รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
48
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
49
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ขนั้ ตอนท่ี 2
ทบทวนวรรณกรรมในแหล่งข้อมลู ทเ่ี กี่ยวขอ้ งเพิ่มเตมิ โดยใช้คาสาคญั ที่ได้รับจากแนวคิดต่างๆ ตามข้นั ตอนที่ 1 โดยผู้
ศึกษาได้แบ่งแหล่งท่ีมาของข้อมูลที่ทบทวนออกเป็น 4 แหล่งหลัก คือ (1) ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ในขั้นตอนท่ี 1 (2)
ข้อมูลจากปฏิญญาว่าดว้ ยสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาขององค์การระหว่างประเทศ รวมถึงองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (3)
กฎหมายของไทยท่ีเก่ียวข้องกับแรงงาน/แรงงานต่างด้าว/นโยบายของรัฐบาลไทยต่อการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว และ
(4) ข้อมูลจากงานวิจัย รวมถงึ เอกสารทางวิชาการอื่นๆ
ขั้นตอนที่ 3
นาขอ้ มลู ที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมเพ่ิมเติมจากขนั้ ตอนที่ 2 กาหนดเปน็ ตัวช้ีวดั ความเป็นอย่ทู ี่ดีทางสังคมของ
แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในประเทศไทย กาหนดชื่อมิติและความหมายของความเป็นอยู่ท่ีดีทางสังคมใหมท่ ่ีสอดคล้องกับตัวช้ีวัด
ท่ีอยภู่ ายในมติ นิ นั้ ๆ
ผลการศึกษาและการอภปิ รายผลตัวช้วี ดั ที่ได้
การพัฒนาตัวช้วี ัดท่ีอยู่ภายใต้มิติต่างๆ ของความเป็นอยู่ท่ีดีทางสังคมทเ่ี กิดจากกระบวนการศึกษาตามท่ไี ด้กล่าวไว้
ข้างตน้ มรี ายละเอยี ดท่เี กยี่ วข้องและขอ้ มูลท่ีใช้ในการอ้างองิ แหล่งทมี่ าของตัวช้ีวดั ดงั นี้
มติ ิท่ี 1: ศกั ดศ์ิ รแี ละคุณภาพชีวิตการทางาน
1.1 ความพึงพอใจตอ่ ค่าจ้าง
ข้อมูลจากการสัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นว่ารายได้ของแรงงานเปน็ ปัจจัยดึงทสี่ าคัญที่สดุ ท่ีทาให้แรงงานมองหางานทา
ในประเทศไทย จากการสัมภาษณ์พบว่า แรงงานบางคนมีความพอใจต่อรายได้ในปจั จุบนั ขณะท่ีบางสว่ นไม่พอใจ อยา่ งไรก็
ตาม ค่าจ้างข้ันต่าของแรงงานตามอนุสัญญา the Minimum Wage Fixing Convention No.131 ขององค์การแรงงาน
ระหว่างประเทศ (International Labour Organization [ILO]) ซึ่งออกแบบเพือ่ การคุ้มครองแรงงานในประเทศกาลงั พฒั นา
จากการได้รบั ค่าจ้างที่ต่าอย่างไม่สมเหตุผล และกฎหมายคุ้มครองแรงงานของกระทรวงแรงงานของไทย ซึ่งเป็นผู้กาหนด
ค่าจ้างขั้นต่า ท้ังแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวได้รับการรับประกันค่าจ้างข้ันต่า (Kaur, 2010) ในขณะท่ี Chalamwong
(2011) ระบุว่าการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นผลใหน้ ายจ้างมีต้นทุนตา่ เนื่องจากแรงงานต่างด้าวถูกจ้างด้วย
คา่ จา้ งที่ถูกกว่าการจ้างแรงงานไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไมไ่ ด้ลงนามในอนุสัญญาข้างต้นทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับรายได้ขั้นต่า
แม้ว่าโดยหลักการ ได้มีการนาแนวคิดเหล่านั้นระบุเป็นแนวปฏิบัติในกฎหมายของไทยแล้วก็ตาม โดยขอ้ มูลล่าสุดในช่วงของ
การศึกษาคร้ังนี้ ประเทศไทยได้มีการปรับค่าจ้างตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่องอัตราค่าจ้างข้ันต่า (ฉบับท่ี 8)
กระทรวงแรงงาน ลงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ใหกาหนดอัตราคาจางข้ันต่าเปนเงินวันละ 310 บาท ในทองที่
กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัด
สมทุ รสาคร โดยมผี ลใช้บังคับต้ังแต่วันท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2560 เป็นตน้ ไป
1.2-1.3 จานวนวันหยดุ ตอ่ สัปดาห์ และจานวนชัว่ โมงในการทางานตอ่ วัน
ในกรณีของวันหยดุ ต่อสปั ดาห์และจานวนชัว่ โมงการทางาน ILO (2008a) ได้กาหนดเงื่อนไขของการทางานโดยมุ่งไป
ที่จานวนชวั่ โมงการทางานและวันหยุด ตามท่ีปรากฎในมาตรา 28 พระราชบัญญัติค้มุ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งระบวุ ่า “ให้
นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจาสัปดาห์ สัปดาห์หน่ึงไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน...” เช่นเดียวกับที่ระบุในมาตรา 23 ถึงจานวน
ชัว่ โมงในการทางานต่อวันไม่เกินแปดช่ัวโมง โดยจานวนช่ัวโมงการทางานจะไม่เกิน 48 ชั่วโมงในการทางานทั่วไป และจะไม่
เกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาหส์ าหรับงานที่มีความเสี่ยงซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง อยา่ งไรก็
ตาม มีการศึกษาท่ีพบว่าการทางานของแรงงานต่างด้าวยังคงได้รับค่าจ้างที่ต่าและจานวนชั่วโมงการทางานท่ียาวนานกว่าท่ี
ระบใุ นกฎหมาย (Vasuprasat, 2010) ทั้งนี้ขอ้ มูลจากการสัมภาษณ์พบว่า แรงงานต่างด้าวพม่ามักจะมีวนั หยดุ และจานวนวัน
50
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ทางานที่ไม่คงท่ี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติหรือลักษณะของงานที่ทา รวมถึงความต้องการของแรงงานเองในการทางานมากขึ้น
เพื่อมรี ายไดท้ ี่สงู ขน้ึ
1.4 ความรสู้ ึกตอ่ งานทีท่ า
ตามพระราชบัญญัติการทางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 และกระทรวงแรงงานพจิ ารณาเห็นว่างานของแรงงานไร้
ฝีมื อต้องถูกจากัดให้อยู่ใต้คาว่า สกปรก ยาก และอันตราย (Dirty, Difficult, and Dangerous [3D]) ซึ่งสอดคล้องกับ
ความเหน็ ของ Chalamwong and Prugsamatz (2009) ท่ีวา่ งานส่วนใหญ่ที่ทาโดยแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือเป็นงาน 3D ส่วน
Kaur (2010) ชใ้ี ห้เห็นวา่ นโยบายของรัฐบาลไทยในการจ้างงานแรงงานพมา่ เพือ่ ทางานที่ยากลาบากหรืองานกรรมกร อย่างไร
ก็ตาม ผลจากการสัมภาษณ์แรงงานต่างด้าวไม่ได้มองว่างานเหล่าน้ันเป็นงานยาก สกปรก หรือลาบาก ส่วนข้อมูลจากการ
สมั ภาษณ์นกั วิชาการแสดงให้เห็นถงึ ความไมพ่ อใจต่องานท่ีแรงงานทาในปัจจุบัน ซงึ่ ปัจจุบันงานที่แรงงานต่างดา้ วบางส่วนทา
เป็นงานกึ่งฝีมือหรือใช้ฝมี ือ ซงึ่ งานเหลา่ นีม้ ีไวเ้ พื่อรองรับแรงงานไทยมากกวา่
1.5 ประโยชนข์ องการทางานตอ่ การพัฒนาประเทศไทย
มาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการทางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ได้ระบุถึงการทางานของแรงงานต่างด้าว โดย
อธิบายวา่ งานที่อนุญาตให้แรงงานทาตอ้ งมีความจาเปน็ ต่อการพัฒนาประเทศ และโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย
ซง่ึ สอดคล้องกับที่ United Nations Development Programme [UNDP] (2011) ท่ีระบุถึงความสาคัญของแรงงานต่างดา้ ว
ท่ีช่วยส่งเสรมิ การเติบโตและการพัฒนาประเทศซึ่งนับเป็นส่วนทม่ี ีความจาเป็นต่อภาวะเศรษฐกจิ ไทย อย่างไรก็ตาม แม้วา่ จะมี
เอกสารทางวิชาการบางสว่ นยืนยันวา่ แม้การทางานของแรงงานเหล่านี้จะส่งผลด้านบวกต่อประเทศ แต่แรงงานเหล่าน้ีก็ยังคง
ต้องเผชิญปัญหาการแบ่งแยก (International Organization for Migration [IOM], 2013 December) และความไม่เท่า
เทียม (Cernadas, LeVoy, & Keith, 2015, April) ส่วนข้อมูลจากการสัมภาษณ์พบว่า พบข้อมูลในทางตรงข้าม กล่าวคือ
แรงงานไมไ่ ดค้ ดิ วา่ งานทพี่ วกเขาได้รับอนุญาตใหท้ าจะชว่ ยในการพฒั นาประเทศไทยได้ เนื่องจากเปน็ งานกรรมกร รวมถึงเป็น
งานท่คี นไทยไม่ต้องการทา
มติ ทิ ี่ 2: สถานะสุขภาพและความปลอดภัยทางสขุ ภาพ
2.1-2.2 ประเภทและประโยชนข์ องหลกั ประกันสขุ ภาพ
ILO ให้ความสาคัญกับตัวชี้วัดของแรงงานต่างด้าว หน่ึงในมุมมองท่ีสาคัญคือ สุขภาวะ ตามท่ีระบุไว้ใน
Occupational Safety and Health Convention, 1981 (No.155) โดยกระบวนการขึ้นทะเบียนทางานในประเทศไทย
ภายหลังการตรวจสขุ ภาพได้ถูกออกแบบให้แรงงานท่ีผ่านการตรวจสุขภาพซือ้ บัตรประกันสุขภาพจากโรงพยาบาลทเี่ ขา้ รบั การ
ตรวจสุขภาพ (Suphanchaimat, Kantamaturapoj, Putthasri, & Prakongsai, 2015) อย่างไรก็ตาม กระทรวงที่ให้การ
คุ้มครองด้านหลักประกันสุขภาพ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ท้ังนี้ประเภทของหลักประกันสุขภาพท่ี
ได้รบั ข้ึนอยู่กับธรรมชาติของงานที่แรงงานทาและประเภทของการขนึ้ ทะเบียนเป็นแรงงาน นอกจากนี้ การมีตัวช้ีวัดเกี่ยวกับ
การมีหลักประกันสุขภาพไม่เพียงพอที่จะอธิบายถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพได้ ดงั นั้น จึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องมีตัวชี้วัดท่ีให้
ความสาคัญต่อการใช้ประโยชน์จากบริการสุขภาพด้วย อย่างไรก็ตาม Thailand Migration Report (Huguet, 2014) ชี้ว่า
ยงั คงมีอุปสรรคจานวนมากที่กดี กั้นแรงงานจากการเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งข้อมลู จากการสัมภาษณ์ช่วยให้เห็นความชัดเจน
มากขึ้นเมื่อแรงงานทีข่ ้ึนทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแต่กลับไม่มีบัตรประกันสขุ ภาพ เนื่องจากความไม่เข้าใจในข้ันตอนท่ีจะ
เข้าถึง/จา่ ยคา่ บัตรสุขภาพ หรือในบางกรณีเปน็ เพราะแรงงานเองท่ีหลีกเล่ยี งการซื้อบัตรประกันสุขภาพ เนือ่ งจากราคาท่ีสูง
และโอกาสในการใชบ้ ริการท่ีมีน้อย อย่างไรก็ตามข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผ้เู ก่ียวข้องยังพบประเดน็ ที่น่าสนใจเมือ่ มีการกล่าวถึง
ความไมต่ อ้ งการขายบตั รประกนั สุขภาพใหแ้ รงงานต่างด้าวของหน่วยบรกิ ารสุขภาพบางแห่ง
51
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
2.3 ภาวะสุขภาพจิต
World Health Organization [WHO] (1948) พิจารณาวา่ สุขภาพคือการผสมผสานกันระหวา่ งสขุ ภาพกายและจิต
ดงั นั้น การถามเพียงสขุ ภาพกายของแรงงานไมเ่ ป็นการเพยี งพอท่ีจะอธิบายคุณภาพชวี ิตของแรงงานในภาพรวมได้อย่างถูกต้อง
ภาวะสุขภาพจิตเป็นตวั ช้ีวัดทม่ี ีความจาเป็นสาหรบั ความเป็นอยทู่ ่ีดขี องบุคคลเช่นกัน อย่างไรกต็ าม ข้อมลู จากการสัมภาษณใ์ น
การศึกษาคร้ังน้ีพบว่า แรงงานหลีกเลยี่ งที่จะกล่าวถึงรายละเอียดของภาวะความเครียดที่พวกเขารู้สึกตอ่ การเป็นแรงงานต่าง
ด้าวในประเทศไทย
2.4-2.5 ความสามารถในการส่ือสารภาษาไทยกับบุคลากรสุขภาพ รวมถึงความสามารถในการเข้าใจและ
ปฏบิ ตั ิตามคาแนะนาด้านสขุ ภาพ
สิทธิประโยชน์เมื่อแรงงานสามารถสือ่ สารกับบุคลากรสุขภาพด้วยภาษาไทย ส่งผลให้มคี วามเขา้ ใจที่ง่ายข้ึนต่อบริการ
และคาแนะนาด้านสขุ ภาพท่ีได้รับ โดยทวั่ ไป หน่วยบริการสุขภาพส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่มบี ริการการแปลหรือล่าม (Hall,
2011) ส่งผลใหแ้ รงงานต่างด้าวท่ไี ม่พูดภาษาไทยจะต้องเผชิญปัญหาในความพยายามท่ีจะเขา้ ถึงบรกิ ารสุขภาพและบอ่ ยครง้ั ที่
อปุ สรรคทางภาษานก้ี นั แรงงานจากการแสวงหาบริการสุขภาพเมื่อเผชิญกับความเจ็บป่วยหรืออันตราย
2.6 ความรู้สกึ ภววิสัยตอ่ สถานะสขุ ภาพ
ตั วช้ี วั ด ต า ม ก า ร บู ร ณ า ก า ร เรื่ อ งก าร ย้ าย ถ่ิ น ข อ ง Organisation for Economic Co-operation and
Development European Union [OECD/EU] (2015) ระบุว่า สถานะสุขภาพในรปู แบบภววิสัย เช่น การประเมินตนเอง
ดา้ นสุขภาพของแรงงาน เป็นองคป์ ระกอบท่ีมีความสาคัญด้านสถานะสุขภาพ ขณะท่ี Thailand Migration Report (2014)
ระบุว่า แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มักเป็นหนุ่มสาวซ่ึงมีสขุ ภาพดี เนื่องจากมีการประเมินสุขภาพตนเองก่อนการเดินทางข้าม
ประเทศ แม้วา่ ท้ายท่ีสุดแล้วในประเทศปลายทางพวกเขาต้องเผชญิ กับอันตรายจากการทางานและเงื่อนไขการทางานที่แย่ก็
ตาม อยา่ งไรก็ตาม ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ แรงงานจานวนหนึง่ เล่าให้ฟังถึงปญั หาสขุ ภาพที่เก่ียวขอ้ งกับการทางาน เช่น ปวด
หลังเมื่อต้องยกของหนัก หรือปวดศีรษะจากการพักผอ่ นไม่เพียงพอเนื่องจากมีชว่ั โมงการทางานที่ยาวนาน อย่างไรก็ตามใน
ส่วนของแรงงานกลุ่มน้ี การประเมินตนเองด้านสถานะสุขภาพส่วนบุคคลให้ผลการประเมินที่ดีกว่าการถามถึงรายโรคท่ี
เจ็บป่วยท่ีได้รบั การวินิจฉัยโดยแพทย์ เนื่องจากทาให้แรงงานสามารถระบุถงึ อาการจริง การรับรู้อาการป่วย/ความผดิ ปกติด้วย
ตนเองไดอ้ ยา่ งอิสระมากกวา่ ทจ่ี ะมคี วามรู้สึกกงั วลต่อการวินจิ ฉยั จากบุคลากรสุขภาพ โดยทีอ่ าการเจ็บป่วยยังไม่ปรากฎหรือยัง
ไมร่ ับร้วู ่ามีอาการป่วยนัน้ ๆเกิดข้นึ ในร่างกาย
มิตทิ ่ี 3: ภาษาและสัมพันธภาพทางสงั คม
3.1 ความสามารถในการสอื่ สารภาษาไทย
ภาษาเป็นตัวชี้วัดพื้นฐานสาหรับแรงงานย้ายถ่ิน (OECD/EU, 2015) สาหรับแรงงานพม่าไร้ฝีมือในประเทศไทย
ความสามารถในการสนทนาด้วยภาษาไทยได้บา้ งไม่เพยี งแต่ช่วยพวกเขาในการสื่อสารกับบุคลากรสขุ ภาพได้อย่างเข้าใจ แตย่ ัง
รวมไปถึงเป้าหมายของการคงสถานะการมีงานทา อย่างไรกต็ าม แรงงานทุกคนท่ีสัมภาษณ์ในการศกึ ษาครงั้ น้ีสามารถสื่อสาร
ภาษาไทยได้อย่างเข้าใจและชัดเจน โดยต่างมีความเชื่อที่ว่า การมีความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยช่วยลดการถูกเอา
เปรยี บจากนายจ้างได้ส่วนหน่ึง
3.2 โอกาสในการฝกึ ทกั ษะการทางาน
ประเทศไทยไม่มีการให้ข้อมูลหรือให้ความรู้ก่อนการจ้างงานท่ีเป็นระบบเพื่อช่วยให้แรงงานต่างด้าวได้รับการฝึก
ทักษะการทางาน (Vasuprasat, 2010) ขณะที่ตวั ชี้วัดจาก OECD/EU (2015) ให้ความสาคัญกับการเข้าถึงการฝกึ ทักษะการ
ทางาน สถานการณ์การทางานของแรงงานต่างด้าวในไทย การให้โอกาสในการฝึกทักษะการทางานเป็นประเดน็ ที่มคี วามสาคัญ
เนื่องจากแรงงานต่างด้าวไม่เคยทางานใดๆ ที่เป็นงาน 3D ในประเทศต้นทางมาก่อน อย่างไรก็ตาม ขอ้ มูลจากการสัมภาษณ์
52
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ชใ้ี ห้เห็นวา่ ยังมีแรงงานบางคนได้รับการฝึกทักษะการทางาน โดยแรงงานหญิงท่ีทางานในร้านอาหารได้อธิบายว่านายจ้างส่ง
เธอไปเรยี นการผสมเครื่องดื่ม โดยนายจา้ งเป็นผู้รับผิดชอบค่าใชจ้ ่ายทั้งหมด นอกจากนี้แรงงานอีกคนได้รับการฝึกฝนทักษะ
การทางานโดยเพื่อนรว่ มงาน ซึง่ สอดคล้องกับงานวิจยั ของ Chimmamee and Wongboonsin (2010) ท่ีศึกษาแรงงานต่าง
ดา้ วในประเทศไทย ชใ้ี ห้เห็นถึงมิติทุนมนุษย์ในดา้ นของประสทิ ธิภาพของการใช้ภาษาไทยและการพัฒนาทักษะ เช่น โอกาสใน
การฝึกทักษะหรือการเรียนรกู้ ารทางาน ซึ่งรายละเอียดเหล่าน้ียืนยันและสนับสนุนการคงอยู่ของตัวชี้วัดนี้ในฐานะท่ีเป็นส่วน
หนง่ึ ของความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคมของแรงงานต่างดา้ ว
3.3 – 3.4 สัมพนั ธภาพกบั แรงงานไทยในทที่ างาน และคนไทยโดยทวั่ ไป
สมั พันธภาพระหว่างแรงงานตา่ งดา้ วพม่าและแรงงานไทย การศกึ ษาครั้งน้ีมุ่งพิจารณาสมั พันธภาพในสถานทีท่ างาน
ทแี่ รงงานต่างด้าวทางานร่วมกับคนไทย สาหรับแรงงานพมา่ ในไทยมที ั้งกลมุ่ ท่ีได้รับการยอมรับและปฏิเสธจากคนไทย โดยใน
สว่ นของอคติมีความสอดคลอ้ งกบั งานวจิ ัยของสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล (2556) ซึ่งพบว่า เกือบครึ่งหน่ึงของ
คนไทยเชือ่ ว่าแรงงานต่างด้าวแย่งงานคนไทยทา และคนไทยกลุ่มนี้ยังเห็นว่า แรงงานต่างด้าวเป็นพลเมืองช้ันสองในประเทศ
ไทยอีกด้วย
สาหรับสัมพันธภาพโดยทั่วไป (นอกสถานท่ีทางาน) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พบว่า แรงงานมสี ัมพันธภาพทีด่ ีกับคน
ไทย แต่ไม่สนิทกันมากนัก อย่างไรก็ตาม ทั้งแรงงานตา่ งด้าวและคนไทยมีสมั พันธภาพท่ีดตี ่อกันในระดับหนง่ึ ซงึ่ ทาใหแ้ รงงาน
มคี วามรู้สกึ ของความเป็นชุมชนเดยี วกันกบั แรงงานไทย
3.5 การรูจ้ กั องค์กรทท่ี าหนา้ ทค่ี ุ้มครองแรงงานต่างดา้ วในไทย
ในกรณีของการคุ้มครองสทิ ธิมนุษยชนของแรงงานต่างด้าวข้ึนอยกู่ ับกฎหมายของประเทศปลายทาง และนายจ้างที่
อยู่ใกล้ชิดแรงงาน ส่วนองค์กรและหน่วยงานที่เก่ียวข้องซึ่งทาหน้าท่ีคุ้มครองสิทธิของแรงงานมีความสาคัญเช่นกัน รวมถึง
พลเมืองของประเทศปลายทางด้วย ข้อมูลท้ังในต่างประเทศและประเทศไทย บทบาทขององค์กรภาคเอกชนมีความสาคัญ
มากกวา่ หน่วยงานภาครัฐ (IOM & WHO, 2009; Lee, McGuinness, & Kawakami, 2011; Piper, 2004) ท้ังในการทางาน
เชิงรุกและการพทิ ักษ์สทิ ธิมนษุ ยชน ดังน้ัน แรงงานจงึ ต้องให้ความตระหนักในความสาคัญขององค์กรเหลา่ นั้นในฐานะท่ีช่วย
พฒั นาคณุ ภาพชีวิต ข้อมูลจากการสัมภาษณ์พบว่า แรงงานบางสว่ นไม่ได้มีความสนใจในองคก์ รซง่ึ สามารถช่วยคุ้มครองพวก
เขาได้ ขณะที่แรงงานบางส่วนรู้จักเครือข่ายขององค์กรเอกชนทมี่ ีบทบาทเด่นท่ีสุดในการคุ้มครองแรงงานต่างดา้ วพม่าในไทย
มากไปกว่าน้นั การศึกษาของ Anjara, Nellums, Bonetto, and Bortel (2017) ระบุว่า การเชือ่ มต่อทางสังคมของแรงงานมี
ความเกีย่ วขอ้ งในด้านบวกกบั การมีคณุ ภาพชีวติ ทด่ี ี น่ันคือ หากแรงงานมีสัมพันธภาพและสร้างเครือข่ายในประเทศปลายทาง
ย่อมจะส่งผลตอ่ การมคี วามเป็นอยู่ทด่ี ีมากขึน้
3.6 การมเี พอื่ นสนิทในประเทศไทย
การมีตัวช้ีวัดและคาถามที่เก่ียวกับการมีเพื่อนที่อยู่ใกล้ชิดแรงงานช่วยสะท้อนถึงความจริงที่ว่า เมื่อแรงงานเผชิญ
ปัญหาหรือมีความทุกข์ พวกเขาสามารถพูด หรือระบายออกให้เพื่อนฟัง ไม่ว่าเพื่อนคนน้ันจะเป็นแรงงานสัญชาติ เดียวกัน
สัญชาติอื่น หรือแม้แตค่ นไทย ซ่งึ สอดคล้องกบั การศึกษาของ Helliwell and Putnam (2004) ที่ช้วี า่ การมีเพื่อนเปน็ ปจั จยั ที่
มคี วามสาคัญตอ่ การสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีได้
มิติที่ 4: ความอบอุน่ และความม่นั คงของครอบครัว
4.1 การโอนเงินกลับบา้ น
การส่งเงินกลับบ้านในประเทศต้นทางเป็นมิติหน่ึงของสิทธิทางสังคมในประเทศปลายทาง (ILO, 2008) ตามท่ี
World Bank Group (2016) รายงานวา่ ในปี 2015 การไหลเวียนของการโอนเงินกลับประเทศต้นทางมีจานวนไม่น้อยกว่า
601 ลา้ นล้านดอลล่าร์ ซง่ึ สะท้อนให้เห็นถึงความสาคัญของแรงงานต่างด้าวต่อความสามารถในการทางานและได้รับรายได้ใน
53
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
ประเทศปลายทาง อยา่ งไรก็ตาม ตัวชีว้ ดั ในการศึกษาน้ไี ม่ได้มุ่งไปทีจ่ านวนเงนิ ทแ่ี รงงานโอนกลบั บ้านหรือใหค้ วามสาคัญกับมิติ
เศรษฐกิจ แต่ให้ความสาคัญกับความสะดวกและความเชื่อมั่นของแรงงานในการส่งเงินกลับโดยไม่มีปัญหา ตัวชี้วัดนี้ จึงถูก
นามาใช้เพื่อยืนยันว่าเปา้ หมายแรกของแรงงานคือการไดร้ ับค่าจ้างที่สูงกว่าท่ีได้รบั จากประเทศต้นทาง และความสาคัญหลัง
จากนั้นคือการท่สี ามารถสง่ รายไดก้ ลับประเทศต้นทางได้
4.2 การไดอ้ ยอู่ าศยั ร่วมกบั สมาชกิ ครอบครวั ในประเทศไทย
ความเป็นครอบครัวและการสนบั สนุนจากครอบครัวเป็นตวั ชี้วดั ที่เป็นความสาเร็จทางเศรษฐศาสตร์และความเป็นอยู่
ท่ีดีของแรงงานในศตวรรษท่ี 21 (IOM, 2016) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์พบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยให้ความเห็นว่า
ครอบครวั ของแรงงานควรจะอาศัยอยู่ด้วยกนั เพือ่ คงความเป็นสถาบันครอบครัว แม้ว่าแตล่ ะคนจะเป็นแรงงานหรือผู้ติดตามที่
อาศัยอยู่ในประเทศปลายทางกต็ าม อยา่ งไรกต็ าม แรงงานตา่ งด้าวทใ่ี ห้สมั ภาษณ์ในการศึกษานี้อาศัยอยเู่ พียงลาพังในประเทศ
ไทย เนื่องจากพวกเขารสู้ ึกว่ามันเป็นการง่ายและคล่องตัวที่จะทางาน มากกวา่ ที่จะอาศัยอยู่ด้วยกันในสถานที่/พื้นที่ที่ไม่ใช่
ประเทศของตนเอง
4.3 – 4.4 การครอบครองทอ่ี ยู่อาศยั และความสะดวกสบายของทีอ่ ยูอ่ าศยั
OECD/EU (2015) มุ่งให้ความสาคัญการครอบครองท่ีอยู่อาศัยและเงื่อนไขด้านท่ีเป็นผลมาจากการย้ายถ่ิน
สถานการณ์ด้านท่ีพักอาศัยถูกกาหนดเป็นตัวช้ีวัดในการศึกษาโดย Cernadas et al. (2015) and IOM (2013) รวมไปถึง
ข้อมูลจาก ILO (2008b) ที่ระบุว่า ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยท่ีมีความจาเป็นสาหรับแรงงานต่างด้าวในประเทศปลายทาง
เช่นเดียวกับท่พี ระราชบญั ญัติส่งเสริมการจัดสวสั ดกิ ารสังคม พ.ศ. 2546 ระบุถึงท่ีอยู่อาศัยเปน็ สวัสดิการหลกั ซ่ึงรัฐควรให้การ
ดูแลสาหรับพลเมืองในประเทศน้ันๆ นอกจากน้ี ที่อยู่อาศัยยังถูกพิจารณาว่าเป็นหน่ึงในปัจจัยส่ีของชีวิตมนุษย์ นอกจากนี้
ข้อมูลที่ไดร้ ับจากการสมั ภาษณ์ พบว่า ข้อมลู สวัสดิการท่ีอยู่อาศยั ของแรงงานตา่ งดา้ วในไทยที่ดาเนินการโดยกระทรวงแรงงาน
และนาร่องในพืน้ ท่ที ่ีมแี รงงานต่างด้าวไร้ฝีมืออาศัยอยู่เป็นจานวนมาก ยังคงมจี านวนจากัดต่อการเขา้ ถงึ ของแรงงาน อย่างไรก็
ตาม ผู้ให้สมั ภาษณ์ไม่ได้ให้รายละเอยี ดของสถานการณ์และเงื่อนไขการอยู่อาศัยของแรงงานในพื้นที่นนั้ ๆ ในขณะที่ขอ้ มูลจาก
การสัมภาษณ์ แรงงานใหข้ อ้ มูลว่าพวกเขาอาศัยในหรือใกล้สถานที่ทางาน ไม่ได้พกั อาศยั ในโครงการนาร่องนี้แตอ่ ยา่ งใด
4.5 โอกาสในการกลับไปเย่ยี มบา้ นในประเทศตน้ ทาง
ขอ้ มูลจากการสัมภาษณ์แรงงาน พบว่า แรงงานได้รบั อนุญาตให้เดินทางกลับไปเย่ียมบ้านเกิดเมื่อใดก็ไดท้ ี่ต้องการ
ซงึ่ การทแี่ รงงานเลือกทจ่ี ะกลับบ้านบ่อยครัง้ หรือไม่กลับน้นั มคี วามเก่ียวข้องกับความต้องการในการประหยัดค่าใช้จ่ายในการ
เดินทาง ในขณะท่ีข้อมูลจาก Human Rights Watch (2010) เป็นไปในทิศทางตรงข้ามโดยมีการระบุว่า แรงงานต่างด้าวใน
ประเทศไทยมักถูกคุมขังในท่ีทางาน ไม่มีอิสระที่จะกลับประเทศตน้ ทางถ้านายจ้างไม่อนุญาต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการ
สารวจโดย Panam, Kyaw Zaw, Caouette, and Punpuing (2004) พบว่า ข้อมูลที่แตกต่างกันของการกลับไปเย่ียมบ้าน
(ได้กลับ/ไม่ได้กลับ) เหล่าน้ี ไม่ใชท่ างเลือกหรือความสนใจท่ีสาคัญสาหรับแรงงานสว่ นใหญ่แต่อยา่ งใด อยา่ งไรกต็ าม ตัวชี้วดั น้ี
ถกู ใช้เพื่อตรวจสอบว่าแรงงานในการศึกษาครั้งนี้ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านหรือไม่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอิสระและ
การสง่ เสริมสัมพนั ธภาพในครอบครัว
มติ ิท่ี 5: ความปลอดภยั และความม่นั คงสว่ นบคุ คล
5.1 ความรู้สึกปลอดภัยในชวี ิตประจาวนั
แรงงานต่างด้าวที่สัมภาษณ์ไม่ระบุถงึ ความปลอดภัยว่าเป็นประเด็นที่ควรคานึงในการใช้ชีวิตประจาวันโดยตรง แต่
ระหว่างการสัมภาษณ์ พวกเขากล่าวถึงการเดนิ ทางไปสถานทตี่ ่างๆ ในไทยทเี่ ปน็ ไปดว้ ยความสะดวกสบาย โดยไม่มคี วามรู้สึก
กลัวหรือหวาดระแวง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ (2557, พฤศจิกายน)
ที่กล่าวถึงความม่ันคงโดยทั่วไป ระบุถึงความรู้สึกปลอดภัยเป็นตัวช้ีวดั ที่ใช้วัดสาหรับคนไทย ขณะท่ีตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตของ
54
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2545) มุ่งไปท่ีความเชือ่ ท่ีว่าการใช้ชีวติ ในประเทศไทยมีความปลอดภัย เช่นเดียวกับ
Nielsen and Sendjaya (2014) ทีม่ ุ่งให้ความสาคัญประเดน็ ของความปลอดภัยสว่ นบุคคลและความมั่นคงสว่ นบุคคลในฐานะ
ทเ่ี ปน็ ตัวชวี้ ดั ทม่ี ีนัยยะสาคญั ตอ่ แรงงานตา่ งด้าว
5.2 การออมเงินเพ่ือใชใ้ นคราวจาเป็นในประเทศปลายทาง
ตวั ช้ีวัดการออมเงินเพื่อใช้ในคราวจาเป็น เนื่องจากเป้าหมายหลักของแรงงานต่างด้าวคือการได้รายได้ (ท่ีสูง) จาก
ประเทศปลายทางมากกว่าค่าจ้างที่จะเป็นไปได้ในประเทศต้นทาง นอกเหนือไปจากการให้ความสาคัญต่อค่าจา้ งและการโอน
เงนิ กลับไปให้ครอบครัวแล้ว เงนิ ที่ใช้ในประเทศปลายทางยงั คงเปน็ ตวั ชี้วัดท่ีมคี วามสาคัญ ไม่ใช่เพียงแตแ่ รงงานต่างดา้ วไร้ฝมี ือ
เทา่ น้ัน แต่รวมไปถึงทุกคนที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ชี้ให้เห็นว่าแรงงานสามารถโอนเงินกลบั ประเทศ
โดยเฉล่ีย 2/3 ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่เก็บเงินจานวน 1/3 เพื่อใช้ในประเทศปลายทางเมื่อมีความจาเป็นต้องใช้ในกรณี
เจบ็ ปว่ ยและอืน่ ๆ
5.3 ประสบการณ์การเปลยี่ นงาน
แรงงานต่างด้าวสามารถเปลี่ยนงานและนายจ้างภายใต้เงื่อนไขท่ีกาหนดโดยรัฐ ขณะที่นโยบายของรัฐบาลไทย
แรงงานสามารถถูกจ้างโดยนายจ้างทกี่ าหนดในใบอนุญาตทางาน ถ้าแรงงานต่างด้าวปรารถนาทีจ่ ะเปลย่ี นนายจ้าง ต้องมกี าร
เปล่ียนใบอนุญาตทางานโดยสานักงานแรงงาน (สิรโิ ฉม พรหมโฉม, 2557) โดยแรงงานต่างดา้ วที่ขน้ึ ทะเบียนตอ้ งปฏบิ ัติตาม
เงื่อนไขเหล่านี้ ข้อมูลจาก ILO (2008a) ช้ีว่าแรงงานต่างด้าวควรมีโอกาสในการเปลี่ยนงานและนายจ้าง ส่วนข้อมูลการ
สัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นว่ามีแรงงานเพียงหนึ่งคนท่ีไม่เคยเปลี่ยนงาน ในขณะท่ีอีกคนเปลยี่ นงานมามากกวา่ 10 คร้ัง โดยไม่มี
การแจ้งให้รัฐทราบแต่อย่างใด โดยรูปแบบการเปล่ียนงานมีท้ังการลาออกและหนีออกจากบ้านนายจ้าง ซ่ึงเหล่านสี้ ะท้อนให้
เหน็ ถึงความขดั แย้งของแนวปฏิบัตขิ องรัฐและการปฏบิ ัติตามของแรงงาน ตัวช้ีวัดนจ้ี ึงถูกนามาใชใ้ นการประเมินความเป็นอยู่ที่
ดที างสงั คมดว้ ย
5.4 ความชอบ/ความถนดั ในงานท่ที า
แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือได้รับอนุญาตให้ทางานที่เรียกว่า 3D ซ่ึงงานเหล่านี้เป็นงานที่ยากและหนัก ซ่ึงการกาหนด
เงือ่ นไขการจ้างงานเช่นน้ีทาให้แรงงานต่างด้าวมีทางเลือก/ตัวเลือกในการทางานท่ีนอ้ ยลง แตจ่ าต้องยอมรับและจาทน อย่างไร
ก็ตาม ความพึงพอใจในงานเป็นหนึ่งในตัวช้ีวัดของแรงงานตา่ งด้าวด้วยเช่นกัน (European, n.d.) โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ
ซ่งึ ลักษณะงานสว่ นใหญ่ที่แรงงานทาในประเทศปลายทางเป็นงานที่ไม่เคยทาประเทศตน้ ทางมาก่อน การมีตัวชี้วัดในประเด็นน้ี
จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องได้เห็นภาพรวมในความพึงพอใจต่องานของแรงงาน ภายใต้เงื่อนไขท่ีรัฐกาหนดและความเป็นจริงที่
แรงงานตอ้ งเผชญิ
5.5 – 5.6 ความรู้สกึ ตอ่ ความม่ันคงในรายได้ และความรู้สึกต่อความพรอ้ มของหน่วยบริการสุขภาพในการ
ใหบ้ ริการ
ความมัน่ คงทางสังคมประกอบด้วย 2 องคป์ ระกอบหลัก คือ ความมน่ั คงทางรายไดแ้ ละความพร้อมของหน่วยบริการ
สุขภาพในการให้บริการ (ILO, 2011) ส่วนเหตุผลว่าทาไมตัวช้ีวัดนี้จึงมีความสาคัญต่อแรงงานต่างด้าวในการศึกษาคร้ังนี้
เนื่องจากต้องยอมรับวา่ จานวนค่าจ้างไม่ใช่เพียงเป็นปัจจัยดึงท่ีสาคัญสาหรับแรงงานเหล่าน้ี แต่ยังรวมไปถึงความม่ันคงใน
รายได้ที่ได้รับจากการทางานด้วย ในขณะท่ีการมีหลักประกนั สุขภาพและการเขา้ ถึงบริการสุขภาพเป็นปจั จัยท่ีสาคัญสาหรับ
ผูใ้ ช้บริการสุขภาพเช่นแรงงานต่างด้าวเช่นกัน ในทานองเดียวกันความพร้อมของหน่วยบริการสุขภาพและผู้ให้บริการเป็นส่ิงที่
ตอ้ งมีควบคู่กันจึงจะส่งผลให้บริการสุขภาพมีประสิทธิภาพครบวงจร อยา่ งไรก็ตาม ตัวชี้วัดด้านความม่ันคงของแรงงานต่าง
ดา้ วเหล่าน้ียังถูกให้ความสาคัญโดย IOM (2013) ตามข้อมูลทป่ี รากฎข้างต้น ซึง่ มีความเกี่ยวข้องกับรายได้และบรกิ ารสุขภาพ
ซึ่งรัฐบาลไทยได้วางนโยบายและแนวทางการปฏิบัตเิ พื่อรองรับ ขอ้ มลู จากการสมั ภาษณ์แรงงานแสดงให้เหน็ ถึงการมีความพึง
พอใจตอ่ ความมั่นคงทางรายได้ เชน่ เดียวกับบรกิ ารสุขภาพท่ีได้รับ น้ีแสดงให้เห็นถึงความจริง/สะท้อนอีกมุมมองหนึง่ ว่า แม้
55
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
แรงงานต่างด้าวบางส่วนจะไม่ประสงค์ใช้บริการสุขภาพที่ดาเนินการโดยรัฐ แต่มกี ารใช้บรกิ ารสขุ ภาพในหน่วยบริการสุขภาพ
เอกชนหรือร้านขายยาแทนเนื่องจากความสะดวก โดยอาจไมเ่ กี่ยวขอ้ งกบั คุณภาพระบบบรกิ ารสุขภาพภาครฐั ของไทย
โดยสรุป ข้อมูลท่ีได้รับจากการทบทวนวรรณกรรมข้างต้น สามารถสรุปถงึ มิติ ความหมายและตัวชี้วัดของแต่ละมิติ
ความเปน็ อยทู่ ี่ดที างสังคมของแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือในประเทศไทยได้ดังตารางท่ี 2
ตารางที่ 2
มติ คิ วามเปน็ อย่ทู ่ดี ีทางสังคม ความหมาย และตวั ชว้ี ดั
ลาดับ มิติความเป็นอยทู่ ่ีดี ความหมาย ตัวชี้วัด
ทางสงั คม
1. ศกั ดิ์ศรีและคุณภาพ การรบั รตู้ อ่ ความเปน็ อยู่ที่ดขี องแรงงานตา่ งดา้ ว ซ่ึง 1.1 ความพึงพอใจต่อค่าจ้าง
ชี วิ ต ก า ร ท า ง า น เกยี่ วขอ้ งกบั เงือ่ นไขการทางานที่ถูกกาหนดข้นึ ตาม 1.2 จานวนวนั หยดุ ตอ่ สปั ดาห์
(Dignity and หลกั สทิ ธมิ นษุ ยชน และภายใตก้ ฎหมายท่เี กีย่ วข้อง 1.3 จานวนชว่ั โมงการทางานต่อสปั ดาห์
quality of working ของไทย
1.4 ความรูส้ ึกต่องาน (สกปรก ยาก และลาบาก)
life) 1.5 ประโยชน์การทางานตอ่ การพัฒนาประเทศไทย
2. สถานะสุขภาพและ การรบั รู้ต่อความเป็นอยู่ทด่ี ขี องแรงงานตา่ งดา้ ว ซึ่ง 2.1 ประเภทของหลกั ประกันสุขภาพ
ความปลอดภัยทาง เก่ี ยวข้อ งกั บสุ ขภ าพ ก าย สุ ขภ าพ จิ ต แล ะ 2.2 ประโยชน์ของการมีหลักประกนั สุขภาพ
สุ ข ภ า พ (Health เกี่ยวเน่ืองกับความสามารถในการใช้ภาษาไทยใน 2.3 ภาวะสขุ ภาพจิต
status and health ระบบบรกิ ารสขุ ภาพ
2.4 ความสามารถในการสอื่ สารภาษาไทยกับบุคลากร
safety)
สุขภาพ
2.5 ความสามารถในการเขา้ ใจและปฏิบัตติ ามคาแนะนา
ดา้ นสขุ ภาพ
2.6 ความรสู้ กึ ภววสิ ัยต่อสถานะสขุ ภาพ
3. ภ า ษ า แ ล ะ การรับรู้ต่อความเปน็ อยู่ทด่ี ีของแรงงานตา่ งด้าว ซ่ึง 3.1 ความสามารถในการสื่อสารภาษาไทย
สั ม พั น ธภ าพ ท า ง เกี่ยวข้องกับความสามาร ถในการส่ือสาร ใน 3.2 โอกาสในการฝกึ ทกั ษะการทางาน
สั ง ค ม (Language ประเทศปลายทางและปฏิสมั พันธต์ ่อผู้เก่ียวขอ้ ง 3.3 สัมพนั ธภาพกบั แรงงานไทยในที่ทางาน
and social
3.4 สัมพนั ธภาพกับคนไทยโดยทั่วไป
relationships)
3.5 การร้จู ักองคก์ รที่ทาหน้าที่คุ้มครองแรงงานต่างด้าวใน
ไทย
3.6 การมีเพ่ือนสนทิ ในประเทศไทยท่สี ามารถให้การ
ปรึกษา/พูดคยุ ได้
4. ค วา ม อ บ อุ่ น แ ล ะ การรับรตู้ ่อความเป็นอยูท่ ี่ดีของแรงงานต่างด้าว ซึ่ง 4.1 ความสะดวกในการโอนเงนิ กลบั บา้ น
ค ว า ม มั่ น ค ง ข อ ง เก่ียวข้องกับครอบครวั ความเป็นครอบครัว และ 4.2 การอยู่อาศยั รว่ มกับสมาชกิ ครอบครวั ในประเทศไทย
ครอบครัว (Warmth ความสาคัญของครอบครวั
4.3 การครอบครองทอ่ี ยู่อาศัย
and stability of
4.4 ความสะดวกสบายของทอ่ี ยอู่ าศัย
the family)
4.5 การกลบั ไปเยี่ยมบ้าน
5. ความปลอดภัยและ การรบั รู้ตอ่ ความเป็นอยู่ทดี่ ีของแรงงานต่างด้าว ซ่ึง 5.1 ความร้สู ึกปลอดภัยในชวี ติ ประจาวัน
ค ว า ม มั่ น ค ง ส่ ว น เก่ียวข้องกับความปลอดภัยและความมั่นคงของ 5.2 การออมเงินเพื่อใชใ้ นคราวจาเปน็
บุคคล (Safety and ชวี ติ ในฐานะทเ่ี ปน็ แรงงานตา่ งดา้ ว
5.3 ประสบการณก์ ารเปล่ียนงาน
social security)
5.4 ความชอบ/ความถนดั ในงานที่ทา
5.5 ความรสู้ ึกต่อความมั่นคงในรายได้
5.6 ความรสู้ ึกตอ่ ความพร้อมของหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพใน
การใหบ้ รกิ าร
การนาไปใช้และข้อสังเกตท่ีสาคัญจากข้อมูลตัวช้ีวัดตามท่ีปรากฎในเนื้อหาและตารางข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึง
ประเด็นที่มคี วามสาคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางสังคมของแรงงานตา่ งด้าวไรฝ้ ีมือในไทยท่ีขน้ึ ทะเบยี นถูกต้องตามกฎหมาย ทัง้ น้ี
56
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
จะสงั เกตได้วา่ ตัวช้ีวดั ท่ีผู้ศึกษาพัฒนามาจากการอ้างอิงแหล่งข้อมูลทีเ่ กยี่ วข้อง ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นไปตามหลกั สทิ ธิมนุษยชน
และกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง มีลักษณะสาคัญดังน้ี (1) ส่วนใหญ่เป็นตัวช้ีวัดเชิงอั ตวิสัยมากกว่าภววิสัย ที่ใช้ฐานคิดของการ
ประเมิน/รายงานความเป็นอยู่ที่ดีของตนเองด้วยการใช้ rating scale (2) มีบางตวั ชว้ี ัดที่อาจมคี วามซ้าซ้อนกันระหว่างสองมิติ
เช่น ตัวชี้วัดความสามารถด้านการใช้ภาษาไทย เป็นตัวชี้วัดท้ังในมิติสถานะสุขภาพและความปลอดภัยทางสุขภาพ และมิติ
ภาษาและสัมพนั ธภาพทางสังคม ซ่ึงแมจ้ ะมีความซา้ กันในภาพรวม แต่จุดมงุ่ หมายท่ีถูกประเมินในแต่ละมิติมีความต่างกัน เช่น
ความสามารถด้านภาษาที่ใช้สื่อสารกับบุคลากรสุขภาพ จะมีความเฉพาะในเรื่องของสุขภาพ ซ่ึงหากมีการสื่อสารและเขา้ ใจ
ภาษา จะทาให้ท้ังผู้ให้บรกิ ารสามารถให้การวินจิ ฉัย ใหค้ าแนะนาท่ตี รงกบั ความต้องการ/อาการเจ็บป่วย ซ่ึงจะนาไปสคู่ วาม
ปลอดภัยทางสุขภาพของแรงงานได้ ในขณะท่ีความสามารถด้านภาษาในมิติของสัมพันธภาพทางสังคม จะช่วยให้แรงงาน
เขา้ ถงึ การทางานและมีการปรับตัวที่งา่ ยขึน้ ต่อสิ่งแวดลอ้ มรอบตัวในชีวติ ประจาวัน และ (3) จานวนตวั ช้ีวดั ในแต่ละมิติ แม้จะมี
จานวนไม่มาก แต่สามารถสะท้อนและประเมินความเป็นอยู่ของแรงงานไร้ฝีมือ รวมถงึ มคี วามเป็นไปไดใ้ นการเข้าถึงตัวอย่างท่ี
มลี ักษณะเฉพาะและมีเวลาจากัดในการให้ขอ้ มลู (เมื่อเครื่องมือถูกนาไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในสถานการณ์จริง) ทั้งนี้
จะสงั เกตไดว้ า่ ในแตล่ ะมิติจะมีจานวนตัวชี้วดั ทีไ่ ม่ตา่ งกันมาก เพื่อประโยชน์ในการนาไปใช้และการวเิ คราะห์ขอ้ มูลทางสถติ ิ
ขอ้ เสนอแนะทีไ่ ด้จากผลการศึกษา
ตัวช้ีวัดความเป็นอยู่ที่ดีทางสงั คมสาหรับแรงงานต่างด้าวไรฝ้ ีมือในประเทศไทยซึ่งผู้วจิ ัยได้พัฒนาข้ึนจากกระบวนการ
ศกึ ษาคร้ังน้ี (1) สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินความเปน็ อยู่ที่ดขี องแรงงานตา่ งดา้ ว เพื่อให้ทราบถงึ สถานการณ์และ
คุณภาพชีวิตของแรงงานภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนของไทย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนกาหนดนโยบายของ
ประเทศที่เหมาะสมต่อไป (2) นอกจากน้ีผลการศึกษา/ตัวชวี้ ัดที่ได้ยังใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตัวชี้วัดท่ีมีความเหมาะสม
มากข้ึนสาหรับกลมุ่ แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ และแรงงานตา่ งด้าวกลมุ่ อืน่ ๆในไทยต่อไป ซงึ่ ความท้าทายท้ังสองประเด็นนี้นาไปสู่
การศึกษาวจิ ัยคร้ังต่อไปของผศู้ กึ ษา/ผู้สนใจความเป็นอยู่ทดี่ ีทางสังคมของแรงงานตา่ งดา้ วไรฝ้ ีมือในประเทศไทย
ข้อจากัดในการศกึ ษา
แมก้ ารศึกษาจะเกบ็ รวบรวมข้อมูลจากแรงงานพม่าและนายจ้างของแรงงานพม่า และข้อมลู ทไี่ ด้รับจากท้งั สองกลมุ่ น้ี
สะท้อนความเป็นอยู่ท่ีดีในมุมมองท่ีเกี่ยวข้องกับกลุ่มของตน/แรงงานพม่าเท่าน้ัน แต่ในขณะท่ีข้อมูลท่ีไดร้ ับจากการสัมภาษณ์
ผู้เกี่ยวขอ้ งท้ังภาครัฐและเอกชน เป็นการให้ขอ้ มลู ความเป็นอยู่ที่ดที างสงั คมของแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้าน
ในภาพรวม เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่และนโยบายท่ีรัฐบาลไทยดาเนินการต่อแรงงานกลมุ่ น้ีไม่มีความแตกตา่ งกนั มากนัก ซึ่ง
ผู้ให้การสัมภาษณ์ไม่สามารถจาแนกความต่างของแรงงานไร้ฝีมือท่ีมาจากแต่ละประเทศได้ชัดเจน ดังนั้น ข้อมูลมิติความ
เปน็ อยทู่ ี่ดแี ละตัวชี้วัดทไ่ี ด้รับจากการศึกษาครั้งน้ี สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นทั้งข้อมูลของ/เพือ่ แรงงานต่างด้าวพม่า และเป็น
ข้อมลู ตัวช้ีวัดของ/เพือ่ แรงงานตา่ งด้าวไรฝ้ ีมือจากประเทศเพื่อนบ้าน ครอบคลมุ แรงงานจากพมา่ ลาว และกมั พูชา
บทสรปุ
ขอ้ มูลท่ีได้รับจากกระบวนการศึกษาที่เป็นระบบขา้ งต้น พบข้อมูลสาคญั คือ ตัวชี้วดั ความเป็นอยู่ท่ดี ีทางสังคมของ
แรงงานต่างด้าวไรฝ้ ีมือในประเทศไทย มีบางตัวช้ีวัดท่ีมีความเฉพาะและมีความแตกต่างไปจากตัวช้ีวัดคุณภาพชีวิตที่มีการใช้
โดยท่ัวไปในระดับสากลหรือแม้แต่ตัวชี้วดั ของพลเมืองในประเทศปลายทางนั้นๆ แม้วา่ ฐานคิดของตัวชี้วัดจะได้รับการพัฒนา
มาจากปฏิญญาสากลวา่ ด้วยสิทธิมนุษยชนและแหล่งข้อมูลต่างๆ ท่ีเชื่อถือได้ แต่เนื่องจากการทางานและอยู่อาศัยในประเทศ
ปลายทางที่ไม่ใช่บ้านเกิดของแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ จึงมีข้อมูล/ตัวชี้วัดท่ีผู้เก่ียวข้องต้องให้
ความสาคญั ตระหนักเปน็ การเฉพาะเพื่อส่งเสรมิ การมคี วามเปน็ อย่ทู ่ีดที างสังคม อย่างไรก็ตาม ตวั ชีว้ ัดท่ีมีความเฉพาะที่พบใน
57
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
การศึกษาครั้งนี้ เช่น การเผชิญกับการทางาน 3D ความตระหนักและเห็นคุณค่าของตนเองผ่านการทางานไร้ฝีมื อ
ความสามารถในการสื่อสารภาษาไทย การโอนเงนิ กลับบ้าน การเปลี่ยนงาน ความรู้สกึ ม่ันคงในรายได้ ความพร้อมของหน่วย
บรกิ ารสุขภาพในการใหบ้ รกิ าร นอกจากนี้ ยงั รวมถงึ การรจู้ ักองค์กรต่างๆ ทเี่ ก่ียวขอ้ งเพื่อเปน็ แหลง่ ในการให้ข้อมูล ชว่ ยเหลือ
คุ้มครอง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในประเทศปลายทาง เป็นตน้ ส่วนตัวชี้วัดท่ีไม่แตกต่างจากการประเมินความเป็นอยู่ท่วั ไป เช่น
การมีหลักประกนั สขุ ภาพ ภาวะสุขภาพกาย สุขภาพจิต เป็นตน้ อย่างไรกต็ าม แม้ประเด็นที่สง่ เสริมให้เกิดความเปน็ อยทู่ ี่ดีสว่ น
หน่ึงจะถูกกาหนดผ่านกฎหมายสิทธิมนุษยชนของไทยแล้ว แต่ในทางปฏิบัติจริงและความเกี่ยวข้องกันของกฎหมาย ผู้ใช้
กฎหมาย และแรงงาน ความเป็นอยู่ทดี่ ีของแรงงานจึงข้ึนอยกู่ ับการปฏิบัติตามกฎหมายของนายจ้างเปน็ สาคัญ เนื่องจากเป็นผู้
ทอ่ี ยู่ใกล้ชิดและเป็นผู้มบี ทบาทหลกั ในการให้สวัสดิการ ทา่ มกลางสถานการณ์ท่ีการปฏิบัติตามกฎหมายตอ่ แรงงานต่างด้าวใน
ประเทศไทยยังไมส่ ามารถบังคับใช้ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพมากนัก ดังน้ัน กระบวนการพัฒนาตัวชว้ี ัดที่ได้จากการศึกษาคร้ังน้ี
จงึ เป็นส่วนหนึง่ ของกระบวนการบรหิ ารจัดการของผู้เก่ยี วข้องในการให้การคุ้มครองดูแลแรงงานต่างด้าวให้มีประสทิ ธิภาพมาก
ขนึ้ ตอ่ ไป
รายการอ้างอิง
กระทรวงแรงงาน. (2559). ประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่องอัตราค่าจ้างข้ันต่า (ฉบับที่ 8). ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับ
ประกาศและงานท่ัวไป เลม 133 ตอนพิเศษ 284 ง ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2559.
พระราชบญั ญตั คิ ุม้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เล่ม 115 ตอนท่ี 8 ก ราชกจิ จานเุ บกษา 20 กุมภาพันธ์ 2541.
พระราชบัญญัตสิ ่งเสรมิ การจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 เลม่ 120 ตอนท่ี 94 ก ราชกิจจานเุ บกษา 1 ตลุ าคม 2546.
พระราชบัญญตั กิ ารทางานของคนต่างดา้ ว พ.ศ. 2551 เลม่ 125 ตอนท่ี 37 ก ราชกิจจานุเบกษา 22 กมุ ภาพันธ์ 2551.
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวทิ ยาลัยมหิดล. (2556). สุขภาพคนไทย 2556: ปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรปู โครงสรา้ งอานาจ
เพิม่ พลังพลเมือง. สถาบนั วจิ ัยประชากรและสังคม. มหาวิทยาลัยมหิดล : นครปฐม.
สิริโฉม พรหมโฉม. (2557). การทางานของคนต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติ. วารสารจุลนิติ, มกราคม-กุมภาพันธ์. แหล่งท่ีมา:
http://click.senate.go.th/wp-content/uploads/2015/06/กฎหมาย.pdf
สานั กบริหารแรงงานต่ างด้ าว กระทรวงแรงงาน. (2560). สถิ ติ ของแรงงานต่ างด้ าวในประเทศไทย. แหล่ งท่ี มา:
https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/alien_th/9576e4ada3158f16c20197291d90ccf5.pdf
Anjara, S.G., Nellums, L.B., Bonetto, C., & van Bortel, T. (2 0 1 7 ). Stress, health and quality of life of female
migrant domestic workers in Singapore: A cross-sectional study. BMC Women’s Health, 1-13. Doi: 10.118
6/s12905-017-0442-7.
Aung, T., Pongpanich, S., & Robson, M.G. (2 009 ). Health seeking behaviours among Myanmar migrant workers in
Ranong province, Thailand. J health res, 23 (suppl), 5-9.
Cernadas, P.C., LeVoy, M., & Keith, L. (2 0 1 5 , April). Human rights indicators for migrants and their families.
KNOMAD working paper 5 . Retrieved from http://www.ohchr.org/Documents/Issues/Migration/Indicators/
WP5_en.pdf
Chalamwong, Y. (2011). Management of cross-border low skilled workers in Thailand: An update. TDRI quarterly
review, 26 (4), 12-20.
Chalamwong, Y., & Prugsamatz, R. (2 009). The economic role of migration labour migration in Thailand: Recent
trends And implications for development. TDRI Quarterly review, 24 (3), September.
58
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
Chimmamee, M., & Wongboonsin, P. (2 0 1 0 ). Human capital development and migration plan of migrant
workers in Thailand. Chiang Mai: Nantapun Printing.
Department of Mental Health, Ministry of Public Health. (2 0 0 2 ) . WHOQOL-BREF-THAI. Retrieved from
http://www.dmh.go.th/test/download/files/whoqol.pdf
European Agency for Safety and Health at Work. (n.d.). Literature study on migrant workers. Retrieved from
https://osha.europa.eu/en/publications/literature_reviews/migrant_workers/view
Hall, A. (2 0 1 1 ) . Migration and Thailand: Policy, perspectives and challenges. In J. Huguet and A.
Chamratrithirong (Eds.), Migration for development in Thailand: Overview and tools for policymakers
(pp.17-37). Bangkok: IOM, FSPNetwork Company.
Helliwell, J.F., & Putnam, R. (2 0 04 ). The social context of well-being. The royal society, 3 5 9 :1 4 3 5 -1 4 46 .
Doi:10.1098/rstb.2004.1522
Huguet, J.W. (Ed.). (2 0 1 4 ). Thailand Migration Report 2 0 1 4 . United Nations Thematic Working Group on
Migration in Thailand. Bangkok: Thammada Press.
Human Rights Watch. (2 01 0). From the tiger to the crocodile: Abuse of migrant workers in Thailand. Retrieved
from https://www.hrw.org/sites/default/files/reports/thailand0210_insert_low.pdf
Institute for Population and Social Research, Mahidol University, Thai Health Promotion Foundation, and the
National Health Commission Office. (2013). Thai health 2013: Thailand reform, restructuring power and
empowering citizens. Nakhon Pathom: Institute for Population and Social Research, Mahidol University.
International Labour Organization. (1981). C155 - Occupational Safety and Health Convention, 1981 (No. 155).
Retrieved from http://www.ilo.org/dyn/normlex/en/f?p=NORMLEXPUB:12 100:0::NO::P12 100_ILO_CODE:
C155
International Labour Organization. (2 0 0 8 a). Decent work indicators for Asia and the Pacific: A guidebook for
policy-makers and researchers. ILO Regional Office for Asia and the Pacific, Bangkok: ILO.
International Labour Organization. (2 008 b). International labour standards on migrant workers’ rights: Guide for
policymakers and practitioners in Asia and the Pacific. Bangkok: ILO.
International Labour Organization. (2 0 0 9 ) . Protecting the rights of migrant workers: A shared responsibility.
Geneva: ILO.
International Labour Organization. (2010). World Social Security Report 2010/11: Providing coverage in times of
crisis and beyond. Geneva: ILO.
International Labour Organization. (2011). World social security report: Providing coverage in Times of crisis and
beyond. Geneva: ILO.
International Organization for Migration, World Health Organization. (2 009 ). Financing healthcare for migrants: A
case study from Thailand. Bangkok: IOM.
International Organization for Migration. (2 01 3 ). Migrants well-being and development: South America, working
paper for the World Migration Report 2013. Geneva: IOM.
59
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
International Organization for Migration. (2016). Remarks: “Migration in the 21 st Century: thoughts and prospects
2 05 0.” Retrieved from https://www.iom.int/speeches-and-talks/remarks-migration-2 1 st-century-thoughts-
and-prospects-2050
International Organization for Migration, Country Mission in Thailand, Asian Research Center for Migration,
Chulalongkorn University. (2 0 1 3 , December). Assessing potential changes in the migration patterns of
Myanmar migrants and their Impacts on Thailand. Bangkok: IOM.
Kahn, R., & Juster, F. (2002). Well-being: Concepts and measures. Journal of Social Issues, 58, 627-644.
Kaur, A. (2 0 1 0 ). Labour migration in Southeast Asia: Migration policies, labour exploitation and regulation.
Journal of the Asia Pacific Economy, 15 (1), February, 6-19.
Lee, K., McGuinness, C., & Kawakami, T. (2 0 1 1 ). Research on occupational safety and health for migrant
workers in five Asia and the Pacific countries: Australia, Republic of Korea, Malaysia, Singapore and
Thailand, ILO DWT for East and South-East Asia and the Pacific. Bangkok: ILO.
McGillivray, M., & Clarke, M. (2 003 ). Human well-being: Concepts and measures. In M. McGillivray, & M. Clarke
(Eds.), Understanding human well-being, (pp.3-15). New York, NY: United Nations University Press.
Nielsen, I., & Sendjaya, S. (2 01 4). Wellbeing among Indonesian labour migrants to Malaysia: Implications of the
2011 Memorandum of Understanding. Social Indicators Research, 117, 919–938. Doi 10.1007/s11205-
013-0369-9
Office of the National Economic and Social Development Board. (2 0 1 4 , November 2 4 ). Thailand’s Social
Situation and Outlook in Q3 / 2 0 1 4 , 1 -2 8 . Retrieved from https://www.m-society.go.th/article_attach/
12889/17137.pdf
Organisation for Economic Cooperation and Development (OECD)/European Union. (2 0 1 5 ) . Indicators of
immigrant integration: Settling in. OECD Publishing, Paris. Retrieved from http://dx.doi.org/10.1787/9789
264234024-en
Organisation for Economic Cooperation and Development (OECD)/ILO. (2 0 1 7 ). How immigrants contribute to
Thailand’s economy. OECD Publishing: Paris. Retrieved from https://www.oecd-ilibrary.org/development/
how-immigrants-contribute-to-thailand-seconomy_9789264287747-en
Panam, A, Kyaw Zaw, K.M., Caouette, T., & Punpuing, S. (2 0 0 4 ). Migrant domestic workers: From Burma to
Thailand. Nakhon Pathom: Institute for Population and Social Research, Mahidol University.
Piper, N. (2 00 4 ). Gender and migration policies in Southeast and East Asia: Legal protection and sociocultural
empowerment of unskilled migrant women. Singapore journal of tropical geography, 25 (2), 216-231.
Rukumnuaykit, P. (2 0 0 9 ). A synthesis report on labour migration policies, management and immigration
pressure in Thailand. ILO/Japan Project on Managing Cross-border Movement of Labour in Southeast
Asia; ILO Regional Office for Asia and the Pacific. Bangkok: ILO.
Suphanchaimat, R., Kantamaturapoj, K., Putthasri, W., & Prakongsai, P. (2 0 1 5 ). Challenges in the provision of
healthcare services for migrant: A systematic review through providers’ lens. BMC Health services
research, 15. Doi: 10.1186/s12913-015-1065-z.
60
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
United Nations Development Program. (2 01 1 ). Sustainability and equity: A better future for all. New York, NY:
UNDP.
United Nations Development Program. (2 0 1 5 ) . Human Development Report 2 0 1 5 : Work for Human
Development. New York, NY: UNDP.
United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Population Division (2 01 6 ). International migration
report 2015: Highlights (ST/ESA/SER.A/375). New York, NY: United Nations.
United Nations Human Rights Office of the High Commissioner. (1 9 9 0 ) . International Convention on the
Protection of the Rights of All Migrant Workers and Members of Their Families-ICRMW. Retrieved from
http://www.ohchr.org/Documents/ProfessionalInterest/cmw.pdf
Vasuprasat, P. (2 0 1 0 ). Agenda for labour migration policy in Thailand: Towards long-term competitiveness,
ILO/Japan Project on Managing Cross-border Movement of Labour in Southeast Asia; ILO Regional
Office for Asia and the Pacific. Bangkok: ILO.
World Bank Group. (2 0 1 6 ). Migration and Remittances Factbook 2 01 6 . (3 rd ed.). Retrieved From http://www.
worldbank.org/en/research/brief/migration-and-remittances
World Health Organization. (1 9 4 8 ). Constitution of the World Health Organization. Retrieved from http://www.
who.int/governance/eb/who_constitution_en.pdf
61
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
รูปแบบ กลไก และกระบวนการคุม้ ครองคนไรท้ พี่ ึง่ เพอ่ื เสรมิ สร้างสุขภาวะ
The Pattern, Mechanism, and Process of the Protection of Helpless Person for Well-Being
รณรงค์ จนั ใด1
Ronnarong Jundai2
Abstract
The objectives of this research are to study and extract the success of 12 protection of helpless
person institutes, protection of helpless person centers, and protection of helpless person local
communities. The findings will ultimately be used to formulate a synthetic approach to the pattern,
mechanism and process of the protection of helpless person for well-being promotion as well as
formulate a policy recommendation and implementation recommendation on a local and government
agency level. This research is a qualitative research.
The studies have found out that the protection of helpless person in Thailand has various
patterns, mechanisms and processes both on government agency level and community level, all of which
promotes participation and cooperation. Studies have also found that good regulations for the protection
of helpless person include 1) promote proactive social welfare process in the community in order to
protect helpless people; 2) empower helpless people in helpless person centers and institutes; 3)
develop a 4-dimension support system (physical, mental, social and spiritual) for the protection of
helpless person; and 4) protection of helpless person based on sustainable principles with the aim to “be
supported, be self-dependable, helpful to others”.
Keywords: Helpless Person, Protection of Helpless Person, Well-being
บทคดั ยอ่
รูปแบบ กลไก และกระบวนการคุ้มครองคนไรท้ ่ีพ่ึงเพือ่ เสริมสรา้ งสขุ ภาวะมีวัตถุประสงคเ์ พื่อศึกษาและถอดบทเรียน
ความสาเร็จในการดาเนินงานของสถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง ศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง และศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงในชุมชน
จานวน 12 แห่ง เพื่อนาไปสู่การสังเคราะห์รูปแบบ กลไก และกระบวนการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งให้มีสุขภาวะที่ดี และจัดทา
ขอ้ เสนอเชงิ นโยบายและข้อเสนอเชิงปฏิบตั ิท้ังในระดับพื้นที่และระดับองค์กรหน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ ง การวิจยั ครั้งนี้เป็นการวจิ ัย
เชงิ คุณภาพ
ผลการศึกษา พบวา่ การคุ้มครองคนไร้ท่พี ่ึงในประเทศไทยมีรปู แบบ กลไก และกระบวนการทีห่ ลากหลาย ทัง้ ในสว่ น
ของหน่วยงานภาครัฐและในสว่ นของชุมชน ซ่ึงล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการที่ให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมและการสร้าง
ความร่วมมือ จากการศกึ ษาพบวา่ แนวปฏิบัติท่ีดี สาหรับการค้มุ ครองคนไร้ท่ีพึ่ง ได้แก่ 1) การส่งเสริมกระบวนการสวสั ดกิ าร
สงั คมเชิงรกุ ในชุมชนเพื่อคมุ้ ครองคนไร้ที่พ่ึง 2) การเสริมพลงั อานาจให้แก่คนไร้ทพ่ี ึ่งในสถาน/ศูนย์คุ้มครองคนไร้ทีพ่ ึ่ง 3) การ
พฒั นาระบบสนับสนุนการคุ้มครองคนไรท้ ี่พึ่ง 4 มิติด้วยกัน คือ ทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ และ 4) การ
1 อาจารยป์ ระจา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
2 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]
62
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
ค้มุ ครองคนไร้ท่ีพึ่งตามหลักความยั่งยืน ภายใต้เจตนารมณ์ “มีท่ีพ่ึง พึ่งตนเองได้ เป็นท่ีพึ่งของผู้อื่น” ท้ังนี้เพื่อให้เกิดความ
ตอ่ เนือ่ งในการคุ้มครองคนไรท้ ี่พึง่ ทุกระดบั ควรพัฒนาระบบคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงที่มีความเชื่อมโยงระหวา่ งศูนย์คมุ้ ครองคนไร้ที่
พ่งึ ในชมุ ชน ศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพ่งึ จังหวดั และสถานคุม้ ครองคนไร้ที่พึ่งเพือ่ ปอ้ งกันและค้มุ ครองคนไร้ท่ีพึง่ ใหม้ ีสุขภาวะท่ีดใี น
ทกุ มิติ
คาสาคัญ: คนไรท้ ี่พงึ่ , การค้มุ ครองคนไร้ท่พี งึ่ , สขุ ภาวะ
บทนา
กองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสรมิ สร้างคุณภาพชวี ิต กรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความม่ันคงของมนุษย์ โดยกลุ่มมาตรการและกลไกได้รายงานสถานการณ์คนไร้ที่พ่ึง จากข้อมูลสถติ ิผู้รับบริการประจาเดือน
เมษายน พ.ศ. 2560 มจี านวนผู้รับบรกิ ารจากสถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง ทงั้ ส้ิน 11 แหง่ รวมทั้งสิ้นจานวน 4,474 คน สามารถ
จาแนกผู้รับบริการออกเป็น คนไร้ที่พึ่ง คนขอทาน เป็นเพศชาย 2,657 คน เพศหญิง 1,802 คน ในจานวนดังกล่าวเป็นคนไร้ท่ี
พึ่ง (ไม่มีอาการทางจิต) จานวน 1,375 คน เป็นคนไร้ที่พ่ึง (มีอาการทางจิต) จานวน 2,144 คน คนไร้ที่พ่ึง (รับตาม พ.ร.บ.
สขุ ภาพจติ ฯ) จานวน 836 คน และเป็นผู้ทาการขอทานจานวน 119 คน โดยหน่วยงานดังกล่าว ได้ดาเนินโครงการ “ธัญบุรี
โมเดล” ที่มีการจดั กิจกรรมด้านการเกษตร ดา้ นหัตถกรรม และด้านปศุสตั ว์ ให้กับคนไรท้ ี่พ่งึ ทพี่ ักอาศัยสถานคุม้ ครองคนไร้ที่
พึ่งชายธัญบุรี มีผู้เข้ารว่ มโครงการท้ังหมด 673 คน ต่อมามีแนวทางในการขยายผลการดาเนินการ “ธัญบุรีโมเดล” สู่สถาน
คุ้มครองคนไร้ทพี่ ่ึงอืน่ ๆ ความสาเร็จของ “ธญั บุรีโมเดล” ถือเป็นโปรแกรมรูปแบบหน่ึงของการฟื้นฟูและพัฒนาศกั ยภาพแบบ
ครบวงจรสาหรับผูก้ ระทาการขอทาน คนไร้ท่ีพ่ึง ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ การบริหารจัดการทรพั ยากรมนุษย์ การ
บริหารจัดการงบประมาณและการระดมทุน การบริหารงานท่ีมปี ระสิทธิภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพของผเู้ ขา้ ร่วมโครงการท้ัง
ทางจิตใจ สังคม สขุ ภาพและอาชีพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกิจกรรมด้านการเกษตรนิเวศในการปรบั เปล่ียนทัศนคติ
โดยการเสริมพลังให้ผู้เขา้ ร่วมโครงการตระหนักในคณุ ค่าของตวั เอง และพัฒนาทกั ษะตามความสนใจเพือ่ ฝกึ อาชีพ (กรมพัฒนา
สงั คมและสวัสดิการ, 2560)
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแนวทางการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งตามพระราชบญั ญัติค้มุ ครองคนไร้ท่พี ึ่ง พ.ศ. 2557 ได้
ระบุให้คนไร้ท่พี ึ่งมีสิทธขิ อรับการคมุ้ ครองจากสถานคุ้มครอง/ศนู ยค์ ุ้มครองคนไร้ท่ีพึง่ โดยกาหนดให้พนักงานเจ้าหน้าท่ี ที่พบ
เห็นหรือได้รับแจง้ เกีย่ วกับคนไร้ทพ่ี ่ึงมีหน้าท่ใี หค้ าแนะนาปรึกษา ชว่ ยเหลือ และจัดส่งไปยังสถานคุม้ ครอง/ศูนย์คุ้มครองคนไร้
ที่พ่ึง และให้ดาเนินการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแต่ละราย โดยให้สถานคุ้มครอง/ศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งพิจารณาตามความ
เหมาะสม และสภาพปญั หาของคนไรท้ ่ีพงึ่ แตล่ ะราย และให้เปน็ ไปตามหลักเกณฑ์ท่ีคณะกรรมการกาหนดให้มีการคุม้ ครองคน
ไร้ท่ีพึ่ง มีการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงกรณีเป็นบุคคล ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะในการคุ้มครอง มีการกาหนดให้คนไร้ที่พ่ึงท่ีจะเข้าอยู่
อาศยั ในสถานคุ้มครองคนไรท้ ี่พึ่งต้องจัดทา ขอ้ ตกลงในการเข้ารว่ มฟ้ืนฟูสภาพร่างกาย จิตใจ การประกอบอาชีพและทางาน
ระหว่างการฝกึ อาชีพหรือเร่มิ ต้นประกอบอาชีพ คนไร้ทพี่ ึ่งอาจไดร้ ับเงินช่วยเหลือในการยังชีพตามระเบียบท่ีคณะกรรมการ
กาหนด นอกจากนัน้ สถานค้มุ ครอง/ศนู ย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพงึ่ ตอ้ งปกปิดข้อมูลสว่ นตัวของคนไรท้ ี่พง่ึ กรณีคนไร้ทพ่ี ่ึงไม่ได้รบั การ
คุ้มครอง หรือได้รับการปฏิบัติท่ีไม่เหมาะสมจากสถาน/ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงอาจร้องเรียนต่อคณะกรรมการได้ตาม
หลักเกณฑแ์ ละวิธีการที่คณะกรรมการกาหนด
การขับเคลื่อนการคุ้มครองคนไร้ที่พ่งึ ในสถานคุม้ ครองคนไร้ท่ีพึ่งจานวน 11 แหง่ ทั่วประเทศ และศนู ยค์ มุ้ ครองคนไร้
ที่พ่ึง 77 แห่งทว่ั ประเทศ และศูนย์คุม้ ครองคนไร้ท่ีพึ่งในชมุ ชน (ตาบลต้นแบบห่วงใยไม่ทอดทิ้งกัน) ยังมีปัญหาที่สาคัญคือ คน
ไร้ท่ีพึ่งท่ีพักอาศยั ในสถานคมุ้ ครองและศูนย์คุ้มครองน้ันส่วนใหญย่ ังมีปัญหาด้านสุขภาพจิต และการมีสุขภาวะทีด่ ีท่ีเอือ้ ตอ่ การ
ดารงชีวิตและสง่ คืนกลับส่สู ังคมและชุมชนได้ นอกจากนั้นยังพบว่า รูปแบบการดาเนินงานของสถานฯและศูนยฯ์ ต่างๆ ยังมี
แนวทางในการขับเคลื่อนงานท่ีแตกต่างกัน ซ่ึงอาจจะเกิดจากปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน และทรัพยากรการดาเนินงานท่ี
63
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
แตกต่างกนั จากสถานการณค์ นไร้ท่พี ึ่งและการขบั เคลือ่ นของสถานคุ้มครองและศูนย์คุ้มครองคนไรท้ ี่พึ่งท่ีผ่านมา การพัฒนา
รูปแบบ กลไก และกระบวนการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงในสังคมไทยเพื่อเป็นการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีโดยการมีส่วนร่วมของ
องค์กรภาคีเครือข่ายในทุกระดับจึงมีความสาคัญมาก เพื่อนาไปสู่การพฒั นาศักยภาพกลไกสาคัญในการดาเนนิ งานของสถาน
คมุ้ ครองคนไร้ท่ีพึ่ง และการส่งเสริมการมีสว่ นร่วมขององคก์ รภาคีเครือข่ายในพื้นท่ี อาทิ องค์กรราชการ องค์การการศึกษา
องค์กรทางศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ องค์กรธุรกิจเอกชน องค์กรภาคประชาชน และองค์กรชมุ ชน เข้ามามสี ่วนรว่ ม
ในการกระบวนการค้มุ ครองคนไรท้ พี่ ึง่
กลา่ วได้วา่ การศึกษา รปู แบบ กลไก และกระบวนการคุ้มครองคนไร้ทพ่ี ึ่งในสงั คมไทยในครง้ั นี้ ให้ความสาคัญกับมิติ
สขุ ภาพมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับปัจจัยต่างๆ มากมาย ท้ังดา้ นปัจเจกบุคคล สภาพแวดล้อมและระบบสขุ ภาพ โดยส่วนของ
ปัจเจกบุคคลและสภาพแวดล้อมมีความสมั พนั ธก์ ันและส่งผลถึงสขุ ภาพของคนไร้ที่พ่ึง ดังนั้น ระบบสุขภาวะที่ดีจงึ มีบทบาทใน
การคุ้มครองคนไร้ที่พง่ึ ให้ดารงไว้ซึ่งการมีสุขภาพดี มีชีวิตยืนยาว และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสขุ มีสขุ ภาพดหี รือมีสุข
ภาวะ (Well-being) เพื่อกา้ วสกู่ ารมีคุณภาพชีวิตทดี่ ี (Quality of life) ท้ังน้ีการเป็นผ้มู ีสุขภาพดีได้นั้นยอ่ มเกิดจากการดูแล
แบบองค์รวม (Holistic care) และไม่กลับไปสูก่ ารเป็นคนไร้ทีพ่ ึ่งอีก ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดย
การศกึ ษา รปู แบบ กลไก และกระบวนการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงเพื่อเสรมิ สร้างสุขภาวะท่ีดีเป็นการนาเสนอบทเรยี นรู้ในพื้นท่นี า
ร่อง 12 แห่ง เพื่อจัดทาแนวปฏิบัติที่ดี (Best practice) สาหรับสถานคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึง ศูนยค์ ุ้มครองคนไรท้ ี่พึ่ง และศูนย์
คุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงในชุมชน ตลอดจนการนาเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อเสนอเชิงปฏิบัติทั้งในระดับพื้นที่และระดับ
องค์กรหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ท้ังน้ีเพื่อพัฒนารูปแบบ กลไก และกระบวนการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงในสังคมไทยเพื่อเป็นการ
เสริมสร้างสขุ ภาวะท่ดี ี โดยการมีส่วนรว่ มขององค์กรภาคีเครือข่ายในทุกระดับ
วัตถุประสงคก์ ารศึกษา
ศกึ ษาและถอดบทเรยี นความสาเร็จในการดาเนินงานของสถานคุ้มครองคนไร้ทพี่ ึ่ง ศูนย์คุ้มครองคนไรท้ ่ีพึ่ง และศนู ย์
คมุ้ ครองคนไร้ท่พี ่ึงในชมุ ชน เพื่อนาไปสู่แนวปฏิบตั ิท่ีดี (Best Practice) ในการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงให้มีสุขภาวะที่ดี และจัดทา
ข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อเสนอเชิงปฏิบัติท้ังในระดบั พื้นท่ีและระดบั องคก์ รหน่วยงานท่ีเก่ยี วขอ้ ง
วิธีการศกึ ษา
การวิจยั คร้งั น้ีเปน็ การวิจยั เชงิ คุณภาพ โดยมีวิธกี ารวิจัยที่สาคญั ได้แก่ 1) การศกึ ษาเอกสาร รายงานการประชมุ และ
รายงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง 2) จัดประชุมเพื่อถอดบทเรียนความสาเร็จในการ
ดาเนินงานด้านคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง ในพื้นท่ีนาร่องทั้ง 12 แห่ง กลุ่มผเู้ ขา้ ร่วมประชุม ได้แก่ ผูบ้ ริหารและเจา้ หน้าท่ีของสถาน
คมุ้ ครองคนไรท้ ี่พ่ึง ศนู ย์คุ้มครองคนไร้ทพ่ี ่ึงในพื้นทด่ี าเนินการ ตัวแทนองคก์ ร/หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในพื้นท่ีดาเนินการ อาทิ
องค์กรราชการ องค์การการศึกษา องค์กรทางศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน องคก์ รธุรกจิ เอกชน องค์กรภาคประชาชน
และองค์กรชุมชน เป็นต้น และอาสาสมัครดา้ นสงั คมในพืน้ ท่ดี าเนินการ และ 3) การประชมุ ระดมความคิดเห็นเพื่อสงั เคราะห์
บทเรียนและถอดบทเรียนร่วมกันระหว่างนักวิจัยกับผู้ดาเนินงานด้านการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึง ทั้งนี้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิง
คณุ ภาพใชก้ ารวเิ คราะห์ข้อมลู เชิงเนื้อหา โดยการคัดเลือกพื้นท่ีดาเนินการทงั้ สถานค้มุ ครองคนไร้ท่ีพ่ึง ศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่พี ึ่ง
และ ศูนย์คมุ้ ครองคนไรท้ ่ีพ่ึงในชมุ ชนได้แก่พื้นทีด่ าเนินงานโครงการตาบลตน้ แบบห่วงใยไม่ทอดทิ้งกัน จานวนอย่างละ 4 แห่ง
โดยกระจายตามภูมภิ าคต่างๆ 4 ภมู ิภาค ทั้งนก้ี ารคดั เลือกสถานฯ ศูนย์ฯ และศูนย์ในชุมชน ในแต่ละภูมิภาคพิจารณาจากการ
ดาเนินงานที่โดดเด่นและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมจนสามารถเป็นแหล่ งเรียนรู้และเป็นสถานที่ดูงานขององค์กรและ
หน่วยงานทดี่ าเนินงานด้านการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง ทั้งนี้การคัดเลือกพื้นท่ีนาร่องดงั กล่าวผา่ นการประชมุ หารือร่วมกันระหวา่ ง
64
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
นักวจิ ัยกับ ผ้บู ริหารของกองคุ้มครองสวัสดภิ าพและพัฒนาคุณภาพชีวิต กรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ าร กระทรวงการพัฒนา
สงั คมและสวัสดิการ
พื้นที่นารอ่ ง 12 แหง่ ประกอบดว้ ย สถานคุ้มครองคนไร้ทพี่ ึ่ง จานวน 4 แหง่ ได้แก่ สถานคมุ้ ครองคนไร้ท่ีพึ่งวังทอง
จังหวัดพิษณุโลก สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี สถานคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงบ้านเมตตา จังหวัด
นครราชสีมา สถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พ่ึง จานวน 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์
คุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดชลบุรี ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดขอนแก่น ศูนย์
ค้มุ ครองคนไรท้ ี่พ่ึง จงั หวดั ภูเก็ต และศูนย์คมุ้ ครองคนไรท้ ี่พึง่ ในชุมชน พื้นที่ดาเนินงานโครงการตาบลต้นแบบห่วงใยไม่ทอดท้ิง
กัน จานวน 4 แห่ง ไดแ้ ก่ ชุมชนสมอโคน ตาบลสมอโคน อาเภอบ้านตากจงั หวัดตาก ชุมชนเทศบาลคา่ ยเนนิ วงศ์ ตาบลบางกะ
จะ อาเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ชุมชนนาหว้า ตาบลนาหว้า อาเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม และชุมชนไม้ขาว ตาบลไม้ขาว
อาเภอถลาง จงั หวดั ภเู ก็ต
ผลการศึกษา
แนวคิดในการคุ้มครองคนไรท้ ี่พึ่ง จาเป็นจะต้องมรี ูปแบบท่ีหลากหลายสอดคล้องกับบริบททางสังคมและการพฒั นา
ระบบสวัสดิการสงั คมของแต่ละรัฐ อย่างไรกต็ าม รูปแบบการคุ้มครองคนไร้ท่พี ึ่งจะต้องคานึงถึงปัจจัยขน้ั พื้นฐานตา่ งๆ ท่ีมนุษย์
ทุกคนควรได้รับตามปฏิญญาสากลขององค์กรสหประชาชาติ และไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือหรือบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้า
เทา่ นั้น แต่ยังเน้นไปทม่ี ิตขิ องการป้องกันและพัฒนาคนในสังคมไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี (well-being) ดังที่ได้มีการนาเสนอ
รูปแบบการจดั สวสั ดิการสังคมทั่วโลก ซึง่ แบง่ ออกเปน็ 3 รูปแบบ ไดแ้ ก่
รปู แบบ “เก็บตก” (Residual model of welfare) เป็นรูปแบบของสวัสดิการสังคมท่ีเกิดจากความช่วยเหลือใน
ปัญหาหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หมายถึงรอให้ปญั หาเกิดขึ้นกอ่ นแล้วจึงจัดบริการในลักษณะตามแก้ไขปัญหามากกว่าจะเป็น
การป้องกนั ปัญหา หรือเสรมิ สร้างภมู ิค้มุ กันทางสังคมใหก้ ับประชาชนอย่างท่ัวถึง (Titmuss ,1974 อ้างใน วันทนีย์ วาสิกะสิน,
สรุ างค์รตั น์ วศินารมณ์ และกิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์, 2553) กล่าวได้ว่า เปน็ การทางานเชิงตั้งรบั ช่วยเหลือคนไร้ท่ีพง่ึ เทา่ ทจ่ี ะ
มปี ัญหาเขา้ มามไิ ดม้ งุ่ ถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไรท้ ่พี งึ่ จรงิ สภาพปญั หากจ็ ะไม่ไดร้ บั การแก้ไขอย่างแท้จรงิ
รปู แบบ “สัมฤทธิ์ผลทางอุตสาหกรรม” (Industrial achievement performance หรือ handmaiden model)
เป็นรปู แบบของสวัสดิการที่จัดให้โดยข้ึนอยู่กับความสามารถในการทางาน สถานภาพหรือบทบาทการทางาน ผลิตภาพและ
ผลิตผลของงานเป็นสาคัญ กล่าวได้ว่าการได้รับสวัสดิการมาจากการกระตุ้นและขยันทางาน กระตุ้นให้คนไร้ท่ีพึ่งเกิดความ
ตระหนักในศักยภาพและความสามารถของตนเอง เพื่อให้สามารถกลบั เข้าสู่กลไกการผลิต ระบบการตลาดและระบบสังคมได้
ปกติ แต่ในขณะเดียวกัน คนไร้ท่ีพง่ึ ท่ีสภาพร่างกายและจิตใจไม่เอื้ออานวยให้สามารถฝกึ อาชีพและกลับเข้าสกู่ ลไกการตลาด
และระบบสังคมได้ ก็จะไม่ได้รับสวัสดกิ ารในรูปแบบน้ี คนกลุ่มนี้ก็จะไม่ได้รบั ความเป็นธรรม (Titmuss, 1974 อ้างใน วันทนีย์
วาสิกะสิน, สรุ างคร์ ตั น์ วศนิ ารมณ์ และกติ พิ ฒั น์ นนทปัทมะดุลย์, 2553)
รูปแบบ “สถาบัน” (Institution redistributive model) เป็นรูปแบบสวัสดิการสังคมที่มองว่าสวัสดิการสังคมเป็น
สถาบันทางสงั คมรูปแบบหนึง่ เปน็ องค์ประกอบสาคัญท่ีทาหน้าทใี่ ห้ระบบสงั คมดาเนินตอ่ ไปได้อยา่ งราบรื่นและเป็นธรรม เป็น
การจัดสวัสดิการตามหลักสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนทุกคนในรัฐจะต้องไดร้ ับสวัสดิการอยา่ งเท่าเทียมกันและทุกคนได้รับการ
ยอมรับในฐานะมนุษย์ (Titmuss, 1974 อ้างใน วันทนีย์ วาสิกะสิน, สุรางค์รัตน์ วศินารมณ์ และกิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์,
2553)
จากรูปแบบของสวัสดิการท้ังสามรปู แบบในการทางานกับคนไรท้ ี่พึ่ง กล่าวได้ว่ามิอาจปฏิเสธระบบใดระบบหน่ึง
ออกไปได้ นักสังคมสงเคราะห์และผปู้ ฏิบัติงานด้านคนไร้ที่พ่ึงจะต้องเป็นผู้เรียนร้แู ละนามาประยุกต์ใชไ้ ด้อย่างถูกต้อง โดยการ
มองจากระดับนโยบายลงมาถึงแผนการปฏิบัติงานท่ีมีความใกล้ชิดกับคนไร้ท่ีพึ่งม ากท่ีสุด บางครั้งจาเป็นต้องมีการใช้
65
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
งบประมาณในการช่วยเหลือ เพื่อใหค้ นไร้ท่ีพ่ึงพ้นวิกฤตท่ีกาลังเผชญิ อยู่ และในขณะเดยี วกันนกั สงั คมสงเคราะหต์ ้องกระต้นุ ให้
คนไรท้ ่ีพ่งึ มองเหน็ ศักยภาพและความสามารถของตนเอง จนนาไปสู่การฝึกอาชีพเพื่อก่อให้เกิดรายได้เพื่อที่จะสามารถกลับไป
ใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติอีกคร้ัง ประการสุดท้ายอาจจะเป็นหน้าที่ของนักสวัสดิการสังคมและนักสังคมสงเคราะห์ในการ
รว่ มกนั ผลกั ดนั ใหเ้ กิดสถาบนั สวัสดิการทางสังคมท่ีจะเข้ามาช่วยกันดูแลคณุ ภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสงั คม
ข้อค้นพบการคุม้ ครองคนไร้ท่ีพง่ึ พบว่า ในประเทศไทย มีรปู แบบ กลไก และกระบวนการที่หลากหลาย กลา่ วคือ
1. รปู แบบการคมุ้ ครองคนไร้ท่ีพึ่ง สามารถแบ่งลกั ษณะได้ ดังน้ี 1) รูปแบบการค้มุ ครองคนไร้ที่พงึ่ พิจารณาตาม
โครงสร้างองค์กร พบว่า มีโครงสร้างหน่วยงานในการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ สถาน
คุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง ศนู ย์คมุ้ ครองคนไร้ทพี่ ึ่ง และศูนยค์ ุ้มครองคนไร้ทพ่ี ่ึงในชุมชน ทงั้ นส้ี ถานคมุ้ ครองคนไร้ท่ีพ่ึง ศูนย์คุม้ ครอง
คนไรท้ ี่พ่ึงในรูปแบบคมุ้ ครองคนไร้ทพ่ี ึ่งที่ปรากฏตามพระราชบญั ญัติการคุ้มครองคนไร้ทีพ่ ่ึง พ.ศ. 2557 สว่ นศูนยค์ ุ้มครองคน
ไรท้ ีพ่ ึ่งในชุมชน การรูปแบบท่พี ัฒนาโดยนโยบายของผบู้ รหิ ารกรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการเพือ่ ดาเนินงานคุ้มครองคนไรท้ ีพ่ ึ่ง
ในชุมชน 2) รูปแบบการคุ้มครองคนไร้ทพ่ี งึ่ พิจารณาตามภารกิจหน้าที่ พบว่า การค้มุ ครองคนไรท้ ่ีพ่ึง เมื่อพิจารณาตามภารกิจ
หน้าท่ีสามารถแบง่ ได้ 3 รปู แบบ ได้แก่ การช่วยเหลือเบื้องตน้ การฝึกทักษะและพฒั นาศักยภาพ และการสร้างเสริมระบบการ
คุ้มครองคนไร้ท่ีพึง่ ตัวอยา่ งรปู ธรรมคือโครงการ “ธญั บรุ โี มเดล” ในสถานคุม้ ครองคนไรท้ ี่พงึ่ ชายธัญบรุ ี มรี ปู แบบการคมุ้ ครอง
และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้ที่พึ่งและผู้ทาการขอทานในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงผ่านกิจกรรมอาชีวบาบัด (Occupation
Therapy) ท่ีนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรเชิงนิเวศมาใช้ในการดาเนินกิจกรรม โดยข้ันตอนของโครงการเร่ิม
จากการคดั เลือกคนไรท้ ่ีพง่ึ ทีม่ ีความสนใจ มคี วามพรอ้ มทางด้านร่างกายและจติ ใจมาเข้าร่วมโครงการ เพื่อฝกึ ทักษะอาชพี และ
การทางานร่วมกับผู้อืน่
2. กลไกการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่ง ตามพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง พ.ศ. 2557 มาตรา 15 กาหนดให้
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน องค์กรสาธารณประโยชน์
องค์กรสวัสดิการชุมชน องค์กรภาคเอกชนอื่น สถาบันศาสนาหรือกลุ่มคนไร้ที่พ่ึง จัดให้มีการดาเนินการในลักษณะเดียวกับ
สถานคุ้มครองคนไรท้ ่ีพ่ึงหรือมีส่วนร่วมในการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง ในขณะที่ ยุทธศาสตร์การคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึง พ.ศ. 2560-
2564 กาหนดให้มียุทธศาสตร์การพัฒนากลไกและกระบวนการทางาน (คณะทางาน/กลไกจังหวัด) ตลอดจนระบบการ
ประสานงานระหว่างหน่วยงาน (การรับ-สง่ ต่อ) จากการศกึ ษาพบวา่ พื้นท่ีนาร่อง 12 แห่ง กาหนดกลไกการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง
โดยให้ความสาคัญกบั การมีส่วนรว่ มจากหลายภาคส่วนเพือ่ ให้การคุ้มครองคนไรท้ ่ีพึ่งบรรลุผลสาเรจ็ กลา่ วคือ
2.1 กลไกหน่วยงานและความร่วมมือภายในสถานคุ้มครองคนไร้ทพ่ี ึ่งและศูนย์ค้มุ ครองคนไร้ท่ีพง่ึ พบว่า มกี ารพัฒนา
ความร่วมมือและสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กร มีการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงในสถาน
คุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งและศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่ง ในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือท่ีหลากหลาย ท้ัง เครือข่ายสหวิชาชีพ
เครือข่ายชุมชน เครือข่ายภาคเอกชน เครือข่ายอาสาสมัครและประชาสังคม โดยเฉพาะ เครือข่าย One Home ที่เป็น
เครือข่าย พม. ในการทางานภายใต้หลัก “บ้านเดียวกัน” เข้าใจทิศทางการทางานในแต่ละกลุ่มเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน
ขบั เคลื่อนงานร่วมกัน โดยการลงเยี่ยมบ้านผู้ใช้บริการ สืบเสาะข้อเท็จจริง ประเมินครอบครัว โดยศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง
สานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ (อพม.) ส่งเสริม
การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้ท่ีพึ่งและส่งต่อเข้าโครงการบ้านน้อยในนิคมในพื้นท่ีนิคมสร้างตนเองของกรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดกิ าร และการสง่ ตอ่ ไปยังศนู ย์สง่ เสริมและพฒั นาทักษะ
2.2 กลไกความร่วมมือกับภาคธรุ กิจเอกชน บรษิ ัทเอกชนและผ้ปู ระกอบการท่ีเข้ามาใหก้ ารสนับสนนุ การดาเนินงาน
ด้านเศรษฐกิจ และด้านการสุขภาพอนามัยเป็นหลัก โดยความร่วมมือที่เกิดข้ึนจากสองลักษณะ ได้แก่ (1) การเข้ามาทา
กิจกรรมความรับผิดชอบทางสังคม (CSR) ด้วยการบริจาคสิ่งของหรือการทากิจกรรมกบั คนไรท้ ่ีพึ่ง และมีโอกาสได้พบเหน็ และ
การสื่อสารบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ สถานคุ้มครองฯ เก่ียวกับสาเหตุ สภาพปัญหาความตอ้ งการ รวมถึงชีวิตความเปน็ อยู่ของคน
66
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ไร้ทพ่ี ึ่ง จนเกิดเปน็ ความเข้าใจ ยอมรับและพัฒนามาสคู่ วามร่วมมือเพื่อการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงในหลายลักษณะ (2) เกิดจาก
การดาเนินงานของสถานคมุ้ ครองคนไร้ทีพ่ ึ่งในการ “แสวงหา-สร้าง-กระชับ” เครือข่าย กับภาคธุรกิจเอกชนอยู่เสมอ ผ่านการ
ทาโครงการหรือกิจกรรมพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของคนไรท้ ี่พึง่ ร่วมกนั
2.3 กลไกความร่วมมือกับภาคประชาสังคม ของสถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งชายธัญบุรี ในลักษณะ “กลไกลความ
รว่ มมือสนับสนนุ บรกิ าร” ท่ีสนับสนุนให้การจัดบริการสามารถดาเนินไป ไดอ้ ย่างต่อเนื่อง ยกตัวอยา่ งเช่น ดา้ นสุขภาพอนามัย
เช่น กลุ่มจิตอาสา SARA ท่ีให้การสนับสนุนในการจัดกิจกรรมกลุ่มบาบัดให้แก่คนไรท้ ่ีพ่ึง กลุ่มอาสาสมัครพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์จงั หวดั ปทุมธานี (อพม.) ที่ให้การสนับสนุนในการจัดยาจิตเวชใหแ้ ก่คนไรท้ ่ีพ่ึง และมูลนิธิคณะนักบุญคา
มโิ ลแหง่ ประเทศไทย เขา้ มาทากิจกรรมตัดผมทาความสะอาดร่างกายให้แกค่ นไรท้ ่ีพงึ่ ทกุ เดือน ดา้ นนันทนาการโดยภาคประชา
สงั คมเข้ามามีบทบาทในการจัดกิจกรรมและสนับสนนุ ทรัพยากรสาหรับการนนั ทนาการ เช่น การจัดกิจกรรมเลน่ ดนตรรี ว่ มกับ
คนไร้ทพี่ งึ่ เปน็ ตน้
2.4 กลไกความร่วมมือจากสถาบันทางวิชาการของสถานคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงชายธัญบุรี เป็นความร่วมมือจาก
มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา ในลักษณะ “กลไกความร่วมมือในการพัฒนาบริการ” ในการพัฒนาองค์ความรรู้ ่วมกับ
สถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่งึ โดยมบี ทบาทสนบั สนุนการดาเนินงานค้มุ ครองคนไรท้ ่ีพ่งึ ในดา้ นเศรษฐกิจและสุขภาพอนามัยเป็นหลัก
ยกตัวอย่างเช่น ด้านเศรษฐกิจ สถาบันทางวิชาการมีบทบาทในการสนับสนุนองค์ความร้ทู างวิชาการและการดาเนินงานท่ีจะ
เอื้อให้การมงี านทาและการมีรายได้ของคนไร้ทีพ่ ่ึงมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัยเสนอแนวคดิ ในการ
จดั ต้ังร้าน “Hope” เพื่อขายสนิ ค้าของโครงการธญั บรุ ีโมเดลโดยตรง และร่วมพฒั นาผลิตภัณฑ์ของโครงการธัญบรุ ีโมเดลเพื่อ
เพ่ิมมูลคา่ ให้กบั สนิ ค้า
นอกจากน้ีแล้ว ยังพบว่าในระดับชุมชนยังมีกลไกการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงในชุมชน อยู่ในรูปของคณะทางานที่ชื่อว่า
“คณะกรรมการคุ้มครองคนไร้ทีพ่ ึ่งในชุมชน” ซึ่งประกอบดว้ ยองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินเป็นแกนหลัก ร่วมกับแกนนา ผู้นา
ชมุ ชน เครือข่ายองค์กรชมุ ชน และหนว่ ยงานในท้องถน่ิ กลไกการคุม้ ครองคนไรท้ ี่พึ่งในชมุ ชนจะทาหน้าท่กี าหนดกระบวนการ
ในการคุ้มครองชว่ ยเหลือคนไร้ท่ีพง่ึ ในชุมชน กาหนดนโยบาย มาตรการ แนวทางการดาเนินงานบูรณาการ การปฏิบตั ิเกยี่ วกับ
การคุม้ ครองคนไร้ที่พึ่งและพัฒนาคุณภาพชวี ิตผู้ทาการขอทานในชุมชน ยกตัวอย่างเช่น กลไกคณะกรรมการศนู ยค์ ุ้มครองคน
ไร้ท่ีพึ่งในชุมชน เทศบาลตาบลค่ายเนินวง ประกอบไปด้วย ตัวแทนกลไกรัฐ ทั้งในระดับท้องท่ี ท้องถิ่น ตัวแทนจากองค์กร
ชมุ ชน ผู้แทนภาคประชาสังคม ตัวแทนกลุ่มอาสาสมัครในชุมชน โครงสร้างคณะกรรมการท่ีประกอบด้วย ผู้บริหารองค์กร
ปกครองส่วน ท้องถน่ิ ประธานสภาเทศบาลตาบล ผ้นู าท้องท่ี ผู้อานวยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล ประธานอาสาสมัคร
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ประธานอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ประธานกลุ่มสตรี ประธานชมรม
ผ้สู ูงอายุ อาสาสมัครแรงงาน อาสาสมคั รพัฒนาชุมชน ตัวแทนกลมุ่ สรา้ งเสริมอาชพี ข้าราชการในองคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น
3. กระบวนการคุม้ ครองคนไร้ที่พึ่ง จากการศึกษา กระบวนการค้มุ ครองคนไร้ที่พ่งึ ในพื้นที่นาร่อง 12 แหง่ พบว่า
การเข้าอยใู่ นสถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง หน่วยงานสงั กัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ เช่น สานักงาน
พัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งทุกจังหวัด บ้านพักเด็กและครอบครัวท่ีต้ังในเขตภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ โรงพยาบาลจิตเวช โรงพยาบาล อบต. ผู้ใหญ่บ้าน มูลนิธิ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา โดยใช้เอกสาร
หลักฐานประกอบดว้ ย ประวัติการรักษาทางจิตเวช ใบรับรองแพทย์ สาเนาทะเบียนบ้าน (ถ้ามี) เอกสารสทิ ธ์ิ (บัตรทอง) บัตร
คนพิการ (ถ้าม)ี บัตรประจาตัวประชาชน หรือสาเนาบัตรประจาตัวประชาชน (ถ้าม)ี นามายื่นคาร้องขอเข้ารบั การคุ้มครอง
ตรวจสอบความเรียบรอ้ ยครบถ้วนของเอกสาร เสนอขออนุมัติรับเขา้ สถานคุ้มครองฯ รอผลการอนุมัติและเขา้ รับการคุ้มครอง
ตามกาหนดเวลานัดหมาย โดยกระบวนการดาเนินงานของสถานคุ้มครองคนไร้ทีพ่ ่งึ ประกอบด้วย 5 กระบวนการ ดังนี้
1. กระบวนการแรกรับ คัดกรอง ดาเนินการคัดกรอง ตรวจเอกสาร ได้แก่ หนังสือนาส่ง บัตรประชาชน หนังสือ
ยินยอมเขา้ รับบริการ เอกสารประวัติ เอกสารหลกั ฐานอื่นๆ ตรวจรา่ งกาย ทาบัญชีทรัพย์สนิ ถ่ายภาพ และทาทะเบียนประวัติ
67
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
2. กระบวนการประเมนิ วางแผนให้ความช่วยเหลือ ประเมนิ ศักยภาพผู้ใช้บริการ ทาแผนพัฒนารายบุคคล (IRP) โดย
ทมี สหวิชาชพี นาสง่ ตรวจสุขภาพกายและจิต สืบเสาะข้อมูลเชิงลกึ ประเมนิ ด้านกาย จิต สงั คม
3. กระบวนการดาเนินการให้ความช่วยเหลือ ให้การช่วยเหลือด้ านปัจจัยส่ี พัฒนาศักยภาพ ฟ้ืนฟู พัฒนาตาม
โครงการธัญบุรีโมเดล การพัฒนากาย จิต สังคม การศึกษา ส่งเสรมิ อาชีพ ให้คาปรึกษาแนะนา ช่วยเหลือในการดารงชีวิต
ช่วยเหลือด้านกฎหมาย สถานะทางทะเบยี น พทิ กั ษส์ ทิ ธิ์ สง่ เสรมิ การมสี ว่ นร่วมของเครือข่าย
4. กระบวนการประสานส่งต่อ ดาเนินการเยี่ยมบ้านและประเมินครอบครัว การติดตามครอบครัว และการเตรียม
ความพร้อมก่อนส่งต่อ ส่งกลับครอบครัว ส่งต่อสถานประกอบการ ส่งต่อไปยังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาทักษะชีวิต ส่งเข้า
โครงการบ้านน้อยในนิคม
5. กระบวนการติดตามและประเมินผล การติดตามผลภายหลังการประสานส่งตอ่ โดยติดตามผลรายเดือน รายไตร
มาส และรายปี พร้อมท้งั ดาเนินการเชิงเฝา้ ระวังป้องกัน
นอกจากนั้น ยงั พบว่า การจัดการระบบฐานข้อมลู เกี่ยวกับคนไร้ท่พี ่งึ พบวา่ การจัดเก็บข้อมลู ของศูนยค์ ุ้มครองคนไร้
ท่ีพ่ึง คือ การจัดเกบ็ ข้อมูลของผู้เขา้ มาใช้บริการท่ีเป็นคนไรท้ ี่พ่งึ คนขอทาน หรือกลุ่มแรงงานเพื่อนบ้าน ดว้ ยการเก็บ ประวัติ
การสอบถาม พูดคุย และการรวบรวมข้อมูลเพื่อจาแนกทางสถิติของผู้เข้ารับบริการ วิธีการเก็บขอ้ มูลเพื่อจัดทาประวัติ จะ
ดาเนนิ การโดยเจา้ หน้าที่ ด้วยวธิ ีการพูดคุย แลกเปลีย่ นความคิดเห็น หรือการสอบถาม การจดั เกบ็ ขอ้ มลู เชิงลึกรายบุคคลเพื่อ
จัดทา ทะเบียนประวตั ิ การใหค้ าปรึกษาแนะนาขอ้ คิดเห็นผ่านประสบการณ์ของเจ้าหน้าท่ี ดาเนินการให้ความช่วยเหลือสู่การ
วางแผนพัฒนาของผเู้ ข้ามาใช้บริการแต่ละราย โดยจะมีแบบสารวจสาหรับการจัดเกบ็ ข้อมูลในเบื้องต้น การสแกนลายนิ้วมือ
เพื่อเก็บหลักฐาน สร้างขึ้นเปน็ ฐานขอ้ มลู ท่ีสามารถเชื่อมโยงข้อมูลของคนไรบ้ ้านได้ทั่วประเทศเพื่อใช้เป็นแนวทางการป้องกัน
การใช้สิทธิซ้าซ้อน ดังน้ันการมีฐานข้อมูลคนไร้ทพ่ี ่ึง จะทาใหก้ ารตรวจสอบย้อนกลับเป็นไปได้อย่างรวดเรว็ มากข้ึน และการ
สรา้ งระบบฐานขอ้ มูลคนไรท้ ่ีพง่ึ ยงั สามารถทาให้เจ้าหนา้ ที่สามารถตรวจสอบขอ้ มูลต่างๆ ของคนไร้ที่พง่ึ ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็
ในส่วนกระบวนการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงในชุมชน พบวา่ มคี วามหลากหลายข้ึนอยู่กับบรบิ ทของชุมชน และการกอ่ รา่ ง
ของคณะทางาน อย่างไรก็ตาม มกี ระบวนการหลัก ดังน้ี การเฝ้าระวังคนไร้ท่ีพ่ึงในชุมชน การจัดสวัสดิการชมุ ชน การระดม
ทรัพยากรทั้งภายในและภายนอก การติดตามเพื่อตัดวงจรการเกิดคนไร้ท่ีพึ่งในชุมชน และการติดตามผลการคุ้มครอง
ช่วยเหลือกลุม่ คนไร้ทพี่ ึ่ง การเสรมิ สรา้ งศักยภาพผู้นาชุมชน เครือข่ายและเจ้าหน้าทผ่ี ้เู กีย่ วขอ้ งหรือปฏิบัติงานด้านการคุ้มครอง
คนไร้ที่พง่ึ
แนวปฏบิ ัติท่ดี ี (Best Practice) สาหรบั การคุม้ ครองคนไรท้ ีพ่ ึง่
1. การส่งเสริมกระบวนการสวัสดิการสังคมเชิงรุก แนวคิดการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง มองว่าระบบสวัสดิการที่
หลากหลายต้องเข้ามามีส่วนในมาตรการคมุ้ ครองคนไร้ท่ีพ่ึงมากขน้ึ เพื่อส่งเสริมกระบวนการสวัสดิการสังคมเชิงรุก กล่าวคือ
ลดการทางานเชิงสงเคราะห์ลงแต่เน้นการทางานสง่ เสรมิ การเข้าถึงสวัสดิการตา่ งๆ ท่ีมีอยู่ของรัฐใหม้ ากขึ้น สวัสดกิ ารสังคมเชิง
รุกพยายามท่ีจะเปล่ียนแนวทางการทางานสวัสดกิ ารสงั คมให้เปน็ ในรปู แบบของการมุ่งป้องกันและเขา้ หาผูใ้ ช้บริการมากขึ้น
เพื่อลดอคติของการมองผู้ใช้บริการในแง่ลบที่เหมือนขยะสังคมลงไป แน่นอนท่ีสุดว่า กระบวนการสวัสดิการสังคมเชงิ รุกน้ัน
จาเป็นที่จะตอ้ งอาศัยความร่วมมือกนั ของท้ังนักสงั คมสงเคราะห์และวิชาชีพตา่ งๆ ท่ีอยู่ในแวดวงการทางานคนไร้ทพ่ี ึ่งใหห้ ันมา
สร้างกระบวนการเข้าใจ แลกเปลี่ยนกนั ทางาน ระดมองค์ความรู้จากทั้งภาควชิ าการและภาคสนามมาช่วยกันตอ่ ยอด แสดงให้
เห็นถึงความเข้มแขง็ ของผู้ทที่ างานด้านคนไร้ที่พึ่ง ซึง่ จะสะทอ้ นวิธีการแก้ไขปญั หา สภาพปัญหา ความสาคัญของงานคนไร้ท่ี
พงึ่ ให้เป็นทีป่ ระจกั ษ์แก่แวดวงราชการ จากน้ันจึงจะเน้นไปท่ีการกระจ่ายข่าวสู่สาธารณชน เพื่อสร้างความเข้าในในวงกว้าง
ต่อไป
68
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
2. การเสริมพลังอานาจให้แก่คนไร้ที่พึ่ง การทางานกับคนไร้ท่ีพึ่ง นอกเหนือจากการช่วยให้คนไร้ที่พ่ึงผ่านพ้น
ปัญหาและวิกฤตในเบือ้ งต้นแลว้ สิง่ ทส่ี าคัญท่ีสุดประการต่อมาก็คือการเสริมพลังอานาจให้แก่คนไร้ท่ีพึ่ง ทั้งในระดับบุคคลคือ
ตวั คนไร้ที่พ่ึงเอง ระดับกลุ่มคือกลุ่มคนไรท้ ี่พ่ึงและการเสริมพลังระดับชุมชน เพื่อที่จะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล
ชว่ ยเหลือคนไร้ที่พึ่ง โดยจุดม่งุ หมายสาคัญคือ การเสรมิ พลงั อานาจเพื่อนาไปสกู่ ารพึ่งตนเองของคนไร้ทพ่ี ่ึงให้สามารถกลับไป
ดาเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพและปกติสุข การท่ีจะทางานกับคนไร้ท่ีพึ่งและสามารถท่ีจะสรา้ งการเปล่ียนแปลงให้
เกิดข้ึนไดน้ ั้น การดงึ เอาศักยภาพและความเขม้ แข็งจากภายในท่ีซอ่ นอยู่ของคนไร้ทพ่ี ่ึงให้ออกมาน้นั เป็นเรือ่ งท่ีมคี วามสาคัญ
เป็นอย่างมาก และแน่นอนที่สุดว่าการท่ีจะดึงเอาศักยภาพออกมาใช้ได้น้นั ผู้ท่ีปฏบิ ัติงานจะต้องให้การเคารพและย่อมรบั ใน
ความเป็นมนุษยข์ องคนไร้ท่ีพ่ึง กระตุ้นให้คนไร้ท่ีพง่ึ รสู้ กึ ถึงความมีคุณค่าและความสามารถของตนเองด้วยวิธกี ารร่วมมือกัน ให้
ผู้ใช้บริการเป็นผู้คิดและตัดสินใจ จนนาไปสู่พฤติกรรมและความเปล่ียนแปลงอย่างยั่งยืน นักสังคมสงเคราะห์หรือผู้ท่ี
ปฏิบัตงิ านกับคนไรท้ ่ีพ่ึง ต้องมีหน้าท่ีสร้างความม่ันใจใหก้ ับคนไร้ท่ีพ่ึงวา่ คนไร้ทพ่ี ่ึงทุกคนมีสิทธิและโอกาสท่ีจะเข้าถึงบริการ
ขน้ั พื้นฐานทจ่ี าเปน็ แก่ชีวิต (อภิญญา เวชยชยั , 2555) กระบวนการสร้างพลงั อานาจจะนาไปส่เู ปา้ หมายหลักของการเสรมิ สร้าง
พลังอานาจคือการทค่ี นไรท้ ี่พึ่งมองเห็นศักยภาพของตนเองได้ ตัวอยา่ งของการเสริมพลังอานาจใหแ้ ก่คนไร้ที่พ่ึง เชน่ การเปิด
โอกาสให้คนไรท้ ี่พึ่งมีส่วนรว่ มในกระบวนการ การรับงานมาทาในสถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่งึ การเตรียมความพร้อมคนไร้ที่พึ่ง
กลับสู่สงั คม
3. การพัฒนาระบบสนับสนุนการคุ้มครองคนไรท้ พ่ี ึ่ง ได้แก่ (1) การพฒั นาศักยภาพของบุคลากร การพัฒนาฐาน
คดิ ของคนทางาน ทัศนคติของบุคลากรในสถานคุ้มครองคนไรท้ ่ีพึ่งมคี วามสาคัญต่อกระบวนการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่ง (2) การ
พัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเพื่อการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง (3) การสร้างความร่วมมือในระดับนโยบาย (4) มีระบบ
อาสาสมัครสนับสนุนการดาเนินงาน (5) สร้างเครือข่ายความร่วมมือท่ีหลากหลาย นอกจากนี้แล้ว การพัฒนาระบบสนับสนุน
การคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงตามหลักสุขภาวะที่ดี กล่าวคือ สุขภาวะทดี่ ีของคนไร้ท่ีพ่ึง หมายถงึ สภาวะที่เป็นสุขท้ังร่างกายแข็งแรง
จิตใจ สังคมและสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รวมถึงทัศนคติในทางบวกตอ่ การมีชีวิตและสมั พันธภาพรอบกับทุกสง่ิ ทอ่ี ยรู่ อบตัวอยา่ ง
เป็นองค์รวม สขุ ภาวะ คือ ความสุขและคุณคา่ ของชวี ิต ไดแ้ ก่ การมีร่างกายที่แข็งแรง สมบรู ณ์ ไม่เจ็บป่วย ไม่พิการ สติปัญญา
ดี เบิกบาน ร่าเริงแจ่มใส ซ่ึงก็คือ ภาวะของการอยู่เย็นเป็นสุขตามความหมายขององค์การอนามัยโลก (World Health
Organization, 1986) ให้กลา่ วว่า สุขภาวะท่ีสมบูรณ์ ประกอบด้วย 4 มิติด้วยกัน คือ ทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิต
วิญญาณ ระบบสุขภาวะท่ีดี จึงมบี ทบาทในการคุ้มครองคนไร้ทพ่ี ่ึงให้ดารงไว้ซึง่ การมีสขุ ภาพดี มชี ีวิตยืนยาว และสามารถอย่ใู น
สังคมได้อย่างปกติสุขมีสุขภาพดีหรือมีสุขภาวะ (Well-being) สู่การมีคุณภาพชีวิตท่ีดี (Quality of life) และการเป็นผู้มี
สขุ ภาพดีได้นั้นเกิดจากกระบวนการดูแลแบบองค์รวม (Holistic care) และไม่กลบั ไปสกู่ ารเป็นคนไร้ที่พึ่งอีกต่อไป ซึง่ ถือเป็น
แนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยจะพบว่า กระบวนการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งและศูนย์
คุ้มครองคนไร้ที่พึง่ ในพื้นที่ตน้ แบบสามารถแบ่งกระบวนการคุ้มครองออกเปน็ 6 ด้าน ครอบคลุมทัง้ ทางกาย ทางจิต ทางสังคม
และทางจิตวิญญาณ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ ด้านจิตปัญญาสังคม ด้านนันทนาการ และด้าน
สภาพแวดลอ้ ม
3. การคมุ้ ครองคนไร้ท่ีพ่งึ ตามหลักความย่ังยนื (Sustainability) จากการศกึ ษาพบว่า มาตรฐานการทางานดา้ น
การคุ้มครอง ดูแล คนไร้ที่พ่ึงอย่างย่ังยืน ภายใต้เจตนารมณ์ “มีที่พึ่ง พ่ึงตนเองได้ เป็นท่ีพึ่งของผู้อื่น” นั้น ชุมชนเป็นหัวใจ
ขบั เคลือ่ นงานทสี่ าคญั กล่าวคือ เพือ่ ใหก้ ารคุ้มครองคนไร้ทีพ่ ่ึงมคี วามยงั่ ยืน ศูนย์คุม้ ครองคนไรท้ พี่ ึ่งในชมุ ชนมีบทบาทสาคัญใน
ฐานะรากฐานของระบบสวัสดิการสังคมท่ีคนในชมุ ชนเข้ามามีส่วนรว่ มในการดาเนินงานด้านสวัสดิการสังคมร่วมกับภาคส่วน
อื่นๆ อาทิ เช่น บ้านพักฉุกเฉินสาหรบั ผู้ไร้ท่ีพ่ึงหรือผู้ประสบปัญหาทางสังคมในชุมชนตาบลป่าแดด ภายใต้โครงการตาบล
ต้นแบบห่วงใย ไม่ทอดท้ิงกัน ศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงจังหวัดเชียงใหม่ได้สนับสนุนและ เป็นพี่เล้ียงดูแลให้คาปรึกษาอย่าง
ใกลช้ ิดเพื่อเปน็ การสกัดกั้นไม่ใหค้ นไร้ทพ่ี ึง่ เข้าสู่สังคมแต่สามารถจัดการและให้ความช่วยเหลือในระดับชุมชนได้
69
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
การอภปิ รายผลการศึกษา
จากการศึกษากระบวนการคมุ้ ครองคนไรท้ ี่พึ่ง ทาให้เห็นทัง้ ศักยภาพ และอุปสรรคปัญหาในกระบวนการคุม้ ครองคน
ไรท้ ี่พงึ่ กลา่ วคือ
1. ศักยภาพของการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่ง ได้แก่ (1) การพฒั นาระบบการคมุ้ ครองคนไร้ที่พ่งึ ผา่ นนวัตกรรมในสถาน
คมุ้ ครองคนไรท้ ่ีพึ่ง และศูนยค์ ุ้มครองคนไร้ที่พึง่ เช่น รูปแบบการทางานของทีมสหวิชาชพี การดูแลผใู้ ชบ้ ริการแบบระยะยาว
(Long Term Care) การเป็นหน่วยเคลื่อนท่ีเร็วในการลงพื้นท่ีเพื่อรับเรื่อง กระบวนการทางานที่ให้ความสาคัญกับความ
แตกต่างเฉพาะราย (2) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของสถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่ง และศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง เช่น
โครงการอุทยานรีไซเคิลเพื่อพัฒนาศักยภาพคนไร้ท่ีพ่ึงและคนขอทาน การรับงานมาทาในสถานคุ้มครองคนไรท้ ี่พ่งึ การส่งคน
ไร้ท่ีพึ่งไปทางานกับสถานประกอบการ ความร่วมมือกับสถาบันทางวิชาการ ความร่วมมือระหวา่ งองค์กรกับภาคประชาสังคม
(3) ศักยภาพของศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงในชุมชน เช่น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของศูนย์คุ้มครองคนไรท้ ่ีพ่ึงในชุมชน
เช่น การเฝา้ ระวังของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงในชมุ ชน การทางานเชิงรุกกับครอบครัวและชุมชนเพื่อป้องกันการเป็นคนไร้ท่ีพึ่ง
(Prevention) การสร้างภูมิคุ้มกันให้กลุ่มเสี่ยงสามารถพ่ึงตนเองได้ การจัดสวัสดิการของศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงในชุมชน
กระบวนการตดิ ตามของศนู ย์คุ้มครองคนไร้ทพ่ี ่งึ ในชมุ ชน
2. ข้อจากัดของการค้มุ ครองคนไร้ท่พี ึ่ง ในการดาเนนิ งานด้านการคุ้มครองคนไรท้ ี่พงึ่ ยังพบข้อจากัด หรือปญั หาและ
อปุ สรรคในการคมุ้ ครองคนไร้ท่ีพึง่ ไดแ้ ก่ การไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร : ปญั หาในการเขา้ ถึงสิทธิและโอกาสของคนไร้ที่
พ่งึ บุคลากรในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงและศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งยังขาดความรู้และทักษะเบื้องต้นในการดูแลคนไรท้ ่ีพึ่งท่ี
เป็นผู้ป่วยจิตเวช นอกจากน้ันยงั ขาดแคลนนักวชิ าชีพที่มคี วามจาเป็น กล่าวคือ ผใู้ ชบ้ รกิ ารมลี ักษณะจติ เวชและมีสภาพปญั หา
ทีซ่ บั ซ้อน เช่น เจ้าหน้าที่ท่ีมีความรู้ด้านการดูแลผู้พิการซา้ ซ้อน นกั จัดกิจกรรม และพยาบาล เปน็ ต้น และปัญหาการส่งต่อคน
ไร้ที่พึ่งตามกฎหมายเฉพาะ ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนคนไร้ท่ีพึ่งที่มีกฎหมายเฉพาะให้การคุ้มครอง กับคนไร้ท่ีพึ่งในสถาน
คุ้มครองคนไร้ท่ีพงึ่ ชายธัญบุรใี นปัจจบุ ัน (มีนาคม 2561) พบวา่ มีกลุ่มผูส้ ูงอายุ คิดเป็นร้อยละ 25.53 มีกลมุ่ ผพู้ กิ ารคิดเป็นรอ้ ย
ละ 51.40 เป็นต้น ซง่ึ สาเหตุสาคัญที่ไม่สามารถส่งต่อได้ เนือ่ งจาก ความแตกต่างดา้ นคุณสมบตั ิในการเข้ารับบริการของแต่ละ
หน่วยงาน และจานวนของผู้ใช้บริการในสถานสงเคราะห์ตามกฎหมายเฉพาะในปัจจุบันมีปริมาณมากเกินกว่าท่ีสถาน
สงเคราะหจ์ ะสามารถรองรับได้
ในขณะท่ี ข้อจากัดและอุปสรรคในการดาเนินงานของศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงในชุมชน ได้แก่ ข้อจากัดด้าน
งบประมาณในการจดั การกบั ปญั หาคนไรท้ ่ีพึ่ง เนื่องจากงบประมาณโดยส่วนใหญ่ อยใู่ นรปู ของการเงินสงเคราะหแ์ บบใหเ้ ปล่า
มิได้กอ่ ใหเ้ กิดความย่งั ยืนและการพ่ึงตนเองได้ของคนไร้ท่ีพึ่ง อกี ท้ังงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตาบลยังมีข้อจากดั ท่ไี ม่
สามารถช่วยเหลือได้ทุกราย จึงใช้วิธีการส่งต่อเพือ่ ขอรับการสงเคราะห์ที่ต้องใชข้ ั้นตอนท่ีซับซ้อนและใช้ระยะเวลานาน ทาให้
ไม่ทันกับสภาพปัญหาและความต้องการของผู้ประสบปัญหา และข้อจากัดด้านกระบวนการทางานด้านคนไร้ท่ีพึ่งในชุมชน
รว่ มกับหน่วยงานหลากหลายเขา้ มาเก่ียวข้อง เช่น กรณีการช่วยเหลือคนพิการ ผู้ปฏิบัติงานต้องประสานงานกับหน่วยงานท่ี
ส่งเสริมและพฒั นาคุณภาพชีวิตคนพิการ ขณะที่ การช่วยเหลือผู้สงู อายุที่ยากไรผ้ ู้ปฏิบัติงานต้องประสานงานกับกรมกิจการ
ผู้สูงอายุหรือสถาน สงเคราะห์คนชรา เป็นต้น ซ่ึงหน่วยงานเหล่านี้ต่างมีระเบียบ ข้อบังคับในการดาเนินงานที่แตกต่างกัน
ออกไปทาให้เกิดความยุ่งยากในระดบั ปฏบิ ตั ิ เป็นตน้
3. แนวปฏบิ ัตกิ ารคุ้มครองคนไรท้ ี่พึง่ เพ่ือสุขภาวะท่ดี ีอย่างย่ังยนื การสง่ เสริมกระบวนการสวัสดิการสงั คมเชงิ รุก
มลู นิธอิ ิสระชน เสนอวา่ หน่วยงานท่ีทางานกับกลุ่มคนไร้ทีพ่ ึ่งมาอย่างต่อเนื่องไม่นอ้ ยกวา่ 8 ปี อย่างบา้ นมิตรไมตรที ้ัง 10 แห่ง
ทเี่ ป็นหนึง่ ในนวัตกรรมท่กี ้าวหน้าของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการท่ีมองแนวทางการแก้ไขปญั หาคนไร้ที่พึง่ ไปขา้ งหน้าอยา่ ง
เป็นระบบตอ้ งไดร้ ับการส่งเสริมให้พัฒนารูปแบบการทางานอย่างต่อเนือ่ งเพราะถือว่าเปน็ นวตั กรรมสาคัญในการทางานของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่ีจะสามารถเปน็ ต้นแบบให้หน่วยงานขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
70
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
องค์กรภาคศาสนา และองค์กรภาคประชาสังคม ท่ีสนใจเข้ามาใชเ้ ป็นพื้นท่ีเรียนรู้ในรูปแบบของศูนย์การเรียนรู้เพื่อส่งเสริม
สวัสดิการโดยเน้นการทางานเชิงรุก อย่างไรกด็ ี กระบวนการสวัสดิการสังคมเชิงรกุ จาเป็นตอ้ งขับเคลื่อนไปพร้อมกับฐานการ
คุ้มครองทางสังคม (Social Protection Floor: SPF) ซงึ่ เป็นชุดนโยบายทางสังคมเพื่อบูรณาการการสรา้ งหลกั ประกันรายได้
และการเข้าถึงบริการทางสังคมสาหรบั ทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาส โดยการปอ้ งกนั และเสริมสร้างศักยภาพของคนใน
วงจรชวี ติ สาหรบั แนวปฏิบัติเรื่องการเสรมิ พลังอานาจให้แกค่ นไร้ทีพ่ ึ่ง (อภิญญา เวชยชัย, 2555) การทจี่ ะทางานกับคนไร้ทพ่ี ึ่ง
และสามารถท่ีจะสร้างการเปล่ียนแปลงให้เกิดขึ้นไดน้ ้ัน การดึงเอาศกั ยภาพและความเข้มแขง็ จากภายในทซ่ี ่อนอยู่ของคนไร้ท่ี
พ่ึงให้ออกมาน้ัน เป็นเรื่องที่มีความสาคัญเป็นอย่างมาก และแน่นอนท่ีสุดว่าการที่จะดึงเอาศักยภาพออกมาใช้ได้น้ัน ผู้ท่ี
ปฏิบัติงานจะต้องให้การเคารพและย่อมรับในความเป็นมนุษย์ของคนไร้ที่พ่ึง กระตุ้นให้คนไร้ที่พึ่งรู้สกึ ถึงความมีคุณค่าและ
ความสามารถของตนเองดว้ ยวธิ ีการรว่ มมือกัน ให้ผู้ใชบ้ รกิ ารเป็นผู้คิดและตัดสนิ ใจ จนนาไปสพู่ ฤติกรรมและความเปลี่ยนแปลง
อย่างย่ังยืน นกั สังคมสงเคราะห์หรือผ้ทู ่ีปฏิบัติงานกบั คนไร้ทพ่ี ึ่ง ต้องมีหน้าที่สร้างความมั่นใจให้กับคนไร้ที่พึ่งว่า คนไรท้ ่ีพึง่ ทุก
คนมีสิทธิและโอกาสที่จะเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานที่จาเป็นแก่ชีวิต ในขณะที่ แนวปฏิบัติเรื่องการพัฒนาระบบสนับสนุนการ
ค้มุ ครองคนไร้ท่ีพึ่ง ทั้งการพฒั นาศักยภาพของบุคลากร สถานคุ้มครองคนไร้ทพี่ ่ึง การพัฒนาระบบฐานขอ้ มูลสารสนเทศเพื่อ
การคมุ้ ครองคนไร้ท่พี ึ่ง มีระบบอาสาสมัคร การสรา้ งความรว่ มมือในระดับต่างๆ จาเป็นต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับบรบิ ทและ
ความต้องการของกลุ่มเปา้ หมายและทิศทางของหน่วยงาน
นอกจากนี้แล้ว แนวทางคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งของประเทศไทยท่ีส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน น้ันมีความ
สอดคล้องกับแนวทางการจัดการปัญหาคนไร้บ้านของประเทศสหรัฐอเมริกา (The United States Interagency Council
on Homelessness, 2015) กล่าวคือ การจัดให้มีการดาเนินงานร่วมกันในลักษณะสภาภายใต้ชื่อ The Council of the
United Stated Interagency Council on Homelessness ซึ่งมีสมาชิก 19 กลุ่ม (the Council) ประกอบด้วยสมาชิก
ทอ้ งถิน่ และรฐั ท้ังหน่วยงานราชการและเอกชน โดยสภาดังกล่าวได้มีการกาหนดกรอบการทางานและจัดสรรทรพั ยากร พรอ้ ม
ท้งั กาหนดโครงการเพื่อปอ้ งกันและยุติการเป็นคนไรบ้ า้ นในอเมรกิ า โดยจะนาเสนอโครงการที่สามารถดาเนินการได้จรงิ และยัง
ดาเนินการอยู่ พร้อมท้ัง Best Practices ในระดับท้องถิ่น เพื่อจะได้ลงทุนด้านทรัพยากรในส่งิ ที่สามารถดาเนินการได้ผลจริง
และนามาดาเนินการอยา่ งตอ่ เนื่องกับสมาชิกทั่วประเทศ
บทสรปุ
รูปแบบ กลไก และกระบวนการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึง ให้ความสาคัญกับมติ ิท่ีหลากหลาย ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยง
กับปัจจัยต่างๆ มากมาย ทั้งด้านปัจเจกบุคคล สภาพแวดล้อมและระบบสุขภาพ โดยในส่วนของปัจเจกบุคคลและ
สภาพแวดล้อมมคี วามสัมพันธ์กันและสง่ ผลถึงสุขภาพของคนไร้ที่พ่ึง ดังน้ันระบบสุขภาวะที่ดีจึงมีบทบาทในการคุ้มครองคนไร้
ท่ีพ่ึงให้ดารงไว้ซ่ึงการมีสุขภาพดี มีชีวิตยืนยาว และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข มีสุขภาพดี หรือมีสุขภาวะ (Well-
being) เพื่อก้าวสู่การมีคุณภาพชีวติ ที่ดี (Quality of life) ทั้งนี้การเป็นผู้มีสุขภาพดีได้น้ันยอ่ มเกิดจากการดูแลแบบองค์รวม
(Holistic care) และไม่กลับไปสู่การเป็นคนไร้ท่ีพึ่งอีกซึ่งถือว่าเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การสังเคราะห์
รปู แบบ กลไก และกระบวนการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ พบว่าการคุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงในประเทศไทยมี
รูปแบบ กลไก และกระบวนการท่ีหลากหลาย ท้ังในส่วนของหน่วยงานภาครัฐและในส่วนของชุมชน ซ่ึงล้วนแล้วแต่เป็น
กระบวนการที่ให้ความสาคัญกับการมีส่วนรว่ มและการสร้างความร่วมมือ กล่าวคือ ในส่วนของหน่วยงานภาครฐั จะพบว่าการ
ดาเนินงานของสถานค้มุ ครองคนไร้ท่พี ึ่งและศนู ยค์ ุม้ ครองคนไร้ที่พึ่งมรี ูปแบบ กลไก และกระบวนการทีเ่ น้นการมสี ่วนร่วมจาก
เครือข่ายท้ังภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชน และภาควิชาการเข้าร่วมในการดาเนินกิจกรรมในส่วนต่างๆ ในขณะท่ี ศูนย์
คมุ้ ครองคนไร้ท่ีพ่ึงในชมุ ชนก็ให้ความสาคัญกับการเชื่อมโยงการทางานระหวา่ งชมุ ชนกับหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้
71
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
เกิดการคุ้มครอง ดูแล คนไรท้ ่พี ึ่งอย่างยัง่ ยืน ภายใตเ้ จตนารมณ์ “มีที่พึ่ง พ่ึงตนเองได้ เป็นที่พง่ึ ของผอู้ ืน่ ” ตลอดจนพัฒนาและ
ฟน้ื ฟูคนไร้ท่พี งึ่ ให้สามารถกลบั คืนสู่ครอบครัวและชุมชนได้อยา่ งปกติสุข
ขอ้ เสนอแนะ
1. กรมพัฒนาสงั คมและสวัสดิการ ควรพัฒนาหรือสร้างระบบการคุ้มครองทางสงั คมและสร้างโอกาสใหก้ บั คนยากจน
ผดู้ ้อยโอกาส คนไร้ทพ่ี ึ่ง ผู้กระทาการขอทาน และกลุ่มผู้เปราะบาง ท่ีมคี วามเชื่อมโยงระหว่างศนู ย์คุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงในชุมชน
ศูนย์คุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงจังหวัด และสถานคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงเพื่อป้องกันและคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งให้มีสุขภาวะที่ดีในทุกมิติ
กล่าวคือ ศูนยค์ ุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึงในชุมชนดาเนินการในพื้นท่ีโดยการสนับสนุนขององคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ ในพื้นทีใ่ นการ
เฝา้ ระวังไม่ให้เกดิ กลุ่มเส่ียงขนึ้ ในชุมชน และศนู ยค์ ุ้มครองคนไร้ทีพ่ ่ึงจังหวัดดาเนินการเฝ้าระวัง ติดตาม และค้มุ ครองไม่ให้เกิด
กลุ่มเสี่ยงขึ้นในระดับจังหวัด สาหรับสถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งดาเนินการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มคนไร้ที่พึ่งใน
สถานฯ ใหไ้ ดร้ บั การคุ้มครองและการพฒั นาคุณภาพชีวิตทดี่ ีและสามารถกลับคืนสู่ชุมชนสงั คมได้
2. ควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการคุ้มครองทางสงั คมต้องได้รับการพัฒนาให้มปี ระสิทธิภาพครอบคลมุ ประชาชน
ทุกคน และเชื่อมโยงระหว่างการคุ้มครองประเภทต่างๆ และกลุม่ เป้าหมาย และนามาใช้ในการออกแบบช่องทางการให้ความ
ช่วยเหลือกลมุ่ เปา้ หมายให้สามารถเขา้ ถงึ บริการอย่างมีประสิทธภิ าพและทั่วถึง
รายการอา้ งองิ
กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร. (2560). แนวทางการปฏิบัติงาน พ.ร.บ ควบคุมขอทาน พ.ศ. 2559 พ.ร.บ.การคมุ้ ครองคนไร้ที่
พึง่ พ.ศ.2557. กรงุ เทพมหานคร: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์.
พระราชบัญญัติการคมุ้ ครองคนไร้ท่พี ึง่ พ.ศ. 2557. (2547, 16 ธันวาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. หน้า 1-9.
พระราชบัญญตั ิควบคมุ การขอทาน พ.ศ. 2559. (2559, 26 เมษายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. หน้า 1-7.
พระราชบัญญัติการสขุ ภาพจิต พ.ศ. 2551. (2551, 13 กุมภาพนั ธ์). ราชกิจจานุเบกษา. หน้า 37-54.
วันทนีย์ วาสิกะสนิ สุรางค์รัตน์ วศินารมณ์ และกิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. (2553). ความรทู้ ั่วไปเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมและ
สังคมสงเคราะห.์ กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพม์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อภิญญา เวชชยชัย. (2555). การเสริมพลังอานาจในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์
Dartford Boroug Council. (2010). Vulnerable Adults’ Housing Policy 2010.
Gitterman, A. (Ed.). (2001). Handbook of Social Work Practice with Vulnerable and Resilient Populations.
(2nded.). New York: Columbia University Press.
The U.S. Department of Housing and Urban Development. 2013. The 2013 Annual Homeless Assessment
Report (AHAR) to Congress.
WHO. (1986). Ottawa Charter for Health Promotion. First International Conference on Health Promotion,
Ottawa, 21 November 1986.World Health Organization, Retrieved January 29, 2014, from:
http://www.who.int/hpr/archive/does/ottawa.html
72
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
บทบาทของทมี สหวิชาชพี ในการค้มุ ครองคนไรท้ พ่ี ่ึงตามแผนฟืน้ ฟรู ายบคุ คล
(Individual Rehabilitation Plans: IRP): กรณีศึกษานคิ มสร้างตนเองนารอ่ ง 5 แห่ง
Roles of Multidisciplinary Team in Distitute Protection Under Individualized
Rehabilitation Plan (IRP): Case Study on The Five Pilot Self-Help Land Settlements
ปวรวรรณ เผือกผาสุข1
Pawornwan Phuakphasuk2
Abstract
The objectives of this study were to investigate the role of a multidisciplinary team in protecting
destitutes according to individual rehabilitation plans (IRP), to study the problems and obstacles in the
implementation of individual rehabilitation plans (IRP) of a multidisciplinary team, and to study clients’
satisfaction with individual rehabilitation plans (IRP) in the new life project for beggars, vagrants, and
destitutes (Ban Noi Nai Nikhom) in five pilot self-help land settlements. This study was a quantitative
research. The population of this study was 50 clients in the project, 134 officers in self-help land
settlement and a multidisciplinary team, classified by 81 professionals and 53 supporting officers. Total
number of the population was 184. Data were collected from a questionnaire. Data were then analyzed
with statistics including percentage, mean, and standard deviation. The results were presented through
descriptive study.
The results of this study indicated that from the clients’ opinions, the service met the protection
criteria at a high level ( x = 4.12). Overall clients’ satisfaction with the IRP-based service was at a high
level ( x =4.02). When individual aspects were considered, professional rehabilitation ( x =4.04), medical
rehabilitation ( x = 4.11), educational rehabilitation ( x =4.04), and social rehabilitation ( x =3.95) were at
high level. A multidisciplinary team in the Project plays an important role in protecting destitutes using
individual rehabilitation plans (IRP) through a integrative process of planning in a multidisciplinary team,
consisting of professionals, supporting officers, and network partners. The performance of a multidisciplinary
team was at a moderate level ( x =3.35). There were the problems and obstacles of IRP-based
implementation, namely the lack of knowledge and understanding of work nature was at a moderate
level ( x = 2.80), the problem of policy formulation was at a low level ( x = 2.40), and the budget
problem was at a moderate level ( x = 2.85).
The suggestions of this study could be summarized as follows: for policy suggestions, written
policy should be formulated to enable personnel at the operational level to play a role in policy
1 นกั ศกึ ษาสงั คมสงเคราะห์ศาสตรมหาบณั ฑิต คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Master's student, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]
73
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
planning and implementation direction. The IRP-based multidisciplinary practice training should be
organized for protecting destitutes under the personnel development plan. For management suggestions,
the suitability of the budget should be monitored to meet the demand. For practical suggestions,
workshop training should be comprehensively promoted with a concept of protecting destitutes. Lessons
learned should be studied and analyzed between officers and clients in the Project in order to determine
the strengths and weaknesses of the operations and the clients’ needs. Suitable innovation or teaching
model should be created for educational rehabilitation for the clients to be applied to their work and to
improve the quality of work.
Keywords: The Protection of Destitute, Multidisciplinary Team, Individual Rehabilitation Plans
บทคดั ย่อ
การศึกษาเรื่อง “บทบาทของทีมสหวิชาชีพในการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งตามแผนฟ้ืนฟูรายบุคคล (Individual
Rehabilitation Plans : IRP) กรณีศึกษา : โครงการสร้างชีวติ ใหม่ให้คนขอทาน คนเรร่ ่อน คนไร้ท่พี ่ึง (บา้ นนอ้ ยในนิคม) ใน
นิคมสรา้ งตนเองนาร่อง 5 แห่ง” มีวัตถุประสงคเ์ พื่อศกึ ษาบทบาทของทมี สหวิชาชีพในการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งตามแผนฟ้ืนฟู
รายบุคคล (IRP) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินงานตามแผนฟ้ืนฟูรายบคุ คล (IRP) ของทมี สหวชิ าชีพ และศกึ ษาความ
พึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อแผนฟื้นฟูรายบุคคล (IRP) ในโครงการสรา้ งชีวติ ใหมใ่ ห้คนขอทาน คนเรร่ ่อน คนไรท้ ่ีพึ่ง (บา้ นน้อย
ในนิคม) ใช้วิธีการศึกษาเชิงปริมาณ ประชากร คือ ผู้ใช้บริการในโครงการ จานวน 50 ราย เจา้ หน้าท่ีนิคมสร้างตนเองและ
ทีมสหวิชาชพี จานวน 134 ราย จาแนกเป็นนักวิชาชีพ จานวน 81 ราย และฝ่ายสนับสนุน จานวน 53 ราย รวมท้ังสิ้น 184
ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วเิ คราะหข์ ้อมูลดว้ ยสถิติค่ารอ้ ยละ ค่าเฉล่ยี ค่าส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และนาเสนอ
ผลการศึกษาเชงิ พรรณนาความ
ผลการศึกษาพบวา่ ผใู้ ชบ้ ริการได้รับบริการตามหลักเกณฑ์การคุ้มครองผใู้ ช้บริการในระดับมาก ( x = 4.12) และ
ผใู้ ช้บริการมีความพ่ึงพอใจท่ีได้รบั บรกิ ารตามแผนฟนื้ ฟูรายบุคคล (IRP) ในภาพรวมในระดับมาก ( x = 4.02) ไดแ้ ก่ การฟน้ื ฟู
ทางอาชีพในระดับมาก ( x = 4.04) การฟ้ืนฟูทางการแพทย์ในระดับมาก ( x = 4.11) การฟ้ืนฟูทางการศึกษาในระดับมาก
( x = 4.04) และการฟื้นฟูทางสังคมในระดับมาก ( x = 3.95) ทีมสหวิชาชีพในโครงการบ้านน้อยในนิคม มีบทบาทในการ
คุม้ ครองคนไร้ที่พ่ึง โดยใช้แผนฟ้ืนฟูรายบุคคล (IRP) ซึ่งผ่านกระบวนการบูรณาการการกาหนดแผนร่วมกนั ในทมี สหวิชาชีพ
อันประกอบไปด้วยนักวิชาชีพ สายงานสนับสนุนและภาคีเครือขา่ ย ซ่ึงทมี สหวชิ าชพี สามารถปฏิบตั ิตามบทบาทไดใ้ นระดบั ปาน
กลาง ( x = 3.35) ในการดาเนินงานประสบกับปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินงานตามแผนฟื้นฟูรายบคุ คล (IRP) ไดแ้ ก่ การ
ขาดความรูค้ วามเข้าใจในลักษณะงานเป็นปัญหาระดับปานกลาง ( x = 2.80) ปัญหาจากการกาหนดนโยบายในระดับน้อย
( x = 2.40) และปัญหาในดา้ นงบประมาณในระดบั ปานกลาง ( x = 2.85)
ขอ้ เสนอแนะจากการศึกษา สามารถแบง่ ได้เป็น ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย ควรมขี ้อกาหนดเป็นลายลักษณอ์ ักษร
ให้บคุ ลากรในระดับการปฏิบัติงานเขา้ ไปมีบทบาทในการกาหนดนโยบายและทิศทางการดาเนินงาน ควรจัดให้การอบรมการ
ทางานในรูปแบบสหวิชาชีพ โดยใช้แผนฟ้ืนฟูรายบุคคล (IRP) ในการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึงอยู่ในแผนการพัฒนาบุคลากรใน
หน่วยงาน ในเชิงบริหาร ควรมีการสารวจความเหมาะสมของงบประมาณในการสรรจัดเพื่อดาเนินโครงการท่ีเหมาะสมและ
เพียงพอต่อความตอ้ งการ และในเชิงการปฏิบตั งิ าน ควรสง่ เสริมให้มีการจัดอบรมเชงิ ปฏบิ ัติการรูปแบบการทางานค้มุ ครองคน
ไร้ที่พึ่งให้กบั บุคคลกรอย่างทั่วถึงครบถ้วน ควรมีการถอดบทเรียนการดาเนินโครงการบา้ นนอ้ ยในนคิ มระหวา่ งเจ้าหน้าทีแ่ ละ
ผใู้ ชบ้ ริการ เพื่อทราบถึงจุดแขง็ จุดอ่อนของการดาเนินงาน และความต้องการของผใู้ ช้บริการ และควรมกี ารสร้างนวัตกรรม
74
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
หรือรูปแบบการสอนทเี่ หมาะสมสาหรับการฟ้ืนฟูทางการศึกษาให้แก่ผ้ใู ช้บริการ เพือ่ นาไปปรับใช้ในการทางานและยกระดับ
คุณภาพการทางานตอ่ ไป
คาสาคัญ: การคุ้มครองคนไร้ที่พึง่ , ทมี สหวิชาชีพ, แผนฟืน้ ฟรู ายบคุ คล
บทนา
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ มีบทบาทหน้าทโ่ี ดยตรงต่อการปฏบิ ัติงานตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 ซ่ึงประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันท่ี 23 ธันวาคม 2557 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 24
ธนั วาคม 2557 ซงึ่ มีความสอดคลอ้ งกับรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึง่ กลา่ วว่ารฐั พ่งึ ให้ความช่วยเหลือและ
คมุ้ ครองผู้ดอ้ ยโอกาสในสังคม ตลอดจนให้การบาบัดและฟ้ืนฟูเยยี วยาบุคคลดงั กล่าว พระราชบัญญตั ิคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึง พ.ศ.
2557 เกิดขนึ้ จากความพยายามท่ีจะแก้ไขปัญหาคนไร้ที่พึ่งในสังคมไทยที่ทวีความรนุ แรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แตม่ ีกฎหมาย
ทเี่ กี่ยวข้องโดยตรงเพียงฉบับเดียว คือ พระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2484 ซึ่งไม่ทนั ต่อสถานการณ์คนไร้ท่ีพึง่ ใน
ปจั จุบัน และยงั ไม่มกี ารจาแนกกลุ่มเป้าหมายท่ีมคี วามตอ้ งการทหี่ ลากหลายตามความแตกต่างเฉพาะกลุ่ม โดยพระราชบัญญัติ
คมุ้ ครองคนไร้ท่ีพ่ึง พ.ศ. 2557 มีแนวคิดในการคมุ้ ครองคนไร้ท่พี ง่ึ ให้สามารถพึง่ พาตนเองได้ และได้รับการคุม้ ครองที่เหมาะสม
ภายใตเ้ จตนารมณ์ “มที ่ีพงึ่ พงึ่ ตนเองได้ เป็นท่ีพึ่งของผู้อื่น” (มูลนิธอิ สิ รชน, 2558) มใี จความสาคญั เกี่ยวกับการคุ้มครองคนไร้
ท่ีพ่งึ ครอบคลมุ คนขอทาน คนเร่รอ่ นและบุคคลท่อี าศัยตามท่ีสาธารณะ
สถานการณ์คนไร้ท่ีพ่ึงในปจั จบุ ันพบว่า มีคนไร้ท่ีพึ่ง 70,539 คน โดยแบง่ เปน็ บคุ คลไร้ท่ีอยู่อาศัยและมีรายได้น้อยไม่
เพียงพอแก่การครองชีพ จานวน 27,109 คน เป็นบุคคลที่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรแตย่ ังไร้สัญชาติ จานวน 147 คน เป็น
บุคคลทีป่ ระสบความเดือนร้อน จานวน 39,604 คน เป็นบุคคลที่ต้องการได้รับการสนับสนนุ ทางด้านการเงนิ จานวน 62,941
คน ต้องการสนับสนุนด้านเครื่องอุปโภคบริโภค จานวน 15,307 คน (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ , 2561) และให้การ
คุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตในสถาบันในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จานวน 4,378 คน และในศูนย์ส่งเสริมและพัฒนา
ทกั ษะชีวิต จานวน 199 คน (ชนิดนารถ เจรญิ เนือง, 2560) โดยจะมีการสง่ เข้าพัฒนาและฟ้ืนฟูศักยภาพยงั สถานคุ้มครองคน
ไร้ที่พ่ึง และมีการต่อยอดการพัฒนาไปยังนิคมสร้างตนเอง เพื่อให้ผู้ใช้บริการท่ีมีความพร้อมเข้ารับการฟ้ืนฟูศักยภาพการ
เตรียมความพร้อมทจี่ ะกลับคือสู่สงั คม และสามารถพ่งึ พาตนเองได้
โครงการสรา้ งชวี ติ ใหมใ่ ห้คนขอทาน คนเร่ร่อน คนไร้ทีพ่ ่ึง (บ้านนอ้ ยในนิคม) เป็นโครงการเพื่อใช้ในการคมุ้ ครองคน
ไรท้ ี่พ่ึง มีการริเริ่มให้นิคมสรา้ งตนเองเขา้ มามบี ทบาทในการพัฒนาและฟื้นฟศู ักยภาพให้แก่คนไร้ที่พ่ึง เพือ่ ให้ผู้ใช้บรกิ ารได้รับ
การฟน้ื ฟูและพัฒนาศักยภาพ ฝึกทักษะในการดารงชวี ิตอิสระภายในพื้นทนี่ ิคมสร้างตนเอง ประกอบอาชีพมรี ายได้จนนาไปสู่
การพ่ึงพาตนเอง โดยนิคมสรา้ งตนเองแต่ละแห่งมีการต้ังทีมสหวิชาชีพขึ้นเพื่อประเมินและวางแผนฟ้ืนฟูรายบุคคล (IRP) ซึ่ง
เปน็ การวางแผนฟน้ื ฟสู มรรถภาพให้แก่ผใู้ ชบ้ ริการเปน็ รายกรณี ไดถ้ ูกกาหนดไว้ในกระบวนการเขา้ ถึงสิทธิสวัสดิการสงั คมของ
คนไร้ท่ีพึง่ ตามพระราชบญั ญัติการคุ้มครองคนไร้ทพ่ี ึง่ พ.ศ. 2557 ในสว่ นของกระบวนการวางแผนใหค้ วามช่วยเหลือ
แผนฟื้นฟูรายบุคคล (IRP) เป็นเครื่องมีในการพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพให้กับคนไร้ที่พ่ึงโดยมีทีมสหวิชาชีพเป็น
ผ้ใู ชเ้ ครือ่ งมือนน้ั ประกอบด้วยการฟืน้ ฟู 4 มติ ิ คือ
1. การฟื้นฟูทางอาชีพ กระบวนการในการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพ มีการประเมินความสามารถการทดลอง
ปฏบิ ัติงานและประเมนิ ผลการทางาน การจดั หางานท่ีกอ่ ใหเ้ กิดรายได้ และสามารถเลยี้ งตนเองได้
2. การฟืน้ ฟูทางการแพทย์ อาทิ การทาจติ บาบัด อาชีวบาบดั กจิ กรรมบาบดั หรือกายภาพบาบัด
3. การฟื้นฟูทางการศึกษา เน้นการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย การฝึกทักษะเบื้องต้นในการใช้ชีวิตประจาวันและ
การใชช้ วี ิตรว่ มกับผ้อู ื่น
75
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
4. การฟื้นฟทู างสังคม เน้นการเตรยี มความพร้อมเพื่อกลบั คืนสู่สังคม คือ มกี ารออกแบบกจิ กรรมทางสังคมสาหรับ
ผู้ใช้บรกิ ารที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมภายในนคิ มสร้างตนเองและภายนอกนคิ มสรา้ งตนเอง
เมือ่ ทีมสหวิชาชีพดาเนินการตามแผนฟื้นฟรู ายบุคคล (IRP) ซง่ึ เปน็ การเตรียมความพรอ้ มให้แกผ่ ู้ใช้บรกิ ารก่อนคืนสู่
สังคมและครอบครัว เป็นการฟ้ืนฟูมิติหลักในการดารงชีวิตในสังคม การดาเนินการย่อมมีลักษณะกิจกรรมและปัญหาและ
อุปสรรคที่แตกต่างกนั ไปในแต่ละพืน้ ที่นคิ มสรา้ งตนเอง การคุ้มครองคนไร้ทพ่ี ึง่ ดงั กล่าวมีความจาเป็นต้องมีการทบทวนบทบาท
การทางานของผู้ปฏิบัติงานและทีมสหวิชาชีพ ซ่ึงถือเป็นส่วนสาคัญในการให้การคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่ง เพื่อนาไปสู่พัฒนาการ
ทางานและบรรลุตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ สารวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อแผนฟื้นฟูรายบุคคล (IRP) ปัญหาและ
อปุ สรรคในการดาเนินการ และบทบาทของทีมสหวิชาชีพในการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งตามแผนการฟ้ืนฟูรายบุคคล ( IRP) ว่ามี
บทบาทอย่างไร เพื่อเปน็ ประโยชน์ตอ่ การดาเนินโครงการและตอ่ ผูใ้ ช้บริการทจ่ี ะเข้ารว่ มโครงการในพื้นท่ีนิคมสรา้ งตนเอง
วตั ถปุ ระสงค์ในการวจิ ัย
1. เพือ่ ศกึ ษาความพึงพอใจของผใู้ ช้บรกิ ารตอ่ แผนฟน้ื ฟูรายบคุ คล (Individualized Rehabilitation Plan: IRP)
2. เพือ่ ศึกษาปญั หาและอุปสรรคในการดาเนินงานตามแผนฟื้นฟูรายบคุ คล (Individualized Rehabilitation Plan:
IRP) ของทมี สหวิชาชพี
3. เพื่อศึกษาบทบาทของทีมสหวิชาชีพในการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งตามแผนฟื้นฟูรายบุคคล (Individualized
Rehabilitation Plan: IRP)
ขอบเขตการวจิ ัย
1. ขอบเขตด้านเนื้อหาประกอบด้วยการศึกษาความพึงพอใจต่อแผนการฟ้ืนฟูรายบุคคลของผู้ใช้บริการภายใต้
โครงการสร้างชีวิตใหม่ให้คนขอทาน คนเร่ร่อน คนไร้ท่ีพึง่ (บ้านน้อยในนิคม) ปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินงานตามแผน
ฟนื้ ฟูรายบคุ คลของทมี สหวิชาชีพ และ บทบาทของทมี สหวชิ าชพี ในการคุม้ ครองคนไรท้ พ่ี ึ่งตามแผนฟื้นฟูรายบคุ คล
2. ขอบเขตด้านประชากรการศึกษานีแ้ บ่งประชากรออกเป็น 3 กลมุ่ ได้แก่
2.1 ศึกษาจากผูใ้ ช้บรกิ ารในโครงการสรา้ งชีวิตใหม่ให้คนขอทาน คนเร่ร่อน คนไร้ที่พึ่ง (บ้านน้อยในนิคม) ในนิคม
สร้างตนเอง 5 แห่ง จานวน 50 คน
2.2 ศึกษาจากกลุ่มผปู้ ฏิบตั ิงานในนคิ มสรา้ งตนเอง ทเ่ี ข้าร่วมโครงการสร้างชวี ติ ใหม่ใหค้ นขอทาน คนเร่ร่อน คนไร้ที่
พ่ึง (บา้ นน้อยในนิคม) ทั้งหมด 5 แห่ง จานวน 99 คนประกอบดว้ ย ข้าราชการ ลูกจา้ งประจา พนักงานราชการ
2.3 ศึกษาจากกลุ่มเครือข่ายซึ่งเข้ารว่ มทีมสหวชิ าชพี โครงการสร้างชีวติ ใหม่ให้คนขอทาน คนเร่รอ่ น คนไร้ท่ีพึ่ง (บ้าน
นอ้ ยในนิคม) ในนคิ มสรา้ งตนเอง 5 แหง่ แหง่ ละ 7 คน จานวน 35 คน
76
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
แผนภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
77
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
วธิ ีการวจิ ัย
การศึกษานใี้ ชร้ ูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา โดยศกึ ษาจากเอกสารและการศกึ ษาภาคสนาม โดยมีระเบียบวิธกี ารวจิ ัย
ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง คือ ผู้ใช้บรกิ ารในโครงการสร้างชวี ิตใหม่ให้คนขอทาน คนเรร่ ่อน คนไร้ท่ีพึ่ง (บา้ นน้อย
ในนิคม) ใน 5 นิคม จานวน 50 ราย เจ้าหน้าท่ีในนิคมสรา้ งตนเอง 5 แห่ง ที่ดาเนินโครงการสร้างชวี ิตใหม่ให้คนขอทาน คน
เร่รอ่ น คนไร้ท่ีพ่ึง (บ้านน้อยในนิคม) จานวน 99 คน ภาคีเครือข่ายท่เี ข้าร่วมทีมสหวิชาชีพทั้ง 5 นิคมสร้างตนเอง แห่งละ 7
ราย รวมจานวน 35 ราย และ ประชากรทใ่ี ช้ในการศกึ ษา รวมทง้ั ส้ิน 184 ราย
2. เครื่องมือในการวิจยั คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) โดยแบ่งเป็น 2 ชดุ
2.1 แบบสอบถามสาหรับสอบถามผใู้ ชบ้ ริการ
2.2 แบบสอบถามใช้สาหรับสอบถาม เจ้าหน้าที่ในนิคมสร้างตนเองและทีมสหวชิ าชีพ
3. การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิตเิ ชงิ พรรณนา เพื่อวเิ คราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ขอ้ มลู ของผใู้ ช้บริการต่อ
แผนฟื้นฟรู ายบุคคล (IRP) ข้อมลู ด้านปัญหาอุปสรรคในการดาเนินการตามแผนฟืน้ ฟูรายบุคคล (IRP) ของทมี สหวิชาชีพ และ
ข้อมูลบทบาทของทีมสหวิชาชีพในการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งตามแผนฟื้นฟูรายบุคคล (IRP) โดยสถิติท่ีใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ
(Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean) เพื่อหาค่ากลาง และหาค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เพื่อวัดการ
กระจายน้าหนกั คะแนนของคาตอบแต่ละข้อ
4. การนาเสนอผลการศึกษาผู้ศึกษานาเสนอผลการศึกษา โดยการพรรณนาความ อาศัยข้อมูลทางสถิติและการ
อภปิ รายโดยใช้แนวคิด และผลการวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
ผลการศึกษา
ตอนท่ี 1 การศกึ ษาในกลุ่มผ้ใู ช้บรกิ าร
1. ขอ้ มูลทวั่ ไป
ผลการศึกษาพบว่า ประชากรที่ศึกษาท้ังหมดเป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 42.3 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา
ระยะเวลาในการเขา้ รบั บริการอยรู่ ะหวา่ ง 1 เดือน - 1 ปี โดยมีระยะเวลาในการเข้ารบั บรกิ ารเฉล่ีย 1.0 ปี
2. ผลการศึกษาข้อมูลเก่ียวกบั ความพึงพอใจของผู้ใชบ้ ริการตอ่ แผนฟ้ืนฟูรายบุคคล (IRP)
2.1 ความพึงพอใจต่อการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การฝึกอาชีพและการจ้างงาน โดยมกี ารเลือกอาชีพทเ่ี หมาะสม
กบั ความสามารถของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผใู้ ช้บริการมีความสามารถในสาขาวิชาชีพใดวิชาชีพหน่ึง และสามารถนาความรแู้ ละ
ทักษะที่ได้นั้นไปประกอบอาชีพเพื่อเล้ียงดตู นเองและครอบครัวไดผ้ ู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่อการฟ้ืนฟูทางอาชพี ในระดับ
มาก ( x = 4.04)
2.2 ความพึงพอใจต่อการฟื้นฟทู างการแพทย์ อาทิ การทาจิตบาบัด อาชวี บาบัด กิจกรรมบาบัด หรือกายภาพบาบัด
รวมไปถึงการจดั บรกิ ารทางการแพทย์ให้แก่ผูใ้ ช้บริการและค่าใชจ้ ่ายในการรักษาพยาบาลนั้น ผู้ใชบ้ ริการความพึงพอใจต่อการ
ฟนื้ ฟทู างการแพทย์ในระดับมาก ( x = 4.11)
2.3 ความพึงพอใจต่อการฟ้ืนฟูทางการศึกษา เน้นการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย การฝึกทักษะเบื้องต้นในการใช้
ชวี ติ ประจาวันและการใช้ชีวติ ร่วมกับผอู้ ืน่ ผใู้ ช้บรกิ ารมีความพงึ พอใจตอ่ การฟนื้ ฟทู างการศึกษาในระดับมาก ( x = 3.95)
2.4 ความพึงพอใจต่อการฟื้นฟูทางสังคมเน้นการเตรียมความพรอ้ มเพื่อกลับคืนสสู่ ังคม คือ มกี ารออกแบบกิจกรรม
ทางสงั คมสาหรบั ผูใ้ ช้บริการท่ีหลากหลาย ท้ังกิจกรรมภายในนิคมสร้างตนเองและภายนอกนคิ มสร้างตนเอง ผู้ใช้บรกิ ารมคี วาม
พอใจต่อการฟืน้ ฟทู างสงั คมในระดับมาก ( x = 3.97)
78
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ตอนที่ 2 การศกึ ษาในกลุม่ ผูป้ ฏิบัติงานของทมี สหวิชาชพี
1. ข้อมูลทวั่ ไป
ผลการศกึ ษาพบว่า ประชากรท่ีศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเปน็ ร้อยละ 52.2 มีอายเุ ฉลย่ี 41.42 ปี จบการศึกษา
ระดับปริญญาตรี อายุงานอยูร่ ะหว่าง 1 –10 ปี โดยมีอายุงานเฉล่ีย 13.89 ปี ตาแหน่งพนักงานราชการ และไมม่ ีโอกาสการ
ทางานในทีมสหวิชาชพี
2. ผลการศกึ ษาปญั หาและอปุ สรรคในการดาเนนิ งานตามแผนฟน้ื ฟรู ายบคุ คล (IRP) ของทมี สหวชิ าชพี
2.1 ปัญหาการขาดความรคู้ วามเขา้ ใจในการปฏิบัตงิ านสหวิชาชพี อยา่ งถ่องแท้ เนื่องจากส่วนใหญ่งานสหวชิ าชพี ถูก
มองว่าเป็นรูปแบบในการทางานเน้นไปท่ีการประสาน ส่งต่อ ข้อมูลระหว่างวิชาชีพ มากกว่าที่จะมองวา่ การทางานสหวิชาชีพ
คือกระบวนการคิดงานร่วมกันบุคลากรในทีมสหวิชาชีพมีปัญหาและอุปสรรคในด้านความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัตงิ านสห
วชิ าชพี ในระดับปานกลาง ( x = 2.80)
2.2 การขาดการกาหนดนโยบายและการร่วมกันวางแผนของทีมสหวิชาชีพ เป็นปัญหาและอุปสรรคในการ
ดาเนินงานตามแผนฟื้นฟูรายบุคคลของทมี สหวิชาชีพที่สาคัญอีกประการหนง่ึ ท้ังนี้อาจเป็นผลมาจากการกาหนดนโยบายไม่
ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงในการทางานของทีมสหวิชาชีพว่ามีปัญหาในลักษณะใดหรือความต้องการจาเป็นในการปฏิบัติงาน
ภาพรวมทีมสหวิชาชีพในโครงการบ้านน้อยในนิคมเห็นว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคในการดาเ นินงานตามแผนการฟ้ืนฟู
รายบคุ คลในระดับน้อย ( x = 2.40)
2.3 ขาดงบประมาณในการสนับสนุนและพัฒนาการทางานสหวิชาชีพซ่ึงเป็นปัญหาท่ีต่อเนื่องมาจากการขาดการ
กาหนดนโยบายท่ียังไม่ให้ความสาคัญต่อการทางานสหวิชาชพี เท่าทคี่ วรในภาพรวมทีมสหวชิ าชีพในโครงการบา้ นน้อยในนิคม
เหน็ ว่ามปี ัญหาด้านงบประมาณสนับสนุน ในระดับปานกลาง ( x = 3.34)
3. ผลการศึกษาบทบาทของทีมสหวิชาชีพในการคุ้มครองคนไรท้ ่ีพ่ึงตามแผนฟืน้ ฟูรายบคุ คล (IRP) โดยบทบาท
ของทีมสหวชิ าชพี มดี งั นี้
3.1 การแลกเปลีย่ นข้อมูลขา่ วสารในการทางานทีมสหวิชาชีพเป็นทางานร่วมกันของแต่ละวิชาชีพ โดยแต่ละวิชาชีพ
ยังคงรักษาบทบาทหน้าที่ของตนเองไว้ การปฏิบัติงานจะเป็นไปในลกั ษณะการประสานงาน แลกเปลีย่ นข้อมูลข่าวสารและ
ทรพั ยากรจากการศึกษาดา้ นการแลกเปลี่ยนขอ้ มูลข่าวสารท่ีเป็นประโยชน์และการสนับสนุนทรพั ยากรท่ีเป็นประโยชน์ ทีมสห
วิชาชีพปฏบิ ัตไิ ดใ้ นระดบั มาก ( x = 3.44)
3.2 การเขา้ ร่วมประชมุ ทมี สหวิชาชีพตามนัดหมายมีความสาคญั ในการทางานในทมี สหวิชาชีพ เนื่องจากต้องทางาน
ร่วมกันและแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารใหแ้ ก่กันอยู่เสมอ ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นวา่ นิคมสรา้ งตนเองให้ความสาคัญกับการ
พบปะแลกเปลีย่ นขอ้ มลู ข่าวสารท่ีเปน็ ประโยชนข์ องทมี สหวิชาชีพในการดาเนนิ งานคุ้มครองคนไร้ทพ่ี ่ึงตามแผนฟ้ืนฟูรายบุคคล
จากการศกึ ษาในภาพรวม บคุ ลากรในทีมสหวิชาชีพเข้ารว่ มประชุมตามนัดหมายในระดับปานกลาง ( x = 3.31)
3.3 การทางานแบบสหวิชาชีพเป็นการทางานร่วมกันของหลากหลายวิชาชีพท่ีถือเอามติเอกฉันท์เป็นหลักในการ
ปฏิบัติงาน บทบาทของทีมสหวิชาชีพในการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งด้านการร่วมกันวางแผนการฟ้ืนฟูรายบุคคลจึงถือเป็นหลัก
ปฏิบัติในการดาเนินงานโครงการบ้านนอ้ ยในนิคม ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นวา่ บคุ ลากรยังขาดความรู้ความเข้าใจเพื่อปฏิบัติ
ใหม้ ีประสิทธิภาพ ในภาพรวมมกี ารร่วมกนั วางแผนการฟนื้ ฟูรายบุคคลในระดับปานกลาง ( x = 3.30)
อภิปรายผล
การคุ้มครองคนไร้ที่พง่ึ ตามพระราชบัญญัตคิ ุ้มครองคนไร้ท่ีพ่งึ พ.ศ. 2557 หมายถึง การจัดสวสั ดิการใหแ้ ก่คนไร้ที่
พึง่ เป็นการส่งเสริมสมรรถภาพทางด้านร่างกายและจิตใจ ทางดา้ นการรักษาพยาบาล ด้านการศึกษาและด้านอาชีพ สง่ เสริม
สนับสนุนการสร้างโอกาสในสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการมีอาชีพ ที่พักอาศัย และป้องกันไม่ให้เกิดการเลือก
79
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ปฏิบัติ สาหรบั การจัดบริการตามมาตรฐานการคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่ง ตอ้ งอาศัยการทางานแบบสหวิชาชีพ คือ การสร้างทีมและ
บูรณาการงานเพื่อคุ้มครองคนไร้ทพี่ ึ่ง โดยการร่วมมือกันทางานนน้ั มลี ักษณะการทางานเปน็ ทมี ทีม่ ีการกาหนดบทบาทของแต่
ละวิชาชีพไว้อย่างชัดเจน มีการประชุมกันเพื่อปรึกษาและวางแผนการทางาน มีบุคลากร เจ้าหน้าท่ีในแต่ละวิชาชีพท่ี
หลากหลาย เช่น นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาล นักจิตวิทยา ตารวจ แพทย์ นักพัฒนาสังคม มาร่วมในการปฏิบัติงานเพื่อ
คุ้มครองคนไร้ที่พง่ึ เพือ่ วตั ถุประสงค์ในการแกป้ ัญหาให้กับผู้ใช้บริการ โดยใช้กระบวนการทางาน ความรู้ และทักษะของแตล่ ะ
วิชาชพี ในการทางานร่วมกนั จากการศึกษาพบขอ้ มลู ที่สามารถนามาอภปิ รายได้ ดังน้ี
1. ผลลพั ธ์ของการคุ้มครองคนไร้ท่พี ึง่ ตามแผนฟน้ื ฟูรายบคุ คล (IRP)
1.1 ผลลพั ธ์ต่อระบบการทางาน
นิคมสรา้ งตนเองสามารถดาเนินการจัดบริการตามหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึง จานวน 9 ประเด็นได้อย่าง
ครบถ้วน โดยผลการศึกษาพบว่าในภาพรวมผู้ใช้บริการไดร้ ับบรกิ ารในระดับมาก ในภาพรวม ค่าเฉลี่ย 4.12 และเมื่อพิจารณา
เปน็ รายประเด็น พบวา่ หลกั เกณฑ์การคุ้มครองคนไร้ท่พี ่ึงสามารถแบ่งออกเปน็ 9 ดา้ นตามประกาศคณะกรรมการคมุ้ ครองคน
ไรท้ ่ีพ่ึง พ.ศ.2559 ไดแ้ ก่ การจัดสวัสดิการสังคมการเสริมสร้างสมรรถภาพทางรา่ งกายและจติ ใจการรักษาพยาบาลการส่งเสริม
การศึกษาและอาชีพการส่งเสรมิ และสนับสนุนการสร้างโอกาสในสังคมการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตการสนับสนนุ ให้คนไรท้ ี่พงึ่ มงี าน
ทาการสนับสนนุ ให้คนไร้ทพี่ ึ่งมีท่พี กั อาศยั และการป้องกนั มิใหม้ กี ารเลือกปฏบิ ัติทไี่ มเ่ ปน็ ธรรมต่อคนไร้ท่พี ึง่ นั้น ผ้ใู ช้บรกิ ารได้รับ
บรกิ ารในระดับมากถึงมากท่ีสดุ ท้งั สิ้น สะท้อนให้เห็นวา่ นิคมสร้างตนเองสามารถดาเนนิ การค้มุ ครองคนไรท้ ี่พึ่งไดด้ ีมากในจดุ น้ี
ซ่งึ สอดคลอ้ งกับวัตถุประสงค์ของพระราชบญั ญัตคิ ุ้มครองคนไร้ทพ่ี ่ึง พ.ศ.2557 และประกาศคณะกรรมการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง
พ.ศ.2559 ถือเปน็ จดุ แขง็ ท่ียังตอ้ งพฒั นาอยา่ งต่อเนือ่ ง
แม้โครงการบ้านน้อยในนคิ มจะเปน็ โครงการใหม่ แต่นคิ มสรา้ งตนเองมตี ้นทนุ ในดา้ นการจัดสวัสดิการสังคมในพื้นที่
รับผิดชอบ เช่น มีบุคลากรในการทางาน มีพื้นท่ีสาหรบั ดาเนินโครงการ เป็นต้นทุนในการดาเนินโครงการบ้านน้อยในนิคมใน
ขั้นพื้นฐาน ความพร้อมของนิคมสร้างตนเองยังสามารถทาให้โครงการยังดาเนินต่อไปได้ สอดคล้องกับท่ี ยงยุทธ เพ้ียนศรี
(2560) กล่าวว่านิคมสร้างตนเองในปัจจุบัน สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ ในการดาเนินงานพัฒนาศักยภาพภาพคนไรท้ ี่พึ่ง เพื่อ
เปน็ ต้นแบบในการถ่ายทอดความรู้ ไปยังองค์กรอื่นๆ ผู้วิจัยเห็นวา่ ลักษณะการดาเนินโครงการบ้านน้อยในนิคมมีการใช้ชุมชน
บาบัด ให้ผู้ใช้บรกิ ารได้มีโอกาสได้ทดลองใช้ชีวิตในนิคมสร้างตนเอง ซึ่งเป็นพื้นที่ท่ีอยู่ในชุมชน และมีกิจกรรมต่างๆ ภายใน
หนว่ ยงานที่คนในชมุ ชนต้องเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นท่ี ทาใหผ้ ูใ้ ช้บริการไดม้ ีโอกาสได้ปรับตวั เขา้ กบั คนเหล่าน้ัน เป็นการเตรียม
ความพร้อมเพือ่ กลับคือสูส่ ังคม ตรงกบั ที่ วงค์พรรณ มาลารตั น์ (2547) ได้แสดงความคิดเห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ปว่ ยจิต
เวชท่ีสาคัญวิธีหนึ่ง คือ การฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวชโดยชุมชน หรือ Community Based Rehabilitation ซึ่งเป็น
กระบวนการทใี่ ช้ทีมสหวิชาชพี รว่ มกับครอบครัว ชมุ ชน และหน่วยงานท่ีเก่ยี วข้อง ในการพัฒนาใหผ้ ู้ป่วยได้แสดงศกั ยภาพที่มี
อยู่ในตัวเองให้ได้มากที่สุด ลดการพึ่งพา เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติหรือใกล้เคียงสภาวะปกติให้มากท่ีสุด
สามารถดารงชีวติ ไดอ้ ยา่ งปกติ
1.2 ผลลัพธใ์ นการคุ้มครองคนไรท้ ี่พึ่ง
เมื่อผู้ใช้บริการได้รบั การดูแลตามแผนฟื้นฟูรายบคุ คล พบว่า ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจ ใน 4 ประเด็น ตามที่ กรม
พฒั นาสังคมและสวัสดิการ (2558) ไดก้ าหนดรปู แบบการฟ้ืนฟรู ายบุคคล (IRP) ในโครงการบ้านน้อยในนคิ มไว้ ได้แก่ การฟน้ื ฟู
ทางอาชีพ การฟ้ืนฟูทางการแพทย์ การฟ้ืนฟูทางการศกึ ษา และการฟื้นฟูทางสงั คม ผลการศึกษาพบวา่ ในภาพรวมผู้ใช้บริการ
พึงพอใจในแผนฟ้นื ฟรู ายบุคคล(IRP) ในระดับมากเช่นกัน โดยการจัดบริการที่ตรงกับความต้องการของผใู้ ช้บริการและเป็นไป
ตามหลกั เกณฑ์ในการคุ้มครองคนไร้ท่ีพงึ่ นั้น สอดคลอ้ งกับ ฐาปนีย์ ศิรสิ มบรู ณ์ (2552) กล่าววา่ การจดั สวัสดกิ ารสาหรบั คนไร้
ทพี่ ่ึง อันได้แก่ ประชาชนท่ีเดือนร้อนและด้อยโอกาส ประสบปัญหาทางสังคม ไม่มีท่ีอยู่อาศยั ไม่มีผู้อุปการะเลี้ยงดู ซ่ึงกรม
พฒั นาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ ได้มีบทบาทในการจัดสวัสดกิ ารสาหรับคนไร้
80
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ทพ่ี งึ่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ทพี่ ึ่ง พ.ศ.2557 และเมื่อพิจารณาเปน็ รายดา้ น พบว่า ผู้ใช้บริการพึงพอใจในแผนฟื้นฟู
รายบคุ คล (IRP) ทั้ง 4 ด้าน ในระดับมาก ซงึ่ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บริการพึงพอใจมากแต่ยงั ไม่ถึงมากที่สุด ถือเป็นประเด็นท่ี
นิคมสร้างตนเองและหนว่ ยงานทเี่ กี่ยวของต้องดาเนินการพัฒนาใหก้ ารใหบ้ ริการตรงตามความตอ้ งการและความเหมาะสมของ
บคุ คลให้ได้มากที่สุดอาจเป็นไปได้ยากเนื่องจากผู้ใช้บรกิ ารส่วนใหญ่เป็นผ้ปู ่วยจติ เวช ตามท่ี กิง่ แก้ว ปาจรีย์ (2552) กล่าวว่า
การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวช เป็นกระบวนการท่ีสลับซับซอ้ นและสามารถทาให้ผู้ป่วยดารงชีพอยู่ได้โดยมีความสามารถ
ทางกาย สามารถรักษาสภาพจิตใจ และสถานภาพทางสังคมไว้ได้ดีทส่ี ุด ได้แก่ การรับประทานยา การให้คาแนะนา การปฏบิ ัติ
ตนท่ีถูกต้อง แต่นิคมสร้างตนเองจาเป็นต้องพัฒนาในจุดน้ี เพื่อให้โครงการบ้านน้อยในนิคมเป็นโครงการที่ยั่งยืน และ
ผู้ใชบ้ ริการสามารถกลับคือสู่สงั คมได้อยา่ งปกติสขุ
ประกาศคณะกรรมการคุม้ ครองคนไร้ทีพ่ ่ึง (2559) ได้กาหนดหลกั เกณฑ์ในการคุ้มครองคนไร้ทีพ่ ่ึง ซึ่งเปรียบเสมือน
มาตรฐานการจดั บรกิ ารใหก้ ับคนไร้ที่พ่ึง เพื่อให้ผู้ใช้บริการมีความสามารถในการดารงชีวติ ในสังคม สามารถพงึ่ พาตนเองไดใ้ น
การประกอบกิจวัตรประจาวนั การฟ้ืนฟูทางการศึกษาคือ การจัดทาหลักสูตรทักษะชีวติ ในชวี ิตประจาวัน เตรียมความพร้อม
ในการใช้ชีวติ ประจาวนั เบื้องต้น และทดลองฝึกทักษะชีวิตกับคนภายนอก อีกทัง้ จัดการศึกษาตามอธั ยาศัยท่ีหลากหลาย แต่
เมือ่ พิจารณาจากทกุ ด้านข้างต้นแลว้ การฟื้นฟูทางการศึกษาได้รบั ความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการน้อยท่สี ุด ผวู้ ิจัยเหน็ ว่าอาจเกิด
จากโครงการมีผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นผปู้ ่วยจติ เวชทุเลา มีจิตใจที่เปราะบางและไม่สามารถควบคุมตนเองได้ในบางโอกาสทา
ใหไ้ ม่สามารถจดจอ่ และให้ความสนใจการจดั บรกิ ารด้านการศึกษาได้เท่าทค่ี วร ที่ อมุ าภรณ์ ผ่องจิตต์ (2561) ท่ีไดท้ าการศกึ ษา
แนวทางการพัฒนาธัญบุรีโมเดลเพื่อคุ้มครองช่วยเหลือคนไร้ท่ีพ่ึง กล่าวว่า กลุ่มผู้ใช้บริการธัญบุรีโมเดล พบปัญหาเรื่อง
ความสามารถในการพฒั นาศักยภาพในด้านตา่ งๆที่ต้องใช้เวลาพอสมควร นิคมสร้างตนเองควรมีการสารวจความต้องการและ
ความถนัดของผู้ใช้บริการ เพื่อพัฒนาการให้บริการด้านการฟื้นฟูทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากย่ิ งขึ้น ตรงกับความ
ตอ้ งการของผู้ใช้บริการ และสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้บริการได้มากข้ึน เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการให้ดีมาก
ยง่ิ ข้นึ
2. ปัญหาและอปุ สรรคในการดาเนนิ งานตามแผนฟื้นฟรู ายบุคคล (IRP)
2.1 ปัญหาการขาดความรคู้ วามเขา้ ใจในการปฏิบัติงาน
ปัญหาและอุปสรรคประการท่ีหน่ึงคือขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานสหวิชาชีพอย่างถ่องแท้ ซึ่งผล
การศึกษาพบว่า ภาพรวมปัญหาและอุปสรรคด้านการขาดความรูค้ วามเข้าใจในการปฏิบัตงิ านสหวชิ าชีพเป็นปัญหามีค่าเฉล่ีย
2.80 ถือว่าเป็นปัญหาในระดับปานกลางเมื่อพิจารณาในรายละเอียดผู้วิจั ยเห็นว่า นิคมสร้างตนเองยังไม่ตระหนักถึง
ความสาคัญจากการทางานสหวิชาชีพอย่างแท้จรงิ เนื่องจากนิคมสร้างตนเองมีวัตถุประสงค์ในการจัดต้ังข้ึนในคร้ังแรก เพื่อ
จัดสรรท่ีดินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ใช้เป็นพื้นที่ดินทากิน มีลักษณะงานเป็นการบริการด้านท่ีดินและการก่อตั้งชุมช น ทาให้
หน่วยงานไม่มีประสบการณ์ในการดูแลและคุ้มครองคนไร้ทีพ่ ่ึงโดยผ่านกระบวนการทางานรูปแบบสหวชิ าชีพ มเี พียงบคุ ลากร
ในบางตาแหน่งมีความรู้ความเข้าใจในการทางานรูปแบบสหวิชาชีพเนื่องจากเป็นวิชาชพี เฉพาะ ทาให้เกิดปัญหาและอุปสรรค
ในการดาเนินงาน สอดคลอ้ งกับท่ี อรธิชา วิเศษโกสิน (2551) กล่าวว่า ปัญหาที่สาคัญประการหน่ึงของการทางานสหวิชาชีพ
คือ บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน และมองว่าเป็นรปู แบบในการทางานเน้นไปที่การประสาน ส่งต่อ ขอ้ มูล
ระหว่างวิชาชีพ มากกว่าทจ่ี ะมองว่าการทางานสหวิชาชพี คือกระบวนการคิดงานร่วมกัน ซ่งึ นิคมสรา้ งตนเองควรมีการจดั อบรม
เชิงปฏิบัติการการทางานในรูปแบบสหวิชาชีพและการจัดทาแผนพื้นฟูรายบุคคล (IRP) ในการคุ้มครองคนไร้ที่พ่ึง ให้กับ
บุคลากรในทมี สหวิชาชีพในโครงการบ้านนอ้ ยนิคมให้ครบถ้วน เพื่อยกระดบั คุณภาพการให้บรกิ ารใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพสงู สุด
81
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
2.2 ปัญหาด้านการกาหนดนโยบายในการปฏิบัตงิ าน
ปัญหาและอุปสรรคประการที่สองคือ ปัญหาด้านการกาหนดนโยบายในการปฏิบัติงานสหวชิ าชีพทงั้ น้อี าจเป็นผลมา
จากการกาหนดนโยบายไม่ทราบถึงปัญหาท่ีแท้จริงในการทางานของทีมสหวิชาชีพว่ามีปัญหาในลกั ษณะใดหรือความต้องการ
จาเปน็ ในการปฏิบัตงิ านในด้านใดบ้าง ซึ่งผลการศกึ ษาพบวา่ ปัญหาด้านการกาหนดนโยบายในการปฏิบัติงานมีค่าเฉล่ีย 2.40
ถือเป็นปัญหาในระดับน้อยคือ แม้ว่าจะเกิดปัญหาจากการกาหนดนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับการทางานจริง สอดคล้องกับ
อรธิชา วิเศษโกสิน (2551) ที่กล่าววา่ ปัญหาดา้ นการกาหนดนโยบายในการปฏิบัติงานสหวิชาชีพ อาจมีผลมาจากผู้บริหาร
หรือการบรหิ ารที่กาหนดนโยบายโดยไม่ทราบถึงปัญหาที่แท้จริง แตน่ ิคมสร้างตนเองมีศักยภาพที่จะดาเนินโครงการให้มีความ
ราบรืน่ ไปได้ ซ่งึ ควรได้รับการแก้ไขเพื่อพัฒนาจุดแข็งของการรับมือปัญหาและอปุ สรรคด้านการกาหนดนโยบายให้ดีมากย่ิงขึ้น
มีการกาหนดบทบาทหน้าที่ที่เหมาะสมและตรงกบั ตาแหน่งงาน ดังท่ี พัชยา อัชเศรษฐ (2554) กล่าวว่า ลักษณะการทางาน
เป็นทีมท่ีดี ต้องมีการมอบหมายงานตามความเหมาะสมกับความรู้ ความสามารถของคนในทีม สมาชิกในทีมทราบถึงบทบาท
หนา้ ที่ของตนเองมีความรบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ที่และไมก่ ้าวก่ายหนา้ ท่ีผอู้ ืน่
2.3 ปญั หาการขาดงบประมาณสนบั สนุนในการปฏิบัติงาน
ปัญหาและอปุ สรรคประการท่ีสุดท้ายคือ การขาดงบประมาณสนับสนุนในการปฏิบัติงานสหวิชาชพี ซึ่งผลการศึกษา
พบว่าปญั หาและอปุ สรรคด้านการขาดงบประมาณในการสนับสนุนในโครงการบา้ นน้อยในนิคมอยูใ่ นระดับปานกลางค่าเฉลี่ย
3.34 เป็นปัญหาในระดับปานกลางโดยอาจเป็นเพราะโครงการบ้านน้อยในนิคมเป็นโครงการใหม่ และเกิดขึน้ เฉพาะในนิคม
สร้างตนเองนาร่อง 5 แห่ง การทดลองดาเนินโครงการในนิคมสร้างตนเองนาร่องยังไม่เห็นถึงความสาเร็จของโครงการ ทาให้
กรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการยังไม่สามารถให้เงินงบประมาณเท่าท่ีบุคลากรต้องการ ตรงกับ อุมาภรณ์ ผอ่ งจิตต์ (2561) ที่
พบปัญหาและอปุ สรรคในการดาเนินงานธญั บุรโี มเดล ซ่ึงมีลักษณะงานใกล้เคียงกันวา่ พบปัญหาวสั ดอุ ุปกรณไ์ ม่เพยี งพอในการ
เรียนรู้บางฐานกจิ กรรม ซึ่งผ้วู ิจยั มีความเห็นมาเปน็ ปญั หาด้านการขาดงบประมาณเชน่ เดียวกนั และส่งผลเสยี ต่อการดาเนินงาน
และยังสอดคล้องกับทอี่ รธชิ า วิเศษโกสนิ (2551) กล่าวว่า ปัญหาการขาดงบประมาณสนับสนุนเปน็ ผลพวงมาจากปญั หาด้าน
การกาหนดนโยบาย ที่ไม่เห็นความสาคัญของการทางานในรูปแบบวิชาชีพ ปัญหาที่เกิดขึ้นควรท่ีจะได้รับการแก้ไขเพื่อให้
ประสิทธิภาพในการปฏิบัตงิ านหรือหาแนวทางเพื่อพัฒนาให้โครงการบา้ นน้อยในนิคมสามารถอยู่ได้อย่างย่งั ยืนและพึง่ พาเงิน
งบประมาณให้น้อยลงปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินโครงการบ้านน้อยในนิคมเหล่าน้ีควรได้รับการขจัดและแกไ้ ขโดยเร็ว
เพื่อประสทิ ธิภาพในการคมุ้ ครองคนไร้ทพี่ ่ึงและประโยชน์สูงสุดของผ้ใู ชบ้ ริการ ตามเจตนารมณข์ องพระราชบญั ญัติคุ้มครองคน
ไร้ทพ่ี งึ่ พ.ศ. 2557
3. บทบาทของทมี สหวิชาชีพในการคุ้มครองคนไร้ทีพ่ ึ่งตามแผนฟืน้ ฟรู ายบุคคล
ทีมสหวิชาชพี ในโครงการบ้านน้อยในนิคม มีบทบาทในการร่วมกันวางแผนการฟื้นฟูรายบคุ คล (IRP) ของผูใ้ ช้บริการ
ใน 4 ด้าน ได้แก่การฟื้นฟูทางอาชีพ กระบวนการในการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพ มีการประเมินความสามารถ การ
ทดลองปฏิบัติงานและประเมินผลการทางาน การจัดหางานที่ก่อให้เกิดรายได้ และสามารถเล้ียงตนเองได้ทีมสหวิชาชีพ
โครงการบา้ นน้อยนิคมสามารถดาเนินบทบาทดังกล่าวและทาใหผ้ ู้ใชบ้ ริการพึงพอใจไดค้ ่าเฉลี่ย 4.04 อยู่ในระดับมาก ดา้ นการ
ฟนื้ ฟูทางการแพทย์ อาทิ การทาจิตบาบดั อาชีวบาบดั กิจกรรมบาบัด หรือกายภาพบาบัดและตรวจรักษาโรคในโรงพยาบาล
ทมี สหวิชาชีพสามารถดาเนินบทบาทดังกล่าวและทาให้ผูใ้ ชบ้ ริการพึงพอใจ ค่าเฉลี่ย 4.11 อย่ใู นระดับมาก ด้านการฟ้ืนฟทู าง
การศึกษา เน้นการจดั การศึกษาตามอัธยาศัย การฝกึ ทักษะเบื้องต้นในการใช้ชีวิตประจาวนั และการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นทีมสห
วิชาชีพสามารถดาเนินบทบาทดังกล่าวและทาให้ผู้ใช้บริการพึงพอใจ ค่าเฉล่ีย 3.95 อยู่ในระดับมากและด้านการฟ้ืนฟูทาง
สงั คม เน้นการเตรียมความพร้อมเพือ่ กลับคืนสู่สังคม คือ มีการออกแบบกจิ กรรมทางสงั คมสาหรบั ผู้ใชบ้ ริการที่หลากหลาย ทั้ง
กิจกรรมภายในนิคมสร้างตนเองและภายนอกนิคมสร้างตนเอง ทีมสหวิชาชีพสามารถดาเนินบทบาทดังกล่าวและทาให้
ผู้ใช้บริการพงึ พอใจ คา่ เฉลีย่ 3.97 อยใู่ นระดับมาก
82
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
กล่าวได้ว่าผู้ใช้บริการในโครงการบ้านน้อยในนิคม มีความพึงพอใจในการใช้บริการตามแผนการฟื้นฟูรายบุคคล
(IRP) ท้ัง 4 ด้าน ในระดับมาก แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ใช้บริการพึงพอใจในการฟ้ืนฟูทางการศึกษา ค่าเฉล่ีย
3.95 ถือว่าน้อยที่สุดในทั้ง 4 ด้าน ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่า สาเหตุส่วนหน่ึงอาจมาจากที่ผู้ใช้บริการเป็นผู้ป่วยจิตเวชทุเลา ทาให้ไม่
สามารถมุ่งความสนใจไปในด้านการศึกษาได้อย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับการพัฒนาในด้านอื่นๆ นิคมสร้างตนเองควรมีการ
พัฒนาการฟื้นฟทู างการศกึ ษาโดยเน้นไปท่ีการศึกษาตามอัธยาศัยมากย่ิงขึ้น หรือควรมีการสารวจความตอ้ งการด้านการศึกษา
ของผู้ใช้บริการ เพื่อให้บริการท่ีตรงกับความต้องการมากที่สุด ซ่ึงสอดคล้องกับท่ีกระทรวงศึกษาธิการ (2543 , อ้างถึงใน
ตนั ติกร นรบาล, 2556, น.22) ได้ให้คานยิ าม การศึกษาพิเศษ ว่าคือการจัดการศึกษาหรือบริการของหน่วยงานใดหน่วยงาน
หน่งึ หรือร่วมกันจัดให้กบั บคุ คลท่ีมลี ักษณะพิเศษหรือมีความผิดปกตใิ นด้านต่างๆ ให้ได้รับประโยชนจ์ ากการศึกษาอย่างเตม็ ท่ี
ตามความเหมาะสมของบุคคลนั้นๆ
แผนการฟ้ืนฟูรายบคุ คล (IRP) เป็นการร่วมกันกาหนดแผนในการพฒั นาศกั ยภาพในดา้ นต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้บริการเป็น
รายบุคคลของทีมสหวิชาชีพ เพื่อฟื้นฟูทักษะการดาเนินชีวิตให้แก่ผู้ใช้บริการแต่ละราย โดยคานึงถึงความต้องการท่ีแตกต่าง
ของผใู้ ชบ้ ริการ เพื่อประโยชนแ์ ก่ผู้ใช้บริการและเกิดประสิทธิภาพสงู สุดในการดาเนินโครงการและผู้ใช้บริการตอ้ งมีส่วนร่วมใน
การกาหนดแผนฟน้ื ฟูรายบุคคลของตนเอง เพื่อใหเ้ กิดความรบั ผิดชอบต่อหน้าที่ และเกดิ การรับรู้ในหน้าทโ่ี ครงการบา้ นน้อยใน
นคิ มมีความพยายามท่ีจะส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อีกคร้ัง ด้วยการพัฒนาปัจจัยหลักในการดารงชีวิต
อย่างปกติสุขทง้ั ด้านรา่ งกาย จิตใจ และสังคม ซง่ึ สอดคล้องกับท่ี พัฒน์วดี ธรรมรัตนพฤกษ์ (2554) กล่าวว่า การมีทักษะชีวิต
คือความสามารถในการเผชิญกับส่ิงท้าทายต่างๆ ในชีวิตได้อย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และไม่ย้อนกับไปเป็นภาระของ
สังคมอีกต่อไป และบทบาทของทีมสหวิชาชีพในโครงการบ้านน้อยในนิคมตามแผนการฟ้ืนฟูรายบุคคล (IRP) แม้จะเป็นการ
กาหนดบทบาทและรูปแบบการดาเนินตามแผนมากจากนโยบายการดาเนินโครงการ กล่าวคือ รูปแบบแผนฟื้นฟูรายบุคคลใน
4 มิติ มีการกาหนดมาอย่างตายตัวแล้ว แต่ขั้นตอนการกาหนดแผนโดยทีมสหวิชาชีพนั้นจะมีความแตกต่างหลากหลายใน
รายละเอียดของความจาเพาะในตัวผู้ใช้บริการ
ขอ้ เสนอแนะ
เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดาเนินโครงการและต่อผู้ใช้บริการท่ีจะเข้าร่วมโครงการสร้างชีวิตใหม่ให้คนขอทาน คน
เรร่ ่อน คนไรท้ ่ีพึ่ง (บ้านน้อยในนิคม) ในพื้นที่นิคมสรา้ งตนเอง ผศู้ ึกษาจึงขอเสนอแนะแนวทางตอ่ 5 นิคมสร้างตนเองนาร่อง
และกรมพัฒนาสงั คม ดังน้ี
1. ข้อเสนอแนะในเชงิ นโยบาย
1.1. ควรมีข้อกาหนดให้บุคลากรในระดับการปฏิบัติงานเข้าไปมีบทบาทในการกาหนดนโยบายและทิศทางการ
ดาเนินงานโครงการสรา้ งชวี ติ ใหมใ่ ห้คนขอทาน คนเร่รอ่ น คนไร้ท่ีพ่ึง (บา้ นนอ้ ยในนคิ ม) เพือ่ ตอบสนองความต้องการและแก้ไข
ข้อบกพรอ่ งในการดาเนินงานไดต้ รงจุด ในลกั ษณะทีเ่ ปน็ คาสง่ั อย่างเปน็ ลายลกั ษณ์อักษร
1.2. ควรจัดใหก้ ารอบรมการทางานในรูปแบบสหวิชาชพี โดยใช้แผนฟืน้ ฟูรายบุคคล (IRP) ในการคมุ้ ครองคนไร้ท่ีพ่ึง
อย่ใู นแผนการพฒั นาบุคลากรในหน่วยงาน
2. ขอ้ เสนอแนะในเชงิ การบริหาร
2.1. ควรมีการสารวจความเหมาะสมของงบประมาณในการสรรจัดเพื่อดาเนินโครงการบ้านน้อยในนคิ ม และมกี าร
จัดสรรให้งบประมาณทเ่ี หมาะสมและเพียงพอตอ่ ความตอ้ งการ เพื่อใหก้ ารดาเนนิ โครงการเป็นไปอย่างราบรื่น
83
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
3. ข้อเสนอแนะในเชิงการปฏบิ ตั งิ าน
3.1. ควรส่งเสริมให้มีการจดั อบรมเชิงปฏิบัติการการทางานในรปู แบบสหวิชาชีพและการจัดทาแผนพืน้ ฟูรายบุคคล
(IRP) ในการคุ้มครองคนไรท้ ี่พ่ึง ใหก้ บั บุคลากรในทีมสหวิชาชีพในโครงการบา้ นนอ้ ยนิคมใหค้ รบถ้วน เพื่อยกระดับคณุ ภาพการ
ให้บริการใหเ้ กิดประสิทธภิ าพสงู สดุ
3.2 ควรมกี ารถอดบทเรียนการดาเนินโครงการบ้านน้อยในนิคมระหว่างเจ้าหน้าที่และผ้ใู ช้บริการ เพื่อทราบถงึ จุด
แข็ง จุดอ่อนของการดาเนินงาน และความต้องการของผู้ใช้บรกิ าร เพื่อนาไปปรับใช้ในการทางานและยกระดับคุณภาพการ
ทางานต่อไป
3.3 ควรมีการสร้างนวัตกรรมหรือรูปแบบการสอนที่เหมาะสมสาหรับการฟื้นฟูทางการศึกษาให้แก่ผู้ใช้บรกิ ารใน
โครงการสร้างชวี ิตใหมใ่ ห้คนขอทาน คนเรร่ อ่ น คนไร้ท่ีพงึ่ (บ้านนอ้ ยในนิคม)
รายการอา้ งองิ
กรมพฒั นาสังคมและสวัสดิการ. (2557). ประชาสัมพันธ์. พระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ.2557. สืบค้นเมื่อวันที่ 10
มีนาคม 2559, จาก http://www.dsdw2016.dsdw.go.th/view_prnews.php?newsbuzz_id=1179
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. (2557). ประชาสัมพันธ์. พระราชบัญญัติคุ้มครองคนไรท้ ี่พ่ึง พ.ศ.2557. สืบค้นเมือ่ วันที่ 9
มิถุนายน 2559, จาก https://www.m-society.go.th/ewt_news.php?nid=1554
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. (2558). โครงการสร้างชีวิตใหม่ให้คนขอทาน คนเร่ร่อน คนไร้ท่ีพ่ึง (บ้านน้อยในนิคม).
กรุงเทพมหานคร: ผูแ้ ตง่ .
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. (2561). รายงานประจาปี พ.ศ. 2560. เอกสารเผยแพร่. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ .
สืบคน้ เมือ่ วันท่ี 14 ธนั วาคม 2561, จาก http://www.dsdw2016.dsdw.go.th/doc.php?doc_ref=254
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. (2561). แบบร่างมาตรฐานภาระงาน (Workload Analysis) ศูนยค์ ุ้มครองคนไร้ท่ีพ่ึง. สังกัด
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ประจาปี พ.ศ. 2561. เอกสารเผยแพร่. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, สืบค้นเมื่อ
วนั ท่ี 14 ธันวาคม 2561, จาก http://www.dsdw2016.dsdw.go.th/doc.php?doc_ref=270
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2559). รายงานฉบับสมบูรณ์ “การถอดบทเรียนการ
ดาเนนิ งานมาตรฐานการจัดบริการคนไร้ที่พงึ่ ในสถานคมุ้ ครองคนไร้ทพี่ ึ่ง”. ข่าวประชาสัมพันธ์. กรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการ. สื บค้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 , จากhttp://www.dsdw2016.dsdw.go.th/view_prnews.
php?newsbuzz_id=1556
กรรณิการ์ สุวรรณ. (2557). การส่งเสริมเรือนจาเพื่อเข้าสู่การรับรองมาตรฐานองค์การสวัสดิการสังคม (มสก.) ตาม
พระราชบัญญัตสิ ่งเสริมการสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2550). วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต.
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์. สาขาการบรหิ ารและนโยบายสวัสดิการสังคม.
จลี เจรญิ สรรพ์ และนพรตั น์ ไชยชานิ. (2560). การพัฒนารปู แบบการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางจิตสงั คมด้วยการจดั การรายกรณี
สาหรบั ผู้ปว่ ยโรคจิตเภทซับซอ้ น. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสขุ ภาพจิต (อัดสาเนา)
ชนิดนารถ เจรญิ เนือง. (2560). IRP กับการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง. เอกสารเผยแพร่. กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดิการ, สืบค้นเมื่อ
วนั ท่ี 14 ธนั วาคม 2561, จาก http://www.dsdw2016.dsdw.go.th/doc.php?doc_ref=220
ฐาปนีย์ ศิริสมบูรณ์. (2552). การปรับองค์กรเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานการจัดบริการสาหรับคนไร้ท่ีพ่ึง. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต.
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์. สาขาการบริหารและนโยบายสวัสดกิ ารสงั คม.
ดนธินี ฟองคา. (2553). การมีส่วนร่วมในชมรมญาติผู้ป่วยจิตเวชเพื่อการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้บกพร่องทางจิต.
วทิ ยานพิ นธม์ หาบณั ฑติ . มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร.์
84
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ตันติกร นรบาล. (2556). การจัดทาแผนฟ้นื ฟูรายบคุ คล (IRP) ในสถานสงเคราะห์คนไขจ้ ิตทเุ ลาบ้านกึ่งวิถีและสถานสงเคราะห์
คนไร้ที่พึ่ง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. สารนิพนธม์ หาบณั ฑิต. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสังคมสงเคราะห์
ศาสตร์. สาขาการบรหิ ารและนโยบายสวัสดกิ ารสังคม.
บุศรา เขม็ ทอง. (2559). การคุม้ ครองคนไรท้ ี่พ่งึ . คลังเอกสารสารสนเทศของสถาบันนติ ิบัญญตั ิ. สถาบนั นิติบัญญัติ. สืบคน้ เมื่อ
วันที่ 14 ธันวาคม 2561, จาก http://dl.parliament.go.th/handle/lirt/520967
พัฒน์วดี ธรรมรัตนพฤกษ์. (2544). การพัฒนาบุคลากรในการเสริมสร้างทักษะชีวิตเด็กสถานสงเคราะห์. วิทยานิพนธ์
มหาบณั ฑติ . มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร.์
ยงยุทธ เพี้ยนศรี. (2560). บ้านน้อยในนิคม: พัฒนาสังคมของคนไร้ท่ีพึ่งในชุมชนเสมือนจริง. เอกสารเผยแพร่. กรมพัฒนา
สังคมและ สวัสดิ การ . สื บค้ นเมื่ อวันที่ 14 ธัน วาคม 2561 , จาก http://www.dsdw2016.dsdw.go.th/
doc.php?doc_ref=221
อรธชิ า วิเศษโกสิน. (2551). แนวทางการพฒั นาการปฏิบัติงานสหวิชาชพี ของพนักงานเจา้ หน้าท่ีตามพระราชบัญญัติค้มุ ครอง
เด็ก พ.ศ.2546. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์. สาขาการบริหาร
และนโยบายสวัสดิการสังคม.
อัจฉราพร ปะท.ิ (2559). ความร้คู วามเข้าใจ และความคิดเห็นของประชาชนในชุมชนต่อการคุม้ ครองคนไร้ทพ่ี ึ่ง: กรณีศึกษา
ประชาชนในตาบลผาสงิ ห์ อาเภอเมือง จังหวัดนา่ น. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์.
อมุ าภรณ์ ผอ่ งจิตต์. (2561). แนวทางการพฒั นา “ธญั บุรโี มเดล” เพือ่ คุ้มครองช่วยเหลือคนไร้ที่พงึ่ ผู้ทาการขอทาน ศึกษากรณี
สถานคุ้มครองคนไร้ท่ีพึ่งชายธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี. เอกสารเผยแพร่. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ. สืบค้นเมื่อ
วันท่ี 14 ธนั วาคม 2561, จาก http://www.dsdw2016.dsdw.go.th/doc.php?doc_ref=252
85
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
บทเรยี นร้เู พ่ือการพฒั นางานสวัสดิการสงั คมไทย
86
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
แรงงานรบั งานไปทาที่บ้านกบั การเปน็ ผสู้ งู วยั ท่มี พี ฤฒพลงั 1
Homeworkers and Active Ageing
รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล นิราทร2
Associate Professor Narumol Nirathron, Ph.D.3
Abstract
The research paper presents homeworkers’ path to active ageing. The World Health Organization’s
concept of Active Ageing which comprises health, economic and social participation and security aspects
and the International Labour Organization’s Decent Work agenda are integrated as a conceptual
framework. The founding principle of both concepts is human rights. Review of literature focuses on
government measures for the preparation of active ageing. The field survey focuses on workers’ conditions
of work, the components of decent work and active ageing, use of related services, current practices and
perspectives on life after 60. Samples of the study are 250 homeworkers in 5 provinces who are 45 to 60
years of age. Samples are selected by means of accidental sampling. Analysis of data employs descriptive
statistics. Study finds that measures related to the preparation of active ageing for homeworkers haven’t
been in place. Field data also reveal that workers receive services that promote health rather than
economic participation whereas workers’ practices tend to focus on economic and social participation.
The paper recommends that there should be a clear policy on the preparation of homeworkers for active
ageing. Implementation of decent work agenda should be emphasized along with the promotion of group
organization and that preparation for active ageing should be a joint responsibility of the workers and the
government.
Keywords: Homeworkers, Active Ageing, Decent Work
บทคดั ยอ่
บทความวิจัยน้ีนาเสนอเส้นทางของแรงงานรับงานไปทาท่ีบ้านในการเป็นผู้สูงวัยที่มีพฤฒพลัง กรอบแนวคิด
การศึกษามาจากการบูรณาการแนวคิดพฤฒพลังขององค์การอนามัยโลก ซึ่งจาแนกองค์ประกอบพฤฒพลังออกเป็นด้าน
สขุ ภาพ เศรษฐกิจ และความม่ันคง และวาระงานท่ีมีคุณค่าขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ท้ังสองแนวคิดมีฐานจาก
แนวคิดสิทธิมนุษยชน การศึกษาเอกสารให้ความสาคัญกบั มาตรการในการเตรียมความพรอ้ มของรัฐ สว่ นการศึกษาภาคสนาม
ใหค้ วามสาคัญกับประเด็นงานทมี่ ีคุณค่าและพฤฒพลัง กลุ่มตัวอยา่ งได้แก่ แรงงานรับงานไปทาทบ่ี ้านอายุระหว่าง 45-60 ปี ใน
5 จังหวัดๆ ละ 50 คน รวมเป็น 250 คน ซ่ึงเลือกดว้ ยการสุ่มแบบบังเอญิ แบบสอบถามครอบคลุมมิติงานที่มีคุณค่าและพฤฒ
พลัง การรับบริการเกย่ี วกับการเตรียมความพร้อมและการปฏิบตั ติ นเพื่อเตรียมความพร้อม และภาพในอนาคตเมื่อเข้าสภู่ าวะ
1 บทความน้เี ป็นสว่ นหนง่ึ ของการศึกษาเรอ่ื ง “การพฒั นาระบบ กลไก และมาตรการเพอื่ เตรยี มความพร้อมของแรงงานนอกระบบทมี่ อี ายุ 45 ปขี นึ้ ไป และระบบสนับสนนุ เพ่อื ให้
เข้าสู่ภาวะสูงวัยท่กี ระปร้ีกระเปรา่ ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.นฤมล นิราทร และคณะ (2561) ได้รับทุนสนับสนุนจาก สานักงานคณะกรรมการวิจัยแหง่ ชาติ ผา่ นมูลนิธิ
สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาผสู้ งู อายไุ ทย
2 อาจารย์ประจา คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
3 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]
87
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
สูงวัย การประมวลข้อมลู ใช้สถิตเิ ชงิ พรรณนา ผลการศึกษาพบว่าหน่วยงานของรัฐยังไม่มมี าตรการเตรียมความพรอ้ มท่ีชดั เจน
สว่ นข้อมูลจากภาคสนามระบุว่าแรงงานได้รบั บริการด้านเศรษฐกิจน้อยกว่าด้านสุขภาพและความม่นั คง ในขณะที่การปฏิบัติ
ตนของแรงงานสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม ข้อเสนอหลักจากการศึกษาคือ กาหนดนโยบายการเตรียม
ความพร้อมแรงงานนอกระบบให้ชัดเจน ให้ความสาคัญต่อการบรรลุ “วาระงานท่ีมีคุณค่า” สนับสนุนให้แรงงานรวมกลุ่ม
รณรงค์เพื่อให้เกดิ ความตระหนกั วา่ การเตรียมการเพือ่ เป็นผู้สูงอายุทเ่ี ป็นความรบั ผิดชอบของท้ังตัวแรงงานเอง และภาครัฐ
คาสาคญั : แรงงานรบั งานไปทาทีบ่ ้าน, พฤฒพลัง, งานที่มีคุณคา่
บทนา
จานวนผู้สูงอายุท่ีเพ่ิมข้ึนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ทาให้สังคมไทยตอ้ งเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายท่ีสูงข้ึนทั้งด้าน
การยังชีพ สุขภาพ และท่ีอยู่อาศัย การท่ีสถิติระบุชัดเจนว่าหนึ่งในสามของผู้สูงอายุมีรายได้ต่ากว่าเส้นความยากจน ทาให้
สงั คมไทยต้องให้ความสาคัญมากข้ึนต่อการเตรียมความพร้อมสาหรับการเป็นผู้สูงอายุ นอกเหนือจากการให้ความสาคัญต่อ
การส่งเสริมสนบั สนุนให้ผ้ทู ี่สูงอายุแล้วใหเ้ ปน็ ผู้สูงอายุที่มีพฤฒพลัง สดั สว่ นของผู้สูงอายุที่มีถงึ รอ้ ยละ 17.1 ของประชากรในปี
2560 และอัตราการเพิ่มเฉล่ียของประชากรสูงอายุในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี ทาให้สังคมไทยเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่าง
สมบูรณ์” ภายในปี 2565 (คณะกรรมการผู้สงู อายุแหง่ ชาติ, 2561)
ผู้สูงอายุจานวนไม่น้อยยังทางาน ผู้สูงอายุ 4.0 ลา้ นคนที่ทางานในปี 2560 เป็นแรงงานนอกระบบถึงร้อยละ 88.3
หรือ 3.6 ล้านคน ในขณะที่ในปีเดยี วกัน แรงงานนอกระบบมีสัดสว่ นถึงร้อยละ 55.2 ของผู้มีงานทา 37.6 ล้านคนทั่วประเทศ
แรงงานนอกระบบร้อยละ 76.5 จบการศึกษาระดับมธั ยมต้น ในจานวนน้ีร้อยละ 60.5 จบการศึกษาสงู สดุ ระดับประถมศึกษา
เท่าน้ัน แรงงานนอกระบบร้อยละ 17.3 มีอายุ 60 ปีข้ึนไป (เมื่อเทียบกับแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีร้อยละ 2.8 ในช่วงอายุ
เดียวกัน) (สานกั งานสถติ ิแห่งชาติ, 2560)
สัดส่วนท่ีสงู ของแรงงานนอกระบบประกอบอาชพี ในภาคเกษตร/ประมง (รอ้ ยละ 49.3) งานบรกิ ารและรา้ นค้า (รอ้ ย
ละ 31.0) งานด้านฝีมือและการคา้ (รวมงานรับไปทาที่บา้ นที่ใช้ฝีมือ) (รอ้ ยละ 6.5) และ อาชีพพืน้ ฐาน (รวมอาชีพอิสระขนาด
เล็กและงานรบั ไปทาที่บ้านท่ีไมใ่ ช้ฝมี ือ) (ร้อยละ 8.0) แรงงานรบั งานไปทาท่ีบ้านมีจานวนรองลงมาจากแรงงานภาคเกษตร/
ประมง ด้านบริการและจาหน่ายสินค้า ส่วนในด้านสถานภาพการทางาน พบว่าร้อยละ 81.6 มีสถานภาพประกอบธุรกิจ
สว่ นตัว (ร้อยละ 61.6) และ ชว่ ยธุรกจิ ครัวเรือน (ร้อยละ 20.0) สถิติเหล่านส้ี ะท้อนว่าอาชีพเหลา่ นี้มีความสาคัญ ในขณะที่ผล
การสารวจการมีงานทาของผสู้ ูงอายุยืนยนั เช่นกันว่าสัดส่วนท่ีสงู ของผู้สงู อายทุ ่ีทางานพบในอาชีพดา้ นเกษตร/ประมง (ร้อยละ
50.7) และดา้ นบริการและจาหน่ายสินค้า (ร้อยละ 26.9) รองลงมาพบในอาชีพช่างฝีมือ/ผู้ปฏิบัติงานท่ีเก่ียวข้อง และอาชีพ
งานพื้นฐาน (ซง่ึ รวมแรงงานรบั งานไปทาท่บี ้านด้วย) ในสดั ส่วนเทา่ กันคือรอ้ ยละ 8.9 (สานกั งานสถติ ิแห่งชาติ, 2560)
ภาพรวมแรงงานนอกระบบมีการศึกษาน้อย มีโอกาสจากัดในการเข้าถึงคุณภาพชีวติ การทางานขัน้ พื้นฐาน ท้ังใน
ดา้ นค่าตอบแทน ความสม่าเสมอของการมงี านทา ความปลอดภยั ในการทางาน อาชีวอนามัย รวมท้ังความม่ันคงในชีวติ ระดับ
การศกึ ษาที่จากดั ของแรงงานเป็นปัจจัยหนง่ึ ที่ยืนยนั โอกาสท่จี ากัดของแรงงานตั้งแต่การมีงานทาและการได้ทางานทีส่ นบั สนุน
การมีคณุ ภาพชีวิตทด่ี ี ความจากัดน้ีน่าจะรุนแรงมากขนึ้ ภายใต้การเปลย่ี นแปลงของสถานการณ์เศรษฐกจิ สังคม ซงึ่ มงุ่ เน้นให้
ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ประเทศปานกลาง ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรแู้ ละเทคโนโลยีเพือ่ สรา้ งมูลค่าเพิ่ม
อย่างก้าวกระโดด ด้วยวาระประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 ในขณะเดียวกันจานวนผู้สูงอายุท่ีเพ่ิมมากขึ้น โดยเฉพาะ
ผ้สู ูงอายุท่ีขาดความมั่นคงด้านรายได้ ก็ทาให้การปรับตัวด้านนโยบายเพื่อสนับสนุนการเป็นผู้สงู อายุที่มีพฤฒพลังเปน็ ความท้า
ทายมากข้ึน
บทความน้ีนาเสนอผลการศึกษาการเตรียมความพร้อมของแรงงานรับงานไปทาที่บ้านในการเป็นผู้สูงอายุท่ีมีพฤฒ
พลัง กรอบแนวคิดการศึกษามาจากการบูรณาการแนวคิดพฤฒพลังขององค์การอนามัยโลกเข้ากับวาระงานท่ีมีคุณค่า
88
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
(Decent Work Agenda) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซ่ึงให้ความสาคัญกับการสร้างโอกาสการมีงานทา การ
ค้มุ ครองสทิ ธิแรงงานขั้นพื้นฐาน การค้มุ ครองทางสงั คม และการเจรจาทางสังคม วาระงานที่มีคุณค่าจึงมีความสาคัญต่อการ
สนับสนุนให้แรงงานเตรียมความพร้อมเป็นผู้สูงอายุท่ีมีพฤฒพ ลังโดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านท้ัง การเข้าสู่วาระประเทศไทย
4.0 และการเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ บทความแบง่ ออกเปน็ ห้าสว่ น ส่วนแรกเป็นการทบทวนเอกสารเพื่ออธิบายแนวคิด
และงานวิจยั ที่เกีย่ วข้อง ส่วนทส่ี องนาเสนอวธิ ีการศึกษาและเครื่องมือ ส่วนที่สามและสเ่ี สนอผลการศกึ ษาและการอภิปรายผล
และสว่ นสุดท้ายเปน็ ข้อเสนอแนะ
การทบทวนเอกสารและกรอบแนวคิด
แรงงานรบั งานไปทาที่บา้ นและ “งานทมี่ ีคณุ คา่ ”
แรงงานรับงานไปทาท่ีบ้านเป็นแรงงานนอกระบบที่ประกอบอาชีพอิสระ สาหรับประเทศไทย สานักงานสถิติ
แห่งชาติ4 ให้คานิยามแรงงานนอกระบบวา่ หมายถึงผมู้ ีงานทาที่ ไมไ่ ด้รบั ความคุ้มครอง หรือไม่มีหลักประกนั ทางสงั คมจากการ
ทางานเชน่ เดียวกับแรงงานในระบบ และแมว้ ่าแรงงานในเศรษฐกิจภาคน้สี ่วนหน่ึงเป็นแรงงานท่ีมีทักษะความรู้ แตใ่ นภาพรวม
เป็นผู้มีการศึกษาน้อย มีโอกาสจากัดในการทางานและสรา้ งรายได้ ปัญหาสาคัญของแรงงานนอกระบบท่ีประกอบอาชีพอิสระ
ได้แก่
1) ได้รับคา่ ตอบแทนตา่ ไม่เป็นธรรม
2) งานไมต่ ่อเนื่อง ขาดความมั่นคงในการทางาน อันเป็นผลทั้งจากลักษณะงานที่เน้นความยืดหยุ่น แรงงานมคี วามรู้
ทกั ษะที่ต่า
3) งานหนัก ชัว่ โมงการทางานยาวนาน ไมม่ วี นั หยุด
4) ขาดโอกาสในการพัฒนาทกั ษะและอาชพี
5) ความสามารถเขา้ ถึงแหล่งทุนในระบบมีจากัด
6) ขาดความปลอดภัยในการทางาน มคี วามเส่ยี งจากอุบัติเหตุและโรคจากการทางาน
7) ไม่มีการรวมกลุ่มเพือ่ สรา้ งอานาจตอ่ รอง เนือ่ งจากขาดโอกาส และไมเ่ หน็ ความสาคญั
ปญั หาที่ลดทอนคุณภาพชวี ิตการทางานเหล่าน้ี ดารงมาโดยตอ่ เนื่อง ดังจะพบจากผลการสารวจแรงงานนอกระบบ
ของสานักงานสถิติแห่งชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และไม่ได้เกดิ ขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นความท้าทายในระดับสากล
การทอ่ี งค์การแรงงานระหว่างประเทศ เสนอให้ “งานท่ีมีคุณค่า” เป็นวาระสาคัญและเริม่ ดาเนนิ การจากเศรษฐกจิ นอกระบบ
กอ่ น เป็นความพยายามหนึ่งในการจดั การความท้าทายน้ี
พืน้ ฐานสาคัญของแนวคิดงานที่มีคุณค่าคือสิทธิมนุษยชน และสิทธขิ ั้นพื้นฐานในการทางาน ซง่ึ ให้ความสาคญั ต่อการ
ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเงื่อนไขที่มีความเสมอภาค ม่ันคง และเคารพในศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากประเด็น
สทิ ธิแลว้ แนวคิดงานที่มคี ุณค่ายังให้ความสาคัญต่อการส่งเสริมให้เกิดการจา้ งงานสัมมาชีพ การคุ้มครองทางสังคม และการ
เจรจาทางสังคม ซ่ึงหมายถงึ การปรึกษาหารือ เจรจาต่อรองระหวา่ งผู้มีส่วนได้สว่ นเสียในการจ้างงาน (นฤมล นิราทร , 2561)
4 หนว่ ยงานสาคัญที่ใหค้ าจากัดความแรงงานนอกระบบ มีสองหน่วยงานคือ สานักงานสถิติแหง่ ชาติ และกระทรวงแรงงาน ซ่ึงใหค้ าจากัดความแตกตา่ งกนั กระทรวงแรงงานให้
คาจากดั ความแรงงานนอกระบบวา่ หมายถึงผมู้ งี านทาที่ไมไ่ ด้รบั การคมุ้ ครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรอื กฎหมายประกันสังคม มาตรา 33 ในขณะที่สานักงานสถิติ
แหง่ ชาติ ใหค้ านิยามแรงงานนอกระบบ โดยอา้ งองิ กบั คานยิ ามแรงงานในระบบ ซง่ึ หมายถึง ผู้มงี านทาท่ี ได้รับความคมุ้ ครอง หรือหลักประกันทางสงั คม จากการทางาน ไดแ้ ก่
1. ข้าราชการ ลูกจา้ งประจา ของ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภมู ภิ าคและราชการสว่ นทอ้ งถนิ่ 2. ลกู จา้ งรฐั วิสาหกจิ 3. ครใู หญ่หรอื ครูโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายวา่ ด้วย
โรงเรยี นเอกชน 4. ลูกจ้างของรฐั บาลต่างประเทศ หรือองค์การระหวา่ งประเทศ 5. ลกู จา้ งทีไ่ ดร้ ับความคุ้มครองตาม กฎหม ายแรงงาน 6. ผู้มงี านทาทป่ี ระกนั ตนตาม พรบ.
ประกนั สังคม มาตรา 33, 39 และ 40 สว่ น “แรงงานนอกระบบ” หมายถึง ผมู้ ีงานทาท่ี ไมไ่ ด้รบั ความคมุ้ ครอง หรือไมม่ ีหลักประกันทางสงั คมจากการทางานเชน่ เดยี วกับ
แรงงานในระบบ ดว้ ยคาจากัดความที่ต่างกันทาให้จานวนแรงงานนอกระบบตามคาจากดั ความของสานักงานสถิติแหง่ ชาตินอ้ ยกว่าจานวนแรงงานนอกระบบตามคาจากัดความ
ของกระทรวงแรงงานเท่ากับจานวนผู้ประกนั ตน ตามมาตรา 40 ซึง่ ในเดือนธนั วาคมปี 2560 มีประมาณ 2.43 ลา้ นคน
89
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
“งานที่มคี ุณค่า” เปรยี บเสมือนคารวมของมาตรฐานขั้นตา่ ที่แรงงานพึงได้รับในการทางาน การสร้างงานท่ีมคี ุณค่าจะบรรลผุ ล
สาเร็จไดด้ ้วยการเชือ่ มโยงยุทธศาสตร์สาคัญ 4 ดา้ น (ILO, 2013)
1) การสร้างโอกาสการมีงานทา (Productive Employment) เพื่อให้มีงานทา ซึ่งจะเป็นไปได้ด้วยการลงทุนด้าน
การสง่ เสริมความรู้ ทักษะในการทางาน และทัศนคตทิ ดี่ ีต่องาน
2) การคุ้มครองสิทธิข้ันพื้นฐานในการทางาน (Fundamental Principles and Rights at Work) ประกอบด้วย
การสง่ เสริมสิทธิแรงงานขนั้ พื้นฐาน เช่น มาตรฐานด้านช่ัวโมงการทางาน ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมต่อการดารงชีวิต
สขุ ภาพความปลอดภัยในการทางาน สวสั ดกิ าร เป็นตน้
3) การคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) ประกอบด้วยการคุ้มครองความปลอดภัยในการทางานและอาชีว-
อนามัย การประกันสังคม และมาตรการอื่นๆทีส่ ร้างความมัน่ คงและหลักประกันในชีวิต
4) การเจรจาทางสังคม (Social Dialogue) โดยการสนับสนุนการรวมกลุ่ม ส่งเสริมการทาหน้าท่ีขององค์กรและ
ผู้แทนของแรงงานนอกระบบ สร้างความตระหนักในกลุ่มแรงงานเกี่ยวกับสิทธิหนา้ ที่ เพื่อเสริมพลังใหแ้ รงงาน
ประเทศไทยได้ประกาศใช้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานนอกระบบตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ปัจจุบันอยู่
ในช่วงแผนยุทธศาสตร์ท่ี 3 (พ.ศ. 2560-2564) เนื้อหาในยทุ ธศาสตร์ครอบคลุมมติ ิงานท่ีมีคุณค่า เช่น การขยายการคุ้มครอง
และสรา้ งหลกั ประกนั ทางสังคม การเสรมิ สร้างสมรรถนะของแรงงาน และ การเพ่ิมสมรรถนะในการบริหารจัดการแรงงาน
นอกระบบ การกากับยทุ ธศาสตรเ์ ป็นบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบรหิ ารจดั การแรงงานนอกระบบแห่งชาติ
แรงงานรับงานไปทาท่ีบา้ นได้รับความสนใจมากขน้ึ เนื่องจากการขยายตวั ของระบบเหมาชว่ งการผลิต ที่ทาใหร้ ะบบ
การผลิตโลก (Global production system) มีความยืดหยุ่นสูง สร้างความได้เปรยี บเชิงแข่งขันให้สถานประกอบการต้ังแต่
ระดับบรรษัทข้ามชาติไปจนถึงสถานประกอบการในท้องถ่ินพรอ้ มๆ กบั ความรุนแรงของปัญหาค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม ความ
ไม่ปลอดภัยในการทางาน กลา่ วได้ว่าแรงงานรับงานไปทาท่ีบ้านเปน็ แรงงานนอกระบบท่ีถกู ขดู รดี มากท่ีสดุ กลุ่มหนง่ึ เนื่องจาก
แรงงานในฐานะผู้รบั จ้างผลติ มีอานาจต่อรองตา่ มโี อกาสจากดั ในการรวมตัวเนื่องจากทางานในบ้านเปน็ ส่วนใหญ่ มีผู้ประมาณ
การว่าในปี 2004 (2547) มีผู้รับงานไปทาที่บ้านทั่วโลกกว่า 300 ล้านคน และมีแนวโน้มว่าจานวนจะมากขึ้น (Delaney,
2004, p.22; Jutting & De Laiglesia, 2009; Hassan & Azman, 2014, p. 1253) สว่ นในประเทศไทยการสารวจแรงงงาน
รบั งานไปทาท่ีบ้านท่ัวประเทศครั้งล่าสุดในปี 2550 ระบุว่ามีครัวเรือนท่ีรับงานไปทาท่ีบ้าน 249,290 ครัวเรือน มีแรงงาน
จานวน 440,251 คน ในจานวนนี้ รอ้ ยละ 76.7 เปน็ ผ้หู ญงิ (สานกั งานสถิติแหง่ ชาติ, 2550)
การขยายตัวของระบบเหมาช่วงการผลิตและ ผลสืบเนื่องที่มีต่อแรงงาน ทาให้องค์การแรงงานระหว่างประเทศ
ประกาศใช้อนุสัญญาฉบับท่ี 177 ว่าด้วยการรับงานไปทาท่ีบ้าน (Homework Convention 1996) ในปี 1996 (2539)
อนุสัญญาน้ีมีสาระสาคัญด้านการให้การคุ้มครองพื้นฐานตามสิทธิแรงงานและเชื่อมโยงกับมิติตา่ งๆ ของวาระงานท่ีมีคุณค่า
เชน่ ค่าตอบแทน การคุ้มครองด้านสขุ ภาพและความปลอดภัยในการทางาน การเข้าถงึ ประกันสังคม การฝึกอบรมพัฒนาเพื่อ
ขยายโอกาสการทางาน การเข้าถงึ แหล่งทุน สนบั สนุนการรวมกลุม่ การส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น ส่วนประเทศไทยประกาศใช้
พระราชบัญญัตคิ ุ้มครองผู้รบั งานไปทาทีบ่ ้าน พ.ศ. 2553 สาระสาคัญคือเพือ่ คุ้มครอง ส่งเสริม พัฒนาผรู้ บั งานไปทาทบี่ ้าน เช่น
ค่าตอบแทนท่ีต้องไม่ต่ากวา่ ค่าจ้างข้ันต่า การคุ้มครองด้านสุขภาพความปลอดภัยในการทางาน รวมทั้งกาหนดให้ผู้จ้างงาน
จดั ทาสญั ญาจ้างหรือเอกสารเกี่ยวกับการรบั งานไปทาที่บา้ น เป็นต้น นอกจากมาตรการดา้ นการคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว ยัง
มมี าตรการสนับสนนุ สง่ เสริมการรับงานไปทาที่บ้านผ่านกองทุนผู้รับงานไปทาที่บ้าน ซ่งึ เปน็ กองทุนหมุนเวยี น เพื่อให้ผู้รับงาน
ไปทาท่บี า้ นได้ก้ยู ืมไปซื้อวตั ถุดิบและอุปกรณ์ในการผลิต หรือขยายการผลิตเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้
การทบทวนเอกสารเกี่ยวกับแรงงานรับงานไปทาท่ีบ้านในประเทศไทยพบว่าประเด็นท่ีถูกนาเสนออย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในงานที่ใช้ทักษะตา่ คือการถูกเอารดั เอาเปรยี บเรื่องคา่ ตอบแทน ความไม่ปลอดภัยในการทางาน และการไม่ได้รับ
ความคุ้มครองตามกฎหมาย สถานการณ์นี้ดารงอยู่ตง้ั แต่กอ่ นและหลังการประกาศใช้พระราชบัญญตั ิคุ้มครองผู้รับงานไปทาที่
90
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
บา้ น พ.ศ. 2553 ข้อเสนอแนะจากงานศกึ ษาเหล่านี้ คือการเสนอให้มีการคุ้มครองและสนบั สนนุ ระบบการคุ้มครองทางสังคม
เพื่อสรา้ งความมั่นคงในชีวิต สนับสนุนให้แรงงานรวมกลมุ่ เพื่อสร้างอานาจตอ่ รอง รวมทั้งการสารวจสถิติผู้รับงานไปทาท่ีบ้าน
อย่างเป็นระบบ (ขตั ติยา กรรณสูต และคณะ, 2531; พลู ทรพั ย์ สวนเมือง ตุลาพันธ์ุ และคณะ, 2555; นฤมล นิราทร, 2559)
พฤฒพลัง5 (Active Ageing) และงานที่มีคณุ คา่
พฤฒพลังหรือการสูงวัยอย่างมีพลัง (Active Ageing) หมายถึงการมสี ่วนรว่ มอย่างตอ่ เนื่องในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
สังคม วัฒนธรรม แนวคิดน้ีอยู่บนพื้นฐานความตระหนักในสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุ ในการได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการ
ตอบสนองมิติด้านต่างๆตลอดช่วงชีวิต (Life course) ซ่ึงหมายความว่าชีวติ ในทุกชว่ งวัยมีความสาคญั และส่งผลต่อภาวะพฤฒ
พลัง (World Health Organization, 2002) การท่ผี ู้สูงอายุมพี ฤฒพลังจะทาใหไ้ มถ่ ูกจากัดโอกาสในการมีส่วนรว่ มในกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและลดการพ่ึงพาครอบครัว สังคม และรัฐ (คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ, 2561)
องค์ประกอบสาม ประการของพฤฒพลังได้แก่ 1) มีสุขภาพดี (Healthy) 2) มีสว่ นร่วมทางเศรษฐกิจและสงั คม (Economic
and Social Participation) และ 3) มีความม่ันคง (Security) สุขภาพดี หมายถึง การไม่เจ็บป่วยด้วยโรคทีม่ ีต้นทุนรักษาสูง
ไม่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ มีการออกกาลังกาย เข้าถึงบรกิ ารสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม หมายถึง มงี าน
ทา มีการพัฒนาทักษะอาชีพ มีส่วนร่วมในครอบครัวและชุมชน ส่วน ความมั่นคง หมายถึง มีรายได้เพียงพอ มีเงินออม มี
ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว (กุศล สุนทรธาดา และกมลชนก ขาสุวรรณ, 2553; นฤมล นิราทร 2561) การเป็นผู้สงู อายุท่ี
มีพฤฒพลังจึงข้ึนอยู่กับการได้รับการสนับสนุนในมิติต่างๆ ข้างต้นและการปฏิบัติตนของบุคคล การท่ีพฤฒพลังเป็น
กระบวนการตลอดชว่ งชีวิต ทาให้การเขา้ ถงึ “งานที่มีคุณคา่ ” กอ่ นวยั สงู อายุมีความสาคัญ
งานศึกษาเกี่ยวกับการเตรยี มความพร้อมของแรงงานนอกระบบในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พบวา่ ในปี 2554 มงี าน
ศกึ ษาทร่ี ะบุวา่ แรงงานนอกระบบมีความพร้อมดา้ นสังคมและสขุ ภาพ แต่ยังขาดการเตรียมความพรอ้ มด้านเศรษฐกิจ ข้อเสนอ
สาคัญจากศึกษานี้คือ การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายเุ ป็นความรับผิดชอบหลักของแรงงาน โดยรัฐให้การ
สนับสนุน (ธีระ สนิ เดชารกั ษ์ และพรทพิ ย์ เนตภิ ารตั นกุล, 2554)
การที่พฤฒพลังข้ึนอยู่อย่างมากกับคุณภาพชีวิตการทางานช่วงก่ อนสูงอายุ ทาให้วาระงานท่ีมีคุณค่า (Decent
Work) มีความสาคัญ ความพรอ้ มในการเป็นผูส้ ูงอายุท่มี ีพฤฒพลังจงึ พิจารณาจากการเปรียบเทียบขอ้ มูลของกลุ่มตัวอย่างใน
มิติการทางาน การใช้หรือได้รับบริการท่ีสนับสนุนการเป็นผู้สูงวยั ที่มีพฤฒพลังและการปฏิบัติตนกับมิติของงานที่มีคุณค่า
และพฤฒพลงั กรอบแนวคดิ การศกึ ษาปรากฎดังตารางท่ี 1
5 ณ ปี 2561 คาแปลภาษาไทยสาหรบั “Active Aging” ได้แก่ “พฤฒพลัง” (สทุ ธิชัย จติ ะพนั ธ์ุกลุ , 2544) “การสงู วัยอย่างมศี ักยภาพ” (กตั ติกา ธนะขวา้ ง, 2556) “วฒุ ิวยั ”
(สภุ จักษ์ แสงประจักษ์สกุล, 2557) และ “ผูส้ งู อายที่มศี ักยภาพ (สรุ พิเชษฐ์ สขุ โชติ และอุบลวรรณ หงส์วทิ ยากร, 2559) “การสูงวัยอย่างมพี ลัง” (คณะกรรมการผู้สงู อายุ
แหง่ ชาติ, 2561) บทความนี้เลอื กใช้คาว่า “พฤฒพลัง” เนอื่ งจากเป็นคาสอื่ ความหมายทีเ่ ปน็ กลาง และไมท่ าใหเ้ กดิ “การตตี รา” ผูส้ งู อายุ
91
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ตารางที่ 1
กรอบแนวคดิ การศกึ ษา
องค์ประกอบ องคป์ ระกอบวาระงาน การเตรียมความพร้อม
พฤฒพลงั ทม่ี ีคณุ คา่
สุขภาพ การใช้หรอื ไดร้ บั บริการ การปฏบิ ัตติ น
1. สทิ ธิขนั้ พืน้ ฐานในการทางาน
การมีส่วนร่วม 2. การคุ้มครองทางสังคม 1. สง่ เสรมิ สขุ ภาพ 1. ตรวจสุขภาพ
ทางเศรษฐกิจ
และสังคม 1. โอกาสมงี านทา 2. บริการดา้ นอาชีวอนามัย 2. ออกกาลังกาย
2. สิทธิขั้นพื้นฐานในการทางาน
ความม่ันคง 3. การเจรจาทางสังคม 3. ข่าวสารด้านสุขภาพ 3. หาความรูเ้ รือ่ งสุขภาพ
1. การคมุ้ ครองทางสงั คม 4. การรบั ประทานอาหาร
2. การเจรจาทางสังคม
5. มิตจิ ิตวญิ ญาณ
1. บังคับใช้กฎหมายทีเ่ ก่ียวข้อง 1. เรยี นรกู้ ารใชเ้ ครื่องมือ
โดยเฉพาะด้านคา่ ตอบแทน สือ่ สารหรือเทคโนโลยใี หมๆ่
2. สนับสนุนการสรา้ งงาน สร้างอาชพี 2. อบรมส่ังสอน/เป็นแบบอย่าง
3. สนับสนนุ การเข้าถึงแหลง่ ทนุ ด้านความกตัญญู
4. สนับสนนุ การพัฒนาทกั ษะเพื่อเพิ่ม 3. ช่วยเหลือกจิ กรรมครอบครัว
ผลิตภาพ/เปล่ยี นอาชีพ 4. ช่วยงานสาธารณะหรือ
5. ข่าวสารเก่ยี วกับอาชีพ ชุมชน
6. สนับสนุนการรวมกลุ่ม
1. สนับสนุนการเข้าถึงระบบ 1. เกือ้ หนุนใหก้ าลังใจสมาชิก
ประกันสังคม มาตรา 40 ในครอบครัว
2. สนับสนนุ การเป็นสมาชิกกองทุน 2. ระมัดระวังการใชจ้ ่ายเงิน
การออมแหง่ ชาติ
3. สนับสนนุ การรวมกลุ่ม
4. สนับสนนุ การศกึ ษาเรียนร้เู พ่ิมเติม
วิธกี ารศกึ ษาและเคร่อื งมอื
การศึกษาประกอบด้วยการศึกษาเอกสารเพื่อสรา้ งกรอบแนวคิดและศกึ ษานโยบายกลไก มาตรการ และบทบาทของ
รัฐบาลในการส่งเสริมสนับสนุนและเตรียมความพร้อมแรงงานนอกระบบในการเตรียมความพรอ้ ม หน่วยงานภาครัฐท่ีเกย่ี วข้อง
ไดแ้ ก่ คณะกรรมการบรหิ ารจัดการแรงงานนอกระบบแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงศกึ ษาธิการ
และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และการศึกษาภาคสนาม เพื่อรวบรวมข้อมูลคุณลักษณะของแรงงานตามองค์ประกอบ
ของพฤฒพลัง การใชห้ รือการไดร้ ับบริการเพือ่ สนบั สนุนการเป็นผู้สูงอายุที่มพี ฤฒพลัง การปฏบิ ัติตนในสถานการณ์ปจั จุบนั เพื่อ
สนับสนุนการเป็นผู้สูงอายุท่ีมพี ฤฒพลัง ภาพในอนาคต กลมุ่ ตัวอย่างได้แก่แรงงานรับงานไปทาท่ีบา้ น อายรุ ะหว่าง 45 ถงึ 60
ปี ในกรุงเทพมหานครและส่ีจังหวัดในส่ีภาค คือ นครปฐม อุดรธานี พะเยา และสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ท่ีมีการขับเคลื่อนด้าน
บริหารจัดการแรงงานนอกระบบ และเนื่องจากไม่มีสถติ ิที่ชัดเจน จึงกาหนดจานวนตัวอย่างจังหวัดละ 50 ตัวอย่าง รวมเป็น
ตวั อย่างทั้งส้ิน 250 ตวั อยา่ ง การคัดเลือกตัวอย่างใชก้ ารสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือการศึกษาคือแบบสัมภาษณ์ที่มีข้อถามด้าน
คุณลักษณะด้านประชากร การทางาน การได้รบั บริการ (ไม่เคยได้รบั /ได้รบั ประจา) และการปฏิบตั ิตน (ไมเ่ คยปฏบิ ัติ/ปฏิบัติ
ประจา) ดา้ นสขุ ภาพ เศรษฐกิจ และความม่ันคง การรวบรวมข้อมูลกระทาในชว่ งเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 การประมวล
และวิเคราะห์ข้อมูลใชส้ ถติ ิเชงิ พรรณนา คือ คา่ ร้อยละ ส่วนการหาความสัมพันธร์ ะหว่างตัวแปร โดยเลือกเฉพาะความสัมพันธ์
ระหวา่ งตัวแปรท่ีมีความชัดเจน คือ มีความแตกตา่ งในสัดส่วนของผูต้ อบมากกว่าร้อยละ 5 ขึ้นไป
92
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ผลการศึกษา6
1. การศึกษานโยบายกลไก มาตรการ และบทบาทของรัฐบาลในการส่งเสริมสนับสนนุ และเตรียมความพร้อมของ
แรงงานนอกระบบ พบว่า คณะกรรมการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสขุ กระทรวงแรงงาน
กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ มีบทบาทต่างๆ กันในการเตรียมความพร้อมแรงงานนอกระบบให้ก้าว
เขา้ สู่ภาวะสงู วยั ทม่ี ีพฤฒพลงั แตเ่ ปน็ การทางานตามภารกจิ ของหนว่ ยงาน ไมไ่ ดม้ กี ารระบเุ ปน็ พันธกิจดา้ นการเตรยี มความ
พร้อมเปน็ การเฉพาะ
คณะกรรมการบรหิ ารจัดการแรงงานนอกระบบแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรที ่ีได้รับมอบหมาย
เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธานกรรมการ มีอานาจหน้าที่กาหนดนโยบายและ
ยุทธศาสตร์ด้านแรงงานนอกระบบของประเทศ รวมทง้ั นโยบายเก่ียวกับงบประมาณเพื่อสนบั สนุนการดาเนินงาน การกากับ
ติดตามการดาเนินงานด้านแรงงานนอกระบบของประเทศ รายงานความก้าวหน้าการดาเนินงานด้านแรงงานนอกระบบ
เสนอแนะแนวทางการดาเนินงานตอ่ คณะรัฐมนตรี เป็นคณะกรรมการระดบั ชาติ มีกรรมการมาจากกระทรวงหลักท่ีเกี่ยวขอ้ ง
กบั มิติสุขภาพ การทางาน การคุม้ ครองทางสงั คม เทคโนโลยีและการสื่อสาร คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สานักงานแรงงานระหว่างประเทศ (ประจาประเทศไทย) สานักงานกองทุน
สนับสนุนการสร้างเสรมิ สุขภาพ ผู้แทนกลุ่มหรือเครือข่ายแรงงานนอกระบบ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานและแรงงาน
นอกระบบ คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทหน้าท่บี ริหารจัดการแรงงานนอกระบบ กากับการดาเนินการตามแผนยุทธศาสตร์
แรงงานนอกระบบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2560-2564 ประเด็นยุทธศาสตร์ สามประเด็นในแผน ได้แก่
1) เสริมสร้างหลักประกนั ทางสงั คมและขยายความคุ้มครองให้ทั่วถึง 2) เสรมิ สร้างสมรรถนะแรงงานนอกระบบเพื่อการทางาน
และ 3) เพม่ิ สมรรถนะการบรหิ ารจัดการแรงงานนอกระบบ
กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่สร้างเสรมิ สุขภาพอนามัย การป้องกัน ควบคุม และรักษาโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพของ
ประชาชน หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในส่วนภูมิภาค คือ สานักงานสาธารณสุขจงั หวัดและหน่วยบริการ ท่ีให้บริการ
ในระดับทอ้ งถ่ินและท้องที่ คือ โรงพยาบาลชุมชน ซ่ึงเป็นโรงพยาบาลในระดับอาเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล
ซึ่ง ณ เดือนมนี าคม 2560 มี 780 แห่ง และ 9,780 แห่ง ตามลาดับ (สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, 2560) หน่วยงาน
และบุคคลท่ีมีบทบาทสาคัญในการให้บริการสขุ ภาพ คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล ท่ีดูแลประชาชนตั้งแต่อยู่ในครรภ์
เกิด การดารงชีพ จนตาย บริการที่จัด ได้แก่ ปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือระดับปฐมภูมิ ( Primary Care) การตรวจ
รกั ษาพยาบาลขั้นตน้ และอาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) ซง่ึ สังกัดกรมสนบั สนุนบริการสขุ ภาพ ทาหนา้ ที่ 1) สื่อ
ขา่ วสารสาธารณสุข 2) แนะนาเผยแพร่ความรู้ ถ่ายทอดความรู้แก่ประชาชนและแกนนาสุขภาพประจาครอบครัว แกนนา
ชุมชนในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพพลานามัยให้แข็งแรง และเกิดการเจ็บป่วยน้อยที่สุ ด 3) ให้บริการ
สาธารณสุขด้านต่างๆ เช่น ส่งเสริมสุขภาพ เฝา้ ระวงั และป้องกันโรค การชว่ ยเหลือและรักษาพยาบาลข้ันต้น
กระทรวงแรงงาน มีภารกิจหน้าที่บรหิ ารจัดการแรงงาน พันธกิจที่เก่ียวข้อง คือ 1) การเพิ่มศักยภาพแรงงาน และ
ผู้ประกอบการ ให้พร้อมรับสถานการณ์ท่ีเปล่ียนแปลง และให้สอดคล้องกบั ทิศทางการพัฒนาของประเทศ และ 2) คุ้มครอง
และส่งเสริมใหแ้ รงงานมีความม่ันคงในการทางาน มีหลกั ประกัน และมีคุณภาพชีวิตท่ีดี หน่วยงานหลักของกระทรวงแรงงานมี
บทบาทหน้าท่ีจัดหางาน พัฒนาฝีมือแรงงาน คุ้มครองแรงงานและส่งเสริมสวัสดิการ และสร้างความมั่นคงให้แก่แรงงาน
หน่วยงานของกระทรวงแรงงานท่ีทาหน้าที่ขับเคลื่อนงานในระดับภูมิภาค (จังหวัด) ได้แก่ 1) จัดหางานจังหวัด 2) พฒั นาฝีมือ
แรงงานจังหวดั 3) สวสั ดกิ ารและคุ้มครองแรงงานจังหวัด 4) ประกันสังคมจงั หวัด และ 5) แรงงานจังหวัด
6 การนาเสนอผลการศกึ ษาใชท้ ้ังคาวา่ “กลมุ่ ตวั อย่าง” และ “แรงงาน”
93
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
กระทรวงศึกษาธิการ มีหน่วยงานสาคัญ คือ สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
(กศน.) เป็นหน่วยงานท่มี ีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาการเรียนร้ใู ห้แก่แรงงานนอกระบบ ส่งเสริม สนับสนนุ และประสานงาน
การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย งานท่เี กี่ยวข้องกับแรงงานนอกระบบ ได้แก่ การจดั การศกึ ษาและการเรียนรู้
การศึกษาต่อเนื่อง ประกอบด้วย (1) จัดการศึกษาอาชพี เพือ่ การมงี านทาอย่างยัง่ ยืน (2) จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทกั ษะชีวติ ให้
ทุกกลุม่ เปา้ หมาย (3) จัดการศกึ ษาเพื่อพฒั นาสังคมและชุมชน
การศึกษาพบว่าไมม่ ีหนว่ ยงานใดระบุชดั เจนถึงอายแุ ละอาชีพของกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้มีบทบาท
ในการให้บริการแรงงานนอกระบบในฐานะประชาชนอยู่แลว้ ยกเว้นคณะกรรมการบริหารจัดการแรงงานนอกระบบแหง่ ชาติ
ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อให้การคุ้มครอง ส่งเสริมพัฒนา แรงงานนอกระบบตามแผนยุทธศ าสตร์บริหารจัดการแรงงานนอกระบบ แต่
ยทุ ธศาสตรก์ ม็ ไิ ด้ระบปุ ระเด็นการเตรียมความพร้อมสาหรบั การเขา้ สู่การเป็นผู้สูงอายุไว้
2. ความพร้อมในการเป็นผู้สูงอายุที่มีพฤฒพลัง ผลการศึกษาส่วนนี้จาแนกออกเป็นข้อมูลคุณลักษณะของกลุ่ม
ตัวอย่าง การประกอบอาชีพ และ การไดร้ ับหรือใช้บริการท่ีเชื่อมโยงกับองค์ประกอบของพฤฒพลงั ภาพในอนาคตที่ต้องการ
จะเปน็ และการปฏบิ ตั ิตนในปจั จุบัน ซึง่ ในทางปฏบิ ตั จิ ะส่งผลถงึ การบรรลุภาพในอนาคต
2.1 คณุ ลกั ษณะของกลมุ่ ตัวอย่างและการประกอบอาชีพ
กลุ่มตัวอย่างรอ้ ยละ 83.6 เป็นผหู้ ญิง ร้อยละ 44.8 มีอายรุ ะหว่าง 45-49 ปี ร้อยละ 71.2 จบการศึกษาสงู สดุ ระดับ
ประถมศกึ ษา และร้อยละ 76.4 สมรสแล้วและยงั อยู่กับคู่สมรส กลุ่มตัวอยา่ งร้อยละ 70.8 มีรายได้น้อยกว่า 300 บาท หรือต่า
กว่าค่าจ้างข้ันต่า7 ร้อยละ 55.2 มีรายได้ทางอื่น เช่น จากคู่สมรส บุตรหลาน และการประกอบอาชีพอื่นๆ ร้อยละ 52.8 มี
หน้ีสิน ในจานวนน้ีร้อยละ 85.3 กู้เพื่อใช้จ่ายในครอบครัว มเี พียงร้อยละ 21.2 เทา่ นั้นท่ีกู้เพื่อการลงทุนประกอบอาชีพ กลุ่ม
ตวั อย่างร้อยละ 52.8 ไม่มีการสร้างความม่ันคงทางการเงิน วิธกี ารที่ใช้มากที่สุดในการสรา้ งความมั่นคงทางการเงินคือ ฝาก
ธนาคาร รองลงมาเปน็ การซื้อประกนั ทีน่ ่าสังเกตคือ มีเพียงร้อยละ 12.8 ที่จา่ ยเงินสมทบเขา้ กองทุนประกันสังคมตามมาตรา
40 และไมม่ ีกลุม่ ตัวอยา่ งที่ระบุว่าเป็นสมาชิกกองทนุ การออมแห่งชาติ (ตารางที่ 2)
ตารางท่ี 2 (n = 250)
คุณลักษณะบางดา้ นของกลุ่มตวั อยา่ ง
ประเดน็ จานวน รอ้ ยละ
หญงิ เพศ 209 83.6
ชาย 41 16.4
อายุ
45 - 49 ปี 112 44.8
50 - 54 ปี การศกึ ษาสงู สดุ 70 28.0
55 - 60 ปี 62 24.8
ไมร่ ะบุ 6 2.4
ประถมศกึ ษา 178 71.2
7 อัตราคา่ จา้ งขั้นตา่ ในช่วงเวลารวบรวมขอ้ มูลเทา่ กับ 300 บาท
94
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ประเดน็ (n = 250)
จานวน ร้อยละ
มัธยมตน้ 26 10.4
มธั ยมปลายถึงประกาศนียบัตรวิชาชพี
ปริญญาตรีขึ้นไป 42 16.8
ไม่ระบุ
3 1.2
โสด
สมรส 1 0.4
หยา่ /หมา้ ย
ไมร่ ะบุ สถานภาพสมรส 28 11.2
รายไดต้ อ่ วัน 191 76.4
น้อยกว่า 300 บาท ท่มี าของรายได้ 25 10.0
300 บาท พอดี หนส้ี ิน 6 2.4
มากกว่า 300 บาท
ไมร่ ะบุ การใช้จ่ายเงินกู้ (n = 245) 177 70.8
29 11.6
มาจากการประกอบอาชีพที่ระบุข้างตน้ การสรา้ งความมน่ั คง 32 12.8
มรี ายได้อื่น วธิ กี ารสร้างความม่ันคง (n = 172) 12 4.8
ไมม่ ีหนส้ี ิน 112 44.8
มีหน้ีสิน* 138 55.2
ใช้จ่ายในครอบครวั 118 47.2
ลงทุนประกอบอาชพี 132 52.8
ส่งลูกเรยี น
ใช้หน้ี 65 26.5
รักษาพยาบาล 52 21.2
สง่ แชร์ 50 20.4
อื่น ๆ 32 13.1
4 1.6
ไมม่ ี 8 3.3
มี 34 13.9
ฝากธนาคาร 132 52.8
ซือ้ ประกัน 118 47.2
71 41.3
32 18.6
95
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ประเด็น (n = 250)
จานวน ร้อยละ
เลน่ แชร์ 13 7.6
สมาชิกประกนั สงั คมมาตรา 40
สมาชกิ ประกันสงั คมมาตรา 39 22 12.8
สมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ
อืน่ ๆ 15 8.7
00
19 16.1
ในด้านการประกอบอาชีพ พบว่าร้อยละ 60.4 ประกอบอาชีพไม่เกิน 10 ปี ท่ีประกอบอาชีพ 11-20 ปี มีร้อยละ
20.8 และท่ปี ระกอบอาชีพ 21 ปี จนถึงมากกว่า 40 ปี มรี ้อยละ 18.0 กลุ่มตวั อย่างร้อยละ 81.2 ทางานไม่เกินวนั ละ 8 ช่ัวโมง
รอ้ ยละ 58.8 ทางานไม่เกิน 20 วันในหน่ึงเดือน ร้อยละ 68.4 ระบุวา่ งานไม่ต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 96.0 ระบุว่าไม่มี
สญั ญาจ้างผลิตเป็นลายลักษณ์อักษร ร้อยละ 77.2 ระบุว่าเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขณะทางาน กลุ่มตัวอย่างท่ีระบุว่ามีอาการ
เจ็บป่วยท่ีมสี าเหตุจากการทางานมีถงึ รอ้ ยละ 71.6 กลุม่ ตัวอย่างร้อยละ 6.8 ระบุว่ามีโอกาสมากในการพัฒนาทกั ษะเพม่ิ เตมิ ที่
ระบุว่ามีน้อยและไม่มี มรี ้อยละ 66.4 และกลุ่มตัวอย่างถงึ ร้อยละ 72.8 ไมไ่ ด้เป็นสมาชกิ กลมุ่ หรือเครือขา่ ยดา้ นอาชีพ ร้อยละ
80.0 ไม่ทราบวา่ มกี องทุนรบั งานไปทาทีบ่ ้าน (ตารางที่ 3)
ตารางท่ี 3
สภาพการทางาน ปญั หาและโอกาสการพัฒนาด้านอาชีพของแรงงานรับงานไปทาท่บี า้ น
ประเดน็ (n = 250)
จานวน รอ้ ยละ
ไมเ่ กนิ 10 ปี ระยะเวลาประกอบอาชพี 151 60.4
11 - 20 ปี 52 20.8
21 - 30 ปี ชว่ั โมงการทางาน 27 10.8
31 - 40 ปี วนั ทางานต่อเดือน 14 5.6
41 ปีขึน้ ไป 4 1.6
ไมร่ ะบุ 2 0.8
ไม่เกนิ วันละ 8 ชั่วโมง 195 78.0
เกินวันละ 8 ชั่วโมง 50 20.0
ไม่ระบุ 5 2.0
ไมเ่ กนิ 15 วัน ต่อเดือน 54 21.6
มากกว่า 15 วนั แต่ไมเ่ กนิ 20 วนั 82 32.8
มากกว่า 20 วนั แตไ่ มเ่ กิน 25 วนั 35 14.0
96
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
ประเด็น (n = 250)
จานวน ร้อยละ
มากกวา่ 25 วัน ถึงตลอดทง้ั เดือน 74 29.6
ไม่ระบุ 5 2.0
ความตอ่ เนอ่ื งของงาน
ต่อเนือ่ ง 74 29.6
ไมต่ อ่ เนือ่ ง 171 68.4
ไมร่ ะบุ 5 2.0
สญั ญาจ้างผลิตเปน็ ลายลักษณ์อักษร
มี มี มี
ไมม่ ี ไม่มี ไม่มี
ไม่ระบุ ไม่ระบุ ไมร่ ะบุ
สภาพแวดล้อมทีเ่ ผชญิ ขณะทางาน (n = 398)
ฝุ่นละออง 193 48.5
แสงสวา่ งไม่เหมาะสมกับสุขภาพตา 103 25.9
กล่ิน 70 17.6
ควัน 21 5.3
อื่น ๆ 11 2.8
อาการเจ็บปว่ ยทคี่ ดิ ว่ามีสาเหตจุ ากงาน
มีอาการเจ็บป่วย 179 71.6
ไมม่ ีอาการเจ็บป่วย 70 28.0
ไม่ระบุ 1 0.4
โอกาสพัฒนาทักษะเพ่ิมเตมิ
มมี าก 17 6.8
มไี มม่ าก 55 22.0
มีน้อย 38 15.2
ไม่มี 128 51.2
ไมร่ ะบุ 12 4.8
การเปน็ สมาชิกกลุ่ม องคก์ ร และ/หรอื เครอื ข่ายด้านอาชพี
ไมเ่ ปน็ สมาชิก 182 72.8
เปน็ สมาชกิ 66 26.4
ไม่ระบุ 2 0.8
กองทุนผ้รู บั งานไปทาทีบ่ า้ น
ทราบว่ามี 42 16.8
ไมท่ ราบว่ามี 200 80.0
ไม่ระบุ 8 3.2
97