๑๔๗ ขั้นตอนที่ ๑ การรับมอบภารกิจ เมื่อได้รับมอบภารกิจมาแล้วจะต้องประมาณการคร่าว ๆ ในเรื่องของเวลาที่มีอยู่ตั้งแต่รับมอบภารกิจจนเริ่มปฏิบัติภารกิจ พิจารณาถึงเวลาในการวางแผน การเตรียมการ และระยะเวลาในการปฏิบัติภารกิจ IPB ที่ทำแล้วหรือที่ต้องการประมาณการในเรื่องอื่น ๆ เรื่องของแสงสว่าง ที่กระทบต่อการวางแผนการซักซ้อม การเคลื่อนย้ายต้องคำนึงถึงประสบการณ์ เวลาพักผ่อน และความ ตึงเครียด ของ ฝอ. ขั้นตอนที่ ๒ วิเคราะห์แผนหรือคำสั่งของหน่วยเหนือ ในขั้นตอนนี้จะเป็นการพิจารณาถึง ความสัมพันธ์ระหว่างภารกิจและเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา ทั้งในทางดิ่ง และทางระดับ ขั้นตอนที่ ๓ การจัดทำ IPB ในขั้นต้นฝ่ายการข่าวจะต้องพิสูจน์ทราบจุดศูนย์ดุลย์(Center of Gravity ) และจุดแตกหัก ( Decisive Point) ขั้นตอนที่ ๔ การกำหนดงานที่จะต้องทำ เช่น กิจเฉพาะ ได้แก่ ภารกิจที่หน่วยเหนือ มอบให้ คำแนะนำในการประสาน, การช่วยรบและผนวก กิจแฝง ซึ่งเป็นกิจที่หน่วยเหนือไม่ได้มอบให้เป็น กิจที่เกิดขึ้นจากการอนุมาของ ผบ.หน่วยเอง กิจสำคัญยิ่งหาจากกิจเฉพาะ และกิจแฝงที่มีความสำคัญยิ่ง นำมาเขียนรวมกันเข้ากับความมุ่งหมายเป็นภารกิจแถลงใหม่ เพื่อตอบคำถามว่าหน่วยจะทำอะไรทางยุทธวิธี ขั้นตอนที่ ๕ พิจารณาและทบทวนเครื่องมือ /หน่วยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ประเด็นที่จะนำมา พิจารณา ได้แก่ อะไรคือจุดศูนย์ดุลย์ของกำลังฝ่ายเรา หน่วยดำเนินกลยุทธ์และขีดความสามารถ หน่วย สนับสนุน หน่วยสนับสนุนการช่วยรบ ขวัญกำลังใจ ปัญหาข้อขัดข้อง อุปสรรคและการแก้ปัญหา ขั้นตอนที่ ๖ พิจารณาข้อจำกัด ได้แก่ ข้อบังคับที่ให้กระทำ ข้อห้ามที่ไม่ให้ทำ ขั้นตอนที่ ๗ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสมมุติฐาน การตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็คือ การ ตรวจสอบข้อมูลที่ทราบแล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ฝ่ายเราและข้าศึก การวางกำลังประกอบกำลังฝ่ายเรา ความ พร้อมรบ ภารกิจและเจตนารมณ์ของหน่วยเหนือ ๒ ระดับ สำหรับสมมุติฐานจะถูกกำหนดขึ้นเพื่อทดแทน ข้อเท็จจริงที่ไม่มีหรือขาดหายไป อาจเกี่ยวกับการปฏิบัติของหน่วยทางปีก, ข้าศึก, ฝ่ายเรา และปัจจัยอื่น ๆ ขั้นตอนที่ ๘ ประเมินค่าเกณฑ์เสี่ยง ในขั้นตอนนี้ ผบ.หน่วยจะต้องกำหนดระดับเกณฑ์เสี่ยง ที่ยอมรับได้ เมื่อเทียบกับความสำเร็จของภารกิจ เรื่องของเกณฑ์เสี่ยงอาจเกิดจากฝ่ายข้าศึกหรือฝ่ายเราก็ได้ ขั้นตอนที่ ๙ กำหนดความต้องการข่าวสารสำคัญยิ่ง เป็นขั้นตอนที่ ผบ.ต้องการทราบ การปฏิบัติของข้าศึก การปฏิบัติของฝ่ายเราที่ต้องการปกปิด และการปฏิบัติของฝ่ายเราที่ต้องการทราบ ขั้นตอนที่ ๑๐ การวิเคราะห์และการวางแผนในการใช้เวลา เป็นขั้นตอนกำหนดห้วงเวลา วิกฤตแล้ววางแผนย้อนหลัง กำหนดสัดส่วนเวลาตามหลักเกณฑ์และ รปจ. (ไม่รวมเวลาที่ให้หน่วยรอง) ขั้นตอนที่ ๑๑ เขียนภารกิจแถลงใหม่ ในขั้นตอนนี้ปกติแล้ว เสธ. หรือ รอง.ผบ.หน่วย หรือ นายทหารฝ่ายยุทธการ จะเป็นผู้เตรียม(ร่าง) ภารกิจแถลงใหม่ ของหน่วยตามองค์ประกอบของภารกิจ คือ ใคร ทำอะไร เมื่อใด ที่ไหน ทำไม ขั้นตอนที่ ๑๒ การบรรยายสรุปวิเคราะห์ภารกิจ ในขั้นตอนนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อให้ ทุกคนเข้าใจตรงกัน เริ่มต้นอันเดียวกัน ผบ. และ ฝอ. มองภาพสนามรบร่วมกันและเห็นความต้องการต่าง ๆ ที่จำเป็น ขั้นตอนที่ ๑๓ ร่างเจตนารมณ์ขั้นต้นของ ผบ.หน่วย คือ การวาดภาพการรบตามองค์ ประกอบของเจตนารมณ์ ๓ ประการ คือ ความมุ่งหมาย, กิจสำคัญ และผลลัพธ์ที่ต้องการ เพื่อให้หน่วยรอง มีความคิดริเริ่มสามารถพัฒนาหนทางปฏิบัติได้อย่างสอดคล้อง ตามเจตนารมณ์ในการบรรลุภาพกิจ
๑๔๘ ขั้นตอนที่ ๑๔ ผบ.หน่วยให้แนวทางวางแผน ในขั้นตอนนี้อย่างน้อย จะต้องประกอบด้วย จุดแตกหัก หนทางปฏิบัติของฝ่ายข้าศึกที่ต้องการให้พัฒนาขึ้นการยืนยันภารกิจแถลงใหม่ ยืนยันเจตนารมณ์ ของตน (ของ ผบ.หน่วย) แนวความคิดในการปฏิบัติ เกณฑ์เสี่ยงที่ยอมรับได้ แนวความคิดในการลวง ลำดับความเร่งด่วนในการสนับสนุน ตารางเวลาวิกฤตที่ต้องกล่าวถึงเช่น เวลาเริ่มปฏิบัติ การวางกำลังใน ที่มั่น เวลาพร้อมต้านทานการซักซ้อม ประเภทของแผน/คำสั่ง ที่จะแจกจ่าย ตลอดจนรูปแบบของการ ซักซ้อมในการปฏิบัติ เป็นต้น ๑๐.๒ กลุ่มงานที่ ๒ การพัฒนาหนทางปฏิบัติ (Course of Action Coa Development) ความมุ่งหมายหลักของขั้นตอนนี้ คือ พัฒนาหนทางปฏิบัติที่ยอมรับได้และแตกต่างกันอย่าง ชัดเจนหลาย ๆ หนทาง เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับ ผบ.หน่วยในการตอบสนองเจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วยเหนือ ทั้งนี้ การพัฒนาหนทางปฏิบัติจะเน้นที่การประเมินค่าเกณฑ์เสี่ยงเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น จำนวนหนทาง ปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นต้องมีจำนวนที่เหมาะสมความต้องการสูงสุด คือ พัฒนาหนทางปฏิบัติจำนวนมากที่สุดต่อ แต่ละหนทางปฏิบัติของข้าศึก ที่นายทหารฝ่ายการข่าวพัฒนาขึ้นระหว่างการจัดทำ IPB หากมีเวลาจำกัด ผบ.หน่วย หรือนายทหารฝ่ายยุทธการ จะต้องพิจารณาจำกัดคำนวณหนทางปฏิบัติที่จะพัฒนาขึ้น รวมทั้ง เลือกหนทางปฏิบัติของข้าศึกด้วย โดยพิจารณาจากความเป็นไปได้มากที่สุด และเป็นหนทางปฏิบัติที่อันตราย ที่สุด อย่างไรก็ดี หนทางปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นทุกหนทางปฏิบัติจะต้องถูกตรวจสอบอย่างน้อยในเรื่องความ เหมาะสม ความเป็นไปได้ ยอมรับได้ และมีความแตกต่างกัน แนวทางในการพัฒนา หนทางปฏิบัติ ประกอบด้วย ๖ ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ ๑ วิเคราะห์อำนาจกำลังรบเปรียบเทียบ เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทั้งมวลของกำลังรบฝ่ายเราเปรียบเทียบ กับฝ่ายข้าศึก รวมทั้งความแข็งแกร่ง และจุดอ่อนที่เด่นชัดของหนทางปฏิบัติข้าศึกแต่ละหนทางปฏิบัติด้วย ผลที่ได้จากการ เปรียบเทียบจะให้ข้อสรุปว่ามีการปฏิบัติแบบใดบ้าง ที่ฝ่ายเราและฝ่ายข้าศึก อาจกระทำได้โดยพิจารณาจาก ข้อมูล/สถิติที่บันทึกไว้ในอดีต ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ และเปรียบเทียบนี้เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น ไม่ควรยึดถือเป็นหลักในการพัฒนาหนทางปฏิบัติอย่างตายตัว ในการวิเคราะห์อำนาจกำลังรบเปรียบเทียบนี้มี วิธีในการดำเนินการ ๓ วิธี คือ วิธีการกำหนดค่าเปรียบเทียบ วิธีคำนวณ ค่าและวิธีการประเมินค่าผลลัพธ์ ขั้นตอนที่ ๒ การกำหนดหนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้ ในขั้นตอนนี้ ฝอ. ต่าง ๆ จะระดม ความคิดร่วมกัน เพื่อให้ได้หนทางปฏิบัติหลาย ๆ หนทางต่อหนทางปฏิบัติของข้าศึก ฝอ.จะต้องวางตัวเป็น กลางและเปิดใจกว้างต่อการพัฒนาหนทางปฏิบัติที่ได้กำหนดขึ้นเพื่อเปรียบเทียบ การระดมความคิดร่วมกัน ของ ฝอ. เพื่อให้ได้หนทางปฏิบัติจะต้องคำนึงถึงจุดแตกหัก ซึ่งนำไปสู่ส่วนปฏิบัติการหลัก ส่วนปฏิบัติการ สนับสนุนตามโครงร่างสนามรบ ๕ ส่วน คือ พื้นที่ทางลึก พื้นที่ระวังป้องกัน พื้นที่การรบหลัก พื้นที่ กองหนุน และพื้นที่ส่วนหลัง อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงความมุ่งหมายของส่วนปฏิบัติการหลัก และสนับสนุน ตลอดจนการปฏิบัติทางยุทธวิธีจะต้องสอดคล้องกับความมุ่งหมาย จากการพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ที่ตั้ง การเลือกใช้หลักนิยมการรบอย่างกว้าง ผสมผสานแนวคิดที่ได้เข้าด้วยกันทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเป็นกลุ่มของหนทางปฏิบัติที่เป็นมูลฐาน เพื่อพัฒนาหนทางปฏิบัติขั้นต่อไป ขั้นตอนที่ ๓ การวางกำลังขั้นต้น ในขั้นนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อให้ทราบถึงกำลังทั้งสิ้นที่ จำเป็นต่อการบรรลุภารกิจ และเป็นพื้นฐานสำหรับแผนดำเนินกลยุทธ์ (การรบระยะใกล้) เป็นการกำหนด อัตรากำลังรบที่แท้จริงตามภารกิจของแต่ละหน่วยต่อหนทางปฏิบัติของข้าศึก ผู้วางแผน (ฝอ.) จำเป็นต้อง
๑๔๙ พิจารณาถึงภารกิจ และแนวทางในการวางแผนของ ผบ.หน่วย แนวทางการเคลื่อนที่ทั้งของฝายเรา และ ฝ่ายข้าศึก รวมทั้งพิจารณาถึงหนทางปฏิบัติของข้าศึกที่เป็นไปได้ทุก ๆ หนทางเท่าที่เวลาจะอำนวยให้ ในการวางกำลังขั้นต้นอาจจะปฏิบัติได้โดยการกำหนดอัตราส่วนกำลังฝ่ายเราที่ต้องการตามประสบการณ์จาก ฐานข้อมูลที่จดบันทึกไว้ อัตราส่วนนี้จะใช้สำหรับการพัฒนาหนทางปฏิบัติเท่านั้น ไม่ใช่สำหรับการรบจริง ซึ่งหมายถึงอัตราส่วนต่ำสุด สำหรับการวางแผนประการต่อมาอาจใช้การกำหนดขนาดของหน่วยที่จะใช้ใน การวางแผนขั้นต้น ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามระดับหน่วยและขนาดของแนวทางเคลื่อนที่ อีกประการหนึ่ง ก็คือ การกำหนดขอบหน้าพื้นที่การรบ ซึ่งมักจะได้รับมอบโดย บก.หน่วยเหนือ อันเป็นการแสดงถึง จุดเริ่มต้นในการปะทะ และเป็นแนวแรกสุดที่จะเริ่มวางกำลังฝ่ายเราตามที่ได้รับการวิเคราะห์ภูมิประเทศและ ตรวจสอบความเหมาะสมแล้ว ขั้นตอนที่ ๔ การพัฒนาแผนดำเนินกลยุทธ์ กล่าวได้ว่า แผนดำเนินกลยุทธ์ ก็คือ การ ปฏิบัติการรบระยะใกล้ของหน่วยต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ขั้นที่ ๓ (การวางกำลังขั้นต้น) แผนดำเนินกลยุทธ์ จะกล่าวถึงวิธีการเอาชนะข้าศึกหรือการดำเนินกลยุทธ เพื่อให้บรรลุภารกิจโดยการใช้เครื่องมือทั้งสิ้นที่มีอยู่ ผู้วางแผนควรพัฒนาแผนการดำเนินกลยุทธหลาย ๆ แผนต่อแต่ละหนทางปฏิบัติที่อาจเป็นไปได้ของข้าศึกเท่าที่ เวลาอำนวยให้ โอกาสที่จะใช้สำหรับในการพัฒนาแผนดำเนินกลยุทธ์ ได้แก่ การเคลื่อนย้ายหน่วยต่าง ๆ ที่ หมายที่จะต้องยึด หรือควบคุมในการรบระยะใกล้ การกำหนดจุดแตกหัก การปฏิบัติหลักและการสนับสนุน ตลอดจนการวางกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดในพื้นที่การรบ ทั้ง ๕ ส่วน คือการปฏิบัติในทางลึก, การรบระยะใกล้, กองหนุน, การระวังป้องกัน และการปฏิบัติในพื้นที่ส่วนหลัง ขั้นตอนที่ ๕ การกำหนดการควบคุมและบังคับบัญชา ในขั้นนี้จะประกอบด้วย มาตรการ ๓ ประการ คือ มาตรการควบคุมและบังคับบัญชาหน่วยดำเนินกลยุทธ์ มาตรการประสานการยิงสนับสนุน และมาตรการควบคุมการดำเนินกลยุทธ์ มาตรการการควบคุมและบังคับบัญชาหน่วยดำเนินกลยุทธ์กระทำได้ โดยการกำหนด บก.หน่วยรอง/หลัก เพื่อควบคุมหน่วยกำลังให้อยู่ในช่วงการบังคับบัญชาที่เหมาะสม (ปกติ ๒ - ๕ หน่วย) มาตรการควบคุมการควบคุมการดำเนินกลยุทธ์เป็นการจำกัดเสรีในการปฏิบัติของ ผบ.หน่วยรอง เพื่อผสมผสานอำนาจกำลังรบ ณ ตำบลที่หวังผลแตกหัก และลดอันตรายที่จะเกิดกับหน่วยทหารฝ่ายเดียวกัน เนื่องจากเป็นมาตรการที่จำกัดเสรีในการปฏิบัติของ ผบ.หน่วยรอง ดังนั้น ผบ.หน่วย จึงควรกำหนดมาตรการ ควบคุมเท่าที่จำเป็น ถ้ากำหนดมาตรการควบคุมมากเกินไปจะแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจ, สร้างความ สับสนหน่วยรอง จะขาดความริเริ่มอาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวของภารกิจได้ มาตรการประสานการยิง สนับสนุน มาตรการนี้ควรกำหนดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อประสานการยิงสนับสนุน ให้สอดคล้องกับการ ดำเนินกลยุทธ์ และลดอันตรายที่จะเกิดกับหน่วยทหารฝ่ายเรา ขั้นตอนที่ ๖ เตรียมข้อความ และภาพสังเขปของหนทางปฏิบัติ ในขั้นตอนนี้จะเป็นการ เตรียมข้อความและภาพสังเขปของแต่ละหนทางปฏิบัติที่ได้พัฒนาขึ้น “ข้อความหนทางปฏิบัติ” จะแสดงให้ เห็นถึงการปฏิบัติที่เป็นการตอบคำถามว่าจะปฏิบัติ “อย่างไร” ส่วน “ภาพสังเขป” จะแสดงให้เห็นถึงภาพ การปฏิบัติที่ได้ระบุไว้ในส่วนข้อความ ทั้งส่วนข้อความและภาพสังเขปจะแสดงออกถึงความมุ่งหมายของการ ปฏิบัติการ การปฏิบัติหลักและแผนดำเนินกลยุทธ์ รวมทั้งกลไกและเกณฑ์ที่เสี่ยงที่บ่งบอกถึงการเอาชนะข้าศึก อย่างชัดเจน ในโครงร่างสนามรบทั้ง ๕ ส่วน โดยระบุถึงความพยายามหลัก และส่วนสนับสนุนทั้งปวง ครอบคลุมองค์ประกอบ คือ “อะไร, เมื่อใด, ที่ไหน, อย่างไร และ ทำไม”
๑๕๐ ๑๐.๓ กลุ่มงานที่ ๓ การวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ (วาดภาพการรบ) COA Analysis การวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ มีความมุ่งหมายเพื่อหาข้อดี – ข้อเสียของแต่ละหนทางปฏิบัติ แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน เพื่อเสนอแนะหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดแก่ ผบ.หน่วย ซึ่งเป็นหนทางที่มีโอกาสบรรลุ ภารกิจโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุด และสามารถวางกำลังให้เกื้อกูลต่อการปฏิบัติในอนาคต ด้วยการวิเคราะห์ หนทางปฏิบัติกรรมวิธีหลักที่ใช้คือ “การวาดภาพการรบ” (War Game) หมายถึง กรรมวิธีที่มีระเบียบและ ขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้มองเห็นถึงการดำเนินไปของการสู้รบที่จะเกิดขึ้นในแต่ละหนทางปฏิบัติ โดยพิจารณา ถึงการวางกำลังของฝ่ายเรา รวมทั้งความแข็งแกร่งและข้อจำกัดต่าง ๆ เครื่องมือและหนทางปฏิบัติต่าง ๆ ที่อาจเป็นไปได้ของข้าศึก ตลอดดจนลักษณะของพื้นที่ปฏิบัติการ แม้ว่าในการสู้รบจริง ข้าศึกและหน่วยรอง อาจไม่ได้ปฏิบัติเป็นไปตามที่ได้วาดภาพการรบ หรือการจำลองยุทธ์ไว้ทุกประการ แต่ก็ช่วยลดโอกาสที่จะถูก จู่โจมอย่างไม่คาดคิดจากข้าศึก และช่วยให้หน่วยรองมีเสรีในการปฏิบัติกิจที่ได้รับมากยิ่งขึ้น ในการวิเคราะห์ หนทางปฏิบัติ นายทหารฝ่ายยุทธการจะบรรยายสรุปแต่ละหนทางปฏิบัติให้แก่ ฝอ. และ ผบ.หน่วยในช่วงนี้ ฝอ.คนอื่น ๆ จะประมาณการแต่ละหนทางปฏิบัติ ในขั้นต้นอย่างรวดเร็ว เพื่อทดสอบว่าหนทางปฏิบัตินั้น เป็นไปได้หรือไม่ มีข้อเสนอเพิ่มเติมอะไรบ้างที่ควรต้องปรับปรุงแก้ไข หรืออาจต้องตัดหนทางปฏิบัตินั้นทิ้งไป เพื่อป้องกันไม่ให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์กับการวาดภาพการรบในหนทางปฏิบัติ ที่เป็นไปไม่ได้ในระหว่าง การวาดภาพการรบ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือต้องไม่ลำเอียง ควรเปิดใจให้กว้างอย่าคล้อยตามไปกับหนทางปฏิบัติ เพราะ “เอาใจ” ผบ.หน่วย หรือ ฝอ.คนใดคนหนึ่ง คอยบันทึกข้อดี-ข้อเสียที่ปรากฏระหว่างการวาดภาพการรบ ต้องประเมินค่าความเป็นไปได้ตอลดเวลา หากพบว่าหนทางปฏิบัติใดเป็นไปไม่ได้ต้องหยุดวาดภาพการรบแล้ว ตัดหนทางปฏิบัตินั้นทิ้งไป ไม่ต้องทำการวิเคราะห์อีกต่อไป หลีกเลี่ยงการด่วนสรุป และต้องหาข้อเท็จจริง ต่าง ๆ มาสนับสนุนข้อสรุปนั้น อย่านำหนทางปฏิบัติหนึ่งกับหนทางปฏิบัติอื่น ๆ มาเปรียบเทียบกันใน ระหว่างการวาดภาพการรบ เนื่องจากการเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติจะกระทำในกลุ่มงานขั้นต่อไป ลำดับงานในการวาดภาพการรบ แบ่งเป็น ๘ ขั้นตอน จัดแบ่งกลุ่มงานได้ ๔ กลุ่มงาน ดังนี้ กลุ่มงานที่ ๑ : การรวบรวมข้อมูลสำคัญยิ่ง ในกลุ่มงานที่ ๑ ของการวาดภาพการรบ สามารถแบ่งได้เป็น ๕ ขั้นตอนคือ ขั้นที่ ๑ การรวบรวมเครื่องมือ ขั้นที่ ๒ การทำบัญชีหน่วยทหารฝ่ายเรา ขั้นที่ ๓ กำหนดรายการสมมุติฐาน ขั้นที่ ๔ ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่ทราบแล้ว และจุดตกลงใจ ขั้นที่ ๕ กำหนดปัจจัยประเมินค่าหนทางปฏิบัติ ขั้นที่ ๑ รวบรวมเครื่องมือ ในขั้นนี้เสนาธิการ หรือ รอง ผบ.หน่วย จะอำนวยการ ให้ ฝอ.ต่าง ๆ รวบรวมเครื่องมือและข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ หน่วยอาจวาดภาพการรบบนแผนที่, โต๊ะทราย หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ช่วยให้มองเห็นพื้นที่ปฏิบัติการได้ชัดเจน ฝอ.จะติดภาพสังเขป และข้อความ หนทางปฏิบัติฝ่ายเราที่จะวาดภาพการรบคู่กับแผนที่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการและพื้นที่สนใจ ข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็น ได้แก่ หนทางปฏิบัติของข้าศึก ประมาณการฉบับล่าสุดของ ฝอ. แผ่นภาพเหตุการณ์ของข้าศึก การวางกำลังของหน่วยทหารฝ่ายเรา (รวมทั้งหน่วย ลว. และเฝ้าตรวจ) เครื่องมือช่วยที่จะติดสัญลักษณ์หน่วย ข้าศึกและฝ่ายเราบนแผนที่
๑๕๑ ขั้นที่ ๒ ทำบัญชีหน่วยทหารของฝ่ายเรา ในขั้นนี้เป็นการทำบัญชีหน่วยทหาร ฝ่ายเรา โดย ผบ.หน่วย และ ฝอ. จะพิจารณาหน่วยกำลังรบ, สสก., สสช. ทั้งสิ้นที่มีอยู่ และใช้ได้ใน ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ทางการบังคับบัญชา และความสัมพันธ์ทางการสนับสนุน ข้อจำกัดต่าง ๆ รวมทั้งหน่วย หรือเครื่องมือที่เป็นตัวคูณปัจจัยอำนาจกำลังรบ ตลอดจนพิจารณาถึงลำดับความเร่งด่วนในการ สนับสนุนที่จะได้รับจากหน่วยเหนือ บัญชีหน่วยทหารเหล่านี้จะใช้เหมือน ๆ กัน หนทางปฏิบัติของฝ่ายเราไม่มี การเปลี่ยนแปลง ตลอดการวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ การรู้ถึงกำลังและเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยให้ผู้วาด ภาพการรบประมาณการแบ่งมอบทรัพยากร มอบภารกิจให้หน่วย สสก., สสช. รวมทั้งระบุถึงความขาด แคลนได้ชัดเจน ขั้นที่ ๓ กำหนดรายการสมมุติฐาน ในขั้นนี้สมมุติฐานต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ กลุ่มงานที่ ๑ ของกระบวนการแสวงข้อตกลงใจในขั้นการวิเคราะห์ภารกิจ จะถูกนำมาทบทวนเพื่อตรวจสอบ ความจำเป็นและความถูกต้อง หากพบว่าข้อใดๆ ไม่จำเป็นก็จะตัดทิ้งไป สมมุติฐานส่วนใหญ่มักจะ นอกเหนือจากการควบคุมของหน่วย อย่าตั้งสมมุติฐานว่าไม่มีปัญหา (ทั้ง ๆ ที่มี) หรือตั้งสมมุติฐานในแง่ร้าย จนไม่น่าจะเป็นไปได้ และอย่าสมมุติว่าข้าศึกไม่มีหนทางเลือกอื่น ขั้นที่ ๔ ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่ทราบแล้วและจุดตัดสินใจ ในขั้นนี้เหตุการณ์ สำคัญ ก็คือ กิจสำคัญยิ่ง ซึ่งต้องปฏิบัติให้บรรลุภารกิจรวมถึงเหตุการณ์ที่เป็นเงื่อนไขในการปฏิบัติที่สำคัญ หรือการตกลงใจ เหตุการณ์สำคัญนี้รวมถึงการปฏิบัติที่สำคัญของหน่วยจากที่ตั้งปัจจุบัน จนกระทั่งบรรลุ ภารกิจ จุดตกลงใจ คือ เหตุการณ์หรือตำบลใดในสนามรบที่จะต้องตกลงใจอย่างหนึ่งอย่างใดทางยุทธวิธี ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติและประสานสอดคล้องการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ณ ตำบล และเวลาที่เหมาะสมเกิดผลสูงสุดต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ดังนั้น เหตุการณ์สำคัญและจุดตกลงใจถึงถูก กำหนดไว้ในแต่ละหนทางปฏิบัติของข้าศึกที่จะวาดภาพการรบ โดยพิจารณาถึงจำนวนเหตุการณ์สำคัญ และ จุดตกลงใจให้เหมาะสมกับเวลาที่มีอยู่ หากมีเวลาจำกัดอาจเลือกเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ และจุดตกลงใจหลัก ๆ เท่านั้น ขั้นที่ ๕ กำหนดปัจจัยประเมินค่าหนทางปฏิบัติ ในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบข้อดี ข้อเสียของแต่ละหนทางปฏิบัติในกลุ่มงานการแสวงข้อตกลงใจ ในขั้นต่อไปด้วยการกำหนดปัจจัยต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบในการประเมินค่าหนทางปฏิบัติปัจจัยสำคัญ ๆ ที่นำมาใช้ อาจแบ่งได้เป็น ๒ ประการ คือ ก. พิจารณาจากเจตนารมณ์และแนวทางการวางแผนของ ผบ.หน่วย เจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วยเหนือ, ข้อห้าม, ข้อบังคับ ที่จำกัดเสรีในการปฏิบัติของหน่วย ข. พิจารณาจากหลักนิยมพื้นฐาน เช่น หลักการสงคราม, การสนับสนุน, ความปลอดภัย ฯ ล ฯ อย่างไรก็ตามปัจจัยต่าง ๆ ที่ได้กำหนดขึ้นอาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อหนทาง ปฏิบัติใด ๆ ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ อาจเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบจุดอ่อน – จุดแข็ง ของแต่ละหนทางปฏิบัติเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติในกลุ่มงานขั้นต่อไป กลุ่มงานที่ ๒ เลือกวิธีวาดภาพการรบ ขั้นที่ ๖ การเลือกวิธีการวาดภาพการรบ ในขั้นนี้ ผบ. และ ฝอ. ที่ทำการ วิเคราะห์หนทางปฏิบัติมีวิธีการที่สามารถนำมาใช้ เพื่อจัดระเบียบพื้นที่ที่จะทำการวิเคราะห์ได้ ๓ วิธี คือ ๑) เทคนิคตามแนวทางเคลื่อนที่ (Avenue – in – depth Technigue) วิธีนี้จะเพ่งเล็งการวาดภาพการรบไปทีละแนวทางเคลื่อนที่ โดยเริ่มที่ความพยายามหลักก่อน การใช้เทคนิคนี้ เหมาะสำหรับวิเคราะห์หนทางปฏิบัติในการเข้าตี หรือในการตั้งรับในภูมิประเทศที่เป็นช่องทางบังคับ / จำกัด
๑๕๒ การดำเนินกลยุทธ์ของข้าศึก แต่ก็มีข้อจำกัด คือ ไม่ได้พิจารณาการปฏิบัติต่าง ๆ ทางปีกจึงอาจเป็นการมอง ภาพสนามรบแคบเกินไป ๒) เทคนิคตามแนวกว้างของพื้นที่ปฏิบัติการ (Belt technigue) เป็นวิธีที่ แบ่งพื้นที่การรบเป็นพื้นที่ตามแนวกว้างของพื้นที่ปฏิบัติการ รูปร่างของแนวที่ถูกแบ่งจะขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ พื้นที่ปฏิบัติการ วิธีนี้เหมาะสมอย่างยิ่งในกรณีพื้นที่ปฏิบัติการรบถูกแบ่งออกเป็นห้องภูมิประเทศทางกว้าง อย่างชัดเจน รวมทั้งในการปฏิบัติที่แบ่งเป็นขั้นๆ หรือในกรณีที่ข้าศึกวางกำลังเป็นแนว / ระลอกอย่างชัดเจน แต่ละแนวอาจวางเคียงกันหรือเหลื่อมล้ำกัน เทคนิคตามแนวกว้างนี้จะมีพื้นฐานอยู่บนการวิเคราะห์เหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นตามลำดับในแต่ละแนว (Belts) เทคนิคนี้นับว่าเหมาะสม เนื่องจากได้พิจารณากำลังทั้งสิ้นที่จะ กระทบต่อเหตุการณ์เฉพาะหนึ่ง ๆ พร้อมกันแต่ละแนวอาจมีเหตุการณ์สำคัญมากกว่าหนึ่งเหตุการณ์ก็ได้เมื่อมี เวลาจำกัด ผบ.หน่วย สามารถใช้เทคนิควาดภาพการรบตามแนวกว้างแบบดัดแปลง โดยแบ่งพื้นที่ออกไม่เกิน ๓ แนวตามลำดับ ซึ่งแต่ละแนวไม่จำเป็นต้องเหลื่อมล้ำหรือวางต่อกันแต่จะเพ่งเล็งเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ ๆ ตลอดความลึกของพื้นที่การรบ ถ้าเป็นภารกิจเข้าตีก็จะเพ่งเล็งในขั้นการเข้าตีการเจาะแนว การขยายผล และการไล่ติดตาม หากเป็นการตั้งรับมักจะพิจารณาตามลำดับเหตุการณ์ คือ การสู้รบในพื้นที่ส่วนกำบัง พื้นที่การรบหลัก และพื้นที่ส่วนหลัง เป็นต้น ๓) เทคนิคตามพื้นที่สำคัญ (Box Tcehnigue) เป็นการวิเคราะห์อย่าง ละเอียดเฉพาะพื้นที่สำคัญแห่งใดแห่งหนึ่งตามหนทางปฏิบัตินั้น เป็นวิธีที่นับว่ามีประโยชน์มากในสถานการณ์ ที่มีเวลาจำกัด รวมทั้งในขณะที่ ผบ.หน่วยใช้การแสวงข้อตกลงใจแบบเร่งด่วน (Quick Method) โดยแยก พื้นที่สำคัญนั้น ออกมาเพ่งเล็งเฉพาะเหตุการณ์วิกฤตในพื้นที่นั้น ฝอ.จะกำหนดสมมุติฐานในขั้นต้นว่าหน่วย ของฝ่ายเราสามารถรับมือกับสถานการณ์ในพื้นที่การรบได้เกือบทั้งหมด จึงสามารถเพ่งเล็งความสนใจต่อกิจ สำคัญยิ่งเท่านั้น เทคนิคนี้นับว่ามีประโยชน์มากที่สุด เมื่อมีกิจสำคัญปรากฏเด่นชัด กลุ่มงานที่ ๓ เลือกวิธีบันทึก และแสดงผลวาดภาพการรบ ขั้นที่ ๗ เลือกวิธีบันทึกและแสดงผลวาดภาพการรบ การบันทึกผลการวาดภาพ การรบ เป็นเครื่องช่วยให้ ฝอ.ในการจัดกำลังเข้าทำการรบ ประสานสอดคล้องการปฏิบัติต่าง ๆ พัฒนาแผ่น ภาพตกลงใจ ยืนยันและปรับปรุงแผ่นภาพเหตุการณ์ข้าศึก และเตรียมจัดทำแผน /คำสั่งยุทธการ ส่วนข้อความ ของหนทางปฏิบัติจะเป็นพื้นฐานข้อย่อยของข้อ ๓ ก ๑ “กลยุทธ์” ในแผนคำสั่งยุทธการส่วนภาพสังเขปจะ เป็นพื้นฐานสำหรับการจัดทำแผ่นบริวารยุทธการ ตลอดจนช่วย ฝอ. ในการวิเคราะห์หนทางปฏิบัติวิธีการบันทึก ผลการวาดภาพการรบ คือ แบบบรรยายและแบบสังเขป รายละเอียด วิธีการ และผลลัพธ์ในการบันทึก จะกำหนดไว้ใน รปจ. ของหน่วย ถ้าเป็นการบันทึกแบบบรรยายจะเป็นร้อยแก้วได้รายละเอียดมาก ใช้พื้นที่ มากยุ่งยากในการแปลข้อมูลไปใช้งานภายหลัง การบันทึกแบบสังเขปจะใช้แบบฟอร์มบันทึกได้ ๒ แบบ คือ แผ่นบันทึกการจำลองยุทธ์ และตารางประสานสอดคล้อง กลุ่มงานที่ ๔ วาดภาพการรบ และประเมินผล ขั้นที่ ๘ วาดภาพการรบและประเมินผล การวาดภาพการรบ หรือการจำลองยุทธ์ จะดำเนินไปตามวงรอบ “การปฏิบัติ – การตอบโต้ – การต่อต้าน” จนกว่าจะปฏิบัติเหตุการณ์สำคัญนั้นได้ อย่างเสร็จสมบูรณ์ หรือจนกระทั่ง ผบ.หน่วยเห็นว่าต้องใช้วิธีการ /เครื่องมืออื่น ๆ ในการปฏิบัติการครั้งนั้น การปฏิบัติโดยการใช้วงรอบจะมีลักษณะ ดังนี้ การปฏิบัติ คือ เหตุการณ์ย่อยต่าง ๆ ที่ บก.หน่วยรองต้องปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุ เหตุการณ์สำคัญของ ผบ.หน่วยที่กำลังวาดภาพการรบอยู่นั้น มักเป็นการปฏิบัติที่ริเริ่มขึ้นก่อนโดย ฝ่ายที่เป็น
๑๕๓ ผู้ครองความริเริ่ม (ปกติเป็นฝ่ายรุก) ต้องใช้เครื่องมืออย่างไรจะคาดการณ์ “การปฏิบัติ” ของข้าศึกด้วยข้อมูล “การปฏิบัติ” ที่บันทึกไว้ยังเป็นประโยชน์กับ ฝอ. ในการพิจารณาส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างสนามรบวิเคราะห์ ถึงความต้องการในการสนับสนุนการปฏิบัติ ตั้งแต่ก่อนการปฏิบัติ ระหว่างปฏิบัติ และหลังการปฏิบัติ พิจารณาถึงความต้องการเครื่องมือที่ต้องการใช้แต่ละเหตุการณ์ ตลอดการปฏิบัติทั้งหมดเมื่อ ฝอ. สามารถ ระบุ “การปฏิบัติ” และเครื่องมือที่จำเป็นได้แล้วก็จะพิจารณาว่า ถ้าฝ่ายเราทำเช่นนี้ฝ่ายข้าศึกจะตอบโต้ อย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่ตอนต่อไปของการวาดภาพการรบ การตอบโต้ นายทหารฝ่ายการข่าวจะระบุการตอบโต้ต่าง ๆ ที่กำลังข้าศึกอาจกระทำ ได้ต่อการปฏิบัติของฝ่ายเรา รวมถึงหน่วยข้าศึกตามแผ่นภาพเหตุการณ์ซึ่งวางกำลังอยู่นอกพื้นที่ปฏิบัติการ แต่อาจมีอิทธิพลต่อการรบได้ นายทหารฝ่ายการข่าวจะระบุเครื่องมือต่าง ๆ ที่ ผบ.หน่วยข้าศึกจำเป็นต้องใช้ ในการตอบโต้ (เป้าหมายคุ้มค่า) ทั้งเครื่องมือและการปฏิบัติต่าง ๆ ของข้าศึกนี้จะบันทึกในแผ่นบันทึกการ จำลองยุทธ หรือตารางประสานสอดคล้อง การต่อต้าน นายทหารฝ่ายยุทธการจะพิจารณาการต่อต้านของฝ่ายเรา เพื่อเอาชนะ การตอบโต้ของข้าศึกพร้อมกับพิจารณาเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ในการต่อต้านนั้น จากนั้นก็จะบันทึกทั้งเครื่องมือ และการต่อต้านของฝ่ายเราในแผ่นบันทึกการจำลองยุทธ หรือตารางประสานสอดคล้อง ในระหว่างการวาด ภาพการรบ “การปฏิบัติ – การตอบโต้ – การต่อต้าน” ผบ.หน่วย และ ฝอ.จะระบุถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่ จำเป็นต้องใช้ในแต่ละ “การปฏิบัติ” และ “การต่อต้าน” ฝ่ายกิจการพิเศษจะให้ข้อมูลทางเทคนิคแก่ นายทหารฝ่ายยุทธการ และให้ข้อเสนอแนะในการแบ่งมอบการสนับสนุนการรบ และการสนับสนุนการช่วยรบ ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วย แนวทางการวางแผนและความพยายามหลักในแต่ละ หนทางปฏิบัติด้วย หากความต้องการเครื่องมือ สสก. และ สสช. มีมากกว่าเครื่องมือที่มีอยู่ ผบ.หน่วย ต้องกำหนดความเร่งด่วนในการสนับสนุน หรืออาจต้องพิจารณาการแบ่งมอบกำลังซ้ำอีกครั้ง ในทางกลับกัน กำลังที่แบ่งมอบอาจมีมากเกินพอ ผบ.หน่วยจะควบคุมเครื่องมือ / หน่วย จำนวนหนึ่งไว้เพื่อความอ่อนตัว และ เพื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด นอกจากนี้แล้ว ฝอ.จะต้องพิจารณาใช้ตัวคูณปัจจัยอำนาจกำลังรบทั้งปวง เพื่อเพิ่มอำนาจกำลังรบเปรียบเทียบ ผลที่ได้จากการวาดภาพการรบ - รู้ “เงื่อนไข” และเครื่องมือที่จำเป็น - มอบกิจและความเร่งด่วนให้หน่วยรอง - คาดห้วงเวลาสู้รบแต่ละเหตุการณ์ย่อยและเหตุการณ์ทั้งหมด - รู้ความต้องการ สสก., สสช. เพิ่มเติม - รู้ความต้องการในการบังคับบัญชา และการควบคุม ที่อยู่ของ ผบ. และ ทก.ของหน่วย - ปรับปรุงหนทางปฏิบัติไปสู่แผนสำรอง, เผชิญเหตุ - ปรับปรุงมาตรการควบคุม การดำเนินกลยุทธ์, การยิง. จัดการเกณฑ์เสี่ยง - กำหนดเวลาออกตี, ปฏิบัติการทางลึก, การใช้กองหนุน และเงื่อนไขตีโต้ตอบ - ปรับปรุงแผ่นภาพเหตุการณ์ของข้าศึก - รู้เป้าหมายคุ้มค่าแต่ละเหตุการณ์สำคัญ - ประมาณการสูญเสียทั้งฝ่ายเราและข้าศึก - ประมาณระยะทาง ที่สูญเสียไปหรือได้มาในระหว่างการรบ
๑๕๔ ๑๐.๔ กลุ่มงานที่ ๔ การตกลงใจและการปฏิบัติ ขั้นตกลงใจและปฏิบัติ ประกอบด้วยการเปรียบเทียบข้อดี – ข้อเสียของแต่ละหนทางปฏิบัติ ผบ.หน่วยจะตัดสินใจว่าจะใช้หนทางปฏิบัติใด เพื่อนำไปพัฒนาเป็นแผน / คำสั่งต่อไปหลังจากนั้น ฝอ.ก็จะ แจกจ่ายแผน / คำสั่งที่ได้พัฒนาแล้วนั้นให้กับหน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเตรียมการปฏิบัติ และปฏิบัติต่อไป ระหว่างการปฏิบัติตามแผน / คำสั่งนั้น ทั้ง ผบ. และ ฝอ. จะเฝ้าติดตามความก้าวหน้าในการปฏิบัติพร้อม กับทบทวนสภาพการณ์อยู่ตลอดเวลา ผบ.หน่วย และ ฝอ. จะใช้การแสวงข้อตกลงใจในสถานการณ์สู้รบ เพื่อปรับแผนที่กำลังปฏิบัติอยู่ หรืออาจต้องพัฒนาแผนใหม่ หากสถานการณ์เปลี่ยนไปส่วนการตกใจอย่าง เร่งด่วนจะนำมาใช้เมื่อ ผบ.หน่วยจำเป็นต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสนามรบอย่างฉับพลัน ฝอ.จะบรรยายสรุป เพื่อให้ ผบ.หน่วยตกลงใจ ลำดับขั้นของการตกลงใจและการปฏิบัติมีดังนี้ ๑) การเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติ ความมุ่งหมายก็เพื่อระบุว่าหนทางปฏิบัติใดมีโอกาส บรรลุภารกิจมากที่สุด เพื่อเปรียบเทียบกับหนทางปฏิบัติของข้าศึกที่ ผบ.หน่วยได้เลือกไว้ ฝอ. จะวิเคราะห์ ว่าหนทางปฏิบัติใดเป็นหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ส่วนหนทางปฏิบัติอื่นที่ไม่ได้เลือกจะนำไปเป็นมูลฐานของแผน เผชิญเหตุ ซึ่งอาจใช้สำหรับการปฏิบัติแยกย่อย และแผนปฏิบัติตามลำดับขั้น และอาจปรับเปลี่ยนเป็นแผน หลักได้ เมื่อต้องการการเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติในขั้นแรก ฝอ. แต่ละสายงานจะเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติ ในความรับผิดชอบตามสายงานของตน จากนั้นในขั้นต่อไป ฝอ.ทุกสายงานจะมาประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อเสนอผลงานของตนเอง เสนาธิการจะสรุปรวมผลการเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติของทุกสายงาน เมื่อ ทุกสายฝ่ายอำนวยการได้วิเคราะห์ และเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติในสายงานตามความรับผิดชอบของตนแล้ว ก็จะระบุหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในทัศนะของตน และเตรียมให้ข้อเสนอ กรณีที่ ฝอ.ต่าง ๆ ไม่สามารถหา ข้อยุติได้ว่าหนทางปฏิบัติใดเป็นหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เสนาธิการ หรือ (รอง ผบ.หน่วย) จะเป็นผู้ชี้ขาด เพื่อเลือกหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดนำเสนอให้ ผบ.หน่วยตกลงใจ ๒) การตกลงใจเลือกหนทางปฏิบัติ หลังจากที่ ผบ.หน่วยได้รับฟังข้อเสนอจากทุกสาย ฝ่ายอำนวยการแล้ว ก็ต้องตัดสินใจเลือกหนทางปฏิบัติโดยพิจารณาจากทางเลือกในหลาย ๆ ทางเลือกด้วยกัน มาเป็นเครื่องมือในการพิจารณาเพื่อตกลงใจ ผบ.หน่วย อาจตกลงใจเลือกหนทางปฏิบัติตามที่ ฝอ. เสนอที่ เป็นไปตามเจตนารมณ์ และแนวทางในการวางแผนที่ได้ให้ไว้ หรืออาจจะไม่เลือกตามที่ ฝอ.เสนอมาก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในการตกลงใจของ ผบ.หน่วยว่าจะตัดสินใจให้หน่วยมีหนทางปฏิบัติอย่างไร ผบ.หน่วย จะต้องคำนึงถึงเหตุการณ์สำคัญโอกาส หรืออุปสรรคที่พิสูจน์ทราบ ระหว่างการวาดภาพการรบมาพัฒนาเป็น แผนเผชิญเหตุหรือแผนปฏิบัติตามลำดับขั้น ผบ.หน่วย อาจให้ ฝอ.เริ่มปฏิบัติขั้นตอนของการแสวงข้อตกลงใจ ขั้นหนึ่งขั้นใดใหม่ และอาจให้พัฒนาหนทางปฏิบัติใหม่ หรือดัดแปลงหนทางปฏิบัติหากหนทางปฏิบัติที่นำมา เสนอนั้นยังไม่ตรงเจตนารมณ์ของตนเองหรือ ผบ.หน่วย อาจให้ ฝอ.พัฒนาหนทางปฏิบัติใหม่ตาม เจตนารมณ์หรือประมาณสถานการณ์ของ ผบ.หน่วยเอง ๓) การจัดทำแผน / คำสั่ง และการแจกจ่าย เมื่อ ผบ.หน่วยประกาศข้อตกลงใจเลือก หนทางปฏิบัติที่จะนำมาพัฒนา เพื่อจัดทำแผน/ คำสั่งแล้วสิ่งที่จะต้องดำเนินการหลังจากนั้น ก็คือ การออก คำสั่งเตือนพร้อมทั้งข้อมูลที่จำเป็น เพื่อให้หน่วยรองปรับปรุงแผนของตน ปรับปรุงเจตนารมณ์และแนว ความคิดในการปฏิบัติของตน โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานจากหนทางปฏิบัติที่ได้เลือกไว้แล้วนั้น นอกจากนั้นอาจ เพิ่มเติมแนวความคิดเรื่องความเร่งด่วนในการ สสก., สสช. ความต้องการข่าวสารสำคัญยิ่ง การซักซ้อมการ ปฏิบัติ และการเตรียมการในเรื่องต่าง ๆ ในขั้นตอนนี้ ฝอ. จะร่วมกันทำแผ่นภาพตกลงใจ และตารางประสาน สอดคล้องให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ฝอ.จะต้องจัดทำแผน/คำสั่งให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วย และ
๑๕๕ เมื่อ ฝอ.จัดทำแผน / คำสั่งเสร็จแล้ว ผบ.หน่วย จะทบทวนความถูกต้องอีกครั้งก่อนที่จะให้ ฝอ. จัดทำสำเนา แผน / คำสั่ง แจกจ่ายให้กับหน่วยที่เกี่ยวข้อง เมื่อหน่วยที่เกี่ยวข้องได้รับการแจกจ่ายแผน / คำสั่งแล้ว ก็ จะทำการซักซ้อมการปฏิบัติตามที่ ผบ.หน่วยกำหนดไว้ในแนวทางการวางแผน หากพบข้อบกพร่องระหว่าง การซักซ้อม ผบ.หน่วย อาจให้มีการแก้ไข โดยใช้คำสั่งเป็นส่วน ๆ การแก้ไขแผน / คำสั่งนี้ เป็นการแก้ไข เล็ก ๆ น้อย ๆ จากแผน/คำสั่งเดิมเท่านั้น ๔) การปฏิบัติตามแผน / คำสั่ง แผนและคำสั่งจะถูกนำไปปฏิบัติตามความเหมาะสมกับ สถานการณ์ ผบ.หน่วย และ ฝอ. จะดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสารล่าสุด และพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น กับการปฏิบัติตามแผน / คำสั่ง (ที่ไหน, อย่างไร) ผบ.หน่วยอาจตกลงใจริเริ่มการปฏิบัติใด ๆ ตามความจำเป็น จากนั้น ฝอ. จะส่งคำสั่งไปยังหน่วยรอง การริเริ่มปฏิบัติและการส่งคำสั่งในลักษณะนี้ จะกระทำทุกระดับการ บังคับบัญชา และทุก ๆ ทก. ในความรับผิดชอบ ผบ.หน่วย และ ฝอ. จะมุ่งเน้นที่การครองความริเริ่ม และ ดำรงความริเริ่มนั้นไว้ตลอดเวลา สำหรับการศึกษาในรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนของแต่ละกลุ่มงานของ กระบวนการแสวงข้อตกลงใจ นนร.จะได้รับการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในหลักสูตรต่าง ๆ ที่สูงขึ้นต่อไป หมายเหตุ สำหรับหระบวนการแสวงข้อตงลงใจทางทหาร ๔ กลุ่มงาน สามารถศึกษา เพิ่มเติมได้ตามแนวสอน ๑๐๐-๙ การประมาณสถานการณ์ของกองบัญชาการ รร.สธ.ทบ.
๑๕๖ ตอนที่ ๔ การประมาณการยุทธ์ และคำสั่ง ๑๑. การประมาณการยุทธ์ การประมาณสถานการณ์ เป็นกรรมวิธีแก้ปัญหาในการหาหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อให้บรรลุ ภารกิจของหน่วย ผู้ที่ทำประมาณสถานการณ์จะต้องพิจารณาเหตุการณ์ทั้งปวงที่กระทบกระเทือนต่อสถานการณ์ โดยจะต้องนำมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลและเป็นระเบียบ และประเมินค่าหนทางปฏิบัติต่าง ๆ ที่น่าจะเป็นไปได้ ในข้อยุติจะบ่งถึงหนทางปฏิบัติ ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ หรือบรรลุภารกิจได้ดีที่สุด ในการทำประมาณ สถานการณ์นี้ ทำให้ผู้บังคับบัญชามีแนวทางสำหรับแสวงข้อตกลงใจ และพิจารณาว่าจะใช้หน่วยอย่างไร หลักพื้นฐานซึ่งใช้ในการประมาณสถานการณ์ย่อมนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ทุกระดับหน่วย บุคคลแต่ละคน อาจใช้กรรมวิธีนี้เพื่อให้บรรลุซึ่งข้อตกลงใจใด ๆ ก็ได้ การประมาณสถานการณ์ย่อมทำเท่าที่เวลาและเหตุการณ์ จะอำนวยให้ รายละเอียดของการประมาณสถานการณ์ย่อมแตกต่างกันไปตามระดับหน่วยและแบบของหน่วย ตามธรรมดาการประมาณการของฝ่ายอำนวยการในระดับกรมลงมาจะกระทำในใจ ยกเว้นในสถานการณ์พิเศษ จึงจะกระทำเป็นแบบข้อเขียน สำหรับการประมาณการของ ฝอ.๓ นั้น จะเรียกว่า การประมาณการยุทธ์ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับการประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชา และโดยทั่ว ๆ ไป มีเนื้อเรื่องทำนอง เดียวกัน ยกเว้นในข้อ ๕ ของประมาณการยุทธ์ของ ฝอ.๓ จะให้“ข้อเสนอ” ส่วนการประมาณสถานการณ์ ของผู้บังคับบัญชาจะเป็น “ข้อตกลงใจ” ๑๑.๑ การประมาณการยุทธ์ คือ การวิเคราะห์บรรดาปัจจัยทั้งปวง ที่มีผลกระทบกระเทือน ต่อหนทางปฏิบัติที่สมเหตุสมผล และสามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งถ้าปฏิบัติสำเร็จแล้วจะบรรลุภารกิจได้ การประมาณการยุทธ์ของ ฝอ.๓ นี้ สามารถนำไปวิเคราะห์ได้ ๒ ประการ คือ ประการแรก เป็นการศึกษาพิจารณาผลกระทบกระเทือนของการยุทธ์ที่มีต่อ กองกำลังของฝ่ายเรา เพื่อพิจารณาหาหนทางปฏิบัติที่จะเสนอเพื่อให้บรรลุภารกิจของหน่วย ประการที่สอง คือ ประมาณการของ ฝอ.๓ จะเป็นการวิเคราะห์เพื่อหาหนทาง ปฏิบัติในการแก้ปัญหาของงานทางด้านยุทธการโดยเฉพาะก็ได้ ๑๑.๒ แบบฟอร์มของการประมาณการยุทธ์ แบบฟอร์มของการประมาณการยุทธของ ฝอ.๓ เป็นแบบที่สมเหตุสมผลและใช้ประโยชน์ได้แบบหนึ่ง แต่ไม่เป็นแบบตายตัว ผู้ทำประมาณการไม่จำเป็นต้อง ทำข้อใดข้อหนึ่งให้แล้วเสร็จก่อนจึงจะทำข้อต่อไป อาจทำการวิเคราะห์หรือประมาณการย่อย ๆ หลายครั้ง ต่อหลายครั้งในการทำประมาณการเป็นส่วนรวม และมักอ้างอิง เรื่องราวต่างๆ ตามที่ได้พิจารณามาก่อนแล้ว ทำการแก้ไขหรือเพิ่มเติมเรื่องราวตามความจำเป็น แบบฟอร์มจะช่วยผู้ประมาณการในการใช้ความละเอียดละออ พิจารณาข้อมูลตามลำดับชั้น จะทำให้การวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลง่ายขึ้นและได้ข้อยุติที่ดีง่ายขึ้น แบบฟอร์ม ยังมีค่าสำหรับการตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการพิจารณาเรื่องราวที่สำคัญ ๆ แล้ว จะใช้เป็นหลักฐาน หรือเอกสารอ้างอิง สำหรับการทำประมาณการให้ทันสมัยต่อไป
๑๕๗ แบบฟอร์มประมาณการยุทธ์จะประกอบด้วยหัวข้อหลัก ๕ ข้อ ดังนี้ ๑) ภารกิจ เป็นภารกิจแถลงใหม่ ซึ่ง ผบ. ได้ให้ไว้เป็นแนวทางในการวางแผน แก่ฝ่าย อำนวยการแล้ว ๒) สถานการณ์และหนทางปฏิบัติ ก) ข้อพิจารณาที่อาจกระทบกระเทือนหนทางปฏิบัติ ๑.๑ ) ลักษณะของพื้นที่ปฏิบัติการ (๑) ลมฟ้าอากาศ (๒) ภูมิประเทศ (๓) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ๑.๒) สถานการณ์ฝ่ายข้าศึก (๑) การวางกำลัง (๒) การประกอบกำลัง (๓) กำลัง (๓.๑) กำลังเผชิญหน้า (๓.๒) กำลังเพิ่มเติม (๓.๓) กำลังทางอากาศ (๓.๔) ข้อพิจารณาอื่น ๆ (๔) พฤติการณ์ที่สำคัญก่อนหน้านั้นและที่กำลังเป็นอยู่ (๕) ลักษณะพิเศษและจุดอ่อน ๑.๓) สถานการณ์ของฝ่ายเรา ๑.๔) อำนาจกำลังรบเปรียบเทียบ ๑.๕) ขีดความสามารถของข้าศึก ๑.๖) หนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ๓) การวิเคราะห์หนทางปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย ๓.๑) การาวิเคราะห์ขั้นต้น ๓.๒) การวิเคราะห์แต่ละหนทางปฏิบัติที่น่าเป็นไปได้ของฝ่ายเราต่อแต่ละขีดความ สามารถของข้าศึกที่ได้เลือกไว้ เพื่อพิจารณาหาผลลัพธ์ที่บังเกิดขึ้น ๔) การเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา การเปรียบเทียบนี้กระทำได้ ๒ วิธี วิธีแรก คือ เขียนแต่ละหนทางปฏิบัติและแสดงข้อดีและข้อเสีย วิธีที่สอง คือ ใช้การพิจารณาเรื่องที่สำคัญแยกจากกัน เช่น ภูมิประเทศ เวลา และการวางกำลังของฝ่ายเรา และบรรดาหนทางปฏิบัติทั้งปวงที่นำไปพิจารณาประกอบในแต่ละเรื่องเหล่านั้น พร้อมกับทำข้อยุติย่อยสำหรับแต่ละเรื่องที่สำคัญนั้น ในข้อย่อยสุดท้าย จะกล่าวถึงข้อยุติส่วนรวมว่า หนทางปฏิบัติอันไหนที่จะให้ ความสำเร็จมากที่สุด
๑๕๘ ๕) ข้อเสนอ (ข้อตกลงใจของ ผบ.) เป็นการแปลหนทางปฏิบัติที่เลือกไว้ (ในข้อ ๔) ข้อย่อย สุดท้าย) โดยระบุว่า กำลังทั้งหน่วยทำอะไร และมีข้อความเกี่ยวกับใคร ทำอะไร เมื่อใด ที่ไหน อย่างไร และ ทำไม ตามความเหมาะสม เพื่อเสนอให้ ผบ. ตกลงใจ ๑๒. คำสั่ง คำว่า “คำสั่ง” “คำสั่งนโยบาย” “คำสั่งชี้แจง” และ “บันทึกสั่งการ” ล้วนมีความหมายในทางปฏิบัติ เหมือนกันทั้งสิ้น กล่าวคือ เป็นการสื่อข่าวการปฏิบัติด้วยข้อเขียนหรือวาจา “บันทึกสั่งการ” นั้นผู้รับปฏิบัติ มีโอกาสเลือกวิธีการปฏิบัติได้น้อยกว่าคำสั่งแบบอื่น ๆ “คำสั่งนโยบาย” มักนิยมใช้เพื่อแจ้งให้ทราบถึงความ มุ่งหมาย นโยบายหรือแผนยุทธศาสตร์อย่างกว้าง ๆ ที่ประกาศโดยผู้บัญชาการยุทธบริเวณหรือผู้บัญชาการที่ สูงกว่า คำว่า “สาสน์ยุทธการ” มักนำไปใช้กันมากที่สุดเกี่ยวกับเอกสารที่กำหนดแนวทางการปฏิบัติ และ การควบคุมการปฏิบัติของหน่วยบัญชาการขนาดใหญ่ (เช่น กองทัพสนาม) ในห้วงเวลานาน ๆ ๑๒.๑ คำสั่งแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๒ ประเภท คือ คำสั่งการรบ และ คำสั่งปกติ ก. คำสั่งการรบ คำสั่งการรบ เป็นคำสั่งที่เกี่ยวกับการปฏิบัติทางยุทธศาสตร์ หรือทางยุทธวิธี รวมทั้ง คำสั่งการช่วยรบที่เกี่ยวข้องด้วย คำสั่งการรบอาจจะแจกจ่ายมาในรูปแบบของแผนก่อนในตอนต้น แล้วจึง เป็นคำสั่งในภายหลัง คำสั่งการรบอื่น ๆ นอกเหนือจากคำสั่งนโยบายและสาสน์สั่งการแล้ว ได้แก่ ๑) คำสั่งยุทธการ เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับปฏิบัติการที่ต้องมีการประสาน เพื่อให้ เป็นไปตามข้อตกลงใจของผู้บังคับบัญชาในการดำเนินการยุทธ์คราวหนึ่ง คำว่า คำสั่งยุทธการ หมายรวมถึง คำสั่งการเคลื่อนย้ายทางยุทธวิธี ผู้บังคับหน่วยสนับสนุนการช่วยรบจะใช้คำสั่งยุทธการ เพื่อกำหนดงานใน หน่วยของตนด้วย ๒) คำสั่งการช่วยรบ เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการสนับสนุนทางการช่วยรบที่ต้องมี การประสานสำหรับหน่วยบัญชาการ และการเคลื่อนย้ายทางยุทธการ ๓) ระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.) เป็นคำสั่งที่กำหนดวิธีการปฏิบัติที่ต้องการ กระทำทุกครั้งเมื่อมีการปฏิบัติ ๔) คำสั่งเตือน เป็นคำสั่งแจ้งเตรียมการล่วงหน้าสำหรับการปฏิบัติ หรือคำสั่งที่ จะตามมาคำสั่งนี้มักออกมาในรูปสั้น ๆ ด้วยวาจาหรือเป็นข้อเขียน ๕) คำสั่งเป็นส่วน ๆ เป็นคำสั่งที่นำบางส่วนของคำสั่งที่ละเอียดมาสั่งการ หรือ เป็นคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ออกไว้เดิม คำสั่งนี้มักจะออกมาในรูปสั้น ๆ ด้วยวาจาหรือเป็นข้อเขียนเช่นเดียว กับคำสั่งเตือน คำสั่งภารกิจเป็นแบบหนึ่งของคำสั่งเป็นส่วน ๆ ซึ่งประกอบด้วยส่วนที่สำคัญของคำสั่ง ผู้บังคับ หน่วยที่มีความชำนาญ ประสบการณ์ จะสามารถเข้าใจได้ทันทีว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในภารกิจหรือคำสั่งเดิม คำสั่งภารกิจจะกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของภารกิจด้วย คำสั่งภารกิจนี้อาจสั่งการด้วยวาจา เป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นแผ่นบริวาร แต่แบบใดก็ตามคำสั่งนี้จะต้องสั้น ข. คำสั่งปกติ คำสั่งปกติกล่าวถึงการปฏิบัติการทางยุทธการปกติ ณ ที่ตั้งปกติซึ่งได้แก่ คำสั่งทั่วไป คำสั่งเฉพาะ และบันทึกสั่งการ รวมถึงคำสั่งศาลทหาร แจ้งความ หนังสือเวียน และบันทึกข้อความด้วย
๑๕๙ ๑๒.๒ คุณลักษณ์ของคำสั่งการรบที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้ ก. ความชัดเจน ในแต่ละหน่วยบัญชาการหรือหน่วยงาน ซึ่งใช้คำสั่งการรบจะต้องเข้าใจคำสั่งนั้นได้ โดยละเอียด การใช้ภาษาทางวิชาการที่สูงเกินไปอาจก่อให้เกิดการตีความหมายที่ผิดพลาดได้ การใช้ถ้อยคำ และวลีที่ยอมรับกันในทางทหาร ย่อมทำให้งานที่ใช้คำสั่งทุกหน่วยเข้าใจความหมายได้ตรงกัน ข. ความสมบูรณ์ คำสั่งมีข่าวสาร และคำสั่งชี้แจงทั้งสิ้นที่จำเป็นแก่การประสานและการปฏิบัติ อย่างไร ก็ดี คำสั่งจะระบุรายละเอียดหรือวิธีการปฏิบัติเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติของหน่วยรอง ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับแผนการปฏิบัติสำหรับกำลังทั้งหมด คำสั่งจะต้องกล่าวถึงวัตถุประสงค์หรือเจตจำนง ของผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ผู้บังคับหน่วยต่าง ๆ สามารถสำเร็จภารกิจ โดยไม่จำเป็นต้องรับการสั่งการเพิ่มเติม ความสมบูรณ์ของคำสั่งหมายรวมถึงการจัดให้มีรายละเอียดอย่างพียงพอ เพื่อให้ผู้บังคับหน่วยรองทราบถึง การปฏิบัติของหน่วยอื่น ๆ ด้วย ค. สั้น พึงหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือยและรายละเอียดที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ดี คำสั่งไม่ควรสั้น จนขาดความแจ่มแจ้งและสมบูรณ์ ง. ตระหนังถึงสิทธิของผู้บังคับหน่วย คำสั่งไม่ควรจะจัดจำกัดความริเริ่มของผู้บังคับหน่วย ด้วยการกำหนดรายละเอียดใน การปฏิบัติ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาหน่วยนั้น ๆ ยกเว้น มีกรณีพิเศษ เช่น การปฏิบัติการ ที่ต้องการจังหวะเวลา และการประสานงานอย่างแน่นแฟ้น จึงควรสั่งผู้บังคับหน่วยรองโดยแน่ชัดว่า จะให้ ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบอย่างไร จ. การใช้ประโยคบอกเล่า เพื่อความง่ายและความแจ่มแจ้ง คำสั่งการรบทุกชนิดควรใช้ประโยคบอกเล่าตลอด ข้อความของคำสั่ง เช่น ประโยคที่ว่า “ขบวนสัมภาระจะไม่ร่วมไปกับกรม (กองพัน)” ประโยคนี้มีความ บกพร่องอยู่สองประการ ประการแรก เจตนาของคำสั่งขึ้นอยู่กับคำว่า “ไม่” ประโยคที่สอง ไม่ได้กำหนด ที่ตั้งที่แน่นอนของขบวนสัมภาระ ฉะนั้นประโยคที่เหมาะสมควรจะเป็น ขบวนสัมภาระคงอยู่ในที่รวมพล ฉ. หลีกเลี่ยงคำสั่งมีเงื่อนไข เช่น ข้อความว่า “เข้าตีอย่างรุนแรง” นอกจากจะไร้ความ หมายแล้ว ยังจะทำให้คำสั่งต่อ ๆ ไปที่ไม่มีคำประกอบ หรือคำกิริยาวิเศษณ์มีน้ำหนักน้อยลงด้วย ข้อความว่า “พยายามยึดรักษา” หรือ “ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้” เป็นการลดความรับผิดชอบการใช้ข้อความว่า “เข้าตี หลัก” นับว่าเพียงพอและแจ่มแจ้งแล้ว และไม่จำเป็นต้องขยายความต่อไปอีก ช. ข้อความที่หนักแน่น คำสั่งที่แสดงถึงเจตจำนง และความมุ่งมั่นของผู้บังคับบัญชา การใช้ภาษาที่ไม่เด็ดขาด คลุมเครือและกำกวม ย่อมแสดงความลังเลและไม่เด็ดขาด และทำให้ผู้บังคับบัญชาเกิดความไม่แน่ใจ และ ขาดความเชื่อมั่น ผู้บังคับบัญชาพึงสั่งการแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยถ้อยคำที่แน่ชัดตรงไปตรงมา ว่าตนต้องการ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำอะไร ซ. ทันเวลา การแจกจ่ายคำสั่งให้ทันเวลา จะทำให้ผู้บังคับหน่วยรองมีเวลาเพียงพอในการวางแผน และเตรียมการการวางแผนพร้อม ๆ กันย่อมประหยัดเวลาลงได้
๑๖๐ ๑๓. คำสั่งยุทธการ (OPORD – OPERATION ORDER) ๑๓.๑ ความมุ่งหมายของคำสั่งยุทธการ คือ การให้ผู้บังคับหน่วยรองทราบข้อมูลข่าวสารที่สำคัญต่อการปฏิบัติการยุทธ์ สิ่งสำคัญ เหล่านี้ ได้แก่ สถานการณ์ ภารกิจ การมอบกิจเฉพาะให้แก่กองกำลัง/หน่วย และการจัดให้มีการสนับสนุน และการช่วยเหลือต่าง ๆ เมื่อการยุทธ์นั้นต้องกระทำโดยทันที จะจัดทำคำสั่งที่สมบูรณ์ หรือคำสั่งเป็นส่วน ๆ ย่อมจัดทำขึ้นโดยอาศัยข้อตกลงใจและแนวความคิดในการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาที่ได้ประกาศไว้ เมื่อการ ยุทธ์อันหนึ่งจะต้องทำในห้วงระยะเวลาหนึ่งในอนาคต คำสั่งยุทธการ อาจได้แก่ แผนยุทธการซึ่งจะปฏิบัติ ในเมื่อมีคำสั่งให้ใช้ได้ โดยมีคำชี้แจงเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น “ให้ใช้แผนยุทธการที่ ๑๖ เป็นคำสั่งยุทธการที่ ๘ วัน ว. เวลา น. คือ ๑๕๑๗๐๐ ก.ค.๓๖…” ๑๓.๒ ข้อความในคำสั่งยุทธการ คำสั่งยุทธการควรกำหนดรายละเอียดเฉพาะเท่าที่จำเป็น สำหรับผู้บังคับกองกำลัง/หน่วยรอง สำหรับจัดทำคำสั่งของหน่วยนั้น ๆ และเพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการประสานงานกัน รายละเอียดของวิธีการที่หน่วย สนับสนุนและหน่วยพิเศษต่าง ๆ ซึ่งจะใช้แบบฟอร์มเช่นเดียวกันกับคำสั่งยุทธการ เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็น อย่างอื่น ๑๓.๓ การจัดทำคำสั่ง ในการจัดทำคำสั่ง เสนาธิการเป็นผู้กำกับดูแลการทำงานของฝ่ายอำนวยการในการจัดทำ คำสั่งยุทธการให้เป็นไปตามแนวความคิดของผู้บังคับบัญชา ฝ่ายยุทธการ (สธ.๓) เป็นฝ่ายเสนาธิการหลัก รับผิดชอบในการจัดทำ การจัดพิมพ์ และการแจกจ่ายคำสั่งยุทธการของหน่วยบัญชาการ นายทหารฝ่าย เสนาธิการคนอื่น ๆ ช่วยในการจัดทำบางส่วนของคำสั่งยุทธการที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ทางฝ่ายอำนวยการ ของตน ความช่วยเหลือดังกล่าวอาจแตกต่างกันไปตั้งแต่ประโยคเดียวจนถึงทำผนวกที่สมบูรณ์ทั้งฉบับ ทั้งนี้ แล้วแต่ความต้องการของฝ่ายเสนาธิการที่เกี่ยวข้อง
๑๖๑ คำอธิบายแบบฟอร์มคำสั่งยุทธการ ............................ (ประเภทเอกสาร) (ข้อความ “ไม่เปลี่ยนแปลงจากคำสั่งด้วยวาจา” หรือ “ไม่เปลี่ยนแปลงจากคำสั่งด้วยวาจา เว้นข้อ…..” ให้ลงไว้ที่นี้ถ้าได้มีการสั่งการด้วยวาจาเกี่ยวกับการยุทธในครั้งนี้ ถ้าไม่มีคำสั่งด้วยวาจาให้ปล่อย ว่างไว้ ชุดที่ ของ ชุด หน้า ๑ ของ ๖ หน้า หน่วยออกคำสั่ง ตำบลออกคำสั่ง (อาจใช้รหัส) กลุ่มตัวเลขแสดงวันเวลาที่ลงนามในคำสั่ง (คำสั่งมีผลบังคับตามเวลานี้ เว้นแต่จะได้กำหนดเป็นอย่างอื่นในข้อ ๓) หมายเลขอ้างสาสน์ คำสั่งยุทธการที่….. (บอกชนิดและที่ของคำสั่ง (หมายเหตุ 1) อ้างถึง : (ลงรายการของแผนที่, แผนผัง หรือเอกสารอื่นใดที่ช่วยให้เข้าใจคำสั่ง การอ้างแผนที่จะต้องระบุ ประเทศ หรือ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ และ/หรือ หมายเลขกำกับแผนที่ มาตราส่วน และชื่อ หรือ หมายเลขระวาง) เขตเวลา : (เขตเวลาที่ใช้ในการยุทธ์ครั้งนี้ ถ้าไม่จำเป็นต้องระบุให้ชัดเจนก็เว้นเสียได้) การจัดเฉพาะกิจ : ถ้าการจัดกำลังเข้าทำการรบของหน่วยยืดยาว หรือสลับซับซ้อน ให้ลงหน่วยรบหรือส่วนประกอบ ทางยุทธวิธี เพื่อปฏิบัติกิจเฉพาะที่มาร่วมเป็นหน่วยบังคับบัญชาเดียวกันขึ้นนั้นลงยศและชื่อของผู้บังคับบัญชา ของส่วนปฏิบัติการนี้ด้วย ถ้าเห็นสมควร ลงชื่อของหน่วยนอกอัตราโดยสมบูรณ์ ชื่อย่อต่างๆ อาจนำไปใช้ สำหรับหน่วยในอัตราได้ การเขียนลงนี้ให้ลงหน่วยขึ้นสมทบด้วย ยกเว้นหน่วยนั้นจะมีคำว่า “สต.” “ชร.” “พย.” “ชต.” หรือ “ควบคุมทางยุทธการ” ระบุไว้ ซึ่งแสดงว่ามีบทบาทสนับสนุนต่อหน่วยที่ออกคำสั่งเท่านั้น เวลาคราวหนึ่งหรือหลายคราวในการขึ้นสมทบ การแยกหน่วย หรือการสนับสนุนที่มีผลบังคับใช้อาจ นำลงในที่นี้ด้วย แทนที่จะนำลงในข้อ ๑ ค. ถ้าสามารถทำได้ ------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๑๖๒ ------------------------------ (ประเภทเอกสาร) ชุดที่ ของ ชุด หน้า ๒ ของ ๖ หน้า (ข้อความย่อแสดงที่มาของเอกสาร) ลำดับของหน่วยที่เคลื่อนที่ตามเส้นหลักการรุก ในการยุทธ์ด้วยวิธีรุกนั้น อาจนำลงในที่นี้ก็ได้ อย่างไรก็ดี หากมีการใช้เทคนิคนี้แล้ว ควรจะมีหมายเหตุเพื่ออธิบายประกอบตามความเหมาะสมด้วยการจัด เฉพาะกิจจะนำไปลงในข้อ ๓ หรือทำเป็นผนวกประกอบคำสั่งได้ ถ้าไม่ได้นำลงไว้ในที่นี้แล้ว ๑. สถานการณ์ ข่าวสารของสถานการณ์ทั้งปวงที่สำคัญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ข้อนี้ แบ่งเป็น ๓ ข้อย่อย ข้อนี้จะมีข้อย่อย ก., ข. และ ค. ดังกล่าวไว้ข้างล่าง ก. ฝ่ายข้าศึก ได้แก่ ข่าวสารที่เป็นจริงเกี่ยวกับฝ่ายตรงข้าม ส่วนมากเป็นการอ้างเอกสาร, แผ่นบริวารหรือผนวกข่าวกรองที่จัดทำขึ้น ซึ่งเป็นการเพียงพอแล้ว (หมายเหตุ ๒) ข. ฝ่ายเรา ข่าวสารเกี่ยวกับหน่วยเหนือ (อย่างน้อยต้องกล่าวถึงภารกิจของหน่วยเหนือ) หน่วยข้างเคียง (ซ้าย, ขวา, หน้า และ หลัง) หน่วยสนับสนุน หรือ หน่วยเพิ่มเติมกำลัง ควรระบุข่าวสารนี้ ในขอบเขตจำกัดเพียงเท่าที่จำเป็นให้ผู้บังคับหน่วยรองรู้ เพื่อปฏิบัติภารกิจของตนให้เป็นผลสำเร็จ ค. หน่วยสมทบและหน่วยแยก แจ้งรายการหน่วยที่มาขึ้นสมทบและหน่วยที่แยกไปจาก กองบัญชาการที่ออกคำสั่ง พร้อมด้วยเวลาที่มีผลบังคับใช้ในการปฏิบัติด้วย ถ้าหน่วยเหล่านี้ได้นำลงไว้ในข้อ การจัดเฉพาะกิจแล้วให้อ้างการจัดเฉพาะกิจหรือผนวกไว้ในที่นี้ด้วย สำหรับหน่วยที่ขึ้นสมทบอยู่แล้วในขณะ นั้นอาจใช้คำว่า “ยังคงขึ้นสมทบ” ได้ ๒. ภารกิจ ต้องกล่าวให้ชัดเจนและรัดกุมถึงกิจสำคัญที่หน่วยจะต้องปฏิบัติให้สำเร็จ พร้อมด้วยความมุ่งหมาย ตามธรรมดาแล้ว การกล่าวถึงภารกิจนี้มักประกอบด้วยคำว่า ใคร, อะไร, เมื่อใด, ทำไม และที่ไหน ซึ่งมา จากคำสั่งของกองบัญชาการหน่วยเหนือ หรือจากการคิดขึ้นของผู้บังคับบัญชาเอง ส่วนคำว่า “อย่างไร” (หน่วยเดียว หรือหลายหน่วยที่ทำการเข้าตีหลักและข้อความขยายอื่น ๆ) นั้นเหมาะที่จะอยู่ในข้อย่อย ๓ ก. “แนวความคิดในการปฏิบัติ” มากกว่า การกล่าวถึงภารกิจให้ทำอย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะกล่าวในแผ่นบริวาร ยุทธการก็ตาม ในข้อ ๒. นี้ไม่มีข้อย่อย -------------------------------- ประเภทเอกสาร)
๑๖๓ --------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่ ของ ชุด หน้า ๓ ของ ๖ หน้า (ข้อความย่อแสดงที่มาของเอกสาร) ๓. การปฏิบัติ ก. แนวความคิดในการปฏิบัติ เป็นการกล่าวถึงแผนทางยุทธวิธีของผู้บังคับบัญชารวมทั้งเจตนารมณ์ การดำเนินกลยุทธ์ และแผนการยิงสนับสนุนของผู้บังคับบัญชา แม้จะกล่าว สั้น ๆ แต่ต้องมีรายละเอียดอย่าง เพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยรองสามารถปฏิบัติการได้ เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาจะได้มาจากการพิจารณา เจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วยเหนือขึ้นไป ๑ ระดับ เป็นการกล่าวถึงกลไกในการเอาชนะข้าศึกอย่างกว้างๆ และ ผลลัพธ์ที่ต้องการจะให้ได้มาจากการปฏิบัติในหัวข้อการดำเนินกลยุทธ์ จะครอบคลุมถึงการใช้หน่วยดำเนิน กลยุทธ์หลัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วได้มาจากข้อตกลงใจของผู้บังคับบัญชา ส่วนแผนการยิงสนับสนุนนั้นได้มาจาก ข้อตกลงใจของผู้บังคับบัญชา และจากการวางแผนของฝ่ายอำนวยการ แผนนี้รวมถึงเวลาในการเตรียม และ การกล่าวถึงลำดับเร่งด่วนในการยิง ห้วงเวลายิง และเวลาเริ่มยิงด้วย ๑) แนวความคิดในการปฏิบัติ อาจเขียนเป็นข้อเดียวหรืออาจแบ่งเป็นหลาย ข้อย่อย เช่น เมื่อกล่าวถึงการดำเนินกลยุทธ์ เขียนว่า “กลยุทธ์” และเมื่อกล่าวถึงแผนการยิงสนับสนุน เขียนคำว่า “การยิง” ฯลฯ ๒) ในกรณีที่การยุทธ์นั้นเกี่ยวข้องกับขั้นการปฏิบัติหลายขั้น แนวความคิดในการปฏิบัติ หรือ กลยุทธ์ที่เกี่ยวข้อง อาจจะเขียนเป็นข้อย่อย เพื่ออธิบายถึงแต่ละขั้นการปฏิบัติในแต่ละขั้นการปฏิบัติจะต้อง กำหนดชื่อไว้เสมอ เช่น ขั้น ๑, ขั้น ๒ ๓) แนวความคิดในการปฏิบัติที่ยาวมาก ๆ อาจทำเป็นผนวกประกอบคำสั่ง ข. ในข้อย่อยซึ่งกำกับด้วยตัวอักษรนับแต่ข้อนี้ไป กล่าวถึงกิจเฉพาะ ซึ่งมอบหมายให้กำลังแต่ละ ส่วนของหน่วยที่ได้รับภารกิจทางยุทธวิธี ซึ่งจะต้องปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จ ภารกิจหรือกิจเฉพาะของ หน่วยรอง ซึ่งมีกล่าวไว้เพียงพอแล้วบนแผ่นบริวารยุทธการ ไม่มีความจำเป็นต้องนำมากล่าวซ้ำอีกในข้อย่อย เหล่านี้ เมื่อมีคำชี้แจงเป็นจำนวนมากก็ให้เขียนลงเป็นเรื่อง ๆ ถ้ามีลำดับเร่งด่วนหรือลำดับในการบรรลุความ สำเร็จแล้ว ก็ให้กล่าวไว้ด้วย หน่วยต่าง ๆ ซึ่งไม่เป็นกองหนุน ให้เรียงตามลำดับดังต่อไปนี้ ๑) หน่วยบัญชาการผสมเหล่า ให้ลงลำดับแรกหากทำได้ หมายถึง กองบัญชาการของหน่วย บัญชาการที่ใหญ่ที่สุดที่เป็นหน่วยรองของหน่วยที่ออกคำสั่ง เช่น หน่วยรบเฉพาะกิจ เป็นต้น หน่วยบัญชา การผสมเหล่าให้เรียงตามลำดับตัวอักษร หรือตามลำดับหมายเลข ตามความเหมาะสม ๒) หน่วยกำลังรบที่ไม่อยู่ในประเภทตามข้อ ๑) ข้างบนนี้ให้เรียงตามลำดับ ๒.๑) ทหารราบ ๒.๒) ทหารราบยานเกราะ ๒.๓) ทหารราบเคลื่อนที่ทางอากาศ ๒.๔) ทหารราบส่งทางอากาศ --------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๑๖๔ --------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่ ของ ชุด หน้า ๔ ของ ๖ หน้า (ข้อความย่อแสดงที่มาของเอกสาร) ๒.๕) หน่วยยานเกราะ ให้ลงหน่วยรถถังเป็นลำดับแรกและตามด้วยหน่วยเฮลิคอปเตอร์ หน่วยทหารม้า (กองพันทหารม้ายานเกราะของกองพล, กรมทหารม้ายานเกราะของกองทัพน้อย) และหน่วย ทหารม้าอากาศ ๒.๖) หน่วยกำลังรบอื่นๆ ตัวอย่างเช่น หน่วยทหารช่างที่ทำภารกิจการรบโดยตรง เป็นต้น ๒.๗) ทหารปืนใหญ่ ข้อทหารปืนใหญ่นี้แบ่งในข้อย่อยลงไปอีก ข้อแรกเป็นเรื่องของ ปืนใหญ่สนาม ข้อที่สองเป็นเรื่องของปืนใหญ่ป้องกันภัยทางอากาศ และในข้อที่สามเป็นการอ้างถึงผนวกการ ยิงสนับสนุน ในการเขียนปืนใหญ่สนามนั้นให้เขียนหน่วยในอัตราและหน่วยขึ้นสมทบเรียงตามลำดับหมายเลข (หมายเลขของกรม) เริ่มต้นด้วยหน่วยที่มีหมายเลขน้อยที่สุด ในข้อย่อยปืนใหญ่นี้ให้กล่าวถึงการจัดปืนใหญ่ เพื่อทำการรบและการอ้างถึงผนวกการยิงสนับสนุน ๓) หน่วยอื่น ๆ ที่ให้การสนับสนุนการรบ หน่วยเหล่านี้ให้เขียนเรียงตามลำดับตัวอักษรที่ แสดงเหล่าภารกิจสนับสนุนทางการช่วยรบ ตามปกติไม่เขียนลงในนี้ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเขียนหน่วยต่าง ๆ ทั้งสิ้นในหน่วยบัญชาการ เว้นไว้แต่เมื่อต้องการให้คำแนะนำในการใช้หน่วยใดหน่วยหนึ่งทางยุทธวิธีโดยเฉพาะ ทั้งหน่วย ตัวอย่างเช่น คำแนะนำแก่หน่วยทหารช่างหน่วยหนึ่งย่อมเกี่ยวกับการสนับสนุนการรบ ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของภารกิจของหน่วยเท่านั้น ๔) กองหนุน การประกอบกำลังและคำแนะนำที่จะให้เขียนในข้อย่อยก่อนข้อย่อยสุดท้ายของ ข้อ ๓. และเขียนคำว่า “กองหนุน) ในกรณีที่หน่วยหนึ่ง ๆ เป็นกองหนุนทั้งสิ้นในเวลาที่คำสั่งมีผลบังคับใช้ หน่วยดังกล่าว จะเขียนลงในข้อย่อยนี้เท่านั้น (แม้ว่าหน่วยรองของหน่วยในกองหนุนไปขึ้นสมทบ หรือไปสนับสนุนหน่วยอื่น ซึ่งได้รับมอบภารกิจตามที่กล่าวมาในข้อข้างบนนี้) หน่วยที่ไม่เป็นกองหนุนตามเวลาที่คำสั่งมีผลบังคับใช้ แต่ได้ กำหนดให้เป็นกองหนุน ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต ให้เขียนลงไว้ในข้อย่อยก่อนข้อนี้ตามความเหมาะสม และให้เขียนในข้อย่อยนี้ด้วย พร้อมกับข้อความว่าเมื่อใดหรือภายใต้ภาวการณ์ใดที่จะให้หน่วยนั้นเป็นกองหนุน ไว้ด้วย การเขียนหน่วยตั้งแต่สองหน่วยหรือมากกว่าในข้อย่อยนี้มิได้หมายความว่าเป็นการขึ้นสมทบเท่านั้น ๕) ข้อย่อยสุดท้ายของข้อ ๓. มีหัวข้อว่า “คำแนะนำในการประสาน” จะบรรจุ รายละเอียด ของการประสานงาน และการควบคุมที่นำมาใช้กับหน่วยต่าง ๆ ของหน่วยบัญชาการ ตั้งแต่สองหน่วยขึ้นไป ลำดับความเร่งด่วน และระเบียบการประสานงานสำหรับการใช้ห้วงอากาศเหนือสนามรบก็เขียนลงที่นี้ด้วย --------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๑๖๕ --------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่ ของ ชุด หน้า ๕ ของ ๖ หน้า (ข้อความย่อแสดงที่มาของเอกสาร) ๔. การช่วยรบ กล่าวถึงคำชี้แจงทางการช่วยรบที่เกี่ยวข้องและหนทาง ซึ่งการสนับสนุนดังกล่าวจะจัดทำขึ้นสำหรับ การยุทธ์นั้น รวมทั้งอัตรากระสุนที่ใช้ได้ อัตรากระสุนพิเศษ และการแบ่งมอบสิ่งอุปกรณ์รายการที่ขาด แคลนยิ่ง ถ้าคำสั่งการช่วยรบยังมีผลบังคับใช้ หรือจ่ายแยกต่างหากหรือถ้ามีการแจกจ่ายผนวกการช่วยรบ ก็ให้อ้างถึงเรื่องเหล่านั้น ข้อ ๔. นี้มีย่อยอย่างไรก็ได้ตามต้องการ และถือตามลำดับและตามหัวเรื่องของข้อ ต่าง ๆ ตามคำสั่งการช่วยรบ ๕. การบังคับบัญชาและการสื่อสาร คำแนะนำเกี่ยวกับการบังคับบัญชาและการปฏิบัติการติดต่อสื่อสาร ข้อนี้อาจมีข้อย่อยมากเท่าใดก็ได้ ตามความต้องการ ตามธรรมดาแล้วมีข้อย่อยสองเรื่อง คือ “การบังคับบัญชา” และ “การสื่อสาร” คำแนะนำ ทางการบังคับบัญชา ได้แก่ ที่ตั้งของที่บังคับการ (ทก.) ของหน่วยรองและของหน่วยเหนือ ในข้อนี้ต้องเขียน การกำหนดที่บังคับการสำรอง และการสืบตำแหน่งการบังคับบัญชาไว้ด้วย ถ้ามิได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ใน รปจ. คำแนะนำในการสื่อสารอาจอ้างถึงผนวกก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดควรจะเขียนตัวเรื่องและจ่ายหมายเลขกำกับ ของคำแนะนำการปฏิบัติการ สื่อสาร (นปส.) ที่ใช้อยู่ในขณะนั้นไว้ด้วย การตอบรับ : ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของท้ายคำสั่งซึ่งระบุไว้ในที่นี้ เป็นการแสดงว่าผู้รับจะต้องตอบว่าได้รับ และเข้าใจ ในคำสั่งแล้ว โดยใช้หมายเลขอ้างสาสน์ที่กำหนดไว้ในหัวข้อคำสั่ง หรืออาจใช้วิธีการอื่นที่กำหนดขึ้นมาก็ได้ ลายเซ็นของผู้บังคับบัญชา (หมายเหตุ ๔) ผนวก : เรียงตามลำดับตัวอักษรด้วยหัวข้อเรื่อง ถ้าผนวกจะจ่ายให้ภายหลัง ให้เขียน “(จ่ายแยก)” ต่อท้าย ชื่อผนวกนั้น สำหรับการเขียนว่า “(เว้น)” ใช้เฉพาะในการฝึกที่ไม่ต้องการจัดทำเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง กับการฝึกนั้น ๆ --------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๑๖๖ --------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่ ของ ชุด หน้า ๖ ของ ๖ หน้า (ข้อความย่อแสดงที่มาของเอกสาร) การแจกจ่าย : แสดงให้เห็นว่าคำสั่ง หรือแผนนี้จะจ่ายแจกให้กับใคร มักนิยมใช้เป็นรหัสในการแจกจ่าย เช่น แบบ ก, แบบ ค ซึ่งได้กำหนดรายละเอียดของการแจกจ่ายให้กับหน่วยใดบ้างไว้ใน รปจ. ของหน่วย หรือ อาจใช้วิธีการผสมระหว่าง รหัสการแจกจ่ายกับรายชื่อหน่วย/เจ้าหน้าที่ที่ ไม่มีอยู่ในรายการการแจกจ่ายของ หน่วยก็ได้ เมื่อแจกจ่ายคำสั่งให้กับหน่วยของชาติพันธมิตร โดยปกติแล้วจะลงหน่วยในรายการแจกจ่าย ทั้งหมด ไม่ใช้รหัสในการแจกจ่าย การรับรองสำเนา : (หมายเหตุ 4) หมายเหตุ ๑. ชนิดของคำสั่งยุทธการ (เช่น ทบ., ทร., ทอ. หรือร่วม) ตามปกติแล้วมักจะเขียนในเวลาปฏิบัติการ ยุทธ์ผสมหรือการยุทธ์ร่วม ถ้าเป็นคำสั่งภายในเหล่าทัพเดียวแล้วก็ไม่ต้องบอกชนิดของคำสั่งยุทธการ ถ้าจำเป็น อาจใช้นามรหัสของการยุทธ์นั้นก็ได้ คำสั่งยุทธการของหน่วยบัญชาการหนึ่ง ๆ นั้นให้เรียงหมายเลขตามลำดับ จนครบรอบปีปฏิทิน ๒. การอ้างผนวก อาจทำได้ทุกโอกาสที่ต้องการ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสนใจผนวกนั้น ๆ ทั้งนี้ให้ อ้างเพียงครั้งเดียวก็พอแล้ว ๓. เมื่อเขียนหน่วย ซึ่งมีทั้งหมายเลขลำดับของหน่วยต้นสังกัด และชื่อตามตัวอักษรทั้งสองอย่าง ให้เขียนเรียงตามหมายเลขตามลำดับ และหน่วยต้นสังกัดและเขียนเรียงตามลำดับตัวอักษรของหน่วยในหน่วย ต้นสังกัดนั้น ถ้าหากมีมากกว่าหนึ่งหน่วยในหน่วยต้นสังกัดเดียวกัน ๔. ชื่อและยศของผู้บังคับบัญชาจะปรากฏอยู่ในสำเนาคำสั่งทุกฉบับ ต้นฉบับของคำสั่ง (หมายเลข ๑) ต้องลงลายมือชื่อโดยผู้บังคับบัญชา หรือโดยผู้แทนผู้มีอำนาจโดยเฉพาะคนใดคนหนึ่ง ต้นฉบับนี้เป็นเอกสาร ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเก็บรวมไว้ในแฟ้มของกองบัญชาการ ถ้าผู้บังคับบัญชา รอง หรือเสนาธิการลงนาม ในฉบับแรก ซึ่งเมื่อสำเนาออกเป็นคำสั่งที่มีลายเซ็นเหมือนกันเช่นนั้นได้ทุกฉบับโดยเครื่องอัดสำเนาอัตโนมัติ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีการรับรองสำเนาอีก แต่ถ้ามิได้ลงนามไว้ในคำสั่งเช่นนั้น สำเนาคำสั่งต่อไปทุกฉบับจะต้อง มีการรับรองสำเนาอีก แต่ถ้ามิได้ลงนามไว้ในคำสั่งเช่นนั้น สำเนาคำสั่งต่อไปทุกฉบับจะต้องมีการรับรองสำเนา โดยนายทหารฝ่ายเสนาธิการ หรือนายทหารฝ่ายอำนวยการของหน่วยผู้ที่รับผิดชอบในการทำคำสั่งนั้น ๕. คำว่า “ไม่เปลี่ยนแปลง” “ให้ดูแผ่นบริวาร” “ผนวก…” “สรุปข่าวกรองที่…” “ไม่มี” ยอมให้ เขียนลงได้ และตามข้อเท็จจริงแล้วอาจนำมาใช้ได้ตามความจำเป็นและตามที่เห็นสมควรเพื่อทำให้คำสั่งสั้นลง ข้อย่อย ๑ ก., ๑ ข., ๑ ค., ๒., ๓., ๕., พร้อมกับหัวเรื่องแต่ละข้อควรจะมีอยู่ในคำสั่งยุทธการเสมอ --------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๑๖๗ ๑๔. คำสั่งการช่วยรบ ก. ความมุ่งหมาย ความมุ่งหมายของคำสั่งการช่วยรบ คือ ให้มีแผนสนับสนุนทางการช่วยรบสำหรับผู้บังคับ บัญชาในการปฏิบัติ และรวมถึงการเคลื่อนย้ายทางธุรการด้วย คำสั่งการช่วยรบอาจจ่ายพร้อมกับคำสั่งยุทธการ หรือประกอบคำสั่งยุทธการ คำสั่งนี้จะให้ข้อมูลข่าวสารกับส่วนต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนและเป็นมูลฐาน สำหรับคำสั่งของผู้บังคับหน่วยสนับสนุนที่ให้กับหน่วยรองของตน โดยทั่วไปแล้วในหน่วยระดับสูง คำสั่งการ ช่วยรบจะใช้แทนผนวกการช่วยรบประกอบคำสั่งยุทธการ และคำสั่งการช่วยรบดังกล่าวจะถูกอ้างถึงในข้อ ๔. การช่วยรบของคำสั่งยุทธการในหน่วยระดับต่ำอาจจะใช้เพียงข้อความในข้อ ๔. ของคำสั่งยุทธการเท่านั้นก็พอ โดยไม่ต้องจัดทำเป็นผนวกการช่วยรบ หรือคำสั่งการช่วยรบ (แจกแยก) ข. ข้อความในคำสั่งการช่วยรบ คำสั่งการช่วยรบฉบับใหม่ จะออกในเมื่อสถานการณ์ในการช่วยรบ หรือสถานการณ์ทาง ยุทธวิธีเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง หรือในเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเป็นจำนวนมากทำให้คำสั่งในฉบับ ปัจจุบันใช้ไม่ได้ คำสั่งการช่วยรบที่สมบูรณ์จะทำไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้วย ในห้วงสถานการณ์ ที่ต่อเนื่องกัน การเปลี่ยนแปลงคำสั่งปัจจุบันตามความจำเป็นโดยการออกคำสั่งเป็นส่วน ๆ หรือโดยสรุป เปลี่ยนแปลงในคำสั่งยุทธการ คำสั่งการช่วยรบจะจ่ายแยกเป็นอีกฉบับต่างหากในเมื่อคาดการว่าการสนับสนุน ทางการช่วยรบใช้กับแผน หรือคำสั่งยุทธการมากกว่าหนึ่งฉบับ ผู้บังคับบัญชาที่มีความรับผิดชอบทางการช่วยรบ มักจะเป็นผู้ออกคำสั่งทางการช่วยรบเสมอ อย่างไรก็ดี คำสั่งเหล่านี้อาจจะออกโดยผู้บังคับบัญชาคนอื่น ๆ ก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ชนิดของหน่วยและภารกิจ ของหน่วยนั้นแล้วแต่ความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการช่วยรบและแล้วแต่ รปจ. ค. การปฏิบัติของฝ่ายอำนวยการในการจัดทำคำสั่งการช่วยรบ ฝ่ายอำนวยการที่รับผิดชอบหลักในการทำคำสั่งการช่วยรบ ได้แก่ ฝ่ายกำลังพล ฝ่ายส่ง กำลังบำรุง และฝ่ายกิจการพลเรือน ซึ่งมีงานในหน้าที่หลักทางฝ่ายเสนาธิการในการจัดทำ การพิมพ์ และ การแจกจ่ายคำสั่งการช่วยรบของหน่วยบัญชาการ นายทหารฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ และฝ่ายกิจการพิเศษช่วย จัดทำในส่วนของคำสั่งการช่วยรบที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ทางฝ่ายอำนวยการของตน ในการจัดทำคำสั่ง อาจเป็นการจัดทำในประโยคเดียวไปจนถึงการทำผนวก
๑๖๘ แบบคำสั่งการช่วยรบที่ทำเป็นผนวก ประกอบคำสั่งยุทธการ --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร) (ไม่เปลี่ยนแปลงจากคำสั่งด้วยวาจา) คำสั่งช่วยรบที่…………….. ผนวก (การช่วยรบ) ประกอบคำสั่งยุทธการที่……………… อ้างอิง : แผนที่ประเทศไทย ๑ : ๕๐,๐๐๐…………….. ๑. กล่าวทั่วไป ๒. ยุทโธปกรณ์ และบริการ ก. การส่งกำลัง ข. การขนส่ง ค. การบริการ ง. การซ่อมบำรุง ๓. การส่งกลับสายแพทย์และการรักษาพยาบาล ก. ข. ค. ๔. การกำลังพล ก. ข. ค. ง. ๕. กิจการพลเรือน ก. ข. ค. ๖. เบ็ดเตล็ด : เรื่องต่าง ๆ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือไม่เหมาะสมที่จะนำมาลงในข้ออื่น ๆ ข้างต้น ก. เส้นแบ่งเขตต่าง ๆ ข. ทก. ต่าง ๆ ค. การป้องกัน ง. รายงานพิเศษ --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๑๖๙ แบบฟอร์มคำสั่งการช่วยรบที่เป็นเอกเทศ ---------------------------------- (ประเภทเอกสาร) (ไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่งด้วยวาจา) ชุดที่……………ของ…………...ชุด หน้า……………ของ….………หน้า ฉบับ……………ใน……..……ฉบับ หน่วยที่ออกคำสั่ง สถานที่ออกคำสั่ง วัน..................เวลา................. คำสั่งการช่วยรบที่………………. ชร. ๑๔ อ้างถึง : แผนที่ประเทศไทย ๑ : ๕๐,๐๐๐ ระวาง อ.แม่สาย บ.ดอนสัก บ.ห้วยใคร้ และระวาง อ.เชียงแสน ๑. สถานการณ์ ก. กำลังฝ่ายข้าศึก ๑ ) ผนวก ก. (ข่าวกรอง) ประกอบคำสั่งยุทธการที่………… ๒ ) ขีดความสามารถของข้าศึก ข. กำลังฝ่ายเรา ๑ ) ๒ ) ๓ ) ๒. ภารกิจ ๓. กล่าวทั่วไป กล่าวถึงแผนทั่ว ๆ ไปสำหรับการสนับสนุนทางการช่วยรบ และกล่าวถึงคำสั่งใด ๆ ซึ่งไม่อาจนำมาลงไว้ในหัวข้อต่าง ๆ ของคำสั่งได้ (เช่น ที่ตั้งของพื้นที่สนับสนุนของกองพลในคำสั่งของกองพล ที่ตั้งของหน่วยหรือเจ้าหน้าที่ประสานงาน คำแนะนำทั่ว ๆ ไป สำหรับการเคลื่อนย้ายสถานที่ต่าง ๆ ) ๔. ยุทโธปกรณ์ และบริการ การส่งกำลัง การซ่อมบำรุง การขนส่ง การบริการ ๕. การบริการทางการแพทย์ ก. ข. ค. ---------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๑๗๐ --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่……………ของ…………...ชุด หน้า……………ของ….………หน้า (คำสั่งการช่วยรบที่..............หน่วย........) ๖. การกำลังพล ก. กำลัง เอกสาร รายงาน ๑) รายงานยอดกำลังประจำวัน ส่งถึง ทก. พล ก่อน ๑๘๐๐ ๒) รายงานที่ตั้งหน่วยปัจจุบัน ส่งถึง ทก. พล ด้วยเครื่องมือสื่อสารโดยเร็วที่สุด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ข. การทดแทนกำลัง ๑) ร้อย. กทท. ตั้งที่บริเวณ บ. หนองขี้ หมู่ที่ ๑๐/๓๐๕๒๑๐ ๒) หน่วยส่งคำขอตามที่สูญเสียจริง ภายใน ๑๕๐๐ การทดแทนจะกระทำ เมื่อยึดแนวเขาหนองยาว – เขาพระฉาย ได้แล้ว ค. วินัย กฎข้อบังคับ คำสั่ง ๑) แนวควบคุมทหารผลัดหน่วยข้างต้น ตามแนวถนน บ. ภาชี – บ. ผักหวาน ๒) ตำบลรวบรวมทหารผลัดหน่วยบริเวณวัดหนองไม้ตาย TA ๑๖๙๑๔๖ นอกนั้นส่งกลับกองร้อยกำลังทดแทน ง. เชลยศึก ๑) ตำบลรวบรวมเชลยศึกของกองพล TA ๒๘๐๓๖๘ ๒) การส่งกลับ ส่งพร้อมรถ สป. เที่ยวกลับ จ. ศพ และทะเบียนศพ ๑) ตำบลรวบรวมศพของกองพล ทิศใต้วัดยาว TA ๒๘๖๓๗๒ ฉ. ขวัญ และการบริการ ๑) จดหมาย หีบห่อ รับ ณ ตจ. สป. ๑ ๒) เสนอขอบำเหน็จเฉพาะผู้กล้าหาญ และปฏิบัติงานดีเด่น ๗. กิจการพลเรือน ก. ข. ค. ---------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๑๗๑ ---------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่……………ของ…………...ชุด หน้า……………ของ….………หน้า (คำสั่งการช่วยรบที่..............หน่วย........) ๘. เบ็ดเตล็ด ก. ข. ค. ๙. การบังคับบัญชา และการติดต่อสื่อสาร ก. ๑)……….. ๒).......... ข. ตอบรับ (ลงชื่อ) …………………… (ชื่อ สกุล ตัวบรรจง) ตำแหน่ง ผนวก : การแจกจ่าย : แบบ ก. เป็นคู่ฉบับ : ลงชื่อ…………………………….. (ชื่อ สกุล ตัวบรรจง) ตำแหน่ง --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๑๗๒ ตอนที่ ๕ ระเบียบการนำหน่วย ๑๕. ระเบียบการนำหน่วย ๑๕.๑ กล่าวนำ ระเบียบการนำหน่วย เป็นลำดับขั้นตอนการปฏิบัติและกระบวนการทางความคิด (เป็นสิ่งที่ จะต้องระลึกถึง - ปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา) สำหรับ ผบ.มว., ผบ.ร้อย และ ผบ.พัน ในการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับ มอบเมื่อการรบเริ่มขึ้น การสั่งการและการตอบสนองต่อคำสั่งจะต้องรวดเร็วได้ผลและง่าย ความเป็นหนึ่ง เดียวของชุดปฏิบัติการ (หน่วย) การปฏิบัติหน้าที่ตาม รปจ.และความเข้าใจในภารกิจ /เจตนารมณ์ ของ ผบ. หน่วยเหนือ จะทำให้ ผบ.หน่วยรองแปลงคำสั่งที่ได้รับมอบออกมาเป็นการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว การปฏิบัติ การนี้ จะต้องสอดคล้องกับแผนของหน่วยเหนือ การนำขั้นตอนระเบียบการนำหน่วยมาใช้ในการดำเนิน กรรมวิธีในการบังคับบัญชา และการควบคุมนั้นจะเป็นการใช้กำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเวลาที่มีอยู่อย่างมี ประสิทธิภาพกรรมวิธีดังกล่าวสามารถอ่อนตัวได้ ซึ่งจะทำให้ ผบ.ดำเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจ สถานการณ์ และเวลาที่มีอยู่ในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการปฏิบัติในทุกขั้นตอนของระเบียบการนำหน่วย ถึงแม้ว่า บางขั้นตอนนั้นจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อย มีหลายขั้นตอนที่อาจจะต้องนำมาใช้พร้อม ๆ กัน และบางขั้นตอน อาจนำมาพิจารณาอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการปฏิบัติตามขั้นตอนของระเบียบการนำหน่วย ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบ กระเทือนต่อความสำเร็จของภารกิจ จะต้องนำมาพิจารณาด้วยเสมอในแต่ละขั้นของระเบียบการนำหน่วย ๑๖.๒ ขั้นตอนระเบียบการนำหน่วย มีจำนวน ๙ ขั้น ดังนี้ ๑๖.๒.๑ รับมอบภารกิจ ๑๖.๒.๒ ออกคำสั่งเตรียม ๑๖.๒.๓ วางแผนขั้นต้น ๑๖.๒.๔ เริ่มเคลื่อนย้ายที่จำเป็น ๑๖.๒.๕ ทำการลาดตระเวน ๑๖.๒.๖ ทำแผนสมบูรณ์ ๑๖.๒.๗ อนุมัติแผน / คำสั่ง ๑๖.๒.๘ คำสั่ง ๑๖.๒.๙ กำกับดูแล ขั้นที่ ๑ รับมอบภารกิจ ระดับกองร้อยอาจได้รับคำสั่งด้วยวาจา คำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร คำสั่งเป็นส่วน ๆ หรือคำสั่งเตรียม ก. เมื่อรับมอบภารกิจจาก ผบ.หน่วยเหนือแล้ว ผบ. และ ฝอ. จะแลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกัน และกัน (ให้ข่าวสารขั้นต้น) และเริ่มต้นวิเคราะห์ปัจจัย METT-T เพื่อให้ทราบว่า ๑. ภารกิจคืออะไร (งาน และความมุ่งหมาย) ๒. ข้าศึกคือใคร (หน่วย ขนาด ประเภท) ๓. พื้นที่ปฏิบัติการอยู่ไหน (ต้องเริ่มต้นเคลื่อนย้ายไปหรือไม่ เมื่อไร) ๔. หน่วยขึ้นสมทบและหน่วยแยก (ใคร เมื่อไร)
๑๗๓ ๕. เวลาที่มีอยู่ (เวลาในการวางแผนขั้นต่อไปจะแจกจ่ายคำสั่งเตรียม คำสั่งเป็นส่วน ๆ หรือคำสั่งยุทธการ เมื่อไร) ข. ผบ. และ ฝอ. ต้องวางแผนการใช้เวลาในการเตรียมการ และแจกจ่ายคำสั่งต่าง ๆ ไม่เกิน ๑ ใน ๓ ของเวลาที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อให้หน่วยรองมีเวลาในการเตรียมการ และปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบ การนำหน่วยได้เพียงพอ (ให้หน่วยรองใช้ ๒ ใน ๓) ขั้นที่ ๒ ออกคำสั่งเตรียม ทันทีที่ ผบ.หน่วยรอง ได้รับมอบภารกิจหรือคำสั่งเตรียมจาก บก.หน่วยเหนือ ก็จะต้องออกคำสั่ง เตรียมให้หน่วยรองได้รับทราบโดยเร็วที่สุด คำสั่งเตรียมจะช่วยให้ ฝอ. และ ผบ.หน่วยรองของตนได้ทราบว่า จะต้องปฏิบัติภารกิจอะไร จะต้องปฏิบัติเมื่อไร จะต้องปฏิบัติอะไรก่อนหลังบ้าง และจะต้องออกคำสั่งต่าง ๆ ได้ที่ไหน และเมื่อไร (แบบฟอร์มไม่ตายตัว) เช่น คำสั่งเตรียม (ระดับกองพัน ฉก.) จาก : ผบ.พัน.ม.ฉก.๑ ถึง : ผบ.ร้อย.ถ.๑, ๒, ๓ สถานการณ์: ขศ.กำลังยึดพื้นที่อยู่บริเวณ……….คาดว่ากำลังจะ………. หน่วยสมทบ : ร้อย ถ.๓ แยกสมทบ พัน.ร.ฉก.๑๑ ใน………. เวลาเริ่มเคลื่อนย้าย : เคลื่อนย้ายเข้าฐานออกตีจากที่รวมพลปัจจุบันใน………. ภารกิจ : พัน.ม.ฉก.๑ เข้าตีผ่าน…….ใน…….เพื่อ…….เข้าตีต่อไปทางเหนือเมื่อสั่ง เวลา/สถานที่ออกคำสั่งยุทธการ : ออกคำสั่งยุทธการ ณ ทก.พัน พิกัด…….ใน……. ธุรการและการส่งกำลังบำรุง : รอง ผบ.พัน จะประสานในเรื่องการส่งกำลังกับ ผบ.ร้อย ถ.๓ ก่อน แยกสมทบ ขั้นที่ ๓ วางแผนขั้นต้น ผบ.จะเริ่มต้นการประมาณสถานการณ์ตามขั้นตอนของตน ก. การประมาณสถานการณ์ เป็นส่วนหนึ่งของการแสวงข้อตกลงใจ เป็นการวิเคราะห์ปัจจัย และหนทางปฏิบัติของฝ่ายเราตามขั้นตอน เพื่อช่วยให้ผบ.ตกลงใจเลือกหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทำ แผนสมบูรณ์ของตน สำหรับหน่วยระดับกองพันลงไป มักกระทำในใจ ๑. วิเคราะห์ภารกิจ ผบ.จะวิเคราะห์ภารกิจ เพื่อหากิจเฉพาะและกิจแฝง แล้วนำไป รวมกับความมุ่งหมายที่ต้องการ เพื่อให้ได้ออกมาเป็นภารกิจแถลงใหม่ ๒. สถานการณ์และหนทางปฏิบัติจากภารกิจแถลงใหม่และแนวทางในการวางแผน ของ ผบ. ฝ่ายอำนวยการต่าง ๆ จะเริ่มหาข่าวสารของตน โดย ฝอ.๒ จะเป็นผู้ระบุขีดความสามารถของข้าศึก และ ฝอ.๓ จะเป็นผู้กำหนดหนทางปฏิบัติในขั้นต้นและร่วมพิจารณาถึงรูปแบบของการรบ ดังนี้
๑๗๔ ก) การรบด้วยวิธีรุก จะต้องกำหนดที่หมายของหน่วยรอง วิธีการเคลื่อนย้าย ตามแนวทางเคลื่อนที่ที่เป็นไปได้ รูปแบบของการดำเนินกลยุทธ์ การกำหนดส่วนเข้าตีหลัก ส่วนเข้าตีสนับสนุน กองหนุน และอื่น ๆ ในอันที่จะบรรลุผลสำเร็จ ข) การรบด้วยวิธีรับ อย่างน้อยจะต้องพิจารณาถึงพื้นที่ที่จะทำให้ข้าศึกพ่ายแพ้ หรือสูญเสียเป็นอันมาก การกำหนดที่มั่นตั้งรับตามแนวทางเคลื่อนที่เข้ามาของข้าศึก ไม่ว่าจะในทางลึก หรือ ตำบลสำคัญต่าง ๆ ตลอดจนพิจารณาถึงการจัดกำลังในการเข้าตีโต้ตอบและกองหนุน ค) ทุกหนทางปฏิบัติ จะต้องพิจารณาถึงการจัดเฉพาะกิจของหน่วยให้เหมาะสม เพื่อให้ ผบ. มั่นใจว่าหน่วยรองของตนมีอำนาจกำลังรบมากพอที่จะทำให้ภารกิจบรรลุผล ๓. การวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ - การวาดภาพการรบ ก) วิธีการปฏิบัติ (เทคนิค) ประการหนึ่งของการวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ ก็คือ การวาดภาพการรบต่อหนทางปฏิบัติของข้าศึกที่น่าจะเป็นไปได้ ในหน่วยระดับกองพันอาจวาดภาพการรบ ในใจในแต่ละขั้นตอนการรบ โดยการพิจารณาถึงการปฏิบัติของหน่วย การโต้ตอบข้าศึก และการปฏิบัติ การตอบโต้ต่อข้าศึกของฝ่ายเรา ข) การเตรียมสนามรบด้านการข่าว มีความสำคัญในการวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ ต่าง ๆ ทำให้ ผบ.และ ฝอ.๒ เข้าใจภาพในการรบมากยิ่งขึ้น ทำให้มองเห็นหนทางปฏิบัติที่ข้าศึกน่าจะใช้ การ ปฏิบัติของแต่ละหนทางปฏิบัติที่ข้าศึกน่าจะกระทำ ทำให้สามารถกำหนดแนวขั้นต่าง ๆ ต่อข้าศึก เช่น การตี โต้ตอบ การยิงเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม หรือการเปลี่ยนที่ตั้งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม การปฏิบัติการต่าง ๆ นั้น อาจกระทำเมื่อได้รับคำสั่ง หรืออาจปฏิบัติเป็นอัตโนมัติ ก็ได้ ฝอ. ทั้งหมดจะช่วยวาดภาพการรบเพื่อวาง แผนการใช้หน่วยสนับสนุนการรบที่มีอยู่ในการกำหนดความเร่งด่วนต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ทางการบังคับ บัญชาและการสนับสนุน การกำหนดเป้าหมายและความรับผิดชอบในการซ่อมบำรุง ๔. เปรียบเทียบหนทางปฏิบัติ ก) ผบ. และ ฝอ. อาศัยการวิเคราะห์หนทางปฏิบัติต่าง ๆ ดังกล่าว ในการ กำหนดข้อดีและข้อเสียของแต่ละหนทางปฏิบัติ ถ้าสถานการณ์และเวลาเพียงพอ ฝอ. ต่าง ๆ อาจบรรยาย สรุปถึงความรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตนที่เกี่ยวข้องกับหนทางปฏิบัติแต่ละหนทางปฏิบัติเพิ่มเติมก็ได้ แต่ถ้า เวลาจำกัด ผบ. จะต้องอาศัยข้อเสนอแนะ และประสบการณ์ของตน ตลอดจนข่าวสารที่มีอยู่ ในการตกลงใจ เลือกหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อให้สามารถกำหนดแนวความคิดในการปฏิบัติให้กับ ฝอ. ในการทำแผน สมบูรณ์ต่อไป ข) ผบ. กำหนดแนวความคิดในการปฏิบัติ โดยอาศัยการเปรียบเทียบหนทาง ปฏิบัติต่าง ๆ แล้วได้หนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดดังกล่าวข้างต้น อาจมีการออกคำสั่งที่สำคัญ/จำเป็นให้แก่หน่วยรอง โดยมี รอง ผบ.หน่วย หรือ ฝอ.3 กำกับดูแล หลังจากนั้นทำการลาดตระเวนเพื่อวางแผนที่สมบูรณ์ต่อไป ขั้นตอนการวางแผนข้างต้น ก. ประมาณสถานการณ์ (พิจารณา METT-T) ๑.วิเคราะห์ภารกิจ ๒.สถานการณ์และหนทางปฏิบัติ ก) สถานการณ์ข้าศึก (หนทางปฏิบัติของข้าศึก) ข) ภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศ (ในแง่คิดทางทหาร) ค) สถานการณ์ฝ่ายเรา (กำลังและเวลาที่มีอยู่)
๑๗๕ ง) หนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ๑. วิเคราะห์หนทางปฏิบัติ – วาดภาพการรบ (ทั้งสองฝ่าย) ๒. เปรียบเทียบหนทางปฏิบัติ (ฝ่ายเรา) ก) เปรียบเทียบหาหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ข) นำข้อตกลงใจในหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดไปทำแผนขั้นต้น ขั้นที่ ๔ เริ่มเคลื่อนย้ายที่จำเป็น จากที่กล่าวแล้วข้างต้น ผบ. จะต้องแสวงผลประโยชน์จากเวลาที่มีอยู่ หากหน่วยจะเคลื่อนย้ายเป็น ระยะทางไกล จะต้องกำหนดหน่วยในการเคลื่อนย้ายทันที โดยอาศัยการวางแผนขั้นต้นเป็นแนวทางใน การปฏิบัติ โดยนัยนี้หน่วยรองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กองร้อย, หมวด และหมู่ จะเริ่มเคลื่อนย้ายไปเข้าพื้นที่ แต่เนิ่น ๆ และ ผบ. ก็จะออกไปตรวจภูมิประเทศด้วยตนเอง เพื่อหาหนทางปฏิบัติที่เกื้อกูลต่อการใช้อำนาจ กำลังรบของหน่วยตนให้บังเกิดผลดีที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา รวมทั้งเพื่อให้การปฏิบัติต่าง ๆ เหล่านี้ ดำเนินไปพร้อมกัน ผบ. จะต้องอาศัยระบบที่เรียบง่าย โดยใช้ประโยชน์จาก รปจ. ที่มีอยู่ ตลอดจนการ กำหนด รปจ.ในการเคลื่อนย้ายของหน่วยรองก็ย่อมมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ทุกส่วนของหน่วยอาจเคลื่อนย้าย เมื่อได้รับคำสั่งด้วยวาจาก็ได้ เมื่อ ผบ. ต้องไปรับคำสั่งยุทธการ ผบ. อาจนำ รอง ผบ. หรือ ฝอ.3 ติดตามไปด้วย เพื่อว่าจะได้กลับ มายังหน่วยเพื่อออกคำสั่งเตรียม ตระเตรียมหน่วยและถ้าจำเป็นก็อาจทำการเคลื่อนย้าย การปฏิบัติการต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้ ผบ. สามารถทำการลาดตระเวน ยืนยันหรือปรับแก้แผนขั้นต้น ตลอดจนการเตรียมการออก คำสั่งขั้นสุดท้าย (คำสั่งสมบูรณ์) ในขณะเดียวกับที่ส่วนต่าง ๆ ของหน่วยอยู่ในระหว่างการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ ที่ตั้งแห่งใหม่ เพื่อปฏิบัติภารกิจต่อไป ขั้นที่ ๕ ทำการลาดตระเวน ก. โดยปกติแล้ว ผบ.หน่วย ฉก. จะทำการลาดตระเวนตรวจภูมิประเทศด้วยตัวเองเสมอ การลาด ตระเวนนั้น ต้องกระทำอย่างกว้างขวางและให้ได้รายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผบ.หน่วย ฉก. อาจแบ่งพื้นที่ที่แน่นอนในการลาดตระเวนให้กับหน่วยรองแต่ละหน่วยของตน โดยปกติ ผบ.ชุดรบ จะได้รับ มอบความรับผิดชอบพื้นที่ปฏิบัติการในขั้นต้น อย่างไรก็ตามเขาก็อาจทำการลาดตระเวนในพื้นที่อื่น ๆ ข้างเคียง ด้วยก็ได้ เช่น ทางปีก ทางด้านหลัง หรือลาดตระเวนเส้นทางต่าง ๆ ผบ. และ ฝอ. จะมารวมกัน ณ ตำบล และเวลาที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อรายงานผลการปฏิบัติ และข่าวสารต่าง ๆ ที่ได้รับ ทั้งจาก ผบ. หน่วยต่าง ๆ และแหล่งข่าวสารต่าง ๆ เช่น หน่วยลาดตระเวนจะถูกนำมาใช้ในการปรับแผนให้สมบูรณ์ ข. แนวทางหนึ่งในการกำหนดความเร่งด่วนของการลาดตระเวนและการวางแผน ก็คือ การแบ่ง มอบความรับผิดชอบ โดยจัดแบ่งเป็นกลุ่มหรือเป็นชุดปฏิบัติการ ซึ่งได้รับคำสั่งโดยตรงจาก ผบ.หน่วย ดังนี้ ๑) ชุดปฏิบัติการที่ ๑ (ใช้สำหรับการวางแผนหรือการ ลว. แบบเร่งด่วน) ประกอบด้วย ผบ.ฉก., รอง ผบ., ฝอ.๓, ฝอ.๒, นยส. ๒) ชุดปฏิบัติการที่ ๒ (ใช้สำหรับการวางแผนอย่างละเอียด) ประกอบด้วย ชุดปฏิบัติการที่ ๑, ฝอ.๑, ฝอ.๔, ทหารช่าง, นอต., ผบ.มว.ลว. ผบ.มว.ค., นยน., ฝอ.๓ (อากาศ), ฝสส., นายทหารเคมี, ผบ.ร้อย ๑
๑๗๖ ๓) ชุดปฏิบัติการที่ ๓ (สำหรับการ ลว.แบบเร่งด่วนและออกคำสั่งที่ไม่มีเวลาเตรียมการมาก นัก) ประกอบด้วย ชุดปฏิบัติการที่ ๑, ผบ.ชุดรบทุกคน, ผตน., ผบ.มว.ลว. ๔) ชุดปฏิบัติการที่ ๔ (สำหรับการออกคำสั่งที่มีรายละเอียดมาก) ประกอบด้วยทุกชุด ปฏิบัติการ และ นตต. ขั้นที่ ๖ ทำแผนสมบูรณ์ ก. โดยอาศัยข้อมูลจากการลาดตระเวนและข่าวกรองที่มีอยู่ ผบ.หน่วยจะเพิ่มเติม รายละเอียดใน แนวความคิดในการปฏิบัติ ให้พร้อมที่จะออกคำสั่งได้ การปฏิบัติต่าง ๆ ที่น่าจะรีบดำเนินการ เพื่อให้บรรลุ แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด พร้อมกับการปรับปรุงแผนให้สมบูรณ์ที่สุด การตรวจสอบการจัดเฉพาะกิจขั้นสุดท้าย การวางแผนควบคุมการยิงสนับสนุน การช่วยรบ ความปลอดภัย การติดต่อสื่อสาร มาตรการควบคุมบังคับ บัญชาเพิ่มเติม และการประสานทางข้างกับหน่วยข้างเคียงให้พร้อมที่สุด โดยมีรายละเอียดในคำสั่งยุทธการ ความต้องการการขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติม จะต้องร้องขอไปยังหน่วยเหนือ และจะต้องมีการประสานการ ปฏิบัติกับหน่วยข้างเคียง หน่วยเหนือ และหน่วยสนับสนุนไว้ด้วย ข. ในสถานการณ์ที่ต้องเคลื่อนย้ายด้วยความรวดเร็ว การออกคำสั่งอาจใช้เพียงแผ่นบริวาร ยุทธการและแนวทางในการปฏิบัติก็ได้ กฎการแบ่งเวลา ๑ ใน ๓ สำหรับหน่วยเหนือ และ ๒ ใน ๓ สำหรับ หน่วยรอง คงต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเวลา ๑ ใน ๓ นั้น หน่วยเหนือจะใช้สำหรับเวลาในการวางแผน จนถึงเวลาในการออกคำสั่งเสร็จเรียบร้อย ขั้นที่ ๗ อนุมัติแผนหรือคำสั่ง ผู้บังคับบัญชาได้ตรวจดูแผนหรือคำสั่งที่ฝ่ายเสนาธิการนำมาเสนอ ถ้าเห็นว่าแผนหรือคำสั่งนั้นเป็นไป ตามความประสงค์ของตน กล่าวคือ ไม่แตกต่างไปจากแนวทางในการวางแผน/ ข้อตกลงใจ / แนวความคิดในการ ปฏิบัติที่ได้ให้ไว้ ก็จะลงนามอนุมัติให้ใช้แผนหรือคำสั่งนั้น แต่ถ้าหากมีบางอย่างที่แตกต่าง ออกไปมากจนไม่ สามารถจะยอมรับได้ก็จำเป็นต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุงให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ๘. คำสั่ง ก. ถ้าเป็นไปได้ การออกคำสั่งควรออก ณ สถานที่ซึ่งสามารถมองเห็นที่หมายและตรวจการณ์ ภูมิประเทศได้โดยตลอดไปถึงที่หมายได้ ถ้าไม่สามารถกระทำได้ ผบ.หน่วยควรใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น แผนที่ สังเขป หรือโต๊ะทรายในการออกคำสั่ง เพื่อช่วยให้กำลังพลได้เข้าใจและสามารถเห็นภาพการปฏิบัติได้ดีขึ้น ข. แนวทางปฏิบัติอันหนึ่ง ก็คือ การให้หน่วยรองได้สรุปแผนการปฏิบัติ หรือหน้าที่ของตนให้ ผบ. ได้รับทราบ เพื่อแสดงว่าตนได้เข้าใจในคำแนะนำและแนวความคิด หรือนโยบายของ ผบ. ซึ่งควรกระทำ ภายหลังจากรับคำสั่งจาก ผบ. แล้ว หรือก่อนที่หน่วยรองจะออกคำสั่งยุทธการให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของตน โดยหลักการแล้ว การบรรยายสรุปกลับควรทำในสถานที่ที่สามารถตรวจการณ์เห็นภูมิประเทศในพื้นที่ ปฏิบัติการให้มากที่สุด โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ ผบ.หน่วยทั้งหมด, นยส. และ ฝอ.หลัก ๆ ที่สำคัญ ขั้นที่ ๙ การกำกับดูแลและการปรับแผน ก. ผบ. และ ฝอ. กำกับดูแลการปฏิบัติทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประสานงาน, การจัดเฉพาะกิจ, การยิงสนับสนุน, งานช่างสนาม, การซ่อมบำรุง, การส่งกำลังและการเคลื่อนย้ายที่แตกต่างไปจากแผน ทั้งก่อน และระหว่างการปฏิบัติ จะต้องให้ ผบ.ฉก. ได้รับทราบ ในขณะที่ ผบ.หน่วยรอง ปรับแผนให้สมบูรณ์และ
๑๗๗ เริ่มต้นการลาดตระเวนหน่วยเหนือจะต้องประกันว่าแผนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในกรณี ที่จำเป็น ข. การซักซ้อมแผน จะต้องกระทำทั้งการดำเนินกลยุทธและแผนการยิง เมื่อไรก็ตามที่เป็นไปได้ การซักซ้อมจะต้องกระทำภายใต้สถานการณ์หรือภูมิประเทศที่เหมือนจริงให้มากที่สุด ทั้ง ฝอ.หลัก ๆ ที่สำคัญ และ ผบ.หน่วยรอง จะต้องร่วมในการซักซ้อม เพื่อความกระจ่างสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อการเคลื่อนย้าย การประสานการปฏิบัติ และการปรับปรุงแผน โดยหลักการแล้ว การซักซ้อมแผนและการบรรยายสรุปกลับ จะแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่สำคัญและกิจเฉพาะ ซึ่งหน่วยรองจะต้องเผชิญเพื่อให้เป็นที่พอใจของ ผบ. ค. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยเกิดขึ้น ทก.หลัก จะต้องมั่นใจว่า ผบ., ฝอ. และ ผบ.หน่วยรองทุกคน ได้รับทราบก่อนเวลาในการปฏิบัติจะเริ่มขึ้น ฝอ.๒ จะต้องให้ข่าวสารเกี่ยวกับข้าศึกที่ทันสมัยอยู่เสมอ ง. การติดต่อสื่อสารระหว่าง ผบ.ชุดรบ หน่วยลาดตระเวน และ ผบ.ฉก. อาจมีปัญหาในระบบการ บังคับบัญชาและการควบคุม ดังนั้น ผบ.ร้อย จะต้องติดต่อซึ่งกันและกันได้ตลอดเวลาในระหว่างการรบ นอกจากนี้ ผบ.ชุดรบแต่ละคนจะต้องรายงานให้ ผบ.หน่วยเหนือทราบถึงการปฏิบัติของหน่วยข้างเคียง หรือ หน่วยที่ตามมาข้างหลัง และให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่ ผบ.ชุดรบอื่น ๆ และต่อ ผบ.ฉก. เองด้วย จ. การปรับแผนเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินไปตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติภารกิจ จนกระทั่งสำเร็จ ภารกิจ ผบ.ฉก. จะต้องดำรงความมุ่งหมายในการให้เกิดความหนุนเนื่องในการรบ ในขณะที่เขาจะต้องไม่ลังเล ในการปรับหรือแก้ไขแผนเดิมที่ได้วางไว้ให้เหมาะสมที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงไป หรือต่อปัจจัยที่เกิดขึ้นมาใหม่ ********************************************************************
๑๗๘ บทที่ ๕ ฝ่ายการส่งกำลังบำรุง (ฝอ.๔) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๑. กล่าวทั่วไป ๑.๑ การปฏิบัติการทางทหาร ๑.๑.๑ การปฏิบัติทางทหาร แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ ๓ ประเภท คือ ก. การรบ ( Combat ) ข. การสนับสนุนการรบ ( Combat Support ) ค. การสนับสนุนการช่วยรบ ( Combat Service Support ) ก. การรบ คือ การปฏิบัติการที่เป็นการเข้าต่อสู้กับข้าศึกโดยตรง ซึ่งจะดำเนินการ โดย ทหารราบ ทหารม้า และกำลังรบพิเศษ ข. การสนับสนุนการรบ คือ การปฏิบัติการที่กระทำเพื่อเพิ่มอานาจกำลังรบให้มาก ยิ่งขึ้น ซึ่งจะดำเนินการโดยทหารปืนใหญ่ ทหารช่าง ทหารสื่อสาร หน่วยบินทหารบก และหน่วยทหาร วิทยาศาสตร์ ค. การสนับสนุนการช่วยรบ คือ การปฏิบัติการที่กระทำเพื่อให้การรบ และการ สนับสนุนการรบดำเนินการได้โดยต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ๑.๒ การสนับสนุนการช่วยรบมีกิจกรรมหลักอยู่ ๓ กิจกรรม คือ ๑.๒.๑ การส่งกำลังบำรุง ( Logistics ) ๑.๒.๒ การกำลังพล ( Personnel ) ๑.๒.๓ การกิจการพลเรือน ( Cevil affairs ) นอกเหนือจากกิจกรรมหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการช่วยรบ อีกหลายกิจกรรม ได้แก่ การจัดดินแดน การจัดหน่วยสนับสนุนการช่วยรบ การพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง การติดต่อสื่อสารสำหรับการช่วยรบ การวางแผนสำหรับการช่วยรบ ฯลฯ ๑.๓ การจัดการดินแดน ๑.๓.๑ การจัดดินแดน หมายถึง การกำหนดพื้นที่รับผิดชอบเพื่อปฏิบัติการทางทหาร วัตถุประสงค์ของการจัดดินแดน ก็เพื่อแยกดินแดนออกว่าสนับสนุนการรบ หรือสนับสนุนทางการช่วยรบ การจัดดินแดนเป็นการมอบความรับผิดชอบให้หน่วยต่างๆ ซึ่งจะต้องมีหน้าที่ทางการบังคับบัญชา การส่งกำลัง บำรุง และการระวังป้องกันพื้นที่รับผิดชอบนั้น ๑.๓.๒ การจัดดินแดนยามปกติ เป็นการแบ่งมอบความรับผิดชอบพื้นที่ให้กับหน่วยรอง ตามลำดับ เพื่อเป็นเครื่องประกันการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพทางธุรการและส่งกำลังบำรุงในอันที่จะ สนับสนุนหน่วยรบได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ในยามปกติกระทรวงกลาโหม ได้มอบความรับผิดชอบทาง ดินแดนให้แก่กองทัพบก ซึ่งกองทัพบก ได้แบ่งมอบพื้นที่ของประเทศให้อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาค มณฑลทหารบก
๑๗๙ ๑) กองทัพภาค มีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชา มณฑลทหารบก จังหวัดทหารบก และ หน่วยทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ๒) มณฑลทหารบก มีหน้าที่บังคับบัญชา จังหวัดทหารบก และรับผิดชอบในการรักษา ความสงบเรียบร้อย ระเบียบวินัยทหารภายนอกหน่วย การระดมสรรพกำลัง การสัสดี การศาลทหาร การเรือนจำ การเกณฑ์ช่วยราชการทหาร การอสังหาริมทรัพย์ และการสนับสนุนหน่วยทหารของกองทัพบก ที่อยู่ในพื้นที่มณฑลทหารบก ตลอดจนปฏิบัติภารกิจทั้งปวงได้รับมอบ นอกจากนั้น ยังมีอำนาจสั่งราชการ แก่ทหารและหน่วยทหารที่อยู่ในเขตพื้นที่มณฑลทหารบกในกรณีเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ แบบธรรมเนียมทหารของกระทรวงกลาโหม ๑.๓.๓ การจัดดินแดนยามสงคราม เป็นการแบ่งมอบความรับผิดชอบพื้นที่ระหว่าง หน่วยรบ และหน่วยสนับสนุนการช่วยรบ เพื่อปลดเปลื้องความรับผิดชอบพื้นที่สำหรับหน่วยรบให้เหลือน้อย ที่สุด ขณะเดียวกันก็ให้มีพื้นที่ดำเนินกลยุทธอย่างเพียงพอ และเป็นการมอบความรับผิดชอบในการระวัง ป้องกันเขตหลัง ให้กับหน่วยสนับสนุนการช่วยรบ การจัดดินแดนยามสงครามจะประกาศใช้พร้อมกับแผน ป้องกันประเทศของกองทัพบก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะกาหนด ดังนี้.- ๑) เขตสงคราม หมายถึง พื้นที่ทางบก ทางน้า และทางอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้อง หรืออาจเกี่ยวข้องโดยตรงในการสงคราม เขตสงครามจะเล็กจะใหญ่ขึ้นอยู่กับขนาดของกรณีพิพาท ๒) ยุทธบริเวณ คือ ดินแดนส่วนหนึ่งของเขตสงครามที่จำเป็นต่อการปฏิบัติ การรบ การสนับสนุนการรบ และการสนับสนุนทางการช่วยรบ ซึ่งแบ่งออกเป็นเขตหน้า และเขตหลัง โดย เส้นแบ่งเขต เมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะกาหนดพื้นที่ยุทธบริเวณขึ้น และจะแต่งตั้ง ผบ.ยุทธบริเวณ เพื่อรับผิดชอบในการปฏิบัติการยุทธ และการช่วยรบของหน่วยกำลังรบทุก เหล่าทัพทั่วยุทธบริเวณ ๓) เขตหน้า คือ พื้นที่ส่วนหนึ่งของยุทธบริเวณ นับตั้งแต่แนวหน้าสุดของกำลัง ทหารฝ่ายเราที่เผชิญหน้าข้าศึก ลึกลงมาจนถึงเส้นเขตหลังของกองทัพน้อยหรือกองทัพภาค เป็นพื้นที่สำหรับ หน่วยรบใช้ดำเนินการกลยุทธ มีหน่วยสนับสนุนการรบและหน่วยสนับสนุนทางการช่วยรบตามความจำเป็น ในเขตหน้า จะมีพื้นที่สนับสนุนทางการช่วยรบ ๒ พื้นที่ คือ พื้นที่สนับสนุน ของกองพล (Division Support Area) และพื้นที่ส่วนหลังของกองทัพน้อย (Corps rear Area) เส้นเขตหลัง ของกองพล กองทัพน้อยหรือกองทัพภาคจะกำหนดขึ้นให้ไกลไปข้างหน้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็น การลดความรับผิดชอบเรื่องดินแดนของผู้บังคับบัญชาลง ให้เหลือน้อยที่สุด แต่ในขณะเดียวกันจะต้องมีพื้นที่ ดำเนินกลยุทธอย่างเพียงพอ ๔) เขตหลัง คือ พื้นที่ยุทธบริเวณที่เหลือทั้งหมดนับจากเส้นเขตหลังของเขต หน้ามาจนถึงเส้นเขตหลังของเขตหลังหรือของยุทธบริเวณ ประกอบด้วย เส้นทางคมนาคม ที่ตั้งทางการส่ง กำลังบำรุง กำลังกองหนุน และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้การสนับสนุนหน่วยในเขตหน้า บก.ยธบ.จะ ถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อควบคุมทางด้านยุทธการต่อหน่วยทุกหน่วยในยุทธบริเวณ ๕) เส้นเขตหลัง คือ เส้นที่แบ่งความรับผิดชอบพื้นที่ระหว่างส่วนกำลังรบ กับ ส่วนสนับสนุนทางการช่วยรบ เส้นเขตหลัง เป็นเครื่องกำหนดความลึกของพื้นที่ที่จะมอบให้หน่วยใดหน่วย หนึ่งรับผิดชอบในการบริหารดินแดนนั้นๆ โดยหน่วยเหนือเป็นผู้กำหนด หรืออนุมัติเส้นเขตหลังของหน่วยรอง (๑) ผบ.ยุทธบริเวณ จะเป็นผู้กำหนดเส้นเขตหลังของหน่วยรอง (๒) มทภ.หรือ มทน. จะเป็นผู้กำหนดเส้นเขตหลังของกองพล (๓) ผบ.พล. จะเป็นผู้กำหนดเส้นเขตหลังของกรม หรือกองพลน้อยหรือ กรมผสม
๑๘๐ ๑.๔ การส่งกําลังบํารุงทางทหาร เป็นระเบียบวินัยของการวางแผน และดำเนินการเคลื่อนไหว รวมถึงการบำรุงรักษากองกำลังทหาร ในแง่ที่ครอบคลุมมากที่สุดเป็นแง่มุมการปฏิบัติการทางทหารที่ เกี่ยวข้องกับ ๑) การออกแบบ, การพัฒนา, การจัดหา, การเก็บรักษา, การแจกจ่าย, การบำรุงรักษา, การส่งกลับ และการจัดการอาวุธยุทธสัมภาระ ๒) การขนส่งบุคลากร ๓) การจัดหาหรือการก่อสร้าง, การซ่อมบำรุง, การปฏิบัติการ และการจัดการสิ่งอำนวย ความสะดวก ๔) การจัดหา หรือการให้บริการ ๕) การสนับสนุนทางการแพทย์ และบริการสุขภาพ ๑.๕ การส่งกำลังบำรุง ( Logistics ) คำว่า “Logistic” มีรากศัพท์เดิมมาจากภาษากรีก หมายถึง ศิลปะการคำนวณที่แยกมา ต่างหาก จากวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งชาวกรีกใช้ในทฤษฎีเกี่ยวกับจานวนเลข ในวิชาทหารนั้น คำ ๆ นี้จะใช้เพื่อ กำหนดหน้าที่ของฝ่ายเสนาธิการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายหน่วยทหาร การพักแรม และการส่งเสบียง อาหาร ทบ. สหรัฐได้นาคานี้มาใช้ตั้งแต่ปี ๑๙๔๔ และได้มีวิวัฒนาการเกี่ยวกับความหมายของคำ ๆ นี้เรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน การส่งบำรุงเป็นงานสาขาหนึ่งของการช่วยรบ ซึ่งจะประกอบไปด้วย การวางแผน และ การปฏิบัติการสนับสนุนหน่วยเกี่ยวกับงานการช่วยรบ รวมทั้งกิจกรรมทั้งปวงที่นอกเหนือไปจากการยุทธ อันได้แก่ ๑) การกำหนดนโยบาย การวางแผน การวิจัยและพัฒนาการ การทำงบประมาณ ในการส่งกำลังบำรุง ๒) การออกแบบและการพัฒนา การจัดหา การเก็บรักษา การแจกจ่าย การ เคลื่อนย้าย การซ่อมบำรุง การส่งกลับ และการจำหน่ายยุทโธปกรณ์ ๓) การส่งกลับ และการรักษาพยาบาลกำลังพล ๔) การจัดหาหรือการก่อสร้าง การซ่อมแซม การดำเนินงานและการจัดตั้งสิ่งอำนวย ความสะดวกต่างๆ ๕) การจัดหาหรือจัดให้มีบริการต่างๆ ๑.๕ วัตถุประสงค์ของการส่งกำลังบำรุง ความมุ่งหมาย หรือวัตถุประสงค์นั้นมีเพียงการสนับสนุนทุกวิถีทาง เพื่อให้หน่วยรบ สามารถทำการรบได้ชัยชนะในที่สุด หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ การจัดสิ่งอุปกรณ์และการบริการอย่าง เพียงพอและทันเวลาให้ตรงกับความต้องการของหน่วยตามที่ร้องขอ โดยมีปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การส่งกำลัง บำรุงเป็นไปด้วยดี ประกอบด้วย ๔ M คือ ๑.๕.๑ คน (Man) ๑.๕.๒ เงิน (Maney) ๑.๕.๓ สิ่งอุปกรณ์ (Meterial and Supplies) ๑.๕.๔ ระบบที่เหมาะสม (Management)
๑๘๑ ตอนที่ ๒ หน้าที่และความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง ๒. หน้าที่ความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุง นายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุง (ฝอ.๔) เป็นฝ่ายอำนวยการหลักที่มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับการจัดให้มีการส่งกำลัง การซ่อมบำรุง การขนส่ง การบริการทางการแพทย์ การบริการ อื่นๆ และเบ็ดเตล็ด ตลอดจนการดำเนินการติดต่อประสานงานโดยใกล้ชิดกับหน่วยที่ให้การสนับสนุน และให้ คำแนะนำ ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการอื่นๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับงานทางการส่งกำลังบำรุง ๒.๑ หน้าที่ทั่วไป : วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแล และ ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา ในเรื่องงานทางการส่งกำลังบำรุงทั้งปวงที่รับผิดชอบ ๒.๒ หน้าที่เฉพาะ : ดำเนินการเกี่ยวกับ ๒.๒.๑ ให้คำแนะนำแก่ผู้บังคับบัญชา ในเรื่องที่เกี่ยวกับการสนับสนุนในด้านการส่ง กำลังบำรุงที่ต้องการ และที่จะได้รับตามความมุ่งหมายทางยุทธวิธี ๒.๒.๒ อำนวยการ ออกคำสั่งการส่งกำลังบำรุง และกำกับดูแล ๒.๒.๓ วางแผนและอำนวยการเกี่ยวกับการรับจ่าย การซ่อมบำรุงสิ่งอุปกรณ์ ที่ตั้ง ของหน่วยส่งกำลังบำรุง การส่งกลับ และการซ่อมบำรุง ๒.๒.๔ รับผิดชอบให้มีการอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับ ถนน และสถานที่ตั้งการส่ง กำลัง ๒.๒.๕ รับผิดชอบให้มีการอำนวยความสะดวกอย่างสูงสุด ในเรื่องเกี่ยวกับการขนส่ง การวางแผนการเคลื่อนย้าย กฎจราจร และการควบคุม ๒.๒.๖ อำนวยการปฏิบัติเกี่ยวกับการเก็บสิ่งอุปกรณ์ เก็บซ่อม การป้องกันเส้นทาง ส่งกำลังบำรุงและการควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่ ๒.๒.๗ รับผิดชอบในการวางแผน และกำกับดูแลการฝึกในหน้าที่การส่งกำลังบำรุง โดยประสานกับ ฝอ.๓ ๒.๒.๘ ติดต่อกับหน่วยเหนือ หน่วยรอง หรือรายงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุง ๒.๓ หน้าที่ตามสายงาน นายทหารส่งกำลัง มีหนาที่หลักทางฝ่ายอำนวยการ ดังนี้ ๒.๓.๑ การสงกำลัง (Supply) ๒.๓.๒ การซอมบำรุง (Maintenance) ๒.๓.๓ การขนสง (Transportation) ๒.๓.๕ การบริการทางแพทย์(Health Service Support) ๒.๓.๖ การบริการอื่น ๆ (Other Service) ได้แก่ - การก่อสร้างและซ่อมแซมในสนาม - การก่อสร้างและซ่อมแซมในที่ตั้งปกติ - การอสังหาริมทรัพย์
๑๘๒ - การสาธารณูปโภค - การดับเพลิง - การที่พัก - การประปา - การป้องกัน นชค. - การทำลายล้างวัตถุระเบิด - การพราง ๓. ระบบการส่งกำลังบำรุงของ ทบ.ไทย ๓.๑. หลักการส่งกำลังบำรุง ๑) การรวมการสนับสนุน หมายถึง การรวมขีดความสามารถในการสนับสนุนทางการส่ง กำลังบำรุงของหน่วยสนับสนุนทั้งปวง ไปสนับสนุนหน่วยทางยุทธวิธีให้สามารถปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบ ๒) การสนับสนุนจากข้างหลังไปข้างหน้า หน่วยสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงที่อยู่ใน เขตหลัง หรือใกล้กับฐานการส่งกำลังบำรุง จะต้องให้การสนับสนุนแก่หน่วยที่อยู่ใกล้พื้นที่การรบตามลำดับ รวมทั้งหมายถึง การสนับสนุนจะกระทำจากหน่วยเหนือไปยังหน่วยรองด้วย เพื่อเป็นการปลดเปลื้องภาระ งานด้านการส่งกำลังบำรุงของหน่วยรองให้ได้มากที่สุด ๓) ความเชื่อถือได้ หน่วยสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงจะต้องมีขีดความสามารถ ซึ่งทำ ให้หน่วยรับการสนับสนุนมีความมั่นใจได้ว่า จะได้รับการได้ตามเวลาและสถานที่ที่ได้วางแผนไว้ในการนี้ จำเป็นต้องมีแหล่งสนับสนุนสำรอง และแผนสำรองไว้ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นจะต้องป้องกันแหล่ง สนับสนุนของตนจากการสูญหายจากสาเหตุต่างๆ ตลอดจนการใช้อย่างประหยัด ๔) ความง่าย ความยุ่งยากสลับซับซ้อนเกี่ยวกับระบบการส่งกำลังบำรุงจะต้องมีน้อยที่สุด ระบบการส่งกำลังบำรุงที่ดี ควรหลีกเลี่ยงแบบพิมพ์ที่ต้องกรอกข้อความต่างๆ โดยที่ไม่ได้นำข่าวสารที่ กรอกนั้นมาใช้ประโยชน์ ต้องไม่ผ่านสายงานและเจ้าหน้ามาก ตลอดจนต้องไม่มีการขออนุมัติกันหลายลำดับขั้น ความง่ายนี้หมายรวมถึงการใช้สิ่งอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันได้หลายๆ รายการ สามารถใช้ในงานถอดประกอบ และ ซ่อมบำรุงได้โดยง่ายอีกด้วย ๕) การทันเวลา การส่งกำลังบำรุงจะต้องมี และใช้ได้ในปริมาณที่ต้องการ ณ เวลา และ สถานที่ที่กำหนด เฉพาะเรื่องเวลานั้นต้องให้มีความพอดีโดยไม่ล่าช้า แต่ไม่ควรก่อนเวลามากนัก ๖) การได้ส่วนสัมพันธ์ การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุง ต้องให้เหมาะสมกับความต้องการใน การสนับสนุน ไม่น้อยเกินไป จนทำให้ส่วนดำเนินกลยุทธต้องเสียภารกิจทางยุทธการ เพราะขาดการ สนับสนุนที่เพียงพอ การจัดงานของหน่วยส่งกำลังบำรุงเองต้องได้ส่วนสัมพันธ์กันด้วย เช่น ต้องมี เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงให้สัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ส่งกำลัง หรือต้องมีหน่วยส่งกลับทางการแพทย์ให้สัมพันธ์กับ หน่วยรักษาพยาบาล เป็นต้น ๗) อำนาจหน้าที่ ถึงแม้ความรับผิดชอบทางการส่งกำลังบำรุงจะเป็นความรับผิดชอบของ ผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่สมควรมอบอำนาจหน้าที่ให้กับผู้บังคับบัญชาหน่วยสนับสนุนทางการ ส่งกำลังบำรุงให้เพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นผลสำเร็จ และมีความอ่อนตัวพอสมควรโดยไม่ถูก แทรกแซงจากบุคคลอื่นๆ ด้วย ๘) ความปลอดภัย การสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุง ต้องไม่ถูกขัดขวางอย่างรุนแรง ด้วยการกระทำของข้าศึก และด้วยข้อห้ามมาตรการรักษาความปลอดภัยของฝ่ายเดียวกัน
๑๘๓ ๙) การประหยัด หมายถึง การใช้กำลังพล สิ่งอุปกรณ์ การบริการ และสิ่งอำนวย ความสะดวกในการส่งกำลังบำรุงเท่าที่จำเป็นให้คุ้มค่ามากที่สุด โดยคำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นสำคัญ จะต้องเพ่งเล็งในเรื่องการปรนนิบัติบำรุงและซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ ให้สามารถใช้สิ่งอุปกรณ์นั้นๆ ให้คงสภาพได้นานที่สุด ๓.๒. หลักการจัดตั้งระบบส่งกำลังบำรุงในยุทธบริเวณ (ไม่ปกติ) ๑) กำหนดระดับสะสม สป.ไว้ให้น้อยที่สุด (แต่ต้องเพียงพอ) ๒) ใช้การขนย้ายทางอากาศให้น้อยที่สุด (ค่าใช้จ่ายสูง) ๓) จัดให้มีการควบคุมการดำเนินงานอย่างเข้มงวด (เพื่อไม่ให้ขาดแคลน) ๔) ให้มีการยกขนหรือเคลื่อนย้าย สป.ให้น้อยครั้งที่สุด (สป.อาจชำรุด) ๕) ให้มีที่ตั้งทำการส่งกำลังบำรุงน้อยที่สุด ๖) กระจายที่ตั้ง และหน่วยส่งกำลังบำรุงออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการ ควบคุม และการระวังป้องกัน ๗) ใช้สิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งอุปกรณ์ และสาธารณูปโภคที่มีอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการ ตลอดจนยุทโธปกรณ์ที่ยึดได้ กำลังพล พลเรือน และเชลยศึกให้มากที่สุด ๘) ประหยัดทรัพยากรให้มากที่สุด ๙) ให้มีเส้นทางสำรองต่างๆให้มากที่สุด ๑๐) ใช้ชุดซ่อมบำรุงเคลื่อนที่ให้มากที่สุด ๓.๓. การสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงในการรบ การรบในปัจจุบัน สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากหน่วยปฏิบัติมี ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่สูงขึ้น รวมทั้งอาวุธสนับสนุนต่างๆ ก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย ดังนั้น การ สนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงในแต่ละภารกิจทางยุทธวิธี จำเป็นต้องใช้วิธีการต่างๆอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างรวมกัน ดังนี้.- ๑) ใช้เครื่องมือขนส่งแบบรวมการให้มากที่สุด เช่น รวมเครื่องมือขนส่งในเขตหน้า และเขตหลังเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายภารกิจใดภารกิจหนึ่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ๒) ลดการแบ่งมอบ สป. ของบางหน่วยลง เพื่อเตรียมระดับสะสมไว้สนับสนุนหน่วย ที่ติดพันภารกิจสำคัญ เพื่อประกันความเพียงพอและต่อเนื่อง ๓) โยกย้ายหน่วยส่งกำลังบำรุงจากด้านที่สำคัญน้อยกว่าไปสนับสนุนด้านที่สำคัญ และเร่งด่วนสูงกว่า ๔) จัดวาง สป.ไว้ ณ ตำบลที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนของหน่วยแยก หรือหน่วยที่ กำลังถอนตัว ๕) การจัดระเบียบและควบคุมการเคลื่อนย้าย สป.และหน่วย ทหาร เพื่อการข้าม เครื่องกีดขวาง หรือช่องทางบังคับที่สำคัญ ๖) เพิ่มระดับการระวังป้องกันที่ตั้งทางการส่งกำลังบำรุงและเส้นทางคมนาคมต่างๆ ๗) จัดทำ สป.ให้มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ เช่น แยกประเภทบรรจุหีบห่อกอง ไว้เป็นสัดส่วน หรือบรรทุกไว้ เพื่อให้สามารถสนับสนุนหรือเคลื่อนย้ายไปโดยไม่ชักช้า
๑๘๔ ๘) นำ สป. เช่น ยานพาหนะจากหน่วยที่หมดประสิทธิภาพในการรบแล้วมาไว้ในสาย งานส่งกำลังบำรุง เพื่อใช้ในการแจกจ่ายหรือทดแทนให้หน่วยอื่น รวมทั้งนำ สป.ที่ได้การชำระล้างพิษจากการ รบมาแล้ว ไว้ในสายงานการส่งกำลังบำรุงเพื่อแจกจ่ายต่อไป ๙) จัดหา สป.ในท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ๑๐) กำหนดความเร่งด่วนในการสนับสนุนทางด้านการขนส่ง ๔. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพบก หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพบก ได้แก่ กรมฝ่ายเสนาธิการ กรมฝ่ายยุทธ บริการ และกรมฝ่ายกิจการพิเศษบางหน่วย ๔.๑ กรมฝ่ายเสนาธิการ ก) กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก มีหน้าที่ (๑) วางแผน อำนวยการ กำหนดนโยบาย โครงการและงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุง (๒) กำหนดนโยบาย ประสานงานและกำกับการเกี่ยวกับความต้องการ การจัดหาสิ่งอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ (๓) ควบคุม และกำกับการเกี่ยวกับการเก็บรักษา การแจกจ่าย จำหน่าย การรักษาพยาบาล การส่งกลับ การขนส่ง และบริการทางการส่งกำลังบำรุง (๔) จัดการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ (๕) ประสานงาน ควบคุม และกำกับดูแลฝ่ายยุทธบริการในการกำหนด ภารกิจ การจัดระเบียบปฏิบัติ การดำเนินการกำลังพลการฝึกศึกษาวิชาการส่งกำลังบำรุง การงบประมาณ การวิจัยและพัฒนาการ รวมทั้งกำหนดนโยบายเกี่ยวกับธุรการและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ข) กรมข่าวทหารบก เกี่ยวข้องในการส่งกำลังบำรุง ในเรื่องการกำหนดความต้องการ และควบคุมการแจกจ่ายแผนที่ทหาร และภาพถ่ายทางอากาศ ๔.๒ กรมฝ่ายกิจการพิเศษ ได้แก่ สบ.ทบ., สก.ทบ., ยศ.ทบ. และ นรด. ๔.๓ กรมฝ่ายยุทธบริการ กรมฝ่ายยุทธบริการของกองทัพบก มี ๙ สาย คือ กรมสรรพาวุธ ทหารบก, กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก, กรมการทหารสื่อสาร, กรมแพทย์ทหารบก, กรมพลาธิการทหารบก, กรมการทหารช่าง, กรมยุทโยธาทหารบก, กรมการขนส่งทหารบก, กรมการสัตว์ทหารบก กรมฝ่ายยุทธบริการทั้ง ๙ สาย มีหน้าที่ วางแผน อำนวยการ ประสานงาน แนะนำ กำกับการ ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับการผลิต จัดหา ส่งกำลัง ซ่อมบำรุง และบริการเกี่ยวกับ กิจการและสิ่งอุปกรณ์ในความรับผิดชอบของตน ๕. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพบกในยามสงคราม ๑) เมื่อได้มีการจัดตั้งยุทธบริเวณ กำหนดเขตหน้าและเขตหลังขึ้น กองทัพบกจะจัดตั้งกองบัญชาการ กองทัพบกสนาม (ทบ.สนาม) เพื่อควบคุมบัญชากำลังกองทัพบกทั้งสิ้นที่ปฏิบัติการ อยู่ในยุทธบริเวณ โดยมี แม่ทัพกองทัพบกสนาม เป็นผู้บัญชาขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการยุทธบริเวณ ๒) กองบัญชาการกองทัพบกสนาม ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๆ ดังนี้.- ก) กองบัญชาการ
๑๘๕ ข) กองทัพบก (กองทัพน้อย) ค) กองบัญชาการส่งกำลังบำรุงกองทัพบก (บช.กบ.ทบ.) ง) หน่วยทหารอื่นๆ ตามความจำเป็น ๓) กองบัญชาการส่งกำลังบำรุงกองทัพบก (บช.กบ.ทบ.) รับผิดชอบในการสนับสนุนทางการส่งกำลัง บำรุงให้แก่หน่วยทหารของกองทัพบกทั้งสิ้นที่อยู่ในยุทธบริเวณ ๖. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพภาค หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงในระดับกองทัพภาค ได้แก่ กองบัญชาการช่วยรบ และ มณฑลทหารบก ๑) กองบัญชาการช่วยรบ ทำหน้าที่สนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงแก่หน่วยในอัตราของ กองทัพภาค รวมทั้งหน่วยที่บรรจุมอบ หรือขึ้นสมทบ และหน่วยอื่นๆตามที่ ทบ.กำหนด ๒) มณฑลทหารบก รับผิดชอบในการสนับสนุนทางการส่งกำลังให้แก่ตนเอง และแก่หน่วย ทหารในพื้นที่รับผิดชอบ ในเรื่องการเคลื่อนย้าย การขนส่งสิ่งอุปกรณ์ การดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน การ ก่อสร้าง การซ่อมแซม ตกแต่งอาคารสถานที่ การติดตั้งและซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวก การ รักษาพยาบาลและการส่งกลับ และเป็นตำบลส่งกำลังของกองบัญชาการช่วยรบ ๗. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในระดับกองพล ในระดับกองพล จะมีการจัดหน่วยสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงเป็น ๒ แบบ คือ ๑) แบบสายยุทธบริการ กองพลมาตรฐานหรือกองพลทั่ว ๆ ไป จะมีการจัดในลักษณะนี้ คือ มีหน่วยของสายยุทธบริการ ๕ สาย ได้แก่ กอง สพบ., กอง พธ., พัน ส., พัน ช. และ พัน สร. ทำหน้าที่ให้การ สนับสนุนการส่งกำลังบำรุงสิ่งอุปกรณ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน ๒) แบบกรมสนับสนุน กองพลทหารราบเบา (พล.ร.๙) จะมีกรมสนับสนุนเป็นหน่วยสนับสนุน ทางการส่งกำลังบำรุง การจัดหน่วยของกรม สน.จะจัดตามลักษณะงาน ๘. การจัดหน่วยส่งกำลังบำรุงในหน่วยระดับต่ำกว่ากองพลลงมา ในระดับต่ำกว่ากองพลลงมา จะไม่มีการจัดหน่วยสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงแยกให้เห็นเด่นชัด หน่วยและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงจะปะปนอยู่กับหน่วยกำลังรบ เช่น มว.สื่อสาร, หมู่กระสุน, หมู่เสนารักษ์, นายทหารส่งกำลัง, นายสิบสูทกรรม เป็นต้น ๙. การส่งกำลัง ก. การส่งกำลัง หมายถึง การปฏิบัติการในเรื่อง ความต้องการ การจัดหา การแจกจ่าย และ การจำหน่ายสิ่งอุปกรณ์ รวมทั้งการควบคุมการปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าว ข. วงรอบการส่งกำลัง หมายถึง การปฏิบัติต่อสิ่งอุปกรณ์ตามลำดับขั้นตอน คือ ๑) การกำหนดความต้องการ ๒) การจัดหา ๓) การแจกจ่ายและการเก็บรักษา ๔) การซ่อมบำรุง ๕) การจำหน่าย
๑๘๖ งานตามวงรอบการส่งกำลัง ซึ่งต้องดำเนินงานทุกขั้นตอนตามวงรอบ ทั้ง ๕ งานนี้ และจะต้องมี การควบคุมทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ วงรอบการส่งกำลัง ๑๐. วงรอบการส่งกำลัง ๑๐.๑ ความต้องการ หมายถึง การกำหนดหรือการเสนอ หรือคำขอในเรื่องสิ่งอุปกรณ์ตามจำนวน และในเวลาที่บ่งไว้ หรือตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งความต้องการนี้แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท คือ ก. ความต้องการขั้นต้น ข. ความต้องการทดแทน ค. ความต้องการเพื่อรักษาระดับส่งกำลัง ง. ความต้องการตามโครงการ ก. ความต้องการขั้นต้น ได้แก่ ความต้องการสิ่งอุปกรณ์ที่ทหาร หรือหน่วยต้องการมีไว้ เพื่อปฏิบัติภารกิจของตน ซึ่งสิ่งอุปกรณ์นั้นๆ ยังไม่เคยได้รับมาก่อนและเป็นความต้องการสิ่งอุปกรณ์ ทั้งนี้ให้หมายรวมถึงความต้องการอุปกรณ์เพื่อปฏิบัติภารกิจในกรณีต่อไปนี้.- ๑. การรับทหารเข้าประจำการใหม่ ๒. การจัดตั้งหน่วยใหม่ ๓. การกำหนดมาตรฐานสิ่งอุปกรณ์ใหม่ ๔. การเพิ่มจำนวนและรายการเนื่องจากการแก้อัตรา ๕. รายการที่ได้รับอนุมัติให้จ่ายครั้งแรกแก่หน่วยที่ยังไม่ได้รับอนุมัติอัตรา ๖. รายการที่ได้รับอนุมัติให้จ่ายครั้งแรก ซึ่งเกินจำนวนจากอัตราความต้องการ การจำหน่าย การซ่อมบำรุง การแจกจ่าย การจัดหาการควบคุม ๗. การอนุมัติให้จ่ายสิ่งอุปกรณ์ใหม่ เพื่อทดแทนสิ่งอุปกรณ์เดิมที่ยังใช้ราชการได้ ซึ่งได้รับคืนจากหน่วยทหาร ๘. การจ่ายครั้งแรกให้แก่หน่วยนอกกองทัพบก ความต้องการ การแจกจ่ายและเก็บรักษา การจัดหา การซ่อมบำรุง การจำหน่าย การควบคุม
๑๘๗ ข. ความต้องการทดแทน ได้แก่ ความต้องการเพื่อทดแทนสิ่งอุปกรณ์ที่หน่วยใช้ เคยได้รับ มาแล้ว และเป็นความต้องการสิ่งอุปกรณ์ในกรณีดังต่อไปนี้.- ๑. เพื่อทดแทน สป.ที่หมดเปลืองไปหรือชำรุด เนื่องจากการใช้ และรวมทั้งทดแทน ชิ้นส่วนซ่อมที่ชำรุดด้วย ๒. เพื่อทดแทน สป.ที่ถูกละทิ้ง ทำลาย ข้าศึกทำให้เสียหาย โจรกรรม หรือเสียหาย โดยเหตุอื่น ๆ ๓. เพื่อทดแทน สป.ที่มีอยู่ในระหว่างการซ่อมบำรุง โดยใช้ สป. สำรองเพื่อการ ซ่อมบำรุง ค. ความต้องการเพื่อรักษาระดับส่งกำลัง ได้แก่ ความต้องการ สป. ที่หน่วยส่งกำลัง ต้องการเพิ่มเติมให้เต็มระดับส่งกำลัง คือ ๑. ระดับปฏิบัติการหรือวงรอบการจัดหา ๒. ระดับปลอดภัย ๓. เวลาในการเบิกและจัดส่งหรือเวลาล่วงหน้าในการจัดหา ง. ความต้องการตามโครงการ หมายถึง ความต้องการ สป.ที่นอกเหนือไปจากความต้องการ ตามปกติ เพื่อสนับสนุนโครงการ หรือการปฏิบัติการพิเศษตามแผนและวัตถุประสงค์ของ ทบ. เช่น สป.๔ โครงการจัดตั้งหน่วย และโครงการระดมสรรพกำลัง เป็นต้น การเสนอความต้องการ ๑. สป.ตามอัตรา ตามระดับส่งกำลังหรือตามโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว กรมฝ่าย ยุทธบริการ หรือกรมฝ่ายกิจการพิเศษที่รับผิดชอบเป็นผู้รวบรวมความต้องการเสนอไปยัง กบ.ทบ.ตามที่ ทบ. กำหนด ๒. สป.นอกเหนือจากที่กล่าวในข้อ ๑ หน่วยใช้เสนอความต้องการไปตามสายการ ส่งกำลัง จนถึงกรมฝ่ายยุทธบริการ หรือฝ่ายกิจการพิเศษรวบรวมความต้องการแล้วเสนอไปยัง กบ.ทบ.ตามที่ ทบ.กำหนด ๑๐.๒ การจัดหา คือ กรรมวิธีให้ได้มาซึ่งสิ่งอุปกรณ์และบริการต่าง ๆ ในลักษณะที่ถูกต้องตาม กฎหมาย ๑๐.๒.๑ งานของการจัดหาในการดำเนินกรรมวิธี เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งอุปกรณ์และบริการ มีงานที่เกี่ยวข้องดังนี้.- ๑) การกำหนดแบบสิ่งอุปกรณ์ ๒) การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะสิ่งอุปกรณ์ ๓) การกำหนดมาตรฐานสิ่งอุปกรณ์ ๕) การกำหนดแบบสัญญา ๖) การทำสัญญา ๗) เงื่อนไขเกี่ยวกับการสงวนสิทธิ์ต่างๆ ๘) การปฏิบัติตามสัญญา ๙) การแก้ไขสัญญา ๑๐) การตรวจรับสิ่งอุปกรณ์ ๑๑) ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการเงิน ๑๒) ข้อกำหนดอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดหา
๑๘๘ ๑๐.๒.๒ แหล่งทรัพยากรในการจัดหา ได้แก่ ๑) ภายในยุทธบริเวณ ๒) เขตภายใน ๓) จากยุทธบริเวณอื่น ๔) ประเทศพันธมิตร ๑๐.๒.๓ หนทางได้มาซึ่งสิ่งอุปกรณ์ โดยทั่วไปหน่วย หรือคลังต่างๆ ซึ่งมีการสะสมสิ่งอุปกรณ์ หรือเพื่อปฏิบัติการย่อมได้รับ อุปกรณ์จากลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังนี้.- ก. การจัดซื้อและการจ้าง ข. การรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ค. การซ่อมบำรุง ง. การรับบริจาค จ. การยืม ฉ. การโอน ช. การฟื้นฟูสิ่งอุปกรณ์ ซ. การเบิก ฌ. การผลิต ญ. การเกณฑ์ และการยึด ๑๐.๓ การแจกจ่าย หมายถึง การรับ การเก็บรักษา การจ่าย และการขนส่ง สป. หรือการ แจกจ่าย คือ การดำเนินกรรมวิธีต่อ สป.ที่ได้รับจากการจัดหา จนกระทั่ง สป.นั้นถึงมือผู้ใช้ หรือหน่วยใช้ ๑๐.๓.๑ ข้อมูลฐานของการแจกจ่าย ๑) ระบบการแจกจ่ายต้องอ่อนตัวได้ ตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ๒) สิ่งอุปกรณ์ต้องมีอยู่ในครอบครองอย่างเพียงพอที่จะทดแทนการใช้สิ้นเปลืองในแต่ ละวันก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการในวันต่อไป ๓) สิ่งอุปกรณ์ควรจะจัดวางไว้ ณ ตาบล ซึ่งจะลดความล่าช้าลงได้ เมื่อเผชิญกับความ ต้องการที่จะแจกจ่าย ๔) ระบบการแจกจ่ายต้องทาให้การใช้การขนส่งที่มีอยู่บังเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และ จะต้องขจัดการขนส่งอันไม่จำเป็นและการยกขนซ้ำให้หมดสิ้นไป ๕) หน่วยแต่ละระดับควรมีสิ่งอุปกรณ์อยู่ในความควบคุมเท่าที่จำเป็น สำหรับทำให้ บรรลุภารกิจได้เท่านั้น ๑๐.๓.๒ วิธีการแจกจ่ายสิ่งอุปกรณ์ เพื่อให้สิ่งอุปกรณ์ถึงมือผู้ใช้ หรือหน่วยใช้ ทั้งในยาม ปกติและในยามสงคราม จึงได้แบ่งวิธีการแจกจ่ายออกเป็น ๒ วิธี คือ ๑) การแจกจ่าย ณ ตำบลส่งกำลัง โดย จนท.ของหน่วยใช้นำยานพาหนะไปรับ สป. จากหน่วยจ่าย ณ ตำบลส่งกำลัง หรือตำบลจ่าย แล้วนำไปแจกจ่ายอีกทอดหนึ่ง ๒) การแจกจ่าย ณ ที่ตั้งหน่วย ( หรือจ่ายถึงหน่วย ) โดย จนท.ของหน่วยจ่ายนำ สป. ขนส่งโดยยานพาหนะของหน่วยเอง ไปแจกจ่ายให้หน่วยใช้ถึงที่ตั้งหน่วยของหน่วยใช้นั้น ๆ หรืออาจจ่ายถึง ผู้ใช้โดยตรงก็ได้
๑๘๙ ๑๐.๓.๓ การเก็บรักษา คือ การดำเนินกรรมวิธีต่อสิ่งอุปกรณ์หลังจากรับ สป.เข้ามาสู่ระบบ จนถึง สป.ได้ถูกแจกจ่ายออกไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีงานที่จะต้องดำเนินการ คือ การแยก สป.เป็น ประเภท การเก็บไว้ ณ ตำบลที่กำหนด รวมทั้งการจัดระบบการรักษาความปลอดภัยในการเก็บรักษา สิ่งอุปกรณ์ด้วย การเก็บรักษาจะสำเร็จได้ต้องอาศัยปัจจัย ๓ ประการ คือ สถานที่ กำลังคน และเครื่องยก ขนหรือเครื่องทุนแรง ซึ่งในยามสงครามปัจจัยทั้ง ๓ นี้ หาได้ไม่ง่ายนัก ๑) วัตถุประสงค์ของการเก็บรักษา ก็คือ เก็บและป้องกันสิ่งอุปกรณ์ที่ได้รับเข้ามา จนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องการ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องระวังทำการรักษาสิ่งอุปกรณ์เป็นอย่างดีและใน เมื่อต้องการใช้ก็จะต้องมีจำนวนเพียงพอ และอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ จะต้องวางแผนการเก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์ที่ ได้รับอยู่เสมอ ๑๐.๓.๔ สถานที่เก็บรักษาสิ่งอุปกรณ์ ๑) ตำบลจ่าย (ตจ.) คือ ตำบลจ่ายที่กองพล หรือหน่วยอื่นๆ รับ สป. จากหน่วย ให้การสนับสนุนแล้วนำจ่ายให้หน่วยรอง ๒) ตำบลส่งกำลัง (ตส.) คือ ตำบลที่กำหนดจ่าย สป.ในระดับกองทัพภาค ๓) คลัง คือ สถานที่ที่มีความพร้อม และสะดวกในการรับ แบ่งประเภท จ่าย ซ่อม จัดหา ฯลฯ เช่น คลังของสายยุทธบริการ ๕ สาย ๔) ที่กอง คือ พื้นที่เก็บรักษาชั่วคราว โดยปกติเป็นที่โล่งแจ้งสำหรับเก็บลูกระเบิด เครื่องยิงลูกกระสุน วัตถุระเบิด ยุทธภัณฑ์หรือ สป. ๑๐.๔ การจำหน่าย หมายถึง การตัดยอดสิ่งอุปกรณ์ออกไปจากความรับผิดชอบของ ทบ. เนื่องจากสูญไป สิ้นเปลืองไป (สป.สิ้นเปลือง) ชำรุดเสียหายจนไม่สามารถซ่อมคืนสภาพได้อย่างคุ้มค่า เสื่อมสภาพจนใช้การไม่ได้ สูญหาย ตาย เกินความต้องการ หรือล้าสมัยไม่ใช้ราชการต่อไป ๑๐.๔.๑ สาเหตุของการจำหน่าย ๑) ชำรุดตามสภาพ ๒) ชำรุดสูญหายเนื่องจากภัยธรรมชาติ ๓) ชำรุดสูญหายจากการกระทำของบุคคล ก) จากการกระทำของข้าศึก ข) จากอุบัติเหตุ ค) จากการบกพร่อง หรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ ๑๐.๔.๒ การแบ่งประเภทสิ่งอุปกรณ์เพื่อจำหน่าย ๑) สป.สิ้นเปลื้อง ๒) สป.ถาวร แบ่งออกเป็น ๒ ชนิดคือ ก) สป.ถาวรกำหนดอายุ ข) สป.ถาวร ไม่กำหนดอายุ ๓) ชิ้นส่วนซ่อม ๔) สป.มีชีวิต ๑๐.๔.๓ สภาพของสิ่งอุปกรณ์ที่จำหน่าย ๑) สป.ใช้สิ้นเปลืองซึ่งใช้หมดไป ๒) สป.ถาวร ซึ่งหาย ชำรุดซ่อมไม่คุ้มค่า เสื่อมสภาพจนใช้การไม่ได้ ๓) สป.เกินต้องการ ๔) สป.ล้าสมัย
๑๙๐ ๑๐.๔.๔ จ.วิธีการจำหน่าย (การดำเนินการต่อซาก สป.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ด้วยการพัสดุ พ.ศ.๒๕๓๕ ได้กำหนดวิธีการจำหน่าย ๔ วิธี คือ ๑) การขาย (ให้ส่วนราชการ) ๒) การแลกเปลี่ยน (กับภาครัฐและเอกชน) ๓) การโอน (กรรมสิทธิ์และการครอบครอง) ๔) การแปรสภาพหรือทำลาย (ฝังหรือเผา) ๑๑. การส่งกำลังของ ทบ.ไทย ประเภทของสิ่งอุปกรณ์ “ สิ่งอุปกรณ์” หมายถึง สิ่งของทั้งมวลซึ่งจำเป็นสำหรับการปฏิบัติของหน่วยทหาร การ ประกอบยุทธภัณฑ์และการซ่อมบำรุง เช่น อาหาร เวชภัณฑ์ เครื่องแต่งกาย อาวุธ น้ำมัน อาหารสัตว์ และเครื่องจักรกลทุกชนิด เป็นต้น ทั้งนี้มิได้หมายถึงอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และที่ดิน “ สิ่งอุปกรณ์ในการโครงการ ” หมายถึง สิ่งอุปกรณ์ที่ได้รับความช่วยเหลือตามโครงการ จากต่างประเทศ “ สิ่งอุปกรณ์นอกโครงการ ” หมายถึง สิ่งอุปกรณ์ที่กองทัพไทยจัดหานอกเหนือไป จากสิ่ง อุปกรณ์ในโครงการ แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ ๑) สป.๑ ได้แก่ เสบียง (อาหาร) ที่ใช้บริโภคสำหรับคน และสัตว์ ๒) สป.๒ ได้แก่ สิ่งของที่จ่ายไว้ประจำหน่วยหรือประจำกาย ตามที่ ทบ.กำหนดไว้ เป็นอัตราจ่ายให้แก่หน่วยทหาร โดยระบุไว้ใน อจย.หรือ อสอ. หรือบัญชีแบ่งมอบอื่น ๆ เช่น เครื่องแต่งกาย อาวุธ ยานพาหนะ เครื่องมือซ่อม เครื่องอะไหล่ และวิทยุ เป็นต้น ๓) สป.๓ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันอุปกรณ์ ที่อยู่ในความรับผิดชอบทาง การส่งกำลังของ พธ.ทบ. ซึ่งใช้เกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องบิน เครื่องให้แสงสว่าง และเครื่อง ให้ความร้อน เป็นต้น ๔) สป.๔ ได้แก่ สป.รายการที่ ทบ.มิได้กำหนดอัตราจ่าย ให้แก่หน่วยเป็นประจำไว้ แต่เป็น สป.ที่จะต้องจัดหาเป็นครั้งคราว เพื่อตอบสนองความต้องการแก่หน่วย ซึ่งเป็น สป.นอกอัตรา เช่น เครื่องแต่งกายพิเศษ อาวุธพิเศษ ยานพาหนะพิเศษ ลวดหนาม ไม้กระดาน เครื่องพราง วัสดุในการ ก่อสร้าง และวัสดุป้อมสนาม เป็นต้น ๕) สป.๕ ได้แก่ กระสุน วัตถุระเบิด วัตถุเคมี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบทางการ ส่งกำลังของ สพ.ทบ. และ วศ.ทบ. เช่น กระสุน ระเบิดขว้าง ดินระเบิด ตลอดจนอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ กระสุน และวัตถุระเบิด เป็นต้น *** สำหรับ สป.ชนิดอื่น ๆ ที่ ทบ.มิได้กำหนดรายการไว้ใน สป. ทั้ง ๕ ประเภทที่กล่าวแล้วนั้น ให้ถือว่าเป็น สป.เบ็ดเตล็ด เช่น น้ำ แผนที่ สิ่งของที่ยึดจากข้าศึก เป็นต้น นอกจากการแบ่ง สป.ออกเป็น ๕ ประเภทแล้ว ทบ.ยังได้กำหนดความรับผิดชอบในสิ่งอุปกรณ์ ให้แก่กรมฝ่ายยุทธบริการทั้ง ๙ สาย และกรมฝ่ายกิจการพิเศษที่เกี่ยวข้อง (ตามระเบียบ ทบ.ว่าด้วยความ รับผิดชอบในสิ่งอุปกรณ์ พ.ศ.๒๕๕๕) ดังนั้น จึงมีการแบ่ง สป. ออกเป็นประเภทตามความรับผิดชอบของ กรมฝ่ายยุทธบริการ และกรมฝ่ายกิจการพิเศษอีกด้วย
๑๙๑ ระบบการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทต่างๆ การเสนอความต้องการ การส่ง สป. ด้วยการขนส่งของ ขส.ทบ., มทบ. หรือหน่วยดำเนินการเอง ๑๒. การปฏิบัติงานส่งกำลัง การปฏิบัติงานส่งกำลัง เป็นการปฏิบัติตามวงรอบของการดำเนินกรรมวิธี เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่ง อุปกรณ์ เริ่มตั้งแต่การร้องของสิ่งอุปกรณ์รายการหนึ่ง จนสิ้นสดลงเมื่อได้แจกอุปกรณ์รายการนั้นให้แก่ผู้ใช้ ๑๒.๑. การปฏิบัติงานส่งกำลังในที่ตั้งปกติ ก. สิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๑ (สป.๑) ๑) สิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๑ ในทางทหารแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามลักษณะ การใช้มี ๔ ประเภท ดังนี้.- ก) เสบียง ก หมายถึง อาหารสดและอาหารแห้ง ซึ่งใช้บริโภคประจำวัน ครบตามรายงาน อาหารก่อนรับประทานจะต้องทำการหุงต้มเสียก่อน ทั้งนี้หมายรวมทั้งข้าวสารและเครื่องปรุง ตามส่วนสัมพันธ์ด้วย ข) เสบียง ข หมายถึง อาหารที่บรรจุกระป๋อง หรือภาชนะอื่นใดในทำนอง เดียวกันด้วย ซึ่งสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานในอุณหภูมิปกติ ก่อนรับประทานจะต้องประกอบหรือปรุงบ้าง เล็กน้อย ค) เสบียง ค หมายถึง อาหารสำเร็จรูปบรรจุภาชนะใช้รับประทานได้ทันที ง) เสบียง ง หมายถึง อาหารที่ย่อยง่าย ใช้เป็นอาหารชูกำลัง และบำรุง ร่างกายสำหรับผู้ป่วย เช่น ขนม และผลไม้ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีสิ่งเสริมเสบียง หรือเสบียงเสริมเบ็ดเตล็ด ซึ่งเป็นสิ่งของที่จำเป็นต่อความสะดวก สบายที่จ่ายให้กับทหารในสนาม เช่น บุหรี่ ยาสีฟัน สบู่ และขนมหวานต่างๆ เป็นต้น จะจ่ายให้พร้อม เสบียง ข หน่วยใช้ หน่วยใช้ หน่วยใช้ มทบ. บชร. มทบ. หน่วยใช้ที่ใกล้คลังส่วนกลาง คลังส่วนกลาง หน่วยใช้ส่วนกลาง
๑๙๒ ๒) ระเบียบปฏิบัติการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๑ ปฏิบัติตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการเลี้ยงดูทหาร พ.ศ. ๒๕๑๓ ๓) ระบบการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๑ ก) เสบียง ก หน่วยประกอบเลี้ยงดำเนินการจัดหาตามท้องถิ่น ข) เสบียง ข และ ค (๑) หน่วยใช้ส่วนกลาง เบิกรับจากคลังเกียกกาย พธ.ทบ. (๒) หน่วยใช้ส่วนภูมิภาค เบิกรับจากคลังที่สนับสนุน (บชร., มทบ.) (๓) เสบียง ง เบิกเป็นรายการและจำนวนตามความจำเป็น โดย สถานพยาบาลที่ได้รับอนุมัติให้เบิกเสบียง ง ได้ ทำการเบิกจากคลังสนับสนุน ข. สิ่งอุปกรณ์ประเภท ๒ (สป.๒) ๑) สิ่งอุปกรณ์ประเภท ๒ หมายถึง สป.ที่ ทบ.กำหนดอัตราจ่ายไว้ประจำหน่วย ตาม อจย. หรือ อสอ. หรือบัญชีแบ่งมอบอื่นๆ ที่ ทบ. กำหนดไว้ให้ ซึ่งเมื่อหน่วยเข้าทำการรบแล้ว สป.๒ ที่ได้รับจ่ายไว้ให้ครอบครองขั้นตนนั้น อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการรบ หรือสูญหายหรือชำรุดจนใช้ การไม่ได้ หน่วยใช้นั้นๆ จะต้องดำเนินการจัดหามาทดแทน วิธีการจัดหาตามระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไว้ ระบบการส่งกำลัง สป.๒ จึงแบ่งออกตามประเภทของ สป.๒ ได้เป็น ๒ วิธี คือ สป.๒ รายการที่ผู้บังคับบัญชาควบคุมการส่งกำลังและมิได้ควบคุมการส่งกำลัง โดยผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือ เป็นผู้กำหนด และมอบอำนาจการอนุมัติให้กับผู้บังคับบัญชาในระดับต่าง ๆ ไว้ด้วย ดังนั้น กรรมวิธีการเบิก สป.๒ รายการที่ควบคุมและมิได้ควบคุมการส่งกำลัง จึงมีวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้ ก) สป.๒ รายการที่ผู้บังคับบัญชาควบคุมการส่งกำลัง หมายถึง สป.๒ รายการ ใดก็ตามที่ ผบ.ยุทธบริเวณมีบัญชีประกาศให้ควบคุมระบบการเบิกจ่าย หน่วยจะต้องดำเนินการร้องขอ และ เบิกจ่ายตามสายการบังคับบัญชา เพื่อการขอรับอนุมัติจากผู้ที่มีอำนาจอนุมัติจ่าย สป.๒ รายการนั้นๆ ก่อนการ ดำเนินการเบิกตามสายการบังคับบัญชา มีระเบียบปฏิบัติตามลำดับดังนี้ กองพัน กรม กองพล กองทัพภาค กองทัพบก ข) สป.๒ รายการที่ผู้บังคับบัญชามิได้ควบคุมการส่งกำลัง หมายถึง สป.๒ รายการที่มิได้การควบคุมระบบการเบิกจ่าย ซึ่งหน่วยสามารถทำการเบิกจ่ายตามสายการส่งกำลังได้ การ ดำเนินการเบิกตามสายการส่งกำลังนั้น ให้หน่วยใช้ปฏิบัติตามลำดับ ดังนี้.- หน่วยใช้ หน่วยสนับสนุนโดยตรง หน่วยสนับสนุนทั่วไป กรมฝ่ายยุทธบริการ ทบ. ค) ระเบียบปฏิบัติในการร้องขอและเบิก สป.๒ หน่วยจะใช้ต้องทำบันทึกลงใน เอกสารที่ใช้ ด้วยการแสดงเหตุผลเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เสียหาย หรือการใช้สิ้นเปลื้องไปเนื่องจากการรบ โดย ผบ.หน่วย เป็นผู้ทำบันทึกดังกล่าว ๒) การจ่าย สป.๒ หน่วยที่ให้การสนับสนุนจะทำการแจกจ่าย สป.๒ ตามรายการส่ง กำลังหรืออาจ “แจกจ่ายแบบสายตรง” ถึงที่ตั้งของหน่วยใช้โดยตรงหรืออาจเรียกว่า “การจ่ายแบบส่งผ่าน” เพื่อให้ สป.๒ ถึงหน่วยใช้หรือผู้ใช้โดยตรงก็ได้ การแจกจ่ายวิธีนี้จะช่วยให้เกิดความสะดวกรวดเร็วกว่าจ่าย ตามสายการส่งกำลัง และเป็นวิธีหน่วยใช้พึงประสงค์มากที่สุดด้วย
๑๙๓ ๓) ระเบียบปฏิบัติการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๒ ปฏิบัติตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท ๒ และ ๔ พ.ศ.๒๕๐๒ ๔) ระบบการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท ๒ ก) หน่วยใช้ส่วนกลางเบิกตรงต่อคลังสายยุทธบริการต่างๆ ข) หน่วยใช้ส่วนภูมิภาค เบิกตรงต่อคลังที่สนับสนุน (บชร., มทบ.) ค) หน่วยใช้ส่วนภูมิภาคที่มีที่ตั้งอยู่ใกล้ คลังสายยุทธบริการเบิกตรงต่อคลัง สายยุทธบริการ ค. สิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๓ (สป.๓) ๑) สิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๓ สาย พธ. หมายถึง น้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันอุปกรณ์ ซึ่งใช้เกี่ยวกับยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องให้แสงสว่าง และเครื่องให้ความร้อน ๑.๑ น้ำมันเชื้อเพลิง หมายถึง น้ำมันที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเผาไหม้ให้กำลังงาน เช่น น้ำมันแก๊สโซลีน, น้ำมันเตา, น้ำมันกาด, น้ำมันเชื้อเพลิงไอพ่น เป็นต้น ๑.๒ น้ำมันอุปกรณ์ หมายถึง น้ำมันที่ใช้ในการหล่อลื่น และปรนนิบัติบำรุง ยานยนต์ เครื่องจักรกล (เว้นน้ำมันเชื้อเพลิง) เช่น น้ำมันหล่อลื่น, ไขข้น, น้ำมันห้ามล้อ น้ำมันไฮโดริกและ น้ำมันเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับน้ำมันเครื่องฉีดไฟเป็น สป.๓ สายวิทยาศาสตร์ (เป็นการผสม ของน้ำมันแก๊สโซลีน กับเคมีภัณฑ์ ) ๒) ประเภทน้ำมัน น้ำมัน ทบ. แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท ตามลักษณะของการ กำหนดมูลฐาน และวัตถุประสงค์ในการเบิกจ่าย ก) น้ำมันประเภทที่ ๑ (อัตรา) ประจำเดือน ได้แก่ น้ำมันที่กองทัพบก กำหนดให้หน่วยต่างๆ ทำการเบิกจ่ายเพื่อใช้สำหรับการปฏิบัติงานประจำในรูปของ “อัตราน้ำมัน” เช่น อัตราจ่ายน้ำมันประจำเดือนสำหรับใช้ในงานธุรการ เป็นต้น ข) น้ำมันประเภทที่ ๒ (เครดิต) ได้แก่ น้ำมันที่กองทัพบกกำหนดให้หน่วย ต่าง ๆ ทำการเบิกจ่ายเพื่อใช้สำหรับงานพิเศษเฉพาะครั้งคราวในรูปของ “เครดิต” หรือ “วงเงินงบประมาณ” เฉพาะงานหรือในรูปของเครดิตรวมเป็นส่วนกลางสำหรับงานที่คาดไม่ถึง เช่น เครดิตน้ำมันฝึก น้ำมันลอง เครื่อง น้ำมันงบงานผลิตสิ่งอุปกรณ์ และเครดิตน้ำมันประเภท ๒ เป็นต้น ค) น้ำมันประเภทที่ ๓ (ตามอัตราพิกัด) ได้แก่ น้ำมันที่กองทัพบกให้หน่วย ต่าง ๆ ทำการเบิกจ่ายเพื่อการสะสม / เก็บรักษาไว้สำหรับการรองจ่ายใช้งาน หรือสำหรับเป็นน้ำมันสำรอง เช่น น้ำมันตามเกณฑ์สะสม น้ำมันนอกเกณฑ์สะสม น้ำมันตามอัตราพิกัด เป็นต้น อัตราน้ำมัน หมายถึง จำนวนน้ำมันที่ ทบ.กำหนดไว้เป็นอัตราประจำ ให้หน่วยเบิกจ่ายได้เป็นเป็นการแน่นอน เครดิตน้ำมัน หมายถึง จำนวนน้ำมันที่ ทบ. หรือหน่วยบังคับบัญชา ที่ได้รับมอบหมายจาก ทบ. กำหนดให้หน่วยใช้งานเป็นครั้งคราว ให้หน่วยเบิกจ่ายได้ตามความจำเป็น แต่ไม่ เกินจำนวนที่กำหนด น้ำมันตามอัตราพิกัด หมายถึง จำนวนน้ำมันที่กำหนดให้หน่วยมีไว้ สำหรับเติมให้เต็มถังเชื้อเพลิงของยานพาหนะทุกคันที่มีอยู่ในหน่วย รวมทั้งน้ำมันเติมเต็มถังอะไหล่ ตามอัตรา ของยานพาหนะนั้นๆ เพื่อพร้อมที่จะออกใช้งานได้
๑๙๔ ๓) ระเบียบปฏิบัติการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๓ ปฏิบัติตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๓ สาย พธ. พ.ศ. ๒๕๒๔ ๔) ระบบการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๓ ก) หน่วยใช้ส่วนกลาง เบิกไปยัง กองเชื้อเพลิง พธ.ทบ. ข) หน่วยใช้ส่วนภูมิภาค เบิกไปยัง คลังสนับสนุน (บชร., มทบ.) ง. การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท ๔ (สป.๔) ๑) สิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๔ หมายถึง สป.รายการที่ ทบ.มิได้กำหนดเป็นอัตราจ่ายไว้ ประจำหน่วยใช้ หากแต่ว่าเมื่อหน่วยใช้มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อการปฏิบัติภารกิจของตน ก็จะต้องดำเนินการ เสนอความต้องการได้เป็นครั้งคราว และเมื่อเสร็จภารกิจหรือหมดความจำเป็นต่อการใช้ หรือเมื่อมีคำสั่งจาก หน่วยเหนือให้ส่งคืน หน่วยใช้จะต้องดำเนินการส่งคืนหน่วยจ่ายตามระเบียบปฏิบัติที่ ทบ.กำหนด รายการ สป.๔ ส่วนใหญ่จะได้แก่ วัสดุป้อมสนาม หรือยุทโธปกรณ์ต่างๆที่ ทบ.กำหนดความรับผิดชอบให้กับสายยุทธ บริการต่าง ๆ ๒) การร้องขอและการเบิก การเสนอความต้องการและการเบิก สป.๔ ทุกรายการ หน่วยใช้จะต้องดำเนินการตามสายการบังคับบัญชา จนถึงผู้มีอำนาจอนุมัติให้ยืม หรือสั่งจ่ายได้ ๓) การจ่าย คงให้ยึดถือระเบียบปฏิบัติเช่นเดียวกับ สป.๒ คือ อาจจ่ายตามสายการ ส่งกำลัง หรือจ่ายแบบสายตรงหรือแบบส่งผ่านก็ได้ เพื่อความรวดเร็ว ทันเวลา หรือถ้า สป.๔ จำนวนน้อย อาจแจกจ่ายไปพร้อมกับการจ่ายเสบียงของหน่วยใช้ก็ได้ ๔) ระเบียบปฏิบัติการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๔ ปฏิบัติตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท ๒ และ ๔ พ.ศ.๒๕๐๒ ๕) ระบบการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท ๔ ก) หน่วยใช้ส่วนกลางเบิกตรงต่อคลังสายยุทธบริการต่างๆ ข) หน่วยใช้ส่วนภูมิภาค เบิกตรงต่อคลังที่สนับสนุน (บชร., มทบ.) ค) หน่วยใช้ส่วนภูมิภาคที่มีที่ตั้งอยู่ใกล้ คลังสายยุทธบริการเบิกตรงต่อคลัง สายยุทธบริการ จ. การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท ๕ (สป.๕) ๑) สิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๕ หมายถึง กระสุน วัตถุระเบิก วัตถุเคมีชนิดต่าง ๆ ที่ได้ จัดไว้ในความรับผิดชอบของสายสรรพาวุธ และสายวิทยาศาสตร์ของ ทบ. ๒) ระบบการส่งกำลัง สป.๕ มีระบบที่แตกต่างไปจากระบบการส่งกำลัง สป.ประเภท อื่นๆ ฉะนั้น ก่อนที่จะศึกษาในรายละเอียดของระบบการส่งกำลัง สป.๕ ให้เข้าใจดี จึงจำเป็นต้องศึกษา เกี่ยวกับอัตรากระสุน และวัตถุระเบิดที่ ทบ. กำหนดไว้เสียก่อน ดังนี้.- ก. อัตรากระสุนมูลฐาน คือ จำนวนกระสุนที่ ทบ. กำหนดให้หน่วยใช้ระดับ ต่าง ๆ มีไว้เพื่อปฏิบัติการรบ หรือใช้ปฏิบัติการกรณีฉุกเฉินในขั้นต้น โดยกำหนดเป็นจำนวนนัดต่อกระบอก ของแต่ละชนิดอาวุธนั้น ๆ ซึ่งทหารจะต้องนำไปเป็นบุคคลหรือด้วยยานพาหนะประจำหน่วยหรือด้วยเครื่องมือ ขนส่งชนิดอื่น ดังนั้นการเพิ่มกระสุนอัตรามูลฐาน จึงเป็นความรับผิดชอบของ ผบ.หน่วย ทุกระดับ จะต้อง ดำรงอัตรากระสุนมูลฐานในความรับผิดชอบ ให้มีจำนวนครบถ้วนอยู่เสมอ ตลอดจนการหมุนเวียนใช้เพื่อให้ อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีตลอดไป
๑๙๕ ข. อัตรากระสุนที่ต้องการ คือ จำนวนที่หน่วยเหนือ หรือหน่วยใช้ประมาณ การว่าหน่วยใดหน่วยหนึ่ง มีความจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการตามภารกิจที่มอบหมายให้ และสามารถใช้ทำการ รบได้อย่างเพียงพอ หรือต่อเนื่องในห้วงระยะเวลาหนึ่งโดยไม่จำกัดการใช้ สำหรับ สป.๕ ชนิดอื่น ๆ จะทำ ประมาณความต้องการเป็นหน่วย เช่น ระเบิดขวาง, ทุ่นระเบิดดักรถถัง, ดินระเบิด เป็นต้น ค. อัตรากระสุนที่ใช้ได้ คือ จำนวนกระสุนจำนวนหนึ่งที่จำกัดให้หน่วย ใช้ดำรงความต่อเนื่องในการยิงเท่าที่จำนวนกระสุนจะมีสนับสนุนให้ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หรือตามห้วง ระยะเวลาที่กำหนดให้ใช้ได้ โดยกำหนดเป็นจำนวนนับกระบอกต่อวัน ส่วนอาวุธใดที่หน่วยเหนือมิได้กำหนด อัตรากระสุนที่ใช้ได้ ให้อาวุธเหล่านั้นคงทำการรบด้วยการใช้อัตรากระสุนมูลฐานของตนต่อไป โดยปกติ ผบ. ยุทธบริเวณ จะเป็นผู้กำหนดอัตรากระสุนที่ใช้ได้ของแต่ละชนิดอาวุธตามความเหมาะสมกับภาวการณ์นั้นๆ ๓) ระเบียบปฏิบัติการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๕ ปฏิบัติตามระเบียบ ทบ. ว่าด้วยการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๐๗ ๔) ระบบการส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ ๕ ก) หน่วยใช้ส่วนกลาง เบิกไปยังคลัง สพ.ทบ. ข) หน่วยใช้ส่วนภูมิภาค เบิกไปยังคลังสนับสนุน (บชร.) ฉ. การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภทเบ็ดเตล็ด ๑) น้ำ ตามธรรมดาแล้ว กองพันทหารช่างสนามของกองพล จัดตั้งตำบลจ่ายน้ำประปาขึ้น ในพื้นที่ขบวนสัมภาระของกรม ๆ ละ ๑ แห่ง และจัดตั้งอีกหน่วยมารับน้ำจากตาบลจ่ายน้ำที่ใกล้ที่สุด แล้วนำ ไปแจกจ่ายอีกทอดหนึ่ง ๒) แผนที่ พัน ช.พล. จะรับแผนที่จำนวนมาก ๆ สำหรับกองพล จากคลังแผนที่ของกองทัพ แล้วทำการจ่ายให้กับหน่วยต่างๆ ของกองพลและหน่วยสมทบ ทั้งยังเก็บรักษาแผนที่สำรองของกองพลไว้ด้วย หน่วยใช้เสนอความต้องการแผนที่ไปยัง ผบ.ช.พล. ซึ่ง ผบ.ช.พล.จะคำณวนความต้องการแผนที่ภายใต้การ กำกับดูแลของ สธ.๒ กองพล การแจกจ่ายแผนที่ในกองพลให้ปฏิบัติตามลาดับความเร่งด่วนตามที่ สธ.๒ ของ กองพลกำหนด ๓) สิ่งอุปกรณ์สายสารบรรณ กองร้อยกองบัญชาการกองพล (ร้อย บก.พล.) รับผิดชอบใน การกำหนดความต้องการ เบิกรับ เก็บรักษา และแจกจ่ายบรรดาสิ่งพิมพ์ทางการ เช่น คู่มือราชการสนาม คู่มือทางเทคนิค แบบฟอร์มและสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ให้แก่หน่วยต่างๆ ของกองพล หน่วยต่างๆ ระดับกองพัน เสนอใบเบิกผ่านร้อย บก.พล. ซึ่ง ร้อย บก.พล.จะสรุปใบเบิกเสนอไปยังคลังสิ่งพิมพ์ของกองทัพที่ให้การ สนับสนุน ๑๒.๒ การปฏิบัติงานส่งกำลังในสนาม เมื่อหน่วยทหารออกปฏิบัติการในสนาม การปฏิบัติงานส่งกำลังบำรุงก็จะต้องติดตาม หน่วยรบของตนไปด้วย โดยจะนำเอาสิ่งอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นจาก ที่ตั้งปกติบรรทุกใส่ยานพาหนะเคลื่อนย้ายไปพร้อม ๆ กับส่วนกำลังรบ ซึ่งจะเรียกว่า “ขบวนสัมภาระ” เพื่อให้ เกิดความต่อเนื่อง และคล่องตัวในการส่งกำลังบำรุง ขบวนสัมภาระจะแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ ๑) ขบวนสัมภาระของหน่วย ประกอบด้วย ส่วนสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงที่อยู่ใน อัตราของหน่วย และหน่วยสมทบต่าง ๆ เหล่านี้ จะอยู่ในความควบคุมของผู้บังคับบัญชาหน่วยนั้น ๆ โดยตรงซึ่งขบวนสัมภาระของหน่วยจะต้องอยู่กับหน่วย ในโอกาสที่เห็นว่าไม่ได้รับการสูญเสีย หรือถูก ทำลายลงได้ หรือในเมื่อผู้บังคับบัญชายินดีเสี่ยงต่อการสูญเสีย เพื่อให้หน่วยสามารถบรรลุภารกิจได้ยิ่งขึ้น
๑๙๖ ๒) ขบวนสัมภาระรบ ประกอบด้วย ยานพาหนะในการส่งกำลัง การบริการทางการทหาร การซ่อมบำรุง ตลอดจนเจ้าหน้าที่และยุทธภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการสนับสนุนโดยฉับพลันแก่หน่วย ๓) ขบวนสัมภาระพัก ประกอบด้วย ยานพาหนะทางยุทธการ การส่งกำลังบริการทางทหาร และการซ่อมบำรุง ตลอดจนเจ้าหน้าที่และยุทธภัณฑ์ ซึ่งไม่อยู่ในขบวนสัมภาระและยังไม่ต้องการสนับสนุน โดยฉับพลันแก่หน่วยรบ ๑๓. การควบคุมสิ่งอุปกรณ์ แบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑. การควบคุมทางการส่งกำลัง (Supply Control) ๒. การควบคุมทางบัญชี (Stock Control) ก) การควบคุมทางการส่งกำลัง คือ กรรมวิธีซึ่งสิ่งอุปกรณ์แต่ละชิ้นถูกควบคุมไว้ โดยระบบการส่งกำลัง ระบบนี้รวมถึง การกำหนดความต้องการ การรับ การเก็บรักษา การจัดส่ง การแจกจ่าย การแบ่งมอบ การทำเครื่องหมาย และการทำบัญชี การควบคุมทางการส่งกำลัง เป็นวิธีการที่มีระเบียบสำหรับการรักษาดุลที่เป็นไปได้ ระหว่างการส่งกำลังกับความต้องการสิ่งอุปกรณ์ทั้งหมด เพื่อจัดให้มีสิ่งอุปกรณ์ที่ต้องการได้ทันเวลา ป้องกัน การสะสมสิ่งอุปกรณ์ไว้จนเกินอัตรา และพิจารณากำหนดปริมาณสิ่งอุปกรณ์ที่มีอยู่ เพื่อการแจกจ่ายใหม่หรือ จำหน่ายไป ระบบนี้ต้องการข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับ สถานภาพของการส่งกำลัง และความต้องการสิ่งอุปกรณ์ ซึ่งต้องทำให้ทันสมัยอยู่เสมอ และต้องทำแบบรวมการ ส่วนประกอบหลักของระบบการควบคุมการส่งกำลัง ได้แก่ ๑) นโยบายการส่งกำลังของหน่วย ๒) บันทึกการควบคุมทางบัญชี และรายงานการส่งกำลัง ๓) การคาดคะเนความต้องการทางการส่งกำลังและสิ่งอุปกรณ์ที่มีอยู่ ๔) ข้อมูลจากสถานภาพการส่งกำลังในอัตราปัจจุบัน และในอนาคต ของ สป. แต่ละรายการ ๕) ระบบกรรมวิธีข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะให้การ สนับสนุนต่อการปฏิบัติงานส่งกำลังนั้น ข) การควบคุมทางบัญชี คือ กรรมวิธีการรักษาข้อมูลต่างๆ ของปริมาณที่มีอยู่ และสภาพของสิ่งอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ที่ค้างรับ คงคลัง และค้างจ่าย ความมุ่งหมายของการควบคุมทางบัญชี ก็คือ การกำหนดปริมาณของสิ่งอุปกรณ์และ ยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ และ/หรือมีความต้องการเพื่อการแจกจ่าย และเพื่อความสะดวกในการจัดงานแจกจ่าย สิ่งอุปกรณ์ ระบบควบคุมทางบัญชี หมายถึง วิธีปฏิบัติต่างๆ ดังนี้.- ๑) การเบิกใช้มูลฐานตามระยะเวลา ๒) การค้นหาและการรายงานสิ่งอุปกรณ์ที่ขาดแคลน และเกินระดับความสะสม ๓) การทราบที่อยู่และการรายงานสิ่งอุปกรณ์ ที่เหลือใช้ และล้าสมัยที่ใช้การ ไม่ได้ และที่ซ่อมแก้ไม่ได้ ประสิทธิภาพของการควบคุมทางบัญชี ขึ้นอยู่กับ การบันทึก และการตรวจสอบ เอกสารการควบคุมทางบัญชีอย่างรวดเร็วและถูกต้อง การช่วยเหลือและการแนะนำ ชี้แจง ตลอดทั่วทั้ง หน่วยบัญชาการ รวมทั้งการใช้วิทยาการแผนใหม่เข้ามาช่วย