รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
2.2 การไดร้ บั หรือใชบ้ รกิ ารทีเ่ ชื่อมโยงกับองค์ประกอบของพฤฒพลัง
การประเมินระดับการใชห้ รือได้รับบริการด้านสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม ความม่ันคงในชีวิต
และการพัฒนา พบว่ากลุ่มตัวอย่างได้รับบริการด้านสุขภาพมากที่สุดโดยเฉพาะบริการด้านข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ และ
สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกนั โรค แต่มีผู้ได้รับคาแนะนาด้านอาชีวอนามยั นอ้ ย มากกว่าคร่งึ หนึ่งของกลุ่มตวั อย่าง คือร้อยละ 58.4
ระบุว่าไมเ่ คยใช้หรือได้รบั บริการ ส่วนการใช้หรือได้รับบริการดา้ นการมีสว่ นรว่ มทางเศรษฐกิจตา่ กวา่ ดา้ นอื่นๆท้ังในด้านการ
พัฒนาทักษะ การสนับสนุนด้านทุนประกอบอาชีพ ส่วนด้านการได้รับข่าวสารด้านอาชีพมีสัดส่วนของการไมเ่ คยใช้บริการต่า
กวา่ ดา้ นอืน่ ๆ ในกลุ่มความม่ันคง พบวา่ บริการทใี่ ชห้ รือไดร้ ับมากทส่ี ุด คือด้านขา่ วสารทจ่ี าเป็นตอ่ การดารงชีวิต
เมือ่ เปรยี บเทียบสัดส่วนของผู้ทต่ี อบวา่ “ไมเ่ คย” ได้รบั สวัสดิการท่ีเชื่อมโยงกับการสนับสนุนให้เปน็ ผ้สู ูงอายุที่มีพฤฒ
พลังในแต่ละด้าน ก็พบว่า สัดส่วนของการไม่เคยได้รับบริการในด้าน “สุขภาพ” มีค่าตา่ ทส่ี ดุ ในขณะท่ี สัดส่วนการไมไ่ ดร้ ับหรือ
ไม่ได้ใช้บริการในกลุ่ม “ความม่ันคง” และ “การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม” สูงกว่า สะท้อนถึงความท้าทายในการ
จดั บริการเพื่อสนับสนุนการมีส่วนรว่ มดา้ นเศรษฐกจิ และสังคม โดยเฉพาะบริการที่มุ่งถงึ อนาคต (ตารางที่ 4)
ตารางที่ 4 การใช้/รบั บรกิ าร
ไมเ่ คย ประจา
การใช้หรือการไดร้ ับบริการเพ่อื สนบั สนนุ ภาวะสูงวัยทมี่ ีพฤฒพลงั
58.4 6.1
สวสั ดิการ/บริการท่ีใชห้ รอื ไดร้ บั 31.7 17.9
25.0 17.9
1. สุขภาพ
1.1 ได้รับคาแนะนาการปฏิบัติตนเรือ่ งอาชีวอนามัยและความปลอดภยั ในการทางาน 88.1 1.6
1.2 การสร้างเสริม ดูแลสุขภาพ ป้องกนั โรค 80.6 2.9
1.3 การได้รบั ข้อมูลข่าวสารดา้ นสุขภาพ 66.0 2.5
2. การมีสว่ นร่วมทางเศรษฐกจิ และสงั คม 65.4 2.5
2.1 เงินอุดหนนุ เพือ่ การประกอบอาชพี (ไม่ต้องคืน) 61.0 4.0
2.2 การจดั หางานที่สอดคลอ้ งกับความต้องการ 52.0 6.1
2.3 การพัฒนาอาชีพใหม่ๆ ที่ท่านสนใจ
2.4 เงินก้เู พือ่ ประกอบอาชีพ 70.1 2.0
2.5 การพฒั นาฝีมือหรือทกั ษะอาชีพในปัจจุบนั 59.1 5.0
2.6 การไดร้ ับข้อมูลข่าวสารสาหรบั การประกอบอาชีพ 49.2 3.3
3. ความมน่ั คง 39.3 11.2
3.1 ความช่วยเหลือดา้ นการเงนิ
3.2 ความช่วยเหลือหรือการใหค้ าปรกึ ษาจากกลุ่ม /องค์กร /เครือข่าย ทีเ่ ปน็ สมาชกิ
3.3 การศึกษา /การเรยี นรเู้ พิม่ เติม
3.4 การได้รบั ขอ้ มูลข่าวสารท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิต
คุณลักษณะด้านการรวมกลุ่มมีความสัมพนั ธ์กบั การใช้หรือได้รับบริการทุกด้าน แรงงานท่ีเป็นสมาชิกกลุ่มมีสัดส่วน
ของผไู้ มไ่ ด้รับบริการตา่ กว่าแรงงานท่ไี มไ่ ดเ้ ป็นสมาชิกกลุ่มเกือบทกุ ดา้ น ยกเวน้ ดา้ นความช่วยเหลือด้านการเงิน (ตารางท่ี 5)
98
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ตารางที่ 5 สมาชิกกล่มุ
ไมเ่ ปน็ เปน็
ความสมั พันธ์ระหวา่ งการเป็นสมาชกิ กลมุ่ กับการใชห้ รอื ได้รบั สวัสดิการ
-
สวสั ดกิ าร/บรกิ ารทใี่ ช้หรอื ไดร้ บั -
-
1. สุขภาพ
1.1 คาแนะนาเรื่องอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทางาน -
1.2 การสรา้ งเสริม ดูแลสุขภาพ ป้องกันโรค -
1.3 การได้รบั ขอ้ มูลข่าวสารด้านสุขภาพ -
2. การมีสว่ นรว่ มทางเศรษฐกจิ และสังคม -
2.1 เงินอดุ หนุนเพือ่ การประกอบอาชพี (ไม่ต้องคืน) -
2.2 การจดั หางานท่ีสอดคล้องกับความต้องการ -
2.3 การพฒั นาอาชพี ใหมๆ่ ทีสนใจ
2.4 เงนิ กู้เพื่อประกอบอาชพี -
2.5 การพฒั นาฝีมือหรือทักษะอาชพี ในปัจจุบนั -
2.6 การได้รับขอ้ มูลข่าวสารสาหรบั การประกอบอาชพี -
3. ความมั่นคง -
3.1 ความช่วยเหลือด้านการเงนิ
3.2 ความช่วยเหลือหรือการใหค้ าปรึกษาจากกลุ่มทเ่ี ปน็ สมาชกิ
3.3 การศกึ ษา /การเรยี นรู้เพ่มิ เติม
3.4 การได้รบั ขอ้ มูลข่าวสารที่จาเป็นตอ่ การดารงชีวติ
2.3 ภาพในอนาคตท่ตี อ้ งการ
เมือ่ ให้กลุ่มตัวอย่างระบุภาพในอนาคตที่ต้องการจะเป็น ก็พบว่ากลุ่มตัวอยา่ งให้ความสาคัญกับสัมพันธ์ในครอบครัว
มากกว่ามิติอื่นๆ (ร้อยละ 23.6 ของคาตอบ) รองลงมาคือ การมงี านทา มีรายได้ ซ่ึงเปน็ องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วมทาง
เศรษฐกิจและสังคม (รอ้ ยละ 20.7) สุขภาพกาย (ร้อยละ 20.2) สุขภาพจิต (รอ้ ยละ 18.0) และความสัมพันธ์กบั ชมุ ชน (ร้อยละ
17.5) ตามลาดับ ประเด็นท่ีน่าสนใจก็คือ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 85.2 ยังประสงค์ทางานต่อ คือต้องการมีอาชีพม่ันคงและมี
รายไดส้ ม่าเสมอ (ตารางท่ี 6)
ตารางท่ี 6
ภาพในอนาคตเมื่อเข้าส่ภู าวะสูงวัย
ภาพในอนาคต จานวน รอ้ ยละ
(n=244) (รอ้ ยละ 20.2)
1. สขุ ภาพกาย
1.1 สุขภาพแขง็ แรง 199 81.6
1.2 ไมเ่ จ็บป่วย 45 18.4
2. สขุ ภาพจติ (n=217) (รอ้ ยละ 18.0)
2.1 มีสุขภาพจิตดี 190 87.6
99
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ภาพในอนาคต จานวน ร้อยละ
2.2 ไม่มีเรื่องให้ตอ้ งกงั วล 27 12.4
3. การมงี านทา/มรี ายได้ (รอ้ ยละ 20.7)
3.1 มอี าชีพม่นั คง (n=250) 51.2
3.2 มีรายได้สมา่ เสมอ 128 34.0
3.3 มีเงนิ ออม 85 12.4
3.4 ไมม่ ีหนี้สิน 31 2.4
4. ความสมั พนั ธใ์ นครอบครัว 6 (ร้อยละ 17.5)
4.1 ครอบครวั อบอนุ่ รักกัน มีความสัมพนั ธ์ที่ดี สามคั คีกัน 67.4
4.2 ครอบครวั อยู่พรอ้ มหน้า มีเวลาให้กัน (n=285) 21.4
4.3 ครอบครวั อยดู่ ีกินดี 192 11.2
5. ความสัมพันธก์ บั ชมุ ชน 61 (รอ้ ยละ 23.6)
5.1 ชุมชนอบอ่นุ รักกนั มีความสัมพันธ์ท่ดี ี สามคั คีกัน 32 57.5
5.2 ชมุ ชนมีกิจกรรม มกี ารรวมกลุ่มทากจิ กรรม ของคนในชุมชน 42.5
(n=212)
122
90
2.4 การปฏิบัตติ นในสถานการณ์ปจั จุบัน
ขอ้ มูลด้านการปฏิบัตติ นในปจั จบุ ันเป็นเครื่องชี้โอกาสในการบรรลุภาพในอนาคต ผลการศึกษาชช้ี ัดว่ากลุ่มตัวอย่างมี
การปฏิบัติตนด้านความสัมพันธ์กับครอบครัวและชุมชน และด้านเศรษฐกิจสูงกว่าการปฏิบัติตนด้านสุขภาพ ส่วนในด้าน
สขุ ภาพก็ให้ความสาคญั กับมิติจติ วิญญาณมากกวา่ ด้านสุขภาพกาย (ตารางท่ี 7)
ตารางท่ี 7 การปฏบิ ตั ติ น
การปฏิบัติตนหรือสถานการณ์ในปัจจบุ ัน ไม่เคย ประจา
ประเดน็ การปฏบิ ัตติ น 36.8 22.7
39.1 12.1
1. สขุ ภาพ 16.9 32.5
การตรวจสุขภาพ
1.1 ตรวจสขุ ภาพเฉพาะทาง เช่น ตรวจภายใน ตรวจตา 24.3 14.2
1.2 ตรวจสุขภาพฟนั 19.7 17.3
1.3 ตรวจสขุ ภาพทั่วไป 8.4 40.6
การปฏิบัตติ น
1.4 ออกกาลังกายวันละ 20-30 นาที อย่างนอ้ ย 3 วนั ต่อสัปดาห์ 63.1 25.3
1.5 ศกึ ษาหาความรู้เกี่ยวกบั การดูแลตนเองให้มีสุขภาพดี 18.6 44.5
1.6 พยายามเคลื่อนไหวรา่ งกายเสมอ
อาหาร/อบายมุข
1.7 รับประทานอาหารเสริม
1.8 รับประทานอาหารรสหวาน มนั เคม็
100
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
ประเดน็ การปฏบิ ตั ติ น การปฏบิ ัตติ น
ไม่เคย ประจา
1.9 รบั ประทานเนือ้ ปลา ผกั ผลไม้ 4.8 52.8
จติ วิญญาณ
1.10 ทาสมาธิ และ/หรือสวดมนต์ และ/หรือไหวพ้ ระ 15.8 19.0
1.11 รว่ มพธิ ีกรรมทางศาสนา 8.8 25.6
2. เศรษฐกิจ
2.1 เก็บออมเงินหรือทรัพย์สินเพื่ออนาคต 15.0 21.9
2.2 คดิ เรื่องการวางแผนการเงินเพื่ออนาคต 10.2 29.0
2.3 มีรายไดเ้ พยี งพอเพือ่ ใชจ้ า่ ยในชีวิตประจาวัน 4.1 23.8
2.4 เกือ้ หนนุ สมาชกิ ในครอบครัวด้านการเงนิ ได้ 4.6 32.0
2.5 ระมดั ระวังการใชจ้ า่ ยเงิน 0.0 44.4
3. การพัฒนา
3.1 พยายามเรียนรกู้ ารใชเ้ ครือ่ งมือสือ่ สารหรือเทคโนโลยใี หมๆ่ 21.8 14.1
4. ความสัมพนั ธ์กบั ครอบครวั และชมุ ชน
4.1 อบรมสั่งสอนและ/หรือปฏิบตั ิตนเป็นแบบอย่างด้านความกตัญญกู ตเวที 1.6 52.2
4.2 ช่วยเหลือกิจกรรมต่าง ๆ ของครอบครัว 0.8 45.9
4.3 เกื้อหนนุ สมาชิกในครอบครัว เช่น ดูแลความเป็นอยู่ ใหก้ าลังใจ ให้คาปรึกษา 0.8 57.2
4.4 ร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์หรือกิจกรรมชุมชน 15.3 21.7
4.5 ช่วยงานสาธารณะหรือชุมชน 6.0 25.2
4.6 รว่ มกจิ กรรมประเพณี วัฒนธรรม 4.4 33.3
การเปน็ สมาชกิ กลมุ่ มคี วามสัมพันธ์กับการปฏิบัติตนบางด้าน แรงงานท่ไี ม่ไดเ้ ป็นสมาชกิ กล่มุ ออกกาลังกาย ศึกษาหา
ความรดู้ า้ นสุขภาพ ร่วมพิธีกรรมทางศาสนา รว่ มกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เรียนรกู้ ารใช้เครื่องมือสื่อสารหรือเทคโนโลยีน้อย
กว่าแรงงานที่เป็นสมาชกิ กลุ่ม แต่กร็ ับประทานอาหารเสริมน้อยกว่าด้วย ดา้ นความสมั พันธ์ชุมชน แรงงานชาย แรงงานทีไ่ ม่ได้
เป็นสมาชิกกลุ่มร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์หรือกิจกรรมชุมชนน้อยกว่า ส่วนด้านอายุ พบว่าแรงงานที่อายุมากตรวจ
สุขภาพเฉพาะทางน้อยกว่า รวมทั้งรับประทานอาหารเสริม อาหารรสจัดน้อยกว่าด้วย รวมทั้งเรยี นรู้การใช้เครื่องมือสื่อสาร
และเทคโนโลยนี อ้ ยกว่า (ตารางท่ี 7)
ตารางที่ 8 สมาชกิ กลมุ่
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคุณสมบัตขิ องกลุ่มตัวอยา่ งกับการปฏิบตั ิตน ไม่เป็น เป็น
ประเดน็ การปฏบิ ัตติ น -
1.สุขภาพ
1.1 ออกกาลังกายวันละ 20-30 นาทอี ยา่ งน้อย 3 วันตอ่ สปั ดาห์
101
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
ประเด็นการปฏบิ ัตติ น สมาชิกกลุ่ม
ไมเ่ ปน็ เป็น
1.2 รับประทานอาหารเสริม -
1.3 ศึกษาหาความรกู้ ารดูแลตนเองให้มีสุขภาพดี -
1.4 การร่วมพิธกี รรมทางศาสนา -
2.ความสัมพนั ธ์กับชุมชน
2.1 ร่วมกจิ กรรมสาธารณประโยชนห์ รือกจิ กรรมชมุ ชน -
3.การพฒั นา
3.1 พยายามเรยี นร้กู ารใชเ้ ครื่องมือสือ่ สารหรือเทคโนโลยี -
อภปิ รายผลการศึกษา
ผลการศึกษาข้างต้นอภิปรายได้หลายประเด็น ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานท่ีมีคุณค่า ผลการศึกษายืนยันถึง
สถานการณ์ทแ่ี รงงานส่วนใหญ่ยังไม่บรรลุงานที่มีคุณคา่ กลา่ วคือ ในมิติการมงี านทา พบว่า แรงงานมีงานทาไมส่ ม่าเสมอเมื่อ
พิจารณาจากจานวนวันที่มีงานทา ซ่ึงสอดคล้องกับผลการศึกษาท่ีพบว่าแรงงานส่วนใหญ่มีงานไม่ต่อเนื่อง ซ่ึงส่งผลต่อความ
มนั่ คงด้านรายได้ แรงงานยังมีโอกาสจากดั ในการพัฒนาทักษะและอาชีพ มีความจากัดในการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ ในมิติ
สิทธิข้ันพ้ืนฐาน ก็พบว่าแรงงานกว่าร้อยละ 70 ได้รับค่าตอบแทนต่ากว่าค่าจ้างขั้นต่า ไม่มีสัญญาการทางาน ซึ่งตาม
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทาท่ีบ้านกาหนดให้มี แรงงานเผชญิ ปัญหาสภาพแวดล้อมในการทางานและมีความเสี่ยง
จากโรคจากการทางาน ในมิติการคุ้มครองทางสังคม แม้ว่าจะมีการสร้างความมัน่ คงจากการฝากธนาคาร ซื้อประกัน และ
ดว้ ยรูปแบบอื่นๆ แต่ก็แตกต่างจากการสรา้ งความม่ันคงที่มีขอบเขตให้การคุ้มครองกวา้ งกว่า เช่น การเป็นผู้ประกันตนตาม
มาตรา 40 ซึ่งพบว่าแรงงานเป็นสมาชิกในสัดส่วนท่ีต่ามาก เป็นต้น ในมิติการเจรจาทางสังคม การศึกษายืนยันว่าสัดส่วน
แรงงานท่ีเปน็ สมาชกิ กลุ่มก็ต่ามาก ผลการศึกษาทาให้ได้ขอ้ สรปุ ว่ากลุ่มตัวอยา่ งยังเข้าไม่ถึงงานท่ีมีคุณค่า
ประเด็นท่ีน่าสนใจเช่นกันคือ ความไม่ต่อเนื่องของงาน แม้จะในด้านหน่ึงส่งผลต่อรายได้ แต่อีกด้านหน่ึง ก็ทาให้
แรงงานบางส่วนสามารถสร้างรายไดจ้ ากอาชีพอื่นได้ นอกจากน้ันข้อมูลอายงุ านยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนอาชีพในระหว่างทาง
ดังพบว่า แม้แรงงานจะอายุมาก แตส่ ่วนใหญ่ทางานไม่ถึง 10 ปี สถานการณ์น้ีทาให้การพัฒนาฝีมือทักษะสาหรับอาชีพใหม่มี
ความสาคัญ รวมท้ังการจัดหางานสาหรบั แรงงานทปี่ ระสงค์เปลี่ยนงานด้วย โดยเฉพาะกรณีท่ตี ้องเปลี่ยนงานด้วยความจาเป็น
ดา้ นสุขภาพ
เมื่อเชื่อมโยงผลการศึกษาด้านการทางานกับองค์ประกอบของพฤฒพลัง สามารถสรุปได้วา่ กลุ่มตัวอย่างน่าจะมี
ขอ้ จากัดในการเป็นผู้สูงอายุท่ีมีพฤฒพลังและน่าจะต้องการการสนับสนุนในหลายด้าน ข้อสรุปนี้ได้รับการสนับสนุนจากผล
การศึกษาด้านการไดร้ บั หรือใชบ้ รกิ ารทีเ่ ชื่อมโยงกบั องค์ประกอบของพฤฒพลัง กล่าวคือ ในมิตสิ ุขภาพ ข้อมลู ด้านการเจ็บปว่ ย
จากงานสะท้อนความจาเปน็ ด้านการใหค้ วามรแู้ ละป้องกนั การเจ็บป่วยจากงาน หรืออาชีวอนามัย ซ่ึงเปน็ ไปในทิศทางตรงข้าม
กบั ข้อมูลด้านการได้รับบริการด้านอาชีวอนามัย ส่วนในมิติการมีสว่ นร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม ผลการศึกษาสะท้อนเช่นกัน
ถึงความจากัดในการใช้หรือได้รับบริการด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการคุ้มครองขั้นพื้นฐาน การพัฒนาทักษะเพื่ออาชีพใน
อนาคต และการเข้าถึงแหล่งทุน โดยเฉพาะกองทุนผรู้ ับงานไปทาท่ีบ้าน ซ่ึงมุ่งสนับสนุนแรงงานกลมุ่ น้ีเป็นการเฉพาะ ในด้าน
ความมนั่ คงเช่นกัน รายได้ทีต่ า่ ผนวกกบั ภาวะหน้ีสิน และการใชเ้ งินกู้เพือ่ การบริโภคมากกว่าการลงทุนเพือ่ อนาคต สะท้อนถึง
โอกาสท่จี ากดั ในการสรา้ งความมัน่ คง แมว้ า่ ความสัมพนั ธใ์ นครอบครัวและในชุมชนจะมคี า่ คะแนนที่ไม่ตา่ ก็ตาม
102
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
การพิจารณาเชื่อมโยงผลการศึกษาด้านการทางาน การรับบริการที่เชื่อมโยงกับองค์ประกอบของพฤฒพลัง การ
ปฏิบตั ิตนของแรงงานกับภาพในอนาคตท่ีแรงงานต้องการ พบว่าสภาพการทางาน การใช้หรือได้รบั บริการท่ีเชื่อมโยงกับวาระ
งานท่ีมีคุณค่าและพฤฒพลัง ยังไม่ได้สนับสนุนภาพในอนาคตของแรงงาน ซึ่งภาพในอนาคตน้ี หากตัดประเด็น ด้าน
ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความสัมพันธ์กับชุมชนออก ก็จะพบว่าแรงงานให้ความสาคัญอยา่ งมากกับการมีงานทาและมี
รายได้ และมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิต ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติตนของแรงงานก็มุ่งไปที่ประเด็นความสัมพันธ์กับ
ครอบครัวและชุมชนมากกวา่ มติ ิอื่นๆ ซึ่งก็นับว่าสอดคล้องกับภาพในอนาคตทีแ่ รงงานต้องการ เพยี งแตว่ ่าภาพในอนาคตดา้ น
การทางานและการมรี ายได้ และสขุ ภาพ ดูจะไม่ได้รบั การสนบั สนุนเท่าท่ีควรจากเมื่อพิจารณาจากผลการศึกษาในมิติงานท่ีมี
คุณคา่ การได้รบั บรกิ ารทส่ี อดคลอ้ งกับภาวะพฤฒพลัง
ผลการศึกษาดา้ นความสัมพนั ธ์ระหว่างการเป็นหรือไม่เป็นสมาชกิ กลุ่มกับการใช้หรือได้รับบรกิ าร และการปฏบิ ัตติ น
ของแรงงาน ท่ีพบว่าการเป็นสมาชิกกลมุ่ มีผลต่อการใช้หรือได้รับบรกิ ารเกือบทุกด้าน และการปฏิบัติตนในบางด้าน ยืนยัน
ความสาคญั ของการรวมกลุ่มของแรงงาน ซ่ึงเป็นขอ้ เสนอแนะจากงานศกึ ษาเกยี่ วกับแรงงานนอกระบบจานวนมาก
ในภาพรวมผลการศึกษาน้ีสอดคล้องกับผลการศึกษาในปี 2554 (ธีระ สินเดชารักษ์ และพรทิพย์ เนติภารัตนกุล,
2554) การพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างคณุ ลักษณะบางด้านของกลุ่มตัวอย่างกับผลการศึกษา ยืนยันว่าการเปน็ สมาชิกกลุ่ม
สนบั สนุนการเตรียมความพร้อมของแรงงานรับงานไปทาท่ีบ้านในการเปน็ ผู้สงู อายุทมี่ ีพฤฒพลัง
ขอ้ เสนอแนะ
จากผลการศึกษาข้างต้น ขอ้ เสนอเชิงนโยบายมีดังนี้
1. กาหนดนโยบายการเตรียมความพร้อมแรงงานนอกระบบให้ชัดเจน และให้หน่วยงานทุกหน่วยถือเป็นนโยบายที่
ต้องปฏิบัติ การปฏิบัติตามนโยบายให้ความสาคัญต่อกลไกการทางานที่มีอยู่ ทั้งหน่วยงานที่มีพันธกิจท่ีเกี่ยวข้องและมีการ
ปฏิบัติงานประจาอยู่แล้ว กลไกการทางานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค และองค์กรที่มีพันธกิจเฉพาะ เช่น คณะกรรมการ
บรหิ ารจัดการแรงงานนอกระบบแหง่ ชาติ
2. เพ่ิมวาระการเตรยี มความพร้อมแรงงานนอกระบบให้เข้าสู่การเปน็ ผ้สู ูงวัยที่มีพฤฒพลังในยุทธศาสตร์การบรหิ าร
จัดการแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2560-2564
3. ใหค้ วามสาคญั แก่ “วาระงานทม่ี ีคุณคา่ ” ในฐานะเงื่อนไขสาคัญของการเตรยี มความพร้อม เนื่องจากวาระงานที่มี
คณุ ค่า ประกอบด้วยมิติการมีงานทา การคุ้มครองแรงงานขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าตอบแทน สภาพการทางาน การคุ้มครองทาง
สังคม ซ่ึงครอบคลุมทั้งมิติสวัสดิการแรงงานและความม่ันคงในชีวิต การเจรจาทางสังคม ซ่ึงเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการ
รวมกลุ่ม และการสรา้ งความเข้มแข็งของกลุ่ม อาจกล่าวไดว้ ่าองค์ประกอบของวาระงานทมี่ ีคณุ ค่าทับซ้อนกับองค์ประกอบด้าน
ตา่ งๆ ของพฤฒพลงั หรือการเปน็ ผู้สงู วยั ท่มี ีพฤฒพลงั โดยเฉพาะการเร่งรัดการบังคบั ใชพ้ ระราชบัญญตั ิคุ้มครองผ้รู ับงานไปทา
ที่บา้ น พ.ศ. 2553
4. ให้ความสาคัญต่อการสนับสนุนด้านอาชีวอนามัย ท้ังการเผยแพร่ความรู้ และการสนับสนุนให้หน่ วย
รักษาพยาบาลระดบั ปฐมภมู ิมีบทบาทในการส่งเสริมอาชีวอนามัย
5. ให้ความสาคัญแกก่ ารพัฒนาแรงงาน ท้ังด้านความรู้ ทักษะชีวิต และทักษะการทางาน สนับสนุนให้หน่วยงานที่
เก่ยี วข้อง โดยเฉพาะอย่างยิง่ หนว่ ยงานที่ใกล้ชดิ กับประชาชนในพื้นท่ี เชน่ กศน. มีบทบาทในการพฒั นาแรงงาน โดยบูรณาการ
การทางานกับหน่วยงานอืน่ ๆ
6. สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มและพัฒนาผู้นา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคมให้เป็นกลไก
ระดับชุมชนในการเตรียมความพรอ้ ม การรวมกลุ่มจะทาใหม้ ีการระบุตัวตนของแรงงาน และจัดทาฐานข้อมูล
103
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
รายการอ้างองิ
กศุ ล สุนทรธาดา และกมลชนก ขาสวุ รรณ. (2553). ระดบั และแนวโนม้ ความมีพฤฒพิ ลงั ของผ้สู ูงอายไุ ทย. การประชมุ วชิ าการ
ประชากรศาสตร์แหง่ ชาติ 2553. กรงุ เทพมหานคร (25-26 พฤศจิกายน): 26-38.
ขตั ติยา กรรณสตู , จีระพร บูรณสิน, อุษณยี ์ พรหมมาศ และนิตยา พีรานนท์ (2531). โครงการวิจยั สมบูรณแ์ บบเรื่องผู้รับงาน
ไปทาท่บี า้ น. กรุงเทพมหานคร: สถาบนั บัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์.
คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ. (2561). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย. สืบค้นเมื่อ 16 ธันวาคม 2561 เข้าถึงได้จาก
http://www.dop.go.th/download/knowledge/th1543898692-147_0.pdf
ธรี ะ สินเดชารกั ษ์ และพรทิพย์ เนติภารัตนกุล. (2554). ความพรอ้ มของแรงงานนอกระบบกับการเปน็ สงั คมสูงอายใุ นประเทศ
ไทย. กรุงเทพมหานคร: สานกั งานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ.
นฤมล นิราทร. (2559). ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมสาหรับการรับงานไปทาที่บ้าน: แนวคิดและกรณีศึกษา. กรุงเทพมหานคร:
จรลั สนทิ วงศ์การพิมพ์
นฤมล นิราทร. (2561). งานท่ีมีคณุ ค่าและพฤฒพลัง: ความเชื่อมโยงของแนวคิด. บทความนาเสนอในวันสถาปนาคณะสังคม-
สงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ปีท่ี 64, 24 มกราคม 2561.
นฤมล นิราทร, ศักดศ์ิ รี บริบาลบรรพตเขตต์, ภาวนา พฒั นศรี และศริ พิ งศ์ สวัสดิ์สนั ติสขุ (2561). การพฒั นาระบบ กลไก และ
มาตรการเพื่อเตรยี มความพรอ้ มของแรงงานนอกระบบท่มี ีอายุ 45 ปขี ้ึนไป และระบบสนับสนุนเพื่อให้เข้าสูภ่ าวะสงู วัย
ทกี่ ระปรี้กระเปรา่ . มูลนธิ สิ ถาบนั วิจยั และพฒั นาผู้สงู อายุไทย.
พูลทรัพย์ สวนเมือง ตุลาพันธุ์, จรรยา บัวสอน, สุนทรี หัตถี เซ่งก่ิง, เดือนนภา ปัญญาวงศ์ และกนกนาถ เทพนุภา (2555).
“แรงงานนอกระบบและการคุ้มครองทางสังคม: กรณีผ้ทู าการผลิตท่ีบา้ น” ใน แรงงานกับความไมเ่ ป็นธรรม. นภาพร
อติวานิชยพงศ์ บรรณาธกิ าร กรงุ เทพมหานคร: สานกั งานกองทนุ สนับสนุนการสร้างเสรมิ สุขภาพ.
สานั กงาน สถิ ติ แ ห่ งช าติ . (2550). ก าร สารวจการ รั บงาน มาทาท่ี บ้ าน . สื บ ค้ น เมื่ อ 12 กุม ภาพั น ธ์ 255 8
http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/search_center/23project-th.htm
สานกั งานสถิตแิ ห่งชาติ. (2560). การทางานของผสู้ งู อายใุ นประเทศไทย. สานักสถิติพยากรณ์ สานกั งานสถิตแิ หง่ ชาต.ิ
สานักงานสถิตแิ ห่งชาติ. (2561). การสารวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2560. กรงุ เทพมหานคร: สานักสถติ ิพยากรณ์ สานักงาน
สถติ แิ หง่ ชาติ.
Delaney, A. (2 0 0 4 ). “ Global Trade and Home Work: Closing the Divide,” in Keating, M. (Ed.) Gender,
Development and Trade. Oxfam, 2004, pp. 22-28.
Hassan, S.M. & Azman, A. (2014). Visible Work, Invisible Workers: A Study of Women Home Based Workers
in Pakistan. International Journal of Social Work and Human Services Practice 2(2) Apr, 2014, pp. 48-
55.
International Labour Organization (2013). Decent Work Indicators. Geneva: International Labour Organization.
Jütting, J. & De Laiglesia, J.R. (Eds.) (2 0 0 9 ) . Is Informal Normal? Towards More and Better Jobs in
Developing Countries. Paris: OECD Publishing.
World Health Organization. (2 0 0 2 ). Active Ageing: A Policy Framework. Retrieved April 4 , 2 0 1 7 from
http://www.who.int/ageing/publications/active_ageing/en/
104
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
พฤฒพลงั ด้านสุขภาพของผู้สงู อายุประเทศญี่ปนุ่ สหรัฐอเมริกา และไทย
Health Active Aging of Elder in Japan, United States of America, and Thailand
ศรอษุ า ฉมิ เพ็ชร1, รองศาสตราจารย์ ดร.นาถ พนั ธุมนาวนิ 2
และอาจารย์ ดร.ชยั รตั น์ วงศก์ ิจรงุ่ เรอื ง3
Sornusa Chimphet4, Associate Professor Nath Bhanthumnavin, Ph.D.5
and Chairat Wongkitrungruang, Ph.D.6
Abstract
This article is aimed to study the Health Active Aging of Elder in Japan, United States of America
and Thailand in order to study the elderly and guide the development of the elderly in health care. In
addition to enabling the elderly to live happily and have a good quality of life. It also reduces the
dependence of families and communities, as well as the cost of government. The study found similarity
and difference that 1) Health Active Aging of Elder in Japan, USA and Thailand have the same focusing on
their own health include: (1) Eating healthy foods, (2) Exercise regularly, (3) Good mood and good mental
health, (4) Outdoor living and tourism, (5) Sufficient sleep, (6) Participation activities in family, friends and
community, (7) Avoid drinking alcohol and smoking, (8) Adhering to the religion. However, elder in this 3
countries have different health care detail depending on terrain, society and culture such as (1) Eating
healthy foods type, (2) Regular exercise type, (3) Participation activities of family, friends and community
type, (4) Adhering to the religion type. 2) Factors that encourage the Health Active Aging of Elder in Japan,
United States of America and Thailand are (1) Personal factors (2) Social and cultural factors (3) Legal and
policy factors 3) Risk factors that effect on the Health Active Aging of Elder in Japan, United States of
America and Thailand are (1) Personal factors (2) Economy factors (3) Value factors (4) Environmental
factors.
Keywords: Active Aging, Health Active Aging, Elder Person
บทคดั ย่อ
บทความนี้ ม่งุ ศกึ ษาพฤฒพลังด้านสุขภาพของผู้สงู อายปุ ระเทศญ่ีปุ่น สหรัฐอเมริกา และไทยเพื่อนาไปใชศ้ ึกษาด้าน
ผู้สูงอายุและเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุในการดูแลตนเองด้านสุขภาพ ซึ่งนอกจากทาใ ห้
ผู้สูงอายุดารงชีวติ อย่างมีความสุขและมีคณุ ภาพชีวิตท่ีดี ยังลดภาวะพึ่งพิงจากครอบครัวและชุมชน รวมถึงลดภาระคา่ ใช้จ่าย
จากภาครัฐอีกด้วย ผลการศึกษาพบว่า 1) พฤฒพลังด้านสุขภาพของผู้สูงอายุประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไทยมีความ
เหมือนและความแตกต่างกนั ความเหมือนกัน คือ การใหค้ วามสาคัญกบั สุขภาพของตนเอง ได้แก่ (1) การรับประทานอาหารที่
1 นิสติ ปริญญาโท สาขาการบรหิ ารและการพัฒนาสงั คม คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2 อาจารยป์ ระจา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
3 อาจารยป์ ระจา คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
4 Master's student, Department of Social Development, Faculty of Social Sciences, Kasetsart University, Thailand
5 Lecturer, Faculty of Social Sciences, Kasetsart University, Thailand
6 Lecturer, Faculty of Social Sciences, Kasetsart University, Thailand
E-mail : [email protected]
105
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
มปี ระโยชน์ (2) การออกกาลังกายอย่างสมา่ เสมอ (3) การมีอารมณ์ดีและสขุ ภาพจิตดี (4) การใช้ชีวิตกลางแจง้ และท่องเที่ยว
(5) การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (6) การมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมของครอบครัว เพื่อน ชุมชน และสังคม (7) หลกี เล่ียงการ
ดืม่ สุราและการสูบบุหร่ี (8) การยึดม่ันในหลักศาสนา แต่ผู้สูงอายุท้ัง 3 ประเทศก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียดของการ
ดูแลสุขภาพที่เปล่ียนแปลงไปตามบริบทของภูมิประเทศ สังคมและวัฒนธรรม อาทิ (1) ลักษณะการรับประทานอาหารที่มี
ประโยชน์ตอ่ ร่างกาย (2) ลกั ษณะการออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอ (3) ลักษณะการมีสว่ นรว่ มในกิจกรรมของครอบครวั เพือ่ น
ชุมชน และสังคม (4) ลักษณะการยึดม่ันในหลักศาสนา 2) ปัจจัยท่ีส่งเสริมให้เกิดพฤฒพลงั ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุประเทศ
ญีป่ ุ่น สหรัฐอเมริกา และไทย คือ (1) ปัจจัยส่วนบุคคล (2) ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม (3) ปัจจยั ทางกฎหมายและนโยบาย
3) ปัจจัยเส่ียงท่ีส่งผลกระทบต่อพฤฒพลังดา้ นสุขภาพของผู้สูงอายุประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไทย คือ (1) ปัจจัยส่วน
บุคคล (2) ปจั จัยทางเศรษฐกจิ (3) ปัจจัยทางค่านิยม (4) ปจั จยั ทางส่ิงแวดลอ้ ม
คาสาคัญ: พฤฒพลัง, พฤฒพลงั ด้านสขุ ภาพ, ผู้สูงอายุ
บทนา
ใน ค.ศ.2016 ประชากรโลกมีประมาณ 7,433 ล้านคน ในจานวนน้ีเป็นประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 929
ล้านคนหรือคิดเป็นรอ้ ยละ 12.5 ของประชากรทั้งหมดและมีแนวโน้มว่าประชากรโลกจะมอี ายุสงู ขน้ึ เรื่อยๆ (United Nations,
2016) โดยเฉพาะการเพ่ิมข้ึนของผู้สงู อายุในประเทศญี่ปุ่น สหรฐั อเมริกา และไทยที่มีแนวโน้มการสูงข้ึนของประชากรสูงอายุ
อย่างต่อเนื่อง ซ่ึงในประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วนของประชากรท่ีมีอายุต้ังแต่ 65 ปีข้ึนร้อยละ 20 ในปี ค.ศ.2006 (Nihon
University Population Research Institute, 2003) ซึ่งหมายความว่าขณะนป้ี ระเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผ้สู ูงอายุระดับสุดยอด
หรือ Super-Aged Society7 แล้ว ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกามสี ัดส่วนของประชากรที่มอี ายุต้ังแต่ 65 ปีขึ้นร้อยละ 14 ในปี
ค.ศ.2013 และคนรุ่นสดุ ท้ายของ Baby boomers หรือคนท่ีเกิดใน ค.ศ.1946 - 1964 จะมอี ายุ 65 ปี ในปี ค.ศ.2030 ซ่ึงจะ
ทาให้ประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากร 1 ใน 5 เข้าสู่วัยเกษียณ (รัตพล อ่อนสนิท, 2561) ซึ่งหมายความว่าขณะนี้ประเทศ
สหรัฐอเมรกิ าเข้าสู่สังคมสงู อายุอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete-Aged Society8 แล้วและกาลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับ
สดุ ยอด หรือ Super-Aged Society ในอนาคตอันใกล้ โดยในขณะน้ีประเทศไทยสัดสว่ นของประชากรที่มอี ายุตั้งแต่ 60 ปีข้ึน
ไปร้อยละ 15.45 ซ่ึงหมายความว่าขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ หรือ Aged Society9 (สานักบริหารการทะเบียน
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, 2559) รวมถึงมีการคาดการณ์วา่ ในปี พ.ศ.2564 ประชากรอายุ 60 ปีข้ึนไป มสี ัดส่วน
สูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรท้ังหมดซึ่งประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ หรือ Complete-Aged Society
และในปี พ.ศ.2574 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมสี ัดส่วนสูงถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมดซ่ึงจะทาให้ประเทศไทยเข้าสู่
สังคมสูงอายุระดับสุดยอดหรื อ Super-Aged Society (สานักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวช้ีวัดภาวะสังคม สานักงาน
คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ, 2557)
พฤฒพลังเป็นแนวคิดท่ีแสดงถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ของผู้สูงอายุ และเป็นเป้าหมายของภาวะหรือคุณภาพชีวิตของ
ผู้สูงอายุท่ัวโลกท่ีต้องดาเนินไปให้ถึง โดย World Health Organization (2002) ได้ให้ความหมายว่า พฤฒพลังเป็น
กระบวนการสร้างโอกาสช่วยให้กายภาพ สงั คม จิตใจ และการมีสว่ นร่วมดีข้ึน นอกจากน้ียังกล่าวถงึ สุขภาพตามกรอบแนวคิด
ที่เก่ยี วกับผสู้ ูงอายุที่มีพฤฒพลังว่า หมายถงึ การที่ผสู้ ูงอายุจะคงไว้ซึ่งการมีสุขภาพท่ีดี โดยการปอ้ งกนั เพือ่ ลดภาระการเปน็ ผูไ้ ร้
7 สงั คมสูงอายุระดับสดุ ยอด (Super-Aged Society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึน้ ไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหม ดหรอื ประชากรอายุ 65 ปีข้ึนไป
มากกวา่ รอ้ ยละ 20 ของประชากรท้ังหมด (มูลนธิ ิสถาบนั วิจยั และพฒั นาผู้สงู อายุไทย และสถาบันวจิ ัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัย มหิดล, 2560)
8 สังคมสงู อายอุ ยา่ งสมบูรณ์ (Complete-Aged Society) หมายถงึ สงั คมท่ีมปี ระชากรอายุ 60 ปขี นึ้ ไป มากกวา่ ร้อยละ 20 ของประชากรทัง้ หมดหรือประชากรอายุ 65 ปีขนึ้ ไป
มากกวา่ ร้อยละ 14 ของประชากรท้ังหมด (มลู นธิ สิ ถาบันวิจัยและพฒั นาผูส้ งู อายไุ ทย และสถาบนั วจิ ยั ประชากรและสงั คม มหาวิทยาลยั มหิดล, 2560)
9 สังคมสูงอายุ (Aged Society) หมายถึง สังคมท่ีมีประชากรอายุ 60 ปีขึน้ ไป มากกวา่ รอ้ ยละ 10 ของประชากรท้งั หมดหรอื ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกวา่ ร้อยละ 7 ของ
ประชากรทัง้ หมด (มูลนธิ ิสถาบันวจิ ัยและพัฒนาผู้สูงอายไุ ทย และสถาบนั วิจัยประชากรและสงั คม มหาวิทยาลัย มหิดล, 2560)
106
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ความสามารถและโรคเรื้อรัง ตลอดจนการเสียชีวิตก่อนวยั อนั ควร ขณะท่ีกุศล สนุ ทรธาดา และกมลชนก ขาสุวรรณ (2553) ได้
ให้ความหมายวา่ พฤฒพลัง หมายถึง ผู้สูงอายุท่ีมีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการทากิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และ
สามารถช่วยเหลือตนเองในการทากิจกรรมประจาวัน มสี ่วนร่วมในการทางาน และมีสว่ นร่วมในครอบครัวและกลุ่มสังคม รวม
มคี วามม่ันคงทั้งด้านการเงินและด้านกายภาพอีกด้วย ดังนั้นพฤฒพลังจึงเปน็ ภาวะท่ีผู้สูงอายุพึงมีเพราะทาให้เกิดการพ่ึงพา
ตนเองในวัยชราได้อย่างมีความสุข
จากข้อมูลเห็นได้ว่าประเทศดังกล่าวมีจานวนผู้สูงอายุเพิ่มข้ึนและมีอายุเฉล่ียยืนยาวขึ้นอย่างต่อเนื่องทาให้ต้องหา
แนวทางรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อลดภาวะพ่ึงพิงจากครอบครัวและชุมชน รวมถึงลดภาระคา่ ใช้จา่ ยจากภาครัฐ ซึ่งมี
ผู้สูงอายุส่วนหน่ึง ที่พ่ึงพาตนเองได้ ทั้งทางด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้านการมสี ่วนรว่ มทางสังคม และด้านสุขภาพ คือ มี
ศักยภาพในการดูแล ป้องกัน รกั ษาสุขภาพของตนเองให้สมบูรณ์แข็งแรง ทั้งสขุ ภาพร่างกาย คือ มีความสามารถในการเค้ียว
อาหาร การมองเห็น การได้ยิน การทากิจวัตรประจาวัน การเคลื่อนไหวร่างกาย และสุขภาพจิต คือ ความรู้สึกมีคุณค่า
ความรู้สึกมีความสุขในการดาเนินชีวิต รวมถึงมีพฤติกรรมในการสร้างเสริมสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงตลอดเวลา หรือท่ี
เรียกว่า “พฤฒพลังด้านสขุ ภาพ หรือ Health Active Aging”
การรวบรวมขอ้ มลู และวิธีการศกึ ษา
การรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (Documentary study) โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ หนังสื อ
วารสารวิชาการ สือ่ อิเลก็ ทรอนิกส์ และเอกสารอื่นๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั พฤฒพลังด้านสุขภาพประเทศญี่ปุน่ สหรัฐอเมริกา และไทย
หลังจากน้ันมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล โดยกาหนดหัวข้อนาเสนอไว้ 3 ประการ คือ 1) พฤฒพลังดา้ นสุขภาพของ
ผู้สูงอายุ 2) ปัจจัยท่ีส่งเสริมให้เกิดพฤฒพลังด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ และ 3) ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อพ ฤฒพลังด้าน
สุขภาพของผูส้ ูงอายุ
ผลการศกึ ษา
1. พฤฒพลังดา้ นสขุ ภาพของผูส้ ูงอายุประเทศญป่ี นุ่ สหรฐั อเมรกิ า และไทย
1.1 ประเทศญป่ี ุน่
ในประเทศญี่ปุ่น Dan Buettner ได้ศึกษา สมั ภาษณ์ พบปะ สังเกตวถิ ีชีวิตของผ้สู ูงอายุท่ีอาศัยอยู่ทเ่ี กาะโอกินาวา
ประเทศญ่ีปุ่น โดยอยู่ระหว่างทะเลแปซิฟิกเหนือและทะเลจีนตะวันออก เปน็ หมเู่ กาะท่ีมีอากาศอบอุ่นตลอดท้ังปี ทาให้ชาวโอ
กินาวาสามารถปลกู พืชผกั สวนครัวไดต้ ลอดปี ไมม่ ีความจาเป็นต้องแปรรูปหรือถนอมอาหารในลกั ษณะต่างๆ ดังนั้น ทกุ คนใน
เกาะโอกินาวาทาสวนหรือเคยทาสวนทาให้ได้รับประทานพืชผักสดเป็ นหลักมาเกือบตลอดชีวิต การได้รับวิตามินดีอย่าง
เหมาะสมตลอดปี รวมถึงการได้เคลื่อนไหวและออกกาลงั ทกุ ส่วนจากการทาสวน ถือวา่ เป็นเคล็ดลบั ในการมีอายุยืนยาวของหมู่
ผเู้ ฒ่าอายุร้อยปีในโอกินาวา นอกจากน้ีชาวโอกินาวา ท่ีสูงวัยยังมเี ป้าหมายของการตื่นเช้าอย่างชัดเจน และมีลีลาชีวติ ท่ีเรียบ
งา่ ย มีความสุขกับการดาเนินชีวิตแบบไม่เร่งรีบ เคล็ดลับของชาวโอกินาวา ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ลีลาชีวิต และส่ิงแวดล้อม
มีความเก่ียวข้องกับความมอี ายุยืนยาว (Buettner, 2005)
นอกจากนี้สานักอนามัยผู้สูงอายุ (2557) กล่าวถึงผู้สูงอายุประเทศญ่ี ปุ่นที่ดูแลสุขภาพตนเองได้เป็นอย่างดี ดัง
ตัวอยา่ งต่อไปน้ี
1) คุณยายมิซาโอะ โอกาวะ อายุ 117 ปี (ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจล้มเหลว) จังหวัดโอซาก้า เคล็ดลับ คื อ
รบั ประทานขา้ วปั้นปลาดิบ (ซูชิ) อารมณด์ ี พักผอ่ นเพียงพอ และนอนหลับวันละ 8 ชว่ั โมง
2) คุณตาคามาดะ นากาซาโกะ อายุ 106 ปี จังหวัดโอกินาวา เคล็ดลับ คือ การพบปะสังสรรค์กับญาติสนิทมิตร
สหาย เพื่อดื่มน้าชารว่ มกนั สัปดาห์ละหลายคร้งั
107
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
3) คุณยายยาสึ อิโตมัง อายุ 104 ปี จังหวัดจังหวัดโอกินาวา เคล็ดลับ คือ การออกกาลังกายด้วยการปลูก
หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ แครอท และพืชผักสมนุ ไพรอืน่ ๆ ในสวนครวั และรบั ประทานผลผลิตสดจากสวนทปี่ ลกู เอง
4) คุณตาเซริว โทงุจิ อายุ 104 ปี จังหวัดโอกินาวา เคล็ดลับ คือ ชอบอาบแดดรับวิตามิน ดีท่ีช่วยป้องกันภาวะ
กระดกู พรนุ ในสวนสักสองสามนาทีและชอบสวมถุงมือสีแดงเพราะมองเหน็ ได้ง่ายแสดงถึงความสุขใจ
สรุปไดว้ ่าพฤฒพลังด้านสุขภาพของประเทศญี่ปุ่นจากกรณีตัวอย่าง คือ ด้านรา่ งกายสามารถทากิจวตั รประจาวันได้
ด้วยตนเอง ดา้ นจิตใจรู้สึกมีความสุขในการดาเนินชวี ิต และมีสังคมในการสังสรรค์กับญาติสนิทมติ ร รวมถึงมีพฤติกรรมในการ
สร้างเสรมิ สุขภาพของตนเองใหแ้ ข็งแรงตลอดเวลา โดยเฉพาะการออกกาลงั กายด้วยการปลูกพืชผกั สวนครวั และการอาบแดด
เพื่อรบั วิตามินดี จากแสงแดด ทาให้ผู้สูงอายุมีปญั หาด้านสุขภาพน้อยมาก สามารถพ่ึงพาตนเองได้เป็นอย่างดี รวมทั้งไม่เป็น
ภาระของครอบครวั ชมุ ชน และรัฐบาลในด้านงบประมาณและสวัสดิการสุขภาพ
1.2 ประเทศสหรฐั อเมริกา
ในประเทศสหรัฐอเมริกา Dan Buettner ได้ศึกษา สัมภาษณ์ พบปะ สังเกตวิถชี ีวิตของผู้สูงอายุ ท่ีอาศัยอย่ทู ่ีเมือง
โลมา ลินดา ประเทศสหรฐั อเมริกา เป็นเมืองท่ีอยู่ในรฐั แคลิฟอรเ์ นยี สหรัฐอเมรกิ า มีประชากรประมาณ 21,000 คน สว่ นใหญ่
นับถือศาสนาคริสต์ นิกายเซเวนเดย์ แอ๊ดเวนตีส ชาวแอ๊ดเวนตีส ส่วนใหญ่จึงชอบเข้าโบสถ์เพื่อสังสรรค์ และทากิจกรรม
ร่วมกัน เป็นการหาวนั พักจากชีวิตท่วี ุ่นวายในแต่ละวัน ทาใหไ้ ด้พักผ่อน คลายเครยี ดและเสริมสรา้ งเครือขา่ ยสังคมให้เข้มแข็ง
ขน้ึ มีคาแนะนา 5 ข้อ ทเ่ี ปน็ บทเรยี นสาคัญของชาวแอ๊ดเวนตีสท่ีทาแล้วจะเพิ่มอายุขึ้นถึง 10 ปี คือ การเป็นนักมังสวิรตั ิ ชอบ
รับประทานถ่ัวเปลือกแขง็ การไม่สบู บหุ ร่ี การออกกาลังกาย และการรักษานา้ หนักตวั ใหพ้ อดี (Dan Buettner, 2005)
นอกจากน้ีสานักอนามัยผู้สูงอายุ (2557) กล่าวถึงผู้สูงอายุสหรัฐอเมริกาที่ดูแลสุขภาพตนเองได้เป็นอย่างดี ดัง
ตัวอยา่ งตอ่ ไปน้ี
1) คุณตาแฟรงก์ เชียเรอร์ อายุ 100 ปี รัฐวอชิงตัน เคล็ดลับ คือ การใชช้ ีวิตกลางแจ้งและการออกกาลงั กายด้วย
กฬี าสกนี า้
2) คณุ ยายมาร์จ เจตทัน อายุ 112 ปี รัฐแคลิฟอรเ์ นยี ร์ เคล็ดลับ คือ ออกกาลงั กายเป็นกจิ วตั ร การไม่รับประทาน
เนื้อสัตว์และไม่รับประทานจุบจบิ ระหวา่ งมื้อ รวมถึงแรงศรัทธาในคริสต์ศาสนา ซึ่งเธอและเพื่อนสมาชิกกลุ่มคริสตจักรวันเสาร์
รวมทงั้ คนอื่นๆ ซง่ึ หลีกเล่ยี งอาหารขยะและกาเฟอนี
3) คุณยายลิเดีย นิวตัน อายุ 116 ปี รัฐแคลิฟอร์เนยี ร์ เคลด็ ลบั คือ การไม่รับประทานเนื้อหมูตามคัมภีรไ์ บเบิลและ
ชอบถ่วั เปลือกแข็ง
4) คุณยายอินเนส แฮร์ร่ีและเวนิส ชอว์ อายุ 106 ปี ซึ่งเป็นฝาแฝดกันอยทู่ ี่รัฐแคลิฟอร์เนียร์ เคล็ดลับ คือ 2 คนพี่
นอ้ ง มกี ารทากิจกรรมรว่ มกนั มาตลอดและถึงแม้ว่าจะมีสามีดว้ ยกันทง้ั คแู่ ล้วก็ยงั คงทากิจกรรมร่วมกันเหมือนเดิมพรอ้ มสามที ั้ง
คดู่ ว้ ย
สรปุ ได้ว่าพฤฒพลังดา้ นสุขภาพของประเทศสหรัฐอเมริกาจากกรณีตวั อย่าง คือ ด้านร่างกายมีวธิ ีในการรับประทาน
ที่ทาให้รา่ งกายไม่เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร ได้แก่ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ อาหารขยะ กาเฟอีนและไม่รับประทานจุบจิบ
ระหว่างมื้อ ดา้ นจิตใจมีการทากจิ กรรมเพื่อสังคมและมสี ิ่งยึดเหน่ียวจากการเปน็ สมาชิกของกลุ่มศาสนา รวมถึงมีพฤติกรรมใน
การสร้างเสริมสขุ ภาพของตนเองให้แข็งแรงตลอดเวลา โดยเฉพาะการออกกาลังกายและการเล่นกีฬาอย่างสม่าเสมอ ทาให้
ผู้สูงอายุไม่มโี รคประจาตวั สามารถทากจิ กรรมต่างๆ ไดด้ ว้ ยตนเอง ซ่งึ ทาให้ไมเ่ ปน็ ภาระของครอบครัวและชุมชน
1.3 ประเทศไทย
สาหรับประเทศไทยนั้นมีรายงานจากสานักงานสถิติแห่งชาติ (2560) ได้ศึกษาดัชนีพฤฒพลังผู้สูงอายุไทย ซ่ึงใช้
เอกสาร รายงานท้ังในประเทศและต่างประเทศ พบว่าระดับพฤฒพลังของผู้สงู อายุไทยในภาพรวมอย่ใู นระดบั ปานกลาง โดย
108
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
คะแนนในด้านสุขภาพอยู่ในระดับท่ีสูง ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถในการมองเห็นและการได้ยินของผู้สูงอายุมีคะแนน
ค่อนข้างสงู ในทุกภูมภิ าค ในส่วนมติ ชิ าย หญงิ พบว่าผู้สงู อายุชายมรี ะดับพฤฒพลังสูงกวา่ ผู้สูงอายุหญิงในทกุ จังหวดั
นอกจากนี้ในดา้ นสุขภาพ สานักอนามัยผู้สูงอายุ (2557) กลา่ วถึงผู้สูงอายุไทยที่ดูแลสุขภาพตนเองได้เป็นอย่างดี ดังตัวอย่าง
ตอ่ ไปนี้
1) ย่าทวดแฉล้ม สายเพ็ชร์ อายุ 105 ปี 10 เดือน 1 วัน (ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา) จังหวัดปราจีนบุรี เคล็ดลับ คือ
การศึกษาและปฏิบัติธรรม โดยสวดมนต์วันละ 2 ครั้ง ท้ังเวลาเช้า - เย็น รวมถึงการออกกาลังกายดว้ ยการเดนิ ช้าๆ และทาจิต
สงบด้วย นน่ั คือ การเดนิ จงกรมภายในบรเิ วณบ้านน่ันเอง
2) นายแพทย์เฉก ธนะสิริ อายุ 93 ปี จังหวัดกรุงเทพมหานคร เคล็ดลับ คือ 9 อ. ไดแ้ ก่ 1) อนาคต ซ่ึงเราต้องตั้งใจ
ใหแ้ น่วแน่ว่า จะต้องมีอายยุ ืนยาวอย่างแข็งแรง 2) อนามัย เราต้องดูแลสุขภาพอนามัยของตวั เองด้วยการตรวจโรค ตรวจเลือด
ปลี ะ 1-2 คร้ังเป็นประจาทุกปี 3) อารมณ์ ซ่งึ สาคัญมาก ควรทาอารมณ์ให้เปน็ ปกติ ให้มกี ารเปล่ียนแปลงทางอารมณน์ ้อยทีส่ ุด
4) ออกกาลังกาย จะต้องพอเพยี งอย่างน้อยวนั ละ 30 นาที และทา 4-6 วัน ต่อสัปดาห์ และเลือกชนดิ ของการออกกาลังกาย
ให้เหมาะกับวัยและน้าหนักตัว 5) อาหาร อาหารที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย ก็คือ พืชผัก ผลไม้ ถ่ัวและเมล็ดพืช เช่น
เมลด็ ทานตะวนั เมล็ดฟักทอง และท่ีต้องระวงั อย่ารับประทานพวกท่ีมีไขมนั น้าตาล พวกเนื้อสัตวส์ ่ีเท้ามากนัก ตอ้ งเคี้ยวให้
ละเอียด ไม่ดื่มน้าระหว่างรับประทานอาหาร งดดื่มน้าอัดลม แอลกอฮอล์ ชา น้าหวานได้ยิ่งดี 6) อากาศ ที่เป็นประโยชน์ต่อ
ร่างกายคือ ออกซิเจนและโอโซน คนในเมืองก็ควรหาโอกาสไปพักผอ่ นตามสถานท่ีท่ีมีอากาศบริสุทธิ์ เชน่ ชายทะเล ป่าเขา
เป็นต้น 7) อาทิตย์ หมายถึง แสงอาทิตย์ ร่างกายเราควรจะได้รับแสงอาทิตย์ต้ังแต่ตะวันขึน้ ไปจนถึงประมาณ 10.00 น. และ
หลัง 16.00 น. จนตะวนั ตกดิน เพราะแสงอาทิตย์ในเวลาท่ีกล่าวนี้มีรังสีอยู่หลายชนิดท่ีเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย 8) อดิเรก
ควรหางานอดิเรกทา เพราะคนที่อยู่ในวัยสูงอายมุ ักจะมีเวลาวา่ งเหลือเฟือ เมื่อใดท่ีวา่ งก็จะร้สู ึกเหงา และมกั คิดว่าตัวเองหมด
คณุ ค่า ควรระวังอย่าให้ความรู้สึกนี้เกิดข้ึนเป็นอันขาด 9) อบอุ่น พยายามสร้างความอบอุ่นขึ้นในครอบครัวของตนเองก่อน
และเผือ่ แผไ่ ปยังครอบครัวของลกู และหลาน เหลน แล้วสุขภาพจิตของเราจะสดชืน่ (ศูนย์ศตวรรษกิ ชน, 2552)
3) ยายกา อัครชาติ อายุ 105 ปี กับ 1 เดือน 12 วัน (ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา) จังหวัดศรีสะเกษ เคล็ดลับ คือ
รับประทานอาหารปลาเป็นหลัก รับประทานปลาได้ทุกชนิด ท่านเล่าว่าทานได้ทุกชนิดเพราะท่านชอบปลามาก และจะ
รับประทานกับแจ่ว โดยจะรับประทานป่นปลาและผักสดเป็นอาหารประจามาจนกระท่ังปัจจุบัน รองลงมาจะรับประทานหมู
เป็นอาหาร แต่จะไม่รับประทานเนื้อวัว ควายเป็นอาหาร เป็นคนท่ีชอบทางานทุกอย่างไม่หยุดนิ่ง จะช่วยลูกหลานทาไร่ทานา
มาตลอด และจะไปราผีฟ้าทุกครั้งที่มีผู้มาว่าจ้างให้ไปรา และสง่ิ ท่ีสาคัญที่สุด ท่ีทาให้ยายกาอายุยืน คือการไม่ดื่มเครื่องดื่ม
แอลกอฮอลท์ กุ ชนดิ
4) ยายเชื้อ มีนุช อายุ 84 ปี จังหวัดเพชรบุรี เคล็ดลับ คือ เคล็ดลับความแขง็ แรงของคุณยายอยู่ท่ีการทางานออก
แรงอย่างสม่าเสมอ และรบั ประทานอาหารพืน้ บ้านท่ีหาได้ในท้องถ่ิน โดยประกอบอาชีพข้นึ ต้นตาล ซ่ึงชอบปีนข้ึนต้นตาลมา
ตั้งแต่สมัยวัยเด็กจึงทาให้คล่องแคล่วและเชี่ยวชาญในการปีน แต่มาทาจริงจงั เมื่ออายุประมาณ 40 ปี และยึดอาชพี น้ีมาโดย
ตลอดจนถึงปจั จบุ นั ซึ่งข้นึ ต้นตาลทกุ เชา้ ช่วง 6-7 โมงเชา้
สรุปได้ว่าพฤฒพลังด้านสุขภาพของประเทศไทยจากกรณีตัวอย่าง คือ ด้านร่างกายมีการเลือกรับประทานท่ีเป็น
ประโยชน์ต่อรา่ งกาย ได้แก่ ปลาและผัก ด้านจติ ใจมกี ารปฏบิ ัตธิ รรม การทางานภายในครัวเรือน และการทากิจกรรมรอ้ งราทา
เพลงในชมุ ชน รวมถึงมีพฤติกรรมในการสรา้ งเสริมสุขภาพของตนเองใหแ้ ข็งแรงตลอดเวลา โดยเฉพาะการออกกาลังกายอย่าง
สมา่ เสมอ จากการไดอ้ อกกาลังกายมีทัง้ กิจกรรมท่ีออกกาลังกายและกจิ วัตรจากงานท่ีทาให้ครอบครัว ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมจาก
อาชีพหรือกิจวัตรทท่ี าในครอบครัวอันสง่ ผลทาให้ผู้สงู อายมุ ีร่างกายแขง็ แรง ปราศจากความเครียด มีความสขุ ในการดารงชีวิต
รวมท้ังไมเ่ ปน็ ภาระของครอบครัว ชุมชน และรฐั บาลในด้านสุขภาพ
109
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
1.4 การเปรียบเทยี บพฤฒพลังดา้ นสุขภาพของผสู้ ูงอายปุ ระเทศญ่ีปุน่ สหรัฐอเมริกา และไทย
จากก ารศึ กษ าท่ีก ล่าวมาข้า งต้น อาจ กล่า วถึงประเด็น ท่ีเหมื อ นกั นและแตกต่ างกัน ใ นพ ฤฒพ ลังด้าน สุขภาพ ขอ ง
ผู้สูงอายุในประเทศญ่ีปุ่น สหรัฐอเมรกิ า และไทย ไดด้ งั น้ี
ความเหมือนกัน ผสู้ ูงอายทุ ั้ง 3 ประเทศได้ให้ความสาคัญกบั สขุ ภาพของตนเอง 8 ประการ อาทิ 1) การรบั ประทาน
อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 2) การออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอ 3) การมีอารมณ์ดีและสุขภาพจิตดี 4) การใช้ชีวิต
กลางแจ้งและท่องเท่ียว 5) การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัว เพื่อน ชุมชน และ
สงั คม 7) หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและการสูบบุหร่ี และ 8) การยึดมนั่ ในหลักศาสนา
ความแตกต่างกัน หากพิจารณาแล้วกล่าวได้ว่าผ้สู ูงอายุทงั้ 3 ประเทศมีความแตกตา่ งกันในรายละเอียดของการดูแล
สุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของภูมปิ ระเทศ สังคมและวัฒนธรรม 4 ประการ อาทิ 1) ลกั ษณะการรับประทานอาหารที่
มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยประเทศญีป่ ุ่นนิยมรับประทานสาหร่าย พืชผัก และขา้ วปนั้ ปลาดิบ (ซูชิ) ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา
นิยมรับประทานถ่ัวเปลือกแข็ง ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และไม่รับประทานจุบจิบระหว่างมื้ออาหาร ส่วนประเทศไทยนิยม
รบั ประทานผักและเนื้อปลา 2) ลักษณะการออกกาลงั กายอย่างสม่าเสมอ โดยประเทศญ่ีปุ่นนิยมออกกาลงั กายด้วยการเดิน
และทาสวน ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกานิยมออกกาลังกายจากการเล่นกฬี า เช่น สกีน้า การยกนา้ หนัก เป็นต้น ส่วนประเทศ
ไทยนิยมการออกกาลงั กายที่มาจากกิจกรรมอาชีพหรือกิจวัตรท่ีทาในครอบครัว 3) ลักษณะการมีส่ วนร่วมในกิจกรรมของ
ครอบครัว เพื่อน ชุมชน และสังคม โดยประเทศญี่ปุ่นนิยมพบปะญาติและเพื่อน สว่ นประเทศสหรัฐอเมริกานิยมเป็นสมาชิก
ของคริสตจักรวันเสาร์และทางานอาสาสมัคร ส่วนประเทศไทยนิยมเป็นสมาชิกของชมรมผู้สูงอายุในการทากิจกรรมส่งเสริม
สขุ ภาพและทากจิ กรรมตามประเพณี เช่น ราผีฟา้ ราวง ลาตัด เป็นต้น และ 4) ลักษณะการยึดมั่นในหลกั ศาสนาโดยประเทศ
ญี่ปุ่นนิยมนับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายานในลัทธิขงจื๊อด้วยการใช้ชีวติ แบบฮาระฮาจุบุ คือ กินให้ท้องเกือบอ่ิมก็พอส่วน
ประเทศสหรัฐอเมริกานิยมนับถือศาสนาคริสต์ด้วยการเข้าโบสถ์และทางานอาสาสมัคร ส่วนประเทศไทยนิยมนับถือศาสนา
พุทธ นกิ ายเถรวาทด้วยการทาบุญ ทาทาน ปฏบิ ตั ธิ รรมสวดมนต์และทาสมาธิ
จากผลการศึกษาท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปเป็นความเชื่อมโยงพฤฒพลังด้านสุขภาพของผู้สูงอายุประเทศญี่ปุ่น
สหรัฐอเมริกา และไทย ไดด้ งั น้ี
แผนภาพท่ี 1 ความเชอื่ มโยงระหว่างพฤฒพลงั ด้านสขุ ภาพของผสู้ ูงอายปุ ระเทศญี่ปนุ่ สหรฐั อเมรกิ า และไทย
110
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
จากภาพขา้ งต้นเห็นได้วา่ พฤติกรรมในการดารงชีวิตของผสู้ งู อายุประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไทยส่งผลต่อภาวะ
สขุ ภาพที่ดขี องผู้สูงอายุที่มาจากการรับประทานอาหารทเี่ หมาะสมและการออกกาลงั กายอย่างสม่าเสมอทาให้มีสภาพร่างกาย
ท่สี มบรู ณ์แขง็ แรงตามวัย ปราศจากโรคเรือ้ รัง สามารถใช้ชีวิตและทากิจวัตรประจาวนั ได้ด้วยตนเอง รวมถึงการมีส่วนร่วมทา
กิจกรรมในสังคมและการยึดม่ันในหลักศาสนาทาให้มีสภาพจิตใจแจ่มใส เบิกบาน และใช้ชีวิตอย่างมคี วามสุข ซ่ึงลักษณะของ
ผ้สู ูงอายุดังกล่าวเป็นพฤฒพลังด้านสุขภาพ คือ มีภาวะการพึ่งพาตนเองในด้านสุขภาพได้ ทาให้ไม่เป็นภาระของครอบครัว
ชมุ ชน และรัฐบาล
2. ปจั จัยที่ส่งเสรมิ ใหเ้ กิดพฤฒพลังดา้ นสุขภาพของผู้สูงอายปุ ระเทศญ่ีป่นุ สหรฐั อเมริกา และไทย
ปัจจัยทีส่ ่งเสริมให้เกิดพฤฒพลังดา้ นสุขภาพของผู้สูงอายุประเทศญ่ีปุ่น สหรัฐอเมริกา และไทย แบ่งได้ 3 ประการ
คือ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล 2) ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม และ 3) ปัจจัยทางกฎหมายและนโยบาย ซึ่งมีรายละเอียด
ดังต่อไปนี้
1) ปัจจัยสว่ นบคุ คล มีการพัฒนาจากผู้สูงอายุเอง คือ ความสามารถของสภาพร่างกาย อาทิ มีความสามารถในการ
เค้ียวอาหาร การมองเห็น การได้ยนิ การทากิจวัตรประจาวัน การเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วยตนเอง และความสามารถของ
สภาพจิตใจ อาทิ ความรู้สึกมีคุณค่า ความร้สู ึกมีความสุขในการดาเนินชีวิตทา เป็นตน้ รวมถึงมีพฤติกรรมในการสร้างเสริม
สขุ ภาพของตนเองให้แข็งแรงตลอดเวลา ซึ่งข้ึนอยกู่ ับผ้สู ูงอายุแต่ละบคุ คล
2) ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม โดยแต่ละประเทศล้วนมคี วามแตกต่างท้ังทางภูมิประเทศ สังคมและวฒั นธรรมทา
ให้ เอือ้ ตอ่ วถิ ชี วี ิตการรักษาสุขภาพ อาทิ
เนื่องด้วยพืน้ ท่ีในประเทศญ่ีป่นุ ลักษณะเป็นเกาะทาให้เนื้อสัตว์ท่ีบริโภคส่วนใหญ่เปน็ ปลา และช่วงสมัยสงครามโลก
คร้ังท่ี 2 ประชาชนอดอยากประกอบกับนับถือศาสนาพทุ ธ นิกายมหายานในลัทธิขงจื๊อจึงหันมามีการใช้ชวี ิตแบบฮาระฮาจุบุ
จนถึงปัจจุบนั คือ กินให้ท้องเกือบอ่ิมก็พอ ทาให้คนญป่ี ุ่นนิยมกินหอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ แครอท และพืชผกั สมุนไพรอื่นๆ ใน
สวนครัว ผักพวกนี้มสี ารแอนติออกซแิ ดนต์ตามธรรมชาติสามารถปอ้ งกันโรคมะเร็งได้ (สานักอนามัยผู้สงู อายุ, 2557) รวมถึง
การเปลีย่ นแปลงการแก้ไขปัญหาผ้สู ูงอายุ โดยสมยั เอโดะ (ค.ศ.1603 - 1868) มปี ระเพณีอบุ ะสึเทะ ซึ่งเป็นการนาคนชราอายุ
70 ปีข้ึนไปนาไปทงิ้ ในป่าตามกฎหมายสมัยน้ัน ตามตานานเล่าว่ามอี ยู่ปีหนึ่งเจ้าเมืองประกาศปรศิ นาขึ้น ปรากฏว่าหญิงชรา
เป็นผู้ตอบปริศนาไดท้ าให้เจ้าเมืองตระหนักถึงคุณค่าของคนชราจึงยกเลิกกฎหมายดังกล่าวไปในท่ีสดุ จนกระท่ังปี ค.ศ.2003
รฐั บาลไดก้ าหนดประเพณวี ันแห่งการขอบคุณผู้สงู อายุในวันจนั ทรข์ องสปั ดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน ซ่งึ นิยมให้ดอกคาร์เนชั่น
หรือดอกกุหลาบสีสดใสแสดงถึงสุขภาพดี และนกกระเรยี นและเตา่ แสดงถึงอายุยืน จากการเปลยี่ นแปลงดังกล่าวทาให้คา่ นิยม
ในการมองผู้สูงอายุดีข้ึน จากการมองผู้สูงอายุเป็นปัญหาสังคมที่ต้องกาจัดออกจากการเป็นสมาชิกของสังคมกลายเป็นการ
ตระหนักในคณุ ค่า ความสาคญั และยอมรับความเปน็ ผู้สูงอายุท่ีตอ้ งดูแลในฐานะสมาชิกของสังคมท่ีมีคณุ ค่า
ในประเทศสหรัฐอเมรกิ ามักปลูกพืชตระกูลถวั่ มากทาให้นิยมรับประทานถั่ว และคนนับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งคัมภีรไ์ บ
เบิล ระบุว่าห้ามรับประทานเนื้อหมูทาให้สุขภาพแข็งแรง รวมถึงการเป็นสมาชกิ ของครสิ ตจักรวันเสาร์และทางานอาสาสมัคร
ทาให้มีจิตใจทสี่ งบและแจม่ ใส (สานกั อนามัยผ้สู งู อายุ, 2557)
สาหรบั ประเทศไทยอุดมไปด้วยอาหารทาให้สามารถรบั ประทานอาหารครบท้งั 5 หมสู่ ่งผลใหร้ ่างกายแข็งแรง คนนับ
ถือศาสนาพุทธทาให้มีวัฒนธรรมเคารพบุพการี บรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณ รวมถึงมีวันผู้สูงอายุแห่งชาติ คือ วันที่ 13 เมษายน
ของทุกปแี ละมีดอกไม้ประจาวันผสู้ ูงอายุ คือ ดอกลาดวน ทาใหผ้ ้สู งู อายุเป็นบุคคลทม่ี ีความสาคัญในสงั คมไทย
นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางทางการแพทย์และสาธารณสุขทางด้านสุขภาพและประกอบกบั กระแสรัก
สุขภาพของประชาชนในประเทศ ซ่ึงเหตผุ ลเหล่านี้ทาใหป้ ระชาชนต้องการดูแลสุขภาพและมีกาลังใจในการมีอายุที่ยืนยาว
111
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
3) ปจั จยั ทางกฎหมายและนโยบาย โดยแต่ละประเทศล้วนมีกฎหมายที่สนับสนุนดา้ นสุขภาพของผู้สูงอายุ อาทิ
ประเทศญ่ีปุ่นมีการเปล่ียนแปลงกฎหมายด้านสขุ ภาพผู้สูงอายุหลายฉบับได้แก่ พระราชบญั ญัติว่าด้วยคนชรา ค.ศ.
1960 ดูแลรักษาพยาบาลฟรี ให้ปลี ะไม่เกิน 5,000 เยน แต่เนื่องจากประชากรสูงอายุเพมิ่ มากขึน้ ทาให้สภาพการคลังขาดทุน
จึงเปล่ียนเป็นพระราชบัญญัติวา่ ด้วยสุขอนามัยคนชรา ค.ศ.1982 เปล่ยี นเป็นให้ผสู้ ูงอายุแบกรับค่ารักษาพยาบาลบางส่วน แต่
ก็มีปญั หาสภาพการคลังขาดทุนเหมือนเดิมทาให้ปัจจุบันเปลย่ี นเป็นพระราชบัญญัติวา่ ด้วยประกันคุ้มครองดูแลผู้สงู อายุ ค.ศ.
2000 โดยให้ผู้สูงอายุที่ต้องการรบั สิทธิรักษาพยาบาลยื่นคาร้องการตรวจสอบเกี่ยวกับความจาเป็นในการขอรับบริการต่อ
องค์กรส่วนท้องถ่ิน ซึ่งผู้สูงอายุท่ีได้รับสิทธิจะรับผิดชอบค่าบริการร้อยละ 10 จากค่าบริการท้ังหมด (ระพีพรรณ คาหอม,
2557)
ประเทศสหรัฐอเมริกามีนโยบายและสวัสดิการเกย่ี วกับการดูแลสขุ ภาพผู้สูงอายุ อาทิ กองทุนของรัฐบาลกลางเพื่อ
การประกันสาหรับการรักษาพยาบาล (Federal Hospital Insurance Trust Fund) และกองทุนของรัฐบาลกลางเพื่อการ
ประกันเพิ่มเติมทางการแพทย์ (Federal Supplementary Medical Insurance Trust Fund) (ระพีพรรณ คาหอม, 2557)
รวมถึงสิทธิประโยชนไ์ ดร้ ับส่วนลดการซื้อยาที่มใี บสง่ั แพทย์อกี ด้วย
สาหรับประเทศไทยมพี ระราชบญั ญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 11 กาหนดสิทธิและสวสั ดิการของผู้สูงอายุในด้าน
ต่างๆ โดยในด้านบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขท่ีกาหนดให้จัดช่องทางการให้บริการกับผู้ป่วยสูงอายุแยกจาก
ผรู้ บั บรกิ ารท่ัวไปในแผนกผู้ป่วยนอก (ระพพี รรณ คาหอม, 2557) นอกจากนี้ยังมีหลกั ประกันสขุ ภาพถ้วนหน้าหรือทร่ี ู้จักกันใน
นามบัตรทองรองรับผู้สูงอายุที่ไม่มีสิทธิการรกั ษาพยาบาลอื่นไดม้ ีสวสั ดิการในการเข้าถึงบริการดา้ นสขุ ภาพ รวมถึงเจ้าหน้าท่ี
อาสาสมัครสาธารณสขุ (อสส.) และอาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมู่บา้ น (อสม.) รับผิดชอบด้านสาธารณสุขในระดับชุมชนแก่
ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุทั่วไปและผู้สงู อายุติดเตยี ง ซง่ึ เหตุผลเหล่านี้เอื้อให้ผู้สูงอายุได้รบั การดูแล ส่งเสริม ป้องกันด้าน
สุขภาพใหส้ มบูรณ์
3. ปจั จยั เสีย่ งที่สง่ ผลกระทบต่อพฤฒพลังด้านสุขภาพ
ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อพฤฒพลังด้านสุขภาพของผู้สูงอายุประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และไทย แบ่งได้ 4
ประการ คือ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล 2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ 3) ปัจจัยทางค่านิยม 4) ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีรายละเอียด
ดังต่อไปนี้
1) ปัจจัยสว่ นบุคคล มีการเน้นถึงพฤติกรรมอันตรายในการดารงชีวติ โดยทั้งผู้สูงอายุประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา
และไทย ที่เปน็ กรณีตัวอย่างหลีกเล่ียงการทาลายสุขภาพ อาทิ ผู้สงู อายุประเทศญ่ีปุ่น ไมส่ ูบบุหรี่ทาใหไ้ ม่มีภาวะเส่ียงเป็นโรค
ถงุ ลมโปง่ พอง โรคมะเร็งปอด และสมองฝอ่ จนเกิดเป็นโรคอลั ไซเมอร์ ผู้สงู อายุประเทศสหรัฐอเมริกาไมร่ ับประทานอาหารขยะ
กาเฟอีนและไมร่ ับประทานจุบจิบระหว่างมื้อทาให้ไม่เสีย่ งมีภาวะเสยี่ งเป็นโรคคอเลสเตอรอล และผู้สงู อายปุ ระเทศไทยไม่การ
ดืม่ เหลา้ ทีม่ ีภาวะเส่ียงเป็นโรคตับ ดงั นัน้ ผู้สงู อายทุ ุกประเทศจึงตอ้ งมพี ฤตกิ รรมในการดารงชีวติ ทเ่ี หมาะสม
2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ คือ ฐานะทางการเงินที่เพียงพอตอ่ ความต้องการพื้นฐานในการดารงชีวิต โดยทั้งผู้สูงอายุ
ประเทศญ่ีปุ่น สหรัฐอเมริกา และไทยที่ควรมีสภาพทางการเงินท่ีมั่นคง อาทิ ผู้สูงอายุประเทศญี่ปุ่นต้องมีเงินใช้จ่ายในการ
รักษาพยาบาลด้วยตนเองหรือเงินใช้จ่ายร้อยละ 10 จากค่าบริการทั้งหมด ในกรณีได้รับสิทธิการรักษาพยาบาล ผู้สูงอายุ
ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องมีเงินใช้จ่ายกรณีส่วนต่างการซื้อยาที่มีใบสั่งแพทย์ และผ้สู ูงอายุประเทศไทยต้องมีเงินใช้จ่ายกรณี
ส่วนต่างการรักษาพยาบาลตามสิทธิการรักษา ท้ังผู้สูงอายุท่ีใช้สิทธิข้าราชการในกรณีเคยดารงตาแหน่งทางราชการ สิทธิ
ประกันสังคมในกรณีท่ียังทางานอยู่หรือยังส่งต่อประกันความคุ้มครองการรักษาพยาบาล สิทธิประกันชีวิตในกรณีต้องการ
ประกันตนเอง สทิ ธิประกนั สขุ ภาพถ้วนหน้าในกรณีท่ีไมม่ ีสทิ ธิอื่นๆ โดยหากค่ารักษาพยาบาลเกินเกณฑ์ เงื่อนไข หรือวงเงนิ ท่ี
กาหนดไวผ้ ู้สูงอายจุ ะต้องรับผิดชอบค่าใช้จา่ ยเองทงั้ หมด ดังน้นั ผู้สูงอายทุ กุ ประเทศจึงตอ้ งมคี วามม่นั คงหรือเตรียมพร้อมความ
มั่นคงทางการเงินในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้แขง็ แรง
112
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
3) ปัจจัยทางค่านิยม คือ สังคมมักมีทัศนคติด้านลบท่ีมักมองว่าผู้สูงอายุไม่มีประโยชน์เป็นภาระแก่ลูกหลานและ
สังคม ทาให้ละเลยคุณค่าและความสามารถในตัวผู้สูงอายุ ซึ่งทาให้ไม่ใส่ใจ ไม่เปิดโอกาสและพื้นท่ีให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วม
กิจกรรมในสังคม นอกจากนี้ยังทาให้ผู้สงู อายุขาดความมั่นใจ ความภูมิใจ และกาลงั ใจในการสร้างเสริมสุขภาพของตนเองให้
แข็งแรงสมบูรณ์ แต่จากการศกึ ษาผสู้ ูงอายุทีเ่ ป็นกรณีตัวอยา่ งทั้ง 3 ประเทศน้นั ยังไม่ปรากฏว่าได้รบั ทัศนคติด้านลบเลย อาทิ
ผสู้ ูงอายุประเทศญ่ีปุ่นมีการพบปะสังสรรค์กับญาติสนิทมิตรสหายเพื่อให้ตนเองรู้สึกว่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและ
สงั คม ผ้สู ูงอายุประเทศสหรฐั อเมรกิ าเป็นอาสาสมัครในนามกลุ่มคริสตจักรเพื่อทากิจกรรมสาธารณประโยชน์ทาให้ยังคงรู้สกึ ว่า
ตนเองมีคุณค่าในสงั คม และผู้สงู อายปุ ระเทศไทยมกี ารทากิจกรรมร้องราทาเพลงในชมุ ชนทาให้จิตใจเบิกบานและบางท่านยัง
สามารถทาประโยชน์ให้กับครอบครัว สังคมอย่างดี และสามารถดารงชีวิตได้อย่างมีความสุข จะเห็นได้ว่าถา้ สังคมมีค่านิยม
ด้านบวกจะสง่ ผลดีตอ่ ผู้สูงอายุ ดังน้ันค่านิยมด้านลบจะส่งผลเสยี บ่ันทอนตอ่ ผู้สูงอายเุ ช่นกัน
4) ปจั จยั ทางสงิ่ แวดล้อม หมายถึงสภาพแวดล้อมที่เป็นภาวะมลพิษทางเสียง อากาศ น้า และสารพิษที่ทาใหส้ ุขภาพ
รา่ งกายเสื่อมโทรมและสขุ ภาพจิตแยล่ ง รวมถึงสภาพแวดล้อมของที่พกั อาศัยทีม่ ีความเส่ียงในการหกล้มและอุบตั ิเหตตุ ่างๆ ซึ่ง
ทาให้เป็นข้อจากัดพฤติกรรมในการสร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุให้แข็งแรงสมบูรณ์ โดยท้ังผู้สูงอายุประเ ทศญ่ีปุ่น
สหรัฐอเมริกา และไทย ที่เป็นกรณีตัวอย่างอาศัยอยู่ในพืน้ ท่ีที่มีสภาพอากาศดี อาทิ ประเทศญี่ป่นุ ผสู้ ูงอายุทเ่ี ป็นกรณีตัวอยา่ ง
มกั อาศัยอยู่ท่ีที่มีอากาศอบอุ่นตลอดท้ังปี ประเทศสหรฐั อเมริกาผู้สูงอายุท่เี ป็นกรณีตัวอยา่ งมกั อาศัยอยู่ที่ที่มแี สงแดดอ่อนๆ
และประเทศไทยผ้สู ูงอายทุ ี่เป็นกรณีตัวอย่างมักอาศัยอย่ทู ี่ทปี ราศจากมลพษิ ซงึ่ สิ่งแวดล้อมท่ดี ีจะส่งผลดตี ่อผ้สู ูงอายุ ซ่ึงตรงกัน
ขา้ มส่งิ แวดล้อมท่ีไม่ดีจะส่งผลเสยี บนั่ ทอนตอ่ สุขภาพของผู้สูงอายเุ ช่นกนั
บทสรปุ
พฤฒพลังดา้ นสขุ ภาพของผู้สงู อายใุ นประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมรกิ า และไทย มีผลการศกึ ษาพบวา่
1. ความเหมือนและความแตกต่างของพฤฒพลงั ด้านสุขภาพในผู้สูงอายุประเทศญีป่ ุ่น สหรฐั อเมริกา และไทยมีดังนี้
1.1 ความเหมือนกัน คือ การให้ความสาคัญกับสุขภาพของตนเอง ได้แก่ ได้แก่ 1) การรับประทานอาหารที่มี
ประโยชน์ 2) การออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอ 3) การมีอารมณ์ดแี ละสขุ ภาพจิตดี 4) การใช้ชีวิตกลางแจ้งและท่องเท่ียว 5)
การนอนหลับพกั ผ่อนให้เพียงพอ 6) การมีสว่ นร่วมในกิจกรรมของครอบครวั เพือ่ น ชุมชน และสงั คม 7) หลกี เล่ียงการดื่มสุรา
และการสูบบุหรี่ และ 8) การยึดม่นั ในหลกั ศาสนา
1.2 ความแตกต่างกัน เนือ่ งจากความต่างกันของบริบทของภูมิประเทศ สังคมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศทาให้
มคี วามแตกต่างกันในรายละเอียดของการดูแลสุขภาพ อาทิ 1) ลกั ษณะการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 2)
ลักษณะการออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอ 3) ลกั ษณะการมสี ่วนร่วมในกจิ กรรมของครอบครวั เพื่อน ชมุ ชน และสังคม และ 4)
ลกั ษณะการยึดมนั่ ในหลกั ศาสนา
2. ปัจจัยท่ีส่งเสริมให้เกิดพฤฒพลังด้านสุขภาพของผู้สงู อายุประเทศญี่ปุ่น สหรฐั อเมรกิ า และไทย คือ 1) ปจั จัยส่วนบุคคล 2)
ปจั จยั ทางสังคมและวฒั นธรรม และ 3) ปัจจัยทางกฎหมายและนโยบาย
3. ปัจจัยเสีย่ งที่ส่งผลกระทบต่อพฤฒพลังด้านสุขภาพของผู้สูงอายุประเทศญ่ีปุ่น สหรัฐอเมริกา และไทย คือ 1) ปัจจัยส่วน
บุคคล 2) ปจั จยั ทางเศรษฐกิจ 3) ปจั จัยทางคา่ นยิ ม และ 4) ปจั จัยทางสิ่งแวดล้อม
กล่าวไดว้ ่าพฤฒพลังด้านสขุ ภาพ (Health Active Aging) เป็นส่งิ สาคัญอย่างมากสาหรับผู้สงู อายเุ พราะเป็นเงื่อนไข
พืน้ ฐานของการดารงอยู่อย่างเป็นอิสระและพึ่งพาตนเอง ซ่ึงการที่จะเป็นผสู้ ูงอายุที่มพี ฤฒพลังด้านสุขภาพ นอกจากผสู้ ูงอายุ
เกิดความรับรู้และตระหนักรู้ถึงภาวะสขุ ภาพของตนเอง รวมถงึ การดแู ลสุขภาพตนเองให้ได้มากท่ีสดุ ตามศักยภาพของแต่ละ
คนอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองแล้ว ยังต้องมีการเตรียมความพร้อมต้ังแต่วัยก่อนสูงอายุ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนจาก
ครอบครัว ชมุ ชน และรฐั บาลอีกดว้ ย อนั จะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาพฤฒพลงั ด้านอื่นๆ อาทิ การเป็นผู้สูงอายยุ ังประโยชน์
113
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
(Productive Aging) ที่เป็นแนวคดิ เชงิ เศรษฐศาสตรแ์ ละสงั คมวทิ ยาท่ีมองว่าผู้สงู อายุนอกจากเป็นผบู้ รโิ ภคแล้วยังสามารถเป็น
ผู้ผลิต พัฒนาสินค้าและบริการ (Butler, 2001) รวมถึงการทางานอาสาสมัครเพื่อสังคมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่คนในสังคม
เช่น การเป็นอาสาสมคั รสาธารณสุข (อสส.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) จิตอาสาในด้านต่างๆ เป็นตน้ ซ่ึง
อาจพิจารณาได้ว่าพฤฒพลงั ในมติ ิกระบวนการสร้างโอกาสทางสขุ ภาพ ด้านการมีสว่ นร่วม และด้านความม่ันคงทางเศรษฐกิจ
หากผู้สูงอายุมีศักยภาพในการดูแลสุขภาพของตนเองท่ีดีจะทาให้เป็นผสู้ ูงอายุที่มีคุณภาพสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของ
ผู้สูงอายุ ครอบคลุมท้ังระดับบุคคลและกลุ่ม ซ่ึงจะช่วยให้กายภาพ สังคม จิตใจ และการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุดีข้ึน (World
Health Organization, 2002) อกี ทง้ั ลดการเป็นภาระครอบครัว ชมุ ชน และรฐั อีกดว้ ย
ขอ้ เสนอแนะ
1. ระดับบุคคลควรตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมในการดแู ลสขุ ภาพร่างกายและจิตใจของตนเองต้ังแต่ก่อนวัย
สงู อายุ อาทิ การตรวจสุขภาพเป็นประจาทาให้สามารถดูแลสุขภาพร่างกายตนเองได้ถูกวิธี ทัศนคติในการเป็นผู้สูงอายุที่ มี
คุณค่า เพื่อให้มีพฤฒพลังในวยั สงู อายุ รวมถึงเมื่อเข้าสู่วยั สูงอายแุ ล้วควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสมกับวัย อาทิ
การรับประทานอาหารท่ีครบ 5 หมู่ และย่อยได้งา่ ย การออกกาลังกายที่เหมาะสมกับร่างกายของตนเองอยา่ งสมา่ เสมอ และ
การหลีกเล่ียงพฤติกรรมอนั ตรายที่ก่อใหเ้ กดิ โรคภัยในวยั ผู้สงู อายุ
2. ระดับครอบครวั ควรใส่ใจสุขภาพร่างกายและจติ ใจของผู้สูงอายุ รวมถึงจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เอื้อต่อ
สภาพทางดา้ นรา่ งกายในการดาเนินชีวติ ประจาวันของผู้สงู อายเุ พื่อป้องกนั การหกล้มและอุบตั ิเหตุตา่ งๆ
3. ระดับชุมชนควรจัดสภาพแวดล้อมภายในชุมชนให้เอื้อต่อสภาพทางดา้ นร่างกายในการดาเนินชีวิตประจาวันของ
ผสู้ ูงอายุ อาทิ ทางเดนิ ทางเท้าสาหรับผู้สงู อายุ สวนสุขภาพสาหรับผสู้ ูงอายุ รวมถึงการฟนื้ ฟูวิถีชีวิตความเอือ้ อาทรและการจัด
กจิ กรรมนนั ทนาการส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุในชุมชน
4. ระดบั รัฐบาล
4.1 เชงิ นโยบาย ควรส่งเสริมให้เกิดการพฒั นาด้านสุขภาพของผสู้ ูงอายุ โดยการจัดหลักสูตรส่งเสริมสุขภาพในศูนย์
การเรียนรหู้ รือโรงเรียนของผู้สูงอายุ อาทิ ท่าบรหิ ารร่างกาย การรับประทานอาหารทเี่ หมาะสมกับวัย การฝกึ จิตเจรญิ ภาวนา
รวมถึงการจัดกิจกรรมถ่ายทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุ โดยให้ผู้สูงอายุท่ีมีพฤฒพลังด้านสุขภาพและด้านอื่นๆ มาเป็นวิทยากร
ถา่ ยทอดองคค์ วามรู้ในการเตรียมความพร้อมเขา้ สวู่ ัยสูงอายุและการปรบั ตัวในวยั สูงอายุ เพื่อยกย่องคุณคา่ และพฤฒพลงั ในตัว
ผสู้ ูงอายุและกระตุ้นให้คน ในสังคมมีการวางแผนชีวิตในการเป็นผู้สูงอายุท่มี ีคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้พฤฒพลังเป็นแนวทางใน
การดารงชวี ติ
4.2 เชิงปฏิบัติ ควรจัดศูนย์บริการทางการแพทย์เคลื่อนที่กระจายตามชุมชนเพื่อให้บริการไปสู่ครวั เรือน เพราะ
ผู้สูงอายุจานวนมากมีความยากลาบากในการเดินทาง หรือจัดการแยกการรักษาพยาบาลเฉพาะผู้สู งอายุ โดยในแต่ละ
โรงพยาบาลควรมคี ลนิ ิกสาหรบั ผสู้ ูงอายุโดยเฉพาะ รวมถงึ การปลูกจติ สานกึ ให้ครอบครัว ชุมชนดูแล ใส่ใจ เห็นคุณค่าผู้สงู อายุ
โดยเฉพาะการสร้างกระแสดแู ลตนเองในผู้สงู อายุและการสร้างเครือขา่ ยดแู ลกันเองในกลุ่มผู้สงู อายุ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้สงู อายใุ ช้
ศักยภาพในการช่วยเหลือผู้สงู อายุทา่ นอืน่ ทม่ี พี ฤฒพลังนอ้ ยกว่าให้มีคุณภาพชีวิตทด่ี ีข้ึนอกี ด้วย
114
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
รายการอา้ งอิง
กศุ ล สุนทรธาดา และกมลชนก ขาสวุ รรณ. (2553). ระดับและแนวโน้มความมีพฤฒิพลังของผสู้ ูงอายไุ ทย. การประชมุ วชิ าการ
ประชากรศาสตร์แห่งชาติ 2553: 26-38
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2560). รายงาน
สถานการณผ์ ู้สูงอายไุ ทย พ.ศ.2559. นครปฐม: พร้ินเทอรร่ี.
ระพพี รรณ คาหอม. (2557). สวัสดิการสังคมกับสังคมไทย. กรงุ เทพมหานคร: สานกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์
รตั พล อ่อนสนิท. (2561). สหรัฐฯ กาลังเข้าสู่สังคมผูส้ ูงอายุ คนวยั เกษียณ จะมีมากกว่าประชากรเด็กในอีก 12 ป.ี (online)
www.voathai.com/a/aging-population-ro/4301257.html. เขา้ ถงึ เมือ่ วนั ท่ี 25 กนั ยายน 2561.
ศูนย์ศตวรรษิกชน. (2552). บทสัมภาษณ์ แนะวิธีอยู่อย่างไรให้อายุยื นเกิน 100. (online) www.thaicenten rian.
mahidol.ac.th/ TECIC/index.php?option=com_content&view=article&id=104:-q-100q&catid =40:utility
&Itemid=61. เขา้ ถงึ เมือ่ วนั ท่ี 25 กันยายน 2561.
สานกั งานสถติ แิ ห่งชาต.ิ (2560). ดัชนพี ฤฒพลังผูส้ งู อายุไทย. กรงุ เทพมหานคร: เทก็ ซ์ แอนด์ เจอร์นลั พบั ลิเคชั่น.
สานักพฒั นาฐานขอ้ มลู และตัวช้ีวดั ภาวะสังคม สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2557). การ
คาดประ มาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583. (online) http://social.nesdb.go.th/social/
Default.aspx?tabid= 131. เข้าถึงเมือ่ วันท่ี 25 กนั ยายน 2561.
สานักอนามัยผู้สูงอายุ. (2557). เคล็ดลับอายุยืน 100 ปีชีวีมีสุข. กรุงเทพมหานคร: สานักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การ
สงเคราะห์ทหารผา่ นศึก.
สานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (2559). ระบบสถิติทางการทะเบียน. (online)
http://stat.bora. dopa.go.th/stat/statnew/statTDD/. เข้าถึงเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561.
Butler, J. T. (2 001 ). Principle of Health Education & Health Promotion. (3 rd ed.) California: Wadsoaorth
Thomson Learning.
Buettner D. (2005). The secrets of longevity. National Geographic. 11: 44-68.
Nihon University Population Research Institute. (2003). Older Population Research 2003. (online) www.
nihon-u.ac.jp/research/institute/population/nupri/en/index.html. เขา้ ถงึ เมื่อวันท่ี 25 กันยายน 2561.
United Nations. (2016). International Day of Older Persons 2016. (online) www.un.org/development/desa/
ageing/international-day-of-older-persons-homepage/international-day-of-older-persons-2 01 6 .html.
เข้าถงึ เมื่อวันท่ี 25 กันยายน 2561.
World Health Organization. (2002). What is Active Ageing?. (online). www.who.int/ageing/active_ageing/en/.
เข้าถึงเมื่อวนั ที่ 25 กันยายน 2561.
115
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
การรบั ร้ตู ราประทับและการเลือกปฏิบัติของผู้ป่วยจิตเภท1
Perceiving Stigma and Discrimination of Patients with Schizophrenia
อมรรตั น์ ศรีภา2
Amornrat Sripa3
Abstract
This survey research used a quantitative method. The objective of this study was to investigate
stigma and discrimination against schizophrenic patients. The sample of this study was 30 patients diagnosed
with schizophrenia according to ICD-10 Diagnostic Criteria of Schizophrenia. They were the clients to
receive inpatient treatment at NakhonPhanomRatchanakarin Psychiatric Hospital. Data were collected
through a questionnaire. Data were analyzed using frequency, percentage, mean and standard deviation.
Scores were divided into three levels namely: 1.00 - 1.67 refers to never, 1.68 - 2.35 refers to occasionally,
and 2.36 - 3.00 refers to frequently/regularly.
The results of studying perceived stigma of schizophrenic patients in three aspects showed that
1) the patients had never perceived stigma of facial /visual expression with total mean score of 1.31, 2)
the patients had never perceived stigma of gesture expression with total mean score of 1.07, and 3) the
patients occasionally perceived stigma of verbal expression with total mean score of 1.95.
By studying the perceived discrimination in seven aspects, the results showed that 1) the patients
had never perceived discrimination in social and family participation with a mean score of 1.29, 2) the
patients had never perceived work discrimination with a mean score of 1.07, 3) the patients had never
perceiveddiscrimination in education with a mean score of 1, 4) the patients had never perceived
discrimination in family institution building with a mean score of 1.12, 5) the patients had never perceived
discrimination in accessing and utilizing health services with a mean score of 1.03, 6) the patients had
never perceived discrimination in accessing and utilizing public services with a mean score of 1.05, and
7)the patients had never perceived discrimination in justice process with a mean score of 1.50.
The suggestions include that readiness or self-care planning for a long run should be promoted.
In the future, the patients may live alone, have nobody to care for. It is important to be ready to cope
with perceived stigma and discrimination against patients. Social workers should diagnose problems. When
the patients had perceived stigma and discrimination, advices should be provided to help, heal, and
reinforce the patients to enhance their self-esteem as well as to heal the patient family member’ heart.
Home visiting should be promoted before and after discharging the patients with the cooperation of the
1 บทความวจิ ัยนเี้ ปน็ สว่ นหน่ึงของสารนิพนธ์ เรอ่ื ง “การรบั รตู้ ราประทับและการเลอื กปฏบิ ตั ิของผปู้ ่วยจติ เภท”
2 นักศึกษาสังคมสงเคราะหศ์ าสตรมหาบัณฑติ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
3 Master's student, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]
116
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
community network. Cooperation with a multidisciplinary team should be encouraged in educating the
methods of appropriately caring for these patients.
Keywords: Schizophrenic Patients, Stigma, Discrimination
บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่องการรับรู้ตราประทับและการเลือกปฏิบัติของผู้ป่วยจิตเภท เป็นการศึกษาเชิงสารวจโดยใช้วิธี
การศึกษาเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาการรับรู้ตราประทบั และการถูกเลือกปฏบิ ัตใิ นผูป้ ่วยจติ เภท กลุม่ ตวั อย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ
ผ้ปู ่วยท่ีได้รบั การวินิจฉัยเป็นโรคจิตเภทตามเกณฑ์ ICD-10 โดยเป็นผู้ป่วยจิตเภทรายเก่าท่กี ลับเข้ามารับการรักษาแบบผ้ปู ่วย
ใน ณ โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทรร์ วมทั้งสิน้ 30 ราย เก็บรวบรวมด้วยแบบสอบถาม การวิเคราะห์ขอ้ มูลนามา
แจกแจงความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยแบ่งช่วงคะแนนออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.00 – 1.67
คะแนน หมายถึง อยู่ในระดับไม่เคยเลยชว่ งคะแนน1.68 – 2.35 คะแนน หมายถึง อยู่ในระดับบางคร้ัง ช่วงคะแนน 2.36 –
3.00 คะแนน หมายถงึ อย่ใู นระดบั บ่อยคร้ัง/เป็นประจา
ผลการศึกษาการรับรู้ตราประทับของผู้ป่วยจิตเภทใน 3 ด้าน พบว่า 1) ผู้ป่วยไม่เคยรับรู้ตราประทับด้านการ
แสดงออกทางสีหน้า/สายตา ค่าเฉลีย่ 1.31 คะแนน 2) ผู้ป่วยไมเ่ คยรับรู้ตราประทับดา้ นการแสดงออกทางทา่ ทางอยู่ ค่าเฉลี่ย
1.07 คะแนน และ 3) ผู้ป่วยรับรู้ตราประทับด้านการแสดงออกทางคาพูดเป็นบางคร้ัง คา่ เฉลีย่ 1.95 คะแนน
ผลการศึกษาการรับร้กู ารเลือกปฏิบัติ ใน 7 ด้าน พบว่า 1) ผู้ป่วยไม่เคยรบั รู้การเลือกปฏิบัติด้านการมีส่วนรว่ มใน
สงั คมและครอบครัว ค่าเฉล่ีย 1.29 คะแนน 2) ผู้ป่วยไม่เคยรับรู้การเลือกปฏิบัติด้านการทางาน ค่าเฉล่ีย 1.07 คะแนน 3)
ผปู้ ่วยไม่เคยรับรู้การเลือกปฏบิ ัติด้านการศึกษา ค่าเฉล่ีย 1 คะแนน 4) ผู้ป่วยไม่เคยรับรู้การเลือกปฏิบัติดา้ นการสร้างสถาบัน
ครอบครัว ค่าเฉล่ยี 1.12 5) ผู้ป่วยไม่เคยรบั รู้การเลือกปฏบิ ัติด้านการเข้าถงึ และการใชป้ ระโยชน์บริการสขุ ภาพ ค่าเฉลยี่ 1.03
6) ผู้ปว่ ยไม่เคยรบั ร้กู ารเลือกปฏบิ ตั ิดา้ นการเขา้ ถงึ และการใช้ประโยชนบ์ ริการสาธารณะ ค่าเฉล่ีย 1.05 7)ผู้ป่วยไมเ่ คยรับรกู้ าร
เข้าถงึ กระบวนการยุติธรรม ค่าเฉลย่ี 1.50
ข้อเสนอแนะ ควรศึกษาการเตรียมความพร้อม หรือการวางแผนดูแลตนเองในระยะยาวของผู้ปว่ ย ท้ังเรือ่ งอนาคต
หากผูป้ ่วยเหลือแต่ตนเองเพียงลาพัง ไม่ครอบครัวดูแล จะเตรียมการรับมือต่อการรับรูก้ ารเกิดตราประทับและการถูกเลือก
ปฏิบัติ อย่างไรนักสังคมสงเคราะห์ควรวินิจฉัยปัญหา เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีการรับรู้ตราประทับและการเลือกปฏิบัติ ควรรีบ
ดาเนินการให้คาปรึกษา ช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจผู้ป่วย และเสริมแรงจงู ใจให้ผูป้ ่วยให้เห็นคุณค่าในตนเอง ซึ่งอาจรวมไปถึงการ
เยียวยาจิตใจครอบครัวของผูป้ ่วย การลงพื้นที่เย่ียมบ้านก่อนหรือหลังการจาหน่ายร่วมกับเครือข่ายชุมชน การรว่ มกับทีมสห
วชิ าชีพในการให้ความรู้เรือ่ งวิธีการดแู ลช่วยเหลือผู้ป่วยในทางทเี่ หมาะสม
คาสาคัญ: ผู้ปว่ ยจิตเภท, ตราประทับ, การเลือกปฏิบตั ิ
บทนา
โรคจิตเภทเป็นการเจ็บป่วยทางจิตท่ีพบไดม้ ากที่สุด มคี วามรนุ แรงและเรื้อรัง จากขอ้ มูลสานกั บรหิ ารระบบบริการ
สุขภาพจิต 2559 พบความชกุ ผู้ป่วยจิตเวชทั่วประเทศจานวน 426,679 คน ซึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเภทจานวน 299,568 คน (กรม
สุขภาพจิต, 2559) ซ่ึงการเจ็บป่วยทางจิตก่อให้เกิดผลกระทบหลายอย่าง ท้ังต่อผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน ท้ังในด้าน
ความสามารถในการดาเนินชีวิต การอยรู่ ่วมกับผู้อื่น การประกอบอาชีพ การสรา้ งรายไดใ้ ห้กบั ตนเองและครอบครวั ผู้ปว่ ยบาง
รายท่ีเจ็บปว่ ยเรื้องรงั เป็นเวลานาน ขาดแรงจงู ใจในการรักษา ไม่เอาใจใส่ต่อร่างกาย จิตใจ และสงั คม จนในที่สดุ มีแนวโน้มท่ี
จะสง่ ผลต่อภาวะบุคลิกภาพและพฤติกรรมเสื่อมลง เสี่ยงต่ออาการกาเริบสูง หากผู้ป่วยมอี าการทางจติ กาเริบจนมีพฤติกรรม
รนุ แรง ก้าวร้าว มักส่งผลกระทบไปถึงการดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกบั ครอบครวั ชุมชน ญาติ เพื่อนบ้าน คนในชมุ ชนอาจเกิดทศั นคติ
117
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
ท่ไี ม่ดตี ่อผู้ป่วย เกิดความเบื่อหน่าย หวาดกลวั ไม่ยอมรับผู้ป่วย สง่ ผลต่อสัมพันธภาพระหว่างกัน เกิดการปฏิเสธ ทอดท้ิง ไม่
ยอมรับผปู้ ่วย สรา้ งตราบาปให้กับผ้ปู ่วย ส่งผลใหผ้ ู้ป่วยไม่ได้รับการดูแล ถูกปล่อยปละละเลย จนมีอาการกาเรบิ ต้องเข้ารับการ
รกั ษาในโรงพยาบาลบ่อยคร้งั
ปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการดูแลรักษาผู้ที่เป็นโรคทางจิตเวชอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยจานวนมากสามารถกลับมา
ดารงชีวิตได้ตามปกติ แต่ผู้ป่วยยังอาจถกู มองว่าเป็นบุคคลอันตราย น่าหวาดกลัว และพบวา่ ผู้ที่เป็น โรคจิตเภทจะมีการรับรู้
ตราประทับจากบุคคลรอบข้างและสังคมมากที่สุดส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทาให้รู้สึกทรมานใจ (Schulze & Angermeyer,
2003) จากการท่ีผทู้ ่ีเป็นโรคจิตเภทเกิดความละอายเก่ียวกับอาการเจ็บป่วยทางจิตของตน มีผลต่อความรู้สึกมีคณุ คา่ ในตนเอง
ของผปู้ ่วย (Dickerson, Sommerville, Origoni, Ringel, & Parente, 2002) คนไทยบางส่วนมีทัศนคติต่อคนท่ีป่วยด้วยโรค
ทางจติ เวช ในทางลบทาให้ผ้ทู ี่ป่วยไม่กล้าไปรกั ษา ถ้ารักษากลวั ว่าจะถูกประทับตรา ทาให้ผู้ป่วยต้องทนอย่กู ับโรคและโอกาสที่
จะหายกน็ ้อยลง (เครือวลั ย์ เท่ียงธรรม, 2548) เมื่อระยะเวลาการเจบ็ ป่วยนานขึ้น ผ้ปู ่วยเหล่านีม้ ีความหวังน้อย ประกอบกับ
ความรู้ความเข้าใจของตัวผู้ป่วยเองและสังคมมอี ยู่อย่างจากัด อาจทาให้ท้ังผู้ป่วย รู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ จากัดสิทธ์ิ เป็นเหตุ
หน่ึงของการไม่ได้รับการรักษาที่ดี (สมรกั ษ์ ชูวาณิชวงศ์ อ้างถงึ ในบงั อร จิตรังษี, 2550) จากความไม่เข้าใจของสังคมและการ
ไมย่ อมรบั โรคทางจติ เวช ทาให้เกดิ การรับร้ตู อ่ การเจ็บปว่ ยด้วยโรคทางจติ เวชเป็นตราประทับทง้ั ในผ้ปู ่วยจิตเวชตลอดจนผู้ดูแล
ปฏิกริ ิยาอนั หลากหลายท่ีเกิดขึ้นที่บุคคลในครอบครัว ชุมชน หรือสังคมมีต่อพฤตกิ รรมของผู้ป่วยจิตเวช ถือเป็นการ
โต้ตอบกับความผดิ ปกติทีเ่ กิดขึ้นในสังคม เพราะเมือ่ มีความผิดปกติเกิดขนึ้ ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคมย่อมเป็นสิ่งท่ี
ต้องถกู ประทับตรา จนก่อให้เกดิ ความแปลกแยกและถูกขับออกจากสงั คม เพื่อความปกติยงั ดารงไว้ (มธุรส ศิรสิ ถิตกลุ , 2550)
เมื่อเป็นดังนี้ส่ิงที่เรียกว่าตราประทับจึงได้เกิดข้ึน และย่อมส่งผลกระทบต่อการดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับ
ครอบครวั ชุมชน ท้ังในด้านการกดี กันทางสังคม การเลือกปฏบิ ัติ การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคมและอาชีพ ในผู้ป่วยจิตเวช
บางรายอาจไม่กล้าหรือไม่อยากพบผู้ให้การช่วยเหลือ และท้ายที่สุดผู้ป่วยก็จะทุกข์ทรมานมากยิ่งขึ้น (นิธิดา แสงสิงแก้ว,
2549)
ผปู้ ่วยเรือ้ รังและคนพิการทุกประเภทเป็นกลุ่มเป้าหมายของงานสังคมสงเคราะห์ และการสังคมสงเคราะห์จิตเวช
มงุ่ เนน้ ประเด็นทางจิตสังคมของผู้ป่วยจิตเวชอันเกีย่ วข้องเชือ่ มโยงกับการป้องกัน การรักษา ฟ้ืนฟสู มรรถภาพ และโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยจิตเวชเพื่อกลับสู่ครอบครัวและสังคมได้อย่างบูรณาการอีกคร้ัง (Community
reintegration) ซึ่งเป็นข้ันตอนสาคัญสาหรับผ้ปู ว่ ยทุกราย และสอดคลอ้ งกบั แนวคดิ การฟ้ืนฟูสมรรถภาพโดยชุมชนขององค์กร
อนามัยโลก ซ่ึงระบุเป้าหมายของการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านสุขภาพจิตและส่งเสริมสุขภาพจิตโดยสมาชิกของชุมชนทุกคน
(WHO, 2010)
ตามทีไ่ ดก้ ล่าวไปแล้วข้างต้นถึงนยั ยะสาคัญของประเดน็ เกี่ยวกับตราประทับท่ีมีต่อผู้ป่วยจิตเวช ซ่ึงส่งผลกระทบต่อ
การดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับครอบครัว ชุมชน ทั้งในด้านการกีดกันทางสังคม การเลือกปฏิบัติ การฟื้นฟู
สมรรถภาพทางสงั คมและอาชีพ และเป้าหมายของการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางสังคมชุมชนคือการให้ผูป้ ่วยสามารถดารงชีวิตอยู่
ในสังคมได้อย่างบูรณาการและมีคุณภาพชีวิตท่ดี ี ดังน้ัน แมว้ ่าตราประทับจะเป็นภาวะท่ีเกิดจากการท่สี ังคมมตี ่อลักษณะที่ไม่
พงึ ประสงคข์ องบุคคลที่มีความแตกต่างจากบุคคลท่วั ไปนาไปสู่ความมีอคติ แบ่งแยก เลือกปฏิบัติ ทาให้บคุ คลเสื่อมเสียชื่อเสยี ง
และถกู ลดทอนคณุ ค่าจากคนปกติให้กลายเป็นคนที่มีมลทิน กอฟแมน (Goffman, 1963) ในการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยก่อ
บกลับคืนครอบครัวและชุมชนนนั้ จาเป็นอย่างย่ิงที่ต้องทาความเข้าใจเกย่ี วกบั การรับรู้ตราประทับและการเลือกปฏิบตั ิอย่างไร
ซึง่ ความรทู้ ี่จะได้จากการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ในการนาข้อมลู ท่ีได้จากการศึกษามาให้ความชว่ ยเหลือผู้ป่วยจิตเภทโดยการ
ปรับเปลย่ี นการรบั ร้ทู ่ีมตี ่อตนเอง ปรบั เปล่ยี นการรับรู้ของญาติ ชุมชน และสร้างบทบาทใหเ้ ครือขา่ ยที่เกี่ยวข้องร่วมกนั ปอ้ งกัน
การเกดิ ตราประทับ และแก้ไขปญั หาการรับรูต้ ราประทับในผู้ป่วยจิตเภท ไดแ้ นวทางในการพัฒนาระบบการจัดบริการสาหรับ
118
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
ผู้ป่วยจิตเภทอย่างเหมาะสม และวางนโยบายเพื่อลดตราประทับและการเลือกปฏิบัติของผู้ป่วยจติ เภท และสร้างเครื่องมือที่มี
มาตรฐานในการประเมินการรบั รู้ตราประทับและการเลือกปฏิบัติของผ้ปู ่วยจิตเภท
วตั ถุประสงค์
เพือ่ ศกึ ษาการรับรู้ตราประทับและการถูกเลือกปฏบิ ัติในผู้ป่วยจิตเภท
ขอบเขตการวจิ ัย
ขอบเขตเนือ้ หา
การศึกษาครง้ั นี้มุง่ เน้นการศกึ ษาการรับรู้ตราประทับในผปู้ ่วยจติ เภท และการถูกเลือกปฏิบัตใิ นสงั คม ตราประทับทา
ให้ผู้ปว่ ยมีความรสู้ กึ มปี ฏิกิรยิ าทางจติ ใจและมีพฤติกรรมจากการถูกสังคมจัดประเภท ประทับตราว่าเป็นคนไม่ปกติ เป็นคนไม่
ดี เป็นบคุ คลอันตราย ไมส่ ามารถเป็นไปตามกรอบแนวคิดของผูอ้ ื่นหรือสังคม โดยผู้ปว่ ยรับร้ถู ึงความแตกต่างดังกล่าว
ขอบเขตด้านพืน้ ทศี่ กึ ษา
การศึกษาครัง้ นี้ ผ้ศู ึกษาเลือกโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครนิ ทร์ เปน็ พืน้ ทใี่ นการศึกษา
ขอบเขตดา้ นประชากร
การศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาเลือกผู้ป่วยท่ีได้รบั การวนิ ิจฉัยเป็นโรคจิตเภทตามเกณฑ์ ICD-10 ผู้ศึกษาสนใจศึกษากลุ่ม
ผู้ป่วยจิตเภทรายเก่าทีก่ ลับเข้ามารับการรักษาแบบผู้ปว่ ยใน ณ โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ โดยผู้ศึกษาจะเก็บ
ขอ้ มูลกับผู้ป่วยจิตเภทท่ีเข้าเกณฑ์การประเมินทั้งหมด 30 ราย (จากข้อมูลสถิติฝ่ายเวชระเบียนรายงานผล พบว่ามีจานวน
ผปู้ ่วยจิตเภทที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในที่ได้รับการจาหน่ายปีงบประมาณ 2560 มีผู้ป่วยจิตเภทจานวนเฉลี่ย 30 คนต่อ
เดือน) ผ่านการคัดกรองจากแพทย์แล้วว่าอาการสงบและอยู่ในช่วงที่จะเตรียมกลับสู่ครอบครัวและชุมชน โดยแพทย์เป็นผู้
ประเมนิ ด้วยแบบประเมินอาการทางจิตของผู้ป่วยจิตเภท Brief Psychiatric Rating Scale (BPRS) โดยได้คะแนนไม่เกิน 36
คะแนน
119
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการศกึ ษา
(1) เพศ การรบั รูต้ ราประทับ
(2) อายุ (1) การแสดงออกทางสีหน้า/สายตา
(3) สถานภาพสมรส (2) การแสดงออกทางท่าทาง
(4) ระดบั การศกึ ษาสงู สุดทีไ่ ด้รบั (3) การแสดงออกทางคาพูด
(5) อาชีพ
(6) รายได้ การเลือกปฏิบัติ
(7) สมาชกิ ในครอบครัวที่อาศัยอย่ดู ้วยกนั (1) การมสี ่วนร่วมในสังคมและครอบครวั
(8) ระยะเวลาทเี่ จ็บปว่ ยถึงปจั จุบัน (2) การทางาน
(9) เริม่ รักษาอาการทางจิตครง้ั แรก (3) การศึกษา
(10) จานวนคร้ังที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช (4) การสรา้ งสถาบนั ครอบครวั
นครพนมราชนครินทร์หรือโรงพยาบาลจิตเวชอื่นในช่วง (5) การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์
ระยะเวลา 6 เดือน
บริการสุขภาพ
(6) การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์
บริการสาธารณะ
(7) การเขา้ ถึงกระบวนการยตุ ธิ รรม
ระเบียบวิธกี ารศกึ ษา
วธิ กี ารศกึ ษา
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวม
ขอ้ มูล
ประชากรทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา
ประชากรท่ีใช้ในการศึกษา คือ ผู้ศึกษาจะศึกษาผู้ป่วยจิตเภทรายเก่าท่ีกลับเข้ามารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน ณ
โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์
กลมุ่ ตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการศกึ ษา
กลุม่ ตัวอยา่ งและขนาดกลมุ่ ตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทรายเก่าที่กลับเข้ามารบั การรักษาแบบผปู้ ่วยใน ณ โรงพยาบาล
จติ เวชนครพนมราชนครินทร์ โดยผู้ศึกษาจะเก็บข้อมูลกบั ผู้ปว่ ยจิตเภทท่ีเขา้ เกณฑ์การประเมนิ ทั้งหมด 30 ราย โดยอ้างอิงสถิติ
ฝา่ ยเวชระเบียน ซงึ่ พบกวา่ มีจานวนผ้ปู ่วยจิตเภทที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในที่ได้รับการจาหน่ายปีงบประมาณ 2560 มี
ผู้ป่วยจิตเภทจานวนเฉล่ีย 30 คนต่อเดือน
120
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการศกึ ษา
เค รื่องมื อ ท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อ มูลในก ารวิจัยครั้งน้ีได้ แก่แบบสอบถามซึ่ งมีข้อคา ถามทั้งแบบปลายปิ ดและ
ปลายเปดิ บางส่วน โดยแบง่ เป็น 3 ส่วน ดังต่อไปนี้
ส่วนท่ี 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ทเี่ ป็นโรคจติ เภท
สว่ นที่ 2 แบบสอบถามการรบั รูต้ ราประทับของผปู้ ่วยโรคจติ
ส่วนที่ 3 แบบสอบถามการรับรู้การเลือกปฏิบตั ิของผู้ป่วยโรคจิตเภท
การวิเคราะห์ขอ้ มูล
การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิตดิ ้วยโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (Statistical
Package for the Social Sciences for Windows) ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
1) ขอ้ มลู สว่ นบคุ คล นามาแจกแจงความถ่ี แสดงจานวนร้อยละ ค่าเฉลีย่ และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
2) คะแนนของการรับรู้ตราประทับของผู้ป่วยโรคจิตเภท และการรับรกู้ ารเลือกปฏิบัติ นามาหาค่าเฉลี่ยและส่วน
เบยี่ งเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา
ส่วนท1ี่ ข้อมูลสว่ นบุคคลของผูท้ เี่ ป็นโรคจติ เภท
กลุ่มตัวอย่างเป็นผูป้ ่วยจิตเภทรายเก่าที่กลับเข้ามารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน ณ โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราช
นครินทร์จานวน 30 ราย เป็นเพศชาย 19 ราย หรือร้อยละ 63.3 และเพศหญิง 11 ราย หรือร้อยละ 36.7 มีอายุมากท่ีสุด
ในช่วง 41-50 ปี มีจานวน 12 ราย หรือร้อยละ 40 มีสถานภาพสมรสมากที่สุดคือ 17 ราย หรือร้อยละ 56.7 มีระดับ
การศึกษาประถมศกึ ษามจี านวนมากท่ีสดุ คือ 16 ราย หรือร้อยละ 53.3 มีอาชีพทานา/ทาไรม่ ีจานวนมากทสี่ ดุ คือ 25 ราย หรือ
ร้อยละ 83.3 มีรายได้มากท่ีสุดในช่วง 5,001-10,000 บาท/เดือนคือ 18 ราย หรือรอ้ ยละ 60 อาศยั อยู่กับคู่สมรสจานวนมาก
ท่ีสุดคือ 17 ราย หรือร้อยละ 56.6 ท้ังนี้แพทย์วินิจฉัยเป็นโรคจิตเภททั้ง 30 ราย หรือร้อยละ 100 ส่วนใหญ่มีระยะเวลาท่ี
เจ็บป่วยถึงปัจจุบันตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปมีจานวนมากที่สุดคือ 16 ราย หรือร้อยละ 53.3 ผู้ป่วยมีระยะเวลาที่ผู้ป่วยเข้ารับรักษา
อาการทางจิตครั้งแรกเมื่ออายุต้ังแต่ 20 ปีขึ้นไปมีจานวนมากที่สุดคือ 17 ราย หรื อร้อยละ 56.6 ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ารับการ
รักษาในโรงพยาบาลจติ เวชนครพนมราชนครินทร์หรือโรงพยาบาลจิตเวชอืน่ ในช่วงระยะเวลา 6 เดือน มีจานวนมากทส่ี ุดคือ
24 ราย หรือรอ้ ยละ 80 และผูป้ ว่ ยไมเ่ คยมีประวัติคดีทั้ง 30 ราย หรือร้อยละ 100
ส่วนที่ 2 การรบั รู้ตราประทับของผู้ปว่ ยจติ เภท
การรับรตู้ ราประทับของผู้ปว่ ยจติ เภท แบ่งเป็น 3 ประเด็น คือ การแสดงออกทางสีหน้า/สายตาการแสดงออกทาง
ท่าทาง และการแสดงออกทางคาพูด
การแสดงออกทางสหี น้า/สายตา พบว่า ผปู้ ่วยจานวน 23 ราย หรือร้อยละ 76.7 รบั รวู้ ่าบุคคลอื่น ไม่เคยแสดงสีหน้า
รงั เกียจ ผู้ป่วยจานวน 23 ราย หรือร้อยละ 76.7 รับร้วู ่าบุคคลอืน่ ไมเ่ คยแสดงสีหนา้ ราคาญ ผู้ป่วยจานวน 15 ราย หรือร้อยละ
50 รับรู้ว่าบุคคลอื่นไม่เคยแสดงสีหน้าตกใจ ผู้ป่วยจานวน 25 ราย หรือร้อยละ 83.3 รับรู้ว่าบุคคลอื่นไม่เคยพยายามหลบ
สายตา ไม่กลา้ สบตา เมื่อพิจารณาภาพรวมพบว่าผู้ป่วยไม่เคยรับรู้การถูกประทบั ตราโดยการแสดงออกทางสหี น้า/สายตา คิด
เป็นรอ้ ยละ 1.32
การแสดงออกทางท่าทาง พบวา่ ผูป้ ่วยจานวน 28 ราย หรือร้อยละ 93.3 รับรวู้ ่าบุคคลอื่นไม่เคยแสดงท่าทางเดิน
หนี/ลุกหนี/พยายามหลีกเล่ียงท่ีจะพบเมื่อทราบว่าท่านเป็นผู้ป่วยจิตเภท เมือ่ พิจารณาภาพรวมพบว่าผู้ปว่ ยไมเ่ คยรบั รกู้ ารถูก
ประทบั ตราโดยการแสดงออกทางท่าทาง คดิ เปน็ ร้อยละ 1.07
121
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
การแสดงออกทางคาพูด พบว่า ผปู้ ่วยจานวน 17 ราย หรือร้อยละ 56.67 รับรวู้ ่าได้ยินบุคคลอืน่ เรียกตนด้วยคาพูดที่
ไม่เหมาะสมบ่อยครง้ั /เป็นประจา ผปู้ ่วยจานวน 19 ราย หรือร้อยละ 63.4 รับรู้ว่าไม่เคยได้ยินบุคคลอื่น ตง้ั ชื่อเฉพาะ/ฉายา
เมื่อทราบวา่ ตนเป็นผู้ป่วยจติ เภท เมื่อพิจารณาภาพรวมพบว่าผู้ป่วยรบั รู้ การถูกประทับตราโดยการแสดงออกทางคาพูดเป็น
บางครั้ง คดิ เปน็ รอ้ ยละ 1.95
สว่ นที่ 3 การรับรู้การเลือกปฏิบตั ิของผปู้ ่วยจติ เภท
การรบั รู้การเลือกปฏบิ ัตขิ องผปู้ ว่ ยจิตเภท แบง่ เปน็ 7 ประเดน็ คือ การมีสว่ นรว่ มในสังคมและครอบครวั การทางาน
การศึกษา การสร้างสถาบันครอบครัว การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์บริการสุขภาพ การเข้าถงึ และการใช้ประโยชน์บรกิ าร
สาธารณะ การเข้าถงึ กระบวนการยตุ ธิ รรม
การมีส่วนร่วมในสังคมและครอบครัว พบว่า ผู้ปว่ ยจานวน 25 ราย หรือร้อยละ 83.3 รบั รู้วา่ บุคคลอื่นไม่เคยแสดง
ทา่ ทีห่างเหิน เลิกคบหา ผู้ป่วยจานวน 14 ราย หรือร้อยละ 66.7 รบั รู้ว่าไม่เคยถูกกีดกนั ไมใ่ ห้เขา้ ร่วมกิจกรรมในชุมชน ผปู้ ่วย
จานวน 5 ราย หรือรอ้ ยละ 16.70 เคยไมไ่ ด้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นเป็นบางคร้งั ผปู้ ่วยจานวน 7 ราย หรือร้อยละ 23.3
ไม่เคยถูกปฏิเสธการช่วยเหลือเมื่อท่านลาบาก ผปู้ ่วยจานวน 15 ราย หรือร้อยละ 50 รบั รู้วา่ ตนไม่เคยถูกปฏเิ สธไม่ให้เข้าร่วม
กิจกรรมทางศาสนา ผูป้ ่วยจานวน 29 ราย หรือร้อยละ 96.7 รบั รวู้ า่ ไม่เคยถกู ล่าม ขัง โซ่ตรวน เพราะเป็นผู้ปว่ ยจติ เภท ผู้ปว่ ย
จานวน 29 ราย หรือร้อยละ 96.7 รับรู้วา่ ไม่เคยถกู ปฏิเสธไม่ให้ใช้สิทธิ์/ถูกละเมิดสิทธิเลือกตั้ง เมื่อพิจารณาภาพรวมพบว่า
ผู้ป่วยไม่เคยรับรูก้ ารถกู ประทบั ตราโดยการมีส่วนร่วมในสังคมและครอบครัว คดิ เป็นร้อยละ 1.29
การทางาน พบว่า ผ้ปู ่วยจานวน 22 ราย หรือร้อยละ 73.3 รบั รู้ว่าไม่เคยถกู ปฏิเสธไม่ให้ตนสมัครงาน เมื่อทราบว่า
ตนเป็นผูป้ ว่ ยจิตเภท ผู้ป่วยจานวน 22 ราย หรือรอ้ ยละ 73.3 รับรู้ว่าไมเ่ คยถกู ปฏิเสธรบั เข้าทางาน เมือ่ ทราบว่าท่านเป็นผู้ปว่ ย
จิตเภท ผู้ป่วยจานวน 27 ราย หรือร้อยละ 90 รับรู้ว่าไม่เคยถูกลดตาแหน่งหน้าที่ เมื่อทราบว่าตนเป็นผู้ป่วยจิตเภท ผู้ป่วย
จานวน 27 ราย หรือร้อยละ 90 รับรวู้ ่าไมเ่ คยถูกไลอ่ อกจากงานเมื่อทราบว่าเป็นผู้ปว่ ยจติ เภท ผู้ป่วยจานวน 27 ราย หรือร้อย
ละ 90 รับรวู้ ่าไม่เคยถูกแยกสดั ส่วน แยกพืน้ ที่การทางานกับเพื่อนร่วมงาน เมื่อพิจารณาภาพรวมพบว่าผปู้ ว่ ยไมเ่ คยรับรู้การถูก
เลือกปฏบิ ตั ิโดยการทางาน คดิ เปน็ ร้อยละ 1.07
การศึกษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการเจ็บป่วยครั้งแรกภายหลังจบการศึกษา จึงไม่เกี่ยวข้องกับการเคยถูกปฏิเสธ
ไม่ให้ตนสมัครเข้าเรียนหรืออบรม จานวน 28 ราย หรือร้อยละ 93.3 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการเจ็บป่วยครั้งแรกภายหลังจบ
การศึกษา จึงไม่เกี่ยวข้องกับการเคยถูกใหแ้ ยกสัดส่วน พื้นท่ี ให้น่ังห่างไกลจากกลุ่มเพื่อน จานวน 28 ราย หรือร้อยละ 93.3
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการเจ็บป่วยคร้ังแรกภายหลังจบการศึกษา จึงไม่เกี่ยวข้องกับการเคยถูกปฏิเสธ ไม่ให้เขา้ ร่วมทากจิ กรรมใน
โรงเรียน แม้ว่าตนจะมีคณุ สมบัติที่เหมาะสม จานวน 28 ราย หรือรอ้ ยละ 93.3 ผู้ปว่ ยสว่ นใหญ่มีการเจ็บป่วยครั้งแรกภายหลัง
จบการศึกษา จึงไมเ่ กย่ี วข้องกับการเคยถูกปฏิเสธ ไม่คัดเลือกตนเป็นตัวแทนของโรงเรียน แมว้ ่าตนจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสม
จานวน 28 ราย หรือร้อยละ 93.3 ผ้ปู ่วยส่วนใหญ่มีการเจบ็ ป่วยคร้ังแรกภายหลังจบการศกึ ษา จึงไมเ่ กี่ยวข้องกับการเคยถูกไล่
ออกจากโรงเรียน จานวน 28 ราย หรือร้อยละ 93.3 แต่ท้ังน้ีมีผู้ป่วยจานวน 2 ราย หรือร้อยละ 6.67 ไม่เคยรับรู้กานเลือก
ปฏิบตั ิดา้ นการศึกษา เมือ่ พจิ ารณาภาพรวมพบวา่ ผ้ปู ่วยไมเ่ คยรับร้กู ารถกู เลือกปฏิบตั ิโดยการศกึ ษา คดิ เปน็ ร้อยละ 1.00
การสร้างสถาบันครอบครัว พบว่า ผู้ป่วยจานวน 24 ราย หรือร้อยละ 80 รับรู้ว่าตนไม่เคยถูกปฏิเสธที่จะสร้าง
ความสัมพนั ธ์ เมื่อทราบว่าตนเป็นผ้ปู ่วยจิตเภท ผูป้ ่วยจานวน 22 ราย หรือร้อยละ 73.3 รับรู้ว่าตนไม่เคยถูกแฟน/คสู่ มรส เลิก
คบหา/หยา่ /ทอดท้ิง เมื่อทราบว่าตนเป็นผู้ปว่ ยจติ เภท เมื่อพิจารณาภาพรวมพบวา่ ผู้ปว่ ยไม่เคยรับรู้การถกู เลือกปฏิบัติโดยการ
สรา้ งสถาบันครอบครวั คดิ เปน็ รอ้ ยละ 1.93
การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์บริการสุขภาพ พบว่า ผู้ป่วยจานวน 30 ราย หรือร้อยละ 100 รับรู้ว่าตนไม่เคยถูก
บุคคลากรทางสาธารณสุขปฏิเสธการรักษา ผู้ป่วยจานวน 28 ราย หรือร้อยละ 93.3 รับรู้ว่าตน ไม่เคยถูกบุคลากรทาง
122
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
สาธารณสขุ ให้บรกิ ารตนแตกต่างกับผู้ป่วยท่านอื่น เมื่อพิจารณาภาพรวมพบว่าผู้ป่วยไม่เคยรับรู้การถูกเลือกปฏิบัติโดยการ
เขา้ ถึงและการใชป้ ระโยชน์บริการสุขภาพ คดิ เป็นร้อยละ 1.12
การเขา้ ถึงและการใช้ประโยชนบ์ รกิ ารสาธารณะ พบวา่ ผปู้ ่วยจานวน 28 ราย หรือร้อยละ 93.3 รับรูว้ า่ ตนไม่เคยถูก
บุคคลอื่นกีดกันไม่ให้ใช้บริการขนส่งสาธารณะในชุมชน ผู้ป่วยจานวน 27 ราย หรือร้อยละ 90 รับรู้ว่าตนไม่เคยถูกบุคคลอื่น
ปฏิเสธ ไมใ่ ห้ใช้ส่งิ อานวยความสะดวก อุปกรณ์สาธารณะในชุมชน เมื่อพิจารณาภาพรวมพบวา่ ผู้ป่วยไม่เคยรับรกู้ ารถูกเลือก
ปฏบิ ัตโิ ดยการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์บรกิ ารสาธารณะ คิดเป็นรอ้ ยละ 1.03
การเขา้ ถึงกระบวนการยุติธรรม พบว่า ผู้ป่วยจานวน 28 ราย หรือร้อยละ 93.3 ไมเ่ กี่ยวขอ้ งหรือก่อนและหลังการ
เจบ็ ปว่ ยทางจติ เภทผู้ป่วยไม่ใช้บริการ/เคยถูกปฏิเสธจากตารวจหรือผูท้ ่ีเกี่ยวข้อง เมื่อตนต้องการฟ้องรอ้ ง ร้องเรียน ในกรณีที่
ถูกเอาเปรียบ ถูกกระทาในทางผิดกฎหมายอยู่แลว้ แตท่ ้ังนี้พบว่ามีผปู้ ่วยจานวน 1 ราย หรือรอ้ ยละ 3.3 ไม่เคยถูกปฏิเสธจาก
ตารวจหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อท่านต้องการฟ้องร้อง ร้องเรียน ในกรณีท่ีถูกเอาเปรียบ ถูกกระทาในทางผิดกฎหมาย และมี
จานวน 1 ราย หรือร้อยละ 3.3 ท่ีเคยถูกปฏิเสธจากตารวจหรือผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ ง เมื่อทา่ นต้องการฟ้องร้อง ร้องเรียน ในกรณที ่ีถูก
เอาเปรียบ ถูกกระทาในทางผิดกฎหมายเป็นบางคร้ัง เมือ่ พิจารณาภาพรวมพบวา่ ผู้ป่วยไม่เคยรับรกู้ ารถูกเลือกปฏิบัติโดยการ
เขา้ ถงึ กระบวนการยตุ ิธรรม คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.50
อภิปรายผล
ระดับการศึกษาสูงสุดท่ีได้รับ และรับเข้ารับรักษาอาการทางจิตครั้งแรก จากผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมี
ระยะเวลาท่ีผ้ปู ่วยเข้ารับรักษาอาการทางจิตครั้งแรกเมื่ออายุต้ังแต่ 20 ปีข้นึ ไปมีจานวนมากท่สี ุดคือ 17 ราย หรือร้อยละ 56.7
ซึง่ สอดคล้องกับอัตราการเกิดโรค โดยพบผู้ป่วยโรคจิตเภทมากในช่วงอายุ 15-54 ปี ส่วนใหญ่เร่ิมมีอาการช่วงวัยรุ่นหรือวัย
ผู้ใหญ่ตอนต้น (มาโนช หล่อตระกลู และปราโมทย์ สุคนิชย์, 2552) ถึงแมผ้ ู้ป่วยส่วนใหญ่จะรับเข้ารับรักษาอาการทางจิตคร้ัง
แรกภายหลงั จากจบการศกึ ษาระดับสูงสุดแล้ว ทั้งนี้จากการศกึ ษาพบว่าผปู้ ่วยบางรายที่มีการเจ็บป่วยจติ เภทต้ังแต่อยู่ระหวา่ ง
การศึกษา แต่ก็ได้รับการศึกษาต่อ โดยมีครอบครัวสนับสนุน ทาให้ผู้ป่วยไม่เคยการรับรู้การถูกเลือกปฏิบัติ สอดคล้องกับ
การศึกษาของ พระมหาชาติ ใบทับทมิ (2547) พบว่าผู้ป่วยบางรายสามารถประสบความสาเรจ็ ในดา้ นการศกึ ษา โดยได้รบั การ
สนบั สนนุ จากครอบครัวที่ไม่ละลายที่มบี ตุ รป่วยจิตเภท
อาชพี และรายได้ จากผลการศกึ ษาพบวา่ ผู้ป่วยมอี าชพี ทานา/ทาไร่มจี านวนมากทีส่ ดุ คือ 25 ราย หรือร้อยละ 83.3
ผ้ปู ่วยมีรายได้มากที่สุดมากท่ีสุดในช่วง 5,001-10,000 บาท/เดือน คือ 18 ราย หรือร้อยละ 60 พบว่า ผู้ป่วยไม่เคยรับรู้การ
เลือกปฏิบัติดา้ นการทางาน ผศู้ ึกษาคาดว่าการที่ผู้ป่วยมีอาชพี ย่อมส่งผลให้ผ้ปู ่วยรู้สึกมีคณุ ค่าในตนเองทส่ี ามารถเลี้ยงดตู นเอง
ได้ เกิดความภาคภมู ิใจ และไม่รบั รูก้ ารถูกเลือกปฏบิ ัติ สอดคล้องกับการศกึ ษาของ พระมหาชาติ ใบทับทิม (2547) พบวา่ การ
ท่ีผู้ดแู ลให้กาลังใจ สนับสนุนผู้ป่วย ยอมรับใหก้ ระทาสิ่งหนึ่งใดจนสาเร็จ จะทาให้ผปู้ ่วยเกิดความภาคภูมิใจในสรรถนะแหง่ ตน
และเนื่องมาจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อาศัยอยตู่ ามชนบท ส่วนใหญ่มอี าชีพทานา ทาไร่ มีวถิ ีชวี ิตความเป็นอยู่เรียบงา่ ย เอือ้ อาทรต่อ
กัน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Razali et al. (2010) ท่ีพบผู้ป่วยอาศัยชนบทจะมีการรับรู้ตราบาปในระดับต่า และ
หทัยรัตน์ ปฏิพัทธ์ภกั ดี (2554) พบว่าผปู้ ว่ ยที่มงี านทามีรายได้เปน็ ของตนเอง ทาใหผ้ ปู้ ่วยร้สู กึ มีคณุ ค่าในตนเองเพ่มิ ขึ้น
สถานภาพสมรส และสมาชิกในครอบครวั ทอ่ี าศยั อยู่ด้วยกัน จากผลการศกึ ษาพบว่าผู้ปว่ ยมีสถานภาพสมรสและ
อาศัยอยูก่ ับคู่สมรสมากท่ีสดุ คือ 17 ราย หรือรอ้ ยละ 56.7 ซึง่ ไม่เคยรับรู้ตราประทับและการเลือกปฏิบัติ ผู้ศึกษาคาดวา่ การที่
ผู้ป่วยอาศัยอยรู่ ่วมกับครอบครวั ท่ีมีสัมพันธภาพทด่ี ีตอ่ กนั ย่อมสง่ ผลให้ผู้ป่วยมีการรับรู้ตราประทบั และการเลือกปฏิบตั ิต่า ซึ่ง
สอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุพัฒนา สุขสว่าง และศิริลักษณ์ สว่างวงค์สิน (2548) พบวา่ การได้รับการดูแลด้วยความรัก
ความผูกพันจากผู้ดูแลท่ีเป็นญาติใกลช้ ิด ทาให้ผู้ป่วยจิตเภท ไม่รู้สกึ ว่าตนเองผิดปกติ หรือด้อยค่า น่ารังเกียจ สอดคล้องกับ
อรวรรณ วรรณชาติ (2550) อาชาวศรี คาหอม (2552) และ Razali al. (2010) พบว่าผู้ป่วยจิตเภทท่ีอาศัยอยู่ร่วมกันกับ
123
รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
สมาชิกในครอบครัว มีการรับรู้ตราบาปในระดับต่า อีกท้ังยังสอดคล้องกับผลการศึกษาของ สุจิตรา วรสิงห์ (2557) พบว่า
ผู้ป่วยจิตเภทท่ีได้รับการสนับสนุนทางสังคม ทาให้ผู้ป่วยได้เป็นส่วนหน่ึงของสังคม ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ทาให้รับรู้การถกู เลือก
ปฏิบตั ิต่า สอดคลอ้ งกับผลการศึกษาของ สายใจ พัวพันธ์ (2553) ไม่ว่าจะในฐานะบิดา มารดา หรือ สามี ภรรยา ทาให้ผ้ดู ูแล
ทาหน้าทใี่ นการดูแลผู้ป่วย แม้ต้องดแู ลผู้ป่วยอย่างไมม่ ีหวังว่าผ้ปู ่วยจะหายจากการเจ็บป่วย และจากการศกึ ษาของ นงลักษณ์
วรรักษ์ธนานันท์ (2546) อ้างถึงใน สุจิตรา วงสิงห์ (2557) พบว่าผู้ดูแลรู้สึกสงสารมากกว่าท่ีจะเห็นว่าผู้ป่วยเป็นภาระของ
ครอบครวั การอยรู่ ่วมกับสมาชกิ ในครอบครัวทีเ่ ปน็ ญาติใกลช้ ดิ โดยเฉพาะบดิ า มารดา ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการเลยี้ งดูผู้ป่วย
จติ เภทมาต้ังแต่เกิด ทาใหม้ ีความสนิทสนมและคุ้นเคยกับผู้ป่วยเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับความผูกพันทางสายโลหิตทา
ให้ความสัมพันธ์ท่ีเกิดขน้ึ มีความผูกพัน มีความเอื้ออาทร ห่วงใย และจริงใจต่อกันเป็นพื้นฐาน ทาให้ผู้ดูแลมีความเมตตาต่อ
ผปู้ ว่ ยจติ เภท
การรับรตู้ ราประทับ
จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้การถูกประทับตรา ซึ่งผู้ศึกษาคาดว่าอาจเพราะผู้ป่วยส่ วนใหญ่มี
ระยะเวลาการเจ็บปว่ ยต้ังแต่ 3 ปีข้นึ ไป โดยจากการสัมภาษณ์พบวา่ ส่วนใหญ่มีระยะเวลาเจ็บป่วยนาน 10 ปี บางรายยาวนาน
ถึง 20 ปี ซึ่งครอบครัวได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตหรือข้ามผ่านระยะการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษา ครอบครัว
ได้รับคาแนะนาในการดแู ลผปู้ ่วยจากจิตแพทยห์ รือทมี สหวิชาชีพ จนสามารถดูแลผูป้ ่วยได้ อีกท้งั ชมุ ชนก็เข้าใจการเจบ็ ป่วย ได้
เรยี นรู้วธิ ีการปรับตัวเพือ่ อยู่รว่ มกับผู้ป่วยในชุมชนแล้ว ซึ่งผู้ศึกษาสามารถอภปิ รายผล ดงั นี้
ดา้ นการแสดงออกทางสหี น้า/สายตา การแสดงออกทางท่าทาง ผลการศกึ ษาพบว่า ผปู้ ่วยจานวนส่วนใหญร่ ับรู้ว่า
บุคคลอื่นไม่เคยแสดงสีหน้ารังเกียจ ผู้ป่วยรับรู้ว่าบุคคลอื่นไม่เคยแสดงท่าทางเดินหนี/ลุกหนี/พยายามหลีกเล่ียงท่ีจะพบ ผู้
ศกึ ษาคาดวา่ การที่บุคคลอื่นมีการแสดงออกทางสีหน้า/สายตา และท่าทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยอาจเป็นเพราะมารยาททาง
สังคม ที่จะต้องแสดงสีหน้าและท่าทางท่ีเหมาะสม มีความเกรงใจ แม้จะหวาดกลัวแต่ไม่แสดงออกในทางท่ีไม่เหมาะสมกับ
ผู้ป่วย อีกทั้งความเป็นสังคมชนบทที่มีความใกล้ชิด มีน้าใจเกื้อกูลกัน ทาให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีสัมพันธภาพท่ีดีกับครอบครัว
ชุมชน จากการศึกษาของ นงลักษณ์ วรรักษ์ธนานันท์ (2546) อ้างถึงใน สุจิตรา วงสิงห์ (2557) พบว่าผู้ดูแลรู้สึกสงสาร
มากกว่าทจี่ ะเหน็ วา่ ผู้ป่วยเป็นภาระของครอบครวั การอยู่ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นญาติใกล้ชดิ โดยเฉพาะบิดา มารดา
ซึ่งเป็นผู้ท่ีมีบทบาทในการเลี้ยงดูผู้ป่วยจิตเภทมาตั้งแต่เกิด ทาให้มีความสนิทสนมและคุ้นเคยกับผู้ป่วยเป็นระยะเวลานาน
ประกอบกับความผกู พันทางสายโลหิตทาให้ความสัมพันธท์ ่ีเกดิ ขึ้นมีความผูกพนั มีความเอื้ออาทร หว่ งใย และจริงใจต่อกันเป็น
พื้นฐาน ทาให้ผู้ดูแลมีความเมตตาต่อผู้ป่วยจิตเภท แต่มีผู้ป่วยบางรายที่รับรู้ว่าบุคคลอืน่ แสดงสีหน้ารังเกียจ และแสดงสีหน้า
ราคาญ ซึ่งผู้ศึกษาคาดว่าอาจเป็นเพราะอดีตท่ีผู้ป่วยเคยอาการทางจิตกาเรบิ อาจมีการแสดงพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสม ไม่
สามารถควบคุมตนเองได้ สร้างความราคาญใหก้ ับครอบครวั รวมไปถงึ คนในชมุ ชน จึงทาให้บุคคลอื่นรู้สึกไม่พงึ พอใจผ้ปู ่วยแม้
ผู้ป่วยจะอยู่ในช่วงอาการสงบ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Angermeyer et al. (2003) อ้างถึงใน วัชราภรณ์ ลือไธสงค์
(2553) ซ่ึงพบว่า การตีตราในผู้ป่วยจิตเวชมีผลกระทบต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะการมีภาพตายตัวในเรือ่ งท่ีเป็นอันตราย ซ่ึงภาพ
ตายตัวดังกล่าวมีผลกระทบอย่างมากต่อปฏิกริ ิยาทางอารมณ์ของบุคคลที่มีต่อผปู้ ่วยจิตเวช และยังเพิ่มระยะห่างทางสังคมต่อ
บคุ คลดว้ ย
การแสดงออกทางคาพูด ผลการศึกษาพบวา่ ผู้ปว่ ยส่วนใหญ่รับรู้วา่ บุคคลอื่นเรยี กทา่ นด้วยคาพูดท่ีไม่เหมาะสมใน
ระดับบ่อยครั้ง/เป็นประจา แต่ไม่เคยได้ยินบุคคลอื่นตั้งชื่อเฉพาะ/ฉายา ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่าตนมักจะได้รับคาพูดไพเราะ ไม่
ก้าวร้าว หรือใช้คาพูดแฝงในเชงิ ล้อเลียนผู้ป่วย แต่ในทางตรงกันข้ามมีผู้ป่วยบางรายที่ มีการรับรู้ตราประทับและการเลือก
ปฏิบัติ บุคคลภายนอกที่มีผลกระทบต่อผู้ป่วยจิตเวชท่ีสอดคลอ้ งกันวา่ ผู้ป่วยรบั รู้การถูกประทับตราท่ีเกิดข้ึนจากสังคมที่มีต่อ
ตนเอง ซ่งึ เป็นปฏิกิรยิ าทางลบผ่านประสบการณ์ท่ีเกิดขึ้นการแสดงออกทางพฤติกรรมท่ีบุคคลแสดงต่อผู้ปว่ ยทง้ั ท่เี ปน็ คา พูด
124
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
และไมเ่ ป็นคาพูด มผี ลต่อความรูส้ ึกของผู้ป่วย ที่มีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกและตีความหมายพฤติกรรมที่บุคคลแสดงตอ่ ตน
ไดอ้ ยา่ งรวดเร็วโดยเฉพาะด้านลบ ผู้ปว่ ยเกิดความรู้สกึ คับแค้นใจนอ้ ยใจ
การรบั ร้กู ารเลอื กปฏบิ ัติ
การมสี ่วนรว่ มในสังคมและครอบครัว ผลการศกึ ษาพบว่า ผู้ปว่ ยไมเ่ คยรับรู้ว่าบุคคลอื่นแสดงทา่ ทีห่างเหิน เลิกคบหา
ไมเ่ คยถูกกีดกนั ไมใ่ ห้เขา้ ร่วมกจิ กรรมในชุมชน ไม่เคยถูกปฏิเสธไม่ให้เข้ารว่ มกิจกรรมทางศาสนา หากพจิ ารณามคี วามเปน็ ไปได้
ว่าอาจเปน็ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีระยะเวลาการเจ็บป่วยตั้งแต่ 3 ปีข้ึนไป โดยจากการสมั ภาษณ์พบวา่ ส่วนใหญ่มีระยะเวลา
เจ็บป่วยนาน 10 ปี บางรายยาวนานถึง 20 ปี ซ่ึงครอบครัวได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตหรือข้ามผ่านระยะการเปล่ียนแปลงมาแล้ว
ผู้ปว่ ยได้รับการดูแลรักษา ครอบครัวไดร้ ับคาแนะนาในการดูแลผู้ปว่ ยจากจติ แพทย์หรือทีมสหวชิ าชีพ จนสามารถดแู ลผ้ปู ่วยได้
อกี ท้ังชุมชนก็เขา้ ใจการเจ็บป่วย ได้เรียนรู้วิธีการปรับตัวเพื่ออยูร่ ่วมกบั ผปู้ ว่ ยในชุมชนแล้ว และอาจเป็นเพราะผู้ปว่ ยสว่ นใหญ่มี
สถานภาพสมรส และอาศัยอยูก่ ับคู่สมรส มคี วามผกู พันกัน สอดคลอ้ งกับผลการศึกษาของ นงลักษณ์ วรรักษ์ธนานันท์ (2546)
อ้างถึงใน สุจิตรา วงสิงห์ (2557) พบว่าผู้ดูแลรู้สึกสงสารมากกว่าท่ีจะเห็นว่าผู้ป่วยเป็นภาระของครอบครัว การอยู่ร่วมกับ
สมาชิกในครอบครัวทีเ่ ป็นญาติใกล้ชิด โดยเฉพาะบิดา มารดา ซ่ึงเป็นผู้ที่มบี ทบาทในการเล้ียงดูผปู้ ่วยจิตเภทมาต้ังแต่เกิด ทา
ให้มีความสนิทสนมและคุ้นเคยกบั ผู้ป่วยเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับความผกู พันทางสายโลหติ ทาให้ความสัมพันธ์ท่ีเกิดข้ึน
มีความผูกพัน มีความเอื้ออาทร ห่วงใย และจริงใจต่อกันเป็นพื้นฐาน ทาให้ผู้ดูแลมีความเมตตาต่อผู้ป่วยจิตเภท และอาจ
เนื่องมาจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชนบท ส่วนใหญ่มีอาชีพทานา ทาไร่ มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่เรียบงา่ ย เอื้ออาทรต่อกัน
ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Razali et al. (2010) ที่พบผู้ป่วยอาศัยชนบทจะมีการรับรู้การเลือกปฏิบัติในระดับต่า
สอดคล้องกับการศึกษาของ สมรักษ์ ชูวานิชวงศ์ (2553) โดยพบว่าผู้ปว่ ยท่ีอาศัยอยู่รว่ มกับครอบครัว อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มี
ผู้ดูแล มีความเมตตา กรุณา ทาให้ผู้ป่วยมีการรับรู้ตราบาปในระดับต่าเช่นเดียวกัน รวมถึง พงษ์อรุณ สมบัติรักษ์ (2552)
พบว่าผู้ป่วยที่อาศัยอยู่กับบิดา มารดา ญาติใกล้ชิด ได้รับการสนับสนุนทั้งด้านความรัก การดูแล เอาใจใส่ ให้การยอมรับ
ตลอดจนได้รับการช่วยเหลือ จะทาให้ผู้ป่วยรับรวู้ ่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ได้คบหา สังสรรค์กับกลุม่ เพื่อน ชักชวนให้เข้า
รว่ มกจิ กรรมทางสังคม สง่ ผลใหผ้ ู้ป่วยรบั รกู้ ารถกู เลือกปฏิบตั ติ ่า
ผู้ป่วยสว่ นใหญ่ไม่เคยถูกล่าม ขัง โซต่ รวน และไม่เคยถกู ปฏิเสธไมใ่ ห้ใช้สิทธ/์ิ ถูกละเมิดสิทธิเลือกตงั้ ผู้ศึกษาคาดว่า
อาจเป็นเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ร่วมกับครอบครวั ไดเ้ ป็นส่วนหนึง่ ของสมาชิกในครอบครัว ไมไ่ ด้ถกู ล่ามขัง หรือจากดั สทิ ธิของ
ผปู้ ่วยอันมีผลทาให้ผูป้ ่วยรู้สึกไม่มีคณุ ค่า เกดิ การยอมรับ ไม่เลือกปฏิบัติ หรือทาการใดๆ ที่ทาให้ผู้ป่วยรู้สกึ ห่างเหิน กีดกัน จน
ทาให้ผู้ป่วยรสู้ ึกหมดหวังหรือหมดกาลังใจ ทั้งน้ีอาจเพราะส่วนใหญ่มีระยะเวลาเจ็บป่วยนาน 10 ปี บางรายยาวนานถึง 20 ปี
ซ่ึงครอบครัวได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตหรือข้ามผ่านระยะการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษา ครอบครัวได้รับ
คาแนะนาในการดแู ลผู้ป่วยจากจติ แพทย์หรือทมี สหวิชาชีพ จนสามารถดูแลผู้ป่วยไดใ้ นวิธีการท่ีเหมาะสม
แต่ทั้งนี้พบว่าแม้ส่วนใหญ่ผปู้ ่วยจะไม่เก่ียวข้อง หรือก่อนและหลังการเจ็บป่วยทางจิตเภทผู้ป่วยก็ไม่ไดร้ ับโอกาส/ไม่
ชอบแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว แต่ทงั้ นใ้ี นด้านการแสดงความคิดเห็น เช่น การแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมหมู่บ้าน หรือการ
ตัดสนิ ใจในงานระดับชุมชน และไม่เก่ียวข้องหรือก่อนและหลงั การเจ็บป่วยทางจิตเภทผู้ป่วยก็ไม่มีเหตกุ ารณ์ให้ต้องช่วยเหลือ/
ถูกปฏิเสธการช่วยเหลือเมื่อตนลาบากอยู่แล้ว แต่จากข้อมูลก็พบว่าผู้ป่วยบางรายรับรู้การว่าไม่ได้รับโอกาสให้แสดงความ
คดิ เหน็ และถูกปฏิเสธการช่วยเหลือเป็นบางครง้ั ผู้ศึกษาคาดว่าอาจเนือ่ งมาจากอดีตที่ผู้ป่วยเคยอาการทางจิตกาเริบ อาจมี
การแสดงพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสม ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ สร้างความราคาญใหก้ บั ครอบครวั ชุมชน จงึ ทาให้บุคคลอืน่ รู้สึก
ไม่พึงพอใจ หรือแมผ้ ู้ป่วยจะอยู่ในช่วงอาการสงบก็ไม่ไว้ใจ คิดว่าความคิดเห็นผู้ป่วยอาจไม่สมเหตุสมผลอันเนื่องมาจากการ
ป่วยจิตเภท ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของ Angermeyer et al. (2003) อ้างถึงใน วัชราภรณ์ ลือไธสงค์ (2553) ซ่ึงพบว่า
การตีตราในผู้ป่วยจิตเวชมีผลกระทบต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะการมีภาพตายตัวในเรื่องท่ีเป็นอันตราย ซ่ึงภาพตายตัวดังกล่าวมี
ผลกระทบอยา่ งมากต่อปฏิกริ ิยาทางอารมณ์ของบุคคลที่มตี อ่ ผู้ป่วยจิตเวช และยงั เพิม่ ระยะหา่ งทางสังคมตอ่ บุคคลด้วย
125
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
แต่ท้ังน้ีจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยบางรายรับรู้ว่าถูกบุคคลอื่นแสดงท่าทีห่างเหิน เลิกคบหา กีดกันไม่ให้เข้าร่วม
กจิ กรรมทางศาสนา ถูกปฏิเสธการช่วยเหลือเมือ่ ประสบความลาบาก สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ อรพรรณ บุญลือธวัชชัย
(2541), สินิทธิ์ อนันทวัฒน์ (2551), และ King et al. (2007) คือผู้ป่วยจิตเภทเป็นผู้ท่ีเต็มไปด้วยความทุกข์ ความคิด
ความรู้สึกและการกระทามักไม่ค่อยเหมาะสม มีความรู้สึกออ่ นแอ ท้อแท้หมดหวัง มักถูกสงั คมมองว่าไร้ความสามารถและตก
อยู่ในภาวะสูญเสยี พลังอานาจ มีผลต่อความรสู้ ึกมคี ุณคา่ ในตนเอง จากข้อมูลทไี่ ดจ้ ากการสอบถามสอดคลอ้ งกับการศึกษาของ
เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ และคณะ (2547) เกิดความรู้สึกในด้านลบต่อตนเองว่า การเจบ็ ปว่ ยเป็นส่ิงทน่ี าความเสือ่ มเสียชื่อเสยี ง
มาสู่ตนเองและครอบครัว เมือ่ ต้องกลับไปอยู่ในชุมชนเพื่อนบ้านและคนในสังคมที่ร้วู ่าผู้ป่วยมีการเจ็บป่วยทางจิตจะรังเกี ยจ
ซา้ เติม ท้ังต่อว่าผปู้ ่วยและผู้ดูแลให้เกิดความสะเทือนใจ ผู้ป่วยพยายามปกปิดการเจ็บป่วยของตนจากบุคคลอื่นเพราะคิดว่า
เป็นเรื่องน่าอับอาย ภัทราภรณ์ ทุ่งคาปัน และคณะ (2551) พบว่าผู้ป่วยบางรายรู้สึกผิดและแปลกแยกจากการที่ควบคุม
อารมณ์ตัวเองไม่ได้ต้องตกอยู่ในสภาพของผู้ป่วยโรคจิต กลัวคนอื่นไม่ยอมรับเมื่อทราบว่าตนเป็นผู้ป่วยจิตเวช กงั วลว่าคนอื่น
จะกลัว รงั เกียจตนเอง รู้สกึ อึดอัด เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความเจ็บปว่ ยและเมื่อถูกมองว่าแปลกแยกกว่าคนอื่นจะรู้สึกเป็นทุกข์
งุ่นง่าน ไม่สบายใจ นอนไม่หลับผู้ป่วยรับรู้ต่อปฏิกิริยาจากญาติ ครอบครัวและเพื่อนบ้านท่ีโต้ตอบกับการกระทา หรือ
พฤติกรรมบางอยา่ งของตน ซ่ึงไม่เป็นท่ียอมรับและไม่สามารถที่จะอดทนต่อไปได้ รวมถงึ นอกจากนี้การท่ีบุคคลต้องเข้ารับการ
รกั ษาท่ีโรงพยาบาลจิตเวชหรือการเป็นผู้ป่วยจิตเวชสังคมมองว่าเป็นภาพพจน์ที่ไม่ดี ซ่ึงส่ิงเหล่าน้ีเป็นสิ่งที่ผ้ปู ่วยรับรู้ได้แล้ว
ส่งผลใหผ้ ้ปู ่วยเกดิ ความรู้สกึ นอ้ ยใจ เสียใจ ท้อแท้ รสู้ กึ แยก่ ับการท่ีตนเองตอ้ งมาเจบ็ ป่วยและเพื่อนบ้านแสดงอาการรงั เกียจ
การทางาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยไม่เคยรับรู้การเลือกปฏิบตั ิดา้ นการทางาน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม โดยได้มีโอกาสช่วยเหลือทาการเกษตรร่วมกับกลุ่มเพื่อนบ้าน ผู้ศึกษาคาดว่าการที่ผู้ป่วยมีอาชีพย่อมส่งผลให้
ผู้ป่วยรู้สึกมีคุณค่าในตนเองที่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ เกิดความภาคภูมิใจ และไม่รับรู้การถูกเลือกปฏิบัติ สอดคล้องกับ
การศึกษาของ พระมหาชาติ ใบทับทิม (2547) พบว่าการที่ผู้ดูแลให้กาลังใจ สนับสนุนผปู้ ่วย ยอมรับให้กระทาส่ิงหนึ่งใดจน
สาเร็จ จะทาให้ผู้ป่วยเกิดความภาคภูมิใจในสรรถนะแห่งตน และเนื่องมาจากผู้ปว่ ยส่วนใหญ่อาศยั อยู่ตามชนบท ส่วนใหญ่มี
อาชีพทานา ทาไร่ มีวถิ ีชีวิตความเป็นอยเู่ รียบง่าย เอื้ออาทรต่อกนั ซึ่งสอดคล้องกับการศกึ ษาของ Razali et al. (2010) ท่ีพบ
ผ้ปู ว่ ยอาศัยชนบทจะมีการรับรู้ตราบาปในระดับตา่ และหทัยรัตน์ ปฏพิ ัทธ์ภักดี (2554) พบว่าผปู้ ่วยทมี่ ีงานทามีรายได้เปน็ ของ
ตนเอง ทาให้ผู้ป่วยรู้สกึ มีคณุ คา่ ในตนเองเพ่ิมข้ึน
การศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่รับรู้การเลือกปฏิบัติด้านการศึกษาในระดับไม่เกี่ยวข้อง อัน
เนื่องมาจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ป่วยจติ เวชคร้ังแรกเมื่ออายุต้ังแต่ 20 ปีข้ึนไป และมีระดับการศึกษาสงู สุดคือระดับประถมศึกษา
ซ่งึ การเจ็บปว่ ยคร้ังแรกไม่ได้อยใู่ นวัยเรียน ซึง่ สอดคล้องกบั อัตราการเกิดโรค โดยพบผู้ป่วยโรคจิตเภทมากในชว่ งอายุ 15-54ปี
ส่วนใหญเ่ รม่ิ มีอาการช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (มาโนช หล่อตระกูล และปราโมทย์ สคุ นชิ ย์, 2552) แต่ก็พบวา่ ผ้ปู ่วยบาง
รายทม่ี ีการเจ็บป่วยจติ เภทต้ังแต่ขณะกาลังเรียน แต่กไ็ ดร้ ับการศึกษาต่อ โดยมีครอบครัวสนับสนุน ทาให้ผู้ป่วยไมเ่ กิดการรับรู้
การถูกเลือกปฏิบัติ สอดคล้องกับการศึกษาของ พระมหาชาติ ใบทับทิม (2547) พบว่าผู้ป่วยบางรายสามารถประสบ
ความสาเร็จในด้านการศึกษา โดยไดร้ บั การสนบั สนุนจากครอบครวั ท่ีไม่ละลายท่ีมบี ตุ รป่วยจิตเภท
การสร้างสถาบันครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยสว่ นใหญ่ไม่เคยรับรู้การเลือกปฏิบัติด้านการสร้างสถาบัน
ครอบครวั ใน ซึ่งพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส และอาศัยอยู่รว่ มกับคู่สมรส ซึ่งผู้ศึกษาคาดว่าการอยู่รว่ มกัน และมี
สมั พนั ธภาพทด่ี ีต่อกัน ย่อมสง่ ผลให้ผูป้ ่วยมคี วามสุขกับการใช้ชีวติ เกดิ การรับรู้การเลือกปฏิบัตติ ่า ซ่ึงสอดคล้องกบั Razali et
al. (2010) ทีพ่ บว่าผู้ปว่ ยทีอ่ าศัยอยู่กบั ครอบครัว จะชว่ ยประคับประคองจิตใจผู้ป่วยได้เปน็ อย่างดี สอดคล้องกับการศึกษาของ
สมรกั ษ์ ชูวานชิ วงศ์ (2553) โดยพบว่าผู้ป่วยทอ่ี าศัยอยู่ร่วมกบั ครอบครัว อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีผูด้ ูแล มีความเมตตา กรุณา
ทาให้ผู้ป่วยมีการรับร้ตู ราบาปในระดับต่าเช่นเดยี วกัน และพงษ์อรณุ สมบัตริ ักษ์ (2552) พบว่าผู้ป่วยท่ีอาศยั อย่กู ับบิดา มารดา
126
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ญาตใิ กล้ชิด ไดร้ ับการสนับสนุนทั้งด้านความรกั การดูแล เอาใจใส่ ใหก้ ารยอมรับ ตลอดจนได้รับการช่วยเหลือ จะทาใหผ้ ู้ปว่ ย
รบั วา่ ตนเป็นสว่ นหน่งึ ของสังคม และเกิดการรบั รกู้ ารเลือกปฏบิ ัติตา่
แต่ทั้งน้ีมีผู้ป่วยบางรายท่ีเคยถูกแฟน/คู่สมรส เลิกคบหา/หย่า/ทอดทิ้ง ซ่ึงอาจเป็นเพราะผู้ป่วยไม่สามารถกระทา
หรือไม่กระทาในส่ิงที่บุคคลอื่นคาดหวัง ไม่เป็นไปตามบรรทดั ฐานของสังคม ไม่เป็นไปตามอัตลกั ษณ์ทางสังคม ทาให้บคุ คลอื่น
ไมพ่ อใจทผ่ี ้ปู ว่ ยไม่สามารถเปน็ ไปตามแบบทค่ี าดหวังได้ จนอาจเกดิ การเลิกคบหา/หย่า/ทอดท้งิ ตามมา
การเข้าถงึ และการใชป้ ระโยชน์บรกิ ารสขุ ภาพ ผลการศกึ ษาพบว่า ผปู้ ่วยส่วนใหญ่ไม่เคยรับร้กู ารเลือกปฏบิ ัตดิ า้ นการ
เข้าถึงและการใช้ประโยชน์บริการสุขภาพ เช่น ผู้ป่วยได้รับการแนะนาให้ความช่วยเหลือเหลือจากบุคลากรสาธารณสุขเท่า
เทียมกับผู้ป่วยรายอื่นอาจเนื่องจากบุคคลากรทางสาธารณสุขมีความรู้ ความเข้าใจต่ออาการเจ็บป่วย สาเหตุ มีวิธีการดูแล
ชว่ ยเหลือ และเข้าใจถงึ ปัจจัยกระตุ้นท่ีจะทาใหผ้ ปู้ ่วยอาการกาเริบ และโรงพยาบาลมีการทางานอยา่ งเปน็ ระบบ และมีขน้ั ตอน
การทางานทช่ี ัดเจน ส่งผลใหผ้ ู้ป่วยไดร้ บั การดแู ลท่เี ทา่ เทียมกนั จงึ ทาให้ไม่รบั รู้การถูกเลือกปฏิบัติ
การเขา้ ถึงและการใชป้ ระโยชน์บริการสาธารณะ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เคยรับรกู้ ารเลือกปฏิบัติ
ดา้ นการเขา้ ถึงและการใช้ประโยชน์บริการสาธารณะ เช่น ผูป้ ่วยได้มโี อกาสใช้ศาลาประชาคม เครื่องออกกาลังกาย รถประจา
ทาง เป็นต้น ซึ่งคาดวา่ เพราะผู้ปว่ ยอาศัยอยู่ในชุมชนชนบทมวี ถิ ีชวี ิตความเป็นอยู่เรียบงา่ ย เอื้ออาทรต่อกัน และผปู้ ่วยรับว่าตน
เป็นสว่ นหนึง่ ของสังคม ได้คบหา สังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน ชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของ
Razali et al. (2010) ทีพ่ บผู้ป่วยอาศยั ชนบทจะมกี ารรบั ร้ตู ราบาปในระดบั ต่า
การเขา้ ถึงกระบวนการยุติธรรม ผลการศกึ ษาพบวา่ ผู้ปว่ ยส่วนใหญ่ไมเ่ ก่ียวข้อง หรือก่อนและหลงั การเจ็บป่วยทาง
จิตเภทผู้ป่วยไม่ใชบ้ รกิ าร/เคยถูกเลือกปฏบิ ัติด้านการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม แต่มผี ู้ปว่ ยบางรายท่รี ับรู้การถูกเลือกปฏิบัติ
ดา้ นการเข้าถึงกระบวนการยตุ ิธรรม อนั เนือ่ งมาจากความเจ็บป่วยของผปู้ ่วยไมส่ ามารถกระทา หรือไมก่ ระทาในส่งิ ที่บุคคลอื่น
คาดหวัง ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม ไม่เป็นไปตาม อัตลักษณ์ทางสังคม ทาให้บุคคลอื่นไม่พอใจท่ีผู้ป่วยไม่สามารถ
เป็นไปตามแบบที่คาดหวังได้ และอาจเนื่องมาจากอดีตท่ีผู้ป่วยเคยอาการทางจิตกาเริบ อาจมีการแสดงพฤติกรรมที่ไม่
เหมาะสม วุ่นวายคนในครอบครัว รวมไปถึงคนในชุมชน จงึ ทาให้บุคคลอื่นรู้สกึ ไม่พึงพอใจ หรือแม้ผู้ป่วยจะอยู่ในช่วงอาการ
สงบก็ไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อในคาพูด คิดว่าความคิดเห็นผู้ป่วยอาจไม่สมเหตุสมผลอันเนื่องมาจากการป่วยจิตเภท ซ่ึงสอดคล้องกับ
การศึกษาของ Angermeyer et al. (2003) อ้างถึงใน วัชราภรณ์ ลือไธสงค์ (2553) ซึ่งพบว่า การตีตราในผู้ป่วยจิตเวชมี
ผลกระทบต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะการมีภาพตายตัวในเรื่องท่ีเป็นอันตราย ซึ่งภาพตายตัวดังกล่าวมีผลกระทบอย่างมากต่อ
ปฏกิ ิริยาทางอารมณข์ องบุคคลท่ีมตี อ่ ผู้ป่วยจติ เวช และยังเพ่มิ ระยะหา่ งทางสังคมต่อบคุ คลด้วย
ขอ้ เสนอแนะจากผลการศกึ ษา
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
โรงพยาบาลจติ เวชนครพนมราชนครนิ ทรอ์ าจนาผลการศกึ ษามาประกอบการทาแผนยุทธศาสตร์ในการดแู ลผู้ป่วยทั้ง
เชงิ รกุ และเชงิ รบั
ข้อเสนอแนะเชงิ ปฏิบัติ
1) ควรศึกษาการเตรียมความพร้อม หรือการวางแผนในระยะยาวของผู้ป่วย และครอบครัว เช่น ในอนาคตหาก
ผปู้ ่วยเหลือแตต่ นเองเพยี งลาพัง ไม่ครอบครวั ดแู ล จะมีแนวทางการดแู ลตนเองอย่างไร จะเตรียมการรับมือตอ่ การรับรกู้ ารเกิด
ตราประทบั และการถูกเลือกปฏิบัติ อยา่ งไร เป็นตน้
2) ควรสง่ เสริมให้ผู้ป่วยไดอ้ ยู่กับครอบครัว โดยให้ครอบครัวได้มีบทบาทในการดูแลผู้ป่วย และให้ชมุ ชนมีส่วนรว่ มใน
การดแู ลผปู้ ว่ ยรว่ มด้วย
127
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
3) นักสังคมสงเคราะห์ เน้นย้าเรือ่ งการสือ่ สาร หลกี เล่ยี งการใช้คาพูดทางลบ นามแฝงกบั ผู้ป่วย เพือ่ ไม่ให้สร้างปัจจัย
กระตุ้นที่ทาให้ผูป้ ่วยอาการกาเริบหรือความรู้สึกทุกข์ใจ จนเกิดตราประทบั และรับรู้การถูกเลือกปฏบิ ัติ และผู้ปว่ ยสามารถอยู่
ร่วมกบั สงั คมไดอ้ ย่างมีความสุข
4) นกั สังคมสงเคราะห์ควรวนิ ิจฉัยปญั หา โดยการใช้แบบสอบถามเก็บข้อมลู กบั ผู้ปว่ ยทเ่ี ข้าเกณฑท์ ุกราย เพื่อค้นหา
ปัญหาเรื่องการรับรู้ตราประทับและการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าผู้ป่วยจิตเภทเป็นกลุ่ม
เปราะบางท่เี กิดการรับรตู้ ราประทบั และการเลือกปฏิบตั ไิ ด้ง่าย
5) เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีการรับรู้ตราประทับและการเลือกปฏิบัติ ควรรีบดาเนินการให้คาปรึกษา ช่วยเหลือ เยียวยา
จติ ใจผู้ป่วย และเสริมแรงจูงใจให้ผู้ป่วยให้เห็นคุณค่าในตนเอง ซ่ึงอาจรวมไปถึงการเยียวยาจิตใจครอบครัวของผู้ป่วยที่อาจ
ได้รับผลกระทบจากการมีผ้ปู ่วยจิตเภทในบ้าน การเตรียมความพร้อมครอบครัวในการดูแล เยียวยาจิตใจผู้ป่วยขณะอยู่บ้าน
รพ
6) หากผู้ป่วยมีแนวโน้มต่อการรับรู้ตราประทับและการเลือกปฏิบัติสูง ให้ลงพื้นท่ีเย่ียมบ้านก่อนหรือหลังการ
จาหน่ายร่วมกับเครือขา่ ยชุมชน เพื่อลดปฏกิ ิริยาในจิตใจทั้งผู้ปว่ ย ทาใหผ้ ู้ป่วย ครอบครัว และคนในชุมชน ใหเ้ กิดสัมพนั ธภาพ
ทีด่ ีต่อกัน ซ่ึงจะช่วยปอ้ งกนั แกไ้ ขปญั หาการสร้างตราประทบั และการเลือกปฏิบัติในจิตใจผู้ป่วย รพ.
7) นักสังคมสงเคราะห์ร่วมกับทีมสหวิชาชีพในโรงพยาบาลควรให้ความรู้ ความเข้าใจ ให้ความรู้เรื่องวิธีการดูแล
ชว่ ยเหลือผู้ป่วยในทางท่ีเหมาะสม ให้ขอ้ มูลเรื่องการดูแลตนเองไม่ให้มีอาการกาเรบิ ซ้า รวมถึงแนวทางการส่งตอ่ หลงั จาหน่าย
ให้กับครอบครัวของผู้ป่วยกอ่ นกลับบา้ น
รายการอ้างองิ
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. การเผชิญหน้ากับการถูกแบ่งแยกรังเกียจ. ที่มา http://www.kumlungjai.com
สบื ค้นเมือ่ 2 มีนาคม 2559.
พงษ์อรุณ สมบัติรักษ์. (2552). การสนับสนุนทางสังคมของครอบครัวผู้ปว่ ยจติ เวชโรงพยาบาลศรธี ัญญา. วิทยานิพนธ์สงั คม-
สงเคราะหศ์ าสตรมหาบณั ฑติ . สาขาการบริหารสงั คม. บณั ฑติ วิทยาลยั . มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
พระมหาชาติชาย ใบทับทิม. (2547). การดาเนินชวี ิตในสังคมภายหลังการบาบัดของผู้ป่วยจิตเภท โรงพยาบาลศรีธัญญา.
วิทยานพิ นธ์สังคมสงเคราะหศ์ าสตรมหาบัณฑิต. สาขาการบริหารสงั คม. บัณฑิตวิทยาลยั . มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
เพญ็ นภา แดงออ้ มยทุ ธ, อรพรรณ ลือบญุ ธวชั ชัย และพรชนก จติ ปญั ญา.(2547). ตราบาป: การรับรแู้ ละผลกระทบของผู้ปว่ ย
จิตเภทและผู้ดแู ลในครอบครวั . วารสารการพยาบาลจติ เวชและสขุ ภาพจติ .
ภทั ราภรณ์ ทงุ่ ปนั คา และคณะ. (2551). คุณภาพชวี ิตในผู้ปว่ ยท่ีเป็นโรคจติ เภท: มมุ มองของผู้ป่วยและผดู้ ูแล. คณะพยาบาลศาสตร์.
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่. เชียงใหม่.
มาโนช หลอ่ ตระกลู และปราโมทย์ สคุ นชิ ย์. (2548). จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี. มหาวิทยาลยั มหดิ ล. กรุงเทพมหานคร.
มาลี แจ่มพงษ์, ทวีศิลป์ วษิ ณุโยธิน และบุญชัย นวมงคลวัฒนา. (2551). ทัศนคตปิ ระชาชนไทยต่อผู้ปว่ ยทางจิต. นนทบุรี:
วารสารโรงพยาบาลศรีธัญญา.
วัชราภรณ์ ลือไธสงค์. (2553). การตราประทับทางสังคมกรณีศึกษาผู้ป่วยจิตเภท โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จังหวัด
อุบลราชธานี. วิทยานิพนธป์ ริญญามหาบัณฑิต. มหาวทิ ยาลัยอบุ ลราชธานี. คณะศลิ ปะศาสตร์. สาขาสังคมศาสตร์และ
การพฒั นา.
สจุ ติ รา วรสิงห.์ (2557). ปัจจยั ท่สี มั พันธก์ ับการรบั รู้ตราบาปในผ้ปู ว่ ยจิตเภท. วิทยานิพนธพ์ ยาบาลศาสตรมหาบณั ฑติ . สาขา
สขุ ภาพจติ และการพยาบาลจิตเวช. มหาวทิ ยาลยั บูรพา.
สุธิสา ดีเพชร. (2556). ผลของการใช้โปรแกรมเสริมพลังอานาจต่อความรู้สึกตราประทับของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน.
วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ . มหาวิทยาลยั ขอนแก่น. คณะพยาบาลศาสตร.์
สินิทธ์ิ อนันทวัฒน์. (2551). การรบั รู้ตราประทับและการรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองของผู้ท่ีเป็นโรคจิตเภทโรงพยาบาลศรีสังวร
สโุ ขทยั . วทิ ยานิพนธป์ ริญญามหาบณั ฑิต. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. คณะพยาบาลศาสตร.์
128
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
สมรัก ชูวานชิ วงศ.์ (2553). การรับร้ตู นเองและเจคตติ อ่ การเจบ็ ปว่ ยทางจิต. วารสารสุขภาพจติ แหง่ ประเทศไทย.
สายใจ พัวพันธ์. (2553). การรับรู้ถึงความเปน็ ภาระของผู้ดูแลของผู้ป่วยจิตเภทในเขตจังหวัดชลบุร.ี วารสารการพยาบาล
จติ เวชและสขุ ภาพจติ .
สุพัฒนา สขุ สว่าง และศิรลิ ักษณ์ สว่างวงศส์ ิน. (2548). ตราบาปในผปู้ ว่ ยจติ เภท. กรมสขุ ภาพจิต กระทรวงสาธารณะสุข.
หทัยรัตน์ ปฏิพันภักดี. (2554). การเสริมสร้างพลังอานาจในผู้ป่วยจิตเภทหญิงเรือ้ งรังที่มีคุณค่าในตัวเองต่า. วิทยานิพนธ์
พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาสขุ ภาพจติ และการพยาบาลจติ เวช. มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ .
อจั ฉรา ศกั รางกรู . (2550). การปรบั ตัวของผู้ป่วยจิตเภทท่ไี ดร้ บั การสนับสนุนทางสังคมจากครอบครวั : กรณศี ึกษาโรงพยาบาล
ศรีธัญญา. วิทยานิ พนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตรมห าบั ณฑิต . สาขาสังคมสงเคราะห์. บัณฑิ ตวิทยาลัย .
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อาชวศรี คาหอม. (2552). การรับรู้ตราประทับของผู้ดูแล ทักษะชีวิต และการรับรู้ตราประทับของผู้ท่ีเป็นโรคจิตเภท.
วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. คณะพยาบาลศาสตร.์
อรวรรณ วรรณชาติ. (2550). ทกั ษะชีวติ ตามการรบั รู้ของผดู้ แู ล การสนับสนุนทางสังคมและการรับรตู้ ราประทับของผู้ทเ่ี ป็น
โรคจิตเภท. วทิ ยานิพนธพ์ ยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช. บัณฑิตวิทยาลัย.
มหาวิทยาลยั เชียงใหม.่
Goffman, E. (1963). Stigma: Notes on the management of spoiled identity.
Razali,S. M., Hussein, S., & Ismail, T. (2 0 1 0 ). Perceived stigma and self-esteem among patients with
schizophrenia. International Medical Journal.
Wahl, O. K., (1999). Mental health consumers' experience of stigma. Schizophrenia Bulletin,25(3), 467-478.
129
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
บทบาทวดั กบั คุณภาพชีวติ แรงงานไทยในไต้หวัน
The Role of Buddhist Temple Towards Quality of Life of Thai Labors in Taiwan
วิวฒั นะ เขตร์นทั ธี1 และ ดร.จริ พรรณ นฤภทั ร2
Wiwatthana Khetnattee3 and Jiraphan Naruepatr, Ph.D.4
Abstract
At the present time, Thai Temples abroad have played an important role as a center or net-work
for Buddhists and Thai laborers working in foreign countries. The temples are an anchor and meeting
place of the Thai workers when performing Buddhist Ceremonies, including the propagation of Buddhism
both theoretically and in practice. Thai temples are of great im-portance to Thai laborers as they also
help maintain harmony in relationships and within the family. As mentioned, the Thai temples in Taiwan
have also played a role in what is important for a good quality of life for Thai laborers in Taiwan in 3
aspects: 1. It is a center of gathering of Thai people for the mental Spirit 2. It is a Community service
center for cooperation be-tween Thai workers and government agencies. 3. It is a way of Maintaining the
Thai identity, conserving Thai traditions, Thai cultures and the days of importance in Thailand. It is said
that Thai Temples are a very important part of life for Thai workers working in Taiwan and can guide them
to happiness of life both physically and mentally.
Keywords: The Role of Buddhist Temple, Quality of Life, Thai Labors in Taiwan
บทคดั ยอ่
บทบาทวัดไทยในต่างประเทศเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนิกชนและแรงงานชาวไทย เป็นจุดยึดใจและรวมกลุ่ม
พบปะของแรงงานไทย วดั ไทยในต่างประเทศมีบทบาท เป็นศูนย์กลางในการเผยแผพ่ ุทธศาสนาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบตั ิ วัด
ไทยจึงเป็นแหล่งเชื่อมสงั คมแรงงานไทย ความผูกพัน ความกลมเกลียวเป็นเหมือน ครอบครัว วัดจงึ เปน็ ศูนย์รวมใจของกลุ่ม
แรงงานไทยที่ทางานอยู่ในไต้หวัน บทบาทวัดจงึ มคี วามสาคัญต่อคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในไต้หวัน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการ
รว่ มกลุ่มและเสริมแรงใจ คือ การร่วมกลุ่มของแรงงานไทยในไต้หวันและการเสริมพลังอานาจเชิงบวกให้แก่แรงงานไทยใน
ไต้หวัน 2.ด้านการบริการสังคม คือ การสงเคราะห์ด้วยส่ิงของและประสานงานระหวา่ งแรงงานไทยกับหน่วยงานราชการ 3.
ด้านการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย คือ การอนุรักษป์ ระเพณี วัฒนธรรมและวันสาคญั ของไทย เสริมศักยภาพและทุนทาง
สงั คมเชิงบวกให้แรงงานไทยในไต้หวัน ให้มีคณุ ภาพชวี ิตทีด่ ี มีสิทธิ มีความเท่าเทยี มและความเป็นธรรม บทบาทวัดจงึ เป็นทุน
ทางสังคม ระหว่างชีวิตการทางานและชีวิตส่วนตัวของแรงงานไทยในไต้หวนั มีคุณภาพชวี ิตท่ีดดี ้วย กาย จิต สังคมและปัญญา
จากทุนทางสงั คมเดียวกัน เพื่อประโยชน์ต่อคุณภาพชวี ิตแรงงานไทยโดยเท่าเทียมกัน
คาสาคัญ: บทบาทวดั ไทย, คุณภาพชีวิต, แรงงานไทยในไตห้ วัน
1 นกั ศกึ ษาสงั คมสงเคราะหศ์ าสตรมหาบณั ฑิต คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 อาจารยป์ ระจา คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
3 Master's student, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
4 Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail : [email protected], [email protected]
130
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
บทนา
บทบาทวดั มคี วามสาคัญระหวา่ งคนในสงั คมไทย คาว่า “วดั ” เป็นคาเรยี กชื่อศาสนสถานแบบไทย โดยท่ีมาของคาว่า
“วดั ” ยังไมม่ ี ข้อยุติ ด้วยบางทา่ นอธิบายว่า มาจากคาว่า “วตฺวา” ในภาษาบาลี ซึง่ หมายถึงท่ีสนทนาธรรม บ้างก็วา่ มาจาก คา
ว่า “วตั ร” อันหมายถึง กิจปฏบิ ตั ิหรือหน้าท่ีของพระภกิ ษุที่พึงกระทา หรือแปลอีกอย่างว่า การจาศีล หรือ วัด (วัตร) ตามนยั น้ี
จงึ น่าจะหมายถงึ สถานที่ซ่ึงพระภิกษุสงฆ์ใช้เป็นท่ีจาศลี ภาวนาหรือสถานทีท่ ่ีพระภิกษุสงฆ์ใช้ ปฏิบตั ิภารกิจที่พงึ กระทาน่ันเอง
แต่ก็มีบางท่านให้คาสันนิษฐานได้ว่าอาจมาจากคาว่า “วัดวา” อันหมายถึง การกาหนดขอบเขตของดินแดนที่สร้างเป็นอาคาร
ทางศาสนสถาน เพราะวัดกับวามีความหมายอย่างเดียวกัน คือ การวัดขนาดหรือปริมาณของสิ่งต่างๆ ซึ่งวัดในความหมาย
อย่างหลังนี้จึงหมายถงึ พื้นที่น่ันเอง (ประสทิ ธ์ิ สระทอง, 2560) วัดจงึ มีความหมายเป็นสถานท่ีทางศาสนาท่ีมีเสนาสนะและ
อาคารถาวรวัตถุ คือ อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ เป็นทพี่ ัก อาศัยศกึ ษาปฏบิ ัติพระธรรมวินัย ประกอบศาสนกิจของ
ภิกษุสงฆ์ตลอดจนเป็นที่บาเพ็ญกุศลต่างๆ นอกจากนี้วัด ยังเป็นศูนย์กลางบริการทางการศึกษาและทางสังคม รวมทั้งเป็น
แหลง่ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม ประเพณีอีกดว้ ย (ภาสกร แสงสว่าง, 2557)
วดั มีบทบาทในสังคมที่เกี่ยวพันกับชาวไทยต้ังแต่เกดิ จนกระทั่งเสยี ชีวิต เป็นศูนย์กลางทางสังคมและวฒั นธรรมของ
ชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยพบว่าประเทศไทยเป็นส่วนหน่ึงของดินแดนท่ีเรียกว่า
สุวรรณภูมิ เป็นท่ีต้ังม่ันของพระพุทธศาสนามาเป็นเวลายาวนาน คาสอนของพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่ไปทุกภูมิภาคของ
ประเทศและสัมพันธ์กับวิถชี ีวิตของผู้คน จนก่อให้เกิดขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม ศิลปกรรมสถาปัตยกรรมอันเนื่อง
ด้วยพระพุทธศาสนา จนกลายมาเป็นสมบัติของชาติให้พุทธศาสนิกชนได้เกิดความภาคภูมิใจ พระพุทธศาสนาจึงมี
ความสัมพันธ์กับชีวิตประจาวันอย่างใกล้ชดิ อยู่แล้วโดยปริยาย มีความเกี่ยวข้องสมั พันธ์กันและกันมาอยา่ งแนบแน่นทุกยุคทุก
สมัย พระพทุ ธศาสนามีบทบาทในการอบรมส่ังสอนศีลธรรมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม พัฒนากล่อมเกลาจิตใจ สร้างทัศนคติ
และค่านิยมท่ีดีต่อวัฒนธรรมไทยให้เกิดแก่ประชาชนพลเมืองด้วยดตี ลอดมา มีหลักธรรมที่มุ่งเนน้ สอนให้ผปู้ ระพฤตปิ ฏิบตั ิตาม
เปน็ คนดี สามารถควบคุม กาย วาจา ใจ ได้อย่างดีงาม (พระไตรปิฎกภาษาไทย, 2539) ในทางประวตั ิศาสตร์ชาวไทยได้นับถือ
ศาสนาพุทธต่อเนื่องตลอดมายาวนานตั้งแต่เป็นดินแดนที่ไดช้ ื่อว่าสวุ รรณภูมิ ในด้านวัฒนธรรม วถิ ีชีวิตของคนไทยได้ผูกพัน
กลมกลืนกับหลักความเชื่อและหลักปฏบิ ัติในพระพุทธศาสนา (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2546) มบี ทบาทต่อวถิ ีชีวิต
จิตใจของคนไทยทุกดา้ น เข้าถึงจิตใจของประชาชนอย่างแท้จริง ได้หล่อหลอมอุปนิสัยให้มีความรัก ความเมตตา ช่วยเหลือซ่ึง
กนั และกัน และความเคารพในความเป็นเพื่อนมนุษยด์ ้วยการไม่เบยี ดเบียนซ่ึงกันและกัน ทุกคนล้วนรักในชีวิตของตนมีสิทธิ
เสรภี าพและความเสมอภาพของตน ตงั้ แตอ่ ดีตจนถึงปัจจบุ ัน (จานงค์ อดวิ ฒั นสิทธิ์, 2547)
วดั ไทยในต่างประเทศไดก้ ระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ท่ัวโลกเนื่องจากจานวนพุทธศาสนิกชนท่ีเพ่ิมมากขน้ึ และคน
ไทยท่ีเดนิ ทางไปทาอาชีพต่างๆ ท่ัวโลก วัดไทยในตา่ งแดนจงึ เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนิกชนชาวไทยเป็นจุดยึดและรวมกลุ่ม
พบปะสังสรรค์ของคนไทย โดยอาศัยวัดเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างชาวพุทธไทยในต่างประเทศและบรรดาแรงงานไทย วัดไทยใน
ต่างประเทศจึงมีภารกิจท่ีสาคัญหลายบทบาท เช่น ด้านเผยแผ่พุทธศาสนา วัดเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พุทธศาสนาทั้ง
ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต), 2539) ด้านทฤษฎีน้ัน เปิดให้มีการเรียนการสอนหลกั ธรรมทาง
พระพุทธศาสนา ประเพณีอันดีงามทางพุทธศาสนา เป็นแหล่งข้อมูลทางด้านพุทธศาสนา และภาคปฏิบัติ เป็นศูนย์กลาง
สาหรับนาพาพุทธศาสนิกชน สร้างความดีด้วยวธิ ีการต่างๆ เชน่ การตกั บาตร ฟังเทศน์ รบั ศีล นาพาใหบ้ รจิ าคสงิ่ ของเพื่อเป็น
ประโชน์แก่ผู้อื่นมากหรือน้อยตามกาลังของแต่ละคน ให้คาปรึกษารับฟังปัญหาของผู้ประสบทุ กข์และการสร้างกาลังใจ
(Empowerment) เพือ่ ใช้ในการดาเนินชวี ติ ของเขาเหล่าน้ันอย่างมคี ณุ ภาพ
131
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
วัดในฐานะทุนทางสังคมกบั คณุ ภาพชวี ติ แรงงาน
วัดในฐานะทุนทางสังคม “ทุนทางสังคม” (Social capital) ในเชิงวิชาการโดยรวมหมายถึงชุดของ ระบบในเชิง
คุณค่า ปทัสถานตลอดจนความสมั พันธในเชิงสรางสรรคอนั มี สานกึ ของความไววางใจ (Sense of trust) คุณคาของการแบง
ปนั (Shared values) และเปนกจิ กรรมทางสงั คมในลกั ษณะรวมกัน (mutual) ระหวาง หนวยในชุมชนหรือสงั คม อันหมายถึง
การเชือ่ มสัมพันธ Bridges) การมีพันธะ (Bonds) ตอกัน ตลอดจนสายสมั พนั ธท่ีผูกโยง (Ties) ซ่ึงมอี ยูจริงในสังคม ในระดบั ที่
แตกตางกัน แตสามารถสรางหรือพัฒนาข้ึนไดอีกท้ัง ผลลัพธหรือพลังท่ีเกิดขึ้นจากทุนทางสังคมสามารถสรางประโยชน์ได
(เอนก นาคะบุตร, 2545; ไพบูลย วัฒนศิริธรรม, 2542; ประเวศ วะสี, 2542; อัมมาร สยามวาลา, 2544; อมรา พงศาพิชญ
2543; Coleman 1995; Fukuyama 1995; World Bank 1999 อางใน วรวุฒิ โรมรัตนพันธ ซึ่งปรากฏในรูป
กิจกรรมรวมกัน เชน ความเอื้ออาทร ชวยเหลือ เกื้อกูล ความไวเนื้อเชื่อใจ ในทานองเดียวกับมุมมองในทางสังคมวิทยาคือ
ความเปนชมุ ชน (วัด) (Community) อันหมายถงึ ชุมชนแหงความผูกพันหรือเป็นวฒั นธรรมพลเมือง (Civic culture) อย่างไร
กต็ ามขนาดพื้นท่รี วมทั้งจานวนสมาชิกท่ีจะนามาซ่ึงขีดความสามารถใน การนาพา (Carrying capacity) การจัดการและการ
ติดตอสื่อสารเพื่อสรางความม่ันคง ความปรองดอง คุณภาพชีวิต (Quality of life) และการมีสมรรถนะของชุมชน/สังคม
(Social capability) ทัง้ ในฐานะของวดั ซึ่งเป็นองคก์ รทางสงั คม (Social organization) หรือองคป์ ระกอบโดยรวมของบทบาท
วดั ท่ีสามารถทาหนา้ ทไี่ ดอย่างมีประสิทธิภาพ อันหมายถึงคุณประโยชนของวัดทง้ั ในเชิงการป้องกันและแกไขปัญหา ตลอดจน
สร้างความเข้มแข็ง คือสามารถสร้างดุลยภาพและรักษาความสัมพันธ์ ทั้งภายในและภายนอก (Internal/External
equilibrium)
วดั จึงมีความสาคัญต่อคุณภาพชีวิตแรงงานเป็นทุนทางสงั คม (Social capital) หมายถึง วัดหรือเครือขา่ ยภายนอกมี
ความสัมพันธก์ ับวัด รว่ มกนั สร้างสรรค์ขน้ึ ซ่ึงเกิดจากการ ร่วมคิด ร่วมทา กับแรงงานไทย โดยคานึง ถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์
สิทธิความเสมอภาค ความเป็นอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมไทย ความเป็นธรรมในสังคมและการบาเพ็ญประโยชน์ให้เกิดขึ้นต่อ
สว่ นรวม วัดจึงมบี ทบาทเป็น ทุนทางสงั คม (Social capital) ทุนมนุษย์ เกิดจากพระภิกษุสงฆ์ พุทธศาสนิกชนและแรงงานไทย
ท่ีมีคุณภาพ มีความรู้ สติปัญญาและทักษะ คุณธรรม และความรับผิดชอบคนส่วนใหญ่ เป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณค่า เป็นทุน
สถาบัน หมายถึง กลุ่มสังคมที่เกิด จากการรวมตวั กนั เป็นสถาบัน ในท่ีนหี้ มายถึง สถาบันศาสนา ซ่ึงมบี ทบาทสาคญั มากในการ
สนับสนุนให้แรงงานเกิดการรวม 3 อย่าง“รวมตัว ร่วมคิด ร่วมทา” ให้โดยไม่หวังส่ิงตอบแทน (จานง ทองประเสริฐ, 2514)
กล่าววา สถาบันศาสนาเปนสถาบันหน่ึงที่มีบทบาทและความสาคัญตอวิถีชีวิตของคนไทย เป็นทุนทางภูมิปัญญาและ
วัฒนธรรม หมายถึง การรักษาพื้นฐาน ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ครอบคลุมถึง ทุนทางจิตวิญญาณ
(Spiritual Capital) ระบบคุณค่า (Value) คุณธรรม วนิ ัย จิตสานึกสาธารณะ วัฒนธรรมไทย และภูมปัญญาท้องถ่ิน (Local
Wisdom) ทุนทางสังคมท้ังสามลกั ษณะ คือ ทุนมนุษย์ ทุนทางสถาบัน และทุนทางจิตวญิ ญาณ เป็นองค์ประกอบสาคัญของ
การดารงชีวิตของคนมนุษย์ในลักษณะของการปรับเปล่ียนตัวเอง ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ท่ี
เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉลาดดว้ ยการใช้ทุนความรู้อยา่ งสมานสามัคครี ่วมด้วยชว่ ยกันระหว่างคนไทย โดยใช้ทุนสังคมอย่างมงุ่ ม่ัน
ผูกพนั ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมต่างแดน บทบาทวัดจึงสร้างให้แรงงานมคี ุณภาพชวี ิตที่ดดี ้วย กาย จิต สังคมและปัญญา ด้วยทุน
ทางสังคมที่แตกต่างกนั ทาให้เกิดพลงั เกดิ ประโยชน์หลากหลายจากทุกคนโดยเท่าเทียมกัน
คณุ ภาพชีวิต หมายถึง สภาพความเปน็ อยู่ของบุคคลใน ด้านร่างกาย อารมณ์ สงั คม ความคิดและจิตใจ คุณภาพชีวิต
ก็คือ ชีวิตท่ีดีมีความสุขท้ัง ทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ ตามควรแก่อัตภาพและสภาวะ เป็นความคิดรวบยอดที่
เกี่ยวข้องกับ ปริมาณและคุณภาพของความต้องการพื้นฐาน ทั้งทางร่างกาย จิตใจและสังคมวัฒนธรรม ซ่ึงเก่ียวข้องทั้ง ทาง
เศรษฐกิจ การเมือง สงั คม จิตวิทยาและสภาพแวดล้อมในการดารงชีพ ทั้งทเ่ี ป็นธรรมชาติและ มนุษย์สร้างข้ึนมา คุณภาพชวี ิต
มีความกว้างขวางมากในช่วงแรก นักวิจัยส่วนใหญ่ได้ใช้ทฤษฎีลาดับขั้นความต้องการของมาสโลว์เป็น พื้นฐานในการวิจัย
สงั เกตได้จากงานวิจัยส่วนใหญ่ท่ีดาเนินการในช่วงปี พ.ศ.2513-2522 เชน่ งานวจิ ัยของฮารแ์ ลนด์ (Harland, 1972) ในปี พ.ศ.
132
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
2515 ท่ีให้นิยามคุณภาพชีวติ ว่า เป็นความต้องการในด้านอาหาร การได้รบั การบริการ ฐานะ ความอยากมีอยากได้ ซ่ึงเป็น
ความตอ้ งการ ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เชน่ เดียวกับงานวิจยั ของลุย (Lui, 1975) ในปี พ.ศ.2517 ที่แบ่งคุณภาพชีวิตออกเป็นใน
ด้านกายภาพและในด้าน จิตใจ ลุยอธิบายว่าปัจจยั ป้อนเข้า (Input) ทางดา้ นกายภาพ ได้แก่ อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
การบริการที่ดี สิ่งของเครื่องใชท้ ี่มี คุณภาพ และความรา่ รวย สว่ นปัจจัยป้อนเข้า (Input) ทางด้านจิตใจที่ วัดไม่ได้จะเป็นเรือ่ ง
ของจิตวญิ ญาณท่ีเกีย่ วข้องกับความรกั ความนับถือ และความเปน็ ตัวตน แมคคอล (McCall, 1975) ได้ขยายประเด็นลาดับขั้น
ความต้องการของมาสโลว์ออกไปในเรื่องของประสบการณ์ชีวิต แมคคอล เสนอเกณฑ์การวัดคุณภาพชีวิตเป็นมิติต่างๆ ตาม
ประสบการณ์ชีวติ ของคนทง้ั ในแง่ความพงึ พอใจและไมพ่ ึงพอใจ รวมถึงความชอบและ ความเจ็บปวด ความสุขและความทุกข์
นิยามอื่นๆ อีกในเรื่องของความ ผาสุก ความพึงพอใจ และไมพ่ ึงพอใจในชีวิต หรือความสุขและความ ทุกข์ (อ้างใน McCall,
1975) แมคคอลยังได้ช้ใี ห้เหน็ ว่า รากฐานของ คุณภาพชวี ิต คือ ความผาสกุ ท่ีเก่ียวกับสุขภาพและความสขุ เซอรก์ ี (1976) ได้
ศึกษาทฤษฎีคุณภาพชีวิตท่ีพัฒนาต่อจากมาสโลว์ โดยให้ ความสาคัญในมิติทางวัฒนธรรมและชี้ให้เห็นว่าลาดับข้ันความ
ต้องการ ของมาสโลว์น้ันได้ให้จุดเริ่มต้นของการวเิ คราะห์เพื่อค้นหาประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต แนวคิดการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย Conceptual Framework of “Quality of Life” (วัลลภา เชยบัวแก้ว. 2558) 1.คุณภาพชีวิต
ด้านการทางาน 2.คุณภาพชีวิตด้านครอบครัว 3.คุณภาพชีวิตดา้ นสิง่ แวดล้อม 4.คุณภาพชีวิตด้านสขุ ภาพและความเครียด 5.
คุณภาพชีวิตดา้ นชีวติ ความเปน็ อยู่ประจาวนั
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 เป็นต้นมาคุณภาพชีวิตในการทางานของแรงงานไทย ได้รับความสนใจมากขึ้น และในปี ค.ศ.
1974 ก็ไดม้ ีการก่อตั้งสมาพันธ์ The National Center for Productivity and Quality of Working Life เป็นองค์การท่ีให้
การสนับสนุนการศึกษาและกิจกรรม เพื่อการปรับปรุงผลผลิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทางานโดยตรง (ทิพวรรณ
ศิริคูณ, 2542) โดยเกิดข้ึนครั้งแรกในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก และในปัจจุบันได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วเข้าไปในทวีป
อเมริกาเหนือ ไต้หวัน ญ่ีปุ่น อินเดีย และออสเตรเลยี ความสนใจในการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ได้รับความสนใจทั้งองค์การ
บริหารเอกชนและองค์กรภาครัฐบาล อย่างกว้างขวาง และในท่ีสุดได้กลายเป็นมิติใหม่อีกอย่างหนึ่งสาหรับการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ ซึ่งนักบรหิ ารจะมองข้ามไม่ได้ (เช่ียวชาญ อาศวัฒนกูล, 2530) ดว้ ยสภาวะทางสังคมของไทยมีวัด
เป็นรากฐาน คณุ ภาพชีวิตของแรงงานไทยวดั จึงมีความสาคัญเป็นทุนทางสังคมในรูปแบบของทุนสถาบัน ทสี่ ่งผลต่อคุณภาพ
ชีวิตแรงงานในด้านกาย จิต สังคมและปัญญา ซ่ึงสังคมไทยปัจจุบัน ได้รับผลกระทบจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีตาม
กระแสโลกาภิวัตน์ ทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม ซ่ึงส่งผลให้การ
ดารงชีวิตอยู่ของมนุษย์เปล่ยี นแปลงไป ปัจจัยสาคัญท่ีทาใหเ้ กดิ การเปล่ยี นแปลงเหล่าน้ันเขา้ มามอี ิทธพิ ลในบทบาทหนา้ ท่ีการ
งานและคุณภาพชวี ิตขึ้น เพราะชีวติ น้ันก็จกั มีคุณคา่ และมีความสุข การที่คนสามารถดารงชวี ติ ได้อย่างมคี ุณภาพหรือมีคุณภาพ
ชีวิตที่ดีน้ัน ต้องเป็นผู้ท่ีมีชีวิตการทางานที่ดีด้วย ซึ่งคุณภาพชีวิตการทางานนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมเกื้อหนุนให้มี
คุณภาพชีวิตท่ีดีขึ้น ซึ่งวัดเป็นทุนทางสังคมในรูปแบบสถาบันทางศาสนาที่มีความสาคัญต่อสังคมไทยเป็นรากเหง้าของ
สงั คมไทย วัดจึงมีความสาคัญทางสังคมท่ีมตี ่อคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตของแรงงานไทยให้ได้รับความสุขทางกายและใจได้ ซ่ึงแรงงานเมื่อเขา้ สู่ระบบการทางานตอ้ งทางานเพื่อให้ชีวิตดารงอยู่ได้
และตอบสนองความต้องการพื้นฐานเมื่อคนต้องทางาน ในท่ที างานเป็นส่วนใหญจ่ ึงควรมีสภาวะที่เหมาะสมทาให้เกิดความสุข
ท้ังร่างกายและจิตใจ มีความรู้สึกม่ันคงท้ังสุขภาวะทางกายสุขภาวะทางอารมณ์ สุขภาวะทางจิตวิญญาณและสุขภาวะทาง
สังคม วัดจึงเป็นสถานท่ีสาหรับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตมีผลตอ่ การทางานมากทาใหเ้ กิดความรู้สกึ ที่ดีต่อตนเอง ทาให้เกิด
ความรู้สึกท่ีดตี ่องาน และทาให้เกดิ ความรู้สึกที่ดีต่อองคก์ ร ก่อให้เกดิ คุณภาพเนื้องานทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ บทบาทวัดในฐานะทุน
ทางสงั คมจงึ มอี ิทธิพลตอ่ คณุ ภาพชีวิตแรงงานไทย ในด้านกาย จิต สงั คมและปญั ญา
วดั ในฐานะทุนทางสังคมของสงั คมไทยจึงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต แนวคิดทนุ ทางสงั คมจึงมีความสาคัญต่อคุณภาพชีวิต
แรงงานไทย ซึ่งวิถีชีวิตของคนไทยมีกระบวนการท่ีเกิดจากการสืบทอด ถ่ายทอดองค์ความรู้ท่ีมีอยู่เดิมในสังคมไทยซึ่ง
133
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 65
พระพุทธศาสนาได้ฝ่ังรากลึก ถึงประเพณี วิถีชีวิต ความเชื่อและการปฏิบัติตัวของคนไทย ดังน้ัน บรรดาคนไทยที่สร้าง
ครอบครวั อาศยั อยู่ในไต้หวันและแรงงานท่ีเข้ามาทางานในไต้หวันเพราะแรงงานไทยส่วนใหญ่มาจากภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
(กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน, 2554) ซ่ึงส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาอยู่ในข้ันมัธยมศึกษา (กองวิจัยตลาดแรงงาน
กรมการจัดหางาน, 2554) จะเหน็ ได้วา่ วิถีชีวิตของประชาชนภาคตะวันออกเฉยี งเหนือยัง เหนียวแน่นกับวัด เป็นลักษณะสังคม
ชนบท (ภัทรพร สิรกิ าญจน, 2540) คนไทยเมื่อเข้ามาในต่างประเทศหลายคนเหมือนโดดเดี่ยวขาดทพี่ ่ึง เพราะอยู่ประเทศไทย
ยงั คงมีบิดา มารดา เป็นที่พึ่งเป็นครอบครัวคอยให้คาปรึกษาให้กาลังใจในยามทุกข์เศร้า แต่เมื่ออยใู่ นต่างแดนความโดดเด่ียว
และขาดที่พ่ึงเพราะแรงงานไทยที่ทางานนั้นตอ้ งอยู่ภายใต้การกากับดูแลของบริษัท เข้าออกเป็นเวลาบางบริษัทแรงงานไทย
นอ้ ยยิ่งทาให้ขาดที่พึ่งนอกจากงานที่ต้องทาเป็นประจา กิจกรรมส่วนอื่นๆ ก็น้อยลงตาม แต่ด้วยวถิ ีชีวิตของสังคมไทยที่ผูกพัน
กบั วัด เปน็ เหมือนเสารห์ ลักทางจติ ใจเมือ่ มเี วลาว่างก็จะเขา้ วัด แสวงหาสิ่งยึดเหน่ียวและเสรมิ กาลังใจ (Empowerment)
วัดไทยจงึ เป็นทางเลือกที่สาคัญต่อแรงงานไทยเพราะวัดไทยมีพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้นาทางจิตวิญญาณ (พระธรรมปิฎก
(ป.อ.ปยุตโต). 2539) มีพุทธศาสนิกชนชาวไทยและแรงงานไทยที่อยู่ในบริษัทต่างกัน ได้พบเจอ พูดคุยสร้างกาลังใจ
(Empowerment) ได้มีการรวมกลุ่มทากิจกรรมร่วมกัน ซึ่งมีวัดเป็นศูนย์กลาง แรงงานไทยที่ทางานในต่างประเทศเป็นที่ขัด
เกลาจิตใจ เมื่อเขา้ มาวัดจะรู้สึกได้ถงึ ความกลมเกลียว ความเป็นกันเอง ความอุ่น และมีความเป็นครอบครัว เนื่องจากการพูด
ภาษาเดียวกัน ความเข้าใจในวัฒนธรรมเดียวกัน ย่อมทาให้เข้าถึงและเป็นกันเอง แรงงานบางคนอาจจะมาจากถ่ินอาศัย
เดียวกัน จงั หวัดหรือหม่บู ้านเดียวกนั โดยบังเอญิ ได้ทาความรจู้ ักและช่วยเหลือกันเมื่อมีโอกาส สิง่ ต่างๆ ท่ีกล่าวมาจึงเปน็ แรง
ผลัดดัน ให้มีคุณภาพชีวิตท่ีดเี กดิ กาลังใจ (Empowerment) แก่แรงงานไทยในการต่อสูก่ ับงานเพื่อคนที่อยู่เบื้องหลัง บทบาท
วัดจึงมีความสาคัญต่อคุณภาพชีวติ ของแรงงาน เพราะเมื่อมีแรงใจที่จะต่อสู้ เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น ยุ่งทางานไดอ้ ย่าง
เต็มที่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต ทางานอย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิตแรงงานไทยในไต้หวันย่อมเกิดประโยชน์ในเชิงบวก
บทบาทวัดไทยจึงมีความสาคัญอยา่ งยง่ิ ตอ่ คุณภาพชีวิตแรงงานไทยในไต้หวัน
สถานการณ์คุณภาพชวี ิตแรงงานไทยในไต้หวัน
ปัจจุบันมีแรงงานไทยกระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาคของโลกซ่ึงสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ (สานักงานปลัดกระทรวง
แรงงานไทย, 2560) ภมู ิภาคเอเชียเป็นอีกหนง่ึ ทางเลือกทม่ี ีแรงงานไทยเลือกท่จี ะเดินทางไปสรา้ งรายได้ เช่น ประเทศไตห้ วัน
จะเห็นไดจ้ ากอัตราการเดินทางของแรงงานไทยท่ีเข้าสู่ประเทศไต้หวนั เนื่องจากความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม
หนัก อุตสาหกรรมเบา อิเล็กทรอนิกส์ ท่ีสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไต้หวัน และความเจริญทางเศรษฐกิจ ย่ิงทาให้ต้องการ
แรงงานอยา่ งมากโดยเฉพาะแรงงานไทยย่ิงเปน็ ทตี่ ้องการของระบบอุตสาหกรรมไต้หวัน ดว้ ยแรงงานไทยเป็นแรงงานท่ีมฝี ีมือ
มีความรับผดิ ชอบตอ่ งานและเอาใจใสต่ ่อการทางาน แรงงานไทยจงึ เปน็ ทต่ี อ้ งการของตลาดแรงงานไต้หวัน (ชไมพร รุ่งฤกษ์ฤทธ์ิ
และคณะ, 2552)
ไต้หวันเป็นตลาดแรงงานไทยท่ีสาคญั ปัจจุบันจานวนแรงงานไทยที่อยใู่ นไตห้ วัน มีจานวนประมาณ 32,685 คน โดย
เปน็ แรงงานต่างชาตทิ ี่มากท่ีสุดในไต้หวัน เป็นอันดับ 3 ของภมู ิภาค (สานักงานแรงงานไทย กรงุ ไทเป. 2561) ส่วนใหญ่มาจาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและมรี ะดบั การศึกษามัธยมศึกษา (กองวิจยั ตลาดแรงงาน, 2554) ประเทศไต้หวนั จึงเป็นประเทศที่มี
แรงงานไทยเดินทางไปทางานเป็นจานวนมาก หากนับต้ังแต่ปี พ.ศ.2528 ซ่ึงไต้หวันเร่ิมรบั แรงงานไทยเข้าไป โดยรัฐบาลได้
ออกกฎหมายเพื่อให้นายจ้างไต้หวันสามารถจ้างงานแรงงานต่างชาติได้ ในแต่ละปีจะมีแรงงานไทยเดินทางเข้าไปทางานใน
ไต้หวนั ไปเป็นจานวนมาก ปีหนงึ่ ๆ มีจานวนหลายพันคน โดยส่วนใหญ่จะเดินทางผา่ นบรษิ ัทจัดหางานที่มีการติดต่อระหว่าง
บริษัทจัดหางานด้วยกันทั้งของไทยและไต้หวัน เนื่องจากไทยและไต้หวันไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน จึงไม่มีความ
ร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ ฉะน้ันความช่วยเหลือในเรื่องการจัดหางานหรือจัดส่งแรงงานจึงเป็นเรื่องของบริษัทเอกชนตลอด
เรื่อยมา สาเหตุท่ีต้องนาแรงงานไทยและชาติอื่นเข้าไปมากมายเช่นนี้ ก็เนื่องจากไต้หวันต้องก ารจะพัฒนาประเทศให้
134
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศท่ีพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เป็นต้น ดังนั้นจึงจาเป็นต้อง เร่งเสริมสร้าง
ปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ทาให้ต้องการแรงงานจานวนมาก กอปรกับมงี านบางประเภทท่ีแรงงานท้องถ่ิน ไมต่ ้องการทา เนื่องจาก
เป็นงานหนัก ยากลาบาก เส่ียงอันตราย ซ้าซากและได้ค่าจ้างต่า นอกจากน้ันก็เพื่อเป็นการลดต้นทุนด้วยเพราะแรงงานไทย
เสียค่าจ้างต่ากว่าแรงงานท้องถน่ิ กว่าสองเท่าตัว สาหรับแรงงานต่างชาติท่ีได้รับอนุญาตให้เขา้ มาทางานที่ประเทศไต้หวันน้ัน
แรงงานไทยเปน็ แรงงานต่างชาติกลุ่มใหญ่ท่ีสุดในไต้หวัน รองลงมาคือ แรงงานจากประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย
และมาเลเชีย ทั้งนี้คนงานไทยส่วนใหญ่จะทางานในอุตสาหกรรมการผลิต (สานักงานแรงงานไทย กรุงไทเป, 2561) ได้แก่
อตุ สาหกรรมเครื่องจักรและผลิตช้ินส่วน ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ เคมี เหล็กกล้า โลหะ อิเลคทรอนิคส์ เซมิคอนดักเตอร์ ฯลฯ
รองลงมาคือ งานก่อสร้าง เช่น การก่อสร้าง ท่าเรือ และผู้อนุบาล และ งานเกษตร/แม่บ้าน ซ่ึงเป็นกลุ่มท่ีเล็กท่ีสุด (สานัก
ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ, 2560) จนถึงปัจจุบัน มีแรงงานไทยเดินทางไปทางานที่ไต้หวันอย่างมาก แรงงาน
เหล่านเ้ี ป็นสว่ นหนึง่ ของความสาเรจ็ ของอุตสาหกรรมการผลิต ไตห้ วนั จงึ มีความต้องการแรงงานจากตา่ งชาติอย่างมาก
ไต้หวันนับเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีบทบาทสาคัญยิง่ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกและนับวันยิ่งจะมีความสาคัญเพ่ิม
มากข้ึนจากสภาพสังคมทีเ่ ปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมไปเปน็ สงั คมอุตสาหกรรม ทาให้ประชากรส่วนใหญ่มีวิถีชีวติ การทางาน
แบบใหม่ต้องเผชิญกับสภาพการทางานที่มกี ารแข่งขันสูง และพบสภาวะแวดล้อมการทางานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (สภุ างค์ จัน
ทวานิช, 2544) การใช้ชีวติ ประจาท่ีเร่งรบี การทางานแขง่ กับเวลา สภาพการณ์ดังกล่าวได้คุกคามความผาสุกในชีวติ (อจั ฉรา
ปุราคม, 2540) สภาพการณ์เช่นน้ีจะทาให้เกิดภาวะการณ์ขาดงาน (Absenteeism) การทางานล่าช้า (Tardiness) การ
ลาออกจากงาน (Turnover) การหยุดงาน (Workstoppages) การเรียกร้องแรงงาน (Grievances) การประท้วง (Strikes)
อุบัติเหตุและภาวะความเจ็บป่วย (Accidents And Work-Related) (ชไมพร รุ่งฤกษ์ฤทธ์ิ และคณะ, 2552) แรงงานไทยท่ี
ทางานในไต้หวันบางกลุ่มไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิแรงงานอันพึงมีพึงได้ จนก่อให้เกิดปัญหาต่อตัวแรงงานเอง ตัวอย่างเช่น
การที่แรงงานไทยในจังหวัดเกาสง (KAOHSIUNG) ก่อความไม่สงบขึ้นในบริเวณแคมป์ท่ีพัก ทาร้ายร่างกาย ทาลายทรัพย์สิน
จดุ ไฟเผาอาคาร ลักทรัพย์ของนายจ้างและขัดขวางการ ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจาก แรงงานไทยต้องการ
เรยี กรอ้ งใหท้ างบริษทั รถไฟฟา้ เกาสง (Kaohsiung Rapid Transit Corporation - KRTC) ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ให้ดขี ึ้น
โดยรวดเร็ว ตามเกณฑ์มาตรฐานสากลของการค้มุ ครองผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่สภาพเหมือนเรือนจาแออัดยัดเยยี ดอย่างท่ีเป็นอยู่ ท่ี
แรงงานไทยต้องนอนเรยี งติดกนั เป็นแถวและขาดการถ่ายเทอากาศ นอกจากนี้ แรงงานไทยขอให้พนักงานของบริษัทท่ีดูแล
ปฏิบัติต่อแรงงานไทยอย่างเหมาะสมโดยยกเลกิ การเรียกเก็บเงินประกนั ซ้าซ้อน ยกเลิกการบังคับให้ซื้อคปู องซือ้ อาหาร รวมทั้ง
การให้เสรีภาพในการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ฯลฯ (อุทัย อาทิเวช, 2554) ปัญหาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ต่ากว่า
มาตรฐาน ประกอบกบั การทีแ่ รงงานต้องทางานหนกั มากจนเกินไปจนขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ ทาให้แรงงานไทยมสี ุขภาพที่
ทรุดโทรม และเป็นสาเหตุหน่ึงที่ทาให้เสียชีวิตด้วยโรคไหล ดังท่ีมีคนงานไทยในเขตเกาสง เสียชีวิตด้วยโรคน้ีมากถงึ 4 ราย ใน
ระยะเวลาเพียงหน่ึงเดือนเศษ
นอกเหนือจากการได้รับการปฏบิ ัติอย่างไม่เป็นธรรมในการทางาน และปัญหาดา้ นสุขภาพ ยังพบปัญหาของความ
เปราะบางในการได้รับการคุ้มครองทางด้านสวัสดิภาพของแรงงานไทย ตัวอย่างเช่น การหายตัวไปอย่างลึกลับของนาย
ประสิทธิ์ สมอินทร์ (ชไมพร รงุ่ ฤกษ์ฤทธิ์ และคณะ, 2552) แรงงานไทยทีเ่ ดินทางไปทางานยังประเทศไต้หวนั ท่ีกาลงั ป่วยด้วย
โรคซึมเศร้า ขาดสตสิ ัมปชัญญะในการรับรทู้ ีเ่ ดินพลัดหลงหายไปโดยไม่มเี อกสารหรือทรพั ย์สินใดๆ ติดตวั ไปด้วย ซึง่ การหายตัว
ของแรงงานไทยในการติดตามหาตวั แรงงานไทยรายนไ้ี มใ่ ห้ความสาคัญเทา่ ที่ควรนัก ซ่ึงสะท้อนให้เห็นถงึ คณุ ภาพชีวติ ของผใู้ ช้
แรงงานท่ีไม่ดี ซึ่งอาจจะนาไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจและเลิกจ้างงานซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ด้านความมั่นคงและ
ปลอดภัยในชีวิตโดยตรง ด้วยสถานการณ์ปัญหาเหล่าน้ี จึงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตแรงงานในไต้หวันโดยตรง คุณภาพชีวิต
แรงงานไทยซึ่งเป็นพนักงานของบรษิ ัทต่างๆ ท่มี ีแรงงานไทยปฏบิ ัติงานอยู่และเนื่องจากลักษณะงาน เปน็ งานทห่ี นัก แรงงาน
ปฏิบัติหน้าที่ในการทางานอย่างหลากหลายหน้าที่ เช่น งานขนย้ายวัสดุก่อสรา้ งประกอบนั่งรา้ นทางาน และงานเชื่อมโครง
135
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 65
เหล็ก ปัญหาจากสภาพการทางานในโรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้างในลักษณะแรงงานไรฝ้ มี ือ (ชไมพร รุ่งฤกษ์ฤทธิ์ และ
คณะ, 2552) ท่ีมีความเสี่ยงในการทางานและสภาพชีวติ ความเป็นอยู่ของแรงงานไทยท่ีเปราะบาง สุ่มเสยี่ ง และปัญหาอื่นๆ
ของแรงงานไทยเหล่าน้ีจึงขาดการดูแลอยา่ งเป็นธรรมและถูกต้อง คุณภาพชีวติ แรงงานของไทย ไม่ได้หมายความแคเ่ พียงการมี
รายไดม้ ากขึ้น คุณภาพชีวิตแรงงานนัน้ มีความหมายกว้างกว่าเงนิ ทาให้เห็นว่ายังมีชอ่ งว่างเรื่องคุณภาพชวี ิตแรงงานไทยที่ต้อง
ปรบั ปรุงอีกมาก รวมท้ังเรื่องความปลอดภัยในการทางาน การดูแลสุขภาพคนงาน สภาพแวดล้อมในการทางานท่ีจะต้องมี
ความสะอาดและถกู สุขอนามัย ตามประเภทของอุตสาหกรรม ไม่ทาให้เกดิ โรคภยั ต่างๆ นอกจากน้ียังพบว่ามีข่าวนายจา้ งเอา
เปรียบลูกจ้างอยู่เป็นนิตย์และแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บขณะทางาน สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลความปลอดภัยต่างๆ ของ
แรงงานยังไม่ดีพอ จงึ ต้องมีระบบเฝา้ ระวัง การพัฒนาคุณภาพชวี ติ แรงงานเป็นเรื่องใหญ่เกนิ กว่าหน่วยงานใดหนว่ ยงานหนึ่งจะ
รับผิดชอบได้เพียงลาพัง ต้องอาศัยการทางานร่วมมือกันกับหลายภาคส่วนในลักษณะเครือข่าย เพื่อท่ีจะได้ประสานกันและ
ทางานรว่ มกับหน่วยงานภาครัฐท่ีเก่ียวข้อง เช่น สานักงานแรงงานไทย ไทเปและเกาสง สานักงานเศรษฐกิจการคา้ ไทย ไทเป
รัฐบาลไต้หวัน และหน่วยงานภายนอกท่ีมสี ่วนสาคัญ เช่น วัด สมาคมคนไทยในไต้หวัน สมาคมไทยพุทธ เป็นต้น เพื่อร่วมกัน
ชว่ ยพัฒนาคุณภาพชวี ิตแรงงานในหลายๆ เพือ่ สทิ ธิ เสรภี าพและความเป็นธรรมของแรงงานไทย คุณภาพชีวิตแรงงานของไทย
ไมไ่ ด้หมายความแค่เพียงการมีรายได้มากขึ้น แรงงานไทยเหล่าน้ีจึงต้องได้รบั การช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและวดั ซึ่งวัด
จึงมีบทบาท ท่ีเป็นรูปธรรมและนามธรรมนอกเหนือจากความรับผิดชอบหน่วยงานที่เก่ียวข้อง คือ วัดให้การสงเคราะห์
ปจั จัยพื้นฐาน เสรมิ สรา้ งแรงใจ ส่งเสรมิ คุณ ธรรมความรู้ เพือ่ นาไปสู่สขุ ภาวะหรือคุณภาพชีวิตทีด่ ีของแรงงานไทยในไต้หวนั ได้
จากประสบการณ์ผู้เขยี นซ่งึ ไดศ้ ึกษาวัดไทยในไต้หวนั และเดินทางไปอยู่เปน็ นิตย์ ได้ทราบว่าในแตล่ ะวันจะมีพุทธศาสนิกชนชาว
ไทยท่แี ต่ง งานมีครอบครัวกับชาวไต้หวันและแรงงานไทยในเขตต่างๆ ของประเทศจะเดินทางมาที่วดั เป็นประจาทกุ วัน โดยจะ
นาอาหารหวานคาวร่วมถวายพระสงฆ์ ในแต่ละวนั เวลา 11.00 น. (เวลาท้องถิ่นซ่ึงเรว็ กวา่ ไทย ราว 1 ชม.) จะมีพระสงฆ์มารับ
ภัตตาหารจากคณะศรัทธาและจะมีการแสดงพระธรรมเทศนา ให้ศีล ให้อนุโมทนาเป็นภาษาไทยและภาษาบาลี ก่อนท่ี
พระสงฆ์จะฉันภัตตาหารในบาตร โดยหลงั จากน้ันชาวไทยและแรงงานไทยจะร่วมกันรับประทานอาหารจากอาหารหวานคาวที่
นามารวมกัน ภายหลงั จากการฉันของพระสงฆ์และคณะศรัทธารับประทานอาหารเสรจ็ ถ้าแรงงานไทยมปี ัญหาสว่ นตัว ปัญหา
ครอบครัว ปัญหาการใช้ชีวิต ปัญหาเชิงนามธรรม เช่น ผีหลอก ฝันร้าย มีสภาวะวิตกกังวลจากส่งิ ลล้ี ับ หรืออื่นๆ ทางพระสงฆ์
จะทาพิธีสร้างขวัญกาลังใจ (Empowerment) ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การสวดมนต์ ให้ถวายสังฆทานอุทิศบุญ สะเดาะเคราะ ห์
ทานายทายทัก หรือการใหค้ าปรึกษา นอกจากน้ันทางแรงงานที่มาทาบุญจะได้เจอกับคนไทยทีม่ ีอาวุโสทใ่ี ช้ชวี ิตอยู่ไต้หวันมา
นานเป็นพลเมืองสัญชาติไต้หวนั กจ็ ะใหค้ าปรึกษาเรื่องต่างๆ และรวมกลุ่มทากิจกรรมกัน เช่น การทาอาหารไทย ขนมไทย
เครื่องหุ่งห่มแบบไทย ท้ังนี้ทางวัดยังมีการจัดกิจกรรมาตาม ประเพณี วันสาคัญต่างๆ ของไทย เพื่ออนุรักษ์ความเป็น
เอกลกั ษณ์ของไทยและให้ความช่วยเหลือสาหรับแรงงานไทยในไต้หวันที่ต้องการติดต่อประสานงานในเรื่องต่างๆ คุณภาพชวี ิต
มีบทบาทสาคัญในแง่ความผาสุกของมนุษย์ ซ่ึง คุณภาพชีวิตเป็นส่ิงที่เกี่ยวกับสวัสดิการมนุษย์และความสุข (Oliver et al,
1996; The Pursuit of Happi-ness, 2009) ซ่ึงท่กี ลา่ วมานั้น จึงเหน็ วา่ วดั มีสว่ นสาคัญต่อการช่วยเหลือแรงงานไทยในไต้หวัน
ใหไ้ ด้รบั คุณภาพชวี ิตที่ดีได้ เพือ่ สิทธิ เสรภี าพและความเป็นธรรม ทางสังคมของแรงงานไทยในไต้หวัน
บทวิเคราะห์: บทบาทวัดกบั คุณภาพชวี ติ แรงงานไทยในไต้หวนั
บทบาทวัดกับคุณภาพชีวิตนั้น สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมท่ีมีความประนีประนอมเรื่องความคิดอุดมไปด้วยภูมิ
ปญั ญาทส่ี ามารถปรับเปลี่ยนประยุกตค์ วามคิดสากลเข้ามาอยู่ในวฒั นธรรมของตนได้ง่าย เกิดระบบการแลกเปลยี่ น การพึ่งพิง
อิงกันทางเศรษฐกิจ ระบบความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม ความสานึกในความเป็นเจ้าของร่วมกัน นาไปสู่ การสร้าง
กฎเกณฑ์และจารตี ประเพณีทท่ี ุกคนตอ้ งเคารพและประพฤติในการดารงอยู่รว่ มกันของสังคมท้องถิ่น นอกจากนั้น กิจกรรมท่ี
มรี ่วมกันในงานบุญประเพณีต่างๆ งานทาบญุ ยังเอื้อให้ความสัมพันธ์ทางสงั คมกระชับขึ้น ทง้ั การเก่ียวดองเป็นเครือญาติ เกิด
136
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
การแลกเปลี่ยนและรูจ้ ักใช้ทรัพยากรร่วมกัน ด้วยระบบสัญลกั ษณ์ที่ควบคุมโดยระบบความเชื่อ มีการแบง่ สรร และแจกแจง
พื้นท่ีส่วนตวั และพื้นทส่ี ่วนรวม เช่น “วัด” ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีมี ความสาคญั อย่างยิง่ ในการแสดงถงึ “ทนุ ทางสังคม” ของสังคมนั้นๆ
ถา้ วัดเป็นแกนกลางในการสรา้ งทนุ ทางสงั คมได้ คนไทยจะสามารถนาทนุ ทางสังคมท่ีมีอยู่ มาอนรุ ักษ์ ฟ้นื ฟู พัฒนาและต่อยอด
ใชป้ ระโยชน์ได้อยา่ งเหมาะสม แล้วจะพัฒนาคนใหไ้ ด้รับคุณภาพชวี ติ ทด่ี ีมีความสุข (โกวิท พวงงาม, 2553) “การพัฒนาทนุ ทาง
สังคม” เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทา บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ สายใยความผูกพันและวัฒนธรรมที่ดีงามของ
สงั คมไทยผ่านระบบความสัมพันธ์ภายใน เกิดจากการรวมตัว รวมคิด รว่ มทา ยึดโยงให้วัดเป็นศนู ย์กลางสาหรับแรงงานไทย
ให้มีที่พึ่งทาง กายและใจ ซ่ึงก่อให้เกิดความสุขในการทา งานของคนในองค์กร เนื่องจาก “คุณภาพชีวิตท่ีดี” ซ่ึงหมายถึง
คุณภาพของความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับส่ิงแวดล้อมโดยส่วนรวม ในการทา งานของบุคคล และเน้นมิติเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ระหว่างมนษุ ย์ (Davis, 1997; Seashore, 1975; Royuela et al., 2007) ซ่ึงบทบาทวัดมีส่วนสาคัญต่อคุณภาพ
ชีวติ แรงงานไทยในไต้หวัน ในการสร้างความสขุ เชิงจติ วิญญาณ และเป็นทพี่ ึงทางกายและใจ โดยจาแนกบทบาทวดั เป็น 3 ดา้ น
คือ 1.บทบาทการรวมกลุ่มและเสริมแรงใจ 2.บทบาทด้านบริการสังคม 3.บทบาทการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งน้ี
สามารถวเิ คราะห์บทบาทวดั ไทยในไต้หวันได้ 3 ด้าน ดังนี้
1. บทบาทการรว่ มกลุม่ และเสรมิ แรงใจ
การร่วมกลุ่มและเสริมกาลงั ใจ เป็นการพัฒนาจิตใจแรงงาน ให้สถาบันพระพุทธศาสนาเป็นศูนยก์ ลางในการพัฒนา
จติ ใจประชาชน โดยเพ่ิมประสิทธิภาพด้านการบริหาร จัดการ การปกครองและการจัดศึกษาการศาสนาโดยเฉพาะการศึกษา
สงฆ์ จัดให้มีกลไกของรัฐเพื่อประสานงาน และสนับสนุนช่วยเหลือการดาเนินงานของบ้าน วัด บริษัท และองค์กร ทางด้าน
ศลี ธรรมต่างๆ ให้เข้ามามบี ทบาทในกระบวนการพัฒนาจติ ใจแรงงานส่งเสริมการพัฒนาจิตใจ โดยเสริมสรา้ งการรวมกลุ่มของ
แรงงานในพื้นที่เพื่อดาเนินกิจกรรมด้านการพัฒนาจิตใจ ให้เป็นพื้นฐานในการร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกันในด้านการให้
คาปรึกษา แนะนา ชว่ ยเหลือซ่ึงกันและกัน พัฒนาส่ิงแวดล้อมทางสังคมให้เอื้ออานวยต่อการพัฒนาจิตใจและการสร้างคานิยม
ทด่ี ีงาม ปรับปรุงการบรหิ ารงานดา้ นการพัฒนาจติ ใจและวัฒนธรรมให้มีประสทิ ธภิ าพ โดยจัดให้วัดเป็นองค์กรกลางทาหน้าท่ี
เปน็ ศนู ย์ประสานงานพัฒนาจิตใจ และสามารถติดตามผลการดาเนินงานได้อย่างใกล้ชิด มีการกาหนดให้สมาคม มูลนธิ ิ ชมรม
พุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ การพัฒนาจิตใจประชาชน เป็นการสร้างขวัญกาลังใจ (Empowerment) สามารถอธิบายได้ ดังน้ี
1.วัดมีการเทศนาส่ังสอน การสะเดาะเคราะห์ การสวดมนต์ ให้ถวายสังฆทานอุทิศบุญ สะเดาะเคราะห์ ทานายทายทัก ให้
ประชาชนเข้าใจหลักธรรมและสามารถนาไปประยุกตใ์ ช้ให้เกิดประโยชน์ในการดาเนินวิถีชีวิตในปัจจุบัน 2.วัดมีกิจกรรมการ
ปฏิบัติธรรม เป็นศนู ย์ปฏิบัติธรรมสาหรบั พุทธศาสนิกชนและแรงงานไทย เพื่อให้ความรู้และ อบรมปฏิบัตธิ รรมตามแนวทาง
พระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อเสริมแรงใจให้แก่แรงงาน 3.วัดมีการจัดกิจกรรมบาเพ็ญบุญ เพื่อพัฒนาความรูด้ ้านศีล สมาธิ
ปัญญา และคุณงามความดีแก่ตนเป็นการสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและการเห็นค่าในตนเอง 4.วัดมีการจัดกิจกร รมบาเพ็ญ
ความดี เนื่องในวันสาคญั ทางพระพุทธศาสนา เช่นวันมาฆบชู า วนั วสิ าขบูชา วันอาสาฬหบชู า เป็นต้น 5.วดั มี การจัดกิจกรรม
บาเพ็ญความดี เนื่องในวันสาคญั ของชาติ เช่น วนั พ่อแห่งชาติและวนั แมแ่ ห่งชาติ การดโู ชคชะตาราศี การประพรมนา้ พระพทุ ธ
มนต์ การใหฤ้ กษ์มีแรงงานไทยคนจานวนไม่นอ้ ยเลื่อมใสศรทั ธาเป็นการเสรมิ กาลังใจ (Empowermemt) ซ่ึงกจิ กรรมเหล่านี้ที่
วัดจัดถือได้ว่าเป็นบทบาทที่สาคัญในการร่วมกลุ่มและเสริมแรงใจ ให้แก่แรงงานไทยให้ได้รับกาลังใจ (Empowermemt)
คุณคา่ ของการแบง่ ปัน (Shared values) และเป็นกิจกรรมทางสังคมในลักษณะร่วมกัน (Mutual) ระหวางวดั และแรงงานไทย
เป็นสังคม อันหมายถึงการเชื่อมสัมพันธ Bridges) การร่วมกลุ่มและการสร้างแรงใจ เพื่อช่วยให้แรงงานเกิดความรู้สึกเป็น
กนั เองเป็นอันหน่งึ อันเดยี วกนั ด้วยภาษาเดียวกันวัฒนธรรมเดียวกัน ย่อมทาให้แรงงานเกิดความรู้สึกที่ผ่อนคลายกังวลเพราะ
เมื่อมปี ัญหาจะสามารถให้คาปรึกษา (Counselling) ให้คาปรึกษาแบบส่วนตวั วกิ ฤตการณ์ต่างๆในชวี ิต การใหค้ าปรึกษาแบบ
กลมุ่ ซ่ึงการใหค้ าปรกึ ษาจะช่วยให้แรงงานจดั การกบั ปัญหาท่ีเกดิ ขึ้น การจัดการความ เครียด การสร้างแรงจงู ใจในการทางาน
การแนะแนวทางชวี ิตการทางาน วัดมีพระสงฆ์เป็นที่พ่ึงทางใจ ทาใหแ้ รงงานทีข่ าดที่พึ่งเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวติ เพราะความไว้
137
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
ว่างใจผู้ให้คาแนะนา (พระสงฆ์) เป็นการเสริมพลงั อานาจด้านจติ ใจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด การเสรมิ สร้างพลังอานาจของ
โทมัส และเวลเฮ้าส์ (Thomas & Velthouse,1990) ได้กล่าวถึงการรับรู้การเสริมสร้างพลังอานาจ ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงจูงใจ
ภายในของบุคคลและความสัมพันธ์กับการรับรูใ้ นบทบาทของบุคคลน้ันๆ และสอดคล้องกับแนวคิดการเสริมสร้างพลังอานาจ
ของ สพรีสเซอร์ (Spreit-zer.1995) ได้แนวคิดการเสริมสร้างพลังอานาจด้านจิตใจ ซึ่งผ่านการทดสอบการวิเคราะ ห์
องค์ประกอบแบบยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) พบว่าตรงตามท่ีโทมัสและเวลเฮ้าส์ (Thomas & Velthouse,
1990) พลงั อานาจทางใจเป็นพลังที่จะขบั เคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ไดด้ ้วยพลังใจ การเสริมพลงั อานาจ ทางใจจึงเปน็ ปัจจัยสาคัญ
ต่อมนุษย์ บทบาทจึงเป็นสถาบันที่เสริมพลังอานาจทางใจ ให้แก่แรงงานไทยในไต้หวัน อกี ท้ังภายในวัดยังมีการรวมกลุ่มกับ
บรรดาคนไทยด้วยกันซ่ึงมอี ายุงานมากกว่าประสบการณ์มากกวา่ เป็นการเสริมแรงใจอกี ทางหน่ึง เมือ่ แรงงานเกิดกาลังใจที่ดี
ย่อมส่งผลใหก้ ายท่ีแข็มแขง็ ท่ีจะตอ่ สู้กับงานได้อย่างเต็มที่ทาให้แรงงานมีคุณภาพชีวติ ท่ดี ี
พอสรุปได้ว่า บทบาทวัดด้านการร่วมกลุ่มและเสริมแรงใจ เป็นทุนทางสังคมที่เสริมสร้างให้แรงงานในไต้หวันไดเ้ ข้า
ร่วมกลุ่มคนไทยและสร้างแรงใจผ่านพิธีกรรมทางศาสนาและกจิ กรรมทางสังคมซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิต ว่าดว้ ย
คณุ ภาพชีวติ ดา้ นสขุ ภาพและความเครยี ด เพือ่ คณุ ภาพชวี ติ ที่ดขี องแรงงานไทยในไต้หวัน
2. บทบาทดา้ นบริการสงั คม
วัดมีบทบาทเป็นสถาบันของพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นศูนย์กลางของสังคม เป็นปัจจัยสาคัญของ
แรงงานไทย การบริการสังคม เป็นหน้าท่ีสาคัญของวัดตามคตขิ องพระพุทธศาสนา สามารถอธิบายได้ ดังน้ี 1.การให้บริการ
สังคม ด้วยการสงเคราะห์สิ่งของและการเยียวยาจิตใจ ได้แก่ การให้ความสะดวกในการบาเพ็ญกุศลแก่แรงงานไทยตาม
ประเพณีเก่ียวกับชีวติ เช่น ในพิธีทาบุญเก่ียวกับการเกิด ทาบญุ อายุ พิธศี พ การช่วยประกอบศาสนพิธใี นงานทาบุญบาเพ็ญ
กุศล เช่น การแนะนาพธิ ีการ การจัดการเครือ่ งใช้และเครื่องประกอบพิธี การให้ศลี และสรณะ การเจริญพระพุทธมนต์ การ
สวดมนต์ การรับถวายทานต่างๆ การแสดงพระธรรมเทศนา การอนโุ มทนา การให้ที่พกั อาศยั แก่แรงงานไทยตา่ งท้องทชี่ ่วั คราว
การรวบรวมสิ่งของ ตลอดจนเงนิ ทองของผบู้ ริจาคแกแ่ รงงานผ้ขู าดแคลนและสงเคราะห์ การให้ท่ีพักพิงแก่ประชาชนผู้ประสบ
สาธารณภัยและภัยธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของทิทมัสส์ (Richard M. Titmuss) (Titmuss, 1974) บริการสังคม
สอดคล้องกับนักวิชาการที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน (นิคม จันทรวิฑรุ , 2505; ระพีพรรณ คาหอม, 2549; ศรีทับทิม พานิชพันธ์
และคณะ, 2534; สรุ พล ปธานวนิช, 2547; Brown, 1985; Clegg, 1977; Wil-liam & Anderson, 1975) ท่ีให้ความหมาย
หรือความเห็นในเชงิ ให้ความหมายของคาว่า “บริการสงั คม” ไว้ค่อนข้างสอดคล้องกัน เมื่อพิจารณาจากการให้ความหมาย
และความเห็นในเชงิ ให้ความหมายของบรรดานักวิชาการทมี่ ีชื่อเสียงดังกล่าวแล้ว ก็พอจะประมวลได้ว่า บริการสงั คม คือ ส่ิงท่ี
จัดให้มขี ้ึนเพื่อให้ผู้รบั มีคุณภาพชีวิต ท่ีดีขึ้นหรือไม่ตกต่าลงกวา่ ท่ีเป็นอยู่ นอกจากนี้ บรกิ ารสงั คมยังมีความหมายครอบคลุม
การดาเนินการท่ีเกี่ยวข้องกับส่ิงที่จดั ให้ประกอบด้วย การนาส่งสิ่งที่จัดให้ไปยังกลุ่มเปา้ หมายคือแรงงานไทยในไต้หวัน การทา
ให้กลุ่มแรงงานไทยในไต้หวนั ได้เขา้ ถงึ สิ่งท่ีจดั ให้เพื่อประโยชน์แก่แรงงานไทยในไต้หวัน 2.การให้บริการสังคมด้วยการตดิ ต่อ
ประสานงานกับทางราชการไทยในไต้หวัน การใช้ศาลาการเปรียญเพื่อประชุมแรงงาน เจ้าหน้าท่ี เป็นหน่วยเลือกตั้ง ทา
กิจกรรมบริหารหรือสงเคราะห์ประชาชน จัดงานรืน่ เริง จัดงานหารายได้เพื่อสาธารณกุศล การช่วยเหลือราชการเก่ียวกับ
กิจการความมั่นคง เช่น ชกั นาหรือเป็นศนู ย์กลางให้ทางราชการ สานักงานแรงงาน สานักงานเศรษฐกิจและการค้าไทเป ซึ่ง
เป็นบรรดาสมาคมชาวไทยและหน่วยงานราชการไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายของวดั วัดจึงมีบทบาทในส่วนประสานงานกับองค์กร
สมาคม และหน่วยงานราชการในให้บริการ แรงงาน ประสานงานขอความช่วยเหลือสาหรับแรงงานในส่วนที่ต้องการความ
ช่วยเหลือ สาหรบั แรงงานไทยท่ปี ระสบปัญหาต่างๆ ที่ไมส่ ามารถเขา้ ถงึ สิทธิ หรือการถูกเอารัก เอาเปรยี บด้วยกลวิธตี ่าง ๆ ให้
แรงงานไทยในไต้หวนั ได้เขา้ ถงึ สิทธิและเสรีภาพ และความคุ้มครอง ซึ่งสอดคลอ้ งกับแนวคิดของ (Panich, 1974) แสดงให้เห็น
วา่ การพิทักษ์สิทธ์ิ เป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ เป็นการกระทาหรือกระบวนการปกป้อง หรือสนับสนุนในด้านความคิดเห็ น
138
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 65
การโต้แย้งเหตปุ ัญหา และแกไ้ ข้ เพื่อให้แรงงานไทยในไต้หวนั ไดร้ ับประโยชน์ บทบาทด้านบรกิ ารสงั คมจึงเป็นอกี หน่ึงบทบาทท่ี
สาคัญของวัดไทยในไต้หวัน ซึง่ สอดคล้องกับแนวคิดตามท่กี ล่าวมาแล้วนั้น
พอสรุปได้ว่า บทบาทวัดด้านการบริการสังคม เป็นทุนทางสังคมที่เสริมสร้างให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้ได้รับ
การบรกิ ารสงั คมของวดั ในหลายรูปแบบและความช่วยเหลือจากเครือข่าย ซง่ึ มีวัดเป็นศูนย์กลาง เพื่อคุณภาพชีวิตแรงงานไทย
ในไต้หวนั ได้รับสิทธเิ สรภี าพและความเปน็ ธรรมทางสงั คม
3. บทบาทการรักษาอตั ลกั ษณ์ความเป็นไทย
นอกจากนี้บทบาทการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย เป็นภารกิจของวัดในการอนุรักษ์และส่งเสริมศลิ ปวัฒนธรรม
ไทย เอกลักษณ์ในเชิงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี จิตวิญญาณ ระบบคุณค่า สานึกท้องถิ่น ความภาคภูมิใจท่ีมีต่อถน่ิ ฐาน
บา้ นเกิด รวมเรยี กว่า Spirit Capital ส่ิงนี้ในสังคมไทยมีมาตลอดใน ความรู้สึกของคนท่ีรกั บ้าน รกั เมือง เสียสละ และการดแู ล
สืบต่อ ซ่ึงจิตวิญญาณและระบบคุณค่า เหล่านี้ เป็นสิ่งที่สงั คมไทยมีปรากฏอยู่อย่างชัดเจนท่ีเปน็ เรื่องคุณค่า พิธีกรรม ความ
ภาคภูมิใจท่ีอยู่ในจิตใจของผู้คนในสังคมไทย เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง ประเพณีการตักบาตรเท โว
ประเพณีทอดเทียนในพรรษา เป็นต้น โดยไม่ประยุกต์ให้มากเกินไป รักษาเอกลักษณ์ไว้ ให้มรดกศิลปวัฒนธรรม เปน็ ทุนทาง
สังคมที่สาคัญของสงั คมไทยซึ่งเป็นการส่งต่อประเพณีวัฒนธรรมของไทย ด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมนั้น เป็นบทบาทที่
สาคัญของวัดไทยในตา่ งประเทศนั้น วัดมีการจัดโครงการและดาเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้คาปรึกษาให้ความรู้แก่
แรงงานและประชาชนพุทธศาสนิกชน เชน่ การทาอาหารไทย ขนมไทย เครื่องนุง่ ห่มแบบไทยซึง่ บรรดาคนไทยที่เป็นแรงงาน
ไทยส่วนใหญ่จะมีความรู้ทอ้ งถ่ินอาหารประจาภาค ภาษาประจาภาค ซ่ึงแรงงานไทยที่เขา้ ร่วมกิจกรรมต่างๆ ของวดั จะได้รับ
การถ่ายทอดในลักษะการดาเนินชีวิตประจาวนั หรือเป็นการรวมกลุ่มเฉพาะกิจ เช่น การรวมกลุ่มออกไปหาเก็บผักขี้เหล็กซ่ึง
นามาทาอาหารไทยเปน็ แกงขเ้ี หล็ก ลกั ษะแกงข้เี หล็กของภาคกลางจะมีกะทิใส่ดว้ ย สว่ นของทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือจะ
ไม่ใส่ และจะนามาถวายแก่พระภิกษสุ งฆก์ ่อนท่จี ะแจกจา่ ยให้แรงงานไทยหรือผู้มจี ิตศรทั ธานาไปรับประทาน จะเหน็ ไดว้ ่าเพียง
แค่อาหารบางอยา่ งแมจ้ ะอย่ใู นประเทศเหมือนกนั แต่ลกั ษะการกินก็แตกต่างกันออกไป ดังน้นั การรักษาอตั ลกั ษณ์ของไทยไว้
นอกและถ่ายทอดให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้เป็นสิ่งท่ีมีคุณค่าเพราะบรรดาแรงงานไทยท่ีเข้าร่วมกิจกรรมการทาอาหารก็ดี
กิจกรรมประเพณพี ื้นบ้านเองก็ดี ย่อมได้รับพลงั ในการเห็นคุณค่าตนเอง และสานึกท้องถน่ิ ความภาคภูมใิ จที่มตี ่อถ่ินฐานบ้าน
เกดิ รวมเรยี กวา่ Spirit Capital เพราะเขาเหลา่ น้ันสนทนาภาษาเดียวกัน ทานอาหารรสชาตเิ ดียวกัน มีประเพณีเดียวกัน ยอ่ ม
มีความเป็นกันเองและมีลักษณะเป็นครอบครัว ทาให้คุณภาพชีวิตการอยู่ต่างประเทศไม่โดดเดี่ยวสอดคล้องกับทฤษฎีการ
รวมกลุ่มของ เคริร์ท เลวนิ (Kurt Lewin, 1951) ไดก้ ลา่ วถึงพลังกลุ่มไปใชใ้ นการพัฒนาพฤติกรรมการทางานกลมุ่ พฤติกรรม
ของบุคคลเป็นผลมาจากความสัมพันธข์ องสมาชิกในกลุ่ม โครงสร้างของกลุ่มจะเกิดจากการร่วมกลุ่มของบุคคลท่ีมีลักษณะ
เดียวกัน การรวมกลมุ่ จะเกิดปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างสมาชกิ ในกลุ่มในดา้ นการกระทา ความรสู้ ึกและความคิดสมาชิกกลุม่ จะมกี าร
ปรับตัวเข้าหากัน และจะพยายามช่วยกันทางาน โดยอาศัยความสามารถของแต่ละบุคคลซ่ึงจะทาให้การปฏิบัติงานลุล่วงไปได้
ตามเปา้ หมายของกลุ่ม ซ่ึงกลุ่มในท่ีน้ีหมายถึงการรวมกล่มุ ในสังคมวฒั นธรรมไทยเป็นสังคมวฒั นธรรมเดียวกัน การรวมกลุ่มจะ
ส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในไต้หวันและสอดคล้องกับหลักสิทธิสากล (รีนา ต๊ะดี. 2559) สิทธิด้าน
วัฒนธรรม สทิ ธิด้านวัฒนธรรม ได้แก่ สิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชน อย่างอิสระ เพื่อให้รูจ้ ักคุณค่าของ
ประเพณีศลิ ปวัฒนธรรม ภูมปิ ญั ญาท้องถิน่ อันดงี ามของชาตไิ ทย การจัดกิจกรรมด้านการอนรุ กั ษ์ประเพณีศลิ ปวัฒนธรรมและ
ภมู ปิ ัญญาท้องถนิ่ เพือ่ สืบทอดแก่อนุชนรุน่ หลงั ใหว้ ดั เปน็ แหล่งสนนบั สนุนสง่ เสริม เพื่อสืบสานประเพณีวฒั นธรรมไทยอนั ดีงาม
พอสรปุ ได้วา่ บทบาทการรักษาอัตลักษณ์ความเปน็ ไทย เป็นทนุ ทางสงั คมท่ีเสริมสร้างใหแ้ รงงานมคี ุณภาพชีวิต ด้าน
สงั คมและวัฒนธรรมที่ดี การอนุรักษ์และส่งเสรมิ ศลิ ปวัฒนธรรมไทยจงึ เป็นภารกจิ ท่มี ีความสาคัญต่อคุณภาพชีวติ แรงงานเพื่อ
สทิ ธเิ สรีภาพในการรักษารักษาอตั ลกั ษณ์ความเปน็ ไทย
139
รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
บทสรปุ
บทบาทวัดที่กล่าวมา เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านและศูนย์กลางกิจกรรมต่างๆ ทางสังคมและแรงงานไทยใน
ไต้หวนั นับว่าวิถชี ีวิตของคนไทยไดผ้ ูกพันอยู่กบั วัดอย่างแน่นแฟ้น บทบาทด้านการร่วมกลุ่มและเสรมิ แรงใจ คือ การพัฒนา
จติ ใจแรงงานไทยในไต้หวัน โดยการประพฤตติ ามหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาให้ประชาชนมีกาย จิต และสังคม เป็นการ
เสริมแรงใจ (Empowerment) เพื่อเกิดพลังแห่งปัญญาที่จะใช้คิดวิเคราะห์ในชีวิตส่วนตัวและชีวิตงาน ได้อย่างมีคุณภาพ
บทบาทด้านบริการสงั คม คือ การสงเคราะห์แรงงานไทยในไตห้ วนั ในรปู แบบต่างๆ ด้วยสิง่ ของและกาลังใจ แสดงออกถึงความ
เอื้ออาทรซ่ึงกันและกัน อนั เป็นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและเป็นศนู ยป์ ระสานงานสาหรับแรงงานไทยและหน่วยงานของ
รัฐ บทบาทดา้ นการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย คือ การส่งเสริมประเพณีศิลปวัฒนธรรมเปน็ ศูนย์กลางแห่งประเพณีและ
ศลิ ปวัฒนธรรม เกดิ จากการวมกลุ่มของแรงงานและกิจกรรมที่ทางวดั ให้การสนับสนุน ใหแ้ รงงานไทย เพือ่ ความภูมิใจในความ
เป็นชาตมิ ีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง จากบทบาททง้ั 3 ดา้ นนั้น เพื่อพัฒนาคุณภาพชวี ิตให้แรงงานไทยในไต้หวันให้มคี วามสุข มี
สิทธิ เสรีภาพ ความเป็นธรรมและความภาคภูมิใจในชาติ บทบาทวัดจึงเป็นทุนทางสังคมที่ช่วยให้แรงงานไทยในไต้หวันได้มี
คุณภาพชวี ิตทด่ี ตี อ่ ไป
รายการอ้างองิ
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). การจัดสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพรา้ ว.
กองวิจยั ตลาดแรงงาน. (2554). รายงานผลการวิจัยตลาดแรงงาน ปี 2554 - 2555. กรมการจดั หางาน กระทรวงแรงงาน.
โกวิทย์ พวงงาม. (2553). การจัดการตนเองของชมุ ชนและท้องถ่นิ . กรงุ เทพมหานคร: บพธิ การพิมพ์.
จานงค์ อดวิ ัฒนสิทธ.์ิ (2547). สังคมวิทยา. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.
ชไมพร รุ่งฤกษ์ฤทธ์ิและคณะ. (2525). การคุ้มครองแรงงานไทยในไต้หวนั . โครงการวิจยั ประจาปีงบประมาณ 2552 จาก
สถาบันทรพั ยากรมนุษย.์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
เช่ยี วชาญ อาศวัฒนกลู . (2530). มติ รใหม่ของการบรหิ ารงานบคุ คลในภาครฐั บาล. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานชิ ย.์
ทิพวรรณ ศิรคิ ูณ. (2542). คุณภาพชวี ิตในการทางานกบั ความผูกพันต่อองค์การ: กรณีศึกษาบริษัทบริหารสินทรัพยส์ ถาบัน
การเงิน. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์.
นคิ ม จันทรวฑิ รุ . (2505). บรกิ ารสงั คม. พระนคร: กรมประชาสงเคราะห์.
ประเวศ วะส.ี (2542). วิสยั ทัศนของกระบวนการเรยี นร้ใู นหลกั สตู รการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน. วชิ าการ, 2 (1), หนา 8 - 11.
ประสิทธ์ิ สระทอง. (2560). บทบาทของวัดท่ีมีต่อสังคมในการก้าวเดินในศตวรรษท่ี 21. วารสารฉบับภาษาไทย สาขา
มนษุ ยศาสตร์ สงั คมศาสตร์และศิลปะ. ปที ี่ 10 ฉบับ ที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน 2560.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ โต). (2539). การพัฒนาท่ียงั่ ยืน. กรุงเทพมหานคร: สหธรรมิก.
ไพบูลย์ วฒั นศิริธรรม. (2547). สานกึ ไทยทีพ่ งึ ปรารถนา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์เดือนตุลา.
ภทั รพร สริ กิ าญจน. (2540). ความรูพน้ื ฐานทางศาสนา. กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์
ภาสกร แสงสว่าง. (2557). ผลกระทบท่ีมีบทบาทต่อความเปล่ียนแปลงรูปแบบการประดับตกแต่งอาคารทางศาสนาในวัด.
วารสารวิชาการ Veridian E-Journal ปที ่ี 7 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สงิ หาคม 2557.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั .
140
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 65
มลู นิธกิ ระจกเงา. (2561). แถลงการณ์กรมการจัดหางาน กรณีแรงงานไทยหายตวั ในประเทศไต้หวัน ศูนย์ปฏิบัติการต่อตา้ น
การค้ามนุษย์ ศูนย์ข้อคนหายเพ่ือตอ่ ต้านการค้ามนุษย์. (2561). อินเตอร์เน็ต. https://www.doe.go.th/prd/ ลง
วนั ท่ี 22 มนี าคม 2561.
ระพีพรรณ คาหอมและคณะ.(2549). ทิศทางและรูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: ห้าง
หนุ้ สว่ นจากดั เทพเพ็ญวานสิ ย์.
รีนา ต๊ะดี. (2559). แรงงานไทยในเกาหลีใต้: ปัญหาและอปุ สรรค ของการเข้าถึงความชว่ ยเหลือจากหน่วยงานภาครฐั และ
เอกชนของไทยและเกาหลใี ต้. สถาบนั วิจัยประชากรและสงั คม. มหาวิทยาลัยมหิดล.
วรวฒุ ิ โรมรัตนพนั ธ์. (2548). ทนุ ทางสงั คม. กรงุ เทพมหานคร: โครงการเสริมสร้างการเรียนรเู้ พื่อชมุ ชนเปน็ สุข.
วัลลภา เชยบัวแก้ว. (2558). ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทางานของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทยใน
โรงพยาบาลชมุ ชนภาคใต.้ วารสารวจิ ัยและพฒั นาระบบสุขภาพ ปที ี่ 8 ฉบับท่ี 2: 33-40
ศรีทับทิม (รัตนโกศล) พาณิชพันธ์และคณะ. (2534). ความรู้พ้ืนฐานทางสังคมสงเคราะห์. กรุงเทพมหานคร: คณะสังคมสงเคราะห์
ศาสตร์. มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์. ม.ป.ท.
สานักงานปลดั กระทรวงแรงงาน. (2560). สถิตแิ รงงานประจาปี 2559 และ 2560. กระทรวงแรงงาน.
สานักงานแรงงานไทย กรุงไทเป. (2561). สถิติแรงงานประจาปี 2561. อินเตอร์เน็ต. http://taipei.mol.go.th/ ลงวนั ที่ 22
มีนาคม 2561.
สานักประสานความร่วมมือระหวา่ งประเทศ. (2550). สถานการณ์แรงงานและความต้องการแรงงานไทยในต่างประเทศ
2550-2551.
สุภางค์ จันทวานิช. (2544). เรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อคุ้มครองแรงงานไทย ไปทางานต่างประเทศ. การวิจัยเชิง
ปฏบิ ัติการแบบมีส่วนร่วมเพ่อื พัฒนารปู แบบโดยการสนับสนนุ ของสานกั งานกองทุนสนับสนุนการวจิ ัย. โครงการเมธี
วจิ ยั อาวุโส สกว.
สุรพล ปธานวนิช. (2547). นโยบายสังคม: เส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.
อมรา พงศาพิชญ์. (2543). ธรรมรฐั กับประชาสงั คม. กรุงเทพมหานคร: สมาคมรฐั ประศาสนศาสตร์แหง่ ประเทศไทย.
อัจฉรา ปุราคม. (2540). คุณภาพชีวิตในการทางานของผู้ใช้แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์เขตนิค ม
อุตสาหกรรมภาคเหนือ. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการส่งเสริมสุขภาพ. คณะศึกษาศาสตร์.
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่
อัมมาร สยามวาลา. (2544). ข้อเสนอระบบหลกั ประกนั สุขภาพถว้ นหน้า. นนทบรุ ี: สถาบนั วิจัยระบบสาธารณสุข.
อทุ ัย อาทเวชิ. (2554). รวมบทความกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฝรัง่ เศส. กรุงเทพมหานคร : ว.ี เจ.พรนิ้ ต้ิง.
เอนก นาคะบตรุ. (2545). ทนุ ทางสังคมและประชาสงั คมในเมอื งไทย. กรุงเทพมหานคร: 21 เซน็ จรู .ี่
Brown, M. (1985). Introduction to Social Administration in Britain. London, Essex: Anchor Brendon Ltd.
Clegg, J. (1977). Dictionary of Social Services. Rendal: Tittmus Wilson and Son Ltd.
Davis, L.E. (1997). Enhancing the quality of working life: developments in the United States. International
Labour Review, 116: 53-65.
Harland, D. (1 9 7 2 ). Social Indicators toward the Measurement of Quality of Life. Ottawa: Social and Human
Analysis Branch, Department of Regional Economic Expansion.
Lewin, K. (1 9 51 ). “ Field. Theory and Leaning” Ind. Cartwright Field theory in Social Science: Selected
Theoretical. New York: Harper and Row.
141
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 65
Liu, B.C. (1975). Quality of Life Indicators in U.S. Metropolitan Areas: A Statistical Analysis. New York: Praeger.
McCall, S. (1975). Quality of life. Social Indicators Research, 2: 229-48. Nursing Administration, 23(1):18-23.
Oliver, J.P.J. et al. (1996). Quality of Life and Mental Health Service. London: Routledge.
Royuela, V., LÓpez-Tamayo, J., & Suriñach, J. (2007). The institutional V.S. the academic def-inition of the
quality of work Life: what is the focus of the European Commission? Springer: 401-415.
Scitovsky, T. (1 9 7 6 ) . The Joyless Economy: An Inquiry into Human Satisfaction and Consumer
Dissatisfaction. Toronto: Oxford University Press.
Seashore, S.E. (1975). Defining and measuring the quality of working life, In Davis, L.E.& Cherns, A.B. (Eds),
The Quality of Working Life, New York: The Free Press, pp.105-118.
Spreitzer, G. M. (1 9 95 ). Psychological empowerment in the workplace: Dimensions. measurement, and
validation. Academy of Management Journal, 38 (5):1442-1465.
Titmuss, R.M. (1974). Social Policy: An Introduction. London: George Alien & Unwin.
William, A. & Anderson, R. (1975). Efficiency in the Social Services. Basil Blackwell.
142
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
สวัสดิการการทางาน: คาตอบสาหรับประเทศไทยในระยะเปล่ยี นผ่าน
Workfare: The Answer for Thailand in the Transition Era
นวลปราง อรณุ จติ 1
Nualprang Aroonjit2
Abstract
This academic article offers “workfare” is a useful concept to be applied as an important
guideline for social welfare in dealing with poverty in Thailand during the transitional period of
overcoming the middle-income trap and the upcoming election. This article reviews the workfare concept
and is used as a conceptual framework for analyzing the social welfare system under the National Council
for Peace and Order (NCPO) led by Prime Minister Prayuth Chan-ocha. The problems are; 1. The poverty
eradication policy has resulted in extensive debates as unsuitable, having targeting problems and
exclusion errors 2. Providing social assistance by granting financial aids alone cannot help poverty. 3. In
addition to income inequality, social welfare disparities also have been found. As the problems
mentioned above, inequality and poverty still could not be solved.
This article argues that problems mentioned above, inequality and poverty still could not be
solved, thus, workfare is the answer to the Thai social welfare system development. The author,
therefore, proposes welfare development by applying appropriate workfare concepts. 1. The government
must create social assistance measures such as labor market interventions, specific welfare programs,
promoting a system or work project in exchange for welfare benefits. 2. Establish true cooperation of the
government, local organizations, private and public sectors in social welfare based on the concept of
social roles and responsibilities. 3. Promoting workfare and professional development programs.
Keywords: Workfare, Transition, Social Policy
บทคัดยอ่
บทความวิชาการนี้เสนอว่า “Workfare” เป็นแนวคิดที่เป็นประโยชน์ในการนาไปใช้เป็นแนวทางสาคัญของ
สวัสดิการสงั คมในการจดั การกบั ความยากจนในประเทศไทยในชว่ งระยะเวลาการเปล่ียนผ่านของการก้าวข้ามกับดักประเทศ
รายไดป้ านกลาง (Middle Income Trap) และระยะเปล่ียนผ่านในช่วงทป่ี ระเทศไทยกาลงั เดินหนา้ สกู่ ารเลือกตง้ั บทความช้ิน
น้ี ทบทวนแนวคิดเกี่ยวกับสวัสดิการการทางานและใช้เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ระบบสวัสดิการสังคม ภายใต้คณะ
รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นาโดยนายกรัฐมนตรีประยุทธ จันทร์โอชา ปัญหาที่พบคือ 1) นโยบายการแก้ปัญหาความ
ยากจน สง่ ผลให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงความไม่เหมาะสม ปัญหาการคัดเลื อก และเขา้ ไมถ่ ึงกลุม่ เปา้ หมาย 2) การ
ช่วยเหลือทางสังคม โดยการให้เงินสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาความความยากจนได้ 3) นอกจากความ
เหลือ่ มลา้ ดา้ นรายได้ ยังพบปญั หาความเหลือ่ มล้าด้านสวัสดกิ ารสงั คม
1 นักศึกษาสงั คมสงเคราะห์ศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Ph.D. student on Social Policy, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
E-mail: [email protected]
143
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 65
บทความชิ้นน้ีโต้แย้งว่าการแก้ปัญหาข้างต้นยังไม่สามารถแก้ความเหลื่อมล้าและความยากจนได้ ดังนั้น Workfare
เป็นคาตอบของการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมไทย ผู้เขียนจึงเสนอการพัฒนาสวัสดิการโดยปรับใช้แนวคิด workfare ให้
เหมาะสมได้แก่ 1) รฐั ต้องสรา้ งมาตรการเพื่อการช่วยเหลือสังคม เช่น การแทรกแซงตลาดแรงงาน จัดสวสั ดิการอย่างจาเพาะ
เจาะจง ผลักดันให้เกดิ ระบบหรือโครงการการทางานแลกสวัสดกิ าร 2) สรา้ งบทบาทความร่วมมือท่ีแท้จริงของภาครัฐ ท้องถิ่น
เอกชน ประชาชน ในการจดั สวัสดิการสังคม บนฐานคิดเรื่องหน้าที่และความรบั ผิดชอบทางสงั คม 3) ผลักดันการจดั สวัสดิการ
การทางาน สวสั ดกิ ารอาชีพ และส่งเสรมิ ศกั ยภาพการทางาน
คาสาคัญ: สวัสดิการการทางาน, การเปลย่ี นผ่าน, นโยบายสังคม
บทนา
การศึกษาเรือ่ ง “สวัสดกิ ารการทางาน: คาตอบสาหรับประเทศไทยในระยะเปลีย่ นผ่าน” ผู้เขียนต้องการนาเสนอการ
โต้เถียงทางวชิ าการ ต่อการปัญหาของการจัดสวัสดิการสังคม ภายใต้การดาเนนิ การของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
และเสนอว่าแนวคิด Workfare จะเป็นคาตอบสาหรับประเทศไทยในระยะการเปลี่ยนผ่าน นามาสู่แนวคิดเรื่องการจัด
สวสั ดกิ ารการทางานในประเทศไทย
“ระยะการเปล่ยี นผ่าน” (the Transition Era) ในการศึกษาครั้งน้ี หมายถึงการก้าวขา้ มกับดักรายได้ปานกลางไปสู่
ประเทศรายได้สูง และระยะการเปล่ียนผ่านในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกาลังเดินหน้าสู่การเลือกต้ัง ทั้งนี้ประเดน็ ท่ีกาลังได้รับ
ความสนใจในวงกว้าง คือการเปลี่ยนแปลงของสวัสดิการสังคมไทย ท่ีปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในนโยบายการแก้ปัญหาความ
ยากจนภายใต้การดาเนินการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นาโดยนายกรัฐมนตรีประยุทธ จันทร์โอชา ได้แก่
“นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ” อนั เป็นที่ร้จู ักกันในเรื่องของ “บัตรสวัสดิการแห่งรฐั -บตั รคนจน” และ “นโยบายประชารฐั ” ซึ่ง
ปจั จุบันเป็นนโยบายที่ประกอบด้วยกิจกรรมโครงการมากมาย และประชารัฐยังกระจายไปยังส่วนต่างๆ ท่ัวประเทศ ทั้งในรูป
ของ “ร้านคา้ ประชารัฐ” “ตลาดประชารัฐ” และการจดั สวสั ดิการดา้ นต่างๆ ภายใตช้ ื่อนี้
อย่างไรก็ตาม ด้วยการนาเนินนโยบายข้างต้น ส่งผลให้เกิดประเดน็ ข้อถกเถียงโต้แยง้ ถงึ ความไม่เหมาะสมในการจัด
สวัสดิการสังคม ตัวอย่างเช่น นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีการจัดทาบัญชีรายชื่อคนจนโดยการลงทะเบียนและให้บัตร
สวสั ดกิ ารแห่งรัฐ เพือ่ จดั สวัสดิการสาหรบั ผู้มีรายได้น้อย หรือสวสั ดิการช่วยเหลือคนจน ในลักษณะการให้เงนิ สงเคราะห์ และ
นโยบายประชารัฐ ท่ีนโยบายเน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชน ทว่ากลับมีการต้ังข้อสังเกตว่าเป็นนโยบายสะท้อนนัย
ทางการเมืองอนั ส่งผลต่อคะแนนเสียงและการเปล่ียนแปลงจากการเลือกตั้งท่ีกาลังจะเกิดขน้ึ ในช่วงปี พ.ศ.2562
เนือ่ งจากประเทศไทยกาลังกาลังเผชิญชว่ งเวลาการเปลี่ยนผ่านน้ี โดยยังมีประเด็นขอ้ ถกเถียงในนโยบายและการจัด
สวัสดิการสังคม ดงั น้ันจึงมีความจาเปน็ ที่จะตอ้ งทบทวนนโยบายสาคัญอย่างนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจน ภายใต้การ
ดาเนินการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ และนโยบายประชารัฐ เพื่อพิจารณา
ปัญหาและช่องว่างของนโยบายและการนาไปปฏิบัติ และเพื่อชี้ใหเ้ ห็นว่าหากนาแนวคิด Workfare มาปรับใช้เป็นกรอบการ
พัฒนาการจดั สวัสดิการแล้ว จะสามารถแก้ปัญหาและช่องว่างดังกล่าวและเป็นคาตอบในการจัดสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหา
ความยากจนได้อย่างไรการศึกษาคร้ังน้ี จึงต้องชใ้ี ห้เหน็ รากฐานแนวคดิ ของ Workfare เพื่อจะแว่นขยายหรือเปน็ เครือ่ งมือมอง
เพือ่ ปรับปรุงสวัสดิการตามกรอบแนวคดิ และวิธีการท่ีแท้จริงของ Workfare
ในประเทศไทยพบข้อเสนอการปรับใช้ Workfare ในระบบสวัสดิการสังคมเพื่อแก้ปัญหาความยากจน (ร่างแผน
ยุทธศาสตร์สวสั ดิการสังคมไทยฉบับที่ 2, 2555; ระพีพรรณ คาหอม, 2557) การพัฒนาแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
(อมรเทพ จาวะลา, 2555) รวมถึงการแก้ปัญหาความยากจนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงท้ังในฐานคิดและ
ปฏิบตั ิการของสวัสดิการสังคม (นวลปราง อรุณจิต, 2561) โดยความเปน็ ไปได้ในการนามาปรับใช้ในการพัฒนางานสวัสดิการ
สงั คมตามความคาดหมายคือการขับเคลื่อนแนวคิดภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายการแกป้ ัญหาความยากจน
144
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 65
บทความวิชาการชิ้นนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นว่า Workfare เป็นคาตอบในการแก้ปัญหาความยากจนของ
ประเทศไทยในระยะการเปล่ียนผ่าน การศกึ ษาคร้ังน้ีจึงใช้กรอบแนวคิดของ Workfare และแนวคิดด้านสวัสดิการสังคม ใน
การวเิ คราะห์ระบบสวัสดิการ และใช้วิธีการวิเคราะห์วิพากษ์ในนโยบายสังคมเพื่อให้เห็นประเด็นปัญหาโดยการคล่ี ประเด็น
พิจารณาทีละช้ัน (กิตติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์, 2550) โดยมีขอบเขตการศึกษา ด้านเนื้อหา ได้แก่ การพิจารณานโยบาย
สวสั ดิการแหง่ รัฐ และประชารฐั ทั้งในตัวของนโยบาย การนานโยบายไปปฏิบัตแิ ละผลกระทบ เพื่อสะทอ้ นปัญหาและช่องว่าง
ของนโยบาย และนาเสนอแนวทางการพฒั นาระบบสวัสดกิ ารโดยใช้แนวคิด Workfare เป็นทางเลือกในการปรบั ปรงุ พฒั นา
เนื้อหาในบทความวชิ าการชิ้นน้ีจึงประกอบไปดว้ ย การทบทวนวรรณกรรมว่าด้วย “พัฒนาการแนวความคิดเก่ียวกับ
สวสั ดิการการทางานของประเทศไทย” เพื่อสะท้อนพัฒนาการแนวคิดในอดีตจวบจนปัจจุบัน และนามาสู่การเสนอกรอ บ
วเิ คราะห์วา่ ด้วย “ความหมาย แนวคดิ ปฏิบัติการของ Workfare” อันเปน็ เครือ่ งมือในการพิจารณาสวัสดิการในประเทศไทย
ในการศึกษาและอภปิ ราผล จงึ ประกอบด้วย “การศึกษาการเปลย่ี นแปลงของสวัสดิการสังคมไทย” ว่าสวสั ดิการสงั คมไทยวา่ มี
รูปแบบการเปล่ียนแปลงอย่างไร และ “พิจารณาแก้ปัญหาและช่องว่างของนโยบาย และนาเสนอการปรับใช้แนวคิดและ
วธิ ีการของ Workfare ว่านโยบายการแก้ปัญหาความยากจนมีปัญหาและชอ่ งวา่ งอยา่ งไร โดยผู้ศึกษามีข้อเสนอแนวทางการ
พัฒนาระบบสวสั ดกิ ารโดยใช้แนว workfare
ในท้ายที่สุด จากการศกึ ษาเพื่อนามาสู่การเกดิ องค์ความรใู้ หม่จากการปรับใชแ้ นวคิด Workfare อย่างเหมาะสมกับ
การพัฒนาระบบสวสั ดิการสังคมไทย เพื่อเป็นทางเลือกสวัสดกิ ารรูปแบบตา่ งๆ หรือมีมุมมองต่อการช่วยเหลือทางสังคมแบบ
ใหม่ สามารถใช้กับการแก้ปัญหาความยากจนอย่างได้ผล ท้ังน้ี Workfare เป็นคาตอบหนึ่งสาหรบั ประเทศไทยในระยะการ
เปลยี่ นผ่าน และรวมทง้ั การพฒั นารระบบสวัสดิการในอนาคตต่อไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะนาไปสูก่ ารวิเคราะห์การเปลยี่ นแปลงและนโยบายในปจั จุบัน ควรมีการทาความเข้าใจในเชิง
ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกันของแนวคิด ปรากฏการณ์การเปล่ียนแปลง และการปรากฏขึ้นของ
Workfare ในชว่ งการเปลีย่ นผา่ นของประเทศไทยในอดตี จวบจนปัจจุบัน
พฒั นาการแนวคดิ
เกีย่ วกบั สวสั ดิการการทางานของประเทศไทย
การดาเนินนโยบายการพฒั นาประเทศและการแก้ปัญหาความยากจนในประเทศไทย มีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลง
ในเชิงประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์การสถานการความเป็นไปของโลก โดยประเทศไทยได้รับอิทธิพลการ
เปลี่ยนแปลงเรื่องการแกป้ ญั หาความยากจนเริ่มจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม ฉบับท่ีหน่ึง ในปี พ.ศ.2504 เป็นต้นมา สืบ
เนื่องมาจากการที่ประเทศไทยรับนโยบายการพัฒนาประเทศจากองค์การสหประชาชาติ รวมท้ังกาหนดทิศทางการพัฒนา
ประเทศและแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนที่ยึดถือตามแนวทางของธนาคารโลก (World Bank) โดยธนาคารโลกเป็นผู้
ประกาศจุดยืนการต่อสู้กบั ความยากจนโดยการให้เงนิ กสู้ นับสนุนการพฒั นาแก่ประเทศโลกท่ีสามเพื่อพฒั นาประเทศ เช่นการ
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Infrastructure Investment) (รังสรรค์ ธนะพรพันธ์, 2544; อรศรี งามวิทยาพงศ์,
2546)
แนวทางหลักในการแกป้ ัญหาความยากจนของธนาคารโลก มาจากแนวคดิ เรือ่ งการตอบสนองความจาเป็นพื้นฐาน
ของมนุษย์ (Basic Human Needs) ที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) ได้เสนอไว้
กระท่ังมีการมาปรับเปล่ียนแนวคิดเพื่อมุ่งให้ประเทศโลกที่สามหลุดพ้นจากความด้อยพัฒนาโดยเน้นแนวทางการพัฒนา
เศรษฐกิจข้นั พื้นฐาน (กฤษฎา ธรี ะโกศลพงศ์, 2559) ซ่งึ ตอ่ มาธนาคารโลกและกองทนุ การเงินระหว่างประเทศน้ีเองท่ีมบี ทบาท
สาคัญในการหนนุ นาให้ Washington Consensus หรือฉนั ทามติวอชิงตันอุบัติขึ้น สืบเนื่องมาจากการได้รับชัยชนะของพรรค
อนุรกั ษ์นยิ มในสหราชอาณาจักรปี 1979 และตอ่ ดว้ ยชยั ชนะพรรครพี ับลกิ ันได้รับประเทศสหรฐั อเมริกาในปี 1980 ถือเป็นการ
145
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
อวสานของแนวคิดเศรษฐกิจอย่าง Keynesian Consensus และเป็นจุดเปล่ียนอันนามาสู่ Washington Consensus
(รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, 2548) (ผาสุก พงษไ์ พจิตร. 2542)
จากเหตุการณ์นี้ มีการเปลี่ยนแปลงสาคัญต่อแนวทางนโยบายเศรษฐกิจโลกโดยได้รับอิทธิพลจากเมนูนโยบาย
เศรษฐกจิ โลก (Global Economic Policy Menu) นาเสนอโดยจอห์น วิลเลียมสัน (John Williamson) และได้รับการยืนยัน
เห็นชอบจากสถาบันความคิด (Think Tanks) ใหป้ ฏิรูประบบเศรษฐกจิ และเกิดการเปล่ียนแปลง อาทิ การมีวินัยทางการคลัง
บทบาทรัฐบาลว่าด้วยการลดกฎระเบียบการควบคุม (Deregulation) และถ่ายโอนการผลิตจากรัฐบาลไปสู่เอกชน
(Privatization) การสงเสริมการแข่งขันและการค้าเสรี ท้ังนี้แนวคิดนโยบายได้เสริมอานาจแนวคิดลัทธิเสรีนิยมใหม่
(Neoliberalism) และมีอทิ ธพิ ลในทุกมิตนิ บั ต้งั แต่นั้นมา (รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ุ, 2548)
ในขณะเดียวกันน้ัน Workfare ปรากฏขึ้นในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมืองภายใต้
แนวคิดลัทธิเสรีนิยมใหม่ กลา่ วคือ หลังจากมีการประกาศ Workfare เป็นนโยบายการชว่ ยเหลือในปี 1970 ในเวลาต่อมา เกิด
การเปล่ียนแปลงขั้วการเมืองของประเทศทรงอิทธิพลอย่างในสหราชอาณาจักรและประเทศสหรฐั อเมริกาซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญ
ให้เกิดฉันทามติวอชิงตันและเป็นก้าวสาคัญของโลกโดยการนาของสองประเทศอานาจภายใต้แนวคิดลัทธเิ ศรษฐกิจเสรีนิยม
ใหม่ (Peck, 2001; Stewart & Grover, 2002) โดยต่อมาแนวคิด Workfare แพร่สะพัดไปท่ัวโลกโดยเข้าสู่สหภาพยุโรปใน
ทศวรรษท่ี 1990 และต่อมาเรม่ิ มีการนามาใช้ในประเทศภูมิภาคเอเชียในศตวรรษท่ี 21 (Peck, 2003; Chan, 2008)
ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ Workfare เป็นท่ีรู้จักและแนวคิดถูกนาไปใช้ทั่วโลกน้ัน เกิดจากวิกฤติการเงินจากเอเชียในปี
1997 ซ่ึงตรงกับปี พ.ศ.2540 ที่รู้จักกันในนาม “วิกฤตกต้มยากุ้ง” ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก หลังจาก
วิกฤตการณท์ างการเงินคร้งั น้ี ทาให้ตอ้ งมกี ารปรบั โครงสร้างทางเศรษฐกจิ และการแก้ปญั หาการว่างงานโดยบรรดาประเทศรัฐ
สวัสดิการ (Welfare State) รัฐบาลต้องจ่ายเงินประกันสังคมชดเชยการว่างงานด้วยงบประมาณมหาศาล ด้วยเหตุนี้เอง
Workfare จึงเร่ิมมีบทบาทสาคัญโดยเป็นมาตรการช่วยเหลือและมาตรการการแทรกแซงตลาดเพื่อให้คน กลับเข้าสู่
ตลาดแรงงาน (Madsen, 2001) กล่าวได้ว่า Workfare ถูกนามาใช้แก้ไขปัญหาหลังวิกฤตการณ์ ในช่วงรอยต่อการ
เปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคตะวนั ตกในชว่ งทศวรรษที่ 1990 กระท่ังต่อมา กระแสโลกาภวิ ัตน์พัดพาแนวคิด
Workfare มายงั ภูมิภาคตะวันออกและเริ่มมีการนาแนวคิดมาปรับใช้ในนโยบายเศรษฐกิจและสังคมในเอเชีย (Chan & Ngok.
2011)
ทงั้ นี้ มีการตั้งข้อสงั เกตตอ่ การจดั การในภูมภิ าคเอเชียว่า หลังวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าว ภูมิภาคเอเชียให้ความสาคัญ
ในการเพิ่มผลิตภาพ ปรากฏการโอนบรกิ ารภาครัฐสู่เอกชน (Privatization) ส่งเสรมิ พ่ึงพาตนเองและครอบครวั สนับสนนุ การ
บรหิ ารงานภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ควบคู่การพัฒนาและการแข่งขนั ของวัยแรงงานและการส่งเสริม
Workfare (Clarke, 2000 refer to Chan, 2008. p.304) โดยในภูมิภาคเอเชียนั้น รัฐบาลเป็นผวู้ างแผนโดยเน้นภาคเอกชน
ใหบ้ รกิ ารสังคม (Holliday, 2000) Workfare ถกู นามาใช้ภายใต้การพฒั นาแข่งขันและมุง่ เนน้ ความม่ังค่ังดา้ นเศรษฐกิจและอยู่
ในฐานะสวสั ดกิ ารท่ีสร้างผลิตภาพในเอเชีย (เกษรา ชยั เหลืองอุไร, 2557) (Clarke, 2000)
ในประเทศไทย มีสถานการณเ์ ชือ่ มโยงกบั การเปลี่ยนแปลงในระดับโลกและไดร้ ับอิทธิพลแนวคิดด้านเศรษฐกิจและ
สังคม รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาความยากจน โดยมองย้อนไปก่อนวิกฤติการทางการเงินหรือวิกฤตการณ์ต้มยากุ้ง ใน
ประเทศไทยปรากฏการนาเอาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาจากรายงานธนาคารโลก ฉบับ พ.ศ.2521 ชื่อเรื่อง
Thailand: Toward a Strategy of Full Participation มาใช้เป็นแนวทางการกาหนดนโยบายการแก้ปัญหาความยากจน
ของประเทศไทย ภายใต้แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาตฉิ บบั ที่ 5 (รงั สรรค์ ธนะพรพันธ์, 2544)
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 5 (ปีพ.ศ.2525-2529) เร่ิมมีการให้ความสาคัญกับการ
แก้ปัญหาความยากจน โดยเนน้ การพัฒนาพื้นท่ีชนบท เช่น มีการจัดโครงการสรา้ งงานในชนบท หรือ กสช. เพื่อจา้ งงานคนใน
ชุมชนให้มีการสร้างงานสาธารณสมบัติในชนบท ได้แก่ การสร้างระบบสาธารณูปโภค ถนน สระกักเก็บน้า เพื่อพัฒนา
146
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 65
โครงสร้างพื้นฐานในท้องถ่นิ ทรุ กันดารและเป็นการแก้ปัญหาความยากจนโดยกระจายรายไดส้ ชู่ นบท ซ่ึงจากแผนพัฒนาฯฉบับ
ที่ 5-8 น้ี เป็นการพฒั นาคู่ขนานมากับกระแสหลักการพัฒนาในระบบทนุ นิยมทีเ่ ขา้ มาในสู่ประเทศไทยด้วยกระแสโลกาภิวัตน์
(อรศรี งามวทิ ยาพงศ์, 2546. น.176) (สพุ ตั รา จุณณะปยิ ะ, 2535)
ในประเทศไทยมพี ัฒนาการทส่ี าคัญเกิดข้นึ อีกประการโดยในปี พ.ศ.2497 เริ่มมีร่างกฎหมายประกันสงั คม กระทง่ั ใน
ปี พ.ศ.2533 ประเทศไทยมีกฎหมายประกันสังคม ซ่ึงเป็นการสมทบเงินกองทุนจากนายจ้าง ลกู จ้างและรัฐบาลร่วมกันเพื่อ
สร้างความมัน่ คงหรือหลักประกันว่าจะได้รบั การคุ้มครองและได้รับค่าทดแทนในกรณีต่างๆ ณ ช่วงเวลานี้ ตรงกับช่วงเวลาท่ี
Workfare กาลังต้ังรกรากและเติบโตในบรรดารัฐสวัสดิการ โดยในภูมิภาคยุโรปนา Workfare ไปใชใ้ นการจา่ ยเงินและสมทบ
ในระบบประกนั สังคม
กลับมาที่สถานการณ์สาคัญอีกช่วงหน่ึงในประเทศไทยในวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียหรือ “วิกฤตต้มยากุ้ง”
ขณะน้ันสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยได้รับผลกระทบท่ีร้ายแรงจากการลอยตัวค่าเงินบาทและสภาวะฟองสบู่
ทั้งนี้รฐั บาลมีความพยายามทีจ่ ะแก้ไขโดยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอีครั้ง ทว่าในทางกลบั กันแนวคิดสาคัญไดป้ รากฏขึ้น
โดยสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรชั กาลท่ี 9 ทรง เน้นย้าหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง ที่เคยมีพระ
ราชดารสั เพื่อเป็นแนวทางการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ดังเช่นใจความส่วนหน่ึงท่ีกลา่ ว “การจะเป็นเสือน้นั ไม่สาคัญ สาคัญท่ี
เราพออยูพ่ อกิน และมีเศรษฐกิจเปน็ การอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตวั เองได้ ใหม้ ีกาลังพอเพียง
กบั ตวั เอง’ ซึง่ ต่อมาไดร้ ับการกลา่ วนามวา่ เป็น ‘Bangkok consensus” (รงั สรรค์ ธนะพรพนั ธ์ุ, 2548)
“วิกฤตต้มยากุ้ง” เกิดขึ้นในช่วงของการดาเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 8 (ปีพ.ศ. 2540-
2544) ผลจากวิกฤตการทาให้ประเทศตอ้ งพง่ึ พาสถาบันการเงนิ ระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) และ
ธนาคารโลก ยงั เข้ามามีบทบาทต่อการแก้ปญั หาโดยเสนอ “ยุทธศาสตร์เฟื่องฟูการพัฒนาชนบทไทยหลังวิกฤตทางเศรษฐกจิ ”
ซึง่ ขอ้ เสนอดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามแผนพัฒนาฯ เรื่องการเน้นมนุษย์เปน็ ศูนย์กลางการพัฒนา (อรศรี งามวิทยาพงศ์, 2546)
ทั้งนีเ้ ป็นไปได้วา่ ตอ้ งแก้ไขปัญหาวิกฤตการเฉพาะหน้า โดยในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับท่ี 8 หลังการลาออกของ “รัฐบาลพลเอก
ชวลิต ยงใจยุทธ” นั้น มีการดาเนินงานของรัฐบาล 2 ชุดไดแ้ ก่ “รัฐบาลชวน หลกี ภยั ” ที่เป็นด่านหน้าในการรับผลกระทบจาก
ปัญหาดังกล่าว มีการนาแนวทาง “รัดเข็มขัด” ประหยดั งบประมาณทุกด้าน และในช่วงปลายแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม
ฉบับน้ี เป็นช่วงทม่ี ีการเปล่ียนผ่านมาสู่ “รฐั บาลทักษิณ” ซึ่งพยายามแก้ปัญหาโดยนาเสนอการ “คิดใหมท่ าใหม่” ใช้แนวทาง
เสรีนิยมเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความยากจน เช่น โครงการหมู่บ้านละล้าน คาราวานแก้จน และแนวทางประชา
นิยมโดยแจกจ่ายรายได้ส่งตรงลงชุมชน ซึ่งก็ได้รบั การวิพากษ์วิจารณ์ว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจท่ีได้อย่างรวดเร็ว ทวา่ ส่งผล
ต่อความเหลื่อมล้าที่สงู ข้ึนเป็นประวัติการ (สานกั ขา่ วบีบีซี, 2560; อัมมาร สยามวาลา และสมชัย จติ สุชน, 2550)
วกิ ฤตการณ์เศรษฐกจิ “ประเทศไทยเป็นหน้ี IMF” ส่งผลให้รัฐบาลต้องมีมาตรการเรง่ ด่วนเพื่อบรรเทาและแกป้ ัญหา
วิกฤติการณ์น้ันให้หมดไปโดยเร็วที่สุด ในช่วงเวลาดังกล่าว “รัฐบาลทักษิณ” ใช้แนวทางเสรีนิยมและประชานิยม เพื่อกระตุ้น
เศรษฐกจิ ใหม้ ีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและประสบความสาเร็จในการชาระหนีข้ องประเทศครั้งนั้น ประกอบ
กับแนวทางประชานิยมที่ประกาศกล่มุ เป้าหมายชัดเจน มุ่งเน้นฐานเสียง และจากความสาเร็จในการคล่คี ลายวิกฤตการณ์ทาง
เศรษฐกิจ ทาให้ได้รบั ความนิยมสูงสุดช่วงหน่ึงในด้านเศรษฐกิจและการเมือง แม้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นนโยบายประชานิยม
แต่ประชาชนได้ประโยชน์จากบริการอย่างถ้วนหน้าด้านสุขภาพและสาธารณสุขอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” ซึ่งถือว่ามี
ความสาเร็จในการปฏิรูปสวัสดกิ าร หลังวิกฤตการณ์ในประเทศไทย (อัมมาร สยามวาลา และสมชัย จิตสุชน, 2550; ปกป้อง
จันวิทย์ และสมคิด พทุ ธศรี, 2561) จะเหน็ ไดไ้ ดว้ ่า รัฐบาลไทยในทุกยุคสมัยมีความพยายามท่ีจะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ
โดยมนี โยบายเป็นเครือ่ งมือสาคญั ในปฏิบตั ิการดังกล่าว
ในเวลาต่อมา ประเทศไทยภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) การ
ดาเนินการบริหารประเทศโดย “รัฐบาลอภิสิทธิ์” จัดให้มีโครงการไทยเข้มแข็ง ในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม โดยมี
147