The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการ Proceeding 65 (ต้นฉบับส่งพิมพ์)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ntknight478, 2022-01-24 00:17:59

หนังสือรวมบทความ Proceedings สถาปนาคณะ 65 ปี

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการ Proceeding 65 (ต้นฉบับส่งพิมพ์)

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65

วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับรายได้และสรา้ งโอกาสการทางานในชนบทซ่งึ ในระยะท่ี 2 เกิดโครงการจ้างงานระยะสน้ั เพื่อผลักดัน
ภาคเอกชนให้มกี ารจา้ งงาน สะท้อนให้เห็นความพยายามทาให้เกิดสวสั ดิการอย่างรอบด้าน ได้แก่ โครงการสาธารณสุข บรกิ าร
สาธารณะ การศึกษา การท่องเท่ียว เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และการลงทุนและการจ้างงาน โดยมีจานวนมากกว่า 6,000
โครงการกระจายไปยังส่วนภูมิภาคท่วั ประเทศเพื่อสร้างโอกาสการทางาน (สานกั งานเศรษฐกจิ การคลัง, 2554) ซ่ึงกลา่ วได้ว่า
เปน็ การดาเนินนโยบายโดยใช้แนวทางแข่งขนั ในตลาดแรงงาน กระตุ้นเศรษฐกจิ และการจ้างงานไปพรอ้ มกัน รวมถึงพยายาม
ใช้โครงการพัฒนาความเป็นอยรู่ อบดา้ นอย่างเป็นรปู ธรรม

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการดาเนินนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศและจัดสวัสดิการสังคมที่ผ่านมา ไม่เป็น
ผลสาเร็จเท่าท่ีควรเป็น โดยสามารถพิจารณาจากสาเหตุปัจจัยได้ อนั ไดแ้ ก่ สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศและวิกฤ
การณ์ทางเศรษฐกิจในระดบั โลกจากปัญหาตลาดสินเชือ่ หรือ “วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์” ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
โลก และปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศเนื่ องจากประชาชนขาดความเห็นพ้องต้องกัน ภายใต้
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองทีด่ าเนนิ อย่างต่อเนื่องก่อนนาไปสูส่ ถานการณ์ทางการเมืองครั้งใหม่ ด้วยปจั จยั เหล่านี้ก็
ยงั ไม่สามารถที่จะดาเนินนโยบายการแก้ปญั หาความยากจนในระยะยาว การนาเอาแนวคิด Workfare มาใช้จึงปรากฏอยู่ใน
รปู ของโครงการรฐั การจัดสวัสดกิ ารเพือ่ จ้างงานเปน็ ต้น

อทิ ธิพลแนวคิดของ Workfare เริ่มเข้าสู่ประเทศไทย ปรากฏอย่ใู นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายใน ร่างแผนยุทธศาสตร์
สวัสดิการสังคมไทย ฉบับท่ี 2 (พ.ศ. 2555-2559) ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 11 (พ.ศ. 2555-
2559) ในหัวข้อเรื่องการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมลา้ โดยเฉพาะในชนบท มีข้อเสนอของการนา Workfare มาใช้
แกป้ ัญหาความยากจนรวมทั้งช่วยเหลือผู้ว่างงานและผู้ทอี่ ยู่นอกตลาดแรงงานด้วยการสรา้ งโอกาสและสรา้ งงานให้บุคคลท่ีไม่มี
อาชีพ (ร่างแผนยุทธศาสตร์สวสั ดิการสังคมไทยฉบับที่ 2 อ้างถึงใน อมรเทพ จาวะลา, 2555) ท้ังนี้ มีการศึกษาทางวิชาการ
เก่ียวกบั การปรับใช้แนวคิด Workfare และยังมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะนา Workfare มาใช้ใน
ระบบสวัสดิการและเป็นกาลังแรงงาน (ระพีพรรณ คาหอม, 2557) (อมรเทพ จาวะลา, 2555) รวมท้ังจัดเป็นสวัสดิการ
ทางเลือกเพื่อการช่วยเหลือทางสังคม และใชบ้ ทบาทความร่วมมือในการจดั สวัสดิการสังคม (นวลปราง อรณจิต, 2561)

อย่างไรก็ตาม แม้การเปลย่ี นแปลงดาเนินมาอยา่ งตอ่ เนื่องภายใต้แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 10
และ 11 แตป่ ระเทศไทยก็ยังไม่มี Workfare เกดิ ขึ้น สาเหตุสาคัญประการหน่ึงคือสถานการณ์ความไม่สงบ ขาดความเห็นพ้อง
ตอ้ งกันทก่ี อ่ เป็นความขัดแยง้ และเกิดวกิ ฤติการณท์ างการเมือง

วิกฤตการณ์การเมืองไทย ทเี่ กดิ จากการส่ังสมในปี พ.ศ.2548-2553 และพรอ้ มปะทุในปี พ.ศ.2556-2557 ก่อเกิด
ความขัดแย้งทางความคิดเห็นทางการเมือง โดยเปน็ ท่รี ูจ้ ักกันในนาม “การเมืองเสือ้ เหลือง-เสื้อแดง” เป็นความขดั แย้งครงั้ ใหญ่
และดาเนินมาในชว่ งเวลาที่ยาวนาน และความรุนแรงในสถานการณ์ทางการเมืองท่ีผา่ นมา สง่ ผลต่ออารมณ์ความรู้สกึ ของทุก
ฝ่ายที่มีทั้งความคับแค้น ความเสียใจและต่างรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ ซ่ึงนับเป็นวิกฤตการณ์ซ่ึงมีความเสียหายคร้ังใหญ่ใน
ประวัติศาสตร์การเมืองประเทศไทย กระทั่งในปี พ.ศ.2557 มีการทารัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ
“รฐั บาล คสช.” ประกาศกฎอัยการศึกและมีอานาจบรหิ ารประเทศนับจากนั้นเป็นต้นมา ดว้ ยสถานการณ์นี้จึงสะท้อนใหเ้ ห็น
ไดว้ ่า เป็นอกี คร้ังทว่ี กิ ฤตการณก์ ารเมืองไทยเป็นจุดเปลี่ยนสาคญั ทสี่ ่งผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงของนโยบายสังคม

ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่12 (ปีพ.ศ.2560-2564) โดยการนาของคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ ผหู้ วังปฏิรูปประเทศไทยบนวสิ ัยทัศน์การพัฒนาสคู่ วาม “มั่นคง มัง่ ค่ัง ยัง่ ยืน” โดยกาหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ
กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปีเพื่อหลุดพ้นจากกับดักความยากจน ลดความเหลื่อมล้าทางสังคมและพัฒนาศักยภาพ
มนุษย์ให้สนับสนุนการเติบโตของประเทศ เพื่อเปลี่ยนจากประเทศท่ีมีรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศที่ มีรายได้สูง
(สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ, 2561)

148

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65

นโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจน ได้แก่ นโยบายสวสั ดิการแห่งรัฐ ประกอบกับยุทธศาสตร์ประชารัฐ ซึ่งเป็น
นโยบายท่ขี ึ้นภายใต้แนวคิดหลกั การจดั สวัสดิการสงั คมอย่างถ้วนหน้าและการสร้างความมสี ่วนร่วมระหว่างรัฐบาลเอกชนและ
ประชาชน เพื่อขจัดความยากจนให้หมดไปและการพัฒนาที่ยั่งยืน (สานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี , 2561; สานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560) อยา่ งไรก็ตาม นโยบายและยุทธศาสตรก์ ารลดความเหลื่อมล้า
และความยากจนน้ีได้ดาเนินมาในชว่ งระยะหนึง่ แล้ว และสะทอ้ นปฏิบตั ิการนโยบายที่มคี วามแตกต่างเปลย่ี นแปลงและมีความ
ชดั เจนในการมุ่งเน้นการจดั สวสั ดกิ ารคนจน ดังน้ัน การพิจารณานโยบายการแก้ปญั หาความยากจน จงึ ตอ้ งมี กรอบการศึกษา
และแนวคิดทฤษฎเี ป็น “แวน่ ขยาย” ในการมองนโยบายและวิเคราะห์ทบทวนนโยบายดงั หัวข้อที่กาลังจะกล่าวถงึ น้ี

กรอบการศึกษา
แนวคดิ ทฤษฎีที่ การศึกษาท่เี กี่ยวข้อง
กรอบการศึกษาครั้งนี้ มีแนวคิด Workfare เป็นฐานการพิจารณาระบบสวัสดิการการช่วยเหลือทางสังคมของ
ประเทศไทยโดยพิจารณาจากรากฐานแนวคดิ (Ideology foundation) ของ workfare อนั ประกอบด้วยแนวคิดที่สาคัญไดแ้ ก่
1. แนวคิดการจัดสวัสดกิ ารเพือ่ การช่วยเหลือทางสังคม โดย Workfare เป็นมาตรการหรือโครงการท่ีมีการจัดระบบ
สวัสดิการ (Programs or Schemes) เพื่อการชว่ ยเหลือทางสังคม ในรูปแบบการจัดสวัสดกิ ารแบบมีเงื่อนไข คือ การทางาน
แลกสวัสดิการ (Lødemel, 2001) ผู้รับสวัสดิการจะต้องต้องลงทะเบียนเพื่อเข้ารับสวัสดิการการช่วยเหลือ การทางานหรือรับ
การฝึกอบรมงาน เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุน (Wage Subsidy) เป็นค่าตอบแทนหรือการได้รับเงินประกันสังคม รวมถึงการ
กาหนดให้เข้ารับบรกิ ารสังคม ได้แก่ บริการจัดหางาน การศึกษาและฝึกอาชีพ ซ่ึงเปน็ ไปตามการจัดทาแผนพัฒนารายบุคคล
(Human Development Plan)
2. แนวคิดบทบาทความร่วมมือในการจัดสวัสดิการ: Workfare เกิดขึ้นภายใต้บทบาทความร่วมมือในการจัด
สวัสดิการสังคมร่วมกันระหว่างรัฐ ท้องถ่ิน เอกชนและบคุ คลอันเป็นพนั ธะผูกพันซึ่งกันและกนั (Mutual Obligation) ใช้การ
จัดสวัสดิการสังคม เพื่อส่งผลให้เกิดความร่วมมือ ซ่ึงในประเด็นการแก้ปัญหาความยากจน Workfare เป็นการพยายามให้
บุคคลทางาน ได้รับสวัสดิการกระทงั่ สามารถพงึ่ พาตนเอง ได้ (Peck, 2001, Peck, 2003)
3. แนวคิดการพัฒนาและการแก้ปัญหาความยากจน: เนื่องจาก Workfare เป็นการจัดสวัสดิการข้ันพื้นฐาน ให้
บคุ คลสามารถเขา้ ถงึ บริการสงั คม ไดร้ ับการพัฒนากระท่ังบุคคลสามารถพงึ่ พาตนเองได้ (Smith, 1987; Peck & Theodore,
2001) ดงั น้ันจงึ มีการนาเสนอ Workfare เพือ่ เป็นสวัสดิการท่ีจูงใจใหเ้ กิดการทางาน โดยจัดระบบการช่วยเหลือทางสงั คมเป็น
สวัสดิการข้ันพื้นฐานแก่ผู้ท่ปี ระสบปัญหาความเดือดร้อนและผทู้ ่ีอยู่ในสภาวะยากลาบาก (Lødemel, 2001) รวมทั้งเป็นระบบ
การช่วยเหลือทางสังคมข้ันพื้นฐานในการดาเนินชีวิต (Chan, & Kinglun, 2011) อย่างไรก็ตาม Workfare มีความเหมาะสม
ภายใตเ้ งือ่ นไขบางประการ
โดยมีเงื่อนไขความเหมาะสมในแนวคิด Workfare คือ ผู้รับสวัสดิการ จึงเป็นผู้ที่มีสภาพสามารถทางานได้หรือวัย
แรงงาน ดงั เชน่ ในสหรฐั อเมริกานั้น Workfare เป็นโครงการของรฐั บาลทีก่ าหนดสวัสดกิ ารสาหรับกลุ่มคนท่ีสามารถทางานได้
จะต้องได้ทางาน กลุ่มเป้าหมาย จึงหมายถึง กลุ่มผู้ใหญ่-วัยทางาน (Capable adults) ซ่ึงเป็นบุคคลปกติท่ีสามารถท่ีจะ
ปฏิบัติงานได้ ส่วนใหญ่กลุม่ เป้าหมายในลกั ษณะน้ไี ด้แก่ แรงงานวัยฉกรรจ์ กลมุ่ คนวยั ทางาน ผู้ทส่ี ามารถทางานได้
กลุ่มเป้าหมายของ Workfare จึงมิใช่บุคคลท่ีอยู่ในกลุ่มผู้เปราะบาง (Vulnerable) อย่างเช่น กลุ่มผู้พิการ
(Disabled) ผู้ป่วยทุพลภาพ เด็ก และผู้สูงอายุ ซ่ึงมคี วามเหมาะสมในการจดั สวัสดิการการช่วยเหลือเพื่อสรา้ งความเท่าเทียม
ท่ีกลุ่มเปราะบางพึงได้รับ ในขณะเดียวกัน กลุ่มเป้าหมายในสวัสดิการ Workfare คือผู้ด้อยโอกาสและคนยากจน ท่ีได้รับ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและประสบปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการว่างงาน และการขาดโอกาสการทางานและการมีรายได้ ให้
เขา้ สู่ระบบสวสั ดกิ ารการช่วยเหลือ

149

รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

แนวทางภายใต้วิธีคิดของ Workfare คือ การทางานแลกสวัสดิการ Workfare จัดเป็นสวัสดิการทางเลือกท่ีมักถูก
นามาใช้ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น การแก้ปัญหาด้านสิทธิความเสมอภาคของพลเมืองในสหรัฐอเมริกา
แก้ปัญหาการว่างงานของบรรดารัฐสวัสดิการในทวีปยุโรป และแก้ปัญหาความยากจนในเอเชีย อันขึ้นอยู่กับบริบทความ
เหมาะสมและการนาแนวคิดมาปรับใชก้ บั นโยบายของประเทศเหล่าน้ัน (Peck, 2003; Lødemel, 2001; Chan, 2008)

อยา่ งไรก็ตามการจัดสวัสดกิ ารโดย Workfare ยังคงเป็นประเด็นข้อถกเถียงกันในเรื่องความเหมาะสมของ Workfare
ว่ารูปแบบใดทีจ่ ะนามาสู่การแก้ปญั หาได้ดี โดยเฉพาะตัวอย่างประเทศในภูมิภาคตะวันตก มีการใช้ Workfare ทั้งในลกั ษณะ
การจดั บริการแบบถ้วนหน้า (Universal) และการจดั สวัสดกิ ารทีเ่ ฉพาะเจาะจง (Targeted) สาหรับผ้รู ับสวสั ดกิ ารเฉพาะกลุ่ม
ทีม่ ีความจาเป็นเท่านั้น มที ั้งรูปแบบการเขา้ รบั สวสั ดกิ ารแบบสมัครใจ (Volunteer) และรูปแบบการบังคบั ใช้กับกลุ่มเป้าหมาย
ผ้ทู ่ีอยู่เกณฑ์ทั้งหมด (Hinton, 2010; Henning, 2009; Lødemel,2001) ด้วยเหตนุ ้ี การนา Workfare มาใช้ในประเทศไทย
จึงจาเปน็ ต้องมกี ารศกึ ษาถงึ ความเหมาะสมในการปรบั ใช้ ดงั ทจี่ ะนาเสนอในหวั ข้อตอ่ ไปนี้

ผลการศกึ ษา
การอภปิ รายผลและขอ้ เสนอจากการศกึ ษา
1. การเปลย่ี นแปลงของสวัสดิการสังคม ภายใต้นโยบายการแกไ้ ขปัญหาความยากจน
1.1 นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ: สวสั ดิการทมี่ ีมลู คา่ และการพัฒนาของระบบการช่วยเหลือ เมื่อกล่าวถงึ นโยบาย
การแก้ปัญหาความยากจน ภายใต้การดาเนินการของคณะการรักษาความม่ันคงแห่งชาตแิ ล้ว นโยบายซ่ึงกาลงั เป็นท่ีรูจ้ ักกัน
อย่างกว้างขวางในปจั จบุ ัน ได้แก่ นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นนโยบายท่ีเปิดให้มกี าร การจดทะเบียนคนจน เพื่อเข้ารับสิทธิ
ทางสวัสดิการสังคมด้านต่างๆ ซ่ึงในระยะแรกมีการลงทะเบียนเพื่อรบั บตั รสวัสดกิ ารแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เพื่อเป็นวงเงินใน
การแลกซือ้ สง่ิ ของเครื่องใช้จาเปน็ ในการดาเนนิ ชีวิตเป็นการช่วยเหลือทางสงั คม
นโยบายสวัสดกิ ารแหง่ รฐั เป็นนโยบายการช่วยเหลือผมู้ ีรายได้นอ้ ย มีการประกาศ “ลงทะเบียนคนจน” ให้ผู้มีรายได้
นอ้ ยหรือคนจนมาลงทะเบยี นเพื่อพจิ ารณาคณุ สมบัติและรบั บัตรสวสั ดิการแหง่ รัฐเพื่อแลกรับสนิ ค้าและบรกิ ารจากภาครัฐ เช่น
บริการขนสง่ มวลชนสาธารณะ ค่าโดยสารรถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า รถยนต์โดยสารบริษทั ขนส่งมวลชนจากัด ใช้แลกส่วนลดกา๊ ซ
หงุ ต้มจากกระทรวงพลังงาน แลกรับสินค้าจากรา้ นค้าประชารฐั เป็นการชว่ ยเหลือเพื่อเข้าถงึ บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
และเป็นการชว่ ยเหลือดา้ นคา่ ใช้จา่ ยในการดารงชพี แก้คนจน (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,
2560)
เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า มีการเปล่ียนแปลงวิธีการกาหนดกลมุ่ เป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ดังจะเห็น
ได้จากนโยบายการแก้ปัญหาความยากจน เดิมมีการจากดั การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มบุคคลผู้ประสบปัญหาดา้ นต่างๆ จากเดมิ ท่ี
ใช้เกณฑ์ กลุ่มอายุ การศึกษา กลุ่มอาชีพ และพื้นที่ กระทั่ง นโยบายการแก้ปัญหาความยากจนโดยคณะรักษาความสงบ
แห่งชาติ เปลย่ี นมาเป็นการขยายความช่วยเหลือในวงกวา้ งและอยา่ งครอบคลมุ ทุกกลุ่ม ภายใต้นโยบายการช่วยเหลือผู้มีรายได้
นอ้ ยหรือนโยบายคนจนซงึ่ เกณฑ์ด้านรายได้และปัจจยั ความมั่งค่ังของบุคคลแทนการกาหนดเกณฑ์การช่วยเหลือที่ผ่านมาใน
ประเทศไทย (สมชยั จิตสชุ น, 2561)
จากวิธีการของนโยบายสวสั ดิการแห่งรัฐ สามารถตงั้ ข้อสังเกตได้ว่า นโยบายน้เี ป็นกลวิธีในการกระตุ้นการผลิตทาง
เศรษฐกิจและการหมุนเวียนของสินค้าและเงินทุน ซ่งึ เกิดจากการที่รฐั ให้สวัสดิการผ่านบัตรคนจนโดยใหว้ งเงิน เพื่อนาไปแลก
ซื้อสินค้าและบรกิ าร รูปแบบดังกล่าวน้ีสะท้อนสวัสดิการที่อยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสะท้อนวธิ ีคิดแบบเสรีนิยมใหม่
ดังน้ันจึงมองว่าไมส่ ามารถจัดสวัสดิการให้เปลา่ หรือแจกจ่ายฟรี เพราะ “สวสั ดกิ ารเปน็ สง่ิ ท่ีมมี ูลค่า”
การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเรื่องการจัดสวัสดิการเพื่อการช่วยเหลือทางสังคม (Social Assistance) ท่ีผ่านมา มี
โครงการช่วยเหลือผู้ไดร้ บั ผลกระทบทางสงั คมในคนยากจนและด้อยโอกาสโดยให้เงินชว่ ยเหลือกรณฉี กุ เฉินและกระตุ้นองค์การ

150

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65

ปกครองส่วนท้องถิ่นให้สงเคราะห์ช่วยเหลือคนยากจน (ชินชัย ชี้เจริญ , 2557) ซึ่งเป็นการให้เงินสงเคราะห์ในลักษณะ
สวัสดิการแบบให้เปล่า (Unconditional) ในทางกลับกัน นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นนโยบายท่ีครอบคลุมการแก้ปัญหา
ความยากจนในระดับประเทศ ซึ่งผู้ต้องการรับสวัสดิการส่วนเพ่ิมจะต้องเข้าสู่เงื่อนไข (Conditional) โดยการทางานและเข้า
รว่ มกิจกรรการพฒั นาตนเอง

พัฒนาการนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ ในระยะที่สองมีการเปล่ียนแปลงสะท้อนให้เห็น ‘การจัดสวัสดิการแบบมี
เงือ่ นไข’ มีการเปิดรบั สมัครการจดทะเบียนคนจนเพม่ิ เติมและสรา้ งแรงจงู ใจในการเข้าร่วมนโยบายสวสั ดิการแหง่ รัฐโดยมูลค่า
วงเงนิ ในบัตรเพิม่ ขึ้นแต่มีเงื่อนไขในการรับสวัสดิการนั่นกค็ ือ ผู้รับสวัสดิการจะต้องเลือกเข้ารว่ มโครงการรัฐเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ชีวติ ใน 4 มติ ิ ทงั้ หมด 34 โครงการ ได้แก่ การเข้าร่วมโครงการเพื่อมีงานทา มีทง้ั หมด 5 โครงการ การฝึกอบรมและการศึกษา
มีท้งั หมด 10 โครงการ การเข้าถงึ แหล่งทุนเพื่อการศึกษา เคหะ และการประกอบอาชีพ มีทั้งหมด 11 โครงการ และการเขา้ ถึง
สง่ิ จาเปน็ พืน้ ฐาน มีทั้งหมด 8 โครงการ (ประชาชาติธรุ กจิ , 2561; กระทรวงการคลัง. 2561)

การเข้าร่วมโครงการสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตนี้ เปิดให้เข้าร่วมตามความสมัครใจ
(Voluntary) โดยมที างเลือกในการเพม่ิ รายได้และการมีงานทา อาทิ บรกิ ารจดั หางานในประเทศและต่างประเทศ การเข้าถึง
แหล่งเงนิ ทุนในระบบ เชน่ โครงการสินเชือ่ เพื่อพฒั นาอาชีพของผมู้ ีรายได้นอ้ ยโดยธนาคารเพื่อการสงเคราะหแ์ ละธนาคารออม
สิน การเข้าถึงส่ิงจาเป็นพื้นฐาน เช่น สินเชื่อท่ีอยู่อาศัยเพื่ อสวัสดิการแห่งรัฐโดยธนาคารอาคารสงเคราะห์และ
กระทรวงการคลงั การออมเพื่อการเกษียณอายุสาหรับแรงงานนอกระบบโดยกองทุนการออมแห่งชาติ และการจดั เตรียมการ
ทางานร่วมกันกับภาครฐั และภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสอย่างรอบด้านเพ่ิมรายได้ ผู้มีรายได้ต่าท่ีอยู่ในวัยแรงงาน (สานัก
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2561; กระทรวงแรงงาน, 2560) กล่าวได้ว่าการจัดสวัสดิการมุ่งเน้นเรื่องการสร้างโอกาส
(Opportunity) และทางเลือกของสวัสดิการสังคม

พร้อมกันนี้ นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐได้จัดให้มี การทาแผนพัฒนารายบุคคลหรือ “Personalized plan” จากการ
สารวจ สอบถามความต้องการ วิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือเป็นรายบุคคล โดยจัดให้มีผู้ดูแลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
(Account Officer: AO) เป็นผู้ดูแลผู้รับสวัสดิการ เข้าถึงบุคคล ให้คาแนะนาและจัดทาแผนการช่วยเหลือร่วมกันเพื่อเข้าสู่
โครงการเพื่อพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ด้านตา่ งๆ (กระทรวงการคลัง. 2561)

ตัวอย่างการจัดเตรียมบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคคล การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การฝึกอบรมอาชีพและ
การศึกษา เชน่ โครงการฝกึ อาชีพเร่งด่วนอเนกประสงค์หรือช่างชุมชนซึ่งดูแลรับผิดชอบโดยกระทรวงแรงงาน โครงการเพิ่ม
ทักษะอาชีพแกเ่ กษตรกรผ้ลู งทะเบยี นเพือ่ สวัสดิการแห่งรัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กระทรวงการคลัง. 2561) กระ
ทง้ั รัฐบาลมีการประกาศอย่างภาคภมู ิใจว่า น่ีเป็นครง้ั แรกท่ีมีการดาเนนิ นโยบายโดยการบูรณาการการทางานของกระทรวง
และหน่วยงานภาครัฐร่วมกนั (สานักเลขาธกิ ารนายกรฐั มนตรี. 2561)

อย่างไรก็ตาม นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้เป็นนโยบายที่มีระบบท่ีเบ็ดเสร็จในตัวมันเอง แต่มีการเชื่อมโยงกับ
นโยบายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้า นอกจากความรว่ มมือกันของหน่วยงานภาครฐั แล้ว ภาคเอกชน
ไดก้ ้าวเข้ามามบี ทบาทสาคัญรว่ มดาเนินการตามนโยบายในรฐั บาลยุคน้ี ดงั ทพ่ี อจะทราบกันดีในชือ่ “ประชารฐั ”

1.2 ยทุ ธศาสตรป์ ระชารัฐ: การถ่ายโอนบทบาทภาครัฐไปสูภ่ าคเอกชน ยทุ ธศาสตรป์ ระชารฐั เปน็ ยทุ ธศาสตรช์ าติ
ท่ีว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาสังคม โดยรวมเอาพลังทุกภาคส่วนมาใช้ในการ
เปลี่ยนแปลง ปฏิรูป และกลไกในการพัฒนาในทุกมิติ (สานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2560) หากมองยอ้ นกลับไป ในอดีต มี
การหยิบยกยุทธศาสตร์ประชารัฐขนึ้ มาคร้ังแรกเพื่อขับเคลือ่ นนโยบายประเทศภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) (ธันภัทร โคตรสิงห์, 2560) แต่ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตฉิ บับที่ 9 ฉบับท่ี10
และฉบับท่ี 11 ไม่ได้มีการกล่าวถึงประชารัฐแต่อย่างใดมีเพียงแนวคิดเรือ่ งการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนเอกชน
กระทั่งยุทธศาสตร์ประชารฐั ปรากฏขึ้นอีกคร้ังในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (ปีพ.ศ.2560-2564) ซึ่งมี

151

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65

การนามาใช้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้าในประเทศไทย (สานักเลขาธิการนายกรฐั มนตรี,
2561; สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ, 2560)

รฐั บาลเปิดตัวยทุ ธศาตรป์ ระชารัฐ ในฐานะกลไกการบริหารจดั การของรฐั เพื่อใช้สรา้ งความเข้าใจระหว่างภาครัฐและ
เอกชน สร้างความสงบเรียบรอ้ ย ความสามัคคี การบริหารและพัฒนาประเทศ โดยอธบิ ายว่า ประชารัฐหมายถึงความร่วมมือ
ของรัฐบาลผสานกับประชาชน รัฐบาลมีหน้าท่ีอานวยความสะดวกหรือเปิดช่องทางให้เอกชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา
ประกอบกับส่งเสริมการทางานร่วมกันของประชาชนร่วมกบั เจ้าหนา้ ทรี่ ัฐ โดยจะจดั สรรงบประมาณเพื่อเกิดความคุ้มค่าในการ
พฒั นาประเทศทุกด้าน (ประชารฐั รกั สามคั คี, 2560)

ยุทธศาสตร์ประชารัฐ สะท้อนให้เห็นความพยายามจัดระบบสวัสดิการการช่วยเหลือรอบด้าน ดังจะเห็นได้จาก
โครงการประชารัฐต่างๆ เช่น การดแู ลด้านสุขภาพอนามัย (Health) โดยโครงการหมอประชารฐั การช่วยเหลือดา้ นท่อี ยูอ่ าศัย
(Housing) และความม่ันคงทางสังคม (Social Security) เช่น ให้สินเชื่อบ้านประชารัฐและเคหะประชารัฐ นันทนาการ
(Recreation) เช่นมหกรรมวฒั นธรรม ตลาดประชารฐั ร่วมใจของดบี ้านฉัน ประกอบกบั โครงการพัฒนาคุณภาพชวี ิต 4 มิติท่ีมี
โครงการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน การช่วยเหลือเพื่อมีงานทา มีรายได้ (Employment and Income Maintenance)
การศึกษาอบรม (Education) บรกิ ารสงั คม (Social Services) และจัดหางานและพัฒนาอาชีพ

หากพิจารณาตามองค์ประกอบแล้ว อาจกล่าวได้วา่ นโยบายประชารัฐเปน็ ความพยายามจัดสวัสดิการและระบบการ
ชว่ ยเหลือให้ครอบคลุม ดังท่ีได้มีการอธิบายเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานอย่างท่ัวถึงและครอบคลุมท้ัง 7 ด้าน
(อภิญญา เวชยชัยและคณะ, 2548) ซ่ึงแนวคิดน้ี สนับสนุนการศึกษาและอธิบายที่ว่าด้วยการนา Workfare มาใช้เพื่อสร้าง
ความมงั่ คงทางสังคมและเป็นสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหนา้ ในกลมุ่ แรงงาน (Farnham, 2013)

อย่างไรก็ตาม สิ่งทีน่ ่าสนใจเกีย่ วกับประชารัฐ คือ หลกั การเรื่องการสร้างบทบาทความรว่ มมือ เนื่องจาก Workfare
มี แนวคิดวา่ ด้วยการสร้างบทบาทความร่วมมือในการจดั สวสั ดิการสงั คม การสร้างสวัสดิการสงั คมท่ีเป็นพันธะผูกพันซ่ึงกนั และ
กัน (Mutual obligation) ของรัฐ องค์กรภาคธุรกิจและประชาชน เพื่อจัดสวัสดิการสังคมด้วยความรับผิดชอบกัน (Peck,
2003)

แตเ่ นื่องจากสงิ่ ท่ีปรากฏเป็นรูปธรรมภายใต้ประชารฐั เช่น การจดทะเบยี นบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย)
จากัด ทาให้ประชารัฐได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทการทางานท่ีไม่เหมาะสม เนื่องจากมีการวิพากษ์ว่าประชารัฐคือ
รฐั บาลเอื้อผลประโยชน์แกน่ ายทนุ ผูเ้ สียประโยชน์คือประชาชน คนจนอยใู่ น “วงล้อมประชารัด” (มติชนรายวัน, 2560)

ทั้งนี้เพื่อให้ยทุ ธศาสตรป์ ระชารฐั เป็นไปตามหลกั การที่วางไว้ในเรือ่ งบทบาทการมีส่วนรว่ มและความร่วมมือระหวา่ ง
รัฐ เอกชน และประชาชน ดังน้ันจึงจาเป็นต้องพิจารณา บทบาทของผู้มีส่วนเก่ียวข้อง (Stakeholder) ว่ามีบทบาทหน้าที่
อยา่ งไร มีใครได้ใครเสียประโยชน์ และจะทาอย่างไรให้นามาซ่ึงประโยชน์ร่วมกันของผู้มีส่วนเก่ียวข้องทุกฝ่าย โดยพิจารณาได้
จากส่วนประกอบท่ีอาศัยบทบาทความร่วมมือของภาครฐั เอกชน และประชาชน คือ การจัดบรกิ ารสังคม ระบบประกันสังคม
และระบบภาษี

ดังท่ีได้กล่าวถึงรูปแบบกระบวนการของบริการสังคมไปแล้วข้างต้น ในข้อน้ีจึงกล่าวถึงในส่วนของบทบาท หน้ าท่ี
รับผิดชอบ ในการจัดบริการสังคม เนื่องจาก การจัดบริการสังคมเป็นหน้าท่ีบทบาทของภาครัฐ อยู่ภายใต้หน่วยงานด้าน
สวัสดิการสังคม โดยการบรกิ ารสังคมเป็นการจัดสวัสดิการพื้นฐานให้แก่ประชาชนซ่ึงโดยทว่ั ไปโดยไม่แบง่ แยกสถานภาพและ
รายได้ (ระพีพรรณ คาหอม, 2557) ซ่ึงเดิมที ภาครัฐประสบปัญหาคุณภาพมาตรฐาน เช่น บริการพัฒนาอาชีพและการจัดหา
งาน ท่ีไม่ตรงตามความต้องการและขาดการติดตามประเมินผล (กระทรวงแรงงาน 2560) กระทั่งต่อมามีการเปล่ียนแปลง
ระบบสวสั ดกิ ารการชว่ ยเหลือคนจนโดยการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการต่างๆ อย่างรอบด้าน เพือ่ เป็นแรงจูงใจ
ในการจดั สวัสดิการ เอกชนจะได้รับการลดหย่อนภาษี ในกรณีที่บริการการฝึกทักษะอาชพี และพิจารณารับทางาน ซึ่งเป็น
ลกั ษณะของการลดกฎเกณฑแ์ ละการโอนบทบาทภาครัฐไปยังเอกชน (Privatization)

152

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

แตเ่ นื่องจากบริการสังคมถือเป็นบริการข้ันพืน้ ฐานทคี่ วรมีประสิทธิภาพและประชาชนพึงได้รับ ดังนัน้ รฐั ต้องไม่ปล่อย
ให้เอกชนทาหน้าท่ีเพียงสรา้ งความเติบโตทางเศรษฐกิจแต่ต้องคอยกากับดแู ลใหเ้ ป็นไปตามวัตถปุ ระสงค์ และเกิดประโยชน์ต่อ
ผู้รับสวสั ดกิ าร และจะตอ้ งมมี าตรการทางภาษีท่ีเหมาะสม

ระบบการจัดเก็บภาษี (The tax system) เป็นกลไกในการลดความเหลื่อมล้าด้านรายได้ ภาษีเป็นเครื่องมือการ
กระจายซ้า (Redistribution) เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้าทางสังคม (Alcock, & Payne & Sullivan,
2000) และเนื่องจาก Workfare เป็นสวัสดิการสังคมที่ใช้งบประมาณที่มาจากภาษี รัฐจงึ ตอ้ งมีแหลง่ เงินทนุ ที่เพียงพอต่อการ
จัดสวัสดิการแก่ประชาชน (Madsen. P.K., 2001) ดังนั้น เงื่อนไขท่ีสาคัญในการเกิด Workfare คือจะต้องมีระบบภาษีเพื่อ
เป็นงบประมาณนามาสู่มาตรการการกระจายซา้ โดยการจดั สวัสดิการในรปู แบบ Workfare (Peck, 2003)

ดังจะเหน็ ได้จากประเทศรัฐสวัสดิการ (Welfare State) มกี ารใช้ Workfare อยา่ งแพรห่ ลาย เช่น ประเทศกลุ่มนอร์
ดิก ต้องใช้งบประมาณจานวนมากในการจัดสวัสดิการถ้วนหน้า (Universal Coverage) ทั้งน้ีกลุ่มประเทศดังกล่าวนั้นมีวิธี
จัดการและจัดเก็บภาษอี ัตราก้าวหนา้ ภาษที รพั ย์สนิ และภาษีมรดกเพือ่ จัดสวัสดิการสังคม ประกอบกับการท่ีประชาชนร่วมกัน
จา่ ยภาษีเนือ่ งจากมคี วามเชื่อม่ันในรฐั วา่ จะจัดสวัสดิการสังคมท่ดี ีให้กับประชาชน (Madsen, 2001; Lødemel, 2001)

การปรับปรุงระบบภาษีระบบการจัดเก็บภาษีในประเทศไทย จึงเป็นกลไกสาคัญและรายได้หลักในการบริหาร
ประเทศและการจัดสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะการเกบ็ ภาษีทรพั ย์สินและภาษมี รดกอัตรากา้ วหน้า ซึ่งเปน็ ทม่ี าของงบประมาณ
ในการจัดสวัสดิการถ้วนหน้า (เมธา มาสขาว, 2552) แต่ด้วยปัญหาข้อยกเว้นด้านภาษีในประเทศไทย มีผู้ที่ได้ประโยชน์จาก
เงือ่ นไขการลดหยอ่ นกระจุกตวั อยทู่ ี่ผ้มู รี ายได้สงู หรือคนรวย ประกอบกบั ปญั หาความไม่โปรง่ ใสและการทจุ ริตคอรัปชั่น ซึ่งอาจ
สง่ ผลทาให้ไม่สามารถเก็บภาษีทรพั ยส์ ินและภาษีมรดกอัตราก้าวหนา้ ได้อยา่ งแท้จรงิ (อธิภทั ร มทุ ติ าเจรญิ , 2552)

ดังน้ัน แนวทางการมี Workfare ในประเทศไทย จึงต้องใช้มาตรการด้านภาษีและการคลังมาประกอบการจัด
สวัสดิการ โดยเฉพาะต้องมีมาตรการการเก็บภาษีจากประชาชนซ่ึงหมายรวมถึงเอกชน ประกอบกับภาษีทรัพย์สินและภาษี
มรดกอัตรากา้ วหน้าในประเทศไทย ซึ่งเปน็ ปัจจัยสาคัญในการลดความเหลื่อมล้าและเพื่อนามาสกู่ ารจัดสรรงบประมาณเพื่อจัด
สวสั ดิการสังคมตอ่ ไป

บทบาทร่วมที่สาคัญของ รัฐ เอกชน ประชาชน มีความสัมพันธ์ร่วมกัน อีกประการหน่ึงคือ คือระบบประกนั สังคม
ตวั อย่างในสาธารณรัฐเกาหลี-เกาหลีใต้ Workfare จัดเป็นการคุ้มครองแรงงานในสถานทางานที่มีลูกจ้างมากกว่าสามสิบคน
(Chan & Ngok, 2011) หรือตัวอย่างในประเทศฝรง่ั เศส ประเทศเยอรมนี และเดนมาร์ก Workfare จะเป็นเงื่อนไขชัดเจนที่
เก่ียวข้องกบั การสมทบเงินประกนั สังคม โดยผู้รบั สวัสดิการจะได้รับค่าตอบแทน ตั้งแต่ขั้นตอนการฝึกอบรม การทางาน โดย
นายจ้างจ่ายและรัฐเงนิ สมทบเขา้ กองทนุ ประกันสังคม (Madsen, 2001; Lødemel, 2001)

ในประเทศไทยหากปรบั ใช้ Workfare และเชือ่ มโยงกับระบบประกันสงั คมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทาให้รัฐและ
ประชาชนไดร้ ับประโยชน์มาก เนื่องจากในประเทศไทย คนจนซึง่ สว่ นใหญ่เปน็ แรงงานนอกระบบ ซึ่งมีจานวนมากเมือ่ เทียบกับ
กลมุ่ ประชากรทท่ี างานทั้งหมดถงึ ร้อยละ 55.6 คนกลุ่มนไี้ ม่ได้รับความคมุ้ ครองเนือ่ งจากไม่อยใู่ นระบบประกนั สังคม ดังนั้นการ
คมุ้ ครองทางสังคมยงั คงจากัดอยใู่ นกลมุ่ แรงงานในระบบ (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ,
2560, น.1-12) แม้จะมีการขยายความคุ้มครองไปสแู่ รงงานนอกระบบ แต่ผู้ท่ีสมัครเข้าสู่ระบบประกันสังคมยงั มีจานวนน้อย
ประกอบความไม่เทา่ เทียมกันของระบบประกันสังคม ดังจะเห็นได้จาก กลุ่มแรงงานในระบบหรือผู้ประกันตนตามมาตรา 33
จะได้รับสิทธิการคุ้มครอง 7 กรณี ในขณะท่ีแรงงานนอกระบบท่ีสมัครเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 จะได้รับสิทธิการ
คมุ้ ครอง 3-4 กรณี ท้ังนี้ยงั มีแรงงานนอกระบบอีกจานวนมาก ถึง 21 ล้านคนท่ีไม่ได้สมัครเป็นผู้ประกันตนและไม่ได้รบั การ
คุ้มครองทางสังคม (กระทรวงแรงงาน 2560; สานักงานประกันสังคม 2545, สานักงานแรงงานระหวา่ งประเทศ 2550) โดย
แผนระยะยาวรัฐบาลต้ังเป้าหมายให้แรงงานนอกระบบท่ีมีหลักประกันสังคมครอบคลุมท้ังหมด 21 ล้านคนเข้าสู่ระบบ

153

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65

ประกันสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานนอกระบบให้ได้รบั ความคุ้มครองทางสังคมเช่นเดยี วกับแรงงานในระบบ
(กระทรวงแรงงาน 2560)

ดังนั้น ภายใต้การดาเนินงานตามนโยบายท่ีกล่าวมาข้างต้น จึงควรมีมาตรการให้เอกชนสมทบเงินเข้ากองทุน
ประกันสงั คม เพื่อเป็นมาตรการในการให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกนั สังคมและได้รับความคมุ้ ครองทางสงั คม แต่ดว้ ย
ประเด็นความเหลือ่ มลา้ ในระบบประกันสังคม กจ็ ะตอ้ งมีการปรับปรุงและพัฒนาระบบการประกันสังคมเพื่อใหก้ ารคุ้มครอง
ทางสังคมที่มีอย่างท่ัวถึงและเท่าเทียม ดงั ตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า รัฐสวัสดิการเป็นตัวอย่างในการจัดการได้ดีเรื่องการ
พัฒนาความเติบโตด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน ดังจะเห็นได้จากประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD
(Organization for Economic Co-operation and Development) ซ่ึงเป็นองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศท่ี
พัฒนาแล้วและเป็นกล่มุ ท่ียอมรบั ระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจการคา้ เสรใี นการร่วมกันของภูมิภาคยุโรปและโลก เป็นตัว
บ่งชี้การนา Workfare ไปใช้เพือ่ แก้ปัญหาการว่างงาน และเนื่องจากผู้ว่างงานสว่ นใหญ่มีแนวโน้มเป็นผยู้ ากจน (เอื้อมพร พิชัย
สนิธ, 2552) จึงมีการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มรัฐสวัสดิการ รฐั มีการจัดการกับระบบ
เศรษฐกิจและการจัดสรรสวัสดิการ โดยมีงบประมาณทางสงั คมจากระบบภาษีอย่างน้อยร้อยละ 30 (ไม่รวมด้านการศึกษา)
โดยนามาใชจ้ ัดสวสั ดิการถ้วนหน้า โดยประชาชนเต็มใจในการจ่ายภาษเี พื่อให้ได้รับการคมุ้ ครองและสวัสดกิ ารท่ีดีในการดาเนิน
ชีวิต (กิตพิ ฒั น์ นนทปัทมะดลุ ย์, 2550; เอื้อมพร พชิ ัยสนิธ, 2552)

ภาพรวมของนโยบายและความเปลยี่ นแปลงเรอื่ งการแก้ปัญหาความยากจนที่ได้กลา่ วมาน้ี มีข้อสังเกตบาง
ประการ ด้วยการเปล่ียนแปลงของวิธีการให้การช่วยเหลือทางสงั คมของประเทศไทย ทั้งนกี้ ารเปลีย่ นแปลงของนโยบายและ
สวัสดิการสังคมท่ีตกอยใู่ นกระบวนการการทาให้กลายเป็นเรื่องทางเศรษฐกจิ (Economization) ตามวธิ ีคดิ ของลทั ธิเสรนี ิยม
ใหม่ (Neoliberalism) ดังจะเหน็ ได้จากผลสะท้อนบางประการ เช่น การสร้างมูลคา่ ให้สวัสดิการซึ่งไม่สามารถใหเ้ ปล่าเท่าน้ัน
แต่มีเงื่อนไขการช่วยเหลือเพื่อเพ่ิมวงเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การแลกเปลี่ยนสินค้าบริการในรูปแบบกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจเพื่อให้บุคคลได้รับสินค้าและบริการเป็นสวัสดิการ ในขณะเดียวกันเป็นการกระตุ้นการผลิตและการหมุนเวียนใน
ระบบเศรษฐกิจ การจดทะเบียนบริษัทวิสาหกิจสังคม เป็นการถ่ายโอนบทบาทหน้าท่ีจากภ าครัฐไปสู่ภาคเอกชน
(Privatization) การให้สิทธิพิเศษกับภาคเอกชนเช่นการลดหย่อนภาษีและให้มีหน้าท่ีสร้างความม่ังคั่งและการพัฒนาด้าน
รายได้ให้กับประเทศ เปน็ ต้น สิ่งเหล่ามีผลสะทอ้ นการเปลีย่ นแปลงที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมปรากฏอยู่ในนโยบายการแก้ปัญหา
ความยากจนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ดังนั้น หาก Workfare เป็นผลจากการปรบั ตัวของสวัสดิการสังคมจากอิทธิพลแนวคิดเสรนี ิยมใหม่ และนโยบายการ
แก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศไทย สะท้อนรูปแบบสวัสดิการสังคมที่มีการเปลย่ี นแปลงไปในทิศทางเดียวกันแล้ว จึง
อนุมานได้ว่า ปฏิบัติการนโยบายแก้ปัญหาความยากจนภายใต้การดาเนินงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สะท้อนการ
เปลี่ยนแปลงการแกไ้ ขปัญหาความยากจนตามแนวทาง Workfare

แม้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ “สวสั ดิการโดยรัฐ’ (State welfare) แต่ในเชิงหลักการแนวคิดของงาน
สวัสดิการสังคม ยังปรากฏค่านิยมในการจัดสวัสดกิ ารถ้วนหน้า ในลักษณะ เช่นเดียวกบั กลุ่มประเทศรัฐสวัสดิการ (Welfare
state) (วสนั ต์ ปญั ญาแก้ว และคณะ, 2559) ดังจะเห็นได้จากมีการพยามขบั เคลื่อนและผลักดัน ให้มกี ารจัดสวัสดิการสังคมขั้น
พื้นฐานอย่างรอบด้านท้ัง 7 มิติ เพื่อให้มีบริการสังคมท่ีมีคุณภาพและเพื่ อการจัดระบบสวัสดิการสังคมอย่างท่ัวถึงและ
ครอบคลุม (อภิญญา เวชยชัย และคณะ, 2548) ดังนั้นในทางปฏบิ ัติ หากรัฐมีการจัดการไดด้ ี ก็จะส่งผลให้ทุกฝา่ ยพากันเผชิญ
ความเปลีย่ นแปลงรว่ มสร้างสวัสดิการจงึ จะได้รับประโยชนร์ ่วมกนั อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาตั้งข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับปัญหาและช่องว่างของนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ และ
นโยบายประชารัฐว่า ระบบการจัดสวัสดิการอาจเกิดปัญหากระทั่งเป็นอุปสรรค์ต่อการรับสิทธิด้านสวัสดิการแก่กลุ่มผู้รับ

154

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

สวสั ดิการ ดังนั้นในหัวข้อตอ่ ไปจงึ ขอเสนอประเดน็ พิจารณาและนาเสนอเงื่อนไขทีจ่ ะเตมิ เต็มระบบการช่วยเหลือทางสงั คม โดย
เสนอแนวคิดและวิธีการของ Workfare เพือ่ ปรบั ใช้ในหวั ขอ้ ตอ่ ไปนี้
2. ปัญหาช่องว่างของนโยบายและขอ้ เสนอการปรบั ใชแ้ นวคดิ Workfare

จากการศึกษานโยบายการแก้ปัญหาความยากจน การจัดสวัสดิการสังคม รวมถงึ ปัจจัย องคป์ ระกอบ และเงื่อนไข
ตามบริบทของประเทศไทย ผู้ศึกษาวเิ คราะห์นโยบายเอให้เห็นประเด็นปัญหาพร้อมท้ังเสนอการนาแนวคิดและวิธีการของ
Workfare มาเปน็ แนวทางการปรับใช้พฒั นาระบบสวัสดกิ ารสงั คมไทยดังน้ี

2.1 การพัฒนาระบบสวัสดิการการช่วยเหลือทางสังคม(Social assistance): “สวสั ดิการแห่งรัฐ” การเปล่ยี น
วธิ ีคิดและพัฒนาระบบการจัดการแบบ Workfare เพื่อการช่วยเหลือทางสงั คม

“Workfare เป็นแนวคิดด้านสวัสดกิ ารสังคม เพอื่ เป็นช่องทางการให้ความชว่ ยเหลอื ทางสงั คม”
(Hinton, 2010)

เมื่อพิจารณา Workfare ในฐานะแนวคิดสวัสดิการชุดหน่ึงซ่ึงเป็นช่องทางในการจัดสวัสดิการแก่กลุ่มเป้าหมาย ใน
รปู แบบกระบวนการนั้น Workfare มีการกาหนดกลุ่มเป้าหมาย รวมท้ังจดั ให้มีการลงทะเบียนเพื่อเขา้ สู่ระบบสวัสดกิ ารเพื่อรับ
การช่วยเหลือทางสังคม (Peck & Theodore, 2001) ซ่ึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเปิดให้มีการลงทะเบียนน้ี มีลักษณะ
เบื้องต้นเชน่ เดยี วกบั นโยบายสวัสดกิ ารแห่งรฐั คือ การลงทะเบยี นคนจน

ในประเทศไทย การหาคนจนให้เจอเพื่อจัดสวสั ดิการอยา่ งเจาะจง (Targeted) โดยเฉพาะวธิ ีการตรวจสอบ (Means-
test) เพื่อคัดแยก-แบ่งชั้นคนจน ยงั เป็นประเด็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ที่ผ่านมา การช่วยเหลือคนจนทาได้เพียงการ
สงเคราะห์เฉพาะหน้ากรณีฉุกเฉิน (ชินชัย ช้ีเจริญ, 2556) กระทั่งมีการประกาศนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐในปี พ.ศ.2560 ว่า
เป็นนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือคนจนให้เข้ามา “ลงทะเบียนคนจน” เพื่อรับการพิจารณาและเข้าสู่ระบบการ
ช่วยเหลือทางสงั คมภายใต้นโยบายสวัสดิการแหง่ รัฐ (สานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ, 2560)

ความสอดคล้องของการลงทะเบียนคนจนกับ Workfare คือ เปิดใหม้ ีการจดทะเบียนของผู้รับสวัสดิการเปน็ กลยุทธ์
ในการค้นหากลุม่ เป้าหมายเพื่อหาว่าคนจนอยู่ท่ีไหน โดยเปิดให้มีการลงทะเบยี นเพือ่ เข้าสู่นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐสาหรบั ผู้มี
ความประสงค์ท่จี ะรบั สวัสดิการตามความสมัครใจ ซงึ่ ในประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี มกี ารกาหนดเกณฑ์ เช่น เกณฑ์
ด้านอายุ ท่ีอยู่อาศยั เกณฑ์ด้านรายได้ เพื่อหากลมุ่ เป้าหมายที่เหมาะสมกบั การทางานแลกสวัสดกิ ารใน Workfareซึ่งใช้วธิ ีการ
เข้าสู่ระบบการช่วยเหลือโดยสมัครใจเช่นเดียวกันและมีการอธิบายแนวคิดนี้ว่าเป็นการให้ผลตอบแทนจากความตั้งใจท่ีจะ
ทางาน (Willing to work) (Lødemel, 2001)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหน่ึงท่ีในการลงทะเบียนคนจน คือ คนจนไม่จริงมาจดทะเบียนและคนจนตัวจริงไม่ได้จด
ทะเบยี น ดังท่สี มชัย จิตสุชน (2561) ได้ยกประเด็นสาคัญนีโ้ ดยเรียกวา่ “กลุ่มคนอยากจน” และ “คนจนตกหล่น” การการจด
ทะเบียนคนจน โดยในกลุ่มแรกยังพอมกี ระบวนการตรวจสอบรายชือ่ ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เช่น การตรวจสอบด้านภาษี
ทีด่ นิ เงินออมและคัดกรองผู้มีฐานะออกจากกล่มุ คนจน (สมชยั จติ สชุ น, 2561) แต่ทวา่ ในกลุ่มคนจนตกหลน่ ยังเป็นที่น่ากังวล
ว่าต้องคนจนก็ยงั ตอ้ งเสยี สทิ ธ์อิ ยา่ งต่อเนือ่ งเพราะการไม่ได้ลงทะเบียน ซึ่งเมื่อเปรยี บเทยี บจานวนรายชื่อคนจนจากกระทรวง
พฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย์กับจานวนผู้ที่ลงทะเบียนเป็นผู้มีรายได้น้อยของประเทศไทย มีสถิติที่แตกตา่ งกันมาก
โดยล่าสุดคาดว่าคนจนตกหล่นมีจานวนสูงถึง 7 ถงึ 8 แสนคน (สมชัย จิตสุชน, 2560) ซึง่ ก็แปลว่ากลุ่มที่ควรได้รับสวสั ดิการท่ี
เปน็ คนยากจนไม่สามารถไดร้ บั การช่วยเหลือและเข้าส่รู ะบบสวัสดกิ ารนีไ้ ดเ้ ลย

ท้ังนี้ หากภาครัฐยึดเพียงฐานข้อมูลการลงทะเบียนคนจนเพียงอย่างเดียวในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือและ
แก้ปัญหาความยากจน กลุ่มคนจนในประเทศไทยอีกจานวนมากก็ยังคงไม่ได้รับการช่วยเหลือและไมส่ ามารถแก้ปัญหาความ

155

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

ยากจน เพราะอยู่นอกขอบข่ายและเสียสิทธ์ิในการรับสวัสดิการ ในทานองเดียวกันนี้ ได้มีการศึกษาโดยกล่าวว่า Workfare
อาจเป็นกระบวนการท่ีส่งผลต่อการกีดกันผู้คนออกจากการได้รบั ความช่วยเหลือทางสงั คม เช่นกลุม่ แรงงาน ที่มีความต้องการ
เขา้ สู่ Workfare เชน่ กนั (Schmidt & Hersh, 2006)

อย่างไรกต็ าม วิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของ Workfare ในต่างประเทศ ยังมีรูปแบบอื่นทแ่ี ตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น
ในสหราชอาณาจักร ใช้เกณฑ์กาหนดกลุ่มเป้าหมายและบงั คับใช้กับผู้ทีม่ ีคณุ สมบัติตามเกณฑ์ทุกคน และตัวอย่างในนอร์เวย์ใช้
การประเมินกลุ่มคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือโดยเทศบาลท้องถ่ิน (Lødemel, 2001) ด้วยแนวทางตัวอย่างน้ี ประเทศไทย
สามารถนามาประยุกต์ใช้ได้โดยการรวบรวมบัญชีรายชื่อข้อมูลคนจนท่ัวประเทศที่อยู่ในกระทรวง หน่วยงานภาครัฐ และ
องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพจิ ารณาให้คนจนให้มีสิทธเ์ิ ข้ารับสวัสดิการตามนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อการช่วยเหลือ
เบื้องตน้ เพื่อนาไปสกู่ ารช่วยเหลือดา้ นรายได้

อีกประเด็นหน่งึ คือการพิจารณาการชว่ ยเหลือดา้ นรายได้ นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐไดจ้ ัดการชว่ ยเหลือทางสังคมแก่
คนยากจนซ่ึงผ่านการลงทะเบียนแล้วโดยให้วงเงินในบัตรสวสั ดิการแห่งรัฐโดยผู้มีรายไดร้ ะหว่าง 30,000-100,000 ตอ่ ปีได้รับ
เงินช่วยเหลือ 200 บาทต่อเดือนและผมู้ ีรายได้ตา่ กว่า 30,000 บาทต่อปีไดร้ ับเงนิ ช่วยเหลือ 300 บาทต่อเดือน และในระยะที่
สองจะได้รับวงเงินเพม่ิ ขนึ้ อกี เป็น 300 และ 500 บาทตามลาดบั หากผู้รับสวัสดกิ ารเขา้ รว่ มโครงการรัฐเพื่อพัฒนาคณุ ภาพชวี ิต
(กระทรวงการคลัง. 2561)

โครงการรฐั เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นโครงการท่รี ัฐบาลรว่ มกบั เอกชนจัดบริการแก่ผูร้ ับสวัสดิการ ซงึ่ ต่างเป็นผู้มี
สว่ นไดส้ ่วนเสียในนโยบาย (Stakeholder) (ประเดน็ นี้จะเชือ่ มโยง/อธิบายเพมิ่ เตมิ ในหวั ข้อต่อไป) รัฐบาลได้ประโยชน์จากการ
ลดบทบาทและลดงบประมาณในการจัดบรกิ ารโดยมอบหน้าที่ให้เอกชน เอกชนได้รับการลดหย่อนภาษีซึ่งมเี งื่อนไขระบชุ ัดเจน
จากการหักรายในการจา้ ง แตใ่ นทางกลบั กัน ประชาชนผรู้ ับสวัสดิการยังไม่ได้รบั ความชัดเจนเรื่องค่าจ้างและการคุ้มครองจาก
นายจา้ งนอกเหนือจากการไดร้ ับเงนิ แบบเหมาจา่ ยสวัสดิการในก้อนแรกไมเ่ กิน 500 บาท

เนื่องจากแท้จริงแล้ว Workfare เป็นมาตรการการแทรกแซงรายได้ข้ันต่าเพื่อช่วยเหลือคนว่างงาน (Lødemel,
2001; Madsen, 2001) เช่นตัวอย่างประเทศนอร์เวย์ มมี าตรการชว่ ยเหลือโดยการแทรกแซงด้านรายได้ และตัวอย่างประเทศ
ฝรงั่ เศสมกี ารใช้มาตรการแทรกแซงรายได้ขั้นตา่ (Lødemel, 2001) ดงั นั้น สวสั ดกิ ารการช่วยเหลือนัน้ ตอ้ งพิจารณาสวัสดิการ
แรงงานควบคกู่ นั ดงั ทจี่ ะยกตัวอย่างเรื่องอัตราคา่ จ้างหรือค่าตอบแทนจากสวสั ดกิ าร

มกี ารศกึ ษาเรื่องการจัดสวัสดกิ ารการทางานในประเทศไทย ไดน้ าเสนอว่า คา่ ตอบแทนของสวัสดิการจากการทางาน
ควรน้อยกว่ามาตรฐานคา่ แรงขั้นตา่ เพื่อปอ้ งกันกลุ่มแรงงานในระบบมาแย่งงานและเขา้ รบั สวัสดิการสังคมแทนกลุ่มเป้าหมาย
(สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550) ในทางกลับกัน ผู้ศึกษาเห็นวา่ รัฐบาลสามารถกาหนดและคัด
กรอง “คนอยากจน” ออกจาก “คนยากจน” เพื่อป้องกันมิใหแ้ ยกงานคนจนท่ีควรได้รับสวสั ดกิ ารนไ้ี ด้ดว้ ยระบบการตรวจสอบ
และการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐท่ีมีการประสานขอ้ มูลถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ดงั ที่ได้ให้เครดิตการทางาน
ไปแลว้ ส่วนหนงึ่ ในตอนต้น (ลงทะเบยี นคนจน)

ดงั น้ัน ในประเด็นเรื่องค่าตอบแทนของสวัสดิการจากการทางาน หากใช้แนวคิดเรื่องความเปน็ ธรรมทางสังคมแล้ว
(Social Justice) คนจนซงึ่ เป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคม มตี ้นทุนชีวิตและต้นทุนทางสงั คม ขาดแคลนทรพั ยากรส่ิงจาเป็นในการ
ดาเนินชีวิต และมีความไม่เทา่ เทียมในชีวิต ดังนั้นสามารถนาวิธีคิดเรื่องการกระจายซ้า (Redistribution) เพ่ิมค่าตอบแทนให้
คนจน เพื่อลดความเหลื่อมล้ารายได้ โดย ผู้ศึกษาเสนอว่า เนื่องจาก Workfare จัดเป็นสวัสดิการคนจน ดังน้ันสามารถให้
ค่าตอบแทนท่ีไม่ต่ากว่าหรือเทียบเท่าค่าแรงข้ันต่า โดยพิจารณาองค์ประกอบของงาน และปัจจัยต่างๆ ร่วมด้วยโดยยึด
หลักการสาคัญในการจัดสวัสดิการหรือให้ค่าตอบแทนเพื่อตอบความจาเป็นพื้นฐานของมนุษย์ (Basic Human Needs) ที่
เพยี งพอ

156

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65

ขอ้ เสนอในหวั ข้อแรกสาหรับการพฒั นาระบบการช่วยเหลือทางสังคมในประเทศไทย คือการที่รัฐสรา้ งสรา้ งมาตรการ
การชว่ ยเหลืออย่างจาเพาะเจาะจง โดยจัดสวสั ดิการการช่วยเหลือทางสังคมในกรณีพิเศษ เช่น เพื่อการกระตุน้ เศรษฐกจิ ใน
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ต่างๆ ดังตัวอยา่ งท่ีผ่านมา เช่นในวิกฤตการณ์ต้มยากุ้ง ประเทศไทยไมไ่ ด้มีการแทรกแซงช่วยเหลือ
ดา้ นมีงานทาและรายได้ในลักษณะการจา้ งงานโดยตรง เนื่องจากไม่มงี บประมาณโดยตรงและรัฐต้องใช้งบประมาณการคลัง
จานวนมากเพือ่ จา้ งงานและจัดระบบการชว่ ยเหลือทางสังคม แม้ปัจจุบันจะมี “นโยบายสวสั ดิการแห่งรัฐ” แตใ่ นประเทศไทยก็
ยังไม่สามารถจัดสวัสดิการที่เป็นเงินช่วยเหลือถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เนื่องจากนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐเป็น
การจัดสวัสดิการแก่กลุ่มคนจน (Targeting) โดยให้เป็นวงเงินเพื่อแลกสิ่งอปุ โภคบริโภคและการคมนาคมคามเงื่อนไขที่รฐั ได้
วางไว้ และแม้จะมีแนวโน้มการเพิ่มวงเงินในสวัสดิการแลกกับการฝึกอาชีพซ่ึงมีโอกาสท่ีผรู้ ับสวสั ดิการเข้าสู่ตลาดแรงงาน จึง
กล่าวได้ว่าประเทศไทย รัฐยังไม่มีมาตรการโดยตรงเพื่อแทรกแซงตลาดแรงงานจัดสร้างและจ้างงานเพื่อเป็นสวัสดิการการ
ชว่ ยเหลือดา้ นการมีงานทาและรายได้

2.1 การจัดสวัสดกิ ารเพอ่ื สร้างบทบาทความร่วมมือทีแ่ ท้จรงิ : “ประชารัฐ” และการจดั สวสั ดกิ ารสงั คมบนฐาน
คดิ เรอ่ื งสทิ ธแิ ละบทบาทหน้าที่

เนื่องจากงานเป็นปฏิบัติการสาคัญของ Workfare ในการจัดสวัสดิการโดยประสงค์ให้บุคคลทางานเพื่อรับการ
ชว่ ยเหลือทางสังคม โดย Workfare เป็นโครงการหรือแผนการที่ต้องการให้คนทางานเพื่อแลกกับการช่วยเหลือทางสังคม3
(Lødemel, 2001) มลี ักษณะเป็นโครงการจ้างงานระยะสน้ั หรือการจ้างงานตอ่ เนื่องโดยใช้มาตรการแทรกแซงระบบแรงงาน
และเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการสร้างงาน โดยมีเป้าหมายคือการจ้างงานสมบูรณ์ (Full-employment) (Vis, 2006; Peck,
2003)

ปฏิบัติการของ Workfare รัฐจะมีบทบาทในการสร้างงานโดยตรง ดังเช่นในสหรัฐอเมริกา หน่วยงานรัฐบาลมี
บทบาทสรา้ งงาน เพื่อการช่วยเหลือเฉพาะกรณีพิเศษ เช่น กลุ่มที่ถกู กีดกันนอกแรงงาน (Peck, & Theodore, 2001) และ
ตัวอย่างในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รัฐจัดต้ังศูนย์การจ้างงานใหม่ (Re-employment) เพื่อจัดสวสั ดิการให้กลุ่มคนว่างงาน
สามารถกลับมามงี านอกี ครงั้ ดาเนินการโดยองค์กรของรัฐบาล (Chan, 2008)

ในประเทศไทย มีการจา้ งงานในรูปแบบของโครงการรัฐ ตัวอยา่ งเช่น โครงการสร้างงานในชนบท หรือ กสช. ซึง่ เป็น
โครงการสร้างงานสาธารณสมบัติในชนบท (Rural public work program)4 เพื่อสร้างงานให้แก่คนในชุมชนและท้องถ่ินใน
พื้นที่ห่างไกลภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับท่ี 5 ปี พ.ศ.2525-2529 (สุพัตรา จุณณะปิยะ, 2535) และการ
โครงการจ้างงานระยะส้ัน ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมระยะที่ 2 (พ.ศ.2552-2555) ซ่งึ ผลักดัน
ให้เกิดการจ้างงาน เพื่อยกระดับรายได้และสร้างโอกาสการทางานในชนบท (สานักงานเศรษฐกิจการคลัง, 2554) ซ่ึงเป็น
บทบาทความร่วมมือของรัฐบาลกบั ท้องถ่ินและบทบาทรัฐร่วมกบั เอกชน

เมื่อพิจารณาแนวคดิ Workfare และการดาเนินงานตามนโยบายประชารัฐ แล้วหัวใจสาคัญของแนวคิดมาจากเรื่อง
บทบาทความร่วมมือในการจดั สวัสดิการสงั คมเช่นเดียวกนั ทว่าจากการนานโยบายสู่ปฏิบัตกิ าร “ประชารัฐ” กลับถกู วิพากษ์
วา่ ไม่สามารถตอบโจทย์ตามแนวคิดเรื่องบทบาทความร่วมมือ โดยกลมุ่ ทีค่ ัดคา้ นนโยบาย พยายามช่วงชิงความหมายของคาว่า
“ประชารัฐ” โดยกล่าวว่าแท้จริงแล้ว “ประชารัฐ” หมายถึง ประชาชนรวมกันก่อเกดิ เป็นรัฐชาติ ประเทศเป็นของประชาชน
อนั หมายถึงประชาชนมีสิทธิอนั ชอบธรรมในการดาเนนิ การใดใดในประเทศ ดังน้นั นโยบายและการดาเนินการต่างๆ ตอ้ งมี

3 Understood as programmes or schemes that require people to work in return for social assistance benefits
4 องคก์ ารสหประชาชาติ ไดน้ ยิ ามโครงการสรา้ งงานสาธารณสมบตั ิในชนบท (Rural public work program) วา่ เป็นแผนงานของรัฐบาล ดาเนินการโดยใช้แรงงานชนบทเป็น
หลกั ทง้ั นเี้ พื่อสร้างโอกาสการมงี านทาสาหรับกลมุ่ คนทม่ี รี ายได้นอ้ ย เพอื่ สรา้ งส่งิ สาธารณสมบัติสาหรับชมุ ชน เพ่อื เป็นมาตรการปอ้ งกันการอพยพจากชนบทเข้าสู่เมือง และเพอื่
ส่งเสริมการมสี ่วนรว่ มของประชาชนในประเทศ

157

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

ท่ีมาจากความเห็นพ้องของประชาชน (ชัยอนันต์ สมุทรวาณิช, 2547 อ้างถึงโดย สมชาย ศรีสันต์, 2560) ในกลุ่มน้ีจึงปฏิเสธ
คดั ค้านปฏบิ ัตกิ ารของประชารัฐ ที่มาจากนโยบายและอานาจการปกครองทีถ่ ูกขนานนามวา่ เป็น “รฐั บาลทหาร” รวมทงั้ มีการ
ต้ังขอ้ สังเกตต่อปฏิบัตกิ ารของนโยบายประชารัฐว่าไม่ต่างจากนโยบายประชานยิ ม เพยี งเปลยี่ นชื่อและประทับตราประชารัฐ
ตวั อย่างเช่น “ร้านธงฟ้า” เปล่ียนเปน็ “รา้ นประชารัฐ” “โครงการบา้ นเอือ้ อาทร” เปล่ียนเป็น “โครงการบา้ นประชารฐั ” เป็น
ตน้ (สมชาย ศรีสนั ต์, 2560)

อย่างไรก็ตาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก็ให้การยืนยันวา่ นโยบายประชารัฐ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม เพราะ
ประชานิยมเป็นเรื่องที่ต้องการใหป้ ระชาชนมีความนยิ มต่อภาครัฐ หรือความนิยมหรือคะแนนเสียง แต่ต้องการให้ยทุ ธศาสตร์
ประชารัฐ เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนอยา่ งแท้จรงิ (ประชาชาติธุรกิจ, 2561) เมื่อพิจารณาในเชิงหลักการประชานิยมมัก
เป็นนโยบายระหว่างรัฐและประชาชนโดยตรงโดยไม่มีเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง (อัมมาร สยามวาลา และสมชยั จิตสุชน, 2550)
แต่ในทางกลับกันประชารัฐกลบั สะทอ้ นบทบาทภาคเอกชนสูงมาก

โครงการประชารัฐโดยรัฐบาลชุดน้ี มกี ารริเริ่มสร้างเครือข่ายประชารัฐเพื่อเชื่อมโยงและเสริมสร้างการมีส่วนร่วม
ระหวา่ งภาครฐั และเอกชน เกิดเครือข่ายภาคปี ระชารฐั กระทั่งปรากฏ บรษิ ัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จากัด ซึ่ง
เป็นวิสาหกิจเอกชน ท่ีไม่ได้ข้ึนกับรัฐบาลหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะคนในท้องถ่ินเป็นหุ้นส่วนและมีการจด
ทะเบียนเป็นบริษัทท้ัง 76 จังหวัดแล้ว (ปริญญา ชูเลขา และฐายิกา จันทร์เทพ , 2560)ในกรณีนี้ ส่งผลให้เกิดการ
วิพากษ์วิจารณ์อยา่ งกว้างขวาง โดยประเด็นหน่ึงชี้ให้เห็นถึงการเปล่ยี นแปลง คือ การลดบทบาทภาครัฐและบทบาทที่เพิ่มข้ึน
ของภาคเอกชน ซึ่งกล่าวได้ว่า การเปล่ียนแปลงในลักษณะน้ีเรียกได้ว่าเป็นการถ่ายโอนบทบาทหน้าท่ีจากภาครัฐไปสู่
ภาคเอกชน (Privatization) อยา่ งชดั เจน

นอกจากน้ี ภายใต้ชือ่ ยุทธศาสตรป์ ระชารัฐ ยังมีโครงการท่จี ัดตงั้ ขึ้นเป็นสวัสดิการการชว่ ยเหลือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและ
ผมู้ ีรายได้น้อย ตวั อย่างเช่น โครงการบ้านเคหะประชารัฐ ตลาดประชารัฐ หมอประชารัฐสุขใจ โดยให้การช่วยเหลือดา้ นต่างๆ
ลงส่ชู ุมชน (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ, 2560)

ดงั น้ันข้อเสนอวิธกี ารสง่ เสรมิ การจัดสวัสดิการเพ่ือสร้างบทบาทความรว่ มมือทแี่ ท้จริงด้วยแนวคิด Workfare
คือการจัดสวัสดิการทางาน โดยรัฐบาลร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสร้างงานในพื้นท่ีชุมชน ซ่ึงการช่วยเหลือทาง
สงั คมลักษณะน้ี มีปรากฏอยู่ภายใต้แนวคิดเรื่องการจ้างงานสาธารณะ (Public work) โดยองค์การการปกครองส่วนกลาง
จดั สรรงบประมาณไปยงั ส่วนท้องถิ่นเพือ่ สร้างงานด้านสาธารณูปโภค ทั้งน้ใี นอดตี มกี ารจัดตั้ง โครงการสร้างงานในชนบท หรือ
(กสช.)5 แต่ในทางปฏิบัติโครงการนี้มีการบริหารจากบนลงล่าง (Top-down) โดยรัฐต้องการจัดสร้างสาธารณูปโภคในพื้นท่ี
ทุรกันดารเพือ่ แก้ปัญหาความยากจนในชนบทและเปน็ การพัฒนาโครงสรา้ งพื้นฐานของประเทศ (อรศรี งามวิทยาพงศ์, 2546;
สุพัตรา จุณณะปิยะ, 2535) การสร้างสาธาณูปโภคในชมุ ชน ซงึ่ ถือเป็นการทาหนา้ ที่ความรบั ผิดชอบของบคุ คลในฐานะสมาชิก
ของชุมชนและสังคม ประชาชนเป็นผู้กระทาการโดยใช้การร่วมมือการของรัฐและประชาชนตามความหมายที่แท้จริงของ
ประชารัฐ ตัวอยา่ งเชน่ สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ นโยบายจากล่างสบู่ น (Bottom up)

2.2 การจดั สวัสดกิ ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิตและลดความเหล่อื มลา้ ทางสังคม: “การพฒั นาระบบสวัสดิการ” สทิ ธิ
โอกาส และการเข้าถึงสวัสดกิ ารสังคม การส่งเสริมศักยภาพ การทางานและอาชพี

อย่างไรก็ตาม การชว่ ยเหลือด้านรายได้ท่ีได้กลา่ วมาข้างตน้ ยงั ไม่สามารถแก้ปญั หาความยากจนและความเหลือมล้า
ได้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในกลุ่มคนจนเรื้อรัง จากสถติ ิสถานการณ์ความยากจนในประเทศไทยปี พ.ศ.2559 กลมุ่ ประชากรที่
มรี ายไดต้ ่าสุดในประเทศไทย6 จานวนร้อยละ 67.9 เปน็ แรงงานนอกระบบ (สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และ

5 โครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) ในชว่ งแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคม ฉบบั ท่ี 5
6 ความยากจนภายในกลมุ่ Bottom 40 ซงึ่ หมายถึง ประชากรในกล่มุ ทม่ี รี ายได้ต่าสุด อยู่ภายใตเ้ ส้นความยากจน (Poverty line) สถติ จิ ากเสน้ แบ่งความยากจนจากร้อยละ 40
ลงมา

158

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65

สังคมแห่งชาติ, 2560) อันหมายรวมถึง ผู้ทางานชั่วคราว (Non-Standard Employment) แรงงานรับจ้างท่ัวไป และผู้
ประกอบอาชีพอิสระ (Informal Sector) โดยกลมุ่ น้ีเป็นกล่มุ ทมี่ ีรายตา่ ที่สุดและประสบภาวะความยากจนมากท่สี ุด และหลุด
พ้นจากความยากจนเรื้อรังได้ยาก (Chronic poverty) เนื่องจากสาเหตุปัจจัยหลายประการ เช่น ขาดรายได้ ขาดการศึกษา
แรงงานฝีมือต่า เพราะบุคคลไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการสังคม (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ, 2560)

ความเหลื่อมล้า จึงเป็นสาเหตุสาคัญท่ีทาให้เกิดความยากจน แม้ความเหลื่อมล้าและความยากจนมีความหมายที่
แตกตา่ งกัน แตค่ วามเหลื่อมล้าและความยากจนก็มกั มกี ารกล่าวถึงควบคู่กันและมีความสมั พันธ์อยา่ งเชื่อมโยง (นฤมล นิราทร,
2559) เมื่อความเหลื่อมล้าเกิดขึ้นในระดับที่สังคมยอมรับไม่ได้ เช่นมีทรัพยากรไม่เพียงพอต่อความจาเป็น (Need) ในการ
ดารงชีวิตในสังคม บุคคลเหล่านั้นจึงกล่าวเป็นคนยากจน ที่เปน็ ผลจากเศรษฐกจิ สังคม และการที่ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการ
สงั คม (สุรพล ปธานวนชิ , 2547. น. 135) ด้วยเหตุน้ี จึงต้องมีการแก้ปัญหาความเหลือ่ มลา้ ควบคู่กับการแก้ปัญหาความยากจน
ดงั ท่ีรัฐบาลได้มีนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ และดาเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพือ่ ให้เข้าถงึ สวัสดิการสงั คม และเนือ่ งจาก
Workfare มักปรากฏในรูปแบบโครงการรัฐบาลท่ีกาหนดให้ผู้รับสวัสดิการรับการทางาน การฝึกอบรมและพัฒนาอาชีพ7
(Smith, 1987; Peck & Theodore, 2001) ทั้งน้ีโครงการรฐั เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สามารถนาไปสู่การปรับใช้ด้วยวิธีการ
ของ Workfare ทแ่ี ทจ้ ริง

ในกรณีน้ี ประเทศไทยจึงมีความต่างจากตัวอย่างขา้ งต้น เนื่องจากประเทศไทยไมไ่ ด้มนี โยบายหรือมาตรการพิเศษใน
การแทรกแซง แต่ส่งเสริมการมีงานทาทางอ้อมหรือการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานร่วมกับท้องถิ่นหรือเอกชน (สุรพล ปธานวนิช,
2547, น. 263-264) ท้ังนี้ดว้ ยแนวคิด Workfare จะต้องมีการจัดการในลักษณะการแทรกแซงตลาดแรงงาน (Active labor)
และจดั การทรัพยากร (Peck, 2003) ตัวอยา่ งเช่น ในประเทศอนิ เดยี รัฐบาลกลางมีมาตรการแก้ปัญหากลุ่มถกู กีดกนั ทางสังคม
Workfare จึงเป็นมาตรการพิเศษเพื่อชว่ ยเหลือกลุ่มคนท่ีประสบปัญหาในกรณีพิเศษ หรือในสภาวะท่ีมีความยากลาบากและ
ช่วยเหลือคนจนในพื้นที่ทุรกนั ดารโดยการจ้างงานจากรฐั บาลกลางโดยตรงและส่งไปยังส่วนท้องถิน่ (อมรเทพ จาวะลา. 2555)
ในกรณีนี้ประเทศไทยมีลกั ษณะท่ีใกล้เคียงกนั มาก แต่เป็นลักษณะของการกระจายอานาจไปยังส่วนท้องถิ่นให้บริหารจัดการ
เพื่อจัดโครงการจ้างงานและส่งเสริมการอาชีพ ซ่ึงนบั เป็นจุดเด่นของประเทศไทยในการส่งเสริมศักยภาพอาชีพแขนงต่างๆ
(กระทรวงแรงงาน, 2553)

อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้ Workfare เป็นสวัสดกิ ารทางาน ควรมีความสอดคล้องกับบริบททางสังคม จึงจาเป็น
จะต้องพิจารณาปัญหาและความต้องการด้านแรงงานของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการขาด
อัตรากาลังแรงงานท่ีตรงตามความต้องการในภาคอุตสาหกรรมท่ีมีความต้องการแรงงานฝีมือเพิ่มข้ึน (กระทรวงแรงงาน ,
2560) ในช่วงที่ผ่านมา แม้ภาครัฐมีการจัดบริการสังคม เช่น การจดั หางานและการฝกึ อาชีพท้งั ในกลุ่มเยาวชนร ะดับอาชีวะ
ศึกษา กลุ่มผู้สนใจเข้ารับบรกิ ารภาครฐั เพื่อจัดหางานและพัฒนาทักษะฝมี ือแรงงาน คนยากจนส่วนใหญ่เป็นผู้มีแรงงานทกั ษะ
ต่า ทาให้ต้องมีการการพัฒนาบรกิ ารสังคมจากภาครัฐมีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อแกป้ ัญหาตลาดแรงงาน ภาวะการว่างงาน และ
พัฒนาแรงงานให้มีทักษะฝีมือ (กระทรวงแรงงาน 2560, สานกั งานรฐั มนตรีกระทรวงศกึ ษาธิการ, 2559)

ดงั จะเห็นได้วา่ กระบวนการสาคัญในกรณีน้คี ือการจดั หางานและการพัฒนาอาชีพ กระบวนการนี้มคี วามสาคัญมาก
ในระบบการช่วยเหลือของ Workfare โดยเฉพาะในรัฐสวัสดิการ กลุ่ม ประเทศกลุ่มนอร์ดิก อย่าง ประเทศเดนมาร์กและ
นอร์เวย์ ซ่ึงเน้นคุณภาพมาตรฐานและการเข้าถึงบริการ Workfare ในกลุ่มน้ีจึงมีจุดเด่นเรื่องบริการสังคม เช่น จัดทา
แผนพัฒนารายบคุ คล (Human development plan) เพือ่ พัฒนาศกั ยภาพบุคคล (Madsen, 2001; Lødemel, 2001)

7 A Government Program Requiring Employable Recipients of Welfare to Register for Work or Work Training

159

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65

ก่อนหน้าน้ีระบบการช่วยเหลือทางสังคมของประเทศไทย ยั งคงให้ความสาคัญกับการสงเคราะห์ แต่ขาด
กระบวนการพัฒนาศักยภาพกลุม่ เป้าหมายเพื่อให้พึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกจิ และ
สังคมแห่งชาติ, 2553) ต่อมามีการพัฒนาระบบการช่วยเหลือภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีการทาแผนพัฒนา
รายบุคคล (Personalized plan) ดังท่ีได้กล่าวไว้ว่าตามนโยบายจะมีการดาเนินการโดยสารวจ สอบถามความต้องการ
วเิ คราะหแ์ ละให้ความช่วยเหลือเป็นรายบุคคล ซึ่งดูเหมือนจะมแี นวทางเช่นเดียวกันกับ Workfare ขา้ งต้น

แต่เนื่องจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวติ ประกอบด้วยกิจกรรมโครงการที่จัดตั้งเอาไว้แลว้ 34 โครงการเพื่อให้คนจน
เข้าสู่กระบวนการพัฒนา ดังนั้นแล้วรัฐบาลจึงจาเป็นต้องทาให้แน่ใจว่า Personalized Plan ไม่ได้เป็นการจับคนจนใส่
โครงการ แต่การสารวจที่ดาเนนิ การในตอนต้นจะต้องนาไปสู่การพฒั นาโครงการเพ่ิมเตมิ และให้บุคคลน้ันได้ได้รับบริการที่ตรง
ตามความตอ้ งการเพื่อพฒั นาตนเอง

ในกรณีนี้ ขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาการแก้ปัญหาความยากจนแบบเจาะจงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่ีมีคน
ยากจนในชนบทจานวนมาก ซ่ึงนโยบายที่นามาใช้คือให้มีการจับคู่คนจนกับคนในหน่วยงานรัฐอย่างน้อยคนละ 2 ครัวเรือน
หรือนักวิจัยผขู้ อทนุ จะต้องร่วมทาวิจยั พรอ้ มไปกับการแกค้ วามยากจนในระดับปฏิบัตกิ าร ต้องลงพื้นที่ไปเย่ียมครอบครัว ทา
แผนการชว่ ยเหลือและทาโครงการอดุ หนุนเงนิ สดและส่ิงของเป็นสวัสดิการเพื่อพัฒนาและสร้างอาชพี โดยต้องเขียนรายงานให้
เห็นสภาพชีวติ จริงและปฏิบัติการในการแก้ปญั หาจริงจนกวา่ คนจนเหล่านั้นจะพ้นความยากจนอยา่ งถาวรจึงจะได้ค่าตอบแทน
และออกจากพืน้ ท่ี (โพสตท์ เู ดย์, 2561)

อย่างไรกต็ ามเนื่องจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรฐั พรรคการเมืองเดยี วและยังมีรปู แบบ “เผดจ็ การเบ็ดเสร็จ” จึง
สามารถบังคับใช้นโยบายในลกั ษณะที่ตึงเข้มเช่นนี้ได้ ในขณะเดียวกันแม้ประเทศไทยจะไม่นิยมการเผด็จการ อย่างไรก็ตาม
รฐั บาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินและมีมาตรการที่พัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพในบริบทประเทศไทย เชน่ ดัง
ตวั อย่างการปฏิบัตินโยบายแก้ปัญหาความยากจนของสาธารณรัฐประชาชนจีน สะท้อนความสาคัญของผู้ปฏิบัติงาน ในฐานะ
การสงั คมสงเคราะห์เชิงปฏิบตั ิการ ซ่ึงควรเปน็ ผูม้ ีความรูแ้ ละทักษะวิชาชีพโดยตรง ดังนั้นอาจเป็นไปได้หรือไม่หากอนาคตจะมี
Account Officer (AO) เป็นตาแหนง่ ของนักสังคมสงเคราะหว์ ิชาชพี โดยตรง ซึง่ กค็ งตอ้ งติดตามการดาเนินงานและการพัฒนา
ระบบกันต่อไป

การประยุกต์ใช้ Workfare ในระบบการช่วยเหลือดังที่ได้กล่าวมา สะท้อนกระบวนการของ Workfare ตั้งแต่ การ
ระบุกลมุ่ เป้าหมายอย่างเจาะจง การสร้างงาน การบรกิ ารสงั คมซ่ึงไดแ้ กก่ ารจดั หางานและการพัฒนาอาชพี เป็นตน้ ซึ่งสะทอ้ น
ใหเ้ หน็ ความพยายามในการจัดสวสั ดิการเพื่อแกป้ ัญหายากจนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การช่วยเหลือด้านรายได้ (บัตรสวสั ดกิ าร
แห่งรัฐ) การลดความเหลื่อมล้าด้านรายได้ (การสร้างโอกาส-การสร้างาน) และการลดความเหลื่อมล้าด้านสวัสดิการสังคม
(บรกิ ารจดั หางาน การพฒั นาอาชพี )

ดังน้ันข้อเสนอในการนาแนวคิด Workfare มาใช้ในการลดความเหลื่อมล้าทางสังคมและพฒั นาคุณภาพชวี ิต
คือการจัดสวัสดิการทางานและอาชีพ โดยการมีส่วนรว่ มของเอกชน และเศรษฐกจิ ภาคนอกทางการ ประการแรก การมีส่วน
ร่วมของเอกชน หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ท่ีตอ้ งการกาลังแรงงาน ให้เข้ามบี ทบาทในการร่วมจดั สวัสดิการสังคม ดังตวั อย่างการ
จัดโครงการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตซ่ึงมีการช่วยเหลือเพือ่ การมีงานทา ปัจจุบนั รัฐบาลมีการดาเนนิ โครงการพฒั นาคุณภาพ 4 มิติ
ซงึ่ ครอบคลุมเรือ่ ง การทางานและการมีรายได้ รัฐบาลพยามเปิดช่องทางให้เอกชนมีส่วนรว่ มจัดสวัสดกิ ารเพื่อเป็นแหล่งงานทา
ประการท่ีสอง การจัดสวัสดิการทางานและอาชีพแก่กลุ่มเศรษฐกิจภาคนอกทางการ เนือ่ งจากโครงสรา้ งของประเทศไทยมี
กลุ่มเศรษฐกิจภาคนอกทางการ แรงงานนอกระบบ กลมุ่ ผ้มู รี ายได้ไม่แน่นอนและผมู้ ีรายได้นอ้ ย จัดอยู่ในกลุ่มนเ้ี ป็นจานวนมาก
ดงั นั้นจึงมีความเหมาะสมที่รฐั บาลจะส่งเสริมงานและการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพแขนงต่างๆ และการประกอบอาชีพอิสระให้
สามารถดารงอยู่ และควรสง่ เสริมศักยภาพอยา่ งรอบดา้ น

160

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65

จากการศึกษา ข้อเสนอแนะที่ได้นาเสนอมา แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนาแนวคิดและวิธีการของ
Workfare มาใชพ้ ฒั นาระบบสวสั ดิการสังคมไทย เมือ่ พิจารณาขอ้ เสนอจะพบว่า การนาแนวคิด Workfare มาใช้เปน็ การเสนอ
รปู แบบสวัสดิการทางเลือก เพื่อให้ตอบโจทยก์ ับความตอ้ งการ แก้ปัญหาและช่องว่างในนโยบาย โดยผู้กระทาการในแต่ละข้อ
นั้นมีความสาคัญได้แก่ การบริการราชการส่วนกลาง การบริหารราการสว่ นท้องถ่ิน เอกชนภาคธุรกิจ ซ่ึงรวมถึงประชาชนทอี่ ยู่
ในเศรษฐกิจในระบบและเศรษฐกิจภาคนอกทางการ ในส่วนของข้อเสนอจากการศึกษานั้น บางส่วนเป็นส่ิงที่มีอยู่แล้วใน
โครงสร้างนโยบายและการจัดสวัสดิการสังคม ตัวอย่างเช่น การจัดสรรงบประมาณเพื่อกระจายรายได้และสร้างงานส่วน
ท้องถน่ิ เพียงแตจ่ ะต้องมกี ารพัฒนาปรับปรงุ รวมทั้งการนานโยบายไปสู่การปฏบิ ัติที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น รวมถึงการนาเสนอ
สว่ นทยี่ ังขาดหายไปเพื่อใหเ้ ห็นปัญหาและช่องว่างของนโยบาย เช่น รูปแบบที่หนึง่ แมป้ ระเทศไทยจะไม่มกี ารจัดสวัสดิการเงิน
ช่วยเหลือถ้วนหน้าและมาตรการแทรกแซงเพื่อจา้ งงานโดยตรง แต่ทั้งน้ี วธิ กี ารทม่ี ีความเป็นไปได้รวมถงึ เปน็ จดุ เดน่ ของการจัด
เงินสวัสดิการในประเทศไทยได้ คือ การจัดสวัสดิการส่งเสรมิ อาชีพและการทางานในกลุ่มเศรษฐกิจภาคนอกทางการ ดังท่ี
การศกึ ษาครัง้ น้ไี ดส้ รุปวา่ นา่ จะมคี วามเปน็ ไปได้และความเหมาะสมในการจดั เป็นสวัสดกิ ารทางานในประเทศไทย

บทสง่ ท้าย
คาตอบของประเทศไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน
ประเทศไทยในระยะเปล่ียนผ่าน การพฒั นาระบบสวัสดิการเป็นสงิ่ สาคัญย่ิง โดยเฉพาะในประเดน็ ทางสังคมทยี่ ังเป็น
ปัญหาช่องว่างรอการแก้ไขปรับปรุง โดยสิ่งท่ีจะมาเติมเต็มปัญหาช่องว่าง เป็นแนวคิดบางอย่างท่ีปรากฏข้ึนในรอยตอ่ สาคัญ
ทางประวัติศาสตร์ จากการศึกษาเกิดข้อค้นพบที่สาคัญประการหน่ึง ซ่ึงเป็นเครื่องยืนยันความเป็นไปได้ ในการนาแนวคิด
Workfare มาใช้คือการปรากกฎขึ้นอย่างมนี ัยสาคัญของ Workfare ในกระแสการเปลี่ยนผ่าน ทั้งยงั เป็นแนวคิดที่นามาสู่การ
แก้ปัญหาและวิกฤตการณ์ทางสังคมในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงเหลา่ น้ันด้วย ดังตัวอย่าง ระยะการเปล่ียนผ่านหลังภาวะ
เศรษฐกิจตกต่า The Great Depression ปรากฏแนวคิดการแก้ปัญหาอันเป็นท่ีมาของแนวคิดเรื่องการจ้างงานเต็มท่ี (Full
Employment) ดงั ท่ปี รากฏในนโยบายมหาภาคเคนเช่ียน (Keynesian Consensuses) ตัวอยา่ งต่อมา Workfare ปรากฏข้ึน
ในช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านทางความคิดสู่ฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensuses) และหลังจากน้ัน Workfare ถูก
นาไปใช้อย่างแพร่หลายในรัฐสวสั ดิการ กระท่ังการนาแนวคดิ มาสู่การพัฒนาระบบสวัสดิการในภูมิภาคเอเชียหลงั วิกฤตการ
ทางการเงินปี พ.ศ.2540
อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยเดินไปสู่ระยะการเปลี่ยนผ่าน โดยมีปัจจยั ท่ีเกี่ยวข้องในระยะ
การเปล่ียนผ่าน คือสถานการณ์ทางการเมืองท่ีกาลังดาเนินไปสกู่ ารเลือกตง้ั รวมทัง้ การเปลี่ยนผ่านในมิติของการสรา้ งความกิน
ดีอยู่ดีจากนโยบายรัฐที่มุ่งยกระดับรายได้คนจน เพื่อส่งผลให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักความยากจนหลุดพ้นจากประเทศ
รายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง เมื่อพิจารณาหลักปรัชญาแนวคิดที่สาคัญ สังคมไทยให้ความสาคัญกับการดาเนินตามหลัก
ปรัชญาแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพียง หรือเรียกวา่ เป็น “Bangkok Consensus” ดังนนั้ แล้ว ผู้ศึกษาจึงม่ันใจว่าจึงมีช่องทางความ
เป็นไปได้ในการนาแนวคดิ Workfare มาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันในระยะเปล่ยี นผ่านของไทยและเหมาะสมกับบริบท
ของประเทศไทย
คาตอบของประเทศไทย แท้จรงิ ไม่ไดเ้ ป็นสิ่งยากเกินกว่ารฐั บาลใดจะบริหารจัดการ เนื่องจากหัวใจสาคัญคือการมี
ชีวิตความเป็นอยู่ท่ีดี บนสังคมท่ีมีสวัสดิการ ดังน้ันจะทาอย่างไรเพื่อพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมให้ตอบโจท ย์เหล่าน้ี
Workfare จึงเป็นแนวคิดและวิธีการที่รัฐบาลควรให้ความสาคัญและนามาปรับใช้อย่างเหมาะสมเพื่อจัดสวัสดิการความ
ชว่ ยเหลือ เพื่อร่วมสร้างสวสั ดิการบนฐานบทบาทความร่วมมือและพลังของประชาชน และที่สาคญั คือการสง่ เสริม สนับสนุน
การพัฒนาศักยภาพและการพัฒนามนุษย์ไปพร้อมกับการจัดสวสั ดิการสังคม ด้วยเหตุนี้เอง Workfare จึงเป็นคาตอบอย่าง
หนึ่งในระยะการเปล่ียนผ่านของประเทศไทย แนวคิด Workfare ที่นามาปรับใช้เป็นสวัสดิการการทางานสาหรับประเทศไทย

161

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65

ในระยะการเปลี่ยนผา่ น สามารถนามาใช้ในการพัฒนาระบบสวัสดิการการช่วยเหลือและสวสั ดิการด้านการทางานและรายได้
รวมไปถึงสวัสดิการแรงงานและอาชีพ ดังนั้นแล้ว หากจะมีการพัฒนาปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม ช่วงเวลา ณ ปัจจุบันคือ
จุดเร่ิมต้นทีด่ ีและเป็นอกี ก้าวหน่ึงในท่ีจะเดนิ ไปในระยะการเปล่ยี นผ่านของประเทศไทย

รายการอา้ งองิ
กระทรวงการคลัง. (2561). มาตรการพฒั นาคุณภาพชีวิตผู้มีบตั รสวัสดิการแหง่ รัฐ. ขา่ วกระทรวงการคลัง ฉบบั ท่ี 3/2561 กลุ่ม

สารนิเทศการคลัง งานปลัดกระทรวงการคลัง, กระทรวงการคลัง. สืบค้นเมื่อวันท่ี 28 กรกฎาคม 2561, จาก
https://www.mof.go.th/home/Press_release/News2018/003.pdf.
กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย์. (2559). ร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดสวสั ดิการสังคมไทย ฉบบั ที่ 2 พ.ศ.
2555-2559. เมื่อวนั ท่ี 3 มกราคม 2561, จาก https://www.m-society.go.th/article_attach/886/1519.doc
กระทรวงแรงงาน (2553). รายงานประจาปี 2553 สานักงานปลัดกระทรวงแรงงาน. กระทรวงแรงงาน, สืบคน้ เมื่อวันที่ 2 มก
ราคา 2561, จาก http://www.mol.go.th
กระ ท ร วงแร งงาน (2560). กฏ ห มายเกี่ ยวกับ คุ้ ม ครอ งแร งงาน . สื บ ค้ นเมื่ อวั นท่ี 3 ม กร าคม 2561 , จาก
http://www.mol.go.th/category/related-article/กฎหมายเกี่ยวกบั คมุ้ ครองแรงงาน
กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์. (2559). การเปล่ียนแปลงบทบาทขององค์การแรงงานระหว่างประเทศจากผลกระทบของโลกาภิวัตน์.
วิทยานิพ นธ์มหาบัณ ฑิ ตสาขาพั ฒนาแรงงานและสวัสดิการมหาบัณฑิ ต . คณ ะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์.
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์
กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. (2550). รัฐสวัสดิการ: เครื่องมือสร้างความเป็นธรรมในสังคม. เอกสารประกอบการเสวนาทาง
วชิ าการ. กรงุ เทพฯ: คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์
กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. (2550). ทฤษฎีวิพากษ์ในนโยบายสังคมและการวางแผนสังคม. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์
กิติพัฒน์ นนทปั ทมะดุลย์. (2554). นโยบายสังคมและสวัสดิการสังคม. กรุงเทพ ฯ: พิมพ์ครั้งที่ 5. สานั กพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์ กรงุ เทพฯ.
เกษรา ชัยเหลืองอุไร. (2557). การศึกษาเปรียบเทียบระบบสวัสดิการสังคมระหว่างประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์.
กรุงเทพฯ: สถาบนั การต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ. กระทรวงการต่างประเทศ.
กุลลธิดา ศรีวเิ ชียร. (2559). ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสังคมวทิ ยา: สวัสดิการสังคม. วนิดาการพิมพ์. ภาควิชาสังคมวิทยาและ
มานษุ ยวทิ ยา. คณะสังคมศาสตร์. มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม.่
ชนิ ชัย ช้ีเจริญ. (2557).การพัฒนาระบบการช่วยเหลือทางสังคมของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสงั คมและ
ความัมน่ คงของมนษุ ย์.
ชยั อนนั ต์ สมทุ รวาณิช. (2547). ประชารฐั กับการเปล่ยี นแปลง. กรงุ เทพฯ: พมิ พ์คร้งั ที่ 3. สานักนโยบายศึกษา.
ธนั ภัทร โคตรสิงห์. (2560). ประชารัฐ: จากแนวคิดการบรหิ ารสู่การปฏิบัติในประเทศไทย. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561,
จาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/jsd/article/view/89838/77470
นฤมล นิราทร. (2557). แรงงานนอกระบบ การคุ้มครองทางสังคมและนัยต่อการพัฒนา. เอกสารประกอบการสัมมนา
“อภวิ ัฒนก์ ารเรียนรูส้ จู่ ดุ เปล่ียนประเทศไทย”. สานักงานส่งเสริมสังคมแก่งการเรียนรูแ้ ละคณุ ภาพเยาวชน.
นฤมล นิราทร. (2559). การเปลยี่ นแปลงทางสงั คมและปญั หาทางสังคม. กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พม์ หาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
นวลปราง อรุณจิต. (2561). Workfare: การเปล่ียนแปลงฐานคิดเรื่องสวัสดิการสังคม. รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการ
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 64 ปี. หัวข้อ “นวัตกรรมสังคมในงานสังคม

162

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65

สงเคราะห์และสวัสดิการ สังคมเพื่อการเปล่ียนแปลง”. วนั ศุกร์ที่ 26 มกราคม 2561. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์.
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
นธิ ิ เอ่ียวศรีวงศ์. (2543). คนจนกบั นโยบายการทาใหจ้ นของรัฐ. กรุงเทพฯ: รวมบทความ. คณะกรรมการเผยแพร่และสง่ เสริม
งานพฒั นา.
ปกป้อง จันวิทย์ และสมคิด พุทธศรี. (2561). 15 ปี 30บาทรักษาทุกโรค เปล่ียน ‘ประกันสุขภาพ’ ให้เป็น ‘หลักประกัน
สขุ ภาพ’. สืบค้นเมือ่ วนั ท่ี 1 สงิ หาคม 2561, จาก https://www.the101.world/somsak-chunharas-interview
ประชาชาติธุรกิจ. (2561). ครม.เหน็ ชอบมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวติ ผูม้ ีบัตรสวัสดกิ ารแห่งรฐั เนน้ สรา้ งโอกาสชวี ติ รอบด้าน 4
มติ ิ. สืบคน้ เมือ่ วนั ที่ 29 กรกฎาคม 2561, จาก https://www.prachachat.net/finance/news-98388.
ประชารัฐรักสามัคคี. (2560). ประชารัฐรักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม. สืบค้นเมื่อวันท่ี 29 กรกฎาคม 2561 , จาก
http://prsthailand.com/th/aboutus.
ปริญญา ชูเลขา และฐายิกา จันทร์เทพ. (2560). กว่าจะถึงวันน้ี ประชารัฐเปลี่ยนชีวิต, โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ วันท่ี 21 พ.ค.
2560, สืบค้นเมือ่ วนั ท่ี 29 กรกฎาคม 2561, จาก https://www.posttoday.com/politic/report/495816
ผาสุก พงษ์ไพจิตร และครสิ เบเกอร์. (2542). เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรงุ เทพฯ: Silkworm
Books.
พงษ์เทพ สันติกุล. (2556).สวัสดิการสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ในยุคสมัยโลกาภิ วัตน์. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
ภคั วดี วีระภาสพงษ์ เก่งกจิ และคณะ. (2555). ประวัติศาสตรฉ์ บับยอ่ ของลัทธิเสรนี ิยมใหม่. (งานแปลงจาก David Harvey).
กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์สวนเงินมามี.
เมธา มาสขาว. (2552). “เร่งเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า สร้างสังคม-ประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ”, 25 พฤษภาคม, 2561,
https://prachatai.com/journal/2009/02/20005
ระพพี รรณ คาหอม. (2557). สวสั ดกิ ารสงั คมกับสังคมไทย (พิมพ์ครัง้ ท่ี 4). สานักพิมพม์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์ กรุงเทพฯ.
รงั สรรค์ ธนะพรพันธ.ุ์ (2548). ฉนั ทามติวอชิงตนั . กรงุ เทพฯ: พิมพลักษณ์.
สถาบันการวิจยั เพื่อการพัฒนาประเทศไทย. (2553). ทางเลือกสวัสดิการสาหรับคนไทย. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ,
จาก https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2012/09/wb87.pdf
สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่. (2550). ปฏิรูปประเทศไทยปฏิรูประบบสวัสดิการแบบ Workfare:
บทเรียนจากตา่ งประเทศ. มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
สมชัย จิตสุชน. (2560). “จนไม่จด คนจดกลับไม่จน” ช่องโหว่นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ. สืบค้นเมื่อวันท่ี 25 พฤษภาคม
2561, จาก https://www.prachachat.net/politics/news-63724
สมชาย ศรีสนั ต.์ (2560). ประชารฐั คืออะไร เพื่อคนไทยหรือนายทนุ . บันทึกสรุปงานเสวนาเรื่องประชารัฐคืออะไร เพื่อคนไทย
หรือนายทนุ ?. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2561, จากhttp://www.ispacethailand.org/การเมือง/14456.html.
สุพัตรา จุณณะปิยะ. (2535). ปัจจัยท่ีมีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการบารุงรักษาสระเก็บน้า อันเนื่องมาจาก
โครงการ กสช. วิทยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต. มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์.
สานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. (2561). โครงการให้ความช่วยเหลือระยะที่ 2 แก่ผู้ที่ผา่ นการตรวจสอบในโครงการลงทะเบียน
เพื่อสวสั ดิการแหง่ รฐั ปี 2560. กรงุ เทพฯ: สานกั เลขาธิการนายกรฐั มนตร.ี สืบคน้ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2561, จาก
http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/9266
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2553). การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมตามแผน
ยทุ ธศาสตร์การจดั สวัสดิการสังคมไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555-2559). กรงุ เทพฯ: สานักนายกรฐั มนตรี.

163

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65

สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาต.ิ (2560). แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12
พ.ศ.2560 - 2564. กรุงเทพฯ: สานักนายกรฐั มนตร.ี

สานักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ. (2559). ประชารัฐ: จากแนวคิดการบริหารสู่แนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน. งาน
ประชาสัมพั นธ์ สานั กงานรั ฐมนตรี กระ ทร วงศึกษ าธิการ. สื บค้ นเมื่ อวันท่ี 15 มี นาคม 2561. จาก
http://www.moe.go.th

สุพัตรา จุณณะปิยะ. (2535). ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบารุงรักษาสระเก็บน้าอันเนื่องมาจาก
โครงการ กสช. วิทยานพิ นธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์

สรุ พล ปธานวนชิ . (2547). นโยบายสังคม: เส้นทางสูร่ ัฐสวัสดกิ าร. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์
อธิภัทร มุทิตาเจริญ. (2552). “ปฏิรูประบบภาษีไทย”. สืบค้นเมื่อวันท่ี 25 พฤษภาคม2561, จาก https://www.the

101.world/tag/อธภิ ัทร-มทุ ิตาเจรญิ /
อมรเทพ จาวะลา. (2555). ระบบสวัสดิการ Workfare ให้งานเป็นสวัสดิการ ประเด็นศึกษา ‘สวัสดิการสังคม’. สานักงาน

กองทุนสนบั สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). กรงุ เทพฯ.
อรศรี งามวิทยาพงศ์. (2546). กระบวนทัศน์และการจดั การความยากจนในชนบทของรฐั ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม

แหง่ ชาติ ฉบับท่ี 1-8: พ.ศ. 2504-2544. สานักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ. กรุงเทพฯ.
อัมมาร สยามวาลา และสมชัย จิตสชุ น. (2550). แนวทางการแก้ปัญหาความยากจน: เสรีนยิ ม ประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ.

เอกสารการสัมมนาวชิ าการประจาปี 2550 โดยมลู นิธชิ ยั พฒั นาและมูลนธิ ิสถาบันวจิ ัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.
เอื้อมพร พิชัยสนิธ. (2552). นโยบายเศรษฐกิจว่าด้วยสวัสดิการสังคม: บทวิเคราะห์ประสบการณ์ในประเทศตะวันตก. ปทุม

ทาน:ี โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
Alcock, P and Payne and Sullivan. (2000). Introducing Social Policy, Prentice Hall, Harlow.
Alcock, P. and Craig, G. (eds). (2009). International Social Policy: Welfare Regimes in the Developed World.

Houndmills, Basingstoke: Palgrave.
Brown, Wendy. (2015). Undoing the Demos: Neoliberalism's Stealth Revolution. From:

https://revistas.ufpr.br/doispontos/article/downloadSuppFile/48108/25893
Chan, W.K. (2008) Deconstructing the Asian welfare model: social equality matters, Journal of Asian Public

Policy, 1:3, 302-312: p.308 – 309.
Chan, W.K & Kinglun, Ngok (Eds). (2 0 1 1 ) . Welfare reform in East Asia: Towards workfare? New York:

Routledge, 2011. and Aiqun Hu Arkansas, State University's review.
Daniels, David. (2 0 0 3 ). Is our society addicted to welfare?. From https://thesystemsthinker.com/is-our-

society-addicted-to-welfare/
Deeming, C. (2015). Foundations of the Workfare State – Reflections on the Political Transformation of the

Welfare State in Britain. School of Geographical Sciences, University of Bristol, Bristol, UK
Farnham, Daisy. (2 0 1 3 ) . Workfare, neoliberalism and the welfare state. degree of Bachelor of Arts

(Honours), Political Economy, University of Sydney.
Gamble, A, (2001). “Neoliberalism.” Capital and class 75:127-134
Hall, Peter A, (2014). Social Policy-Making for the Long Term. Harvard University
Hayato, (2 0 1 5 ). The Origin and Transformation of the Idea of Workfare: From Charles Evers to Richard

Nixon.

164

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65

Henning, C. (2 0 0 9 ). Liberalism, Perfectionism and Workfare. Journal of Philosophy and Social Theory.
p.159-180

Hinton, E. LLB. (2010). The Social and Political Significance of Workfare in the United Kingdom A Normative
Human Rights Critique. MA Understanding and Securing Human Rights at the Institute of
Commonwealth Studies, School of Advanced Study, University of London.

Lødemel.I. (2001). ‘Workfare’ in Six European Nations: Findings from evaluations and recommendations for
future development. Fafo Institute for Applied Social Science 2001 , Prepared for the Conference
Welfare to Work in Europe and the US Fafo, October 5. 2001.

Madsen. P.K. (2001). Security and flexibility: friend or foes? some observations from the case of Denmark.
(p. 49-61) ILO and by ISSA, cf. Madsen (1999, 2002a and 2002b).

Peck, J. (2001). Workfare States. New York: Guilford.
Peck, J. & Theodore, N. (2 0 0 1 ). Work first: workfare and the regulation of contingent labourmarkets.

Cambridge Journal of Economics 24(1) 119-138
Peck, J. (2003). The rise of the workfare state. Kurswechsel 3
Schmidt, J. D, & Hersh, J. (2006). Neoliberal Globalization: Workfare Without Welfare. Globalizations, Vol. 3,

No. 1, pp. 69–89.
Spicker, P.(2008). Policy Analysis for Practice: Applying Social Policy. Bristol: Policy Press.
Spicke, P.(2006). The politics of welfare. from site:http://www.spicker.uk/social-policy/politics.htm
Smith, E.P. (1987). Work-related programs for welfare recipients. Umiversity of Illinois Library at Urbana-

Champaing Stack.
Stewart, J. & Grover, C. (2 0 02 ). The Work Connection: The Role of Social Security in British Economic

Regulation.
Vis, B.. (2006), States of Welfare or States of Workfare? A Fuzzy-Set Ideal Type Analysis of Major Welfare

State Restructuring in Sixteen Advanced Capitalist Democracies, 1 9 8 5 -2 002 , Compasss Working
Paper, No. 2006-42.
Clarke, John, eds, (2000). New managerialism new welfare? London, Thousand Oaks, CA, and New Delhi:
Sage and Open University, 1–26.
Holliday, Ian. (2000). Productivist Welfare Capitalism: Social Policy in East Asia. from https://onlinelibrary.
wiley.com/doi/abs/10.1111/1467-9248.00279.

165

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65

บทสะทอ้ นความหลากหลายของความรนุ แรง
ในกระแสเปล่ียนผา่ น

166

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65

ความรุนแรงทางเพศ: บทสะท้อนความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ
Sexual Violence: The Reflection of Sexual Inequality

ดร.สุขมุ า อรณุ จิต1
Sukhuma Aroonjit, Ph.D.2

Abstract
The purpose of this article aims to study the sexual violence from social factors by using social
structural theories to describe sexual violence problems. It is found that the characteristic of Thai society
is; male-dominated society, and the social structure which causes sexual inequality can be described with
three following issues; 1) sexual double standards, 2) sexual inequality in power relations, and 3) social
purification in social systems. Some values, beliefs, cultures, and norms have raised sexual violence
problems. Ignorance to sexual violence situation means to neglect providing assistance to the victims and
to allow the offenders to commit sexual violence easily and repeatedly. In Thai society, women often
encounter structural violence. Sexual violence is what reflects social disorders; i.e. the inequality between
men and women in social structure. However, the suggested solution to solve sexual violence problems
to the point is to solve at social structure by changing some values, beliefs, and cultures reinforcing
sexual violence problems, and such action must be supported by all sectors in the society.
Keywords: Sexual Violence, Sexual Inequality, Social Structure

บทคดั ย่อ
บทความนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาการเกิดความรุนแรงทางเพศจากปัจจัยทางด้านสังคม โดยใช้ทฤษฎีเก่ียวกับ
โครงสร้างทางสังคมมาอธิบายปัญหาความรุนแรงทางเพศ พบว่า สังคมไทยมีลักษณะสังคมแบบชายเป็นใหญ่ โครงสร้างทาง
สงั คมที่สร้างความไม่เสมอภาคระหว่างเพศอธิบายด้วย 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือ มาตรฐานเชิงซ้อนในวัฒนธรรมทางเพศ
ประเด็นที่สองคือ สัมพันธภาพเชิงอานาจที่ไม่เทา่ เทียมกันระหวา่ งเพศและประเดน็ ทส่ี ามคือ กระบวนการขดั เกลาทางเพศ ใน
ระบบสังคม คา่ นิยม ความเชือ่ วัฒนธรรม บรรทัดฐานบางอย่างได้บ่มเพาะปญั หาความรุนแรงทางเพศ การนง่ิ เงยี บเพิกเฉยกับ
สถานการณ์ความรุนแรงทางเพศเท่ากับเป็นการปิดโอกาสในการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทา และเป็นการเปิดโอกาสให้
ผู้กระทาผิดได้กระทาความรุนแรงทางเพศในลักษณะที่ผิดซ้าซ้อนได้ง่าย ในสังคมไทยผู้หญิงจึงมักเผชิญความรุนแรงเชิง
โครงสร้างเพยี งฝ่ายเดียว ความรุนแรงทางเพศจงึ เป็นสงิ่ สะท้อนให้เหน็ ถึงความผิดปกติของสงั คมคือ ความไมเ่ สมอภาคระหวา่ ง
ผู้ชายและผู้หญิงในโครงสร้างทางสังคม ส่วนข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศให้ตรงจุดน่ันคือ การแก้ที่
โครงสร้างทางสงั คมด้วยการปรบั เปล่ียนค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรมบางอย่างท่ีหนนุ เสริมให้เกิดปัญหาความรุนแรงทางเพศ
ซ่งึ ตอ้ งไดร้ บั ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสงั คม
คาสาคญั : ความรุนแรงทางเพศ, ความไมเ่ สมอภาคระหว่างเพศ, โครงสร้างทางสงั คม

1 อาจารย์ประจา คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]

167

รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65

บทนา
ความรุนแรงทางเพศเป็นปัญหาสังคมทส่ี ่งผลกระทบร้ายแรง จากสถิติทั่วโลกระบวุ ่าผู้ถูกกระทารุนแรงทางเพศเกือบ
ท้ังหมดคือผู้หญิง ส่วนผู้กระทาเป็นผู้ชาย (กฤตยา อาชวนิจกุล, 2552) สานักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่ง
สหประชาชาติ (UNODC) เผยตัวเลขสถิติว่า ในแต่ละวันมีผูห้ ญิงต้องเสียชีวติ ไปโดยเฉล่ยี 137 คนทั่วโลก เหตเุ พราะถูกคนรัก
หรือคนในครอบครัวสังหาร โดยภมู ิภาคเอเชยี มีเหตุฆาตกรรมในลกั ษณะดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นจานวนสูงทสี่ ุดของโลก (สานักข่าว
บบี ซี ี, 2561)
ในประเทศไทยพบว่าทุกวันมีเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นกับเด็กและสตรีไม่น้อยกว่า 7 คนต่อวัน
(สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2561) ถึงแม้สถิติท่ีเข้าแจ้งความกับตารวจจะสูงแล้ว แต่ทางสานักงาน
ตารวจแห่งชาติก็ยังระบุว่าความรุนแรงทางเพศในไทยไม่ได้มีการรายงานไว้เป็นจานวนมาก (Under report) เพราะเหยือ่ ไม่
กล้าแจ้งความ อับอาย เกรงจะเสียเกียรติ ชื่อเสียง อันเกิดจากบริบททางสังคม วัฒนธรรมของสังคมไทย (สานักงานตารวจ
แหง่ ชาติ, 2561) แสดงใหเ้ หน็ ว่าปัญหาความรุนแรงทางเพศในประเทศไทยมรี ะดับความรุนแรงกว่าสถิติท่ีปรากฏ
เป็นที่น่าสังเกตว่าความรนุ แรงทางเพศในสังคมไทยมีสถิติท่ีสูง ส่วนหนึ่งถูกเปิดเผยและอีกจานวนไม่น้อยท่ีถูกซ่อน
เร้นไม่ปรากฎเป็นหลักฐาน ปัจจัยท่ีสาคัญอย่างหน่ึงน่าจะเกิดขึน้ จากปัจจัยทางด้านสังคมที่มีผลต่อการตัดสินใจแจ้งความหรือ
ปกปิด เก็บงาเหตุการณ์เลวรา้ ยไว้กบั ตัว จึงเปน็ ที่น่าสนใจว่าปัจจัยทางด้านสงั คมเก่ียวขอ้ งอยา่ งไรบา้ งกับความรุนแรงทางเพศ
ในสังคมไทย โดยนาแนวคิดทฤษฎีโครงสรา้ งทางสังคมมาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว

เหตปุ จั จัยทางด้านสงั คมกับการเกิดความรุนแรงทางเพศ
ในส่วนของการนาเสนอเหตุปัจจัยทางด้านสังคมกับการเกิดความรุนแรงทางเพศในส่วนแรกเป็นการนาเสนอการให้

ความหมายของความรุนแรงทางเพศเพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐาน ต่อด้วยเรื่องปัจจัยด้านสังคมกับความรุนแรงทางเพศท่ี
นาเสนอการศึกษาความรุนแรงทางเพศและการนาแนวคิดทฤษฎโี ครงสรา้ งทางสังคมมาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาอันเกิดมาจาก
โครงสร้างทางสงั คมทก่ี อ่ ใหเ้ กิดความไมเ่ สมอภาคระหว่างเพศ
1. ความหมายของความรนุ แรงทางเพศ

ความรนุ แรงทางเพศ เป็นพฤติกรรมทางเพศที่กระทาต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยบุคคลน้ันไม่ยินยอม โดยรูปแบบ
ความรุนแรงมีหลากหลายต้ังแต่ การใช้วาจาลวนลามโดยไม่มีการสัมผัส การตามตื๊อ โทรศัพท์ลามก การอวดอวัยวะเพศ
กระทาความสาเร็จความใคร่ รวมถงึ การแสดงภาพโป๊ สื่อลามก และการลวนลามทางเพศโดยการสัมผัสจนถงึ ความพยายามท่ี
จะข่มขืนและการข่มขืน (กฤตยา อาชวนจิ กุล, 2552)

กลา่ วโดยสรุปแลว้ ความรนุ แรงทางเพศจงึ หมายถึงพฤติกรรมทางเพศหรือการกระทาทางเพศท่ีฝ่ายหนงึ่ ได้กระทากับ
อกี ฝา่ ยหน่ึงโดยไม่ได้เกิดข้นึ จากการยินยอมพร้อมใจ ความรนุ แรงทางเพศทม่ี รี ะดบั รนุ แรงท่ีสดุ น่นั คือการข่มขืน

2. เหตปุ จั จัยด้านสงั คมกบั ความรนุ แรงทางเพศ
การศกึ ษาถึงสาเหตุของความรุนแรงทางเพศ เรมิ่ มาตงั้ แตศ่ ตวรรษที่ 19 โดยมี Lomboso, Garotalo และ Ferri ซ่ึง

อยใู่ นสานักปฏฐิ านนิยมเชือ่ ว่าปัจจัยทมี่ ีผลต่อการกระทาความรุนแรงทางเพศคือ ด้านกายภาพ จิตวิทยา เศรษฐกิจ สังคม เป็น
ปจั จัยบีบค้ันให้คนกระทาผิด ต่อมา Durkheim นักสังคมวิทยาได้ให้ความสนใจต่อการกระทาผิดทางเพศในแง่มุมของสังคม
วทิ ยา ส่วน Freud นักจิตวิทยาได้ใช้ทฤษฎจี ิตวิเคราะหอ์ ธบิ ายถึงสาเหตุการเกิดความรุนแรงทางเพศ (สุดสงวน สุธีสร, 2546)
โดยสรุปแล้วการศึกษาเพิ่มเติมของนักวิชาการแขนงต่างๆ ทาให้ในศตวรรษท่ี 20 เป็นตน้ มา บง่ ช้ีสาเหตุการเกิดความรุนแรง
ทางเพศว่าเกิดจากสาเหตุ 3 ประการ อนั ไดแ้ ก่ สาเหตุทางสงั คม สาเหตุทางกายภาพ และสาเหตทุ างจิตใจ

168

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65

การศึกษาครั้งนี้มุ่งพิจารณาเฉพาะสาเหตุปจั จัยทางด้านสังคม เนื่องจากการทบทวนวรรณกรรมจานวนมากพบว่า
แท้จรงิ แล้วการเกิดเหตุความรุนแรงทางเพศไม่ได้เกดิ ขึ้นจากผู้กระทาและผู้ถกู กระทาเพียงอย่างเดียว แต่สาเหตุท่แี ท้จริงเกิด
จากบริบทแวดล้อมทางสังคมท่ีเคลือบแฝงในโครงสร้างทางสังคมอนั กอ่ ให้เกิดเหตดุ ังกล่าว ซ่ึงแต่ละสังคมยอ่ มมคี วามแตกต่าง
กันออกไป ในผลงานการวิจัยหรือผลการศึกษาที่เกี่ยวเนือ่ งในประเด็นน้ี ผู้ศึกษาหลายคนมักจะมองข้ามการวิเคราะห์ปัจจัย
สาเหตดุ ้านสงั คม ทาให้ขาดองคค์ วามรมู้ ติ ิทางดา้ นสังคมอันเป็นรากเหง้าของปัญหาความรนุ แรงทางเพศ

จะเห็นได้ว่าปัจจุบันสังคมไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากอดีตในแง่สังคมวิทยา อาทิเช่น ความเชื่อ ค่านิยม
พฤติกรรมของคนในสังคมเก่ียวกับเรื่องเพศได้เปล่ียนแปลงไปมากแล้ว แต่บรรทัดฐานของสังคมหลายอย่าง ยังคงไม่
เปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น สังคมท่ัวไปเปลีย่ นแปลงค่านิยมจากการกดข่ีทางเพศสกู่ ารเคารพสิทธิมนุษยชนและความเสมอ
ภาคทางเพศระหว่างชายหญิง แต่ปัจจุบันสังคมไทยยังคงยึดตดิ ในบทบาท หน้าที่ ระหวา่ งเพศชายกับเพศหญิงแบบเดิมๆ สื่อ
ต่างๆ ยังคงนาเสนอข้อมูล ข่าวสาร ความบันเทิงในลักษณะกดขี่ผู้หญิง ผู้คนในสังคมยังคงยกย่องอานาจผู้ชายเป็นใหญ่ ใน
ขณะเดียวกันก็กดทับและมีอคติต่อผู้หญิง เรื่องเพศของสังคมไทยจึงมีลักษณะมาตรฐานเชิงซ้อน (Double standard) ท่ี
ลาเอียงเข้าขา้ งผู้ชายแทบทุกกรณี รวมไปถงึ กรณีปญั หาความรุนแรงทางเพศท่ีส่วนใหญ่ผ้กู ระทาคือผู้ชาย ในขณะท่ีผู้หญิงเป็น
ผู้ถูกกระทา ที่จริงแล้วผู้หญิงควรเป็นฝ่ายที่ได้รับการช่วยเหลือและได้รับเห็นใจจากสังคมในฐานะเป็นผู้เสียหายที่ได้รับ
ผลกระทบ แต่ในทางกลับกันเป็นท่ีน่าแปลกใจว่าในหลายกรณีสังคมกลับซ้าเติมและตั้งข้อสงสัยในตัวผ้หู ญิงว่าเป็นต้นเหตุที่
กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั าหานี้เอง

การอธิบายเหตุปัจจัยทางสังคมต่อการเกิดความรุนแรงทางเพศด้วยทฤษฎีเก่ียวกับโครงสร้างทางสังคม (Social
Structural Theories) ด้วยตวั อย่างผลงานของ Lippa ท่ีได้ศึกษาความแตกต่างทางเพศในสังคมของผู้คนจานวน 53 ประเทศ
โดยใชท้ ฤษฎีโครงสรา้ งทางสังคมและแนวคิดทางชีววทิ ยาพบว่า ท้ังปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยโครงสรา้ งทางสังคมทแี่ ตกต่าง
กัน ทาให้ผู้คนในแต่ละสังคมมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก (Lippa, 2009) ผลการศึกษาน้ีแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างทาง
สังคมแต่ละสังคมทแ่ี ตกต่างกันทาให้พฤติกรรมของคนในสังคมมีความแตกต่างกันออกไป เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมแต่ละ
สังคมได้กาหนดระเบียบ บรรทัดฐาน วัฒนธรรม ฯลฯ ให้สมาชิกประพฤติปฏิบัติตามเพื่อควบคุมสมาชิกและสังคม ทั้งยัง
กาหนดสถานภาพและบทบาทของผคู้ นเพื่อทาหน้าทีต่ ่างๆ ได้ แต่ในขณะเดยี วกนั ระบบโครงสร้างทางสังคมหน่ึงๆ อาจทาให้ส่ิง
ท่ีกาหนดสรา้ งในลักษณะวาทกรรมของค่านิยม ความเชื่อ วฒั นธรรม บรรทดั ฐานของสังคมบางกลายเป็นส่ิงท่ีสร้างปัญหา ทา
ร้ายสมาชิก เบยี ดขบั ผทู้ ีอ่ ่อนด้อย ออ่ นแอเชิงอานาจในสังคม ใหไ้ ด้รับความทุกขร์ ้อน ไม่ไดร้ บั ความเป็นธรรม อันแสดงถึงสังคม
ทไ่ี ร้ความเสมอภาค ซึ่งความเสมอภาคนั้นคือ ความเท่าเทียมกนั ในส่ิงที่มนุษยค์ วรจะมีควรจะได้อย่างเทา่ เทียมกัน สร้างความ
ยุติธรรมให้เกิดแกท่ ุกฝ่ายมากท่สี ุด โดยไม่แบง่ แยกสถานภาพทางเพศ สังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ การเกิดความรุนแรงทางเพศใน
สังคมจึงเป็นบทสะท้อนให้เห็นถึงระบบโครงสร้างทางสังคมทไ่ี มเ่ สมอภาคระหว่างเพศท่ีแฝงตัวอยู่ในระบบสงั คมนั่นเอง

นอกจากนี้ทฤษฎีในกลุ่มแนวคิดโครงสร้างการหน้าที่ท่ีมีประเด็นน่าสนใจคือทฤษฎีของเมอร์ตันสามารถนามาใช้
อธบิ ายการเกดิ ความรุนแรงทางเพศได้ ดงั ในกรณีการกระทาความรุนแรงต่อผหู้ ญิงโดยผู้ชาย เช่น กรณีการข่มขืนกระทาชาเรา
หากอธิบายด้วยทฤษฎีของเมอร์ตัน (Joseph, Julian, Kornblum, & William, 1983) ท่ีกล่าวไว้ใน Merton is Theory of
Anomie น้นั กล่าวถงึ การติดต่อสัมพันธก์ ันระหวา่ งต่างเพศ โดยให้ข้อสังเกตวา่ ท่ีใดที่มกี ารให้ค่าแก่เพศทั้งสองเพศแตกตา่ งกัน
มาก ที่นั่นจะมีอัตราการถกู ข่มขืนท่ีสงู ถ้าหากสังคมใดส่งเสรมิ ให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศกันมากขึ้นเท่าใด อัตราการขม่ ขืน
ในสังคมน้ันย่อมจะลดลงเท่านั้น ฉะนั้นความรุนแรงทางเพศ จึงไม่ได้สะท้อนเพียงสถานการณ์ปัญหาความรุนแรง แต่กลับ
สะท้อนลึกลงไปถึงปัญหาระดับโครงสร้างของสังคมโดยเฉพาะประเด็นความไม่เทา่ เทยี มทางเพศ ย่งิ สงั คมใดมีความไม่เท่าเทยี ม
กนั สงู ท่นี ั่นย่อมเกิดความรนุ แรงทางเพศได้สูงมากเช่นกนั

169

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65

2.1 โครงสร้างทางสงั คมกับความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ
การอธบิ ายถึงสาเหตุหรือท่มี าของความไม่เสมอภาคทางเพศ มกั มีอคติรากฐานมาจากสงั คมตะวันตกซงึ่ มีระบบสังคม
เป็นปิตาธิปไตย ปัญหาทางเพศสภาวะ ท้ังการเลือกปฏิบัติระหว่างชายหญิง สิทธิศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ของชายและหญิง
บทบาททางเพศ ฯลฯ สาหรับระบบโครงสร้างทางสังคมของไทย มีส่วนที่ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้า ความไม่เท่าเทียม
ความไม่เสมอภาคทางเพศแฝงอยู่ในเช่นกัน ในทีนี้ผู้ศึกษาได้หยิบยกมานาเสนอไว้เพียง 3 ประเด็นที่มีความเก่ียวข้องกัน
ระหว่างโครงสร้างทางสังคมกับความไม่เสมอภาคระหวา่ งเพศ อันประกอบด้วย ประเด็นมาตรฐานเชิงซ้อนในวัฒนธรรมทาง
เพศ ประเดน็ สมั พนั ธภาพเชิงอานาจที่ไมเ่ ท่าเทียม และประเด็นกระบวนการขัดเกลาทางเพศในสังคม
ประเดน็ มาตรฐานเชงิ ซอ้ นในวฒั นธรรมทางเพศ (Sexual Double Standards)
หากอธิบายความรุนแรงทางเพศจากปัจจัยทางสังคมด้วยทฤษฎีวัฒนธรรม (Culture Theories) จะเห็นว่า
วฒั นธรรมที่แวดล้อมเหตุการณ์เป็นสาเหตุของความรุนแรงทางเพศมากกวา่ ตัวบุคคลหรือสังคม เปรียบเสมือนความล้มเหลว
ทางวัฒนธรรมในการควบคุมพลังด้านลบในตัวบุคคล (Freudian Cultural Approach) (Larson, 1983; Linn, 1991;
Myers, 1992; cited in Lee et al., 1996) แสดงใหเ้ หน็ ว่าทฤษฎีวัฒนธรรมนั้นได้อธิบายต้นเหตุของความรุนแรงทางเพศวา่ มี
ปจั จยั ด้านสังคมทางวัฒนธรรมเป็นสาคัญ สังคมด้านวัฒนธรรมจะเป็นตัวกาหนดบทบาท หน้าท่ี พฤติกรรมการแสดงออกทาง
เพศของบุคคลในสงั คมนนั้ ๆ ไว้ สังคมจะมกี ระบวนการเรยี นรู้เพื่อให้การขัดเกลาทางทางเพศในสงั คม (Sexual Socialization)
ทาหน้าทีอ่ ยู่ตลอดเวลา มีทง้ั การสืบทอดวฒั นธรรมเดิมและการรับวัฒนธรรมใหม่ ท้ังนีค้ วามเป็นชาย (Masculine) และความ
เป็นหญิง (Feminine) ในแต่ละสังคมก็จะกาหนดความหมายท่ีมีความเฉพาะในโครงสร้างทางสังคม อันจะชี้ให้เห็น
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเพศท่ีแตกต่างกนั
ระบบสงั คมที่ยกยอ่ งชื่นชมเพศชายมากกว่าหญิง (Systemic Male Preference) ทาให้หญิงต้องอยู่ในสถานะที่ด้อย
กว่าไม่วา่ จะอยู่ในฐานะของลูกหรือภรรยา การมองเพศหญิงว่าเป็นเพศที่อ่อนแอและเป็นเครื่องบาบัดความใคร่ของเพศชาย
ล้วนแล้วแต่นามาซ่ึงความรุนแรงทางเพศ (จุฑารตั น์ เอือ้ อานวย, 2550) การเลือกปฏิบตั ิทเี่ ข้าข้างเพศหนึง่ อคติ กีดกันอกี เพศ
หน่ึงน้เี องที่เรียกว่า “มาตรฐานเชิงซ้อนในวัฒนธรรมทางเพศ (Sexual Double Standards)” มาตรฐานเชิงซ้อนทางเพศนั้น
ได้ปลูกฝงั ควบคุมเรือ่ งเพศกับผู้หญิง แต่กลับส่งเสริมให้ผู้ชายได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ทางเพศอย่างอิสระเสรี ทาให้เกิด
อคติ การตีตราและเกดิ การต้ังคาถามกบั ผู้หญิงทุกครงั้ เมื่อเกดิ ประเด็นปญั หาท่เี กี่ยวกบั เพศอยเู่ สมอ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อธบิ ายได้ด้วยประสบการณ์ของทุกคนมักจะคุ้นเคย ครอบครวั สถานศึกษามักจะปลูกฝงั ใน
ลักษณะทว่ี ่า ผู้หญิงต้องรักษาพรมจรรย์จนถงึ วันแตง่ งาน เมื่อแต่งงานผู้หญิงจะต้องมหี นา้ ท่ีเป็นภรรยาและเป็นมารดาที่ดี สว่ น
ผู้ชายสามารถหาประสบการณ์ทางเพศไดก้ ่อนแต่งงาน ด้วยเหตุนี้ทาให้ผู้ชายส่ังสมความไมร่ ับผิดชอบต่อเพศสัมพันธ์จากการ
ปลูกฝังค่านิยมดังกล่าว นอกจากน้ีหน้าท่ีหลักของผู้ชายคือต้องทางานนอกบ้านและหาเลี้ยงครอบครัว ปลูกฝังความเชื่อว่า
ผชู้ ายมบี ทบาทเปน็ ผู้นาครอบครวั ดูแลสมาชิกทกุ คนในบ้าน ในทานองท่ีวา่ ผู้ชายใหญ่กว่าผู้หญิง ทาให้ผู้ชายต่างก็รับรูบ้ ทบาท
ของตนเองถงึ การเปน็ ผู้ควบคุมดแู ลผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัว
ดังน้ันเพศชายและเพศหญิงในสังคมต่างก็ถกู บริบททางสังคมและวัฒนธรรมครอบงา ขัดเกลาใหแ้ สดงบทบาททาง
เพศ (Sexual Roles) ที่แตกต่างกัน มักแสดงออกมาในลักษณะท่ีผู้หญิงจะเป็นฝา่ ยเสียเปรยี บและต่าต้อยกว่า ส่วนผู้ชายจะ
เป็นผนู้ าและไดเ้ ปรียบมากกวา่ วัฒนธรรมทางเพศเหล่าน้ียอ่ มกอ่ ให้เกดิ ปญั หาตอ่ ผ้หู ญงิ มากกว่าผู้ชาย ในลักษณะท่ีสังคมเลือก
ปฏิบัติต่อผู้หญิงและลดทอนคุณค่าของความเป็นผู้หญิง ขัดเกลาให้ผู้ชายทาร้ายทางเพ ศต่อผู้หญิงได้โดยชอบธรรมในหลาย
กรณี โดยคนในสงั คมไมไ่ ด้มองว่าเป็นเรือ่ งผิดปกติ
ประเด็นสัมพันธภาพเชงิ อานาจทไี่ ม่เทา่ เทียมกันระหวา่ งเพศ
ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างเพศในแนวคิดของ Catherine (Cited in Groth, Nicholas, Jean, & Birnbaum,
1981) ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง โดยได้อธิบายว่าการควบคุมเพศหญิงมีขึ้นมาพร้อมๆ กับการ

170

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65

เปลี่ยนแปลงของระบบสืบสายโลหิตแบบมารดาเป็นใหญ่ (Matriarchy) ไปสู่ระบบบิดาเป็นใหญ่ (Patriarchy) ซึ่งมีความเชื่อ
พื้นฐานว่าผู้หญิงมีความด้อยกว่าและเป็นสญั ลักษณ์ของการมีอานาจของผู้ชาย ทั้งน้คี วามรุนแรงทางเพศเป็นภาพสะท้อนถึง
สังคมทีม่ ีความสัมพนั ธเ์ ชิงอานาจระหว่างเพศที่ไม่เท่าเทียมกัน ฝา่ ยชายอยใู่ นฐานะท่ีเหนือกว่าและครอบงาฝ่ายหญงิ นั่นเอง

ทฤษฎีความขัดแย้งทางสังคม (Conflict Theory) มองเรื่องเพศในประเด็นท่ีว่าเป็นเรื่องของกาลัง อานาจ ความไม่
เท่าเทียมกัน และการให้ความสาคัญแก่เพศหน่ึงมากกว่าอีกเพศหน่ึง อานาจในการควบคุมเรื่องเพศอยู่ในมือของกลุ่มท่ีมี
อานาจเหนือกว่าจะเป็นผู้กาหนดกลมุ่ ท่ีมีอานาจต่ากว่า โดยในสังคมชายเป็นใหญ่เพศชายจะใช้อานาจในการจากัดเรื่องเพศ
ของเพศหญงิ ไว้ ขณะท่เี พศชายมอี ิสระเสรีในการแสดงออกทางเพศมากกว่าเพศหญิงโดยอา้ งความชอบธรรมเรื่องความอ่อนแอ
ทั้งสรีระและความปลอดภัยของผู้หญิง (จุฑารัตน์ เอื้ออานวย, 2550) เป็นท่ีมาของการทาให้ผู้ชายถือครองอานาจในการ
ควบคุมผู้หญงิ

นอกจากน้ียังมีทฤษฎที ่ีสามารถอธิบายเกี่ยวกับอานาจที่แตกต่างกันในเรื่องเพศคือทฤษฎีการใช้อานาจในทางที่ผิด
(Abuse of Power Theory) โดยทฤษฎีน้ีเชื่อว่าความรุนแรงทางเพศเกิดจากการใช้อานาจที่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้ที่มี
อานาจเหนือกว่ามีแนวโน้มเป็นผู้กระทาผู้ที่มีอานาจต่ากว่า (Kanter, 1977 cited in Lee, Robert, Eleanor, & Xianglei,
1996) ดังน้ันแลว้ ค่านิยมทางสังคมแบบชายเป็นใหญ่เป็นแบบแผนปฏิบัติท่ีมแี ละใช้อานาจที่อยู่เบื้องหลังบทบาทความเป็นชาย
กระทาต่อผู้หญิงอย่างไม่เท่าเทียมกัน (ชญั ญาพัชญ์ ตรังคิณีนาถนิธิมา และอาภาศิริ วุวรรณานนท์, 2561) ค่านิยมในระบบ
สังคมดังกล่าวน้ีจึงเป็นช่องทางให้ผู้ชายใช้อานาจกดขี่ ข่มเหงผู้หญิงผู้ที่มีพลังอานาจต่ากว่า ออกมาในหลายรูปแบบท้ังใน
รูปแบบของความรุนแรงทางเพศ การคกุ คามทางเพศและอาชญากรรมทางเพศ เป็นต้น

ฉะนั้นแล้ว สว่ นหนึ่งของความรุนแรงทางเพศจึงมีรากเหง้าของปัญหามาจากความสัมพันธ์เชิงอานาจระหว่างเพศ
เป็นความสัมพันธ์ที่ผู้กระทารู้สึกว่าตนมีอานาจเหนือกวา่ ผู้ถูกกระทาซึ่งแทบทั้งหมดเป็นผู้หญิง จากสถานการณ์ปัญหาความ
รนุ แรงทางเพศในหลายกรณีผู้หญงิ มักไมก่ ล้าขัดขืน เพราะตกอยู่ในการควบคมุ การมอี านาจเหนือ ทาใหต้ ้องจายอม ความเชื่อ
เรื่องบทบาทของผู้หญิงตลอดจนการถูกบังคับข่มขู่ด้วยเงื่อนไขเชิงอานาจในเรื่องอื่นๆ ความรุนแรงทางเพศอาจไม่ได้
หมายความถึงการต่อสู้ ขัดขืน จนเกิดร่องรอยการบาดเจ็บเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึงการใช้อานาจที่ไม่เท่ากัน มา
กระทาตอ่ กัน (กฤตยา อาชวนิจกลุ และพริสรา แซกวย, 2551) รวมไปจนกรณีเก่ียวกับการเกิดความรุนแรงทางเพศ เช่น การ
ทสี่ ามีขม่ ขืนภรรยา หรือการทผี่ ู้ชายข่มขืนแฟนของตนเอง ถือเป็นอบุ ัติการณ์หนึ่งท่ีแสดงถึงการใช้อานาจทเ่ี หนือกวา่ บงั คับขืน
ใจอีกฝ่ายหนึ่ง ซ่ึงไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวหากแต่เป็นปัญหาสังคมที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอานาจท่ีไม่เท่าเทียมกัน
ระหว่างเพศในสังคม

ประเดน็ กระบวนการขดั เกลาทางเพศในสงั คม (Sexual Socialization)
สมาชิกในสังคมทุกคนล้วนแล้วแต่ผา่ นกระบวนการขัดเกลาจากสังคมท้ังส้นิ การขัดเกลาทางสังคม (Socialization)
คือหลักที่ใช้ในการปฏบิ ัติ เพื่อมนุษยจ์ ะได้เรยี นรู้กฎเกณฑ์ระเบยี บแบบแผนของกลุม่ การขัดเกลาทางสังคมมีความสาคัญมาก
เพราะจะมีผลต่อพฤติกรรมของบคุ คล (สุพตั รา สภุ าพ อ้างถึงใน จอมญาดา ชื่นประจักษก์ ุล, 2548) กระบวนการขดั เกลาทาง
สังคม เกิดข้ึนมาต้ังแต่ในระดับครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา สือ่ มวลชน ฯลฯ ในการใหค้ ่า “ความเป็นหญิง” และ “ความเป็น
ชาย” เร่ิมต้นตั้งแต่ทุกคนคลอดออกมาเป็นทารก เพศถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 เพศอย่างชัดเจนคือ “เด็กผู้หญิง”และ
“เด็กผู้ชาย” ด้วยกระบวนการแบ่งแยกเพศท่ีชัดเจนนี้เอง ทาให้สงั คมท่ียอมรับเฉพาะผู้ที่มีเพศตามเพศสภาพโดยกาเนดิ เพียง
เท่านั้น อันเป็นที่มาของรากเหง้าการกีดกันเพศทางเลือกอืน่ ๆ อกี ด้วย หลังจากมีกระบวนการแบ่งแยกเพศแล้ว สังคมก็จะเร่ิม
คาดหวังและขัดเกลาเด็กทั้งในด้านบทบาท (Gender roles) หน้าที่ สถานภาพ ตามเพศกาเนิดของบุคคล ในระบบที่ผูช้ ายเป็น
ใหญ่ เด็กผู้หญิงจะถูกปั้นแต่ง ขดั เกลา สร้างภาพให้มีลกั ษณะของการอ่อนแอ อ่อนไหว อ่อนหวาน ไม่สามารถปอ้ งกันตนเอง
และผู้อื่นได้ ส่วนเด็กผชู้ ายจะตอ้ งเป็นฝ่ายทเ่ี ขม้ แข็ง แข็งแกร่ง ม่ันคง สามารถช่วยเหลือดูแลผู้อืน่ ได้ดี เมื่อเข้าสรู่ ะบบโรงเรียน
หรือสถาบันการศกึ ษาในระดับต่างๆ ก็ได้ใหค้ วามสาคัญกบั เรื่องเพศ โดยเฉพาะเพศชายที่ต้องมีความอดทน ปกป้องผหู้ ญิงที่

171

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65

อ่อนแอกว่า ย่ิงเป็นการบ่มเพาะอานาจของผู้ชายอย่างเปิดเผยและเป็นทางการ (Structure Approach) (Larson, 1983;
Linn, 1991; Myers. 1992; cited in Lee, Robert, Eleanor, and Xianglei, 1996) ในระบบสังคมอย่างแยบคาย จวบจน
สมาชิกในสังคมเขา้ สู่วยั แรงงาน ระบบการทางานกถ็ ูกจัดวางด้วยความไมเ่ ท่าเทยี มกันระหวา่ งชายหญิง ทั้งในด้านพฤติกรรม
และการแสดงอารมณ์ความรู้สึก ปรากฏออกมาในรูปแบบตา่ งๆ ท้ังในด้านตาแหน่งงาน ประเภทงาน หน้าท่กี ารงาน ฯลฯ เช่น
ตาแหน่งผบู้ ริหารแทบทุกหน่วยงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ลูกจ้างผหู้ ญิงถูกนายจ้างหรือเพื่อนร่วมงานคุกคามทางเพศในท่ีทางาน
เปน็ ต้น

กระบวนการขัดเกลาทางสังคมน้ีจะอยใู่ นชวี ติ ประจาวันเกิดข้นึ โดยสมาชิกในสงั คมไม่ร้ตู ัว สาหรับผู้หญิงไดเ้ รียนรู้ท่ีจะ
เป็นผู้ต่าต้อยกว่า อ่อนโยน ไม่แสดงการโต้แย้ง ยอมปฏิบัติตาม ถ่อมตนในฐานะท่ีมีอานาจน้อยกว่าผู้ชายไปโดยปริยาย จน
กลายเปน็ ค่านยิ ม บรรทัดฐานของสังคม ผา่ นกระบวนการถา่ ยทอดจากรุ่นสู่รุ่นในสงั คม การส่ังสมถ่ายทอดขัดเกลาเหล่านี้เป็น
ระยะเวลาอันยาวนานจนกลายเปน็ ความเชื่อนี้ มีผลทาให้เกิดความรุนแรงทางเพศเกดิ ข้ึนซ้าแล้วซ้าเลา่ เป็นวงจรปัญหาสังคมท่ี
ยากจะแก้ไข เชน่ เมื่อผู้หญิงถูกข่มขืน สังคมมกั จะเชื่อว่าผ้หู ญิงคนนน้ั มีความสขุ จากการถูกข่มขืน หากผหู้ ญงิ คนน้ันแต่งกายไม่
เรียบร้อยก็มักจะถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายแต่งกายย่ัวยุอารมณ์ให้ท่าผู้ชายก่อนจึงสมควรแล้วที่จะถูกข่มขืน เ ป็นต้น เมื่อสังคม
ออกแบบโครงสรา้ งทางสงั คมมาเช่นน้ี สงั คมก็จะมีอคติทางเพศ เลือกปฏิบัติและมีความลาเอียง เมื่อเกดิ เหตุการณร์ ้ายๆ ข้ึนกับ
ผู้หญิง ส่ิงแรกที่สังคมจะพิจารณา ไม่ได้มองว่าเหตุการณ์น้ันขัดต่อ “หลักสิทธิมนุษยชน” และ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
หรือไม่ เพียงใด แต่สังคมกลับมุ่งพิจารณาจับจ้องผู้หญิงที่โดนกระทาว่าผู้หญิงคนนั้นมีลักษณะตามท่ีสังคมได้ให้นิยามคาว่า
“ผู้หญิงที่ดี” เอาไว้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด และหากผู้หญิงท่ีโดนกระทามีคุณสมบัติไม่ครบตามลักษณะของคาว่า “ผู้หญิงท่ี
ด”ี ตามที่สังคมได้กาหนดเอาไว้ คนในสังคมส่วนใหญ่ก็พรอ้ มท่ีจะตาหนิติเตียน ต่อว่า รังเกียจ และตีตราผู้หญิงท่ีถูกกระทา
ด้วยอคตคิ วามลาเอียงว่าด้วยเรื่องเพศ แทนที่จะเห็นใจหรือให้ความชว่ ยเหลือในฐานะของผู้ทถี่ ูกละเมิดสทิ ธิและศักด์ิศรีความ
เป็นมนุษย์

ทั้ง 3 ประเด็นขา้ งต้นได้สะท้อนให้เหน็ วา่ ปัจจุบนั ความรุนแรงทางเพศเป็นเรือ่ งท่ีผหู้ ญิงต้องเผชิญภายใต้ความรนุ แรง
เชงิ โครงสร้าง (Structural violence) ของสังคม เพราะสถานภาพและบทบาทจะอยู่ในระบบสังคมที่มีปัญหาเรื่องปฏิสัมพันธ์
ท่ีไม่เท่าเทียมกันทางเพศ อันทาให้เกิดการได้เปรียบเสยี เปรียบในตาแหน่งท่ีแตกต่างกัน (สฤษดิ์ สืบพงษ์ศิริ, 2561) ระบบ
โครงสร้างสังคมท่ีชายเป็นใหญ่ แฝงไปด้วยความสัมพันธ์เชิงอานาจของหญิงและชายที่ไม่เท่าเทียมกัน อันมีส่วนสนับสนุนให้
เกดิ ความรุนแรงทางเพศขน้ึ ดังน้ันความรุนแรงทางเพศจึงไมไ่ ดเ้ ป็นเพียงเหตกุ ารณ์ปัญหาเทา่ นั้น หากแต่เบือ้ งลึกแล้วยังเป็นส่ิง
สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติของสังคมคือ ความไม่เท่าเทียมในความสัมพันธ์เชิงอานาจระหว่างเพศชายและเพศหญิงใน
โครงสร้างของสังคมอีกด้วย

2.2 ความไมเ่ สมอภาคระหว่างเพศกบั ปัญหาความรนุ แรงทางเพศซ้าซอ้ น
ด้วยกรณีการเกิดเหตุการณ์ปัญหาต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับเรื่องเพศนั้น ลั กษณะวัฒนธรรมไทยมักตั้งคาถามต่อ
ผถู้ ูกกระทาผิดมากกว่าผู้กระทา (กฤตยา อาชวนิจกุล, 2552) อยู่เสมอ น่ันเท่ากับเป็นการแสดงถึงความไม่เสมอภาคระหว่าง
เพศ ในลักษณะของการตีตรา จับจ้อง ตรวจสอบผู้หญิง ในขณะทใ่ี ห้เสรีภาพทางเพศ ยกเวน้ ละเวน้ การคาดโทษผู้ชาย ทาให้
เกิดความรุนแรงทางเพศและยังบ่มเพาะการกระทาผิดซ้าๆ ของผู้กระทาความผิด เกิดปัญหาความรุนแรงทางเพศซ้าซ้อน
เนื่องจากผู้กระทาไม่เคยได้รับบทเรียนการถูกลงโทษใดๆ ทั้งน้ีผู้ศึกษาจะนาเสนอแง่มุมเชิงสังคมท่ีมีส่วนสัมพันธ์กับการ
ก่อให้เกดิ ปญั หาความรนุ แรงทางเพศซ้าซ้อนด้วยการอธบิ ายผ่านกลุ่มผู้ถกู กระทากับกลุ่มผู้กระทาดังต่อไปนี้
กล่มุ แรก: กลุ่มผถู้ ูกกระทาความรุนแรงทางเพศ
ผหู้ ญิงถูกกระทาจานวนไม่น้อย ยอมเกบ็ งา ปกปิดเหตุการณ์เลวร้ายไว้กับตนเองมากกว่าเพราะผู้หญิงจะรับรู้และ
ทราบดวี า่ การเปดิ เผยข้อมูล เรื่องราวการเกิดความรุนแรงทางเพศมีความเสี่ยงที่จะถูกสงั คมตั้งคาถาม ตีตราในลักษณะของการ
เป็นผหู้ ญิงทีป่ ฏิบัติตัวไม่ดีมากกวา่ การได้รับความเหน็ อกเห็นใจ แทนท่ีสังคมจะกล่าวโทษผู้กระทาผดิ ความเชือ่ เหล่านส้ี ่งผลต่อ

172

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65

การมองและการทาความเข้าใจพฤติกรรมระหว่างชายและหญิง รวมไปถึงการมองว่าปัญหาความรุนแรงทางเพศมักเกิดจาก
ฝ่ายหญิง เป็นไปในลักษณะของการตาหนิผู้หญิง (สุชีลา ตันชัยนันท์, 2535) ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคงรู้สึกสนุกและมีความสุข
กับการถูกกระทา สาวบริสุทธ์เิ ท่านนั้ ที่เป็นเหยื่อ จนทาใหผ้ ู้ถกู กระทาจานวนมากไม่กล้าแจง้ ความ ไม่กล้าเปิดเผยข้อมลู ให้ใคร
ทราบ ส่วนหนึง่ ที่ผ้หู ญิงเลือกที่จะปกปิดเรื่องราวเลวร้ายไว้กับตัว จากการศึกษาของ Burgess (1985 อ้างถึงใน ขวัญชัย สันติ
ภาราภพ, 2547) ได้ให้เหตุผลเชิงสังคมวิทยาและจิตวิทยาไว้ว่า ผู้หญิงมักกลัวถูกตาหนิว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องราวท่ีเกิดข้ึน
กลัวถูกต่อต้านจากคนอืน่ ๆ เมื่อเรื่องราวถูกเปดิ เผย กลัวว่าจะไมเ่ ป็นที่ยอมรับของกล่มุ เนื่องจากมีประสบการณ์ไม่ดี รวมถึง
กลัวการข่มขู่จากผู้กระทา สอดคล้องกับอภิญญา เวชยชัย (2561) ที่ได้กล่าวว่าผู้หญิงที่ถูกกระทาส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าสู่
กระบวนการยตุ ิธรรม เพราะอายและไม่กล้าเปดิ เผย จึงเกบ็ ความทกุ ข์ไว้เพียงลาพัง ส่งผลกระทบต่อผู้ถกู กระทาทั้งร่างกายและ
จติ ใจ ในขณะทผี่ กู้ ระทาผิดรอดตวั และไม่ได้รบั การลงโทษทณั ฑใ์ ดๆ

นอกจากนี้ ในส่วนของครอบครวั ผูถ้ ูกกระทาก็มีสว่ นสาคัญในการปกปิดขอ้ มลู เนือ่ งจากครอบครัวของผูถ้ กู กระทามัก
เกิดความอับอายและกลัวความเสือ่ มเสียมากกว่าความต้องการที่จะชว่ ยเหลือ กลัวว่าหากข่าวแพร่ไปอย่างกว้างขวาง คนใน
ชุมชนจะรังเกียจ หากในกรณีท่ีผู้กระทาเป็นบุคคลใกล้ตัวท่ีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบิดามารดา ผู้ถูกกระทาเองเลือกท่ีจะ
ปกปิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศที่ตนได้รับ เหตุผลสาคัญอย่างหน่ึง Burgess (1985 อ้างถึงใน ขวัญไชย สันติภาราภพ,
2547) ได้อธิบายการปกปิดขอ้ มลู นว้ี ่า ผถู้ กู กระทากลวั จะไม่ได้รับความเชือ่ ใจในสง่ิ ที่ตนบอกเลา่ สว่ นอีกกรณีหนึ่งท่ีน่าสนใจคือ
การกระทาความรุนแรงทางเพศในชีวิตคู่ของสามีภรรยา ค่านิยมในสังคมไทยมองเรื่องน้ีว่าเป็นปัญหาของสามีภรรยา ที่ต้อง
แก้ไขกันเอง ผู้หญิงจึงมักไมป่ รึกษาปัญหากับใคร ฉะน้ันแล้วผ้ถู ูกกระทาจึงจาเป็นต้องเป็นฝ่ายอดทนกล้ากลืนรับการกระทา
เหล่านั้นอยู่เรือ่ ยไป (กฤตยา อาชวนิจกุล, 2552) เหตุปัจจัยเหล่าน้ีจึงส่งผลให้ความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องท่ีเกิดขึ้นอย่าง
ตอ่ เนื่องและคงระดบั ความรนุ แรงแฝงตัวอย่ใู นสังคมไทยตลอดมา

กลุ่มท่ีสอง: กลุม่ ผกู้ ระทาความรนุ แรงทางเพศ
ความรนุ แรงทางเพศเชิงโครงสร้างของสังคมมีส่วนส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้กระทาความผิดมีพฤติกรรมความรุนแรง
ทางเพศได้อย่างมาก ดังเช่นการศึกษาของ Baker (1997cited in Turvey & Brent, 2005) เห็นว่าแรงจูงใจในการกระทา
ความรุนแรงทางเพศหรือการข่มขืน (Rapist Motivation) มีความเก่ียวข้องกับโครงสร้างทางสงั คม ประการแรก คือเรือ่ ง Sex
and Lovemaking เป็นแรงจูงใจท่ีเกิดจากผู้กระทาผิดมองการมีเพศสัมพันธเ์ ปน็ Lovemaking ซ่ึงอาจจะทาใหก้ ลายเปน็ การ
ใช้อานาจไปบังคับ ในเด็กหนุ่มท่ียังขาดประสบการณ์สังคมจะสั่งสอนการใช้อานาจและความรุนแรงกับผู้หญิง จนนาไปสู่
พฤติกรรมการขม่ ขืนเนื่องจากความสับสนระหวา่ งการหาประสบการณ์ทางเพศกับการมีความสมั พันธ์ทางเพศ ประการท่สี อง
คือเรื่อง Sex and Shoplifting มองผหู้ ญิงเหมือนกับสินค้าท่ีสามารถจะซื้อมาขายไปได้ พวกเขาจะถูกสอนว่า ความต้องการ
ทางเพศเหมือนกับความหิว ซ่งึ ผู้หญิงเปรียบเสมือนกับอาหาร ประการท่ีสามคือ Dividing เป็นการแบ่งแยกที่มีแรงจูงใจของ
การมองว่าผู้หญิงเป็นทรัพย์สมบัติของผู้ชายและการข่มขืนน้ันใช้เพื่อแสดงอานาจเหนือผู้หญิง ประการท่ี ส่ีคือ Power เป็น
แรงจูงใจด้านอานาจ เพื่อต้องการรักษาอานาจและควบคุม เท่ากับว่าโครงสร้างทางสังคมกอ่ ให้เกิดความรุนแรงทางเพศ และ
ประการสุดทา้ ยคือ Uniting เปน็ แรงจงู ใจทีเ่ กิดจากกลุ่ม โดยใชก้ ารขม่ ขืนให้เป็นบทพสิ ูจน์ในบางสงิ่ ของกลุ่ม
จะเห็นไดว้ ่าแรงจูงใจการกระทาความรนุ แรงทางเพศของผ้กู ระทาผดิ ส่วนหน่ึงยงั สมั พันธเ์ กี่ยวเนื่องกบั กลมุ่ เพื่อนที่ตน
เลือกที่จะคบหาและยังเชื่อมโยงเข้ากับระบบโครงสร้างทางสังคมที่ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคทางเพศ การศึกษาของ
Godenzi อธิบายการกระทาผิดทางเพศดว้ ยทฤษฎีการคบค้าสมาคมท่ีแตกตา่ ง (Differential association) สะท้อนให้เห็นถึง
รากเหง้าของปัญหาท่ีมาจากความไม่เสมอภาคทางเพศในสังคม กล่าวคือกระทาผิดทางเพศ ความรนุ แรงทางเพศท่ีผชู้ ายได้
กระทากับคู่นอนน้ัน ได้รับอิทธิพลแนวความคิดมาจากเพื่อนในกลุ่ม สาเหตุมาจากแรงกดดันจากเพื่อน (Patriarchal male
peer group) ท่มี ีความคิดในเชงิ กดข่ีผ้หู ญิง การศกึ ษาของ Bourgois ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าผ้กู ระทาความรนุ แรงมักอยู่
ในกลุม่ เพื่อนทม่ี ีค่านิยมและความเชื่อในเรือ่ งชายเปน็ ใหญ่เปน็ ประเดน็ สาคัญ

173

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

ผกู้ ระทาผดิ จานวนมากท่ีรู้สึกวา่ ตนเองมีอานาจเหนือกว่าอีกฝา่ ย โดยวางใจว่าผู้ถูกกระทาจะไม่เปิดเผยเรื่องราวท่ี
เกิดขึ้น ทาให้ผ้กู ระทารู้สึกยา่ มใจ ชะลา่ ใจและอาจเกดิ การกระทาผิดซ้าในลักษณะเดิมไปเรื่อยๆ ดงั การศึกษาของ เอกพจน์ อิน
ทวิวัฒน์ (2542) พบว่าในการกระทาความผิดทางเพศนั้นผกู้ ระทาและผูถ้ ูกกระทามักจะรู้จักคุ้นเคยหรือมีความสนิทสนมกันดี
จงึ เกิดความมนั่ ใจที่จะกระทาความผดิ ผู้กระทาผิดคดิ วา่ ผู้หญิงจะไม่กรีดร้อง ไมก่ ล้าตอ่ สู้ขัดขืน และเชื่อมน่ั วา่ ตนเองจะรอดพ้น
จากความผิดและการถูกจับกุม เพราะคิดว่าผู้ถูกกระทาจะไมก่ ล้าแจ้งความ จึงตัดสนิ ใจเลือกท่จี ะกระทาความผิด นอกจากนี้
หากคนในครอบครัวผู้กระทาผิดรู้แต่ก็น่ิงเฉย ผู้กระทาผิดจะตีความว่าคนในครอบครัวรู้เห็นเป็นใจ ยินยอมและยอมรับ
พฤติกรรมเหลา่ นัน้ ได้ (จกั ร พันธช์ ูเพชร, 2548) จงึ เกิดการกระทาความรุนแรงซา้ อีกโดยไมเ่ กรงกลัวว่าจะโดนลงโทษ

จะเห็นได้ว่าการปกปิด เก็บงาเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศของตัวผู้ถูกกระทา การน่ิงเฉย การเพิกเฉยของ
ครอบครัวต่อปญั หาความรุนแรงทางเพศ นับเป็นภยั เงียบท่ีรา้ ยแรงต่อสังคม เนื่องจากการนิ่งเฉย เพิกเฉยต่อปัญหาจะเปน็ การ
ปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทาหรือผู้ด้อยอานาจร้องขอความช่วยเหลือ อีกท้ังการน่ิงเฉยจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กระทาความ
รนุ แรงไดก้ ระทาความรุนแรงตอ่ ไป เท่ากบั เป็นการส่งเสรมิ และกระตุ้นใหเ้ กิดความรุนแรงทางเพศที่ซ้าซอ้ น บ่มเพาะรากเหง้า
ของปญั หาความรุนแรงทางเพศอย่างไม่มีที่สิ้นสดุ

3. ข้อเสนอแนะในการแกป้ ัญหาความรนุ แรงทางเพศ
การแกไ้ ขปัญหาให้ตรงจดุ ในเรื่องความรุนแรงทางเพศ นั่นคือการแกท้ ี่วัฒนธรรมทางเพศในโครงสร้างของสังคม ควร

มกี ารปรบั ทัศนคตขิ องสังคมที่ไม่น่ิงเฉยหรือไมเ่ พิกเฉยต่อความรนุ แรงทางเพศ หรือมองว่าความรุนแรงเปน็ เรือ่ งส่วนตัวของคน
อืน่ ไม่เก่ยี วกับสังคม ดงั นั้นการแกไ้ ขปัญหาความรุนแรงทางเพศต่อผ้หู ญิง จึงไม่ใช่การท่ีผหู้ ญงิ ต้องรู้จกั ลุกข้ึนมาปกป้องตนเอง
ได้เท่านั้น แต่ต้องลงลึกไปถึงการแก้ปัญหาที่รากเหง้าของโครงสร้างทางสังคมที่ต้องร่วมถอนรากถอนโคนทางวัฒนธรรม
ค่านิยม ความเชื่อ ที่ก่อให้เกดิ ปัญหา รวมถึงปรับฐานคดิ ใหส้ มาชิกทุกคน ทุกเพศ ทกุ วัยได้เรียนรู้ในการเคารพ ให้เกียรติ ยก
ย่องซ่ึงกันและกัน และเรียนรู้การใช้ชีวิตรว่ มกันในสงั คมอยา่ งสงบสุขในเพศสภาพของความเป็นมนุษย์ท่มี ีความเสมอภาคและ
เท่าเทียมกัน ไมท่ ารา้ ยหรือใช้ความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจต่อกัน อันเป็นพืน้ ฐานทสี่ าคัญในการใช้ชีวติ ควรจะเปน็ ส่ิงท่ีทุก
คนในสังคมได้รับ เพื่อแก้ปัญหาท่ีครอบคลุมทุกประเด็นไม่ว่าจะเป็นประเด็นมาตรฐานเชิงซ้อนในวัฒนธรรมทางเพศ
สัมพันธภาพเชงิ อานาจท่ีไม่เทา่ เทยี มกันระหว่างเพศ กระบวนการขดั เกลาทางเพศในสังคม รวมถงึ ประเดน็ อืน่ ๆทเ่ี ก่ียวเนือ่ ง

สาหรับประเด็นมาตรฐานเชิงซอ้ นในวัฒนธรรมทางเพศ แนวทางโดยภาพรวมเป็นการเสรมิ สร้างวัฒนธรรมทางเพศ
ใหม่ท่ีไมย่ อมรบั ความรนุ แรงทุกรูปแบบอันเป็นเหตุเกี่ยวเนื่องแห่งวัฒนธรรมเชิงซ้อนที่เลือกปฏบิ ัติท่ีละเว้น มองข้ามความผิด
ของเพศชาย แต่มอี คติ ตีตราเพศหญงิ ส่งเสริมให้เกดิ วฒั นธรรมทางเพศใหม่ทไี่ ม่เลือกปฏบิ ตั ิ

ประเดน็ สัมพนั ธภาพเชิงอานาจท่ีไมเ่ ท่าเทียมกันระหว่างเพศ แนวทางในภาพรวมคือสังคมไทยตอ้ งรื้อความคดิ ใหมใ่ น
เรื่องเพศ ต้องเปลีย่ นแปลงความคิด ความเชื่อท่ที าให้ความสัมพันธ์เชิงอานาจระหว่างเพศไม่เท่าเทียมกัน พร้อมกันน้ันต้องเร่ง
สร้างความคิด ความเชือ่ ใหมใ่ ห้สังคมได้ตระหนกั ถึงการเคารพในศักด์ิศรีความเป็นมนษุ ย์ เพราะรากเหง้าของความรุนแรงทาง
เพศมาจากความสมั พันธ์เชงิ อานาจท่ไี มเ่ ท่าเทียมกัน

ส่วนประเดน็ กระบวนการขัดเกลาทางเพศในสังคม สังคมควรมีการเปล่ียนแปลงภาพที่สังคมทาให้ผู้หญิงกลายเป็น
เพศท่ีอ่อนแอ ปกป้องตนเองไมไ่ ด้ ไม่มีความสามารถท่ีจะดแู ลตนเอง ต้องมีการเสริมพลังให้เพศหญิงมีความมั่นใจในตนเอง มี
พลังในการดูแล ปกปอ้ งและช่วยเหลือตนเองอยา่ งเต็มศักยภาพ
ประเด็นในมิติทางสังคมท้ังสามประเด็นน้ีมีความเก่ียวเนื่องเชื่อมโยงกัน เป็นผลมาจากวัฒนธรรม ความคดิ ความเชื่อ
ค่านิยมของสงั คมไทยที่หนุนเสริมใหเ้ กดิ ปญั หาความรุนแรงทางเพศ ซึ่งจาเป็นต้องได้รับการแกไ้ ขจากความร่วมมือของทุกภาค
ส่วนในสังคม มขี ้อเสนอแนะดงั ต่อไปนี้

174

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65

1. ควรมีการสนับสนุนผลักดันการสร้างเครือข่ายการทางานระหว่างองค์กรภาครัฐ องค์กรเอกชน องค์กรชุมชน
ชุมชน และประชาชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งในกับสถาบันทางสังคมทุกสถาบัน สร้างกลไกในการขั บเคลื่อนต่อต้านความ
รนุ แรงทางเพศ ดงั ต่อไปนี้

1.1 สถาบันครอบครัวเป็นสถาบนั ทางสังคมทีเ่ ล็กที่สุด แตม่ อี ิทธิพลต่อสงั คมมากที่สุด การเปลย่ี นแปลงเชงิ โครงสรา้ ง
สังคมเพื่อการรื้อถอนวฒั นธรรมเก่าทกี่ ่อให้เกิดปัญหา ผู้ศึกษามคี วามคิดเห็นว่าหลกั ใหญ่ใจความจะต้องเรมิ่ มาจากครอบครัว
โดยครอบครวั ต้องขดั เกลา อบรม ส่ังสอน ใหส้ มาชิกในครอบครัวมีค่านยิ ม ความเชื่อ ทัศนคติในเรือ่ งความเท่าเทียมทางเพศไม่
ว่าจะเปน็ เพศชาย เพศหญิงหรือเพศทางเลือก ละทิ้งค่านิยม ความเชื่อเดมิ ที่กดข่ี กดทบั ทางเพศ สนับสนุนให้สมาชิกมีมุมมอง
ท่ีให้คณุ คา่ กบั ความเป็นมนษุ ย์ การสร้างคุณงามความดีให้แก่สังคม ยกย่องใหเ้ กยี รตผิ ู้อื่นอย่างเท่าเทียมกัน

1.2 สถาบันการศึกษา หลักสูตรในสถานศึกษาทุกระดับตอ้ งจดั ให้มีการเรยี นการสอนเกย่ี วกบั เพศท่ีรอบด้านอย่าง
ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาททางเพศในลักษณะที่ไม่กดทับ ไม่วางอานาจเหนืออีกฝ่าย แต่อยู่ในลักษณะ
ของการยอมรับความเท่าเทียมกันในความเปน็ มนุษย์ทีม่ ีศักด์ิศรีเช่นเดียวกันทั้งหมดไม่วา่ จะเป็นเพศ วัย เชื้อชาติ ศาสนาหรือ
ชนช้ันใดก็ตาม นอกจากนี้สถาบันการศึกษาควรมีบุคลากรท่สี ามารถช่วยเหลือดูแลนักเรียนท่ีประสบปัญหาได้ เช่น นักสังคม
สงเคราะหใ์ นโรงเรียน ครแู นะแนว หรือกลุ่มนักเรยี นอาสาสมัครเพือ่ นช่วยเพื่อนทผ่ี ่านการอบรมมาแล้ว

1.3 สถาบันท่ีเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ต้องพิจารณาถึงระบบข้ันตอนการดาเนินการในระบบใหม่ ท่ีมุ่ง
ปกป้องพิทักษ์สิทธิของผู้ถูกกระทา หลายกรณีถึงแม้ว่าผู้ถูกกระทาได้ร้องขอความช่วยเหลือ โดยการเข้าแจ้งความแต่ใน
กระบวนการยุติธรรม แต่การซักถามซ้าๆ หลายคร้ังในกระบวนการ กลับเป็นการตอกย้าความลาบากใจให้เกิดข้ึน
เปรยี บเสมือนเปน็ การข่มขืนซ้าซ้อนแก่ผถู้ ูกกระทา ดังนน้ั กระบวนการยตุ ิธรรมจงึ ควรปรบั ระบบโดยการให้นักสงั คมสงเคราะห์
และนักจิตวทิ ยาเข้ามาร่วมในกระบวนการพิจารณาคดเี พือ่ คอยช่วยเหลือดูแลผู้ถกู กระทา

1.4 สถาบันสื่อมวลชนควรผลักดันให้มีการตรวจสอบสือ่ ท่ีแฝงความรุนแรงทางเพศอย่างเข้มงวด เพราะปัจจุบันสื่อ
ขาดการควบคุมอย่างรัดกุม ทาความเข้าใจกับผู้ผลติ สื่อเพื่อปรับมุมมองเรื่องเพศ นาเสนอเนื้อหาที่เน้นเรื่องความเท่าเทียม
ระหว่างเพศทั้งหญิงชายและเพศท่ีสาม บนพื้นฐานศกั ดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในเชิงนโยบายและมาตรการควรมีกฎหมายควบคุม
สือ่ ทเี่ ขม้ งวด ควรมกี ารคัดสรรขอ้ มลู ขา่ วสารเชงิ สรา้ งสรรค์จรรโลงสงั คมมากกวา่ สือ่ ท่ีบอ่ นทาลายศีลธรรมความดงี ามของสังคม

2. ทกุ ภาคส่วนควรร่วมกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ เน้นการให้คณุ ค่ากับความเป็นมนุษย์โดยเสมอภาคกันของสมาชิกใน
สังคมทุกเพศทุกวยั รัฐควรมีนโยบายท่ีชัดเจนในการต่อต้านความรุนแรงทางเพศในทุกรูปแบบ เป็นมาตรการรณรงค์ให้ทุก
องค์กร รว่ มมือกับกับสื่อมวลชนในการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่สังคมในการร่วมกันยุติความรุนแรง เพื่อขจัดปัญหาน้ีใน
สังคมไทย

3. รัฐควรมนี โยบายเพื่อรองรับ ช่วยเหลือผถู้ ูกกระทาความรุนแรงทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนนุ ใหม้ ีบคุ ลากรท่ี
มศี ักยภาพเพื่อชว่ ยเหลือ ให้คาแนะนา คาปรึกษาแก่ผู้ทไ่ี ดร้ ับความเดือดรอ้ นอยา่ งเตม็ ความสามารถ มีความรูแ้ ละทกั ษะในการ
ประสานงาน ปกป้อง คุ้มครอง ส่งต่อระหว่างหน่วยงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกระทาได้อย่างเหมาะสม มีสถานบริการฉุกเฉิน
อยา่ งพอเพียงไว้รองรบั สาหรับเยยี วยา ฟนื้ ฟผู ้ปู ระสบปัญหาอย่างมีคุณภาพ

4. ทุกหน่วยงานท้ังภาครัฐ เอกชน รวมถึงองค์กรภาคประชาชน ควรมีการสร้างความเข้าใจ รณรงค์ ช้ีแจง
ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ รวมทัง้ ความรุนแรงทกุ รูปแบบ มุ่งแก้ปัญหาอย่าง
จริงจัง ในลักษณะของการจัดโครงการอบรมให้ความรู้ การผลิตสื่อประชาสัมพันธใ์ ห้ทราบเรื่องสิทธิในเนื้อตัวและร่าง กาย
ตนเองและคนรอบข้าง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันท่ีดีในการระแวดระวังปัญหาความรุนแรงทางเพศไม่ให้เกิดขึ้นกับตนเองและคน
ใกลช้ ดิ มีทักษะการจัดการและการวางตวั ในความสัมพนั ธ์ระหว่างตนเองกบั ผู้อื่นไดอ้ ย่างเหมาะสม

175

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

บทสรปุ
โครงสรา้ งทางสังคมไทยยงั มีค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรมเกี่ยวกบั เพศบางอย่างท่มี ีส่วนสาคัญอันจะก่อใหเ้ กดิ ปญั หา
ความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ ท้ังที่สังคมไทยไดเ้ ปลย่ี นแปลงไปมากตามแนวคิดทางสังคมสมัยใหม่ แต่บรรทัดฐานทางสังคม
ดงั้ เดิมยังคงอยู่ ความรุนแรงทางเพศในสงั คมนส้ี ะท้อนใหเ้ ห็นถึงความผิดปกตขิ องสังคม โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในเรือ่ งความเหลือ่ ม
ลา้ ความไม่เท่าเทียม ความไม่เสมอภาคระหวา่ งเพศ ท้งั เพศชาย เพศหญิง รวมทงั้ เพศทางเลือก ฝงั รากลกึ อยู่ในโครงสร้างของ
สังคมไทย ปัจจัยทางด้านสังคม บริบททางสังคม วัฒนธรรมท่ีเป็นปัญหาเหล่านี้นอกจากจะบ่มเพาะก่อให้เกิดปัญหาความ
รุนแรงทางเพศแล้ว ยังเป็นมูลเหตุสาคัญท่ีจะนาไปสู่ความซ้าซ้อนของปัญหาความรุนแรงทางเพศอย่างต่อเนื่อง เพราะการ
ปกปิด เก็บงา นิ่งเฉยหรือการเพิกเฉยต่อความรุนแรงทางเพศน้ี จะเท่ากับเป็นการปิดโอกาสในการให้ความช่วยเหลือ
ผู้ถูกกระทาและเป็นการเปิดโอกาสใหเ้ กิดการกระทาความรุนแรงทางเพศได้ง่ายและเกิดปัญหาความซ้าซ้อนของการกระทา
ความรุนแรงทางเพศ
แนวทางในการแก้ไขปัญหาในภาพรวมประเดน็ มาตรฐานเชงิ ซ้อนในวฒั นธรรมทางเพศนั้น เราตอ้ งส่งเสริมวัฒนธรรม
ทางเพศใหม่ท่ีไม่ยอมรับความรุนแรงทุกรูปแบบอันเป็นเหตุเกี่ยวเนื่องแห่งวัฒนธรรมเชิงซ้อนที่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริ มให้เกิด
วฒั นธรรมทางเพศใหม่ที่ไม่เลือกปฏิบัติ ประเด็นสัมพันธภาพเชิงอานาจท่ีไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศนั้นสังคมไทยต้องรื้อ
ความคิดใหมใ่ นเรื่องเพศ เปลี่ยนแปลงความคิด ความเชือ่ ทีท่ าใหค้ วามสัมพนั ธ์เชงิ อานาจระหว่างเพศไม่เท่าเทียมกนั พรอ้ มกัน
น้นั ต้องเร่งสร้างความคิด ความเชื่อใหม่ให้สังคมไดต้ ระหนักถึงการเคารพในศักด์ิศรีความเปน็ มนุษย์ สว่ นประเดน็ กระบวนการ
ขดั เกลาทางเพศในสงั คมต้องมีการเสริมพลังอานาจให้เพศหญิงได้มีความม่ันใจในตนเอง สามารถช่วยเหลือตนเองอย่างเต็ม
ศกั ยภาพในทุกๆ ด้าน ซึ่งประเด็นปัญหาในทุกประเด็นมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน จาเป็นท่ีจะต้องได้รับการแกไ้ ขจากความ
ร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม เป็นปญั หาท่สี ังคมต้องรว่ มกันแก้ไข เพราะปัญหาความรุนแรงทางเพศไม่ใช่ปัญหาส่วนตวั ของ
บคุ คล หากแต่เป็นปญั หาของสงั คมส่วนรวม

รายการอ้างอิง
กฤตยา อาชวนิจกุล และพริสรา แซกวย. (2551). “การควบคุมเรือ่ งเซก็ สกับเพศวิถีท่ีเปล่ียนไป” ใน มิติ ‘เพศ’ ในประชากร

และสังคม. เอกสารวชิ าการหมายเลข 346. นครปฐม: สานักพิมพ์ประชากรและสังคม
กฤตยา อาชวนิจกลุ , (บรรณาธิการ). (2552). ถึงเวลาต้องเข้าใจและแก้ไข…ความรุนแรงทางเพศ เอดส์ และท้องไม่พร้อม.

กรุงเทพมหานคร: แผนงานส่งเสริมสุขภาวะทางเพศ. สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).
สานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาต(ิ สช.). สถาบนั วจิ ัยประชากรและสังคม (วปส.). มหาวิทยาลัยมหิดล.
กฤตยา อาชวนจิ กุล, (บรรณาธิการ). (2558). ข่มขืน: มายาคติและความรุนแรงท่ีซ้าซ้อน. นครปฐม: สมาคมเพศวถิ ีศกึ ษา.
ขวัญไชย สันติภราภพ. (2547). สาเหตุการก่ออาชญากรรมทางเพศของผู้ตอ้ งขงั เด็ดขาดเรือนจากลาง นครปฐม ศึกษากรณี
ขม่ ขืนกระทาชาเรา. วิทยานิพนธ์หลกั สูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารงานยตุ ิธรรม). คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์.
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์
จอมญาดา ชื่นประจักษ์กลุ . (2548). การถ่ายทอดอดุ มการณค์ วามเป็นหญงิ ผ่านระบบการศกึ ษาในโรงเรยี นสตรี. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
(สตรีศึกษา). สานกั บณั ฑิตอาสาสมัคร. มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์
จักษ์ พั นธ์ชูเพ ชร. (2548). ข่ม ขืนคนในครอบครัว. องค์ การสหประชาชาติ (UNFPA) และสถาบั นวิจัยสังคม .
มหาวทิ ยาลัยมหิดล.
จุฑารัตน์ เอื้ออานวย. (2550). ปัจจัยท่ีมีความเส่ียงต่อการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศของผู้หญิงไทย. กรุงเทพมหานคร:
สานกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.

176

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65

ชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณี, อุนิษา เลิศโตมรสกุล. การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกระทาผิดร้ายแรงทางเพศ
กรณีข่มขืนและการโทรมหญิงของเด็กและเยาวชนชายในบริบทของทฤษฎีเชิงบูรณาการ. (2551). สานักกิจการ
ยตุ ิธรรม กระทรวงยตุ ธิ รรม. คณะสังคมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร์. มหาวิทยาลัยมหิดล.

ชญั ญาพชั ญ์ ตรังคิณีนาถนิธิมา, อาภาศิริ ววุ รรณานนท์. (2561). ทัศนคติของเจ้าหน้าท่ีตารวจกองบัญชาการนครบาล 1 ที่มี
ผลต่อความสัมพันธ์กับการเกิดอาชญากรรมทางเพศของผู้หญิงในเขตกรุงเทพมหานคร. http://www.polsci-
law.buu.ac.th/journal/document/5-2/5.pdf, สืบคน้ เมือ่ 10 ธันวาคม 2561.

พวงเพ็ญ ใจกว้าง. (2542). ปัจจยั ทางสังคมกับการขม่ ขืนกระทาชาเราเด็กของผู้ต้องขังชาย: ศึกษาเฉพาะกรณีเรือนจากลาง
อุดร ธานี . วิ ทยานิ พ นธ์ห ลักสู ตรสั งคมสงเคราะ ห์ ศาสตร มหาบั ณ ฑิ ต. คณ ะ สั งคมสงเคร าะห์ ศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์

สานักข่าวบีบีซี ประเทศไทย. ความรุนแรงในครอบครัว: “บ้าน” คือสถานที่ที่ผู้หญิงมีความเส่ียงจะถูกสังหารได้มากที่สุด.
ประจาวนั ท่ี 28 พฤศจิกายน 2561, https://www.bbc.com/thai/features-46363653, สืบค้นเมื่อวนั ท่ี 1 ธันวาคม
2561.

สานักงานกองทุ นสนั บสนุ นการสร้างเสริ มสุขภาพ . (2561). สถิติ 'ความรุนแรงทางเพ ศ ' ของไทยยังน่ าห่ วง.
http://www.thaihealth.or.th/Content/45786-, สืบค้นเมือ่ 2 ธันวาคม 2561.

สานกั งานตารวจแห่งชาติ, สานักงานยุทธศาสตร์ตารวจ, กองแผนงานอาชญากรรม. (2561). สรุปสถานการณ์อาชญากรรม 1
– 31 สิงหาคม 2561. http://www.rtpoc.police.go.th/fileupload/884676479.44272.pdf, สืบค้นเมื่อ 24
พฤศจกิ ายน 2561.

สุชีลา ตนั ชยั นันท์. (2535). ขม่ ขืน ปญั หาความรุนแรงทางเพศ. กรุงเทพมหานคร: สานักพมิ พ์ผลกึ .
สดุ สงวน สธุ สี ร. (2546). อาชญาวิทยาและงานสงั คมสงเคราะห์. กรุงเทพมหานคร: สานกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
สุพรรณิกา จันทร์จิรานวุ ัฒน์. (2550). อิทธิพลของสื่อลามกที่มผี ลต่อการกระทาความผิดเกี่ยวกับเพศของเดก็ และเยาวชนชาย

ในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธศ์ ิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารงานยุตธิ รรม). คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์.
มหาวิทยาลยั ธรรมศาตร์.
สฤษ ด์ิ สื บ พ งษ์ ศิ ริ. (256 1). พ ฤติ กร รมอาชญ ากร รมท างเพ ศ. http://www.forensicrpca.com/data/article/
article_rapist.pdf. สืบค้นเมือ่ 8 ธนั วาคม 2561.
อภิ ญ ญ า เวชย (2561).ชั ย. สถิ ติ 'ความรุ น แรงท างเพ ศ ' ขอ งไทยยั งน่ าห่ วง. http://www.thaihealth.or.th/
Content/45786-, สืบค้นเมื่อ 2 ธนั วาคม 2561.
เอกภพ อินทวิวัฒน์. (2542). ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงในการก่ออาชญากรรม ศึกษาเฉพาะกรณี ผู้ต้องขังคดี
ข่มขื นกระทาชาเรา. วิทยานิ พ นธ์สังคมสงเคราะห์ ศาสตรมหาบั ณ ฑิ ต. คณ ะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ .
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
Bourgois, P. (1995). In search of respect: selling Crack in EI Barrio. Cambridge, UK: Cambridge University
Press.
Godenzi, A., Schwartz, M.D., & DeKeseredy,W.S. (2001).Toward a gendered social bond/male peer support
theory of university women abuse Critical Criminology, 1 0 , 1 -1 6 . International Journal of the
Offender Therapy and Comparative Criminology. Volume 48 (3), 575.
Groth, A. N. & Birnbaum, H. J. (1981). Men who rape: the psychology of the offender. New York: Planum
Press.
Joseph, J. & William, K. (1983). Social Problems. (4th Ed.), New Jersey: Prentice-Hall, Inc. Englewood Cliffs.

177

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65

Lee, V. E., Robert, G. C, Eleanor L., & Xianglei, C. (1996). “The Culture of Sexual Harassment in Secondary
Schools,” American Educational Research Journal. 33(2) : 383-417.

Lippa, A. R.. (2009). “ Sex Differences in Sex Drive, Sociosexuality, and Height across 53 Nations: Testing
Evolutionary and Social Structural Theories”. Archives of Sexual Behavior, October 2009 , Volume
38(5), pp 631–651. https://link.springer.com/article/10.1007/s10508-007-9242-8.

Turvey, B.. (2005). Criminal Profiling. (2nd ed.). California. Elsevier Academic Press.

178

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65

ครอบครัวบาบดั แนวซาเทียร์กบั การศกึ ษาความในใจของผปู้ กครองเพอื่ ลดพฤติกรรมการใชค้ วามรนุ แรงตอ่ เด็ก
Satir Family Therapy with Parent’s Mental Process Study to Reduce Violence Against Children

สุทธชิ ยั เพ็ชรศรี1, ผชู้ ่วยศาสตราจารยส์ ริ ิพรรณ ศรมี ีชยั 2 และฉนั ทนา เลอ มแู อลลิค3
Suttichai Phetsri4, Assistant Professor Siripan Srimeechai5 and Chanthana Le Mouellic6

Abstract
This study using Social Program which designed on one group pretest-posttest design. There are
two article’s objectives. First of all, article is aimed to study mental process or covert behavior of a
caretaker who behaves violence against children. And the second is aimed to apply Satir Family Therapy
for reduce violent behavior against children. Study participant was a caretaker from one violent family
and behaved violence against child. The instruments were Satir family therapy program for parent behave
violence against children, Family Readiness Assessment or F.R.A, Mental Health Self Care Assessment or
M.H.S.C.A, Stress Test, and Automatic Blood Pressure. Study’ consequences show that Satir Family
Therapy Program presented the human value in parent’s self which appeared by mental processes or
covert behaviors, fondness, good expectation, and compassion for children. However, either social
learning or social changing; therefore, caretaker faces stress, worry, anxious, and low-self confidence. And
violence behaviors against children have been appeared by that reasons. Nevertheless, this article has
worth for social workers to separate Parent’s self and their violence behavior. And It is social worker’s
responsibility to find parent inner resource for solve and develope their self-esteem, making decision, and
behave with respect on Child Rights and Equality in their family.
Keywords: Satir Family Therapy, Mental Processes or Covert Behavior, Violence Against Children

บทคดั ยอ่
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศกึ ษาผา่ นโปรแกรมบาบดั ทางสังคมรูปแบบกลุ่มเดียว โดยวดั ผลการทดลองในลักษณะก่อน
และหลงั การบาบัด (One Group Pretest-Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความในใจหรือพฤตกิ รรมภายในของ
ผปู้ กครองที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อเด็ก และเพื่อใช้ครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์เป็นเครือ่ งมือปฏิบัติการทางสังคมใน
การลดพฤติกรรมของผู้ปกครองที่ใช้ความรุนแรงต่อเด็ก กลุ่มตัวอย่างคือผู้ปกครองจาก 1 ครอบครัวที่มีพฤติกรรมใช้ความ
รุนแรงต่อเด็ก เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการศกึ ษาประกอบดว้ ยโปรแกรมครอบครัวบาบัดแนวซาเทยี ร์สาหรับผู้ปกครองท่ีมีพฤตกิ รรมใช้
ความรุนแรงต่อเดก็ เครื่องมือประเมินความพร้อมของครอบครัว เครื่องมือประเมินการดูแลสุขภาพจิตตนเอง แบบประเมิน
และวิเคราะห์ความเครยี ดด้วยตนเอง และเครื่องวัดความดันอัตโนมัติ ผลการศึกษาพบว่าโปรแกรมครอบครัวบาบัดแนวซา

1 นักศึกษาสังคมสงเคราะหศ์ าสตรมหาบณั ฑิต คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
2 อาจารยป์ ระจา คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3 เจา้ หนา้ ทีค่ มุ้ ครองเดก็ และผ้จู ัดการโครงการชมุ ชน องค์การเฟรนด์ อนิ เตอรเ์ นชน่ั แนล ประเทศไทย
4 Master's student, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
5 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
6 Child Protection officer and Community Manager at Friends International Thailand
E-mail: [email protected]

179

รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65

เทียร์เผยให้เห็นแก่นแท้แหง่ ความเป็นมนุษย์ของผู้ปกครองอนั ประกอบด้วยความรัก ความหวังดแี ละความเห็นอกเห็นใจตอ่ เด็ก
ซึง่ ปรากฏในรูปแบบของความในใจหรือพฤตกิ รรมภายใน แต่เพราะปจั จัยจากการเรียนรู้ทางสงั คมในอดีตประกอบการปัจจัย
ดา้ นการเปลย่ี นแปลงทางสงั คมเป็นสาเหตใุ ห้เกิดภาวะเครียด วิตก กังวล ขาดความมั่นใจ และส่งผลต่อพฤตกิ รรมภายนอกคือ
พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก เหนือสิ่งอื่นใด คุณค่าของการศึกษาช้นิ นี้ช่วยให้นักสังคมสงเคราะห์มองความรนุ แรงท่ี
เกดิ ข้นึ ในมมุ มติ ทิ ี่แยกส่วนระหว่างตัวตนของผกู้ ระทา

ความรุนแรงกับพฤติกรรมความรุนแรงออกจากกัน เพราะความรุนแรงเป็นเรือ่ งพฤติกรรม แตใ่ นเนื้อแท้ของความ
เปน็ มนุษยน์ ้ันถือเป็นหน้าท่ีของนักสังคมสงเคราะหท์ ี่ต้องค้นหาขุมทรพั ย์แห่งความดีและมคี ุณค่า อันจะมีส่วนแก้ไขและพฒั นา
ไปสู่แนวทางการสร้างโอกาสให้ผู้ปกครองที่มีพฤติกรรมรุนแรงได้เข้าใจตนเองและผู้อื่น เห็นในศักยภาพแห่งตน มีอานาจ
ตัดสินใจเลือกแสดงพฤตกิ รรมทเ่ี หมาะสมบนฐานของการเคารพสิทธิและความเสมอภาคของเด็กและสมาชกิ ในครอบครวั
คาสาคญั : ครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์, ความในใจของผู้ปกครอง, พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงต่อเดก็

บทนา
พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงต่อเดก็ หรืออีกความหมายหน่ึงคือพฤติกรรมการลว่ งละเมิดเดก็ นน้ั ส่งผลกระทบตอ่ ตัว
เดก็ ท้ังในระยะฉับพลนั คือการบาดเจ็บทางกาย ภาวะพิการและทุพลภาพ ไปจนถึงการเสียชีวิตของเดก็ อีกทัง้ ยังส่งผลกระทบ
ต่อไปในระยะยาว เช่น ปรากฏการณ์ที่ความรุนแรงที่เกิดข้ึนเป็นปัจจัยนาไปสู่ความเครียดของเด็ก ส่งผลต่อพัฒนาการทาง
สติปัญญาและอารมณ์ ไปจนถึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกันในตัวเด็ก โดยจากข้อมูลของ
องค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO, 2016; 2017; 2018) เผยข้อมูลสถานการณ์ให้เห็นว่าในปี
พ.ศ.2560 ร้อยละ 12 ของจานวนเด็กท่ัวโลกได้รับความรุนแรงหรือถกู ลว่ งละเมิดทางเพศ ขณะที่จานวน 1 ใน 4 ของคนท่ีอยู่
ในช่วงวยั ผู้ใหญ่มีประสบการณ์ไดร้ บั การกระทาความรุนแรงทางกายตง้ั แตพ่ วกเธอและเขาเหลา่ นี้อยู่ในช่วงวัยเดก็
ความทา้ ทายของครอบครัวไทยในกระแสการเปลี่ยนผ่านตอ่ ประเด็นด้านสิทธเิ ดก็ และความเสมอภาคระหว่างสมาชิก
ในครอบครัวยงั ถูกจากดั พืน้ ท่ีเฉพาะภายใตห้ ลังคาเรือน ส่งผลให้พฤติกรรมความรุนแรงต่อเด็กถกู มองวา่ เป็นพฤตกิ รรมของการ
อบรมสั่งสอนที่ได้รับการยอมรับโดยดุษฎี เด็กไทยยังคงตกเป็นเหยื่อจากการถูกลงโทษทางร่างกายและความรุนแรงภายใน
ครอบครวั อีกท้งั มีการเลือกปฏิบัตติ ่อเด็กอยา่ งกว้างขวางและเกดิ ขน้ึ เป็นพิเศษกับกลมุ่ เด็กท่ีมีความออ่ นไหวสงู เช่น เด็กที่เป็น
ชนกล่มุ น้อย และเด็กในกลุ่มผู้อพยพ ในกรณีของประเทศไทยเปน็ ท่นี ่าสนใจวา่ พฤติกรรมความรุนแรงต่อเดก็ ภายในประเทศมี
การเปิดรับต่อประเด็นนี้ในสองลักษณะคือ ลักษณะที่ 1 การเปิดรับในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ ซ่ึงเป็นการยอมรับอย่าง
ธรรมดาและคุ้นชนิ ว่าความรุนแรงเป็นเรื่องในครอบครัวคนนอกไม่ควรข้องเก่ียว ไฟความรุนแรงภายในจึงไม่ควรนาออกจาก
บา้ น รกั ววั ยงั ต้องผูกรักลูกจงึ ตอ้ งตี ประกอบกับปญั หาความตึงเครยี ดทางเศรษฐกิจมสี ่วนบบี คัน้ ใหผ้ ู้ปกครองจาตอ้ งจดั การกับ
พฤติกรรมของเด็กดว้ ยวิธีการที่รุนแรงเนื่องจากเปน็ วธิ ีทง่ี า่ ย รดั กมุ และสงบพฤตกิ รรมไดร้ วดเร็ว (ฉัตณฑี ศิลากุล, 2549; นิภาพร
กองศรี, 2555; วภิ าดา พรหมศรี, 2557; สุวิมล เเซอ่ ้ึง, 2547) ในขณะท่ีการเปิดรับในลกั ษณะท่ี 2 เป็นเปิดรบั ในรูปแบบท่ีเป็น
ทางการผ่านตัวบทกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อพิจารณาตามมาตราท่ี 1567 ยอ่ หน้าท่ี 2 ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กล่าวไว้ว่า บุคคลท่ีทาหน้าที่ผปู้ กครอง (ผปู้ กครองโดยสายเลือด) มีสทิ ธทิ ี่จะ “ลงโทษเด็กอย่างสมเหตุสมผลได้เพื่อจุดประสงค์
ด้านระเบียบวินัย” ส่งผลให้การลงโทษทางร่างกายยังคงปฏิบัติอย่างแพร่หลาย ซ่ึงในความเป็นจริงแล้วการลงโทษอย่าง
สมเหตุสมผลนนั้ ยตุ ิพฤติกรรมของเด็กไดช้ ่ัวคราว ทว่าไดส้ รา้ งบาดแผลรอยร้าวต่อสภาวะทางกายและจิตใจของเด็กอยไู่ มน่ ้อย
ข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กของประเทศไทยช่วงปี พ.ศ.2557 พบว่ามีเด็กจานวน 6,638 คนได้รับผลกระทบจาก
ความรนุ แรงในครอบครัว จาแนกเป็นความรุนแรงทางร่างกายร้อยละ 53.0 อีกท้ังยังพบความรุนแรงทางเพศ โดยคิดเป็นร้อย
ละ 40.6 โดยท่ีผู้ปกครองเองก็อาจไม่ร้วู ่าลงโทษแบบไหนจึงสมเหตุสมผล และถึงท้ายท่ีสุดแล้วการลงโทษไม่ว่าจะด้วยวิธใี ดก็

180

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65

ตามสามารถสร้างวินัยให้เกิดแก่เด็กในการดูแลได้จริงหรือไม่ (สานักงานปลดั กระทรวงพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนุษย์,
2558)

ในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม พ.ศ.2561 นักสังคมสงเคราะห์ ทมี ชุมชน องค์การเฟรนด์อินเตอรเ์ นชั่นแนล ประเทศ
ไทย (Friends International Thailand) พัฒนาต่อยอดการเกบ็ ข้อมูลการให้บริการด้านจติ สังคมรายกรณีผ่านรูปแบบการ
พัฒนางานประจาสู่งานวิจัย หรือ Routine to Research ส่งผลให้ทราบสถิติพฤติกรรมความรุนแรงต่อเด็กในพื้นท่ีชุมชน
ภายใต้บริการด้านสังคมของหน่วยงาน โดยพบว่าเด็กจานวน 81 คนที่ถูกกระทาความรุนแรงจากคนในครอบครัวและชุมชน
สามารถจาแนกลักษณะของความรุนแรงทเี่ ผชิญได้ว่า ร้อยละ 64 ของเดก็ ท่ีถูกกระทาความรุนแรงในชมุ ชนไดร้ ับความรุนแรง
ในด้านอารมณ์มากที่สุด รองลงมาคือความรุนแรงในการปล่อยปละละเลยซ่ึงคิดเป็นร้อยละ 20 และความรุนแรงทางด้าน
ร่างกายคิดเป็นร้อยละ 10 จากเด็กทั้งหมดท่ีได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ในขณะที่กลุ่มผู้ปกครองที่มีเด็กในการดูแล
พบว่ามผี ู้ปกครองจานวน 51 คนที่มพี ฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อเด็ก โดยร้อยละ 55 ของผูป้ กครองมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง
กระทาความรนุ แรงต่อเด็กในดา้ นอารมณ์มากที่สดุ รองลงมาคือความรุนแรงในลกั ษณะปล่อยปละละเลยซ่ึงคิดเป็นร้อยละ 20
และความรุนแรงทางด้านร่างกายคิดเป็นร้อยละ 16 (Friends International Thailand, 2018) ด้วยเหตุนี้ นักสังคม
สงเคราะห์และผู้ปฏิบัติงานภายใต้หน่วยงานสวสั ดิการสงั คมด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว จึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะพบเจอกับ
ปญั หาความรุนแรงในครอบครัวครอบครัวท่ีกระทบตอ่ เด็ก ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อรา่ งกาย ความรุนแรงทางวาจา ความ
รนุ แรงทางเพศ การทอดท้ิงหรือการปฏิบัติโดยประมาท ประสบการณ์เหล่านี้จะสง่ ผลต่อการรับรแู้ ละทศั นคตติ ่อความรุนแรง
ของเดก็ หรือเรียกอีกนัยหน่ึงได้ว่าเป็นการเรียนรู้ทางสังคม (Social learning) ว่าเป็นพฤติกรรมความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
ธรรมดาทเ่ี กดิ ขึ้นในสงั คม (กรมกิจการเดก็ และเยาวชน, 2559)

การใชว้ ิธกี ารปฏิบตั ิงานสังคมสงเคราะห์เพียงวธิ ีใดวธิ ีหนึ่งอย่างโดดๆ อาจยังไม่เพียงพอต่อการปลดแอกปญั หาความ
รนุ แรงต่อเด็กท่ามกลางการเปล่ียนแปลงทางสังคมของผู้ใช้บริการ วธิ ีการปฏิบัตงิ านผา่ นระบบครอบครัวจึงมีความสาคัญและ
จาเป็นที่จะอาศัยการแสดงออกซึ่งบทบาทระหว่างกันของสมาชิกในครอบครัวให้เขา้ มามีพืน้ ท่ีส่งเสริมสนับสนุนปจั เจกบคุ คลให้
ผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตที่เธอและเขากาลังเผชิญ และจากคาว่า Intervention ซ่ึงมีความหมายรวมถึงการที่นักสังคม
สงเคราะห์หรือนักวิชาชีพผูป้ ฏิบตั ิงานโดยตรงกับครอบครวั จะมีบทบาทเข้ามาแทรกแซงระบบครอบครัว โดยมีเป้าหมายของ
การแทรกแซง (McMahon, 1996) 2 ประการคือ เพื่อให้การสนับสนุนโดยตรงใหร้ ะบบครอบครัวให้สามารถกา้ วผ่านปัญหาที่
กาลังเผชิญ และเพื่อช่วยเหลือให้ระบบครอบครัวสามารถสร้างการเปลีย่ นแปลงให้เกิดขึ้นโดยสมาชิกในครอบครัวเอง อีกท้ัง
ขอ้ ดีของการใช้ระบบครอบครัวยังสามารถขยายไปสู่การปฏิบัติงานร่วม (Combined Intervention) ระหว่างปัจเจกบุคล/
ผู้ใช้บริการในภาวะแห่งปัญหา นักสังคมสงเคราะห์/ผู้ปฏิบัติงาน ระบบครอบครัว/ระบบเป้าหมาย และกลุ่มหรือชุมชนได้
(Charles, James, & Maureen, 1984)

รูปแบบครอบครวั บาบัดแนวซาเทียร์หรือ Satir Family Therapy ถือเป็นหนึ่งรูปแบบการบาบัดภายในจิตใจของ
บคุ คลทจ่ี ะช่วยลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยการทาครอบครัวบาบดั แนวซาเทยี ร์นัน้ จะช่วยพฒั นาสมาชิกแต่ละคนใน
ครอบครัวให้สามารถสื่อสารระหว่างกันได้ดีข้ึน ลดความทุกข์ภายในจิตใจ และตอบสนองความต้องการของสมาชิกใน
ครอบครัวจนนาไปสู่การพัฒนาศักยภาพของสมาชกิ ในครอบครวั ใหส้ ามารถทาหนา้ ท่ีไดต้ ามปกติ จนก่อใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลง
พลังจากภายในตวั ตนสมาชิกในครอบครัวและลดปัญหาความรนุ แรงในครอบครัวลงได้ โดยผู้ปกครองท่ีเข้ารบั บริการครอบครัว
บาบัดตามแนวคิดซาเทียร์ก่อนเข้ารับบริการครอบครัวบาบัดพบว่าภูเขาน้าแข็ง, ความในใจหรือพฤติกรรมภายใน, ของ
ผปู้ กครองจะมีลักษณะท่ีคล้ายกัน เชน่ มีภาวะเครียด วิตก กงั วล ขาดความม่ันใจ ส่งผลต่อพฤติกรรมภายนอกเช่น เด็กและ
ผู้ปกครองทะเลาะกันรุนแรง ซง่ึ พฤตกิ รรมเหล่านส้ี ่งผลให้สถานการณ์ในครอบครัวไมอ่ ยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่สมารถกระทา
หน้าท่ีตามบทบาทท่ีควรเป็นได้ (สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์, 2553; 2554; 2555; 2560; Kongsook,2003; Sankamon, &
Pornthip, 2016) เมื่อเขา้ รับการบริการครอบครัวบาบดั แนวซาเทียรแ์ ล้ว พบว่าผู้ปกครองมีพฤติกรรมทั้งพฤติกรรมภายใน

181

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65

และพฤตกิ รรมภายนอกท่ีเปลี่ยนแปลงไป พฤติกรรมภายในท่เี ปล่ียนแปลงไป อาทิ ผู้ปกครองมีสมาธมิ ากขึ้น เรม่ิ เปิดใจรับฟัง
และเขา้ ใจกันมากข้นึ เกดิ การตระหนักรู้วา่ พฤติกรรมของตนมีบทบาทและสง่ ผลอย่างสาคัญตอ่ การเล้ียงดูเด็กในครอบครัว มี
ความรู้สึกภูมิใจในตนเอง ในขณะท่พี ฤติกรรมภายนอกที่เปล่ียนแปลงไปคือผู้ปกครองให้เวลาในการดูแลลูกมากขึ้น เลี้ยงลูกใน
เชิงบวก ลดพฤติกรรมควบคุมเด็กในครอบครัว (Kongsook, 2003; Piyavhatkul, Arumpongpaisal, Patjanasoontorn,
and group, 2017; Sankamon & Pornthip, 2016; Yang, Li, Lou, & Vivian, 2013)

การศกึ ษาเรือ่ ง ครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์กับการศกึ ษาความในใจของผู้ปกครองเพื่อลดพฤติกรรมใชค้ วามรนุ แรง
ต่อเด็ก มีความมุ่งหมายในการพยายามตอบข้อคาถามของผู้ศึกษาในฐานะผู้ปฏิบัติงานด้านเด็กและครอบครัววา่ ความในใจ
หรือพฤติกรรมภายใน (Mental Process or Covert Behavior) ของผู้ปกครองที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อเด็กเป็น
อย่างไร ครอบครวั บาบดั แนวซาเทียรจ์ ะสามารถช่วยอธบิ ายพฤตกิ รรมภายในของผู้ปกครองที่กระทาพฤติกรรมรุนแรงตอ่ เด็ก
และสร้างความเข้าใจใหม่ต่อคุณค่าภายในของผู้ปกครองได้อย่างไร อีกทั้งครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์สามารถช่วยลด
พฤตกิ รรมการใชค้ วามรนุ แรงของผู้ปกครองตอ่ เด็กในครอบครัวไดอ้ ยา่ งไร

วัตถปุ ระสงค์ของการศกึ ษา
1. เพื่อศึกษาความในใจหรือพฤตกิ รรมภายในของผู้ปกครองที่มพี ฤติกรรมใช้ความรุนแรงตอ่ เดก็
2. เพื่อใช้ครอบครวั บาบัดแนวซาเทียร์เปน็ เครื่องมือในการลดพฤตกิ รรมของผู้ปกครองทีใ่ ช้ความรนุ แรงต่อเด็ก

ขอบเขตของการศกึ ษา
1. ขอบเขตด้านเนือ้ หา แบ่งขอบเขตของเนือ้ หาเปน็ 2 ประเด็นคือ
1.1 เนื้อหาด้านลักษณะของความในใจหรือพฤติกรรมภายในท่ีเกิดขึ้นของผู้ปกครองท่ีใช้ความรุนแรงต่อเด็ก โดย
ศึกษาและอธิบายผ่านแนวคิดหลักคือแนวคิดด้านครอบครัวบาบัดของซาเทียร์ มีขอบข่ายของสาระประเด็นอยู่ท่ีการแสดง
ปฏิกิริยาตอบรับของพฤติกรรมภายนอกหรือการรับมือกับปัญหา (Stance) ของบุคคล และพฤติกรรมภายใน (Iceberg) ที่
แสดงการตอบรบั -ส่งผลเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวต่อเด็ก โดยศึกษาผ่านแนวคาถามกระบวนการ (Process
Question) ในการศึกษา ประกอบด้วย คาถามเก่ียวกับพฤติกรรม คาถามเก่ียวกับความรู้สึกภายใต้พฤติกรรมท่ีแสดงออก
คาถามเก่ียวกับความรู้สึกต่อความรู้สึกท่ีเกิดขึ้น คาถามเก่ียวกับการรับรู้ คาถามเกี่ยวกับความคาดหวงั และคาถามเกี่ยวกับ
ความปรารถนาท่แี ท้จรงิ
1.2 เนื้อหาดา้ นบรกิ ารครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์ ในการลดพฤตกิ รรมของผูป้ กครองทีใ่ ชค้ วามรุนแรงต่อเด็ก โดยมี
การทาครอบครัวบาบดั จานวน 6 ครั้ง และมีการวัดผลประเมินผลการเปลี่ยนแปลงที่เกดิ ขึ้นจากการบาบัดในลักษณะกอ่ น-หลัง
ประกอบดว้ ย 1) การประเมินการเปล่ียนแปลงทางกายโดยใช้เครื่องวดั ความดันอัตโนมตั ิในการหาความดันโลหิตที่เป็นผลมาก
จากภาวะความเครียด 2) การประเมนิ การเปลี่ยนแปลงของพฤตกิ รรมภายในโดยใช้แบบประเมินความเครียดด้วยตนเอง แบบ
ประเมินสุขภาพจิตด้วยตนเอง และคาถามกระบวนการตามแนวคิดครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์ และ 3) การประเมินการ
เปลีย่ นแปลงของครอบครัวโดยใช้แบบประเมนิ ความพร้อมของครอบครวั
2. ขอบเขตด้านประชากร ผู้ศึกษาเลือกศึกษาสมาชิกในครอบครัวท้ังที่มคี วามสัมพันธท์ างกฎหมายและสายโลหิตกับ
เดก็ รวมถึงไม่มีความสมั พันธ์แต่มีเด็กอยู่ในการดูแลในครัวเรือนตัง้ แต่ 1 คนเป็นต้นไป โดยใช้หลกั เกณฑ์พิจารณาการใช้บริการ
ครอบครัวบาบัด (สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์, 2554) ประกอบด้วย 4 หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคือ เกณฑ์ข้อท่ี 1 บุคคลใน
ครอบครัวมีปัญหาครอบครัวอยา่ งรนุ แรงเห็นไดช้ ัด เช่น ทาร้ายร่างกายกัน ทะเลาะววิ าทกัน ทอดทิ้งไม่ดูแล หยา่ ร้าง ดุดา่ และ
ตาหนิกันบ่อยๆ เป็นต้น เกณฑ์ข้อท่ี 2 ผู้ปกครองหรือผ้ดู ูแลขาดความรู้และทักษะการจัดการพฤติกรรมของเด็กในครอบครัว
เกณฑ์ข้อที่ 3 ผู้ปกครองหรือผู้ดแู ลมปี ญั หาสุขภาพจิต โดยประเมินจากแบบประเมินและวิเคราะหค์ วามเครยี ดด้วยตนเอง หรือ

182

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

Stress Test ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ประกอบกับเครื่องมือประเมินการดแู ลสขุ ภาพจติ ตนเอง ซงึ่ พัฒนาโดย
ดร. สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์ และเกณฑ์ข้อท่ี 4 คือครอบครัวขาดความพร้อมในการดูแลบุตรหลาน โดยประเมินจากเครื่องมือ
ประเมนิ ความพรอ้ มของครอบครัว หรือ Family Assessment Form ซึง่ ไดร้ ับการรับรองจากสภาวิชาชีพสงั คมสงเคราะห์แห่ง
ประเทศไทย

โดยผู้ปกครองท่ีเข้ามามีส่วนรว่ มในการศกึ ษา มาจากครอบครวั ที่ปัญหาขณะแรกรับ (Intake) คือปัญหาเยาวชนใน
บ้านใช้สารเสพติด ตกออกจากโรงเรียน และความรุนแรงต่อเด็ก เมื่อใช้หลักเกณฑ์พิจารณาการใช้ครอบครัวบาบัดพ บว่า
ผดู้ ูแลหลักมักใช้ความรุนแรงทางอารมณ์และวาจาต่อเด็ก ไปจนถึงการแสดงความรุนแรงทางกายต่อเด็กจนเป็นเหตุให้เกิด
ความสัมพันธท์ ่ีขัดแย้งภายในครอบครัว ผลการประเมินและวิเคราะห์ความเครียดของผู้ปกครองก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการ
บาบดั อยทู่ ่ี 33 คะแนน หมายถงึ มีความเครยี ดระดับมาก และครอบครัวมีความพร้อมอยู่ท่ี 15/47 หมายถึงครอบครัวมีความ
พรอ้ มในระดบั นอ้ ย

3. ขอบเขตด้านพื้นท่ี ผศู้ ึกษาเลือกศกึ ษาเฉพาะพื้นที่ชมุ ชนแออดั ภายใต้บริการดา้ นสังคมขององค์การเฟรนดอ์ ินเตอร์
เนช่ันแนล ประเทศไทย โดยเลือกศกึ ษาเฉพาะกรณีหน่ึงครอบครวั ในพื้นที่ชุมชนแห่งหน่งึ ในเขตคลองเตย

นยิ ามศัพท์เชงิ ปฏบิ ตั ิการ
1. ครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์ หมายถึง การให้บริการครอบครัวบาบัดท่ีอยู่บนฐานแนวคิดจิตบาบัดแนวซาเทยี ร์ที่
จะสร้างให้เกิดการเปล่ียนแปลงจากภายใน (Intra Psychic) เช่น การเปล่ียนแปลงด้านความรู้สึก (Feeling) และการ
เปลย่ี นแปลงด้านการรับรู้และมุมมองที่มีต่อความรนุ แรง (Perception) เป็นต้น โดยใช้การประเมนิ ผลทางกายดว้ ยเครื่องวัด
ความดันอัตโนมตั ิ แบบประเมินทางจติ และแบบประเมนิ ครอบครัว เป็นวธิ ีวัดผลและประเมินผลการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นจาก
การทาครอบครวั บาบดั แนวซาเทยี ร์ในแต่ละคร้งั
2. การศกึ ษาความในใจของผูป้ กครอง หมายถึง การศกึ ษากระบวนการทางจิต (Mental Process) หรือ พฤตกิ รรม
ภายใน (Covert Behavior) ของผู้ปกครองที่ไม่สามารถสังเกตได้เพียงพฤติกรรมภายนอกที่ผู้ปกครองแสดงออก แต่เป็น
การศกึ ษาโดยอาศยั การเข้าไปเรียนร้สู ่ิงทอี่ ยู่ภายในใจท่ีมคี วามสัมพนั ธ์เกี่ยวขอ้ งกับพฤตกิ รรมภายนอกที่แสดงออก
3. ความในใจ หรือ พฤติกรรมภายใน คือกระบวนการทางจิต (Mental Process) ซ่ึงเป็นพฤติกรรมท่ีไม่สามารถ
สังเกตเหน็ ได้ด้วยตา เช่น ความรู้สกึ อารมณ์ ความจา การคิด การวเิ คราะห์หาเหตุผล ประสบการณ์ ฯลฯ (Nathan, 2003)
4. ความรุนแรงในครอบครัวต่อเดก็ หมายถึง การกระทาหรือการละเว้นการกระทาทก่ี ่อให้เกิดโทษตอ่ เด็ก ซง่ึ จาแนก
เปน็ 2 ลักษณะคือ 1) ความรุนแรงในครอบครัวทางตรงต่อเดก็ คือเด็กได้รับผลกระทบหรือถูกกระทาความรนุ แรงโดยตรง และ
2) ความรุนแรงในครอบครวั ทางอ้อมต่อเด็ก คือ เดก็ ไม่ได้รับผลกระทบหรือถูกกระทาความรุนแรงโดยตรง แต่พบเห็น ได้ยิน
หรือรบั รพู้ ฤตกิ รรมความรุนแรงนั้นจากคนอืน่ ท่ีกระทาต่อกนั โดยความรนุ แรงในครอบครัวต่อเด็กที่ผ้วู ิจัยเลือกมามี 4 รปู แบบ
คือ ความรุนแรงทางร่างกาย (Physical Abuse) ความรุนแรงทางอารมณ์-จิตใจ (Emotional Abuse) การแสวงหา
ผลประโยชน์ต่อเด็ก (Child Exploitation) และการปล่อยปละละเลย (Neglect) (คณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ,
2550)

วธิ ีการศกึ ษา
การศึกษาเรื่องครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์กับการศึกษาความในใจของผู้ปกครองเพื่อลดพฤติกรรมการใช้ความ
รุนแรงต่อเด็กอาศัยโปรแกรมบาบัดทางสังคม หรือ Social program ที่ได้รับการพัฒนาด้วยการประเมินความเที่ยงของ
โปรแกรมการบาบัด ภายใตก้ ารฝึกภาคปฏิบตั ิ 2 ของหลกั สตู รสังคมสงเคราะหศ์ าสตรมหาบัณฑติ เป็นระยะเวลา 500 ชั่วโมง

183

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65

โดยศึกษาผ่านโปรแกรมบาบัดทางสังคมรูปแบบกลุ่มเดียว โดยวัดผลการทดลองก่อนและหลังการบาบัด (One
Group Pretest-Posttest Design) ที่ศึกษาเฉพาะกรณี 1 สมาชิกในครอบครัวที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ตัวแทน
สมาชิกจาก 1 ครอบครัวในฐานะของผู้มีส่วนร่วมในการศึกษาจะต้องทราบรายละเอียดของโปรแกรมการบาบัดซ่ึง
ประกอบด้วย 1) เกณฑก์ ารคัดเข้าซึง่ อิงตามหลักเกณฑพ์ ิจารณาการใช้บริการครอบครัวบาบัด 2) เกณฑก์ ารถอนนอกทีใ่ ห้ผู้มี
สว่ นร่วมในการศึกษาสามารถตัดสินใจท่ีจะพัก ละเว้น หรือยุติการทาครอบครัวบาบัดได้ และ 3) ผู้มีส่วนร่วมในการศึกษา
จะต้องทราบรายละเอียดของโปรแกรมซ่ึงแบ่งการบาบัดออกเป็น 3 ระยะ รวมทราบรายละเอียดเก่ียวกับเครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาในแต่ละครัง้ แล้วจึงให้ผู้มีส่วนร่วมในการศึกษาแสดงความยินยอมเพื่อใช้โปรแกรมครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์กับ
ผู้ปกครองที่มีพฤติกรรมใช้ความรนุ แรงต่อเดก็ (Consent form)

เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการศกึ ษา
1. โปรแกรมครอบครัวบาบดั แนวซาเทียร์สาหรบั ผูป้ กครองทมี่ พี ฤติกรรมใชค้ วามรุนแรงต่อเดก็ ที่ผู้ศกึ ษาพัฒนาจาก
งานวิจัยและวรรณกรรมที่เกีย่ วข้องกับครอบครัวบาบัดแนวซาเทยี รแ์ ละงานศึกษาท่ีเกี่ยวกับพฤติกรรมความรุนแรงต่อเดก็ ใน
ครอบครัว มกี ารประเมนิ ความตรงเชงิ เนื้อหาของโปรแกรม โดยผูช้ ่วยศาสตราจารย์สิริพรรณ ศรีมีชัย อาจารยน์ ิเทศงานประจา
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เป็นผู้ประเมินและให้ความเห็นหลักเชิงวิชาการ และอาจารย์ฉันทนา เลอ มูแอลลิค ผู้จัดการ
โครงการชมุ ชนและเจา้ หน้าที่คุม้ ครองเด็กขององค์การเฟรนด์อินเตอร์เนชัน่ แนล ประเทศไทย เปน็ ผู้ประเมินและให้ความเห็น
หลักตอ่ การปฏิบัตงิ านในพื้นท่ี ท้ังนี้ผู้ศกึ ษานาโปรแกรมครอบครับบาบดั แนวซาเทียรฯ์ มาประกอบกบั วธิ ีการสงั เกตและเครือ่ ง
บนั ทกึ ข้อมูล เพือ่ ทาการวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงเนื้อหา (Content analysis)
2. เครื่องมือประเมินความพร้อมของครอบครัว (Family Readiness Assessment หรือ F.R.A) เพื่อใช้ในการ
วเิ คราะห์และประเมินความพรอ้ มของครอบครัว และเพื่อนาไปสู่การวางแผนและการช่วยเหลือไดอ้ ย่างเหมาะสม โดยผู้ศึกษา
นามาจากโครงการพัฒนาเครื่องมือปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ (คณะทางานหมวดวิชาสังคมสงเคราะห์ทาง
การแพทย์, คณาจารย์วิชาเฉพาะสวัสดิการเด็ก เยาวชนและครอบครัว, คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2556) โดยผู้ศึกษาเลือกระดับคะแนนช่วง 11-20 ซ่ึงหมายถึงครอบครัวมีความพร้อมระดับน้อย เป็นตัวช้ีวัดในการทา
ครอบครวั บาบดั
3. เครื่องมือประเมินการดูแลสุขภาพจิตตนเอง (Mental Health Self Care Assessment หรือ M.H.S.C.A) เป็น
เครื่องมือท่ีพัฒนาโดย ดร.สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์ (2553) โดยผู้ศึกษาเลือกระดับคะแนนการดูแลสขุ ภาพจิตตงั้ แต่ 39 คะแนน
ลงมา ซ่ึงหมายถงึ ดแู ลสุขภาพจิตได้น้อย เป็นตวั ช้วี ัดในการทาครอบครัวบาบัด
4. แบบประเมนิ และวิเคราะห์ความเครยี ดด้วยตนเอง (Stress Test) ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสขุ โดยผู้
ศึกษาเลือกระดบั คะแนนตง้ั แต่ 26-29 ซง่ึ หมายถงึ มคี วามเครียดระดับปานกลางขึ้นไป เป็นตัวชว้ี ดั ในการทาครอบครัวบาบดั
5. เครื่องวัดความดันอัตโนมัติ โดยผูศ้ ึกษาใช้เครื่องวัดความดนั โลหิตอัตโนมัติแบบพกพา หน้าจอดิจิตอล รุ่น Arm
Style Certificate NO. BSTDG14050009RC-4, Test Standard: IEC62321:2008 ซ่ึงได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัคร
สาธารณสุขชุมชนประจาพื้นท่ี ผู้มีส่วนร่วมในการศึกษาและครอบครัวพักอาศัยอยู่ตลอดระยะเวลาของการทาโปรแกรม
ครอบครวั บาบัดแนวซาเทียร์สาหรับผู้ปกครองท่ีมพี ฤตกิ รรมใช้ความรุนแรงต่อเด็ก

184

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65

แผนภาพที่ 1
รายละเอยี ดของโปรแกรมการบาบัดและเครื่องมือท่ีใชใ้ นการศึกษา

ผลการศกึ ษา
1. ผลการศึกษาความในใจหรอื พฤติกรรมภายในของผูป้ กครองท่ีมพี ฤตกิ รรมใช้ความรุนแรงต่อเด็ก

ผ้ศู ึกษานาผลการศึกษาส่วนน้ีมาจากการถอดเทปบันทึกเสียงระหว่างการทาครอบครัวบาบัดและการจดบนั ทึกหลัง
กระบวนการบาบัด ซึ่งได้รับอนญุ าตจากผู้มีสว่ นร่วมในการศกึ ษาและเป็นไปตามแบบการขออนุญาตเพื่อใช้โปรแกรมครอบครัว
บาบัดแนวซาเทียร์กับผู้ปกครองท่ีมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อเด็ก โดยผู้ศึกษาจาแนกผลการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ
ประกอบดว้ ย 1) ความในในของผู้ปกครองในระยะก่อนการบาบัด 2) ความในใจของผู้ปกครองในระยะดาเนินการบาบัด และ
3) ความในใจของผู้ปกครองในระยะหลังการบาบัด

1.1 ความในใจของผู้ปกครองในระยะการบาบัด พบว่าความในใจของผู้ปกครองมีภาวะเครียดและวิตกกังวลต่อ
ปัญหาพฤติกรรมการใช้สารเสพตดิ และการตกออกจากระบบการศึกษาของเด็กในการดูแลอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน
ผู้ปกครองก็แสดงการตอบกลับในลักษณะของพฤติกรรมที่รุนแรงทางวาจาและอารมณ์ต่อเด็ก ตะคอกใส่อย่างรุนแรง
เปรียบเทยี บเด็กในการดูแลกับเด็กคนอื่นท่ีประสบความสาเร็จในชุมชน และบางครั้งก็แสดงออกด้วยพฤตกิ รรมรุนแรงทางกาย
คือ การตีด้วยไม้แขวน ไม้เกาหลัง และไม้หน้าสาม โดยประโยคสนทนาที่แสดงถึงความในใจหรือพฤติกรรมภายในต่อ
พฤติกรรมและสถานการณ์ในครอบครัวที่เกิดขน้ึ ของผู้ปกครองในระยะกอ่ นโปรแกรมการบาบัดมีดงั น้ี

185

รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65

ตารางท่ี 1
ความในใจหรอื พฤติกรรมภายในของผ้ปู กครองในระยะกอ่ นโปรแกรมการบาบดั

ความในใจ บทสนทนาท่แี สดงถงึ ความในใจของผู้ปกครอง

ความรสู้ กึ “เครยี ดและกงั วล ทอ้ แท้กบั ปัญหาที่มนั เกดิ ไม่รู้จะหนั ไปคุยกบั ใคร”
ความรสู้ ึกตอ่ ความรสู้ ึก
“กลัวว่าจะถูกป้าของเด็กต่อว่า ทาให้ไม่มั่นใจท่ีจะดูแลเด็กต่อไป….บางครั้งเราทาไม่
ถกู ใจเคา้ เค้าก็วา่ เรา ทาใหเ้ รารู้สกึ น้อยใจ….. (เสียงสน่ั นา้ ตาไหล) บางทีกแ็ อบรอ้ งไห้”

“รสู้ กึ ว่าเราเปน็ หมาเฝ้าบ้านสักตวั … (เสยี งสั่น) บางทีบางครัง้ เราก็พดู ไมถ่ ูกนะ ไมเ่ ข้าใจ
ตวั เองเหมือนกนั ”

“นา้ ตาที่ออกมา ยา่ รู้สึกน้อยใจ… (เสยี งสั่น น้าตาไหล)”
“พอมนั เกิดบ่อยๆ ก็มักจะพูดไม่คดิ โมโห และตะหวาดกลับ แล้วเราก็รอ้ งไห้คนเดียว…

(เสยี งส่ัน หนา้ หน่นั นา้ ตาไหล)”
“รสู้ กึ เหนอื่ ยและท้อใจ ตัวเองเหมือนหมาเฝา้ บา้ น”

- “เค้า (เดก็ และปา้ ) นาแตป่ ัญหามาให้ เราเปลย่ี นเคา้ ไม่ได้”
ตอ่ ผอู้ ื่น + “มนั เป็นสนั ดาน แกอ้ ะไรเค้าไม่ได้”
“จริงๆ แลว้ เคา้ (ปา้ ของเดก็ ) ก็ดนี ะ ทางานจนดกึ ดน่ื ไม่คอ่ ยไดพ้ กั หาเงนิ ใหค้ รอบครัว”
การรับรู้ ตอ่ ตนเอง - “มนั (เด็ก) ก็ดีข้ึนกว่าเดิม เดี๋ยวน้ไี ปเรียนทกุ วัน ช่วยงานบา้ นได้”
ต่อเหตุการณ์ + “ความคิดท่เี กดิ ข้นึ เราเปน็ คนสร้างขึน้ มาเอง เราก็มสี ว่ นผิด”
-
+ “แมเ้ ราจะแกจ่ นทางานไม่ได้ แต่เราก็เป็นคนใสใ่ จกับลกู หลานทกุ คน (นา้ เสียงจริงจัง)”

“มนั เป็นอยา่ งงม้ี านานแลว้ ทาไมบ้านเราไมเ่ หมอื นบ้านคนอื่นกไ็ มร่ ู้”

“ก็ดีขึ้นบา้ ง ทอี่ งคก์ รเขา้ มาช่วย หลายๆ อย่างกด็ มี ากกว่าแต่กอ่ น”

ความ ต่อผ้อู ืน่ “ไม่ได้หวังอะไรนอกจากใหเ้ คา้ โตขึน้ ดูแลตัวเองได้ แค่น้พี อ ไมต่ อ้ งเรยี นเกง่ หรอก”

คาดหวัง ต่อตนเอง “ไมไ่ ด้อยากใจรา้ ยกบั ใคร ตอนนีข้ อแค่ไมว่ ุน่ วาย ไมอ่ ยากเครียด”

ตอ่ เหตกุ ารณ์ “ไมอ่ ยากให้วนุ่ วาย ทะเลาะ เถียงกนั มันเหน่ือย”

ความปรารถนา ความสุข ความสงบใจ

ตัวตน สูญเสียพลัง ไม่มั่นใจในตนเอง เห็นคณุ ค่าในตนเองตา่

1.2 ความในใจของผู้ปกครองในระยะดาเนินการบาบัดตามโปรแกรม ผู้ศึกษาแบ่งการบาบัดออกเป็น 6 คร้ัง และนา
ขอ้ มูลทไี่ ด้จากการถอดเทปบันทึกเสียงระหวา่ งการทาครอบครัวบาบัดและการจดบันทึกหลงั กระบวนการบาบดั ในแต่ละครง้ั มา
วิเคราะหข์ ้อมูลเชิงเนื้อหา (Content analysis) ทาให้ทราบความเปล่ยี นไปของทั้งพฤตกิ รรมภายนอก และพฤติกรรมภายในที่
เปลี่ยนไปของผู้ปกครองในระหวา่ งเข้าร่วมแกรมการบาบดั โดยมีรายละเอยี ดดังน้ี

1.2.1 ระดับพฤติกรรมภายนอกของผู้ปกครอง (Behavior) ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมภายในพฤติกรรมเมื่อเข้าสู่
โปรแกรมครอบครัวบาบัดคร้งั ท่ี 1 พบวา่ ผู้ปกครองมีพฤตกิ รรมใชค้ วามรนุ แรงกับเด็กในการดูแลบ่อยครัง้ โดยมากพบวา่ เป็น
ความรุนแรงทางอารมณ์ เช่น ตอกย้าปมด้อยของนายเอก เปรียบเทียบนายเอกกับเด็กและเยาวชนในละแวกชุมชน ดุด่า ตะ
หวาดดว้ ยน้าเสียงขึงขัง เป็นต้น รวมถงึ การใช้ความรุนแรงทางกาย เช่น การทุบตีดว้ ยไม้แขวนเสื้อ ไม้เกาหลงั และไม้หน้าสาม
จนนายเอกมีอาการเล็บฉีกจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกล้วยน้าไท โดยร่องรอยของความรุนแรงทางกายยังเป็น
บาดแผลให้เห็นจนปัจจบุ ัน นอกจากน้ียังพบวา่ ผ้ปู กครองมอี าการนอนไมห่ ลบั และหัวใจเตน้ เร็วเพราะความเครียด พฤติกรรม
หลังเสรจ็ กระบวนการโปรแกรมครอบครวั บาบัด พบวา่ ผู้ปกครองจดั การกับความรนุ แรงทางกายและความรุนแรงทางวาจาต่อ
เด็กได้มากขึ้น สังเกตจากบทสนทนาหลังการประเมินผลของโปรแกรมครอบครัวบาบดั แนวซาเทียร์เมือ่ วันที่ 28 พฤศจิกายน

186

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

พ.ศ. 2561 ว่า “เดี๋ยวนี้ดีขึ้นเยอะ ไม่เหมือนก่อนหน้าน้ัน” “ถ้าพวกเด็กๆ มันมีปัญหายา่ ก็ปลงได้มากขนึ้ วางใจให้สงบไดม้ าก
ขึ้น และรวู้ ่าต้องขอคาปรกึ ษากับใคร”

1.2.2 ระดับขนั้ ของความรู้สึก (Feeling) ความรู้สึกเมื่อเข้าสู่โปรแกรมครอบครวั บาบัดครัง้ ท่ี 1 พบวา่ ในระยะก่อน
การเขา้ สู่โปรแกรมครอบครัวบาบดั ความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ปกครองมีมีลักษณะหงุดหงิดง่าย โมโหร้ายรุนแรง เครยี ดคิด
วติ กกังวล นอ้ ยใจกับปัญหาทุกอย่างท่ีเกิดข้ึนในบ้าน ไม่อยากอยู่ หดหู่ เศรา้ ไม่มแี รง เหนื่อยและเพลีย ในขณะท่ีความรู้หลัง
เสร็จกระบวนการโปรแกรมครอบครัวบาบัดคร้ังที่ 6 พบว่า ผู้ปกครองรู้สึกดีขึ้น เบาสบาย น่ิงสงบ โล่งใจ จากคาพูดที่ว่า
“ตอนนี้ไม่เหมือนแต่กอ่ นแลว้ มันดขี ึ้นเยอะมาก เหมือนตงั้ แตเ่ ราเริม่ คุยกันก็รสู้ ึกว่ามคี นรับฟัง มากกว่านั้นคือเราเข้าใจตนเอง
ยอมรับตนเองได้ และยอมรับพวกเด็กๆ และคนในบ้านได้” จากสว่ นน้ี ส่งผลให้ผลการทาครอบครัวบาบดั ในครั้งหลังๆ มกั จะ
พบวา่ ผู้ปกครองมกั จะรูส้ กึ สบายใจ ไม่คดิ มาก ไมก่ งั วล วางใจเป็นกลางได้มากขึ้น ไม่ฉนุ เฉียวรุนแรงเหมือนแต่กอ่ น

1.2.3 ระดับขั้นของความรู้สึกต่อความรู้สึกภายใน (Feeling about Feeling) ความรู้สึกต่อความรู้สึกเมื่อเข้าสู่
โปรแกรมครอบครัวบาบัดครง้ั ท่ี 1 พบว่า ผู้ปกครองจะมีความรู้สึกเชิงลบต่อความรสู้ ึกมากมายท่ีเกิดข้นึ ในใจ เช่น เมื่อเกิด
เหตุการณ์หนึ่งมากระทบทาให้เกิดความรู้สึกหงุดหงดิ ง่าย โมโหร้ายรุนแรง เครยี ดคิดวิตกกังวล น้อยใจกบั ปัญหาทุกอย่างท่ี
เกดิ ขึ้นในบา้ น ไมอ่ ยากอยู่ หดหู่ เศร้า ไม่มีแรง เหนื่อยและเพลีย ผู้ปกครองยอมรับว่าตนเองรู้สึกเหนื่อยและทอ้ แท้กับอารมณ์
ทีเ่ กิดข้ึนของตนเอง ในขณะท่คี วามรู้สึกต่อความรู้สึกหลงั เสร็จกระบวนการโปรแกรมครอบครัวบาบัดครั้งท่ี 6 แม้จะเสร็จสิ้น
กระบวนการบาบัดแล้ว ทว่าผู้ปกครองเองยังคงมีความรู้สึกหลายหลายทั้งความรู้สึกเชิงบวกและความรู้สึกเชิงลบท่ีเกิดข้ึน
ภายในใจ แต่สง่ิ ทีเ่ ปลี่ยนไปและสังเกตได้คือ ความรู้สกึ ที่มีต่อความรสู้ ึกอนั มากมายที่เกิดขึ้นนน้ั เปล่ียนไป กล่าวคือ ผปู้ กครอง
ร้สู ึกปลอ่ ยมากกบั สิง่ ทเี่ กิดขนึ้ ภายในใจไดม้ ากขึ้น ยอบรับมากข้ึน

1.2.4 ระดับขนั้ ของการรบั รู้ (Perception) การรับรู้เมื่อเข้าสู่โปรแกรมครอบครัวบาบัดครั้งท่ี 1 ในด้านการรับรู้ต่อ
ตนเอง ผปู้ กครองรู้ว่าตนเองเป็นคนอารมณ์รอ้ น เป็นคนขี้โมโห และมองไมเ่ หน็ ข้อดขี องตนเอง เชน่ “เราเป็นเหมือนหมาเฝ้า
บา้ น” ในด้านการรับรตู้ ่อคนอืน่ ผปู้ กครองจะมองเด็กว่าเดก็ เปน็ คนไม่เอาไหน ไม่รับผิดชอบ มองแตด่ า้ นลบที่ปรากฏจนไม่เห็น
ศักยภาพ ความสามารถ และความพยายามของเด็กที่จะก้าวข้ามผ่านปัญหาด้วยตนเอง ในขณะท่ีการรับรู้หลังเสร็จ
กระบวนการโปรแกรมครอบครัวบาบัดครั้งท่ี 6 พบว่าผู้ปกครองมองเห็นศักยภาพในตนเองมากข้ึน สามารถชื่นชมในส่ิงที่
ตนเองทาเพื่อคนอืน่ ได้ มองวา่ ทุกคนต่างก็มีความสามารถและมคี วามพยายาม

1.2.5 ระดบั ขั้นของความคาดหวัง (Expectation) ความคาดหวงั เมื่อเข้าสู่โปรแกรมครอบครัวบาบัดครั้งท่ี 1 พบว่า
ผปู้ กครองมีความคาดหวังตอ่ คนอื่นในระดบั สงู โดยเฉพาะเด็กในครอบครัว และเมื่อเด็กไม่เปน็ ไปตามท่ผี ูป้ กครองคาดหวังกจ็ ะ
เกิดอารมณ์ของความผิดหวัง ในขณะท่ีความคาดหวงั เสรจ็ กระบวนการโปรแกรมครอบครัวบาบัดคร้งั ที่ 6 พบว่าผู้ปกครอง
สามารถลดระดับความคาดหวังท่มี ีต่อผู้อื่นลงมาได้ ด้วยการเข้าใจทงั้ แง่ศักยภาพและข้อจากัดของบคุ คล เช่น “ตอนน้กี ็แล้วแต่
เคา้ ให้เด็กเค้าได้ทาตามในส่ิงท่ีเคา้ ถนัดก็พอแล้ว ยา่ ก็สบายใจ”

1.2.6 ระดับขั้นของความปรารถนา (Yearning) ความปรารถนาเมื่อเขา้ สู่โปรแกรมครอบครัวบาบัดคร้ังท่ี 1 พบว่า
ลึกๆ แล้วตัวผู้ปกครองนั้นไม่ต้องการที่จะใช้ความรุนแรงกับใคร ต้องการแค่เพียงความสุข ความสงบในใจ และการยอมรับ
อยา่ งเขา้ ใจจากคนในครอบครัว ในขณะทีค่ วามปรารถนาหลังเสร็จกระบวนการโปรแกรมครอบครัวบาบัดครัง้ ท่ี 6 พบวา่ ความ
ปรารถนาของผูป้ กครองยงั คงตอ้ งการท้ังความรกั ความสงบสุขไม่ตา่ งจากช่วงกอ่ นการเขา้ สโู่ ปรแกรมครอบครัวบาบดั เพียงแค่
วา่ ความปรารถนาในใจในระยะหลังจะมีความอม่ิ เอมใจมากขน้ึ

1.2.7 ระดับข้ันของตัวตน (Self) ตัวตนของผู้ปกครองเมื่อเข้าสู่โปรแกรมครอบครัวบาบดั คร้ังท่ี 1 พบว่าเป็นคนไม่
เห็นคุณคา่ ในตนเอง ขาดพลังในชีวิต ในขณะท่ีตัวตนของผู้ปกครองหลังเสร็จกระบวนการโปรแกรมครอบครวั บาบัดครั้งท่ี 6
พบสญั ญาณของการเห็นคุณค่าในตนเองมากขึ้น มีพลังชวี ิตมากข้ึน

187

รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65

1.3 ความในใจของผปู้ กครองในระยะหลังการบาบดั พบว่าพฤติกกรมภายนอกทแ่ี สดงออกและพฤติกรรมภายในของ
ผ้ปู กครองเกิดการเปล่ยี นแปลงไปในทางที่ดีขน้ึ ด้านพฤติกรรมภายนอกแมว้ ่าผู้ปกครองไม่ได้ยุติการใช้พฤติกรรมความรุนแรง
ตอ่ เด็กในครอบครัวไดอ้ ย่างเด็ดขาด กล่าวคือยังคงพบพฤติกรรมความรนุ แรงทางวาจา เชน่ ตะคอก สง่ เสียงดังอยู่บ้าง ไม่พบ
พฤติกรรมตีเด็กตลอดช่วงระยะเวลาของการทาโปรแกรมครอบครัวบาบัด ในขณะที่ความในใจหรือพฤติกร รมภายในของ
ผู้ปกครองหลงั เข้ารว่ มโปรแกรมการบาบัดเกดิ การเปลย่ี นแปลงซึ่งจาแนกระดับของการเปลี่ยนแปลงดังนี้

ตารางท่ี 2
ความในใจหรือพฤติกรรมภายในของผูป้ กครองในระยะหลังโปรแกรมการบาบดั

ความในใจ บทสนทนาที่แสดงถงึ ความในใจของผปู้ กครอง

ความรู้สกึ “สบายใจมากกว่าครัง้ แรกเลย เด๊ยี วนี้ดีขึน้ เยอะ”
ความรู้สึกต่อความรสู้ กึ “มนั โล่งๆ สบายใจ” “วางใจเฉยๆ ได้แลว้ ”

“ความรู้สกึ กอ่ นหนา้ นั้นมันจกุ ”
“ก็โล่งไป สบายใจมากขนึ้ ”

การรบั รู้ ตอ่ ผอู้ ื่น - “เคา้ (ปา้ ของเดก็ ) ธรรมดาก็เป็นแบบนแ้ี หละ (พดู ด้วยนา้ เสยี งใจเย็น)”
ต่อตนเอง +
- “เด็กเค้ากม็ าได้เท่าน้ี ใหเ้ คา้ ทาได้กพ็ อ เรื่องยากๆ คอ่ ยว่ากนั ”

ความ + “เรามนั ชอบเกบ็ เรื่องไปคิดตอนกลางคืน แล้วเราก็นอนไม่หลับ”
คาดหวัง ต่อเหตุการณ์ + “เราชอบไปเป็นกังวลล่วงหนา้ ก่อน ท่จี ริงแลว้ มันก็ไมใ่ ช้เรือ่ งอไรของเรานะ”
“เราปลอ่ ยวางไดแ้ ล้ว ไม่ไดเ้ ปน็ ไปตามเค้าแลว้ ”
ต่อผู้อืน่ “เราคดิ ว่าเราจดั การได้มากขน้ึ ”
ตอ่ ตนเอง “เรื่องหลายๆ เรื่องมันก็ดีขึ้นแล้ว มันได้ยงุ่ ยากเหมือนแตก่ ่อน”

“เค้ากเ็ ป็นอย่างงั้น จรงิ ๆ แล้วมันกไ็ ม่ได้มอี ะไรแล้วนะ”

“ไมอ่ ยากคดิ ล่วงหนา้ ไมอ่ ยากกังวลล่วงหน้า”

ความปรารถนา ความอ่ิมเอมใจ ความสุข ความสงบภายใน

ตวั ตน เหน็ คุณค่าในตนเองและคนอื่นมากขึ้น มพี ลังชีวติ มากขน้ึ

2. ผลของครอบครวั บาบดั แนวซาเทียร์เปน็ เครื่องมือในการลดพฤตกิ รรมของผู้ปกครองที่ใช้ความรุนแรงตอ่ เดก็
ผู้ศึกษานาผลการศึก ษาส่วนนี้ มาจากเครื่องมื อที่ใช้ในการศึ กษาในลักษ ณ ะขอ งการทดสอบก่ อนและ หลังการทา

ครอบครัวบาบัดตามโปรแกรม ซึง่ เครือ่ งมือที่ประกอบโปรแกรมครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์สาหรับผู้ปกครองท่ีมีพฤตกิ รรมใช้
ความรนุ แรงต่อเด็กแบ่งการใช้เครื่องมือออกเป็น 3 ระยะ คือ 1) เครื่องมือท่ีใช้ในระยะการบาบัด 2) เครื่องมือท่ีใช้ในระยะ
ดาเนนิ การบาบัด และ 3) เครือ่ งมือท่ีใช้ในระยะหลงั การบาบดั

2.1 เครื่องมือที่ใช้ในระยะก่อนการบาบัด ประกอบด้วยเครื่องมื อประเมินความพร้อมครอบครัว ( Family
Readiness Assessment: F.R.A) เครื่องมือประเมินการดูแลสุขภาพจิตตนเอง (Mental Health Self Care Assessment:
M.H.S.C.A) และแบบประเมนิ และวิเคราะห์ความเครยี ดด้วยตนเอง (Stress Test) ซึง่ มผี ลการศกึ ษาดังนี้

2.1.1 ผลการประเมินความพร้อมของครอบครัว ซ่งึ ดาเนินการโดยนักสังคมสงเคราะห์ ทีมชุมชน องค์การเฟรนด์
อินเตอร์เนช่ันแนล ประเทศไทย พบว่า ครอบครัวมีคะแนนความพร้อมอยู่ท่ี 15/47 คะแนน ซึ่งหมายความว่าครอบครัวมี
ความพร้อมอยู่ในระดับน้อย วิธีท่ีควรใช้ในการปฏิบัติงานกับครอบครัวคือการทาครอบครัวบาบัด (Family Therapy) และ
การให้การปรกึ ษาครอบครวั (Family Counseling)

188

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

2.1.2 ผลการประเมินการดแู ลสุขภาพจิตตนเองของผ้ปู กครองพบวา่ มีคะแนนการดูแลสุขภาพจิตอยู่ที่ 37คะแนน
ซึง่ อยู่ในช่วง 28-39 คะแนน หมายถึง ผปู้ กครองดูแลสุขภาพจิตได้น้อย วิธที ่ีควรใชใ้ นการปฏิบัตงิ านกับผปู้ กครองตามเกณฑ์
ของเครือ่ งมือประเมินการดแู ลสุขภาพจติ ด้วยตนเองคือการทาครอบครัวบาบัด (Family Therapy)

2.1.3 ผลการประเมนิ และวิเคราะห์ความเครียดของผู้ปกครอง พบว่าค่าคะแนนของความเครียดอยทู่ ี่ 33 คะแนน ซึ่ง
อยู่ในช่วง 30-60 คะแนน หมายถึงมีความเครียดระดับมาก ส่งผลให้การดาเนินชีวิตของผู้ปกครองไม่มีความสุข ขาดความ
ยบั ย้ังชั่งใจในการแสดงออกทางพฤติกรรมและการมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกที่เป็นเดก็ และเยาวชน อาทิ เอะอะโวยวาย ตาหนิ
ต่อว่าด้วยน้าเสียงและถ้อยคารุนแรง รวมถึงการส่ังสอนด้วยความรนุ แรงทางกายต่อเด็ก แม้จะมีความหวังดีซ่อนอยู่ภายใต้
ความรนุ แรงดงั กลา่ วมา

2.2 เครื่องมือที่ใช้ในระยะดาเนินการบาบัด ประกอบด้วย เครือ่ งวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ โดยผศู้ ึกษาใชเ้ ครื่องวัด
ความดันโลหิตอัตโนมัติแบบพ กพา หน้าจอดิจิตอล รุ่น Arm Style Certificate NO. BSTDG14050009RC-4, Test
Standard: IEC62321:2008 และแบบประเมินและวเิ คราะหค์ วามเครียดด้วยตนเอง (Stress Test) ซ่ึงมีผลการศกึ ษาดังน้ี

2.2.1 ผลการวัดความดนั โลหิตแบบกอ่ น-หลงั การบาบัดในแต่ละครงั้ โดยใช้เครื่องวัดความดนั โลหติ อัตโนมตั ิเป็นตัว
แปรควบคุม พบวา่ ค่าความดนั ในหลอดเลือดเมือ่ หัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด หรือ ค่าความดันซีสโตลิค (Systolic
Blood Pressure) ในผลของการทดสอบก่อนการบาบัด (Pre-test) จะมีค่าสูงและจะลดลงเมื่อวัดผลการทดสอบหลังการ
บาบัด (Post-test) ในแต่ละคร้ัง ตามแผนภูมิท่ี 1

แผนภูมทิ ี่ 1
ผลการวดั ความดันโลหิตแบบกอ่ นและหลงั การบาบัดในแต่ละคร้ัง

2.2.2 ผลการประเมินและวิเคราะห์ความเครยี ดด้วยตนเองแบบก่อน-หลงั การบาบัดในแตล่ ะครั้ง โดยใช้เครื่องมือ
ประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเองเป็นตัวแปรควบคุม กล่าวคือใช้คาถามทั้ง 20 ข้อถามเพื่อประเมินภาวะ
ความเครียดก่อนการบาบัด และถามคาถามอีกครั้งเมือ่ เสรจ็ สิ้นการบาบดั พบว่า ค่าคะแนนของความเครียดก่อนการบาบัด
(Pre-test) จะมีคา่ สูงและจะลดลงเมือ่ วดั ผลการทดสอบหลังการบาบัด (Post-test) ในแต่ละครงั้ ตามแผนภูมทิ ี่ 2

189

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65

แผนภมู ทิ ่ี 2
ผลการประเมินและวิเคราะหค์ วามเครียดด้วยตนเองแบบกอ่ นและหลังการบาบัดในแต่ละครัง้

2.3 เครื่องมือทใี่ ชใ้ นระยะหลังการบาบัด ประกอบด้วยเครื่องมือประเมินความพร้อมครอบครวั (Family Readiness
Assessment: F.R.A) เครื่องมือประเมินการดูแลสุขภาพจิตตนเอง (Mental Health Self Care Assessment: M.H.S.C.A)
และแบบประเมินและวเิ คราะหค์ วามเครียดด้วยตนเอง (Stress Test) ซึ่งมผึ ลการศึกษาดงั น้ี

2.3.1 ผลการประเมินความพร้อมของครอบครัว ซึ่งดาเนนิ การโดยนักสงั คมสงเคราะห์ ทีมชุมชน องค์การเฟรนด์
อินเตอร์เนช่ันแนล ประเทศไทย พบว่า ครอบครัวมีคะแนนความพร้อมอยู่ท่ี 29/47 คะแนน ซึ่งอยู่ในช่วง 21 -30 คะแนน
หมายความว่าครอบครัวมีความพร้อมอยู่ในระดับปานกลาง วธิ ีท่ีควรใช้ในการปฏิบัติงานกับครอบครัวต่อไปคือการให้การ
ปรกึ ษา (Counseling)

2.3.2 ผลการประเมินการดแู ลสุขภาพจิตตนเองของผปู้ กครองพบวา่ มีคะแนนการดูแลสุขภาพจติ อยู่ที่ 66 คะแนน
ซ่ึงอยูใ่ นช่วง 64-75 คะแนน หมายถึง ผู้ปกครองดูแลสุขภาพจติ ได้มากที่สดุ วิธีที่ควรใช้ในการปฏิบัติงานกับผู้ปกครองต่อไป
ตามเกณฑ์ของเครื่องมื อประเมินการดูแลสุขภาพจิตด้วยตนเองคื อการเสริมพลัง (Empowerment) การให้ความรู้
(Education) การให้การปรึกษา (Counseling) และใหก้ ารสนับสนนุ (Support) อยา่ งตอ่ เนื่อง

2.3.3 ผลการประเมนิ และวิเคราะหค์ วามเครยี ดของผูป้ กครอง พบว่าค่าคะแนนของความเครียดอยู่ท่ี 7 คะแนน ซ่ึง
อยู่ในชว่ ง 6-17 คะแนน หมายถงึ ปกต/ิ ไม่เครียด

อภิปรายผลการศึกษา
ครอบครวั บาบัดแนวซาเทียร์มีความสาคัญในการศึกษาความในใจของผู้ปกครองท่ีมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อเด็ก
ซ่ึงการท่ีนักสังคมสงเคราะห์ผู้กระทาหน้าที่ปฏิบัติงานโดยตรงกับเด็กและครอบครัวสามารถรับรู้ความในใจหรือพฤติกรรม
ภายใน (Mental Process or Covert Behavior) ของผู้ปกครองท่มี ีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้าง
ความเข้าใจตอ่ คุณค่าความดขี องความเปน็ มนุษย์ทม่ี ีอย่ใู นตัวของผกู้ ระทาความรุนแรง ว่าลึกๆ แลว้ คุณค่าภายในของผูป้ กครอง
ทุกคนต่างมีความรัก ความหวังดี และความเห็นอกเห็นใจต่อเด็กในการดูแล เพียงแต่การหล่อหลอมของประสบการณ์ที่ได้
เรียนรูม้ านั้นเป็นผลใหผ้ ปู้ กครองไม่ทราบแนวทางของการเลีย้ งดูรูปแบบอื่นนอกจากพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง ประกอบกับ
ปัจจัยด้านการเปล่ยี นแปลงของสังคมก็เป็นปัจจัยหน่ึงที่ก่อให้เกิดความทุกขภ์ ายในใจ เช่น เกิดภาวะเครียด วิตก กังวล ขาด

190

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65

ความมั่นใจ เหลา่ น้ลี ้วนส่งผลตอ่ พฤติกรรมภายนอกเชน่ พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงต่อกัน อันเป็นผลให้ครอบครวั ไม่อยู่ใน
ภาวะสมดุลหรือไม่สมารถกระทาหน้าท่ตี ามบทบาทท่ีควรเป็นได้

ความในใจหรือพฤตกิ รรมภายในของผู้ปกครองทมี่ ีพฤติกรรมใช้ความรนุ แรงต่อเด็กเกิดการเปล่ียนแปลงขึ้นหลังไดร้ ับ
บริการครอบครัวบาบัดแนวซาเทียร์ โดยพบว่าในระยะก่อนการบาบัดผู้ปกครองรู้สึกเครียด กังวล ทอ้ แท้กับเรื่องราวที่เกดิ ข้ึน
มีความรู้สกึ นอ้ ยใจ โกรธและกลา่ วโทษ มองตนเองในด้านลบ มภี าวะสญู เสียพลัง ไม่ม่ันใจในตนเอง และไม่เหน็ คณุ คา่ ในตนเอง
ในขณะท่ีความในใจหรือพฤตกิ รรมภายในของผู้ปกครองในระยะหลังการบาบดั พบวา่ ผู้ปกครองเปิดใจรับฟังเด็กและสมาชิก
ในครอบครัวมากขึ้น เขา้ ใจสถานการณ์ในครอบครวั มากขึ้น เกิดการตระหนักรู้วา่ พฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกสง่ ผลตอ่ เด็ก
และสมาชิกในครอบครัว มีความรู้สึกสบายใจ โล่งใจ ปล่อยวางได้มากขึ้น มองเห็นศักยภาพในตนเองและคนอื่นมากกว่าที่
เปน็ มา รวมถงึ เหน็ คณุ ค่าในตนเองมากข้ึน มีพลังชีวติ (Life energy) มากขึ้น ซึ่งสอดรับกับความเชื่อเก่ียวกับมนุษย์ท่ีวา่ มนุษย์
ทุกคนนั้นโดยพื้นฐานแล้วเป็นคนดี มนุษย์จึงเป็นเจ้าของความรู้สึกของตั วเอง และจะทาดีท่ีสุดเท่าที่จะสามารถทาได้ใน
สถานการณ์นั้นๆ แม้จะเป็นสถานการณ์ภายใต้ความขัดแย้งรุนแรงในครอบครวั มนุษย์นัน้ มีขุมทรัพย์และความสามารถในตัว
ซง่ึ ผู้ปกครองใช้มันในการปรบั ตัวและปกป้องตัวเองจากประสบการณ์เชิงลบ หรือประสบการณ์ท่มี ีความเจ็บปวด และสุดท้าย
ความหวังนับเป็นหัวใจของการเปลยี่ นแปลงของพฤตกิ รรมภายในท่ีแมว้ ่าการเปลยี่ นแปลงภายนอกอาจจะเป็นไปได้น้อยหรือ
แทบเปน็ ไปไมไ่ ดเ้ ลย แตก่ ารเปลย่ี นแปลงภายในใจนั้นเป็นไปได้เสมอ (นงพงา ลิ้มสวุ รรณ, 2556, น.13-22; รัตนา สายพาณิชย์,
2557, น.14-20, 93-95; สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์, 2554, น.8-13; Michael & Richard, 2001; Loeschen, 2005, p. 45-49;
Satir, 1991)

นอกจากนี้ครอบครัวบาบดั แนวซาเทยี รย์ ังเปน็ แนวทางในการปฏบิ ัติงานกบั ครอบครัวเพือ่ ลดพฤติกรรมการใช้ความ
รนุ แรงตอ่ เด็กได้เป็นอย่างดี การลดระดับลงของพฤติกรรมความรนุ แรงนอกจากจะสังเกตพฤตกิ รรมภายนอกแล้ว การสงั เกต
พฤติกรรมภายในควบคู่อาการทางกายที่มีความสัมพันธ์กบั ความเครยี ดและความรุนแรงกเ็ ป็นอีกหนง่ึ ตัวชว้ี ัดด้านการลดลงของ
พฤตกิ รรม ซง่ึ ในทางสรีระศาสตรก์ ับการศกึ ษาเรื่องของความดันโลหิต (พัชรวลัย ลอมแปลง, นงนุช โอบะ, ชมนาด วรรณพรศิริ,
2554, น.19-21; Everly, 2016, p.35-36) พบว่าหากบุคคลมีพฤติกรรมตอบสนองความเครียดสูงจะมีความดันโลหิตขณะ
หวั ใจบีบตัว หรือ Systolic Blood Pressure ในระดับสูง ตรงกันข้ามหากบุคคลมีพฤติกรรมตอบสนองความเครียดต่า จะมี
ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวต่าตามไปดว้ ย โดยจากการวัดผลโดยหาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและการใช้พฤติกรรม
ความรุนแรงที่มีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตผ่านการทาครอบครัวบาบัดตามโปรแกรมจานวน 6 ครั้ง พบว่าพฤติกรรม
ภายในของผปู้ กครองที่จะใชค้ วามรุนแรงต่อเด็กน้ันลดลงซ่ึงสัมพันธ์กับอาการทางกายท่ีเกิดข้ึน โดยอาการหลักๆ ที่พบอันเป็น
ผลจากความเครียดแล้วแสดงผ่านอาการทางร่างกาย (Physiological symptoms) พบว่า ความเครียดก่อให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงในระบบต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ การเต้นของหัวใจและการหายใจ ความดันโลหิตสูงข้ึน ปวดศีรษะ ในขณะที่
อาการทางจิตใจ (Psychological symptoms) พบว่าความเครียดมีส่วนก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ จนอาจเกิดเป็นอาการ
ต่างๆ ด้านจิตใจ อาทิ ความกังวล ความหดหู่ ความเบื่อหน่าย ฉุนเฉียว เฉื่อยชาไม่อยากทาอะไร และก่อให้เกิดอาการทาง
พฤติกรรม (Behavioral symptoms) เช่น ปัญหาพฤติกรรมส่วนตัว บุคคลท่ีมีความเครียดอาจมีบุคลิกภาพท่ีเปลี่ยนไปคือ
หงุดหงิดง่าย และการนอนหลับไม่ปกติ (ชิดชนก นาชัยเวช, 2554, น.7-10; พัชรวลัย ลอมแปลง, นงนุช โอบะ, ชมนาด
วรรณพรศิริ, 2554; Everly, 2016, p.46)

ดังน้ันจึงอาจสรุปปจั จัยสัมพันธร์ ะหว่างผปู้ กครองในฐานะบุคคลหน่ึงในครอบครัวต่อการตอบสนองความเครียดที่มี
ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง พบว่า พฤติกรรมตอบสนองความเครียดมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิต
กล่าวคือ หากบุคคลมีพฤติกรรมตอบสนองความเครียดสูงจะมีความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว หรือ Systolic ในระดับสูง
ตรงกันข้ามหากบุคคลมีพฤติกรรมตอบสนองความเครียดต่า จะมีความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวต่าตามไปด้วย (Amario et
al, 2003; Friedman, Bowden, & Jones, 2003 อ้างถึงใน พัชรวลัย ลอมแปลง, นงนุช โอบะ, ชมนาด วรรณพรศิริ, 2554,

191

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

น.19-21) ดังน้ันการเปล่ียนแปลงความในใจหรือพฤติกรรมภายในของผู้ปกครองสามารถช่วยลดความทุกข์ภายในที่จะเป็น
ปัจจัยนาสูพ่ ฤตกิ รรมการใชค้ วามรนุ แรงต่อเดก็ ได้ผ่านการทาครอบครวั บาบัดแนวซาเทยี ร์

โดยผลการศึกษาท่พี บนี้สามารถนาไปใช้เปน็ แนวทางในการปฏิบตั ิงานกับครอบครวั ท่มี ีพฤติกรรมใช้ความรนุ แรงต่อ
เด็กในเชิงของการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวภายใต้ระบบคุ้มครองเดก็ ขององค์การเฟรนด์อินเตอร์เนชัน่ แนลประ
เทศไทย ผ่านการทาความเข้าใจผู้ปกครองในฐานะของมนุษย์ท่ีมีคุณค่า สร้างความเข้าใจต่อศักยภาพของผู้ปกครอง และ
ความสามารถทจี่ ะพัฒนา เพิ่มพูนและแสวงหาภาวะแหง่ การกินดีอย่ดู ี (Well-being) ผ่านการพัฒนาในระดับจิตวิญญาณของ
ผู้ปกครองแต่ละคน (Spiritual self-development) และมีส่วนสาคัญต่อการทาความเข้าใจและอธิบายพฤติกรรมความ
รนุ แรงในครอบครัวที่ปรากฏ กล่าวคือ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมองความรุนแรงที่เกิดข้ึนในมุมมิติที่แยกส่วนระหว่างอัตตาหรือ
ตวั ตน (Self) ของผกู้ ระทาความรุนแรง กบั พฤติกรรมความรนุ แรง (Violent behavior) โดยมองว่าปญั หารุนแรงที่เธอและเขา
เหล่าน้ันแสดงออกเปน็ ปญั หาเรื่องพฤติกรรม แตใ่ นเนื้อแท้ของความเปน็ มนุษย์น้ันถือเปน็ หนา้ ท่ขี องนกั สงั คมสงเคราะห์ท่ตี ้อง
คน้ หาขุมทรัพย์แห่งความดแี ละมคี ุณค่า อันจะมีส่วนแกไ้ ขและพัฒนาไปส่แู นวทางทีผ่ ู้ใช้บริการ, ท่ีมีพฤตกิ รรมใช้ความรุนแรง,
จะเข้าใจตนเองและผู้อื่น เห็นในศักยภาพมีอานาจตัดสินใจเลือกแสดงพฤติกรรมว่าตนเองนั้นสามารถกาหนดได้ว่าจะเลือก
แสดงออกกับเดก็ และสมาชิกในครอบครัวอย่างไร

รายการอา้ งองิ
กรมกิจการเดก็ และเยาวชน. (2559). แนวแนะการเลี้ยงดู ดูแล และพัฒนาเด็กโดยไม่ใช้ความรนุ แรงในทุกสภาพแวดล้อม.

กรงุ เทพมหานคร: กองอาเซียน สานกั งานปลัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนษุ ย.์
คณะกรรมการสทิ ธิมนุษยช์ นแห่งชาติ. (2550). หลกั กฎหมายระหว่างประเทศทั่วไปเกี่ยวกับสนธิสญั ญาด้านสทิ ธิมนุษยชน:

อนุสญั ญาวา่ ด้วยสิทธิเดก็ . กรงุ เทพมหานคร: สานกั งานคณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาต.ิ
ชดิ ชนก นาชัยเวช. (2554). ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและผลที่ตามมาของความเครียดของพนักงานสายทรัพยากร

บุคคล บริษัท การบินไทย จากัด (มหาชน). การค้นความอิสระปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต , มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลธญั บรุ ี. คณะบรหิ ารธรุ กจิ .
ฉัตณฑี ศิลากุล. (2549). ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ความรุนแรงในครอบครัวกับการกระทาความผิดของเด็กและ
เยาวชน: ศึกษาเฉพาะกรณีความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย. สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต . มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์. คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์.
นงพงา ลิ้มสุวรรณ และนิดา ลิ้มสุวรรณ. (2556). ซาเทียร์ จิตบาบัดและการพัฒนาตนเอง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
นภิ าพร กองศร.ี (2556). ความรู้และบทบาทของชุมชนในการป้องกันความรนุ แรงในครอบครัว กรณีศึกษาชุมชนวดั สลักเหนือ
จังหวัดนนทบุรี (สารนิพนธป์ ริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์. สาขาการ
บริหารและนโยบายสวัสดิการสังคม.
พัชวลัย ลอมแปลง, นงนุช โอบะ และชมนาด วรรณพรศริ ิ. (2553). ปัจจัยทานายความดนั โลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ชนิดไม่ทราบสาเหตุอายุต่ากว่า 40 ปี ท่ีอาศัยอยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์. อุตรดิตถ์: กลุ่มงานพยาบาลและสุขภาพ ,
โรงพยาบาลอุตรดิตถ.์
รัตนา สายพาณิชย์. (2557). The Satir Model: Family Therapy and Beyond. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจากัด
เฟรม-อัพ ดไี ซน์.
วภิ าดา หรหมศรี. (2557). กลไกชุมชนในการปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว: ศึกษาเฉพาะกรณีชมุ ชนหลัง
ไปรษณีย์สาเหร่ เขตธนบรุ ี. วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑติ . มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์.

192

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65

สานักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1-12, สานักงานปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์. (2558).
สรปุ ผลการศึกษารูปแบบความรุนแรงต่อเดก็ และสตรี. กรุงเทพมหานคร: ปลดั กระทรวงพฒั นาสงั คมและความม่ันคง
ของมนษุ ย.์

สดใส คมุ้ ทรัพย์อนนั ต์, ปรารถนา รัตนถริ วรรณ และศิโรรัตนน์ าคทองแก้ว. (2553). การใช้โปรแกรมครอบครัวบาบัดแนวแซท
เทียร์ในการดูแลสุขภาพจิตของผู้ปกครองผู้บกพร่องทางสติปัญญา. กรุงเทพมหานคร: กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์
สถาบันราชานกุ ลู กรมสุขภาพจติ กระทรวงสาธารณสขุ .

สดใส คมุ้ ทรัพยอ์ นันต์. (2554). คู่มือครอบครัวบาบัดสาหรับผู้ปฏิบัติงานด้านครอบครัวและเด็ก. กรุงเทพมหานคร: บริษัท
พิมพด์ ี จากัด.

สดใส คุ้มทรัพย์อนันต์, ปรารถนา รัตนถิรวรรณ และศโิ รรัตน์ นาคทองแก้ว. (2555). ผลการทากล่มุ บาบัด แนวแซทเทียร์ใน
ผดู้ ูแลเด็กท่ีมี ความบกพรอ่ งทางพฒั นาการและสติปัญญา. กรุงเทพมหานคร: กลมุ่ งานสังคมสงเคราะห์ สถาบันราชานุ
กลู กรมสขุ ภาพจติ กระทรวงสาธารณสขุ .

สดใส คุ้มทรพั ยอ์ นันต์. (2561). กลมุ่ ครอบครัวบาบดั แนวซาเทียร์ (Family Group Therapy). กรงุ เทพมหานคร: สานักพมิ พ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.

สวุ ิมล แซ่อ้งึ . (2547). ความสมั พันธ์ระหว่างความรุนแรงในครอบครัวกับการกระทาผดิ ของเดก็ และเยาวชน: ศึกษาเฉพาะกรณี
ศนู ย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะ
สังคมสงเคราะหศ์ าสตร์. สาขาการบริหารงานยุติธรรม.

Brandell, J.R. (2011). Theory and Practice in Clinical Social Work. (2nd ed.). United States of America,
Wayne State University.

Everly, G. (2016). Physiology of Stress. USA: Jones and Bartlett publishers.
Friends International Thailand. (2016). Child Protection Report 2015-2016. Bangkok: Community Team,

Friends International Thailand.
Friends International Thailand. (2016). Child Abuse Report in Community area 2018. Bangkok: Community

Team, Friends International Thailand.
Ghate, D. (2000). Family Violent and Violent against Children. London: John Wiley & Sons, Ltd.
Kongsook, P. (2003). Experiential Family Counseling: Satir Model in schizophrenic family, MS thesis, Khon

Khaen University.
Schaefer, C. E., Briesmeister, J.M. & Fitton, M.E. (1984). Family Therapy techniques for problem behaviors

of children and teenagers. California, San Francisco: Jossey-Bass Inc.
Zalta, A. (2016). Contribution of Buddhist Mindfulness to the Transformation of Conflicts – Dependent

Origination (paticca-samuppada) and Deconstruction of Identity. Department of Sociology, Faculty
of Arts, University of Ljubljana, Slovenia.

193

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65

ข้อทา้ ทายงานสังคมสงเคราะหใ์ นกระบวนการยุติธรรมเดก็ และเยาวชน
ต่อการปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาเดก็ และเยาวชนกระทาผดิ ซา้

The Challenge of Social Work in Juvenile Justice System
for Prevention and Solution of Recidivism in Juvenile

อารรี ัตน์ อดศิ ัยเดชรนิ ทร์1
Arreerat Adisaidachcharin2

Abstract
The purpose of this issue was presentation social work in juvenile justice system for prevention
and solution of recidivism in juvenile. The data were collected via the ideas and direct experience of the
author who has been working as a social work in juvenile justice system both in Juvenile Observation and
Protection Center (Remand Home) and Juvenile Vocational Training Center. The issue has shown the
situation of recidivism in juvenile, the national policy for reduce recidivism in juvenile and Social work in
prevention and solution of recidivism in juvenile. After all the issue of challenge in social work in juvenile
justice system and presentation in development mechanism in Social work in juvenile justice system for
prevention and solution of recidivism in juvenile, can be lead to further develop for social work to be
successful.
Keywords: Social Work, Juvenile Justice System, Recidivism in Juvenile

บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อนาเสนองานสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรมเดก็ และเยาวชน ต่อการปอ้ งกัน
และแกไ้ ขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผิดซ้า โดยนาเสนอผ่านการรวบรวมข้อมูล มมุ มองความคดิ และประสบการณ์ตรงของ
ผเู้ ขียนในฐานะทเ่ี คยปฏิบัตงิ านเป็นนักสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน ทัง้ ในสถานพนิ ิจและค้มุ ครอง
เด็กและเยาวชน และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน โดยบทความน้ีได้เสนอข้อมูลสถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชน
กระทาผิดซ้า นโยบายของรัฐต่อการลดการกระผิดซ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน งานสังคมสงเคราะห์ในการทางานป้องกันและ
แก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผิดซ้าทผ่ี ่านมา ประเด็นข้อท้าทายในงานสังคมสงเคราะหใ์ นกระบวนการยุติธรรมเด็กและ
เยาวชน และนาเสนอกลไกในการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรมเดก็ และเยาวชนในการป้องกนั และแก้ไข
ปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผิดซ้า ท่ีสามารถนาแนวทางดังกล่าวไปต่อยอดพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ให้มีประสิทธิภาพ
ตอ่ ไปได้
คาสาคัญ: งานสงั คมสงเคราะห์, กระบวนการยตุ ธิ รรมเด็กและเยาวชน, เด็กและเยาวชนกระทาผิดซ้า

1 อาจารยป์ ระจา คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]

194

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

บทนา
ในกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน นักสังคมสงเคราะห์ถือเป็นวิชาชพี หน่ึงท่ีมีบทบาทสาคัญในการบาบัดแก้ไข
ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนกระทาผิด โดยเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ท่ีปฏิบัติงานในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
กระทรวงยุติธรรม ท้ังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน โดยมีหน้าที่หลกั คือ
การศึกษา รวบรวม วิเคราะห์ ข้อมูลของเด็กและเยาวชนทางด้านครอบครัว สังคม สภาพแวดล้อม รปู แบบการดาเนินชีวิต
ฯลฯ เพื่อนาข้อมูลท่ีได้มาใช้ในการวเิ คราะห์เพื่อดาเนินการจาแนกประเภทและวางแผนการให้การบาบัดฟื้นฟู เดก็ เยาวชน
และครอบครวั เพื่อช่วยปรบั เปล่ียนพฤติกรรม ทัศนคติ และเตรียมความพรอ้ มภายหลังปล่อยของเดก็ และเยาวชนให้เหมาะสม
กับการดาเนินชีวิตในสังคม และงานบาบัดฟน้ื ฟูเป็นรายบุคคล มีการประสานความร่วมมือกับบุคคลและองค์กรเครือขา่ ยเพื่อ
ระดมทรัพยากรในการให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชน การปฏิบัติงานด้านยุติธรรมสมานฉันท์ในเรื่องการประชุมกลุ่ม
ครอบครัวและชุมชนเพื่อลดจานวนเด็กและเยาวชนท่ีเข้ามาสกู่ ระบวนการยุติธรรมทั้งกอ่ นและหลงั ท่ีศาลมีคาพิพากษา มีการ
ติดตามและให้บรกิ ารทางด้านสังคมสงเคราะห์แก่เดก็ และเยาวชนภายหลังการปล่อยตวั เพื่อใหค้ วามช่วยเหลือตามสภาพปัญหา
และความจาเป็น และปฏิบัติงานเชิงรกุ โดยการให้ความรูแ้ กช่ ุมชนเพือ่ ป้องกันการกระทาผิดของเด็กและเยาวชน และที่สาคัญ
น้ัน ในกระบวนการเตรียมความพร้อมปล่อยเด็กและเยาวชน และการติดตามภายหลังปล่อย นักสังคมสงเคราะห์เป็น
ผู้รับผิดชอบหลักในการดาเนินงานดังกล่าว จึงได้รับการคาดหวังวา่ กระบวนการเตรียมความพร้อมปล่อยท่ีดาเนินการใน
ปจั จบุ ันจะสามารถมีส่วนช่วยปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาเดก็ และเยาวชนกระทาผดิ ซา้ ได้
ผู้เขียนในฐานะทไี่ ดป้ ฏิบตั ิงานเปน็ นักสังคมสงเคราะห์มาตลอด 14 ปี ท้ังในสถานพนิ ิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน มองว่าการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผิดซ้า เปน็ ข้อท้าทายอย่าง
มากต่อการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนในยคุ ปจั จุบนั ที่ต้องสอดรับทั้งนโยบายของรัฐ
ตัวชี้วัดของหน่วยงานเรื่องการลดจานวนเด็กกระทาผิดซ้า กระแสสังคมท่ีมีความคาดหวังให้ปัญหาดังกล่าวลดลง สัดส่วน
จานวนนักสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงานท่ีให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ยังไม่เพียงพอต่อ
จานวนเด็กและเยาวชนท่ีมีจานวนมาก และระบบกลไกเครือ่ งมือในการทางานเตรียมความพร้อมก่อนปลอ่ ยนั้นเหมาะสมกับ
กลมุ่ เป้าหมายหรือไม่ การทางานที่ตอ้ งมีพฒั นาตนเองอยู่เสมอ ในด้านองค์ความรู้ ทักษะตา่ งๆ และการทางานกับทุกภาคสว่ น
ในการ การระดมทรัพยากร สรา้ งเครือข่ายในการทางาน ซ่งึ บทความน้ีจะไดร้ วบรวมขอ้ มูลสถานการณป์ ัญหาเด็กและเยาวชน
กระทาผิดซ้า นโยบายของรัฐต่อการลดการกระผิดซ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน งานสังคมสงเคราะห์ในการทางานป้องกันและ
แกไ้ ขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผดิ ซา้ ท่ีผ่านมา ประเดน็ ข้อท้าทายในงานสังคมสงเคราะห์ และกลไกในการพัฒนางานสังคม
สงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผิดซ้า เพื่อเป็น
แนวทางที่สามารถนาไปปรับใชใ้ นการพฒั นางานสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรมตอ่ ไปได้
สถานการณป์ ญั หาเด็กและเยาวชนกระทาผิดซา้
ปัจจุบันปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผิด เป็นปัญหาหนึ่งท่ีสงั คมไทยต่างเป็นกังวลกับปัญหาดังกล่าวท่ีนับวันจะมี
ความรุนแรงและมีจานวนมากย่ิงขึ้น ซงึ่ คนในสังคมต่างรับร้จู ากข่าวสารตามสื่อต่างๆ ทพี่ บว่าผู้กระทาผดิ มีเดก็ และเยาวชนเข้า
ไปมีสว่ นเกีย่ วข้องหรือเป็นผกู้ ระทาผดิ เสียเอง หน่วยงานทัง้ ภาครัฐและเอกชนทม่ี ีสว่ นเก่ียวขอ้ งในเรื่องน้ีต่างให้ความสาคัญและ
พัฒนาระบบงานท้ังด้านการป้องกัน การพัฒนาระบบบาบัดแก้ไขฟื้นฟู และการติดตามดูแลชว่ ยเหลือ แต่ยังพบว่าปัญหาเด็ก
และเยาวชนกระทาผิดยังไม่ลดนอ้ ยลง และเด็กและเยาวชนยังมีการกระทาผิดซา้ ภายหลงั ได้รับโทษ จากรายงานประจาปขี อง
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม พบว่าสถิติการกระทาผิดซ้าของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ มี
แนวโน้มกระทาผดิ ซ้าจานวนมากขึ้น โดยเปรียบเทยี บต้ังแต่ปี พ.ศ.2552-2558 พบว่าในปี 2552 กระทาผิดซ้าคิดเป็นร้อยละ
13.57 ปี 2553 คดิ เป็นรอ้ ยละ 12.62 ปี 2554 คิดเปน็ ร้อยละ 15.86 ปี2555 คิดเป็นร้อยละ 12.03 ปี 2556 คิดเป็นร้อยละ
18.63 ปี2557 คิดเปน็ รอ้ ยละ 20.50 ปี 2558 คิดเปน็ ร้อยละ 19.03 ตามตาราง ดงั นี้

195

รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65

ตารางที่ 1 จานวนและรอ้ ยละของคดีเด็กและเยาวชนท่เี ปน็ การกระทาผิดซ้า

เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั คดที ถี่ กู ดาเนินคดีโดยสถานพินิจฯทวั่ ประเทศ ต้ังแตป่ ี พ.ศ.2554-2558

ปี พ.ศ.

2554 2555 2556 2557 2558
33,121
จานวนคดีท่ีจับกุมทั้งสิน้ 35,049 34,276 36,763 36,537 6,302
19.03
จานวนคดีทีเ่ ปน็ การกระทาผิดซ้า 5,559 4,125 6,849 7,490

ร้อยละของคดีที่เปน็ การกระทาผดิ ซ้า 15.86 12.03 18.63 20.50

ที่มา: รายงานสถิตคิ ดี กรมพนิ ิจและคุ้มครองเดก็ และเยาวชน

จากสถิตดิ ังกลา่ ว พบว่าการกระทาผิดซ้าของเด็กและเยาวชนยังไมม่ ีแนวโน้มทจี่ ะลดลง ถือเปน็ จานวนตัวเลขที่ยังน่า
เปน็ ห่วง และบุคลากรในกระบวนการยตุ ิธรรมเด็กและเยาวชนต้องกลับมาพิจารณาทบทวนและไม่หยุดน่ิงที่จะพฒั นางานการ
บาบัดแกไ้ ขฟื้นฟูเด็กและเยาวชน หากเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ยงั ไม่ได้รบั การบาบัดแกไ้ ขฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เมือ่ เขาได้รบั การ
ปลอ่ ยตัวกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน อาจมีพฤติกรรมเสี่ยง ขาดความยับย้ังชั่งใจ อาจก่อเหตุกระทาผิดซ้า ซึ่งมาจากเหตุ
ปัจจัยตา่ งๆ อาทิ ด้านอารมณ์จิตใจ ครอบครัว เศรษฐกิจ สงั คม และสงิ่ แวดล้อม

เมื่อพิจารณาถึงการปรับตัวภายหลังปล่อยของเด็กและเยาวชน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยทางด้านสังคม
เศรษฐกิจและจิตวิทยามีผลต่อการปรับตัวในแต่ละด้าน ซ่ึงปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ ปัจจัยทางด้านอายุ สถานภาพสมรส
ภาระหน้ีสิน บุคลิกภาพแบบหุนหันพลันแล่น ได้แก่ การชอบเส่ียง การมองการณ์ใกล้ การเป็นคนหงุดหงิด เจ้าอารมณ์
ผู้กระทาผิดซา้ จานวนหนงึ่ ไม่มใี ครมาเยี่ยมเลย ซ่งึ ถือว่าเปน็ การหา่ งเหินไมไ่ ด้รบั การเอาใจใสจ่ ากครอบครวั โดยเฉพาะภายหลัง
ทไ่ี ด้รับการปลดปล่อย เพราะการห่างเหินจากครอบครวั มผี ลอยา่ งมากต่อพฤติกรรมการกระทาผิดซ้ามากกว่าและการคงความ
ผกู พันของครอบครัวได้อย่างเหนียวแน่นในระหวา่ งการถูกควบคุมตัวในเรือนจา รวมถงึ การสรา้ งบรรยากาศของการสนับสนุน
ช่วยเหลือในครอบครัวในช่วงเวลาหลังปล่อยมีความจาเป็นสาหรับการกลับคืนสู่สังคม และลดการกระทาผิดซ้า ( Write &
Write, 1994 อ้างถงึ ใน วยิ ะดา วงั วรรณรัตน์, 2543)

ดังที่ คนงึ นิจ วิหคมาตย์ (2552) ได้ทาการศึกษาวจิ ัยเรื่อง “การมองตนเองในภาวะคืนสู่ครอบครัวและสงั คมของเด็ก
และเยาวชนทก่ี ระทาผิดซ้าในศูนย์ฝึกและอบรมเดก็ และเยาวชน” พบว่า การมองตนเองของเด็กและเยาวชนท่ีกระทาผิดซ้าใน
ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน มคี วามเชื่อมโยงกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ครอบครัว
เพื่อน ชุมชน แหล่งทอ่ี ยู่อาศัย และสภาพแวดลอ้ มภายในตัวตน ได้แก่ ความรู้สึก การรับรู้ การใหค้ วามหมาย การตคี วามและ
การเหน็ คณุ ค่าในตนเอง มีผลต่อการมองตนเองและดาเนินพฤตกิ รรมท้ังในทางดหี รือไม่ดี ซึ่งภายหลงั การปล่อยตัว เยาวชนจะ
กลบั ไปเรมิ่ ต้นในครอบครัวก่อนขนึ้ อยูก่ ับความสัมพันธ์ในครอบครวั ท่ีมีอยู่เดมิ ด้วย และจะพยายามเปล่ียนแปลงตนเองในทางที่
ดขี ึ้นตามท่ีสังคมคาดหวงั เช่น ทางาน เรียน เลิกคบเพื่อนที่ไม่ดี แต่เมื่อกลบั สู่สังคมเดิมแล้วต้องเผชิญกับสภาพการณ์ท่ีส่งผล
กระทบตอ่ จิตใจของเยาวชน เช่น ไม่ยอมรบั ไม่ไว้วางใจ ตาหนิ ประทับตราและเพือ่ ลดรอยมลทินประทับ จงึ มกี ารสร้างพื้นที่
การยอมรับและจัดการปัญหาด้วยตนเอง เช่น หลบหนี ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อน ใช้ความรุนแรง เมื่อมีส่ิงย่ัวยุ หรือกดดันจะผลัก
ตัวเองออกจากสภาพการณ์น้ันแล้วกลับไปกระทาความผิดซ้าได้อีก เยาวชนตระหนกั รูถ้ งึ ผลดีผลเสยี ของการกระทาผดิ เพยี งแต่
ไม่สามารถต่อต้านส่ิงย่ัวยุน้ันได้ นอกจากนี้ยังเผชิญกับปัจจัยเร้า ได้แก่ ผลตอบแทนทั้งรูปธรรม (เงินทอง สิ่งของ) และ
นามธรรม (การยอมรับ อานาจ คุณค่าในตนเอง) มักจะประเมินความคุ้มค่าและโอกาสที่จะได้สิ่งท่ีต้องการแล้วจึงตัดสินใจ
กระทาความผิด โดยขาดการคานึงถึงสภาพแวดลอ้ มอย่างรอบด้านและผลกระทบในระยะยาว ซึ่งเยาวชนต้องมีการกาหนด
สร้างโอกาสด้วยตนเองอันจะนาไปสู่การเปลีย่ นตนเองท่ีมีความย่ังยืนที่สุด พรอ้ มกับโอกาสจากครอบครัวและสงั คม เช่น การ

196

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65

ยอมรับ ไว้วางใจ ให้อภัย เยาวชนมีความปรารถนาต่อตัวเอง อาชีพ การเรียนและพื้นที่ปรับตัว ซ่ึงจะเป็นการคืนคุณค่าใน
ตนเองและตอ้ งมีการจดั การต่อความต้องการภายในตัวของเยาวชนให้เป็นไปในทิศทางท่ีเหมาะสม

ส่วนการติดตามผลการกระทาผิดซา้ พบวา่ ระยะเวลาท่ีเด็กและเยาวชนกระทาผิดซ้าอีกส่วนมากอยู่ในระยะเวลา
ภายใน 12 เดือน หลังการปลอ่ ยตวั ดังการศึกษาของ ซินเดอร์ (Snyder, 1998 อ้างถึงในวิยะดา วังวรรณรัตน์, 2543) แสดง
ใหเ้ ห็นวา่ รอ้ ยละ 91 ของการกระทาผิดซา้ จะกระทาผิดซ้าอีกในเวลาดังกลา่ ว และ (Melzner & Weil, 1993 อ้างถึงในสุภาพ
ทองรัตน์, 2531) ร้อยละ 59 ของผู้ทถี่ ูกปล่อยตวั หรือได้รับการลงโทษจากสถาบันแก้ไขพฤตกิ รรมของแมสซาจูเสซ ระหว่างปี
ค.ศ.1959 กลบั มายงั สถาบันน้ีอีก ซ่ึงหนึ่งกลับมาโดยฝ่าฝืนกฎหรือสัญญาของการพักการลงโทษส่วนทีเ่ หลือกลับมา โดยการ
กระทาผิดครั้งใหม่ สว่ นรายงานของมลรัฐยูธาร์ พบว่า ร้อยละ49 ของผตู้ อบแบบสอบถามการรายงานด้วยตนเอง กระทาผิดอีก
ในระยะเวลา 6-12 เดือน (Andrew, Reed, & Randall, 2000 อ้างถึงใน อังคณา บุญสิทธิ์, 2545) และจากการศึกษาระยะ
ยาวเป็นเวลา 5 ปี เพื่อตรวจสอบการได้รบั การปล่อยตัวของเด็กและเยาวชน 531 รายงานจากสถานควบคุมเยาวชน Oregon
กลับชุมชน พบวา่ ภายในระยะเวลา 12 เดือน มีเยาวชนกลับเข้าสู่สถานควบคุมนี้ร้อยละ 40 และมีเพียงร้อยละ 47 เท่าน้ัน
และมีงานทาและอยู่ในระบบโรงเรียนภายใน 6 เดือนหลังปล่อยตัว ซึ่งเยาวชนที่มีงานทาและอยู่ในระบบโรงเรียนตอ่ เนือ่ งถึง
12 เดือน มักไม่หวนกลับมาที่สถานท่ีควบคุมเยาวชนน้ีอีก
นโยบายของรฐั ตอ่ การลดการกระผิดซา้ ในกลุม่ เดก็ และเยาวชน

หากจะพิจารณานโยบายของรัฐในปัจจุบัน พบว่า การลดการกระทาผิดซ้า ถือเป็นเป้าหมายหลักอย่างหน่ึง จาก
รายงานยุทธศาสตร์กระทรวงยุติธรรม ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มียุทธศาสตร์เรื่องการสร้างความปลอดภยั และความ
สงบสุขในสังคม ได้มีเป้าหมายหลกั คือ 1.ลดการกระทาผิดซ้าของผู้กระทาผดิ 2.ผู้พ้นโทษผ่านการแก้ไข ฟ้ืนฟู มีการศึกษา มี
งานทา มรี ายได้ พงึ่ ตนเองได้ 3.ลดจานวนอาชญากรรมที่กระทาโดยเดก็ และเยาวชน โดยมีกลยุทธ์ 1.ยกระดบั การควบคุมดูแล
และแก้ไขฟื้นฟัูผ้กระทาผิดตามมาตรฐานสากล 2.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการเปล่ียนภาระให้เป็นพลงั 3.
เสรมิ สรา้ งการมสี ่วนรว่ มเพือ่ ปอ้ งกันเด็กและเยาวชนเขา้ ัส่กระบวนการยตุ ิธรรม

หน่วยงานหลักของรัฐที่ดูแลด้านการบาบัดแกไ้ ขฟื้นฟูเด็กและเยาวชนกระทาผดิ คือ กรมพินิจและคมุ้ ครองเด็กและ
เยาวชน ซึ่งเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยตุ ิธรรมมภี ารกิจ หลักในการคุ้มครองสทิ ธิประโยชน์ของผเู้ ยาว์ตามคาพิพากษา
หรือตามคาสั่งของศาลและการพิทักษ์ คุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพของเด็กหรือเยาวชนที่กระทาผิดท่ีเข้าสู่กระบวนยุติธรรมใน
ระหว่างพิจารณาคดี และหลงั พิจารณาคดี ซ่ึงกระบวนงานดังกลา่ วมีสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจานวน 77 แห่ง
ท่วั ประเทศดาเนินการสืบเสาะประมวลขอ้ เท็จจรงิ และเมื่อศาลมีคาพิพากษาหรือคาส่ังให้เด็กหรือเยาวชน เข้ารบั การฝึกอบรม
ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจะเป็นหน่วยงานทรี่ ับผิดชอบในการควบคุม แกไ้ ข บาบัด ฟื้นฟู เด็กและเยาวชน ซ่ึงปัจจุบัน
มีจานวน 19 แหง่ เมื่อศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาให้เด็กและเยาวชนเข้ารับการฝึกอบรม เด็กและเยาวชนจะถูกส่งตัว
เข้ารับการฝกึ อบรมทศ่ี ูนยฝ์ ึกและอบรม ซึ่งมีบทบาทหน้าทีด่ าเนินการด้านการควบคมุ ดูแล บาบัด แกไ้ ข ฟื้นฟู ป้องกนั พัฒนา
พฤตนิ ิสัยและสงเคราะห์เด็กและเยาวชนที่ศาลมีคาพิพากษาหรือคาส่ังให้เข้ารับการฝึกอบรม และดาเนินการด้านกิจกรรม
ชุมชนและประสานความร่วมมือเพื่อการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิเด็ก ซึ่งศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนแต่ละแห่งได้มี
กระบวนการด้านการเตรียมความพรอ้ มก่อนปล่อยเด็กและเยาวชน และการติดตามดูแลช่วยเหลือภายหลังปล่อยตัว เพื่อลด
ปญั หาการกระทาผดิ ซ้า แต่ยังข้อจากัดต่างๆ ในการปฏิบัติงานทัง้ ด้านบุคลากรและภาระงาน และชุมชนยังไม่ได้เข้ามามีส่วน
รว่ มในการเตรียมความพร้อมก่อนปลอ่ ยเด็กและเยาวชนเท่าท่ีควร
งานสังคมสงเคราะหใ์ นการทางานปอ้ งกันและแกไ้ ขปัญหาเดก็ และเยาวชนกระทาผิดซ้าทผ่ี ่านมา

จากคมู่ ือการปฏิบัติงานนักสังคมสงเคราะห์ของกรมพินจิ และคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่ากรอบการทางานสังคม
สงเคราะหม์ ีความชัดเจน และนักสังคมสงเคราะห์จะปฏิบัติงานในกลุ่มงานบาบัดและแก้ไขฟ้ืนฟู และกลุ่มประสานกิจกรรม

197


Click to View FlipBook Version