รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
ชมุ ชน โดยลกั ษณะงานได้ให้ความสาคัญกับการให้ความช่วยเหลือเดก็ เยาวชน ครอบครัว และชุมชน โดยกลุ่มเป้าหมายของ
การปฏบิ ตั งิ านมีดงั น้ี
1.กลมุ่ เดก็ และเยาวชน
1.1 เดก็ และเยาวชนทศ่ี าลมีคาพิพากษาวา่ กระทาความผิด
1.2 เด็กและเยาวชนที่ได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์ฝึกและอบรมฯ ซึ่งจาเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ดูแลอย่าง
ต่อเนือ่ ง
2. กลมุ่ บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของเด็กและเยาวชน ท้ัง 2 กลุ่มข้างต้น ซ่ึงส่วนใหญ่นอกจากการสัมภาษณ์เพื่อ
ค้นหาข้อเท็จจรงิ ต่างๆ แล้ว บางส่วนจาเป็นตอ้ งให้คาปรึกษาแนะนา การสงเคราะห์ช่วยเหลือเฉพาะหน้าในดา้ นต่างๆ รวมท้ัง
การสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการบาบัดแก้ไขฟื้นฟูเด็กและ
เยาวชนรวมทัง้ การตดิ ตามผลภายหลังปลอ่ ย
3. กลุ่มหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมท้ังประชาชน ท่ีถือว่าเป็นแหล่งทรัพยากรที่สาคัญของการ
ทางานในการช่วยเหลือและสงเคราะห์เด็กและเยาวชนท้ังในระหว่างที่อยู่ในสถานควบคุมและภายหลังการปล่อยตัวไปจาก
สถานควบคุม นอกจากนีย้ ังเป็นกล่มุ เป้าหมายในการทางานเชงิ ปอ้ งกนั และเชิงรุกไปพร้อมกัน
การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยและการติดตามเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อยตัว การปฏิบัติงานสังคม
สงเคราะห์ในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน พบว่ามีกระบวนการหน่ึงท่ีสาคัญคือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กและ
เยาวชนก่อนปล่อย โดยได้มกี ารจัดทาแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยเด็กและเยาวชน เพื่อเป็นการเตรยี มความ
พร้อมให้กับเด็กและเยาวชนที่จะได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์ฝกึ และอบรมเด็กและเยาวชนเป็นการแก้ปัญหาให้กับเด็กและ
เยาวชนท่ีมีปัญหาก่อนได้รับการปล่อยตัวและภายหลังจากที่ปล่อยตัว โดยการจัดหาบริการสังคมในดา้ นตา่ ง ๆ เพื่อช่วยเหลือ
หรือสงเคราะห์เด็กและเยาวชนให้สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของเด็กและเยาวชน เพื่อให้เด็ กและ
เยาวชนพร้อมและสามารถกลับคืนสคู่ รอบครัวและดาเนินชีวติ ไดอ้ ยา่ งปกติ แต่ในด้านการเตรียมชุมชน พบว่ายังขาดแนวทาง
ในการทางานร่วมกับเครือข่ายตา่ งๆ รวมท้ังผู้ปฏิบัติงานด้านงานประสานกิจกรรมชุมชนของศูนย์ฝึกและอบรมแต่ละแห่ง มี
อัตรากาลังเพียง 2 คนเท่าน้ัน คือนักสงั คมสงเคราะห์ และนักจิตวทิ ยา ซึ่งทาให้การทางานเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้กับ
เดก็ และเยาวชนทุกรายตามสภาพปัญหาและความจาเป็น เป็นไปได้ยาก หากไมไ่ ดม้ ีการทางานร่วมงานกับครอบครัวและภาคี
เครือข่ายต่าง ทั้งภาครฐั เอกชน และเครือขา่ ยชมุ ชน
ท้งั นกี้ ารเตรยี มความพรอ้ มใหแ้ ก่เด็กและเยาวชนกอ่ นปล่อยของศนู ย์ฝึกและอบรมเดก็ และเยาวชนประกอบด้วย
1. จัดให้มีการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กและเยาวชนที่จะครบกาหนดการปล่อย สาหรบั เด็กและเยาวชนท่ีไม่มี
ปญั หาใดๆ ส่วนเด็กหรือเยาวชนท่ีปัญหา เช่น เร่ร่อน ไร้ญาติ และจาเป็นที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เข้ารับการ
ฝกึ อบรม
2. จัดให้มกี ารเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ปรับตนท้ัง
ทางด้านพฤตกิ รรม จติ ใจ อารมณ์ และฟ้นื ฟูในดา้ นตา่ งๆ ตามหลักวิชาการ
3. จดั ใหม้ ีการแกไ้ ขปัญหาให้กบั เด็กและเยาวชนท่ีมีปัญหากอ่ นและหลงั ได้รับการปลดปล่อยตลอดจนจัดหาบรกิ าร
สงั คมในด้านต่างๆ เพื่อให้การสงเคราะห์เดก็ และเยาวชนท่มี ปี ัญหา โดยเฉพาะเดก็ และเยาวชนท่ีไร้ญาติ ขาดทีพ่ งึ่ หรือมปี ัญหา
ครอบครวั หรือไม่ประสงค์จะกลับไปสู่ครอบครวั เดิม ได้มีท่พี ักอาศัยกินอยู่หลับนอนและได้รบั โอกาสในการพัฒนาทักษะฝีมือ
ระหวา่ งรอเพือ่ ทางานหรือเพื่อศกึ ษาตอ่ ฯลฯ รวมทั้งเปน็ การป้องกันการกระทาผิดซ้า
4. จัดให้มกี ารดาเนินการเตรยี มความพร้อมให้กับครอบครัวเดก็ และเยาวชน รวมท้ังการเปิดโอกาสให้ชุมชน สงั คม
ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ภายนอกทั้งภาครัฐบาลและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กและเยาวชน
ตลอดจนเปน็ การเปิดโอกาสให้ชุมชน สังคม ได้เขา้ ใจและใหก้ ารยอมรบั เด็กและเยาวชนทหี่ ลงกระทาความผิดมากขึ้น
198
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
5. ระดมทรัพยากรที่มีอยใู่ นชมุ ชนเข้ามาใช้ในการแก้ไข บาบัด ฟื้นฟู พัฒนาและสงเคราะห์ชว่ ยเหลือเด็กและเยาวชน
ตลอดจนเปน็ การป้องกนั ปัญหาการกระทาผดิ ซ้าของเด็กและเยาวชน รวมทงั้ ป้องกนั อาชญากรรม
การติดตามเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อย การดูแลติดตามและให้ความช่วยเหลือภายหลังปล่อยต้องมีการ
ดาเนินการนั้น เนือ่ งจากเดก็ และเยาวชนที่กระทาความผิดต้องถูกสง่ ตัวไปรับการฝกึ และอบรมอยู่ในศนู ยฝ์ กึ และอบรมเด็กและ
เยาวชน เป็นการตัดอิสรภาพซึ่งเด็กและเยาวชนจะถูกตัดออกจากครอบครัว ชุมชน สังคมปกติไปชั่วระยะเวลาหนึ่งซ่ึง
ระยะเวลาดงั กล่าวจะยาวนานเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของลักษณะความผดิ ที่ได้กระทา ระหว่างท่ีเดก็ และเยาวชนรับ
การฝึกและอบรมอยูน่ ้ัน สภาพของครอบครวั ชุมชนและสงั คมย่อมมีการเปลย่ี นแปลงไป เมือ่ เด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้รบั การ
ปลดปล่อยย่อมไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับครอบครัว ชุมชนและสังคมได้ในระยะแรก รวมท้งั เด็กและเยาวชนบางรายอาจจะมี
ปัญหา เชน่ มีปัญหาครอบครวั ขาดความเอาใจใส่ ขาดความรักความอบอนุ่ ครอบครัวแตกแยก ไม่สามารถเขา้ กับบดิ ามารดา
บิดามารดาเลี้ยงไดห้ รือกาพรา้ ไร้ญาติขาดที่พ่ึง ตลอดจนเมื่อเด็กและเยาวชนกลับเข้าไปอยู่ในชุมชนสังคมดังเดิมแล้วอาจจะ
ประสบปัญหามากมาย เช่น ชุมชนสังคมไม่ยอมรบั เด็กถกู ประทับมลทิน (Stigmatization) ว่า “เป็นเด็กเหลือขอหรือเด็กเลว
หรือเด็กเคยถกู จบั ตอ้ งฝึกอบรม” ไม่มีงานทา ไม่มโี อกาสได้ศึกษาเล่าเรียนต่อเพราะฐานะยากจน ไม่มที ุนหรือไม่สามารถหาท่ี
ศกึ ษาเล่าเรียนได้เพราะสถานศึกษาไม่ยอมรับหรือเรยี นไม่ทันเพื่อน ขาดท่ีพึ่งพงิ ไมม่ ีความรูท้ างด้านวิชาชีพทาให้ไม่มีงานทา
หางานทาไมไ่ ด้ไมม่ ที นุ ประกอบอาชพี ขาดผู้อปุ การะเลี้ยงดู หรือไม่มีหลกั แหลง่ พอที่จะพักอาศัยต้องเทยี่ วเตร็ดเตร่เรร่ ่อนอยใู่ น
ที่ต่างๆ หรือสภาพที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสมอยู่ในแหล่งอบายมุข เชน่ แหล่งยาเสพติด แหล่งม่ัวสุมเลน่ การพนัน สถานเริงรมย์
แหล่งมิจฉาชพี หรือประพฤติตนเสยี หาย จากสภาพปัญหาตา่ งๆ ดงั กลา่ วหากไม่ได้รับการป้องกนั ตดิ ตาม สอดส่อง ดแู ล แกไ้ ข
ปัญหาและสงเคราะห์ช่วยเหลือแล้วเด็กและเยาวชนเหลา่ นอี้ าจจะต้องหวนกลบั ไปกระทาผิดซ้าไดอ้ กี
ด้วยเหตุน้ี นานาอารยประเทศต่างตระหนกั ดีถงึ ภยั อันตรายของการกระทาผิดซ้า ดังน้ันจึงได้ให้ความสาคญั กับการ
ตดิ ตามดูแลเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อย การปอ้ งกันปัญหาการกระทาผิดซ้า ตลอดจนการให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็ก
และเยาวชนทมี่ ีปัญหาภายหลังปล่อยอย่างมีประสิทธภิ าพ ซึ่งเป็นการป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนหวนกลับไปกระทาผิดซ้าได้
(ทศั นยี ์ ลกั ขณาภิชนชัช, สดุ จิต เจนนพกาญจน์ และอนชุ า ม่วงใหญ่, 2549, น.19-20)
ปจั จุบัน นักสังคมสงเคราะห์ท้ังสถานพินจิ และคุ้มครองเดก็ และเยาวชน และศูนยฝ์ ึกและอบรมเด็กและเยาวชน เป็น
ผู้รับผิดชอบในการติดตามดูแลเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อยจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนทุกราย โดยนักสังคม
สงเคราะห์ของสถานพินิจฯ ติดตามดูแลเด็กและเยาวชนกลุ่ม A (เด็กพร้อม: ครอบครัวพร้อม) และกลุ่ม B (เด็กพร้อม:
ครอบครวั ไม่พรอ้ ม) ส่วนนักสังคมสงเคราะห์ของศนู ย์ฝกึ และอบรมเดก็ และเยาวชน ติดตามดูแลเด็กและเยาวชนกลุ่ม C (เด็ก
ไม่พร้อม: ครอบครัวพร้อม) และกลมุ่ D (เด็กไม่พร้อม: ครอบครวั ไม่พร้อม) โดยมีวตั ถุประสงค์เพื่อใหค้ วามช่วยเหลือเด็กและ
เยาวชนภายหลังปล่อยและติดตามผลหลังจากที่ได้รับการฝึกอบรมไปแล้วว่ามีการเปล่ียนแปลงไปในทางใด รวมทั้งป้องกัน
ไม่ให้เด็กและเยาวชนหวนกลับไปกระทาผิดซ้า และสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนสามารถดารงชีวิตอยใู่ นสังคมได้อย่าง
ปกติสขุ โดยมีวิธกี ารติดตามท้ังทางตรง ดว้ ยตวั นักสังคมสงเคราะห์เอง ได้แก่ การเยี่ยมบ้าน ที่ทางาน โรงเรียน หรือนดั พบเด็ก
และเยาวชนในสถานท่ีท่ีเหมาะสม สว่ นการติดตามทางออ้ ม โดยการติดต่อทางไปรษณีย์โดยการส่งแบบสอบถามให้เด็กและ
เยาวชนหรือผู้ปกครองเขียน และส่งกลับมายังศูนย์ฝึกและอบรมฯ หรือโดยการตดิ ต่อทางโทรศัพท์หรือการส่งต่อหน่วยงาน
เครือข่ายให้ช่วยตดิ ตาม
โครงการการพฒั นาระบบการบาบัดแก้ไขฟืน้ ฟเู ด็กและเยาวชนเฉพาะรายแบบไรร้ อยต่อ Individual Routing
Counselor (IRC)
ปจั จุบันกรมพนิ ิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้มีการดาเนนิ โครงการการพัฒนาระบบการบาบัดแกไ้ ขฟ้ืนฟูเด็ก
และเยาวชนเฉพาะรายแบบไร้รอยต่อ Individual Routing Counselor (IRC) ในศนู ย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนแตล่ ะแห่ง
199
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ทั่วประเทศ เพื่อมุ่งเน้นการลดการกระทาผิดซ้า เป็นแนวคิดที่พัฒนาแนวทางการบาบัดแก้ไขฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพโดยใช้
ต้นแบบการพัฒนาขององค์กร 180 (The foundation 180 | behavioral interventions and programs for youth at
risk) ที่รับผิดชอบในการบาบัดแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชนท่กี ระทาความผิด และเป็นองค์กรตวั อย่างที่ประสบความสาเร็จใน
การคืนเด็กดีสู่สังคมของประเทศเนเธอร์แลนด์ ในชื่อโปรแกรมว่า “Uninterrupted Tailor made Routing” ซึ่งเป็น
โปรแกรมการบาบัด แก้ไข ฟื้นฟูทเ่ี ป็นระบบและมีประสิทธิภาพที่ผ่านการศึกษาวจิ ัยแลว้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนว
ทางเลือกอื่นในการปฏิบัติต่อเด็กแทนการควบคุมตัว โดยการใช้ชุมชนและสังคมเข้ามามสี ่วนร่วมในการบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูและ
รับเด็กและเยาวชนกลับคืนสู่สังคมมีวธิ ีการบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูทส่ี อดคล้องกับสภาพปญั หาและความจาเป็นของเด็กและเยาวชน
แต่ละราย และให้ความสาคัญกับการบาบัดแก้ไขฟื้นฟูในสถานควบคุมเทียบเท่ากับการบาบัดแก้ไขฟื้นฟูในชุมชน เน้นการ
เชือ่ มต่อการบริหารจัดการโดยรอ้ ยเรยี งกระบวนการทางานต้ังแต่แรกเข้าศูนยฝ์ ึกฯ จนถึงปล่อยตัวคืนสูส่ ังคม รวมทั้งจดั ระบบ
การตดิ ตามช่วยเหลือดูแลเด็กและเยาวชนและครอบครวั ภายหลงั การคืนกลับสู่ชุมชน มุ่งเนน้ การประสานความร่วมมือจากทุก
ภาคส่วนท่เี ก่ยี วขอ้ งเพื่อลดความเสยี่ งปญั หาดา้ นพฤติกรรมและการกระทาผิดซ้า
การศึกษาวิจัยโครงการการพัฒนาระบบการบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูเด็กและเยาวชนเฉพาะรายแบบไรร้ อยต่อที่ผ่านมา เป็น
การวจิ ัยเชิงปฏิบัติการซึ่งมีระยะเวลาในการศกึ ษา 3 ปี ตง้ั แต่เดือนกันยายน 2556 ถึงเดือนกันยายน 2559 โดยมีศูนย์ฝึกและ
อบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง เปน็ พื้นที่นาร่องและนาผปู้ ฏิบัติหน้าท่ีในตาแหน่งนักสังคมสงเคราะห์ท่สี มัครใจเข้า
ร่วมโครงการดังกล่าว จานวน 6 คน ลงพื้นท่ีปฏิบัติงานในฐานะปรึกษาเยาวชนเป็นรายบุคคล หรือ Individual Routing
Counselor (IRC) หรือเรยี กกันว่าผู้ปฏบิ ัติงาน IRC เป็นระยะเวลา 2 ปีหลังจากน้ันในปี 2559 ได้มีการขยายผลการนาระบบ
การบาบดั แกไ้ ขฟ้นื ฟเู ด็กและเยาวชนเฉพาะรายแบบไร้รอยต่อไปยังศนู ย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนแต่ละแห่ง โดยมีการให้ผู้
ปฏิบัติหน้าที่ในตาแหน่งนักสังคมสงเคราะห์ท่ีสมัครใจ ตามกรอบข้าร่วมโครงการดังกล่าวลงไปปฏิบัตหิ น้าที่ IRC ศูนย์ฝึกและ
อบรมเด็กและเยาวชนแหง่ ละ 2 คน ซ่ึงการดาเนินงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าปัจจุบันโครงการการพัฒนาระบบการบาบัดแก้ไข
ฟื้นฟเู ด็กและเยาวชนเฉพาะรายแบบไรร้ อยต่อ Individual Routing Counselor (IRC) มิไดด้ าเนินโครงการนาร่องเพียงศูนย์
ฝึกฯแห่งเดียว แตไ่ ด้มกี ารนาไปขยายผลในศูนย์ฝึกฯแต่ละแหง่ แล้ว เพื่อเป้าหมายการลดการกระทาผิดซา้ ในเด็กและเยาวชน
การสรา้ งเครือขา่ ยในการทางาน
ปัจจุบันทุกหน่วยงานต่างให้ความสาคัญ กับการสร้างภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน เครือข่ายชุมชน และภาค
ประชาสังคม กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นองค์กรท่ีให้ความสาคัญกับการทางานร่วมมือกับเครือข่ายในการ
ปอ้ งกันแก้ไขปัญหาเดก็ และเยาวชนกระทาผิด ซึ่งที่ผา่ นมาพบว่ามีการดาเนินการในการสร้างภาคเี ครือข่ายเพื่อสนับสนุนงาน
บาบดั แก้ไขฟน้ื ฟูเด็กและเยาวชน ทัง้ ทางด้านการศึกษา การประกอบอาชพี สวสั ดกิ ารท่ีจาเปน็ การบาบัดแกไ้ ขฟื้นฟูเด็กและ
เยาวชน ฯลฯ โดยมีการดาเนินการ อาทิ
- การจัดทาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ (MOU) ทั้งภาครัฐ และเอกชน อาทิ ศาลเยาวชนและ
ครอบครวั กระทรวงแรงงาน กรมการพฒั นาฝีมือแรงงาน สานักงานคณะกรรมการอาชีวศกึ ษา สานกั ปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ
กรมสุขภาพจิต คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น โดยทาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการ
ชว่ ยเหลือในประเดน็ ตา่ งๆทเี่ กีย่ วข้องกับเด็กและเยาวชน และได้มีการมอบหมายให้แตล่ ะสถานพินิจฯมีการจัดทาบันทึกตกลง
ความร่วมมือในระดับพืน้ ทต่ี ่อไป
- การแต่งตงั้ คณะกรรมการสงเคราะหเ์ ด็กและเยาวชน โดยให้สถานพนิ ิจฯแต่ละแห่ง มีคณะกรรมการสงเคราะห์เด็ก
และเยาวชน ซึ่งเป็นบุคคลท่ีมจี ิตอาสา ตอ้ งการช่วยเหลือเด็กและเยาวชน โดยเปน็ ไปตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติศาล
เยาวชนและครอบครวั และวิธพี จิ ารณาคดีเยาวชน และครอบครัว พ.ศ.2553 กาหนดใหร้ ัฐมนตรมี อี านาจแต่งตัง้ คณะกรรมการ
200
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
สงเคราะห์เด็กและเยาวชน สาหรับสถานพินิจ เพื่อทาหน้าท่ีให้คาปรึกษาแก่ผู้อานวยการสถานพินิจ ช่วยเหลือกิจการสถาน
พนิ จิ เพือ่ สวัสดิภาพและอนาคตของเด็กและเยาวชน และปฏิบัตหิ นา้ ท่ีอื่นตามระเบียบที่อธิบดกี าหนด
นอกจากน้ีนักสังคมสงเคราะห์ได้มีการประสานความร่วมมือกบั บุคคลและองค์กรเครือขา่ ยเพื่อระดมทรัพยากรใน
การให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในและนอกสถานควบคุม โดยแสวงหาและสร้างเครือขา่ ยความร่วมมือระหว่างสถาน
พนิ ิจฯ ศูนยฝ์ ึกและอบรมฯกับบุคคล องค์กร ทั้งภาครฐั และเอกชน และประสานความรว่ มมือกับเครือข่ายในการจัดโครงการ
กจิ กรรมและบรกิ ารในการใหค้ วามช่วยเหลือเดก็ และเยาวชน และการตดิ ตามดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนภายหลงั ปลอ่ ย
ประเด็นขอ้ ทา้ ทายในงานสงั คมสงเคราะหต์ อ่ การป้องกนั และแกไ้ ขปญั หาเดก็ และเยาวชนกระทาผิดซ้า
นโยบายของรฐั และตวั ชีว้ ดั หนว่ ยงาน
จากทยี่ ุทธศาสตร์กระทรวงยตุ ิธรรม ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มียุทธศาสตร์เรื่องการสร้างความปลอดภัย และ
ความสงบสุขในสังคม ได้มีเป้าหมายหลักคือการลดการกระทาผิดซ้าของผู้กระทาผิด ทาให้กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและ
เยาวชน มียุทธศาสตรก์ ารลดการกระทาผิดซ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยกาหนดเป็นตัวช้ีวดั ของหน่วยงานคือ ร้อยละของเด็ก
และเยาวชนท่ีสามารถติดตามได้หลังปล่อยจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน และร้อยละของเด็กและเยาวชนที่สามารถ
กลับไปดาเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ซ่ึงส่งผลต่อการปฏิบัติงานของนักสงั คมสงเคราะห์ ที่รบั ผดิ ชอบเรื่องการเตรียม
ความพรอ้ มปล่อย และการตดิ ตามดูแลเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อย โดยต้องปฏิบัตงิ านใหไ้ ดต้ ามทตี่ ัวช้ีวดั กาหนดไว้
กระแสสงั คมต่อกล่มุ เดก็ และเยาวชนกระทาผิดซ้า
จากกระแสสังคมตามสื่อต่างๆ จะพบว่า หากมีข่าวเด็กและเยาวชนกระทาผิด และมกี ารกล่าวถึงประวัตกิ ารกระทา
ผิด และหากเคยกระทาผิดมาก่อน หรือเป็นการกระทาผิดซ้า คนส่วนใหญ่มักมองว่า เด็กและเยาวชนยังไม่รู้สึกเข็ดหลาบ
สานึกในการกระทาผิด และสง่ ผลต่อการมองหน่วยงานและบคุ ลากรที่เกยี่ วข้อง อย่างเชน่ สถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกและอบรม
ฯว่าไมไ่ ด้เอาจริงเอาจังในการดาเนินการบาบดั แก้ไขฟ้ืนฟเู ด็กและเยาวชนให้เปน็ กลบั ตนคนดี ทาให้บุคลากรท่ที างานในการ
บาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูเด็กและเยาวชนกระทาผิดอาจไม่ได้รับความเชื่อถือ และท่ีสาคัญอาจส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน
ภายหลังปลอ่ ยตัวในการไดร้ บั โอกาสจากสังคมในการดาเนินชีวิตภายหลังปลอ่ ยตัว
สัดส่วนนักสังคมสงเคราะห์ต่อกลุ่มเปา้ หมายเด็กและเยาวชน
ตามกรอบนกั สังคมสงเคราะหข์ องศูนยฝ์ กึ และอบรมเด็กและเยาวชน และสถานพินจิ และคุม้ ครองเด็กและเยาวชน มี
เพียงแห่งละ 2 คน ปฏิบัติงานในกลุ่มบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟู และกลมุ่ ประสานกิจกรรมชุมชน ไม่รวมนักสังคมสงเคราะห์ที่ปฏิบัติ
หน้าท่ี Individual Routing Counselor หรือ IRC ซึ่งหากเทียบสัดส่วนนักสังคมสงเคราะหต์ ่อจานวนเดก็ และเยาวชนในแตล่ ะ
ศูนยฝ์ ึกและอบรมเด็กและเยาวชน ที่มีเดก็ และเยาวชนประมาณ 300- 400 คน พบว่า นักสังคมสงเคราะห์ต้องรับผดิ ชอบดูแล
ชว่ ยเหลือเด็กและเยาวชนค่อนข้างมาก และต้องทางานกบั ครอบครวั ชุมชน และภาคีเครือข่าย อกี ท้ังยังต้องมีภาระงานอื่นๆ
ทไ่ี ด้รับมอบหมาย ทาให้การบาบัดแก้ไขฟื้นฟูช่วยเหลือเด็กและเยาวชนเฉพาะราย อาจไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เข้าถึงปัญหาท่ี
แทจ้ ริงตามสภาพปญั หาและความจาเปน็ ของเด็กและเยาวชนแตล่ ะรายได้
งานสังคมสงเคราะหต์ ่อการปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผดิ ซา้
สาหรับกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนของประเทศไทยนั้น แม้จะตระหนักถึงความสาคัญของการมีแนว
ทางการบาบัดแก้ไขฟื้นฟูให้กับเด็กเป็นรายบุคคลและการติดตามช่วยเหลือเด็กท่ีกลับเข้าสู่ชุมชน โดยมีการกาหนดไว้ใน
กฎหมายและระเบียบการปฏิบตั ิงานที่เก่ยี วข้อง แต่หน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานยงั ขาดความรคู้ วามเข้าใจ รวมถึงขาดวิธีการและ
ระบบการบรหิ ารจดั การที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถดาเนินการตามแนวทางและข้อกาหนดต่างๆ ได้ ดังนั้นจงึ มีความจาเป็น
อยา่ งย่ิงทจ่ี ะต้องมกี ารพัฒนาระบบ รปู แบบและวิธีการบาบัดแก้ไขฟืน้ ฟูเด็กและเยาวชนใหม้ ีความสอดรบั กับสภาพปญั หาและ
ความจาเป็นของเด็กและเยาวชนแต่ละราย
201
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
ส่วนงานสงั คมสงเคราะห์ ของกรมพินิจและคุ้มครองเดก็ และเยาวชน ถือว่ามกี รอบการปฏบิ ัติงาน กระบวนการการ
ทางานทค่ี ่อนข้างชัดเจนและเปน็ ระบบ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมกอ่ นปล่อยเด็กและเยาวชน และการติดตามดูแลเด็ก
และเยาวชน มีการดาเนินมานานและปรับเปล่ียนรูปแบบการปฏิบัติงานตามนโนบายในแต่ละยุค แต่พบว่า ในแต่ละงานนน้ั ยัง
มีข้อจากัด ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัตงิ าน และยังไมไ่ ด้มกี ารถอดบทเรียนการปฏิบัติงานท่ีผ่านมา เพื่อพิจารณาระบบงาน
สงั คมสงเคราะห์ในปัจจุบันในแตก่ ระบวนการว่าเหมาะสมกับกลุม่ เป้าหมายหรือไม่ และตัวผูป้ ฏิบัติงานคือนกั สงั คมสงเคราะห์
ต้องไม่หยุดน่ิงในการพัฒนาตนเอง ท้ังด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ เทคนิคทักษะในการปฏิบัติ เพื่อให้เท่าทันปัญหาและ
สถานการณ์ในปจั จุบันของกลุ่มเดก็ และเยาวชน
การสร้างภาคีเครือข่ายในการทางาน
นกั สังคมสงเคราะห์นอกเหนือจากงานสงเคราะหช์ ่วยเหลือบาบัดแกไ้ ขฟื้นฟูเด็กและเยาวชนแลว้ นั้น ยงั มีงานทีส่ าคัญ
คือการประสานงานกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเครือข่ายชุมชนในการทางานทั้งเชิงป้องกันและแก้ไข
ปญั หาเดก็ และเยาวชน เพื่อลดการกระทาผิดซา้ แต่ด้วยภาระงาน ยงั พบว่า การสร้างเครือข่ายทั้งภายในภายนอก ทั้งภาครัฐ
เอกชน เครือข่ายชมุ ชน ภาคประชาสังคม ยงั ไมม่ กี ารทางานที่เปน็ ระบบการทางานร่วมกันและระบบส่งต่ออยา่ งชัดเจน
ด้วยข้ อท้าทายงานสังคมสงเคราะห์ ต่อ การป้ องกั นและแก้ ไขปัญหาเด็กและเยาวชนก ระทาผิดซ้ า ที่ก ล่าวมาแล้ ว
ขา้ งต้น ถือว่าเป็นสิ่งท่ีนักสังคมสงเคราะห์ในกระบวนยตุ ิธรรมเด็กและเยาวชนต้องไม่น่ิงเฉยกับข้อท้าทายดังกล่าว โดยต้องไม่
หยุดท่ีจะพฒั นาตนเอง พฒั นาทีมงาน พัฒนาองคก์ ร พัฒนางาน พัฒนาเครือข่าย เพื่อนาไปสู่การปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาเด็ก
และเยาวชน โดยผู้เขียนจึงขอนาเสนอกลไกในการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยตุ ิธรรม ดงั นี้
กลไกในการพัฒนางานสงั คมสงเคราะหใ์ นกระบวนการยตุ ิธรรมเด็กและเยาวชน
สุดจิต เจนนพกาญจน์ (2544) ได้กล่าวถึงข้อท้าทายของนักสังคมสงเคราะห์ไว้ว่า จากภาวะความกดดันของสังคม
และวกิ ฤตการณ์ตา่ งๆ ท่ีเกิดขึน้ จาเปน็ ท่นี ักสังคมสงเคราะห์ซึง่ ปฏิบัติงานกับเด็กและเยาวชนที่กระทาความผดิ ตอ้ งปรบั เปลย่ี น
บทบาทและวิสัยทศั น์ ต้องมองแบบองค์รวมทัง้ ในแนวกว้างและแนวลึกโดยมองให้ทะลุถึงปัญหาและองค์ประกอบของปัญหาที่
ทาใหเ้ ด็กและเยาวชนกระทาความผิด มีเป้าหมายที่เด็กและเยาวชนอย่างแท้จริงโดยให้การคมุ้ ครองสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน
ในการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์จาเป็นต้องปรบั ปรุงระบบการทางานให้มีการผสมผสานวิธีการต่างๆ ทางด้านสงั คม
สงเคราะห์เข้ามาให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับเด็กและเยาวชน และทางานในเชิงสหวิชาชีพโดยร่วมมือกับวชิ าชีพอื่นๆ
ในการปฏิบัติงาน นอกจากน้ีจะต้องพัฒนาการทางานในเชงิ รุกคือการป้องกันและพัฒนาให้มากข้ึน ประกอบกบั การทางานใน
เชิงต้ังรบั ในด้านการบาบัดแก้ไขฟ้ืนฟูใหเ้ ปน็ ระบบอย่างมีประสทิ ธิภาพและประสิทธิผล นักสงั คมสงเคราะหท์ ่ปี ฏบิ ัติงานกบั เด็ก
และเยาวชนกระทาผดิ ควรมีบทบาทในด้านตา่ งๆ คือมีสว่ นรว่ มในการกาหนดนโยบายและวางแผนปฏิบัติงานตามนโยบาย เป็น
นกั บริหารจดั การ นักพัฒนาขอ้ มลู นกั ประชาสัมพนั ธ์ และเป็นนกั พัฒนาและมีส่วนร่วมกับชุมชน
การพัฒนาทีมนักสงั คมสงเคราะห์
เนื่องจากปัจจุบันการทางานของนักสังคมสงเคราะห์ในศูนย์ฝึกและอบรมฯแต่ละแห่งของกรมพินิจฯ มีการแบ่ง
ออกเป็นกลุ่มงานบาบัดแกไ้ ขฟ้ืนฟู และกลุ่มงานประสานกจิ กรรมชุมชน ทาให้มีข้อจากัดในการทางานที่คอ่ นข้างแยกส่วน และ
เปน็ ผลให้นกั สังคมสงเคราะหไ์ ม่ได้ทางานเป็น Case maneger อย่างแทจ้ ริง ดงั นน้ั แผนอนาคต หากกรมพินจิ และคุ้มครองเด็ก
และเยาวชนมีการปรับโครงสร้าง ควรจัดให้มีกลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงาน เพื่อให้มีการวางแผนงานร่วมกัน โดยนา
วธิ กี ารและกระบวนการทางสงั คมสงเคราะห์มาใช้ตงั้ แต่รบั ตัวจนถึงติดตามภายหลงั ปลอ่ ย และใหค้ วามสาคญั กับการพัฒนานัก
สงั คมสงเคราะหใ์ ห้เป็น นักสังคมสงเคราะห์เช่ียวชาญ หรือมืออาชพี เพื่อสามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนตรงกบั ปัญหาและ
ความตอ้ งการทแี่ ท้จรงิ ได้ ดงั น้ี
202
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
1. การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคนิค ทักษะในการทางานกับเด็กและเยาวชน ปจั จุบันมีองค์ความรู้ใหม่ๆ
และมีการพัฒนาเครื่องมือมาใช้ในการปฏิบัติสังคมสงเคราะห์ ฉะน้ัน นักสังคมสงเคราะห์ตอ้ งไม่หยุดพัฒนาตนเอง และทาง
กรมฯต้องให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาในเรื่องท่ีเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน อาทิ การจัดอบรมถ่ายทอดให้ความรู้ องค์
ความรู้ เครื่องมือต่างๆที่จาเป็นในการปฏิบัติ อย่างตอ่ เนื่อง และมีการแลกเปลี่ยนประสบการณค์ วามคิดเห็นเทคนิค ทกั ษะใน
การทางานสงั คมสงเคราะห์
• องคค์ วามรู้/ทักษะการปฏิบัตงิ าน เนื่องจากทีผ่ ่านมานักสังคมสงเคราะห์ ได้รับการอบรมองค์ความรู้ทักษะต่างๆ
แต่พบวา่ ยังรู้เพียงหลักการ และบางหลักสูตรยังไม่ทราบวิธีการประยุกต์ใช้ในการทางานจริง กล่าวคือ นักสังคมสงเคราะห์
จะต้องรบั ผิดชอบดแู ลเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาค่อนข้างซับซ้อน และชว่ ยเหลือให้ตรงกับสภาพปัญหาและความจาเปน็ ดังนั้น
นักสังคมสงเคราะห์ จาเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องพัฒนาตนเองให้เกิดความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน โดยมีท้ังองค์ความรู้และ
ประสบการณ์ และต้องไม่หยุดท่ีจะพัฒนาตนเอง โดยอาจจัดหลักสูตรการอบรมองคค์ วามรู้และทักษะต่างๆเพื่อใหท้ ันสมยั ต่อ
สถานการณ์ในปัจจุบัน อาทิ วธิ ีการหรือแนวทางในการดูแลและช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมต่างๆ พฤติกรรมการใช้
ความรุนแรง การกระทาผิดซ้า โรคจิตเวชเด็กและวัยรุ่น การให้คาปรึกษาในภาวะวิกฤติ การอบรมบุคลิกภาพ /การ
ประสานงาน การพูดในทชี่ มุ ชน แนวคิด/วิธีการการทางานสังคมสงเคราะห์ในประเทศต่างๆ ฯลฯ
• เครื่องมือ ควรมีการทบทวนแบบสัมภาษณ์และแบบประเมินต่างๆ ให้มีความเหมาะสมและมีการทดลองนา
เครื่องมือหรือแบบประเมินดา้ นเดก็ เยาวชนและครอบครัวใหมๆ่ มาใช้ในการปฏิบตั ิงานให้เหมาะสม
2. การมีระบบพ่ีเลี้ยง นอกเหนือจากการจดั อบรมให้ความรู้แกน่ ักสงั คมสงเคราะหแ์ ลว้ ควรจัดให้มรี ะบบพเ่ี ลี้ยง โดย
มอบหมายนักสังคมสงเคราะห์ท่ีเชย่ี วชาญและมีประสบการณ์มานาน ดูแล ให้คาปรกึ ษา ให้คาแนะนา และประเมินผลการ
ปฏิบัติงานนักสังคมสงเคราะหร์ ุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ความอบอุน่ แบบพ่ีน้องร่วมวชิ าชีพ และเกิดการชว่ ยเหลือซึ่งกัน
และกนั ในการปฏิบตั ิงาน
3. การมีผู้เชี่ยวชาญให้คาปรึกษาในการปฏิบัติงาน ควรมีการเชิญหรือแตง่ ตั้งผู้เช่ียวชาญด้านเด็กและเยาวชน จาก
ภายนอก มาเปน็ ทป่ี รึกษาในการปฏบิ ัติงาน เพือ่ ให้การทางานด้านเด็กเยาวชน และครอบครัวเปน็ ไปอย่างรอบดา้ น
4. การเสริมพลังในการทางานให้แก่นักสังคมสงเคราะห์ ซ่ึงพบว่าปัจจุบันนักสังคมสงเคราะห์ในกรมพินิจและ
คุ้มครองเดก็ และเยาวชน มีภาวะหมดไฟ มีการย้ายงานหรือโอนย้ายจานวนมากขึ้น ดงั นั้นควรมีการเสริมพลงั ให้เห็นคุณคา่ ของ
ตนเอง ผูอ้ ื่น และงานสังคมสงเคราะห์ การสร้างอุดมการณ์ร่วมกัน เห็นคณุ ค่าในวิชาชีพ รกั องค์กร และสรา้ งแรงจูงใจในการ
ทางาน
การพฒั นาระบบงาน
ปจั จุบันระบบการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ พบว่ามีการปรับเปลี่ยนคู่มือและวิธีการปฏิบัตงิ านอยบู่ ่อยคร้ัง
ตามนโยบายของรฐั และพบว่ากอ่ นการปรบั เปล่ียน หรือการจัดทาแนวทางใหม่ ยังไม่มกี ารถอดบทเรยี นการปฏิบตั ิงานเพื่อหา
แนวทางทเี่ หมาะสมในการปฏิบัติงาน ดังนนั้ ควรมีพัฒนาระบบงานสังคมสงเคราะห์ ดังนี้
1. การถอดบทเรียนการปฏบิ ัติงานทผ่ี ่านมา ควรมกี ารถอดบทเรยี นจากแนวทางการปฏิบัตงิ านทผี่ ่านมา ว่าแนวทาง
และวิธกี ารใดมีความเหมาะสมกับการปฏิบัติงาน และหาปัจจัยความสาเร็จ จุดแข็ง จุดอ่อน ของแต่ละกระบวนการ เพื่อนา
ข้อมลู มาปรบั เปน็ แนวทางร่วมกันท่ีชดั เจนและมีความเหมาะสมในการปฏิบัตงิ านจรงิ
2.การแลกเปล่ียน ระดมสมองจากผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีนักสังคม
สงเคราะห์ทม่ี ีประสบการณ์ทางานด้านเด็กและเยาวชนกระทาผิดโดยเฉพาะ ดังนั้นควรจัดให้การแลกเปลี่ยน ระดมสมอง หา
แนวทางร่วมกันอยา่ งต่อเนื่อง เชน่ การจัดให้มีการทาคู่มือการปฏิบัติงานในแต่กระบวนงาน การพัฒนาเครือ่ งมือการทางานท่ี
เหมาะสม โดยระดมสมองมาจากผู้ปฏิบตั ิงานจริง
203
รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
3.การนาแนวคิดที่ประสบผลสาเร็จมาพัฒนาระบบงาน ปัจจุบันปัญหาสถานการณ์เด็กและเยาวชนมคี วามซับซ้อน
มากยิ่งขน้ึ ดังน้ันอาจมีการค้นควา้ วจิ ัย หาข้อมูล หรือศึกษาดูงานแนวคิดวิธีการใหม่ๆที่ประสบผลสาเร็จจากประเทศต่างๆ
หรือ หน่วยงานตา่ งๆ มาพจิ ารณาในการวางแผนงานช่วยเหลือเดก็ และเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม
การพัฒนาเครือขา่ ยในการทางาน
1. การพัฒนาเครือข่ายภายในหน่วยงาน เนื่องจากในศูนย์ฝึกฯและสถานพินิจฯมีบุคลากรค่อนข้างมาก และมีนัก
วชิ าชีพค่อนข้างหลากหลายและเฉพาะทาง ดงั นน้ั การทางานของนักสังคมสงเคราะห์ ไม่ควรทางานเพียงคนเดียว ควรเน้นให้
นักวิชาชีพได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยให้ทีมนักวิชาชีพเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น โดยนาวิธีการ Case Conference มาใช้
รวมถงึ นักวิชาชพี อื่นๆ จะได้ควรเข้าใจงานการบาบัดแกไ้ ขฟื้นฟูเด็กและเยาวชนอยา่ งถูกต้องและชัดเจน เพื่อเกิดกระบวนการ
สง่ ตอ่ ท่ดี สี ามารถช่วยเหลือตรงตามสภาพปญั หาทเี่ กิดข้นึ ได้
2. การสร้างเครือขา่ ยนกั สังคมสงเคราะห์ ปจั จบุ ันนักสังคมสงเคราะห์ท้ังสถานพนิ ิจฯ และศูนย์ฝกึ และอบรมฯ มีการ
ประสานงานสง่ ต่อ ใหค้ วามช่วยเหลือกันตามระบบ แต่ควรมกี ารสร้างเครือขา่ ยท่ีชัดเจนในแต่ละเขตพื้นที่และพฒั นาเครือขา่ ย
นกั สังคมสงเคราะหอ์ ย่างต่อเนือ่ ง อาทิ การจดั ประชุม การทาแผนการปฏิบตั ิในแต่ละพื้นท่ี เพื่อให้เกิดความรว่ มมือกนั และส่ง
ต่อความชว่ ยเหลืออยา่ งเป็นระบบ
3. การสรา้ งเครือขา่ ยภายนอกหน่วยงาน
- ควรจัดให้มีนักวชิ าการ หรือผูเ้ ช่ียวชาญ มาให้คาปรกึ ษา พัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ เครื่องมือ ในการ
ปฏิบัติงานให้แก่นักสงั คมสงเคราะห์ ซ่ึงจะทาให้เกิดความเชยี่ วชาญและสามารถนาเทคนิคทักษะต่างๆมาใชใ้ นการปฏิบัติได้
อยา่ งเหมะสม
- การสร้างและพัฒนาเครือข่ายในการสนับสนุนการปฏบิ ัตงิ าน ท้งั ภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายชุมชน ซ่ึงทผ่ี ่านมา
นักสังคมสงเคราะห์ ได้ดาเนินการอยบู่ ้างแล้ว แตค่ วรมีการพัฒนาให้เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง มีเครือขา่ ยสนบั สนุนท่ีชัดเจนใน
พืน้ ที่ โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการติดตามดูแลภายหลังปลอ่ ย การให้เครือข่ายเข้ามาช่วยเหลือ
เปน็ รูปธรรม ในกลมุ่ เด็กและเยาวชนภายหลังปลอ่ ยตัว เพือ่ ปอ้ งกนั และแก้ไขปญั หาเดก็ และเยาวชนกระทาผดิ ซา้
บทสรปุ
จากขอ้ ท้าทายงานสังคมสงเคราะหใ์ นกระบวนการยตุ ิธรรมเดก็ และเยาวชนท่ีกล่าวมาข้างตน้ ทง้ั ในเรือ่ งนโยบายของ
รัฐและตัวช้ีวัดหน่วยงาน กระแสสังคมต่อกลุ่มเด็กและเยาวชนกระทาผิดซ้า สัดส่วนนกั สังคมสงเคราะห์ต่อกลุ่มเป้าหมายเด็ก
และเยาวชน งานสังคมสงเคราะห์ต่อการป้องกันและแก้ไขปญั หาเดก็ และเยาวชน และการสรา้ งภาคีเครือข่ายในการทางาน ซึ่ง
สิง่ ต่างๆเหลา่ น้ีส่งผลกระทบต่อการปฏิบตั ิงานของนักสังคมสงเคราะหเ์ ป็นอย่างมาก และทาใหเ้ กิดข้อจากัด ปัญหาอุปสรรค ใน
การทางานป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผิดซา้ ที่ผ่านมา และอาจส่งผลให้นักสังคมสงเคราะห์เกิดภาวะหมด
ไฟ และหมดกาลังใจในการทางานพัฒนาต่อ แต่อย่างไรก็ตามจากข้อท้าทายดงั กล่าว ทาให้เกิดข้อค้นพบว่า จากสถานการณ์
ปัญหาการกระทาผิดซ้าของเด็กและเยาวชน และความคาดหวังจากสังคมซ่ึงเป็นข้อท้าทายในปัจจุบัน ทาให้นักสังคม
สงเคราะห์เอง ซ่งึ ถือเป็นวิชาชีพหนึ่งที่มีบทบาทสาคัญในกระบวนการยุติธรรม ต้องทางานเป็นมืออาชีพ ไม่หยุดท่ีจะพัฒนา
ตนเอง พัฒนาวิชาชีพ พัฒนาระบบงาน และพัฒนาเครือข่ายในการทางาน โดยต้องมีระบบการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ
ทันสมัย และเน้นการมสี ่วนร่วมของครอบครัว ชุมชนและสังคม และท่ีสาคัญต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการคานึงถึงประโยชน์
สงู สุดของเด็กและเยาวชนเปน็ สาคัญ เพื่อให้เกิดการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยุตธิ รรมเด็กและเยาวชนและ
สามารถมสี ว่ นช่วยในการป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทาผดิ ซ้าต่อไปได้
204
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
รายการอ้างอิง
กรมพินจิ และคุ้มครองเด็กและเยาวชน. รายงานคดปี ระจาปี, สืบค้นเมือ่ วันที่ 10 ธนั วาคม 2561 จาก http://www.djop.go.
th/images/djopimage/yaer2557.pdf
คนึงนจิ วิหคมาตย.์ (2552). การมองตนเองในภาวะคืนส่คู รอบครวั และสังคมของเด็กและเยาวชนทก่ี ระทาผิดซ้าในศูนย์ฝกึ และ
อบรมเด็กและเยาวชน. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑิต. มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์.
ชานนท์ โกมลมาลย์. (2557). รายงานสรุปการศึกษาดงู านองค์กร 180 รัฐอูเทรค็ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวนั ท่ี 15-19
ธันวาคม พ.ศ.2556. กรมพินจิ และค้มุ ครองเดก็ และเยาวชน.
ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช, สุดจิต เจนนพกาญจน์ และอนุชา ม่วงใหญ่. (2549). การติดตามและประเมินผลเด็กและเยาวชน
ภายหลังปลอ่ ยจากศูนยฝ์ ึกและอบรมเด็กและเยาวชนของกรมพินิจและคุ้มครองเดก็ และเยาวชน. รายงานการศึกษา
วจิ ยั ของกรมพนิ จิ และคุ้มครองเด็กและเยาวชน. กระทรวงยตุ ธิ รรม.
ทัศนีย์ ลักขณาภิชนชัช และคณะ. (2549). การตดิ ตามและประเมินผลเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อยจากศูนย์ฝึกและอบรม
เดก็ และเยาวชนของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน. กรมพินิจและคุ้มครองเดก็ และเยาวชน. กระทรวงยตุ ธิ รรม.
สุดจิต เจนนพกาญจน์. (2546). กระบวนทัศน์ในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมสาหรับเด็กและเยาวชนไทย. วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญาดุษฎีบัณฑิต. มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์.
สวุ ฒั น์ สุวรรณนิกขะ. (2548). ปจั จัยด้านสังคมท่ีสมั พันธ์กับพฤติกรรมการกระทาผดิ อาญาของเยาวชนชาย กรณีศึกษา: ศูนย์
ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 จังหวัดราชบุรี. มหาวิทยาลัยคริสเตียนบัณฑิตวิทยาลัย. ปริญญาการจัดการ
มหาบัณฑติ .
สานักปลัดกระทรวงยุติธรรม. (2560). Roadmap รายงานกระทรวงยุติธรรม ประจาปีงบประมาณ พ.ศ.2560. กระทรวง
ยุตธิ รรม.
สานักพัฒนาระบบงานยุตธิ รรมเด็กและเยาวชน. (2552). คู่มือการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยเด็กและเยาวชน. กรมพินิจ
และคุ้มครองเด็กและเยาวชน.
205
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
แนวทางการข้นึ ทะเบียนผกู้ ระทาผดิ ทางเพศท่เี หมาะสมกับประเทศไทย
Guidelines on the Development of Sex Offender Registration for Thailand
สวธา สงเพชร1
Sawatha Songpet2
Abstract
This research, "Guidelines on the Development of Sex Offender Registration for Thailand ", has
the objective to develop the Sex Offender Registration for Thailand as to prevent and reduce recidivism in
sex offenses cases. The research uses qualitative research methodology with documentary research, in-
depth interview of 10 experts related to the development of justice policy prevention and supervision of
sex offenders, social policy development, care and protection for victims of sexual abuse cases
foundation executives, social sector organizations and criminology, together with quantitative research
methods conducted in a sample group of 210 officers involved in the development of justice policy,
prevention and supervision of offenders in sex cases and those involved in social policy development
caring and protecting victims in cases of Sexual abuse.
The study found that the components leading to the development Sex Offender Registration
appropriate to the context of Thailand should consist of 10 key elements: 1) the range of sexual
offenders in the registration of sex offenders 2) information provided collected from sex offenders 3) the
scope of the period of follow-up of sex offenders after acquittal 4) the method of tracking/equipment for
monitoring or sexual misconduct after being sentenced 5) the level of access to information of the public
6) the disclosure of sex offenders to the public sector 7) the department responsible for keeping
information, monitoring and receiving a report. 8) legal issues specific to the registration of sex offenders.
9) Information system regarding sex offender registration and 10) the expected outcome. And the impact
on society. However, the implementation of guidelines for the development of sex offenders registration
that is appropriate for Thailand is applied in practice. The relevant departments must have a plan and
build understanding in society in general first that sex offenders are not criminals. But is the patient that
must be treated and monitored continuously and the process of registering sex offenders as part of the
treatment and surveillance procedures for sex offenders to interfere with the risk factors that cause
recidivism.
Keywords: Sex Offender Registration, Sex Offender, Sex offenses
1 นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 Master's student, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]
206
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
บทคดั ย่อ
วทิ ยานิพนธ์เรื่อง “แนวทางการขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศที่เหมาะสมกับประเทศไทย”น้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อ
พฒั นาแนวทางการข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศท่ีเหมาะสมกับประเทศไทย สาหรับป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทาผิด
ซ้าในคดีการกระทาผิดทางเพศ โดยวิธีการวิจัย เชิงคุณภาพ (Qualitative research) ด้วยการศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร การ
สมั ภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคณุ วุฒิที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานโยบายกระบวนการยุติธรรม การป้องกันและควบคุมดูแลผู้กระทาผิด
ในคดีทางเพศ การพัฒนานโยบายด้านสังคม การดูแลและคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในคดีล่วงละเมิดทางเพศ ผู้บริหารมูลนิธิ
องค์กรภาคสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา จานวน 10 ท่าน ประกอบกับวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative
research) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนานโยบายกระบวนการยุติธรรม การป้องกัน และการ
ควบคุมดูแลผู้กระทาผิดในคดีทางเพศและผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนานโยบายด้านสังคม การดูแลและให้ความ
คุ้มครองผ้ทู ี่ตกเปน็ เหยื่อในคดีล่วงละเมิดทางเพศ จานวน 210 กลมุ่ ตวั อยา่ ง
ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการพัฒนาการข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศที่เหมาะ สมกับประเทศไทยควร
ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบสาคัญ ได้แก่ 1) ด้านช่วงการจัดเก็บข้อมูลผู้กระทาผิดทางเพศในการข้นึ ทะเบียนผกู้ ระทาผิด
ทางเพศ 2) ดา้ นข้อมลู ท่จี ัดเก็บจากผู้กระทาผดิ ทางเพศ 3) ด้านขอบเขตระยะเวลาของการติดตามผู้กระทาผิดทางเพศหลังพ้น
โทษ 4) ด้านวิธีการติดตาม/อุปกรณ์ สาหรบั ติดตามผิดทางเพศหลังพ้นโทษ 5) ด้านการกาหนดระดับการเข้าถึงข้อมูลของ
ประชาชน 6) ดา้ นการเปิดเผยข้อมูลผู้กระทาผิดทางเพศสู่ภาคประชาชน 7) ด้านหน่วยงานรับผิดชอบ เก็บรักษาข้อมูล เฝ้า
ระวังติดตาม และรับรายงานตัว 8) ด้านกฎหมายเฉพาะในเรื่องการขึ้นทะเบียนผกู้ ระทาผิดทางเพศ 9) ด้านระบบสารสนเทศ
เกยี่ วกับการขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ และ 10) ด้านผลท่ีคาดว่าจะได้รับและผลกระทบที่เกดิ ข้นึ ต่อสงั คม อย่างไรก็ตาม
การนาแนวทางการพัฒนาการขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศมาปรับใช้ในทางปฏิบัติ หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องจะต้องมีการ
วางแผน และสร้างความเข้าใจในสังคมโดยทั่วไปว่า ผู้กระทาผิดทางเพศไม่ใช่อาชญากร แต่คือผู้ป่วยท่ีจะต้องได้รับการ
บาบัดรักษาและติดตามดูแลเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และกระบวนการ ขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการบาบัดรกั ษาและ เฝา้ ระวงั ไมใ่ หผ้ ู้กระทาผดิ ทางเพศเข้าไปยุ่งเก่ียวกับปัจจัยเส่ียงที่ทาให้กลับมากระทาผิดซ้า
คาสาคัญ: การขึน้ ทะเบียนผู้กระทาผดิ ทางเพศ, ผู้กระทาผดิ ทางเพศ, การกระทาผิดทางเพศ
บทนา
อาชญากรรมทางเพศ ถือเป็นอาชญากรรมประเภทหน่ึงที่อยู่คู่กับสังคมโลกมาอย่างยาวนานนับต้ังแตย่ ุคโบราณ ซึ่ง
ระดับความรุนแรงของอาชญากรรมทางเพศโดยเฉพาะการขม่ ขืนกระทาชาเราสามารถเทียบได้กับการลอบวางเพลิง การขาย
ชาติ และการฆาตกรรม จึงเป็นผลใหบ้ ทลงโทษต่อผู้กระทาผิดที่ก่ออาชญากรรมทางเพศ มีโทษสงู สดุ ถึงข้ันประหารชีวติ จาก
รายงานสหประชาชาติ (Rape at the national level, number of police-recorded offences)3 พบว่า สถานการณ์การ
เกิดอาชญากรรมทางเพศได้ทวีความรุนแรงและมีความถ่ีมากย่ิงขึ้น โดยมีการแจ้งความเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ
โดยประมาณ 250,000 คดีทั่วโลกต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หลายประเทศท่ัวโลกให้ความสาคัญกับสถานการณ์ปัญหา
อาชญากรรมทางเพศ เนือ่ งจาก ผลกระทบจากการก่ออาชญากรรมทางเพศไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของ
เหยื่อเท่าน้ัน แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของสมาชิกในครอบครัว และเก่ียวเนื่องไปถึงชมุ ชนและสังคมโดยรวมอีกด้วย เพราะ
อาชญากรรมทางเพศทาให้การดารงชีวิตในสังคมของประชาชนเป็นไปด้วยความตระหนก ความหวาดกลัว และรู้สกึ ไม่มั่นคง
ปลอดภัย นอกจากน้ี มีรายงานข้อคน้ พบสาคัญของหนว่ ยงานความปลอดภัยสาธารณะของแคนาดาทีไ่ ด้จากการศึกษาวิจัยโดย
3 United Nations Office on Drugs and Crime. (2558, 21 สิ งห า คม ). Rape at the national level, number of police-recorded offences. สื บ ค้ น เม่ื อ 29
พ ฤ ษ ภ าค ม 2560 จ าก https://africacheck.org/wp-content/uploads/2015/08/Rape-at-the-national-level-number-of-police-recorded-offences-21-Aug-
2015-1256.pdf
207
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
นักวิจัยด้านอาชญากรรมทางเพศ ได้แก่ Hanson และ Morton-Bourgon ซ่ึงออกแบบงานวิจัยที่วิเคราะห์ชุดข้อมูล (เชิง
ปรมิ าณ) เพือ่ คานวณอตั ราการกระทาผิดในกลุม่ ผกู้ ระทาผิดทางเพศ สาหรบั ผลการศกึ ษาจากงานวจิ ยั ดงั กล่าว พบว่า ผู้กระทา
ผิดทางเพศจานวน ร้อยละ 14 จะก่อคดีซ้าในช่วงเฉลี่ย 5 – 6 ปี และผู้กระทาผิดทางเพศจานวนร้อยละ 24 จะก่อคดีซ้า
ในช่วงเวลา 15 ปี ผลการศึกษาแสดงให้เห็นวา่ เมื่อเวลาผ่านไปนานการกระทาผิดซ้ายิ่งเพมิ่ สงู ข้ึน นอกจากน้ี ทีมวิจัยยังพบว่า
ผู้ก่อคดีอาชญากรรมมีแนวโน้มท่ีจะก่อคดีซ้า (ท้ังในคดีทางเพศและคดีอาญาท่ัวไป) ประมาณร้อยละ 36 ดังนั้น จาก
สถานการณ์การเกิดอาชญากรรมทางเพศท่ัวโลกและผลการศึกษาวิจัยความเส่ียงที่จะกระทาผิดซ้าของผู้กระทาผิดทางเพศ
ข้างต้น ส่งผลให้ภาครัฐบาลของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าท่ีหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างความมั่นคง
ปลอดภัยให้แก่พลเมืองของตน จึงมีความพยายามที่จะกาหนดนโยบายหรือมาตรการเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะ
ในประเทศตะวนั ตกไดม้ ีการพัฒนามาตรการต่างๆ เพื่อปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเพศ อาทิ มาตรการเยียวยา
เหยือ่ และครอบครัว การพัฒนาปรับปรุงพฤติกรรมผา่ นโปรแกรมบาบัดเฉพาะของนักโทษในเรือนจา การแจ้งเตือนภัยสังคม
ผา่ นสื่อสาธารณะ รวมถงึ การข้นึ ทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศหลังพ้นโทษออกมาจากเรือนจา เป็นต้น
ในส่วนของประเทศไทย บทลงโทษของผู้ต้องหาในคดีความผิดเก่ียวกับเพศในประเทศไทย ถูกระบุอยู่ในประมวล
กฎหมายอาญา ลักษณะ 9 ความผิดเก่ยี วกับคดีทางเพศ (มาตรา 276-277) เป็นหลกั ซ่ึงประกอบด้วย โทษประหารชวี ิต โทษ
จาคุกตลอดชีวิต โทษจาคุก เปน็ ตน้ ข้ึนอย่กู ับลักษณะหรือพฤติการณ์ความรนุ แรงทก่ี ระทาผิด ซึ่งแม้วา่ บทลงโทษของการการ
กระทาผิดเกี่ยวกบั เพศจะมีความรนุ แรงสูงสดุ ถงึ ขน้ั ประหารชีวิต แตป่ ัญหาการกระทาผิดทางเพศโดยเฉพาะการข่มขืนกระทา
ชาเราได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งข้ึน พิจารณาได้จากสถิติของสานักงานตารวจแห่งชาติเก่ียวกับประเภทคดีความผิดในข้อหา
ขม่ ขืนกระทาชาเราทั่วราชอาณาจกั ร เฉพาะในสว่ นของการแจ้งความ มีจานวนเฉล่ยี ถงึ 3,000 คดีต่อปี รวมถึงข้อมลู จากกรม
ราชทณั ฑ์ พบว่า จานวนผู้ตอ้ งโทษในคดีความผิดเก่ียวกับเพศทม่ี ีจานวนเพมิ่ สูงข้นึ เป็นอยา่ งมาก โดยเฉพาะในช่วงของปี 2560
มีจานวนสูงถึง 8,806 คน เทียบกับปี 2559 ท่ีมจี านวน 4,391 คน ซ่ึงเพ่ิมขึ้นสงู กว่า 4,415 คน กล่าวไดว้ ่าตัวเลขที่เพ่ิมขึ้นอาจ
แสดงให้เห็นว่า แม้การกระทาผิดเพศเปน็ เรื่องที่ผดิ กฎหมาย มบี ทลงลงโทษที่ชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งการกระทาผิด
ได้ และเมื่อได้ติดตามสถานการณ์ทางสังคม ยังพบอกี วา่ สถานการณ์การก่อเหตขุ องผู้กระทาผิดทางเพศทีพ่ ้นโทษออกมามกั ท่ี
จะกระทาผิดซ้า รวมถึงทวีความรุนแรงและเข้มข้นมากขึ้นแปรผันตามจานวนครงั้ ที่ลงมือก่อเหตุ กล่าวคือ ย่ิงลงมือกระทาผิด
มากข้นึ พฤตกิ รรมการก่อเหตุก็ย่ิงมีความโหดเหยี้ มรนุ แรงยิ่งขึ้น
จากสถานการณ์การกระทาผดิ ซา้ ของผู้กระทาผดิ ทางเพศในประเทศไทยท่ีมีลักษณะรูปแบบทรี่ ุนแรงมากขึน้ วิธีการ
มีความสลับซับซ้อนยากต่อการป้องกันและปราบปราม จึงเป็นผลให้หน่วยงานภาครัฐหันมาให้ความสาคัญ และพัฒนา
มาตรการเพื่อที่จะรบั มือกับปัญหา อาทิ กองบังคบั การปราบปรามการค้ามนุษย์ สานักงานตารวจแห่งชาติ มีการพัฒนาระบบ
เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ สาหรับใช้จดั เก็บ รวบรวม และติดตามข้อมูลคนหาย ข้อมูลผู้ต้องหาตามหมายจบั และข้อมูลบุคคล
พ้นโทษในคดีความผิดเก่ียวกับเพศ ในขณะที่ต่างประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ฝร่ังเศส มีการ
พฒั นามาตรการการขึ้นทะเบียนผู้กระทาผดิ ทางเพศ เพื่อเฝ้าระวังและตดิ ตามผกู้ ระทาผิดทางเพศภายหลงั จากได้รบั การปลอ่ ย
ตัว ซึ่งส่งผลทาให้ผู้กระทาผิดไม่มีโอกาสลงมือ และทาให้แรงจูงใจที่จะลงมือก่อเหตุของผู้กระทาผิดลดลง อีกท้ังยังช่วยในการ
ใหก้ ารตดิ ตามจับกมุ ผู้กระทาความผดิ ใหไ้ ดผ้ ลและมปี ระสิทธิภาพมาก ดังน้ัน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทาผิดซ้าใน
คดีการกระทาผิดทางเพศในประเทศไทยท่ไี ดท้ วีความรนุ แรงขึ้น จึงมีความจาเป็นจะต้องศึกษาถงึ สภาพปัญหาและอุปสรรคใน
การป้องกนั การกระทาผิดซ้าในคดกี ารกระทาผิดทางเพศในประเทศไทย ศึกษามาตรการการข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ
ของต่างประเทศ และเพื่อเป็นแนวทางสาหรับการนามาตรการการขึ้นทะเบียนผกู้ ระทาผิดทางเพศมาปรบั ใช้ใหเ้ หมาะสมกับ
บริบทสงั คมไทยต่อไปในอนาคต ซ่ึงการขนึ้ ทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ ถือเป็นมาตรการหนึง่ ท่ีประเทศซึง่ ประสบปญั หามีสถิติ
ผู้กระทาผิดทางเพศก่อเหตุติดอันดับ 1-10 ของโลก ได้ให้การยอมรับและพัฒนารูปแบบการข้ึนทะเบียนมาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อใหส้ อดปรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และแม้ว่าการข้ึนทะเบียนผกู้ ระทาผิดทางเพศอาจไม่ไดช้ ่วยปอ้ งกันการก่อเหตุ
208
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
คร้ังแรกของผู้กระทา แต่จะเป็นมาตรการสาคัญในการยับยัง้ การกระทาผิดซ้าของผูก้ ระทาผิดได้ รวมถึงยังเป็นเครื่องเตือนใจ
แก่สังคมว่า ควรจะตอ้ งดาเนนิ ชวี ิตด้วยความระมัดระวัง ปอ้ งกนั ตนเองและครอบครัวให้ห่างไกลจากผทู้ ี่มแี นวโน้มจะกระทาผิด
ทางเพศ อีกท้ังยังเปน็ การสรา้ งการ มีส่วนร่วมของชุมชนและสงั คมในการท่ีจะเฝา้ ระวังรวมถึงสงั เกตการณ์พฤติกรรมของผู้ท่ีมี
แนวโน้มจะกระทาผดิ ซา้ เพื่อรายงานความเส่ยี งตอ่ เจ้าหนา้ ทท่ี ี่มีส่วนเกี่ยวข้องตอ่ ไป
ในการทบทวนวรรณกรรม (Literature review) ผู้ศกึ ษาได้ทาการรวบรวมแนวคิดและทฤษฎีที่สาคัญประกอบด้วย
ความหมายการกระทาผิดทางเพศ ปัจจัยท่ีมีผลต่อการกระทาผิดทางเพศ ผลกระทบจากการกระทาผิดทางเพศ กฎหมายท่ี
เกี่ยวข้องกับการลงโทษผู้กระทาผิดทางเพศในไทย แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสาเหตุการกระทาผิดทางเพศ แนวคิดและ
เก่ียวกับการป้องกันอาชญากรรมทางเพศ ระบบทะเบียนประวัตผิ ู้กระทาผิดในประเทศไทย การขึ้นทะเบยี นผกู้ ระทาผดิ ทาง
เพศในต่างประเทศ และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง แล้วจึงนาข้อมูลมาใช้เป็นกรอบกาหนดขอบเขตเนื้อหาสาหรับการพัฒนาแนว
ทางการข้ึนทะเบยี นผกู้ ระทาผดิ ทางเพศท่ีเหมาะสมกับประเทศไทย พรอ้ มทง้ั นาความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและความคิดเห็น
ของกลุ่มตัวอย่างจากการเก็บแบบสอบถามมาประกอบเชื่อมโยงจนได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ อนั จะนามาสู่แนวทางการข้ึน
ทะเบยี นผ้กู ระทาผิดทางเพศท่ีเหมาะสมกับต่อบรบิ ทของประเทศไทย
นิยามศพั ท์
การกระทาผิดทางเพศ หมายถงึ การกระทาผิดกฎหมายประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 9 ความผิดเก่ียวกับคดีทาง
เพศ (มาตรา 276-277) ไดแ้ ก่ การขม่ ขืนกระทาชาเราผอู้ ืน่ และการกระทาชาเราเด็กอายยุ ังไม่เกินสิบหา้ ปี
ผู้กระทาผิดทางเพศ (Sex Offender) หมายถึง ผู้กระทาผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 9
ความผิดเก่ยี วกบั คดีทางเพศ (มาตรา 276-277)
บทลงโทษในคดีการกระทาผิดทางเพศ หมายถึง บทลงโทษตามกฎหมายประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 9
ความผดิ เก่ียวกับคดีทางเพศ (มาตรา 276-277)
มาตรการปอ้ งกันการกระทาผิดซ้าในคดีการกระทาผิดทางเพศ หมายถึง นโยบายหรือวิธกี ารในการป้องกนั หรือลด
การเกดิ พฤตกิ รรมการกระทาผดิ ซ้าของผกู้ ระทาผิดทางเพศ
การขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ (Sex Offender Registration) หมายถึง ระบบที่จัดทาขึ้นเพื่อบันทึกข้อมูล
รายละเอียดส่วนบุคคล พร้อมประวัติทางอาชญากรรมของผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีเก่ียวกับการกระทาผิดทางเพศ
เพื่อให้สามารถติดตาม และตรวจสอบความเคลื่อนไหวของผกู้ ระทาผิดทางเพศได้อย่างต่อเนื่อง อนั เป็นการปอ้ งกนั เฝ้าระวัง
และลดความเสี่ยงท่ีผูก้ ระทาผดิ ทางเพศจะกลับมากระทาผดิ ทางเพศซา้ อกี
เครอื่ งมอื และวิธกี ารศกึ ษา
การศึกษาครั้งน้ี ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุ ณภาพ (Qualitative research) ประกอบกับวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ
(Quantitative Research) สาหรับการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ผู้ศึกษาแบ่งวิธีการศึกษาออกเป็น 2 วิธี
คือ 1) การศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary research) ด้วยการศึกษาจากเอกสารและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
จากหนังสือ บทความทางวิชาการ แนวคิด ทฤษฎี และมาตรการการข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศในรูปแบบของประเทศ
สหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ และ 2) การศึกษาภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview)
ผทู้ รงคุณวุฒิทีเ่ กี่ยวข้องกับการพัฒนานโยบายดา้ นกระบวนการยุติธรรม การป้องกนั และการควบคมุ ดูแลผู้กระทาผดิ ในคดีทาง
เพศ การพัฒนานโยบายด้านสังคม การดูแล และให้ความคุ้มครองผ้ทู ี่ตกเป็นเหยื่อในคดีล่วงละเมิดทางเพศ ผู้บริหารมูลนิธิ
องค์กรภาคสังคม และผเู้ ชี่ยวชาญดา้ นอาชญาวทิ ยา จานวน 10 ท่าน สาหรับการศึกษาเชงิ ปริมาณ (Quantitative research)
ผศู้ ึกษาได้ประมวลผลข้อมูลจากการศึกษาและวเิ คราะห์ข้อมูลจากเอกสารงานวิจยั การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และออกแบบ
209
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
สอบถาม โดยกลุ่มตัวอยา่ งแบ่งออกเปน็ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) ผ้ปู ฏิบัตงิ านท่ีเก่ียวขอ้ งกับการพัฒนานโยบาย ด้านกระบวนการ
ยตุ ิธรรม การป้องกัน และการควบคุมดูแลผู้กระทาผิดในคดีทางเพศ และ 2) ผู้ปฏิบัติงานท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนานโยบาย
ด้านสงั คม การดแู ลและใหค้ วามคุ้มครองผู้ทต่ี กเป็นเหยื่อในคดีล่วงละเมิดทางเพศจานวนทั้งสิ้น 210 กลุ่มตวั อยา่ ง
สรุปผลการศกึ ษา
การข้นึ ทะเบียนผู้กระทาผดิ ทางเพศของต่างประเทศ: กรณีศกึ ษาประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ
เพื่อใหก้ ารศึกษาวจิ ัยสามารถนาไปสู่แนวทางการข้นึ ทะเบียนผ้กู ระทาผิดทางเพศทเ่ี หมาะสมกับประเทศไทย ผศู้ ึกษา
จงึ ได้มีการศึกษาและค้นควา้ ข้อมูลงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องท้ังในและต่างประเทศ ซ่ึงรูปแบบการข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ
ของต่างประเทศน้ัน ผู้วิจยั ไดเ้ ลือกที่จะศกึ ษารูปแบบการข้ึนทะเบยี นผู้กระทาผิดทางเพศของประเทศองั กฤษและสหรัฐอเมรกิ า
เนือ่ งจาก 1) ประเทศทั้งสองเปน็ ประเทศท่ปี ระสบปญั หาการก่ออาชญากรรมทางเพศที่มสี ถิตสิ ูงติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก 2)
ประเทศทั้งสองมีการพัฒนาการขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศมาอยา่ งยาวนานจนสามารถเห็นถงึ พัฒนาการในด้านต่างๆ ท่ี
พยายามปรับปรุงแก้ไขให้มาตรการการข้ึนทะเบียนผกู้ ระทาผิดทางเพศมีประสิทธภิ าพมากยิ่งขึ้น และ 3) ประเทศท้งั สองถือ
เปน็ ประเทศทไี่ ด้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเปน็ ประเทศทีใ่ หค้ วามสาคัญกับความเปน็ ประชาธิปไตย เคารพในสิทธิมนุษย์
ชน และคานงึ ถึงเสรีภาพ ความเสมอภาค และเท่าเทียมของพลเมืองในประเทศ ซ่ึงเหน็ ได้จากแนวทางการดาเนินนโยบายใน
การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ แต่ประเทศทงั้ สองกลับให้ความสาคัญกับมาตรการท่ีมีแนวคิดวิธดี าเนนิ การในการจากัดสิทธิ
ของผู้กระทาผิดทางเพศ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทาผิดท่ีพ้นโทษออกมาจากเรือนจามีโอกาสก่อเหตุซ้าอีก ท้ังนี้ ผู้วิจัยได้สรุป
กรอบแนวทางสาคญั ในการศึกษาวจิ ัยแนวทางการขึน้ ทะเบียนผกู้ ระทาผดิ ทางเพศเปน็ 10 องคป์ ระกอบสาคญั สามารถสรุปได้
ดังน้ี
1. ดา้ นชว่ งการจัดเก็บข้อมูลผูก้ ระทาผดิ ทางเพศในการขึ้นทะเบียนผกู้ ระทาผิดทางเพศ
ประเทศสหรัฐอเมรกิ ามีการจัดเก็บข้อมลู ผกู้ ระทาผิดทางเพศเพื่อขึ้นทะเบียนผกู้ ระทาผดิ ทางเพศ ตง้ั แต่ผกู้ ระทาผิด
ทางเพศถูกจับกุมตวั ในช้ันตารวจ ในขณะทป่ี ระเทศอังกฤษมกี ารจัดเก็บข้อมูลผู้กระทาผิดทางเพศเพื่อข้นึ ทะเบียนผูก้ ระทาผิด
ทางเพศภายหลังท่ีผู้กระทาผดิ ทางเพศพน้ โทษออกมาจากเรือนจา
2. ดา้ นขอ้ มูลทีจ่ ัดเก็บจากผูก้ ระทาผดิ ทางเพศ
ประเทศสหรัฐอเมริกามีการจัดเกบ็ ข้อมูลชื่อ ท่ีอยู่ วันทแ่ี ละสถานท่ีเกิด สถานที่ทางาน ความผิดที่กระทา วันที่และ
สถานที่ท่ีมีการตดั สินคดี ชื่ออื่นๆ เลขท่ีประกนั สงั คม รวมถึงข้อมูลเกยี่ วกับสถานศึกษา ขอ้ มูลยานพาหนะ การจดั เกบ็ ตัวอย่าง
ดเี อ็นเอ รวมถึงภาพถา่ ยและการจัดเก็บลายนิ้วมือผู้กระทาผิดทางเพศ ในส่วนประเทศอังกฤษมีการจัดเก็บข้อมูล วันเดือนปี
เกิด หมายเลขประกันสังคม ชื่อ หรือชื่ออื่นๆท่ีใช้ ที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งหรือทพี่ บผู้กระทาผดิ ได้ปกติ โดยมกี ารกาหนดช่วง
ระยะเวลาที่ชดั เจนในกฎหมายให้ผู้กระทาผิดทางเพศต้องมาแจ้งขอ้ มูลเพื่อข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ หากไม่ดาเนินการ
ภายในระยะเวลาดังกล่าว จะมคี วามผิดทางกฎหมาย
3. ด้านขอบเขตระยะเวลาของการตดิ ตามผ้กู ระทาผดิ ทางเพศหลงั พน้ โทษ
ประเทศสหรฐั อเมริกามีขอบเขตระยะเวลาของการตดิ ตามผู้กระทาผิดทางเพศหลังพ้นโทษข้นึ อย่กู ับความรุนแรงและ
ความเส่ียงของการกระทาความผดิ เช่น ต้องรายงานตัวและยืนอย่ทู ี่อยู่ทุก 90 วนั ทุก 6 เดือน เป็นระยะเวลาตลอดชีวิต หรือ
จนกว่าจะพ้นจากหน้าท่ีดังกล่าว ซ่ึงจุดสิ้นสุดของการลงทะเบียนน้ันตารวจจะเป็นผู้พิจารณาจากฐานความผิดเดิม โดยนับ
ระยะเวลาตง้ั แตก่ ระทาความผิด ความต้ังใจในการลงทะเบียนตามกาหนด ช่วงอายุในการกระทาความผิด อายุของผู้เสยี หาย
และการประเมินพฤติกรรมความเสี่ยงจากหน่วยงาน MAPPA หรือหลักฐานอื่นๆ ท่ีมีความเก่ียวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศ
ในส่วนประเทศองั กฤษระยะเวลาการข้ึนทะเบยี นขึ้นอย่กู ับว่าโทษจาคุกที่ถูกศาลตดั สิน หรือในบางกรณขี ้ึนอยู่กับประเภทของ
คาตัดสินที่ได้รับ โดยจะกาหนดไว้อย่างชัดเจนแน่นอน และผู้กระทาผิดจะต้องอยู่ในการติดตามครบถ้วนตามคาตัดสินเช่น
210
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
กรณีท่ีผกู้ ระทาผิดได้รับโทษจาคุกเป็นเวลา 30 เดือนขึน้ ไป (รวมถึงจาคุกตลอดชีวิต) หรือถูกกักกันในโรงพยาบาลและต้อง
ปฏิบตั ิตามระเบียบข้อบังคับ ผูก้ ระทาผดิ จะตอ้ งปฏิบัติตามข้อกาหนดการขึ้นทะเบยี นเป็นเวลาไม่มีกาหนด กรณีท่ีผู้กระทาผิด
ไดร้ ับโทษจาคุกได้รับโทษจาคุกเป็นเวลา 6 เดือน ข้ึนไป (แต่น้อยกว่า 30 เดือน) ผู้กระทาผดิ จะต้องปฏิบัติตามข้อกาหนดการ
ขน้ึ ทะเบยี นเปน็ เวลา 10 ปี เป็นตน้
4. ดา้ นวธิ กี ารติดตาม/อุปกรณ์ สาหรับติดตามผดิ ทางเพศหลังพ้นโทษ
ประเทศสหรัฐอเมริกามกี ารจัดทาแบบฟอร์มที่ใช้สาหรบั ยืนยันที่อยู่ไปยังท่ีอยู่ของผู้กระทาผิด และผูก้ ระทาผดิ ต้อง
กรอกแล้วนาแบบฟอร์มดังกล่าวส่งคืนให้เจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง ณ สานักงานของเจ้าหน้าที่ท่ีมี่หน้าท่ีรับลงทะเบียน โดยใน
กระบวนการน้ีจะมีการกาหนดให้ผกู้ ระทาความผดิ ซ่ึงมีความเส่ยี งที่จะกระทาความผดิ ซา้ สูงต้องทาการยืนยันทีอ่ ยู่ในลกั ษณะ
สม่าเสมอหรือบอ่ ยคร้งั กว่าผู้กระทาผิดในระดับความเสี่ยงทร่ี องลงมา ในส่วนประเทศอังกฤษผู้กระทาผิดต้องแจง้ ข้อมูลใหมใ่ ห้
เจ้าหน้าท่ีตารวจทราบภายใน 3 วัน ในกรณีที่ใช้ชื่อท่ีไม่ได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ เปลี่ยนแปลงท่ีอยู่ พักอยู่ในที่อยู่ในสหราช
อาณาจักรซ่ึงไม่ได้แจ้งไว้ ถูกปล่อยตัวจากการกักกัน เช่น จากคุก หรือโรงพยาบาลเป็นต้น เมื่อผู้กระทาผิดทาการแจ้งข้อมูล
ดงั กล่าว จะต้องยืนยันรายละเอียดอื่นทใ่ี ห้ไว้ในการข้นึ ทะเบียนครงั้ แรกซา้ อีกทีด้วย
5. ดา้ นระดับการเขา้ ถึงข้อมูลผู้กระทาผดิ ทางเพศ
ประเทศสหรัฐอเมริกามีการเปิดกว้างและไม่ได้จากัดการเขา้ ถึงขอ้ มูลของผู้กระทาผิดทางเพศ โดยเห็นไดจ้ ากการ
จดั ทาเวบ็ ไซต์ค้นหาของเวบ็ ไซต์ขึ้นทะเบยี นผู้กระทาความผิดทางเพศของภาครฐั (https://www.nsopw.gov) ซ่ึงอยู่ภายใต้
การกากับดูแลของสานักงาน SMART Office นอกจากการจัดทาเว็บไซต์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทางหนว่ ยงาน SMART Office
ยังได้มกี ารพัฒนาแอพพลเิ คชนั สาหรบั มือถือชื่อว่า NSOPW Mobile App อีกด้วย ในส่วนประเทศอังกฤษหน่วยงานภาครฐั ได้
กาหนดใหป้ ระชาชนหรือบุคคลสามารถเข้าไปสอบถามรายละเอียดข้อมูลจากเจ้าหน้าทต่ี ารวจในท้องท่ีได้ แต่ด้วยสถานการณ์
ความจาเปน็ อันเกิดจากสถิติการก่อคดีลว่ งละเมิดทางเพศท่ีสูงข้ึนในสงั คม ทาใหร้ ัฐบาลประเทศองั กฤษไดข้ ยายระดับการเขา้ ถึง
ขอ้ มูลไปสู่ภาคประชาชน ผา่ นการ จัดทา www.People-Records.co.uk ให้ประชาชนทั่วโลกสามารถคน้ หารายชื่อของผู้ท่ีมี
ประวัติกระทาผิดทางเพศได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ซับซ้อนมีโอกาส ส่งผลให้เกิดการข่มขู่ยับย้ัง ตัดโอกาส และเพ่ิม
ประสทิ ธภิ าพการป้องกันการก่อเหตขุ องผูก้ ระทาผดิ ทางเพศ
6. ด้านการเปดิ เผยข้อมลู ผู้กระทาผิดทางเพศสู่ภาคประชาชน
ประเทศสหรัฐอเมรกิ า ประชาชนมีสิทธ์ิรับทราบเกีย่ วกับประวัติความเป็นมาของผู้ทเี่ คยไดร้ ับการวนิ ิจฉัยจากศาลว่า
กระทาความผิดทางเพศ และสิทธิดังกล่าวมีความสาคัญกว่าสิทธคิ วามเป็นส่วนตัวของผู้กระทาความผิดทางเพศมีการเปิดเผย
ข้อมูล ของผู้กระทาความผิดทางเพศจะแบ่งเป็น 3 ส่วนได้แก่ 1) การเปิดเผยข้อมูลแก่เจ้าหน้าท่ีอื่นๆ ท่ีเกี่ยวข้อง 2) การ
เปดิ เผยข้อมูลแกเ่ หยื่อซ่ึงในกรณีน้ีการเปดิ เผยขอ้ มลู จะจากัดเฉพาะขอ้ มูลของผ้กู ระทาผิดท่ีเคยกระทาผดิ ต่อเหยื่อ และ 3) การ
เปดิ เผยขอ้ มลู แก่ประชาชน ในส่วนประเทศอังกฤษ มีการเปิดเผยข้อมูลให้หน่วยงาน เจ้าหนา้ ที่และประชาชนเข้าถงึ ไดโ้ ดยผ่าน
หน่วยงานสานักงานพิสูจน์หลักฐานแห่งชาติ The National Identification Bureau (NIB) ท่ีจะประกอบไปด้วย 2 หน่วยงาน
ที่สาคัญ ไดแ้ ก่ สานกั งานพมิ พ์ลายนิ้วมือแห่งชาติ และสานกั งานทะเบียนประวัติอาชญากรแหง่ ชาติ
7. ดา้ นหน่วยงานท่ีรบั ผดิ ชอบเก็บรักษาขอ้ มลู และติดตามผกู้ ระทาผดิ ทางเพศ
ประเทศสหรัฐอเมริกา มีหน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบเก็บรักษาข้อมูล และติดตามผู้กระทาผิดทางเพศ ประกอบด้วย 1)
NSOR: National Sex Offender Registry (NSOR) เว็บไซตท์ ี่ถือเป็นแหลง่ เก็บขอ้ มูลเก่ียวกับผู้กระทาผิดทางเพศโดยเฉพาะ
ดาเนิ นการโดยหน่วยงาน National Crime Information Center (NCIC) ภายใต้กากับสานักงานสื บสวนกลางแห่ ง
สหรัฐอเมริกา (FBI) CJIS เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผกู้ ระทาความผิดทางเพศ และเป็นแหล่งให้ประชาชนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ
ผู้กระทาความผิดทางเพศจากท่ัวประเทศ 2) NGI: ระบบการจัดเก็บข้อมูลด้วยการระบุลายน้ิวมือ โดย NGI จะทาการบันทึก
ข้อมูลเพื่อใช้ในการค้นหาและนาไปเชือ่ มโยงกับระบบของ NSOR ที เพื่อหาข้อมูลผู้กระทาความผิดท่ีสอดคล้องกับฐานของ
211
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
CJIS 3) NPPS: ระบบการจัดเก็บข้อมูลด้วยการพิมพฝ์ ่ามือ และ 4) CODIS: ระบบการจัดเก็บข้อมูลผู้กระทาความผิดทางเพศ
ดว้ ยดชั นีดีเอ็นเอผสม (CODIS) ในส่วนประเทศองั กฤษ มีหน่วยงานท่ีรบั ผิดชอบเกบ็ รักษาข้อมูล และติดตามผู้กระทาผิดทาง
เพศ ประกอบด้วย 1) หน่วยงานที่มีหน้าท่ีเพื่อความมั่นคงทางสังคม หน่วยงานช่วยเหลือเดก็ หน่วยงานด้านการจ้างงานและ
การฝึกอบรมในนามของ Secretary of State for the Department of Work and Pensionsและ Northern Ireland
Department 2) หน่วยงานที่ออกหนังสือเดินทางในนามของ Home Secretary (กล่าวคือ ศูนย์บริการทาหนังสือเดินทาง
ของสหราชอาณาจักร หรือ the UK Passport Service) และ 3) หน่วยงานท่ีทาหน้าที่ภายใต้บทที่ 3 ของพระราชบัญญัติ
การจราจรบนท้องถนน ค.ศ. 1998 (Road Traffic Act 1998) ในนามของ Secretary of State for the Department of
Transport (กล่าวคือ หน่วยงาน Driver and Vehicle Licensing Agency) หรือตามบทท่ี 2 ของระเบียบการจราจรบนถนน
(ไอรแ์ ลนด์เหนือ) ค.ศ. 1981 DVLA คือหน่วยงานทีม่ ีรายละเอียด
8. ดา้ นกฎหมายเฉพาะในเร่อื งการขน้ึ ทะเบียนผกู้ ระทาผดิ ทางเพศ
ประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมายเฉพาะ ได้แก่ 1) Wetterling Act ได้ผา่ นความเห็นชอบจากสภาคองเกรส อันมีผล
ให้มีการจัดตัง้ ระบบการขึน้ ทะเบียนผูก้ ระทาผดิ ทางเพศในระดับสหพันธรัฐโดยเนน้ ผู้กระทาผดิ ทางเพศทม่ี ีประวัตอิ าชญากรรม
ทางเพศจานวนมาก และ 2) Megan’s Law กฎหมายฉบับนไ้ี ดก้ าหนดให้ทุกรัฐในสหรัฐอเมริกาพัฒนาปรบั ปรงุ ระบบการข้ึน
ทะเบียนในรัฐของตนเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างรัฐต่างๆ ภายในประเทศ ในส่วนประเทศอังกฤ ษมีกฎหมายเฉพาะ คือ
พระราชบัญญัติความผิดทางเพศ ค.ศ. 2003 และมีระเบียบ Civil Preventative Orders ในการกาหนดหลักเกณฑ์แนว
ทางการปฏิบตั ิ
9. ดา้ นระบบสารสนเทศเกี่ยวกับการข้ึนทะเบยี นผกู้ ระทาผดิ ทางเพศ
ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบบสารสนเทศในพระราชบัญญัติการแจ้งเตือนและข้ึนทะเบียนผู้กระทาความผิดทางเพศ
(the Sex Offender Registration and Notification Act (SORNA)) ซ่ึงได้รับการอนุมติในปี 2006 ได้กาหนดมาตรฐาน
ดงั กล่าวไว้ ปัจจบุ ัน SORNA คือกฎหมายทีก่ ากับดูแลและกาหนดมาตรฐานขั้นต่าของระบบแจ้งเตือนและขึ้นทะเบียนผู้กระทา
ความผิดทางเพศ โดยระบบดังกล่าว ประกอบดว้ ยเว็บไซต์ข้นึ ทะเบียนของสานกั งานและการขึ้นทะเบียนของภาครฐั ท่ีดูแลโดย
รัฐท้ังหมด 50 รัฐเขตโคลัมเบีย เขตการปกครองหลักของสหรัฐอเมริกา และรวมถึงชนเผ่าอินเดียน (Indian tribe) มากกว่า
100 ชนเผ่า ซง่ึ ระบบเหล่าน้ีมีการเชื่อมโยงกบั เว็บไซต์การขึ้นทะเบียนของภาครัฐ และฐานข้อมลู ท่กี ฎหมายกาหนดเท่านัน้ ใน
ส่วนของประเทศอังกฤษในกฎหมาย Sexual Offences Act 2003 กาหนดใหม้ ีการจดั ตงั้ ฐานขอ้ มูลที่ชื่อวา่ “ViSOR (Violent
and Sex Offender Register)” ข้ึนมาเพื่อชว่ ยเหลือเจ้าหนา้ ทตี่ ารวจในการบันทกึ ขอ้ มูลของผู้กระทาผิดทางเพศน้ันเอง
10. ด้านผลท่ีไดร้ บั และผลกระทบตอ่ สงั คมมีการใชม้ าตรการขน้ึ ทะเบียนผู้กระทาผดิ ทางเพศ
ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการลงทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศมีผลกระทบเชิงบวกด้านการยับย้ังช่ังใจและ
หลีกเล่ียงในการก่อคดีอาชญากรรมทางเพศ และในส่วนประเทศอังกฤษ การข้ึนทะเบียนของผู้กระทาผิดเพศเป็นตัวอย่างท่ี
สาคัญของความยุติธรรมทางอาญา และนโยบายเกี่ยวกับการกระทาผิดทางเพศ และสามารถช่วยลดจานวนการเกิด
อาชญากรรมหรือการกระทาความผิดซา้ ได้
ปญั หาและอปุ สรรคทสี่ ่งผลต่อการกระทาผิดซา้ ในคดีการกระทาผิดทางเพศในประเทศไทย
ประเดน็ ด้านกฎหมาย
สาเหตุที่ทาให้เกิดการกระทาผิดซ้า 1) เกิดจากบทลงโทษหรือกฎหมายไม่ได้มีการระบุหรือให้ความสาคัญต่อ
กระบวนการแก้ไขฟ้ืนฟูปรับเปลีย่ นพฤติกรรมของผู้กระทาผิดทางเพศ ซ่ึงมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะป้องกันการกลับไป
กระทาผิดซ้า 2) กฎหมายมิได้ให้อานาจศาลในการขยายเวลาเฝ้าระวังผกู้ ระทาผิดทางเพศแม้พน้ โทษจาคุกไปแลว้ 3) เกิดจาก
บทลงโทษซ่ึงบัญญัติ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ความผิดเกี่ยวกับคดีทางเพศ มีเงื่อนไขให้บางฐานความผิดให้เป็นคดีท่ี
212
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
สามารถยอมความได้ ทาให้ผู้กระทาผิดทางเพศไม่เกรงกลัวต่อการละเมิดกฎหมาย 4) เกิดจากบทลงโทษซ่ึ งบัญญัติไว้ใน
ประมวลกฎหมายอาญา ความผิดเกี่ยวกับคดีทางเพศ ไม่มีขอ้ กาหนดหรือเงื่อนไขเฉพาะในกฎหมายสาหรบั ให้มีการควบคุม
ตดิ ตามหรือรายงานความเคลื่อนไหวหลงั พ้นโทษเพื่อป้องกันไม่ใหผ้ ู้กระทาผิดทางเพศกลับมากระทาผดิ ซ้า และ5) เกิดจากการ
บังคับใชก้ ฎหมายและการบงั คับโทษต่อผู้กระทาผิดทางเพศไม่ได้มกี ารลงโทษใหเ้ ปน็ ไปตามที่กฎหมายกาหนด ซ่งึ อาจเกิดจาก
นโยบายลดวนั ตอ้ งโทษ การพกั การลงโทษ ตามลาดบั
ประเด็นด้านหน่วยงาน
สาเหตุท่ีทาให้เกิดการกระทาผิดซ้า 1) เกิดจากหน่วยงานด้านควบคุมแลผู้กระทาผิดในคดีทางเพศ ขาดมาตรการ
เฉพาะในการปฏิบัติดูแลผู้กระทาผดิ ทางเพศอย่างต่อเนื่องครบวงจรท้ังในส่วนการคัดแยก ข้ันตอนการควบคุมตัว รวมถึงการ
ติดตามและเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ 2) เกิดจากหนว่ ยงานด้านควบคุมแลผู้กระทาผิดในคดีทางเพศ ขาดมาตรการบาบัดพฤติกรรม
ในระหว่างควบคุมตวั ท่ีมีประสิทธิภาพเพียงพอท่ียับยั้งหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทาผิดทางเพศ 3) เกิดจากหน่วยงาน
ด้านควบคุมแลผู้กระทาผิดในคดีทางเพศ มุ่งเน้นดาเนินนโยบายด้านการบังคับใช้กฎหมาย การลงโทษจับกุมหรือจาคุก
มากกว่าการปรับเปล่ียนแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทาผิดทางเพศ 4) เกิดจากการขาดการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง
หน่วยงานกระบวนการยตุ ิธรรม องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น และกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ในการเสรมิ สรา้ งความเข้มแขง็ และ
สนับสนนุ ช่วยเหลือผกู้ ระทาผดิ ทางเพศหลังพน้ โทษ ให้มคี ุณภาพชวี ิตที่ดี มีหลักยึดที่มน่ั คงในสงั คม และ 5) เกิดจากการสง่ ต่อ
ขอ้ มูลของผู้กระทาผิดทางเพศท่ีพ้นโทษระหว่างหน่วยงานท่เี กี่ยวข้องมีความล่าช้าและขาดความตอ่ เนื่องเป็นผลให้ผู้กระทาผิด
ทางเพศทมี่ คี วามเสี่ยงกลับมากระทาผิดซ้า ตามลาดบั
ประเดน็ ดา้ นผปู้ ฏิบตั ิงาน
สาเหตุที่ทาให้เกิดการกระทาผิดซ้า 1) เกิดจากหน่วยงานด้านควบคุมแลผู้กระทาผิดในคดีทางเพศ ขาดมาตรการ
เฉพาะในการปฏิบัติดูแลผู้กระทาผิดทางเพศอย่างต่อเนือ่ งครบวงจรทั้งในส่วนการคดั แยก ข้ันตอนการควบคุมตัว รวมถึงการ
ติดตามและเฝ้าระวังหลังพน้ โทษ 2) เกิดจากหนว่ ยงานด้านควบคมุ แลผู้กระทาผิดในคดีทางเพศ ขาดมาตรการบาบัดพฤติกรรม
ในระหว่างควบคุมตัวท่ีมีประสิทธิภาพเพียงพอที่ยับย้ังหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทาผิดทางเพศ 3) เกิดจากหน่วยงาน
ด้านควบคุมแลผู้กระทาผิดในคดีทางเพศ มุ่งเน้นดาเนินนโยบายด้านการบังคับใช้กฎหมาย การลงโทษจับกุมหรือจาคุก
มากกว่าการปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทาผิดทางเพศ 4) เกิดจากการขาดการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง
หน่วยงานกระบวนการยุติธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง และ
สนับสนนุ ช่วยเหลือผกู้ ระทาผดิ ทางเพศหลงั พน้ โทษ ให้มคี ุณภาพชีวิตที่ดี มีหลักยึดท่ีมั่นคงในสังคม และ 5) เกิดจากการสง่ ต่อ
ข้อมลู ของผู้กระทาผดิ ทางเพศที่พ้นโทษระหว่างหน่วยงานท่เี กี่ยวข้องมีความล่าช้าและขาดความตอ่ เนื่องเป็นผลให้ผู้กระทาผิด
ทางเพศทม่ี คี วามเส่ียงกลับมากระทาผิดซ้า ตามลาดบั
ประเด็นดา้ นตัวผู้กระทาผดิ
สาเหตุทีท่ าให้เกิดการกระทาผิดซ้า 1) เกิดจากผู้กระทาผิดมีอาการปว่ ย ความผิดปกติทางจิตหรือบุคลิกภาพ ซ่งึ เมื่อ
ไม่ได้รับการบาบัดรักษา และแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเหมาะสมในระหว่างควบคุมตัว และสาเหตุที่ทาให้เกิดการ
กระทาผดิ ซ้า 2) เกิดจากผกู้ ระทาผดิ ไม่สามารถควบคุมหรือจัดการกับความต้องการทางเพศไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ซ่งึ เมือ่ ผู้กระทา
ผิดไม่ไดร้ ับการแก้ไขปรับเปลี่ยน หรือปลูกฝังพฤตกิ รรมท่ีถูกต้องตามค่านิยมไปแทนที่ ผู้กระทาผดิ ทางเพศที่พน้ โทษจึงมโี อกาส
สูงท่จี ะกลับมากระทาผิดซ้า ตามลาดบั
ประเด็นด้านสภาพแวดล้อม/ชุมชน
สาเหตุที่ทาให้เกดิ การกระทาผิดซ้า เกิดจากชมุ ชนมีจดุ เส่ียง จุดอับ หรือมีลักษณะทางกายภาพบางอย่าง เชน่ พุ่มไม้
ไฟไม่ส่องสว่าง ทางเดินมืดและพื้นท่ีปิดล้อม จะส่งผลให้ผู้กระทาผิดทางเพศเห็นเป็นโอกาสและแรงจูงใจในการก่อเหตุ และ
213
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
รองลงมาเกิดจากวัฒนธรรมในชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องและเอื้อให้คนก่อเหตุกระทาผิดซ้า เพราะเชื่อว่าเหยื่ออับอายไม่กล้า
เรยี กรอ้ งหรือแจง้ ความดาเนินคดี เชน่ วัฒนธรรมการมองชายเป็นใหญ่ รักษาความบรสิ ทุ ธิจ์ นถึงวนั แต่งงาน
ประเด็นด้านเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ
สาเหตุที่ทาใหเ้ กิดการกระทาผิดซา้ เกิดจาก 1) หน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมยังขาดการเชื่อมโยงส่งต่อข้อมลู ท่ี
มีประสิทธิภาพ และทันสมัย เมื่อผ้กู ระทาผดิ ทางเพศถูกปลอ่ ยตวั ออกมาจากเรือนจาจึงทาให้ขาดการติดตามจากเจ้าหนา้ ท่ีและ
กลายเป็นช่องว่างให้กลับมากระทาผิดซ้าได้ 2) เกิดจากข้อจากัดการเข้าถึงข้อมูลผู้กระทาผิดทางเพศซึ่งสงวนไว้เฉพาะ
เจ้าหน้าที่ เป็นผลให้ประสิทธิภาพการตดิ ตาม เฝ้าระวงั สอดส่อง หรือดาเนินคดผี ู้กระทาผิดทางเพศลดลง เพราะผทู้ ี่เกี่ยวข้อง
และสามารถทาหน้าทเี่ ฝ้าระวัง สอดส่องอยา่ งมีประสิทธิภาพ คือ ผู้นาชุมชน หรือเครือข่ายในระดับชุมชน ซ่ึงผู้กระทาผิดทาง
เพศเขา้ ไปพานักอาศยั หลงั พ้นโทษ 3) จากการส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานจึงไม่สามารถทาไดอ้ ย่างต่อเนื่อง เพราะข้อมูลที่
แต่ละหน่วยงานจัดเก็บมคี วามแตกต่างกัน และหากต้องนาข้อมลู มาใช้ประโยชน์ จะต้องเสียเวลาจัดทาหรือเรยี บเรยี งข้อมูล
ใหม่ ส่งผลให้การปฏิบัตงิ านเพื่อควบคุมดูแลผู้กระทาผิดมีความล่าช้า และ 4) เกิดจากการส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานขาด
กฎหมายซึ่งควบคุมกากับและรองรับการดาเนินงานเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นทางการและชดั เจนกว่าการทาบันทึกข้อตกลง
MOU จงึ ทาให้การเชือ่ มโยงขอ้ มูลระหวา่ งหน่วยงานไมไ่ ด้รบั ความร่วมมืออยา่ งเต็มที่ ตามลาดับ
โดยในรายละเอียดเรือ่ งของประเด็นปญั หาและอุปสรรคท่ีส่งผลต่อการกระทาผิดซ้าในคดีการกระทาผิดทางเพศใน
ประเทศไทยนั้น จาเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปว่า ปัจจัยแต่ละตัวนั้นควรมีน้าหนักคะแนนเป็นเท่าใด ซึ่งในการศึกษาน้ี
เพยี งแตร่ วบรวมข้อมูลวา่ ประเด็นใดบา้ งท่ีมีผลทาใหเ้ กิดการกระทาผิดซา้ ในคดีการกระทาผิดทางเพศเทา่ นัน้
การขึน้ ทะเบยี นผู้กระทาผดิ เพศเพอื่ ป้องกันการกระทาผดิ ซ้าในประเทศไทย
จากการศึกษาสรปุ ได้วา่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีความเห็นไปในทางเห็นดว้ ยกับการขึ้นทะเบยี นผู้กระทาผิดทางเพศ
เพื่อป้องกันการกระทาผิดซ้าในประเทศไทย ในส่วนทก่ี ลุ่มตัวอย่างทไ่ี ม่เห็นด้วย ส่วนใหญ่มองว่า ควรเลือกใช้แนวทางทางเลือก
อื่นๆ เพื่อป้องกันการกระทาผิดซา้ ในคดีลว่ งละเมดิ ทางเพศและไม่ให้เกิดการตีตราต่อผู้กระทาผิดทางเพศทพี่ ้นโทษ เช่น การ
กาหนดให้ผู้กระทาผิดทางเพศไม่ควรไดร้ ับสิทธิ์การขอรับการอภัยโทษ การลดวนั โทษ หรือแมแ้ ต่การพักการลงโทษ หรือหาก
ผกู้ ระทาผดิ ทางเพศกลบั มากระทาผิดซา้ ควรจะกาหนดใหม้ กี ารเพม่ิ โทษจากทก่ี ฎหมายกาหนด เปน็ ตน้
แนวทางการพฒั นาการขึน้ ทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศท่เี หมาะสมกบั ประเทศไทย
สาหรับการพัฒนาแนวทางการขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศที่เหมาะสมกับประเทศไท ย ผู้ศึกษาได้นากรอบ
แนวทางสาคัญในการศึกษาวิจัยแนวทางการขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศในรูปแบบต่างประเทศ ในส่วนกรณีศึกษา
กรณีศึกษาประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษมากาหนดเป็น 10 องค์ประกอบสาคัญของแนวทางการพัฒนาการข้ึน
ทะเบยี นผกู้ ระทาผดิ ทางเพศทเี่ หมาะสมกับประเทศไทย โดยสามารถสรปุ ผลการศึกษาไดด้ ังตอ่ ไปนี้
ดา้ นชว่ งการจัดเก็บขอ้ มลู ผกู้ ระทาผิดทางเพศในการขนึ้ ทะเบยี นผกู้ ระทาผิดทางเพศ
ผ้ทู รงคุณวุฒสิ ่วนใหญ่มองว่า ควรเริ่มขน้ึ ทะเบียนผกู้ ระทาผดิ ทางเพศต้งั แต่ผู้กระทาผิดถูกจับกุมตวั ในช้ันตารวจ และ
ต่อเนื่องไปยังช้ันอัยการ ช้ันศาล และชั้นบังคับโทษ (กรมราชทัณฑ์ และกรมคุมประพฤติ) เพื่อให้ข้อมูลมีการส่งต่อและ
เชือ่ มโยงกันอย่างเป็นระบบ มีความถูกต้อง ครบถ้วน สอดคล้อง และเพียงพอทีส่ าหรับใชใ้ นการติดตามเฝ้าระวังเมื่อผู้กระทา
ผิดพ้นโทษออกมาจากเรือนจา รวมถึงการให้ความช่วยเหลือท่ีเหมาะสมกับกับสภาพปัญหาและความต้องการ ทั้งนี้ มี
ขอ้ เสนอแนะเพ่ิมเติม การเก็บข้อมูลผู้กระทาผิดทางเพศควรจัดทาเป็นรายงานประจาตัว โดยจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลให้
ครบถ้วนทุกชั้นในกระบวนการยุติธรรม เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และทาให้ข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ และเมื่อตอ้ งปล่อยตัว
ผกู้ ระทาผดิ ทางเพศออกมาจากเรือนจา จงึ จะนาขอ้ มูลในรายงานมาพิจารณาประเมนิ ถงึ ความเสยี่ ง พฤติกรรมของผ้กู ระทาผิด
ท่ีเปล่ียนแปลงไป นาไปสู่การวางแผนการติดตามและกาหนดระยะเวลาการรายงานตัวของผู้กระทาผิดทางเพศที่ถูกข้ึน
214
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ทะเบียน ในขณะท่ีผตู้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่มองวา่ ควรท่ีจะจัดเก็บข้อมลู ผูก้ ระทาผิดทางเพศลงในระบบทะเบียนภายหลัง
จากทผ่ี ู้กระทาผิดทางเพศพ้นโทษออกมาจากเรือนจา เนื่องจากผู้กระทาผดิ ทางเพศทไ่ี ด้รบั โทษจาคุก ถือเปน็ ผทู้ ี่ถกู ศาลตัดสิน
ว่ามีความผิดตามกฎหมาย ดังนนั้ หากจะกาหนดให้ขึ้นทะเบียนต้ังแต่ในช่วงการจับกุมตัวของเจ้าหน้าท่ีตารวจ กระบวนการ
สืบสวนสอบสวนและตัดสินโทษในกระบวนการยตุ ิธรรมยังไม่ถือเป็นทส่ี ุด เพราะในบางกรณีผู้ทีถ่ ูกจบั กุมอาจจะเป็นผู้บรสิ ุทธ์ิ
ดังนั้น จงึ ควรมีการศึกษาวจิ ัยในองคป์ ระกอบดา้ นชว่ งเวลาการจัดเก็บเพ่ิมเตมิ โดยเพ่ิมจานวนกลุ่มตวั อย่างสาหรบั การศกึ ษาให้
มีจานวนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผลการศึกษามีความน่าเชื่อถือและนาผลการศึกษาท่ีได้ มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนานโยบายเพื่อ
ปอ้ งกนั การกระทาผิดซา้ ในคดีทางเพศต่อไป
ด้านข้อมูลที่จัดเกบ็ จากผ้กู ระทาผิดทางเพศ
ควรเพม่ิ เติมรายผลการประเมนิ สุขภาพจิตประกอบด้วย เพื่อจะได้สามารถจาแนกระดับความเสีย่ งของผู้กระทาผิด
ทางเพศในการกลับมากระทาผิดซ้า ซ่ึงจะเป็นประโยชน์สาหรบั เจ้าหน้าทใี่ นการวางแผนการติดตามและความถี่ในการให้มา
รายงานตัว ตลอดช่วงระยะเวลาที่ต้องอยู่ในเงื่อนไขการติดตาม ควรจัดเก็บข้อมูลผู้กระทาผิดทางเพศเหมือนประเทศ
สหรัฐอเมริกา ซ่ึงประกอบด้วย ชื่อสกุล ท่ีอยู่ วันท่ีและสถานท่ีเกิด สถานท่ีทางาน ความผิดท่ีกระทาและถูกศาลตัดสิน วันที่
และสถานท่ีที่มกี ารตัดสินคดี ชื่ออื่นๆ เลขที่ประกันสังคมหรือเลขทะเบียนบัตรประชาชน ข้อมูลเก่ียวกับสถานศึกษา ข้อมูล
ยานพาหนะ การจัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ รวมถึงภาพถ่ายและการจัดเก็บลายนิ้วมือผู้กระทาผิด ควรเก็บข้อมูลลักษณะของ
เหยื่อและผู้ก่อเหตุ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์แนวโน้มลักษณะความสมั พันธ์ของการก่อเหตุกระทาผิดทางเพศ อัน
นาไปสู่การพฒั นาปรบั ปรุงนโยบายปอ้ งกันการกอ่ เหตุล่วงละเมิดทางเพศ ตามลาดบั
ด้านขอบเขตระยะเวลาของการตดิ ตามผู้กระทาผิดทางเพศหลงั พน้ โทษ
ควรกาหนดเป็นเงื่อนไขในกฎหมายให้ชัดเจนแบบประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นการป้องกันการแทรกแซงและการใช้
ดุลพินิจท่เี กนิ ขอบเขตของผู้มอี านาจที่เกยี่ วข้อง ซ่ึงอาจสง่ ผลต่อความเชื่อมั่นของกระบวนการยุตธิ รรม ขอบเขตระยะเวลาของ
การติดตามผกู้ ระทาผิดทางเพศหลังพ้นโทษ ควรกาหนดเปน็ เงือ่ นไขในกฎหมายให้ชัดเจน โดยระยะเวลาของการติดตามไม่ควร
เกิน 5 ปี
ด้านวิธกี ารตดิ ตาม/อปุ กรณ์ สาหรับตดิ ตามผิดทางเพศหลงั พ้นโทษ
ควรนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอานวยความสะดวกในการติดตามเฝ้าระวัง และรบั รายงานตัว เพื่อช่วยอานวยความ
สะดวกในการปฏบิ ัตงิ าน เชน่ การใชเ้ ครื่องมืออเิ ลคทรอนิคสส์ าหรบั ควบคุมตัว (Electronic Monitoring: EM) และควรมีการ
กาหนดแบบฟอร์มสาหรบั มาใช้รายงานตัว รวมถงึ คู่มือแนวทางการปฏิบัติเพื่อขน้ึ ทะเบียนผกู้ ระทาผิดทางเพศ ให้กบั ผูพ้ ้นโทษ
ทต่ี ้องขึ้นทะเบียน ท้ังนี้ ควรกาหนดเงือ่ นไขระยะเวลา และบทลงโทษหากมีการละเมิดไม่มารายงานตวั ตามห้วงระยะเวลาที่
กาหนด และ ควรนาเครือข่ายยุติธรรมชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามและเฝ้าระวังในเชิงพื้นท่ีชุมชน นอกจากนี้ควร
บูรณาการการทางานร่วมกับอาสาสมัครตารวจชุมชนในการป้องกันอาชญากรรมในระดับชุมชน ซึ่งการบูรณาการภารกิจ
ดังกลา่ วจะชว่ ยลดภาระความรบั ผิดชอบของเจ้าหนา้ ที่คุมประพฤติท่ีจะดาเนินการติดตามและสอดสอ่ ง ตามลาดับ
ดา้ นระดับการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ผ้กู ระทาผิดทางเพศ
การกาหนดระดบั การเข้าถงึ ข้อมูลผ้กู ระทาผิดทางเพศควรใหส้ ิทธิ์เฉพาะเจา้ หน้าทผี่ ู้ปฏิบัติงานในด้านการรบั รายงาน
ตัว เจ้าหน้าท่ีบนั ทึกรายละเอียดข้อมูลผูก้ ระทาผิดทางเพศในระบบทะเบียน เจ้าหน้าท่ีผปู้ ฏิบัติงานในด้านการรับรายงานตัว
และติดตาม เจ้าหน้าท่ีตารวจ เจ้าหน้าท่ีด้านการให้ความช่วยเหลือหรือให้คาปรึกษา ผู้นาชุมชน รวมถึงเครือข่ายยุติธรรม
ชุมชน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่งผลกระทบต่อการดาเนินชีวิตประจาวันของผู้กระทาผิดทางเพศ รวมถึงเป็นการ
ป้องกันไม่ใหค้ นท่ัวไปในสังคมเกิดการตีตราแก่ผกู้ ระทาผดิ ทางเพศทพี่ น้ โทษ
215
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ด้านการเปิดเผยข้อมูลผูก้ ระทาผดิ ทางเพศสภู่ าคประชาชน
ควรเปดิ เผยใหผ้ นู้ าชมุ ชนหรือหัวหนา้ หมู่บ้านในพื้นท่ไี ด้รับรขู้ อ้ มูลผู้กระทาผิดทางเพศซ่ึงถกู ขน้ึ ทะเบียน เพือ่ ทใ่ี ห้ผนู้ า
ชุมชนหรือหัวหน้าหมู่บา้ นเปน็ เสมือนตัวแทนและสนับสนุนภารกิจในด้านการเฝ้าระวังใหก้ ับเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นท่ี ทาให้การ
เก็บข้อมูลจากคนในชุมชนเพื่อตดิ ตามพฤติกรรมของผู้กระทาผิดทางเพศที่ข้ึนทะเบยี นระบบสามารถเก็บไดค้ รอบคลมุ ครบถ้วน
มากกว่าและข้อมูลท่ีไดม้ ีความถูกต้อง จาเป็นต้องให้ชุมชนเขา้ มามีส่วนร่วมเป็นเครือข่าย เพื่อติดตามเฝ้าระวังและเป็นพ่ีเล้ียง
คอยประคับประคองผู้กระทาผิด ให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสขุ ส่งผลให้คนในชมุ ชนเกดิ การยอมรับและเปล่ียน
ทศั นคติต่อผู้กระทาผิด เกิดบรรยากาศการให้โอกาสและทาให้การป้องกันการกระทาผิดซ้าในคดีทางเพศมีประสทิ ธภิ าพและ
ความย่งั ยืน
ดา้ นหนว่ ยงานรบั ผิดชอบเก็บรกั ษาข้อมลู เฝ้าระวังตดิ ตาม และรับรายงานตวั
สานักงานคุมประพฤติของแต่ละจังหวัดมีความเหมาะสมสาหรบั การเป็นหน่วยงานรับผิดชอบเก็บรักษาข้อมูล เฝ้า
ระวังตดิ ตาม และรบั รายงานตัว เนื่องจาก มีความพร้อมทง้ั ด้านทรพั ยากรบคุ คล สถานที่ และภารกิจงานทใี่ กลเ้ คียงกัน สาหรับ
ภารกิจในส่วนการสนับสนุนเพือ่ เฝ้าระวงั ติดตามในเชิงพื้นที่ ควรเป็นการบรู ณาการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายยุตธิ รรม
ชมุ ชน
ดา้ นกฎหมายเฉพาะในเรอื่ งการขน้ึ ทะเบยี นผู้กระทาผิดทางเพศ
ควรมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องการข้นึ ทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ เพือ่ ให้เกิดการดาเนนิ งานอยา่ งเป็นรูปธรรมชัดเจน
การปฏิบัตงิ านของเจ้าหน้าที่ได้รับการคุ้มครองและมกี ฎหมายรองรับ ทาให้การขึน้ ทะเบยี นผกู้ ระทาผิดทางเพศมปี ระสทิ ธิภาพ
ในการป้องกนั การกระทาผดิ ซ้าในคดีทางเพศในประเทศไทย
ด้านระบบสารสนเทศเกย่ี วกับการขึ้นทะเบียนผ้กู ระทาผิดทางเพศ
การจัดทาระบบฐานข้อมูลทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ เพื่อใช้สาหรับการติดตาม การเฝ้าระวัง สามารถนาระบบ
ฐานข้อมูลของศูนย์แลกเปล่ียนข้อมูลกระบวนการยตุ ธิ รรม (Data Exchange Center: DEC) ของสานกั งานกจิ การยุตธิ รรม มา
พัฒนาตอ่ ยอดเพื่อใหเ้ กดิ ความคมุ้ ค่าสาหรับภารกิจการดาเนนิ งาน
ดา้ นผลทีค่ าดวา่ จะได้รบั และผลกระทบทเี่ กดิ ข้นึ ต่อสังคม
การข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปในสังคมมีความมั่นใจต่อความปลอดภัยในสังคมมาก
ยง่ิ ข้ึนในการทจี่ ะอยูร่ ่วมกับผู้กระทาผดิ ทางเพศท่ีพ้นโทษออกมาจากเรือนจา ทั้งน้ี การพฒั นาการข้ึนทะเบยี นผู้กระทาผิดทาง
เพศที่เหมาะสมกับประเทศไทย นอกจากจะทาให้ผู้กระทาผิดซา้ ในคดีการกระทาผิดทางเพศ ได้รับการคุ้มครองสิทธิแล้ว ยัง
ช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณในการดูแลกระทาผิดซา้ ในคดีการกระทาผิดทางเพศในเรือนจา และหากสุดท้ายเมื่อผู้ตอ้ งหา
หรือจาเลยได้รับคาพิพากษาถึงที่สุด ยังสามารถนาข้อมูลที่ได้จากการทาแบบประเมินไปใช้ในงานของราชทัณฑ์เพื่อเป็น
ประโยชน์ในการจาแนกกระทาผิดซ้าในคดีการกระทาผดิ ทางเพศ และจัดโปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูให้เหมาะสมกับผู้กระทาผิดซ้าใน
คดีการกระทาผิดทางเพศแตล่ ะรายได้อีกด้วย
ข้อเสนอแนะ
ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
1. หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สานักงานกิจการยุติธรรม กรมราชทณั ฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรม
คุมประพฤติ ควรมงุ่ เน้นและสนับสนุนการพัฒนานโยบายด้านการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรม และการสอดส่องดแู ลและให้ความ
ผูก้ ระทาผิดทางเพศภายหลังพ้นโทษ เพื่อปอ้ งกันการกระทาผิดซ้าในคดีทางเพศมากกว่าการเน้นดาเนินนโยบายในด้านการ
บังคบั ใช้กฎหมาย การลงโทษจับกุมหรือจาคุก ซ่ึงผลสัมฤทธิ์จากการดาเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมจะช่วย
ป้องกันการกระทาผิดซ้าท่ียั่งยืนกว่าการลงโทษจาคุกเพียงอย่างเดียว ทั้งน้ี ควรการจัดทาแผนปฏิบัติต่อผู้ต้องขังรายบุคคล
216
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
(Sentence Plan) ค้นหาปัจจัยท่ีส่งผลต่อการกระทาผดิ มีการประเมินปจั จัยเสีย่ ง ปัจจัยสนับสนุนทางสังคม รวมถึงประสาน
ความร่วมมือกับครอบครัวผู้กระทาผิดและชุมชนเข้ามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและบาบัดปรับเปล่ียนพฤติกรรมเพื่อให้ สามารถ
กาหนดแนวทางการควบคุมอย่างเหมาะสม โดยอาจกาหนดใหม้ ีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์เข้ามาช่วยในการปรับเปล่ียน
พฤติกรรมท่เี บยี่ งเบนทง้ั ใหค้ รอบคลุมโดยเฉพาะด้านอารมณแ์ ละบคุ ลกิ ภาพ และการปรบั ตวั เข้าสังคมเมื่อพน้ โทษออกมา
2. จากผลการศึกษาปัญหาและอปุ สรรคท่ีส่งผลต่อการกระทาผิดซ้าในคดีการกระทาผิดทางเพศในประเทศไทย ใน
ประเด็นด้านกฎหมายซึ่งพบว่า สาเหตุที่ทาให้เกิดการกระทาผิดซ้า เกิดจากบทลงโทษหรือกฎหมายไม่ได้มีการระบุหรือให้
ความสาคญั ตอ่ กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูปรับเปลยี่ นพฤติกรรมของผูก้ ระทาผดิ ทางเพศ มีเงือ่ นไขใหบ้ างฐานความผิดให้เป็นคดีที่
สามารถยอมความได้ รวมถึงบทลงโทษซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ความผิดเก่ียวกับคดีทางเพศ ไม่มีข้อกาหนด
หรือเงื่อนไขเฉพาะในกฎหมายสาหรับให้มีการควบคุมติดตามหรือรายงานความเคลื่อนไหวหลังพ้นโทษเพื่อป้องกันไม่ให้
ผู้กระทาผดิ ทางเพศกลับมากระทาผดิ ซ้า นอกจากน้ี กระบวนการบังคบั ใช้กฎหมายและการบังคับโทษตอ่ ผกู้ ระทาผิดทางเพศ
ไม่ได้มกี ารลงโทษให้เป็นไปตามท่ีกฎหมายกาหนด ซึ่งอาจเกิดจากนโยบายลดวันต้องโทษ การพักการลงโทษ ดังน้ัน เพื่อเพิ่ม
ประสิทธภิ าพการป้องกันการกระทาผิดคดีทางเพศในสังคมไทย หน่วยงานภาครัฐท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม ควร
เสนอใหม้ ีการแกไ้ ขปรับปรุงกฎหมายอาญา ลักษณะ 9 ความผดิ เกีย่ วกบั คดที างเพศ โดยเพ่ิมขอ้ กาหนดหรือเงื่อนไขเฉพาะให้มี
มาตรการติดตามและรายงานความเคลื่อนไหวหลงั พ้นโทษของผู้กระทาผดิ ทางเพศ เพื่อสร้างความเชื่อมัน่ ให้กับสังคม รวมถึง
ควรปรับปรุงกฎหมายอาญา ลักษณะ 9 ความผดิ เก่ียวกับคดีทางเพศ ใหก้ ารข่มขืนหรือกระทาชาเราไม่ควรเป็นคดีทสี่ ามารถ
ยอมความกันได้ และที่สาคัญควรกาหนดให้ชดั เจนในบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 9 ความผิดเก่ียวกับคดีทาง
เพศ ในการทีจ่ ะไม่ให้ผู้กระทาผิดทางเพศไดร้ ับสิทธล์ิ ดวันต้องโทษหรือพกั การลงโทษ เพื่อใหผ้ กู้ ระทาผดิ เหลา่ นั้นเกิดความเกรง
กลัวไมก่ ล้ากระทาผิดซ้า รวมถึงสามารถได้รับการบาบัดแก้ไขพฤติกรรมอย่างครบถ้วนในห้วงระยะเวลาที่ถูกบังคับโทษตาม
กฎหมาย
3. หนว่ ยงานดา้ นกระบวนการยุติธรรมไทย ได้แก่ กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก
และเยาวชน ควรปรับรูปแบบนโยบายการบรหิ ารทรพั ยากรบุคคลจากการมุ่งเน้นเพ่ิมอัตราผูป้ ฏิบัติงานในดา้ นควบคมุ ผกู้ ระทา
ผิด ไปยังการมงุ่ เน้นผู้ปฏิบัติงานท่ีมีความรู้ความเชีย่ วชาญในการแกไ้ ขบาบัดพฤติกรรม เนื่องจาก การปฏิบัตติ ่อผู้กระทาผิด
ทางเพศจาเป็นต้องอาศัยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเข้ามาให้คาปรกึ ษา ประเมินบุคลิกภาพและอารมณ์ วางแผนการบาบัด
ปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยภูมิหลังและประเมินความเสี่ยงเพื่อนาไปสู่การป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงที่จะ
สง่ ผลให้ผ้กู ระทาผดิ ทางเพศกลับมากระทาผิดซ้า
4. หน่วยงานภาครัฐที่เกย่ี วข้อง ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ควรให้
ความสาคัญกบั การให้ภาคประชาชนและชุมชนเขา้ มามีสว่ นร่วมในการป้องกันการกระทาผิดซ้า โดยการจัดทาฐานข้อมูลกลุ่ม
บคุ คลทมี่ ีมีพฤตกิ รรมเสยี่ งควรเฝ้าระวัง สรา้ งและพัฒนาฐานขอ้ มลู การจัดเก็บและจาแนกข้อมูลผู้กระทาผิดทางเพศอย่างเป็น
ระบบ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อการนาข้อมูลมาวิเคราะห์ทั้งในการวางแผนบาบัดฟื้นฟู การให้ความช่วยเหลือ การติดตามเฝ้า
ระวังหลังพ้นโทษ รวมถงึ สามารถนาข้อมูลมาวเิ คราะหส์ ังเคราะห์หารูปแบบการ กระทาผิด หรือลักษณะพืน้ ทเี่ ส่ียง ซ่งึ สามารถ
นาไปสู่การจัดทาแผนป้องกันอาชญากรรมทางเพศในระดับประเทศ และอานวยความสะดวกให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ งในการ
ติดตามจับกุมผู้กระทาผิดทางเพศ ทั้งน้ี สามารถนาระบบฐานข้อมูลของศูนย์แลกเปล่ียนข้อมูลกระบวนการยุติธรรม ( Data
Exchange Center: DXC) ของสานักงานกิจการยุติธรรม มาพัฒนาต่อยอด เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธภิ าพ
และความคมุ้ ค่าสูงสุด ในขณะท่ีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนุษย์ ควรจัดตั้งระบบการคุ้มครองเด็กและ
เยาวชน หรือผู้ที่มภี าวะเสี่ยงตกเป็นเหยื่อในระดับชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคนเหลา่ น้ันไม่ตกเปน็ เหยื่อถูกล่วงละเมิดทาง
เพศ รวมถงึ ต้องให้ความสาคัญกับการลงพืน้ ท่เี พือ่ แสวงหาร่วมมือ สร้างเครือข่ายในการทจ่ี ะใช้ชุมชนเป็นฐานของกลไกในการ
ดแู ลป้องกันสมาชกิ ในชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืนในเชิงระบบ เนือ่ งจากแตล่ ะพืน้ ท่ีมีบริบทเฉพาะท่ีแตกต่างกัน
217
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
5. การนามาตรการการขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศมาปรับใช้กับสังคมไทย หน่วยงานที่เก่ียวข้อง โดยเฉพาะ
กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงมหาดไทย ควรจะต้องมีการวางแผนศกึ ษา สารวจรวบรวมข้อมูลองค์ประกอบสาคญั ของการ
ข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ และวิเคราะห์ผลดีและผลเสียของมาตรการดงั กล่าว ก่อนท่ีจะนามาตรการดังกล่าวมาปรับใช้
และต้องคานึงถึงหลักการสาคัญของการข้ึนทะเบยี นผู้กระทาผิดทางเพศ ในการที่จะเป็นเครือ่ งสาคัญของหน่วยงานรัฐสาหรับ
สร้างความม่ันใจ ความม่ันคงปลอดภยั ให้ประชาชนท่ัวไปในสังคมในการท่ีจะอยรู่ ่วมกับผู้กระทาผิดทางเพศที่พ้นโทษออกมา
จากเรือนจา โดยสานกั งานคุมประพฤติของแต่ละจังหวดั มคี วามเหมาะสมสาหรับการเป็นหน่วยงานรับผิดชอบเก็บรักษาข้อมูล
เฝ้าระวังติดตาม และรับรายงานตัว เนื่องจาก มีความพร้อมท้ังด้านทรัพยากรบุคคล สถานท่ี และภารกิจงานท่ีใกลเ้ คียงกัน
สาหรับภารกิจในส่วนการสนับสนุนเพือ่ เฝ้าระวังติดตามในเชิงพื้นท่ี ควรเป็นการบรู ณาการประสานความร่วมมือกับเครือข่าย
ยุตธิ รรมชมุ ชน
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัตกิ าร
1. ผู้ปฏิบตั ิงานควรมีการทบทวนประเด็นปญั หาต่างๆ ที่เกิดข้ึน เพื่อถอดบทเรียน และนาไปสู่การพัฒนาหลักสูตร
โปรแกรมแก้ไขบาบัดฟ้นื ฟูพฤติกรรมของผู้กระทาผิดทางเพศให้มคี วามเข้มข้นและทางเลือกมากยิ่งขน้ึ เช่น เพ่ิมระยะเวลาการ
อบรม การกาหนดให้มีพัฒนากระบวนหรือเครือ่ งมือแบบจาแนกผู้กระทาผิดเพื่อศึกษาวิเคราะห์สาเหตุการกระทาความผิด
นาไปสู่วางแผนบาบัดได้เป็นรายบุคคลท่ีเหมาะสมกับปัญหาของแต่ละคน เพราะถ้าเลือกโปรแกรมที่เหมาะกับปัญหาที่เป็น
ตน้ เหตุการกระทาผิดทางเพศ จะเป็นผลให้ผู้กระทาผิดทางเพศได้รับการบาบัดและแก้ไขท่ีถูกจุดย่งิ ขึ้น ปัญหาท่ีซับซ้อนท้ัง
สภาวะทางกายและจิตได้รบั การคล่ีคลาย เกดิ การเรียนรูพ้ ฤตกิ รรมทีเ่ หมาะสมเขา้ ไปแทนที่
2. ในกระบวนการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมและพัฒนาพฤฒินิสัยของผกู้ ระทาผิดทางเพศ ในระหว่างถูกบังคบั โทษของ
ผู้กระทาผิดทางเพศ ควรกาหนดให้ทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา เข้ามาร่วมปฏิบัติงานเพื่อทาหน้า
จาแนกคัดกรองประเภทผู้กระทาผิดทางเพศ นาไปสู่การวางแผนแกไ้ ขพฤติกรรมเฉพาะรายท่ีเหมาะสม ทัง้ นี้ ควรกาหนดให้มี
การประเมินความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ ผู้กระทาผิดทางเพศในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเขา้ รับการบาบัดปรับเปล่ียน
พฤติกรรม และช่วงก่อนพน้ โทษ เพื่อประเมนิ ความสาเร็จ นอกจากนี้ ควรให้ผูน้ าชมุ ชน และตัวแทนจากหน่วยงานสว่ นท้องถิ่น
เข้ามามสี ่วนรว่ ม เพื่อสร้างปฏสิ ัมพันธ์ ความไวว้ างใจ และสามารถให้ความชว่ ยเหลือ ประคับประคองผู้กระทาผิด เมื่อพ้นโทษ
ออกมา เพือ่ ปอ้ งกันไมใ่ ห้ผู้กระทาผิดเกดิ แรงจูงใจจนกลับมากระทาผดิ ซ้า
3. หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ควรให้
ความสาคัญกับการพัฒนาทกั ษะและศักยภาพของเจ้าหน้าท่ผี ู้ปฏิบัตงิ าน โดยเจ้าหนา้ ทใ่ี นส่วนการควบคมุ ดแู ลผู้กระทาผิดทาง
เพศควรมีองค์ความรู้ในการวางแผนเพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้กระทาผิดที่เพียงพอ มีการอบรมเจา้ หนา้ บุคลากร
เป็นประจาและต่อเนื่อง เพื่อให้เจ้าหน้าท่ีเกิดการพัฒนาตนเองและรู้เท่าทันสถานการณ์ทางสังคม รวมถึงสภาพปัญหาการ
กระทาผิดทางเพศทม่ี คี วามซับซอ้ นและรุนแรงยิ่งขึ้น และควรมีการศกึ ษาวิจยั เพือ่ พัฒนามาตรการควบคมุ ดูแลผกู้ ระทาผดิ ให้มี
ประสทิ ธภิ าพและมีทางเลือกทหี่ ลากหลาย มากยิ่งขึน้
4. การนามาตรการดังกล่าวมาใช้กับสังคมไทย หน่วยงานท่ีเกี่ยวขอ้ งได้แก่ กระทรวงยตุ ิธรรม กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงสานักงานตารวจแห่งชาติ ควรจะต้องมีการวางแผนหารือสร้าง
ความร่วมมือก่อนท่ีจะนามาตรการดังกล่าวมาปรับใช้ โดยระยะแรก ควรมีการศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนารูปแบบมาตรการ
การข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของประเทศ จากน้ันจึงสร้างความเข้าใจในสังคม
โดยท่ัวไปกอ่ นวา่ ผู้กระทาผิดทางเพศไมใ่ ชอ่ าชญากร แต่คือผู้ป่วยทจ่ี ะตอ้ งได้รับการบาบัดรักษาและติดตามดูแลเฝ้าระวงั อยา่ ง
ตอ่ เนื่อง รวมถึงจะตอ้ งมมี าตรการแก้ไขบาบัดพฤติกรรมท่ีมปี ระสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ และเมื่อคนในสังคมยอมรบั และ
สามารถเปล่ียนความคิดดังกล่าวได้แล้ว จะทาให้ผู้กระทาผิดไม่ต้องเส่ียงท่ีจะถูกตีตราจากสังคม เพราะกระบวนการข้ึน
ทะเบียนผู้กระทาผดิ ทางเพศเป็นสว่ นหนึง่ ของกระบวนการบาบัดรักษาและเฝ้าระวงั ไม่ให้ผู้กระทาผิดทางเพศเข้าไปย่งุ เกี่ยวกับ
218
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ปจั จัยเสีย่ งทท่ี าให้กลบั มากระทาผดิ ซ้า ระยะท่ีสอง ควรกาหนดกฎหมายเฉพาะ หรือปรับแก้กฎหมายท่ีมอี ยู่เดิม เพื่อรองรับ
การนามาตรการการข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศมาใช้กับสังคมไทย โดยกฎหมายดังกล่าว ควรที่จะกาหนดหน่วยง านที่
รบั ผิดชอบรับรายงานตัว การติดตามสอดส่อง การเก็บรักษาและเข้าถึงข้อมูลผู้กระทาผิดทางเพศ การให้อานาจหน้าที่แก่
เจ้าหน้าท่ีผู้ปฏบิ ัติ การพัฒนาระบบสารสนเทศสาหรับเป็นฐานข้อมูลผู้กระทาผิด ทางเพศท่ีขึ้นทะเบียนหลังพ้นโทษ ส่งผลให้
การดาเนินงานเป็นรูปธรรมชัดเจน การปฏบิ ตั ิงานของเจ้าหน้าท่ีไดร้ ับการคุ้มครองและมกี ฎหมายรองรับ ทาให้การข้ึนทะเบยี น
ผู้กระทาผิดทางเพศมีประสิทธภิ าพในการป้องกันการกระทาผิดซ้าในคดีทางเพศในประเทศไทย และระยะที่สาม ควรมีการ
กาหนดพื้นที่นาร่อง เช่น จงั หวัดหัวเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละภาค สาหรับนามาตรการดังกล่าวมาทดลองใช้และกาหนดให้มีการ
ประเมินผลในด้านบวกและด้านลบท่เี กิดข้ึนจากการบังคบั ใชม้ าตรการดังกลา่ วในช่วงหว้ งระยะเวลา 1-5 ปี และจึงจดั ทาเป็น
รายงานสรุปผลการดาเนินงาน ปัญหาอุปสรรค จุดเด่น และส่ิงที่ตอ้ งแก้ไขปรับปรุง เพื่อเสนอต่อรัฐบาลให้ดาเนินการแก้ไข
กอ่ นท่จี ะประกาศใชม้ าตรการการขึน้ ทะเบียนผกู้ ระทาผิดทางเพศท่ัวประเทศตอ่ ไป
ขอ้ เสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการขนึ้ ทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศที่เหมาะสมกบั ประเทศไทย
1. จากการทบทวนวรรณกรรมและผลการศึกษาที่ได้มีความสอดคล้องกัน กล่าวคือ แนวทางการพัฒนาการขึ้น
ทะเบียนผูก้ ระทาผิดทางเพศท่เี หมาะสมกับประเทศไทย ควรพิจารณาถงึ ประเดน็ ต่างๆ ทส่ี ่งผลต่อการกระทาผดิ ซ้าในคดีทาง
เพศไดแ้ ก่ ประเด็นด้านกฎหมาย ประเด็นดา้ นหน่วยงาน ประเด็นด้านผปู้ ฏิบัตงิ าน ประเด็นด้านตัวผู้กระทาผิด ประเด็นด้าน
สภาพแวดล้อม/ชุมชน และประเด็นด้านเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เพื่อให้การพัฒนานโยบายสาหรับการป้องกันการ
กระทาผิดซา้ ในคดกี ระทาผดิ ทางเพศมีความครบถ้วนครอบคลุม และมปี ระสิทธภิ าพอย่างแท้จรงิ
2. แนวทางการสาหรับการพัฒนาการขึ้นทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศท่ีเหมาะสมกับประเทศไทย ควรคานึงถึง
องค์ประกอบหลักสาคัญ ซึง่ เป็นผลจากการสารวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างทั้งผู้ทรงคุณวฒุ ิ และเจ้าหน้าที่ท่ีปฏิบัติงานใน
ด้านการปอ้ งกันและควบคุมแลผูก้ ระทาผิดในคดีทางเพศ รวมถึงผู้ปฏบิ ัติงานด้านการดูแลและให้ความคุ้มครองผูท้ ี่ตกเป็นเหยื่อ
ในคดีล่วงละเมิดทางเพศจานวน 10 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ด้านช่วงเวลา การจัดเก็บข้อมูลผู้กระทาผิดทางเพศ 2) ด้าน
ประเด็นข้อมลู ท่ีจะจดั เก็บจากผูก้ ระทาผิดทางเพศ 3) ด้านขอบเขตระยะเวลาการติดตามผกู้ ระทาผิดทางเพศ 4) ดา้ นรูปแบบ
วธิ กี ารตดิ ตาม/อปุ กรณ์/ระบบเทคโนโลยี 5) ด้านการกาหนดระดับการเข้าถึงขอ้ มูลของประชาชน 6) ด้านช่องทางการเผยแพร่
ขอ้ มูล/แจ้งเตือนสู่ภาคประชาชน 7) ด้านหน่วยงานรับผิดชอบเก็บรักษาข้อมูล เฝ้าระวังติดตาม และรับรายงานตัว 8) ด้าน
ประเด็นกฎหมายเฉพาะในการขึน้ ทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ 9) ด้านระบบสารสนเทศ และ 10) ด้านผลทค่ี าดว่าจะได้รับ
และผลกระทบท่เี กิดขึ้นต่อสังคม เพื่อเป็นแนวทางสาหรบั การพัฒนามาตรการข้ึนทะเบียนผู้กระทาผดิ ทางเพศให้เหมาะสมกับ
บริบทของประเทศไทยต่อไปในอนาคต
3. การนามาตรการดังกล่าวมาใช้กับสงั คมไทย หน่วยงานทเ่ี กี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์ รวมถึงสานักงานตารวจแห่งชาติ ควร จะต้องมีการวางแผนศึกษา
วเิ คราะห์ และพฒั นารปู แบบมาตรการการขึ้นทะเบียนผกู้ ระทาผิดทางเพศ เพื่อให้สอดคลอ้ งกับบรบิ ทเฉพาะของประเทศไทย
สร้างความเข้าใจในสงั คมโดยทั่วไปก่อนว่า ผู้กระทาผิดทางเพศไม่ใช่อาชญากร แต่คือผ้ปู ่วยท่ีจะตอ้ งไดร้ ับการบาบดั รักษาและ
ติดตามดแู ลเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และกระบวนการข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศจะเป็นเครือ่ งมือสาคัญของกระบวนการ
บาบัดรักษาและเฝ้าระวังไมใ่ ห้ผกู้ ระทาผิดทางเพศเข้าไปยุ่งเก่ียวกับปัจจัยเส่ยี งที่ทาใหก้ ลับมากระทาผดิ ซ้า
219
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
รายการอา้ งอิง
ชัยวัฒน์ ธนวัฒนตระกูล. (2550) มาตรการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกบั ผู้กระทาความผิดในคดีข่มขืนกระทาชาเราหลังพ้นโทษ:
ศึกษากรณีแบบอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย:
ชาญคณิต กฤตยา สุรยิ ะมณี และคณะ. (2551). การวิเคราะหป์ ัจจัยท่ีมคี วามสัมพันธก์ ับการกระทาผิดร้ายแรงทางเพศ: กรณี
การข่มขืนและการโทรมหญิง ของเด็กและเยาวชนชายในบริบทของทฤษฎีเชิงบูรณาการ. คณะสังคมศาสตร์และ
มนษุ ยศาสตร์. มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
ณัฐนันท์ รัตนเจริญ และประนต นันทิยะกุล. (2558). การพัฒนาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์สู่ความเป็นมืออาชีพ. สืบค้นจาก
file:///C:/Users/BOY/Downloads/34779-Article%20Text-101682-1-10-20151217%20(1).pdf
พวงผกา เกตตุ รีกรณ์. (2554). การนาระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ในงานทะเบียนประวัติอาชญากร กรณีศึกษา : ศูนย์
พิสูจนห์ ลกั ฐาน 7. วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑิตย์ สาขาวิชานติ ิวิทยาศาตรศาสตรบ์ ัณฑติ วิทยาลัย. มหาวิทยาลยั ศิลปากร.
มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล. (2559). เวทีรายงานสถานการณ์ความรุนแรงทางเพศ: หัวข้อ “ข่มขืน ไกล่เกลี่ย ยอมความ : เราจะ
ออกจากวังวนนีไ้ ด้อยา่ งไร?”. สืบค้นจาก http://www.thaipost.net/?q=เปิดสถิติรนุ แรงทางเพศคดขี ม่ ขืนพงุ่ ลิ่ว
วศินี กมลวารินทร์. (2558). มาตรการบาบัดผู้กระทาผิดทางเพศด้วยวิธีการใช้ยาเพื่อควบคุมฮอร์โมนเพศ. วิทยานิพนธ์
นิตศิ าสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชานติ ศิ าสตร์. คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวทิ ยาลัยธุรกิจบัณฑติ ย์.
วรปาตี สกุลไทย. (2558). การพัฒนาทะเบียนประวัติอาชญากรรม. นิติศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชานิติศาสตร์. คณะ
นิติศาสตร์ ปรดี ี พนมยงค์. มหาวทิ ยาลัยธรุ กจิ บณั ฑติ ย์.
วารีรัตน์ รัตนวิบูลย์สม. (2556). “การข้ึนทะเบียนผู้กระทาผิดทางเพศ: พิจารณาในมิติของความร่วมมือระหว่างประเทศ ”
(Sex offender register in the context of international cooperation) สืบค้นจาก http://www.assumption
journal.au.edu/index.php/LawJournal/article/viewFile/978/881
สฤษด์ิ สืบพงษศิริ. (2551). พฤติกรรมอาชญากรขมขืน. สืบค้นจาก http://www.forensicrpca.com/data/article/
article_rapist.pdf
สานกั พัฒนาพฤตนิ ิสยั . (2560). คมู่ ือหลกั สูตรการพัฒนาพฤตินสิ ยั . กรมราชทัณฑ์. กระทรวงยตุ ธิ รรม.
สุทศั น์ มาลโรจน์. (2552). ปัจจัยท่ีเก่ยี วข้องในการกระทาความผดิ ทางเพศของผูต้ ้องขังคดีข่มขืนกระทาชาเราในเรือนจากลาง
บางขวาง. ศิ ล ปศ าสตร ม หาบั ณ ฑิ ต สาขาก าร บ ริห ารงาน ยุ ติ ธร รม คณ ะ สั งคม สงเค ราะ ห์ ศ าสต ร์ .
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
สดุ สงวน สุธสี ร. (2558). อาชญาวิทยา. พิมพ์คร้งั ที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศนู ย์เทคโนโลยีสารสนเทศกลาง สานักงานตารวจแห่งชาติ. (1 มกราคม 2556 - 31 ธันวาคม 2559). สถิติคดีอาญา 5 กลุ่ม.
สืบคน้ จาก http://gis.police.go.th/cstat/stat/arr-percent/all
ศูนย์แลกเปล่ียนข้อมูลกระบวนการยุติธรรม สานักงานกิจการยุติธรรม. (2559). สืบค้นจาก http://www.thaidxc.org/
index.php/about-us/background.html
ศิริชนก วิริยเกือ้ กูล. (2558). มาตรการทางกฎหมายในการกาหนดเขตปลอดภัยสาหรับเด็กเพื่อลดอัตราเสี่ยงการล่วงละเมิด
ทางเพศต่อเดก็ . สืบค้นจาก https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parcy_train/download/article/
article_20151001150429.pdf
BBC News Magazine. (2 0 1 5 ) . Inside Europe's biggest sex offenders' prison. Retrieved from http://
www.bbc.com/news/magazine-32085076
220
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
Coleman, E., Dwyer, S.M., & Pallone, N .J. (1992). Sex offender treatment: psychological and medical
approaches. New York: Haworth Press.
David, L.& Hudson, Jr. (2009). Sentencing sex offenders. New York: Chelsea House.
Elizabeth, J., Letourneau, Levenson, J.S., Bandyopadhyay, D., Sinha, D., & Armstrong, K.S. (2010). Evaluating
the Effectiveness of Sex Offender Registration and Notification Policies for Reducing Sexual Violence
against Women. Retrieved from https://www.nsvrc.org/sites/default/file/ 2012-
03/Evaluating%20the%20Effectiveness%20of%20Sex%20Offender.pdf
Jackman, R. & Fitzwilliam. (2015). Measuring harm in a cohort of sex offenders in Norfolk. Retrieved from
file:///C:/Users/BOY/Downloads/Ralph%20Jackman.pdf
Justice Policy Institute. (2008). The negative impact of registries on youth: Why are youth different from
adults. Retrieved from http://www.justicepolicy.org/uploads/justicepolicy/documents/0 8 -
08_fac_sornakidsaredifferent_jj.pdf
Karl, H.R. & Morton-Bourgon, K.E. (2007, January). The Accuracy of Recidivism Risk Instruments for Sexual
Offenders: A Meta-Analysis. Retrieved from https://www.ccoso.org/sites/default/files/
import/accuracy-of-risk-assessments.pdf
Lehrer, E. (2016). Rethinking sex-offender registries. Retrieved from https://www.nationalaffairs.com/
publications/detail/rethinking-sex-offender-registries
McPherson, L. (2016). THE SEX OFFENDER REGISTRATION AND NOTIFICATION ACT (SORNA) AT 10 YEARS:
HISTORY, IMPLEMENTATION, AND THE FUTURE. Retrieved from https://www.smart.gov/bio_
mcpherson.htm
Office of Sex Offender Sentencing, Monitoring, Apprehending, Registering, and Tracking : SMART Office.
(2016). Sex Offender Registration and Notification in the United States Current Case Law and Issues.
Retrieved from https://www.smart.gov/caselaw/2016-final-case-law-update-with-index-cover.pdf
Office of Sex Offender Sentencing, Monitoring, Apprehending, Registering, and Tracking : SMART Office.
(2016). Global Survey of Sex Offender Registration and Notification Systems SMART SUMMAR 2016.
Retrieved fromhttps://smart.gov/pdfs/global-survey-2016-final.pdf
Prison Reform Trust. Information booklet for people on license for a sex offence. (2015). Retrieved from
http://www.prisonreformtrust.org.uk/Portals/0/Documents/sex%20offender%20information%20book
let.pdf
Thomas, T. (2008). The Sex Offender Register A measure of public protection or a punishment in its own
right. Retrieved from http://britsoccrim.org/volume8/6Thomas08.pdf
United Nations Office on Drugs and Crime. (2015). Rape at the national level, number of police-recorded
offences. Retrieved from https://africacheck.org/wp-content/uploads/2015/08/Rape-at-the-national-
level-number-of-police-recorded-offences-21-Aug-2015-1256.pdf
Wilcox, D.T., Garrett, T. & Harkins, L. (2015) Sex offender treatment: a case study approach to issues and
interventions. Chichester, West Sussex, U.K.
221
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
สทิ ธิเพศหลากหลายในฐานะพลเมืองและความต้องการสวัสดกิ ารสังคมในประเทศกาลังพัฒนา
Sexual Diversity Rights as Equal Citizenship and Social Welfare
Needs on Developing Countries
เคท ครง้ั พิบลู ย์1
Kath Khangpiboon2
Abstract
In this research study, I assess the social situation of Sexual Diversity, critiquing the development
of society’s perspectives that reflect the stigmatization and discrimination LGBTIQ face. Based on this
critique, I make recommendations for the further study of sexual diversity, using an analytic framework
consisting of gender, sexuality, power, and marginality. While I review prior studies in this study, I present
the topic through document review methodologies. The findings show that the study of sexual diversity
must lie on a basis of understanding in what is LGBTIQ constitutes. This understanding affects the extent
to which researchers understand the diversity of LGBTIQ. Issues that also need to be considered include
cultural aspects of gender, the structure of oppression, societal power, violence, and pressure. The study
of gender diversity must involve gaining access to LGBTIQ’ experiences and perspectives and
understanding them, which will lead to understanding. The methodologies to be used should critique
knowledge/truths about LGBTIQ. As for increasing understanding, existing research is useful, addressing
identities, agency, and diversity among sexual diversity, as well as the impact of social class. Using these
methods will enable researchers to portray LGBTIQ in a positive light, contribute to social change, and
promote the rights of social welfare.
Keywords: Sexual Diversity Rights, Marginalization, Social Welfare
บทคัดย่อ
บทความนีม้ ีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ทางสงั คมของเพศหลากหลาย วิเคราะห์แนวคิดทางสังคมที่สะท้อน
ต่อการตีตราและการเลือกปฏิบัติท่นี าไปสู่การสร้างข้อเสนอเชงิ นโยบานต่อการสรา้ งมุมมองในการศึกษาเพศหลากหลาย โดย
ใชแ้ นวคิดเรื่องเพศภาวะ และเพศวถิ ี แนวคิดเรื่องอานาจ และแนวคิดการเป็นชายขอบ เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ เป็น
การศึกษาเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวมรวบข้อมูลจากการศึกษาและทบทวนเอกสาร จากการศึกษา พบว่า การศึกษาเรื่องเพศ
หลากหลายจะต้องมคี วามเข้าใจในอัตลกั ษณ์ทางเพศ โดยอาศัยทั้งระบบคิด วถิ ชี ีวิต การปรับตัว ศักยภาพ การให้คุณค่ากบั ส่ิง
ตา่ งบงวๆ รวมท้ังจิตวญิ ญาณของเพศหลากหลาน ในการทาความเขา้ ใจในความหมายของเพศหลากหลายที่มนี ัยยะต่อการรับรู้
ความแตกต่างหลากหลายของเพศหลากหลายที่ส่งผลต่อการเลือกรับไปตามความคาดหวังของสังคม การสร้างฐานคติหรือ
กรอบวธิ ีคดิ ทอี่ าศยั การทบทวนความรู้ความจริงของเพศหลากหลาย ผ่านเรื่องวฒั นธรรมความเปน็ เพศ โครงสร้างการกดข่ีและ
ความรุนแรงของสังคม และอานาจและแรงกดทับจากสังคม ส่งผลให้เกิดการผลิตซ้ามายาคติทางเพศจากบริบทของสังคมท่ี
ปราศจากความเข้าใจและนาไปสู่การเป็นกลุ่มคนชายขอบ การศึกษาเพศหลากหลายมาเป็นผลจากการสร้างการเข้าถึงและ
1 อาจารย์ประจา คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]
222
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ความเข้าใจที่นาไปสู่การสร้างการยอมรับโดยปฏิบัติการทางวิธีวิทยาทว่ี ิพากษ์ความรู้/ความจริงในเพศหลากหลาย อันนาไปสู่
การพฒั นาเรื่องการคดิ สวัสดกิ ารสาหรับกลุ่มเพศหลากหลายในสงั คมไทยตอ่ ไป
คาสาคัญ: สิทธเิ พศหลากหลาย, คนชายขอบ, สวัสดกิ ารสังคม
บทนา
การละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์กับกลุ่มเพศหลากหลาย (Sexual Diversity) หรือในภาษาอังกฤษใช้ตัวย่อว่า
LGBTIQ เกิดขึ้นลกั ษณะของการกดข่ีจากอัตลักษณ์ของความเป็นเพศ การผลิตซา้ ในเรือ่ งเพศวิถี และการตตี ราให้มีพื้นท่ีทาง
สังคมท่จี ากัด การเลือกรบั รขู้ องสังคมมองว่า LGBTIQ ควรดาเนินชีวิตให้เป็นไปตามบรรทดั ฐานสงั คม จนจากดั วิถีชีวิตและการ
ไมย่ อมรับ การมองเพศหลากหลายในลักษณะภาพเหมารวมและในเชิงลบถือเป็นการเลือกปฏิบัติในระดบั ทัศนคติ แนวคดิ สทิ ธิ
มนุษยชนระบุให้รับรองและคุ้มครองเฉพาะสิทธิในเรื่องของสิทธิพลเมืองเฉพาะคนในรัฐของประเทศ น้ันๆ ต่อมาก็มีการ
พฒั นาการของสิทธิมนุษยชนทีถ่ ูกตีความในเรื่องสิทธิทางสังคม สทิ ธทิ างเศรษฐกิจ และสทิ ธิทางด้านวฒั นธรรม การขยายความ
ดังกลา่ วทาให้เกิดการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมคนท่ถี ูกทาใหเ้ ป็นคนชายขอบ (Marginalization) ไม่วา่ จะเป็นผู้หญิง คนชรา
เดก็ ผู้พกิ าร รวมถึงผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศด้วย การขยายความในมิติของสิทธิมนุษยชนจึงทาให้บคุ คลถูกทาให้เป็นชาย
ขอบในมติ เิ พศภาวะไดร้ บั ความสนใจในการคมุ้ ครองมากขึ้น เป็นพัฒนาการในเรื่องของสทิ ธิมนุษยชนในสังคมไทย
เพศชายขอบในทัศนะของผ้ศู ึกษา คือ เพศท่ีไม่ได้ถูกจัดวางอยู่ในความคาดหวังของสังคมในแบบเพศกระแสหลัก
(หญิง-ชาย) ดังนั้นเพศหลากหลายจึงถูกขีดด้วยเส้นแบ่งดว้ ยเครื่องเพศและถูกผลักไสไปอยู่ชายขอบของการให้พื้นท่ีของการ
ยอมรับ จึงเรียกได้ว่าเป็นเพศชายขอบ โดยวัดจากการยอมรับและการปฏิบัติของคนในสังคม ขอย้าว่าสิ่งท่ีทาให้เกิดและ
เรียกว่าเพศชายขอบนั้น เกิดขึน้ มาจากที่ท่ีคนสังคมมีมมุ มองเรื่องเพศคบั แคบต้ังอยู่บนฐานของการมีสองเพศเป็นบรรทัดฐาน
เพศอืน่ ๆ ทไี่ ม่ได้เปน็ ตามบรรทัดฐานนั้นก็ถูกมองเป็นอื่น ภาวะความเป็นอืน่ นจ้ี ึงทาใหค้ นมองว่าตัวเองเป็นเพศกระแสหลกั รบั รู้
ว่าส่ิงท่ีแสดงออกน้ันถูกต้องท่ีสุด ส่วนคนท่ีเป็นเพศกระแสรองและหลากหลายทางเพศ จะรู้สึกตัวว่ากาลังทาผิดรู้สึกผิด
ประกอบกับสังคมก็มองว่าผิดไปจากสิ่งที่กาหนดไว้แบบสองเพศ ดังนั้นพื้นท่ีในการแสดงออกความเป็นเพศจึงมีข้อจากัด
เงือ่ นไข และนาไปสู่การไม่สามารถแสดงออกถึงเป็นตัวเองไดเ้ ต็มท่ี มีการปกปิด แอบซ่อน และไม่กล้าเผชญิ กับการแสดงตัวใน
สงั คม รวมไปถึงการรับรถู้ ึงความไมป่ ลอดภยั ในการแสดงตนในฐานะท่ีเป็นเพศชายขอบ
กลุ่มเพศหลากหลายไม่สามารถเข้าถึงบริการสวัสดิการสังคม สะท้อนถึงความจากัดของงานพัฒนาสังคมและ
สวัสดกิ ารสังคมของประเทศไทยยงั ก้าวไปไม่ถึงการกาหนดเป้าหมายความมั่นคงของมนุษย์อย่างทั่วถึงและครอบคลุมประชากร
ทกุ กลุม่ จนเกิดเป็นกลุ่มชายขอบในสงั คมไทย เพศหลากหลายในฐานะเปน็ กล่มุ ชายขอบทางเพศและเป็นหน่ึงในพลเมืองของ
รัฐน้ัน รัฐไทยจาเป็นต้องคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ทรี่ ะบุในมาตรา 30 ว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะ
เหตุแห่งความตา่ งในเรือ่ งถ่ินกาเนิด เชือ้ ชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสขุ ภาพ สถานะของบุคคล ฐานะ
ทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็น ต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทา
มิได้” (สานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 2550) ซึ่งคาว่า “เพศ3” ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนั้นได้มีบันทึก
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่ารวมถึงกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศไว้ด้วย แต่ในทางปฏิบัติภาครัฐกลับไม่มีการ
สารวจประชากรเพศหลากหลายหรือไม่มีฐานข้อมูลฐานประชากรที่แน่ชัด รวมถึงการไม่มีนโยบายจากทางภาครัฐในการ
สนบั สนนุ คมุ้ ครองและรองรับสถานภาพทางเพศด้วย
3 รัฐธรรมนญู 2550 มกี ารลงบันทกึ เจตนารมณเ์ อาไว้ในมาตรา 30 วรรค3 วา่ การเลอื กปฏบิ ัตเิ พราะเหตแุ ห่งเพศ จะกระทามิได้ โดยไดอ้ ธิบายคาว่าเพศไว้ดังนี้ "ความแตกต่าง
เรอ่ื งเพศ นอกจากหมายถึงความแตกตา่ งระหวา่ งชายหรือหญงิ แลว้ ยังหมายรวมถึงความแตกตา่ งของบุคคลท่มี อี ตั ลักษณ์ทางเพศ (sexual identity) หรือเพศสภาพ (gender)
หรอื ความหลากหลายทางเพศ (sexual diversity) แตกต่างจากเพศท่ีผู้นั้นถือกาเนิดอย่ดู ้วย จงึ ไม่ได้บัญญัติคาดังกล่าวขา้ งต้นไว้ในมาตรา 30 เนื่องจากคาว่า "เพศ" ได้
หมายความรวมถึงคาดังกล่าวอย่แู ลว้ และจะไมเ่ ลอื กปฏิบัตติ ่อบุคคลนั้นๆ
223
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
ทศิ ทางการจดั บริการของรัฐสาหรับเพศหลากหลายจึงยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากผู้เสนอนโยบายทางสังคมยงั คง
ขาดความรูค้ วามเข้าใจในตัวตนและวิถีชีวิตของเพศหลากหลาย จึงมีเพียงผู้ที่จดั วางตนเองในกรอบแห่งเพศกร ะแสหลักแบบ
หญิงและชายท่ีจะได้รับการยอมรับและมโี อกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้มากกว่าเพศกระแสรอง ส่งผลใหเ้ กดิ ช่องว่าง
หรือการขาดชุดความรู้และการทาความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม ผลที่
ตามมาคือการขาดบุคลากรท้ังภาครัฐและเอกชนทีม่ ีความเขา้ ใจในสถานการณ์และปรากฏการณ์ของเพศหลากหลาย ท้ังน้ีการ
รับรูเ้ รื่องความแตกต่างหลากหลายทางเพศจึงเป็นผลพวงมาจากการยึดแน่นและตดิ อยู่ภายใตว้ ัฒนธรรมความเปน็ เพศกระแส
หลัก ที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการให้บริการทางสังคมไปจนถึงการสร้างนโยบายที่ขาดความละเอียดอ่ อนต่อประเด็นความ
หลากหลายทางเพศ
รายงานสถานการณ์สิทธมิ นุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ4 ได้ระบอุ ย่างชดั เจนถึงสถานการณ์การ
เลือกปฏิบตั ิต่อบุคคลทม่ี ีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะทเี่ กิดกบั เพศหลากหลาย เกดิ การละเมิดสิทธิเกิดขึ้นไม่วา่ จะเป็น
ในเรือ่ งของการแต่งกายในการเข้ารับปรญิ ญาบัตร การห้ามแต่งกายตามเพศภาวะท่ีตนเลือกในสถานศึกษา นอกจากน้ัน บาง
สาขาวิชาในมหาวทิ ยาลัยยังไม่เปิดรับนักศึกษาที่เป็นกะเทยเข้าศึกษา และกรณีเอกสาร สด.43 หรือใบตรวจรับรองทหาร
กองเกิน เป็นเอกสารทางราชการว่า กะเทยถูกละเมิดสิทธิและถูกเลือกปฏิ บัติ โดยเอกสารน้ันระบุว่ากะเทยเป็นผู้มีความ
ผิดปกติทางจิตถาวร และถูกระบุว่า “เป็นโรคจิตวิกลจริต”ในเอกสารสาคัญนั้น (สานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แหง่ ชาติ, 2550, น.17)
การละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษยใ์ นกลุ่มเพศหลากหลายเกิดข้นึ ในลักษณะต่างๆ ท้ังการกดข่ี การผลิตซา้ และการตี
ตราให้มีพื้นทท่ี างสงั คมที่จากัด การเลือกรับรู้ของสงั คมท่ีมองว่าเพศหลากหลายควรดาเนนิ ชีวติ ให้เปน็ ไปตามบรรทัดฐานสังคม
จนจากัดวิถีชวี ิตให้มคี วามคับแคบไปตามค่านยิ มทางสังคมที่คาดหวัง นอกจากนั้นยังพบว่า มีการมองในลักษณะภาพเหมารวม
เชงิ ลบถือเป็นการเลือกปฏบิ ัตใิ นระดับทศั นคติ ท่ผี ่านมากรอบหลักแห่งสิทธิมนษุ ยชนถูกระบุให้รับรองและคุ้มครองเฉพาะสิทธิ
ในเรื่องของสิทธิพลเมือง เฉพาะคนในรัฐของประเทศชาตินัน้ ๆ ต่อมาก็มีการพัฒนาการของสิทธิมนุษยชนท่ีถูกตีความในเรื่อง
สิทธิทางสังคม สิทธิทางเศรษฐกิจ และสิทธิทางด้านวัฒนธรรม การขยายความดังกล่าวทาให้เกิดการขยายขอบเขตให้
ครอบคลุมคนท่ีถูกทาให้เป็นคนชายขอบ ไม่ว่าจะเปน็ ผู้หญิง เดก็ และผู้พิการ รวมถึงผู้ท่ีมีความหลากหลายทางเพศด้วย การ
ขยายความในมิติของสทิ ธิมนุษยชนจึงทาให้บุคคลทถี่ ูกทาให้เป็นชายขอบในมิตเิ พศภาวะได้รับความสนใจในการค้มุ ครองมาก
ขน้ึ อันเป็นพฒั นาการในเรือ่ งของสิทธิมนษุ ยชนในสงั คมไทย
หากหลักการสิทธิมนุษยชนซ่ึงเป็นหลักการสากลยืนยันถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ตดิ ตัวมาโดยกาเนิดของมนุษย์ คาถาม
สาคัญคือสิทธิดงั กล่าวน้ันหมายรวมถึงสิทธิในการกาหนดเจตจานงความเป็นเพศของตนเอง หรือความสามารถเลือกวิถีชีวิต
ทางเพศได้เองใช่หรือไม่ ด้วยเหตุนี้การมีสิทธิทีจ่ ะกาหนดเจตจานงความเป็นเพศของตนเองของเพศหลากหลายจงึ เปน็ ประเด็น
สิทธมิ นษุ ยชนอีกประเด็นหน่งึ ที่สังคมควรท่ีจะเรียนรแู้ ละรณรงคใ์ หเ้ กิดความร้คู วามเขา้ ใจและให้ความสาคัญเป็นอยา่ งยิ่ง
หากวิเคราะห์กรณีการถูกละเมิดสทิ ธิของเพศหลากหลายในสังคมไทย พบว่า องค์ความรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์มี
อิทธิพลและบทบาทต่อชีวิตเพศหลากหลายเป็นอย่างย่ิง โดยได้ครอบงาสิทธิในการกาหนดเจตจานงความเป็นเพศ ความ
น่าสนใจคือ ความรวู้ ิทยาศาสตร์การแพทย์มอี านาจวินิจฉัยเพศหลากหลายให้ตกอยู่ในภาวะเจ็บป่วยทางร่างกาย หรือไม่ก็ทาง
จิตใจท่ี “ผดิ ปกติ” ตอ้ งได้รบั การรักษา เหตุน้จี ึงมีผู้คนจานวนมากเชื่อตามวาทกรรมทางการแพทย์ องคค์ วามรู้นี้สง่ ผลกระทบ
4 คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติ ร่วมกับเครือขา่ ยความหลากหลายทางเพศ จดั สมั มนาเร่ือง การสง่ เสรมิ และเผยแพร่ความรกู้ ฎหมายสทิ ธิมนษุ ยชนระหว่างประเทศ ด้าน
ความหลากหลายทางเพศตามหลกั การยอกยาการต์ า (The Yogyakarta Principles) เปิดเผยวา่ ในประเทศไทย คณบดีคณะแพทยบ์ างมหาวทิ ยาลยั ประกาศไม่รบั กะเทยเขา้
เรียนต่อ เน้นรับเฉพาะชายจรงิ ทว่ั ไปเท่าน้ัน หรอื มหาวทิ ยาลัยบางแหง่ ห้ามนักศกึ ษากะเทยทีแ่ ต่งหน้าหรอื ใส่กระโปรงเข้าสอบ และต้ังคาถามว่า เหตุใดประเทศไทยซึง่ ให้
ความสาคญั เรอ่ื งสทิ ธมิ นุษยชน ยังมีความพยายามกดี กันและตอ่ ต้านกลุ่มคนทม่ี ีความหลากหลายทางเพศซง่ึ ขัดกับหลักการสากล
224
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ต่อวถิ ีชวี ิตของเพศหลากหลาย เปน็ ตน้ เหตุแห่งการถูกเลือกปฏิบัติ การถูกละเมิดและลิดรอนสิทธิ รวมทั้งปัญหาการเปน็ เหยื่อ
ของความรนุ แรงในทุกรูปแบบ
หากกล่าวถึงระบบการให้บริการทางสวัสดิการและการสงั คมสงเคราะห์ที่มีต่อการกลุม่ บุคคลที่มีความหลากหลาย
ทางเพศ พบว่า มีการจัดบริการสวัสดิการสังคมด้านการแพทย์และสุขภาพโดยเน้นทางการให้บริการผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์
เท่านั้น สาหรับสวัสดิการสังคมด้านอื่น ๆ ยังไม่พบหลักฐานหรือการศึกษาวิจัยที่ชัดเจนทั้งในทางนโยบายและในทางปฏิบัติ
กล่าวได้ว่าความรู้ในการทางานกับกลุ่มบคุ คลท่ีมีความหลากหลายทางเพศ และข้อมูลที่เป็นหลักฐานในเชิงสถิตหิ รือรายงานที่
เป็นประโยชน์และจาเป็นต่อการปฏิบัติงานของนักวิชาชีพที่เก่ียวข้องมีอยู่อย่างจากัด เห็นได้ชัดว่าการสังคมสงเคราะห์ใน
ปจั จุบันยังตอ้ งการการพัฒนาแนวทางการปฏิบตั ิงานให้มคี วามหลากหลายมากขึ้น ประเด็นที่เปน็ ความทา้ ทายต่อวชิ าชีพสังคม
สงเคราะหค์ ือหากวิชาชพี น้ีมงุ่ เสริมสร้างความเปน็ ธรรมทางสงั คม จาเป็นใชห่ รือไม่ที่การปฏบิ ัติงานด้วยเป้าหมายดังกล่าวต้อง
ครอบคลุมกลุ่มคนชายขอบ เชน่ เพศหลากหลาย รวมไปถึงกลุ่มเปราะบางอืน่ ๆ คาถามในระดบั อดุ มการณ์ย่อมนาไปสู่การตอบ
ปัญหาในระดับปฏิบัติ ดงั น้ันนักสังคมสงเคราะห์ต้องเริ่มประเมินศกั ยภาพของตนเองดว้ ยว่ามีความสามารถแปลงความมุง่ มั่น
ระดับอุดมการณ์สู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเปน็ รูปธรรมในระดบั ปฏิบัติด้วยการช่วยให้สมาชิกในสังคมกล้าเผชิญหน้ากับความ
ซับซ้อนของปญั หามากน้อยแค่ไหนอย่างไร
ชีวิตและตวั ตนของอตั ลักษณ์ทางเพศ
การศึกษาท่ีผ่านมาใหค้ วามสนใจในเรือ่ งเพศหลากหลายในประเด็นสุขภาพเป็นหลัก ทั้งสุขภาพจิตและสขุ ภาพกาย
ดา้ นเอชไอวีเอดส์มีงานวิจยั ส่วนใหญ่ศึกษากลมุ่ เกยแ์ ละกะเทย เป็นประชากรกลุ่มประชากรสาคัญ (Key populations) ด้าน
สาธารณสุขเน้นทางระบาดวิทยา มักศึกษาเรื่องการลดพฤติกรรมที่มีปัจจัยเส่ียงโดยเฉพาะในกลุ่มกะเทยงานบริการ ( Sex
Worker) เป็นข้อสนับสนุนงานวิจัยส่วนใหญ่ที่สนใจศึกษาในทางด้านระบาดวิทยาและพฤติกรรมเป็นหลัก ทั้งที่จริงงาน
เหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งท่ียังขาดการอธิบายเรื่องการตีตราและอคติต่ออัตลักษณ์ทางเพศ การศึกษาทางนโยบายสังคมและ
สวัสดิการยังเป็นช่องว่างทางวิชาการ โดยเฉพาะการอธิบายในมิติความละเอียดอ่อนของเพศหลากหลายในทางนโย บาย
สาธารณะ และขออธบิ ายอัตลักษณก์ ะเทยและคนขา้ มเพศเป็นหลักในประเดน็ ที่เกย่ี วข้องดังนี้
การศกึ ษาของ Winter (2012) เก่ียวกับความเป็นกะเทยในฐานะท่ีเป็นคนชายขอบของสังคมในเอเชียและแปซิฟิก
ทาการศึกษาทบทวนงานต้ังแต่ปีคริสต์ศักราช 2000-2008 จากทั้งงานวจิ ัย รายงานการศึกษา หนังสือและงานจากองค์กร
พัฒนาเอกชนที่เกีย่ วข้อง โดยรวบรวมข้อมูลที่ไดจ้ ากการค้นควา้ และประมวลผล พบว่า ปัญหาเรือ่ งการตตี ราและการถูกเลือก
ปฏิบัติเป็นปญั หาหลกั ของกะเทยในภมู ิภาคนแ้ี ละส่งผลตอ่ เรื่องอืน่ ๆ การถูกเลือกปฏิบัตจิ ากครอบครัว ลว่ งละเมิดทางเพศ การ
ข่มขืนท้ังจากบา้ น โรงเรียน ทที่ างานรวมถึงการไม่ได้ยอมรบั จากสงั คม กะเทยหลายคนเขา้ ไม่ถงึ ระบบการศึกษา ส่งผลทาให้ไม่
มีวุฒิการศึกษาและนาไปสู่การไม่มีงานทา กลายเป็นคนชายขอบทั้งในระบบสังคมและระบบเศรษฐกิจ การสนับสนุนโดย
กฎหมายในเอเชียและแปซิกปิกไม่มีกฎหมายสาหรับปกป้องหรือคุ้มครอง และในบางประเทศยังมกี ฎหมายลงโทษทางอาญา
จึงทาให้กะเทยตกอยู่ในภาวะการคุกคามจากการเอารัดเอาเปรียบโดยที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองต้ังแต่การรั บรองเพศจนถึง
บริการสวัสดิการต่างๆ (Winter, 2012, p.5) สอดคล้องกับการศึกษาของ Godwin (2010) ที่ศึกษาเรื่องระบบของกฎหมาย
สิทธมิ นุษยชน และเอชไอวใี นชายที่มีสัมพันธก์ ับชายและกะเทย/คนข้ามเพศในเอเชยี และแปซิฟิก ทาการศกึ ษาทั้งภูมิภาคใน
48 ประเทศ เพือ่ ศกึ ษาช่องว่างของกฎหมาย และการทางานของภาคประชาสังคมที่สนับสนุนใหเ้ กิดกฎหมาย พบวา่ ในเอเชีย
มี 19 ประเทศใน 48 ประเทศ ยังมีกฎหมายที่ลงโทษคนด้วยเหตุแห่งความเป็นเพศ จึงทาให้กลายเป็นคนชายขอบตาม
กฎหมายและมีบทลงโทษด้วย การจัดบริการทางสุขภาพใหก้ ลุ่มชายรักชายและกลุ่มกะเทยจึงไม่มี ทงั้ นี้ยงั พบวา่ มีเพียงร้อยละ
20 ของชายรักชายและกะเทยที่เข้าถึงบริการการป้องกันเอชไอวี/เอดส์ (Godwin, 2010, p.21) ช้ีให้เห็นว่าข้อมูลในระดับ
ภมู ภิ าคที่ปรากฎสะท้อนวา่ ยังมีช่องว่างเรื่องการถูกนับรวม (Inclusive) ในฐานะพลเมืองและต้องศึกษาในเรื่องสวสั ดกิ ารสังคม
225
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ที่เกี่ยวให้มากขึ้นจากสถานการณ์สังคมของเพศหลากหลายและควรวิพากษ์แนวคิดทางสังคมท่สี ะท้อนการตีตราและการเลือก
ปฏิบตั ิรวมไปถึงขอ้ เสนอต่อเพศหลากหลายด้วย
เพศหลากหลายในบรบิ ทสังคม
การแสดงในอัตลักษณ์ทางเพศของผู้คนภูมภิ าคเอเชยี และแปซิฟิก นับเป็นบ้านหลังใหญ่ของผู้ท่เี ป็นกะเทย/คนข้าม
เพศ กะเทย คือ บุคคลท่นี ิยามตนเองด้วยอัตลักษณ์วา่ มีความรับรู้ทางเพศภาวะตนเองตา่ งจากเพศกาเนิด และตา่ งจากบรรทัด
ฐานทางสังคม ประมาณการว่าในภูมภิ าคเอเชียและแปซฟิ ิกมีกะเทยอย่ปู ระมาณ 9-9.5 ลา้ นคน แต่ในงานวิจัยเก่ียวกับกะเทย
ในภูมภิ าคนี้มีขนาดเลก็ และไม่สอดคล้องกับประชากรกะเทยในภมู ิภาค (Winter, 2012, pp.1-7)
ดังน้ัน ความแตกต่างหลากหลายทางเพศนัน้ มีการปรับเปลีย่ นอย่างไม่หยดุ นิง่ แตท่ ่ีสาคัญ วิถีชวี ิตเรื่องเพศเปน็ เพียง
สว่ นเส้ยี วหน่ึงของตัวตนท่ีรองจากความเป็นมนุษย์ การรื้อสร้าง ความหมายของการมีอัตลักษณ์ทางเพศในสังคมของกะเทยท่ี
อยู่บนฐานของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น รวมท้ังการเปิดพื้นที่ทางสงั คม ในความหมายท่ีว่ามีการต่อตา้ นกับอานาจแห่งการเบียด
ขบั ท่ีไมต่ ้องลม้ ล้างอานาจเก่า เพียงแค่การปรับโยกย้ายให้ความหมายปรากฏก็พอกะเทยสามารถแสดงอตั ลักษณ์ท่ีเลื่อนไหลใน
วถิ ีทางเพศ ได้อย่างไม่ขวยเขิน เช่นในวงการคาบาเรต์โชว์ แต่นน่ั เป็นเพียงแวดวงที่จากัด เพศวถิ ีท่ีแสดงตวั ตนทางเพศท่ีแท้จริง
ของกะเทยมิอาจเปน็ ท่ยี อมรับได้ในพื้นท่ีสาธารณะท่ัวไป นอกจากนี้ เดิมระบบความสัมพันธ์ระหว่างเพศของไทยมิได้เป็นอยา่ ง
ปจั จุบัน แตด่ ้วยการรับความทันสมยั บนฐานคิดของตะวนั ตกโดยเฉพาะเรื่องเพศแบบวิคตอเรยี นได้เปลี่ยนวิธีคดิ เกย่ี วกับระบบ
เพศของไทยซ่ึงแต่เดมิ มคี วามหลากหลาย รวมท้ังความคดิ ทางศาสนาทีผ่ ่านการชาระพระไตรปฎิ ก ทาให้การจัดประเภทมนษุ ย์
เพื่อกิจบริสุทธขิ์ องสงฆ์ถูกนามาใช้กับเรื่องทางโลก กฎเกณฑ์ทางสังคมที่ถูกสร้างข้ึนใหม่ไม่ว่าจะเป็นในการดาเนินชีวิต เช่น
การสร้างคานาหน้าชือ่ แบ่งตามระบบเพศทวินิยม และกฎหมายต่างๆ ที่ถกู สรา้ งขึน้ เพื่อรองรับความทันสมัย
Costa and Matzner (1998) ทาการศึกษาเรื่องเล่าของเยาวชนกะเทย/คนข้ามเพศทางภาคเหนือของไทย ซ่ึงพูดถึง
กรอบเรือ่ งของการมองความเป็นเพศของไทยท่ีมีสามแบบ ได้แก่ แบบชาย แบบหญิงและแบบท่ีสามคือกะเทย ให้พัฒนาไปสู่
ลีลาชีวิตเรื่องเพศแบบที่ส่ีโดยมีการนาหน้าคาว่าเกย์และเลสเบี้ยนมาใช้ เพื่อที่จะทาให้หนีห่างของความมีเพศในขวั้ ตรงข้าม
และเสนอการการมีการปรับเปล่ียนการลื่นไหลปรับเปลี่ยนอัตลกั ษณ์ตลอดเวลาในบางโอกาสก็เป็นคนแบบรักสองเพศ บาง
โอกาสเปน็ คนรักร่วมเพศหญิงและเพศชาย บางโอกาสเป็นกะเทย ท้ังน้อี ยูก่ ับบริบทของสถานการณ์ แต่อาจนาเสนอออกมาใน
ท้ังการที่เป็นชายหรือหญิงท่ัวไปก็ได้ Costa และ Matzner ได้ทาการศึกษาพูดคุยกับนักศึกษาท่ีเป็นกะเทย/คนข้ามเพศที่
สามารถให้ภาพของความทับซ้อนในอัตลักษณ์ของกะเทย เช่น การกล่าวว่า กะเทยที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงและวางแผนใน
อนาคตทีจ่ ะทาการผา่ ตดั แปลงเพศ แต่ก็มีบางคนท่ีพยายามทาตวั เองให้เหมือนผหู้ ญิงแต่ไม่อยากผา่ ตัดแปลงเพศ กรณีศึกษาท่ี
ยกข้ึนมาก็เพื่อช้ีให้เห็นความแตกต่างหลากหลายทางเพศ วิพากษ์การศึกษาในอัตลกั ษณ์กะเทยวา่ งานส่วนใหญ่มองไม่เห็น
ความแตกต่างของกะเทย และงานวิจัยส่วนใหญ่มีปัญหาเพราะไม่ได้มองที่ระดบั บุคคล ไม่มองว่ากะเทยเข้าใจในวิถชี ีวิตและ
ดาเนินชีวิตอย่างไร การมองขา้ มจุดนี้ไปจึงมีงานวจิ ัยทท่ี าความรจู้ ักกะเทยจากด้านนนอก งานวิจยั ทางตะวนั ตกส่วนใหญ่ท่ีมตี ่อ
กะเทยไทย ไมม่ ีการสังเกตุการณอ์ ย่างมีส่วนร่วม ส่วนใหญ่กม็ ักอธบิ ายจากมุมมองและประสบการณข์ องตนเอง
ระบบคิดและความรู้สมัยใหมเ่ บียดขบั ใหก้ ะเทยไม่มีที่ยืน และเพศวิถีของกะเทยไม่ถกู พูดถึง และไมม่ ีความรู้ในเรื่องน้ี
เมื่อเป็นส่ิงท่ีไม่มีความชดั เจนจึงทาให้กะเทยไร้ซึ่งพื้นที่ในสังคมและต้องเทียบเคียงเพศภาวะและเพศวิถีกับวิถีวัฒนธรรมสอง
เพศ ในการคดิ และการกระทา รวมท้ังสร้างคาตัดสินของสังคมตามวฒั นธรรมน้ี ซึง่ บดบังตัวตนกะเทยและทาใหก้ ะเทยถกู จัด
กระทาและถูกเอารัดเอาเปรียบได้งา่ ย ดงั นัน้ เป็นที่น่าสงสยั ว่าเมื่อพูดถงึ กะเทย วิถชี ีวติ ของกะเทย วิถที างเพศของกะเทย การ
พดู ถงึ กะเทยหรือกะเทยพูดถึงตวั เองด้วยความหมายอย่างไร และมนี ยั สาคญั อย่างไรตอ่ การศึกษานี้
226
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
อัตลักษณท์ างเพศภาวะ
สทิ ธพิ ันธ์ บุญญาภิสมภารและคณะ (2551) ไดน้ าเสนอแงม่ ุมทีก่ วา้ งขวางของการสร้างพื้นที่ของกะเทยในสังคมไทย
ทีม่ ีบริบทที่น่าสนใจซ่ึงพบว่า กะเทย สาวประเภทสอง คนข้ามเพศ ในสังคมไทยยังคงต้องทา้ ทายกับการเผยรา่ งออกต่อสายตา
ของสังคมที่ยังคงเปน็ ไปด้วยอคติ อาจทาความเข้าใจได้อยา่ งน้ีว่า คนไทยใจกว้างในการเปิดให้คนข้ามเพศออกมาแสดงตัวตน
แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนหรือส่งเสริมในหน้าที่การงาน การไม่ได้สร้างความเข้าใจจึงเกิดการเหมารวมเอาภาพของลักษณะการ
แสดงออกท่ีไม่ตรงกับเพศกาเนิดมาเป็นตัวกันกลางของการสร้างการเลือกปฏิบัติ สิ่งท่ีน่าสนใจก็คือ มีการอธิบายความ
หลากหลายท่ีมีในหมู่กะเทยในสังคมไทย ได้แก่ กะเทยแปลงเพศ กะเทยสาวยังไม่แปลงเพศ กะเทยสาวไม่แปลงเพศ สาวเสียบ
กะเทยชาย แสดงใหเ้ หน็ การมตี ัวตนที่หลากหลายสอดคล้องตามแต่บรบิ ทของแตล่ ะคนซึ่งก็ไม่ได้หมายความกวา่ กะเทยทุกคน
ย่อมแตกต่างหลากหลาย หากแต่ชุดทางความคิดของสงั คมนน้ั มักจะสร้างกลอ่ งเพศ (Gender Box) ให้กะเทย สร้างมาตรฐาน
ของกะเทยว่าต้องสวย ต้องดูดี ต้องเหมือนผหู้ ญิง เป็นต้น ทศั นะการมองกะเทยอยา่ งนี้กย็ ังแต่จะเบียดคนทอ่ี ยู่ในกลุ่มชายขอบ
ให้ออกไปไกลจากสังคมมากข้ึน ความคาดหวังเช่นนี้ล้วนเป็นความคาดหวังในการดารงสถานะและบทบาทของคนในสังคม
ท้ังส้นิ
การศึกษาของสิทธิพันธ์ ได้นาข้อคน้ พบท่ีสะทอ้ นเรือ่ งราวของกะเทยหลากหลายดา้ น โดยเริ่มจากหลายครอบครัวไม่
ยอมรับลูกชายท่ีมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบกะเทย จนกระท่ังวัยรุ่น เนื่องด้วยความคาดหวังที่มีกับลูกชาย และกลัวว่าลูกจะ
ดาเนินชีวิตในสังคมลาบาก กะเทยส่วนใหญ่พยายามแสดงท่าทางเรียบร้อยในครอบครัวเพื่อไม่ให้เกิดการครหา แต่บางคน
ในชว่ งวัยเด็กก็ไม่แสดงออกว่าเป็นกะเทย ปกปดิ ตัวตน ดว้ ยความรูส้ ึกอดึ อัดใจหรือแม้แต่ออกมานอกครอบครัวแล้ว ก็ต้องมา
อยใู่ นสภาพท่ีอึดอัดของโรงเรียน จนถงึ ช่วงวัยทางาน การตัดสินใจอออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวจึงเปน็ ทางเลือกท่ีกะเทยสว่ น
ใหญ่ต้องปลีกตนเองมาเพื่อหาหนทางการสร้างตัวตนในพื้นท่ีกะเทยนิยม เช่น พื้นที่พัทยา เป็นต้น ส่ิงสาคัญที่ปรากฏใน
การศึกษาท่ีเก่ยี วกับเรื่องอตั ลักษณ์ทางเพศ คือ การมชี ีวติ อยูอ่ ย่างเป็นปกติตามวิถีของตนเองที่อยู่กับบริบทแวดลอ้ ม พบว่ามี
การพยายามหาพื้นที่ของการให้คุณค่าการสร้างตัวตนทีเ่ หนือกวา่ ด้วยเรือ่ งของการได้แปลงเพศนับเป็นความสาเร็จสูงสุดของ
การเป็นกะเทย หรือการมีความสุขทางเพศโดยที่ยังไมไ่ ด้แปลงเพศกน็ ับเป็นเรื่องความสุขส่วนตัว (สิทธพิ ันธ์ บุญญาภิสมภาร
และคณะ, 2551, น.21-55)
การศึกษาการดาเนินชีวิตในรวั้ มหาวิทยาลยั ของนักศึกษาเพศทีส่ ามและการจัดสวัสดิการท่ีเหมาะสมต่อนักศึกษาเพศ
ทสี่ ามในมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้เกดิ การเขา้ ใจในเหตุปจั จยั ท่ีทาให้เกิดการเป็นพลเมืองที่ไรต้ ัวตน รวมทัง้ การทาความ
เข้าใจในความเป็นธรรมชาติและความเป็นตัวตน เพื่อกาหนดสร้างความเป็นจริงของสังคมขึ้นมา อาศัยการศึกษาเรื่องอัต
ลักษณ์ (Identity) การขัดเกลาทางสงั คม เชื่อมโยงไปสู่การสร้างความเป็นตัวตนของนักศกึ ษาเพศที่สามตามแต่ละสถานการณ์
เป็นสาคัญ แนวคิดเก่ียวกับสวัสดิการฐานะความเป็นอื่นและการเป็นชายขอบ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ต่อเรื่องเพศกระแสหลัก ใน
เชิงวัฒนธรรม ความเชื่อ จากการศึกษาคร้ังน้ี บง่ ชี้ถงึ การเป็นนักศึกษาไม่ว่าเปน็ ใคร เพศใดก็ลว้ นแลว้ แต่ใช้บรกิ ารสวัสดิการ
ของมหาวทิ ยาลัยได้ การดาเนินชีวติ ทางเพศ มกี ารเปิดเผยตนเอง การผสมผสานของการใช้ความเป็นหญิงความเป็นชายมาใส่
ตัว การดาเนินชีวิตในมหาวิทยาลัยบรรยากาศของธรรมศาสตร์เหมาะกับการแสดงออกในการเปิดเผยความเป็นตัวตนและมี
พื้นท่ีในการแสดงออกของนักศึกษาเพศท่ีสาม มีการยอมรับสวัสดิการและบริการนักศึกษาแต่ก็มีกฎระเบียบควบคุม
(กฤฏยชนม์ สขุ ยะกฤษ์, 2552, น.16)
กฤษฎยชนม์ ยงั สะท้อนให้เห็นถึงการจาแนกเพศและความสมั พันธท์ างเพศของมนุษยม์ ิได้ถูกจากดั ไว้เพียงค่ตู รงขา้ ม
(ชาย-หญิง) อันเป็นโครงสร้างกระแสหลักของสังคมอีกต่อไป แต่นัน่ มิใช่การรับประกันวา่ ผู้ที่มีวิถีการดาเนินชวี ิตแบบรักเพศ
เดียวกันจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติจากผู้ท่ีรักต่างเพศ ดังจะเห็นได้จากการเรียกขานผู้ที่มีวิถีการดาเนินชีวิตท่ีแตกต่างไปจาก
โครงสร้างทางเพศกระแสหลักว่า “กะเทย” และ “ผูช้ ายหัวใจผู้หญิง” ย่ิงไปกว่าน้ัน สถานการณ์แห่งการถูกเลือกปฏิบตั ิและ
ประทบั ตราต่อผทู้ ่ีมีความหลากหลายทางเพศได้ดาเนนิ ต่อไปอย่างไม่หยดุ ย้ัง ดังจะเห็นได้ชัดเจนในกรณีของผู้ถูกศกึ ษาบางราย
227
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ท่ีต้องเผชญิ กับการถูกเลือกปฏิบัตใิ นกิจกรรมรับน้อง และเผชญิ กับคาสบประมาทจากบคุ ลากรประจาหอพักและการเข้ารับ
พระราชทานปริญญาบัตร
การศึกษาคร้ังนี้ยังทาให้เห็นรากอคติทางเพศในสังคมไทยและนักวิชาชีพบางส่วนท่ีมีต่อคนข้ามเพศ พบว่า ผู้ท่ีมี
ความหลากหลายทางเพศที่ศึกษาและประกอบอาชีพทางสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพและการศึกษา เช่น กรณีของนักศึกษา
กะเทยท่ีจะต้องเผชิญกบั ความคาดหวังของสงั คมท่ีมีต่อวิชาชีพว่าจะต้องมีพฤติกรรมการแสดงออกที่สอดคล้องกับเพศสรีระ
ของตน เพียงเพื่อเป็นการตอบสนองต่อวาทกรรมการสร้างภาพลกั ษณ์และความนา่ เชื่อถือให้เกิดขึ้นกับวชิ าชีพ จึงปรบั ตัวให้
สอดคล้องกับความคาดหวงั และค่านิยมทางสังคม โดยการเกบ็ ซอ่ นความเปน็ ตัวตนเอาไว้ พรอ้ มทั้งการสวมทับบทบาทของเพศ
ชายเมือ่ ต้องเข้าเรียนในหลกั สูตรและการประกอบวิชาชพี ถึงแม้สังคมจะให้ความสาคัญกับสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค
เทา่ เทียมกนั แก่คนทุกเพศวัย แต่เรื่องราวการดาเนินชีวิตของนกั ศึกษาเพศที่สามในมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ได้สะทอ้ นให้เห็น
ถึงความเหลื่อมล้าทางสังคมระหวา่ งผู้ท่ีมวี ิถีการดาเนินชีวติ แบบรักต่างเพศและรักเพศเดียวกันตลอดเวลา ดังน้ันเพื่อเป็นการ
เสริมสร้างและผลักดันให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง กฤษฎยชนม์จึงเสนอแนะให้มีรายวิชาเสริมหลักสูตร
(วิชาบังคับและเลือกเสรี) เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศแก่นักศึกษาได้สามารถได้ลงทะเบียนเรียนตลอดระยะเวลา
การศึกษา เพื่อเป็นการเสรมิ สร้างความเข้าใจและทัศนคติเชิงบวกต่อผู้ทีม่ ีความหลากหลายทางเพศให้มากยงิ่ ข้ึน ประกอบกับ
การเปดิ โอกาสและผลักดันให้นักศกึ ษาเพศท่สี าม ไดแ้ สดงความเปน็ ตัวตนทางด้านวิถีการดาเนนิ ชีวิตทางเพศได้อย่างเหมาะสม
และเขา้ ร่วมในกิจกรรมนักศึกษาท่ีเคารพความเปน็ เพศท่หี ลากหลายอย่างเทา่ เทียมกัน และเสริมสรา้ งความเสมอภาคเท่าเทยี ม
กนั ทางด้านวิถีการดาเนินชีวิตทางเพศในสงั คม
การศึกษาของกฤตฏยชนม์นาเสนอมุมมองนา่ สนใจเก่ียวกบั ตัวตนของกะเทยและสวัสดิการทางมหาวิทยาลัยจัดไว้ให้
ต้องเน้นให้เกิดความทั่วถึงและเท่าเทียมกับนักศกึ ษาทุกคน ช้ีให้เห็นว่าความสามารถเข้าถึงสวัสดิการอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่
นักศึกษาเพศท่ีสามได้แสวงหาผ่านการทากิจกรรมด้วยตัวเอง และฤตฏยชนม์ยังได้นาเสนอเรื่องการควบคุมความเป็นเพศที่
น่าสนใจในร้ัวมหาวิทยาลยั กลุ่มเพื่อนใกล้ชดิ จะชว่ ยสนบั สนุนให้นักศึกษาเพศท่ีสามแสดงออกและนักศึกษาเพศที่สามก็จะมี
ความสนิทสนมกับนักศึกษาเพศท่ีสามด้วยกันเองมากที่สดุ การสร้างพลังอานาจในกลุ่มซึ่งผู้ศึกษาเห็นว่านา่ สนใจมากเพราะ
เปน็ การผนึกกาลังในการนาเสนออตั ลักษณ์ โดยผ่านการเลือกทากิจกรรมทแี่ สดงออกในความเป็นตัวเองการแสวงหาพื้นที่ทาง
สังคมและการได้รับการยอมรับและรู้สึกได้ถึงการมีพรรคพวกของความเปน็ นักศึกษาเพศท่สี าม อีกท้งั ยังนาเสนอภาพลกั ษณ์
ของมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างในการใหเ้ สรภี าพของนักศึกษาในการแต่งกาย การทากิจกรรมและความลืน่ ไหลทางเพศท่ีปรากฏ
ในมหาวทิ ยาลยั
การจาแนกเพศภาวะให้มคี วามเฉพาะหญิงหรือชายนั้น เปน็ แบบค่ตู รงข้ามกนั คู่เดียวน้ัน ทาให้กลุ่มกะเทยไม่สามารถ
จัดเข้าประเภทชายหรือหญงิ และนาไปสกู่ ารจัดเปน็ เพศชายขอบไม่ไดร้ ับการยอมรับ นับได้วา่ กระบวนการดงั กล่าวเป็นการมอง
คนท่ีภายนอก แท้ที่จริงกะเทยมีคุณค่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการเป็นสมาชิกของคนในสังคม (กฤฏยชนม์ สุขยะกฤษ์,
2552, น.27-28) การสร้างความเข้าใจในอัตลักษณ์ของกะเทยและคนข้ามเพศท่ีไม่ได้ยึดโยงกับเพศกาเนดิ แต่เป็นไปตามการ
รับรู้ในความเป็นเพศด้วยตัวเอง ภายใต้ระบบสังคมและวัฒนธรรมแบบไทย ไม่สามารถมองข้ามส่ิงท่ีเรียกว่ากาลเทศะหรือ
กฎระเบียบทางสงั คม มอี ิทธิพลอยา่ งย่ิงต่อการรับรูต้ ัวตน ในการเปิดเผยตัวตนและการปรบั แตง่ ตัวตน จึงมีช่วงวัยและพื้นที่เข้า
มาเก่ียวข้อง เช่น กะเทยหลายคนไมส่ ามารถเปิดเผยตัวตนของตนเองเมื่อเมื่ออยู่ในบ้านกับพ่อแม่ แต่เลือกที่จะเปิดเผยตวั ตน
ในโรงเรยี น มหาวิทยาลัย พื้นที่จงึ เป็นอานาจในตวั เองทจ่ี ะสามารถหยิบใช้ตัวแบบใดตามสถานะและบทบาททางสังคมในแต่ละ
ช่วงวยั ที่ตนต้องการ ทั้งนี้การเปิดเผยตัวตนของพื้นท่ีในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ก็ยังมีกฎระเบียบทางสังคม และบริบท
วฒั นธรรมพื้นที่นั้นๆ เขา้ มามีอทิ ธิพลกับอตั ลกั ษณ์ทางเพศภาวะ และเพศวิถีของกะเทย (สิทธิพันธ์ บุญญาภิสมภาร และคณะ,
2551, น.21) จึงทาให้กะเทยส่วนใหญ่ต่างพยายามช่วงชงิ ความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองและพยายามนาเสนอในช่องทางท่ีจะ
สามารถแสดงออกมา
228
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
การกดทับ อคตแิ ละการตีตรา
การศึกษาของ Winter (2006) ผู้ค้นควา้ เกี่ยวกับเรื่องกะเทยที่มีชื่อเสียงและคณะกรรมการบริหารสมาคมวิชาชีพ
สขุ ภาพกะเทย (WPATH) ได้นาเสนอว่าจากการศึกษาวิจัยกะเทยในเอเชียและแปซิฟิก พบว่า กะเทย/คนข้ามเพศต่างต้อง
เผชิญกับความรังเกียจและบทบาทของจิตเวชศาสตร์ตะวันตกท่ีมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตกะเทย คาว่ากะเทย/คนข้ามเพศ
(Transpeople) หมายถึง กลุ่มคนท่ถี ูกจดั ให้เป็นเพศหน่ึงเมื่อแรกเกดิ แตใ่ นภายหลงั ได้นยิ ามตนเองและมีความปรารถนาทีจ่ ะ
ใชช้ ีวิตอย่ใู นอีกเพศสภาพหนึ่ง สว่ นคาว่า ความรงั เกียจต่อคนข้ามเพศ (Transphobia) หมายถึง ความกลัว รังเกียจและ/หรือ
ความเกลยี ดชังต่อคนข้ามเพศ ซ่งึ เป็นสงิ่ เดยี วกบั สง่ิ ท่ีเรยี กว่า อคติต่อกะเทย/คนข้ามเพศ (Transprejudice) อันเป็นความรู้สึก
ทีม่ ักแสดงออกในรูปของการเลือกปฏิบัติต่อคนขา้ มเพศ การถูกเลือกปฏิบัติน้ันอาจนาไปสู่ความเครียดในฐานะคนกลุ่มน้อย
และเป็นการบ่อนทาลายสุขภาพจิต เช่น ไม่มีความเชื่อมั่นในศักด์ิศรีของตนเอง อาการวิตกกังวล และอาการหดหู่ เป็นต้น
(Winter, 2008, p.12)
การตีตรา อคติ และการเลือกปฏิบัติจึงเปน็ เสมือนดาบทกี่ ะเทยเองถือเอาไว้ หากรูไ้ ม่เทา่ ทนั เรื่องน้ีก็อาจทาให้ส่งผล
ต่อความเป็นตัวตน การเชื่อมั่นในตนเอง จากรายงาน Youth Voice Count (2010) เครือข่ายเยาวชนชายรักชายและสาว
ประเภทสองระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค พบว่า ประเดน็ ท่ีท้าทายเยาวชนชายรักชายและสาวประเภทสองท่กี าลังเผชิญ
ร่วมกันน้ันก็คือ (1) การตีตราและการเลือกปฏิบัติ (2) การขาดองค์ความรูด้ ้านเพศวถิ ีและสุขภาวะทางเพศ (3) ตัวตนทางเพศ
(4) การสร้างเครือข่าย และ (5) การเข้าถงึ บริการสขุ ภาพและสวัสดิการ โดยเฉพาะในประเดน็ การตีตราและการเลือกปฏิบัติ
เปน็ หัวข้อแรกทช่ี ูข้ึนเป็นประเด็นสาคญั เพราะหลายประเทศมีสถานการณ์ที่ไม่ต่างกันในภูมภิ าคก็เป็นขอ้ สะท้อนว่าฐานติดทาง
วฒั นธรรมและทศั นคติมีผลตอ่ การตดั สินคนจากความเป็นเพศ (Youth Voice Count อา้ งถงึ ใน HIVOS, 2010, p.41)
ดงั นน้ั การจัดให้กะเทย/คนข้ามเพศเปน็ ผ้ปู ่วยเนื่องจากภาวะขา้ มเพศ ก็จะยิ่งช่วยทาให้เกิดความรังเกยี จต่อกะเทย/
คนข้ามเพศ เกิดผลเสียต่อกะเทย/คนข้ามเพศหนกั ยิ่งขึ้นไปอีก (Winter, 2006, p.13) ทาให้เหน็ ว่าการนาเอาความรู้ ความจริง
ทางการแพทยม์ าอธิบายและการยอมรับภาวะความผดิ ปกตนิ ้ี เป็นการทาให้สรา้ งสนามของอคติใหเ้ กดิ ข้ึนกบั กะเทยอย่างยึด
ม่ัน ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นวา่ การสร้างองค์ความรู้กะเทยให้เกิดขึ้นไดน้ ้ัน ก็ยอ่ มส่งผลทาให้เกดิ แรงผลักดันให้มมี ุมมองในทางบวกและ
เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวติ ของกะเทยได้มากข้ึน หลักฐาน ร่องรอยกะเทยจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กะเทยได้มากขึ้น
ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างยิ่งต่อกะเทยและคนท่ัวไป ย่อมจะได้เกิดการสร้างความรู้ความเข้าใจได้ถึงสถานการณ์ของการ
ดาเนินชวี ิตและท่ีมาที่ไปของการระบุกะเทยกับภาวะความผดิ ปกติอัตลักษณ์ทางเพศ รวมทั้งการได้เห็นจดุ ยืนในในการครอง
พืน้ ที่เพื่อดารงอตั ลกั ษณ์ของตนเองท่ีตอ้ งอาศยั การก้าวผ่านในอานาจท่ีมองไม่เห็นของความคดิ ความเชื่อในวาทกรรมต่างๆ ใน
สังคม ตลอดจนข้อเสนอ เพื่อท่ีจะสามารถนามาเป็นแนวทางเพื่อการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับการจัดสวสั ดกิ ารหรือนโยบายทรี่ องรับ
และดารงซึ่งสิทธมิ นษุ ยชนและดารงไว้เพื่อความเปน็ กะเทย
ในบรบิ ทสังคมและวัฒนธรรมตลอดทกุ ยคุ ทกุ สมัยที่ผ่านมา บคุ คลทีม่ ีความหลากหลายทางเพศถกู กระทาโดยการจัด
กลุ่มแบ่งแยกชนชั้นในฐานะบุคคลชายขอบ เพราะความแตกต่างในเรื่องทัศนคติ รสนิยม และวิถีปฏิบัติทางเพศกับกะเทย
อย่างไรก็ตามแม้คนที่มีความหลากหลายทางเพศถกู จดั ให้เป็นกลุม่ คนที่สังคมบอกว่ามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากบรรทดั ฐานทาง
เพศในสังคม แต่อิทธิพลของค่านิยมเรื่องความเป็นชาย เป็นหญิงที่สังคมกาหนดสง่ ผลให้อตั ลักษณ์ทางเพศภาวะของบคุ คลท่ีมี
ความหลากหลายทางเพศมีความแตกต่างกนั อีกด้วย เช่น กลมุ่ ชายรักชาย หญิงรกั หญิง กะเทย เป็นต้น การนาเอาแนวคดิ เรื่อง
การตีตราและอคติมาใชก้ ็จะทาให้เกิดการมองเห็นท่ีเสมือนว่าเราเป็นสมาชิกคนหน่ึงของกลุม่ น้ัน ดาเนินอยู่ในโลกทางสังคม
เช่นเดียวกับกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการศึกษาด้วย สาหรับกลุ่มกะเทยในประเทศไทย จากประสบการณ์ของผู้ศึกษาและจากที่
ปรากฏในทศั นะงานวิจัยในเรื่องกะเทยเพื่อทาความเข้าใจเรื่องชวี ิตในวัฒนธรรมของกะเทยน้ัน พบว่า การศึกษาค้นคว้าในเรือ่ ง
กะเทยมหี ลายประเด็นดงั ตอ่ ไปน้ี
229
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
ประเดน็ แรก ตัวตน การแสดงตัวตนของคนกล่มุ นอ้ ยทางเพศยังเป็นเรื่องที่คนสนใจใหก้ ารศกึ ษาในทางวชิ าการน้อย
สังคมไทยสมัยใหมท่ ่ีมีการครอบงาเชิงโครงสรา้ งทางสังคม ทาให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและโครงสร้างทางวัฒนธรรมได้ส่งผล
ต่อการควบคุมกาหนดความเป็นตัวตนของคนในสังคมทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องทางเพศ การควบคุมทางสังคม สามารถตี
กรอบความเป็นเพศให้บุคคลแสดงบทบาททางเพศอยา่ งได้อย่างจากัด เพราะถูกอบรมบ่มสอนมาให้แสดงออกในสง่ิ ทีถ่ ูกต้องดี
งาม และเหมาะสมกับแบบแผนที่สร้างไว้ แต่กไ็ ม่ได้หมายความว่าการควบคุมนั้นจะสาเร็จเสมอไป เพราะยงั มีกลุ่มคนบางกลุ่ม
ทเ่ี ลือกแสดงความพึงพอใจสว่ นตัวผ่านความเป็นตัวเอง ดังน้ันจึงทาให้คนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศรูปแบบเดียวกันหรือใกล้เคียง
กันมีการรวมกลุ่มกันและในบางโอกาสกก็ ลายเป็นกลุ่มท่ีคุ้นเคยและมกี ารแลกเปลย่ี นระหว่างกันภายในกลุ่ม
สอดคล้องกับงานวิจัยของสิทธิพันธ์ บญุ ญาภสิ มภาร (2551) การเปน็ นกั เรียนนักศึกษาในโรงเรยี นเป็นการพัฒนาอัต
ลกั ษณ์ทางเพศของเยาวชนท่ีเป็นกะเทยหรือคนขา้ มเพศที่ผ่านช่วงวัยของการเป็นนักเรียนน้ัน ถือได้ว่าเป็นการเตรียมความ
พร้อมที่จะเจอต่อไปในสังคมท่ีกว้างข้นึ ปัญหาท่ีอาจจะเพ่ิมมากข้ึน และการต่อรองทางสังคมท่ีมีแรงเสียดทานสูงขึน้ เพราะ
บรบิ ทเปลย่ี นจากพื้นท่ีเฉพาะเป็นพืน้ ทีส่ าธารณะ และกรอบสงั คมวัฒนธรรมท่ีว่าดว้ ยเรือ่ งเพศมากยง่ิ ข้นึ จงึ กล่าวได้ว่าการเป็น
เยาวชนคนข้ามเพศในโรงเรียนเป็นการพัฒนาอัตลักษณ์ทางเพศภาวะ ฝึกการต่อรองอานาจในความสัมพันธร์ ปู แบบต่างๆ ลอง
หยบิ ใชต้ ัวตนคนขา้ มเพศทหี่ ลากหลาย เพื่อท่ีจะดูวา่ แบบใดเหมาะสมกับตนเอง เป็นอานาจในการเลือกแสดงตัวตน และเป็นไป
ที่จะลื่นไหลไปมาเพือ่ ตอ้ งเผชิญชีวิตนอกรวั้ สถานศกึ ษา (สิทธพิ นั ธ์ บญุ ญาภิสมภาร, 2551, น.26)
ประเด็นสอง กรอบของสถาบนั สังคม ที่ครอบงาวธิ ีคิดและส่งผลตอ่ การทาความเขา้ ใจในความเป็นตัวเองของกะเทย
และความเขา้ ใจของสังคมต่อการมองกะเทย งานกิติกร สนั คตปิ ระภา (2550) กลา่ วถึงประเด็นนี้ว่า
“การละลายความรู้เดิมเกี่ยวกับตัวตนนั้นกระทาการผา่ นสถาบนั ตา่ งๆ ทางสังคมที่มสี ว่ นสาคญั โดยเฉพาะท่ีมี
ความใกล้ชิดกบั การจัดการชวี ติ ประจาวันของมนุษย์ เช่น ครอบครัว โรงเรียน ดว้ ยความปรารถนาดีในอันทจ่ี ะทาให้
คนในสังคมเป็นไปตามบทบาทท่ีถูกต้อง น้นั คอื เป็นไปตามบทบาทแห่งเพศทกี่ ากบั ไว้ด้วยเพียงความหมายท่ผี ูกโยง
กับสรรี ะเพศ การต่อส้เู พอ่ื คงตัวตนเอาไวจ้ ึงไม่ใช่เร่อื งงา่ ยๆ เพราะคนข้ามเพศตอ้ งต่อสกู้ ับคู่ตอ่ สู้ท่ีมองไม่เห็นซ่ึงไม่
ตระหนักว่ามอี ยู่ ไมใ่ ช่กบั ใครคนใดคนหน่ึงแต่เปน็ การต่อสู้กบั ระบบความร้ทู ีอ่ ย่ใู นสถาบันทางสงั คม ความรู้ท่ีถูกสร้าง
ดว้ ยอุดมการณ์ ความรขู้ องความเป็นชายดงั นน้ั เมือ่ เปน็ ผูช้ ายสังคมจึงคาดหวงั จากเด็กทม่ี ีเพศสรรี ะเป็นชายต้องทา
ตามบทบาททางเพศภาวะใหส้ มกบั ความเป็นลูกผู้ชาย การส่ังสอนโดยครอบครัวผ่านคนในครอบครัวไม่วา่ จะเป็น ปู่
ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ หรอื ญาติ เช่น ต้องพูดเสียงดัง ฟังชัด ต้องเข้มแข็ง ไม่อ่อนแอ ไมร่ ้องไห้ เปน็ ต้น เป็นการจัดให้
เข้าที่เข้าทางของกล่องแห่งเพศปกติ ตามทีส่ ังคมกาหนด อยา่ งไรก็ดยี งั มีการใช้การทาโทษในรูปแบบต่างๆ ควบคูก่ ัน
ไปด้วยหากการพยายามกากับอบรมด้วยความหวังดีให้เปน็ คนดีไม่เป็นผล เชน่ การบังคบั ให้บวช การด่าทอของแม่
การตบ/ตีของพ่อ หรือจบั โกนผม การท่ีพ่ชี ายเตะ พีผ่ ้หู ญิงว่ากล่าว หรือ ถูกญาติกระแหนะกระแหน บางอย่างก็ถูก
เบี่ยงเบนไม่ให้เป็นประเด็นจากมุมมองท่ีถูกครอบงาโดยบรรทัดฐานของสังคมจึงไม่เห็นเป็นเรื่องสาคัญ ” (กิติกร
สนั คติประภา, 2550)
ประเด็นท่ีสาม การกาหนดสถานภาพและบทบาท ความคาดหวังของสังคมจึงไม่เกิดเพียงการมองผา่ นเรื่องอัต
ลกั ษณ์ แต่ยังถูกวิเคราะห์วิจารณ์ความเป็นเพศภาวะจากภายในท่ีกาหนดการแสดงออกการศึกษาของกิติกร สันคติประภา
(2550) พบว่า
“ความแตกต่างท่ีถูกสร้างขึ้นในสังคมทาให้คนข้ามเพศมีตาแหน่งแห่งท่ี สถานะและศักดิ์ศรีแห่งความเป็น
มนษุ ย์ไมเ่ ท่าเทียมกับคนอ่ืนๆ ถึงแมจ้ ะมขี ้อถกเถยี งว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่เปดิ กว้าง ให้อิสระแกก่ ะเทย ปรากฏใน
ขอ้ เขยี นหลายชน้ิ และในความเห็นทั่วไปในสังคม แต่ในด้านการศกึ ษาถึงจานวนกะเทยในประเทศไทยยงั ไม่มปี รากฏ
ในทางวิชาการ สะท้อนใหเ้ หน็ วา่ สังคมไทยเปน็ สงั คมที่ปิดกนั้ ความเปน็ กะเทยในสงั คม อย่างไรก็ดกี ารสรา้ งคาถาม
ใหก้ บั วธิ กี ารศกึ ษาเพ่ือใหท้ ราบถงึ จานวนโดยใช้วธิ ีการสารวจ และความเปน็ ตัวแทนของกลุ่มตัวอย่างนนั้ หากแม้ว่า
230
รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
การศึกษาจะแม่นตรง ในแบบวิธีคดิ ปฎิฐานนิยม คาถามจึงเกิดข้ึนว่า การเปิดกวา้ งยอมรับนั้น ยอมรับในฐานะใด
ตาแหน่งแหง่ ทที่ ีเ่ ป็นผลจากการจดั ประเภทมนษุ ย์ด้วยความแตกต่างนั้น มอบทยี่ ืนของผทู้ ี่ถกู เรียกว่าเป็น กะเทย ณ
ทีใ่ ดของลาดบั ช่วงชนั้ ทางเพศในสงั คม ความเป็นอิสระนัน้ เป็นมายาคติ หรือความเปน็ จริง หรือเป็นเพียงการใหแ้ สดง
ตัวตน เพื่อความง่ายดายในการจัดกระทาและการเอารัดเอาเปรียบ และล้าลึกและซับซ้อนกว่าน่ันคือ ผู้ท่ีถูกจัด
ประเภทวา่ เป็นคนขา้ มเพศรู้เทา่ ทนั เบอื้ งหลังของการ จัดประเภทหรือไม่” (กิตกิ ร สันคติประภา, 2550)
ท้งั นี้ผลพวงจากโครงสร้างสังคมจึงส่งผลต่อชีวิตและตัวตนของกะเทยในสังคมไทย สิทธพิ ันธ์ บญุ ญาภิสมภาร และ
คณะ (2551) ได้สรุปประเด็นจากการศึกษากะเทยในกรุงเทพและพัทยาท่ีสะท้อนตวั ตนของกะเทยในประเดน็ ท่ีเก่ียวข้องกับ
ชีวิตประจาวันของกะเทยว่า กะเทยสามารถเปิดเผยตัวตน แสดงตัวตน และปรับเปล่ียนตัวตนแตกต่างหลากหลายภายใต้
บริบทพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ พื้นท่ีเมือง หรือชนบททแ่ี ตกตา่ งกัน เพราะในบริบทท่ีแตกตา่ งกัน ระดับความเข้มข้น
ของการควบคุม การจบั จอ้ ง การแบ่งแยกกีดกนั ผา่ นมายาคติต่างๆ ของกะเทยแตกตา่ งกนั ไปด้วย เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า
มีพื้นท่ีเฉพาะสาหรับการเปิดเผยตัวตนของกะเทย อาทิ กรุงเทพ พทั ยา สะท้อนให้เห็นการให้ความสาคัญในความเป็นตัวตน
ของกะเทย นอกจากนี้การเลือกใช้ตัวแบบใดของกะเทยในบริบทพื้นท่ีท่ีแตกต่างกัน เป็นการต่อรองอานาจจากความสมั พันธ์ท่ี
เกิดขึ้นของกะเทย การต่อรองที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากอานาจในตัวตน (Agency) ในการสร้างการยอมรับและให้ได้มาซึง่ การมี
พื้นที่ยืนของสงั คม (สทิ ธพิ นั ธ์ บุญญาภสิ มภาร, 2551,65)
ประเด็นสาคัญอีกประเด็นหน่ึง คือการเข้าใจในความหลากหลายของกะเทย เนื่องจากระบบเพศวิถีของกะเทยท่ี
หลากหลายและซับซอ้ นนั้น ยอ่ มส่งผลกับปัญหาสุขภาวะทางเพศท้ังในทางตรงและทางอ้อม การเข้าใจปัญหาเรื่องดังกล่าวนั้น
ไม่ใชเ่ รื่องา่ ย เนื่องจากเพศวิถีมีลักษณะเป็นอัตวสิ ัย (Subjective) และเกิดข้ึนในพื้นทีส่ ่วนตัว อยา่ งไรก็ตามความเข้าใจในเรื่อง
เพศวิถีสามารถนาไปสู่การไม่ตัดสิน และการเหมารวมในตัวตน พฤติกรรม และวิถีทางเพศของกะเทยอย่างซับซ้อนและ
หลากหลาย รวมท้ังมิติทางชนชั้นท่ีแตกต่างกันของกะเทย ย่อมส่งอิทธิพลต่อปัญหาสุขภาวะที่แตกต่างกัน หากแต่ปัญหาด้าน
สุขภาพของกะเทยทีเ่ กิดจากการปรับเปลี่ยนอตั ลกั ษณ์แห่งตน ซึง่ สามารถเกิดได้กับทุกคนในชนชั้นแต่ปัญหาเชงิ สิทธมิ นุษยชน
สามารถมองใหม้ ีความแตกตา่ งกันในระดับชนชนั้ และพื้นท่ี (สิทธพิ นั ธ์ บุญญาภิสมภาร, 2551,65)
สงิ่ เหล่าน้ีล้วนเปน็ สิ่งที่ยืนยันไดว้ ่า อคติท่ีสังคมอา้ งข้นึ และหยิบยืน่ ภาพลักษณ์นใี้ ห้กะเทยได้รับไปใช้ และหากไม่ได้
ทาอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่สังคมเชื่อก็ไม่อาจอยู่ในวิถีของกะเทยในทางสังคมได้ จึงนบั เป็นการสรา้ งภาระที่หนักในการมีวิถีท่ี
เป็นชายขอบของสังคม ส่งผลทาให้กะเทยไม่มีงานทา ไม่สามารถใช้ความรู้ความสามารถแสดงออกมาได้ ท้ังในครอบครัว
ศาสนา การศกึ ษา การมสี วสั ดิการ เป็นต้น ความทุกขร์ ะทมทางสังคมจึงนับเป็นความทุกข์ท่ยี ่ิงใหญท่ ่ีกะเทยต้องเผชิญอยู่บนวิธี
คิดที่ล้วนแล้วมีอคติ สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นมาจากการการวิจัยในชุมชนกะเทยท่ีสะท้อนความรู้สึกของตนต่อสังคมไปมาอย่าง
เชื่อมรอ้ ยกับชุดความคิดทางวัฒนธรรมและค่านิยม นัยยะความรขู้ องกะเทยจึงอาจจะเป็นสะพานที่เปิดให้มีการได้รู้จักและ
สมั ผัสจากประสบการณ์ของผูอ้ ืน่ กับกะเทยไดม้ ากขึ้น
ความต้องการด้านสทิ ธสิ วสั ดิการสงั คม
LGBTIQ หรือ เพศหลากหลายมักถูกเลือกปฏิบัตจิ ากบุคลากรภาครัฐท่ียงั คงขาดความรู้ความเข้าใจในตัวตนและวิถี
ชีวิตของเพศหลากหลาย การรับรู้เรื่องความแตกต่างหลากหลายทางเพศจึงเป็นผลพวงมาจากการยึดแน่นและติดอย่ภู ายใต้
วฒั นธรรมความเป็นเพศกระแสหลักแบบหญิงชายตายตัว โดยผู้ที่จัดวางตนเองในกรอบแห่งเพศกระแสหลักจะได้รับการ
ยอมรบั และมีโอกาสในการเข้าถึงทรพั ยากรต่างๆ ได้มากกว่าเพศหลากหลาย เกิดชอ่ งวา่ งหรือการขาดชุดความรู้และการทา
ความเข้าใจ ผลท่ีตามมาคือการขาดบุคลากรทั้งภาครัฐในเรื่องความเข้าใจตัวตนของ LGBTIQ ส่งผลต่อรูปแบบการให้บริการ
ทางสังคมไปจนถึงการสร้างนโยบายท่ีขาดมิติความละเอียดออ่ นต่อประเดน็ ความหลากหลายทางเพศ
การรวบรวมประเด็นสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของ LGBTIQ ระบุอย่างชัดเจนถึงสถานการณ์การเลือกปฏิบัติต่อ
บคุ คลทีม่ ีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะทีเ่ กิดกับกะเทย/สาวประเภทสอง/คนข้ามเพศ วา่ เกดิ การละเมิดสทิ ธขิ นึ้ ไม่ว่าจะ
231
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
เป็นในเรื่องของการแต่งกายในการเข้ารับปริญญา การห้ามแต่งกายตามเพศภาวะที่ตนเลือกในสถานศึกษา นอกจากนัน้ บาง
สาขาวิชาในมหาวิทยาลัยยังไม่เปิดรับนักศึกษาที่เป็นกะเทยเข้าศึกษา และกรณีเอกสาร สด.43 หรือใบตรวจรับรองทหาร
กองเกิน เป็นเอกสารทางราชการระบุว่ากะเทยเป็นผู้มีความผิดปกติทางจิตถาวร และถูกระบุว่า “เป็นโรคจิตวิกลจรติ ” ใน
เอกสารสาคัญ แมจ้ ะมีกฎหมายให้แก้ไขแล้วแตก่ ็ยงั มีพบวา่ มีการระบใุ นเชงิ ลบอยู่ทุกปี
หากหลักการสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นหลักการสากลยืนยันถึงสิทธิขั้นพื้นฐานท่ีตดิ ตัวมาโดยกาเนิดของมนุษย์ คาถาม
สาคัญคือสิทธิดงั กล่าวน้ันหมายรวมถึงสิทธิในการกาหนดเจตจานงความเป็นเพศของตนเอง หรือความสามารถเลือกวิ ถีชีวิต
ทางเพศไดเ้ องใช่หรือไม่ ด้วยเหตุน้ี การมีสทิ ธิที่จะกาหนดเจตจานงความเป็นเพศของตนเองของจงึ เป็นประเด็นสิทธิมนุษยชน
อกี ประเดน็ หนึ่งที่สังคมควรท่ีจะเรียนรู้ รณรงค์ให้เกิดความรู้ความเข้าใจและให้ความสาคัญเป็นอย่างยิ่ง ขณะน้ีดิฉันรู้สึกถึง
ความไม่เป็นธรรมที่สังคมไม่ยอมรับบุคคลเพศหลากหลายเป็นเสมือนประชากรท่ัวไป และสังคมเองก็ไม่พยายามท่ีจะเรียนรู้
เรื่องน้ี และยังเข้าใจผดิ ในเรือ่ งวถิ ีชีวิตความเป็นอยู่ของเพศชายขอบในหลายประเด็น ทั้งเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทาง
เพศ การแสดงออกทางเพศ รวมทั้งเรือ่ งสทิ ธิและการคุ้มครองเมือ่ ประสบกับปัญหาการตีตรา อคติ และการเลือกปฏิบัตดิ ้วย
เหตุแห่งเพศ
หากวิเคราะห์กรณีการถูกละเมิดสิทธิของ LGBTIQ ในสังคมไทย พบว่าองค์ความรู้วิทยาศาสตร์การแพทยม์ ีอิทธิพล
และบทบาทเป็นอย่างยง่ิ โดยได้ครอบงาสิทธใิ นการกาหนดเจตจานงความเป็นเพศ ตัวอยา่ งท่ีนา่ สนใจคือ ความรวู้ ิทยาศาสตร์
การแพทย์มีอานาจวินิจฉัยกะเทยให้ตกอยู่ในภาวะเจ็บป่วยทางร่างกาย หรือไม่ก็ทางจิตใจที่ “ผิดปกติ” ต้องได้รับการรักษา
เหตุนจ้ี ึงมีผ้คู นจานวนมากเชือ่ ตามวาทกรรมทางการแพทย์ องค์ความรู้น้สี ่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของกะเทย เป็นต้นเหตุแห่ง
การถูกเลือกปฏิบัติ การถูกละเมิดและลิดรอนสิทธิ รวมทั้งปัญหาการเป็นเหยื่อของความรุนแรงในทุกรูปแบบ ยิ่งเน้น ย้าว่า
สงั คมไทยยังไมม่ ีการยอมรบั เพศชายขอบอย่างแท้จริง หากแตเ่ ปน็ ไปเพียงการรับรู้ว่ามตี ัวตนเท่านั้น ยังก้าวไปไม่ถึงการยอมรับ
และการส่งเสริมเรื่องสิทธิ หลักฐานก็คือ การท่นี โยบายต่างๆ ยังไม่ไดส้ อดรบั กับชีวิตความเป็นอย่ขู องคนท่ีเป็นเพศชายขอบเลย
แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติออกมาคุ้มครองแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นท่ีรู้จักของคนในสังคม และสถาบันทาสังคมต่างๆ เช่น
การศึกษา สาธารณสขุ แรงงาน ก็ยงั ไม่มีนโยบายท่ีชัดเจนต่อการปฏิบัติกับคนเพศทางเลือกเลย อาทิ พืน้ ท่ีปลอดภัยในโรงเรยี น
การแตง่ กาย การแต่งงาน การจ้างงาน เป็นต้น
สาเหตุท่ีการเมืองไทยยังไม่ได้สนใจเรื่องเพศหลากหลายในสังคม เป็นผลมาจากวิธีคิดแบบอคติทางเพศและไม่ได้
สนใจต่อสถานการณก์ ารเลือกปฏิบัติทางเพศในสังคม พรรคการเมืองไม่ได้มีนโยบายท่ีถกู คดิ และถกู นาเสนอจากความตอ้ งการ
ของประชาชนในด้านน้ี ซ้าร้ายในแวดวงการเมืองไทยยังเต็มไปด้วยการกดขี่ทางเพศ โดยเฉพาะสัดสว่ นของนักการเมืองหญิง
หรือตาแหนง่ รัฐมนตรีท่ีไมเ่ คยคิดเรือ่ งสดั ส่วนเพศ ไมว่ ่าพรรคไหนก็ไม่สามารถก้าวข้ามจากอคติทางเพศไปได้จากสิ่งที่กล่าวมา
ข้างต้น ท้ังท่ีความต้องการต่อการมีนโยบายใหม่ๆ ในสนับสนุนสิทธิความหลากหลายทางเพศเป็นทิศทางของก ารพัฒนา
คุณภาพชวี ิตประชาชนและเปน็ ทิศทางของโลก
ถึงไม่ใช่ LGBT ก็สามารถท่ีจะเป็นผู้สนับสนุนหรือเป็นผู้ผลักดันนโยบายเพื่อสิทธิทางเพศได้ นับตั้งแต่ ทูโด
นายกรัฐมนตรีของประเทศแคนนาดา ออกมาจดั สรรตาแหน่งรัฐมนตรีทม่ี ีสัดส่วนผ้หู ญิงและผชู้ ายให้มจี านวนเท่ากัน และเป็น
นายกฯ ท่ีลงไปร่วมเดินงาน Gay Pride จนได้ใจกลุ่มเพศหลากหลายและประชาชนในแคนนาดาเป็นอย่างมาก ตามด้วย มา
คอง นายกรัฐมนตรีประเทศฝรั่งเศสทป่ี ระกาศใชห้ ลักมิตทิ างเพศเพือ่ จดั สรรคใหท้ ีมรัฐมนตรมี ีความสมดุลในเรื่องเพศ จงึ ทาให้
เหน็ ความตง้ั ใจของผนู้ าโลกรุน่ ใหม่ทม่ี คี วามละเอยี ดอ่อนทางเพศภาวะ และเห็นวิธีคิดเรื่องสิทธมิ นษุ ยชนของประเทศน้ันๆ ว่ามี
พืน้ ฐานของการทาความเข้าใจเรือ่ งคนเทา่ กัน การเรยี นรู้ที่จะอยูก่ ันในหลากวัฒนธรรมและการเคารพในความแตกต่างในฐานะ
พลเมืองเป็นอย่างดี
ในการประชุมระดับสูงกับองค์การสหประชาชาติ ผูแ้ ทนหลายประเทศท่ัวโลก ตั้งแต่ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีในหลายประเทศ ต่างแสดงทัศนะในการทางานด้านสิทธิทางเพศ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก หลายคนกล่าวในที่
232
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ประชุมได้อย่างน่าประทับใจ เข้าใจประเด็นและมีข้อเสนอท่ีเห็นกลไกความร่วมมือ หลายคนอาจจะคิดว่าในการประชุม
ระหว่างประเทศจะพูดหรืออ่านบทเขียนอะไรออกมาก็ได้ในที่ประชุม จะเลือกเอาคาพูดสวยหรูแค่ไหนก็ได้ แต่หากดูใน
รายละเอียดจากการประชุม ก็ไดเ้ ห็นผู้นาหลายประเทศมีวิธกี ารนานโยบายไปปฏบิ ัติ และผลักดนั จนมีผลงานการพฒั นาด้าน
สทิ ธิมนุษยชน ทาใหศ้ ักยภาพของการบริหารประเทศมมี ุมดา้ นสิทธิทางเพศมากขน้ึ สะท้อนถงึ พื้นฐานความเข้าใจเรื่องสทิ ธิของ
ประเทศน้ันๆ ที่ได้คิดวางแผนและลงมือทาให้ออกมาในรูปของนโยบาย กฎหมาย เช่น กฎหมายการแต่งงานของคนรักเพศ
เดียวกัน กฎหมายการรบั รองเพศ ถือเป็นการส่งเสรมิ และพิทักษ์สทิ ธิ์ใหก้ ับประชาชนอยา่ งทั่วถึง
การเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นประเด็นการสื่อสารสังคมของกลุ่ม LGBTIQ ท่ีใช้พื้นท่ีในการแสดงออกทางเพศภาวะ
แรกเร่ิมกิจกรรมแนวนีเ้ ปน็ งานของนักรณรงคท์ ่ีรวมกลุ่มกันทาเรื่องนี้ในด้านการราลึกถึงเหตุการณ์ตอ่ ตา้ นและใช้ความรนุ แรง
สือ่ ใจความสาคัญเรื่องความเสมอภาคและความเท่าเทียม มีการสนับสนุนของแหล่งทนุ จากภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า
กลุ่มทุนในโลกแบบทุนนิยมส่งผลด้านบวกต่อการจัดงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศ แมจ้ ุดประสงค์อยู่ที่การพยายามใช้
กลไกการตลาดเพื่อสังคม หรือการลงทุนกบั ประเด็นสังคม และสนับสนุนด้านเงินทนุ จานวนมาก แต่ก็นับเปน็ ผลลัพธค์ ้มุ ค่า ทา
ให้เกิดมลู ค่าและคุณค่าของทั้งองค์กรและสนิ ค้าของยี้ห้อน้นั ๆ เปน็ ท่ียอมรับจากผู้บริโภคต่อในสินคา้ และบริการมากขึ้น มอง
กลุ่ม LGBTIQ เป็นกลมุ่ ลูกค้ากลุ่มใหม่ท่ีต้องตีตลาดด้วยความเขา้ ใจในเรื่องความทันสมัยและกาลงั ซื้อตอ่ สินค้า ทุนจึงเป็นอีก
แรงหนึ่งของการทางานเคลื่อนไหวในสิทธิความหลากหลายทางเพศ หากเทียบกับเมื่อก่อนที่มีการใช้กลไกทางการ เมืองหลัก
คือการพยายามสร้างความเข้าใจสิทธิกับพรรคการเมือง มีนักการเมืองสนับสนุนให้เป็นนโยบาย ระยะเวลาสั่งสมจนทาให้
สามารถมีนักการเมืองท่ีสนับสนุนสิทธิและมีตวั แทนของเพศหลากหลายอยู่ในสภา แต่กลไกกลายมาแนวของการทางานเรื่อง
สิทธิที่อิงกับแหล่งทุนทางภาคธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น งานของ The Economist เป็นอีกข้อยืนยันหนึ่งการศึกษาโครงการ
#EcoPride Pride and Prejudice ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจเพื่อเพศหลากหลาย ท่ีให้บรรดาผู้นาองค์กร ผู้บริหารระดับสูง
ออกมากล่าวถึงนโยบายการสนับสนุน LGBTIQ ในภาคธุรกิจ และประเทศไทยเคยจัดงานประชุมทานองน้ีหน่ึงครั้งโดย
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ UNDP มีบริษัทช้ันนาในไทยเข้าร่วมกว่าสิบบริษัท แต่ก็เป็นเวทีสะท้อนว่าภาคธรุ กิจไทย
ห่างไกลจากแนวคิดเรือ่ งสิทธิอยมู่ าก
หากกล่าวถึงระบบการให้บริการทางสวัสดิการที่มีต่อการกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ พบว่า มีก าร
สาหรับสวัสดิการสังคมด้านอื่นๆ ยังไมพ่ บหลักฐานหรือการศกึ ษาวิจัยทีช่ ัดเจนทั้งในทางนโยบายและในทางปฏิบัติ กล่าวได้ว่า
ความรู้ในการทางานกับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ และข้อมูลท่ีเป็นหลักฐานในเชิงสถิติหรือรายงานที่เป็น
ประโยชน์และจาเป็นต่อการปฏิบัตงิ านของภาครัฐที่เก่ียวข้องมอี ย่อู ยา่ งจากัด ท้ังท่ีมกี ารเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมทั้งใน
ระดบั ปฏิบัติ คือการรวบรวมประเดน็ และลกุ ขึ้นมารียกร้องด้วยตนเอง เชน่ การเปล่ียนคาหน้านาม กฎหมายแต่งงานของคนรัก
เพศเดียวกัน รวมท้ังการเคลื่อนไหวในระดับนโยบาย เช่น กรณีใบ สด.43 การเกณฑ์ทหารของกะเทยในการขอให้มีการ
เปลี่ยนแปลงการระบุให้เป็นบุคคลเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกาเนิด หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวในการผลักดันพระราชบัญญัติ
ความเทา่ เทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 การขานรับของภาครัฐมนี ้อยมากหากเทียบกับปัญหาที่เกิดข้ึน เนื่องด้วยกลไกในระบบ
ของราชการยังไม่สามารถรองรับปัญหาที่เกิดข้ึนได้จริง งานส่วนใหญ่จงึ เป็นงานของกลุ่มของนักเคลื่อนไหวหรือภาคประชา
สงั คม ไม่เพียงพอและตอบสนองต่อปัญหาได้ทันท่วงที สังคมไทยจะมีแนวโน้มการยอมรับความหลากหลายทางเพศไดม้ ากขึ้น
แบบทีละเรื่องอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดดในด้านสิทธิแต่ในทางกลับกันในด้านทุนนิยม บริโภคนิยม การ
ท่องเทีย่ วจะถีบตัวไปไวมากเพื่อตอบโจทย์ของเพศหลากหลาย
พัฒนากา รขอ งวิชา ชีพ และองค์ ความรู้ สังคมสงเค ราะห์ ในระดั บสากลมี ก ารให้บริก ารที่ มีค วามละเอี ยด อ่อนต่ อ
ประเด็นความหลากหลายทางเพศและขยายไปถึงการดูแลกลุ่มประชากรท่ีมคี วามเฉพาะเรื่องอัตลักษณ์และเปน็ กล่มุ ที่มีความ
เปราะบาง ภารกิจการปฏบิ ัติการให้การช่วยเหลือตามแนวทางของการต่อต้านการกดข่ี การเลือกปฏิบัติ การตีตราและการ
สรา้ งความเสมอภาค (ฐติ พิ ร ศิริพันธ์ พนั ธเสน, 2554, น.60) จึงเป็นอกี แนวทางหนงึ่ ที่นักสงั คมสงเคราะห์ในสงั คมไทยสามารถ
233
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
เลือกรับ ปรับใชใ้ ห้เท่าทันต่อสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหา โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการพัฒนาระบบการให้บริการในระดับ
เฉพาะรายกับกลุ่มเพศหลากหลาย เนื่องจากยังเป็นกลุ่มท่ีต้องการการสนับสนุนให้ชีวิตมีความม่ันคงปลอดภัยและสามารถ
พัฒนาศกั ยภาพของตนให้มคี วามเสมอภาคและเท่าเทียม
รายการอ้างอิง
กิตกิ ร สนั คตปิ ระภา. (2550). การลวนลามทางเพศกะเทย: นยั สาคญั ในวาทกรรมรกั ต่างเพศ. วิทยานิพนธ์ ปรญิ ญาการศึกษา
ดษุ ฎบี ัณฑิต. สาขาพฒั นศกึ ษาศาสตร์. บณั ฑิตวิทยาลยั . มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ.
ฐิติพร ศิริพันธ์ พันธเสน. (2554). การวิจัยทางสังคมสงเคราะห์:นัยยะสาคัญเชิงทฤษฎีต่อการพัฒนาองค์ความรู้ชานาญการ
ดา้ นเด็นเยาวชนและครอบครัว (45-81) ในรวมบทความด้านการพฒั นาเดก็ และครอบครัว 2554, มาลี จริ วฒั นานนท์
บรรณาธกิ าร.
วลิ าสินี พิพิธกุลม. (2547). สามเพศสรีระสี่เพศวิถี: การปรบั โฉมใหม่ของวาทกรรมเพศสภาพและเพศวิถีในยุคสงั คมไทยร่วม
สมัย ในกาญจนา แก้วเทพและพริศรา แซ่ก้วย (บรรณาธิการ). เพศวิถี: วันวาน วันน้ีและวันพรุ่งน้ีท่ีไม่เหมือนเดมิ .
เชียงใหม่: ศูนย์สตรีศึกษา คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมลู นธิ ิร็อกกเ้ี ฟลเลอร์.
สิทธพิ ันธ์ บุญญาภิสมภาร และคณะ. (2551). ชีวิต ตวั ตน และเร่ืองเพศของสาว. มูลนิธิสรา้ งความเข้าใจเรื่องสุขภาพผหู้ ญิง.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พเ์ ดือนตุลา.
สิทธิพันธ์ บุญญาภิสมภาร. (2551). แม่รับได้: การยอมรับของครอบครัวท่ีมีลูกเป็นบุคคลท่ีมีความหลากหลายทางเพศ.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เจรญิ ดีการพมิ พ์ิ
สานกั งานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. (2550). รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2550. พิมพ์ครัง้ ที่ 3.
กรุงเทพมหานคร : สานักงานคณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ.
สานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. (2550). รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ปี 2547 -2550 ใน
ประเทศไทย. กรงุ เทพมหานคร: สานกั งานคณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแห่งชาต.ิ
Costa, L. & Matzner, A. (2 00 7 ). Personal Narratives of Thailand’s Transgendered Youth. The Haworth
Press. New York.
Davis, C. (2004). Social Work Practice with Transgender and Gender Nonconforming People. Routledge.
Godwin, J. (2010). Legal environments, human rights and HIV responses among men who have sex with
men and transgender people in Asia and the Pacific. UNDP, APCOM.
HIVOS. (2010). Asia and Pacific Youth Voices Consultations. Bangkok.
Kurland, R. & Salmon, R. (2 005 ) Group Work VS. Case Work in a Group: Principle and Implications for
Teaching and Practice. The Haworth Press. New York.
Winter, K. (2 0 0 8 ). Gender Madness in American Psychiatry Essays from the Struggles for Dignity. GID
Reform Advocates.
Winter, S. (2009). Cultural Consideration for the World Professional Association for Transgender Health’s
Standards of Care : The Asia Perspective. International Journal of Transgenderism. Routledge.
Winter, S. (2012). Lost in Transition: Transgender people, Rights and HIV Vulnerability in the Asia-Pacific
Region. UNDP.
234
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ดชั นีรายช่ือผ้นู าเสนอ
รายชื่อผู้นาเสนอ หน้า
ก 11
กติ ิพฒั น์ นนทปัทมะดุลย์ 212
ค 26, 130
เคท คร้ังพิบูลย์ 169
จ 26
จริ พรรณ นฤภัทร 87
ฉ 143
ฉันทนา เลอ มูแอลลิค 73
ฐ 62
ฐิตินนั ท์ ตนั ยุวรรธนะ 43
น 130
นฤมล นิราทร 105
นวลปราง อรณุ จิต 169
ป
ปวรวรรณ เผือกผาสุข
ร
รณรงค์ จันใด
ว
วรรณวดี พูลพอกสิน
วิวัฒนะ เขตรน์ ัทธี
ศ
ศรอษุ า ฉิมเพ็ชร
ส
สิรพิ รรณ ศรมี ีชัย
235
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ดชั นรี ายช่อื ผนู้ าเสนอ
รายชื่อผู้นาเสนอ หน้า
ส 196
สวธา สงเพชร 157
สุขุมา อรุณจติ 169
สุทธิชัย เพ็ชรศรี
อ 116
อมรรัตน์ ศรีภา 184
อารรี ตั น์ อดิศัยเดชรินทร์
หมายเหตุ: ดชั นีรายช่ือผนู้ าเสนอ เรียงลาดับตามตวั อกั ษรของผแู้ ตง่ ท่านแรกดงั ปรากฎในบทคดั ยอ่
236
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ภาคผนวก
237
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
รายงานการประเมินประสทิ ธิผลและความพงึ พอใจ
การเข้ารว่ มสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ ครบรอบ 65 ปี
เร่ือง “สิทธแิ ละความเสมอภาค: ความทา้ ทายของสงั คมไทยในกระแสการเปล่ยี นผ่าน”
วนั ศุกร์ท่ี 25 มกราคม พ.ศ. 2562
ณ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
สมั มนาวิชาการเนื่องในการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดข้ึนเป็นประจา
ตอ่ เน่ืองทกุ ปี เพอ่ื ใหก้ ารจดั การสมั มนาเป็นไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและเกดิ สัมฤทธิผลตามเป้าหมายด้านวชิ าการ คณะสังคม-
สงเคราะหศ์ าสตร์ ไดด้ าเนนิ การสารวจความเหน็ เพือ่ ประเมินประสทิ ธิผลของการจดั งานและความพึงพอใจต่อการเข้ารว่ มงาน
ครบรอบการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ซ่ึงในปีนม้ี ผี ้เู ข้าร่วมงานจานวนกวา่ 300 คน โดย
มจี านวนผตู้ อบแบบสอบถามท้ังส้ิน 57 คน
ผลการประเมนิ ประกอบดว้ ย สว่ นที่ 1 ขอ้ มลู ท่วั ไป และสว่ นที่ 2 ประสทิ ธผิ ลตามวัตถุประสงคก์ ารสัมมนาและความ
พึงพอใจต่อการบรหิ ารจดั การ ซึง่ มรี ายละเอียดดังตอ่ ไปนี้
ส่วนท่ี 1 ข้อมลู ท่ัวไป
ตารางที่ 1
จานวนและรอ้ ยละของผูเ้ ขา้ รว่ มสัมมนา จาแนกตามเพศ
เพศ จานวน ร้อยละ
ชาย 9 15.8
หญงิ 48 84.2
รวม 57 100
จากตารางท่ี 1 แสดงจานวนและรอ้ ยละของผเู้ ข้าร่วมสัมมนา จาแนกตามเพศ พบว่าผ้ตู อบแบบสอบถามรอ้ ยละ
84.2เป็นเพศหญิง และรอ้ ยละ 15.8 เปน็ เพศชาย
ตารางท่ี 2
จานวนและรอ้ ยละของผเู้ ข้าร่วมสมั มนา จาแนกตามชว่ งอายุ
ช่วงอายุ จานวน ร้อยละ
30.2
ช่วงอายุตง้ั แต่ 15 ปี - 29 ปี 16 34.0
ช่วงอายุต้ังแต่ 30 ปี – 44 ปี 18 30.2
ชว่ งอายตุ ง้ั แต่ 45 ปี – 59 ปี 16 5.7
ช่วงอายตุ ง้ั แต่ 60 ปี ขึน้ ไป 3
100
รวม 53
หมายเหตุ: มผี ไู้ ม่ตอบคาถามในขอ้ นี้ 4 คน
จากตารางแสดงจานวนและร้อยละของผู้เขา้ รว่ มสมั มนา จาแนกตามช่วงอายุ พบวา่ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 34.0 มีชว่ ง
อายุต้งั แต่ 30 ปี – 44 ปี รองลงมารอ้ ยละ 30.2 ช่วงอายุต้งั แต่ 15 ปี - 29 ปี และชว่ งอายตุ ั้งแต่ 45 ปี – 59 ปี เท่ากัน และ
ร้อยละ 5.7 มีช่วงอายุตั้งแต่ 60 ปี ขน้ึ ไป น้อยท่ีสุดตามลาดับ ท้ังน้มี ผี ู้เข้าร่วมสัมมนาท่มี ีอายุมากสุด 64 ปี และน้อยสุด 21 ปี
โดยมอี ายุเฉลย่ี ของผทู้ เี่ ข้ารว่ มสมั มนาอยู่ท่ี 39 ปี
238
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
ตารางที่ 3
จานวนและร้อยละของผ้เู ข้าร่วมสัมมนา จาแนกตามสถานะ
สถานะของผูเ้ ข้ารว่ มสมั มนาวิชาการ จานวน ร้อยละ
บุคลากรภายนอก 18 38.6
ศิษย์เกา่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ 18 31.6
นกั ศกึ ษาปัจจบุ ัน คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ 9 15.8
บุคลากร (อาจารย์, บุคลากรสายสนบั สนุน) คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ 8 14.0
รวม 57 100
จากตารางแสดงจานวนและรอ้ ยละของผู้เข้าร่วมสัมมนา จาแนกตามสถานะของผู้เข้าร่วมสัมมนาวิชาการ พบว่า
รอ้ ยละ 38.6 เป็นบุคลากรภายนอก โดยบคุ ลากรภายนอกทีไ่ ด้เขา้ ร่วมการสัมมนาในคร้ังน้ีมศี นู ย์บริการสาธารณสุขสานกั งาน
อนามัย กทม. สานักงานเขต สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี (บ้านพักฉุกเฉิน) มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม มหาจุฬาลงกรณ์ราช
วทิ ยาลัย โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ ขา้ ราชการบานาญ และมลู นธิ ิต่างๆ รอ้ ยละ 31.6 เป็นศิษย์เก่าคณะสงั คมสงเคราะห์
ศาสตร์ โดยศิษย์เกา่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ทไ่ี ดเ้ ข้ารว่ มการสัมมนาในครั้งนี้สังกดั หนว่ ยงานดังต่อไปน้ี ได้แก่ ศนู ยบ์ ริการ
สาธารณสุขสานักงานอนามัย กทม. เรือนจา สานักงานเขต กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง
แรงงาน กรมสุขภาพจิต กรมการจดั หางาน โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ และศูนยฟ์ ื้นฟูสมรรถภาพคนงาน รอ้ ยละ 15.8 เป็น
นกั ศึกษาปัจจบุ นั ของคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ และรอ้ ยละ 14.0 คือบุคลากร (อาจารย์ หรือบุคลากรสายสนับสนุน) คณะ
สังคมสงเคราะหศ์ าสตร์
ตารางที่ 4
จานวนและรอ้ ยละของผู้เขา้ รว่ มสัมมนา จาแนกตามระดับการศึกษาสงู สุดของผู้เข้าร่วมสมั มนาวิชาการ
ระดับการศกึ ษาสูงสดุ ของผู้เข้าร่วมสัมมนาวิชาการ จานวน ร้อยละ
ต่ากว่าปริญญาตรี 1 1.8
ปรญิ ญาตรี 31 55.4
ปรญิ ญาโท 21 37.5
ปริญญาเอก 3 5.4
รวม 56 100
หมายเหตุ: มีผไู้ มต่ อบคาถามในข้อนี้ 1 คน
จากตารางแสดงจานวนและร้อยละของผู้เข้าร่วมสัมมนา จาแนกตามระดับการศึกษาสูงสุดของผู้เข้าร่วมสัมมนา
วิชาการ พบวา่ รอ้ ยละ 55.4 มีระดับการศึกษาสงู สุดระดบั ปริญญาตรี รองลงมารอ้ ยละ 37.5 มรี ะดบั การศึกษาสูงสุดในระดับ
ปริญญาโท รอ้ ยละ 5.4 มรี ะดับการศึกษาสงู สุดในระดบั ปรญิ ญาเอก และร้อยละ 1.8 มรี ะดบั การศกึ ษาสงู สุดต่ากว่าปริญญาตรี
ตามลาดับ
239
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ตารางท่ี 5
จานวนและรอ้ ยละของผู้เขา้ ร่วมสัมมนา จาแนกตามการนาเสนอผลงานวิชาการในการสมั มนาวิชาการ
การนาเสนอผลงานวชิ าการในการสมั มนาวชิ าการ จานวน ร้อยละ
รว่ มการนาเสนอผลงานวชิ าการ 6 10.7
ไมไ่ ดร้ ว่ มนาเสนอผลงานวชิ าการ 50 89.3
รวม 56 100
หมายเหตุ: มผี ูไ้ ม่ตอบคาถามในข้อน้ี 1 คน
จากตารางแสดงจานวนและร้อยละของผู้เข้าร่วมสัมมนา จาแนกตามการนาเสนอผลงานวิชาการในการสัมมนา
วิชาการ พบว่า รอ้ ยละ 89.3 ไมไ่ ด้รว่ มนาเสนอผลงานวิชาการ และร้อยละ 10.7 ร่วมการนาเสนอผลงานวิชาการในครง้ั นี้
ตารางท่ี 6
จานวนและรอ้ ยละของผู้เข้ารว่ มสมั มนา จาแนกตามแหลง่ ข้อมลู ที่ไดร้ บั ทราบขา่ วการสมั มนาในคร้งั น้ี
แหล่งขอ้ มลู ท่ไี ดร้ ับทราบข่าวการสัมมนาในครง้ั นี้ จานวน รอ้ ยละ
หนงั สอื ราชการแจง้ จากคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ 34 59.6
อนิ เตอรเ์ น็ต (Facebook หรอื Social media อ่นื ๆ) 19 33.3
ทราบว่าเปน็ วาระประจาปขี องคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ 18 31.6
การแจ้งข่าวจากเพือ่ นหรือคนรูจ้ ัก 13 19.3
เวบ็ ไซตข์ องคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ 11 22.8
อ่ืนๆ 3 5.3
หมายเหตุ: ผ้ตู อบแบบสามารถตอบไดม้ ากกวา่ 1 ขอ้
จากตารางแสดงจานวนและร้อยละของผู้เขา้ รว่ มสัมมนา จาแนกตามแหลง่ ขอ้ มูลที่ไดร้ บั ทราบข่าวการสมั มนาในครั้ง
น้ี (สามารถตอบได้มากกว่า 1 ขอ้ ) พบว่า ร้อยละ 59.6 ทราบหนงั สือราชการแจง้ จากคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ รองลงมา
คอื รอ้ ยละ 33.3 ทราบจากอินเตอรเ์ น็ต (Facebook หรือ Social media อน่ื ๆ) รอ้ ยละ 31.6 ทราบวา่ เป็นวาระประจาปขี อง
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์อยู่จึงมีที่จะเข้าร่วม ร้อยละ 22.8 ทราบจากการแจ้งข่าวจากเพ่ือนหรือคนรู้จกั ร้อยละ 19.3
ทราบจากเว็บไซต์ของคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ และรอ้ ยละ 5.3 ทราบแหลง่ ข้อมูลอนื่ ๆ เช่น ป้ายประชาสมั พันธ์ เป็นต้น
240
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ตารางท่ี 7
จานวนและรอ้ ยละของผู้เขา้ ร่วมสัมมนา จาแนกตามชว่ งเวลาท่ีเข้าร่วมงานสถาปนาฯ
ช่วงเวลาทเ่ี ขา้ รว่ มงานสถาปนาฯ จานวน ร้อยละ
ตลอดท้งั วนั 32 57.1
ภาคเช้า 23 41.1
ภาคบ่าย 1 1.8
รวม 56 100
หมายเหตุ: มีผู้ไม่ตอบคาถามในข้อน้ี 1 คน
จากตารางแสดงจานวนและรอ้ ยละของผู้เข้าร่วมสมั มนา จาแนกตามชว่ งเวลาท่เี ข้ารว่ มงานสถาปนาในคร้ังนี้ พบว่า
ส่วนใหญร่ ้อยละ 57.1 เขา้ ร่วมงานสถาปนาตลอดทง้ั วนั รองลงมารอ้ ยละ 41.1 เขา้ ร่วมงานสถาปนาเฉพาะภาคเชา้ และรอ้ ย
ละ 1.8 เข้าร่วมงานสถาปนาเฉพาะภาคบ่าย ตามลาดบั
ตารางท่ี 8
จานวนและร้อยละของผู้เข้าร่วมสัมมนา จาแนกตามหอ้ งสัมมนายอ่ ยทไ่ี ด้เข้ารว่ มในวันท่ี 25 มกราคม 2562 (ชว่ งบ่าย)
ห้องสัมมนายอ่ ยที่ได้เข้ารว่ มในช่วงบา่ ย จานวน ร้อยละ
ห้องย่อยที่ 1 : สค.205 วธิ วี ทิ ยาเพือ่ การสง่ เสริมความเสมอภาค 10 17.5
ห้องย่อยที่ 2 : สค.206 บทเรยี นรเู้ พอื่ การพัฒนางานสวสั ดิการสังคมไทย 10 17.5
ห้องย่อยที่ 3 : สค.207 บทสะทอ้ นความหลากหลายของความรนุ แรงในกระแสเปลย่ี นผ่าน 12 21.1
ห้องย่อยที่ 4 : สค.501 สทิ ธิและความเสมอภาคของสงั คมไทย : มุมมองของคนรนุ่ ใหม่ 5 8.8
หมายเหตุ: ผตู้ อบแบบสามารถตอบได้มากกว่า 1 ขอ้
จากตารางแสดงจานวนและร้อยละของผู้เข้าร่วมสัมมนา จาแนกตามห้องสัมมนาย่อยท่ีได้เข้าร่วมในวันที่ 25
มกราคม 2562 (ช่วงบ่าย) (สามารถตอบได้มากกวา่ 1 ขอ้ ) พบว่า รอ้ ยละ 21.1 เข้าร่วมห้องย่อยที่ 3: สค.207 บทสะท้อน
ความหลากหลายของความรุนแรงในกระแสเปลยี่ นผ่านมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 17.5 เข้าร่วมห้องยอ่ ยที่ 1: สค.205 วิธี
วิทยาเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคและห้องย่อยที่ 2: สค.206 บทเรียนรู้เพื่อการพฒั นางานสวัสดิการสังคมไทยเท่ากนั และ
ร้อยละ 8.8 เขา้ รว่ มหอ้ งยอ่ ยที่ 4: สค.501 สิทธแิ ละความเสมอภาคของสงั คมไทย: มมุ มองของคนรุ่นใหม่ ตามลาดบั
241
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
ส่วนที่ 2 ประสทิ ธิผลตามวตั ถุประสงค์การสมั มนาและความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการ
โดยจาแนกเปน็ รายด้าน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ประโยชน์ในทางวิชาการ 2. การมีสว่ นร่วม 3. ความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการ
การสัมมนาวชิ าการ โดยมรี ะดับความคิดเห็นต่อการสัมมนาและความพึงพอใจต่อการบริหารจดั การ ทงั้ หมดอยู่ในระดับพึง
พอใจมาก มีคา่ เฉล่ยี ท่ี 4.23
ตารางท่ี 9
จานวน คา่ เฉล่ีย และคา่ เบ่ียงเบนมาตรฐานของผู้เข้าร่วมสมั มนา จาแนกตามระดบั ความคดิ เห็นดา้ นประโยชน์
ในทางวิชาการ
ระดับความคดิ เหน็
ประเดน็ การประเมนิ เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย เหน็ ด้วย ไม่เห็น ไมเ่ ห็น x S.D. แปลผล
ดว้ ยอยา่ ง มาก ปานกลาง ดว้ ย ดว้ ยอยา่ ง
ยิง่ ย่ิง
ประโยชนใ์ นทางวิชาการ
1. การสัมมนาช่วยเพมิ่ พนู ความร้เู ชงิ วชิ าการ 27 26 4 - - 4.40 .623 มาก
ใหก้ บั ท่าน
2. การสมั มนาช่วยสง่ เสรมิ ความรเู้ ชงิ การ 21 28 8 - - 4.22 .682 มาก
ปฏบิ ัตงิ านใหก้ บั ท่าน
3. ความรู้จากการสัมมนาเป็นประโยชน์ 24 28 5 - - 4.33 .636 มาก
สาหรับการพัฒนางานปจั จุบนั
4. ความรทู้ ไี่ ดร้ บั ช่วยให้เกดิ ความคดิ ริเรม่ิ ใหมๆ่ 25 27 4 1 - 4.33 .690 มาก
5. ความร้ทู ่ไี ดร้ ับชว่ ยสง่ เสรมิ ให้ท่านศึกษา 20 30 7 - - 4.23 .655 มาก
ค้นคว้าต่อเน่ือง
รวม 4.30 .657 มาก
ในด้านประโยชน์ทางวิชาการ พบว่า มีระดบั ความคดิ เหน็ อยใู่ นระดับมากทกุ รายประเดน็ การประเมินเรียงลาดับจาก
ค่าเฉลย่ี มากไปหาน้อย ได้แก่ การสมั มนาช่วยเพิ่มพูนความรู้เชิงวิชาการให้กับท่าน ( x =4.40) ความรจู้ ากการสัมมนาเป็น
ประโยชนส์ าหรบั การพัฒนางานปจั จุบนั และความรทู้ ไ่ี ด้รับชว่ ยใหเ้ กดิ ความคดิ ริเริม่ ใหมๆ่ เทา่ กนั ( x =4.33) ความร้ทู ไ่ี ดร้ ับชว่ ย
สง่ เสรมิ ให้ทา่ นศกึ ษาคน้ คว้าตอ่ เนื่อง ( x =4.23) และการสัมมนาช่วยส่งเสรมิ ความรู้เชิงการปฏิบตั งิ านให้กบั ท่าน ( x =4.22)
โดยมีระดบั ความคิดเห็นต่อประโยชนท์ างวชิ าการรวมอยูใ่ นระดับพึงพอใจมาก มคี า่ เฉลี่ยที่ 4.30
242
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ตารางที่ 10
จานวน คา่ เฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของผู้เขา้ รว่ มสัมมนา จาแนกตามระดับความคิดเหน็ ดา้ นการมสี ่วนร่วม
ระดบั ความคดิ เห็น
ประเดน็ การประเมิน เห็นดว้ ย เห็นด้วย เหน็ ด้วย ไม่เห็น ไมเ่ หน็ x S.D. แปลผล
ด้วยอยา่ ง มาก ปานกลาง ด้วย ดว้ ยอยา่ ง
ยิง่ ยิง่
การมีสว่ นรว่ ม
6. การสัมมนาเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เขา้ ร่วมสมั มนา 18 26 9 3 1 4.00 .925 มาก
ไดแ้ สดงความคดิ เห็นอย่างเหมาะสม
7. การมสี ่วนร่วมแสดงความคดิ เหน็ ช่วยให้ 18 28 7 2 2 4.02 .954 มาก
เข้าใจประเด็นการสมั มนามากข้ึน
8. บรรยากาศของการสมั มนาชว่ ยให้เกดิ การมี 20 22 11 2 2 3.98 1.008 มาก
สว่ นร่วมในการแสดงความคดิ เห็น
9. การสมั มนาชว่ ยสร้างเครอื ขา่ ยในการ 23 21 11 - 2 4.10 .957 มาก
ทางานของทา่ น
รวม 4.03 .961 มาก
ในด้านการมสี ่วนร่วม พบว่า มรี ะดับความคิดเหน็ อยใู่ นระดบั มากทุกประเด็นการประเมินเรียงลาดับจากค่าเฉล่ยี มาก
ไปหาน้อย ได้แก่ การสมั มนาช่วยสร้างเครือขา่ ยในการทางานของท่าน ( x =4.10) การมสี ่วนร่วมแสดงความคิดเห็นช่วยให้
เขา้ ใจประเด็นการสมั มนามากข้ึน ( x =4.02) การสมั มนาเปิดโอกาสใหผ้ ู้เขา้ รว่ มสัมมนาไดแ้ สดงความคดิ เหน็ อย่างเหมาะสม
( x =4.00) และบรรยากาศของการสมั มนาช่วยให้เกิดการมีสว่ นร่วมในการแสดงความคดิ เห็น ( x =3.98) โดยมรี ะดับความ
คิดเห็นตอ่ การมีสว่ นรว่ มรวมอยู่ในระดบั พึงพอใจมาก มคี ่าเฉลย่ี ที่ 4.03
243
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
ตารางที่ 11
จานวน คา่ เฉลยี่ และคา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน ของผเู้ ข้าร่วมสัมมนา จาแนกตามระดับความพึงพอใจตอ่ การบรหิ ารจัดการการ
สัมมนาวิชาการ
ระดับความคดิ เห็น
ประเดน็ การประเมนิ เห็นด้วย เหน็ ด้วย เห็นด้วย ไมเ่ หน็ ไม่เห็น x S.D. แปลผล
ด้วยอย่าง มาก ปานกลาง ดว้ ย ด้วยอยา่ ง
ยงิ่ ย่งิ
ความพึงพอใจตอ่ การบริหารจดั การการสมั มนาวิชาการ
10. การประชาสัมพนั ธเ์ กย่ี วกบั การสมั มนา 21 25 10 1 - 4.16 .774 มาก
วชิ าการ
11. ความเหมาะสมของการจัดสถานที่จัด 21 24 11 1 - 4.14 .789 มาก
สัมมนาวิชาการ
12. การอานวยความสะดวกของเจ้าหน้าท่ี 27 26 4 - - 4.40 .623 มาก
13. การบริการอาหารกลางวัน 30 22 3 - - 4.49 .605 มาก
14. ระยะเวลาของการจัดสัมมนาวิชาการมี 28 25 3 - - 4.45 .601 มาก
ความเหมาะสม
15. ความเหมาะสมของเอกสารประกอบการ 20 25 12 - - 4.14 .743 มาก
สมั มนา
16. ความเหมาะสมของอุปกรณแ์ ละการสอื่ ท่ี 22 26 9 - - 4.22 .707 มาก
ใช้ในการสมั มนา
17. ความพงึ ใจในภาพรวมต่อการจัดสัมมนา 26 25 6 - - 4.35 .667 มาก
วิชาการ
รวม 4.29 .689 มาก
ในด้านความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการการสัมมนาวิชาการพบว่า อยู่ในระดับพึงพอใจมากทุกประเด็นการ
ประเมินเรียงลาดับจากค่าเฉล่ียมากไปหาน้อย ได้แก่ การบรกิ ารอาหารกลางวัน ( x =4.49) ระยะเวลาของการจัดสัมมนา
วชิ าการมีความเหมาะสม ( x =4.45) การอานวยความสะดวกของเจ้าหน้าท่ี ( x =4.40) ความพึงใจในภาพรวมต่อการจัด
สัมมนาวิชาการ ( x =4.35) ความเหมาะสมของอุปกรณ์และการสือ่ ทีใ่ ชใ้ นการสัมมนา ( x =4.22) การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ
การสัมมนาวิชาการ ( x =4.16) และความเหมาะสมของการจัดสถานที่จัดสัมมนาวิชาการกบั ความเหมาะสมของเอกสาร
ประกอบการสมั มนาเทา่ กัน ( x =4.14) โดยมีระดบั ความคิดเหน็ ตอ่ ความพงึ พอใจต่อการบริหารจัดการการสัมมนาวิชาการใน
ภาพรวมมีความพึงพอใจในระดบั มาก ( x =4.29)
244
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
สว่ นที่ 3 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอ่ืนๆ
จากคาถามปลายเปิด ผตู้ อบแบบสอบถามได้ให้ความคดิ เห็นและขอ้ เสนอแนะต่อการจดั งาน ดงั นี้
1. ควรแจกเอกสารเพิม่ เติมให้ดาวน์โหลด, จอ LCD มีขนาดเล็ก และไมเ่ ต็มจอ
2. ตอ้ งใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เช่น ประวัติศาสตร์ ต้องพูดว่า ประ-หวัด-ต-ิ สาด กล่าวถงึ บคุ คลที่สามต้องใช้ เขา ท่าน
ไม่สมควรใชแ้ ก ครับ คะ่ เปน็ คาตอบรบั ไม่ใช่ประธานของประโยค ต้องใชผ้ ม ดิฉนั ไม่ควรใชต้ ัวเอง 2 ใช้คาว่า นะคะ
เน้ีย เนอะ นะครบั เอ่อ มากเกนิ ไป ทาให้ข้อความขาดตอน ไมต่ ่อเนื่อง ถา้ ตัดออกจะไดเ้ นือ้ ความเพมิ่ ข้ึนหรอื ใช้เวลา
นอ้ ยลง
3. ผูด้ าเนินการเสวนาควรคุมประเด็นให้มีทิศทางเพราะปรากฏว่าผู้เข้าร่วมเสวนาบางท่านเน้ือหาไม่สอดคล้องกับ
ประเด็นเลย ท่านแรกเปิดประเด็นนโยบายสังคมแตพ่ ูดถึงสถานการณ์ตัวอย่างขาๆ อีกทา่ นก็โฆษณาองค์กรตวั เอง
การไมคอ่ ยควบคมุ ประเด็นทาให้ไม่มเี วลาสาหรับการแสดงความเห็น ควรมีประเดน็ คมชดั เหมือน ดร.สมชัย และ
ดร.วรากรณ์ ฟังแล้วไดม้ มุ คิดมาก คมุ้ ค่ากบั การมาฟังและนา่ เสยี ดายท่ไี มม่ ีโอกาสให้ท่านพดู รอบที่ 2
4. เพิง่ ได้มารว่ มงานสถาปนาในครงั้ นี้ การจดั งานเชงิ วิชาการดมี าก ขอบคุณมากนะคะ
5. สไลดจ์ อเล็กไป มองไม่เห็น
6. ควรมีการนาเสนอสมั มนาคร้ังนี้ด้วย internet กรณีผ้เู ข้ารว่ มอยตู่ ่างประเทศ
245
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ประมวลภาพกิจกรรม
246
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
คณบดี คณาจารย์ และเจา้ หน้าทค่ี ณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ ถวายสักการะพระบวรราชานุสาวรีย์
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสงิ หนาท กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล
คณบดี คณาจารย์ และเจ้าหนา้ ทค่ี ณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ ร่วมทาบญุ และเล้ียงภตั ตาหารเชา้ แด่พระสงฆ์
247