The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาฝ่ายอำนวยการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nimit pongjit, 2023-07-04 02:23:10

ตำรา

วิชาฝ่ายอำนวยการ

๑๙๗ ๑๔. การประหยัดการส่งกำลัง การประหยัดการส่งกำลัง เป็นความรับผิดชอบของ ผบ.หน่วย ทุกระดับ และมีความสำคัญมากที่สุด ในเขตหน้า ซึ่งทหารทุกคนจะต้องได้รับการปลูกฝังนิสัยในเรื่องพื้นฐานทางการปรนนิบัติบารุง และรักษา ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ในความรับผิดชอบของตนและของหน่วยให้สามารถใช้การได้ ตลอดจนการถนอมรักษา การเก็บ การซ่อมบำรุง และการใช้อย่างประหยัด การประหยัดการส่งกำลัง ต้องไม่คิดเพียงแต่ออมเท่านั้น นักการทหารจะต้องมองการไกล คือ ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในด้านทรัพยากรที่จะให้การสนับสนุนทางส่งกำลังแก่ส่วนกำลังรบในแนวหน้า ซึ่ง ย่อมมีความต้องการเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อการสู้รบที่มีประสิทธิภาพ อยู่ในครอบครองตลอดเวลา ดังนั้น การละเลยในเรื่องการประหยัดการส่งกำลัง อาจหมายถึงชีวิตหรือความพ่ายแพ้ได้ นายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง จะต้องประสานกับฝ่ายธุรการ เพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการฝึกหรือฟื้นฟู ในเรื่องการประหยัดการส่งกำลังให้แก่ส่วนกำลังทุกหน่วย และเน้นเรื่องมาตรการป้องกัน มิให้มีการละเมิการ ประหยัดการส่งกำลัง ตัวอย่าง ของการละเมิดการประหยัดการส่งกำลัง ๑) ทหารละทิ้งหรือโยนทิ้งยุทธภัณฑ์เพื่อลดน้ำหนัก ๒) การสะสมสิ่งอุปกรณ์เกินความจำเป็น หรือเกินกว่าที่ได้รับอนุมัติ ๓) การใช้ยานพาหนะโดยไม่จำเป็น หรือไม่คุ้มค่า ๔) การนำ สป.งดใช้การใช้ประโยชน์ก่อนการซ่อมบำรุง ๕) ไม่ปฏิบัติตามระบบการซ่อมบำรุงตามที่ ทบ.กำหนด ๑๕. การแบ่งประเภทการซ่อมบำรุง เพื่อให้เกิดความง่ายในการซ่อมบำรุง และเป็นการแบ่งเบาภาระแก่หน่วยรอง จึงกำหนดหน้าที่ใน การซ่อมบำรุงให้แตกต่างกัน นับตั้งแต่วิธีการปรนนิบัติบารุงอย่างธรรมดา ซึ่งผู้ใช้ยุทโธปกรณ์นั้นเป็นผู้ปฏิบัติ ขึ้นไป จนถึงการซ่อมแก้อันยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งกระทำโดยโรงงานในการซ่อมบำรุงระดับคลัง ๑๕.๑ การซ่อมบำรุง แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ ก. การซ่อมบำรุงหน่วย คือ การซ่อมบำรุงที่หน่วยได้รับอนุมัติให้กระทำได้ และอยู่ในความ รับผิดชอบของหน่วยผู้ใช้ยุทโธปกรณ์นั้น ๆ ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้ความชำนาญทาง เทคนิคมาก เช่น การหล่อลื่น, การปรับ, การทำความสะอาด ข. การซ่อมบำรุงสนับสนุนโดยตรง คือ การซ่อมที่อนุมัติให้กระทำโดยหน่วยซ่อมบำรุงที่ ได้รับมอบหน้าที่ให้สนับสนุนหน่วยใช้ยุทโธปกรณ์นั้น ๆ เป็นการซ่อมแก้อย่างจำกัดต่อยุทโธปกรณ์ครบชุด หรือ ซ่อมแก้ส่วนประกอบที่ใช้การไม่ได้ ค. การซ่อมบำรุงสนับสนุนทั่วไป คือ การดำเนินการในระดับที่เกินขีดความสามารถของ หน่วยซ่อมบำรุง สนับสนุนโดยตรง เพื่อส่งกลับเข้าสายส่งกำลัง ง. การซ่อมบำรุงระดับคลัง ซึ่งดำเนินการโดย กรมฝ่ายยุทธบริการ ซึ่งจะทำการซ่อมใหญ่ ต่อยุทโธปกรณ์ที่ใช้การไม่ได้ให้กลับคืนสภาพใช้การได้อย่างสมบูรณ์ ตามคู่มือทางเทคนิคหรือทำการซ่อมสร้าง ให้อยู่ในสภาพเหมือนใหม่


๑๙๘ ๑๕.๒ สาเหตุที่ทำให้เกิดข้อบกพร่องในการซ่อมบำรุง ก. ผู้ใช้ ใช้อย่างไม่ถูกต้อง ใช้อย่างไม่เอาใจใส่ ข. ขาดการปรนนิบัติบำรุงก่อนใช้งาน ขณะใช้งาน และหลังจากเลิกใช้งาน ค. ทำการซ่อมเกินกว่าขั้นที่ได้รับอนุมัติให้กระทำได้ ง. ขาดการตรวจสภาพซ่อมบำรุง จ. การส่งกำลังชิ้นส่วนซ่อมไม่เพียงพอ ฉ. หน่วยซ่อมบำรุงสนับสนุนไม่เต็มที่ ๑๕.๓ ปัจจัยที่ทำให้การซ่อมบำรุงได้ผลดี ก. ผู้บังคับหน่วยและฝ่ายอำนวยการ มีความรู้ความสามารถและสนใจที่จะสั่งการ ควบคุม ให้แนวทาง รวมทั้งกำกับดูแลการซ่อมบำรุงภายในหน่วยของตน ข. ผู้ใช้ต้องได้รับการฝึกให้ใช้งานอย่างถูกต้อง ค. ช่างซ่อมหรือช่างเทคนิคของหน่วย มีความรู้ความสามารถที่จะทำการซ่อมบำรุงได้ตาม ประเภทที่ต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง ง. ปัจจัยเวลามีเพียงพอที่จะทำการซ่อมให้ได้ผล ฉ. คู่มือทางเทคนิคอย่างเพียงพอ ช. ถ้าทำได้ ควรมียุทโธปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Standardization) เพราะจะช่วยลด ภาวะการฝึกอบรมช่างเทคนิค ลดจำนวนและรายการในการสะสมชิ้นส่วนซ่อมลงไปเป็นอันมาก ๑๖. ความหมายของคำที่ใช้ในการซ่อมบำรุง ก. การตรวจสภาพ (Inspection) หมายถึง การพิจารณาถึงสภาพใช้การได้ของยุทโธปกรณ์ โดยเปรียบเทียบคุณลักษณะทางฟิสิกส์ ทางเคมี ทางจักรกล และทางไฟฟ้า ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ข. การทดสอบ (Test) หมายถึง การพิสูจน์สภาพการใช้การได้ของยุทโธปกรณ์ และค้นหา ข้อบกพร่องทางไฟฟ้า ทางเคมี และทางจักรกล โดยใช้เครื่องมือหรือวิธีทดสอบต่างๆ ค. การบริการ (Service) หมายถึง การทำความสะอาด การดูแลรักษา การประจุไฟฟ้า การเติม น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น การเติมสารระบบความเย็น การเติมลมและการเติมก๊าซ นอกจากนั้นยังหมายถึง ความต้องการบริการพิเศษต่าง ๆ ที่อาจกำหนดขึ้นตามความจำเป็น เช่น การพ่นสี การหล่อลื่น ฯลฯ เป็นต้น ง. การซ่อมแก้(Repair) หมายถึง การซ่อมยุทโธปกรณ์ที่ชำรุดให้ใช้การ และยังหมายรวมถึง การปรับ การถอดเปลี่ยน การเชื่อม การย้ำ และการทำให้แข็งแรง จ. การซ่อมใหญ่ (Overhaul) หมายถึง การซ่อมยุทโธปกรณ์ที่ชำรุดให้ใช้การได้อย่างสมบูรณ์ โดยกำหนดมาตรฐานการซ่อมบำรุงไว้เป็นเอกสารเฉพาะ การซ่อมใหญ่อาจกระทำให้สำเร็จได้ โดยการแยก ส่วนประกอบ การตรวจสภาพส่วนประกอบ การประกอบส่วนประกอบย่อยและชิ้นส่วนต่าง ๆ ทั้งนี้ จะต้องมี การตรวจสภาพ และทดสอบปฏิบัติการประกอบด้วย ฉ. การซ่อมสร้าง (Rebuilt) หมายถึง การซ่อมยุทโธปกรณ์ที่ชำรุดให้กลับคืนสู่สภาพมาตรฐาน อันใกล้เคียงกับสภาพเดิม หรือเหมือนของใหม่ ทั้งในรูปร่าง คุณสมบัติการทำงาน และอายุการใช้งาน การซ่อมสร้างอาจจะทำสำเร็จได้ โดยการถอดชิ้นส่วนและส่วนประกอบที่ชำรุด หรือใช้การไม่ได้ แล้วนำมา ประกอบเป็นยุทโธปกรณ์ชิ้นต่อไป


๑๙๙ ช. การดัดแปลงแก้ไข (Modification) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงยุทโธปกรณ์ตามคำสั่งการ ดัดแปลง การดัดแปลงนี้ต้องไม่เปลี่ยนมูลฐานเดิมของยุทโธปกรณ์ เพียงแต่เพื่อปรับเปลี่ยนภารกิจ หรือ ความสามารถในการทำงาน ซ. การซ่อมคืนสภาพ (Reclamation) หมายถึง การดำเนินกรรมวิธีซ่อมยุทโธปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้ เลิกใช้ ละทิ้ง หรือเสียหายและให้ใช้ประโยชน์ได้ หรือชิ้นส่วน ส่วนประกอบ หรือองค์ประกอบยุทโธปกรณ์ เหล่านั้นให้ใช้ประโยชน์ได้ และนำกลับคืนสายส่งกำลังต่อไป ฌ. การปรนนิบัติบำรุง (Preventive Maintenance) หมายถึง การดูแล และการให้บริการโดย เจ้าหน้าที่ เพื่อมุ่งประสงค์ที่จะรักษายุทโธปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ ให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี โดยจัด ให้มีระบบการตรวจสภาพ การตรวจค้น และการแก้ไขข้อบกพร่องที่จะเกิดขึ้นหรือที่จะชำรุด ญ. การถอดปรน (Cannibalization) หมายถึง การถอดชิ้นส่วน ส่วนประกอบตามที่ได้รับอนุมัติ จากยุทโธปกรณ์ครบชุด หรือองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถซ่อมได้แต่ไม่คุ้มค่า หรือที่จำหน่ายแล้ว เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้แก่ยุทโธปกรณ์อื่น ฎ. ยุบรวม (Cannibalrise) หมายถึง การถอดชิ้นส่วน ส่วนประกอบที่ใช้การได้จากยุทโธปกรณ์ หนึ่ง ไปประกอบอีกยุทโธปกรณ์หนึ่ง ฏ. ยุทโธปกรณ์สำรองการซ่อมบำรุง (Maintenance Floats) หมายถึง ยุทโธปกรณ์ที่หน่วยซ่อม มีไว้เพื่อจ่ายทดแทนให้กับหน่วยใช้ ในกรณีที่เห็นว่าจะซ่อมไม่คุ้มค่าหรือซ่อมให้ไม่ทันความต้องการ หากไม่ จ่ายทดแทนในทันที่แล้ว หน่วยจะขาดความพร้อมรบและไม่สามารถบรรลุภารกิจสำคัญ และเร่งด่วนได้ ๑๗. การขนส่ง ๑๗.๑. กล่าวทั่วไป ก. การขนส่ง คือ การใช้เครื่องมือ และสิ่งอำนวยความสะดวกอันจำเป็น มาสนับสนุนการ เคลื่อนย้าย โดยมุ่งที่ทำให้การเคลื่อนย้ายสามารถบรรลุภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งเป็นงานกึ่งหนึ่งของการส่งกำลังบำรุง พันธกิจของการขนส่ง คือ การจัด ให้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และ ทางท่อ ข. การเคลื่อนย้าย คือ การนำกำลังพล ยุทโธปกรณ์ หรือสิ่งอุปกรณ์จากตำบลหนึ่งไปยัง อีกตำบลหนึ่งตามที่กำหนดความมุ่งหมายเอาไว้ การเคลื่อนย้ายแบ่งตามความมุ่งหมายได้ ๒ ประเภท คือ.- ๑) การเคลื่อนย้ายทางยุทธวิธีคือ การเคลื่อนย้ายหน่วยทหาร และยุทธภัณฑ์ ภารกิจทางยุทธวิธีภายใต้สภาพการรบ เมื่อยังไม่มีการประทะทางพื้นดินกับกำลังฝ่ายข้าศึก นายทหารฝ่าย ยุทธการ เป็นผู้รับผิดชอบ (ยกเว้นทางอากาศ) ๒) การเคลื่อนย้ายทางธุรการ คือ การเคลื่อนย้ายหน่วยทหาร ยุทโธปกรณ์ และ สิ่งอุปกรณ์ที่อยู่ห่างจากความกดดันของข้าศึก ขบวนเคลื่อนย้ายมีความสะดวกสบาย เพราะไม่มีการรบกวน จากข้าศึก นายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง เป็นผู้รับผิดชอบ ๑๗.๒ หลักการขนส่ง ก. ใช้เครื่องมือขนส่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข. เลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด ค. ลดการขนถ่ายให้เหลือน้อยครั้งที่สุด ง. หลีกเหลี่ยงการขนย้ายย้อนกลับมาข้างหลัง


๒๐๐ ๑๗.๓ ประเภทหรือวิธีการขนส่ง วิธีการขนส่ง แบ่งออกเป็น ๖ วิธีคือ (เรียงตามความประหยัดจากน้อยไปหามาก) ๑๗.๓.๑ ทางท่อ ๑๗.๑.๒ ทางน้ำ ๑๗.๑.๓ ทางรถไฟ ๑๗.๑.๔ ทางถนน ๑๗.๑.๕ ทางอากาศ ๑๗.๑.๖ เบ็ดเตล็ด ก. การขนส่งทางท่อ โดยธรรมดาใช้ขนส่งเชื้อเพลิงเหลวในปริมาณมากๆ เป็นการขนส่งที่ ประหยัด ทั้งเจ้าหน้าที่ ยานพาหนะ และค่าใช้จ่าย ๑) ข้อดีของการขนส่งทางท่อ คือ.- ก) เป็นวิธีการที่ประหยัดที่สุด ข) ลดความต้องการเครื่องมือขนส่งชนิดอื่น ค) เสียหายจากข้าศึกน้อยที่สุด ง) ใช้ได้ในพื้นที่ที่ไม่อานวยให้แก่การขนส่งชนิดอื่น จ) ขนส่งของเหลวจากเรือสู่ฝั่งได้สะดวกที่สุด ๒) การเลือกเส้นทางท่อ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการวางแผนขนส่งทางท่อ มีข้อที่ ต้องพิจารณาคือ.- ก) เลือกทางที่มีมุมหักทางดิ่งน้อยที่สุด ข) กำบังตามธรรมชาติ ค) ขนานกับทางรถไฟหรือถนน ง) สนับสนุนแผนการยุทธต่อไปได้ จ) ปลายทางท่อ ควรมีที่เก็บ และมีเส้นทางเข้าออกสะดวก และใช้เครื่องมือ ขนส่งได้หลายชนิด ข. การขนส่งทางน้ำ การขนส่งทางน้ำ หมายรวมถึง การขนส่งโดยการเดินเรือทะเล, การขนส่งโดยเรือ ชายฝั่ง และการขนส่งโดยเรือทางน้ำในแผ่นดิน การขนส่งทางน้ำสามารถขนส่งได้ปริมาณมาก แต่ความเร็ว ค่อนข้างต่ำ และมีข้อจำกัด คือ.- ๑) ต้องมีสิ่งอานวยความสะดวกในการบรรทุกและขนถ่าย ๒) ล่อแหลมต่อการปฏิบัติการของข้าศึก ๓) ขึ้นอยู่กับสภาพทางน้ำ และสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับทางน้ำ ๔) ล่อแหลมต่อสภาพอากาศ ค. การขนส่งทางรถไฟ ๑) สามารถขนย้ายสัมภาระ และกำลังพลได้ปริมาณมากๆ ในระยะทางไกลด้วย ความเร็วค่อนข้างสูง ๒) เมื่อเทียบกับการขนส่งแบบอื่นแล้ว การขนส่งทางรถไฟได้รับความกระทบ กระเทือนจากลมฟ้าอากาศน้อยที่สุด ๓) มีความอ่อนตัวน้อยกว่าการขนส่งแบบอื่น เพราะเป็นยานพาหนะที่ใช้ปฏิบัติงาน บนรางที่ตายตัว


๒๐๑ ง. การขนส่งทางถนน ๑) การขนส่งทางถนน เป็นการขนส่งที่อ่อนตัวมากที่สุด และมีขีดความสามารถใน การขนส่งกำลังพลและสัมภาระจากตำบลต้นทาง ไปยังตำบลปลายทางได้โดยไม่ต้องทำการขนถ่ายไปสู่การ ขนส่งแบบอื่นในระหว่างทาง นอกจากนี้ยังมีความเร็วค่อนข้างสูง และเชื่อมโยงกับวิธีการขนส่งชนิดอื่นได้ อย่างดี การขนส่งทางถนนด้วยรถยนต์ เป็นแบบที่เหมาะสมสาหรับการขนส่งสัมภาระที่บรรจุหีบห่อ ส่งไปยัง พื้นที่ส่วนหน้า และช่วยบรรลุวัตถุประสงค์ได้มาก ๒) ชนิดของการขน ก) การขนระยะใกล้(Local Haul) คือ การขนที่ได้จำนวนเที่ยวมาก เพราะใช้ เวลาในการเดินทางน้อย ข) การขนระยะไกล (Line Haul) คือ การขนส่งที่ได้จำนวนเที่ยวน้อย เพราะใช้ เวลาในการเดินทางมาก ค) การเทียวขน (Shuttle) คือ การกลับมาขนอีกด้วยยานพาหนะคันเดิม ระหว่างจุดสองจุดที่กำหนด ง) การผลัดเปลี่ยน (Relay) คือ การขนย้ายสิ่งอุปกรณ์หรือทหารไปข้างหน้า ตลอดเวลา โดยไม่เปลี่ยนการบรรทุกนั้น แต่จะเปลี่ยนพลขับหรือรถลากจูง จ. การขนส่งทางอากาศ ๑) การขนส่งทางอากาศ เป็นการขนส่งที่มีความเร็วสูง อ่อนตัวมาก เลือกเส้นทางได้ ไม่จำกัด ใช้ในพื้นที่เขตหน้าได้ตั้งแต่เริ่มต้นการยุทธ แต่การขนส่งทางอากาศมีข้อจำกัดมากมายหลายประการ เช่น ต้องมีการคุ้มครองทางอากาศฝ่ายเดียวกัน แล้วแต่สภาพลม ฟ้า อากาศ อ่อนแอต่อการยิง มีความจุน้อย ระยะทำการจำกัด ความสิ้นเปลืองสูงมาก และต้องอาศัยสิ่งอำนวยความสะดวกในการบินขึ้นลง ๒) วิธีส่งสิ่งอุปกรณ์ทางอากาศทำได้ ๒ วิธี คือ.- ๑) ด้วยการบินลง ใช้มากที่สุด มีประสิทธิภาพสูงสุด ๒) ด้วยการส่งลงทางอากาศ ฉ. การขนส่งเบ็ดเตล็ด การขนส่งเบ็ดเตล็ด ก็คือ การขนส่งที่มิใช่วิธีการขนส่งทั้ง ๕ วิธีดังกล่าวแล้ว เช่น ใช้คนหาบหาม สัตว์ต่าง ล้อเลื่อน สายเคเบิ้ลข้ามเหวลึก และอื่นๆ ๑๘. การบริการทางการแพทย์ ๑๘.๑ กล่าวทั่วไป ก. การบริการทางการแพทย์ มีความมุ่งหมายเพื่อถนอมกำลังพลด้วยการดำรงไว้ ซึ่งคุณภาพ และพลานามัยที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติการทหาร โดยจัดบริการป้องกันทางการแพทย์ เพื่อมิให้กำลังพลเกิด ความเจ็บป่วย จัดให้มีการรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดการบริการอื่นๆ เพื่อเพิ่มพูน ประสิทธิภาพของการบริการสายแพทย์ ข. การบริการสายแพทย์ ประกอบด้วย ๑) การส่งกลับและการรักษาพยาบาล ๒) การบริการเวชกรรมป้องกัน ๓) บริการชันสูติโรค ๔) การบริการโลหิต


๒๐๒ ๕) บริการทันตกรรม ๖) บริการที่ตรวจโรคและที่ปฐมพยาบาล ๗) บริการโรคจิตประสาท ๘) บริการตรวจสุขภาพทหาร ๑๘.๒ การบริการทางการแพทย์สนับสนุนส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค และส่วนการศึกษา (หน่วยใช้ อฉก.) ก. โรงพยาบาล ปัจจุบันมี ๓๗ แห่ง แบ่งออกได้ดังนี้.- ๑) โรงพยาบาลสังกัด ทบ. หรือหน่วยส่วนกลาง ก. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นโรงพยาบาลของ ทบ. ข. โรงพยาบาลอานันทมหิดล เป็น นขต.พบ. ค. โรงพยาบาลค่ายสุรนารี เป็น นขต.พบ.ฝากการบังคับบัญชาไว้กับ ทภ.๒ ๒) โรงพยาบาลสังกัดหน่วยการศึกษา ก. โรงพยาบาลค่ายธนะรัชต์ เป็น นขต.ศร. ข. โรงพยาบาล รร.จปร. เป็น นขต.รร.จปร. ๓) โรงพยาบาลกองทัพภาค ก. โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็น นขต.ทภ.๓ ข. โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ เป็น นขต.ทภ.๔ ๔) โรงพยาบาลมณฑลทหารบก จำนวน ๑๐ แห่ง ๕) โรงพยาบาลจังหวัดทหารบก จำนวน ๒๐ แห่ง ข. กองพยาบาล ค. แผนกพยาบาล ง. หมวดพยาบาล จ. หน่วยตรวจโรค ๑๘.๓ นโยบายการส่งกลับ **** นโยบายการส่งกลับ เป็นเครื่องมือควบคุมมิให้ส่งกลับผู้ป่วยเจ็บไปข้างหลังไกลเกิน ความจำเป็นต่อสภาพการเจ็บป่วย ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียกำลังพลโดยไม่จำเป็น ทำให้สามารถ รักษาผู้ป่วยที่เลือกไว้บางประเภทได้ดีขึ้น โดยธรรมดา นโยบายการส่งกลับจะกำหนดตามพื้นที่, ประเภทของ สถานพยาบาล, และประเภทผู้ป่วย ๑๙. การบริการอื่น ๆ ๑๙.๑ กล่าวทั่วไป การบริการอื่นๆ เป็นงานกึ่งหนึ่งของการส่งกำลังบารุง ซึ่งเป็นการบริการแก่หน่วย และ/หรือ กำลังพล นอกเหนือจากการบริการทางการแพทย์ การบริการอื่น ๆ จะประกอบไปด้วย การก่อสร้างและ ซ่อมแซม ทั้งในที่ตั้งปกติและในสนาม การอสังหาริมทรัพย์ การสาธารณูปโภค การดับเพลิง การที่พัก การ ประปา การป้องกัน คชรน. การทำลายล้างวัตถุระเบิด การพรางและอุปกรณ์การพราง เป็นต้น ๑๙.๒ การดับเพลิง เป็นความรับผิดชอบของ วศ.ทบ. ซึ่งจะดำเนินการในเรื่อง การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ดับเพลิง เว้น รถดับเพลิงและอุปกรณ์ประจำรถดับเพลิง การดับเพลิงและการป้องกันอัคคีภัย อยู่ในความรับผิดชอบ ของ ผบ.หน่วยทหารทุกระดับ


๒๐๓ ๑๙.๓ การป้องกัน คชรน. เป็นความรับผิดชอบของ วศ.ทบ. ในการดำเนินการสำรวจพื้นที่เป็นพิษ การทำลายล้างพื้นที่ เป็นพิษ การตั้งสถานีทำลายล้างพิษกำลังพลเป็นบุคคล วศ.ทบ.จะจัดตั้งเจ้าหน้าที่ชุดพิเศษ ชุดวิทยาศาสตร์ ขึ้นปฏิบัติการสนับสนุนหน่วยกำลังรบในด้านการป้องกัน คชรน. หรือแบ่งมอบให้เป็นหน้าที่ของ ร้อย วศ. สนับสนุนโดยตรง ชุด วศ. หรือ ร้อย วศ.นี้ จะขึ้นอยู่กับหน่วยทหารระดับกองพลขึ้นไป แต่ วศ.ทบ. เป็น ผู้ควบคุมทางเทคนิคอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ๒๐. บันทึกและการรายงานการส่งกำลังบำรุง การบันทึกและรายงานต่างๆ ทางการส่งกำลังบำรุงจัดทำขึ้นในสำนักงานของฝ่ายส่งกำลังบำรุงก็เพื่อ ใช้เป็นเครื่องช่วยในการควบคุมการปฏิบัติงานต่างๆ ให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทันต่อเหตุการณ์ เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำรายงานทางการส่งกำลังบำรุงของหน่วย หน่วยเหนือ, หน่วยรอง และหน่วยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนตามหน้าที่ของตนต่อไป ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะในส่วนที่ สำคัญเท่านั้น ส่วนที่เหลือสามารถศึกษารายละเอียดได้จากตำราและเอกสารทางการส่งกำลังบำรุง บันทึก และรายงานของฝ่ายส่งกำลังบำรุงที่สำคัญ ๆ ได้แก่ ๒๐.๑ บันทึกประจำวัน (บปว.) คือ การบันทึกข่าวสารตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บันทึกไว้เรียงลำดับตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในแต่ละวัน มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ และประเภทการรบที่ดำเนินอยู่ การบันทึกต้องสั้น กระทัดรัด ชัดเจน ครอบคลุม ๒๔ ชม. ตามความสำคัญและความจำเป็นของข่าวที่ได้รับ ๒๐.๒ เอกสารแยกเรื่อง คือ การบันทึกข่าวสารทางการส่งกำลังบำรุงของหน่วย แยกรายการโดยแยกเรื่องบันทึก ออกเป็นเรื่องๆ เช่น การส่งกำลัง, การขนส่ง, การซ่อมบำรุง, การส่งกลับสายแพทย์และการรักษาพยาบาล, เบ็ดเตล็ด เอกสารแยกเรื่องไม่มีแบบฟอร์มตายตัว เป็นเอกสารประเภทชั่วคราว จัดทำขึ้นตามภารกิจหรือ งานตามความเหมาะสม การบันทึกให้บันทึกเรื่องราวข่าวสารเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนกฝ่ายส่งกำลังบำรุงโดยตรง โดยแยกรายละเอียดแต่ละเรื่องให้ถูกต้อง เพื่อใช้เป็นบันทึกช่วยความจำและเป็นพื้นฐานในการทำประมาณการ แผนและคำสั่ง รวมทั้งใช้ตรวจสอบในการปฏิบัติงานและประกันในความต่อเนื่องของงานที่ต้องทำ ทั้งปัจจุบัน หรืออนาคต ข้อความแต่ละรายการที่บันทึกไว้ ถ้าหมดความจำเป็นหรือปฏิบัติไปแล้ว ก็ให้ขีดฆ่าข้อความ นั้นเสีย เพื่อเป็นการชี้ชัดว่าได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากเรื่องใดหรือทุกเรื่องหมดความจำเป็น ก็ให้ ทำลายได้ ๒๐.๓ แผนที่สถานการณ์ คือ สิ่งที่แผนกฝ่ายส่งกำลังบำรุงจัดทำขึ้น เพื่อใช้สำหรับบันทึก เหตุการณ์ต่างๆ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แผนที่สถานการณ์ของฝ่ายส่งกำลังบำรุง จะบันทึกเรื่องราว ทางการส่งกำลังบำรุงที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ เว้นเสียแต่ เมื่อ ผบ.หน่วยกำหนดให้ทำเป็นแผนที่สถานการณ์ ช่วยรบ ก็จะต้องบันทึกร่วมกับฝ่ายธุรการและกำลังพล และฝ่ายกิจการพลเรือน แต่ฝ่ายส่งกำลังบำรุงจะต้อง เป็นผู้ดูแลรักษาและพัฒนาให้ทันสมัยอยู่เสมอ แผนที่สถานการณ์จัดเป็นเอกสารประเภทชั่วคราว เมื่อหมด ความจำเป็นก็ให้ลบออกได้ ๒๐.๔ รายงานการส่งกำลังบำรุง คือ ข่าวสารทางการส่งกำลังบำรุงที่ได้จัดทำขึ้น เป็นรายงาน เพื่อให้เกิดผลดีในการอำนวยการ กำกับดูแลและการควบคุมการยุทธให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้บังคับ บัญชา ชนิดและแบบรายงาน ขอบเขต และระยะเวลาในการรายงานขึ้นอยู่กับ ภารกิจหรือความต้องการ


๒๐๔ ของหน่วย เป็นหลักฐานสำคัญที่จำเป็นแก่การบริหารหรือวางแผนการปฏิบัติตามภารกิจ โดยธรรมดาแล้ว วิธีการรายงาน และระบบการควบคุมรายงานจะถูกระบุไว้ในระเบียบปฏิบัติประจำวันของหน่วยเหนือ ลักษณะของการรายงานอาจเป็นแบบข้อเขียน หรือแบบข่ายเรขา หรือในรูปของตารางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือเฉพาะกรณี ประเภทของการรายงาน โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ ก) รายงานตามระยะเวลา หมายถึง การรายงานข่าวสารที่สำคัญๆ ตามระบบการรายงาน หรืออย่างมีระเบียบ ในห้วงวันเวลาที่หน่วยเหนือกำหนดไว้ เช่น รายงานประจำวัน, ประจำสัปดาห์, ประจำเดือน และประจำปี เป็นต้น ข) รายงานตามความจำเป็น หมายถึง การทำรายงานที่นอกเหนือไปจากรายงานตาม ระยะเวลา ซึ่งผู้บังคับบัญชาได้กำหนดวัตถุประสงค์ของรายงานไว้เป็นการประจำ ให้รายงานทันทีเมื่อได้มี เหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นต่อหน่วยหรือบุคคล หรือยุทโธปกรณ์ ตามลักษณะที่ได้ระบุไว้แล้ว เช่น เมื่อเกิด อุบัติเหตุ, ถูกรอบโจมตีจากข้าศึก, ข้าศึกยิงกระสุน ป. หรือ ค. มาตกในพื้นที่ และอื่นๆ ที่อยู่ในลักษณะ คล้ายคลึงกัน ค) รายงานเฉพาะกรณี หมายถึง การรายงานในกรณีพิเศษ เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งให้จัดทำ ขึ้นตามความประสงค์เพียงครั้งเดียว ซึ่งตามธรรมดาจะให้ทำการรายงานเมื่อสั่ง ในเรื่องของการรายงาน การตรวจสอบ รายงานนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นแก่หน่วย ก่อให้เกิดผลแก่ ผบ.หน่วย และ ฝอ. หรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ควรยึดถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทุกระดับหน่วย จะต้องมีบัญชีตรวจสอบเอกสาร เข้า – ออก ไว้ ประจำสำนักงาน ต้องจัดทำคำแนะนำ แก่เจ้าหน้าที่ผู้จัดทำรายงาน จัดทำแบบฟอร์มรายงานขึ้น เพื่อ ความสะดวก รวดเร็ว และลดงานทางธุรการ ตลอดจนมีการกำหนดการตรวจสอบรายงาน ตามระยะเวลา เพื่อผลของการยกเลิกรายงานที่ล้าสมัยแล้ว


๒๐๕ ตอนที่ ๓ การวางแผนการส่งกำลังบำรุง ๒๑. การวางแผนการส่งกำลังบำรุง การวางแผนอย่างเพียงพอและใช้ปฏิบัติได้เป็นส่วนสำคัญ ที่นำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติการ ทางทหาร การวางแผนที่เหมาะสมย่อมอำนวยให้สามารถตรวจสอบปัจจัยทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ การที่กำหนดไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน และปฏิบัติตามที่ได้วางไว้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับรายงานของตน และต้อง ตรวจสอบผลกระทบกระเทือนของเรื่องราวเหล่านั้น ว่าจะมีผลต่อแผนของฝ่ายอำนวยการอื่นๆ และต่อการ ปฏิบัติของหน่วยด้วย โดยใช้หลักการประมาณการเข้าพิจารณาเพื่อหาหนทางที่ดีที่สุด สำหรับ ฝอ.๔ นั้น จะจัดการวางแผนส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวกับสายงานในหน้าที่ซึ่งตนรับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ ๒๑.๑ ลำดับในการวางแผน ลำดับในการวางแผน คือ การเรียงลำดับขั้นต่างๆ ของการทำงานของหน่วย และของฝ่าย อำนวยการ ซึ่งดำเนินไปด้วยดีและสมเหตุผลอันจำเป็นสำหรับการพัฒนาแผน และพยายามกระทำ เพื่อเหตุการณ์ทั้งสิ้นที่คาดว่าน่าจะบังเกิดขึ้น ลำดับในการวางแผนมี ๘ ขั้น คือ ก. การคาดคะเนเพื่อกำหนดการปฏิบัติที่น่าจะเป็นไปได้ ข. ตรวจสอบการปฏิบัติที่น่าจะเป็นไปได้และกำหนดลำดับความเร่งด่วนเพื่อจัดทำแผนต่อไป ค. กำหนดภารกิจสมมติ ง. วิเคราะห์ภารกิจเพื่อกำหนดงานต่าง ๆ จ. กำหนดแนวทางสำหรับงานของภารกิจ ฉ. ทำข้อพิจารณาในการวางแผน หรือข้อพิจารณาในการปฏิบัติ ช. เลือกหนทางปฏิบัติ ( หนึ่งหรือหลายหนทาง ) ซ. ทำแผนให้สมบูรณ์ ๒๑.๒ แผนการส่งกำลังบำรุง แผนการส่งกำลังบำรุง คือ กำหนดการปฏิบัติกิจกรรมทางการส่งกำลังบำรุงที่ต้องการ เพื่อการบรรลุภารกิจในระดับกรม และกองพัน ฝอ.๔ ทำการวางแผนไว้ในใจ แต่อย่างไรก็ตามต้องอาศัย การบันทึกย่อของการปฏิบัติต่าง ๆ ไว้ในโอกาสที่หน่วยต้องกำหนดเป็นแผนการช่วยรบ ฝอ.๔ จะต้องเป็น ผู้รวบรวมเอาแผนการกำลังพลและแผนกิจการพลเรือนจาก ฝอ.๑ และ ฝอ.๕ มาทำเป็นแผนการช่วยรบ ของหน่วย หลักฐานสำหรับใช้ในการวางแผน ได้แก่ ข้อมูลการส่งกำลังบำรุงของ ทบ. และ รปจ. ของหน่วย เป็นต้น โดยธรรมดาแล้ว ฝอ.๓ กำลังทำการตรวจภูมิประเทศจริง เพื่อประมาณการส่งกำลัง บำรุง ฝอ.๔ จะทำการวางแผนการส่งกำลังบำรุงไปพร้อม ๆ กันด้วย ซึ่งแผนการส่งกำลังบำรุงจะเสร็จ สมบูรณ์ได้นั้น ย่อมต้องอาศัยผลจากประมาณการส่งกำลังบำรุงเป็นพื้นฐาน กล่าวได้ว่า “แผนการส่ง กำบำรุง” เกิดขึ้นภายหลังการประมาณการส่งกำลังบำรุงเสร็จสิ้นแล้วนั่นเอง


๒๐๖ แผนการส่งกำลังบำรุงที่ได้จัดทำขึ้น โดยทั่วไปแล้วจะประกอบด้วยเรื่องราวที่สำคัญข้อ ใหญ่ๆ อยู่ ๓ ประการ คือ ยุทโธปกรณ์ และบริการ การส่งกลับสายแพทย์และบริการ และเบ็ดเตล็ด ในเรื่องยุทโธปกรณ์และบริการ ยังแยกเป็นเรื่องย่อย ๆ ได้อีก ๓ เรื่อง ได้แก่ การส่งกำลัง การขนส่ง การบริการ ทั้งหมดที่กล่าวมา ฝอ.๔ จะต้องพิจารณาถึงที่ตั้ง การควบคุม การร้องขอ ข้อห้ามต่าง ๆ และการระวังป้องกันไว้ด้วยเสมอ แผนการส่งกำลังบำรุงจะเกิดประโยชน์หรือมีค่าเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการที่ได้นำแผนนั้นมาใช้ การแจกจ่ายแผนอย่างทั่วถึง การกำกับดูแล และการพัฒนาให้ทันสมัยอยู่เสมอ การในหน้าที่ของนายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง ก็คือ รับผิดชอบต่อผุ้บังคับบัญชาและช่วยเหลือ ผู้บังคับบัญชาให้สำเร็จภารกิจได้ด้วย “การวางแผนส่งกำลังบำรุง” เกี่ยวกับการทำประมาณการ แผนและ คำสั่งทางการส่งกำลังบำรุง เพื่อสนับสนุนภารกิจที่ได้รับมอบ ความสำเร็จในการวางแผนของ ฝอ.๔ จะ ส่งผลเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความเจนจัด ความเชี่ยวชาญ หรือความชำนาญงาน ตลอดจนการ ใช้ดุลยพินิจและความรู้ที่มีอยู่เป็นประการสำคัญ อุปสรรคที่ ฝอ.๔ ต้องเผชิญต่อการวางแผน ก็คือ การกระทำของข้าศึก สภาพภูมิอากาศ ลมฟ้าอากาศ และข้อจำกัดของฝ่ายเราเพื่อให้ได้หนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ฝอ.๔ จะต้องใช้หลักการประมาณการ เข้าพิจารณาอย่างมีระบบและกำหนดเป็นแผนการส่งกำลังบำรุงขึ้น โดยเสนอแผนให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และ อนุมัติตามที่เสนอ แล้วดำเนินการแจกจ่ายแผนไปยังหน่วย หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อปฏิบัติตาม แผนที่กำหนดต่อไป แบบฟอร์มของแผนการส่งกำลังบำรุง ประกอบด้วยหัวข้อหลัก ๕ ข้อ ดังนี้.- ๑ สถานการณ์ ๒. ภารกิจ ๓. กล่าวทั่วไป ๔. งานในหน้าที่ ๕. การบังคับบัญชาและการติดต่อสื่อสาร แบบฟอร์มของแผนการส่งกำลังบำรุง /แผนการกำลังพล และแผนกิจการพลเรือน มีหัวข้อเหมือนกัน คงแตกต่างเฉพาะงานในหน้าที่ข้อ ๔ ของแต่ละงานเท่านั้น เมื่อจัดทำแผนหรือคำสั่งเรียบร้อยแล้ว วิธีการที่จะแจ้งให้หน่วยและผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบ แผนและคำสั่ง และเตรียมการปฏิบัติตามแผน กระทำได้หลายวิธี เช่น (๑) แผนยุทธการ (ข้อ ๔) (๒) แผนการช่วยรบ (๓) ระเบียบปฏิบัติประจำ (๔) คำสั่งเป็นส่วน ๆ (๕) การบังคับบัญชาและการติดต่อสื่อสาร


๒๐๗ สำหรับแผนการช่วยรบ เป็นแบบฟอร์มเช่นเดียวกับคำสั่งการช่วยรบนั่นเอง แต่มีข่าวสารเกี่ยวกับ “สมมุติฐาน” และให้บ่งเวลาหรือสภาวการณ์ ซึ่งแผนนั้นจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งมีหัวข้อหลัก ๙ ข้อ ดังนี้.- ๑. สถานการณ์ ๒. ภารกิจ ๓. กล่าวทั่วไป ๔. ยุทโธปกรณ์และบริการ ๕. การส่งกลับสายแพทย์และการรักษาพยาบาล ๖. การกำลังพล ๗. กิจการพลเรือน ๘. เบ็ดเตล็ด ๙. การบังคับบัญชาและการติดต่อสื่อสาร แบบฟอร์มการประมาณการส่งกำลังบำรุง มีทั้งหมด ๕ หัวข้อ ๑. ภารกิจ ๒. สถานการณ์และข้อพิจารณา ๓. การวิเคราะห์ ๔. การเปรียบเทียบ ๕. ข้อสรุป


๒๐๘ แบบฟอร์มแผนการส่งกำลังบำรุง หน่วย........ สถานที่…… วัน เวลา…. แผนการส่งกำลังบำรุง ตามแผนยุทธการ………………………………… ๑. สถานการณ์ ก. กำลังฝ่ายข้าศึก ข. กำลังฝ่ายเรา ค. สมมุติฐาน ๒. ภารกิจ สนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงเป็นส่วนรวม ๓. กล่าวทั่วไป ๔. งานในหน้าที่ ก. ยุทโธปกรณ์และบริการ ๑) การส่งกำลัง ก) สป.๑ ข) สป.๒ – ๔ ค) สป.๓ ง) สป.๕ ข. การส่งกลับสายแพทย์และการรักษาพยาบาล ๑) การส่งกำลัง ๒) การรักษาพยาบาล ค. เบ็ดเตล็ด กล่าวถึงคำแนะนำพิเศษที่ไม่ได้กล่าวถึงในข้อต่างๆ ข้างบนนี้ ๕. การบังคับบัญชาและการติดต่อสื่อสาร ก. การติดต่อสื่อสาร ข. การบังคับบัญชา (ลงนาม)……………………………… (ตำแหน่ง)……………………………. ผนวก ก การแจกจ่าย


๒๐๙ ตัวอย่าง แผนการส่งกำลังบำรุง (เฉพาะข้อ ๔ งานในหน้าที่) ๔. งานในหน้าที่ ก. ยุทโธปกรณ์และบริการ ๑. การส่งกำลัง ก. สป. ๑) เสบียงสด พยายามจัดหาในท้องถิ่นให้มากที่สุด ๒) เสบียง ก ตามพิกัดของหน่วย ๑ อัตรา ๓) ตจ. สป.๑ ของกองพล ตั้งที่พิกัด ๔) ตส. สป.๑ ของกองพล ตั้งที่พิกัด ข. สป.๒ และ ๔ ๑) ตจ. สป.๒ และ ๔ ของกองพล ตั้งที่พิกัด ๒) วัสดุป้อมสนามเบิกรับที่ พัน ช. พล พิกัด ค. สป.๓ ๑) ตจ. สป.๓ ของกองพล ตั้งที่พิกัด ง. สป. ๕ ๑ ) สกน. ของกองพล ๒) ตส. สป.๕ ของกองพล ที่ตั้ง ๓) อัตรากระสุนใช้ได้ (ก) ค.๔๒ นิ้ว ๔๕ นัด / กระบอก / วัน (ข) ค.๘๑ มม. ๖๐ นัด / กระบอก / วัน (ค) ปรส. ๑๐๖ มม. ๓๐ นัด / กระบอก / วัน จ. น้ำ ๑) น้ำในท้องถิ่นห้ามใช้ นอกจากจะได้ต้มแล้ว ๒) ยาเม็ดทำความสะอาดน้ำจะจ่ายพร้อมกับ สป.๑ ๒. การขนส่ง ก) ห้าม รยบ. ๑ ๑/๒ ตัน ขึ้นไปข้างหน้าเกินพื้นที่กองหนุนของ กรม ข) ความเร็วกลางวันไม่เกิน ๓๐ กม./ชม. กลางคืน ๑๕ กม./ชม. ค) คำขอให้ส่งกำลังทาง ฮ. ต้องเสนอล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๖ ชม. ๓. การซ่อมบำรุง ก) ลำดับความเร่งด่วนในการซ่อมบำรุง รยบ. ๒ ๑/๒ ตัน และเครื่องมือ สื่อสาร ข) ตำบล กช. ตั้งที่.............. ๔. การบริการ ก) ไม่ก่อสร้างสิ่งถาวรเป็นอันขาด ข) การซักรีดเสื้อผ้าของทหาร ใช้การจ้างเหมาะในท้องถิ่น


๒๑๐ ข. การส่งกลับสายแพทย์และการรักษาพยาบาล ๑) การส่งกลับ ก) พัน.สร.พล เป็นผู้ทำการส่งกลับ ข) การส่งกลับโดย ฮ. เฉพาะคนไข้ที่มีความเร่งด่วนสูง ๒) การรักษาพยาบาล ก) ที่พยาบาลของ กรม ตั้งที่………… ข) ที่พยาบาลกองพล ตั้งที่............. ค) ชุดศัลยกรรมเคลื่อนที่ของกองพล อยู่ร่วมกับที่พยาบาลกองพล ๓) เบ็ดเตล็ด ๑) ขบวนสัมภาระของกรม ตั้งที่……….. ๒) สำนักงานส่งกำลังของกองพล ๓) ขบวนสัมภาระพักของกองพัน ตั้ง ณ ที่เดียวกับขบวนสัมภาระของกรม


๒๑๑ ตัวอย่าง แบบฟอร์มการประมาณการส่งกำลังบำรุง --------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุด ของ ชุด หน้า ของ หน้า นามหน่วย ที่ตั้งหน่วยจัดทำ หมู่ วัน เวลา หมายเลขอ้างสาสน์ ประมาณการส่งกำลังบำรุงที่..... อ้างถึง : แผนที่ แผ่นบริวาร หรือเอกสารอื่นตามความจำเป็น ๑. ภารกิจ ภารกิจตามที่ระบุไว้จากการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาในขั้นที่ ๓ (วิเคราะห์ภารกิจ) ของ ลำดับขั้นในการแสวงข้อตกลงใจของผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ ๒. สถานการณ์และข้อพิจารณา ก. สถานการณ์ข่าวกรอง ข่าวสารที่ได้รับจากนายทหารข่าว เมื่อประมาณการจำต้องแสดง รายละเอียดและกระทำเป็นข้อเขียน อาจใช้สรุปย่อและการอ้างถึงเอกสารหรือผนวกเกี่ยวกับการข่าวกรอง ประกอบประมาณการ กบ. ก็ได้ ๑) ลักษณะพื้นที่ปฏิบัติการ กล่าวถึงลักษณะโดยทั่วไปของพื้นที่ปฏิบัติการ รวมทั้ง ลักษณะอื่น ๆ มี่จะมีผลกระทบต่อการส่งกำลังบำรุง ๒) กำลังและการวางกำลังของฝ่ายตรงข้าม ไม่ต้องการรายละเอียดมากนัก ๓) ขีดความสามารถฝ่ายตรงข้าม ก) ที่มีผลกระทบต่อภารกิจทางยุทธวิธี ข) ที่กระทบกระเทือนต่อการส่งกำลังบำรุง ข้อมูลที่กล่าวนี้จะมีรายละเอียด และครอบคลุมถึงผลกระทบที่น่าจะเป็นไปได้ต่อการส่งกำลังบำรุง รวมถึงขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามใน การโจมตีทางอากาศ การปฏิบัติทางอากาศยุทธวิธี ปืนใหญ่สนาม นชค. การปฏิบัติการแบบกองโจร การปฏิบัติการหลังแนว และการอ้อมผ่านของฝ่ายตรงข้าม ข. สถานการณ์ทางยุทธวิธี ข่าวสารที่ได้รับจากแนวทางในการวางแผนของผู้บังคับบัญชา และจากนายทหารยุทธการ กล่าวสั้น ๆ เพื่อให้ทราบถึงความมุ่งหมายทางยุทธวิธี ๑) ที่ตั้งปัจจุบันของหน่วยหลักทางยุทธวิธี อาจแสดงบนแผ่นบริวาร ๒) หนทางปฏิบัติที่คาดว่าจะกระทำเพื่อบรรลุภารกิจทางยุทธวิธี (หนทางปฏิบัติเหล่านี้ ต้องนำมาใช้ตลอดการทำประมาณการนี้ ตามปกติ สธ.๓ จะเป็นผู้กำหนดสอง ห/ป.ขึ้นไป) ๓) การยุทธ์ในต่อไปนี้ (ถ้ามี) กล่าวถึงการปฏิบัติในขั้นต่อไป หรือการปฏิบัติการอื่นใด ที่จำเป็นต้องการประสานงานเพิ่มเติม หรือประกอบการประมาณการ กบ. เช่น เข้าตีต่อไป หรือ กลับไป เป็นกองหนุน รวมทั้งแผนในอนาคตด้วย ค. สถานการณ์กำลังพล ข้อมูลที่ได้รับจากนายทหารฝ่ายกำลังพลเกี่ยวกับสถานการณ์กำลังพล เป็นส่วนรวม สถานภาพกำลังพลเป็นหน่วย อัตราการสูญเสีย การทดแทนกำลัง เป็นต้น ---------------------- (ประเภทเอกสาร)


๒๑๒ ---------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุด ของ ชุด หน้า ของ หน้า (ประมาณการส่งกำลังบำรุงที่.......-หน่วย) ๑) ที่ตั้งปัจจุบันหน่วยงานด้านกำลังพล และที่ตั้งทางการกำลังพลใด ซึ่งมีผลกระทบ ต่อการส่งกำลังบำรุงในแง่มุมต่าง ๆ ๒) การดำเนินงานทางด้านกำลังพลในอนาคตตามแผนที่คาดไว้ ที่อาจจะกระทบต่อ การส่งกำลังบำรุง ง. สถานการณ์กิจการพลเรือน ข้อมูลที่จะได้รับจากนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือนครอบคลุมถึง ๑) ที่ตั้งปัจจุบันของหน่วยกิจการพลเรือน และที่ตั้งทางกิจการพลเรือนใด ๆ ซึ่งมีผล กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติการต่าง ๆ ทางด้านส่งกำลังบำรุง ๒. การดำเนินงานทางด้างกิจการพลเรือนตามแผนในอนาคตที่คาดไว้ ที่อาจจะ กระทบกระเทือนต่อการส่งกำลังบำรุง จ. สถานการณ์การส่งกำลังบำรุง กล่าวถึงสถานภาพทางด้าน กบ. หากเป็นหน่วยระดับสูงที่ ต้องมีรายละเอียดมาก อาจทำเป็นผนวกประกอบประมาณการ กบ. ได้ โดยแสดงที่ตั้งหน่วย/ตำบลส่งกำลัง ในแผ่นบริวาร รวมทั้งระบุขีดความสามารถในการสนับสนุนในปัจจุบัน และขีดความสามารถที่จะเพิ่มขึ้น/ ลดลง เนื่องจากการปรับการจัดหน่วยที่จะมาขึ้นสมทบ แยกออกไป หรือหน่วยที่ให้การสนับสนุนต่าง ๆ ๑) การส่งกำลัง กล่าวถึงสถานภาพของสิ่งอุปกรณ์ และข้อเสนอเกี่ยวกับการส่งกำลัง ที่สามารถทำได้ รวมทั้ง สป.ที่ ผบ.ควบคุม และอื่น ๆ โดยเขียนตามลำดับ - สป.๑ ระดับ สป.ที่มีอยู่ตามประเภท เปรียบเทียบกับระดับที่กำหนดให้มี - สป.๒ – ๔ ระบุวันส่งกำลังที่มีอยู่ในครอบครองเปรียบเทียบกับที่ระบุให้มี ตาม รปจ.สนาม และปัญหาในปัจจุบัน สป.ที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ลวดหีบเพลง ฯลฯ - สป.๓ เชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่มีอยู่ รายการแบ่งมอบหรือจำนวนที่ขาดแคลน - สป.๕ วันส่งกำลังที่มีอยู่ในครองครอง การกำหนดอัตรากระสุนที่ต้องการ เปรียบเทียนอัตรากระสุนที่ใช้ได้ในปัจจุบันและอนาคต ๒) การซ่อมบำรุง กล่าวถึงขีดความสามารถโยทั่วไปของการซ่อมบำรุง เช่น ระยะเวลา ในการซ่อม สถานภาพชิ้นส่วนซ่อมที่มีผลต่อขีดความสามารถในการซ่อม หรือสถานภาพสิ่งอุปกรณ์ที่จะนำมา เพื่อการซ่อมบำรุง เป็นต้น ๓) การขนส่ง กล่าวถึงสถานภาพในปัจจุบัน ขีดความสามารถในการขนส่ง ปัญหาที่มีอยู่ สภาพถนน สภาพการจราจร การขนส่งระยะไกลกว่าปกติ (อาจจะกล่าวไว้แล้วในข้อลักษณะพื้นที่ปฏิบัติการ) ๔) การส่งกลับและการรักษาพยาบาล กล่าวถึงขีดความสามารถในการส่งกลับและ การรักษาพยาบาลของหน่วยในปัจจุบัน สถานภาพ และข้อจำกัดอื่น ๆ รวมทั้งที่ ได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยเหนือ ๕) การบริการ ขีดความสามารถในปัจจุบันและปัญหาที่มีอยู่ เช่น ไม่มีเจ้าหน้าที่ รวบรวมศพเพียงพอ ---------------------- (ประเภทเอกสาร)


๒๑๓ ---------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุด ของ ชุด หน้า ของ หน้า (ประมาณการส่งกำลังบำรุงที่.......-หน่วย) ๖) แรงงาน กล่าวถึงแรงงานที่มีอยู่ สถานภาพแรงพลเรือน และข้อจำกัดในการใช้ แรงงานเหล่านี้ ๗) สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีอยู่ และการก่อสร้าง ๘) อื่น ๆ ฉ. สมมุติฐาน สมมุติฐานใด ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เป็นมูลฐานสำหรับการริเริ่มวางแผนหรือการ ทำประมาณการ สมมุติฐานย่อมแก้ไขต่อไปเป็นข้อมูลที่เป็นจริง เมื่อมีแนวทางในการวางแผน โดยเฉพาะขึ้น (หมายเหตุ : ก่อนจะทำประมาณการในข้อวิเคราะห์ต่อไปนั้น จะต้องแน่ใจว่าแนวความคิดในการ ส่งกำลังบำรุงที่จะสนับสนุนภารกิจทางยุทธวิธีในครั้งนี้ ได้กำหนดหรือคิดไว้ก่อนแล้ว จะมีแนวความคิดในการ สนับสนุนอย่างไร ซึ่งจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะกำหนดแนวความคิดในการส่งกำลังบำรุง ก่อนที่จะทำการ วิเคราะห์ถึงขีดความสามารถในการสนับสนุน) ๓. การวิเคราะห์ วิเคราะห์ปัจจัยทั้งปวงทางด้านการส่งกำลังบำรุงตามข้อ ๒ จ ต่อแต่ละหนทางปฏิบัติทาง ยุทธวิธี เพื่อให้เห็นปัญหาและข้อขัดข้องที่จะเกิดขึ้น มีการใช้การคำนวณประกอบเพื่อแสดงถึงการประเมิน สถานภาพเกี่ยวกับสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ การสูญเสียยุทโธปกรณ์ การซ่อมบำรุง ขีดความสามารถในการขนส่ง ฯลฯ ไม่ใช่เพียงแค่นี้ แต่จะต้องนำเอาข้อมูลที่ได้จากการคำนวณมาวิเคราะห์ในแต่ละข้อย่อยทั้งปวงอย่างละเอียด โดยเปรียบเทียบจากความเป็นจริงและข้อมูลตัวเลขประกอบกัน ซึ่งผลจากการวิเคราะห์แต่ละข้อย่อยต่อแต่ ละหนทางปฏิบัตินั้น จะกล่าวถึงผลกระทบต่อทั้งทางด้านการส่งกำลังบำรุงและด้านยุทธวิธี ก. ความเพียงพอของพื้นที่กำหนดให้มั่นใจว่ามีพื้นที่พอเพียงแก่การปฏิบัติการช่วยรบ มีความปลอดภัยจากการคุกคามของฝ่ายตรงข้าม มีหน่วยใดต้องการใช้พื้นที่นี้ด้วยหรือไม่ เช่น การผ่านแนว และเส้นแบ่งเขตมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ฯลฯ ข. ยุทโธปกรณ์และบริการ ๑) การส่งกำลัง วิเคราะห์ตามความต้องการ/ความสิ้นเปลือง สิ่งอุปกรณ์ ประเภทต่าง ๆจาผลการคำนวณ และข้อมูลการช่วยรบ เพื่อดูผลกระทบทั้งด้านการส่งกำลังบำรุงและยุทธวิธี ๒) การซ่อมบำรุง วิเคราะห์อย่างละเอียดต่อข้อมูลที่ได้จาการคำนวณ และ ตามสภาพความเป็นจริงประกอบกัน เพื่อให้เห็นผลกระทบในแต่ละหนทางปฏิบัติทั้งด้านการส่งกำลังบำรุง และยุทธวิธี ๓) การขนส่ง ขีดความสามารถในการขนส่ง ข่ายเส้นทางที่มีอยู่ การขาดแคลน เครื่องมือขนส่งและความต้องการการขนส่งกับเครื่องมือที่มีอยู่ ตามปกติกองพลไม่ใช้เครื่องมือของหน่วยขนส่ง สป.๕ ๔) การส่งกลับและการรักษาพยาบาล พิจารณาขีดความสามารถในการส่งกลับ การรักษาพยาบาลของหน่วย รวมทั้งที่ได้รับการสนับสนุนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละหนทางปฏิบัติ โดยระบุออกมาว่ามีปัญหาข้อขัดข้องอย่างไร ---------------------- (ประเภทเอกสาร)


๒๑๔ ---------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุด ของ ชุด หน้า ของ หน้า (ประมาณการส่งกำลังบำรุงที่.......-หน่วย) ๕. การบริการ ดูปัจจัยเกี่ยวกับการบริการทางการช่วยรบ เช่น การซ่อมแซม เส้นหลักการส่งกำลัง การล้างพิษ การบริการน้ำอาบ การซักฟอก การศพ โดยระบุออกมาในรูปปัญหา ข้อขัดข้อง ๖. แรงงาน วิเคราะห์ปัจจัยด้าน กบ. ที่มีผลกระทบทั้งด้าน กบ. และยุทธวิธี ๗. อื่น ๆ ผลกระทบอื่นใดก็ตามที่ยังไม่กล่าวถึง เช่น ระยะทางส่งกำลัง หรือ ที่ตั้งต่าง ๆ อยู่ห่างไกลกัน เป็นต้น ๔. การเปรียบเทียบ ก. ระบุข้อขัดข้องทางการส่งกำลัง ข้อดี/ข้อเสีย เมื่อจะต้องปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ข. กำหนด ข้อดี/ข้อเสีย แต่ละหนทางปฏิบัติ ค. วิธีการในการขจัดข้อขัดข้อง หรือการแก้ไขที่จำเป็นในแต่ละหนทางปฏิบัติ ๕. ข้อสรุป ก. ระบุภารกิจที่กล่าวในข้อ ๑ นั้น สามารถให้การสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงได้ หรือไม่ ข. ระบุถึงหนทางปฏิบัติใดที่จะให้การสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงได้ดีที่สุด ค. กล่าวถึงข้อขัดข้องที่สำคัญ ๆ ทางด้านการส่งกำลังบำรุงที่ ผบ. ต้องให้ความสนใจ ง. ระบุถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ รวมถึงการขจัดข้อขัดข้องให้ลดน้อยลง (ลงชื่อ)................................................... (..................................................) ตำแหน่ง................................................ ผนวก : (ตามความจำเป็น) การแจกจ่าย : การรับรองสำเนา (ยศ,ชื่อ)............................................ (.........................................) ตำแหน่ง.......................................... ------------------------------- (ประเภทเอกสาร)


๒๑๕ บทที่ ๖ ฝ่ายกิจการพลเรือน (ฝอ.๕) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๑. กล่าวทั่วไป “กิจการพลเรือน” ( Civil affaire ) หมายถึง เรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกำลังทหาร ที่ตั้งอยู่ในประเทศ หรือพื้นที่ฝ่ายเดียวกันแห่งหนึ่งกับเจ้าหน้าที่พลเรือนและประชาชนของประเทศ รวมทั้ง กิจกรรมที่กำลังทหารเข้าไปปฏิบัติหน้าที่หรือบริหารงาน ซึ่งตามปกติเป็นหน้าที่และงานในความรับผิดชอบ ของเจ้าหน้าที่พลเรือนในท้องถิ่นนั้น ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้น ก่อน ในระหว่าง หรือหลังการ ปฏิบัติการทางทหาร ในเวลาหรือกรณีฉุกเฉินความสัมพันธ์เหล่านี้ ย่อมอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายสนธิ สัญญาหรือข้อตกลงอื่น ๆ ที่มีอยู่ต่อกันจะโดยตรง หรือโดยปริยายก็ตาม เป็นการดำเนินงานที่เกี่ยวการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนและประชาชนให้การสนับสนุนกิจการทหาร และ สามารถเผชิญต่อภาวะสงคราม หรือสถานการณ์ที่ไม่ปกติอื่นๆ ได้ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ งานกิจการพลเรือนของฝ่ายทหาร เป็นงานในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับทุกภาค ส่วนที่ไม่ใช่กำลังทหาร ซึ่งได้ดำเนินการควบคู่กับการปฏิบัติการทางทหารมาตั้งแต่ครั้งในอดีต เพียงแต่ใน อดีตมิได้มีการแบ่งแยก หรือเรียกว่าเป็น “งานกิจการพลเรือน” เป็นการเฉพาะ แต่เป็นงานที่เป็นเนื้อ เดียวกับการปฏิบัติการทางทหาร เนื่องจากการทำสงครามในอดีตจะต้องมีการเก็บเกณฑ์ประชาชนเข้ามา เป็นทหาร และเก็บเกณฑ์ทรัพยากรทั้งปวง เพื่อเข้าใช้ในการทำสงคราม และเมื่อสงครามจบลง ประชาชนก็ จะแยกย้ายไปประกอบอาชีพกันตามปกติ งานการปฏิบัติการทางทหารและการปฏิบัติทางด้านพลเรือน จึง มิได้แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนเหมือนในปัจจุบัน งานกิจการพลเรือนของกองทัพบก เป็นการสนับสนุนการเตรียมกำลังและการใช้กำลังของ กองทัพบก คือ การเตรียมความพร้อมของประชาชนในทุกภาคส่วนให้มีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการ ปฏิบัติงานในสถานการณ์ต่าง ๆ ตามภารกิจของกองทัพบก ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ การรักษาความ มั่นคงภายใน ประเทศ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ ต่างๆ ตลอดจนเหตุอันเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ที่สำคัญ คือ การพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ธำรงไว้ซึ่ง “พระบรมเดชานุภาพ” เพื่อเป็นศูนย์รวม จิตใจของประชาชนชาวไทยอย่างไม่เสื่อมคลายต่อไป ปัจจุบันกองทัพบกและผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้ให้ความสำคัญกับงานด้านกิจการพลเรือน มากยิ่งขึ้นตามลำดับ เนื่องจากเป็นงานที่เชื่อมความสัมพันธ์และความรู้สึกที่ดีระหว่างกองทัพบกและประชาชน เป็นงานที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกองทัพบก กล่าวคือ กองทัพบกจะได้รับการยอมรับประชาชน ในทุกภาคส่วนประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธากองทัพบก ซึ่งถือเป็นพลังสนับสนุนสำคัญในการปฏิบัติ ภารกิจต่าง ๆ ของกองทัพบก ดังนั้นกำลังพลทุกคนของกองทัพบกตลอดจนผู้บังคับบัญชาทุกระดับ จะต้อง พึงระลึกอยู่เสมอว่า งานกิจการพลเรือนเป็นงานสำคัญที่จะทำให้ประชาชนพร้อมให้การสนับสนุนและยินดีที่


๒๑๖ จะเข้ามามีส่วนร่วมในทุกภารกิจของกองทัพบกได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกระบวนการดาเนินงานด้านกิจการ พลเรือน ทั้ง ๔ งาน เริ่มจากใช้การดาเนินงานด้านปฏิบัติการกิจการพลเรือน (การช่วยเหลือประชาชน) และ งานด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชน “ชอบ (รัก)” กองทัพบก ใช้การดำเนินงานด้านการเสริมสร้าง อุดมการณ์ และงานด้านการปฏิบัติการจิตวิทยา (การเสริมสร้างความเข้าใจ) เพื่อทำให้ประชาชน “เชื่อมั่นและ ศรัทธา” กองทัพบก โดยกำหนดเป้าหมายสุดท้ายซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ เพื่อให้มีประชาชนเข้ามา “สนับสนุนและช่วยเหลือ” งานในทุกภารกิจของกองทัพบกด้วยความเต็มใจ จนเป็นคำพูดติดปากกับผู้ที่ ปฏิบัติหน้าที่สายงานกิจการพลเรือนว่าจะต้องทำให้ประชาชน “ชอบ เชื่อ ช่วย” ๒. วัตถุประสงค์ของงานกิจการพลเรือน งานกิจการพลเรือน เป็นการดำเนินการที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินการของฝ่ายทหาร และ ฝ่ายพลเรือน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กองทัพบกกำหนด อันจะนำไปสู่ความมั่นคง และผลประโยชน์ของ ชาติต่อไป โดยกรอบวัตถุประสงค์ของงานกิจการพลเรือน มีดังนี้ ๒.๑ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของทหาร ให้สามารถเผชิญต่อสภาวะ สงครามหรือในสภาวะไม่ปกติอื่น ๆ ได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ๒.๒ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของทหาร และส่วนราชการพลเรือน ในการ บริหารราชการแผ่นดินตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐให้มีความต่อเนื่อง ๒.๓ เพื่อให้การปฏิบัติร่วมกันระหว่างทหารกับฝ่ายพลเรือนในการรักษาความมั่นคงของชาติ และการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าของประเทศให้บรรลุผลสำเร็จสูงสุด ๒.๔ เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ ความสามัคคี ความสานึกในหน้าที่ และความรับผิดชอบ ของคนในชาติ ตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


๒๑๗ ตอนที่ ๒ ความเป็นมา การแบ่งกลุมงานและการจัดหน่วยของงานกิจการพลเรือนกองทัพบก ๒.๑ ความเป็นมาของงานกิจการพลเรือน กิจการพลเรือนของไทยนั้น มีควบคู่มากับประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่ในรัชสมัยของสมเด็จพระ บรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๑ - ๒๐๓๑) กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ดำเนินนโยบายด้านกิจการพลเรือนและ การปกครองโดยฝ่ายทหารหลายประการ ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างและต้นกำเนิดของ “กิจการพลเรือน” ของไทย ในสมัยนี้ได้มีการปรับปรุงงานด้านทหารขึ้นใหม่ โดยริเริ่มให้มีการสัสดีขึ้นเป็นนครั้งแรกเรียกว่า “กรมพระ สรัสวดี” ทำหน้าที่ควบคุมบัญชีทหาร การเรียกระดมคนมาเป็นทหาร ซึ่งต่อมากรมพระสุรัสวดี ก็คือ กรมสัสดีในปัจจุบัน จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่สัสดีเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารคนแรกที่ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ พลเรือนและสัมผัสกับประชาชน งานกิจการพลเรือนของกองทัพบก ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาสามารถแบ่งได้เป็น ๔ ยุคสมัย คือ ๑. ยุคกรมพระสุรัสวดี (กรมสัสดี) เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ๒. ยุคกรมยุทธการทหารบก ก่อน พ.ศ. ๒๕๑๓ ๓. ยุคการกำลังพลสำรองทหารบก ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๓ ๔. ยุคกองกิจการพลเรือนทหารบก เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ งานกิจการพลเรือนในยุคกรมพระสุรัสวดี (กรมสัสดี) ในสมัยอยุธยา ส่วนใหญ่จะเป็นงาน ที่เกี่ยวกับการเกณฑ์ประชาชน และทรัพยากรมาสนับสนุนในการทำการรบ งานกิจการพลเรือนในยุคกรมยุทธการทหารบกก่อน พ.ศ.๒๕๑๓ เป็นงานด้านกิจการพลเรือน ที่ดำเนินการได้แก่ การปฏิบัติการจิตวิทยาและการช่วยเหลือประชาชน งานกิจการพลเรือนในยุคกำลังพลสำรองทหารบก ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ กองทัพบกได้จัดตั้ง กรมการกำลังพลสำรองขึ้น และมอบหมายให้รับผิดชอบงานกิจการพลเรือนให้ปฏิบัติ ได้แก่ งานการ ช่วยเหลือประชาชน และการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง ส่วนการปฏิบัติการจิตวิทยายังคงให้กรม ยุทธการทหารบกรับผิดชอบตามเดิม จนกระทั่ง พ.ศ.๒๕๒๕ กองทัพบกจึงได้จัดตั้งกรมกิจการพลเรือนทหารบกขึ้นมา รับผิดชอบงานกิจการพลเรือนในเรื่อง การปฏิบัติการกิจการพลเรือน การปฏิบัติการจิตวิทยา การ ประชาสัมพันธ์ และการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง จากที่กล่าวมาโดยสังเขปข้างต้น จะเห็นว่างานด้านกิจการพลเรือนของกองทัพบกไทย ได้มี การพัฒนารูปแบบและวิธีการปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยในห้วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๒๕ งานต่าง ๆ ในสายงาน กิจการพลเรือนจะกระจายอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานหลายหน่วยตามความเหมาะสม และความจำเป็น ของสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลา ได้แก่ การเกณฑ์ประชาชนและทรัพยากร ไปสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในยาม สงคราม เป็นงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมพระสุรัสวดีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น “กรมสัสดี”


๒๑๘ การปฏิบัติการจิตวิทยา และการช่วยเหลือประชาชน เป็นงานด้านกิจการพลเรือน ที่อยู่ภายใต้การอำนวยการของ กรมยุทธการทหารบก การปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง และการช่วยเหลือประชาชน เป็นงานด้าน กิจการพลเรือนที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กรมการกำลังสำรองทหารบก ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็น กรมฝ่ายกิจการพิเศษของกองทัพบก การประชาสัมพันธ์ เป็นงานด้านกิจการพลเรือนที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก จากความหลากหลายและปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ กองทัพบก จึงได้รวบรวมงาน ที่ต้องใช้ความสัมพันธ์กับส่วนราชการพลเรือน ภาคเอกชน ภาคประชาชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งกระจัด กระจายอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น นำมารวมเข้าไว้ให้อยู่ในความ รับผิดชอบ ทางฝ่ายอำนวยการของหน่วยงานเดียว และได้จัดตั้ง “กรมกิจการพลเรือนทหารบก” ขึ้นเป็นหน่วย รับผิดชอบ เมื่อ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๕ มีฐานะเป็น กรมฝ่ายเสนาธิการของกองทัพบก กรมกิจการพลเรือนทหารบก ได้นำประสบการณ์การปฏิบัติงานในอดีตมาจัดทำเป็น “หลักนิยมกิจการพลเรือนของกองทัพบก พ.ศ. ๒๕๒๕” ขึ้น เพื่อให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางการ ปฏิบัติให้สอดคล้องในแนวทางเดียวกัน โดยแบ่งงานออกเป็น ๔ งาน ได้แก่ ๑. การปฏิบัติการกิจการพลเรือน ๒. การปฏิบัติการจิตวิทยา ๓. การประชาสัมพันธ์ ๔. การปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง สาระสำคัญของหลักนิยมกิจการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๒๕ มุ่งเน้น สนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอาชนะ คอมมิวนิสต์ โดยใช้การปฏิบัติการกิจการพลเรือน การปฏิบัติการจิตวิทยา และการประชาสัมพันธ์ เพื่อ สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร และใช้การปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ทาง ความคิดความเชื่อด้านลัทธิอุดมการณ์ ๒.๒ การแบ่งกลุ่มงานกิจการพลเรือนของกองทัพบก การดำเนินงานด้านกิจการพลเรือนของกองทัพบก ส่วนใหญ่เป็นการปฏิบัติภารกิจภายในประเทศ เป็นหลัก ซึ่งอาจมีความแตกต่างจากการปฏิบัติภารกิจด้านกิจการพลเรือนของกองทัพต่างประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศที่มิได้มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของชาติ ดังนั้นการจัดทาหลักนิยมกิจการพลเรือน จึงต้องนำเอาประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงของกองทัพบกมาเป็นแนวคิด โดยเฉพาะประสบการณ์การ ปฏิบัติงานกิจการพลเรือนของกองทัพบกที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่ากองทัพบกมีประสบการณ์มากพอที่จะสามารถ จัดทำหลักนิยมของตนเองได้ โดยมิต้องลอกเลียนแบบจากประเทศใด และได้พิจารณาให้มีความเหมาะสม กับสภาพการเมือง การปกครอง สังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบไทย รวมทั้งนำประสบการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองในแต่ละห้วงเวลา และการปฏิบัติภารกิจที่สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารใน สถานการณ์ต่างๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน ใน พ.ศ.๒๕๕๒ กรมกิจการพลเรือนทหารบกได้ปรับเปลี่ยนหลัก นิยมในการทำงานด้านกิจการพลเรือน โดยแบ่งกลุ่มงานด้านกิจการพลเรือนของ ทบ.ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกในการเตรียมกำลังกองทัพบก ทั้งในด้านโครงสร้าง กำลัง ความพร้อมรบ ความต่อเนื่อง ความทันสมัย และการใช้กำลังที่ได้จัดเตรียมไว้ เพื่อพิทักษ์และเทิดทูน


๒๑๙ สถาบันพระมหากษัตริย์ การป้องกันราชอาณาจักร การรักษาความมั่นคงภายใน การรักษาความสงบเรียบร้อย ภายในประเทศ การพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนการสนับสนุนการปฏิบัติการทาง ทหารมิใช่สงคราม โดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มงาน ดังนี้ ๑. การสนับสนุนการปฏิบัติทางทหาร ๒. การสนับสนุนพลเรือน ๓. การส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันหลักของชาติ ๑. การสนับสนุนการปฏิบัติทางทหาร หมายถึง การใช้ทรัพยากรของฝ่ายทหาร ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการบูรณาการร่วมกับฝ่ายพลเรือน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติการ ทางทหาร ทั้งในยามปกติยามสงคราม และในสภาวะไม่ปกติอื่น ๆ ให้บรรลุภารกิจ การสนับสนุนการปฏิบัติทางทหาร เป็นการปฏิบัติการทางทหารในภารกิจต่าง ๆ ทั้งใน ปัจจุบันและอนาคต มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาชน รวมทั้งการใช้กำลังทหารเข้าปฏิบัติภารกิจ จะต้องมีความชอบธรรม ได้รับการยอมรับจาก สาธารณชน ทั้งภายในประเทศและประชาคมโลก ทั้งนี้งานกิจการพลเรือนไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการกิจการ พลเรือน การปฏิบัติการจิตวิทยา การประชาสัมพันธ์ การเสริมสร้างอุดมการณ์ชาติ และการพัฒนาพื้นที่ เพื่อความมั่นคงให้เกื้อกูลต่อการปฏิบัติและการใช้กำลังประชาชน จำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากการ ใช้ทรัพยากรของฝ่ายพลเรือน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร ซึ่งจะทำให้งานกิจการพล เรือนในการสนับสนุนการปฏิบัติทางทหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ๑.๑ การสนับสนุนการป้องกันประเทศ กองทัพบกมีหน้าที่หลักในการ ดำรงรักษาอิสระภาพอธิปไตยของชาติ โดยยึดถือหลักนิยมการรบร่วมของกองทัพไทย ในการสนับสนุนการ ปฏิบัติทางยุทธการและการข่าว ซึ่งงานการปฏิบัติการกิจการพลเรือน จะกระทำเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการ ปฏิบัติทางทหารโดยตรง ในการลดภาระของหน่วยที่จะต้องประสบปัญหากับประชาชนในพื้นที่การรบ และใช้ประโยชน์จากประชาชนสนับสนุนการปฏิบัติทางทหาร ซึ่งประกอบด้วย การป้องกันการกีดขวางการ ยุทธ การพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง การใช้กำลังประชาชน และการควบคุมและการใช้ทรัพยากรพลเรือน ตาม แผนการป้องกันประเทศ ทั้งในขั้นปกติ ขั้นตอบโต้ และขั้นป้องกันประเทศ ๑.๒ การสนับสนุนการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นการ สนับสนุนการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยการพัฒนาพื้นที่เพื่อเสริมความมั่นคง และการ แก้ไขปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เช่น การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การลักลอบค้าสิ่งผิดกฎหมาย การป้องกันและแก้ไขการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานต่างประเทศ ๑.๓ การสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เป็นการ ดำเนินการเพื่อป้องกัน ควบคุม และแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ซึ่งก่อให้เกิดความ วุ่นวาย การจลาจล และความไม่สงบสุข ซึ่งทำลายหรือสร้างความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของ ประชาชนหรือกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินให้กลับสู่สภาวะปกติ ๑.๔ การสนับสนุนการปฏิบัติทางทหารนอกเหนือสงคราม เป็นการใช้กำลัง ตามสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ตามห้วงเวลาที่มีปัญหาวิกฤติทั้งภายในประเทศหรือภายนอกประเทศ ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในบทบาทการสนับสนุนส่วนราชการอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหาสำคัญ ของชาติ โดยมีงานด้านต่าง ๆ ที่สำคัญได้แก่ งานด้านความมั่นคงเฉพาะ เช่น การป้องกันและแก้ไขปัญหา


๒๒๐ ยาเสพติด การสกัดกลั้นแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาทำงาน การปราบปรามการค้ามนุษย์ การป้องกัน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกับหน่วยงานของ สหประชาชาติ การแก้ไขปัญหาผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ และการสนับสนุนศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิด แห่งชาติ ๒. การสนับสนุนพลเรือน หมายถึง การใช้ทรัพยากรของฝ่ายทหารที่มีความเหมาะสม ทั้งคนและเครื่องมือเข้าไปให้การช่วยเหลือ และสนับสนุนฝ่ายพลเรือนในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไป ด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งการช่วยเหลือพัฒนาท้องถิ่นให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพ้นจากภัยพิบัติ ต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศชาติมีความมั่นคงปลอดภัย และประชาชนมีความผาสุก ทั้งในยามปกติ และในสถาน การณ์วิกฤติ โดยฝ่ายทหารอาจเข้าไปร่วมให้การช่วยเหลือฝ่ายพลเรือนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การพัฒนาพื้นที่ เพื่อความมั่นคง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อความ มั่นคงของชาติ ทั้งนี้หลักการสำคัญในการสนับสนุนพลเรือนนั้น ฝ่ายทหารมิใช่มีหน้าที่รับผิดชอบหลัก แต่ เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือสนับสนุนภายใต้ขีดความสามารถ และความพร้อมของหน่วย ยกเว้นกรณีฝ่ายพลเรือน ไม่สามารถปฏิบัติได้ ฝ่ายทหารจึงเข้าไปดำเนินการรับผิดชอบโดยตรง และส่งมอบงานให้กับฝ่ายพลเรือน รับผิดชอบดำเนินการต่อไปเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ๓. การสนับสนุนสถาบันหลักของชาติหมายถึง การใช้ทรัพยากรทั้งปวงของของทัพบก จรรโลงไว้ ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยมุ่งเน้นให้สังคมไทยมีความรัก ความสามัคคี มีอุดมการณ์รักชาติ และมีจิตสำนึกด้านความมั่นคง ตามคำขวัญของกองทัพบกที่ว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สถาบันหลักของชาติ ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหลัก สำคัญและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ที่จะนำพาความเป็นชาติไปในทิศทางที่ต้องการ ชาติไทยเป็น ชาติที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ได้แก่ จารีตประเพณี และวัฒนธรรมที่ดีงาม มีศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ที่สวยงามน่าภาคภูมิใจ มีศาสนาเป็นหลักใจ และมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลักชัย การพิทักษ์รักษา สถาบันหลักของชาติจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันรักษาไว้ด้วยชีวิต ทั้งนี้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน กรมกิจการพลเรือนได้พัฒนาปรับปรุงหลัก นิยมด้านกิจการพลเรือนของกองทัพบก พ.ศ.๒๕๖๓ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน แต่ยังคงมี ลักษณะการปฏิบัติงานในการดำเนินการเป็น ๓ กลุ่มงานหลัก ได้แก่ การสนับสนุนการปฏิบัติทางทหาร การสนับสนุนพลเรือน และการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันหลักของชาติ โดยงานแต่ละส่วนดำเนินการ เกี่ยวกับการปฏิบัติการกิจการพลเรือน การปฏิบัติการจิตวิทยา การประชาสัมพันธ์ และการปลูกฝัง อุดมการณ์ทางการเมือง (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น การเสริมสร้างอุดมการณ์ชาติและการมีส่วนร่วม)


๒๒๑ ๒.๓ การจัดหน่วยในสายงานกิจการพลเรือน การจัดหน่วยในสายงานกิจการพลเรือนในระดับต่าง ๆ ๒.๒.๑ ระดับกองทัพบก ๒.๒.๒ ระดับหน่วยทหาร และส่วนภูมิภาค ๒.๒.๓ ระดับ นขต.ทบ. อื่นๆ ๒.๒.๑ ระดับกองทัพบก ๑.๑ มีกรมกิจการพลเรือนทหารบก (กร.ทบ.) ทำหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานงาน กำกับการ และดำเนินการเกี่ยวกับงานกิจพลเรือน และงานที่ได้รับมอบหมายที่ดาเนินต่อการ สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร และการปกครอง การฝึกศึกษาในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงานกิจการพล เรือนของกองทัพบก ตลอดจนแนะนำ และกำกับดูแลเกี่ยวกับการดำเนินงานกิจการพลเรือนของหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพบก มีเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ ๑.๒ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก (สลก.ทบ.) เป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนิน งานและประสานงานการประชาสัมพันธ์ของกองทัพบก โดยทำหน้าที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก สนับสนุน งานประชาสัมพันธ์ในภารกิจการใช้กำลังของกองทัพบก ๒.๒.๒ ระดับหน่วยทหาร และส่วนภูมิภาค ๒.๑ กองทัพภาค มีกองกิจการพลเรือน รับผิดชอบงานกิจการพลเรือน ภายในพื้นที่รับผิดชอบ มีผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือนกองทัพภาค เป็นผู้รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ ๒.๒ กองทัพน้อย มีกองกิจการพลเรือน รับผิดชอบงานกิจการพลเรือน ภายในพื้นที่รับผิดชอบ มีผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือนกองทัพน้อย เป็นผู้รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ ๒.๓ กองพล มีฝ่ายกิจการพลเรือน รับผิดชอบงานกิจการพลเรือน ภายใน พื้นที่รับผิดชอบ มีหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือนกองพล (หน.ฝกร.พล.) เป็นผู้รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ ๒.๔ กรม และกองพัน มีนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน (ฝอ.๕) เป็นผู้รับผิดชอบ ทางฝ่ายอำนวยการ กรณีที่ยังไม่มีการบรรจุอัตราผู้ทำหน้าที่ฝ่ายกิจการพลเรือน ก็ให้นายทหารฝ่ายยุทธการ และการฝึก รับผิดชอบงานทางด้านฝ่ายอำนวยการ ๒.๕ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) มีกองพันปฏิบัติการจิตวิทยา(พัน.ปจว.) เป็นหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาโดยตรง ในระดับกองทัพบก ในด้านยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และเสริมความมั่นคง ทั้งในสงครามตามแบบ สงครามนอกแบบ การปฏิบัติการจิตวิทยาสนับสนุนการรบ และสนับสนุนมาตรการ เสริมความมั่นคง มีกองกิจการพลเรือนรับผิดชอบงานกิจการพลเรือนภายในพื้นที่รับผิดชอบ มีผู้อำนวยการ กองกิจการพลเรือน เป็นผู้รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ ๒.๖ มณฑลทหารบก รับผิดชอบงานกิจการพลเรือน ภายในพื้นที่รับผิดชอบ มีผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบก เป็นผู้รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ ๒.๒.๓ ระดับ นขต.ทบ. อื่นๆ และหน่วยเทียบเท่ากองพล, กรม หรือส่วน การศึกษาของ ทบ. ถ้ามีอัตรากองกิจการพลเรือนก็ให้หัวหน้ากองกิจการพลเรือน เป็นผู้รับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการ ถ้าไม่มีอัตรากองกิจการพลเรือน ก็ให้หัวหน้ากองยุทธการและการฝึก เป็นผู้รับผิดชอบทางฝ่าย อำนวยการ


๒๒๒ ตอนที่ ๓ หน้าที่ความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน ๓. หน้าที่ความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน (ฝอ.๕, ชกท.๘๑๐๔) เป็นฝ่ายอำนวยการที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือ ผู้บังคับบัญชา ในการดำเนินกิจกรรมทั้งปวง หรือการปฏิบัติใดๆ ทางทหารที่ผู้บังคับบัญชาได้กระทำ เพื่อให้ เกิดความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับเจ้าหน้าที่พลเรือน และประชาชนพลเมืองในพื้นที่ ซึ่งหน่วยตั้งอยู่หรือเข้า ปฏิบัติการ ๓.๑ หน้าที่ทั่วไป : อำนวยการประสานงานเกี่ยวกับการเศรษฐกิจ สังคม และการ บริหารงานของกิจการพลเรือนและรัฐบาลทหารในดินแดนของฝ่ายเดียวกัน และในดินแดนที่ยึดครอง ๓.๒ หน้าที่เฉพาะ ๓.๒.๑ ให้คำแนะนำแก้ผู้บังคับบัญชา ในสิ่งที่เกี่ยวกับการวางหลักการ ปกครองของกิจการพลเรือนและรัฐบาลทหาร ๓.๒.๒ อำนวยการ และประสานงานในด้านพลเรือน ๓.๒.๓ การตั้งศาล วางกฎหมาย การคลัง การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน การสาธารณะสุขและการสุขาภิบาล โครงการศึกษา การประชาสัมพันธ์ การครอบครอง และการปกครอง ทรัพย์สินทางการเงินและการธนาคาร การพาณิชย์ การค้า การผลิตอาหารและการจำหน่าย การปันส่วน การขนส่ง และการคมนาคม ๓.๒.๔ การสนับสนุนช่วยเหลือโครงการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับพลเรือนและ การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กิจการพลเรือน ๓.๓ หน้าที่ตามสายงาน ๓.๓.๑ การปฏิบัติการกิจการพลเรือน ๓.๓.๒ การปฏิบัติการจิตวิทยา ๓.๓.๓ การประชาสัมพันธ์ ๓.๓.๔ การเสริมสร้างอุดมการณ์ชาติ และการมีส่วนร่วม ๔. การดำเนินงานกิจการพลเรือน กิจการพลเรือนทางทหาร หมายถึง การดำเนินงานของทหารในปัจจัยที่เกี่ยวกับ การเมือง การเศรษฐกิจ การสังคมจิตวิทยา มุ่งเพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนและประชาชนให้การสนับสนุนกิจการทหาร เพื่อให้สามารถเผชิญต่อสภาวะสงครามหรือเหตุการณ์ในภาวะไม่ปกติ อันเนื่องมาจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ งานด้านกิจการพลเรือนถือว่าเป็นงานหลักที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุ ภารกิจของกองทัพบกในการเสริมความมั่นคงของชาติ นายทหารฝ่ายกิจการพลเรือนจะต้องปฏิบัติงานตาม หลักนิยมกิจการพลเรือน พ.ศ.๒๕๖๓ ซึ่งกำหนดขอบเขตการดำเนินกิจการพลเรือนของทหารประกอบด้วย หลักใหญ่ๆ ๔ ประการ คือ.-


๒๒๓ ๔.๑ การปฏิบัติการกิจการพลเรือน ๔.๒ การปฏิบัติการจิตวิทยา ๔.๓ การประชาสัมพันธ์ ๔.๔ การเสริมสร้างอุดมการณ์ชาติ และการมีส่วนร่วม ๔.๑ การปฏิบัติการกิจการพลเรือน หมายถึง การดำเนินการทั้งปวงของหน่วยทหาร ที่เกี่ยวข้อง หรือกระทบกระเทือนต่อส่วนราชการพลเรือน ประชาชน และทรัพยากรในพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งใน ยามปกติ ยามสงคราม และในสภาวะไม่ปกติอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุภารกิจของหน่วยทหารตามความต้องการ ๔.๑.๑ วัตถุประสงค์ การปฏิบัติการกิจการพลเรือน กระทำเพื่อส่งเสริมและ สนับสนุนการบรรลุภารกิจของหน่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ.- ๑) การส่งเสริม และสนับสนุนการปฏิบัติของส่วนราชการพลเรือน เพื่อประกันความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน ๒) การดำเนินการต่อประชาชน และทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อลดการ กีดขวางการยุทธ์ ๓) การดำเนินการเพื่อประกันว่า การปฏิบัติการของหน่วยสอดคล้อง กับนโยบายทางการเมืองของประเทศ และเป็นไปตามพันธะข้อผูกพันต่างๆ ทั้งตามกฎหมายภายในประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ ๔.๑.๒ ขอบเขตการดำเนินการ การปฏิบัติการกิจการพลเรือน ครอบคลุมถึง การปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง การเศรษฐกิจ และการสังคมจิตวิทยา พื้นที่รับผิดชอบสรุปได้ดังนี้.- ๑) การเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน ๒) การส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงานของส่วนราชการพลเรือน ๓) การส่งเสริม และการสนับสนุนการปฏิบัติทางการทหาร โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเกี่ยวกับการลดการกีดขวางการรบ และบรรเทาความสูญเสียอันอาจเกิดจากการสู้รบ ๔) การสนับสนุนการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ๕) การพัฒนาพลังประชาชน ๖) การควบคุม และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลเรือนในท้องถิ่น ๗) การปกครองดินแดนที่ได้จากการยึดครอง ๔.๒. การปฏิบัติการจิตวิทยา หมายถึง การดำเนินงานทั้งปวงทางด้านจิตวิทยาที่กระทำ ต่อเป้าหมาย บุคคล และกลุ่มบุคคล ทั้งฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายเป็นกลาง และฝ่ายเดียวกัน ทั้งในยามปกติ และยามสงคราม เพื่อมุ่งหวังให้เกิดอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ ท่าที อารมณ์ และ พฤติกรรมของเป้าหมาย ให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ฝ่ายเรากำหนดไว้ ๔.๒.๑ วัตถุประสงค์ การปฏิบัติการจิตวิทยา กระทำเพื่อจะก่อให้เกิดอิทธิพล เหนือจิตใจกลุ่มเป้าหมาย มีพฤติกรรมตามความต้องการให้เกิดความร่วมมือกับฝ่ายเรา โดยอาศัยพื้นฐาน ผลประโยชน์ของส่วนรวมเหนือกว่าผลประโยชน์ของตนเองเป็นเครื่องจูงใจ เป้าหมายสุดท้ายที่สำคัญ คือ.- ๑) การเสริมสร้างขวัญ กำลังใจ และความสามัคคีของฝ่ายเรา ๒) การทำลายขวัญ กำลังใจ และความเป็นปึกแผ่นของฝ่ายตรงข้าม ๓) การขัดขวาง บั่นทอนการปฏิบัติการจิตวิทยาของฝ่ายตรงข้าม ๔) การต่อต้านและตอบโต้การปฏิบัติการจิตวิทยาของฝ่ายตรงข้าม


๒๒๔ ๑) การเสริมสร้างขวัญ กำลังใจ และความสามัคคีของฝ่ายเรา กระทำด้วยการปลูกฝัง อุดมการณ์ให้เป้าหมายเกิดความสามัคคี เกิดกำลังใจในการสู้รบ เกิดความภาคภูมิใจ สำนึกในหน้าที่และ ความเสียสละเป็นส่วนรวม ในพื้นที่การรบอาจกระทำโดยการแจ้งข่าวสารชัยชนะของฝ่ายเราให้กำลังพลทราบ การนำสาสน์จากผู้บังคับบัญชาชั้นสูงมาแจ้งให้กำลังพลทราบ หรือการมาเยี่ยมเยียนของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ตลอดจนการจัดชุดปลอบขวัญ หรือการนำของขวัญจากแนวหลังมาแสดงให้กาลังพลชม นอกจากนั้น การ เสริมสร้างขวัญและกำลังใจจะมีความสัมพันธ์กับนายทหารฝ่ายกำลังพลของหน่วยเกี่ยวกับการให้การบริการแก่ กำลังพล เช่น การลาพัก ไปรษณีย์ ฯลฯ การเสริมสร้างขวัญกำลังใจจะเป็นการเพิ่มอำนาจกาลังรบของ ฝ่ายเราที่ทรงคุณค่ายิ่ง ๒)การทำลายขวัญ กำลังใจ และความเป็นปึกแผ่นของฝ่ายตรงข้าม กระทำด้วยการ โฆษณาชวนเชื่อ และการดำเนินการอื่น ๆ ต่อทหารของฝ่ายตรงข้าม เช่น การแพร่ข่าวลือเพื่อบ่อนทำลาย จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนการเน้นย้ำความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงข้ามในบางพื้นที่ เพื่อเป็นการข่มขวัญ ฝ่ายตรงข้าม การทำลายขวัญและกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามเป็นการลดประสิทธิภาพการรบของข้าศึกได้วิธีหนึ่ง ๓) การขัดขวางบั่นทอนการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม ในการ ปปส./การต่อสู้เพื่อเอาชนะ การก่อการร้าย เป้าหมายในการปฏิบัติจะมุ่งเน้นที่ประชาชนเป็นหลัก เนื่องจากประชาชนเปรียบเสมือนผู้ ตัดสินการแพ้ชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าเราสามารถที่จะดึงประชาชนมาเป็นฝ่ายเราได้ ก็จะสามารถหยุดยั้ง ขัดขวางการขยายตัวของฝ่ายตรงข้ามได้ ๔) การต่อต้าน /ตอบโต้การปฏิบัติการจิตวิทยาของฝ่ายตรงข้าม กระทำเพื่อให้ทหารและ ประชาชนทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม โดยกระทำได้หลายลักษณะ เช่น การ อบรมให้ความรู้ หรือชี้แจงแนวทางเกี่ยวกับภัยคุกคามตลอดจนกลวิธีในการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้ามที่ จะปฏิบัติต่อฝ่ายเราให้กำลังพลทราบ การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข่าวสาร เพื่อตอบโต้การปฏิบัติการจิตวิทยา ของฝ่ายตรงข้าม การกำหนดมาตรการต่อต้าน ฯ ล ฯ ๔.๒.๒ หัวใจของความสำเร็จในการปฏิบัติการจิตวิทยา การปฏิบัติการจิตวิทยา จะประสบความสำเร็จสมบูรณ์ได้ก็โดยการ ก. เตรียมฐานข้อมูลที่มีรายละเอียดที่ถูกต้องสมบูรณ์ ซึ่งต้องเตรียมไว้ ก่อน และควรต้องมีความง่ายแก่การใช้โดยทุกระดับหน่วย ข. ข่าวกรองที่มีรายละเอียดทันสมัยเหมาะสมกับสภาวการณ์ ค. รวมการควบคุม ง. วางแผนที่เหมาะสมกับเวลา จ. วางแผนรวมการและแยกการปฏิบัติ ฉ. ใช้ทรัพยากรการปฏิบัติการจิตวิทยาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ๔.๒.๓ ประเภทของการปฏิบัติการจิตวิทยา การปฏิบัติการจิตวิทยา สามารถแบ่งประเภทในลักษณะของการใช้งาน ซึ่งพิจารณาจากความมุ่งหมาย พื้นที่ และขอบเขตของการดำเนินงาน ได้เป็น ๓ ประเภท ก. การปฏิบัติการจิตวิทยาทางยุทธศาสตร์ วัตถุประสงค์/ความมุ่งหมายในการปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ของ ชาติ โดยมีห้วงเวลาในการปฏิบัติ/การหวังผลระยะยาว ปฏิบัติโดยหน่วยปฏิบัติการจิตวิทยาระดับรัฐบาล โดยมีเป้าหมายอยู่นอกพื้นที่การรบ มุ่งกระทำต่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นศัตรู เป็นกลาง หรือพันธมิตรฝ่ายเรา


๒๒๕ ข. การปฏิบัติการจิตวิทยาทางยุทธวิธี เป็นการปฏิบัติการในเขตสงคราม/พื้นที่การรบ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ สนับสนุนการปฏิบัติการรบโดยตรง โดยการใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นหลัก ในการทำลายขวัญกำลังของ ฝ่ายตรงข้าม สร้างความแตกแยก และก่อให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม เป้าหมายใน การปฏิบัติการจิตวิทยาทางยุทธวิธี จะต้องกำหนดความเร่งด่วนในการปฏิบัติการต่อทหารฝ่ายตรงข้ามเป็น ลำดับแรก (เป้าหมายหลัก) เป้าหมายต่อมา ก็คือ ประชาชน การสนับสนุนในระดับนี้เป็นการใช้อุปกรณ์ และเทคนิคของสื่อทางโสตทัศนะ และโสตทัศนะเข้าสนับสนุนโดยตรงต่อหน่วยทางยุทธวิธี ๑) การปฏิบัติการจิตวิทยาต่อทหารฝ่ายตรงข้าม กระทำเพื่อผลดังต่อไปนี้ ก) ทำลายขวัญ ด้วยการเผยแพร่ข่าวความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงข้าม การขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ และระบบส่งกำลังบำรุงที่ไม่ดี การเพิ่มเติมกำลังของฝ่ายเรา ตลอดจนอาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า ทันสมัยกว่า และจำนวนมากกว่าฝ่ายตรงข้าม ข) ส่งเสริมให้เอาใจออกห่าง ชี้นำ ชักชวน ให้ฝ่ายตรงข้ามยอมจำนน หนีทัพ หรือหลีกเลี่ยงการรบ ด้วยการโฆษณาบ่อนทำลายผู้นำทางทหารของฝ่ายตรงข้าม ชี้ให้เห็นความ เป็นอยู่ที่แตกต่างของกลุ่มผู้นำ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยกับความเป็นอยู่ของทหารส่วนใหญ่ เพื่อทำลายความ เชื่อมั่น ศรัทธาในตัวผู้นำของฝ่ายตรงข้าม ค) ลดประสิทธิภาพการรบของฝ่ายตรงข้ามลง การปฏิบัติการจิตวิทยา อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ขวัญและกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามเสื่อมลง อันจะทำให้ผลการปฏิบัติการทางทหาร และประสิทธิภาพในการรบลงด้วย ง) การลวง การปฏิบัติการจิตวิทยาอาจนำมาใช้สนับสนุนมาตรการลวง ทางทหารได้ เช่น การส่งข่าวลวง การเผยแพร่ข่าวว่าจะปฏิบัติการในพื้นที่หนึ่ง แต่ที่จริงอาจจะไปปฏิบัติ อีกพื้นที่หนึ่งก็ได้ เพื่อก่อให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติงานของฝ่ายตรงข้าม ๒) การปฏิบัติการจิตวิทยาต่อประชาชนในพื้นที่การรบ กระทำเพื่อผลดังนี้ ก) กระทำให้พลเรือนในพื้นที่ยึดครองของฝ่ายตรงข้าม เกิดความ หวาดกลัว เกิดการเสียขวัญ และกำลังใจ เลิกให้การสนับสนุนต่อฝ่ายตรงข้าม ข) สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนที่เป็นมิตร โดยการเสริมสร้างขวัญ กำลังใจ ปลุกใจให้เกิดการต่อต้าน การให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการรบ ค) ได้รับข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายเรา ต่อประชาชนในพื้นที่การรบ ๓) ความสำเร็จของการปฏิบัติการจิตวิทยาทางยุทธวิธีขึ้นอยู่กับสภาวะและ ปัจจัยหลายๆ ประการ เช่น ความถูกต้องของข่าวกรองของเป้าหมายในการโฆษณาชวนเชื่อ ตัวอย่างเช่น การโฆษณาชวนเชื่อในการสร้างความแตกแยก จะต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับการแตกแยกจริง ๆ ไม่ใช่ผูกเรื่องโดย พละการ ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียต่อการโฆษณาชวนเชื่อ การโจมตีด้วยอาวุธร้ายแรง และมีประสิทธิผลสูง ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากแก่ฝ่ายตรงข้าม ก็จะทำให้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสำเร็จอีกประการหนึ่ง สถานการณ์ฝ่ายตรงข้ามที่เลวร้าย เช่น เกิดการสูญเสีย เกิดการขาดแคลนสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ ระบบการส่ง กำลังบำรุงที่บกพร่อง การบริการทางการแพทย์ที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่ช่วยให้การปฏิบัติการจิตวิทยาของฝ่ายเรา เป็นไปอย่างได้ผล


๒๒๖ ค. การปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อเสริมความมั่นคง กระทำในพื้นที่หรือดินแดนที่ฝ่ายเรายึดครองอยู่ หรือพื้นที่ปลดปล่อย เพื่อ ก่อให้เกิดความสะดวกในการปฏิบัติการ และให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับฝ่ายเราให้มากที่สุด นอกจากนั้น ยังกระทำในพื้นที่ฝ่ายเรายึดกลับคืนมาได้ เช่น พื้นที่ที่ฝ่ายเราถูกฝ่ายตรงข้ามเข้ามายึดครอง ไม่ว่าจะเป็น ทหารฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ก่อการร้ายก็ตาม ก็จะต้องสถาปนาความมั่นคงในด้านต่างๆ ดังนั้นจะต้องมีการ ปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อให้ประชาชนสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับฝ่ายรัฐบาล ๔.๒.๔ ขอบเขต และประเภทของการดำเนินงาน ก. การดำเนินงานการปฏิบัติการจิตวิทยาในทัศนะของฝ่ายทหาร มีขอบเขตในการดาเนินงานที่สำคัญ ๔ ประการ คือ ๑) การโฆษณาชวนเชื่อ ๒) การแสดงกำลัง หรือการคุกคามที่จะใช้กำลัง ๓) การปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่หวังผลทางจิตวิทยาโดยเฉพาะ เช่น การปกปิด และการลวงทางยุทธวิธี ๔) การต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อ ข. ประเภทการดำเนินงานการปฏิบัติการจิตวิทยาแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ การดำเนินงานแบบเปิดเผย และแบบปกปิด ๑) การดำเนินงานแบบเปิดเผย หมายถึง การดำเนินงานที่ ผู้ดำเนินงานเปิดเผยตัวเอง ยอมรับผิดชอบการกระทำของตนอย่างเต็มที่ ถ้าหากจะมีผู้เสียหายประท้วง หรือจะเรียกร้องค่าเสียหาย การดำเนินการแบบนี้ส่วนใหญ่รัฐบาล/ หน่วยงานของรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมสารนิเทศ (กระทรวงการต่างประเทศ ) เป็นต้น การดำเนินงานในลักษณะนี้ ต้องอาศัยความจริงเป็นมูลฐานมากที่สุด ๒) การดำเนินงานแบบปกปิด มีวัตถุประสงค์เพื่อบ่อนทำลายฝ่าย ตรงข้าม การดำเนินงานในลักษณะนี้ จะปกปิดผู้ดำเนินการ เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบที่อาจจะเกิดขึ้น จากการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะใช้ความจริงเพียงบางส่วน ลักษณะเช่นนี้ไม่ควรใช้หน่วยงานของรัฐเป็น ผู้ดำเนินการโดยตรง แต่อาจอยู่เบื้องหลังโดยใช้องค์การบังหน้าเป็นผู้ดำเนินการ ๔.๓ การประชาสัมพันธ์ หมายถึง การดำเนินการเผยแพร่ข่าวสาร และการเสริมสร้าง ความเข้าใจ ด้วยวิธีการที่มีแผนและกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กร และระหว่างองค์กรกับกลุ่มประชาชนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้เป็นที่เชื่อมั่น ศรัทธา และได้รับการสนับสนุนจากประชาชน การประชาสัมพันธ์ทหาร หมายถึง การดำเนินการอย่างสุขุมรอบคอบ ต่อเนื่อง และมีแผนการที่จะต้องดำรงความพยายามในอันที่จะสร้างและรักษาไว้ซึ่งความเข้าใจอันดีต่อกันภายในสถาบัน ทหาร และระหว่างสถาบันทหารกับกับสถาบันอื่น ๆ รวมทั้งสถาบันทหารกับกลุ่มชนที่เกี่ยวข้อง ๔.๓.๑ วัตถุประสงค์ การประชาสัมพันธ์ทหาร กระทำเพื่อรวมพลัง ทหารกับสถาบันอื่นๆ และประชาชนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นการเสริมความมั่นคงของชาติทางหนึ่ง


๒๒๗ ๔.๓.๒ นโยบาย เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ทหารบรรลุวัตถุประสงค์ ดังกล่าว จึงควรกำหนดนโยบายดังต่อไปนี้ ก. สนับสนุนการดาเนินงานของชาติ ข. เผยแพร่กิจกรรมทหารให้สถาบันอื่น และประชาชนทราบ ค . ต ่ อ ต ้ า น ก า ร โ ฆ ษ ณ า ช ว น เ ช ื ่ อ ข อ ง ฝ ่ า ย ต ร ง ข ้ า ม ๔.๓.๒ การดำเนินการ เพื่อให้บรรลุความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และ นโยบายดังกล่าว จึงแบ่งลักษณะการดำเนินการแยกเป็น ๓ ประเภท คือ.- ก. ประชาสนเทศ คือ ความเกี่ยวข้องกันระหว่างทหารกับประชาชน เป็น หน้าที่ของทหารที่จะต้องเผยแพร่ผลงานให้ประชาชนทราบ และมีความมุ่งหมาย คือ (๑) เพื่อให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริงในกิจการทหารให้มากที่สุดเท่าที่ จะทำได้ โดยไม่เป็นการเปิดเผยความลับของทางราชการ (๒) เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนช่วยเหลือสนับสนุนกิจการทหาร เท่าที่สามารถทำได้ (๓) เพื่อทราบความต้องการของประชาชน ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการ ปรับปรุงกิจการทหารได้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ข. เสนาสนเทศ คือ ความผูกพันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ตั้งแต่ระดับสูงกับระดับต่ำสุดให้มีความเข้าใจอันเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์ คือ (๑) เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้ทหารทุกคน (๒) เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความคิดให้แก่ทหาร (๓) เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความเข้าใจระหว่างทหารด้วยกัน (๔) เพื่อดำเนินการตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้าม (๕) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีแก่ประชาชนในบทบาททางทหาร ค. ชุมชนสัมพันธ์ คือ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยทหารกับชุมชนที่อยู่ บริเวณใกล้เคียงกับหน่วยทหาร การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับประชาชนในท้องถิ่นใกล้เคียง ถือเป็นภารกิจอย่างหนึ่งของทหารทุกคน การดำเนินงานชุมชนสัมพันธ์กระทำได้ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการ ที่ปรึกษา ได้แก่ - ผู้แทนฝ่ายทหาร (ในพื้นที่) - ผู้แทนทหารกองหนุน - ผู้แทนชุมชน - ผู้แทนกรมรักษาดินแดน - ผู้แทนฝ่ายอื่นๆ ตามสมควร - นายทหารประชาสัมพันธ์ของหน่วยเป็นกรรมการและเลขานุการ ๔.๓.๓ สื่อการโฆษณาในการประชาสัมพันธ์ มีดังนี้.- ก) จัดให้มีการประชุม การบรรยาย การสอน การพบปะ ฯลฯ ข) จัดให้มีสิ่งพิมพ์ประจำหน่วย ประกาศ แจ้งความ ฯลฯ ค) ใช้วิทยุกระจายเสียง ง) การปฏิบัติ ได้แก่ การสวนสนาม เป็นต้น


๒๒๘ ๔.๔ การเสริมสร้างอุดมการณ์ หมายถึง การเสริมสร้างระบบความคิดที่คนในชาติ ยึดถือเป็นส่วนรวม เพื่อการธำรง รักษา สร้างสรรค์ชาติและทุกคนในชาติมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติให้บรรลุถึงร่วมกัน การพิทักษ์ชาติ การปกป้องเอกราชอธิปไตย คุ้มครองศาสนา เทิดทูนรักษาดารงความมั่นคงไว้ ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ ประสานประโยชน์ทุกถ้วนหน้า รักษาสิทธิ เสรีภาพ สร้างความสามัคคี และมีคุณธรรม ธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ๔.๔.๑ หลักในการดำเนินการ คือ พยายามปลูกฝังความเชื่อที่มีคุณค่ายิ่งให้ ทหารแต่ละคนตลอดจนประชาชนทั้งชาติให้เป็นสังคมที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม มีระเบียบ วินัย ขยัน อดทน ประหยัด เสียสละ มีความเข้าใจและศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข มุ่งเสริมสร้างกำลังใจกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง และสถาบัน อันเป็นที่เคารพเททิดทูนของเขาโดยไม่ย่อท้อและไม่หวั่นเกรงต่ออันตรายทั้งปวง ๔.๔.๒ วัตถุประสงค์ในการปลูกฝังอุดมการณ์ในหน่วยทหาร ๑) เพื่อยึดเหนี่ยวความคิดความเชื่อของกำลังภายในหน่วย ให้เป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีความหมายซึ้งในคุณค่าและความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ๒) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และกำลังใจในการต่อสู้ของกำลังพล และเสริมสร้างความสามัคคีภายในหน่วย ๓) เพื่อเสริมสร้างและรักษาไว้ซึ่งระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ๔) เพื่อดำเนินการตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้าม ๕) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีแก่ประชาชน ในบทบาททางทหาร ๔.๓.๓ ปัจจัยสำคัญในการปลูกฝังอุดมการณ์ ๑) การเสริมสร้างคุณธรรมแห่งจิตใจ ๒) การเสริมสร้างความมีวินัย ๓) การเสริมสร้างความเข้าใจในระบอบ และลัทธิการปกครองต่างๆ และชี้แจงให้เห็นถึงข้อเสียเมื่อเปรียบเทียบกับการปกครองของเรา ๔) การเสริมสร้างศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข


๒๒๙ ตัวอย่าง แบบฟอร์มการประมาณการกิจการพลเรือน ---------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุด ของ ชุด หน้า ของ หน้า นามหน่วย ที่ตั้งหน่วยจัดทำ หมู่ วัน เวลา หมายเลขอ้างสาสน์ ประมาณการกิจการพลเรือนที่..... อ้างถึง : แผนที่ แผ่นบริวาร แผนผัง หรือเอกสารใด ๆ ตามความจำเป็น ๑. ภารกิจ ก. ภารกิจตามที่ระบุไว้จากการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาในขั้นที่ ๓ (วิเคราะห์ภารกิจ) ของลำดับ ขั้น ในการปฏิบัติงานของผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ ๒. สถานการณ์ และข้อพิจารณา ก. สถานการณ์ด้านข่าวกรอง รวมทั้งข่าวสารที่ได้รับจากนายทหารการข่าวกรอง เมื่อประมาณการ จำเป็นต้องกระทำในรายละเอียดและกระทำเป็นข้อเขียน อาจใช้สรุปข้อย่อและการอ้างถึงเอกสารข่าวกรอง หรือจะใช้ผนวกข่าวกรองประกอบการประมาณการก็ได้ ๑) ลักษณะพื้นที่ปฏิบัติการ ๒) กำลังและการวางกำลังของฝ่ายตรงข้าม ๓) ขีดความสามารถฝ่ายตรงข้าม ก) กระทบต่อภารกิจทางยุทธวิธี ข) กระทบต่อการปฏิบัติการกิจการพลเรือน ข. สถานการณ์ทางยุทธวิธี ข่าวสารที่ได้รับจากแนวทางในการวางแผนของผู้บังคับบัญชา และจาก นายทหารยุทธการ ๑) แสดงการวางกำลังของหน่วยรบหลักทางยุทธวิธี ๒) หนทางปฏิบัติต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นจะกระทำเพื่อบรรลุภารกิจทางยุทธวิธี (หนทางปฏิบัติ เหล่านี้ต้องนำมาใช้ตลอดการประมาณการนี้ ตามปกติ สธ.๓ จะเป็นผู้กำหนดสอง ห/ป.ขึ้นไป) ๓) การยุทธ์ในขั้นต่อไป (ถ้ามี) เช่น เข้าตีต่อไป หรือกลับไปเป็นกองหนุน รวมทั้งการ ปฏิบัติการอื่นใดที่จำเป็นต้องมีการประสานงานเพิ่มเติม ---------------------- (ประเภทเอกสาร)


๒๓๐ ---------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุด ของ ชุด หน้า ของ หน้า (ประมาณการกิจการพลเรือนที่.......หน่วย) ค. สถานการณ์กำลังพล รวมทั้งข้อมูลที่ได้รับจากนายทหารฝ่ายกำลังพล ๑) การวางกำลังในปัจจุบันของหน่วยและสถานที่ตั้งทางการกำลังพล ซึ่งมีผลกระทบต่อการ ปฏิบัติการกิจการพลเรือน ซึ่งจะได้มาจากการประมาณการกำลังพล ๒) การดำเนินงานทางด้านกำลังพลตามแผนที่คาดไว้ ว่าจะกระทำต่อไปที่อาจกระทบต่อ การปฏิบัติการใด ๆ ทางด้านกิจการพลเรือน ง. สถานการณ์การส่งกำลังบำรุง รวมทั้งข้อมูลจะได้รับจากนายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุง ๑) การวางกำลังในปัจจุบันของหน่วยและสถานที่ตั้งทางการส่งกำลังบำรุง ซึ่งอาจจะมี ผลกระทบต่อการปฏิบัติการกิจการพลเรือน ซึ่งจะได้มาจากการทำประมาณการส่งกำลังบำรุง ๒) การดำเนินงานทางด้านส่งกำลังบำรุงตามแผนที่คาดไว้ ที่อาจจะกระทบต่อการ ปฏิบัติการกิจการพลเรือน จ. สถานการณ์กิจการพลเรือน จัดเรียงเป็นข้อย่อยที่สามารถบรรจุไว้ภายในประมาณการฉบับนี้ได้ แต่ในหน่วยระดับสูงอาจต้องทำเป็นผนวกประกอบประมาณการนี้ เนื่องจากมีรายละเอียดมาก ๑) หน้าที่ของรัฐ/ส่วนภูมิภาค ก) การบริหารงานปกครอง ข) ความปลอดภัยสาธารณะ ค) สาธารณสุข ง) การแรงงาน จ) กฎหมาย ฉ) ประชาสงเคราะห์ ช) ระบบการเงิน ซ) การศึกษา ด) การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ๒) เศรษฐกิจ ก) เศรษฐกิจและการค้าขาย ข) อาหารและเกษตรกรรม ค) ภาวะด้านการตลาดของเอกชน ง) การควบคุมทรัพย์สิน ------------------------------- (ประเภทเอกสาร)


๒๓๑ ---------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุด ของ ชุด หน้า ของ หน้า (ประมาณการกิจการพลเรือนที่.......หน่วย) ๓) สาธารณูปโภค ก) การสื่อสาร (การไปรษณีย์ โทรศัพท์) ข) การขนส่ง (ทางบก ทางเรือ ทางอากาศ) ค) เทศกิจ ๔) อื่น ๆ ก) ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และพวกพลัดถิ่น ข) ศิลปกรรม อนุสาวรีย์ รูปปั้น ค) ประเพณีและวัฒนธรรม ง) ข้อมูลทางด้านพลเรือนอื่น ๆ ฉ. สมมุติฐาน สมมุติฐานใด ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เป็นมูลฐานสำหรับการริเริ่มวางแผน หรือการทำ ประมาณการ สมมุติฐานย่อมแก้ไขต่อไปเป็นข้อมูลที่เป็นจริง เมื่อมีแนวทางในการวางแผนโดยเฉพาะขั้นตอนแรก อาจไม่สามารถกำหนดสมมุติฐานให้ชัดเจนได้ แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นการวิเคราะห์แล้วอาจติดขัดจึงจำเป็นต้องกำหนด สมมุติฐานขึ้นมาเพื่อช่วยให้สามารถทำการวิเคราะห์ต่อไปได้ ๓. การวิเคราะห์ วิเคราะห์ปัจจัยทั้งปวงทางด้านกิจการพลเรือน ตามข้อ ๒ จ ต่อแต่ละหนทางปฏิบัติทางยุทธวิธีที่ สธ.๓ ได้กำหนดเอาไว้ (ข้อ ๒ ข.๒) เพื่อให้เห็นถึงปัญหาและข้อเสียต่าง ๆ ๔. การเปรียบเทียบ ก. ประเมินค่าข้อขัดข้องของกิจการพลเรือน (ถ้ามี) โดยเพ่งเล็งต่อความสำเร็จภารกิจ โดยใช้ หนทางปฏิบัติทางยุทธวิธี ซึ่งเขียนไว้ในประมาณสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชา หรือประมาณการยุทธ์ของ สธ.๓ มาพิจารณา ข. ค้นหาข้อดีและข้อเสียของแต่ละหนทางปฏิบัติทางยุทธวิธี ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่จากข้อคิด ทางด้านกิจการพลเรือน รวมทั้งวิธีต่าง ๆ ที่ใช้แก้ไขข้อบกพร่อง หรือการแก้ไขดัดแปลงซึ่งใช้ในแต่ละ หนทางปฏิบัติ ---------------------- (ประเภทเอกสาร)


๒๓๒ ---------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุด ของ ชุด หน้า ของ หน้า (ประมาณการกิจการพลเรือนที่.......หน่วย) ๕. ข้อสรุป ก. จากการพิจารณาในแง่กิจการพลเรือน แสดงให้เห็นว่าภารกิจตามที่กำหนดไว้ในข้อแรกนั้น สามารถสนับสนุนได้หรือไม่ ข. ค้นหาข้อดีและข้อเสียของแต่ละหนทางปฏิบัติทางยุทธวิธี ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่จากข้อคิด ทางด้านกิจการพลเรือน รวมทั้งวิธีต่าง ๆ ที่ใช้แก้ไขข้อบกพร่อง หรือการแก้ไขดัดแปลงซึ่งต้องใช้ในแต่ละ หนทางปฏิบัติ ๕. ข้อสรุป ก. จากการพิจารณาในแง่กิจการพลเรือน แสดงให้เห็นว่าภารกิจตามที่กำหนดไว้ในข้อแรกนั้น สามารถสนับสนุนได้หรือไม่ ข. ระบุถึงว่าหนทางปฏิบัติใดหรือหลายหนทางปฏิบัติที่คาดว่าจะกระทำ สามารถสนับสนุนในแง่ กิจการพลเรือนได้ดีที่สุด ค. ระบุถึงปัญหาและข้อขัดข้องทางด้านกิจการพลเรือนของแต่ละหนทางปฏิบัติ ง. ระบุถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหาและข้อขัดข้องนั้นทางด้านกิจการพลเรือนรวมถึงข้อเสนออื่น ๆ (ลงชื่อ)......................................... (.......................................) ตำแหน่ง....................................... ผนวก : (ตามความจำเป็น) การแจกจ่าย : การรับรองสำเนา (ยศ,ชื่อ)......................................... (.......................................) ตำแหน่ง....................................... ---------------------- (ประเภทเอกสาร)


๒๓๓ เอกสารอ้างอิง ๑. รส.๑๐๑ - ๕ การจัดและการดำเนินงานของฝ่ายอำนวยการ ๒. นส.๑๐๐ – ๙ การประมาณสถานการณ์ของกองบัญชาการ รร.สธ.ทบ. ๓. คู่มือการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง ๔. เอกสารการสอนของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ๕. เอกสารการสอนของศูนย์การทหารราบ


Click to View FlipBook Version