๔๗ นอกจากนั้นฝ่ายสวัสดิการของกองพล ยังรับผิดชอบในการดำเนินการ เกี่ยวกับการกีฬา อุปกรณ์การกีฬา และหนังสือพิมพ์ เพื่อแจกจ่ายไปยังหน่วยต่างๆ ด้วย หัวหน้าฝ่ายกำลังพลของกองพล เป็นผู้กำกับดูแลการปฏิบัติงานใน ความรับผิดชอบของฝ่ายสวัสดิการกองพล ๓.๑.๒.๔ การบริการทางศาสนา อนุศาสนาจารย์บรรจุอยู่ในฝ่ายอนุศาสนาจารย์ของ กองบัญชาการกองพล ตามปกติแล้วจะปฏิบัติงานอยู่ในกองบัญชาการกองพล และจะไม่บรรจุให้ หรือ ส่งไปขึ้นสมทบกับหน่วยรบ แต่จะจัดให้มีศาสนกิจทั้งกองพลตามแต่สถานการณ์จะอำนวยให้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งต้องจัดให้มีการปฏิบัติทางศาสนกิจตามสถานพยาบาลของกองพลทุกแห่งตลอดเวลา นับว่าเป็น เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการพิเศษซึ่งดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของหัวหน้าฝ่ายกำลังพล (สธ.๑) ของกองพล ในยามฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้อนุศาสนาจารย์ปฏิบัติหน้าที่อื่น ซึ่งมิใช่ศาสนกิจ อนุศาสนาจารย์จะต้องไม่รับมอบหน้าที่ใด ซึ่งขัดแย้งกับสถานภาพของตนตามสัญญานานาชาติที่กรุงเจนีวา เช่น ทำหน้าที่ในการรบโดยตรง, เป็นนายทหารฝ่ายการค้า, เป็นกรรมการศาล หรือผู้พิจารณาตัดสินคดี ๓.๑.๒.๕ การบริการบำรุงความสุข จัดให้มีขึ้นได้โดยการจัดให้มีการแจ้งข่าวสาร คำแนะนำ และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว ช่วยเหลือติดต่อกับองค์การของรัฐบาล หรือเอกชนเกี่ยวกับ เงินปันผล การจ่ายเงิน และการบริการต่างๆ ที่ทหารพึงได้รับ ๓.๑.๒.๖ การบริการทางกฎหมาย ทหารมักต้องการคำแนะนำ และการช่วยเหลือ ทางกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาส่วนตัว การช่วยเหลือทางกฎหมายนี้เป็นนโยบายของกองทัพบกที่จะ ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำแก่ทหารและผู้อยู่ในอุปการะของทหารเท่าที่จะทำได้ ได้แก่ การให้คำแนะช่วยเหลือ ญาติ พี่น้องทางบ้าน หน้าที่พลเมืองและเรื่องภาษี ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ คือ นายทหารพระธรรมนูญ ๓.๑.๒.๗ การบริการทางการแพทย์ แจ้งให้นายแพทย์ใหญ่ทราบถึง ข่าวสาร และ แนะแนวทางสำหรับปฏิบัติแผนการบริการทางแพทย์ของหน่วย โดยทบทวนแผนแล้วอนุมัติ และประกาศใน คำสั่งช่วยรบ ดำเนินการปรับปรุงปริมาณอัตราทหารที่ประสบอันตรายป่วยไข้และบาดเจ็บ สำหรับการปฏิบัติ ในอนาคต ปรับปรุงปริมาณอัตราเชลยศึกที่ประสบอันตราย ป่วยไข้และบาดเจ็บ และให้ข้อเสนอแนะนโยบาย เกี่ยวกับการส่งกลับ การรักษาพยาบาล กำลังพลสูญเสียเนื่องจากธุลีตกในสงคราม เคมี ชีวะ รังสี (คชร.) ๓.๑.๒.๘ การแนะแนวทางจริยธรรม ตามปกติแล้วนายทหารฝ่ายธุรการและกำลังพล จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานของคณะกรรมการแนะแนวทางจริยธรรม ๓.๑.๓ การจัดให้มีการลาสำหรับทหารเป็นรายบุคคล หรือเป็นกลุ่ม ช่วยให้มีความผ่อนคลาย ความเมื่อยล้าทางใจ และทางร่างกาย เนื่องจากการรบและเป็นการฟื้นฟูให้กลับมีสภาพพร้อมรบต่อไป หลักการแบ่งส่วนให้ลาโดยยุติธรรม มี ๒ ประการคือ โควตาของหน่วย และการ ปฏิบัติงานของหน่วย เครื่องอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการพักและการลา ที่มีอยู่ในยุทธบริเวณโดยปกติ แบ่งไว้ ๔ ประเภท คือ ๓.๑.๓.๑ ค่ายพัก (Rest Camp) จัดเป็นที่สำหรับพักผ่อนและฟื้นฟูกำลังพลที่ได้ ปฏิบัติการรบจนอิดโรยมาแล้วให้กลับมีสภาพดี ตั้งอยู่ในพื้นที่ข้างหลังของกองพลใกล้กับที่พยาบาลกองพล สิ่งอำนวย ความสะดวก คือ อาคารบ้านพักสำหรับกินนอน ผู้บัญชาการกองพล มีอำนาจในการแต่งตั้ง ผู้จัดการค่ายพัก นายแพทย์ใหญ่ของกองพลเป็นผู้ดำเนินงาน
๔๘ ๓.๑.๓.๒ พื้นที่พักผ่อน (Rest Area) จัดเพื่อให้ความสะดวกสบายแก่ทหารที่มา พักผ่อนและฟื้นฟู ปกติมักเป็นหน่วยขนาดตั้งแต่กองพันขึ้นไป โดยธรรมดาตั้งอยู่ในเขตหน้าแต่อาจตั้งอยู่ใน เขตหลังก็ได้ โดยตั้งอยู่ย่านกลางใกล้ข่ายถนน สิ่งอำนวยความสะดวกอาจเป็นอาคารถาวร หรือชั่วคราว มี การฝึกเพื่อปรับสภาพทหาร มีการบริการอื่นๆ เช่นเดียวกัน อาจมอบให้กองพลในเขตหน้าและส่วนต่างๆ ของ เขตหลัง ๓.๑.๓.๓ ศูนย์การพักผ่อน (Recreation Center) เป็นที่พักแรมขนาดใหญ่ หรือ สถานที่ที่ได้ปรับปรุงให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้นายทหาร นายสิบ และพล ทหารที่ได้รับอนุญาตให้ลาได้รับการพักผ่อน เพื่อคลายความเคร่งเครียดจากการรบ โดยจัดให้เข้าอยู่กินใน โรงเรือนที่ถาวรได้รับการบำรุงเลี้ยงดูดีพอสมควร มีโอกาสได้รับความบันเทิงและพักผ่อนหย่อนใจ โดยธรรมดา ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ๆ หรือสถานที่พักผ่อนในบริเวณที่เขาใช้เป็นสถานที่พักผ่อน ซึ่งห่างไกลจากพื้นที่การรบ มีสิ่งอำนวยการสะดวก มีโรงแรม ภัตตาคาร สโมสร ร้านค้า โรงภาพยนต์ สระว่ายน้ำ ห้องสมุดและอื่น ๆ สำหรับพักผ่อน และหย่อนใจ และมี ผบ. เขตหลังเป็นผู้จัดตั้ง โดยจะได้รับมอบอำนาจจาก ผบ. ยุทธบริเวณ ๓.๑.๓.๔ พื้นที่การลา (Leave Area) เป็นพื้นที่พักผ่อนที่ใหญ่ที่สุด ภายในพื้นที่การ ลาจะมีศูนย์การพักหลาย ๆ ศูนย์อยู่ในพื้นที่ มีที่ตั้งอยู่ในหรือเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดของเมืองใหญ่ หรือตามหมู่บ้านใหญ่ ๆ หรือตำบลที่เขานิยมใช้เป็นที่พักผ่อนไปมาหากันได้สะดวก และเป็นสถานที่ที่อยู่ใน ความสนใจของทหาร ควรอยู่ห่างจากพื้นที่ซึ่งมีการปฏิบัติการทางยุทธวิธี มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีสโมสร ห้องสมุด ร้านค้า ที่เล่นกีฬา โรงมหรสพ และโรงแสดงต่าง ๆ เพื่อให้เลือกใช้บริการได้ตามชอบใจ โดยมี ผบ.เขตหลัง ได้รับมอบในการจัดตั้ง ๓.๒ การทะเบียนศพ การดำเนินการเกี่ยวกับการทะเบียนศพอย่างบังเกิดผลดีนั้นจะช่วยให้ดำรงไว้ ซึ่งขวัญของหน่วยรบ และทำให้มีการสุขาภิบาลที่ดีในสนาม ศพของข้าศึกคงมีการปฏิบัติเช่นเดียวกับศพของ ฝ่ายเรา เว้นแต่แยกไว้ต่างหากจากศพของฝ่ายเรา ๓.๒.๑ การปฏิบัติต่อศพ ศพต่างๆ จะได้รับการชันสูตรโดยเร็วที่สุด สมบูรณ์ที่สุดและถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามธรรมดาจะส่งศพไปพร้อมกับสิ่งของติดตัว จากพื้นที่ข้างหน้าด้วยเครื่องมือขนส่งที่กำลังจะเดินทางกลับไป ยังพื้นที่ข้างหลัง ปกติแล้วมักเป็นรถกระสุน หรือรถสัมภาระเปล่า ตามปกติการส่งศพจากพื้นที่ข้างหน้า กระทำด้วยเครื่องมือขนส่งที่กำลังจะเดินทาง กลับไปยังพื้นที่ข้างหลัง อาจจะเป็นรถกระสุนหรือรถสัมภาระเปล่าก็ได้ หน่วยต่างๆ ในแนวหน้า รับผิดชอบ ในการส่งศพกลับไปยังขบวนสัมภาระพักกองพัน ตอนการศพกองร้อยพลาธิการจัดตั้งตำบลรวบรวมศพของ กองพลขึ้นในพื้นที่สนับสนุนของกองพล ๓.๒.๒ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่การทะเบียนศพ คือ ๓.๒.๒.๑ จัดตั้งตำบลรวบรวมศพ ๓.๒.๒.๒ ค้นหาศพในสนามหรือที่อื่นๆ ที่ยังไม่ได้ฝังรวมทั้งศพที่อยู่โดดเดี่ยว และมิได้ ทำเครื่องหมาย ๓.๒.๒.๓ เก็บทรัพย์สินและลงบัญชีรายการทรัพย์สินของผู้ตายตามแบบฟอร์มที่กำหนด ๓.๒.๒.๔ ตรวจสอบพื้นที่สำหรับรายการพิสูจน์หลักฐานโดยทันที ๓.๒.๒.๕ รวบรวมหลักฐาน, ส่งกลับ และฝัง
๔๙ ๓.๒.๒.๖ ทำหลักฐานที่หลุมฝังศพทั้งหมด ภารกิจประการหนึ่งของกองร้อยทหาร พลาธิการของพล คือ จัดการกิจการศพของกองพล ๓.๒.๓ ความรับผิดชอบในการฝังศพและการทะเบียนศพ ๓.๒.๓.๑ ผู้บังคับบัญชา เป็นผู้รับผิดชอบต่อกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อศพ ภายในเขตของตน ๓.๒.๓.๒ นายทหารฝ่ายธุรการและกำลังพล เป็นผู้รับผิดชอบในการวางแผน, ประสานงานและกำกับดูแลกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับการทะเบียนศพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ช่วยนายทหารฝ่าย ธุรการและกำลังพลของกรม ยังต้องทำหน้าที่เป็นนายทหารฝ่ายจัดการศพของกรมอีกด้วย ๓.๒.๓.๓ ตอนการศพ กองร้อยทหารพลาธิการกองพล เป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติ เกี่ยวกับศพและทำทะเบียนศพอย่างแท้จริง ๓.๒.๔ ผู้ที่นายทหารฝ่ายกำลังพลต้องประสานงานเกี่ยวกับการทะเบียนศพ คือ ๓.๒.๔.๑ นายทหารเสนารักษ์ เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายศพจากที่พยาบาล ๓.๒.๔.๒ อนุศาสนาจารย์ เกี่ยวกับการศาสนาที่ถูกต้อง ๓.๒.๔.๓ ผบ.มว.การศพ/ฝ่ายพลาธิการ เกี่ยวกับแผนปฏิบัติการ ณ ตำบลรวบรวมศพ ๓.๒.๔.๔ นายทหารส่งกำลังบำรุง เกี่ยวกับยานพาหนะบรรทุกศพ ๓.๒.๕ การส่งศพกลับ ๓.๒.๕.๑ หน่วยต่างๆ ในแนวหน้ารับผิดชอบในการส่งศพกลับไปยังขบวนสัมภาระพัก ของกองพัน ๓.๒.๕.๒ เจ้าหน้าที่ตำบลรวบรวมศพของกองพล รับผิดชอบในการขนส่งศพจาก ขบวนสัมภาระพักของกองพันไปยังตำบลรวบรวมศพของกองพล ๓.๒.๕.๓ ฌาปนสถานของกองทัพ รับผิดชอบในการขนส่งศพจากตำบลรวบรวมศพของ กองพลไปยังข้างหลัง ๓.๒.๕.๔ การส่งศพจากสถานที่พยาบาลกองพัน ไปยังขบวนสัมภาระพักของกองพัน เป็นความรับผิดชอบของหน่วยต้นสังกัด ๓.๒.๕.๕ การส่งศพจากที่พยาบาลกองพลไปยังตำบลรวบรวมศพของกองพล เป็น ความรับผิดชอบของตำบลรวบรวมศพของกองพล ๓.๓ ระบบการรายงานการสูญเสีย ๓.๓.๑ ความมุ่งหมาย คือ ๓.๓.๑.๑ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการแจ้งการสูญเสียได้มีหลักฐานการสูญเสีย จากการรบ และมิใช่จากการรบไว้อย่างสมบูรณ์ เพื่อแจ้งให้ญาติของผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ และทำหลักฐาน เพื่อจ่ายเงินตอบแทนตามสิทธิ์ต่างๆ อันพึงจะได้รับเพื่อดำรงรักษาขวัญทหาร ๓.๓.๑.๒ เพื่อให้ได้ข่าวสารอันจำเป็นต่อการทำตารางอัตราการสูญเสีย และการ ประมาณความต้องการกำลังทดแทน และทำบัญชีกำลังพลอย่างถูกต้อง
๕๐ ๓.๓.๒ การสูญเสียกำลังพลกำหนดออกได้เป็น ๓ ประเภท คือ การสูญเสียจากการรบ, การสูญเสียที่มิใช่จากการรบ, และการสูญเสียทางธุรการ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสูญเสีย ได้แก่ ที่ตั้ง, ชนิดของการยุทธ, ภูมิประเทศ, ประสิทธิภาพของข้าศึก, ลมฟ้าอากาศ และอากาศประจำถิ่น, สภาพการฝึก และขวัญของหน่วยทหาร, ระยะเวลาในการรบ, การสุขาภิบาล และเวชกรรมป้องกัน (รายละเอียดตามข้อ ๑.๓.๒.๔) ๓.๔ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และบำเหน็จรางวัล เป็นการให้เพื่อเป็นการตอบแทนในการปฏิบัติงานที่สำเร็จ และมีผลต่อทางราชการ และ สมควรที่จะให้บุคคลอื่นทราบถึงความดีนั้น และทำให้บุคคลนั้นมีความภาคภูมิใจรวมไปถึงชื่อเสียงของหน่วย นั้นๆ ด้วยจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงควรที่จะมีมาตรการที่รอบคอบและยุติธรรม ซึ่งจะส่งผลย้อนมาถึงการ สร้างขวัญ และกำลังใจให้กับบุคคลอื่นๆ ให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงานให้เต็มขีดความสามารถ ๓.๔.๑ ความรับผิดชอบ ๓.๔.๑.๑ นโยบายในการให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และบำเหน็จรางวัลได้มีการ วางแผนไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ๓.๔.๑.๒ หน่วยต่างๆ ต้องปฏิบัติตามแผนและคำชี้แจง ๓.๔.๑.๓ การเสนอขอต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว ถูกต้องตามนโยบาย ๓.๔.๑.๔ มีการประชาสัมพันธ์และการโฆษณาอย่างเหมาะสม ๓.๔.๑.๕ คอยแก้ไขนโยบายให้เหมาะสมอยู่เสมอ ๓.๔.๒ นโยบาย ๓.๔.๒.๑ ให้โดยเท่าเทียมและยุติธรรม ๓.๔.๒.๒ นโยบายต้องเป็นแบบเดียวกัน ๓.๔.๒.๓ ไม่ควรแบ่งส่วนหรือโควตาในการให้ ๓.๔.๒.๔ ให้บุคคลที่มีสิทธิ์และสมควรได้จริงๆ การมอบอำนาจ เพื่อให้การดำเนินการ ได้โดยรวดเร็วและเป็นผลดีต่อผู้ปฏิบัติงานด้วยความกล้าหาญ และดีเด่น จึงจำเป็นต้องมอบอำนาจให้แก่ ผบ. ในสนาม ๓.๔.๓ การให้บำเหน็จความชอบของกองทัพบกไทย มี ๓ ประเภท คือ ๓.๔.๓.๑ การเลื่อนชั้นเงินเดือน ๓.๔.๓.๒ การให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญตรา ๓.๔.๓.๓ การชมเชย ๔. การรักษากฎ วินัย ข้อบังคับ คำสั่ง ๔.๑ การควบคุมกวดขั้นความประพฤติ และวินัย วัตถุประสงค์ของการรักษาระเบียบวินัย คือ เพื่อให้ประสิทธิภาพในการรบของหน่วยสูง และรักษาระดับกำลังพลไม่ให้ลดเนื่องจากถูกลงโทษ ๔.๑.๑ วิธีการที่ ผบ. และฝ่ายอำนวยการจะรักษาไว้ซึ่ง วินัย, กฎข้อบังคับ และคำสั่ง กระทำ ได้ ๒ วิธีคือ วิธีป้องกัน และวิธีแก้ไข ๔.๑.๑.๑ วิธีป้องกัน เป็นการเพิ่มความเคารพนับถือและเชื่อฟังปฏิบัติตามวินัย เพื่อ มิให้เกิดการลงโทษอย่างหนัก ได้แก่ กระบวนการซึ่งจะทำให้ทหารมีอุปนิสัยและท่าทางอันเหมาะสม อันจะ
๕๑ เป็นทางนำไปสู่การเชื่อฟัง และเคารพต่อหน้าที่ และรวมทั้งขบวนการขจัดสาเหตุที่ทำให้มีการฝ่าฝืนกฎ ข้อบังคับ เช่น ๑) ใช้หลักความเป็นผู้นำที่เหมาะสมทุกระดับหน่วย ๒) ชี้แจงให้ทราบในเรื่องข้อผูกพันในหน้าที่ และสิทธิ ๓) ให้ทหารแน่ใจว่าทหารมีโอกาสที่จะร้องทุกข์ได้ และเมื่อร้องทุกข์แล้ว ผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการได้ ๔) จัดพิมพ์แจกจ่ายนโยบายให้ลาโดยยุติธรรมและประกอบด้วยเหตุผล ๕) ปรับวินัย โดยอบรมให้เข้ากับท้องถิ่น ๖) ว่ากล่าวตักเตือนเป็นการส่วนตัวในกรณีที่ทำผิดเพียงเล็กน้อย ๗) จัดให้มีวิธีการ และรายงานในอันที่จะเพิ่มพูนความสง่าผ่าเผยในทางทหาร และให้รู้สึกภูมิใจในหน่วยของตน บุคลิกลักษณะ มีความรู้ในอันที่จะส่งเสริมกองทัพให้เจริญรุ่งเรือง ๘) ผู้บังคับบัญชาต้องให้การแนะนำ เป็นที่ปรึกษาและใช้คำวิจารณ์ ๙) ศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุแห่งการละเมิดระเบียบวินัยและขจัดสาเหตุนั้นเสีย ๑๐) ใช้สารวัตรในทางที่เหมาะสม ๑๑) ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ๑๒) กำหนดอาคาร และพื้นที่ห้ามเข้า อันเป็นสถานที่ก่อเรื่องยุ่งยาก ๔.๑.๑.๒ วิธีแก้ไข เป็นกระบวนการที่ใช้กับความผิดซึ่งเป็นอยู่ขณะนั้น และใช้กับ ผู้กระทำความผิดส่วนมาก หรือกระทำความผิดบ่อยๆ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ใช้เพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งกฎ ข้อบังคับ และคำสั่ง ในกรณีที่ใช้กระบวนการป้องกันไม่ได้ผล วิธีการนี้ได้แก่ การควบคุมตัวผู้กระทำความผิด, การพิจารณาคดีของศาลอาญาศึก, การลงโทษ, การกักขัง และการแก้ไขให้กลับเป็นคนดีขึ้น ๔.๑.๒ ทัณฑ์ที่จะลงแก่ทหารที่กระทำผิดต่อวินัยทหารตามที่กำหนดไว้มี ๕ สถาน คือ ภาคทัณฑ์, ทัณฑกรรม, กัก, ขัง และจำขัง (จำขังคือขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร) ๔.๒ การจัดการต่อทหารพลัดหน่วย ๔.๒.๑ ทหารพลัดหน่วย คือ ทหารที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ในเขตหน้าแล้วหายไปจากหน่วย โดย มิได้รับอนุญาต หรือไม่มีอำนาจในการปฏิบัติเช่นนั้น มี ๔ ประเภท คือ ๔.๒.๑.๑ ประเภท ก ได้แก่ ทหารที่หลงทางและพยายามจะกลับที่หน่วยของตน ๔.๒.๑.๒ ประเภท ข ได้แก่ ทหารที่แสดงอาการให้ปรากฏว่าไม่สามารถรู้สึกรับผิดชอบ ต่อการกระทำของตนเองได้ เนื่องจากเสียขวัญและมึนงง ๔.๒.๑.๓ ประเภท ค ได้แก่ ทหารที่วิ่งหนีเตลิดไปโดยไม่ปรากฏสาเหตุ ๔.๒.๑.๔ ประเภท ง ได้แก่ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ระดับกองพล ตามปกติทหารสารวัตรจะเป็นผู้จัดตั้งตำบลควบคุมทหารพลัดหน่วยขึ้นในพื้นที่ ข้างหลัง โดยเมื่อกองพลเข้าประจำแนว ทหารสารวัตรจะจัดแนวควบคุมทหารพลัดหน่วยขึ้น แนวนี้เป็นแนว การลาดตระเวนของหมู่ตรวจของทหารสารวัตรโดยต่อเนื่อง เป็นจุดตามทางขวางในเขตปฏิบัติการของกองพล ปกติจะอยู่ชิดหลังแนวที่ตั้งปืนใหญ่กลางของกองพล
๕๒ ๔.๓ การดำเนินการทางธุรการในการพิจารณาคดีทางทหาร ๔.๓.๑ ประเภทของศาลทหาร ประกอบด้วย ศาลทหารในเวลาปกติ และศาลทหารในเวลา ไม่ปกติ ๔.๓.๑.๑ ศาลทหารในเวลาปกติแบ่งเป็น ๓ ชั้น คือ ๔.๓.๑.๑(๑) ศาลทหารชั้นต้น ประกอบด้วย ศาลมณฑลทหารบก และ ศาลทหารกรุงเทพ ๔.๓.๑.๑(๒) ศาลทหารชั้นกลาง ๔.๓.๑.๑(๓) ศาลทหารสูงสุด ๔.๓.๑.๒ ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ ได้แก่ ศาลอาญาศึก ศาลอาญาศึก ในกรณีที่ หน่วยทหารอยู่ในยุทธบริเวณ ให้ผู้บังคับบัญชาสูงสุด ณ ที่นั้นที่มีกำลังทหารอยู่ในบังคับบัญชาซึ่งอัตรากำลังได้ จัดเป็นหน่วยตั้งแต่หนึ่งกองพันขึ้นไปตั้งศาลอาญาศึกขึ้นพิจารณา พิพากษาคดีที่เกิดขึ้นภายในเขตอำนาจหน้าที่ ของหน่วยนั้น โดยให้ใช้ชื่อของหน่วยทหารนั้นเป็นชื่อศาลอาญาศึก ที่ได้ตั้งขึ้น ๔.๓.๒ ในเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทหารนั้น มีสิ่งที่ควรจะทำความเข้าใจดังนี้ ๔.๓.๒.๑ การกระทำความผิด ทหารคนใดกระทำความผิดอย่างใดๆ ก็ต้องได้รับโทษ ทางอาญาตามกฎหมายนั้นๆ เช่นเดียว กับบุคคลพลเรือนทั่วไป ๔.๓.๒.๒ ความผิดเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ประมวลกฎหมายอาญา ทหาร เป็นพระราชบัญญัติกำหนดลักษณะโทษแห่งความผิดต่างๆ อันเป็นฐานล่วงละเมิดต่อกฎหมาย และ หน้าที่ฝ่ายทหาร ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความประพฤติของบุคคลที่เป็นทหาร แต่มีบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นจาก ความประพฤติของ บุคคลพลเรือนก็ได้ ๔.๓.๒.๓ ผู้กระทำความผิดที่เป็นทหารต้องพิจารณาคดีในศาลทหาร บุคคลผู้กระทำ ความผิดที่ เป็นทหารไม่ว่ากระทำความผิดอาญาอย่างใดๆ ต้องขึ้นศาลทหารทั้งสิ้น โดยไม่คำนึงว่าผู้เสียหายจะ เป็นผู้ใด ๔.๓.๒.๔ คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารมี ๔ ประเภท คือ ๔.๓.๒.๔(๑) คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ใน อำนาจศาล ทหารกระทำความผิดด้วยกัน ๔.๓.๒.๔(๒) คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจพลเรือน ๔.๓.๒.๔(๓) คดีที่ต้องดำเนินในศาลคดีเด็กและเยาวชน ๔.๓.๒.๔(๔) คดีที่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ๔.๓.๒.๕ การดำเนินการสอบสวนเมื่อทหารตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เมื่อทหาร กระทำความผิดในทางอาญาที่จะต้องพิจารณาคดีในศาลทหาร ผู้ที่มีอำนาจทำการสอบสวน คือ นายทหาร พระธรรมนูญหรืออัยการทหาร แต่ในกรณีที่หน่วยทหารหน่วยนั้นมีนายทหารสืบสวนสอบสวนก็สามารถทำ การสอบสวนเองได้ หากในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นบุคคลพลเรือนหรือแม้แต่ทหารด้วยกันเอง ก็ตามไปร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน (ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ) พนักงานสอบสวนก็คงมีอำนาจทำการสอบสวนได้ เช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลทั่วไป ในกรณีเช่นนี้พนักงานสอบสวนจะต้องแจ้งให้ฝ่ายทหารมาร่วม ฟังการสอบสวน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงาน กรณีทหารถูกหาว่า กระทำความผิดอาญา พ.ศ.๒๕๔๔ ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้นายทหารสัญญาบัตรไปร่วมฟังการสอบสวน
๕๓ ซึ่งจะเป็นนายทหารพระธรรมนูญ, นายทหารสืบสวนสอบสวน หรือนายทหาร ตั้งแต่พนักงานสอบสวนเริ่ม ดำเนินการสอบสวนจนปิดสำนวนการสอบสวน ๔.๓.๒.๖ การฟ้องคดีอาญาในศาลทหาร ในเวลาปกติ ให้อัยการทหารหรือผู้เสียหาย ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อจำเลย ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจ ของศาลทหาร แต่ถ้าผู้เสียหายมิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร (บุคคลพลเรือนทั่ว ๆ ไป) แล้วต้องมอบ คดีให้อัยการทหารเป็นโจทก์ ซึ่งผู้เสียหายที่มีอำนาจเป็นโจทก์ดังกล่าวข้างต้นสามารถแต่งทนายได้ สำหรับ จำเลยนั้นสามารถแต่งทนายได้ทั้งศาลทหารในเวลาปกติ และและศาลทหารในเวลาไม่ปกติ ทนายตามที่กล่าว มานี้ ต้องเป็นทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ คือ ทนายความทั่ว ๆ ไปนั่นเองกับทนายตามที่ กห. กำหนด เมื่อทนายได้รับอนุญาตจากศาลแล้วให้ว่า ต่างหรือแก้ต่างได้ ๕. การจัดการใน บก. มีความรับผิดชอบในเรื่องของการจัดสำนักงาน การประสานงานและกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายหน่วย (เลือกที่ตั้ง) กำกับดูแลกำลังพลแทน ผบ. เสนอการใช้กำลังพลเป็นกลุ่มก้อน ประสานและกำกับดูแลการใช้ พื้นที่ของ บก. ๕.๑ ที่บังคับการ ที่บังคับการ คือ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการใช้เป็นที่ปฏิบัติงาน ที่บังคับการเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการควบคุมหลักสำหรับผู้บังคับบัญชา ในการควบคุมและบังคับ บัญชาหน่วยรอง การปฏิบัติการรบที่มีประสิทธิภาพมักจะแบ่งการบังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการประจำอยู่ ณ ที่บังคับการของหน่วยเสมอ ๕.๒ ที่ตั้งที่บังคับการ ที่ตั้งที่บังคับการเป็นส่วนสำคัญในการติดต่อสื่อสาร ฉะนั้นข้อเสนอแนะของฝ่ายการสื่อสาร ในเรื่องเกี่ยวกับที่ตั้ง จะต้องนำมาพิจารณาเป็นพิเศษ ผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือเป็นผู้รับผิดชอบในการ กำหนดที่ตั้งที่บังคับการของหน่วย หากผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือไม่ได้กำหนด ผู้บังคับบัญชาหน่วยนั้นต้อง กำหนดเอง นายทหารฝ่ายยุทธการจะเป็นผู้เสนอแนะที่ตั้งที่บังคับการอย่างกว้าง ๆ หลังจากที่ได้ประสานกับ นายทหารฝ่ายกำลังพล และนายทหารฝ่ายการสื่อสารแล้ว นอกจากนี้ นายทหารฝ่ายยุทธการยังรับผิดชอบในการเสนอแนะการย้ายและเวลาการย้าย ของที่ตั้งที่บังคับการอีกด้วย สำหรับนายทหารฝ่ายกำลังพลมีหน้าที่รับผิดชอบเสนอแนะที่ตั้งที่บังคับการที่ แน่นอน และวางแผนการจัดระเบียบภายในโดยประสานกับนายทหารฝ่ายการสื่อสาร บางโอกาสนายทหาร ฝ่ายกำลังพลอาจมอบหน้าที่ให้กับหัวหน้ากองบังคับการของหน่วย ( ผู้บังคับกองร้อยสนับสนุนการรบ ) ก็ได้ และให้ถือแผนการปฏิบัติในทางยุทธวิธีมาเป็นข้อพิจารณาดังนี้ ๑) ชนิดของการปฏิบัติการทางยุทธวิธี ๒) เส้นทางการคมนาคม และสภาพการจราจร ๓) ความต้องการในการติดต่อสื่อสาร ๔) พื้นที่กว้างพอกระจายส่วนต่าง ๆ ได้ ๕) ตรวจการณ์ได้ดี มีการกำบัง ซ่อนพราง และระวังป้องกันดี ๖) มีพื้นที่สำหรับเครื่องบินปีกหมุนขึ้นลง และมีทางไปสู่นามบินเครื่องบินสำหรับเครื่องบิน ปีกติดลำตัว
๕๔ ๕.๓ ที่บังคับการกองพันและกรม ที่บังคับการของกองพันและกรม สามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วน คือ ๕.๓.๑ ที่บังคับการหน้า ๕.๓.๒ ที่บังคับการหลัง ๕.๓.๓ ที่บังคับการสำรอง ๕.๓.๑ ที่บังคับการหน้า ปกติจะตั้งอยู่บริเวณพื้นที่กองหนุนหรือใกล้ ๆ กับกองหนุนของหน่วย ซึ่ง ประกอบด้วย ผู้บังคับหน่วย ฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายกิจการพิเศษ นายทหารติดต่อที่มาจากหน่วยที่มาสมทบ นายสิบและพลทหารเท่าที่จำเป็น ระดับกองพันทหารราบจะมีผู้ปฏิบัติงานอยู่ในที่บังคับการหน้าของกองพัน คือ ผู้บังคับหน่วย นายทหารฝ่ายการข่าว นายทหารฝ่ายยุทธการ ฝ่ายกิจการพิเศษ นายสิบหรือนายทหาร ติดต่อจากหน่วยสมทบ นายทหารฝ่ายกำลังพล นายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง และเจ้าหน้าที่ของแต่ละ สายงานตามความจำเป็น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่กำลังพลที่รับผิดชอบปฏิบัติงานอยู่ ณ ที่บังคับการหน้า ก็คือ นายทหารฝ่ายกำลังพล จ่ากองพัน และเสมียนพิมพ์ดีด (ซึ่งบรรจุอยู่ในตอนบังคับการกองพัน ร้อยสนับสนุน การรบบางส่วน) ๕.๓.๒ ที่บังคับการหลัง ที่บังคับการหลังของกองพัน ปกติตั้งอยู่ในพื้นที่ขบวนสัมภาระของกองพัน (พื้นที่ของกรม) เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ ณ ที่นี้ คือ ผู้ช่วยหลักของนานทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง (ผบ.ร้อย สสช. , ผบ.บร. , หรือ น.ส่งกำลัง) สำหรับเจ้าหน้าที่ในฝ่ายกำลังพลของกองพัน คือ นายสิบกำลังพล (จ.๑) เสมียนกำลังพล (ส.อ. ๑/ส.ต. ๒) เสมียนไปรษณีย์ (ส.ต. ๑) ซึ่งบรรจุอยู่ในตอนธุรการและกำลังพล หมวด บริการ ร้อยสนับสนุนการช่วยรบ ตลอดจนเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติงานอยู่ ณ ที่บังคับการ หน้าของกองพัน ตามปกติแล้วผู้บังคับกองร้อยสนับสนุนการช่วยรบ ( ผบ.ร้อย.สสช. ) ในฐานะ ผู้ช่วยหลักของนายทหารส่งกำลังบำรุงเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมดูแลเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่ปฏิบัติงานอยู่ใน พื้นที่ขบวนสัมภาระของกองพัน ในโอกาสที่มีการเปลี่ยนย้ายที่บังคับการหลัง (ขบวนสัมภาระ ) ผบ.ร้อย.สสช. ยังต้องรับผิดชอบควบคุมการเคลื่อนย้ายที่บังคับการหลังของกองพันอีกด้วย ที่บังคับการหลังของกรม ปกติ ตั้งอยู่ในพื้นที่ขบวนสัมภาระของกรม ซึ่งจะมีผู้ช่วยนายทหารส่งกำลังบำรุง นายทหารกระสุน ผู้บังคับหมวด ยานยนต์ และเจ้าหน้าที่บางส่วนของฝ่ายส่งกำลังบำรุงปฏิบัติงานอยู่ ณ ที่บังคับการหลังของกรมนี้ เจ้าหน้าที่ ในฝ่ายกำลังพลของกองพัน ซึ่งปฏิบัติงาน ณ ที่กองบังคับการกองพัน (ขบวนสัมภาระพักของกองพันในพื้นที่ ของกรม)เป็นผู้ปฏิบัติงาน เช่น เสมียนกำลังพลบางส่วนและเสมียนไปรษณีย์ (ซึ่งบรรจุอยู่ในตอนธุรการ กำลังพล หมวดบริการร้อยสนับสนุนการช่วยรบ) ที่บังคับการหลังของกรม ตามปกติแล้วผู้ช่วยนายทหารฝ่าย ส่งกำลังบำรุงเป็นผู้รับผิดชอบ กำกับดูแลและควบคุมการเคลื่อนย้ายที่บังคับการกรมด้วย ๕.๓.๓ ที่บังคับการสำรอง การกำหนดให้มีที่บังคับการสำรองของกองพันและกรม ก็เพื่อประกันให้มีการ ควบคุมและบังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่ที่บังคับการหน้าถูกรบกวนจากการปฏิบัติของข้าศึก ทั้งกองพัน และกรม จะต้องทำการวางแผนต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้น แผนนี้จะต้องจัดให้มี นายทหารอาวุโสขณะนั้น ควบคุม
๕๕ ส่วนประกอบที่สำคัญของที่บังคับการสำรอง ตลอดจนให้มีเจ้าหน้าที่สื่อสาร ให้สามารถปฏิบัติงานได้ในทันที ทันใด รายละเอียดของแผนต่าง ๆ เหล่านี้มักระบุไว้ในระเบียบปฏิบัติประจำของหน่วย ๕.๔ การจัดภายที่บังคับการ ระดับกองพัน การจัดภายในที่บังคับการกองพันนั้น นายทหารฝ่ายกำลังพลของ กองพันเป็นผู้กำหนดพื้นที่ปฏิบัติงานสำหรับผู้บังคับหน่วย ฝ่ายอำนวยการ ฝ่ายกิจการพิเศษและเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่บังคับการควรมีพื้นที่กว้างพอที่จะให้ฝ่ายอำนวยการและเจ้าหน้าที่ มีความสะดวกในการ ปฏิบัติงาน ตลอดจนมีความปลอดภัยและคล่องตัว ทั้งนี้ เพื่อประหยัดเวลาและคล่องตัว ฝ่ายอำนวยการที่มี หน้าที่ปฏิบัติงานกันโดยใกล้ชิดก็ควรจะให้อยู่ในบริเวณติดกัน ส่วนสายงานที่มีผู้คน เข้า–ออก ไปมามาก ต้องให้อยู่ใกล้กับปากทางเข้าออกของที่บังคับการ ส่วนใดที่ต้องการปกปิดไม่ให้มีผู้คนพุกพล่านก็ควรจะจัด ให้อยู่ห่างจากเส้นทางเข้า - ออก ๕.๕ พื้นที่ภายที่บังคับการ จะต้องกว้างขวางพอสมควรและให้ได้รับความสะดวกในการปฏิบัติงาน ที่บังคับการจะต้อง เป็นศูนย์กลางการติดต่อสื่อสารภายในหน่วย เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งการได้ทั่งถึง ตลอดจนสามารถ ควบคุมการปฏิบัติงานของตน และได้ติดต่อได้ตลอดเวลากับหน่วยเหนือ หน่วยรอง และหน่วยข้างเคียง ที่บังคับการเพื่อสังเกตและอำนวยการรบ เพราะฉะนั้นในลักษณะเช่นนี้จะต้องรักษาการติดต่อกับที่บังคับการหน้า ตลอดเวลา (ปกติใช้วิทยุ) ทั้งนี้ เพื่อให้การประสานงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรัดกุม ๕.๖ การกระจายส่วนต่าง ๆ ของที่ทำงาน เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ภายในที่บังคับการ ควรให้กระจายกำลังอยู่ห่างกันพอสมควร โดยถือหลัก มิให้เป็นอันตรายร่วมกันจากกระสุนปืนใหญ่ของข้าศึก แต่ถ้าหากสามารถดัดแปลงภูมิประเทศโดยการทำที่พัก กำบังขึ้น ระยะห่างของแต่ละที่ตั้งก็ควรจะให้ใกล้เข้ามาอีก ถ้าเป็นการปฏิบัติการรบในเมือง ความหนาของ อาคารที่ทำงานสามารถป้องกันกระสุนได้ ก็ควรลดระยะความห่างลงได้อีกเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็นที่โล่งแจ้ง แต่ละที่ตั้งควรห่างประมาณ ๕๐ เมตร ๕.๗ การจัดตั้ง ตามข้อตกลงใจของผู้บังคับบัญชา จะระบุให้เจ้าหน้าที่คนใดอยู่ที่บังคับการ การจัดส่วนต่าง ๆ สามารถกระทำได้หลายทาง ตามปกติที่ทำงานแห่งหนึ่งหรือแต่ละแห่งควรเป็นผู้บังคับหน่วย และรองผู้บังคับ หน่วยอยู่ในบริเวณเดียวกัน นายทหารฝ่ายกำลังพลกับนายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุงอยู่ที่บริเวณเดียวกัน นายทหารฝ่ายการข่าวกับนายทหารฝ่ายยุทธการและฝ่ายกิจการพิเศษ (ฝ่ายกิจการพิเศษของกรม มี : ผบ.มว. ป้องกัน นตตป. และ นตต. จากหน่วยที่มาสมทบหรือมาสนับสนุน) อยู่ที่บริเวณเดียวกัน นอกจากนี้ภายใน พื้นที่ของที่บังคับการ ยังต้องมีที่สำหรับรับประทานอาหาร ตำบลลงรถ ซึ่งควรจะได้จัดยามป้องกันภายใน ที่ตั้งที่บังคับการ เพื่อเป็นผู้ชี้ทางให้แก่ผู้มาติดต่อ ๕.๘ ที่จอดรถ ควรจะได้พิจารณาให้มีความกำบังซ่อนเร้นและกว้างพอที่จะกระจายให้ห่างกันปกติห่างกัน ประมาณ ๓๕ เมตร โดยถือไม่ให้เป็นอันตรายร่วมกัน นอกจากนั้น ยังต้องมีเส้นทางติดต่อแยกไปยังที่ บังคับการอื่นๆ ได้ที่จอดรถควรห่างจากที่บังคับการของหน่วยประมาณ ๒๐๐ เมตร และห้ามมิให้รถแล่น ผ่านที่บังคับการ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการตรวจการณ์ และถ่ายภาพทางอากาศของข้าศึก ฉะนั้น รถทั้งหมด ควรจอดไว้ ณ ที่จอดรถ
๕๖ ๕.๙ การย้ายที่บังคับการ การเคลื่อนย้ายที่บังคับการนั้น จะกระทำเมื่อมีความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย และ/ หรือ เพื่อให้ทำการควบคุมบังบังคับบัญชาได้อย่างต่อเนื่องกันไป การเคลื่อนย้ายที่บังคับการนั้น อาจจำเป็น ต้องกระทำ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งของหน่วยกำลังรบฝ่ายเดียวกันไปตามแผน หรือตามสถานการณ์ ทางยุทธวิธี หรืออาจจะกระทำเพราะการปฏิบัติการของข้าศึกบีบบังคับก็ได้ เช่น ๑) ถูกรบกวนในด้านการติดต่อสื่อสาร ๒) มีการดำเนินกลยุทธที่คุกคามต่อการรักษาความปบอดภัยของที่บังคับการ ๓) ถ้าอยู่ในที่ตั้งแห่งใดแห่งหนึ่งนานเกินไปแล้ว อาจจะทำให้ข้าศึกมีขีดความสามารถ ทางด้านการข่าวกรองเกี่ยวกับการค้นหาที่ตั้งบังคับการมากขึ้น (การเฝ้าตรวจทางอากาศและวิธีอื่น ๆ ของ ข้าศึก) ๕.๑๐ การเลือกที่ตั้งที่บังคับการ ต้องอยู่ ณ ที่ซึ่งสะดวกต่อการควบคุมบังคับบัญชา ข้อควรระวัง คือ พยายามหลีกเลี่ยงการตั้งที่บังคับการไว้ใกล้กับเส้นทางเข้าสู่ตัวเมือง หรือหมู่บ้าน, ถนนตัดกัน, และ ลักษณะภูมิประเทศที่เด่นชัด ในการเข้าตี ในขั้นต้นต้องเลือกที่ตั้งที่บังคับการให้ล้ำไปข้างหน้าพอสมควร เพื่อป้องกันมิให้ ต้องเปลี่ยนย้ายที่บังคับการบ่อยๆ ในเมื่อฝ่ายเรายึดที่หมายได้และเพื่อสะดวกในการควบคุมบังคับบัญชาด้วย ในการตั้งรับ ต้องตั้งที่บังคับการให้อยู่ใกล้กับเขตหลังของพื้นที่ตั้งรับ เพื่อป้องกันมิให้ต้อง เปลี่ยนย้ายที่บังคับการในกรณีที่ข้าศึกเจาะแนวเข้ามาได้ อาจจะตั้งที่บังคับการไว้ใกล้กับกองหนุน ทั้งนี้ เพื่อให้ได้รับการระวังป้องกันจากกำลังของกองหนุน ๕.๑๑ การจัดระเบียบที่บังคับการ จะต้องให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้กำลังส่วน ต่างๆ ของฝ่ายอำนวยการทุกสายงาน มีการผลัดเปลี่ยนอย่างมีประสิทธิภาพตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ เจ้าหน้าที่ต่างๆ ของกองบังคับการได้มีการพักผ่อนตามสมควร การจัดภายในที่บังคับการ การกระจายส่วนต่าง ๆ ของที่ทำงานของ จนท. ภายในที่บังคับ การ ควรให้ห่างกันพอสมควร โดยถือหลักไม่ให้เป็นอันตรายร่วมกันจากกระสุนปืนใหญ่ของข้าศึก แต่ถ้า หากสามารถ ดัดแปลงภูมิประเทศได้ เช่น ขุดหลุม ระยะห่างของที่ตั้งของที่ทำงานก็ใกล้เข้ามาอีกได้ อนึ่งถ้า เป็นพื้นที่โล่งแจ้ง ที่ทำงานแต่ละแห่งควรห่างกันเกิน ๕๐ เมตร ที่บังคับการ ย่อมเป็นส่วนสำคัญในการติดต่อสื่อสาร ดังนั้น ข้อเสนอแนะของนายทหารฝ่ายการ สื่อสารในเรื่องเกี่ยวกับที่ตั้งต้องพิจารณาเป็นพิเศษ หลักการสำคัญประการหนึ่งในการเลือกที่ตั้งของที่บังคับ การหลัก คือ ที่บังคับการควรตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งสามารถควบคุมบังคับบัญชาหน่วยได้ ในการเคลื่อนย้ายที่บังคับการนั้น จะกระทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หลังจากที่ผู้บังคับบัญชาได้ ประกาศข้อตกลงใจในการย้ายที่บังคับการแล้ว ก็ส่งส่วนเตรียมที่พักไปเพื่อเลือกที่ตั้งที่บังคับการที่แน่นอน และกำหนดการจัดระเบียบภายในที่บังคับการต่างๆ นายทหารฝ่ายธุรการและกำลังพลย่อมเป็นผู้รับผิดชอบใน หน้าที่ฝ่ายอำนวยการสำหรับการเคลื่อนย้ายของฝ่ายอำนวยการ ตลอดจนเป็นผู้กำกับดูแลการเคลื่อนย้ายและ รับผิดชอบในการที่จะต้องแจ้งให้ฝ่ายอำนวยการทุกแผนกทราบล่วงหน้า ตามปกติที่บังคับการกรม จะเคลื่อนที่ตามเส้นทางคมนาคม ซึ่งอยู่ในเขตปฏิบัติการของกรม หรือ อาจจะเคลื่อนที่ไปตามเส้นหลักการสื่อสารของกองพันก็ได้เพื่อสะดวกในการวางการสื่อสาร ณ ที่บังคับการใหม่ และลดจำนวนพลวางสายลง
๕๗ ๖ เบ็ดเตล็ด ได้แก่ ๖.๑ การพัฒนาทางการศึกษาทั่วไป ๖.๒ การสมรสกับบุคคลต่างชาติ ๖.๓ การรับรองผู้มาเยี่ยม ๖.๔ งานทางธุรการที่มิได้มอบให้กับ ฝอ.อื่นๆ ๖.๕ ตรวจสอบ และกำกับดูแลเกี่ยวกับเอกสารของ บก.
๕๘ ตอนที่ ๔ การทำประมาณการ แผน และคำสั่งกำลังพล ๗. การทำประมาณการ แผน และคำสั่งกำลังพล ๗.๑ การประมาณการกำลังพล คือ การตรวจสอบปัจจัยทั้งมวลอย่างมีเหตุผลและเป็นระเบียบ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะมีผลกระทบกระเทือนต่อความสำเร็จตามภารกิจ เพื่อให้ได้หนทางปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด ปัจจัยที่นายทหารฝ่ายกำลังพล ระลึกถึงและนำมาพิจารณาถึงต้นเหตุที่ก่อให้เกิดอุปสรรค ขัดขวางความสำเร็จคือ การกระทำของข้าศึก สภาพภูมิประเทศ ลมฟ้าอากาศ และข้อขัดข้องอันเกิดจาก ฝ่ายเราเอง อุปสรรคเหล่านี้นายทหารฝ่ายกำลังพลจะใช้หลักการประมาณการเข้ามาพิจารณาเพื่อหาหนทาง ปฏิบัติที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่สุด โดยธรรมดานายทหารฝ่ายกำลังพลของหน่วยระดับกองพลและต่ำกว่า เสนอประมาณการ ด้วยวาจา ส่วนระดับสูงกว่ากองพลขึ้นไป การเสนอประมาณการจะทำเป็นข้อเขียน แต่ไม่ว่าจะเสนอแนะด้วย วิธีใดก็ตาม โดยปกติแล้ว ประมาณการที่นำมาเสนอแนะต่อผู้บังคับบัญชา คงเสนอแนะแต่เพียงบางส่วน เท่านั้น ส่วนที่ นำเสนอ คือ ข้อสรุปและข้อเสนอ ซึ่งเป็นข้อที่ ๕ ของประมาณการ ๗.๒ แผนกำลังพล คือ เรื่องราวที่กล่าวถึงรายละเอียดของหนทางปฏิบัติที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้ ภารกิจของผู้บังคับบัญชาบรรลุผลสำเร็จ และถือว่าเป็นรากฐานของคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การแจ้งแผน กำลังพลให้หน่วยปฏิบัติทราบโดยทั่วกันนั้น มักจะออกมาในรูปคำสั่งช่วยรบ (คำสั่งยุทธการข้อ ๔) สำหรับ รายละเอียดปลีกย่อยที่จำเป็นจะต้องให้หน่วยปฏิบัติเป็นประจำก็กำหนดเป็นระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.) ของ หน่วยไว้ ความรับผิดชอบในการทำแผนกำลังพลนั้น นายทหารฝ่ายกำลังพลรับผิดชอบในการทำแผนกำลังพล นายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุงรับผิดชอบในการทำแผนส่งกำลังบำรุง นายทหารกิจการพลเรือนรับผิดชอบในการ ทำแผนกิจการพลเรือน นายทหารฝ่ายกำลังพลของหน่วยมีหน้าที่รับผิดชอบในการเขียนคำสั่งยุทธการข้อ ๔ ร่วมกับนายทหารฝ่ายส่งกำลังบำรุง และนายทหารกิจการพลเรือน ซึ่งแต่ละคนรับผิดชอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ตนเอง เมื่อนำเอาทั้ง ๓ แผนนี้มารวมกันเข้า เรียกว่า “แผนการช่วยรบ” แผนนี้จะสามารถสนับสนุนทาง ธุรการต่อการยุทธอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทันสมัย หน่วยระดับกรมลงมามักกระทำด้วยวาจาส่วนหนึ่ง หน่วยตั้งแต่ระดับกองพลขึ้นไปมักจะกระทำเป็นข้อเขียน ๗.๓ คำสั่ง คำสั่งแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๗.๓.๑ คำสั่งการรบ ได้แก่ คำสั่งยุทธการ คำสั่งการช่วยรบ ระเบียบปฏิบัติประจำ คำสั่งเตือน คำสั่งเป็นส่วน ๆ ๗.๓.๒ คำสั่งปกติ คือ คำสั่งที่กล่าวถึงการปฏิบัติงานทางยุทธการตามปกติ ณ ที่ตั้ง ปกติ หรือในสนาม ได้แก่ คำสั่งทั่วไป คำสั่งเฉพาะ บันทึกสั่งการ คำสั่งศาลทหาร แจ้งความ หนังสือเวียน บันทึกข้อความ นายทหารฝ่ายกำลังพล กรม และกองพัน มีหน้าที่รับผิดชอบร่างคำสั่งยุทธการข้อ ๔ ร่วมกับนายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุง และนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน (กรณีไม่มีนายทหารกิจการพล เรือนต้องมีนายทหารยุทธการเป็นผู้รับผิดชอบ) โดยแต่ละคนจะรับผิดชอบในเรื่องของตน โดยปกติแล้วหน่วย ในระดับกรมและกองพัน มักใช้คำสั่งยุทธการข้อ ๔ มากกว่าใช้คำสั่งช่วยรบ
๕๙ ตัวอย่าง แบบประมาณการกำลังพล --------------------------------------- ( ประเภทเอกสาร ) ชุดที่………………ของ………………ชุด หน้า…………….ของ………………หน้า แผนและกองบัญชาการที่ทำประมาณการ สถานีที่…………………………………… วัน………………..เวลา…………………. ประมาณการกำลังพลที่………….. อ้างถึง : แผนที่ หรือ แผ่นบริวาร ๑. ภารกิจ : กล่าวถึงภารกิจของหน่วยที่ได้รับมอบ หรืออนุมานเอาเอง เป็นงานจำเป็นอันจะ นำไปสู่ผลสำเร็จ ในการปฏิบัติภารกิจควรจะกล่าวเรียงไว้เป็นข้อย่อยตามลำดับความเหมาะสม คือ ใคร ? เมื่อใด ? ทำอะไร ? ที่ไหน ? ทำไม? ๒. สถานการณ์ และข้อพิจารณา ก. สถานการณ์ข่าวกรองข่าวสารที่ได้รับจากนายทหารข่าวกรอง เมื่อจะประมาณการณ์ จะต้องกระทำในรายละเอียด จึงจะสมควรและกระทำเป็นข้อเขียน สรุปย่อและการอ้างถึงเอกสาร หรือ ผนวก ประมาณการที่เกี่ยวกับข่าวกรองที่เหมาะสมอาจนำมาใช้ได้ ๑) ลักษณะพื้นที่ปฏิบัติการ ๒) กำลังพลและการวางกำลังของข้าศึก ๓) ขีดความสามารถของข้าศึก (ก) กระทบกระเทือนต่อความสำเร็จตามภารกิจของยุทธวิธี (ข) กระทบกระเทือนต่อกิจกรรมต่าง ๆ ทางกำลังพล ข. สถานการณ์ของยุทธวิธี ข่าวสารที่ได้รับจากแนวทางในการวางแผนของผู้บังคับบัญชา หรือ จากนายทหารฝ่ายยุทธการ ๑) แสดงการวางกำลังของหน่วยหลักทางยุทธวิธี ๒) หนทางปฏิบัติที่คาดว่าจะกระทำ เพื่อบรรลุภารกิจทางยุทธวิธี (หนทางปฏิบัติเหล่านี้ ต้องนำมาใช้ตลอดทำประมาณการ) ๓) การยุทธ์ตามโครงการที่วางไว้ (ถ้ามี) และปัจจัยในการวางแผนอื่น ๆ เท่าที่ต้องการ เพื่อการประสาน และการรวมประมาณการของฝ่ายอำนวยการ (ข้อย่อย ค. และ ง. เป็นอีก ๒ เรื่องที่จะเขียนต่อไป ในระหว่าง ๓ ข้อย่อยข้อย่อย ที่จะเขียนไว้ข้างล่างนี้ การเลือกเขียนข้อใดให้พิจารณาจากเรื่องประมาณการ) --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๖๐ --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่…………ของ………ชุด หน้า………….ของ…….หน้า (ประมาณการกำลังพลที่………หน่วย………………) ค. สถานการณ์กำลังพล : ข่าวสารที่ได้รับจากนายทหารฝ่ายธุรการและกำลังพล ๑ ) การวางกำลังปัจจุบันของหน่วยและสถานที่ตั้งทางการกำลังพล ซึ่งมีผลกระทบ กระเทือนต่อสถานการณ์ การส่งกำลังบำรุง หรือต่อสถานการณ์ กิจการพลเรือนซึ่งมาได้จากการประมาณ การของนายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุง และนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน ๒ ) การพัฒนาตามโครงการภายในเรื่องที่กำลังพลที่น่าจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติ ( ส่งกำลังบำรุง และ กิจการพลเรือน ) ง. สถานการณ์การส่งกำลังบำรุง ข่าวสารที่ได้จากนายทหารฝ่ายการส่งกำลังบำรุง ๑ ) ๒ ) ๓ ) ๔ ) จ. สถานการณ์กิจการพลเรือน ข่าวสารที่ได้จากนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือน ๑ ) ๒ ) ๓ ) หมายเหตุ สถานการณ์กำลังพลที่นำมาเขียนคงเป็นไปตามหัวเรื่องของการประมาณการหัวข้อย่อย ของ ข้อ ค. นี้แสดงถึงสถานภาพกำลังพลที่เป็นอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้ากรณีที่มีรายละเอียดมาก ณ หน่วยระดับสูง อาจใช้การสรุปในข้อย่อยดังกล่าวโดยอ้างเป็น ผนวก ประกอบการประมาณการ ฉ. สมมุติฐาน สมมุติฐานใด ๆ ที่จะเป็นต้องใช้เป็นมูลฐานสำหรับการริเริ่มวางแผนหรือ การทำประมาณการสมมุติฐานต้องแก้ไขต่อไป เป็นข้อมูลที่ยึดถือเป็นความจริง เมื่อมีแนวทางในการวางแผน โดยเฉพาะขั้น ๓. การวิเคราะห์หนทางปฏิบัติต่าง ๆ ที่กำหนดขั้นโดยพิจารณาถึงปัจจัยทั้งปวงทางกำลังพล เพื่อ แสดงปัญหาและข้อขัดข้องให้เห็น โดยพิจารณาดังนี้.- ก. ความต้องการ ข. สิ่งที่มีอยู่ ค. ข้อจำกัดที่สำคัญ --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๖๑ --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่…………ของ………ชุด หน้า………….ของ…….หน้า (ประมาณการกำลังพลที่………หน่วย………………) ๔. เปรียบเทียบ ก. ประเมินค่าขัดข้องทางกำลังพล (ถ้ามี) โดยเพ่งเล็งต่อความสำเร็จตามภารกิจต่อแต่ละ หนทางปฏิบัติในทางยุทธวิธี ซึ่งเขียนไว้ในประมาณสถานการณ์ของผู้บังคบบัญชามาพิจารณา ข. ค้นหาข้อดีและข้อเสียของแต่ละหนทางปฏิบัติทางยุทธวิธี ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่จากข้อคิด ทางกำลังพล รวมทั้งวิธีต่างๆ ที่ใช้แก้ไขข้อบกพร่อง หรือแก้ไขดัดแปลง ซึ่งต้องใช้ในต่อแต่ละหนทางปฏิบัติ ๕. ข้อสรุป (ข้อยุติ) ก. จากการพิจารณาในด้านกำลังพล แสดงให้เห็นว่าภารกิจตามที่กำหนดไว้ในข้าข้างบนนั้น สามารถสนับสนุนได้หรือไม่ ข. แสดงให้เห็นว่าหนทางปฏิบัติทางยุทธวิธีหนทางใดที่ทำ พิจารณาอยู่นั้น จะได้รับการ สนับสนุนได้ดีที่สุด เพราะเหตุใด ค. มีปัญหาทางกำลังพลที่สำคัญอะไรบ้างที่ควรนำมาเสนอ พร้อมด้วยวิธีขจัดปัญหา ลักษณะจำกัดทางกำลังพลอะไรบ้างที่ควรเน้นให้ ผบ.ทราบ ลงนาม…………………………………… (นายทหารฝ่ายธุรการและกำลังพล) ผนวก : ตามความจำเป็น การแจกจ่าย --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๖๒ ตัวอย่าง แบบคำสั่งการช่วยรบที่ทำเป็นผนวก ประกอบคำสั่งยุทธการ --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร) (ไม่เปลี่ยนแปลงจากคำสั่งด้วยวาจา) คำสั่งช่วยรบที่…………….. ผนวก (การช่วยรบ) ประกอบคำสั่งยุทธการที่……………… อ้างอิง : แผนที่ประเทศไทย ๑ : ๕๐,๐๐๐…………….. ๑. กล่าวทั่วไป ๒. ยุทโธปกรณ์ และบริการ ก. การส่งกำลัง ข. การขนส่ง ค. การบริการ ง. การซ่อมบำรุง ๓. การส่งกลับสายแพทย์และการรักษาพยาบาล ก. ข. ค. ๔. การกำลังพล ก. ข. ค. ง. ๕. กิจการพลเรือน ก. ข. ค. ๖. เบ็ดเตล็ด : เรื่องต่าง ๆ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือไม่เหมาะสมที่จะนำมาลงในข้ออื่น ๆ ข้างต้น ก. เส้นแบ่งเขตต่าง ๆ ข. ทก. ต่าง ๆ ค. การป้องกัน ง. รายงานพิเศษ --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๖๓ ตัวอย่าง แบบฟอร์มคำสั่งการช่วยรบที่เป็นเอกเทศ ---------------------------------- (ประเภทเอกสาร) (ไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่งด้วยวาจา) ชุดที่……………ของ…………...ชุด หน้า……………ของ….………หน้า ฉบับ……………ใน……..……ฉบับ หน่วยที่ออกคำสั่ง สถานที่ออกคำสั่ง วัน..................เวลา................. คำสั่งการช่วยรบที่………………. ชร. ๑๔ อ้างถึง : แผนที่ประเทศไทย ๑ : ๕๐,๐๐๐ ระวาง อ.แม่สาย บ.ดอนสัก บ.ห้วยใคร้ และระวาง อ.เชียงแสน ๑. สถานการณ์ ก. กำลังฝ่ายข้าศึก ๑ ) ผนวก ก. (ข่าวกรอง) ประกอบคำสั่งยุทธการที่………… ๒ ) ขีดความสามารถของข้าศึก ข. กำลังฝ่ายเรา ๑ ) ๒ ) ๓ ) ๒. ภารกิจ ๓. กล่าวทั่วไป กล่าวถึงแผนทั่ว ๆ ไปสำหรับการสนับสนุนทางการช่วยรบ และกล่าวถึงคำสั่งใด ๆ ซึ่งไม่อาจนำมาลงไว้ในหัวข้อต่าง ๆ ของคำสั่งได้ (เช่น ที่ตั้งของพื้นที่สนับสนุนของกองพลในคำสั่งของกองพล ที่ตั้งของหน่วยหรือเจ้าหน้าที่ประสานงาน คำแนะนำทั่ว ๆ ไป สำหรับการเคลื่อนย้ายสถานที่ต่าง ๆ ) ๔. ยุทโธปกรณ์ และบริการ การส่งกำลัง การซ่อมบำรุง การขนส่ง การบริการ ๕. การบริการทางการแพทย์ ก. ข. ค. ---------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๖๔ --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่……………ของ…………...ชุด หน้า……………ของ….………หน้า (คำสั่งการช่วยรบที่..............หน่วย........) ๖. การกำลังพล ก. กำลัง เอกสาร รายงาน ๑) รายงานยอดกำลังประจำวัน ส่งถึง ทก. พล ก่อน ๑๘๐๐ ๒) รายงานที่ตั้งหน่วยปัจจุบัน ส่งถึง ทก. พล ด้วยเครื่องมือสื่อสารโดยเร็วที่สุด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ข. การทดแทนกำลัง ๑) ร้อย. กทท. ตั้งที่บริเวณ บ. หนองขี้ หมู่ที่ ๑๐/๓๐๕๒๑๐ ๒) หน่วยส่งคำขอตามที่สูญเสียจริง ภายใน ๑๕๐๐ การทดแทนจะกระทำ เมื่อยึดแนวเขาหนองยาว – เขาพระฉาย ได้แล้ว ค. วินัย กฎข้อบังคับ คำสั่ง ๑) แนวควบคุมทหารผลัดหน่วยข้างต้น ตามแนวถนน บ. ภาชี – บ. ผักหวาน ๒) ตำบลรวบรวมทหารผลัดหน่วยบริเวณวัดหนองไม้ตาย TA ๑๖๙๑๔๖ นอกนั้นส่งกลับกองร้อยกำลังทดแทน ง. เชลยศึก ๑) ตำบลรวบรวมเชลยศึกของกองพล TA ๒๘๐๓๖๘ ๒) การส่งกลับ ส่งพร้อมรถ สป. เที่ยวกลับ จ. ศพ และทะเบียนศพ ๑) ตำบลรวบรวมศพของกองพล ทิศใต้วัดยาว TA ๒๘๖๓๗๒ ฉ. ขวัญ และการบริการ ๑) จดหมาย หีบห่อ รับ ณ ตจ. สป. ๑ ๒) เสนอขอบำเหน็จเฉพาะผู้กล้าหาญ และปฏิบัติงานดีเด่น ๗. กิจการพลเรือน ก. ข. ค. ---------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๖๕ ---------------------------------- (ประเภทเอกสาร) ชุดที่……………ของ…………...ชุด หน้า……………ของ….………หน้า (คำสั่งการช่วยรบที่..............หน่วย........) ๘. เบ็ดเตล็ด ก. ข. ค. ๙. การบังคับบัญชา และการติดต่อสื่อสาร ก. ๑)……….. ๒).......... ข. ตอบรับ (ลงชื่อ) …………………… (ชื่อ สกุล ตัวบรรจง) ตำแหน่ง ผนวก : การแจกจ่าย : แบบ ก. เป็นคู่ฉบับ : ลงชื่อ…………………………….. (ชื่อ สกุล ตัวบรรจง) ตำแหน่ง --------------------------------------- (ประเภทเอกสาร)
๖๖ บทที่ ๓ ฝ่ายการข่าวกรอง (ฝอ.๒) ตอนที่ ๑ กล่าวทั่วไป ๑. กล่าวทั่วไป ๑.๑ “ข่าวสาร” เป็นการพรรณนาเหตุการณ์ทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่หรือภารกิจ รวมถึง เรื่องต่าง ๆ ที่ได้มาจากการตรวจการณ์, การสื่อสาร, การรายงาน, การตีความภาพถ่าย, ข่าวลือ, ความนึกคิด และจากแหล่งข่าวอื่น ๆ ซึ่งเรื่องราว/การบรรยายเหตุการณต่างๆ ดังกล่าวนั้นยังมิได้มีการนำมาดำเนินกรรมวิธี คือ การวิเคราะห์, การประเมินค่า, และการตีความ ดังนั้นข่าวสารที่ได้มาจึงอาจจะเป็นจริง, น่าเชื่อถือได้ หรือ เชื่อถือไม้ได้ และอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับความตองการขาวกรอง ที่จะนํามาใชประโยชนในการวางแผน การ กำหนดนโยบายและการดำเนินการ ก็ได้ไม่ได้ผ่านการดำเนินกรรมวิธี ๑.๒ “ข่าวกรอง” เป็นผลผลิตอันเกิดจากการรวบรวมข่าวสาร และการดำเนินกรรมวิธี ซึ่งได้แก่ การบันทึก, การประเมินค่า และการตีความต่อข่าวสารทั้งปวงที่ได้รับ ทำให้เกิดความเกี่ยวพันกับแง่คิด ประการหนึ่ง หรือหลายประการของต่างชาติหรือของพื้นที่ปฏิบัติการ หรือลักษณะทางภูมิศาสตร์ข่าวกรอง เป็นผลผลิตอันเกิดจากการรวบรวมข่าวสาร และการดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสารทั้งปวงที่ได้รับ ซึ่งอาจจะมี ความสำคัญอย่างทันทีทันใด หรือมีความสำคัญต่อไปในอนาคต ในการพัฒนาและปฏิบัติตามแผน, นโยบาย และการยุทธ์ ๑.๓ หลักนิยมข่าวกรองปี ๖๑ กำหนดไว้ว่า กองทัพบกสามารถกำหนดความรับผิดชอบในการ ดำเนินงานข่าวกรอง โดยใช้ประเภทของข่าวกรองเป็นหลักได้ ๓ ประการ ดังนี้ - งานข่าวกรองทางยุทธศาสตร์ - งานข่าวกรองทางยุทธวิธี - งานข่าวกรองเพื่อความมั่นคง ๑.๓.๑ ข่าวกรองยุทธศาสตร์ คือ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของชาติอื่น ๆ และเกี่ยวกับพื้นที่ ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งฝ่ายเราต้องเข้าปฏิบัติตามแผนทางทหารที่กำหนดขึ้น ข่าวกรองยุทธศาสตร์มีประโยชน์ใน การช่วยกำหนดนโยบายและแผนทางทหารชนิดต่างๆ ในระดับชาติและระหว่างประเทศ เพื่อมุ่งต่อวัตถุประสงค์ ของชาติข่าวกรองยุทธศาสตร์จะเป็นเครื่องช่วยในการกำหนดเป้าหมายของข่าวกรองทางทหารและให้พื้นฐาน ในการวางแผน เพื่อกำหนดวิธีการปฏิบัติที่จะบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ข่าวกรองยุทธศาสตร์ประกอบไป ด้วยปัจจัยทั้งปวง ซึ่งมีอิทธิพลต่อขีดความสามารถทางทหาร , ความล่อแหลมต่ออันตราย และหนทางปฏิบัติ อันน่าจะกระทำของชาติต่าง ๆ เหล่านั้น ๑.๓.๒ ข่าวกรองทางยุทธวิธี (ข่าวกรองการรบ) คือ ความรู้เกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามและสภาพ พื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งได้แก่ สภาพภูมิประเทศ สภาพลมฟ้าอากาศ รวมถึงท่าทีของประชาชน ที่ผู้บังคับบัญชา มีความต้องการในการวางแผนและการปฏิบัติการยุทธ์ ข่าวกรองการรบเกิดจากการดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสาร
๖๗ ในเรื่องที่เกี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามที่ได้รับจากเจาหนาที่รวบรวมข่าวสารของทั้งหน่วยเหนือ, หน่วยรอง, หน่วยขางเคียง และแหล่งข่าวอื่นๆ ทั้งในด้านขีดความสามารถ ความล่อแหลมต่ออันตราย และสภาพภูมิประเทศ เป็นต้น ความมุ่งหมายของข่าวกรองการรบ เพื่อกำหนดว่า ทำอย่างไรจึงจะใช้ทรัพยากรที่มี อยู่อย่างดีที่สุด เพื่อบรรลุความสำเร็จของภารกิจ และรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของหน่วย ๑.๓.๓ ข่าวกรองเพื่อความมั่นคง เป็นข่าวกรองที่ใช้เพื่องานด้านความมั่นคงภายในประเทศ เช่น ข่าวกรองการปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ ซึ่งปัจจัยทางการข่าวกรองประกอบ ด้วย กำลังของผู้ก่อความไม่สงบ หรือผู้ก่อการร้าย ภูมิประเทศ ลมฟ้าอากาศ และประชาชน ซึ่งความต้องการ ข่าวกรองจะกำหนดด้วยฐานข้อมูล ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา และลักษณะภูมิศาสตร์ เพื่อความ มุ่งหมายที่จะทราบถึงขีดความสามารถ จุดอ่อน และหนทางปฏิบัติของผู้ก่อความไม่สงบ หรือผู้ก่อการร้าย หรือภัยคุกคามอื่น ๆ เช่น กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ขบวนการค้ามนุษย์ฯลฯ โดยจะดำเนินงานด้านการข่าวทั้งปวง ที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดตั้ง ข่ายงานข่าวลับ การต่อต้านการข่าวกรอง การรวบรวมพิเศษ ๑.๓.๔ ความแตกต่างระหว่างข่าวกรองยุทธศาสตร์และข่าวกรองการรบที่สำคัญ ได้แก่ ข่าวกรองยุทธศาสตร์ มีขอบเขตกว้างขวางกว่า, ใช้เจ้าหน้าที่มากกว่า, ครอบคลุมห้วงระยะเวลานานกว่าข่าว กรองการรบ ทั้งนี้ ข่าวกรองการรบถูกผลิตเพื่อจุดมุ่งหมายสนับสนุนการปฏิบัติทางยุทธวิธี ส่วนข่าวกรอง ยุทธศาสตร์ผลิตเพื่อใช้ในการทำสงครามหรือแผนทางทหารและแผนการยุทธ์ ๑.๓.๕ องค์ประกอบของข่าวกรองยุทธศาสตร์ ได้แก่ ชีวประวัติผู้นำ ข่าวกรองเกี่ยวกับ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ การขนส่งและโทรคมนาคม สังคมจิตวิทยา การเมือง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตลอดจนกำลังทัพของชาติ ๑.๓.๖ ข่าวกรองการรบ ได้ข้อมูลมาจากข่าวกรองทางบุคคล ข่าวกรองทางสัญญาณ ข่าว กรองทางการภาพ ข่าวกรองทางเทคนิค เป็นต้น ๑.๓.๗ หลักนิยมการข่าวกรอง ทบ. ปี ๖๑ แบ่งประเภทข่าวกรอง ออกเป็น ๗ ประเภท ได้แก่ ๑.๓.๗.๑ ข่าวกรองทางบุคคล (Human Intelligence : HUMINT) ๑.๓.๗.๒ ข่าวกรองทางสัญญาณ (Signal Intelligence : SIGINT) ๑.๓.๗.๓ ข่าวกรองทางการภาพ (Imagery Intelligence : IMINT) ๑.๓.๗.๔ ข่าวกรองภูมิสารสนเทศ (Geospatial Intelligence : GEOINT) ๑.๓.๗.๕ ข่าวกรองเครื่องมือวัดและสัญญาณแสดง (Measurement and Signature Intelligence : MASINT) ๑.๓.๗.๖ ข่าวกรองทางเทคนิค (Technical Intelligence : TECHINT) ๑.๓.๗.๗ ข่าวกรองจากแหล่งเปิด (Open Source Intelligence : OSINT) ๒. หลักพื้นฐานในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองที่สำคัญ ได้แก่ ๒.๑ การปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองและด้านยุทธวิธีมีความสัมพันธ์กัน และขึ้นแกกันและกัน เนื่องจากความสำเร็จของการปฏิบัติการทางด้านยุทธการ จะเป็นผลสืบเนื่องมาจากระบบการปฏิบัติการข่าว ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งข่าวกรองทางยุทธศาสตร์และขาวกรองทางการรบ และความสนใจในการที่จะนำเอา ข่าวกรองไปใชใหเกิดประโยชนในการปฏิบัติการใหมากที่สุด ดังนั้นการประสานงานระหว่างหน่วย/เจาหนาที่ ข่าวกรองกับหน่วย/เจาหนาที่ทางยุทธการ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
๖๘ ๒.๒ ข่าวกรองที่ผลิตขึ้นจะต้องใช้ประโยชน์ได้ คือ มีประโยชนในการกำหนดขอตกลงใจ, การ วางแผน, การกำหนดนโยบาย, การแกไขปัญหา, การควบคุม, การปฏิบัติและประการสำคัญตองตรงกับ ความตองการของผู้ใช้ มิฉะนั้น การปฏิบัติการขาวกรองจะเป็นการสูญเปลา ๒.๓ ข่าวกรองจะต้องทันเวลา (อาจต้องกระจายข่าวโดยสละความสมบูรณ์ และความถูกต้องของ ข่าวกรองนั้น) เพราะการใชขาวกรองที่สอดคลองกับสถานการณนั้น จะมีคุณค่ามากที่สุด ก็ต่อเมื่อนำมาใชได้ ทันเวลา ถาหากลวงเวลาไปแล้วคุณคาก็จะลดน้อยลงไปตามลําดับ ดังนั้นในบางสถานการณ ความทันเวลา อาจมีความสำคัญมากกวาความถูกตองและสมบูรณ์ของข่าวสารเสียอีก ๒.๔ การวางแผน และการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง จะต้องให้ดำเนินการได้อย่างอ่อนตัว เพราะ งานด้านการข่าวกรอง ที่จะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณได้ตลอดเวลาและดีที่สุด ๒.๕ การปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง จะต้องใช้จินตนาการและความรอบรู้ ประกอบด้วย ความคิด สร้างสรรค และสมเหตุสมผล รวมทั้งปราศจากการแทรกแซงจากบุคคลต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น ดังนั้น พึงหลีกเลี่ยง ระเบียบปฏิบัติทั้งหลายที่จำกัดมโนภาพ หรือความริเริ่มของเจ้าหน้าที่หน่วยเอง ๒.๖ การปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง จะต้องมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเขมงวด และต่อเนื่อง แต่ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการกระจายข่าวสาร หรือข่าวกรองให้กับผู้ที่ต้องการอย่างทันเวลา มีการปฏิบัติอย่างเขมงวดกวดขัน ทั้งหน่วยขาวกรองและบุคคลหรือหน่วยที่ใชขาวกรอง เพื่อมิใหข่าวสาร รั่วไหลไปถึงขาศึก/ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะเป็นผลเสียหายและจะเป็นอันตรายต่อฝ่ายเรา ๒.๗ การปฏิบัติงานข่าวตองมีการประสานงานระหว่างหน่วยปฏิบัติการขาวกรองต่างๆ อย่างแน่นแฟ้น เพื่อมิใหเกิดการซ้ำซ้อนงานหรือเป้าหมายทางการขาวกรองโดยไม่จำเป็น
๖๙ ตอนที่ ๒ งานในหน้าที่ความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายการข่าวกรอง ๓. งานในหน้าที่ความรับผิดชอบของนายทหารฝ่ายการข่าวกรอง ประกอบด้วย งานในหน้าที่ของฝ่ายอำนวยการที่ต้องทำร่วมกัน และงานในหน้าที่เฉพาะที่ สธ.๒ รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว ๓.๑ งานในหน้าที่ร่วมของฝ่ายอำนวยการที่เกี่ยวข้องกับนายทหารฝ่ายการข่าวกรอง มีทั้งหมด ๕ งาน ประกอบด้วย ๓.๑.๑ การให้ข่าวสาร ๓.๑.๒ การจัดทำประมาณการ ๓.๑.๓ การให้ข้อเสนอแนะ ๓.๑.๔ การจัดทำแผนและคำสั่ง ๓.๑.๕ การกำกับดูแล ๓.๑.๑ การให้ข่าวสาร ๓.๑.๑.๑ สธ.๒ ใช้การปฏิบัติตามวงรอบข่าวกรองเพื่อให้ได้ข่าวสารและหรือข่าวกรอง สำหรับใช้ในวางแผนการปฏิบัติของหน่วย เช่น การรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อใช้ประกอบการตกลงใจ หรือการกระจายข่าวสารให้กับฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ รวมถึงการกระจายข่าวสารให้กับหน่วยเหนือ, หน่วยรอง, หน่วยข้างเคียง ๓.๑.๑.๒ สธ.๒ จะต้องมีความอ่อนตัวด้านความคิด การเปลี่ยนแปลงทางสถานการณ์ อย่างฉับพลัน อันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องทราบ ซึ่งหมายถึงเนื้อหา การประมาณการของฝ่ายอำนวยการจะต้องเปลี่ยนไปด้วย และจะต้องทบทวนแผนรวบรวมข่าวสารให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ และความต้องการของผู้บังคับบัญชาที่เปลี่ยนไป ๓.๑.๑.๓ สธ.๒ จะสรุปความสำคัญของข่าวสารที่ได้รับ และข่าวสารที่มีอยู่ในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ ซึ่งจำเป็นต่อสถานการณ์และการปฏิบัติงานของหน่วย เพื่อบรรยายสรุปให้ ผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ ทราบ ๓.๑.๑.๔ สธ.๒ จะต้องกระจายข่าวสารล่าสุดที่มีอยู่ให้กับผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการ อื่น ๆ หน่วยเหนือ หน่วยรอง และหน่วยข้างเคียงอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรับการร้องขอ และต้องทำให้มั่นใจว่า มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารกันระหว่างฝ่ายอำนวยการด้วยกัน และกับหน่วยเหนือ หน่วยข้างเคียง และหน่วยรอง เพื่อปฏิบัติงานนี้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ สธ.๒ จะต้องมีความเข้าใจพื้นฐานถึงความต้องการทางด้านข่าวสาร ของผู้บังคับหน่วยทุกหน่วย และของฝ่ายอำนวยการทุกส่วน ๓.๑.๒ การจัดทำประมาณการ : สธ.๒ จะจัดทำประมาณการข่าวกรอง เพื่อให้ข้อมูลแก่ ผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการต่าง ๆ ใช้เป็นมูลฐานการวางแผนที่เกี่ยวข้อง และประกอบการตกลงใจใน การเลือกหนทางปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม
๗๐ ๓.๑.๓ การให้ข้อเสนอแนะ : สธ.๒ จัด ทำข้อเสนอแนะเพื่อช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาโดยอาศัย ผลสรุปจากการจัดทำประมาณการข่าวกรอง ๓.๑.๔ การจัดทำแผนและคำสั่ง : สธ.๒ จะแปลงข้อตกลงใจ นโยบายของผู้บังคับบัญชาและ ข้อมูลทางด้านการข่าวกรอง โดยการจัดทำผนวกข่าวกรองประกอบคำสั่ง/แผนยุทธการ หรือให้คำสั่งด้านการ ข่าวกรองในข้อ ๓ ข้อย่อยสุดท้าย (คำแนะนำในการประสาน) หรืออาจให้เพิ่มเติมในคำสั่งเป็นส่วนๆ ก็ได้ ๓.๑.๕ การกำกับดูแล : สธ.๒ จะช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาในการกำกับดูแล โดยให้มั่นใจว่า หน่วยรองต่าง ๆ ได้รับและปฏิบัติตามแผน และคำสั่งของผู้บังคับบัญชาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การกำกับ ดูแลกระทำได้โดยการประสานงาน การตรวจเยี่ยมทางฝ่ายอำนวยการ และการตรวจการรายงานทางเอกสาร ทั้งนี้ สธ.๒ มีหน้าที่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการ ซึ่งยังเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียว หรือผู้ที่ผู้บังคับบัญชาได้มอบอำนาจให้ไว้ในเรื่องนั้น ๆ ๓.๒ งานในหน้าที่รับผิดชอบหลักของนายทหารฝ่ายการข่าวกรอง นายทหารฝ่ายการข่าวกรอง เป็นผู้ช่วยผู้บังคับบัญชาในการดำเนินงานด้านการข่าวกรอง และการต่อต้านข่าวกรองของหน่วย โดยการเสนอข่าวกรองที่จำเป็นต่อผู้บังคับบัญชา สำหรับใช้ในการ ประกอบการตกลงใจ และวางแผนการรบ ดังนั้น นายทหารฝ่ายข่าวกรองจึงมีความรับผิดชอบหลักทางฝ่าย อำนวยการในเรื่องต่าง ๆ ตามความรับผิดชอบประกอบด้วยงานที่สำคัญ ๔ งาน คือ ๓.๒.๑ การผลิตข่าวกรอง ๓.๒.๒ การใช้และการกระจายข่าวสารและข่าวกรอง ๓.๒.๓ การต่อต้านการข่าวกรอง ๓.๑.๔ งานข่าวกรองเบ็ดเตล็ด ๓.๒.๑ การผลิตข่าวกรอง จะอาศัยการปฏิบัติงานตามวงรอบข่าวกรอง เป็นเครื่องมือในการ ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข่าวกรอง ซึ่งงานตามวงรอบข่าวกรอง ได้แก่ การวางแผนรวบรวมข่าวสาร การรวบรวมข่าวสารข้อมูล การดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสาร และการใช้และการกระจายข่าวสารและข่าวกรอง รวมถึง ๓.๒.๑.๑ การดำรงรักษาประมาณการข่าวกรองให้ทันสมัยตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ๓.๒.๑.๒ การเสนอแนะหัวข้อข่าวสารสำคัญ (หขส.) และความต้องการข่าวกรองอื่น ๆ (ตขอ.) ให้เหมาะสมกับความต้องการด้านการข่าวกรองของผู้บังคับบัญชา ๓.๒.๑.๓ การกำหนดความต้องการด้านการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ และการค้นหา เป้าหมาย รวมถึงให้ข้อเสนอแนะในการมอบงานให้หน่วยต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ โดยประสาน กับ สธ.๓ ๓.๒.๑.๔ การร้องขอ รวบรวม และดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสารและข่าวกรองจากแหล่ง ข่าวกรองอื่น ๆ ซึ่งรวมถึง หน่วยข้างเคียง หน่วยเหนือ และเหล่าทัพอื่นด้วย ๓.๒.๑.๕ การกำกับดูแล และประสานด้านการรวบรวมข่าวกรองของหน่วย และการ ปฏิบัติการค้นหาเป้าหมาย รวมถึง ๓.๒.๑.๕ (๑) การลาดตระเวนทางพื้นดินและทางอากาศ ๓.๒.๑.๕ (๒) ข่าวกรองทางการภาพ
๗๑ ๓.๒.๑.๕ (๓) ข่าวกรองทางบุคคล ซึ่งรวมถึงการสอบสวนเชลยศึก พลเรือน ผู้ถูกควบคุม หรือคุมขัง และผู้ลี้ภัย ตลอดจนการสอบถามกำลังพลที่ถูกจับแล้วได้คืนมา และผู้เล็ดลอด และ หลบหนีมา ๓.๒.๑.๕ (๔) การนำเอกสาร และยุทโธปกรณ์ที่ยึดได้มาตีความ ๓.๒.๑.๕ (๕) ข่าวกรองทางสัญญาณ ๓.๒.๑.๕ (๖) มาตรการสนับสนุนการต่อต้านการข่าวกรอง ๓.๒.๑.๕ (๗) การใช้หน่วยลาดตระเวนระยะไกล และหน่วยข่าวกรองอื่น ๆ ที่มาสนับสนุน เช่น หน่วย ขกท. สนับสนุนกองพล, พัน.ขกท., ร้อย.คปม. พล.ป. ๓.๒.๑.๕ (๘) การรวบรวมข่าวกรองทางเทคนิค สธ.๒ รับผิดชอบกำกับดูแล ศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลจากทุกแหล่ง ๓.๒.๒.๖ การจัดเตรียมสนามรบด้านการข่าว : สธ.๒ จะดำเนินการก่อน และระหว่าง การปฏิบัติภารกิจ ผลของการจัดเตรียมสนามรบด้านการข่าวจะเป็นข้อมูลใช้ประกอบการจัดทำประมาณ การข่าวกรอง ของ สธ.๒ รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลประกอบการแสวงข้อตกลงใจทางทหาร ๓.๒.๒.๗ การกำกับดูแลของฝ่ายอำนวยการต่อหน่วยในอัตรา และหน่วยที่ขึ้นสมทบ ต่างๆ ที่มีหน้าที่ดำเนินการรวบรวมข่าวสาร ผลิต และกระจายข่าวกรอง ๓.๒.๒.๘ การประสานงาน และรวบรวมความต้องการสนับสนุนด้านการวิเคราะห์ ลม ฟ้า อากาศของหน่วย ๓.๒.๒.๙ การเสนอเป้าหมายต่าง ๆ ให้ผู้ประสานการยิงสนับสนุน ๓.๒.๒ การใช้และการกระจายข่าวสารและข่าวกรอง ๓.๒.๒.๑ ข่าวสารและหรือข่าวกรอง จะถูกส่งไปยังผู้ที่ต้องการข่าวทั้งปวง ในรูปแบบ, เครื่องมือ, วิธีที่เหมาะสม เพื่อสามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นได้ทันเวลา กระทำเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ฝ่าย อำนวยการต่างๆ) เกิดความรู้ และใช้ดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสารต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าฝ่ายข่าวทุกระดับ จะมีภาพข่าวอันเดียวกัน ซึ่งจะใช้เป็นหลักฐานในการวางแผนการยุทธ์ และเพื่อให้ ผบ. สามารถตกลงใจได้ ด้วยความมั่นใจ ๓.๒.๒.๒ วิธีการกระจ่ายข่าสาร/ข่าวกรอง ๓.๒.๒.๒ (๑) พบปะด้วยตนเอง ๓.๒.๒.๒ (๒) รายงานด้วยวาจา ๓.๒.๒.๒ (๓) ประชุม/บรรยายสรุป ๓.๒.๒.๒ (๔) เอกสารและรายงานข่าวกรองต่าง ๆ เช่น ผนวกข่าวกรอง ๓.๒.๒.๓ ข้อพิจารณาในการใช้และกระจายข่าวสาร/ข่าวกรอง เพื่อให้ข่าวถึงผู้ใช้ ทันเวลา และนำไปใช้ได้ผลจะกระจายข่าวไปให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น โดย ๓.๒.๒.๓ (๑) นำเอาความสำคัญและความเร่งด่วนมาพิจารณาเครื่องมือส่งข่าว ๓.๒.๒.๓ (๒) ให้รบกวนทางยุทธการน้อยที่สุด ๓.๒.๒.๓ (๓) ใช้แบบฟอร์มที่ผู้รับข่าวสามารถรับทราบข่าวที่ต้องการได้ง่าย
๗๒ ๓.๒.๓ การต่อต้านการข่าวกรอง ๓.๒.๓.๑ การต่อต้านการข่าวกรอง คือ การจัดหรือทำลาย ความพยายามของข้าศึก ในการที่จะนำเอาข่าวสารหรือข่าวกรอง ซึ่งได้จากการปฏิบัติ เอกสารและองค์บุคคลของหน่วยทหารฝ่ายเรา ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ วัตถุประสงค์ของการต่อต้านข่าวกรอง เพื่อพิทักษ์ข่าวสารกำลังพล และ ยุทโธปกรณ์ และที่ตั้งทางทหาร ให้ปลอดภัยจากการจารกรรม การก่อวินาศกรรม การบ่อนทำลายของ ต่างชาติและคณะบุคคลหรือบุคคลที่เอาใจออกห่างหรือขาดความจงรักภักดีในลักษณะที่เป็นภัยคุกคามต่อความ ปลอดภัยของชาติ การต่อต้านการข่าวกรองเป็นงานหนึ่งของการข่าวกรองทางทหาร เป็นชั้นการ รักษาความปลอดภัย ซึ่งครอบคลุมถึงกิจกรรมทั้งปวงที่กระทำเพื่อทำลายประสิทธิภาพในกิจการข่าวกรองของ ชาติที่เป็นศัตรู ป้องกันข่าวสารให้พ้นจากการจารกรรม ป้องกันบุคคลให้พ้นจากการบ่อนทำลาย และป้องกัน สถานที่ให้พ้นจากการก่อวินาศกรรม การต่อต้านข่าวกรองเป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จในการปฏิบัติการที่ทางทหาร และเป็นองค์ประกองหลักอันหนึ่งของแนวความคิดในการปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยเป็นส่วนรวม การ ปฏิบัติการจู่โจมทางทหารที่ได้รับความสำเร็จอย่างดียิ่งนั้น มิใช่เพียงขึ้นอยู่กับข่าวกรองที่เชื่อถือได้ และความ รวดเร็วในการเคลื่อนที่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการต่อต้านการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพด้วย ๓.๒.๓.๒ มาตรการต่อต้านการข่าวกรอง จะแบ่งออกเป็นมาตรการหลักๆ ๒ ลักษณะคือ ๓.๒.๓.๒ (๑) มาตรการต่อต้านข่าวกรองเชิงรุก (ตอบโต้) คือ บรรดามาตรการ ที่ใช้ขัดขวางความพยายามของฝ่ายตรงข้ามในการจารกรรม, ก่อวินาศกรรม และบ่อนทำลาย มาตรการ ต่อต้านเชิงรุกจะเปลี่ยนแปลงไปตามภารกิจของหน่วย มาตรการต่าง ๆ เหล่านั้น ได้แก่ ก) การต่อต้านการจารกรรม ข) การต่อต้านการก่อวินาศกรรม ค) การต่อต้านการบ่อนทำลาย ง) การต่อต้านการลาดตระเวน จ) การสืบ, ค้นหา และทำลายฝ่ายการหาข่าวของฝ่ายตรงข้าม ฉ) การลวง ช) การใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่อต้าน และรบกวนการปฏิบัติการ ข่าวกรองการสื่อสาร ซ) การใช้ควันเพื่อขัดขวางการตรวจการณ์ ๓.๒.๓.๒ (๒) มาตรการต่อต้านข่าวกรองเชิงรับ (ป้องกัน) คือ บรรดามาตรการ ที่กำหนดขึ้น และการดำเนินการทั้งปวง เพื่อพิทักษ์รักษาและคุ้มครองสิ่งที่เป็นความลับของฝ่ายเราให้รอดพ้น จากการรั่วไหลอันเกิดจากการจารกรรม การก่อวินาศกรรม และการบ่อนทำลายโดยฝ่ายตรงข้าม มาตรการ ต่าง ๆ เหล่านั้น ได้แก่ ก) การ รปภ. เกี่ยวกับบุคคล, เอกสาร, สถานที่ และการสื่อสาร ข) การสร้างวินัยในการรักษาความลับ ค) การพราง/การซ่อนพราง
๗๓ ง) การตรวจข่าว จ) การควบคุมการเคลื่อนย้าย ฉ) มาตรการป้องกัน/ต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ ๓.๒.๓.๓ เจ้าหน้าที่ต่อต้านข่าวกรอง ฝอ.๒ เป็นผู้รับผิดชอบในทางฝ่ายอำนวยการเกี่ยวกับการวางแผน และกำกับ ดูแลการต่อต้านข่าวกรองของหน่วย ทหารทุกคนและหน่วยทหารทุกหน่วยนับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ต่อต้านข่าว กรองที่เป็นหลักในการต่อต้านข่าวกรองเชิงรับโดยขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะจัดให้มีการรักษาความปลอดภัย ที่เหมาะสม การพราง การตรวจการณ์ และ รปจ. ในการปฏิบัติประจำวัน การหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมจาก ข้าศึก หรือถ้าถูกข้าศึกจับเป็นเชลยก็จะต้องขัดขวางต่อการซักถาม ความเกี่ยวข้องในการต่อต้านข่าวกรอง ของส่วนต่าง ๆ อาจจำแนกได้ดังนี้ ก. ทหารแต่ละบุคคล ข. หน่วยทหารทุกหน่วย ค. หน่วยต่อต้านข่าวกรอง (CIA) ง. เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐบาล ก. ทหารแต่ละบุคคล ทหารแต่ละบุคคล ปฏิบัติการต่อต้านข่าวกรองด้วยการรักษาความ ปลอดภัยทางการทหาร การพราง การตรวจการณ์ และการปฏิบัติการรายงานข่าวสาร เนื่องจากเชลยศึก เป็นแหล่งข่าวสารอย่างดี ฉะนั้นทหารทุกคนจึงได้รับการฝึกให้รู้จักการหลบหลีกและหลบหนี การต่อต้าน การซักถามของข้าศึก และยึดมั่นอยู่ในหลักการปฏิบัติเมื่อถูกจับเป็นเชลยศึก นอกจากนี้ทหารยังเป็นแหล่ง ข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติการข่าวกรองของข้าศึกรวมทั้งเป็นเป้าหมายการบ่อทำลายอีกด้วย ข. หน่วยทหาร หน่วยทหารทุกหน่วย ถือเป็นเจ้าหน้าที่ต่อต้านข่าวกรองทั้งสิ้น และ ปฏิบัติมาตรการต่อต้านข่าวกรองที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกได้ข่าวสารเกี่ยวกับที่ตั้ง และการวางกำลัง ของตน นายทหารฝ่ายอำนวยการทุกคนและผู้บังคับบัญชาของหน่วยรอง ย่อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับลักษณะ ของการต่อต้านข่าวกรองในทางปฏิบัติโดยเฉพาะของตน เช่น นายทหารการขนส่งให้คำแนะนำการต่อต้าน ข่าวกรอง เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายทางการขนส่ง นายแพทย์ใหญ่ให้คำแนะนำการต่อต้านข่าวกรองเกี่ยวกับ ที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างทางการแพทย์ เป็นต้น ค. หน่วยต่อต้านข่าวกรอง (CIA) หน่วยต่อต้านข่าวกรอง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่พิเศษต่อต้านข่าวกรอง ของ ทบ. ในระดับกองทัพสนาม เจ้าหน้าที่ข่าวกกรองจะบรรจุไว้ในกองร้อยรักษาความปลอดภัยของกองพัน ข่าวกรองทางทหาร และแผนกรักษาความปลอดภัยของกองทัพน้อย และหน่วยแยกข่าวกรองทางทหารของ กองพล ง. เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐบาล เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐบาล ได้แก่ กรมประมวลข่าวกลางกรมข่าว กองทัพเรือ กรมข่าวกองทัพอากาศ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ต่อต้านข่าว กรองบางอย่าง ซึ่งเกื้อกูลต่อการปฏิบัติทางด้านการข่าวกรองของกองทัพบก
๗๔ ๓.๒.๔.๔ ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จะต้องเข้มงวดกวดขัน ๓.๒.๔.๔ (๑) ในระหว่างปฏิบัติการทางยุทธวิธี ไม่ควรให้ทหารนำข่าวสาร ส่วนตัวหรือของทางราชการติดตัวไปด้วย ๓.๒.๔.๔ (๒) เมื่อเกิดความปั่นป่วน หรือมีความพยายามให้เกิดการเอาใจออก ห่างหรือพฤติกรรมการบ่อนทำลาย จะต้องรายงานผ่านสายข่าวกรองโดยทันที ๓.๒.๔.๔ (๓) เมื่อมีการได้รับจดหมายประเภทยั่วยุหรือเหมือนจะทำให้ขวัญของ ทหารต่ำลง จะต้องรายงานผ่านสายข่าวกรองโดยทันที ๓.๒.๔.๔ (๔) จะต้องส่งเสริมให้กำลังพลปฏิบัติในเรื่องการตรวจจดหมายส่วนตัว ๓.๒.๔.๔ (๕) จดหมายทุกฉบับไม่ว่าจะของส่วนตัวหรือราชการ จะต้องเผาทิ้ง เมื่อไม่ใช้ประโยชน์แล้ว ๓.๒.๔.๔ (๖) ผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการและทหารแต่ละคน ต้องระมัด ระวังการปฏิบัติให้เป็นแบบอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งบอกเหตุถึงสิ่งที่กำลังกระทำ ๓.๒.๔.๔ (๗) จะต้องปลูกฝังอบรมทหารแต่ละคน ให้ยึดมั่นในความสำนึกใน หน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกจับเป็นเชลยจะต้องพยายามหลบหนีให้ได้ ๓.๒.๔.๕ การปฏิบัติการต่อต้านข่าวกรองในระดับกรม และกองพัน พันธกิจหลักของ ฝอ.๒ ในการต่อต้านข่าวกรอง จะเกี่ยวกับการปฏิบัติให้ บรรลุผลสำเร็จ และกำกับดูแลมาตรการต่อต้านการข่าวทั้งปวงที่หน่วยเหนือสั่งการให้หน่วยขนาดเล็ก จะย้ำ ในเรื่องมาตรการที่จะลบล้างข่าวกรองของข้าศึก (มาตรการเชิงรับ) มาตรการซึ่งนำใช้เพื่อป้องกันมิให้ข้าศึก ได้รับข่าวสารจากฝ่ายเรามากกว่าการค้นหาองค์กรข่าวกรองข้าศึก (มาตรการเชิงรุก) การลวงใช้เพื่อให้ข้าศึก หลงเข้าใจผิดในสภาพอันแท้จริง หรือเข้าใจผิดในการปฏิบัติรวมทั้งในเรื่อง กำลังพล กำลังอาวุธ การวาง กำลังและการสะสมทางด้านการส่งกำลังบำรุงของฝ่ายเรา มาตรการที่จะลบล้างการข่าวกรองของข้าศึกเหล่านี้ หน่วยเหนือจะสั่งการและควบคุม โดยอาศัย รปจ., นปส., คำสั่งยุทธการ และคำสั่งธุรการ การนำมาตรการ เหล่าไปใช้ควรจะได้ประสานอย่างใกล้ชิดกับหน่วย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ฝอ.๓ (มีความรับผิดชอบทางฝ่ายอำนวยการในมาตรการลวง) และนายทหารสื่อสารของหน่วย ในการปฏิบัติการทางยุทธวิธี เช่น การจัดตั้งที่คอยเหตุ ที่ฟังการและการ วางจุดซุ่มโจมตี ซึ่งธรรมดาเป็นพันธกิจของ ฝอ.๓ นั้น การกำหนดที่อยู่ของที่ตั้งต่างๆ ดังกล่าว หรือการ ปฏิบัติเหล่านั้น ก็จะต้องเลือกขึ้นโดยพิจารณาถึงคุณค่าในการรักษาความปลอดภัยและในด้านยุทธวิธี จึงจำเป็น ต้องมีการประสานโดยใกล้ชิด และการวางแผนร่วมระหว่าง ฝอ.๒ กับ ฝอ.๓ เพื่อให้การปฏิบัติเหล่านั้นกระทำ เพื่อหน่วยและให้บังเกิดผลทางด้านการต่อต้านข่าวกรองด้วย ในการฝึกการต่อต้านข่าวกรอง ฝอ.๓ จะช่วยในการวางแผนและกำกับดูแล การฝึกทหารควรกระทำทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นหน่วยและเป็นบุคคล รวมทั้งเรื่องหลบหนีและ การหลีกเลี่ยง และปฏิบัติเมื่อถูกจับเป็นเชลย
๗๕ ๓.๒.๔.๖ การรักษาความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยของหน่วยหรือส่วนราชการทั้งปวง โดยทั่วไปยามปกติ ในปัจจุบันจะต้องถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ ๓.๒.๔.๖ (๑) วัตถุประสงค์ ก. กำหนดหลักการขั้นมูลฐานและมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัย ให้แก่ทางราชการ ข. พิทักษ์รักษาและป้องกัน สิ่งที่เป็นความลับของทางราชการมิให้รั่วไหล หรือรู้ไปถึง หรือตกไปอยู่กับผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่จะต้องทราบ ค. ป้องกันการจารกรรม ทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกวงราชการ ง. พิทักษ์รักษาและป้องกันการก่อวินาศกรรมแก่ บุคคล สิ่งอุปกรณ์ อาคารสถานที่ ฯลฯ จ. ป้องกันการบ่อนทำลายอันจะเป็นผลกระทบกระเทือนต่อความสามัคคี หรือความมั่นคงแห่งชาติ ๓.๒.๔.๖ (๒) หลักการรักษาความปลอดภัย ก. การมอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติงาน เกี่ยวกับสิ่งเป็นความลับของทาง ราชการ ให้ยึดถือหลัก “การจำกัดให้ทราบเท่าที่จำเป็น” เพื่อปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ลุล่วงไปด้วยดี ห้ามผู้ไม่มีหน้าที่หรือมิได้รับคำสั่ง หรือมิได้รับมอบหมายที่ถูกต้อง อ้างยศ ตำแหน่ง หรืออิทธิพลใด ๆ เพื่อ เข้าถึงความลับของทางราชการเป็นอันขาด ข. ในการรักษาความปลอดภัย จะกำหนดมาตรการป้องกันแต่เพียงอย่าง เดียวอาจไม่เพียงพอ ควรกำหนดมาตรการอื่นควบคู่ไปด้วย ค. การรักษาความปลอดภัยที่ดีนั้นจะต้องมีจุดอ่อนน้อยที่สุด ง. จะต้องมีการสอดส่อง และตรวจสอบมาตรการที่วางไว้เป็นประจำ จ. มาตรการและวิธีการรักษาความปลอดภัยที่ดี จะต้องสอดคล้อง และไม่ เป็น อุปสรรคต่อการบริหารงานของส่วนราชการ ฉ. เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยอย่างแท้จริง การ วางแผน จะต้องประสานมาตรการรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ๓.๒.๔.๖ (๓) ประเภทของการรักษาความปลอดภัยแบ่งออกเป็น ๓ ประการคือ ก. การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล ข. การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับเอกสาร ค. การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่ ๓.๒.๔.๖ (๔) ชั้นความลับของทางราชการ แบ่งออกเป็น ๓ ชั้น คือ ก. ลับที่สุด ได้แก่ ความลับที่มีความสำคัญที่สุดเกี่ยวกับ บุคคล ข้อมูล ข่าวสาร วัตถุ สถานที่ และทรัพย์สินที่มีค่าของแผ่นดิน ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมด หรือเพียง บางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ จะทำให้เกิดความเสียหาย หรืออันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย หรือความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ หรือพันธกิจอย่างร้ายแรงที่สุด เช่น นโยบายหรือ
๗๖ แผนที่สำคัญยิ่งของชาติ ซึ่งถ้าเปิดเผยก่อนเวลาอันสมควร จะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงที่สุดแก่ ประเทศชาติ หรือแผนยุทธศาสตร์ รวมทั้งรายละเอียดทางเอกสารทั้งมวลที่เกี่ยวกับการทำสงคราม ข. ลับมาก ได้แก่ ความลับที่มีความสำคัญมากเกี่ยวกับบุคคล เอกสาร วัตถุ สถานที่ และทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน รั่วไหล ไปถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ จะทำให้เกิดผลเสียหายหรือเป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย ของประเทศชาติหรือพันธมิตร หรือความสงบเรียบร้อยในราชอาณาจักรอย่างร้ายแรง เช่น แผนปราบปราม ผู้ก่อการร้าย การตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องภาษีอากรต่าง ๆ หรือการตรากฎหมายเกี่ยวกับการเวนคืน อสังหาริมทรัพย์ เพื่อประโยชน์ทางราชการ ค. ลับ ได้แก่ ความลับที่มีความสำคัญเกี่ยวกับบุคคลข้อมูลข่าวสาร วัตถุ สถานที่ และทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคล ที่ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ หรือต่อเกียรติภูมิของประเทศชาติ เกิดความ เสียหายต่อความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งรัฐ หรือพันธมิตรได้ เช่น รายงานการปฏิบัติทางยุทธวิธีและ การฝึกต่าง ๆ การเคลื่อนย้ายหน่วยทางธุรการ ๓.๒.๔.๖ (๕) การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล คือ มาตรการที่กำหนดขึ้นสำหรับ ใช้ปฏิบัติต่อราชการ หรือผู้ที่จะได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับทางราชการ หรือให้ปฏิบัติ หน้าที่ราชการสำคัญ เพื่อให้เป็นที่เชื่อแน่ว่าต้องเป็นผู้ที่ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ การรักษา ความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล กำหนดขึ้นด้วยความมุ่งหมายเพื่อเลือกเฟ้นตรวจสอบให้ได้บุคคลที่มีลักษณะแก่ การบรรจุเข้ารับราชการ หรือให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อกำหนดระดับความไว้วางใจในการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ เกี่ยวกับความลับ การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคลให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติดังนี้ - ตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล - รับรองความไว้วางใจบุคคลเพื่อให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ ๓.๒.๔.๖ (๖) ความรับผิดชอบของหัวหน้าส่วนราชการ ก. จัดให้มีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของข้าราชการทุกคนใน สังคม รวมทั้งบุคคลที่จะมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญ และสอดส่องดูแลความเปลี่ยนแปลง หรือ พฤติการณ์ของบุคคลนั้น ข. ถ้าพิจารณาเห็นว่าบุคคลใดจะเป็นภัยต่อทางราชการ ในด้านการรักษา ความปลอดภัย ให้ย้ายไปจากตำแหน่งนั้นโดยเร็วที่สุด และพิจารณาดำเนินการต่อไปตามแต่จะเห็นสมควร ๓.๒.๔.๖ (๗) การรักษาความปลอดเกี่ยวกับเอกสาร การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับเอกสาร คือ มาตรการที่กำหนดขึ้นสำหรับ การปฏิบัติต่อเอกสารลับ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่ได้ล่วงรู้ หรือเข้าถึงเอกสารนั้น การรักษาความ ปลอดภัยเกี่ยวกับเอกสาร มีความมุ่งหมายเพื่อกำหนดนโยบาย และวิธีการในการพิทักษ์รักษาความลับของ ทางราชการ ซึ่งจะต้องปฏิบัติต่อเอกสารต่าง ๆ ทุกขั้นตอนของการดำเนินกรรมวิธี ทั้งนี้เพื่อให้เป็นมาตรฐาน เดียวกัน
๗๗ ความรับผิดชอบในการกำหนดชั้นความลับ หัวหน้าส่วนราชการหรือ หัวหน้าหน่วยงานผู้เป็นเจ้าของเรื่องเดิมเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนดความรับผิดชอบในการกำหนดชั้นความลับ เอกสาร ตลอดจนปรับและยกเลิกชั้นความลับในภายหลังด้วยสำหรับทางราชการทหารกำหนดไว้ในระเบียบนี้ คือ ก. ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับ “ลับที่สุด” ได้แก่ ผบ.สูงสุด ผบ.ทบ. ผช.ทูตฝ่ายทหาร ข. ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับ “ลับมาก” ได้แก่ ผบ.กรม ขึ้นไป ค. ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับ “ ลับ ” ได้แก่ ผบ.ร้อยขึ้นไป ๓.๒.๔.๖ (๘) การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่ การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่ คือ มาตรการที่กำหนดขึ้นเพื่อ พิทักษ์รักษาให้ความปลอดภัยที่สงวน อาคาร หรือสถานที่ ของส่วนราชการ ตลอดจนวัสดุ อุปกรณ์ เจ้าหน้าที่และเอกสารในอาคารสถานที่ดังกล่าวให้พ้นจากการโจรกรรม การจารกรรมและการกาก่อ วินาศกรรม หรือเหตุอันใดอันอาจทำให้เสียสมรรถภาพในการปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการได้ ๓.๒.๔.๖ (๙) ภยันตรายที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับสถานที่ ก. ภยันตรายที่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติและอุบัติเหตุ เช่น พายุ น้ำท่วม ฟ้าผ่า และเพลิงไหม้ ข. ภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ (๑) การกระทำโดยเปิดเผย เช่น การโจรกรรม การจลาจล การก่อความไม่สงบ และการโจมตีจากข้าศึก (๒) การกระทำโดยทางลับเกี่ยวกับสถานที่ ประกอบด้วย การ จารกรรม การก่อวินาศกรรม ๓.๒.๔.๖ (๑๐) มาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ก. เครื่องกีดขวาง ข. การให้แสงสว่าง ค. เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสถานที่ ง. การควบคุมบุคคลและยานพาหนะ จ. พื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัย แบ่งออกเป็น ๒ พื้นที่ คือ (๑) พื้นที่ควบคุม (๒) พื้นที่หวงห้าม แบ่งออกเป็น ๒ พื้นที่ (๒.๑) เขตหวงห้ามเฉพาะ (๒.๒) เขตหวงห้ามเด็ดขาด ฉ. การป้องกันอัคคีภัย ๓.๒.๕ งานข่าวกรองเบ็ดเตล็ด ได้แก่ การฝึกการปฏิบัติงานด้านข่าวกรอง การให้ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการพราง, การลวง และการปกปิดทางยุทธวิธี ตลอดจนการเสนอความต้องการแผนที่ และภาพถ่าย ทางอากาศ
๗๘ ๔. การกำหนดพื้นที่ในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง การกำหนดพื้นที่ในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง กระทำเพื่อให้เกิดความง่ายต่อหน่วยในการ ปฏิบัติงานในการหาข่าว การเฝ้าตรวจสนามรบ และสามารถผลิตข่าวกรองให้หน่วยต่าง ๆ ได้ทันเวลา ๔.๑ พื้นที่ในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง แบ่งออกเป็น ๓ พื้นที่ คือ พื้นที่ปฏิบัติการ, พื้นที่ สนใจ และห้วงมิติการรบ ๔.๑.๑ พื้นที่ปฏิบัติการ คือ พื้นที่ที่หน่วยได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในการปฏิบัติงานตาม ภารกิจของฝ่ายเรา พื้นที่ปฏิบัติการจะถูกกำหนดโดย ผบ.หน่วยเหนือ โดยการกำหนดขอบเขตด้วยเส้นแบ่ง เขต และครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการทางลึก, พื้นที่การรบระยะใกล้ และพื้นที่ส่วนหลังของหน่วย ๔.๑.๒ พื้นที่สนใจ เป็นพื้นที่ที่ขยายออกไปนอกเหนือจากพื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งจะต้องติดตาม สถานการณ์ของฝ่ายตรงข้าม อันอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติของฝ่ายเราในอนาคต การพิจารณา เพื่อกำหนดขอบเขตของพื้นที่ในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง อาศัยปัจจัยต่าง ๆ คือ ภารกิจของหน่วย, สถานการณ์ฝ่ายตรงข้าม, ลักษณะภูมิประเทศ, กำลังฝ่ายเราที่มีอยู่และเวลา พื้นที่สนใจ ผบ.หน่วย สามารถ กำหนดขึ้นเองได้หรือเป็นการกำหนดร่วมกัน ระหว่าง สธ.๒ และ สธ.๓ โดยอาศัยแนวทางในการวางแผนของ ผบ.หน่วย เป็นปัจจัย การพิจารณาขอบเขตของพื้นที่สนใจ ซึ่งกำหนดออกมาเป็น ๔ มิติ ด้วยกัน คือ ความ กว้าง ความลึก ห้วงอากาศ (ความสูง) และเวลา เพื่อให้เห็นถึงขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามที่มีผลกระทบ ต่อภารกิจของหน่วยในอนาคต ปกติแล้ว พื้นที่สนใจจะมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ปฏิบัติการ นอกจากปัจจัย พิจารณาขอบเขตของพื้นที่สนใจที่กล่าวมาแล้ว ยังสามารถกำหนดขอบเขตของพื้นที่สนใจเพิ่มเติมได้อีก โดย ขึ้นอยู่กับ ๔.๑.๒.๑ ที่ตั้งของกำลังฝ่ายเดียวกัน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการบรรลุภารกิจของหน่วย ตามเจตนารมณ์ของ ผบ.หน่วยเหนือ ๔.๑.๒.๒ พื้นที่ซึ่งหน่วยคาดว่าจะนำกำลังเข้าไปวาง เพื่อปฏิบัติภารกิจในอนาคต ๔.๑.๒.๓ พื้นที่ปฏิบัติการ และขีดความสามารถของกำลังฝ่ายเดียวกัน ซึ่งอาจมีผล กระทบต่อการปฏิบัติการของหน่วยก่อนที่จะบรรลุภารกิจ การประเมินกำลังของฝ่ายตรงข้ามในอนาคต นอกเหนือจากกำลังฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่ปฏิบัติการแล้ว สธ.๒ จะต้องติดตามสถานการณ์ฝ่ายตรงข้ามจาก พื้นที่สนใจ ๔.๑.๓ ห้วงมิติการรบ คือ ส่วนหนึ่งของสนามรบทั้ง ๔ มิติ ที่ขอบเขตนั้นถูกกำหนดโดย ขีดความสามารถสูงสุดของหน่วยที่จะเข้ายึด และควบคุมฝ่ายตรงข้าม ขีดความสามารถนี้ รวมถึงการค้นหา เป้าหมาย และเครื่องมือระยะไกลที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยเหนือด้วย ๔.๒ การพิจารณากำหนดพื้นที่ในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรอง อาศัยปัจจัยต่าง ๆ คือ ภารกิจของหน่วย, สถานการณ์ฝ่ายตรงข้าม, ลักษณะภูมิประเทศ, กำลังฝ่ายเราที่มีอยู่ และเวลา
๗๙ ๕. การจัดแผนกข่าวกรองของหน่วยทหาร ๕.๑ โดยทั่ว ๆ ไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ หลายประการ เช่น ๕.๑.๑ เพื่อมอบความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองให้เห็นเด่นชัด ๕.๑.๒ จะต้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด ๒๔ ชั่วโมง ๕.๑.๓ สอดคล้องกับพันธกิจที่ได้รับ ๕.๒ ในอัตราการจัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์ (อจย.) นั้น จะระบุแต่จำนวนเจ้าหน้าที่ที่บรรจุอยู่ ในแผนกข่าวกรองเท่านั้น มิได้ระบุถึงการจัดภายในของแผนก ดังนั้นในการจัดแผนกข่าวกรองเพื่อให้สามารถ ปฏิบัติงานตามภารกิจได้อย่างเหมาะสม อาจจะต้องมีการดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับมอบ ขอบเขตของงานด้านการข่าวกรองที่จะต้องปฏิบัติ และเจ้าหน้าที่ชำนาญงานที่มีอยู่ ๕.๓ ในการจัดแผนกข่าวกรองของกองพลนั้น จะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ๔ ส่วน คือ ส่วนธุรการ, ส่วนปฏิบัติการ, ส่วนลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ, และส่วนต่อต้านการข่าวกรอง ๕.๓.๑ ส่วนธุรการ มีหน้าที่ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับด้านธุรการทั้งปวง ตลอดจนจัดทำบันทึก ประจำวันของแผนกข่าวกรองด้วย ๕.๓.๒ ส่วนปฏิบัติการ มีหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามวงรอบข่าวกรองทั้งสิ้น นอกจากนั้นยัง เก็บรักษา รวบรวมข่าวสาร จัดทำแผนที่สถานการณ์ให้ทันสมัย จัดทำสรุปข่าวกรองตามห้วงเวลา จัดทำ ประมาณการข่าวกรอง จัดทำวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ฯลฯ เป็นต้น ๕.๓.๓ ส่วนลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ มีหน้าที่ในการวางแผน ประสานงาน และเสนอแนะ นายทหารฝ่ายข่าวกรองในการใช้เครื่องมือรวบรวมข่าวสารที่มีอยู่ รายงานสถานภาพขีดความสามารถและ ขีดจำกัด ตลอดจนกำกับดูแลทางฝ่ายอำนวยการแก่หน่วย ลว. ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในอัตราและที่มาสนับสนุน ๕.๓.๔ ส่วนต่อต้านการข่าวกรอง มีหน้าที่ในการให้ข้อเสนอแนะ การวางแผน และการกำกับ ดูแลมาตรการต่อต้านการข่าวกรองทั้งปวง เช่น การต่อต้านการข่าวกรองทางบุคคล การต่อต้านการข่าวกรอง ทางสัญญาณ การต่อต้านการข่าวกรองทางการภาพ การต่อต้านการจารกรรม การต่อต้านการก่อวินาศกรรม การต่อต้านการบ่อนทำลาย เป็นต้น ๖. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและนายทหารฝ่ายการข่าวกรอง ๖.๑ ผู้บังคับบัญชา เป็นผู้รับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองทั้งปวงภายในหน่วย ซึ่งรวม ทั้งการผลิตข่าวกรอง การกระจายและการใช้ข่าวสารและข่าวกรอง ตลอดจนการต่อต้านการข่าวกรองอีกด้วย ๖.๒ นายทหารฝ่ายการข่าวกรอง จะช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการคนอื่น ๆ โดยการ เสนอข่าวกรองที่จำเป็น สำหรับใช้ประกอบในการตกลงใจและวางแผนการปฏิบัติด้วยวิธีการทั้งปวง ในรูป ของสรุปข่าวกรอง การรายงานข่าวกรองตามห้วงระยะเวลา ประมาณการข่าวกรอง เป็นต้น ๖.๓ โดยธรรมดา ผู้บังคับบัญชามักจะให้นายทหารฝ่ายการข่าวกรอง แถลงสรุปสถานการณ์ด้าน การข่าวกรองให้ทราบก่อนที่จะวางแผนการปฏิบัติการรบอยู่เสมอ ในการที่นายทหารฝ่ายการข่าวกรองจะ สามารถสนองตอบความต้องการของผู้บังคับบัญชาได้อย่างสมบูรณ์นั้น จะต้องมีการวางแผนการปฏิบัติงาน ของตนขึ้นล่วงหน้า โดยใช้การคาดคะเนที่มีเหตุผลเกี่ยวกับภารกิจที่คาดว่าหน่วยของตนจะได้รับ และดำเนิน การรายงานข่าวสารที่จำเป็นแต่เนิ่น
๘๐ ๖.๔ การที่จะช่วยให้นายทหารฝ่ายการข่าวกรอง สามารถวางแผนงานล่วงหน้าได้สะดวกง่ายดาย ขึ้นนั้น นายทหารฝ่ายการข่าวกรองจะดำรงการติดต่ออย่างแน่นแฟ้น กับฝ่ายอำนวยการทุกสายงานภายใน หน่วยและกับฝ่ายข่าวกรองของหน่วยเหนือด้วย ๖.๕ เมื่อได้รับมอบภารกิจแล้ว นายทหารฝ่ายการข่าวกรองจะทำการประเมินค่าข่าวกรองที่มีอยู่นั้น เสียใหม่ เพื่อกำหนดความต้องการข่าวกรองเพิ่มเติมซึ่งผู้บังคับบัญชาจำเป็นต้องทราบ โดยธรรมดาจะเกี่ยวกับ ขีดความสามารถและจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งสภาพของพื้นที่ปฏิบัติการ ๖.๖ การปฏิบัติงานด้านข่าวกรอง จะต้องเพ่งเล็งถึงความต้องการข่าวกรองของผู้บังคับบัญชา เป็นหลัก ซึ่งผู้บังคับบัญชามีความต้องการเพื่อให้บรรลุความสำเร็จของภารกิจ ๖.๗ ในการปฏิบัติงานด้านการข่าวกรองนั้น นายทหารฝ่ายการข่าวกรองจะเพ่งเล็งไปที่เรื่องสำคัญ คือ สถานการณ์ของฝ่ายตรงข้ามและสภาพของพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อที่จะกำหนดผลกระทบกระเทือนที่อาจจะ บังเกิด ขึ้นต่อการปฏิบัติการทางทหารของทั้งสองฝ่าย
๘๑ ตอนที่ ๓ ประมาณการข่าวกรอง ๗. ประมาณการข่าวกรอง ๗.๑ เป็นงานหลักของฝ่ายอำนวยการ จัดทำขึ้นเพื่อเสนอผลการทำงานในหน้าที่ของตนต่อ ผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการอื่น ๆ การจัดทำประมาณการข่าวกรองนั้น สธ.๒ เป็นผู้รับผิดชอบในการ จัดทำและเสนอผลงาน โดยมีความมุ่งหมาย เพื่อเสนอผลของพื้นที่ปฏิบัติการที่มีต่อการยุทธ์คาดการณ์ถึงการ ปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม และแสวงหาความล่อแหลมต่ออันตรายของฝ่ายตรงข้ามที่ฝ่ายเราอาจแสวงประโยชน์ได้ ๗.๒ การจัดทำประมาณการข่าวกรอง ถือว่าเป็นงานหลักอีกอย่างหนึ่งของ สธ.๒ ซึ่งจะต้องจัดทำ ปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ วิธีการที่สำคัญ คือ การกำหนดสมมุติฐานและข้ออนุมานที่สมจริงขึ้น เกี่ยวกับขีด ความสามารถ และการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม นอกจากนั้น สธ.๒ จะต้องมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ อย่างสูง ในเรื่องของการรวบรวมข่าวสารและการดำเนินกรรมวิธีต่อข่าวสาร โดยจะต้องมีความรู้อย่างดีในเรื่อง แหล่งข่าวและเจ้าหน้าที่ รวบรวมข่าวสารที่มีอยู่ แผนปฏิบัติการยุทธ์ของหน่วย และหลักนิยมของฝ่ายตรงข้าม ๗.๓ ในระดับกองพล จะเสนอประมาณการด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ซึ่งแบบฟอร์ม ประมาณการข่าวกรอง ประกอบด้วยหัวข้อใหญ่ ๆ ๕ หัวข้อ คือ ๗.๓.๑ ภารกิจ ๗.๓.๒ สภาพของพื้นที่ปฏิบัติการ ๗.๓.๓ สถานการณ์ของฝ่ายตรงข้าม ๗.๓.๔ ขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม ๗.๓.๕ ข้อสรุป ๗.๔ ในข้อ ๒ “สภาพของพื้นที่ปฏิบัติการ” จะได้มาจากการวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ๗.๕ ในข้อ ๓ “สถานการณ์ของฝ่ายตรงข้าม” ของประมาณการข่าวกรองนั้นจะกล่าวถึงฝ่ายตรงข้าม ในหลายๆ เรื่องด้วยกัน คือ การวางกำลัง การประกอบกำลัง กำลังการปฏิบัติที่สำคัญในห้วงเวลา และลักษณะ พิเศษและจุดอ่อน ในหัวข้อกำลังนั้นเราแบ่งประเภทของกำลังออกเป็น ๔ ประเภท คือ กำลังเผชิญหน้า กำลัง เพิ่มเติม กำลังทางอากาศ และกำลังอื่น ๆ เช่น หน่วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ หน่วยส่งทางอากาศ เป็นต้น ๗.๕.๑ ความมุ่งหมายของการแบ่งประเภทกำลังของฝ่ายตรงข้าม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ในการจัดทำประมาณการ เพื่อกำหนดขีดความสามารถและความล่อแหลมของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ ผบ. และ ฝอ. นำไปใช้ในการวิเคราะห์ และเลือกหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของฝ่ายเรา ๗.๕.๑.๑ กำลังเผชิญหน้า ได้แก่ กำลังฝ่ายตรงข้ามที่ปะทะกับฝ่ายเรา กองหนุนของ หน่วยที่ปะทะกับฝ่ายเรา และสามารถใช้เข้าปฏิบัติการได้โดยทันที และหน่วยสนับสนุนที่มีระยะห่างพอเพียง ที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียต่อฝ่ายเรา ปัจจัยในการกำหนดขึ้นอยู่กับการวางกำลังของหน่วยนั้น เมื่อเวลาทำ ประมาณการและระดับหน่วยที่ทำประมาณการ ๗.๕.๑.๒ กำลังเพิ่มเติม ได้แก่ หน่วยทหารทางพื้นดินของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจำเป็นต้อง เปลี่ยนที่ตั้งเสียก่อน จึงจะสามารถใช้เข้าทำการรบเพื่อต่อต้านการปฏิบัติของฝ่ายเราได้และกองหนุนของฝ่าย ตรงข้ามที่อยู่ในบังคับบัญชาของหน่วยทหารในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าหน่วยฝ่ายเราที่ทำประมาณการ
๘๒ ๗.๕.๑.๓ ในบางครั้งไม่สามารถกำหนดออกไปได้อย่างแน่ชัดว่า เป็นกำลังเผชิญหน้า หรือกำลังเพิ่มเติม ก็ให้กำหนดเป็นกำลังเพิ่มเติม เพื่อเป็นการออมกำลังของฝ่ายเราที่จะนำไปใช้ในการตอบโต้ และลดเกณฑ์การเสี่ยงภัยจากการจู่โจมของฝ่ายตรงข้าม ๗.๖ ข้อ ๔ “ขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม” การระบุขีดความสามารถทั้งปวง จะกล่าวตามลำดับ ความสำคัญถึงหนทางปฏิบัติที่ฝ่ายตรงข้ามจะกระทำทั้งที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูล ซึ่งเมื่อกระทำแล้วจะก่อให้เกิด ผลกระทบกระเทือนต่อการบรรลุภารกิจของฝ่ายเรา โดยอาศัยพื้นฐานจากความรู้และข่าวกรองที่มีอยู่เกี่ยวกับ ข้อสรุปผลของพื้นที่ปฏิบัติการ สถานการณ์ฝ่ายตรงข้าม หลักนิยมทางยุทธวิธีของฝ่ายตรงข้าม และปัจจัยเวลา และระยะทาง องค์ประกอบที่จะต้องกล่าวถึงมี ๔ ส่วน คือ อะไร เมื่อใด ที่ไหน ด้วยกำลังเท่าใด โดย ธรรมดาแล้ว หนทางปฏิบัติการยุทธวิธีอาจแบ่งได้เป็น ๔ ประเภท ได้แก่ เข้าตี ตั้งรับ เพิ่มเติมกำลัง และร่นถอย ๗.๖.๑ ในหัวข้อ “เมื่อใด” ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ต้องการทราบ คือ เวลาอย่างเร็วที่สุด ซึ่งฝ่าย ตรงข้ามจะปฏิบัติตามขีดความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่งได้ การปฏิบัติดังกล่าวจะกระทำได้เมื่อใด ขึ้นอยู่กับ การวางกำลัง และสถานภาพยุทโธปกรณ์ของฝ่ายตรงข้าม ๗.๖.๒ ในหัวข้อ “ที่ไหน” ขึ้นอยู่กับสภาพ ลม ฟ้า อากาศในปัจจุบัน และที่พยากรณ์ไว้ สภาพภูมิประเทศ และการวางกำลังของฝ่ายตรงข้าม ๗.๖.๓ ในการกำหนดกำลังฝ่ายตรงข้ามที่จะใช้ปฏิบัติการตามขีดความสามารถอันใดอันหนึ่ง โดยเฉพาะนั้น อาศัยปัจจัยในเรื่องการวางกำลัง การประกอบกำลัง และกำลังของฝ่ายตรงข้าม เราจะกำหนด กำลังเผชิญหน้าเป็นหน่วยต่ำกว่าหน่วยที่ทำประมาณการสองระดับ ๗.๗ ในข้อ ๕ “ข้อสรุป” ของประมาณการข่าวกรอง จะกล่าวถึงเรื่องการสนับสนุนภารกิจได้หรือไม่ และสนับสนุนหนทางปฏิบัติใดได้ดีที่สุด ผลของพื้นที่ปฏิบัติการต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา หนทางปฏิบัติที่ ฝ่ายตรงข้ามน่าจะนำมาใช้ และความล่อแหลมของฝ่ายตรงข้าม
๘๓ แบบฟอร์มประมาณการข่าวกรอง ----------------------------------------- ประเภทเอกสาร แผนกและ บก.หน่วย ที่ตั้ง วัน เวลา ประมาณการข่าวกรองที่……………… อ้างถึง : ๑. ภารกิจ ภารกิจที่ได้รับมอบ หรือผู้บังคับบัญชากำหนดขึ้น ๒. พื้นที่ปฏิบัติการ พิจารณาถึงอิทธิพลของพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุถึงข้อยุติ ข้อนั้นย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และสรุปการวิเคราะห์ลักษณะพื้นที่ปฏิบัติการ ก. ลมฟ้าอากาศ ๑) สถานที่เป็นอยู่ปัจจุบัน (………….รายการแสงสว่าง ) ๒) ผลอันจะบังเกิดต่อหนทางปฏิบัติของข้าศึก ๓) ผลอันจะบังเกิดต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ข. ภูมิประเทศ ๑) สถานที่เป็นอยู่ปัจจุบัน (………….รายการแสงสว่าง ) ๒) ผลอันจะบังเกิดต่อหนทางปฏิบัติของข้าศึก ๓) ผลอันจะบังเกิดต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ๓. สถานการณ์ข้าศึก ก. การวางกำลัง ข. การประกอบกำลัง ค. ยอดกำลังพล ๑) กำลังเผชิญหน้า ๒) กำลังเพิ่มเติม ๓) กำลังทางอากาศ ๔) การปฏิบัติที่สำคัญที่แล้วมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ง. ลักษณะพิเศษและจุดอ่อน ----------------------------------------- ประเภทเอกสาร
๘๔ ----------------------------------------- ประเภทเอกสาร ๔. ขีดความสามารถของข้าศึก ขีดความสามารถของข้าศึกที่นำมาใช้ในหนทางปฏิบัติ โดยเฉพาะและความน่าจะเป็นไปได้ สำหรับการปฏิบัติตามหนทางปฏิบัตินั้น ๆ ก. ระบุขีดความสามารถของข้าศึก ในขีดความสามารถแต่ละอย่าง ( เข้าตี, ตั้งรับ, ร่นถอย , เพิ่มเติมกำลัง, ให้กล่าวถึงอะไร เมื่อไร ที่ไหน และด้วยกำลังเท่าใด ข. การวิเคราะห์และอภิปราย กล่าวอภิปรายเป็นข้อย่อยแยกต่างหาก สำหรับแต่ละขีดความสามารถ หรือกล่าวรวมกัน ก็ได้ บรรดาข่าวสารและข้อยุติที่เกี่ยวข้องที่แล้ว ๆ มา นำมาเปรียบเทียบว่าสนับสนุนหรือขัดขวางการปฏิบัติ ตามขีดความสามารถ แล้วบ่งชี้ว่าข้าศึกน่าจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ๕. ข้อสรุป ก. ผลของพื้นที่ปฏิบัติการที่มีต่อหนทางปฏิบัติต่าง ๆ ของฝ่ายเรา สำหรับภารกิจในการตั้ง รับ ให้กล่าวถึงพื้นที่ตั้งรับที่ดีที่สุดและแนวทางเคลื่อนที่ที่ดีที่สุดเข้าสู่ที่มั่นของฝ่ายเรา ส่วนภารกิจในการเข้าตี ให้กล่าวถึงแนวทางเคลื่อนที่ที่ดีที่สุดไปสู่เป้าหมาย ข. หนทางปฏิบัติที่ข้าศึกน่าจะกระทำมากที่สุด ค. จุดอ่อน ( หรือความล่อแหลมของข้าศึก ) (ลงชื่อ)……..........……………………… ฝอ.๒ ผนวก การแจกจ่าย --------------------------------------------- ประเภทเอกสาร
๘๕ ตัวอย่างการประมาณการข่าว -------------------------------------------- ประเภทเอกสาร ฝอ.๒ ร.๑๒ อ. วัฒนานคร ๐๗๐๘๐๐ พ.ย.---- การประมาณการข่าวกรองที่ ๑ อ้างถึง : ๑. ภารกิจ ร.๑๒ ตั้งรับป้องกันการรุกรานตามแนวชายแดนในเขต ๒. พื้นที่ปฏิบัติการ ก. ลมฟ้าอากาศ ๑) สภาพที่เป็นอยู่ ในห้วงเวลา ๗–๑๐ พ.ย. ….. อากาศแจ่มใส เนื่องจากเป็นต้น ฤดูหนาว จะมีหมอกบาง ๆ ในตอนเช้า ทัศนวิสัย ๔๐๐–๖๐๐ เมตร ลมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๕ - ๒๕ กม./ชม. อุณหภูมิ ๒๐ - ๓๐ องศา C รายการแสงสว่าง วันที่ BMNT EENT อ.ขึ้น อ.ตก ๗ พ.ย. ๐๕๔๔ ๑๘๑๕ ๐๕๓๕ ๑๗๔๕ ๘ พ.ย. ๐๕๔๕ ๑๘๑๕ ๐๕๓๔ ๑๗๔๖ ๙ พ.ย. ๐๕๔๖ ๑๘๑๕ ๐๕๓๘ ๑๗๔๗ ๑๐ พ.ย. ๐๕๔๖ ๑๘๑๕ ๐๕๓๘ ๑๗๔๘ ๒) ผลที่จะกระทบกระเทือนต่อหนทางปฏิบัติของข้าศึก ถ้าข้าศึกตั้งรับสภาพของ หมอกในตอนเช้าจะจำกัดการตรวจการณ์ในแนวทางเคลื่อนที่ไปสู่ที่มั่น ถ้าข้าศึกเข้าตีสภาพของหมอกจะ เกื้อกูลการปฏิบัติของข้าศึก โดยฝ่ายเราตรวจการณ์ไม่เห็น ฝนไม่มี ทำให้เกื้อกูลต่อการเคลื่อนที่นอกเส้นทาง ทิศทางลมจะเกื้อกูลแก่ข้าศึกในการใช้ควันและสารเคมี ลมฟ้าอากาศเกื้อกูลแก่ข้าศึกในการใช้กำลังทางอากาศ ๓) ผลที่กระทบกระเทือนต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา หมอกในตอนเช้าจะช่วยให้ ฝ่ายเราเคลื่อนที่นอกเส้นทาง ลมฟ้าอากาศแจ่มใสเกื้อกูลในการใช้กำลังทางอากาศ ทางลมไม่เกื้อกูลฝ่ายเรา ในการใช้ควัน ๔) ข่าวสารที่กระจายออกไปจะต้องใช้แบบฟอร์มให้เกิดความง่ายแก่ผู้รับ โดยทำให้ พร้อมที่จะค้นพบสาระสำคัญได้โดยง่าย --------------------------------------- ประเภทเอกสาร
๘๖ --------------------------------------- ประเภทเอกสาร การประมาณการข่าวกรองที่ ๑ ร. ๑๒ ข. ภูมิประเทศ ๑) สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก. การตรวจการณ์และพื้นยิง ไม่มีที่สูงที่เหมาะแก่การตรวจการณ์ ป่าหญ้า สูงและป่าทางด้านเหนือและด้านใต้ของเขตปฏิบัติ จะจำกัดการตรวจการณ์และพื้นยิงตอนกลางของเขต ปฏิบัติการ กรตรวจการณ์และพื้นยิงดีพอสมควร ข. การซ่อนเร้นและกำบัง ป่าหญ้าสูงและป่าที่มีอยู่ทั่วไปในพื้นที่จะเกื้อกูล ต่อการซ่อนเร้นและการกำบังพอสมควร เว้นการกำบังทางอากาศ ค. เครื่องกีดขวาง ไม่มีเครื่องกีดขวางทางธรรมชาติในพื้นที่นอกจากห้วย พระบรงกว้างโดยเฉลี่ย ๑๕ เมตร ลึก ๓ เมตร ลุยข้ามได้บางแห่งอาจมีเครื่องกีดขวางที่สร้างขึ้น และวาง ระเบิดดักรถถังกระจายโดยทั่วไปตามเส้นทางที่ยานเกราะสามารถเคลื่อนที่ได้สะดวก ง. ภูมิประเทศสำคัญ (๑) เขาสูง เขาต้นอ้อย เขาสมพุง (๒) เขาพนมมาลัย จ. แนวทางเคลื่อนที่ (๑) แนวทางเคลื่อนที่เข้าหาที่มั่นฝ่ายเรา (ก) แนวขนานทางด้านเหนือของเขตปฏิบัติการ (ข) แนวขนานกับถนน บ.นิมิต – ปอยเปต – อรัญประเทศ วัฒนานคร (ค) แนวขนานด้านใต้ของเขตปฏิบัติการ (๒) แนวทางเคลื่อนที่เข้าหาที่มั่นของฝ่ายข้าศึก มีแนวทาง เช่นเดียวกันกับแนวทางเคลื่อนที่ซึ่งข้าศึกเข้าหาที่มั่นฝ่ายเรา (๓) ข่ายถนนในเขตปฏิบัติการ ไม่ดี ๒) ผลที่จะบังเกิดต่อหนทางปฏิบัติของข้าศึก ภูมิประเทศไม่เกื้อกูลแกการตั้งรับของ ข้าศึก ถ้าข้าศึกเข้าตีแนวทางเคลื่อนที่ที่ดีที่สุดมายังที่มั่นฝ่ายเรา คือ แนวขนานกับถนน บ.นิมิต – ปอยเปต – อรัญประเทศ – วัฒนานคร ๓) ผลที่จะกระทบกระเทือนต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา พื้นที่ตั้งรับที่ดีที่สุดของ ฝ่ายเราตามแนวห้วยพระปรง-บ.หนองเรือ-อ.วัฒนานคร-เขาต้นอ้อย ถ้าฝ่ายเราเข้าตี แนวทางเคลื่อนที่ที่ดี ที่สุดตามแนวตอนกลางของเขตปฏิบัติการ ซึ่งขนานกับถนน อ.วัฒนานคร – อรัญประเทศ – ปอยเปต – บ. นิมิต – ศรีโสภณ ซึ่งหน่วยยานยนต์ และยานเกราะเคลื่อนที่ได้สะดวกกว่าแนวด้านเหนือและด้านใต้ของเขต ปฏิบัติการ --------------------------------------- ประเภทเอกสาร
๘๗ --------------------------------------- ประเภทเอกสาร การประมาณการข่าวกรองที่ ๑ ร. ๑๒ ค. คุณลักษณะ ๑) ประชาชนส่วนใหญ่ทำนา ทำไร่ มีความรู้น้อย ใช้ภาษาท้องถิ่นด้วยภาษาเขมร ฐานะของประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน ๒) การเมือง ประชาชนเชื่อถือและให้ความร่วมมือกับฝ่ายปกครองดี ๓) เศรษฐกิจ ค้าขายผลิตผลเกษตรกรรมพียงจำนวนจำกัดที่เหลือจากการบริโภคใน ท้องถิ่นแล้ว ปัจจุบันประชาชนบางส่วนได้ดำเนินการค้าขายสินค้าอุปโภคให้ชาวเขมรอพยพและเกิดตลาดมืด หลายแห่ง ๔) จิตวิทยา ประชาชนส่วนใหญ่มีความรักบ้านเมือง และประจักษ์ถึงภัยอันเกิดจาก การรุกรานของฝ่ายข้าศึก และพร้อมที่จะป้องกันบ้านเมืองร่วมกับฝ่ายเราอย่างจริงจัง ๕) ผลที่กระทบกระเทือนต่อหนทางปฏิบัติของข้าศึก ถ้าข้าศึกเข้าตีก็จะถูกต้านทาน จากกำลังของฝ่ายเราทุกรูปแบบ ถ้าข้าศึกตั้งรับ ประชาชนเขมรซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายเราก็จะให้ ความร่วมมือ สนับสนุนการปฏิบัติการของฝ่ายเรา โดยจัดตั้งเป็นหน่วยกองโจร ๖) ผลกระทบกระเทือนต่อหนทางปฏิบัติของฝ่ายเรา ประชาชนของฝ่ายข้าศึกซึ่งได้รับ ความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสจากภัยสงคราม และปรารถนาที่จะให้ประชาชนของตนมีความเป็นเอกราช ย่อมจะมีจิตใจโน้มเอียงมาทางฝ่ายเรา อาจจะใช้เป็นเครื่องมือในการจัดตั้งหน่วยกองโจรในดินแดนข้าศึกได้ เป็นอย่างดี ๓.สถานการณ์ข้าศึก ก. การวางกำลัง ผนวก ก แผ่นบริวารสถานการณ์ ข. การประกอบกำลังกำลังฝ่ายรุกรานที่เผชิญหน้าเป็น พล.ปล.ที่ ๗๕ (เพิ่มเติมกำลัง) อันมี กำลังหลัก ประกอบด้วย ร.๕ ร.๗ ร.๑๐ และ กรม ถ.๒๕ พร้อมด้วยหน่วยสนับสนุนการรบตามอัตรา มี ร.๑๕ และ ร.๒๕ เป็นกำลังเพิ่มเติม ค. กำลัง ๑) กำลังเผชิญหน้า กำลังฝ่ายรุกรานที่เผชิญหน้ามีกำลังประมาณ ๖ ร้อย ร., ๒ ร้อย ถ. ๒) กำลังเพิ่มเติม กำลังเพิ่มเติมของฝ่ายรุกรานสามารถที่จะเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ดังนี้.- หน่วย ตำบล ยานยนต์ เดินหน้า ร.๕ พัน.๓ บ.นิมิต ๑ ชม. ๔ ชม. ภายหลังเริ่มเคลื่อนที่ ร.๑๐ ศรีโสภณ ๘ ชม. ๕ วัน ภายหลังเริ่มเคลื่อนที่ --------------------------------------- ประเภทเอกสาร
๘๘ --------------------------------------- ประเภทเอกสาร ง. พฤติกรรมที่สำคัญที่แล้วมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ๑) เมื่อ ๒๐ ต.ค….ทหารเขมรจำนวนหนึ่งปะทะกับชุดเฝ้าตรวจชายแดนไม่ทราบความ เสียหายฝ่ายข้าศึก ฝ่ายเราปลอดภัย ๒) รายงานการซักถามผู้ลี้ภัย แสดงว่าเขมรได้เคลื่อนย้ายกำลังตลอดแนวชายแดน จ. ลักษณะพิเศษและจุดอ่อน ๑) กำลังพล หน่วยต่าง ๆ มีกำลัง ๑๐๐% ประสิทธิภาพในการรบดี และกำลังใจสูง ๒) การข่าวอยู่ในเกณฑ์ดี ๓) การปฏิบัติการรบ กำลังเผชิญหน้าตามแนวชายแดน วางกำลังในกว้างด้านหน้ามาก ป.สนามมีจำกัด มีการเพิ่มเติมกำลังด้วยหน่วยยานเกราะ ๔) การส่งกำลัง มีลักษณะจำกัด และเส้นทางส่งกำลังบำรุงมักถูกขัดขวางจากกำลังกองโจร ในพื้นที่ ๔.ขีดความสามารถ ก. ระบุขีดความสามารถข้าศึก ๑) เข้าตีตั้งแต่บัดนี้ตามแนวชายแดนในเขต ด้วยกำลัง ๖ ร้อย ร. และ ๒ ร้อย ถ. สนับสนุนด้วย ป. และกำลังทางอากาศ ๒) ตั้งรับตั้งแต่บัดนี้ด้วยกำลัง ๖ ร้อย ร. และ ๒ ร้อย ถ. หน่วย ตำบล ยานยนต์ เดินเท้า ร.๕ พัน.๓ บ.นิมิต ๑ ชม. ๔ ชม. ภายหลังเริ่มเคลื่อนที่ ร.๑๐ ศรีโสณ ๘ ชม. ๗ วัน ภายหลังเริ่มเคลื่อนที่ ข. การวิเคราะห์และอภิปรายขีดความสามารถของข้าศึก ๑) การเข้าตี มีสิ่งบอกเหตุต่อไปนี้แสดงว่าข้าศึกจะปฏิบัติตามขีดความสามารถอันนี้ คือ ก. มีการลาดตระเวนทางอากาศมากขึ้น ข. มีขบวนยานยนต์ตามเส้นทางหมายเลข ๕, ๖ และ ๑๐ มากขึ้น ค. ปรากฏที่ตั้ง สป.ตามเส้นทางหมายเลข ๕ -------------------------------------- ประเภทเอกสาร
๘๙ ตอนที่ ๔ การวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ๘. การวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ๘.๑ การวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ คือ การจัดทำข้อพิจารณาแบบหนึ่งของนายทหารฝ่ายการข่าว กรอง ปัจจัยสำคัญที่นำมาประกอบในการจัดทำวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ คือ ลักษณะลม ฟ้า อากาศ ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ ลักษณะทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม จิตวิทยา เป็นต้น ๘.๒ การวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ถือว่าเป็นงานหลักประการหนึ่งที่นายทหารฝ่ายการข่าวกรอง ของหน่วยจะต้องจะทำขึ้น เพื่อกำหนดผลของพื้นที่ปฏิบัติการ ที่จะมีต่อการปฏิบัติการทางทหารของทั้งฝ่าย ตรงข้ามและฝ่ายเรา ๘.๓ วิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการนั้น จะต้องจัดทำเอาไว้ให้สมบูรณ์และมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ เสมอ โดยพร้อมที่จะให้ข้อมูลแก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ทันทีตลอดเวลา จึงต้องจัดทำในทุกโอกาส คือ ตั้งแต่ยามปกติก่อนที่จะได้รับมอบภารกิจเมื่อได้รับภารกิจอย่างแน่ชัด เมื่อผู้บังคับบัญชาได้เลือกหนทางปฏิบัติ แล้ว และเมื่อมีข่าวสารข้อมูลเพิ่มเติม ๘.๔ ในการจัดทำวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการนั้น ในหน่วยทหารขนาดใหญ่ เช่น กองทัพน้อย และ กองทัพภาค นิยมจัดทำวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการเป็นลายลักษณ์อักษรโดยสมบูรณ์ แต่ในระดับกองพลและ หน่วยที่ต่ำกว่ามักจะจัดทำเป็นแบบย่อ ซึ่งจะไปปรากฏอยู่ในข้อ ๒ ของประมาณการข่าวกรอง ๘.๕ ในการจัดทำวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการนั้น นายทหารฝ่ายการข่าวกรองจะต้องรวบรวมข่าวสาร และข้อมูลจากแหล่งข่าวต่างๆ ให้ได้มากที่สุด แหล่งข่าวที่สำคัญ ได้แก่ วิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการของหน่วย เหนือ, แผนที่, ภาพถ่าย, การลาดตระเวนทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ ตลอดจนเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ทหารช่างจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพภูมิประเทศและเส้นทาง กรมอุตุนิยมวิทยาจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ สภาพลมฟ้าอากาศ เป็นต้น ๘.๖ แบบฟอร์มของวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ประกอบด้วยหัวข้อใหญ่ ๆ ๔ หัวข้อ คือ ข้อ ๑ ความมุ่งหมายและข้อจำกัด ก. ความมุ่งหมาย ข. ข้อจำกัด ข้อ ๒ ลักษณะทั่วไปของพื้นที่ ก. ลักษณะลมฟ้าอากาศ ข. ลักษณะภูมิประเทศ ค. ลักษณะอื่น ๆ ข้อ ๓ ลักษณะพื้นที่ทางทหาร ก. ลักษณะทางยุทธวิธี ข. ลักษณะทางการช่วยรบ
๙๐ ข้อ ๔ ผลของพื้นที่ปฏิบัติการ ก. ผลต่อพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารของข้าศึก ข. ผลต่อการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายเรา ๘.๗ ความมุ่งหมายและข้อจำกัด ๘.๗.๑ “ความมุ่งหมาย” กล่าวถึง บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการที่จะทำการวิเคราะห์ โดยแสดง “จุดประสงค์” และ “ขอบเขตของการปฏิบัติงาน” ๘.๗.๒ “ข้อจำกัด” กล่าวถึง “ภารกิจของหน่วย” และ “ข้อพิจารณาอื่น ๆ” เช่น ระยะเวลา, แผนการปฏิบัติของหน่วย และขีดความสามารถ ๘.๘ ลักษณะทั่วไปของพื้นที่ จะกล่าวถึงลักษณะของ ลม ฟ้า อากาศ และภูมิประเทศ ๘.๘.๑ ในเรื่องของลมฟ้าอากาศนั้น มีองค์ประกอบที่สำคัญ ๘ ประการ ที่จะต้องนำมา พิจารณาด้วย ซึ่งได้แก่ ฝน หมอก เมฆ ลม อุณหภูมิ ความกดอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ และรายการแสงสว่าง เพราะองค์ประกอบเหล่านี้ สามารถที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายตรงข้าม และฝ่ายเราได้ ๘.๘.๑.๑ “ฝน” ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของลักษณะลมฟ้าอากาศนั้น สามารถแบ่ง ออกได้(ตามปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา) เป็น ๔ ประเภท คือ เบาบาง เล็กน้อย ปานกลาง และหนัก ซึ่งฝนแต่ละ ประเภทจะมีผลกระทบกระเทือนต่อทัศนวิสัยแตกต่างกันออกไป ผลของฝนที่มีต่อทัศนวิสัยนั้น ขึ้นอยู่กับ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งก็เกี่ยวพันกับการแบ่งประเภทของฝนด้วย ประเภทฝน ทัศนวิสัย เบาบาง ไม่มีผลต่อทัศนวิสัย เล็กน้อย มองเห็นได้ประมาณ ๑ กม.หรือไกลกว่า ปานกลาง มองเห็นได้ประมาณ ๕๐๐ ม. – ๑ กม. หนัก มองเห็นได้ประมาณ ๕๐๐ ม. หรือใกล้กว่า นอกจากฝนจะมีผลกระทบกระเทือนต่อทัศนวิสัยแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อการ เคลื่อนที่ของยานพาหนะนอกเส้นทาง, การปฏิบัติการของตัวทหาร และอาจสร้างความเสียหายให้กับอาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย ๘.๘.๑.๒ “หมอก” จะจำกัดทัศนวิสัย, การใช้อาวุธ และการติดต่อสื่อสาร ๘.๘.๑.๓ “เมฆ” ลดความร้อน, ลดแสงสว่าง, จำกัดการตรวจการณ์ทางอากาศ และ สะท้อนแสง (การใช้ไฟฉาย) ๘.๘.๑.๔ “ลม” มีผลกระทบกระเทือนต่อทัศนวิสัยและนอกจากนั้น ลมยังเป็นปัจจัย ที่สำคัญประการหนึ่งในการวางแผนการยุทธ์ส่งทางอากาศ และการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ เพราะความ ปลอดภัยของอากาศยานและพลร่ม จะขึ้นอยู่กับความเร็วและทิศทางของลม และลมยังมีผลต่อความแม่นยำ ของการยิงของระบบยิงสนับสนุนอีกด้วย ๘.๘.๑.๕ “อุณหภูมิ” มีผลต่อการปฏิบัติงานของกำลังพลและส่งผลกระทบต่อเครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์บางชนิด ๘.๘.๑.๖ “ความชื้นสัมพัทธ์” และ “ความกดอากาศ” มีผลต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ขีปนวิธี, เครื่องวัดระยะด้วยเสียง, และการใช้ควัน
๙๑ ๘.๘.๑.๗ “รายการแสงสว่าง” จะเกี่ยวกับการปฏิบัติทางทหาร และการมองเห็นใน เวลากลางคืน, การใช้อาวุธยิงสนับสนุน, การเคลื่อนย้าย ๘.๘.๑.๗ (๑) “เวลาเริ่มแสงเงิน (BMNT)” ในตอนเช้าขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ ต่ำกว่าขอบฟ้า ประมาณ ๑๒ องศา ซึ่งทางทหารเราเรียกว่า เวลาเริ่มแสงเงิน (BMNT) จะเป็นเวลาที่จะมีแสง สว่างเพียงพอที่ทหารราบจะประสานการปฏิบัติระหว่างบุคคลโดยใกล้ชิดอย่างได้ผล ภายใต้สภาพอากาศปกติ ซึ่งช่วงนี้ทัศนวิสัยจะจำกัดมาก สามารถมองเห็นได้ประมาณ ๔๐๐ หลา ๘.๘.๑.๗ (๒) เวลาระหว่าง “เริ่มแสงเงิน (BMNT) - เริ่มแสงทอง (BMCT)” เมื่อดวงอาทิตย์โคจรขึ้นมาจนกระทั่งอยู่ต่ำกว่าขอบฟ้า ประมาณ ๖ องศา ในช่วงนี้ จะเรียกว่า เวลาเริ่มแสงทอง (BMCT) ซึ่งจะมีแสงสว่างเพียงพอที่จะมองเห็นได้เช่นเดียวกับในเวลากลางวัน เวลาตอนกลางระหว่างเริ่มแสง เงิน (BMNT) และเริ่มแสงทอง (BMCT) จะมีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อปรับการยิงที่มีการตรวจการณ์ และการ สนับสนุนทางอากาศใกล้ชิดได้ ๘.๘.๑.๗ (๓) ข้อมูลแสงสว่างของดวงจันทร์ จะเกี่ยวข้องกับการปรับการวาง กำลัง, การเพิ่มเติม สป., การลาดตระเวนและเข้าตีเวลากลางคืน ๘.๘.๒ “ลักษณะภูมิประเทศ” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติการ ทางทหารโดยตรงนั้น เราพิจารณาลักษณะต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ๔ ประการด้วยกัน คือ ที่สูงต่ำและ ระบบทางน้ำไหล ลักษณะพืชพรรณไม้ ลักษณะพื้นดิน และลักษณะสิ่งปลูกสร้าง ๘.๘.๒.๑ ในการพิจารณาที่สูง ต่ำและระบบทางน้ำไหลนั้น ที่สูงต่ำจะพิจารณารายละ เอียดในเรื่องที่เกี่ยวกับอาการลาด สัณฐานของพื้นดิน ระดับความสูงของพื้นดิน ส่วนระบบทางน้ำไหลหรือ เรื่องของแม่น้ำ ลำธารนั้น เราจะพิจารณาในเรื่องความลึก ความกว้าง สภาพตลิ่ง และพื้นท้องน้ำ ระดับน้ำ ขึ้นน้ำลง ตลอดจนความเร็วของกระแสน้ำ
๙๒ ๘.๘.๒.๒ ลักษณะพืชพรรณไม้แบ่งออกเป็น ๔ ประเภทใหญ่ ๆ คือ ป่า ป่าละเมาะ ทุ่งหญ้า และพื้นที่เพาะปลูก ป่าคือบริเวณที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ที่มีขนาดสูงตั้งแต่ ๓ เมตร (๑๐ ฟุต) ขึ้นไป เป็นบริเวณกว้าง ๘.๘.๒.๓ ลักษณะพื้นดิน แบ่งออกเป็น ๕ ชนิดด้วยกัน ตามมวลสารที่เป็นส่วน ประกอบ คือ กรวด ทราย ดินตะกอน ดินเหนียว และอินทรีย์สาร และมีผลต่อการจราจรดังนี้ กรวด – บดอัดแน่น ยานสายพานเคลื่อนที่ได้ ทราย – เปียกชื้นอัดแน่น ยานสายพานและยานล้อเคลื่อนที่ได้ ดินตะกอน – แห้ง ใช้จราจรได้ แต่มีฝุ่นมาก ดินเหนียว – แห้ง ใช้จราจรได้ดี ฝุ่นน้อยกว่าดินตะกอน อินทรีย์สาร ใช้จราจรได้ยากลำบาก ๘.๘.๒.๔ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ แบ่งออกเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ หลาย องค์ประกอบ ซึ่งแต่ละองค์ประกอบก็มีรายละเอียดปลีกย่อยออกไปอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ง่ายแก่การ อ้างถึงหรือนำมาพิจารณา การบันทึกข้อมูลต่าง ๆ จะต้องกระทำให้สะดวกต่อการนำมาใช้งานในขั้นตอนต่อไป โดยจัดทำเป็นแผ่นบริวาร ๘.๙ จากข้อมูลของลักษณะลมฟ้าอากาศ ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ในพื้นที่ ปฏิบัติการ เราจะนำมาวิเคราะห์เพื่อหาผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติการทางยุทธวิธี และการปฏิบัติ ทางการช่วยรบทางยุทธวิธีนั้น เราพิจารณาตามแง่คิดทางทหารเกี่ยวกับพื้นที่ทางยุทธวิธี ๕ ประการ ดังนี้ ๘.๙.๑ การตรวจการณ์และการยิง (Observation and Fields of Fire) ๘.๙.๒ การกำบังและการซ่อนพราง (Cover and Concealment) ๘.๙.๓ เครื่องกีดขวาง (Obstacles) ๘.๙.๔ ภูมิประเทศสำคัญ และภูมิประเทศสำคัญยิ่ง (Key and Decisive Terrain) ๘.๙.๕ แนวทางเคลื่อนที่ (Avenue of Approach : AA) ๘.๙.๑ การตรวจการณ์และพื้นที่การยิง (Observation and Fields of Fire) ๘.๙.๑.๑ การตรวจการณ์ เป็นความสามารถในการมองเห็นฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าด้วย สายตาหรือการใช้เครื่องมือตรวจการณ์ ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพลม ฟ้า อากาศ และภูมิประเทศจะเกื้อกูลให้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเห็นข้าศึกได้ด้วยสายตา หรือโดยใช้เครื่องเฝ้าตรวจภูมิประเทศที่มีความสูงที่สุดในพื้นที่ ย่อมจะอำนวยให้ตรวจการณ์ได้ดีที่สุด ขีดความสามารถในการใช้เครื่องมือติดตั้งด้วยอากาศยานจะสามารถ ลดความต้องการภูมิประเทศเช่นนั้นลงได้ ปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดหรือขัดขวางต่อการตรวจการณ์ รวมถึงควัน หมอก ฝน ความมือ และพืชสูง ๆ ๘.๙.๑.๒ พื้นที่การยิง จะเป็นพื้นที่ซึ่งอาวุธชนิดหนึ่งชนิดใด สามารถทำการยิงอย่าง ได้ผลจากจุดที่กำหนด พื้นที่การยิงที่ใช้ในการวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ จะรวมถึงพื้นยิงของอาวุธและลักษณะ ของระบบการยิงของอาวุธเหล่านั้นที่มีผลกระทบกระเทือน อันเนื่องมาจาก ลม ฟ้า อากาศ เช่น ลมผิวพื้น ซึ่งพัดแรงจัด ภูมิประเทศที่สูงที่มีอยู่ซับซ้อนทั่วไป หรือขาดที่กำบังปิด จะเกิดข้อจำกัดในการยิงของอาวุธนั้น ๆ พื้นยิง ได้แก่ พื้นที่ซึ่งอาวุธต่าง ๆ สามารถทำการยิงจากที่ตั้งยิงหนึ่ง ๆ ไปถึงได้อย่างได้ผล แม้ว่า การ ตรวจการณ์ที่ดีที่สุดนั้น ก็มิใช่จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประกันว่ามีพื้นที่ดีที่สุดเสมอไป ฉะนั้น พื้นยิงที่พึง
๙๓ ประสงค์สำหรับอาวุธกระสุนวิถีราบ ก็คือ พื้นที่โล่งแจ้งแห่งหนึ่งซึ่งสามารถจะตรวจการณ์เห็นข้าศึกได้ โดยที่ ข้าศึกไม่สามารถป้องกันการยิงของอาวุธนั้น ๆ ได้ ๘.๙.๒ การกำบังและการซ่อนพราง ๘.๙.๒.๑ การกำบัง คือ การป้องกันจากการยิงของทั้งจากอาวุธยิงเล็งตรง และอาวุธ ยิงเล็งจำลอง อาจอาศัยได้จากคู เหมือง ถ้ำ ตลิ่ง หลุมบ่อต่าง ๆ ในพื้นที่นั้น หลุมระเบิดของกระสุนปืน ใหญ่ อาคารบ้านเรือน กำแพง คันดิน ทางรถไฟ ถนนที่สร้างต่ำกว่าพื้นดิน และทางหลวงที่ยกสูงขึ้น เป็นต้น ๘.๙.๒.๒ การซ่อนพราง คือ การป้องกันให้พ้นจากการตรวจการณ์ของข้าศึก ทั้งจาก การตรวจการณ์ด้วยสายตา และตรวจการณ์ด้วยเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ และอาจจะมีได้จากการอาศัย ป่าไม้ พงไม้ ป่าหญ้าสูง หิมะที่ถูพัดพาไป ไร่สวน ความมืด ควัน ฝุ่นละออง ฟ้าสลัว ฝน ๘.๙.๒.๓ การซ่อนพรางและการกำบัง เป็นสิ่งจำเป็นในการเข้าตีและตั้งรับ ถ้าหน่วย ทหารสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ภายใต้การซ่อนพรางของป่าไม้ หมอก หรือในเวลากลางคืนที่มีแสงจันทร์ โอกาสที่จะเกิดการจู่โจมจะมีมากขึ้น ถ้าหน่วยทหารสามารถเคลื่อนที่ในความกำบังจากคันคู คัน ดิน หรือ กำแพง กำลังฝ่ายเราย่อมแสวงหาพื้นที่ที่ทำการตั้งรับ โดยอำนวยให้ทั้งการซ่อนพรางและการกำบัง แต่ต้อง ไม่มีแนวทางเคลื่อนที่ของข้าศึกที่มีการกำบังอย่างดี ๘.๙.๓ เครื่องกีดขวาง ๘.๙.๓.๑ เครื่องกีดขวาง คือ ลักษณะภูมิประเทศใด ๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อหยุดยั้ง หน่วงเหนี่ยว ขัดขวาง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของทหาร เครื่อง กีดขวางตามธรรมชาติ ได้แก่ แม่น้ำ ลำห้วย คลอง ทะเลสาบ บึง หน้าผาลาดชัน ป่าทึบ ป่าดงดิบ ทะเลสาบ ภูเขา เมือง เครื่องกีดขวางที่สร้างขึ้น ได้แก่ งานก่อสร้างทั้งมวล และการทำลายที่จัดวางไว้ เพื่อหยุดหรือขัดขวางการเคลื่อนที่ทางทหาร ได้แก่ สนามทุ่นระเบิด หลุมระเบิด คูดักรถถัง สนามเพลาะ ไม้ล้ม เครื่องปิดถนน การทำน้ำท่วม การทำให้พื้นที่อาบพิษด้วยสารเคมีและชีวะ กองอิฐ, หิน, ไฟไหม้ป่า ๘.๙.๓.๒ เครื่องกีดขวางจะบังเกิดอย่างเต็มที่ เมื่อได้มีการตรวจการณ์และการยิง คุ้มครองด้วยเครื่องกีดขวางที่อยู่ทิศทางตั้งฉากกับทิศทางเข้าตีย่อมเกื้อกูลแก่ฝ่ายตั้งรับ ส่วนเครื่องกีดขวาง ขนานกับทิศทางเข้าตี อาจจะขัดขวางต่อการเคลื่อนที่ทางข้างและการประสานการปฏิบัติฝ่ายข้างเคียง เครื่องกีดขวางตามธรรมชาติที่ยานยนต์/ยานเกราะไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านได้ เช่น ป่าที่มีต้นไม้ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๖ - ๘ นิ้วและมีระยะห่างน้อยกว่า ๒๐ เมตร ลาดชันเกิน ๔๕ % พื้นที่ที่มีความสูงแตกต่างกัน ๒๐๐-๔๐๐ เมตร ใน ๑ กม. ลำน้ำที่มีตลิ่งสูงชันเกินกว่า ๔ ฟุต และลึกมากกว่า ๔ ฟุต ๘.๙.๔ ภูมิประเทศสำคัญ ๘.๙.๔.๑ ภูมิประเทศสำคัญ คือ ตำบลหรือพื้นที่ใด ซึ่งเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้ายึด ครอง หรือควบคุมไว้แล้ว ย่อมก่อให้เกิดความได้เปรียบอย่างเด่นชัดต่ออีกฝ่ายหนึ่ง การพิจารณากำหนดภูมิ ประเทศ สำคัญขึ้นอยู่กับภารกิจและระดับของหน่วย ลักษณะภูมิประเทศสำคัญจะกำหนดขึ้นเพื่อว่าพื้นที่ และตำบลนั้นจะต้องมีการยึดหรือควบคุมในการกำหนดและเลือกหนทางปฏิบัติ การเลือกภูมิประเทศสำคัญ อาศัยภารกิจของหน่วยเป็นมูลฐาน ข้อยกเว้นอีกประการหนึ่ง คือ เครื่องกีดขวาง เช่น สิ่งปลูกสร้าง ถ้าได้มอบ เป็นที่หมาย ของหน่วยใดหน่วยหนึ่งแล้ว เครื่องกีดขวางจะกลายเป็นภูมิประเทศสำคัญไปซึ่งหน่วยนั้นจะต้อง เข้ายึดรักษา
๙๔ ภูมิประเทศสำคัญ นอกจากจะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในภารกิจแล้ว ยังเป็นส่วน สำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาการใช้อำนาจกำลังรบ เพื่อที่จะทำการควบคุมด้วยการดำเนินกลยุทธ การเฝ้า ตรวจ การระวังป้องกัน และการใช้การยิงหรือจะใช้วิธีการยึดและครอบครอง ๘.๙.๔.๒ ภูมิประเทศสำคัญยิ่ง หมายถึง ภูมิประเทศสำคัญซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ การปฏิบัติการเป็นอย่างยิ่ง (ภูมิประเทศแตกหัก) ซึ่งอาจจะไม่มีในทุกปฏิบัติการก็ได้ ๘.๙.๔.๓ ในการรบด้วยวิธีรุก ตามธรรมดาแล้วภูมิประเทศสำคัญ ย่อมจะอยู่ ข้างหน้าแนวการวางกำลังของฝ่ายเรา และมักจะกำหนดเป็นที่หมาย อย่างไรก็ดีลักษณะภูมิประเทศที่อยู่ ในเขตปฏิบัติการของหน่วยข้างเคียงก็อาจจะเป็นภูมิประเทศสำคัญได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องควบคุมเพื่อความ ต่อเนื่องในการโจมตี ๘.๙.๔.๔ ในการรบด้วยวิธีรับ โดยปกติแล้วภูมิประเทศสำคัญจะอยู่ภายในเขต ปฏิบัติการที่ได้รับมอบ และภายในหรือข้างหลังพื้นที่ตั้งรับที่กำหนดขึ้น การพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งรับหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวขอบหน้าที่มั่น นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะต้องพิจารณาใช้ภูมิประเทศสำคัญ ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นแนวต้านทานหลักควรมีลักษณะดังนี้ (๑) มีเครื่องกีดขวางทั้งทางด้านหน้า และด้านข้าง (๒) มีการตรวจการณ์ และพื้นยิงดี (๓) มีการกำบัง และการซ่อนพรางดี (๔) มีเส้นทางเคลื่อนย้ายเพื่อการวางกำลังและการถอนตัว ๘.๙.๕ แนวทางและช่องทางการเคลื่อนที่ ๘.๙.๕.๑ แนวทางและช่องทางการเคลื่อนที่ คือ แนวทางหรือเส้นทางที่หน่วยทหาร ขนาดหนึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปยังที่หมายหรือภูมิประเทศสำคัญได้โดยสะดวก หรือพื้นที่ซึ่งอำนวยประโยชน์ ให้หน่วยทหารขนาดหนึ่ง สามารถเคลื่อนที่ได้ตามหลักนิยม และอำนวยประโยชน์ในเรื่องการออมกำลัง, การรักษาแรงหนุนเนื่อง, การข่มขวัญ และการรักษาความเร็วในการเคลื่อนที่ ๘.๙.๕.๒ ในการพิจารณาแนวทางเคลื่อนที่ จะต้องพิจารณาเลือกเส้นทางที่ง่ายต่อการ เคลื่อนที่ และกว้างขวางพอที่จะกระจายกำลังดำเนินกลยุทธ์ของหน่วยหนึ่งขนาดของหน่วยนั้น จะต้องมีผล อย่างสำคัญในการปฏิบัติการครั้งนั้น กรมจะพิจารณาแนวทางในการเคลื่อนที่ของหน่วยกองพัน กองพัน จะพิจารณาแนวทางเคลื่อนที่ของหน่วยขนาดกองร้อย ๘.๙.๕.๓ ในการพิจารณาแนวทางเคลื่อนที่ เราอาศัยปัจจัย ภูมิประเทศ และลม ฟ้า อากาศ เป็นปัจจัยในการพิจารณากำหนดแนวทางเคลื่อนที่ ส่วนขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามนั้น ไม่มี ผลกระทบกระเทือนต่อการกำหนดแนวทางเคลื่อนที่แนวทางเคลื่อนที่ที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ ๘.๙.๕.๓ (๑) มีการตรวจการณ์และการยิงดี การกำบังและการซ่อนพรางดี ผ่านเครื่องกีดขวางน้อย ใช้ภูมิประเทศสำคัญให้เป็นประโยชน์ มีพื้นที่เพียงพอในการดำเนินกลยุทธ์ และ เคลื่อนที่ได้สะดวก ๘.๙.๕.๓ (๒) การใช้แนวทางเคลื่อนที่ตามสันเนินจะต้องพิจารณาความกว้าง และรูปร่างของสันเนิน ตลอดจนระยะห่างและความสูงชันเนินข้างเคียง การเคลื่อนที่ตามสันเนินมักจะ อำนวย ประโยชน์ในแง่ของการตรวจการณ์ แต่จะให้การกำบังจากการยิงของฝ่ายตรงข้ามน้อย
๙๕ ๘.๙.๕.๔ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า แนวทางเคลื่อนที่หนึ่งแนวทาง ควรประกอบด้วย ช่องทางเคลื่อนที่อย่างน้อย ๒ ช่องทาง ซึ่งช่องทางเคลื่อนที่ที่จะนำมารวมเป็นแนวทางเคลื่อนที่นั้น จะต้องมี ระยะห่างอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมด้วย และช่องทางเคลื่อนที่ควรจะมีเขตกว้างขวางเพียงพอที่หน่วยระดับหนึ่ง จะสามารถเคลื่อนที่ได้ตามหลักนิยม ๘.๙.๕.๕ ช่องทางเคลื่อนที่ของกองพันและของกรม ควรจะมีขนาดกว้างดังนี้ กองพัน กว้าง ๑.๕ กม. กรม กว้าง ๓ กม. ๘.๙.๕.๖ แนวทางการเคลื่อนที่ของกรม ควรจะประกอบด้วย ช่องทางเคลื่อนที่ของ หน่วยระดับกองพันอย่างน้อย ๒ ช่องทาง ที่มีระยะห่างกันไม่เกิน ๖ กม. ๘.๙.๖ นอกจากลมฟ้าอากาศและภูมิประเทศ จะมีอิทธิพลต่อลักษณะพื้นที่ทางด้านยุทธวิธี ซึ่งได้แก่ การตรวจการณ์และการยิง (Observation and Fields of Fire) , การกำบังและการซ่อนพราง (Cover and Concealment), เครื่องกีดขวาง (Obstacles) , ภูมิประเทศสำคัญ (Key Terrain) และแนวทาง เคลื่อนที่ (Avenues of Approach) , แล้ว ยังมีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติการสนับสนุนทางการช่วยรบ อีกด้วย ซึ่งมีปัจจัยที่นำมาพิจารณา คือ สภาพเส้นทางและสิ่งอำนวยความสะดวก แหล่งวัสดุก่อสร้าง สิ่งอำนวยความสะดวกในการซ่อมบำรุง แรงงานและผู้อพยพ ๘.๑๐ “ ข้อ ๔ ผลของพื้นที่ปฏิบัติการ ” จะกล่าวถึงข้อสรุปผลของการวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ โดยเน้นการตอบคำถามว่า พื้นที่ปฏิบัติการก่อให้เกิดผลอย่างไร ต่อใคร ในการตั้งรับจะเสนอแนะพื้นที่/ แนวตั้งรับที่ดีที่สุด รวมทั้งแนวทางเคลื่อนที่ที่ดีที่สุดเข้าสู่ พื้นที่/แนวตั้งรับ ที่กำหนด ส่วนในการเข้าตีจะกำหนด ออกมาในรูปของแนวทางเคลื่อนที่ที่ดีที่สุดเข้าสู่ที่หมาย
๙๖ ตัวอย่างแบบฟอร์มวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ------------------------------- ประเภทเอกสาร หน่วย……………… ที่ตั้ง วัน เดือน ปี การวิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการ ที่…………. อ้างถึง : แผนที่ ๑. ความมุ่งหมายและข้อพิจารณาจำกัดอย่างอื่น ก. ความมุ่งหมาย ข. ภารกิจ ๒. ลักษณะโดยทั่วไปของพื้นที่ ก. สภาพอากาศประจำถิ่น หรือสภาพลมฟ้าอากาศ ๑) อากาศประจำถิ่น ๒) พยากรณ์ลมฟ้าอากาศ ก) ฝน, หิมะ ข) หมอก ค) อุณหภูมิ ง) ลม จ) เมฆ ฉ) ความกดอากาศ ช) ดวงจันทร์ ซ) รายงานแสงสว่าง ข. ภูมิประเทศ ๑) ความสูงต่ำและระบบทางระบายน้ำ ๒) พืชพันธุ์ธัญญาหาร ๓) ลักษณะดินที่ผิดพื้น ๔) ลักษณะของสิ่งปลูกสร้าง ค. ลักษณะอื่นๆ ๑) การสังคม ๒) การเศรษฐกิจ ๓) จิตวิทยา ๔) การเมือง --------------------------------- ประเภทเอกสาร