รายงานสืบเนือ่ ง (Proceedings)
การสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 65 ปี
วันท่ี 25 มกราคม 2562
ณ อาคารคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
สิทธแิ ละความเสมอภาค: ความท้าทายของสงั คมไทยในกระแสการเปลยี่ นผ่าน
จัดทาโดย
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
“สิทธิและความเสมอภาค: ความทา้ ทายของสงั คมไทยในกระแสการเปลยี่ นผา่ น”
กองบรรณาธกิ าร ทป่ี รึกษา
ศาสตราจารย์ระพพี รรณ คาหอม บรรณาธกิ าร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภุชงค์ เสนานชุ กองบรรณาธิการ
รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล นิราทร กองบรรณาธกิ าร
รองศาสตราจารย์วรรณวดี พูลพอกสนิ กองบรรณาธิการ
นางสาวสวุ รี ปนิ่ เจริญ กองบรรณาธิการ
นายณัฐพล จนั ทรเ์ หลก็ กองบรรณาธิการ
นางสาวอรอนงค์ บุษราคัม
คณะกรรมการพจิ ารณาบทความวชิ าการภายในสถาบนั มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ศาสตราจารย์ระพีพรรณ คาหอม มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.โกวทิ ย์ พวงงาม มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.กติ ิพฒั น์ นนทปทั มะดลุ ย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.พเยาว์ ศรีแสงทอง มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
รองศาสตราจารย์ ดร.พงษเ์ ทพ สนั ติกุล มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรินทร์รัตน์ กาญจนกุญชร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วไิ ลภรณ์ โคตรบึงแก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาดี ลิ่มสกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ภุชงค์ เสนานชุ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.นราเขต ยม้ิ สุข มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จริ พรรณ นฤภัทร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นฤิ มน รัตนะรัต มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
อาจารย์ ดร.มาลี จริ วัฒนานนท์ ข้าราชการบานาญ
สถาบนั บณั ฑติ พัฒนบรหิ ารศาสตร์
คณะกรรมการพจิ ารณาบทความวชิ าการภายนอกสถาบนั มหาวิทยาลัยหัวเฉยี วเฉลิมพระเกียรติ
ศาสตราจารย์ศศิพัฒน์ ยอดเพชร ข้าราชการบานาญ
รองศาสตราจารย์ ดร.สมศกั ดิ์ สามคั คธี รรม ข้าราชการบานาญ
รองศาสตราจารย์ ดร.ขัตติยา กรรณสูต ข้าราชการบานาญ
รองศาสตราจารย์อภิญญา เวชยชัย มหาวิทยาลัยเกรกิ
รองศาสตราจารย์สรุ างคร์ ัตน์ วศินารมณ์ มหาจุฬาลงกรณร์ าชวทิ ยาลัย
รองศาสตราจารย์กิตติยา นรามาศ มหาวทิ ยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
รองศาสตราจารย์ ดร.เพญ็ ประภา ภัทรานกุ รม มหาวิทยาลัยมหดิ ล
รองศาสตราจารย์ ดร.โกนิฏฐ์ ศรที อง มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
รองศาสตราจารย์ ดร.จตุรงค์ บณุ ยรัตนสนุ ทร มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลมิ พระเกียรติ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสรี วรพงษ์ ข้าราชการบานาญ
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ อมรสิรพิ งศ์
อาจารย์ ดร.ทพิ าภรณ์ โพธถ์ิ วลิ
ดร.สดใส คมุ้ ทรัพย์อนนั ต์
พมิ พค์ รงั้ ที่ 1 (มกราคม 2562)
พมิ พท์ ่ี บรษิ ัท จรัลสนทิ วงศ์การพมิ พ์ จากัด 219 ซอย 102/2 ถนนเพชรเกษม แขวงบางแคเหนือ
เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160 โทรศพั ท์ 0-2809-2282-3 โทรสาร 0-2809-2279
1
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
สารบญั หนา้
4
คานา 5
คากลา่ วรายงาน โดย รองคณบดฝี า่ ยวจิ ยั และวชิ าการ 7
คากลา่ วเปดิ งาน โดย คณบดคี ณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ 9
กาหนดการ
10 - 85
บทความวชิ าการ 11
26
ห้องยอ่ ยที่ 1: วธิ วี ทิ ยาเพอื่ การสง่ เสรมิ ความเสมอภาค
43
1. แนวคดิ ความมั่นคงทางภววิทยา: จุดกาเนิดและการประยุกตใ์ ช้
กติ พิ ฒั น์ นนทปัทมะดุลย์ 62
2. การเสรมิ สรา้ งพลังเครือขา่ ยจิตอาสาทีเ่ ท่าเทียม ด้วยแนวคิดทุนทางสังคม: 73
กรณีศกึ ษา บทบาทขา้ ราชการทหารกรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
ฐติ นิ ันท์ ตันยุวรรธนะ และจิรพรรณ นฤภัทร 86 - 165
87
3. ตัวชี้วัดความเปน็ อยู่ที่ดที างสังคมของแรงงานตา่ งดา้ วไร้ฝีมือในประเทศไทย 105
ผา่ นมุมมองกฎหมายสทิ ธมิ นษุ ยชนของไทย
วรรณวดี พลู พอกสิน
4. การสังเคราะห์รูปแบบ กลไก และกระบวนการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึง
เพอ่ื เสรมิ สร้างสุขภาวะ
รณรงค์ จันใด
5. บทบาทของทีมสหวิชาชพี ในการคมุ้ ครองคนไรท้ พี่ ่ึงตามแผนการฟื้นฟรู ายบคุ คล:
กรณีศกึ ษานิคมสรา้ งตนเองนาร่อง 5 แห่ง
ปวรวรรณ เผอื กผาสุข
หอ้ งยอ่ ยท่ี 2: บทเรยี นรเู้ พอื่ การพฒั นางานสวัสดกิ ารสังคมไทย
1. แรงงานรับงานไปทาทีบ่ า้ นกบั การเป็นผูส้ ูงวัยท่มี พี ฤฒพลัง
นฤมล นิราทร
2. พฤฒพลังด้านสุขภาพของผูส้ ูงอายุประเทศญป่ี ุ่น สหรฐั อเมริกา และไทย
ศรอุษา ฉิมเพ็ชร
2
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
หนา้
3. การรับรูต้ ราประทบั และการเลือกปฏบิ ัติของผู้ป่วยจติ เภท 116
อมรรตั น์ ศรภี า 130
143
4. บทบาทวัดกับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในไตห้ วัน
ววิ ัฒนะ เขตร์นทั ธี และจริ พรรณ นฤภัทร
5. Workfare: สวัสดิการทางานเพื่อการเปล่ียนผา่ นของประเทศไทย
นวลปราง อรณุ จิต
ห้องย่อยท่ี 3: บทสะทอ้ นความหลากหลายของความรนุ แรงในกระแสเปลย่ี นผา่ น 166 - 234
1. ปญั หาความรุนแรงทางเพศ: บทสะท้อนความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ 167
สุขุมา อรณุ จติ
2. ครอบครัวบาบดั แนวซาเทียร์กบั การศกึ ษาความในใจของผปู้ กครองเพื่อลด 179
พฤติกรรมการใชค้ วามรุนแรงต่อเดก็
สทุ ธิชัย เพช็ รศรี, สิริพรรณ ศรมี ีชัย และฉนั ทนา เลอ มูแอลลคิ
3. ข้อทา้ ทายงานสังคมสงเคราะหใ์ นกระบวนการยุตธิ รรมเดก็ และเยาวชนต่อการป้องกัน 194
และแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผิดซ้า
อารีรัตน์ อดิศยั เดชรนิ ทร์
4. แนวทางการขึน้ ทะเบียนผกู้ ระทาผิดทางเพศที่เหมาะสมกบั ประเทศไทย 206
สวธา สงเพชร
5. สทิ ธเิ พศหลากหลายในฐานะคนชายขอบของสังคมและความต้องการดา้ นสวสั ดกิ าร 222
สงั คมในประเทศกาลังพัฒนา
เคท คร้งั พิบูลย์
ดัชนีรายช่ือผู้นาเสนอ (เรียงลาดับตามตัวอักษร) 235
การประเมินผลการสัมมนา 239
ประมวลภาพกิจกรรม 246
คาส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการจดั งานวันสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ครบรอบ 65 ปี 255
คาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการประเมินผลงานวิชาการการจดั งานสถาปนา 261
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ครบรอบ 65 ปี
3
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
คานา
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาส
ครบรอบปที ี่ 65 ของการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยจัดข้ึนในวันศุกร์ที่ 25
มกราคม 2562 ภายใตห้ ัวข้อ เรื่อง “สทิ ธแิ ละความเสมอภาค: ความท้าทายของสังคมไทยในกระแสการ
เปลี่ยนผา่ น” เพ่ือใหร้ ู้เท่าทันและเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในเร่ืองสทิ ธิและความเสมอภาค อันจะนาไปสู่การ
เตรยี มตวั และรบั มอื ในประเด็นดังกลา่ ว
นอกจากน้ีเป็นการเปิดโอกาสให้นกั ศึกษาระดับบัณฑติ ศึกษาทัง้ ในและนอกสถาบันการศึกษา ศิษยเ์ ก่า
นกั วิชาการ อาจารยใ์ นสถาบันการศึกษา และผูท้ ่ีมีสว่ นเก่ียวข้องในประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชนได้มีโอกาส
เข้ามานาเสนอผลงานและแลกเปล่ียนเรียนรู้ รวมไปถึงการบูรณาการและประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน
ตลอดจนในวถิ ีชีวิตประจาวัน
การสัมมนาภาคเช้า เป็นการเสวนาวิชาการและการมอบรางวัลศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าดีเด่น
ประจาปี 2561 สว่ นภาคบ่าย เป็นการนาเสนอผลงานวิชาการ ภายใต้หัวข้อหลัก “สิทธิและความเสมอภาค:
ความท้าทายของสังคมไทยสนกระแสการเปล่ียนผ่าน” ประกอบด้วย 4 ห้องย่อย ได้แก่ ห้องย่อยท่ี 1 หัวข้อ
เรื่อง “วิธีวิทยาเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาค” ห้องย่อยท่ี 2 หัวข้อเร่ือง “บทเรียนรู้เพื่อการพัฒนางาน
สวัสดิการสังคมไทย” ห้องย่อยท่ี 3 หัวข้อเรื่อง “บทสะท้อนความหลากหลายของความรุนแรงในกระแส
เปล่ียนผา่ น” และหอ้ งย่อยที่ 4 หวั ขอ้ เรือ่ ง “สทิ ธแิ ละความเสมอภาคของสังคมไทย: มมุ มองของคนรุ่นใหม่”
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หวังเป็นอย่างย่ิงว่าการจัดสัมมนาวิชาการ
เน่ืองในโอกาสวันสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ครบรอบ 65 ปีในคร้ังน้ีจะ
นาไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานวชิ าการเพื่อพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตให้กับประชาชนในสงั คมตอ่ ไป(ศาสตราจารย์ ดร.
โกวทิ ย์ พวงงาม)
คณบดคี ณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
4
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
คากลา่ วรายงาน
การสัมมนาทางวชิ าการเน่อื งในโอกาสครบรอบปที ่ี 65
ของการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เร่ือง “สิทธิและความเสมอภาค: ความท้าทายของสังคมไทยในกระแสการเปลยี่ นผา่ น”
โดย ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ภชุ งค์ เสนานุช
รองคณบดฝี ่ายวจิ ัยและวชิ าการ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
ณ หอ้ งประชมุ ประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ช้ัน 3
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ทา่ พระจันทร์
วันศกุ รท์ ี่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562
*************************************
เรียน คณบดีคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ (ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม)
ผู้บริหาร คณาจารย์ ศษิ ยเ์ กา่ นกั ศกึ ษา และแขกผู้มเี กียรตทิ ุกท่าน
คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรไ์ ดเ้ ปิดการเรียนการสอนหลกั สูตรสังคมสงเคราะห์
ศาสตรเ์ ป็นแห่งแรกของประเทศไทย เมอื่ วันท่ี 25 มกราคม พุทธศักราช 2497 ปัจจบุ นั มกี ารสอนระดบั ปรญิ ญาตรี 2
หลักสูตร ได้แก่ (1) หลกั สูตรสังคมสงเคราะหศ์ าสตรบัณฑิต (ท้งั ศนู ยร์ ังสิตและศูนย์ลาปาง) (2) หลกั สตู รศิลปศาสตร
บัณฑิตสาขานโยบายสังคมและการพัฒนา (หลกั สูตรนานาชาติ) ระดบั ปรญิ ญาโท 3 หลักสูตร ได้แก่ (1) หลักสูตร
สงั คมสงเคราะหศ์ าสตรมหาบัณฑิต (2) หลกั สูตรพฒั นาชมุ ชนมหาบัณฑิต และ (3) หลกั สูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขานโยบายสงั คม ระดบั ปรญิ ญาเอก 1 หลกั สูตร ได้แก่ หลักสตู รปรชั ญาดุษฏีบณั ฑิตสาขานโยบายสังคม ซึ่งในแต่
ละปี จะเปิดรบั นักศกึ ษารวมทุกหลักสตู รประมาณ 600 กว่าคน
ในวาระครบรอบการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ 65 ปี ถอื เป็นโอกาสอันดที ี่ศิษย์เก่า ศิษยป์ ัจจุบัน
และหน่วยงานภาคีเครือข่ายท่ีเก่ียวข้องจะได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสสาคัญประจาปีของคณะฯ ซ่ึงในปีนี้ มีการจัด
กิจกรรมทสี่ าคญั ดังนี้ ในภาคเชา้ ทีผ่ ่านมา ได้มีพิธสี งฆแ์ ละการสักการะส่ิงศักด์ิสิทธิเพื่อความเปน็ สิริมงคลของคณะฯ
คณาจารย์ บุคลากร ตลอดจนนักศึกษา หลงั จากพิธเี ปิด จะมีการมอบโล่รางวลั ประเภทต่างๆ ประกอบด้วย รางวัล
นักศึกษาดีเด่น และทนุ การศกึ ษา รางวัลศิษย์เก่าดเี ดน่ รางวลั บุคลากรดีเด่น รางวลั นกั วิจัยทไ่ี ด้รบั เงนิ ทนุ สูงสดุ จาก
หน่วยงานภายนอก รางวลั ส่งเสรมิ ผู้ผลิตและเผยแพร่ตาราให้แก่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และโล่เกียรตคิ ุณ
ผูส้ นบั สนุนทุนเพือ่ กจิ กรรมของคณะฯ ตอ่ จากนัน้ จะมีเวทเี สวนา เรอ่ื ง “สิทธิและความเสมอภาค: ความท้าทายของ
สังคมไทยในกระแสการเปลีย่ นผ่าน” ซงึ่ ได้รบั เกียรติจาก ดร.สมชัย จติ สุชน ผ้อู านวยการวิจัยดา้ นการพฒั นาอย่าง
ทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ กรรมการสานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ คุณประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ศ าสตร าจาร ย์ ด ร.กิติพั ฒ น์ น น ทปั ท มะดุลย์ ศ าสตร าจาร ย์ป ระจาค ณ ะสั งค มสงเค ร าะห์ ศ าสต ร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ เปน็ ผู้ดาเนนิ รายการ และรว่ มเสวนา
5
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
สาหรับภาคบ่าย จะเป็นการนาเสนอผลงานวิชาการของ คณาจารย์ นักศึกษา และบุคคลภายนอก ซึ่งมี
ผลงานวชิ าการทผ่ี ่านการประเมินคณุ ภาพและได้รบั การคัดเลือกให้นาเสนอจานวน 15 เรอ่ื ง ณ อาคารคณะสังคม
สงเคราะหศ์ าสตร์ ดังนี้
ห้องย่อยท่ี 1: หอ้ ง สค.205 วธิ ีวิทยาเพอื่ การส่งเสรมิ ความเสมอภาค มี 5 บทความ
ห้องยอ่ ยที่ 2: หอ้ ง สค.206 บทเรยี นรู้เพอื่ การพฒั นางานสวสั ดิการสงั คมไทย มี 5 บทความ
ห้องย่อยที่ 3: ห้อง สค.207 บทสะทอ้ นความหลากหลายของความรนุ แรงในกระแสเปลย่ี นผา่ น มี 5 บทความ
หอ้ งย่อยท่ี 4: หอ้ ง สค.501 สทิ ธแิ ละความเสมอภาคของสงั คมไทย: มมุ มองของคนรนุ่ ใหม่
บัดน้ีได้เวลาอันสมควรแล้ว กระผมขอเรียนเชิญ ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคม
สงเคราะหศ์ าสตร์ กลา่ วเปดิ งานสัมมนาวิชาการและเป็นประธานในการมอบโลร่ างวลั ดว้ ย ขอบคุณครบั
***********
6
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
คากลา่ วเปดิ งาน
การสมั มนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบปีท่ี 65
ของการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรอื่ ง “สทิ ธแิ ละความเสมอภาค: ความท้าทายของสังคมไทยในกระแสการเปลี่ยนผา่ น”
โดย ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม
คณบดีคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ณ หอ้ งประชุมประกอบ หตุ ะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชนั้ 3
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทา่ พระจนั ทร์
วนั ศุกรท์ ี่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562
*************************************
เรยี น ผู้บรหิ าร คณาจารย์ ศษิ ยเ์ ก่า นกั ศึกษา และแขกผ้มู ีเกยี รติทุกท่าน
ขอขอบคณุ ทุกท่านที่มาร่วมงานสัมมนาทางวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสครบรอบปที ี่ 65 ของการสถาปนาคณะ
สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ในวนั น้ี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ได้มีบทบาทสาคัญในการ
พัฒนาตอ่ ยอดองคค์ วามรู้ทางวชิ าการและวิชาชพี ในด้านสงั คมสงเคราะห์และสวัสดกิ ารสังคม เพ่ือป้องกนั แกไ้ ขปญั หา
และพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ให้กบั ประชาชน ตลอดจนสง่ เสรมิ สิทธิและความเสมอภาคเพอื่ ลดความเหลื่อมลา้ ทางสังคมมา
อยา่ งต่อเน่อื ง โดยได้รับความร่วมมอื เป็นอย่างดี จากหน่วยงานภาคเครือขา่ ย ท้ังภาครัฐ ภาคประชาสังคม และศษิ ย์
เก่า ท่ีไดม้ ีบทบาทสาคญั ในการสนบั สนุนการจดั การเรยี นการสอน เปน็ แหล่งฝึกภาคปฏิบัติ รว่ มส่งเสริมการวจิ ัย และ
บริการวิชาการของคณะ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์ความรูแ้ ละนาไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปญั หาทาง
สังคมท้งั เชงิ นโยบายและเชิงปฏิบตั ิ ท่ามกลางสถานการณแ์ ละความทา้ ทายของสังคมไทยท่ีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่าง
รวดเรว็
Flagship คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เพอ่ื รองรบั กบั ความทา้ ทายทเี่ กิดขนึ้ ในช่วงระหว่าง ปี 2562-2564
ท่ีผมดารงตาแหน่งคณบดคี ณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตรอ์ กี วาระหนึ่ง คอื “การสรา้ งผู้นาทางวชิ าการและวิชาชพี ชั้นนา
ในอาเซียนด้วยนวัตกรรมทางสังคม” ที่มุ่งเน้น (1) การสร้างบัณฑิตท่ีมีคุณลักษณะ GREATS ที่เท่าทันต่อการ
เปล่ียนแปลงของสังคมตามนโยบายของมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ (2) สร้างสรรค์งานวจิ ยั และนวัตกรรมทางสงั คมท่ีจะ
สง่ ผลกระทบตอ่ การพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของประชาชน ชมุ ชนและท้องถน่ิ (3) มุ่งสูค่ วามเปน็ คณะวิชาท่มี คี วามเปน็ เลิศ
ทางวิชาการ ชน้ี าทางสังคมและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยส่งเสริมคณาจารย์ให้ตพี ิมพ์เผยแพรผ่ ลงาน
วชิ าการในระดบั นานาชาติเพิ่มขน้ึ ร่วมท้ังพฒั นาความร่วมมอื ทางวิชาการกับภาคีเครือข่ายนานาชาติ ตลอดจนการ
แสดงบทบาทการเป็นผู้นาวิชาการด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมในระดับภูมิภาคอาเซียนด้วยการ
เตรียมการวางแผนจัดต้ัง ASEAN Social Work Training and Research Center ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมาย
ดงั กลา่ วจะตอ้ งไดร้ ับความรว่ มมือจากภาคีเครอื ข่ายท่เี ขา้ มาร่วมการประชุมในวนั น้ี
ขอแสดงความยินดีกบั ทุกท่านท่ีไดร้ ับโล่รางวัลและทุนการศึกษา ขอขอบคณุ วทิ ยากรทกุ ท่าน (1) ดร.สมชัย
จิตสุชน (2) รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ (3) คณุ ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ (4) ศ.ดร.กติ ิพัฒน์ นนทปทั มะดุลย์ ที่ให้
เกียรตมิ าร่วมเสวนาวชิ าการในวันน้ี ขอบคณุ คณาจารย์และเจา้ หน้าท่ที กุ ทา่ น นกั ศึกษา และศิษย์เก่าท่เี ปน็ กาลงั สาคัญ
ในการสนับสนุนคณะฯ มาอย่างต่อเนอ่ื ง และขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน และรว่ มเป็น
7
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
คณะกรรมการประเมินคณุ ภาพผลงานวชิ าการในคร้ังน้ีอีกด้วย บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปดิ งานสัมมนา
วชิ าการ เนื่องในโอกาสวนั สถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ ครบ 65 ปี เรอ่ื ง “สิทธแิ ละความเสมอภาค: ความ
ทา้ ทายของสงั คมไทยในกระแสการเปลยี่ นผ่าน” ได้ ณ บดั น้ี
8
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
กาหนดการการสมั มนาทางวชิ าการ
เนอื่ งในโอกาสวนั สถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 65 ปี
เรื่อง “สทิ ธแิ ละความเสมอภาค: ความท้าทายของสงั คมไทยในกระแสการเปลีย่ นผา่ น”
วนั ศกุ ร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562
ณ คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทา่ พระจนั ทร์
------------------------------------------------------
ภาคเชา้ ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสงิ ห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ช้นั 3 มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เวลา 08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียนสัมมนาวิชาการ (ภาคเช้า)
เวลา 09.00 – 10.00 น. พิธเี ปิดการสมั มนา
เวลา 10.00 – 12.00 น. - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภุชงค์ เสนานชุ รองคณบดีฝา่ ยวจิ ัยและวิชาการ กลา่ วรายงาน
- ศาสตราจารย์ ดร.โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ กล่าวเปดิ งาน
เวลา 12.00 – 13.00 น. - พิธมี อบรางวัลผลงานวิชาการดีเดน่ รางวัลนักวิจยั ดีเดน่ รางวัลศษิ ย์เก่าดเี ดน่
รางวัลศษิ ย์ปัจจุบนั ดีเด่น และรางวลั บุคลากรดเี ด่น ประจาปี 2561
เสวนาหัวขอ้ “สิทธแิ ละความเสมอภาค: ความท้าทายของสังคมไทยในกระแสการเปลย่ี นผ่าน”
โดย
- ดร.สมชยั จิตสชุ น ผูอ้ านวยการวจิ ัย ด้านการพฒั นาอยา่ งทั่วถงึ สถาบันวจิ ัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
- รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ กรรมการสานกั งานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ
- นางประกายรัตน์ ตน้ ธรี วงศ์ กรรมการสิทธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ
- ศ. ดร.กติ พิ ฒั น์ นนทปทั มะดลุ ย์ ศาสตราจารย์ประจาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ศ. ดร.โกวิทย์ พวงงาม คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
พกั รบั ประทานอาหารกลางวัน
ภาคบ่าย ณ อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ท่าพระจนั ทร์
เวลา 13.00-13.30 น. ลงทะเบียนสัมมนาวิชาการ (ภาคบ่าย)
เวลา 13.30-16.00 น. การนาเสนอผลงานวิชาการ (หอ้ งย่อย) ภายใตห้ วั ขอ้ หลกั
“สิทธแิ ละความเสมอภาค: ความทา้ ทายของสังคมไทยในกระแสการเปล่ียนผ่าน”
เวลา 16.00-16.30 น. ห้องย่อยที่ 1: หอ้ ง สค.205: วิธีวิทยาเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาค
ห้องย่อยที่ 2: หอ้ ง สค.206: บทเรยี นรู้เพือ่ การพฒั นางานสวัสดกิ ารสังคมไทย
หอ้ งยอ่ ยที่ 3: ห้อง สค.207: บทสะทอ้ นความหลากหลายของความรุนแรงในกระแสเปล่ียนผ่าน
ห้องยอ่ ยท่ี 4: ห้อง สค.501: สิทธิและความเสมอภาคของสงั คมไทย: มุมมองของคนรุ่นใหม่
พิธมี อบประกาศนยี บัตรสาหรบั ผู้นาเสนอผลงานวิชาการ
*** พิธีกรภาคเชา้ : ผู้ช่วยศาสตราจารยช์ านนท์ โกมลมาลย์ และ อาจารย์ปรียานุช โชคธนวณิชย์***
9
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
วิธีวิทยาเพอ่ื การส่งเสรมิ ความเสมอภาค
10
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
แนวคิดความมั่นคงทางภววิทยา: จดุ กาเนดิ และการประยกุ ตใ์ ช้
Ontological Security: An Origin and the Applications
ศาสตราจารย์ ดร.กติ พิ ฒั น์ นนทปทั มะดุลย1์
Professor Kitipat Nontapattamadul, Ph.D.2
Abstract
Ontological security has had its origin in psychiatry then a famous sociological theorist
reinterpreted and has been increasingly used in the areas of international relations, world politics, peace
and security studies. It also related closely to human security, social policy and social welfare. In the
1960s, R.D. Laing, Scottish psychiatrist influenced by Existentialists, such as Kierkegaard, Nietzsche,
Heidegger, particularly, Jean Paul Sartre, led the famous movement called “anti-psychiatry”. The
ontological security is one of the fundamental concept underpinning anti-psychiatry movement. The
movement brought a new humanistic approach replacing traditional ways of treating people with mental
health illness. In the 1980s, Anthony Giddens used the term ‘ontological security’ in his books. The term
different from its origin and interpreted in according to his theory of structuration as well as the Third Way
or the New Left for social welfare world.
In the 2000s, Brent J. Steele and Jennifer Mitzen were the first two scholars who used ontological
concept in the study of international relations, world politics, peace and security studies. The concept is
also popular among scholars in the areas of human security, social work, social development, social
policy, and social welfare.
Keywords: Ontological Security, Anti-Psychiatry, Anthony Giddens, International Relations, Social Policy
บทคัดย่อ
แนวคิดความม่ันคงทางภววิทยาเกิดขึ้นคร้ังแรกในวงการจิตเวช ต่อมานักทฤษฎีสังคมวิทยานามาตีความใหม่ และ
ขา้ มไปสู่วงการการศึกษาความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศ การเมืองระดับโลก สันติภาพและความมั่นคงศึกษา นอกจากนน้ั ยังพบ
แนวคดิ นี้ในการศกึ ษาดา้ นความม่ันคงของมนษุ ย์ นโยบายสังคมและสวสั ดิการสังคม ในทศวรรษที่ 1960 อาร์ ดี แลง จิตแพทย์
ชาวสก๊อต เป็นผู้นาขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านจิตเวชศาสตร์แนวดั้งเดิม โดยใช้แนวคิดความมั่นคงทางภววิทยาที่ได้รับ
อิทธิพลมาจากปรชั ญาอัตถภิ วนยิ ม โดยเฉพาะอยา่ งย่ิง จากนกั ปรชั ญาฝร่ังเศสชื่อ ฌอง พอล ซาร์ต ขบวนการต่อต้านจิตเวช
แนวด้ังเดิมถือว่าได้เปล่ียนแปลงมุมมองที่มีต่อคนไขส้ ุขภาพจิตให้มีความเป็นมนุษย์มากยิ่งข้ึน ต่อมา ทศวรรษที่ 1980 แอน
โทนี กิดเด้นส์ นักทฤษฎีสังคมวิทยาท่ีโดดเด่น ได้นาแนวคิดภววิทยามาตีความใหม่และนามาประกอบในทฤษฎีการสร้าง
โครงสร้างของเขา ต่อมาในทศวรรษท่ี 2000 เบรนท์ เจ สตีล และเจนนเิ ฟอร์ มทิ เซ่น นาแนวคิดความมั่นคงทางภววิทยามาใช้
ในการศึกษาด้านความสัมพนั ธ์ระหว่างประเทศ การเมืองระดับโลก สนั ตภิ าพและความมั่นคงศกึ ษา ตอ่ มามีความนิยมเพิ่มเติม
ไปในหลายวงการ เชน่ ความมน่ั คงของมนษุ ย์ นโยบายสังคม การพัฒนาสังคม สังคมสงเคราะห์ และสวสั ดกิ ารสังคม เป็นต้น
1 อาจารยป์ ระจา คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]
11
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
คาสาคัญ: แนวคิดความม่ันคงทางภววทิ ยา, กลุ่มต่อต้านจิตเวชดั้งเดิม, แอนโทนี กิดเด้นส์, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ,
นโยบายสังคม
บทนา
แนวคิดความม่ันคงทางภววิทยา (Ontological Security) มีประวัติความเปน็ มา เร่ิมจากวงการจิตเวชโดยจิตแพทย์
ผูต้ ่อตา้ นจิตเวชศาสตร์แบบดัง้ เดิม ต่อมานกั ทฤษฎีสังคมวทิ ยาได้นามาตีความใหม่ และยังข้ามมาแพร่หลายในวงการศกึ ษาดา้ น
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมืองโลก และความมั่นคงศึกษา ความมั่นคงทางภววิทยายังมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ
ความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนในบริบทของนโยบายสังคมและสวสั ดกิ ารสังคม แนวคดิ ความมั่นคงทางภววทิ ยากม็ ีบทบาทที่สาคัญ
เช่นเดียวกัน บทความน้ีเปน็ การค้นคว้าประวตั ิความเป็นมา จดุ กาเนิด การก้าวขา้ มมาสู่สังคมวิทยา และความสัมพันธ์ระหวา่ ง
ประเทศ รวมถงึ การประยกุ ต์ใช้ในการศกึ ษาวจิ ยั ดา้ นนโยบายสังคมและสวัสดิการสังคม ท่กี าลงั นิยมกันอย่างกวา้ งขวาง
ประวตั ิความเปน็ มาของแนวคดิ ความมนั่ คงทางภววิทยา
ความเป็นมาของแนวคิดความม่ันคงทางภววิทยา นับวา่ มีความน่าสนใจที่เร่ิมต้นจากการปฏิเสธจิตเวชศาสตร์แบบ
ดั้งเดิม แล้วก้าวข้ามมายังนักทฤษฎีสังคมวิทยายุคหลังทันสมัย และแพร่ความนิยมข้ามไปยังวงการความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศ การเมืองโลกและความม่ันคงศกึ ษา ทั้งนี้ งานเขียนของนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ต่างประเทศได้อ้างอิงจุดกาเนิด
รากฐานเดียวกันและสะท้อนเส้นทางของการประยกุ ต์ใช้ทฤษฎีเส้นทางเดียวกัน คือ เริ่มจากอาร์ ดี แลง (R.D. Laing) และ
ขบวนการต่อต้านจิตเวชแนวดั้งเดิม มาสู่การเป็นส่วนหน่ึงของทฤษฎีการสร้างโครงสร้าง (Structuration Theory) ของแอน
โทนี กดิ เด้นส์ (Anthony Giddens) แลว้ จงึ แพร่ข้ามมาที่การศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศ (International Relations)
จดุ กาเนดิ จากอาร์ ดี แลง: จิตแพทย์ท่ตี อ่ ต้านจติ เวชศาสตร์
บุคคลจานวนมากที่มีชีวิตที่ปราศจากประสบการณ์ปัญหาด้านจิตใจ ในขณะท่ีอีกหลายๆ คน ท่ีอาจจะอยู่ใน
สภาวะการณ์เดยี วกันหรือสถานการณ์ที่คล้ายๆ กัน แต่กลับพบวา่ ตนต้องตกเปน็ เหยื่อของภาวะจิตใจท่ีไม่แน่นอน ประเด็น
ปญั หาสุขภาพจิตท่ีเชื่อมโยงกับภาวะอัตวิสัย-ในสถานการณ์เดียวกันบางคนมีปัญหา แต่บางคนกลับไม่มีปัญหา ทัศนะด้ังเดิม
มักจะเชื่อกันวา่ ท่ีเป็นเช่นน้ันก็เพราะบุคคลบางคนอาจจะเกิดมาพร้อมกับลักษณะทางพันธุกรรมทกี่ ่อให้เกิดปัญหาด้านจิต
ประสาท หรือบางทัศนะก็มองไปที่การเลี้ยงดูที่บกพร่องของพ่อแม่-ครอบครัวที่แตกแยกทาให้ส่งผลเสียหายทางจิตวิทยา
(Porter 2002 cited in Ashman, & Gibson, 2010)
อย่างไรก็ตาม ทัศนะด้งั เดมิ ที่อธิบายด้วยพนั ธุกรรมและการเล้ียงดูท่ีไม่ดี – ไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มนักคิดนักปรัชญา
แนวอัตถิภาวนิยม (existentialists) ซึ่งเชื่อในการดารงอยู่ของความคิดอิสระในตัวมนุษย์ บุคคลทุกคนมีอิสระที่จะตัดสินใจ
เลือกกระทาการใดๆ โรนัลด์ เดวิด แลง (Ronald David Laing) (1927-1989) หรือ R.D. Laing เปน็ นกั จติ แพทย์ชาวสก๊อตที่
ใช้ปรชั ญาอัตถิภาวนิยมเป็นพื้นฐานของการสร้างแนวคิดเรื่อง ความไม่ม่ันคงทางภววิทยา (Ontological Insecurity) ในการ
อธิบายว่า เหตุใดเราจงึ พบความแตกต่างระหวา่ งบุคคลที่นาไปสู่ความเจ็บป่วยทางจติ
ฐานคดิ ความมั่นคงทางภววิทยา มาจากปรัชญาอตั ถภิ าวนยิ ม (Existentialism)
แลง (Laing) เป็นจติ แพทย์ท่ีชือ่ เสียงโดดเดน่ ที่สุดในยุคทศวรรษ 1960s เขาได้รบั อทิ ธิพลทางความคิดอย่างมากจาก
นักปรัชญาในกลุ่มอัตถิภาวนิยม ตั้งแต่ เซอเรน โอบึย เคียร์เคกอร์ด (Søren Aabye Kierkegaard: 1813–1855), ฟรดี ริช
วิลเฮล์ม นที เช่ (Friedrich Wilhelm Nietzsche: 1844-1900), มารท์ ิน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger: 1889-1976) และ
โดยเฉพาะอย่างย่ิง ฌอง ปอล ซาร์ต (Jean Paul Sartre: 1945-1980) แลงได้ประยุกต์ใช้ปรัชญาอัตถิภาวะนิยมในการทา
ความเข้าใจกับโรคจิตเภท (Schizophrenia) หนงั สือที่มีชื่อเสียงของแลง คือเรื่อง The Divided Self ตีพมิ พ์ครงั้ แรกในปี ค.ศ.
1960 แลงโต้แย้งว่า จิตเวชศาสตร์ร่วมสมัยน้ันปฏิบัติต่อคนไข้เสมือนส่ิงมีชวี ิตที่โดดเดีย่ ว (Isolated Organism) ทเ่ี รยี กว่าการ
12
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
ดูแลรกั ษาคนไข้ แท้ที่จริงคือการพยายามจดั การกบั พฤติกรรมของคนไขท้ ี่สงั คมไมพ่ งึ ปรารถนา เปน็ การจัดการกับบคุ คลแคใ่ น
ระดับสง่ิ มชี ีวติ (Organic level) (ไม่ใช่ระดับมนุษย์) โดยการใช้ทุกวถิ ีทางที่จาเป็น ไดแ้ ก่ การใชย้ า การใช้ไฟฟ้าช๊อก หรือการ
ผา่ ตัดสมอง แลงวิพากษ์ว่ามุมมองด้วยวิทยาศาสตร์ท่ีคบั แคบเย่ียงน้ีส่งผลเป็นการละเลยทางเลือกท่ีเป็นไปได้อื่นๆ ที่น่าจะใช้
อธบิ ายความบ้า (Madness) ไดด้ กี วา่ (Ashman & Gibson, 2010)
สาธารณชนยกย่องแลงในฐานะจิตแพทย์ผู้ปฏิเสธจิตเวชศาสตร์แนวด้ังเดิม เขาทาให้ความบ้ากลายเป็นส่ิงปกติ
ธรรมดา (the Psychiatrist Who Wanted to Make Madness Normal) (Brocklehurst, 2017) แนวคิดเรื่องความมั่นคง
ทางภววิทยาและความไม่ม่ันคงทางภววิทยา ปรากฎขึ้นครั้งแรกในหนังสือ The Divided Self ของแลง เป็นการนาแนวคิด
ปรัชญาอัตถิภาวนิยมมาใชอ้ ธบิ ายกับจิตวิเคราะห์ แลงมองว่า เนื้องาน (Task) ของจิตวิเคราะห์ไม่ใช่การรักษาคนไข้ ท้ังนี้ การ
รกั ษาเป็นการผลักดันให้ชีวติ คนไขเ้ ข้ากนั ได้กับกรอบกฎเกณฑ์ของคาวา่ สุขภาพเท่าที่กาหนดกนั ในแบบด้ังเดมิ แลงเรียกร้องให้
มีการรื้อสร้าง (Reconstruct) “หนทางที่นาคนไข้ไปสู่การเป็นตัวตนของเขาเอง-ในโลกของเขาเอง” (Laing, 2010, p.25
cited in Rossdale, 2015, p.3)
แลงเป็นผูน้ าขบวนการต่อต้านจติ เวชศาสตรแ์ นวด้งั เดมิ
แลงเรียกร้องให้มีรปู แบบของจิตเวชศาสตร์ทีม่ ุ่งใหจ้ ิตแพทย์แสวงหาการมองคนไข้ในฐานะบคุ คลอย่างแท้จรงิ และต้ัง
คาถามถึงพฤติกรรมการแสดงออกของคนไข้ในอย่างท่ีเป็นการดารงอยู่อย่างแท้จริง แทนท่ีจะมองว่าพฤติกรรมนนั้ เป็นเพียง
แค่สญั ญะของโรคอยา่ งหน่ึง ทัศนะและการเรียกร้องของแลงทาให้เขากลายเป็นผู้นาของขบวนการเคลื่อนไหวท่ีปฏิเสธจิตเวช
(Anti-Psychiatry Movement) เขายืนยนั ว่า ประสบการณ์ของคนๆ หน่งึ และคนอื่นๆ ในฐานะที่เป็นบุคคลเป็นพื้นฐานที่ต้อง
พจิ ารณาก่อน แลงเสนอแนะแนวคิดความมั่นคงทางภววิทยาและความไม่มน่ั คงทางภววิทยา โดยมองวา่ โรคจิตและโรคจิตเภท
อาจอบุ ัติข้ึนเมื่อ-มกี ารขาดตกบกพร่องอย่างมากทีส่ ุดหรือบางส่วนของการมคี วามมั่นใจท่ีเกิดข้ึนจากตาแหน่งที่บคุ คลน้ันดารง
อยู่ ซึ่งแลงเรียกว่า ความม่ันคงทางภววิทยา เมื่อมีการขาดตกบกพร่องดังกล่าว ความวิตกกังวลและการเป็นภัยอันตรายท่ี
ปรากฏข้นึ แลงเรียกวา่ นน่ั คือ ความไมม่ นั่ คงทางภววิทยา (Laing, 2010, pp.41-42 cited in Rossdale, 2015, p.3)
แลงอธบิ ายเพ่ิมเติมวา่ ในความมัน่ คงทางภววิทยาน้ัน บุคคลจะมีประสบการณ์ของตนเองท่ีเป็นจริง เปน็ ชวี ิตจรงิ ใน
รูปองค์รวม และในฐานะที่แตกต่างออกไปจากคนอื่นในภาวะการณ์ปกติธรรมดาในโลกน้ี และเป็นที่ชัดเจนว่า อัตลักษณ์
(Identity) และการมีอานาจอิสระ (Autonomy) ของบุคคลคนน้ันไมน่ ับวา่ เป็นปญั หา-เป็นข้อสงสัยใดๆ ทั้งในเชิงมิตขิ องเวลา
ที่ต่อเนื่อง ในเชิงของความแน่นอนสม่าเสมอ ความเป็นแก่นสาร ความเป็นจริงแท้ และการมีคุณค่า ในเชิงของการมีสภาวะ
ดารงอยู่ของเรือนร่าง ตลอดจนการมีจุดเร่ิมต้น จุดกาเนดิ การมีแนวโน้มดับสญู และการตายจากกัน บุคคลจึงมแี กนแก่นของ
ความมั่นคงทางภววทิ ยาในตัวตนของเรา (Laing, 2010, p.42 cited in Rossdale, 2015, p.3)
สว่ นความไม่มน่ั คงทางภววิทยา แลงอธบิ ายวา่ บุคคลจะขาดคุณลักษณะหลายอย่าง บุคคลจะขาดความรูส้ ึกท่ีเสถียร
ต่อการดารงชีวิตของตน เขาหรือเธออาจจะรู้สึกว่า อัตลักษณ์และการมีอานาจอิสระของตนมักจะมีปัญหาหรือมีข้อสงสัย
เสมอๆ บุคคลอาจจะรู้สึกว่าตนขาดประสบการณ์ทน่ี ่าจะเป็นความต่อเนื่องของการดารงชีวิตของตน เขาหรือเธออาจจะรู้สึก
สูญเสียความต่อเนือ่ งสม่าเสมอหรือขาดความยึดเหนี่ยวในการดารงชีวิต รสู้ ึกว่าชีวิตของตนไม่มแี ก่นสาร ไม่สามารถจะเชือ่ ได้
ว่าสงิ่ ต่างๆ ท่ีตนสร้างข้ึนน้ันเปน็ ความจริงแท้ เป็นความดีงาม หรือเป็นส่ิงที่มีคุณค่าแต่อย่างใด (Laing, 2010, p.42 cited in
Rossdale, 2015, p.3)
สภาวการณ์ดังกล่าว นับเป็นความไม่ม่ันคงทางภววิทยา ปัจเจกบุคคลที่ตกอยู่ในประสบการณ์ท่ีมีสภาพเช่นน้ัน กล่าว
ได้วา่ โลกรอบตัวเขาหรือเธอทกุ ๆ วันก็จะมีสภาวะเป็นการคุกคามเป็นพิษภัยต่อการดารงอยู่ บุคคลน้ันถือได้ว่าตอ้ งเผชิญกับ
ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียซ่ึงตัวตน (Laing, 2010, p.49 cited in Rossdale, 2015, p.3) บุคคลอาจไม่สามารถที่จะ
จัดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่สามารถท่ีจะท้าทายการกระทาใดๆ ที่เปน็ การปรับตัวหรือตอบสนองทดี่ ี บุคคลไม่อาจจะรับร้ไู ด้ถึง
การทอ่ี านาจอิสระในตนเองของเขาหรือเธอ บุคคลรู้สึกท่วมท้นไปด้วยความพ่ายแพ้ ความเสือ่ มโทรมสูญสลาย หรือรู้สึกเสีย
13
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ขวัญเสียกาลังใจอย่างมาก บุคคลอาจจะไมส่ ามารถสร้างความสัมพนั ธใ์ ดๆ กับผู้อื่นได้ ไมม่ ีพื้นท่ีทีม่ ั่นคงพอที่จะทาให้กลา้ พูดคุย
ทกั ทายคนอืน่ ๆ (Laing, 2010, p.52 cited in Rossdale, 2015, p.4)
กลยุทธ์ท่ีจะจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว บ่อยคร้งั ที่กลายเป็นการซ้าเติมปัญหาให้ย่ิงแย่ลง เนื่องเพราะความไม่
มน่ั คงเชิงภววิทยาของบุคคลหลบซ่อนลกึ ลงไปในตัวตนของเขาหรือเธอ หรืออาจเป็นเพราะความพยายามในการลบล้างภัย
คุกคามท่ีดารงอยู่ให้หมดไปด้วยวิธีท่ีทาให้คนไข้สูญเสียอัตลักษณ์ของตนเอง กลับส่งผลให้ปัญหารุนแรงขึ้น เมื่อการไร้ซึ่ง
ความรู้สึกม่นั คงเป็นไปตามความขัดแย้งอนั รุนแรงในตัวตนของบคุ คล จึงส่งผลให้บุคคลนัน้ มีความเปราะบางอย่างลกึ ลา้ ท่มี ีผล
ใหป้ ระสบกบั ภาวะของจิตเภทหรือโรคจติ ต่างๆ (Laing, 2010, p.65 cited in Rossdale, 2015, p.4)
วิธีวิทยาของแลงคือปรากฏการณ์วทิ ยา
พิจารณาในมิติของวิธีวิทยา อาร์ ดี แลง นอกจากจะใช้ปรัชญาพื้นฐานจากอัตถิภาวนิยมแล้ว ยังสะท้อนวธิ ีวิทยา
(Methodology) แบบปรากฏการณ์วทิ ยา (Phenomenology) ในงานของเขาอยา่ งน้อยสี่ประการ
(1) แลงปฏิเสธทฤษฎีและแนวความคดิ ตามธรรมเนียมนิยมในยุคนั้น ท่อี ธบิ ายปรากฏการณ์ที่เขาสนใจศึกษาอย่างมี
ขอ้ สรปุ ลว่ งหน้า
(2) แลงรวมศูนย์ความสนใจไปท่ีโครงสร้างและคุณสมบัติของวัตถุและสถานการณ์ ในฐานะที่เป็นประสบการณ์
เชงิ อตั วิสยั ของบคุ คล
(3) แลงมองการดารงอยู่ของความเป็นคน ในฐานะเป็นจุดกาเนิดของวัตถุวิสัย ท่ีปรากฏในรูปของความสัมพันธ์
ระหว่างตวั ตน โลกและบุคคลอืน่ และ
(4) แลงพยายามใช้ “ศาสตรว์ ่าด้วยบุคคล” (Science of Persons) ของเขา ในการอธิบายการเติมเต็มในโลกของ
มนษุ ย์ แทนทจ่ี ะเป็นการลดความเปน็ มนษุ ย์ (Woolley, 2007, p.178)
ความมนั่ คงทางภววทิ ยาคอื ความมน่ั คงของอตั ตา
ความมั่นคงทางภววิทยาเป็นเหมือนความม่ันคงของตัวตนหรืออัตตา (Ontological Security as the Security of
Self) (Mitzen, 2006, p.341; Shani, 2017, p.8) ความม่ันคงทางภววิทยาทาให้ปัจเจกบุคคลสามารถที่จะเผชิญหน้ากับภัย
อนั ตรายทุกอย่างในชีวิตได้ โดยใช้ความแข็งแกร่งทอี่ ยู่ภายในแก่นแกนของอัตลักษณ์และความเป็นจริงของบุคคลน้ันหรือของ
ผอู้ ื่น หากปราศจากความมั่นคงทางภววิทยา บุคคลจะท่วมท้นไปด้วยความวิตกกังวล ท่ีมผี ลล้าลกึ ไปถึงรากเหง้าของการเป็นส่ิง
ที่มีชีวติ อนั ดารงอยใู่ นโลกน้ี (being in the world)
แลงจาแนกรูปแบบของความวติ กกังวลท่ีมีผลเป็นภัยคุกคามต่อความมนั่ คงทางภววิทยาออกเป็น สามรูปแบบ ได้แก่
(ก) ความวติ กกงั วลอันท่วมทน้ (engulfment) (ข) ความวติ กกังวลอนั ระเบิดอย่ภู ายใน (Implosion) และ (ค) ความหวาดวิตก
ท่รี ุนแรงจนแทบไมเ่ ป็นผ้เู ป็นคน (Petrification) (Laing, 2010, p.39 cited in Shani, 2017, p.8)
ความวิตกกังวลอันท่วมทน้ (Engulfment) หมายถงึ ความรสู้ ึกกลัวว่า การท่ีมีความสัมพันธ์กบั บุคคลอื่น หรือส่ิงใดส่ิง
หนึ่ง หรือแมก้ ระท่ังตวั ของตนเอง จะนามาซ่ึงผลท่ีเป็นการสูญเสียอตั ลักษณ์และอานาจอิสระ วิธีการที่นับเป็นกลยุทธ์ในการ
ปกป้องรักษาอัตลกั ษณ์ของบคุ คลทน่ี ิยมกระทากันไดแ้ ก่ การโดดเด่ียวตนเอง (Isolation) ออกจากบุคคลและสถานการณ์ที่ทา
ให้ทว่ มท้นไปด้วยความวิตกกงั วลใจนนั้ (Laing, 2010, p.46 cited in Shani, 2017, p.9)
ความวิตกกังวลอันระเบิดอยู่ภายใน (Implosive) หมายถึง ความรู้สึกว่างเปล่า-สูญสิ้นทุกสิ่ง (Emptiness) และ
ความหวาดกลัวท่ีเกิดข้ึน เมื่อบุคคลได้สัมผัสกับความเป็นจริงจะมีผลทาให้ บุคคลรีบร้อนไปเติมเต็มความว่างเปล่าน้ัน -ยิ่ง
กลายเป็นภัยคุกคามต่ออัตลักษณ์ตัวตนและอานาจอิสระ ประหนึ่งก๊าซที่พุ่งเข้าชนและทาลายภาวะความเป็นสุญญากาศ
ปัจเจกบุคคลรู้สึกวา่ ตนปราศจากการมีอัตลักษณ์ เหมือนเป็นความสูญสลายจนหมดสิน้ และโลกแห่งความจริงที่เขาหรือเธอ
สัมผสั ได้นั้นเป็นเหมือนทุกข์ระทมท่รี ะเบิดอยู่ภายใน (Laing, 2010, p.47 cited in Shani, 2017, p.9)
14
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
รปู แบบประการสุดท้าย ความหวาดวติ กกังวลท่ีรุนแรงจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน (Petrification) หมายถงึ ความรูส้ ึกว่า
ตนเองกลายเป็นวัตถุส่ิงของ เป็นก้อนหิน หรือเป็นหุ่นยนต์ มากกว่าที่จะเป็นมนุษย์ เป็นผลของประสบการณ์ท่ีเป็นความ
หวาดกลัวอย่างรุนแรง จนทาให้บุคคลเกดิ ความหวาดกลัวอย่างสุดขีด ประหน่ึงไมม่ ีความเป็นส่วนตัวหลงเหลือ สิง่ ท่ีบุคคลมัก
นามาใช้เป็นกลยุทธ์ในการเผชิญกับภัยคุกคามจากบุคคลอื่นท่ีทาให้เกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรงก็คือ การกลายเป็นคน
บุคลิกวิปลาส (Depersonalization) และบ่อยคร้ังท่ีปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนไม่ใช่มนุษย์เช่นกัน (Laing, 2010, p.48 cited in
Shani, 2017, p.9)
แลงประยุกตใ์ ชก้ ารอธิบายเรื่องรปู แบบความวิตกกังวลกับบุคคลท่ีมีปัญหาโรคจิตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ
คนไข้โรคจิตเภท (Schizophrenia) แลงอธิบายสาเหตุที่คนไข้จิตเภทมีพฤติกรรมที่ดูเหมือนแปลกๆ เช่น ทาตวั แข็ง ก้าวร้าว
มองคนอื่นเป็นวัตถุ และอื่นๆ น้ันล้วนมีความหมายและเปน็ ความพยายามที่ชอบด้วยเหตุผลในการจัดการกบั วิกฤตอัตลักษณ์
ของตน-นั่นเอง คนไข้โรคจิตรุนแรงบางทีดเู หมือนมีอาการท่ีห่างไกลจากประสบการณ์ของคนท่ัวไปในทุกๆ วนั (Ashman &
Gibson, 2010, p.7)
อย่างไรก็ตาม ผู้ท่ีนิยมแนวคิดของแลง ในปัจจุบันก็ไม่ได้พิจารณานาแนวคิดความไม่ม่ันคงทางภววิทยาไปใช้กับ
เฉพาะคนไข้โรคจิตเท่าน้ัน ทว่า ใช้อธิบายได้กับบุคคลทุกคน เราต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับวิกฤตอัตลักษณ์ และความไม่
ม่ันคงทางภววทิ ยาดังกล่าวไม่มากกน็ ้อย
ผู้อานวยการของสถาบันแนวคิดแลงศึกษา (Director of the Society for Laingian Studies) ให้ความเห็นว่า
“นยิ ามศพั ทค์ าวา่ จิตเภท (Schizoid) นั้นไมไ่ ด้จากัดความท่หี มายถึงแตเ่ พยี งรูปแบบของโรคจติ ทีร่ ุนแรงอย่างที่สดุ เทา่ นั้น ทั้งนี้
เปน็ เพราะว่า ประสบการณ์ของผู้คนแทบทุกคน ล้วนมีอาการของจิตเภท–มากบ้าง นอ้ ยบ้างแตกต่างกัน-ทง้ั นั้นในช่วงชีวิตชว่ ง
ใดชว่ งหน่ึง พฤตกิ รรมทเี่ ราท้งั หลายส่วนใหญ่พอจะอยกู่ บั อาการเชน่ นัน้ อย่างเปน็ ปกติธรรมดาได้ในชีวติ ประจาวัน-กเ็ รยี กวา่ มี
ความมนั่ คงทางภววทิ ยา ปัจเจกบคุ คลทุกคนมอี าการคลา้ ยกัน แตกตา่ งกนั ทด่ี กี รี-ความมากน้อย ไมใ่ ช่เปน็ ประเภท–จากบคุ คล
ทข่ี าดความม่ันคงทางภววทิ ยา...” (Potter, 2001, cited in Ashman & Gibson, 2010, p.7)
บุคคลท่ีมีความมั่นคงทางภววิทยาจะสามารถกระทาการไดอ้ ย่างอัตโนมัติ เพราะว่า เขาหรือเธอน้ันมีความรู้สึกต่อ
ตนเองอย่างมีเสถียรภาพ และสามารถสร้างความต่อเนื่องในการดารงชีวติ ทาให้เขาหรือเธอสามารถกระทาการใดๆ ที่มคี วาม
แน่นอน สม่าเสมอต่อความสัมพันธ์และประสบการณ์ในอนาคต แลงอธิบายความม่ันคงทางภววิทยาในฐานะท่ีเป็นส่ิงที่เกิด
ข้ึนมาจากประสบการณ์ของบุคคล ที่มีความต่อเนื่องกินเวลา มีความสม่าเสมอคงท่ี มีความจริงแท้ (Genuineness) และมี
คุณค่า เป็นสิ่งท่ีเชื่อมโยงกับเรือนร่าง และเร่ิมต้นตั้งแต่บุคคลคนนั้นเกิด-ไปจนถึงการสูญสิ้นตายจากกันไป (Laing, 2010,
p.42; Woolley, 2007, p.181)
ดังน้ัน การที่บุคคลมีความมั่นคงทางภววิทยาก็คือการที่บุคคลน้ันรับรู้ได้ว่า เขาหรือเธอมีตัวตนท่ีมีความมั่นคง–ที่
สามารถเข้าใจตนเองในฐานะที่มีแก่นสารและมีความรู้สึกมี เสถียรภาพจากมโนภาพของตนเองในเชิงภววิทยา น่ันเอง
(Woolley, 2007, p.181)
แนวคดิ ความมัน่ คงทางภววิทยาของกดิ เดนส์ (Giddens’ Ontological Security)
แอนโทนี กิดเดนส์ (Anthony Giddens: 1938–Present) นาแนวคิดความม่ันคงทางภววิทยาของแลงมาตีความ
ใหม่ในเชิงสังคมวิทยา ตามทัศนะของกิดเดนส์ ความม่นั คงทางภววิทยาหมายถึง ความรู้สึกพื้นฐานของบุคคลที่รู้สึกว่ามคี วาม
ปลอดภัยในโลกและรวมไปถึงความรู้สึกท่ีไว้วางใจต่อบุคคลอื่นๆ การได้มาซึ่งความไว้วางใจเช่นนั้นกลายเป็นสิ่งจาเป็นของ
บุคคล ที่จะรักษาความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตวิทยาและหลีกเล่ียงความวิตกกังวลที่ดารงอยู่ (Giddens, 1991, p.38 cited in
Shani, 2017, p.2)
15
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ทั้งนี้ กิดเดนส์มองว่า ความม่ันคงทางภววิทยาขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเราเองในการมีศรัทธา (Faith) ต่อชุด
เรื่องเล่าทางสงั คม (Social Narratives) และการมีกิจวัตรประจาวัน (Routines) ท่ีฝังแนบแน่นอยู่กบั ตัวเรา และข้ึนอย่กู ับอัต
ลกั ษณ์ของตัวตน (Self-Identity) ที่ประกอบสร้างข้ึนมา เป็นผลให้เราไม่ถูกครอบงา-ไม่ผูกติดตอกย้าอยู่กับความเปราะบาง
หรือความผันผวนท่มี าอยู่รอบตัวเรา ในขณะที่ เราสามารถสะท้อนเรื่องเล่า (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าเชิงกฎหมาย เชิงวัฒนธรรม
หรือ เชิงการดารงอยู่จริง) ได้ เรากอ็ าจจะไม่ได้ทันฉุกคิด หรือตระหนักรู้ในความมั่นคงทางภววิทยาของเรา การท่เี รามองข้าม
ความมัน่ คงทางภววทิ ยาของเราไปอาจเป็นเพราะกลไกของการเปน็ ผกู้ ระทาการ (Sense of Agency) หรือกลไกของอัตลักษณ์
ที่ผกู ติดเราไวก้ บั สังคม (Giddens, 1991, p.52).
ในการทาความเข้าใจอัตลักษณ์ตัวตนในฐานะที่เป็นสิ่งท่ีถูกผลิตซ้าอย่างต่อเนื่อง กิดเด้นส์เชื่อว่าเราไม่ได้ผลิตซ้า
อตั ลักษณ์ของเราจากการยอมรับความเปน็ จริง ทว่า เราได้ผลติ สรา้ งอัตลกั ษณ์ขน้ึ มาจากการอ้างอิงการดารงตนท่ีเกิดขนึ้ จริงๆ
ในฐานะที่เป็นส่วนประกอบของส่ิงท่ีดาเนินไปในบริบทแห่งชีวติ ประจาวันของเรา (Giddens, 1991, p.48) น่ีเป็นเหตุผลว่า
ทาไม ความมั่นคงทางภววิทยาของบุคคลบางคนจึงไม่ได้ดารงอยู่อย่างเสถียร-อย่างคงท่ี เพราะว่าตัวตนของเราถูกผลิตสร้าง
และถกู จัดวางไว้อยู่ในการปฏิบัติการจนกลายเปน็ ชีวติ ประจาวัน
ความมั่นคงทางภววิทยาเปน็ เหมือนความตอ้ งการจาเป็นขน้ั พื้นฐานสาหรับความต่อเนื่องของการดารงชวี ิตและการ
คาดการณต์ ่อกฎเกณฑ์ทางสังคม ความม่ันคงทางภววทิ ยาดารงอยู่ได้โดยเป็นไปตามการดารงชวี ิตประจาวนั (Routinisation)
ของบุคคล (Actors) ความมั่นคงทางภววิทยาเสมือนเปน็ การท่ีบุคคลสรา้ งเกราะกาบังตัวอ่อน (Protective Cocoon) และก้ัน
วงเล็บ (Bracket Out) ให้ปลอดภัยจากความวิตกกังวลต่างๆ (Giddens, 1991, p.44; Ejdus, 2018, p.3) ความม่ันคงทาง
ภววทิ ยาจะถูกสั่นคลอนขดั ขวางโดยสถานการณ์วิกฤตตา่ งๆ ท่กี ิดเด้นส์ ให้ความหมายวา่ สถานการณว์ ิกฤตก็คือสภาพการณ์ที่
ไมว่ ่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามได้ทาลาย (Disrupt) ชีวติ ประจาวันท่บี ุคคลได้ปฏบิ ตั อิ ยอู่ ยา่ งเคยชินมาเปน็ เวลานาน
ปัจเจกบุคคลท่ีมีความม่ันคงทางภววิทยานั้น จะมีความสามารถในการดาเนินการเป็นผู้กระทาการ (Exercise
Agency) เนื่องเพราะ มีการดารงอยู่ของเกราะกาบัง (Protective Cocoon) ท่ีเป็นโล่กางกั้นบุคคลให้พ้นจากภัยคุกคาม
นานาประการทั้งต่อร่างกายและจิตใจ กิดเด้นส์ยืนยันว่า พื้นฐานความไว้เนื้อเชื่อใจ (Basic Trust) เป็นเกราะกาบังที่บุคคล
ท่ัวไปจะพกพาติดตัวเขาหรือเธอไป เสมือนเป็นวิถีทางท่ีทาให้บุคคลน้ันได้ประสบความสาเร็จกับการดาเนินการต่างๆ ใน
ชีวติ ประจาวันของตน เกราะกาบังดังกลา่ วน้ีมีลักษณะเป็นเงื่อนไขสาหรับ “การสรา้ งสรรค์” อันหมายถึง ความสามารถกระทา
การหรือคิดแสวงหาหนทางใหม่ๆ ในเชิงนวตั กรรม ทจ่ี ะนาไปสู่แบบแผนกิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ต่อบุคคลตอ่ ไ ป (Giddens,
1991, p.54 cited in Shani, 2017, p.8)
การท่ีบุคคลแสวงหาความม่ันคงทางภววิทยาก็คือการพยายามลดความไม่แน่นอนให้เหลือน้อยลงท่ีสุด โดยการ
จัดการให้เกิดกฎเกณฑบ์ างประการในสภาวะแวดล้อม ผู้กระทาการแสวงหาความมั่นคงทางภววิทยาโดยการสรา้ งเกราะกาบัง
(Cocoon) ที่ช่วยกางก้ัน ไม่ให้ภัยคุกคามเข้ามาทาร้ายคุณค่าความดีงามของเรือนรา่ งหรือคุณค่าทางจิตใจของผกู้ ระทาการ
(Gidden, 1991, pp.39-40; Mitzen, 2006, p.346) ท้ังน้ี เกราะกาบงั นี้ช่วยให้ผกู้ ระทาการไว้วางใจ (Trust) ได้ว่า โลกทเี่ ขา
หรือเธอรับรนู้ ้ันจะผลิตซ้าซ่ึงระบบความไว้วางใจพืน้ ฐาน (Basic Trust System)
เนื่องเพราะผูก้ ระทาการไม่สามารถตอบสนองต่อภัยอนั ตรายทุกๆ ประการได้โดยทันที ความสามารถของผู้กระทา
การขึ้นอยู่กับระบบความไว้วางใจพื้นฐานน้ี กลไกในการผลิตสรา้ งความไว้วางใจพื้นฐานก็คือการทาให้เป็นกิจวัตรประจาวัน
(Routinization) ซ่ึงเป็นการทาให้ชีวิตทางสงั คมเป็นระบบระเบยี บ (Regularizes Social Life) และสร้างตัวตนให้เป็นที่รับรู้
ได้ กิจวตั รประจาวันคือการกาหนดแบบแผนการตอบสนองเชิงพฤติกรรมและเชิงความคิดต่อข้อมูลข่าวสารหรือสิ่งเร้าของ
ผูก้ ระทาการ สาหรับบางคนกิจวัตรประจาวนั เป็นเรื่องเฉพาะตนมากๆ ทว่า ความสัมพันธ์ทางสังคมเปน็ แหล่งสาคัญของการทา
ให้เป็นกิจวัตรประจาวัน ทั้งนี้ ผู้กระทาการเมื่อมีการตอบสนองต่อส่ิงเร้าอย่างอตั โนมัติ กิจวตั รประจาวันจะช่วยสร้างสภาวะ
แวดลอ้ มที่รับรู้ได้ว่าสงบนิ่ง และช่วยทาให้ผกู้ ระทาการสามารถเลือกกระทาการอย่างสุขุมรอบคอบ กิจวัตรประจาวันจึงช่วยให้
16
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
บุคคลมีบรรลุการหน้าที่ของกระบวนการทางความคิด มีวิธีทีจ่ ะรู้จักโลกรอบตวั และรู้วิธีท่ีจะกระทาการใดๆ ตลอดจน รู้สึก
แน่นอนมั่นคงในการเลือกตามเป้าหมาย ยง่ิ ไปกว่านัน้ กิจวตั รประจาวนั ยังช่วยให้บคุ คลบรรลกุ ารหน้าที่ทางอารมณ์ เหมือนได้
ฉีดวัคซีนปอ้ งกันการเจ็บปว่ ยหรือปอ้ งกันความกลัวสดุ ๆ ตอ่ ความสับสนวุ่นวายในชีวิต (Mitzen, 2006, p.347)
ความม่ันคงทางภววทิ ยา สาหรับกดิ เดน้ ส์ น้ันเป็นพื้นทีท่ ่ีมคี าตอบต่อชดุ คาถามมลู ฐานในเชิงปรัชญาอัตถภิ าวนิยม ซึ่ง
ชวี ติ มนษุ ยท์ กุ คนจาเป็นต้องตอบ ชุดคาถามดงั กล่าวน้ันเป็นคาถามเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานในชีวติ มนษุ ย์ ดังตอ่ ไปนี้
(ก) การดารงอยู่และการมีชวี ติ อยู่: ธรรมชาติของการดารงอยู่ อตั ลกั ษณข์ องวัตถแุ ละเหตกุ ารณ์
(ข) ภาวะท่ีต้องส้ินสุด (Finitude) และชีวิตมนุษย์: ความขัดแย้งเชิงอัตถิภาวะ โดยธรรมชาติของมนุษย์ยังอาจ
แบ่งแยกความเป็นสิ่งมีชีวิตท่มี ีความรู้สึกนึกคิดออกจากสงิ่ มีชีวิตทร่ี สู้ ะท้อนย้อนกลับ
(ค) ประสบการณ์ของคนอื่น: ปัจเจกบุคคลตคี วามลักษณะนิสัยและการกระทาของบุคคลอืน่ ๆ อยา่ งไร
(ง) ความต่อเนือ่ งของอตั ลักษณต์ ัวตน: ความรูส้ กึ เปน็ บคุ คลในตัวตนและเรือนรา่ งท่มี คี วามคงอยู่ถาวร
(Giddens, 1991, p.55 cited in Shani, 2017, p.9)
ความมน่ั คงทางภววิทยาในความสมั พนั ธร์ ะหว่างประเทศ การเมืองระดับโลก และความม่ันคงศึกษา
แรกเริ่มเดมิ ทีของแนวคดิ ความม่ันคงทางภววิทยาน้ันกาเนิดมาจากจติ แพทยก์ ลมุ่ ท่ีรบั เอาปรชั ญาอัตถิภาวนิยมมาใช้
เคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านจิตเวชศาสตรแ์ นวด้ังเดิม โดยมีผู้นาคนสาคัญอย่าง อาร์ ดี แลง (R.D. Laing) แล้วต่อมาแอนโทนี กิด
เดนส์ (Anthony Giddens) นักสังคมวิทยาคนสาคัญแห่งยุคหลังทันสมัย ก็ได้ตีความหมายของความม่ันคงทางภววิทยา ท่ี
สะท้อนออกมาจากมุมมองทางสังคมวิทยาได้อย่างแหลมคม ถือกันว่า ความมั่นคงทางภววิทยาเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีการ
สร้างโครงสร้าง (Structuration Theory) ของเขา น่ันเอง อยา่ งไรก็ตาม แนวคิดเรื่องความมน่ั คงทางภววิทยาไมไ่ ดห้ ยดุ อยู่แค่
น้ี ในวงการศึกษาเรื่องความมนั่ คงศึกษา (Security Studies) การเมืองระดับโลก (World Politics) และความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศ (International Relations) ก็ได้มีความนิยมในการใช้แนวคิดความมั่นคงทางภววิทยาเข้ามาเป็นชุดแนวคิดใน
การศกึ ษาวเิ คราะหก์ ันอยา่ งขนานใหญ่
เมือ่ ครง้ั ทกี่ ิดเด้นสน์ าแนวคิดความมั่นคงทางภววิทยาเข้ามาในแวดวงสังคมศาสตร์ ในทศวรรษท่ี 1980s นน้ั แนวคิด
ความมั่นคงทางภววิทยาของกิดเด้นสย์ ังไมไ่ ด้เกาะกุมความสนใจของนกั วิชาการด้านความสมั พันธ์ระหว่างประเทศ (IR) เท่าใด
นัก จนกระทั่ง เบรนท์ เจ สตีล (Brent J. Steele) และเจนนิเฟอร์ มิทเซ่น (Jennifer Mitzen) ที่มีผลงาน (แต่ต่างผลิตงาน
เปน็ เอกเทศ) ด้านการเชื่อมโยงแนวคิดความมนั่ คงทางภววิทยาเขา้ กบั อตั ลกั ษณข์ องรฐั ชาติและปัญหาความยากลาบากในการ
ตัดสนิ ใจด้านความมน่ั คง (Security Dilemma) (Flockhart, 2016, p.803)
เบรนท์ เจ สตีล (Steele, 2005, pp.519-540) กล่าวอย่างชัดเจนว่า เขาใช้แนวคิดความม่ันคงทางภววิทยาในการ
ตีความกระบวนการตัดสินใจของอังกฤษท่ีพยายามดารงรักษาความเป็นกลาง (Neutrality) เมื่อคร้ังที่สหรัฐอเมริกาเกิด
สงครามกลางเมือง (Civil War) ระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ช่วงปี ค.ศ.1861-1865 สตลี นาแนวคิดความม่ันคงทางภววทิ ยา
มาวิเคราะห์ได้อย่างแยบยล สะท้อนให้เห็นการตัดสินใจท่ีไม่ยอมเข้าแทรกแซงสภาวะสงครามกลางเมืองในสหรฐั ของอังกฤษ
ด้วยการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นรัฐชาติของอังกฤษเอง สตีลให้ความเห็นว่า ความมั่นคงเชิงภววิทยาของรัฐชาตินั้นเป็น
รูปแบบความมั่นคงของรัฐอย่างหนึ่ง ทว่าถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย รัฐต้องการท่ีจะดารงตัวตนที่มีความแน่นอนคงที่
อย่างไรก็ตาม ตวั ตนทีค่ งทก่ี ็ยังต้องถูกบอ่ นทาลายไปโดยการกระทาของรฐั ที่ผันไปตามเหตุการณท์ ่ีวิกฤติ ถ้าหากการกระทานั้น
เป็นการกระทาท่ีขัดแยง้ กับค่านิยมและบรรทัดฐานที่เป็นรากฐานอตั ลักษณ์ของรัฐชาติน้ัน สตีลเสนอแนะประเด็นสาคญั ย่ิงว่า
การกระทาของรัฐชาติท่ีไม่สอดคล้องกับค่านิยมและหลักการของรัฐชาตินั้น จะนามาซึ่งผลที่น่าอับอาย ซ่ึงผลเสียหายน่า
อับอายน้ีจะนาให้เกดิ การย้อนกลับไปทบทวนอัตลักษณข์ องรัฐชาตินนั้ ตรงจุดน้ี สตลี แสดงให้เห็นความจาเปน็ ของการเชือ่ มโยง
17
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
อย่างแนบแน่นระหว่างอัตลักษณ์ เรื่องเล่า (Narrative) และการกระทาที่รัฐชาติดาเนินการ รวมไปถึงความสาคัญของ
เหตกุ ารณ์วิกฤตทิ ี่สง่ ผลเป็นการผลกั ไสใหค้ วามม่ันคงทางภววทิ ยาหลดุ หายไป (Flockhart, 2016, p.803)
ใน บ ทค วามที่ โดดเด่ น ของสตี ล เรื่ อง Ontological Security and the Power of Self-Identity: British
Neutrality and the American Civil War (Steele, 2005, pp.519-540) เขาไดเ้ ปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่าง
แนวคิดความมั่นคงแบบด้ังเดิมและแนวคิดความมั่นคงทางภววิทยา (โปรดดู ตารางที่ 1)
ตารางท่ี 1
เปรียบเทยี บความมั่นคงแบบด้ังเดิมและความมนั่ คงทางภววทิ ยา
ประเดน็ ความม่ันคงแบบดัง้ เดมิ ความม่นั คงทางภววทิ ยา
(Traditional security) (Ontological security)
ความม่ันคงในฐานะเปน็ (Security as…) ความอยู่รอด (Survival) การดารงอยู่ (Being)
ผูก้ ระทาการอยูภ่ ายใตโ้ ครงสร้างของ (Agent การกระจายอานาจ (Distribution of กจิ วัตรประจาวนั และอตั ลักษณต์ วั ตน
'structured' by) power) (Routines and self-identity)
ความท้าทาย/แหล่งความไม่มน่ั คง ความกลวั ทต่ี อ้ งเผชญิ กบั ภัยคุกคาม ความวติ กกงั วล-ความไม่สบายใจท่ีตอ้ งตดั
(Challenge/Source of insecurity) (Fear-in face of threat) ขาดจากตวั ตน (Anxiety-uncomfortable
disconnect with self)
ผลลัพธข์ องการตดั สนิ ใจทผ่ี ดิ พลาด เมื่อตอ้ งเผชิญ เปน็ อนั ตรายตอ่ ร่างกาย (Physical ความอบั อาย (Shame)
กบั ความทา้ ทาย (Outcome of incorrect harm)
decision in face of challenge)
การวดั ผลลัพธ์ (Measurement of outcome) การเปลี่ยนแปลงในความสามารถ การ ความแตกตา่ งระหว่างเรือ่ งเลา่ เชิงชีวประวัติ
ตาย การชารุดเสียหาย (Change in กับพฤติกรรมทแ่ี ทจ้ รงิ ความสานกึ ผิดเสียใจ
material capabilities; deaths; (Difference between biographical
damage) narrative and actual behaviour;
discursive remorse)
การเปล่ียนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural การเปลี่ยนแปลงการกระจายอานาจ สถานการณว์ กิ ฤตกิ ลายเป็นชีวติ ประจาวนั –
change) (Change in distribution of power) การเปล่ียนแปลงอตั ลกั ษณต์ ัวตน – การ
เปลีย่ นแปลงชีวติ ประจาวนั ของผู้กระทาการ
ท่ีมา: Brent J. Steele, 2005, p.527 (Routinized critical situations – change
in self-identity – change in agent
routine)
สาหรับ เจนนิเฟอร์ มิทเซ่น (Jennifer Mitzen) ได้แสดงให้เห็นว่า ความมั่นคงทางภววิทยาไม่จาเป็นต้องเชื่อมโยง
กับการกระทาท่ีผู้คนมักมองว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่น การสร้างความสัมพันธเ์ ชิงสันติภาพ เท่านั้น อันที่จรงิ รัฐชาติอาจพอใจที่จะมี
การกระทาเชงิ การผูกพันอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ กับการปฏิบตั ิท่ีนาไปส่คู วามขัดแย้ง เนื่องเพราะการดาเนินการเย่ยี งนั้นมีผล
เป็นการเสริมแรงของ “ตัวตน” (Self) ของรัฐชาตินั้นๆ และเนื่องเพราะการปฏิบัติจนเป็นกิจวัตรประจาวัน (Rountinised
Practices) กม็ ีลักษณะเป็นคุณค่าภายในที่นาไปสู่ส่งิ แวดล้อมท่ีมีความเสถียรของรัฐ (Mitzen, 2006, p.346)
มิทเซ่นวิเคราะห์ว่า หากรัฐชาตแิ สวงหาความมั่นคงทางภววิทยา รัฐนั้นควรจะพัฒนาแบบแผนท่ีเป็นกิจวัตรประจา
(Routines) กับรฐั ชาติอื่นๆ และพยายามเชื่อมโยงกับรัฐชาติทั้งหลาย ถ้าหากมีแบบแผนสองชุด–แบบแผนของความไวว้ างใจ
18
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
พื้นฐาน (Basic Trust) และแบบแผนท่ีเป็นกิจวัตรประจาวัน ผลกระทบของแบบแผนท้ังสองชุดจะมีความผันแปรอย่างเป็น
ระบบ กจิ วัตรประจาท่ีมีลักษณะตายตัว (Rigid Routines) จะเชื่อมโยงกับการไร้ความสามารถในการเรียนรู้ เราไม่ควรมองว่า
รฐั ชาตแิ สวงหาหนทางในการที่จะหลุดจากความขดั แยง้ หรือผกู พนั กบั การโต้แยง้ กบั รัฐชาติอื่น ในขณะเดียวกนั กิจวตั รประจา
ระหว่างรฐั ชาติที่มีความยืดหยุน่ (Flexible Interstate Routines) จะเปิดโอกาสให้กับการสะท้อน และขณะเดียวกันมักจะ
เชื่อมโยงกับการเรียนรู้และการเปลย่ี นแปลงเชงิ การเปล่ยี นผ่าน (Transformative Change) ได้ดี รัฐชาติที่มีแบบแผนกิจวัตร
ประจาที่ยืดหยุ่นมักแสวงหาหนทางในการหลุดจากความขัดแย้งได้ดี และพยายามท่ีจะมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐชาติอื่นในเชิง
ประนีประนอม โดยมีเป้าหมายการแสวงหาความมั่นคงร่วมกัน (Mitzen, 2006, p.364)
มิทเซ่นเห็นว่า การแสวงหาความม่ันคงเชิงภววิทยาควรจะได้นามาประยุกต์ใช้ในเชิงพลวัตรอย่างกว้างขวาง
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ กบั ประเด็นปัญหาความยากลาบากในเรือ่ งความมั่นคง (Security Dilemma) (Mitzen, 2006, p.365)
แนวคิดเรื่องความม่ันคงทางภววิทยาได้เข้ามามีความสาคัญต่อวงการศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง นักวิชาการด้านความสัมพันธร์ ะหว่างประเทศเชื่อว่า แนวคดิ ความมั่นคงทางภววิทยาจะช่วยให้มีทางเลือก
ของการอธิบายต่อพลงั ต่างๆ ที่ฝงั รากลึกอยู่ในปัญหาความยากลาบากในการตดั สินใจด้านความม่นั คง (Security Dilemmas)
และปัญหาความขัดแย้งในการเมืองระดับโลก (Browning & Joenniemi, 2017, p.31) แนวคิดความม่ันคงทางภววิทยามี
ศักยภาพในการให้ทางเลือกในการอธิบายปรากฏการณ์ที่หลากหลาย ต้ังแต่การผลิตซ้าซ่ึงปัญหาความมั่นคงท่ียากจะหาทาง
ออก (Mitzen, 2006; Rumelili, 2015) ไปจนถึงการเปล่ียนแปลงปัจเจกบุคคลอย่างขุดรากถอนโคนในยุคการก่อการร้ายท่ี
ระบาดไปท่ัวโลก (Croft, 2012)
อย่างไรก็ตาม การประยกุ ต์ใช้แนวคดิ ความม่ันคงทางภววิทยาในวงการความสัมพันธ์ระหวา่ งประเทศเป็นที่ถกเถียง
กันอย่างมาก โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงการที่นักวิชาการดา้ นการต่างประเทศไปเน้นทิศทางของการเชื่อมโยงอัตลักษณ์เข้ากับการมี
เสถียรภาพมากเกินไป ด้วยว่า ยิ่งมีการเน้นความสาคัญของการรักษาเสถียรภาพและปกป้องอัตลักษณ์ไปพร้อมๆ กัน การ
เปล่ียนแปลงใดๆ กลายเป็นส่ิงท่ีอยู่ในการรับรวู้ ่าเป็นภัยคุกคามหรือเป็นเรื่องที่น่าราคาญลาบากใจ การประยุกต์ใช้แนวคิด
ความม่ันคงทางภววิทยาจึงกลายเป็นการสร้างหลักการท่ีไปมีผลเป็นการจากัดความหมายของความม่ันคงทางภววทิ ยาให้แคบ
ลงไป กลายเป็นเพียงการตัง้ คาถามกับการอนุรักษ์อตั ลกั ษณ์บางประการ ทั้งยังมีผลกระทบไปถึงการรับรู้ว่า จาเป็นต้องมีการ
สร้างความมนั่ คงใหก้ ับอตั ลักษณ์ เสมือนหนง่ึ เปน็ แรงขบั ตวั หนึง่ ให้รฐั เขา้ มามีบทบาทต่อการปฏิบัติการท่ีขัดแย้งเปน็ การเฉพาะ
(Browning & Joenniemi, 2017, p.32)
ความมั่นคงของมนุษยแ์ ละความมัน่ คงทางภววิทยา
แนวคดิ ความมั่นคงของมนษุ ยป์ รากฏเป็นแนวคิดด้านวธิ ีการบริหารจดั การและประเด็นทางนโยบายอย่างชัดเจนมาก
ขน้ึ ในช่วงปี ค.ศ.1994 ดังทีป่ รากฏในรายงานการพัฒนามนุษย์ ขององคก์ ารสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ.1994 หลังจากน้ัน เมื่อ
เกิดวกิ ฤตทางเศรษฐกิจการเงินในภูมิภาคเอเซียตะวนั ออกและเอเซียตะวนั ออกเฉียงใต้ เมื่อ ปี ค.ศ.1997 แนวคิดความมน่ั คง
ของมนุษยย์ งิ่ ไดร้ ับความสนใจเพิ่มมากข้ึนในประเทศไทย พอดีกับมีการปฏริ ูปการบริหารจัดการหน่วยงานราชการทีท่ าหน้าที่ท่ี
เก่ียวข้อง ทาให้มีการผลักดันให้ความมั่นคงของมนุษย์ เป็นชื่อของกระทรวงหลักท่ีทาหน้าท่ีด้านสวัสดิการสังคม สวัสดิการ
ครอบครัวกระทรวงหน่ึงในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2545 เรียกชื่อกระทรวงว่า “กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย์” ซ่ึงถือเป็นกระทรวงเดียวในโลก ท่ีมีคาวา่ “ความม่ันคงของมนุษย์” เป็นชื่อของกระทรวง (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดลุ ย์,
2555ข)
ความม่ันคงของมนษุ ยน์ ้ันมีจดุ กาเนิดมาจากรายงานการพัฒนามนษุ ย์ของโครงการพัฒนาแหง่ สหประชาชาติ ปี ค.ศ.
1994 เรื่อง ความมั่นคงของมนุษย์ (the 1994 Human Development Report on Human Security) ซึ่งเรียบเรียงโดย
ดร.มาห์บับ อุล ฮกั (Dr. Mahbub ul Haq) เจตนารมยข์ องการกาเนิดคาว่า ความมัน่ คงของมนษุ ย์ ก็เพื่อการเชื่อมโยงระหวา่ ง
19
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
(ก) “การปลอดพ้นจากความกลัว” (Freedom from Fear) ซ่ึงบ่งช้ีให้เห็นความปลอดพ้นจากความรุนแรงทั้งปวง และ (ข)
“การปลอดพ้นจากความต้องการ” (Freedom from Want) ซ่ึงหมายถึง การปลอดพ้นจากความยากจน (Freedom from
Poverty) ทั้งสองประการเป็นสิ่งท่ีองค์การสหประชาชาติถือว่ามีความสาคัญอย่างที่สุด (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์, 2555ข;
Shanti, 2017, p.3)
ในขณะท่ี ความมั่นคงทางภววิทยา ทก่ี ล่าวให้เข้าใจง่ายๆ หมายถึงความม่ันคงในเชิงจิตวิทยาของตัวตน ดังน้ัน สิทธิ
ของประชาชนที่จะมีชีวิตอยู่กับอสิ ระเสรีภาพและศักดิ์ศรีนั้นเป็นสิ่งท่ีต้องมีพื้นฐานจากตัวตนทม่ี ีเสถียรภาพ ซ่งึ สามารถสร้าง
ความผูกพันและการมีปฏิสมั พันธ์กบั ผูอ้ ื่น ถ้าหากบุคคลขาดแคลนความม่ันคงทางภววทิ ยา บุคคลนน้ั ก็จะไม่สามารถท่ีจะสรา้ ง
ความสัมพันธ์ของความไว้วางใจพื้นฐาน และผลกระทบท่ีตามมา ได้แก่ การมีแนวโน้มท่ีไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่อยา่ งมีเสรีภาพ
และมีศักด์ิศรี ไม่อาจปลอดพ้นจากความกลัวและความต้องการ ดังน้ัน ความม่ันคงของมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ต้องมาก่อนความ
ม่ันคงทางภววิทยา อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ความม่ันคงทางภววิทยาไม่จาเป็นต้องนามาซ่ึงความม่ันคงของมนุษย์เสมอไป
บคุ คลหนง่ึ อาจจะพบกับความมัน่ คงทางภาววิทยาจากการท่เี ป็นสว่ นหน่ึงของชุมชน ทป่ี ฏิเสธสิทธิและศักด์ิศรีของบุคคลอืน่ ใน
เรือ่ งอสิ ระเสรภี าพและศักดศิ์ รี ไม่วา่ ในเชิงวัฒนธรรม เพศสภาพ เพศวถิ ี เชื้อชาติ หรือ ศาสนา (Shanti, 2017, p.3)
บางที เราอาจจะพบความมั่นคงทางภววิทยาดารงอยใู่ นการเสริมแรงหรือการสร้างเสริมความเข้มแข็งระหวา่ งตัวตน
และบุคคลอื่น หรือระหว่างความเปน็ มิตรกับความเป็นศัตรู ความม่ันคงของมนุษย์จึงเปน็ ความพยายามในการก้าวข้ามขอบเขต
ที่จากัดดงั กล่าวดว้ ยการพิจารณา “มนุษย์” ในฐานะท่ีเป็นสากล ทั้งน้ี ความเปน็ สากลของ “มนษุ ย์” จึงครอบคลุมทัง้ “ความ
เป็นตัวตน” และ “ความเป็นคนอืน่ ” ในฐานะท่ีเป็นส่ิงอ้างอิงหลักของความมั่นคง ดังน้ัน ความม่ันคงของมนุษย์จึงเป็นความ
พยายามในการสร้างหลักประกันความม่ันคงให้กับบุคคล โดยไม่ตอ้ งพ่ึงพาอาศัยการจาแนกแยกข้ัวระหว่าง “ความเป็นมิตร-
ความเปน็ ศัตรู” (Shanti, 2017, p.3)
นกั วิชาการด้านความมั่นคงศึกษาต้ังคาถามต่อการอบุ ัติขึ้นมาของแนวคิดความมนั่ คงของมนุษย์ ท่ีพิจารณาได้ว่าเป็น
การตอบสนองต่อกระแสโลกาภิวัตน์ของแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ (Globalization of Neoliberalism) กระแสโลกาภิวัตน์
ของเสรีนยิ มใหม่สรา้ งความสบั สนวุ่นวายให้กับประชากรในโลก นาไปสู่การอพยพถอนรากถอนโคนของพลเมืองท่ีอาศัยอยใู่ น
ส่วนต่างๆ ของโลก นับเป็นความวิตกกังวลของรัฐชาติต่างๆ ภายใต้สภาวการณ์ของความวิตกกังวลที่ดารงอยู่ดังกล่าว การ
แสวงหาอัตลักษณ์และความเป็นชุมชนกลายเป็นสิ่งสาคัญยิ่ง อย่างไรก็ตาม แนวความคิดด้านความมั่นคงของมนุษย์แบบ
หลวมๆ ที่มีนัยเพียงแค่ “การปลอดพ้นจากความกลัวและความตอ้ งการ” นับเป็นความล้มเหลวที่ไม่สามารถไปสู่ความมั่นคง
ทางภววิทยาได้ อันที่จริง ความมั่นคงของมนุษยค์ วรจะรวมศูนย์ไปที่การคุ้มครองและการสร้างเสรมิ พลังอานาจ การทาความ
เข้าใจความม่ันคงของมนุษย์จึงจาเป็นต้องมีพื้นฐานการตระหนักรู้ในความหลากหลายทางวัฒนธรรมท่ีฝังรากลึกอยู่ใน
“มนุษย์” และ “ความมั่นคง” จะต้องสามารถเชื่อมโยงผูกตดิ กับความมนั่ คงทางภววิทยาได้อย่างสร้างสรรค์ (Shanti, 2017,
p.4)
การประยกุ ต์แนวคิดความมัน่ คงทางภววิทยาในนโยบายสังคมและสวสั ดกิ ารสงั คม
การประยกุ ต์ใช้แนวคิดความม่ันคงทางภววิทยาในวงการนโยบายสังคมและสวัสดิการสังคมเป็นไปอย่างแพร่หลาย
งานวิจัยและวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจานวนมาก ใช้แนวคิดความมั่นคงทางภววิทยาเป็นกรอบแนวคิด
หรือเป็นแนวคดิ ทฤษฎสี าคัญในการวิจัย ในทนี่ ี้ยกตัวอยา่ งมาแสดงเป็นการสังเขป
การศกึ ษาวิจยั เรอื่ งความมน่ั คงทางภววิทยาในผู้สงู อายุ
จูเลียน่า แมนเวลท์ แมรี่ เบรเฮนีย์ และคริสทีน สตีเฟ่นส์ (Juliana Mansvelt, Mary Breheny & Christine
Stephens, 2014) ได้ศึกษาความเข้าใจเรื่องความมน่ั คงทางภววิทยาของผู้สูงอายุชาวนิวซีแลนด์ ท่ีมีอายุระหวา่ ง 63–93 ปี
จานวน 145 คน ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ตามแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการเข้าถึง
20
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ทรพั ยากรดา้ นเศรษฐกิจของผู้สงู อายุมีอิทธิพลต่อสภาพการดารงชีวติ ดา้ นวตั ถุของผู้สงู อายุ เชน่ เดียวกนั กับการมีอิสระเสรีภาพ
และความสามารถในการบรรลุการครองชีพอย่างท่ีผู้สูงอายุให้คุณค่า ความม่ันคงทางภววิทยาทาให้ผู้สูงอายุมีชีวิตท่ีเป็น
ระเบียบแบบแผน ความม่ันคงทางภววิทยาจาเป็นต้องอยู่ในการรับรู้ในรูปของการมีประสบการณ์ชีวิตและสภาพการณ์
ดารงชีวิตของผสู้ ูงอายุ
ระดับความสามารถในการเข้าถงึ ทรัพยากรด้านเศรษฐกิจท่ีแตกต่างกนั เชือ่ มโยงไปถึงความสามารถทีแ่ ตกต่างกัน ใน
การจัดการกับชีวติ ประจาวันท่ีไม่ได้คาดคิดมาก่อนของผู้สูงอายทุ ี่มีส่วนรว่ มในการวิจัย ในกลุ่มผู้สงู อายทุ ่ีมีความมั่งค่ังร่ารวย
พบว่าความมั่นคงเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับอิสระในการเข้าถึงแหลง่ ทรัพยากรทางการเงินอยา่ งกว้างขวาง ซงึ่ ตรงกันข้ามกับ
กลุ่มผู้สูงอายุที่มฐี านะอยู่ขา้ งล่างต่าสุดในระดับทรัพยากรด้านเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่าไม่มีระดับความมั่นคงที่สูง ทว่าความ
ม่ัน คงของกลุ่มผู้สูงอายุที่ล่างสุดขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ชีวิตในการจั ดการและกระทาการเท่าที่ พ อจะทาไ ด้ในการผลิตสร้าง
ความมนั่ คงของตน สาหรบั กลุม่ ผูส้ ูงอายุที่สมั พันธ์กบั แหล่งทรพั ยากรเศรษฐกิจในระดับปานกลาง กลับแสดงให้เห็นความรู้สึก
ไม่มั่นคงมากท่ีสุด รวมไปถึงการมีความวติ กกังวลเก่ียวกบั สภาวะการเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกิจ และกังวลต่อความสามารถ
ของตนในการจัดการกบั แหล่งทรัพยากรด้านเศรษฐกิจท่ีอาจจะลดลง นัยยะสาคัญของการวิจัยนี้ คือการทาให้เหน็ ความจาเป็น
ของการเข้าถึงทรัพยากรด้านเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกบั สภาพการดารงชวี ิต ประสบการณ์ในอดีตและความคาดหวังในอนาคต ท่ี
ควรจะจดั การให้โอกาสกับผู้สูงอายุทุกคนอย่างถ้วนหน้าให้สามารถสร้างความมั่นคงในการดาเนินชีวิตที่ดีต่อไป (Mansvelt,
Breheny & Stephens, 2014)
การศึกษาเร่ืองความมนั่ คงทางภววิทยาในผปู้ ว่ ยสขุ ภาพจิตไรบ้ ้าน
วกิ ฤติปัญหาคนไร้บ้านในสหรัฐอเมริกาผ่านมาถงึ สามทศวรรษแลว้ คนไรบ้ ้านหลายคนได้รับผลกระทบรนุ แรงจนถึง
ขนั้ เจ็บป่วยทางสุขภาพจิต แม้ว่าหลักฐานเมือ่ ไม่นานมานี้พบว่า มกี ารให้ความสาคัญกับแนวคิดท่ีเน้นเรื่องการหาบ้านให้คนไร้
บ้านอยู่ก่อน (Housing First Approach) ทว่าแนวคิดท่ียังครอบงาอยู่เป็นการเน้นการบาบัดรักษา (Treatment First
Approach) ให้กับคนไร้บ้านก่อน โดยเชื่อว่าบุคคลต้องปีนป่ายบันไดขั้นแรกก่อน ก่อนท่ีจะไปสู่ขั้นของการขอรับความ
ช่วยเหลือให้มีอพาร์ทเม้นต์ที่เป็นของตนเอง เดบอร่า เค แพกเก็ต (Deborah K. Padgett, 2007) ใช้แนวคิดความม่ันคงทาง
ภววิทยา ในการวจิ ัยเชิงคุณภาพเรือ่ ง “ความหมายเชิงอัตวิสัยของบ้าน” ของคนไร้บ้านจานวน 39 คนในโครงการทดลองใน
ชุมชนเมืองของนครนิวยอรก์ (New York City) ท่ีจัดให้คนไร้บา้ นท่ีปว่ ยทางสุขภาพจิต สามารถเข้าถงึ ทอี่ ยูอ่ าศยั ทเี่ ป็นอิสระได้
ในปลายทศวรรษที่ 1990s การศึกษาวิจยั ของแพกเก็ต ใช้การสุ่มตวั อย่างแบบเฉพาะเจาะจงจากกลุ่มทดลอง (กลุ่มที่เน้นใน
โครงการให้มีบ้านก่อน) จานวน 21 คน และกลุ่มควบคุม (กลุ่มที่เน้นใหก้ ารบาบัดรักษาก่อน) และใชก้ ารสัมภาษณ์แนววิจัย
ประวตั ชิ ีวิต (Life History Interview) สองคร้ังตอ่ ผู้มีสว่ นร่วมในการวิจยั แต่ละคน
การวิจัยคร้ังนี้ กาหนดเครื่องบ่งช้ีความมั่นคงทางภววิทยา ได้แก่ ความแน่นอนสม่าเสมอ (Constancy) กิจวัตร
ประจาวัน (Daily Routines) ความเป็นส่วนตวั (Privacy) และการมีฐานความม่ันคงเพื่อการสร้างอัตลกั ษณ์เป็นชุดแนวคิดท่ี
จัดวางเป็นกรอบการวิเคราะหแ์ บบทฤษฎีตดิ ดนิ (Grounded Theory Analysis) ผลการศึกษาวจิ ัยพบวา่ มหี ลักฐานชัดเจนที่
เครื่องบง่ ชี้เหล่าน้ีมีอยู่กับกลุ่มผู้มสี ่วนร่วมในการวิจัยที่มอี พาร์ทเม้นต์ของตนเอง ผลการวจิ ัยยังขยายการยืนยันของการวจิ ัยที่มี
มาก่อนว่า บุคคลท่ีเป็นคนไรบ้ ้านและป่วยทางจิตมีความสามารถที่จะอยู่อย่างอิสระในชุมชนได้ดี ประเด็นเก่ียวกับความไม่
แน่นอนท่พี บชใ้ี ห้เหน็ ว่า ในอนาคตมีความจาเปน็ ท่ีจะตอ้ งจดั การกับปัญหาการประทบั มลทิน (Stigma) และปัญหาการถกู กีด
กันออกจากสงั คม (Social Exclusion) ที่แตกขยายนอกเหนือไปจากการบรรลุ ผลสาเร็จเล็กๆ ในการมบี ้านอยสู่ ักหลงั หนึ่งของ
คนกลุ่มน้ี (Padgett, 2007)
การใชแ้ นวคดิ ความมัน่ คงทางภววทิ ยาในวิจยั เร่ืองเยาวชนที่แสวงหาทลี่ ี้ภัยในสหราชอาณาจักร
เอเลน เชส (Elaine Chase, 2013) ศึกษาเด็กและเยาวชนท่ีล้ีภัยมาอยู่ในสหราชอาณาจักรโดยลาพัง ไม่มีพ่อแม่
ผู้ปกครองมาอยู่ด้วย โดยใช้แนวคิดความมั่นคงทางภววิทยา (จาแนกเป็นความเข้าใจในกฎเกณฑ์ การมีเสถียรภาพ กิจวตั ร
21
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ประจาวัน และการคาดเดาชีวิตในอนาคต) เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องความเป็นอยู่ท่ีดี (Well-Being) เชสใช้วิธีวิทยาทฤษฎีติด
ดนิ (Grounded Theory) ใช้การสัมภาษณ์แบบวิจยั เชงิ คุณภาพในเด็กและเยาวชนจานวน 54 คน ท่ีไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองล้ภี ัย
มาด้วยกนั เยาวชนเหล่านี้มาจาก 18 ประเทศ อาทิ อฟั กานิสถาน เอธิโอเปยี เอริเทรยี คองโก ไนจีเรีย โซมาเลยี ระวนั ดา กีนี
และจนี การวิจัยดาเนินการระหวา่ ง มกราคมถงึ กรกฎาคม ค.ศ.2007 เด็กเยาวชนอายรุ ะหวา่ ง 11-23 ปเี ปน็ หญิง 29 คน และ
เป็นชาย 25 คน เยาวชนเหล่านี้ได้รับการกระตุน้ ใหพ้ ูดได้อย่างเปิดเผยเตม็ ท่ี เกีย่ วกับชีวิตของตนและการมชี ีวิตความเป็นอยู่
โดยรวมที่ดี พดู ถงึ เหตุการณ์ในชวี ติ และสภาพการณท์ ี่เยาวชนเห็นวา่ สอดคล้องกบั ความเป็นอยู่ที่ดที ี่สุด
เยาวชนจะถูกถามคาถามหลักๆ สองคาถาม ได้แก่ (1) ส่ิงท่ีทาให้พวกเขารู้สึกมีความสุข นับต้ังแต่มาอยู่ท่ี
สหราชอาณาจักร และ (2) สิ่งท่ีทาให้พวกเขารู้สกึ เสียใจ หรือสร้างความยากลาบากให้กับพวกเขา ผลการศึกษาพบว่า เด็ก
เยาวชนเหล่านี้ มีบาดแผลทางใจ (Trauma) ท่ีส่งผลกระทบเป็นการทาลายเสถียรภาพของตัวตน บางคนได้พบเห็นแม่และ
พส่ี าวถูกฆ่าตาย เด็กและเยาวชนอยู่ในสภาพไร้สิ้นสถานภาพสูญเสียอัตลักษณ์ หลายคนฝันร้ายบอ่ ยๆ คิดฆ่าตัวตายซ้าๆ เด็ก
เยาวชนเรียนรู้กฎเกณฑ์ (Order) ด้วยการพยายามเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อเขา้ ไปเรียนในโรงเรยี น หรือวิทยาลยั ให้ได้ นั่นเป็น
การพยายามสร้างอตั ลกั ษณท์ างสังคม (Social Identity) ของพวกเขา การได้ไปโรงเรยี นเหมือนเปน็ ชีวติ ประจาวันของพวกเขา
(Day to Day Routinisation) (Giddens 1984) เยาวชนมีโอกาสที่จะสร้างความไว้วางใจ (Trust) ต่อวิชาชีพและต่อคนอื่นๆ
ท่ีพวกเขาติดต่อสัมพันธ์ด้วย การที่เยาวชนสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับความไว้วางใจพื้นฐานนับเป็นสิ่งที่สาคัญยิ่งต่อ
ความมั่นคงทางภววิทยาของพวกเขา อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนหลายคนเกิดภาวะความไม่ม่ันคงอุบัติการณ์ซ้า
(Re-Emergence of Insecurity) บางคนกลวั วา่ ตนจะถกู ส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิดที่หนีมา (Chase, 2013, pp.861-864)
เชส (Chase, 2013, p.868) เสนอแนะว่าในการพิจารณาตัวกาหนดสาคัญของการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ควรท่ีจะ
ผนวกรวมเอาความม่ันคงทางภววิทยาเข้าเป็นทฤษฎีหลักท่ีใช้ค้ายันการศึกษาวิจัยด้วย การจัดให้มีชุดการดูแลและการ
สนับสนนุ ทส่ี ามารถนาไปสู่การสร้างความสม่าเสมอ การพยากรณ์คาดเดาได้ และการสมั ผสั รไู้ ด้ถงึ ความม่นั คง เป็นสิ่งจาเป็นท่ี
จะช่วยให้ฟื้นคืนหายจากบาดแผลทางใจและความสับสนวุ่นวายซึ่งข้อค้นพบจากการวิจัยนี้นับเป็นหลักฐานที่เห็นได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เชสเห็นว่า ความท้าทายอย่างยิ่ง ก็คือการนาแนวคิดความมั่นคงทางภววิทยาไปสู่การปฏิบัติการของวาท
กรรมสิทธิมนุษยชน (Discourses of Human Rights) อย่างเต็มรูปแบบย่ิงข้ึน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาหรับกรณีผู้ล้ีภัยและ
นโยบายตรวจคนเข้าเมือง
พลวตั การประยกุ ต์ใช้แนวคิดความมั่นคงทางภววิทยา
ปจั จบุ ันแนวคิดความมัน่ คงทางภววทิ ยากาลังเป็นที่นิยมในวงการศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมือง
โลก และความมั่นคงศึกษา รวมทั้งในแวดวงของนโยบายสงั คมและสวัสดิการสังคม ส่วนในทางจิตเวชศาสตร์ความนิยมน่าจะ
ลดลงไป ข้อท่ีน่าสังเกตประการหน่ึงคือ เมื่อสืบค้นบทความ ผลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความมั่นคงทางภววทิ ยาใน
วงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะพบการอธิบายถึงความเป็นมาคล้ายๆ กัน คือ การอธิบายจุดกาเนิดของแนวคิดที่มา
จาก อาร์ ดี แลง จิตแพทย์ชาวสก๊อตท่ตี ่อตา้ นจติ เวชศาสตร์แนวดง้ั เดิม และการอธิบายของแอนโทนี กิดเดน้ ส์ นักทฤษฎีทาง
สังคมวิทยาท่ีเป็นที่รู้จักไปท่ัวโลก แล้วจึงข้ามมากล่าวถึงการประยุกต์ใช้แนวคิดความมั่นคงทางภววิทยาในความสัมพันธ์
ระหวา่ งประเทศ
อันท่ีจริง วงการวิชาการด้านนโยบายสังคมและสวัสดิการสังคม ก็ได้ใช้แนวคิดความม่ันคงทางภววิทยากันอย่าง
แพร่หลาย โดยถือว่าแนวคิดความมั่นคงทางภววิทยาเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีการสร้างโครงสร้าง (Structuration Theory)
ของแอนโทนี กิดเด้นส์ ซงึ่ จุดยืนด้านนโยบายสงั คมและสวัสดิการสงั คมของกดิ เด้นส์คือ การเคลื่อนท่ีไปในทิศทางท่ีเป็นขวา
กลาง แต่กดิ เด้นส์เรียกทฤษฎขี องเขาท่ีนามาใช้ในนโยบายของพรรคแรงงานยุคนายโทนี แบลร์ (Tony Blair) ว่าซ้ายใหม่ (the
New Left) เราจะเห็นว่า การอธบิ ายตามทิศทางของแนวคิดความม่ันคงทางภววิทยา ทาให้รัฐบาลมีความชอบธรรมมากข้ึนใน
22
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
จุดยืนท่ีไม่ตอ้ งจัดการใหร้ ฐั สวัสดิการเป็นไปในยุคคลาสิก ท่ีเนน้ การเก็บภาษใี นอตั ราก้าวหน้ามากนัก เพราะแนวคิดความม่ันคง
ทางภววิทยามองว่า บุคคลสามารถกาหนดสร้างชีวิตประจาวันของตนเอง ทีท่ าให้เกิดความไว้วางใจ และทาให้ความสัมพันธ์
ของบุคคลท่ีมีต่อสงั คมรอบข้าง นามาสู่การมีเกราะกาบัง (Protective Cocoon) ของตนเอง รัฐไม่จาเป็นต้องผูกพันกับการ
คุ้มครองทางสังคมใหก้ ับประชาชนตามแนวทางของปรชั ญาสังคมประชาธิปไตยแบบเข้มข้น หรือรฐั สวสั ดกิ ารแบบสมบูรณ์แบบ
อกี ต่อไป เพราะพลเมืองต้องทาหนา้ ที่เป็นผู้กระทาการดว้ ยตนเอง อย่างไรกต็ าม รัฐก็ต้องมีกลไกหรือนโยบายท่ีทาให้บุคคล
สามารถดาเนินชีวิตประจาวนั ได้ด้วยความมั่นคงปลอดภัย
การนาแนวคิดความมั่นคงทางภววิทยามาใช้อธบิ ายได้ถึงสามหรือส่พี ื้นท่ี จิตเวชศาสตร์ สังคมวิทยา นโยบายสังคม
และสวัสดิการ และความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ สะท้อนให้เห็นพลังของแนวคิดนี้ และหากจะสืบค้นไปถึงปรัชญารากฐานที่
อาร์ ดี แลง นามาจากปรัชญาอัตถภิ าวนิยม (Existentialism) เราก็พอจะเห็นอทิ ธิพลของการนามาประยุกต์ใช้ในแวดวงของ
นโยบายสังคมและสวัสดิการสังคม ที่จะเป็นการทาความเข้าใจประชาชนที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในนโยบายสังคมและสวัสดิการ
สงั คม อย่างท่ีเป็นแนวทางเลือก หรือแนวทางใหม่ๆ ท่ีมีพลังการขับเคี่ยวกับแนวคิดทฤษฎีกระแสหลักอื่นๆ พลังของแนวคิด
ความมั่นคงทางภววิทยามีส่วนให้อาร์ ดี แลงนาไปเคลื่อนไหวขับเคลื่อนขบวนการต่อต้านจิตเวชศาสตร์ (แนวด้ังเดิม) เป็น
นัยสาคัญ ท่ีวงการนโยบายสังคมและสวัสดิการสังคม สามารถนาแนวคิดความมั่นคงทางภววิทยามาแสวงหาหนทาง รูปแบบ
และวธิ ีการบริหารจัดการ ตลอดจนการบรกิ ารทางสังคมทเี่ ป็นเลือกใหม่ๆ ใหก้ บั ประชาชนท่ีเก่ียวขอ้ งไดเ้ ป็นอยา่ งดี
สรปุ
บทความน้ีกล่าวถงึ จดุ กาเนดิ และการประยกุ ต์ใช้แนวคิดความมั่นคงทางภววทิ ยาท่ีพบความน่าสนใจอย่างย่งิ ในพลัง
ของการนาไปใช้ที่ข้ามสาขาวิชาต่างๆ ได้แก่ การเร่ิมที่จุดเริ่มต้นของวงการจิตเวช โดย อาร์ ดี แลง ผู้นาคนสาคัญของ
ขบวนการต่อต้านจิตเวชศาสตร์แนวด้ังเดิม ข้ามมาสู่แอนโทนี กิดเดน้ ส์ นักทฤษฎสี ังคมวิทยาที่โดดเด่นที่สุดคนหน่ึงในปัจจุบัน
และก้าวไปส่กู ารศกึ ษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมืองโลก ความมั่นคงศึกษา รวมไปถึงวงการวิชาการและวิจัย
ดา้ นนโยบายสังคมและสวสั ดิการสังคมในประเทศไทย ประเด็นด้านปญั หาสังคม นโยบายสังคม สวัสดิการสังคม รวมไปถึงการ
พัฒนาสังคมหลายๆ ประเด็น มีความคาบเกี่ยวและมีสาระสาคัญท่ีสามารถนาแนวคดิ ความม่ันคงทางภววิทยาไปประยุกต์ใช้
เป็นกรอบแนวคิด หรือเป็นองค์ประกอบของตัวชี้วัด เป็นแนวทางการออกแบบการวิจัยและอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจจะ
ยังผลให้สงั คมไทยมีหนทางที่เป็นทางเลือกของนโยบายสังคมและสวัสดิการสงั คมได้ดียง่ิ ขึ้น
รายการอา้ งอิง
กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. (2555ก). ทฤษฎีวิพากษ์ในนโยบายและการวางแผนสังคม. พิมพ์คร้ังที่ 2. กรุงเทพมหานคร:
สานกั พิมพม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
กติ ิพฒั น์ นนทปทั มะดุลย์. (2555ข). แนวการศึกษาชดุ วชิ า 73736 สวัสดิการครอบครวั เพื่อความมั่นคงของมนษุ ย์ หน่วยท่ี 2:
แนวคิดเก่ียวกบั ความม่ันคงของมนุษย์. บัณฑิตศกึ ษา สาขาวชิ ามนษุ ยนเิ วศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.
กติ ิพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. (2560). วิเคราะห์แนวความคดิ ความม่ันคงของมนุษย์กับ “วิถีอาเซียน”. เอกสารคาสอน วชิ า สค.
499 ประชาคมอาเซียนกับสวัสดิการสังคม. (SW.499 ASEAN Community and Social Welfare). ภาค 2/2560.
หลกั สูตรสงั คมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
Ashman, I., & Gibson, C. (2 01 0). Existential identity, ontological insecurity and mental well-being in the
workplace. Lancashire Business School Working Papers. New Series, Vol. 1, No. 3.
23
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
Botterill, K., Hopkins, P., & Sanghera, G.S. (2017): Young people’s everyday securities: Pre-emptive and pro-
active strategies towards ontological security in Scotland. Social & Cultural Geography, (DOI:
10.1080/14649365.2017.1346197).
Brocklehurst, S. (2 0 1 7 ) . The psychiatrist who wants to make madness normal. BBC News. Scotland.
(https://www.bbc.com/news/uk-scotland-38816660).
Browning, C.S., & Joenniemi, P. (2 0 1 7 ). Ontological security, self-articulation and the securitization of
identity. Cooperation and Conflict 2017, 52 (1): pp.31–47.
Chase, E. (2013 ). Security and subjective wellbeing: The experiences of unaccompanied young people
seeking asylum in the UK. Sociology of Health & Illness, 35 (6): pp. 858-872.
Crossley, N. (1998). R.D. Laing and the British anti-psychiatry movement: A socio-historical analysis. Social
Sciences Medicines, 47 (7): pp. 877-889.
Ejdus, F. (2 01 8 ). Critical situations, fundamental questions and ontological insecurity in world politics.
Journal of International Relations and Development, 21 (4): pp. 883-908. (DOI: 10.1057/s41268-017-
0083-3).
Flockhart, T. (2 0 1 6 ). The problem of change in constructivist theory: Ontological security seeking and
agent motivation. Review of International Studies, 4 2 ( 5 ) : pp.7 9 9 –8 2 0 .
(doi:10.1017/S0260210516000 19X).
Giddens, A. (1991). Modernity and self-identity: Self and society in the late modern age. Cambridge: Polity
Press.
Harries, T. (2 0 1 7 ). Ontological security and natural hazards. Oxford Research Encyclopedia of Natural
Hazard Science. (DOI: 10.1093/acrefore/9780199389407.013.279).
Khalina, N.V. et al. (2 0 1 8 ). Asian education discourse: Construction of ontological security. Journal of
Social Studies Education Research, 9 (1): pp. 11-27.
Laing, R.D. (2010). The divided self. London: Penguin.
Mansvelt, J., Breheny, M., & Stephens, C. (2014). Pursuing security: Economic resources and the ontological
security of older New Zealanders. Aging & Society, 34 (2014): pp. 1666-1687.
Mitzen, J. (2006). Ontological security in world Politics: State Identity and the security dilemma. European
Journal of International Relations, 12 (3): pp. 341-370.
Padgett, D.K. (2 00 7 ). There’s no place like (a) home: Ontological security among persons with serious
mental illness in the United States. Social Science & Medicine, 64 (2007): pp. 1925–1936.
Rossdale, Chris. (2 0 1 5 ) . Enclosing critique: The limits of ontological security. International Political
Sociology, 9 (4): pp. 369-386.
Shani, G. (2017): Human security as ontological security: A post-colonial approach. Postcolonial Studies,
(DOI: 10.1080/13688790.2017.1378062).
Stein, S. et al. (2 0 1 7 ). The education challenge of unravelling the fantasies of ontological security.
Diaspora, Indigenous, and Minority Education, 11 (2): pp. 69-79.
24
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
Steele, B. (2005). Ontological security and the power of self-identity: British neutrality and the American
Civil War. Review of International Studies, 31 (3) July 2005: pp.519-540.
Woolley, J. (2007). Is ‘ontological security’ possible? British Journal of Undergraduate Philosophy, 2 (2):
pp.176-185.
25
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
การเสริมสรา้ งพลงั เครอื ขา่ ยจิตอาสาท่เี ท่าเทียม ด้วยแนวคดิ ทนุ ทางสังคม:
กรณศี กึ ษา บทบาทข้าราชการทหารกรมกจิ การพลเรอื นทหารเรือ
Empowering Volunteer Network Through Social Capital:
Case Study on the Role of the Officials from the National Civil Affairs Department
ฐติ นิ นั ท์ ตันยวุ รรธนะ1 และ ดร.จริ พรรณ นฤภทั ร2
Thitinan Tanyuwattana3 and Jiraphan Naruepatr, Ph.D.4
Abstract
This paper describes the role of the officials from the National Civil Affairs Department in
empowering the volunteer networks through social capital. The objective of the said volunteer network is
to perform tasks that would benefit the society in order to meet with His Majesty the King’s doctrine.
Most importantly, it will encourage the community to perform volunteer works for the benefits of the
nation.
The official from the National Civil Affairs Department has played an important role in supporting
the empowerment of the volunteer network which benefits the society as a whole. The most important
factor is to establish close and cordial relations among military personnel civil servants and the general
public with a view to promoting civic engagement and enhancing social equity through the volunteer
networks.
Keywords: Empowerment, Network, Volunteer, Equity, Social Capital
บทคดั ย่อ
บทบาทข้าราชการทหารกรมกิจการพลเรือนทหารเรือในการเสริมสร้างพลังเครือขา่ ยจิตอาสาท่ีเทา่ เทียมดว้ ยทนุ ทาง
สังคม มีเปา้ หมายรว่ มกันระหว่างข้าราชการทหาร องค์กรภาคพลเรือน และประชาชน คือ การทาประโยชนแ์ ละความดีงามต่อ
สังคมเพื่อสนองพระบรมราโชบายของสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ฯ และท่สี าคัญ คือ การเป็นจดุ เร่มิ ตน้ ให้คนในชาติเห็นความสาคัญ
ของการเป็นจิตอาสาเพื่อร่วมกันทาประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และหันมาสนใจท่ีจะทาเพื่อคนอื่นและเพื่อสังคมโดยมุ่งเน้น
ผลสาเรจ็ ในมติ ิด้านจิตใจของประชาชน คือ ผู้ทีม่ าเป็นจติ อาสานน้ั จะได้รับความสขุ รวมถึงเกิดแรงจูงใจในการทางานจติ อาสา
และได้เรียนรู้ในการเป็นทั้ง “ผู้ให้” และ “ผู้รบั ” โดยข้าราชการทหารกรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ในฐานะของผู้ท่ีให้การ
สนบั สนุนการปฏิบัติงานในภาพรวม เป็นทั้งผูป้ ฏบิ ัติและผู้สนับสนุนการปฏิบัติ มบี ทบาทในการเปน็ แม่ข่ายในการทางานรวมถึง
บทบาทของการเปน็ ผูเ้ สริมพลงั อานาจของเครือข่ายงานจติ อาสา ซ่ึงในบทบาทดงั กล่าวนัน้ ก่อใหเ้ กิดประโยชน์กบั ผู้ปฏิบตั งิ านที่
เปน็ ท้ังประโยชน์สว่ นบุคคล และประโยชน์เพื่อสังคมสว่ นรวม และส่ิงสาคัญนนั้ เร่มิ จากการสร้างสมั พันธ์อันดีใหเ้ กิดขน้ึ ระหว่าง
ขา้ ราชการทหาร องค์กรภาคพลเรือน และประชาชน เพื่อให้เกิดความร่วมมือผ่านการทางานจิตอาสาด้วยทนุ ทางสังคม สร้าง
ใหเ้ กิดประโยชนต์ อ่ ประเทศชาตแิ ละยังสรา้ งความเทา่ เทยี มให้เกิดขน้ึ ในสังคมภายใต้บทบาทของการเป็นจิตอาสาอกี ด้วย
คาสาคญั : เสรมิ สรา้ งพลัง, เครือขา่ ย, จิตอาสา, เทา่ เทียม, ทุนทางสังคม
1 นกั ศึกษาสงั คมสงเคราะหศ์ าสตรมหาบณั ฑิต คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
2 อาจารยป์ ระจา คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
3 Master's student, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
4 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected], [email protected]
26
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
บทนา
ในปัจจุบันสถานการณ์โลกให้ความสนใจในเรื่องของการเป็นจิตอาสา และมุ่งเน้นที่จะปลูกฝังให้พลเมืองมีจิต
สาธารณะมากขึ้น จากการนาเสนอข้อมูลของสื่อต่างๆ ว่าเมื่อเกิดสถานการณ์เฉพาะหน้าหรือสถานการณ์ท่ีต้องการความ
เสียสละและร่วมมือร่วมใจ ก็จะเกิดการรวมกลุ่มกันของจิตอาสาเสมอ คาว่า “จิตอาสา” (Volunteer) กับ “จติ สาธารณะ”
(Public Mind) เป็นคาท่ีอธิบายและใหค้ วามหมายคล้ายคลึงกัน ไปในทางเดียวกันแต่คาว่า “จิตอาสา” เป็นคาทใี่ ช้เรียกผู้ที่มี
จติ สาธารณะ และคาว่า “จิตสาธารณะ” ใช้อธิบายความรู้สึก หรือการกระทาของผ้ทู ี่เป็นจติ อาสา ชยั วัฒน์ สุทธริ ัตน์ (2552)
ให้ความหมาย “จิตสาธารณะ” ว่าเป็นการกระทาด้วยจิตวิญญาณที่มีความรักความห่วงใยความเอื้ออาทรต่อคนอื่นและสงั คม
โดยรวม การมคี ุณธรรมจริยธรรม และการไม่กระทาที่เสื่อมเสียหรือเป็นปัญหาต่อสงั คม ประเทศชาติ การมีจิตท่ีคิดสร้างสรรค์
เปน็ กศุ ล และมุ่งทากรรมดีท่ีเป็นประโยชนต์ ่อสว่ นรวม คิดในทางท่ีดี ไม่ทาลายเบียดเบียนบคุ คล สงั คม วฒั นธรรมประเทศชาติ
และสิ่งแวดล้อม การกระทาและคาพูดที่มาจากความคิดทดี่ ี การลดความขดั แย้งและการให้ขวัญและกาลงั ใจตอ่ กนั เพื่อใหส้ ังคม
โดยส่วนรวมมีความสุข สาหรับประเทศไทย การเปน็ จติ อาสาหรือการมีจติ สาธารณะเปรียบเสมือนเป็นสว่ นหนึง่ ในวิถีชีวิต เป็น
พืน้ ฐานของการปลูกฝังใหค้ นในชาติมีความรักใครก่ ลมเกลยี วกัน มีน้าใจตอ่ กัน เอื้อเฟ้อื เผือ่ แผ่ และเกื้อหนุนกันมาอยา่ งช้านาน
อีกทัง้ เปน็ การปลูกฝังวัฒนธรรมการต่างตอบแทน คือ การได้เรียนรู้ท่ีจะเป็นท้ัง “ผู้ให้และผรู้ ับ” ดังกรณีตัวอยา่ ง ของ “ก้ยุ ย้ง
แซ่ล้อ5” หญิงสาว อดีตผู้ป่วยจิตเวทขั้นรนุ แรง โดยกอ่ นหน้าน้ีเคยมีอาการทางจิต หวาดระแวง เห็นภาพหลอน ทาให้ต้องแยก
จากครอบครัว แต่เมื่ออาการดีข้ึน ก็ได้ผันตัวเองมาคอยดูแลและให้คาแนะนาผู้ป่วยท่ีเดินทางมาติดต่อโรงพยาบาล และ
จดั เตรียมอุปกรณส์ านักงานตา่ งๆ ให้กบั เจ้าหน้าที่ในฐานะจติ อาสา และสุดท้ายการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยจติ ใจอันบริสุทธ์ิ
น้เี องกลับกลายเป็น “ยาขนานเอก” ท่ีช่วยบาบัดรักษาอาการป่วยทางจิตให้ดีข้ึนราวกับปาฏิหารยิ ์ จนได้รับการยอมรับจาก
ผู้อื่นและกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมได้อีกครั้ง จะเห็นได้ว่า การเป็น “ผู้ให้” ของเธอนั้น นามาซึ่งการ “ได้รับ”
ผลตอบแทนท่ีมคี ุณค่า โดยท่ีตัวของเธอเองก็ไมไ่ ด้คาดฝันมาก่อน เป็นส่ิงหน่ึงท่ีช้ีใหเ้ ห็นถึงความสาคัญในการดารงชีวติ อยู่บน
พื้นฐานของการอยูร่ ่วมกันในสังคมทต่ี ้องรู้จักการเสียสละ และแบ่งปนั พร้อมทีจ่ ะช่วยเหลือซึง่ กันและกัน และไมเ่ พียงเฉพาะ
ช่วยให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองเพียงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการดูแลรักษาชีวิตอื่นๆ บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์
ธรรมชาติ รวมถึงการรักษาสภาพแวดล้อมให้คงอยู่ เป็นการเกื้อหนนุ กันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ต่างฝ่ายได้เปน็ ท้ังผ้ใู ห้และผ้รู ับ
เช่นเดยี วกับการเป็นจติ อาสาที่การทาเพื่อผู้อื่น เพื่อสังคม ส่งผลให้ผ้เู ป็นจิตอาสาได้รับคุณค่าทางจิตใจ รสู้ ึกมีความสุขท่ีได้ทา
เพื่อผู้อื่น และยงั รบั รู้ถึงการมคี ณุ คา่ ในตนเองมากขึ้นอกี ด้วย
สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกรู ทรงตระหนักถึงความสาคัญในการเป็นจิตอาสาและ
ทรงมพี ระบรมราโชบายให้จัดต้ังจิตอาสาขึ้นในองคก์ รภาครัฐ เพื่อเปน็ จุดเรมิ่ ตน้ ในการพัฒนางานจิตอาสาในประเทศไทยให้มี
ความเป็นระบบอย่างชัดเจนแบบเป็นรูปธรรม สร้างให้ประชาชนเกิดความตระหนักในการทาประโยชน์เพื่อสังคมรวมถึง พล
เอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังได้ตอ่ ยอดความมีจิตสาธารณะไปสู่เด็กและเยาวชนไทย โดยการมอบคาขวัญวัน
เดก็ พ.ศ.2562 มใี จความวา่ “เดก็ เยาวชน จติ อาสา ร่วมพัฒนาชาติ" เชื่อว่าด้วยพระบรมราโชบายของสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ฯ
และความมุ่งม่ันของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะย่ิงเสริมสร้างให้งานจิตอาสาในสังคมไทยงอกงามและ
เติบโตข้ึนอย่างเป็นระบบและเป็นรปู ธรรม ประชาชนทุกเพศ ทกุ วัย ในสังคมจะสามารถเข้าถึงและแสดงร่วมมือร่วมใจในการ
เป็นจติ อาสาไดม้ ากยงิ่ ขึ้น
ความเป็นมาของจิตอาสาในสังคมไทย พัฒนาจากกิจกรรมค่ายอาสาในกลุ่มนักศึกษา รวมถึงการเกดิ ข้ึนขององค์กร
พัฒนาเอกชนท่ีไม่แสวงหาผลกาไร (NGOs) ท่ีทาให้จิตอาสาเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากข้ึน แต่ในประเทศไทยจิตอาสามี
จดุ เร่ิมต้นอย่างชัดเจน ในปี พ.ศ.2547 หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ หรือ “สึนามิ” ใน 6 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย ซึ่งมี
5 ก้ยุ ย้ง เมอื่ งานจติ อาสาคือยารักษาโรคร้าย
27
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
พืน้ ท่ีอยู่ตดิ กับชายฝั่งทะเลอนั ดามัน ท่ีครา่ ทัง้ ชีวติ ผคู้ น และทรัพย์สนิ ไปเป็นจานวนมาก ในครง้ั น้ันภาพท่ีเคยลบเลือนหายไปได้
กลับมาอีกครงั้ เมื่อเกิดการรวมตวั ของกลมุ่ คนท่ีตง้ั ใจไปเปน็ จิตอาสาในพื้นท่ีประสบภัยทง้ั 6 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย รวมถึง
การมีส่วนร่วมขององค์กรหลายๆ ภาคส่วน จนเกิดเป็นการทางานในรูปแบบของเครือข่ายด้านจิตอาสาข้ึน หลังจากน้ันการ
รวมกลุ่มเพื่อทาประโยชน์แก่สังคมในบทบาทของจิตอาสาก็กลับมามีใหเ้ ห็นบอ่ ยครงั้ โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์การสูญเสีย
ครั้งย่ิงใหญ่ของประชาชนชาวไทย เมือ่ วนั ท่ี 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 ซึ่งเปน็ วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิ
พลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทางสานักพระราชวังได้เปิดให้ผู้สนใจสามารถสมัครเป็นจิตอาสาในงานพระราชพิธีถวายพระ
เพลิงพระบรมศพเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี โดยแบ่งงานจิตอาสาออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่ งานดอกไม้จันทน์, งาน
ประชาสัมพันธ์, งานโยธา, งานขนส่งเพื่อความปลอดภัยของประชาชน, งานบริการประชาชน, งานแพทย์, งานรักษาความ
ปลอดภัย และงานจราจร โดยจิตอาสาทุกคนสามารถเลือกประเภทของงานได้ตามความสามารถและความสมัครใจ ซึ่ง
เหตุการณใ์ นคร้งั น้ันพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวงเนืองแน่นไปด้วยพสกนกิ รชาวไทยที่หลง่ั ไหลเข้ามากราบพระบรม
ศพและมปี ระชาชนมาร่วมลงทะเบยี นเป็นจิตอาสาในครัง้ นั้น กว่า 4 ล้านคนเลยทีเดียว โดยประชาชนที่เข้ามาเปน็ จติ อาสาตา่ ง
ก็คิดวา่ ตนได้มีสว่ นรว่ มในการทาความดี รู้สกึ ทราบซึ้ง ดีใจและภูมิใจท่ีได้ร่วมเป็นส่วนหน่ึงในการทางานจิตอาสาเพื่อถวายแด่
ในหลวงรชั กาลท่ี 9 เพราะสังคมไทยอยู่ภายใต้การปกครองของสถาบันพระมหากษัตริย์มาอย่างช้านาน การได้ทาความดีเพื่อ
สงั คม และยังได้ทาเพือ่ พระมหากษัตริยอ์ ันเป็นที่รัก เปรียบเสมือนเปน็ ศูนยร์ วมหัวใจคนไทยทุกคน เปน็ อกี มติ ิหนึ่งของทุนทาง
สังคมท่ีมีอยู่ในจิตใจของประชาชนชาวไทย จะเห็นได้ว่าความสาคัญในงานจิตอาสา เป้าหมายไม่ใช่เพื่อความสาเร็จ ณ
ปลายทาง แต่ระหว่างทางของการดาเนินงานที่ยากลาบาก ได้เห็นการร่วมแรงรว่ มใจกันของคนในชาติ ก่อให้เกิดการตระหนกั รู้
และกระตุ้นจิตสานึกในการทาเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นมาอีกคร้ัง และเชื่อว่าแม้ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 แล้วน้ัน แต่
จิตสานึกแห่งความดี และความต้องการทาเพื่อสงั คมยังคงมีให้เห็นอยไู่ ม่น้อยทีเดียว เพียงแตท่ ี่ผา่ นมางานจติ อาสายังไม่มีระบบ
การบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม การรวมกล่มุ ในการทาประโยชน์เพื่อสังคมจึงยงั ไม่เห็นผลเทา่ ทค่ี วร การวางระบบงานจิต
อาสาทีม่ ีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมนั้น จะส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีสว่ นรว่ มมากข้ึน รวมถึง
การเริม่ ต้นจากองคก์ รภาครัฐทใี่ กล้ชิดกับประชาชน ทาให้สามารถเข้าถงึ พื้นท่ีและกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้การชว่ ยเหลือ พร้อมท้ัง
สะดวกต่อการเชิญชวนประชาชนให้รว่ มมือในการพัฒนาถ่ินที่อยู่อาศัย และมีความเข้าใจถงึ ประโยชน์ที่จะเกิดข้ึนกบั ชมุ ชนอีก
ด้วย ปัจจุบันมีโครงการต่างๆ มากมาย ท้ังท่ีก่อตั้งข้ึนโดยองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงการก่อตัวของจิตอาสาภาค
ประชาชน ท้ังนิสิต นักศึกษา รวมถงึ ประชาชนทั่วไปทม่ี ีความเต็มใจ และสมัครใจท่ีจะทาประโยชน์แก่ผู้อื่น มารวมตัวกันเพื่อ
ทาบางส่ิงบางอย่างท่ีเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างแท้จริง อีกทั้งยังก่อให้เกิดแรงจูงใจและผลักดันให้เกิด
ความรู้สกึ ระลกึ ถึงคุณค่าในส่งิ ที่ทา และภาคภูมิใจในตนเอง รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้คนหันมาสนใจการเป็นจติ อาสามากข้ึน
และแผ่ขยายการทาประโยชน์เพือ่ ส่วนรวมเปน็ การสง่ ต่อความดีให้ผู้อื่นต่อๆ ไปแบบไม่สิน้ สุด
ประสบการณจ์ ิตอาสาในสงั คมตะวันตกและตะวันออก
ในประเทศแถบทวีปยุโรปและอเมรกิ างานจิตอาสาพัฒนาขึ้นด้วยพื้นฐานทางศาสนาคริสต์ ท่ีสอนให้มนุษยร์ ักพระเจ้า
และรกั มนษุ ยด์ ้วยกัน การใหแ้ ละการมีจติ อาสาจึงถือเป็นสว่ นหน่ึงของการดาเนนิ ชีวิตทีม่ ีความรักความเมตตาปรารถนาให้ผู้อื่น
มีความสุข มนุษย์ต้องมีศรัทธาและหม่ันสร้างความดี เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดในการกลับคืนสู่ความสัมพันธ์และมีชีวิต
นิรันดรในอาณาจักรของพระเจ้า ดังนั้น การสร้างความดีของชาวคริสต์ เพื่อปฏิบัติตามคาสอนเรื่องการรักเพื่อนมนุษย์ จึง
เปน็ ไปในรูปแบบของการสร้างสาธารณประโยชน์ทีก่ ่อให้เกดิ ความสุขแก่สังคมและส่วนรวม นอกจากนน้ั องค์ประกอบอื่นๆ ใน
สงั คมยงั เปน็ สว่ นหนึ่งที่ทาใหง้ านจติ อาสาในสงั คมตะวันตกมีการดาเนินการอย่างตอ่ เนือ่ ง ซึ่งจุดเริม่ ตน้ ของ “จิตอาสา” ในทวีป
ยุโรปถูกใช้คร้ังแรกในศตวรรษท่ี 17 มาจากคาว่า “อาสาสมัคร” (Volunteer) โดยใช้เรียกผู้ที่สมัครเป็นทหารโดยไม่ได้ถูก
บังคับ แต่มาจากความสมัครใจที่จะเปน็ ความหมายนี้ยังรวมไปถึงการสมัครใจทางานใดๆ โดยไม่รบั ค่าตอบแทนอกี ด้วย และ
28
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
หลังจากนั้นงานอาสาสมัครกม็ ีบทบาทในสังคมยุโรปเรื่อยมาและพัฒนากลายเป็นงานจติ อาสาในทส่ี ุด โดยสถาบนั แห่งหน่ึงใน
ประเทศอังกฤษ6 มกี ารสนบั สนุนให้เด็ก ๆ ทางานอาสาสมัครเพื่อสังคม ซ่ึงทางโรงเรียนได้จัดโครงการให้เด็กในสถาบันแห่งนั้น
ชว่ ยสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ผู้อพยพชาวซีเรีย โดยทามาแล้วต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งกระบวนการเหล่าน้ีช่วยสร้าง
ความเขา้ ใจและความตระหนักให้เดก็ ๆ รสู้ ึกวา่ งานท่ีพวกเขากาลังจะทานนั้ เป็นงานทีส่ าคัญ การทางานกับเด็กผู้ล้ีภัยชาวซีเรีย
พวกเขาจะได้เรียนรู้เรื่องการทางานสนับสนุน การให้กาลังใจ และฝึกให้มีความระมัดระวังต่อความละเอียดอ่อนต่างๆ เช่น
เรื่องราวภูมิหลังของเด็กๆ ที่ต้องล้ีภัยสงคราม โดยมีกฎที่อาสาสมัครต้องไม่ถามเรื่องส่วนตัวของเด็กๆ ผู้ลี้ภัย เว้นเสียแต่ว่า
เด็กๆ อยากจะเล่ามันออกมาเอง นอกจากน้ันยังมีโครงการท่ีพัฒนาให้เด็กๆ มีความเข้าใจเรื่องรูปแบบการทางานแบบ
เครือข่าย โดยมีการจัดโครงการท่ีเชื่อมโยงการทางานร่วมกับภาคธุรกิจในการทาโครงการระดมทนุ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวท่ี
ยากจนในยุโรปตะวันออก ซึ่งแนวคิดของโครงการนคี้ ือการใหเ้ ด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการทางานกบั ภาคธุรกจิ และเรียนรู้แนวคิด
ในการตอบแทนสูส่ ังคม ซ่ึงโครงการนี้ได้เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้คดิ และลงมือออกแบบกิจกรรมที่ใช้ในการระดมทุนในรูปแบบ
ตา่ งๆ ด้วย7
ในทวีปเอเชีย ประเทศญี่ปุ่นให้ความสาคัญในเรื่องของจิตอาสามากที่สุด โดยได้มีการก่อต้ังองค์กร IAVE ซ่ึงเป็น
องค์กรเครือข่ายระดับโลกด้านอาสาสมัครขึน้ ต้ังแต่ปี พ.ศ.2553 เน้นการทางานกับกลุ่มเยาวชนเป็นหลัก นอกจากนั้นยังมี
ศนู ย์อาสาสมคั รในองค์กรระดบั ท้องถิ่นเกือบทุกภูมภิ าคท่ัวประเทศ และศนู ย์อาสาสมัครระดับชาติซึง่ อยู่ภายใต้กระทรวงต่างๆ
รวมถึงกลุ่มอาสาสมัครอื่นๆ ท่ีเกิดขึ้นในประเทศอีกมากมาย และเนื่องจากประเทศญี่ปุ่นได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นที่
เรียบร้อยแล้วน้ัน ประเด็นท่ีจิตอาสาภายในประเทศให้ความสนใจ และมีการรวมกลุ่มเพื่อให้เกิดการพัฒนาและให้การ
ชว่ ยเหลือ จึงเป็นเรื่องของสขุ ภาพและสวัสดิการสังคมเป็นส่วนใหญ่ เพื่อตอบโจทยส์ ถานการณ์ของประเทศท่กี าลังเผชิญอยใู่ น
ขณะนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้วา่ ประเทศญี่ปุ่นจะถกู มองว่าเป็นประเทศที่มีความพัฒนาในด้านงานอาสาสมัคร รวมถึงการ
รวมกลุ่มของจิตอาสาที่มีความเข้มแขง็ ให้เห็นอย่างเด่นชดั แต่พวกเขากลับมองว่าคนในประเทศน้ันยังไม่ให้ความสาคัญกับงาน
จติ อาสามากเท่าท่ีควร เพราะคนรุ่นใหมย่ ังไม่เข้ามามสี ่วนร่วมมากนัก ส่งผลตอ่ ความคิดรเิ ริ่มที่จะสรา้ งสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ใน
งานจิตอาสาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศและของโลกควบคู่ไปกับการดาเนินการตามนโยบายของ
ภาครัฐดว้ ย อีกหนึ่งประเทศที่จะนามาเป็นตัวอย่างในเรื่องของจติ อาสา คือ ประเทศไตห้ วัน ที่มีมูลนิธิเมตตาสงเคราะห์ หรือ
“มูลนิธิฉือจี้” เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ที่แสดงให้ท่ัวโลกได้เห็นว่ามนุษย์นั้นมีศักยภาพและสามารถที่จะแบ่งปันความ
ชว่ ยเหลือตอ่ กันไดอ้ ย่างไม่มีท่ีสิ้นสดุ โดยไม่หวงั สิ่งตอบแทน มูลนิธิถูกก่อตั้งขน้ึ เพื่อการรับบริจาคและนาเงนิ นั้นไปใช้เพื่อการ
สงเคราะห์และช่วยเหลือผู้คน เน้นการทางานท่ีประสานความสัมพันธ์ระหวา่ งผูใ้ หแ้ ละผู้รบั บนพืน้ ฐานความเท่าเทียม และถือ
วา่ ผรู้ ับการสงเคราะห์น้ันเป็นผู้ให้โอกาสแก่ผู้สงเคราะห์ในการทาความดีและได้รับบุญกุศลในการทาเพื่อผู้อื่น โดยในปัจจุบัน
มูลนิธฉิ ือจี้มสี มาชิกกวา่ 10 ล้านคนและอาสาสมคั รอีกกว่า 1 ล้านคนทก่ี ระจายตัวอยทู่ ่ัวโลก สาหรับประเทศไทยไดม้ กี ารก่อตั้ง
โรงเรยี นฉือจี้ข้นึ ในกรงุ เทพมหานคร และจังหวัดเชียงใหม่ โดยในอาเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่นนั้ ได้ถอดแบบการเรียนการสอน
มาจากโรงเรยี นฉือจีใ้ นประเทศไตห้ วัน
สาหรบั ประเทศไทยน้ันจุดเริ่มตน้ ของงานจิตอาสา มาจากคณะเก็บศพไต้ฮงกง ซงึ่ ก่อต้ังในปี พ.ศ.2452 โดยพ่อค้า
ชาวจีนในกรุงเทพฯ 12 คน การดาเนินงานในระยะแรกเปน็ ไปอย่างอัตคตั เงินท่ีได้รับบริจาคไม่พอกับค่าใช้จ่าย จึงได้ขอพระ
บรมราชูปถัมภ์จากพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หวั ซึ่งก็ทรงพระกรุณาพระราชทานเงนิ ช่วยเหลือใหป้ ีละ 2,000 บาท
จนถงึ ปี พ.ศ.2480 ได้จดทะเบยี นจดั ตั้งเป็นมูลนิธิ ในนาม “ปอ่ เต็กตง๊ึ ” ชือ่ เต็มคือ “ฮัว่ เคี้ยวป่อเตก็ เซ่ียงต๊ึง” ต่อมาในปี พ.ศ.
2512 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงก่อตั้ง “หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” (พอ.สว.)
6 Carlton Bolling College, เมอื ง Bradford ประเทศอังกฤษ
7 Victoria junior school, เมอื ง Cumbria ประเทศองั กฤษ
29
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ขึ้น โดยมีอาสาสมคั รที่ดารงวิชาชีพ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมถึงอาสาสมคั รสาย
สนับสนุนออกหน่วยเพื่อให้บริการรักษาพยาบาลประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ซึ่งท้ังหมดนี้เป็นเพียงจุดเร่ิมต้นของงาน
อาสาสมัครในประเทศไทยเท่านน้ั ยงั มีอาสาสมัครสภากาชาดไทย และโครงการบณั ฑติ อาสาสมัครในมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
ซ่ึงก่อตั้งโดยอาจารย์ป๋วย อ๊ึงภากรณ์ อีกด้วย นอกจากนั้น ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และสถาบันเอเชียศึกษา
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย รว่ มกบั องค์กรภาคีเครือข่ายได้จัดงานประชุมนานาชาติ “ส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยน
เรยี นรู้คณุ ธรรมผา่ นงานจิตอาสา: ASEAN Caring and Sharing Community” ข้นึ โดยมีผแู้ ทนจากประชาคมอาเซียนทงั้ 10
ประเทศเข้ารว่ ม ถือเป็นการเปิดพื้นที่ในการขับเคลื่อนประเด็นจิตอาสา และก้าวข้ามข้อจากัดหลายๆ ประการ ไมว่ ่าจะเป็น
ความแตกตา่ งในเรือ่ ง เชื้อชาติ ภาษา หรือวัฒนธรรม และยังเป็นการเปิดมุมมองและจุดเริ่มต้นอนั สาคัญที่สง่ ผลถึงความเป็นไป
ไดใ้ นการเชื่อมโยงความสัมพันธอ์ ันดขี องทั้ง 10 ประเทศ ใหเ้ หนียวแน่นและลึกซ้ึงในมิตทิ างสังคม เพือ่ สรา้ งความร่วมมือร่วมใจ
ในการเป็นจิตอาสาเพื่อทาประโยชนใ์ หก้ ับสงั คม และยังระลึกถึงความเอือ้ อาทรต่อกัน พร้อมท่จี ะแบ่งปัน พรอ้ มท่ีจะช่วยเหลือ
ซงึ่ กนั และกนั นาไปสกู่ ารพฒั นาใหม้ ีความเจรญิ ก้าวหนา้ โดยทดั เทียมกันอย่างแทจ้ รงิ
จะเหน็ ได้ว่าหลายประเทศทั่วโลกให้ความสาคัญกับงานจติ อาสา อกี ทั้งมีการพัฒนาและส่งเสริมเพือ่ ให้คนในประเทศ
เห็นคุณค่าและมีความต้องการที่จะเข้าร่วมในการทาเพือ่ สังคม ซึ่งบริบทงานจติ อาสาของแต่ละประเทศน้ัน มีความเหมือนกัน
ในมิติทางจิตใจ คือ ผู้ที่เป็นจิตอาสาจะรับรู้ได้ถึงคุณค่าในตนเองจากการทาเพื่อผู้อื่น ส่งผลให้ผู้ท่ีเป็นจิตอาสามีความสุข มี
ความภาคภูมิใจ ที่ได้ทาประโยชน์แก่สังคม และจะเห็นได้ว่าส่ิงสาคัญอย่างยิ่งท่ีมีส่วนในการขับเคลื่องงานจิตอาสา คือการ
ทางานในรูปแบบของเครือข่ายโดยในแต่ละประเทศจะมีการจัดต้ังองค์กร มูลนิธิ หรือแม้กระทั่งการมีส่ วนร่วมของ
สถาบันการศึกษาเพื่อผลักดันให้คนมีส่วนร่วมในการทางานจิตอาสาอย่างเป็นระบบ และช่วยให้งานจิตอาสามีประสิทธิภาพ
มากยิ่งขึ้น ในประเทศไทยเองก็เช่นกนั ท่ีเร่ิมมีการก่อต้ังกลุ่ม มูลนิธิ หรือองค์กรในการทางานจติ อาสาข้ึน เพื่อรองรบั บทบาท
งานจิตอาสาในประเทศให้มีความเป็นรปู ธรรม โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงเมื่อสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัวฯ ทรงจุดประกายให้งานจิตอาสาใน
ประเทศไทยเป็นท่ีน่าสนใจสาหรับคนท่ีไม่เคยมีส่วนรว่ มในการทาเพื่อสงั คม ได้มองเห็นว่าการทาเพื่อสังคมไมใ่ ชส่ ่ิงท่ยี ากและ
ไกลตัว เพียงแค่เตรยี มความพร้อมสาหรับจิตใจของตนเองในการเสียสละและทาเพื่อผู้อื่นโดยไมห่ วังผลตอบแทน เพราะพลัง
ของการเปน็ จิตอาสา ไม่ไดอ้ ยู่ท่ีว่า จะมีกาลังแรงกายในการทาเพื่อผู้อื่นไดม้ ากน้อยเพียงใด แต่พลังใจกลับสาคัญยิง่ กว่า แค่
เพยี งมีจติ ใจทอ่ี ยากจะช่วยเหลือสงั คม เรือ่ งขององค์ความรู้และศักยภาพนั้นเป็นสิ่งทีร่ องลงมา เพราะหนึ่งในข้อดีของการเป็น
จติ อาสาคือความเท่าเทียมกันของผู้คนทั่วโลกที่พรอ้ มและยินดีจะเสียสละแรงกาย แรงใจในการทาเพื่อส่วนรวม โดยไม่จากัด
อายุ เพศ การศกึ ษา เชื้อชาติ ศาสนา รวมถึงองค์ความรู้และศักยภาพที่มี เพราะไม่ว่าทุนในตัวเองของแต่ละบุคคลจะมีมาก
น้อยเพยี งใด แต่ความสาคัญคือการนาเอาส่งิ เหลา่ น้ันออกมาทาประโยชน์เพื่อผอู้ ื่นได้มากน้อยเพียงใดมากกว่า เพราะทุนทาง
สังคม นอกจากจะทาให้เราได้นาเอาศักยภาพของตนเองออกมาทาเพื่อผู้อื่นแล้วนั้น ยังทาให้รูจ้ กั ที่จะเคารพในความตา่ งของแต่
ละบุคคล ซึ่งนาไปสู่การเคารพในความเท่าเทยี ม เพือ่ ให้การทางานรว่ มกันประสบผลสาเรจ็ โดยการทแ่ี ต่ละคนไดน้ าองคค์ วามรู้
และความสามารถของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เพราะต่างคนต่างเคารพซึ่งกันและกัน และมองเห็นคุณค่าในความ
แตกต่างของแตล่ ะบุคคลการเปน็ จิตอาสาทาให้ได้เรียนรู้ในการทาเพือ่ ผอู้ ื่นโดยไม่หวังสงิ่ ตอบแทนรวมถึงได้เรียนรูใ้ นการทางาน
รว่ มกับผู้อืน่ ซง่ึ ก็คือเครือข่ายในการทางาน โดยแตล่ ะประเทศจะมีการทางานกับเครือข่ายท้ังภายในประเทศของตนเองรวมถึง
การทางานกับเครือข่ายในประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งการทางานในลักษณะนี้ทาให้เกิดความสัมพนั ธ์อันดีระหว่างประเทศ นาไปสู่
สงั คมแห่งความเกื้อกูล เกิดการแบ่งปันทรพั ยากรรวมถึงการมีบรรทัดฐานทางสังคมท่ีเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน เป็นการแบ่งปัน
และสรา้ งประโยชนโ์ ดยไร้พรมแดนกีดก้ัน เพราะไม่เพียงทาให้ประเทศของตนนา่ อยู่เพยี งเท่าน้นั โลกก็นา่ อย่ขู น้ึ เช่นกัน
30
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
พลังเครือขา่ ยจิตอาสากับแนวคดิ ทนุ ทางสงั คม
ความสาคัญของงานจติ อาสา คือ การทาเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ทาด้วยความรู้สกึ เอื้ออาทร และพรอ้ มที่
จะแบ่งปันอย่างแท้จริง เพราะความหมายของจิตอาสาทม่ี ีผู้ให้คานยิ ามไว้ มักเก่ียวโยงกับมิติทางจิตใจของท้ังการเป็นผู้ให้และ
ผรู้ ับ พระไพศาล วิสาโล (2554), อ้างถึงใน เพชรภี ป่ินแก้ว (2554) ให้ความหมายของ “จติ อาสา” ว่าหมายถึง จิตที่ไม่น่ิงดู
ดายตอ่ สงั คม หรือความทุกข์ยากของผู้คน และปรารถนาเข้าไปช่วย ไม่ใช่ด้วยการให้ทานให้เงนิ แต่ด้วยการสละเวลาลงแรงเข้า
ไปช่วย และด้วยจิตท่เี ปน็ สุขที่ได้ช่วยผ้อู ื่น จุดท่ีควรเน้นกค็ ือจิตอาสาไม่ใชแ่ ค่การทาประโยชน์เพื่อผู้อื่นหรือเพื่อส่วนรวมอย่าง
เดยี ว แต่ยังเปน็ การพัฒนาจิตวญิ ญาณของเราดว้ ย เช่นเดยี วกับ ธานิษฎ์ กองแก้ว (2550) ท่กี ล่าวว่าจติ อาสา หมายถึง คนที่มี
จิตใจอาสาช่วยเหลือ อยากให้ผู้อื่นมีความสุข คนท่ีมาร่วมกิจกรรมจิตอาสา ก็คือ “อาสาสมัคร” คือ บุคคลที่อาสาเข้ามา
ช่วยเหลือสังคมด้วยความสมัครใจ เสียสละ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ป้องกันแก้ไขพัฒนาสังคม โดยไม่หวังส่ิงตอบ แทน รวมถึง
ประเวศ วะสี ที่ให้ความหมายของคาว่า จิตอาสา ว่าเป็นจิตท่ีมีการเสียสละ จิตที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นผู้มีจิตพร้อ มท่ีจะเป็น
อาสาสมัคร เป็นรูปธรรมของความเป็นเพื่อนมนุษย์ท่ีมีความเมตตา กรุณา เพื่อเชื่อมตอ่ ความเป็นจิตอาสาและทาให้เกดิ ส่ิงดี
งามในสงั คม
ดงั นั้น จิตอาสา จึงหมายถึง การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ด้วยความเต็มใจและสมัครใจ พร้อมในการทาเพื่อ
ผูอ้ ืน่ และไม่น่งิ ดดู ายหากเห็นวา่ ผู้อื่นกาลังเดือดร้อน เป็นการให้ความช่วยเหลือดว้ ยกาลงั แรงกาย หรือทุนภายในท่ีแตล่ ะคนพึง
มี ไม่ใช่การช่วยเหลือโดยการสละเงินทองหรือสิ่งของ และไม่ต้องการได้รับสิ่งตอบแทน แต่การเป็นจิตอาสาไม่ใช่เพียงเป็น
“ผู้ให้” เพียงเท่านั้น ในอีกมุมหน่ึงก็ถือเป็น “ผู้รับ” ได้เช่นกัน แม้ไม่ใช่ในเชงิ รูปธรรม และถึงแม้ไมไ่ ด้หวังว่าจะได้รับสิง่ ตอบ
แทนใดๆ แต่ภายในจิตใต้สานกึ ลึกๆ แล้วนั้น ผทู้ ี่ตัดสินใจมาเป็นจิตอาสา มีส่ิงหน่ึงทเี่ หมือนกันอย่างแน่นอน คือ ความสุขที่ได้
ทาประโยชน์เพื่อผู้อืน่ เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ สงิ่ ท่ีได้รบั ตอบแทนมาน้ัน คือความสุขทางใจ ความภาคภูมใิ จในตนเอง การ
ได้รับความไว้วางใจ และยิ่งไปกว่านนั้ การรับร้ถู ึงคุณค่าในตนเองที่ได้ทาเพื่อผู้อื่น ได้รับรู้ว่าศกั ยภาพภายในตัวเราสามารถต่อ
ยอดในการให้ความช่วยเหลือ และทาให้ผู้อื่นมีความสุข และมีชีวิตความเป็นอยู่ท่ี ดีขึ้นได้เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้รับ
ผลตอบแทนเป็นเงินทองหรือสิ่งของมีคา่ แต่สิง่ ท่ีไดร้ ับกลับมากลับมีมลู คา่ ทางใจอย่างมหาศาลโดยตมี ูลค่าเทียบเท่ากับเงินทอง
ไม่ได้เลย ท่สี าคัญ คือ ต้องมี จิตสาธารณะ ซ่ึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากภายในกายของคนเกิดจากการปลูกฝังจิตสานึกให้มีความ
รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม แก้ปัญหาและสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับสังคมอย่างได้ผลเป็นเชิงประจักษ์ โดย
สว่ นมากการเป็นจิตอาสาทาให้ใจของผู้ปฏิบัติมีความสุข ซ่ึงว่ากันว่าเปน็ ความสุขทแี่ ท้จรงิ ท่ีได้ทาเพื่อผู้อืน่ เพื่อสว่ นรวม โดยไม่
หวังผลตอบแทนใดๆ แต่สิ่งที่ได้รบั กลบั มานนั้ ส่งผลตอ่ ผู้ท่ีเป็นจิตอาสามากกวา่ สง่ิ ท่ีสละไป ดังคาที่วา่ “ย่ิงให้ ยง่ิ ได้รับ” หากว่า
แต่ละประเทศมีการปลกู ฝังพลเมืองในเรือ่ งของการมีจิตสาธารณะ อีกท้ังต้องทาอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง ไม่ใช่เพื่อตามกระแส
ในทางท่ีผิด จะทาให้สังคมน่าอยู่มากข้ึน ผู้คนจะเห็นอกเห็นใจกันมากข้ึน ความรุนแรงต่างๆ ดังเช่นท่ีมีทุกวันนี้จะเบาบางลง
เหลือเพียงแต่ความสมคั รสมานสามัคคีจุนเจือเกื้อหนุน มีน้าใจต่อกันและส่ิงเหล่านี้จะขยายวงกว้างมากข้ึนอีก หากได้รับการ
สนับสนุนจากทุกภาคส่วนท่ีเข้ามามีบทบาทร่วมกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายจิตอาสาที่ต่างฝ่ายตา่ งเสริมแรงให้กันด้วยความเท่า
เทยี มในการทาประโยชน์เพือ่ สังคม เครือขา่ ยจะสนบั สนนุ กนั ในทุกด้านเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทางานมากที่สดุ
จะเห็นได้ว่า พลังเครือข่ายจติ อาสามีความสอดคล้องกับทุนทางสังคม (Social capital) โดยมีจดุ เริ่มตน้ ในระดบั ของ
ปจั เจกบุคคลเป็นอนั ดับแรก ซง่ึ เริ่มจาก “ใจ” ท่ีตอ้ งการจะเปน็ ผู้ให้ รวมถึงศักยภาพในตนเองของแตล่ ะบุคคลวา่ เมื่อต้องการท่ี
จะเป็นผู้ให้แล้วนนั้ ตัวเราสามารถ “ให้” ส่ิงใดได้บา้ ง ศกั ยภาพของแต่ละบคุ คล อาจจะเป็นภูมิปญั ญาทสี่ ืบทอดต่อกันมารุ่นสู่
รุ่น หรือความสามารถท่ีจะทาส่ิงใดส่ิงหน่ึงเพื่อผู้อืน่ แมจ้ ะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยสักเท่าใด หากเมื่อนาไปผสานรวมกบั จติ อาสาคน
อื่นๆ แล้วนั้น ต่างคนต่างเป็นส่วนเติมเต็มให้กัน เพื่อให้เกิดประสิทธภิ าพในการทาเพื่อผู้อื่นมากท่ีสุด โดยทุนทางสังคม ใน
ความหมายของ ดารงศักด์ิ จันโททัย (2555) หมายถึง ชุดของระบบในเชิงคุณค่า ปทัสถาน ตลอดจนความสัมพันธ์ในเชิง
สร้างสรรค์อนั มีสานกึ ของความไว้วางใจ คณุ ค่าของการแบ่งปันและเปน็ กจิ กรรมทางสังคมในลักษณะร่วมกันระหว่างหน่วยใน
31
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ชมุ ชนหรือสังคม อันหมายถึงการเชือ่ มสัมพันธ์ การมีพันธะต่อกัน ตลอดจนสายสัมพันธ์ที่ผูกโยง ซึ่งอาจมอี ยู่จริงในสังคมใน
ระดับที่แตกต่างกัน แต่สามารถสร้างหรือพัฒนาขึ้นได้อีกทั้งผลลัพธ์หรือพลงั ท่ีเกดิ ขนึ้ จากทุนทางสังคมสามารถสร้างประโยชน์
ได้ เช่นเดยี วกับ Putnam ที่อธิบายว่า ทุนทางสังคม (Social capital) ประกอบไปด้วย ความไว้วางใจ การต่างตอบแทน หรือ
การพ่ึงพาอาศัยกัน การมีข้อพันธะกรณีร่วมกันของประชาชน ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม ซึ่งส่ิงเหล่านี้เป็น
รูปแบบของทุนทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้นในอดีต และพยายามท่ีจะนามาใช้ในปัจจุบัน หรืออนาคต ทุนทางสังคมในลักษณะ
ดังกล่าวจงึ เปน็ ความสัมพันธ์ท่ีมีการเชื่อมโยงระหว่างกันของสมาชิกในวฒั นธรรมเดยี วกัน เป็นการสร้างความสานึกในหน้าท่ี
ร่วมกัน และการทาให้รู้สึกปลอดภัยร่วมกนั ในหมู่สมาชกิ และที่สาคัญเป็นทุนทมี่ ีคุณลักษณะพเิ ศษ คือ “ย่ิงใช้จะย่ิงมีเพิ่มมาก
ขึ้น” (วรวฒุ ิ โรมรัตนพันธ์, 2548) เช่น การมาเป็นจิตอาสาทาให้เกิดการเรียนรู้ท่ีจะทางานร่วมกับผู้อื่น และเห็นถึงคุณค่า
บางอย่างท่ีสามารถยึดโยงและยอมรับร่วมกัน เมื่อเรายอมรับในตัวของผู้อื่นและพร้อมแบ่งปันในทุนท่ีเรามีเพื่อเกื้อกูลกัน
ระหวา่ งการทางาน และในทางกลบั กนั เราก็จะไดร้ บั การแบ่งปันทนุ จากผอู้ ื่นด้วย และเมื่อเราไดน้ าทนุ ทีต่ นเองมีไปผสานต่อกับ
ทนุ ของผอู้ ื่นก็จะย่งิ ทาให้งานดาเนินต่อไปได้ด้วยดีอย่างมปี ระสิทธิภาพ หรือเกิดเป็นลักษณะพิเศษที่ “ยิ่งทายงิ่ ได้ประโยชน์”
นนั่ เอง นอกจากนี้ทุนทางสังคม ยังมีองค์ประกอบทีเ่ ป็นส่วนเสริมสร้างใหก้ ารรับรู้และเข้าใจในความหมายของทุนทางสังคมมี
ความชัดเจนขน้ึ โดยองค์ประกอบทกี่ ล่าวถงึ กนั โดยส่วนมาก ได้แก่ 1) ความไว้วางใจ (Trust) การมีความไว้วางใจจะก่อให้เกิด
ความตกลงใจในการเข้ารับความเส่ียงในภาวการณ์แวดล้อมของสังคมบนพื้นฐานของความรู้สึกที่เชื่อมั่นในการท่ีผู้อื่นจะ
ตอบสนองตามท่ีคาดหวังไว้ และจะกระทาหรือให้การสนับสนุนชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกนั หรืออย่างน้อยที่สุดเชื่อว่าคนอื่นๆ ไม่มี
เจตนาที่เป็นภัยต่อบุคคลน้ัน (อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี, 2547) 2) การต่างตอบแทน (Reciprocity) เป็นการ
พึ่งพาอาศัย และเอื้ออาทรต่อกนั หรือส่งิ ที่ไดร้ ับกลับมาหลังจากท่ีเราเปน็ ผู้ให้ โดยในมติ ิของการเป็นจติ อาสา สง่ิ ทไี่ ด้รับกลบั มา
คือ ความสุขทางใจและการรับรู้ถึงคณุ ค่าในตนเอง เมื่อไดท้ าเพื่อผอู้ ื่น 3) เครือข่าย (Network) หัวใจสาคัญของการมีส่วนรว่ ม
คือ ความเข้มขน้ ที่มากหรือนอ้ ยของเครือข่าย ความสัมพันธ์ที่ประสานกิจกรรมเชื่อมต่อกนั ระหว่างบุคคลหรือกลมุ่ ประชาชน
จะผูกมัดและประสานตนเองกับผู้อื่น โดยผ่านทางความหลากหลายของความร่วมมือกันซ่ึงต้องเป็นไปโดยสมัครใจและเท่า
เทียมกัน (อาจยทุ ธ เนติธนากลุ และโยธิน แสวงดี, 2547) และ 4) บรรทัดฐาน (Norm) คือ การเอื้อประโยชน์แก่กัน โดยการ
สร้างความคาดหมายตามที่ต้ังไว้ (Spears, 1998) ทุนทางสังคมเป็นทุนประเภทหนึ่ง ท่ีมาจากความร่วมมือร่วมใจของคนใน
สังคมหรือชุมชน อนั ส่งผลใหเ้ กิดความสมั พันธ์ท่ดี รี ะหวา่ งคนหรือสถาบนั บนองค์ประกอบของความไว้วางใจ การต่างตอบแทน
การทางานในรปู แบบของเครือข่าย และบรรทัดฐานท่ีมีร่วมกัน โดยนัยนี้ทุนทางสังคมจึงเป็นเสมือนสมบัติสาธารณะท่ีสมาชิก
ทกุ คนในชมุ ชนหรือกลุ่มสามารถเข้าถงึ และใช้ประโยชนไ์ ด้ตลอดเวลา และเมื่อบุคคลได้มีการใช้ทนุ ทางสังคมของตนเอง รวมถึง
ไดแ้ บง่ ปนั ทนุ ทางสงั คมกับผู้อืน่ จากการเป็นจิตอาสาแล้วน้ัน จึงได้ก่อเกิดเป็นทุนทางสังคมในรปู แบบของเครือขา่ ยซ่ึงพัฒนามา
อกี ระดับหนึ่งจากระดับปัจเจกบุคคล ยิ่งมีเครือข่ายมากประสทิ ธิภาพในการทาประโยชนเ์ พื่อส่วนรวมกจ็ ะยง่ิ มากขึ้น เพราะ
การสร้างสงั คมแหง่ การให้จึงเปน็ การสร้างเครือข่ายเพือ่ ใหเ้ กดิ การขับเคลือ่ นไปพรอ้ มกัน
เครือข่าย (Network) หมายถึง ขบวนการทางสังคม อันเกิดจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กลุ่ม องค์กร
สถาบัน โดยมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และความต้องการบางอย่างร่วมกันในการดาเนินกิจกรรมบางอย่าง โดยท่ีสมาชิกของ
เครือข่ายยังคงมีความเป็นอิสระ และมโี อกาสในการใช้ศักยภาพของตนเองในการทางานอย่างเท่าเทียมกัน โดยมีความเป็น
อิสระและความสมัครใจ เมื่อศักยภาพของแต่ละบุคคลได้ถูกหยิบยกมาใช้ในการทางานของเครือข่ายแล้วนัน้ จะช่วยเกือ้ หนุน
บทบาทหน้าที่ของกันและกันเพื่อบรรลุเป้าประสงค์ทีม่ ีร่วมกันอย่างมีประสิทธภิ าพ และเมื่อมกี ารทากิจกรรมร่วมกนั บ่อยครั้ง
จะเกิดการส่ังสมให้เครือข่ายมีความเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น เกิดการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะต่างคนต่างเคารพใน
ศักยภาพของกนั และกันที่พอกพนู ใหป้ ระสิทธิภาพของงานดีย่ิงข้ึน นาไปสกู่ ารเคารพซ่งึ กนั และกัน อันเปน็ หลักแห่งการเคารพ
ในความเสมอภาค เทา่ เทียม และเป็นธรรม ของสมาชิกแต่ละคนในเครือข่าย โดย เสรี พงศ์พิศ (2546) ยังให้ความหมายของ
เครือข่าย ว่าหมายถึง กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มองค์กรท่สี มัครใจสื่อสารสมั พันธ์กัน หรือดาเนินกิจกรรมบางอย่างรว่ มกัน โดยไม่ทา
32
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ให้แต่ละคนหรือแต่ละองค์กรสญู เสียความเป็นอิสระ โดยเครือข่ายอาจเป็นเครือขา่ ยแบบผสมผสานระหว่างสมาชิกทแ่ี ตกต่าง
กนั ในสถานภาพ เช่น เปน็ ผู้นาชมุ ชน ข้าราชการ นักธุรกิจ นกั วิชาการ แตเ่ มื่อทุกคนมีเปา้ หมายร่วมกันก็สามารถเป็นเครือข่าย
ได้ อีกแบบหน่ึง คือ เครือข่ายขององค์กรหรือคนที่มีสถานภาพเดียวกัน อาชีพเดยี วกัน ระดับเดียวกัน เชน่ เกษตรกร นักวิจัย
องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันวิจัย เป็นต้น การทางานในรูปแบบเครือข่าย จึงเป็นการเชื่อมโยงร้อยรัดเอาความพยายามและ
การดาเนินงานของฝ่ายต่างๆ เข้าด้วยกนั อย่างเป็นระบบและอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปฏบิ ัติภารกิจอย่างใดอยา่ งหนึ่งร่วมกัน
โดยทแ่ี ต่ละฝ่ายยังคงปฏบิ ัติภารกิจหลักของตนต่อไปอย่างไมส่ ูญเสียเอกลักษณ์ และปรชั ญาของตนเอง การเชือ่ มโยงนี้อาจเป็น
รูปของการรวมตัวกันแบบหลวมๆ เฉพาะกิจตามความจาเป็น หรืออาจอยู่ในรูปของการจัดองค์กรที่เป็นโครงสร้างของ
ความสมั พันธ์กนั อย่างชัดเจน การทางานในรูปแบบของเครือข่าย ยังส่งเสรมิ ให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย (Democracy) ใน
สังคม คือ มงุ่ เน้นการทาใหเ้ กดิ ความร่วมมือร่วมใจภายใต้ความอสิ ระและความสมคั รใจ ด้วยความแตกตา่ งของแตล่ ะบุคคลจึง
ต้องอาศัยการทางานร่วมกันแบบบูรณาการ เกิดเป็นการแบง่ ปันและช่วยเหลือเกื้อกูลกันในรูปแบบการทางานของเครือข่าย
และยังพฒั นาศักยภาพของตัวบคุ คลในการทางานร่วมกับผ้อู ืน่ ด้วยความเต็มใจและเคารพซ่งึ กนั และกนั ด้วย
เครือข่ายอาจจัดตง้ั ขึ้นอย่างเป็นทางการจากหน่วยราชการหรือหนว่ ยงานพัฒนาเอกชน หรืออาจเกิดข้นึ แบบไม่เป็น
ทางการ ด้วยการวางแผนและการทากิจกรรมร่วมกันของบุคคลหรือองค์กรท่ีสมัครใจ โครงสร้ างของเครือข่ายมีได้หลาย
รูปแบบ แต่ก็มีความสาคัญน้อยกว่ากระบวนการติดต่อกันหลายทิศทางของสมาชิกภายในเครือข่าย เครือข่ายต้องมีการ
แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมลู ระหวา่ งกนั สามารถจดั ขึ้นในลกั ษณะการประชุมท้ังเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารหรือการทดลอง รวมถึงการสมั มนา
การเผยแพร่เอกสาร และการทากิจกรรมร่วมกันโดยต้องมีกลมุ่ หรือบุคคลที่เปรียบเสมือนแม่ข่ายในการทางาน ซ่ึงในท่ีน้ี คือ
กองทัพเรือ ที่นอกจากมีหน้าที่ประสานงานกลุม่ บคุ คลหรือองค์กรให้ดาเนินงานรว่ มกันนน้ั ยังรับบทบาทในการสนับสนุนการ
ปฏิบัติงานรวมถึงหน้าที่หลักในการบริหารจดั การทรัพยากรที่ใช้ในการปฏฺบัติงานเพื่อให้งานสัมฤทธิ์ผลและมีประสิทธิภาพ
สูงสุด อีกทั้งยังเป็นผู้ประสานให้กลุ่มบุคคลหรือองค์กรมีความสมัครใจในการแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน หรือทา
กิจกรรมร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผ่านกองทพั เรือในฐานะแม่ข่ายที่มีโครงสร้างการบริหารงานที่ชัดเจน แต่ยงั คงใหค้ วาม
อิสระในการปฏบิ ัตงิ านในรปู แบบของการทางานแบบเครือข่าย ซงึ่ กจิ กรรมสาคัญท่ีสดุ ที่เครือข่ายทุกเครือขา่ ยทาร่วมกันตามท่ี
ไดก้ ลา่ วไปแลว้ นน้ั คือ การแลกเปล่ียนเรยี นรู้ แลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารประสบการณ์ เพื่อพัฒนาไปสู่การวางแผนรว่ มกันและ
ดาเนินกิจกรรมบางอย่างรวมกัน ทาให้ด้านหน่ึงหลีกเล่ียงความซ้าซ้อน อีกด้านหน่ึงทาให้กิจกรรมนั้นมีประสิทธภิ าพมากข้ึน
เพราะเป็นการประสานพลัง เป็นการใช้ทรพั ยากร ใช้พลังงาน อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ดังนนั้ สรุปได้วา่ เครือข่าย
หมายถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคล กลมุ่ และองค์กร ผ่านรูปแบบของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบต่างๆ เช่น
กจิ กรรม การสื่อสาร ความร่วมมือ การพึ่งพาอาศัย การแลกเปลี่ยน การเรียนรู้ ซ่ึงเปน็ ปฏิสัมพันธ์ท่ีมีโครงสร้างและรูปแบบท่ี
หลากหลาย แต่ถงึ อยา่ งไรจะตอ้ งมีเปา้ หมายเดียวกนั
พลังของเครือข่ายจิตอาสาและทุนทางสังคมน้ัน เป็นส่วนท่ีร้อยเรียงเชื่อมเกี่ยวกัน พลังมีอยู่ในตัวของบุคคลทุกคน
ทนุ ทางสังคมก็เชน่ กัน การเป็นจิตอาสา ตอ้ งกระทาดว้ ยความเตม็ ใจ และสมคั รใจ มีความเสียสละและทสี่ าคัญ คือ ต้องไมห่ วัง
ส่ิงตอบแทน แต่ในทางกลับกัน การไม่หวังสิ่งตอบแทน คือ ตอบแทนในรูปแบบของเงินทอง หรือส่ิงของอื่นๆ แต่สิง่ ตอบแทน
ในมิตทิ างใจน้ัน ผทู้ ี่เป็นจิตอาสามีความหวงั ท่ีจะไดร้ ับความสุขจากการทาเพื่อผอู้ ื่น เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติกลบั มาเปน็ การ
ต่างตอบแทนซ่ึงกันและกัน ในการเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ การเสริมสร้างพลังอานาจให้กับผ้ทู ี่เป็นจติ อาสาจึงมีความสาคัญเป็น
อยา่ งยิ่ง เพราะเปน็ สว่ นที่จะช่วยกระตุ้นจิตสานึกในการสร้างประโยชน์ และเกิดแรงบันดาลใจท่ีอยากจะทางานจิตอาสาต่อไป
เรื่อยๆ จึงต้องชี้ให้เห็นถึงคุณคา่ และประโยชน์ท่ีเกดิ ข้ึน ว่าสง่ิ ที่จิตอาสาได้ร่วมกันทาน้ัน เกิดประโยชน์ต่อสงั คมและประเทศ
มากเท่าใดบ้าง แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็เป็นการช้ีให้เห็นถึงคุณค่าและศักยภาพในตนเองของผู้ปฏิบัติและเป็นแรงบันดาลใจท่ี
อยากจะให้มากข้นึ กว่าเดิม รวมถึงอยากจะพัฒนาตนเองใหม้ ีความรู้ ความสามารถท่ีมากข้ึน เพื่อมาทาประโยชน์เพื่อผู้อื่น และ
เพื่อสังคมได้มากขึ้นส่งผลดีกับตัวบุคคลอยา่ งคาดไม่ถึง ถือเป็นการได้รับในส่ิงท่ีคุ้มค่ากวา่ สิ่งที่ได้ให้ไป และยังได้เรียนรู้การ
33
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
ทางานร่วมกับผ้อู ื่นในรูปแบบของเครือข่าย ท่ีจะตอ้ งอาศัยการเสริมพลังอานาจในการสร้างความเชื่อมั่นในจิตสานกึ เดียวกัน
เป้าหมายเดียวกัน และดึงเอาศักยภาพหรือทนุ ทางสังคมในตัวของแต่ละบุคคลมาก่อใหเ้ กิดประโยชน์ในภาพรวมได้มากที่สุด
ซง่ึ งานจิตอาสาจะบรรลตุ ามเปา้ หมายได้นนั้ จะตอ้ งอาศัยพลังการทางานของเครือข่าย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์และอานุภาพ
ในการรว่ มแรงรว่ มใจของประชาชนเพือ่ สรา้ งประโยชน์และความดีงามให้กบั ประเทศชาติ
จะเหน็ ได้ว่าความหมายและองค์ประกอบของ ทุนทางสงั คม (Social capital) ถูกกลา่ วถงึ ในเชิงของความสัมพนั ธอ์ ัน
ดที ่ีเกิดขึ้นระหว่างบุคคล (Individual) หรือแม้กระท่ังระหวา่ งเครือขา่ ย (Network) เพราะฐานของแนวคดิ ทุนทางสังคม เชื่อ
ว่ามาจากการมีสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างบุคคลหรือ กลุ่ม/เครือข่าย ซึ่งจะนาไปสู่ความร่วมมือร่วมใจกัน นอกจากนั้น ยัง
หมายถงึ การรู้สึกถึงคุณค่าในตนเอง ในสิ่งทที่ า ความไว้วางใจ และการต่างตอบแทน คือ การได้เป็นท้ังผู้ให้ และผู้รบั ในการ
เป็นจิตอาสาสิ่งทไี่ ด้รับกลับมา คือ ความสุขใจ และการรับรู้ถึงคุณค่าในตนเอง แม้จะเป็นนามธรรมแต่กส็ ัมผสั ได้ถึงคุณค่าทาง
จิตใจแต่ถึงอย่างไร วรวุฒิ โรมรัตนพนั ธ์ (2548) ยงั ได้กลา่ วถงึ ทุนทางสงั คมว่า แมจ้ ะเป็นปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นเรื่อง
ทเี่ นน้ มติ ิในทางสังคม แต่ทนุ ทางสังคมย่อมมเี งือ่ นไขในเชิงบริบท อันไดแ้ ก่ ปจั จัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซ่ึงในแต่
ละชุมชนอาจมีทุนทางสังคมได้ไม่เท่ากัน และทุนทางสังคมสามารถสร้างขึ้นและเสื่อมสลายลงไปได้ ประเด็นที่สาคัญของทุน
ทางสงั คม คือ สามารถมีพลังหรือศักยภาพซ่ึงหลายชุมชนใช้เป็นเครื่องมือสรา้ งเสริมขีดความสามารถในการจัดการชุมชนใน
เรื่องต่างๆ ดงั นั้น แม้ในตัวบุคคลหรือเครือข่ายการทางานจะมีทุนทางสังคมภายในตนเองอย่มู ากน้อยเพียงใด การเสริมสร้าง
พลังอานาจยังคงเป็นสงิ่ จาเป็นในการเป็นจิตอาสา และการนาเอาทุนทางสังคมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ดว้ ยประสิทธิภาพสงู ท่ีสุด
เนื่องจากโลกปัจจุบันอยู่ในยุคของทุนนิยมเสรี (Capitalism) ท่ีเชื่อวา่ เป็นระบบเดียวที่สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ และ
นาพาสังคมโลกไปสู่การพัฒนาท่ีแท้จริงและยั่งยืน แต่ในความเป็นจริงระบบทุนนิยมเสรีเป็นเพียงข้ออ้างในการเอารัดเอา
เปรียบและกีดกันประชาชนและรัฐออกจากกระบวนการทางเศรษฐกิจและสังคม อีกท้ังไม่ได้มีการปฏิบัตอิ ย่างเคร่งครัดและ
เสมอภาคแต่เปน็ การเลือกปฏิบัติ ข้นึ อยกู่ ับสถานการณ์และผลประโยชน์ของกล่มุ ผู้มอี านาจ การเติบโตข้ึนของระบบทุนนิยม
เสรีเกิดขึ้นต้ังแตย่ ุคอาณานคิ มจนถึงปัจจุบันกลบั กลายเป็นการลดทอนทนุ ทางสังคม เกิดการเปล่ียนแปลงของบริบททางสังคม
และเศรษฐกจิ จึงจาเป็นตอ้ งมีการเสริมสรา้ งพลังอานาจ (Empowerment) ใหก้ ับกล่มุ ผู้ท่ยี ังคงใช้ประโยชน์จากทุนทางสังคม
ให้มีความมั่นใจและเห็นคุณคา่ ในทุนทางสังคมท้ังของตนเองและของเครือข่ายและนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงเป็นการรื้อ
ฟื้นทุนทางสงั คมพรอ้ มทั้งพัฒนาและปรบั ปรุงให้ก้าวทันต่อสถานการณ์โลกอยู่เสมอ เพือ่ ใหเ้ กิดประสทิ ธภิ าพสงู สุดเมือ่ นามาใช้
งานผ่านบทบาทการเป็นจิตอาสาด้วยแนวคิดการเสริมสร้างพลังอานาจ ซึ่งใช้สาหรับสร้างเสรมิ แรงจูงใจในการเป็นจิตอาสา
ดว้ ยความเต็มใจ และสมัครใจอย่างแท้จริงซ่ึงเป็นการเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจ รวมท้ังการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิด
ทศั นคติที่ดีในการใช้ทุนทางสงั คม ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ท่ีเกดิ ขึ้นจากการปรับใชท้ ุนทางสังคมภายในตนเองและ
ทนุ ทางสังคมของเครือข่ายจติ อาสา เพือ่ นามาสร้างประโยชน์ให้แกส่ ังคมและประเทศชาติ โดย Keiffer (1984) ให้ความหมาย
การเสริมพลังอานาจ ว่าหมายถงึ กระบวนการที่ทาให้บุคคลปรับเปลี่ยนความรู้สึกจากบุคคลท่ีไม่มีคุณค่าไปสู่การยอมรับว่า
ตนเองเป็นผู้มคี วามสามารถอย่างแท้จริง เช่นเดยี วกับ อารีย์ ธวัชวฒั นานันท์ (2553) ซ่ึงใหค้ วามหมายวา่ การเสริมพลงั อานาจ
หมายถึง การสร้างแรงจูงใจ ใหม้ ีความมั่นใจในการทางาน อย่างบรู ณาการทีท่ าใหบ้ ุคคลปรับเปล่ยี นความรู้สึกไปสู่การยอมรับ
ว่าตนเองมีความสามารถอย่างแทจ้ ริงในการทางานให้สาเรจ็ ได้ เพื่อให้บุคคลสามารถปรับเปล่ียนมุมมอง และทศั คตขิ องตนให้
เกิดข้นึ ในทางบวก
การเสริมสร้างพลังอานาจ (Empowerment) จึงเป็นกระบวนการในการสรา้ งแรงบันดาลใจ (Inspiration) ที่ทาให้
บุคคลยอมรบั ในคุณค่าของตนเอง ปรับเปล่ียนมุมมอง มอี ิสระและเกิดการบูรณาการการปฏิบตั ิงานอย่างมสี ว่ นรว่ ม บนพื้นฐาน
ของความเชื่อและจริยธรรมทางสังคม ก่อให้เกดิ ความเชื่อม่ันและภาคภมู ิใจในตนเอง เกิดกาลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุ
เปา้ หมายไปพร้อมๆ กบั การเกิดทัศนคติต่อการปฏบิ ัตงิ านในเชิงบวก รวมถงึ การนาทุนทางสังคมมาใช้เพื่อให้เกดิ ประสิทธิภาพ
ในการทางานอย่างสูงที่สุด การเสริมพลังอานาจไม่ได้ใช้เฉพาะในระดับปัจเจกบุคคลเท่านั้น ในการทางานร่วมกันอาจเกิด
34
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ปัญหาและอุปสรรคขึ้นบ้างระหว่างทาง การเสริมพลังให้ผู้ปฏิบตั ิมองเห็นถึงเป้าหมายท่แี ท้จรงิ ในการดาเนินงาน ว่าท่ีสุดแล้ว
เราทกุ คนต่างมีเปา้ หมายเดียวกนั ในการเป็นจิตอาสา และช้ีให้เห็นถงึ คณุ ค่าว่าส่งิ ท่ีเราทาน้ันเกิดประโยชน์อย่างไร กับใครบ้าง
จะส่งผลให้การทางานร่วมกันมีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะเปน็ การกระตุ้นเตือนให้จิตอาสาทุกคนให้ความสาคัญที่เป้าหมาย
ของการทางาน และมกี าลงั ท่ีจะร่วมกนั ขับเคลื่อนไปสู่ความสาเรจ็ อย่างมปี ระสิทธิภาพในรูปแบบของการทางานแบบเครือข่าย
บทบาทขา้ ราชการทหารกรมกิจการพลเรอื นทหารเรอื กบั การเสริมสร้างพลังเครือขา่ ยจติ อาสาที่เท่าเทียมด้วยแนวคิด
ทนุ ทางสงั คม
สถานการณ์จิตอาสาในประเทศไทยกาลังมีพัฒนาการอย่างกา้ วกระโดด ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชริ าลงกรณ
บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตระหนักถึงความสาคัญในการเป็นจิตอาสา และทรงมีพระบรมราโชบายให้จัดต้ังจิตอาสาข้ึนใน
องค์กรภาครัฐ เพือ่ เป็นจุดเร่ิมตน้ ใหป้ ระชาชนในประเทศหันมาสนใจและร่วมกันทาประโยชน์เพื่อสว่ นรวมมากข้ึน อีกทงั้ ยังทรง
เล็งเห็นถงึ ความสาคัญในการพัฒนาประชากรในประเทศให้เกิดความรักและหวงแหน มีความต้องการทีจ่ ะดแู ลและฟ้ืนฟูถ่ินท่ี
อยู่อาศยั ให้น่าอยู่ จึงพระราชทานแนวทางในการดาเนินงานด้านจติ อาสา โดยในระยะเรมิ่ ต้นทรงมอบหมายใหอ้ งค์กรภาครัฐ
เป็นผู้รบั ผิดชอบหลักในการจัดทาโครงการ ผ่านการปฏิบัติงานในบทบาทของจิตอาสา ร่วมกบั หน่วยงานเครือข่าย และภาค
ประชาชนเมื่อเป็นพระประสงค์ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเล็งเห็นถึงความสาคัญในการเป็นจิตอาสาและพระราชทาน
แนวทางในการดาเนินงาน องค์กรภาครัฐท่ีได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบหลัก จึงตระหนักถึงความสาคัญและยกให้
ภารกิจในดา้ นจติ อาสามีความเรง่ ดว่ นเปน็ อันดับแรก มใิ ชแ่ คเ่ พียงเป็นการสนองพระบรมราโชบาย แต่ยังเป็นการสรา้ งจติ สานึก
ให้ผปู้ ฏิบัติงานเห็นถึงประโยชน์ทีจ่ ะเกดิ ต่อประชาชนและประเทศชาติ แสดงใหเ้ หน็ วา่ การเป็นจิตอาสามีความสาคัญอย่างย่ิง
ในบริบทของสังคมไทย หรือแม้แต่บริบทของสังคมโลก กระบวนการพัฒนาจิตอาสาในภาครัฐต่างๆ จึงเป็นบทสะท้อนการ
เริ่มตน้ ของงานจิตอาสาในสังคมไทยอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม คล้ายเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนกลา้ ท่ี จะทาความดี
และเป็นเวทีให้ประชาชนได้มารวมกลุ่มกัน ผ่านโครงการที่มีจิตอาสาประจาองค์กรเป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากจะเป็นการ
กระตุ้นให้ประชาชนลุกข้ึนมาทาประโยชน์เพื่อสว่ นรวมและเกิดเป็นผลดีต่อบ้านเมืองรวมถึงส่ิงแวดล้อมแล้วนั้น ยังเป็นการ
เสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้แก่คนในชาติ ซ่ึงเป็นภารกิจหลกั ของข้าราชการทหารควบคู่ไปอีกด้วย โดยภารกิจหลัก
ของจิตอาสาในองค์กรภาครัฐ คือ การพัฒนาและปรับปรุงภูมทิ ัศน์โดยรอบหน่วยงาน รวมทั้งเขตชมุ ชน และที่อยู่อาศัย และ
กระตุ้นให้เกิดเป็นความร่วมแรงร่วมใจเป็นกาลังสาคัญที่จะดาเนินภารกิจภายใต้บทบาทของการเป็นจิตอาสา สร้างความ
รว่ มมือระหวา่ งเครือข่าย ท้ังภาคพลเรือนและเหล่าทัพ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กบั ประชาชนในการกระตุ้นจิตสานึกให้เลง็ เห็นถึง
ความสาคญั ในการทาความดเี พือ่ สังคม โดยไม่หวังสงิ่ ตอบแทน และยนิ ดที ่จี ะเขา้ ร่วมโดยไม่มีการบีบบังคับ
การเป็นข้าราชการทหารควบคู่กับบทบาทของจิตอาสาน้ัน ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันมาช้านาน เพราะ
ข้าราชการ คือ ข้าของแผน่ ดิน ในการสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ อกี ทั้งตอ้ งดูแลและปกป้อง ให้ประชาชนรสู้ ึกม่ันคง
และปลอดภัย ไม่ให้เกิดความแตกแยกสามัคคีระหว่างขา้ ราชการกับประชาชน หรือแมก้ ระท่ังการกระทบกระทั่งกันเองในหมู่
ประชาชนท่ัวไป การทาประโยชน์ให้กับประเทศชาติในมิติของงานจิตอาสาน้ัน ในความเป็นข้าราชการทหารส่งผลให้มีความ
น่าเชื่อถือ อีกท้ังในระบบการปฏิบัติงานยังมีสายงานการบังคับบัญชาและโครงสร้างในการจัดการที่ชัดเจน รูปแบบในการ
ดาเนินงานจิตอาสา จึงเป็นเครือข่ายที่จัดต้ังข้ึนอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีองค์กรภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติ ไม่ได้
เร่ิมต้นจากการรวมกลุ่มเพื่อทาส่ิงใดส่ิงหน่ึง มีเป้าหมายในการดาเนินงาน เพื่อเป็นจุดเร่ิมต้นให้ประชาชนตระหนักเห็น
ความสาคัญของการเป็นจติ อาสา และหันมาทาประโยชน์เพือ่ สังคม โดยเร่ิมจากการพัฒนาและปรับปรงุ บริเวณที่อยู่อาศยั ของ
ตนเอง และบรเิ วณชมุ ชนโดยรอบ โดยมีองค์กรภาครัฐเป็นผ้สู นับสนุนการดาเนินงาน และให้การสนับสนุนทั้งอุปกรณ์และกาลัง
พลโดยในองค์กรทางทหารจะมีหนว่ ยงานเดยี วกันที่รบั ผิดชอบงานจิตอาสา คือ ฝ่ายกิจการพลเรือนประจาเหล่าทัพมหี น้าทใ่ี น
การอานวยการและประสานการปฏบิ ัติ คลา้ ยกับเป็นศูนย์กลางในการบริหารงานด้านจิตอาสาประจาเหล่าทัพและเป็นฝ่ายที่
35
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
เชื่อมโยงความสมั พันธอ์ ันดีระหว่างข้าราชการทหารและพลเรือน การปฏิบัติงานด้านจิตอาสานอกจากจะมุ่งเนน้ ไปท่ีรูปแบบ
การทางานของเครือขา่ ยแล้วน้ัน ยังส่งผลต่อการปฏิบัติงานในระดบั ปัจเจกบุคคลผ่านเป้าหมายในการสร้างความรว่ มมือจาก
เป้าประสงค์ร่วมกัน ทาให้เกิดการทางานร่วมกันรวมถึงสัมพันธภาพท่ีดีที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในการปฏิบัติงาน เกิดความ
เข้าใจในศักยภาพการทางานของแต่ละบุคคลและมีความเคารพในความแตกต่าง และลดอัตราเมื่อเกิดการร่วมแรงร่วมใจ
แบ่งปันศักยภาพ ทรพั ยากร และแบ่งเบาภาระงานซึ่งกนั และกัน เช่น เมื่อเกิดความร่วมมือในการทากิจกรรมร่วมกนั จุดเร่ิมต้น
คือบรเิ วณที่อยู่อาศัยของประชาชน หากประชาชนในพื้นท่ีให้ความร่วมมือและมาร่วมในการทากิจกรรมส่ิงทีไ่ ด้รบั ไมใ่ ช่เพียง
ความสุขใจ แต่ได้รบั ประโยชน์โดยตรงกว่านั้น คือ การมีภูมิทัศน์ท่ีสวยงาม น่าอยู่ และได้รับสุขภาพพลานามัยที่ดีจากการมี
บริเวณโดยรอบท่ีอยู่อาศัยท่ีสะอาดและปลอดภัย ประชาชนจะเกิดความรักและหวงแหนในถิ่นที่อยู่อาศัยมากข้ึน หากในภาย
หน้าไม่มีหน่วยงานให้การสนับสนุน กิจกรรมดังกล่าวก็ยังคงดารงต่อไปได้เพราะได้รับการพัฒนาท่ีฝงั ลึกเข้าไปยังจิตใจของ
ประชาชนในพื้นท่ีนั้น ๆ และสาหรับข้าราชการทหารเมือ่ ประชาชนให้ความร่วมมือก็ส่งผลให้กาลังพลได้ปฏิบัติงานแบบพอดี
ภาระงานไม่มากจนเกินไป ทาให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างราบรื่นและดารงอยู่บนฐานของความสุขกายสุขใจท่ีได้ลงมือทา ไม่
ก่อให้เกิดอันตรายอันเป็นผลจากการปฏิบัติงานที่หนักจนเกินไป และข้าราชการทหารยังได้เรียนรู้การปฏิบัติงานร่วมกับ
ประชาชน รวมถึงองค์กรภาคพลเรือนและภาคเอกชน รวมถึงสถาบันทางสังคมตา่ งๆ เช่น ชมุ ชนให้พื้นท่ีในการปฏิบัติงานและ
ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมเป็นจติ อาสา องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนสนบั สนุนอุปกรณ์ เครื่องมือ และทรัพยากรต่างๆ
รวมถึงอาหารและนา้ ดื่ม อันมีสว่ นสนับสนุนให้การปฏิบตั ิงานเป็นไปอย่างราบรื่น วัดและโรงเรียนมีส่วนในการให้พื้นที่ในการ
ปฏิบัตแิ ละพกั พิงแกผ้ ปู้ ฏิบตั ิงาน อกี ท้ังพระภิกษุ เด็กนักเรยี น และครู อาจารย์ ยังเป็นจิตอาสาและเข้าร่วมในการปฏิบัติงานใน
แต่ละครง้ั ด้วย สง่ ผลใหท้ ุกภาคสว่ นไดร้ ่วมมือร่วมใจกันเกิดความสขุ ใจในการทางาน ในการเป็นท้งั ผ้ใู ห้และผู้รับ กล่าวได้ว่าใน
ระดับปัจเจกบุคคลน้ัน งานจิตอาสา มสี ่วนช่วยในการลดอัตรา และได้ขัดเกลาตนเอง อีกท้ังยังได้พัฒนาตนเองทงั้ ด้าน จิตใจ
สตปิ ญั ญา และสังคม ซึ่งนาไปส่สู งั คมอันสงบสขุ แบบม่งั คงและยัง่ ยืน
กรมกิจการพลเรือนหทารเรือ เป็นหน่วยหลักในการประสานการปฏิบัติงานจิตอาสาของกองทพั เรือ เปน็ สื่อกลางใน
การประสานการดาเนินงานให้มีความสอดคลอ้ งตอ่ บริบทพื้นท่ีและรูปแบบงานในแต่ละครั้งไปยงั องค์กรเครือขา่ ยที่สามารถให้
การสนับสนุนได้ โดยเริ่มจากเครือข่ายภายใน อันได้แก่ หน่วยยอ่ ยในกองทัพเรือ และเครือข่ายภายนอก คือ องค์กรอื่นๆ ท่ี
ไม่ใช่กองทัพเรือ ซ่ึงในขนั้ ตอนของการประสานงาน สาหรับหน่วยงานภายใน จะมีการประสานทางวาจาเป็นลาดับแรก เพื่อ
ความรวดเร็วในการดาเนินงาน แล้วจึงส่งเอกสารท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรไปตามลาดับสายงานธุรการ และส่วนหน่วยงาน
ภายนอก จะเริ่มประสานหน่วยงานที่เป็นหน่วยรับผิดชอบในพื้นที่น้ันๆ ก่อน เพื่อให้สะดวกต่อการดาเนินงานมากข้ึน ซึ่งใน
ปจั จุบนั การดาเนินงานด้านจิตอาสาขององค์กรภาครัฐ มีความสะดวกและรวดเร็วมากยิง่ ข้ึน เพราะผปู้ ฏบิ ัตทิ ุกภาคสว่ นร้หู น้าท่ี
ของตนเองในการปฏิบัตภิ ารกิจแต่ละครง้ั ว่าจะต้องทาอย่างไร หากตอ้ งการการสนับสนนุ ในส่วนนีต้ ้องประสานไปท่ีใด เพราะ
การแบ่งมอบภารกิจในแต่ละคร้ัง จะมกี ารจัดการประชมุ ผู้แทนองค์กรต่าง ๆ ท่ีมีการดาเนินงานดา้ นจติ อาสาเพือ่ มาหารือ และ
ตกลงใจกันท่จี ะทาใหภ้ ารกิจในแต่ละคร้งั สาเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดี เมื่อมีการแบ่งมอบภารกิจในภาพรวมแล้วน้ัน และองค์กรก็จะมี
การหารือกันเปน็ การภายในอีกคร้ังหน่งึ เพื่อวางแผนการดาเนนิ งาน และเตรยี มการรองรบั เมือ่ ได้รบั การประสานให้ดาเนินการ
อย่างเรง่ ด่วน หรือกะทันหัน และพร้อมรับต่อสถานการณ์ตลอดเวลา ในภาพรวมของงานจิตอาสาสาหรบั กรมกจิ การพลเรือน
ทหารเรือ มีบทบาทเป็นทัง้ ผสู้ นุบสนุนและผู้ปฏิบตั ิ โดยมีหน้าท่ีในการประสานงานกับหนว่ ยงานภายในกองทัพเรือและองค์กร
ภายนอกกองทัพเรือ รวมถึงการจัดหาอุปกรณใ์ นการปฏิบัติงาน เช่น ชดุ กนั น้า สาหรับจิตอาสาของกองทัพเรือที่ปฏิบตั ิหน้าที่
ในการขดุ ลอกคูคลอง เป็นการป้องกันการเกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงาน โดยงานท่ีอาจก่อให้เกิดอันตรายจะให้ข้าราชการทหาร
เป็นผู้ปฏฺบัติ เนื่องจากมีอุปกรณ์ปอ้ งกนั ท่ีเพียบพร้อมมากกว่า อีกทั้งอานวยการปฏิบตั ิในภาพรวมทง้ั หมดของโครงการจิตอาสา
ภายในกองทัพเรือ เพือ่ สนับสนนุ ใหก้ ารปฏิบตั ิบรรลุผลสาเรจ็
36
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
บทบาทของข้าราชการทหารในการเสริมพลังอานาจ (Empowerment) ด้วยทุนทางสังคม (Social capital) น้ัน
เกิดจากการที่ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นจิตอาสา อีกทั้งเห็นความสาคัญในการทาประโยชน์เพื่อสังคม
และผู้อื่น โดยเป็นโอกาสดีท่ีเราในฐานะข้าราชการทหาร ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการของสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวฯ
เปรยี บเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทากิจกรรมกบั ข้าราชการทหารภายใต้บทบาทเดียวกัน คือ การ
เป็นจิตอาสา และได้ร่วมมือกันในการทาประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ การจัดตง้ั ให้มีระบบงานจิตอาสาข้ึนในองค์กร
ภาครัฐ ถือเปน็ จุดเริม่ ต้นให้ประชาชนมีความเปดิ กวา้ งในการทาความดี เป็นการทาเพื่อสงั คมที่รับรู้โดยทว่ั กัน ไม่ใช่เพียงการ
ปดิ ทองหลังพระ แต่เป็นการทาความดี และบอกต่อส่ิงเหล่านีใ้ หผ้ ู้อื่นไดร้ ับรู้ เพือ่ เชิญชวนให้ผู้ท่ีสนใจมาเข้ารว่ มในการกระทา
เพื่อสังคมน้ันต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีส้ินสุด ในการจัดทาโครงการหรือกิจกรรมด้านจิตอาสาภายในองค์กรจึงมีการเชิญชวนและ
ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเขา้ มามสี ว่ นร่วมมากทสี่ ุด และยึดม่ันในความรสู้ ึกท่ตี ้องการทาเพือ่ ผอู้ ื่นด้วยความเต็มใจ สมัคร
ใจ และท่ีสาคัญ คือ ตอ้ งไม่หวังส่ิงใดตอบแทน กอ่ นการดาเนินงานแต่ละคร้ังจะต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งกาลังพลของ
กองทัพเรือเอง และกาลังพลในภาคส่วนอื่นๆ รวมถึงประชาชนด้วย องค์กรทางทหารนอกจากมีหน้าทใ่ี นการให้การสนับสนุน
กาลังพล ท่ีเป็นผู้ลงมือลงแรงในการทางานแล้วนั้น ส่ิงสาคญั คือ การเป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติในภาพรวมของภารกิจแต่ละ
ครงั้ หมายรวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนการปฏบิ ัติงานด้วย ส่ิงสาคญั ที่สุด คือ ด้านจิตใจ ที่ต้องอาศัยการเสริมพลังอานาจ
ให้กับผู้ปฏิบัติงานทุกคน ว่าเราน้ันรับรู้ได้ถึงความต้ังใจจริงของผู้ปฏิบัติงานว่ามีความยินดีและเต็มใจท่ีจะทาเพื่อประโยชน์
สว่ นรวมของประเทศชาตอิ ย่างแท้จรงิ ช้ีให้เห็นถึงสงิ่ ที่จะได้รับกลับไป เป็นส่ิงที่มีค่ามากกว่าเงินทองและของมีค่าอื่นใดนั่นคือ
การมีจิตใจท่ีเป็นสุข จากการไดช้ ่วยเหลือผอู้ ื่น โดยวิธกี ารในการเสรมิ สร้างแรงบันดาลใจใหก้ ับผู้ปฏิบัติงานนั้น ใช้วิธีการพูดให้
ฟงั โดยตรง เสมือนเป็นการปลุกใจกอ่ นเริ่มปฏิบัติงาน ประชาชนท่ีมาร่วมงานก็จะเกดิ ความรสู้ ึกวา่ ส่ิงที่ตนกาลงั จะทาน้ันเป็น
ภารกิจท่ีย่งิ ใหญ่ อีกท้ังเปน็ โครงการทสี่ มเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัวฯ ได้พระราชทานใหก้ ับประชาชนคนไทย โดยพืน้ ฐานของสังคมไทย
มีสถาบันพระมหากษัตริยเ์ ปน็ ศูนยร์ วมจติ ใจมาอย่างช้านาน ประชาชนจึงเกิดความภาคภูมใิ จและอยากมีส่วนร่วมดว้ ยการเป็น
จติ อาสาภายใต้โครงการท่พี ระองคท์ รงคดิ ค้นและริเริม่ เปรียบเป็นความรสู้ ึกท่ีหาส่ิงใดมาเทียบไม่ได้ เมือ่ ประชาชนธรรมดาคน
หน่ึงได้มีโอกาสมาเข้าร่วมในภารกิจท่ีย่ิงใหญ่ โดยไม่ต้องเสยี สละส่งิ ใด นอกจากหัวใจท่พี ร้อมและมุ่งมั่นทจ่ี ะทาความดีเท่าน้ัน
นอกจากน้ันยังทาให้เกิดการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง และภาคภูมิใจ รวมถึงการมีทัศนคติที่ดีขึ้นเกี่ยวกับตนเอง และการทา
ประโยชน์เพื่อผู้อื่น งานจิตอาสาช่วยให้มนุษย์มองเห็นคณุ ค่าและศกั ยภาพในตนเองมากข้ึน และรู้สกึ ว่าชีวิตของตนมคี ุณค่ามี
ความหมายเมื่อได้ใช้ความรู้และศักยภาพที่ตนเองมีมาทาประโยชน์เพื่อผู้อื่น ส่ิงต่างๆ ที่ใช้สาหรับการเสริมพลังให้กับ
ผู้ปฏบิ ัติงานน้ัน ไม่ว่าจะเป็น การชี้ให้เห็นถงึ ความสามารถ องค์ความรู้ ทักษะ การรับรถู้ ึงคุณค่าในตนเอง และความภาคภูมิใจ
ในตนเองน้ัน ล้วนแล้วแต่เป็นทุนทางสังคมที่มีอยู่ในตัวบุคคลทั้งส้ิน ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งท่ีนอกจากจะช่วยเสริ มพลังให้แก่
ผปู้ ฏิบัติงานแล้ว ยังทาให้เกิดความไว้วางใจขึ้นระหว่างทหารและประชาชน และเชื่อมโยงเป็นความสัมพันธอ์ ันดีข้ึนระหว่าง
การปฏิบัติงาน ทาใหเ้ กดิ ความรู้สกึ เอื้ออาทรและอยากท่ีจะพึ่งพาอาศยั ซึ่งกันและกัน ภายใต้บทบาทเดียวกัน คือ การเปน็ จิต
อาสา เกิดเป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบของเครือข่ายข้ึน ถึงแม้จุดเริ่มต้นจะเป็นเครือข่ายแบบหลวมๆ คือแบบเป็นทางการ
ไม่ไดเ้ กิดจากการรวมกลมุ่ ของผู้ทมี่ ีจดุ หมายเดยี วกัน มารวมตวั กนั ด้วยความสมัครใจเกดิ เป็นเครือข่ายท่ีเขม้ แข็ง แต่เชือ่ วา่ หาก
เราร่วมกันประคับประคองความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อไปเรื่อยๆ โดยท่ีทุกคนก็ต่างทาหน้าที่ของตนเอง หยบิ ยื่นส่งิ ท่ีตนเองมีแม้
เพียงเล็กนอ้ ย ไม่วา่ จะเป็นองค์ความรู้ หรือทักษะความสามารถอื่นๆ ทแี่ ตกตา่ งกันของแต่ละบุคคล แต่เมื่อนามารวมกันจะชว่ ย
เตมิ เตม็ ซึง่ กันและกันให้ภารกิจประสบผลสาเร็จได้อยา่ งแน่นอน สิ่งสาคัญอีกประการหนึ่ง คือ งานจิตอาสา ไม่ใชเ่ ป็นผู้ให้เพยี ง
อย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันกเ็ ป็นผู้รับด้วย เพราะผู้ที่ต้ังใจมาทางานจิตอาสา หวังเพื่อให้ได้รับความสุขในการทาเพื่อสังคม
และหวงั วา่ จะได้เห็นสังคมและประเทศชาติน่าอยู่มากขึน้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตอบแทนเรากลบั มาโดยท่ีเราไม่ทันรู้ตัวทีเดียว และงาน
จติ อาสายังมีส่วนช่วยใหเ้ กิดความเคารพซึ่งกันและกนั ระหว่างบุคคล เพือ่ นรว่ มงาน รวมถึงระหวา่ งเครือ่ ข่ายในการทางานดว้ ย
เพราะการเป็นจิตอาสา ไม่มกี ารจากัดเพศ อายุ การศึกษา ฐานะ หรืออืน่ ๆ เพยี งแค่ทกุ คนมจี ิตใจที่อยากทาความดีเพื่อสงั คม ก็
37
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
สามารถเป็นจิตอาสาได้แล้ว เพราะทุกคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน และทางานในบทบาทท่ีเท่าเทียมกัน ร่วมมือร่วมใจกัน
เพือ่ ให้งานดาเนินไปสคู่ วามสาเรจ็ อยา่ งมีประสิทธภิ าพ และก่อให้เกิดประโยชนต์ ่อสงั คมอย่างมากท่ีสดุ
การสร้างความเป็นจิตอาสาด้วยบทบาททหาร มีความสอดคล้องทั้งในเชิงปัจเจกบุคคลและรูปแบบของความเป็น
เครือขา่ ย เนื่องจาก ตามนโยบายกองทัพเรือ กล่าวถึงเรื่องของการสนับสนนุ การรกั ษาความสงบเรียบร้อยและเสรมิ สร้างความ
ปรองดองสมานฉันท์ให้แก่คนในชาติ ความเป็นจติ อาสาในบทบาททหารจึงมีทิศทางในการพฒั นาที่สามารถนามาเชือ่ มโยงการ
ปฏิบัติงานที่สอดคล้องกันได้ ต้องอาศัยทักษะในการเข้าถึงประชาชน เพื่อเชิญชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมในงานจิตอาสาของ
กองทัพเรือ เพราะในบทบาทของการเป็นทหารนั้น มีทั้งกาลังคน และทรัพยากรต่าง ๆ ที่พร้อมนามาใช้ในการปฏิบัติงานอยู่
แล้ว แต่ส่งิ ท่ยี ังขาดไป คือ ความรว่ มมือร่วมใจ และความร่วมมือร่วมใจของภาคประชาชน ย่ิงในเฉพาะหน่วยงานท่ีดาเนินการ
ด้านกิจการพลเรือน จะเป็นหน่วยงานท่ีมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากท่ีสุดในแต่ละเหล่าทัพ เพราะเป็นหน่วยงานที่
ดาเนินการกับภาคประชาชนโดยตรง จาเป็นต้องมีทักษะและวิธีการในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจและสร้าง
ความรู้สึกที่มั่นคง ปลอดภัย ให้กับประชาชนที่มีต่อทหารได้ การขยายตัวของงานจิตอาสาในสังคมไทย จึงเป็นข้อดีและเป็น
เครือ่ งมือสาคญั ในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์อันดีระหวา่ งทหารและประชาชนได้ สอดคล้องกับทุนทางสังคมท่ีมพี ื้นฐานแนวคิด
ของการมีความสัมพนั ธอ์ นั ดีต่อกัน ระหวา่ งบคุ คลและระหว่างเครือข่าย สืบเนือ่ งจากความรว่ มมือระหว่างขา้ ราชการทหารและ
ประชาชน อาจเร่ิมโดยหน้าทแ่ี ละภารกจิ ท่ีไดร้ ับมอบหมาย โดยกองทัพเรือได้รบั หนา้ ที่ในการเป็นเจ้าภาพหลกั ของงานจติ อาสา
แม้การดาเนินงานจะเปน็ ไปตามบทบาทหน้าท่ีที่ได้รับมอบหมาย แต่สิ่งหน่ึงท่ีก่อใหเ้ กิดคุณประโยชน์ตามมา คือ กองทัพเรือ
เล็งเห็นความสาคัญในการปลูกฝังความมจี ิตสาธารณะและความสมัครใจในการทาประโยชน์ส่วนรวมให้กับกาลังพล ผ่านการ
ฝกึ อบรมและการเรยี นรกู้ ารปลูกจิตสานึกท่ีดี รวมถงึ การได้ทากิจกรรมร่วมกับประชาชนและเหลา่ ทัพอืน่ ๆ แสดงให้เห็นถงึ พลัง
การทางานของเครือข่ายและซึบซับเข้าไปในความรู้สึกนึกคดิ ของกาลังพลท่ีปฏบิ ัติงานทผี่ า่ นมาโดยการเป็นข้าราชการทหารน้ัน
ไมใ่ ชเ่ รื่องยากหากต้องการที่จะปลกู ฝงั จติ สานึก เพราะกาลังพลทุกนายได้รบั การฝกึ ด้านระเบยี บวินัยรวมถงึ ได้รบั การปลกู ฝัง
ให้มคี วามจงรักภักดีต่อ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีความสานึกรกั และหวงแหงแผ่นดินเกิด รวมถึงประชาชนอันเป็น
เพื่อนร่วมแผ่นดินเดยี วกนั จึงง่ายต่อการสรา้ งความกลมเกลียวและจติ สานึกในการทาเพื่อผู้อืน่ เนื่องจากทุนเดิมท่ีมใี นตัวบุคคล
อันเป็นลักษณะเฉพาะของข้าราชการทหารอยู่แล้วนั้น การได้ทากิจกรรมรว่ มกันและการให้ความชว่ ยเหลือประชาชนเมื่อเกิด
วิกฤตการณ์ต่างๆ จึงไม่ใช่เพียงหน้าที่อีกต่อไป เมื่อภาพท่ีสะท้อนกลับมาชี้ให้เห็นวา่ กาลังพลเกิดความสุขในการปฏิบัติงาน
จากกาลังใจและรอยยิ้มท่ีได้รับจากประชาชนรวมถึงเพื่อนรว่ มงานและผู้บังคับบญั ชา ได้เห็นน้าใจเลก็ ๆ น้อยๆ ที่แตล่ ะคนได้
นามาแบ่งปนั กนั กอ่ เกดิ เป็นส่ิงทย่ี ิ่งใหญ่ ได้เรียนรู้ท่จี ะเคารพในศักยภาพของประชาชนและเครือข่ายในการทางาน อีกมุมหนึ่ง
กาลังพลเองก็ไดร้ ับการเคารพและการยอมรับกลับมาเช่นกัน ต่อยอดไปสู่การสร้างประโยชนใ์ หแ้ กต่ นเอง ต่อเหลา่ ทพั และต่อ
ประเทศชาติ อีกทั้งยังก่อให้เกิดสังคมแห่งความเท่าเทียมเกิดการพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกันผ่านการทากิจกรรมร่วมกัน
สอดคล้องกบั ทฤษฎีทุนทางสังคมรวมถึงการทางานในรูปแบบของเครือขา่ ย และนาไปสู่การกลับมาทากิจกรรมในรูปแบบเดิม
ซ้าไปซ้ามา จากท่ีเร่มิ ต้นโดยภาระหน้าที่กลบั กลายเป็นความสมัครใจ เต็มใจท่ีจะเสียสละและให้ความร่วมมือในการเป็นจิต
อาสาท่จี ะส่งตอ่ สิง่ ดีๆ ไปยังผู้อื่นและประเทศชาติต่อไป
สรุปคือ เครือข่ายของงานจิตอาสา ต้องอาศัยบุคลากรในทุกภาคส่วน ท้ังภาครัฐและเอกชน หรือข้าราชการทหาร
และประชาชนทั่วไปท่ีมีจิตสาธารณะ และเข้ามาร่วมกันมีบทบาทในการดาเนินงานจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม
สอดคล้องกบั แนวคิดจิตอาสา ท่ีกล่าวถึงความพร้อมในการเสียสละเวลา แรงกาย และสติปัญญา เพื่อสาธารณประโยชน์แก่
ผอู้ ื่นโดยไมห่ วังผลตอบแทน และมีความสุขท่ีได้ช่วยเหลือผู้อืน่ รวมถึงแนวคิดทุนทางสังคม ท่ีกล่าวถงึ เครือข่ายในการทางาน
ซึ่งเครือข่ายเหล่าน้ีจะทาใหง้ านจิตอาสา รวมถึงการทาประโยชน์เพื่อส่วนรวมเป็นไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดความสมดุลในการ
เกื้อหนุนกันของแต่ละภาคสว่ น จิตอาสาแต่ละคนจะทาหน้าที่ตามความถนัดของตนเอง ไม่ว่าหน้าท่ีเหล่านั้นจะเล็กน้อยสัก
เพียงใด หากแต่ละบทบาทจะช่วยเตมิ เต็ม และส่งเสริมกันและกันให้งานจิตอาสาในแต่ละคร้งั สามารถดาเนินการไปได้อย่าง
38
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
ราบรื่น และเกดิ ผลสาเรจ็ ที่ลุล่วงตามเป้าประสงค์ ก่อให้เกิดประโยชน์แกส่ ่วนรวม อีกท้ังยังส่งผลให้ผปู้ ฏิบัติงานมีความสุขกาย
สบายใจ โดยท่ขี ้าราชการในฐานะผู้สนับสนุนการปฏิบัติต้องมีส่วนชว่ ยในการเสริมพลังอานาจให้กับเครือข่ายจิตอาสาที่เข้ามามี
สว่ นรว่ มในการดาเนินงาน สอดคล้องกับแนวคิดการเสริมพลังอานาจ ท่กี ลา่ วถึงกระบวนการในการสร้างแรงบันดาลใจทท่ี าให้
บุคคลยอมรับในคุณค่าของตนเอง ปรับเปลย่ี นมมุ มอง มีอิสระและเกิดการบูรณาการการปฏิบตั ิงานอยา่ งมสี ่วนร่วม ก่อให้เกิด
ความภาคภูมใิ จในตนเอง รวมถึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กบั ทุนทางสงั คมของแต่ละบุคคลท่ีนามาใชป้ ระโยชน์กับงานจิตอาสา
ว่ามคี วามสาคัญและสามารถทาให้งานจิตอาสาบรรลุผลสาเร็จได้อย่างเท่าเทียมกนั
การเสริมพลงั ของเครือขา่ ยจิตอาสา ด้วยทนุ ทางสงั คม ต้องเริม่ จากการเสริมพลังในระดับปจั เจกบคุ คลก่อน ชใี้ ห้เห็น
วา่ สง่ิ ท่ีทานั้นเกิดประโยชน์แก่สังคมอย่างไร เป็นการเสริมพลงั โดยอาศัยทุนในตัวของแต่ละบุคคล เน้นไปที่มิติทางจิตใจเรื่อง
ของการ มีคุณค่า และเกิดความสขุ ทางใจเมือ่ ได้ทาเพื่อผู้อื่น เปน็ การให้ท่ไี ม่หวังสงิ่ ตอบแทนก็จริง แต่กลบั ได้รบั สงิ่ ตอบแทนท่ี
ยิ่งใหญ่กวา่ สิ่งท่ีให้ไปมากมายทีเดียว โดยเริม่ จากที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเล็งเห็นความสาคญั ของงานจิตอาสาและทรง
ม่งุ เน้นให้คนในชาติรักใคร่ปรองดอง และร่วมมือร่วมใจกันในการพัฒนาประเทศชาติให้น่าอยู่ โดยภาร กิจหลักของจิตอาสา
เร่ิมแรก คือ การพัฒนา และปรับปรงุ ภูมทิ ัศน์โดยรอบหน่วยงาน รวมทั้งเขตชุมชน และทีอ่ ยูอ่ าศัย ทาให้เกิดเปน็ ความร่วมแรง
รว่ มใจระหว่างหน่วยงาน รวมถึงประชาชนในการพัฒนาพืน้ ท่ีรับผิดชอบของตัวเอง ถือเป็นจดุ เร่ิมตน้ ของจิตอาสาในประเทศ
ไทยท่มี รี ะบบการทางานอยา่ งเป็นรูปธรรม นอกจากจะมุ่งเน้นให้ประชาชนในชาติเกดิ การพัฒนาตัวเองในการรว่ มเปน็ จติ อาสา
แลว้ น้ัน การทางานในรูปแบบเครือขา่ ยไดเ้ นน้ ไปที่การเสริมพลังในมิติขององคค์ วามรู้ และศักยภาพที่แต่ละบุคคลพึงมี โดยการ
เสริมสร้างพลังอานาจให้มีความกล้าท่ีจะแสดงความรู้ ทักษะ และความสามารถของตนเองเพื่อนามาใช้เป็นทุนทางสังคม
สาหรบั การทางานในรูปแบบของเครือขา่ ย เกิดเป็นความสัมพันธ์อันดรี ะหว่างกันในการถ่ายทอดและแบ่งปันองค์ความรู้และ
ทักษะของตนเองเพื่อเสริมสร้างให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวคิดทุนทางสังคมในมิติการทางาน ของ
เครือขา่ ย รวมถึงแนวคิดในการเสริมสร้างพลังอานาจให้กับจิตอาสาในระดับปัจเจกบุคคลและเครือข่ายในการทางาน เพื่อให้
เกิดการทางานแบบมีความสขุ มีอิสระ และเท่าเทยี ม โดยจากที่กลา่ วมา สามารถสรุปบทบาทข้าราชการทหารกรมกิจการพล
เรือนทหารเรือ ในการเสรมิ สร้างพลงั เครือข่ายจิตอาสาท่เี ท่าเทียม ด้วยแนวคิดทนุ ทางสังคม ไดด้ งั นี้
1. เป็นแม่ข่ายในการทางานจิตอาสา คือ เป็นผ้ปู ระสานงานและสนับสนุนการปฏบิ ัติงานของจิตอาสา สอดคล้องกับ
ทฤษฎีเครือข่ายว่าเมื่อมีแม่ข่ายก็ต้องมีลูกข่ายในการทางาน โดยลูกข่ายในการทางาน ได้แก่ หน่วยงานภายในกองทัพเรื อ
องคก์ รภายนอกกองทัพเรือ และภาคประชาชน
1.1 การประสานงานกับหน่วยงานภายในกองทพั เรือ
เป็นการประสานการทางานภายในหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการทางานจิตอาสาในแต่ละภารกิจ โดยมีหน่วยงาน
สาหรบั สนับสนุนกาลงั พล 7 หน่วยงาน และกรมกจิ การพลเรือนทหารเรือเป็นผ้จู ัดหาชุดปฏิบัติงานพร้อมอปุ กรณ์ป้องกัน เช่น
ชุดกนั น้า ถุงมือยาง เปน็ ตน้
1.2 ประสานงานกบั องคก์ รภายนอกกองทัพเรือ
สาหรบั การประสานการปฏิบัติร่วมกับเหล่าทัพอื่น มคี วามคล่องตัวดี เพราะใช้วิธกี ารทางทหารเช่นเดียวกัน โดยเมื่อ
ได้รับภารกิจมาอย่างเร่งด่วนจะมีการประสานผ่านทางวาจาก่อน แล้วจึงจัดส่งเอกสารท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรตามสายงาน
ธุรการไปภายหลงั
1.3 ประสานงานกบั องคก์ รภาคพลเรือน
องค์กรภาคพลเรือนสามารถสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือตา่ งๆ ในการปฏิบัตงิ านท่ีมีความพร้อมและตอบโจทย์
การปฏิบัตไิ ดม้ ากกว่า รวมถึงพืน้ ที่ในการทากิจกรรม ภาคพลเรือนจะมีความใกล้ชิดกับชมุ ชนและเข้าถงึ ประชาชนในพื้นที่ได้
มากกว่า เมื่อกองทัพเรือไดร้ บั การประสานให้จัดกิจกรรมจิตอาสาแล้วน้ัน จะต้องมกี ารประสานส่งตอ่ ไปยังองค์กรภาคพลเรือน
ในพื้นท่ีรับผดิ ชอบ เพื่อเตรียมความพร้อมทง้ั สถานท่ีและอปุ กรณ์ รวมถงึ การประชาสัมพนั ธ์ให้ประชาชนในพื้นท่ีทราบและเข้า
39
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
มามีส่วนร่วมในการปฏิบัติแต่ละคร้ัง เมื่อได้ประสานการปฏิบัติเรียบร้อยแล้วนั้น จะมีการนัดหมายเพื่อประชุมมอบหมาย
ขอบเขตของงาน และหารือแนวทางดาเนินการร่วมกนั เพื่อให้งานสัมฤทธ์ิผล สอดคล้องกับแนวคิดทุนทางสังคมเรือ่ งการทางาน
ของเครือข่าย สร้างความสัมพันธ์อันดีในรูปแบบการทางานของเครือข่าย มีการประชุมและตัดสินใจร่วมกัน รวมถึงมีการ
แบ่งปันทรัพยากรในการปฏิบตั ิงาน ถือเป็นการใช้ทุนทางสังคมของแต่ละองค์กรอย่างมีคุณค่า และท่ีสาคัญคือมีเป้าหมายใน
การทาประโยชนเ์ พือ่ สังคมเชน่ เดียวกนั
2.เป็นผู้เสรมิ พลังอานาจของเครือข่ายงานจิตอาสา
2.1 ผ้ปู ฏบิ ัตใิ นองคก์ ร
เนื่องจากผปู้ ฏิบัติงานในองค์กรตอ้ งปฏิบัตงิ านท่เี ป็นงานประจาด้วย ดังน้ันการปฏิบัติภารกิจจิตอาสาในแต่ละครั้งจึง
ต้องมีการเตรียมความพรอ้ มในด้านจิตใจ เพื่อให้ผู้ปฏบิ ัติงานได้รับรู้ถึงคุณค่าในส่ิงที่ทาและระลึกถึงประโยชน์ท่ีจะเกิดขึ้นกับ
ประเทศชาติ เพราะในความเป็นข้าราชการทหารมีหน้าท่ีในการปฏิบัติตามคาส่ังทั้งท่ีเต็มใจและไม่เต็มใจ แต่การทางานจิต
อาสา มุ่งเน้นในความเป็นอิสระในการทางาน ความเท่าเทียม รวมถึงความสุขใจเมื่อได้ทาประโยชน์เพื่อผู้อื่น เมื่อนาทั้ง 2
บทบาทมาผสานกันแล้วน้ัน ผู้ปฏิบัติงานจึงต้องทางานภายใต้ความสุขใจ สบายใจ และไม่รู้สึกว่าตนเองถูกเลือกปฏิบัติ และ
พร้อมท่ีจะเสยี สละทั้งแรงใจ แรงกาย ข้าราชการทหารในกรมกิจการพลเรือนทหารเรือจงึ มีส่วนสาคัญในการสร้างความเข้าใจ
และทาให้ผ้ปู ฏิบัติงานมองเหน็ คุณคา่ ของตนเองและส่ิงท่ีทา เพื่อใหเ้ กิดความสุขและความภาคภูมใิ จที่ได้เป็นจิตอาสา
2.2 ผู้ปฏิบตั ิงานในองค์กรภาคพลเรือน
การทางานจิตอาสาขององค์กรภาครัฐนั้น มีจุดเร่ิมต้นในชุมชน เพราะจะทาให้ประชาชนภายในชุมชนนั้นเห็น
ประโยชน์ทตี่ นได้รับ ซึง่ สะดวกต่อการเสริมพลังอานาจของประชาชนในพื้นท่ีเพื่อให้มสี ่วนร่วมในการเป็นจิตอาสาต่อไป การ
ช้ีให้เห็นถึงคุณค่าในการทางานจิตอาสาภายในชุมชน เป็นทักษะในการสร้างแรงบันดาลใจ โดยเร่ิมจากส่ิงที่ประชาชนได้
ประโยชน์โดยตรง และทาเปน็ ต้นแบบเพื่อให้ประชาชนเกิดแรงจูงใจท่ีจะปฏิบัติตาม นอกจากประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับชมุ ชน
แล้วนน้ั การมสี ว่ นร่วมของประชาชนยงั เป็นการสรา้ งความปรองดองระหว่างองค์กรภาครัฐและประชาชนและยงั ส่งเสรมิ ให้เกิด
ความเท่าเทยี มอกี ด้วย
เครอื ขา่ ยการทางานจติ อาสาสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ใน 2 มติ ิ ดงั นี้
1. ประโยชนส์ ่วนบคุ คล
ทาใหร้ ู้ว่าตนเองมีคณุ ค่า และมีความสุขเมื่อได้ทาเพื่อผูอ้ ื่น ก่อให้เกิดทัศนคติในเชิงบวกตอ่ ตนเองและต่อผ้อู ื่นในการ
ทางานร่วมกัน ดังคากล่าวของ Achor (2011) ว่า “ถ้าคุณสามารถเพิ่มระดับความคิดเชิงบวกของคนบางคน ณ เวลานี้ได้
สมองของเขาก็จะรู้สึกถึงสิ่งท่ีเราเรียกว่า ผลประโยชน์ของความสุข ซึ่งก็คือ สมองคุณขณะคิดเชิงบวก ทางานได้ดีกว่าปกติ
มาก” รวมถึงการยอมรับในตนเอง รวมถึงได้รับการยอมรับจากคนอื่นด้วย อีกท้ังยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพภายในตัว
บคุ คล ในการได้รับองค์ความรู้หรือทักษะใหม่ๆ เพื่มขึ้นจากการแบ่งปันทุนทางสังคมรว่ มกัน เพราะเชือ่ ว่า สังคมไทยมคี วาม
เปน็ จิตอาสาและความมีจิตสาธารณะอยู่ในวิถีชีวติ อย่แู ล้ว แต่ในระยะเวลาท่ีผ่านมาอาจมีการลบเลือนหายไปบ้าง จึงต้องได้รับ
การรื้อฟนื้ ให้กลบั มาอยูใ่ นวิถีสังคมไทยอีกคร้ัง
2. ประโยชนเ์ พื่อสังคมสว่ นรวม
การจัดต้ังจิตอาสาในองคก์ รภาครัฐเป็นเพียงจดุ เร่มิ ตน้ ทชี่ ี้ใหเ้ หน็ ถึงความสาคัญของปัญหาและแนวทางการแกไ้ ขโดย
อาศัยบทบาทความเป็นจติ อาสา ในการต่อยอดไปยังประชาชนโดยที่ไม่ต้องอาศัยองค์กรในการสนับสนุนการทางานจิตอาสา
และเกิดเป็นสายสัมพันธ์อันดีระหว่างกันจากการรวมกลุ่มของประชาชนเพื่อมาร่วมทาประโยชน์ให้แก่สังคมในรูปแบบของ
เครือข่ายจติ อาสา ซ่งึ การรวมกลมุ่ ในลกั ษณะนจ้ี ะเป็นเครือขา่ ยท่ีสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างยัง่ ยืน
40
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
กลา่ วได้วา่ กรณีบทบาทข้าราชการทหารกรมกิจการพลเรือนทหารเรือในการเสริมสร้างพลังเครือข่ายจติ อาสาที่เท่า
เทยี มนั้น มี 2 บทบาท คือ 1) เป็นแม่ขา่ ยในการทางานจิตอาสา ท่ีมีหน้าท่ใี นการประสานงานกบั หน่วยงานภายในกองทัพเรือ
องค์กรภายนอกกองทัพเรือ รวมถึงองคก์ รภาคพลเรือน 2) เป็นผู้เสรมิ พลังอานาจของเครือข่ายงานจิตอาสาใหก้ ับทั้งผูป้ ฏิบตั ใิ น
กองทัพเรือ และผู้ปฏิบัติงานในองค์กรภาคพลเรือน ซ่ึงในบทบาทดงั กล่าวก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ปฏิบัตงิ านโดยเฉพาะในมิติ
ทางจิตใจ และยังสร้างให้เกิดการปฏบิ ัติงานจิตอาสาในรูปแบบของเครือขา่ ย นามายังประโยชน์สว่ นบุคคล และประโยชน์เพื่อ
สังคมสว่ นรวม ซงึ่ สอดคลอ้ งกับทฤษฎีทุนทางสังคม
บทสรุปของบทบาทขา้ ราชการทหารกรมกจิ การพลเรอื นทหารเรือในการเสริมสรา้ งพลังเครือข่ายจติ อาสาทเ่ี ท่าเทียม ดว้ ย
ทุนทางสังคม
บทบาทของข้าราชการทหาร ที่มสี ่วนในการเสริมสร้างพลังอานาจใหก้ ับจิตอาสาน้ัน เนน้ ว่าการปฏิบัตงิ านแต่ละครั้ง
มีเป้าหมายร่วมกันระหว่างขา้ ราชการทหาร องค์กรภาคพลเรือน และประชาชนท่ีเข้ารว่ ม คือ การทาประโยชน์และความดีงาม
ต่อสังคมเพื่อสนองพระบรมราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และที่สาคัญ คือ การเป็นจุดเริ่มต้นให้คนในชาติเห็น
ความสาคัญของการเป็นจิตอาสา และการทาประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และหันมาสนใจที่จะทาเพื่อคนอื่นและเพื่อสังคม
เช่นเดียวกนั โดยเริ่มจากการทาเพื่อตนเองและสังคมบริเวณรอบท่ีพักอาศัยของตนเองก่อน เพื่อแสดงให้เหน็ ถึงความรักและ
หวงแหนในถิ่นที่อยูอ่ าศยั ของตนเอง และต้องการดแู ลรักษาให้สะอาด ปลอดภัย และน่าอยู่อยา่ งย่ังยืน ข้าราชการทหารกรม
กิจการพลเรือนทหารเรือ ในฐานะของผู้ท่ีให้การสนบั สนุนการปฏิบตั งิ านในภาพรวม เป็นท้ังผู้ปฏบิ ัติ และผสู้ นับสนุนการปฏบิ ัติ
ให้ดาเนินไปตามแนวทางการดาเนินงานท่ีตั้งไว้และเน้นไปท่ีผลสัมฤทธิท์ ี่ย่ังยืนทางจิตใจ มีบทบาทในการเป็นแม่ข่ายในการ
ทางานรวมถึงบทบาทของการเป็นผู้เสริมพลังอานาจของเครือข่ายงานจิตอาสา ซง่ึ ในบทบาทดังกล่าวน้ันกอ่ ให้เกดิ ประโยชนก์ ับ
ผู้ปฏิบัติงานที่เป็นท้ังประโยชน์ส่วนบุคคลซ่งเน้นมิติทางจิตใจ และยังสร้างให้เกิดประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม ซ่ึงเน้นการ
ปฏิบตั ิงานจิตอาสาในรปู แบบของเครือขา่ ย และสิ่งสาคัญต้องทาให้ประชาขนไวว้ างใจในการได้มาร่วมงานกับเรา และเรมิ่ จาก
การสรา้ งสมั พันธ์อันดีใหเ้ กดิ ขน้ึ เสียก่อน หลังจากนั้นจึงได้แบ่งปันแนวความคดิ อุดมการณ์ หรือเป้าหมายทีม่ ีร่วมกัน ให้ผทู้ ่ีมา
เขา้ ร่วมรับรู้และสัมผสั ไดว้ ่าองค์กรท่ีเขา้ มาเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือเครือข่ายในภาคส่วนอื่นๆ ไม่ได้รบั ประโยชนจ์ ากงานจิตอาสา
เลยแม้แต่น้อย หากแต่สิ่งท่ีได้รับกลับมาน้ัน คือ ความไว้วางใจของประชาชน และเชื่อมั่นว่าประชาชนสามารถพึ่งพาอาศัย
ทหารไดจ้ รงิ รวมถึงการสร้างใหป้ ระชาชนเกิดความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยตลอด การดาเนินงานรวมถงึ ในชวี ิตประจาวันด้วย
ท่สี าคญั ผลสาเรจ็ ในมิติดา้ นจิตใจของประชาชน คือ ผ้ทู ี่มาเป็นจติ อาสานนั้ ได้รับความสุข และความรู้สกึ ทด่ี ีกลับไปหรือไม่ และ
เกิดแรงจูงใจท่ีอยากจะทาอีกหรือเปล่า รวมถึงแนวโน้มของการมีส่วนร่วมจากประชาชน ว่ามีแนวโน้มท่ีมากขึ้นในแต่ละคร้ัง
มากน้อยเพียงใด เพราะการเป็นผูใ้ ห้ควรไดร้ ับกาลังใจที่ดีเสยี ก่อน หลังจากนั้นจึงอยากจะชักชวนให้ผ้อู ื่นมาเข้าร่วมด้วย หาก
ทาแลว้ ดี ทาแล้วมคี วามสุข ก็อยากจะบอกต่อสิ่งดีๆ เหล่าน้ันให้ผ้อู ื่นได้รับรู้ และได้รับความรสู้ ึกเช่นนั้นบา้ ง เป็นการสง่ ต่อการ
ใหแ้ บบไมม่ สี ้ินสดุ
41
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
รายการอา้ งอิง
กุ้ยย้ง เมื่องานจิตอาสาคือยารักษาโรครา้ ย. (2554). [ออนไลน์]. https://hilight.kapook.com/view/56399. สืบค้นเมื่อ 19
ธันวาคม 2561.
เครือข่ายจิตอาสา. (2558). การทางานอาสาสมัคร เส้นทางสู่ การสร้างความเป็นพลเมื องของนักเรียน. [ออนไลน์].
http://www.volunteerspirit.org/?p=24743. สืบคน้ เมื่อ 13 ธนั วาคม 2561.
เครือข่ายจิตอาสา. รายงานการประชุมระดับชาติดา้ นการอาสาสมัครคร้ังท่ี 2. การนาเสนอสถานการณอ์ าสาสมัครจากประเทศ
ต่างๆ. วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน 2559.
ชยั วัฒน์ สุทธิรตั น์. (2552). สอนเดก็ ใหม้ จี ติ สาธารณะ. กรุงเทพมหานคร: วี พร้ินท์ (1991)
เดิมแท้ ชาวหนิ ฟ้า. (2548). คุณลักษณะและกระบวนการปลูกฝังคณุ ธรรมจริยธรรมของประเทศไต้หวัน. กรุงเทพมหานคร:
พรกิ หวานกราฟฟคิ .
ธญั ลักษณ์ ศรีสง่า. (2560). จิตววิ ัฒน์ : จิตอาสาข้ามพรมแดน. [ออนไลน์]. https://www.matichon.co.th/columnists/
news_693799. สืบค้นเมื่อ 13 ธนั วาคม 2561.
นโยบายกองทพั เรือ ประจาปีงบประมาณ 2561 และนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ประจาปีงบประมาณ 2561.
เพชรภี ปิน่ แกว้ . (2554). จิตอาสา สร้างสุขงา่ ยๆ แคล่ งมอื ทา. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ัท ส.เอเชยี เพลส (1989) จากดั .
มูลนธิ ิพุทธฉือจไ้ี ตห้ วันในประเทศไทย. (มปป). ฉือจ้ี: โมเดลจิตอาสาเพื่อการพัฒนามนษุ ย์.
วรวฒุ ิ โรมรัตนพันธ์. (2548). ทนุ ทางสงั คม. กรุงเทพมหานคร: โครงการเสรมิ สร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเปน็ สุข.
สถานภาพองค์ความรู้ของแนวคิดเครือข่ายทางสังคม (State of Knowledge of Social Network Concept). (2551).
[ออนไลน์]. https://www.kroobannok.com/4252. สืบคน้ เมือ่ 14 ธนั วาคม 2561.
สายฝน สเุ อยี นทรเมธี (2558). รายงานการศกึ ษาวจิ ัย เรื่อง ทุนทางสงั คมกบั การปฏริ ูปประเทศไทย. มหาวิทยาลัยรงั สิต.
เสรี พงศพ์ ศิ . (2548). เครอื ขา่ ย. กรุงเทพมหานคร: เจริญวทิ ย์การพมิ พ.์
สฤษ ผาอาจ และมนตรี กรรพุมมาลย์ (2559). พลวัตการจัดการทุนทางสังคมในชุมชนต่างศาสนา: กรณีศึกษา ชุมชนตาบล
ทรายขาว อาเภอโคกโพธิ์ จังหวดั ปัตตาน.ี วารสารพัฒนาสงั คม ปีท่ี 18 ฉบับที่ 1/2559
อาจยุทธ เนติธนากุล และโยธิน แสวงดี. (2547). แนวคิดเพื่อการพัฒนาชุมชนในมิติพลวัตทางประชากร ทุนทางสังคม ทุน
มนุษย์และองคค์ วามร้แู นวคิดทางเศรษฐศาสตร์ใหม่, วารสารสโุ ขทยั ธรรมาธิราช ปที ี่ 17 ฉบับท่ี 1 มกราคม–มถิ ุนายน
2547.
อารีย์ ธวชั วัฒนานันท์. (2553) แนวทางการเสรมิ พลังอานาจแก่อาสาสมัครสาธารณสขุ ประจาหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแล
ผสู้ งู อายใุ นชุมชน จังหวดั สมทุ รสาคร. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
42
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ตัวชี้วัดความเป็นอยู่ทด่ี ที างสงั คมของแรงงานต่างด้าวไรฝ้ มี อื ในประเทศไทย
ผา่ นมุมมองกฎหมายสิทธมิ นุษยชนของไทย
Social Well-being Indicators of Unskilled Migrant Workers in Thailand
Through the View of Thailand’s Legislation on Human Rights1
รองศาสตราจารยว์ รรณวดี พูลพอกสิน2
Associate Professor Wanwadee Poonpoksin3
Abstract
Social well-being is an ultimate goal for every human being's life including migrant workers in the
destination country. For unskilled migrant workers in Thailand from neighbouring countries, the involved
issues are not only increasing in its number, but also growing more complicated. Although their quality of
life would be in accordance with the Universal Declaration of Human Rights, as well as Thailand’ laws and
policies, but their well-being in reality are conceivably low. This study takes empirical data using
systematic approach to research in exploring and clarifying the well-being situation and indicators of those
unskilled migrant workers. However, the preliminary issues that need to be addressed relate to the
objective of this study, which is to develop social well-being indicators that appropriate for these migrants
under the Thailand’s legislation on human rights and related data. The study begins with a qualitative
research of stakeholders including 14 semi-structured interviews with unskilled Myanmar migrant workers,
their employers, and relevant parties involved both from NGOs and government sectors by using
qualitative inductive analysis. The concepts obtained from the results led to the conceptualization of the
keywords, and then integrated into the literature review process. The keywords on well-being situations
constructed as a guideline for specific indicators development consist of five dimensions: dignity and
quality of working life, health status and health safety, warmth and stability of the family, language and
social relationships, and safety and personal security. These well-being dimensions and its indicators may
be used as a guide to assess the well-being of unskilled migrant workers in Thailand, to lead the way to
improve their quality of life, and as a starting point for future study or as a database for other interested
researchers to develop more suitable indicators for these unskilled workers and other migrant groups in
Thailand.
Keywords: Social Well-being, Indicators, Unskilled Migrant Workers in Thailand, Thailand’s Legislation on
Human Rights
1 บทความนี้เป็นส่วนหน่ึงของดุษฎีนิพนธ์เร่ือง “Social Well-being Situations of Unskilled Myanmar Migrant Workers in Thailand: A Data Driven Study of
Bangkok Metropolitan Region” at Asian Research Institute for International Social Work, Shukutoku University, Chiba, Japan
2 อาจารยป์ ระจา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
3 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]
43
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
บทคดั ยอ่
ความเป็นอยู่ท่ีดีทางสังคมเป็นเป้าหมายสาคัญในการดารงชีวิตของมนุษยท์ ุกคน รวมถึงแรงงานต่างด้าวในประเทศ
ปลายทางด้วย สาหรับแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้านในไทย ประเดน็ ทเี่ ก่ียวขอ้ งไม่ใช่เพียงจานวนที่เพ่ิมมากขึ้น
แต่รวมไปถึงการเติบโตของแรงงานต่างด้าวที่มีความซับซ้อนมากข้ึนด้วย แม้คุณภาพชีวิตของแรงงานควรจะเป็นไปตาม
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมถึงกฎหมายและนโยบายของประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์ความ
เป็นอยู่ของพวกเขาอยู่ในระดับท่ีค่อนข้างต่า การศึกษานี้จึงสนใจข้อมูลเชิงประจักษ์โดยใช้วิธีการศึกษาที่เป็นระบบ โดยมี
เป้าหมายเพื่อท่ีจะอธบิ ายสถานการณ์ความเป็นอยู่ทดี่ ีท่ีแทจ้ ริงของแรงงานเหล่านน้ั อย่างไรก็ตามประเดน็ เบื้องต้นที่ตอ้ งการชี้
ชัดท่ีเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาคร้ังนี้ คือ การพัฒนาตัวช้ีวัดความเป็นอยู่ท่ีดีทางสังคมซึ่งมีความเหมา ะสมกับ
แรงงานภายใต้ฐานคิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนของไทยและข้อมูลท่ีเก่ียวข้อง การศึกษาเร่ิมต้นด้วยการวิจยั เชิงคุณภาพโดยการ
ใช้แบบสมั ภาษณ์ก่งึ โครงสร้างในผู้เก่ียวข้องจานวน 14 คน จาแนกเปน็ แรงงานต่างดา้ วพม่าไรฝ้ ีมือ นายจ้างของแรงงานพม่า
และผู้เกี่ยวข้องของไทยครอบคลุมท้ังภาครัฐและเอกชน ทาการวเิ คราะห์ข้อมลู ด้วยวิธกี ารเชิงคุณภาพ โดยแนวคิดท่ีไดร้ ับจาก
ผลการศึกษานาไปสู่การกาหนดคาสาคญั แล้วผนวกร่วมกับกระบวนการทบทวนวรรณกรรมจากแหลง่ ข้อมูลสาคญั ท่ีเกี่ยวข้อง
คาสาคัญด้านสถานการณ์ความเป็นอย่ทู ี่ดีทางสังคมถูกรวบรวมเพื่อใช้เป็นแนวทางสาหรับการพัฒนาตัวช้ีวัดที่มีความเฉพาะ
จานวน 5 มิติ ได้แก่ มติ ิศักดิ์ศรีและคุณภาพชีวิตการทางาน มิตสิ ถานะสขุ ภาพและความปลอดภัยทางสุขภาพ มิติความอบอุ่น
และความมั่นคงของครอบครัว มิติภาษาและสัมพันธภาพทางสงั คม และมิติความปลอดภัยและความมั่นคงสว่ นบุคคล ท้ังน้ีมิติ
และตัวชี้วัดเหล่านี้สามารถใช้เปน็ แนวทางในการประเมนิ ความเป็นอยทู่ ี่ดีทางสังคมของแรงงานตา่ งด้าวไร้ฝีมือในประเทศไทย
เพื่อนาไปสู่แนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน และเพื่อเป็นจุดเร่ิมต้นในการศึกษาต่อหรือใช้เป็นฐานข้อมูลสาหรับ
นักวจิ ัยทมี่ ีความสนใจที่จะพัฒนาพัฒนาตัวชี้วดั สาหรบั แรงงานต่างด้าวกล่มุ นแี้ ละกล่มุ อื่นๆ ในประเทศไทยให้มคี วามเหมาะสม
มากขน้ึ ตอ่ ไป
คาสาคญั : ความเปน็ อยู่ท่ีดที างสงั คม, ตวั ชี้วัด, แรงงานตา่ งดา้ วไร้ฝมี ือในประเทศไทย, กฎหมายสิทธมิ นุษยชนของไทย
บทนา
อนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติด้านการคุ้มครองสิทธขิ องแรงงานและสมาชกิ ครอบครัว (The International
Convention on the Protection of the Rights of All Migrant Workers and Members of Their Families) ได้ ให้
ความหมายของคาว่า “แรงงานต่างด้าว” ว่าหมายถึง “a person who is to be engaged, is engaged, or has been
engaged in a remunerative activity in a State of which he or she is not a national” ซ่ึงนิยามศัพท์น้ีช่วยช้ีให้เห็น
ถึงลักษณะของแรงงานต่างด้าวในกิจกรรมที่ได้รับค่าตอบแทนในประเทศท่ีตนไม่ใช่พลเมือง นอกจากน้ีข้อมูลจาก The
International Migration Report 2015 (United Nations [UN], 2016) รายงานให้เห็นว่าแรงงานต่างด้าวมีจานวนเพ่ิมขึ้น
อย่างรวดเร็วในช่วง 15 ปีที่ผา่ นมา โดยเพม่ิ จาก 173 ลา้ นในปี 2543 เป็น 222 ล้านในปี 2553 และ 244 ล้านในปี 2558 โดย
เกือบสองในสามของแรงงานขา้ มชาติท่วั โลกอาศัยอยูใ่ นทวีปยุโรปและเอเซีย ซ่ึงมปี ัจจัยหลายดา้ นที่ส่งเสริมใหเ้ กิดการย้ายถน่ิ น้ี
เช่น ความทันสมัยของการคมนาคม ความยากจน ความไม่เท่าเทียม การว่างงาน และเหตุผลอื่นๆที่กดดันแรงงานใหท้ ิ้งบ้าน
เกดิ ตนเองและแสวงหาโอกาสท่ีดีกว่าในประเทศปลายทางอื่นๆ แม้ว่าจะตอ้ งเผชญิ กับการถกู เอาเปรียบภายใตก้ ารจา้ งงานดว้ ย
คา่ จ้างท่ีต่า ชั่วโมงการทางานที่ยาวนาน และเงือ่ นไขการจ้างงานที่แย่กว่าแรงงานของประเทศปลายทางก็ตาม (UN, 2016)
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบตอ่ เนื่องท่ีไมอ่ าจปฏิเสธไดเ้ มื่อมีการเคลือ่ นย้ายแรงงานระหว่างประเทศ คือ การบริหารจัดการของ
ประเทศปลายทาง (Kaur, 2010) ซ่ึงปัจจุบันพบวา่ ประเทศส่วนใหญ่ขาดระบบการจัดการแรงงานที่มีประสิทธิภาพ ทาให้
แรงงานมักจะได้รับสวัสดิการที่จากัดจากประเทศปลายทาง ถูกเอาเปรียบ แม้จะมีกฎหมายและอนุสัญญาต่างๆ ที่ให้การ
44
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
คุ้มครองแรงงาน แตท่ ้ายทส่ี ุดการดาเนินการหรือการให้การคุ้มครองมักขึ้นอยู่กับนโยบายของประเทศปลายทางเปน็ สาคัญ
(สรุ พล ปธานวนชิ , สมั ภาษณ,์ 30 มนี าคม 2560)
จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ในช่วง พ.ศ. 2543 – 2558 ข้างต้นท่ีแสดงให้เห็นว่า ทวีปเอเซียมแี รงงานย้าย
ถน่ิ มากกวา่ ภูมิภาคอื่นๆ โดยมกี ารย้ายถิ่นจากประเทศเม็กซิโกสู่ประเทศสหรัฐอเมริกามากเป็นอันดับที่ 1 ขณะที่การย้ายถิ่น
จากประเทศพม่าสู่ประเทศไทย สูงเป็นอันดับท่ี 13 เนื่องจากประเทศไทยเป็นพื้นท่ีปลายทางหลกั ในภูมิภาคอาเซียนสาหรับ
การเดินทางเข้ามาของแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้าน (Aung, Pongpanich, & Robson, 2009; United Nations
Development Programme [UNDP], 2015) โดยข้อมูลที่บนั ทึกเป็นทางการในเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ของสานักบริหาร
แรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน พบว่ามีแรงงานไร้ฝีมือย้ายถ่ินเข้ามาทางานในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายจานวน
1,260,991 คน โดยแรงงานจานวนมากกว่าสองในสามเข้ามาทางานในไทยผ่านชอ่ งทางของการพิสจู น์สัญชาติ (Nationality
Verification [NV]) และมีแรงงานจานวนไม่มากท่ีผา่ นช่องทางความร่วมมือระหวา่ งประเทศในการจ้างงาน (Memorandum
of Understanding [MOU]) ส่วนปัญหาการย้ายถ่ิน ปัจจัยดึงและปัจจัยผลกั ท่ีประเทศไทยกาลงั เผชิญอาจจะไม่แตกต่างจาก
ประเทศอื่นมากนักในการเคลื่อนย้ายของผู้คนเข้ามาในประเทศเพื่อโอกาสในการ ทางานและการแสวงหาชวี ิตที่ดีกว่า (ILO,
2010) สาหรบั แรงงานจากประเทศพม่ามีปัจจัยผลักท่ีสาคัญ คือ ความไม่ม่ันคงทางการเมืองและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ส่วน
ปัจจัยดึงได้แก่ ค่าจ้าง เครือข่ายทางสังคมในประเทศปลายทาง (Chalamwong, 2011; Hall, 2011) อย่างไรก็ตาม
สถานการณก์ ารย้ายถิ่นท่ีเกดิ ขึ้น ต้องยอมรับวา่ แรงงานตา่ งด้าวไร้ฝีมือเหล่าน้ีได้สรา้ งคุณประโยชน์ใหก้ ับสังคมไทย โดยเฉพาะ
ความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ (Chalamwong, 2011; ILO, 2009; OECD/ILO, 2017; Rukumnuaykit, 2009;
Vasuprasat, 2010) ข้อมูลในปี 2560 ยังคงช้ีให้เห็นถึงความสาคัญของแรงงานต่างด้าวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นกลุ่ม
แรงงานที่เข้าประเทศอยา่ งไม่มีเอกสาร ไม่ถูกกฎหมาย แต่ก็เปน็ อีกกลุ่มที่ช่วยเพ่ิมกาลังแรงงานและเติมเต็มช่องว่างแรงงาน
ภายในประเทศไทย (UNDP, 2011) ในทางตรงข้าม ข้อมลู แรงงานต่างด้าวเหล่าน้ีถูกนาเสนอผ่านสื่อต่างๆ ในด้านลบเช่นกัน
เช่น แรงงานต่างด้าวเป็นปัญหาทางสังคม ก่ออาชญากรรม และแพร่โรคระบาดที่สามารถควบคุมได้แล้วในไทย เช่น โรค
เท้าช้าง โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน และโรคติดต่ออื่นๆ (Huguet, 2014) ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนภาพว่า แรงงานต่างด้าวใน
สังคมไทยถูกมองทั้งในภาพลบมากกว่าบวก ซ่ึงข้อมูลทางวิชาการหลายแหล่งยืนยันว่าโดยส่วนใหญ่แรงงานเหล่านี้ต้องเผชิญ
คุณภาพชีวติ ที่ต่า ถูกเอาเปรยี บในหลายรูปแบบจากผเู้ ก่ียวขอ้ ง
เมื่อความเป็นอยู่ท่ีดีทางสังคมเป็นเป้าหมายที่สาคัญของการดารงชีวิตของมนุษย์ทุกคน และการเติมเต็มชีวิตเป็น
ความต้องการข้ันพื้นฐานสาหรับมนุษย์ทุกคน เช่นเดียวกับท่ีแรงงานต่างด้าวต้องการแสวงหาความเป็นอยู่ท่ีดีทางสังคมและ
ความพึงพอใจในประเทศปลายทาง ซ่ึงคาดหวงั วา่ สิง่ ท่ีได้รับน่าจะดีกว่าในประเทศตน้ ทางท่ีเขาเผชิญ (Kahn & Juster, 2002;
McGillivray & Clarke, 2003) อย่างไรก็ตาม การศึกษาความเป็นอยู่ท่ีดีทางสังคมของแรงงานตา่ งดา้ วในไทยยงั มจี านวนจากัด
และมีช่องว่างในการศกึ ษา กล่าวคือ การศกึ ษาตวั ชว้ี ัดความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคมของแรงงานไร้ฝีมือเป็นการเฉพาะยังมีจานวน
ท่ีน้อยมาก วรรณกรรมท่ีเกยี่ วขอ้ งกับแรงงานตา่ งด้าวไร้ฝีมือมักใหค้ วามสาคญั กับการนาเสนอและวิเคราะหน์ โยบายมากกว่าที่
จะทาการวิจยั เชงิ สารวจดว้ ยการออกแบบการศึกษาวจิ ัยท่ีเปน็ ระบบ ซึ่งจะสามารถสะท้อนความเป็นอยู่ท่ีดขี องแรงงานได้อย่าง
ครอบคลุมในหลากหลายมิติบนฐานคิดของกฎหมายสิทธิมนุษยชนของไทยที่ให้การคุม้ ครองและดูแลแรงงาน ดงั น้นั จึงนาไปสู่
วัตถุประสงค์หลักของการศกึ ษาครั้งนีท้ มี่ ีเป้าหมายในเบื้องต้นเพื่อการพฒั นาตวั ช้ีวัดความเป็นอยู่ทด่ี ีทางสังคมของแรงงานตา่ ง
ด้าวไร้ฝีมือในประเทศไทย โดยมีคาถามการวจิ ัยหลักคือ มีตัวช้ีวดั ใดบ้างท่ีมคี วามเหมาะสมท่จี ะใช้ในการประเมินความเป็นอยู่
ที่ดีทางสังคมของแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในประเทศไทยได้อย่างสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแรงงานและกฎหมายสิทธิ
มนษุ ยชนของไทย เพื่อนาไปสกู่ ารประเมินความเป็นอยู่ทดี่ ีทางสังคมของแรงงานด้วยการใชต้ ัวช้ีวัดท่ีมีความเหมาะสมต่อไป
45
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ขอ้ ตกลงเบอื้ งตน้ ในการศกึ ษา
การศึกษาครั้งน้ี ในส่วนของแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ ในเบื้องต้น ผู้ศึกษาเร่ิมการศึกษาด้วยการเข้าถึงข้อมูลของ
แรงงานพม่าและนายจ้างของแรงงานพม่าเท่านั้น มไิ ด้สมั ภาษณ์แรงงานจากประเทศลาวและกัมพูชา เนื่องจากแรงงานพม่าไร้
ฝีมือเป็นแรงงานที่มีจานวนมากท่ีสุดในกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ มีจานวนมากกว่าร้อยละ 70 ของ
แรงงานต่างด้าวไรฝ้ ีมือท้ังหมดทีเ่ ข้ามาทางานในไทย
แนวคดิ ทใ่ี ช้
แนวคิดความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคมถูกนามาใช้เป็นแนวคิดหลักในการศึกษา โดยให้ความสาคัญกับองค์ประกอบความ
เป็นอยู่ท่ีดีหรือมิติท่ีเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ท่ีดี ท้ังที่เป็นแนวคิดสาหรับประชากรทั่วไป และสาหรับแรงงานต่างด้าว โดย
พบวา่ แนวคิดทั้งสองกลุ่ม บางส่วนมีความเชื่อมโยงกนั มีการประเมินความเป็นอยู่ทีด่ ีในประเด็นต่างๆ ไมแ่ ตกต่างกนั มากนัก
นอกจากน้ี แนวคิดสิทธมิ นุษยชน รวมทั้งกฎหมายของไทยที่เกีย่ วข้องแรงงานต่างด้าว สวัสดกิ ารสาหรับแรงงานยังถกู นามาใช้
เป็นส่วนสาคัญ/แนวทางในการพัฒนาตัวช้ีวัดในการศึกษาครั้งนี้ด้วย เช่น พระราชบัญญัติแรงงานต่างด้าว พ .ศ.2551
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และกฎหมายอื่นๆ ที่เก่ียวข้อง ท้ังน้ีเพื่อประโยชน์ของการพัฒนาตัวช้ีวัดที่
ครอบคลุมภายใต้บริบทกฎหมายและนโยบายของประเทศไทยและการตระหนักในสิทธิมนุษยชนท่ีแรงงานควรได้รับการ
ค้มุ ครองตามที่ควรจะเปน็
วธิ กี ารศึกษา
การศึกษาคร้ังนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ศึกษาใช้แบบสัมภาษณ์ก่ึงโครงสร้างทาการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วย
ตนเองในกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจานวน 14 คน โดยจาแนกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ แรงงานพม่าไร้ฝีมือ นายจ้างของแรงงานพม่าไร้
ฝีมือ และผเู้ ก่ียวข้องกับนโยบายแรงงานของประเทศไทยครอบคลุมท้ังตัวแทนจากภาครัฐและเอกชน ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล
เชิงคุณภาพ รว่ มกบั การทบทวนวรรณกรรม เพื่อพัฒนาตัวช้ีวัดท่ีมีความเฉพาะสาหรับแรงงานต่างด้าว โดยกระบวนการเก็บ
รวบรวมข้อมูลดาเนินการในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน พ.ศ.2560 ทั้งน้ีในส่วนของการสัมภาษณ์แรงงานพม่าไร้ฝีมือ
เนือ่ งจากตัวอย่างท้ังหมดสามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยได้อยา่ งเข้าใจ กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลจึงไมม่ ีการใช้ล่ามชว่ ยใน
การสื่อสารหรือแปลความแต่อย่างใด ท้ังนี้ การศึกษาวิจัยคร้ังน้ีผ่านกระบวนการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคนจาก
Shukutoku University ประเทศญ่ปี ุ่น เลขที่ 2016-103
กระบวนการและขนั้ ตอนในการพฒั นาตวั ช้ีวดั
กระบวนการในการศึกษาและพฒั นาตัวชี้วัดความเป็นอยทู่ ี่ดีทางสังคมของแรงงานต่างดา้ วไร้ฝมี ือในประเทศไทย มี
ขน้ั ตอนดาเนนิ การท่สี าคญั ดงั น้ี
46
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
แผนภาพที่ 1 กระบวนการในการพัฒนาตวั ชวี้ ดั ของแรงงานต่างด้าวไรฝ้ ีมือในไทย
ตามแผนภาพที่ 1 แต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้
ขัน้ ตอนที่ 1
การทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวข้องกับตัวชี้วัดความเป็นอยู่ที่ดีโดยท่ัวไป และตัวชี้วดั ความเป็นอยู่ท่ีดีทางสังคมของ
แรงงานตา่ งด้าว พบขอ้ มลู มิต/ิ ประเด็นต่างๆ ของความเปน็ อยู่ที่ดที ี่มีการใหค้ วามสาคญั และถกู กล่าวถึงบ่อยคร้ัง ดังนี้ มิติของ
รายไดแ้ ละสถานะการทางาน สุขภาพ ครอบครัวและท่ีอยู่อาศัย ความเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏบิ ัติ ความมั่นคงทางสังคม
สวสั ดิการแรงงาน และสัมพันธภาพทางสังคม โดยผู้ศึกษานามิตเิ หลา่ นเ้ี ปน็ ประเดน็ หลักในการสัมภาษณ์ผเู้ กีย่ วข้องท้ัง 3 กลุ่ม
หลงั จากน้ันนาข้อมูล/ผลการศึกษาท่ีได้รับจากการสัมภาษณ์กาหนดเป็นแนวคิดหลัก และพิจารณาถึงคาสาคัญท่ีปรากฎใน
แนวคิดน้ันๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการทบทวนวรรณกรรมเพ่ิมเติมในข้ันตอนต่อไป ดังข้อมูลสรุปแนวคดิ คาสาคัญ และชื่อ
ใหม่ของมิติความเป็นอยู่ท่ีดีทางสังคมตามตารางที่ 1 อย่างไรกต็ ามขอ้ มูลท่ีนาเสนอในตาราง มีจุดหมายเพื่อใหเ้ ห็นถึงขั้นตอนท่ี
จะนาไปสู่การพัฒนาตัวชี้วัดเท่านั้น โดยบทความน้ีมิได้อธิบายถึงรายละเอียดของแต่ละแนวคิดที่ได้รับจากการสัมภาษณ์
ตวั อยา่ งทีศ่ กึ ษาท้ัง 3 กลุ่ม ดงั ทป่ี รากฎขอ้ มูลในตาราง
47