๙๒ การแต่งกายของชาวมุสลิมในชีวิตประจำวัน และในช่วงเทศกาลจะมีการปรับเปลี่ยน ให้เข้ากับเทศกาลนั้นๆ เสื้อผ้าที่สตรีมุสลิมสวมใส่ในชีวิตประจำวันเมื่อต้องออกสู่สาธารณะ จะปกปิด ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เผยให้เห็นได้แค่สองส่วน ได้แก่ ใบหน้าและฝ่ามือ โดยมี องค์ประกอบที่ต้องสวมใส่หลักๆ คือ ผ้าคลุมศีรษะ ที่เรียกว่า ฮีญาบ จะปกปิดผม ลำคอ คลุมยาวไปถึง หน้าอก ส่วนในช่วงเทศกาลหรืองานรื่นเริงเฉลิมฉลอง เสื้อผ้าจะมีสีสันฉูดฉาดและมีลูกเล่นมากขึ้น ตัวชุดจะถูกปักประดับด้วยลวดลายงดงาม ใช่ว่าเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายเองแม้การแต่งกายจะไม่ ปกปิดเท่ากับผู้หญิง แต่ก็ปกปิดร่างกายตั้งแต่บริเวณเหนือสะดือจนถึงหัวเข่า และห้ามสวมชุดที่ทำจาก ผ้าไหม ชุดที่ผู้ชายนิยมสวมใส่กันทั่วไป จะเป็นชุดยาวที่เรียกว่า โต๊ป ลักษณะเป็นชุดยาวคลุมข้อเท้า ในแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทย ผู้ชายจะนิยมนุ่งผ้าโสร่ง โสร่งเป็นผ้านุ่งอย่างหนึ่ง ที่ใช้ผ้าผืนเดียว เพลาะชายสองข้างเข้าด้วยกันเป็นถุง แบบเดียวกับผ้าถุง หรือผ้าซิ่น ใช้นุ่งอย่างแพร่หลาย ทั้งหญิงและ ชาย ในหลายประเทศของเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน บังคลาเทศ ฯลฯ นอกจากนี้ยังนิยมใช้ใน หลายท้องถิ่นในหมู่เกาะแถบมหาสมุทรแปซิฟิก โดยที่แต่ละท้องถิ่น จะมีชื่อเรียกต่างกันไป อาจเรียก รวมๆ ได้ว่า โสร่ง อย่างไรก็ตาม การแต่งกายของผู้ชายจะมีการพิถีพิถันมากขึ้นเมื่อมีพิธีการงานสำคัญ เช่น พิธีละหมาด นอกจากจะต้องแต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย ผู้ชายมุสลิมจะต้องสวมใส่หมวกที่ เรียกว่า หมวกกะปิเยาะ กะปิเยาะทำหน้าที่รวบผมที่ปิดบังหน้าผากเอาไว้ไม่ให้สัมผัสพื้นขณะก้มกราบ การมีเส้นผมมาปิดบังหน้าผากแม้เพียงสามเส้น ก็ทำให้การละหมาดครั้งนั้นเป็นโมฆะได้(สัมภาษณ์ รสรินทร์ วิรัญโท, ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว, 10 กรกฎาคม 2565) ภาพที่ 42 ภาพการแต่งกายของชาวมุสลิมจังหวัดตราด 4.1.2.8 ด้านอาหาร อาหารคาวหวานหลายอย่างของไทยมีรากมาจากมุสลิม เช่น แกงเผ็ดต่างๆ ใส่กะทิ น้ำข้น เช่น แกงเนื้อ แกงไก่ ฯลฯ อาหารของชาวมุสลิมในบ้านน้ำเชี่ยว จังหวัดตราด ยังคงความเป็น อัตลักษณ์ทั้งรสชาติและส่วนผสม วัตถุดิบ และเครื่องปรุงเครื่องเทศต่างๆ ข้าวหมกไก่ “ข้าวหมกไก่” เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในตะวันออกกลาง รวมทั้งชาวมุสลิมใน ประเทศต่างๆ ต้นกำเนิดของข้าวหมกมาจากอินเดียซึ่งรับวัฒนธรรมการปรุงข้าวหมกไปจากเปอร์เซีย ได้พัฒนามาเป็น บิรยานี เมื่อชาวอินเดียและเปอร์เซียมาติดต่อค้าขายกับประเทศไทย ได้นำข้าวหมกไก่ มาเผยแพร่ด้วย ข้าวหมกไก่เป็นอาหารจานเดียวที่ประกอบไปด้วยเครื่องเทศนานาชนิด กลิ่นหอมกรุ่น ถึงแม้ข้าวหมกไก่ไม่ใช่อาหารจานเดียวสัญชาติไทยแท้ๆ ก็ตาม แต่ผสมกลมกลืนจนกลายเป็นอาหาร
๙๓ ไทยที่ได้รับความนิยมกันมาก ในข้าวหมกไก่ก็จะประกอบไปด้วยเครื่องเทศ เครื่องเทศคือส่วนต่างๆ ของพืช เช่น เมล็ดเปลือก เมล็ดผล ผิวนอกของผล ใบ ราก ลำต้น ฯลฯ ที่ทำให้แห้ง แล้วนำมาเป็น เครื่องปรุงในอาหาร เพื่อให้ได้รสชาติ สีสัน กลิ่น หรือคุณสมบัติอื่นๆ ที่ต้องการ เครื่องเทศที่ผู้คนทั่ว โลกรู้จักเป็นสากล เช่น กระวาน กานพลู จันทร์เทศ ดีปลี ยี่หร่า หญ้าฝรั่น พริกไทย และ อบเชย เป็น สิ่งมีใช้กันมานานนับพันปี ส่วนผสมการหมักไก่ - น่องไก่ติดสะโพก ผงข้าวหมก นมเปรี้ยว 1 ถ้วยตวง (125 กรัม) เนยแขก (Ghee) หรือเนยถังทอง 2 ช้อนโต๊ะ หอมแดงสับ 15 หัว กระเทียมสับ 10 กลีบ ขิงสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ วิธีหมักไก่ - ใช้ส้อมจิ้มสะโพกไก่ให้เป็นรูพรุน ใส่ผงข้าวหมกและนมเปรี้ยว คลุกเคล้าให้ทั่วแล้ว หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นข้ามคืน เตรียมไว้ (ก่อนนำไก่มาใช้ นำเนื้อไก่ออกมาคลุกเคล้าอีกรอบแล้วทิ้งไว้ให้ คลายความเย็น) - ตั้งกระทะบนเตา ใส่เนยแขกลงไป ตามด้วยหอมแดง กระเทียม และขิงสับละเอียด ลงไปผัดให้หอมแดงสุกและใส ใส่เนื้อไก่หมักลงไปจี่ในเครื่องแกง พอชิ้นไก่เริ่มเกรียมเล็กน้อย กลับด้าน ทอดแบบไม่ต้องสุกมาก ตักใส่ชาม เตรียมไว้ ส่วนผสมน้ำจิ้มข้าวหมกไก่ - น้ำส้มสายชูน้ำตาลทราย - กระเทียมกลีบเล็ก 20 กลีบ - พริกชี้ฟ้าเขียว หรือพริกขี้หนูเขียว - ผักชีใบสะระแหน่ เกลือป่น นมเปรี้ยว (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) วิธีทำน้ำจิ้มข้าวหมกไก่ - นำหม้อขึ้นตั้งบนเตา ใส่น้ำส้มสายชูและน้ำตาลทรายลงไปเคี่ยวจนน้ำตาลทราย ละลาย พักไว้จนเย็น - ใส่กระเทียม พริก ผักชี และใบสะระแหน่ลงในเครื่องปั่น ปั่นจนละเอียด เทใส่ลงใน ส่วนผสมน้ำส้มสายชู เติมเกลือป่น ชิมรสให้ออกเปรี้ยว ๆ โดยให้รสหวานนำ (น้ำจิ้มสูตรนี้นำไปกินคู่ กับก๋วยเตี๋ยวลุยสวนได้) ตักใส่ถ้วย เตรียมไว้ ส่วนผสมข้าวหมกไก่ - ข้าวหอมมะลิ 2 ถ้วย น้ำซุปไก่ 1 ถ้วย ผงกะหรี่ 1 ช้อนชา หญ้าฝรั่น 1 ช้อนชา ผง ขมิ้น 1 ช้อนชา ลูกผักชีป่น 1 ช้อนชา ยี่หร่าป่น 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น 1 ช้อนชา เกลือป่น 1 ช้อน ชา อบเชย 1 ช้อนชา ใบกระวาน 2 ใบ น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ เครื่องเทศใส่เพิ่มเติม (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) - ลูกกระวาน 3-4 ลูก ถ้ามีลูกกระวานเทศ (ลูกเฮ้นท์) ก็ใส่ไป กานพลู 3-4 ดอก ไม้ หวาน (อบเชย) หักเป็นท่อนเล็ก ๆ 2-3 ท่อน โป๊ยกั๊ก 2 ดอก วิธีทำข้าวหมกไก่ - ซาวข้าวสารให้สะอาด ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ เตรียมไว้
๙๔ - ผัดเครื่องแกงในกระทะ จากนั้นนำข้าวสารที่ซาวแล้วลงผัด คลุกเคล้าให้เข้ากันจนทั่ว ยกลงจากเตา - ใส่ข้าวหมกลงหม้อหุงข้าว วางชิ้นไก่บนข้าว (หรือวางเรียงสลับกัน) - เติมน้ำซุปไก่ลงไป - ตั้งโปรแกรมหุงข้าวธรรมดา ก่อนที่ข้าวจะสุกให้ใช้พายไม้หรือพายยางคนข้าวจาก ด้านล่างขึ้นมาด้านบน วิธีนี้จะทำให้ข้าวสุกทั่ว มีปัญหาข้าวดิบเนื่องจากน้ำซุปที่ใส่ไปอาจจะไม่ท่วมข้าว ด้านบน ทำให้ส่วนบนไม่สุกทั่ว - ถ้าข้าวไม่เหลืองให้เติมหญ้าฝรั่นลงไปเพื่อเพิ่มความเหลือง ไม่ใช่เหลืองของหญ้าฝรั่น แต่เป็นเหลืองของผงขมิ้นและผงกะหรี่ - ตักข้าวใส่จาน วางทับด้วยชิ้นไก่ โรยหน้าด้วยหอมเจียว จัดวางผักต่าง ๆ แตงกวา ต้นหอม ผักกาดหอม โรยหน้าด้วยผักชี ใบสะระแหน่สด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสะระแหน่ ภาพที่ 43 ภาพอาหารมุสลิมข้าวหมกไก่ในงานทำบุญฉลองวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา ณ มัสยิดยันนะตุ้ลการีม ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ซุปหางวัว ซุปหางวัว เป็นอาหารอิสลามที่มีรสชาติคล้ายกับต้มยำน้ำใส นิยมรับประทานคู่ กับข้าวหมกไก่ ในซุปหางวัวนั้นจะเต็มไปด้วยวัตถุดิบส่วนผสม ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะหางวัว ที่เป็นตัวเอกสำคัญของซุปหางวัว ส่วนหางของวัวนั้นได้รับความนิยมในการนำมา ประกอบอาหาร ทั้งอาหารจีน อาหารเกาหลี และอาหารประจำชาติอื่นๆ เนื่องจากเป็นเนื้อมี ความเหนียว และมีไขมันมาก จึงนิยมนำมาต้มเป็นซุปหรือสตูว์เพื่อช่วยให้กินได้ง่ายขึ้น ในหางวัว 100 กรัมนั้น จะให้พลังงานกว่า 262 กิโลแคลอรี่ ไขมัน 14.34 กรัม โปรตีน 30.93 กรัม และแคลเซียมอีกประมาณ 10 กรัม หางวัวนั้นยังเป็นแหล่งสำคัญของธาตุเหล็ก เพราะมีธาตุเหล็กกว่า 3.6 กรัม เทียบเท่ากับ 20% ของปริมาณธาตุเหล็กที่ควรได้รับในแต่ละวัน นั้นเอง นอกจากนี้ ในน้ำซุปต้มกระดูกอย่างซุปหางวัว ก็มักจะอุดมไปด้วยคอลลาเจน ที่มีส่วนสำคัญต่อ การรักษาความเต่งตึงของผิวหนัง เสริมสร้างโปรตีน และช่วยรักษาสุขภาพของข้อต่อ มีงานวิจัยพบว่า การรับประทานคอลลาเจน อาจมีส่วนช่วยในการปกป้องข้อต่อจากแรงดัน แรงกดทับ ที่อาจทำให้เกิด ความเสียหายต่อข้อต่อได้ การรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจนสูงอย่าง ซุปหางวัว จึงอาจสามารถช่วย ดูแลรักษาสุขภาพของข้อต่อ ให้แข็งแรง และไม่เปราะบางเสียหายง่ายได้นั่นเอง ส่วนผสม - หางวัว 1 หาง น้ำเปล่า (สำหรับต้ม 2 ครั้ง) ตะไคร้ (หั่นท่อน) 5 ต้น ใบมะกรูด 20 ใบ น้ำเปล่า 2 ลิตร (สำหรับน้ำซุป) หอมใหญ่ (หั่นสี่เหลี่ยมใหญ่) 3 หัวกระเทียม 10 กลีบ มะเขือเทศเล็ก 1 ถ้วย
๙๕ ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ ขิงซอย 1/2 ถ้วย มะเขือเทศใหญ่ (ผ่าสี่ส่วน) 4 ลูก อบเชย 3 ก้าน พริกไทย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ มันฝรั่ง (หั่นสี่เหลี่ยมใหญ่) 1 หัว รากผักชีและผักชี 1 ถ้วย มะนาว 3 ลูก ขึ้นฉ่าย 2 ต้น พริกขี้หนู 1/2 ถ้วย วิธีทำ - ต้มครั้งที่ 1 ต้มหางวัวด้วยน้ำเปล่า รอน้ำเดือดก่อนจึงค่อยใส่ลงไป หมั่นคอยช้อน ฟองทิ้ง ตัวฟองทำให้เหม็นคาว ต้มสัก 20 นาที แล้วตักขึ้น เทน้ำทิ้งไปเลย - ต้มครั้งที่ 2 เอาน้ำใส่หม้อ คราวนี้ใส่ตะไคร้กับใบมะกรูดลงไปดับกลิ่นด้วย คราวนี้ ต้มไปจนเนื้อเริ่มเปื่อยสัก 2 ชั่วโมง - ทำน้ำซุปเริ่มที่แบ่งเอาหอมใหญ่ 1 กำมือมาใส่โถปั่น ตามด้วยกระเทียม มะเขือเทศ ลูกเล็ก (ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเขือเทศเล็ก ใส่มะเขือเทศใหญ่ได้) ซอสมะเขือเทศรวมกันแล้วก็ปั่น สำหรับใส่ในน้ำซุป - เอาหม้ออีกใบใส่น้ำ ยิ่งเคี่ยวน้ำซุปเคี่ยวผักนานเท่าไร น้ำซุปหางวัวจะยิ่งอร่อยมาก เริ่มใส่ตะไคร้ ใบมะกรูด และขิงซอย เพิ่มความหอมและดับกลิ่นคาวหางวัว ตามด้วยหอมใหญ่หั่น สี่เหลี่ยมใหญ่ที่เหลือ มะเขือเทศผ่าสี่ ก้านอบเชย และน้ำซอสที่เราปั่นไว้ - ปรุงรสด้วยพริกไทยกับเกลือ คนให้เข้ากัน แล้วก็รอให้น้ำเดือด แล้วหรี่เป็นไฟ กลางๆ ต้มน้ำซุปประมาณ 1 ชั่วโมง จนน้ำซุปและผักต่าง ๆ เปื่อยดี - ใส่มันฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยมใหญ่หน่อย ถ้าหั่นเล็กเดี๋ยวต้มไปจะเละ แล้วก็ต้มต่ออีก ประมาณ 30 นาที - วิธีการปรุงซุปหางวัว จะปรุงกันในถ้วยจะดีกว่า ปรุงรสเค็มด้วยเกลือ อย่าใส่น้ำปลา เด็ดขาด เพราะเหม็นคาว ใส่เกลือ น้ำมะนาว พริกขี้หนูตำหรือสับ ถ้ามีพริกขี้หนูสวน จะดีมาก ใส่ขึ้นฉ่ายเพิ่มความหอม - ปรุงให้เผ็ดเปรี้ยวแค่ไหนตามชอบ แล้วก็ใส่ใบขึ้นฉ่าย และที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด คือ หอมเจียวโรยหน้า ภาพที่ 44 ภาพอาหารซุปหางวัว/ซุปเนื้อ ในสำรับอาหารในงานทำบุญฉลองวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา ณ มัสยิดยันนะตุ้ลการีม ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด มัสมั่นเนื้อ/ปลา สำหรับแกงมัสมั่นต้นตำรับนั้นมาจากทางอินเดีย ก่อนที่จะเริ่มต้นเข้ามาในประเทศ ไทยโดยแขกเจ้าเซ็นจากทางเปอร์เซีย สันนิษฐานว่าคำว่า “มัสมั่น” มาจากภาษาเปอร์เซียคำว่า “มุสลิมมาน” ซึ่งหมายถึง ชาวมุสลิม
๙๖ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมทางอาหาร ของไทยเข้าไป จนกระทั่งในช่วงยุคของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งยุค รัตนโกสินทร์ ก็ได้มีการระบุว่ามัสมั่นเป็นหนึ่งอาหารตำรับไทย ผ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เพื่อ ชมฝีพระหัตถ์ในการปรุงเครื่องเสวยของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี โดยกล่าวถึงอาหารคาวทั้ง 15 ชนิด ได้แก่ แกงมัสมั่นไก่ ยำใหญ่ตับเหล็กลวก หมูแนม ก้อยกุ้ง แกงเทโพ น้ำยา แกงอ่อม ข้าวหุง เครื่องเทศ แกงคั่วส้ม พล่าเนื้อ ล่าเตียง หรุ่ม ไตปลา แสร้งว่า และอาหารหวานอย่างรังนก ซึ่งใน ปัจจุบันบางเมนูก็นับว่าหาทานยาก บางเมนูก็เป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อีกทางด้านก็มีการระบุว่ามัสมั่นเป็นประเภทแกงที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาหารมลายู แถบประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน และภาคใต้ของไทย โดยมีชื่อเรียกว่าซาละหมั่น เป็น แกงออกรสเค็มมัน มีความข้นจนเกือบคล้ายน้ำจิ้มสะเต๊ะ ส่วนของไทยจะออกรสหวานและมีความ เหลวของกะทิมากกว่า แต่สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองสูตรคือ ลูกผักชี ยี่หร่า ดอกจันทน์ และกานพลู อันเป็นเครื่องเทศหลักของมัสมั่น ในช่วงแรกจะนิยมใช้มันเทศก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นมันฝรั่งในยุคหลัง สำหรับเนื้อสัตว์นั้นสามารถเลือกใช้ได้ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อไก่ สำหรับมัสมั่นสูตรของชาวมุสลิม จังหวัดตราดใช้วัตถุดิบท้องถิ่นได้ เช่น เนื้อปลานวลจันทร์ ส่วนผสม - หัวกะทิ 2 ถ้วย น้ำพริกแกงมัสมั่น เม็ดกระวาน 5 เม็ด หางกะทิ 4 ถ้วย เนื้อวัวหั่น เต๋า 1 ปอนด์ + 1/2 ปอนด์ (สามารถใช้เนื้อไก่ หรือเนื้อแกะได้) น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ (จะช่วย ให้เนื้อสัตว์นุ่มขึ้น) ใบกระวาน 3 - 4 ใบ น้ำปลา 1/2 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 220 กรัม (สามารถใช้น้ำตาล ทรายแดงแทนได้) มันฝรั่ง 1 หัว น้ำหนักประมาณ 12 ออนซ์ (ปอกเปลือกออก นำไปล้างน้ำ หั่นเป็น ชิ้นใหญ่ นำไปแช่น้ำเย็นจัด) หอมใหญ่ 1 หัว (ปอกเปลือกออก นำไปล้างน้ำ หั่นเป็นชิ้นใหญ่) ถั่วลิสง คั่ว 1 ถ้วย วิธีทำ - ใส่หัวกะทิครึ่งหนึ่งลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟกลาง ผัดจนเดือด (แต่ไม่ต้องแตกมัน) จากนั้นใส่น้ำพริกแกงมัสมั่น และเม็ดกระวานลงไป ผัดจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกับหัวกะทิ ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้ - ใส่หางกะทิลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟปานกลางจนเดือดเล็กน้อย (ไม่ต้องเดือดพล่าน) ใส่เนื้อสัตว์ลงไป ตามด้วยมะขามเปียกลงไป ต้มด้วยไฟอ่อนจนเดือด ประมาณ 30 นาที (ไม่ต้องคน) - ใส่น้ำพริกแกงที่ผัดไว้ลงในหม้อ คนผสมเล็กน้อยพอเข้ากัน โรยใบกระวานลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ คนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นเคี่ยวด้วยไฟปานกลางประมาณ 40-45 นาที - ใส่มันฝรั่งลงไป คนผสมเล็กน้อยพอเข้ากัน ต้มต่ออีกประมาณ 15 นาที - ใส่หอมใหญ่ลงไป คนผสมเล็กน้อยพอเข้ากัน ต้มต่ออีกประมาณ 10 นาที - ใส่หัวกะทิที่เหลือลงต้มต่ออีกประมาณ 10 นาที - ใส่ถั่วลิสงคั่วลงไป ต้มต่ออีก 10 นาที ตักใส่ชาม พร้อมรับประทาน
๙๗ ภาพที่ 45 ภาพอาหารมัสมั่นเนื้อ/ปลา ในสำรับอาหารในงานทำบุญฉลองวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา ณ มัสยิดยันนะตุ้ลการีม ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ไก่ต้มเหลืองหัวไชโป๊ว ไก่ต้มหัวไชโป๊วสูตรพิเศษตามแบบฉบับอาหารมุสลิมที่จะต้องใส่เครื่องเทศ เช่น ขมิ้น กะทิ ช่วยชูรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารให้หวานมัน หอม ตามแบบอาหารมุสลิม ส่วนผสม - เนื้อไก่ หัวไชโป๊ว รากผักชี กระเทียม พริกไทยดำ เกลือ ขมิ้น กะทิ วิธีทำ - นำน้ำใส่หม้อตั้งเตาใส่เนื้อไก่รอเดือด ใส่ผงปรุงรสเผ็ดหอม หรี่ไฟลงแค่เดือดเบาๆ - ซอยหัวไชโป๊วและเห็ดหอม ใส่ลงหม้อเปิดไฟกลางให้เดือดและหรี่ไฟลง ปรุงรสด้วย เกลือ ขมิ้น และกะทิ รอจนหัวไชโป๊วขยายใหญ่ขึ้นเรียบร้อย พร้อมรับประทาน ภาพที่ 46 ภาพอาหารไก่ต้มเหลืองหัวไชโป๊วในงานทำบุญฉลองวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา ณ มัสยิดยันนะตุ้ลการีม ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ขนมบดิน “ขนมบดิน” เป็นขนมโบราณของชาวมุสลิมที่เป็นมรดกที่ตกทอดกันมายาวนาน ขนมนี้ ส่วนใหญ่พบเห็นใช้กันในเทศกาลงานบุญ และงานมงคลของชาวมุสลิม โดยหน้าตาขนมนั้นเหมือนกับ บัตเตอร์เค้ก ซึ่งมีรสชาติหวานนำ แต่มีความมันของเนยเป็นหลัก เนื้อขนมนี้จะแน่น และมีน้ำหนักมาก เวลารับประทานจะอิ่มนาน ยิ่งหากรับประทานกับเครื่องดื่มต่างๆ จะเพิ่มความอร่อยมากยิ่งขึ้น เป็นเค้ก สูตรโบราณตระกูลเค้กเนย ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของชาวมุสลิมภาคกลาง ต้นกำเนิดแถบ ชุมชนมุสลิมซอย สวนพลูหน้าตาขนมคล้ายๆ กับขนมไข่ชื่อ “ขนมกุฎิจีน” แต่รสชาติต่างกัน ขนมบดินจะมีรสชาติแบบ เค้กที่หอมกลิ่นนมข้นหวานและกลิ่นเนย และเป็นขนมที่ไม่ใช้สารเสริมใดๆ ทั้งสิ้นการฟูของขนมเกิด จากการหมักแป้งหลายชั่วโมง
๙๘ “ขนมบดิน” มีต้นตำรับมาจากชาวโปรตุเกสที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรี อยุธยา ประมาณ 200 ปี มาแล้ว ในระยะแรกๆ เป็นการทำเพื่อใช้เลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองที่มาพบปะ สังสรรค์กัน “ขนมบดิน” ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มักจะทำแจกเพื่อนบ้านในเทศกาลงานบุญงาน มงคลต่างๆ ของชาวมุสลิม โดยทำกันในครอบครัว ส่วนผสม - แป้ง 2 ถ้วยตวง เนย ครึ่งถ้วยตวง นม 5 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 5 ฟอง ธัญพืช เช่น ลูกเกด ฟักเชื่อม ลูกเดื่อ อินทผาลัม วิธีทำ - นำแป้งและน้ำตาลผสมให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันดีแล้วนำนมข้นหวานและไข่ไก่ผสม ให้เข้ากันอีกครั้ง เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว นำเนยใส่ลงไป และทิ้งไว้ประมาณ 5 ชั่วโมง - เริ่มต้นการอบด้วยการวอร์มเตา 15 นาที ทาเนยที่ถาดขนมอบประมาณ 20 นาที ระหว่างอบหมั่นตรวจดูว่าขนมได้หรือยัง โดยการนำไม้แหลมจิ้มลงไป ถ้าขนมไม่ติดไม้จิ้มก็นำออกจากเตา ได้เลย หลังจากนำออกจากเตาแล้ว เราสามารถแต่งหน้าขนมด้วยลูกเกดหรือฟักเชื่อมได้ตามใจชอบ พร้อมนำไปรับประทานกับเครื่องดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น (สัมภาษณ์ รสรินทร์ วิรัญโท, ชาวมุสลิม ตำบล น้ำเชี่ยว, 10 กรกฎาคม 2565) ภาพที่ 47 ภาพขนมบดินกับชามุสลิมในงานทำบุญฉลองวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา ณ มัสยิดยันนะตุ้ลการีม ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด 4.1.3 ชาวญวน ชาวญวน เป็นชนชาติต่างวัฒนธรรมที่มีปรากฏหลักฐานในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมัยรัตนโกสินทร์ ที่องค์เชียงสือได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในเขตท้องที่จังหวัดตราด และได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เชิงเขาวัดญวน ตำบลชำราก และมีชาวญวนที่ถูกกวาด ต้อนเข้ามาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ ตำบลอ่าวญวน (เมื่อก่อน เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเมืองตราด ปัจจุบันคือตำบลอ่าวใหญ่ แต่ยังคงเรียกว่า “แหลมญวน”) ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงที่ฝรั่งเศสยึดครองอินโดจีน และต้องการเกาะกระดาษ ของไทยได้ส่งชาวญวนที่เข้ารีต นับถือศาสนาคริสต์มาอยู่ในเกาะกระดาษเพื่อหาข้ออ้างในการยึดครอง ประเทศไทย ในช่วงเวลานั้นที่ชาวไทยได้อาศัยอยู่ก่อนแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ออกโฉนดที่ดินในพื้นที่เกาะกระดาษ โดยขอจากชาวญวนที่ไปตั้งถิ่นฐาน ชาวญวนจึงย้าย ออกไปตั้งถิ่นฐานที่อยู่ใหม่ในส่วนอื่นๆ ของจังหวัดตราด ส่วนชาวญวนในจังหวัดจันทบุรีที่อยู่บริเวณ
๙๙ อารามฟาติมา วัดคาทอลิค สะพานวัดจันทร์ ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมืองจันทบุรี ได้เริ่มการทอเสื่อกก จันทบูรขึ้นเป็นครั้งแรก ชาวจันทบุรีเรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่า “พวกญวน” โดยชาวญวนได้แนะนำให้ ชาวบ้านในจังหวัดจันทบุรีปลูกต้นกกไว้แลกเปลี่ยนกับเสื่อ ทำให้ชาวบ้านนิยมปลูกต้นกก และฝึกหัด ทอเสื่อกันมากขึ้น แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 1 ได้กล่าวถึงเรื่องที่องค์เชียงสือได้หนีออกจากกรุงเทพฯ โดย มิได้กราบบังคมทูลลาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาฯ คงทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง กราบบังคม ทูลรัชกาลที่ 1 ว่า การที่องค์เชียงสือหนีไปก็เพื่อที่จะคิดกอบกู้บ้านเมืองญวนและถ้าหากองค์เชียงสือ กระทำการสำเร็จก็จะขอเป็นเมืองขึ้นของไทยต่อไป องค์เชียงสือยังขอให้ไทยช่วยส่งอาวุธปืนและ กระสุนดินดำไปช่วยองค์เชียงสือปราบกบฏอีกด้วย เมื่อองค์เชียงสือหนีออกจากไทยแล้ว ครั้งแรกไปพักที่เกาะสีชังก่อน ต่อมาจึงเดินทางไปพัก ที่เกาะกูด ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ใกล้ชายแดนเขมรและอยู่ในเขตไทย การที่องค์เชียงสือเลือกเกาะกูดเป็นฐาน ปฏิบัติการปราบกบฏไกเซินนั้นเป็นเพราะเกาะกูดมีคุณสมบัติเหมาะสมอยู่หลายประการ กล่าวคือ เป็น เกาะที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย เขมร และญวน ซึ่งเหมาะที่จะใช้เป็นศูนย์กลางติดต่อกับไทย เขมร และญวน ได้เป็นอย่างดีนอกจากนั้นเกาะกูดอยู่ในเขตไทยพวกไกเซินไม่กล้าที่จะยกกำลังล่วงล้ำเข้ามาปราบองค์ เชียงสือเนื่องจากเกรงใจไทย อนึ่งเกาะกูดยังเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ไม่มีผู้คนอาศัยจึง เหมาะที่จะใช้เป็นฐานสำหรับปฏิบัติการกู้อำนาจได้เป็นอย่างดี ขณะที่องค์เชียงสือใช้เกาะกูดเป็นศูนย์ปฏิบัติการกู้อำนาจกลับคืนมาในญวนนั้น ทางกรุงเทพฯได้ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่น ได้จัดส่งเรือตระเวณหลายลำพร้อมด้วยปืนและ กระสุนดินดำไปให้องค์เชียงสือ องค์เชียงสือก็เริ่มมีชัยชนะต่อพวกไกเซินโดยตีได้เมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ ชายแดนเขมรได้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยายอำนาจขึ้นเรื่อยๆ องค์เชียงสือได้ตอบแทนบุญคุณไทยโดย ช่วยปราบโจรสลัดที่คอยปล้นสะดมเรือสินค้าทางแถบหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ในปี พ.ศ. 2331 องค์เชียงสือได้มีหนังสือมาขอเรือรบและกระสุนดินดำจากไทยอีก ไทยก็ได้จัดส่งไปให้ตามที่ต้องการ และในปีเดียวกันนี้เององค์เชียงสือได้ส่งทูตมาไทยถวายต้นไม้ทองเงินเป็นครั้งแรก รวมทั้งขอให้ไทยส่ง ทัพจากพระตะบองช่วยองค์เชียงสือตีเมืองป่าสักด้วย ไทยได้ช่วยเหลือตามที่องค์เชียงสือขอร้อง ทัพพระตะบองที่ยกไปช่วยองค์เชียงสือในครั้งนั้น มีเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เป็นแม่ทัพสามารถตี เมืองป่าสักให้องค์เชียงสือได้สำเร็จ นอกจากกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ว่า เมื่อองค์เชียงสือหนีจากกรุงเทพฯ มาโดยเรือใบได้มาพำนักที่เกาะกูด นอกจากนี้ยังมีภูมินามที่เกี่ยวกับญวน สองแห่ง คือเขาญวนแห่งหนึ่ง และอ่าวญวนอีกแห่งหนึ่ง ที่เขาญวนนั้นได้มีญวนอพยพมาจากไหนไม่ทราบมาพักอยู่ที่เชิงเขาวัดเขาญวน (วัดคิรีวิหาร) ตำบลชำราก หลายสิบครัว เขานี้เดิมชื่ออย่างไรไม่ปรากฏแต่เมื่อญวนมาตั้งบ้านเรือนแล้วจึง เรียกกันว่าเขาญวน ส่วนที่ตำบลอ่าวญวนนั้นสันนิษฐานว่าเมื่อไทยยกกองทัพไปทำสงครามกับญวนมี ชัยชนะมาแล้วได้กวาดต้อนพลเมืองชาติญวนเข้ามาแล้วเรือที่บรรทุกมาคงจอดทอดสมอจึงเรียกกันว่า อ่าวญวน ส่วนญวนในตำบลบางพระ ได้ถูกกวาดต้อนมาในคราวที่ไทยชนะสงครามกับญวน มี เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพ แล้วได้กวาดต้อนพลเมืองมา ซึ่งรวมถึงชาวญวน ด้วยนอกจากนั้นจึงขนไปจังหวัดจันทบุรีอีกด้วย
๑๐๐ ชาวไทยเชื้อสายญวน หรือชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม บ้างอาจปรากฏว่าแกว หรือเวียดนาม หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในประเทศไทย ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายญวนแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ ญวนเก่า และญวนใหม่ กลุ่มญวนเก่าได้อพยพเข้ามายังสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณวัดส้มเกลี้ยงเหนือบ้านเขมร เพราะนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เช่นเดียวกับชาวเขมรที่เข้ามาอยู่ตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และ ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาอยู่ตั้งแต่สมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว พระราชทานเงินส่วนพระองค์ ซื้อที่ดินสวนแปลงใหญ่ใกล้เคียงกัน พระราชทานให้เป็นที่อยู่ อาศัย ซึ่งชาวญวนเก่าปัจจุบันได้ผสมกลมกลืนไปกับคนไทยหมดแล้ว และบางส่วนก็แต่งงานอยู่อาศัย กับชาวเขมรและชาวโปรตุเกสบริเวณวัดคอนเซ็ปชัญ ส่วนญวนใหม่คือคนที่อพยพเข้ามาในไทยในปี พ.ศ. 2488 (เริ่มการประกาศราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมือง) และในปีพ.ศ. 2489 (ปีที่คอมมิวนิสต์ครอง) และชาวญวนใหม่เหล่านี้ได้ทยอยเข้ามาในไทยจนถึงปีพ.ศ. 2499 สาเหตุสำคัญที่ชาวญวนอพยพเข้าสู่ดินแดนสยามคือ เพื่อลี้ภัยทางการเมือง และลี้ภัยทาง ศาสนาเนื่องจากสยามเป็นเพื่อนบ้านที่มีเสถียรภาพ อุดมสมบูรณ์ และสามารถอาศัยอยู่อย่างสงบสุขได้ จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ คุณสวลี คล้ายมี ราษฎรชาวไทยเชื้อสายญวนจังหวัดตราด กล่าวว่า ชุมชนชาวญวนจังหวัดตราดที่บ้านท่าเรือจ้าง คือกลุ่มคนญวนที่ย้ายถิ่นฐานมาจากจังหวัดจันทบุรี นำ โดยนายหงอม สมุทรคีรี และญาติพี่น้องรวม 7 ครอบครัว มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเลขที่ 27 ถนนท่าเรือจ้าง ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เมื่อปี พ.ศ. 2466 ในรัชสมัยขอพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้ใช้บ้านนายหงอม สมุทรคีรี เป็นที่ทำการของวัดแม่พระรับสาร จังหวัดตราด ประกอบพิธีกรรมต่างๆของศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก ในขณะนั้นยังไม่มีสถานที่สร้างวัด แต่ใน ปัจจุบัน วัดแม่พระรับสารตราด สร้างขึ้นมาเป็นเวลา 99 ปีแล้ว อยู่บริเวณเดียวกับโรงเรียนมารดานุสรณ์ ในเดือนมีนาคม ของทุกปีจะมีการฉลองวัด และในปี พ.ศ. 2566 เดือนมีนาคมจะจัดงานฉลองวัด ครบรอบ 100 ปี ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ชุมชนบ้านท่าเรือจ้างเสียหาย ผู้คนชาติญวน ก็อพยพออกไปจากชุมชนท่าเรือจ้างสร้างบ้านเรือนใหม่ยังชุมชนอื่นๆ ขยายออกไป ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ของชาติพันธุ์ญวน จังหวัดตราด ได้แก่ 4.1.3.1 ด้านที่อยู่อาศัย ลักษณะที่อยู่อาศัยของชาวญวนในชุมชนบ้านท่าเรือจ้างนั้น เป็นการปลูกสร้าง บ้านเรือนแบบโบราณ บ้านไม้สองชั้น มีลักษณะของอาคารพานิชย์ และร้านขายของแบบชาวจีน เนื่องจากมีการอยู่อาศัยของชาวจีนมาก่อน ในชุมชนที่มีการอยู่อาศัยร่วมกันของคนไทยพุทธ คนจีน และ ชาวญวน มีศาสนสถานที่สำคัญคือ วัดคาทอลิคแม่พระรับสาร ศาลเจ้าพ่อปู่คุ้ม และวัดพุทธถึง 3 วัด ได้แก่ วัดศรีบูรพาราม วัดวรดิตถาราม และวัดคลองเพชร มีโรงเรียนคาทอลิค 1 โรงเรียน อยู่บริเวณ เดียวกับวัดคาทอลิคคือ โรงเรียนมารดานุสรณ์ ทำการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นโรงเรียนเอกชน และในชุมชนมีโรงเรียนรัฐบาล 1 โรงเรียน คือ โรงเรียนบ้าน ท่าเรือจ้าง เปิดทำการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่หก นอกจากนี้ยังมี ท่าเรือสำหรับขึ้นอาหารทะเลสด และอู่ต่อเรือ อีกด้วย (สัมภาษณ์ สุวลี คล้ายมี, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ, 19 กันยายน 2565)
๑๐๑ ภาพที่ 48 ภาพที่อยู่อาศัยย่านชุมชนญวน บ้านท่าเรือจ้าง จังหวัดตราด 4.1.3.2 ด้านอาชีพ อาชีพหลักๆ ของชาวญวนในกลุ่มแรกๆ ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากจังหวัดจันทบุรีก็คือ อาชีพ ถีบสามล้อรับจ้าง ทำสวน ทำประมง เลี้ยงหมู รับจ้างฆ่าควาย และค้าขายเล็กๆ น้อยๆ การเริ่มต้นของกลุ่ม คริสตชนเริ่มจากอาชีพเล็กๆ น้อยๆ ในชุมชนบ้านท่าเรือจ้างนี้เอง (พิธีเปิดเสก วัดแม่พระรับสาร, 2561) ในอดีตชาวญวนได้อพยพมาจากจันทบุรีมาอยู่ชุมชนบ้านท่าเรือจ้าง ขณะนั้นการ คมนาคมได้อาศัยแม่น้ำตราดเป็นเส้นทางหลักในการนำพืชผลจากการผลิตจากหมู่บ้านใกล้เคียงกับ ชุมชนบ้านท่าเรือจ้างคือ หมู่บ้านเนินทราย ท่าพริก เนินสูง ท่ากุ่ม ตะกาง ไร่ป่า ฯลฯ ไปค้าขายยัง ตัวจังหวัดตราด ต้องเดินทางผ่านหมู่บ้านท่าเรือจ้างโดยการโดยสารเรือข้ามฟาก หรือเรือส่วนตัวจาก หมู่บ้านข้างเคียงมาค้าขายผลผลิตท้องถิ่น มายังจังหวัดในตลาด หรือขายที่หมู่บ้านท่าเรือจ้าง ทำให้ ชาวญวนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมีอาชีพขับรถโดยสารรับจ้างเป็นหลัก ในขณะนั้นหมู่บ้านท่าเรือจ้างมี ความเจริญมากด้านเศรษฐกิจ เป็นแหล่งค้าขาย แหล่งจอดเรือประมง เป็นเส้นทางผ่านจากพื้นที่ ห่างไกล เช่นพื้นที่อำเภอเมือง พื้นที่อำเภอคลองใหญ่ ได้เป็นเส้นทางเชื่อมต่อการเดินทาง ทางบก ทางน้ำ เพื่อค้าขายผลผลิตไปค้าขายในตัวจังหวัดตราด หรือเดินทางไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป โดยโดยสารเรือ ข้ามฟากจากหมู่บ้านเนินทรายมายังบ้านท่าเรือจ้าง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน หรือจากจังหวัดไปยังอำเภอ คลองใหญ่ ก่อนที่จะมีสะพานข้ามแม่น้ำตราด โดยใช้แพขนานยนต์นำรถข้ามฝั่ง หลังจากนั้นเมื่อสร้าง สะพานข้ามแม่น้ำเสร็จแล้ว อาชีพเรือข้ามฟากจึงปิดกิจการไป และมีรถโดยสารประจำทางมารับจ้างแทน นอกจากนี้ยังมีอาชีพที่เกิดจากภูมิประเทศริมแม่น้ำตราด เช่น การหาปู หาปลา หา กุ้งแม่น้ำ จากป่าชายเลน การขายถ่านไม้โกงกาง ลูกจาก และเพรียงอีกด้วย (สัมภาษณ์ สุวลี คล้ายมี, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ, 19 กันยายน 2565) 4.1.3.3 ด้านศาสนาและความเชื่อ ชาวญวนในจังหวัดตราด ปรากฏให้เห็นการนับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิค โดยมี วัดแม่พระรับสาร จังหวัดตราดเป็นศูนย์รวมด้านจิตใจ วัดแม่พระรับสาร จังหวัดตราด ชุมชนแห่งความเชื่อวัดแม่พระรับสารจากอัครเทวดาคาเบรียล จังหวัดตราด แม้จะไม่ สามารถระบุวันเดือนปีที่แน่นอนว่าเริ่มต้นเมื่อไร (เพราะหลักฐานได้ถูกเพลิงเผาผลาญหมดเมื่อปี ค.ศ. 1963 หรือปี พ.ศ. 2506) แต่นั่นมิใช่อุปสรรค อาศัยบรรพชนที่ยังมีชีวิตอยู่ และหลักฐาน เทียบเคียง (จากวัดขลุง-วัดจันทบุรี) พอจะอนุมานที่มาของชุมชนแห่งความเชื่อวัดแม่พระรับสาร จังหวัดตราด ได้ดังนี้
๑๐๒ ราวปี ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) มีคริสตังหลายครอบครัว เช่น ครอบครัวนายหงอม สมุทรคีรี และญาติๆ จากจันทบุรี ได้อพยพมาทำมาหากินที่ตราดเป็นกลุ่มแรก ต่อจากนั้นอีก 3-4 ปี ก็ มีครอบครัวจตากเตยใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรี (กิจชลวิวัฒน์) ครอบครัวคริสตชนจากปากน้ำโพ จังหวัด นครสวรรค์ (ราชกิจ) และครอบครัว “เจริญรูป” จากขลุงก็ตามมา ฯลฯ การเริ่มต้นของกลุ่มคริสตชนก็ เริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์ของพระวาจาที่ติดตัวมาและนำมาใช้ แม้จะอยู่ต่างถิ่นต่างครอบครัว บรรพชนยุค เริ่มแรกก็ได้รวมตัวกันสวดภาวนา เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยมีผู้นำตามธรรมชาติ คือครอบครัวของ นายหงอม เป็นแกนนำ และเมื่อคริสตังบางคนกลับไปเยี่ยมบ้านที่จันทบุรี ก็ได้แจ้งให้ทางวัดทราบว่ามี คริสตังย้ายไปอยู่ที่ตราด ในสมัยนั้น คุณพ่อซีมอน (ฟิลิป) ศรีจันทร์ (เว้) ศรีประมงค์ เป็นเจ้าอาวาส อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จันทบุรี ค.ศ. 1929 – 1930 (พ.ศ. 2472 - 2473) คุณพ่อซีมอน (ฟิลิป) ศรีจันทร์ (เว้) ศรี ประมงค์ได้มาเยี่ยมและมาถวายพิธีบูชาขอบคุณ โปรดศีลล้างบาปที่บ้านนายหงอม สมุทรคีรี และพักอยู่ที่ บ้านนายหงอมนั้น คราวหนึ่งๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ต่อมา คุณพ่อซีมอน ได้ซื้อที่ดินทำห้องแถวให้คน เช่า และดัดแปลงบางส่วนมาทำเป็นวัดชั่วคราว ในสมัยนั้นการคมนาคมไม่สู้สะดวกนักต้องขี่ม้ามาบ้าง เดิน เท้าจากจันทบุรี มาถึงเขาสมิงแล้วนั่งเรือแจวต่อมาถึงตราด บางครั้งก็มี คุณพ่อบอนิฟาซ (ยวง บัปติสตา) โกศล(ยวง) รุจีรัตน์ คุณพ่อเปโตร สุเทพ นามวงศ์ คุณพ่อลามูเรอร์ ฯลฯ ซึ่งเป็นผู้ช่วยที่วัดจันทบุรี สมัยนั้นมา เยี่ยมเยียนสัตบุรุษที่ตราดแทนพ่อเจ้าวัด ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) คุณพ่อเอวเยน บุญชู ระงับพิษ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้า อาวาสวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จันทบุรี คุณพ่อได้มาเยี่ยมกลุ่มคริสตชนที่ตราดเป็นบางโอกาส เช่นเดียวกัน ค.ศ. 1951 (พ.ศ. 2494) คุณพ่อฟรังซิสเซเวียร์ ซิ่น ไชยเจริญ เจ้าอาวาสวัดพระหฤทัย แห่งพระเยซูเจ้า ขลุง ได้รับมอบหมายให้มาดูแลสัตบุรุษที่วัดตราด ท่านได้มาเยี่ยม และประกอบพิธีบูชา ขอบพระคุณ ประกอบพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ค.ศ. 1953 (พ.ศ. 2496) ทางสังฆมณฑลได้มอบหมายให้ คุณพ่อ ซามูแอล (ฟรังซิสโก) สมุห์ (เวื่อ) พานิชเกษม เจ้าอาวาสวัดอารักขเทวดาแหลมประดู่ มาดูแลกลุ่มคริสตชนที่ตราด ทำให้ความ เชื่อและวิถีชีวิตของบรรพชนมีชีวิตชีวา มีความหวังมากยิ่งขึ้น คุณพ่อได้แบ่งเวลามาดูแลอย่างไม่ย่อท้อ แต่ เพราะสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ทางสังฆมณฑลจึงให้ คุณพ่อฟรังซิสเซเวียร์ กิจ วรศิลป์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดข ลุง ขณะนั้นได้รับมอบหมายให้มาดูแลไปพลางๆ ก่อน ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) คุณพ่อฟรังซิสเซเวียร์ กิจ วรศิลป์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้า อาวาส ตลอดระยะเวลา 10 ปี ถือได้ว่าคุณพ่อเป็นผู้ที่ทำให้ความฝันของกลุ่มคริสตชนเป็นจริง พูดง่ายๆ คือ “พระมีจริง พระไม่ทิ้ง”คุณพ่อให้บริการด้านพิธีมิสซา การแปลคำสอน การเยี่ยมเยียนทุกครอบครัว นอกจากนั้น ยังได้ซื้อที่ดินเพื่อเตรียมสร้างวัดใหม่ และเหมือนพระบันดาล ได้เกิดไฟไหม้ใหญ่ที่บริเวณ ท่าเรือ วัดก็ถูกไฟไหม้ด้วยในปี ค.ศ.1963 (พ.ศ. 2506) ไม่มีอะไรเหลือ คุณพ่อจึงเสนอสังฆมณฑลสร้าง วัดใหม่พร้อมหอระฆังในบริเวณที่ดินที่ซื้อไว้ใหม่ พ.ศ. 1967 (พ.ศ. 2510) ชาวตราดก็มีวัดหลังใหม่ เป็นวัดอิฐถือปูน แทนวัดเกืที่เป็นไม้ และสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อมอบไว้ให้แก่ชาวตราด คือการส่งเสริมกระแสเรียกคุณพ่อได้ส่งเด็กเข้าบ้านเณร อาราม
๑๐๓ บ้านเณรบราเดอร์ บางคนไปถึงบ้านเณรใหญ่ที่ปีนัง หลายคนถวายตัวเป็นซิสเตอร์ บางคนเป็นบราเดอร์ เซนต์ฟรังซิส ที่หัวไผ่ ค.ศ. 1971 (พ.ศ. 2514) คุณพ่อยอแซฟ พิจิตร กฤษณา มารับหน้าที่ต่อจากคุณพ่อ ฟรังซิสเซเวียร์ กิจ วรศิลป์ คุณพ่อได้สานต่อภารกิจอย่างไม่ย่อท้อ กอปรกับบุคลิกของคุณพ่อที่สุภาพ เรียบร้อย แต่ใจร้อนรนงานด้านอภิบาลและศีลศักดิ์สิทธิ์ จึงเสริมความเชื่อแก่กลุ่มคริสตชนยิ่งขึ้น คุณพ่อยัง ได้สร้างบ้านพักพระสงฆ์เป็นเรือนไม้สองชั้น (อยู่ด้านหลังวัด) และยังมีโครงการที่จะย้ายสุสานมาอยู่ภายใน บริเวณวัด แต่ยังไม่เสร็จคุณพ่อได้ย้ายไปประจำการที่อื่นเสียก่อน ค.ศ. 1977 (พ.ศ. 2520) คุณพ่อลอเรนซ์ ยูสติเนียน วิโอลา วรศิลป์ ย้ายจากวัดขลุง มาเป็นเจ้าอาวาส ด้วยความรู้ความสามารถในแทบทุกด้าน ตลอดระยะเวลา 13 ปี คุณพ่อได้สานต่องานที่ รุ่นก่อนๆ ได้ทำเอาไว้อย่างไม่บกพร่อง และยังเสริมสร้างอีกต่างหาก อาทิ การเกิดกลุ่มคริสตชนที่แสนตุ้ง (สวนมารดาพิทักษ์) วัดหนองบอน วัดบ่อไร่ ซึ่งขณะนั้นวงการพลอยกำลังเฟื่องฟูมาก มีคริสตชนจากหลาย จังหวัดมารวมกัน คุณพ่อก็ให้การอภิบาลอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้น ยังได้สร้างหอประชุมของวัด (ปัจจุบันถูกตัดทอนออกไป เพราะให้ที่กับทางโรงเรียนเพื่อสร้างอาคารในสมัยคุณพ่อสง่า) ปลูกต้นไม้สร้าง ความร่มรื่นและมีผลไม้กินตลอดปี ให้บริการแก่นักศึกษา-ครูที่มาเรียนหรือสอนในจังหวัดตราด ให้สถานที่ เป็นสำนักงานผู้ประสบภัยและลี้ภัย (โคเออร์) และยังทำงานเป็นประสานงานภาคสนามให้กับโคเออร์ ซึ่งปิดทำการ เมื่อปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) และทางสำนักงานโคเออร์ตราดได้มอบอาคารสำนักงานให้ ทางวัดใช้ประโยชน์ต่อไป และวัดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คุณพ่อก็ได้ปรับปรุงด้วยการดีดตัววัดให้สูงขึ้นเท่าที่จะ ทำได้เพื่อหนีการถูกน้ำท่วม และเปลี่ยนผนังทำเป็นกระจกทั้งหมดทำให้ดูสว่างสดใส ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) คุณพ่อยออากิม สง่า จันทรสมศักดิ์ มาเป็นเจ้าอาวาสต่อจาก คุณพ่อวิโอลา มีความสนใจในเรื่องการอภิบาล การประกอบพิธีกรรมศีลศักดิ์สิทธิ์ การสอนคำสอน คุณพ่อ ก็หาได้ยิ่งหย่อนไปกว่ารุ่นพี่ๆ นอกจากนั้น คุณพ่อยังต้องต่อสู้กับภาวะน้ำท่วมเมื่อฝนตก (ไม่ว่าหนักหรือ เบา) เพราะทางโรงเรียนได้ขยายอาคารเรียนและถมที่สูงกว่าวัดมาก คุณพ่อจึงต้องตื่นดึกตื่นเช้า เพื่อติด เครื่องสูบน้ำ ถือเป็นกิจปฏิบัติของสงฆ์ที่มาอยู่วัดตราดจวบจนปัจจุบันก็ว่าได้นอกจากนี้คุณพ่อได้สานต่อ งานก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ซึ่งได้ตอกเสาเข็มไปบ้างแล้วจนแล้วเสร็จ ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) คุณพ่อเปาโล ประเวช เตชะพิทักษ์ธรรม เป็นเจ้าอาวาสแม้จะ เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่คุณพ่อได้ทุ่มเทอย่างมากกับการฟื้นฟูความเชื่อของกลุ่มคริสตชนด้วยการออก เยี่ยมเยียนสัตบุรุษ การนำพลมารีไปสวดตามบ้าน การแห่พระกุมารไปตามบ้าน การจัดกิจกรรมหลังมิสซา นอกจากนี้คุณพ่อยังได้ปรับปรุงโรงครัวของวัดที่ทรุดโทรม สร้างบ่อพักน้ำเพื่อสูบระบายออกเมื่อฝนตกเพื่อ มิให้น้ำท่วมวัด ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539) คุณพ่อมัทธิว อารี วรศิลป์ ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสแทนคุณพ่อ เปาโล ประเวช เตชะพิทักษ์ธรรม ที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์ในหลักสูตร “เออุนแตส” คุณพ่อได้ทำ หน้าที่เป็นอย่างดี ได้ปรับปรุงบริเวณข้างวัด หลังวัด บ้านพักพระสงฆ์ โค่นต้นไม้เก่าทิ้ง ปลูกต้นไม้ใหม่ ถมดิน และที่ลืมเสียมิได้ คือ การจัดทำสำมะโนครัวคริสตชนใหม่ ค.ศ. 1997 (พ.ศ.2540) คุณพ่อปัสกัลไบลอน พิทักษ์ โยธารักษ์ จากแขวงสระแก้ว มาเป็นเจ้าอาวาสแทนคุณพ่อมัทธิว อารี วรศิลป์คุณพ่อได้ปลุกจิตปลุกใจให้กลุ่มคริสตชนมีส่วนมากขึ้นใน การเป็นเจ้าของวัด การพัฒนาชุมชนแห่งความเชื่อ มิใช่ให้พระสงฆ์ทำอะไรก็ทำไปแล้วสัตบุรุษคอยดูคอย
๑๐๔ วิจารณ์ การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพิธีกรรม พระคัมภีร์ การสนใจที่จะแสวงหาความรู้จากสื่อ คาทอลิก ฯลฯ จัดให้การพบปะสังสรรค์หลังมิสซาในโอกาสสำคัญๆ เช่น สงกรานต์วันแม่ วันเกิดแม่พระ ปัสกา คริสต์มาส ฯลฯ การให้ความรู้เรื่องสภาอภิบาล การจัดตั้งสภาอภิบาล การสวด-มิสซาตามบ้าน การนำพระกุมารไปอวยพรโอกาสคริสต์มาส จัดให้มีตรีวารก่อนการฉลองสำคัญๆ เช่น ก่อนฉลองวัด ก่อนคริสต์มาส วันพ่อ-วันแม่ การรื้อฟื้นกลุ่มส่งเสริมชีวิตครอบครัว(ส.ช.ค.) กลุ่มเยาวชน ที่สำคัญอีก ประการหนึ่งคือ การฟื้นฟูพิธีกรรมด้วยการเข้าโครงการพิธีบูชาขอบพระคุณ (มิสซาเพื่อชีวิต) ตลอดจนการ ทำเขื่อนเพื่อไม่ให้ดินพัง การขยายร่องน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ฯลฯได้รณรงค์ให้ชาวบ้านร่วมกันบริจาค คนละเล็กคนละน้อยเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาวัด ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) คุณพ่อเปาโล สุพจน์ นัมคณิสรณ์ มาเป็นเจ้าอาวาส ก็ได้ พยายามต่องานของคุณพ่อ ปัสกัลไบลอน พิทักษ์ โยธารักษ์ ซึ่งได้วางรากฐานงานอภิบาลสมัยใหม่ไว้แล้ว โดยเริ่มตั้งสภาอภิบาลชุดปัจจุบัน (แทนชุดรักษาการ) มีการเปลี่ยนเก้าอี้นั่งในวัดใหม่ ถมดิน ก่อกำแพง สร้างศาลาในสุสาน ทำหินขัดในศาลา และพยายามฟื้นฟูกลุ่มกิจการคาทอลิกต่างๆ ตามแนวทาง “ทิศทาง งานอภิบาลฯ ของสังฆมณฑลฯ” ปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) คุณพ่อฟรังซิส เซเวียร์ ประสพ เจริญนิตย์ มาเป็นเจ้า อาวาส ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2010 เริ่มปรับปรุงบ้านพัก ถ้ำแม่พระ และบริเวณโดยรวม เสนอแผนงานด้าน การปรับปรุงวัด ปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) สภาสงฆ์มีมติให้สร้างวัดใหม่ ปี ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) เริ่มงานด้าน “วิถีชุมชน” ปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) คุณพ่อยอแซฟ ไพรัช จักรวาลธนารักษ์ มาเป็นเจ้าอาวาส ได้สานต่อการก่อสร้างวัด โดยมีการปรับพื้นที่ให้สูงขึ้นพ้นจากการถูกน้ำท่วม จากนั้นกำหนดให้มีการวาง ศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2016 นอกจากก่อสร้างวัดแล้ว ยังมีการปรับภูมิทัศน์โดยรอบ เช่น การก่อสร้างศาลาอนุสาวรีย์แม่พระ บ้านพักพระสงฆ์ สร้างศาลาเอนกประสงค์ และปรับภูมิทัศน์บริเวณ สุสานของวัด เป็นต้น และได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จทำพิธีเปิดเสก โดยพระสังฆราชซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) (พิธีเปิดเสก วัดแม่พระรับสาร, 2561) ภาพที่ 49 ภาพวัดคาทอริคแม่พระรับสาร บ้านท่าเรือจ้าง ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด
๑๐๕ ความเชื่อเรื่องบ่อญวน บ่อญวน บ่อน้ำจืดที่มีความมหัศจรรย์ด้วยที่ตั้งอยู่ใกล้กับน้ำทะเล บ่อญวน ตั้งอยู่ที่ หลังวัดวิสิทธิการาม หมู่ที่ 1 ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยเป็นบ่อน้ำจืดอายุนับ 100 ปี นิยมตักน้ำในบ่อมาใช้ทำน้ำมนต์ เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถรักษา โรคภัยต่างๆ ได้ บ่อญวน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำแห่งใหม่ที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวรู้จักมากนัก มีลักษณะเป็นบ่อน้ำจืดขนาดเล็กที่มีความลึกประมาณ 1 เมตร ตั้งอยู่ที่หลังวัดวิสิทธิการาม (วัดไม้รูด) หมู่ที่ 1 ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งบ่อน้ำแห่งนี้มีมานานนับ 100 ปีแล้ว เป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญของชาวบ้านในสมัยก่อน ถึงจะเป็นบ่อน้ำขนาดเล็กแต่น้ำในบ่อไม่เคยแห้ง เหือด แต่ความน่าสนใจของบ่อน้ำแห่งนี้คือเป็นบ่อน้ำจืดที่อยู่ติดกับชายหาดทะเล พูดได้ว่าหากน้ำ ทะเลหนุนสูง หรือ มีลมพายุแรงจนทำให้ทะเลมีคลื่นสูง คลื่นทะเลจะพัดพาน้ำทะเลที่มีความเค็ม เข้ามาในบ่อและถ้าทำการตักน้ำทะเลออก น้ำในบ่อก็จะจืดและรับประทานได้เหมือนเดิม สร้างความ ประหลาดใจให้กับชาวบ้าน ในบริเวณดังกล่าวมาก สมัยก่อนชาวบ้านจะอาศัยน้ำในบ่อญวนไปใช้ อุปโภค และบริโภค เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวส่วนมากติดทะเล การขุดเจาะบ่อน้ำจะพบแต่ น้ำเค็ม ทำให้บ่อญวนมีความสำคัญมากๆ กับคนสมัยก่อน นายไพศาล เจริญศรีชาวบ้านที่อยู่ใกล้บริเวณบ่อญวน กล่าวว่า บ่อน้ำแห่งนี้ที่ ชาวบ้านเรียกว่า บ่อญวน เนื่องจากผู้ที่ค้นพบบ่อน้ำแห่งนี้เป็นทหารญวน (หรือทหารเวียดนาม) ที่อพยพเข้ามา เนื่องจากในสมัยก่อนที่ประเทศฝรั่งเศสเข้าตียึดครองประเทศเวียดนาม ทำให้ทหาร เวียดนามได้อพยพมาพักอาศัยจัดตั้งเป็นกองกำลังกู้ชาติอยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งในบริเวณดังกล่าวไม่ มีแหล่งน้ำจืด บรรดาทหารเวียดนามได้ช่วยกันหาแหล่งน้ำจืดจนมาพบกับบ่อน้ำดังกล่าวชาวบ้านจึง พากันเรียกว่า “บ่อญวน” ซึ่งต่อมาหลังจากที่ทหารเวียดนามได้เดินทางกลับประเทศไป ชาวบ้านที่ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็ได้อาศัยบ่อน้ำดังกล่าวเป็นแหลงน้ำจืดใช้บริโภค ซึ่งบ่อน้ำดังกล่าวสามารถ ใช้ได้ตลอดปีไม่มีแห้ง นอกจากนี้ยังกล่าวอีกด้วยว่า ในระยะหลัง เริ่มมีการพัฒนานำน้ำประปาเข้ามา ใช้ ทำให้ชาวบ้านหันไปใช้น้ำประปากันหมด เนื่องจากสะดวกสบายกว่า ในปัจจุบันชาวบ้านยังเชื่อ ว่าน้ำในบ่อน้ำดังกล่าวเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถรักษาโรคภัยต่างๆ ได้ ซึ่งชาวบ้านบริเวณดังกล่าว นิยมมาตักน้ำในบ่อไปประกอบพิธีทางศาสนาใช้ทำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ (สัมภาษณ์ ไพศาล เจริญศรี, ราษฎรชาวไทย ตำบลไม้รูด, 19 กันยายน 2565) ภาพที่ 50 ภาพบ่อญวน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
๑๐๖ 4.1.3.4 ด้านประเพณี ประเพณีชาวญวนในจังหวัดตราดผูกเกี่ยวเชื่อมโยงกับความเชื่อในด้านคริสต์ศาสนา พิธีเสกสุสาน เดือนพฤศจิกายน มีพิธีเสกสุสาน ระลึกถึงคนตาย พิธีเสกสุสานเป็นพิธีกรรมคริสต์ศาสนาที่จัดขึ้นทุกปี โดยจะมีการประกอบพิธีในวัน ระลึกถึงผู้ตายช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นวันที่ถัดจากวันฉลองนักบุญ ตามหลักความเชื่อทางคริสต์ ศาสนา กล่าวถึงวันระลึกถึงผู้ตายว่า เป็นวันที่คริสตชนจะได้ระลึกถึงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย การสวดภาวนาและทำกิจใช้โทษบาปเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตาย พิธีเสกสุสานหรือที่เรียกกันว่า “เสกป่าช้า” จะเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ บรรดาผู้ที่มีบรรพ บุรุษจะมาร่วมพิธีกันเป็นจำนวนมาก กล่าวได้ว่าพิธีเสกสุสานเป็นวันที่กลุ่มเครือญาติมารวมตัวกัน พร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อมาแสดงความเคารพและระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เป็นพิธีที่สะท้อนให้เห็น เครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมของชาวญวนคาทอลิก พิธีจะแบ่งเป็นสองส่วนคือ พิธีกรรมในวัด และพิธีกรรมที่สุสาน โดยเริ่มพิธีกรรมที่ สุสานก่อน แต่เดิมนั้นคุณพ่อจะเข้าไปประกอบพิธีเสกให้ทีละหลุมจนครบทุกหลุมในสุสาน แต่ปัจจุบัน ประกอบพิธีเสกรวมครั้งเดียวในสุสานเพื่อความสะดวก จากนั้นคุณพ่อจะเข้ามาทำพิธีต่อในวัด เป็นการสวดภาวนาอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับและ การทำมิสซา เนื่องจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนพื้นที่ภายในวัดไม่สามารถรองรับได้ คริสตชนส่วนใหญ่จึงต้องเข้าร่วมพิธีจากภายนอก โดยทางวัดได้ติดเครื่องขยายเสียงและจัดเตรียม เต๊นท์และเก้าอี้ไว้ให้ หลังจากที่คุณพ่อทำพิธีเสกให้แล้ว ลูกหลานของผู้ล่วงลับก็จะทำมหากางเขนแล้วจุด เทียนนำมาปักที่หลุมศพ นิยมใช้เทียนแท่งใหญ่สีขาวปักหลุมละหนึ่งเล่ม จากนั้นสวดภาวนาถึงบรรพ บุรุษแล้วจบด้วยการทำมหากางเขนอีกครั้ง เทียนสีขาวนี้ใช้เป็นเครื่องแสดงความเคารพและส่องนำทาง ดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์ การจุดเทียนก็เพื่อแสดงความเคารพและระลึกถึงบรรพบุรุษ รวมทั้งให้แสง เทียงส่องสว่างนำดวงวิญญาณบรรพบุรุษไปสู่สุขคติ นอกจากเทียนอันเป็นเครื่องประกอบพิธีหลักแล้ว อาจจะมีการนำดอกไม้มาประดับที่หลุมศพเพื่อความสวยงาม มีความหมายถึงการเจริญรุ่งเรือง การนำ ดอกไม้มาวางที่หลุมศพจะทำให้วิญญาณของบรรพบุรุษรุ่งโรจน์ ส่วนลูกหลานก็จะมีจิตใจดีและไม่มี โรคภัยเบียดเบียน ในวันเสกสุสานถ้าลูกหลานคนใดไม่มาร่วมพิธีจุดเทียนอาจจะถูกติฉินจากกลุ่มเครือญาติ แม้การไม่มาร่วมพิธีไม่ถือว่าเป็นความผิดก็ตาม บางคนอาจจะฝากเทียนมากับญาติที่มาร่วมพิธีแทน พิธีเสกสุสานมีนัยของความเชื่อของการนับถือและการปฏิบัติต่อวิญญาณบรรพบุรุษ ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีน และมีลักษณะใกล้เคียงกับเทศกาลเช็งเม้งของชาวจีน กล่าวได้ว่า ชาวญวนคาทอลิกชุมชนบ้านท่าเรือจ้างมีการปรับความเชื่อดั้งเดิมของตนให้สอดคล้องกับหลักคำสอน ทางคริสต์ศาสนา (สัมภาษณ์ ทวีรัฐ ทองมี, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ, 19 กันยายน 2565) เทศกาลล้างเท้าศิษย์พระคริสต์ 12 คน พิธีกรรมนี้ถือเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันระลึกถึงการตั้งศีลบวชและศีลมหาสนิทของ พระเยซูเจ้า ซึ่งเริ่มด้วยพิธีเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ในตอนเช้า ในมิสซาที่พระสังฆราชถวายร่วมกับพระสงฆ์
๑๐๗ ในปกครอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับพระสังฆราช ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ในสังฆภาพ ดังนั้น พระสงฆ์ทุกองค์ในสังฆมณฑลจึงมาร่วมในมิสซานี้ และรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งการเป็น พระสงฆ์ต่อพระสังฆราชของตน ส่วนพิธีกรรมในเย็นวันนี้ เป็นการระลึกถึงการเลี้ยงของพระเยซูเจ้า ที่เรา เรียกว่า “อาหารค่ำมื้อสุดท้าย” (The Last Supper) กับบรรดาสาวกของพระองค์ การเลี้ยงนี้จึงเป็น เครื่องหมายแห่งความรักและมิตรภาพ ประการสำคัญ พระองค์ได้มอบสิ่งสุดท้ายไว้ให้แก่บรรดาศิษย์ นั่นคือ พระกายและพระโลหิตของพระองค์ เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงวิญญาณและคงอยู่กับพวกเขา ตลอดไป พระองค์ได้ตั้งศีลมหาสนิทและสังฆภาพขึ้น เพื่อพระองค์จะได้รับใช้พระศาสนจักรได้ต่อไป ผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์นี้พระวรสารในเย็นวันนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงที่เป็นรูปธรรมในชีวิตของเรา นักบุญยอห์นไม่ได้พูดถึงปัสกาหรือศีลมหาสนิท แต่เจาะจงพูดถึงการที่พระเยซูเจ้า อาจารย์และองค์ พระผู้เป็นเจ้า ได้ก้มลงล้างเท้าให้กับศิษย์ของพระองค์ ซึ่งเป็นแบบอย่างแห่งความรักและการรับใช้ สำหรับศิษย์ของพระองค์ อีกทั้ง เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของการเป็นคริสตชน นี่คือบทเรียนสำคัญที่ พระองค์ทรงมอบไว้ให้แก่เราพระเยซูเจ้ามิเพียงสอนด้วยคำพูด ด้วยการชี้นิ้วบอกให้คนอื่นทำอย่าง อาจารย์ทั่วไป แต่พระองค์ได้สอนด้วยการกระทำ “ผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่จะต้องทำเป็นผู้รับใช้ ผู้อื่น และผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นที่หนึ่งในหมู่พวกท่าน ก็จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน” คำสอนของพระองค์ที่กล่าวถึงข้างต้นปรากฏเป็นจริงในวันนี้ ในการล้างเท้าบรรดา ศิษย์“การล้างเท้า” ในสมัยของพระเยซูเจ้า ถือเป็นงานของทาสหรือของคนรับใช้ที่ต่ำต้อยที่สุดในบ้าน การที่พระเยซูเจ้าทรงก้มลงล้างเท้าให้กับบรรดาศิษย์ จึงถือเป็นการถ่อมตนเองลงอย่างที่สุด โรมาโน กวาร์ดีนิ (Romano Guardini) นักเทววิทยาชาวอิตาเลียนกล่าวว่า “การที่ผู้น้อยก้มลงต่อหน้าผู้ใหญ่ มิใช่ลักษณะของความสุภาพ ถือเป็นสิ่งที่พึงกระทำ แต่การที่ผู้ยิ่งใหญ่ก้มลงต่อหน้าคนต่ำต้อยที่สุด นี่คือความสุภาพแท้” พระเยซูเจ้าทรงมอบแบบอย่างแก่เรา พระองค์ทรงรับใช้เยี่ยงทาสต่อบรรดาศิษย์ เพื่อชี้ให้เห็นว่านี่เป็นหนทางที่แท้จริงแห่งการรับใช้ซึ่งกันและกัน ดังนั้น ความรักและการรับใช้จึงเป็น ธรรมชาติของผู้ที่เป็นศิษย์ของพระองค์ ขอให้เราได้เลียนแบบอย่างของพระองค์ ในความรักและการรับ ใช้ซึ่งกันและกันในชีวิตประจำวันของเรา เหนือสิ่งอื่นใด หากเราปรารถนาที่จะมีส่วนในศีลมหาสนิท เครื่องหมายที่แสดงถึง ความรักขององค์พระเจ้า ลูกแกะที่ถูกถวายเป็นบูชา เราต้องยอมมอบตัวเราในความรักและการรับใช้ ซึ่งกันและกัน ศีลมหาสนิทได้ทำให้เราได้ชิดสนิทในความรักขององค์พระเจ้า เหมือนกับที่เราได้สนิทสัมพันธ์กับ เพื่อนพี่น้องของเรา ขอให้ความรักขององค์พระคริสตเจ้าที่แสดงออกในศีลมหาสนิท ได้เติมเต็มชีวิตของ เราให้พร้อมที่จะรักและรับใช้ซึ่งกันและกัน สำหรับเทศกาลล้างเท้าศิษย์พระคริสต์ 12 คน คนในชุมชนจะไม่กินเนื้อทุกวันศุกร์ที่ มีการล้างเท้า ปีละ 1 ครั้ง จะจัดทำวันใดคุณพ่อบาทหลวงจะเป็นผู้กำหนด (สัมภาษณ์ สุวลี คล้ายมี, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ, 19 กันยายน 2565) 4.1.3.5 ด้านศิลปะพื้นบ้าน ด้านศิลปะที่ยังคงปรากฏให้เห็นคือการใช้ดนตรีในพิธีกรรมทางศาสนาของกลุ่มชาว ญวนที่นับถือศาสนาคริสต์ โดยมีลักษณะทั่วไปของดนตรีการนมัสการในศาสนาคริสต์นิกาย
๑๐๘ โรมันคาทอลิก ใช้เครื่องดนตรีคือ เปียโนและออแกน และมีบทร้อง บทสวดประกอบพิธีกรรมต่างๆ ชาวคริสต์เชื่อว่าการยอมมอบสติปัญญาและน้ำใจของตนเองทั้งสิ้นแก่พระเจ้า เป็นการยอมมอบตน ปฏิบัติตามพระวาจา (คำสอน) ของพระเจ้าและความเชื่อในพระเจ้ายังหมายถึงความรักพระ-ของวัดแม่ พระรับสาร จังหวัดตราด กลุ่มสมาชิกสมัครใจมาเล่นดนตรีถวายพระเจ้า เมื่อมีพิธีมิสซา พิธีกรรม หรือ กิจกรรมอื่นๆ นักดนตรี นักร้องเหล่านี้ก็จะมาช่วยกันบรรเลงและขับร้องส่วนใหญ่นักดนตรีจะเป็น ลูกหลานที่นับถือศาสนาคริสต์ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนมารดานุสรณ์และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้ กับวัด มีการรวมตัวเพื่อฝึกซ้อมและเรียนดนตรีในวันเสาร์-อาทิตย์ รูปแบบการบรรเลงประกอบพิธีกรรมจะเป็นการบรรเลงเครื่องดนตรีต่างๆ ตามที่ได้ กล่าวไปแล้วสลับกับการขับร้องบ้าง บรรเลงพร้อมขับร้องบ้าง ซึ่งจะสลับกับพิธีกรรม นักดนตรีจะ บรรเลงโดยอยู่ร่วมและมองเห็นพิธีกรรมนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน นอกจากการบรรเลงดนตรี และการขับ ร้องของนักดนตรีแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมพิธีกรรมจะสามารถเปิดหนังสือเพลงร้องได้ โดยสามารถเปิดหนังสือ ตามตัวเลขหน้าที่ปรากฏตามที่บาทหลวงแจ้ง บทเพลงและเนื้อร้องของเพลงนมัสการจะแบ่งออกเป็น ส่วนบทเพลง และเพลงสวด ส่วนเพลงอื่นๆ ที่ได้มีการขับร้องและบรรเลงยังมีอีกค่อนข้างมากซึ่งเป็นไป ตามช่วงเทศกาล นักขับร้องและนักดนตรีจะเล่นเพลงตามช่วงเทศกาลนั้นๆ การขับร้องเพลงสวดยังหมายถึงการขอวิงวอนต่อพระเจ้าให้พระองค์ท่านโปรด ประทานความเมตตากรุณา และให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจด้วย อีกทั้งยังเป็นการทำให้เกิดการระลึก ในหลักคำสอนต่างๆ ทางศาสนาคริสต์เพื่อแสดงถึงแนวทางการปฏิบัติของคริสตชนทุกคนที่จะปฏิบัติ ตนให้อยู่ในหลักคำสอนของศาสนา (สัมภาษณ์ ทวีรัฐ ทองมี, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ, 19 กันยายน 2565) 4.1.3.6 ด้านภาษา ปัจจุบันชาวญวนเก่าในประเทศไทยถูกกลืนไปกับคนไทยจนสิ้นแล้ว ยังคงเหลือแต่ ชาวญวนเก่าที่นับถือศาสนาคริสต์ในกรุงเทพฯ (สามเสน) และจันทบุรีเท่านั้นที่ยังรักษาภาษาและ ขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไว้ได้ซึ่งต่างจากชาวญวนเก่าที่นับถือศาสนาพุทธที่เข้ากับคนไทยได้ดี เนื่องจากมีศาสนาเดียวกัน แม้ชาวญวนเก่าที่นับถือศาสนาคริสต์ในไทยจะไม่ติดต่อกับชาวญวนในเวียดนามเลย นานนับศตวรรษ แต่พวกเขาเหล่านั้นก็อยู่กันตามเชื้อชาติโดยแยกต่างหากจากคนไทย ทำให้พวกเขายัง สามารถรักษาภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีไว้ได้ ทั้งนี้พวกเขามีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของ เขา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขาไม่กระตือรือร้นที่จะเป็นคนไทยหรือปรับตัวเข้ากับสังคมไทย อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐานแออัดกันรอบๆ โบสถ์ และการแต่งงานกับคนที่นับถือศาสนาและ เชื้อชาติเดียวกัน ในปีพ.ศ. 2500 ชาวเวียดนามสูงอายุที่อาศัยอยู่ในสามเสน และจันทบุรียังคงการ ใช้ภาษาเวียดนามอยู่แต่เป็นสำเนียงเวียดนามใต้ ซึ่งเป็นภาษาเวียดนามเก่าซึ่งในประเทศเวียดนาม ไม่ได้ใช้แล้วจึงทำให้ไม่สามารถติดต่อกับชาวเวียดนามได้ง่าย รวมไปถึงคำศัพท์และสำนวนหลายคำนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาไทย พวกเขามีคำสวดที่ใช้ทุกวัน และหนังสือสอนศาสนาเป็นภาษาเวียดนาม อักษรโกว๊กหงือ (Quốc Ngữ) ภาษาเวียดนามในไทยปัจจุบันนั้นมีคำไทยปะปนอยู่มาก ทั้งสำเนียงก็ยัง เป็นแบบไทย การสนทนาระหว่างคนญวนจากประเทศเวียดนามกับคนญวนในไทยจึงต้องอาศัยล่าม
๑๐๙ ช่วยอธิบาย ดังนั้นราวหนึ่งหรือสองช่วงคน หรืออีก 50 ปีเป็นอย่างมาก คนญวนในไทยจะถูกผสม กลมกลืนทางภาษาได้สำเร็จ กลุ่มที่สามารถใช้ภาษาเวียดนามได้นั้น ในปัจจุบันล้วนเป็นผู้สูงอายุทั้งสิ้น ขณะที่เด็ก รุ่นใหม่บางคนฟังได้พอเข้าใจแต่ไม่สามารถพูดได้ขณะที่ผลการวิจัยของ Bui Quang Tung ได้กล่าวถึง คนที่ยังพูดภาษาเวียดนามได้เป็นผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีทั้งสิ้น ที่อายุน้อยกว่านี้พอเข้าใจแต่พูดไม่ได้ที่ พูดได้บ้างก็ไม่ดีนัก ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายกลืนชาติของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ที่นำนโยบาย ชาตินิยมมาใช้ และมีผลกระทบต่อชาวญวนในไทย ชาวญวนในจังหวัดตราดไม่สามารถพูดภาษาญวนกันได้แล้วเนื่องจากในช่วงอายุรุ่น ลูกหลานได้ใช้ชีวิตกลืนไปกับคนไทยทั้งในด้านภาษาและวัฒนธรรม ลูกหลานรุ่นหลังเรียนที่โรงเรียนใน ชุมชนบ้าง แต่งงานมีครอบครัวกับคนไทยบ้าง จึงไม่มีใครสามารถพูดภาษาญวนได้แล้ว 4.1.3.7 ด้านการแต่งกาย การแต่งกายของชาวญวนในจังหวัดตราด กลืนหายไปกับการแต่งกายของคนไทยตาม สมัยนิยม ไม่มีเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของตนเองแต่อย่างใด 4.1.3.8 ด้านอาหาร อาหารญวนในจังหวัดตราด เข้ามาพร้อมกับการจัดตั้งร้านอาหารบ้านเต็ง อาหาร ญวนแห่งแรกในจังหวัดตราดที่เปิดร้านมากว่าสามสิบปี โดยผู้ที่นำอาหารญวนเข้ามาในจังหวัดตราดคือ นางเต็ง แซ่อึ้ง อายุ 58 ปี เจ้าของร้านอาหารบ้านเต็ง อาหารญวน จากการสัมภาษณ์นางเต็งกล่าวว่า ตนและครอบครัวได้ร่ำเรียนวิธีการทำอาหารญวนจากชาวญวนในประเทศกัมพูชา โดยมีอาหารญวนที่ ปรับสูตรให้เข้ากับรสชาติของคนตราด และเป็นที่นิยม ดังนี้ บั๋นหอย หรือ บั่นหอย บั่นหอย (Banh Hoi) เส้นหมี่ที่ติดกันเป็นแผ่นหน้า เป็นอาหารเวียดนามใต้ เกี่ยวเนื่อง กับการของแต่งงาน เนื่องจากคำว่า บั่น แปลว่า ขนม ของว่าง ส่วนคำว่าหอย แปลว่าแต่งงาน ถ้ามีงาน แต่งงานของคนเวียดนามที่ไหน ต้องมี บั่นหอย อยู่ในงานแต่งเสมอ บั่นหอย ที่เรียกกันนั้นความหมาย คือชื่อของแป้ง ที่เอาทำนั่นเอง สาเหตุที่ต้องทำให้เส้นหมี่ติดกันเป็นแผ่น เพราะสะดวกในการ รับประทาน ชาวเวียดนามจะทานบั่นหอยพร้อมกับผัก วางชิ้นหมู กุ้ง เนื้อไว้ด้านบนสุด ราดด้วยน้ำจิ้ม บั่นหอยมีขายทั่วไปในตลาดสดในเวียดนามใต้เท่านั้น ไม่มีขายที่เวียดนามเหนือ เมนู บั่นหอย “อิ่ม อร่อย ได้สุขภาพ” (สัมภาษณ์ เต็ง แซ่อึ้ง, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ, 19 กันยายน 2565) ภาพที่ 51 ภาพบั่นหอย อาหารญวน (เวียดนามเหนือ)
๑๑๐ แหนมเนือง แหนมเนืองเป็นอาหารเวียดนามชนิดหนึ่งซึ่งแต่เดิมนั้นจัดเป็นอาหารของชาววังใน ประเทศเวียดนาม จะรับประทานในกลุ่มบุคคลชั้นสูงเท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดเวลาต่อมา สูตรแหนมเนือง ได้รับมรดกตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น และได้คิดดัดแปลงและปรับปรุงสูตรชาววังดั้งเดิมมา จนรุ่นหลัง และได้ปรุงแต่งให้มีรสชาติกลมกล่อมถูกปากคนไทย แหนมเนืองมีความเฉพาะตัวและ ประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะแต่ละส่วนประกอบที่จะเป็นชื่ออาหารแหนมเนือง จะมีผักสมุนไพรนานา ชนิดเป็นองค์ประกอบ จึงเป็นการสู่วิถีธรรมชาติอันเรียบง่าย และการรับประทานอาหารแหนมเนืองจึง เป็นเหมือนวิถีการดูแลตนเองด้วยอาหารธรรมชาติลักษณะเด่นของแหนมเนือง คือมีผักสดที่ หลากหลาย โดยเฉพาะผักที่มีกลิ่นฉุนและเป็นผักสมุนไพร ผักพื้นบ้านส่วนใหญ่จะมีกลิ่นฉุนดังนั้น แหนมเนืองจึงขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพร เพราะผักที่รับประทานในแหนมเนืองต้องรับประทานเฉพาะ ผักสดจำพวก ผักกาดหอม ใบชะมวง ผักแพรว สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง นอกจากผักแล้วในอาหารแหนม เนืองยังมีเครื่องปรุงที่มีรสเปรี้ยว มะเฟือง กล้วยดิบ มะม่วง พริกและแตงกวา ส่วนของน้ำจิ้มแหนม เนืองจะใช้น้ำจิ้มมากเป็นพิเศษจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะตัว น้ำจิ้มแหนมเนืองต้องใช้ส่วนประกอบที่ หลากหลายมาผสมเข้าด้วยกัน อย่างแรกก็คือมันฝรั่ง หมู ตับหมู น้ำปลา มะขามเปียก น้ำตาล เกลือ พริกและถั่ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือแผ่นแป้งที่ใช้ห่อทำจากข้าว ส่วนหมูที่เป็นตัวแหนมเนืองต้องเป็นหมูที่ คัดพิเศษ จะเอาส่วนสะโพกหลังของหมูมีความเหนียวนุ่มไม่มีไขมันมาปรุงแต่งและต้องปั้นเป็นลูกพอ คำแล้วเสียบไม้นำไปย่างหรืออบ ส่วนผสม - เนื้อหมูสันในบด 200 กรัม มันหมูบด 100 กรัม (ใช้มันแข็ง) ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยเม็ด 5 กรัม กระเทียมกลีบเล็ก 10 กรัม เกลือป่น ¼ ช้อนชา น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา ส่วนผสมของน้ำจิ้มแหนมเนือง - ข้าวเหนียว ½ ถ้วย ถั่วเขียวบด ½ ถ้วย เต้าเจี้ยวอย่างดีบดละเอียด ⅓ ถ้วย พริกแดง บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ้วดำ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช ⅓ ถ้วย งาขาวบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียม บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสงบด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 2 ถ้วย เครื่องเคียง - แผ่นเปาะเปี๊ยะญวน - กล้วยดิบฝานเป็นชิ้น ๆ - กระเทียมซอย - มะม่วงเปรี้ยว - ผักสด เช่น ผักกาดหอม ผักแพว ผักชีฝรั่ง สะระแหน่ ใบโหระพา วิธีทำแหนมเนือง ทำหมูย่าง - โขลกพริกไทยกับกระเทียมให้ละเอียด นำเนื้อหมูบดลงไปโขลกเบาๆในครกจนเหนียว - ใส่มันหมูบด ซอสปรุงรส เกลือป่น น้ำตาลทราย แล้วนวดให้ให้เข้ากัน จนเนื้อหมู มีลักษณะเหนียว
๑๑๑ - นำหมูที่นวดได้ที่แล้วไปแช่ในตู้เย็นใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลมๆ เสียบไม้ปิ้งลูกชิ้นแล้วนำไปย่างไฟอ่อนจนสุก ทำน้ำจิ้มแหนมเนือง - ต้มข้าวเหนียว และถั่วเขียวจนเปื่อย กรองเอาน้ำออกแล้วนำไปบดให้ละเอียด - นำกระทะขึ้นตั้งไฟใส่น้ำมันลงไป พอน้ำมันเริ่มร้อนนำพริกแดงบด กระเทียมบด ลง ไปผัดจนเริ่มมีกลิ่นหอม - ใส่เต้าเจี้ยว น้ำเปล่าลงไป ปรุงรสด้วยเกลือป่น ซีอิ้วดำ น้ำตาลทราย ตามด้วยข้าว เหนียวและถั่วเขียวต้มเปื่อยที่บดไว้ เคี่ยวจนน้ำจิ้มข้นใส่งาลงไป เวลาเสิร์ฟโรยหน้าด้วยถั่วบด จัดเสิร์ฟ - เสิร์ฟหมูย่าง เคียงกับแผ่นเปาะเปี๊ยะญวน ผักสด และน้ำจิ้มแหนมเนือง (สัมภาษณ์ เต็ง แซ่อึ้ง, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ, 19 กันยายน 2565) ภาพที่ 52 ภาพอาหารญวนแหนมเนือง ขนมเบื้องญวน ขนมเบื้องญวน เป็นขนมที่เข้ามาพร้อมกับเชลยชาวญวนในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งถูก กวาดต้อนมาระหว่างสงครามสยาม-เวียดนาม ขนมนี้ทำจากแป้งละลายกับไข่ให้ข้น ตักแป้งเทลงใน กระทะที่ทาน้ำมันไว้ แผ่เป็นแผ่นกลม ใส่ไส้แล้วพับกลาง ส่วนผสม ไส้ขนมเบื้องญวน - มะพร้าวขูด 2 ขีด หมูสับ 3 ขีด กระเทียม รากผักชีเกลือป่น ประมาณ 3-4 ช้อน กินข้าว น้ำตาลทราย 5-6 ช้อนกินข้าว พริกไทยป่น 5 ช้อนกินข้าว (หรือพริกไทยเม็ด) สีผสมอาหารสี เหลือง เต้าหู้หั่นเต๋าทอด ไชโป๊สับ กุ้งแห้งป่น ถั่วลิสงคั่วป่น ผักชีซอย แตงกวาหั่น พริกแดงซอย หอมแดงซอย ถั่วงอก วิธีทำไส้ขนมเบื้องญวน - นำมะพร้าวขูดกับหมูสับใส่ลงในอ่างผสม - คลุกให้เข้ากัน ใครจะใช้กุ้งก็ได้ - โขลกกระเทียมกับรากผักชีเข้าด้วยกัน ใส่รากผักชี หรือจะใส่พริกไทยเม็ดลงโขลก ด้วยก็ได้ แต่ในสูตรใช้พริกไทยป่นเลยจะเอาใส่ภายหลัง - นำกระเทียมกับรากผักชีโขลกลงไปผัดกับน้ำมัน - ใส่หมูที่คลุกมะพร้าวลงไปผัด ใส่เกลือป่นลงไป
๑๑๒ - ตามด้วยน้ำตาลทราย ถ้าไม่หวานใส่ภายหลังได้ จะไม่ใส่น้ำตาลปึก เพราะไส้ผัดเก็บ ไว้หลายวันได้ไม่เปรี้ยว น้ำตาลปึกสมัยนี้ใส่แบะแซจะทำให้เปรี้ยวได้ถ้าเก็บนานๆ - ใส่พริกไทยป่นลงไปเยอะหน่อย ผัดให้เข้ากันดี - หยดสีผสมอาหารสีเหลืองนิดเดียวพอเพื่อแต่งสีให้สวย - ผัดไปสักพักจนไส้แห้งเหมือนในภาพ จะได้รสเค็มๆ หวานๆ - เครื่องเยอะนิดหน่อย มีเต้าหู้หั่นเต๋าทอด ไชโป๊สับ (ล้างจนไม่เค็ม) กุ้งแห้งป่น ถั่วลิสงคั่วป่น ผักชีซอย หั่นแตงกวา พริกแดง และหอมแดง สำหรับทำอาจาดไว้กินคู่กัน ส่วนผสม - แป้งข้าวเจ้า ประมาณ 150 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 30 กรัม แป้งถั่วเขียว 30 กรัม เกลือเล็กน้อย ไข่ 1 ฟอง ผงขมิ้น กะทิ ประมาณ 1 ถ้วย + 1/2 ถ้วย น้ำปูนใส 2 ถ้วย + 1/2 ถ้วย วิธีทำแป้ง - ใส่แป้งข้าวเจ้า แป้งสาลีอเนกประสงค์ แป้งถั่วเขียว เกลือเล็กน้อย และไข่ลงในอ่างผสม - ใส่ผงขมิ้นแต่งสีเล็กน้อย เติมกะทิลงไป เติมกะทิลงไป - คนผสมให้เข้ากัน แป้งจะออกเหลว ๆ วิธีทำขนมเบื้องญวนแบบห่อไข่ - แบบห่อไข่ ตอกไข่ 1 ฟองใส่ภาชนะ ใส่แป้งที่ผสมแล้วลงไปเล็กน้อย ตีให้เข้ากัน นำไปละเลงบนกระทะที่ใส่น้ำมันเล็กน้อย - ใส่ถั่วงอกและใส่ไส้ที่เตรียมไว้ผัดลงไป - ใส่เต้าหู้ทอด ถั่วลิสง ไชโป๊สับ และกุ้งแห้ง โรยผักชี - จัดการพับตามชอบก็จะได้ขนมเบื้องญวนแบบห่อไข่ - จัดใส่จาน พร้อมรับประทาน (สัมภาษณ์ เต็ง แซ่อึ้ง, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวัง กระแจะ, 19 กันยายน 2565) ภาพที่ 53 ภาพขนมเบื้องญวน อาหารชาวญวน กุ้งพันอ้อย กุ้งพันอ้อย หรือ เจ่าโตม เป็นชื่อของอาหารญวนชนิดหนึ่งที่นำเนื้อกุ้งบดที่ปรุงรสแล้ว มาพันกับก้านอ้อยขนาดพอเหมาะ แล้วนำไปทอดหรือปิ้งก็ได้ แต่ในประเทศไทยนิยมนำกุ้งพันอ้อยไป ทอดมากว่าปิ้ง กุ้งพันอ้อยมีต้นกำเนิดมาจากพ่อครัวฝีมือดีในราชสำนักเก่าที่ได้ทำกุ้งพันอ้อยเสนอ ให้แก่กษัตริย์ จนกุ้งพันอ้อยกลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่น
๑๑๓ ส่วนผสม กุ้งพันอ้อย - เนื้อกุ้ง ๕๐๐ กรัม มันหมู ๒ ช้อนโต๊ะ ผงปรุงรสไก่ ครึ่งช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ ๑ ฟอง อ้อย (ตัดเป็นแท่งเล็ก) ๕ แท่ง น้ำมันพืช เส้นหมี่ลวกสุก น้ำจิ้มไก่ผสมหัวไชเท้าและแครอทขูด วิธีทำกุ้งพันอ้อย - ใส่กุ้งกับมันหมูลงในเครื่องปั่น ปั่นจนละเอียด ปรุงรสด้วยผงปรุงรสไก่ นวดผสมจนเข้า กันดีและเนื้อเหนียว นำส่วนผสมกุ้งที่ได้พันกับอ้อย - ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟพอร้อน นำกุ้งพันอ้อยลงทอดจนสุกเหลืองกรอบ จัดใส่ จาน รับประทานคู่กับเส้นหมี่ลวก และน้ำจิ้ม (สัมภาษณ์ เต็ง แซ่อึ้ง, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวัง กระแจะ, 19 กันยายน 2565) ภาพที่ 54 ภาพอาหารญวน กุ้งพันอ้อย จากการเก็บข้อมูลเบื้องต้น อัตลักษณ์ของกลุ่มชาวญวนจังหวัดตราด พบว่า ชาวญวน เข้ามาในประเทศไทยเป็นเวลานานและกระจายตัวอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะภาคกลางของประเทศไทย สำหรับชาวญวนที่อยู่ในจังหวัดตราด พบว่าเข้ามาในช่วงการลี้ภัยสงครามขององค์เชียงสือเป็นชาวญวน ที่อาศัยอยู่ทางเกาะกูดและทำการแล่นเรือใบเข้ามามัความสัมพันธ์ทางตำบลไม้รูด มีร่องรอยการ ค้นพบตำนานบ่อญวน ตามความเชื่อของชุมชน ชาวญวนอีกกลุ่มหนึ่งย้ายครอบครัวมาจากจังหวัด จันทบุรี นำเอาศาสนา ความเชื่อ อาหาร ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ เข้ามาในจังหวัดตราด โดยใช้การเผย แผ่ศาสนาเป็นแกนหลัก สำหรับเรื่องการแต่งกาย ภาษา และศิลปกรรมนั้นถูกกลืนหายไปกับชุมชน ชาวไทยในปัจจุบันแล้ว 4.1.4 ชาวมอญ ชาวมอญ เป็นชนเผ่ามองโกลอยด์ ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศจีน นักปราชญ์ทางภาษาศาสตร์และทางมานุษยวิทยาได้จัดพวกมอญไว้ในตระกูลมอญ-เขมร หรือบางทีก็ เรียกว่า ตระกูลออสโตรเอเชียติค หมายถึง ภาษาเอเชียตะวันออก พวกมอญเรียกตนเองว่า “รมัน” แล้วเพี้ยนมาเป็น “มอญ” และเรียกชื่อประเทศตัวเองว่า “รามัญประเทศ” ส่วนพม่าเรียกตัวเองว่า “ตะเลง” หลักจากอพยพออกจากประเทศจีนลงมาทางใต้ได้มาตั้งอาณาจักรขึ้นทางฝั่งตะวันตกของ แม่น้ำอิระวดีในบริเวณพม่าตอนล่าง อาณาจักรมอญต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ตลอดระยะเวลากว่า 700 ปี ที่ตั้งอยู่ในพม่าตอนล่างเพราะศึกภายในและภายนอก ซึ่งมีพม่าเป็นศัตรูสำคัญ ในระหว่างนั้น ชาวมอญได้พากันอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศไทยเนืองๆ ชาวมอญเหล่านั้นได้มาเป็นกำลัง สำคัญส่วนหนึ่งของไทย และได้สืบลูกหลานมาจนกระทั่งปัจจุบัน หลังจากที่อพยพลงมาตั้งหลักแหล่ง อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอิระวดีในพม่าตอนล่างแล้ว ชาวมอญได้ตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้น โดยมี ศูนย์กลางความเจริญในระยะแรกหลายแห่งด้วยกัน คือ สะเทิม ทวันเท ทะละ และหงสาวดี ซึ่งต่างก็เป็น
๑๑๔ อิสระไม่ขึ้นต่อกัน และได้สร้างสมอารยธรรมความเจริญต่างๆ มากมาย ดังปรากฏว่า ในพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรมอญที่สะเทิมเจริญถึงขีดสุดยิ่งกว่าอาณาจักรใดๆ ในบริเวณใกล้เคียง ทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนา และการค้า แต่มอญก็ไม่สามารถรักษาอาณาจักรของตนเองไว้ได้ เพราะทันทีที่พม่าซึ่งอพยพ เข้ามาอยู่ทางตอนเหนือสามารถตั้งอาณาจักรเป็นปึกแผ่นขึ้นมาได้ที่พุกาม ก็ได้แผ่อำนาจลงมารุกรานมอญ มอญจึงต้องสูญเสียอิสรภาพแก่พม่าใน พ.ศ. 1600 สงครามครั้งนี้แม้ว่ามอญจะเป็นฝ่ายแพ้ แต่อารยะธรรมความเจริญของมอญกลับไปมีอิทธิพลเหนือพม่า ดังจะเห็นได้ว่า พระเจ้าอนิรุธ (พ.ศ. 1587 - 1620) ได้กวาดต้อนนักปราชญ์ราชบัณฑิตต่างๆ จากสะเทิมไปพุกาม และได้หล่อ หลอมเป็นศิลปวัฒนธรรมของพม่า ทั้งในด้านการปกครอง ศาสนา อักษรศาสตร์ และสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์มอญในลุ่มแม่น้ำอิระวดีนับแต่นั้นมาเป็นเรื่องของการทำสงครามกับพม่าเพื่อความเป็น อิสระบ้าง เพื่อรักษาอาณาจักรของตนบ้างเรื่อยมาเป็นเวลากว่า 700 ปี จนกระทั่งถูกรวมเป็นส่วน หนึ่งของพม่าใน พ.ศ.2300 ทั้งนี้เนื่องมาจากนโยบายของพม่าที่พยายามแผ่อำนาจครอบครองมอญ และรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรตนด้วยเหตุที่อาณาจักรมอญมีความสำคัญต่อพม่าอย่างมากทั้ง ในด้านเศรษฐกิจและด้านการเมือง เพราะตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มที่อุดมสมบูรณ์ และมีการติดต่อ ค้าขายกับต่างประเทศทางทะเล ในขณะที่พม่าตั้งอยู่ในบริเวณที่ภูเขาและที่สูงซึ่งอุดมสมบูรณ์ทั้งยังถูก มอญปิดกั้นการติดต่อกับนานาประเทศทางทะเลอีกด้วย มอญจึงเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญที่พม่า ประสงค์จะได้ไว้เลี้ยงประเทศตน และการมีมอญตั้งอยู่ระหว่างไทยกับพม่าซึ่งเป็นศัตรูกัน มอญจึงเป็น จุดยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งพม่าได้อาศัยเป็นฐานทัพและเส้นทางเดินทัพเข้ามารบกับไทย ขณะเดียวกัน พม่าก็ยังได้อาศัยมอญเป็นทั้งแหล่งเสบียงอาหาร และแหล่งระดมพลเข้าร่วมในกองทัพไปทำสงคราม ด้วย ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ความพยายามของมอญในการดิ้นรนเพื่อตั้งอาณาจักรอิสระของตนได้ ประสบผลสำเร็จถึง 2 ครั้ง กล่าวคือ ใน พ.ศ. 1830 พระเจ้าฟ้ารั่ว หรือ วาเรรุ ได้กอบกู้เอกราช และ สถาปนาขึ้นปกครองอาณาจักรมอญโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ ราชวงศ์นี้ได้ปกครอง อาณาจักรมอญสืบต่อมาจนถึง พ.ศ. 2082 ในระหว่างนั้นได้มีการย้ายเมืองหลวงจากเมาะตะมะไปยัง หงสาวดี ใน พ.ศ. 1912 เพื่อให้ปลอดภัยจากการโจมตีของฝ่ายไทย กษัตริย์ที่เด่นและมีชื่อเสียงของ ราชวงศ์นี้ ได้แก่พระเจ้าราชาธิราช (พ.ศ. 1928 - 1966) ซึ่งเป็นผู้รวบรวมอาณาจักรมอญในพม่า ตอนล่างทั้งหมดเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกันเป็นครั้งแรก พระยาวารุ (พ.ศ. 1989 - 1993) ผู้มี ชื่อเสียงในความเที่ยงธรรมในการปกครอง และพระเจ้าธรรมเจดีย์ (พ.ศ. 2015-2035) ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นนักปกครองที่ดีเยี่ยม และยังได้ทำการปฏิรูปพุทธศาสนาในอาณาจักรมอญ ทั้งในด้านพิธีกรรมและ วินัยสงฆ์ เป็นต้น ความเจริญของมอญในยุคสิ้นสุดลง เพราะถูกพม่าแห่งราชวงศ์ตองอูรุกราน และถูก รวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรพม่าอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2028 แม้ว่าพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ (พ.ศ. 2074-2093) จะทรงมีนโยบายที่จะสมานไมตรีกับมอญ และรวมมอญมาใช้ในพม่า แต่พอสิ้นรัชกาล ของพระองค์ มอญก็ต้องประสบกับความเดือดร้อน เนื่องจากกษัตริย์พม่าองค์ต่อมาปกครองมอญอย่าง กดขี่และยังบีบคั้นในเรื่องภาษีและการเกณฑ์แรงงานในกิจการต่างๆ ทั้งในยามสงบและยามมีศึก สงคราม เป็นเหตุให้มอญก่อการจลาจลอยู่เรื่อยๆ และในที่สุดตอนปลายราชวงศ์ตองอู ขณะที่พม่า ผจญทั้งศึกและสงครามกับไทย มอญก็สามารถรวบรวมกำลังและประกาศอิสระภาพอีกครั้งใน พ.ศ. 2283 โดยมีสมิงทอพุทธเกษ (พ.ศ. 2283-2290) เป็นหัวหน้าหลังจากที่ตั้งมั่นที่หงสาวดีแล้ว มอญ ได้ขยายอาณาเขตขึ้นไปทางเหนืออย่างรวดเร็ว ยึดได้แปร ตองอู และรุกขึ้นไปตามลุ่มแม่น้ำอิระวดี
๑๑๕ จนกระทั่งถึงอังวะ ใน พ.ศ. 2290 พระยาทะละ (พ.ศ. 2290-2300) มอญจึงถูกรวมเป็นส่วนหนึ่ง ของพม่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยไม่มีโอกาสฟื้นตัวได้อีกจนกระทั่งปัจจุบัน (กิตติ วรกุลกิตติ. 2533) เส้นทางการอพยพเข้าสู่ประเทศไทย ชาวมอญที่อพยพเข้ามายังอาณาจักรไทยโดยมากเป็น มอญจากเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญ เป็นศูนย์กลางการค้า มีความอุดมสมบูรณ์ มีประชากรอาศัยอยู่เป็น จำนวนมาก จึงถูกพม่าควบคุมอย่างเข้มงวด เมืองเมาะตะมะ และเมืองมะละแหม่งอยู่ใกล้ชายแดนไทย มีเส้นทางการติดต่อค้าขายมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวมอญคุ้นเคยเส้นทางเหล่านี้ดี จึงสามารถเดินทาง ได้สะดวก เส้นทางการอพยพของชาวมอญเข้าสู่อาณาจักรไทย มีด้วยกัน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1) ทางเหนือ อพยพเข้ามายังเมืองตาก หรือเมืองระแหง ทางด่านแม่ละเมา เช่น การอพยพ เข้ามาในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ. 2317 2) ทางใต้ อพยพเข้ามายังเมืองกาญจนบุรี ทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้กันมาก ทั้งเป็นเส้นทางการค้า การเดินทัพ ของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า เช่น การอพยพในสมัยสมเด็จพระ นารายณ์ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้กันมาก 3) ทางเมืองอุทัยธานี เช่น การอพยพในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราว พ.ศ. 2358 จะเห็นได้ว่า 2 เส้นทางแรก เป็นเส้นทางเดียวกับที่พม่าใช้ในการยกกองทัพเข้ามารุกรานไทย มอญคงจะคุ้นเคยกับเส้นทางนี้ดี เพราะนอกจากจะเข้ามาตอนทำสงครามแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่ใช้ ติดต่อการค้าขายกันอีกด้วย นอกจากนี้ตามพงศาวดารมอญ-พม่า ยังได้กล่าวถึงอีกเส้นทางที่ใช้ในการ อพยพอีกเส้นหนึ่งคือ ทางเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่พระยารามัญ 3 คน คือ พระยาราม พระยากลาง เมือง และพระยาน้อยวันดี ใช้ในการอพยพครัวมอญเข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (กิตติ วรกุลกิตติ, 2533) ชาวมอญในภาคตะวันออกจะตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ตำบลบางเกลือ ตำบลพิมพาวาส อำเภอบางปะ กง จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลบ้านเก่า อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรีส่วนในท้องถิ่นชายเขต อำเภอ พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอศรีมโหสถ (อำเภอโคกปีบเดิม) จังหวัดปราจีนบุรี ได้เคยมี ชาวมอญมาตั้งกองจับช้างป่าไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน เพราะบริเวณนี้ในอดีตเป็นแหล่งที่มีช้างป่ามาก “บ้านโคกมอญ” ซึ่งอยู่ถัดจากบ้านธารพูดขึ้นไป มีศาสนสถานเป็นหลักฐานปรากฏอยู่คือ “วัดและ เจดีย์เก่า” ซึ่งมีรูปแบบและลักษณะเป็นเจดีย์แบบมอญหลงเหลือให้เห็นได้ ชาวมอญเป็นชนกลุ่มน้อย ทางวัฒนธรรมและมีเอกลักษณ์แตกต่างไปจากวัฒนธรรมของชนชาติอื่น ชาวมอญมีภาษาพูดและ ภาษาเขียนเป็นของตนเอง ประเพณีที่สำคัญของชาวมอญได้แก่ ประเพณีการเกิด การบวช การ แต่งงาน การตาย และการรำผี การอพยพของชาวมอญเข้าสู่ประเทศไทยนั้นแตกต่างกับของชาวจีนซึ่งอพยพไปโดยมี จุดมุ่งหมายที่จะไปเสี่ยงโชคในดินแดนที่คิดว่าดีกว่า โดยหวังจะได้กลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของ ตนเองอีก ดังนั้นชาวจีนจึงมักอพยพไปคนเดียวมิได้พาครอบครัวไปด้วย เมื่อมาถึงประเทศไทยจึงมีการ ติดต่อและแต่งงานกับคนไทยบ้าง ทำให้มีความสัมพันธ์กับคนนอกกลุ่มได้รวดเร็ว ส่วนมอญนั้นอพยพ ไปเพื่อหาที่ตั้งหลักแหล่งใหม่โดยไม่คิดที่จะหวนกลับไปยังถิ่นเดิมอีก จึงขนทั้งครอบครัวและข้าวของที่ จำเป็นไปด้วย ประกอบกับเส้นทางที่เข้าสู่ประเทศไทยนั้นสั้นและสะดวกกว่าการเดินทางของชาวจีน จึงอพยพกันได้ทั้งครอบครัว เมื่อมาถึงประเทศไทยก็มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและมีความสัมพันธ์กัน เฉพาะภายในกลุ่มของตนเองในระยะแรกๆ ดังนั้นจึงมีการติดต่อกับคนภายนอกน้อยมาก จนเกือบจะ
๑๑๖ เรียกได้ว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสภาพ ภูมิศาสตร์ กล่าวคือสังคมมอญในระยะแรกเป็นสังคมในระดับหมู่บ้าน ประกอบด้วยคนเชื้อชาติ เดียวกัน และมีการปกครองกันเองในระดับนี้ หมู่บ้านมอญอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหนาแน่นกว่าหมู่บ้าน ไทย มอญนำพุทธศาสนาในรูปแบบของตนเข้ามาด้วย ซึ่งกล่าวกันว่าเคร่งครัดในด้านวินัยปฏิบัติ ชาว มอญมีความรักใคร่เห็นใจกันเพราะต่างก็พลัดบ้านเมืองมาด้วยกัน จึงมีการติดต่อและพึ่งพาอาศัยกัน ภายในหมู่พวกเดียวกันความจำเป็นที่จะติดต่อกับคนภายนอกกลุ่มเกือบจะไม่มี นอกจากนี้ภาษายัง เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการติตต่อกับคนไทยทั่วไป ชาวมอญในจังหวัดตราดเป็นกลุ่มที่เข้ามาพร้อมกับคนไทยกลุ่มดั้งเดิมที่มาตั้งถิ่นฐานในเมือง ตราด ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันยังหาหลักฐานบุคคลไม่พบ เท่าที่ปรากฏหลักฐานคือ ภูมินาม “บ้านหนองคอกมอญ” ที่ตำบลเนินทราย อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และค่านิยมเรื่องการปักเสา ไม้ยอดเป็นหงส์ไว้หน้าอุโบสถตามวัดในจังหวัดตราด สำเนียงพูดในภาษาถิ่นจังหวัดตราดก็คล้ายกับ สำเนียงพูดในภาษามอญ ทั้งการละเล่นที่นิยมมากในจังหวัดตราด คือ สะบ้าล้อ ก็เป็นการละเล่นที่นิยม ในหมู่ชาวมอญ จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์กลุ่มชาติพันธุ์มอญของคณะผู้วิจัย พบว่า กลุ่มชาวมอญที่พบใน จังหวัดตราดในปัจจุบันกระจายตัวกันอยู่ในหลายพื้นที่ แรกเริ่มเดิมทีมอญกลุ่มนี้เข้ามาในจังหวัดตราด เพื่อประกอบอาชีพทำมาหากิน โดยเฉพาะการใช้แรงงานและการขุดพลอย เมื่อประมาณ 40-50 ปี ก่อน โดยจะสังเกตได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มอญที่มารวมตัวกันในงานประเพณีประจำปีจะมีช่วงอายุตั้งแต่ รุ่นเด็กเล็ก วัยรุ่น วัยกลางคน และวัยผู้ใหญ่ ซึ่งผู้ที่มีอายุมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุไม่เกิน 70 ปี เป็นผู้นำ กลุ่มชาติพันธุ์มอญ คือนาย มอญ อัง ตาน หรือ ลุงดำ อายุ 68 ปีผู้อาวุโส ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ มอญในจังหวัดตราด ในปี พ.ศ. 2512 ประชากรอพยพเข้ามาที่อำเภอบ่อไร่เพิ่มมากขึ้น จึงกล่าวได้ว่าสมัยนี้เป็น ยุคตื่นพลอยเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจพลอยในอำเภอบ่อไร่ เนื่องจากการมีข่าวการพบพลอยน้ำ งามมีมูลค่านับล้านบาทที่บ้านบ่อไร่ ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในลักษณะปากต่อปาก และทาง สื่อสารมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ เป็นต้น เป็นเหตุให้ประชาชนอพยพเข้ามาในอำเภอบ่อไร่ โดย ละทิ้งไร่นาของตน หรือหยุดทำนาไปชั่วคราว แล้วพากันเดินทางมาเพราะหวังที่จะได้มีฐานะมั่งคั่ง ร่ำรวยได้รวดเร็ว “คนแม่สอดมาอยู่เยอะ พวกนครสวรรค์ โดยเฉพาะอำเภอตากแว้ง คนแม่สอด ค้าขายพลอยมาก่อนแล้ว เพราะอยู่ใกล้ที่สุดกับแหล่งพลอยของพม่า มอญก็มาตามด้วย” (สัมภาษณ์ นรินทร์ มุกมณี, ราษฎรชาวไทย ตำบลบ่อพลอย, 8 กรกฎาคม 2565) ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ของชาติพันธุ์มอญ จังหวัดตราด ได้แก่ 4.1.4.1 ด้านที่อยู่อาศัย เรือนมอญ มีความคล้ายคลึงกับเรือนไทยทั่วไป แต่มีความพิเศษคือจะมีเสาเอก หรือ เสาผี ของบ้าน เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของบ้านเพราะเป็นที่แขวนกระบุง หรือหีบผ้าของบรรพบุรุษที่ชาว มอญเคารพนับถือจะต้องคอยดูแลไม่ให้เสียหาย บริเวณเสาผีถึงมักไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปยุ่มย่าม
๑๑๗ ปะปน ในปัจจุบันเรือนมอญในจังหวัดตราดได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นบ้านสมัยใหม่ สร้างจากไม้และปูน มิได้คงความเชื่อเรือเสาเอกกลางบ้าน หรือเสาผี เนื่องจากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาทำงานจึงไม่ได้ ปลูกสร้างบ้านเรือนเองตามความเชื่อตั้งแต่ต้น 4.1.4.2 ด้านอาชีพ ชาวมอญเดินทางเข้ามาในจังหวัดตราดเพื่อประกอบอาชีพ เพราะได้ยินการบอกต่อ แบบปากต่อปากว่าที่จังหวัดตราดนั้นอุดมสมบูรณ์และมีพลอยมาก เมื่อ 40-50 ปีก่อน (พ.ศ. 2512) การอพยพของคนไทยและกุหล่าที่เดินทางมาจากทางภาคเหนือของประเทศไทยก็ได้นำพาชาวมอญเข้า มาด้วย เพื่อมาทำพลอย ขุดพลอย ต่อมาเมื่อพลอยในจังหวัดตราดมีน้อยลง มอญก็ประกอบอาชีพ รับจ้างทั่วไป โดยเฉพาะรับจ้างตัดยาง กรีดยาง จะมีมากที่สุด โดยกระจายตัวอยู่ทั่วในจังหวัดตราดและ จะรวมตัวกันเมื่อมีงานเทศกาลประเพณี หรืองานบุญสำคัญของชาวมอญ (สัมภาษณ์ มิน คิน ซู, ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง, 8 กรกฎาคม 2565) 4.1.4.3 ด้านความเชื่อ ชาวมอญมีความเชื่อที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อยู่ 2 ลักษณะ คือ การเลื่อมใสศรัทธา ในพระพุทธศาสนา กับการเชื่อถือเรื่องผีบรรพบุรุษ ความเชื่อเหล่านี้จะเห็นจากพิธีกรรมต่างๆ ของชาวมอญ 1) พุทธศาสนา ชาวมอญนับถือศาสนาพุทธแบบเถรวาทนับตั้งแต่อาณาจักรสุธรรมวดี หรือสะเทิม อาณาจักรแห่งแรกของมอญ การนับถือพุทธศาสนาของชาวมอญจะเป็นไปอย่างเคร่งครัด มีข้อปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนามากมาย เช่น ห้ามใส่รองเท้าเข้าบริเวณวัด ห้ามผู้หญิงเข้าในพระอุโบสถ เป็นต้น พุทธศาสนา เป็นศาสนาหลักของประเทศไทย และโดยเฉพาะกับชุมชนชาวมอญแล้ว มีการเคารพบูชาต่อองค์พระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก เมื่อสังเกตจากตำนานเรื่องเล่าต่างๆ มักมีส่วน เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าเสมอ เช่น ตำนานหงส์ที่คนมอญเชื่อว่าเป็นสัตว์ชั้นสูง และเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น และที่สำคัญ เมื่อชาวมอญไปตั้งชุมชนอยู่ที่ใดก็จะมีการสร้างวัดขึ้นตลอด เพื่อเป็นการเคารพ บูชาต่อศาสนา และเพื่อให้ศาสนายังคงอยู่ต่อไป ชาวมอญในจังหวัดตราดมีวัดฉางเกลือเป็นศูนย์กลาง ของการรวมตัว ชาติพันธุ์มอญในจังหวัดตราด มีการทำบุญตักบาตรทุกวันพระและวันสำคัญทาง ศาสนา มีการจัดงานประเพณีเทศน์มหาชาติโดยพระจากรัฐมอญ การจัดประเพณีตักบาตรน้ำมันพืชใน วันพระใหญ่กลางเดือน 10 ของทุกปี 2) การนับถือผี ผีในโลกทัศน์ของชาวมอญแบ่งเป็นผีดีและผีร้าย โดยเชื่อว่าผีดีจะ คอยช่วยเหลือในเรื่องเดือดร้อนต่างๆ ให้ความคุ้มครองรักษา และถ้าหากมีการลบหลู่ดูหมิ่นกระทำการ ที่แสดงออกถึงความไม่เคารพ ผีก็อาจให้โทษได้ตามความเชื่อ ชาวมอญจึงต้องมีการเซ่นไหว้ หรือทำพิธี ต่างๆ เพื่อแสดงการเคารพบูชาหรือเพื่อขอขมา นอกจากนี้มอญยังมีความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ นอกจากการนับถือศาสนาพุทธ ของชาวมอญแล้วก็ยังมีความเชื่ออื่นที่มีมาพร้อมกับการก่อตั้งชุมชนชาวมอญ และคนก็ให้ความสำคัญ มากซึ่งความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนดังเจ้าคุ้มครองดูแลของชาวมอญ ได้แก่ ความเชื่อของผีประจำตระกูลต่างๆ ของชาวมอญ
๑๑๘ 4.1.4.4 ด้านประเพณี ประเพณีของชาวมอญนั้น มีวัฒนธรรมเป็นแบบฉบับมายาวนาน บางอย่างมีอิทธิพล คล้ายกับชนชาติใกล้เคียง เช่น ประเพณีสงกรานต์ ปล่อยนกปล่อยปลา ข้าวแช่ ฯลฯ บางอย่างก็ถือ ปฏิบัติกันแต่เฉพาะในหมู่ชาวมอญเท่านั้น ชาวมอญเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็นับถือผีบรรพบุรุษกับผีอื่นๆ ที่มีอิทธิฤทธิ์ รวมทั้งเทวดาองครักษ์ชาวไทยและชาวมอญ มีวัฒนธรรมประเพณีและงานเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ ใกล้เคียงกันมาก ทั้งนี้เพราะประเพณีของไทย และมอญมีรากฐานที่สำคัญร่วมกันคือ พระพุทธศาสนา ประเพณีวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายมอญ 12 เดือน ได้แก่ เดือนเมษายน มีการแห่เปิงซังกราน (ข้าวแช่) ไปทำบุญที่วัด มีการแห่ธงตะขาบ ปล่อยนก ปล่อยปลา สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และแห่นางสงกรานต์ เป็นต้น เดือนพฤษภาคม ชาวมอญนิยมไปทำบุญ และรดน้ำต้นโพธิ์ ปลูกต้นโพธิ์ตามวัด เพื่อ เป็น เครื่องเตือนจิตระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ถวายน้ำที่โคนต้นโพธิ์แทนถวายน้ำสรง พระบรมศพ เดือนมิถุนายน ชาวมอญนิยมบวชลูกหลาน เพื่อเป็นการสืบต่ออายุของ พระพุทธศาสนา ศึกษาเล่าเรียนทางธรรมวินัย เดือนกรกฎาคม ชาวมอญหล่อเทียนเข้าพรรษา และแห่เทียนเข้าพรรษาเพื่อไปถวาย ตามวัดต่างๆ และถวายผ้าอาบน้ำฝนด้วย เดือนสิงหาคม ชาวมอญนิยมทำบุญตั้งมูลนิธิตั้งกองทุนเทศน์มหาชาติ เพื่อเก็บดอก ผลบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญ ต่อไป เดือนกันยายน ชาวมอญนิยมทำบุญตักบาตรน้ำผึ้ง หรือตักบาตรน้ำมันพืช ตามวัดที่มี พระสงฆ์มอญ เดือนตุลาคม ชาวมอญนิยมไปทำบุญออกพรรษา ตักบาตรเทโว และตักบาตรดอกไม้ เดือนพฤศจิกายน ชาวมอญทำบุญทอดกฐิน และผ้าป่า เดือนธันวาคม ชาวมอญทำบุญด้วยผลิตผลทางเกษตรกรรมใหม่ เช่น ข้าวใหม่ ผลไม้ ใหม่ๆ ที่พึ่งออกผล นำมาถวายพระ ซึ่งถือว่าบุญกุศลล้ำเลิศ เดือนมกราคม ชาวมอญทำบุญด้วยผลไม้ เช่น มะม่วง ส้ม ขนุน กล้วย อ้อย เป็นต้น เดือนกุมภาพันธ์ วันชาติมอญ หรือ ภาษามอญเรียก “ตะงัวโกนแกะกาวโม่น”ตรง กับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 หลังวันมาฆบูชา 1 วัน ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงการสร้างกรุงหงสาวดีครั้งแรก การจัดงานฉลองนี้จะจัดทั้งชาวมอญในไทยและพม่า โดยในพม่านั้น ถ้าเป็นพื้นที่ในเขตควบคุมของ พรรคมอญใหม่และในรัฐมอญ เช่น มะละแหม่ง สะเทิม จะมีการร้องเพลงชาติมอญและเชิญธงชาติ มอญสู่ยอดเสา (สัมภาษณ์ มอญ อัง ตาน, ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง, 8 กรกฎาคม 2565) ประเพณีที่สำคัญของชาวมอญ จังหวัดตราด - ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง หรือตักบาตรน้ำมันพืช ตักบาตรน้ำผึ้ง เป็นประเพณีที่สำคัญของชาวไทยเชื้อสายมอญ ลักษณะของการตัก บาตรน้ำผึ้ง เหมือนกับการตักบาตรโดยการใส่ข้าวหรืออาหารอื่นๆ เพียงแต่เปลี่ยนเป็นน้ำผึ้งแทน แต่ในจังหวัดตราดปัจจุบัน น้ำผึ้งแท้บริสุทธิ์หาได้ยาก ชาวมอญจังหวัดตราดจึงใช้น้ำมันพืชในการ
๑๑๙ ตักบาตรในประเพณีนี้แทน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณีตักบาตรน้ำมันพืชของชาวมอญในจังหวัดตราด ขึ้น ในวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งหรือตักบาตรน้ำมันพืชนี้ได้สืบทอดกันมาช้านานซึ่งชาวมอญ ได้ปฏิบัติต่อๆ กันมา เป็นประเพณีหนึ่งของชาวบ้านที่แสดงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดย ทางวัดจะจัดเตรียมสถานที่ไว้บริเวณสนามลานวัดฉางเกลือ สำหรับให้ชาวบ้านนำน้ำผึ้งหรือน้ำมัน พืชตักใส่ลงในบาตรโดยพระภิกษุสงฆ์เดินบิณฑบาตรับน้ำผึ้งและน้ำมันพืชนั้น น้ำผึ้งหรือน้ำมันพืชที่ ชาวบ้านใส่บาตรไว้นั้น วัดจะรวบรวมเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของยารักษาโรค ชาวมอญเชื่อว่าการตัก บาตรดังกล่าวมีอานิสงส์มาก เพราะพระสงฆ์จะเก็บน้ำผึ้งไว้เพื่อใช้เป็นยาในคราวจำเป็นเมื่อเกิด อาพาธ เพราะน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมที่สำคัญของยาดังนั้นชาวมอญจึงมีความเชื่อว่าการถวายน้ำผึ้งแด่ พระสงฆ์จะได้อานิสงส์มากและจะเป็นผู้ที่อุดมไปด้วยลาภยศทั้งชาตินี้และชาติหน้า ตักบาตรน้ำผึ้งหรือตักบาตรน้ำมันพืช เป็นประเพณีถวายเภสัชแก่พระภิกษุสงฆ์ นิยม ปฏิบัติกันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวมอญ ซึ่งแต่เดิมนั้น ชาวมอญอาศัย อยู่ทางตอนล่างของประเทศพม่า กระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 16 ชนชาติพม่าได้ขยายอิทธิพลลงมา ทำให้ชาวมอญต้องอพยพมาสู่ดินแดนไทยเป็นระยะ พร้อมกันนี้ ได้นำศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อ จารีต ประเพณี และวิถีชีวิตของตนเองตามมาด้วยการถวายทานด้วยน้ำผึ้ง ปรากฏในชีวประวัติของ “พระสีวลี” พุทธสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เป็น “ภิกษุที่เลิศทางมีลาภ” โดยในอดีตชาติหนึ่งนั้น พระสีวลี เกิดเป็นชาวบ้านธรรมดา ในตำบลใกล้เมืองพันธุมวตี แต่เป็นผู้ขยันขันแข็งด้านการถวายทาน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวเมืองสมัยนั้นนิยมถวายทานแข่งกับพระราชา โดยชาวเมืองเห็นว่า น้ำผึ้งกับเนยแข็งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในทานของพวกเขา จึงจำเป็นต้องจัดหามาถวายทานให้ได้เพื่อ จะได้ไม่น้อยหน้าพระราชา ดังนั้น จึงแต่งตั้งคนดูต้นทาง ให้สอดส่องสังเกตหน้าประตูเมืองว่ามีใคร มีของสองสิ่งนี้ติดตัวมาบ้าง ขณะเดียวกัน สีวลีหนุ่ม ก็กำลังเดินทางเข้าเมืองพร้อมด้วยเนยแข็งเพื่อ นำไปแลกกับสิ่งของเครื่องใช้ ซึ่งระหว่างทาง เขาได้พบรวงผึ้งขนาดเท่างอนไถที่ไม่มีผึ้งอาศัยอยู่ จึงนำติดตัวไปด้วย เมื่อผ่านประตูเมือง คนดูต้นทางไม่รอช้า เข้าเจรจาขอซื้อเนยแข็งกับรวงผึ้งทันที ในราคา 1 กหาปณะ (4 บาท) แต่สีวลีหนุ่มคิดว่านี่เป็นราคาที่สูงเกินไป จึงต้องการจะสืบต้นสาย ปลายเหตุให้รู้แน่ เขาจึงโก่งราคาไปเรื่อยๆ จนสูงถึง 1,000 กหาปณะ จึงได้สอบถามจนได้ความ ตามต้น สีวลีหนุ่มจึงตัดสินใจไม่ขาย แต่จะขอใช้น้ำผึ้งกับเนยแข็งนี้ร่วมทำบุญกับชาวเมืองด้วย ทั้งยังตั้งจิตอธิษฐานให้ผลบุญนี้ทำให้ตนเป็นเลิศในลาภยศในอนาคตด้วย การถวายน้ำผึ้งของชาวมอญจึงเป็นความเชื่อที่มีผลพวงมาจากการที่ชาวมอญนั้นมี ความเคารพ ศรัทธาในพระสีวลี จึงมีประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งสืบทอดต่อกันมา การที่ชาวมอญได้ ถวายน้ำผึ้งแด่พระภิกษุสงฆ์ตามแบบอย่างที่พระสีวลีเคยทำในชาติก่อนที่จะเป็นพระอรหันต์ใน ปัจฉิมชาติ ที่ได้เป็นเอตทัคคะทางด้านการมีลาภมากนั้น ชาวมอญเชื่อว่าการถวายน้ำผึ้งจะเป็นทาง ที่จะทำให้ผู้ที่ถวายจะมีโชคมีลาภ เหมือนกับพระสีวลี หากไม่สมหวังในชาตินี้ ในชาติหน้านั้นก็คง จะได้อย่างแน่นอน ในสมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเลิกบำเพ็ญทุกขกิริยาแล้ว พระพลานามัยยังไม่ฟื้น คืนดังเดิม วันหนึ่ง นางสุชาดานำข้าวมธุปายาส (ข้าวที่หุงด้วยน้ำนมเจือน้ำผึ้ง) มาถวาย ก็ปรากฏว่า พระวรกายฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว มีพระปรีชาญาณจนตรัสรู้ได้ในที่สุด ทั้งยังมีคราวหนึ่ง ในช่วง
๑๒๐ เดือน 10 พระภิกษุร่างกายชุ่มด้วยน้ำฝน ต้องเหยียบย่ำโคลนตม เกิดอาพาธอาเจียนหลายรูป กาย ซูบเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุฉัน “น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนยข้น เนยใส และ น้ำมันพืช” ได้ในยามวิกาล โดยถือเป็นยารักษาโรคและบำรุงร่างกาย การตักบาตรน้ำผึ้งหรือตัก บาตรน้ำมันพืชจึงเป็นการถวายเภสัชทาน บำรุงสุขภาพภิกษุสงฆ์ เป็นการสืบต่อพุทธศาสนาได้ทาง หนึ่ง จึงยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีเรื่อยมา ในงานประเพณีตักบาตรน้ำมันพืชของชาวมอญจังหวัดตราด จัดที่วัดฉางเกลือ ตำบล ห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โดยชาวบ้านที่มาร่วมงานจะแต่งกายด้วยชุดประจำชาติมอญ สวยงามหลากสีสัน มีการทำบุญไหว้พระ ถวายสังฆทาน และการใส่อาหารลงในเรือลำใหญ่ที่ตกแต่ง แบบมอญจะเรียกว่าการทำบุญลอยเรือสะเดาะเคราะห์ร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการปล่อยโคม ลอยขนาดใหญ่ขึ้นไปบนท้องฟ้า ด้วยจุดประสงค์ก็เพื่อบูชาเทวดาที่อยู่ในป่า ในน้ำ บนฟ้าและบนบก สืบสานประเพณีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ชาวมอญที่มาร่วมงานจะแต่งกายชุดพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้ชายนุ่งโสร่งแดง ผู้หญิงใส่ผ้านุ่งสีสันสดใส เกล้าผมมวย ทาแป้งทานาคาสีนวลทั่วใบหน้า ทั้งเด็กและ ผู้ใหญ่ พร้อมกับนำเครื่องเซ่นไหว้ มาวางไว้ในลำเรือไม้ไผ่ มีทั้งอาหารคาวหวาน น้ำดื่ม ผลไม้ พร้อม ด้วยเงิน และดอกไม้ ธูป เทียน ฯลฯ มีความเชื่อว่าจะทำให้สิ่งไม่ดีและเคราะห์ร้ายต่างๆ ไปให้พ้นจาก ชีวิต จากนั้นก็จะร่วมกันปล่อยโคมลอยขนาดใหญ่ ที่ชาวมอญร่วมกันทำขึ้น ลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า เป็นการ เปิดพิธี การตักบาตรน้ำมันพืช นับเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ดีงาม ของชาวมอญในพื้นที่จังหวัดตราด ที่ ยังคงรักษาสืบทอดไว้เป็นอย่างดี(สัมภาษณ์ นรินทร์ มุกมณี, ราษฎรชาวไทย ตำบลบ่อพลอย, 8 กรกฎาคม 2565) ภาพที่ 55 ภาพการปล่อยโคมลอยขนาดใหญ่เพื่อบูชาเทวดาบนฟ้า และเป็นสัญลักษณ์ของการเปิด งานตักบาตรน้ำมันพืชของชาวมอญในจังหวัดตราด ภาพที่ 56 ภาพเรือไม้ไผ่ และอาหารคาวหวานที่ชาวมอญนำมาใส่ในเรือเพื่อบูชาเทวดาในน้ำ และเป็นการลอยเรือสะเดาะเคราะห์
๑๒๑ ภาพที่ 57 ภาพหนุ่มสาวชาวมอญแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองสีสันสวยงาม ร่วมงานประเพณีตักบาตรน้ำมันพืช ภาพที่ 58 ภาพงานประเพณีตักบาตรน้ำมันพืช ของชาวมอญจังหวัดตราด 4.1.4.5 ด้านศิลปะพื้นบ้าน สถาปัตยกรรมถาวร หมายถึง การสร้างสิ่งปลูกสร้างที่คงทนถาวร มีการใช้งานได้ใน ระยะเวลานาน และเมื่อเกิดการชํารุดเสียหายก็จะซ่อมแซมให้ดีเหมือนเดิม ในศิลปกรรมมอญจะพบ สถาปัตยกรรมถาวร ประเภทสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนา เช่น เจดีย์ เสาหงส์ หอไตร โดยเฉพาะเจดีย์ มอญ จะพบมากที่สุด หรือที่นิยมเรียกว่า เจดีย์มอญ-พม่า ชุมชนมอญเมื่อรวมกลุ่มกันมักนิยมสร้างวัดหรือเจดีย์เพื่อเป็นการสืบทอด พระพุทธศาสนาและระลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอน อิทธิพลวัฒนธรรมมอญปรากฏเจดีย์ที่สร้างด้วยอิฐ 2 รูปแบบสำคัญ คือเจดีย์ทรงจอมแห หรือลอมฟาง ซึ่งไม่มีส่วนของบัลลังก์ในดังปรากฏทั่วไปในประเทศ พม่า และตามวัดมอญในประเทศไทย เจดีย์ทรงระฆังที่ไม่มีบัลลังก์ได้ผ่านการผสมผสาน และพัฒนา ทางด้านรูปแบบมานาน ต้นเค้าของศิลปะพม่านั้นมีพื้นฐานจากมอญ เจดีย์ทรงระฆังแบบไม่มีบัลลังก์ เช่น เจดีย์ชเวดากอง ที่เมืองย่างกุ้ง (สุกัญญา เบาเนิด, 2552. หน้า 49-52) เจดีย์มอญที่พบใน การศึกษาภาคสนามคือเจดีย์มอญวัดฉางเกลือ ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด สามารถ อธิบายรูปแบบทางสถาปัตยกรรมได้ดังนี้ เจดีย์มอญวัดฉางเกลือ ถอดต้นแบบเจดีย์มาจากเจดีย์ชเวดากองของพม่า เป็นเจดีย์ แบบ มอญ-พม่า มีเจดีย์ประธาน และเจดีย์บริวารทั้ง 8 ทิศ บนฐานแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ ที่ทำเป็น ฐานบัวลูกแก้วอกไก่ เจดีย์ประธานมีส่วนฐานเป็นฐานแปดเหลี่ยม ซึ่งมีการประดับด้วยลวดลายคล้าย ใบไม้ทุกมุม ในทุกชั้นของส่วนฐาน ถัดขึ้นไปเป็นลูกแก้วในผังวงกลมซ้อนกัน รองรับองค์ระฆังที่มีการ ตกแต่งด้วยรัดอก และเหนือขึ้นไปเป็นลวดลายคล้ายใบโพธิ์ประดับอยู่ ส่วนยอดเป็นปล้องไฉน ปัทมบาท ปลี และยอดบนสุดทำเป็นยอดแหลมแทนลูกแก้ว คาดว่าจะครอบทับด้วยฉัตรโลหะอีกที ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
๑๒๒ ภาพที่ 59 ภาพเจดีย์สานสัมพันธ์ไทย-มอญ ณ วัดฉางเกลือ ตำบลห้วยแรง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด “หงส์” อัตลักษณ์มอญ สิ่งที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมอญที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือ “หงส์ มอญ”ตำนานเกี่ยวกับหงส์นั้นมีอยู่ว่า พื้นที่เมืองหงสาวดีแต่เดิมเป็นลุ่มน้ำ ที่มีลักษณะเป็นทะเลสาบ ต่อมาทะเลน้ำตื้นเขินกลายเป็นดินดอน ณ ที่นั้นได้มีหงส์ผู้เมียคู่หนึ่งพากันอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ ชาว มอญจึงถือว่าเป็นนิมิตรดีจึงตั้งชื่อเมืองที่สร้างใหม่ว่า “เมืองหงสา” หรือ “หงสาวดี” ในปัจจุบัน ตั้งแต่ นั้นมา ชาวบ้านจึงนับถือหงส์ เพราะเชื่อว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงที่ให้คุณ ไม่ว่าชนชาติมอญจะอพยพไปอยู่ ณ ถิ่นฐานใดและประเทศใดจะต้องสร้างรูปหงส์ไว้บนยอดเสาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ภาพที่ 60 ภาพธงประจำชาติมอญ ลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์มอญ จากการศึกษาลวดลายของมอญนั้นจะเป็นในเรื่องของงานศิลปะจากงานสถาปัตยกรรม เป็นส่วนมาก ถ้าหากจะกล่าวถึงลวดลายเฉพาะตัวเหมือนลวดลายไทย เช่น ลายกนก ลายกระจัง ลายประจำยาม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายดาว ลายกรวยเชิง เป็นต้น นั้นคงไม่มีลวดลายที่มีชื่อเรียก เฉพาะเจาะจงแบบของลายไทย เพราะถ้าหากมีการศึกษาประวัติศาสตร์มอญและไทยโดยแท้จริงแล้ว จะทราบได้ว่าลวดลายลายที่ใช้ในงานสถาปัตยกรรม หรืองานศิลปะต่างๆ นั้น มีลวดลายดั้งเดิมมาจาก ของมอญทั้งสิ้น โดยคนไทยได้รับอิทธิพลจากมอญและนำมาดัดแปลงให้มีความสวยงามอ่อนช้อยมาก ขึ้น อย่างเช่น “เรือนยอด” ทรงมณฑป ที่คนไทยนำมาดัดแปลงจากเรือนยอดแหลมทรงพีรามิดแข็งทื่อ มาผสมผสานประโยชน์เป็นยอดอย่างสวยงาม (กิตติ วรกุลกิตติ, 2553. หน้า 187) -สไบพาดไหล่ของผู้หญิง เป็นแบบลายปักริมผ้าปูโต๊ะ ลายปักรูปดอกไม้ มีหลากหลายสีสัน - ผ้านุ่ง หรือผ้าถุง เป็นลายดอกพิกุล ผ้าถุงจะเป็นสีพื้นๆ และปักลวดลาย สลับกับผ้า สีพื้นเพื่อให้เกิดลวดลายบนผ้านุ่ง
๑๒๓ - โสร่งตารางหมากรุกของมอญ ลายโสร่งของมอญเมืองไทย จะพบว่า โดยมากจะเป็นลาย ตารางหมากรุกขนาดใหญ่ กว้างยาวประมาณ 2 นิ้ว รวมทั้งร่องรอยลายโสร่งมอญ เป็นวัฒนธรรมร่วม ล้านนา อีสาน และเขมรในปัจจุบัน ภาพที่ 61 ภาพลายผ้านุ่งที่นิยมของผู้หญิงชาวมอญจังหวัดตราด (ซ้าย) ภาพที่ 62 ภาพภาพลายโสร่งที่นิยมของผู้ชายชาวมอญจังหวัดตราด (ขวา) การละเล่นมอญในจังหวัดตราด สะบ้าล้อ เป็นการละเล่นท้องถิ่นของชาวตราดที่มีการเล่นมานานนับร้อยปีจากการ สอบถามการเล่นชนิดนี้ทราบว่ามีการเล่นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งการเล่นในครั้งแรกๆ นั้นจะมีการ เล่นที่คล้ายการเล่นสะบ้าของชาวไทยเชื้อสายมอญ มักจะเล่นกันในเทศกาลสงกรานต์หรือเทศกาล อื่นๆ ขึ้นอยู่กับชาวบ้านว่าตกลงจะจัดขึ้นในโอกาสพิเศษใดบ้าง เช่น เทศกาลสงกรานต์ หรือ เทศกาลปี ใหม่ เป็นต้น ส่วนการเล่นสะบ้าเป็นประเพณีที่ตกเย็นฝ่ายชายจะแต่งกายและชักชวนเพื่อนพ้องไปทอย สะบ้าที่บ่อนสะบ้า แบ่งเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิง นั่งเรียงกันโดยตั้งลูกสะบ้าไว้ด้านหน้า (เรียกว่า “สะบ้าแก่น”) ให้ทอยท่าต่างๆ เมื่อเล่นจนครบบท ฝ่ายแพ้จะถูกปรับให้ร้องเพลง ร่ายรำกลางวงสะบ้า เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ลูกสะบ้ามักทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ส่วนใหญ่ใช้ไม้ประดู่ กลึงเป็นวงกลมตัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร ลูกสะบ้าของฝ่ายชายมักจะใหญ่กว่าของฝ่าย หญิง สมัยก่อนลูกสะบ้าของฝ่ายหญิงทำด้วยงาช้าง เงิน หรือ ทองเหลือง เพื่อแสดงถึงฐานะ ส่วนลูกสะบ้าแก่นจะทำมาจากเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง ฝักมีเมล็ดกลม แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ข้างในสีขาว สามารถนำมาไปใช้ขีดสมุดไทย และทำยาพื้นบ้านได้ สะบ้าล้อในจังหวัดตราดเดิมเป็นการละเล่นที่นิยมเล่นกันแทบทุกหมู่บ้านในเขต อำเภอเขาสมิง ส่วนอำเภออื่นๆ ก็จะมีการเล่นบ้าง ซึ่งแต่ละหมู่บ้านก็จะมีท่าเล่นที่แตกต่างกันออกไป ที่รวบรวมได้มีประมาณ 35 แม่ เช่น อีเขา คือ เอาเข่าหนีบแล้วกระโดดให้สะบ้าล้อไปข้างหน้า อีชนช้าง อีชักชนหน้า อีชักชนหลัง อีหกรับ อีหกหงาย อีตบคว่ำ เป็นต้น แต่โดยทั่วไปนิยมเล่นกันจน มาถึงปัจจุบันเพียง 7 แม่เท่านั้นคือ แม่ที่ 1 ล้อนิ่ง แม่ที่ 2 ให้ล้อปากเป่า แม่ที่ 3 แพนดีด แม่ที่ 4 หก โนนดีด แม่ที่ 5 หาโนนพ้น แม่ที่ 6 หนึ่งรองหงาย แม่ที่ 7 หนึ่งรองคว่ำ การเล่นสะบ้าของชาวมอญ จังหวัดตราดมิใช่เป็นแค่กิจกรรมที่เป็นเกมส์กีฬาเท่านั้น ยังสามารถส่งเสริมการเล่นในแบบครอบครัว กิจกรรมกลุ่มที่ไม่แบ่งเพศ และอายุ ส่งผลให้เยาวชนหันมารัก และเข้าใจครอบครัวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยัง เป็นกรอนุรักษ์วัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านอีกด้วย
๑๒๔ อุปกรณ์ - สะบ้าแก่น ซึ่งเป็น เมล็ดพืชชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นเถา เรียกว่าเถาสะบ้าเป็นพันธุ์ ไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีฝักยาว ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร - สะบ้าล้อ ทำจากไม้เนื้อแข็งประเภทไม้ประดู่ นำมากลึงเป็นรูปกลมแบบ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-8 เซนติเมตร ด้านหนึ่งทำเป็นลายเป็นเส้นวงกลมซ้อนๆ กันหลายวง เรียกว่า ด้านหงาย ด้านที่เป็นเนื้อเรียบเรียกว่า ด้านคว่ำ - สนามการแข่งขัน มีขนาด 4.5 เมตร ยาว 7 เมตร เป็นดินอัดแน่น วิธีเล่น การเล่นสะบ้าล้อจะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายละกี่คนก็ได้โดยทั่วไปประมาณ 7 คน ฝ่ายใดจะเป็นผู้เล่นก่อนหลังขึ้นอยู่กับการตกลงกันก่อนเล่น ผู้เล่นก่อนจะลงมือเล่นไปตามท่าที่ กำหนดจนกว่าจะทำท่าครบ ส่วนผู้เล่นชุดหลังจะเป็นผู้เฝ้าดูอยู่ใกล้กับแถวสะบ้าแก่น และจะตั้งสะบ้า ให้ฝ่ายตรงข้ามหากลูกสะบ้าล้มลงโดยไม่ได้ถูกยิง ปัจจุบันท่าที่นิยมเล่นกันมีอยู่ 7 แม่ ดังนี้ แม่ที่ 1 ล้อนิ่งนำสะบ้าวางบนมือแล้วล้อไปด้านหน้า เมื่อสะบ้าหยุดล้อให้ผู้เล่นเอาส้น เท้าวางบนสะบ้า แล้วหยิบสะบ้าล้อขึ้นมาวางบนเข่าดีด ให้ถูกสะบ้าแก่น แม่ที่ 2 ให้ล้อปากเป่า ทำเช่นเดียวกับท่าล้อนิ่งแต่ต้องวิ่งตามไปเป่าสะบ้าด้วยเมื่อ หยุดให้ดีด เช่น เดียวกับแม่ที่ 1 แม่ที่ 3 แพนดีด นำสะบ้าล้อวางบนมือให้หงายขึ้นใช้มือทอยไปด้านหน้า สะบ้าหยุดที่ ใดให้ดีดเช่นเดียวกับแม่ที่ 1 แม่ที่ 4 หกโนนดีด ใช้เท้าสองข้างหนีบลูกสะบ้าให้อยู่ระหว่างส้นเท้าโน้มตัวลงมา มือทั้งสองข้างเท้าพื้น ยกส้นเท้าสะบัดให้สะบ้าข้ามศีรษะ (คล้ายแมงป่อง) ไปเมื่อล้อไปหยุดที่ใดให้ดีด เช่นเดียวกับแม่ที่ 1 แม่ที่ 5 หาโนนพ้น ทำเช่นเดียวกับแม่ที่ 4 แต่ต้องทำให้สะบ้าล้อ ล้อเลยสะบ้าแก่น แม่ที่ 6 หนึ่งรองหงายเอาสะบ้าล้อวางบนพื้นดินให้หงายขึ้นนำเอาเศษอิฐ เศษหิน เศษไม้มาหนุนให้มุมด้านใดด้านหนึ่งกระดกขึ้น แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างเกี่ยวกันดีดสะบ้าไป ข้างหน้า 3 ครั้งครั้งที่ 3 ให้ถูกสะบ้าแก่นตั้งพอดี แม่ที่ 7 หนึ่งรองคว่ำ ทำเช่นเดียวกับแม่ที่ 6 แต่วางสะบ้าล้อคว่ำ กติกาการเล่น - ก่อนเล่นต้องจับคู่ทีมกันเมื่อได้คู่ทีมแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะตกลงว่าฝ่ายใดจะได้เล่นก่อน โดยการโยนสะบ้าให้หงายหรือคว่ำตามที่ทีมเลือกไว้ - การตั้งสะบ้าเป็นหน้าที่ของฝ่ายตรงข้ามที่รอเล่น - การใช้คู่คือการทำแทนเพื่อนในทีมที่ยิงไม่ถูกสะบ้าแก่น - การดีดสะบ้าล้อให้ผู้เล่นนั่งบนส้นเท้าตนเองข้างหนึ่ง เข่าอีกข้างหนึ่งตั้งเหนือพื้น ประมาณ 1 ฟุต นำสะบ้ามาวางเข่า ใช้นิ้วดีดให้ถูกสะบ้าแก่นของตนเอง -การทำเนาคือการที่ผู้เล่นทำผิดกติกาเช่นยิงสะบ้าแก่นของผู้อื่น ล้อสะบ้าล้อเกินแถวสะบ้าแก่น
๑๒๕ ภาพที่ 63 ภาพการแข่งขันสะบ้าทอยจังหวัดตราดในกิจกรรมกีฬาพื้นบ้าน ประจำปี พ.ศ. 2561 ที่มา : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตราด 4.1.4.6 ด้านภาษา ภาษามอญ เป็นภาษาสายโมนิค ซึ่งเป็นสายหนึ่งในตระกูลภาษามอญ-เขมร เป็นภาษาเก่าแก่ที่ใช้กันมานาน 3,000-4,000 ปีมาแล้ว ภาษาเหล่านี้จัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตร เอเชียติค (Austroasiatic Languages) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ในแถบอินโดจีนและทาง ตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย มีพยัญชนะ 35 ตัว และสระ 12 ตัว อักษรมอญแตกต่างจากอักษรไทย ที่ อักษรมอญไม่มีรูปวรรณยุกต์ ในภาษาไทยเสียงวรรณยุกต์บ่งบอกความหมายของคำ แต่ในภาษามอญ เรื่องการออกสระตามพยัญชนะโฆษะ และอโฆษะ เป็นสิ่งสำคัญในเรื่องให้ความหมาย (วัฒนา บุรกสิกร, 2541) ภาพที่ 64 ภาพพยัญชนะมอญ 35 ตัว 4.1.4.7 ด้านการแต่งกาย ผู้ชาย สวมเสื้อตามสมัยนิยม เช่น เสื้อยืด หรือเสื้อเชิ้ต ผู้ชายชาวมอญจะนิยมนุ่งโสร่ง ลายตารางหมากรุกหลากสี หรือเป็นสีพื้น โสร่งนี้ เดิมทีผู้หญิงจะเป็นผู้ทอและจะมีลวดลายพิเศษซึ่ง เป็นลักษณะเฉพาะของคนมอญโบราณ คือ ลายตาสี่เหลี่ยม และยังมีผ้าขาวม้า หรือในภาษามอญ เรียกว่า “หยาดอะบัง” ใช้พาดไหล่ข้างใดข้างหนึ่ง หรือพาดไหล่ทั้งสองข้าง การแต่งกายแบบเป็นทางการในการร่วมงานประเพณีต่างๆ หรืองานที่เป็นทางการ ผู้ชายจะสวมใส่เสื้อเชิ้ตคอตั้ง หรือแบบคอจีนสีขาว และนุ่งโสร่งสีแดงลายตาราง อาจมีหรือไม่มีผ้าพาด ไหล่ก็ได้ หรือบางคนจะสวมเสื้อกั๊กทับอีกชั้นหนึ่ง (สัมภาษณ์ นรินทร์ มุกมณี, ราษฎรชาวไทย ตำบล บ่อพลอย, 8 กันยายน 2565) ภาพที่ 65 ภาพการแต่งกายของชายชาวมอญในจังหวัดตราด
๑๒๖ ผู้หญิง ชาวมอญจะนิยมรักษาเอกลักษณ์ของทรงผมไว้ คือ การเกล้าผมมวย ประดับ ด้วยดอกไม้หรือลูกปัดที่มีพู่ห้อยหลากสีสวยงาม ในภาษามอญเรียกว่า “แหมะแกว ปาว ซก” สาวมอญ จะสวมเสื้อคอกระเช้าหรือเสื้อสีพื้น นุ่งผ้าถุงกรอมเท้าปล่อยชาย มีผ้าสไบเฉียงพาดไหล่ เรียกว่า “หะเหริ่มโต๊ะ” เนื่องจากริมของผ้าสไบนี้ ปักแบบลายปักริมผ้าปูโต๊ะ หลากหลายสีสัน (สัมภาษณ์ นรินทร์ มุกมณี, ราษฎรชาวไทย ตำบลบ่อพลอย, 8 กันยายน 2565) ภาพที่ 66 ภาพการแต่งกายของผู้หญิงชาวมอญในจังหวัดตราด 4.1.4.8 ด้านอาหาร อาหารมอญ ถือได้ว่าเป็นอาหารที่มีลักษณะเฉพาะและสืบสานกันมาอย่างยาวนาน การแพร่หลายของอาหารมอญในเมืองไทยถอยหลังไปในอดีตได้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุง รัตนโกสินทร์เมื่อครั้งชาวมอญอพยพหนีภัยสงครามเข้าสู่ไทย ได้กระจายถิ่นอาศัยไปทั่ว คนไทยกับคน มอญมีความสัมพันธ์กันมาช้านานทำให้ลักษณะของอาหารมีความใกล้เคียงกัน ผสมกลืนกลายไปกับภูมิ ปัญญาอาหารไทย จนคิดว่าเป็นอาหารไทยไปก็มี เช่น ขนมจีน ข้าวแช่ เป็นต้น อาหารมอญจัดเป็น อาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและยังสืบทอดทำกันอยู่ในชีวิตประจำวัน (สัมภาษณ์ เค ทวย, ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง, 8 กรกฎาคม 2565) ข้าวแช่มอญ อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญ คือ ข้าวแช่ อาหารดั้งเดิมอีกอย่างหนึ่งของชาว มอญถือได้ว่าเป็นอาหารสะท้อนวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อของชาวมอญที่น่าสนใจยิ่ง ชาวมอญ โบราณถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ได้แบบอย่างมาจากอินเดียพร้อมๆ กับการยอมรับนับถือพุทธศาสนา เมื่อศาสนาพุทธเผยแผ่เข้าสู่ไทย ประเพณีสงกรานต์ของมอญก็ถูก ชาวไทยสืบทอดจนกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยมาจนถึงทุกวันนี้ ข้าวแช่ หรือข้าว สงกรานต์ หรือเรียกในภาษามอญว่า “เปิงด้าจก์” ที่แปลว่า “ข้าวน้ำ” เป็นอาหารที่นิยมทำช่วง สงกรานต์ในอดีตการหุงข้าวแช่เป็นพิธีกรรมบูชาเทวดาอย่างหนึ่งที่แฝงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ทุกขั้นตอน ในการเตรียมข้าวแช่ต้องพิถีพิถัน ใช้เวลาจัดเตรียมมาก เครื่องเคียงที่จะกินคู่ข้าวแช่นั้น บางชนิดต้อง ตระเตรียมล่วงหน้านานนับเดือน บางถิ่นมีเครื่องเคียงข้าวแช่ 5 ชนิด บางถิ่นมี 7 ชนิด รายละเอียด แตกต่างกันไป เมื่อปรุงเสร็จเรียบร้อยชาวมอญจะจุดธูปเทียนเชิญท้าวกบิลพรหมลงมาเสวยข้าวแช่ จากนั้นจะพากันนำข้าวแช่ไปถวายพระ จบจากงานบุญหนุ่มสาวก็จะร่วมขบวนกันแห่ข้าวแช่ไปให้ผู้ หลักผู้ใหญ่ที่ตนนับถือ เหลือจากนั้นจึงจะนำมากินกันเองในครัวเรือน
๑๒๗ ตำนานข้าวแช่ การทำข้าวแช่สืบเนื่องมาจากตำนานสงกรานต์ของมอญ ดังที่พระบาทสมเด็จพระนั่ง เกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (จารึกไว้ในแผ่นศิลารวม ๗ แผ่น ติดไว้ ที่คอสองในศาลาล้อมพระมณฑปทิศเหนือ ปัจจุบันบางแผ่นหายไปแล้ว) กล่าวคือ มีเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มี บุตรธิดา เป็นที่อับอายแก่ชาวบ้านและวิตกทุกข์ร้อนใจในอันที่ยังขาดผู้สืบทอดมรดกทรัพย์สินบรรดามี ทั้งปวง ทำการบวงสรวงบูชาแก่พระอาทิตย์ พระจันทร์ ทว่ากาลเวลาผ่านไป ๓ ปี ก็หาเป็นผลแต่อย่าง ใดไม่ ต่อมาในวันหนึ่งเป็นวันในคิมหันตฤดูเจตมาส คนทั้งหลายเล่นนักขัตฤกษ์ต้นปีใหม่ทั่วชมพูทวีป คือพระอาทิตย์ก็จากราศีมีนประเวศสู่เมษราศี โลกสมมุติว่า วันมหาสงกรานต์ เศรษฐีได้พาบริวารไปยัง โคนต้นไทรใหญ่ริมน้ำ อันเป็นที่อยู่ของรุกข เทวดาทั้งหลาย นำข้าวสารล้างน้ำ ๗ ครั้ง แล้วหุงบูชารุกข เทวดาประจำพระไทรนั้น ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร และรุกขเทวดาพระไทรนั้นก็เมตตาให้เทพบุตร (ธรรมบาลกุมาร) มาจุติเป็นบุตรของเศรษฐีสมความปรารถนา ครั้นต่อมา ชาวมอญ มีความเชื่อว่าหาก ได้กระทำพิธีเช่นว่านี้ บูชาต่อเทวดาในเทศกาลสงกรานต์แล้ว สามารถตั้งอธิษฐานจิตสิ่งใดๆ ย่อมได้ ดังหวัง บางคนก็พาลเชื่อเลยเถิดไปถึงว่า เป็นการบูชาท้าวกบิลพรหม ซึ่งเข้ามาเกี่ยวพันกับลูกชาย เศรษฐีในภายหลังด้วยการตั้งปัญหามาทาย เกี่ยวกับ “ราศี” ของมนุษย์เราตามตำแหน่งในช่วงเวลา ต่างๆ ของวันหนึ่งๆ และท้ายที่สุดเมื่อธรรมบาลกุมารตอบถูก ท้าวกบิลพรหมก็ต้องตัดพระเศียรตาม คำท้าของตนบูชาธรรมบาลกุมาร กระทั่งเดือดร้อนให้ลูกสาวทั้ง ๗ คน ต้องผลัดเวรกันมาถือพาน รองรับพระเศียรพระบิดา ปีละคน กันมิให้พระเศียรตกถึงพื้นดิน อันจะนำมาซึ่งไฟบรรลัยกัลป์ล้าง ผลาญโลก หรือแม้แต่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ก็ยังทำฝนแล้ง รวมทั้งน้ำจะเหือดแห้ง หากตกลง มหาสมุทร และนั่นก็เป็นที่มาของตำนานการกำเนิด นางสงกรานต์ อีกด้วย วิธีการปรุงข้าวแช่ การหุงข้าวแช่ในอดีตจึงเป็นพิธีกรรมในการบูชาเทวดาอย่างหนึ่ง เป็นการหุงข้าวที่มี ขั้นตอนซับซ้อน แฝงพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ ทุกขั้นตอนในการเตรียมข้าวแช่นั้น ต้องพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่คัดข้าวสารเม็ดสวย นำมาซาวน้ำ ๗ ครั้ง ให้สะอาด และในการหุงข้าวนั้นต้องตั้งเตาไฟบน ลานโล่งและต้องอยู่นอกชายคาบ้าน ซึ่งขั้นตอนนี้มักจะเริ่มตั้งแต่บ่ายก่อนวันสงกรานต์ (ประมาณวันที่ ๑๒ เมษายน) หุงข้าวให้สุกพอเม็ดสวย แล้วนำไปซาวน้ำ ขัดกับผนังกระบุงด้านในหรือภาชนะอะไรก็ได้ ที่พื้นผิวมีความสาก เอายางข้าวออก ปล่อยให้สะเด็ดน้ำ ส่วนน้ำที่จะทานร่วมกับข้าวแช่นั้น เตรียมโดยการนำน้ำสะอาด ต้มสุก เทลงหม้อดิน เผาใบใหญ่ อบควันเทียนและดอกไม้หอม เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา ทิ้งไว้หนึ่งคืน ระหว่างนี้ หน้าที่ของพ่อบ้านก็คือ ต้องสร้างบ้านสงกรานต์ คนมอญเรียกว่า “ฮ๊อยซังกรานต์” เป็นศาลเพียงตา ซึ่งมีความสูงระดับสายตา ปลูกสร้างขึ้นชั่วคราวอย่างง่ายๆ ตรงบริเวณลานโล่งหน้าบ้าน มักสร้างด้วย ไม่ไผ่ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก กว้างยาวประมาณ ๑ ศอก เพียงพอสำหรับวางถาดอาหารได้ ๑ สำรับ เท่านั้น การตกแต่งศาลก็มีตั้งแต่ปูผ้าขาว ผูกผ้าสี ทางมะพร้าวตัดใบสั้นผ่าซีก ผูกโค้งตกแต่งเสาทั้ง ๔ ประดับด้วยดอกไม้สดเท่าที่จะหาได้ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อความสดชื่นสวยงาม บางถิ่นนิยมประดับด้วย ดอกราชพฤกษ์ หรือดอกคูน คนมอญเรียกว่า "ปะกาวซังกรานต์” ที่แปลว่าดอกสงกรานต์ เพราะ ดอกไม้ชนิดนี้จะออกดอกในช่วงเทศกาลสงกรานต์เสมอ และประพรมน้ำอบน้ำปรุง รอการถวายข้าว แช่บูชาเทวดาในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ส่วนกับข้าวที่จะรับประทานกับข้าวแช่นั้นบางชนิดมีการตระเตรียม
๑๒๘ ล่วงหน้านานนับเดือน เช่น ปลาแห้ง เนื้อแห้ง ต้องจัดหาหรือซื้อมาทำเค็มเอาไว้ล่วงหน้า บางถิ่นมี กับข้าวหรือเครื่องเคียงข้าวแช่ ๕ ชนิด บางถิ่นมี ๗ ชนิด รายละเอียดแตกต่างกันไป (ไม่มีข้อใดผิดข้อ ใดถูกชัดเจน เป็นไปตามสภาพแวดล้อม สภาวะทางเศรษฐกิจของแต่ละถิ่น และการประยุกต์ดัดแปลง ของแต่ละคน-ผู้เขียน) ซึ่งรายการหลักๆ ได้แก่ ปลาแห้งป่น เนื้อเค็มฉีกฝอย หัวไชโป้เค็มผัดไข่ ไข่เค็ม กระเทียมดอง เป็นต้น ภาพที่ 67 ภาพข้าวแช่ชาวมอญ ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย ชาวมอญ จังหวัดตราด เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีอาชีพทำไร่ ทำสวน และพืชที่ปลูกกัน มาก คือ กล้วย เพราะปลูกง่าย และมีขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่า ที่เรียกว่า กล้วยป่า ซึ่งสามารถนำมาประกอบ อาหารได้หลายอย่าง ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน ดังนั้น ชาวมอญจึงนำต้นกล้วยอ่อนมาประกอบ เป็นอาหารคาว เช่น แกงส้มหยวกกล้วย ยำหยวกกล้วย หยวกกล้วยต้มจิ้มน้ำพริก และน้ำยาหยวก กล้วย ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วยเป็นอาหารพื้นบ้านชาวมอญ จังหวัดตราด ที่นิยมรับประทานกันมาก ในด้านคุณค่าทางโภชนาการจะเห็นได้ว่ามีคุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง ๕ หมู่ และในทางพฤกษา ศาสตร์พบว่า หยวกกล้วยสามารถรักษาสุขภาพของร่างกายได้ คือ ล้างในระบบทางเดินอาหาร กากและเส้นใยจะช่วยดูดซับไขมันในบริเวณลำไส้ ทำให้ไขมันดูดซึมสู่ร่างกายน้อย และช่วยไม่ให้ ท้องผูก รสชาติของน้ำยาหยวกจะมีรสจืด แต่เมื่อเติมเครื่องปรุงรสจะออกเปรี้ยว เผ็ด (สัมภาษณ์ เค ทวย, ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง, 8 กรกฎาคม 2565) เครื่องปรุง/ส่วนผสม - หยวกกล้วย (ส่วนที่อ่อนของต้นกล้วย) ปลาช่อน หรือปลายี่สก เกลือ ขิง กระชาย ตะไคร้หอมแดง กะปิมอญ น้ำมันพืช ขนมจีน ขั้นตอน/วิธีทำ - หั่นต้นกล้วยอ่อนเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่ในน้ำเกลือ - นำขิง กระชาย กะปิ ผงชูรส เกลือ โขลกละเอียด - ผ่าหัวหอมแดงเป็นชิ้น (หอมแดง ๑ หัว ผ่า ๔ ชิ้น) - ต้มปลาทั้งตัว แกะเอาแต่เนื้อ แล้วนำไปคั่วให้แห้ง - ตั้งหม้อบนเตา ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย ใส่หัวหอมแดงที่หั่นชิ้นคั่วไปมา ใส่ต้นกล้วย อ่อนแล้วคั่วให้เข้ากัน ใส่น้ำพอประมาณ ใสเครื่องแกงที่โขลกไว้ ใส่เนื้อปลาคั่ว ใส่ตะไคร้ทั้งต้น โดยมัด รวมกันทั้งต้นแล้วทุบให้แหลกนิดหน่อย
๑๒๙ - ปรุงรสเพิ่มเติมได้ เดือดแล้วยกลง ในการรับประทานขนมจีนน้ำยาหยวก จะมีเครื่องปรุงรสและเครื่องเคียง ซึ่งผู้บริโภค จะเติมหรือไม่เติมก็ได้ มีดังนี้ - น้ำมะขาม กระเทียมเจียว พริกแห้งทอด (เป็นเม็ด)ผักชี/ผักชีผรั่งถั่วฝักยาว ถั่วทอด พม่า (ถั่วเหลืองเม็ดใหญ่) ไข่ต้ม เทคนิคในการทำ (เคล็ดลับ) นำต้นกล้วยอ่อน (หยวกกล้วย) หั่นและแช่ในน้ำเกลือ เพื่อให้นิ่ม และไม่คันคอเมื่อ นำไปรับประทาน หัวหอมแดงใส่มากๆ จะอร่อย ปลานำไปคั่วให้แห้งจะทำให้ไม่เหม็นคาว ขนมจีนที่ นิยมรับประทานจะเป็นขนมจีนแป้งหมัก ใช้กะปิมอญ เนื่องจากเป็นกะปิที่ทำมาจากปลาซิว ไม่มีกลิ่น มีสีดำคล้ำ ภาพที่ 68 ภาพขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย แบบชาวมอญ จังหวัดตราด ขนมยะหุ ขนมมงคลชาวมอญ ขนมนี้คนมอญเมืองไทยเรียก “ข้าวพม่า” โดยไม่ทราบที่มาแน่ชัด บ้างเรียกว่า “ข้าว มาฆะ” ขณะที่มอญเมืองมอญเรียก “กวาญย์ยะหุ” หรือขนมยะหุ ที่แปลว่า ขนมข้าวเหนียวปั้น นิยม ทำกินกันในช่วงเดือน 3 เดือนเดียวเท่านั้น เดือน 3 ทางจันทรคติก็ตกระหว่างมกราคม-กุมภาพันธ์ มอญเรียกว่า ฮะเต๊าม้าจก์ หรือเดือนมาฆบูชา และเป็นเดือนสำคัญของคนมอญทั่วโลก เนื่องจากมีงาน วันรำลึกชนชาติมอญ ซึ่งคนมอญนิยมเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า “ม้าจก์หมั่วเวียก” ซึ่งแปลว่า “เดือนสาม แรมค่ำหนึ่ง” อันเป็นวันรำลึกบรรพชนมอญหรือวันชาติมอญ โดยนับเอาวันแรกสร้างกรุงหงสาวดีเมื่อ แรม 1 ค่ำเดือน 3 ปี พุทธศักราช 1116 หลังวันมาฆบูชา 1 วัน ด้วยเกิดจากการหากิจกรรมทำ ร่วมกันขณะล้อมวงหน้ากองไฟในฤดูหนาว ช่วยกันทำ แบ่งถวายพระ และปั้นกินกันร้อนๆ ในวง สนทนาคลายหนาวได้ชะงัด ปัจจุบันนิยมทำกันในงานวันรำลึกชนชาติมอญด้วย นอกจากชื่อเรียกที่มี หลากหลายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีแนวโน้มว่าจะมีผู้คุ้นชินกับวาระโอกาสที่จะได้กินขนมชนิดนี้ใน งานวันรำลึกชนชาติมอญมากขึ้นทุกที หลายคนจึงพากันเรียกขนมชนิดนี้ว่า “ขนมวันชาติฯ” (สัมภาษณ์ เค ทวย, ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง, 8 กรกฎาคม 2565) ส่วนผสม - ข้าวเหนียวขาว ถั่วลิสง กระเทียม มะพร้าว งาดำ น้ำมันพืช ขิง น้ำตาลทราย วิธีทำ - นำข้าวเหนียวไปล้าง ใส่ตะแกรงรอให้สะเด็ดน้ำ นำมะพร้าวแก่มาหั่นเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำไปคั่วให้เหลือง หั่นกระเทียมตามยาว คั่วงาดำให้หอม พักไว้ซอยขิงแล้วคั่วให้แห้ง นำกระทะตั้ง ไฟใส่น้ำมัน แล้วนำข้าวเหนียวที่สะเด็ดน้ำแล้วคั่วในน้ำมันพอเหลือง ใส่น้ำพอประมาณเพื่อให้ข้าว เหนียวไม่นิ่มหรือแข็งเกินไป ใส่เกลือเล็กน้อยน้ำตาลเล็กน้อย ปิดฝาอบไว้ประมาณ 10 นาทีเมื่อข้าว เหนียวสุกแล้ว ทำช่องตรงกลางข้าวเหนียวใส่มะพร้าว กระเทียม ขิง เอาฝาปิดไว้ 15-20 นาที
๑๓๐ หลังจากนั้นผัดข้าวเหนียวต่อแล้วโรยด้วยงาดำ (ผัดไปโรยไป เพื่อให้งาดำกระจายทั่วๆ) แล้วตักใส่ถาดหั่น เป็นชิ้นพอคำ นำไปรับประทานได้(สัมภาษณ์ มน อุดมศักดา, ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง, 10 กันยายน 2565) ภาพที่ 69 ภาพขนมยะหุ ขนมมงคลชาวมอญ กล่าวได้ว่าชาวมอญยึดถือสิ่งสำคัญต่อชีวิตอยู่ 3 ประการคือ ประการแรกความเคารพ และศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ประการที่ 2 การนับถือผีบรรพบุรุษ ประการสุดท้ายคือ การรําลึกถึง บ้านเกิดเมืองนอนในอดีต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ชาวมอญนําไปเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแฝงไปด้วยคติความเชื่อที่ชาวมอญ ได้ถ่ายทอดไปสู่ งานศิลปกรรมประเภทต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นนั่นเอง 4.1.5 ชาวเขมร จากการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิและปฐมภูมิ ทำให้ทราบว่า ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวเขมร (กัมพูชา) มีนักวิชาการหลายท่านที่ได้ศึกษาข้อมูลไว้ ดังนี้ การเข้ามาของชาวกัมพูชา ช่วงปฏิวัติชนชาติ ทหารเขมรแดงไล่ฆ่าคนไทยเกาะกง ทำให้ต้อง อพยพหนีตายเข้ามาทางตำบลหาดเล็ก จังหวัดตราด คนไทยเกาะกง เป็นคนไทย สัญชาติไทย ที่อาศัย อยู่ในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน (สัมภาษณ์ สมควร คุ้มปลี, ชาวบ้านคลองสน ตำบลหาดเล็ก, 5 กันยายน 2565) ศุภวดี มนต์เนรมิตร (2551) ได้ศึกษา ชีวิตและการต่อสู้ของเขมรพลัดถิ่น พบว่า คนเขมรพลัดถิ่น มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้กลมกลืนไปกับบริบทสังคม ชุมชนที่ตนอยู่อาศัยไม่ว่าจะด้วยการรับวิถี ปฏิบัติของผู้คนในสังคมมายึดถือปฏิบัติการรับความเชื่อ ค่านิยม มายึดถือ แต่ในขณะเดียวกันพวก เขา/เธอก็มิได้ทิ้งรากเหง้าของตน จิตสำนึกทางชาติพันธุ์ยังคงทำงานผ่านการยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติ เดิมของตน การสร้างความสัมพันธ์กับคนในประเทศเขมร ดังนั้น อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของคนเขมร พลัดถิ่นจึงลื่นไหลไปมาระหว่าง “ความเป็นไทย” และ “ความเป็นเขมร” ที่มิอาจแยกตัดขาดออกจากกันได้ ประวัติศาสตร์ของจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา คนไทยเกาะกงนั้นถือเป็นกลุ่มคนไทยจำนวนหนึ่งที่สูญเสียสัญชาติไทยอันเนื่องมาจากการเสีย ดินแดน (วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล และภิญโญ วีระสุขสวัสดิ์, 2545. หน้า 1) กลุ่มคนไทย 2 แผ่นดิน ที่เรียกว่า คนไทยเกาะกงนั้น คำว่า “ไทย” คือ ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ ในขณะที่คำว่า “เกาะกง” คือ ชื่อของ ถิ่นกำเนิดและถิ่นที่พักอาศัยของพวกเขา คำว่า “ไทยเกาะกง” จึงเป็นนามที่บอกได้ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ และถิ่นกำเนิด ถิ่นที่มาของกลุ่มชนเหล่านี้ได้โดยชัดเจน ซึ่งกลุ่มคนไทยเกาะกงนี้มีประวัติศาสตร์ร่วม (Histories Commune) เป็นสิ่งที่ยึดโยงคนเชื้อสายไทยเกาะกงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างเหนียวแน่นที่สุด
๑๓๑ โดยมีการไปมาหาสู่กันระหว่างจังหวัดตราดและเกาะกงในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ โดยยังคง ความรู้สึกของความเป็นไทย เป็นพี่น้องกันอยู่ตลอดเวลา (ประโยชน์ โยธาภิรมย์, 2540. หน้า ฉ) ต่อมาความเป็นคนไทยเกาะกงในลักษณะที่เป็นทางการถูกสถาปนาขึ้นจากการเป็นบุคคล 2 สัญชาติ ระหว่างไทยและกัมพูชา ชายไทยเกาะกงได้รับการคืนสัญชาติซึ่งตาม พ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555 ได้แยกกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่เป็น “ผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทย” หรือจะได้รับการคืน สัญชาติไทยด้วยเพราะคนกลุ่มนี้สืบสายโลหิตจากบรรพบุรุษที่เป็นคนไทย (หลักสืบสายโลหิต) โดย แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ (พระราชบัญญัติสัญชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555) 1) คนไทยพลัดถิ่น ตามมาตรา 3 ซึ่งได้ให้คำนิยามไว้ว่า “คนไทยพลัดถิ่นหมายความว่าผู้ซึ่งมี เชื้อสายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่นโดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ของราชอาณาจักรไทยในอดีต ซึ่งปัจจุบันผู้นั้นมิได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น และได้อพยพเข้ามาอยู่ อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนดหรือเป็น ผู้ซึ่งมีลักษณะอื่นทำนองเดียวกันตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” ซึ่งต้องดำเนินการพิสูจน์ความเป็นคน ไทยพลัดถิ่น ตามมาตรา 9/6 “ให้ผู้ซึ่งคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้การรับรอง ความเป็นคนไทยพลัดถิ่น เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด” 2) คนไทยพลัดถิ่นที่ได้รับสัญชาติไทยก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ (คนไทยพลัดถิ่นตามมาตรา 5 พ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555) เกาะกงแต่เดิมนั้นเคยเป็นของไทยมาก่อน ปรากฏหลักฐาน สำคัญเมื่อปี พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ตั้งเกาะกง โดยพระราชทานนามเมืองนี้ว่า เมืองประจันตคีรีเขต เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านทางชายฝั่งทะเล ตะวันออกของไทย เนื่องจากเป็นเมืองที่มีเขตติดต่อกับเขมรและญวน เหตุที่รัชกาลที่ 4 พระราชทาน นามเกาะกงว่า ประจันตคิรีเขต ก็เพื่อให้คล้องจองกับชื่อเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ทางด้านภาค ตะวันตกของไทย ซึ่งตั้งอยู่ในแนวรุ้ง (Latitude) เดียวกัน (รุ่งมณี เมฆโสภณ, 2551. หน้า 37) ถึง พ.ศ. 2422 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้า สายสนิทวงศ์จัดตั้งสถานีทหารเรือขึ้นตามชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกที่เมืองชลบุรี ตำบลบางพระ อำเภอบางละมุง เมืองระยอง เมืองแกลง เมืองจันทบุรี อำเภอขลุง เมืองตราด เมืองประจันตคิรีเขต และ เกาะเสม็ดนอก เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากฝรั่งเศสทางทะเล ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2435 ฝรั่งเศสได้เริ่มดำเนินการทางทหารใช้กำลังเข้าบีบบังคับไทย โดยยก กองทัพเข้าขับไล่ทหารไทยให้ถอยร่นออกจากดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ทำให้ความยุ่งยากทางชายแดน ไทยเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการปรึกษาการป้องกันพระราช อาณาเขตขึ้น และจัดกองบัญชาการทัพอยู่ตามหัวเมืองชายทะเลแต่ละด้านขึ้นด้วย ในปีพ.ศ. 2436 รัฐบาลสยามได้แต่งตั้งให้นายพลเรือจัตวาพระยาชลยุทธโยธินทร์ (Andrédu Plésis de Richelieu) เป็นผู้จัดการป้องกันพระราชอาณาเขตทางหัวเมืองฝ่ายตะวันออก ทางกระทรวง การต่างประเทศได้มีคำสั่งมายังผู้ว่าราชการเมืองแถบนี้ ซึ่งรวมทั้งเมืองตราดและเมืองประจันตคิรีเขต ด้วย ให้ช่วยพระยาชลยุทธโยธินทร์จัดการทุกอย่างที่เกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาเขต การเสีย ดินแดนจังหวัดประจันตคิรีเขต
๑๓๒ การส่งมอบตราดให้กับฝรั่งเศสนั้นเกิดจากในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ปากแม่น้าเจ้าพระยา เรือรบฝรั่งเศสสามารถฝ่าแนวป้องกันของสยามเข้ามาทอดสมอใน กรุงเทพฯ โดยฝ่ายฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ฝ่ายไทยปฏิบัติตามเมื่อ 20 กรกฎาคม โดยให้เวลาตอบ 48 ชั่วโมง ฝ่ายไทยได้ตอบข้อเรียกร้องเมื่อ 22 กรกฎาคม แต่ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายฝรั่งเศส ดังนั้นในวันที่ 24 กรกฎาคม ฝรั่งเศสจึงประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย สองวันถัดมา (26 กรกฎาคม) ฝรั่งเศสได้ สั่งให้ผู้บัญชาการกองเรือภาคตะวันออกไกลที่ไซ่ง่อนปิดล้อมอ่าวไทย ตั้งแต่แหลมเจ้าลายถึงบริเวณ แหลมกระบัง และในวันที่ 29 กรกฎาคม ฝรั่งเศสได้ประกาศปิดล้อมอ่าวไทย ครั้งที่ 2 โดยขยายเขต เพิ่มบริเวณเกาะเสม็ด จนถึงแหลมลิง รวม 2 เขต ฝ่ายไทยจำต้องยอมรับคำขาดของฝรั่งเศสที่ยื่นไว้แต่ เดิมในวันเดียวกันนั้นเอง แต่ในวันรุ่งขึ้นฝรั่งเศสถือโอกาสยื่นคำขาดเพิ่มเติมอีกโดยประกาศยึดปากน้ำ และเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน และบังคับให้ไทยถอนตัวออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอีกด้วย ไทยจำเป็นต้องยอมรับโดยไม่มีทางเลือก เมื่อฝ่ายไทยปฏิบัติตามคำขาดนั้นแล้ว ฝรั่งเศสจึงได้ยกเลิก การปิดอ่าว ในวันที่ 3 สิงหาคม เวลา 12.00 น. แต่การยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรียังคงยึดไว้ ตามเดิม ต่อมาได้มีการทำสัญญาสงบศึกกันโดยหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) ในหนังสือสัญญาฉบับนี้มีข้อความระบุไว้ในอนุสัญญาผนวกต่อท้ายหนังสือสัญญาข้อ 6 ว่า “คอนเวอนแมนต์ (Government - รัฐบาล) ฝรั่งเศสจะได้ตั้งอยู่ต่อไปที่เมืองจันทบุรี จนกว่าจะได้ทำ การสำเร็จแล้วตามข้อความในหนังสือสัญญานี้…” แม้ทางฝ่ายไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ฝรั่งเศสบีบบังคับทุกอย่าง ฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมถอนทหาร ยังคงยึดจันทบุรีไว้อีกเป็นเวลานานถึง 10 ปี เป็นเหตุให้ต้องมีการตกลงทำสัญญาขึ้นใหม่อีกฉบับหนึ่ง คือ อนุสัญญาลงวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2445 แต่หนังสือฉบับนี้ฝรั่งเศสไม่ยอมให้สัตยาบันและไม่ถอน กำลังออกจากจันทบุรีจึงได้ตกลงมีสัญญาอีกฉบับหนึ่ง คือ สัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 คราวนี้ฝรั่งเศสจึงถอนกำลังออกจากจันทบุรี แต่ได้เข้ายึดครองเมืองตราดและบรรดาเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปซึ่งรวมถึงเกาะกงแทน ฝ่ายไทยจำต้องมอบเมืองตราดและเมืองประจันตคีรีเขต ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2447 พื้นที่ดังกล่าวได้ตกอยู่ในการยึดครองของฝรั่งเศส จนถึงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 จึงได้มี การตกลงทำหนังสือสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่งเรียกว่า “หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน สยามกับเปรสสิเดนต์แห่งรีปัปลิคฝรั่งเศส” ฝรั่งเศสจึงคืนเมืองตราดให้ไทยตามเดิม แต่ฝ่ายไทยจะต้อง ยอมยกดินแดนเขมรส่วนใน (มณฑลบูรพา) คือ เมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ และเมืองศรีโสภณ เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยน แต่ปรากฏว่าเมืองประจันตคิรีเขต (เกาะกง) นั้น ฝรั่งเศสมิได้คืนให้ไทยแต่ ประการใด เมืองประจันตคิรีเขต (เกาะกง) จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชาไปโดยปริยาย (ประมวล พระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5 ที่เกี่ยวกับภารกิจของกระทรวงมหาดไทย เล่มที่ 2 ภาคที่ 3 ก. มหาดไทย, 2513. หน้า 50) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ชาวบ้านเชื้อสายไทยเมื่อได้ทราบความว่า ตนเองไม่ได้เป็นชาวสยาม อีกต่อไปแล้วก็รู้สึกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก บ้างก็พากันยอมทิ้งบ้านเรือนเรือกสวนไร่นาของตนเอง และอพยพกลับเข้ามาอยู่ในดินแดนสยาม แต่ส่วนมากก็ยังรู้สึกผูกพันและเสียดายบ้านเรือนและ ทรัพย์สินของตนเอง จึงไม่ยอมอพยพออกจากพื้นที่ พวกเขาเหล่านี้ผ่านช่วงชีวิตที่ต้องประสบกับการ
๑๓๓ ตกเป็นคนอื่นบนแผ่นดินอื่นมาด้วยกัน พบเห็นและมีประสบการณ์ที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลเจ้าสีหนุ ที่ห้ามพูด อ่าน มีหนังสือไทยไว้ในบ้านด้วยกัน ผ่านการต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองมาด้วยกัน ผ่านการ พลัดพรากจากคนที่รัก ความอดอยาก และการอพยพข้ามพรมแดนอย่างยากลำบากโดยการเดินเท้า และเดินเรือมายังประเทศไทยด้วยกัน ฯลฯ ประวัติศาสตร์ร่วมดังกล่าวทำให้คนเชื้อสายไทยจาก เกาะกงเกิดความรู้สึกร่วมกันว่าพวกเขามาจากที่เดียวกัน ผ่านประสบการณ์มาแบบเดียวกัน ประการที่สอง ชาวบ้านในสองพื้นที่ข้ามพรมแดนดังกล่าวมีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติกันและ มักจะรู้จักคุ้นเคยกันอย่างดีเนื่องจากมีบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันมาก่อน ประการที่สาม เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ อีกประการหนึ่งคือ ภาษา คนเชื้อสายไทยจากเกาะกง พูดภาษาไทย ด้วยสำเนียงเหมือนกับคนไทยในอำเภอคลองใหญ่ ซึ่งก็แตกต่างกับสำเนียงของคนเขมรที่ พูดภาษาไทย ความสามารถในการจำแนกสำเนียงเสียงพูดเหล่านี้ต้องอาศัยคนในพื้นที่หรือคนเชื้อสาย ไทยจากเกาะกงเป็นผู้ฟัง ชาวบ้านเชื้อสายไทยจากเกาะกงหลายคน พูดภาษาเขมรได้ เนื่องจากเกิด และประกอบอาชีพที่เกาะกง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถอ่านและเขียนภาษาเขมรได้ สำหรับเรื่องการ พูดภาษาเขมร พบว่า ชาวบ้านเชื้อสายไทยจากเกาะกงหลายคนเล่าว่าในยุคเขมรแดง พวกเขาแทบ จะต้องกลายเป็นใบ้เนื่องจากไม่กล้าพูดภาษาเขมรสำเนียงไทย มิฉะนั้นจะโดนฆ่าเนื่องจากภาษาเขมร สำเนียงไทยจะทำให้ทหารเขมรแดงทราบทันทีว่า พวกเขาเป็นคนไทย ประการที่สี่ ความเชื่อทางศาสนา คนเชื้อสายไทยที่เกาะกงนับถือศาสนาพุทธ ในยุคของเจ้า สีหนุที่พระสงฆ์ไทยและคนไทยถูกบังคับให้สวดมนต์แบบเขมร ทำให้ชาวบ้านอึดอัดใจมาก ดินแดน เกาะกงในอดีต มีพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพสักการะอย่างมากของชาวบ้านไทยเกาะกงอยู่ 3 องค์ ด้วยกันคือ หลวงพ่อหมึก วัดปากคลองสนามควาย หลวงพ่อรอด วัดพนมกรุง และหลวงพ่อเวียน วัดเกาะกะปิ ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเกาะกง กัมพูชา ปัจจุบันนี้หลวงพ่อทั้งสามองค์ก็ยังเป็นที่สักการบูชา ของชาวบ้านไทยเกาะกงทั้งที่อยู่ที่เกาะกงและที่คลองใหญ่ โดยเฉพาะหลวงพ่อหมึก ที่ชาวบ้านเชื่อ ในความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก รูปปั้นจำลองของหลวงพ่อหมึก ที่วัดคลองใหญ่ก็เปรียบเสมือนการสืบ ทอดความเชื่อของคนเชื้อสายไทยจากฝั่งเกาะกงมาสู่ฝั่งคลองใหญ่เช่นกัน ประการที่ห้า ความรู้สึกร่วมกัน สิ่งนี้เป็นผลพวงมาตั้งแต่การมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน มีคำพูด ประโยคหนึ่งที่มักจะได้ยินเสมอๆ จากชาวบ้านเชื้อสายไทยจากเกาะกงเวลาที่พวกเขาเล่าเรื่องราวที่ ผ่านมาของตนเองว่า “คนไทยเกาะกง อยู่เขมรเขาเรียกว่า เซียมเกาะกง อยู่ไทยเขาเรียกว่า เขมร” ซึ่งคำพูดประโยคนี้ถือเป็นข้อความที่แสดงความรู้สึกน้อยใจ และ บ่งบอกถึงความเป็นคนอื่นบนแผ่นดิน อื่นและบนแผ่นดินแม่ของบรรพบุรุษพวกเขาได้เป็นอย่างดี (ประเสริฐ ศิริ, 2556) ภาพที่ 70 ภาพสมุดใบอนุญาตทำงานของนายสเดิง จัน (Mr. Sdeung Chann)
๑๓๔ สถานที่สำคัญของชาวไทยเขมร ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย ในระหว่างปี พ.ศ 2522 ชาวกัมพูชาจำนวนมากได้อพยพ ลี้ภัยสงครามออกมาจากประเทศตนเอง เขาล้านคือหนึ่งในสถานที่ ที่ชาวกัมพูชานับแสนคนได้มารวมตัวกัน เมื่อความทราบถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 นั้น พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนิน ณ บ้านเขาล้าน สถานที่ชุมนุมของผู้อพยพ และจึงมี รับสั่งให้สภากาชาดไทย เข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้อพยพอย่างสุดความสามารถ ในระยะแรกผู้อพยพ ทำที่พักอาศัยอยู่ที่ใต้ต้นไม้โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ เช่น ผ้าขาวม้า เป็นเครื่องบังแดดบังฝน ต่อมาได้รับ การแจกผ้าใบพลาสติกเพื่อใช้เป็นที่บังแดดบังฝน ในระยะต่อมาได้มีการก่อสร้างเพิงเป็นที่พักชั่วคราว ทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงแฝกและใบจาก พร้อมกันนี้ได้สร้างเพิงชั่วคราวเพื่อใช้เป็นที่ทำการในการให้ ความช่วยเหลือผู้อพยพ รวมทั้งที่พักและหน่วยพยาบาล ในเวลาต่อมาจึงได้สร้างอาคารถาวร ประกอบด้วยสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า โรงฝึกอบรม โรงเรียน และบ้านพักศูนย์สภากาชาดไทยแห่งนี้ ได้ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือชาวกัมพูชาอพยพอยู่ 7 ปีเศษ ได้ปิดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 เมื่อปิดศูนย์ฯ ลง สภากาชาดไทยได้ขอให้กองทัพเรือส่งทหารเข้ามาดูแลพื้นที่ กองทัพเรือได้จัดให้ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 เข้ามาอยู่ดูแลพื้นที่ สถานที่ดังกล่าวถูก ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย เจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา จึงได้จัดสร้างศาลาราชการุณย์ เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ พร้อมด้วยโครงการพัฒนาศูนย์สภากาชาดไทยที่บ้านเขาล้าน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ภายในศาลาราชการุณย์ ประกอบด้วย รูปปั้นจำลองขนาดเท่าตัวจริงของชาวเขมรอพยพในรูปแบบต่างๆ และนิทรรศการ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ภาพที่ 71 ภาพศาลาราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด ภาพที่ 72 ภาพภายในศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย
๑๓๕ ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ของชาติพันธุ์เขมร จังหวัดตราด ได้แก่ 4.1.5.1 ด้านที่อยู่อาศัย ชาวเขมรหรือชาวกัมพูชา ที่อยู่ในตำบลหาดเล็ก จะมีบ้านเรือนชุมชนประมง บ้านคลองมะขามซึ่งเป็นปากอ่าว ลักษณะบ้านเรือนส่วนใหญ่จะเช่าบ้านอยู่ หากไม่ได้เช่าก็จะเป็นบ้าน ชั้นเดียว ห้องติดๆ กัน มีทั้งที่เป็นบ้านปูน และบ้านไม้ ประตูบ้านเป็นไม้บานพับ ทาด้วยสีฟ้า หน้าต่าง เป็นไม้บ้าง กระจกบ้าง บรรยากาศโดยรอบบ้านเรือนจะติดคลองมะขาม มีเรือประมงที่จอดอยู่จำนวนมาก ความเป็นอยู่ของชาวเขมรหรือชาวกัมพูชาค่อนข้างแออัด แต่ก็ได้รับการดูแลจัดสวัสดิการและ สาธารณูปโภคจากเทศบาลตำบลหาดเล็ก ภาพที่ 73 ภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม หมู่ที่ 1 ตำบลหาดเล็ก ภาพที่ 74 ภาพวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม หมู่ที่ 1 ตำบลหาดเล็ก 4.1.5.2 ด้านอาชีพ เนื่องจากบริเวณของชุมชนติดกับทะเล กลุ่มชาวกัมพูชาในพื้นที่ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จึงประกอบอาชีพประมง ส่วนมากประกอบอาชีพใช้แรงงาน เช่น ลูกจ้างโรงงาน ลูกเรือประมง สวนผลไม้ ร้านค้า ร้านอาหาร เป็นต้น ภาพที่ 75 ภาพอาชีพของชาวกัมพูชาในพื้นที่ตำบลหาดเล็ก
๑๓๖ - อาชีพช่างทำเล็บ ด้วยมะนาว อีกหนึ่งอาชีพที่พบเจอได้ในบ้านคลองมะขาม หมู่ที่ 1 พื้นที่ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด คือ ช่างทำเล็บ โดยช่างทำเล็บชาวกัมพูชา ให้บริการถึงบ้าน ภาพที่ 76 อาชีพช่างทำเล็บด้วยมะนาว ชาวกัมพูชาในพื้นที่ตำบลหาดเล็ก 4.1.5.3 ด้านความเชื่อ ชาวไทยเขมรเป็นกลุ่มชนที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ มีประเพณีพิธีกรรม และความเชื่อที่ สืบต่อกันมาจากครั้งอดีต โดยประเพณี พิธีกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อในด้านการดำเนินชีวิต ตามวงรอบชีวิต ที่เริ่มตั้งแต่พิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับการเกิด การแต่งงาน การบวช การรักษาพยาบาล ไปจนถึงพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ครูกำเนิด (กรูกำเนิด) ครูกำเนิด (กรูกำเนิด) ชาวไทยเขมรมีความเชื่อว่าคนทุกคนที่เกิดมาจะมีเทพเจ้าองค์ หนึ่งที่เรียกกันว่า “ครู” หรือ “กรู” (ตามภาษาเขมร) ติดตัวมาเพื่อคอยปกป้องรักษา ดูแลและคุ้มครอง ผู้ที่เกิดมา ดังนั้นทารกชาวไทยเขมรที่เกิดมา พ่อแม่หรือปู่ย่า ตายายจะทำกระทงบูชาครูกำเนิด (จวมกรู กำเนิด) และทำพิธีเข้าทรงหมอมดหรือแม่มด (โจลมะม้วด) ต้อนรับเทพเจ้าประจำตัวทารก การจะดูว่า ทารกคนใดมีเทพเจ้าองค์ใดเป็นผู้คุ้มครอง ชาวไทยเขมรจะดูจากสายรกที่ติดตัวเด็กมาขณะแรกคลอด ว่ามีลักษณะใด ชาวไทยเขมรยังมีความเชื่อกันอีกว่าทารกที่เกิดมาแล้วมีทั้งสามอย่าง (สายรกพันตัว ครอบศีรษะและบิดเป็นเกลียว) เทพเจ้าประจำตัวจะเป็นเทพที่มีศักดิ์สูง ทารกจะเป็นผู้ที่บุญฤทธิ์ติดตัว มาเป็นคนที่จะเรียนวิชาอาคมแล้วขลังยิ่งนัก และถ้าปฏิบัติผิดต่อครูจะเป็นบ้า และถ้าเป็นบ้าแล้วจะ รักษาไม่หาย ถ้าทารกที่เกิดมาแล้วมีลักษณะของสายรกเพียงสองลักษณะหรือลักษณะเดียวก็จะ สามารถเรียนอาคมได้ขลังรองลงมา ส่วนทารกที่เกิดมาแล้วไม่มีลักษณะของสายรกตามลักษณะทั้งสาม ที่ได้กล่าวมาจะเรียนอาคมได้ไม่ขลัง เมื่อทารกของชาวไทยเขมรคลอดออกมาและมีลักษณะของสายรก เหมือนดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่เด็กที่เกิดมาแล้วไม่มีสายรกตามลักษณะทั้งสามชาวไทยเขมรก็จะไม่ จัดทำกระทงบูชาครูกำเนิด (จวมกรูกำเนิด) และไม่ทำพิธีโจลมะม้วด หรือบางครอบครัวที่ไม่นับถือกรู กำเนิดก็จะไม่จัดทำจวมกรูเช่นกัน ฉะนั้นการนับถือกรูกำเนิดในสังคมชาวไทยเขมรจึงนับถือกันไม่ทุกคน พ่อแม่ของทารกจะทำพิธีเข้าทรงหมอมด หรือเรียกเป็นภาษาเขมรว่า “โจลมะม้วด” ต้อนรับเทพเจ้า เหล่านั้นให้เข้ามาอยู่ในจวมกรูหรือในบ้านเรือนที่เด็กอยู่อาศัย และเพื่อให้กรูกำเนิดอยู่ช่วยคุ้มครอง ทารกที่เกิดมา การทำพิธีจะต้องเตรียมเครื่องประกอบพิธี ดังนี้ 1. กระทงบูชาครูกำเนิด (จวมกรูกำเนิด) ทำขึ้นจากแผ่นไม้กระดานที่มีความกว้าง ประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 40 – 50 เซนติเมตร จากนั้นนำไม้มาเหลาให้มี เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร จำนวน 9 ชิ้น นำมาปัก
๑๓๗ ไว้ที่แผ่นไม้กระดาน ปักโดยรอบแผ่นไม้ และนำไม้มาวางไว้บนเสาไม้ (สภาพโดยรวมคล้ายกับแบบบ้านจำลอง แต่เป็นแบบบ้านที่ไม่มีหลังคา) 2. ขันข้าวสาร 1 ใบ (ขันที่ใส่ข้าวสารอยู่ที่ก้นขันเล็กน้อย) 3. หมากพลูจัดพอดีคำ 5 – 10 คำ 4. บุหรี่หรือยาเส้น 1 ชุด 5. ด้ายที่นำมาพันกันเป็นเส้นขนาดใหญ่ 6. หมวก 1 ใบ (กรณีเด็กที่เกิดมามีสายรกครอบศีรษะ (กรูสนม) หรือมีสายรกครอบ ศีรษะและพันตัว (กรูสนมสังวาล)) 7. น้ำหอมหรือน้ำอบ 1 ขวด และแป้งผัดหน้า 1 กระป๋อง นอกจากนี้พ่อแม่ของเด็กยังจะต้องจัดเตรียมเครื่องบูชาครู (ระเบียบครู) เพื่อเตรียมไว้ ให้เจ้าพิธีทำพิธีบูชาครูก่อนเริ่มประกอบพิธี เครื่องบูชาครูประกอบด้วย 1. หมากธรรมสะธอร (สลาธอร) 1 คู่ เป็นเครื่องสักการบูชาหรือเครื่องบูชาธรรม ที่ลำตัว ทำขึ้นจากลูกกล้วยน้ำว้าหรือต้นกล้วยที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร ถ้าเป็นลูกกล้วยจะตัดหัวตัดท้ายออก ถ้าเป็นต้นกล้วยจะตัดให้มีความยาวประมาณ 8 – 12 เซนติเมตร ขาทำขึ้นจากไม้ไผ่ชิ้นเดียวมาผ่านกรรมวิธีเฉพาะของชาวไทยเขมรให้ออกมาเป็นขาตั้ง 4 ขา นำใบขนุน หรือ ใบพลูมามวนคล้ายกับหลอดจำนวน 3 ใบ มาปักไว้โดยรอบลำตัว ปักธูป 1 ดอก และปักดอกไม้หรือ ข้าวตอกเสียบไม้จำนวน 1 ดอก 2. หมากธรรมกะออม (สลากะออม) 1 คู่ เป็นเครื่องสักการะบูชาคล้ายกับสลาธอร แตกต่าง กันตรงที่สลากะออมจะไม่มีขาและใบพลูหรือใบขนุนที่นำมาเสียบจะไม่มวนเหมือนกับสลาธอร 3. ธูป 2 ดอก 4. เหล้าขาว 1 ขวด 5. น้ำหวาน 1 ขวด 6. เงินค่าครู 12 บาท ลักษณะกระทงบูชาครูกำเนิด (จวมกรูกำเนิด) ของชาวไทยเขมรนั้นจะแตกต่างกันไป ตามกรูกำเนิดประจำตัวทารกแต่ละคน ดังต่อไปนี้ 1. จวมกรูกำเนิดของทารกที่มีกรูสังวาลเป็นเทพประจำตัว จวมกรูจะต้องนำด้ายมา พันรอบตัวจวม คล้ายกับลักษณะสายรกที่พันตัวทารกมาตั้งแต่แรกคลอด 2. จวมกรูกำเนิดของทารกที่มีกรูสนมเป็นเทพประจำตัว จวมกรูต้องมีหมวก ครอบจวม คล้ายกับลักษณะสายรกที่พันรอบศีรษะตั้งแต่แรกคลอด 3. จวมกรูกำเนิดของทารกที่มีกรูสนมสังวาลเป็นเทพประจำตัว จวมกรูต้องมีทั้ง หมวกครอบจวมและด้ายพันรอบตัวจวม 4. จวมกรูกำเนิดของทารกที่มีกรูประเจิดระมูลเป็นเทพประจำตัว จวมกรูต้องมีเทียน ที่บิดเป็นเกลียวใส่ไว้ในจวม เทียนที่ใส่ไว้ในจวมจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ลักษณะคือ “ตีนสแนบ” หรือเรียก เป็นภาษาไทยว่าเทียนง่าม คือใช้เทียนสองเล่มบิดพันกันเป็นสามง่าม ชาวไทยเขมรมีความเชื่อว่าสาม ง่ามเป็นอาวุธแบบหนึ่งของเทพ “ตีนกำพลึง” หรือเรียกเป็นไทยว่าเทียนกลม คือเป็นเทียนทรงกลม แต่มีด้ามยื่นออกมา ลักษณะตามความเชื่อของชาวไทยเขมรว่าคล้ายกับอาวุธของเทพ “ตีนระมูล” หรือ
๑๓๘ เทียนบิด คือที่มีลักษณะบิดเป็นเกลียว ชาวไทยเขมรมีความเชื่อว่าคล้ายกับกระบองยักษ์อาวุธของเทพ และ “ตีนลิ่ว” หรือเทียนไขธรรมดา ภาพที่ 77 ภาพความเชื่อและศรัทธาของชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม หมู่ที่ 1 ตำบลหาดเล็ก ภาพที่ 78 ภาพความเชื่อและศรัทธาของชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม หมู่ที่ 1 ตำบลหาดเล็ก ภาพที่ 79 ภาพความเชื่อและศรัทธาของชาวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม หมู่ที่ 1 ตำบลหาดเล็ก พิธีแต่งงาน (แซนการ์) แซนการ์เป็นคำเรียกพิธีแต่งงานตามภาษาเขมร “การ์” แปลเป็นภาษาไทยว่าการงาน “แซน” แปลว่าการเซ่นไหว้ คือการเซ่นผีบรรพบุรุษ คำว่าการ์นั้นมักจะเกี่ยวกับการมงคลเป็นหลัก การแต่งงานของชาวไทยเขมรเริ่มต้นเมื่อฝ่ายชายพอใจฝ่ายหญิงคนใดก็จะให้พ่อแม่ของฝ่ายชายไป เยี่ยมเยียน เพื่อทำความรู้จักและทำความสนิทสนมด้วย ที่เรียกเป็นภาษาเขมรว่า “กระเซิบ” (ทาบทาม) ความหมายของคำว่ากระเซิบ คือ การพูดที่ไม่ให้เกิดความอื้อฉาว วิธีการกระเซิบผู้ใหญ่ของ ฝ่ายชายจะเข้าไปหาผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงอย่างเงียบ ด้วยการนำสิ่งของ เช่น เหล้า หมาก พลู ยาสูบไปฝาก หลักการของการกระเซิบตามธรรมเนียมของชาวไทยเขมร ก็คือผู้ใหญ่ของฝ่ายชายต้องเข้าไปหาข้อมูล ด้านครอบครัวของฝ่ายหญิง ว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร มีอุปนิสัยอย่างไร รักชอบกับฝ่ายชายหรือไม่ มีวัน เดือน ปีเกิด สมพงศ์กับฝ่ายชายหรือไม่ เมื่อสภาพโดยรวมเป็นที่พอใจต่อผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย ผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็จะแจ้งให้กับผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงว่า ฝ่ายชายรักชอบอยู่กับฝ่ายหญิง และจะมาขอไปเป็น สะใภ้ผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงจะว่าอย่างไร มีข้อขัดข้องใจอย่างไรหรือไม่ และถ้าผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงยอมตกลง ที่จะยกฝ่ายหญิงให้แต่งงานกับฝ่ายชาย ทั้งสองฝ่ายก็จะตกลงกันเรื่องสินสอดทองหมั้น “คันสลา” และ ถ้าหากตกลงกันได้แล้วก็จะกำหนดวันแต่งงาน (แซนการ์) กันต่อไป ฝ่ายชายจะส่งข่าวเกี่ยวกับวันฤกษ์
๑๓๙ งามยามดีที่จะกำหนดวันแต่งงานมาที่ฝ่ายหญิงให้ทราบภายหลัง แต่ถ้าหากผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงไม่ตกลง ที่จะยกฝ่ายหญิงให้ หรืออาจเกิดจากสาเหตุวันเดือนปีเกิดของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงไม่สมพงศ์กัน หรือผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเรียกสินสอดทองหมั้นเป็นจำนวนมากจนผู้ใหญ่ฝ่ายชายไม่สามารถหามาให้ได้ การกระเซิบก็เลิกรากันไปและเรื่องราวก็จะสิ้นสุดลงไม่ส่งผลต่อชื่อเสียงของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ด้วยเหตุหลักการของกระเซิบก็คือการกระทำอย่างเงียบเชียบนั่นเอง เมื่อมีการกำหนดวันแต่งงานกัน เป็นที่เรียบร้อย ฝ่ายเจ้าสาวที่เรียกเป็นภาษาเขมรว่า “เนียงขมม” แปลว่านางสาว จะมีการจัดเตรียม หานุ่นเพื่อมาทำที่นอนและหมอนเพื่อใช้สำหรับรับไหว้ จำนวนที่จะจัดเตรียมก็แล้วแต่ฐานะของฝ่าย เจ้าสาว ถ้าฐานะดีก็จะมีการจัดเตรียมไว้จำนวนมาก บางครั้งฝ่ายเจ้าสาวที่ทอผ้าเป็นก็จะทอผ้าเป็นชุด เพื่อใช้สำหรับพิธีรับไหว้ด้วยเช่นกัน หรือ อาจจะหาซื้อเพิ่มเติมเพื่อให้ครบจำนวนของญาติผู้ใหญ่ก็ได้ ตามความต้องการของฝ่ายหญิง นอกจากนี้ฝ่ายหญิงยังมีการเตรียมเก็บหมากซึ่งถ้าหากไม่มีต้นหมาก เป็นของตนเองก็จะไปหาซื้อมาจัดเตรียม นำหมากมาเจียนแล้วเอาไปตากให้แห้ง นำมาห่อเพื่อไว้ให้ แขกที่มาร่วมงานได้รับประทาน นอกจากนี้ยังต้องเตรียมใบตองมาตากแห้ง และจัดหายาสูบ (ยาเส้น) มาจัดเตรียมไว้ ใช้สำหรับใช้ในช่วงเวลาไปเชิญแขกมาร่วมงานที่เรียกเป็นภาษาเขมรว่า “จังเรียนการ์” ในอดีตสิ่ง สำคัญที่สุดของฝ่ายหญิงที่จะต้องทำคือการเก็บตัว ครอบครัวชาวไทยเขมรที่เคร่งครัดเรื่องจารีต ประเพณี จะให้ลูกสาวทำพิธี “โจลมลบ” หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าพิธีเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว จะให้ เจ้าสาวเก็บตัว อบตัวอยู่เพียงแต่ในบ้านตลอดช่วงเวลาก่อนถึงวันแซนการ์ ระยะเวลาอาจเป็นหนึ่งถึง สองเดือนแล้วแต่ความต้องการของครอบครัวฝ่ายหญิง พิธีแต่งงานของชาวไทยเขมรจะจัดทำพิธีกันที่บ้านของฝ่ายเจ้าสาว ฉะนั้นฝ่ายเจ้าสาว จะเป็นฝ่ายที่จะต้องจัดเตรียมประรำพิธี (โรงเรือด) ไว้ตามคำแนะนำของเจ้าพิธี (อาจารย์) ที่ฝ่ายหญิง เป็นผู้จัดหามาหรือบางครั้งก็จะใช้เจ้าพิธีคนเดียวกันกับเจ้าพิธีของเจ้าบ่าว ประรำพิธีที่ฝ่ายเจ้าสาวสร้าง ขึ้นจะมีการจัดแต่งด้วยใบตองและดอกไม้ไว้อย่างสวยงามและมีความหมาย หลังคามุงด้วยทางมะพร้าว เสาโรงเรือนจะประดับด้วยต้นอ้อยหนึ่งต้น ต้นกล้วยหนึ่งต้น สิ่งสำคัญที่สุดคือเสา กลางจะต้องเป็นเสา หลักสำหรับเซ่นสรวงเทพยาดาให้มาเป็นพยานในการแต่งงาน จะประดับเสากลางด้วย “จันลอม” บางครั้งฝ่ายเจ้าสาวจะไม่ทำประรำพิธี แต่จะประกอบพิธีแซนการ์กันบนบ้าน ของเจ้าสาว เครื่องประกอบ พิธีก็ใช้แบบเดียวกับการประกอบพิธีในประรำพิธี และผูกจันลอมไว้ที่เสากลางบ้าน สำหรับการเตรียมตัวของฝ่ายเจ้าบ่าวที่เรียกเป็นภาษาเขมรว่า “เรียจะโก็ล” ที่แปลว่าราชกุล นอกจากหมากที่จะต้องมีการเตรียมจัดหามาเจียนไว้ เพื่อเตรียมไว้เป็นของกำนัล ให้กับแขกที่จะไปเชื้อเชิญให้มาร่วมงาน ฝ่ายเจ้าบ่าวยังต้องเตรียมเครื่องประกอบพิธี ประกอบด้วย 1. กระบุง (กรรเชอ) ขนาดใหญ่ 1 ใบ สิ่งของที่ใส่ไว้ในกรรเชอ ประกอบด้วย 1.1 ข้าวเปลือก (ใส่เกือบเต็ม) 1.2 หัวหมูต้มสุก 1 หัว (มีเทียน 1 เล่ม ใส่อยู่ในปาก) 1.3 ขาหมูต้มสุก 2 ขา และเหล้า 1 ขวด 1.4 ข้าวต้มมัด 1.5 ใบขวานโยน 1 เล่ม 1.6 เคียวเกี่ยวข้าว 1 เล่ม
๑๔๐ 2. กระบุง (กรรเชอ) ใบเล็ก 1 ใบ สิ่งของที่ใส่ไว้ ประกอบด้วย 2.1 ข้าวเปลือก (ใส่เกือบเต็ม) 2.2 ไก่ต้มสุก 1 ตัว 2.3 ขาหมูต้มสุก 2 ขา 2.4 เหล้า 1 ขวด 2.5 ข้าวต้มมัด 3. ขันครู 1 ใบ สิ่งของที่ใส่ในขันประกอบด้วย 3.1 สายสิญจน์ 3.2 เทียน 2 เล่ม 3.3 เงิน 19 บาท 3.4 หัวไพล 3.5 ใบพลู 4. พานหมากพลู 1 ใบ สิ่งของที่ใส่ในพานประกอบด้วย 4.1 เทียน 5 เล่ม 4.2 หมากพลูจัดพอดีคำ 5 คำ 4.3 บุหรี่ 1 ซอง 4.4 เหล้า 1 ขวด 5. ข้าวเจ้าสวย 1 หม้อ 6. แกง 1 หม้อ 7. ดอกไม้ 1 – 2 ถาด (ดอกเฟื่องฟ้าที่เด็ดเอาแต่กลีบใบ) 8. ขนม 4 ถาด ประกอบด้วย 8.1 ไก่ต้มสุก 1 ตัว 8.2 เหล้า 1 ขวด 8.3 ข้าวต้มมัด 8.4 ข้าวต้มมัดสามเหลี่ยม 9. ที่นั่งทำพิธีเซ่นผี (บอนแซน) ประกอบด้วย 9.1 ฟูก 1 ผืน 9.2 หมอน 1 ใบ 9.3 ผ้าขาว 1 ผืน 10. ห่อเชี่ยนหมาก (เฮ็บท็อง) หรือห่อขันหมากที่บรรจุอยู่ในขัน และห่อด้วยผ้าสีแดง “เฮ็บ” แปลว่าเชี่ยนหมาก “ท็อง” แปลว่าถุงหรือห่อเฮ็บท็องมี 2 ห่อ ห่อแรกใส่ใบเงินใบทอง หมากพลู ห่อพอดีคำ ข้าวสาร และดอกไม้ และห่อที่สองใส่ “คันสลา” (สินสอด) ฝ่ายเจ้าสาวอาจจะเรียกร้องเป็น เงินเพียงอย่างเดียวหรืออาจจะมีทองคำด้วย 11. เทียนขวัญ 19 เล่ม (มัดรวมกัน) 12. เทียนชัย 3 เล่ม 13. ด้ายมงคล (เมาะจองได)
๑๔๑ นอกจากนี้ฝ่ายเจ้าบ่าวยังต้องเตรียมอาหารหรือภาษาเขมรเรียกว่า “จำแน็ย” เช่น เหล้า หมูฟัก ข้าวสาร ผัก ผลไม้หรืออย่างอื่นแล้วแต่เงื่อนไขของฝ่ายเจ้าสาวที่ต้องการ อาจรวมไปถึง อุปกรณ์และกำลังคนที่จะนำมาใช้ในการทำร้านหรือประรำพิธีที่ใช้ประกอบพิธีแซนการ์ หรือฝ่ายหญิง อาจจะให้ฝ่ายชายหากำลังคนไปช่วยสร้างเรือนหอ วันก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน หรือสุกดิบ ชาวไทยเขมรเรียกว่าวันเข้า (ไงโจล) ฝ่ายเจ้าบ่าว จะต้องจัดขบวนส่งอาหารและสัมภาระต่างๆ มาที่บ้านฝ่ายเจ้าสาว ซึ่งพิธีนี้ชาวไทยเขมรเรียกว่า “จูนจำแน็ย” หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าการส่งอาหาร สิ่งของที่ต้องส่งให้กับเจ้าสาวก็ไปตามเงื่อนไข ของฝ่ายหญิงที่มีการร้องขอตั้งแต่วันกระเซิบ ขบวนจูนจำแน็ยของฝ่ายเจ้าบ่าวจะมีผู้อาวุโสมาในขบวนด้วย ผู้อาวุโสที่ฝ่ายเจ้าบ่าวนำมาจะทำหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมของฝ่ายเจ้าสาวว่ามีการจัดเตรียมสถานที่ ประรำพิธี หรือสิ่งของประกอบพิธีกรรมไว้พร้อมหรือยัง ระหว่างที่ขบวนจูนจำแน็ยเคลื่อนมาที่บ้านของ ฝ่ายเจ้าสาวถ้ามีเหตุการณ์บางอย่างที่ชาวไทยเขมรเชื่อว่าเป็นลางร้าย เช่น ถ้าขบวนที่ใช้เกวียนเป็น พาหนะลำเลียงเกิดหักหรือล้มระหว่างทางที่ขบวนเคลื่อนมายังบ้านของฝ่ายเจ้าสาว หรือมีฟ้าฝ่าลงมาที่ ขบวน หรือฟ้าฝ่าลงประรำพิธีของฝ่ายเจ้าสาว ก็จะต้องยกเลิกหรือเลื่อนงานแต่งงานออกไป เมื่อถึงวันกำหนดเป็นวันแต่งงานที่ชาวไทยเขมรเรียกว่า วันเซ่นหรือวันเซ่นไหว้ (ไงแซน) ฝ่ายเจ้าบ่าวจะแห่ขันหมากมายังบ้านของฝ่ายเจ้าสาว ขบวนขันหมากจะมีผู้อาวุโสเป็นผู้เดิน นำและทำหน้าที่ถือพานหมากพลู ตามมาด้วยวงมโหรีที่มีการร้องรำกันอย่างสนุกสนาน เจ้าบ่าวจะแต่ง กายด้วยนุ่งโสร่ง สวมเสื้อแขนยาวห่มสไบสองผืน ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าว (ถ้ามี) จะแต่งตัวคล้ายเจ้าบ่าวแต่ จะห่อสไบเพียงผืนเดียว เพื่อนเจ้าบ่าวจะทำหน้าที่กางร่มให้เจ้าบ่าว เจ้าบ่าวจะเดินตามหลังพ่อหรือแม่ เจ้าบ่าวจะต้องเกาะชายเสื้อหรือเกาะมือพ่อหรือแม่ไปตลอดทางที่ขบวนขันหมากเคลื่อนไป ตามมา ด้วยขบวนลำเลียงถาดขนม เมื่อขบวนขันหมากมาถึงประรำพิธี(โรงเรือด) ที่บ้านฝ่ายเจ้าสาว ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวก็จะออกมาต้อนรับให้ผู้อาวุโสที่ถือพานหมากพลูเข้าไปในประรำพิธีหรือบนบ้าน เมื่อผู้อาวุโสฝ่ายเจ้าบ่าวเข้าไปยังประรำพิธีก็จะเข้าบอกกล่าวกับพ่อแม่ของฝ่ายเจ้าสาวเพื่อขออนุญาต ให้เจ้าบ่าวเข้ามาทำพิธี จากนั้นเจ้าบ่าวก็จะเข้ามายังประรำพิธี และนำบอนแซนมาปูที่กลางประรำพิธีหรือ กลางบ้าน จากนั้นฝ่ายเจ้าสาวก็จะเบิกตัวเจ้าสาวให้ผู้อาวุโสหรือพ่อ – แม่ และเพื่อนเจ้าสาวเป็นผู้นำ ตัวเจ้าสาวลงมาจากบ้านหรือออกมาจากห้อง ในมือของเจ้าสาวจะถือห่อหมากพลู เมื่อเจ้าสาวมาถึง เจ้าบ่าวจะส่งหมากพลูให้ และเข้ามานั่งทางด้านซ้ายมือของเจ้าบ่าว ก้มลงกราบเจ้าพิธีที่นั่งอยู่ตรงหน้า ภาพที่ 80 ภาพขบวนแห่ในพิธีแต่งงาน (แซนการ์)