The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาฝ่ายอำนวยการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nimit pongjit, 2023-07-04 02:23:10

ตำรา

วิชาฝ่ายอำนวยการ

ว ิ ชา ฝ่ ายอ านวยการ (Staff Officers) กองว ิ ชาฝ่ายอา นวยการและว ิ ชาทวั่ ไป ส่วนว ิ ชาทหาร โรงเร ี ยนนายร ้ อยพระจล ุ จอมเกล ้ า


คำนำ ตามที่ส่วนวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้มีนโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษา ของส่วนวิชาทหารฯ โดยประเด็นหนึ่งในการยกระดับคุณภาพการศึกษา คือ การปรับปรุงตำราเรียนของ ทุกกองวิชา กองวิชาฝ่ายอำนวยการและวิชาทั่วไป ส่วนวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จึงได้ ปรับปรุงและพัฒนาแนวสอนวิชาฝ่ายอำนวยการสำหรับ นนร. เล่มนี้ขึ้น โดยรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลจาก เอกสาร รส.๑๐๑ - ๕ การจัดและการดำเนินงานของฝ่ายอำนวยการ นส.๑๐๐ – ๙ การประมาณสถานการณ์ ของกองบัญชาการ รร.สธ.ทบ. คู่มือการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง เอกสารการสอนของโรงเรียนเสนาธิการ ทหารบก เอกสารการสอนของศูนย์การทหารราบ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิชาฝ่ายอำนวยการประกอบกัน เพื่อเป็น แนวทางในการดำเนินการ การจัดทำแนวสอนเล่มนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนนายร้อยได้รับความรู้ และความเข้าใจ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดและการดำเนินงานของฝ่ายอำนวยการโดยทั่วไป หน้าที่ความรับผิดชอบและการ ดำเนินงานของฝ่ายอำนวยการด้านกำลังพล ด้านการข่าว ด้านยุทธการ ด้านการส่งกำลังบำรุง และด้าน กิจการพลเรือน โดยเน้นเนื้อหาในระดับกองพันและครอบคลุมถึงระดับกรม กองพล เป็นบางส่วน เพื่อให้ นักเรียนนายร้อยมีความรู้เกี่ยวกับวิชาฝ่ายอำนวยการ และสามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วย ฝ่ายอำนวยการในหน่วยระดับกองพันได้ รวมทั้ง เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาวิชาฝ่ายอำนวยการ ในหลักสูตรตามแนวทางรับราชการระดับชั้นนายร้อย ระดับชั้นนายพันในโอกาสต่อ ๆ ไป ขอขอบคุณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก คณะผู้บังคับบัญชา อาจารย์ และกำลังพลทุกนาย ของส่วนวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่ร่วมมือร่วมใจในการปรับปรุงตำราเรียนตามนโยบาย ยกระดับคุณภาพการศึกษาของส่วนวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ให้มีความทันสมัย และมี มาตรฐานทางวิชาการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาทหาร พันเอก (ชัยณรงค์ แก้วประสิทธิ์) ผู้อำนวยการกองวิชาฝ่ายอำนวยการและวิชาทั่วไป ส่วนวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พลตรี (อนันต์ ปัจวิทย์) ผู้อำนวยการส่วนวิชาทหาร


สารบัญ หน้า คำนำ บทนำ ประวัติเสนาธิการ ๑ บทที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับฝ่ายอำนวยการ ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๓ ตอนที่ ๒ หลักการของฝ่ายอำนวยการ ๗ ตอนที่ ๓ รูปแบบการจัดของฝ่ายอำนวยการ ๑๑ ตอนที่ ๔ หน้าที่และความรับผิดชอบของฝ่ายอำนวยการ ๑๙ ตอนที่ ๕ ความสัมพันธ์และการปฏิบัติงานของฝ่ายอำนวยการ ๒๖ บทที่ ๒ ฝ่ายการกำลังพล (ฝอ.๑) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๒๗ ตอนที่ ๒ หน้าที่และความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายกำลังพล ๒๘ ตอนที่ ๓ งานในหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของนายทหารฝ่ายกำลังพล ๓๑ การรักษายอดกำลังพล ๓๑ การจัดการกำลังพล ๓๘ การพัฒนาและรักษาขวัญ ๔๕ การรักษากฎ วินัย ข้อบังคับ คำสั่ง ๕๐ การจัดการใน บก. ๕๓ เบ็ดเตล็ด ๕๗ ตอนที่ ๔ การทำประมาณการ แผน และคำสั่งกำลังพล ๕๘ บทที่ ๓ ฝ่ายการข่าวกรอง (ฝอ.๒) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๖๖ หลักพื้นฐานในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง ๖๗ ตอนที่ ๒ งานในหน้าที่ความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายการข่าวกรอง ๖๙ การผลิตข่าวกรอง ๗๐ การใช้และการกระจายข่าวสารและข่าวกรอง ๗๑ การต่อต้านการข่าวกรองและงานข่าวกรองเบ็ดเตล็ด ๗๒ การกำหนดพื้นที่ในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง ๗๘ การจัดแผนกข่าวกรองของหน่วยทหาร ๗๙ ตอนที่ ๓ ประมาณการข่าวกรอง ๘๑ ตอนที่ ๔ การวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ๘๙ ตอนที่ ๕ การเตรียมสนามรบด้านการข่าว ๙๙ ตอนที่ ๖ วงรอบข่าวกรอง ๑๐๒


บทที่ ๔ ฝ่ายยุทธการและการฝึก (ฝอ.๓) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๑๒๖ ตอนที่ ๒ งานในหน้าที่ความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก ๑๒๘ การจัด ๑๓๑ การฝึก ๑๓๒ การยุทธ์ ๑๓๔ ตอนที่ ๓ การแก้ปัญหาทางทหาร ๑๔๒ ตอนที่ ๔ การประมาณการยุทธ์ และคำสั่ง ๑๔๖ ตอนที่ ๕ ระเบียบการนำหน่วย ๑๗๒ บทที่ ๕ ฝ่ายการส่งกำลังบำรุง (ฝอ.๔) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๑๗๘ ตอนที่ ๒ หน้าที่และความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง ๑๘๑ ระบบการส่งกำลังบำรุงของ ทบ.ไทย ๑๘๒ การสงกำลัง ๑๘๕ การซอมบำรุง ๑๙๗ การขนสง ๑๙๙ การบริการทางแพทย์ ๒๐๑ การบริการอื่น ๆ ๒๐๒ บันทึกและการรายงานการส่งกำลังบำรุง ๒๐๓ ตอนที่ ๓ การวางแผนการส่งกำลังบำรุง และ การประมาณการส่งกำลังบำรุง ๒๐๕ บทที่ ๕ ฝ่ายกิจการพลเรือน (ฝอ.๕) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๒๑๕ ตอนที่ ๒ ความเป็นมา การแบ่งกลุ่มงานและการจัดหน่วย ๒๑๗ ตอนที่ ๓ หน้าที่และความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน ๒๒๒ การปฏิบัติการกิจการพลเรือน ๒๒๓ การปฏิบัติการจิตวิทยา ๒๒๓ การประชาสัมพันธ์ ๒๒๖ การเสริมสร้างอุดมการณ์ชาติ และการมีส่วนร่วม ๒๒๘ แบบฟอร์มการประมาณการกิจการพลเรือน ๒๒๙ เอกสารอ้างอิง ๒๓๓


๑ บทนำ ประวัติเสนาธิการ กองทัพบก มีสถาบันการศึกษาที่มั่นคงเก่าแก่ควบคู่กันมา ๒ สถาบัน คือ โรงเรียนนายร้อยพระ จุลจอมเกล้า และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก โดย รร.นายร้อย จปร. กำเนิดเมื่อ ๕ สิงหาคม ๒๔๓๐ ส่วน รร.สธ.ทบ.กำเนิดเมื่อ ๓ เมษายน ๒๔๕๒ โดยถือเอาวันที่กองทัพบกออกคำสั่ง ทบ. ที่ ๓/๙๗ ลง ๓ เม.ย. ๒๔๕๒ เปิดการศึกษาของนักเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ ๑ เป็นวันสถาปนา ตลอดเวลาอันยาวนานของ รร.สธ.ทบ. ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงในด้านการจัดหลักสูตรและระบบการศึกษาต่างๆ มากมาย เช่น ชวเลข วิชาเหล่าต่างๆ วิชาแผนที่ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์การสงคราม วิชาการนำทัพ การระดมพล การปราบจราจล การปกครองบ้านเมือง เศรษฐกิจ กฎหมายต่างประเทศ ภาษาต่างประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส พม่า เขมร สำหรับวิชาเสนาธิการส่วนมากศึกษาในด้านยุทธศาสตร์ คือ การเตรียมทัพเพื่อการ สงคราม จะเห็นได้ว่าจะต้องศึกษาหนักมาก ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะถือว่าเป็น “ นักปราชญ์การทหาร ” สามารถเป็นผู้นำทัพและเสนาธิการทหารที่ดีได้ด้วย ทั้งนี้ เป็นการเอาจริงเอาจังเพื่อประสิทธิภาพของผู้สำเร็จ การศึกษา และจะได้รับเกียรติอย่างสูง และยอมรับนับถือด้วยน้ำใสใจจริง ผู้ใดสอบตกก็หมายความว่าเสียคน ไปตลอดชาติ หลักสูตรและระยะการศึกษา ในตอนเริ่มต้นจนถึง พ.ศ.๒๔๘๑ ไม่มีหลักฐานว่าเป็นแนวทางของ ประเทศใด ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๑ - ๒๔๘๘ ใช้หลักสูตรแบบฝรั่งเศส และเริ่มเปลี่ยนแปลงมาใช้ของสหรัฐอเมริกา และตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๑ (ชุดที่ ๓๗) ยึดถือแนวหลักสูตรของ รร.สธ. สหรัฐ และใช้เวลาศึกษา ๑ ปี เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน และได้มีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ๑. เข็มเสนาธิปัตย์ นายทหารฝึกหัดราชการ รร.สธ.ทบ. ชุดที่ ๑ (พ.ศ.๒๔๕๒ - ๒๔๖๕) ยังไม่มีเครื่องหมายแสดง คุณวุฒิใดๆ ที่แสดงว่าสำเร็จการศึกษา และผู้ที่สำเร็จการศึกษาทุกคนบรรจุในกรมยุทธศาสตร์ทั้งหมด ชุดที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๔๖๖ - ๒๔๖๗) จะต้องส่งกลับกรมกอง เพราะไม่มีตำแหน่งบรรจุในกรมยุทธศาสตร์ได้ และไม่มีอะไร จะเป็นเครื่องชุ่มใจดีกว่าเครื่องหมายแสดงคุณวุฒิมอบให้ จึงได้เริ่มคิดออกแบบ ซึ่งมีแบบต่างๆ มากมาย แต่ปรากฏว่าไม่เหมาะสม ในที่สุดได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ที่ทรงเป็น เอตทัคคะในกระบวนการออกแบบเครื่องหมาย พระองค์ท่านได้ออกแบบและทรงสลักเครื่องหมายเสนาธิปัตย์ ด้วยไม้สักเป็นอันแรก สูงประมาณ ๓๐ ซม. ประทานให้ รร.สธ.ทบ. เป็นแม่บททำเข็มเสนาธิปัตย์ที่มีขนาด กว้าง ๓ ซม. สูง ๖ ซม. รวมเวลาที่ริเริ่มจนสำเร็จ ๔ ปี คือ สามารถแจกเป็นครั้งแรกเมื่อ ๒๖ ก.ค.๒๔๗๑ โดยแจกให้ตั้งแต่ชุดที่ ๗ - ๑๒ รวม ๖๙ นาย สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏบนเครื่องหมายเข็มเสนาธิปัตย์ คือ ฉัตร หรือพระเสนาธิปัตย์ ๗ ชั้น ฉายพรรณรังสี ประดิษฐานแนบแน่นอยู่บนหลังพระคชธารผู้เครื่องครบ พระเสนาธิปัตย์หรือฉัตร ๗ ชั้น หมายถึง องค์พระมหากษัตริย์หรือแม่ทัพส่วนพระยาช้างที่รองรับ อยู่ข้างล่างนั้น หมายถึง ตัวนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ของแม่ทัพ (ผู้บังคับบัญชา) กับ เสนาธิการ (ฝ่ายเสนาธิการ) จะต้องปฏิบัติงานร่วมกัน จะแยกกันมิได้


๒ ๒. สายยงยศฝ่ายเสนาธิการ กฎกระทรวงกลาโหมได้รวมเข้าเป็น “ เครื่องหมายพิเศษ ” สายยงยศน่าจะอุบัติขึ้นมาก่อนครื่อง หมายเสนาธิการ และนับเป็นเครื่องหมายสากลที่ใช้กันทั่วโลก ผู้ที่จะแต่งได้ คือ ผู้รับราชการในตำแหน่ง “ ฝ่ายเสนาธิการ ” เริ่มแรกการกำเนิดของสายยงยศนี้ มีประวัติเล่ามาจากฝรั่งเศสว่า นโปเลียนยอดขุนพล แห่งฝรั่งเศสในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ได้คิดขึ้นจากเชือกผูกม้าที่นายทหารคนสนิทให้คล้องแขนในขณะที่ขับขี่ม้า และได้ให้นายทหารคนสนิทแต่งในการตรวจพลสวนสนามก่อน ต่อมาได้นำมาใช้เป็นเครื่องประดับของดินสอ ผูกเชือกล่ามไว้กับกระเป๋ากันหล่นหาย ทั้งนี้ เพราะนโปเลียนเป็นคนพิถีพิถันเรื่องแต่งกายของทหารมากเท่าๆ กับการฝึก และเป็นเครื่องให้กำลังใจแก่นายทหารฝ่ายเสนาธิการ (สมัยนั้นฝ่ายเสนาธิการยศไม่เกินร้อยเอก) มีกำลังใจในการทำงานของไทยเรา เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้บ่งไว้ในพระราชกำหนดการแต่งกาย ให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ชั้นหัวหน้าในกรมยุทธนาธิการทหารบก ใช้สาย ยงยศชนิดถัก ๒ เส้น เกลี้ยง ๑ เส้น นายทหารองครักษ์ใช้สายยงยศทองถักใหญ่ ๓ เส้น มิได้บ่งถึงสายยงยศ สำหรับฝ่ายเสนาธิการแต่ประการใด ในรัชกาลที่ ๖ นายทหารฝ่ายเสนาธิการ จึงได้มีสายยงยศของตนเองขึ้นเป็นสายไหมสีเหลือง หรือไหมทองถัก ๑ เส้น เกลี้ยง ๑ เส้น กับตุ้มโลหะสีทอง ๑ ตุ้ม สำหรับไหมทอง (ดิ้น) ให้ใช้เมื่อแต่งเครื่องแบบเต็มยศ ครึ่งยศ เครื่องแบบสโมสร (ประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์) ไหมสีเหลือง ให้ใช้กับเครื่องแบบปกติ (สมัยนี้ คือ ชุดคอแบะ / ชุดขาว) และมิได้ประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือ ประดับแถบ หากแต่งเครื่องแบบปกติชนิดลำลองเสื้อเชิ๊ตแล้ว ให้ใช้สายยงยศ ไหมเหลืองเกลี้ยง เครื่องหมายเหล่าเสนาธิการ พ.ศ.๒๔๙๘ กองทัพบกได้ขอความเห็นมายังโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ให้ออกแบบเครื่องหมาย เหล่าเสนาธิการ และในกลางปี พ.ศ.๒๔๙๘ นั่นเอง นทน.สธ.ทบ. ชุดที่ ๓๔ ได้ออกแบบเสนอให้กองทัพบก ความหมายเครื่องหมาย “ เหล่าเสนาธิการ ” - ดาวกับช่อชัยพฤกษ์ หมายถึง ผู้บังคับบัญชา - ตราหน้าหมวกบรรจุในดาว ๕ แฉก หมายถึง หน่วยทหาร - ดาว ๕ แฉก ยังหมายถึงหน้าที่ร่วมของฝ่ายอำนวยการ ๕ ประการ คือ ๑) หาและให้ข่าวสาร ๒) ประมาณการ ๓) ให้ข้อเสนอแนะ ๔) ทำแผนและคำสั่ง ๕) กำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการ


๓ บทที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับฝ่ายอำนวยการ ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ และตามพระราชกฤษฎีกา แบ่งสวนราชการ ทบ.,กห. พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้กำหนดหน้าที่ในการวางแผนตลอดจนหน่วย และเจ้าหน้าที่ในการ วางแผนไว้ในกรมฝ่ายเสนาธิการ โดยจัดอัตราเจ้าหน้าที่วางแผนไว้โดยแน่ชัด หน่วยระดับรองลงไป เช่น กองทัพภาค กองพล และกรม ก็มีฝ่ายอำนวยการเป็นเจ้าหน้าที่ในการวางแผนอยู่ทุกระดับ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะต้องทราบหลักการโดยทั่วไปของฝ่ายอำนวยการ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงาน ๑. การบังคับบัญชา คือ อำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมายที่มอบให้แก่ผู้บังคับบัญชา เพื่อ….. ๑.๑ สั่งการต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของตน โดยใช้ ยศ และตำแหน่ง เป็นสิ่งกำหนด ๑.๒ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพให้ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบจนสำเร็จ ๑.๓ รับผิดชอบในเรื่องสุขภาพ สวัสดิการ ขวัญ วินัย การฝึก และประสิทธิภาพการรบ ของกำลังพลในหน่วย ทั้งที่เป็นหน่วยในอัตรา บรรจุมอบ และหน่วยที่มาขึ้นสมทบ การควบคุมบังคับบัญชา เป็นกรรมวิธีของผู้บังคับบัญชาในการอำนวยการ ประสานงานและควบคุม การปฏิบัติของหน่วยทหารให้สำเร็จภารกิจ กรรมวิธีเหล่านี้ครอบคลุมถึง การใช้กำลังพล ยุทโธปกรณ์ การ ติดต่อสื่อสาร สิ่งอำนวยความสะดวกและระเบียบการปฏิบัติต่าง ๆ ที่จำเป็น โดยใช้สิ่งเหล่านี้ในการรวบรวม และวิเคราะห์ข่าวสาร ใช้ในการวางแผนว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องปฏิบัติ ใช้ในการออกคำสั่ง และคำชี้แจงในการ ปฏิบัติ และใช้ในการกำกับดูแลการปฏิบัติเหล่านี้ด้วย ๒. ความสัมพันธ์ทางสายการบังคับบัญชา (Command Relationships) เนื่องจากปริมาณและชนิดของงานจำนวนมากที่ผู้บังคับบัญชาตองเผชิญหนาอยู่นั้น เป็นผลใหเกิด ความตองการความร่วมมือร่วมใจจากบุคคลหลายฝ่าย การผสมผสานระบบยุทโปกรณต่าง ๆ เขาด้วยกัน และ การแยกประเภทงานอย่างเหมาะสม ความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ทางสายการบังคับบัญชา จะถูกกำหนด ขึ้นตามลักษณะของความสัมพันธ์กับหน่วยตาง ๆ ดังนี้ ๒.๑ หน่วยในอัตรา (Organic) เป็นการกำหนดให้หน่วยเป็นส่วนประกอบสำคัญในการ จัดตั้งหน่วยทหาร และได้รับการบรรจุในอัตราการจัดยุทโธปกรณ์ (อจย.) หรืออัตราเฉพาะกิจ (อฉก.) ๒.๑.๑ อัตราการจัดยุทโธปกรณ์ (อจย.) คือ เอกสารที่ ทบ.กำหนดขึ้น และแจกจ่าย แก่หน่วยระดับต่าง ๆ แบ่งออกเป็น ๔ ตอน คือ ๑) ตอนที่ ๑ – ภารกิจและขีดความสามารถ ๒) ตอนที่ ๒ – ผังการจัด ๓) ตอนที่ ๓ – อัตรากำลังพล ๔) ตอนที่ ๔ – อัตรายุทโธปกรณ์ ๒.๒.๒ อัตราเฉพาะกิจ (อฉก.) คือ เอกสารที่ ทบ.กำหนดขึ้น เพื่อการจัดหน่วยเป็น การชั่วคราว และไม่มีอัตราการจัดที่เหมาะสมแน่นอน ๒.๒ หน่วยบรรจุมอบ (Assigned) เป็นการกำหนดให้หน่วยใดหน่วยหนึ่ง ไปอยู่ในองค์ ประกอบการจัดของอีกหน่วยหนึ่งในลักษณะถาวร หน่วยรับการบรรจุมอบจะควบคุมและดำเนินการด้าน ธุรการให้หน่วยบรรจุมอบ


๔ ๒.๓ หน่วยขึ้นสมทบ (Attached) เป็นการกำหนดให้หน่วย ๆ หนึ่ง เข้าไปอยู่ในองค์ประกอบ การจัดของอีกหน่วยหนึ่งในลักษณะชั่วคราว ผู้บังคับหน่วยที่รับการสมทบมีอำนาจควบคุม บังคับบัญชา และ ต้องรับผิดชอบต่อหน่วยขึ้นสมทบ เช่นเดียวกับหน่วยในอัตราของตน ยกเว้นเรื่องของอำนาจหน้าที่ทางธุรการ กำลังพล อันได้แก่ การเลื่อนยศ ,ปลด, ย้าย, สับเปลี่ยนตำแหน่ง ซึ่งยังคงเป็นของผู้บังคับหน่วยเดิมที่หน่วย ขึ้นสมทบนั้นบรรจุมอบอยู่แต่แรก โดยในคำสั่งการสมทบ ควรระบุความรับผิดชอบในทางธุรการ และการ สนับสนุนของหน่วยรับการสมทบที่มีต่อหน่วยขึ้นสมทบให้ชัดเจนด้วย ๒.๔ หน่วยขึ้นควบคุมทางยุทธการ (Operational Control, OPCON) เป็นการจัดหน่วยๆ หนึ่ง ให้ไปขึ้นกับผู้บังคับบัญชาของอีกหน่วยหนึ่ง เพื่อใช้ปฏิบัติงานให้บรรลุภารกิจมีลักษณะเช่นเดียวกับการ ขึ้นสมทบ แต่การขึ้นควบคุมทางยุทธการมิได้รวมถึงความรับผิดชอบงานธุรการ, การส่งกำลังบำรุง, การรักษา วินัย, การจัดภายใน และการฝึก ๓. ความสัมพันธ์ทางการสนับสนุน (Support Relationships) หน่วยใหการสนับสนุนกับหน่วยรับการสนับสนุน จะมีความสัมพันธ์ทางการสนับสนุนเพื่อกำหนด แน่ชัด ความรับผิดชอบและความสัมพันธ์เฉพาะระหว่างหน่วย ความรับผิดชอบทางการบังคับบัญชา และ การสนับสนุนสงกำลังบํารุง รวมถึงอำนาจหน้าที่การเปลี่ยนแปลงการจัด หรือมอบบรรจุสวนของหน่วยให้การ สนับสนุนยังคงอยู่กับกองบังคับการ/กองบัญชาการหน่วยเหนือ หรือหน่วยแม่ หากไม่มีการระบุที่แตกต่างไป ความสัมพันธ์ทางการสนับสนุนมี ๓ ลักษณะดังนี้ ๓.๑ สนับสนุนโดยตรง (Direct Support – DS) เมื่อหน่วยมีหนาที่สนับสนุนโดยตรงแก่หน่วยใดหน่วยหนึ่งแลว ตองมอบความ เร่งด่วนในการสนับสนุนให้กับหน่วยหรือกำลังนั้นเป็นลำดับแรก โดยปกติหน่วยสนับสนุนจะจัดนายทหาร ติดต่อและจัดตั้งการติดต่อสื่อสารไปให และจะใหคำแนะนำแกหน่วยรับการสนับสนุนนั้น ๆ การสนับสนุน โดยตรงนี้ ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายการบังคับบัญชา กับหน่วยรับการสนับสนุน หน่วยรับการสนับสนุนไม่ สามารถแบ่งสับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงจัดหน่วยที่มาสนับสนุนโดยตรงแก่ตนได้ ๓.๒ สนับสนุนสวนรวม (General Support – GS) เมื่อหน่วยมีหนาที่สนับสนุนสวนรวมแล้ว หน่วยจะทำการสนับสนุนตอกำลังทั้งหมด เป็นส่วนรวมจะไม่กระทำต่อหน่วยหนึ่งหน่วยใดเป็นพิเศษ หน่วยรองที่ได้รับการสนับสนุนในลักษณะนี้ จะขอ รับการสนับสนุนโดยผ่าน บก. ของตน และ บก.หน่วยรับการสนับสนุนจะพิจารณากำหนดลำดับความเร่งด่วน ในการสนับสนุน และมอบภารกิจใหกับหน่วยสนับสนุนเป็นส่วนรวมนั้นเอง ๓.๓ การสนับสนุนทั่วไป เป็นการปฏิบัติทั้งขอ ๓.๑ และ ๓.๒ ของหน่วย ๆ หนึ่งในเวลาเดียวกัน ๔. ผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาที่ประสบผลสำเร็จ จะตองรูจักการแบ่งมอบอำนาจหน้าที่และสร้างบรรยากาศของ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความร่วมมือกันและการทำงานร่วมกันเป็นชุด ผู้บังคับบัญชาจะเสริมสร้างความ เขาใจในระเบียบปฏิบัติและมาตรฐานในการทำงานในทุกระดับหน่วยที่ตนรับผิดชอบ ใหอยู่ในแนวทาง เดียวกัน ๔.๑ เป็นผู้กำหนดนโยบายในการปฏิบัติงานให้หน่วย เพื่อปฏิบัติเป็นไปในแนวเดียวกัน โดยได้รับความช่วยเหลือในการปฏิบัติงานจากรอง หรือผู้ช่วย และฝ่ายเสนาธิการ


๕ ๔.๒ เป็นผู้รับผิดชอบทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลวในการปฏิบัติงานทั้งปวงของหน่วย แต่ผู้เดียวในงานทั้งปวงที่หน่วยของตนกระทำ หรือมิได้กระทำ ๔.๓ สามารถมอบอำนาจหน้าที่ให้ผู้อื่นได้ แต่มอบความรับผิดชอบต่อหน่วยไม่ได้ ๕. รองผู้บังคับหน่วย รองผู้บังคับหน่วย โดยปกติจะไม่มีฝ่ายอํานวยการ เมื่อรองฯ มีหนาที่รับผิดชอบพิเศษเฉพาะเรื่อง รองฯ จะได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายอำนวยการในการปฏิบัติหนาที่รับผิดชอบนั้น ๆ โดยผู้บังคับหน่วยเป็นผู้ สั่งการ รองฯ สามารถสั่งการเสนาธิการหรือฝ่ายอำนวยการได้ หากอยูในขอบเขตที่ผู้บังคับหน่วยได้ให อำนาจไว้ เมื่อรองฯ จำเป็นต้องมีฝ่ายอำนวยการ ผู้บังคับหน่วยอาจสั่งการใหนายทหารจากกองบัญชาการ หรือหน่วยรองมาใหความช่วยเหลือ หรือผู้บังคับหน่วยอาจมอบกองบัญชาการของหน่วยรอง ใหรองฯ ใชใน การปฏิบัติภารกิจ สรุปได้ดังนี้ ๕.๑ เป็นผู้หนึ่งในกลุ่มบังคับบัญชา ทำหน้าที่บังคับบัญชาแทนตามสั่งการของ ผบ. หน่วย หรือเมื่อ ผบ.หน่วยไม่อยู่ ๕.๒ สามารถสั่งการเสนาธิการ หรือฝ่ายอำนวยการได้ในขอบเขตที่ ผบ.หน่วยมอบอำนาจให้ ๕.๓ ตามปกติจะปฏิบัติงานตาม รปจ.และงานด้านธุรการ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการตกลงใจ หรือนโยบายที่สำคัญ ๕.๔ จะทำหน้าที่เสมือนหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ในกรณีที่หน่วยไม่มีอัตราเสนาธิการ เช่น หน่วยระดับกองพัน เป็นต้น ๖. เสนาธิการ เป็นหัวหน้าฝ่ายอำนวยการของผู้บังคับบัญชาในการให้ความช่วยเหลือ, ให้คำปรึกษา และ ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานเพื่อบรรลุภารกิจ โดยเป็นผู้อำนวยการ, ประสานงาน และกำกับดูแลการปฏิบัติ งานของฝ่ายอำนวยการตามสายงานในหน้าที่ และฝ่ายกิจการพิเศษ เพื่อปลดเปลื้องภาระของผู้บังคับบัญชา จากงานประจำ และให้ผู้บังคับบัญชาได้ทุ่มเทเวลา ความสามารถไปแก้ปัญหาที่คุ้มค่ากว่า โดยเสนาธิการมี หน้าที่รับผิดชอบดังต่อไปนี้ ๖.๑ สั่งการ กำกับดูแล และประสานงานของฝ่ายอำนวยการ ๖.๒ กำหนด และประกาศนโยบายการปฏิบัติงานของฝ่ายอำนวยการ ๖.๓ ให้ ผบ. และ ฝอ. ได้ทราบเรื่องราวต่างๆ ที่กระทบกระเทือนต่อสถานการณ์อยู่เสมอ ๖.๔ เป็นผู้แทนของผู้บังคับบัญชาเมื่อได้รับมอบหมาย ๖.๕ รับข้อตกลงใจของ ผบ.และตรวจดูข้อตกลงใจนั้นได้เปลี่ยนแปลงเป็นคำสั่งแล้ว ๖.๖ เก็บรักษาแฟ้มนโยบายหลัก ตรวจตรา รปจ.ของหน่วย ๖.๗ ตรวจสอบคำสั่งของ ผบ.ที่ให้แก่ฝ่ายอำนวยการนั้น ได้รับการปฏิบัติตาม ๖.๘ รับทราบข้อเสนอหรือข่าวสารใด ๆ ที่ฝ่ายอำนวยการทั้งปวงได้เสนอให้ ผบ.ทราบโดยตรง หรือแจ้งคำสั่งที่ตนรับทราบจาก ผบ. ให้ฝ่ายอำนวยการ ๖.๙ อำนวยการจัดตั้งการติดต่อที่หน่วยต้องการ ๖.๑๐ กำกับดูแล และสั่งการเป็นส่วนรวมแก่ผู้แทนฝ่ายอำนวยการ ณ ห้องยุทธการ หรือ ศูนย์ปฏิบัติการทางยุทธวิธี (ศปย.) เมื่อจัดตั้งขึ้น


๖ ๗. ฝ่ายอำนวยการ หมายถึง นายทหารที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นแม่งานของผู้บังคับบัญชา ในการแก้ปัญหา ในส่วนที่ตนรับผิดชอบ เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิ ทั้งในวิชาการทหาร และรัฐประศาสน์เป็นผู้แยกแยะปัญหาทั้งปวง ให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่ตนสังกัดตัดสินตกลงใจ เท่ากับทำงานเป็นครูก้ำกึ่งเป็นบ่าวของผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการ ช่วยผู้บังคับบัญชาในการแสวงข้อตกลงใจ โดยการจัดหาวิเคราะห์และเชื่อมโยง ข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญยิ่ง คือ การเสนอข้อมูลที่สำคัญจำเป็นประกอบกับข้อเสนอแนะให้แก่ผู้บังคับบัญชา เพื่อที่จะอำนวยใหผู้บังคับบัญชาสามารถเลือกขอตกลงใจที่ดี่ที่สุด สิ่งที่ฝ่ายอำนวยการปฏิบัติตอข้อมูลที่ รวบรวมได้นั้น จะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดตอการปฏิบัติงานในหนาที่ของฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายอำนวยการของทหารมีการจัดเฉพาะพิเศษใหเป็นหน่วยเดียว มีความเป็นปกแผ่น เพื่อช่วย ผู้บังคับบัญชาใหสามารถสำเร็จภารกิจได้ หนาที่เฉพาะพิเศษของฝ่ายอำนวยการที่ตองปฏิบัติสนองตอ ผู้บังคับบัญชา คือ ๗.๑ การอำนวยการ และติดตามผลการตกลงใจของผู้บังคับบัญชาวาได้ถูกนำไปปฏิบัติงาน บรรลุภารกิจ ๗.๒ ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกตอง และทันเวลาแก่ผู้บังคับบัญชาและหน่วยรอง ๗.๓ คาดการณ์ล่วงหนาถึงความตองการและทำประมาณการ ๗.๔ กำหนดหนทางปฏิบัติต่าง ๆ และเสนอแนะหนทางปฏิบัติที่น่าจะสำเร็จภารกิจทที่ดีที่สุด ๗.๕ เตรียมแผนและคำสั่ง ผู้บังคับบัญชาจำเป็นตองมีฝ่ายอำนวยการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในหนาที่ นายทหารฝ่ายอำนวยการทุกคน ตองรูไม่เฉพาะเพียงบทบาทหน้าที่ของตนเอง แต่ต้องรูบทบาทหนาที่ของนายทหารฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ ด้วย ฝ่ายอำนวยการตองสร้างและรักษาไว ซึ่งระบบประสานงานและความร่วมมือกับภายในสำนักงาน และกับฝ่ายอํานวยการต่าง ๆ ของหน่วยเหนือ หน่วยรองและหน่วยขางเคียง ฝ่ายอํานวยการตองมุ่งเน้นการ ปฏิบัติงานช่วยผู้บังคับบัญชาในการสั่งการบังคับบัญชา และในการสนับสนุนหน่วยรองใหปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ


๗ ตอนที่ ๒ หลักการของฝ่ายอำนวยการ ๘. ความรับผิดชอบและอำนาจหนาที่ของฝ่ายอำนวยการ นายทหารฝ่ายอำนวยการจะได้รับมอบหน้าที่ในสายงาน และจะตองรับผิดชอบตอความสำเร็จของ การปฏิบัติทางฝ่ายอำนวยการของงานในสายงานนั้น ๆ การมอบหมายใหมีผู้รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ สำหรับแต่ล่ะงานจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น เพราะ.... ๘.๑ ผู้บังคับบัญชา มีฝ่ายอำนวยการในสายงานเฉพาะเรื่อง รับผิดชอบในการให้คำแนะนำ และความช่วยเหลือในงานที่ได้กำหนดขอบเขตไว ๘.๒ มีตัวแทนในการประสานงาน และใหคำปรึกษากับฝ่ายอำนวยการ และกองบัญชาการ อื่น ๆ ในงานที่ได้กำหนดขอบเขตไว ๘.๓ ทำใหเกิดความมั่นใจวา มีผู้ใหความสนใจดูแลรายละเอียดทางฝ่ายอำนวยการ ในการ บังคับบัญชาทุกสวนอย่างทั่วถึง ๘.๔ ทำใหนายทหารฝ่ายอำนวยการ สามารถมุ่งความสนใจดูแลงานที่่ได้กำหนดขอบเขตไว ได้อย่างสมบูรณ ผู้บังคับบัญชา จะกำหนดอำนาจหน้าที่เฉพาะใหฝ่ายอำนวยการ หรือ นายทหารฝ่ายอำนวยการ เฉพาะคน ปกติผู้บังคับบัญชาจะมอบอำนาจหนาที่ใหฝ่ายอำนวยการปฏิบัติการในขั้นตอนสุดท้ายของเรื่อง ต่าง ๆ ตามนโยบายการบังคับบัญชา อำนาจหนาที่ที่มอบหมายใหนายทหารฝ่ายอำนวยการผู้ใดผู้หนึ่ง จะ แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับและภารกิจของการบังคับบัญชา ความเร่งด่วนของการปฏิบัติการ และความ สัมพันธ์ในสายงานของนายทหารฝ่ายอำนวยการผู้นั้นกับภารกิจหลักของสวนบัญชาการนั้น การที่นายทหารฝ่ายอำนวยการผู้ใด ได้รับมอบหมายความรับผิดชอบในหนาที่ มิได้หมายความว่า นายทหารฝ่ายอำนวยการผู้นั้น มีอำนาจทางการบังคับบัญชาตอนายทหารฝ่ายอำนวยการอื่น หรือส่วนอื่น ๆ ของสวนบังคับบัญชา ถึงแม้ว่าผู้บัญชาการจะยังคงความรับผิดชอบเป็นสวนรวมไว แต่นายทหารฝ่าย อำนวยการผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบต่อวิธีการใชอำนาจหนาที่ที่ได้รับมอบ และผลการปฏิบัติหนาที่ที่ตามมาใน การปฏิบัติการในนามของผู้บังคับบัญชา นายทหารฝ่ายอำนวยการต้องรับผิดชอบตออำนาจที่ได้รับไวชั่วคราว เพื่อแกปญหาในกรณีฉุกเฉินด้วย ๙. ความสัมพันธ์ของฝ่ายอำนวยการกับสวนบัญชาการหน่วยรอง นายทหารฝ่ายอำนวยการของสวนบังคับบัญชาหน่วยเหนือ อาจให้ขอเสนอแนะ หรือคำปรึกษาแก่ ผู้บังคับหน่วยรอง แต่ผู้บังคับหน่วยรองจะรับหรือไม่รับขอเสนอแนะและคำปรึกษาก็ได้ เชนเดียวกับที่เข้า ปฏิบัติต่อฝ่ายอำนวยการของเขา นายทหารฝ่ายอำนวยการกำกับดูแลการปฏิบัติตามคำสั่ง หรือคำสั่งชี้แจง ที่ออกโดยผู้บังคับบัญชาหรือผู้บังคับบัญชาลงนามอนุมัติ นายทหารฝ่ายอำนวยการของหน่วยเหนือไม่มีอำนาจ โดยตำแหนงที่กำหนด หรือสั่งการสวนบังคับบัญชาหน่วยรอง ใหลงมือปฏิบัติหรือปฏิบัติตามคำสั่งจากส่วน บัญชาการหน่วยเหนือ ในกรณีที่นายทหารฝ่ายอำนวยการได้พิสูจน์ทราบแน่ชัดว่าหน่วยรองไม่ปฏิบัติตาม คำสั่งของผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการผู้นั้นจะตองแจงใหผู้บังคับบัญชาหน่วยรอง หรือฝ่ายอำนวยการ หน่วยรองถึงขอบกพรอง (หากเห็นว่าเรื่องนั้น ๆ สำคัญจริง) และจะตองรายงานการตรวจพบและใหขอเสนอ แนะที่เหมาะสมแก่ผู้บังคับบัญชาของตน เชนเดียวกับผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการตองเขาใจหน่วยต่าง ๆ ที่อยู่ใตการบังคับบัญชา รวมทั้ง สถานการณ เทคนิค การปฏิบัติการ ขีดความสามารถ และคุณลักษณะของหน่วยเหลานั้น ฝ่ายอำนวยการ จะตองใหความสนใจ ห่วงใยในเรื่องการสนับสนุนหน่วยรองอย่างต่อเนื่อง และจะตองสร้างความสัมพันธ์ทาง


๘ สายงานกับผู้บังคับบัญชาหน่วยรอง รวมทั้งฝ่ายอำนวยการของหน่วยรองด้วย นายทหารฝ่ายอำนวยการไม่มี อำนาจที่จะไม่รับหรือปฏิเสธคำรองขอของผู้บังคับหน่วยรอง และต้องไม่ก้าวก่ายในความรับผิดชอบ หรือ อำนาจสิทธิของผู้บังคับหน่วยรอง หรือนายทหารฝ่ายอำนวยการอื่น นายทหารฝ่ายอำนวยการทำหนาที่ติดต่อ กับสวนบังคับบัญชาของหน่วยรอง ในนามของผู้บังคับบัญชาของตนเทานั้น โดยการสงคำสั่งหรือคำสั่งชี้แจง ใหคำแนะนําและขอเสนอแนะเสนอใหความช่วยเหลือหรือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ตามปกติแลว คำสั่งทั้งปวงจากกองบัญชาการหน่วยเหนือที่กําหนดการปฏิบัติการใหหน่วยรองหรือ ตองการให้หน่วยรองปฏิบัติ จะตองมีผู้บัญชาการหน่วยเหนือเป็นผู้อนุมัติ จะมีข้อยกเว้นเฉพาะหลักการ พื้นฐานไวดังนี้ ๑. ผู้บังคับบัญชาได้มอบอำนาจหนาที่โดยเฉพาะเจาะจงไว ใหฝ่ายอำนวยการผู้ออกคําสั่ง และคำชี้แจง โดยมีการประกาศใหทราบถึงการมอบหมายอำนาจควบคุมนี้อย่างเป็นทางการ ๒. ผู้บังคับบัญชามอบอำนาจการควบคุมทางยุทธการหน่วย ๆ หนึ่ง ให้แก่นายทหารฝ่าย อำนวยการผู้หนึ่ง ผู้บังคับบัญชาจะตองประกาศการมอบอำนาจควบคุมนี้อย่างเป็นทางการ เพื่อใหมั่นใจวา หน่วยมีความเขาใจในเรื่องนี้อย่างชัดเจนสมบูรณ การมอบหมายในลักษณะนี้ทำใหนายทหารฝ่ายอำนวยการ มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งเกี่ยวกับกับการจัดเฉพาะกิจในหน่วยรอง การมอบหมายงาน กำหนดเป้าหมาย และ อำนาจหนาที่ในการสั่งการที่จำเป็นอย่างยิ่งตอการสำเร็จภารกิจของหน่วยรองนั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ นายทหารฝ่ายอำนวยการต้องประสานงานโดยตรงกับนายทหารฝ่าย อำนวยการของหน่วยรองอยู่เสมอ ปกติแลว นายทหารฝ่ายอำนวยการจะตอบสนองการขอขอมูลมาอย่างไม่ เป็นทางการใหกันและกัน แต่อย่างไรก็ตาม หากนายทหารฝ่ายอำนวยการหน่วยรอง พิจารณาเห็นวาการขอ ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการครั้งใดเหมาะสมหรือก้าวก่ายต่อสิทธิอำนาจของสวนบังคับบัญชา นายทหารฝ่าย อำนวยการหน่วยรองสามารถรายงานหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ (หรือรองผู้บังคับบัญชาหน่วย) เพื่อขอใหแจ้ง ฝ่ายอำนวยการของหน่วยเหนือสงคําขอขอมูลมาตามสายการบังคับบัญชา ๑๐. การติดตอระหว่างผู้บังคับบัญชากับฝ่ายอำนวยการ ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการสามารถติดต่อกันตามสายการติดตอสื่อสารดังตอไปนี้ ๑๐.๑ สายการบังคับบัญชา เป็นสายตรงที่ใช้ในการติดต่ออย่างเป็นทางการระหว่าง กองบัญชาการต่าง ๆ คำสั่งและคำสั่งชี้แจงทั้งปวงจะส่งไปยังหน่วยรองด้วยสายการติดต่อนี้ (ยกเวนคำสั่งที่ผาน สายทางเทคนิคซึ่งจะกล่าวต่อไป) โดยการใชสายการบังคับบัญชานี้ นายทหารฝ่ายอำนวยการสามารถใช สายการบังคับบัญชาติดต่อกับหน่วยอื่น ๆ ได้เมื่อปฏิบัติการในนามของผู้บังคับบัญชา ๑๐.๒ สายฝ่ายอำนวยการ เป็นสายสำหรับฝ่ายอำนวยการติดต่อกับฝ่ายอำนวยการของ กองบัญชาการหน่วยอื่น ในการประสานงานและส่งข่าวสาร ๑๐.๓ สายทางเทคนิค เป็นสายติดต่อทางเทคนิคระหว่างส่วนบัญชาการ เมื่อส่งคำชี้แจง ทางเทคนิค ใชโดยผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการที่ได้รับอนุญาตใหใช้ได้ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติการมี ลักษณะพิเศษทางเทคนิค ตัวอย่าง เช่น คำชี้แจงในการดัดแปลงยุทโธปกรณ์ และการเปลี่ยนแปลงที่ เกี่ยวของกับระบบของสวนรวม เชน กระบวนการในการรักษาประวัติส่วนบุคคลและบัญชีรายจ่าย รวมถึง การเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคของหนทางปฏิบัติ ซึ่งอาจกระทบผลสำเร็จของภารกิจ ผู้บังคับบัญชาตองได้รับ ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค เพื่อที่จะวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให เกิดผลอย่างไร และตองปฏิบัติใหเหมาะสมอย่างไร การเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคควรจะกระทำต่อเมื่อมีผลดี ต่อความสำเร็จภารกิจหรือต่อความปลอดภัยเท่านั้น


๙ ๑๑. บทบาทโดยทั่วไปของฝ่ายอำนวยการ จากความจำเป็นดังกล่าวข้างต้นทำให้ต้องจัดตั้งให้มีฝ่ายอำนวยการขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา ในการดำเนินการแก้ปัญหาตามภารกิจให้ลุล่วงไปด้วยดี จึงสามารถวิเคราะห์ถึงบทบาทโดยทั่วไปของ ฝ่ายอำนวยการได้ ๔ ประการ คือ ๑๑.๑ ที่ปรึกษาฝ่ายอำนวยการ จะทำหน้าที่หาและใหข่าวสาร พร้อมทั้งจัดทำประมาณการ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้รับข้อเสนอแนะที่ดีที่สุดในการประกอบการตกลงใจ ๑๑.๒ ผู้วางแผน โดยนำเอาข้อตกลงใจ และแนวความคิดในการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา ที่ได้จากการประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชา มาแปลงเป็นรูปของแผน / คำสั่ง ๑๑.๓ ผู้ประสานงาน ประสานแผนการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติการยุทธของหน่วย ๑๑.๔ ผู้กำกับดูแล ฝ่ายอำนวยการช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาด้วยการกำกับดูแล โดยให้มั่นใจ ว่าหน่วยรองต่าง ๆ ได้รับและปฏิบัติตามแผน / คำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างถูกต้อง ๑๒. ความจำเป็นที่ต้องมีฝ่ายอำนวยการ เนื่องจากผู้บังคับบัญชามีข้อจำกัดในเรื่องของระยะทาง เวลา และกำลังกาย กำลังความคิด จึงไม่ สามารถอำนวยการและประสานการปฏิบัติทั้งสิ้นภายในหน่วยของตนเองได้ ประกอบกับปัญหาเฉพาะหน้าที่ ที่ผู้บังคับบัญชาต้องเผชิญมีหลายด้าน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดให้มีฝ่ายอำนวยการคณะหนึ่ง เพื่อ ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาให้สามารถวางแผน และดำเนินการแก้ปัญหาตามภารกิจที่ได้รับมอบให้ลุล่วงไปด้วย ๑๓. วัตถุประสงค์ของการจัดฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายอำนวยการที่จัดตั้งขึ้น จะทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติภารกิจเป็นผลสำเร็จ โดย ฝ่ายอำนวยการ จึงถูกจัดขึ้นนั้นจะปฏิบัติงานเพื่อ.... ๑๓.๑ สนองความต้องการของผู้บังคับบัญชา และหน่วยรองโดยทันที ๑๓.๒ ให้ผู้บังคับบัญชาทราบสถานการณ์โดยตลอดเวลา ๑๓.๓ ลดเวลาที่ใช้ในการควบคุม และการประสานการปฏิบัติลง ๑๓.๔ ลดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดลง ๑๓.๕ ปลดเปลื้องภาระของผู้บังคับบัญชาในกำกับดูแลรายละเอียดของเรื่องราวตามปกติต่าง ๆ ๑๔. ข้อพิจารณาในการจัดฝ่ายอำนวยการ การจัดฝ่ายอำนวยการให้เหมาะสมต่อการปฏิบัติภารกิจจะอาศัยมูลฐานในการพิจารณาดังนี้ ๑๔.๑ ภารกิจ จะเป็นตัวกำหนดว่ามีกิจกรรมใดบ้างที่จะต้องปฏิบัติให้สำเร็จ และกิจกรรม เหล่านี้เอง จะเป็นตัวกำหนดว่าจะจัดฝ่ายอำนวยการอย่างไร จึงปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ ๑๔.๒ งานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีลักษณะอย่างกว้างๆ โดยทั่วไป ไม่ว่าหน่วยบัญชาการระดับใด จะมีงานที่เกี่ยวข้องแบ่งเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ได้ คือ การกำลังพล การข่าว การยุทธการ การส่งกำลัง การกิจการพลเรือน และในบางหน่วยบัญชาการอาจมีสายงานปลัดบัญชีเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ๑๔.๓ ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมาย ซึ่งระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา และ ฝ่ายอำนวยการไว้ เช่น อัตราการจัดและยุทโธปกรณ์ (อจย.) หรือ อัตราเฉพาะกิจ (อฉก.)


๑๐ ๑๔.๓.๑ อัตราการจัดและยุทโธปกรณ์ (อจย.) หมายถึง เอกสารการแสดงโครงสร้าง การจัดส่วนราชการของหน่วยงานทางทหารตามแบบ มีการจัดระบบงานอย่างมาตรฐาน มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ตอนที่ ๑ ภารกิจ, ตอนที่ ๒ ผังการจัด, ตอนที่ ๓ อัตรากำลังพล, ตอนที่ ๔ อัตรายุทโธปกรณ์, ตอนที่ ๕ คำชี้แจง ๑๔.๓.๒ อัตราเฉพาะกิจ (อฉก.) หมายถึง เอกสารการแสดงโครงสร้างการจัดส่วน ราชการของหน่วยงานที่มีการจัดในลักษณะยึดตามภารกิจ หน้าที่เป็นหลัก มีลักษณะการจัดส่วนราชการ เหมือนกับส่วนราชการของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ตอนที่ ๑ ภารกิจ, ตอนที่ ๒ ผังการจัด, ตอนที่ ๓ อัตรากำลังพล ,ตอนที่ ๔ คำชี้แจง ๑๕. หลักการจัดฝ่ายอำนวยการทางทหารที่ดี ๑๕.๑ กำหนดอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบให้ฝ่ายอำนวยการอย่างชัดเจน ๑๕.๒ มอบอำนาจในการตกลงใจ ที่เกี่ยวกับงานปกติให้กับฝ่ายอำนวยการตามหน้าที่ ความรับผิดชอบอย่างเหมะสม ๑๕.๓ รวมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกันไว้เป็นพวกเดียวกัน ๑๕.๔ กำหนดช่วงการควบคุมไว้อย่างเหมาะสม ๑๖. ลักษณะพึงประสงค์ของแผนกฝ่ายอำนวยการ ๑๖.๑ สามารถปฏิบัติงานตามภารกิจที่ได้รับมอบ ๑๖.๒ สามารถปฏิบัติงานได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๑๖.๓ มีความอ่อนตัว เมื่อประสบกับปริมาณงานจำนวนมากและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ๑๖.๔ สามารถเคลื่อนย้ายเข้าที่ตั้งใหม่ โดยการปฏิบัติงานไม่หยุดชะงัก ๑๗. อำนาจหน้าที่ของฝ่ายอำนวยการ ๑๗.๑ ฝ่ายอำนวยการ มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาเท่านั้น งานใดๆ ที่ฝ่ายอำนวยการ ทำต้องอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาเสมอ ๑๗.๒ แม้ฝ่ายอำนวยการจะได้รับมอบอำนาจในการออกคำสั่งในนามของผู้บังคับบัญชาได้ แต่ผู้บังคับบัญชายังคงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำตามคำสั่งนั้น ๑๗.๓ การตกลงใจในรายละเอียดของฝ่ายอำนวยการ จะต้องอยู่ในขอบเขตอำนาจ และ สอดคล้องกับนโยบายของผู้บังคับบัญชาที่มอบให้ไว้ ๑๘. การแบ่งมอบอำนาจของผู้บังคับบัญชาให้กับฝ่ายอำนวยการ ผู้บังคับบัญชา อาจแบ่งมอบอำนาจบางประการให้กับฝ่ายอำนวยการตัดสินตกลงใจได้ เพื่อลด ภาระของผู้บังคับบัญชา แต่ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ ๑๘.๑ ความสามารถของฝ่ายอำนวยการ ๑๘.๒ ความไว้วางใจของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อฝ่ายอำนวยการ ๑๘.๓ ความต้องการของผู้บังคับบัญชาที่จะมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติของหน่วยมากน้อยเพียงไร ๑๙. เหตุที่ต้องมีการจำกัดอำนาจของฝ่ายอำนวยการ ๑๙.๑ ผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้รับผิดชอบที่หน่วยได้กระทำ หรือละเว้นการกระทำ ๑๙.๒ เพื่อให้มีเอกภาพในการบังคับบัญชา


๑๑ ตอนที่ ๓ รูปแบบการจัดของฝ่ายอำนวยการ ๒๐. กล่าวนำ ฝ่ายอำนวยการ ประกอบด้วย นายทหารต่าง ๆ ซึ่งได้รับคำสั่งโดยเฉพาะหรือได้รับมอบให้ทำหน้าที่ ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา นายทหารเหล่านี้อาจได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหนาที่ตลอดเวลา หรือทำหน้าที่ควบคู ไปด้วย ผู้บังคับหน่วยคนหนึ่งอาจทำหน้าที่เป็นฝ่ายอำนวยการเพิ่มเติมจากหนาที่บังคับบัญชาหน่วยของตน ก็ได้ อย่างไรก็ตามการมอบหมายใหปฏิบัติหน้าที่ควบคู่นี้ ควรจะทำในลักษณะจำกัดเพื่อรักษาไวซึ่งบูรณภาพ ของสายการบังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ ผู้บังคับบัญชาจะบังคับบัญชาฝ่ายอำนวยการ แต่เสนาธิการจะ เป็นผู้สั่งการและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของฝ่ายอำนวยการ สำหรับในหน่วยระดับกองพันและหน่วยที่ต่ำกว่า รองผู้บังคับหน่วยจะทำหนาที่เป็นหัวหนาฝ่ายอำนวยการ ๒๑. รูปแบบการจัดฝ่ายอำนวยการโดยทั่วไป การจัดกองอำนวยการของฝ่ายทหาร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยระดับใดก็ตาม จะมีโครงร่างของการจัด ในลักษณะเช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันไปบ้างก็เฉพาะในเรื่องของตำแหน่งเท่านั้น สำหรับโครงร่างของการจัด ประกอบด้วย กลุ่มฝ่ายอำนวยการ ๓ กลุ่ม คือ ๒๑.๑ กลุ่มฝ่ายอำนวยการประสานงาน ๒๑.๒ กลุ่มฝ่ายกิจการพิเศษ ๒๑.๓ กลุ่มฝ่ายอำนวยการประจำตัว และนายทหารติดต่อ รูปแบบการจัดฝ่ายอำนวยการโดยทั่วไป หมายเหตุ : จำนวนและแผนกของฝ่ายอำนวยการเปลี่ยนแปลงไปตามระดับ และประเภทกองบัญชาการ การจัดฝ่ายอำนวยการ ขึ้นอยู่กับหนาที่ งาน และขอบเขตที่กำหนดไว้ใน อจย. หรือ อฉก. บางครั้ง อาจรวมฝ่ายอำนวยการจากสองส่วนหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากร กำลังพลและ ยุทโธปกรณ์ และเพื่อเป็นการทำให้มีการร่วมมือในการปฏิบัติมากขึ้น จำนวนนายทหารฝ่ายอำนวยการ ประสานงาน ฝ่ายกิจการพิเศษ หรือฝ่ายอำนวยการประจําตัวจะแตกต่างกันในแต่ระดับการบังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการประจำตัว นายทหารติดต่อ รอง /ผช. เสนาธิการ ฝ่ายอำนวยการประสานงาน ฝ่ายกิจการพิเศษ ผู้บังคับบัญชา


๑๒ ผู้บังคับบัญชา มีอำนาจในการจัดฝ่ายอำนวยการของตนได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่เกินที่ได้รับ อนุมัติใน อจย. หรือ อฉก. เรื่องที่เนนในงานที่เกี่ยวข้องในสายงานของฝ่ายอำนวยการ อาจแตกต่างกันแลวแต่ ระดับการบังคับบัญชา เอกสารอนุมัติ รูปแบบการจัดและการบรรจุกําลังจะแสดงใหเห็นกิจกรรมที่ตองทำ ปกติของแต่ละสวนย่อยของแผนก หรือกองฝ่ายอำนวยการ หัวหน้าแผนก หรือหัวหนากองฝ่ายอำนวยการ ในกองบังคับการจะกำหนดการจัดภายใน ผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอํานวยการประจําตัว รอง/ผช. นายทหาร ติดต่อ เสนาธิการ ฝ่ายอำนวยการประสานงาน ฝ่ายกิจการพิเศษของแผนกหรือกองของตน แต่ทั้งนี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชา และตามที่ได้รับอนุมัติใน อจย. หรือ อฉก. ข้อพิจารณาพื้นฐาน ในการกำหนดรูปแบบการจัดแผนกหรือกองฝ่ายอํานวยการ จะรวมถึง ๑. ภารกิจ ๒. ปริมาณงานที่แผนกหรือกองตองปฏิบัติ ๓. จำนวนกำลังพลที่มีอยู่และขีดความสามารถของกำลังพล ๔. ความจำเป็นที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาจากการจัด และที่ตั้งของผู้บังคับการ และ กองบัญชาการ ๕. ความตองการของผู้บังคับบัญชาและเสนาธิการ (หัวหนาฝ่ายอำนวยการ) ๖. ตองใหสามารถปฏิบัติการได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง หัวหนาแผนกหรือกอง สามารถมอบหมายอำนาจหน้าที่ใหนายทหาร หรือเจ้าหนาที่กำกับ ดูแลงานหรือกิจกรรมในหนาที่ของแผนกหรือกองบางอย่างได้ และไม่ควรใหเกิดงานล้นมือ โดยการรับกิจกรรม หรืองานซึ่งเป็นความรับผิดชอบของแผนหรือกองอื่นมาทำ หัวหน้าแผนกหรือกองรับผิดชอบการปฏิบัติงานของเจาหนาที่ของตน รวมถึงการมอบงาน การปฏิบัติตามระเบียบคำสั่ง และการฝกที่จำเป็น เพื่อใหงานลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อยภายในแผนกหรือกอง รูปแบบของการจัดฝ่ายอำนวยการทั้งสามกลุมฝ่ายอํานวยการที่กล่าวมาแล้ว และการเรียกชื่อ ฝ่ายอำนวยการขึ้นอยู่กับระดับของกองบัญชาการและข้อพิจารณาที่กล่าวมาแลว ๒๒. รูปแบบการจัดฝ่ายอำนวยการแบบพื้นฐาน ๒๒.๑ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ เสนาธิการเป็นหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ รับผิดชอบเรื่องการอำนวยการ และปฏิบัติงานฝ่าย อำนวยการ การประสานการปฏิบัติของนายทหารฝ่ายอำนวยการต่าง ๆ รวมทั้งการตอบสนองที่ฉับไว และมี ประสิทธิภาพของนายทหารฝ่ายอำนวยการ และฝ่ายกิจการพิเศษ โดยปกติ ผู้บังคับบัญชาจะมอบอำนาจ ในหน้าที่ในการสั่งการกับฝ่ายอำนวยการให้กับเสนาธิการ ๒๒.๒ ฝ่ายอำนวยการประสานงาน นายทหารฝ่ายอำนวยการประสานงานเป็นฝ่ายอำนวยการหลักของผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่ รับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้องที่มีลักษณะกว้างขวางหนึ่งหรือหลายเรื่องก็ได้ ช่วยเหลือ ผบ.โดยประสานแผนการ ปฏิบัติงาน และการปฏิบัติการยุทธของหน่วย เมื่อนำทุกแผนกมารวมกันแล้วฝ่ายอำนวยการประสานงานจะมี หน้าที่ความรับผิดชอบ ซึ่งครอบคลุม หน้าที่ความรับผิดชอบทั้งหมดของผู้บังคับบัญชา ยกเว้นในเรื่องที่ ผู้บังคับบัญชาต้องการควบคุมด้วยตนเอง หรือในเรื่องที่ระเบียบข้อบังคับและกฎหมายทางทหาร กำหนด เฉพาะเจาะจงให้ฝ่ายอำนวยการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบ


๑๓ ฝ่ายอำนวยการประสานงานในทุกระดับ จะมีความรับผิดชอบในการจัดหาข่าวสาร การวิเคราะห์ ข่าวสารเพื่อกำหนดความหมายของข่าวสารและผลกระทบต่อหน่วย ที่สำคัญที่สุดคือ การให้ข้อเสนอแนะแก่ ผู้บังคับบัญชาอย่างถูกต้องและทันเวลา เพื่อช่วยผู้บังคับบัญชาในการแสวงข้อตกลงใจที่ดีที่สุด เพื่อทำให้ความ รับผิดชอบบรรลุผลสำเร็จ ๒๒.๓ ฝ่ายกิจการพิเศษ นายทหารฝ่ายกิจการพิเศษจะช่วยเหลือบังคับบัญชาในเรื่องงานในหน้าที่ ซึ่งต้องการความ ชำนาญเป็นพิเศษ วิชาชีพและเทคนิค โดยทั่วไปจะมีการแบ่งฝ่ายกิจการพิเศษเป็นแผนกตามหน้าที่งานและ ความชำนาญด้านเทคนิค หรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับหน่วย จำนวนและหน้าที่ของฝ่ายกิจการพิเศษในแต่ละ หน่วยจะแตกต่างกันไปในแต่ละระดับหน่วย ขึ้นอยู่กับที่ได้รับอนุมัติใน อจย. หรือ อฉก. ความต้องการของ ผู้บังคับบัญชา ขนาดและระดับของหน่วย ในบางกรณีฝ่ายกิจการพิเศษจะมาจากผู้บังคับหน่วย ตัวอย่างเช่น ผู้บังคับการกรมปืนใหญ่ของกองพล จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานการยิงสนับสนุนของกองพลด้วย นอกจากนี้ ฝ่ายกิจการพิเศษจะช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ โดยปฏิบัติตามหน้าที่พื้นฐานของ ฝ่ายอำนวยการและ - ช่วยฝ่ายอำนวยการประสานงาน จัดทำแผน คำสั่ง และรายงาน - วางแผน และกำกับดูแลการฝึกของแผนกตนเอง กำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการ และ รายงานผู้บังคับบัญชา ในเรื่องระดับของการฝึกของทุก ๆ ส่วนของหน่วยในเรื่องที่ตนเกี่ยวข้อง - ปรึกษา และประสานงานกับฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ๒๒.๔ ฝ่ายอำนวยการประจําตัว จะทำงานภายใต้การควบคุมโดยตรงของผู้บังคับบัญชา และให้ความช่วยเหลือโดยตรงแก่ ผู้บังคับบัญชา โดยไม่ผ่าน รอง ผบ.หน่วย หรือเสนาธิการ และให้ความช่วยเหลือโดยตรง ฝ่ายอำนวยการ ประจำตัวรวมถึงเจ้าหน้าที่ตามอนุมัติใน อจย. และ อฉก., ทส. (มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาในเรื่องส่วนตัว), เจ้าหน้าที่ที่ผู้บังคับบัญชาต้องการกำกับดูแลการปฏิบัติด้วยตนเอง และเจ้าหน้าที่ที่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษ กับผู้บังคับบัญชาตามกฎข้อบังคับหรือกฎหมาย โดยปกติแล้วฝ่ายอำนวยการประจำตัวจะรวมถึง จเร, นายทหารพระธรรมนูญ และอนุศาสนาจารย์ ๒๒.๕ นายทหารติดต่อ - เป็นตัวแทนของผู้บังคับบัญชาที่ทำงานใต้การอำนวยการของเสนาธิการ /สธ.๓ หรือผู้อื่น ที่ได้รับมอบหมาย - ผู้บังคับบัญชาอาจมอบงานนายทหารติดต่อให้นายทหารชั้นสัญญาบัตร หรือ นายทหาร ชั้นประทวน สำหรับงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ หรือในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง - นายทหารติดต่อจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้บังคับบัญชา ณ บก.หน่วยอื่น เพื่อจะเพิ่ม ความร่วมมือ การประสานงาน และการแลกเปลี่ยนข่าวสาร โดยอาศัยการติดต่อเป็นบุคคล


๑๔ ๒๓. องค์ประกอบและการจัดฝ่ายอำนวยการของหน่วยในกองทัพบก ก. การจัดฝ่ายอำนวยการในกองทัพบก ข. การจัดฝ่ายอำนวยการในกองบัญชาการกองทัพภาค ฝ่ายอำนวยการประสานงาน มทภ. ฝ่ายอำนวยการประจำตัว เสธ ทภ. รอง เสธ ทภ. รอง มทภ.


๑๕ ค. การจัดฝ่ายอำนวยการในกองบัญชาการกองทัพน้อย ง. การจัดฝ่ายอำนวยการในกองบัญชาการกองพลทหารราบ ฝ่ายอำนวยการประสานงาน ผบ.มทบ. ฝ่ายอำนวยการประจำตัว เสธ มทบ. รอง เสธ มทบ. รอง ผบ.มทบ. ผบ.พล รอง เสธ


๑๖ ฝ่ายอำนวยการประสานงาน ฝ่ายกิจการพิเศษ จ. การจัดฝ่ายอำนวยการในกองบังคับการกรมทหารราบ ฉ. การจัดฝ่ายอำนวยการในกองบังคับการกองพันทหารราบ ๒๔. การเรียกฝ่ายอำนวยการ หน่วยระดับกองพลขึ้นไป ผู้ทำหน้าที่ฝ่ายอำนวยการประสานงาน เรียกว่า ฝ่ายเสนาธิการ (สธ.) มีเสนาธิการเป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการ โดยธรรมดาจะจัดเป็นแผนกฝ่ายอำนวยการหลัก ๖ แผนก คือ แผนกการกำลังพล (สธ.๑) แผนกการข่าวกรอง (สธ.๒) แผนกยุทธการและการฝึก (สธ.๓) แผนกการส่งกำลัง บำรุง (สธ.๔) แผนกกิจการพลเรือน (สธ.๕) และแผนกกรรมวิธีข้อมูล ผบ.กรม รอง ผบ.กรม เสธ รอง เสธ ฝ่ายธุรการและกำลังพล ฝ่ายการข่าว ฝ่ายยุทธการและ ฝ่ายส่งกำลังบำรุง ฝ่ายกิจการพลเรือน การฝึก ส่วนบัญชาการ น.ฝ่ายการสื่อสาร น.การเงิน นายแพทย์ น.แผนที่ อนุศาสนาจารย์ น.พระธรรมนูญ


๑๗ ในหน่วยขนาดเล็กระดับกรม และกองพัน ผู้ทำหน้าที่ฝ่ายอำนวยการประสานงาน เรียกว่า ฝ่ายอำนวยการ (ฝอ.) ได้แก่ ฝ่ายการกำลังพล (ฝอ.๑) ฝ่ายการข่าวกรอง (ฝอ.๒) ฝ่ายการยุทธและการฝึก (ฝอ.๓) ฝ่ายการส่งกำลังบำรุง (ฝอ.๔.) ฝ่ายการกิจการพลเรือน (ฝอ.๕) สำหรับกรมนั้น มีเสนาธิการกรมเป็นหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ส่วนกองพันไม่มีเสนาธิการ คงมอบให้ รอง ผบ.พัน. เป็นหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ นอกจากนี้ ยังมีนายทหารได้รับการฝึก เพื่อทำงานที่มอบหมายให้ หรือที่มาสมทบ ให้ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะ ๒๕. ความสัมพันธ์ระหว่าง ผบ. กับ ฝอ. หลักการโดยทั่วไป เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ผบ. กับ ฝอ. มีดังนี้ ๒๕.๑ นายทหารฝ่ายอำนวยการที่มีหน้าที่หลักทางฝ่ายอำนวยการนั้น ต้องหลีกเลี่ยงการ แบ่งความรับผิดชอบ และอำนาจหน้าที่ของ ผบ. ๒๕.๒ นายทหารฝ่ายอำนวยการติดต่อเยี่ยมเยียน ผบ.หน่วยรอง เพื่อส่งคำสั่ง คำชี้แจง ให้คำปรึกษา และให้ข้อเสนอแนะ และนอกจากนั้นเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร ๒๕.๓ เสนาธิการ เป็นผู้กำกับดูแล อำนวยการ และประสานงานการปฏิบัติกับฝ่ายกิจการ พิเศษ (หน.หน่วย) โดยผ่านฝ่ายอำนวยการประสานงาน ๒๕.๔ ในฐานะที่เป็นเสนาธิการ ก็ต้องถือว่ามี ผบ.แต่เพียงผู้เดียว แม้จะทำงานกับรอง, กับผู้ช่วยก็ถือเสมือนว่าทำงานกับ ผบ. ๒๖. ความสัมพันธ์ระหว่าง ฝสธ. (ฝ่ายอำนวยการประสานงาน) กับฝ่ายกิจการพิเศษ ๒๖.๑ นายทหาร ฝสธ.เป็นเจ้าหน้าที่หลักในการให้คำปรึกษา วางแผน ประสานงานและ กำกับดูแล นายทหารฝ่ายกิจการพิเศษก็ทำหน้าที่เป็น ที่ปรึกษา วางแผน ประสานงาน และกำกับดูแล เหมือนกัน แต่กระทำในของเขตจำกัดมากกว่า ๒๖.๒ แต่ละแผนกเสนาธิการ จะทำการประสานและสนธิงานทั้งปวงของแผนกฝ่ายกิจการ พิเศษต่าง ๆ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายกิจการพิเศษต่าง ๆ ได้ทราบแนวนโยบายในเรื่องที่ตนเกี่ยวข้อง และอยู่ใน ความรับผิดชอบ ๒๗. คุณวุฒิของฝ่ายอำนวยการ ๒๗.๑ ต้องมีความรู้เรื่องเหล่า และงานในหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี ๒๗.๒ มีประสบการณ์ในการบังคับบัญชา ๒๗.๓ ต้องมีความรอบรู้อย่างถ่องแท้ถึง โครงสร้าง, ขีดจำกัด และเทคนิคการปฏิบัติงาน ของหน่วยต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นหน่วย ๒๗.๔ ต้องสามารถรู้เท่าทันเหตุการณ์ สามารถประเมินและตัดสินเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งมี ความสำคัญต่อการบรรลุความสำเร็จตามภารกิจ ๒๗.๕ รู้ปัญหาของหน่วย ๒๗.๖ มีความสามารถในการเป็นผู้นำ ๒๗.๗ มีความสามารถในการเขียน และการพูดเป็นอย่างดี


๑๘ ๒๘. คุณสมบัติของฝ่ายอำนวยการ ๒๘.๑ รู้หลักมนุษย์สัมพันธ์ เป็นอย่างดี ๒๘.๒ มีบุคลิกซึ่งช่วยให้สามารถปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างฉันท์มิตร ๒๘.๓ ควรมีอุดมการณ์ และมาตรฐานความคิด ๒๘.๔ ควรมีสติปัญญา และความเชื่อมั่นในตนเองอย่างสูง ในการชี้แจงเรื่องราวต่อ ผู้บังคับบัญชา และผู้อื่นฟัง ๒๘.๕ ซื่อตรงต่อหน้าที่ มั่นคงเสมอต้นเสมอปลาย ๒๙. จริยธรรม หรือ ข้อพึงระลึกของฝ่ายอำนวยการ ๒๙.๑. นายทหารฝ่ายอำนวยการไม่มีอำนาจในการบังคับบัญชา แต่อาจออกคำสั่งได้ในนาม ของผู้บังคับบัญชาเมื่อได้รับมอบอำนาจ ซึ่งอยู่ในขอบเขตของนโยบายที่กำหนดไว้ การอ้างชื่อผู้บังคับบัญชา ไปใช้อย่างไร้สาระเป็นการละเมิดจริยธรรมที่สำคัญที่สุด ๒๙.๒ ต้องเคารพสิทธิอำนาจของผู้บังคับหน่วยรอง ก่อนที่จะทำการเยี่ยมหน่วยควรจะได้ ติดต่อกับผู้บังคับหน่วยเสียก่อน และควรจะอธิบายถึงความมุ่งหมายในการตรวจเยี่ยมด้วย และการไปเยี่ยม ก็ไปในนามผู้แทนของผู้บังคับบัญชา ๒๙.๓ ต้องพยายามผูกความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับหน่วยรองให้ มากที่สุด เพื่อประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะต้องมีความสุภาพอ่อนน้อมตามเหตุการณ์ ๒๙.๔ ต้องไม่รับปาก หรือไม่อนุมัติคำขอต่าง ๆ จากหน่วยรอง เพราะผบ.เท่านั้น จะเป็น ผู้ตัดสินว่า อนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ๒๙.๕ ไม่ทำงานข้ามสายงาน เพราะถือว่าผิดจริยธรรม ไม่สมควรอย่างยิ่ง และจะทำให้ เกิดความเสียหายแก่การบังคับบัญชาด้วย ๒๙.๖ ก่อนเสนอความเห็นของตนเกี่ยวกับตัว ผบ.หน่วยรอง ต่อ ผบ.พึงพิจารณาให้รอบคอบ เสียก่อน ๒๙.๗ จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะไม่ละเมิดความไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา หรือนำ เรื่องราวที่ผู้บังคับบัญชาต้องการจะรักษาความลับมาเปิดเผย ๒๙.๘ บางครั้งอาจถูกส่งให้ปฏิบัติหน้าที่ที่ตนไม่ชอบ แต่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง หรือตาม หน้าที่ จะต้องพยายามให้กระทบกระเทือนใจผู้อื่นที่เกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด และจะต้องไม่กล่าวถึงความเห็น ส่วนตัวของตนที่เกี่ยงข้องกับการปฏิบัตินั้น


๑๙ ตอนที่ ๔ หน้าที่และความรับผิดชอบของฝ่ายอำนวยการ ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติทั้งปวงของหน่วย ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือ ล้มเหลว ฝ่ายอำนวยการซึ่งมีเสนาธิการ หรือ รอง ผบ.หน่วย เป็นหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ จะทำหน้าที่และ รับผิดชอบสายงานตามหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอำนวยการ เพื่อช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาในการปฏิบัติตามภารกิจ ให้บรรลุผลสำเร็จ ๓๐. หน้าที่และความรับผิดชอบของฝ่ายอำนวยการ หน้าที่ของฝ่ายอำนวยการ แบ่งออกได้ ๓ ประการ คือ ๓๐.๑ หน้าที่หลัก มี ๓ ประการ ดังนี้ ๓๐.๑.๑ การวางแผน ๓๐.๑.๒ การประสานงาน ๓๐.๑.๓ การกำกับดูแล ๓๐.๒ หน้าที่ร่วมทางฝ่ายอำนวยการ มี ๕ ประการ ดังนี้ ๓๐.๒.๑ การให้ข่าวสาร ๓๐.๒.๒ การทำประมาณการ ๓๐.๒.๓ การให้ข้อเสนอแนะ ๓๐.๒.๔ การทำแผน และคำสั่ง ๓๐.๒.๕ การกำกับดูแล ๓๐.๒.๑ การให้ข่าวสาร ฝ่ายอำนวยการ จะรวบรวมข้อมูลข่าวสารสารจากทุกแหล่งข่าวสารที่สามารถ หาได้ด้วยการจัดทำแผนรวบรวมข่าวสารไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบสนองความต้องการข่าวสารของ ตนอย่างเพียงพอ สำหรับนำมาใช้ในการจัดทำประมาณการของฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายอำนวยการ จะต้องมีความอ่อนตัวด้านความคิดต่อการเปลี่ยนแปลงทาง สถานการณ์อย่างฉับพลัน อันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องทราบ ดังนั้นจึง จำเป็นต้องเป็นต้องทบทวนแผนรวบรวมข่าวสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และความต้องการของผู้บังคับบัญชา ที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ ฝ่ายอำนวยการ ต้องจัดระเบียบและวิเคราะห์ข่าวสารในขอบเขตของสายงานที่ อยู่ในความรับผิดชอบของตน แล้วประเมินความสำคัญ ความเชื่อถือได้ และความสมบูรณ์ของข่าวสารนั้น ก่อนที่จะรายงานเสนอผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้การหาและให้ข่าวสารของฝ่ายอำนวยการนั้น จะกระทำเพื่อความ มุ่งหมายดังนี้ ๑. ให้ผู้บังคับบัญชาใช้ในการแสวงข้อตกลงใจ ๒. กระจายข่าวสารให้หน่วยได้ทราบโดยทั่วถึง ๓. กระจายข่าวสารของหน่วยให้เจ้าหน้าที่อื่นได้รับทราบด้วย ๔. แลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างหน่วยเหนือ, หน่วยรอง ,หน่วยข้างเคียง และ หน่วยสนับสนุนน


๒๐ ๓๐.๒.๒ การทำประมาณการ ฝ่ายอำนวยการจัดทำประมาณการ เพื่อช่วยผู้บังคับบัญชาในการตกลงใจ การประมาณการของฝ่ายอำนวยการจะประกอบด้วย ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ที่มีความสำคัญและข้อสรุป (ซึ่งอาศัยสถานการณ์ปัจจุบันหรือที่คาดการณ์ไว้)รวมถึงข้อเสนอแนะว่าควรจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไรดีที่สุด ประมาณการของฝ่ายอำนวยการนี้จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ความบกพร่องในการทำประมาณการของฝ่าย อำนวยการอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาด และความไม่สมบูรณ์ในกระบวนการกำหนดหนทางปฏิบัติ ดังนั้น ประมาณการของฝ่ายอำนวยการ จึงมุ่งกระทำเพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะที่ดีที่สุดแล้วเสนอต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะนำมาใช้เป็นมูลฐานในการจัดทำประมาณสถานการณ์ของตน เพื่อให้ได้ข้อตกลงใจและ แนวความคิดในการปฏิบัติส่งให้ฝ่ายอำนวยการจัดทำเป็นแผนและคำสั่งต่อไป การทำประมาณการของฝ่ายอำนวยการสายต่างๆ มีดังนี้ ฝ่ายกำลังพล/ สธ.๑ ประมาณการกำลังพล ฝ่ายการข่าว / สธ.๒ ประมาณการข่าวกรอง ฝ่ายยุทธการ / สธ.๓ ประมาณการยุทธ ฝ่ายส่งกำลังบำรุง / สธ.๔ ประมาณการส่งกำลังบำรุง ฝ่ายกิจการพลเรือน / สธ.๕ ประมาณการกิจการพลเรือน ฝ่ายอำนวยการประสานงาน และฝ่ายกิจการพิเศษ อาจทำประมาณการซึ่งครอบคลุม ความรับผิดชอบบางส่วน หรือทั้งหมดในสายงานของตนก็ได้ การเสนอประมาณการอาจกระทำด้วยวาจา เช่น ในการบรรยายสรุป หรือกระทำเป็นข้อเขียนก็ได้ โดยมีหัวข้อดังนี้ ประมาณการกำลังพล, ส่งกำลังบํารุง, กิจการพลเรือน ๑. ภารกิจ ๒. สถานการณ์และข้อพิจารณา ก. สถานการณ์ข่าวกรอง ข. สถานการณ์ยุทธวิธี ค. สถานการณ์การส่งกกำลังบำรุง ง. สถานการณ์กิจการพลเรือน จ. สถานการณ์กำลังพล (ประมาณการของ ฝอ.ใดก็ให้ใส่ไว้ในข้อ จ.) ฉ. สมมุติฐาน ๓. การวิเคราะห์ ๔. การเปรียบเทียบ ๕. ข้อสรุป ก. ในแง่ของ (กำลังพล, ส่งกำลังบํารุง, กิจการพลเรือน) สามารถสนับสนุน ภารกิจได้หรือไม่ ข. หนทางปฏิบัติใดสนับสนุนได้ที่สุด ค. ปัญหาและข้อขัดข้องด้าน (กำลังพล, ส่งกำลังบํารุง, กิจการพลเรือน) ง. ข้อเสนอการแก้ปัญหา และข้อขัดข้องนั้น รวมทั้งข้อเสนออื่น ๆ


๒๑ ประมาณการข่าวกรอง ๑. ภารกิจ ๒. สภาพพื้นที่ปฏิบัติการ ก. ลมฟ้าอากาศ ข. ภูมิประเทศ ค. คุณลักษณะอื่น ๆ ๓. สถานการณ์ฝ่ายตรงข้าม ก. การวางกำลัง ข. การประกอบกำลัง ค. กำลัง (เผชิญหน้า, เพิ่มเติม, ทางอากาศ, นชค., อื่น ๆ) ง. การปฏิบัติสำคัญที่ผ่านมา และที่เป็นปัจจุบัน จ. ลักษณะพิเศษและจุดอ่อน ๔. ขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม ก. ระบุขีดความสามารถ (อะไร, เมื่อใด, ที่ไหน, ด้วยกำลังเท่าใด) ข. วิเคราะห์และอภิปราย ๕. ข้อสรุป ก. ผลกระทบของพื้นที่ปฏิบัติการที่มีต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ข. หนทางปฏิบัติที่ฝ่ายตรงข้ามน่าจะนำมาใช้ ค. ความล่อแหลมของฝ่ายตรงข้าม ประมาณการยุทธ ,ประมาณสถานการณ์ของ ผบ.หน่วย ๑. ภารกิจ ๒. สถานการณ์และหนทางปฏิบัติ ก. ข้อพิจารณาที่กระทบกระเทือนต่อหนทางปฏิบัติ ข. ขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม ค. หนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา (อะไร,ที่ไหน,เมื่อใด,อย่างไร ,ทำไม) ๓. วิเคราะห์หนทางปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย ๔. เปรียบเทียบหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ๕. ข้อเสนอแนะ (ถ้าเป็นประมาณสถานการณ์ของ ผบ.หน่วย จะเป็น “ข้อตกลงใจ”) หมายเหตุ ข้อเสนอ จะอยู่ในรูปของการตอบคำถามว่า อะไร, ที่ไหน, เมื่อใด, อย่างไร ,ทำไม ข้อตกลงใจ จะอยู่ในรูปของการตอบคาํถามว่า ใคร, อะไร, ที่ไหน, เมื่อใด, อย่างไร ,ทำไม ภารกิจ จะอยู่ในรูปของการตอบคาํถามว่า ใคร, อะไร, ที่ไหน, เมื่อใด, ทำไม


๒๒ ๓๐.๒.๓ การให้ข้อเสนอแนะ นายทหารฝ่ายอำนวยการจัดทำข้อเสนอแนะ เพื่อช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาใน การบรรลุข้อตกลงใจและกำหนดนโยบาย นอกจากนั้นยังใหข้อเสนอแนะในระหว่างฝ่ายอำนวยการด้วยกันเอง และแก่ผู้บังคับบัญชาหน่วยรองด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาหน่วยรองนั้น ๆ เท่านั้น (มิใช่ นำไปใช้ในเชิงสั่งการ เพราะฝ่ายอำนวยการไม่มีอำนาจในการสั่งการแก่ผู้บังคับหน่วยรอง) การให้ข้อเสนอแนะ ของฝ่ายอำนวยการจะมีลักษณะดังนี้ (๑) หนทางปฏิบัติที่น่าเป็นไปได้และสามารถปฏิบัติได้ (๒) จะต้องเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ล่ะหนทางปฏิบัติอย่างชัดเจน แล้วระบุด้วยว่า หนทางปฏิบัติใดดีที่สุด (๓) ควรมีข้อความในลักษณะที่ผู้บังคับบัญชาจะอนุมัติ หรือไม่อนุมัติตาม ข้อเสนอแนะเท่านั้น ๓๐.๒.๔ การทำแผนและคำสั่ง (๑) ฝ่ายอำนวยการ จะนำข้อตกลงใจ และแนวความคิดในการปฏิบัติที่ได้จาก กระบวนการแสวงข้อตกลงใจของผู้บังคับบัญชามาดำเนินการวิเคราะห์ เพื่อให้มั่นใจว่า มีความเข้าใจอย่าง ถูกต้องแล้ว จึงจัดทำเป็นแผนและคำสั่ง เพื่อแจกจ่ายให้หน่วยปฏิบัติ (๒) ฝ่ายอำนวยการผู้ใดผู้หนึ่ง อาจได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการจัดทำ การพิมพ์รวมถึงการสนธิส่วนต่าง ๆ ของแผนหรือคำสั่งเข้าด้วยกัน ส่วนฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ จะเตรียมส่วน ของแผน หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตสายงานของตน เช่น หัวข้อแผน / คำสั่งการช่วยรบ ฝอ.ที่จัดทำ ๑. สถานการณ์ สธ.๔ ๒. ภารกิจ สธ.๔ ๓. กล่าวทั่วไป สธ.๔ ๔. ยุทโธปกรณ์และการบริการ สธ.๔ ๕. การส่งกลับสายแพทย์ สธ.๔ ๖. การกำลังพล สธ.๑ ๗. กิจการพลเรือน สธ.๕ ๘. เบ็ดเตล็ด สธ.๓ ๙. การบังคับบัญชาและการสื่อสาร สธ.๔ หมายเหตุ สธ.๔ เป็นผู้รับผิดชอบในการสนธิส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แล้วจัดพิมพ์เพื่อให้ ผบ.ลงนาม ก่อนแจกจ่ายให้หน่วยปฏิบัติ


๒๓ ๓๐.๒.๕ การกำกับดูแล ฝ่ายอำนวยการ ต้องกำกับดูแลการปฏิบัติตามแผน และคำสั่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าหน่วยและเจ้าหน้าที่ทั้งปวง มีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง รวมทั้งให้คำปรึกษาช่วยเหลือแนะนำ หน่วยและเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามคำสั่ง และเจตนารมย์ของผู้บังคับบัญชา การวิเคราะห์รายงาน การเยี่ยมเยียน และการตรวจของฝ่ายอำนวยการ เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลของฝ่ายอำนวยการ (๑) การวิเคราะห์รายงาน การวิเคราะห์และการประเมินค่ารายงานและสรุปต่าง ๆ อย่างถูกต้อง จะช่วยให้นายทหารฝ่ายอำนวยการพิจารณาถึงความก้าวหนาของการปฏิบัติของหน่วยได้ การรายงานเป็น หนทางที่รวดเร็วกว่าการเยี่ยมเยียนของฝ่ายอำนวยการในการรวบรวมข่าวสารที่ทันสมัยในสายงานต่าง ๆ ที่ สนใจ อย่างไรก็ตาม การรายงานส่วนมากมักจะไม่ครอบคลุมเหตุการณที่กระทบกระเทือนตอสายงานเหลานี้ ได้ทั้งหมด ซึ่งผู้ทำการประเมินค่าขอเท็จจริงพึงระลึกไวด้วย (๒) การเยี่ยมเยียน นายทหารฝ่ายอำนวยการไปเยี่ยมเยียนหน่วยรอง เพื่อหาข่าวสาร เกี่ยวกับสถานการณ์ของหน่วยรองใหกับผู้บังคับบัญชา และเพื่อที่จะใหแนวทางและความช่วยเหลือในขอบเขต ของสายงานที่ตนได้รับมอบหน้าที่ ผู้แทนที่แต่งตั้งขึ้นตามกำหนดเวลาจะไปเยี่ยมเยียนหน่วยในนามของ ผู้บังคับบัญชา การวางตัวของนายทหารฝ่ายอำนวยการควรจะอยู่ในลักษณะที่เพิ่มพูนความสัมพันธ์และความ ร่วมมือฉันทมิตรระหว่างฝ่ายอำนวยการกับหน่วยนั้น ๆ นายทหารฝ่ายอำนวยการไปเยี่ยมคำนับผู้บังคับบัญชา ของหน่วยรอง เพื่ออธิบายถึงความมุ่งหมายในการมาเยี่ยมเยียนของตน และเพื่อขอทราบความต้องการเพื่อ จะใหความช่วยเหลือตามที่เห็นสมควร (๓) การตรวจของฝ่ายอำนวยการ การตรวจของฝ่ายอำนวยการ อาจจะกระทำได้โดยนายทหารคนใด คนหนึ่ง หรือเป็นชุดก็ได้ตามความตองการของผู้บังคับบัญชา กอนที่จะดำเนินการตรวจผู้บังคับหน่วยนั้น ๆ จะได้รับการติดตอใหทราบเกี่ยวกับลักษณะและความมุ่งหมายของการตรวจ ผู้บังคับหน่วยได้รับรายงานอย่าง ไม่เป็นทางการเกี่ยวกับผลของการตรวจกอนที่นายทหารผู้ตรวจ หรือชุดตรวจจะออกจากกองบังคับการของ หน่วยไปรายงานการตรวจอย่างเป็นทางการ และอย่างไม่เป็นทางการจะตองตรงกับความเป็นจริง แจมแจ้ง และกะทัดรัด ๓๐.๓ การประสานงาน การประสานงาน หมายถึง การดำเนินการให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายได้มีการปฏิบัติที่สอดประสานกัน ในลักษณะเสมือนหน่วยเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วมีความจำเป็นที่ต้องประสานงานนอกกองบัญชาการหน่วยเหนือ หน่วยข้างเคียง หรือหน่วยสนับสนุน การประสานงานมีความสำคัญยิ่งต่อการปฏิบัติให้บรรลุภารกิจ ดังนั้น การประสานงานของฝ่ายอำนวยการ จึงต้องกระทำเพื่อความมุ่งหมาย ๓๐.๓.๑ แจ้งข่าวสารหรือให้ได้มาซึ่งข่าวสาร ๓๐.๓.๒ ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง สมบูรณ์ และสอดคล้องกัน ๓๐.๓.๓ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือขจัดข้อขัดแย้ง และการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อนกัน ๓๐.๓.๔ เพื่อขอรับหรือให้ความช่วยเหลือ


๒๔ ๓๐.๔ วิธีการประสานงานของฝ่ายอำนวยการ ๓๐.๔.๑ การประชุมฝ่ายอำนวยการอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ๓๐.๔.๒ การบรรยายสรุปทางทหารแบ่งออกได้เป็น ๔ แบบ ได้แก่ การบรรยายสรุป ข่าวสาร , การบรรยายสรุปข้อตกลงใจ, การบรรยายสรุปภารกิจ และการบรรยายสรุปของฝ่ายอำนวยการ ๓๐.๔.๓ การจัดเจ้าหน้าที่ติดต่อ ๓๐.๔.๔ การแจกจ่ายข่าวสารสำคัญ ข้อตกลงใจ และคำสั่งให้รับทราบภายในแผนกฝ่าย อำนวยการ และระหว่างแผนกฝ่ายอำนวยการ ๓๐.๔.๔ การเสนอเอกสารของฝ่ายอำนวยการไปยังแผนกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามสายงาน เพื่อขอทราบข้อคิดเห็น และข้อขัดข้อง ๓๐.๔.๕ การแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างฝ่ายอำนวยการด้วยกันเองในกองบัญชาการกับฝ่าย อำนวยการที่เกี่ยวข้องในกองบัญชาการหน่วยเหนือ หน่วยรอง หน่วยข้างเคียง และหน่วยสนับสนุน ๓๐.๕ หน้าที่ตามสายงาน ๓๐.๕.๑ ฝอ.๑ มีหน้าที่ (๑) การรักษายอดกำลังพลของหน่วย (๒) การจัดการกำลังพล (๓) การบำรุงและการรักษาขวัญ (๔) การรักษาวินัย กฎ ข้อบังคับ และคำสั่ง (๕) การจัดและการย้ายกองบังคับการ (๖) เบ็ดเตล็ด ๓๐.๕.๒ ฝอ.๒ มีหน้าที่ (๑) การผลิตข่าวกรอง (๒) การให้ข่าวกรองและข่าวสาร (๓) การต่อต้านข่าวกรอง (๔) เบ็ดเตล็ด ๓๐.๕.๓ ฝอ.๓ มีหน้าที่ (๑) การจัด (๒) การฝึก (๓) การยุทธ์ ๓๐.๕.๔ ฝอ.๔ มีหน้าที่ (๑) การส่งกำลัง (๒) การซ่อมบำรุง (๓) การขนส่ง (๔) การส่งกลับและการรักษาพยาบาล (๕) การบริการอื่น ๆ


๒๕ ๓๐.๕.๕ ฝอ.๕ มีหน้าที่ (๑) การปฏิบัติการกิจการพลเรือน (๒) การปฏิบัติการจิตวิทยา (๓) การประชาสัมพันธ์ (๔) การปลูกฝังอุดมการณ์และการมีส่วนร่วม หน้าที่และความรับผิดชอบของฝ่ายอำนวยการ ในหน่วยระดับกรมและกองพันกับหน่วยขนาดใหญ่กว่า จะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ขอบเขตของกิจกรรมจะแตกต่างกันไปบ้างตามระดับหน่วย และงานบางอย่าง หน่วยขนาดเล็กไม่ต้องปฏิบัติ เช่น งานของ สธ.๑ ของหน่วยระดับกองทัพภาคขึ้นไปจะมีหน้าที่เพิ่มอีกหน้าที่ หนึ่ง ก็คือ การจัดการกำลังคน ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากหรือเป็นกลุ่มก้อน เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดในทางทหาร ๓๐.๖ เครื่องมือในการปฏิบัติงานของฝ่ายอำนวยการ เพื่อให้การปฏิบัติงานของฝ่ายอำนวยการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ฝ่ายอำนวยการ มีเครื่องมือในการปฏิบัติงานดังนี้ ๓๐.๖.๑ การบันทึก : บันทึกของฝ่ายอำนวยการเป็นเอกสารสำคัญ ในการให้ข่าวสารแก่ ผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการ หน่วยเหนือ หน่วยรอง และเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของหน่วย หรือ ของแผนกฝ่ายอำนวยการ ๓๐.๖.๒ การบันทึกประจำวัน : เป็นบันทึกของแผนกฝ่ายอำนวยการทางราชการเกี่ยวกับ เหตุการณ์ ตามลำดับเวลาในแต่ละวัน เมื่อนำมารวมกันจะแสดงให้เห็นภาพการปฏิบัติการของหน่วยอย่าง สมบูรณ์ ๓๐.๖.๓ เอกสารแยกเรื่อง : เป็นเอกสารอ้างอิงที่ทำสารบัญไว้แล้ว ซึ่งได้มาจากคำสั่ง ทั้งที่เป็นข้อเขียนหรือวาจา สาส์น และเรื่องราวต่างๆ ในบันทึกประจำวันและการประชุม ใช้เป็นเอกสาร อ้างอิง สำหรับใช้เป็นแนวทางหรือแผนสำหรับรวบรวมข่าวสารข้อมูล การทำรายงานและสรุปเหตุการณ์ ในสายงานต่างๆ ๓๐.๖.๔ แฟ้มนโยบาย : เป็นเอกสารที่สรุปนโยบายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันของผู้บังคับบัญชา หรือ บก. หน่วยเหนือ ฝ่ายอำนวยการจะต้องเก็บรักษาและจัดทำให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพราะเรื่องราวทั้งปวง จะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้แฟ้มนโยบายจะให้ความรู้แก่ฝ่าย อำนวยการที่เข้าบรรจุใหม่ และช่วยให้การปฏิบัติงานของฝ่ายอำนวยการสะดวกยิ่งขึ้น ๓๐.๖.๕ แผนที่สถานการณ์ : คือ ลายเส้นที่แสดงสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเขียนการ วางกำลัง หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในหน้าที่ในแผนที่ ในแต่ละแผนกฝ่ายอำนวยการจะจัดทำแผนที่สถานการณ์ ให้ทันสมัยอยู่สมอ ในหน่วยขนาดเล็กจะใช้แผนที่สถานการณ์รวม โดยอยู่ในการกำกับดูแลของ ฝอ.๓ ๓๐.๖.๖ ระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.) เป็นเอกสารที่รวบรวมระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ที่กระทำ ในลักษณะประจำของหน่วยมารวมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการลดเวลาในการสั่งการ ๓๐.๖.๗ บัญชีหน่วยทหาร เป็นเอกสารช่วยความจำเกี่ยวกับหน่วยในอัตราที่มีอยู่ หน่วย บรรจุมอบ และหน่วยขึ้นสมทบ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนและทำคำสั่ง โดยเฉพาะในเรื่องการจัดเฉพาะ กิจของ สธ.๓


๒๖ ตอนที่ ๕ ความสัมพันธ์และการปฏิบัติงานของฝ่ายอำนวยการ ผู้บังคับหน่วย และฝ่ายอำนวยการ มักริเริ่มวางแผนการปฏิบัติ หลังจากที่ได้รับมอบภารกิจ หรือ ผู้บังคับบัญชากำหนดภารกิจขึ้นเอง หรือเมื่อหน่วยเกิดปัญหาขึ้น มักจะต้องการข้อตกลงใจของ ผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการได้นั้น จะต้องอาศัยแบบแผนการปฏิบัติตามลำดับขั้น ซึ่งจะทำให้ผู้บังคับบัญชา เกิดความมั่นใจว่าได้นำข้อพิจารณาทั้งปวงมาพิจารณาแล้ว และได้ทำข้อตกลงใจจากมูลฐานของข่าวสาร ทั้งปวงที่มีอยู่ กับทั้งได้ใช้ความช่วยเหลือทางฝ่ายอำนวยการที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์อย่างมากที่สุด ทำให้ สามารถคาดคะเนความต้องการแต่ละขั้นตอนที่จะตามมา และสามารถปฏิบัติการอันจำเป็นเบื้องต้นให้สำเร็จ ไว้ก่อนได้ ทำให้เกิดความรวดเร็วและมีการเตรียมการดีขึ้น ๓๑. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับฝ่ายอำนวยการ ๓๑.๑ นายทหารฝ่ายอำนวยการ ที่มีหน้าที่หลักทางฝ่ายอำนวยการนั้น ต้องหลีกเลี่ยงการ แบ่งความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ๓๑.๒ นายทหารฝ่ายอำนวยการ ติดต่อเยี่ยมเยียน ผบ.หน่วยรอง เพื่อส่งคำสั่ง คำชี้แจง ให้คำปรึกษา ให้ข้อเสนอแนะ และเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร ๓๑.๓ เสนาธิการ เป็นผู้กำกับดูแล อำนวยการ และประสานการปฏิบัติกับฝ่ายกิจการพิเศษ โดยฝ่ายอำนวยการประสานงาน (ฝอ.๑ – ฝอ.๕) ๓๑.๔ เสนาธิการ เป็นเจ้าหน้าที่หลักในการประสานงาน และเป็นที่ปรึกษาหลัก ๓๑.๕ ผู้บังคับบัญชา จะต้องถือว่าสำนักงานของฝ่ายอำนวยการนั้น เป็นการทำงานกับ บุคคลคนเดียว ๓๑.๖ ในฐานะที่เป็นเสนาธิการ ก็จะต้องถือว่ามีผู้บังคับบัญชาแต่เพียงคนเดียว แม้จะทำงาน กับรอง หรือผู้ช่วย ก็ถือเสมือนว่าทำงานกับผู้บังคับบัญชา ๓๒. โดยปกติคำสั่งจะออกโดยผู้บังคับบัญชา หรือในนามของผู้บังคับบัญชา แต่ก็มีข้อยกเว้น ๔ ประการ ดังนี้ ๓๒.๑ เมื่อผู้บังคับบัญชามอบอำนาจโดยเฉพาะให้ ฝอ.เป็นผู้ออกคำสั่งชี้แจง ๓๒.๒ เมื่อผู้บังคับบัญชา มอบอำนาจการควบคุมทางยุทธการต่อหน่วยใดหน่วยหนึ่งให้กับ ฝอ.คนใดคนหนึ่ง ๓๒.๓ เมื่อลักษณะทางเทคนิค และทางวิชาชีพของกิจกรรมบางเรื่องต้องการความ สัมพันธ์เป็นพิเศษ ๓๒.๔ เมื่อมีหน่วยรองเพิ่มมากขึ้น หรือหน่วยสนับสนุนทางการช่วยรบเพิ่มมากขึ้น อาจจะแต่งตั้งรอง หรือ ฝอ.เป็น ผบ.ส่วนย่อยก็ได้


๒๗ บทที่ ๒ ฝ่ายการกำลังพล (ฝอ.๑) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป การแบ่งประเภทกำลังพล กำลังพลในกองทัพบกอาจแบ่งประเภทได้ดังนี้ ๑. ข้าราชการทหารประจำการ ๒. ข้าราชการกลาโหมพลเรือน ๓. ลูกจ้าง ๔. พลทหารกองประจำการ ข้าราชการทหารประจำการ หมายถึง บุคคลที่บรรจุเข้ารับราชการในกระทรวงกลาโหม ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ ๑. พลทหารประจำการ หมายถึง บุคคลที่บรรจุในอัตราทหาร ตำแหน่งพลทหาร อาสาสมัคร ๒. นายทหารประทวนประจำการ หมายถึง บุคคลที่บรรจุในตำแหน่งอัตราต่ำกว่า สัญญาบัตร และมียศทหาร ๓. นายทหารสัญญาบัตรประจำการ หมายถึง บุคคลที่บรรจุในตำแหน่งอัตราสัญญาบัตร และได้รับการแต่งตั้งยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร ข้าราชการกลาโหมพลเรือน หมายถึง บุคคลที่บรรจุเข้ารับราชการในกระทรวงกลาโหม โดยบรรจุในอัตราทหารแต่ไม่สามารถแต่งตั้งยศได้ เพราะคุณสมบัติไม่ครบถ้วน มีทั้งประเภทชั้นสัญญาบัตร และต่ำกว่าสัญญาบัตร ลูกจ้าง คือ ผู้รับจ้างทำงานโดยรับค่าจ้างจากงบประมาณประเภทอื่น ที่มิใช่ประเภท เงินเดือน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑. ลูกจ้างชั่วคราว คือ ผู้รับจ้างทำงานตามเงื่อนไข และตามความต้องการของหน่วย ซึ่งหน่วยงานขออนุมัติจ้างเฉพาะครั้งคราว กำหนดเวลาจ้างไม่เกิน ๑ ปี เมื่อครบ ๑ ปีแล้ว หากหน่วยมี ความจำเป็นต้องจ้างต่อไปอีก ต้องรายงานขออนุมัติจ้างต่อได้ครั้งละไม่เกิน ๑ ปี ๒. ลูกจ้างประจำ คือ ผู้ที่รับจ้างทำงานในตำแหน่งหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในอัตรา เป็นการประจำ และได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน พลทหารกองประจำการ หมายความถึง ส.ต. กองประจำการด้วย คือ ทหารกองเกิน ซึ่งมีอายุครบ ๒๑ ปี บริบูรณ์ ได้เข้ารับการตรวจเลือก และถูกกำหนดตัวเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด


๒๘ ตอนที่ ๒ หน้าที่และความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายกำลังพล ๑.๑ หน้าที่ทั่วไป : วางนโยบาย และอำนวยการปฏิบัติงานทางธุรการ ที่เกี่ยวกับด้านกำลังพล ของหน่วย พลเรือนที่อยู่ในความควบคุมของหน่วย และเชลยศึก ๑.๒ หน้าที่เฉพาะ : หน้าที่เฉพาะของ ฝอ.๑ มี ๒ ประการคือ ๑.๒.๑ หน้าที่ทางธุรการ ๖ ประการ ๑.๒.๑.๑ จัดทำบันทึกประจำของหน่วย ๑.๒.๑.๒ ตอบโต้เอกสารทางราชการ (เว้นเรื่องทางยุทธการ) ๑.๒.๑.๓ ลงนามรับรองคำสั่งและข้อแนะนำต่าง ๆ (เว้นเรื่องทางยุทธการ) ๑.๒.๑.๔ จัดทำหลักฐานสำหรับกองบังคับการ ๑.๒.๑.๕ จัดแบ่งเสมียนให้กับฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ ๑.๒.๑.๖ ปฏิบัติงานซึ่งได้รับมอบหมาย หรือกิจกรรมอันมิได้รับมอบหมายให้แก่ ฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ โดยเฉพาะ ๑.๒.๒ หน้าที่ทางกำลังพล ๑๐ ประการ ๑.๒.๒.๑ กำลัง เอกสาร และการรายงาน : จัดเก็บรักษาเอกสารและรายงาน เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบสถานภาพกำลังพลในบังคับบัญชาอยู่เสมอ ซึ่งมีแบบฟอร์มต่างๆ คือ รายงาน ยอดกำลังพล, บันทึกประจำวัน, ปกเวียน, แฟ้มบันทึกประจำวัน, เอกสารแยกเรื่อง, แผนที่สถานการณ์, รายงานของหน่วย ๑.๒.๒.๒ การทดแทนกำลังพล : ในการเสนอความต้องการ การบรรจุกำลังพล ทดแทนโดยประสานการปฏิบัติกับ ฝอ.๓ และฝ่ายกิจการพิเศษ ในการพิจารณาตกลงใจ การบรรจุความ เร่งด่วนในการจัดกำลังทดแทน และการรับกำลังทดแทน ๑.๒.๒.๓ วินัย กฎ ข้อบังคับ และคำสั่ง : แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบเรื่องราว ทั้งปวงที่มีผลกระทบต่อภาวะทางวินัย และเสนอแนะมาตรการที่รักษา หรือปรับปรุงวินัยของทหารภายใน หน่วยให้ดีขึ้น ช่วยเหลือผู้บังคับหน่วยในการดำรงรักษาวินัย โดยการตรวจตรา กำกับดูแลการปฏิบัติตาม กฎ ข้อบังคับ และคำสั่ง เช่น การควบคุมและการขนย้ายทหารพลัดหน่วย การศาลทหาร ปัญหาพิเศษต่างๆ การขนของเถื่อน ตลาดมืด การขโมยสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ การยักยอกฉ้อโกงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ๑.๒.๒.๔ เชลยศึก : การรวบรวม, การควบคุม, การดำเนินกรรมวิธีและการส่งกลับ ๑.๒.๒.๕ การฝังศพ และการทะเบียนศพ : การวางแผน การประสานงาน และกำกับดูแลในกิจการทะเบียนศพ เกี่ยวกับการรวบรวม การทำหลักฐานของผู้ตาย ทรัพย์สิ่งของติดตัว การส่งกลับ การบันทึกหลักฐาน และการรายงานเกี่ยวกับทะเบียนศพ ๑.๒.๒.๖ ขวัญและการบริการกำลังพล : แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบสถานภาพทาง ขวัญและการรักหมู่คณะ รวมทั้งการบริการกำลังพล การลา สิ่งอำนวยความสะดวกในการพักผ่อนหย่อนใจ การแนะแนวทางจริยธรรม การไปรษณีย์ การปฏิบัติทางศาสนกิจ การบำรุงความสุข ร้านค้า การบริการ ทางการเงิน การบริการทางกฎหมาย และการสวัสดิการ นอกจากนั้น ยังต้องวางแผนและวางนโยบาย เกี่ยวกับการขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และบำเหน็จรางวัล การศพ สุสาน การส่งกลับ สิ่งของติดตัว และพิธีต่าง ๆ ๑.๒.๒.๗ การดำเนินการกำลังพล : ดำเนินการและกำกับดูแล เรื่องการแบ่งประเภท การบรรจุ การแบ่งประเภทใหม่ การบรรจุใหม่ การปลด การย้าย การผลัดเปลี่ยน


๒๙ ๑.๒.๒.๘ การจัดภายใน : ปฏิบัติงานเกี่ยวกับ การจัด การจัดระเบียบภายใน และ การย้ายที่บังคับการ การแบ่งที่พักในพื้นที่กองบังคับการของหน่วยทหาร และกองบังคับการ ๑.๒.๒.๙ ลูกจ้างพลเรือน : จัดการเกี่ยวกับลูกจ้างพลเรือนที่จ้างเข้ามาเพื่อทำประโยชน์ ให้แก่กิจการทหาร เช่น ช่างไม้ เสมียน เลขานุการ กรรมกรขนย้ายสัมภาระ สร้างสะพาน ถนน ทางรถไฟ การปรนนิบัติบำรุงพาหนะ ๑.๒.๒.๑๐ เบ็ดเตล็ด : งานด้านกิจการกำลังพล ธุรการทั้งปวง ซึ่งมิได้มอบหมาย ให้เป็นหน้าที่ของ ฝอ. อื่นโดยเฉพาะ เช่น กำหนดการรักษาความปลอดภัยของหน่วย กำหนดการตั้งโรงเรียน การแต่งงานกับคนต่างประเทศ การต้อนรับบุคคลสำคัญ และการปฏิบัติในทางกำลังพลอื่น ๆ โครงการให้ การศึกษาฯ การส่งเสริมสาธารณกุศล และการฝากเงินของทหาร เป็นต้น จากหน้าที่และความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายกำลังพลดังกล่าว ทำให้นายทหารฝ่ายกำลังพล มีความรับผิดชอบหลัก ๆ ดังนี้ ๑. การรักษายอดกำลังพล มีความรับผิดชอบในเรื่อง ๑.๑ ยอดกำลังพล เพื่อให้ ผบ.ได้ทราบถึงสภาพความเป็นไปของยอดกำลังพล (อัตราบรรจุมีจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ของอัตราเต็ม) ๑.๒ บันทึกและรายงานกำลังพล เพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานภาพของกิจการกำลังพล ของหน่วย ได้แก่ สรุปยอดกำลังพลประจำวัน (ระดับกรมลงมา) รายงานตามระยะเวลา ๑.๓ การประมาณการสูญเสีย เพื่อให้คาดคะเนได้ถึงสถานภาพของกำลังพล ในอนาคต ๑.๔ กำลังทดแทน การทดแทนกำลัง การขอเบิก การแบ่งมองกำลังตามลำดับ ความเร่งด่วนที่นายทหารยุทธการกำหนด การดำเนินกรรมวิธี และการกำหนดที่ตั้ง ฯลฯ ๒. การจัดการกำลังพล มีความรับผิดชอบในเรื่อง ๒.๑ การดำเนินการกำลังพล การแบ่งประเภท การบรรจุ การเลื่อนยศ การย้าย การออกจากราชการ และการเกษียณอายุ ๒.๒ เชลยศึก ที่เกี่ยวข้องกับ การรวบรวม การควบคุม การดำเนินกรรมวิธี การส่งกลับ การใช้งาน การรักษาพยาบาล วินัย และการส่งคืนภูมิลำเนา ๒.๓ กำลังพลเรือน ได้แก่ แหล่งกำลังพลเรือน การจัดหา การใช้งาน ตลอดจน การดำเนินการทางธุรการ และการควบคุมพลเรือนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร ๒.๔ ความปลอดภัย ในลักษณะของการวางแผน พัฒนา กำกับดูแลเรื่องทั้งปวง เกี่ยวกับความปลอดภัยเพื่อป้องกันการสูญเสียกำลังพล และยุทโธปกรณ์โดยไม่จำเป็น ๓. การพัฒนาและรักษาขวัญ มีความรับผิดชอบในเรื่อง ๓.๑ การบริการกำลังพล การลา สิ่งอำนวยความสะดวกในการพักผ่อนหย่อนใจ การแนะแนวจริยธรรม การไปรษณีย์ ร้านค้า การบริการทางกฎหมาย และการสวัสดิการ ๓.๒ ศพ ได้แก่ การทะเบียนศพ การรวบรวมศพ การส่งกลับ ทรัพย์สินของผู้ตาย และพิธีการศพ ๓.๓ การรายงานการสูญเสีย ที่ต้องดำเนินการทั้งการวางแผนและนโยบายที่เกี่ยวกับ การรายงานการสูญเสีย ๓.๔ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และบำเหน็จรางวัล ต้องดำเนินการปรับปรุงแผนนโยบาย ว่าด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และบำเหน็จรางวัล


๓๐ ๔. การรักษาวินัย กฎ ข้อบังคับ และคำสั่ง มีความรับผิดชอบในเรื่อง ๔.๑ การควบคุม กวดขันความประพฤติ และวินัยของกำลังพล ๔.๒ การจัดการต่อทหารผลัดหน่วย ๔.๓ การดำเนินการทางธุรการในการพิจารณาคดีทางทหาร ๕. การจัดการภายใน บก. มีความรับผิดชอบในเรื่อง ๕.๑ การจัดสำนักงาน ๕.๒ การประสานงาน และกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายหน่วย ตลอดจนการจัดระเบียบ ภายใน (การเลือกที่ตั้ง) ๕.๓ การกำกับดูแลกำลังพลแทนผู้บังคับบัญชา ๕.๔ เสนอแนะการใช้กำลังพลเป็นกลุ่มก้อน ๕.๕ ประสาน และกำกับดูแลการใช้พื้นที่ของ บก. ๖. เบ็ดเตล็ด มีความรับผิดชอบในเรื่อง ๖.๑ การศึกษา ๖.๒ การต้อนรับแขก ๖.๓ การสมรสกับคนต่างชาติ ๖.๔ งานธุรการที่มิได้มอบให้ฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ ๖.๕ ตรวจสอบและกำกับดูแลเกี่ยวกับเอกสารของ บก.


๓๑ ตอนที่ ๓ งานในหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของนายทหารฝ่ายกำลังพล ๑. การรักษายอดกำลังพล ๑.๑ ยอดกำลังพล นายทหารฝ่ายกำลังพล อาศัยยอดกำลังพลที่ต้องมีระบบตัวเลขที่แน่นอนในการรายงาน เพื่อเสนอแนะต่อ ผบ. จึงต้องเกี่ยวข้องกับระบบงานด้านเอกสาร และรายงานยอดกำลังพลแบบต่างๆ ยอด กำลังพลจะสามารถหาได้โดยการคำนวณจากอัตราบรรจุมีจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ของอัตราเต็ม ๑.๒ การบันทึกและรายงานกำลังพล เอกสารและรายงานกำลังพลตลอดจนบันทึกต่างๆ ย่อมทำให้ผู้บังคับบัญชา และนายทหาร ฝ่ายกำลังพลได้ข่าวสาร เพื่อใช้ในการประมาณการ วางแผน ตกลงใจ และกำกับดูแลเกี่ยวกับกิจการกำลัง พลทั้งปวง เอกสาร รายงาน และบันทึกต่างๆ จะมีค่าก็ต่อเมื่อมีความถูกต้องแน่นอนและทันเวลา ดังนั้น นายทหารฝ่ายกำลังพล จะต้องรับผิดชอบในการจัดให้มีระเบียบปฏิบัติทางธุรการอันมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ การแก้ปัญหาทางการกำลังพลนั้นมีไม่กี่อย่างที่สามารถบรรลุผลได้เรียบร้อย โดยไม่ต้องใช้ข้อเท็จจริงที่ได้จาก ข้อมูลทางสถิติ หรือจากการวิเคราะห์ข้อพิจารณาทางสถิติ หรือด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร รายงาน และบันทึกต่างๆ เช่น บันทึก บันทึกประจำวัน เอกสารแยกเรื่อง แผนที่สถานการณ์ แฟ้มนโยบาย ระเบียบปฏิบัติประจำ รายงานยอดตอนเช้า สรุปยอดกำลังพลตามระยะเวลา รายงานการสูญเสีย และการ ประมาณการสูญเสีย เป็นต้น ๑.๒.๑ ความมุ่งหมายในการบันทึก กระทำเพื่อ..... ๑.๒.๑.๑ ใช้เป็นหลักฐานพิจารณาในการประมาณการ การทำแผนและคำสั่ง ๑.๒.๑.๒ รวบรวมข้อเท็จจริงในการทำรายงานเสนอหน่วยเหนือ ๑.๒.๑.๓ ใช้ในการชี้แจงสรุปแก่ผู้บังคับบัญชา ผู้มาเยี่ยม และฝ่ายอำนวยการด้วยกัน ๑.๒.๑.๔ ใช้เป็นหลักฐานในการทำประวัติศาสตร์ ๑.๒.๒ บันทึกประจำวัน เป็นบันทึกสั้น ๆ ที่บันทึกเรื่องราวที่สำคัญ ๆ ตามลำดับเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นอันจะมีผลกระทบกระเทือนต่อหน่วย การบันทึกจะกระทำมากน้อยเพียงใดย่อมแล้วแต่เวลา เจ้าหน้าที่ ที่มีอยู่และชนิดของการยุทธ ลักษณะอันพึงประสงค์ที่สำคัญ คือ ลงรายละเอียดน้อยที่สุดแต่เก็บเนื้อความให้ ได้มากที่สุด บันทึกประจำวันจัดเป็นบันทึกถาวร บันทึกประจำวันมี ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็นบันทึกประจำวัน (แบบฟอร์มเป็นแผ่นๆ) และแฟ้มบันทึกประจำวัน ข่าวสารที่ลงในบันทึกประจำวันได้มาจาก สาส์น, คำสั่ง รายงาน, บันทึกการสนทนา และเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเอกสารเหล่านี้เมื่อได้ดำเนินกรรมวิธีแล้วก็จะเก็บในแฟ้ม บันทึกประจำวัน ๑.๒.๓ เอกสารแยกเรื่อง ของนายทหารฝ่ายกำลังพล เป็นที่รวมของหลักฐานเรื่องราวที่ใช้ ในการศึกษาพิจารณา การประมาณการ คำสั่งชี้แจง นโยบายข้อตกลงใจในการยุทธที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งใช้ ในการประมาณสถานการณ์ และการทำแผนต่างๆ คำสั่ง และรายงานตามระยะเวลา ซึ่งจัดแยกเป็นเรื่อง ๆ โดยมีสารบัญประกอบ รายงานต่างๆ เหล่านี้อาจจัดเป็นมูลฐานสำหรับส่วนต่างๆ ของแผน/คำสั่งการช่วยรบ และสำหรับรายงานตามระยะเวลา แต่ละฝ่ายอำนวยการย่อมมีเอกสารแยกเรื่องเป็นของตัวเอง ๑.๒.๔ แฟ้มนโยบาย คือ แฟ้มที่บรรจุรวมนโยบายปัจจุบันโดยย่อของผู้บังคับบัญชาและของ หน่วยเหนือและหลักการปฏิบัติโดยย่อ ที่เป็นมูลฐานสำหรับให้แผนกฝ่ายอำนวยการ ซึ่งดูแลเก็บรักษาแฟ้ม นโยบายบรรจุข้อความอันเกี่ยวกับการปฏิบัติต่างๆ ซึ่งเป็นที่สนใจแก่แผนกฝ่ายอำนวยการโดยยึดถือคำสั่งต่างๆ


๓๒ ที่มีอยู่ ความชำนาญและการตกลงใจของผู้บังคับบัญชาที่แล้วมาเป็นบรรทัดฐาน นโยบายอาจเป็นรูปบันทึก สั้นๆ แผน ข้อพิจารณา คำชี้แจง นโยบายหรือคำสั่งที่ใช้เป็นแบบอย่าง นโยบายดังกล่าวนี้จะต้องรักษาให้ ทันสมัยอยู่เสมอ จะต้องมีเครื่องคั่นหรือรายการแยกเรื่องไว้ เรื่องราวในแฟ้มย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามตัว ผู้บังคับบัญชาและสถานการณ์ต่างๆ การเก็บรักษาแฟ้มนโยบายที่ดีทำให้การปฏิบัติงานต่างๆ เป็นไปได้โดย รวดเร็วขึ้น เป็นวิธีการที่ทำให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเข้ารับหน้าที่ใหม่ในแผนกฝ่ายอำนวยการที่เกี่ยวข้องยึดหลักนิยมได้ รวดเร็วขึ้นด้วย ๑.๒.๕ แผนที่สถานการณ์ คือ แผนที่ที่ลงเครื่องหมายทางทหาร เพื่อแสดงให้ทราบถึง สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ฝ่ายอำนวยการทุกแผนกจะต้องมีแผนที่สถานการณ์นี้ และลงรูปการวางกำลัง และการปฏิบัติต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับแผนกของตนให้ทันสมัยอยู่เสมอ การลงแผนที่สถานการณ์นั้นจะต้องกระทำ ทันทีหลังจากได้รับเรื่องราวมา เมื่อเจ้าหน้าที่ของแผนกต่างๆ มีไม่เพียงพอหรือการปฏิบัติไม่มากนัก การลงแผนที่ สถานการณ์อาจกระทำร่วมกันได้ คือ แผนกฝ่ายอำนวยการสองแผนก หรือมากกว่าใช้แผนที่สถานการณ์แผ่น เดียวร่วมกัน ในหน่วยระดับกรมลงมาก็จัดทำแผ่นเดียวและใช้ร่วมกันก็เป็นการเพียงพอแล้ว และมอบให้อยู่ใน ความดูแลของรองผู้บังคับหน่วยนั้นๆ เป็นผู้รับผิดชอบ ๑.๒.๖ ระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.) คือ คำแนะนำที่ได้กำหนดขึ้น เพื่อให้หน่วยปฏิบัติได้ โดยละเอียด ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการยุทธแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นทางธุรการหรือทางยุทธการก็ตาม โดยธรรมดาแล้ว ระเบียบปฏิบัติประจำในด้านธุรการและกำลังพลย่อมมีรายละเอียดมากกว่าในคำสั่งการ ช่วยรบบางเรื่องที่มีเขียนไว้ในระเบียบปฏิบัติประจำแล้ว คำสั่งการช่วยรบก็จะไม่นำมากล่าวไว้ซ้ำอีก ระเบียบ ปฏิบัติประจำที่ดี ย่อมขจัดความยุ่งยากสับสนของผู้ปฏิบัติ ๑.๒.๗ รายงานยอดกำลังพลประจำวัน เป็นรายงานยอดกำลังพลประจำวัน มาตรฐานที่ใช้ ทั่ว ทบ. เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบจำนวนกำลังพลที่สามารถรับการฝึก หรือปฏิบัติงานภายในหน่วย กองร้อยต่างๆ ภายในกองพันและกรมเป็นผู้จัดทำเอกสารประเภทนี้ กองร้อยต่าง ๆ เป็นผู้จัดทำประจำวัน โดยลงยอดจำนวนทหารทั้งหมดลงไป คือ สถานภาพกำลังพลขั้นมูลฐาน (บรรจุหรือสมท ) และสถานภาพที่ มีตัวอยู่ปฏิบัติหน้าที่ (มีตัวอยู่) โดยในที่ตั้งปกติรายงานจัดทำและส่งผ่านตามสายงานธุรการไม่เกิน ๑๐๐๐ น. ของทุกวัน ในการรบ รายงานยอดกำลังพลของกองร้อย แผนกกำลังพลของกองพลเป็นผู้รวบรวม ข่าวสารที่จะนำลงในรายงานยอดกำลังพลประจำวันได้มาจากกองร้อยต่างๆ โดยวิธีกรอกรายการลงในรายงาน ของกองร้อย ซึ่งกองร้อยจัดทำและส่งไปยังแผนกกำลังพลของกองพลเมื่อถึงเวลาปิดของแต่ละวัน เมื่อได้รับ รายงานของแต่ละกองร้อยแล้ว รายงานยอดกำลังของกองพลอันเป็นทางการนั้น นายทหารกำลังพลเป็นผู้จัด ทำและลงนามรับรองเพื่อส่งไปยัง บก.หน่วยเหนือ สำเนารายงานยอดกำลังพลประจำวันฉบับที่ ๑ จะส่งไปยังหน่วยรวบรวมข้อมูลกำลัง พล สำเนาฉบับที่ ๒ จะส่งไปยังกองร้อยเพื่อเก็บเข้าแฟ้ม ๑.๒.๘ สรุปยอดกำลังพลประจำวัน เป็นวิธีการที่ ฝอ.๑ ใช้ในสถานการณ์รบ เพื่อแสดงต่อ ผู้บังคับหน่วย ฝ่ายอำนวยการ และบก.หน่วยเหนือให้ทราบข่าวสารครั้งล่าสุด อันเกี่ยวกับยอดกำลังพลของ กองพัน เพื่อประโยชน์ในการวางแผนตกลงใจ กองพันจัดทำสรุปยอดกำลังพลประจำวันเวลา ๑๘๐๐ น. ของ ทุกวันหลังจากที่ได้รับข่าว (สาส์นกำลังพลประจำวัน) ซึ่งได้รับจากหน่วยในอัตรา และหน่วยที่ขึ้นสมทบ ประกอบด้วยข่าวสารเกี่ยวกับ ยอดการสูญเสียประจำวัน ยอดการสูญเสียที่เพิ่มขึ้น จำนวนวันในการสู้รบ ยอดกำลังทดแทนที่ได้รับ และยอดเชลยศึกที่จับได้นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น หรือลดลงสัมพันธ์กับยอด กำลังพลอนุมัติ และยอดกำลังพลบรรจุจริงอย่างไรบ้าง กองบังคับการกรมแสดงให้เห็นสถานภาพกำลังพลของ หน่วยในอัตรา โดยแยกเป็นกองบังคับการและกองร้อยกองบังคับการกรมและกองพันต่างๆ สถานภาพกำลังพล


๓๓ ของกรมมีความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกับกองพันต่างๆ โดยที่ กองพันจัดส่งสาส์นกำลังพลประจำวันไป ยังกองพล และสำเนาข่าวสารนั้น ๑ ฉบับให้แก่กรมด้วย ฉะนั้นตัวเลขยอดกำลังพลของแต่ละกองพันจัดเป็น ข่าวสารของผู้บังคับการกรมและฝ่ายอำนวยการด้วย ดังนั้นนายทหารฝ่ายธุรการและกำลังพลของกรม จึงไม่ จำเป็นต้องรวบรวมตัวเลขกำลังพลจากกองพันต่างๆ นั้นอีก ๑.๒.๙ รายงานกำลังพลตามระยะเวลา คือ รายงานที่นายทหารฝ่ายกำลังพลเป็นผู้รวบรวม ทำขึ้นเสนอต่อ ผบ.หน่วยตามระยะเวลา หรือเมื่อได้รับคำสั่งให้เสนองานนั้น แสดงให้ทราบถึงสถานการณ์ กำลังพล ข้อมูลกำลังพล รายการต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในรายงานกำลังพลตามระยะเวลานั้น ครอบคลุมถึงกิจการ ที่เกี่ยวกับกำลังพลทั้งหมดของหน่วยในช่วงระยะเวลาที่กำหนดนั้น คุณค่าของรายงานนี้มีอยู่ ๒ ประการ ประการแรกช่วยให้ผบ. และ ฝอ. ที่เกี่ยวข้อง ได้มีโอกาสทบทวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการกำลังพลในหน่วยตามระยะเวลา ด้วยการเปรียบเทียบกับรายงาน ฉบับก่อน ประการที่สอง ใช้เป็นมูลฐานในการทำแผน, การประมาณการ และรายงานอื่นๆ รายงานกำลังพลตามระยะเวลา เป็นรายงานเกี่ยวกับข่าวสารของสถานการณ์เกี่ยวกับ การช่วยรบ ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนต่อสถานการณ์ทางยุทธวิธี ผู้รับผิดชอบในการจัดทำรายงานนี้ คือ นายทหารฝ่ายธุรการและกำลังพล โดยปกติอาจเสนอรายงานในห้วงระยะเวลาหนึ่ง หรือตามเวลาที่หน่วย เหนือกำหนดไว้ในระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.) การส่งรายงานนี้โดยปกติจะส่งไปในรูปของข้อเขียน (สาส์น) มากกว่าที่จะส่งด้วยเครื่องมือสื่อสารประเภทไฟฟ้า รายงานนี้นับว่าเป็นบันทึกถาวรชนิดหนึ่ง เมื่อนายทหาร ฝ่ายธุรการและกำลังพลจัดทำรายงานกำลังพลตามระยะเวลาแล้ว ก็จะส่งให้นายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก เพื่อนำไปพิจารณาจัดทำรายงานสถานการณ์ยุทธการตามระยะเวลาอีกทีหนึ่ง รายงานกำลังพลตามระยะเวลานี้ จะไปปรากฏอยู่ในข้อ ๓ ก. ของรายงานสถานการณ์ยุทธการตามระยะเวลา ๑.๒.๑๐ รายงานตามความจำเป็น ได้แก่ การรายงานที่นอกเหนือไปจากรายงานตาม ระยะเวลา ซึ่งได้กำหนดความประสงค์ไว้เป็นประจำว่า ให้รายงานในเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตามลักษณะที่ได้ ระบุไว้โดยแน่นอนแต่ละครั้ง เช่น รายงานอุบัติเหตุ เป็นต้น ๑.๒.๑๑ รายงานเฉพาะกรณี ได้แก่ รายงานพิเศษที่จัดทำขึ้นเพียงครั้งเดียวตามที่ได้รับคำสั่ง รายงานชนิดนี้มักใช้ในสภาพเหตุการณ์ปกติซึ่งอาจเป็นความต้องการของผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือหรือหน่วยรอง ๑.๒.๑๒ รายงานการสูญเสียจากการรบ และมิใช่จากการรบ ความมุ่งหมายของรายงาน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อกำหนดสถานภาพของผู้นั้นได้ถูกต้อง และเพื่อแจ้ง ข่าวสารไปให้สายงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ เมื่อ จนท.ทราบก็จะดำเนินการโดยแจ้งการสูญเสีย โดยมี หลักฐานที่แน่นอนอย่างสมบูรณ์ เพื่อทำการเบิกจ่ายเงินทดแทน บำนาญ และสิทธิเกี่ยวกับทุพพลภาพ เพื่อดำรงค์รักษาขวัญของทหาร ประโยชน์ที่ได้ คือ สถิติการสูญเสียเพื่อทำเป็นตารางอัตราการสูญเสียในการประมาณ การสูญเสียในการยุทธครั้งต่อไป ๑.๓ การสูญเสีย ๑.๓.๑ ประเภทของการสูญเสีย มี ๓ ประเภท ๑.๓.๑.๑ การสูญเสียจากการรบ หมายถึง การสูญเสียที่เกิดจากการกระทำของ ข้าศึกโดยตรงกับภารกิจการรบ ซึ่งการสูญเสียนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของข้าศึกโดยตรง หรือเป็นผล จากการปฏิบัติของกำลังทหารฝ่ายเราในขณะสู้รบกับกำลังทหารข้าศึก การสูญเสียจากการรบนี้ ได้แก่ ๑.๓.๑.๑(๑) ตายในการรบ ๑.๓.๑.๑(๒) สูญหายในการรบ ๑.๓.๑.๑(๓) ถูกจับเป็นเชลย


๓๔ ๑.๓.๑.๑(๔) ถูกกักกันในประเทศที่เป็นกลาง ๑.๓.๑.๑(๕) ตายเพราะบาดเจ็บหรือประสบอันตรายซึ่งได้รับจากการรบ ๑.๓.๑.๑(๖) บาดเจ็บหรือประสบอันตรายจากการรบ ๑.๓.๑.๒ การสูญเสียมิใช่จากการรบ เป็นการสูญเสียที่มิใช่เป็นผลเนื่องมาจากการรบ และการปฏิบัติอันมิใช่ลักษณะการทำการรบ ได้แก่ ๑.๓.๒.๑(๑) ตายมิใช่จากการรบ ๑.๓.๒.๑(๒) สูญหายมิใช่จากการรบ ๑.๓.๒.๑(๓) ถูกส่งกลับเนื่องจากป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ ๑.๓.๒.๑(๔) ถูกส่งกลับเพราะโรคจิต ๑.๓.๒.๑(๕) บาดเจ็บและประสบอันตรายเนื่องจากทำร้ายตนเอง ๑.๓.๒.๑(๖) ป่วยเนื่องจากลมฟ้าอากาศ ๑.๓.๒.๑(๗) ประสบอันตรายในระหว่างการฝึก ๑.๓.๑.๓ การสูญเสียทางธุรการ เป็นการสูญเสียอื่นๆ นอกจากที่กล่าวในข้อ ๑.๓.๑.๑ และข้อ ๑.๓.๑.๒ เรียกว่าการสูญเสียทางธุรการทั้งสิ้น เช่น การสูญเสียเนื่องจากการให้ออกจากราชการ ถูกย้ายไปหน่วยอื่น ขาดหนีราชการ ต้องโทษ ถูกคุมขัง และถูกส่งกลับเพราะมีความผิด การให้พักผ่อน ฯลฯ ๑.๓.๒ การปฏิบัติเมื่อเกิดการสูญเสีย ให้หน่วยรายงานทันทีตามแบบฟอร์มที่กำหนด และ จะต้องดำเนินการดังนี้ ๑.๓.๒.๑ การสูญเสียจากการรบ ให้เจ้าหน้าที่กำลังพลของหน่วยที่มีการสูญเสีย รวบรวมรายงานการสูญเสียทางเอกสารตามแบบฟอร์มที่กำหนด โดยให้ผู้บังคับบัญชาระดับผู้บังคับกองพัน หรือเทียบเท่าขึ้นไปลงนามรับรองว่าสูญเสียจากการรบ ๑.๓.๒.๒ การสูญเสียจากการรบ และการสูญเสียมิใช่จากการรบ นอกจากจะต้อง รายงานทันทีแล้ว ให้หน่วยระดับกองพันหรือเทียบเท่าขึ้นไป ตั้งคณะกรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๓ นาย ประกอบด้วย นายทหารสัญญาบัตรร่วมด้วยไม่น้อยกว่า ๑ นายขึ้นไป ดำเนินการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ แล้วรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน ๑๕ วัน นับแต่เกิดการสูญเสีย ๑.๓.๒.๓ การจำหน่ายเมื่อเกิดการสูญเสีย ในกรณีที่สูญหายและไม่ทราบรายละเอียด ที่แน่นอน ในห้วงระยะเวลา ๗ วัน นับตั้งแต่วันที่สูญหายให้จำหน่ายว่า “สงสัยว่าสูญหาย” เมื่อพ้นกำหนด ๗ วันแล้วยังไม่ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมให้จำหน่ายว่า “สูญหาย” ถ้าทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ให้จำหน่าย ตามประเภทของการสูญเสียนั้นๆ ต่อไป เมื่อพ้นกำหนด ๒ เดือนนับแต่วันที่สูญหาย และมีเหตุอันควรเชื่อได้ ว่าผู้สูญหายนั้นได้รับอันตรายถึงชีวิต ให้หน่วยต้นสังกัดเสนอรายงานตามลำดับชั้นจนถึง ทบ. เพื่อเสนอให้ กห.ออกคำสั่งฯ สันนิษฐานว่าถึงแก่ความตายเนื่องจากสูญหายตั้งแต่วันที่สูญหาย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการ พิจารณาปูนบำเหน็จพิเศษให้ต่อไป ๑.๓.๒.๔ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการสูญเสียจากการรบและมิใช่การรบ มีปัจจัย อยู่หลายประการ ซึ่งมีอิทธิพลต่ออัตราการสูญเสียสำหรับหน่วยหรือกำลังทหารหน่วยหนึ่งหน่วยใด โดยเฉพาะเมื่อปฏิบัติการอยู่ภายใต้สภาพการอย่างใดอย่างหนึ่ง ปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้ใช้สำหรับในการวิเคราะห์ ประสบการณ์การสูญเสียกับสถานการณ์ที่คาดล่วงหน้า เพื่อความมุ่งหมายในการพิจารณากำหนดอัตราการ สูญเสียที่จะนำมาใช้ได้ขนาดของอิทธิพลของปัจจัยแต่ละอย่างย่อมเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์ ๑.๓.๒.๔(๑) ที่ตั้ง การสูญเสียจากการรบ อัตราการสูญเสียจากการรบ สูงสุดจะบังเกิดขึ้นกับหน่วยในแนวหน้า และอัตราการสูญเสียนี้จะค่อยลดลงจากข้างหน้าไปข้างหลัง การ สูญเสียจากการรบมีมากที่สุด คือ ข้างหน้าเส้นเขตหลังของกองทัพเท่าที่เป็นมาแล้วนั้น การสูญเสียเนื่องจาก การรบที่บังเกิดขึ้นไปเขตหลัง และเขตภายใน มีได้เป็นพักๆ ไม่อาจคาดล่วงหน้าได้ และเมื่อเปรียบเทียบกับ


๓๕ ในเขตหน้าแล้วมีเล็กน้อยมาก อย่างไรก็ดีเมื่อข้าศึกใช้อาวุธชนิดที่มีการทำลายอย่างกว้างขวางแล้ว อาจคาด ได้ว่าอัตราการสูญเสียจากการรบจะเพิ่มมากขึ้น ทั้งในเขตหน้าและเขตหลัง และอาจเกิดขึ้นในเขตภายในก็ได้ การสูญเสียมิใช่จากการรบเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าหน่วยทหารจะตั้งอยู่ในที่ใด อย่างไรก็ดี ทหารที่อยู่ในที่โล่งแจ้ง และความอ่อนเพลียทางร่างกายและจิตใจ อันเนื่องมาจากระยะเวลาในการรบได้ขยาย มากขึ้น ย่อมทำให้อัตราการสูญเสียมิใช่จากการรบในหน่วยรบต่างๆ สูงขึ้นได้ ๑.๓.๒.๔(๒) ชนิดของการยุทธ์ อัตราการสูญเสียจากการรบส่วนใหญ่ เปลี่ยนไปตามชนิดของการยุทธ์ซึ่งกำลังทหารนั้นได้ปฏิบัติอยู่ เช่น การเข้าตีต่อข้าศึก ซึ่งข้าศึกได้ดัดแปลงเป็นพื้นที่การตั้งรับ และข้าศึกที่ยึด รักษานั้นมีความสามารถและความเด็ดเดี่ยวเป็นการยุทธ์ชนิดหนึ่งที่ต้องวางแผนส่งกำลังเข้าไปมากที่สุด ตามปกติวันแรกของการเข้าตีมักจะมีความเสียหายมากกว่าวันต่อๆ ไป ในการเข้าตี อัตราการตาย,ถูกจับ, สูญหาย จะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าอัตราการบาดเจ็บ ในระหว่างการไล่ติดตาม อันตราการสูญเสียจากการรบจะมีต่ำที่สุด การตั้งรับ มีความเสียหายน้อยกว่าการเข้าตีแต่ก็ยังมากกว่าการไล่ติดตาม ในการตั้งรับ อัตราการถูกจับและสูญหายจะเพิ่มขึ้น การยุทธ์ที่จะมีความเสียหายมากที่สุดยิ่งกว่าในการยุทธ์ใดทั้งสิ้น ก็คือ การรุกอย่าง ขนาดใหญ่ของข้าศึก ซึ่งเป็นผลให้กำลังทหารฝ่ายเราเกิดความอลหม่าน อย่างไรก็ตามชนิดการยุทธ์ไม่ค่อย กระทบกระเทือนต่ออัตราการสูญเสียมิใช่จาการรบมากนัก ๑.๓.๒.๔(๓) ภูมิประเทศ ผลของภูมิประเทศที่มีต่ออัตราการสูญเสียจาก การ รบนั้นยากที่จะแยกออกจากชนิดการยุทธ์ และคุณลักษณะของข้าศึกได้ ฝ่ายตั้งรับที่มีความสามารถ และได้ ใช้ภูมิประเทศที่ยากลำบากต่อการเข้าตี ย่อมทำให้อัตราการสูญเสียจากการรบของกำลังฝ่ายเข้าตีสูงขึ้น และ ในเวลาเดียวกันก็ทำให้อัตราการสูญเสียจากการรบของฝ่ายตั้งรับมีน้อยที่สุด ภูมิประเทศที่เป็นทะเล แม่น้ำ, ภูเขา และพื้นราบ ซึ่งอยู่ในทางผ่านของกำลังทหารฝ่ายเข้าตี ย่อมมีอิทธิพลต่ออัตราการสูญเสียจากการรบ ของกำลังทหารฝ่ายเข้าตีนั้น ตามปกติภูมิประเทศไม่ค่อยกระทบกระเทือนโดยตรงต่ออัตราการสูญเสียมิใช่ จากการรบ ๑.๓.๒.๔(๔) คุณลักษณะของข้าศึก ย่อมมีผลต่ออัตราการสูญเสียจาการรบ ปัจจัยต่างๆ ที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่ ยุทโธปกรณ์, การจัด, ขีดความสามารถ และความทรหดอดทนของ ทหารแต่ละคน ข้าศึกต่างพวกกันย่อมมีคุณลักษณะต่างกัน พวกหนึ่งอาจมีปืนใหญ่ และรถถังมากกว่าและดีกว่าอีกพวกหนึ่ง พวกหนึ่งอาจใช้ยุทธวิธีทุ่มกำลัง ในขณะที่อีกพวกหนึ่งอาจใช้ความ ชำนาญในการดำเนินกลยุทธ์ทหารของข้าศึก พวกหนึ่งอาจมีความบ้าคลั่งมากกว่า ในขณะที่ทหารของอีก พวกหนึ่งอาจมีความชำนาญการมากกว่าก็ได้ แม้ในกำลังทหารพวกเดียวกันก็ตาม ก็ควรพิจารณาถึงความ แตกต่างในระหว่างการจัดด้วย หน่วยชนิดเดียวกันอาจมีการจัดยุทโธปกรณ์ต่างกัน และมีความสามารถใน การสู้รบแตกต่างกัน ซึ่งเนื่องมาจากการฝึก, มาตรฐานทางร่างกาย, อายุ และปัจจัยอื่นๆ ๑.๓.๒.๔(๕) ลม ฟ้า อากาศ และอากาศประจำถิ่น โดยทั่วไปของบริเวณนั้น ย่อมมีผลมากที่สุดต่ออัตราการสูญเสียมิใช่จากการรบ ฤดูฝนในแถบอากาศร้อน และฤดูหนาวในแถบที่มี อากาศอบอุ่น และที่มีอากาศหนาวจัดนั้น อัตราโรคเกี่ยวกับระบบการหายใจเพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต แถบอากาศร้อนมีอัตราโรคติดต่อสูงที่สุด แถบอากาศอบอุ่นโรคเกี่ยวกับระบบการหายใจระบาดมาก ส่วน โรค ติดต่อระบาดอื่น ๆ มีน้อยกว่าถิ่นที่มีอากาศหนาวจัดโรคภัยที่สำคัญ ก็คือ การประสบอันตรายมิใช่จาก การรบ และโรคเกี่ยวกับระบบการหายใจทั่ว ๆ ไป โดยเหตุที่อัตราการป่วยไข้เป็นส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดอัตรา


๓๖ การสูญเสียมิใช่จากการรบ และโดยเหตุที่โรคภัยไข้เจ็บมักเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของการสูญเสียทั้งสิ้น ดังนั้น อัตราการสูญเสียทั้งสิ้น จึงเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล และขึ้นกับบริเวณที่กำลังทหารได้ปฏิบัติการอยู่ใน ขณะนั้น ๑.๓.๒.๔(๖) สภาพการฝึกและขวัญของหน่วยทหาร หน่วยทหารที่ทหาร มีความเข็มแข็งสมบูรณ์ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ย่อมมีการสูญเสียจากการรบน้อยกว่าหน่วยที่ทหารอยู่ใน สภาพที่ไม่เข็มแข็งสมบูรณ์ดี หน่วยทหารที่ได้รับการฝึกดี มีผู้นำที่ดี, ขวัญดีเยี่ยม และมีสภาพทางร่างกาย แข็งแรงดี ย่อมจะตื่นตัวมากกว่าและทำการระวังป้องกันภัยได้ดีเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นการรักษาชีวิตและลดการ สูญเสียจากการรบลงได้ สามารถยืนหยัดปฏิบัติการรบที่รุนแรงได้เป็นเวลานานๆ ทนต่อการอดหลับ อดนอน, และเผชิญหน้าอยู่กับข้าศึก และสภาพดินฟ้าอากาศเป็นเวลานานๆ ได้ดีกว่าหน่วยทหารที่มีสภาพทางจิตใจ และร่างกายไม่ดี สภาพทางร่างกายและจิตใจของหน่วยทหาร มีผลทำให้อัตราการสูญเสียมิใช่จากการรบ เปลี่ยนแปลงได้อย่างมากด้วย เมื่อสภาพทางจิตใจของหน่วยทหารนั้นลดต่ำลงถึงขีดหนึ่งแล้ว การสูญเสีย อันเนื่องจากโรคจิตประสาทจะเพิ่มมากขึ้น ๑.๓.๒.๔(๗) ระยะเวลาในการรบ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าหน่วยที่มีประสบการณ์ ในการรบมาแล้ว มีการสูญเสียจากการรบน้อยกว่าหน่วยที่เพิ่มเข้าสู่การรบใหม่ๆ และเป็นที่ยอมรับกัน โดยทั่วไปแล้วว่า ทหารที่เคยผ่านการรบมาแล้ว ตามปกติการสูญเสียจากการรบน้อยกว่ากำลังทดแทนที่เพิ่ม เข้ามาใหม่ แต่ในตอนสุดท้ายแล้วจะปรากฎว่าในจำนวนทหารที่ทำการรบนั้น อัตราการสูญเสียจะเกิดสูงสุด แก่ทหารที่ปฏิบัติการรบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เหตุผลประการหนึ่งสำหรับเรื่องนี้ ก็คือ การเกิดของ โรคจิตประสาทได้เพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนโดยตรงกับระยะเวลาในการรบ ดังนั้นเพื่อให้สามารถใช้ทหารที่ผ่าน การรบมาแล้วให้เป็นประโยชน์ได้นานขึ้น อาจทำได้โดย การลา, การออกนอกบริเวณ และการให้พักชั่วคราว เพื่อให้มีการพักผ่อนและหย่อนใจ การใช้ประโยชน์ของค่ายพักผ่อน และการผลัดเปลี่ยนเป็นบุคคลมาใช้ให้ เหมาะสม ๑.๓.๒.๔(๘) การสุขาภิบาลและเวชกรรมป้องกัน ย่อมทำให้อัตราการสูญเสีย มิใช่จากการรบลดลงได้ โดยการลดอันตรายอันเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายอันมิใช่จากการรบ การทำ ให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคจากโรคไข้ทรพิษ, บาดทะยัก, ไข้รากสาด, อีดำอีแดง, ไข้เหลือง และอหิวาต์ ย่อมทำให้ อัตราการสูญเสียจากโรคเหล่านี้มีน้อยที่สุด ได้ยารักษาโรค ได้ผลดีต่อโรคบางชนิด การป้องกันโรคอันเกิดจาก แมลงกระทำได้ด้วยการควบคุมตลอดทั่วบริเวณที่อยู่ใกล้เคียง โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ ทางการสุขาภิบาล การ ชี้แจง แนะนำแก่หน่วยทหารอย่างเหมาะสม และการกำกับดูแลอย่างเพียงพอจะช่วยลดอันตรายจากโรคภัย ไข้เจ็บลงได้โดยเฉพาะ เช่น โรคเท้าเน่าและเปื่อย เป็นต้น เพราะฉะนั้นวิธีการป้องกันต่างๆ ที่บังเกิดผลดี ย่อมลดอัตราการสูญเสียมิใช่จากการรบลงได้ ๑.๓.๒.๕ การประมาณการสูญเสียกำลังพลที่สูญเสียต้องได้รับการทดแทน ๑.๓.๒.๕(๑) นายทหารฝ่ายกำลังพล เป็นผู้ทำประมาณการสูญเสียโดยต่อเนื่อง และทำการปรับยอดกำลังพลที่ได้รับมาให้ได้สมดุลกันกับการสูญเสีย เพื่อกำหนดความต้องการกำลังพล ในปัจจุบันและในอนาคต ๑.๓.๒.๕(๒) ในระยะแรกๆ ของการรบ การประมาณการสูญเสียจะได้จาก ประสบการณ์ของการรบในอดีต ๑.๓.๒.๕(๓) ประโยชน์ที่ได้ คือ สามารถตรวจสอบได้ว่าสามารถสนับสนุน แผนได้หรือไม่ เพื่อทำใบเบิกกำลังทดแทน (กทท.) และวางแผนจ่ายกำลังทดแทน (กทท.)


๓๗ ๑.๔ กำลังทดแทน (กทท.) ๑.๔.๑ กำลังทดแทน หมายถึง ทหาร (นายทหาร, นายสิบ, พลทหาร) ที่บรรจุหรือเดินทางไป เพื่อเพิ่มเติมกำลังหน่วยที่ขาด หมายรวมทั้งผู้ที่จากหน่วยมาแล้วส่งเข้าปฏิบัติหน้าที่และทหารที่หายจากป่วย แล้วส่งกลับหน่วยเดิมโดยส่งผ่านทางสายกำลังทดแทน (ความหมายนี้ใช้เฉพาะในเขตยุทธบริเวณเท่านั้น) กำลังทดแทนได้มาจาก ๒ แหล่ง คือ กำลังทดแทนจากเขตภายใน และกำลังทดแทน จากแหล่งภายในยุทธบริเวณ ก. กำลังทดแทนจากเขตภายใน ตามปกติกำลังทดแทนของกองทัพ สนามจะได้จากเขตภายใน กำลังทดแทนนี้จะได้รับการฝึก และสามารถบรรจุเข้าประจำตำแหน่งตามที่ได้รับ การฝึกโดยทันที หลังจากที่ได้รับการฝึกตามที่กองทัพบกกำหนดแล้ว การบรรจุอาจจะกระทำเป็นบุคคลหรือ เป็นหน่วยก็ได้ ข. กำลังทดแทนจากแหล่งภายในยุทธบริเวณ เป็นกำลังซึ่งประกอบด้วย บุคคลที่หาได้จากยุทธบริเวณเพื่อใช้ในการบรรจุ ได้แก่ - กำลังพลหายจากป่วยหรือบาดเจ็บ - กำลังพลเกินอัตราหรือยุบหน่วย - กำลังพลเรียกเกณฑ์ - กำลังพลจากหน่วยและกิจการบริการ - กำลังพลกลับคืนมาจากสภาพถูกลงโทษ ถูกจับ หรือสูญหาย - กำลังพลที่เกิดขึ้นตามโครงการผลัดเปลี่ยนในยุทธบริเวณ ๑.๔.๒ การกำลังสำรอง กำลังสำรองเป็นกำลังทางยุทธศาสตร์ของชาติ และเป็นพลังอำนาจ ทางทหารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคง และปลอดภัยของประเทศชาติ ดังนั้นความพร้อมรบในการ ใช้กำลังสำรองเพื่อการป้องกันประเทศในยามสงคราม จึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่กองทัพจะต้อง จัดเตรียมและดำเนินการตั้งแต่ยามปกติ เพื่อให้พร้อมสามารถเรียกพล หรือระดมพลในยามสงครามได้ทันต่อ สถานการณ์ ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายทางทหารของกระทรวงกลาโหม และเหมาะสมกับ ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ กล่าวคือ ประการที่ ๑ กำลังสำรองหรือกองหนุนนั้นเป็นกำลังส่วนหนึ่งที่จัดไว้เป็นกำลังรบหลัก หรือกำลังทางยุทธศาสตร์นอกเหนือจากกำลังประจำการ ซึ่งต้องใช้ใน “การเตรียมพล” ประการที่ ๒ การดำเนินการในการเตรียมการใช้กำลังสำรอง เพื่อป้องกันประเทศ จะได้ผลรวดเร็วพร้อมเสร็จ ทันเวลาเหตุการณ์หรือไม่เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับการเตรียมการของเจ้าหน้าที่ และการตกลงใจของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ประการที่ ๓ สภาพกำลังพลปัจจุบัน หรือ กองทัพประจำการต้องจำกัดการบรรจุ กำลังพลตามหน่วยต่างๆ ทั้งหน่วยกำลังรบ และหน่วยสนับสนุนการรบตามนโยบายและฐานะทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ย่อมเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่า กำลังสำรองมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพลังทางทหารของชาติ หรือ อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่ากำลังสำรองนั้นเป็นเสมือนกระดูกสันหลังของกองทัพ ทั้งนี้ เพราะกำลังสำรอง เป็นส่วนค้ำจุนให้กองทัพของชาติ มีกำลังเข้มแข็ง สดชื่น สามารถทำการรบได้โดยต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ยาวนาน ชาติใดที่สามารถจัดระเบียบกำลังสำรองได้เรียบร้อย และมีการฝึกซ้อมตั้งแต่ยามปกติอยู่เสมอ จะสามารถเรียกพล หรือระดมพลได้ทันที ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อพลังอำนาจของชาติในทางทหาร


๓๘ ๒. การจัดการกำลังพล การจัดการกำลังพลทางทหาร เป็นวิธีดำเนินการของการวางแผน และการจัดการเกี่ยวกับการ อำนวยการ และการกำกับดูแลกำลังพลทั้งหมด เพื่อให้การใช้กำลังพลทางทหารเกิดประโยชน์อย่าง มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้บังคับบัญชาจะต้องระลึกถึงความสำคัญเป็นบุคคล การจัดการกำลังพลเป็นความรับผิดชอบของ ผู้บังคับบัญชาจะต้องกระทำทุกระดับหน่วย มิใช่แต่เพียงหน่วยสูงสุดเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้มีการใช้กำลังพล ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ๒.๑ การจัดการกำลังพล มีหลักการดังนี้ ๒.๑.๑ หลักการบรรจุคนให้เหมาะสมกับงาน มิใช่ว่าจะต้องบรรจุให้ทุกคนทำงานที่เขาชอบ ที่สุดหรือสามารถทำได้ดีที่สุด การบรรจุอาศัยความสามารถของบุคคล เปรียบเทียบกับคุณลักษณะของงาน และความต้องการของกองทัพอันเกี่ยวกับความชำนาญโดยเฉพาะ ในการนำหลักการนี้ไปใช้ให้เหมาะสมนั้น มีข้อพิจารณา ๓ ประการคือ คน, งาน, ความต้องการของทางราชการ ทั้ง ๓ อย่างนี้ จะต้องปรับให้เหมาะ เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ ๒.๑.๒ หลักการเพิ่มพูนความสามารถโดยให้ผ่านการฝึก เมื่อบรรจุให้เหมาะกับงานแล้ว ประการต่อไป ก็คือ จะต้องให้ผ่านการฝึกที่เหมาะสม คือภายหลังที่ได้พิจารณาได้ว่ามีความจำเป็นอย่างไรแล้ว ก็ดำเนินการฝึกบุคคลที่เลือกไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บังคับบัญชาสามารถเพิ่มพูนทหารแต่ละคน ให้รู้จักคิด มีความสนใจ และมีความเหมาะสมขึ้น ๒.๑.๓ หลักการเร้าความปรารถนาในการทำงาน จะสำเร็จได้โดยการส่งเสริมในเรื่องต่างๆ เช่น การขึ้นเงินเดือน การเลื่อนยศ และสวัสดิการของบุคคล ซึ่งมีหลายอย่างที่อาจใช้ในกองทัพได้ แต่จงจำ ไว้ว่าการเร้าย่อมกระทำไม่ได้เหมือนกันทุกคน ประการสำคัญ ก็คือ จะต้องทราบความเป็นไปของมนุษย์ การส่งเสริมในทางที่เหมาะสมสำหรับบุคคลนั้นจะต้องค้นให้พบและให้ถูกทาง ๒.๑.๔ หลักการให้ความเชื่อมั่นในความก้าวหน้าของอาชีพ กล่าวโดยหลักแล้วไม่มีบุคคลใด ที่อยู่คงรูปเดิม คือ ประสิทธิภาพจะลดลงหรือไม่ก็ก้าวไปข้างหน้าด้วยการศึกษาอยู่เรื่อย ๆ จากหลักอันนี้บุคคล จะต้องให้ได้รับความก้าวหน้าในอาชีพของตน จะต้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ที่สูงกว่า และรับผิดชอบมากกว่าที่ ได้ดำรงอยู่ได้เพื่อประกันความก้าวหน้าในอาชีพ ทั้งนายทหารและนายสิบ กองทัพจะต้องวางรากฐานอย่าง มั่นคงในเรื่องเหล่านี้ ๒.๑.๕ หลักการใช้บุคคลให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ในกิจการสำคัญ มีหลักที่กระทำได้ ๒ ประการ คือ ประการแรกโดยการใช้งานให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ประการที่สองโดยการเพิ่มหน้าที่ เท่าที่ทำได้ โดยควบคุมไม่ให้ขาดจากหน่วยและดูแลสวัสดิการของเขา ๒.๒ การแบ่งประเภทกำลังพล การแบ่งประเภทกำลังพล กำลังพลในกองทัพบกอาจแบ่งประเภทได้ดังนี้ ๒.๒.๑ ข้าราชการทหารประจำการ หมายถึง บุคคลที่บรรจุเข้ารับราชการในกระทรวง กลาโหม ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ ๒.๒.๑.๑ พลทหารประจำการ หมายถึง บุคคลที่บรรจุในอัตราทหารตำแหน่งพลทหาร อาสาสมัคร ๒.๒.๑.๒ นายทหารประทวนประจำการ หมายถึง บุคคลที่บรรจุในตำแหน่งอัตราต่ำ กว่าสัญญาบัตร และมียศทหาร


๓๙ ๒.๒.๑.๓ นายทหารสัญญาบัตรประจำการ หมายถึง บุคคลที่บรรจุในตำแหน่งอัตรา สัญญาบัตร และได้รับการแต่งตั้งยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร ๒.๒.๒ ข้าราชการกลาโหมพลเรือน หมายถึง บุคคลที่บรรจุเข้ารับราชการในกระทรวง กลาโหมโดยบรรจุในอัตราทหาร แต่ไม่สามารถแต่งตั้งยศได้เพราะคุณสมบัติไม่ครบถ้วน มีทั้งประเภทชั้น สัญญาบัตร และต่ำกว่าสัญญาบัตร ๒.๒.๓ ลูกจ้าง คือ ผู้รับจ้างทำงานโดยรับค่าจ้างจากงบประมาณประเภทอื่น (งบประมาณ รายจ่าย) ที่มิใช่ประเภทเงินเดือน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๒.๒.๓.๑ ลูกจ้างชั่วคราว คือ ผู้รับจ้างทำงานตามเงื่อนไข และตามความต้องการของ หน่วย ซึ่งหน่วยงานขออนุมัติจ้างเฉพาะครั้งคราว กำหนดเวลาจ้างไม่เกิน ๑ ปี เมื่อครบ ๑ ปีแล้ว หากหน่วย มีความจำเป็นต้องจ้างต่อไปอีก ต้องรายงานขออนุมัติจ้างต่อได้ครั้งละไม่เกิน ๑ ปี ๒.๒.๓.๒ ลูกจ้างประจำ คือ ผู้ที่รับจ้างทำงานในตำแหน่งหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ ในอัตราเป็นการประจำ และได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ๒.๒.๔ พลทหารกองประจำการ หมายถึง ส.ต.กองประจำการด้วย คือ ทหารกองเกิน ซึ่งมีอายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ได้เข้ารับการตรวจเลือก และถูกกำหนดตัวเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ตามที่กห.กำหนด ๒.๒.๕ พนักงานราชการ หมายถึง บุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้าง โดยได้รับ ค่าตอบแทนจากกองทัพบก เพื่อเป็นพนักงานของรัฐในการปฏิบัติงานในกองทัพบก ๒.๒.๖ ข้าราชการพลเรือนกลาโหม หมายถึง ข้าราชการที่ได้รับการบรรจุ และแต่งตั้งยศ ให้รับราชการในกระทรวงกลาโหมในตำแหน่งที่มิใช่อัตราทหาร และไม่มีชั้นยศ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องใช้ ความชำนาญเฉพาะทาง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง คือ คุณสมบัติของนายทหารสัญญาบัตรที่เหมาะสมที่จะ บรรจุในตำแหน่งต่างๆ แต่ละตำแหน่งของกองทัพบก ซึ่งจะเป็นมาตรการในการควบคุมและกำหนดแนวทาง รับราชการให้กับนายทหารสัญญาบัตรทุกนายได้แน่นอน ถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น หน่วย/เหล่าสายวิทยาการ จะต้องรวบรวม และพิจารณากำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งให้กับตำแหน่งต่างๆ ทุกตำแหน่งที่รับผิดชอบ แล้วเสนอ ให้ ทบ. (โดย กพ.ทบ.) พิจารณาและสั่งให้ใช้เป็นหลักในการบรรจุ และแต่งตั้งนายทหารสัญญาบัตร ไปดำรงตำแหน่งต่างๆ ต่อไป การกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งดังกล่าวนี้ให้พิจารณากำหนดให้กับตำแหน่ง ตั้งแต่อัตรา พ.ต. ขึ้นไป จนถึงอัตรา พ.อ.ทุกตำแหน่ง ๒.๓ การดำเนินการกำลังพล คือ วิธีการ หรือกรรมวิธีเฉพาะเรื่องที่ ทบ. ให้วางหลักในการจัดการ กำลังพลในทางปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ไว้ เพื่อให้การใช้กำลังพลของ ทบ. ได้รับประโยชน์และให้มีประสิทธิภาพ อย่างสูงสุด การดำเนินการดังกล่าว ได้แก่ การบรรจุ การเลื่อน ลด ปลด ย้าย โอน การสั่งพักราชการ การออกจากราชการ และการเกษียณอายุ ๒.๓.๑ การบรรจุ คือ การกำหนดกำลังพลเข้าประจำหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และมอบ หน้าที่ทางทหารเฉพาะให้ปฏิบัติโดยแน่นอน มีข้อพิจารณาในการบรรจุ การบรรจุมี ๓ แบบ ๑) บรรจุจากผู้มีความรู้ ความชำนาญจากชีวิตพลเรือนมาแล้ว พอรับการ อบรมหลักวิชาทางทหารเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำงานได้ เช่น พลขับ ช่างเครื่องยนต์และฝึกไปพร้อม ๆ กับ การปฏิบัติหน้าที่


๔๐ ๒) การบรรจุ ซึ่งทำให้ทุกคนมีประสิทธิภาพเกือบถึงขีดภายหลังการฝึกระยะ สั้นก็ใช้ได้ ๓) การบรรจุซึ่งต้องใช้เวลาทำการฝึกนาน จึงจะใช้ได้ ๒.๓.๑.๑ กำลังพลพิเศษจัดแบ่งได้เป็น ๓ ประเภท คือ ๒.๓.๑.๑(๑) กำลังพลที่มีขีดความสามารถทางร่างกายจำกัด คือ กำลัง พลที่มีคุณลักษณะของร่างกายอยู่ในขั้นต่ำกว่ามาตรฐานที่ทางกองทัพบก หรือพระราชบัญญัติกำหนด เช่น นิ้ว ด้วน, สายตาสั้น หรือร่างกายอ่อนแอไม่สามารถทนต่อความลำบากได้ แต่มีคุณสมบัติบางอย่างที่จะปฏิบัติงาน เฉพาะทางทหารได้ เช่น เกี่ยวกับวิทยุ, สรรพาวุธ และเขียนแบบ เป็นต้น ๒.๓.๑.๑(๒) ทหารหญิง อาจใช้ทหารหญิงเข้าทำหน้าที่แทนทหารชายได้ เมื่อหน้าที่ที่ให้ทำนั้น เหมาะกับความชำนาญ และความสามารถทางร่างกายที่มีอยู่ เพื่อให้เหมาะกับสุขภาพ, สวัสดิการ, ขวัญ, การฝึก และการใช้ทหารหญิงอย่างมีประสิทธิภาพ งานที่เหมาะกับทหารหญิง เช่น งาน พิมพ์, งานพลาธิการ, เจ้าหน้าที่ในศูนย์การสื่อสาร ครูวิสามัญในโรงเรียนทหาร, ผู้ช่วยแพทย์ เป็นต้น ๒.๓.๑.๑(๓) บุคคลพิเศษที่ไม่เคยถูกเรียกเกณฑ์ เช่น อีก้อ, มูเซอร์, เงาะป่า, ฯลฯ ซึ่งบางโอกาสทางราชการทหารอาจจำเป็นต้องใช้ เช่น นำทาง, ลำเลียง ฯลฯ ๒.๓.๒ การเลื่อน หมายถึง การเลื่อนชั้นยศของเจ้าหน้าที่ให้สูงขึ้นสู่ระดับที่ต้องการความ ชำนาญในชั้นสูงกว่าขึ้นไป หรือเพิ่มพูนความรับผิดชอบให้กว้างขวางมากขึ้นกว่ายศ หรือระดับเดิม ซึ่งจะทำให้ บุคคลได้ใช้ความสามารถและความชำนาญของตนสูงขึ้น เพื่อผลในเรื่องประสิทธิภาพของหน่วย ตลอดจนเป็น การบำรุงขวัญบุคคลด้วย ทั้งนี้เพื่อ..... ๑) ใช้อำนาจที่จำเป็นแก่บุคคล เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เกิดผลดี และได้ ส่วนสัมพันธ์กับขอบเขตแห่งความรับผิดชอบที่ได้รับ ๒) ประกันให้มีการบำรุงขวัญและประสิทธิภาพของหน่วย กระตุ้นความริเริ่ม ของบุคคล ๓) ใช้ความชำนาญและความสามารถของบุคคลให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย การบรรจุบุคคลในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่บุคคลนั้น ๆ ใช้ความสามารถของ ตนอย่างเต็มที่ ๔) เร้าให้บุคคลเกิดความพยายามมากขึ้น และเพิ่มพูนประสิทธิภาพให้สูงขึ้น ปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการเสนอขอเลื่อนชั้นยศบุคคลนั้น ควรจะพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ คือ - เทคนิคและความต้องการที่เกี่ยวกับตำแหน่ง - ประสบการณ์ของผู้ที่สมควรจะได้รับการเลื่อนชั้นยศ หลักมูลฐานสำหรับการเลื่อนชั้นยศ บุคคลที่ได้กำหนดไว้ในนโยบายของหน่วยนั้น ควร แสดงถึงความเหมาะสม ขีดความสามารถสำหรับหน้าที่และความรับผิดชอบของระดับที่สูงขึ้นไป การเลื่อน เข้ารับตำแหน่งผู้บังคับหน่วยจะต้องเกี่ยวพันกับลักษณะความเป็นผู้นำที่มาแสดงออกของผู้นั้นเพิ่มเข้าไปด้วย สำหรับ การเลื่อนชั้นยศเข้ารับตำแหน่งผู้บังคับหน่วย ควรจะได้พิสูจน์ลักษณะความเป็นผู้นำในสนามรบของผู้นั้น เสียก่อน เมื่อสามารถทำได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ก็ตาม ไม่ควรเสนอการเลื่อนชั้นยศบุคคลจนกว่าผู้นั้นจะได้ แสดงความเหมาะสมสำหรับหน้าที่ในระดับสูงกว่า โดยการปฏิบัติงานในหน้าที่อันดีเด่นในระยะเวลาที่แน่นอน อันหนึ่ง ตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับ


๔๑ ๒.๓.๓ การย้าย มีความมุ่งหมาย เพื่อให้ได้ใช้กำลังพลอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ บุคคล เข้าทำงานใดงานหนึ่งใหม่ เพราะทางราชการต้องการความชำนาญ ความสามารถ ซึ่งเป็นการ กระทำเพื่อประโยชน์แก่หน่วยส่วนรวม สาเหตุของการย้าย ๑) การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ หรือความก้าวหน้าในทางเทคนิค ซึ่งทำ ให้ความนัดในวิชาชีพทางทหารล้าสมัย ๒) การจัดกำลังใหม่ ๓) ให้มีโอกาสหาความชำนาญในหน่วยเหนือขึ้นไป ๔) การแบ่งประเภทใหม่ ๕) เลื่อนชั้นในสายงานเดียวกัน แม้จะเพื่อประโยชน์ของบุคคล แต่ก็มีความ จำเป็นที่จะได้ประโยชน์จากบุคคลนั้น ๖) ปัญญาหาขัดมันระหว่างบุคลแม้จะเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องนัก แต่ก็จำเป็น เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่ยุ่งยาก ๒.๓.๔ การบรรจุใหม่ คือ การเปลี่ยนแปลงหน้าที่หรืองานของบุคคลจากหน้าที่หนึ่งไปยัง อีกหน้าที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะพ้องกับการย้ายหรือไม่ก็ได้ การบรรจุใหม่นั้นสาเหตุมาจาก... ๑) การบรรจุเดิมไม่เหมาะสม (หย่อนสมรรถภาพ หรือ ร่างกายทรุดโทรม ขาดความชำนาญหรือความรู้ไม่พอ) ๒) การแบ่งประเภทขั้นต้นไม่เหมาะสม ๓) บรรจุใหม่ ตามความต้องการของหน่วยหรือสายงาน ๒.๓.๕ การออกจากประจำการ (ACTIVEDE) คือ กรรมวิธีของการออกจากหน้าที่ กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ซึ่งอาจแบ่งได้ดังนี้ ๑) ลาออก (RESIGNATION) ขอออกจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ๒) ให้ออก (DISCHARGE) ให้พ้นจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ๓) ไล่ออก (DISMISSAL) คือ การให้ออกจากราชการตามคำพิพากษาของศาล ทหาร เพื่อรักษาไว้ซึ่งกฎยุทธวินัย ๔) ปลด (RETIREMENT) ปลดเนื่องจากรับราชการมานาน สูงอายุหย่อน สมรรถภาพ (กาย, จิตใจ) เช่น ทุพพลภาพ, ขาดประสิทธิภาพ (หย่อนสมรรถภาพทางการงานในหน้าที่) ๕) การย้ายเหล่า หรือ ให้เป็นกองหนุนของกองทัพ (TRANFER OR RETERN TO RESERVE COMPONCNT) ๒.๔ เชลยศึก ๒.๔.๑ เหตุผลที่ต้องมีการปฏิบัติต่อเชลยศึก มี ๔ ประการ คือ ๒.๔.๑.๑ เพื่อให้ฝ่ายเราได้ทราบข่าวข้าศึก เช่น การวางกำลัง, การเคลื่อนย้าย, ยุทโธปกรณ์, สิ่งอุปกรณ์, ขวัญ และแผนการปฏิบัติในอนาคต เป็นต้น ๒.๔.๑.๒ ในการปฏิบัติต่อเชลยศึกเป็นอย่างดี อาจเป็นเครื่องจูงใจให้ข้าศึกอื่นๆ ยอมจำนนและ วางอาวุธ ไม่ต่อสู้กับฝ่ายเรา


๔๒ ๒.๔.๑.๓ การปฏิบัติต่อเชลยศึกเป็นอย่างดี ย่อมทำให้ข้าศึกกระทำต่อเราที่ตก เป็นเชลยเช่นเดียวกัน ๒.๔.๑.๔ เป็นการทำให้ลดศัตรูลง ๒.๔.๒ หน้าที่และความรับผิดชอบของ ฝอ.๑ กรม ในการปฏิบัติต่อเชลยศึก ๒.๔.๒.๑ ผู้บังคับบัญชา มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติต่อเชลยศึก ซึ่งอยู่ในการ ควบคุมของหน่วยตนให้เป็นไปโดยถูกต้อง ๒.๔.๒.๒ ฝอ.๑ เป็นฝ่ายอำนวยการที่มีความรับผิดชอบในการวางแผน ประสานงาน และกำกับดูแลกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับเชลยศึก ๒.๔.๒.๓ เสนอแนะที่ตั้งตำบลรวบรวมเชลยศึกของกองพล โดยธรรมดาแล้วปฏิบัติ โดย มว.สห.ของกองพล ๒.๔.๒.๔ เมื่อกรมปฏิบัติการเป็นอิสระ หรือกึ่งอิสระ จะได้รับเจ้าหน้าที่ สห.จำนวน หนึ่งมาสมทบ เพื่อมาช่วยในการจัดตั้งตำบลรวบรวมเชลยศึก และดำเนินการกรรมวิธีในการส่งเชลยศึกกลับ ๒.๔.๒.๕ ฝอ.๑ เตรียมแผนในการควบคุมเชลยศึก นับตั้งแต่จับได้ จนกระทั่งส่งกลับ ให้พ้นเขตของกรม ต้องแน่ใจว่าการเตรียมแผนล่วงหน้านั้นดี และสอดคล้องกับคำชี้แจงของหน่วยเหนือ และ จะต้องประสานกับฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ ตลอดจน ผบ. หน่วยรอง ๒.๔.๒.๖ แผนนี้ เสนอ ผบ. กรม ในแบบของการเสนอแนะ ทันทีที่อนุมัติแผนแล้ว ฝอ.๑ ก็แจ้งให้หน่วยในบังคับบัญชาทราบ โดยปกติกำหนดเป็นระเบียบปฏิบัติประจำ และ ฝอ. จะต้องกำกับ ดูแลการปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนนั้น ๒.๔.๓ การปฏิบัติต่อเชลยศึก นายทหารฝ่ายกำลังพลจะต้องประสานกับบุคคลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้ ๒.๔.๓.๑ นายทหารฝ่ายการสารวัตร เกี่ยวกับที่ตั้งตำบลรวบรวมเชลยศึก ๒.๔.๓.๒ ผู้บังคับกองร้อยกองบังคับการ เกี่ยวกับการจัดยามระวังป้องกัน ๒.๔.๓.๓ นายแพทย์ เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและการส่งกลับตามสายการแพทย์ ๒.๔.๓.๔ นายทหารฝ่ายการข่าว เกี่ยวกับการดำเนินกรรมวิธีในการซักถาม ๒.๔.๓.๕ นายทหารฝ่ายยุทธการ เกี่ยวกับการจัดกำลังควบคุมขณะส่งกลับ ๒.๔.๓.๖ นายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุง เกี่ยวกับยานพาหนะในการส่งกลับเชลยศึก พิเศษที่ต้องส่งกลับโดยเร็ว เสื้อผ้าและการเลี้ยงดู ๒.๔.๔ กรรมวิธีเกี่ยวกับเชลยศึก มี ๕ ประการ คือ ๒.๔.๔.๑ ค้น ในการดำเนินกรรมวิธีค้นนั้น เชลยศึกจะถูกปลดอาวุธทันทีหลังจากที่ จับได้ และตรวจค้นอาวุธที่อาจซ่อนไว้ เอกสารที่ค้นพบจะต้องทำเครื่องหมายให้ทราบว่าเป็นของใคร แล้วจัด เข้าแถว เข้าขบวนควบคุม ส่งกลับเป็นพวกๆ ๒.๔.๔.๒ แยก การแยกเชลยศึกต้องกระทำทันที หลังจากที่จับได้ คือ แยกพวก นายทหาร นายสิบ พลทหาร และเชลยศึกหญิง ให้รวมกันเคลื่อนที่เป็นพวก ๆ ซึ่งมีลักษณะชั้นยศเดียวกัน จนกระทั่งถึงตำบลรวบรวมเชลยศึกของหน่วยเหนือ เหตุผลในการแยกเชลยศึกออกจากกันเนื่องจาก ๒.๔.๔.๒(๑) เพื่อป้องกันการหลบหนี


๔๓ ๒.๔.๔.๒(๒) เพื่อไม่ให้เกิดอิทธิพลทีละน้อยๆ ระหว่างนายทหาร นายสิบและพล ทหาร ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือในการซักถามต่อไป ๒.๔.๔.๓ เงียบ (ห้ามเชลยพูดกัน) การดำเนินกรรมวิธีเชลยศึกในเรื่องเงียบ เชลยศึก จะถูกห้ามมิให้พูดกันนับตั้งแต่ถูกจับได้ ตลอดจนระหว่างการส่งกลับด้วย ๒.๔.๔.๔ เร็ว การส่งเชลยศึกกลับไปยังตำบลรวบรวมเชลยศึกของกองพล โดยเร็ว ที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ นับว่าเป็นความสำคัญยิ่งของการดำเนินกรรมวิธีเกี่ยวกับเชลยศึก ๒.๔.๔.๕ พิทักษ์ ผู้บังคับกองร้อย เป็นผู้รับผิดชอบในการนำส่งเชลยศึกที่หน่วยตน จับได้ไปยังขบวนสัมภาระรบของกองพัน โดยเจ้าหน้าที่ในกองร้อยเป็นผู้ดำเนินการจากขบวนสัมภาระรบของ กองพัน เจ้าหน้าที่ในกองบังคับการและกองร้อยสนับสนุนการรบ (บก.และร้อย.สสก.) จะรีบนำส่งเชลยศึก กลับไปยังตำบลรวมเชลยศึกของกองพล ซึ่งอาจจะตั้งอยู่ในพื้นที่ขบวนสัมภาระของกรม ๒.๔.๕ การส่งกลับเชลยศึก กระทำได้โดย การเดิน, บรรทุกรถกระสุน หรือรถบรรทุกสัมภาระ ที่ว่างเปล่า ซึ่งกำลังจะกลับไปข้างหลัง นอกจากจะต้องแยกและห้ามพูดกันแล้ว ต้องไม่ให้รับประทานอาหาร และสูบบุหรี่ก่อนการซักถาม แต่ต้องอยู่ในขอบเขตแห่งมนุษยธรรม ในระหว่างการส่งกลับอาจมีการหยุดชั่ว ขณะหนึ่ง ณ พื้นที่ขบวนสัมภาระของกรม เพื่อให้นายทหารฝ่ายการข่าวซักถามสถานการณ์ทางยุทธวิธี ๒.๔.๖ ที่ตั้งของตำบลรวบรวมเชลยศึก อยู่ใกล้ที่บังคับการของหน่วย (แต่มิใช่ภายในที่บังคับการ) ใกล้เส้นหลักการส่งกำลัง มีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในการพักอาศัยเพียงพอ กำบังและซ่อนพราง ไกลไป ข้างหลังพอที่จะหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปยุ่งกับความสับสนในแนวหน้า ๒.๔.๗ การปฏิบัติต่อเชลยศึก ๒.๔.๗.๑ เชลยศึกย่อมอยู่ในอำนาจของประเทศที่เป็นปรปักษ์ แต่หาใช่อยู่ในอำนาจ ของบุคคล หรือหน่วยทหารซึ่งเป็นผู้จับกุมได้นั้นไม่ ๒.๔.๗.๒ เชลยศึกต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเมตตากรุณา แล้วได้รับความ คุ้มครองจากการกระทำที่รุนแรง การดูถูกและการเย้ยหยันจากประชาชน การกระทำการแก้แค้นเชลยศึกนั้น ห้ามเด็ดขาด ๒.๔.๗.๓ เชลยศึก มีสิทธิ์ได้รับความเคารพในส่วนร่างกายและเกียรติยศ เชลยศึกสตรี จะได้รับการปฏิบัติอันควรแก่เพศ ในการปฏิบัติต่อเชลยศึกนั้นจะแตกต่างกันก็เฉพาะยศทางทหาร สุขภาพของ ร่างกาย, ความสามารถในทางอาชีพ เชื้อชาติและเพศ ๒.๔.๗.๔ จะต้องจัดให้เชลยศึกมีอาหาร, เสื้อผ้า, รองเท้า และที่พักอาศัย โดย ธรรมดาการจ่ายอาหารต้องเท่าๆ กับที่จ่ายตามหน่วยของตน ทั้งจำนวนและคุณภาพ ๒.๔.๗.๕ เชลยศึกจะต้องไม่ถูกปล่อยให้ตกอยู่ในอันตรายโดยไม่จำเป็น ในขณะที่รอ การส่งกลับ แต่ถ้าเมื่อบาดเจ็บ หรืออาการเจ็บไข้ของเชลยศึกนั้นแสดง อาจเป็นอันตรายในขณะที่ส่งกลับ มากกว่าจะหยุดอยู่ ณ ที่เดิม ก็อาจรั้งรอเชลยศึกผู้นั้นไว้ชั่วคราวในเขตอันตรายได้ ๒.๔.๗.๖ เชลยศึกซึ่งมิใช่นายทหารจะต้องทำงาน นายสิบจะถูกให้ทำงานในหน้าที่ เฉพาะการกำกับดูแลเท่านั้น เชลยศึกจะไม่ได้รับค่าจ้างสำหรับการทำงานซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนเอง รวมทั้ง งานที่เกี่ยวกับการปกครอง การตกแต่งภายในสถานที่พัก และซ่อมบำรุงเครื่องอำนวยความสะดวกในการ กักขัง เว้นแต่ งานนั้นจะต้องใช้การฝึกเป็นพิเศษ เช่น พิมพ์หนังสือ สำหรับการงานอย่างอื่นๆ เชลยศึกจะ ได้รับค่าจ้าง


๔๔ ๒.๔.๗.๗ ห้ามใช้เชลยศึกทำงานใด ๆ ที่ไม่สมควรแก่กำลังกายของผู้นั้น ธรรมดา การงานที่จัดให้เชลยศึกทำนั้น จะต้องไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยุทธโดยเฉพาะ คือ ห้ามใช้บรรดาเชลยศึก สร้าง หรือขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์มุ่งให้หน่วยรบใช้ ห้ามใช้งานที่ทำงานผิดอนามัย เช่น ทำงานหนัก ตากแดด ตากฝน หรือประกอบด้วยอันตราย เช่น ตำบลที่อาจถูกโจมตีจากทางอากาศได้ง่าย ๒.๔.๗.๘ บรรดาเชลยศึกจะต้องอยู่ในบังคับ, กฎหมาย, ข้อบังคับ และคำสั่งที่ใช้ใน กองทัพฝ่ายเรารวมทั้งกฎหมายอาญาทหาร ๒.๔.๗.๙ เชลยศึกที่ตาย จะถูกฝังอันควรแก่เกียรติยศ มีเครื่องหมายที่หลุมฝังศพ ได้รับคารวะ และบำรุงรักษาโดยสมควร ๒.๕ กำลังพลเรือน นโยบายของกระทรวงกลาโหม ให้ใช้ลูกจ้างพลเรือนในตำแหน่งทั้งปวง ที่ไม่ จำเป็นต้องใช้ความชำนาญทางทหาร เพราะเหตุผลเกี่ยวกับการฝึก, ความปลอดภัยและวินัย ทั้งยามปกติ และยามสงคราม กองทัพบกได้ใช้พลเรือนเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดีการใช้พลเรือนเหล่านี้ในยามสงคราม ย่อมเป็นไปตามกฎข้อบังคับว่าด้วยลูกจ้างพลเรือน กฎข้อบังคับว่าด้วยลูกจ้างพลเรือนเกี่ยวกับค่าแรงงานนั้น การจ่ายค่าแรงพิจารณาจากค่า ครองชีพของท้องถิ่นนั้นเป็นมูลฐาน การทำงานถือเกณฑ์วันละ ๘ ชั่วโมง สัปดาห์ละ ๔๘ ชั่วโมง และจ่ายค่า ล่วงเวลาในการทำงานในวันหยุดหรือวันพักผ่อน ถ้าว่าจ้างทำงานนั้นตั้งแต่ ๓ ถึง ๖ เดือน ลูกจ้างมีสิทธิ์ลา ได้ ๗ วัน โดยไม่ตัดค่าแรง งานส่วนใหญ่ในเขตหลัง หรืองานบางอย่างในเขตหน้า อาจใช้เจ้าหน้าที่พลเรือนปฏิบัติได้ งานซึ่งเหมาะสมกับพลเรือน ได้แก่ เสมียน, งานก่อสร้างทั่วไป, งานก่อสร้าง (สะพาน, ถนน, ทางรถไฟ) ตลอดจนบำรุงรักษาสิ่งก่อสร้างอื่นๆ งานขนส่งสิ่งอุปกรณ์, พลขับ, งานป่าไม้, งานซ่อมบำรุงยานพาหนะ, งานในท่าเรือ, งานบริการในโรงพยาบาล, งานกำกับและควบคุมบุคคลพลัดถิ่น เป็นต้น ๒.๖ ความปลอดภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการสูญเสียกำลังพล และเครื่องมือเครื่องใช้จาก อุบัติเหตุ เพื่อนำทรัพยากรไปใช้ให้บรรลุภารกิจโดยไม่มีการสูญเสีย ผบ.ต้องมั่นใจว่าคำสั่ง คำชี้แจง รปจ. และหลักนิยมในการฝึก ได้กำหนดข้อปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยไว้แล้ว ๒.๖.๑ การรักษาความปลอดภัยจะบังเกิดผลดีจะต้อง ๒.๖.๑.๑ มีการร่วมมือปฏิบัติตามคำสั่ง คำชี้แจง ๒.๖.๑.๒ ควบคุมการเสี่ยงภัย ๒.๖.๑.๓ ให้แนวทางฝึก การรักษาความปลอดภัยทุกระดับหน่วย ๒.๖.๑.๔ สืบสวนและรายงานอุบัติเหตุอย่างเพียงพอ ๒.๖.๑.๕ กำกับดูแลทางการบังคับบัญชา และทางฝ่ายอำนวยการ


๔๕ ๓. การพัฒนาและรักษาขวัญ ขวัญ คือ สภาวะของจิตใจของบุคคล ซึ่งมีต่อชีวิตในราชการ และสภาวะในการแสดงออกอื่นๆ ลักษณะของขวัญดี จะแสดงให้เห็นโดยความกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของ ผู้บังคับบัญชา ส่วนลักษณะของการมีขวัญเลวจะแสดงออกในทางไม่พึงพอใจ, ขาดวินัย และอื่นๆ การปฏิบัติ ของหน่วยทหารจะได้รับผลดี ก็ต่อเมื่อกำลังพลแต่ละคนในหน่วย มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมายอย่างดีที่สุด ขวัญเป็นผลตอบสนองจากการแสดงออกในลักษณะความเป็นผู้นำ ผู้ใต้บังคับบัญชาจะแสดงออกใน ลักษณะความเชื่อมั่น เคารพยำเกรง และการให้ความร่วมมืออย่างซื่อสัตย์ในการปฏิบัติหน้าที่ การประเมิน ค่าทางขวัญโดยอาศัยข่าวสารจาก - การตรวจเยี่ยมหน่วย - รายงานทางธุรการ - การสังเกตุ ๑.) การตรวจเยี่ยมหน่วย : เป็นการตรวจเยี่ยมของผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการ ซึ่งเป็นการตรวจเยี่ยมทั้งเป็นทางการ และไม่ใช่ทางการ หัวข้อที่สังเกต คือ ๑.๑) สมรรถภาพในการรบ ๑.๒) ท่าทีมารยาท ๑.๓) สุขภาพส่วนบุคคล ๑.๔) การรักษายุทโธปกรณ์ ๑.๕) สภาพของการเลี้ยงดู และที่พักอาศัย ๑.๖) ความพอเพียง และความเหมาะสมของสิ่งของที่จ่าย ๑.๗) การเอาใจใส่ดูแลผู้บาดเจ็บ ๑.๘) ปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อคำแนะนำ และคำสั่ง ๑.๙) การใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ๑.๑๐) ความพอเพียงของสิ่งอุปกรณ์บริโภคในร้าน ๒.) การรายงานทางธุรการ : รายงานต่าง ๆ ซึ่งช่วยในการประเมินค่าทางขวัญ เช่น ๒.๑) ผู้ขาด และหนีราชการ ๒.๒) ผู้แกล้งป่วย ๒.๓) การจับกุมและการควบคุมตัวทั้งฝายทหารและพลเรือน ๒.๔) การลงทัณฑ์ต่าง ๆ ๒.๕) การขอย้าย ๒.๖) อัตราผู้เจ็บป่วยที่รับการพยาบาลรักษา ๒.๗) อัตราผู้ป่วยเป็นกามโรค ๒.๘) ทำร้ายตนเองให้บาดเจ็บ ๒.๙) การค้าตลาดมืด ๒.๑๐) การลักขโมย ๒.๑๑) การใช้เสบียงอาหาร ๒.๑๒) รายงานประจำเดือนของอนุศาสนาจารย์


๔๖ ๓.) การสังเกต : สังเกตจากการพบเห็นของผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ ซึ่งอาจจะ นอกเหนือไปจากการรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งนายสิบเวร นายทหารและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รายงานไว้ การที่จะทำให้สภาวะทางขวัญดีนั้นเราสามารถที่จะพัฒนาได้โดย การฝึกวินัย และความเชื่อมั่นใน ผู้บังคับบัญชา ตัวเอง เพื่อนร่วมงาน และยุทโธปกรณ์ ๓.๑ การบริการกำลังพล คือ หนทาง และวิธีการปฏิบัติที่นายทหารฝ่ายธุรการและกำลังพลของ หน่วย อาจเสนอแนะต่อผู้บังคับบัญชาในการบำรุงขวัญของกำลังพลให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด ขีดความสามารถ ของกำลังพลแต่ละคนจะมีได้โดย การฝึก, การกำกับดูแล, และการแนะแนวทาง การบริการกำลังพลนับว่าเป็น สิ่งสำคัญมาก เพราะว่าผลการปฏิบัติจะดำเนินไปได้ตามแผนของผู้บังคับบัญชาเพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับ กำลังพลแต่ละคนจะตอบสนองแผนนั้นอย่างจริงจังเพียงใด ๓.๑.๑ ความมุ่งหมายของการบริการกำลังพลมี ๓ ประการ คือ ๓.๑.๑.๑ เพื่อช่วยให้ผู้บังคับบัญชา สามารถตอบสนองความต้องการของทหารแต่ละ บุคคล ๓.๑.๑.๒ เพื่อสวัสดิการของทหารเป็นหมู่คณะ ๓.๑.๑.๓ เพื่อกระตุ้นกำลังพลแต่ละคนให้มีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นผลดี แก่หน่วย ๓.๑.๒ การให้บริการกำลังพลทำได้ ๘ ประการ คือ.- ๓.๑.๒.๑ การบริการทางไปรษณีย์ นายทหารไปรษณีย์ของกองบัญชาการกองพล เป็นผู้ดำเนินงานไปรษณีย์ให้แก่กองพลเป็นส่วนรวม การตรวจข่าวสารและพัสดุไปรษณีย์ที่ทหารส่งไปและ ได้รับนั้น เป็นหน้าที่ของผู้บังคับหน่วยของทหารที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ การกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการเป็น ความรับผิดชอบของหัวหน้าฝ่ายกำลังพล (สธ.๑) ของกองพล ท่าทีในทางขวัญของการบริการไปรษณีย์นั้น นับว่าเป็นสิ่งสำคัญประการที่สองรอง จากกระสุน, อาหารและการรักษาพยาบาล การบริการไปรษณีย์ของกองทัพเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการ ติดต่อกันและกันตลอดเวลาระหว่างครอบครัว มิตรสหายรวมทั้งผู้ร่วมธุรกิจ ดังนั้นในยามจากกัน การบริการ ไปรษณีย์ จึงสามารถทำให้ทหารคงรักษาฐานะของตนไว้ได้ ในการสังคมอันเป็นส่วนเฉพาะตัว ความ บกพร่องในการบริการดังกล่าวนี้ เป็นปัจจัยของการทำลายขวัญอันสำคัญยิ่ง ที่ตั้งระดับกองพันทหารราบจะมีเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์อยู่ ๑ นาย ยศ ส.ต. กองประจำการ ชกท.๗๑๔ เรียกตำแหน่งว่า ”เสมียนไปรษณีย์” บรรจุอยู่ในตอนธุรการร้อย สสช.พัน.ร. ปกติจะตั้งอยู่ใน พื้นที่ขบวนสัมภาระพักของกองพัน (พื้นที่ของกรม) ในระดับกรมจะไม่มีเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์คอยบริการ แต่จะ มีเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ของกองพัน ซึ่งตั้งอยู่ในขบวนสัมภาระพักของกองพัน (ในพื้นที่ของกรม) เป็นผู้ดำเนินงาน ๓.๑.๒.๒ การบริการทางการเงิน ฝ่ายการเงินของกองบัญชาการกองพลรับผิดชอบใน การดำเนินงานของการบริการทางการเงินเป็นส่วนรวมของทั้งกองพล โดยมีหัวหน้าฝ่ายกำลังพลของกองพล เป็นผู้กำกับดูแลการปฏิบัติงาน ๓.๑.๒.๓ การบริการทางสวัสดิการ ฝ่ายสวัสดิการของกองพลรับผิดชอบในการบริการ ทางสวัสดิการ ในการจัดตั้งและดำเนินงานเกี่ยวกับร้านค้า กิจการสโมสร และการแสดงต่างๆ เพื่อบำรุงขวัญ ตลอดจนจัดภาพยนตร์ไปฉายตามหน่วยต่างๆ ในกองพล


Click to View FlipBook Version