The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book รายงานการวิจัยชาติพันธุ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

E-Book รายงานการวิจัยชาติพันธุ์

E-Book รายงานการวิจัยชาติพันธุ์

๔๒ นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ (2527) ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า หมายถึงการเกี่ยวข้อง ทางด้านจิตใจและอารมณ์ (mental and emotional involvement) ของบุคคลในสถานการณ์กลุ่ม (group situation) ซึ่งผลของการเกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นเหตุเร้าใจให้กระทำการ (contribution) ให้บรรลุจุดมุ่งหมายของกลุ่มนั้น กับทั้งทำให้เกิดความรู้สึกร่วมรับผิดชอบกับกลุ่มดังกล่าวด้วย นอกจากความหมาย ที่กล่าวถึงแล้วนี้ นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ ยังได้สรุปความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ใน รูปของสมการว่า การมีส่วนร่วม = ความร่วมมือร่วมใจ + การประสานงาน + ความรับผิดชอบ Participation = cooperation + coordination + responsibility ความร่วมมือร่วมใจ หมายถึง ความตั้งใจของบุคคลที่จะมาทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุ วัตถุประสงค์ของกลุ่ม การประสานงาน หมายถึง ห้วงเวลาและลำดับเหตุการณ์ที่มีประสิทธิภาพในการกระทำ กิจกรรมหรือการงาน ความรับผิดชอบ หมายถึง ความรู้สึกผูกพันในการกระทำงานและในการทำให้เชื่อถือไว้วางใจ ปรัชญา เวสารัชช์ (2528) กล่าวว่า การมีส่วนร่วมเป็นการที่ประชาชนได้ใช้ความพยายาม หรือใช้ทรัพยากรบางอย่างของตน เช่น ความคิด ความรู้ ความสามารถ แรงงาน เงินทุน วัสดุ ใน กิจกรรมพัฒนานั้น การมีส่วนร่วมจะทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากการเป็นผู้รับผลจากการพัฒนาและ เป็นผู้กระทำให้เกิดกระบวนการพัฒนา ดังนั้นการมีส่วนร่วมจึงเป็นได้ทั้งวิธีการซึ่งนำไปสู่การพัฒนา และเป็นเป้าหมายของการพัฒนาด้วย ไพรัตน์ เตชะรินทร์ (2527) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าหมายถึง กระบวนการที่รัฐบาลทำการส่งเสริม ชักนำสนับสนุนและสร้างโอกาสให้ประชาชนในชุมชน ทั้งในรูป ส่วน บุคคล กลุ่มคน ชมรม สมาคม มูลนิธิและองค์กรอาสาสมัครต่างๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ ดำเนินงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลายเรื่องรวมกันให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ และนโยบายการพัฒนาที่ กำหนดไว้ นักวิชาการต่างประเทศได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วม ดังนี้ Arnstein (1969) ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า การมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพนั้นผู้เข้าไป ร่วมจะต้องมีอำนาจและการควบคุมอย่างแท้จริง ในอันที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้บังเกิดผล ขึ้นมา มิใช่เพียงแต่เข้าไปมีส่วนร่วมเฉยๆ Daughah (1970) กล่าวถึงความหมายของการมีส่วนร่วม (participation) ว่าเป็นคำที่มี ความหมายกว้างและใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน นักการศึกษาใช้คำนี้ในการอ้างอิงถึงการมีส่วนร่วมใน เหตุการณ์ กิจกรรม หรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา นักรัฐศาสตร์ใช้คำนี้ในความหมาย ของการเข้าร่วมกับสถาบันทางการเมืองของชุมชน เช่น การออกเสียงเลือกตั้ง นักสังคมวิทยาใช้ใน ความหมายของการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ส่วนกลุ่มอื่นๆ ใช้คำนี้ในความหมายของการมีส่วนร่วม ในกระบวนการตัดสินใจ Reeder (1973) ได้ให้ความหมายการมีส่วนร่วมว่า เป็นการเข้าไปร่วมพบปะสังสรรค์ทาง สังคม ซึ่งรวมทั้งการมีส่วนร่วมของปัจเจกบุคคลและของกลุ่มด้วย


๔๓ Berkley (1975) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ว่า หมายถึง การที่ผู้นำอนุญาตให้ผู้ ตามเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ Whang (1981) ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า หมายถึง กระบวนการเข้าไปดำเนินงาน ของบุคคลหรือของกลุ่มเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของตน หรือเพื่อให้การสนับสนุนทางด้าน กำลังงาน หรือทรัพยากรต่อสถาบัน หรือระบบที่ครอบคลุมการดำเนินชีวิตของพวกเขา สหประชาชาติ (United Nation, 1981) ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า หมายถึงการ สร้างโอกาสให้สมาชิกทุกคนของชุมชน และสมาชิกในสังคมที่กว้างกว่า สามารถเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยเหลือ และเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการดำเนินกิจกรรมในการพัฒนา รวมทั้งมีส่วนได้รับ ประโยชน์จากผลของการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน Okley & Maisden (1987) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมอย่างกว้างว่า หมายถึง การมีส่วนช่วยเหลือโดยสมัครใจ การให้ประชาชนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจและกระบวนการ ดำเนินงานของโครงการ ตลอดจนการร่วมรับผลประโยชน์จากโครงการ ส่วนความหมายที่ระบุเฉพาะ เจาะจง หมายถึง การที่ประชาชนมีทั้งสิทธิและหน้าที่ ที่จะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาของเขา ให้เขาเป็นผู้มี ความริเริ่มและมุ่งใช้ความพยายาม และความเป็นตัวของตัวเองเข้าดำเนินการและควบคุมทรัพยากร ตลอดจน ระเบียบในสถาบันต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งเป็นการแสดงถึงสภาพของการมีส่วนร่วมที่ เน้นให้กลุ่มดำเนินการ และมีจุดสำคัญที่จะให้การมีส่วนร่วมนั้นเป็นการปฏิบัติอย่างแข็งขัน มิใช่เป็นไป อย่างเฉยเมย หรือมีส่วนร่วมพอเป็นพิธีเท่านั้น Gustavo (1992) กล่าวว่า การมีส่วนร่วมนั้นโดยปกติทั่วไปเป็นที่เข้าใจกันว่า หมายถึง การเข้าไปมีหน้าที่หรือมีส่วนรับผิดชอบบางสิ่งบางอย่าง แต่ต่อมาความหมายของการมีส่วนร่วมมีความ ชัดเจน ลึกลงไปมากกว่าเพียงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบเมื่อการมีส่วนร่วมนี้เชื่อมโยงไปสู่กระบวนการ ในการเข้าไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบของแต่ละบุคคลหรือกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงในภาพรวม 2.5.2 รูปแบบการมีส่วนร่วม องค์การอนามัยโลก (อ้างถึงในวิทยา ทิพย์ทอง, 2545) ได้เสนอรูปแบบกระบวนการมีส่วนร่วม ที่สมบูรณ์ 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา จัดลำดับ ความสำคัญ ตั้งเป้าหมาย กำหนดการใช้ทรัพยากร กำหนดวิธีติดตามประเมินผลและตัดสินใจด้วยตนเอง ขั้นตอนที่ 2 การดำเนินกิจกรรม ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการและการบริหาร การใช้ทรัพยากร มีความรับผิดชอบในการจัดสรรควบคุมทางการเงิน ขั้นตอนที่ 3 การใช้ประโยชน์ ประชาชนต้องมีความสามารถในการนำเอากิจกรรมมาใช้ให้เกิด ประโยชน์ ซึ่งเป็นการเพิ่มการพึ่งตนเองและควบคุมทางสังคม ขั้นตอนที่ 4 การได้รับประโยชน์ ประชาชนต้องได้รับประโยชน์ในชุมชนเท่าเทียมกัน ซึ่ง อาจจะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ต่อสังคมหรือในรูปของวัตถุก็ได้ กรรณิกา ชมดี (2524) ได้สรุปรูปแบบของการมีส่วนร่วมออกเป็น 10 รูปแบบ คือ การมี ส่วนร่วมประชุม การมีส่วนร่วมในการออกเงิน การมีส่วนร่วมเป็นกรรมการ การมีส่วนร่วมเป็นผู้นำ การมีส่วนร่วมสัมภาษณ์ การมีส่วนร่วมเป็นผู้ชักชวน การมีส่วนร่วมเป็นผู้บริโภค การมีส่วนร่วมเป็นผู้ ริเริ่มหรือผู้เริ่มโครงการ การมีส่วนร่วมเป็นผู้ใช้แรงงาน และการมีส่วนร่วมออกวัสดุอุปกรณ์


๔๔ นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ (2527) ได้กล่าวว่ารูปแบบการมีส่วนร่วมนั้น จำแนกได้เป็น 2 รูปแบบดังนี้ รูปแบบที่ 1 การที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง (direct participation) โดยผ่านองค์กรจัดตั้ง ของประชาชน (representative organization) รูปแบบที่ 2 การที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยอ้อม (indirect participation) ไพรัตน์ เตชะรินทร์ (2527) ได้กำหนดรูปแบบการมีส่วนร่วมไว้ดังนี้ รูปแบบที่ 1 มีส่วนร่วมทำการศึกษา ค้นคว้าปัญหา และสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นของชุมชน และการศึกษาของชุมชน รูปแบบที่ 2 ร่วมคิดหาและสร้างรูปแบบวิธีการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน หรือ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือสนองความต้องการของชุมชน รูปแบบที่ 3 ร่วมวางนโยบาย แผน โครงการ หรือกิจกรรม เพื่อขจัดแก้ปัญหาและสนองความ ต้องการของชุมชน รูปแบบที่ 4 ร่วมตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม รูปแบบที่ 5 ร่วมจัดหรือปรับปรุงระบบการบริหารงาน พัฒนาให้มีประสิทธิภาพ รูปแบบที่ 6 ร่วมลงทุนในกิจกรรม โครงการของชุมชนตามขีดความสามารถของตนเอง และ หน่วยงาน รูปแบบที่ 7 ร่วมปฏิบัติตามนโยบาย แผนงาน โครงการ และกิจกรรมให้บรรลุตามเป้าหมายที่ วางไว้ รูปแบบที่ 8 ร่วมควบคุม ติดตาม ประเมินผล และร่วมบำรุงรักษาโครงการและกิจกรรม ที่ได้ ทำไป สัมฤทธิ์ กางเพ็ง (2545) ได้เสนอรูปแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมไว้ 4 รูปแบบ ดังรายละเอียด ต่อไปนี้ รูปแบบที่ 1 การปรึกษาหารือ (consultative management) เป็นการบริหารแบบเปิด โอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานในรูปของคณะกรรมการ (committee) เช่น คณะกรรมการโครงการ คณะกรรมการดำเนินงาน คณะกรรมการเฉพาะกิจ หรือ คณะกรรมการที่เรียกชื่ออย่างอื่น รูปแบบนี้เป็นการกระจายอำนาจการบริหารและการตัดสินใจให้ผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับงาน มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการดำเนินการด้วย ระบบการปรึกษาหารือนี้เหมาะ สำหรับใช้กับผู้บริหารระดับต้นขึ้นไป โดยการมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานหรือ ประธานโครงการ ประธานคณะกรรมการหรือกรรมการ รูปแบบที่ 2 กลุ่มคุณภาพ (Q.C. circles) เป็นการบริหารแบบเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงาน ใน รูปของกลุ่มบุคคล 3–10 คน ที่อยู่หน่วยงานเดียวกัน รูปแบบกลุ่มคุณภาพนี้เหมาะสำหรับใช้กับ ผู้ปฏิบัติงานระดับปฏิบัติ หรือระดับหัวหน้างาน เพราะเป็นการฝึกฝนและเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานมี โอกาสทำงานร่วมกัน เพื่อค้นหาปัญหา วิเคราะห์ปัญหา หาสาเหตุของปัญหา ตลอดจนคิดหาแนวทาง แก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งมีกระบวนการในการบริหารกลุ่มสร้างคุณภาพ 4 ขั้นตอนคือ P (Plan) การ วางแผน D (Do) การปฏิบัติ C (Check) การตรวจสอบ และ A (Action) การปรับปรุงแก้ไข หรือ PDCA นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ระบบกลุ่มคุณภาพจะใช้ได้ผลดีก็ต่อเมื่อมีการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิค กลุ่มคุณภาพและการใช้กระบวนการกลุ่มให้แก่ผู้เกี่ยวข้องและที่สำคัญที่สุดคือ ความพึงพอใจในการ


๔๕ ปฏิบัติงานของผู้ร่วมงานต้องอยู่ในเกณฑ์สูง จึงจะสามารถนำระบบกลุ่มคุณภาพนี้มาให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด รูปแบบที่ 3 ระบบข้อเสนอแนะ (suggestion system) เป็นรูปแบบหนึ่งของการบริหารแบบ มีส่วนร่วมที่ได้ผลในทางปฏิบัติ โดยมีลักษณะแตกต่างจากข้อเสนอแนะที่มักพบเห็นทั่วๆ ไป ที่มีลักษณะเป็นกล่องหรือตู้รับฟังความคิดเห็นเท่านั้น กล่าวคือ รูปแบบนี้จะมีแบบฟอร์มข้อเสนอแนะ ให้ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้เกี่ยวข้องกรอกตามแบบที่กำหนด เช่น ปัญหาที่พบคืออะไร สาเหตุของปัญหามา จากอะไรบ้าง และผลที่คาดว่าจะได้รับนั้นเป็นอย่างไร สำหรับแบบฟอร์มที่กำหนดนี้อาจแตกต่างกันไป ตามความต้องการของแต่ละหน่วยงาน แต่มีหลักปฏิบัติเดียวกัน คือ จะต้องมีคณะกรรมการพิจารณา ข้อเสนอแนะ มีหน้าที่ในการประเมินข้อเสนอแนะจากแบบฟอร์มต่างๆ นั้นว่าเป็นความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์เพียงใด ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมีมากน้อยแค่ไหนและสมควรดำเนินการตาม ข้อเสนอแนะหรือไม่ แล้วนำมาเสนอผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการต่อไป และถ้าข้อเสนอแนะใดมีการ นำไปปฏิบัติ ควรมีการประชาสัมพันธ์และพิจารณาให้ผลตอบแทนเป็นรางวัลหรือผลตอบแทนอื่นๆ ตามที่หน่วยงานกำหนด ซึ่งรูปแบบนี้เหมาะสำหรับใช้กับผู้ปฏิบัติงานหรือผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ อาจจะ เสนอความคิดเห็นคนเดียว หรือมากกว่าก็ได้ ซึ่งรูปแบบนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 นโยบาย เป้าหมายขององค์การต้องชัดเจน องค์ประกอบที่ 2 ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานต้องอยู่ในระดับสูง องค์ประกอบที่ 3 การกำหนดผลตอบแทนที่จะให้แก่ผู้เสนอความคิดซึ่งจะต้องสร้าง ความรู้สึกว่าคุ้มค่าและมีผลทางจิตใจ ระบบและขั้นตอนการพิจารณาแล้วจะต้องรวดเร็ว มีหลักเกณฑ์ ในการพิจารณาแน่นอนชัดเจน ตลอดจนการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอความคิดได้ทราบอย่าง รวดเร็ว พร้อมเหตุผล องค์ประกอบที่ 4 การประชาสัมพันธ์หรือให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาด้านความคิด สร้างสรรค์ และการใช้แบบฟอร์มข้อเสนอแนะให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารูปแบบนี้จะ ช่วยให้ผู้บริหารได้ความคิดเห็นที่หลากหลายในการปฏิบัติหรือปรับปรุงงานตามอุปสรรคที่สำคัญของ ระบบ ข้อเสนอแนะ คือ การเขียน เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่โดยเฉพาะในชุมชนชนบท มีความรู้ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หรือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาจมีปัญหาในการเขียน ดังนั้นวิธีแก้ที่ดีก็คือ การเปิดโอกาส ให้ผู้เสนอความคิดมานั่งคุยกันตัวต่อตัวหรือไปหาข้อมูลโดยการสอบถามหรือสัมภาษณ์ โดยตรง รูปแบบที่ 4 ระบบส่งเสริมให้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ (employee ownership plan) รูปแบบนี้พบมากในการบริหารกิจการของบริษัท หน่วยงานเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ โดยการส่งเสริม ให้ผู้ปฏิบัติงานทุกระดับมีส่วนเป็นเจ้าของกิจการ ด้วยการลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท หรือบริษัทอาจจ่าย โบนัส ส่วนหนึ่งเป็นทุนเรือนหุ้นในแต่ละปี จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจการเอง และมี ความรู้สึกผูกพันในการปฏิบัติงานเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ดังนั้นในรูปแบบนี้ผู้บริหารอาจจะนำมา ประยุกต์โดยการสร้างบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกการเป็นเจ้าของหน่วยงานเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุก ฝ่ายพึงพอใจที่จะมีส่วนร่วมให้มากที่สุด


๔๖ 2.5.3 ลักษณะการมีส่วนร่วม นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงลักษณะของการมีส่วนร่วมแตกต่างกันไป ดังนี้ Huntington and Nelson (1975) ได้กล่าวถึงลักษณะการมีส่วนร่วมไว้ 3 ลักษณะคือ ลักษณะที่ 1 การมีส่วนร่วมโดยดูที่กิจกรรม เช่น การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ลักษณะที่ 2 การมีส่วนร่วมโดยพิจารณาจากระดับการบริหาร 3 ระดับคือ ระดับแนวราบ ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมโดยไม่จริงจัง ระดับแนวดิ่ง เป็นการมีส่วนร่วมกับผู้ที่มีอำนาจมากกว่าผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมในการบริหารงานที่เกี่ยวข้องทั้งแนวดิ่งและแนวนอน ลักษณะที่ 3 การมีส่วนร่วมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าไปมีอำนาจและควบคุม Anthony (1978) ได้ระบุถึงลักษณะสำคัญของการบริหารแบบมีส่วนร่วม 3 ประการ ดังนี้ ลักษณะที่ 1 ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนในการตัดสินใจ (subordinate involvement) โดย ผู้ใต้บังคับบัญชา จะต้องเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของตน และตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบด้วยความรอบคอบ มีเหตุผล และคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กร เป็นหลัก ลักษณะที่ 2 สิ่งที่ตัดสินใจต้องเป็นเรื่องสำคัญ (involvement in important decisions or issues) การบริหารแบบมีส่วนร่วมจะต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนในการ ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ โดยความสำคัญดังกล่าวเป็นความสำคัญของทั้งองค์กรและผู้ใต้บังคับบัญชา การที่ผู้บริหารเลือกเฉพาะเรื่องที่ไม่สำคัญหรือไม่เกี่ยวข้องมาให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วม ไม่ใช่ ลักษณะที่ถูกต้องของการบริหารแบบมีส่วนร่วม ลักษณะที่ 3 มีการแบ่งอำนาจให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา (shared authority) ตามหลักการแล้ว การแบ่งอำนาจการตัดสินใจของผู้บริหารให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้ทำให้อำนาจของผู้บริหารลดลง แต่การแบ่งอำนาจการตัดสินใจไปให้ผู้ใต้บังคับบัญชา กลับทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาร่วมรับผิดชอบ งานมากขึ้น ถ้าผู้บริหารกลัวการเสียอำนาจส่วนนี้และไม่ยอมแบ่งอำนาจการตัดสินใจไปให้ ผู้ใต้บังคับบัญชาการบริหารแบบมีส่วนร่วมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ อคิน รพีพัฒน์ (2527) ได้ศึกษาขั้นตอนการมีส่วนร่วมจาก ประสบการณ์ภาคสนามในประเทศไทยซึ่งสรุปไว้คล้ายคลึงกันว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนมี 4 ลักษณะ คือ การมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและสาเหตุ การมีส่วนร่วมในการวางแผนดำเนิน กิจกรรม การมีส่วนร่วมในการ ลงทุนและปฏิบัติตามแผน และการมีส่วนร่วมการกำกับติดตาม ประเมินผล ยุวัฒน์ วุฒิเมธี (2534) กล่าวถึง หลักการมีส่วนร่วมว่า หลักความร่วมมือของประชาชนที่ สำคัญยิ่ง คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานอย่างจริงใจ ทั้งนี้ด้วยการ เปิดโอกาสให้มีการศึกษา (education) การร่วมพิจารณา (consensus) และการตกลงใจร่วมกัน (consent) ในการแก้ปัญหาหรือการวางโครงการต่างๆ การที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมก็ เพื่อเป็นการให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ และความเสมอภาคในอันที่จะรับผิดชอบในสังคม ประชาชนจะมี โอกาสร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ และร่วมรับผิดชอบ แสวง รัตนมงคลมาศ (2538) ได้สรุปกระบวนการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอน ต่างๆ ของกิจกรรมของส่วนรวม ซึ่งมี 2 ด้าน คือ


๔๗ ด้านที่ 1 ด้านคิดหรือกำหนดนโยบาย ซึ่งมี 3 ระดับ ได้แก่ การมีส่วนร่วมเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ข่าวสาร ข้อคิดเห็น การตัดสินใจ และเป็นผู้กำหนดนโยบาย ด้านที่ 2 ด้านปฏิบัติหรือด้านการดำเนินการตามนโยบาย แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ การร่วมกำหนด เป้าหมาย การร่วมดำเนินการในกระบวนการจัดการ และการร่วมหนุนช่วยทรัพยากรการบริหาร ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2540) ได้จำแนกการมีส่วนร่วมออกเป็น 11 มิติ ดังนี้ มิติที่ 1 จำแนกตามกิจกรรมในการมีส่วนร่วม มิติที่ 2 จำแนกตามประเภทของกิจกรรมหรือขั้นตอนของการมีส่วนร่วม มิติที่ 3 จำแนกตามระดับความสมัครใจในการเข้าร่วม มิติที่ 4 จำแนกตามวิธีของการมีส่วนร่วม มิติที่ 5 จำแนกตามระดับความเข้มของการมีส่วนร่วม มิติที่ 6 จำแนกตามระดับความถี่ของการมีส่วนร่วม มิติที่ 7 จำแนกตามประสิทธิผลของการมีส่วนร่วม มิติที่ 8 จำแนกตามพิสัยของกิจกรรม มิติที่ 9 จำแนกตามระดับขององค์กร มิติที่ 10 จำแนกตามประเภทของผู้มีส่วนร่วม มิติที่ 11 จำแนกตามลักษณะของการวางแผน ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2540) กล่าวว่า การมีส่วนร่วมมีลักษณะเป็นบันไดการมีส่วนร่วม (participation ladder) 8 ขั้น คือ บันไดขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 รวมเรียกว่าเป็นขั้นที่มีส่วนร่วมเทียมหรือไม่มีส่วนร่วม หมายถึง ประชาชนยังไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง บันไดขั้นที่ 3-5 รวมเรียกว่าเป็นการมีส่วนร่วมระดับพิธีการหรือการมีส่วนร่วมบางส่วน บาง เรื่องเท่านั้น เพราะบางส่วนผู้มีอำนาจเต็มสงวนเอาไว้ บันไดขั้นที่ 6-8 รวมเรียกว่าการมีส่วนร่วมระดับอำนาจของประชาชน ซึ่งเป็นระดับ ที่ ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมาก โดยพัฒนาจากขั้นที่ 6,7 จนถึงขั้นที่ 8 เป็นขั้นที่ควบคุมโดย ประชาชน เป็นการใช้อำนาจตัดสินใจของประชาชนโดยผ่านตัวแทนหรือประชาชนเป็นผู้ใช้ 2.5.4 ความสำคัญของการมีส่วนร่วม นักวิชาการที่กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารแบบมีส่วนร่วมไว้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ปราชญา กล้าผจัญ (2545) กล่าวถึง ความสำคัญของการบริหารแบบมีส่วนร่วมว่าเป็นการ บริหารงานที่ทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างงดงาม กล่าวคือ เป็นการบริหารที่สร้างความพึงพอใจสูงสุด ให้กับ ประชาชนและผู้บังคับบัญชาไปพร้อมๆ กับการสร้างหลักธรรมาภิบาล (good governance) และการสร้าง บรรยากาศประชาธิปไตยในการทำงาน Anthony (1978) ได้สรุปประโยชน์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วมไว้ 8 ประการ ดังนี้ ประการที่ 1 ก่อให้เกิดความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยปกติแล้วบุคคลย่อมมี ธรรมชาติที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะการเปลี่ยนแปลงทำให้ต้องปรับตัวจากสภาพที่เคยชินแต่ การบริหารแบบมีส่วนร่วมทำให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมตัดสินใจและร่วมดำเนินการใน


๔๘ เรื่องต่างๆ ดังนั้นเมื่อหน่วยงานมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบุคลากรในหน่วยงานก็สามารถรับการ เปลี่ยนแปลงนั้นได้ดีกว่าหน่วยงานที่ไม่ได้บริหารงานในลักษณะนี้ ประการที่ 2 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับพนักงานและผู้บริหารกับสหภาพแรงงาน ราบรื่นขึ้น เนื่องจากการบริหารแบบมีส่วนร่วมทำให้กลุ่มต่างๆ กล้าเปิดเผยความไม่พอใจต่างๆ ออกมา ทำให้ความไม่พอใจเหล่านั้นได้เข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหา ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์อันดีในหน่วยงาน และลดความสูญเสียอันเนื่องมาจากการขาดงาน การนัดหยุดงาน หรือการทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ประการที่ 3 ทำให้พนักงานมีความผูกพันต่อหน่วยงานมากขึ้น การบริหารแบบมีส่วนร่วมทำ ให้พนักงานได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของหน่วยงาน ทำให้พนักงานเกิดความนับถือตนเอง และรู้ว่าตนเองมีคุณค่าต่อหน่วยงาน ผลงานต่างๆ ของหน่วยงานมาจากความร่วมมือของทุกคนใน หน่วยงานส่งผลให้เกิดความรักความผูกพันต่อหน่วยงาน ประการที่ 4 ทำให้มีความไว้วางใจต่อฝ่ายบริหารมากขึ้น เมื่อพนักงานได้มีส่วนร่วม ตัดสินใจ กับฝ่ายบริหาร พนักงานจะเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นของฝ่ายบริหารได้ดีขึ้น และการบริหาร ลักษณะนี้ก็ช่วยให้ต่างฝ่ายต่างมีความเคารพซึ่งกันและกัน ดังนั้นเมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ต่างฝ่ายก็จะ มีความรู้สึกไว้วางใจกันมากขึ้น การแก้ปัญหาก็สามารถดำเนินไปได้อย่างตรงไปตรงมา ประการที่ 5 ทำให้การบริหารพนักงานง่ายขึ้น เนื่องจากการบริหารแบบมีส่วนร่วมทำให้ พนักงานยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น มีความผูกพันต่อหน่วยงาน และมีความไว้วางใจต่อ ฝ่าย บริหารมากขึ้น ส่งผลให้สามารถลดจำนวนฝ่ายบริหารลงได้ เนื่องจากไม่ต้องมีการควบคุมอย่าง ใกล้ชิด และการได้มีส่วนร่วมก็ช่วยให้เขามีความรับผิดชอบมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้ยอมรับในอำนาจ หน้าที่ของฝ่ายบริหารได้มากขึ้น ประการที่ 6 ทำให้การตัดสินใจทางการบริหารมีคุณภาพดีขึ้น เนื่องจากมีหลายคน ช่วยกันคิดใน เรื่องเดียวกันทำให้คิดได้รอบคอบยิ่งขึ้น และการที่มีฝ่ายพนักงานมาช่วยตัดสินใจทำให้ได้ข้อมูลมากขึ้น ประการที่ 7 ทำให้การติดต่อสื่อสารจากเบื้องล่างสู่เบื้องบนดีขึ้น โดยปกติในหน่วยงานทั่วไป มักสื่อสารจากบนลงล่างมากกว่าจากล่างขึ้นบน การบริหารแบบมีส่วนร่วมเป็นช่องทางให้เกิดการ สื่อสารจากล่างขึ้นบนได้ดีขึ้น ประการที่ 8 ทำให้ทีมงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น การบริหารแบบมีส่วนร่วมทำให้พนักงานเข้าใจ เป้าหมายได้ตรงกันและมีทิศทางการดำเนินงานไปในทางเดียวกัน ทำให้ลดความขัดแย้งในการ ปฏิบัติงานส่งผลให้ทีมงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น นักวิชาการ 3 ท่านได้แก่ Keith (1981) Gordon, Judith R. (1987) Swansberg (1996) ได้มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำคัญหรือประโยชน์ของการมีส่วนร่วมที่คล้ายคลึงกัน แตกต่างกันและ นอกเหนือออกไปดังนี้ ส่วนที่คล้ายคลึงกันของนักวิชาการทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ การมีส่วนร่วมทำให้เกิดการยอมรับฟัง ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีความไว้วางใจกันสูง เกิดเจตคติที่ดีต่อการทำงาน และมีความพึงพอใจต่อ งาน เกิดความร่วมมือร่วมใจเป็นทีมงานคุณภาพ มีความสมัครสมานสามัคคีกัน นอกจากนั้นยังช่วยลด อัตราการขาดงาน เปลี่ยนงาน และการทำงานนอกเวลาลดลง Davis and Gordon มีความเห็นที่คล้ายคลึงกันว่า การมีส่วนร่วมมีความสำคัญอย่างยิ่งใน การลดต้นทุนการผลิต ช่วยเพิ่มผลผลิตหรือผลงานให้มีคุณภาพสูงขึ้น เนื่องจากผู้ร่วมงานมีแรงจูงใจใน


๔๙ การทำงาน มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีการติดต่อสื่อสารที่อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจกัน ทำให้เกิดความ ผูกพันต่อองค์กร Davis and Swansberg มีความเห็นที่ตรงกันว่าการมีส่วนร่วมทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีการ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ความคิดใหม่ๆ ที่จะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนางานมากขึ้น นอกจากนั้น Swansberg ยังมีความเห็นที่แตกต่างว่า การมีส่วนร่วมยังช่วยลดการร้องเรียน และข้อข้องใจต่างๆลงได้ และ Gordon ยังมีความเห็นที่เพิ่มเติมอีกว่าการมีส่วนร่วมทำให้ทุกคนเข้าใจ กฎระเบียบ วัตถุประสงค์ เป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น มีอิสระในการปฏิบัติงาน สามารถค้นพบ ความสามารถพิเศษของตน และแสดงให้เห็นภาวะผู้นำของผู้บริหารได้อย่างชัดเจน ดังนั้นการมีส่วนร่วมจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาที่จะต้องมีความร่วมมือร่วมใจ ประสานงานและมีความรับผิดชอบในการดำเนินการร่วมกัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้นทุกระดับ ขององค์กร โดยเฉพาะภาคประชาชนและท้องถิ่น การสร้างรูปแบบมีส่วนร่วมที่ต้องกระตุ้นประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเรื่อง การอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัด ตราด ในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้รวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรม การถ่ายทอดและการสืบสาน การอนุรักษ์ฟื้นฟู รวมถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรม ของ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย และการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์รวมถึงการต่อยอด ส่งเสริมเรื่องการสร้างรายได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยส่วนใหญ่เป็น การศึกษาเชิงพรรณนา ดังกล่าวต่อไปนี้ เกศสิรินทร์ แพทอง (2546) ได้ทำการวิจัยเรื่องการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ และวิธีการ ดำรงอัตลักษณ์สำคัญของชาวมอญ อำเภอพระประแดง พบว่า อัตลักษณ์ทั่วไปสามารถแบ่งออกได้ เป็นอัตลักษณ์ทางสังคม และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยสิ่งบ่งชี้ความเป็นมอญและเป็นอัตลักษณ์ สำคัญของชาวมอญพระประแดงคือ ประเพณี ภาษา การแต่งกาย ลักษณะนิสัยคือชอบทำบุญ ยึดหลัก ศาสนาเป็นแกนของชีวิต รักสงบ มีน้ำใจ วิธีการดำรงอัตลักษณ์มีทั้งลักษณะเป็นรูปธรรมและนามธรรม คือ มีการจัดทำหนังสือ แผ่นพับ การจัดแสดงโชว์ การจัดนิทรรศการ การสร้างแหล่งรวบรวมข้อมูล การบรรจุในหลักสูตร การรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ ปลูกฝังโดยการเล่าประวัติให้ฟังเป็นตัวอย่าง ใช้ความ เชื่อทางพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติสืบทอดส่งเสริมผลักดันให้มีส่วนร่วมในการจัดงาน การขู่ให้กลัวและการ ลงโทษทางสังคม ใช้การประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก เน้นแกนนำในการในการปลุกระดม บุคคลที่มี ส่วนสำคัญคือ กลุ่มชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ และพระในชุมชน มีการสนับสนุนด้านการดำรงรักษาในด้าน ความรู้ความเข้าใจโดยกลุ่มชาวบ้าน หน่วยงานรัฐ และบริษัทเอกชน ด้านแรงงาน โดยพลังที่สำคัญก็ คือกลุ่มชาวบ้านและผู้นำชุมชน การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์พบว่า อัตลักษณ์ที่ปรับเปลี่ยนคือ การแต่ง กาย อาหาร ที่อยู่อาศัย พิธีกรรมต่างๆ ความเชื่อ ค่านิยม การละเล่น ดนตรี ศิลปะ อัตลักษณ์ที่เปลี่ยน เกือบหมดคือภาษา ภูมิปัญญาด้านอาชีพ ยารักษาโรคและการนับถือผี แนวโน้มในอนาคตการดำรง รักษาภาษาคงหมดไป แต่ด้านอาหารและประเพณียังคงสืบทอดต่อไป อัตลักษณ์ทางสังคมยังคงเหนียว แน่น ด้านสถาบันที่ดำรงรักษาอัตลักษณ์สำคัญพบว่า สถาบันครอบครัว หน่วยงานรัฐ องค์กรการ ปกครองท้องถิ่นจะมีบทบาทลดลงยิ่งถ้าชาวบ้านต่อต้าน โรงเรียน องค์กรเอกชนจะมีบทบาทและ


๕๐ การสนับสนุนมากขึ้น ปัญหาและอุปสรรคคือการไม่ประสานงานกัน การขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้าน สภาพแวดล้อมสังคมที่มีความเจริญมากขึ้น ท้ายที่สุดมีความเห็นว่าต่อไปเชื้อชาติมอญคงจะค่อยๆ หมดลง การดำรงเผ่าพันธุ์คงไม่มี มอญคงกลายเป็นเพียงตำนาน ทั้งนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นกับ ชาวมอญในชุมชนนั้นๆ ว่ามีพลังในการดำรงรักษาได้มากน้อยเพียงใด จากงานวิจัยเรื่องนี้ คณะผู้วิจัยใช้เป็นแนวทางในการศึกษาการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่ม ชาติพันธุ์ว่าในกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อื่น พวกเขามีวิธีการหรือมีปัจจัยอะไรบ้างที่พยายามดำรงอัตลักษณ์ ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มตน รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้และแนวโน้มในการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ใน อนาคต มงคล พนมมิตร (2551) ได้ทำการวิจัยเรื่องการดำรงอัตลักษณ์ของชุมชนกลุ่มน้อยใน ภาคเหนือ ได้ศึกษาเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอัตลักษณ์โดยเน้นศึกษาถึงกระบวนการในการ ดำรงอัตลักษณ์ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม กระแสบริโภควัตถุของระบบทุนนิยมเสรี การต่อสู้เรื่องที่ดินทำกิน การต่อสู้กับการถูกรุกรานจากทหารชนกลุ่มน้อยชาวพม่า หรือแม้กระทั่งการ ต่อรองกับอำนาจรัฐที่พยายามเข้ามาครอบงำความคิดของชุมชน พบว่าอัตลักษณ์ในด้านต่างๆ ของ ชุมชนกลุ่มน้อยบ้านห้วยเฮี๊ยะ จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นเกิดขึ้นและลื่นไหลไปตามสถานการณ์ที่มีการ เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกอัตลักษณ์มีรากฐานมาจากความคิด ความเชื่อที่ผูกติดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีและความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชนเผ่าที่สั่งสมมาตั้งแต่ บรรพบุรุษ และชุมชนได้มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน โดยมี กระบวนการในการดำรงอัตลักษณ์ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่สำคัญสามประการคือ ประการ แรก การมีฐานความคิดที่คำนึงถึงความมั่นคง ความเป็นปึกแผ่นของชุมชนเป็นที่ตั้ง ประการที่สอง มีกลไกของชุมชนที่ถือเป็นเสาหลักค้ำยันหมู่บ้านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทำหน้าที่อย่างเข้มข้น และ ประการที่สาม การมีวิธีการสร้างการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อให้เห็นถึงคุณค่าของการดำรงรักษา อัตลักษณ์ของชนเผ่า และได้แนะนำให้ผู้ที่สนใจศึกษาในแง่มุมอื่นที่หลากหลายกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่มีอยู่หลากหลายในประเทศไทย เช่น การยอมรับวัฒนธรรมจากภายนอก การปรับตัวทางด้านวิถีชีวิต หรือผลของการแทรกแซงจากหน่วยงานรัฐ ธุรกิจและเอกชน ที่มีผลต่อความพยายามดำรงอัตลักษณ์ ของชุมชน เป็นต้น จากงานวิจัยนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คณะผู้วิจัยใช้เป็นแนวทางในการศึกษาการดำรงอัตลักษณ์ ของกลุ่มชาติพันธุ์ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองว่ากลุ่มชาติพันธุ์ นี้สามารถดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มตนไว้ได้อย่างไร วิสุทธิ์ ลีลาธรรมสัจจะ และคณะ (2560) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษารวบรวมองค์ความรู้ อาหารพื้นบ้านเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดเชียงราย: รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์โดยศึกษาพื้นที่วิจัยประกอบด้วย 10 กลุ่มชาติพันธุ์ แบ่งพื้นที่ ปฏิบัติงานตามสภาพพื้นที่ตั้งชุมชน ได้แก่ ชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง คือ ชาติพันธุ์ม้ง ลีซู ดาราอ้าง ขมุ กะเหรี่ยง ปกาเกอะยอ ขณะที่ชาติพันธุ์พื้นที่ราบสูงเป็นชาวไทยอีสานและชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานบน พื้นที่ราบลุ่ม คือ ไตยอง ไตเซิน ไตหย่า ไตลื้อ ผลการวิจัยพบว่า อาหารชาติพันธุ์กว่า 30 ชนิด จาก 10 กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นองค์ความรู้ที่มีลักษณะและทักษะเฉพาะที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน เป็นความรู้ ที่มาจากการปฏิบัติ ฝังลึกอยู่ในการกรำ กระบวนการ และกิจวัตรประจำวันต่างๆ ความรับผิดชอบ


๕๑ อุดมคติ คุณค่า และอารมณ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังเป็นความรู้เฉพาะตัวที่เกิดจากประสบการณ์ การศึกษา การสนทนา การฝึกอบรม ความเชื่อ เจตคติของแต่ละบุคคล เป็นความรู้บวกสติปัญญาและ ประสบการณ์ อีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้หรือพรสวรรค์ต่างๆ ซึ่งสื่อสารหรือถ่ายทอดในรูปของตัวเลข สูตรหรือลายลักษณ์อักษรได้ยาก ถือเป็นความรู้ที่ไม่เป็นทางการ จัดระบบหรือจัดหมวดหมู่ไม่ได้ แต่ สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยการนำมาเล่าสู่กันฟัง และถ่ายทอดแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันได้ อีกทั้ง สามารถสังเกตและเรียนแบบกันได้ สามารถพัฒนาเป็นความรู้ที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งต้องใช้เวลาและต้นทุนในการถ่ายโอนความรู้ เป็นที่ชัดเจนว่าข้อค้นพบถึงแนวโน้มขององค์ความรู้ ด้านอาหารมีโอกาสศูนย์หายและปรับเปลี่ยนไป อันเนื่องจากการขาดการสืบทอดความรู้ ทักษะที่เป็น ประสบการณ์เฉพาะด้าน อาหารของทั้ง 10 ชาติพันธุ์ จึงจำเป็นต้องจัดการความรู้ให้ความรู้ในตัวคนถู จักการ รวบรวม และเผยแพร่ นอกจากนี้ยังมีข้อค้นพบว่าชนิดของอาหารส่วนใหญ่สามารถตัวตนของ กลุ่มชาติพันธุ์ที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในการตั้งถิ่นฐาน อาหารที่พบเป็นอาหารที่ส่งผลต่อสุขภาพ แล มีแนวโน้มเป็นอาหารเชิงพาณิชย์ที่มีส่วนต่อเศรษฐกิจของชุมชน อาทิ ข้าวใหม่ม้ง ข้าวเหลืองดอกปูด แจ่วบอง ข้าวแรมฟื้น ซึ่งมีส่วนต่อกระบวนการฟื้นฟูอาหารที่มีองค์ประกอบหลายประการ ได้แก่ สุขภาพ เศรษฐกิจ ความยั่งยืน การถ่ายทอดความรู้เรื่องอาหารจากรุ่นสู่รุ่น และพื้นที่ที่ต้องการจัดการ ให้มีมูลค่าเพิ่มหรือลดต้นทุนในการซื้อหาพืชผัก นอกจากนี้ยังมีความคล้ายคลึงกัน คือ พัฒนาการทาง อาหารจากอาหารฐานวิถีชีวิตและและสภาพพื้นที่ชุมชนเป็นอาหารในงานบุญ งานประเพณีของชุมชน และมีวิธีการสืบสานส่งต่อกันผ่านการฝึกปฏิบัติจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งที่ปัจจุบันพบว่าสืบสาน น้อยลง เนื่องจากวัตถุดิบอาหารหรืออาหารบางชนิดสามารถซื้อได้จากตลาด ตลอดจนเยาวชนใน ชุมชนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ในระบบการศึกษาแผนใหม่ที่มีกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับ วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่มากนัก แนวทางในการสืบสานภูมิปัญญาอาหารกลุ่มชาติพันธุ์ พบว่ามี แนวทางเช่นเดียวกับการสืบสานภูมิปัญญาอาหารล้านนา เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในท้องถิ่น โดยมี องค์ประกอบสำคัญ คือ ผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา ผู้รับการถ่ายทอด กระบวนการถ่ายทอด และผลการ ถ่ายทอด โดยมีข้อเสนอแนะว่า ควรมีครูภูมิปัญญาอาหารชาติพันธุ์และสื่อการเรียนรู้แบบเคลื่อนที่ สำหรับจัดกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้เรื่องอาหารชาติพันธ์ให้กับสถานศึกษาในจังหวัดเชียงราย สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาควรให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาและพัฒนาผู้ผลิตอาหารชาติ พันธุ์ ให้มีความรู้ความสามารถในการดัดแปลง ประยุกต์ สร้างสรรค์ให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน และ สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังความเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมไว้ เจ้าของอัตลักษณ์อาหารชาติพันธุ์ควรพิจารณาว่าสิ่งใดคือเอกลักษณ์ของกาหารชาติพันธุ์ที่ควรรักษาไว้ สิ่งใดควรปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มิฉะนั้นอาจไม่สามารถรักษาสิ่งใดไว้ได้ และควรพัฒนาเป็นสื่อเพื่อ การเรียนรู้และเผยแพร่องค์ความรู้อาหารชาติพันธุ์ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ตลอดจนการสื่อสาธารณะในงานกิจกรรมระดับจังหวัด สังคมออนไลน์ เช่น Facebook fan page และ Blog ต่างๆ เพื่อเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาแก่เยาวชนและผู้สนใจ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (2564) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหารไทยในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรองชายฝั่งทะเลตะวันออก คณะผู้วิจัยได้คัดเลือกชุมชน ต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไทยของชุมชนสู่ความยั่งยืนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก


๕๒ ในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรองชายฝั่งทะเลตะวันออกด้วยความหลากหลายของวัฒนธรรมอาหาร ในเมืองชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกจึงได้กำหนดแนวคิดหลัก คือ “พหุวัฒนธรรมต้นกำเนิดอาหารพื้น ถิ่นในเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก” ซึ่งจะวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อคัดเลือกชุมชนต้นแบบ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารไทยของชุมชนด้วยการแบ่งตามชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวชอง ชาวจีน ชาวญวน ชาวไทยพื้นถิ่น โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ (1) เรื่องราวเชิง ประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์ (2) วิถีชีวิตความเป็นอยู่ (3) วัฒนธรรมอาหารการกิน (4) สำรับอาหาร (5) แหล่งท่องเที่ยว/กิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน (6) โอกาสในการพัฒนาเพื่อเปิดเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมอาหารของชุมชนเพื่อนำไปสู่ “การเปิดตลาดใหม่” ทางด้านการท่องเที่ยว โดยเลือก ชาวชอง วิถีอาหารชาติพันธุ์พื้นเมือง บ้านช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ชาวจีน วิถี ชุมชนขนมโบราณ ตลาดขนมแปลกริมคลองหนองบัว อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ชาวญวน ชุมชนคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ชาวไทยพื้นถิ่น วิถีประมงพื้นบ้าน ชุมชนท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์ต้นจากลุ่มน้ำประแสเมืองแกลง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ผลการศึกษา พบว่า ประเด็นการ สร้างเศรษฐกิจชุมชนบนฐานวัฒนธรรม ผลจากการสำรวจรายได้จากคนในชุมชนบ้านห้วยกระทิง ได้ จำแนกรายได้หลักเป็น 2 ประเภท คือ การทำพืชทางการเกษตร และการเก็บหาของจากป่ามาขาย ส่วนรายจ่ายมีทั้งหมด 12 รายการ ได้แก่ เครื่องสำอาง อุปกรณ์ในห้องน้ำ อบายมุข ค่ารักษาพยาบาล เครื่องมือการประกอบอาชีพ เครื่องนุ่งห่ม การศึกษา ปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง ที่อยู่อาศัย อาหาร ค่ารถ และอื่นๆ ประเด็นทุนด้านพื้นที่การเพาะปลูก ชุมชนบ้านห้วยกระทิงแต่เดิมมีการประกอบอาชีพ เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยวจำนวนมาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ต้นทุนในการลงทุนที่สูงมาก โดยพืชที่ปลูก จำนวนมากได้แก่ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องใช้สารเคมีด้วย ชุมชนบ้านห้วย กระทิงจึงริเริ่มทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยการเริ่มปลูกกล้วยซึ่งเป็นพืชที่ดูดซึมน้ำและเก็บน้ำได้ดี เหมาะแก่การปลูกเพื่อมารักษาฟื้นฟูสภาพพื้นดินที่เสียไป อีกทั้งสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับพืชชนิดอื่นๆ ที่ปลูกใกล้เคียงได้อีกด้วย ประเด็นการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนบนฐานวัฒนธรรมสู่การเป็นเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ ชุมชนบ้านห้วยกระทิงได้พัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์จากกล้วยอบเป็นกล้วยฉาบ โดยมีกลุ่ม สตรีเป็นผู้ดูแลเป็นหลักในการทำกล้วยฉาบทรงเครื่อง และทดลองทำ 3 รส ได้แก่ กล้วยฉาบอบเนย และรสบาบีคิว กล้วยกวน และกล้วยแท่ง ผลสรุปจากกระบวนการวิเคราะห์และประเมินผลข้อมูลเชิง เปรียบเทียบผลผลิตจากการฝึกปฏิบัติการ ชุมชนได้เลือกกล้วยฉาบอบเนยในการยกระดับผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเป็นผลผลิตที่ได้รับคะแนนสูงสุด เพราะมีรสชาติหวาน กรอบหอม มัน และนุ่ม ผลการวิจัย สามารถนำไปสู่การสร้างแนวทางในการพัฒนาบนฐานความรู้บนต้นทุนทางสังคม วัฒนธรรมและ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ มาใช้ขับเคลื่อนและแสวงหาแนวทางเพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบ เศรษฐกิจชุมชนบนฐานวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับเศรษฐกิจชุมชนบนฐานวัฒนธรรมสู่พื้นที่การเรียนรู้ ร่วมกับเครือข่ายทางสังคม ซึ่งนำไปสู่การลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในปัจจุบัน


๕๓ บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาเรื่องการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราดในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารทางวิชาการ แนวความคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย รวมถึงการดำเนินการต่างๆ ดังต่อไปนี้ ๓.๑ วิธีที่ใช้ในการวิจัย ๓.๒ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การตรวจสอบข้อมูล 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 วิธีที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยนี้เป็นการศึกษาทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเบื้องต้น ได้ศึกษาข้อมูลจากหนังสือ บทความ เอกสาร วิทยานิพนธ์และงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ หลังจากนั้นคณะผู้วิจัยได้เข้าไปสำรวจ สังเกต และรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ชุมชนที่มีกลุ่ม ชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดอาศัยอยู่ถึงบริบททั่วไปของชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาโดยรวมของชุมชน และหมู่บ้าน ทำเลที่ตั้ง การคมนาคมขนส่งและสภาพถนนหนทาง ลักษณะทางภูมิศาสตร์ การปกครอง ประชากร การศึกษา การประกอบอาชีพ เศรษฐกิจในพื้นที่และการใช้ประโยชน์ การสาธารณสุขและ ด้านความปลอดภัย ศาสนา สภาพสังคม วัฒนธรรมและประเพณี โดยได้ข้อมูลจากหน่วยงานราชการ ในท้องถิ่น ประกอบกับการสังเกตและสอบถามจากเจ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ในจังหวัดตราดเพื่อเป็นองค์ประกอบนำไปสู่การศึกษาในส่วนต่อไป หลังจากทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นแล้ว คณะผู้วิจัยนำข้อมูลมาพิจารณาเป็นแนวทางในการ กำหนดแหล่งข้อมูลหลักและรอง สำหรับการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญา ร่วมรักษาอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด ด้วยการกำหนดข้อมูลทางวัฒนธรรมเป็น 8 ด้าน ได้แก่ ด้านอาหาร ด้านการแต่งกาย ด้านที่อยู่อาศัย ด้านประเพณี ด้านภาษา ด้านอาชีพ ด้านความเชื่อ และด้านศิลปะพื้นบ้าน โดยเก็บข้อมูล 6 กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดตราด ได้แก่ ชาวจีน พื้นที่ศึกษาบริเวณชุมชนรักษ์คลองบางพระ และตลาดเทศบาลเมืองตราด อำเภอเมืองตราด ชาวแขก พื้นที่ศึกษา ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ ชาวมอญ พื้นที่ศึกษา ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด ชาวเขมรพื้นที่ศึกษา ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ ชาวชอง พื้นที่ศึกษา ตำบลช้างทูน และ ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ ชาวญวน พื้นที่ศึกษา ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด และตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ เป็นการสืบค้นข้อมูลแบบเจาะลึกเพื่อตอบคำถามโดยใช้วิธีสังเกตการณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูล การสัมภาษณ์ทั้งที่ เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การสนทนากลุ่ม ตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรม และพิธีกรรมต่างๆ


๕๔ หลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาแล้ว ได้ทำการจัดหมวดหมู่และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อตอบ วัตถุประสงค์ให้ได้ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดในการนำเสนอผลการศึกษาครั้งนี้ 3.2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก คณะผู้วิจัยกำหนดประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง ในจังหวัดตราด ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ประชาชน เด็กและเยาวชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการศึกษาครั้งนี้คือ คณะผู้วิจัยโดยมี นางสุวรรณรัตน์ มนัสสนิท ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดตราด เป็นหัวหน้าโครงการ นอกจากนี้ยังได้ใช้เครื่องมืออื่นๆ ช่วย ในการศึกษาดังต่อไปนี้ 3.3.1 การศึกษาจากแหล่งอ้างอิงต่างๆ เช่น หนังสือ เอกสารต่างๆ บทความ วารสาร และ งานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ การอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด 3.3.2 การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมโดยจะซักถามผู้รู้ผสมผสานกันไป และทำการ จดบันทึกไว้ในสมุดจดบันทึกข้อมูลภาคสนาม 3.3.3 แนวคำถาม คณะผู้วิจัยได้สร้างคำถามขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์ แล้วนำมาออกแบบเป็นแบบสัมภาษณ์ โดยทำเป็นแบบปลายเปิด คณะผู้วิจัยทำการตรวจสอบคุณภาพ ของประเด็นคำถามโดยตรวจสอบความครอบคลุมของคำถาม ตรวจการใช้ภาษา การสื่อความหมาย และตรวจสอบความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3.3.4 การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการหรือการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยจากแบบ สัมภาษณ์ที่เตรียมแนวคำถามไว้กว้างๆ ล่วงหน้าและขณะสัมภาษณ์ มีการตั้งคำถามขึ้นมาเสริมเพื่อให้ ได้ข้อมูลตามที่ต้องการจะศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ คณะผู้วิจัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ บางครั้งสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผสมผสานกันไป ทั้งนี้เพื่อให้ บรรยากาศในการสัมภาษณ์เป็นกันเองมากที่สุดและพยายามให้ได้เนื้อหาครอบคลุมในเรื่องที่จะศึกษา มากที่สุด 3.3.5 เครื่องบันทึกเสียง กล้องวีดิโอและกล้องถ่ายภาพ โดยใช้ในกรณีต่างๆ กัน ตามที่ คณะผู้วิจัยคิดว่ามีความเหมาะสมกับเหตุการณ์และบริบทต่างๆ ในตอนนั้น และเพื่อให้เหมาะสมกับ การนำมาใช้ในการศึกษาทบทวนข้อมูลที่ได้มาหรือเป็นแหล่งอ้างอิง 3.4 วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาถึงการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติ พันธุ์จังหวัดตราด ได้กำหนดวิธีการและแนวทางในการเก็บข้อมูลออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารตำรา หนังสือ บทความ ข้อเขียนทางวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่มีผู้เก็บหรือรวบรวมไว้ก่อนแล้ว ทำให้ไม่ ต้องเสียเวลากับการเก็บข้อมูลใหม่และสามารถศึกษาย้อนหลังได้ เพื่อสร้างกรอบความคิดในการวิจัย แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ประวัติความเป็นมา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยแหล่งข้อมูล


๕๕ ดังกล่าว ได้แก่ สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ วาทกรรมอัตลักษณ์ เป็นต้น วารสารหรือบทความเกี่ยวกับ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ อาทิ วารสารมนุษย์ศาสตร์ เป็นต้น งานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ของทั้งภาครัฐและ เอกชนที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์และการดำรงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ คือ เว็บไซต์ต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น https://www.sac.or.th/databases/ethnicredb/ เป็นต้น ขั้นที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม เพื่อศึกษาวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์และยังปรากฏ ในปัจจุบัน จึงกำหนดวิธีการศึกษาโดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มชาติพันธุ์ คือพยายามให้กลุ่มชาติพันธุ์ยอมรับคณะผู้วิจัย โดย คณะผู้วิจัยยึดหลักการเคารพ จริงใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปกับกลุ่มชาติพันธุ์ คณะผู้วิจัยเริ่มจากการ แนะนำตัว ทำความรู้จักกับกลุ่มผู้นำที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ คณะผู้วิจัยได้รับความช่วยเหลือ จากผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตราดเป็นอย่างดี 2) การกำหนดแหล่งข้อมูลและการคัดเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก มีวิธีการดังนี้ - การเลือกกลุ่มตัวอย่างหรือผู้ให้ข้อมูลเฉพาะด้าน ได้แก่ การสอบถามบุคคลต่างๆ เพื่อให้ได้บุคคลที่ถูกกล่าวอ้างถึงมากที่สุด เป็นผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับบริบททั่วไปของชุมชน เป็นผู้มี ความรู้ในด้านต่างๆ เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ เป็นผู้สืบสานหรือผู้ที่มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ - การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้นำตามธรรมชาติและ มีวิถีชีวิตที่แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของจังหวัดตราด ได้แก่ ผู้อาวุโส ผู้นำด้านวัฒนธรรม และพิธีกรรม ที่ถือเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ และสามารถลำดับเหตุการณ์ หรือสามารถ บอกประวัติการตั้งถิ่นฐาน ลำดับเครือญาติ การทำหน้าที่ในการถ่ายทอดประเพณี พิธีกรรมที่สำคัญ ของชุมชนให้กับคนรุ่นใหม่ รวมถึงการเปรียบเทียบเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน ระหว่างอดีตและปัจจุบัน - กลุ่มย่อยในระดับกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวบ้านที่เป็นชาวจีน ชาวแขก ชาวเขมร ชาวญวน ชาวชอง ชาวมอญ กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสได้รับความรู้ ทักษะการทำงานจากระบบการศึกษาสมัยใหม่ ที่นำไปใช้กับความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน และที่ สำคัญคือเป็นกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ในการสืบทอดความรู้ ภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ ยังคงดำรงอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ของจังหวัดตราดอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน 3) วิธีการเก็บข้อมูล คณะผู้วิจัยได้เข้าไปดำเนินการเก็บข้อมูลในชุมชนด้วยตัวเองตลอด ระยะเวลาการวิจัย คณะผู้วิจัยได้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ -การสังเกตแบบมีส่วนร่วม โดยการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์เช่น การเข้าร่วม กิจกรรมการเทศน์มหาชาติของชาวมอญ การร่วมกิจกรรมตักบาตรน้ำมันพืชของชาวมอญ การเข้าร่วม กิจกรรมทำบุญในวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮาของกลุ่มชาติพันธุ์แขกหรือชาวมุสลิมในตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด เป็นต้น ทำให้คณะผู้วิจัยได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง การสอบถามแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นกับชาวบ้านทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมโดยส่วนมากใช้ใน การสังเกตสภาพทั่วไปของชุมชน เช่น ทำเลที่ตั้ง สภาพพื้นที่ทางกายภาพ สภาพวิถีการดำรงชีวิต ประจำวัน ลักษณะที่อยู่อาศัย อาชีพ ภาษา การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้จากภูมิปัญญา การแต่งกาย ในงานพิธี หรืองานประเพณีต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้คณะผู้วิจัยต้องมีความชัดเจนในกรอบประเด็นของ


๕๖ ข้อมูลที่ต้องการ และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปสู่ประเด็นคำถามอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งสามารถทำให้เห็นภาพ ความเชื่อมโยงในการดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างองค์รวม และที่สำคัญคือเป็นการตรวจสอบ ความถูกต้องของข้อมูลไปในขณะเดียวกัน - การสัมภาษณ์ โดยผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลในประเด็นสำคัญโดย แบ่งเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง กลุ่มภูมิปัญญา ท้องถิ่น ประชาชน เด็กและเยาวชน กลุ่มผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กลุ่มหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ของ ก ลุ่ ม ชาติพันธุ์ ทั้งนี้ก็เพื่อเก็บรวบรวมสภาพทั่วๆ ไปของชุมชน เพิ่มเติมจากการสังเกต และเจาะลึกใน ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและการดำรงอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ จังหวัดตราด ตามวัตถุประสงค์ ของโครงการ การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการส่วนมากใช้กับผู้ให้ข้อมูลกลุ่มที่เป็นผู้อาวุโสหรือ กลุ่มเยาวชน โดยใช้สมุดบันทึกและเครื่องบันทึกเสียงช่วยในการเก็บข้อมูลไปด้วย วิธีการนี้ผู้สัมภาษณ์ จะปล่อยให้บรรยากาศเป็นไปตามธรรมชาติอย่างง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง ไม่ซับซ้อนเป็นทางการ ไม่เคร่งเครียดในลำดับขั้นตอนของคำถาม/คำตอบเพื่อให้ได้วิธีคิด ทัศนคติ และการให้ความหมายของ บุคคลต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการส่วนมากใช้กับผู้ให้ข้อมูลที่เป็นผู้นำหรือเจ้าหน้าที่ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ หรือทำงานอยู่ในชุมชนนั้นๆ คณะผู้วิจัยได้กำหนดประเด็นหัวข้อไว้ ล่วงหน้า โดยทำเป็นแบบฟอร์มและเรียงลำดับหัวข้อประเด็นที่เป็นรูปธรรมไปหานามธรรม เช่น จำนวนประชากรที่แบ่งเป็นเพศและช่วงอายุของกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วตามด้วยประเด็นความคิดเห็นของ ประชากรเหล่านั้นต่อการประกอบประเพณีและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น ผลที่ได้จากวิธีการ นี้ ข้อมูลที่ได้จะชัดเจนเป็นระบบและเป็นลดับขั้นตอน ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบและนำมาวิเคราะห์ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกในรายละเอียด ก่อนที่คณะผู้วิจัยจะทำการสัมภาษณ์ได้มี การประชุมเตรียมการ วางแผนไว้ล่วงหน้า หลังจากที่ทำการสำรวจศึกษาข้อมูลเบื้องต้นในภาคสนาม และลงเก็บข้อมูลภาคสนามผ่านไปแล้ว หนึ่งหรือสองครั้ง ได้นำเอาข้อมูลมาศึกษาเปรียบเทียบเพื่อ ทบทวนและตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นไปตามวัตถุประสงค์และขอบเขตการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ หรือไม่ อย่างไร แล้วรวบรวมประเด็นคำถาม กำหนดกรอบคำถามแบบกว้างๆ ให้ตรงกับกลุ่มผู้ให้ ข้อมูลที่จะไปเก็บข้อมูลในครั้งต่อไปที่สามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และตรงกับขอบเขตที่จะ ศึกษาได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ให้ข้อมูล บางครั้งผู้ให้ข้อมูลมีการ แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายและออกนอกแนวประเด็นคำถามไปบ้าง แต่ผู้วิจัยก็ไม่ได้ขัดจังหวะแต่ จะคอยฟังและวิเคราะห์ตาม การสนทนาไหนที่นอกเหนือจากประเด็นในการศึกษาก็ถือว่าได้เป็น ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น ประเด็นไหนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาก็จะพยายามใช้แนว คำถามที่เตรียมไว้ในเรื่องต่างๆ สอดแทรกระหว่างการพูดคุยให้ครบถ้วนตามแนวคำถามมากที่สุด หรือ มี การตั้งคำถามเสริมในตอนนั้นเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำและตรงประเด็นมากที่สุด ทั้งนี้การบันทึกข้อมูลภาคสนามจะบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและสัมภาษณ์จะ จดบันทึกขณะที่ทำการสังเกตและสัมภาษณ์ แต่ในบางครั้ง บางเนื้อหาจะจดบันทึกภายหลังจากที่ได้


๕๗ สังเกตและสัมภาษณ์ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนผู้ให้สัมภาษณ์ ในบางครั้งหากมีความจำเป็นจะต้องจด บันทึกขณะนั้น เนื่องจากข้อมูลมีความซับซ้อนยากต่อการจำก็จะทำการจดบันทึกไม่ให้เห็นโจ่งแจ้งและ จดบันทึกย่อไว้ และหลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์แล้วเมื่อไม่มีผู้ถูกสัมภาษณ์อยู่จะขยายรายละเอียดทันที ในกระบวนการสังเกตและการสัมภาษณ์ได้มีการบันทึกข้อมูลลงในสมุดบันทึกข้อมูลภาคสนามและ แบบสัมภาษณ์ของคณะผู้วิจัย ซึ่งได้จัดเตรียมไว้เป็นหมวดหมู่ของแหล่งข้อมูลในประเด็นคำถามที่มี การกำหนดไว้ก่อนหน้าโดยบันทึกข้อมูลที่ได้จากทั้งการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วมและ ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ คณะผู้วิจัยได้ใช้เครื่องบันทึกเสียงกล้องถ่ายภาพและกล้องวิดีโอ ช่วยใน การเก็บรายละเอียดข้อมูลเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการอ้างอิงในการรวบรวมข้อมูลต่อไป หลังจากเก็บ ข้อมูลแต่ละครั้งผู้วิจัยได้ทำการตรวจสอบข้อมูล หากมีประเด็นใดไม่สมบูรณ์หรือไม่ชัดเจนผู้วิจัยก็จะ เก็บเพิ่มเติม 3.5 การตรวจสอบข้อมูล ขณะที่คณะผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลไปได้บางส่วนด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้วจึงทำการ ตรวจสอบข้อมูลควบคู่กันไปตลอด การตรวจสอบข้อมูลกระทำเพื่อให้ทราบว่าข้อมูลที่ได้มานั้นเป็น ความจริงหรือไม่ มากน้องเพียงใด และเพื่อให้คณะผู้วิจัยแน่ใจว่าข้อมูลนั้นเป็นจริงมากที่สุดก่อนที่จะ นำเสนอ อีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบดูว่าข้อมูลที่ได้มานั้นตอบปัญหาครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ของ การศึกษาเพียงพอหรือยัง การตรวจสอบข้อมูลทำได้โดยการสังเกต สัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลหลักที่ได้ แบ่งกลุ่มดังกล่าวมาแล้ว เป็นการยืนยันในลักษณะสามเส้าว่า ข้อมูลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเดิมที่ คณะผู้วิจัยเก็บมาเป็นระยะๆ หรือไม่ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ในการตรวจสอบข้อมูล ผู้วิจัยทำในขณะที่อยู่ในภาคสนามและยังได้ย้อนกลับไปตรวจสอบอีกในระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้น สุดท้าย 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล คณะผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลในเบื้องต้นไปพร้อมๆ กับการเก็บข้อมูลตลอดระยะเวลาที่ ทำการศึกษาวิจัยโดยเมื่อคณะผู้วิจัยเก็บข้อมูลส่วนหนึ่งส่วนใดและตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็จะ ทำการวิเคราะห์ไปด้วย หัวข้อของประเด็นศึกษาในเรื่องนี้เป็นเรื่องการอนุรักษ์สืบทอดมรดกภูมิปัญญา ร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด ภายใต้กระแสสังคมโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันที่มีการ ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ซึ่งส่งผลต่อการสืบสานมรดกภูมิปัญญา และการดำรงรักษา อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ให้คงอยู่ได้อย่างไร การวิเคราะห์ข้อมูลได้นำเอาข้อมูลมาจัดเป็นหมวดหมู่ ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยจัดหมวดหมู่ของข้อมูลเป็น 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1) ด้านบริบท ทั่วไปของกลุ่มชาติพันธุ์ ประวัติความเป็นมา ลักษณะที่อยู่อาศัย ด้านความเชื่อและพิธีกรรม ด้านประเพณี ด้านการแต่งกาย ด้านภาษา ด้านอาชีพ ด้านประเพณี และด้านศิลปะพื้นบ้าน 2) ด้านกระบวนการมีส่วนร่วมในการยืนยันอัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์และร่วมรักษา สืบสานไว้ซึ่ง มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ 3) ด้านกระบวนการมีส่วนร่วมในการวางแผนการ พัฒนาต่อยอด เพื่อสืบทอดถึงชนรุ่นหลังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการ ท่องเที่ยวของจังหวัดตราด หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลมาสังเคราะห์และอธิบายเชื่อมโยงกัน บางครั้งได้ นำเอาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตีความในปรากฏการณ์ต่างๆ ด้วย เพื่อสร้าง ข้อสรุปจากข้อมูลและนำเสนอด้วยวิธีการเขียนบรรยายหรือเชิงพรรณนา


๕๘ บทที่ 4 ผลการวิจัย การศึกษาค้นคว้าข้อมูลชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด ในโครงการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญา ร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการกำหนดขอบเขตของการศึกษา อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด จำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และชาวชอง โดยเป็นการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตาม การกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ได้แก่ ด้านที่อยู่อาศัย ด้านอาชีพ ด้านความเชื่อ ด้านประเพณี ด้านศิลปะพื้นบ้าน ด้านภาษา ด้ายการแต่งกาย และด้านอาหารเพื่อนำไปสู่แนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด และแนวทางการพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดเพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว คณะผู้จัดทำจึงขอนำเสนอผลการศึกษา ดังนี้ 4.1 อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด 4.2 แนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด 4.3 แนวทางการพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดเพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว 4.1 อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด จากการศึกษาข้อมูลในด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะผู้วิจัยพบว่า แหล่งโบราณคดี ของชุมชนโบราณแสดงให้เห็นถึงหลักฐานของชนพื้นเมืองในภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่ได้ เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานและหลักแหล่ง กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งในจังหวัดตราดด้วย ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประชากรในชุมชนยุคโบราณยังไม่ปรากฏสัญชาติและชาติพันธุ์ชัดเจน จนต่อมาในยุคเขมร (นครวัด นครธม) ได้มีชาวอินเดียและชาวขอมมีความเจริญทางด้านวัฒนธรรม มากกว่าชนพื้นเมืองเดิม ได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่และขับไล่คนพื้นเมืองไม่ปรากฏสัญชาติออกไป ชาว อินเดียและชาวมอญได้สร้างเมืองและวัฒนธรรมให้เจริญขึ้นในดินแดนภาคตะวันออก ในสมัยกรุงศรี อยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์อาณาจักรไทยได้ประกาศตนเป็นอิสระจากขอม และได้ กัมพูชาเป็นประเทศในอารักขาอีกด้วย ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงที่ ประเทศไทยกำลังขยายอิทธิพลในดินแดนใกล้เคียง ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านมีความไม่สงบ เกิด การจลาจล ทำให้ประชาชนของประเทศใกล้เคียง เช่น ชนชาติเขมร ลาว มอญ เป็นต้น ได้อพยพเข้ามา พึ่งพระบรมโพธิสมภารในประเทศไทย บางส่วนเข้ามาจากการถูกจับเป็นเชลยศึก บางส่วนอพยพหนี ภัยสงครามเข้ามา ประการสำคัญ ชนต่างชาติพันธุ์ดั้งเดิม หรือที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยในระยะ ต่อมา ได้อพยพย้ายภูมิลำเนาจากที่เดิมออกไปหาพื้นที่ประกอบอาชีพใหม่กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ โดยในพื้นที่จังหวัดตราดมีชาติพันธุ์ที่สำคัญ คือ ชาวจีน ชาวแขก ชาวญวน ชาวมอญ ชาวเขมร และ ชาวชอง โดยมีรายละเอียดดังนี้


๕๙ 4.1.1 ชาวจีน จังหวัดตราด เป็นเมืองท่าชายทะเล ที่มีชัยภูมิเหมาะแก่การแวะจอดเรือ เพื่อขนถ่ายซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า เติมเสบียงอาหาร น้ำจืด บริเวณอ่าวเมืองตราด จึงเป็นแหล่งที่ตั้งชุมชนพ่อค้าชาวจีน ที่เดินทางเข้ามาค้าขาย (วาสิฏฐ์ อิ่มแสงจันทร์ และคณะ,2544) ซึ่งในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ปรากฏข้อมูลการค้าในพงศาวดารในสมัยพระเจ้าตาก ว่า “...หลังจากเจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว (เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 ปีกุน พ.ศ. 2310) ก็ให้เกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนมายังภูมิลำเนาเดิม ครั้นเห็นว่าเมืองจันทบุรี เรียบร้อยอย่างเดิมแล้ว จึงยกกองทัพเรือลงไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรก็พากัน เกรงกลัวยอมอ่อนน้อมโดนดีทั่วเมือง และขณะนั้นมีสำเภาจีนมาทอดอยู่ที่ปากน้ำเมือง ตราดหลายลำ เจ้าตากให้ไปเรียกนายเรือมาเฝ้า พวกจีนขัดขืนแล้วยิงเอาข้าหลวง เจ้าตาก ทราบก็ลงเรือพระที่นั่งคุมเรือรบลงไปล้อมสำเภาไว้ แล้วบอกให้พวกจีนมาอ่อนน้อมโดยดี พวกจีนก็หาฟังไม่ กลับเอาปืนใหญ่น้อยระดมยิงรบกันอยู่ครึ่งวัน เจ้าตากก็ตีได้เรือสำเภาจีน ทั้งหมด ได้ทรัพย์สิ่งของเป็นกำลังการทัพเป็นอันมาก เจ้าตากจัดการเมืองตราดเรียบร้อย แล้วก็กลับขึ้นมาตั้งอยู่ ณ เมืองจันทบุรี...”(องค์การค้าครุสภา, 2506. หน้า 164-165) จากบันทึกพงศาวดารนี้ สันนิษฐานได้ว่า คนจีนที่เข้ามาทำการค้า บางส่วนน่าจะมีการย้ายถิ่น ฐานมาตั้งรกรากและใช้เมืองตราดเป็นถิ่นพำนักอาศัย ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 หลังจากคนจีนอพยพเข้า มารับจ้างเป็นแรงงานและเป็นพ่อค้า ตลอดจนทำสวนทำไร่กันตามจังหวัดชายทะเลทางภาคตะวันออก ได้มีการตั้งหลักแหล่งชาวจีนในทุกๆ เมืองตลอดชายฝั่งทะเลด้านอ่าวสยาม ตั้งแต่ตราด (ซึ่งในขณะนั้น เรียกกันว่า ทุ่งใหญ่) ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้สุด มาจนถึงไทรบุรี (จี.วิลเลียม สกินเนอร์, 2529) ก่อให้เกิดชุมชนที่เป็นย่านตลาด ย่านค้าขาย มีการแลกเปลี่ยนสินค้า รวมทั้งการแลกเปลี่ยนทาง วัฒนธรรมด้วย ดังนั้นการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนในจังหวัดตราดจึงมักรวมกลุ่มเป็นชุมชนอยู่ตามริม แม่น้ำลำคลอง และแหล่งที่มีทรัพยากรอุดม อาทิ แม่น้ำตราด แม่น้ำเวฬุและคลองบางพระ เป็นต้น ภาพที่ 1 นางแจ้ ต้นตระกูลจีนที่อพยพเข้ามายังจังหวัดตราด ในอดีตย่านการค้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดของตราด คือ ตลาดริมคลอง ซึ่งตั้งอยู่ ริมคลองบางพระ เป็นแนวยาวเลียบลำคลอง ตั้งแต่ชุมชนบ้านล่างตลอดแนวคลองไปจรดหัวถนน มีถนนผ่านหน้าร้านค้าตลอดแนว เรียกว่าถนนริมคลอง (ถนนธนเจริญในปัจจุบัน) ย่านนี้เป็นย่านที่รวม สินค้าทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค การผลิตและการบริการ ผลผลิตส่วนใหญ่ในเมืองตราดถูกส่งมาขายที่นี่


๖๐ รวมทั้งสินค้าที่มาจากแหล่งอื่นๆ ด้วย สองฝั่งถนน มีร้านค้า ทั้งผ้าแพรพรรณ ร้านขายยาไทย ยาจีน เครื่องถ้วยชามจากประเทศจีน ร้านขายข้าวสาร ร้านขายของชำ เป็นต้น (คณะกรรมการอำนวยการจัด งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, 2542) จะเห็นได้ว่าย่านการค้าตลาดริมคลอง กลายเป็นเสมือนศูนย์กลางด้านการค้าโบราณที่น่าจะเป็นแหล่งชุมชนของชาวจีนที่สำคัญในจังหวัด ตราด เนื่องด้วยสภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ก่อสร้างเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวแบบร้านค้าคนจีน หลายบ้านจะมีการค้าทางเรือ โดยค้าขายภายในจังหวัดบ้าง และติดต่อค้าขายกับจังหวัดชายทะเล บริเวณอ่าวไทยบ้าง และมีเรือบรรทุกสินค้าจากที่ต่างๆ ซึ่งเข้ามาทางปากแม่น้ำตราด นอกจากนี้ยังเป็น แหล่งชุมชนที่หนาแน่น เป็นแหล่งที่ทำการค้าประเภทตัดเย็บเสื้อผ้า และขายเส้นก๋วยเตี๋ยว และขนม รวมทั้งการทำการค้าสินค้าส่งออกประเภท พริกไทย เครื่องเทศ และหัตถกรรมทอผ้า บ้านเรือนส่วน ใหญ่ถูกสร้างให้เป็นย่านที่อยู่อาศัยของคหบดี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และยังเป็นแหล่งชุมชนของคนจีนที่ มีฐานะ พ่อค้า เจ้าของเรือสำเภา ที่มีการค้าขายกับข้าราชการชาวไทย และยังมีการทำธุรกิจที่โดดเด่น นั่นคือ การให้บริการเรือรับส่งผู้โดยสารข้ามฟาก ซึ่งเป็นลักษณะของเรือจ้าง เรือแจว ซึ่งส่วนใหญ่เป็น คนจีนที่อพยพและมารับจ้างใช้แรงงาน ดังนั้น ในบริเวณชุมชนนี้ จึงเป็นแหล่งชุมชนของชาวจีน ผู้ใช้ แรงงานกลุ่มเล็กๆ อาศัยอยู่ ในรูปแบบของย่านการค้าท่าเรือจ้างริมแม่น้ำตราดฝั่งเดียวกับชุมชนเมือง ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ของชาติพันธุ์จีน จังหวัดตราด ได้แก่ 4.1.1.1 ด้านที่อยู่อาศัย จากการที่คนจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณชุมชนรักษ์คลองบางพระทำให้ต่อมาชุมชน แห่งนี้ค่อยๆ พัฒนาลักษณะเป็นชุมชนการค้า ทั้งนี้เพราะคนจีนนอกจากจะประกอบอาชีพค้าขายตาม ความถนัดแล้วยังมีพฤติกรรมทางสังคมในการรวมกลุ่มอย่างเหนียวแน่น โดยจะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม อย่างใกล้ชิด “...ชาวจีนรักที่จะอยู่ในสถาพชุมชนที่หนาแน่น สะดวกต่อการติดต่อในด้านธุรกิจการ ค้าขาย...มากกว่าจะเป็นในลักษณะกระจัดกระจาย หรือแยกกันอยู่ในสภาพที่ห่างกัน...” (สุวรรณ เครือปาน, การศึกษาเพื่ออนุรักษ์อาคารที่พักอาศัยบริเวณถนนสุขาภิบาล อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศิลปากร), 2534. หน้า 22.) ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นชุมชนย่านตลาดหรือชุมชนเมืองตามแบบจีนที่ประกอบด้วย บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ศาสนสถาน และย่านตลาดการค้าที่รวมกลุ่มอยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งถือเป็น พื้นฐานของความเป็นเมืองในปัจจุบัน (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2545. หน้า 94) การเข้ามาตั้งหลักแหล่งของคนจีน ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและ สังคม ระหว่างเมืองและหมู่บ้านในชนบทอย่างแพร่หลาย เพราะคนจีนที่เป็นพวกพ่อค้า คือผู้ที่นำสินค้าจากเมืองไปแลกเปลี่ยนสินค้าทางเกษตรกับสินค้าป่าจากชาวบ้านในถิ่น ต่างๆ เกิดมีเส้นทางคมนาคมทั้งทางน้ำ ทางบก รวมทั้งตลาด และแหล่งซื้อขายสินค้า ตามชุมชนของชนบทเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันคนจีนเหล่านั้น บางพวกก็เข้าไป ตั้งหลักแหล่งแต่งงานปะปนกับชาวบ้าน (เรื่องเดียวกัน.)


๖๑ สำหรับลักษณะบ้านเรือนของชุมชนชาวจีนในจังหวัดตราดที่เป็นชุมชนการค้า บริเวณชุมชนรักษ์คลองบางพระนี้พบว่า มีลักษณะหันหลังให้กับลำน้ำและหันหน้าเข้าหากัน โดยมีถนน เล็กๆ เป็นทางเดินคั่นอยู่ ถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางเชื่อมติดต่อกันภายในชุมชน โดยบริเวณที่ผู้คนเข้ามา ตั้งหลักแหล่งเป็นที่แรกๆ นั้นคือบริเวณที่เป็นถนนหลักเมืองซีกตะวันออกในปัจจุบัน ซึ่งจะมีอาคารที่ เป็นทั้งร้านค้าและที่อยู่อาศัยตั้งกระจายอยู่ห่างๆ กันไปสองฝั่งถนน (ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 บริเวณนี้ กลายเป็นย่านการค้าใหญ่ขึ้นเรียกว่า “ตลาดใหญ่” และถนนเล็กๆ นั้นก็ถูกเรียกว่าถนนตลาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันทางเทศบาลได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “ถนนหลักเมือง” เพราะมีศาลหลักเมืองตั้งอยู่ริมถนน) ส่วนผู้คนในชุมชนรักษ์คลองบางพระเริ่มแรกสันนิษฐานว่าคงประกอบอาชีพค้าเรือใบ เป็นหลัก ซึ่งพ่อค้าเรือใบเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นคนกลางแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตรจากคนใน ชุมชนและนอกชุมชนกับสินค้าจำพวกเสื้อผ้า เครื่องใช้ และสินค้าฟุ่มเฟือยจากกรุงเทพฯ โดยมีคลอง บางพระเป็นเส้นทางคมนาคมออกสู่ปากอ่าวไปยังหัวเมืองต่างๆ ตามชายฝั่งทะเลตะวันออกและ กรุงเทพฯ เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าเหล่านั้น คนจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าในชุมชนรักษ์คลองบางพระเหล่านี้ยังแต่งงาน กับคนไทยที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปทั้งในชุมชนและนอกชุมชนด้วย ดังปรากฏเรื่องเล่าที่ขุนเกนิกานนท์ บันทึกไว้ในประวัติจังหวัดตราดของพระบริหารเทพธานีว่า ปู่ทวดของอาของขุนเกณิกานนท์นั้นชื่อ “เกี๋ยน” เป็นคนจีนแต้จิ๋ว เกิดเมืองซัวเถา เมื่ออายุ 20 ปี ได้เดินทางมาโดยเรือสำเภาเข้ามาค้าขาย ตามหัวเมืองรายทางตลอดถึงกรุงเทพฯ จากนั้นจึงมาอยู่ที่เมืองตราดและได้สมรสกับหญิงชาวตราด บ้านแหลมฆ้อ เมื่อมีบุตรแล้วยังเคยพาบุตร ไปเมืองจีนด้วยกันครั้งหนึ่ง อีกทั้งเวลามายังได้ชักชวนวงศ์ ญาติมาทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยกันหลายคน พวกที่มานั้นต่างมีบุตรหลานสืบกันมามาก หรือในกรณีของ คนจีนผู้หนึ่งชื่อ “หยง” เป็นคนจีนฮกเกี้ยน ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขายอยู่ ในชุมชนรักษ์คลอง บางพระและได้แต่งงานกับหญิงชาวตราดชื่อ “อิ่ม”ต่อมามีบุตรหญิงชายด้วยกันหลายคน ซึ่งหนึ่งใน นั้นภายหลังได้เป็นภรรยาของพระยาพิพิธสมบัติ (สุข) เจ้าเมืองคนที่ 4 และได้ให้กำเนิดบุตรสาวซึ่ง ต่อมาได้เป็นเจ้าจอมมารดาจันทร์ในรัชกาลที่ 4 เป็นต้น (หม่อมราชวงศ์ศุภวัตร เกษมศรี, 2510. หน้า 105.) คนจีนกับคนไทยเหล่านี้เมื่อแต่งงานมีลูกหลานแล้วก็ขยับขยายสร้างบ้านเรือนเพิ่มขึ้น ทำให้ชุมชนการค้าบริเวณชุมชนรักษ์คลองบางพระพัฒนากลายมาเป็นย่านการค้า เนื่องจากที่ตั้งของ ชุมชนเป็นจุดที่ชุมชนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้โดยรอบและสามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากันได้ โดยสะดวก 4.1.1.2 ด้านอาชีพ ในสมัยพระยาพิพิธพิไสยสุนทรการ ผู้ว่าราชการเมืองตราดคนที่ 8 เป็นช่วงที่ชุมชน รักษ์คลองบางพระเริ่มเติบโตขึ้น มีผู้คนอพยพเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานกันมากขึ้น ซึ่งสันนิษฐานว่าผู้คน ที่อพยพเข้ามาใหม่นี้นอกจากจะเข้าไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในตลาดใหญ่และตลาดขวางแล้ว ส่วนหนึ่งคงเข้า ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองบางพระด้วย แต่คงมีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ทั้งนี้ผู้ที่อพยพเข้ามาส่วนใหญ่มักเป็นคนจีน ซึ่งเมื่ออพยพมาแล้วก็ยึดอาชีพค้าขาย โดยบางกลุ่มได้ทำอาชีพค้าเรือใบไปมาระหว่างตราด - กรุงเทพฯ มีการนำสินค้าจากเมือง ตราดประเภทของป่า เช่น หวาย สมุนไพร กระวาน ไม้กระดาน และถ่าน เป็นต้น ไปขายยัง กรุงเทพฯ และนำสินค้าจากกรุงเทพฯ ประเภทเสื้อผ้า เตาอั้งโล่ โอ่ง กระถาง ธูปเทียน


๖๒ น้ำอ้อย น้ำตาล พริกแห้ง หอม กระเทียม เป็นต้น (สัมภาษณ์ เกียรติชัย โภคพิบูรย์,ชาวไทยเชื้อ สายจีน ตำบลบางพระ, 17 กันยายน 2565) มาขายยังเมืองตราด ซึ่งหลวงสาครคชเขตต์ได้เขียน ระบุไว้ในบันทึกความทรงจำสมัยฝรั่งเศสยึดเมืองตราดว่า สินค้าพื้นเมืองตราดที่นำออกไปขาย ที่อื่นนั้น เป็นสินค้าจำพวกข้าว แตงโม ปลาเค็มแห้ง และสินค้าป่า เช่น เร่ว รง กระวาน ไม้ หอม และยางไม้ขณะที่สินค้านำเข้าจากกรุงเทพฯ จะเป็นจำพวกเสื้อผ้า ยาสูบ น้ำอ้อย น้ำตาล เกลือ และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดต่างๆ (หลวงสาครคชเขตต์ (ป.สาคริกานนท์), 2495. หน้า 295 – 296.) ภาพที่ 2 ภาชนะใช้สอยจำพวกเครื่องลายคราม เขียนสี และเคลือบเขียวไข่กาจากเมืองจีน เป็นสินค้านำเข้าอีกประเภทหนึ่ง (สมบัติของคุณกิมโซะ โรจน์เรืองแสง) (ถ่ายโดยนางสาวศศิธร โตวินัส เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553) ทั้งนี้สินค้าส่งออกที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของชุมชนเมืองตราด คือ พริกไทย ซึ่งเป็นพืชที่ นิยมปลูกกันมานานอย่างกว้างขวางไม่น้อยไปกว่าเมืองจันทบุรี พริกไทยนี้คงจะเป็นสินค้าส่งออกตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีหลักฐานการเติบโตของการค้าพริกไทยในมณฑลจันทบุรีเมื่อสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งทำให้สันนิษฐานถึงการค้าพริกไทยในชุมชนรักษ์คลองบางพระได้ว่า พริกไทยที่ปลูกในเมืองตราดนั้น เป็นสินค้าส่งขายยังต่างเมือง และส่งขายยังต่างประเทศ โดยผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยรับซื้อ คือ บรรดาพ่อค้าจีนในย่านตลาดใหญ่และตลาดขวางของชุมชนรักษ์คลองบางพระ พ่อค้าเหล่านี้จะให้ ชาวไร่ผู้ปลูกพริกไทยกู้เงินล่วงหน้าหรือซื้อเชื่อสินค้าต่างๆ ล่วงหน้าก่อน เมื่อชาวไร่ได้ผลผลิตพริกไทย แล้วก็ต้องนำพริกไทยมาขายให้ในราคาถูก ส่วนผู้คนในชุมชนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพค้าขายนั้นมักจะทำนาทำสวนกระจายอยู่ ทั่วไปในชุมชน เนื่องจากในขณะนั้นผู้คนยังไม่หนาแน่นมาก โดยพื้นที่นาส่วนใหญ่จะอยู่ทางทิศเหนือ และทิศตะวันออกของชุมชน เช่น นาบริเวณตัวตลาดสดเทศบาลเมืองตราดในปัจจุบัน นาบริเวณ โรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์นาบริเวณสวนพุทธธรรมวัดไผ่ล้อม นาบริเวณศาลากลางจังหวัดและ ชุมสายโทรศัพท์ ส่วนพื้นที่สวนนั้นจะกระจายอยู่บริเวณทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก และตอนกลางของ ชุมชน เช่น พื้นที่สวนบริเวณอู่จอดรถเยื้องกับศาลาอเนกประสงค์ของชุมชนรักษ์คลองบางพระ (สวน กลาง) สวนบริเวณตลาดสดเทศบาล และสวนบริเวณศาลากลางจังหวัด เป็นต้น นอกจากนี้ผู้คน บางส่วนในชุมชนก็จะประกอบอาชีพรับราชการ รับจ้างทั่วไป และทอผ้า ดังคำบอกเล่าของคุณไกวัลย์ กูลศรีโรจน์ ซึ่งเกิดในสมัยรัชกาลที่ 7 ว่า ในอดีตบริเวณหน้าบ้านของแต่ละบ้านในย่านร้านตลาดจะ เป็นพื้นที่ว่างตั้งกี่ไว้ทอผ้าและผู้หญิงเกือบทุกบ้านจะทอผ้าแทบทั้งนั้น (ศศิธร โตวินัส, 2554)


๖๓ ภาพที่ 3 ในอดีตหญิงสาวในชุมชนเมืองตราดแทบทุกบ้านจะต้องทอผ้าเป็นเพื่อไว้ใช้ในครัวเรือน สำหรับสภาพชุมชนเมืองตราดในช่วงปี พ.ศ. 2475-2499 พบว่าการค้าของชุมชน ยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมีพ่อค้าแม่ค้านำของสดมาจำหน่ายที่อาคารตลาดสดริมคลอง ขณะที่ตลาดใหญ่และตลาดขวางก็ยังคงมีพ่อค้าแม่ค้าเปิดร้านจำหน่ายสินค้าเช่นเดิม ซึ่งจากข้อมูล เอกสารและข้อมูลคำบอกเล่าของคนในชุมชนทำให้ทราบว่า ตลาดแต่ละแห่งจะมีสินค้าหลากหลาย ประเภทไว้คอยจำหน่ายให้แก่คนในชุมชนและคนจากท้องที่ตำบลอื่นๆ แตกต่างกันไป ดังนี้ ตลาดใหญ่ สินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่ ได้แก่ สินค้าจำพวกเสื้อผ้าตัดเย็บ ผ้าทอ อาหาร กาแฟ ขนมจันอับ ยาแผนปัจจุบัน เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด สุรา ยาดอง น้ำอัดลม อีกทั้งยังมีอาชีพ บริการด้านต่างๆ เช่น ทำบัดกรีรางน้ำ ทำทอง ซ่อมวิทยุ รวมทั้งเป็นที่ตั้งของบริษัทจังหวัดตราด ห้องสมุดประชาชน โรงหนัง โรงฝิ่น คลินิกและคิวรถโดยสารไปท่าเรือจ้างและแหลมงอบด้วย นอกจากนี้ยังมีโรงแรมให้แก่ข้าราชการและผู้ที่เดินทางมาค้าขายจากท้องที่ไกลๆ ได้เข้าพัก ซึ่งเท่าที่ ทราบมีอยู่ด้วยกัน 3 โรงแรม คือ โรงแรมบัวผ่องหรือคลินิกหมอบุญมีในปัจจุบัน โรงแรมโกวิทย์เยื้อง กับโรงแรมบัวผ่องและโรงแรมอุดมสุขตรงบริเวณที่เป็นห้องแถวฝั่งตะวันตกของจวนเรสิดังกัมปอตใน ทุกวันนี้ ย่านการค้าตลาดใหญ่ ถนนหลักเมือง เป็นแหล่งชุมชนที่หนาแน่นอีกแห่งหนึ่งทำการค้า ประเภทตัดเย็บเสื้อผ้า ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ขายก๋วยเตี๋ยวและขนม มีร้านค้าขนาดใหญ่ขายเครื่องเขียน แบบเรียนและของใช้ มีร้านขายยา ร้านขายของชำขนาดใหญ่ ผู้ทำการค้าแถบนี้มักเป็นประเภทสินค้า ส่งออกต่างจังหวัด เช่น ค้าพริกไทย เครื่องเทศ ย่านตลาดใหญ่นี้มีการทำหัตถกรรมทอผ้าด้วย เช่น ทอ ผ้าถุง ผ้าขาวม้า ผ้าพันคอ ซึ่งมีคุณภาพดีและมีฝีมือละเอียด บ้านเรือนส่วนใหญ่ของย่านการค้านี้เป็น ย่านที่อยู่อาศัยของคหบดี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, 2542) ตลาดขวาง สินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่ ได้แก่ สินค้าเครื่องเขียน แบบเรียน เสื้อผ้า เครื่องยาไทยแผนโบราณ ของชำ ของแห้ง ขนมหวาน อีกทั้งยังมีอาชีพบริการด้านต่างๆ เช่น ซ่อม จักรยาน ตัดผมชายหญิง ทำทอง ทำฟัน รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งของร้านสหกรณ์จังหวัดตราด และธนาคาร ออมสินสาขาตราดแห่งแรกด้วย ย่านการค้าตลาดขวาง ถนนชัยมงคล เป็นตลาดที่มีบริเวณเล็กๆ ความลึกจาก ถนนหลักเมือง เข้ามาเพียง ๕00 เมตร ก็หมดเขตย่านการค้า ทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ตลอดสองฝั่งถนนมีร้านขายเครื่องเขียนแบบเรียนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ตอนกลาง ปัจจุบัน ที่ยังคงดำเนินการอยู่ตามแนวเดิมโดยถูกหลานตระกูลประถมบูรณ์ สืบสานงานต่อมา คือร้านบูรณะพาณิชย์ ใกล้กันนั้นมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป มุ้ง ผ้าห่ม


๖๔ ของชำ และของเบ็ดเตล็ดทุกประเภท มีการค้าพริกไทย รับซื้อของป่าประเภทหวาย ลูกสำรอง เครื่องเทศ มีร้านตัดเย็บเสื้อผ้าชาย ตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีร้านทำเครื่องจันอับ ร้านขนม ร้านซ่อมจักรยาน ร้านทอง ในย่านนี้ก็เป็นบ้าน ที่อยู่อาศัยของข้าราชการอยู่ ส่วนหนึ่ง เพราะอยู่ใกล้ศาลากลางจังหวัด (เรื่องเดียวกัน, หน้า 90.) ภาพที่ 4 ย่านตลาดขวาง ปี พ.ศ. 2495 ซ้ายมือคือธนาคารออมสินสาขาตราดแห่งแรก ตลาดริมคลอง สินค้าที่จำหน่ายมีทั้งของสดและสินค้าอุปโภคบริโภคครบครัน “ย่านการค้าตลาดริมคลอง (ถนนธนเจริญ) เป็นย่านการค้าที่สำคัญของจังหวัด ตราด เป็นที่รวม สินค้าเบ็ดเสร็จทุกประเภท ทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค การผลิตและการ บริการ ผลผลิตทุกประเภทในเมืองตราด ถูกส่งมาขายที่ตลาดนี้ รวมทั้งสินค้าที่มาจาก แหล่งอื่นด้วย ร้านค้าเรียงรายเต็ม ๒ ฟากถนน ขายสิ่งของหลากหลาย เป็นต้นว่า ร้าน ผ้าแพรพรรณ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ร้านเครื่องอะไหล่ ร้านขายยาไทย ยาจีน ร้านขายของชำ ร้านข้าวสาร อาหารแห้ง โรงขนมปัง เครื่องภาชนะถ้วยชามจาก ประเทศจีน ร้านตีเหล็กเป็นกลุ่มใหญ่” (เรื่องเดียวกัน, หน้า 90.) ทั้งนี้พบว่าใน พ.ศ. 2476 อาคารตลาดสดหลังที่ 2 ที่สร้างขึ้นภายหลังอาคารตลาด สดของนายอุ่ม คำจิ่ม นั้น เจ้าของได้โอนให้กับสุขาภิบาล ซึ่งทางสุขาภิบาล ได้มอบให้เอกชนรับ ผูกขาดไปอีกต่อหนึ่ง ครั้นเมื่อสุขาภิบาลเมืองยกฐานะเป็นของเทศบาลเมืองใน พ.ศ. 2478 อาคาร ตลาดสดหลังที่ 2 ก็ตกเป็นทรัพย์สินของเทศบาลเมือง ซึ่งทางเทศบาลเมืองก็ยังคงมอบให้เอกชนรับ ผูกขาดต่อไปอีกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอาคารตลาดสด 2 แห่งในตลาดริมคลอง แต่ตลาดสดทั้งสอง ก็จำหน่ายสินค้ากันคนละประเภททำให้ไม่มีปัญหาแข่งขันเรื่องการค้าขาย โดยตลาดสดหลังแรกที่สร้างโดย นายอุ่มนั้นได้จำหน่ายสินค้าจำพวกผักผลไม้ ข้าวแกง และขนมหวาน เรียกว่า “ตลาดผัก” (โรงจ่ายผัก) ขณะที่ตลาดของเทศบาลเมืองจำหน่ายของสดจำพวก สัตว์น้ำ เรียกว่า “ตลาดปลา” (โรงจ่ายปลา) ซึ่งบรรดาพ่อค้าแม่ค้านั้นไม่ได้มีแค่เพียงคนในชุมชน กลุ่มเดียว หากแต่ยังมีพ่อค้าแม่ค้าจากท้องที่ ตำบลอื่นๆ ซึ่งต้องเดินทางไกลเพื่อนำสินค้ามาจำหน่ายที่ตลาดแห่งนี้ด้วย นอกจากจะมีพ่อค้าแม่ค้านำของสดมาจำหน่ายที่อาคารตลาดสดเพิ่มขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันยังมีผู้คนเข้ามาตั้งบ้านเรือนในตลาดริมคลองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพื่อเปิดร้านจำหน่ายสินค้า ประเภทต่างๆเท่าที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอยที่อาคารตลาดสดได้ ซึ่งคนที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนในตลาดริมคลองนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นคนจีน ซึ่งคาดว่าคงมีทั้งลูกหลานจีนที่ตั้ง


๖๕ ถิ่นฐานอยู่ในชุมชนก่อนแล้วและคนจีนกลุ่มใหม่ที่เพิ่งเดินทางเข้ามาตั้งรกราก เนื่องจากตั้งแต่ปลาย สมัยรัชกาลที่ 5 มานั้นยังเป็นระยะที่คนจีนอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในเมืองไทยเป็น ระลอกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งระหว่างปีพ.ศ. 2461 - 2474 และช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปีพ.ศ. 2489 - 2493 ที่อัตราการเข้าเมืองไทยของคนจีน มีสูงมาก ภาพที่ 5 หนังสืออนุญาตให้เข้าเมืองระหว่างปี พ.ศ. 2462 และ พ.ศ. 2480 ที่มา : ถ่ายโดยคณะผู้วิจัย เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2565 ทั้งนี้เมื่อคนจีนเหล่านี้ขยับขยายและเดินทางเข้ามาตั้งบ้านเรือนในตลาดริมคลอง แล้วก็จะประกอบอาชีพค้าขายแตกต่างกันไปตั้งแต่ขายของเล็กๆ น้อยๆ จนถึงเปิดเป็นร้านขนาดใหญ่ เช่น ขายข้าวสาร ขายเหล้า ขายขนม ขายปาท่องโก๋ขายไอติมแท่ง ขายก๋วยเตี๋ยว ขายหมู ขายถ่าน ขายยาแผนโบราณ ตัดเย็บเสื้อผ้า ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ขายวัสดุก่อสร้าง ขายเครื่องเรือน ขายอุปกรณ์ จับปลา ตีเหล็ก ทำทอง และทำฟัน เป็นต้น ปัจจุบันหลายอาชีพนั้นได้เลิกไปแล้ว แต่บางอาชีพยังมี ลูกหลานสืบทอดกิจการต่อมา เช่น อาชีพขายหมู ตีเหล็กและขายยาแผนโบราณ ซึ่งจากข้อมูลคำบอกเล่าของผู้ ที่สืบทอดอาชีพเหล่านี้ทำให้ทราบถึงลักษณะการประกอบอาชีพทั้งสามดังกล่าว ในช่วงนั้น (พ.ศ. 2475 - 2499) ได้ดังนี้ อาชีพขายเนื้อหมูพบว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพขายหมูล้วนเป็นคนจีนแต้จิ๋ว ซึ่งหนึ่งใน นั้นคือ “จีนตั้วเท้า” ที่เดินทางมาเมืองไทยพร้อมกับภรรยาและได้เข้ามาตั้งรกรากที่ชุมชนเมืองตราด ราวปลายสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมาอาศัยอยู่ในบ้านเช่าตรงบริเวณที่เป็นอู่รถเยื้องกับศาลาอเนกประสงค์ ชุมชนรักษ์คลองบางพระและทำอาชีพขายเนื้อหมู โรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกว่า “โรงหมู” (บริเวณที่เป็นศาลาอเนกประสงค์ของชุมชนรักษ์คลองบางพระทุกวันนี้) โดยจะมีคนที่โรงฆ่า สัตว์รับจ้างเชือดให้ แล้วจึงจะรับเนื้อหมูไปจำหน่ายที่ตลาดริมคลองอีกต่อหนึ่ง อาชีพตีเหล็ก พบว่า ในช่วงราวปีพ.ศ. 2490 ย่านตลาดริมคลองมีผู้ประกอบอาชีพ ตีเหล็กด้วยกัน 6 - 7 เจ้า ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นคนจีนที่มาอาศัยเช่าบ้านคนในตลาดริมคลองเปิดเป็นโรง ตีเหล็กในชื่อยี่ห้อต่างๆ เช่น ตรายิ่งเฮง ตราขวาน ตราเลขหนึ่งไทย (๑) ตราเลขสองไทย (2) และตรา ตัวหนังสือจีน ซึ่งผู้ตีเหล็กนี้บางส่วนก็เป็นเครือญาติกันที่เดินทางเข้ามาตั้งรกรากในชุมชนเมืองตราด ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น ตรายิ่งเฮง ตราขวาน และตราตัวหนังสือจีน ซึ่งตราตัวหนังสือ จีนนั้นเจ้าของก็คือ จีนบักกิม แซ่จัง (แต้จิ๋ว) ที่เดินทางมากรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมกับน้องชายที่เป็นเจ้าของตราขวานคือ จีนเลี่ยงกีครั้นแต่งงานกับชาวจีนที่อยู่บางน้ำเปรี้ยวแล้ว จึงได้ชักชวนกันมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองตราดในราวปีพ.ศ. 2490 โดยมาอาศัยเช่าบ้านอยู่บริเวณข้าง ซอยศาลเจ้าเทพอัคคี(ศาลเจ้าตาเหล) ด้านติดริมถนนธนเจริญในทุกวันนี้ พร้อมกับเปิดเป็นโรงตีเหล็ก


๖๖ ซึ่งเหล็กที่ตีในสมัยนั้น ได้แก่ มีดขอ 4 ขนาด ขวาน 4 ขนาด ห่วงแอกใช้ไถนา และเครื่องมือตามที่ลูกค้าสั่ง โดยจะวางขายทั้งหน้าร้านและส่งตามร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างและวัสดุการเกษตร คือ ร้านตั้งง่วนเซ้ง และร้านลีเจียหลีทั้งนี้จะตีวันหนึ่ง ได้ 7 - 8 เล่ม โดยทุกคนในครอบครัวจะช่วยกันไม่แยกว่าเป็นชาย หรือหญิง ส่วนถ่านที่ใช้ในการเผาเหล็กนั้นส่วนใหญ่จะเป็นไม้พะยอม รัก กะบก และโกงกาง ซึ่งจะสั่ง มาจากชาวบ้านห้วงน้ำขาวที่จะแจวเรือมาส่งตรงสะพานโค้งข้ามทางน้ำที่แยกเข้ามาในศาลเจ้าเทพอัคคี หรือศาลเจ้าตาเหล (ปัจจุบัน ไม่มีสะพานนี้แล้ว) ในราคากระสอบละ 10 บาท โดยในเวลาตีเหล็กก็จะ มีผู้คนซึ่งมาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดให้ความสนใจเดินมาดูอยู่เสมอ “เตี่ยมาจากเมืองจีนมาอยู่กรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วจึงย้ายรกราก มาตั้งอยู่ที่ถนนธนเจริญ ที่ตีเหล็กเพราะตีมาจากกรุงเทพฯ อาชีพดั้งเดิม สมัยนั้นมี 6 - 7 โรง ก็มียิ่งเฮง กาขวาน กาเลข ๑ กาเลข ๒ เตี่ยลุงตั้งเป็นกาหนังสือจีน คนจีน หมดเลย จีนมาจากเมืองจีน กาขวานก็เป็นน้องชายเตี่ย กายิ่งเฮงก็เป็นญาติๆ กัน เกิด มาก็เห็นมีอยู่ 5 - 6 ร้าน คนเค้ามาซื้อของก็ยังเที่ยวมาแวะดู” (สัมภาษณ์ เกียรติชัย โภคพิบูลย์, ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ, 12 กันยายน 2565.) อาชีพขายยาแผนโบราณ เป็นอาชีพเดียวที่ยังคงมีการประกอบกิจการอยู่ในที่เดิม คือ ในซอยริมคลอง ถนนธนเจริญ ร้านขายยาดังกล่าวคือร้านของคุณเติม นิรันต์พานิช ซึ่งสืบทอดกิจการ ต่อมาจากบิดาคือ นายกิมทะ นิรันต์พานิช หลานจีนในชุมชนเมืองตราด ซึ่งได้เปิดร้านขายยาไทยแผน โบราณอยู่ในซอยริมคลองมาอย่างน้อยแต่ปีพ.ศ. 2476 โดยในช่วงระยะเวลาเดียวกันนั้นก็มีคนจีน เจ้าอื่นเปิดร้านขายยาแผนโบราณอยู่ในตลาดริมคลองนี้ด้วยเช่นกันอีกประมาณ 4 เจ้า หากแต่อีก 4 ร้านได้จำหน่ายยาจีนแผน โบราณควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ตัวยาที่นำมาจำหน่ายนั้นก็จะมีทั้งที่ซื้อมาจาก กรุงเทพฯ และจากชาวบ้าน โดยที่มาจากกรุงเทพฯ จะเป็นพวกโกฐ เทียน เครื่องหอม เช่น ลูกจันทน์ และจันทน์เทศ ขณะที่รับซื้อจากชาวบ้านจะเป็นพวกขิง ข่า กระทือ กระชาย ใบไม้และดอกไม้เป็นต้น “บ้านเนี่ยปิดประตูไว้เฉยๆ บานตรงกลางไม่ได้ใส่กลอนใส่อะไร เพราะคนบางทีดึกดื่น เที่ยงคืน ตี 3 ตี4 เช้ามืด เจ็บป่วยไรเนี่ยก็มาเรียกแล้ว ในตลาดก็มีอีก 2 ร้าน แต่อันนั้นเค้า คนจีน รู้ภาษาจีน ก็ขายเครื่องยาจีนปนกับเครื่องยาไทย แต่ทีนี้เราไม่รู้ภาษาจีนเลยขายได้ แต่เครื่องยาไทย...ยานี่รับจากกรุงเทพฯและจากชาวบ้าน เค้าจะมาขายของในตลาด เราก็ บอกเค้าว่าต้องการอะไรเค้าก็จะเอามาให้ ก็พวกหัวขิงข่า กระทือ กระชาย ใบไม้ ดอกไม้ ส่วน กรุงเทพฯ ก็พวกเครื่องเทศ โกฐ เทียน เครื่องหอม ลูกจันทน์ จันทน์เทศ..คนมาซื้อ น้อยลง เพราะว่าหมอแผน โบราณน้อยลง ไม่มีสืบทอด แต่ก็ยังอยู่ได้” (สัมภาษณ์เติม นิรันต์พานิช, ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ, 12 กันยายน 2565.) ภาพที่ 6 ร้านขายยาไทยแผนโบราณของคุณเติม นิรันต์พานิช


๖๗ อาชีพค้าเรือใบ ซึ่งมาถึงในหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ก็ปรากฏว่าเหลืออยู่เพียง แค่ไม่กี่เจ้า เช่น เรือของนายปุย อิน ผวน นายนิจ นิรันต์พานิช นายเอี้ยม นายเส้ง นายชุ่ย และนายโฮ้ (สัมภาษณ์เกียรติชัย โภคพิบูลย์, ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ, 12 กันยายน 2565) โดยส่วน ใหญ่จะเป็นเรือของคนจีนหรือลูกจีนที่มีบ้านอยู่ในย่านตลาดริมคลองเกือบทั้งนั้น ซึ่งเรือที่ใช้จะมีทั้ง ขนาดใหญ่ราว 7 – 8 วา (14 – 16 เมตร) และขนาดย่อมคือราว 6 วา (12 เมตร) กินน้ำลึกราว 2 – 3 เมตร และส่วนใหญ่แต่ละเจ้าก็จะมีท่าจอดเรืออยู่บริเวณของตนเองหรือในบริเวณที่ว่างซึ่งไม่ไกล จากตัวตลาดมากนัก สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ที่ค้าขายก็จะเป็นประเภทเดียวกับที่เคยซื้อขายกันมาตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 5 คือสินค้าขาออกจะเป็นพวกของป่า หวาย สมุนไพร ถ่าน กระวาน ไม้กระดานและไม้ จากโรงเลื่อย เป็นต้น และสินค้าขาเข้าจะเป็นพวกพริกแห้ง กะเทียม หัวหอม เตาอั้งโล่ โอ่ง กระถาง ธูป เทียน น้ำอ้อย น้ำตาล เสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดต่างๆ ซึ่งเมื่อเรือใบเหล่านี้กลับมาถึง ชุมชนเมืองตราดแล้วก็จะนำสินค้าขึ้นตรงท่าที่ผู้สูงอายุในชุมชนเรียกว่า “ท่าโรงยา” หรือ “ท่าโรง เหล้า” (บริเวณที่ตรงกับซอยริมคลองในปัจจุบัน) และเมื่อนำสินค้าขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมีพ่อค้า แม่ค้าในย่านตลาดริมคลอง ตลาดใหญ่และตลาดขวางมารับไปจำหน่ายต่อไป โดยบรรดาร้านค้าที่มารับ สินค้านั้นเท่าที่ทราบก็มีร้านของนายมุ่ย เจริญพานิช ในซอยริมคลอง และร้าน “ตั้งกุยเส็ง” ตรงฝั่ง ตะวันตกของศาลาที่ปัจจุบันคนในชุมชนเรียกกันว่าศาลาท่าหลวง ซึ่งถือกันว่าเป็นร้านขายของชำสอง แห่งที่ใหญ่ที่สุดในย่านตลาดริมคลองสมัยนั้น โดยที่ร้านตั้งกุยเส็งยังคงดำเนินกิจการในที่เดิมเรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน ภาพที่ 7 ร้านตั้งกุยเส็ง ปัจจุบันยังคงเปิดดำเนินกิจการอยู่ที่เดิม แต่ได้เปลี่ยนชื่อร้านเอกธนวัฒน์ พาณิชย์และได้เปลี่ยนมาจำหน่ายวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำเบเกอรี่แทน ภาพที่ 8 ธนบัตรจีนที่ราษฎรชาวจีนนำเข้ามาเมื่อครั้งอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนรักษ์คลองบางพระ


๖๘ ภาพที่ 9 ตาชั่งแขวนแบบจีนโบราณ ภาพที่ 10 ตะกร้าจีนโบราณที่ชาวจีนใช้จ่ายตลาด (ซ้าย) ภาพที่ 11 ตู้เก็บเงินบนเรือขาหมู 2 ลิ้นชัก (ขวา) 4.1.1.3 ด้านความเชื่อ ชาวจีนอพยพรุ่นแรกจะเป็นกลุ่มคนชั้นธรรมดาอพยพเข้ามาตัวเปล่าเสื่อผืนหมอนใบ ไม่มีความรู้มากนัก ประการแรก ชาวจีนผู้อพยพ ได้ยอมรับนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานที่คุ้นเคย นำมาจากจีน มาผสมกลมกลืนกับศาสนาพุทธในประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพล จากศาสนา เต๋า ศาสนาขงจื้อ และความเชื่อแบบพื้นเมืองเดิมมาหล่อหลอมเป็นความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีนที่ สำคัญอย่างมีเอกลักษณ์โดดเด่น ชาวจีนยอมรับนับถือพุทธศาสนาทันทีที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าคนจีนจะถือศาสนาใดมาก่อนหรือไม่ว่าจะมีศาสนาหรือไม่มี คนจีนจะรับรูปแบบนับถือของ พุทธศาสนิกชนชาวไทยคือไปวัดไทย ใส่บาตรพระ บางคนบวชพระ คนจีนในประเทศไทยได้สร้างวัดทาง พุทธศาสนาในประเทศไทยโดยเฉพาะแบบหนึ่งขึ้นมาตามรากฐานของศาสนาพุทธในเรื่องพระรัตนตรัย แปลตามตัวอักษรเป็นภาษาจีนคือซันเป่า คนจีนในประเทศไทยได้ยกย่องเจิ้งเหอซึ่งเป็นที่รู้จักกัน โดยทั่วไปชื่อซันเป่าไทเซียน เจิ้งเหอได้รับการบูชาอย่างเทพเจ้าในประเทศไทยในชื่อ ซันเป่ากง วัดพุทธซันเป่ามีชื่อเสียงที่สุดอยู่ที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา มีวัดซันเป่าสามวัดคือที่ธนบุรีและ ฉะเชิงเทราเป็นวัดแบบไทย มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในเป็นที่นับถือทั้งคนไทยและ คนจีน ซันเป่ากงเป็นเทพองค์หนึ่งของชาวจีน การเคารพซันเป่ากงที่อยู่ในรูปแบบพระไทยทำให้ลูกจีน ในไทยเปลี่ยนไปเป็นพุทธศาสนาแบบไทยได้ง่าย นอกเหนือไปจากพุทธศาสนานิกายมหายานซึ่งผู้ อพยพชาวจีนส่วนใหญ่คุ้นเคยมาแล้วก่อนออกจากประเทศจีน ประการที่สอง ชาวจีนผู้อพยพได้นำเอาความเชื่อศาสนาเต๋าเกิดในประเทศจีนเข้ามา ใน ประเทศไทยด้วย ศาสนาเต๋านับถือเล่าจื้อ (老子-La0 Zi หรือ Lao Tzl) นักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงชาว จีนที่สุดท่านหนึ่งของชนชาติจีน เชื่อกันว่าอาศัยอยู่ในช่วง 400 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงของ


๖๙ สงครามปรัชญา และสงครามการเมืองยุคชุนชิวเล่าจื้อได้เขียนตำราอันเป็นแบบแผนในทาง เต๋า นั่นคือ “เต๋าเต็กเก็ง” (Tao TeChing -道德經 ซึ่งเป็นผลงานทางลัทธิเต๋าที่ยังคงตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันนี้ เล่าจื้อเป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญทางเต๋าประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ตามหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ พงศาวดารจีนกล่าวถึงเล่าจื้อ ในฐานะที่เป็นผู้แต่งคัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง หรือ เต้าเต๋อจิง ซึ่งเนื้อหาในคัมภีร์นี้มีความสำคัญกับวัฒนธรรมจีนในรุ่นต่อๆ มาอย่างมาก ถือได้ว่าเทียบเท่าได้กับ ขงจื้อ ศาลเจ้าในภาคตะวันออกนับถือเล่าจื้อ โดยสร้างเป็น ประติมากรรมและจิตรกรรมในหลาย สถานที่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจังหวัดตราด ตั้งอยู่บนถนนหลักเมืองใกล้วัดโยธานิมิตตำบล วังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นจังหวัดเดียวที่มีอาคารศาลหลักเมืองแบบจีน ไม่มี อาคารศาลหลักเมืองแบบไทย สันนิษฐานว่า พระเจ้าตากสินมหาราชเป็นผู้สร้างไว้เมื่อครั้งมารวบรวมรี้ พล กอบกู้เอกราชที่ตราด ชาวเมืองตราดได้บูรณะให้คงสภาพดีและศาลหลักเมืองนี้เป็นที่เคารพนับถือ ของชาวจังหวัดตราดเป็นอย่างมากสถาปัตยกรรมศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราดสร้างขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2543 รูปทรงคล้ายพระราชวังจีนโบราณหลังคามี 3 ช่วง มุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผามีรูปมังกรคู่ อยู่บนหลังคา ชายคา 2 ชั้น ส่วนชายคาล่างเป็นรูปหงส์ทั้ง 4 มุม ดูอ่อนช้อยงดงาม ภายในศาลเจ้าพ่อ หลักเมืองได้แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน ชั้นในของศาลเจ้าตรงกลางเป็นแท่นที่ประทับองค์เจ้าพ่อหลักเมือง เสี่ยอึ่งกง เคียงข้างด้วยเทพเจ้าอีก 2 องค์ด้านซ้ายคือเทพเจ้าโชคลาภ ไฉ่ซิ้งเอี๊ย ด้านขวาคือเทพเจ้า ปฐพีกำเทียงไต้ตี่ ชั้นนอกของศาลหลักเมืองเป็นที่ประดิษฐานของเสาหลักเมือง 2 หลัก เสาต้นสูงคือ เสาหลักเมือง เสาต้นต่ำคือเสาศิวลึงค์ ภาพที่ 12 ภาพศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด และเสาหลักเมือง เสาศิวลึงค์ 4.1.1.4 ด้านประเพณี วันสารทจีน วันสารทจีน (ภาษาอังกฤษ : Hungry Ghost Festival) คือ วันที่ลูกหลานชาวจีน จะเซ่นไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวที ซึ่งถือเป็นคุณธรรมข้อสำคัญในคติ ความเชื่อของจีน กำหนดวันสารทจีนจะยึดตามปฏิทินจันทรคติ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ของทุกปี ในภาษาจีนเรียกวันสารทจีนว่า “จงหยวนเจี๋ย” (中元节) หรือที่มักเรียกกันง่ายๆ ว่า “กุ่ยเจี๋ย” (鬼节) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “วันผี” โดยเชื่อว่าเป็นวันที่ยมบาลจะเปิดประตู นรก ให้ดวงวิญญาณได้กลับมาที่โลกมนุษย์ เพื่อรับผลบุญกุศลที่ลูกหลานและญาติพี่น้องทำไปให้ ชาวจีนและผู้ที่มีเชื้อสายชาวจีนก็จะมารวมตัวกันในวันสารทจีน เพื่อแสดงความกตัญญูต่อบรรพ บุรุษด้วยการเซ่นไหว้อาหารและของคาวหวานต่างๆ สำหรับของไหว้วันสารทจีนก็มีมากมาย เช่น


๗๐ อาหาร ขนม ผลไม้มงคล น้ำชา ฯลฯ เพื่อไหว้เจ้าที่เจ้าทางและบรรพบุรุษ อีกทั้งยังมีการทำทาน ให้แก่วิญญาณเร่ร่อนอีกด้วย ตำนานวันสารทจีน เป็นเรื่องราวที่เล่าถึง “มู่เหลียน” ชายผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ที่อาศัยอยู่กับมารดาใจบาป ผู้มักมีนิสัยขัดขวางการสร้างบุญกุศลของผู้อื่น จนกระทั่งวันหนึ่ง มารดาของมู่เหลียนเห็นคนนุ่งขาวห่มขาวในช่วงวันกินเจ แล้วรู้สึกหมั่นไส้ จึงให้ลูกชายไปเชิญผู้ถือ ศีลกินเจมาร่วมรับประทานอาหารที่บ้าน โดยออกอุบายว่าขอทำอาหารเลี้ยงสักมื้อ ผู้ที่ถือศีลกินเจ เมื่อทราบข่าว ก็หลงเชื่อว่ามารดาของมู่เหลียนเลื่อมใสในการสร้างกุศล จึงเดินทางมาตามคำเชิญ โดยที่ไม่ทราบว่าอาหารมื้อนั้นใช้น้ำมันหมูในการปรุงอาหาร ต่อมาเมื่อมารดาของมู่เหลียนเสียชีวิต ก็ตกนรกอเวจีเนื่องจากทำกรรมหนักไว้ ทำให้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ในขณะที่ทางด้านมู่ เหลียนบำเพ็ญบารมีจนสามารถถอดกายทิพย์ลงไปเยี่ยมมารดาที่นรกภูมิได้ และได้เห็นความ ทุกขเวทนาของมารดา ก็เกิดความสงสารที่นางไม่สามารถกินอาหารได้ เนื่องจากโดนภูตผีแย่งจน หมด และเมื่อจะหยิบข้าวเข้าปากก็เกิดไฟเผาปากจนพุพอง ทำให้มู่เหลียนไปบอกยมบาลว่าจะ ขอรับโทษแทนมารดาเอง แต่แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาโปรดไว้ทัน พร้อมแสดงธรรม ว่า “กรรมใด ใครก่อ ก็ย่อมเป็นกรรมของผู้นั้น” แต่ก็ได้มอบคัมภีร์ที่มีชื่อว่า คัมภีร์อิ๋ว หลันเผิน ไว้ ให้มู่เหลียนใช้ภาวนาเรียกเซียนจากทุกทิศมาช่วยมารดาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน โดย จะต้องเซ่นไหว้อาหารให้มารดา และสวดภาวนาคัมภีร์นี้ในเดือนที่ประตูนรกเปิดเท่านั้น จากความเชื่อนี้เอง ที่ทำให้ชาวจีนถือปฏิบัติในการนำอาหารทั้งคาวหวานมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษมาจนถึงปัจจุบัน การเผากระดาษเงินกระดาษทองในวันสารทจีน หรือที่เรียกกันว่า “เผากงเต๊ก” ตาม ความเชื่อของชาวจีน ถือเป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมปฏิบัติที่แสดงถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว กงเต๊ก (功德) ที่คนไทยเรียกกันนั้น เป็นการออกเสียงตามภาษาแต้จิ๋ว โดยคำว่า “กง” (功) แปลว่า ทำ ส่วนคำว่า “เต๊ก” (德) แปลว่า คุณธรรม หรือกุศล เมื่อมารวมกันก็จะหมายความว่า การกระทำที่มี คุณธรรม มีบุญกุศล การเผากระดาษกงเต๊ก เป็นหนึ่งในพิธีอุทิศส่วนผลส่วนกุศลไปให้ดวงวิญญาณ บรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าเป็นการส่งเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ และสิ่งของต่างๆ เพื่อส่งวิญญาณบรรพบุรุษ สู่สรวงสวรรค์ และเพื่อให้วิญญาณที่อยู่ในอีกภพภูมิอื่นได้ใช้สิ่งของที่ส่งไปให้ผ่านการเผากงเต๊กนั่นเอง วันไหว้สารทจีน ยังคงเป็นเทศกาลสำคัญของชาวตราดที่มีเชื้อสายจีนที่ยึดถือปฏิบัติสืบ ต่อกันมาทุกๆ ปี ซึ่งนอกจากเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษแล้ว ก็ยังถือเป็นวันที่บรรดาญาติพี่ น้องจะได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อสานสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ภาพที่ 13 ภาพการเซ่นไหว้อาหารและของคาวหวานต่างๆ ในวันสารทจีนของคนไทยเชื้อสายจีน จังหวัดตราด


๗๑ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลตรุษจีน หรือ วันตรุษจีน ไม่ได้ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าเริ่มต้นเมื่อไหร่ จากการค้นคว้าของ กิตติธัช นําพิทักษ์ชัยกุล ทายาทรุ่นที่ 3 เจ้าของกิจการปฏิทินน่ำเอี้ยง ซึ่งเป็น ปฏิทินจีนฉบับภาษาไทยที่ได้รับความนิยมมากในไทย ได้พบข้อมูลว่าเทศกาลตรุษจีนอาจเริ่มต้นใน ราชวงศ์โจว 周朝 (1046-256 ปีก่อนคริสตศักราช) เริ่มใช้คำว่า “Nián (年)” ซึ่งมีความหมายว่า “ปี” ในวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ตรงกับปฏิทินตามจันทรคติจีน ในวันที่ 1 เดือน 1 และชาวจีนเริ่ม นิยมสักการะเทพเจ้า และบรรพบุรุษ เพื่อขอพรจากฟ้าดิน ให้พืชผลทางการเกษตรงอกงาม มีกิน มี ใช้ ตลอดทั้งปีดังนั้น เทศกาลปีใหม่จีนจึงไม่ตรงกันในแต่ละปี และไม่ตรงกับปฏิทินสากล โดย “วัน ตรุษจีน” จะอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคม-กลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดของฤดู หนาว (大寒 ) และเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ (立春) ที่แสงอาทิตย์มีอิทธิพลสร้างความอบอุ่น บรรเทา ความหนาวจนสิ้นสุดลง และดอกไม้ต่างๆ เริ่มผลิบาน จึงตั้งเป็นวันแรกของฤดูทั้ง 24 ตามปฏิทิน จันทรคติของจีน สมัยนั้นชาวจีนให้ความสำคัญกับการเพาะปลูก จึงให้ความสำคัญกับปฏิทิน จันทรคติด้วย เพื่อเตรียมเพาะปลูก เก็บเกี่ยว รวมถึงเตรียมไหว้เทพเจ้าในวันสำคัญตามความเชื่อ ทางศาสนา นอกจากการไหว้เจ้าแล้วสิ่งที่นิยมปฏิบัติกันในเทศกาลตรุษจีน คือการเตรียมทำ ความสะอาดบ้าน ทาสีบ้านใหม่ ตัดผม หาเสื้อผ้าใหม่สีสันสดใส ประดับโคมไฟสีแดง และตุ้ย เหลียน (ป้ายคำอวยพรความหมายมงคล) ไว้หน้าบ้าน รวมถึงเตรียมซองอั่งเปาสำหรับมอบให้กับ เด็กๆ ที่มาอวยพรให้ผู้ใหญ่สุขภาพแข็งแรง (สัมภาษณ์ ตถิยา โพธิ์แดง, ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบล บางพระ, 12 กันยายน 2565) ของไหว้ในเทศกาลตรุษจีน ของไหว้ตรุษจีน จะประกอบด้วยเนื้อสัตว์ 3 หรือ 5 อย่าง รวมถึงอาหารแห้ง อาหารเจ ผลไม้ขนมมงคล และกระดาษเงินกระดาษทองเพื่อจำลองสิ่งมีค่ามอบให้กับบรรพบุรุษ ไม่นิยมใช้ของไหว้ที่มีสีดำ หรือสีขาว เพราะเป็นสีที่แสดงถึงความโศกเศร้า ส่วนของไหว้ที่นิยมต่างๆ พร้อมความหมาย มีดังนี้ เนื้อสัตว์ 5 อย่าง ที่นำมาไหว้ในเทศกาลตรุษจีน - ไก่ หมายถึง ความสง่างาม ความก้าวหน้า และเกียรติยศ จึงต้องใช้ไก่ทั้งตัว ที่สมบูรณ์ - เป็ด หมายถึง ความสามารถที่หลากหลาย - ปลา หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ - หมูหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ - หมึก หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ เหลือกิน เหลือใช้ ขนมมงคล สำหรับไหว้ในเทศกาลตรุษจีน - ถั่วตัด หมายถึง เงิน - ขนมเข่ง ขนมเทียน หมายถึง ความหวานชื่นอันสมบูรณ์ - ขนมไข่ หมายถึง ความเจริญ - ขนมถ้วยฟู ขนมสาลี่ หมายถึง ความรุ่งเรือง เฟื่องฟู


๗๒ - ซาลาเปา หมั่นโถว หมายถึง การห่อโชค - ขนมจันอับ หมายถึง ความหวานที่เพิ่มพูน มีความสุขตลอดไป อาหารแห้ง และอื่นๆ - บะหมี่เส้นยาวๆ หมายถึง อายุยืนยาว - เม็ดบัว หมายถึง การมีลูกชายจำนวนมาก - สาหร่ายทะเลสีดำ หมายถึง ความมั่งคั่งร่ำรวย - หน่อไม้หมายถึง การอวยพรให้ผาสุก คำอวยพรเทศกาลตรุษจีน ความหมายมงคล ในวันตรุษจีน ลูกหลานมักเดินทางไป เยี่ยมญาติผู้ใหญ่ และมอบคำอวยพรความหมายมงคลทั้งเรื่องสุขภาพและความร่ำรวย แสดงถึง ความกตัญญู คำอวยพรภาษาจีนมักจะเขียนเป็นกลอน 4 คำ 2 กลอน เมื่อนำมาเขียนเรียงกันจะ ประกอบด้วยอักษรจีนทั้งหมด 8 ตัว - ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาฉาย (新正如意 新年发财) แปลว่า คิดหวังสิ่งใดขอให้ สมหวังสมปรารถนาในปีใหม่นี้ มีแต่ความสุขมั่งคั่ง โชคดีร่ำรวยตลอดปี - ซินเหนียนไคว้เล่อ เซินถีเจี้ยนคัง (新年快乐 身体健康) ขอให้มีความสุขสมหวัง สุขภาพแข็งแรงตลอดปี - ว่านซื่อหรูอี้ ซินเสี่ยงซื่อเฉิง (万事如意 心想事成) ขอให้เรื่องต่างๆ ผ่านไปโดย อย่างราบรื่น คิดสิ่งใดก็ขอให้สมดั่งปรารถนา คำอวยพรนี้นิยมเขียนอยู่ในป้ายมงคลสีแดงประดับบ้านเรือน หรือบนซองอั่งเปา เพื่อให้ผู้พบเห็นรู้สึกดีต่อกัน เพื่อเป็นการส่งต่อความรักความห่วงใย เพราะบางครอบครัวต้อง ห่างไกลกันไปทำหน้าที่ของตน และกลับมาเยี่ยมเยียนกันในเทศกาลตรุษจีนเป็นครั้งแรกของปี การมอบ “อั่งเปา” เป็นซองสีแดงเป็นธรรมเนียมที่ชาวจีนนิยมมอบให้กันในเทศกาล ตรุษจีน วันแต่งงาน วันขึ้นปีใหม่ และวันขึ้นบ้านใหม่ รวมถึงวันสำคัญต่างๆ การมอบอั่งเปาในวันตรุษจีน นั้นนิยมมอบให้กับเด็กๆ ที่กล่าวคำอวยพรให้แก่ผู้ใหญ่ เพื่อให้มีความสุข สุขภาพยืนยาว ในอดีตเรียกว่า “แต๊ะเอีย” เพราะเงินสมัยก่อนเป็นรู ต้องร้อยด้วยเชือกสีแดง ผูกเอาไว้ ที่เอว คำว่า “อั่งเปา” มีความหมายว่าซองสีแดง ปัจจุบันมักนิยมมอบ ธนบัตร เช็ก ทองคำ จึงต้อง ใส่ซอง และเงินที่ใส่ซองนั้นจะขึ้นต้นหรือมีเลข 4 หรือ 8 เพราะคล้องเสียงกับตัว “ฟา 发” ที่ แปลว่ารุ่งโรจน์ ร่ำรวย เจริญยิ่งขึ้นไป หลักการให้และรับซองอั่งเปานั้น ผู้ใหญ่จะเป็นฝ่ายเตรียมเงิน ใส่ซองสีแดงไว้ให้แก่เด็กๆ และมอบให้กับลูกหลานในครอบครัว แต่หากบุตรหลานมีหน้าที่การงาน แล้ว ก็เปลี่ยนจากผู้รับ เป็นผู้มอบ แล้วเด็กๆ ก็จะเป็นฝ่ายอวยพรเรา เฉกเช่นกับที่ปฏิบัติกันเป็น ธรรมเนียมสืบมา ส่วนบุตรหลานที่มีรายได้ และต้องการใส่ซองอั่งเปาเพื่อมอบให้แก่ผู้ใหญ่ ก็ทำได้ เพื่อเป็นการตอบแทนที่เลี้ยงและดูแลเรามา ให้เรามีอนาคตที่ดี แสดงความกตัญญูเป็นมงคลเริ่มต้น ปีใหม่ให้กับตัวเอง ข้อห้ามในวันตรุษจีน ความเชื่อที่สืบทอดกันมา บางครอบครัวยึดถือเพื่อไม่ให้ขัดต่อ โชคลาภที่จะได้รับในปีใหม่นี้จะต้องงดกิจกรรมที่มีความหมายไม่ดี เพื่อเชื่อว่าจะส่งผลไปตลอดทั้งปี แต่ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลของแต่ละครอบครัว ที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น


๗๓ - ห้ามกวาดบ้าน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกวาดโชคลาภออกไปจากบ้านจนหมด - ห้ามตัดผม สระผม ห้ามตัดเล็บ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการนำความมั่งคั่งออกไป - ห้ามใส่เสื้อผ้าสีขาวดำ เพราะเป็นสีแห่งความเศร้าโศก จึงนิยมใส่สีแดง เพราะ เป็นสีแห่งความสุข และโชคดี - ห้ามให้ยืมเงิน เพราะจะทำให้เสียทรัพย์ตลอดปี - ห้ามพูดจาไม่ดี หรือ ห้ามพูดคำหยาบ เพราะจะทำให้ครอบครัวทะเลาะกัน และ นำพาแต่เรื่องวุ่นวายมาตลอดทั้งปี เทศกาลกินเจ ประเพณีการกินเจกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม ๙ วัน ๙ คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีน ประวัติความเป็นมา เทศกาลเจ เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าว่า เกิดมาในสมัยที่ ชาวจีน ถูกรุกรานโดยชนชาติแมนจู ซึ่งเข้าปกครองประเทศจีน และบังคับให้ชนชาติจีนยอมรับ วัฒนธรรมของตน อาทิ การไว้ทรงผมเยี่ยงแมนจู คือ โกนศีรษะโล้นทางด้านหน้าและไว้ผมยาวทาง ด้านหลัง ซึ่งหลายคนคงจะชินตาในภาพยนตร์จีนที่นำมาฉายทางทีวี ในสมัยนั้นมีคนจีนกลุ่มหนึ่ง รวมตัวกันต่อต้านชาวแมนจู โดยใช้หลักทางธรรมเข้ามาร่วมด้วย ชาวจีนกลุ่มนี้นุ่งขาว ห่มขาวและไม่ รับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งมีความเชื่อว่า การประพฤติปฏิบัติตามแนวทางนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง ให้กับกลุ่มของตนจนสามารถต้านทานชาวแมนจูได้ คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งแม้จะได้ ต่อสู้อย่างอาจหาญ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถต้านทานการรุกรานของชาวแมนจูได้ เมื่อถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๙ ชาวจีนที่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของชาวแมนจู จึงพากันถือศีลกินเจ เพื่อรำลึกถึงเหล่านัก สู้ “หงี่หั่วท้วง” ที่ได้ต่อสู้พลีชีพในครั้งนั้น ความเชื่อถืออีกกระแสหนึ่งของตำนานการกินเจนั้น เชื่อกัน ว่าเป็นการสักการะพระพุทธเจ้า ในอดีต ๗ พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์รวมเป็น ๙ พระองค์ หรืออีก นัยหนึ่งเรียกว่า ดาวนพเคราะห์ทั้ง ๙ ในพิธีกรรมนี้ สาธุชนจึงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัด ชีวิต หันมาบำเพ็ญศีล โดยการตั้งปณิธานในการกินเจ งดเว้นอาหารคาว เพื่อเป็นการสมาทานศีล ๓ ประการ คือ - เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาบำรุงชีวิตของตน - เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเลือดของตน - เว้นจากการเอาชีวิตของสัตว์มาเพิ่มเนื้อของตน สำหรับจังหวัดตราดความเชื่อเรื่องการกินเจ เป็นไปในแนวทางของการละเว้นการเอา ชีวิตของสัตว์ เพื่อเป็นสักการะบูชาแก่พระพุทธเจ้า และมหาโพธิสัตว์กวนอิม อาจเนื่องจากการ แพร่หลายของการละเว้นการกินเนื้อวัว ในกลุ่มคนที่นับถือ “เจ้าแม่กวนอิม” การกินเจจึงเป็นอีกหนึ่ง พิธีกรรมเพื่อสักการะ ความมุ่งหมายของประเพณี ผู้ที่กินเจอาจจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันไป แต่จุดประสงค์หลักสามารถแบ่งได้เป็น ๓ ประเภทดังนี้


๗๔ ๑) กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลา หนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจาก ร่างกายได้ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ ๒) กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย เลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของ สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจและที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา ๓) กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อ เอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นองเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจาก ผู้อื่น ก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเรา ในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อผู้หยั่งรู้เรื่องกฎแห่ง กรรมนี้จึงหยุดกินหยุดฆ่าหันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโต ได้เหมือนกัน โดยไม่เห็น แก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น ขั้นตอนปฏิบัติงานหรือพิธีกรรม เมื่อถึงวันที่ชาวจีนเชื่อว่าพระโพธิสัตว์ได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนและดูแลโลกมนุษย์นั้น ประชาชนจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีขาว รับประทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ทุกประเภท และผักต้องห้าม อีก ๕ ชนิดคือ กระเทียม หอม กุ้ยช่ายต้นกระเทียม ใบยาสูบ ต้องปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอย่างเคร่งครัด มีพิธีบูชาองค์ประธานงานเทศกาลกินเจ และบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อ มีการประทับทรงของเทพเจ้าเพื่อ แสดงอภินิหารได้แก่ ลุยไฟ ปีนบันไดมีด พ่นไฟ ใช้มีดแทงส่วนต่างๆ ของร่างกายเช่น แก้ม แขน ขา ลำตัว ลิ้น ฯลฯ (สัมภาษณ์ พัชรินทร์ พรรณมณีลักษณ์, ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ. 17 กันยายน 2565) ภาพที่ 14 ภาพประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนจังหวัดตราดนุ่งขาวห่มขาวร่วมเทศกาลกินเจ ภาพที่ 15 ภาพชาวไทยเชื้อสายจีนจังหวัดตราดร่วมพิธีเวียนธูปเป็นพุทธบูชาซิกไท้หอบูชาฮุดโจ้ว


๗๕ ภาพที่ 16 ภาพบรรยากาศการกินเจจังหวัดตราดและอาหารเจจังหวัดตราด วันเกิดเจ้าพ่อหลักเมืองหรือ “วันพลีเมือง” ในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี มีงานฉลองที่เรียกว่า “วันงานพลีเมือง” หรือที่ ชาวจีนเรียกว่า “วันเซี่ยกงแซยิด” หมายถึง วันเกิดเจ้าพ่อหลักเมือง ที่พิเศษที่สุดในประเทศไทย คือ เสาหลักเมืองคู่บ้านคู่เมืองตราด เป็นสองเสาคู่ ชาวภาคตะวันออกนิยมมากราบไหว้เสาหลักเมือง ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราดเพราะมีเสาคู่และประวัติความเป็นมาอันยาวนาน มีการจัดงานฉลอง 3 วัน 2 คืน มีพิธีทำบุญตักบาตรแบบไทย มีการจัดตั้งโรงทาน และมีงานประจำปีศาลปุงเถ้าม่าแบบจีน มีการแสดงงิ้ว ลิเก และการฉายหนังกลางแปลงตลอดทั้งคืนเพื่อเป็นการสักการะเจ้าพ่อและการเฉลิม ฉลองวันเกิดเจ้าพ่อหลักเมือง นอกจากนี้ยังมีการทำบุญประเพณีที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราดปฏิบัติสืบ ทอดกันมาแต่อดีตคือพิธีทำบุญปล่อยเรือสะเดาะเคราะห์ เป็นการทำความเคารพและขอขมาแม่น้ำ ที่ชาวบ้านได้ใช้แหล่งน้ำเป็นแหล่งอาหาร แหล่งดำเนินชีวิต และแหล่งอาชีพ ซึ่งจะทำให้ทำมาหากิน เจริญรุ่งเรือง อีกทั้งเป็นการสะเดาะเคราะห์เอาทุกข์โศกโรคภัยและสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายฝากลอยไปกับ แม่น้ำ เหลือคงไว้แต่ที่สิ่งดีในชีวิต และมีโชคลาภ ทั้งนี้เป็นการเซ่นไหว้ผีและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ให้กินอิ่มหนำสำราญ ไม่มารบกวนชาวบ้านอีกด้วย ช่วงก่อนและหลังตรุษจีน 1 เดือน ในอดีตเคยมี เรื่องน่ามหัศจรรย์ของหลักเมืองตราด ในสมัยที่ตกอยู่ใต้อำนาจฝรั่งเศสนั้น ชาวฝรั่งเศสสังเกตเห็น ชาวเมืองตราดพากันเดินทางมากราบไหว้หลักเมืองอยู่เป็นประจำ จึงคิดให้คนไปถอนเสาหลักเมืองทิ้ง แต่ถอนเท่าไหร่ก็ถอนไม่ขึ้น ขุดเท่าไหร่ก็ขุดไม่ได้ แม้จะดึงเสาหลักเมืองด้วยแรงช้างสาร ก็ไม่สามารถดึง ขึ้นมาได้ น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก(สัมภาษณ์ สมชาย จันทฑีโร, ประธานกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด, 17 กันยายน 2565) ภาพที่ 17 ภาพพิธีทำบุญตักบาตรแบบไทยในงานวันพลีเมือง


๗๖ ภาพที่ 18 ภาพการรำลิเกถวายเจ้าพ่อหลักเมืองตราด ภาพที่ 19 การแสดงงิ้วถวายเจ้าพ่อหลักเมืองตราด ภาพที่ 20 ภาพพิธีทำบุญปล่อยเรือสะเดาะเคราะห์ ภาพที่ 21 ภาพพิธีทำบุญปล่อยเรือสะเดาะเคราะห์


๗๗ 4.1.1.5 ด้านศิลปะพื้นบ้าน อิทธิพลของศิลปะจีนที่ปรากฏ ในภาพงานจิตรกรรมฝาผนังวิหารไม้ (อุโบสถเก่า) วัดบุปผาราม วัดบุปผาราม ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านปลายคลอง ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ที่ตั้งวัดอยู่เนินเขา ห่างจากศาลากลางจังหวัดตราดประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดที่เก่าแก่และสำคัญ ที่สุดของจังหวัดตราด มีหลักฐานทางเอกสารของกรมการศาสนาว่าวัดบุปผาราม ได้ประกาศตั้งเป็นวัด เมื่อ พ.ศ. 2195 (ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2172 - 2199) และได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2225 (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2199 - 2225) (วรรณิภา ณ สงขลา, 2535) การก่อสร้างวัดบุปผารามมีผู้บันทึกว่า หลวงเมืองเป็นผู้สร้าง และเนื่องจาก ในสมัยนั้น บริเวณนี้เคยเป็นเกาะ มีพ่อค้าคนจีนไหหลำ มาจอดเรือและได้ตั้งบ้านเรือนพักอาศัยบน เกาะนี้ คงจะได้ร่วมกันสร้างวัดนี้ขึ้นมาด้วย จากประวัติการก่อสร้างวัด มีผู้สูงอายุเล่าสืบกันมาว่า ในขณะที่จะสร้างวัดขึ้นนั้น ผู้ที่เดินทางมาตรวจพื้นที่ได้มาถึงเนินเขาแห่งนี้และได้พิจารณาภูมิประเทศ ซึ่งเป็นเนินเขาชานเมืองตราด เห็นเมืองตราดอยู่เชิงเขา มีภูมิทัศน์อันสวยงามและเป็นชัยมงคล ในขณะ ที่ด่านเหล่านั้นกำลังตรวจตราพื้นที่ก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ขจรขจายทั่วไป แต่ไม่พบว่ากลิ่นหอมนั้น มาจากที่ใด จึงเกิดความศรัทธาเห็นควรสร้างวัดขึ้น ณ ที่นี้ให้สวยงาม และให้ชื่อว่า วัดบุปผาราม ตามศุภนิมิตรนั้น (นิพันธ์พุทธิปรางค์, 2524) และเนื่องด้วยวัดบุปผารามเป็นวัดสำคัญในหมู่บ้าน ปลายคลอง ผู้คนบางกลุ่มจึงนิยมเรียกชื่อว่า วัดปลายคลอง ตามชื่อหมู่บ้าน และยังมีผู้เรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดเนินหย่อง ด้วยวัดนี้มีต้นหย่องมาก วิหารไม้ หรืออุโบสถเก่าเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในวัดบุปผาราม มีหลักฐานว่าสร้างก่อน พ.ศ.2313 เพราะมีจารึกที่ฐานชุกชีหน้าพระประธานว่า เป็นฐานประดิษฐาน พระศรีอริยเมตไตรย สร้างโดยแม่ทองดี พ.ศ. 2313 ต่อมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2396 และบูรณะอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระครูคุณสารพิสุทธิ (โห) ในราว พ.ศ. 2452 และครั้ง หลังสุดได้รับการบูรณะ ในปีพ.ศ. 2524 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของวิหารไม้ เป็นอาคารทรงโรง ฐานเป็นเครื่องก่อ ฉาบดินและทาน้ำปูนขาว มีรูปแบบเป็นฐานปัมท์โค้งอ่อนทรงเรือสำเภา ซึ่งเป็นรูปแบบ สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย ฝาเป็นไม้กระดานเรียงในแนวตั้ง มีขนาด 3 ห้อง หันหน้าไปทาง ทิศตะวันออก หลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบกระเบื้องเกล็ดเต่า (กระเบื้องลิ้นหมา) มีหลังคาประธาน 1 ตับ หลังคาเฉลียงล้อมรอบ 1 ชั้น และมีหลังคาพาไลลาดลงมาทางด้านหน้าและหลังวิหารไม้อีกด้าน ละ 1 ตับ เครื่องลายองเป็นไม้แกะสลัก หุ้มแผ่นโลหะเรียบทาสีเหลืองที่คอหางหงส์มีอักษรจารึกว่า “วอก 127” หน้าบันเป็นแผงไม้กระดานเรียบแบบเดียวกับฝาผนัง มีเสานางเรียงทางด้านข้างของ วิหารไม้ ทั้ง 2 ข้าง ด้านละ 4 ต้น เป็นเสาไม้รูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ส่วนทางด้านหน้าและหลังมีท้าว แขนขึ้นรับปลายเต้าหลังคาเฉลียงทั้ง 4 มุม มีประตูทางด้านหน้าและหลังวิหารด้านละ 2 ช่อง มี หน้าต่างที่ฝาผนังด้านข้างด้านละ 3 ช่อง ซึ่งอยู่ทางข้างของช่องกลาง บริเวณเหนือช่องประตูหน้าวิหาร ทางข้างขวาพระประธาน มีแผ่นไม้ มีอักษรจารึกแขวนไว้ 1 แผ่น มีข้อความในจารึกว่า พระแจ่งกับผู้ ศรัทธาอื่นๆ (บูรณะ) พ.ศ. 2396 ที่แผ่นไม้และมีจิตรกรรมที่ปลายไม้ทั้ง 2 ข้าง ภายในวิหารไม้เป็นที่ ประดิษฐานพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้น ฐานชุกชีพระประธานมีลวดลายเขียนสีแดงบนพื้นขาว เป็นลวดลายกระบวนจีน ต่อมามีการทาปูนขาวทับและมีร่องรอยว่า มีอักษรจารึกเป็นอักษรขอมบ้าง ไทยบ้าง จารลงบนผิวปูนที่ ฉาบทับบนผิวปูนเดิมของฐานชุกชีพระประธานไว้บางๆ พื้นวิหารไม้แต่เดิมเป็นพื้นดินซึ่งเป็นลักษณะ


๗๘ พิเศษ ซึ่งพื้นอาคารโดยทั่วไปมักจะเทปูนหรือปูกระเบื้อง แต่อาคารในเขตพุทธาวาสของวัดบุปผาราม อดีตเป็นอาคารสร้างไม่ยกพื้น ใช้พื้นดินเป็นพื้นอาคารทุกหลัง และหากมีส่วนที่เป็นอาสนะก็ยกขอบ ขึ้นและถมดินแน่นปรับผิวให้เรียบร้อย ปัจจุบันได้มีการทำพื้นวิหารใหม่ รวมทั้งอาคารอื่น ๆ ก็ได้รับ การบูรณะปฏิสังขรณ์และทำพื้นใหม่เป็นพื้นปูนแล้วเมื่อประมาณ พ.ศ. 2523 รูปแบบและความหมายของภาพสัญลักษณ์ที่ปรากฏในงานจิตรกรรม ภายในวิหารไม้ วัดบุปผารามนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นด้วยสีฝุ่นบนผิวปูนฉาบที่ขัดเรียบเป็นมัน เป็นผิวปูน ขาวไม่ผสมทรายและฉาบบางมาก มีภาพจิตรกรรมเขียนทุกด้านของผนัง รวมทั้งลวดลายเพดาน ลักษณะ เขียนด้วยสีบางเป็นลายกระบวนจีน แทรกภาพวรรณกรรมต่างๆ รวมทั้งภาพที่มีความหมาย เกี่ยวกับความมีสิริมงคล แบบจีน ซึ่งสามารถวิเคราะห์รูปแบบและความหมายของสัญลักษณ์ตามคติ ของจีนได้ดังนี้ ภาพธรรมชาติ งานจิตรกรรมฝาผนังวัดบุปผารามนี้ มีภาพธรรมชาติอยู่มากมาย ทั้งลายดอกไม้ ต้นไม้ ลายเมฆ ก้อนหิน ซึ่งต่างมีความหมายในแง่ของการเป็นสัญลักษณ์มงคล แต่ที่โดดเด่นและเป็นลวดลายที่ สวยงาม คือบริเวณผนังหุ้มกลอง ด้านหลังพระประธานในทิศตะวันตก เขียนเป็นลายดอกไม้ คล้ายดอก กุหลาบ แทรกด้วยภาพนกจำนวนมาก อยู่ในกรอบผ้าม่านที่แขวนห้อยลงเป็นผืนเรียบคล้ายฉากอยู่ในกรอบ สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ 2 กรอบเต็มผนัง การเขียนภาพลักษณะเช่นนี้ ต่างไปจากงานจิตรกรรมไทย แต่ดูคล้าย เป็นการจัดฉากด้านหลังพระประธาน ให้เหมือนกับลวดลาย ผ้าม่าน โดยองค์ประกอบหลักของภาพ จิตรกรรมแสดงให้เห็นถึงแนวคิดและคตินิยมแบบจีน ภาพเครื่องบูชาแบบจีน รวมไปถึงภาพเทพเจ้าของจีน ลักษณะของการประดับผ้าที่มีลวดลายเขียนไว้ที่ขอบฝาผนังและส่วนที่ต่อลงมาคือชาย ผ้าทำเป็นชายครุย ผูกประสานกันเป็นรูปตาข่าย มีพู่เป็นดอกไม้ห้อยอย่างงดงามเป็นการประดับฝาผนังตามคติจีน ซึ่งคติการ แขวนผ้าประดับเช่นนี้ พบในจิตรกรรมฝาผนังหลายแห่ง โดยมีลักษณะของผ้าแขวนเป็นริ้วที่ระบายและ ประดับเป็นแนวโค้งขึ้นลงเรื่อยไปตลอดฝาผนัง แต่สำหรับที่วัดบุปผารามเขียนแถบผ้าเรียบ ซึ่งเป็นลักษณะ พิเศษที่ไม่พบในที่อื่นๆ เป็นแบบที่หาชมยาก และลักษณะผ้ายังแสดงความวิจิตรเป็นลวดลายผ้าที่ทำขึ้น อย่างประณีตพิเศษ นอกจากให้ความงดงามแล้วยังแสดงให้เห็นความสำคัญของพระประธาน โดยมีลักษณะ คล้ายกับฉากหลังของโต๊ะบูชาแบบจีนที่มักมีฉากหลังเป็นผ้าไหมปักลวดลาย ด้านหน้าจัดวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ นับถือ หรือรูปเคารพ จึงอาจเป็นลักษณะของการเลียนแบบโดยปรับเปลี่ยนให้เป็นฉากภาพเขียนผนังแทน และจัดวางเชื่อมต่อด้านบนในรูปแบบของม่านมีพู่ห้อย ทิ้งตัวเป็นแนวยาวเต็มผนังด้านหลัง ใช้ลวดลายที่มี ลักษณะใกล้เคียงกัน แต่มีน้ำหนักที่แตกต่าง เพื่อให้ดูโดดเด่นและต่อเนื่องเคลื่อนไหวไม่มีที่จบ (สุชาติ เถาทอง , 2544) ด้วยลวดลายธรรมชาติ ต้นไม้ดอกไม้ จึงถือเป็นการแสดงออกถึงสัญลักษณ์แทนคำอวยพร (ธวัชชัย ดุลยสุจริต, 2545) ได้แก่ ภาพดอกกุหลาบ ดอกโบตั๋น ดอกเก๊กฮวย ดอกพุดตาน ดอกท้อ ดอกบัว ก้อนหิน ภาพที่ 22 ภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านหลังพระประธาน ลายดอกกุหลาบเคล้าลายนก ภาพสัตว์


๗๙ ในจิตรกรรมฝาผนังวัดบุปผารามนี้ ยังมีการเขียนภาพสัตว์ที่เป็นภาพสัตว์มงคล ตาม คติและความเชื่อ ของจีน มีทั้งที่เป็นลักษณะของการเขียนแทรก และการเขียนที่เน้นให้ความสำคัญ ได้แก่ ภาพค้างคาว มังกร หงส์ ปลามังกร เสือ ปลาเงินปลาทอง กิเลน นก ลิง ภาพที่ 23 หงส์คู่และดอกโบตั๋น (ซ้าย) ภาพที่ 24 ภาพปลามังกรด้านหน้าประตูทิศเหนือ (ขวา) ภาพที่ 25 ภาพเสือและนก ภาพบุคคล การเขียนภาพบุคคลในงานจิตรกรรมฝาผนังส่วนมากมักเป็นตัวแทนของเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์รวมไปถึง ผู้มียศศักดิ์และการเขียนภาพบุคคลที่แสดงออกถึงวิถีชีวิต ผู้คนใน สภาพแวดล้อมและบางครั้งเป็นการเขียนเพื่อนำเสนอเรื่องราวของวรรณกรรมสอนใจ ซึ่งในงาน จิตรกรรมฝาผนังวัดบุปผารามก็มีแนวคิดและความเชื่อในการเขียนภาพบุคคลต่างๆ โดยมีรูปแบบ องค์ประกอบของขนาดและความสำคัญที่แตกต่างกัน ภาพบนผนังทิศตะวันออกด้านบนจะมีภาพ บุคคลเรียงอยู่ในกรอบตรงกลาง 9 คนและริมซ้ายและขวา อย่างละ 1 คน รวมเป็น 11 คน ซึ่งจาก รูปแบบการเขียนเป็นไปได้ว่า น่าจะเป็นเทพเจ้า หรือเซียน แต่ยังไม่สามารถระบุชี้ชัดได้ว่าจะเป็นเทพ เจ้าองค์ใด มีผู้สันนิษฐานไว้ว่า เป็นเทพเจ้า ฮก ลก ซิ่ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพมงคล และภาพขุน นาง 8 คน ซึ่งผู้ศึกษาสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพของเซียนทั้ง 8 และถือสิ่งของมงคลทั้ง 8 อย่าง ซึ่งจะมีความหมายตามสัญลักษณ์มงคล ดังนี้ภาพฮก ลก ซิ่ว ภาพเซียนทั้งแปด ภาพพระพุทธเจ้า ภาพ ทหารตีฆ้อง ภาพชาวไทยและชาวจีนแสดงความเคารพสักการะ ภาพที่ 26 ภาพพระพุทธเจ้า (ซ้าย) ภาพที่ 27 ภาพชาวไทยและชาวจีนแสดงความสักการะ (ขวา)


๘๐ ภาพที่ 28 ภาพสตรีจีนถือพัด และชายจีนไว้ผมเปียยาวถือบ้องยาสูบ ถุงใส่ยา(ซ้าย) ภาพที่ 29 ภาพสตรีจีน 2 คน ผูกผมแบบเดียวกันคนหนึ่งมีปิ่นทำด้วยหยกเป็นรูปเงินตราแบบโบราณ ระหว่างสองคนมีแจกันโบราณตั้งอยู่(ขวา) 4.1.1.6 ด้านภาษาและวรรณกรรม ศาลเจ้าชาวไทยเชื้อสายจีนมักจะเขียนภาษาและวรรณกรรมของจีนประเภทต่างๆ เช่น วรรณกรรมสมัยราชวงศ์หมิง พ.ศ. 1911-2187 วรรณคดีนิยายที่ประสบความสำเร็จสูงสุด นั้นได้แก่สามก๊ก ซ้องกั๋งไซอิ๋ว จินผิงเหมยและห้องสินหรือสถาปนาเทพ วรรณกรรมเรื่อง ความฝันใน หอแดง-อั่งเล่ามั่ง-บรรยายความสัมพันธ์ในระหว่างชาย 235 คน หญิง 213 คน ทำให้เห็นชีวิตคนมั่ง มีในสมัยกษัตริย์เคียงล้งปี พ.ศ. 2280 กษัตริย์เคียงล้งแห่งราชวงศ์เช็งอย่างละเอียด มีเรื่องเกร็ด ประวัติบัณฑิตหยูค่อนแคะบรรดาผู้ที่หากินโดยใช้ลัทธิหยูเป็นเครื่องมือได้ดีเยี่ยมเรื่องหนึ่ง สามก๊ก (Romance of the Three Kingdoms ; 三國演義; จีนตัวย่อ : 三国演义) เป็น วรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เป็นวรรณกรรมเพชรน้ำ เอกของโลกและมรดกทางปัญญาของปราชญ์ชาวตะวันออกมีผู้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 10 ภาษา ได้รับการตีพิมพ์อย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่งขึ้นประมาณในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 14 หรือพุทธ ศตวรรษที่ 18 ยุคสมัยราชวงศ์หยวน บทประพันธ์โดยหลัว กวั้นจง (羅貫中: LuóGuànzhōng) แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยครั้งแรกโดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อปีพ.ศ. 2345 เป็นแบบสมุดไทย ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยโรงพิมพ์ของ หมอบรัดเลย์ในปีพ.ศ. 2408 และได้รับการตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งภายใต้ชื่อ “หนังสือสามก๊ก ฉบับราช บัณฑิตยสภา” โดยโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร ในปีพ.ศ. 2471 ปัจจุบันสามก๊กฉบับเจ้าพระยา พระคลัง(หน) ได้รับการตีพิมพ์ใหม่อีกหลายครั้งโดยหลายสำนักพิมพ์ถือเป็นวรรณกรรมจีนอิง ประวัติศาสตร์เล่มที่ 2 โดยแปลหลังจากไซ่ฮั่นและเก่าแก่ที่สุดในไทย สามก๊กมีเนื้อหาหลากหลายรสชาติเต็มไปด้วยกลเล่ห์เพทุบาย กลศึกในการรบ การ ชิงรักหักเหลี่ยม ความเคียดแค้นชิงชัง ความซื่อสัตย์และการให้อภัย มีเนื้อหาและเรื่องราวในทางที่ดี และร้ายปะปนกัน ภาพโดยรวมของสามก๊กกล่าวถึงประวัติศาสตร์จีนในยุคสามก๊กในปี พ.ศ. 763 - 823 โดยจุดเริ่มต้นของสามก๊กเริ่มจากยุคโจรโพกผ้าเหลืองในปี พ.ศ. 726 ที่ออกอาละวาด จนเป็นเหตุให้ บุคคลทั้งสามคือ เล่าปี่ กวนอูและเตียวหุยได้ร่วมสาบานตนเป็นพี่น้อง และร่วมปราบกบฏโจรโพก ผ้าเหลือง รวมทั้งการแย่งและช่วงชิงอำนาจความเป็นใหญ่ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นของก๊กต่างๆ อันประกอบด้วย วุยก๊กหรือก๊กเว่ย (魏) จ๊กก๊กหรือก๊กสู่(蜀) และง่อก๊กหรือก๊กหวู(吳) จนถึงการ สถาปนาราชวงศ์จิ้นโดยสุมาเอี๋ยน รวมระยะเวลาประมาณ 60 ปีนอกจากนี้สามก๊กยังเป็นหนึ่งในสี่สุด ยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับไซอิ๋ว ซ้องกั๋ง และความฝันในหอแดง นักอ่านหนังสือจำนวนมากยอย่องสาม


๘๑ ก๊กเป็นบทเรียนตำราพิชัยสงครามภาคปฏิบัติการบริหารและเศรษฐกิจ ชาวไทยเชื้อสายจีนจะกราบ ไหว้เทพเจ้ากวนอูตามความเชื่อในลัทธิขงจื้อ นับถือกวนอูเป็นเทพเจ้าตามศาสนาเต๋าด้านความกตัญญู มีประติมากรรมและจิตรกรรมคนสาคัญคนอื่นในวรรณกรรมสามก๊ก เช่น เล่าปี่ เตียวหุย ขงเบ้ง และ ฮัวท้อเซียงซือหมอหัวโถหรือฮูโต๋แพทย์ผู้มีชื่อเสียงสมัยสามก๊กประดิษฐานไว้สำหรับให้กราบไหว้บูชาที่ ศาลเจ้าหลายแห่งในภาคตะวันออก คำว่า ล้ง (lóŋ) เป็นคำยืมภาษาจีน ซึ่งออกเสียงตามภาษาจีนแต้จิ๋ว ใน ภาษาจีนคือ อักษร 廊 (láng) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำว่า ล้ง (lóŋ) ในระดับคำเดี่ยว และคำประสม ความหมายของคำว่า “ล้ง” (lóŋ) ในบริบทของคำยืมในภาษาไทย พบว่า คำว่า ล้ง (lóŋ) มีการใช้ใน ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย ความหมายโดยตรงหมายถึง โกดัง และ โรงคัดแยกและ บรรจุผลผลิตทางการเกษตร ความหมายโดยนัยได้แก่ คำว่า ล้งจีน (lóŋcin) หมายถึง นักลงทุนสัญชาติ จีนที่ทำหน้าที่รวบรวบผลผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงความหมาย ในลักษณะ ความหมายย้ายที่ จากวงศัพท์อาคารโกดังมาเป็นวงศัพท์บุคคล หมายถึง นักลงทุนที่รวบรวบผลผลิต การเกษตร เพื่อการส่งออก และมีการใช้คำว่า “ล้ง” (lóŋ) เชิงอุปลักษณ์การแทนที่ หมายถึง “พฤติกรรมการกว้านซื้อ ผลผลิตการเกษตร” 4.1.1.7 ด้านการแต่งกาย การแต่งกายของชาวจีน นุ่งกางเกง ซี่กี (คล้ายกางเกงขาก๊วยยาวเย็บ 4 ตะเข็บ) และ สวมรองเท้าจีนหรือไม่ก็สวมรองเท้าแตะ การแต่งกายที่ถือว่าสุภาพของชาวจีนคือการสวมใส่เสื้อคอจีน หรือคอตั้ง แขนยาว ผ่าหน้า กับกางเกงขายาวและสวมหมวกมีปีกและรองเท้าคัดชู ส่วนชุดอยู่บ้าน ก็มักจะสวมใส่กางเกงจีนหรือกางเกงผ้าแพรกับเสื้อคอกลมแขนสั้น กระดุมผ่าหน้า หรือเรียกชื่อว่า เสื้อ กุยเฮง นั่นเอง (สัมภาษณ์ ตถิยา โพธิ์แดง, ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ, 17 กันยายน 2565) ภาพที่ 30 ภาพการแต่งกายของคนในชุมชนรักษ์คลองบางพระสมัยรัชกาลที่ 5 ในภาพคือ คุณปิ่น แซ่พัว บรรพบุรุษของคุณจันทร นราธาวา ซึ่งเป็นจีนแคะ ที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งในชุมชนรักษ์คลองบางพระ ภาพที่ 31 ภาพการแต่งกายของข้าราชการใน ชุมชนรักษ์คลองบางพระสมัยรัชกาลที่ 5


๘๒ ภาพที่ 32 ภาพการแต่งกายของบุรุษและสตรีในชุมชนรักษ์คลองบางพระรัชกาลที่ 5 – 6 (ภาพจากคุณเสริมทรัพย์ จินตกานนท์ ราษฎรถนนธนเจริญ ตำบลบางพระ) 4.1.1.8 ด้านอาหาร อัตลักษณ์ของอาหารแต้จิ๋วคือ สี่มากได้แก่ อาหารทะเลมาก อาหารผักมาก น้ำจิ้ม มากและของหวานมาก ซึ่งอัตลักษณ์อันโดดเด่นเหล่านี้ได้ปรับตัวผ่านทางวัฒนธรรมเข้ามามีอิทธิพล กับอาหารไทยในปัจจุบัน โดยครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนจะใช้วิธีการขัดเกลาลูกหลานแบบทั้ง ทางตรงและทางอ้อม การขัดเกลาแบบทางตรงนั้นผู้ใหญ่จะเล่า อธิบาย สั่งสอนลูกหลานผ่าน ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ หลายเทศกาลของจีนจะมีความเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษ อาทิ ตรุษจีน เช็งเม้ง และสารทจีน ซึ่งเป็นประเพณีที่คนไทยเชื้อสายจีนยังคงปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องไม่เคยขาด ชาวจีน จะให้ความสำคัญในเรื่องของความกตัญญูต่อบรรพบุรุษเป็นอย่างมาก แบบที่สองจะเป็นการขัดเกลา แบบทางอ้อม ในช่วงเทศกาลต่างๆ ผู้ใหญ่ในครอบครัวมักจะไม่ได้บอกลูกหลานโดยตรง เกี่ยวกับการ จัดเตรียมของสำหรับการไหว้ว่าต้องทำอย่างไร ส่วนใหญ่จะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ลูกหลานก็จะจดจำ และนำไปปฏิบัติตาม เมื่อได้รับการขัดเกลาจึงเกิดเป็นการปรับตัวทางวัฒนธรรม อาหารในด้านต่างๆ ขนมอี๋ ขนมอี๋ มีลักษณะคล้ายบัวลอย มีสีขาวและสีชมพูที่สื่อถึงความรัก ความสุข และความ โชคดี ร่ำรวย มีเงินมีทอง หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับขนมอี๋ในพิธีแต่งงานแบบจีน ที่คู่บ่าวสาวจะร่วม ป้อนและรับประทานกัน เพื่อเป็นการผูกใจของทั้งสองและสานสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว ซึ่งนอกจากนี้ขนมอี๋ยังเป็นสัญลักษณ์ของความกลมเกลียว และเป็นครอบครัวเดียวกันอีกด้วย ส่วนผสม - แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม - สีผสมอาหารสีชมพู - น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวงสำหรับปั้นแป้ง และ 5 ถ้วยตวงสำหรับต้ม - น้ำตาลทรายขาว 200 กรัม - เกลือป่น ½ ช้อนชา - ขิงแก่หั่น 4-5 แว่น วิธีการทำ - แบ่งแป้งข้าวเหนียวออกเป็น 2 ถ้วย แล้วหยดสีผสมอาหารลงในน้ำเปล่า 1 ถ้วย ตวง คนให้เข้ากัน แล้วเทลงในแป้งที่เตรียมไว้สำหรับสีชมพูนวดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน และเท น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวงเทลงในแป้งอีกถ้วยที่เตรียมไว้นวดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน


๘๓ - ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมให้มีขนาดตามความต้องการ ต้มแป้งขนมอี๋แยกอีกเตาหนึ่งจน สุก แล้วนำออกมาพักไว้ -ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำตาล เกลือ และขิงแก่ลงไป คนให้ส่วนผสมละลาย แล้วนำลงจากเตา - ตักแป้งขนมอี๋ลงในน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ จากนั้นก็สามารถตักพร้อมรับประทาน ภาพที่ 33 ภาพขนมอี๋ ขนมบ๊ะจ่าง บ๊ะจ่าง เป็นขนมที่ใช้ในเทศกาลตวนอู่ หรือ เทศกาลต่วนหงอ ซึ่งไหว้กันเป็นประจำ ทุกปี โดยการนับตามปฏิทินทางจันทรคติ (วันที่ 5 เดือน 5 หรือ “โหงวเหว่ยโจ่ว”) ซึ่งเทศกาลนี้เป็น การระลึกถึงวันที่ ชีหยวน ขุนนางผู้รักชาติแห่งแคว้นฉู่ ซึ่งเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ จนเป็นที่รักใคร่ของ ประชาชน แต่ถูกกลั่นแกล้งจนทำให้โดนเนรเทศจากแคว้นฉู่ ก่อนจะโดนศัตรูยกทัพมายึดเมืองได้สำเร็จ เมื่อเขารู้จึงทุกข์ใจ จนตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย เมื่อชาวบ้านทราบข่าว จึงนำเรือออกไปในแม่น้ำ เพื่อจะช่วยชีวิตเขาแต่เมื่อหาไม่พบและกลัวว่าปลาจะมาแทะร่าง จึงคิดทำขนมข้าวเหนียวห่อใบกะพ้อ โยนลงไปในแม่น้ำให้ปลากินแทน จึงกลายเป็นต้นกำเนิดประเพณีกิน “บ๊ะจ่าง” และการแข่งเรือมังกร นั่นเอง ส่วนผสม - ข้าวเหนียวดิบ (แช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง) 1 กิโลกรัม - เห็ดหอมซอย 1 ถ้วยตวง - กุ้งแห้ง 1 ถ้วยตวง - ถั่วลิสง ตราไร่ทิพย์ 1 ถ้วยตวง - น้ำมันพืชสำหรับผัด 3 ช้อนชา - ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ - ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ - ซีอิ๊วดำ 2 ช้อนชา - น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ - พริกไทยป่น 2 ช้อนโต๊ะ - แปะก๊วยเชื่อม ½ ถ้วยตวง - ไข่แดงเค็ม 10 ลูก - กุนเชียงทอด ½ ถ้วยตวง - หมูสันในหมัก (หมักด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และพริกไทย) ½ ถ้วยตวง อุปกรณ์ - ใบกะพ้อ (แช่น้ำทิ้งไว้จนนิ่ม และต้มฆ่าเชื้อแล้ว) - เชือกหรือตอกสำหรับมัด


๘๔ วิธีการทำ - นำ ถั่วลิสง ไปล้างน้ำให้สะอาด - ตั้งกระทะนำเห็ดหอมซอยลงผัดกับน้ำมันจนส่งกลิ่นหอม ตามด้วยกุ้งแห้ง และถั่วลิสง ที่ล้างสะอาดแล้ว ผัดให้เข้ากัน แล้วใส่ข้าวเหนียวดิบที่แช่น้ำแล้วลงไปผัด - ปรุงรสด้วย ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน - นำใบกะพ้อที่แช่น้ำทิ้งไว้จนนิ่ม และต้มฆ่าเชื้อแล้ว มาซ้อนกัน 2 ใบ แล้วม้วนให้ เป็นทรงกรวย ตักข้าวเหนียวที่ผัดไว้ใส่ลงไป ตามด้วยวาง แปะก๊วยเชื่อม กุนเชียงทอด หมูสันในหมัก และไข่แดงเค็ม - ห่อปิดให้เป็นทรงสามเหลี่ยม มัดด้วยเชือกให้แน่น - นำใส่ลังซึ้งนึ่งไฟกลาง เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือจนกว่าข้าวเหนียวจะสุก - นำไปไหว้หรือแกะรับประทานได้เลย ภาพที่ 34 ภาพขนมบ๊ะจ่างพร้อมรับประทาน ขนมจั้งแบบโบราณ ดั้งเดิมเป็นขนมพื้นเมืองของประเทศจีน ต่อมาได้แพร่หลายไปในหลายประเทศ เนื่องจากคนจีนสมัยก่อนได้อพยพย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น บ้างก็ไปทำการค้า บ้างก็ไปทำงาน ดั่งคำกล่าว เสื่อผืนหมอนใบ ที่เราๆ เคยได้ยิน กระทั่งสืบทอดมายังจังหวัดตราด เสน่ห์และลักษณะที่ดีของขนมจั้ง คือ “ต้องใสเหมือนแก้ว ไม่มีรสขม และเหนียวนุ่ม” ขนมจั้ง นิยมทำกันมากจังหวัดตราด เครื่องปรุงขนม ชนิดนี้ประกอบด้วยข้าวเหนียว น้ำ และน้ำด่าง วิธีการทำ กีจ่าง หรือ ขนมจั้ง ในปัจจุบันอาจจะมีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนสูตรกันบ้างสมัยก่อน ทำน้ำด่างใช้เอง แล้วจึงค่อยตักน้ำด่างใสๆ มาคลุกพอข้าวเหนียวออกสีเหลือง และเม็ดข้าวนิ่มๆ ก็ พร้อมที่จะห่อมัดจั้งแล้ว โดยตักข้าวลงกลางใบไม้ไผ่ ใช้มือห่อเป็นมุมสามเหลี่ยม แล้วดึงเชือกปอที่ติด กับเสาแคร่มามัด เมื่อได้ขนมจั้งพวงใหญ่ ก็นำไปต้มในปี๊บ เติมน้ำพอท่วมประมาณ 4 ชั่วโมง ก็เป็นอัน เสร็จเรียบร้อย การต้มนานจะช่วยให้ขนมเหนียวดี วิธีการกิน บ๊ะจ่าง กีจ่าง ขนมยามเช้ายอดนิยมของเหล่าอากง อาม่า ที่ชอบซื้อหามากินร่วมกับ โกปี๊ (กาแฟโบราณที่มีน้ำสีดำเข้มและมีรสขม) ซึ่งขนมทั้ง 2 ชนิดนี้ถือเป็นขนมในตระกูลข้าวเหนียว เหมือนกัน ต่างกันที่ บ๊ะจ่าง อร่อยแบบมีไส้กีจ่าง เหนียวนุ่มแบบไม่มีไส้สืบสานตำนานความ อร่อย นับวันยิ่งหากินยากมาก เพราะด้วยขาดคนทำ เป็นขนมไม่มีไส้ ห่อด้วยใบกะพ้อ เนื้อของกีจ่าง น้ำด่าง จะมีสีเหลืองใส กินคู่กับน้ำตาลทรายแดง ในสมัยก่อนคนที่มีลูกหลานมากๆ การทำกีจ่างกินกัน เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำง่าย ลงทุนต่ำ หรือจนแทบไม่ต้องซื้ออะไรเลย ความพิเศษของขนมอยู่ตรงที่รส


๘๕ สัมผัสเหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอมของใบกะพ้อ ส่วนตัวขนมจั้งเองจะมีรสชาติจืดๆ คล้ายข้าวต้มวุ้น โดยจะ นำไปดัดแปลงใส่น้ำแข็ง น้ำเชื่อม แบบข้าวต้มน้ำวุ้นเลยก็ได้วิธีการกินส่วนมาก มักจะเอามาจิ้มกับ น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลโตนด น้ำตาลอ้อย หรือราดด้วยน้ำเชื่อม น้ำกะทิ หรือจะใส่ผสมรวมกับ ลอดช่อง เฉาก๊วย ก็อร่อยไปอีกแบบ ภาพที่ 35 ภาพขนมกีจ่าง หรือ ขนมจั้งโบราณ สูตรชาวตราด จากการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีนในจังหวัดตราด พบว่า อัตลักษณ์ที่หลงเหลืออย่างโดดเด่น ของชาวจีน เช่น เทศกาลประเพณี ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เอกลักทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม อาหาร มีความยึดโยงกับเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อความศรัทธาและสิ่งเหนือธรรมชาติ ส่วน ในเรื่องของภาษา การแต่งกายและที่อยู่อาศัยนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปจากการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย และความสะดวกสบาย เนื่องจากมีความสัมพันธ์กันกับคนนอกกลุ่มชาติพันธุ์ 4.1.2 ชาวแขก “แขก” ในจังหวัดตราด เป็นชาวไทยมุสลิม มาตั้งหลักแหล่งครั้งแรกอาศัยอยู่ที่ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ แห่งเดียว โดยถูกกวาดต้อนเข้ามาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อชาวไทยมุสลิมได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีอาชีพมั่นคง จึงได้ชักชวนพวกพ้อง ของตนให้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น และมีการเรียนภาษาเขียนที่ใช้ใน “คัมภีร์อัลกุรอาน” ของศาสนาอิสลาม มีการสร้าง “สุเหร่า” ครั้งแรกที่ตำบลน้ำเชี่ยว จังหวัดตราดด้วย จากการสำรวจได้ทราบว่า “กลุ่มชาวไทยมุสลิม” ในจังหวัดตราดมาจากชนชาวเขมรกลุ่มที่นับ ถือศาสนาอิสลาม โดยเรียกตัวเองว่า “แขกจาม” หรือ “จำปา” พวกมุสลิมในเขมรได้อพยพหนีการบีบ บังคับทางด้านศาสนาของฝรั่งเศส ที่ยึดครองเขมรในช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เพื่อเข้ามาอาศัยแผ่นดินไทยภายใต้ร่มโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ในช่วงระยะแรก ชาวไทยมุสลิมได้มาตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนอยู่ตรงบริเวณป่าชายเลน สร้างบ้านเรือนขึ้นอย่างง่ายๆ หลังจากสร้างที่พักแล้วได้ร่วมกันสร้างสถานที่เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือ “สุเหร่า” ขึ้นในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง ลักษณะการสร้างสุเหร่าจะใช้ไม้โกงกางมาปักเขต 4 ทิศ หลังคามุงด้วยใบ ปรงที่นำมาสานเป็นตับ เหมือนตับจากมุงกันแดดกันฝน (สัมภาษณ์ นราทร ถนอมวงษ์, ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว, 10 กรกฎาคม 2565) ชุมชนชาวมุสลิม ที่อาศัยในพื้นที่บ้านน้ำเชี่ยว บริเวณริมสองฝั่งคลองบ้านน้ำเชี่ยวปัจจุบันคือ หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 3 โดยส่วนมากมีอาชีพทำประมงเป็นหลัก ระยะแรกจะตั้งบ้านเรือนอยู่ติดริมคลอง บริเวณ หมู่ที่ 1 ต่อมามีการขยายชุมชน กระจายตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของคลอง บริเวณหมู่ที่ 3 และถัด เข้าพื้นที่ด้านใน ได้แก่ ชุมชนบ่อนอก ชุมชนในบ้าน ชุมชนท้ายเขา และชุมชนเทศบาลใหม่ ชาวมุสลิมที่บ้านน้ำเชี่ยวนี้ จะได้รับการเรียกขานว่า “แขกน้ำเชี่ยว” เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ ในเรื่องของการตั้งถิ่นฐานชาวมุสลิมบ้านน้ำเชี่ยวนี้ พระบริหารเทพธานี กล่าวว่า เป็นแขกชาติญวน


๘๖ และเขมร ซึ่งถูกกวาดต้อนเข้ามาเมื่อคราวเกิดสงครามกับญวนในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อมาแล้วได้มาตั้ง รกรากอยู่ที่บ้านน้ำเชี่ยว ครั้งต่อมาจึงชักชวนพวกพ้องให้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น ดังนี้ “...ชนชาติแขกในจังหวัดตราดนี้มีชื่อว่าแขกมลายูพวกเดียวกับแขกครัว ครั้งแรกได้มาอยู่ที่ตำบลน้ำเชี่ยวแห่งเดียวต่อมาภายหลังมีจำนวนมากขึ้น ได้แยกย้ายไป อยู่บ้านยายม่อม ทั้งสองแห่งนี้อยู่ชายทะเลในตำบลแหลมงอบ อำเภอเกาะช้าง ภายหลัง ได้แยกย้ายไปอยู่บ้านแหลมตาพัน ริมชายทะเลในตำบลอ่าวญวน อำเภอบางพระอีก แต่น้อยครัว ต้นตระกูลของแขกพวกนี้แต่เริ่มเดิมทีเชื่อว่าไม่ได้อยู่ที่ตำบลน้ำเชี่ยว จะมีถิ่น ฐานอยู่ที่ใดบ้างไม่มีผู้ยืนยันแน่นอนได้ สันนิษฐานตามเหตุการณ์ประกอบกับชนชาติแขก ที่มีอยู่คงได้ความว่า แขกพวกนี้ได้ถูกกวาดต้อนครอบครัวเข้ามาในรัชกาลที่ 3 ตอน สงครามเขมรและญวน ครั้งทัพเรือเจ้าพระยาคลัง และทัพบกเจ้าพระยาดินธรเมื่อได้ชัย ชนะในหัวเมืองต่างๆ ในประเทศเขมรและญวนแล้วเมื่อที่ปะพ่ายแพ้ไปนั้น พลเมืองได้ถูก กวาดต้อนส่งเข้ามาในพระราชอาณาเขตต้นละคราว โดยทางทัพเรือเชื่อว่าคงถูกแยกย้าย แบ่งให้มาอยู่ในตำบลน้ำเชี่ยวเอาเลยไปที่กรุงเทพฯ หรือที่หัวเมืองอื่นๆ บ้าง สำหรับใน จังหวัดนี้คงได้อยู่ในตำบลน้ำเชี่ยว ต่อมาพวกพ้องของแขกที่ถูกกวาดต้อนแต่ครั้งยังอยู่ใน เมืองเขมรและญวนทราบว่าทางนี้มีที่อยู่เป็นสุขและการทำมาหากินเจริญดีจึงได้พากันมา ทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ในจังหวัด เช่น โต๊ะหมั่น เวลานี้มีอายุ 75 ปี บิดาเขาเกิดที่เมืองกำปอดดิน ของญวน กับโต๊ะแช เวลานี้อายุ 73 ปี บิดาเขาเกิดที่เมืองพระตะบองเป็นดินแดนของ เขมร บิดาเขาทั้งสองคนนี้ได้ตามทำมาหากินอยู่ที่น้ำเชี่ยวมาได้ภรรยาเป็นชาติแขก ด้วยกัน เกิดบุตรชายได้เป็นโต๊ะดังกล่าว ส่วนปู่ ย่า ตา ยาย ของโต๊ะทั้งสองจำมีถิ่นฐานอยู่ ในเมืองที่กล่าวแล้วหรือเมืองใดไม่ทราบ ชนชาติแขกในตำบลน้ำเชี่ยวเวลานี้เกิดในตำบล น้ำเชี่ยวโดยมาก แต่อพยพครอบครัวมาจากต่างประเทศ เช่น มาจากเขมรและมลายู มา จากจังหวัดอื่นๆในพระราชอาณาจักรก็มีแต่ไม่มาก ถึงเวลาก็ยังมีโยกย้ายไปมาห่างๆ เหมือนกัน ไม่เหมือนจีนเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม...” จากข้างต้น จึงสันนิษฐานว่าการกวาดครัวแขกเข้ามาที่ตราดนั้นน่าจะเป็นคราวเดียวกันกับครั้ง เจ้าพระยาบดินเดชาฯ ได้ให้พระอรรคเนศ พระสุนทรภักดีหลวงนรารณรงค์หลวงไกรนารายณ์ พระ ยกกระบัตรเมืองกำแพงเพชร และพระมหาดไทยเมืองตากเป็นข้าหลวงหกนาย คุมไพร่พลไทยมีเครื่อง ศาสตราวุธครบมือกันห้าร้อยคน คุมครัวเขมร และแขกจามกับจีนเขมร 1,242 คน เดินไปส่งยัง กรุงเทพฯดังบันทึกของเจ้าพระยาบดินเดชา ว่า “...ครั้นครัวถึงกรุงเทพฯ แล้วแต่ ณ เดือนเจ็ด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครัวแขกจามเขมรไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ที่คลองบางกะปิแขวงกรุงเทพฯ (คือบ้านแขกครัวริมสระปทุมวันทุกวันนี้)...” ได้มีการอพยพเข้ามาของชาวเขมรอีกระลอกในช่วงของรัชกาลที่ 5 เพื่อหนีการบีบบังคับ ทางด้านศาสนาของฝรั่งเศสที่ยึดเมืองเขมรในขณะนั้น เพื่อเข้ามาอาศัยแผ่นดินไทยภายใต้ร่มโพธิ สมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งมีหลักฐานคือใบเสร็จเงินรัชชูปการใช้แทนหนังสือเดินทางของนาย แอน วิรัญโท ระบุไว้เป็นปี พ.ศ. 2433 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 จากข้อมูลข้างต้น และการเก็บข้อมูล สัมภาษณ์ของคณะผู้จัดทำ เชื่อว่าชาวมุสลิมบ้านน้ำเชี่ยวดั้งเดิมนั้น มีบรรพบุรุษมาจากเมืองกัมพูชา ทางเมืองกำปงจามและกำปอด และเมื่อประมาณ 30-40 ปีก่อน มีชาวมุสลิมจากกรุงเทพฯ ได้ย้ายถิ่น


๘๗ ฐานเข้ามาอีกระลอกหนึ่ง โดยมาจากชุมชนมัสยิดสุวรรณภูมิ (เขตคลองสาน) ทำให้ผู้คนที่อาศัยที่บ้าน น้ำเชี่ยวมีจำนวนมากขึ้น ภาพที่ 36 ภาพใบเสร็จเงินรัชชูปการใช้แทนหนังสือเดินทางของนายแอน วิรัญโท ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ของชาติพันธุ์แขก จังหวัดตราด ได้แก่ 4.1.2.1 ด้านที่อยู่อาศัย ชุมชนชาวมุสลิมที่อาศัยบริเวณริมคลองน้ำเชี่ยว สร้างบ้านเรือนหันหน้าเข้าหาคลอง น้ำเชี่ยว มีอาชีพประมงเป็นหลัก โดยอาศัยคลองน้ำเชี่ยวเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ วิถีชีวิตริมน้ำ ของชาวมุสลิมในชุมชนน้ำเชี่ยวจึงมีเอกลักษณ์ในเรื่องของการทำประมงพื้นบ้าน อดีตจะใช้เรือในการ เดินทางไปมาหาสู่กัน แม้ปัจจุบันการทำประมงจะลดลง เนื่องจากลูกหลานหันมาประกอบอาชีพอื่น แล้ว ก็ยังคงเห็นเรือจอดอยู่หน้าบ้านบ้าง ผู้เฒ่าบางท่านยังพายเรือในลำคลองแทนการใช้รถ หรือเดิน เท้า ซึ่งในอดีตนั้นจะมีเรือจอดแทบทุกบ้าน โดยชาวมุสลิมนี้เป็นกลุ่มชนชาติที่มาตั้งถิ่นฐานยาวนาน กว่าสามชั่วอายุคน จะเห็นได้จากแผนผังต้นตระกูลวิรัญโท (สัมภาษณ์ รสรินทร์ วิรัญโท, ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว, 10 กรกฎาคม 2565) ซึ่งการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวมุสลิมที่นี่มีหลายช่วง คาดว่า กลุ่มแรกๆ เป็นชาวจามที่เข้ารีตอิสลามอยู่ในเมืองเขมร คราวเดียวกับบ้านครัว ที่อพยพเข้ามาในสมัย รัชกาลที่ 3 สมัยที่สยามมีสงครามกับญวณ และได้ทำการกวาดต้อนไพร่พลเข้ามา ซึ่งกลุ่มชาวจามนั้น เป็นพวกที่มีความชำนาญด้านการประมง และเดินเรือ ภาพที่ 37 ภาพแผนผังแสดงสายสัมพันธ์ต้นตระกูลวิรัญโท มุสลิมในชุมชนน้ำเชี่ยว จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เห็นได้ว่าการตั้งบ้านเรือนของชาวมุสลิมบ้านน้ำเชี่ยวนั้น เกิดจาก สภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการเลี้ยงชีพของตน บ้านเรือนจึงสร้างติดริมคลอง และกระจุกตัวกัน


๘๘ อยู่บริเวณสองฝั่งคลอง รวมถึงมัสยิดที่สร้างอยู่ริมน้ำด้วย อันแสดงถึงจุดศูนย์รวมของชุมชนชาวมุสลิม ซึ่งอาศัยอยู่ริมคลองอย่างแท้จริง ภาพที่ 38 ภาพแสดงการตั้งบ้านเรือนของชุมชนชาวมุสลิมบ้านน้ำเชี่ยว 4.1.2.2 ด้านอาชีพ ชาวมุสลิมที่บ้านน้ำเชี่ยวนี้จะสร้างบ้านเรือนอยู่ติดริมคลองน้ำเชี่ยว และมักยึดอาชีพ ประมงเป็นส่วนใหญ่ มีการทำประมงในลำคลองน้ำเชี่ยวและออกเรือในอ่าว โดยใช้เครื่องมือพื้นบ้าน แบบง่ายๆ ในการจับสัตว์น้ำในลำคลองคือการทอดแห รุนเคย แทงปลา วางเบ็ด และจับหอยต่างๆ เพื่อเป็นอาหารและจำหน่าย จนมีฉายาว่า “พวกเกาะตลิ่งกิน”แต่ปัจจุบันลดน้อยลงเนื่องจากความ อุดมสมบูรณ์ และความสะอาดในลำคลองลดลง การออกเรือในทะเลจะใช้เรือขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง ซึ่งเป็นการทำประมงพื้นบ้าน จะทำในร่องน้ำที่อยู่ระหว่างแหลมงอบกับเกาะช้างซึ่งเรียกว่าร่องช้าง 4.1.2.3 ด้านความเชื่อ ชุมชนชาวมุสลิมมีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง จากคำบอกเล่า มัสยิดอัลกุบรอ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ตั้งอยู่ ริมคลองน้ำเชี่ยว เป็นมัสยิดที่เชื่อว่าเป็นมัสยิดหลังแรกในจังหวัดตราด6 แรกเริ่มเดิมทีสันนิษฐานว่า สร้างอย่างง่าย ทำด้วยหลังคามุงใบปง ต่อมามีการปรับปรุงสร้างใหม่ ณ สถานที่เดิม ซึ่งจากคำบอกเล่า และรูปถ่ายเก่า ทำให้ทราบว่ามัสยิดหลังปัจจุบันนี้เป็นหลังที่สร้างครั้งที่ 5 ปัจจุบัน ได้มีการทำ แบบจำลองมัสยิดในสมัยต่างๆ ไว้ในห้องที่เก็บรวบรวมประวัติ สิ่งของเครื่องใช้ของคนในชุมชนบ้าน น้ำเชี่ยวเพื่อที่จะทำเป็นพิพิธภัณฑ์ต่อไป ภาพที่ 39 ภาพมัสยิดอัลกุบรอในปัจจุบัน มัสยิดยันนะตุ้ลการีม มัสยิดยันนะตุ้ลการีม ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด อยู่บริเวณชุมชนท้ายเขา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2524 โดยยกมาจากมัสยิดอัลกุบรอ เพื่อรองรับชาว


๘๙ มุสลิมที่มีจำนวนมากขึ้น และมีความมั่นคงแข็งแรงกว่ามัสยิดอัลกุบรอ ซึ่งคำว่า “ยันนะตุ้ล” นั้น เป็นชื่อของสวรรค์ ส่วน “การีม” มาจากชื่อของผู้สร้างมัสยิดนี้7 ชาวมุสลิมที่อยู่อาศัยในชุมชนบ้านท้ายเขา และที่สะดวกในการเดินทาง จะมา ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่นี่ (สัมภาษณ์ นราทร ถนอมวงษ์, ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว, 10 กรกฎาคม 2565) ภาพที่ 40 ภาพมัสยิดยันนะตุ้ลการีมในปัจจุบัน 4.1.2.4 ด้านประเพณีและวันสำคัญ วันและเดือนที่สำคัญทางศาสนา อิสลามกำหนดวันและเดือนโดยการดูดวงจันทร์ ทางจันทรคติเป็นเกณฑ์วันสำคัญทางศาสนาอิสลาม วันอีดิ้ลอัฎฮา สิ่งที่ควรปฏิบัติในวันอีด - อาบน้ำ พรมน้ำหอม และ ใส่เสื้อผ้าที่ดีและสวยที่สุด - รับประทานอาหารเล็กน้อย ก่อนออกไปละหมาดอีดิ้ลฟิตริ - ให้กล่าวสรรเสริญความเกรียงไกรแห่งอัลลอฮ์ - ให้ออกไปยังสถานที่ละหมาดทางหนึ่ง และ เดินกลับอีกทางหนึ่ง - ให้ละหมาดอีดทั้งสองกลางแจ้ง - ให้อวยพรและขอโทษซึ่งกันและกัน โดย กล่าวว่า “ตะก๊อบบะลัลลอฮุ่ มินนาวะมินกุม” - ให้มีการกิน การดื่ม และรื่นเริงได้ในกรอบ ของศาสนา วันตัชรีกหรือตัซเรค วันตัชรีกหรือตัซเรค คือวันที่ ๑๑, ๑๒ และ ๑๓ ของเดือนซุลฮิจยะห์ เป็นช่วงวันที่ ๒, ๓ และ ๔ ของอีดิ้ลอัฎฮา วันขึ้นศักราชใหม่อิสลาม การกำหนดปีฮิจเราะห์ศักราช ท่านศาสดามุฮัมมัดได้อพยพไปถึง นครมะดีนะห์ใน วันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร่อบีอุ้ลเอาวัล ตรงกับวันที่ ๒๒ กันยายน ค.ศ. ๖๒๒ ขณะเดียวกันก็ได้มีการ คัดเลือกให้เดือน มุฮัรรอมเป็นเดือนแรกของศักราช โดยเหตุนี้จึงทำให้ปีฮิจเราะห์มีมาก่อนการอพยพ ของท่านศาสดามุฮัมมัด ที่แท้จริงเป็นเวลา ๑ เดือน ๑๒ วัน วันอาชูรออ์ คือวันที่ ๑๐ ของเดือนมุฮัร รอม เป็นวันที่ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้ถือศีลอดและ ส่งเสริมให้มุสลิม ปฏิบัติตาม และให้ถือศีลอดในวันที่ ๙ มุฮัรรอม อีกหนึ่งวัน


๙๐ วันเมาลิดนบี (วันคล้ายวันเกิดของท่านศาสดา มุฮัมมัด) คือวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร่อ บีอุ้ลเอาวัล ตรงกับวันที่ ๒๐ เมษายน ค.ศ. ๕๗๑ (พ.ศ. ๑๑๑๔) และท่านได้เสียชีวิตในวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร่อบีอุ้ล เอาวัล ฮ.ศ. ๑๑ ตรงกับวันที่ ๑๑ มิถุนายน ค.ศ. ๖๒๓ (พ.ศ. ๑๑๗๖) รวมอายุได้ ๖๓ ปี วันเมี๊ยะราจ คือวันที่ ๒๗ ของเดือนร่อญับ เป็นวันที่ท่านศาสดามุฮัมมัดได้เดินทางจากนครมักกะห์ ไปยังมัสยิด อัลอักซอ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศปาเลสไตน์ หลังจาก นั้นได้ขึ้นยังฟ้าชั้นที่เจ็ด เพื่อรับ โองการการละหมาด ๕ เวลา จากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา วันอีดิ้ลฟิตริ ท่านศาสดามุฮัมมัดได้ส่งเสริม ให้ล่าช้าในการละหมาดอีดิ้ลฟิตริ(อีดเล็ก) เพื่อจะได้มี เวลาแจกจ่าย ซะกาตฟิตเราะห์ก่อนละหมาด (จ่ายข้าวสารหรือ อาหารพื้นเมืองแก่คนยากจนตามที่ ศาสนากำหนด) ให้คนยากจน และให้ปฏิบัติตนเหมือนเช่นการปฏิบัติตน ให้อีดิ้ลอัฎฮาทุกประการ วันจันทร์และวันพฤหัสบดี ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า “การงานจะถูกนำเสนอ ณ อัลลอฮ์ ในทุกวันจันทร์และ วันพฤหัสบดีดังนั้น ฉันจึงชอบที่จะให้การงานของ ฉันถูกนำเสนอ โดยที่ฉันถือศีลอด” วันศุกร์ ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า “ผู้ใดที่อาบน้ำ ละหมาด โดยเขาอาบน้ำละหมาด อย่างดี แล้วไปละหมาดญุมะอะห์ (วันศุกร์) และฟังคุฎบะห์ (ธรรมกาถา) โดยสงบนิ่ง เขาจะได้รับการ อภัยโทษ ระหว่างวันศุกร์นั้นและวันศุกร์ต่อไป และเพิ่มอีก ๓ วัน และผู้ใดที่ลูบคลำเม็ดหิน (ไม่สนใจ ฟัง คุฎบะห์) แท้จริง เขาทำให้ผลบุญในการละหมาด วันศุกร์เป็นโมฆะ” เดือนในปฏิทินอิสลามทั้ง ๑๒ เดือน ได้แก่ ๑) มุฮัรรอม ๒) ซอฟัร ๓) ร่อบีอุลเอาวาล ๔) ร่อบีอุลอาคิร ๕) ญุมาดัลเอาวัล ๖) ญุมาดัลอาคิร ๗) รอญับ ๘) ชะอ์บาน ๙) รอมฎอน ๑๐) เชาวาล ๑๑) ซุลเก๊าะดะห์ ๑๒) ซุลฮิจยะห (สัมภาษณ์ นราทร ถนอมวงษ์, ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว, 10 กรกฎาคม 2565) 4.1.2.5 ด้านศิลปะพื้นบ้าน ชาวมุสลิมในชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวเป็นกลุ่มคนที่มีภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณีที่มี อัตลักษณ์ควรค่าแก่การรักษา ฟื้นฟู และส่งเสริม ดนตรีนาเสบ การเล่นนาเสบ คือการขับร้องประกอบจังหวะของชาวมุสลิม ใช้ในการ ปรบมือร่วมกับการเคาะจังหวะเป็นหลัก จะเล่นเพื่อการรื่นเริง และในงานต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานส่วนรวมของมัสยิด เช่น งานเลี้ยงน้ำชา งานวันออกบวช เป็นต้น ซึ่งในชุมชนมุสลิมบ้านน้ำเชี่ยวนั้น มีการเล่นมาตั้งแต่อดีต โดยเครื่องดนตรีที่ใช้เป็นเครื่องประกอบจังหวะเท่านั้น อดีตใช้กลองรำมะนา การปรบมือประกอบจังหวะ มีการประยุกต์ใช้ไหและหนังยางมาขึงแล้วดึงเพื่อให้เกิดเสียง ปัจจุบันใช้ กลองทอม ฉิ่ง ฉาบ แทมมารีน ในส่วนของบทเพลงที่นำมาร้องนั้นเป็นการจำมาจากรุ่นสู่รุ่น เนื้อหา เพลงจะเป็นคำสอน ซึ่งแปลงมาจากคัมภีร์ทางศาสนาอิสลาม เช่น เพลงมะอับกัลป์ละห์ เนื้อเพลง เกี่ยวกับการให้อภัยซึ่งกันและกัน


๙๑ ปัจจุบันได้มีการฟื้นฟู และส่งเสริมให้เยาวชนในชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวมาเล่นดนตรีนาเสบ กัน โดยนายประเมิน ภูมิมาโนช เป็นผู้ฝึกสอน และได้รับการสนับสนุนจากชุมชน เช่น โต๊ะอิหม่าม และ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งเทศบาลตำบลน้ำเชี่ยว เพราะเห็นว่าเป็นการอนุรักษ์และเป็นกิจกรรมที่ดี ไม่มี เรื่องสุรายาเมามาข้องเกี่ยว จะเล่นในงานแต่งงาน เล่นกันเองเพื่อความรื่นเริง และนำมาต้อนรับ นักท่องเที่ยวด้วย (สัมภาษณ์ นพดล ภูมิมาโนช, ราษฎรชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว, 10 กรกฎาคม 2565) 4.1.2.6 ด้านภาษา ภาษาอาหรับ มุสลิมในจังหวัดตราดเรียนและใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาในการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม ภาษาอาหรับเป็นภาษาที่ใช้ในอัลกุรอาน มุสลิมทุกคนต้องเรียนอ่านอัลกุรอานภาษาอาหรับเพื่อรักษา ความหมายดั้งเดิมไว้ไม่ให้ผิดพลาดเพราะการแปล อย่างไรก็ตาม ภาษาอาหรับคงมีการใช้ในกลุ่มชาว อาหรับที่นับถือศาสนาคริสต์ชาวอาหรับดรูซ ชาวยิวมิซราฮีและชาวมันเดียนในอิรัก ชาวมุสลิม จังหวัดตราดส่วนใหญ่สามารถอ่านภาษาอาหรับที่เกี่ยวข้องกับศาสนาได้ ภาพที่ 41 ภาพแสดงการทักทายแบบชาวไทยมุสลิม การทักทาย ศาสนาอิสลามได้ประกาศความเป็นตัวตนด้วยการกล่าวคำทักทายในรูปแบบของ อิสลาม เมื่อพบปะพี่น้องมุสลิมหรือเมื่อลาจากกัน เพราะสิ่งนี้ทำให้หัวใจของบรรดามุสลิมรวมกันเป็น หนึ่งเดียว และเป็นการช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้มีความเข้มแข็งและแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น คำทักทาย : อัส ซา ลาม มุ อะ ลัย กุม แปลว่า ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน คำตอบรับ : วา ลัย กุม มุส ซา ลาม แปลว่า ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านเช่นกัน โดยเมื่อทักทายกันจะใช้มือสัมผัสกันและหากเป็นเด็กที่มีอายุน้อยกว่าจะนำมือที่สัมผัส กันแล้วมาดมที่จมูกหรือสัมผัสที่หน้าผาก (สัมภาษณ์ รสรินทร์ วิรัญโท, ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว, 10 กรกฎาคม 2565) 4.1.2.7 ด้านการแต่งกาย การแต่งกายของชาวมุสลิม ไม่ว่าหญิงหรือชาย ถือเป็นหนึ่งในบทบัญญัติที่สำคัญของ ศาสนาอิสลาม ยึดปฏิบัติมาพร้อมกับการถือกำเนิดของศาสนาอิสลามหรือกว่า 1,400 ปีมาแล้ว การแต่งกายของมุสลิมตามหลักการในศาสนาอิสลาม มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การปกปิดสิ่งพึงละอาย ของร่างกาย โดยเฉพาะร่างกายของสตรีมุสลิม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของเรือนร่างเพศหญิง ดึงดูดความสนใจของบุรุษเพศ อันจะก่อให้เกิด “ฟิตนะห์” (ความเสียหาย ความไม่ดีไม่งามต่อสังคม) ศาสนาอิสลามจึงได้วางหลักเกณฑ์ไว้เพื่อป้องกันฟิตนะห์ที่จะเกิดขึ้น


Click to View FlipBook Version