๑๔๒ ต่อจากนั้นก็เข้าสู่พิธีตรวจเฮ็บตรวจท็อง ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจฝ่ายเจ้าสาวจะจัดผู้อาวุโส ที่ฝ่ายเจ้าสาวเคารพนับถือมา 1 คู่ (ชาย – หญิง) มานั่งรับ “เฮ็บท็อง” ที่ฝ่ายเจ้าบ่าวนำมา ผู้อาวุโสทั้ง สองจะนั่งอยู่ในลักษณะเหยียดขาทั้งสองข้างไปข้างหน้า เชี่ยนหมากจะมีอยู่สองชุด (1 คู่) ชุดที่ให้กับผู้ อาวุโสที่เป็นผู้ชายเรียกว่า “เฮ็บ” เชี่ยนหมากที่ให้กับผู้อาวุโสที่เป็นหญิงเรียกว่า “ทัง” หรือ “ท็อง” และเมื่อผู้อาวุโสทั้งสองรับเชี่ยนหมากจากฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะนำเชี่ยนหมากมาตั้งไว้บนหน้าขาของตนเอง แล้วทำพิธีเปิดเชี่ยนหมากเพื่อทำการตรวจนับสินสอด (คันสลา) และหยิบเอาหมากพลูและเครื่องเคียง ที่อยู่ในเชี่ยนหมากเข้าปากรับประทาน และให้พ่อหรือแม่เจ้าสาวนำเงินสินสอดเข้าไปเก็บในบ้าน ระหว่างที่นำสินสอดไปเก็บจะทำท่าทางแบกสินสอดขึ้นบนบ่า และแสดงกิริยาให้รู้สึกเหมือนว่าสินสอดที่ แบกอยู่บนบ่านั้นมีน้ำหนักมาก ถือเป็นการเสร็จพิธี ภาพที่ 81 ภาพพิธีแต่งงานของชาวกัมพูชา (แซนการ์) เจ้าพิธีก็จะทำพิธีเซ่นผีบรรพบุรุษของฝ่ายหญิง ญาติฝ่ายเจ้าสาวจะยกถาดอาหารที่ จัดเตรียมไว้เข้ามาให้เจ้าพิธี และเจ้าพิธีจะทำพิธีเชิญผีปู่ย่าตายายของฝ่ายเจ้าสาวให้มารับเครื่องเซ่น สังเวย และเป็นสักขีพยานความรักของคู่บ่าวสาวเจ้าพิธีจะกล่าวด้วยประโยคว่า “โม แม ออว แม ตำ อัญเชิญโมโฮปบายสรา โกนเจา แซนคเนีย โจยออยเจาเมียนเกิด” เมื่อกล่าวจบเจ้าพิธีก็จะเทเหล้าและอาหารทุกชนิดที่อยู่ในถาดลงบนถาดอาหาร จากนั้นก็ให้ญาติฝ่ายเจ้าสาวยกถาดอาหารออกไปนอกบ้าน ต่อด้วยพิธีเป่าสิ่งร้าย (พิธีปะจีร์ปะโจล) เพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งใดที่ไม่ดีออกไปจากตัวคู่บ่าวสาว และยังเป็นการนำสิ่งดีต่างๆ รวมถึง โชคลาภเข้ามาสู่ตัวคู่บ่าวสาวพิธีจะเริ่มหลังจากที่คู่บ่าวสาววางมือคว่ำทับกันอยู่บนหมอน เจ้าพิธีจะ หยิบด้ายมงคล (เมาะจองได) มาปั่นบนข้อมือของบ่าวสาว เริ่มปั่นจากข้อมือแล้วลากไปสู่ปลายนิ้ว ระหว่างปั่นเจ้าพิธีจะทำการนับหนึ่งถึงเจ็ดเป็นภาษาเขมรว่า “มวย ปีร เบ็ย บวน ปรัม ปรัมมวย ปรัมปีร” จะนับเป็นจังหวะช้าๆ เมื่อนับถึงปรัมปีร (เจ็ด) เจ้าพิธีจะต่อท้ายด้วยคำว่า “ปะจีร์” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทย ว่าปัดออก จากนั้นเจ้าพิธีจะทำการขยุ้มด้ายแล้วนำไปทิ้ง ถือว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งร้ายๆ ออกจากตัว ของคู่บ่าวสาวเป็นที่เรียบร้อย เมื่อทำพิธีนำสิ่งชั่วร้ายออกจากตัวบ่าวสาวเสร็จสิ้นก็จะเข้าสู่พิธีนำสิ่งที่ดีงามเข้ามาสู่ตัว บ่าวสาว เรียกชื่อตามภาษาเขมรว่า “ปะโจล” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่าการนำเข้า ซึ่งโดยนัยก็คือการ นำขวัญที่ชาวไทยเขมรเชื่อว่ามี 19 ดวง เข้ามายังคู่บ่าวสาว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะหงายมือทั้งสองวางบน หมอน และฝ่ายเจ้าสาวก็จะหงายมือลงทับบนมือของฝ่ายเจ้าบ่าว เจ้าพิธีจะนำด้ายมงคลมาทำการปั่น ที่มือของบ่าวสาว เริ่มปั่นจากปลายนิ้วเข้าสู่ข้อมือ การนับจึงต้องนับหนึ่งถึงสิบเก้าเป็นภาษา เขมรว่า
๑๔๓ “มวย ปีร เบ็ย บวน ปรัม ปรัมมวย ปรัมปีร ปรัมเบ็ย ปรัมบวน ด๊อบ ด๊อบมวย ด๊อบ ปีร ด๊อบปีร ด๊อบบวน ด็อบปรัม ด๊อบปรัมมวย ด๊อบปรัมปีร ด๊อบปรัมเบ็ย ด๊อบปรับบวน” เมื่อเจ้าพิธีนับถึงสิบเก้าจะต่อด้วยคำว่า “ปะโจล” ญาติมิตรและทุกคนที่มาร่วมงานก็ จะ พร้อมใจกันพูดคำว่า “ฮอ ฮูร์” จากนั้นทุกคนที่มาร่วมงานก็จะอวยพรบ่าวสาวกันอย่างเซ็งแซ่ พร้อมกับโปรยดอกเฟื่องฟ้า ไปยังคู่บ่าวสาว การอวยพรบ่าวสาวนั้น ผู้ใดอยากอวยพรด้วยประโยคใดก็ จะอวยพรไป พิธีกรรมเมื่อมาถึงขั้นตอนนี้จึงสนุกครื้นเครงและเซ็งแซ่เป็นอย่างมาก พิธีปะโจลเจ้าพิธี จะกล่าว 3 รอบ และเมื่อจบแต่ละรอบทุกคนก็จะกล่าวอวยพรพร้อมกับโปรยดอกไปยังคู่บ่าวสาว ต่อด้วยพิธีเวียนเทียน เจ้าพิธีจะจุดเทียนขวัญและเทียนชัยทั้ง 3 เล่ม แล้วส่งไปให้พ่อ แม่ของเจ้าสาวรับไปอธิฐานโดยยกเทียนขวัญจรดที่หน้าผาก เมื่ออธิฐานเสร็จก็จะยกมือขวาปัดโบกใน ลักษณะปัดออกจากตัวที่เทียนชัย จำนวน 3 ครั้ง แล้วส่งต่อเทียนชัยทั้ง 3 เล่ม ไปยังคนอื่นๆ ที่นั่งล้อม วงรอบตัวคู่บ่าวสาว ซึ่งการเวียนเทียนชัยจะเวียนในลักษณะประทักษิณ คือ เวียนทางขวา และเวียน 3 รอบ เมื่อเทียนขวัญและเทียนชัยเวียนจนครบ 3 รอบ เทียนขวัญและเทียนชัยก็จะถูกส่งมายังเจ้าพิธี เจ้าพิธี จะหยิบใบพลูขึ้นมาหนึ่งใบ นำใบพลูไปห่อที่เทียนและสะบัดใบพลูไปที่คู่บ่าวสาวโดยจะทำ 3 รอบ สุดท้ายก็จะจุ่มใบพลูลงไปในขันน้ำ และนำใบพลูห่อที่เทียนจนไฟเทียนดับ จะทำลักษณะนี้กับเทียน ขวัญและเทียนชัยทั้ง 3 เล่ม จากนั้นพ่อเจ้าสาวจะถือใบขวานโยน แม่เจ้าสาวถือเคียวเกี่ยวข้าวที่เจ้าบ่าวนำมากับ ขบวน ขันหมาก เพื่อไปทำพิธีอวยพรบ่าวสาว ฝ่ายแม่จะนำเคียวไปวนที่ศีรษะทางด้านหลังของเจ้าสาว พ่อจะนำใบขวานโยนไปวนที่ศีรษะทางด้านหลังเจ้าบ่าว จากนั้นทั้งพ่อและแม่จะหยิบหัวไพลที่อยู่ในขัน ครูขึ้นมาเคี้ยวและพ่นไปยังศีรษะของบ่าวสาว สุดท้ายอวยพรคู่บ่าวสาวให้ช่วยกันทำมาหากินเหมือนดัง ขวานโยนและเคียวเกี่ยวข้าว หลังจากนั้นเจ้าพิธีจะนำด้ายมงคล มาแจกให้ญาติมิตรและผู้ร่วมงานเข้าไปผูกข้อมือคู่ บ่าวสาว จะให้พ่อแม่ของบ่าวสาวเป็นผู้ผูกก่อนเป็นกลุ่มแรก และต่อด้วยผู้ร่วมงานท่านอื่นๆ ผู้ที่จะไป ผูกข้อมือจะนำเงินมาผูกไว้ที่สายสิญจน์ก่อนที่จะนำไปผูกที่บ่าวสาว สุดท้ายเจ้าพิธีก็จะนำน้ำมนต์มารด ให้กับคู่บ่าวสาว จากนั้นก็จะมีพิธีส่งบ่าวสาวเข้าห้องหอ เป็นอันเสร็จพิธี เมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมต่างๆ ที่บ้านเจ้าสาว ฝ่ายเจ้าสาวและญาติมิตรจะจัดขบวนแห่ไป ที่บ้านฝ่ายเจ้าบ่าว จะมีญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าสาวเป็นผู้นำขบวน เจ้าสาวจะหาบน้ำ เจ้าบ่าวจะแบกฟืน และตามด้วยขบวนแห่ฟูกหมอนและผ้าสมาหรือผ้าไหว้เพื่อนำไปมอบให้กับญาติของฝ่ายเจ้าบ่าว เมื่อมาถึงบริเวณที่บ้านฝ่ายเจ้าบ่าว ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าสาวจะมอบเหล้า และหมากพลูให้กับญาติ ผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าบ่าวเพื่อขอผ่านทาง เมื่อญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวรับสิ่งของและอนุญาตให้เข้าบ้านได้ ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะจัดให้คนมารับน้ำจากเจ้าสาวและรับฟืนจากเจ้าบ่าว และนำน้ำและฟืนเข้าไปใน บ้าน จากนั้นก็จะนำตัวเจ้าสาวขึ้นไปบนบ้าน ก่อนที่ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะขึ้นไปบนบ้าน ทางญาติ ฝ่ายเจ้าบ่าวจะนำขมิ้นมาล้างเท้าให้คู่บ่าวสาวก่อนจะขึ้นบันไดหรือเข้าประตูบ้าน ที่บันไดหรือ ประตูทั้ง สองข้างจะมีกรรเชอที่ใส่ข้าวเปลือกจนเต็ม และมีใบขวานโยนวางเสียบอยู่ ชาวไทยเขมร เชื่อกันว่า สิ่งของที่วางอยู่ข้างบันไดทั้งสองข้างนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขและความร่มเย็นเป็นสุขที่จะเกิด ขึ้นกับคู่บ่าวสาว บ่าวสาวทั้งคู่จะเหยียบบนกรรเชอก่อนก้าวขึ้นไปบนบ้าน และเมื่อเจ้าสาวขึ้นไปบน
๑๔๔ บ้านเจ้าบ่าวเรียบร้อยแล้ว ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าบ่าวจะนำขมิ้นและหม้อที่ใช้แล้ว มาให้เจ้าสาวล้าง ก้นหม้อเป็นการถือเคล็ดที่ว่าจะอยู่กันจนหม้อข้าวดำ และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นแม่บ้านที่ดี ต่อจากนั้น เจ้าสาวก็จะทำพิธีมอบฟูกหมอนให้กับพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของฝ่าย เจ้าบ่าว และคู่บ่าวสาวจะลงมาจากบ้านเพื่อมาทำพิธีอาบน้ำให้กับพ่อแม่ฝ่ายเจ้าบ่าว ญาติผู้ใหญ่ของ ฝ่ายเจ้าบ่าวจะนำน้ำที่เจ้าสาวหาบมาจัดเตรียมไว้ และนำผ้าที่ทอไว้มาจัดเตรียม เพื่อให้พ่อแม่เจ้าบ่าว ผลัดเปลี่ยน เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะตักน้ำอาบให้กับพ่อแม่จนหมดหาบและเปลี่ยนผ้าให้กับพ่อแม่ จากนั้น ก็จะถึงพิธีมอบฟูกและหมอนให้กับญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว เจ้าสาวจะมอบผ้าสมาให้กับพ่อแม่ฝ่าย เจ้าบ่าว และมอบให้กับญาติผู้ใหญ่ตามลำดับ พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะมอบสิ่งของหรือ เงินกลับมาให้ฝ่ายหญิงเป็นการตอบแทนด้วย ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการแต่งงานหรือแซนการ์ของ ชาวไทยเขมร จากนั้นฝ่ายชายก็จะกลับไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิงเป็นจำนวน 3 วัน 3 คืน และ หลังจากครบกำหนดแล้วหากฝ่ายชายสมัครใจที่อยู่ทำมาหากินที่บ้านฝ่ายหญิงก็อยู่ต่อไปได้ แต่หากฝ่ายชายต้องการจะนำฝ่ายหญิงกลับไปทำมาหากินยังบ้านของตนเอง ฝ่ายชายจะต้องทำพิธี บอกกล่าวพ่อแม่ฝ่ายหญิง โดยจะต้องนำพานหมากพลูไปทำพิธีขอตัวฝ่ายหญิงให้ไปอยู่ยังบ้านของตน เครื่องประกอบพิธีที่อยู่ในพาน ประกอบด้วย 1. เทียน 5 เล่ม 2. หมากพลูจัดพอดีคำ 5 คำ 3. บุหรี่ 1 ซอง 4. เหล้า 1 ขวด สืบค้นข้อมูลวันที่ 27 กันยายน 2565 (ณรงค์ฤทธิ์ สุขสวัสดิ์, 2557) 4.1.5.4 ด้านประเพณี ประเพณีผชุมบิณฑ์ เป็นประเพณีเดียวกับที่คนเขมรถิ่นไทยเรียกว่า ประเพณีแซนโฎนตา หรือพิธีเซ่นไหว้ บรรพบุรุษ หากเทียบกับประเพณีของไทยก็คือ ประเพณีสารทเดือนสิบ เนื่องจากทำกันในเดือน 10 จำนวนทั้งสิ้น 15 วัน ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ ถึงวันแรม 15 ค่ำ (ข้อมูลจาก Facebook page ภาษาเขมร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561) โดยคนเชื้อสายกัมพูชาจะ นิยมทำบุญ และเดินสายทำบุญตามวัดให้ครบ 10 วัน วัดที่นิยมไปทำบุญจะเป็นวัดที่อยู่ใกล้ชุมชน เดินทางสะดวก เช่น วัดคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด วัดเกษมสีมาราม (วัดหาดเล็ก) ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด และวัดคลองใหญ่ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอ คลองใหญ่ จังหวัดตราด ประเพณีตรุษสงกรานต์ นางบรรทม สมหมาย ได้เล่าถึง ตรุษสงกรานต์คือการทำบุญตามประเพณีขึ้นปีใหม่ ของชาวบ้านของไทย สำหรับชาวไทยเชื้อสายเขมร จะมีพิธีกรรม ดังนี้ ในวันแรม ๑๓ - ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ จะหยุดทำกิจการงานทุกอย่าง ซึ่งเรียกว่า “ตอม” ๓ วัน เพื่อร่วมฉลองวันขึ้นปีใหม่ ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เป็นวันขึ้นเขาสวายเพื่อไปนมัสการพระพุทธรูปให้เป็นสิริมงคล และสาดน้ำ รดน้ำอวย พรผู้ใหญ่ในช่วงวันหยุด ๓ วัน มีการละเล่นมากมาย อาทิ
๑๔๕ ๑. เรือมตรุษ เป็นการบอกบุญด้วยการร้องรำทำเพลง ซึ่งจะมีการจัดขบวนรำของ หนุ่มสาว ไปตามบ้านต่างๆ เพื่อบอกบุญ เมื่อเจ้าของบ้านร่วมทำบุญแล้วก็จะมีการอวยชัยให้พร ๒. การทำบุญหมู่บ้าน เมื่อเรือมตรุษเสร็จแล้วก็จะมีการทำบุญหมู่บ้าน ก่อนถึงวันพิธี จะมีการก่อเจดีย์ทรายเพื่อเป็นสิริมงคลกับหมู่บ้าน มีการนิมนต์พระมาฉัน และมอบเงินที่ได้รับจากการ เรือมตรุษถวายวัด ๓. การเล่นสะบ้า ใช้เม็ดมะค่าโมง จำนวนข้างละ ๒๐ – ๓๐ เม็ด ตั้งไว้ให้ฝ่ายตรง ข้ามโยนลูกสะบ้าให้โดนล้ม ถ้าฝ่ายใดโยนล้มหมดก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ และจะได้เขกหัวเข่าผู้แพ้ ประเพณีแข่งเรือพาย ตำบลหาดเล็ก จะจัดประเพณีแข่งเรือพายในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคีกันของคนในชุมชน จะเป็นการแข่งเรือ 7 ฝีพาย บริเวณปากคลอง มะขาม ซึ่งจะได้รับความสนใจจากชาวบ้านร่วมลงแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก สร้างความสนุกสนานให้กับ คนในชุมชนและนักท่องเที่ยว (สัมภาษณ์ บรรทม สมหมาย, ชาวบ้านคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก, 5 กันยายน 2565) ภาพที่ 82 ภาพการแข่งขันเรือพายตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด 4.1.5.6 ด้านภาษา ชาวไทยเขมรสื่อสารกันด้วยภาษาเดียวกับชาวเขมรที่อยู่ในประเทศกัมพูชา แต่ด้วยเหตุผล ของพื้นที่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ประเทศต่างกัน จึงทำให้ซึมซับวัฒนธรรมทางด้านภาษาที่แตกต่างกันออกไป ส่งผลให้ปัจจุบันภาษาของกลุ่มชนทั้งสองเริ่มมีความแตกต่างกัน ซึ่งภาษาไทยเขมรจัดอยู่ ในกลุ่มภาษาแยกย่อยจากภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติค เป็นภาษาที่ไม่มีระบบเสียงวรรณยุกต์ และไม่มี ระบบเสียงหนัก เสียงเบาของสระที่เรียกว่า เรจีสเตอร์ (Register) ที่ทำหน้าที่แบ่งแยกความหมายของคำ เป็น ภาษาที่มีระบบทำนองเสียงที่ทำหน้าที่แบ่งแยกความหมายของประโยค (ประกอบ ผลงาม, 2538. หน้า 5) 4.1.5.7 ด้านการแต่งกาย การแต่งกายของชาวกัมพูชาในพื้นที่ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ เสื้อและกางเกงจะเป็นลวดลายเดียวกัน สีสันสดใส เน้นความสะดวกสบาย ภาพที่ 83 ภาพการแต่งกายของชาวเขมร (กัมพูชา) พื้นที่ตำบลหาดเล็ก ในปัจจุบัน
๑๔๖ 4.1.5.8 ด้านอาหารและภูมิปัญญาสมุนไพร อาหาร อาหารกัมพูชา หรือ อาหารเขมร อาหารที่บริโภคกันอย่างแพร่หลายในประเทศ กัมพูชา แม้แต่ในประเทศไทยเองก็ได้รับความนิยม มีทั้งผลไม้ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เครื่องดื่ม ขนมและซุป ต่างๆ อาหารหลักสำหรับชาวกัมพูชาเป็นข้าวจ้าวที่รับประทานทุกมื้อ มีก๋วยเตี๋ยวและข้าวต้มทรงเครื่อง ที่เป็นที่นิยมสำหรับอาหารเช้า ส่วนกับข้าวมีความหลากหลายทั้งที่เป็นแกง ซุป ทอด ปิ้ง ย่าง นึ่ง ผัด และเคล็ดลับในการปรุงอื่นๆ ซึ่งทำให้อาหารมีรสชาติ และ กลิ่นรสหลากหลาย ข้าวเหนียวสำหรับชาว กัมพูชาจะนิยมรับประทานเป็นของหวาน หรือกับทุเรียน อาหารเขมรนั้นมีความคล้ายคลึงกับอาหาร ของไทยแต่จะรสชาติไม่เผ็ดเท่าอาหารของไทย นอกจากนั้นมีความคล้ายกับอาหารของประเทศลาว และเวียดนามที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันในการเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส เช่น ขนมบันดุ๊ก ขนมบั๊ญแส่ว นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลจากอาหารจีนที่เคยมีความสัมพันธ์ต่อกันในประวัติศาสตร์ เช่น ก๋วยเตี๋ยว เส้นหลายรูปแบบ อาหารประเภทแกงหรือที่เรียกว่ากะหรี่ที่แสดงร่องรอยของอิทธิพลทางวัฒนธรรม จากอาหารอินเดีย นอกจากนั้นยังมีขนมปังฝรั่งเศสที่ได้รับอิทธิพลจากยุคอาณานิคม ซึ่งชาวกัมพูชา มักจะกินกับนมข้น ปลากระป๋องหรือไข่ กาแฟปรุงด้วยนมข้นหวานเป็นที่นิยมกับอาหารเช้า อีกทั้งยังมี ปลาร้า และ ปลาร้าทรงเครื่องเป็นอาหารที่นิยมมากที่สุดในทุกชนชั้นในกัมพูชา โดยจะขอยกตัวอย่าง เมนูอาหารของชาวกัมพูชา ที่เป็นที่นิยม และนำมารับประทานกัน ดังต่อไปนี้(สัมภาษณ์บรรทม สมหมาย, ชาวบ้านคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก, 5 กันยายน 2565) อาม็อก คนกัมพูชากินข้าวเป็นอาหารหลักคล้ายกับคนไทย และมีน้ำพริกกับผัก แกล้มเหมือนกับหลายๆ ประเทศ คนกัมพูชานิยมกินเนื้อควายเป็นส่วนมากอาหารประจำชาติของ กัมพูชาคือ “อาม็อก” เป็นอาหารคาวยอดนิยมของกัมพูชาคล้ายห่อหมกของไทย โดยนำเนื้อปลาสดๆ ลวกพริกเครื่องแกง และกะทิแล้วทำให้สุกโดยการนำไปนึ่ง (ทยาตา อาบสุวรรณ์, 2559) ส่วนผสม - ไข่ไก่กะทิสด พริกแกง ใบยอ ปลาน้ำจืด พริก ใบมะกรูดหั่นฝอย เกลือ, น้ำตาล กระทงสี่มุม ข้าวสวย หอมซอย กระชายขาว ขั้นตอนการทำ - นำพริกแกง กะทิ และไข่ไก่ คนให้เข้ากัน ใส่เครื่องปรุงรสลงในภาชนะผสม แล้วคนให้เข้ากัน ใส่เนื้อปลาน้ำจืดหั่นเป็นชิ้นพอคำลงไปผสมนำใบยอใส่ลงที่กระทงสี่มุมที่เตรียมไว้ ตักส่วนผสมที่เข้ากันดีแล้วลงในกระทง นึ่งด้วยความร้อนประมาณ ๑๐ นาที หรือจนสุก ตกแต่งโดย ราดหัวกะทิเคี่ยวสุกและพริกแดงให้สวยงาม เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน โรยด้วยหอมซอย ภาพที่ 84 ภาพอาม็อก กุยเตียว
๑๔๗ ในภาษาเขมร กุยเตียว หมายถึงจานและเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากข้าว อาหาร ชนิดที่เป็นก๋วยเตี๋ยวใส่น้ำซุปหมู เป็นอาหารเช้าที่เป็นที่นิยมในกัมพูชา ได้รับอิทธิพลจากอาหารจีน กินกับผักกาดหอม ถั่วงอก พริกไทยดำ น้ำมะนาว กระเทียมเจียว กุยเตียวในแต่ละบริเวณมีความ แตกต่างกัน โดยต่างที่องค์ประกอบของน้ำซุปหรือสิ่งที่ใส่ลงในกุยเตียว กุยเตียวแบบพนมเปญเป็น ที่นิยมแพร่หลาย โดยส่วนประกอบในกุยเตียวจะมีเนื้อหมู หมูสับ เลือดหมูก้อน เครื่องในหมู เช่น ลำไส้ หัวใจ ตับ ปอด เป็ดย่าง กุ้งน้ำจืด ลูกชิ้นปลา หมึก กุยเตียวสมัยใหม่จะมีที่ใส่ไก่ เนื้อวัวหรืออาหารทะเล ฬกฬัก ฬกฬัก อ่านว่า ลก-ลัก เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศสจากช่วงเป็น อาณานิคม เนื้อวัวผัดกับหอมแดง กินกับผักกาดหอม แตงกวา และมะเขือเทศ ใช้ซอสที่ประกอบด้วยน้ำ มะนาว พริกไทยดำ เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากเวียดนาม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสมาอีกต่อหนึ่ง แต่ซอสที่ใช้เป็นแบบของกัมพูชา มีแบบที่ดัดแปลง เช่น ฬกฬักอเมริกัน ใส่มันฝรั่งทอดและไข่ดาว ส่วนผสมสำหรับหมัก - เนื้อวัวส่วนสันใน หั่นเป็นเต๋า 200 กรัม ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยดำ 0.25 ช้อนชา น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา เเป้ง ข้าวโพด 1 ช้อนชา ส่วนผสมสำหรับผัด - น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยดำ 0.25 ช้อนชา ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 0.5 ช้อน ชา หัวหอมใหญ่ปอกเปลือกหั่นแว่น 1 ลูกเล็ก น้ำสะอาด 3 ช้อนโต๊ะ หมักเนื้อด้วยส่วนผสมทั้งหมด 2 ชั่วโมง ตั้งกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันพืชลงไป เจียวกระเทียมให้เหลือง ตามด้วยพริกไทยดำ ใส่เนื้อลงไปผัดเร็วที่ไฟแรง เติมส่วนผสมเครื่องปรุง ทั้งหมดลงไป โดยอาจจะผสมเป็นซอสไว้ก่อน ใส่หัวหอมใหญ่ ผัดให้พอสลด เติมน้ำสะอาดลงไป พอเดือด ค่อยโรยแป้งข้าวโพดผสมน้ำเล็กน้อยลงไปผัดให้เป็นซอส รอให้ซอสเดือด จึงตักราดลงในจานข้าว สำหรับรูปเเบบของสลัด ให้ตัดส่วนผสมแป้งข้าวโพดและน้ำสะอาดทิ้งไป เมื่อเติมเครื่องปรุงเเล้ว ให้ผัดเร็วๆ เเล้วตักลงบนจานผักสลัด ภาพที่ 85 ภาพเนื้อลกลัก
๑๔๘ ขนมบันดุ๊ก หรือ มันดุก เป็นขนมชนิดหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดตราด โดยคนทั่วไปเรียกว่า “ขนมเปียกปูนขาว” ซึ่งเป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้ากวน ทานกับน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลอ้อยและถั่ว ลิสงคั่วป่น ปัจจุบันหารับประทานได้ค่อนข้างยาก สำหรับวิธีการทานจะตัดขนมเป็นชิ้น ใส่จาน ราดด้วยน้ำเชื่อม แล้วโรยด้วยถั่วลิสงคั่วป่น สำหรับต้นกำเนิดของขนมบันดุ๊ก นักวิชาการได้วิเคราะห์ จากประวัติศาสตร์ของเมืองตราด จึงสันนิษฐานว่า ขนมบันดุ๊กอาจมาจากเมืองเขมร หรือ เมืองญวน เนื่องจากในอดีตพลเมืองของทั้งสองประเทศเคยถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในเมืองตราด ภาพที่ 86 ภาพขนมบันดุ๊ก นมปันเจ๊าะ ซัมลอร์ขแมร์ “นมบันจ๊ก” คือขนมจีน “ซัมลอร์ขแมร์” คือน้ำแกงเขมร “นมบันจ๊ก ซัมลอร์ขแมร์” จึงหมายถึง ขนมจีนน้ำยาของเขมร มีลักษณะคล้ายๆ ขนมจีนน้ำยาไทย น้ำยานี้ สามารถทำได้สองแบบคือ น้ำยากะทิ และน้ำยาแบบไม่ใส่กะทิ คล้ายๆ กับน้ำยาป่าของไทย ขนมจีน น้ำยาเขมรนั้นจะมีขายในตลาดสดทุกเช้า นมบันจ๊กเป็นอาหารจานเดียวที่นิยมกินกันทั่วของชาวเขมร และเป็นอาหารที่ทำกันในเทศกาลงานบุญต่างๆ มีลักษณะคล้ายๆ กับขนมจีนน้ำยาของไทย การปรุง นมบันจ๊ก ซัมเลอร์ขแมร์นั้นเริ่มจากการตั้งหม้อใส่น้ำและเกลือเล็กน้อย ใส่ปลาลงไปต้ม ปลาที่นิยมจะ เป็นปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุกและปลาช่อน ระหว่างรอปลาสุกก็หันมาเตรียมเครื่องแกงเขียวอัน ประกอบด้วยกระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ผิวมะกรูด กระชาย ขมิ้น ตำให้พอละเอียด เมื่อปลาสุกดีแล้ว ก็นำมาแกะเอาแต่เนื้อ แล้วเทเนื้อปลาลงใส่ครกตำเบาๆ ให้เข้ากับเครื่องแกง จากนั้นต้มน้ำต้มปลาให้ เดือดอีกครั้ง ละลายเครื่องแกงและเนื้อปลาลงไป ใส่ปลาร้า ถ้าเค็มไม่พอให้ปรุงรสด้วยเกลือและ น้ำปลา เมื่อเดือดอีกครั้งก็ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไป แล้วตบท้ายด้วยต้นหอม แบบนี้คือ “น้ำยาป่า” ที่ไม่ใส่ กะทิ ซึ่งเป็นชนิดที่นิยมกันโดยทั่วไป ถ้าจะทำแบบ “น้ำยากะทิ” ให้เริ่มจากการนำหม้อขึ้นตั้งใส่กะทิ ลงไปในส่วนผสมเครื่องแกงและเนื้อปลาลงไปผัดกับกะทิให้หอมจึงเติมน้ำต้มปลาลงไป ใส่ปลาร้า แล้ว ปรุงตามขั้นตอนเหมือนข้างต้น น้ำยากะทิของเขมรจะใส่กะทิเพียงเล็กน้อย จึงมีน้ำแกงค่อนข้างใส ไม่ได้เข้มข้นแบบไทย กินแนมกับผักสดต่างๆ ที่เขมรเรียกว่า “ละบอย” ได้แก่ ถั่วฝักยาว ถั่งงอกดิบ มะละกอซอยเป็นเส้น แตงกวา หัวปลี ผักกระเฉด สายบัว ใบแมงลัก และผักอื่นๆ ตามฤดูกาล ภาพที่ 87 ภาพนมบันจ๊ก ซัมลอร์ขแมร์
๑๔๙ สัมลอร์มะจู Samlar macho สัมลอร์มะจู มีความหมายตรงตัวว่าต้มเปรี้ยว รสเปรี้ยวของอาหารชนิดนี้มา จากมะขาม มะเขือเทศ สับปะรด ใส่ใบย่านางเป็นส่วนประกอบด้วย ในกัมพูชามีสัมลอร์มะจู หลากหลายรูปแบบ ที่รู้จักกันดีคือ สัมลอร์มะจูเครื่อง สัมลอร์มะจูยวน ใส่ไก่ และมะนาว อาจใช้หมู หรือปลาแทนได้ ภาพที่ 88 ภาพสัมลอร์มะจู Samlar macho ปังบัตเต ปังบัตเต หรือ แปลเป็นไทยว่าขนมปังมีไส้ เป็นการรวมเอาวัฒนธรรมอาหาร ฝรั่งเศสกับกัมพูชา มาประยุกต์เข้าด้วยกัน โดยการนำขนมปังฝรั่งเศสมายัดไส้เครื่องต่างๆ ตามฉบับ อาหารกัมพูชา โดยใช้ขนมปังฝรั่งเศส ซึ่งเป็นขนมปังปิ้ง ขนาดความยาวประมาณ 10-12 นิ้ว เป็นหลัก แล้วยัดไส้ เครื่องเคียงประกอบด้วย หัวหมู และหมูสามชั้นต้มพะโล้หมูยอลูกชิ้นปลาเส้น หั่นเป็นชิ้น ตามยาว และปลากระป๋อง ใส่ผักแนม ประกอบด้วย แตงกวาผ่าทางยาว และต้นหอม โดยมีน้ำจิ้มสูตร พิเศษเฉพาะ พร้อมด้วยมะละกอดองและผักดองเป็นตัวชูรส ภาพที่ 89 ภาพแม่ค้าขายปังบัตเต บั๊ญแส่ว บั๊ญแส่ว หรือเรียกอีกอย่างว่า “บัญแชว” (banh chhaew) หรือที่เรียกกัน ในประเทศไทยว่า ขนมเบื้องญวน “บั๊ญแส่ว” ลักษณะคล้ายแพนเค้กที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำ และผง ขมิ้นหรือกะทิ ยัดไส้ด้วยมันหมู กุ้ง และถั่วงอกแล้วนำมาทอดในกระทะ หรือกรอกในกระทะเป็นแผ่น บาง ใส่ไส้ แต่ไส้และน้ำจิ้มจะต่างไปในแต่ละท้องถิ่น ตามธรรมเนียม บั๊ญแส่วจะห่อด้วยใบมัสตาร์ด ใบผักกาดหอม และยัดด้วยใบสะระแหน่ ใบโหระพา หรือสมุนไพรอื่นๆ แล้วจิ้มด้วยเนื้อกเจิ๊ม (น้ำปลา ของเวียดนามที่มีส่วนผสมของน้ำและมะนาว) เวลาจะรับประทานให้ใช้ตะเกียบแยกเป็นชิ้นๆ
๑๕๐ และนำมาห่อด้วยผักสมุนไพรสดแล้วจุ่มลงในน้ำจิ้ม ซึ่งประกอบด้วยตับ ซอสฮอยซิน และกระเทียม ส่วนผักสมุนไพรสดต่างๆ จะช่วยลดความมันในอาหารทอด ภาพที่ 90 ภาพบั๊ญแส่ว ภูมิปัญญาสมุนไพร คุณลุงสมควร คุ้มปลี ได้เล่าให้ฟังว่าตัวเองชื่นชอบสมุนไพร จึงศึกษาและทดลองผสมยา จากพืชสมุนไพรในชุมชน เช่น ๑) ต้นแมงลัก - นอกจากใช้ทำกับข้าวแล้ว เมล็ดของต้นแมงลักยังสามารถนำมา แช่น้ำกินได้ นอกจากนี้หญิงสาวที่ปวดท้องประจำเดือน สามารถนำใบมาต้มกินเป็นยาบำรุงร่างกาย มีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือด ภาพที่ 91 ภาพต้นและใบแมงลัก 2) ยาถอนสำแดง - ใช้สมุนไพร 3 อย่าง ประกอบด้วย ยอดมะพร้าว หัวเปราะ (เปราะหอม) หอมเปรียง (หอมแดง) นำมาต้มรวมกัน สรรพคุณช่วยแก้อาหารเป็นพิษ ภาพที่ 92 ยอดมะพร้าว, หัวเปราะ (เปราะหอม), หอมเปรียง (หอมแดง) 3) ต้นลูกใต้ใบ - นำมาต้มรวมกับต้อยติ่ง สรรพคุณ ช่วยลดไข้ ภาพที่ 93 ภาพต้นลูกใต้ใบ
๑๕๑ 4.1.6 ชาวชอง จากการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิทำให้ทราบว่า ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวชอง มีนักวิชาการหลายท่านที่ได้ศึกษาข้อมูลไว้ ดังนี้ คำว่า “ชอง” ที่ชาวชองใช้เรียกตนเองนั้น สุเรขา สุพรรณไพบูลย์ (2530) (อ้างถึงใน อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, 2550) กล่าวในการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ชอง รายงานวิจัยเสนอต่อสมาคมสังคมศาสตร์ แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2530 ว่า คนชอง แปลคำว่า “ชอง” ว่า “พวกเรา” และคำว่า “ชอง” ในพิธีกรรม ก็แปลว่า “พวก” ในขณะที่คนไทยให้ความหมายของคำ “ชอง” ว่า เดินงุ่มง่ามอย่างหมี (กรรณิการ์ เกนิกานนท์, 2522) นัยของความหมายนี้แสดงถึงบุคลิกของชาวชองที่เปรียบกับหมี ที่ดูจะอุ้ยอ้าย และงุ่มงาม แต่หากเมื่อใดที่มีสิ่งผิดปกติก็จะระแวดระวัง และเมื่อพบอันตรายก็พร้อมที่จะใช้เล็บและ เขี้ยวอันแหลมคมจัดการกับศัตรูในทันที ส่วนรูปร่างลักษณะของชาวชองนั้น ตัวเล็กกว่าคนไทย เล็กน้อย ผิวดำแดงไม่ถึงกับดำสนิท เส้นผมหยิกขอดติดหนังศีรษะ ศีรษะด้านบนตัด ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม หน้าผากกว้างเถิก คางเหลี่ยม ขากรรไกรกว้าง จมูกแบบใหญ่ไม่โด่ง ปากหนา ตาโปนใหญ่คิ้วดก ดำรงพล อินทร์จันทร์(2559) ได้กล่าวว่า ชองเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมบนผืนแผ่นดินไทยที่มีถิ่น ฐานในละแวกภาคตะวันออกของไทย ชื่อเรียกตนเอง “กะซอง”เป็นชื่อที่ผู้พูดเรียกภาษาของตัวเองและ เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของพวกเขา ปรากฏจากคำบอกเล่าของชาวกะซองในพื้นที่ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ชื่อที่คนอื่นเรียก “ชอง” “ชองของตราด” “กะซอง” ชื่อที่ปรากฏในเอกสารราชการ : คำว่า “ชอง” ปรากฏในเอกสารทางราชการของไทยมีชื่อว่า เอกสารกรมราชเลขาธิการ กระทรวงมหาดไทย รัชกาลที่ 5 (ม.4 เรื่องที่ 2 มณฑลจันทบุรี) รายงานว่า พระยาวิชยาธิบดี ผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรี แจ้งว่ามีพวกเงี้ยวพม่า 11 คน มา จากไซ่ง่อน ขึ้นที่บ่อพลอยไพลิน ดังใจความต่อไปนี้ (หน้า3)…สืบได้ความว่ามีพวกเงี้ยว พม่ารวม 11 คน มาจากไซ่ง่อนโดยเรือเมล์โดนัยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พวกนี้ได้ แยกกันอยู่หลายแห่ง วันที่ 29 กรกฎาคม พวกนี้พากันขึ้นไปบ่อพลอยไพลิน 8 คน ต่อมา วันที่ 30 กรกฎาคม ได้ขึ้นไปบ่อพลอยไพลินอีก 3 คน ในพวกนี้ พระยาวิชยาธิบดีสืบได้ ความว่า คนหนึ่งเป็นคนชาติพม่า ชื่อมองเคล้าปูเดิมอยู่กับมองจะเรปิ้งย่าที่เมืองจันทบุรี แล้วพากันไปหาเจ้าเมงกุนที่ไซ่ง่อน ไม่ได้ความว่าพวกนี้มาเพื่อเหตุใด… อีกฉบับรายงานว่า พระยาวิชยาธิบดี ผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรี แจ้งว่ามีพวกลาว 10 คน เที่ยวซุ่ม ซ่อนอยู่ตามดงยายโต้ ดังใจความต่อไปนี้ …ได้รับรายงานนานวาศ ปลัดอำเภอทุ่งใหญ่ ลง วันที่ 17 เมษายน ร.ศ. 124 ว่ามีพวกลาวประมาณ 10 คน ถืออาวุธครบมือกัน เที่ยว ซุ่มซ่อนอยู่ตามดงยายโต้ ปลายเขตร์แดนแลตำบลท่าโสม อำเภอทุ่งใหญ่… พระยาตรังค ได้ตรวจเขตร์ท้องที่อำเภอท่าหลวง จนถึงพรหมแดนต่อเขตร์กับเมืองพระตะบอง ได้แจ้ง ถึงกลุ่มชาติพันธุ์ของผู้คนแถบนี้ดังนี้… ตำบลซึ่งต่อเขตร์แดนกับพระตะบองนั้น ราษฎร ชาวบ้านเป็นพวกเขมรทั้งสิ้น ตำบลซึ่งต่อกับเมืองปาจิณ เป็นลาวบ้าง ชองบ้าง เขมรบ้าง ตำบลทับไซนั้นเป็นพวกชองทั้งสิ้น…
๑๕๒ นักภาษาศาสตร์เพิ่มระดับการรับรู้ด้วยคำขยายเพิ่มเติมทางภาษาว่า “ชองของตราด” เพื่อจำแนกความแตกต่างระหว่าง “ชองของจันทบุรี” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ในทางภาษาศาสตร์ได้มี กระบวนการในการฟื้นฟูภาษาในภาวะวิกฤตไปก่อนหน้าแล้ว และเมื่อวินิจฉัยด้วยเกณฑ์ทาง ภาษาศาสตร์แล้ว นักภาษาศาสตร์ได้สร้างชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์“ชองของตราด” เป็น “กะซอง” (Kasong) และส่งเสริมการรับรู้ของชาวชอง (ของตราด) เดิม ให้เปลี่ยนชื่อเรียกกลุ่มตนเอง เพื่อจำแนกให้เห็นความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ประหนึ่งกำหนดนิยามชื่อเรียกทางชาติพันธุ์ขึ้นมา นำพา มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงตัวตนทางชาติพันธุ์นับจากนั้นเป็นต้นมา ตลอดจนความตระหนักต่อสถานภาพ และความสำคัญของภาวะของภาษาของตนเอง จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กลไกหนึ่งของการขับเคลื่อน ตัวตนทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาวกะซองคือข้อค้นพบทางวิชาการ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและ ยอมรับนิยามชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่อย่างชัดเจน (เว็บไซต์กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย โดยศูนย์ มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). ได้ศึกษาประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์กะซอง ว่า ไม่ปรากฏประวัติและที่มาของชาวกะซองอย่างชัดเจนนัก มีเพียงคำบอกเล่าว่าตั้งแต่ในอดีตนับเป็น ร้อยปีที่ผ่านมาในจังหวัดตราดมีกลุ่มคนชาวกะซองเป็นบางส่วนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายเขตของจังหวัด ชาวกะซองส่วนใหญ่มักชอบอาศัยอยู่ตามป่าเขาหรือที่ที่มีน้ำตลอดทั้งปี ชาวกะซองตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ ตำบลด่านชุมพลมานานนับร้อยปีแล้ว ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเล่าว่ากลุ่มชาวกะซองที่มีอยู่เดิมนั้นเป็น ลูกหลานของนักรบหรือผู้ป้องกันประเทศชาติในสมัยพระเจ้าตากสิน ในช่วงนั้นจะมีกลุ่มชนหลายเชื้อ ชาติที่เข้าออกประเทศจากการสู้รบหรือการค้าขาย กลุ่มคนเหล่านั้นมีทั้งกัมพูชา เวียดนาม กุลา มอญ และกะชอง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ตำบลด่านชุมพล ทั้งนี้เหตุที่มีชาวกะซองอยู่ที่พื้นที่นี้จำนวนมากนั้น เพราะว่า ชาวกะชองจะต้องคอยระวังดูแลแนวชายแดนของพื้นที่อยู่นานจนมีลูกหลานสืบทอดมาจนถึง ปัจจุบัน กลุ่มชาวกะชองมีแต่ภาษาพูด มีวัฒนธรรม ประเพณี มีความเชื่อและเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันชาวกะชองที่มีอยู่และพูดภาษากะชองได้นั้นมีอยู่จำนวนน้อยมาก แต่มีลูกหลานที่สืบทอดวงศ์ ตระกูลนั้นมีอยู่มาก สาเหตุที่ทำให้การพูดภาษากะชองลดน้อยลงเป็นเพราะว่าไม่มีการถ่ายทอดคำพูด จากรุ่นสู่รุ่น เป็นผลให้ประเพณีและวัฒนธรรมเสื่อมลงไปตามลำดับ ความเป็นมาของคำว่า “ด่านชุมพล” คือ คนชื่อหลวงพลได้ต่อต้านการสู้รบและเอาชนะได้ หลวงพลเป็นคนที่มีอำนาจและมีรากฐานอยู่ที่หมู่ที่ 1 ของด่านชุมพลและได้เสียชีวิตลงที่แห่งนั้น เลยเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า “ด่านชุมพล” จากคำเล่าขานของชาวบ้าน เช่น คำบอกเล่าของผู้อาวุโสใน หมู่บ้าน “บ้านคลองแสง” แต่เดิมเรียกกันว่า “บ้านชุมแสง” ตามชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชอบขึ้นตาม หนองน้ำและพื้นที่ตามลำคลองของหมู่บ้าน คือ ต้นชุมแสง เป็นที่อาศัยของหิ่งห้อย ชอบเกาะในเวลา กลางคืน ทำให้เกิดแสงระยิบระยับ สวยงาม ชาวบ้านเรียกคลองนี้ว่า “คลองแสง” จนถึง ปัจจุบัน ปรากฏข้อความกล่าวถึงที่มาของหมู่บ้านว่า “หมู่บ้านนี้ มีอายุการก่อตั้งหมู่บ้านมาแล้วไม่ต่ำกว่า 150 ปี แรกเริ่มผู้คนมา ตั้งบ้านเรือนอยู่กันประมาณ 3-4 ครัวเรือน คือ นางเย็น นายคุด นางหอ ซึ่งคนกลุ่มนี้ สืบเชื้อสายมาจากชาว ฌอง (ชอง) ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งที่อพยพมาจากเขมร แล้วมาตั้ง รกรากที่นี้ จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าคนในชุมชนนี้มีการสืบเชื้อสาย มาจาก 4 ครอบครัวนี้”
๑๕๓ อรสม สุทธิสาคร (2533) (อ้างถึงใน อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, 2550) ได้กล่าวถึงเรื่องราวของ กลุ่มชาติพันธุ์ “ชอง” (Chong) นั้น ชาวชองเล่าประวัติศาสตร์ของตนเองว่า “ก่อนเกิดเป็นมนุษย์นี่ ชองเกิดมาจากท้องวัว สมัยพระเจ้าตาก พม่าบุกมาถึงเมืองจันท์ เจอคนไทยก็จะฆ่า แต่มาเจอชองไม่ได้ พูดภาษาไทยก็เลยไม่ฆ่า ยกทัพกลับ” บางคนก็กล่าวว่า “เมื่อพระเจ้าตากสินเสด็จไปที่เมืองจันทบุรี บรรพบุรุษของพวกเขาก็ได้อาสากู้ประเทศด้วย” (ชิน อยู่ดี, 2518) บ้างก็ว่า “ชาวชองสืบเชื้อสายมา จากพระนางกาไว” นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคำทำนายในอนาคตไว้ด้วยว่า “ปีจอล่อกุน ผู้มีบุญจะเข้า เมือง.... มีทางไม่มีคนจะเดิน... ข้าวจะยากหมากจะแพง... ที่ลุ่มจะกลายเป็นที่ตอ....ครกจะออกราก สากจะออกใบ ต้นตระไคร้จะออกดอก... สิ้นปู่ย่าตายาย แล้วยักษ์ตาโตมันจะมากินคน.... ของไม่เคย เห็นก็จะได้เห็น..” (นิตยสาร อสท, พฤษภาคม 2542) ส่วนหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าที่มีอยู่ พบว่า ชาวของได้รับการกล่าวถึงครั้งแรกโดย จิวต้ากวน ราชทูตจีน กล่าวถึง “ชอง” ในบันทึกที่เขียน ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๘ ว่า (ชิน อยู่ดี, 2518) “ในประเทศกัมพูชาครั้งนั้น มีคนป่าพวกหนึ่งคนพวกนี้มา จากแถบภูเขา รวมกันอยู่เป็นเผ่าหนึ่งต่างหากมีพวกเรียกพวกนี้ว่า “ชองชีขโมย” เมื่อพาเข้าไปใน หมู่บ้าน คนป่าพวกนี้ไม่กล้าออกมาแสดงตน ถึงกับว่าพวกนี้คล้ายสัตว์ จึงซื้อขายคนป่าพวกนี้ด้วยราคา ไม่มากนัก คนพวกนี้ได้แต่นั่งและนอนอยู่ใต้ถุนบ้าน เมื่อถึงคราวจะไปรับใช้พวกชองจึงจะขึ้นบนบ้าน แล้วคุกเข่าลงหมอบกราบก่อนที่จะเดินต่อไป ในบันทึกของจิวต้ากวนยังได้บรรยายถึงสถานะอัน เลวร้ายของพวกชองไว้อีกมาก นอกจากนี้เขายังกล่าวว่า ยาพิษของพวกนี้ร้ายมาก พวกนี้มักจะฆ่ากัน แม้จะเป็นพวกเดียวกัน อย่างไรก็ดีเรื่องการดูถูกชาวชองของคนเขมรนั้น ในปัจจุบันก็ยังคงค่านิยมนี้อยู่ ยังคงดูถูกว่าเป็นชาวป่าชาวดอย จนเกิดสำนวนว่า “เธวอะ อะเวย โดจ เจี่ย จวง” (ทำอะไรเหมือนคน ชอง) เป็นสำนวนที่ใช้ว่าคนที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง ซึ่งเขมรถือว่าเป็นคำดูถูกเพราะถ้าเขาถูกเรียกว่า “อาจวง” (อ้ายชอง) เขาจะโกรธมาก (ม.ศรีบุษรา, 2533) นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยา สันนิษฐานว่า “ชอง” อาจเป็นทาสส่วนสำคัญของอาณาจักรกัมพูชา ยุคสังคมทาสนครธม คือกำลังที่ ผลิตและสกัดหิน ขนหิน สร้างเทวสถานน้อยใหญ่ ภายใต้การควบคุมของหัวหน้างาน สถาปนิกและช่าง สลักฝีมือดีชาวเขมร (จิตร ภูมิศักดิ์, 2540) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวเขมรจะดูถูก “ชอง” เพียงใด หากแต่พวกของก็ยังคงมีศักดิ์ศรี ดร. ดูฟอสเซ พบว่า ชาวชองในเขมรเรียกตัวเองว่า มโนะห์ และมนิก (Manoh, Manik) ก็มี ซึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ เชื่อว่า คำสองคำนี้แปลว่า “คน” เพราะลักษณะเป็นคำในตระกูล ภาษามอญ-เขมร เหมือนกับที่พวก “เงาะ” ที่พัทลุง ตรัง เรียกตัวเองว่า “เมนิก-เมนิ” ที่แปลว่า คน ส่วนใน เอกสารรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพบเรียกว่า “ข่าชอง” เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๗ บาทหลวงมงเซเญอร์ ปาลเลกั๋วซ์ (อ้างถึงใน อภิลักษณ์ เกษมผลกูล,2550) ได้บันทึกไว้ว่า ...ทางทิศเหนือของจังหวัดจันทบูร กล่าวกันว่ามีภูเขาล้อมรอบเป็นวงกลม ทีเดียว เป็นที่ตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าชอง ซึ่งรักษาเส้นทางเข้าออกตามช่องเขาทุก ด้านไว้อย่างหวงแหน จะยอมให้บุคคลภายนอกผ่านเข้าไปได้ก็แต่เฉพาะผู้ที่ติดต่อทำมา ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ที่คาดว่าจะไม่เป็นภัยแก่พวกเขาเท่านั้น พวกของเคารพในตัว หัวหน้าเผ่ามาก หัวหน้าเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด สั่งให้ดำเนินการตามกฎและประเพณี โดยเคร่งครัด กฎหมายของเผ่าชองนี้กล่าวกันว่าเข้มงวดนัก แต่ไม่ค่อยมีการละเมิด เท่าใดเลย...
๑๕๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ถึงไว้ในเสด็จประพาสจันทบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๙ ความว่า “เร่วกระวานนี้มีแถวป่าสีเซ็นต่อเขตแดนกับเมืองพระตะบองมีชนชาติหนึ่ง เรียกว่าชอง อยู่ในแถบป่าสีเซ็น พูดภาษาหนึ่งต่างหากคล้ายๆ กันกับภาษาเขมร ชอบ ลูกปัดและของทองเหลืองเหมือนอย่างกะเหรี่ยงเมืองกาญจนบุรี เป็นกองเร่วส่วน กระวานขึ้นเมืองจันทบุรี กับไทยบ้าง กับญวนบ้าง” หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ม.358 (อ้างถึงใน อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, 2550) ได้กล่าวไว้ว่า กลุ่มชาติพันธุ์ชองที่เมืองตราดนั้น พระยาตรังคภูมาภิบาล อดีตผู้ว่าราชการเมืองตราด ได้สำรวจพบที่ บ้านด่านชุมพล ซึ่งไกลจากคลองห้วยแร้งประมาณ ๕๐๐ เส้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ โดยกล่าวไว้ในหนังสือ รายงานการตรวจการเมืองระยองแลเมืองตราด กราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ไว้ดังนี้ ...ราษฎรเปนชองมีเขมรแลลาวบ้างเล็กน้อย การหาเลี้ยงชีพ มีการทำนาบ้าง เล็กน้อยไม่ใคร่จะพอเพียงกัน เพราะไชยภูมิพื้นที่ของพวกชองชอบตั้งอยู่ชายเนินริม มาบซึ่งมีทุ่งนาเล็กน้อย พวกชองเหล่านี้เมื่อหมดเทศกาลทำนาแล้วชอบประพฤติเข้าป่า หาไม้หอมแลกระวานเปนพื้น พวกเหล่านี้พิเคราะห์ดูแม้นพวกเขมรปลายเขตร์ อำเภอ ท่าหลวงซึ่งติดต่อกันบ่อไพลิน ถ้าเกิดเจ็บไข้อะไรขึ้น แล้วก็ชอบทิ้งบ้านเรือนหนี เหมือนกันไปหาที่พักอื่นปลูกใหม่ต่อไป ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้แนะนำชี้แจงว่าถิ่นฐาน บ้านเรือนซึ่งเขาตั้งภูมิลำเนาดังที่ได้ตรวจเห็นมาแล้วนี้เปนพื้นที่กลางป่าระหว่างเขา ระหว่างเนินจะหาที่โค่นสร้างทำนาก็ไม่ใคร่จะมี ครั้นจะสร้างสวนปลูกผลไม้ เมื่อผลไม้ เปนผลแล้วก็ไม่มีที่จะจำหน่ายขายเพราะเปนที่ป่าดอน ให้ย้ายครอบครัวไปอยู่ริมคลอง ห้วยแร้งซึ่งเปนที่อุดมดีจะทำสวนหรือทำนาก็มีที่ปลูกสร้างได้พวกราษฎรเหล่านั้น ทั้งหมดพากันร้องว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนเคยอยู่ป่าดอนไม่เคยอยู่ใกล้ริมน้ำคลอง มี ความกลัวเกรงว่าจะผิดน้ำบ้าง ผิดผีบ้าง พวกเหล่านี้ออกจะถือผีเคร่งมาก ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้แนะนำให้หลวงพลกำนันหาพื้นดินที่ห้วยแร้งตั้งบ้านเรือนดูก่อน เพื่อราษฎรเหล่านั้นจะได้คุ้นเคยแลเปนตัวอย่างต่อไป.... ต่อมาในราว พ.ศ. ๒๔๗๔ พระบริหารเทพธานี อดีตผู้ว่าราชการเมืองตราด ได้เรียบเรียง หนังสือ ประวัติจังหวัดตราด ขึ้นและกล่าวถึง กลุ่มชาติพันธุ์ชองในเมืองตราดไว้ว่าชาวชองเหล่านี้เป็น ชนพื้นเมืองของจังหวัดตราดมาแต่เดิมมิได้อพยพมาจากที่อื่น ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบริเวณเชิงเขาบรรทัด ใกล้ชายแดนไทย–กัมพูชา นับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการนับถือผีบรรพบุรุษ ชองเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนี้มาแต่เดิม แต่มักมีภูมิลำเนา อยู่ตามชายแดนแลเชิงเขาไม่ได้อพยพมาแต่อื่น ...เขาไม่มีหนังสือ ใช้หนังสือไทยเป็นพื้น นับถือพุทธศาสนา ได้บวชเรียนอย่างไทย นอกจากนับถือพุทธศาสนาแล้ว ยังนับถือผี ทุกคนทั้งชายแลหญิง ได้เลี้ยงสุกรไว้แทบทุกบ้าน เพื่อแก้บนผีถ้าสุกรโตขึ้นเจ้าของจะ ขายก็ต้องหามาเลี้ยงใหม่จึงจะขายตัวโตได้ แม้เมื่อใครป่วยไข้พากันถือว่าผิดผี ผีมา
๑๕๕ ลงโทษต้องบนผี เมื่อหาย แก้บนโดยเอาหมูและเหล้ามาเช่นผีบางบ้านต้องแก้บนทั้งยัง ป่วยอยู่ ส่วนที่ตั้งถิ่นฐานของชองในเมืองตราดนั้น ในสมัยของพระบริหารเทพธานี(พ.ศ. ๒๔๗๔) พบว่า ท้องที่อำเภอเขาสมิงเป็นที่อยู่ของชาวชองเกือบทุกตำบล ตำบลที่มีชองมากที่สุด คือตำบลเขาสมิง กับตำบลท่าโสม ส่วนในเขตอำเภอเมืองที่มีมากสุด คือ ตำบลท่ากุ่ม ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๘๔ นายอาร์ บาร์ราคาห์ นักมานุษยวิทยาผู้ศึกษากลุ่มชาติพันธุ์สำเหร่ หรือ พอร์ (Les Samre ou Por) พิมพ์ใน Bulletin de I' ecole francaise extome-Orient XLI ค.ศ. ๑๙๔๑ แบ่งพวกชองในเขมรเป็น ๓ พวก คือ พวกสำเหร่ พอวพอร์ และพวกสะออก (Sa-Och) ในคราวนั้น นายบาราคาร์ ได้บันทึกการสำรวจหมู่บ้านชองในจังหวัดจันทบุรีและตราดไว้ โดยเฉพาะเมืองตราดนั้น พบหมู่บ้านสำคัญของชองดังนี้ (ชิน อยู่ดี, 2518 อ้างถึงใน อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, 2550) 1) San houm Phon บ้านด่านชุมพล ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ 2) Ta Phit บ้านปากพีด ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด 3) Chang Kleu บ้านฉางเกลือ ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด 4) Thung Kadak บ้านทุ่งไก่ดัก ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด 5) Khlong Seng et Sok บ้านคลองแสง ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ 6) Ban Ko บ้านฆ้อ ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง ภาพที่ 94 ภาพชาวชองในอดีต ที่มา : สารคดีผืนป่าแห่งบูรพาทิศ แหล่งวิถีชีวิตชาวชอง จากการสำรวจพบว่า มีชาวชองตั้งถิ่นฐานผสมกลมกลืนอยู่ใน 10 หมู่บ้านของจังหวัดตราด โดยอยู่กระจัดกระจายตามหมู่บ้าน ตำบลและอำเกอต่างๆ ดังนี้ 1) บ้านทุ่งไก่ดัก หมู่ที่ ๔ ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ทิศเหนือติดกับ หมู่ที่ 6 บ้านคลองขวาง ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 1 บ้านจันทิตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 7 บ้านคลองขัด ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ทิศตะวันตก ติดกับ หมู่ที่ 5 บ้านหนองปรือ ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นางอัมพร กุมภะ เบอร์โทรศัพท์ 080-096-1518
๑๕๖ ภาพที่ 95 ภาพแผนที่เขตตำบลท่ากุ่ม 2) บ้านฆ้อ หมู่ที่ ๒ ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ทิศเหนือ ติดกับ หมู่ที่ 5 บ้านตากแว้ง ตำบลนนทรีย์ อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 6 บ้านทุ่งพีด ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 2 บ้านฆ้อ ตำบลห้วยแร้ง จังหวัดตราด ทิศตะวันตก ติดกับ หมู่ที่ 4 บ้านแก่งหิน ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นายวิโรจน์ เทียนน่วม เบอร์โทรศัพท์ 084-783-8190 ภาพที่ 96 ภาพหมู่บ้านฆ้อ : ภาพจากดาวเทียม 3) บ้านศรีบัวทอง หมู่ที่ ๓ ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลนนทรี อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 1 บ้านโป่ง ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 2 บ้านฆ้อ ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลสะตอ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นายนุกูล พรมสามพราน เบอร์โทรศัพท์ 081-863-9316 ภาพที่ 97 ภาพหมู่บ้านศรีบัวทอง : ภาพจากดาวเทียม
๑๕๗ 4) บ้านด่านขุมพล หมู่ที่ ๑ ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศเหนือ ติดกับ หมู่ที่ 3 บ้านคลองแสง, หมู่ที่ 7 บ้านทับทิมสยาม 01 ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 2 บ้านเขาขาด, หมู่ที่ 5 บ้านทับมะกอกตำบลด่านชุมพลอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ ประเทศกัมพูชา ทิศตะวันตก ติดกับ หมู่ที่ 2 บ้านเขาขาด, หมู่ที่ 4 บ้านทางกลาง ตำบลด่านชุมพลอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นางสาวจารึก เนตรวงศ์ เบอร์โทรศัพท์ 089-834-9348 ภาพที่ 98 ภาพหมู่บ้านด่านชุมพล : ภาพจากดาวเทียม 5) บ้านคลองแสง หมู่ที่ ๓ ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศเหนือ ติดกับ หมู่ที่ 5 ตำบลนนทรีย์ อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 1 บ้านด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 1 บ้านด่านชุมพล, หมู่ที่ 7 บ้านทับทิมสยาม 01 ตำบล ด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด และประเทศกัมพูชา ทิศตะวันตก ติดกับ หมู่ที่ 4 บ้านทางกลาง และหมู่ที่ 6 บ้านปะเดา ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นายบัญชา เอกนิกร เบอร์โทรศัพท์ 081-018-6735 ภาพที่ 99 ภาพหมู่บ้านคลองแสง : ภาพจากดาวเทียม
๑๕๘ 6) บ้านปะเดา หมู่ที่ ๖ ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลนนทรีย์อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 4 บ้านทางกลาง ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 4 บ้านทางกลาง ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นายเดชา ขวัญอยู่ เบอร์โทรศัพท์ 097-138-6797 ภาพที่ 100 ภาพหมู่บ้านปะเดา : ภาพจากดาวเทียม 7) บ้านสระใหญ่ หมู่ที่ ๒ ตำบลนนทรีย์ อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศเหนือ ติดกับ หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อพลอย จังหวัดตราด, หมู่ที่ 3 ตำบลนนทรีย์ ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 5 ตำบลนนทรี, หมู่ที่ 2 ตำบลวังตะเคียน จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 1, หมู่ที่ 3 ตำบลนนทรี จังหวัดตราด ทิศตะวันตก ติดกับ หมู่ที่ 6 ตำบลบ่อพลอย จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นายไพโรจน์ อิงชำนิ เบอร์โทรศัพท์ 097-138-6797 ภาพที่ 101 ภาพแผนที่เขตตำบลนนทรีย์ 8) บ้านมะม่วง หมู่ที่ ๓ ตำบลนนทรีย์ อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศเหนือ ติดกับ ประเทศกัมพูชา ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 1 บ้านนนทรีย์จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ ประเทศกัมพูชา ทิศตะวันตก ติดกับ หมู่ที่ 4 บ้านตากแว้ง ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นายสมชาย วงศ์พระราม เบอร์โทรศัพท์ 089-249-6160
๑๕๙ ภาพที่ 102 ภาพหมู่บ้านมะม่วง : ภาพจากดาวเทียม 9) บ้านหนองไม้หอม หมู่ที่ ๕ ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศเหนือ ติดกับ หมู่ที่ 6 บ้านตระกูลพัฒนา ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 2 บ้านช้างทูน ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 1 บ้านคลองขวาง ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศตะวันตก ติดกับ หมู่ที่ 4 บ้านหนองมาตร ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นายพลอย สาลี เบอร์โทรศัพท์ 097-050-6089 ภาพที่ 103 ภาพแผนที่เขตตำบลช้างทูน 10) บ้านคลองขวาง หมู่ที่ 1 ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่จังหวัดตราด ทิศเหนือ ติดกับ หมู่ที่ 5 บ้านหนองไม้หอม ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 2 บ้านช้างทูน ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศตะวันออก ติดกับ หมู่ที่ 3 บ้านมะนาว ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ทิศตะวันตก ติดกับ หมู่ที่ 2 บ้านช้างทูน ตำบลช้างทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ผู้ใหญ่บ้าน นายฉลาด มณีมา เบอร์โทรศัพท์ 063-240-2760 ภาพที่ 104 ภาพหมู่บ้านคลองขวาง : ภาพจากดาวเทียม
๑๖๐ วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวชอง ดำรงพล อินทร์จันทร์ (2559) ได้ศึกษา พลวัตทางชาติพันธุ์ ณ พรมแดนตะวันออก กรณีศึกษากลุ่มภาษากะชองและซำเร ได้กล่าวไว้ว่า ชาวกะชองส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออกนั้น ประกอบอาชีพทางการเกษตรเช่น ปลูกยางพารา เงาะ มังคุด สับปะรด อาชีพเสริม รับจ้าง ชาวกะชอง ประกอบอาชีพด้านการเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ทำสวน รวมทั้งยังมีบางส่วนที่ยังใช้ชีวิตผูกพันกับป่า เก็บของป่า เก็บผัก ผลไม้ เห็ด และสมุนไพร เพื่อค้าขายและบริโภคในครัวเรือนอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไป แล้วในปัจจุบันรายได้จากการเก็บของป่าเป็นเพียงรายได้เสริมจากการประกอบอาชีพหลักอันได้แก่ งานเกษตรกรรมเสียมากกว่า การทำนาข้าวของชาวกะชองเป็นอาชีพที่มีมาเป็นระยะเวลานาน โดยขอยกตัวอย่างการทำนา ในกรณีของบ้านคลองแสง จะเริ่มปลูกข้าวในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว โดยข้าวที่ปลูกในช่วงดังกล่าวจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน ธันวาคม ข้าวเหล่านี้จะผ่านกระบวนการนวดข้าว ฝัดข้าวและนำข้าวขึ้นยุ้งในเดือนมกราคมเพื่อรอไว้ใช้ สำหรับการบริโภคในครัวเรือนและการขายในขั้นตอนต่อไป การทำสวนผลไม้เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่อยู่คู่กับชาวกะชองบ้านคลองแสง แต่ก็ไม่ได้เป็นการ ประกอบเป็นอาชีพหลัก เนื่องมาจากว่าผลไม้หลายชนิดสามารถหาได้ในป่าอยู่แล้วไม่จำเป็นจะต้อง ปลูกเพิ่ม ซึ่งถ้าจะมีการปลูกสวนผลไม้ขึ้นจริงๆ แล้วก็จะทำเพียง 2–3 ไร่ แค่เพียงเท่านั้น ในส่วนของการหาของป่า ชาวกะชองจะเข้าป่าหาของป่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือน มีนาคมซึ่งเป็นฤดูที่ผักและผลไม้ป่ากำลังผลิดอกออกช่อ เช่น สะตอ ระกำ มะปราง มะไฟ ฯลฯ นอกจากการหาผักผลไม้จากในป่าแล้วนั้น การเข้าป่าแต่ละครั้งก็ยังสามารถไปจับสัตว์และหาปลาจาก ในป่าได้อีกด้วย ในปัจจุบันนอกจากการทำนาข้าว การทำสวนผลไม้และการหาของป่าแล้ว ชาวกะชองบ้าน คลองแสงก็ได้ประกอบอาชีพการทำสวนยางพาราซึ่งเป็นอาชีพใหม่ในชุมชน โดยการทำสวนยางพารา นี้จะสามารถกรีดยางได้แทบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงฤดูร้อน เนื่องมาจากว่าเป็นช่วงที่ต้นยางพารา กำลังผลัดใบ ชาวสวนยางพาราที่บ้านคลองแสงจะออกกรีดยางในช่วงเย็นจนถึงค่ำและจะเก็บน้ำยางใน เช้าวันถัดไป ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ 2551 ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ของชาติพันธุ์ชอง จังหวัดตราด ได้แก่ 4.1.6.1 ด้านที่อยู่อาศัย ชาวชองเรียก “บ้าน” ที่เป็นที่อยู่อาศัยว่า “ต็อง” ซึ่งครอบคลุมลักษณะของเรือน แบบต่างๆ ทั้งแบบชองดั้งเดิมที่มีไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก และแบบร่วมสมัยที่ใช้ไม้และปูนแทนซึ่งเป็นบ้านที่ ชาวชองปัจจุบันนิยมปลูกกัน บ้านเรือนลักษณะนี้มีทั้งแบบยกใต้ถุนและแบบที่ปลูกติดดิน แต่ถึงแม้จะ มีบ้านหลายแบบ บ้านของชาวชองก็มักจะประกอบไปด้วยพื้นที่ใช้สอยหลักสามส่วน ได้แก่ ส่วนเปิด โล่งหรือโถงของเรือน ส่วนครัวไฟ และส่วนห้องนอน การสร้างบ้านเรือนแบบดั้งเดิมของชาวชอง จะเป็นการสร้างบ้านชั้นเดียว ใต้ถุนสูง สร้างห้องน้ำแยกจากตัวบ้าน ทำจากต้นไม้ยืนต้น เช่น นำลำ ต้นไม้ระกำทำฝาบ้าน ส่วนใบระกำนำมามุงหลังคา หรืออาจจะใช้ตับจาก ส่วนพื้นและฝาเรือน ทำจากไม้ไผ่
๑๖๑ บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ชอง เดิมลักษณะบ้านเรือนของชาวกะซองเป็นลักษณะเครื่องผูกยกเสาสูงมีชั้นเดียว เรือนไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก พื้นและฝาเรือนทำจากฟากไม้ไผ่ เสาบ้านทำจากไม้ยืนต้น สูงจากพื้นดิน ประมาณ 2-2.5 เมตร ขณะที่บางหลังยกพื้นเพียง 1 เมตร ส่วนหลังคามุงด้วยหลังคาใบจาก ใบระกำ โสม (หวาย) พื้นที่ใช้สอยภายในแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นพื้นที่เปิดโล่งเป็นชานที่พักต่อ ขึ้นจากบันได ส่วนที่สองเป็นชานเรือนใช้เป็นที่พักผ่อนและรับรองแขก ส่วนที่สามเป็นครัว ส่วนที่สี่เป็น ห้องนอนแบ่งออกเป็น 2 ห้อง คือ ห้องนอนของพ่อแม่และห้องนอนของลูก โครงสร้างส่วนใหญ่ทำจาก ไม้ที่หาได้ในป่าและสร้างเป็นเรือนแบบเปิด มีชานเรือนออกมา ต่อมามีการสร้างบ้านที่เสาทำจากไม้ เนื้อแข็งยกพื้น มีใต้ถุนเบื้องล่าง มุงหลังคาด้วยสังกะสี ภายหลังเปลี่ยนแปลงมากขึ้น นิยมสร้างเรือน ปูนชั้นเดียว มุงกระเบื้องหรือบางครั้งก็สร้างเป็นเรือนสองชั้นโดยข้างบนเป็นไม้และข้างล่างเป็นปูน เมื่อ คนกะชองในหมู่บ้านออกมาทำงานนอกหมู่บ้านจะนิยมกลับมาสร้างบ้านแบบสมัยใหม่มากขึ้น ดั้งเดิม บ้านของชาวชองทำจากไม้ไผ่เป็นหลัก ภาพที่ 105 ภาพมุมสูง ตำบลช้างทูน ที่มา : สารคดีผืนป่าแห่งบูรพาทิศ แหล่งวิถีชีวิตชาวชอง 4.1.6.2 ด้านอาชีพ ในสมัยก่อนประกอบอาชีพหาของป่า จับปลา ทำนา ปลูกข้าวไร่ ต่อมาภายหลัง เปลี่ยนมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทำสวนผลไม้ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง มีการทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือนเอง โดยการนำวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นอย่าง “ต้นคลุ้ม” มาใช้ทำเครื่องจักสาน อาทิ กระบุง ตะกร้า ชนาง เสื่อ เป็นต้น หากเว้นว่างจากงานสวน ชาวบ้านช้างทูน จะออกไปร่อนพลอยตามลำน้ำ เป็นอาชีพ เสริม บางวันก็เจอพลอยไพลิน บางแหล่งจะมีหินโกเมนจำนวนมาก หากร่อนได้ก็จะนำไปขาย หรือ เจียระไนเก็บไว้เอง 4.1.6.3 ด้านความเชื่อ ตำนานเสือสมิง พื้นที่บ้านช้างทูน ในอดีต ชาวบ้านเล่าว่า มีชาวนาที่อาศัยอยู่บ้านช้าง ทูนมีลูกชาย 2 คน ชาวนาคนนี้มีวิชาอาคม และใช้วิชานี้ในการทำมาหากิน และมีน้ำมันเสือสมิงที่เมื่อ เอาน้ำมันนี้มาทาตัวจะทำให้แปลงร่างเป็นเสือสมิงได้และเมื่อต้องการจะให้กลับมาเป็นคนให้เอาไม้คาน มาตี เมื่อลูกชายทั้ง 2 รู้เรื่องน้ำมันเสือสมิงจึงเกิดความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก ลูกชายคนโต จึงชวนน้องให้น้องเอาน้ำมันทาตัวถ้าเกิดแปลงร่างเป็นเสือสมิงพี่จะเอาไม้คานตีให้กลับมาเป็นคนให้ เมื่อตกลงกันแล้วน้องจึงเอาน้ำมันทาตัวและแปลงร่างเป็นเสือสมิงจริงๆ พี่เห็นดังนั้นจึงรีบเอาไม้คาน
๑๖๒ มาตีน้องให้กลับมาเป็นคน ด้วยความอยากรู้เมื่อน้องกลับมาเป็นคนแล้วจึงเอาน้ำมันมาทาตัวเองและ ตกลงกับน้องว่าเมื่อแปลงร่างแล้วให้เอาไม้คานตีพี่เพื่อให้กลับมาเป็นคนด้วย เมื่อตกลงแล้วจึงเอา น้ำมันทาตัว และแปลงร่างกลายเป็นเสือสมิง จากนั้นเมื่อน้องชายเห็นพี่กลายร่างเป็นเสือสมิง ด้วย ความเป็นเด็ก จึงตกใจวิ่งหนีออกจากบ้าน ไม่ได้เอาไม้คานตีพี่ชาย ทำให้พี่ไม่สามารถกลับมาเป็นคนได้ จึงได้หนีออกจากบ้านไปอยู่ในถ้ำ แถวเขาเกาะชู้(สัมภาษณ์ สมชาย เปรื่องเวช, ชาวชอง ตำบลช้างทูน, 19 กรกฎาคม 2565) 4.1.6.4 ด้านประเพณี ประเพณีการเซ่นไหว้ผีเดือน 3 ชาวชองเรียกว่า “ไหว้ผีแม่มด” หรือ “เล่นผี” แต่ละครอบครัวจะนัดหมายกัน ประกอบพิธีในช่วงเดือน 3 (ตามปฏิทินจันทรคติของไทย) จะทำในช่วงเวลากลางคืน หลังจากพระ อาทิตย์ตกดินแล้ว มีการเตรียมบายศรีปากชาม ตามจำนวนร่างทรงที่จะเชิญให้ผีมาประทับทรง มีเครื่องดนตรีประกอบ รวมทั้งมีการร้องเล่นเต้นรำ เมื่อเชิญผีแม่มดมารับส่วนบุญกุศล นอกจากนั้น แล้วก็ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวสามารถร่วมทำพิธีขอขมาลาโทษหรือเล่นผีที่เคยทำให้ตนเอง เจ็บป่วยเป็นการชดเชยอีกด้วย งานผีแม่มดในเดือน 3 มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ - ขั้นเตรียมงาน เมื่อครอบครัวได้นัดหมายวันที่จะประกอบพิธีแล้ว จะมีการเตรียม ปะรำ, ศาลา หรือเพิงชั่วคราวออกนอกจากพื้นที่ตัวเรือนหรือบ้าน เป็นที่โล่งแจ้งอาจอยู่ติดชายคาบ้าน ตกแต่งเป็นแบบชั่วคราวด้วยทางมะพร้าว ดอกไม้ มีโต๊ะสำหรับวางพานเซ่นไหว้และมีเสื่อปูไว้ให้ผู้ ประกอบพิธี จากนั้นผู้จัดงานจะตระเตรียม “บายศรีปากชาม” ขึ้น บายศรีปากชามประกอบด้วย ผ้าขาวม้า เสื้อผ้า (ใหม่) แป้ง เหล้า กระจก หวี สร้อยคอ กำไล กรวยดอกไม้ 3-5 ชั้น รวมทั้ง ข้าวตอก ดอกไม้ หมากพลู จัดวางเรียงในถาด (สังกะสี) ตามจำนวนของร่างทรงตามนัดหมาย ไม่ได้จำกัดจำนวน ร่างทรง อาจเป็น 3 คน หรือ 5 คน ตามแต่เจ้าภาพจะดำเนินการ ขณะที่ในส่วนของผู้เข้าร่วมจะได้รับ การต้อนรับหรือรับรองจากเจ้าภาพด้วยอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ตามแต่ฐานะของเจ้าภาพแต่ละราย - เริ่มพิธี เมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้ว เวลาประมาณ 1 ทุ่มเป็นต้นไป ผู้ร่วมพิธีจุดธูป พร้อมเหล้า บูชาไหว้เจ้าที่เจ้าทางที่บริเวณกลางแจ้ง ขอให้เจ้าที่หรือบรรพบุรุษอำนวยพรให้งานผีแม่ มดราบรื่น ให้ผีเข้ามาประทับทรงและกิจกรรมผ่านไปด้วยดี หลังจากนั้นนักดนตรีซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย จะประจำที่นั่งบนเสื่อที่ตั้งอยู่เพิงชั่วคราวกลางแจ้ง ทำพิธีบูชาด้วยการจุดเทียนล้อมวงกัน แล้วเริ่ม บรรเลงตีกลอง ตะโพน เป็นจังหวะง่ายๆ ผู้เป็นร่างทรงสวมชุดพื้นถิ่น เสื้อคอกระเช้า ผ้านุ่งสีพื้น นั่งขัดสมาธินำผ้าขาวม้าผืนขนาดเล็กคลุมศีรษะยาวลงมาจนถึงปลายแขน ในมือจับขันอลูมิเนียมขนาด ประมาณ 12 นิ้ว ภายในใส่ข้าวสาร และจุดเทียนไว้ - เซ่น (เล่น) ผีแม่มด เมื่อผู้เป็นร่างทรงผีแม่มดประจำที่และเข้าสู่ขั้นตอนเชิญผีแม่ มดแล้ว ผู้นำร้องเชิญผีแม่มด ในที่นี้คือผู้อาวุโสที่สุดในหมู่บ้านคลองแสงคือคุณยายพุ่ม เอกนิกร เริ่ม ร้องเชิญผีให้เข้ามาประทับทรง นักดนตรีบรรเลงกลอง ผู้เข้าร่วมปรบมือตามจังหวะ และร้องเชิญชวน ให้ผีเข้ามาขณะเดียวกันจะมีญาติพี่น้องซึ่งเป็นฝ่ายหญิงจะเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ร่าง เพื่อดูอาการ ที่ผีแต่ละตนจะเข้าร่างทรง และช่วยในการพูดคุยติดต่อสื่อสารกับผีเมื่อร่างทรงผีแม่มดมาประทับร่าง แล้วอาการของผู้เข้าทรงที่ปรากฏอาจมีความแตกต่างกัน เช่น บางคนสั่นทั้งตัว บางคนมือสั่นเขย่าจน บางครั้งขันข้าวกระเด็น หรือบางร่างเหยียดตรงเกร็งเหมือนจะฟุบไป แล้วร่างก็ลุกขึ้นเหมือนเปลี่ยนไป
๑๖๓ เป็นคนละคน เมื่อมีผีประทับร่างแล้วจะแสดงอาการต่างกันไป อาทิ ดูพานบายศรีปากชามที่อยู่ ตรงหน้า สวมใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ ส่องกระจกกลับด้าน หวีผม ผัดแป้ง ดื่มเหล้า ตลอดจน เต้นรำตามจังหวะ บางครั้งเรียกขอเปลี่ยนชุดหรือเครื่องแต่งกายใหม่ไม่เพียงเท่านั้นมีการเรียกชื่อ บุคคลที่เข้าร่วมด้วย ชาวบ้านบางคนกล่าวว่า ผู้เป็นร่างทรงอาจจะมีภาวะที่ไม่รู้ตัวหรือทำในสิ่งที่ไม่ได้ เคยปฏิบัติในชีวิตประจำวันมาก่อน ประเพณีเซ่นศาล เป็นพิธีกรรมที่ทำเพื่อขอขมา และขอพร เรื่องการทำมาหากิน โดยในอดีตชาวชองจะ ทำเกษตรกรรม ทำนา โดยจะมีศาลอยู่ในที่นา ลักษณะของศาลจะยกสูงมี 4 เสา มีหลังคา พิธีจะจัด ในช่วงเริ่มขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 จนถึงเดือน 6 คนทำพิธีจะมีชื่อเรียกเฉพาะ โดยหัวหน้าหรือนายพิธีจะ เรียกว่า “สมุน” และผู้ช่วยนายพิธี จะเรียกว่า “ตะเป๊ก” เครื่องเซ่นไหว้จะประกอบด้วย ไก่ต้ม ขนมจอง บายศรี ขนมป้าย เหล้าขาว เมื่อเสร็จพิธีเซ่นศาล จะมีเมนูอาหารที่จะได้กินในช่วงเซ่นศาลเท่านั้น คือ “ไก่ยำผีศาล” โดยจะนำไก่ที่ใช้เซ่นศาลมายำกับส้มระกำและสับปะรด และนำมาแบ่งปันกัน โดยปัจจุบัน ศาลของชาวชองที่มีอยู่ในพื้นที่อำเภอบ่อไร่ เหลืออยู่ 5-6 ศาลเท่านั้น ประเพณีลอยเรือตะโก ประเพณีลอยเรือตะโก นับเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยจะจัดขึ้น ในช่วงก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา ชาวชองบ้านช้างทูน จะเรียกว่า “พิธีตาราง ประเพณีลอยเรือตะโก” ซึ่งก็จะมาร่วมกันประกอบเรือตะโก ที่เป็นพาหนะนำอาหาร เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่ลูกๆ หลานๆ จะนำส่งไปยังบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เรือตะโก ของชาวชองในแต่ละปี จะต้องไปลอกเปลือกไม้ ตะโกมาทำตัวเรือ ต้องทำพิธีขอเอาเปลือกตะโกจากเทพารักษ์ที่ดูแลรักษาต้นไม้ต้นนี้เสียก่อน โดยจะ ไม่ใช้วิธีตัดไม้ตะโกที่มีสีเปลือกค่อนข้างขาว และลอกออกจากลำต้น สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร พร้อมทั้งหวายขี้ไก่ และนำเปลือกตะโกมาลนไฟ พร้อมที่จะนำมาประกอบเข้ากับไม้ไผ่ ทำโครงให้เป็น ตัวยึด หลังจากที่ประกอบเสร็จแล้ว ก็จะนำเรือไปประกอบพิธีในวันขึ้น 15 ค่ำ ในช่วงเทศกาลออก พรรษาที่วัดช้างทูน เพื่อให้ลูกหลานชาวชองได้นำเอาสิ่งของเครื่องใช้ อาหารที่บรรพบุรุษของแต่ละ ครอบครัวชอบ ใส่ลงไปในเรือเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา พ่อหมอจะมาทำพิธี “ตาราง” และ นำไปลอยและยังเชื่อกันอีกว่า หลังจากนำเรือไปลอยลงลำน้ำแล้ว ชาวชองจะมาแย่งสิ่งของ หรือ อาหารในเรือ ใครที่ทันเก็บอาหารที่ผ่านการเซ่นไหว้บรรพบุรุษแล้วถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ นำมา รับประทาน จะได้รับโชคลาภ และจะป้องกันการเป็นไข้หัวลม หรือไข้หวัด และจะเกิดความเป็นสิริ มงคลแก่ตนเองและครอบครัว (สัมภาษณ์ สมชาย เปรื่องเวช, ชาวชอง ตำบลช้างทูน, 19 กรกฎาคม 2565) ภาพที่ 106 ภาพการขอขมาเทพารักษ์ขอเอาเปลือกตะโก และการแซะเปลือกของต้นตะโก
๑๖๔ ภาพที่ 107 ภาพการประกอบเรือตะโกของชาวชองตำบลช้างทูน ภาพที่ 108 ภาพชาวบ้านนำข้าวของต่างๆ มาใส่ในเรือตะโก ภาพที่ 109 ภาพหมอโจ๊ดทำพิธีตาราง ลอยเรือตะโก ประเพณีแต่งงาน ครอบครัวของชาวชองที่มีลูกผู้หญิง จะต้องมีพิธีแต่งงานตามประเพณีชาวชอง ลักษณะเดนของประเพณีนี้อยู่ที่บทเพลงที่ใชประกอบพิธีซึ่งเป็นภาษาชองทั้งหมด รวมทั้งขั้นตอนการ ประกอบพิธีซึ่งเป็นแบบของชาวชองโดยแท้และไม่มีพิธีกรรมทางศาสนาเขามาเกี่ยวของเลย โดยพิธี จะต้องมีการเซ่นผีหรือไหว้ผีบรรพบุรุษ ในการสู่ขอนั้นจะปฏิบัติกันคล้ายประเพณีไทยทั่วไป แต่ในวัน มงคลหรือวันที่กำหนดไว้ว่าเป็นวันแต่งงานจะต้องมีการเซ่นผีหรือไหว้ผีบรรพบุรุษ โดยนายพิธีจะ เรียกว่า “หมอโจ๊ด” พร้อมกับ ผู้ช่วย เรียกว่า “ตะเป๊ก” จะทำพิธีร้องบทเพลงภาษาชอง พร้อมกับ เครื่องเซ่นไหว้ ประกอบด้วย กระบุงข้าวเปลือก แหวนกำไล ลูกปด ซอ และไก (กระบุง ภาษาชอง เรียกวา โคเฌอ) บายศรีหาชั้นอีก 1 ตน เหลา ผักหญ้า ปะรําพิธีเมื่อเจ้าบ่าวเจาสาวมานั่งในพิธีทั้งคู หมอเจาพิธีก็จะเริ่มทำพิธีโดยมีผาขาวสำหรับโพกหัวและขวานปูลูไว้สำหรับแบก ตอจากนั้น หมอทำ พิธีก็จะเริ่มทำพิธี กระทบหัวแสดงว่าหญิงชายคู่นี้เป็นสามีภรรยากันและสอนเจ้าบ่าวเจาสาว จากนั้น บ่าวสาวก็จะไหว้พ่อแม่ พี่น้องและจบที่ไหว้สำรับปู่ย่าตายาย ชาวชองบ้านช้างทูน จะเรียก “การจำสาย” เป็นการเซ่นผี หรือว่าเซ่นแต่งงาน โดย หมอโจ๊ด (นายสมชาย เปรืองเวช) จะต้องเตรียมจำสาย ทำจากใบก้านตอง นำคลี่แล้วมาพับใช้ 12 อัน
๑๖๕ จะมีไม้ไผ่ 1 อันผ่าเป็น 4 แฉก ยาวประมาณ 2 ฟุต หลังจากทำจำสายเสร็จแล้ว จะยังไม่นำจำสายเข้า ไปในบ้าน ต้องเอาไว้ข้างนอกบ้าน จนกว่าจะทำพิธีเซ่นไหว้เสร็จ พอเจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบพ่อแม่เรียบร้อย แล้ว ทำพิธีบอกกล่าวบรรพบุรุษ ถึงจะต้องไปเอาจำสายเข้ามา เวลาเซ่นไหว้จะต้องมีไก่แกงคั่วใส่ไว้ใน ถ้วย แล้วนำไปวางไว้ตรงกลางไม้ไผ่สี่แฉกที่มีใบก้านตองอยู่ทั้งสี่ทิศ เสมือนว่าทุกคนได้ผูกกันเป็นญาติพี่ น้องกันแล้ว ได้ดื่มกินร่วมกัน นำไปมอบให้พ่อแม่ในความหมายรับเป็นลูกหรือคนในครอบครัวแล้วผูก ข้อมือ สำคัญสุดคือการกระทบหัวของคู่บ่าวสาว ได้เป็นคู่สามีภรรยากันแล้ว ภาพที่ 110 ภาพการแต่งงานของชาวชอง พิธีเซ่นจำสาย ที่มา : สารคดีผืนป่าแห่งบูรพาทิศ แหล่งวิถีชีวิตชาวชอง ประเพณี ทรงผีหิ้ง (เล่นผี) ประเพณี ทรงผีหิ้ง เป็นประเพณีในการเรียกผีบรรพบุรุษของชาวชอง มีที่มาจากการ เล่นเชิญผีของเด็กเลี้ยงควายในอดีต จนกลายเป็นพิธีกรรมสำคัญในการติดต่อกับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไป แล้ว ถือเป็นพิธีโบราณที่ชาวชองนับถือมาก เนื่องจากปูยา ตายาย เล่นกันทุกป ผีหิ้งนี้เชื่อกันวา จะมี อยู่ทุกบ้าน ซึ่งเป็นวิญญาณของบรรพบุรุษที่มีความซื่อสัตย และหวงแหนในสมบัติที่สิงสถิตอยู่ จะคอย ปกปักรักษาจากภัยพิบัติหรือโรคภัยไขเจ็บต่างๆ ใหคนในครอบครัว โดยทุกบ้านจะมีผีหิ้งเอาไวกราบ ไหว โดยจะทำพิธีเพียงครั้งเดียว เป็นประเพณีเล่นประจำปีซึ่งจะทำพิธีในตอนกลางคืนเท่านั้น ซึ่งทุกปี หัวหนาครอบครัวจะบวงสรวงวิญญาณผีหิ้ง โดยจัดเครื่องเซ่นเป็นอาหารคาวหวาน และจะมีพิธีกรรมที่ เรียกว่า ถอนแป้ง เป็นพิธีที่คนทรงจะใช้แป้ง เชิญผีมารักษาคนที่หมอทั่วไปไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งทำ กันต่อเนื่องเรื่อยมาจนเป็นประเพณี โดยจะจัดขึ้นในช่วงเดือน 3 – 7 ของทุกปี และยังเป็นพิธีที่ทำให้ ญาติพี่น้องได้มาพบปะกัน ซึ่งปฏิบัติต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ในการประกอบพิธีผีหิ้ง ตองทำหิ้งสูงเพียงตา ลักษณะกว้าง 1 ศอกครึ่ง ใชเชือกขนาด พอแขวนหิ้งไม่ใหตก แขวนรูปช้าง รูปม้าไว้ เครื่องประกอบที่ใชไหวบรรพบุรุษชอง (ผีหิ้ง) มีดังนี้คือ 1) น้ำกระแช 2) น้ำผึ้ง (แทนน้ำหวาน) 3) ข้าวปากหม้อ 4) ไขตม 5) ขนมลูกโทน 6) ขนมเล็บมือนาง (ตุงคอน) 7) ขนมกวนขาว 8) ขนมปอก 9) ผลไม้ เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน มะม่วง 10) ไกนึ่ง 11) หัวหมูนึ่ง 12) เหลาขาว 13) บายศรีปากชาม
๑๖๖ การทำพิธีจะมีทั้งหมด 3 ยก ยกแรกจะเป็นการร้องเพลงอัญเชิญผี ยกที่สองเป็นการ ถวายพรให้มาเล่นสนุก และยกที่สามจะเป็นการร้องเพลงเพื่อส่งกลับ โดยครูหมอผีจะร้องเพลงเชิญผี โดยมี คนเล่นดนตรีประกอบการร้อง เครื่องดนตรีจะประกอบด้วย ปี่ปันเลน ซอ โทน กรับ ฉิ่ง กลอง กันตรึม โดยจะตีเป็นจังหวะ โดยการขับรองนั้นจะรองวนไปวนมาจนกระทั่งผู้ทำพิธีถูกสิง เมื่อเชิญผีหิ้ง ผีบรรพบุรุษใหมาลงสิงสู่คนทรงผีแล้ว คนทรงผีจะลุกขึ้นเต้นรำ จะรําดาบ กินอาหารที่อยู่บนหิ้งจนอิ่ม แลวก็จะกระโดดลงไปที่ดิน เมื่อผีหิ้งมาลงสิงคนทรงแล้ว ตอนนี้คนตีกลองจะหยุดไม่ได้ ทางผู้ทำเล่น บวงสรวงก็จะตีกลองเรียกแลวขึ้นมาบนเรือนอีกจากนั้นก็จะสลบลง จากนั้นจะล้มตัวลงบนตักของครู หมอผี ครูหมอผีจะเป่ากระหม่อมด้วยคาถา ใช้ข้าวสารเสก คนทรงผีจะลุกขึ้น พูดคุยกับลูกหลานด้วย กิริยาเหมือนคนที่ถูกเชิญมาเมื่อยังมีชีวิต เมื่อพูดคุยกันพอแล้ว ผีตัวแรกออกไป ผีตัวอื่นเข้ามาจนครบ 12 ผี จึงสิ้นสุดการเชิญ และจะเข้าสู่ยกที่สามด้วยการร้องเพลงส่งผี และเมื่อมีคนเป่าหูก็จะรูสึกตัว ทั้งนี้คนทรงผีจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ แต่จะต้องมีเชื้อสายของชาวชองหรือคนในตระกูลนั้น การ แต่งกายไม่เฉพาะเจาะจงแต่จะใช้ด้ายขาวที่โยงจากหิ้งเวียนรอบหัว ปักดอกไม้ไว้รอบ ประเพณีอื่นๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ชอง ชาวชองมีความเชื่อและการนับถือผี เทพยดาผนวกกับการนับถือศาสนาพุทธ เป็นผล ให้ในแต่ละรอบปีมีการประกอบประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อที่ตนเองยึดถืออยู่ตลอดทั้ง 12 เดือน โดยมีรายละเดียดดังนี้ เดือนมกราคม ชาวนาจะเก็บเกี่ยวข้าว นวดข้าว ฝัดข้าวและนำข้าวขึ้นยุ้ง โดยเฉพาะ ในช่วงการเอาข้าวขึ้นยุ้ง ชาวกะชองจะประกอบพิธีอัญเชิญแม่โพสพไปยังยุ้งฉางของแต่ละบ้าน โดยใช้ ข้าว 1 กำ นำมาเป็นตัวแทนของแม่โพสพ เดือนกุมภาพันธ์ ในเดือนนี้มีการประกอบพิธีไหว้ผีแม่มด โดยชาวกะชองจะไหว้ผีแม่ มดรวมกันครั้งละหลายครอบครัวหรือบางครั้งก็ทำเป็นรายหมู่บ้าน ในการไหว้ผีแม่มด ครอบครัวที่จะ ประกอบพิธีกรรม ต้องเตรียมบายศรีและของไหว้อันประกอบไปด้วย ดอกไม้ น้ำหวาน เหล้า แป้ง กระจก หวี และยังต้องเตรียมอุปกรณ์ประกอบพิธีได้แก่ ขัน ข้าวสาร ผ้าขาวม้า เพื่อไหว้ผีแม่มดที่จะมา เข้าร่างทรงที่จัดเตรียมเอาไว้ เดือนมีนาคม ไม่มีการประกอบประเพณีหรือพิธีกรรม เดือนเมษายน เป็นช่วงแห่งเทศกาลสงกรานต์ มีการรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชน สรงน้ำพระ การเล่นน้ำและการก่อพระทราย รวมทั้งการเล่นกีฬาพื้นบ้าน เช่น การเล่นสะบ้า ลูกช่วง วิ่งเปี้ยว วิ่งผลัด เป็นต้น เดือนพฤษภาคม ไม่มีการประกอบประเพณีหรือพิธีกรรม เดือนมิถุนายน ในอดีตจะเป็นช่วงที่เริ่มทำนา จะมีพิธีเกี่ยวกับการเริ่มทำนาในชุมชนที่ยัง ทำนากรณีของชาวนาบ้านคลองแสงในปัจจุบันไม่ค่อยจะมีชาวนาคนไหนที่จะเริ่มทำนาในช่วงเดือน มิถุนายนแล้ว เดือนกรกฎาคม ในเดือนนี้มีเทศกาลเข้าพรรษาซึ่งเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับ พระพุทธศาสนา ชาวกะชองจะเตรียมอาหารคาวหวานเพื่อไปทำบุญที่วัด พร้อมกับนำเทียนที่หล่อจาก ขี้ผึ้งในป่าไปถวายเป็นเทียนพรรษาให้กับพระภิกษุสงฆ์ด้วย นอกจากนี้ถ้าครอบครัวไหนที่มีบุตรชาย และมีความประสงค์อยากจะให้บุตรชายบวชก็จะบวชในช่วงเข้าพรรษานี้ด้วย
๑๖๗ เดือนสิงหาคม ไม่มีการประกอบประเพณีหรือพิธีกรรม เดือนกันยายน ข้าวที่ปลูกเอาไว้เริ่มตั้งท้องในเดือนกันยายน ซึ่งเมื่อข้าวเริ่มตั้งท้อง แล้วนั้น ชาวนาจะทำพิธีรับขวัญแม่โพสพ โดยใช้ไก่ต้ม ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ส้มโอ มะม่วง ผลไม้รส เปรี้ยว แป้ง หวี และกระจก มาใช้ในการประกอบพิธี นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการทำบุญสารทเดือน สิบ เพื่ออุทิศผลบุญให้กับ บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยลูกหลานจะนำขนมเทียนและข้าวห่อใบ กะพ้อไปทำบุญที่วัด เดือนตุลาคม มีการทำพิธีลอยเรือลอยแพ ซึ่งในเรือและแพนี้จะบรรจุอาหารเอาไว้ เพื่ออุทิศให้กับวิญญาณไร้ญาติ โดยเมื่อนำอาหารไปบรรจุไว้จนเต็มเรือเต็มแพแล้ว ผู้ร่วมพิธีก็จะนำเรือ และแพไปลอย โดยจะลอยบนบกหรือจะลอยในน้ำก็ได้ ในส่วนของวันออกพรรษาซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนนี้ เช่นเดียวกัน ชาวกะชอง จะร่วมกันตักบาตรเทโว โดยใช้ข้าวสารและอาหารแห้งมาใส่บาตรพระภิกษุที่ ออกมาบิณฑบาตในวันออกพรรษา เดือนพฤศจิกายน ชาวกะชองจะร่วมกันลอยกระทงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 โดย การลอยกระทงของชาวกะชองนี้จะไม่เหมือนกับการลอยกระทงในพื้นที่อื่นๆ กล่าวคือ ในคืนวันลอย กระทง ชาวกะชองจะนำกระทงมารวมกันที่วัดเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์สมโภชกระทงในเวลาเที่ยงคืน เสียก่อนจึงจะนำกระทงไปลอยในน้ำได้ โดยชาวกะซองเชื่อว่าถ้าไม่สมโภชกระทงก่อนการลอยกระทงก็ จะไม่เกิดผลตามที่ตั้งใจไว้ เดือนธันวาคม ข้าวที่ชาวนาได้ปลูกเอาไว้เริ่มออกรวงพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวจะมีพิธี เกี่ยวกับการเริ่มเกี่ยวข้าวและเอาข้าวขึ้นยุ้ง 4.1.6.5 ด้านศิลปะพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน ชองในอดีตมีการร้องเล่นกันสดๆ แล้วแต่ไหวพริบปฏิภาณของผู้เล่น มีกลอง กรับ เป็นอุปกรณ์ให้จังหวะ เช่น การเล่นเพลงบอก ลำตัด รำหงส์สงฟาง และในพิธีกรรมการเล่นผีหิ้ง ผีโรง แต่งงาน (กาตั๊ก) ส่วนการละเล่นสะบ้า ลูกข่างจะเล่นในช่วงตรุษสงกรานต์ (โครงการพัฒนาระบบ ฐานข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย, 2545. หน้า 13) 4.1.6.6 ด้านภาษา ภาษากะชอง (Kasong) จัดอยู่ในภาษาศาสตร์สาขาเพียริก (Pearic) หมวดภาษา มอญ-เขมร (Mon-Khmer) กลุ่มตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic) หากชาวกะชองจำนวนน้อยมาก ที่พูดภาษากะชอง ระบบเสียงของภาษากะชองในหมู่บ้านคลองแสง โดยใช้แทคมีมิก (tagmemix) พบว่า ภาษากะชองมีหน่วยเสียงพยัญชนะ 21 เสียง โดยเสียงสระเดี่ยว 17 หน่วยเสียง โดยเสียงสระ ประสม 1 หน่วยเสียง ลักษณะน้ำเสียง 4 ลักษณะ พยางค์มี 3 ประเภท คือ พยางค์หลัก พยางค์รองและ พยางค์นำคำ มี 3 ประเภท คือ คำพยางค์เดียว คำสองพยางค์และคำสามพยางค์ ทำนองเสียงมี 1 ประเภท คือ ทำนองเสียงตก ในปัจจุบันนี้ภาษากำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาษาที่มีวรรณยุกต์และ ในอนาคตอันใกล้คาดว่าภาษานี้จะกลายเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ เนื่องจากขณะนี้ไม่พบลักษณะ น้ำเสียงก้องมีลมในภาษากะชองรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่ามีคำยืมจากภาษาไทยในภาษากะชองถึง
๑๖๘ ร้อยละ 55.38 (Noppawan Thongkham, 2003) ปัจจุบัน (พ.ศ. 2559) ผู้พูดภาษากะซองมี จำนวนน้อยมาก และผู้พูดส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 60 ปี ชาวกะชองส่วนใหญ่พูดภาษาไทย ชาวกะชองไม่มีภาษาเขียนของตนเอง ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาเขียน โดยที่ มหาวิทยาลัยมหิดลได้สร้างระบบตัวเขียนภาษากะชองขึ้นมา ได้แก่ พยัญชนะภาษากะชอง 21 ตัว สระภาษากะชอง 21 ตัว ตัวสะกด 12 ตัว วรรณยุกต์ 4 เสียง ซัฟมันน์ (1976) ได้ศึกษาลักษณะน้ำเสียง (register) ในภาษาชองไว้ว่าภาษาชองมี จำนวนเสียงสระทั้งหมด ๔๖ เสียง เสียงพยัญชนะ/ p t c k s / เป็นพยัญชนะที่กล้ามเนื้อเวลาออกเสียงจะ เครียดมาก และจะจัดอยู่ในกลุ่มน้ำเสียงธรรมดา (clear voices) ไม่ใช่กลุ่มที่มีลมควบคู่ออกมา (breathy voices) นอกจากนี้ลักษณะที่ปรากฏในการออกเสียงในภาษาชองคือ การเกิดเสียงก่อนจะสิ้นสุดการออก เสียงในพยางค์ (prefinal glottal) และเสียงที่เกิดกลางพยางค์เช่นนี้ทำให้เกิดเสียงสูง - ตกในภาษา (high - falling Tone) 4.1.6.7 ด้านการแต่งกาย การแต่งกายอยู่บ้าน ผู้หญิงจะนุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอกหรือเสื้อกั๊ก ใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า สีของผ้าจะเป็นผ้าสีพื้น คือ สีน้ำเงิน คราม เขียว สีดำ สีกรมท่า หากไม่แต่งกาย เช่นนี้มีความเชื่อว่าอาจจะเจ็บป่วยจนถึงตายได้สวมผ้าถุง อาจมีเครื่องประดับ เช่น ต่างหู นอกจากนี้ยัง นิยมสวมเครื่องรางของขลัง เช่น ด้ายขาว ปัจจุบันใส่เสื้อผ้าสีตามความนิยม วัยรุ่นสวมใส่กางเกงยีนส์ เสื้อยืดหรือเสื้อแขนยาวใส่เสื้อผ้าที่มีขายตามท้องตลาดและเลือกที่มีราคาถูก และไม่ได้เลือกว่าชอบ เสื้อผ้าสีอะไร มีสีอะไรจะใส่ตามสีที่มีผู้ชายจะนุ่งโจงกระเบน หากอยู่ที่บ้านมักจะไม่ใส่เสื้อ จะต้องมี ผ้าขาวม้าพาดบ่า ไม่นิยมใส่เครื่องประดับ ปัจจุบันจะใส่กางเกงขาก๊วย ผ้าขาวม้าคาดเอวเพื่อให้ คล่องตัวและสะดวกสบายต่อการทำงาน บางครั้งใส่เสื้อไม่ติดกระดุม (โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูล เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย, 2545) ผู้หญิงสูงอายุจะนุ่งโจงกระเบนหรือผ้าถุง ใส่เสื้อคอกระเช้า อาจมีเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือที่ทำจากลูกปัด และเครื่องเงิน ชาวชองไม่ได้มีการทอผ้าไว้ใช้เอง เสื้อผ้าเครื่อง แต่งกายหาซื้อได้จากตลาด ปัจจุบันมีเพียงผู้สูงอายุที่ยังคงแต่งกายตามเอกลักษณ์ของชาวชอง ส่วนชน รุ่นหลังแต่งกายตามสมัยนิยม 4.1.6.8 ด้านอาหารและภูมิปัญญาสมุนไพร อาหาร ชาวชอง จะมีอัตลักษณ์ในเรื่องอาหารที่อยู่กับธรรมชาติ สมุนไพร ได้แก่ ยำวุ้นหมาน้อย “หมาน้อย” เป็นพืชตระกูลเถาวัลย์ ไม้เลื้อย ขึ้นเองตามธรรมชาติ ใช้ ทำอาหาร โดยนำใบมาคั้นหรือตำให้ละเอียดทำเป็นวุ้น ตัดเป็นชิ้นๆ และตำพริก กะปิ มะม่วง มะกอก มายำกับวุ้นและใส่ปลาแนมให้ออกรสเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ ใช้รับประทานกับข้าว หรือทำเป็นขนม หมาน้อย ลอยแก้ว เป็นวุ้นแล้วใส่น้ำเชื่อม น้ำแข็ง ปัจจุบัน หมู่บ้านช้างทูนเป็นแหล่งท่องเที่ยวนิเวศพิพิธภัณฑ์ บ้านช้างทูน จึงพัฒนา “วุ้นหมาน้อย” รับประทานกับหน้าอาหารทะเล ใช้เป็นอาหารว่างบริการ นักท่องเที่ยว เนื่องจากต้นหมาน้อยมีสรรพคุณทางยาเย็น แก้ไข้ และช่วยให้การหมุนเวียนโลหิตใน ร่างกายดีขึ้น (สัมภาษณ์ อุทัย เปรื่องเวช, ชาวชอง บ้านคลองขวาง ตำบลด่านชุมพล, 19 กรกฎาคม 2565)
๑๖๙ วัตถุดิบ - วุ้นหมาน้อย กุ้งแห้งฝอย กระเทียมดอง ถั่วลิสงคั่ว มะม่วงดิบ หอม ผักชี น้ำพริก ปรุงรส เนื้อสัตว์ (ตามชอบ) วิธีการทำ - การปั่นใบหมาน้อย ล้างใบหมาน้อยให้สะอาด ประมาณ 3 กำมือ นำมาใส่เครื่อง ปั่นใส่น้ำสะอาดลงไปประมาณ 2 แก้ว ปั่นให้ใบละเอียดและน้ำเหลว ปริมาณน้ำที่ใส่จะมีผลกับเนื้อวุ้น ถ้าน้ำมากเนื้อวุ้นจะเหลว น้ำน้อยเนื้อวุ้นจะแข็งกระด้าง (สูตรนี้ทำได้ 40 ถ้วย) - การกรอง ใช้ผ้าขาวบางกรองน้ำปั่นใบหมาน้อยใส่อ่างเพื่อให้ได้น้ำสะอาดไม่มีเศษ ใบปะปน จากนั้นใช้กระบวยตักใส่ถ้วยเล็กๆ ค่อนถ้วย ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จะเป็นวุ้น - การทำเครื่องยำ ตำเครื่องปรุง พริกขี้หนูสด กระเทียม ใส่กุ้งแห้ง ไส้กรอก ปูอัด (หั่นเป็นชิ้น) กุ้ง ปลาหมึก หอยลวกสดๆ ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา น้ำตาลเล็กน้อย โรยถั่วลิสงคั่วตำ (ถ้าป่นจะละเอียดมากเกินไป) โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ - การรับประทาน จะนำเครื่องยำไปรับประทานกับวุ้น รสชาติของเครื่องยำที่ออกรส เปรี้ยว เผ็ดเล็กๆ จะเข้ากับวุ้นที่จืดได้ลงตัว ภาพที่ 111 ภาพยำวุ้นหมาน้อย ข้าวเหนียวมูลห่อใบละป้าง วัตถุดิบ - ข้าวเหนียว กะทิ ใบละป้าง วิธีการทำ ล้างข้าวเหนียวด้วยน้ำสะอาด แช่ข้าวเหนียวอย่างน้อย 3 ชั่วโมงหรือข้ามคืนเอาหม้อ ใส่น้ำตั้งไฟกลาง เทข้าวเหนียวที่แช่ไว้ลงในหวด พอน้ำในหม้อเดือดแล้วจึงนำหวดตั้งบนหม้อ ใช้ฝาหรือ ผ้าปิดหวดไว้ เบาไฟลงเล็กน้อย นึ่งไปประมาณ 15 นาที พลิกข้าวเหนียวด้านล่างขึ้นด้านบนเพื่อให้ ข้าวเหนียวสุกอย่างทั่วถึง นึ่งต่ออีกประมาณ 10 นาทีแล้วเอาลง เทหัวกะทิ น้ำตาล และใส่ใบเตยลงใน ภาชนะเดียวกัน ใช้ใบเตยขยำน้ำตาลจนละลายเข้ากับกะทิดีใช้กระชอนหรือผ้าขาวบางกรองเอาแต่ น้ำกะทิที่ไม่มีใบเตยและเศษต่างๆ ทิ้งไป แล้วนำกะทิขึ้นตั้งไฟกลางจนเดือด แล้วปิดเตา เอาน้ำกะทิที่ ปรุงรสเตรียมไว้ ราดลงบนข้าวเหนียวนึ่งอุ่นๆ ใช้ไม้พายคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้ววางทิ้งไว้สักครู่ หนึ่งก็ให้คนข้าวเหนียวแบบเดิมอีก สังเกตว่าตอนแรกน้ำกะทิจะดูเยอะกว่าข้าวเหนียว แต่เมื่อคนและ วางทิ้งไว้ข้าวเหนียวจะดูดน้ำกะทิ ก็จะได้ข้าวเหนียวมูน แล้วนำใบละป้างมาห่อให้สวยงาม
๑๗๐ ภาพที่ 112 ภาพข้าวเหนียวมูลห่อใบละป้าง การหุงข้าวแบบโบราณ ด้วยกระทะ วัตถุดิบ/อุปกรณ์ - ข้าวสาร น้ำ กระทะ วิธีการทำ การหุงข้าวด้วยกระทะ มีเคล็ดลับเรื่องการซาวข้าวว่า ซาวอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้สาร เคลือบเม็ดหลุดออก ใส่น้ำน้อย การใส่ไฟต้องสม่ำเสมอ ไม่งั้นข้าวอาจจะดิบ หรือ ไหม้ได้ เมื่อน้ำเริ่ม แห้งก็ “ซา” ไฟ หรือลดไฟลง รอจนข้าวสุก ก็จะได้ข้าวที่นิ่ม ภาพที่ 113 ภาพการหุงข้าวแบบโบราณด้วยกระทะ ยำเห็ดจมูกม้า เป็นอาหารตามฤดูกาล ที่จะได้รับประทานในช่วงต้นฝน เดือน 5 เดือน 6 วัตถุดิบ - เห็ดจมูกม้า น้ำปลา/มะนาว/พริก/หอม/ผักชี น้ำตาล วิธีการทำ ล้างทำความสะอาดเห็ดจมูกม้า นำไปลวกน้ำร้อน ปรุงรสด้วยเครื่องยำ ชิมรสชาติให้ ออกอมเปรี้ยวอมหวาน ภาพที่ 114 ภาพเห็ดจมูกม้า
๑๗๑ แกงไก่กล้วยพระ เป็นเมนูอาหารท้องถิ่นของชาวไทยเชื้อสายชอง อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เป็นการนำวัฒนธรรมวิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษมาเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีรสชาติอร่อย วัตถุดิบ - กาบกล้วยพระ ไก่บ้านสับ เครื่องแกง วิธีการทำ นำวัตถุดิบอย่าง “กล้วยพระ” มาหั่นบาง ๆ แช่น้ำเกลือ ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน ใส่เครื่องแกงลงไปคั่วให้หอม ใส่กะทิจนได้ที่ก็นำไก่ที่สับแล้วลงไปคลุกเคล้าจนให้ได้กลิ่นหอม รับประทานพร้อมกับข้าวห่อใบละม้าง ภาพที่ 115 ภาพแกงไก่กล้วยพระ ดอกออบต้ม กินคู่น้ำพริกระกำ วัตถุดิบ/เครื่องปรุง - ดอกออบ ระกำกะปิ กระเทียม พริกสด น้ำปลา วิธีการทำ ตำกระเทียม พริกขี้หนู กุ้งแห้ง ให้แหลกเข้ากัน ใส่กะปิ สละ และมะอึก ตำพอหยาบๆ ให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและน้ำมะนาว ชิมรส รับประทานพร้อม ดอกออบต้ม และผักสด ภาพที่ 116 ภาพดอกออบต้ม กินคู่น้ำพริกระกำ ข้าวส้มอุ่น วัตถุดิบ - ข้าวสวย กระเทียมเจียว ใบคลุ้ม เนื้อหมูสับ วิธีการทำ เตรียมกระเทียม โขลกให้ละเอียด นำกระเทียมลงไปเจียวในน้ำมันร้อน ทอดพริกแห้ง นำข้าวสวยร้อนๆ มาคลุกใส่หมูสับดิบ คนให้เข้ากัน นำมาปั้นวางเคียงด้วยพริกแห้งทอด คนโบราณจะ รับประทานแบบนี้เลย หากเป็นเด็กจะห่อด้วยใบคลุ้ม นำไปย่างไฟอ่อน
๑๗๒ ภาพที่ 117 ภาพข้าวส้มอุ่น แกงมันเทศปลาดุก วัตถุดิบ - ปลาดุก มันเทศ เครื่องแกง กะทิหรือหัวกะทิ น้ำปลา วิธีการทำ ใส่หัวกะทิลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟกลาง รอจนเดือด ใส่น้ำพริกแกงลงไป รอเดือดอีกครั้ง ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ชิมรสตามชอบ ใส่มันเทศลงไป ใส่ปลาดุกลงไป (ไม่ต้องคน) รอให้เดือด อีกครั้ง ประมาณ 5-7 นาที คนให้เข้ากัน ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน ภาพที่ 118 ภาพแกงมันเทศปลาดุก ขนมป้าย ขนมหวานพื้นบ้าน มักจะทำในช่วงงานมงคล ตัวขนมทำจากแป้งขนมเทียน นวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ไส้มะพร้าวกวนผสมกับน้ำตาลอ้อยให้เป็นเนื้อเดียวกัน ห่อด้วยใบคลุ้ม ภาพที่ 119 ภาพขนมป้าย ที่มา : รายการเที่ยวไทยไม่ตกยุค สุขแบบชาวชอง...บ้านช้างทูน ขนมตุ้มเปล เป็นขนมที่ทำมาจากข้าวเหนียว มาคลุกผสมกับเกลือ เพื่อไว้ยัดใส่ในตุ้มเปล การทำ ตุ้มเปล คือ นำใบมะพร้าวอ่อนมาสานเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น ปลาตะเพียน นก ตั๊กแตน ตะกร้อ หรือ รูปทรงอื่นๆ สำหรับกรอกข้าวเหนียวลงไป เมื่อนึ่งข้าวจนสุก หน้าตาก็จะคล้ายๆ ข้าวเหนียวนึ่ง เวลา กินให้จิ้มกับน้ำตาลอ้อย มีรสชาติหวานๆ เค็มๆ
๑๗๓ ภาพที่ 120 ภาพขนมตุ้มเปล ภูมิปัญญาสมุนไพร ชาวชองเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่กับป่ากับธรรมชาติ จึงมีภูมิปัญญาที่เรียนรู้กับธรรมชาติ การจักสานที่มาจากต้นคลุ้ม ต้นคลุ้ม เป็นพืชยืนต้น ไม้เนื้ออ่อนเจริญเติบโตขึ้นเป็นพุ่มหรือเป็นกอ และมีอายุยืน หลายปี มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในที่เป็นน้ำหรือเป็นโคลนตามริมคลอง ริมสระหรือตามลำธารตาม หุบเขา ลำต้นมีทั้งแบบตั้งตรงและเป็นแบบเลื้อย มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดินสามารถแตกหน่อได้ ลำต้น กลมเป็นสีเขียวเข้มออกเป็นข้อๆ และมีข้อปล้องยาวหากรวมทั้งก้านและใบจะมีความสูงประมาณ 1 – 2 เมตร บ้างว่าสูงประมาณ 2 - 4 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแตกหน่อ ต้นคลุ้มสามารถนำมา จักสานได้หลายอย่าง เช่น ตะกร้า กระบุง ตะแกรง ตลอดจนการสานเสื่อ หรือทำเชือกมัดสิ่งของใน ชีวิตประจำวันเพราะเนื้อเหนียวและแข็งแรง ดัดง่ายรูปทรงสวยงามและคงทนมากกว่าพืชที่ใช้จักสาน ชนิดอื่น ภาพที่ 121 ภาพงานหัตถกรรมจักสานจากต้นคลุ้ม ที่มาภาพ : รายการเที่ยวไทยไม่ตกยุค ตอน สุขแบบชาวชอง...บ้านช้างทูน จังหวัดตราด ชาซัมเร ผลิตจากใบของต้นเทพทาโรและใบว่านสาวหลง ใบเทพทาโร มาซอย นำไปคั่ว ไฟอ่อนๆ ไม่ร้อนมาก แค่พอแห้ง สรรพคุณสดชื่น ผ่อนคลาย ระบายลมในท้อง ชาซัมเร เป็นชาพื้นบ้านที่ทำมาจากใบเทพทาโร ซึ่งเป็นไม้หอมชนิดหนึ่งอยู่ในตระกูล เดียวกันกับอบเชย มักพบกระจายพันธุ์ในแถบเอเชียเขตร้อน ส่วนในประเทศไทยนั้นจะพบต้นเทพทาโรตาม เขาในป่าดงดิบ
๑๗๔ วิธีการทำ คือนำใบเทพทาโรมาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วไปคั่วไฟอ่อนๆ แล้วใส่ ลงใน ชะลอมจิ๋วที่ทำมาจากต้นคลุ้ม จากนั้นก็ชงเหมือนชาร้อนทั่วไป ชาซัมเรจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเป็น กลิ่นเฉพาะของต้นเทพทาโร ภาพที่ 122 ภาพชาซัมเร ที่มาภาพ : รายการเที่ยวไทยไม่ตกยุค ตอน สุขแบบชาวชอง...บ้านช้างทูน จังหวัดตราด การร่อนพลอยแบบโบราณของชาวชอง แหล่งร่อนพลอยของเมืองตราด เมื่อก่อนจะมีหลายที่แต่ตอนนี้ที่อนุรักษ์เอาไว้เป็นบ่อ ตรงบ้านช้างทูน ผู้ร่อนพลอยจะนำวัสดุอย่างไม้ไผ่หรือหวายมาทำเป็นตะแกรง การร่อนพลอยของชาว ชอง ถ้าจะรู้ว่าแม่น้ำตรงไหนจะมีพลอยแดง ให้ดูจากการร่อนในครั้งแรก ถ้ามีเศษขี้พลอยติดขึ้นมากับ กรวด หิน ดิน ทราย แสดงว่าบริเวณนั้นๆ มีพลอยแดง การร่อนพลอยของชาวชองแบบดั้งเดิม คือ ชาวบ้านจะขุดดินด้วยชะแลง และนำตะแกรงมาตักเศษหิน เศษทรายในน้ำแล้วนำขึ้นมาร่อนบนผิวน้ำ ถ้าเป็นพลอยจะมีความระยิบระยับ เป็นสีแดง สีชมพู สีม่วง ถ้าเจอพลอยแล้วชาวบ้านจะอมใส่ปากไว้ ก่อนแล้วหลังจากนั้นจะนำไปใส่ขวดเก็บไว้ ภาพที่ 123 ภาพการร่อนพลอยของชาวชองบ้านช้างทูน สปาสุ่มไก่ การอบสมุนไพรแบบดั้งเดิม “สปาสุ่มไก่ หรือ สปา เดอ ชอง” ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ ใช้วัสดุจากท้องถิ่น คือ สุ่มไก่ มาเพิ่มมูลค่า สร้างเอกลักษณ์ของบ้านช้างทูนด้วยตำรับแพทย์แผนชอง โบราณ ซึ่งลักษณะการอบ สปาสุ่มไก่ ภายในสุ่มจะมีหม้อต้มสมุนไพรและไม้หอมนานาชนิด เช่น ใบ มะขาม ขมิ้น ใบเทพทาโร เกลือ น้ำมันกฤษณา โดยบริเวณรอบในสุ่มไก่มีผ้ากันน้ำอยู่ข้างในรอบสุ่ม วิธีการอบสปาสุ่มไก่ต้องเอาตัวเข้าไปในสุ่ม และจะมีรูตรงกลางข้างบนเพื่อให้สอดหัวขึ้นมา จะทำการอบตัว ในสุ่มไก่ประมาณ 10 – 15 นาทีจะทำให้ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ เลือดหมุนเวียนดี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ฟื้นฟูสภาพอวัยวะภายในให้แข็งแรง รักษาอาการหลังคลอดได้ดี
๑๗๕ ภาพที่ 124 ภาพภูมิปัญญาสปาสุ่มไก่ชาวชองบ้านช้างทูน ที่มาภาพ : รายการเที่ยวไทยไม่ตกยุค ตอน สุขแบบชาวชอง...บ้านช้างทูน จังหวัดตราด จากการศึกษาวิจัยและการลงพื้นที่เก็บข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ได้แก่ ชาวจีน ชาวแขก ชาวมอญ ชาวญวน ชาวชอง และชาวเขมร จังหวัดตราดของคณะผู้จัดทำโครงการฯ พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่มักจะอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ตนเองได้จากการยึดโยงอัตลักษณ์ เข้ากับความเชื่อ ความศรัทธา พิธีกรรมทางศาสนา และสิ่งเหนือธรรมชาติ นอกจากนี้การมีอุปสรรค ด้านการสื่อสารและการรวมกลุ่มของชาติพันธุ์แบบปิด ยังช่วยรักษาอัตลักษณ์ด้านภาษา การแต่งกาย ของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ ไว้ได้ เช่น ชาติพันธุ์มอญ เป็นต้น แต่ทั้งนี้อัตลักษณ์เหล่านั้นก็จะมิได้รับการ เผยแพร่ออกไปให้ผู้อื่นได้รับรู้และอาจมีแนวโน้มสูญหายไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคม คณะผู้จัดทำโครงการจึงได้จัดทำแนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่ม ชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด เพื่อสืบทอดองค์ความรู้และต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการ ท่องเที่ยวของจังหวัดตราดต่อไป
๑๗๖ 4.2 แนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด จากการค้นคว้าข้อมูลชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด ในโครงการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญา ร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด โดยได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นทางวัฒนธรรมของกลุ่ม ชาติพันธุ์ สามารถนำไปสู่แนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด โดย คณะผู้วิจัยได้จัดการประชุมหารือแนวทางร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ผู้เป็นเจ้าของอัตลักษณ์ของตนเอง และ ได้จัดทำแผนการดำเนินการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ดังนี้ ตารางแสดงแผนการดำเนินงานการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ที่ โครงการ กิจกรรมหลัก ช่วงเวลา/ สถานทีj งบประมาณ หน่วยงานที่ รับผิดชอบ ๑ ถ่ายทอดองค์ความรู้ มรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์ -จัดอบรมเด็กและเยาวชน ประชาชนและผู้ที่สนใจ ถ่ายทอด องค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาท วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ๒๐,๐๐๐ สภาวัฒนธรรม จังหวัดตราด ๒ ประชาสัมพันธ์ประเพณี ประจำปีของ กลุ่มชาติพันธุ์ - เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่าน ช่องทางโซเซียลมีเดียอย่าง ต่อเนื่อง -จัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์ องค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ -จัดทำปฏิทินประเพณีประจำปี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และ สร้างการรับรู้นอกห้องเรียนให้กับ เยาวชนในพื้นที่ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ๒๐,๐๐๐ สภาวัฒนธรรม จังหวัดตราด ๓ ส่งเสริมการพัฒนา เผยแพร่ องค์ความรู้มรดกภูมิ ปัญญาทางวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์ -จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ แก่เด็กและเยาวชนประชาสัมพันธ์ โดยการสาธิต จัดแสดง เอกสาร ฯลฯ - มหกรรมถ่ายถอดองค์ความรู้มรดก ภูมิปัญญาชาติพันธุ์จังหวัดตราด ทำ E-Book ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ๒๐,๐๐๐ สภาวัฒนธรรม จังหวัดตราด
๑๗๗ 4.3 แนวทางการพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว จากการค้นคว้าข้อมูลชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด ในโครงการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญา ร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด โดยได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นทางวัฒนธรรมของกลุ่ม ชาติพันธุ์ สามารถนำไปสู่แนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด โดย คณะผู้วิจัยได้จัดการประชุมหารือแนวทางร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ผู้เป็นเจ้าของอัตลักษณ์ของตนเอง และ ได้จัดทำแผนการพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทาง เศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดตราด ดังนี้ ตารางแสดงแผนการพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ โครงการ กิจกรรมหลัก ช่วงเวลา/ สถานที่ งบประมาณ หน่วยงานที่ รับผิดชอบ ๑ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชอง ขุมชนโดยนำมรดกภูมิปัญญา/ ทุนทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติ พันธุ์มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการ ท่องเที่ยว - อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อ พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม - จัดกิจกรรมค้นหา เส้นทางการท่องเที่ยววิถี ชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ - จัดทำเส้นทางเชื่อมโยง กับแหล่งท่องเที่ยวของ จังหวัด ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ๒๐,๐๐๐ สภาวัฒนธรรม จังหวัดตราด
๑๗๘ บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุป การศึกษาวิจัยเรื่องการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา บริบทชุมชน อัตลักษณ์และการดำรง อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด พร้อมทั้งสามารถ สืบสานมรดกภูมิปัญญาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับภูมิปัญญา ของกลุ่มชาติพันธุ์รวมทั้งสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด โดยมีการจัดเก็บข้อมูล ทั้งหมด 8 ด้าน สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ ด้านที่ 1 ด้านที่อยู่อาศัย กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยไปตามบริบทของพื้นที่ สภาพภูมิศาสตร์ ค่านิยม และกาลเวลา สิ่งที่ยังคงปรากฏหลักฐานด้านที่อยู่อาศัยจะเกี่ยวเนื่องกับการ ประกอบอาชีพ เช่น การปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ติดริมน้ำของชาวแขก (มุสลิม) บ้านน้ำเชี่ยว เช่นที่เคย เป็นมาแต่ดั้งเดิมตามประวัติศาสตร์การอพยพ เนื่องจากประกอบอาชีพประมงชายฝั่งเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีย่านที่อยู่อาศัยโดดเด่นอีกแห่งของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีนที่สร้างตลากการค้าขาย มีการ สร้างบ้านเรือนแบบอาคารพานิชย์ ตึกแถวไม้สองชั้น ประตู้บานเฟี้ยมแบบสามารถเปิดเป็นร้านค้าขาย ของได้ในชุมชนรักษ์คลองบางพระและย่านตลาดเทศบาลเมืองตราด ด้านที่ 2 ด้านอาชีพ อาชีพที่ยังหลงเหลือจากประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดเปลี่ยนแปลงไปตาม กาลเวลาและทรัพยากรในการประกอบอาชีพนั้นๆ แต่ยังคงมีอาชีพที่หล่อเลี้ยงให้กลุ่มชาติพันธุ์ใน จังหวัดตราดได้ทำมาหากินถึงทุกวันนี้ คือ อาชีพประมง และประมงชายฝั่ง การทำไร่ ทำสวน กรีดยาง รับจ้าง ค้าขาย ส่วนอาชีพที่สูญหายไปคือ อาชีพขุดพลอย ยังคงมีการทำกันบ้างเล็กน้อยยามว่าง แต่ มิใช่อาชีพหลักอีกต่อไป เนื่องจากทรัพยากรด้านนี้มีน้อยและกำลังจะหมดไป ด้านที่ 3 ด้านความเชื่อ ความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ยังคงมีความสมบูรณ์ และมั่นคง มีความยึดโยงเชื่อมต่อกับวัฒนธรรม ประเพณี เทศกาลต่างๆ รวมถึง วิถีชีวิต ที่ส่งผลถึงการแสดงออกให้เห็นภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมด้านอื่นๆ ต่อไป ด้านที่ 4 ด้านเทศกาลและประเพณีประจำปี เทศกาลประเพณีประจำปีที่น่าสนใจของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ที่สามารถเชื่อมโยงการ ท่องเที่ยวได้ มีดังนี้ มกราคม พิธีอัญเชิญแม่โพสพของชาวชอง กุมภาพันธ์ประเพณีวันชาติของชาวมอญ ประเพณีเซ่นผีชาวชอง ประเพณีทรงผีหิ้งชาวชอง มีนาคม ไม่มีประเพณีหรือพิธีกรรม
๑๗๙ เมษายน ประเพณีเทกระจาดตรุษสงกรานต์ศาลเจ้าพ่อเสือ ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน อำเภอเขาสมิง ประเพณีตรุษสงกรานต์ของชาวกัมพูชา ตำบลหาดเล็ก ประเพณีเซ่นศาลชาวชอง พฤษภาคม งาน “วันเกิดเจ้าพ่อหลักเมือง” หรือ “งานวันพลีเมือง” มิถุนายน ไม่มีประเพณีหรือพิธีกรรม กรกฎาคม เทศน์มหาชาติภาษามอญ ณ วัดฉางเกลือ งานวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา ชาวมุสลิม บ้านน้ำเชี่ยว พิธีหล่อเทียนพรรษาชาวชอง สิงหาคม ประเพณีลอยเรือตะโก และลอยเรือสะเดาะเคราะห์ชาวชอง กันยายน วันขึ้นศักราชใหม่ของชาวมุสลิม ประเพณีตักบาตรน้ำมันพืชของชาวมอญ ณ วัดฉาง เกลือ ประเพณีผชุมบิณฑ์เป็นประเพณีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของชาวกัมพูชา ตุลาคม เทศกาลกินเจ จังหวัดตราด ประเพณีทำบุญตักบาตรเทโว พฤศจิกายน ประเพณีแข่งเรือพายลำไม้ไผ่ ณ ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว พิธีเสกสุสานของชาวญวนที่ นับถือศาสนาคริสต์ ประเพณีแข่งเรือพาย ปากคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก ธันวาคม วันคริสต์มาสของชาวญวนที่นับถือศาสนาคริสต์ ด้านที่ 5 ด้านศิลปะพื้นบ้าน ภูมิปัญญาด้านงานศิลปะพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดมีปรากฏให้เห็นค่อนข้าง น้อย เนื่องจากชาติพันธุ์ที่เข้ามาอาศัยอยู่ต่างก็มาเพื่อทำมาหากิน หวังที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงไม่มี ทักษะทางการสร้างสรรค์งานศิลปะมากนัก เว้นแต่ร่องรอยงานจิตรกรรม ประติมากรรม ที่หลงเหลือ จากประวัติศาสตร์ เช่น งานจิตรกรรมจีนบนฝาผนังวัดบุปผาราม งานประดับเครื่องถ้วยชามสังคโลกที่ ผนังโบสถ์วัดบุปผาราม เป็นต้น ในด้านงานหัตกรรมที่เป็นภูมิปัญญายังคงมีให้เห็นบ้าง เช่น งาน หัตถกรรมจักสานคุ้มโดยชาวชอง การปักผ้าของชาวมอญ เป็นต้น ทั้งนี้มีสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกถึง ความเป็นชาติพันธุ์ชัดเจนโดดเด่น 2 ชาติพันธุ์ ได้แก่ ศาลเจ้าของชาวจีน มีหลายแห่ง โดยเฉพาะศาล เจ้าพ่อหลักเมืองตราดที่มีความสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมจีน และเจดีย์สานสัมพันธ์ไทย-มอญ ที่ถอดแบบเจดีย์แบบชาวมอญ โดยมีเจดีย์ชเวดากองจากพม่าเป็นต้นแบบ ทั้งนี้ยังมีพระธาตุอินแขวน จำลอง ณ สำนักสงฆ์เขาคุณธรรม หรือสำนักสงฆ์เขามอญ ที่ชาวมอญร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงบ้าน เกิดเมืองนอนของตนอีกด้วย ด้านที่ 6 ภาษาและวรรณกรรม ชาติพันธุ์ที่ยังคงรักษาภาษาของตนได้เป็นอย่างดีที่สุด และยังคงใช้ภาษาของตนในการสื่อสาร คือ ชาติพันธุ์มอญ จากการวิเคราะห์ พบว่า สาเหตุของการคงอยู่ของภาษามอญในกลุ่มคนมอญ เนื่องจาก ชาวมอญมีการสร้างสังคมระบบปิด มีการสนทนา และความสัมพันธ์กันเพียงในกลุ่มชาติพันธุ์ ของตนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อประกอบอาชีพ การแต่งงานสร้างครอบครัว การจัดงาน หรือกิจกรรมประเพณี ทำให้ชาวมอญยังคงพูดภาษามอญได้และยังคงถ่ายทอดภาษาของชาติพันธุ์มอญ สู่รุ่นลูกหลานได้อย่างเข้มแข็งและเหนียวแน่น ด้านที่ 7 การแต่งกาย การดำรงอัตลักษณ์ด้านการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดมีบริบทคล้ายกับการ คงอัตลักษณ์ด้านการใช้ภาษาและการถ่ายทอดการใช้ภาษาในการสื่อสาร ชาวมอญยังคงมีอัตลักษณ์
๑๘๐ ด้านการแต่งกายที่ชัดเจนเป็นเอกลักษณ์และสังเกตได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มอญมีความภาคภูมิใจในการ แต่งกายของตนเองอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีชาวมุสลิมที่สามารถดำรงไว้ซึ่งการแต่งกายที่ถูกต้อง งดงามตามคำสอนและความเชื่อทางศาสนา ซึ่งสามารถเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้สัมผัสวิถีชีวิตและ อาภรณ์ของชาวมุสลิม ด้านที่ 8 ด้านอาหาร อัตลักษณ์ด้านอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด เป็นมรดกภูมิปัญญาที่คงความสมบูรณ์ ไว้ได้มากที่สุดจากอัตลักษณ์ทั้งหมด 8 ด้าน จากการวิเคราะห์พบว่า อาหารเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต ต้องทำกินอยู่เป็นนิจ ทั้งยังแฝงไปด้วยเรื่องของการดูแลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ของผู้ที่ทำอาหาร และผู้รับประทานอาหารนั้นๆ นอกจากนี้ อาหารยังมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับเทศกาลประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาทางด้านสมุนไพรอีกด้วย ทำให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์มีรายการอาหาร ที่น่าสนใจและน่าลิ้มลอง ดังข้อมูลที่ได้กล่าวมาในบทข้างต้น สามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การเรียนรู้วัฒนธรรมด้านอาหาร ประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มได้ 5.2 อภิปรายผล การศึกษาวิจัยเรื่องการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราดในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ ในการศึกษาตามวัตถุประสงค์ กรอบคิด และ ขอบเขตเนื้อหาของการวิจัยที่ได้รายงานและสรุปผลการวิจัยในบทที่ 4 และ บทที่ 5 ที่ผ่านมา ได้มี ข้อสังเกตในประเด็นต่างๆ เพิ่มเติมพอสรุปได้ดังนี้ 5.2.1 ลูกหลานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดตราดจบการศึกษาที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ เมื่อจบมาก็มีการไปประกอบอาชีพตามที่ได้ศึกษามา ทำให้ไม่มีเวลาและโอกาสในการสืบสานอาชีพ ดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เช่น อาชีพตีเหล็ก ทอผ้า จักสาน ขายยาแผนโบราณ ทำประมงชายฝั่ง เป็นต้น และด้วยเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้อาชีพที่ต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ลดน้อยถอย ลงจนสูญหายไปในที่สุด หรือการแต่งกายในแบบดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ตนในชีวิตประจำวัน ปัจจุบัน ก็แทบแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นชาวไทยหรือมีเชื้อสายของชาติพันธุ์อื่น นอกจากนี้แน้วโน้มในเรื่องของ การใช้ภาษาในการพูด และการสื่อสารก็เริ่มน้อยลงเนื่องจากการสื่อสารร่วมกับคนไทยในโรงเรียน หรือ การที่ต้องไปทำงานที่อื่นซึ่งต้องใช้ภาษาไทยกลางเป็นส่วนมาก ทำให้พูดภาษาของตนน้อยลง สำเนียง การออกเสียงเริ่มเพี้ยนไป จากเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิถีชีวิต อาชีพ การทำมาหากินเปลี่ยนแปลง ไปด้วย ส่งผลถึงประเพณี หรือพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินหายไปด้วย เช่น พิธีสู่ขวัญ นา พิธีบูชาแม่โพสพ การละเล่นหลังฤดูเก็บเกี่ยว การเข้าวัดทำบุญหรือการประกอบพิธีกรรมตามความ เชื่อของตน ก็ทำเท่าที่ความสะดวกจะเอื้ออำนวย หรือดูเหมือนเป็นการจัดขึ้นเพื่อจำลองวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น การละเล่นสะบ้าล้อของชาวมอญที่จะนิยมเล่นกันช่วงตรุษสงกรานต์ แต่ปัจจุบันวัยรุ่นชาวมอญไป เที่ยวในงานสงกรานต์กันเท่านั้นไม่มีการรวมตัวเล่นสะบ้าล้อแล้ว มีเพียงการจัดการแข่งขันเพื่ออนุรักษ์ กีฬาพื้นบ้านจังหวัดตราดเท่านั้น ความเชื่อเรื่องผีบ้าน เสาบ้านของชาวมอญก็ลดน้อยลง เนื่องจากการ สร้างที่อยู่อาศัยไม่เอื้ออำนวย แต่ทั้งนี้ การรับทราบข้อมูลด้านความศรัทธาที่มีต่อบรรพบุรุษ การ ลงโทษ และความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา รวมถึงเรื่องบาปกรรม และความเชื่อในพระเจ้าหรือสิ่ง เหนือธรรมชาติ ยังคงมีส่วนให้กลุ่มชาติพันธุ์ดำรงอัตลักษณ์และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา
๑๘๑ ของตนไว้ต่อไปได้ เช่น พิธีเสกสุสาน การเซ่นผีชาวชอง การเล่นผีหิ้ง ประเพณีการแต่งงาน การตัก บาตรน้ำมันพืช การร่วมพิธีกรรมต่างๆ ของชาวมุสลิม รวมทั้งการแต่งกายของพี่น้องมุสลิมตาม บทบัญญัติเป็นต้น 5.2.2 ผู้นำชุมชนทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ต้องให้ความสนใจอย่างจริงจังในการ ช่วยเหลือกัน สืบทอดอัตลักษณ์ต่างๆของกลุ่มชาติพันธุ์เอาไว้ ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน พิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ มีการพูดคุยกันและทำงานร่วมกัน มากกว่าการสนับสนุนเพียงแค่กิจกรรมประจำปี ในครั้งหนึ่งๆ เท่านั้นหากมีการสร้างศูนย์เรียนรู้ร่วมกับการสร้างพิพิธภัณฑ์จะทำให้สามารถนำข้อมูล ออกมาเผยแพร่ได้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างความภาคภูมิใจใช้รุ่นลูกหลานในกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ ต่อไป และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนก็เป็นอีกหนึ่ง ทางเลือกที่ควรส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนได้หันมาสนใจการสืบสานต่อยอดภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์ ของตนเองอีกด้วย 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 การนำผลการวิจัยไปใช้ การวิจัยนี้พบว่า การดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด เป็นการปลูกฝัง และความเคยชิน เป็นการขัดเกลาทางสังคมระดับครอบครัว ซึ่งมีแนวโน้มในการ เข้มงวดลดลง หรืออาจเพราะไม่สามารถต้านทางกระแสสังคม และภาวะทางเศรษฐกิจได้ โดยอัตลักษณ์ ในบางเรื่องไม่ได้มีการบังคับให้ลูกหลานต้องทำต่อไป ต้องอาศัยจิตสำนึก ความเชื่อ จึงอาจทำให้การ ดำรงอัตลักษณ์นี้ถดถอยน้อยลงตามไปด้วย ทั้งนี้คณะผู้วิจัยยังมองเห็นกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ของกลุ่ม ชาติพันธุ์ที่ต้องการอนุรักษณ์ เผยแพร่วัฒนธรรมของตนให้เป็นรูปธรรม อาจเป็นในรูปแบบของ พิพิธภัณฑ์ สื่อเคลื่อนไหว โซเชียลมีเดีย น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้มีอำนาจสนับสนุนทั้งภาครัฐและ เอกชนได้ช่วยกันให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ทั้งนี้ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ควรส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนได้หันมา สนใจการสืบสานต่อยอดภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองอีกด้วย 5.3.2 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วม รักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด การวิจัยครั้งต่อไปผู้สนใจอาจยกแง่มุมอื่นมาพิจารณาศึกษา เพิ่มเติม เช่น การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์กลุ่มชาติพันธุ์ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด การสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งอาจผสมผสานการวิจัยในเชิงปริมาณเข้ามาเพื่อให้งานวิจัยมีข้อมูลที่มีความหลากหลายมากขึ้น
๑๘๒ บรรณนานุกรม หนังสือ กรรณิการ์ เกนิกานนท์. ชอง. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, 2522. กระทรวงมหาดไทย. ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น: ความเป็นมาของอำเภอสำคัญในประวัติศาสตร์ภาคกลอง. กรุงเทพฯ : กระทรวงมหาดไทย, 2542. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. เข้าใจถิ่น เข้าใจเที่ยว ตราด. กรุงเทพฯ : บริษัท แปลน พริ้นติ้ง จำกัด, 2541. กิตต์ นิรันต์พานิช. เล่าเรื่องเก่าคลองบางพระ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แต่งฟ้าสวรรค์บัญชา, 2550. กิตติ วรกุลกิตติ. มอญเสียเมือง. กรุงเทพฯ : เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง, 2533. เกศสิรินทร์ แพทอง. การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์และวิธีการดำรงรักษาอัตลักษณ์สำคัญของชาวมอญ อำเภอพระประแดง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะ พัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2546. คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระ เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา จังหวัดตราด. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2542. คณะกรรมการศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด. ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด. ม.ป.ท., 2543. จวน เครือวิชฌยาจารย์. วิถีชีวิตชาวมอญ. กรุงเทพฯ : ด่านสุมธาการพิมพ์, 2537. จี. วิลเลียม สกินเนอร์. สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. แปลโดยพรรณี ฉัตรพล รักษ์ ชื่นจิตต์ อำไพพรรณ ม.ร.ว.ประกายทอง สิริสุข ภรณี กาญจนัษฐิติ ปรียา บุญญะศิริ และ ศรีสุข ทวิชาประสิทธิ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุยษศาสตร์, 2529. เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี). อานามสยามยุทธ ว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับลาว เขมร และญวน. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา, 2514. จำลอง ทองดี. แผ่นดินประเทศมอญ. กรุงเทพฯ : เรือนแก้ววัฒนธรรม, 2529. ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ. แนวคิดในการศึกษาสังคมและวัฒนธรรม. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2532. ชิน อยู่ดี. ไทยเผ่าชองที่จันทบุรี. ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2518, 2518. เชษฐ์ ติงสัญชลี. เจดีญ์ในศิลปะพม่า-มอญ : พัฒนาการด้านรูปแบบตั้งแต่ศิลปะศรีเกษตรถึงศิลปะ มัณฑะเล. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2555.
๑๘๓ ดำรงพล อินทร์จันทร์. วิทยากรบรรยาย “การเซ่นผีในวัฒนธรรมกะซอง จากอดีตสู่สังคมสมัยใหม่” จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2559. ถนอม อานามวัฒน์. ความสัมพันระหว่างไทย เขมร และญวน ในสมัยรัตนโกสินตอนต้น. ปริญญา นิพนธ์หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิทยาลัยการศึกษา, 2514. เทศบาลเมืองตราด. ที่ระลึก พิธีเปิดตลาดสดและศูนย์การค้าเทศบาลเมืองตราด 25 ธันวาคม 2531. ม. ป.ท., 2531. นิตยสาร อสท. พฤษภาคม 2542. บนเส้นทางต่างสายในเมืองจันท์ พฤษภาคม 2542 หน้า 64. ประโยชน์ โยธาภิรมย์. ปัจจันตคีรีเขตร์ เกาะกง นครแห่งความหลัง. (พิมพ์ครั้งที่ 2). อยุธยา: สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา, 2540. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, บรรณาธิการ. อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และความเป็นชายขอบ. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2546. ผ่องพันธุ์ มณีรัตน์. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : โครงการส่งเสริมการสร้าง ตำรา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2521. ผุสดี จันทวิมล. เวียดนามในเมืองไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และมูลนิธิ โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2541. พระบริหารเทพธานี. พงศาวดารชาติไทย เล่ม 3. พระนคร : โรงพิมพ์ ส.ธรรมภักดี, 2496. พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาธิภากรวงศ์ ฉบับตัวเขียน. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2539. มหาวิทยาลัยศิลปากร. โครงการรักษาเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูด นักท่องเที่ยว จังหวัดตราด. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ม.ป.ป. วรรณทนี รุ่งเรือง สภากุล และภิญโญ วีระสุขสวัสดิ์. สถานะบุคคลตามกฎหมายไทยของคนเชื้อชาติ ไทยจากเกาะกง. วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545. วรรณิภา ณ สงขลา. วัดบุปผาราม. กรุงเทพฯ : ฝ่ายอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังและประติมากรรมติดที่ กองโบราณคดีกรมศิลปากร, 2535. วัดแม่พระรับสาร จ.ตราด. พิธีเปิดเสก วัดแม่พระรับสาร จ.ตราด.,2561. วัฒนา บุรกสิกร. รายงานการวิจัยเรื่องลักษณะคำที่มาจากภาษามอญ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2541. ศศิธร โตวินัส. “การศึกษาเพื่อจัดทำแผนที่มรดกทางสถาปัตยกรรมชุมชนรักษ์คลองบางพระ จังหวัด ตราด.” วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2554.
๑๘๔ ศุภวดี มนต์เนรมิต. ชีวิตและการต่อสู้ของเขมรพลัดถิ่น. สาขาสังคมวิทยา คณะสังคมวิทยาและ มานุษยวิทยา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551. ส่งศรี ประพัฒน์ทอง, บรรณาธิการ. จังหวัดตราดและวัดบุปผาราม. กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊พ จำกัด, 2535. สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม. จังหวัดตราด. พระนคร : โรงพิมพ์อุดม, 2500. (พิมพ์ในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ). สุนิสา มั่นคง. กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ในสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : อาทิตย์ โพรดักส์ กรุ๊ป จำกัด, ม.ป.ป. สุเรขา สุพรรณไพบูลย์. “ระบบเสียงในภาษาชองหมู่บ้านตะเคียน ตำบลตะเคียนทอง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี” วิทยานิพนธ์ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๒๕. สุวรรณี เครือปาน. “การศึกษาเพื่ออนุรักษ์อาคารที่พักอาศัยบริเวณถนนสุขาภิบาล อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี.” วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2534. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตราด. ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองตราด. ตราด : สำนักพิมพ์ ซี.เอ็น.คอมพิวเตอร์ , 2552. สำนักผังเมือง กระทรวงมหาดไทย. ผังเมืองรวมเมืองตราด. กรุงเทพฯ ม.ป.ท., 2529. เสาวนีย์ จิตต์หมวด. กลุ่มชาติพันธุ์: ชาวไทยมุสลิม. กรุงเทพฯ : กองทุนสง่า รุจิระอัมพร, 2531. รุ่งมณี เมฆโสภณ. คนสองแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทิตย์, 2551. หม่อมราชวงศ์ศุภวัตร เกษมศรี. พระประวัติกรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ. พระนคร : โรงพิมพ์มิตร สยาม, 2510. อภิลักษณ์ เกษมผลกุล. โครงการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ “ตามรอยเสด็จฯ เกาะช้าง จังหวัดตราด”. กรุงเทพฯ : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตราด กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, 2548. อภิลักษณ์ เกษมผลกูล. ภาษาถิ่นภาคตะวันออก. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : สำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดตราด, 2550. อภิลักษณ์ เกษมผลกูล. การสืบทอดอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ “ชอง” ผ่านพิธี “ส่งในบ้าน” ของชาวชอง บ้านทุ่งไก่ดัก อ.เมือง จ.ตราด. ปรับปรุงจากบทความเรื่อง “สงครามกับความรัก: ความขัดแย้งในการปฏิบัติตนต่อผีบรรพบุรุษในประเพณีส่งในบ้านของชาวไทยเชื้อสายชอง บ้านทุ่งไก่ดัก จังหวัดตราด” นำเสนอในการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 4
๑๘๕ ประจำปี 2548 เรื่อง วัฒนธรรมไร้อคติ ชีวิตไร้ความรุนแรง จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยา สิรินธร กรุงเทพฯ, 2550. Webber, Karl E., Ethnographic notes on the Chong (ชอง) Population in Chanthaburi Province, Southeast Thailand. Bangkok : Office of the Senior Research Fellow of the South Asia Institute of Heidelberg University at the German Cultural Institute, 1976. Huffiman, F.E. “The Phonology of Chong, a Mon-Khmer Language of Thailand.” In Suriya Ratanakul et at. Eds, Southeast Asian Linguistic Study Presented to Andre G. Haudricourt, pp. 355-388, Bangkok : Mahidol University, 1976. การสัมภาษณ์ เกียรติชัย โภคพิบูลย์. ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ. สัมภาษณ์, 17 กันยายน 2565. เค ทวย. ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง. สัมภาษณ์, 8 กรกฎาคม 2565. จิน หินขาว. ชาวบ้านคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ์, 5 กันยายน 2565. จิระภา สุขสถิตย์. ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ. สัมภาษณ์, 17 กันยายน 2565. ฉลอง บุญรอด. ชาวบ้านคลองสน ตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ์, 5 กันยายน 2565. เฉวียง อินทรประเสริฐ. ชาวชอง บ้านคลองแสง ตำบลด่านชุมพล. สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565 ชม้อย เปรื่องเวช. ชาวชอง บ้านคลองขวาง ตำบลช้างทูน. สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565 ณัฐวุฒิ ลอยเลื่อน. ชาวบ้านตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ์, 5 กันยายน 2565. ตถิยา โพธิ์แดง. ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ. สัมภาษณ์, 17 กันยายน 2565. เต็ง แซ่อึ้ง. ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ. สัมภาษณ์, 19 กันยายน 2565. ทักสิน สำรวน. ชาวบ้านคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ์, 5 กันยายน 2565. ทิพวรรณ เอี่ยมบุญญฤทธิ์. ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว. สัมภาษณ์, 10 กรกฎาคม 2565. ทวีรัฐ ทองมี. ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ. สัมภาษณ์, 19 กันยายน 2565. นราทร ถนอมวงษ์. ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว. สัมภาษณ์, 10 กรกฎาคม 2565. นรินทร์ มุกมณี.ชาวไทย ตำบลบ่อพลอย. สัมภาษณ์, 8 กรกฎาคม 2565. เนื่อง เสาวพันธ์. ชาวชอง บ้านคลองขวาง ตำบลช้างทูน. สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565 บรรทม สมหมาย. ชาวบ้านคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ์, 5 กันยายน 2565.
๑๘๖ พัชรินทร์ พรรณมณีลักษณ์. ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ. สัมภาษณ์, 17 กันยายน 2565. ไพศาล เจริญศรี. ราษฎรชาวไทย ตำบลไม้รูด. สัมภาษณ์, 19 กันยายน 2565. มิน คิน ซู. ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง. สัมภาษณ์, 8 กรกฎาคม 2565. มอญ อัง ตาน. ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง. สัมภาษณ์, 8 กรกฎาคม 2565. ยุทธนา โทเกษม. ราษฎรชาวไทย ตำบลน้ำเชี่ยว. สัมภาษณ์, 10 กรกฎาคม 2565. ยิ้ม โฉมเฉลา. ชาวชอง บ้านคลองขวาง ตำบลช้างทูน. สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565 รสริน วิรัญโท. ชาวมุสลิม ตำบลน้ำเชี่ยว. สัมภาษณ์, 10 กรกฎาคม 2565. สมควร คุ้มปลี. ชาวบ้านคลองสน ตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ์, 5 กันยายน 2565. สมชาย เปรื่องเวช. ชาวชอง บ้านหนองไม้หอม ตำบลช้างทูน. สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565 สมศรี เกตุถึก. ชาวชอง บ้านคลองแสง ตำบลด่านชุมพล. สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565 สร้อยสุวรรณ อยู่ถนอม. ชาวชอง บ้านคลองแสง ตำบลด่านชุมพล. สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565 สุวลี คล้ายมี. ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ. สัมภาษณ์, 19 กันยายน 2565. เสวย เอกนิกร. ชาวชอง บ้านคลองแสง ตำบลด่านชุมพล. สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565 สำเนา ตุงคะเทพี. ชาวชอง บ้านหนองมาตร ตำบลช้างทูน. สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565 อำรา สมพร. ชาวบ้านคลองสน ตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ์, 5 กันยายน 2565.
๑๘๗