๙๗ ----------------------------------- ประเภทเอกสาร ๓. แง่คิดทางทหารของพื้นที่ปฏิบัติการ ก. แง่คิดทางยุทธวิธี ๑) การตรวจการณ์และการยิง ก) สภาพลมฟ้าอากาศ ข) เนิน ค) พืชพันธุ์ธัญญาหาร ง) สิ่งปลูกสร้าง ๒) การซ่อนเร้นและการกำบัง ก ) สภาพลมฟ้าอากาศ ข) เนิน ค) พืชพันธุ์ธัญญาหาร ง) สิ่งปลูกสร้าง ๓) เครื่องกีดขวาง ก) สภาพลมฟ้าอากาศ ข) เนิน ค) พืชพันธุ์ธัญญาหาร ง) สิ่งปลูกสร้าง ๔) ภูมิประเทศสำคัญยิ่ง ก) เนิน ข) แนวสันเขา ๕) แนวทางเคลื่อนที่ ก) แนวทางเคลื่อนที่ ซึ่งฝ่ายรุกรานจะเคลื่อนที่เข้ามายังที่มั่นของฝ่ายเรา (๑) แนวทาง………………. ข) แนวทางเคลื่อนที่ ซึ่งฝ่ายเราจะเคลื่อนที่เข้าไปยังที่มั่นของข้าศึก ข. แง่คิดในการสนับสนุนทางการช่วยรบ ๑) กำลังพล ๒) การส่งกำลังบำรุงและการส่งกลับ ๓) กิจการพลเรือนลักษณะทางสังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยา -------------------------------------- ประเภทเอกสาร
๙๘ ------------------------------------ ประเภทเอกสาร ๔. ผลของลักษณะพื้นที่ปฏิบัติการ ก. ผลที่จะเกิดแก่หนทางปฏิบัติของข้าศึก ๑) ผลที่จะเกิดแก่การตั้งรับของข้าศึก ๒) ผลที่จะเกิดแก่การเข้าตีของข้าศึก ๓) ผลที่จะเกิดแก่กำลังทางอากาศของข้าศึก ๔) ผลที่จะเกิดแก่การใช้อาวุธนิวเคลียร์ของข้าศึก ๕) ผลที่จะเกิดแก่การใช้สงคราม นชค.ของข้าศึก ข. ผลที่จะเกิดต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ๑) …………………… ๒) …………………… ๓) …………………… (ลงชื่อ) พ.ต...............…………………… หมายเหตุ หากแจกจ่ายให้หน่วยรอง ผบ.หน่วย จะเป็นผู้ลงชื่อ และ ฝอ.๒ เป็นผู้รับรอง สำเนาเป็นคู่ฉบับ หัวเรื่องให้เขียนว่า เป็นฉบับที่…….ใน…….ฉบับ และลงหมายเลขอ้างสาส์นต่อจากกลุ่มเวลา ---------------------------------------- ประเภทเอกสาร
๙๙ ตอนที่ ๕ การเตรียมสนามรบด้านการข่าว ๙. การเตรียมสนามรบด้านการข่าว (INTELLIGENCE PREPARATION OF THE BATTLEFIELD : IPB) ๙.๑ กล่าวทั่วไป IPB คือ กระบวนการที่ต่อเนื่องและเป็นระบบกระบวนการหนึ่ง สำหรับการวิเคราะห์ภัย คุกคามและสภาพแวดล้อม ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะ โดย IPB จะพิจารณาหนทาง ปฏิบัติที่เป็นไปได้ทั้งสิ้นของภัยคุกคาม (Threat) รวมทั้งกำหนดความน่าจะเป็นไปได้ของหนทางปฏิบัติเหล่านั้น นอกจากนั้น IPB จะ กำหนดผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่จะมีต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา และฝ่ายภัยคุกคาม IPB เป็นส่วนสำคัญยิ่งของวงรอบข่าวกรอง จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนงานด้านข่าวกรองให้แก่ขั้นตอนต่าง ๆ ของ กระบวนการแสวงข้อตกลงใจทางทหาร ผลผลิตของ IPB เป็นมูลฐานของประมาณการข่าวกรอง และแผนรวบรวมข่าวสาร IPB จะ กำหนดเป้าหมายและที่หมาย ตลอดจนความเร่งด่วนให้กับแผนการยิง และแผนการดำเนินกลยุทธ์ IPB จะ จัดหาข่าวกรองล่าสุด เพื่อสนับสนุนการตกลงใจของ ผบ.อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนการสู้รบจะเริ่มขึ้นไปจนถึง หลังการสู้รบได้สิ้นสุดลง ซึ่งจะช่วยให้ ผบ.สามารถจะใช้อำนาจกำลังรบของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ตำบล และเวลาที่ต้องการ ผลผลิตหลักของ IPB เช่น รูปแบบ หป.ของภัยคุกคาม (Threat COA Model), แผ่นภาพ เหตุการณ์ และตารางเหตุการณ์ (Event Template and Matrix) เป็นส่วนสำคัญในการจำลองยุทธ์ (Wargaming) หป.ของฝ่ายเรา การพัฒนาแผ่นภาพตกลงใจและตารางตกลงใจ (Decision Support Template and Matrix) ในขั้นตอนการจำลองยุทธ์ จะเป็นพื้นฐานในการจัดทำแผนรวบรวมข่าวสาร และจะ ช่วยให้การปฏิบัติการต่าง ๆ ในสนามรบเป็นไปอย่างประสานสอดคล้อง กระบวนการ IPB จะใช้ภาพ (Graphic) เป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยให้การวิเคราะห์ง่ายขึ้น IPB เป็น กระบวนการที่ต่อเนื่องแบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน คือ : ๙.๑.๑ ขั้นตอนที่ ๑ การกำหนดสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติการ (Define the Operational Environment) ๙.๑.๒ ขั้นตอนที่ ๒ การอธิบายผลกระทบของสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติการ (Describe the Effects of the Operational Environment) ๙.๑.๓ ขั้นตอนที่ ๓ การประเมินค่าภัยคุกคาม (Evaluate the Threat) ๙.๑.๔ ขั้นตอนที่ ๔ การกำหนดหนทางปฏิบัติของภัยคุกคาม (Determine Threat COAs)
๑๐๐ ๙.๒ IPB : ขั้นตอนที่ ๑ การกำหนดสภาพแวดล้อมของสนามรบ ๙.๒.๑ การกำหนดสภาพแวดล้อมของสนามรบ เป็นการกำหนดลักษณะของสภาพแวดล้อม หรือกิจกรรมใด ๆ ในสนามรบ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา อาจแบ่งได้เป็น ๕ ขั้นตอน ย่อยดังนี้ ๙.๒.๑.๑ กำหนดลักษณะสภาพแวดล้อมที่สำคัญ ๙.๒.๑.๒ กำหนดพื้นที่ปฏิบัติการ (Area of Operations ; AO), พื้นที่สนใจ (Area of Interest ; AI) และ พื้นที่อิทธิพล ( Battle Space หรือ Area of Influence) ๙.๒.๑.๓ กำหนดห้วงเวลาในการจัดทำ IPB ๙.๒.๑.๔ กำหนดความต้องการข่าวกรอง และสมมุติฐาน (Assumptions) ๙.๒.๑.๕ กำหนดขั้นของรวบรวมข่าวสารสำหรับการจัดทำ IPB ๙.๒.๒ กำหนดลักษณะสภาพแวดล้อมที่สำคัญ ลักษณะสภาพแวดล้อมที่สำคัญ ซึ่งกระทบต่อ หป. ของทั้งสองฝ่าย ปกติจะประกอบด้วย ๙.๒.๒.๑ สภาพทางภูมิศาสตร์, ภูมิประเทศ และสภาพลม ฟ้า อากาศ ๙.๒.๒.๒ ข้อมูลประชากร เช่น เผ่าพันธุ์, ศาสนา, กลุ่มอายุ, กลุ่มรายได้ ฯลฯ ๙.๒.๒.๓ ปัจจัยด้านการเมือง, เศรษฐกิจและสังคม เช่น บทบาทของกลุ่มต่าง ๆ, กลุ่มอิทธิพล ๙.๒.๒.๔ โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การคมนาคมขนส่ง, การโทรคมนาคม ฯลฯ ๙.๒.๒.๕ กฎการปะทะ (Rules of engagement ; ROE), ข้อห้ามตามกฎหมาย, สนธิ สัญญา และข้อตกลงต่าง ๆ ๙.๒.๒.๖ ขีดความสามารถโดยทั่วไปของภัยคุกคาม, ที่ตั้ง, ความคล่องแคล่วในการ เคลื่อนที่, ชนิดของอาวุธที่ใช้ ตลอดจนระยะยิง ๙.๒.๓ กำหนดพื้นที่ปฏิบัติการ (AO), พื้นที่สนใจ (AI) และห้วงมิติการรบ (Battle Space) ๙.๒.๓.๑ พื้นที่ปฏิบัติการ (Area of Operations) คือ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ ผบ.และ หน่วย ถูกกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติการทางทหาร ปกติจะกำหนดขอบเขตด้วยเส้น แบ่งเขต ขอบเขตของพื้นที่ปฏิบัติการจะคลอบคลุม ๓ พื้นที่ คือ พื้นที่ปฏิบัติการทางลึก, พื้นที่การรบ ระยะใกล้และพื้นที่ส่วนหลัง โดยทั่วไปแล้ว หน่วยระดับกองพล จะพิจารณาในเรื่อง ๙.๒.๓.๑ (๑) พื้นที่ปฏิบัติการทางลึก ในเรื่อง การโจมตีต่อกรมระลอกสองและ ส่วนสนับสนุนของกองพลระลอกแรกของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งสนับสนุนด้านข่าวสารในพื้นที่นี้ให้แก่หน่วยของ กองพลเราด้วย ๙.๒.๓.๑ (๒) พื้นที่การรบระยะใกล้ ในเรื่อง การนำกรมดำเนินกลยุทธ์เข้าทำ การรบกับกรมระลอกแรกของฝ่ายตรงข้าม ๙.๒.๓.๑ (๓) พื้นที่ส่วนหลัง ในเรื่อง การ รปภ. เพื่อลดการรบกวนต่อ C 3 ของฝ่ายเรา และการทำลายฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่ส่วนหลัง, การสนับสนุนด้าน สลก. และ สสช. อย่างต่อเนื่อง และการควบคุมความเสียหายในพื้นที่ส่วนหลัง ๙.๒.๓.๒ พื้นที่สนใจ (Area of Interest) คือ พื้นที่ทางภูมิศาสตร์และห้วงอากา ศาสตร์ที่ขยายออกไปจากพื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการรวบรวมข่าวสารเพื่อการวางแผนและ ปฏิบัติการ ผบ.หน่วย สามารถกำหนดขอบเขตหรืออาจเป็นการกำหนดร่วมกันระหว่าง สธ.๒ และ สธ.๓ โดย
๑๐๑ อาศัยแนวทางในการวางแผนของ ผบ.หน่วยเป็นพื้นฐาน ขอบเขตของพื้นที่สนใจพิจารณาจากที่ตั้งของกำลัง ฝ่ายเดียวกันที่อาจมีผลกระทบต่อการบรรลุภารกิจของหน่วยตามเจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วยเหนือเป็นพื้นที่ซึ่ง หน่วยคาดว่าจะนำกำลังเข้าไปวางเพื่อปฏิบัติภารกิจในอนาคต ขอบเขตของพื้นที่สนใจจะคลอบคลุม ๔ มิติ คือ ความกว้าง, ความลึก, ความสูง(ห้วงอากาศ) และเวลา ๙.๒.๓.๓ พื้นที่อิทธิพล (Battle Space Or Area of Influence) คือ พื้นที่ทาง ภูมิศาสตร์ที่หน่วยสามารถมีอิทธิพลครอบคลุมได้ทั่วถึง ทั้งนี้การกำหนดพื้นที่อิทธิพลจะพิจารณาจากขีด ความสามารถสูงสุดของ (๑) ระบบอาวุธยิงสนับสนุน และ (๒) ระบบการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจสนามรบ และการลาดตระเวน (ขฝล.) โดยปกติพื้นที่อิทธิพล ควรครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างขวางกว่าพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อให้ สามารถสนับสนุนการปฏิบัติต่าง ๆ ของหน่วยได้ตามภารกิจ ๙.๒.๔ กำหนดห้วงเวลาในการจัดทำ IPB เวลามักเป็นเครื่องจำกัดในการจัดทำ IPB ฉะนั้น จึงต้องมีการวางแผนการใช้เวลาที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตอันเป็นมูลฐานของกระบวนการแสวง ข้อตกลงใจทางทหารได้อย่างทันเวลา ๙.๒.๕ กำหนดความต้องการข่าวกรองและสมมุติฐาน โดยปกติข่าวสารและข่าวกรองที่มีอยู่ มักไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของสนามรบและภัยคุกคาม ข่าวสารและข่าวกรองที่ขาดหายไปนี้ จะถูกนำมาพิจารณากำหนดความเร่งด่วน และจะกลายเป็นความต้องการข่าวกรองขั้นต้นของหน่วย แต่ขีด ความสามารถในการรวบรวมข่าวสารของหน่วยภายใต้ข้อมูลจำกัดของเวลาในการจัดทำ IPB จะสามารถตอบ ความต้องการข่าวกรองได้เพียงบางส่วนเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดสมมุติฐานที่เป็นไปได้ขึ้นมา สำหรับ ข่าวสารและข่าวกรองที่ขาดหายไป เพื่อให้กระบวนการวางแผนของหน่วยดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ๙.๒.๖ รวบรวมข่าวสารสำหรับการจัดทำ IPB การรวบรวมข่าวสารจะดำเนินไปเพื่อสนองตอบ ความต้องการข่าวกรองขั้นต้นของหน่วย กระบวนการ IPB จะพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องจากข่าวกรองที่ได้รับเพิ่มเติม มาใหม่ สมมุติฐานที่กำหนดไว้ในขั้นต้น อาจได้รับการยืนยัน, ปรับปรุงหรือยกเลิกสมมุติฐานบางตัว จะเป็น พื้นฐานที่สำคัญในการวางแผนและตกลงใจของ ผบ. ความถูกต้องแม่นยำในการกำหนดสมมุติฐานจึงมีผลต่อ การตกลงใจของ ผบ. ตลอดจนความสำเร็จ และความล้มเหลวในภารกิจของหน่วย ๙.๓ IPB : ขั้นตอนที่ ๒ การอธิบายผลกระทบของสภาพแวดล้อม ๙.๓.๑ การอธิบายผลกระทบของสภาพแวดล้อม เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งมวลที่มี ผลกระทบต่อการปฏิบัติของทั้งฝ่ายเราและฝ่ายข้าศึก โดยจะแสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมของสนามรบใน ทุก ๆ ด้านตลอดจนขีดความสามารถ และหนทางปฏิบัติโดยทั่วไปของภัยคุกคามที่สามารถปฏิบัติได้ ซึ่งจะ ช่วยให้ ผบ.สามารถแสวงประโยชน์จากสภาพแวดล้อมของสนามรบรวมทั้งเตรียมการตอบโต้การปฏิบัติของ ข้าศึกได้ในทุกรูปแบบในขั้นนี้อาจในขั้นนี้อาจแบ่งออกได้เป็น ๔ ขั้นย่อย ดังนี้ ๙.๓.๑.๑ วิเคราะห์ภูมิประเทศ (Terrain Analysis) ๙.๓.๑.๒ วิเคราะห์สภาพลมฟ้าอากาศ (Weather Analysis) ๙.๓.๑.๓ วิเคราะห์ลักษณะอื่น ๆ ของสนามรบ ๙.๓.๑.๔ อธิบายผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่มีต่อขีดความสามารถและหนทาง ปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย
๑๐๒ ๙.๓.๒ วิเคราะห์ภูมิประเทศ (Terrain analysis) ๙.๓.๒.๑ เป็นการประเมินค่าภูมิประเทศในสนามรบตามแง่คิดทางทหาร ๕ ประการ คือ การตรวจการณ์และพื้นการยิง, การกำบังและการซ่อนพราง, เครื่องกีดขวาง, ภูมิประเทศสำคัญ และ แนวทางการเคลื่อนที่ (OCOKA) แล้วนำผลการประเมินค่ามารวมไว้ในแผ่นภาพเพียงแผ่นเดียวซึ่งเรียกว่า “แผ่นบริวารเครื่องกีดขวางผสม” (Modified Combined Obstacle Overlay ; MCOO) โดยแผ่นบริวาร เครื่องกีดขวางผสมนี้ จะเป็นแผ่นภาพพื้นฐานสำคัญของแผ่นภาพอื่น ๆ ในกระบวนการ IPB ต่อไป ๙.๓.๒.๒ เครื่องกีดขวาง ( Obstacles ) เครื่องกีดขวางในที่นี้หมายรวมถึงเครื่องกีด ขวางตามธรรมชาติ และเครื่องกีดขวางที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งสามารถทำให้การเคลื่อนที่หยุดชะงัก ช้าลง หรือ ต้องเปลี่ยนแปลงทิศทาง การประเมินค่าในขั้นนี้กระทำได้ ๒ ขั้นตอน คือ การกำหนดผลกระทบของเครื่อง กีดขวางแต่ละชนิดที่มีต่อการเคลื่อนที่ของฝ่ายเรา และฝ่ายข้าศึก เช่น พืชพรรณไม้, ทางน้ำไหล, ลักษณะผิวพื้น เครื่องกีดขวางตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น, ระบบคมนาคม , ผลกระทบของสภาพลม ฟ้า อากาศ และการนำผลกระทบของเครื่องกีดขวางทั้งปวงมารวมไว้ในแผ่นภาพเพียงแผ่นเดียว ซึ่งเรียกว่า "แผ่นบริวารเครื่องกีดขวาง" (Combined Obstacle Overlay : COO) โดยแผนภาพนี้จะแสดงให้เห็นถึง การประเมินค่าเครื่องกีดขวางโดยรวมซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนที่ในระดับต่าง ๆ ๓ ระดับ ดังนี้ : ๙.๓.๒.๒ (๑) ภูมิประเทศเคลื่อนที่ผ่านได้ (GO หรือ UNRESTRICTED) ภูมิประเทศไม่มีข้อจำกัดต่อการเคลื่อนที่ มีเครือข่ายถนนอย่างดี สามารถดำเนินกลยุทธ์ได้อย่างกว้างขวาง สำหรับหน่วยยานยนต์ หรือยานเกราะ ปกติแล้วจะเป็นพื้นที่ราบจนถึงพื้นที่ลาดเอียงในระดับปานกลาง เป็นภูมิประเทศที่มีระยะห่างของเครื่องกีดขวางมาก เราจะไม่ใส่เครื่องหมายใด ๆ ลงบนแผ่นบริวาร เพื่อแสดง ภูมิประเทศผ่านได้ (GO) ๙.๓.๒.๒ (๒) ภูมิประเทศเคลื่อนที่ผ่านได้ช้า( SLOW GO หรือ RESTRICTED) ภูมิประเทศที่หน่วยเคลื่อนที่หรือดำเนินกลยุทธ์ผ่านไปได้ แต่ต้องใช้ความพยายามในระดับหนึ่ง เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถในการเคลื่อนที่ ภูมิประเทศผ่านได้ช้า ( Slow go ) สำหรับหน่วยยานยนต์หรือยานเกราะ จะเป็นพื้นที่ลาดเอียงในระดับปานกลางจนถึงลาดชัน หรือพื้นที่มีเครื่องกีดขวางมีระยะห่างปานกลาง เส้นทาง คมนาคมอยู่ในสภาพจำกัด ภูมิประเทศผ่านได้ช้าปกติจะแสดงบนแผ่นบริวารด้วย “เส้นขนานขีดขวาง” ๙.๓.๒.๒ (๓) ภูมิประเทศเคลื่อนที่ผ่านไม่ได้ (No Go) หรือผ่านได้ช้ามาก (SEVERELY RESTRICTED) ภูมิประเทศที่หน่วยไม่สามารถเคลื่อนที่ หรือดำเนินกลยุทธ์ผ่านไปได้ หากไม่ใช้ ความพยายามอย่างมาก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ภูมิประเทศผ่านไม่ได้ สำหรับหน่วยยานยนต์ หรือยานเกราะ ปกติแล้วจะเป็นพื้นที่ลาดชันมีเครื่องกีดขวางอย่างหนาแน่น ไม่มีเครือข่ายถนน หรือมีเพียง เล็กน้อยเท่านั้น รูปขบวนที่เหมาะสมในการเคลื่อนที่ผ่านภูมิประเทศผ่านไม่ได้ คือ รูปขวนแถวตอนส่วนรูป ขบวนอื่นๆ กระทำได้ยาก การพิจารณาภูมิประเทศผ่านไม่ได้สำหรับหน่วยยานยนต์หรือยานเกราะ เป็นสิ่ง ที่ต้องถึงระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากหน่วยเหล่านั้นต้องลงเดินดิน ภูมิประเทศผ่านได้ช้ามากจะกลายเป็น ภูมิประเทศผ่านได้ช้าทันที ภูมิประเทศผ่านได้ช้ามากอาจแสดงบนแผ่นบริวารด้วย “เส้นขนานขีดขวางตัดกัน” ๙.๓.๒.๓ ข้อพิจารณาเพิ่มเติม : ๙.๓.๒.๓ (๑) สิ่งกีดขวางซึ่งตั้งฉากกับเส้นหลักการรุกนั้น จะเกื้อกูลต่อฝ่ายตั้งรับ ๙.๓.๒.๓ (๒) สิ่งกีดขวางซึ่งทอดขนานไปกับเส้นหลักการรุก จะเกื้อกูลต่อฝ่ายรุก ๙.๓.๒.๓ (๓) เพื่อให้เกิดผลสูงสุดฝ่ายตั้งรับควรคุ้มครองสิ่งกีดขวางด้วยการยิง และการตรวจการณ์
๑๐๓ ๙.๓.๒.๓ (๔) พื้นที่ผ่านได้ช้ามากของหน่วยประเภทหนึ่ง อาจไม่ใช่อุปสรรคต่อ การเคลื่อนที่ของหน่วยประเภทอื่นที่แตกต่างกันไป ๙.๓.๒.๓ (๕) ควรจัดทำแผ่นบริวารเครื่องกีดขวางผสมแยกแผ่นตามประเภท ของหน่วยในพื้นที่เดียวกัน ๙.๓.๒.๓ (๖) การพิจารณาผลของเครื่องกีดขวาง ต้องรวมผลของสิ่งกีดขวาง แต่ละประเภทเข้าด้วยกัน ๙.๓.๒.๓ (๗) ต้องพิจารณาผลของลม ฟ้า อากาศต่อปัจจัยที่กำลังเพ่งเล็งด้วย ๙.๓.๒.๓ (๘) การเคลื่อนที่ผ่านภูมิประเทศที่ฝ่ายหนึ่งพิจารณาว่า เป็นพื้นที่ที่ ผ่านไปไม่ได้ อีกฝ่ายอาจใช้หลักการจู่โจม (SURPRISE) เพื่อชัยชนะ ๙.๓.๒.๔ ภูมิประเทศสำคัญ และภูมิประเทศสำคัญยิ่ง (Key and Decisive Terrain) ภูมิประเทศสำคัญ (K) หมายถึง ตำบลหรือพื้นที่ ซึ่งหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เข้ายึดครอบครอง หรือควบคุมไว้ได้จะได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง ภูมิประเทศสำคัญมักถูกกำหนดให้เป็นที่มั่นรบ หรือที่หมาย ความสำคัญของภูมิประเทศสำคัญย่อมขึ้นอยู่กับการพิจารณาผลกระทบที่มีต่อผลการรบ หาก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ายึดครองภูมิประเทศนั้น ๆ ได้ ภูมิประเทศสำคัญในแผ่นภาพจะแสดงด้วยอักษร “K” ล้อมรอบด้วยวงกลม สำหรับภูมิประเทศสำคัญยิ่ง (D) หมายถึง ภูมิประเทศสำคัญซึ่งจะส่งผล กระทบต่อการปฏิบัติการเป็น อย่างยิ่ง (ภูมิประเทศแตกหัก) ภูมิประเทศเช่นนี้อาจจะไม่มีในทุกการปฏิบัติการ กำหนดให้มีภูมิประเทศสำคัญยิ่งขึ้น ก็เพื่อให้ทราบว่าความสำคัญของการปฏิบัติการทั้งปวงจะขึ้นอยู่กับการเข้า ยึดหรือครอบครองภูมิประเทศสำคัญยิงนั้น ภูมิประเทศสำคัญยิ่งจะแสดงด้วยอักษร “D” ล้อมรอบด้วย วงกลม ๙.๓.๒.๕ แนวทางการเคลื่อนที่ (Avenue of Approach ; AA) หมายถึง แนวทาง การเคลื่อนที่ทางอากาศหรือทางผิวพื้น ซึ่งกำลังฝ่ายเข้าตีขนาดใดขนาดหนึ่ง สามารถเคลื่อนที่เข้าสู่ที่หมาย หรือภูมิประเทศสำคัญได้ ในการปฏิบัติการรบด้วยวิธีรุก การวิเคราะห์แนวทางการเคลื่อนที่จะช่วยกำหนด แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับฝ่ายเราในการรุกเข้าสู่ที่หมาย ในทางกลับกันการวิเคราะห์แนวทางเคลื่อนที่ในการ ปฏิบัติการรบด้วยวิธีรับ จะช่วยกำหนดแนวทางของข้าศึกที่จะทำการรุกเข้าตีสู่ที่มั่นตั้งรับของฝ่ายเรา แนว ทางการเคลื่อนที่สามารถกำหนดได้โดยช่องทางการเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นพื้นที่อำนวยให้หน่วยสามารถเคลื่อนที่ได้ แนวทางการเคลื่อนที่สามารถกำหนดได้โดย : ๙.๓.๒.๕ (๑) กำหนดช่องทางการเคลื่อนที่ (Mobility Corridor) ช่องทาง การเคลื่อนที่ คือ พื้นที่ซึ่งอำนวยให้หน่วยทหารขนาดใดขนาดหนึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้ตามหลักนิยมและอำนวย ให้สามารถใช้หลักการในเรื่องการรวมกำลัง, ความหนุนเนื่อง, การข่มขวัญและความเร็วในการเคลื่อนที่ ๙.๓.๒.๕ (๒) จะพิจารณาช่องทางการเคลื่อนที่ของหน่วยต่ำลงไป ๒ ระดับจาก หน่วยที่จัดทำ IPB ๙.๓.๒.๕ (๓) จะกำหนดขนาดแนวทางการเคลื่อนที่ของหน่วยต่ำกว่าหน่วยที่ พิจารณา ๑ ระดับ แนวทางเคลื่อนที่หนึ่งควรกว้างขวางเพียงพอที่จะรวมช่องทางเคลื่อนที่ต่าง ๆ ไว้ เพื่อให้ หน่วยสามารถดำเนินกลยุทธ์และเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว
๑๐๔ ๙.๓.๒.๖ แผ่นบริวารเครื่องกีดขวางผสม (Modified Combined Obstacle Overlay ; MCOO) เป็นการนำเอาผลของการวิเคราะห์ภูมิประเทศมารวมกัน โดยจะประกอบด้วย:ขีดความสามารถใน เคลื่อนที่ในภูมิประเทศ (ผ่านได้, ผ่านได้ช้า, ผ่านไม่ได้), แนวทางและช่องทางการเคลื่อนที่ของทั้งสองฝ่าย, ระบบเครื่องกีดขวางของทั้งสองฝ่าย, ที่มั่นรบที่เป็นไปได้, พื้นที่โจมตี(EA), ภูมิประเทศสำคัญ ๙.๓.๓ วิเคราะห์สภาพลมฟ้าอากาศ (Weather analysis) ในขั้นตอนการวิเคราะห์สภาพลม ฟ้าอากาศสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอนย่อย ๙.๓.๓.๑ วิเคราะห์สภาพลมฟ้าอากาศตามแง่คิดทางทหาร จะหมายถึงการวิเคราะห์ ปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ : ๙.๓.๓.๑ (๑) ทัศนวิสัย จะมีผลต่อการปฏิบัติการทางทหารในเรื่อง การซ่อน พราง และการดำเนินกลยุทธ์ในสนามรบสิ่งต่าง ๆ ที่มีผลต่อทัศนวิสัย ได้แก่ อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำมาก มีผล ต่อเครื่องมือตรวจการณ์ที่ใช้ความร้อน เมฆจะทำให้ทัศนวิสัยในพื้นที่ที่ถูกปกคลุมลดลง ฝนหรือหิมะ จะลด ความสามารถในการมองเห็นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ในห้วงเวลาต่าง ๆ มีผลต่อทัศนวิสัย แตกต่างกันไป สภาพทัศนวิสัยไม่ดีจะช่วยซ่อนพรางการดำเนินกลยุทธ์ในสนามรบ ปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อ ทัศนวิสัย ๙.๓.๓.๑ (๒) ลม : มีผลต่อหน่วยที่เคลื่อนที่, การใช้อาวุธ นชค., การยุทธ์ส่งทาง อากาศ, การยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ และการปฏิบัติการทางอากาศทั้งปวง ประสิทธิภาพของหน่วยที่ เคลื่อนที่ทวนลมจะลดลงเนื่องจากลมจะพัดพาเอา ฝุ่น, ควัน, ทราย, ฝนหรือหิมะเข้ามา ในขณะที่หน่วยที่ เคลื่อนที่ตามลมจะมีขีดความสามารถในการมองเห็น และสามารถใช้อาวุธ นชค. ได้ดีกว่าลมจะมีผลต่อการ ยุทธ์ส่งทางอากาศ, การยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ และการปฏิบัติการทางอากาศทั้งปวง ลมอาจพัดพา ฝุ่น, ทราย, ฝน, หิมะ ฯลฯ ทำความเสียหายให้กับอาวุธยุทโธปกรณ์ ๙.๓.๓.๑ (๓) ฝน / หิมะ : จะมีผลต่อการรับน้ำหนัก การจราจร ทัศนวิสัยและ ระบบการตรวจการณ์ด้วยไฟฟ้า ฝน / หิมะ ที่ตกหนักจะมีผลต่อคุณภาพสิ่งอุปกรณ์ประเภทต่าง ๆ ที่สะสมไว้ มีผลต่อระบบการติดต่อสื่อสารและประสิทธิภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนการปฏิบัติการทางอากาศ ๙.๓.๓.๑ (๔) เมฆ : จะเป็นเครื่องจำกัดทัศนวิสัย, ระบบการตรวจการณ์, ระบบ การค้นหาเป้าหมาย ระบบนำวิถีด้วยแสงอินฟราเรด (Infrared) และการปฏิบัติการทางอากาศ ๙.๓.๓.๑ (๕) อุณหภูมิและความชื้น : จะทำให้ประสิทธิภาพของกำลังพล และ อาวุธ ยุทโธปกรณ์ลดลง ความสามารถบรรทุกของอากาศยานและประสิทธิภาพของระบบค้นหาเป้าหมายด้วย ความร้อนลดลง ๙.๓.๓.๑ (๖) อุณหภูมิ และความชื้น จะทำให้ประสิทธิภาพของกำลังพล และ อาวุธยุทโธปกรณ์ลดลงนอกจากนั้นยังทำให้ความสามารถในการบรรทุกของอากาศยาน และประสิทธิภาพของ ระบบค้นหาเป้าหมายด้วยความร้อนลดลง ๙.๓.๓.๒ กำหนดผลกระทบของสภาพลมฟ้าอากาศ ที่มีต่อการปฏิบัติการทางทหาร ผลกระทบของลมฟ้าอากาศอาจแสดงด้วยตาราง และแสดงในแผ่นบริวารเครื่องกีดขวางผสมตามความเหมาะสม ผลกระทบเหล่านี้จะพิจารณาจากประสิทธิภาพของกำลังพล, อาวุธยุทโธปกรณ์ และแบบของการปฏิบัติการ ทางทหาร ตัวอย่างเช่น หมอกอาจทำให้แนวทางการเคลื่อนที่, ที่หมายหรือพื้นที่โจมตีใดมีความเหมาะสม ยิ่งขึ้น, หรือในอากาศที่ร้อนจัด แหล่งน้ำอาจจัดเป็นภูมิประเทศสำคัญ หรือทัศนวิสัยที่ต่ำกว่า ๒๐๐ ม. อาจ จำกัดต่อการยุทธ์ส่งทางอากาศ แต่เหมาะสมต่อการดำเนินกลยุทธ์ทางพื้นดิน
๑๐๕ ๙.๓.๔ วิเคราะห์ลักษณะอื่นๆ ของสนามรบ ในที่นี้จะหมายรวมถึงสภาพของสนามรบในทุกๆ ด้าน รวมทั้งข้อพิจารณาด้านพลเรือน (ASCOPE) เว้น ภูมิประเทศ และสภาพลมฟ้าอากาศ การวิเคราะห์ใน ขั้นนี้แบ่งได้เป็น ๒ ขั้นตอนย่อย คือ วิเคราะห์ลักษณะอื่น ๆ ของสนามรบอันได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการ สิ่งกำลังบำรุง ข้อมูลประชากร เศรษฐกิจ การเมือง และกำหนดผลกระทบของลักษณะอื่น ๆ ที่มีต่อการ ปฏิบัติการทางทหารโดยทั่วไปของทั้งสองฝ่าย ซึ่งในบางสถานการณ์ที่เป็นการปฏิบัติที่มิใช่สงคราม ผลกระทบ เหล่านี้จะมีมากกว่าผลกระทบที่เกิดจาก ภูมิประเทศ และสภาพลาฟ้าอากาศ ผลผลิตที่ได้ในขั้นนี้จะจัดทำเป็น แผ่นภาพ หรือตารางกำหนดผลกระทบที่มีต่อขีดความสามารถและหนทางปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย ๙.๓.๕ อธิบายผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่มีต่อขีดความสามารถ และ หป. โดยทั่วไป ของทั้งสองฝ่าย สธ.๒ จะนำผลผลิตที่ได้จากการกำหนดผลกระทบจากภูมิประเทศ, สภาพลมฟ้าอากาศและ ลักษณะอื่นๆ มารวมกับแผ่นบริวารเครื่องกีดขวางผสม (MCOO) ก็จะได้ผลกระทบของสภาพแวดล้อมทั้งหมดที่มี ต่อ หป. โดยทั่วไปของทั้งสองฝ่าย หป. ใดเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากที่สุดและน้อยที่สุด ๙.๔ IPB : ขั้นตอนที่ ๓ การประเมินค่าภัยคุกคาม ๙.๔.๑ เป็นการพิจารณาขีดความสามารถ, หลักนิยม, ยุทธวิธี, เทคนิค และ รปจ.ที่ภัยคุกคาม จะนำมาใช้ประเมินค่าอย่างมีเหตุผล เพื่อให้ทราบว่าอะไรที่ฝ่ายคุกคามสามารถปฏิบัติได้และไม่ได้ การประเมิน ค่าของภัยคุกคามสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน คือ : ๙.๔.๑.๑ ขั้นจัดทำรูปแบบการปฏิบัติของภัยคุกคาม (Threat Model) ๙.๔.๑.๒ ขั้นกำหนดขีดความสามารถของภัยคุกคาม ๙.๔.๒ ขั้นจัดทำรูปแบบการปฏิบัติของภัยคุกคาม ๙.๔.๒.๑ จะแสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามจะปฏิบัติอย่างไร หากไม่มีข้อจำกัดใดในสนามรบ รูปแบบการปฏิบัติสำคัญ ๓ ส่วนคือ : ๙.๔.๒.๑ (๑) แผ่นภาพหลักนิยม (Doctrinal template) ๙.๔.๒.๑ (๒) ยุทธวิธี และทางเลือกในการปฏิบัติ (Tactics and Options) ที่ภัยคุกคามจะนำมาใช้ ๙.๔.๒.๑ (๓) เป้าหมายที่มีค่าสูง (High Value Target ; HVT) ๙.๔.๒.๒ แผ่นภาพหลักนิยม คือ แผ่นภาพตามมาตราส่วน ซึ่งแสดงรูปแบบการวาง กำลัง และการกระจายกำลังตามหลักยุทธวิธี แบบมาตรฐานของภัยคุกคาม เมื่อไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ในสนามรบ ยุทธวิธีและทางเลือกในการปฏิบัติ (Tactics and Options) ที่ภัยคุกคามจะนำมาใช้ ได้แก่ : ๙.๔.๒.๒ (๑) การดำเนินกลยุทธ์ตามหลักนิยมของหน่วยรองหลัก ปกติต่ำกว่า หน่วยเรา ๑ ระดับ ๙.๔.๒.๒ (๒) การใช้ระบบปฏิบัติการในสนามรบ (BOS) สนับสนุนการดำเนิน กลยุทธ์ของภัยคุกคาม ๙.๔.๒.๒ (๓) ลำดับเหตุการณ์ ซึ่งใช้ในการวางแผนการยุทธ์และการประสาน สอดคล้อง ของ BOS ๙.๔.๒.๒ (๔) ทางเลือกในการปฏิบัติ(Options) ที่ภัยคุกคามจะนำมาใช้
๑๐๖ ๙.๔.๒.๓ เป้าหมายที่มีค่าสูง (High Value Target ; HVT) คือ การกำหนดเครื่องมือ ซึ่ง ผบ.หน่วยของภัยคุกคามจำเป็นต้องมีไว้เพื่อการบรรลุภารกิจ ซึ่งแบ่งออกเป็น : ระบบควบคุมบังคับบัญชา และการติดต่อสื่อสาร, ระบบการยิงสนับสนุน, หน่วยดำเนินกลยุทธ์, ระบบ ปภอ., ทหารช่าง, ระบบการ ลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ, นชค., ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์, ที่ตั้งคลัง สป.๓, ๕ และตำบลจ่าย, หน่วย ปรนนิบัติบำรุง และซ่อมบำรุง, การขนส่ง, เส้นหลักการคมนาคม ๙.๔.๒.๔ แฟ้มทำเนียบกำลังรบ เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจการปฏิบัติของภัยคุกคาม จะได้รับการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องตามข่าวสาร/ ข่าวกรองที่ได้รับ และตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดย แฟ้มทำเนียบกำลังรบควรมีข้อมูลของฝ่ายข้าศึกดังนี้ การจัดกำลัง, การวางกำลัง, อำนาจกำลังรบ, ยุทธวิธี และรูปแบบการปฏิบัติการฝึก, การส่งกำลัง, ประสิทธิภาพในการรบ, ข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลอื่นๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลถึงขีดความสามารถของข้าศึก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติของฝ่ายเรา ๙.๔.๓ กำหนดขีดความสามารถของภัยคุกคาม ขีดความสามารถของภัยคุกคาม คือ หนทาง ปฏิบัติโดยทั่วไปและการปฏิบัติสนับสนุน ซึ่งภัยคุกคามสามารถนำมาใช้ได้และหากนำมาใช้จะมีผลกระทบต่อ การปฏิบัติการของฝ่ายเรา การปฏิบัติการสนับสนุน หมายถึง ขีดความสามารถของภัยคุกคามที่จะปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุน หป. โดยทั่วไป ๙.๕ IPB : ขั้นตอนที่ ๔ การพิจารณาเลือกหนทางปฏิบัติของภัยคุกคาม ๙.๕.๑ ในขั้นตอนนี้จะเป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการประเมินค่าภัยคุกคาม มาสนธิกับแผ่น บริวารเครื่องกีดขวางผสม (MCOO) และผลผลิตต่าง ๆ ในขั้นตอนที่ ๒ ของกระบวนการ IPB เพื่อพัฒนาเป็น หป. ต่าง ๆ ที่เป็นไปได้ของภัยคุกคาม การพิจารณาเลือก หป. ของภัยคุกคามแบ่งเป็น ๖ ขั้นตอน ดังนี้ ๙.๕.๑.๑ กำหนดที่หมายที่เป็นไปได้ และ ผลลัพธ์ (End state) ที่ภัยคุกคามต้องการ ๙.๕.๑.๒ กำหนด หป. ที่เป็นไปได้ทั้งสิ้นของภัยคุกคาม ๙.๕.๑.๓ ประเมินค่า และกำหนดลำดับความน่าจะเป็นไปได้ของแต่ละ หป. ๙.๕.๑.๔ พัฒนา หป. ๙.๕.๑.๕ กำหนดแนวทางในรวบรวมข่าวสารขั้นต้น ๙.๕.๑.๖ ปรับปรุง หป. ๙.๕.๒ กำหนดที่หมายที่เป็นไปได้และผลลัพธ์(End state) ที่ภัยคุกคามต้องการ เริ่มด้วยการ กำหนดที่หมายที่เป็นไปได้ และผลลัพธ์ที่ต้องการของภัยคุกคามในระดับที่สูงกว่าหน่วยพิจารณา ๑ ระดับ และกำหนดที่หมายที่เป็นไปได้ และผลลัพธ์ที่ต้องการของหน่วยรองลงไปต่ำกว่าหน่วยพิจารณา ๒ ระดับ ๙.๕.๒.๑ กำหนด หป. ที่เป็นไปได้ทั้งสิ้นของภัยคุกคาม เป็นการนำเอารูปแบบการ ปฏิบัติของภัยคุกคาม ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ตามหลักนิยม ซึ่งกำหนดไว้ในขั้นตอนที่ ๓ ของ IPB (วิเคราะห์ภัย คุกคาม) มาเทียบเคียงกับที่หมายที่เป็นไปได้ รูปแบบการปฏิบัติที่ภัยคุกคามสามารถปฏิบัติได้จากขั้นตอนที่ ๓ ของ IPB จะนำมาพัฒนาเป็น หป.เฉพาะ โดยการพิจารณาปัจจัย ดังต่อไปนี้ ๙.๕.๒.๑ (๑) เจตนารมณ์หรือผลลัพธ์ที่ต้องการของภัยคุกคาม ๙.๕.๒.๑ (๒) ที่หมายการเข้าตีหรือที่หมายในการตีโต้ตอบที่เป็นไปได้ ๙.๕.๒.๑ (๓) ผลกระทบของสภาพแวดล้อมในสนามรบต่อการปฏิบัติการ และ หนทางปฏิบัติโดยทั่วไป ๙.๕.๒.๑ (๔) ความล่อแหลมหรือความขาดแคลนกำลังพลหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ ของภัยคุกคาม
๑๐๗ ๙.๕.๒.๑ (๕) ที่ตั้งการวางกำลังในปัจจุบัน ๙.๕.๒.๑ (๖) ที่ตั้งความพยายามหลักและความพยายามสนับสนุน ๙.๕.๒.๑ (๗) การรับรู้ข่าวสารกำลังฝ่ายเราของภัยคุกคาม ๙.๕.๒.๑ (๘) การลวงของภัยคุกคาม ๙.๕.๒.๒ นำแต่ละ หป. ของภัยคุกคามมาวิเคราะห์และพัฒนา โดยยึดถือบรรทัดฐาน ดังต่อไปนี้ : ความเหมาะสม, ความเป็นไปได้, การยอมรับได้, ความแตกต่างของแต่ละหนทางปฏิบัติของข้าศึก เพื่อให้ได้หนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้มากที่สุดของข้าศึก ๙.๕.๒.๓ ประเมินค่าและกำหนดลำดับความน่าจะเป็นไปได้ของแต่ละหนทางปฏิบัติ ในท้ายที่สุดของกระบวนการ ผบ. ฝ่ายเราต้องการพัฒนาแผนหลักเพียงแผนเดียว เพื่อเผชิญกับ หป. หนึ่งของ ภัยคุกคาม และพัฒนาแผนเผชิญเหตุต่าง ๆ ขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์หากภัยคุกคามเลือก หป. อื่น ๆ ดังนั้นหนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้ทั้งสิ้นของภัยคุกคาม ต้องได้รับการประเมินค่าและกำหนดลำดับความน่าจะเป็น ไปได้ โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ : ๙.๕.๒.๓ (๑) กำหนดจุดแข็งและจุดอ่อน, จุดศูนย์ดุลย์ และจุดแตกหักของ แต่ละหนทางปฏิบัติ ๙.๕.๒.๓ (๒) ให้ค่าความเหมาะสม, ความเป็นไปได้, การยอมรับได้ และเป็นไป ตามหลักนิยมของแต่ละหนทางปฏิบัติ ๙.๕.๒.๓ (๓) ประเมินค่าผลกระทบของสภาพแวดล้อมที่มีต่อแต่ละ หป. ทั้งใน แง่เกื้อกูลและจำกัด ๙.๕.๒.๓ (๔) กำหนดผลที่จะได้รับเปรียบเทียบกับความเสี่ยงของแต่ละ หป. ๙.๕.๒.๓ (๕) พิจารณาโอกาสที่จะประสบความสำเร็จด้วยการจู่โจมของแต่ละ หนทางปฏิบัติ ๙.๕.๒.๓ (๖) พิจารณาการวางกำลัง และความพร้อมปฏิบัติของภัยคุกคามใน ปัจจุบัน ๙.๕.๓ พัฒนา หป. ๙.๕.๓.๑ แต่ละหนทางปฏิบัติจะถูกนำมาพัฒนาในรายละเอียดให้ได้มากที่สุดเท่าที่ เวลา และสถานการณ์จะอำนวยให้ เราควรจะได้หนทางปฏิบัติทุกหนทางที่ภัยคุกคามสามารถปฏิบัติได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะไม่รู้จักภัยคุกคามอย่างแท้จริง ผบ. อาจจะกำหนดให้พัฒนาหนทางปฏิบัติของข้าศึก ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด และหนทางปฏิบัติที่คาดว่าจะเป็นอันตรายต่อฝ่ายเรามากที่สุด เพื่อเป็นการ ประหยัดเวลาหนทางปฏิบัติของข้าศึกที่สมบูรณ์ต้องตอบคำถาม ใคร, อะไร, เมื่อไร, ที่ไหน, อย่างไร, ทำไม “ทำไม” คือ ทำไมข้าศึกจึงต้องการบรรลุที่หมายหรือผลลัพธ์ของหนทางปฏิบัตินั้น “อะไร” คือ อะไรคือรูปแบบของหนทางปฏิบัตินั้น เช่นเข้าตี, ตั้งรับ, เพิ่มเติมกำลัง ฯลฯ “เมื่อไร” คือ เวลาที่เร็วที่สุดที่จะเริ่มหนทางปฏิบัตินั้น “ที่ไหน” คือ พื้นที่ปฏิบัติการ, เส้นหลักการรุก, แนวทางเคลื่อนที่ และที่หมายของหนทาง ปฏิบัตินั้น “อย่างไร” คือ วิธีการ เช่น การวางกำลัง, ความพยายามหลักแผนดำเนินกลยุทธ, การ สนับสนุน, การสนับสนุนการช่วยรบ ฯลฯ
๑๐๘ ๙.๕.๓.๒ เมื่อได้พัฒนาหนทางปฏิบัติของภัยคุกคาม ซึ่งได้รับการพัฒนาแล้วจะได้ ผลผลิตประกอบด้วย ๓ ส่วนหลัก คือ ๙.๕.๓.๒ (๑) แผ่นภาพสถานการณ์ (Situation Template) ๙.๕.๓.๒ (๒) ส่วนที่เป็นข้อความของ หป. และทางเลือกในการปฏิบัติต่าง ๆ (Options) ๙.๕.๓.๒ (๓) รายการเป้าหมายที่มีค่าสูง (HVT) ๙.๕.๓.๓ แผ่นภาพสถานการณ์ (Situation Template) คือ แผ่นภาพซึ่งแสดงภาพ การวางกำลังของภัยคุกคาม ซึ่งน่าจะเป็นในแต่ละ หป. โดยพื้นฐานแล้วเป็นการผสมผสานกันระหว่างแผ่นภาพ หลักนิยม (Doctrinal Template) กับผลกระทบของสภาพแวดล้อม ๙.๕.๓.๔ ส่วนที่เป็นข้อความของ หป. และทางเลือกในการปฏิบัติต่าง ๆ (Options) เป็นข้อความที่บรรยายภาพการปฏิบัติของภัยคุกคามในแผ่นภาพสถานการณ์ โดยอาจจัดทำเป็นข้อความ บรรยายธรรมดาไปจนถึงตารางประสานสอดคล้อง ส่วนข้อความจะนำไปใช้ในขั้นตอนการจำลองยุทธ์ (Wargaming) และพัฒนาไปเป็นแผ่นภาพเหตุการณ์ รวมทั้งการจัดทำรายการสิ่งบอกเหตุอีกด้วย ๙.๕.๓.๕ รายการเป้าหมายที่มีค่าสูง (HVT) ทบทวนผลของแต่ละระบบใน BOS ของ ภัยคุกคามที่มีต่อ หป. แล้วนำมาเปรียบเทียบกับรายงาน HVT เดิม จัดลำดับความสำคัญใหม่ตามที่จะมีผลต่อ ความสำเร็จของแต่ละ หป. รวมทั้งเวลาและสถานที่ที่ระบบ BOS จะมีค่าสูงสุดเมื่อนำไปใช้ ซึ่งต่อไปจะกลาย เป็นเป้าหมายสนใจ (Target Area Interest : TAI) และ พื้นที่โจมตี ๙.๕.๔ กำหนดแนวทางในการรวบรวมข่าวสารขั้นต้น ๙.๕.๔.๑ จะถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อระบุให้ได้ว่า หป. ใดที่ภัยคุกคามจะนำมาใช้ โดยการ กำหนดพื้นที่ และเหตุการณ์ หรือการปฏิบัติที่สำคัญอันเฉพาะเจาะจง ซึ่งหากปรากฏขึ้นจริงจะเป็นเครื่อง แสดงว่าภัยคุกคามได้เลือก หป. ใดแล้ว พื้นที่ซึ่งคาดว่าเหตุการณ์หรือการปฏิบัติที่สำคัญจะเกิดขึ้นเราเรียกว่า “พื้นที่สนใจกำหนด” (Named area of interest; NAI) ส่วนการปฏิบัติใด ๆ ซึ่งจะแสดงถึง หป. ที่ภัยคุกคาม เลือกนำมาใช้เรา เรียกว่า “สิ่งบอกเหตุ” (Indicator) ๙.๕.๔.๒ พื้นที่สนใจกำหนด (NAI) อาจจะเป็นจุด, เส้นทางหรือพื้นที่ใด ๆ ซึ่งคาดว่าภัย คุกคามจะเคลื่อนที่ผ่าน หรือปฏิบัติการใด ๆ ซึ่งจะสามารถยืนยันหรือปฏิเสธ หป. ของภัยคุกคามได้ โดยพื้นที่ สนใจกำหนด (NAI) จะถูกกำหนดลงบนแผ่นภาพเหตุการณ์ (Event template) พร้อมทั้งกำหนดหมายเลข และจัดลำดับความเร่งด่วนไว้ พื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นพื้นที่ที่สำคัญในการรวบรวมข่าวสารพื้นที่สนใจ (NAI ) อาจเป็นลักษณะภูมิประเทศที่สังเกตเห็นได้เด่นชัดสัมพันธ์กับเส้นขั้นเวลา( TPL ) จะอำนวยประโยชน์ต่อระบบ การลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ โดยมุ่งไปยังพื้นที่ที่ปรากฏการปฏิบัติของข้าศึก ระบุเหตุการณ์สำคัญที่จะ เกิดขึ้น โดยกำหนดเวลาและสถานที่ที่เกิดขึ้นได้สามารถพิสูจน์ทราบเจตนารมณ์ของข้าศึกโดยการเทียบเคียง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่สนใจต่างๆ ๙.๕.๔.๓ แผ่นภาพเหตุการณ์ (Event Template) ความแตกต่างระหว่างพื้นที่สนใจ กำหนด (NAI), สิ่งบอกเหตุและเส้นขั้นเวลา (TPL) ของแต่ละ หป. เป็นรูปแบบพื้นฐานในการจัดทำแผ่นภาพ เหตุการณ์ จะแสดงพื้นที่ที่จะรวบรวมข่าวสารซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าภัยคุกคามเลือกใช้ หป. ใด แผ่นภาพเหตุการณ์จะแสดงพื้นที่ที่รวบรวมข่าวสารซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าข้าศึก เลือกใช้หนทางปฏิบัติใด ซึ่งจะเป็นแนวทางในการรวบรวมข่าวสาร และการทำแผนลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ ต่อไป เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่สนใจกำหนดในแผ่นภาพเหตุการณ์เรียกว่า “สิ่งบอกเหตุ”
๑๐๙ จะแสดงไว้ในตารางเหตุการณ์ พร้อมด้วยเวลาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แผ่นภาพเหตุการณ์จะช่วยในการวิเคราะห์ ลำดับการปฏิบัติที่น่าจะเกิดขึ้นในแต่ละหนทางปฏิบัติ ของข้าศึกและความสัมพันธ์ของการปฏิบัติเหล่านั้นแผ่น ภาพเหตุการณ์เป็นหนึ่งในผลผลิตหลักของกระบวนการ IPB ซึ่งเป็นมูลฐานในการจำลองยุทธ์กับหนทางปฏิบัติ ของฝ่ายเราต่อไปนำไปสู่การปรับปรุงแผ่นภาพเหตุการณ์ และผลผลิตที่เรียกว่า “แผ่นภาพตกลงใจ” ( DST) ซึ่งใช้ข้อมูลจากแผ่นภาพเหตุการณ์กำหนดจุดตกลงใจต่าง ๆ ขึ้น เพื่อให้ ผบ.ฝ่ายเราสามารถตกลงใจ เพื่อตอบ โต้การปฏิบัติของข้าศึก และเหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมตามข้อมูลที่ได้กำหนดไว้ในแผ่นภาพ ตกลงใจ ( DST ) และตารางตกลงใจ ( Decision Support Matrix ) ๙.๕.๔.๔ ตารางเหตุการณ์ (Event Matrix) ตารางเหตุการณ์เป็นตารางที่จัดทำขึ้นเพื่อ สนับสนุนแผ่นภาพเหตุการณ์ โดยจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติ, เวลาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในแต่ละ NAI ตารางเหตุการณ์จะเป็นมูลฐานในการจัดทำแผนรวบรวมข่าวสารและช่วยในการติดตาม และพัฒนาสถานการณ์ ๙.๕.๕ ปรับปรุง หป. ของภัยคุกคามต่าง ๆ ๙.๕.๕.๑ จะได้รับการปรับปรุงในการวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ (กลุ่มงานที่ ๓ ของ กระบวนการแสวงข้อตกลงใจทางทหาร) การปรับปรุงแผ่นภาพเหตุการณ์ ได้ผลผลิตที่เรียกว่า “แผ่นภาพ ตกลงใจ” (Decision Support Template : DST) โดยใช้ข้อมูลจากแผ่นภาพเหตุการณ์กำหนด “จุดตกลงใจ” (Decision Point : DP) ต่าง ๆ ขึ้นเพื่อให้ ผบ.ฝ่ายเราสามารถตกลงใจ เพื่อตอบโต้การปฏิบัติของภัยคุกคาม และเหตุการณ์วิกฤติที่จะ เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม นอกจากนั้นสนับสนุนการปฏิบัติในระยะใกล้และการ ปฏิบัติการในทางลึก (Close and Deep Operations) ๙.๕.๕.๒ ตารางสนับสนุนการตกลงใจ (Decision Support Matrix) จะแสดงให้เห็น ความสัมพันธ์ระหว่างจุดตกลงใจ (DP) และเป้าหมายสนใจ (Target Area of Interest; TAI) ๙.๕.๕.๓ เป้าหมายสนใจ (Target Area of Interest; TAI) คือ จุดหรือพื้นที่ (โดยปกติ แล้วจะอยู่ตามช่องทางเคลื่อนที่) ซึ่งหากฝ่ายเราสามารถปฏิบัติการขัดขวางได้สำเร็จ ไม่ว่าจะด้วยการดำเนิน กลยุทธ์, การยิง หรือการรบกวน จะให้ขีดความสามารถหมดลง หรือลดลงอย่างเห็นได้ชัด สธ.๒, สธ.๓ และ นายทหารการยิงสนับสนุนจะร่วมกันพิจารณากำหนดเป้าหมายสนใจ (TAI) ขึ้น ๙.๕.๕.๔ จุดตกลงใจ (Decision Point ; DP) จุดตกลงใจ คือ จุดหรือแนว (โดยปกติ แล้วจะอยู่ตามช่องทางเคลื่อนที่) ซึ่ง ผบ.หน่วยต้องการการตกลงใจ หากกำลังฝ่ายเราหรือฝ่ายภัยคุกคาม ปรากฏ ณ จุด หรือแนวนั้น จุดตกลงใจอาจจะสัมพันธ์กับเป้าหมายสนใจ (TAI) หรือเป็นอิสระก็ได้ ในกรณี สัมพันธ์กับเป้าหมายสนใจ (TAI) จุดตกลงใจ (DP) จะเป็นจุดสุดท้าย ซึ่ง ผบ.หน่วยต้องตกลงใจว่าจะโจมตี ต่อเป้าหมายสนใจ (TAI) นั้น หรือไม่ ๙.๖ ใครจัดทำ IPB ๙.๖.๑ กำลังพลทุกนายในกองทัพบก จัดทำ IPB ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น พลปืนเล็ก พล.ปล. จะพิจารณาการปฏิบัติที่เป็นไปได้ของทหารฝ่ายตรงข้าม ซึ่งคาดว่ากำลังจะเข้าปะทะ ตลอดจนภูมิ ประเทศ และลม ฟ้า อากาศที่เป็นอยู่จะมีผลอย่างไรกับตัวเขาและฝ่ายตรงข้าม หรือ ผบ.ร้อย ถ. จะพิจารณา ว่า พัน.ถ. ของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเผชิญหน้าอยู่นั้นจะสามารถปฏิบัติอย่างไรได้บ้าง และพื้นที่ปฏิบัติการจะมีผล อย่างไรต่อ หป. ของฝ่ายตรงข้าม ทั้งสองตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วคงแสดงให้เห็นถึงการใช้ IPB อย่างสามัญ สำนึก (Common Sense) เพียงแค่ได้รับการศึกษาเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำได้
๑๑๐ ๙.๖.๒ ฝ่ายอำนวยการทุกฝ่าย ควรเตรียมรายละเอียดของ IPB ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนไว้ ให้พร้อม ๙.๖.๒.๑ นายทหารสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (EW Officer) ต้องปรับปรุงผลผลิตของ IPB เพื่อให้ครอบคลุมการจัดเตรียมสนามรบด้านอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Preparation of the Battlefield) ๙.๖.๒.๒ ผบ.ร้อย ช. สนับสนุน กรม จะนำรูปแบบ หป. ของภัยคุกคามมาพัฒนา หป. ที่เป็นไปได้ของภัยคุกคามในการใช้เครื่องกีดขวาง และการรื้อถอนเครื่องกีดขวาง ๙.๖.๒.๓ ส่วนต่อต้านการข่าวกรอง จะวิเคราะห์ผลผลิต IPB เพื่อมุ่งค้นหาระบบข่าว กรอง และขีดความสามารถในการรวบรวมข่าวสารของภัยคุกคาม ๙.๖.๒.๔ นายทหาร ปภอ. จะใช้ IPB เป็นมูลฐานในการพัฒนารูปแบบ หป.ทางอากาศ ของภัยคุกคาม รวมทั้งแผ่นภาพเหตุการณ์พร้อมตารางเหตุการณ์ เพื่อสนับสนุนแผ่นภาพเหตุการณ์หลัก ๙.๖.๒.๕ ฝ่ายอำนวยการด้านการช่วยรบ จะพัฒนา IPB มุ่งไปสู่ภารกิจการช่วยรบ และจัดทำ IPB สำหรับงานโดยเฉพาะของตนในแต่ละสายงาน ๙.๖.๒.๖ นายทหารเคมี จะพัฒนา หป. ของภัยคุกคาม เพื่อค้นหา หป. ในการใช้ นชค. ไปสู่การปรับปรุงแผนการลาดตระเวน นชค.และหลีกเลี่ยงพื้นที่เปื้อนพิษทั้งทางเทคนิค และทางยุทธวิธี ๙.๗ หลักการ IPB และการนำไปใช้หลักการ IPB มีเหตุมีผล สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุก สถานการณ์ในทุกระดับหน่วย การประยุกต์หลักการ IPB เพื่อนำไปใช้จะแตกต่างกันไปตามภารกิจ, ข้าศึก, ภูมิประเทศ, หน่วยทหาร เวลาที่มีอยู่และข้อพิจารณาด้านพลเรือน (METT-TC) หลักการ IPB ต้องการ : ๙.๗.๑ การวิเคราะห์ผลกระทบของสภาพแวดล้อมของสนามรบที่มีต่อการปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย ๙.๗.๒ การกำหนด หป. ที่เป็นไปได้ของภัยคุกคามพร้อมลำดับความเป็นไปได้ของ หป. เหล่านั้น ๙.๗.๓ การพิสูจน์ทราบเครื่องมือแห่งความสำเร็จของภัยคุกคามใน แต่ละ หป. (HVT) และ สิ่งเหล่านั้นจะปรากฏที่ใดในสนามรบ (TAIs) ๙.๗.๔ กำหนดสิ่งบอกเหตุและตำบลที่จะรวบรวมข่าวสาร เพื่อยืนยัน/ปฏิเสธ หป. ภัยคุกคาม ๙.๘ IPB กับประมาณการข่าวกรอง ๙.๘.๑ สธ.๒ จะต้องจัดทำประมาณการข่าวกรอง ให้แล้วเสร็จก่อนการประมาณการของ ฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ เพราะประมาณการข่าวกรองจะเป็นมูลฐานในการกำหนดข้อเท็จจริงและสมมุติฐานของ กระบวนการแสวงข้อตกลงใจ ๙.๘.๒ หัวข้อที่ ๑ ภารกิจ : กิจแถลงใหม่ ๙.๘.๓ หัวข้อที่ ๒ พื้นที่ปฏิบัติการ : ได้มาจากขั้นที่ ๒ ของ IPB การอธิบายผลกระทบของ สภาพแวดล้อม หัวข้อย่อยที่สำคัญที่สุดของข้อนี้ ก็คือ "ผลของพื้นที่ปฏิบัติการต่อหนทางปฏิบัติของเราและภัย คุกคาม" นั่นคือ การอธิบายผลกระทบของสภาพแวดล้อมของสนามรบที่มีต่อการปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย ๙.๘.๔ หัวข้อที่ ๓ สถานการณ์ข้าศึก : จากขั้นที่ ๓ ของกระบวนการ IPB การประเมินค่าภัย คุกคาม ๙.๘.๕ หัวข้อที่ ๔ ขีดความสามารถของข้าศึก : กล่าวถึง หป. ที่ภัยคุกคามสามารถปฏิบัติได้ ซึ่งควรจะเหมือนกับรูปแบบ หป. ของภัยคุกคาม ซึ่งได้จัดพัฒนาขึ้นในขั้นที่ ๔ ของ IPB
๑๑๑ ๙.๘.๖ หัวข้อที่ ๕ สรุป : ได้จากการวิเคราะห์ต่าง ๆ ในขั้นตอนของ IPB ซึ่งจะสรุปผลกระทบ ของ สภาพแวดล้อมที่มีต่อ หป. ฝ่ายเราและภัยคุกคาม, หป. ตามลำดับความเป็นไปได้และความล่อแหลม ๙.๙ IPB กับกระบวนการแสวงข้อตกลงใจ ๙.๙.๑ ขั้นการวิเคราะห์ภารกิจ ในขั้นนี้ IPB จะทำให้ ผบ.และ ฝอ.ได้ทราบถึงข้อเท็จจริงของ สนามรบ และสมมุติฐานการปฏิบัติของกำลังฝ่ายเราและภัยคุกคาม ขีดความสามารถและความล่อแหลมของ ภัยคุกคาม ซึ่งจัดทำขึ้นในขั้นการประเมินค่าภัยคุกคาม รูปแบบ หป. ของภัยคุกคาม ซึ่งพัฒนาขึ้นในขั้นที่ ๔ ของ IPB จะเป็นพื้นฐานในการพัฒนา หป. ของฝ่ายเรา ๙.๙.๒ ขั้นการพัฒนา หป. ฝ่ายอำนวยการจะพัฒนา หป.ต่าง ๆ ของฝ่ายเราโดยอาศัยพื้นฐาน จากข้อเท็จจริงและสมมุติฐานที่ได้กำหนดขึ้นจากการจัดทำ IPB จะช่วยให้ หป. ฝ่ายเราที่กำหนดขึ้นมาสามารถ ใช้ข้อได้เปรียบต่าง ๆ จากสภาพแวดล้อมของสนามรบและสถานการณ์ของภัยคุกคามที่เป็นอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ ๙.๙.๓ ขั้นการวิเคราะห์และเปรียบเทียบ หป. ในระหว่างขั้นการจำลองยุทธ์ (War gaming session) ฝ่ายอำนวยการจะใช้ หป. ต่าง ๆ ของ ภัยคุกคามในขั้นตอนที่ ๔ ของ IPB วาดภาพการรบกับแต่ละ หป. ที่เป็นไปได้ของฝ่ายเรา เลือกเป้าหมายที่มีค่าสูง (HVT) จากรูปแบบ หป. ของภัยคุกคาม กำหนดเป็นเป้า หมายคุ้มค่า (HPT) เพื่อสนับสนุน หป.ของฝ่ายเราจากผล ของการจำลองยุทธ์(War gaming) แต่ละ หป.ของ ฝ่ายเรา ฝ่ายอำนวยการจะต้อง : ๙.๙.๓.๑ จัดทำแผ่นภาพสนับสนุนการตกลงใจและตารางประสานสอดคล้อง ๙.๙.๓.๒ กำหนดความต้องการข่าวกรอง สนับสนุน หป. ๙.๙.๓.๓ ปรับปรุง รูปแบบ หป. ของภัยคุกคาม, แผ่นภาพเหตุการณ์และตาราง เหตุการณ์โดยเพ่งเล็งสู่ความต้องการข่าวกรอง สนับสนุน หป. ของฝ่ายเรา ๙.๙.๓.๔ จัดลำดับความน่าจะเป็นไปได้ของ หป. ของภัยคุกคาม ๙.๙.๓.๕ กำหนด หป. ของภัยคุกคามที่จะเป็นอันตรายที่สุด (The Most Dangerous COA) ๙.๙.๓.๖ ปรับปรุง หป.ของฝ่ายเราให้ครอบคลุมทางเลือกในการปฏิบัติ (Options) ต่าง ๆ ที่จะเป็นไปได้ (Branches and sequels) ๙.๙.๓.๗ กำหนดความน่าจะเป็นในการบรรลุภารกิจของ หป. ฝ่ายเรา ๙.๙.๔ การตกลงใจและการปฏิบัติจากข้อเสนอของฝ่ายอำนวยการต่าง ๆ ผบ. จะตกลงใจ เลือก หป. ของฝ่ายเราขึ้นมา ๑ หป. และจัดทำเป็นคำสั่งที่สมบูรณ์แจกจ่ายออกไป นอกจากนั้น ผบ. จะอนุมัติ หัวข้อข่าวสารสำคัญ (หขส.) โดยฝ่าย การข่าวกรองจะนำผลของ IPB ไป พัฒนาแผนรวบรวมข่าวสารและการ รวบรวมข่าวสาร เพื่อตอบสนองความ ต้องการข่าวกรองเหล่านั้น ต่อไป ๙.๑๐ เมื่องานทางด้านข่าวกรองยืนยันหรือปฏิเสธสมมุติฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมใน สนามรบ หรือ หป. ของภัยคุกคาม ซึ่งได้กำหนดไว้ในขั้นการวางแผน กระบวนการ IPB จะช่วยกำหนดความ ต้องการข่าวกรองใหม่ ๆ ขึ้นมา ในขณะที่การยุทธ์ดำเนินไป กระบวนการ IPB จะวิเคราะห์สถานการณ์ที่ เผชิญหน้าอย่างต่อเนื่อง กระบวนการแสวงข้อตกลงใจและวงรอบข่าวกรอง จึงพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามไป เช่นกัน
๑๑๒ ตอนที่ ๖ วงรอบข่าวกรอง ๑๐. วงรอบข่าวกรอง ๑๐.๑ งานในวงรอบข่าวกรองประกอบด้วย ๔ ส่วน คือ ๑๐.๑.๑ การวางแผนรวบรวมข่าวสาร ๑๐.๑.๒ การรวบรวมข่าวสาร ๑๐.๑.๓ การดำเนินกรรมวิธี ๑๐.๑.๔ การใช้และการกระจายข่าวสาร และข่าวกรอง ๑๐.๒ วงรอบข่าวกรองเป็นงานที่ต่อเนื่อง งานทั้ง ๔ ส่วนอาจจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน เช่น ขณะที่ กำลังรวบรวมข่าวสารอันใหม่จากแหล่งข่าวต่างๆ อยู่นั้น ก็จะทำการวิเคราะห์ข่าวสารอื่นที่รวบรวมได้มาก่อนแล้ว เพื่อดำเนินกรรมวิธีผลิตเป็นข่าวกรองและกระจายต่อไป ๑๐.๓ การวางแผนรวบรวมข่าวสาร ๑๐.๓.๑ ในการวางแผนและจัดทำคำสั่งการรวบรวมข่าวสารตามวงรอบข่าวกรองนั้น ควร จะต้องทราบว่ามีงานสำคัญ คือ การกำหนดความต้องการข่าวกรอง การกำหนดความเร่งด่วนต่อความ ต้องการข่าวกรอง (หขส. / ตขอ.) การวิเคราะห์สิ่งบอกเหตุ การจัดทำรายการข่าวสารเฉพาะเจาะจง หรือ คำสั่ง–คำขอ การเลือกเจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสาร และการกำกับดูแลการปฏิบัติงาน ๑๐.๓.๑ (๑) กำหนดความต้องการข่าวกรอง ที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการตกลงใจ และการวางแผนการยุทธ รวมทั้งกำหนดความเร่งด่วนต่อความต้องการข่าวกรอง ๑๐.๓.๑ (๒) กำหนดสิ่งบอกเหตุ โดยการวิเคราะห์ความต้องการข่าวกรอง เพื่อ กำหนดว่าพฤติกรรมของข้าศึกหรือพื้นที่ปฏิบัติการใด ที่สามารถแสดงถึงคำตอบต่อความต้องการข่าวกรองได้ ๑๐.๓.๑ (๓) กำหนดหรือเลือกรายการข่าวสารอันมีลักษณะเฉพาะเจาะจง เพื่อใช้เป็น มูลฐานในการจัดทำคำสั่ง และคำขอข่าวสาร การได้รับข่าวสารหรือไม่ได้ข่าวสาร อาจเป็นสิ่งบอกเหตุใช้ เพื่อยืนยันหรือปฏิเสธความต้องการข่าวกรองรายการนั้น ๆ ๑๐.๓.๑ (๔) กำหนดและเลือกเจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสาร เพื่อหาข่าวสารมาทำให้เป็น ข่าวกรองตามความต้องการ โดยพิจารณาขีดความสามารถเป็นมูลฐาน ๑๐.๓.๑ (๕) เตรียมและส่งคำสั่งคำขอ ไปยังเจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารที่ได้เลือกสรร แล้ว เพื่อขอให้รวบรวมข่าวสารนั้น ๆ ๑๐.๓.๑ (๖) ติดตามผลและกำกับดูแลการปฏิบัติงานรวบรวมข่าวสาร เพื่อประกันได้ ว่าจะได้รับข่าวสารทันเวลาที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ๑๐.๓.๒ เพื่อให้การวางแผนและการกำกับดูแล การดำเนินการรวบรวมข่าวสารของหน่วย ประสบผลสำเร็จ สธ.๒ จะต้องมีความรอบรู้ในเรื่องสภาพพื้นที่ปฏิบัติการ ลักษณะของแหล่งข่าว ขั้นตอน ต่าง ๆ ของการวางแผนและการดำเนินการรวบรวมข่าวสาร วิธีการรวบรวมข่าวสาร สถานการณ์ฝ่ายตรงข้าม และอุปนิสัยของประชากรในท้องถิ่น
๑๑๓ ๑๐.๓.๓ ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการเป็นผู้กำหนดความต้องการข่าวกรอง ซึ่งก่อรูปขึ้น ในระหว่างการวางแผนและประมาณสถานการณ์สำหรับการยุทธ์ขั้นต่อไป ระหว่างดำเนินกลยุทธ์อยู่ในปัจจุบัน ในการวางแผนระวังป้องกันหน่วยตน และในระหว่างการดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสาร ๑๐.๓.๔ ขีดความสามารถในการรวบรวมข่าวสารของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง มักจะไม่เพียง พอที่จะสนอง ความต้องการข่าวกรองทั้งปวงได้พร้อมกัน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารให้ เป็นไปตามความมุ่งหมายของการข่าวกรองให้แน่นอนและตามลำดับความเร่งด่วนของความต้องการข่าวกรอง นั้น ๆ ด้วยการปฏิบัติงานด้านข่าวกรองนั้น ย่อมอยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพแวดล้อมทางการยุทธ์ คือ ภารกิจ ของผู้บังคับบัญชา ลักษณะการพิพาท ระดับการใช้อาวุธ นชค. และอาวุธอื่น ๆ วิธีการขนย้ายหน่วยทหาร ลักษณะของกำลังฝ่ายตรงข้าม ท่าทีของประชาชนพลเมืองในพื้นที่ปฏิบัติการ และกำลังฝ่ายเราที่มีอยู่ ๑๐.๓.๕ ภารกิจของหน่วย เป็นข้อพิจารณาที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง ดังนั้น การปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง จึงต้องกระทำเพื่อผลิตข่าวกรองที่จะเป็นเครื่องประกันต่อความสำเร็จ ตามภารกิจของหน่วยนั้น ๑๐.๓.๖ ความต้องการข่าวกรองเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการยุทธ์ของหน่วย นอกจากอาศัยมูล ฐานจากภารกิจของหน่วยแล้ว ความต้องการต่างๆ ก็ยังเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย เช่น ภารกิจที่กำหนดขึ้น เพื่อเผชิญเหตุในอนาคต ๑๐.๓.๗ หัวข้อข่าวสารสำคัญ (หขส.) คือ ความต้องการข่าวกรองซึ่งมีความเร่งด่วนใน อันดับที่สูงที่สุด และเป็นข่าวกรองหรือข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสภาพพื้นที่ปฏิบัติการและสถานการณ์ของฝ่าย ตรงข้าม ซึ่ง ผบ. คิดว่าตนมีความต้องการทราบก่อนที่จะสามารถตกลงใจอย่างมีเหตุผลได้ ๑๐.๓.๘ ความต้องการข่าวกรองอื่น ๆ (ตขอ.) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ปฏิบัติการ และสถานการณ์ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจมีผลกระทบกระเทือนแต่ไม่ถึงกับขัดขวางต่อความสำเร็จในการปฏิบัติ ภารกิจโดยไม่คำนึงว่าจะเลือกหนทางปฏิบัติอย่างไร ข้อพิจารณาการแบ่งความต้องการข่าวกรองตามลำดับความเร่งด่วน เป็นหัวข้อ ข่าวสารสำคัญ (หขส.) และความต้องการข่าวกรองอื่น ๆ (ตขอ.) ดังนี้ ๑๐.๓.๘.๑ หัวข้อข่าวสารสำคัญ (หขส.) : ลักษณะสำคัญของ หขส. จะเกี่ยวกับสถาน การณ์ของฝ่ายตรงข้าม ได้แก่ ขีดความสามารถทั้งปวงของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งคุกคามต่อความสำเร็จในการ ปฏิบัติภารกิจ ๑๐.๓.๘.๒ ความต้องการข่าวกรองอื่น ๆ (ตขอ.) : ลักษณะสำคัญของ ตขอ. เกี่ยวกับ สถานการณ์ของฝ่ายตรงข้ามและลักษณะพื้นที่ปฏิบัติการ ได้แก่ ขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามหรือสภาพ พื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งอาจมีผลกระทบกระเทือนได้แต่ไม่ถึงกับขัดขวางความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจ ๑๐.๓.๘.๓ ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่าง หขส. กับการตกลงใจของผู้บังคับบัญชา ในโอกาสใดโอกาสหนึ่งนั้นย่อมเป็นผลทำให้มีการกำหนด, การเพิ่มเติม หรือยกเลิก หขส. ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติ จากผู้บังคับบัญชาก่อนเสมอ ๑๐.๓.๘.๔ รายการข่าวสารหรือข่าวกรองเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่กำหนดได้ใน รปจ. ของ หน่วย เพื่อให้หน่วยทหารรวบรวมหรือกระจายในเรื่องนั้น ๆ อาจจะกลายเป็น หขส. ได้ ฉะนั้น ชนิดและ จำนวนของ หขส. ย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการยุทธ์และขั้นการยุทธ์ รวมทั้งขนาด และความแน่นอนของข่าวสารและข่าวกรองที่มีอยู่
๑๑๔ ๑๐.๓.๘.๕ ความต้องการข่าวกรองอื่น ๆ (ตขอ.) ย่อมเกิดจากความต้องการของหน่วยนั้น ซึ่งยังไม่ถึงขนาดที่จะจัดเป็น หขส. และที่เกิดจากความต้องการของ ฝอ. นายทหารฝ่ายการข่าวกรองมีความ รับผิดชอบต่อ ตขอ. ในเรื่องการจัดลำดับและหรือการประกาศ และการแบ่งมอบเครื่องมือในการรวบรวม ข่าวสาร ๑๐.๓.๙ การประกาศความต้องการข่าวกรองจะต้องประกาศให้ แจ่มแจ้ง, ชัดเจน, สั้น และ เพื่อจะให้เหมาะสมควรแสดงเป็นรูปคำถาม โดยธรรมดาแล้วจะเกี่ยวกับเรื่องขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม ปัจจัยทำเนียบกำลังรบของฝ่ายตรงข้าม สภาพภูมิประเทศ สภาพลมฟ้าอากาศและ ข่าวสารที่หน่วยเหนือ หน่วยรอง หน่วยข้างเคียงต้องการ ๑๐.๓.๑๐ การกระจายความต้องการข่าวกรอง ย่อมกระจายไปยังหน่วยเหนือ, หน่วยรอง และหน่วยข้างเคียง โดยให้หน่วยเหล่านั้นได้ทราบความต้องการข่าวกรองของผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีความ เร่งด่วนสูงก่อน ด้วยวิธีการใช้คำสั่งเป็นส่วน ๆ ระบุไว้ในข้อ ๒ ของผนวกข่าวกรองประกอบคำสั่งยุทธการ กล่าวไว้ในหัวข้อคำแนะนำในการประสานการปฏิบัติข้อ ๓ คำสั่งยุทธการ และด้วยวาจา ๑๐.๓.๑๑ หขส. และ ตขอ. ที่กำหนดขึ้นแล้วย่อมยกเลิกหรือเพิ่มเติมได้โดยใช้คำสั่งเป็นส่วนๆ หรือทำเป็นรายการความต้องการชุดใหม่ขึ้นในคำสั่งยุทธการ ส่วนที่เกี่ยวกับการใช้หนทางปฏิบัติอันใดอันหนึ่ง ของฝ่ายตรงข้ามก่อนถึงเวลาหนึ่งที่กำหนดโดยแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นแล้วจะยกเลิกไปโดยอัตโนมัติ ๑๐.๓.๑๒ สิ่งบอกเหตุ คือ ร่องรอยของการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งของฝ่ายตรงข้าม หรือ สภาพพื้นที่ปฏิบัติการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นไปในลักษณะยืนยันหรือปฏิเสธก็ตาม สิ่งบอกเหตุจะชี้ให้เห็นจุดอ่อน หรือขีดความสามารถอันใดอันหนึ่ง โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามน่าจะใช้เป็นหนทางปฏิบัติหรือตัดทิ้งหนทาง ปฏิบัตินั้นไป และมีประโยชน์ใช้เป็นมูลฐาน สำหรับทำคำสั่ง คำขอข่าวสาร และอาจจะใช้เป็นเหตุผลสำคัญ ต่อการเลือกหนทางปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาได้อีกด้วย ๑๐.๔ การรวบรวมข่าวสาร ๑๐.๔.๑ เป็นขั้นตอนที่ยากลำบากที่สุดในวงรอบข่าวกรอง โดยที่ฝ่ายตรงข้ามย่อมมีมาตรการ ต่อต้านการข่าวกรองด้วย การทำลายการรวบรวมข่าวสารของฝ่ายเรามิให้ได้ข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติทั้งปวง ของฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นจึงมีการปกปิดกำลัง, การประกอบกำลัง, การวางกำลังและการเคลื่อนย้าย มีการ รปภ. ในการติดต่อสื่อสาร มีการแพร่ข่าวลวง และปฏิบัติการทางยุทธวิธีในลักษณะที่จะลวงให้ฝ่ายเราเข้าใจผิด ๑๐.๔.๒ แหล่งข่าว คือ ต้นตอ หรือ แหล่งกำเนิดของข่าวสารที่แท้จริง รวมถึงผู้ให้ข่าว หรือ ตัวแทน ซึ่งตามธรรมดาย่อมจะไม่อยู่ในความควบคุมของฝ่ายเรา แหล่งข่าวธรรมดาที่สุดในการรวบรวมข่าวสาร ได้แก่ การปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม, เชลยศึก, ราษฎรในท้องถิ่น, ทหารที่กลับคืนหน่วย, เอกสารของฝ่ายตรงข้าม ที่ยึดได้, ยุทโธปกรณ์ของฝ่ายตรงข้ามที่ยึดได้, กระสุนด้าน, ชิ้นส่วนกระสุน, หลุมกระสุนตก, ภาพถ่าย, แผนที่, เอกสารในการพิจารณาและรายงานต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน เป็นต้น ๑๐.๔.๓ เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสาร คือ บุคคลหรือหน่วย ซึ่งรวบรวมและ/หรือดำเนิน กรรมวิธีต่อข่าวสาร โดยมีข้อพิจารณาที่สำคัญต่อการเลือกเจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสาร ได้แก่ ขีดความสามารถ ความเหมาะสม ความเพียงพอ และความสมดุล กล่าวคือ เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารนั้นจะต้องมีขีด ความสามารถที่จะหาข่าวสารที่ต้องการนั้นได้จริงอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับภารกิจที่เป็นหลักด้วย จึงต้อง พิจารณาเลือกใช้เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารมากกว่าหนึ่งหน่วยเสมอต่อข่าวสารที่ต้องการในรายการหนึ่งๆ อย่าง เพียงพอ และเฉลี่ยงานกันอย่างสมดุล
๑๑๕ ๑๐.๔.๔ เจ้าหน้าที่ของหน่วยรอง หน่วยข้างเคียง และหน่วยเหนือ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของ ประชาคมข่าวกรอง ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารด้วย วิธีการรวบรวมข่าวสารในสนามรบมี ๔ วิธี คือ การเฝ้าตรวจสนามรบ, การลาดตระเวนทางพื้นดินและทางอากาศ , การต่อต้านการลาดตระเวน และการ ค้นหาที่หมาย การลาดตระเวนเป็นภารกิจอย่างหนึ่งของงานทางด้านการข่าวกรอง เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสาร เกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามและพื้นที่ปฏิบัติการ ในการวางแผนและประสานการปฏิบัติงานในการลาดตระเวน นายทหารฝ่ายการข่าวกรองจะต้องพิจารณาแผนการเลือกหน่วย การประสานการปฏิบัติ, เวลาที่ต้องการใน การรายงานข่าวสารและขีดความสามารถของหน่วยลาดตระเวน ๑๐.๔.๕ การค้นหาที่หมายเป็นส่วนหนึ่งของงานข่าวกรองการรบ ซึ่งจะเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ กับการตรวจค้น การพิสูจน์ทราบ และการกำหนดที่ตั้ง ๑๐.๔.๖ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองกับเจ้าหน้าที่ส่วนยิงสนับสนุนที่รับผิดชอบงานด้านการค้นหาที่หมาย จะต้องร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด และจะต้องสนธิการปฏิบัติและขีดความสามารถทั้งปวงเข้าด้วยกัน โดย อาศัยแผนรวบรวมข่าวสาร, การเฝ้าตรวจสนามรบ, แผนลาดตระเวนทางอากาศ และแผนลาดตระเวนทาง พื้นดิน ๑๐.๔.๗ ความต้องการข่าวสารเกี่ยวกับรายละเอียดและความแน่นอน ขึ้นกับอาวุธที่จะนำ ไปใช้, แบบของการยิง และผลที่ต้องการต่อที่หมาย ส่วนความต้องการข่าวสารที่เกี่ยวกับความทันเวลาขึ้นอยู่ กับอาวุธที่จะ นำไปใช้, แผนการยุทธ์ของหน่วยและลักษณะของที่หมาย ๑๐.๔.๘ แผนรวบรวมข่าวสาร เป็นเครื่องมือช่วยเหลือนายทหารฝ่ายการข่าวกรองในการ ประสานงาน และการสนธิการปฏิบัติงานในการรวบรวมข่าวสารของหน่วย หรือเจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสาร แผนฉบับสมบูรณ์ ซึ่งมีบัญชีความต้องการข่าวกรองที่จัดทำขึ้นใหม่ทั้งหมดนั้น จะจัดทำเมื่อหน่วยเริ่มเข้าสู่ การรบหรือปฏิบัติการเป็นครั้งแรก ข่าวสารที่ต้องการนั้นอาจจะมีความต้องการ ณ ประมาณเวลา หรือ ตรงเวลาที่แน่นอนอันใด อันหนึ่ง หรือ ณ ห้วงเวลาที่แน่นอน หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้น ๆ ขึ้นโดยเฉพาะ ๑๐.๔.๙ การกรอกข้อความในช่องที่ ๕ ของแผนรวบรวมข่าวสาร เพื่อประกันว่าข่าวสารที่ มาถึง คือ ไม่ช้าเกินไป หรือเร็วเกินไป สธ.๒ จะต้องประสานกับ สธ.๓ ๑๐.๔.๑๐ การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของนายทหารฝ่ายการข่าวกรองต่อการปฏิบัติงานใน การรวบรวมข่าวสารทั้งปวง จะทำให้มั่นใจในความสำเร็จของการรวบรวมข่าวสาร
๑๑๖ ตัวอย่างแบบฟอร์มแผนรวบรวมข่าวสาร หน่วย : ห้วงเวลา : ตั้งแต่ …………………………….ถึง…………………………………… ความต้องการ ข่าวกรอง (หขส./ตขอ.) สิ่งบอกเหตุ รายการข่าวสาร เฉพาะเจาะจง (คำสั่ง/คำขอ) เจ้าหน้าที่รวบรวม ข่าวสาร ตำบลและเวลา ให้รายงานข่าวสาร หมายเหตุ หน่วย ก หน่วย ข กองพัน ค กองพัน ง หมายเหตุ : การพิจารณาเลือกใช้เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสาร : เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารมีขีดความสามารถ และต้องการให้ทำการรวบรวมข่าวสารตามคำสั่ง/คำขอ X : เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารมีขีดความสามารถ แต่ยังไม่ต้องการให้ทำการรวบรวบข่าวสารในขณะนี้ เนื่องจากอาจมีภารกิจอื่นที่มีความเหมาะสมจะให้ปฏิบัติ หรือพื้นที่และเวลายังไม่เหมาะสมในขณะนี้ ๑๐.๕ การดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสาร เมื่อได้รวบรวมข่าวสารเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้แล้ว และ นายทหารฝ่ายการข่าวกรอง หรือผู้ช่วยได้รับข่าวสารนั้นแล้ว ก็ดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสารนั้น เพื่อเปลี่ยนให้ เป็นข่าวกรอง ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมี ๓ ขั้นตอน คือ การบันทึก การประเมินค่า และการตีความข่าวสาร ๑๐.๕.๑ แนวทางปฏิบัติในการดำเนินกรรมวิธี คือ ให้ดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสารที่ได้รับ ตามลำดับ ตามลักษณะและความเร่งด่วนของข่าวสารนั้น ๆ ๑๐.๕.๒ การบันทึก ๑๐.๕.๒.๑ การบันทึกโดยธรรมดาเป็นงานขั้นแรก อย่างไรก็ตามเมื่อมีข่าวสารที่มี ความเร่งด่วน การบันทึกอาจกระทำได้พร้อม ๆ กับการประเมินค่าและตีความก็ได้ ส่วนข่าวสารที่ไม่มี ความเกี่ยวข้องในทันทีทันใด แต่น่าจะมีคุณค่าในอนาคต โดยธรรมดาแล้วจะดำเนินกรรมวิธีให้เสร็จก่อน จึงจะ แจกจ่ายเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ๑๐.๕.๒.๒ ในหน่วยระดับสูงกว่ากองพล การบันทึกข่าวสารจะเพิ่มความสำคัญ และ มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น จึงควรจะใช้เครื่องช่วยในการบันทึกให้มากที่สุด เครื่องมือหลักที่ใช้บันทึกข่าวสาร ของแผนก สธ.๒ ในหน่วยระดับกองพลมี ๔ แบบ ได้แก่ ๑. บันทึกประจำวัน ( บปว. : Journal ) ๒. แผนที่สถานการณ์ ( ผท. : Situation Map ) ๓. เอกสารแยกเรื่องข่าวกรอง ( อย. : Intel Work Book ) ๔. แฟ้มข่าวกรอง ( ฟ. : Intel File)
๑๑๗ ๑๐.๕.๒.๓ บันทึกประจำวัน ( บปว.) เป็นบันทึกเรื่องราวถาวร ที่เกี่ยวกับรายงาน และการส่งข่าวต่าง ๆ ของแผนก สธ.๒ โดยธรรมดาจัดทำในวงรอบ ๒๔ ชม. และรายงานที่ลง ประกอบด้วย การบันทึกการส่งข่าว รายงานและเหตุการณ์ต่าง ๆ การแสดงถึงผู้ส่งข่าว เจ้าหน้าที่จัดทำรายงานข่าว เวลา ที่ได้รับหรือส่งข่าวและวิธีการที่ใช้ในการส่งข่าว, การปฏิบัติที่แท้จริงต่อข่าวสารนั้น ๆ หน่วยระดับกรม อาจจะ กำหนดจัดทำ บปว. เพียงฉบับเดียวสำหรับหน่วยเป็นส่วนรวม ๑๐.๕.๒.๔ แผนที่สถานการณ์ (ผท.) เป็นบันทึกชั่วคราว แสดงภาพการวางกำลัง และการปฏิบัติที่สำคัญ ๆ ของฝ่ายตรงข้ามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข่าวสารของฝ่ายตรงข้ามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข่าวสารของฝ่ายเดียวกัน โดยปกติจะจำกัดเฉพาะเส้นแบ่งเขต, ที่ตั้งของที่บังคับการของหน่วยเหนือ, หน่วยรอง, หน่วยข้างเคียง, หน่วย ลว. และแนว ขนม. ๑๐.๕.๒.๕ นายทหารฝ่ายการข่าวกรอง จะบันทึกข่าวสารเกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามที่ เกี่ยวข้องลงบนแผนที่สถานการณ์ เพื่อใช้อ้างอิงและจัดทำข้อพิจารณาเมื่อโอกาสอำนวย ได้แก่ การพิสูจน์ ทราบ, หน่วย, การวางกำลัง ,เส้นแบ่งเขต, ที่ตั้ง, อาวุธ, สนามทุ่นระเบิด, เครื่องปิดกั้นถนน, ผู้ยิง, ผู้ติดต่อ, เครื่องกีดขวางอื่น หรือที่มั่นตั้งรับต่าง ๆ สิ่งอำนวยความสะดวกทางการบังคับบัญชา และการส่งกำลังบำรุง, การปฏิบัติที่สำคัญของฝ่ายตรงข้าม, ข้อมูลภูมิประเทศต่างๆ พื้นที่จอดเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์, พื้นที่อาบพิษ ด้วย คชร., พื้นที่ตั้งเรดาร์ และเครื่องมือเฝ้าตรวจทางพื้นดินของฝ่ายตรงข้าม, ข่ายถนนและเส้นทางที่สำคัญ ในการเคลื่อนย้ายกำลังพล อาวุธ และยุทโธปกรณ์ ๑๐.๕.๒.๖ เอกสารแยกเรื่อง (อย.) ไม่จัดเป็นบันทึกถาวรและจะไม่แจกจ่ายภายนอก แผนก จัดทำเพื่อช่วยในการคัดแยก, ประเมินค่า, ตีความข่าวสารและในการจัดทำรายงานข่าวกรอง อย. ไม่มี แบบฟอร์มที่กำหนดแน่ชัด ในระดับกองพลและต่ำกว่ามักนิยมจัดทำเป็นแบบดัชนีโดยอาศัยหัวข้อต่าง ๆ แล้ว ใช้เป็นเครื่องช่วยในการทำสรุปข่าวกรอง (สรข.) โดยทั่วไปแบบฟอร์ม อย. ในระดับกองพลและต่ำกว่าอาศัย หัวข้อจากเอกสารด้านข่าวกรอง คือ สรุปข่าวกรอง ๑๐.๕.๒.๗ แฟ้มข่าวกรองทุกชนิด นับว่าจำเป็นที่จะต้องจัดไว้ให้พร้อมที่จะช่วยให้ สามารถค้นหาข่าวสารทั้งปวงที่มีอยู่ได้สะดวก ที่ใช้กันเป็นส่วนมากก็มีแฟ้ม บปว., แฟ้มข่าวสาร/หลักฐานและ แฟ้มทำเนียบกำลังรบ ๑๐.๕.๓ การประเมินค่า คือ การตรวจสอบข่าวสารอันใดอันหนึ่ง เพื่อหาความเกี่ยวข้อง ของข่าวสาร ความถูกต้องของข่าวสาร และความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวและ จนท.รวบรวมข่าวสาร โดยมี รายละเอียดดังนี้ ๑๐.๕.๓.๑ การกำหนดความเกี่ยวข้องของข่าวสาร เป็นขั้นตอนหนึ่งของการ ประเมินค่าสาระสำคัญข่าวสารนั้นว่า ๑๐.๕.๓.๑ (๑) เป็นข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตรงข้ามหรือลักษณะพื้นที่ ปฏิบัติการหรือไม่? ๑๐.๕.๓.๑ (๒) เป็นข่าวสารที่ต้องการในทันทีหรือไม่? และใครเป็นผู้ต้องการ? ๑๐.๕.๓.๒ (๓) เป็นข่าวสารที่มีคุณค่าในปัจจุบันหรือในอนาคต และจะมีคุณค่า แก่ใคร?
๑๑๘ ๑๐.๕.๓.๒ ความถูกต้องของข่าวสาร (ความแน่นอน) หมายถึง ความที่น่าจะเป็น จริงของข่าวสารเรื่องหนึ่ง การพิจารณาอาศัยพื้นฐานจากการตอบคำถามต่อไปนี้ ๑๐.๕.๓.๒ (๑) ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามรายงานนั้นเป็นไปได้ หรือไม่ ? ๑๐.๕.๓.๒ (๒) รายงานนั้นมีความสอดคล้องในตัวเองหรือไม่ ? ๑๐.๕.๓.๒ (๓) รายงานนั้นได้รับการยืนยัน หรือสนับสนุนจากแหล่งข่าว หรือ เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารอื่นหรือไม่ ? ๑๐.๕.๓.๒ (๔) รายงานนั้นสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับข่าวสารอื่นที่มีอยู่แล้ว หรือไม่ ? ๑๐.๕.๓.๒ (๕) ถ้ารายงานนั้นไม่สอดคล้องกับข่าวสารจากแหล่งข่าวหรือเจ้าหน้าที่ รวบรวมข่าวสารอื่นแล้วฉบับใดจะเป็นจริงมากกว่ากัน ? ๑๐.๕.๓.๓ การประเมินความแน่นอนของข่าวสารจะมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างหน่วยระดับสูงกับหน่วยระดับต่ำ วิธีตัดสินความแน่นอนที่น่าเชื่อถือมากที่สุด คือ การเปรียบเทียบกับ ข่าวสารที่คล้ายกันซึ่งมีพร้อมอยู่แล้วใน ฟ. หรือ อย. ๑๐.๕.๓.๔ การประเมินค่าความเชื่อถือได้ของเจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารและแหล่งข่าว มีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้ ๑๐.๕.๓.๔ (๑) แหล่งข่าวสารนั้นมีความถูกต้องและเชื่อถือได้เพียงใด ? ๑๐.๕.๓.๔ (๒) เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารได้รับการฝึก กับมีความเจนจัดและ ความสามารถ เพียงพอแก่การรายงานข่าวสารนั้นถูกต้องหรือไม่ ? ๑๐.๕.๓.๔ (๓) ในสภาพเป็นอยู่ในขณะนั้น เช่น เวลา พื้นที่ เครื่องมือ และ ทัศนวิสัย และสามารถหาข่าวสารนั้นมาได้หรือไม่ ? ๑๐.๕.๓.๔ (๔) การกำหนดความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และเจ้าหน้าที่รวบรวม ข่าวสาร กำหนดโดยนายทหารฝ่ายการข่าว ให้แสดงด้วยตัวอักษรดังนี้ ก. เชื่อถือได้เต็มที่ ข. เชื่อถือได้ ค. พอเชื่อถือได้ ง. ไม่น่าเชื่อถือ จ. เชื่อถือไม่ได้ ฉ. ไม่อาจตัดสินความเชื่อถือได้ ๑๐.๕.๓.๕ กรณีแหล่งข่าว และเจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสารรายงานข่าว ซึ่งกำหนดค่า ความแน่นอนแตกต่างกันให้พิจารณาใช้คะแนนการประเมินระดับต่ำกว่า ๑๐.๕.๓.๕ (๑) การกำหนดให้ค่า ก. ควรกระทำในโอกาสพิเศษจริง ๆ เป็นต้น ว่าผู้ให้ข่าวเป็นนายทหารฝ่ายการข่าว มีความจัดเจนเป็นเวลานาน และมีพื้นความรู้กว้างขวาง ยิ่งในโอกาส ที่นายทหารฝ่ายการข่าวทำการตรวจการณ์เหตุการณ์นั้นๆ ด้วยตาตนเองก็สมควรอย่างยิ่งที่จะกำหนดความ น่าเชื่อถือนั้น
๑๑๙ ๑๐.๕.๓.๕ (๒) การกำหนดให้ค่า ข. แสดงว่าผู้ให้ข่าวเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความ ซื่อตรง และเป็นที่ยอมรับในความสามารถแล้ว ๑๐.๕.๓.๕ (๓) การกำหนดค่า ค., ง. และ จ. นั้น มีความน่าเชื่อถือลดหย่อน กันลงไปตามลำดับ สำหรับการกำหนดค่า ฉ.นั้น แสดงว่ายังไม่เคยทราบเกี่ยวกับพื้นความรู้ และความเชื่อถือ ของผู้ให้ข่าวสารนั้นมาก่อนเลย ๑๐.๕.๓.๕ (๔) วิธีตัดสินความแน่นอนที่น่าเชื่อถือมากที่สุด คือการเปรียบเทียบ กับข่าวสารที่คล้ายกันซึ่งมีพร้อมอยู่แล้วในแฟ้มข่าวกรองหรือเอกสารแยกเรื่องข่าวกรองที่จัดเข้าประเภทไว้ อย่างเหมาะสมแล้วเมื่อมีโอกาส นายทหารฝ่ายการข่าวกรองควรหาข่าวสารเพื่อยืนยันหรือปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ รวบรวมข่าวสารต่างกันและจากหลายแหล่งข่าว ๑๐.๕.๓.๕ (๕) การประเมินความแน่นอนของข่าวสาร จะมีความแตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัดระหว่างหน่วยระดับสูงกับหน่วยระดับต่ำ เพราะเหตุความแตกต่างเกิดจากข้อเท็จจริงที่หน่วย ระดับสูง ซึ่งมีแหล่งข่าวและข่าวกรองจำนวนมากกว่าหน่วยระดับต่ำ จึงย่อมมีโอกาสมากกว่าที่จะยืนยัน สนับสนุน หรือปฏิเสธความแน่นอนของข้อมูลที่ได้รับรายงาน โดยไม่คำนึงถึงแหล่งข่าวในแต่ละระดับหน่วย จะต้องประเมินค่าอีก เพื่อหาความแน่นอนของข่าวสารและข่าวกกรองอีกครั้งหนึ่ง ๑๐.๕.๓.๖ การประเมินค่าความแน่นอนของข่าวสารที่ได้รับ แสดงด้วยตัวเลข ดังนี้ ๑. ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวอื่น ๒. น่าจะเป็นจริง ๓. อาจจะเป็นจริง ๔. สงสัยว่าจะเป็นจริง ๕. ไม่น่าจะเป็นจริง ๖. ไม่อาจตัดสินความจริงได้ ๑๐.๕.๓.๖ (๑) ถ้าสามารถแสดงความแน่นอนว่า ข่าวสารที่ได้รับรายงานนั้น เกิดจากแหล่งข่าวอื่น นอกเหนือ ไปจากข่าวสารที่มีอยู่แล้ว ซึ่งแสดงถึงเรื่องเช่นเดียวกัน ก็จัดอยู่ในประเภท ที่ว่ามีข่าวสารยืนยัน และก็จะได้ค่าเป็น “๑” ๑๐.๕.๓.๖ (๒) ถ้าข่าวสารนั้นไม่สามารถพิสูจน์ทราบความแน่นอนได้ และไม่มี เหตุผลเพียงพอที่จะสงสัยว่าข่าวสารนั้นมาจากแหล่งข่าวเดียวกันกับข่าวสารเรื่องเดียวที่มีอยู่ก็จะจัดในประเภท “น่าจะเป็นจริง” และให้ค่าเป็น “๒” ๑๐.๕.๓.๖ (๓) ถ้าจากการสอบสวนข้อเท็จจริงจากรายงานนั้น ปรากฏว่ายัง ไม่ได้รับข่าวสารคืบหน้าอื่นมายืนยัน แต่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับลักษณะของที่หมายที่สังเกตมาแล้ว หรือ ถ้ารู้เบื้องหลังของบุคคลที่เป็นผู้รายงานข่าวนั้น ว่าอาจจะมีการปฏิบัติตามที่รายงาน ดังนั้นข่าวสารที่ได้รับมา ก็จะพิจารณาว่า “อาจจะเป็นจริง” และให้ค่าเป็น “๓” ๑๐.๕.๓.๖ (๔) ถ้าข่าวสารที่รายงานแต่ไม่ยืนยัน และเนื้อความขัดกันกับการ ประมาณการถึงความคลี่คลายของข่าวสาร หรือขัดกับลักษณะที่หมายที่ทราบแล้ว ให้จัดอยู่ในประเภท “สงสัย ว่าจะเป็นจริง”และให้ค่าเป็น “๔” ตราบใดที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบว่าเป็นเท็จ โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่มีอยู่
๑๒๐ ๑๐.๕.๓.๖ (๕) ถ้าข่าวสารที่รายงาน แต่ไม่ได้รับการยืนยันจากข้อมูลที่มีอยู่ และขัดแย้งกับประสบการณ์ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าจะเป็นไปได้ตามการคลี่คลายของที่หมายนั้นแล้ว ให้จัดอยู่ใน ประเภท “ไม่น่าจะเป็นจริง” และให้ค่าเป็น “๕” เช่นเดียวกับกับข่าวสารที่รายงานเข้ามาซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่ มีอยู่เดิม ซึ่งกำหนดค่าไว้เป็น “๑” หรือ “๒” แล้วนั้นก็จะมีค่าเป็น “๕” เช่นกัน ๑๐.๕.๓.๖ (๖) ถ้าจากการสอบสวนรายงานฉบับนั้นเป็นที่เปิดเผยว่า ไม่มีมูล ฐานที่จะนำมากำหนดค่าตั้งแต่ “๑” ถึง “๕” ดังกล่าวให้จัดอยู่ในประเภท “ไม่อาจตัดสินความจริงได้” และให้ ค่าเป็น “๖” ๑๐.๕.๔ การตีความ นับว่าเป็นขั้นตอนในการทำข่าวสารให้เปลี่ยนเป็นข่าวกรองประกอบด้วย งาน ๓ ส่วน คือ การวิเคราะห์, การสนธิและการอนุมาน ๑๐.๕.๔.๑ การวิเคราะห์ คือ การกรองและแยกข่าวสารที่ประเมินค่าแล้ว เพื่อแยก ข่าวสารส่วนสำคัญ โดยคำนึงถึงภารกิจและการปฏิบัติของหน่วยออกต่างหาก การวิเคราะห์ย่อมอาศัยการ วินิจฉัยที่ดี และความรู้อย่างแท้จริงในเรื่องหลักพื้นฐานการปฏิบัติทางทหาร , สภาพของพื้นที่ปฏิบัติการ และสถานการณ์ของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งหลักนิยมทางยุทธวิธี และการปฏิบัติที่ผ่ายมาของฝ่ายตรงข้าม ในหน่วยระดับสูงกว่ากองพล การวิเคราะห์มักจะต้องทำการวิจัยอย่าง ละเอียดถี่ถ้วนด้วยความยากลำบากเป็นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณข่าวมีมากขึ้น จะมีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เข้ามามีส่วนรวมในการวิเคราะห์ แต่ต้องคำนึงถึงภารกิจของหน่วย เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเวลาและใช้ แรงงานไปโดยไม่จำเป็น ๑๐.๕.๔.๒ การสนธิ คือ การรวมส่วนต่าง ๆ ของข่าวสารที่ได้แยกออกจากกันในขั้น วิเคราะห์แล้วนำไปรวมเข้ากับข่าวสารอื่นๆ ที่ทราบแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นภาพข่าวที่สมเหตุสมผล หรือให้ได้ สมมุติฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม หรืออิทธิพลของสภาพพื้นที่ปฏิบัติการที่มีผลต่อภารกิจของ หน่วย วิธีการเช่นนี้อาจจะกำหนดสมมุติฐานขึ้นมากกว่าหนึ่งข้อก็ได้ โดยอาศัยพื้นฐานจากข่าวกรองที่มีอยู่ การกำหนดสมมุติฐาน นายทหารฝ่ายการข่าวกรองจะต้องหลีกเลี่ยงความ คิดเห็นอย่างอุปทาน และกำหนดสมมุติฐานโดยอาศัยพื้นฐานจากประสบการณ์ และความปรารถนาของตน แต่ผู้เดียว แต่ต้องพยายามวางตัวในบทบาทของผู้บังคับหน่วยทหารของฝ่ายตรงข้าม การสนธิอาจใช้การกระทำในใจให้เสร็จสมบูรณ์โดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อย หรืออาจจัดทำโดยใช้เวลายาวนานขึ้นอยู่กับการรวบรวมข่าวสารเพิ่มเติมว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด ๑๐.๕.๔.๓ การอนุมาน คือ การพิจารณาเหตุผลจากสมมุติฐานที่ได้กำหนดขึ้น แล้วก็ ทดสอบและพิจารณาถึงความเป็นไปได้จากผลที่ได้นำมาสนธิดังกล่าว การอนุมานกำหนดขึ้นเพื่อตอบคำถาม ที่ว่า “ ข่าวสารนี้มีความหมายเกี่ยวข้องกับอะไรบ้างกับสถานการณ์ฝ่ายตรงข้ามและสภาพพื้นที่ปฏิบัติการ ” คำตอบที่ได้รับจะเป็นข้อสรุป ซึ่งจะใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดทางปฏิบัติของฝ่ายตรงข้ามในอนาคต และ เพื่อทำประมาณการข่าวกรองให้ทันสมัยเสมอ
๑๒๑ ๑๐.๖ การกระจายและการใช้ข่าวสารและข่าวกรอง ๑๐.๖.๑ การกระจาย หมายถึง การส่งข่าวสารและข่าวกรองอย่างทันเวลา ในแบบฟอร์มและ เครื่องมือที่เหมาะสมไปยังผู้ที่มีความต้องการทั้งปวง ๑๐.๖.๒ ความมุ่งหมายหลักของการกระจายอย่างทันเวลา เพื่อให้ ผบ. สามารถตกลงใจได้ อย่างเชื่อมั่น ความมุ่งหมายรองก็เพื่อให้ความรู้แก่ฝ่ายการข่าวกรองนำไปใช้ในการดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสาร ที่ได้รับมาใหม่ ๑๐.๖.๓ ข่าวกรองจะกระจายภายในหน่วยที่ผลิตข่าวกรองนั้น หรือกระจายไปยังหน่วยเหนือ, หน่วยรอง และหน่วยข้างเคียง โดยเฉพาะการกระจายไปยังหน่วยรองและหน่วยข้างเคียงนั้น มีความยุ่งยาก และมีความสำคัญ เพราะภาพข่าวในหน่วยระดับต่ำกว่าจะเปลี่ยนแปลงเร็วมาก มีความต้องการในรายละเอียด มากและเป็นผลให้การกระจายล่าช้า ข่าวกรองที่ผลิตขึ้นในหน่วยระดับสูงกว่ากองพลซึ่งจัดทำโดยเจ้าหน้าที่ ชำนาญงานพิเศษต่าง ๆ จะต้องกระจายไปยังหน่วยรองทุกหน่วยด้วย ๑๐.๖.๔ การกระจายข่าวกรอง จะต้องพิจารณาตามลำดับความเร่งด่วน ให้ถึงมือผู้ต้องการ ใช้มากที่สุด อย่างทันเวลา, กระจายให้เฉพาะหน่วยที่เกี่ยวข้องเท่านั้น, และความสำคัญและเร่งด่วนจะเป็นข้อ พิจารณาต่อการเลือกเครื่องมือในการกระจายและต้องให้เกิดความง่ายแก่ผู้รับ ๑๐.๖.๔ (๑) ข้อพิจารณาในการกระจายข่าวสารและข่าวกรอง ก. วัตถุประสงค์ประการหนึ่งของการกระจายข่าวกรอง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวกรองในหน่วยระดับต่าง ๆ มีภาพข่าวกรองโดยทั่วไปเหมือนกัน และอ้างถึงโครงร่าง การข่าวเช่นเดียวกันในการวางแผนการยุทธ์ ข. ข่าวกรองจะกระจายภายในหน่วย จะกระจายภายในหน่วยที่ผลิตข่าว กรองนั้น หรือกระจายไปยังหน่วยเหนือ หน่วยรอง และหน่วยข้างเคียง แต่การกระจายไปยังหน่วยข้างเคียง จะมีความยุ่งยาก และมีความสำคัญกว่าเพราะว่า….. - ภาพข่าวของหน่วยในระดับต่ำ จะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก - ความต้องการในรายละเอียดมากขึ้นจะเป็นผลให้การกระจายล่าช้า - ข่าวกรองที่ผลิตขึ้นในหน่วยระดับสูงกว่ากองพล ซึ่งจัดทำโดย เจ้าหน้าที่ชำนาญงานพิเศษต่าง ๆ จะต้องกระจายไปให้หน่วยรองทุกหน่วยด้วย ๑๐.๖.๔ (๒) การกระจายข่าวสารและข่าวกรอง มีข้อพิจารณาตามลำดับความ เร่งด่วน คือ ก. จะต้องกระจายข่าวสารและข่าวกรองให้ถึงมือผู้ที่ต้องการให้มากที่สุด อย่างทันเวลา เพื่อให้ผู้รับสามารถประเมินค่า ตีความ จัดทำแผน และเริ่มการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์ที่ เป็นอยู่ในขณะนั้น ก่อนที่ภาพข่าวกรองนั้นจะเปลี่ยนแปลงไป ข. ในกรณีที่ได้รับข่าวสารที่มีคุณค่า แต่ไม่มีเวลาที่จะดำเนินกรรมวิธีให้เสร็จ อย่างสมบูรณ์ก่อนการกระจาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวจะต้องแจ้งให้ผู้รับข่าวทราบถึงความจริงอันนี้ และอาจ แจ้งให้ทราบถึงแหล่งข่าวด้วย ถ้าสามารถรักษาความปลอดภัยไว้ได้ ค. จะกระจายข่าวกรองไปให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามี ข้อสงสัยว่า ข่าวกรองนี้จะมีประโยชน์ต่อหน่วยใด ก็ให้กระจายไปยังหน่วยนั้นด้วย
๑๒๒ ง. ความสำคัญและความเร่งด่วนของข่าวที่จะกระจายออกไป จะต้องนำมา พิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การใช้เครื่องมือในการกระจายรบกวนการส่งข่าวทางยุทธการน้อยที่สุด จ. ข่าวสารที่กระจายออกไปจะต้องใช้แบบฟอร์มให้เกิดความง่ายแก่ผู้รับ โดยทำให้พร้อมที่จะค้นพบสาระสำคัญได้โดยง่าย ๑๐.๖.๕ การรายงานข่าว กระทำได้ทั้งด้วยวาจา และเป็นลายลักษณ์อักษร โดยใช้ เครื่องมือในการกระจายข่าวสารข่าวกรอง ได้แก่ ก. การกระจายข่าวภายใน บก. กระทำได้โดย ๑) การพบปะด้วยตนเอง ๒) การรายงานด้วยวาจา ๓) การบรรยายสรุป ๔) การแจกจ่ายเอกสาร ได้แก่ ประมาณการข่าวกรอง, การวิเคราะห์ พื้นที่ปฏิบัติการ และรายงานข่าวกรองเป็นลายลักษณ์อักษร) การกำหนดว่าจะส่งรายงานข่าวกรองอย่างไรนั้น มักจะปรากฏใน รปจ.ของหน่วย ข. เครื่องมือที่ใช้ในการกระจายข่าวไปยังหน่วยเหนือ หน่วยรอง และหน่วย ข้างเคียง ได้แก่ ๑) รายงานข่าวกรอง ๒) สรุปข่าวกรองและข้อพิจารณาด้านข่าวกรอง ๓) ประมาณการข่าวกรอง และวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ๔) ผนวกข่าวกรองประกอบแผน และคำสั่งยุทธการ ๕) แผ่นบริวารและแผนที่ ๑๐.๖.๖ รายงานด่วน เป็นรายงานครั้งเดียวที่ใช้กันในทุกระดับหน่วย เพื่อส่งข่าวสาร/ข่าว กรองที่มีคุณค่าในทันที โดยมีข้อความที่จะตอบคำถาม ใคร ? ทำอะไร ? ที่ไหน ? เมื่อไร ? และอย่างไร ? ๑๐.๖.๗ รายงานข่าวกรอง (รข.) เป็นรายงานมาตรฐานแบบหนึ่ง ซึ่งอาศัยพื้นฐานจาก ความสำคัญของข่าว จะทำการกระจายออกไปโดยไม่คำนึงถึงตารางเวลาที่กำหนด เมื่อตรวจพบข้อเท็จจริง ซึ่งมีอิทธิพลต่อขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม หรือเมื่อปรากฏว่าขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม เปลี่ยนแปลงไป จะต้องส่งไปให้ยังหน่วยเหนือหน่วยรองและหน่วยข้างเคียงตามความเห็นของ ผบ. หน่วย โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากที่ได้รับข่าวสารและจะต้องส่งด้วยเครื่องมือที่เร็วที่สุดที่มีอยู่รับข่าวสาร และจะต้องส่งด้วยเครื่องมือที่เร็วที่สุดที่มีอยู่ สรุปข่าวกรอง (สรข.) จะบรรจุสรุปข่าวสารอย่างสั้น ๆ เพื่อใช้ ผลิตข่าวกรอง โดยครอบคลุมห้วงระยะเวลาหนึ่ง ในห้วงระหว่างปฏิบัติการรบ สรข. จะให้ข้อสรุป สถานการณ์ฝ่ายตรงข้าม ทั้งในแนวหน้า, ในพื้นที่ส่วนหลัง โดยปกติจะจัดทำขึ้นในหน่วยระดับกรมและสูงกว่า และกระจายให้หน่วยเหนือหน่วยรองและหน่วยข้างเคียง ๑๐.๖.๘ รายงานข่าวกรองตามระยะเวลา(รขย.) เป็นสรุปสถานการณ์ทางด้านการข่าวกรอง ในห้วงระยะเวลาหนึ่งที่นานกว่าสรุปข่าวกรอง รายละเอียดจะกล่าวถึงสถานการณ์การปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม, ขีดความสามารถและความล่อแหลมของฝ่ายตรงข้าม, สภาพพื้นที่ปฏิบัติการและการต่อต้านข่าวกรอง โดยปกติ รขย. จะจัดทำในระดับกองทัพหรือสูงกว่า โดยจะกระจายด้วยการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด โดยปกติจะใช้ นตต. หรือพลนำสารไปส่งให้ ฝอ.ที่เกี่ยวข้อง สรุปข่าวกรองประจำสัปดาห์จะอาศัยแบบฟอร์มเดียวกับ รขย. แต่จัดทำให้หน่วยระดับกองทัพน้อยขึ้นไป
๑๒๓ ๑๐.๖.๙ พยากรณ์อากาศ เป็นการคาดคะเนสภาพลมฟ้าอากาศตำบลหนึ่ง หรือภายในพื้นที่ บริเวณใดบริเวณหนึ่ง หรือตามเส้นทางหนึ่ง ในห้วงเวลาที่กำหนดอันหนึ่ง มี ๓ แบบ ได้แก่ พยากรณ์อากาศช่วงเวลาสั้น ครอบคลุมห้วงเวลา ๔๘ ชม., พยากรณ์อากาศช่วงเวลาปานกลางครอบคลุมห้วงเวลา ๓ - ๕ วัน และ พยากรณ์อากาศช่วงเวลายาวครอบคลุมห้วงเวลา ๕ วันขึ้นไป ๑๐.๖.๑๐ สรุปลมฟ้าอากาศ จะอธิบายถึงสภาพอากาศ ณ ตำบลหนึ่ง ตามเส้นทางหนึ่ง หรือภายในพื้นที่หนึ่ง โดยครอบคลุมห้องระยะเวลาหนึ่ง รายละเอียดจะบรรจุเรื่องของการพยากรณ์เกี่ยวกับ กระแสน้ำ, สภาพของพื้นดิน และความสามารถในการรับน้ำหนักจราจรของทหารช่าง ๑๐.๖.๑๑ สรุปอากาศประจำถิ่น จะรวบรวมการเก็บสถิติข้อมูลเป็นเวลายาวนานของการ ตรวจสภาพอากาศ อันจะเป็นเกณฑ์เฉลี่ย, เกณฑ์สูงสุดและความถี่ที่เกิดขึ้นในห้วงระยะเวลาอันเฉพาะเจาะจง หนึ่ง เพื่อการวิเคราะห์ผลของลมฟ้าอากาศที่มีต่อการยุทธ์ในอนาคต ๑๐.๖.๑๒ ข้อพิจารณาอากาศประจำถิ่น เป็นการวบรวมข้อมูลอากาศประจำถิ่น สรุปอากาศ ประจำถิ่น และการวิเคราะห์และตีความข้อมูลเหล่านั้น (* ปัจจุบัน ทบ. ไม่มีการใช้ข้อมูลเรื่องการสรุป ลม ฟ้า อากาศประจำถิ่น) ๑๐.๖.๑๓ คู่มือทำเนียบกำลังรบ จะบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมือง ระบบการ ทหาร, และการจัดหน่วยทหาร/ยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ และหลักนิยมทางยุทธวิธีของกองทัพต่างชาติ ในกองทัพบก ขกท. เป็นหน่วยจัดทำ ๑๑. การวางแผนงานด้านการข่าวกรอง อาจแบ่งเป็น ๓ ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการก่อนที่การยุทธ์ ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันจะเสร็จสิ้นลง และ ก่อนที่ ผบ. หน่วยจะได้รับคำสั่งหรือนโยบายในการปฏิบัติต่อไป ขั้นเริ่มต้น เมื่อหน่วยได้รับภารกิจใหม่ สธ.๒ จะทำข้อเสนอข่าวสารเกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามและ พื้นที่ปฏิบัติการในรูปของประมาณการข่าวกรอง และประมาณการ ต่อต้านข่าวกรองต่อ ผบ. และ ฝอ. อื่น ๆ และสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งของฝ่ายข่าวกรอง คือ การเตรียมทำแผนต่อต้านข่าวกรองในการวิเคราะห์ขีด ความ สามารถด้านข่าวกรองของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งกล่าวถึง วิธีการทุกอย่างที่ฝ่าย ตรงข้ามจะใช้ในการรวบรวม ข่าวสารและใช้ขัดขวางการปฏิบัติเพื่อบรรลุความสำเร็จของฝ่ายเรา ขั้นตอนสุดท้ายของการวางแผนงานด้านการข่าวกรอง ประกอบด้วย การจัดทำแผน การ อนุมัติการจัดพิมพ์ และการปฏิบัติตามแผนในรูปผนวกข่าวกรองประกอบแผนยุทธการ ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ มีแบบฟอร์มเป็นมาตรฐานและตายตัว ในการวางแผนงานด้านการข่าวกรองนั้นจะต้องนำข่าวสารที่มีอยู่ทั้งหมดมาประเมินค่า และ ตีความ ผลิตเป็นข่าวกรองขึ้นแล้วนำไปปรับปรุงการประมาณการข่าวกรอง สธ.๒ จะต้องปรับปรุงและให้ข้อเสนอ หขส.และ ตขอ. ในขั้นการวางแผนงานด้านการข่าว กรอง เพื่อพัฒนางานในการรวบรวมข่าวสารต่อไป โดยใช้แผนรวบรวมข่าวสาร ความมุ่งหมายในการจัดทำผนวกข่าวกรอง คือ กระจายข่าวสาร/ข่าวกรอง เกี่ยวกับกำลัง ฝ่ายตรงข้ามที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติการยุทธ์ของฝ่ายเราที่จะเป็น สื่อกลางที่จะให้คำแนะนำแก่ ผบ.หน่วย รองต่างๆ, ให้คำสั่งเกี่ยวกับงานข่าวกรองเบ็ดเตล็ด, ยืนยันคำสั่งและคำขอ ข่าวสารทั้งปวง, เพื่อให้ตัวคำสั่ง ยุทธการ สั้นชัดเจน และง่ายต่อการขยายความในคำสั่งยุทธการให้ละเอียดขึ้น สธ.๒ จะต้องให้คำแนะนำแก่ผู้
๑๒๔ บังคับหน่วยรองต่าง ๆ เพื่อการจัดหาข่าวสารที่จำเป็นแก่การปฏิบัติการยุทธ์ ซึ่ง อาจจะได้รับในเวลาก่อนการ ยุทธ์ หรือเมื่อการยุทธ์เริ่มขึ้นแล้ว โดยจัดทำเป็นคำสั่งและคำขอข่าวสาร แล้วยืนยันโดยผนวกข่าวกรอง การวางแผนงานด้านการข่าวกรองเป็นงานที่ต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะข่าวกรองที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะนำไปใช้เพื่อเปรียบเทียบกับข่าวกรองที่ได้รับมาใหม่ต่อไป ในหน่วยระดับต่ำกว่ากองพลรูปแบบการวางแผน งานด้านการข่าวกรองจะมีลักษณะไม่เป็นทางการมากนัก ผนวกข่าวกรองอาจแจกจ่ายก่อน หรือจ่ายพร้อมกับคำสั่งยุทธการ หรือจ่ายแยกต่างหากก็ได้ ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ลงนามในคำสั่งต้นฉบับแต่ไม่ต้องลงนามในผนวกข่าวกรอง ในกรณีที่ผนวกข่าวกรองจ่าย พร้อมแผน/คำสั่ง ยุทธการ ขอบเขตการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองของหน่วยทหารขนาดเล็กจะลดลงจากที่ต้องปฏิบัติ ในหน่วยระดับสูง ๆ เป็นอันมาก ฝอ.๒ จะต้องจัดให้มีการจัดความเร่งด่วนของการปฏิบัติงานตามความต้องการ ข่าวกรองตามภารกิจของหน่วยและสถานการณ์ของฝ่ายตรงข้ามที่ทราบแล้วในขณะนั้น ในการเข้าตีนั้น โดยทั่วไปผู้บังคับบัญชาจะต้องการข่าวสารฝ่ายตรงข้าม, สภาพลมฟ้าอากาศ และภูมิประเทศอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้เขาสามารถที่จะตกลงใจได้อย่างเหมาะสม การปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองในการปฏิบัติการเพื่อเสถียรภาพนั้นมีข้อแตกต่างออกไปจาก การข่าวกรอง ในการรบตามแบบอยู่บ้าง ในการปฏิบัติงานเพื่อเสถียรภาพ ผบ.หน่วยต้องการข้อมูลข่าวกรองที่เกี่ยวข้อง ไม่เพียงแต่ แง่คิดเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย, ลมฟ้าอากาศ และภูมิประเทศเท่านั้น แต่จะต้องการข้อมูล แง่คิดเกี่ยวกับประชากร ในด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ในการตั้งรับผู้บังคับหน่วยมีความต้องการข่าวสารหรือข่าวกรอง อันจะทำให้เขาอยู่ในฐานะ ที่สามารถควบคุมการปฏิบัติได้ และสามารถขยายผลได้อย่างเต็มที่จากขีดความสามารถของฝ่ายเราที่มีอยู่ และ จากจุดอ่อน ของฝ่ายตรงข้าม ความต้องการข่าวสารและข่าวกรองในการสู้รบของหน่วยทหารขนาดเล็กนั้น มีหัวข้อที่ แตกต่างออกไปจาก ความต้องการของหน่วยทหารขนาดใหญ่อยู่บ้าง ความต้องการข่าวกรองในการตั้งรับของ หน่วยขนาดเล็กนั้นได้แก่ แนวทางเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่ฝ่ายเรา, เครื่องกีดขวาง, ที่ตั้งของกำลัง เผชิญหน้าและกองหนุน,ที่ตั้งอาวุธ อัตโนมัติ, ที่รวมพลของฝ่ายตรงข้าม, การพยากรณ์อากาศและข่าวอากาศ ในการถอนตัวไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม ย่อมต้องการข่าวกรองที่เฉพาะเจาะจง วิธีการที่ สำคัญที่สุดวิธีหนึ่งที่จะให้บรรลุความต้องการเหล่านี้ ได้แก่ การลาดตระเวนและในการเลือกเส้นทาง ไปสู่ที่รวมพลที่ ได้รับมอบหรือที่กำหนดขึ้นผบ.หน่วยทหารขนาดเล็กจะพิจารณาความปลอดภัยจากการตรวจ การณ์และการยิงของ ฝ่ายตรงข้าม, ภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศ มีอยู่บ่อย ๆ ที่หน่วยจะได้รับมอบภารกิจให้เป็นส่วนระวังป้องกันให้กับหน่วยเหนือขึ้นไปหนึ่ง ระดับ หรือเป็นกำลังส่วนระวังป้องกันของหน่วยที่ใหญ่กว่าที่กองพลจัดตั้งขึ้น ในการถอนตัวของหน่วย ขนาดเล็ก ผู้ที่มีความรับผิดชอบโดยตรงในการที่จะส่งข่าวสาร, ข่าวกรองทุกรายการกลับไป ให้หน่วยที่คุมกำลังส่วนระวังป้องกันโดยเร็วที่สุด ก็คือ ผบ.หน่วยทหารขนาดเล็กที่ทำการ ถอนตัว ความต้องการข่าวสารและข่าวกรองของหน่วยทหารขนาดเล็กในการถอนตัวจะมุ่งไปสู่ภูมิประเทศ, การลาดตระเวน และผลของลมฟ้าอากาศ
๑๒๕ กำลังส่วนระวังป้องกัน จะต้องมีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม แต่ บางครั้งก็อาจเหนือกว่า โดยใช้การลวงการเคลื่อนย้ายในยามค่ำมืด และการรักษาความริเริ่มในการ เคลื่อนย้าย เมื่อหน่วยได้รับภารกิจให้เป็นกองหนุน โอกาสที่จะใช้เครื่องมือในอัตรา เพื่อให้ได้มาซึ่ง ข่าวสารจะมีข้อจำกัดหรือกระทำไม่ได้ จึงต้องอาศัยจากหน่วยเหนือ ผบ.หน่วยขนาดเล็ก จะต้องทำให้ภารกิจของ สธ.๒ ของหน่วยเหนือบรรลุผลสำเร็จ แม้ว่าจะ เป็นหน่วยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่หลักในด้านการข่าวกรองอยู่เลย โดยเมื่อมีความต้องการข่าวกรองอย่างเร่งด่วนเกิดขึ้น จะต้องจัดหน่วยทหารของตนให้มีขีดความสามารถในการรวบรวมข่าวสาร และการกระจายข่าวกรองขึ้น ผบ.หน่วยรองจะต้องทำการฝึก เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนสามารถจดจำรายการข่าวสารที่สำคัญๆ ได้ และจะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็วที่สุด เรื่องที่จะต้องย้ำในระหว่างฝึกปฏิบัติงานในฐานะ เจ้าหน้าที่รวบรวมข่าวสาร ก็คือ การรายงานข่าวให้ ผบ.และการส่งข่าวนั้นไปให้ สธ.๒ มักมีความเข้าใจผิดอยู่เสมอว่า การผลิตข่าวกรองให้กับหน่วยทหารขนาดเล็กนั้น เป็นพันธกิจ ของ ฝอ.๒/ สธ.๒ ของหน่วยเหนือเท่านั้น โดยถือว่า สธ.๒ ของหน่วยเหนือมีหน้าที่ในการผลิตข่าวกรอง ให้กับผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการต่าง ๆ และหน่วยรองทั้งปวง ความจริง ผบ.หน่วยทหารขนาดเล็กก็เป็น ผู้ที่สามารถวิเคราะห์, ตรวจสอบ, ประเมินค่า และผลิตข่าวกรองได้อย่างจำกัด เพื่อใช้ในหน่วยและหน่วยรองได้ เมื่อ ผบ.หน่วยจัดตั้ง “ตอนข่าวกรอง” จากเจ้าหน้าที่ของหน่วยตนแล้ว บทบาทของ ผบ. หน่วยดังกล่าว ก็จะเป็นเสมือน ฝอ.๒ ไปด้วยในตัวในการวิเคราะห์รายงานข่าวสารต่าง ๆ นั้นจะต้องพิจารณา ภารกิจของหน่วย และขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามที่ทราบแล้ว ในหน่วยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่รับหน้าที่ด้านข่าวกรอง ผบ.หน่วยจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ที่มีความ รับผิดชอบหลักด้านอื่นมาทำหน้าที่ด้านการข่าวกรอง เช่น รอง ผบ.หน่วย, จ่ากองร้อย, นายสิบสื่อสาร, พลนำสาร หรือพลวิทยุ ******************************************************************
๑๒๖ บทที่ ๔ ฝ่ายยุทธการและการฝึก (ฝอ.๓) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๑. กล่าวทั่วไป การจัดหน่วยทางทหารนั้น ได้คำนึงถึงความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเป็นประการสำคัญ ในอัตรา การจัดของหน่วยทหารในระดับต่าง ๆ จะมีคณะเจ้าหน้าที่ที่คอยช่วยเหลืองานด้านต่าง ๆ ของผู้บังคับบัญชา ให้ปฏิบัติภารกิจได้บรรลุผลสำเร็จ คณะเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเรียกว่า ฝ่ายอำนวยการทางทหาร ความจำเป็นที่ต้องมีฝ่ายอำนวยการ ก็เพื่อช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาในการบริหารการบังคับบัญชาได้ โดยอาศัยฝ่ายอำนวยการช่วยเหลือในการดำเนินการบังคับบัญชาหน่วยของตน หากไม่มีฝ่ายอำนวยการเสียแล้ว ผู้บังคับบัญชาก็จะต้องติดพันอยู่กับรายละเอียดทั้งปวงในการบังคับบัญชา แม้ว่า ผบ.สามารถที่จะปฏิบัติงานที่ จำเป็นบางอย่างหรือทั้งหมดได้ก็ตาม แต่โดยปกติแล้วเวลาและระยะทาง จะเป็นเครื่องจำกัดมิให้กระทำ เช่นนั้นได้ ยิ่งหน่วยมีขนาดใหญ่ขึ้นเพียงไร ผู้บังคับบัญชาก็ยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้นตามลำดับที่จะต้องมี ฝ่ายอำนวยการช่วยเหลือ และยิ่งมีข้อจำกัดในเรื่องเวลาและระยะทาง ตลอดจนกำลังกายและกำลังความคิด ประกอบด้วยแล้ว ผู้บังคับบัญชาเองก็จะไม่สามารถปฏิบัติงานให้สำเร็จไปได้โดยตลอดด้วยลำพังตนเอง สำหรับ ทบ.ไทย ฝ่ายอำนวยการประสานงานของหน่วยระดับกองพลขึ้นไป เรียกว่า ฝ่ายเสนาธิการ (ฝสธ.) ฝ่ายเสนาธิการกองพล ซึ่งรับผิดชอบงานทางด้านยุทธการตาม อจย. หมายเลข ๗-๑ บก.พล.ฯ เรียกว่า หัวหน้าฝ่ายยุทธการ (หน.ฝยก./หน.สธ.๓) ส่วนหน่วยระดับกรมและกองพัน ฝ่ายอำนวยการประสานงานที่ รับผิดชอบงานทางด้านยุทธการ เรียกว่า นายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก (ฝอ.๓) เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือ ผู้บังคับบัญชาในการวางแผน ประสานงาน และกำกับดูแล ให้หน่วยบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบ นายทหาร ยุทธการและการฝึกเป็นฝ่ายอำนวยการคนสำคัญของผู้บังคับบัญชา มีความรับผิดชอบหลักในเรื่องการจัด การฝึก และการยุทธ์ รวมทั้งเป็นผู้ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือนายทหารฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ รวมทั้งให้การ สนับสนุนแก่หน่วยในแง่ของทางยุทธการ นอกเหนือจากความรับผิดชอบหลักแล้ว สธ.๓ ยังคงมีการในหน้าที่ ร่วมเช่นเดียวกับฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ คือ การให้ข่าวสาร การทำประมาณการ การให้ข้อเสนอ การทำแผน และคำสั่ง และการกำกับดูแล นายทหารยุทธการและการฝึก จะต้องมีข้อพิจารณาพื้นฐานในการดำเนินการให้ภารกิจของหน่วย บรรลุผลสำเร็จได้ภายในเวลาอันรวดเร็วที่สุด และใช้กำลังน้อยที่สุดเท่าที่วัตถุประสงค์ของภารกิจและ ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ผู้บังคับบัญชากำหนดไว้จะอำนวยให้กระทำได้ ในการอำนวยการปฏิบัติทางยุทธวิธีจะต้อง ตัดทอนเวลาในการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการของหน่วยให้เหลือน้อยที่สุด ๒. คุณวุฒิของนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก นายทหารยุทธการและการฝึก จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ มีความคิดริเริ่ม และ มีความกระตือรือร้น มีความสนใจในการปฏิบัติเป็นอย่างดี จึงจะทำให้การปฏิบัติงานในหน้าที่และความ รับผิดชอบลุล่วงไปด้วยดี คุณวุฒิของ ฝอ.๓ ของหน่วยโดยทั่ว ๆ ไป จะต้อง
๑๒๗ ๑) จะต้องเป็นผู้มีลักษณะผู้นำและติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดเวลา ๒) มีความรู้เกี่ยวกับการจัด คุณลักษณะ ขีดความสามารถ ขีดจำกัดของส่วนกำลังรบ ส่วนสนับสนุน การรบ และส่วนสนับสนุนการช่วยรบ ตลอดจนการประสานการใช้หน่วยต่างๆ เหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นอย่างดี และให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ๓) รู้สถานการณ์ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้สามารถเสนอแนะการใช้หน่วยเข้าปฏิบัติการรบอย่างได้ผล สูงสุด และสามารถให้ข้อเสนอที่เป็นจริง ถูกต้องแก่ผู้บังคับบัญชาได้ทันเวลาตามต้องการ ๔) มีความสามารถในทางการบริหาร เพื่อให้เกิดการประสานงานได้เป็นอย่างดี ทำให้มั่นใจว่า แผน/คำสั่งต่าง ๆ จะต้องทันเวลา ได้รับการปรับปรุงและมีการกำกับดูแล ๕) เป็นคนทันสมัย เก็บรวบรวมข้อมูลและข่าวสารจาก ฝอ. ต่าง ๆ ไว้ใช้ประโยชน์ในการวางแผน ยุทธการของหน่วย ๓. เอกสาร และรายงานของ ฝอ.๓ นายทหารยุทธการ จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา ในการแสวงข้อ ตกลงใจหรือประเมินค่าผลของการปฏิบัติ ซึ่งส่วนมากได้จากรายงานของหน่วยรอง เอกสารและรายงานของ นายทหารยุทธการที่ใช้เป็นหลักในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ๓.๑ ระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.) ๓.๒ แฟ้มนโยบาย ๓.๓ บันทึกประจำวันของ ฝอ.๓ ๓.๔ เอกสารแยกเรื่องของ ฝอ.๓ ๓.๕ แผนที่สถานการณ์ ๓.๖ บัญชีหน่วยทหาร ๓.๗ รายงานสถานการณ์ ๓.๘ รายงานของหน่วย ๓.๙ รายงานสถานภาพการฝึก
๑๒๘ ตอนที่ ๒ งานในหน้าที่ความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก (ฝอ.๓) ๔. งานในหน้าที่ความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก (ฝอ.๓) ในการปฏิบัติงานของฝ่ายอำนวยการนั้น ได้มีการกำหนดงานในหน้าที่ของฝ่ายอำนวยการขึ้น เพื่อ ไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อน ในการปฏิบัติงานโดยแบ่งเป็นงานในหน้าที่ร่วม และงานในหน้าที่เฉพาะให้กับแต่ละ สายงาน ๔.๑ งานในหน้าที่ร่วมของนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก งานในหน้าที่ร่วมของฝ่ายอำนวยการมี ๕ ประการ คือ ๔.๑.๑ การให้ข่าวสาร ๔.๑.๒ การทำประมาณการ ๔.๑.๓ การให้ข้อเสนอแนะ ๔.๑.๔ การทำแผนและคำสั่ง ๔.๑.๕ การกำกับดูแล การประสานงานทางฝ่ายอำนวยการ เป็นการปฏิบัติที่จำเป็นเพื่อให้นายทหารฝ่ายอำนวยการ ต่าง ๆ ปฏิบัติตามแผนของผู้บังคับบัญชาได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเพื่อขจัดข้อขัดแย้ง และการทำงาน ซ้อนกัน โดยปรับแผนและนโยบายต่าง ๆ เสียก่อน ที่จะนำไปปฏิบัติทั้งนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการ ทำงานร่วมกัน การประสานงานจะประกอบด้วย การประสานงานในหน้าที่, การกระจายข่าวสาร และการ ร่วมมือ จัดทำข้อตกลงใจของ ผบ. หน่วยให้เป็นคำสั่งโดยรวดเร็ว ๔.๑.๑ การให้ข่าวสาร สธ.๓ รวบรวม จัดลำดับ วิเคราะห์และกระจายข่าวสารที่ผ่านเข้ามาในกองบัญชาการ อย่างต่อเนื่อง สธ.๓ ทำหน้าที่โดยการ ๑) รวบรวมข่าวสารจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งหมด การรวบรวมข่าวสาร ของ สธ.๓ ต้องมีการวางแผน มิใช่ปล่อยให้เป็นไปตามโอกาส การจัดทำแผนการรวบรวมข่าวสารขึ้นอยู่กับ ความต้องการของ สธ.๓ โดยมีประสบการณ์เป็นเครื่องกำหนด แผนการรวบรวมข่าวสารควรให้ข่าวสารที่ พอเพียงต่อการประมาณการของตน ข่าวสารที่ได้จากการรวบรวมก็ไปจัด ลำดับ และวิเคราะห์ข่าวสารในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ต่อไป ๒) จัดลำดับและวิเคราะห์ข่าวสารในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่การยุทธ์ ก่อนที่ สธ.๓ จะนำเสนอข่าวสารต่อผู้บังคับบัญชา ข่าวสารนั้นจะต้องได้รับการวิเคราะห์และการทำให้กระชับ กับได้รับการประเมินถึงเรื่องความสำคัญ ความเชื่อถือได้ และความสมบูรณ์ ไม่ควรเพิ่มภาระแก่ ผู้บังคับบัญชาด้วยการให้ข่าวสารที่มากเกินกว่าที่จำเป็น แต่ผู้บังคับบัญชาต้องได้รับทราบล่วงหน้าถึงการ เปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจเกี่ยวพันกับข้อตกลงใจ ๓) กระจายข่าวสารล่าสุดที่มีอยู่ สธ.๓ต้องกระจายข่าวสารล่าสุดที่มีอยู่แก่ ผู้บังคับบัญชา ฝ่ายเสนาธิการ หน่วยรอง หน่วยเหนือ และหน่วยข้างเคียงอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องรอการ ร้องขอ การจะทำเช่นนี้ได้ สธ.๓ จะต้องมีความเข้าใจพื้นฐานถึงความต้องการในเรื่องข่าวสารของ ผู้บังคับบัญชา และนายทหารฝ่ายเสนาธิการทั้งปวง
๑๒๙ แนวทางของเรื่องที่ควรปรากฎในการให้ข่าวสารของ สธ.๓ มีดังนี้ ๑. กำลังฝ่ายเรา ก. หน่วยรองหลักของ บก.หน่วยเหนือ ระบุการวางกำลัง ข. หน่วยข้างเคียงทางยุทธวิธีระบุการวางก าลัง ค. หน่วยที่หน่วยเหนือให้การสนับสนุน อาทิ กำลังทางอากาศ และกำลังยิงที่ สนับสนุน เป็นต้น ง. สถานการณ์นชค. ๒. ภารกิจและแผนในอนาคต ก. หน่วยเหนือ/หน่วยข้างเคียง อาทิหน่วยซ้าย – ขวา - หน้า - หลัง ข. หน่วยเรา ๓. การวางกำลังและเส้นแบ่งเขต อาทิ หน่วยเหนือ - หน่วยข้างเคียง - หน่วยเรา.....ตาม แผ่นบริวารยุทธการ ๔. สถานภาพหน่วยในกองพล และปัญหาหลัก ๆ ที่เป็นอยู่ รวมถึง หน่วยในอัตรา หน่วยแยก หน่วยสมทบ หน่วยสนับสนุน และหน่วยควบคุมทางยุทธการ เป็นต้น ๕. อำนาจกำลังรบเปรียบเทียบ อาจเว้น โดยนำไปกล่าวในประมาณการยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วย ก. หน่วยดำเนินกลยุทธ์ ข. ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ ค. การยิง ง. การใช้ นชค. จ. การบังคับบัญชา ฉ. การควบคุม ช. การติดต่อสื่อสาร และอิเล็กทรอนิกส์ ซ. ขวัญและประสิทธิภาพในการรบ ๔.๑.๒ การทำประมาณการยุทธ์ การทำประมาณการ เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนา วิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิผลมากที่สุด ภายในเวลาที่จำกัดและข่าวสารที่มีอยู่ แผนและ/หรือคำสั่งมี จุดสำคัญอยู่ที่การทำประมาณการของฝ่ายเสนาธิการที่กระทำแต่เนิ่นและต่อเนื่อง ความล้มเหลวในการจัดทำ ประมาณการอาจนำไปสู่ความผิดพลาด และละเลยการพัฒนาการของหนทางปฏิบัติ สธ.๓ จัดทำประมาณ การของตนตามขอบเขตของงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบ เพื่อช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาประกอบการทำข้อตกลง ใจ ขณะที่ทำประมาณการ สธ.๓ นอกจากจะช่วยเหลือในการประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชาแล้ว ยังช่วยเหลือนายทหารฝ่ายเสนาธิการอื่น ๆ ในการพิจารณากำหนดรายละเอียดที่เกี่ยวกับภารกิจ โดยปกติ ประมาณการที่ใช้ในการแก้ปัญหาทางยุทธวิธีเรียกว่า “ประมาณการยุทธ์” แต่ก็สามารถใช้ได้กับกิจกรรมทางทหารอื่น ๆ ได้อีกด้วย สธ.๓ วิเคราะห์ปัจจัยที่กระทบต่อการบรรลุภารกิจ เพื่อพิจารณากำหนดทางปฏิบัติทั้งหมดที่มีเหตุผล และผลของหนทางปฏิบัติเหล่านี้ต่อกำลังฝ่ายเดียวกัน ผลลัพธ์ของประมาณการยุทธ์ ก็คือ ข้อเสนอ เพื่อที่ผู้บังคับบัญชาจะนำไปประกอบการวางแผน เพื่อบรรลุ ภารกิจได้
๑๓๐ ประมาณการยุทธ์มีแบบฟอร์มตามกระบวนการตรวจสอบเหตุผล ประกอบด้วยหัวข้อ ดังต่อไปนี้ ๑. ภารกิจ ๒. สถานการณ์และหนทางปฏิบัติ ก. ข้อพิจารณาที่กระทบต่อหนทางปฏิบัติ ๑) สภาพของพื้นที่ปฏิบัติการ ๒) สถานการณ์ฝ่ายตรงข้าม ๓) สถานการณ์ฝ่ายเรา ๔) อำนาจกำลังรบเปรียบเทียบ ข. ขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม ค. หนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ๓. การวิเคราะห์ทางปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย ๔. การเปรียบเทียบหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ๕. ข้อเสนอ เวลาจะเป็นสิ่งกำหนดความสมบูรณ์ของการทำประมาณการยุทธ์ตามแบบฟอร์ม เมื่อมีเวลาน้อย แบบฟอร์มจะช่วยเป็นรายการตรวจสอบในใจ เพื่อประกันว่าได้ตรวจสอบปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวกับการประมาณ การยุทธ์จะได้ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เมื่อปัจจัยที่กระทบต่อการปฏิบัติการเปลี่ยนไป เมื่อพบข้อเท็จจริงใหม่ เมื่อสมมุติฐานได้รับการแทนที่ด้วยข้อเท็จจริง หรือได้รับการยกเลิก หรือเมื่อได้รับหรือการแสดงถึงการเปลี่ยน ภารกิจ ๔.๑.๓ การให้ข้อเสนอแนะ สธ.๓ ทำข้อเสนอเพื่อช่วยเหลือ ผู้บังคับบัญชานำไปประกอบการตกลงใจและกำหนด นโยบาย นอกจากนั้น สธ.๓ ยังให้ข้อเสนอแก่นายทหารฝ่ายเสนาธิการอื่น และผู้บังคับบัญชาหน่วยรอง ในแง่การช่วยเหลือเท่านั้น ข้อเสนอ อาจนำเสนอเป็นข้อเขียนในรูปของประมาณการ หรือข้อพิจารณาของฝ่าย อำนวยการ หรืออาจเสนอด้วยวาจา ในการนำเสนอไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม สธ.๓ ต้องระมัดระวังในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมด สธ.๓ นำเสนอทางเลือกต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา และปราศจากอคติและต้องจัดเตรียมอย่างละเอียดเพื่อเสนอแนะทางเลือกที่ดีที่สุด ใน การจัดเตรียมจะรวมถึงการประสานงานกับนายทหารฝ่ายเสนาธิการอื่น ๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ ซึ่ง จะได้รับผลกระทบโดยข้อเสนอของ สธ.๓ และข้อเสนอของ สธ. ๓ ควรจัดทำให้มีความสมบูรณ์ที่ต้องการ เพียงแต่การอนุมัติหรือ ไม่อนุมัติจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น การทำข้อเสนอประมาณการยุทธ์ มักจะนำเสนอในรูปของแบบฟอร์ม ๕ ข้อ แก่ ผู้บังคับบัญชา และในกรณีที่นำเสนอประมาณการยุทธ์ด้วยวาจา มีแนวทางการให้ข้อเสนอดังนี้ ๑) หนทางปฏิบัติที่สธ.๓ กำหนดขึ้นอย่างน้อย ๒ หนทางปฏิบัติเพื่อการ เปรียบเทียบ ๒) วิเคราะห์หนทางปฏิบัติแต่ละหนทางปฏิบัติโดยสรุป ๓) เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียแต่ละหนทางปฏิบัติโดยย่อ ๔) เสนอหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด
๑๓๑ ๔.๑.๔ การทำแผนและคำสั่ง แผนและคำสั่งแสดงถึงข้อตกลงใจ และแนวความคิดในการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา ในเรื่องของแผนยุทธการ และคำสั่งยุทธการ รวมถึง รปจ. ของกองบัญชาการ สธ.๓ ได้รับมอบงานหน้าที่ ในการจัดเตรียมการ พิมพ์และการแจกจ่าย โดยมีนายทหารฝ่ายเสนาธิการอื่นจะช่วยให้ส่วนของแผนและ คำสั่ง/หรือผนวกประกอบที่ตรงกับงานในหน้าที่ทางฝ่ายเสนาธิการของตน การช่วยเหลือนี้อาจเป็นประโยค เดียวจนถึงผนวกที่สมบูรณ์ ๔.๑.๕ การกำกับดูแล การกำกับดูแลในฐานะฝ่ายเสนาธิการของ สธ.๓ เป็นการปฏิบัติเพื่อให้แน่ใจว่าแผน/ คำสั่ง ซึ่งเป็นการแปลงข้อตกลงใจของ ผบ. ส่งไปถึงมือผู้รับที่ต้องการทันเวลา และแผน/คำสั่งนั้นเป็นที่เข้าใจ รวมทั้งได้รับการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชาที่ได้ให้ข้อตกลงใจ และแนวความคิดในการปฏิบัติเอาไว้ การกำกับดูแลของ สธ.๓ จะช่วยปลดเปลื้องภาระผู้บังคับบัญชาจากการเกี่ยวข้องกับ รายละเอียดการปฏิบัติ ทำให้ สธ.๓ ทราบสถานการณ์ และ สธ.๓ ได้รับข่าวสารที่จำเป็น เพื่อการปรับปรุง ประมาณการ และเพื่อให้รายงานถึงความก้าวหน้า เมื่อแผนและคำสั่งได้รับการปฏิบัติแก่ผู้บังคับบัญชา การกำกับดูแลของ สธ.๓ อาจบรรลุผลโดย การวิเคราะห์รายงาน การเยี่ยมเยียน และการตรวจของฝ่ายอำนวยการด้านยุทธการ ๔.๒ งานในหน้าที่เฉพาะหน้าที่ตามสายงานของนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก สธ.๓ เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการประสานงานหลัก ที่รับผิดชอบงานด้านการวางแผน การจัด การฝก และการยุทธ นายทหารฝ่ายยุทธการจำเป็นตองมีการประสานงานกับนายทหารฝ่ายอำนวย การอื่น ๆ อย่างแน่นแฟ้น เนื่องจากลักษณะงานและความรับผิดชอบของ สธ.๓ สธ.๓ มีความรับผิดชอบหลักทางฝ่ายอำนวยการประสานงานในเรื่องตอไปนี้ ๔.๒.๑ การจัด ๔.๒.๒ การฝก ๔.๒.๓ การยุทธ ๔.๒.๑ ความรับผิดชอบหลักของ สธ.๓/ ฝอ.๓ งานที่เกี่ยวกับในเรื่องการจัด ได้แก่ ๔.๑.๑.๑ การจัดทำ และดำรงรักษาบัญชีหน่วยทหารให้ทันสมัย รวมถึง การตรวจสอบ และการปรับปรุงแก้ไข ให้มั่นใจว่า ได้แบ่งมอบจำนวนและประเภทหน่วยต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้การสนับสนุน และให้บรรลุภารกิจ ๔.๑.๑.๒ การจัดหน่วย และการจัดอาวุธยุทโธปกรณ์ให้หน่วย การประมาณการ จำนวน และชนิดหน่วย จำเป็นต้องจัดและลำดับความเร่งด่วนในการบรรจุเข้าหรือทดแทนกำลังพลและอาวุธ ยุทโธปกรณ์ของหน่วยต่าง ๆ ๔.๑.๑.๓ การบรรจุมอบ การสมทบ และการแยกหน่วยทหาร ส่วนแยกหรือชุดต่าง ๆ ๔.๑.๑.๔ การรับหน่วยส่วนแยกหรือชุดต่าง ๆ แล้วทำการปฐมนิเทศ ฝึกและจัดหน่วย เหล่านั้นใหม่ตามความจำเป็น ๔.๑.๑.๕ การกำหนดความจำเป็นในการจัดตั้งหน่วย ซึ่งอาจรวมถึง ๑) โครงสร้างกำลัง (การตรวจสอบ ทบทวน วิเคราะห์ และให้ข้อเสนอแนะ สำหรับหน่วยที่วางแผน ไว้ หรือที่อยู่ในโครงการ) ๒) บัญชีหน่วยทหาร (การนำหน่วยเข้าปฏิบัติการ การยกเลิกการปฏิบัติการของ หน่วย รวมถึงการจัดตั้งหน่วย การยกเลิกหน่วยและการจัดหน่วยใหม่)
๑๓๒ ๓) การใช้และความจำเป็นด้านกำลังคน (การประเมินการใช้ และความจำเป็น ของกำลังพลทหาร และกำลังพลพลเรือน ในโครงสร้างการจัด หน้าที่ และปริมาณงาน เพื่อให้มั่นใจว่าใช้ อย่างถูกต้องเหมาะสม) ๔) การแบ่งมอบกำลังคน (การแบ่งมอบทรัพยากรด้านกำลังคนของหน่วยให้ หน่วยรอง ภายในขอบเขตจำนวนและตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้) ๕) การทำรายงานเกี่ยวกับกำลังคน (การรวบรวม การบันทึก และการรายงาน ข้อมูลสำหรัข่าวสาร รวมถึงการวางแผน การจัดลำดับ และการแบ่งสรร) ๖) การอนุมัติและการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ (สธ.๓ ต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่า เอกสาร เช่น อสอ.และ อจย. ระบุจำนวนและประเภทอาวุธยุทโธปกรณ์เท่าที่จำเป็นอย่างน้อยที่สุด และ อย่างประหยัดที่สุด สำหรับปฏิบัติภารกิจที่หน่วยได้รับมอบให้บรรลุผลสำเร็จ) สธ.๓ กำหนดความจำเป็น ด้านกำลังพล สำหรับยุทโธปกรณ์และระบบอาวุธใหม่ทางปริมาณและคุณภาพด้วย ๔.๒.๒ ความรับผิดชอบหลักของ สธ.๓/ ฝอ.๓ งานที่เกี่ยวกับในเรื่องการฝึก ได้แก่ ๔.๒.๒.๑ การกำหนดความต้องการด้านการฝึก โดยอาศัย ภารกิจของหน่วย และ สถานภาพการฝึกของหน่วยเป็นพื้นฐาน ๔.๒.๒.๒ การดำเนินการให้เกิดความมั่นใจว่า ความต้องการด้านการฝึกสำหรับการสู้ รบมุ่งเน้นสอดคล้องกับสภาพและระดับการสู้รบ ๔.๒.๒.๓ การจัดทำและดำเนินการของตาราง คำสั่งชี้แจง และคำสั่งการฝึก รวมถึง การวางแผนและการอำนวยการการฝึกในสนาม ๔.๒๒..๔ การกำหนดความต้องการและการแบ่งสรร สป. และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับการฝึก รวมถึง สป. ๓ สำหรับการฝึก สนามยิงปืน สิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องช่วยฝึกต่าง ๆ ๔.๒.๒.๕ การจัดตั้งและการดำเนินการโรงเรียนต่าง ๆ ของหน่วย การจัดหาและแบ่ง สรรที่เรียนในนอกหน่วย ๔.๒.๒.๖ การวางแผนและดำเนินการตรวจเยี่ยม ทดสอบและประเมินค่าการฝึกต่าง ๆ ๔.๒.๒.๗ การรวบรวมบันทึกและรายงานการฝึก ๔.๒.๒.๘ การดำรงรักษาสภาพความพร้อมของหน่วยรองทุกหน่วย ๔.๒.๒.๙ การวางแผนงบประมาณการฝึก และการตรวจติดตามการใช้งบประมาณใน การสนับสนุนการฝึก ๔.๒.๒.๑๐ การทำกำหนดการสำหรับชุดฝึกสอน การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ เมื่อ หน่วยได้รับเครื่องมือใหม่ โดยประสานกับ สธ.๔ การจัดทำและดำเนินการตามกำหนดการฝึก การวางแผนและอำนวยการฝึก การพิจารณาเครื่องช่วยฝึก และสถานที่ฝึก การจัดตั้งและดำเนินงาน โรงเรียนของหน่วย การจัดทำตารางกำหนดการฝึก การตรวจสอบการฝึก การรายงานผลการฝึก ๑. ความมุ่งหมายของการฝึก การฝึกจะทำให้ทหารมีความรู้ ความชำนาญ ในหน้าที่ของตน นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความมีวินัย พลานามัย ความรักหมู่คณะ ความเป็นผู้นำและขวัญ กองทัพที่ได้รับการฝึกเป็นอย่างดี ย่อมพร้อมเสมอที่จะรักษาเอกราชอธิปไตยของชาติให้ดำรงอยู่ การฝึกยังมี ส่วนที่จะเพิ่มอำนาจกำลังรบให้สูงขึ้น เพราะว่าอำนาจกำลังรบนั้น นอกจากจะเกิดจากอาวุธที่มีสมรรถภาพสูง
๑๓๓ และกำลังพลที่มีประสิทธิภาพแล้ว มวลพลังที่ไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นอำนาจกำลังรบที่สำคัญมากก็คือ ขวัญของ ทหารและขวัญของทหารจะดีได้นั้น ทหารจะต้องได้รับการฝึกเป็นอย่างดีและได้รับบริการทางด้านสวัสดิการที่ดี ๒. แนวความคิดเบื้องต้นในการฝึก ในระหว่างการฝึกจะต้องไม่เหยียดหยามเกียรติของทหาร การฝึกและการเป็นผู้นำที่เหมาะสมสามารถที่จะฝึกให้คนเป็นทหารที่ดีได้ ระบบการฝึกที่ดีที่สุดเป็นสิ่งจำเป็น จะต้องนำมาใช้ในการฝึกทหาร ต้องฝึกจากง่ายไปหายาก ฝึกเป็นบุคคลไปยังการฝึกเป็นหน่วย ความชำนาญ จะเกิดขึ้นได้ก็โดยการปฏิบัติที่มีการกำกับดูแล หลักการและเทคนิคจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ผู้บังคับบัญชา จะต้องรับผิดชอบการฝึกของหน่วยของตน ๓. นโยบายการฝึก ๓.๑ กรมยุทธการทหารบก จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำ นโยบายการฝึกของ ทบ. เพื่อให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการในรายละเอียดต่อไป ๓.๒ กรมยุทธศึกษาทหารบก จะเป็นผู้รับผิดชอบในการออกคำสั่งเกี่ยวกับรายละเอียด ในการฝึกให้หน่วยที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อให้การฝึกดำเนินไปอย่างได้ผล ๓.๓ ผู้บังคับหน่วย จะเป็นผู้รับผิดชอบภาระฝึกหน่วยของตน เพื่อปฏิบัติภารกิจตาม การจัดหน่วย และภารกิจอื่นที่ได้รับมอบ ๓.๔ การฝึกตามวงรอบประจำปีเป็นการฝึกตามคำสั่งของกองทัพบก โดยจะทำการ ฝึกทั้งที่เป็นบุคคล และเป็นหน่วย (เบื้องต้น และเบื้องสูง) ตามที่ได้กำหนดไว้ในรอบปีนั้นๆการฝึกตามวงรอบ ประจำปี จะประกอบไปด้วย การฝึกทหารใหม่ การฝึกตามหน้าที่ การฝึกเป็นหน่วยตั้งแต่ระดับ หมู่ ตอน หมวด กองร้อย ถึงกองพัน การฝึกปัญหาที่บังคับการกรมและกองพล การฝึกชุดทำลายรถถัง การฝึกยิงปืน ประจำปี การฝึกครูทหารใหม่และ ส.ต. กองประจำการ และการฝึกทบทวนตรวจสอบซ้ำ ๓.๔.๑ การฝึกเป็นบุคคล ประกอบด้วย ๓.๔.๑.๑ การฝึกทหารใหม่ และการฝึกครูทหารใหม่ ๓.๔.๑.๒ การฝึกทหารปีที่ ๒ ทบทวนหน้าที่เป็นรายบุคคล และให้เน้น การฝึกในเรื่องบุคคลทำการรบ ๓.๔.๑.๓ การฝึกเจ้าหน้าที่พิเศษ ตาม ชกท. เป็นรายบุคคล ๓.๔.๑.๔ การฝึกตามหน้าที่ ในเรื่องยุทธวิธีของหน่วยทหารขนาดเล็ก ๓.๔.๑.๕ การฝึกผู้บังคับบัญชา และ ฝอ. ทุกระดับ ๓.๔.๑.๖ การฝึกพลทหาร เพื่อเลื่อนฐานะเป็น ส.ต. กองประจำการ ๓.๔.๑.๗ การฝึกป้องกัน นชค. เป็นบุคคล ๓.๔.๒ การฝึกเป็นหน่วย ได้แก่ การฝึกเป็นหน่วยเบื้องต้น และการฝึกเป็น หน่วยเบื้องสูง ๓.๔.๒.๑ การฝึกเป็นหน่วยเบื้องต้น เป็นการฝึกหน่วยขนาด หมู่ ตอน หมวด กองร้อย โดยให้มีขีดความสามารถในการรบตามแบบ และการรบนอกแบบ ๓.๔.๒.๒ การฝึกเป็นหน่วยเบื้องสูง จะเป็นการฝึกหน่วยขนาด กองพัน กรม และกองพล ๓.๔.๓ กำหนดการฝึก คือ คำสั่งชี้แจงของผู้บังคับบัญชาซึ่งกล่าวถึงการ กำหนดวิธีที่จะทำให้หน่วยสำเร็จภารกิจการฝึก หรือบรรลุความมุ่งหมาย ภายในเวลาที่กำหนด กำหนดการฝึก ของหน่วยจะแสดงถึงแผนโดยทั่วไปที่จะดำเนินการฝึกหน่วยทั้งหน่วยในห้วงเวลาเฉพาะ กำหนดการฝึกที่ออก
๑๓๔ โดยหน่วยระดับกองพันหรือสูงกว่า จะอยู่ในรูปของคำสั่งที่เรียกว่า “คำสั่งการฝึก” ส่วนกำหนดการฝึกของ หน่วยระดับ กองร้อย มักอยู่ในรูปแบบของ “ตารางกำหนดการฝึก” ๔.๒.๓ ความรับผิดชอบหลักของ สธ.๓/ ฝอ.๓ งานที่เกี่ยวกับในเรื่องการยุทธ์ ได้แก่ ๔.๒.๓.๑ การจัดและการรักษาประมาณการยุทธ์ให้ทันสมัย โดยประสานกับฝ่ายอำนวยการอื่นๆ ๔.๒.๓.๒ การจัดทำ การรับรอง และการพิมพ์แจกจ่าย ระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.) ของ หน่วยโดยรวบรวมส่วนต่าง ๆ จากฝ่ายอำนวยการที่เกี่ยวข้อง ๔.๒.๓.๓ การให้ข้อเสนอแนะ ลำดับความเร่งด่วนในการแบ่งสรรทรัพยากรของหน่วยที่มี ความจำเป็นยิ่ง แต่มีจำนวนจำกัด ซึ่งรวมถึง เวลา กำลังพล สป. และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เช่น - อัตรากระสุนมูลฐาน - อัตรากระสุนพิเศษ - อัตรากระสุนที่ต้องการ - อัตราควบคุมการสนับสนุนกระสุนแก่หน่วยรอง - ความต้องการการทดแทนเป็นหน่วย และการร้องขอตามสายการปฏิบัติการ ความถี่ ทางวิทยุในย่านความถี่ที่มีขอบเขตกำหนดไว้ในคำแนะนำในการปฏิบัติการสื่อสาร (นปส.) และเอกสารคำสั่งอื่นๆ ๔.๒.๓.๔ การให้ข้อเสนอแนะในการจัดเฉพาะกิจ และการมอบภารกิจให้หน่วยรองต่าง ๆ ๔.๒.๓.๕ การใช้ทรัพยากรที่หน่วยมีอยู่ เพื่อให้การดำเนินกลยุทธ์และการสนับสนุนเป็นไป ด้วยความเรียบร้อย รวมถึงทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิบัติการลวง ๔.๒.๓.๖ การประสานงานในทุกเรื่อง เกี่ยวกับการดำเนินกลยุทธ์ที่มีการสนับสนุนการรบ (เช่น การยิงสนับสนุน และการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์) รวมถึงการปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพอื่น (เช่น ทอ. ทร. และ นย.) ในพื้นที่ด้านหน้าและพื้นที่ด้านหลัง และการประสานการใช้ห้วงอากาศโดยหน่วยต่าง ๆ ๔.๒.๓.๗ การให้ข้อเสนอแนะในการรวมการปฏิบัติของการดำเนินกลยุทธ์ทางยุทธวิธี และ/ หรือการวางกำลัง และการยิงสนับสนุน รวมถึงการยิงสนับสนุนด้วยกระสุนพิเศษด้วย เช่น - การร้องขอการสนับสนุนการยิงด้วยกระสุนพิเศษและการกระจายการแจ้งเตือนการ ใช้กระสุนพิเศษ - การพยากรณ์การตกธุลีของอาวุธนิวเคลียร์ของฝ่ายเรา - การพยากรณ์จากละอองเคมีใต้ลมจากการยิงกระสุนเคมีฝ่ายเรา - การกระจายแจ้งเตือนการยิงอาวุธนิวเคลียร์ ๔.๒.๓.๘ การเสนอแนะเส้นแบ่งเขต และมาตรการควบคุมต่าง ๆ ๔.๒.๓.๙ การเสนอแนะพื้นที่ที่ตั้งของที่บังคับการต่าง ๆ ๔.๒.๓.๑๐ การกำหนดพื้นที่พักแรมในสนาม พื้นที่พักแรมในโรงเรือน และพื้นที่รอคอย ของหน่วยต่าง ๆ ๔.๒.๓.๑๑ การจัดทำการบันทึกและการรายงานการปฏิบัติทางยุทธ์ ๔.๒.๓.๑๒ การกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการประสานงานต่อการปฏิบัติการสงคราม อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง ๑) การวางแผน และการกำกับดูแลการปฏิบัติทางสงครามอิเล็กทรอนิกส์ สนับสนุน การปฏิบัติทางทางยุทธวิธี โดยประสานกับ สธ.๒
๑๓๕ ๒) การจัดทำ และประสานผนวกสงครามอิเล็กทรอนิกส์เข้าในแผนและคำสั่ง ๓) การกำหนดวามต้องการในการสนับสนุนการปฏิบัติสงครามอิเล็กทรอนิกส์ทั้งปวง ๔) การประเมินผลจากรายงานการรบกวน การก่อกวน และขัดขวางคลื่น สัญญาณ โดยกำกับดูแลประสานกับ สธ.๒ และนายทหารสื่อสาร ๕) การกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการประสานงานต่อส่วนสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ๖) การกำหนดลำดับความเร่งด่วนเป้าหมายในการปฏิบัติตามมาตรการต่อต้าน ทาง อิเล็กทรอนิกส์ และการจัดทำเอกสารมาตรการต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ ๔.๒.๓.๑๓ กำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการในหน้าที่ของฝ่ายกิจการพลเรือน เมื่อหน่วยนั้น ๆ ไม่มีการจัดหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ๔.๒.๓.๑๔ การกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการต่อการปฏิบัติการระวังป้องกันของหน่วย รวมถึง ๑) การกำหนดจุดอ่อนของการปฏิบัติการระวังป้องกันของหน่วย รวมถึงการ ประเมินวิเคราะห์ความล่อแหลมต่อการถูกโจมตีด้วยอาวุธ นชค. โดยร่วมกับนายทหารเคมี ตลอดจนกำหนด ระดับของการระวังป้องกันภัยของหน่วยจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธ นชค. และให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระดับ ลักษณะป้องกันตามภารกิจบังคับ (ลปภบ.) สำหรับกำลังพลในหน่วยด้วย ๒) กำหนดส่วนสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลฝ่ายเรา และความล่อแหลมด้านการปฏิบัติ การ ระวังป้องกัน ๓) การประสานร่วมกับ สธ.๒ ในเรื่องการประเมินภัยจากการปฏิบัติการด้านข่าวกรอง ของข้าศึก ๔) การวางแผนการดำเนินการและการประเมินผลการปฏิบัติการต่อต้านการเฝ้าตรวจ และมาตรการต่อต้านการเฝ้าตรวจ ๕) การประสานงานกับหน่วยสารวัตรทหารและ สธ.๒ ตามลำดับ ในเรื่องการ ดำเนินการมาตรการป้องกันความปลอดภัยของหน่วย และมาตรการรักษาความลับข่าวสารของหน่วย ๔.๒.๓.๑๕ การประสานงานกับนายทหารสื่อสาร ในเรื่องมาตรการป้องกันความปลอดภัย ของสัญญาณสื่อสาร ๔.๒.๓.๑๖ การกำกับดูแล และประสานการดำเนินการสำรวจการระวังป้องกันของหน่วย ร่วมกับ สธ.๒ เพื่อประเมินค่าประสิทธิภาพของการต่อต้านการเฝ้าตรวจและมาตรการป้องกันต่าง ๆ ๔.๒.๓.๑๗ การจัดทำประมาณสถานการณ์การปฏิบัติการระวังป้องกัน ๔.๒.๓.๑๘ การจัดทำผนวกการปฏิบัติการระวังป้องกันในแผนและคำสั่ง ๔.๒.๓.๑๙ การกำกับดูแล และประสานการปฏิบัติของส่วนฝ่ายอำนวยการที่รับผิดชอบใน เรื่องการปฏิบัติการระวังป้องกัน ๔.๒.๓.๒๐ การกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการต่อการปฏิบัติการลวง รวมถึง ๑) การกำหนดความต้องการ และ/หรือโอกาสสำหรับการปฏิบัติการลวงร่วมกับ สธ.๒ และการให้ข้อเสนอแนะเป้าหมายการลวง ๒) การให้ข้อเสนอแนะในเรื่องที่จะลวงโดยประสานกับ สธ.๒ ๓) การกำหนดและประสานมาตรการการลวง ๔) การจัดทำผนวกการลวงเข้าในแผนและคำสั่ง
๑๓๖ ๔.๒.๓.๒๑ การกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการต่อการปฏิบัติการในพื้นที่ส่วนหลัง โดยการ รวมการปฏิบัติการสู้รบในพื้นที่ส่วนหลังเข้ากับการควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่ รวมถึง ๑) การรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากแผนกฝ่ายอำนวยการต่าง ๆ เกี่ยวกับผล กระทบของ การปฏิบัติการสู้รบในพื้นที่ส่วนหลัง และการควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่ต่องานประจำของฝ่ายอำนวยการ นั้น ๒) การวางแผนและประสานการปฏิบัติการสู้รบในพื้นที่ส่วนหลัง และการปฏิบัติการ ควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่ร่วมกับ สธ.๒ สธ.๔ สารวัตรใหญ่ ผบ.ช.พล. และนายทหารฝ่ายอำนวยการ อื่นๆ ๓) การตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าแผนการปฏิบัติการในพื้นที่ส่วนหลังของผู้บังคับฐาน ต่าง ๆ เหมาะสมสอดคล้องกับภารกิจหลักของหน่วย รวมถึงว่ามีการปฏิบัติทางยุทธวิธีในระดับที่ต้องการ ๔) การรวบรวมข่าวสารข้อมูลจาก สธ.๔ และนายทหารฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ เกี่ยวกับ แผนการควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่ การตรวจทบทวนแผนการควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่ของหน่วย รอง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปฏิบัติได้ผลและเหมาะสม สอดคล้องกับลำดับความเร่งด่วนของการ ปฏิบัติการควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่ของหน่วยด้วย ๕) การให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้บังคับบัญชา ในเรื่องพื้นที่ทางยุทธวิธีในความรับผิดชอบ และการ บังคับบัญชา สำหรับการปฏิบัติการรบในพื้นที่ส่วนหลัง ๖) การจัดหน่วยควบคุมและประเมินผลการควบคุมความเสียหายเป็นพื้นที่ตามความ จำเป็น ๗) การให้ข้อเสนอแนะองค์ประกอบ และขนาดของหน่วยทางยุทธวิธีต่าง ๆ สำหรับ ปฏิบัติการในพื้นที่ส่วนหลัง ๘) การจัดทำผนวกการปฏิบัติการในพื้นที่ส่วนหลังในแผนและคำสั่ง ๙) การกำกับดูแลศูนย์ปฏิบัติการพื้นที่ส่วนหลัง (ศปพล.) (ระดับ ทน.ขึ้นไป) ๔.๒.๓.๒๒ การกำกับดูแลฝ่ายอำนวยการต่อการประสานการใช้ห้วงอากาศโดยผ่าน สธ.๓ อากาศ ๕. หลักในการจัดหน่วยให้มีประสิทธิภาพ การจัดหน่วยให้มีประสิทธิภาพ และสามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามความต้องการนั้น มีหลักในการ จัดหน่วย ดังนี้ ๕.๑ เอกภาพในการบังคับบัญชา ๕.๒ ช่วงการบังคับบัญชา ๕.๓ สายการบังคับบัญชา ๕.๔ ความง่าย ๕.๕ ความคล่องแคล่ว ๕.๖ ความสมบูรณ์ในตัวเอง ๕.๗ ความอ่อนตัว
๑๓๗ ๕.๑ เอกภาพในการบังคับบัญชา คือ การจัดหน่วยทหารที่มีผู้บังคับบัญชาเพียงผู้เดียวที่จะ สามารถสั่งการในทุกเรื่อง ๕.๒ ช่วงการบังคับบัญชา คือ การขยายความกว้างของการบังคับบัญชาออกไปทางข้าง ตัวอย่างเช่น กองพลทหารราบประกอบด้วย กรมทหารราบ ๓ กรม โดยมีผู้บังคับการกรมเป็นผู้สนองตอบ นโยบาย ช่วงการบังคับบัญชาที่พึงประสงค์ที่สุด คือ ๓ - ๕ คนเป็นอย่างสูง ช่วงการบังคับบัญชา คือ จาก ผบ.พล. ไปยัง ผบ.กรม. ทั้ง ๓ กรม ๕.๓ สายการบังคับบัญชา คือ ความลึกของการจัดการบังคับบัญชาของหน่วย กำหนดขึ้นเพื่อความ แน่นอนในการบังคับบัญชา และป้องกันการก้าวก่ายหน้าที่ เมื่อผสมผสานกันระหว่างเอกภาพในการบังคับ บัญชาและช่วงการบังคับบัญชาในระดับกองพลแล้ว จะเป็นสายการบังคับบัญชา ดังนี้ ผบ.พล. - ผบ.กรม. - ผบ.พัน. - ผบ.ร้อย. - ผบ.มว. - ผบ.หมู่ - พลปืนเล็ก สั่งการเพียงคนเดียว สายการบังคับบัญชา คือ จาก ผบ. และเรียงลำดับลงไปจนถึงพลปืนเล็ก ๕.๔ ความง่าย การจัดหน่วยแบบมีความง่ายนั้น คือ - ต้องจัดให้มียุทโธปกรณ์ให้เพียงพอต่อการใช้ - สามารถปรนนิบัติบำรุงได้โดยบุคคลภายในหน่วยของตนเอง - มีความง่ายพอที่จะอำนวยให้เกิดความร่วมมือในกิจการอย่างรวดเร็ว ๕.๕ ความคล่องแคล่ว การจัดหน่วยที่มีความคล่องแคล่วนั้น หมายถึง หน่วยที่จัดขึ้นต้องมี ขีดความสามารถในการเคลื่อนย้ายไปได้ทันตามกำหนดเวลา รวมทั้งสามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ และไม่ว่า จะทำการเคลื่อนย้ายด้วยยานยนต์ หรือด้วยการเดินเท้า ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงภารกิจ ๕.๖ ความสมบูรณ์ในตัวเอง การจัดหน่วยที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองนั้น คือ ในหน่วยที่จัดขึ้นมา นั้นสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านการรบ, การสนับสนุนการรบ และการสนับสนุนการช่วย รบ หน่วยที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองมาก ๆ นั้น ก็จะสามารถปฏิบัติการรบเป็นอิสระได้โดยไม่ต้องพึ่งการ สนับสนุนจากหน่วยเหนือ หรือหน่วยอื่น ๕.๗ ความอ่อนตัว การจัดหน่วยที่มีความอ่อนตัว หมายความว่า เมื่อจัดหน่วยขึ้นมาแล้วต้องให้ หน่วยมีขีดความสามารถในการปรับหน่วย เพื่อขยายกำลัง แยกกำลังไปสมทบกับหน่วยอื่น หรือรับการสมทบ จากหน่วยอื่นได้ นอกจากนี้แล้ว การจัดหน่วยที่มีความอ่อนตัวนั้นยังจัดให้สามารถปรับตัวเองจากการปฏิบัติ ภารกิจหนึ่งไปสู่อีกภารกิจหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว เช่น เมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนการปฏิบัติจากภารกิจตั้งรับเป็น ภารกิจเข้าตีฯลฯ ๖. การจัดแผนกยุทธการและการฝึก ลำดับ ตำแหน่ง ชกท. ยศ จำนวน หมายเหตุ ๑ นายทหารยุทธการและการฝึก ๒๑๖๒ พ.ต. ๑ ๒ ผช.นายทหารยุทธการและการฝึก ๒๑๖๒ ร.อ. ๑ ๓ นายสิบยุทธการ ๑๕๓ จ.(พ.) ๑ ๔ ผช.นายสิบยุทธการ ๑๕๓ ส.อ. ๒ ๕ เสมียนยุทธการ ๗๑๐ ส.อ. ๑ ๖ ช่างเขียน ๘๑๐ ส.อ. ๑
๑๓๘ หน้าที่ตามตำแหน่งของแผนกยุทธการและการฝึก ๖.๑ นายทหารยุทธการและการฝึก, ผู้ช่วยนายทหารยุทธการและการฝึก ๖.๑.๑ หน้าที่ทั่วไป ทำหน้าที่อำนวยการ ประสานงานกับแผนกต่าง ๆ ของฝ่ายอำนวยการ เกี่ยวกับเรื่องการจัด การฝึก และการปฏิบัติการรบ ๖.๑.๒ หน้าที่เฉพาะ ๖.๑.๒.๑ เป็นเจ้าหน้าที่ในแผนกยุทธการและการฝึกของหน่วยต่าง ๆ ๖.๑.๒.๒ ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาในเรื่องที่เกี่ยวกับยุทธการ และการฝึกในหน่วย ระดับต่าง ๆ ๖.๑.๒.๓ อำนวยการ และควบคุมในเรื่องที่เกี่ยวกับ การค้นคว้าให้งานในหน้าที่ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ๖.๑.๒.๔ วางแผนการเคลื่อนย้ายหน่วย เพื่อการฝึกทางยุทธวิธี ๖.๑.๒.๕ อำนวยการเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การระดมพล การจัดตั้งหน่วย และ การฝึกหน่วย ๖.๑.๒.๖ รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึง โครงการต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงคำสั่ง และคำชี้แจงในเรื่องที่เกี่ยวกับการฝึก ๖.๑.๒.๗ ให้ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับลำดับความเร่งด่วนของการบรรจุเจ้าหน้าที่ และ ยุทธภัณฑ์ให้แก่หน่วย ๖.๑.๒.๘ ทำประมาณการทางยุทธวิธีอย่างต่อเนื่อง ๖.๑.๒.๙ อำนวยการในเรื่องการรักษาความปลอดภัยให้แก่ที่ตั้งทางการทหารและ ระบบการสื่อสาร ๖.๒ ผู้ช่วยนายทหารยุทธการและการฝึก (อากาศ) ในหน่วยระดับกองพัน ผช.ฝอ.๓ ทำหน้าที่เป็น ผช.ฝอ.๓ อากาศด้วย ๖.๒.๑หน้าที่ทั่วไป วางแผนการประสานการยิงสนับสนุนหน่วยทางพื้นดิน และหน่วยกำลัง ทางอากาศยุทธวิธี ๖.๒.๒ หน้าที่เฉพาะ ๖.๒.๒.๑ เป็นผู้แทน ฝอ.๓ ในการประสานคำขอการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด ๖.๒.๒.๒ ทำคำขอภารกิจสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด ตามแผนไปยังหน่วยเหนือ และดำเนินกรรมวิธีคำขอตามภารกิจ ๖.๒.๒.๓ ประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการยิงอาวุธป้องกันภัยทางอากาศ ระยะต่ำ การชี้เป้าหมาย หรือแผนจำกัดการยิง ๖.๒.๒.๔ รับผิดชอบการกระจายข่าวสารการยุทธที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการรบร่วม อากาศ-พื้นดิน ๖.๒.๒.๕ แจ้งให้นายทหารยุทธการและการฝึก (อ) ของหน่วยเหนือทราบการวางกำลัง ของหน่วย มาตรการในการควบคุม และรายละเอียดของภารกิจการสนับสนุนทางอากาศที่ขอไป ๖.๒.๒.๖ ประสานกับนายทหารอากาศติดต่อในเรื่อง จำนวนผู้ควบคุมอากาศยานหน้า แผนระวังป้องกันสถานที่ตั้งกำลังทางอากาศ เพื่อให้มีความมั่นใจและเหมาะสม
๑๓๙ ๖.๓ นายสิบยุทธการ ๖.๓.๑ เป็นผู้ช่วยเหลือ ฝอ.๓ ในเรื่องเกี่ยวกับการจัด การฝึก และการยุทธ์ ๖.๓.๒ ดำเนินงานด้านธุรการ และเอกสารภายในแผนก ๖.๓.๓ จัดรวบรวมแฟ้ม แผนที่สังเขป และบันทึกอื่น ๆ ในเรื่องกำลัง ที่ตั้ง และการจัด กำลังของฝ่ายเรา ๖.๓.๔ จัดทำแผนที่สถานการณ์ทางยุทธวิธี ๖.๓.๕ บันทึกการปฏิบัติงานทางยุทธวิธีของหน่วยในบันทึกประจำวัน ๖.๓.๖ ช่วยในการทำแผน คำสั่งยุทธการ ตลอดจนระเบียบ คำสั่ง หรือ รปจ.อื่น ๆ ใน สายยุทธการ ๖.๓.๗ ทำรายงานทางยุทธการของหน่วย ๖.๓.๘ จัดเตรียมอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้าย ทก. ๖.๔ ผู้ช่วยนายสิบยุทธการ ๖.๔.๑ ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของนายสิบยุทธการตามที่ได้รับมอบหมาย ๖.๔.๒ เก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสายงานยุทธการและการฝึกของหน่วย ๖.๔.๓ บันทึกและลงทะเบียนรับ-ส่งหนังสือในแผนยุทธการและการฝึกของหน่วย ๖.๔.๔ ทำหน้าที่แทนนายสิบยุทธการ เมื่อนายสิบยุทธการไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ๖.๕ ช่างเขียน ๖.๕.๑ จัดแผนผัง และวาดภาพจากข้อแนะนำด้วยวาจา ข้อเขียน หรือจากภาพร่าง ๖.๕.๒ เขียนภาพให้ถูกต้องตามมาตราส่วน ๖.๕.๓ ช่วยเก็บรักษาแผนที่สถานการณ์ ๖.๕.๔ ช่วยเหลือในการจัดทำคำสั่ง รายงาน และแผ่นบริวาร ๖.๖ เสมียน ๖.๖.๑ รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับระเบียบ ข้อบังคับ หนังสือราชการ และเอกสารอื่น ๆ ๖.๖.๒ จ่ายเอกสารที่รับเข้าให้เจ้าหน้าที่แผนกที่เกี่ยวข้อง ๖.๖.๓ เดินหนังสือ และช่วยในการเตรียมหลักฐานการส่งหนังสือ ๖.๖.๔ ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ๖.๗ เสมียนพิมพ์ดีด ๖.๗.๑ ทำหน้าที่พิมพ์ดีด ๖.๗.๒ จัดพิมพ์เอกสารตามแบบฟอร์มของทางราชการตามที่ได้รับมอบ ๖.๗.๓ เก็บรักษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ เช่น ระเบียบ ข้อบังคับ และอื่น ๆ ๖.๗.๔ ตรวจทานเอกสารที่พิมพ์แล้ว และแก้ไข ๖.๗.๕ บำรุงรักษาเครื่องพิมพ์ดีด เครื่องอัดสำเนา และเครื่องถ่ายเอกสารในสำนักงาน
๑๔๐ ๗. ข้อมูลของนายทหารยุทธการและการฝึก สธ.๓ หรือ ฝอ.๓ ปฏิบัติงานโดยอาศัยข่าวสารที่ได้จากคำสั่ง นโยบายของหน่วยเหนือ คู่มือทาง เทคนิค คู่มือราชการสนาม ข้อมูลต่าง ๆ และประสบการณ์ในการยุทธ์ ข่าวสารดังกล่าวนี้มักจะมีลักษณะ เป็นข้อมูลที่ตายตัว ดังนั้น เพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น ฝอ.๓ จะต้องมีข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้พร้อมที่จะนำมาใช้ คือ ๑. อจย. ๒. คุณลักษณะของอาวุธ และระบบเครื่องส่ง (ระยะยิง) ๓. คุณลักษณะของยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในการข้ามลำน้ำของทหารช่าง ๔. อัตรากระสุนมูลฐาน และอัตราพิกัด (ของอาวุธแต่ละชนิด) ๕. คุณลักษณะของยานพาหนะ โดยเฉพาะอัตราบรรทุก (ความจุ) ๖. ชนิดยานพาหนะของหน่วย ๗. ความต้องการเกี่ยวกับความยาวเป็นระยะทางของขบวนเคลื่อนย้าย ๘. ปัจจัยเกี่ยวกับเวลาและระยะทาง ๙. ความต้องการเครื่องบินในการขนส่งทางอากาศ ๑๐. รายการอุปกรณ์หลักที่มีความสำคัญต่อการยุทธ ๑๑. ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึก ๘. ความสัมพันธ์ระหว่าง ฝอ.๓ กับ ผบ.หน่วย และ ฝอ. อื่น ๆ ๑. ความสัมพันธ์ระหว่าง ฝอ.๓ กับ ผบ.หน่วย ๑.๑ ช่วยเหลือ ผบ.หน่วย ตามหน้าที่ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบทาง ฝอ. ของตน ๑.๒ เสนอความเห็นในหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา และออกความคิดเห็นเพื่อให้บังเกิด ผลต่อการปฏิบัติเป็นส่วนรวมได้ดี ๑.๓ ปฏิบัติตามข้อตกลงใจของ ผบ.หน่วย แม้ว่าจะขัดกับข้อเสนอหรือความคิดเห็นของตน ก็ตาม ๑.๔ ต้องทราบนโยบายของ ผบ.หน่วย ๑.๕ เมื่อ ผบ.หน่วยไม่อยู่และ ฝอ.๓ จำเป็นต้องออกคำสั่งให้แก่หน่วยรองแล้ว การออกคำสั่ง นั้นต้องเป็นไปตามนโยบายของ ผบ.หน่วยที่ได้วางไว้ และต้องรีบแจ้งให้ ผบ.หน่วยทราบทันทีในโอกาสแรก ๒. ความสัมพันธ์ระหว่าง ฝอ.๓ กับ ฝอ.อื่น ๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ของ ฝอ.๓ การประสานงานกับ ฝอ.อื่น ๆ เป็นความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้เพื่อ เป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสาร, ประสานการปฏิบัติ, ร่วมวางแผน/คำสั่งและเอกสารอื่น ๆ ตลอดจนกำกับดูแล งานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ฝอ.๓ จึงมีความสัมพันธ์กับ ฝอ.อื่น ๆ ตามงานในหน้าที่ดังนี้ ๒.๑ การจัด ๒.๑.๑ ประสาน ฝอ.๒ ในเรื่องความต้องการหน่วยข่าวกรอง, ลำดับความเร่งด่วน และ การแบ่งมอบหน่วยข่าวกรอง, เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง ตลอดจนยุทธภัณฑ์ทางการข่าวกรองการรบ ๒.๑.๒ ประสานกับ ฝอ.๑, ๒, ๓ ในเรื่องความต้องการหน่วยช่วยรบ เพื่อสนับสนุน ตลอดจนลำดับความเร่งด่วน และการแบ่งมอบ การบรรจุหน่วยและกำลังพล ตลอดจนการจ่ายยุทธภัณฑ์ ให้แก่หน่วยช่วยรบ
๑๔๑ ๒.๒ การฝึก ๒.๒.๑ ประสานกับ ฝอ.๒ ในเรื่องการฝึกการข่าวกรองและการต่อต้านการข่าวกรอง ๒.๒.๒ ประสานกับ ฝอ.๑, ๔, ๕ ในเรื่องการกำกับดูแลการฝึกของหน่วยในแต่ละสาย งานของตน ความต้องการในการฝึก เครื่องช่วยฝึก และพื้นที่การฝึก ๒.๓ การยุทธ์ ๒.๓.๑ การประมาณการยุทธ์ ๒.๓.๑.๑ ประสาน ฝอ.๒ ในเรื่องการประมาณการข่าวกรอง และการวิเคราะห์ พื้นที่ปฏิบัติการ ๒.๓.๑.๒ ประสาน ฝอ.๑, ๔, ๕ ในเรื่องขีดความสามารถในการสนับสนุนภารกิจ และข้อจำกัดที่มีอยู่ทางด้านกำลังพล ด้านการช่วยรบ และด้านกิจการพลเรือน ตลอดจนข้อเสนอหนทางปฏิบัติ ที่เกื้อกูลในทัศนะของแต่ละฝ่ายอำนวยการ ๒.๓.๒ การเคลื่อนย้ายทางยุทธวิธี ๒.๓.๒.๑ ประสาน ฝอ.๒ ในเรื่องการต่อต้านข่าวกรองและข่าวสาร เกี่ยวกับลม ฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ และขีดความสามารถของข้าศึก ๒.๓.๒.๒ ประสาน ฝอ.๑ ในเรื่องจัดลำดับความเร่งด่วนในการเคลื่อนย้ายหน่วย และสถานที่ตั้งทางการกำลังพล ๒.๓.๒.๓ ประสาน ฝอ.๔ ในเรื่องความต้องการเครื่องมือขนส่ง กำหนดลำดับ เร่งด่วนในการเคลื่อนย้ายของหน่วยช่วยรบ การจัดให้มีการสนับสนุนทางส่งกำลังบำรุง การระวังป้องกันตาม ความจำเป็นระหว่างการเคลื่อนย้าย การจัดระเบียบจราจรและการควบคุมจราจร ๒.๓.๒.๔ ประสานกับ ฝอ.๕ ในเรื่องลำดับความเร่งด่วนในการเคลื่อนย้ายหน่วย กิจการพลเรือน รวมทั้งผลกระทบกระเทือนต่อแผนการเคลื่อนย้ายอันเกิดจากผู้ลี้ภัย และพลเรือนที่ไม่ยอม อพยพ ๒.๔ ที่ตั้งทั่วไปของ ทก.หลัก ๒.๔.๑ ประสาน ฝอ.๒ คำแนะนำในด้านการข่าวกรอง ๒.๔.๒ ประสาน ฝอ.๑ การกำกับดูแล การจัดภายในพื้นที่ ๒.๔.๓ ประสาน ฝอ.๔, ๕ แจ้งให้ทราบถึงที่ตั้งทั่วไปของ ทก.หลัก
๑๔๒ ตอนที่ ๓ การแก้ปัญหาทางทหาร ๙. การแก้ปัญหาทางทหาร ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ มักจะประสบปัญหาที่จะต้องแก้อยู่อย่างต่อเนื่อง บางปัญหา อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่แน่นอน หรือบางปัญหาอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ไม่แน่นอน หรือมีข้อมูล ไม่สมบูรณ์ และมีหนทางปฏิบัติหลายหนทางด้วยกัน ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ จึงจำเป็นที่จะต้อง ปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อให้การตกลงใจแก้ปัญหาของผู้บังคับบัญชาในแต่ละครั้งเป็นไปอย่างถูกต้องสมเหตุสมผล ในปัจจุบันมีปัจจัยต่าง ๆ เป็นจำนวนมากที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติการทางทหาร ดังนั้น เพื่อให้เป็นที่มั่นใจว่า ปัจจัยต่างๆเหล่านั้น ได้รับการหยิบยกมาพิจารณาอย่างละเอียด รอบคอบ สมเหตุสมผล กองทัพบกจึงกำหนด วิธีแก้ปัญหาอย่างมีระเบียบไว้หลายวิธีด้วยกัน วิธีที่ใช้อยู่เสมอ ได้แก่ ๙.๑ การประชุมตกลงใจ ๙.๒ การจัดทำข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ (STAFF STUDY) ๙.๓ การปฏิบัติตามลำดับการปฏิบัติงานของ ผบ.- ฝอ. (การแสวงข้อตกลงใจ) ๙.๑ การประชุมตกลงใจ จะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ใช้อยู่เป็นประจำ ในกรณีที่ปัญหาเหล่านั้น ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน ผู้บังคับบัญชาสามารถประชุมสั่งการว่าจะให้ใคร? ทำอะไร? เมื่อไร? ที่ไหน? อย่างไร? และ ทำไม? กล่าวได้ว่าการประชุม ก็คือ การที่บุคคลตั้งแต่ ๒ คน ขึ้นไปมาร่วมปรึกษาหารือ เพื่อร่วมกันคิดอย่างมีวัตถุประสงค์ มีระเบียบวิธี ตามสถานที่ และเวลาที่กำหนดไว้ การประชุมมักจะถูกใช้ เป็นวิธีการดำรงรักษาการประสานงานแทนการเยี่ยมเยียน และการโต้ตอบทางหนังสือ เพราะทำได้ทันเวลา และได้ผลดีกว่าเมื่อมีเวลาน้อย นอกจากนี้ยังได้ผลสำเร็จมากกว่า เพราะข้อเท็จจริงทั้งหมด และ ผู้เชี่ยวชาญในการตีความข้อเท็จจริงนั้นได้มาอยู่ร่วมกัน ณ เวลาเดียวกัน การประชุมเป็นวิธีการที่แน่นอน ที่สุด ภายในเวลาที่มีอยู่ที่จะได้ดำเนินการอันจะทำให้เกิดการประสานงานอย่างสมบูรณ์ ระหว่างผลประโยชน์ ที่ต่างกัน ๙.๒ การจัดทำข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ ข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ เป็นการ วิเคราะห์และเสนอแนะวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งอาจเป็นปัญหาที่เฉพาะเจาะจง หรือเป็นภาพรวม ๆ ของปัญหา โดยอาจจัดทำคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันทำก็ได้ ถ้าเป็นปัญหาที่มีขอบเขตกว้างขวาง ฝ่ายอำนวยการอาจ จัดทำข้อพิจารณาแยกในแต่ละส่วนของปัญหา นอกจากนี้ฝ่ายอำนวยการ ยังอาจเป็นผู้ริเริ่มในการจัดทำข้อ พิจารณษในเรื่องที่ตนเองมีความสนใจโดยเฉพาะก็ได้ โดยทำผู้เดียวหรือทำเป็นกลุมก็ได้ ปกติข้อพิจารณา ของฝ่ายอำนวยการจะถูกนำมาใช้ในการทำงานในเวลาปกติ กรณีที่ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความยุ่งยากซับซ้อนหรือ มีปัจจัยต่างๆ หลายด้านด้วยกันที่จะต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ ฝ่ายอำนวยการ จึงมีหน้าที่จะต้องแสวงหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ในครั้งนั้น โดยการนำข้อมูลเหล่านั้นมาจัดทำเป็น “ ข้อ พิจารณาของฝ่ายอำนวยการ ” เพื่อเสนอต่อ ผู้บังคับบัญชา เป็นการช่วยให้ผู้บังคับบัญชาสามารถตกลงใจได้อย่างถูกต้องและทันต่อเวลา ข้อพิจารณาของ ฝ่ายอำนวยการ จะเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ ซึ่งแต่ละฝ่ายอำนวยการจะต้องจัดทำข้อพิจารณาในการ
๑๔๓ แก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสายงานของตนเองเสนอต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อตกลงใจในการแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่าง สมเหตุสมผล ปริมาณของข้อมูลที่แสดงไว้ในการเสนอข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการด้วยวาจา หรือเป็น ข้อเขียน จะมีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละกองบัญชาการ และจะขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้นำหน่วยนั้น ๆ รวมทั้งระดับของหน่วยบัญชาการด้วย ๙.๒.๑ วัตถุประสงค์ของการทำข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ ๙.๒.๑(๑) ข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ เป็นเอกสารของฝ่ายอำนวยการ อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีการวิเคราะห์อย่างย่อและขอเสนอในการแกปญหาอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะ ๙.๒.๑(๒) ข้อพิจารณาของฝ่ายอํานวยการ เป็นผลงานของการวิเคราะห์เสนอ รายงานของการวิเคราะห์พรอมกับขอสรุปและขอเสนอให้ผู้บังคับบัญชาตกลงใจ ๙.๒.๑(๓) ข้อพิจารณาของฝ่ายอํานวยการ มีบทบาทในการปฏิบัติงานของฝ่าย อํานวยการที่เกี่ยวกับงานธุรการ ในทํานองเดียวกันกับการประมาณการซึ่งมีบทบาทในการปฏิบัติการรบ ๙.๒.๑(๔) ข้อพิจารณาของฝ่ายอํานวยการ ช่วยผู้บังคับบัญชาในการแสวง ข้อตกลงใจ ในเมื่อผู้บังคับบัญชาเกี่ยวของกับปญหาที่ซับซอนหรือขัดแย้ง ๙.๒.๒ หลักการเขียนข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ ๙.๒.๒(๑) สั้น ๙.๒.๒(๒) ชัดเจน ๙.๒.๒(๓) ถูกตอง ๙.๒.๒(๔) เกี่ยวโยงกันตามลําดับ ๙.๒.๒(๕) มีเอกภาพ ๙.๒.๒(๖) มีความสมบูรณ ๙.๒.๓ หัวข้อการเขียนข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการที่สมบูรณ ประกอบด้วย ๖ หัวขอ คือ - ปญหา - สมมุติฐาน - ข้อเท็จจริง - ข้อพิจารณา - ขอสรุป และ - ขอเสนอ โดยมีแนวการเขียนดังนี้ ๑. ปญหา การเขียนตองสั้น โดยใหมีลักษณะเหมือนการเขียนภารกิจ ถาเป็นปญหา ซับซอนใหกำหนดขอบเขตและอาจใช้ข้อย่อยช่วยก็ได้ ( ปัญหา : เรื่องที่จะขออนุมัติ ใคร อะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร) ๒. สมมุติฐาน สมมุติฐานใด ๆ ก็ตามตองเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอภิปรายตอปญหา อย่างสมเหตุสมผล สมมุติฐานนำมาใชในเมื่อไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ใชเป็นมูลฐานสำหรับทำข้อพิจารณา และใช เพื่อขยายหรือจำกัดขอบเขตของปญหา ในเมื่อสมมุติฐานไม่ใช่ข้อเท็จจริง สมมุติฐานก็จะตองมีมูลฐานหรือ รากฐานมาจากข้อเท็จจริง
๑๔๔ ๓. ขอเท็จจริง กล่าวถึง ข้อเท็จจริงที่มีอิทธิพลตอปญหาหรือตอคำแกปญหานั้น ต้องระมัดระวังอย่านำขอเท็จจริงที่ไม่จำเป็นมาเขียนด้วย เพราะจะทำใหเกิดความสับสนขณะทำการอภิปราย ข้อเท็จจริงบางเรื่องอาจคนพบระหว่างการคนคว้า ในขณะที่ขอเท็จจริงอื่น ๆ มีอยู่ในคำสั่งใหพิจารณาปัญหา (ข้อเท็จจริง : ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง นโยบาย การดำเนินการที่ผ่านมา) ๔. ข้อพิจารณา รวมถึงการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวของทั้งปวงในรายละเอียด รวมทั้ง ผลดีและผลเสียของคำแกปญหาที่อาจเป็นไปได้ด้วย ขอนี้เป็นขอที่ผู้เขียนจะตองทำเป็นข้อความสั้น ๆ อย่าง แจมแจง จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ สำหรับข้อพิจารณาที่ยาว ๆ ที่สลับซับซอนนั้น อาจเขียนเพียง กล่าวสรุปกับมีผนวกประกอบด้วย ผู้เขียนตองระมัดระวังในการเขียนเรื่องราวแต่ละเรื่องใหถูกตองเชนเดียวกับ การระมัดระวังในการวิเคราะห์ขอมูลต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักประกันวา ได้สรุปขอมูลตามลําดับที่สมเหตุสมผลที่ ได้มาจากการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวของ คําแกปญหานาจะเป็นไปได้ทุกคําแกและปัจจัยทั้งปวงที่กระทบ กระเทือนตอคําแกเหลานั้น (ข้อพิจารณา : ความคิดเห็นของผู้ลงนามต่อเรื่องนี้) ๕. ขอสรุป แสดงถึงขอสรุปที่ได้มาจากการวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวของ คำแก ปัญหาที่น่าจะเป็นไปได้ทุกคำแก และปัจจัยทั้งปวงที่กระทบกระเทือนตอคำแกเหลานั้น ข้อสรุปตองสมเหตุ สมผลตามลําดับจากข้อต่างๆ ไม่ควรจะนำเรื่องราวใหม่ๆ มาใสไวในขอสรุปเหลานี้ ๖. ข้อเสนอ ตองเขียนใหสอดคลองกับข้อพิจารณา การปฏิบัติของฝ่ายอำนวยการตองสม บูรณ ถามีขอเสนอใหบังคับบัญชาลงนามในหนังสือ ก็จะตองมีร่างหนังสือแนบไปด้วย (ข้อเสนอ : เสนอแนะต่อ ผบ. ว่าควรอนุมัติให้ ใคร ทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร) ๙.๒.๔ รูปแบบข้อพิจารณาของฝ่ายอำนวยการ ๙.๒.๔(๑) แบบ ๖ หัวข้อ : ๑. ปัญหา ๒. สมมุติฐาน ๓. ข้อเท็จจริง ๔. ข้อพิจารณา ๕. ข้อสรุป ๖. ข้อเสนอ ๙.๒.๔(๒) แบบ ๔ หัวข้อ : ๑. ปัญหา ๒. ข้อเท็จจริง ๓. ข้อพิจารณา ๔. ข้อเสนอ ๙.๒.๔(๓) แบบ ๓ หัวข้อ : ๑............... ๒................ ๓. ข้อเสนอ ๙.๒.๔(๔) แบบ ๒ หัวข้อ : ๑.............. ๒. ข้อเสนอ
๑๔๕ ๙.๓ การแสวงข้อตกลงใจทางทหาร คือ วิธีการแก้ปัญหาในสนามในลักษณะปฏิบัติตาม ลำดับขั้นการปฏิบัติงานระหว่าง ผบ.กับ ฝอ. อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะต้องปฏิบัติก่อนถึงขั้นการใช้หน่วยเข้า ปฏิบัติการทางยุทธวิธี รายละเอียดส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้บังคับหน่วยและฝ่ายอำนวยการ เป็นส่วนใหญ่ การแสวงข้อตกลงใจทางทหาร เป็นลำดับขั้นของการแก้ปัญหาทางทหารอย่างสมเหตุ สมผลหนทางหนึ่งตามที่กองทัพบกกำหนดไว้หลายวิธีด้วยกัน เช่น การประชุมตกลงใจ การจัดทำข้อพิจารณา ของฝ่ายอำนวยการ และการปฏิบัติตามลำดับขั้นการปฏิบัติงานของ ผบ.- ฝอ.(การแสวงข้อตกลงใจทางทหาร) การแสวงข้อตกลงใจจะเกี่ยวข้องกับการตกลงใจของ ผบ. หน่วย และบทบาทของ ฝอ. ในการให้ข้อเสนอแนะ และกำกับดูแลให้เป็นไปตามข้อตกลงใจ เป็นกระบวนการที่กระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อตกลงใจในสถานการณ์ สู้รบที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็วางแผนสู้รบในอนาคตไปด้วย ภารกิจและหนทางปฏิบัติของ ฝ่ายเราจะพัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วยเหนือ โดยมุ่งต่อความล่อแหลมและหนทาง ปฏิบัติที่เป็นไปได้ของข้าศึก จากนั้นจึงวิเคราะห์หนทางปฏิบัติของฝ่ายเราในปัจจัยต่าง ๆ คือ เวลา, พื้นที่, และทรัพยากร เพื่อให้บรรลุภารกิจตามเจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วย ผลที่ได้จากกรรมวิธีในการแสวงข้อตกลง ใจทางทหารจะช่วยเหลือ ผบ.หน่วยในการตกลงใจ และช่วยเหลือ ฝอ. ในการจัดทำแผน/คำสั่ง และช่วยเหลือ ผบ.หน่วยรอง ในการปฏิบัติตามแผน/คำสั่งนั้น การแสวงข้อตกลงใจในปัจจุบันได้พัฒนามาจาก นส. ๑๐๑ – ๕ เดิม โดยปรับปรุง เพิ่มเติมตามแนวสอน ๑๐๐ – ๙ ตามหลักนิยมการรบอากาศ – พื้นดิน โดยยังคงพื้นฐานของ “การ ประมาณการ/การประมาณสถานการณ์” ๙ ขั้นตอนเดิมใน นส.๑๐๑ – ๕ แต่ขยายรายละเอียดหลักนิยม การรบอากาศ – พื้นดิน และการจัดระเบียบปัจจัยต่าง ๆ เพื่อพัฒนาหนทางปฏิบัติอย่างมีเหตุผล เน้นการ คาดการณ์สภาพสนามรบ ณ บางจุดของเวลาในอนาคต เพื่อวางแผนและเตรียมการล่วงหน้าช่วย ผบ. สามารถตกลงใจได้รวดเร็วกว่าข้าศึก เน้นการระดมความคิดและการตรวจสอบผลงานโดยการบรรยายสรุปใน ทุกขั้นตอน เพื่อเอาผลลัพธ์ไปเป็นวัตถุดิบ ในกลุ่มงานตามที่ได้พัฒนาจากกระบวนการแสวงข้อตกลงใจ ๙ ขั้นตอน ที่ได้ปรับ เปลี่ยนเพิ่มเติมเป็น ๔ กลุ่มงานหลัก ที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกันสอดคล้องกับหัวข้อการ ประมาณการ ( ๕ ข้อ ) โดยมีการจัดเตรียมสนามรบด้านการข่าว (IPB) เป็นระบบสนับสนุนที่สำคัญ กล่าวได้ ว่าการจัดเตรียมสนามรบด้านการข่าว (IPB) เป็นงานสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของกระบวนการแสวงข้อตกลงใจทาง ทหาร “เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย IPB ไม่สามารถจะแบ่งแยกจากกระบวนการแสวง ข้อตกลงใจได้ IPB ก็คือ การประมาณการข่าวกรองในลักษณะของแผ่นภาพต่าง ๆ (Templates) และ พัฒนา ให้ทันสมัยถูกต้องมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปผลผลิตหลัก ๆ ของ IPB ได้แก่ แผ่นภาพสถานการณ์, แผ่นภาพเหตุการณ์, แผนรวบรวมข่าวสาร และตารางช่วยตกลงใจ สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลหลักในการทำงาน ของ ฝอ. ทุกขั้นตอนของกระบวนการแสวงข้อตกลงใจ การจัดเตรียมสนามรบด้านการข่าว (IPB) ประกอบด้วย ๔ ขั้นตอน คือ ขั้นที่ ๑ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของสนามรบ ขั้นที่ ๒ การกำหนดผลกระทบของสภาพแวดล้อม ขั้นที่ ๓ การประเมินค่าภัยคุมคาม ขั้นที่ ๔ กำหนดหนทางปฏิบัติของภัยคุกคาม
๑๔๖ การพัฒนาของกระบวนการแสวงข้อตกลงใจต่อการปฏิบัติของ ผบ.และ ฝอ. ในการเสนอและตกลงใจ ในการปฏิบัติที่ดีที่สุด ประกอบด้วยการปฏิบัติ ๔ กลุ่มงานได้แก่ กลุ่มงานที่ ๑ การวิเคราะห์ภารกิจ (Mission Analysis) กลุ่มงานที่ ๒ การพัฒนาหนทางปฏิบัติ (Course of Action Coa Development) กลุ่มงานที่ ๓ การวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ/การวาดภาพการรบ) (Coa Analysis) กลุ่มงานที่ ๔ การตกลงใจและการปฏิบัติ (Coa Approval and Eecution) IPB สนับสนุนกระบวนการแสวงข้อตกลงใจทั้ง ๔ กลุ่มงาน ๑๐ กระบวนการแสวงข้อตกลงใจทางทหาร ๔ กลุ่มงาน ๑๐.๑ กลุ่มงานที่ ๑ การวิเคราะห์ภารกิจ (Misstion Analysis) ความมุ่งหมายของการวิเคราะห์ภารกิจ ก็เพื่อช่วยให้ ผบ.หน่วย และ ฝอ. เข้าใจถึงปัญหา ทางยุทธวิธีช่วย ผบ.หน่วยรองในทุกระดับเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วยเหนืออย่างกระจ่างชัด (สูงขึ้น ไป ๒ ระดับ) ช่วยให้ ผบ. และ ฝอ. มองภาพสนามรบชัดเจนและเหมือนกันในขั้นของการวิเคราะห์ภารกิจ เป็นการปฏิบัติเพื่อให้ได้ภารกิจแถลงใหม่ เจตนารมณ์ของ ผบ. และ IPB ในขั้นต้นขั้นการวิเคราะห์ภารกิจ จะประกอบด้วยงาน ๑๔ ขั้นตอนย่อย ดังนี้ กลุ่มงานที่ ๑ การวิเคราะห์ภารกิจ (Mission Analysis) กลุ่มงานที่ ๓ การวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ/ การวาดภาพการรบ) (Coa Analysis) กลุ่มงานที่ ๔ การตกลงใจและการปฏิบัติ (Coa Approval and Eecution) กลุ่มงานที่ ๒ การพัฒนาหนทางปฏิบัติ (Course of Action Coa Development) การจัดเตรียม สนามรบด้านการข่าว IPB