่าวแล้วนี้เราไม่อาจจะมองเห็นความเป็นรูปธรรมของกลุ่มชาติ พันธุ์ใดๆ ได้เพราะ “กลุ่มชาติพันธุ์” เป็นเพียงกลุ่มอ้างอิงตามความคิดของปัจเจกบุคคลที่ใช้จัด ประเภทตัวเอง หรือกำหนดกลุ่มให้ปัจเจกบุคคลอื่น โดยอาศัยสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมบางประการ เพราะในความเป็นจริงอาจเป็นไปได้ที่หลายๆ คนถูกกำหนดให้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง อาจจะระบุ ตัวเองเป็นอีกกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งได้ ฉะนั้นสิ่งที่มีความสำคัญในการวิจัยจึงไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ แต่เป็น กระบวนการระบุและแสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์(Ethnic Identiy) และเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ (Ethnic Catcgory) ในการปฏิสัมพันธ์ในสถานการณ์ต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้บาร์ทช์จึงให้ความสำคัญกับ “พรมแดนชาติพันธุ์” (EthnicBoundary) ซึ่ง “แยกเขาแยกเรา” (Exclusion and Inclusion) โดยอาศัย ลักษณะ ทางวัฒนธรรมเป็นสัญลักษณ์กำหนดความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ฉะนั้นการที่คนสองคนต่างระบุ ว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แสดงว่าในการปฏิสัมพันธ์คนทั้งสองต่าง “เล่นเกมเดียวกัน” (Playing the Same Game) แต่หากต่างชาติพันธุ์กันก็จะตระหนักว่ามีข้อจำกัดในการปฏิสัมพันธ์ ต้องระแวง ระวังกันและกลายเป็นพรมแดนในการปฏิสัมพันธ์เพื่อให้เข้าใจความคิดเกี่ยวกับการศึกษาชาติพันธุ์
๓๗ ของบาร์ทช์อย่างเป็นรูปธรรมผู้เขียนจะยกตัวอย่างงานวิจัยเรื่อง “Pathan Identity and Its Maintenance” ของบาร์ทช์ที่พยายามจะตั้งคำถามเกี่ยวกับพรมแดนชาติพันธุ์ของพวก “ปาทาน” ซึ่งเป็น ประชากรกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดต่อระหว่าง อัฟกานิสถาน และปากีสถานตะวันตก และมีจิตสำนึกร่วมกันว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันพวกนี้ก็จะอยู่กระจายตัวและ ปะปนกันอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการติดต่อกันภายในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ก็อยู่ ต่างถิ่นกันและไม่อาจจะกล่าวได้ว่ามีระบบค่านิยมร่วมกัน เขาพบว่าในชุมชนต่างๆ ของคนที่เรียก ตัวเองว่าเป็น “ปาทาน” มีลักษณะทางวัฒนธรรมแตกต่างกันออกไปในการปรับตัวตามระบบนิเวศที่ แตกต่างกัน เช่น ในพื้นที่ตอนกลางที่ค่อนข้างแห้งแล้ง มีการทำเกษตรแบบผสมผสาน มีการจัด ระเบียบสังคมแบบสืบสายเลือดข้างพ่อโดยไร้ผู้นำร่วมที่ชัดเจน ส่วนในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าซึ่งมี ทั้งที่เป็นทุ่งราบและหุบเขา ชาวปาทานจะทำเกษตรแบบใช้พื้นที่ค่อนข้างเข้มข้น (Intensive Agriculture) ด้วยระบบการชลประทานและมักจะเป็นเจ้าของที่ดินในหมู่บ้าน มีระบบการเมือง ในลักษณะที่หลากหลายมากกว่าคือ มีทั้งที่ถูกปกครองตามระบบกลุ่มสายเลือด โดยไม่มีผู้นำร่วมและที่ มีการรวมกลุ่มภายใต้ผู้นำอย่างหลวมๆ ภายในขอบเขตของรัฐที่คนอาศัยอยู่ ส่วนปาทานที่อยู่ในเมือง ของรัฐปากีสถานและอัฟกานิสถานจะมีความหลากหลายทางอาชีพด้วยคือ เป็นเจ้าของที่ดิน เป็น ช่างฝีมือเป็นพ่อค้า หรือแม้แต่เป็นเจ้าหน้าที่ปกครอง ส่วนพวกที่อยู่ทางใต้ส่วนใหญ่เลี้ยงสัตว์แบบ เร่ร่อนและมีการจัดสังคมเป็นกลุ่มๆ เป็นอิสระจากกัน นอกจากนั้นจะมีบางคนหรือบางครอบครัว เคลื่อนย้ายไปมานอกเขตปาทาน เพื่อทำการค้าหรือรับจ้างแรงงาน ซึ่งบาร์ทซ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าความ แตกต่างทางวัฒนธรรมดังกล่าวไม่ทำให้ปาทานคิดว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างกัน แต่กลับถือว่ามี อัตลักษณ์ชาติพันธุ์เดียวกันด้วยมาตรการทางวัฒนธรรมสำคัญที่จะใช้เป็นฐานในการอ้างอิงหรือวินิจฉัย ความเป็นปาทาน คือการสืบสายเลือดข้างพ่อ การนับถือศาสนาอิสลาม การถือประเพณีปาทานซึ่งรวม การพูดภาษา “Pashto” และสืบประเพณีที่ให้คุณค่ากับความเป็นชายชาตรี (Izzat) ให้ความสำคัญกับ การต้อนรับ รับรองแขกที่มาเยือน โดยแขกก็ต้องเคารพในสิทธิเหนือทรัพย์สินของเจ้าบ้าน และการ ยึดถือค่านิยมของปาทานที่จะเก็บผู้หญิงไว้ในบ้านไม่ปล่อยให้ออกมาปรากฏในที่สาธารณะ ในทัศนะ ของบาร์ทช์ ลักษณะวัฒนธรรมดังกล่าวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นปาทานจะเป็นพรมแดนชาติพันธุ์ ที่แยกปาทานออกจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น และรวมปาทานไว้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน เปรียบเสมือน เป็นสัญลักษณ์ของความเหมือนสำหรับ “คนใน” ที่เป็นปาทาน (ทั้งที่มีความแตกต่างกันมากมาย) และ เป็นเส้นแบ่งพวกเขาจาก “คนอื่น” (ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ, 2547. หน้า 13-18) แนวคิด “ชาติพันธุ์ธำรง” (Ethnicity) ในบทความ “Introduction: The Lesson of Ethnicity” ของแอบเนอร์ โคเฮน ได้นำเสนอแนวคิด “Ethnicity” เพื่อใช้ศึกษาปรากฏการณ์ที่ชนเผ่าหมู่บ้าน และ ชุมชนที่เคยโดดเดี่ยวได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสมัยใหม่ และแปลงโฉมมาเป็น “การรวมตัวทาง ชาติพันธุ์” หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบรรทัดฐานพฤติกรรมบางอย่างร่วมกัน เช่น ระบบเครือญาติ การแต่งกาย ประเพณี และพิธีกรรม ซึ่งสมาชิกของแต่ละกลุ่มได้เรียนรู้โดยกระบวนการทางสังคม ทำให้มี ประสบการณ์และจิตสำนึกทางชาติพันธุ์ และแสดงออกในการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในระบบ สังคมร่วมกัน โดยที่สมาชิกของแต่ละกลุ่มอาจจะยึดถือบรรทัดฐานพฤติกรรมของกลุ่มในระดับขั้นที่ ต่างกันในระหว่างที่ได้มีการปฏิสัมพันธ์กัน (ภายในกลุ่มเดียวกันหรือกับสมาชิกที่ต่างกลุ่มออกไป) ในตอนแรกสัญลักษณ์ของความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์นี้อาจมีลักษณะเป็นจิตวิสัย แต่พัฒนากลายสภาพ
๓๘ เป็นวัตถุวิสัย ในแง่ที่ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของทั้งคนในกลุ่มและนอกกลุ่ม และเป็นข้อกำหนดใน เชิงพฤติกรรมสำหรับปัจเจกบุคคลที่ต้องมาเกี่ยวข้องปฏิสัมพันธ์กัน แนวคิดของโคเฮนจะชัดเจนขึ้น หากได้อ่านกรณีศึกษาของ พาร์ดิน (David Paskin) ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองกัมปาลา (อยู่ใน แอฟริกา) ที่พวก “ลูโอ” (Lu0) ได้ใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น การสืบสายตระกูลข้างเดียว (Unilineal Descent) และประเพณีการแต่งงานภายในกลุ่มเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ เชื่อมโยงคนลูโอที่อยู่ต่างถิ่นและต่างอาชีพ ให้เข้ามาปฏิสัมพันธ์กันเพื่อตัดสินใจร่วมกัน เพราะว่าคน ลูโอในเมืองกัมปาลามิได้อยู่รวมกันเป็นชุมชนที่มีพื้นที่เฉพาะพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ หากต้องทำงาน รับจ้างในหน่วยงานของเอกชนและรัฐบาลและอาศัยอยู่ท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ นอกจากนี้ยังมี ความหลากหลายในเรื่องอาชีพ การศึกษาและรายได้ แต่มารวมกลุ่มเป็นครั้งเป็นคราวได้เพื่อต่อสู้กับ พวกคิคูยูโดยอาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์เครือญาติและอุดมการณ์กลุ่มเรื่องการสืบเชื้อสายตระกูล ข้างเดียว (Uhilincal Desccnt) โดยตอกย้ำว่าเป็นลักษณะสำคัญทางชาติพันธุ์ที่จำแนกลูโอจากพวก ดีดูชแนวคิด “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์” (Ethnic Identity) ฮาโรลด์ ไอแซค (Harold Isaacs) ได้ให้ ความสำคัญกับมโนทัศน์“Basic Identity” หรือ “Ethnic Identity” ซึ่งได้มาโดยกำเนิดจากการเป็น สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่ง และเป็นพื้นฐานสำคัญให้มีความรู้สึกผูกพันกับคนอื่น ที่อยู่ใน กลุ่มเดียวกัน โดยผ่านกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและร่วมพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งสืบทอดอดีตและ กำหนดสถานการณ์ปัจจุบัน และมีอิทธิพลต่ออัตลักษณ์และชีวิตของบุคคลจากทัศนะของไอแซคมี ความเป็นไปได้ว่าคนบางคนอาจจะปฏิเสธอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของตัวเอง ในการเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ชาติพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่า เพราะทำให้รู้สึกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ตนเองต่ำต้อยน่าอับอาย (ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ, ๒๕๔๗. หน้า ๒๑-๒๖) ๒) ความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์และการแสดงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในกระบวนการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลข้ามชาติพันธุ์ การวิเคราะห์ด้วยมโนทัศน์“การกลมกลืนทางวัฒนธรรม”(Assimilation) การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ก่อนได้รับอิทธิพลความคิดในแนวชาติพันธุ์ธำรง ให้ความสำคัญกับมโนทัศน์“การผสมผสานวัฒนธรรม” หรือ“Acculturation”และ“Assimilation” ซึ่งจะเน้นการผสมผสานและความกลมกลืนทางวัฒนธรรม เทสค์และเนลสัน (Teske and B. Nelson) ได้พยายามชี้ให้เห็นว่ามโนทัศน์การผสมผสานทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องการศึกษากระบวนการที่รับ และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องมีทัศนคติที่ดีต่อกัน และในการ ผสมผสานวัฒนธรรมนี้ต่างก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนความหมายให้เข้ากับวัฒนธรรมเดิมของแต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ว่าการผสมผสานทางวัฒนธรรมอาจเกิดขึ้นในสภาวการณ์ที่ถูกบังคับ ส่วนมโนทัศน์“การกลมกลืนทางวัฒนธรรม” หากใช้ในความหมายของพาร์คและเบอร์เจสส์ (Robert Park and Emest Burngess) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลหรือกลุ่มรับความรู้สึก ความทรงจำ และ ท่าทีของกลุ่มบุคคลอื่น ทำให้ความหมายของ “ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม” แตกต่างไปจาก “การผสมผสานวัฒนธรรม” ในสองแง่มุมด้วยกันคือ ในกระบวนการที่เรียกว่า “การกลมกลืนทาง วัฒนธรรม” นี้จำเป็นต้องมีการยอมรับจากกลุ่มที่ไปรับวัฒนธรรมเขามาด้วย และคนหรือกลุ่มที่รับ วัฒนธรรมคนอื่นมักจะต้องรู้สึกดีกับกลุ่มดังกล่าวนั้นด้วย จากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่ล้ำลึกขึ้น ทั่วโลก ซึ่งสะท้อนจิตสำนึกชาติพันธุ์ หรือทำให้เกิดปฏิกิริยาในเรื่องจิตสำนึกชาติพันธุ์และรวมพลังเป็น กลุ่มการเมือง บทความของกอร์คอนในยุคสมัยนิยมศึกษาชาติพันธุ์ธำรงจึงเปลี่ยนแปลงออกไป เพราะ
๓๙ เขาเริ่มให้ความสนใจกับการฟื้นฟู และหน้าที่ของจิตสำนึกชาติพันธุ์และหน้าที่ของมันในการรวมพลัง กลุ่มเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งเขาจำแนกอำนาจเป็น ๒ แบบคือ “อำนาจ แข่งขัน” (Completive Power) และ “อำนาจกดดัน” (Pressure Power) ฉะนั้นกระบวนการ กลมกลืนทางวัฒนธรรมก็อาจชะงักงันได้เพราะกลุ่มชาติพันธุ์ที่รู้สึกว่าอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบจะลุก ขึ้นมาต่อต้าน และพยายามรักษาความเป็นชาติพันธุ์ไว้เป็นพลังในการต่อสู้การวิเคราะห์ด้วยแนวคิด การรักษาความแตกต่างทางชาติพันธุ์ (Ethnic Distinctiveness) ฮาร์แลนด์(Gunnar Haaland) ได้เน้นไปอีกทางหนึ่งคือ ถึงแม้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แต่ยังคงรักษาความ แตกต่างของชาติพันธุ์ได้ โดยที่ระบบเศรษฐกิจจะเป็นตัวกำหนดที่สำคัญในกระบวนการ สร้างความ แตกต่างทางชาติพันธุ์อย่างเช่นในกรณีของพวกร่อนเร่เลี้ยงสัตว์ที่เรียกว่า บักการา (Baggara) กับกลุ่ม เฟอร์ (Fur) ที่เป็นชาวนา มีการติดต่อกันเป็นร้อยๆ ปี ทั้งยังนับถือศาสนาเดียวกันอีกด้วย แต่ต่างฝ่ายก็ ถือว่าต่างกลุ่มชาติพันธุ์กันและมีวิถีชีวิตกันคนละแบบ การวิเคราะห์ด้วยการผสมผสานแนวคิดต่างๆ หลุยส์ โกลอมบ์ (Louis Golomb) ได้ผนวก มโนทัศน์ต่างๆ เช่น “การกลมกลืนทางวัฒนธรรม” “การปรับตัวทางชาติพันธุ์” “พรมแดนชาติพันธุ์” และ “ผู้ฝ่าฝืนทางศีลธรรม” หรือ “Brokers of Morality” ในการมองความสัมพันธ์ของคนไทยใน หมู่บ้านที่อยู่ในรัฐของกลันตัน กับคน “มลายู” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมที่นั่น เขาตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยในหมู่บ้านต่างๆ นั้นได้ถูกกลืนวัฒนธรรมไปบ้าง แต่ไม่ใช่ด้วยอิทธิพลจากการดำเนินการของรัฐ โดยผ่านระบบโรงเรียน หรือนโยบายผสมผสาน กลมกลืน หากเป็นเพราะว่าได้มีปฏิสัมพันธ์กับชาวนา มลายูซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน เพราะชาวนาไทยในกลันตันก็สามารถพูดภาษามลายูเพื่อสื่อสารกับเพื่อนบ้าน ใกล้เคียงได้ และในบางโอกาสก็ถือว่าเป็น “ชาวนา” ด้วยกัน มีค่านิยมและผลประโยชน์บางอย่าง ร่วมกัน อาจจะรู้สึกต่ำต้อยเหมือนๆ กันว่าแตกต่างจาก “คนเมือง” อย่างไรก็ตามชาวนาไทยในกลันตัน ก็รักษาความแตกต่างทางชาติพันธุ์ไว้อย่างเหนียวแน่นผ่านสถาบันวัฒนธรรมต่างๆ ดั้งเดิมคือทำ พิธีกรรมต่างๆ ทางพุทธศาสนา การใช้ภาษาไทย การแสดงมโนรา (ซึ่งชาวนามลายูว่าจ้างไปแสดง ในงานต่างๆ) ความสามารถทางไสยศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องยาเสน่ห์ การล่าหมูป่า (ซึ่งชาวนามลายูไม่ทำ) บทบาทพระสงฆ์ (ซึ่งสนองตอบต่อชุมชนจีนบริเวณใกล้เคียง) โกลอมบ์ได้พยายามชี้ให้เห็นว่าหากมอง ย้อนกลับไปจะพบว่าได้มีการปรับเปลี่ยนสถาบันวัฒนธรรมเหล่านี้ อันเป็นผลจากการปรับตัวทางชาติ พันธุ์กับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและการที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น มลายูและจีน นอกจากนี้การที่คนไทยในกลันตันพัฒนาการถือปฏิบัติที่ไม่กินเนื้อ เป็นการสร้าง พรมแดนชาติพันธุ์ให้เห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับชาวมลายูที่ไม่กินหมู และใน ขณะเดียวกันก็กลายเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เอื้ออำนวยต่อการฝืนกฎเกณฑ์ศาสนาของชาวมลายูบางคนที่ อยากจะฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ศาสนาอิสลามที่เคร่งครัด โดยอาจจะมาเล่นการพนันหรือดื่มสุราในหมู่บ้าน ไทยได้ คณะผู้วิจัยมีข้อสังเกตว่าการศึกษาความสัมพันธ์ของชาติพันธุ์ในยุคสมัยนิยมศึกษาชาติพันธุ์ ธำรงจะเริ่มแตกต่างไปจากการศึกษาชาติพันธุ์สมัยก่อนซึ่งเน้นการศึกษาวัฒนธรรม แม้ว่าความคิดเรื่อง “กลมกลืนทางวัฒนธรรม” จะยังหลงเหลืออยู่ แต่นักวิชาการเริ่มให้ความสนใจกับการต่อต้านการ กลมกลืนทางวัฒนธรรม และการตื่นตัวเรื่องจิตสำนึกชาติพันธุ์การพยายามฟื้นฟูและสร้างสรรค์ วัฒนธรรมที่จะเป็นเครื่องหมายของความแตกต่างทางชาติพันธุ์
๔๐ การศึกษาในแนวปฏิสัมพันธ์สัญลักษณ์ (Symbolic Interactionism) งานสำคัญที่เป็นที่รู้จัก กันก็คือ งานของเจอร์รัลด์ เบอร์แมน (Gerald Berreman) ซึ่งศึกษาการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในเมืองเดห์รา ดัน (Dehra Dun) ของอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองที่มีหลายชาติพันธุ์แค่เบอร์แมนไม่ใช้คำว่า “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์” แต่ใช้คำว่า “เอกลักษณ์สังคม” (Social Categories) ซึ่งหากดูความหมายของ เขาแล้วไม่ได้มีความหมายแตกต่างจาก “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์” เพียงแต่เขายังไม่ได้ใช้ตามสมัยนิยม คำถามของเขามีส่วนร่วมหรือคล้ายกับคำถามของพวกที่ศึกษาชาติพันธุ์ธำรงในสมัยนั้นคือ ๑. กลุ่มคนต่างๆ ในเมืองดังกล่าวจัดตัวเองว่าเป็น “เอกลักษณ์สังคม” ใด ๒. คนแต่ละกลุ่มมองว่ากลุ่มตนเองและกลุ่มคนอื่นมีคุณลักษณะอะไร ๓. คนแต่ละกลุ่มจะอาศัยลักษณะสำคัญอะไรเป็นมาตรการสำคัญในการระบุ “เอกลักษณ์สังคม” ของปัจเจกบุคคล และการระบุนั้นแตกต่างตามสถานการณ์หรือไม่ ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (ทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่ม) จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคำถาม 3 คำถาม ข้างบนอย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งคือว่า เอกลักษณ์ทางสังคม คุณลักษณะของแต่ละกลุ่ม และการ จำแนกกลุ่ม มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เบอร์แมนนำข้อมูลมาจัดประเภทเป็น ๔ ประเภท หรือเอกลักษณ์สังคมใหญ่ๆ คือ ๑. เอกลักษณ์สังคมตามกลุ่มศาสนา (Dharam) เช่น มุสลิมและซิกข์ ๒. เอกลักษณ์สังคมตามกลุ่มภาษาภูมิภาค เช่น ปันจารี และปาฮารี ๓. เอกลักษณ์สังคมตามกลุ่มวรรณะดั้งเดิมของฮินดู เช่น พราหมณ์ กษัตริย์ไวศยะ จัณฑาล (Shudra) ๔. เอกลักษณ์สังคมตามชนชั้นในเชิงอาชีพ และวิถีชีวิต เช่น ชาวบ้าน และกรรมกร เอกลักษณ์สังคมเหล่านี้มีความหมายต่อผู้ที่รู้จักและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์ ของพวกเขาทั้งที่มีกับภายในและภายนอกกลุ่มในชีวิตประจำวัน บุคคลหนึ่งๆ อาจจะมีได้หลายเอกลักษณ์สังคมคือ เป็นปันจานี, มุสลิม, เตลิ(Teli) (เป็นวรรณะแบบหนึ่ง)และเป็นข้าราชการ และเอกลักษณ์สังคมใดจะโดดเด่นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แวดล้อม หรือบริบทที่ปฏิสัมพันธ์ ประเด็นสำคัญที่เบอร์แมนได้หยิบยกขึ้นมาก็คือจิตสำนึกในเรื่อง ความแตกต่างทางเอกลักษณ์เหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์เสมอไปอาจจะเป็นในบาง สถานการณ์เท่านั้น เพราะในบางครั้งบุคคลต่าง ๆเหล่านี้ ได้ลดความแตกต่างลงเพื่อความราบรื่นใน การปฏิสัมพันธ์ และเนื่องจากบุคคลหนึ่ง ๆ มีหลายเอกลักษณ์สังคม ก็จะมีพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ตาม บริบทหรือสถานการณ์ ๓) การเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธุ์ นักวิชาการในสมัยนิยมศึกษาชาติพันธุ์ธำรงมักจะให้ความ สนใจน้อยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์และพรมแดนชาติพันธุ์ เพราะมุ่งเน้นพรรณนาและอธิบาย การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์และพรมแดนชาติพันธุ์มากกว่า อย่างไรก็ตามโฮโรวิทช์ก็ได้นำเสนอแนวคิดที่ น่าสนใจในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของอัตลักษณ์และพรมแดนชาติพันธุ์ เขาให้ข้อคิดว่ากลุ่มชาติ พันธุ์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงได้ อาจจะขยายใหญ่ขึ้นหรือลดตัวเล็กลงเพราะว่าความเป็นสมาชิกของ กลุ่มชาติพันธุ์เป็นเรื่องของการกำหนดความหมายทางสังคมของปัจเจกบุคคลที่ได้กำหนดอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ตนเอง และที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มอื่น เมื่อมองในระยะยาวกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อาจเปลี่ยน พรมแดนชาติพันธุ์ซึ่งมักจะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่บางกลุ่มอาจเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
๔๑ อย่างไรก็ตามอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ มีลักษณะถูกกำหนดมากกว่าเป็นไปโดยสมัครใจ เพราะโดยมากจะ ได้มาโดยกำเนิด แม้ว่าอาจจะมีข้อยกเว้นได้บ้าง เช่น ได้มาโดยการแต่งงาน ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์มักใช้เวลานานข้ามชั่วอายุคน และในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธุ์จะมีกระบวนการ ที่เกี่ยวข้องกันหลายลักษณะด้วยกันคือ ๑. การเปลี่ยนแปลงพรมแดนชาติพันธุ์ในระดับกลุ่ม (Group Boundaries) เป็นการ เปลี่ยนแปลงร่วมของกลุ่มสมาชิกในกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการไปรับเอาบรรทัดฐานของกลุ่ม ชาติพันธุ์อื่นจนถึงขั้นว่ามาตรการที่กำหนดความเป็นสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์มีความชัดเจนน้อยลง ทำให้พรมแดนชาติพันธุ์ค่อนข้างกำกวม ๒. การเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของบุคคล มีข้อสังเกตว่ากรณีที่บุคคล เปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ตามบริบทหรือสถานการณ์ แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวใช่ว่าจะ สามารถเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะว่าจริงๆแล้ว อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ก่อตัวมาจากการเรียนรู้ ๓. เงื่อนไขที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพรมแดนและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ มีเงื่อนไข หลัก ๑๒ ประการคือ สภาวะของการติดต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ที่จะถูกมองว่าเหมือนกันหรือต่างกัน มากน้อยเพียงใด และสภาวะขององค์กรทางการเมืองที่กลุ่มชาติพันธุ์นั้นได้อาศัยอยู่จะเป็นเงื่อนไข สำคัญ (ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ, ๒๕๔๗. หน้า ๑๒-๔๐) จากแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการดำรงอัตลักษณ์ คณะผู้วิจัยใช้แนวคิดพรมแดนทางชาติพันธุ์ ในการวิเคราะห์ ความคิดและจิตสำนึก กระบวนการระบุและแสดงอัตลักษณ์โดย อาศัยลักษณะใด ทางวัฒนธรรมเป็นสัญลักษณ์ ให้ความหมายและกำหนดความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของ ชาวจีน ชาวชอง ชาวญวน ชาวแขก ชาวมอญ และชาวเขมร ในจังหวัดตราด ในการปฏิสัมพันธ์หรือเป็นตัวแบ่งแยกพวก เขาออกจากกลุ่มอื่น แนวคิดชาติพันธุ์ธำรงและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ในความสัมพันธ์กับรัฐชาติและกลุ่ม ชาติพันธุ์อื่นๆ คณะผู้วิจัยใช้ในการศึกษาความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด ซึ่งได้มาโดยกำเนิดจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและร่วมพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งสืบทอด อดีตและกำหนดสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งมีอิทธิพลต่ออัตลักษณ์และชีวิตจนทำให้มีบรรทัดฐาน พฤติกรรมบางอย่างร่วมกัน กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดมีบรรทัดฐานพฤติกรรมของกลุ่มในการ ปฏิสัมพันธ์ทั้งในและนอกกลุ่มในระดับขั้นใด ในแง่ที่ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของทั้งคนในกลุ่มและ นอกกลุ่ม มีกระบวนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบทอดในการดำรงอัตลักษณ์ ในการสร้างความแตกต่าง ทางชาติพันธุ์อย่างไร ในกรณีที่มีการผสมผสานหรือการกลมกลืนทางวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ สังคม และการปกครองมีอิทธิพลในด้านใดบ้าง อย่างไร และจากแนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางชาติพันธุ์ คณะผู้วิจัย ใช้เป็นแนวทางในการสังเกตแนวโน้มของการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ในอนาคต 2.5 แนวคิดการมีส่วนร่วม 2.5.1 ความหมายของการมีส่วนร่วม มีนักวิชาการหลายคนที่ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมทั้งนักวิชาการภายในประเทศและ ต่างประเทศ นักวิชาการภายในประเทศ ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วม ดังนี้ กรรณิกา ชมดี (2524) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า หมายถึง ความร่วมมือ การมี ส่วนร่วมในบางสิ่งบางอย่าง รวมถึงความรับผิดชอบด้วย