The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ntknight478, 2022-01-20 00:55:07

หนังสือรวมบทความ Proceedings สถาปนาคณะ 68 ปี

proceedings 68 ปี

รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

KarenMatvienko-Sikara, K., Popea, J., Cremina, A., Carrb, H., Leitaoc, S., Olanderd, E.K., & Meaneyc, S. (2021).
Differences in levels of stress, social support, health behaviours, andstress-reduction strategies for
women pregnant before and during theCOVID-19 pandemic, and based on phases of pandemic
restrictions, in Ireland. Women and Birth, 34 (2021), 447–454.

Lindert, J., Bain, P. A., Kubzansky, L. D., & Stein, C. (2015). Well-being measurement and the WHO health policy
Health 2010: Systematic review of measurement scales. European journal of public health, 25(4),
731-740.

Matsushima, M., & Horiguchi, H. (2020). The COVID-19 Pandemic and Mental Well-Being of Pregnant Women in
Japan: Need for Economic and Social Policy Interventions. Disaster Medicine and Public Health
Preparedness. Retrieved from http://creativecommons.org/licenses/by/4.0/

Tran, B. X., Nguyen, H. T., Le, H. T., Latkin, C. A., Pham, H. Q., Vu, L. G., Le, X. T. T., Nguyen, T. T., Pham, Q. T.,
Ta, N. T. K., Nguyen, Q. T., Ho, C. S. H., & Ho, R. C. M. (2020). Impact of COVID-19 on Economic
Well-Being and Quality of Life of the Vietnamese During the National Social Distancing. Front. Psychol,
11, 565153.

World Health Organization. (2020). COVID-19 and Violence Against Women. Retrieved from
https://www.who.int/docs/default-source/searo/thailand/covid-19-and-vaw-summary-28-march-
thai.pdf

World Health Organization. (2021). Weekly epidemiological update on COVID-19 - 23 November 2021;
Retrieved from https://www.who.int/publications/m/item/weekly-epidemiological-update-on-covid-
19---23-november-2021

50

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

รูปแบบและมาตรฐานการจัดการศกึ ษาสงั คมสงเคราะห์ในยุคเทคโนโลยีดจิ ติ อล
Teaching Models and Social Work Educational Standards in the Digital Technology Era

ปรนิ ดา ตาสี1
Parinda Tasee2

Abstract
In this era of digital technology advancement and the impact of the coronavirus (Covid-19)
epidemic, today's social work education has adapted from traditional classroom learning to online
education with digital technology. both in the form of synchronous online teaching. and asynchronous
and online consulting Seminars between faculty using video conferencing software. In practice, educators
and agencies that provide training and teaching and learning in social work should set common standards,
such as standards for the use of technology for teaching and learning. Standards for providing training for
social workers to use technology Supervision standards for social work practice
Keywords: standard, social work education, digital era

บทคัดย่อ
ในยุคความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิตอลและการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัส
โคโรนา (Covid-19) เป็นส่ิงท่ีทำให้การศึกษาสังคมสงเคราะห์ในปัจจุบันได้ปรับตัวจากการเรียนรู้ในห้องเรียนแบบเดิมมาสู่
การเรียนรู้ออนไลน์ด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิตอลท้ังในรูปแบบของการสอนออนไลน์แบบซิงโครนัส (synchronous) หมายถึง
การโต้ตอบพร้อมกันแบบเรียลไทม์ และแบบอะซิงโครนัส (asynchronous) หมายถึง ไม่มีการโต้ตอบพร้อมกันในแบบ
เรียลไทม์ ดังน้ันเพ่ือให้การเรียนการสอนในระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพ นักการศกึ ษาและหน่วยงานท่ีฝึกอบรมและจัดการ
เรียนการสอนสังคมสงเคราะห์จำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานร่วมกัน ได้แก่ มาตรฐานการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียน
การสอน มาตรฐานเพอ่ื การจัดการฝึกอบรมใหน้ กั สงั คมสงเคราะหใ์ ชเ้ ทคโนโลยี มาตรฐานการนิเทศการฝกึ ปฏบิ ตั สิ งั คมสงเคราะห์
คำสำคญั : มาตรฐาน การศกึ ษาสงั คมสงเคราะห์ การเรียนรอู้ อนไลน์ เทคโนโลยีดจิ ิตอล

บทนำ
ในระยะ 10 ปีที่ผา่ นมาน้ี สามารถกล่าวได้ว่าประชากรสว่ นใหญ่ของโลกได้เข้าส่ยู ุคดจิ ติ อลอย่างสมบูรณ์ การเปลย่ี นแปลง
ท่ีเกิดข้ึนอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัลน้ีส่งผลทำให้เกิดการเปล่ียนแปลงอย่างมากต่อพฤติกรรมในการใช้ชีวิตรวมถึงการเรียนรู้
โลกแห่งการเรียนรู้ได้พัฒนาไปอย่างมากจากการท่ีมรี ะบบอนิ เตอร์เนต็ และการพัฒนาของเทคโนโลยดี ิจิทัล ซึง่ ระบบเครือข่าย
ความรู้ออนไลน์มีการขับเคลื่อนอย่างเห็นได้ชัด ระบบอินเตอร์เน็ตจะมีบทบาทมากข้ึนจะช่วยให้คนที่อยู่ในพ้ืนท่ีห่างไกล
ความเจริญสามารถเข้าถึงความรู้ได้ ในขณะท่ีการเรียนรู้ในพื้นท่ีที่ได้ปฏิบัติจริงซึ่งยังเป็นส่วนสำคัญท่ีช่วยพัฒนาเสริมทักษะ
ดา้ นต่างๆ ในหลากหลายมิติ ยิง่ ไปกว่าน้ันนับตั้งแต่สถานการณแ์ พร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (COVID-19) ได้ระบาดไปท่ัวโลก
รวมถึงในประเทศไทย ในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยประกาศล๊อคดาวน์ครั้งแรก นักการศึกษาบางคนบอกว่า
โควิด-19 เป็นตัวเร่ง (accelerator) หรอื เป็นเหตุระดับโลกที่มาขับเน้นหรอื เรง่ การเปล่ียนแปลงต่างๆ ให้เกิดข้ึน สงิ่ หน่ึงท่ีเห็น
ไดช้ ัดมาก คือ การเปลี่ยนส่งิ ต่างๆ ให้อยู่ในรูปดจิ ิทลั (digitalization) หรือเปล่ียนการศกึ ษาให้เปน็ แบบออนไลน์มากขึน้ น่เี ป็น

1 อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 Lecturer of Faculty of Social Administration, Thammasat University
* Corresponding author: [email protected]

51

รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

ผลพวงโดยตรงจากโควิด-19 ท่ีแม้จะเป็นวิกฤตด้านสุขภาพ แต่วิกฤตคร้ังนี้ก็เรียกร้องให้เราต้องหาวิธีการจัดการที่อยู่ภายใต้
ศกั ยภาพของระบบสุขภาพแต่ละประเทศ ทำให้เราเร่ิมพูดถึงมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม การปิดเมืองหรือกึ่งปิดเมือง
แน่นอนว่า เมื่อคนเรามีระยะห่างกันทางกายภาพ ก็จะเกิดความคาดหวังทันทีว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทมากข้ึน
ตั้งแต่การทำงานไปจนถึงการศึกษา ดังนั้น การเคล่ือนไหวในแวดวงการศึกษาท่ีเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนแบบ
ออนไลน์ หรือการศึกษาทางไกล ทั้งหมดเหมือนถูกต้องปรับใช้ทันที ซึ่งก่อนหน้านี้หลายนวัตกรรมเหล่าน้ีอาจจะอยู่ในช่วง
ทดลอง หรือเป็น “ทางเลือก” หน่ึงของผู้สอนในการออกแบบเพ่ือจัดการศึกษา แต่เมื่อเกิดโควิด-19 ทุกคนต้องเร่งนำ
นวตั กรรมเหลา่ น้เี ข้ามาใช้ทนั ทีเพื่อใหเ้ ป็น “ทางรอด” ของปญั หาทเี่ กิดขน้ึ (สฤณี อาชวานนั ทกลุ , 2564)

จากการเปล่ียนแปลงดังกล่าวได้ส่งผลต่อระบบการศึกษาในหลายศาสตร์เปน็ อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิง่ การเรียน
การสอนหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ที่มีความมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี ควบคู่กับการฝึกภาคปฏิบัติเพ่ือพัฒนาสู่
การเป็นนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ ซ่ึงช่วงก่อนสถานการณ์แพร่ระบาดของเช้ือไวรัสโคโรน่า การเรียนการสอนใช้รูปแบบ
การสอนในหอ้ งเรียน (Onsite) และฝึกภาคปฏิบัติจริงในหน่วยงานและชมุ ชนอย่างเตม็ รูปแบบ แต่เมื่อจำเปน็ ต้องปรับรูปแบบ
การจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับมาตรการความปลอดภัย การเปลยี่ นแปลงดังกลา่ วได้นำมาสคู่ วามปกติใหมท่ ี่เสมือน
เป็นการพลกิ โฉมหน้าการจัดการศึกษาสังคมสงเคราะห์ในประเทศ ใหห้ ันมาใช้การเรียนการสอนดว้ ยเทคโนโลยีดิจิดอล ควบคู่
ไปกับการเรียนการสอนในห้อง แต่อย่างไรก็ดีการจัดการเรียนการสอนสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทยยังไม่พบรูปแบบและ
แนวทางปฏิบัติท่ีเป็นมาตรฐานในการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีร่วมกัน บทความนี้ได้ทบทวนเอกสารท่ีเก่ียวข้องเพ่ือมุ่งท่ี
ประมวลรูปแบบการเรียนการสอนสังคมสงเคราะห์ทางไกลท่ีใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์จากอตีดมาเป็นการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี
ดิจิตอล และมาตรฐานของการจัดการเรียนการสอนด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อเป็นข้อมูลต่อองค์กรด้านการฝึกอบรม
และสถาบันการศึกษาสังคมสงเคราะห์ ในการสร้างแนวทางปฏิบัติร่วมกันท้ังการเรียนการสอน การฝึกอบรม และการฝึก
ภาคปฏิบัติในรปู แบบออนไลน์ อันจะนำประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียนในยคุ เทคโนโลยีดิจติ อลอยา่ งสูงสุด โดยในบทความน้ีได้
แบง่ ประเดน็ การจัดการเรียนการสอนสังคมสงเคราะห์โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอล ดังนี้

การเรยี นการสอนสังคมสงเคราะห์ทางไกลทีใ่ ชส้ ่ืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ในต่างประเทศและประเทศไทย
ในหลกั สูตรสงั คมสงเคราะหอ์ อนไลน์หลายสถาบันในตา่ งประเทศ เช่น ในอเมรกิ านักศกึ ษาสังคมสงเคราะห์สามารถ
เขา้ ถงึ การเรยี นด้วยหลักสูตรออนไลนท์ ั้งท่ไี มเ่ คยเขา้ มาในห้องเรยี นหรือมาเรียนในสถานที่ตงั้ ของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น รวมถึง
ในการฝึกภาคปฏบิ ัตอิ าจารย์นิเทศงานอาจสือ่ สารกบั นักศกึ ษาโดยใช้การประชมุ ทางไกลด้วยระบบออนไลน์ นักศึกษาสามารถ
โพสต์ความคิดเห็นต่อประในห้องสนทนาออนไลน์และสนทนากับเพ่ือนนักศึกษา และอาจารย์ที่พวกเขาไม่เคยพบด้วยตนเอง
โดยปรากฏการณ์เหล่าน้ีเกิดข้ึนจากการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ได้รับผลจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีท่ี
สถาบนั การศึกษาและผเู้ กีย่ วขอ้ งตอ้ งปรับตัวอย่างหลีกเล่ียงไมไ่ ด้ (Baker, Warburton, Hodgkin & Pascal, 2014; Cooner,
2014)
สำหรับการเรียการสอนสังคมสงเคราะห์ทางไกลในประเทศไทยยังไม่พบเอกสารหรือบทความที่สะท้อนถึงการใช้
เทคโนโลยีในการศกึ ษาสังคมสงเคราะหแ์ ละสวัสดิการสังคมอยา่ งชดั เจนนัก แต่จาการทบทวนปรากฏการณ์เกย่ี วข้องนบั ต้ังแต่
กอ่ ต้ังโรงเรียนสังคมสงเคราะห์ สมาคมวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ จากอดตี จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีการใช้เทคโนโลยีเพ่ือการเรียนรู้
ในรปู แบบบทเรียนหรอื หลกั สตู รท่ีเก่ียวข้อง ยกตัวอยา่ ง ไดแ้ ก่
1) บทเรียนสังคมสงเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ ของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จดั การ
เรียนการสอนสังคมสงเคราะห์ โดยมีบทเรียนออนไลน์ในบางรายวิชาอยู่บนฐานข้อมูลของ TUOCW หรือ Thammasat
University Open Course Ware เช่น วิชา SW223 หลักและวิธีการสังคมสงเคราะห์ 1: ePub SW224 การวิจัยทาง
สังคมสงเคราะห์ 1: e-Learning SW312 การวจิ ยั ทางสงั คมสงเคราะห์ 2: e-Learning เป็นตน้ (ท่ีมา https://ocw.tu.ac.th/)

52

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

2) หลักสตู รหลักสตู รคุ้มครองเด็กออนไลน์ เกิดข้ึนในปี พ.ศ. 2560 ทางเว็บไซต์ www.thaichildprotection.com
จัดเป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน จัดขึ้นโดยสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ
และสหวชิ าชีพ อาทิ นกั สังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ เพื่อให้ทุกคนเขา้ ถงึ ความร้ใู นการคุ้มครองเด็กได้อยา่ งสะดวก
ง่าย ทว่ั ถึง ครอบคลุมลักษณะของเหตุการณ์ท่ีเป็นปัจจบุ ัน ซ่ึงจะมีความเก่ยี วข้องกับหลายภาคส่วนทัง้ การศกึ ษา สาธารณสุข
แม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมก็ให้ความสนใจ ท่ีผ่านมาได้ทดลองใช้หลักสูตรนี้ร่วมกับชุมชนซ่ึงผลก็เป็นไปตามเจตนารมณ์
ท่ีตั้งใจไว้คือการเข้าถึงทุกพื้นที่ให้มีความรู้ในการช่วยหลือ คุ้มครองเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรง โดยหลักสูตรประกอบด้วย
11 หวั ข้อหลกั ได้แก่ ระดับพ้นื ฐาน (สำหรับประชาชนท่วั ไป) ระดับกลาง (สำหรบั ผู้ปฏิบตั ิงานด้านการดแู ลเด็ก) และระดับสูง
(สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็ก) ผู้ที่ผ่านการประเมินจะได้รับใบประกาศรับรอง ซ่ึงผู้ประกอบวิชาชีพสังคม
สงเคราะห์สามารถนำใบประกาศรับรองการผ่านหลักสูตรน้ี เสนอต่อสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เพ่ือนับหน่วยคะแนนใน
การต่ออายุใบอนญุ าตวชิ าชีพสังคมสงเคราะหไ์ ด้ (ทีม่ า www.thaichildprotection.com)

รูปแบบการปฏบิ ตั ิสำหรบั การจัดการศึกษาสงั คมสงเคราะหโ์ ดยการใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ติ อล
การศึกษาสังคมสงเคราะห์ในมหาวิทยาลัยปัจจุบันมีและแนวทางท่ีหลากหลายเปล่ียนไป ทั้งการเปลี่ยนแปลงใน
ปริมาณ และความสามารถในการค้นหาเพื่อเข้าถึงทรัพยากรดิจิทัล การขยายตัวของ E-Learning อย่างต่อเน่ือง สำหรับ
การศึกษาสังคมสงเคราะห์ หลังจากการทบทวนวรรณกรรมงานสังคมสงเคราะห์ Madoc-Jones and Parrott (2005) ได้
ข้อสรุปว่า e-learning มีประสิทธิภาพน้อยกว่าการเรียนรู้แบบตัวต่อตัว หรือแบบเผชิญหน้าในห้องเรียน แต่ในขณะเดียวกัน
ก็มีประสิทธิภาพเฉพาะด้าน เช่น การเรียนการสอนเพื่อการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ การสอนแบบสืบสวนค้นหาข้อเท็จจริง
และการให้กำลงั ใจต่อกนั อย่างไรก็ตาม ผูจ้ ัดการเรียนการสอนจำเปน็ ต้องมีกลยุทธ์ให้ผู้เรยี นเกดิ แนวคิดเชิงวิพากษ์เพือ่ ให้เกิด
การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนผ่านระบบออนไลน์เพ่ือการเรียนรู้ทางไกล โดย
การศึกษาสังคมสงเคราะห์ได้ใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งท่ีเอ้ืออำนวยต่อการเรียนรู้เพ่ือพัฒนานักศึกษาและบุคลากรด้านสังคม
สงเคราะห์ รวมถงึ การฝึกภาคปฏบิ ัตดิ ้วยรูปแบบต่างๆ ได้แก่
แหลง่ ทรัพยากรสำหรับการเรยี นรู้ (Learning resource)
ปริมาณและทรัพยากรการด้านความรู้ท่ีอยู่ในรูปแบบข้องมูลรู้ดิจิทัลสำหรบั นักศึกษามหาวิทยาลัยมีปริมาณเพ่ิมขึ้น
เกือบเทา่ ทวีคูณในชว่ งไมก่ ่ีปีที่ผ่านมา หากนักศึกษาหรอื นักสงคมสงเคราะห์ต้องการเขียนงาน บทความ โครงการ การทำวจิ ัย
วิทยานิพนธ์ หรอื พัฒนาองค์ความรู้ของตนเองด้านใดด้านหน่ึง ปัจจุบันสามารถเข้าถึงข้อมูลจากการค้นหาฐานข้อมูลการวิจัย
บทความ E-book ในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซ่ึงการการเข้าถึง e-books ได้นั้น จะต้องมีอุปกรณ์การอ่านอิเล็กทรอนิกส์
ทส่ี ามารถพกพาสะดวกและมีความสามารถในการจัดเก็บ และง่ายการอ่าน เปรียบเสมือนการพกพาหนังสือหลายร้อยเล่มใน
พน้ื ทข่ี นาดเล็กที่สามารถพกพาไดอ้ ย่างสะดวก
การเปลี่ยนแปลงสู่โลกในยคุ ดิจิตอล ดังกล่าวทำใหก้ ารใชว้ ารสารออนไลน์ได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลาย
ในการเรียนการสอนสังคมสงเคราะห์เกือบทุกสถาบัน ตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร จัดตั้ง Social Care Institute for
Excellence (SCIE) นอกเหนือจากการผลิตหลักสูตร E-Learning ในด้านสุขภาพและสวัสดิการสังคมแล้ว SCIE ยังสามารถ
เผยแพร่สือ่ สิง่ พิมพ์ท้งั หมดทางออนไลน์ให้ผใู้ ช้ทกุ คนเข้าถงึ ฟรี ดังนัน้ SCIE จึงเป็นสถาบันหลกั ที่ผลิตทรัพยากรด้านฐานข้อมูล
อิเล็กทรอนิกส์รวมถึงเป็นแนวทางให้กับประเทศอ่ืนๆ อย่างไรก็ดี การจัดต้ังศูนย์ SCIE ควรรวมศูนย์วิชาสังคมสงเคราะห์และ
นโยบายสังคม ส่วนในประเทศไทยแหล่งทรัพยากรในการเรียนรู้ยังไม่พบว่ามีหน่วยงานใดท่ีมีหน้าที่เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูล
เชิงวิชาการทางสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมในรูปแบบ E-Learning โดยเฉพาะ ซึ่งอาจมีกระจายอยู่ในแต่รายวิชา
หลกั สูตร หรือในแต่ละมหาวิทยาลัย ท้ังนี้ ในปัจจบุ ันการเขา้ ถงึ ทรัพยากรในการเรียนรูเ้ พื่อทำงานเชงิ วชิ าการสามารถค้นหาได้
จากเวปไซต์เผยแพร่ความรู้ของแต่ละหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง วารสารอิเล็กทรอนิกส์ จาก https://www.tci-thaijo.org/ หรือ
E-book ท่ีมแี ตย่ งั มีคอ่ นข้างอยา่ งจำกดั

53

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

หอ้ งเรียนเสมอื นจรงิ (Virtual Classroom)
ห้องเรยี นเสมอื นจรงิ (Virtual Classroom) หอ้ งเรยี นเสมือนจริง เป็นนวัตกรรมทางการศกึ ษาท่เี ปน็ การจดั การเรียน
การสอนผ่านระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ หรอื ระบบออนไลน์ที่เชอื่ มโยงคอมพิวเตอร์ของผู้เรียนเข้ากับเคร่ืองคอมพิวเตอร์ของ
ผู้ให้บริการเครือข่าย (file server) และเคร่ืองคอมพิวเตอร์ผู้ให้บริการเว็บ (web server) ซึ่งอาจเป็นการเชื่อมโยงระยะใกล้
หรือระยะไกลผ่านทางระบบ อินเทอร์เน็ตที่ผู้สอนออกแบบระบบการเรียนการสอนให้มีกิจกรรมและส่ือต่างๆ ผ่านเว็บไซต์
และให้ผู้เรยี นเข้าสเู่ วบ็ ไซตเ์ พอ่ื เรยี นร้แู ละสรา้ งปฏิสมั พันธ์ตามสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน ซงึ่ เรียกวา่ การเรยี นรู้เสมือนจริง (virtual
learning) ภายในสถานที่ ที่เรียกวา่ หอ้ งเรยี นเสมือนจรงิ (virtual classroom) ท่ผี ู้สอนไดอ้ อกแบบและจำลองสภาพแวดลอ้ ม
ภายในระบบหรือเว็บไซต์ให้มีลักษณ ะคล้ายกับสถานการณ์ ที่เกิดข้ึนจริงใน การเรียนการสอนในช้ันเรียนโดยอาศัยส่ือ
อิเล็กทรอนิกส์ การส่ือสารโทรคมนาคมและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเพ่ือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
(anywhere anytime) โดยไม่ต้องไปนงั่ รว่ มเรยี นในห้องเรยี นในสถานท่ีเรียนจรงิ ห้องเรียนเสมอื นจริงจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลอื ก
ในการจดั การเรยี นการสอนในโลกยุคดิจติ อล (สิวาภรณ์ เจรญิ วงค์ และคณะ, 2561)
จากบทความของ Lanzieri, McAlpin, Shilane et al. (2021) เก่ียวกับการใช้การจำลองเสมือนจริงในการศึกษา
สังคมสงเคราะห์ ได้กล่าวว่า การใช้การจำลองเสมือนจริงในการศึกษางานสังคมสงเคราะห์เพิ่มข้ึนอย่างต่อเน่ืองและถือ
สัญญาณที่จะนำไปสู่การพัฒนาการสอนที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใกล้งานปฏิบัติโดยตรง (Direct practice) มากขึ้น (Huttar &
BrintzenhofeSzoc, 2020; Trahan et al., 2019) หน่วยงานรับรองงานสังคมสงเคราะห์ (NASW, ASWB, CSWE, CSWA,
2017) ไดด้ ูแลมาตรฐานของการใชเ้ ทคโนโลยเี สมือนจรงิ ในการจัดการเรียนการสอน โดยการเรียนรู้ดว้ ยการจำลองสถานการณ์
ในงานสังคมสงเคราะห์ถูกขยายในวงกว้างยิ่งขึ้น แต่การเรียนรู้เช่นน้ีเหมาะสมสำหรับผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่หรือคนท่ีทำงาน
เน่ืองจากให้โอกาสในการเรียนรู้ท่ีเน้นการวิเคราะห์ปัญหา การนำตนเองในการเรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้กับงานตาม
หน่วยงานจริงได้ (Huttar & BrintzenhofeSzoc, 2020; Washburn et al., 2559) การจำลองเสมอื นจรงิ น้นั มคี วามยืดหยุ่น
ช่วยให้เกิดความหลากหลายจากตั้งค่าสถานการณ์ต่างๆ ที่พบในกลุ่มผู้ใช้ท่ีหลากหลาย โดยผู้สอนจะจัดวางสถานการณ์หรือ
แบบจำลองภาคสนามจากของจริง (Wilson et al., 2013) นอกจากน้ียังสามารถใหข้ ้อเสนอแนะและความรู้แก่ผู้เรียน "ทนั ที"
จากการมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนด้วยการใช้ประสบการณ์งานสังคมสงเคราะห์ของแต่ละบุคลลท่ีหลากหลายในการร่วมกับ
วิเคราะห์ (Huttar & BrintzenhofeSzoc, 2020) เป็นท่ียอมรับว่าการออกแบบเสมือนจริงมีข้อจำกัดบางอย่างโดยเฉพาะ
อย่างย่ิง เช่น ระบบจำลองสถานการณ์ที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ 3 มิติ อาจขาดเน้ือหาเพ่ือนำไปสู่การโต้ตอบหรือฟังก์ชั่น
การทำงานท่ีปรับแต่งได้และสมจริง เช่น Virtual Reality (Doel & Cooner, 2002; Levine & Adams, 2013; Reinsmith-
Jones et al., 2015; Tandy et al., 2016; Wilson et al., 2013) ในงานการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจำลองเสมือนจริงมี
ประโยชน์ในการเตรียมนักศึกษางานสังคมสงเคราะห์ ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สำหรับการปฏิบัติงานด้าน
สงั คมสงเคราะห์โดยตรง เช่น การสัมภาษณ์ผู้ใช้บริการ การซักประวตั ิ การฝกึ ทักษะการจัดการกรณีศึกษา การวิเคราะห์เพ่ือ
ระบถุ งึ การถกู เลอื กปฏบิ ตั แิ ละการถกู กดข่ี (Huttar & BrintzenhofeSzoc, 2020)
การจำลองเสมือนสามารถช่วยให้ผู้เรียนสังคมสงเคราะห์มีความเข้าใจท่ีชัดเจนย่ิงข้ึนเก่ียวกับความเช่ือมโยงของ
หลักสูตรงานสังคมสงเคราะห์และเชื่อมโยงแนวคิดเชิงนามธรรมกับการปฏิบัติจริงผ่านประสบการณ์จำลองด้วย ประกอบกับ
ความสามารถของระบบท่ีจะให้ผู้สอนประเมินทักษะท่ีละเอียดอ่อนของผู้เรียน (Doel & Cooner, 2002; Huttar &
BrintzenhofeSzoc, 2020) อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้มาจากการศึกษาเพียง 7 เร่ืองซึ่งรวมอยู่ในการทบทวนวรรณกรรม
อย่างเป็นระบบซึ่งดำเนินการโดย Huttar และ BrintzenhofeSzoc (2020) นอกจากน้ี มีเพียง 4 ใน 7 การศึกษาที่ได้ผลว่า
การเรียนรู้แบบเสมือนจริงสามารถประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ท้ังนี้ Huttar และ BrintzenofeSzoc
(2020) สังเกตว่าไม่มีการศึกษาใดท่ีกล่าวถึงวิธีการใช้การจำลองเสมือนจริงใน "การปฏิบัติงานทางสังคมสงเคราะห์ในระดับ
มหาภาค” เช่น การสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโยบายหรือการมีส่วนร่วมของชุมชน" ดั้งน้ัน ควรมีการวิจัยเพ่ิมเติม
เพื่อตรวจสอบวา่ การจำลองเสมอื นจรงิ เช่นน้ีจะชว่ ยพัฒนาความรู้ ทักษะ และทัศนคติได้อย่างไร

54

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ภาพที่ 1 Virtual Social Work Trainer: VHS Spring 2019 Walkthrough. สืบค้นจากhttps://www.youtube.com/
watch?v=jiTiPO6BkbU.

การจัดการฝึกภาคปฏิบัติของนกั ศกึ ษาสังคมสงเคราะหแ์ บบอนไลน์
(Online field practicum)

จากบทความเรื่องการเปล่ียนผ่านการนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ ยุค COVID-19: ภาคีหุ้นส่วนการฝึกภาคปฏิบัติ
เสมือนจริง (Virtual Partnership Project) โดย กิติพัฒน์ นนท์ปัทมะดุลย์ (2562) ได้กล่าวถึง การพัฒนารูปแบบการฝึก
ภาคปฏิบัติว่า ในสถานการณ์การแพรร่ ะบาด COVID- 19 จึงเป็นการช้ำเติมความท้าทายให้กับการจัดการฝึกภาคปฏิบัติของ
นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ท้ังในและต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศแคนาดา หน่วยงานต่างพากันระงับ
การฝึกภาคปฏบิ ัติของนักศึกษา หลักสตู รสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ต้องเปลีย่ นผ่านการฝึกภาคปฏิบตั ิไปเป็นการเขา้ ฝึกงานและ
การเรียนรู้แบบเสมือนจริง (Online virtual field placements and learning) (Reimers, & Schleicher, 2020 cited in
Drolet et al., 2021) ก่อนท่ีจะมีการแพร่ระบาดของไวรัสไปท่ัวโลก นักวิชาการและนักการศึกษา รวมทั้งภาคีหุ้นส่วนใน
แคนาดา ได้รวมตวั กนั เปน็ นวัตกรรมที่เรียกวา่ "ชุมชนแห่งปฏบิ ัตกิ าร" (community of practice) และรว่ มกันริเริ่มงานวิจัยที่
มุ่งจัดการกับปัญหาความท้าทายในการฝึกภาคปฏิบัติ (Ayala et al., 2017; Garthwait, 2015 cited in Drolet et al.,
2021) ซ่ึงมีภาคีความร่วมมือในแคนาดา ท่ีก่อต้ังข้ึนเม่ือ 2019 เรียกว่า "ภาคีหุ้นส่วนการเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์การศึกษา
ภาคสนาม" (Transforming the Field Education Landscape [ITFEL] ในการฝึกภาคสนามได้มีการปฏิบตั ิในรูปแบบต่างๆ
ไดแ้ ก่

การเล่าเรอื่ งราวระดบั สำคัญผ่านดจิ ิตอล
การเล่าเร่ืองราวระดบั สำคัญผ่านดจิ ติ อล (Digital storytelling premiere) เปน็ การแสดงเร่อื งราวในรปู แบบดิจิตอล
ท่สี ร้างข้ึนโดยนักศึกษาที่เข้าร่วมชุดการประชุมเชิงปฏิบัติการรวม 3 คาบ โดยเปดิ โอกาสให้นักศึกษาได้สะท้อนประสบการณ์
โดยผ่านการใช้ส่ือดิจิตอล เพ่ือบอกเร่ืองราวของตนและสร้างคุณค่าความหมายให้กับการเดินทางในเส้นทางของนักสังคม
สงเคราะห์วิชาชีพของเขาและเธอ การสร้างสรรค์เร่ืองราวดิจิตอลเป็นการส่งเสริมความเช่ือม่ันในตนเอง พร้อมๆ กับเป็น
การสรา้ งผลผลิตที่มีพลงั นำไปส่กู ารแบ่งปนั กับคนอื่นๆ ไดเ้ ปน็ อย่างดี (Drolet et al., 2021)

55

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

ภาพท่ี 2 Digital storytelling. สบื คน้ จาก https://www.youtube.com/watch?v=8nerhD-nyfg&t=174s.
การนำเสนอภาพถ่ายภาคสนาม (Field image showcase) ในการแสดงนิทรรศการการฝึกภาคปฏิบัติแบบ

เสมือนจริง (Virtual Practicum Exhibition)
การนำเสนอภาพถ่ายภาคสนาม (Field image showcase) เป็นการนำเสนอประเด็นสำคญั ผ่านการใช้ภาพถา่ ยและ

เร่ืองเล่า (narratives) ท่ีนักศึกษาส่งเข้ามาเพ่ือแบ่งปันการเรียนรู้ท่ีตกผลึกจากการฝึกภาคปฏิบัติ การสัมมนาฝึกภาคสนาม
และการเรียนรู้ในรายวิชา การจัดแสดงภาพถ่ายภาคสนามเป็นการเช้อื เชญิ ให้นกั ศึกษาได้แบ่งปันประสบการณ์การเดินทางใน
ถนนหนทางของนักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ในขณะท่ีต้องจัดการกับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในปัจจุบัน เช่ือมโยงกับ
ประสบการณ์ในการฝึกกอ่ นหนา้ น้ี นกั ศึกษานำเสนอความคิดและประสบการณด์ ว้ ยการเรยี นรู้ผ่านออนไลนใ์ นชว่ ง COVID-19
ในการแสดงนิทรรศการการฝึกภาคปฏิบตั ิแบบเสมือนจรงิ (Virtual Practicum Exhibition) (Drolet et al., 2021)

ภาพที่ 3 Virtual Practicum Exhibition. สืบค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=dAPYWhdtUBA.

56

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

มาตรฐานเทคโนโลยีสำหรบั การจัดการศกึ ษาสงั คมสงเคราะห์
ความเปน็ มาของมาตรฐานเทคโนโลยีสำหรบั การจดั การศึกษาสงั คมสงเคราะห์ เกิดข้นี จากการทำงานร่วมกันระหว่าง
องค์กรงานสังคมสงเคราะห์ที่สำคัญในสหรัฐอเมริกา สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ (NASW) สภาการศึกษา
สังค ม สงเค ราะห์ (CSWE) Association of Social Work Boards (ASWB) และ Clinical Social Work Association
(CSWA) ไดน้ ำไปสู่มาตรฐานการปฏบิ ัตใิ หม่ของนักการศกึ ษาสงั คมสงเคราะห์บนพ้ืนฐานของการใชเ้ ทคโนโลยี (NASW, CSWE,
ASWB, & CSWA, 2017) มาตรฐานน้ีครอบคลุมประเด็นท่ีเก่ียวข้องกับการใช้เทคโนโลยีของนักสังคมสงเคราะหเ์ พื่อให้ข้อมูล
แก่สาธารณะ การออกแบบและการให้บริการ การรวบรวม จัดการ และจัดเก็บข้อมูล และให้ความรู้แก่นักสังคมสงเคราะห์
เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มาตรฐานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษางานสังคมสงเคราะห์น้ีผ่านการระดมความเห็น การอภิปราย
รว่ มกันกับภาคส่วนต่างๆ ถึงประเด็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีท่ีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของงานสังคมสงเคราะห์ โดย
มาตรฐานนแี้ สดงถงึ ความพยายามต่อการให้คำแนะนำแก่ผปู้ ฏบิ ัตงิ านและนกั การศึกษาดา้ นสังคมสงเคราะห์ในยุคปัจจบุ นั
กระบวนการทำมาตรฐานน้ัน คณะทำงานด้านมาตรฐานเทคโนโลยีประกอบด้วยตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชียว
ชาญจาก NASW, CSWE, ASWB และ CSWA เข้ามาเป็นคณะทำงาน ดำเนินการระหว่างปี ค.ศ.2015-2017 คณะทำงานได้
ตรวจสอบเอกสารท่ีเก่ียวกับการใช้เทคโนโลยีในการให้บรกิ ารบุคคลและการศึกษาเพ่ือพัฒนาวิชาชีพ นอกจากนี้ สมาชิกของ
หน่วยเฉพาะกจิ ไดท้ บทวนกฎเกณฑ์ท่เี ก่ียวข้องและข้อบังคับการออกใบอนุญาตต่างๆ ทั้งนี้คณะทำงานได้จดั ทำและหารือร่าง
มาตรฐานหลายฉบบั ในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 2016 คณะทำงานได้เผยแพร่รา่ งมาตรฐานและรบั การระดมความคิดเหน็ สาธารณะ
จากการดำเนินการคณะทำงานได้รับความคิดเห็นอย่างมากมาย รวมท้ังความคิดเห็นท่ีส่งไปยังเว็บไซต์ NASW ท่ีสร้างข้ึน
เพือ่ ส่งคำวจิ ารณ์โดยสมาชิก NASW และความคิดเห็นทสี่ ง่ โดยอสิ ระจากผทู้ เ่ี กีย่ วขอ้ งกบั งานสงั คมสงเคราะห์ในกลมุ่ ต่างๆ
หลงั จากการรับฟังความเห็น คณะทำงานได้ตรวจสอบและหารือตามข้อเสนอแนะจากขอ้ คิดเห็นแล้วปรบั มาเป็นร่าง
มาตรฐานฉบับสุดท้าย เพื่อแก้ไขมาตรฐาน นอกจากนี้ คณะทำงานยังได้จัดตั้งกลุ่มท่ีปรึกษา ซึ่งประกอบดว้ ย ผ้เู ชยี่ วชาญด้าน
งานสังคมสงเคราะห์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ได้ทบทวนและหารือเกี่ยวกับคำแนะนำเหล่านี้ จนกระท้ังได้รับ
การอนุมัติเป็น “มาตรฐานเทคโนโลยีสำหรับการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ (Technology standards in social work
practice)” มาตรฐานนม้ี ีส่วนท่ีเกี่ยวขอ้ งกับการศกึ ษามุง่ เน้นไปท่ีประเด็นหลกั ที่เกยี่ วขอ้ งกับความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
เพ่ือวัตถุประสงค์ทางการศึกษา (ระดับปริญญาตรี บัณฑิต และการศึกษาต่อเนื่อง) มาตรฐานทางวิชาการและความซื่อสัตย์
การฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้บริการผู้ใช้บริการ และการนิเทศงานสังคมสงเคราะห์ (การนิเทศ
ตามการปฏบิ ตั ิและการศึกษาภาคสนาม) โดยมาตรฐานดงั กลา่ วมีประเด็นทเี่ ก่ียวขอ้ งดงั ตอ่ ไปน้ี
มาตรฐานการใชเ้ ทคโนโลยเี พื่อการจดั การเรยี นการสอน
มาตรฐานการใช้เทคโนโลยเี พ่อื การจดั การเรียนการสอน มแี นวทางปฏิบัติสำคัญท่เี ก่ยี วข้อง ดังนี้
ผ้สู อนควรเรียนรูใ้ หเ้ ทา่ ทนั ตอ่ เทคโนโลยีการสอน และใชเ้ วลาในการเรียนรเู้ กยี่ วกับการสอนท่ีใช้เทคโนโลยี ซ่งึ รวมถึง
การให้คำปรึกษาเพ่ือนร่วมงานที่มีความรู้ (Siebert, Siebert & Spaulding-Givens, 2006) ซึ่งรวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อ
สอนทฤษฎี และการวิจัยเก่ียวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และข้อดีและข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงผู้สอนควรทำ
ความคุ้นเคยกับกลยุทธ์การสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อดึงดูดผู้เรียนในการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การเรียนรู้จากเพ่ือน
ผู้เรียนด้วยกัน กิจกรรมตามคำถามร่วมกัน การเรียนรู้ร่วมกัน กลุ่มการสนทนาออนไลน์ การเรียนร้ดู ้วยตนเอง การเรียนผ่าน
กรณีศกึ ษา และงานกลุ่มย่อย ซึง่ เปน็ ไปมาตรฐาน 4.01 (NASW, CSWE, ASWB & CSWA, 2017)
นักสงั คมสงเคราะหท์ ่ีใช้เทคโนโลยใี นการออกแบบ จดั การศึกษาและการฝึกอบรมตอ้ งพัฒนาความสามารถในการใช้
เทคโนโลยอี ย่างมีจริยธรรมผา่ นการศึกษาและการฝึกอบรมทเี่ หมาะสม รวมไปถงึ ผ้สู อนต้องตรวจสอบขอบเขตของวชิ า เน้ือหา
ในการศึกษาท่ีจะใช้เทคโนโลยีช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะทางวิชาชีพหลัก ซ่ึงเป็นไปมาตรฐาน 4.03 (NASW, CSWE, ASWB &
CSWA, 2017)

57

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

การจัดการเรยี นการสอนหรือฝึกอบรมนกั ศกึ ษาหรือนักสังคมสงเคราะหเ์ ก่ียวกบั การใช้เทคโนโลยีเพื่อการปฏิบตั ิงาน
ผู้จัดการศึกษาต้องให้ความรู้เก่ียวกับจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี รวมท้ังประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึง
นโยบายและขอ้ คำนงึ ทางจริยธรรมท่เี กีย่ วข้อง ซึ่งเป็นไปมาตรฐาน 4.02 และ 4.04 (NASW, CSWE, ASWB & CSWA, 2017)

เม่ือต้องประเมินผลการเรียนรู้จากการสอนสังคมสงเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี ผู้สอนจะต้องให้คำแนะนำที่ชัดเจน
เก่ียวกับความคาดหวังของด้านอาชีพ วิธีให้คะแนนแบบทดสอบออนไลน์ รูปแบบการการอภิปราย หรือการมอบหมายงาน
อืน่ ๆ ซง่ึ เปน็ ไปมาตรฐาน 4.05 (NASW, CSWE, ASWB & CSWA, 2017)

สำหรับนักการศึกษาด้านสังคมสงเคราะห์ที่มีหลักสูตรที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์เป็น องค์ประกอบ
จำนวนมากหรือสถานท่สี อนอยู่ห่างไกลกนั งานวิจยั ในปจั จุบนั ได้เสนอแนวทางปฏิบตั ิสำหรบั การสอนทค่ี วรนำมารวมไว้เพื่อให้
สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ดังต่อไปนี้

1. การรกั ษาความสม่ำเสมอและการมีสว่ นรว่ มในหลกั สูตรออนไลน์ การวิจัยหลายงานชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้
ออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเกิดข้ึนเมื่อผู้สอนอยู่ในระบบออนไลน์ตลอดระยะเวลาของหลักสูตร (Bentley, Secret, &
Cummings, 2015; Dixson, 2010) โดยการมีสว่ นร่วมในการแสดงความคิดเห็น คำติชม และการโพสต์ข้อมลู เป็นประจำโดย
คณาจารย์ หรือบางครั้งจะส่งข้อความถึงผู้เรยี นว่าการเรียนรู้ของพวกเขามีความสำคัญและเปน็ การแสดงถึงความใสใ่ จในการ
เรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งน้ีผู้เรียนอาจรู้สกึ ไม่พึงพอใจเมอ่ื รู้สึกว่าผู้สอนไม่ไดม้ ีส่วนร่วมในหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ แน่นอนว่าความ
คาดหวังน้ีอาจสร้างภาระหนักและใช้เวลานานในการดำเนินการให้กับคณาจารย์ เพราะอาจารย์ผู้สอนอาจติดปัญหาส่วนตัว
หรือเร่ืองครอบครัว ดังน้ัน ควรทำการแจ้งเตือนผเู้ รียนล่วงหน้า จัดการผู้เรียนได้รับรใู้ นหลากหลายชอ่ งทางการสื่อสาร รวมถึง
การโพสต์ความคดิ เห็นและประกาศบนกระดานสนทนาออนไลน์และบลอ็ กของคณาจารย์ เปน็ ตน้

2. การสร้างชุมชนออนไลน์เพ่ือการสนับสนุนการเรียนรู้ เช่นเดียวกับการสอนแบบตัวต่อตัวในห้องเรียนแบบดั้งเดิม
ในการสอนออนไลน์ สิ่งสำคัญคือต้องอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อท่ีสนับสนุนการเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ส่ิงน้ีจะเพิ่ม
โอกาสสำหรับการเรียนรู้และการปรึกษาหารือแบบ peer-informed และลดโอกาสที่ทำให้ผู้เรียนจะรู้สึกโดดเด่ียว หรือถูก
ทอดทิ้ง กลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ได้จริงคือ การออกแบบงานมอบหมายให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและสื่อสารกันผ่านความคิดเห็นและบท
สนทนาออนไลน์ การจดั ผูเ้ รียนเป็นกลุม่ เล็กๆ สำหรบั กจิ กรรมย่อย

3. การระบุความคาดหวังของผู้เรียนตลอดการเรียนรู้ ผู้สอนควรระบุรายละเอียดเกี่ยวกับความคาดหวังของผู้เรียน
เรียนเมื่อต้องมีกิจกรรมและงานท่ีมอบหมายในการสอนออนไลน์ ประกอบด้วย งานท่ีผู้เรียนต้องทำ กำหนดเวลาสำหรับ
การมอบหมายงาน และการโพสต์ความคิดเห็น และระยะเวลาทีผู้เรียนคาดว่าจะต้องเข้าร่วมประจำทุกสัปดาห์ นอกจากนี้
ผู้สอนควรร่วมกันแบ่งปันกับผู้เรียนถึงส่ิงที่พวกเขาคาดหวังจากคณาจารย์ หัวข้อสำคัญ ได้แก่ ความถี่และกำหนดการแสดง
ความคิดเห็นของผู้สอน ตารางกิจกรรม จำนวนช่ัวโมงในการทำงาน ความพร้อมใช้งานทางอีเมลหรือโทรศัพท์ และประเมิน
บนเว็บไซต์

4. การใช้เทคนคิ และประสบการณ์การที่หลากหลายในการสอน เช่นเดยี วกับในหลักสตู รทส่ี อนแบบตัวตอ่ ตัว ผู้เรยี น
ท่ีเข้าร่วมในการศึกษาสังคมสงเคราะห์ ในรูปแบบออนไลน์มักจะช่ืนชมวิธีการสอนและโอกาสในการเรียนรู้ท่ี หลากหลาย
ผสมผสานกัน ซ่ึงอาจรวมถึงการมอบหมายงานเดี่ยว งานคู่ งานกลุ่มย่อย การอ่านเอกสารออนไลน์ การนำเสนอคลิป
Webcasts และการบันทกึ เสยี ง เปน็ ตน้

5. การใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบซิงโครนัส (synchronous) และแบบอะซิงโครนัส(asynchronous): ซอฟต์แวร์
ที่มีอยู่ในปัจจุบันและระบบการจัดการหลักสูตรช่วยให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถพบปะกันได้แบบเรียลไทม์ ผู้เรียนหลายคน
พบว่าการนำเสนอและการอภิปรายแบบสดๆ ในช่วงเวลานนั้ เรียกวา่ การสอนแบบซิงโครนสั นอกจากการสอนและการเรียนรู้
แบบซิงโครนัสแล้ว ผู้สอนควรจัดสรรเวลาสำหรับกิจกรรมแบบอะซิงโครนัส โดยท่ีผู้เรียนจะอ่าน ไตร่ตรอง และโพสต์
ความคิดเห็นตามการของตนเองจากบทเรยี นร้ทู ี่ผู้สอนมอบหมาย

58

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

6. การขอให้มีความคิดเห็นจากผู้เรียนเรียนตลอดการเรียนรู้ในหลักสูตร: นักสังคมสงเคราะห์ทราบมานานแล้วถึง
ความสำคัญของได้รับข้อมูลสะท้อนกลับจากผู้ใช้บริการเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขากับบริการที่พวกเขาได้รับ
การติดตามตรวจสอบเป็นระยะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ แนวคิดเดียวกันน้ีใช้กับ
หลักสูตรท่ีสอนเป็นหลักหรือทางออนไลน์เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน่ืองจากการเช่ือมต่อกันทางระยะไกล (ทางภูมิศาสตร์)
ระหวา่ งผู้สอนแลผู้เรียนเรยี น ตามที่นักการศึกษาทราบกันดีอยู่แล้วว่าผ้เู รียนมีรูปแบบการเรียนรู้และความชอบท่ีแตกต่างกัน
เกยี่ วกบั การนำเสนอการสอน แบบฝึกหัดจากประสบการณ์ โครงการกลุ่ม และการเขียน การสอนออนไลน์ทำให้เกิดความท้า
ทายเพ่ิมเติมมากขึ้น โดยให้วิธีการเรียนรู้ที่แปลกใหม่สำหรับผู้เรียนจำนวนมาก ผู้เรียนหลายคนกำลังประสบกับการบรรยาย
ด้วยการเรียนรู้แบบเสมือนจริง ห้องสนทนาออนไลน์ Webcasts การอัปโหลด ดาวน์โหลด พอดคาสต์ การสตรีมสด และ
คุณสมบัติอ่ืนๆ ของระบบการจัดการเรียนรู้ร่วมสมัยเป็นคร้ังแรก บางคนยอมรับแนวทางการเรียนรูน้ ี้และบางคนก็ดนิ้ รนเพื่อ
เรียนรู้กับมัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างย่ิงท่ีผู้สอนจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะท้อนข้อมูลการเรียนรู้เป็นระยะๆ เพ่ือ
ประเมินว่าอะไรใช้ได้ผล อะไรไม่ได้ผล นำไปสู่การปรับให้เหมาะสม การสะท้อนความคิดเห็นของผู้เรียนเม่ือส้ินสุดหลักสูตร
ซง่ึ เปน็ วธิ ปี ฏิบตั มิ าตรฐานในหลักสตู รแบบตวั ตอ่ ตวั หลายๆ หลักสตู รนน้ั

7. การเตรียมโพสต์การสนทนาท่ีเชิญชวนให้ผู้เรียนได้ให้คำตอบ: ผู้สอนต้องการพยายามมีส่วนร่วมกับผู้เรียนใน
การสนทนาอย่างสม่ำเสมอ เน่ืองจากความคิดเห็นออนไลน์ของผ้เู รียนเป็นแนวทางหลัก อาจจะเปน็ วิธีเดยี วสำหรับคณาจารย์
ในการรู้จักผ้เู รียนของตนเป็นอย่างดี หากไม่มีการติดต่อแบบเหน็ หนา้ กันหรือไมม่ เี ลย ขอ้ ดีอยา่ งหนงึ่ ของการสนทนาและโพสต์
ออนไลน์แบบอะซิงโครนัสก็คือ ตรงกันข้ามกับการสนทนาทางออนไลน์และในห้องเรียนแบบซิงโครนัส ผู้เรียนมีเวลาสะท้อน
และเขียนความคดิ ของตนผา่ นชอ่ งทางทอี่ าจารยไ์ ด้ตัง้ โพสต์ไว้

8. การรวมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีทางสังคมสงเคราะห์ให้เข้ากับการเรียนรู้เฉพาะบุคคล: ตามหลักการแล้ว
การสอนงานสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ เช่นเดียวกับหลักสูตรงานสังคมสงเคราะห์ในชั้นเรียนตามปกติ ในหลักสูตรได้แนะนำ
ผู้เรยี นใหร้ จู้ ักกบั แนวคิดหลกั ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการปฏบิ ตั ิทางสังคมสงเคราะห์ พฤตกิ รรมมนุษย์ ทฤษฎีองค์กรและชุมชน นโยบาย
การสนับสนุนทางสังคม และความยุติธรรมทางสังคม การวิจัย ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสังคม และจริยธรรม
ตลอดจนหัวข้อสำคัญอ่ืนๆ การสอนที่มีประสิทธภิ าพสูงสุดจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำแนวคิดเหล่าน้ีไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่
เฉพาะที่ตนสนใจ ตัวอยา่ งเชน่ กิจกรรมออนไลน์และการมอบหมายงานท่เี นน้ การวิเคราะหน์ โยบายทางสงั คมอาจเปดิ โอกาสให้
ผเู้ รียนทสี่ นใจการบำบัดการเสพติดไดม้ ีโอกาสทำการวิจัยบนเว็บเกี่ยวกับแนวคิดนโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเงินทุน
สำหรับบริการสำหรับผู้ติดยาเสพติด กฎหมายที่เก่ียวข้อง และกลยุทธ์การสนับสนุนกับการทำงานในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
การสอนออนไลน์ท่ีเน้นความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสังคมในงานสังคมสงเคราะห์อาจทำให้ ผู้เรียนเรียนที่สนใจ
ให้บริการทางสังคมแก่ผู้สูงอายุ เพราะได้มีโอกาสนำเสนอวิดีโอบนเว็บเก่ียวกับวิธีท่ีกลุ่มวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ต่างๆ เข้าใจ
แนวคิดเร่ืองอายุ และความท้าทายในบ้ันปลายชีวิต กำหนดแนวคิดเก่ียวกับบทบาทของครอบครัวและสถานพยาบาลใน
การดูแล และการเขา้ ถงึ บริการทางสังคม

มาตรฐานเพอื่ การจดั การฝึกอบรมให้นักสังคมสงเคราะหใ์ ช้เทคโนโลยี
องค์ประกอบท่ีสำคัญของมาตรฐานเทคโนโลยีใหม่ของงานสังคมสงเคราะห์เก่ียวข้องกับการฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์
เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี (มาตรฐาน 4.02; NASW, CSWE, ASWB & CSWA, 2017) หลักสูตรท่ีสอนผู้เรียนเรียนและ
ผปู้ ฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เกี่ยวกับวิธีการใช้เทคโนโลยตี ้องรวมเอาความรู้ท่ีทันสมัยเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ
และการมีจริยธรรม (Goldingay & Boddy, 2017) สิ่งสำคัญอย่างย่ิงคือ เลือกเทคโนโลยีเป็นวิธีที่เหมาะสมในการให้บริการ
การวัดและประเมินผลลพั ธ์ และวธิ ีการตอบสนองความต้องการการเรียนรู้ของผ้เู รียน และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของ
ผู้ใช้บริการ สอดคล้องกับมาตรฐานการรับรองของ CSWE (2015) ผู้จัดการเรียนการสอนต้องสอนผู้เรียนถึง “วิธีพัฒนา
ข้อตกลงร่วมกัน (protocols) เพ่ือประเมินผลลัพธ์ของการผู้เรียนและความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณเก่ียวกับ
ประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี” เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้บริการ รวมถึง ความหมายของเทคโนโลยีใน

59

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

การสร้างและรกั ษาความสัมพันธ์ที่ระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการอย่างมีประสิทธภิ าพ การรักษาความลับ การพัฒนากล
ยุทธ์การบริหารความเส่ียงหากเกิดความขัดข้องเชิงเทคนิคต่างๆ เช่น กระแสไฟฟ้าดับ ความเสียหายของอุปกรณ์ หรือ
สถานการณ์วิกฤตอ่ืนๆ การใช้ซอฟต์แวร์เทคโนโลยีในงานท่ีได้รับมอบหมายและกิจกรรมการเรียนรู้อ่ืนๆ ที่เก่ียวข้องกับ
การประเมินผู้ใช้บริการ การวางแผนการแทรกแซง การให้บริการ การเฝา้ ติดตาม และการประเมิน และปฏิบัติตามมาตรฐาน
ทางจริยธรรมและกฎหมายที่เก่ียวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ีเกี่ยวข้องกับการแจ้งความยินยอม การรักษาความลับ การรักษา
ขอบเขตทเี่ หมาะสม และการยตุ บิ ริการ (NASW, CSWE, ASWB & CSWA, 2017)

ดังนั้น นักสังคมสงเคราะห์ท่ีใช้โซเชียลมีเดียออนไลน์เพ่ือการศึกษาควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับนโยบายการใช้
โซเชียลมีเดียเพ่อื รกั ษาขอบเขตท่ีชัดเจนและจัดการขอ้ มูลที่เป็นความลับ (มาตรฐาน 4.04; NASW, CSWE, ASWB & CSWA,
2017) ผู้สอนออนไลน์สามารถช้ีให้เห็นถึงแนวทางของนโยบายโซเชียลมีเดีย ที่ได้กล่าวถึงในมาตรฐานใหม่ ได้แก่ การให้
ความสำคัญกับพฤติกรรมในการใช้ส่ือออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานและผู้เรียน การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ อีเมล การส่ง
ข้อความ การใช้เครื่องมือการค้นหาข้อมูลออนไลน์ และอื่นๆ (Kolmes, 2012; Mukherjee & Clark, 2012; Voshel &
Wesala, 2015). ซึง่ มมี าตรฐานในการปฏบิ ัตงิ านด้านพฤติกรรมในการใชส้ อ่ื ออนไลนข์ องผปู้ ฏบิ ัตงิ าน ดังต่อไปนี้

1. การใช้เว็บไซต์ในระบบโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social networking sites) บางคร้ังนักศึกษางานสังคมสงเคราะห์ได้
รับคำขอเป็นเพ่ือนทางออนไลน์ต้องการเป็นเพ่ือนออนไลน์หรือผู้ติดต่อบนเว็บไซต์เครือข่ายสังคมเช่น Facebook และ
LinkedIn จากผู้ใช้บริการของตนเองผู้เรียนสังคมสงเคราะห์บางคนควรได้เรียนรู้เก่ียวกับขอบเขต ความสัมพันธ์แบบคู่รัก
การรักษาความลับ ความเป็นส่วนตัว การรับทราบความยินยอม และปัญหาด้านเอกสารท่ีอาจเกิดข้ึนได้ หากพวกเขามี
ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใชบ้ ริการบนไซต์เครือข่ายดังกล่าว แม้วา่ นักสงั คมสงเคราะห์บางคนดูเหมือนจะสบายใจกับความสัมพันธ์ทาง
อิเล็กทรอนิกส์บางรูปแบบกับผู้ใช้บริการ ส่วนใหญ่เห็นด้วยวา่ นโยบายโซเชียลมีเดีย ควรแจ้งให้ผู้ใช้บริการ ทราบว่านักสังคม
สงเคราะห์ของพวกเขาไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการ ในฐานะเพื่อน หรือผู้ติดต่อบนไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ ดังน้ัน
นักสังคมสงเคราะห์ควรตรวจสอบและทำความเข้าใจอย่างชัดเจนว่าผู้ใช้บริการได้เข้าใจความแตกต่างระหว่างเพจ Facebook
ท่ีเป็นกลุ่มปฏิบัติทางคลินิกหรือหน่วยงานบรกิ ารสังคมท่ีมีเพื่อให้ข้อมูลแก่สาธารณะและผู้ใช้บริการ (การสื่อสารทางเดียว) และ
โปรไฟล์ Facebook ซึ่งมีวตั ถุประสงค์เพื่อใช้ในเร่อื งสว่ นตวั (การสอื่ สารสองทาง)

2. การค้นหาข้อมูลทางออนไลน์ (Search engines) ประมวลจริยธรรมของ NASW (2017) ระบุว่า “นักสังคมสงเคราะห์
ควรเคารพในสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ” ซ่ึงรวมถึงการค้นหาข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เก่ียวกับข้อมูลส่วนตัว
ผ้ใู ช้บริการท่ีดำเนินการโดยนักสงั คมสงเคราะห์ ซงึ่ เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากข้อมูลส่วนตัวที่เกิดขึ้นในชว่ งของการให้บริการแบบ
เหน็ หน้ากนั เช่น เม่ือนักสังคมสงเคราะห์ดำเนินการบำบัดในท่พี กั อาศัยของผใู้ ชบ้ ริการ แต่นกั สังคมสงเคราะห์กลบั ไปหาข้อมูล
เพิ่มว่าข้อมูลที่เห็นว่าผู้ใช้บริการอาจแจ้งนั้นเป็นเท็จหรือไม่ ดังน้ัน นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ในปัจจุบันต้องตัดสินใจว่าจะ
“ค้นหาข้อมูลของผู้ใช้บริการน้ันควรเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ ซ่ึงตามหลักหลักจริยธรรมควรแจ้งให้ผู้ใช้บริการ
ทราบวา่ นกั สังคมสงเคราะหข์ องพวกเขาจะไม่ค้นหาทางอิเล็กทรอนิกสเ์ ก่ยี วกับพวกเขา เว้นแตจ่ ะมีวัตถุประสงคใ์ นการปกบอ้ ง
ผู้ใช้บริการจากอันตราย” เมื่อมีเหตุฉุกเฉินท่ีข้อมูลที่ได้รับจากการแจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรฐาน 3.09; NASW, CSWE,
ASWB & CSWA, 2017)

3. การใช้อีเมลและการส่งข้อความ (E-mail and text messaging) นักศึกษาสังคมสงเคราะห์ท่ีติดต่อกับผู้ใช้บริการทาง
อีเมลหรือข้อความเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการที่มีความอ่อนไหว เช่น ประวัติการถูกละเมิด ข้อมูลเก่ียวกับ
ความเจ็บป่วยทางจิต หรือภาวะความเสี่ยงต่างๆ และข้อมูลความเกี่ยวข้องกับกระบวนการบำบัดทางคลินิกในกระบวนการรักษา
อาจทำให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวและไม่สามารถรักษาความลับได้ เน่ืองจาก จดหมายโต้ตอบและข้อความนั้นไม่มี
ความปลอดภัย 100% นอกจากน้ี การโต้ตอบอีเมลและข้อความเป็นการส่ือสารอย่างไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
ชว่ งเวลาทำงานหรอื เวลาราชการตามปกติ สง่ิ เหล่าน้ีอาจทำใหใ้ ช้บรกิ ารสับสนเก่ยี วกับขอบเขตในความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกนั และ
กันกับผู้ใช้บริการ ดังนั้น ควรอธิบายให้ใช้บริการทราบว่านักสังคมสงเคราะห์มีจำกัดในการส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ในด้าน

60

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

การนดั หมายและการติดต่อเฉพาะเวลาทำงาน และแจ้งใหผ้ ู้ใชบ้ ริการเข้าใจวา่ การสื่อสารทางอีเมลและข้อความตวั อักษรอาจ
ไม่ปลอดภัยในเรอ่ื งของความลับของขอ้ มูล

4. ข้อมูลของตำแหน่งที่อยู่ (Location-based services) ผู้ใช้บริการจำนวนมากใช้บริการต้ังค่าตำแหน่งที่อยู่บน
สมาร์ทโฟนเพื่อให้เพื่อนและคนรู้จักสามารถติดตามแผนการเดินทางของพวกเขาได้ นโยบายส่ือสังคมออนไลน์ควรแจ้งให้
ผใู้ ช้บริการทราบวา่ การใชบ้ ริการบอกตำแหน่งท่ีอยู่นน้ั อาจมคี วามเสี่ยงตอ่ ผู้ใชบ้ ริการเอง โดยเฉพาะอย่างยง่ิ เมือ่ โทรศพั ท์มอื ถอื
ของผู้ใช้บริการตั้งค่าอนุญาตให้บอกตำแหน่งของเขาเมื่ออยู่ท่ีใดที่หนึ่งบนโลก อาจทำให้เพื่อนและคนรู้จักทราบว่าพวกเขา
กำลงั ไปพบนกั สงั คมสงเคราะห์เพ่ือรับบริการ ซึ่งส่ิงเหล่าน้เี ปน็ เป็นอันตรายตอ่ ความเปน็ สว่ นตัวของพวกเขา

5. การใช้เว็บไซต์รีวิวการให้บริการจากผู้บริโภค (Consumer review sites) ผู้ใช้บริการบางคนเลือกท่ีจะโพสต์
ความคิดเห็นต่อสาธารณะอย่างเปิดเผยบนเว็บไซต์รีวิวการให้บริการที่เก่ียวกับนักสังคมสงเคราะห์ให้บริการพวกเขา ดังนั้น
ตามนโยบายโซเชียลมเี ดยี นักสงั คมสงเคราะห์ควรเตือนผ้ใู ช้บรกิ ารถงึ การโพสตค์ วามคดิ เห็นบนเว็บไซต์เหล่าน้ีดว้ ยขอ้ มูลทีร่ ะบุ
ตัวตนจะส่งผลต่อความเป็นส่วนตวั และความลับของเขา นักสังคมสงเคราะห์และผู้เรียนต้องเข้าใจวิธีการใชโ้ ซเชียลมีเดียอย่าง
มืออาชีพ ซ่ึงอาจแตกต่างจากการใช้โซเชียลมีเดียเพ่ือวัตถุประสงค์ส่วนตัว อาจารย์ผู้สอนควรแจ้งให้ผู้เรียนทราบเก่ียวกับ
นโยบายขององค์กร เช่น มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาคสนาม เก่ียวกับการรักษาความลับ ความสมบูรณ์ทางวิชาการ ความประพฤติ
เคารพสิทธิ์ การลอกเลยี นแบบ และขอบเขตทางวชิ าชีพ (NASW, CSWE, ASWB & CSWA, 2017)

มาตรฐานการนิเทศการฝึกปฏิบัติสังคมสงเคราะห์ (Social work field instruction and supervision)
มาตรฐานเทคโนโลยีใหม่ส่วนหน่ึงมุ่งเน้นไปที่การนิเทศการฝึกภาคปฏิบัติของสังคมสงเคราะห์และการสอนภาคสนามอย่าง
ชัดเจน หัวหน้างานสังคมสงเคราะห์และอาจารย์นิเทศภาคสนามบางคนกำลังสื่อสารกันจากระยะไกล ในบางกรณี
การดูแลระยะไกลเช่นนี้จะเสรมิ จากการประชุมแบบเหน็ หน้ากนั ตามมาตรฐานใหมก่ ารดูแลหรือการนิเทศงานระยะไกลเช่นน้ี
ผู้สอนในภาคสนามท่ใี ช้เทคโนโลยีในนิเทศงานตอ้ งม่ันใจว่าพวกเขาสามารถประเมินความสามารถทางวิชาชพี และการเรียนรู้ใน
สนามของผู้เรียนสังคมสงเคราะห์ได้ (Maidment, 2006) รวมถึงสามารถให้ข้อเสนอแนะท่ีเหมาะสม (มาตรฐาน 4.11 และ
4.12; NASW, CSWE, ASWB และ CSWA, 2017)

ผู้สอนภาคสนามที่ควบคุมดูแลทางไกลควรทำความคุ้นเคยกับแนวทางปฏิบัติเก่ียวกับการ ให้การนิเทศทางไกลตาม
มาตรฐานการฝึกภาคปฏิบัติของมหาวิทยาลัย หรือองค์กรทางสังคมสงเคราะห์ รวมถึงความคาดหวังท่ีชัดเจนเก่ียวกับ
การส่งงานเขียน การจัดกำหนดการ การประชุมทางวิดีโอ และการจัดกระบวนการกลุ่มย่อยจากการประชุมทางวิดีโอ และ
ปัญหาใดบา้ งท่จี ะได้รับการแกไ้ ข (NASW, CSWE, ASWB & CSWA, 2017) โดยเฉพาะอย่างย่ิง ผสู้ อนภาคสนามควรพดู คุยกบั
ผู้เรียนเรียนถึงวิธีการใช้เทคโนโลยีในการนิเทศงาน การให้ความสำคัญกับมาตรการของการฝึกภาคปฏิบัติ ในการประชุม
ออนไลน์เพ่ือให้แน่ใจว่าจะบนั ทึกขอ้ มูลของการนิเทศงานอย่างปลอดภยั หากในกรณที ี่ผู้เรียนถูกเลกิ จา้ ง ไร้ความสามารถ หรือ
เสียชวี ิต รวมถึงให้ความสำคัญกับความเหมือนและความแตกต่างระหว่างนโยบายการใช้ส่ือสังคมออนไลน์ของโรงเรยี นสังคม
สงเคราะห์และหน่วยงานภาคสนาม และการใช้โซเชียลมีเดียส่วนตัวและเพ่ือการทำงานบริการอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการ นักศึกษา เพื่อนร่วมงาน นายจ้าง และวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ และวิธีการปฏิบัติตาม
กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ มาตรฐานทางจรยิ ธรรม และนโยบายของหน่วยงานท่ีเก่ยี วข้องเพื่อให้ม่นั ใจวา่ ข้อมูลท่ีเป็นความลับ
จะได้รบั การคมุ้ ครอง

ขอ้ ท้าทายของการใช้เทคโนโลยีในการศึกษาสังคมสงเคราะห์และสวสั ดกิ ารสงั คมของประเทศไทย
การใช้เทคโนโลยีในการศึกษาสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมของประเทศไทยในปัจจุบันหากเทียบกับนานา
ประเทศในสหรัฐอเมริกา ประเทศในแถบสะแกนดิเนเวีย หรือสหราชอาณาจักร ยังถือว่าอยู่ในระยะของการพัฒนาซึ่งต้อง
อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างเครื่องมือ แพลตฟอร์ม หลักสูตร ท่ีสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเต็ม

61

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 68

ศักยภาพ ในทัศนะของผูเ้ ขียนจึงขอเสนอข้อท้าทายในการใช้เทคโนโลยีในการศึกษาสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมของ
ประเทศไทยในประเด็นตา่ งๆ ดงั นี้

การพัฒนาแหล่งทรพั ยากรสำหรบั การเรยี นรู้ (Learning resource)
ปัจจุบันแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ท่ีสำคัญนอกจากจะเป็นหลักสูตรออนไลน์แล้ว หนังสือด้านสังคมสงเคราะห์และ
สวัสดิการสังคมสงที่อยู่ในรูปแบบของ E-book ยังมีค่อนข้างจำกัด ดังน้ัน ผู้ท่ีเกี่ยวข้องด้านงานวิชาการ เช่น อาจารย์ใน
มหาวิทยาลัยท่ีสอนในหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ นักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการที่เก่ียวข้อง ควรพัฒนาตำราในรูปแบบชอง
E-book เพ่ือให้เกิดทรัพยากรการเรียนรู้ให้มีความหลากหลาย ตอบสนองต่อความต้องการการศึกษาค้นคว้าของผู้เรียน
สังคมสงเคราะห์
การพัฒนาหลักสตู รออนไลนใ์ หห้ ลากหลายครอบคลุมกับผเู้ รียนทุกกลุ่มเปา้ หมาย
หลักสูตรสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ของประเทศไทยยังค่อนข้างมีจำกัด ท้ังในระบบการศึกษา และการศึกษาเพ่ือทบทวน
องค์ความรู้และวิธีการท่ีเกี่ยวข้อง (Up-skill / Re-skill) ดังนั้นหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ สมาคมการศึกษาสังคมสงเคราะห์ สมาคม
วิชาชีพ สภาวิชาชีพฯ สถาบันการศึกษาสังคมสงเคราะห์ สามารถร่วมสร้างหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ออนไลน์ เพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้
ด้วยตนเองของผู้เรียนสังคมสงเคราะห์ นักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ ที่ต้องการพัฒนาความรู้ด้วยการนำตนเอง ให้สามารถเข้าถึง
การศึกษาด้วยตนเองเหล่านี้ได้ นอกจากน้ันหลักสูตรควรมีความหลากหลายเหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานในกลุ่มเป้าหมายทาง
สังคมสงเคราะห์ และระดบั การปฏิบัตงิ านตั้งแต่ระดบั พนื้ ฐานไปจนถึงระดบั เชย่ี วชาญการปฏบิ ัติงานขนั้ สงู
การพัฒนาศกั ยภาพด้านการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยขี องผูจ้ ัดการเรยี นการสอนออนไลน์ในออกแบบการเรยี นการสอน
การจัดการเรียนการสอนอนนไลน์ในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ในรูปแบบการใช้แพลตฟอร์มของการจัดห้องเรียน
ออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ ร่วมด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้เรียนจากแอพลิเคช่ันต่างๆ เช่น Kahoot Mentimeter
Classdojo ฯลฯ แต่อย่างไรก็ดีในต่างประเทศได้พัฒนาการเรียนการสอนทางไกลให้ผู้เรียนสามารถเกิดประสบการณ์
การเรียนรู้ และฝึกปฏิบัติแบบเสมือนจริง (Virtual Learning) เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้เชิงวิเคราะห์ การมีปฏิสัมพันธ์กับ
สถานการณ์จำลอง และการโต้ตอบกับผู้สอนหรือเพ่ือนผู้เรียบได้แบบเรียลทาม (Real time) นอกจากน้ันการเรียนรู้แบบ
เสมอื นจริงสามารถนำไปสู่การประเมนิ ผลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ
การพัฒนารูปแบบการเรยี นฝกึ ภาคปฏิบตั สิ ังคมสงเคราะหโ์ ดยใชเ้ ทคโนโลยเี ข้ามามีส่วนรว่ ม
นบั ตงั้ แต่สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา่ (Covid-19) ในชว่ งปี พ.ศ. 2562 รปู แบบการเรยี นและการนิเทศง
การฝึกภาคปฏิบัติสังคมสงเคราะห์ ได้ถูกปรับเปล่ียนไปเป็นการฝึกภาคปฏิบัติออนไลน์ และใช้การนิเทศการฝึกภาคปฏิบัติ
ออนไลน์ แตอ่ ย่างไรกด็ ีควรมีการพัฒนาแนวทางการฝกึ ภาคปฏิบัตโิ ดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามสี ่วนร่วมในการเรยี นรู้ของนกั ศึกษา
ในการกำหนดประเดน็ และผลการการเรียนรขู้ องนักศึกษเช่น การเล่าเรอ่ื งราวด้วยดจิ ิตอล (Digital Storytelling) การนำเสนอ
ผลการฝึกภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันโดยการจัดนิทรรศการฝึกภาคปฎิบัติเสมือนจริง (Virtual Practicum
Exhibition) เปน็ ตน้
การพฒั นาจรยิ ธรรมหรือมาตรฐานในการปฏบิ ัตงิ านสังตมสงเคราะหใ์ นประเด็นทเี่ กีย่ วข้องกบั การใชเ้ ทคโนโลยี
ปัจจุบันจริยธรรมหรือมาตรฐานในการปฏิบัติงานท่ีเก่ียวข้องกับการใช้เทคโนโลยี โดยในปัจจุบันสภาวิชาชีพ
สงั คมสงเคราะห์ประเทศไทยยงั อยใู่ นระยะของการดำเนินการเพื่อพฒั นามาตรฐานและแนวทางการปฏบิ ตั ิงานสังคมสงเคราะห์
กรณีการสื่อสารสาธารณะ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นจุดเร่ิมต้นท่ีดีในการร่วมกันกำหนดมาตรฐานในการใช้เทคโนโลยีร่วมกันของ
ผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทย เพื่อที่ในอนคตจะได้นำมาตรฐานเหลานี้มาจัดการเรียนการสอนสำหรับ
นกั ศึกษาในสถาบันท่ีมกี ารเรียนการสอนสังคมสงเคราะหต์ อ่ ไป

62

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

บทสรุป
โลกแห่งการเรยี นรู้ไดพ้ ัฒนาไปอย่างมากจากการท่ีมรี ะบบอินเตอรเ์ น็ตและการพฒั นาของเทคโนโลยีดิจิทลั ซ่ึงระบบ
เครือข่ายความรู้ออนไลน์มีการขับเคล่ือนอย่างเห็นได้ชัด และย่ิงไปกว่านั้นเม่ือเกิดโควิด-19 ทุกคนต้องเร่งนำนวัตกรรม
การศึกษาด้วยเทคโนโลยีและการศกึ ษาออนไลน์เข้ามาใช้ทันทีเพอื่ ให้เป็น “ทางรอด” การจัดการเรียนการสอนเกือบทั่วโลกท่ี
ต้องปฏิบตั ิตามนโยบายการเวน้ ระยะหา่ งทางสงั คมทั้งทเี่ ป็นมาตรการของมหาวิทยาลัยและรฐั ยบาล ส่ิงเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบ
ตอ่ การปรับระบบการเรยี นการสอนท้ังผู้จัดการเรียนการสอนและผูเ้ รียนเพราะต้องเรยี นรู้การใช้เทคโนโลยกี ารสอนทันที ซ่ึงใน
ระยะแรกเกิดปัญหาในด้านการเรียนรู้ การใช้ และเทคนิคต่างๆ เป็นอย่างมาก กระท่ังในปัจจุบันผ่านมาเกือบ 2 ปีท่ีต้องใช้
ส่ิงเหล่าน้ี กระแสปัญหาและผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนทางไกลหรือการเรียนออนไลน์ค่อยๆ ลดลง จนคำว่า
“การเรียนออนไลน์ฺ” นั้น ไดก้ ลายเป็นวถิ ีปกตใิ หม่ (New normal) ของการศึกษาในปจั จุบัน
สำหรบั การศกึ ษาสังคมสงเคราะห์ในระยะก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควคิ -19) ที่ผา่ นมา
การเรยี นทางไกลยงั ไม่มแี หลง่ เรียนร้มู ากนักมีเพียงบทเรียนออนไลนท์ ี่บางวชิ าไดส้ รา้ งขนึ้ ตามความสนใจของผู้สอน การอบรม
ทีเ่ กิดข้ึนจากองค์กรด้านการคุ้มครองเด็ก รวมไปถึง E-book ทย่ี ังมคี อ่ นขา้ งจำกัด ในขณะเดยี วกนั ในตา่ งประเทศดว้ ยบทเรยี น
ออนไลน์ การเรียนรู้ด้วยข้องเรียนเสมือนจริง (virtual classroom) ได้เป็นเครื่องมือสำคัญท่ีใช้ในการเรียนรู้มากข้ึน และ
มีข้อมูลวิจัยสนับสนุนว่าการเรียนรู้เช่นนี้ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ และเสริมสร้างท่ีมีประสิทธิภาพมากข้ึนกว่าการเรียนรู้ด้วย
การบรรยายในรูปแบบปกติ รวมไปถึงการฝึกภาคปฏิบัติในยุคการเปล่ียนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยเี ช่นนี้ มแี นวทางเลือกท่ีใช้
การเล่าเรื่องราวระดับสำคัญผ่านดิจิตอล (Digital storytelling premiere) การนำเสนอภาพถ่ายภาคสนาม (Field image
showcase) ตามความสนใจของผู้เรียน มาเป็นรูปแบบใหม่ของการฝึกภาคปฏิบัติ อย่างไรก็ดีเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของ
การใช้เทคโนโลยคี วบคู่กบั การเรียนการสอนสังคมสงเคราะห์ท่ีต้องคำนึงถึงประเด็นทางจริยธรรม และคำนงึ ถงึ ผลกระทบของ
การใช้เทคโนโลยีกับผูใ้ ช้บรกิ าร มาตรฐานเทคโนโลยีสำหรบั การจัดการศึกษาสงั คมสงเคราะห์จงึ เกดิ ขี้นจากการทำงานร่วมกัน
ระหว่างองค์กรงานสังคมสงเคราะหท์ สี่ ำคัญในสหรฐั อเมรกิ า และองค์กรภาคี ทีก่ ล่าวถงึ แนวทางปฏบิ ัตสิ ำคัญการใช้เทคโนโลยี
เพ่ือการจัดการเรียนการสอน การใช้โซเชียลมีเดียเพ่ือรักษาขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างผู้ให้และผู้ใช้บริการ และจัดการข้อมูลท่ี
เป็นความลับของผู้ใช้บริการ และมาตรฐานการนิเทศการฝึกปฏิบัติสังคมสงเคราะห์ ท่ีต้องใช้การนิเทศงานออนไลน์ จาก
มาตรฐานเหลา่ นย้ี ังไมพ่ บว่ายงั ไมพ่ บขอ้ มลู วา่ ในประเทศไทยได้กำหนดมาตรฐานท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การเรยี นการสอน การฝกึ อบรม
การนิเทศงานการฝึกภาคปฏิบตั ิ ดงั น้ัน บทความน้ีได้ใหข้ ้อเสนอแนะตอ่ หนว่ ยงานทีเ่ ก่ียวข้อง ได้แก่ การพฒั นาแหลง่ ทรัพยากร
สำหรับการเรียนรู้ (Learning resource) การพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ให้หลากหลายครอบคลุมกับผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมาย
การพัฒนาศักยภาพด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของผู้จัดการเรียนการสอนออนไลน์ในออกแบบการเรียนการสอน
การพัฒนารูปแบบการเรียนฝึกภาคปฏิบัติสังคมสงเคราะห์โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม และ การพัฒนาจริยธรรมหรือ
มาตรฐานในการปฏิบัตงิ านสังตมสงเคราะห์ในประเดน็ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับการใชเ้ ทคโนโลยี

เอกสารอ้างองิ
กติ พิ ัฒน์ นนทป์ ทั มะดุลย.์ (2562). การเปลยี่ นผ่านการนิเทศงานสงั คมสงเคราะห์ ยคุ COVID-19: ภาคีหุ้นส่วนการฝกึ

ภาคปฏิบตั เิ สมือนจรงิ (Virtual Partnership Project). การสัมมนาวิชาการและวชิ าชีพสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
ประจำปี 2564 จดั โดยภาควชิ าสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
วันเสาร์ท่ี 2 ตุลาคม 2564 (Online via Zoom) 9.00-16.00 น.
สิวาภรณ์ เจริญวงค์, ทิพย์ฆมั พร เกษโกมล และ อภิสิทธิ์ ตามสตั ย.์ (2561). ห้องเรียนเสมอื นจริงกับการเรียนการสอน
สำหรับนักศกึ ษาพยาบาลในยคุ ดจิ ติ อล. วารสารพยาบาลกองทพั บก, 19(2), 120-128.
Andrew, Hill, & Ian, Shaw. (2011). Social Work & ICT. Chennai: C&M Digitals (P) Ltd.

63

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

Antonio, López Peláez & Chaime, Marcuello-Servós. (2018). e-Social work and digital society:
re-conceptualizing approaches, practices and technologies, European Journal of Social Work.

Danielle, B. Groton & Christine, E. Spadola. (2020). Variability, visuals, and interaction: online learning
recommendations from social work students. Social Work Education.

Iolo, Madoc-Jones, & Lester, Parrott. (2005). Virtual Social Work Education-Theory and Experience.
Social Work Education, 24, 7.

James, E. Phelan. (3, July 2015). The Use of E-Learning in Social Work Education. Social Work, 60,
Issue Pages, 257-264. Retrieved from https://doi.org/10.1093/sw/swv010

Lanzieri, N., McAlpin, E., Shilane, D. et al. (2021). Virtual Reality: An Immersive Tool for Social Work
Students to Interact with Community Environments. Clin Soc Work J 49, 207-219. Retrieved from
https://doi.org/10.1007/s10615-021-00803-1

National Association of Social Workers. (2017). Code of ethics of the national association of social
workers. Washington, DC: Author.

National Association of Social Workers, Association of Social Work Boards, Council on Social Work
Education, & Clinical Social Work Association. (2017). Technology standards in social work
practice. Washington. DC: National Association of Social Workers.

Reamer, Frederic G. (2013). Distance and Online Social Work Education: Novel Ethical Challenges.
Faculty Publications, 392. Retrieved from https://digitalcommons.ric.edu/facultypublications/392

Reamer, Frederic. (2019). Social Work Education in a Digital World: Technology Standards for Education
and Practice. Journal of Social Work Education, 55. 1-13.

Rojan, Afrouz & Beth, R. Crisp. (2021). Online Education in Social Work, Effectiveness, Benefits, and
Challenges: A Scoping Review. Australian Social Work, 74(1), 55-67.

Sen, R. orcid. (2020). org/0000-0002-3090-8250, Featherstone, B., Gupta, A. et al. (3 more authors)
Reflections on social work 2020 under Covid-19 online magazine. Social Work Education.

64

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

การจดั การความเครยี ดของอาจารย์ท่ีเกดิ จากการปรบั รูปแบบการสอนออนไลน์: กรณศี กึ ษาอาจารย์
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศนู ย์ลำปาง1

The stress management from online teaching among lecturers of
Faculty of Social Administration, Thammasat University, Lampang campus

ปณุ ฑริก สขุ ยะฤกษ์, วศินี แซอ่ ๋อง, ณฏั ฐณชิ า จิตรศี ัพท์ ธีรวฒั น์ ชาตพิ ราหมณ์,
จันจิรา มิ่งขวัญตา, ตรีทพิ ย์นภา ใจสนิ และ ชาลิสา ดวงดนั 2

Puntarig Sukkayaroek, Vasinee Saeong, Nuttanicha Jittreesap Teerawat Chartpram,
Janjira Mingkhwanta, Tritipnapa Jaisin and Charisa daungdun3

Abstract
The purpose of this research was to study stress and stress management of the professor online
teaching among lecturers of Faculty of Social Administration, Thammasat University, Lampang campus.
This research employed qualitative methods, with in-depth interviews of 7 lecturers. Purposive sampling
was used to select the sample. The instrument used was the structured interview. The data analysis is
inductive.
The research findings were found that most of lecturers have experienced for teaching more than
5 years, and some of them had 1 - 4 years of teaching experience. The online teaching has been adjusted
for 2 years. The duration of online teaching is 3 - 6 hours per course and 2 - 3 courses per week. When
changing to an online teaching, it has more workloads, causing physical stress due to insufficient rest time.
Working with computer devices for a long time also affects to the physical condition and lead to stress, as
well as the mind, caused by concerns about learning efficiency of students and obstacles that follow
from online teaching. For work efficiency from changing the teaching model, the professor caused their
own concerns to her performance. Which may cause stress and reduce the performance. Professor has a
way to deal with stress, including 1) Managing stress on themselves and focus on stress management,
solving problems that their mental 2) Stress management that is effective from the environment, such as
exercise watching movies etc.
Keywords: Online teaching, stress, stress management, lecturer

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวตั ถุประสงค์เพื่อศกึ ษาความเครียดและการจัดการกับความเครียดของอาจารย์จากการปรับเปลี่ยน
รูปแบบการสอนออนไลน์ ของอาจารย์คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนยล์ ำปาง ทำการเกบ็ ข้อมลู ใช้
วิธีการเลอื กกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กำหนดเป็นอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง
จำนวน 7 คน เกบ็ ข้อมูลโดยการสมั ภาษณ์และนำมาวเิ คราะห์ความสอดคลอ้ งกับแนวคดิ ทฤษฎีท่ีเกย่ี วขอ้ ง
ผลการศึกษาพบว่า อาจารย์ท่ีสัมภาษณ์ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ที่มีประสบการณ์สอนมากกว่า 5 ปีขึ้นไป บางท่านมี
ประสบการสอน 1-4 ปี มีการแบ่งการสอนตามความเหมาะสมรายวิชาท่ีสอน และมีการปรับรูปแบบการสอนออนไลน์เป็น
ระยะเวลา 2 ปี ระยะเวลาที่ใช้สอน 3-6 ช่ัวโมงต่อรายวิชา สัปดาห์ละ 2-3 รายวิชา นอกจากนี้ยังมีภาระงานนอกเหนือจาก

1 งานวจิ ยั น้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษารายวชิ า สพ.312 การวิจัย และการจัดการความรทู้ างสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์
2 นกั ศึกษาปริญญาตรี คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง
3 Student Bechelor’s degree, Faculty of Social Administration, Thammasat University Lampang center
* Corresponding author: [email protected]

65

รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

การเตรียมการสอน เช่น การทำวจิ ัยซ่ึงเปน็ เงอื่ นไขที่อาจารย์ทุกท่านจะตอ้ งทำยื่นต่อมหาวิทยาลัยในแตล่ ะปี การเป็นอาจารย์
นิเทศงานการฝึกภาคปฏบิ ัติ 1-3 การประชมุ วาระตา่ งๆ ตามทม่ี หาวิทยาลยั กำหนด จะเห็นไดว้ า่ โดยปกติอาจารย์มีภาระงานที่
ต้องรบั ผิดชอบหลายอย่าง แตเ่ มือ่ มีการสอนออนไลนน์ ั่นยิ่งทำให้มภี าระงานทม่ี ากข้ึนก่อให้เกดิ ความเครียดทส่ี ่งผลกระทบด้าน
ร่างกายเนื่องจากมีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ การทำงานกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานยังส่งผลต่อสภาพร่างกายและ
นำไปสู่ความเครียดได้เช่นเดียวกัน ด้านจิตใจ เกิดจากความกังวลใจเร่ืองประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาและอุปสรรค
ตา่ งๆ ทต่ี ามมาจากการสอนออนไลน์ ด้านประสิทธภิ าพในการทำงาน จากการเปลยี่ นแปลงรปู แบบการสอนทำให้อาจารย์เกิด
ความกังวลต่อตนเองถึงประสิทธิภาพการทำงานของตนซึ่งอาจก่อให้เกิดความเครียดและทำให้ประสทิ ธิภาพการทำงานลดลง
ไป มีการจัดการกับความเครียด ได้แก่ 1) การจัดการความเครียดต่อตนเองซ่ึงจะมุ่งเน้นการจัดการแก้ปัญหาท่ีอารมณ์จิตใจ
ของตนเองเป็นหลัก จากการทบทวนสิ่งท่ีก่อให้เกิดความเครยี ด 2) การจัดการความเครยี ดท่ีมผี ลมาจากความเครียดที่เกิดข้ึน
น้อยลง เชน่ การออกกำลังกาย การชมภาพยนตร์ เปน็ ต้น
คำสำคญั : การสอนออนไลน์, ความเครยี ด, การจัดการความเครยี ด, อาจารย์

บทนำ
สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เร่มิ ข้ึนท่ีประเทศจีนเม่ือเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 และเร่ิมกระจายไปทั่วโลก
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 โดยดำเนินอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่วันท่ี 13 มกราคม พ.ศ. 2563 ต่อมาในวันท่ี 11 มีนาคม พ.ศ. 2563
ผ้อู ำนวยการองค์การอนามัยโลกได้แถลงเป็นภาวการณ์ระบาดใหญ่ท่ัวโลก จากการระบาดระลอกแรกอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม
ถึงเมษายน พ.ศ. 2563 หลังจากนั้นสามารถควบคุมการระบาดได้และไม่พบผู้ติดเช้ือเพ่ิมภายในประเทศเป็นเวลา 100 วัน
และกลับมาระบาดละรอกใหม่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 พบการติดเชื้อภายในประเทศหลายจุด ต่อมา วันท่ี 9 มกราคม
พ.ศ. 2564 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสะสมถึง 10,000 ราย โดยมีผู้ติดเช้ือสะสม 10,053 ราย ผู้ป่วยที่หายแล้วคิดเป็นร้อยละ
55.17 ผู้ป่วยท่ียังรักษาตัวอยู่คิดเป็นร้อยละ 44.16 และผู้ท่ีเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 0.67 หลังจากนั้นยังคงมีการระบาดอยู่
อย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อยังคงอยู่ในระดับท่ีมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 10,000 รายข้ึนไปจนถึงปัจจุบัน (กรมควบคุมโรค และ
สำนกั งานการวจิ ัยแหง่ ชาติ, 2564)
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรงข้ึนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวติ ในหลายๆ ดา้ นเพื่อให้สามารถ
ใช้ชีวิตต่อไปได้ เช่นเดียวกันในด้านการศึกษาที่มีการปรับเปล่ียนรูปแบบการเรียนสอนให้อยู่ในรูปแบบการเรียนการสอน
ออนไลน์เป็นหลัก ในแต่ละประเทศมีการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน์ รวมไปถึงการนำโปรแกรมเดิมมา
ประยกุ ต์ใช้สำหรับการสอนรูปแบบออนไลน์ ถงึ แมจ้ ะมีการปรับรูปแบบการเรยี นการสอนให้อยู่ในรปู แบบออนไลนก์ ็ยังคงพบ
ปัญหาต่างๆ จากการปรับรูปแบบการศึกษา (วงศ์พนั ธ์ อมรนิ ทร์เทวา, 2564)
จากการเปล่ยี นแปลงการสอนแบบกะทนั หันทำให้อาจารย์ตอ้ งปรบั ตัวในทุกด้าน ต้ังแต่การเปล่ยี นแบบแผนการสอน
ออนไลน์ตามมาด้วยการปรับตัวของอาจารย์ท่ีต้องมีความพร้อมด้านเครือ่ งมือในการสอนออนไลน์ ท้ังโปรแกรมการจัดสื่อการ
สอน อปุ กรณเ์ สรมิ เพือ่ ให้การสอนออนไลน์เพือ่ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำใหอ้ าจารย์ต้องปรบั ตวั และตามการใช้งานผา่ นสื่อ
สังคมออนไลน์ให้ทัน นอกจากน้ีปัญหาด้านต่างๆ จากการจัดการสอนออนไลน์ที่อาจารย์ต้องเผชิญ ท้ังปัญหาจาก
สภาพแวดล้อมการทำงาน ปัญหาการเตรียมสื่อการสอนให้มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงปัญหาการรับภาระงานที่มากขึ้นจาก
การสอนในสถานศึกษา สำหรับรูปแบบการเรียนการสอนของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์
ลำปาง ในชว่ งแรกของการระบาดโควิด-19 มีการปรับรูปแบบการสอนจากแบบปกตมิ าเป็นการสอนในรูปแบบออนไลน์อย่าง
เต็มรูปแบบในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 หลังจากน้ันในปีการศึกษาถัดไปมีการปรับให้สามารถเข้าเรยี นแบบปกติและแบบ
ออนไลน์บ้างในบางวิชาตามความเหมาะสม หลังจากน้ันในช่วงการแพร่ระบาดวิด-19 ละรอกที่ 2 มีความรุนแรงมากข้ึนทาง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงประกาศให้มีการจัดรูปแบบการสอนออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบจนถึงปัจจุบัน ทำให้ทั้งอาจารย์
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ต้องดำเนินการสอนในรูปแบบออนไลนใ์ นระยะเวลาเกือบ

66

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

2 ปี ตลอดระยะเวลาการสอนออนไลน์ท่ผี ่านมาอาจารย์ต้องเผชิญกบั ปัญหาต่างๆ ซึ่งปัญหาเหล่าน้ันอาจก่อให้เกิดความเครยี ด
ซ่ึงจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของอาจารย์ จึงต้องมีการจัดการกับความเครียดเหล่านั้น ความเครียดท่ีเกิดข้ึนเป็นสิ่งท่ีไม่อาจ
หลีกเลี่ยงได้ ความเครียดสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆ วัน บุคคลท่ีเกิดความเครียดจึงต้องหาวิธีในการจัดการกับความเครียด
ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม หากไม่สามารถจัดการกับความเครียดเหลา่ น้ันไดอ้ าจส่งผลเสยี ตอ่ สขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ของตนได้

จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำรงชีวิตหลายด้าน หน่ึงในนั้นคือ ด้าน
การศึกษา จากการเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหันให้อาจารย์ต้องเตรียมรับมือการปรับการเรียนการสอนแบบออนไลน์
ซึ่งมีแนวโน้มท่ีก่อให้เกิดความเครียด และหากไม่สามารถจัดการกับความเครียดเหล่านั้นได้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของ
อาจารย์ ผวู้ ิจยั จงึ สนใจศึกษาการจดั การความเครียดของอาจารย์ท่ีเกิดจากการปรับรูปแบบการสอนออนไลน์ของอาจารยค์ ณะ
สงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เพ่ือเป็นแนวทางการปรับตัวของอาจารย์ในการสอนออนไลน์
ต่อไปในอนาคต

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
เพอ่ื ศึกษาความเครยี ดและการจดั การความเครยี ดของอาจารย์จากการปรบั รปู แบบการสอนออนไลน์

ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะได้รบั
ทำให้ได้ทราบถึงรูปแบบความเครยี ดทีเ่ กิดข้ึนและวิธีการรับมือกับความเครียดของอาจารย์เพ่ือนำผลการวิจัยที่ไดไ้ ป
เปน็ แนวทางในการหาแนวทางในการปรับตัวของอาจารยใ์ นการสอนออนไลน์ในอนาคตต่อไป

ขอบเขตของการวจิ ัย
ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการศึกษาใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจง กำหนดเป็นอาจารย์
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง จำนวน 7 ท่าน โดยการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้มาซ่ึงข้อมูล
เชิงลึกของอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือ
เดอื นสิงหาคม-ตุลาคม พ.ศ. 2564

วธิ กี ารดำเนนิ การวจิ ัย
ต้ังหวั ข้อประเดน็ ที่สนใจศึกษา และเร่ิมทบทวนวรรณกรรมจากเอกสารงานวจิ ัย วิทยานิพนธ์และบทความท่เี กย่ี วขอ้ ง
จัดท ำก ารวิจัยโดยรวบ รวม ข้ อมู ล ที่ ได้ม าจัด ท ำเป็ น เค ร่ือ งมื อรูปแ บบ ค ำถาม เพื่ อใช้ใน การถามต อบ ให้ได้ มาซึ่งข้ อมูล ใน
การวิเคราะห์งานวจิ ัยในหัวข้อประเด็นสำคัญแลว้ นำคำถามท่ีได้จากการรวบรวมข้อมลู มาสัมภาษณ์เชงิ ลกึ กบั ผู้ใหข้ ้อมลู เพ่ือให้
เขา้ ใจถงึ การจัดการความเครียดของอาจารย์ท่เี กดิ จากการสอนออนไลน์ วา่ มีวธิ กี ารจัดการอยา่ งไรรวมไปถึงการวิเคราะหข์ อ้ มูล
ประเดน็ สำคัญจากนัน้ จงึ นำเสนอผลการวจิ ัย

เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวิจยั
เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล คือ การโทรศัพท์สัมภาษณ์ การสมั ภาษณ์ในรปู แบบออนไลน์และการศึกษา
ข้อมูลจากเอกสาร โดยลักษณะการสัมภาษณ์มีรูปแบบการถามตอบระหว่างผู้ให้สัมภาษณ์ และผู้วิจัย โดยมีประเด็นหลักใน
การสมั ภาษณ์ คือ การรับมือกบั ความเครียดที่เกดิ จากการปรบั เปลย่ี นรปู แบบการสอนในสถานการณ์การแพรร่ ะบาดโควดิ -19
ของผู้ให้สัมภาษณ์ เป็นต้น อีกท้ังยังมีการขออนุญาตบันทึกการสนทนาระหว่างการสัมภาษณ์ รวมไปถึงการเปิดเผยข้อมูลให้
ทราบถึงการรับมือกับความเครียดท่ีเกิดจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ของ
อาจารยค์ ณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ศนู ยล์ ำปาง มากขนึ้ และเพื่อเปน็ ประโยชนใ์ ห้แก่หน่วยงาน

67

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยนำเครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจยั คร้ังนมี้ าเก็บรวบรวมขอ้ มลู มขี นั้ ตอนดังน้ี
1. การศึกษาจากเอกสาร ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาในการศึกษาข้อมูลโดยประมาณตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน
พ.ศ. 2564 ในการทบทวนวรรณกรรมจากงานวิจยั วทิ ยานพิ นธ์ บทความและหนงั สอื ท่ีเกีย่ วกับทฤษฎที ่เี กยี่ วข้อง เพื่อรวบรวม
เป็นฐานข้อมลู ความรหู้ รือกรอบแนวคิดท่ีจะนำมาใชใ้ นการศึกษาและใชป้ ระกอบการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
2. การสัมภาษณ์ ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาเก็บข้อมูลทั้งจากการโทรศัพท์สัมภาษณ์ และการสัมภาษณ์ผ่านทางแอปพลิเคชั่น
(Application) อ่ืนๆ เป็นระยะเวลาเร่ิมตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ตุลาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์ด้วยตนเองจาก
เครอื่ งมอื ท่ใี ช้เป็นรูปแบบการสัมภาษณแ์ บบถาม-ตอบ โดยมีการดำเนินการดังน้ี

2.1 การสรา้ งสัมพันธภาพกับผู้ให้ข้อมูล ในช่วงแรกผูว้ ิจัยใช้วิธีการการชวนพูดคุยเร่อื งท่ัวไป เมื่อผู้ให้ข้อมูลคุน้ เคยกับ
ผวู้ จิ ยั จะทำให้ผู้วิจยั ไดม้ โี อกาสแนะนำตวั และอธิบายวตั ถปุ ระสงค์ในการขอข้อมูลเพื่อใชใ้ นการศกึ ษา

2.2 การเข้าถึงผู้ให้ข้อมูล เม่ือผู้วิจัยเป็นที่รู้จักหรือคุ้นเคยของผู้ให้ข้อมูลแล้ว ผู้วิจัยเริ่มสัมภาษณ์เก็บข้อมูลกับผู้ให้
ขอ้ มลู เป็นรายบคุ คล

2.3 การสัมภาษณ์เพอ่ื ให้ไดข้ ้อมลู ท่ีครบถ้วน เรียงตามคำถามท่ีผู้วจิ ัยไดก้ ำหนดไว้ ซ่ึงตลอดระยะเวลาการสัมภาษณน์ ้ัน
อาจมีการเพิ่มเติมเปลยี่ นแปลงข้อคำถามในการสัมภาษณ์ตามสถานการณท์ ี่เหมาะสม

การวเิ คราะห์ข้อมูล
1. จดั ระเบยี บขอ้ มูลโดยการถอดเทปคำสัมภาษณ์ทางโทรศัพทโ์ ดยบนั ทกึ ทุกคำพูดของผใู้ ห้ข้อมูลและทำความเข้าใจ
กบั เน้อื หาจากบทสัมภาษณน์ ้ัน รวมถึงการใช้ทักษะการฟงั อย่างต้ังใจจากการพดู คุยกบั ผู้ให้ขอ้ มลู ทั้งหมด จากน้นั เก็บขอ้ มูลให้
อยู่ในท่ีปลอดภัยเพ่ือนำข้อมูลมาเป็นส่วนประกอบในการวิเคราะห์และตีความโดยทำการบันทึก ทุกวันหลังจากสัมภาษณ์
เสรจ็ ส้ิน
2. แยกประเภทและจดั ระบบของขอ้ มลู ใหเ้ ปน็ หมวดหมู่เพอื่ จบั ประเดน็ สำคญั และใหเ้ ห็นถงึ ประเด็นย่อยท่ีสำคัญ
3. นำข้อมูลท่ีได้ไปตีความและแปลผล โดยทำการดึงข้อความออกมาจากข้อมู ลท่ีได้มาจากการตีความแล้วหา
ความเช่อื มโยงของข้อมลู พจิ ารณาความสำคญั ทีป่ รากฏออกมาเพือ่ วิเคราะหข์ ้อมูลใหต้ รงกบั ประเด็นหลกั
4. ผู้วิจัยนำสาระและประเด็นหลักมาทำการเขียนเป็นข้อสรุปพร้อมกับการยกตัวอย่างประกอบท่ีมาจากคำพูดของ
ผูเ้ ขา้ รว่ มการสัมภาษณ์
5. การตรวจสอบความน่าเช่ือถือของผลการวิเคราะห์โดยนำข้อมูลที่ได้มาตรวจภายในว่าผลการวิเคราะห์ที่ได้มีผล
ตรงต่อผู้ให้ข้อมูลหรือไม่ จากนั้นนำข้อมูลท่ีได้มาตรวจสอบความสอดคล้องกันของสาระและประเด็นในการสรุปเพ่ือทำ
การปรบั ปรงุ และนำมาเขียนเปน็ รายงานการศึกษาฉบับสมบรู ณต์ อ่ ไป

ผลการวิจัย
1. ความเครยี ดทีเ่ กดิ จากการปรบั รูปแบบการสอนออนไลน์

ความเครียดเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายสว่ นของรา่ งกาย ซง่ึ ทุกคนจำเป็นต้องมีอยู่
เพื่อการดำรงชีวิตนั่นหมายความว่ามนุษย์ทุกคนล้วนต้องเคยเผชิญกับปัญหาความเครียด ความเครียดท่ีเกิดข้ึนอาจมาจาก
สภาพแวดล้อมท่ัวไป ความสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือแม้แต่อุปนิสัยหรือวิธีการดำเนินชีวิตของคน อาจเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิด
ความเครียดได้ (จิรนชุ จติ ราทร, ม.ป.ป.)

Webster กล่าวไว้ว่า ความเครียด หมายถึง แรงกดดันท่ีมีต่อร่างกายท่ีมีแนวโน้มจะทำให้เกิดความผิดปกติของ
รา่ งกาย (หงสศ์ ริ ิ ภยิ โยดิลกชยั และคณะ, 2558)

68

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

เมื่อมีสิ่งเร้าที่มากระตุ้นให้เกิดเป็นความเครียดร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความความเครียด โดยสิ่งเร้า
เหล่าน้ันมาจากการแปลงเปล่ียนวิถีชีวิต หรือการปรับตัวของบุคคลซ่ึงจากการปรับตัวอาจให้ผลท่ีเป็นบวกหรือลบ แสดงออกมา
ทางด้านร่างกาย จิตใจ พฤติกรรม ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดการความเครียดของแต่ละบุคคล เช่น การเผชิญความเครียด
การหลีกเล่ียงความเครียด และบางคนท่ีพร้อมเข้าไปเผชิญกับความเครียดเพ่ือท้าทายกับความเครียดเหล่านั้น ให้ตนเองมี
ภูมิคุ้มกนั กับความเครียดทเ่ี กิดขนึ้ ทำให้เมื่อเจอความเครียดเหล่านั้นอีกครั้งบุคคลเหลา่ นจี้ ะสามารถจดั การกบั ความเครียดนีไ้ ด้
(ศรีจันทร์ พรจริ าศิลป์, 2554)

จากการสัมภาษณ์อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ทั้ง 7 ท่าน ส่วนใหญ่มี
ภาระงานท่ีเพ่ิมมากข้ึนทั้งการเตรียมการสอนให้พร้อมสำหรับนักศึกษา เพ่ือให้นักศึกษามีส่วนร่วมกับบทเรียนในรูปแบบการสอน
ออนไลน์ และภาระงานในส่วนท่ีอาจารย์แต่ละท่านรับผิดชอบต่อมหาวิทยาลัย ทำให้อาจส่งผลต่อความเครียดของอาจารย์ได้ จาก
ข้อมูล พบว่า อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ท้ัง 7 ท่าน เป็นผู้หญิง ซึง่ มีบทบาทเป็นท้ัง
แม่และเป็นท้ังผู้สอน อาจารย์ส่วนมากมีประสบการณ์ด้านการสอนตั้งแต่ 5 ปีข้ึนไป บางท่านมีประสบการณ์สอนอยู่ท่ี 1-4 ปี เม่ือมี
การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้อาจารย์ต้องปรับรูปแบบการสอนแบบออนไลน์เป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี มีการแบ่ง
ความรับผิดชอบในการสอนตามความถนัดและความเหมาะสมของแต่ละท่าน โดยอาจารย์บางท่านมกี ารเขา้ สอนนักศกึ ษาตั้งแต่ชั้นปี
ท่ี 1-4 ตามวิชาบังคับและวิชาเลือกของมหาวิทยาลัย ระยะเวลาในการสอน 3-6 ช่ัวโมงต่อวันในแต่ละรายวิชา สัปดาห์ละ 2-3
รายวิชา ขึ้นอยู่กับแผนการสอนของอาจารย์แต่ละท่าน นอกจากงานสอนอาจารย์ยังมีภาระงานของมหาวิทยาลัย ได้แก่ การประชุม
วาระต่างๆ ของมหาวทิ ยาลัย การเป็นอาจารย์นิเทศงานฝึกภาคปฏิบัติ 1-3 ของนักศึกษา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ และภาระงาน
ในการจัดทำผลงานวิจัยย่ืนแก่มหาวิทยาลัย จากการทำงานที่เปลี่ยนไปเป็นรูปแบบออนไลน์ทำให้มีอุปสรรคในการทำงานบางอย่าง
สิง่ เร้าตา่ งๆ เหล่าน้เี ป็นผลทีก่ อ่ ให้เกดิ ความเครยี ดของอาจารยไ์ ดท้ ง้ั ด้านรา่ งกายและด้านจิตใจ ดังน้ี

1.1 ด้านร่างกาย
การปรับรูปแบบการสอนเป็นแบบการสอนออนไลน์ทำให้อาจารย์ผู้สอนต้องปรับรูปแบบการทำงานทั้งหมด

จากการทำงานในสถานศกึ ษาต้องเปล่ียนมาทำงานทีบ่ ้าน ทำให้รับภาระหน้าทหี่ นักข้นึ ทง้ั ภาระภายในบ้านและภาระจากการ
สอนออนไลน์ จากการสัมภาษณ์ในอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ทั้ง 7 ท่าน
เป็นผู้หญิงทุกท่าน และส่วนใหญ่มีภาระในการดูแลลูก บางท่านเป็นคุณแม่มือใหม่ ทำให้ต้องแบกรับความเครียดจากการ
จัดแจงเวลาได้ไม่ดีพอ บางท่านต้องดูแลลูกที่ต้องเรียนออนไลน์และต้องเตรียมการทำงานสอนรวมไปถึงการทำงานวิจัยของ
ตนเองร่วมด้วย ทำให้ต้องแบ่งเวลาให้ทุกอย่างจนกลายเป็นไม่มีเวลาในการพักผ่อน ความเครียดที่สะสมแสดงออกมาทาง
รา่ งกาย การนอนไม่เพยี งพอทำให้รา่ งกายออ่ นเพลีย และทำใหป้ ระสทิ ธิภาพในการทำงานลดลงตามไป นั่นยิ่งส่งผลให้อาจารย์
เกิดความเครยี ดตอ่ ประสิทธิภาพการทำงานของตน และยง่ิ ทวคี วามเครียดขน้ึ จนส่งผลตอ่ ร่างกาย เช่น อาการปวดหัว เปน็ ต้น

“อาจารย์ได้รับผลกระทบทั้งการทำงานวิจัยท่ีต้องส่งให้กับมหาวิทยาลัยท่ีมีความยากลำบากมากขึ้นใน
การดำเนินงาน ส่วนการทำงานที่บ้านนั้นก็เกิดความยากลำบากเช่นเดียวกันเน่ืองจากอาจารย์มีลูกที่ต้องเรียนออนไลน์ท่ีบ้าน
ซ่งึ ตอ้ งใชเ้ วลาทั้งกับการสอนและการดูแลลูก อาจารยจ์ ะหาช่วงเวลาที่ลกู นอนแลว้ มาทำงานของมหาวิทยาลัยต่อ จงึ กลายเป็น
ทำงานช่วงกลางคืนเป็นหลักทำให้นอนดึก ในช่วงกลางวันจึงเป็นช่วงสอนหนังหนังสือและเลี้ยงดูลูก” (อาจารย์ท่านที่ 5,
สมั ภาษณ์, 11 กันยายน 2564)

“อาจารย์มีความเครียดเป็นอย่างมาก เนื่องจากภาระงานท่ีเพิ่มขึ้นทำให้กินเวลาในการพักผ่อนและเวลา
ท่ใี ช้รว่ มกับคนในครอบครวั เพราะเนอื้ หาของงานมคี วามเรง่ รดั ในการสง่ งานและมเี วลาทจี่ ำกดั จงึ ทำใหเ้ กิดความเครยี ดสะสม”
(อาจารย์ท่านที่ 2, สมั ภาษณ์, 12 กนั ยายน 2564)

“อาจารย์มีความรู้สึกว่าช่วงแรกท่ีเป็นออนไลน์ไม่ได้กระทบอะไรกับความเครียดตัวเองมากมองว่าเป็น
การเปลี่ยนแปลงการสอนแค่ช่วงหน่ึง ไม่ต้องเดินทางหรือแต่งตัวให้มากข้ึน สามารถอยู่ได้แค่ช่วงหนึ่ง พอนานไปก็ทำให้มี
ผลกระทบเกดิ ข้ึน คือ การอยกู่ บั หน้าจอนานเกนิ ไปจากการเตรยี มเอกสาร ร้สู ึกวา่ สายตาไมค่ อ่ ยโอเค และ Office Syndrome

69

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

เร่ิมมีอาการปวดหลังจากการนั่งนานๆ อาจจะเป็นผลมาจากความเครียดที่แสดงออกมาทางร่างกาย” (อาจารย์ท่านท่ี 7,
สมั ภาษณ,์ 12 กันยายน 2564)

จากการสมั ภาษณ์อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์พบวา่ จากการเปลีย่ นแปลงการสอนรปู แบบออนไลน์
ทำให้เกดิ ความเครียดท่ีส่งผลระยะยาวทางดา้ นร่างกายของอาจารย์ผู้สอน จากขอ้ มูลการสัมภาษณ์ พบว่า ความเครียดจากการสอน
ออนไลน์ส่งผลออกมาทำให้เกิดอาการ Office Syndrome รวมไปถึงความวิตกกังวลต่อประสิทธิภาพในการสอนของตนเอง
นอกจากน้ยี ังมอี าการออ่ นเพลยี จากการแบง่ เวลาไม่ได้เนอ่ื งมาจากภาระงานท่หี นักขึน้

1.2 ดา้ นจิตใจ
ความเครียดท่ีส่งผลต่อด้านจิตใจ มีสาเหตุมาจากการปรับรูปแบบการสอนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อ

อาจารย์ในทุกด้านของการใช้ชีวิตประจำวัน จากการสัมภาษณ์มีอาจารย์ท่ีได้รับผลกระทบของความเครียดทางด้านจิตใจใน
ระหว่างการปรับตัวทั้งได้รับผลกระทบมากและน้อย แต่อาจารย์ทุกท่านล้วนมีความกังวลใจต่อประสิทธิภาพในการสอน
ออนไลน์ของตนเอง โดยกังวลว่านักศึกษาจะไม่สามารถเรียนรูไ้ ด้อย่างเต็มประสิทธภิ าพ หรอื อาจารย์เองไม่สามารถถ่ายทอด
ความรู้นั้นให้แก่นักศึกษาได้อย่างสมบูรณ์ ความเครียดด้านจิตใจของอาจารย์ส่วนใหญ่จึงเป็นความกังวลต่อประสิทธิภาพ
การเรียน นอกจากน้ียังมีอาจารย์ที่มีภาระหน้าที่หนักมากข้ึนกว่าการสอนปกติทำให้การจัดการพ้ืนที่สอนอาจมีปัญหาบ้าง
ทำให้มคี วามคดิ เห็นท่เี ปน็ ลบส่งผลกระทบต่อจิตใจของอาจารยแ์ ละก่อให้เกิดความเครยี ดอย่างมาก

“อาจารย์จะต้องปรับตัวและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึนเอง นั่นคือการซ้ืออุปกรณ์การสอนด้วย
เงินของตนเอง การปรับตัวสำหรับการสอนรูปแบบดังกล่าว ยิ่งเพิ่มภาระหน้าที่และอคติทางเพศให้แก่อาจารย์ เนื่องจาก
สถานที่ในการทำการสอนนั่นคือบ้าน ส่ิงท่ีอาจารย์พบเจอคือการถูกรุกรานพ้ืนท่ีการทำงาน พ้ืนท่ีครอบครัวท่ีถูกจัดให้อยู่
ภายในพื้นที่เดียวกัน จึงทำให้หน้าที่หลักอย่างการให้ความรู้นักศึกษาถูกกดทับด้วยงานบ้าน เลี้ยงลูก ตลอดเวลา อุปสรรค
ปัญหาที่ต้องพบเจอจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ คือ การได้รับความคิดเห็นเชิงตำหนิจาก
นักศึกษา เช่น เสยี งเดก็ รบกวนในเวลาสอน, สัญญาณอินเทอร์เนต็ ไมเ่ สถียร เป็นต้น อกี ทงั้ ยังไมม่ กี ารพดู คุยอย่างตรงไปตรงมา
ถงึ ปัญหาทีเ่ กิดขึ้น และมกี ารโพสต์ขอ้ ความกลา่ วถงึ อาจารย์ใน Application บัญชีส่วนตัวของนักศึกษา ด้วยเหตผุ ลเหลา่ นี้ทำ
ใหอ้ าจารย์เกิดความเครยี ดและความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานการสอนของตนเอง” (อาจารย์ทา่ นท่ี 3, สัมภาษณ์, 12 กนั ยายน
2564)

“ความเครยี ดของอาจารย์ คือ การไม่แน่ใจว่าสิ่งที่อาจารย์รบี ปรับวิธกี ารจะทำใหน้ กั ศึกษาเขา้ ถงึ ไดห้ รือเปล่า
นักศึกษามีอินเทอร์เน็ต มีอุปกรณ์ท่ีจะเข้าถึงเอาท่ีดูสไลด์ธรรมดาจะได้หรือเปล่า แล้วก็ช่วงแรกไม่มีวิธีการอัดวิดีโอ
ไวเ้ ลย” (อาจารยท์ ่านท่ี 6, สัมภาษณ์, 12 กันยายน 2564)

จากการสมั ภาษณ์อาจารย์คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตรพ์ บวา่ จากการเปล่ียนแปลงรูปแบบการสอนออนไลน์
ทำให้เห็นถงึ ผลกระทบท่ีส่งผลให้อาจารย์เกิดความเครียดทางด้านจติ ใจ เป็นความเครียดท่ีส่งผลต่อสุขภาพจิตของอาจารย์ ซึ่ง
ปัญหาเหล่าน้ันมาจากความไม่เข้าใจกัน การไม่มีปฏิสัมพันธ์จากการใช้ชีวิตร่วมกันทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันส่งผลต่อ
สภาพจิตใจของอาจารย์ท่ีได้รับคำวิจารณ์จากนักศึกษา ซ่ึงหากทำความเข้าใจปัญหาของอาจารย์จะทำให้เห็นถึงภาระและ
ความเครียดอื่นๆ ที่อาจารย์กำลังเผชิญอยู่ นอกจากน้ีอาจารย์ยังคงมีความกังวลในเร่ืองประสิทธิภาพการสอนของตนเองโดย
กงั วลวา่ นกั ศกึ ษาจะไม่ได้รบั การเรียนรูอ้ ย่างเตม็ ประสทิ ธภิ าพ

1.3 ด้านประสทิ ธภิ าพในการทำงาน
จากความเครยี ดที่เกิดขึ้นจากการเปลยี่ นรูปแบบการสอนออนไลน์พบวา่ อาจารยไ์ ม่เพียงไดร้ ับผลกระทบจาก

ความเครียดเหล่านั้นทัง้ ทางด้านรา่ งกายและด้านจิตใจดังที่กล่าวมา แต่ยังได้รับผลกระทบในด้านประสิทธภิ าพการทำงานอีก
ด้วย ซ่ึงจะแสดงผ่านออกมาในรูปแบบของการกังวลต่อประสิทธิภาพการทำงานของตนเองว่าอาจจะมีประสิทธิภาพใน
การทำงานลดลง นอกจากน้ียังมีส่ิงเร้าต่างๆ ท่ีเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 การเปล่ียนแปลง

70

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

การสอนทำใหช้ ีวติ ประจำวันเปลี่ยนแปลงไป ซงึ่ อาจเปน็ สาเหตุท่กี อ่ ใหเ้ กดิ ความเครยี ดและสง่ ผลตอ่ ประสิทธภิ าพในการทำงาน
ได้

“การสอนรูปแบบออนไลน์ด้วยโปรแกรมหรือเคร่ืองมือท่ีหลากหลาย ทำให้ประสิทธิภาพในการสนใจหรือ
การฟังลดน้อยลง ต้องโฟกัสหลายอย่าง และในการสอนออนไลน์บางทีต้องมาน่ังคิดกิจกรรมหรือมุขเพิ่มเพื่อให้นักศึกษามี
ส่วนร่วมและสนใจในการเรียนไม่ขาดช่วง บางคร้ังรู้สึกเหงาท่ีต้องพูดหรือสอนคนเดียว” (อาจารย์ท่านท่ี 1, สัมภาษณ์, 12
กนั ยายน 2564)

“…จึงเกิดเป็นความกังวลว่านักศึกษาจะไม่เข้าใจบทเรียนท่ีสอนไปในช่วงแรก ส่วนด้านการทำงานมี
ความกังวลว่างานวิจัยจะไม่สำเร็จลุล่วงตามเวลาที่กำหนดเพราะจากกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยจะต้องลงพื้นท่ีทั่วประเทศ
แต่เน่ืองจากการเดินทางท่ีเป็นข้อจำกัดทำให้ต้องร้ือแผนงานที่วางไว้ท้ังหมด” (อาจารย์ท่านท่ี 5, สัมภาษณ์, 11 กันยายน
2564)

จากการสัมภาษณ์อาจารย์คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตรพ์ บว่า ประสิทธิภาพการทำงานของอาจารย์ลดลงจาก
การสอนออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นความเครียดท่ีทำให้อาจารย์เกิดความกังวลต่อประสิทธิภาพการทำงานและการสอนนักศึกษา
ซ่ึงจาก การ สัม ภ าษ ณ์ เห็ นได้ ว่าอ าจารย์มี ความ กังวล ต่ อป ร ะสิ ท ธิภ าพ การรั บ รู้ขอ งนัก ศึก ษ าม ากก ว่ าจะ แส ด งออ กว่า
มคี วามเครยี ดต่อการทำงานของตนเอง อาจเพราะวุฒิภาวะและความเป็นอาจารยผ์ ู้สอนทำใหต้ ้องรบั มือกบั ปัญหาความเครยี ด
ทเี่ กดิ ขึน้ จากตนเองให้ได้

2. การจัดการกับความเครียดท่ีเกดิ จากการปรบั รปู แบบการสอนออนไลน์
ทุกคนล้วนต้องเจอกับความเครียดแต่การเผชิญกับความเครียดของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับส่ิงเร้า

รอบตัว ปัจจยั ต่างๆ ท่ีทำให้แต่ละคนจัดการกับความเครยี ดเหล่าน้นั ซงึ่ อาจจะทำได้ดีหรอื ไม่อาจะรับมือกับความเครยี ดนั้นได้
เช่นเดียวกันกับอาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ที่เผชิญกับความเครียดจากการ
เปล่ียนแปลงรูปแบบการสอนออนไลน์ และมีวิธีในการจัดการกับความเครียดเหล่านั้นเพ่ือให้สามารถดำรงชีวิตต่อไป
อย่างราบร่ืน การจดั การต่อความเครียดในทนี่ แ้ี บง่ ได้ ดังนี้

2.1 การจัดความเครียดต่อตนเอง
เมื่อเกิดความเครียดอาจส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของบุคคลได้ การจัดการความเครยี ดจึง

เป็นส่ิงที่สำคัญต่อผู้ที่กำลังเผชิญกับความเครียด โดยการจัดการความเครียดต่อตนเองเป็นวิธีการที่มุ่งการแก้ไขด้านอารมณ์
ของตนเองเป็นหลัก การทำให้รู้สึกผ่อนคลายหรือทำให้อารมณ์ดีขึ้นจะช่วยคลายความเครียดเหล่าน้ันลงได้ ซึ่งอาจารย์
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีการจัดการความเครียดต่อตนเอง
เพราะเป็นวิธีการท่ีสามารถจัดการต่อความเครียดได้อย่างรวดเร็ว อาจเพราะบทบาทความเป็นอาจารย์ทำให้ต้องรับมือกับ
อารมณ์ท่หี ลากหลายของนกั ศึกษาและมคี วามคาดหวังว่าตอ้ งมีวุฒภิ าวะทางอารมณท์ ี่ดี การเลือกจัดการกบั อารมณ์ของตนเอง
เพือ่ ปรบั อารมณข์ องตนใหด้ ีข้นึ อยา่ งรวดเร็วอาจเป็นหนทางการแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ ที่ดตี ่ออาจารย์

“เม่ือเกิดความเครยี ดอาจารย์จะจดั การโดยใช้วธิ ีการจดั การอารมณข์ องตนเอง รู้เท่าทันความร้สู ึกของตนเอง
ทบทวนสาเหตทุ ่ีกอ่ ให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่างๆ จัดการกบั ต้นทุนของปญั หา ถ้าหากเกิดความเครียดระหว่างปฏิบัตงิ าน อาจารย์
จะจัดการกบั ความเครียดด้วยการควบคุมและจัดการกับความร้สู ึก ณ สถานการณ์ตรงนั้น เพื่อไม่แสดงความรสู้ กึ ในทางลบกับ
คนรอบขา้ ง” (อาจารยท์ า่ นท่ี 4, สมั ภาษณ์, 10 กันยายน 2564)

จากการสัมภาษณ์อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ พบว่า อาจารย์ส่วนใหญ่เลือกวิธีการจัดการ
ความเครียดต่อตนเองที่เน้นการแก้ไขอารมณ์ของตนเองเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบกับงานหรือสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ท้ังเพ่ือนร่วมงานและนักศึกษา ท้ังยังเป็นวิธีที่สามารถขจัดความเครียดได้อย่างรวดเร็ว โดยการทำความเข้าใจอารมณ์ของ
ตนเองในขณะน้ันว่าตนรู้สึกอย่างไร มีความเครียด หรือ วิตกกังวลเกิดข้ึนอยู่หรือไม่ และจัดการกับอารมณ์ ณ ขณะน้ัน เช่น
การทำสมาธิ การกำหนดลมหายใจเข้าออกเพื่อให้ตนรู้สึกสงบขึ้น เป็นต้น ซึ่งเป็นการจัดการกับความเครียดท่ีนำกลไกทางจิต

71

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 68

ระดับไมร่ ู้ตัวมาปรับใชเ้ พราะการจดั การกับความเครยี ดไมไ่ ดส้ ง่ ผลให้สถานการณ์ท่เี กดิ ข้ึนเปลี่ยนแปลงไปแตท่ ำให้อารมณ์ของ
ผทู้ ่ีเผชิญกับความเครียดดีข้นึ และอาจจะมองผ่านความเครยี ดที่เกดิ ขน้ึ ในตอนแรกได้ การจัดการความเครียดต่อตนเองจึงเป็น
วธิ กี ารที่อาจารย์นยิ มใช้เพราะสามารถแก้ไขอารมณ์ของตนเองได้เรว็

2.2 การจัดการความเครียดทีม่ ผี ลมาจากสิ่งแวดลอ้ ม
วธิ กี ารจัดการความเครยี ดที่มผี ลมาจากสง่ิ แวดล้อมเป็นวธิ กี ารจัดการกับความเครียดที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม

และเห็นถงึ วธิ ีการที่ชัดเจน เนือ่ งมาจากเป็นการแกไ้ ขทส่ี ภาพแวดล้อมภายนอกของบุคคลที่เผชิญกับความเครียดเหลา่ นั้น การ
มุ่งเนน้ แกไ้ ขพฤติกรรมส่วนบุคคลทเ่ี ช่ือมโยงกบั สภาพแวดลอ้ มรอบตัวบุคคล เช่น การทำกจิ กรรมต่างๆ ท่ีทำให้บุคคลรูส้ กึ ดขี ึ้น
เปน็ ตน้

“อาจารย์พยายามท ำความเข้าใจในระบ บก ารศึก ษาท่ี มีการเป ล่ียนแ ป ล งแล ะใช้วิธีการยอม รับเพื่อล ด
ความเครียด ค่อยๆ จัดการที่ละปัญหา และมีบางคร้ังอาจารย์เลือกท่ีจะเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเพ่ือพบปะอาจารย์และ
บุคลากรภายในคณะท่านอื่น เพื่อพูดคุย แลกเปล่ียน ช่วยแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้น” (อาจารย์ท่านท่ี 3, สัมภาษณ์, 12 กันยายน
2564)

“...หากตอนน้ันโกรธอยู่จะจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ ซ่ึงหมายถึงอาจจะมีความรู้สึกแย่อยู่แต่สามารถ
จดั การไมน่ ำอารมณเ์ หลา่ นั้นไปลงกับคนอืน่ หรอื อาจจะนำอารมณเ์ หลา่ น้ันไประบายกับคนทีไ่ วใ้ จในเวลาต่อมา ส่วนอกี วิธที ใี่ ช้
คอื การทำกิจกรรมที่ตนเองสบายใจ เช่น การพักผ่อน ดูซีรสี ์ ฟังเพลง และจัดการกับความคิดของตนเอง” (อาจารย์ท่านท่ี 5,
สมั ภาษณ์, 11 กนั ยายน 2564)

จากการสัมภาษณ์อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตรพ์ บวา่ การจดั การความเครียดทีม่ ีผลมากจากส่ิงแวดล้อมเป็น
การจัดการความเครียดที่มุ่งแก้ไขด้วยการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์แวด ล้อมที่มีผลต่อตนเองให้มีผลกระทบที่ลดน้อยลง
สามารถแบ่งวิธีการจัดการความเครียดทีม่ ผี ลมาจากส่ิงแวดลอ้ ม ดงั น้ี

1) การจัดการความเครียดจากครอบครัว ครอบครัวเป็นสถาบันท่ีเล็กท่ีสุดแต่มีความสำคัญและมีบทบาทท่ีใกล้ชิด
บุคคลมากท่ีสุด ครอบครัวจึงเป็นหน่วยที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันต่างๆ ของตัวบุคคล เช่นเดียวกับการจัดการ
ความเครียดโดยอาศัยคนในครอบครัว จะทำให้บุคคลก้าวผ่านความเครียดง่ายขึ้น เนื่องจากการใกล้ชิด ความสนิทเหล่าน้ัน
นำพามาซึ่งความรู้สึกสบายใจจะช่วยลดความเครียดของบุคคลได้ เช่น การพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวถึงความไม่สบายใจ
ของตน การใชเ้ วลากบั ครอบครวั โดยทำกจิ กรรมต่างๆ ร่วมกนั เพ่อื ใหร้ ู้สกึ ผ่อนคลาย เปน็ ต้น

2) การจดั การความเครียดจากสถานที่ทำงาน เนอ่ื งจากความเครยี ดท่ีเกดิ ขึ้นเป็นความเครียดทไี่ ด้รับอิทธิพลมาจาก
การทำงาน การจัดการความเครียดจากสถานที่ทำงานจะทำให้ปรับลดความเครียดท่ีเกิดขึ้นได้ตรงประเด็น เช่น การปรึกษา
เพ่ือนร่วมงานทม่ี ีปัญหาจากการทำงานแบบเดียวกัน ทำให้ทราบวิธกี ารแก้ปัญหาของเพ่ือนร่วมงานและสามารถนำมาปรับใช้
เพื่อลดความเครียดที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนสถานท่ีทำงานเน่ืองจากการทำงานในสถานท่ีเดิมๆ อาจทำให้เกิดความรู้สึกกดดัน
การเปลีย่ นสถานท่ที ำงานจะทำใหเ้ กิดความรู้สึกใหมๆ่ เป็นต้น

3) การจัดการความเครียดจากการพักผ่อน เนื่องจาการทำงานหนักทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าและสะสมความเครียดจาก
การทำงานหนัก การพักผ่อนจะทำให้บุคคลได้ใช้เวลากับตนเองมากขึ้น ไม่ต้องกังวลหรือเครียดมากเกินไป เช่น การออกกำลังกาย
การดซู รี ีส์ เปน็ ตน้

ดงั น้ันสรุปได้วา่ จากการสัมภาษณอ์ าจารยค์ ณะสังคมสงเคราะห์ศาสตรม์ หาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ท้ัง 7
ท่าน มีความเครียดต่อการเปลี่ยนรูปแบบการสอนออนไลน์ ซึ่งความเครียดเหล่าน้ันส่งผลท้ังด้านร่างกาย ท่ีเห็นได้ชัด คือ
อาการอ่อนเพลีย และอาการ Office Syndrome ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของอาจารย์ในระยะยาวได้ ด้านจิตใจ อาจารย์มี
ความวิตกกังวลเรื่องต่างๆ จากการสอนออนไลน์ ท้ังความไม่เข้ากันกันระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ ความมีปฏิสัมพันธ์
ทน่ี อ้ ยลง และความกงั วลเรือ่ งประสิทธภิ าพในการสอนและการเรียนรู้ระหวา่ งเรยี นออนไลน์ ชี้ใหเ้ หน็ ถงึ ประเดน็ ความคาดหวัง
ของนักศึกษาท่ีมีต่ออาจารย์โดยกำหนดเพศ จากการสัมภาษณ์อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตรท์ ั้ง 7 ท่าน เป็นเพศหญิง

72

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

และมหี ลายท่านมีบทบาทเปน็ มารดา ทำใหอ้ าจารย์ต้องรับผิดชอบดูแลทัง้ ด้านครอบครัวและการจัดการสอนสำหรับนักศึกษา
แตเ่ น่ืองจากข้อจำกัดการสอนออนไลน์ทำให้อาจารยบ์ างท่านไม่สามารถจัดการควบคุมการสอนได้ดี นักศึกษามคี วามคาดหวัง
ให้อาจารย์แบ่งการจดั การสอนใหด้ ีกวา่ น้ี มีการแบง่ เวลาให้กับครอบครัวและนักศึกษาอย่างชัดเจน ปญั หาที่กลา่ วมาข้างต้นจึง
กลายเป็นปัญ หาความเครียดทางด้านจิตใจของอาจารย์อันเน่ืองม าจากความ กังวลต่อตัวนักศึกษาเองแล ะความกังวล ที่
ไม่สามารถจัดการตนเองได้ ด้านประสทิ ธภิ าพการทำงาน อาจารย์มีความกงั วลว่านักศกึ ษาจะไม่เขา้ ใจตอ่ บทเรียนที่ตนเตรยี ม
สำหรับการสอนก่อให้เกิดเป็นความเครียดสะสมได้ และอาจจะทำให้คุณภาพของการทำงานของอาจารย์ลดลงได้ในท่ีสุด
เมื่อเกดิ ความเครียด ต้องมีการจัดการกบั ความเครยี ดเหล่าน้ันเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตอ่ ไปได้ อาจารยจ์ ึงมีวิธีในการจดั การกับ
ความเครียด 2 วิธี ได้แก่ 1) การจัดการความเครียดต่อตนเอง โดยมุ่งเน้นการปรับอารมณ์ของตนเอง การแก้ไขอารมณ์ของ
ตนเองเป็นวิธีท่ีปรับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นวิธีที่อาจารย์ส่วนใหญ่ใช้และใช้ในขณะทำงาน 2) การจัดการ
ความเครียดที่มีผลมาจากสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดการต่อความเครียดที่แก้ไขโดยสถานการณ์ต่างๆ ผ่าน ครอบครัว สถานท่ี
ทำงาน และการพกั ผ่อน ทำให้ส่งผลกระทบตอ่ อารมณ์ลดนอ้ ยลง เชน่ การออกกำลงั กาย การดซู รี ีส์ การพดู คยุ กบั ผู้อ่นื วธิ ีการ
เหล่านถี้ ูกนำมาใช้รับมอื เพื่อให้เกิดความผอ่ นคลายต่อความเครยี ดข้ึน

การอภปิ รายผลการวิจยั
จากการศึกษาพบว่า อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ทั้ง 7 ท่าน ล้วน
เผชิญกับความเครียดจากการเปล่ียนเปล่ียนรูปแบบการสอนออนไลน์ ซึ่งอาจารย์แต่ละท่านมีความความเครียดในเรื่อง
ท่ีคล้ายกัน เช่น ความเครียดจากความไมพ่ ร้อมด้านอุปกรณ์ สื่อการสอน ภาระงานที่เพิ่มมากขนึ้ ความลำบากจากการทำงาน
ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ความวิตกกงั วลต่อประสิทธิภาพในการสอนของตนเอง เป็นต้น ซึง่ อาจารย์แต่ละท่าน
อาจมีความเครียดต่อสถานการณ์แต่ละอย่างแตกต่างกันไปแต่ความเครียดเหล่านั้นอาจส่งผลเสียต่ออาจารย์ได้ คือ ด้าน
รา่ งกาย จากความเครียดท่ีเกิดข้ึนส่งผลต่อสุขภาพกายของอาจารย์ โดยมีอาการอ่อนเพลียจากความเครียด มีอาการ Office
Syndrome โดยมีอาการปวดเม่ือรา่ งกายจากการทำงานหน้าคอมพวิ เตอร์นานๆ หากปล่อยไวอ้ าจสง่ ผลตอ่ สุขภาพร่างกายใน
ระยะยาวได้ ดา้ นจิตใจ จากการเปล่ียนแปลงรูปแบบการสอนออนไลนท์ ำใหม้ ีการเปล่ียนแปลงการใช้ชวี ติ ประจำวนั หลายด้าน
ซึ่งการเปลย่ี นแปลงและการทำกจิ กรรมที่ยากลำบากขน้ึ ทำให้ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิดเปน็ อย่างมาก อาจารยไ์ ด้รับผลกระทบ
ของความเครียดด้านจิตใจจากความวิตกกังวลต่อการเปลี่ยนแปลง การกังวลว่านักศึกษาจะไม่เข้าใจบทเรียนหรือกังวลว่าจะ
ไม่สามารถถ่ายทอดความรูไ้ ด้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมไปถงึ ปญั หาจากการไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และนักศึกษาใน
ชีวิตจริงทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน และช้ีให้เห็นถึงส่ิงอาจารย์ต้องแบกรับความคาดหวังและกดดันจากการมีบทบาทเป็น
มารดา ซ่งึ เรอ่ื งบทบาทความเปน็ มารดาเปน็ เรือ่ งท่ีไมส่ ามารถหลีกเลี่ยงได้ ยิ่งในสถานการณก์ ารแพร่ระบาดโควิด-19 ย่ิงทำให้
เห็นถึงการแสดงบทบาทของมารดาและอาจารย์ที่ชัดเจนขึ้น ทางนักศึกษามีความคาดหวงในตัวอาจารย์ ด้านครอบครัวของ
อาจารย์ก็มีความคาดหวังในการดแู ลครอบครัวจากหน้าท่คี วามเป็นแม่ ทำใหอ้ าจารย์ไดร้ บั ความกดดันอย่างสงู และการจัดการ
เวลาได้ไม่ดพี อทำให้เกิดความเครียดทส่ี ่งผลต่อสุขภาพจิตของอาจารย์ ด้านประสิทธิภาพการทำงาน โดยอาจารยม์ ีความกงั วล
ต่อประสิทธิภาพในการทำงานของตนเอง โดยกังวลว่าความเครียดที่เกิดขึ้นจากการเปล่ียนแปลงรูปแบบการสอนอาจทำให้
ประสิทธิภาพการทำงานของอาจารยน์ ้อยลงได้ แตอ่ าจารยท์ กุ ท่านล้วนหาวธิ ีการกบั จัดการความเครียดท่ีเกิดขน้ึ ต่างกนั ไป โดย
มีวิธีหลกั 2 วิธี ได้แก่ 1) การจัดการความเครียดต่อตนเอง เป็นวิธีที่อาจารย์จะปรับอารมณ์ของตนเองจากการทำความเขา้ ใจ
ตอ่ อารมณข์ องตนเองและยอมรบั อารมณน์ นั้ ทำให้ตนเองรสู้ กึ ผอ่ นคลายโดยการปลอ่ ยวาง 2) การจดั การความเครยี ดที่มผี ลมา
จากส่ิงแวดล้อม เป็นวธิ ีการจัดการต่อความเครียดท่ีเน้นการทำกิจกรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อความเครียดผ่านครอบครัว
สถานทที่ ำงาน และการพักผอ่ น

73

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

จากการสัมภาษณ์อาจารย์ส่วนมากมีความเครียดต่อการเปล่ียนแปลงการสอนออนไลน์เป็นไปในทิศทางลบ และ
สว่ นน้อยอยู่ในทิศทางกลาง เนื่องจากจากการเผชญิ กับความเครียดเหล่านั้น อาจารย์ได้รบั ผลกระทบที่ตามมาทั้งด้านร่างกาย
ดา้ นจิตใจ และดา้ นประสทิ ธิภาพการทำงาน เห็นได้ว่าอาจารย์บางท่านมอี าการเจ็บปว่ ยโดยมีอาการปว่ ยเมอื่ ยร่างกายจากการ
ทำงานเป็นเวลานาน มีการพักผ่อนน้อยแต่มีภาระงานที่หนักข้ึนเกิดเป็นความกังวลต่อประสิทธิภาพในการทำงานต่อตนเอง
ตรงกบั ทฤษฎีความเครียดของไรห์ โดย นวลจันทร์ ภูวสิทธินันท์ (2551) กล่าวไว้ว่า เม่ือมีส่ิงเร้ามากระตุ้นให้เกิดความเครียด
ร่างกายท่ีเกิดความเครียดจะทำให้เกิดสภาพตอบสนองหรือเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และมีการปรับตัวทางกายออกมาใน
ทางบวกหรือลบ แต่โดยส่วนมาจะแสดงออกมาระหว่างทางบวกและทางลบผ่านการจัดการความเครียด ท้ังยังสอดคล้องกับ
แนวคิดความเครียดที่ Webster ได้กล่าวถึงความเครียดไว้ว่า คือ แรงกดดันที่มีต่อร่างกายท่ีมีแนวโน้มจะทำให้เกิด
ความผิดปกติของรา่ งกาย (หงส์ศิริ ภิยโยดลิ กชัย และคณะ, 2558) จะเห็นได้ว่าความเครียดท่เี กิดขึ้นจะสง่ ผลต่อความผิดปกติ
ทางร่างกาย หากจัดการความเครียดได้ดีจะทำให้เกิดการปรับตัวต่อความเครียดกับร่างกายได้ ซึ่งจากการป ระสบปัญหา
ความความเครียดด้านร่างกายของอาจารย์ มีอาการปวดเมื่อร่างกายจากการทำงาน มีอาการเพลียที่แสด งออกมาให้เห็น
แต่อาจารย์ก็มีการจัดการกับความเครียดเหล่าน้ันโดยการจัดการต่ออารมณ์ของตนเอง การหากิจกรรมต่างๆ มาทำเพ่ือผ่อน
คลายความเครยี ดท่ีเกดิ ขึ้น การปรกึ ษาปัญหาความเครียดกับผู้อื่น ทำให้อาจารยบ์ างทา่ นสามารถเผชญิ หน้ากับความเครียดได้
อย่างดี นอกจากนี้ผลการวิจัยคร้ังน้ียังตรงกับผลการศึกษาของ ฐิตินันทน์ ผิวนิล (2562) ท่ีพบว่า การใช้เครือข่ายสังคม
ออนไลนม์ ผี ลตอ่ ชวี ิตประจำวันของอาจารย์หลานด้าน มีแนวโน้มท่ีก่อใหเ้ กิดความเส่ียงด้านสขุ ภาพจิตของครูมากขึ้น ซ่ึงตรงกับ
การวจิ ยั เรอื่ งความเครยี ดท่เี กดิ จากการปรับรปู แบบการสอนออนไลน์ ด้านจิตใจ ท่ีพบวา่ อาจารยไ์ ดร้ บั ผลกระทบดา้ นจติ ใจจาก
ความเครียดในการสอนออนไลน์ ซึ่งหากปลอ่ ยไว้อาจส่งผลต่อสุขภาพจติ ของอาจารย์ในระยะยาวได้

บทสรปุ
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกด้านส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
ซ่ึงทำให้มีการปรับรูปแบบการจัดการศึกษา เมื่อมีการปรับการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ บุคลากรจะต้องปรับตัวกับ
การเปลี่ยนแปลงน้นั กอ่ ให้เกิดความเครียดของอาจารย์จากการปรบั รปู แบบการสอน โดยมีสิ่งเร้าตา่ งๆ ที่ทำใหเ้ กดิ ความเครียด
เช่น ภาระงานท่ีเพ่ิมมากข้ึน การแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้ ปัญหาขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและ
นักศึกษา ปัญหาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นส่ือการสอน และปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น จากท่ีกล่าวมาส่ิงเร้า
เหล่านี้ทำให้อาจารย์ผู้สอนเกิดความเครียดท่ีแสดงออกมา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และด้านประสิทธิภาพ
การทำงาน แสดงให้เห็นว่าความเครียดที่เกิดจากการปรับรูปแบบการสอนออนไลน์ส่งผลต่ออาจารย์ผู้สอน ท้ังท่ีมองเห็น
ทางด้านร่างกายและท่ีมองไม่เห็นทางด้านจิตใจ ด้านประสิทธิภาพการทำงาน ที่มีความกังวลต่อการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึน
ความเครียดเหล่านี้อาจแสดงออกด้านใดด้านหนึ่ง หรืออาจเกิดขน้ึ พร้อมๆ กันในทุกๆ ด้าน ข้ึนอยู่กับการจัดการความเครียด
ของอาจารย์ จากการแบ่งการจดั การความเครยี ดของอาจารย์ไว้ ดังนี้
1. การจัดการความเครียดต่อตนเอง

อาจารย์สามารถจัดการกับความเครียดที่เกิดข้ึนได้จากการแก้ไขอารมณ์หรือความเครียดของตนเอง โดยการทบทวน
อารมณ์ ความรู้สึกที่มีต่อความเครียดนั้นๆ ยอมรับความเครียดที่เกิดขึ้นและหาสาเหตุของความเครียดเพ่ือหาวิธีการขจัด
ความเครียดเหล่าน้ันใหห้ ายไป เป็นวิธีทีจ่ ัดการต่อความเครียดต่อตนเองได้รวดเร็วที่สุด เพราะเปน็ การจดั การตอ่ ความเครียด
ท่ใี หค้ วามสนใจตอ่ อารมณข์ องตนเองเปน็ หลกั การใชว้ ธิ ีการนจ้ี ะทำใหจ้ ดั การตอ่ ความเครยี ดเฉพาะหน้าไดอ้ ย่างรวดเร็ว

2. การจดั การตอ่ ความเครยี ดทม่ี ผี ลมาจากสิ่งแวดลอ้ ม
อาจารยส์ ว่ นมากนยิ มใช้วิธกี ารจดั การความเครียดท่ีมีผลมาจากส่ิงแวดล้อม วิธกี ารน้ีจะแสดงออกในรูปแบบของ

รูปธรรม โดยอาจสอดคล้องกับวธิ แี รกทม่ี กี ารวเิ คราะห์อารมณ์ ความรูส้ กึ ของตนเอง หากไมส่ ามารถจดั การความรู้สกึ ไดจ้ ะต้อง

74

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

หากิจกรรมอย่างอ่ืนทำเพ่ือให้ตนรู้สึกดีขึ้นในรูปแบบของการจัดการต่อความเครียดที่มีผลมาจากสิ่งแวดล้อมแบ่งออกเป็น
3 รปู แบบ ดังนี้

2.1 การจัดการความเครียดจากครอบครวั เชน่ การทำกิจกรรมรว่ มกับสมาชกิ ในครอบครวั การปรึกษาปัญหากบั
ครอบครัว เป็นต้น

2.2 การจดั การความเครียดจากสถานที่ทำงาน เช่น การเปลยี่ นสถานทีท่ ำงาน การแลกเปล่ียนและปรึกษาปัญหา
ดา้ นการทำงานกบั เพือ่ ร่วมกัน

2.3 การจัดการความเครียดจากการพกั ผอ่ น เชน่ การออกกำลงั กาย การทำกจิ กรรมนนั ทนาการ เป็นตน้
จากการจัดการความเครียดที่เกิดจากการปรับรูปแบบการสอนออนไลน์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปางท้งั 7 ทา่ น มีวธิ ีการจดั การต่อความเครียดท้ังท่ีทำได้ดีและไม่ดที ้ังหมดแสดงออกมาผา่ น
ทางสขุ ภาพกายและสุขภาพจติ ของอาจารย์ แตถ่ ึงอย่างน้นั อาจมีแนวโนม้ วา่ อาจารย์จะจัดการตอ่ ความเครียดได้ดขี ้ึน จากการ
เปลี่ยนแปลงในระยะเวลาหนึ่งทำให้มีแนวทางในการจดั การความเครียดของตนเองได้ และในทางกลับกันอาจส่งผลแยล่ งจาก
การเผชิญความเครียดเหล่านั้นในระยะเวลานาน ช้ีให้เห็นถึงประเด็นการเผชิญความเครียดระหว่างอาจารย์และนักศึกษา
โดยอาจารย์ไม่สามารถจัดการสอนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อความคาดหวังของนักศึกษา เนื่องมาจากสาเหตุการดำเนิน
บทบาทอาจารย์ผู้สอน และบทบาทความเป็นมารดา ความกดดันต่อตนเองและจากนักศึกษาทำให้เกิดเป็นความเครียด
ทก่ี ระทบตอ่ สภาพจิตใจของอาจารย์ ซึ่งการแก้ปญั หานั้นอาจจะต้องอาศยั ท้งั ส่ิงเรา้ ภายในและภายนอกการจดั การความเครยี ด
ต่อตนเองเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถลดภาระความรับผิดชอบต่างๆ ที่อาจารย์กำลังเผชิญอยู่ได้ ดังน้ันการจัดการต่อ
ความเครียดของอาจารย์จึงข้ึนอยู่กับสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอก หากมีการสนับสนุนที่ดีจากคนรอบข้าง หรือการยอมรับ
อารมณ์ความรู้สึกของตนเองไดจ้ ากภายในกจ็ ะทำใหส้ ามารถก้าวผ่านความเครยี ดเหล่านั้นไปได้

ขอ้ เสนอแนะจากการวิจัย
1. ขอ้ เสนอแนะท่วั ไป

1.1 มหาวทิ ยาลยั ควรมีการสนบั สนุนอาจารยใ์ นด้านการสอนออนไลน์ ทั้งอุปกรณส์ ำหรับการสอน และโปรแกรม
สื่อการสอนท่ีต้องเสียเงินเพ่ิม เนื่องจากอาจารย์ต้องการให้นักศึกษาได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงต้องออก
คา่ ใชจ้ า่ ยเพิม่ เตมิ ในส่วนนี้ หากทางมหาวิทยาลยั มกี ารพจิ ารณาสนบั สนนุ คา่ ใช้จ่ายส่วนน้จี ะสามารถช่วยลดภาระคา่ ใช้จา่ ยของ
อาจารยล์ งได้

1.2 มหาวิทยาลยั ควรมีนโยบายแบง่ เบาภาระหนา้ ท่ีการทำงานของอาจารย์ หรือการลดกิจกรรมบางอย่างในชว่ ง
การสอนออนไลน์ เพอื่ ลดความเครียดจากการทำงานทเี่ กดิ ข้นึ ในสภาพแวดลอ้ มทเี่ ปลีย่ นไป เชน่ การจัดสรรเวลาในการประชมุ
อยา่ งเหมาะสม เปน็ ต้น

1.3 มหาวทิ ยาลยั ควรมีการประเมินความเครียดของอาจารย์ต่อการสอนออนไลน์ในทุกเทอม เพอ่ื เปน็ ฐานข้อมูล
ในการพัฒนาสวัสดิการและเป็นแนวทางในการจดั สรรภาระงานใหเ้ หมาะสมสำหรบั อาจารย์

2. ขอ้ เสนอแนะการทำวิจยั คร้งั ต่อไป
ผูว้ ิจัยควรสัมภาษณ์ข้อมูลท่ัวไปของกลุ่มเป้าหมายให้มีความครอบคลุมและครบถ้วนในทุกประเด็นท่ีมีความเกี่ยวข้อง

กับประเด็นวิจัยที่กำลังศึกษา แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของกลุ่มเป้าหมายโดยการบอกเน้ือที่ต้องการสัมภาษณ์ต่อ
กลุ่มเปา้ หมายล่วงหนา้ และถามความยินยอมในการให้ขอ้ มลู ส่วนตวั

75

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

เอกสารอา้ งองิ
กรมควบคมุ โรค และ สำนักงานการวจิ ยั แหง่ ชาติ. (2564). ข้อมลู สำคญั 1 ปี โควิดประเทศไทย จากคนแรก

สกู่ ารระบาดรอบใหม่ ตดิ เชอื้ 5 พันคน ภายใน 19 วนั . สืบค้นจาก https://www.pptvhd36.com/news/
สขุ ภาพ/139844
จิรนุช จิตราทร. (ม.ป.ป.). ความเครยี ด. สืบค้นจาก https://med.mahidol.ac.th/ramamental/
generalknowledge/general/05142014-1901
ฐิตินนั ทน์ ผิวนิล. (2562). สุขภาพจติ ครไู ทยจากการใชเ้ ครือขา่ ยสังคมออนไลน.์ สืบคน้ จาก
http://www.cps.chula.ac.th/newcps/journalnew/myfilepdf/35-1-6-2562f3.pdf
นวลจนั ทร์ ภูวสิทธนิ ันท.์ (2551). ปัจจัยการปฏิบตั งิ านทีม่ ีความสมั พันธก์ บั ความเครยี ดของพนกั งานธนาคารออมสินในเขต
จังหวดั สมุทรปราการ. สบื คน้ จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/files/49931251/title.pdf
วงศ์พันธ์ อมรินทรเ์ ทวา. (2564). เพราะการศึกษาหยดุ ไมไ่ ด้ ตา่ งประเทศเรยี นกันอยา่ งไรในช่วงโควดิ -19. สบื คน้ จาก
https://www.eef.or.th/education
ศรีจันทร์ พรจริ าศลิ ป์. (2554). ความเครยี ด และวิธแี ก้ความเครยี ด. สบื ค้นจาก
https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/47
หงสศ์ ิริ ภิยโยดลิ กชัย และคณะ. (2558). ความเครยี ด และการแก้ปญั หาความเครยี ดของนกั ศกึ ษา สาขาวิชาเทคโนโลยี
สารสนเทศทางธรุ กิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล รตั นโกสนิ ทร์ บพติ รพมิ ุข. สบื คน้ จาก
http://110.164.147.155/kmhealth_new/Documment/psychiatry/adult/P1.2.10.pdf

76

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

คณุ ภาพชวี ติ และการปรบั ตัวภายใต้สถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโควิด–19: ในบริบทของความเป็นผ้หู ญงิ 1
The Quality of Life and Adaptation under the COVID–19 Pandemic: Context of Femininity

เตษญา พรคณุ ารกั ษ์, วนั ชนะ จนั ทคณุ , ชัยปญั ญา อธิปฏิเวชช,
ภคั หทยั กมิ ทอง และณฐั ชนน มง่ั มี2

Tesaya Pornkunaruk, Wanchana Chantakun, Chaipanya Athipatiwech,
Pakhathai Kimthong, and Nutchanon Mangmee3

Abstract
The World Health Organization has declared the pandemic of COVID-19 as a Public Health
Emergency of International Concern (PHEIC). It was causing governments worldwide to have the policy to
prevent the spread that affects daily life. The objectives of this research were (1) to study the quality of
life of women and (2) to study the need to enhance women's quality of life among the COVID-1 9
pandemic. It used a qualitative research method—a purposive method of selecting informants comprised
of frontline women and general occupation women, including 11 semi-structured interviews. Data quality
was examined using a theoretical triangulation method, peer debriefing, negative case analysis, and
thematic analysis.
The overall perception of women's quality of life was well adjusted, but mental fatigue was also-
easy access to health services for COVID-19 but poor access to reproductive health for women. Financial
expenses are more than income, and do not feel secure even with welfare because it is not sustainable.
Relationship dimension found domestic violence or shadow pandemic. As for the need to enhance the
quality of life during the COVID-19, it was found that women who work at the frontlines have received
adequate welfare from the agency and therefore need others to get well vaccinated. In contrast, women
in general occupations need social protection. In addition, sex workers were more vulnerable to quality of
life before the COVID-1 9. The findings from the study are valuable information that may lead to
consideration for promoting a universal welfare state, including upgrading adequate social protection and
providing more importance to women.
Keywords: COVID-19 pandemic, quality of life, need to enhance the quality of life, women

บทคดั ย่อ
องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ
ทำใหร้ ัฐบาลทว่ั โลกต่างมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ซ่ึงทง้ั การระบาดของโรคและมาตรการของภาครัฐส่งผลกระทบต่อ
การใช้ชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพของประชาชน พบความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้น ซึ่งภายใต้ความเป็นผู้หญิงนั้น
ผลกระทบย่งิ ทวีความรุนแรง การวิจยั น้ีมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศกึ ษาคุณภาพชวี ติ ของผู้หญิง และ (2) เพื่อศึกษาความต้องการ
ในการสร้างเสริมคณุ ภาพชีวติ ของผหู้ ญิง ภายใต้สถานการณโ์ ควดิ –19 ด้วยวิธกี ารวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ ใช้วิธีการคดั เลือกผู้ใหข้ ้อมูล
แบบเจาะจง ซึ่งได้แก่ ผู้หญิงที่ปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้าและผู้หญิงที่ประกอบอาชีพท่ัวไป รวมจำนวน 11 คน เป็นผู้ให้ข้อมูลใน

1 บทความวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระดับปริญญาตรี รายวิชา สพ.312 การวิจัยและการจัดการความรู้ทางสังคมสงเคราะหท์ างการแพทย์ ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนย์รงั สติ
2 นักศึกษาหลักสตู รสงั คมสงเคราะห์ศาสตรบณั ฑิต คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์
3 Bachelor’s students of Social Work Program, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Rangsit Center

* Corresponding author : [email protected]
77

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

การสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ ด้วยประเด็นสมั ภาษณก์ ่ึงโครงสรา้ ง ตรวจสอบคณุ ภาพขอ้ มูลดว้ ยวธิ ีการโยงสามเส้าด้านทฤษฎี ตรวจสอบ
โดยเพอ่ื นนักวจิ ยั และวิเคราะห์แบบแผนทีแ่ ตกต่าง และใช้การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดว้ ยการสรุปประเดน็

ผลการศกึ ษาพบว่า การรับร้ถู ึงคณุ ภาพชีวิตของผู้หญิงในภาพรวมมีการปรับตัวได้ดี แต่ก็มีความเหนื่อยลา้ ทางจิตใจ
ด้านการเข้าถงึ และการรกั ษาโรค พบว่าเขา้ ถึงบริการสุขภาพเพ่ือการตรวจและรักษาโควดิ -19 ไดโ้ ดยง่ายแตเ่ ขา้ ถงึ อนามัยเจริญ
พนั ธุ์สำหรับผู้หญิงได้นอ้ ยลง ส่วนด้านเศรษฐกิจ พบรายจา่ ยทม่ี ากกวา่ รายรับ และไมร่ ู้สึกมน่ั คงแมม้ ีสวสั ดิการเพราะไม่ย่ังยืน
ส่วนความสัมพันธใ์ นครอบครัว พบความรุนแรงในครอบครวั หรือการระบาดแฝง ท้ังนี้ในสว่ นความต้องการสร้างเสริมคุณภาพ
ชีวิตในช่วงเวลาท่ีมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า ผู้หญิงที่ทำงานด่านหน้าได้รับสวัสดิการจากหน่วยงานเพียงพอแล้ว
จงึ ต้องการใหผ้ ู้อนื่ ได้รบั วคั ซีนทด่ี เี พ่อื ลดความเส่ยี งต่อการติดเชอ้ื ขณะท่ผี ู้หญิงทีป่ ระกอบอาชพี ทั่วไปตอ้ งการการคุ้มครองทาง
สังคม นอกจากน้ียังมีผู้หญิงอาชีพบริการทางเพศที่พบว่ามีความเปราะบางต่อคุณภาพชีวิตมาต้ังแต่ก่อนการแพร่ระบาดของ
โควดิ -19 ขอ้ ค้นพบท่ไี ด้จากการศกึ ษานเ้ี ป็นขอ้ มลู สำคญั ท่ีอาจนำไปสกู่ ารพิจารณาสง่ เสริมสวัสดกิ ารแบบถว้ นหนา้ พจิ ารณาให้
กลุ่มอาชีพอัน ได้แก่ แรงงานนอกระบบและกลุ่มผู้ประกอบอาชีพบริการทางเพศ มาอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
เพ่ือเข้าสู่ระบบประกันสังคมเพื่อรับสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการ ได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพโดยไม่ถูกแบ่งแยก รวมถึง
ยกระดับการคุ้มครองทางสังคมที่ให้ความเป็นธรรมและให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น อันเน่ืองมาจาก
ข้อสรปุ สำคัญสำหรบั งานวจิ ัย คือ ไม่เพียงแตผ่ ู้ทีมีอวยั วะสืบพนั ธ์เุ ป็นเพศหญิงเทา่ นั้น แต่ภายใต้ความเปน็ ผู้หญงิ ตามการนยิ าม
สว่ นบุคคล พบว่าคณุ ภาพชีวิต การปรับตัว และความตอ้ งการสร้างเสริมคณุ ภาพชีวิตภายใตส้ ถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโค
วิด-19 เปน็ ไปในทิศทางเดยี วกัน
คำสำคญั : สถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโควดิ -19, คณุ ภาพชวี ิต, ความตอ้ งการเสรมิ สรา้ งคณุ ภาพชีวิต, ผูห้ ญงิ

บทนำและความสำคญั ของปัญหา
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างตอ่ เนื่องในช่วงเวลาท่ีผ่านมา กระท่ังมี
การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นำไปสู่การมีมาตรการตา่ งๆ เพื่อป้องกัน
โรคประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ขอ้ กำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบรหิ ารราชการในสถานการณ์
ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 20 (2564) เช่น มาตรการเคอร์ฟิว (Curfew) การงดออกนอกเคหสถานชว่ งเวลา 21.00-04.00 น.
มาตรการปฏิบัติงาน ณ ทพ่ี ักอาศัย (Work from Home) การงดการน่ังรบั ประทานอาหารภายในร้าน การปิดห้างสรรพสินค้า
รา้ นเสรมิ สวย สนามกีฬา และรวมถึงการห้ามจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคท่ีเป็นการรวมคนมากกว่า 20 คน เป็นต้น
ซึ่งภายใต้การระบาดระลอกท่ี 3 นับจากวันที่ 1 เมษายน 64-31 กรกฎาคม 64 (กรมควบคุมโรค, 2564) พบการติดเชื้อจาก
การสัมผัสสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น การสวมหนา้ กากอนามัยในบ้านจึงเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันโรค ซ่ึงมาตรการ
เหล่าน้ีส่งผลกระทบผู้อยู่อาศัยเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยต่อบ้าน จนนำไปสู่ผลกระทบทางด้านจิตใจ เช่น เกิดความเครียด
และความไม่ไวว้ างใจภายในครอบครวั (สวุ รรณชยั วฒั นายง่ิ เจรญิ ชยั , 2564)
ในอีกดา้ นหนง่ึ มาตรการควบคุมโรคไดท้ ำใหผ้ ู้คนใชเ้ วลาอยทู่ ี่บา้ นนานข้ึนกวา่ เดิม ในช่วงท่ีมีการระบาดของโควดิ -19
ซ่งึ ส่งผลให้ความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทยเพ่ิมสูงข้ึนถึงร้อยละ 66 ซ่ึงสาเหตุส่วนใหญ่มาจากเรอื่ งความเครียดทาง
เศรษฐกิจที่สง่ ผลตอ่ รายไดใ้ นครอบครัวและการใชส้ ารเสพติด (กรมสุขภาพจติ , 2564) ถงึ แม้ความรุนแรงในครอบครัวจะมีมา
อย่างยาวนาน แตค่ วามรุนแรงท่เี กดิ ข้ึนภายใตส้ ถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโควดิ -19 ได้ถกู เรียกว่า “Shadow Pandemic”
หรือ “การระบาดของเงา”หรอื “การระบาดแฝง” (วรรณวดี พูลพอกสิน, 2564) คำดงั กลา่ วดูครอบคลุมถึงความหมายที่สื่อให้
เหน็ ว่าความรนุ แรงในครอบครัวเปน็ ปัญหาใหญท่ ่ซี อ่ นและปกปดิ ผหู้ ญงิ ไวอ้ ยใู่ นเงา ไมส่ ามารถรอ้ งขอหรือเขา้ ถึงความช่วยเหลอื
ได้เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่น้อยกว่าผู้ชายภายในบ้าน ในอีกด้านหนึ่งมีผู้หญิงผู้ปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้าท่ีไม่ได้รับ
ผลกระทบจากความรุนแรงภายในบ้านจากมาตรการ Work from Home แต่ความรุนแรงทางอ้อมภายนอกบ้านได้ส่งผลต่อ
คณุ ภาพชวี ติ เชน่ เดยี วกัน เนื่องจากการทย่ี อดผู้ตดิ เช้ือเพ่มิ ขึน้ อย่างต่อเนอ่ื ง สง่ ผลให้โรงพยาบาลมีผเู้ ข้ารบั การรกั ษาจากอาการ

78

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ติดเชื้อสูงขึ้นจนเกินอัตรากำลังของทีมแพทย์และพยาบาล (ประสิทธ์ิ วัฒนาภา, 2564) งานวิจัยนี้มิได้ให้ความสนใจในสตรี
ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้าในการรับมือกับโควิด-19 ที่เป็นแพทย์และพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงอาสาสมัคร
สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ซ่ึงขับเคล่ือนงานสาธารณสุขมูลฐาน รับบทบาทหลักท้ังในด้านป้องกันโรคและส่งเสริม
สุขภาพระดับชุมชน ดังน้ันการศึกษาคณุ ภาพชีวิตของผู้หญิงในงานวิจัยนี้จึงเปิดรับความหลากหลายของอาชีพท่ปี ฏิบัติหน้าที่
ด่านหน้าโดยรวมถึงอาสาสมัครท่ีมีบทบาทสำคัญต่อการรับมือโควิด–19 ผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพทั่วไปน้ันก็ไม่จำกัดเพียง
แค่อาชพี ท่ีอยู่ในระบบเท่านั้น และผู้หญิงท่ีตอ้ งการศึกษาก็โอบรบั ผู้ท่ีนิยามตนเองว่าเป็นเพศหญิง เพ่ือศกึ ษาคุณภาพชีวิตของ
ผู้หญิงที่ปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้าและผู้หญิงที่ประกอบอาชีพทั่วไป ทั้งนี้คณะผู้วิจัยมีข้อสันนิษฐานว่าภายใต้ความหลากหลาย
เหลา่ นี้จะสะท้อนผลการศกึ ษาบางอยา่ งท่ีบง่ ชถี้ ึงการมีอตั ลกั ษณ์ร่วมของการเป็นผหู้ ญงิ ไดอ้ ย่างนา่ สนใจ

ภายใต้สถานการณ์และบริบทสังคมท่ีเป็นพลวัต ข้อมูลจากงานวิจัยนี้เก็บข้อมูลตั้งแต่วันท่ี 10 กันยายน 64-30
กันยายน 64 อยู่ในช่วงหลังจากการระบาดระลอกที่ 3 (1 เมษายน 2564-31 กรกฎาคม 2564) และอย่ใู นช่วงท่ตี ัวเลขผตู้ ิดเช้ือ
ยงั คงเพิ่มข้ึนอยา่ งต่อเนอ่ื งจากไวรัสกลายพันธชุ์ นดิ สายพันธ์ุเดลตา

วตั ถุประสงคก์ ารศกึ ษา
การศกึ ษาครั้งน้ีมวี ัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิต และ (2) ความต้องการในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของ
ผู้หญิงทีป่ ฏิบตั หิ น้าทดี่ ่านหน้าและผหู้ ญิงทป่ี ระกอบอาชีพทว่ั ไป ภายใต้สถานการณโ์ ควิด–19

นยิ ามศัพทป์ ฏบิ ตั กิ าร
สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโควิด–19 หมายถึง โรคทางเดนิ หายใจที่เกดิ จากไวรสั โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึง่ โรคน้ี
ถูกเรียกว่า Coronavirus Disease 2019 หรือ COVID–19 เกิดการติดต่อจากคนสู่คน โดยมีการระบาดไปทั่วโลก นับตั้งแต่
การระบาดระลอกท่ี 3 คือ ต้ังแต่วันท่ี 1 เมษายน 2564-31 กรกฎาคม 2564 (กรมควบคุมโรค, 2564) ไปจนถึงช่วงการเก็บ
ข้อมูลวันที่ 30 กนั ยายน 2564
มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 หมายถึง ข้อปฏิบัติท่ีออกโดยรัฐเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่
ระบาดของโควิด-19 โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการ
บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 20 ลงวันที่ 16 เมษายน 2564 จนถึงฉบับท่ี 28 ลงวันที่ 17
กรกฎาคม 2564 ได้แก่ (1) การปิดสถานศึกษา (2) การปิดสถานบริการ สถานบันเทิง และห้างสรรพสินค้า (3) การจำกัด
การเดนิ ทางและการงดออกนอกเคหสถานช่วงเวลา 21.00-04.00 น. และ (4) การปฏบิ ตั งิ านทบ่ี า้ น (Work from Home)
ผู้หญิง หมายถึง ผู้ที่นิยามว่าตนเองเป็นเพศหญิง โดยไม่จำกัดเฉพาะการมีอวัยวะสืบพันธุ์เป็นเพศหญิงเพียงอย่าง
เดียว ในงานวจิ ัยน้ีศึกษาผูห้ ญิงทเ่ี ปน็ วัยแรงงาน อายตุ ้งั แต่ 15-59 ปี โดยแบง่ กลมุ่ เปา้ หมายตามอาชีพ ดงั น้ี
1. ผู้หญิงท่ีปฏิบตั หิ น้าที่ด่านหน้า หมายถึง บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าท่ีท่ีเกยี่ วข้องกบั การปอ้ งกัน รักษา ฟืน้ ฟู หรอื รับมือ
กบั โควิด–19 โดยตรง โดยในงานวจิ ัยนปี้ ระกอบไปด้วย พยาบาลโรงพยาบาลรัฐและเอกชน (ลูกจ้าง) นักสังคมสงเคราะห์ทาง
การแพทย์ (ข้าราชการ) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (ผู้ประกอบอาชีพอิสระ) และอาสาสมัครภาคประชาชน
(ผูป้ ระกอบอาชีพอสิ ระ)
2. ผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพท่ัวไป หมายถึง ผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน รักษา ฟ้ืนฟู หรือ
รับมือโควิด-19 โดยตรง โดยในงานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย อาชีพค้าขาย (ผู้ประกอบอาชีพอิสระ) พนักงานบริการทางเพศ
(ผูป้ ระกอบอาชีพอิสระ) พนกั งานบริษทั (ลูกจ้างเอกชน) และแม่บ้าน (ลกู จ้างเอกชน)
คุณภาพชีวิต หมายถึง การรับรู้หรือความรู้สึกที่ผู้หญิงมีต่อวิถีชีวิตที่กำลังดำรงอยู่ภายใต้สถานการณ์การแพร่
ระบาดของโควิด–19 ซึ่งระบาดในระลอกที่ 3 โดยได้นำแนวคิดองค์ประกอบคุณภาพชีวิต ของ UN Women (2020) มาปรับ

79

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

ใช้ในการศึกษาคุณภาพชีวิตท่ีเข้ากับบริบทสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และวิถีชีวิตในบทบาทของผู้หญิงใน
ประเทศไทย โดยการศึกษาคร้ังน้คี ณุ ภาพชีวติ ของผู้หญิงประกอบด้วย 4 ด้าน ไดแ้ ก่

1. ด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ หมายถึง ด้านการเข้าถึงการป้องกันและรักษาโรคของผู้หญิง ได้แก่ การได้รับ
บริการดา้ นสขุ ภาพ เพอ่ื การป้องกนั และรักษาโควิด-19 รวมถึงบริการอนามัยเจริญพันธุแ์ ละโรคท่เี กย่ี วข้องกับผหู้ ญงิ

2. ด้านเศรษฐกจิ หมายถึง การมีรายไดข้ องผ้หู ญิงท่ีเพียงพอตอ่ การดำรงชีวิต การอยู่ภายใตม้ าตรการเยียวยาของรัฐ
หรือการสนบั สนนุ การทำงานโดยรฐั หรอื องค์กร

3. ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว หมายถึง การมีความสัมพันธ์ที่ไม่ห่างเหินและสม่ำเสมอระหว่างคนในครอบครัว
รวมถึงปรากฏการณ์การใชค้ วามรนุ แรงในครอบครวั ทง้ั ทางกาย วาจา และจิตใจ

4. ดา้ นความปลอดภยั หมายถึง ความรสู้ กึ ม่ันคงในการดำรงชีวิตประจำวนั การได้รบั การปฏบิ ตั ิทเี่ ท่าเทียม
การปรับตัว หมายถงึ วิถชี ีวติ ใหมท่ ่ีเปลย่ี นแปลงไปตามสถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโควิด-19
ความต้องการในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิต หมายถึง การท่ีผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลของการศึกษาครั้งนี้ มีความ
ปรารถนา เรียกร้องที่จะมีชีวิตที่มีความสุข ความเท่าเทียมกับกลุ่มคนอ่ืนๆ ในสังคม ทั้งในด้านของการเข้าถึงบริการสุขภาพ
ดา้ นเศรษฐกจิ ด้านความสัมพนั ธ์ในครอบครัว และด้านความปลอดภัย

แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง
การศึกษาเร่ือง คุณภาพชีวิตและการปรับตัวภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด–19: ในบริบทของ
ความเป็นผู้หญิง ได้ทำการสืบค้นข้อมูลจากวรรณกรรมท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต แนวคิดเก่ียวกับ
การระบาดแฝง แนวคิดท่ีเกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์ งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความต้องการภายใต้
สถานการณ์โควดิ -19 โดยแตล่ ะแนวคิดมีรายละเอียดทเ่ี กย่ี วข้องกับการศกึ ษาครั้งน้ี ดงั ต่อไปน้ี
แนวคิดเกยี่ วกับคุณภาพชวี ิต (Quality of Life)
จากการศึกษาแนวคิดเก่ียวกับคุณภาพชีวิตได้มีผู้ให้ความหมายของคุณภาพชีวิตไว้อย่างหลากหลาย โดย เกษม
จันทร์แก้ว (2540, อ้างถึงใน ศิริพร เสนามนตรี, 2556, น. 11) สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิต เดิมทีมีการให้ความหมายเพียง
แค่เชิงอัตวิสัย (Subjective) คือ มีการยึดโยงกับความรู้สึกพึงพอใจของปัจเจก ซ่ึงได้มีการปรับเปลี่ยนมาจนถึงปัจจุบันทำให้
ความหมายของคุณภาพชีวิตครอบคลุมไปถึงเชิงวัตถุวิสัย (Objective) คือ ยึดโยงกับสภาพเชิงประจักษ์ตามมาตรฐาน หรือ
ตัวช้ีวัดมากย่ิงขึ้น ซ่ึงมีความหมายรวมไปถึงสภาพแวดล้อม สภาพความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ และสุขภาพอนามัย เป็นต้น ท้ังน้ี
World Health Organization (WHO, 1992) และกรมสุขภาพจิต (2540) ได้มีการแบ่งองค์ประกอบหรือแนวคิดของคุณภาพ
ชวี ิตอย่างหลากหลายตามนักคิดตา่ งๆ โดยสรุปแล้วสามารถแบ่งออกได้ท้ังหมด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านจิต
วิญญาณ ดา้ นความสัมพันธท์ างสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจ โดยการศึกษาครั้งนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต
ของผู้หญงิ ในมติ ิรา่ งกาย เศรษฐกิจ ความสัมพันธท์ างสังคม และดา้ นความปลอดภยั
แนวคดิ เกยี่ วกบั การระบาดแฝง (Shadow Pandemic)
การระบาดแฝง หรือการระบาดของเงา (Shadow Pandemic) หมายถึง ปรากฎการณ์ท่ีเกิดความรุนแรงต่อผู้หญิง
และเดก็ หญงิ ทุกประเภท โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครวั (UN Women, 2020) ซ่ึงสอดคล้องกับคำอธบิ ายของ วรรณวดี
พูลพอกสิน (2564) ที่อธิบายว่าเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นเงาท่ีมีอัตรา “เพ่ิม
สูงขึ้น” อันเป็นเหตุจากมาตรการด้านสาธารณสุขที่ให้ประชาชนอยู่บ้านเพ่ือลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น การเว้น
ระยะห่างทางสังคม การล็อคดาวน์ ที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในบ้านร่วมกับเกือบ 24 ชั่วโมง เป็นการเติมเช้ือไฟ
ให้เกิดการกระทำความรุนแรงภายในครอบครัวได้ง่ายขึ้น ซึ่งผู้ถูกกระทำความรุนแรงมักเป็นผู้หญิงและเด็ก หญิง โดยท่ี
การขอความช่วยเหลือน้ันมีความยากลำบากขึ้น และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงมากข้ึน ซ่ึงสถานการณ์การระบาดนี้
มคี วามเกย่ี วข้องกับความเปน็ ผ้หู ญงิ ท่ีเปน็ กลมุ่ เปา้ หมายของการศึกษาครง้ั น้ี

80

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

แนวคิดท่เี กีย่ วขอ้ งกับความต้องการของมนุษย์ (Human Needs)
จากการท่ีมีผู้ให้ความหมายเกี่ยวกับความต้องการไว้อย่างหลากหลาย สามารถสรุปได้ว่า “ความต้องการ” เป็น
กระบวนการทางด้านจิตใจท่ีทำให้มนุษย์ดิน้ รนและขวนขวายจะได้มาซ่ึงส่ิงที่จะตอบสนองความต้องการของตนเองมีลักษณะ
เป็นลำดับข้ัน โดยมนุษย์จะต้องการสิ่งจำเป็นพ้ืนฐานต่อการดำเนินชีวิตเป็นลำดับแรก และเม่ือสิ่งจำเป็นพื้นฐานเหล่าน้ันถูก
เติมเต็ม มนุษย์ก็จะอยู่ในภาวะสมดุล จากนั้นจึงเกิดความต้องการข้ันถัดไปและเป็นแรงขับให้มนุษย์ดำรงชีวิตและตอบสนอง
ความต้องการของตนเองอยู่เสมอ
ท้ังนี้ตามทฤษฎีลำดับข้ันความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of need) (1954) ได้มีการอธิบายถึง
พฤติกรรมของมนุษย์ว่าจะมีความต้องการเป็นระดับต่างๆ โดยเรียงลำดับจากระดบั พื้นฐานไปยังระดับสงู สุด ได้แก่ (1) ความ
ตอ้ งการด้านร่างกายหรือสรรี ะ (Physiological Needs) ที่เป็นความต้องการท่ีจำเป็นในการดำรงชีวติ อยู่ของมนุษย์ (2) ความ
ตอ้ งการดา้ นความมัน่ คงและปลอดภัย (Safety Needs) เป็นความต้องการความมั่นคงทัง้ ดา้ นรา่ งกายและจิตใจ และเป็นอิสระ
จากความกลัว ขู่เข็ญ บังคับ จากทง้ั ผู้อื่นและส่ิงแวดล้อม (3) ความต้องการความรกั และความผูกพัน (Love and Belonging
Needs) เป็นความปรารถนาท่ีจะให้เป็นที่รักของผู้อ่ืน ต้องการความผูกพันกับผู้อ่ืน (4) ความต้องการการยกย่อง (Esteem
Needs) ประกอบด้วยความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จ มีความสามารถ ไดร้ ับการยกย่องและนับถือจากผู้อื่น มีคุณค่าและ
มีเกียรติ และ (5) ความต้องการรู้จักตนเองอย่างแท้จริงและพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ (Needs of Self-actualization) เป็น
ความต้องการท่ีจะรู้จักตนเองตามสภาพท่ีแท้จริงของตนเอง กล้าท่ีจะตัดสินใจเลือกทางเดินของชีวิต มีความจริงใจต่อตนเอง
พัฒนาตนเองเตม็ ท่ตี ามศกั ยภาพของตน เป็นกระบวนการท่ีไม่มีจดุ จบตลอดเวลาทีม่ ชี ีวิต

งานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้องกับคณุ ภาพชวี ิต
Schiavi et al. (2021) ได้ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงอิตาลีท่ีกำลังรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ภายใต้
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด–19 ผลการศึกษาเม่ือเทียบกับการรักษาก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า
การแพร่ระบาดและมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลให้เข้าถึงการรักษายากข้ึน ส่งผลต่อคุณภาพการรักษาและคุณภาพชีวิตของ
ผู้หญิง ขณะท่ี Hung et al. (2021) ไดศ้ ึกษาคุณภาพชีวติ ของผหู้ ญิงในฮ่องกง พบวา่ สถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโควดิ -19
ทำให้เกิดปัจจัย คือ การอยู่แต่ในบ้านตามมาตรการล็อกดาวน์ รายได้ลดลง ความวิตกกังวลและความกลั วโควิด-19 และ
การขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันโรค เชน่ หน้ากากอนามยั แอลกอฮอล์ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ คุณภาพชวี ิตดา้ นสังคม
และคุณภาพชีวติ ด้านส่ิงแวดล้อมของผหู้ ญิง
งานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ งกับความตอ้ งการภายใตส้ ถานการณ์โควดิ -19
กนกวรา พวงประยงค์ (2564) ได้ศกึ ษาความต้องการความชว่ ยเหลือของคนวยั ทำงาน พบว่า คนวยั ทำงานสว่ นใหญ่
ต้องการได้รับการเยียวยาช่วยเหลือ โดยส่วนมากมีความเห็นว่ามาตราการเยียวยาช่วยเหลือจากภาครัฐควรเป็นมาตรการ
ช่วยเหลือทุกคนแบบถ้วนหน้ามากกว่าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบตามความจำเป็น ทั้งนี้เร่ืองท่ีคนวัยทำงาน
ตอ้ งการได้รบั การเยยี วยาช่วยเหลอื มากที่สุดตามลำดบั คือ การลดคา่ สาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟา้ คา่ น้ำประปา การพักชำระ
หน้ีจากแหล่งเงินกตู้ า่ งๆ และเงินเยยี วยาจากมาตรการการช่วยเหลือของรัฐ การลดคา่ อินเทอร์เนต็ การลดอตั ราดอกเบี้ยเงินกู้
จากแหลง่ ตา่ งๆ การเพมิ่ ช่องทางการเข้าถงึ แหล่งเงินทุนเพอ่ื ฟื้นฟกู จิ การหรอื รกั ษาสภาพคลอ่ ง
การทบทวนวรรณกรรมขา้ งตน้ นำไปสู่กรอบเชิงทฤษฎี ซึ่งสะทอ้ นให้เห็นถึงแนวคิด และสถานการณท์ ี่เก่ยี วข้องและ
ไปสู่ความสนใจ คำถามการวิจยั ของการศึกษาครงั้ นี้

81

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

การ รระบา องโควิ – 19

านวน ติ เชือเ ิม่ สง น นเกนิ อตั รากา งั อง ทย์ คณ า ชวี ิต อง ห ิงทีป่ บิ ตั ิหนาท่ี านหนา ะ
(ประสทิ ธิ วั นา า, 2564) ห งิ ทปี่ ระกอบอาชี ทว่ั ป านการเ าถงบรกิ าร
ส า ะอนามัยเ ริ ันธ์ านเศร กิ าน
มาตรการ อก าวน์ ะทางานทีบ่ าน (Work from Home) ความสัม นั ธใ์ นครอบครัว ะ านความป อ ัย
สง ใหเกิ ความรน รงในครอบครวั (UN Women, 2020)
ความตองการสรางเสรมิ คณ า ชีวิต ตาม
ห งิ ถกเ ือกป บิ ัติในการทางาน ะประสบส าวะ ท ี า บั นั ความตองการ อง มาสโ ว์
เปราะบางทางสงั คมห งั โควิ – 19 (UN Women, 2020)
(Maslow, 1954)
ภาพท่ี 1 กรอบเชิงทฤษฎี (Theoretical Framework).

วธิ ีการวจิ ัย
การวิจัยเร่ือง คุณภาพชีวติ และการปรบั ตวั ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด–19: ในบริบทของความเป็น
ผู้หญิง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งคณะผู้วิจัยได้มีการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรม การลง
สมั ภาษณแ์ บบเผชิญหนา้ และการสมั ภาษณแ์ บบออนไลน์ จงึ กำหนดแนวทางในการดำเนินวธิ ีการวจิ ยั ดังรายละเอียดตอ่ ไปนี้
ผ้ใู ห้ข้อมลู
การกำหนดคุณสมบัติของผู้ให้ข้อมูล คือ เป็นผู้หญิงวัยแรงงาน อายุ 15-59 ปี ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
(Purposive selection) โดยใช้หลักเกณฑ์การแบ่งลักษณะการทำงานภายใตบ้ ริบทสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโควิด-19
ได้แก่ (1) ผู้หญิงท่ีปฏิบัติงานด่านหน้าในการป้องกัน รักษา ฟื้นฟู หรือรับมือกับโควิด-19 โดยตรง ได้แก่ อาสาสมัคร
สาธารณสขุ ประจำหมู่บา้ น (อสม.) นักสังคมสงเคราะหท์ างการแพทย์ อาสาสมัครปฏิบตั ิหนา้ ที่ตรวจเชิงรุก และพยาบาล และ
(2) ผู้หญิงท่ีทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรับมือโควิด-19 โดยตรง ได้แก่ แม่บ้าน ผูป้ ระกอบอาชีพค้าขาย พนักงานบริษัท และ
พนกั งานบรกิ ารทางเพศ โดยในบางอาชีพมผี ้ใู หข้ อ้ มูลมากกว่า 1 คน ดังนั้นจำนวนผู้ใหข้ ้อมูลท่ีเป็นผู้หญิงสองกลุ่มข้างตน้ รวม
ทั้งส้ิน 11 คน มีสถานภาพการทำงาน (Work Status) ได้แก่ ลูกจ้างรัฐ 1 คน ข้าราชการ 1 คน ลูกจ้างเอกชน 3 คน และ
ผปู้ ระกอบอาชีพอิสระ 6 คน
หลักเกณฑ์ในดา้ นพื้นทีป่ ระกอบอาชีพ ผู้ใหข้ ้อมูลอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 คน และจังหวัดขอนแก่น จำนวน
4 คน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจัดเป็นพ้ืนที่ควบคุมสูงสุดซึ่งกำหนดไว้ในพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับท่ี 20 ภายใต้การระบาดระลอกท่ี 3 โดย
พน้ื ที่จังหวัดขอนแก่นเป็นภูมิลำเนาเดิมของหนงึ่ ในคณะผ้วู ิจัย จึงสามารถติดต่ออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูบ่ ้าน (อสม.)
และผู้ประกอบอาชีพค้าขาย และสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้าได้ภายใต้มาตรการทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ส่วนในพื้นท่ี
กรุงเทพมหานครใช้วิธีสัมภาษณ์แบบออนไลน์ท้ังหมดโดยเข้าถึงผู้ให้ข้อมูลท่ีประกอบอาชีพอาสาสมัครภาคประชาชนได้จาก
เครือขา่ ยสลมั 4 ภาค พนกั งานบรกิ ารทางเพศจากเครือข่าย Empower Foundation อาชพี พยาบาล นักสงั คมสงเคราะห์ทาง
การแพทย์ พนักงานบริษัท และแม่บ้านเข้าถึงได้ผ่านการติดต่อคนกลางท่ีรู้จักผู้ประกอบอาชีพดังที่กล่าวมาข้างต้น ใช้
ระยะเวลาต้งั แตว่ นั ที่ 10 กันยายน 2564-30 กนั ยายน 2564
เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการสมั ภาษณ์
เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในงานวิจัยคร้ังน้ีมผี วู้ ิจยั ในฐานะเคร่อื งมือ โดยมกี ารใชผ้ วู้ ิจยั จำนวน 2 คนหรอื มากกวา่ ในการสัมภาษณ์
เชิงลึก (In-depth interview) โดยการตั้งประเด็นกึ่งโครงสร้างในการสัมภาษณ์ (Semi-structured interview) เพื่อตอบ

82

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

วัตถปุ ระสงค์การวิจัย ทั้งน้ีในวตั ถุประสงค์ข้อแรกจะมีการตั้งประเด็นคำถามยอ่ ยทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ (1) ด้านการเข้าถึง
การปอ้ งกันและรกั ษาโรค (2) ดา้ นเศรษฐกจิ (3) ด้านความสัมพนั ธ์กบั ครอบครัว และ(4) ด้านความปลอดภยั ส่วนวตั ถปุ ระสงค์
ข้อที่ 2 มีประเด็นคำถาม คือ ความต้องการในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตโดยรวม นอกจากน้ี ยังมีการใช้เคร่ืองมืออ่ืนๆ ใน
การสัมภาษณ์ เช่น เคร่ืองบันทึกเสียง โปรแกรมประชุมสายทางออนไลน์ซ่ึงสามารถบันทึกการประชุมได้ กรณีได้รับอนุญาต
จากผู้ให้ข้อมูล

การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ผู้วิจยั ได้เลือกตวั อย่างแบบเจาะจงและสอบถามความสมคั รใจในการให้ข้อมูล โดยการสมั ภาษณจ์ ะใชผ้ ู้วิจยั อย่างน้อย
2 คน ตามที่ระบุข้างต้น สัมภาษณ์โดยใช้แนวคำถามแบบก่ึงโครงสร้างซ่ึงเตรียมมาล่วงหน้า ทั้งน้ีในการสัมภาษณ์ใน
สถานการณ์จริงจะมีคำถามเพิ่มเติมจากประเด็นที่ได้รับจากผู้ให้ข้อมูล โดยผู้วจิ ัยจะสัมภาษณ์เชิงลึกเพ่ือถามหาเรอ่ื งราวหรือ
รายละเอียดท่ีน่าสนใจ ท้ังน้ีการสัมภาษณ์ดำเนินการทั้งในรูปแบบเผชิญหน้าและออนไลน์ โดยใช้รูปแบบการเผชิญหน้า
จำนวน 3 คน และรูปแบบออนไลน์ จำนวน 8 คน โดยใช้ระยะเวลาในการสัมภาษณ์ผใู้ ห้ข้อมูลแต่ละราย ประมาณ 45 นาที
การตรวจสอบคณุ ภาพข้อมลู งานวจิ ัย
ผู้วิจัยได้การตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล โดยการตรวจสอบสามเส้าด้านทฤษฎี (Theory Triangulation) เป็น
การเปรียบเทียบแนวคดิ คณุ ภาพชีวติ ซ่ึงมีการนำไปศึกษาในผูใ้ หข้ ้อมูลหลายๆ กลุ่ม โดยศึกษาความเหมือนและความต่างของ
แตล่ ะแนวคิด เพอื่ หาขอ้ สรปุ ใหไ้ ดเ้ ป็นองค์ประกอบที่เหมาะสมที่สดุ ท่ีจะนำมาศึกษาคุณภาพชวี ิตของผหู้ ญิงภายใตส้ ถานการณ์
การแพร่ระบาดของโควดิ -19
นอกจากน้ียังใช้วิธีตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลด้วยการตรวจสอบโดยเพ่ือนนักวิจัย (Peer Debriefing) โดย
คณะผู้วิจัยไดส้ นทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพ่ือนนักวิจัยด้วยกนั เอง รวมถึงอาจารย์ท่ีปรึกษาวิจัย เพ่ือให้ไดแ้ นวทาง ข้อค้นพบ
หรอื ข้อมลู ที่ถกู ตอ้ งเพอ่ื นำไปสู่ผลการวจิ ัยท่มี ีคุณภาพ ถูกตอ้ งและเชือ่ ถอื ได้มากทสี่ ดุ
และสุดท้าย มีการตรวจสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ทบทวนแบบแผนที่แตกต่างออกไป (Negative Case Analysis)
โดยหลังจากท่ีได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้สมั ภาษณ์เรียบร้อยแล้ว คณะผู้วิจัยได้จัดแบ่งกลุ่มของข้อมลู เป็น 2 กลุ่ม ระหว่าง
กลุ่มขอ้ มูลของผู้หญิงท่ีทำงานด่านหน้ากับกลุ่มข้อมูลของผู้หญิงที่ประกอบอาชพี ท่ัวไป ทำให้พบว่าผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละรายได้
ให้ข้อมูลทั้งที่มีความเหมือนและมีความแตกต่างกัน โดยข้อมูลของผู้ให้สัมภาษณ์จะมีความสอดคล้องกับบริบทของผู้ให้
สัมภาษณ์รายน้ันๆ
การวิเคราะห์ข้อมูล
ภายหลังการเก็บรวบรวมข้อมูล คณะผู้วจิ ัยจงึ ทำการถอดเทป หาคำสำคัญ นำข้อมลู มาจำแนกหมวดหมู่ และนำมา
วิเคราะห์ตีความความหมายของข้อมูลโดยทบทวนตามกรอบเชิงทฤษฎี จากนั้นจึงนำเสนอข้อมูลในรูปแบบการพรรณนาโดย
การวิเคราะหส์ รุปตามประเดน็ (Thematic analysis)
จริยธรรมการวจิ ยั ในมนษุ ย์
เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของผู้ให้สัมภาษณ์ ซึ่งเป็นผู้หญิงและบางส่วนมีความเปราะบาง คณะผู้วิจัยจึงได้คำนึงถึง
จรรยาบรรณและจริยธรรมในการทำวิจัยต่อผู้ให้สัมภาษณ์ โดยมีรายละเอียด ดังน้ี (1) การสัมภาษณ์จะให้ความสำคัญกับ
การให้ความยนิ ยอม (Consent) ของผใู้ ห้ขอ้ มลู สำคัญเปน็ อันดบั แรก เนื่องจากมขี อ้ คำถามเชงิ ลึก โดยจะมีการขอความยนิ ยอม
จากผู้ให้ข้อมลู ทุกคร้งั และใหค้ วามเคารพในการตัดสินใจใดๆ ก็ตามท่เี กิดข้ึนในกอ่ น ระหว่าง และหลงั การสัมภาษณ์ (2) ข้อมูล
ส่วนตัวท่ีสามารถระบุตัวตนของผู้ให้ข้อมูล จะไม่มีการเปิดเผยไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งน้ีการบันทึกภาพเคล่ือนไหวโดยโปรแกรม
ประชุมออนไลน์นั้นถูกลบทันทีเพื่อรักษาความลับสูงสุดเช่นกัน (3) การสัมภาษณ์ในงานวิจัยน้ีจะคำนึงถึงการใช้สัญญาณ
อินเทอร์เน็ตและการค่าใช้จ่ายของค่าอินเทอร์เน็ตของผู้ให้สัมภาษณ์และจะมีการแจ้งและระบุเวลาของการสัมภาษณ์กับผู้ให้
สัมภาษณ์เพ่ือเป็นการไม่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายทางอินเทอร์เน็ตมากเกินไป ส่วนการเก็บข้อมูล โดยการลงพ้ืนที่และ

83

รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

สัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า คณะผู้วิจัยได้ปฏิบัติตามมาตรการและแนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด -19 ของ
กระทรวงสาธารณสขุ อย่างเคร่งครดั

ผลการศึกษา
การศึกษาเรอื่ ง คุณภาพชีวิตของผู้หญิงภายใต้สถานการณ์โควิด-19 สามารถสรุปผลการศึกษาและการอภิปรายผล
โดยจำแนกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สว่ นท่ี 1 ข้อมูลทั่วไปของผ้ใู ห้ข้อมูล ส่วนท่ี 2 คุณภาพชีวติ ของผู้หญิงภายใต้สถานการณ์โควดิ -19 และ
ส่วนท่ี 3 ความต้องการในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้หญิงภายใต้สถานการณ์โควิด–19 โดยแต่ละส่วน มีผลการศึกษา
ดงั นี้
ส่วนท่ี 1 ขอ้ มลู ทว่ั ไปของผ้ใู หข้ ้อมูล

ตารางท่ี 1 จงั หวดั ที่อยู่ อายุ สถานภาพ รปู แบบ
ข้อมลู ทว่ั ไปของผูใ้ หก้ ารสัมภาษณ์ จำแนกตามคณุ ลักษณะ อาศัย สมรส การสมั ภาษณ์
ลำดบั อาชีพ
ขอนแก่น 25 ปี โสด ออนไลน์
ท่ี กรงุ เทพมหานคร 25 ปี โสด ออนไลน์
ผู้หญิงที่ปฏิบตั หิ น้าท่ีดา่ นหนา้ สมทุ รปราการ 53 ปี สมรส ออนไลน์
47 ปี สมรส เผชิญหน้า
1 พยาบาลโรงพยาบาลเอกชน ขอนแก่น 30 ปี สมรส ออนไลน์
2 พยาบาลโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ กรงุ เทพมหานคร
3 อาสาสมคั รประชาชนเพื่อการตรวจเชิงรุกในชุมชน
4 อาสาสมัครสาธารณสขุ ประจำหมบู่ ้าน (อสม.) ขอนแกน่ 23 ปี โสด เผชญิ หน้า
5 นักสงั คมสงเคราะห์ทางการแพทย์ ขอนแกน่ 23 ปี โสด เผชญิ หนา้
ผูห้ ญิงทป่ี ระกอบอาชพี ท่วั ไป เชียงใหม่ 36 ปี โสด ออนไลน์
6 ค้าขาย ขอนแกน่ 22 ปี โสด ออนไลน์
7 ค้าขาย กรุงเทพมหานคร 24 ปี โสด ออนไลน์
8 พนักงานบรกิ ารทางเพศ กรงุ เทพมหานคร 25 ปี สมรส ออนไลน์
9 พนักงานบรกิ ารทางเพศ
10 พนกั งานบริษัท
11 แมบ่ า้ น

ข้อมูลตามตารางข้างต้น พบว่า ผู้ให้ข้อมูลที่เป็นผู้หญิงปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้า มี 5 คน ประกอบอาชีพทั่วไป 6 คน
ซึ่งมีจำนวนไม่แตกต่างกัน แต่มีการประกอบอาชีพท่ีหลากหลาย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานครและจังหวัด
ขอนแกน่ สถานภาพสมรสโสด โดยผหู้ ญงิ ทป่ี ฏบิ ตั หิ นา้ ทีด่ ่านหน้า มีค่ากลาง (Median) ของอายุ เทา่ กบั 30 ปี ขณะทีผ่ หู้ ญิงที่
ประกอบอาชพี ทว่ั ไป มีอายุ 23.5 ปี

สว่ นท่ี 2 คุณภาพชวี ิตของผหู้ ญิงภายใต้สถานการณโ์ ควดิ –19
ผลการศึกษาในส่วนน้ี เป็นการตอบวัตถุประสงค์การวิจยั ขอ้ ที่ 1 คอื เพ่ือศึกษาคุณภาพชวี ิตของผู้หญิงที่ปฏิบัตหิ น้าท่ี
ด่านหน้าและผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพทั่วไป ซึ่งพบว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ก่อให้เกดิ การรับร้คู ุณภาพชีวิตของตนเองที่
เปล่ยี นไป ตามการจำแนกกลุ่มอาชพี อยา่ งเหน็ ได้ชัด โดยแนวคิดสำคัญท่ีพบในการศึกษา มีดงั นี้

84

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

2.1 ยอมรับอยา่ งเหน่อื ยใจ
แน่นอนว่าเม่ือเกดิ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้คนมักเผชิญความยากลำบากและการปรับตัวใหม่อย่างเลี่ยง

ไม่ได้ โดยเฉพาะ “ผู้หญิง” ท่ีมีปัจจัยหลายด้านที่สามารถช้ีวัดการมีคณุ ภาพชีวิตที่ดี อย่างไรก็ตามในเบ้ืองต้นเม่ือสอบถามถึง
ความรู้สึกและการรับรู้คุณภาพชีวิตของตนเองในปัจจุบัน พบว่ามัน คือ “การต้องยอมรับ” ว่าเป็นสถานการณ์ท่ีไม่สามารถ
หลกี เลีย่ งหรือควบคุมผลกระทบทีม่ ีต่อคุณภาพชวี ิตของตนเองได้ แต่ในขณะเดียวกนั กม็ าพร้อมความรสู้ ึก “เหนอ่ื ยใจ” โดยใน
กลุ่มผู้หญิงท่ีปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้ามองว่าต้องปรับตัวอย่างมาก และการทำงานเปลี่ยนแปลงไปเพราะต้องตอบสนองนโยบาย
ของภาครัฐและหน่วยงานในการป้องกันโรค ดังน้ัน การลงตรวจผู้ป่วยหรือการทำงานเดิมๆ ท่ีเคยทำน้ัน ก็จะมีขั้นตอนที่มาก
ขึ้นเพ่ือความปลอดภัยของตนเอง ผู้ป่วย และเม่ือกลับถึงบ้านชีวิตประจำวันก็จะมีข้ันตอนเพิ่มข้ึน เช่น ต้องทำความสะอาด
ส่ิงของส่วนตัวด้วยแอลกอฮอล์ การต้องอาบน้ำสระผมทันที เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว ในขณะท่ีผู้หญิงกลุ่ม
ที่ประกอบอาชีพทั่วไปน้ัน มีความคิดเห็นไม่ต่างกัน คือ “ยอมรับ” ในสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ก็ “เหนื่อยใจ”
ไปคนละแบบกับผู้หญิงท่ีปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้า เน่ืองจากในการดำรงชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพนั้นมีการปรับตัว
แทบจะตลอดเวลาไปตามปัจจยั ด้านนโยบายทางเศรษฐกิจ มาตรการควบคุมโรค รวมถึงมาตรการเยียวยา ซง่ึ ไม่ใช่งานท่ีมีแบบ
แผนดังเชน่ กลุ่มผหู้ ญงิ ทีป่ ฏิบตั หิ นา้ ทด่ี ่านหน้า

2.2 บรกิ ารโควิดสะดวก บริการอนามัยเจรญิ พนั ธ์สุ ะดุด
การเข้าถึงบริการสุขภาพและการอนามัยเจริญพันธ์ุของผู้หญิงเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพชีวิต (Wast et al., 2020)

อย่างไรก็ดีในด้านการเขา้ ถงึ บริการสุขภาพน้ันในเบ้ืองต้นผู้ให้ข้อมลู ทั้ง 11 คนสามารถเข้าถึงบรกิ ารทางการแพทย์เพื่อป้องกัน
และรักษาโควิด-19 ได้โดยง่าย โดยเฉพาะผู้หญิงท่ีปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้าจะได้รับวัคซีนท่ีเร็วกว่า มีสวัสดิการเกี่ยวกับ
การป้องกันและตรวจหาโควิด-19 โดยครอบคลุมไปถึงครอบครัว โดยวัคซีนท่ีได้รับคือวัคซีนซิโนแวค ในขณะที่ผู้หญิงท่ี
ประกอบอาชีพทัว่ ไปไดร้ ับวัคซีนอย่างทัว่ ถงึ โดยจะเป็นซิโนฟารม์ และแอสตรา้ เซเนกา ส่วนการเขา้ ถึงการตรวจหาเช้อื กเ็ ปน็ ไป
ได้โดยสะดวก แตจ่ ำเปน็ ตอ้ งมีคา่ ใช้จ่าย

ทง้ั นี้ขอ้ มูลในส่วนนี้ จำแนกประเดน็ ทีน่ า่ สนใจ ได้ดังน้ี
2.2.1 ติดใหร้ ้สู ู้ความกลัว

“ติด” ในที่น้ีมีความหมายตรงตัวถึงการติดโควิด-19 การสรุปความได้มาซ่ึงคำน้ีเกิดจากการที่ผู้ให้
สัมภาษณ์ท้ังหมด 11 คน ในกลุ่มผู้หญิงท่ีมีอาชีพเกี่ยวข้องกับการรับมือโควิด มีการรับรู้คุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกันคือ
“รู้สึกชินแล้ว กับการท่ีต้องปรับตัวเพื่อป้องกันโรค” และมองว่า “การติดเชื้อไวรัสโควิด–19 ไม่ใช่เร่ืองน่ากลัว” อีกต่อไป
เนอ่ื งจากเปน็ โรคทร่ี ักษาหายและถ้าหากปอ้ งกนั ตนเองอย่างดี ถงึ แมม้ ีความใกลช้ ดิ ในการรับมือโควิด ก็ไมท่ ำให้ตนเองตดิ โควิดได้

ในขณะท่ีผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพทั่วไป มีความกังวลกับโรคค่อนข้างมาก อีกท้ังการปรบั ตัวยังเป็นโจทย์
ท่ียาก เพราะถึงแม้จะมีผลกระทบทั้งเร่ืองการค้าขาย รายได้ลดลง ผลกระทบต่อสุขภาพ คือ เมื่อ Work from Home แล้วมี
อาการปวดหลัง ปวดศรี ษะมากขึ้น มีความเครยี ดมากขนึ้ แตเ่ มื่อพจิ ารณาแล้วยงั ดีกวา่ การที่จะออกไปเสย่ี งตดิ โควิด-19 มาจาก
ภายนอก ในทางกลับกัน ผู้หญิงท่ปี ระกอบอาชีพท่ัวไปเคยเป็นผู้ที่ตดิ โควดิ และหายดีแล้วจำนวน 1 คน ซ่ึงมีอาชีพเปน็ แม่บ้าน
จะเป็นคนเดียวที่มองว่า “โควดิ มันไม่น่ากลัวเลย รักษาเหมือนไขห้ วัดธรรมดา” ดังน้ัน “ติดให้รู้ สู้ความกลัว” จงึ อธบิ ายได้ว่า
การที่ผู้หญิงมีประสบการณ์หรือการรับรู้เกี่ยวกับโรคอย่างแท้จริง จะทำให้ภาพจำท่ีน่ากลัวเก่ียวกับโรคลดลง ส่งผลให้มี
คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าผู้หญิงที่มีความกลัวและวิตกกังวลต่อโรค แต่ทั้งน้ีทั้งนั้นมิได้สนับสนุนให้มีการติดโควิดเพ่ือรู้ แต่หมายถึง
ควรทำให้ร้แู ละเข้าใจเก่ียวกบั โรคอยา่ งชัดเจนเพอื่ ลดความกลัวและวิตกกงั วล

ประเด็นท่ีสำคัญคอื ถงึ แมจ้ ะเข้าถึงบริการทางการแพทยเ์ พือ่ ป้องกันและรักษาโควิดงา่ ยขึ้น แต่การเขา้ ถงึ
บริการอนามัยเจริญพันธ์ุกลับทำได้น้อยลง โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพท่ัวไปมากกว่าผู้หญิงท่ีประกอบ
อาชพี ดา่ นหน้า ดงั น้ี

85

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

“รับประทานฮอรโ์ มน (เพ่อื การขา้ มเพศ) โดยเข้าถึงจากร้านขายยาแทนทจี่ ะไปโรงพยาบาลนะ ยังไม่เคย
ตรวจมวลกระดูกหรืออะไร”-- อาชพี พนกั งานบริการทางเพศ อายุ 22 ปี

“เก่ียวกับพวกยาคุมกำเนิด ไม่รู้สึกว่าได้รับการเข้าถึงจากทางส่วนกลาง จะเป็นการเข้าถึงด้วยตัวเอง
มากกวา่ ” -- อาชีพค้าขายปลกี ส่ง อายุ 23 ปี

“ก่อนหน้าน้ีเคยตรวจภายในสม่ำเสมอเพราะเรามีประจำเดือนมากะปริบกะปรอย แต่ตอนน้ีนะไม่กล้า
ไปโรงพยาบาล ย่ิงเป็นตรวจอะไรท่ีมันแบบไม่ได้แค่แตะภายนอก มันเข้าไปแบบน้ันจะยิ่งกลัว เลยทำให้ขาดช่วง มีบ้างท่ีมี
ความเครยี ดทำใหป้ ระจำเดอื นมาไมป่ กติอีกแล้ว ยาคุม (ปรบั ฮอร์โมน) ก็หมดแล้ว”-- อาชีพพนกั งานบริษทั อายุ 24 ปี

อย่างไรก็ดีประเด็นเร่ืองบรกิ ารด้านอนามัยเจริญพนั ธ์มุ ีความนา่ สนใจแยกย่อยใน 2 ประเด็น คอื
2.2.2 หนว่ ยบริการปฐมภูมิ ยกระดบั คณุ ภาพชีวิต

กลุ่มผู้หญิงท่ีปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้าสามารถแบ่งพื้นที่ออกได้เป็นผู้ปฏิบัติงานในกรุงเทพ มหานคร
สมุทรปราการ และขอนแกน่ โดยพบวา่ ผ้หู ญงิ ท่ีปฏิบตั ิหน้าท่ดี า่ นหนา้ ในจงั หวัดขอนแก่นนั้น เข้าถงึ บริการอนามยั เจรญิ พนั ธ์ุได้
โดยง่ายท่ีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในขณะที่ผู้หญิงท่ีปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้าในกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ
กล่าวตรงกันว่าถึงแม้จะมีสวัสดิการด้านสุขภาพจากหน่วยงาน แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเจาะจงกับการเป็นเพศหญิงโดยตรง
สะทอ้ นบรบิ ทเชงิ พน้ื ที่และความสำคญั ของหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ (Primary Care Unit) ที่ทำให้เข้าถึงบริการสุขภาพมี
ความง่ายขึน้ ซึง่ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผหู้ ญงิ ในการเขา้ ถึงบริการสขุ ภาพ

2.2.3 ตรวจ (ภายใน) นอ้ ยลง คณุ ภาพชีวิตดีขึน้
กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้มีการสัมภาษณ์อาชีพพนักงานบริการทางเพศ จำนวน 2 คน โดยคนท่ีหน่ึงเป็นหญิง

ขา้ มเพศ อายุ 22 ปี อาศยั อยู่จงั หวดั ขอนแกน่ คนทีส่ อง เป็นเพศหญิง อายุ 36 ปี อาศยั อยู่จังหวัดเชียงใหม่
“เราไมก่ ลา้ ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล เพราะไม่อยากโดนถามว่ามีอาชีพอะไร ถงึ ต้องมาตรวจบอ่ ยๆ

แต่ถ้ามคี วามเส่ียงเรือ่ ง HIV พ่รี ้วู ่าสามารถไปท่ีคลีนิกนริ นาม”-- อาชพี พนกั งานบริการทางเพศ อายุ 22 ปี
“ตอนโควิดยงั ไมร่ ะบาด ยังรบั ลกู ค้าได้อยู่ พี่ต้องตรวจภายในเดอื นละ 5-6 ครั้ง ถา้ ไม่ตรวจโดนนายจา้ ง

หักเงิน พอไปตรวจก็ยังต้องจ่ายเงินเองอีก แต่เข้าใจไหมว่าเราป้องกันตัวเองท่ีสุดอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากติดโรคทาง
เพศสมั พนั ธ”์ -- อาชีพพนักงานบริการทางเพศ อายุ 36 ปี

ข้อมูลท่ีได้รับจากพนักงานบริการทางเพศท้ัง 2 คนนั้นตรงกันว่าภายใต้สถานการณ์โควิด-19 นี้ทำให้พวกเธอ
เข้าถงึ บรกิ ารอนามยั เจรญิ พนั ธ์ไุ ดน้ อ้ ยลงกว่าปกติ แต่กลับทำใหค้ ุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยพนกั งานบริการทางเพศคนท่หี นึ่งรบั งาน
ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงไม่มีนายจ้าง การเข้าถึงการตรวจด้านอนามัยเจริญพันธุ์ในช่วงโควิด-19 ลดลงเพราะมีสุขภาพ
ท่แี ข็งแรงดีจึงไม่อยากไปเสยี่ งรับเชอ้ื ท่ีโรงพยาบาล และพนักงานบริการทางเพศคนที่สองทำงานในสถานบนั เทิงจึงมนี ายจ้างท่ี
คอยบังคับให้ตรวจภายใน 5-6 คร้ังต่อเดือนในสภาวะปกติ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าไม่ตรวจจะถูกหักเงินค่าแรง ซึ่งทำให้รู้สึกว่าถูก
ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะโดยพื้นฐานแล้วไม่มีใครที่ทำให้ตนเองสุ่มเส่ียงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หาก
เปรียบเทียบกันแล้ว ก็เหมือนกับผู้หญิงที่ปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้าเองก็มีความใกล้ชิดสุ่มเส่ียงต่อการติดโควิด-19 แต่เพราะไม่มี
ใครอยากติดจึงมีการป้องกันตัวเองอย่างดี พนักงานบรกิ ารทางเพศก็เชน่ กัน ดงั นน้ั ภาพจำเดิมๆ ท่ีมองวา่ การให้บรกิ ารทางเพศ
จะเป็นไปด้วยความสุ่มเส่ียงหรือรักสนุก และลูกค้าที่เป็นพวกฉวยโอกาสและกระทำความรุนแรงนั้นพบ เจอได้น้อยมาก
จึงต้องการนำเสนอลักษณะงานตามความเป็นจริงว่างานบริการทางเพศเป็นเพียงงานบริการประเภทหน่ึง เหมือนบริการนวดสปา
บรกิ ารรา้ นอาหาร ซงึ่ ผคู้ า้ บริการและลูกค้านน้ั ให้เกยี รติกันและปฏิบตั ิตามขอบเขตหนา้ ท่ภี ายในระยะเวลาการบรกิ ารเทา่ นัน้
ถึงแม้พนักงานบริการทางเพศท้ัง 2 คนจะมีความแตกต่างด้านอายุ พื้นที่ ไปจนถึงลักษณะการจ้างงานที่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ดี
กลับพบว่า เม่ือความถี่ในการเข้ารับบริการด้านอนามัยเจริญพันธ์ุลดลงภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โควิด-19 แตค่ ณุ ภาพชวี ติ การเขา้ ถึงบรกิ ารสุขภาพและอนามยั เจรญิ พนั ธนุ์ ั้นดขี ้ึน

86

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

2.3 สวัสดกิ ารทเ่ี หลอื่ มล้ำ ชวี ติ ยำ่ อยูบ่ นเส้นดา้ ย
คณุ ภาพชีวิตในด้านเศรษฐกจิ และสังคมของผ้หู ญิงภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควดิ -19 ถงึ แมผ้ ้หู ญิง

ที่ปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้า เช่น พยาบาลและนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์จะไม่ได้รับสวัสดิการตามมาตรการเยียวยาและ
กระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล แต่สวัสดิการท่ีได้รับจากหน่วยงานต้นสังกัดก็ครอบคลุมและสนับสนุนคุณภาพชีวิตได้อย่างดี
อีกท้ังยงั ไมม่ กี ารลดเงนิ เดอื นหรือการไลอ่ อกจากผลกระทบโควดิ -19 แตใ่ นขณะเดยี วกนั อาสาสมัครสาธารณสขุ ประจำหมูบ่ ้าน
และอาสาสมัครตรวจเชิงรกุ กลบั รู้สึกไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เน่ืองจากรายรับในการปฏิบัติหน้าท่ีตกเดือนละ 1 พันบาท และ
การเป็นอาสาสมัครตรวจเชิงรุกไม่มีค่าตอบแทนให้ ในส่วนของสวัสดิการจากรัฐบาล อาสาสมัครตรวจเชิงรุก และผู้หญิง
ท่ีประกอบอาชีพทั่วไป ได้รับกันอย่างน้อยคนละ 1 โครงการ ได้แก่ โครงการเราชนะ โครงการคนละคร่ึง โครงการเรารักกัน
ม.33 และมาตรการเยยี วยาประกนั สงั คมมาตรา 40 อย่างไรก็ดี ความคิดเห็นท่ีมีต่อสวัสดกิ ารจากรัฐคือ “ไม่ยั่งยนื ”

“วันไหนจะหมดก็ไม่รู้ว่าจะต่ออีกไหม มันไม่แน่นอน ตอนมีคนละคร่ึงลูกค้ามาสแกนเราก็ได้รับรายได้บ้างนะ
แต่ถา้ วนั หนงึ่ มนั หมดละ่ ”-- อาชพี คา้ ขาย อายุ 23 ปี

ผู้หญิงที่ประกอบอาชีพทั่วไป และอาสาสมัครตรวจเชิงรุก กล่าวตรงกันว่า “รายจ่ายมากกว่ารายรับ” โดย
ผู้ประกอบอาชีพค้าขายกล่าววา่ “รายจา่ ยมากกว่ารายรบั มาตงั้ แตก่ อ่ นโควดิ แลว้ โควดิ มาเราก็ไมเ่ คยกนิ อิ่มนอนหลับ”

คุณภาพชีวิตของผู้หญิงด้านเศรษฐกิจจึงสรุปได้ว่า ในกลุ่มผู้หญิงท่ีปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้าน้ัน แต่เดิมเป็นผู้ที่มี
ความมั่นคงทางอาชีพอยู่แล้ว ประกอบกับมาตรการทางสาธารณสุขท่ีส่งเสริมและสนับสนุนคุณภาพชวี ิตของบุคลากรภายใน
โรงพยาบาล ดังน้ันเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงไม่ส่งผลกระทบมากเท่ากลุ่มผู้หญิงท่ีประกอบ
อาชีพทั่วไป รวมถึงผู้หญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ดา่ นหนา้ ซ่ึงไม่ถูกบรรจุเป็นบุคลากรทางการแพทย์ อย่าง อาสาสมัครตรวจเชงิ รุกและ
อาสาสมัครประจำหม่บู ้านดว้ ยเช่นกัน มาตรการเยียวยาและกระตุน้ เศรษฐกิจทีอ่ อกโดยรัฐบาลนน้ั ในความคิดเหน็ ของผ้หู ญิงท่ี
มีความไม่มนั่ คงทางเศรษฐกิจยังมองว่าเปน็ สวสั ดิการท่ีไมย่ ั่งยืน อยบู่ นความไมร่ ู้ว่าการสวัสดิการและการคมุ้ ครองทางสังคมนี้
จะหมดไปเมื่อใด เพราะหากสวสั ดิการหมดระยะเวลาแลว้ กต็ ้องเข้าส่ชู ่วงการปรับตัวอีกครงั้ เพ่ือด้นิ รนหาเล้ียงชพี ภายใตส้ ภาวะ
เศรษฐกจิ ถดถอยจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

2.4 การระบาดของความรนุ แรงภายใต้เงาโควิด-19 (Shadow Pandemic)
คณุ ภาพชีวติ ด้านความสมั พันธ์กับครอบครัว ในผใู้ ห้ขอ้ มูลที่ยงั ไม่มีคู่รักได้กลา่ วถงึ ความสมั พันธก์ ับครอบครัวว่า

ยงั ติดต่อกันอย่างสมำ่ เสมอ ในขณะทีผ่ หู้ ญิงท่ีมีครู่ กั แต่อยู่หา่ งไกลกนั เปน็ เพราะสถานการณโ์ ควิดทำใหค้ รู่ กั ติดอยทู่ ปี่ ระเทศของ
ตนไม่สามารถเดินทางมาหาได้ซ่ึงห่างกันกว่า 2 ปี แล้วเท่าระยะเวลาการระบาดของโควิด-19 ซ่ึงก็มีการปรับตัวอย่างมากเพ่ือ
รกั ษาความสมั พนั ธ์ไว้

“พอ WFH อยู่บ้านด้วยกันท้ังวันก็กระทบกระทั่งกันบ่อยมาก (กับมารดา) จนความสัมพันธ์เร่ิมแย่แล้ว”--
พนักงานบริษัท อายุ 24 ปี

“เหน็ จากเพือ่ นพนกั งานด้วยกัน พอเค้าอยู่บา้ นด้วยกนั นานๆ เวลาทะเลาะกันก็ถูกลงไม้ลงมือ”-- แม่บ้าน อายุ 25 ปี
“จากท่ีรู้นะ ครอบครัวของเพ่ือนร่วมงานพ่ีมันมีจริงๆ เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ตบตีลูกเมีย คือมันอยู่
ดว้ ยกันทั้งวันเนอะ แล้วอาชพี พวกพี่ตกงาน คา่ ใช้จา่ ยมันก็ไม่ลด พอเครียดแล้วก็มีเรือ่ งแบบนี้เกิดข้ึน”-- พนักงานบริการทาง
เพศ อายุ 36 ปจี ะเหน็ ไดว้ ่าไม่เพียงแต่การกระทำความรนุ แรงในครอบครัวโดยผชู้ าย แต่ความสมั พันธร์ ะหว่างคนในครอบครัว
เองก็มสี ถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น อันเนอื่ งมากจากมาตรการล็อกดาวน์และการทำงานท่ีบา้ น (Work from Home) ทั้งนี้
จะพบว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวนั้นเกิดข้ึนในกลุ่มผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพท่ัวไป ซ่ึงพบว่ามีความเปราะบางทาง
เศรษฐกิจและสังคมมากกว่าผู้หญิงท่ีปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้า สอดคล้องกับผลการสำรวจท่ีพบว่า ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19
ความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทยเพ่ิมสูงขึ้นถึงร้อยละ 66 ซ่ึงสาเหตุส่วนใหญ่มาจากเรื่องความเครียดทางเศรษฐกิจท่ี
สง่ ผลต่อรายได้ในครอบครัวและการใชส้ ารเสพติด (กรมสขุ ภาพจิต, 2564)

87

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

2.5 โควิดระบาด ลดทอนอำนาจผู้หญิง
“เรากลัวผู้ชายคนนอกมากขึ้นนะ เพราะเวลาอะไรพังเราให้เขามาซ่อมท่ีบ้านเนี่ย ปกติก็จะโทรเรียกผู้ชายใน

ครอบครัวมาเฝ้าให้เพราะเราไปทำงาน แตพ่ อมีโควดิ ใครๆ ก็เดนิ ทางลำบาก เราอย่หู อ้ งกบั เขา 2 คนกก็ ลวั แลว้ ก็สงั่ แกร็บมาส่ง
อาหารบอ่ ยดว้ ย มนั มนี ะทแ่ี อดเบอร์แล้วทกั มาจบี คอื มนั น่ากลวั มากข้นึ ” -- พนกั งานบรษิ ทั อายุ 24 ปี

“สังเกตว่าคนไร้บ้านเพิ่มขึ้นนะ คือการจัดการไม่ดี คนมันเปราะบางมากขึ้น บางคนตกงานในชั่วข้ามคืนก็เป็น
คนไร้บ้านเลย แล้วยังไงเราก็แอบรู้สึกไม่ปลอดภัย ท้ังเรื่องโควิดและเรื่องอาชญากรรมเวลาเดินตามท้องถนน” --พนักงาน
บริษทั อายุ 24 ปี

“งานแม่บ้านโดนไล่ออกง่ายมากเพราะเค้าจ้างพ่ีเป็นรายวันเนอะ แลว้ เวลาเค้าจ้างผู้ชาย คนเดียวทำได้ท้ังกรีด
กระจก ทำความสะอาด และขนน้ำยา ซ่งึ ถา้ เราทำเราไดแ้ คท่ ำความสะอาด”-- แมบ่ ้าน อายุ 25 ปี

“รัฐบาลบริหารจัดการเตียงไม่พอจนประชาชนล้มตายแต่กับคนมีช่ือเสียงกลับได้เตียงเรว็ พ่ีว่าสังคมมันไม่เป็น
ธรรมชัดขึน้ ”-- พยาบาล อายุ 25 ปี

เม่ือกล่าวถึงความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยท่ีเกิดข้ึนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่าผู้ให้
ข้อมูลมีนิยามที่แตกต่างกันไป เช่นความกลัวต่ออาชญากรรมทางเพศที่รับรู้ได้ว่ามีแนวโน้มเพ่ิมข้ึนทำให้รู้สึกขาดความมั่นคง
ปลอดภัยในชีวิต ความรู้สึกไม่มั่นคงเรื่องการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศในการจ้างงาน และการตระหนักรู้ในความไม่เป็น
ธรรมทางสังคมที่เกดิ ขึน้ ซ่ึงเป็นแง่มมุ สำคญั ทีส่ ะทอ้ นความเปราะบางของคุณภาพชีวิตในฐานะ “ผ้หู ญิง”

ในขณะที่พนักงานบริการทางเพศไดส้ ะทอ้ นสิ่งที่เกิดข้ึนกับอาชีพตนเองว่า ความไม่เป็นธรรมเกิดข้ึนและกดทับ
คุณภาพชีวิตมานานมากแล้วในอาชีพนี้ ท้ังการถูกบังคับตรวจภายใน การถูกนายจ้างหักหัวคิว อีกท้ังปัญหาในเชิงโครงสร้าง
คือ พระราชบัญญัตปิ ้องกันและปราบปรามการคา้ ประเวณี พ.ศ.2539 ยงั กดี กันอาชพี นใ้ี ห้เปน็ อาชญากรรมและเปดิ ช่องทางให้
ผู้มีอำนาจตามกฎหมายสามารถใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในการแสวงหาผลประโยชน์ ดังเช่นที่พนักงานบริการทางเพศ ได้
พดู ถงึ ในประเด็นนี้วา่

“เวลาใกล้ปลายปที ่ีต้องรายงานผลการปฏบิ ัติงาน หรือช่วงที่ใกลเ้ ล่ือนข้ัน ตำรวจก็จะมาดลี กบั นายจ้างว่าให้ส่ง
เดก็ มาใหป้ รับซกั คนสองคน (ต่อสปั ดาห์)”-- พนักงานบริการทางเพศ อายุ 36 ปี

อีกทั้งไม่นานมานี้ยังมีข่าวว่าจะมีการข้ึนทะเบียนพนักงานบริการทางเพศ ซ่ึงผู้ให้ข้อมูลมองว่าเป็นการกีดกัน
และลดทอนศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์อยู่ดี เพราะเพียงแค่ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
พ.ศ.2539 ก็จะทำให้พนักงานบริการทางเพศอยู่ภายใต้การคุ้มครองโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทันที
ซึ่งสามารถนำอาชีพน้ีเข้าสู่ระบบ จัดเก็บภาษีได้ ลดปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยนายจ้างและยกระดับคุณภาพชีวิตได้
ดว้ ย

นอกจากนี้ แง่มมุ หน่ึงท่ีมองว่างานของพนักงานบริการทางเพศเป็นงานที่ทำให้ครอบครัวแตกแยก ผดิ ประเวณี
ผ้อู นื่ โดยทส่ี ังคมไมเ่ คยตำหนิผู้ชายเลยท่ีเข้ามาในสถานบริการ เข้ามาเลือกใชบ้ รกิ ารเอง ในประเด็นนจ้ี ึงพบวา่ สะท้อน “การลดทอน
อำนาจของผู้หญิง” ท้งั ในเชิงสงั คมวัฒนธรรมและเชิงโครงสรา้ งอย่างการตรากฎหมาย ท่ีมีระบอบปติ าธิปไตยฝังรากลึกอยู่

ส่วนที่ 3 ความตอ้ งการในการสร้างเสริมคณุ ภาพชีวิตของผู้หญิง ภายใต้สถานการณ์โควดิ –19
ข้อมลู ส่วนนี้ เปน็ การตอบวัตถุประสงคก์ ารวิจยั ข้อที่ 2 คอื เพ่ือศึกษาความต้องการในการสร้างเสริมคณุ ภาพชีวติ ของ
ผู้หญิงภายใต้สถานการณ์โควดิ –19 โดยมีผลการศกึ ษาที่สำคัญ ดงั น้ี
3.1 เมือ่ ได้รบั อย่างเพียงพอ จงึ ขอสง่ ต่อความปรารถนาดี

“อยากใหท้ กุ คนได้รบั วัคซนี ท่ีมคี ณุ ภาพเพื่อป้องกันการตดิ โควิด-19”-- อาชพี พยาบาล อายุ 25 ปี
“อยากใหร้ ัฐบาลควบคุมโรคให้ดี ถ้าควบคุมโรคทุกอย่างก็พรอ้ มที่จะกา้ วไปขา้ งหน้า”-- อาชีพนกั สงั คมสงเคราะห์ทาง
การแพทย์ อายุ 30 ปี

88

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

จากผลการศึกษาจะพบว่าผู้หญิงในกลุ่มท่ีปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้า กลุ่มผู้ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ได้รับ
การเตมิ เต็มปัจจยั ขนั้ พ้ืนฐานโดยครบถ้วน รวมถึงมีความรสู้ กึ ม่นั คงปลอดภยั ในอาชีพและฐานะทางเศรษฐกิจ ซ่งึ สอดคล้องกับ
ทฤษฎคี วามตอ้ งการของมาสโลว์ (Maslow, 1954) ในข้ันที่ 1 ความต้องการพ้ืนฐานในการดำรงชีวิต และข้นั ท่ี 2 ความม่ันคง
ปลอดภัย ซ่ึงเมื่อได้รับการเติมเต็มแล้วจะทำให้บุคคลเกิดความต้องการขั้นต่อไปคือขั้นท่ี 3 ความต้องการความรักและ
ความผูกพัน จะเห็นว่าทั้งพยาบาลและนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไม่เพียงแต่ต้องการความรักเพ่ือตนเอง แต่มีความ
ต้องการส่งต่อความรกั ความปรารถนาดีสู่สังคม คือต้องการให้ประชาชนได้รับวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันโรคและลด
อัตราการเสยี ชวี ติ

ในขณะท่ีผู้หญิงที่ปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้าที่เป็นอาสาสมัครภาคประชาชนในการตรวจเชิงรุก ซึ่งมีบทบาทเป็น
ผู้ขับเคลื่อนภาคประชาสังคมด้านที่ดินและที่อยู่อาศัยอีกด้วยน้ัน ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจากบุตรท่ีไป
ทำงานต่างประเทศ ทำให้มีความต้ังใจจะอทุ ิศตนเพื่อสังคมอย่างเต็มท่ี จะเห็นว่าความต้องการของอาสาสมัครภาคประชาชน
คนนี้เติมเตม็ ไปถึงขั้นท่ี 5 ตามทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ คอื การบรรลุความต้องการสงู สดุ ของตนเอง โดยมีความต้ังใจ
ที่จะขับเคล่ือนไปในเชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยในช่วงท่ีการแพร่ระบาดกระจายไปตามชุมชนจึงได้เลือกท่ีจะเป็นอาสาสมัคร
ในการตรวจเชิงรุกเพ่ือแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากน้ียังจัดทำครัวชุมชน โดยทำกับข้าวขายในราคาถูก
และนำไปส่งตามบ้านของผู้ป่วยท่ีกักตัวท่ีบ้าน (Home Isolation) ความต้องการของอาสาสมัครตรวจเชิงรุกคนนี้มองไปถึง
การบริหารจดั การของรัฐบาลที่ต้องการใหม้ ปี ระสิทธิภาพเพือ่ ลดความสูญเสียของประชาชน

“ส่ิงที่ควรทำคือการจดั สรรงบประมานให้ตรงความจำเป็น อย่างการบริจาคเงินซ่อมเมรุเพื่อเผาศพกับการเอาเงินไป
ลงกับวัคซีนเพ่ือให้ทุกคนได้ฉีดหรืออุดหนุนลงที่โรงพยาบาลเพื่อเพ่ิมพ้ืนทีร่ องรับการรักษา แต่ดันเลือกท่ีจะไปซ่อมเมรุเพื่อรอ
คนเผา มนั คดิ ได้ยงั ไงแบบน้ี”-- อาชพี อาสาสมัครตรวจเชิงรุกในชุมชน อายุ 53 ปี

ซงึ่ สรุปไดว้ ่า “เมือ่ ไดร้ บั อยา่ งเพยี งพอ จึงขอสง่ ต่อความปรารถนาด”ี ใหแ้ กส่ ังคม คอื เม่อื กล่มุ ผหู้ ญิงกลมุ่ ทปี่ ฏิบตั ิ
หน้าท่ีด่านหน้าได้รับการเติมเต็มปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตแล้ว ก็ได้แสดงออกมาในรูปแบบความต้องการส่งมอบความ
ปรารถนาดตี ่อสังคม

ทัง้ น้ีข้อมูลความต้องการในการสร้างเสริมคณุ ภาพชีวิตของผู้หญิงท่ีได้จากการสัมภาษณ์ จำแนกได้ชัดวา่ ผหู้ ญิง
ทง้ั สองกลุ่มของการศึกษาคร้ังน้ี ซึง่ มีคุณลักษณะต่างกนั การให้ข้อมูลยังสะทอ้ นถึงการก้าวถึงลำดับข้นั ความต้องการของมาส
โลวท์ ีแ่ ตกตา่ งกนั ออกไปด้วย ดังแผนภาพ

ภาพที่ 2 สรปุ ความต้องการในการสรา้ งเสรมิ คณุ ภาพชีวติ ของผ้หู ญิง โดยใช้โมเดลลำดับขัน้ ความต้องการของมาสโลว์.

89

รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

3.2 Social Protection คมุ้ ครองฉนั ที
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้หญิงกลุ่มท่ีประกอบอาชีพท่ัวไป มีความต้องการพื้นฐาน

อยา่ งอาหารการกินทีเ่ พียงพอ การเข้าถงึ การรักษาโรคท่ีฟรีและครอบคลุม ต้องการวัคซีนทีด่ ี และความมัน่ คงปลอดภัยในชวี ิต
โดยได้รับกkรคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งเป็นความต้องการท่ีอยู่ในข้ันท่ี 1 ความต้องการพ้ืนฐานในการดำรงชีวิต และขั้นท่ี 2
ความม่ันคงปลอดภัย เพียงเท่าน้ัน โดยยังไม่ปรากฏการพัฒนาความต้องการไปสู่ข้ันท่ี 3 ความต้องการความรักและ
ความผกู พนั

“ออกกฎหมายมาคุ้มครองเราให้เราเป็นหน่ึงอาชีพที่เลือกปฏิบัติได้ เข้าถึงระบบสุขภาพได้เหมือนคนอื่น” --
พนกั งานบรกิ ารทางเพศ อายุ 22 ปี

“ถา้ เราอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานพค่ี ิดว่าคุณภาพชวี ิตของเราจะดีขึ้น”-- พนักงานบริการทางเพศ อายุ 36 ปี
“อยากไดเ้ งินเยอะๆ”-- อาชีพแม่บา้ น อายุ 25 ปี
“มีเงนิ ก็คือมีโอกาส”-- อาชพี ค้าขาย อายุ 23 ปี
ผ้หู ญิงทีป่ ระกอบอาชีพท่ัวไปโดยพื้นฐานน้ันต้องการวัคซีนทด่ี ีเพอ่ื ป้องกนั โรค และดว้ ยความท่คี ่อนขา้ งเปราะบาง
ด้านเศรษฐกิจ จะพบวา่ สว่ นมากต้องการได้เงินเพอ่ื ใช้ในการดำรงชีวติ และความม่ันคงโดยได้รับการรบั รองสิทธิตามกฎหมาย
ซง่ึ กลา่ วโดยสรปุ ได้วา่ “Social Protection คมุ้ ครองฉันที” คือการมีระบบคุ้มครองทางสงั คม (Social Protection) ทด่ี จี ะทำ
ให้ผู้หญงิ สามารถเข้าถึงบรกิ ารสขุ ภาพท่ีครอบคลุมทุกดา้ นได้ฟรี และมรี ะบบประกันสงั คมท่ีประกันการวา่ งงาน จะทำใหผ้ ู้หญงิ
กลุ่มที่ประกอบอาชีพทั่วไปมีหลักประกนั ในการใช้ชีวติ อย่างมั่นคงปลอดภัยมากย่ิงขนึ้ ตามหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยการ
ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against
Women [CEDAW]) (1979) ที่มีเจตนารมณ์ในการยืนยันศักด์ิศรีและคุณค่าของมนุษย์ในสิทธิท่ีเท่าเทียมกัน รวมท้ังหลักการ
ของการคุ้มครองทางสังคมที่ให้การเข้าถึงการคุ้มครองที่เพียงพอสำหรับผหู้ ญงิ (International Labour Organization [ILO],
2017)

อภิปรายผลการศึกษา
“เพราะเราคือผู้หญงิ จงึ ตอ้ งด้นิ รนเสยี ยิ่งกว่า”
1. คุณภาพชวี ติ ดา้ นการเข้าถงึ บริการสุขภาพและอนามยั เจริญพนั ธ์ุ กลา่ วโดยสรปุ คือ ผู้หญิงท่ีปฏบิ ัติหน้าท่ดี า่ นหนา้
กับผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพทั่วไปไม่แสดงความแตกต่างทางกายภาพมากนัก โดยสามารถเข้าถึงสวัสดิการเพ่ือป้องกันและ
ตรวจหาเชื้อโควิด–19 ได้ทั่วถึง ข้อสรุปท่ีเด่นชัดคือการรับรู้ว่าตนเองมีคุณภาพชีวิตดี สอดคล้องกับการมีความรู้และ
ประสบการณ์ท่ีมีต่อการป้องกันและรักษาโรค ผู้หญิงที่ปฏิบัติหน้าท่ีด่านหน้าและผู้หญิงที่ประกอบอาชีพทั่วไปท่ีเคยติด
โควิด–19 จะมีความรูค้ วามเข้าใจทำให้ไม่กังวลในดา้ นน้ี สอดคลอ้ งกบั ผลการศึกษาทผ่ี ่านมาของ Hung et al. (2021) ท่พี บว่า
ความวติ กกงั วลและความหวาดกลัวสง่ ผลด้านลบต่อคณุ ภาพชวี ติ ของผู้หญิง
2. คุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจ การรับรู้คุณภาพชีวิตของผู้หญิง 2 กลุ่ม มีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยในด้าน
เศรษฐกิจ จะเห็นได้ชัดว่าการทผ่ี ู้หญิงที่ปฏบิ ัตหิ น้าทด่ี า่ นหน้ามสี วสั ดกิ ารทรี่ องรับอยา่ งครอบคลมุ ในดา้ นสขุ ภาพและรายได้ ทำ
ให้การรับรู้คุณภาพชีวิตของตนเองอยู่ในขั้นท่ีดี มีการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์โรคระบาดได้ดีกว่าผู้หญิงที่ประกอบอาชีพ
ท่ัวไป ในขณะท่ีสวัสดิการจากรัฐไม่ได้สร้างความรู้สึกมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพทั่วไป โดยเฉพาะ
พนกั งานบริการทางเพศท่ีถูกแบ่งแยกจากการคุม้ ครองทางกฎหมายส่งผลให้ไมส่ ามารถเขา้ ถงึ สวัสดิการและสิทธปิ ระโยชนเ์ งิน
ประกันการว่างงานจากประกันสังคม นอกจากนี้ผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพทั่วไปยังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการ
ควบคุมโรคในการปิดสถานบันเทิง งดนั่งในร้านอาหาร และการปรับลดเงินเดือนโดยนายจ้างเน่ืองจากสถานะการเงินวิกฤติ
ซึ่งได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเยอะกว่าผู้หญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้า ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิง สอดคล้องกับผล
การศึกษาเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพท่ัวไป (วิจิตร ระวิวงศ์ และคณะ, 2550) ที่พบว่ารายได้และความมั่นคงใน

90

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

อาชีพ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแรงงาน และสอดคล้องกับผลการศึกษาภายใต้สถานการณ์
ปัจจบุ ันของ UN Women (2020) ที่เสนอว่าความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจจะทำให้คุณภาพชีวิตของผูห้ ญิงเปราะบางและได้รับ
ผลกระทบจากโควิด–19 อย่างหนกั

3. คุณภาพชีวิตด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว สรุปได้ว่าผู้ให้ข้อมูลน้ันมีลักษณะครอบครัว 3 แบบ คือ (1) อยู่คน
เดยี ว (2) อยู่กบั สมาชกิ ในครอบครัว และ (3) อยู่กับคู่สมรส โดยในครอบครัวที่ขาดความม่นั คงทางเศรษฐกิจจะมีสถานการณ์
ความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นโดยไม่จำกัดเพียงแค่ความรุนแรงระหว่างสามี-ภรรยา แต่รวมถึงสมาชิกในครอบครัวเองด้วย
อนั เนื่องมาจากภาวะความเครียดจากการตกงาน ซึ่งพบในผู้หญิงที่ประกอบอาชีพทัว่ ไปมากที่สุด สอดคล้องกับผลการสำรวจ
ของกรมสุขภาพจิต (2564) ท่ีพบว่า ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด–19 ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทยเพ่ิม
สูงขึ้นถึงร้อยละ 66 ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากเร่ืองความเครียดทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อรายได้ในครอบครัวและการใช้สารเสพติด
เช่นเดียวกับการศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงอิตาลี ภายใต้สถานการณ์โควิด –19 (Barbara et al., 2020) ที่พบว่า
มกี ารกระทำความรนุ แรงโดยคูร่ ักมากขึ้นแต่สถิติการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เก่ยี วขอ้ งลดลง และเปน็ การพิสจู น์ซ้ำ
ว่าปรากฏการณ์การระบาดของเงาเกิดขึ้นในทุกท่ีท่ีผู้หญิงต้องอยู่บ้าน สอดคล้องกับการอธิบายของวรรณวดี พูลพอกสิน
(2564) ทีอ่ ธบิ ายว่า “ความรุนแรง” ท่ีเกดิ ขึน้ เป็นเงาท่ีติดตามไปกับสถานการณ์โควิด–19 และการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์

4. คุณภาพชีวิตด้านความมั่นคงปลอดภัย สรุปได้วา่ ผู้หญิงท่ีปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้าและประกอบอาชีพท่ัวไปประสบ
กับความรู้สึกไม่ปลอดภัยและถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมมากขึ้นกว่าในสถานการณ์ปกติ ทั้งเร่ืองของการถูกคุกคามทางเพศ
การถูกเลือกปฏิบตั ิในการจา้ งงาน รวมถึงการพบเห็นการท่ีผ้คู นตกหล่นจากความคุ้มครองทางสงั คม รวมถึงตนเองด้วยเชน่ กัน
ซ่ึงปประเด็นน้ีเป็นประเด็นที่ค้นพบว่ามีอัตลักษณ์ร่วมของผู้หญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้าและผู้หญิงท่ีประกอบอาชีพทั่วไปอยู่
คือความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยต่อสภาพสังคมปัจจุบัน ในฐานะที่เป็น “ผู้หญิง” สอดคล้องกับรายงานของ UN Women
(2020) ที่งานเขียนเชิงนโยบายระบุสถานการณ์ความเปราะบางของผู้หญิง ซึ่งสรปุ ตรงกนั ว่าในฐานะ “ผู้หญิง” มีแนวโน้มตก
อย่ใู นสภาวะเปราะบางไดด้ ว้ ยปัจจัยหลายประการหน่ึงในนนั้ คอื ความรสู้ กึ ไม่ม่นั คงปลอดภัยดว้ ยสภาพสงั คม

“เพื่อนหญิง พลังหญงิ ”
เมื่อการรบั รู้คุณภาพชีวิตมีระดับท่ีแตกต่างกัน อีกทั้งได้รับสวัสดิการได้แตกต่างกันตามสถานภาพทางอาชีพ (Work
Status) ความต้องการในการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของผู้หญิงจึงแตกต่างกัน ในกลุ่มผู้หญิงท่ีปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้า
ซ่ึงมีแนวโน้มการรับรู้คุณภาพชีวิตในข้ันที่ดีโดยความต้องการในข้ันที่ 1 ปัจจัยในการดำรงชีวิต และข้ันท่ี 2 ความมั่นคงและ
ปลอดภัยได้รับการเติมเต็มแล้ว จึงมีความต้องการแค่จะส่งต่อความรักความปรารถนาดีต่อประชาชนท่ียังคงอยู่ในสภาวะ
เปราะบาง ซ่ึงตรงกับความต้องการข้ันที่ 3 การต้องการความรัก ผลการศึกษาเป็นไปในทิศทางเดียวกันเม่ือผู้หญิงที่ประกอบ
อาชีพทั่วไปท่ีมีแนวโน้มการรับรู้คุณภาพชีวิตในขั้นที่ไม่ดีนัก โดยสอดคล้องกับสถานภาพทางอาชีพ (Work Status) ท่ีเป็น
อาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ ก็มีความต้องการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตอยู่ในลำดับข้ันท่ี 1-2 เท่านั้น ซ่ึงสอดคล้องกับ
ทฤษฎีลำดับข้ันความต้องการของมาสโลว์ (Maslow, 1954) ท่ีกล่าวว่า เม่ือลำดับขั้นได้ถูกเติมเต็ม มนุษย์จะมีความต้องการ
และไปถึงการเติมเต็มขน้ั ถัดไป แตถ่ ้าหากยังไมไ่ ด้รับการเตมิ เตม็ ในขั้นแรกก็จะไม่สามารถพัฒนาไปสูค่ วามตอ้ งการข้นั ถัดไปได้
โดยจะเหน็ วา่ สวัสดิการที่กลมุ่ อาชีพในระบบไดร้ บั ไดแ้ ก่ สวัสดิการขา้ ราชการ และประกันสังคมมาตรา 33 ให้ความม่นั คงและ
เข้าถึงการเยียวยาได้ครอบคลุมกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือเป็นแรงงานนอกระบบ ซ่ึงบางส่วนไม่ได้รับการคุ้มครอง
บางประการ เช่น เงินประกันการว่างงาน เน่ืองจากไม่มีนายจ้าง แต่ท้ังนี้ ภายใต้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกอาชีพต่าง
ไม่ม่ันคงและเกิดการว่างงานได้จากการส่ังปิดสถานท่ีตามมาตรของรัฐ ในส่วนนี้จึงทำให้ความต้องการสร้ างเสริมคุณภาพชีวิต
ของผู้หญงิ กลุ่มที่มสี ถานภาพอาชพี (Work Status) อสิ ระ ยงั อยใู่ นความตอ้ งการพน้ื ฐานขั้นท่ี 1-2

91

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ข้อเสนอแนะท่ไี ดจ้ ากการศกึ ษา
จากผลการศึกษาข้างต้นที่นำเสนอผ่านธีมหรือประเด็น ทั้งในมุมมองท่ีเกี่ยวข้องโดยตรงกับโควิด-19 และมุมมอง
ท่ัวไปท่ีได้รับผลกระทบเพ่ิมเม่ือโควิด-19 ระบาด นำไปสู่ข้อเสนอแนะดังนี้ (1) จากผลการศึกษาพบว่าผู้หญิงในกลุ่มอาชีพ
อิสระมีความเปราะบางสูง จึงสมควรส่งเสริมใหเ้ ข้าสู่ระบบประกันสงั คมมาตรา 40 เพ่ือคุ้มครองคุณภาพชีวิต ท้ังน้ีภาครฐั ควร
พจิ ารณาเพ่ิมสิทธปิ ระโยชน์ให้มากขึ้นเพ่ือจูงใจให้กลุ่มอาชีพอสิ ระเขา้ สู่ระบบประกันสังคม ซ่ึงมีแนวโน้มจะเปน็ ประโยชน์เมื่อ
ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กลุ่มอาชีพอิสระจะได้รับบำนาญชราภาพเพื่อความม่ันคงในชีวิต (2) ควรพิจารณายกเลิก
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ท้ังน้ีเพ่ือขจัดการเลือกปฏิบัติ การกีดกันโอกาส และ
การลดทอนศักดศ์ิ รีความเปน็ มนุษย์ของผ้หู ญิงในอาชีพบริการทางเพศ โดยหากยกเลกิ พ.ร.บ.ดังกล่าว พนกั งานบรกิ ารทางเพศ
จะอยู่ภายใต้การคุ้มครองตามพระราชบญั ญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามนิยามของ “ลูกจ้าง” ซ่ึงจะสามารถเข้าสู่ระบบ
ประกนั สงั คมมาตรา 33 เพ่ือเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างเทา่ เทยี ม (3) ทงั้ น้ี การทแ่ี ตล่ ะอาชีพไดร้ ับสวัสดิการแตกต่างกนั อยา่ งเห็น
ไดช้ ัดถือเปน็ การเลือกปฏบิ ัติ ดงั นน้ั ภาครฐั และหน่วยงานที่เกย่ี วขอ้ งควรพิจารณาลดการจัดสวัสดิการแบบคัดกรอง (Means-
test) และยกระดับการคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) ให้เป็นระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อแก้ปัญหา
ความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม โดยให้ประชาชนเข้าถึงบริการพื้นฐานได้โดยมองว่าเป็นสทิ ธิของพลเมืองทกุ คน และ
(4) ควรมีมาตรการควบคุมโรคโดยตระหนกั ในการรองรับผลกระทบทจ่ี ะมีต่อคุณภาพชวี ิตผู้หญิง เช่น มกี ารต้งั ศูนย์ปฏิบตั ิการ
เพื่อให้ความช่วยเหลือเหย่ือจากความรนุ แรงในครอบครัว การกระจายบริการอนามัยเจริญพันธใุ์ ห้เข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะใน
หนว่ ยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ
นอกจากนี้ ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้พบว่ามีการศึกษาพยาบาลท่ีปฏิบัติงานในพื้นที่ที่แตกต่างกัน แต่มีการรับรู้
คุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน เช่นเดียวกับการศึกษาพนักงานบริการที่อยู่ในพ้ืนท่ีจังหวดั แตกต่างกัน โดยพนักงานบรกิ าร
ทางเพศหน่ึงคนเป็นหญิงข้ามเพศ พบว่าการรับรคู้ ุณภาพชีวิตมคี วามคล้ายคลึงไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งประเด็นการเข้าถึง
อนามัยเจริญพันธุ์สอดคล้องกับพนักงานบริการทางเพศท่ีเป็นเพศหญิง จึงสรุปได้ว่ามีลักษณะท่ีสามารถถ่ายโอนผลการวิจัย
(Transferability) คอื ผลการศกึ ษานน้ั สามารถปรับใช้ในต่างพน้ื ทแี่ ละตา่ งบรบิ ทไดส้ ำหรบั การศึกษาครัง้ น้ี
ข้อเสนอแนะต่อการทำวิจยั ครัง้ ต่อไป
งานวิจัยนศี้ ึกษาคุณภาพชีวติ ผู้หญิงภายใตส้ ถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโควิด-19 ตัง้ แต่ชว่ งการระบาดระลอกที่ 3
นับตั้งแต่วนั ที่ 1 เมษายน 2564 ถึงวันท่ีปิดรบั ข้อมูล 30 กันยายน 2564 เท่านนั้ ด้วยสถานการณก์ ารระบาดมีความเป็นพลวัต
สูงจึงมีข้อเสนอแนะให้ศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้หญิง หรือกลุ่มอ่ืนๆ ที่มีความเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก เป็นต้น
และหากศึกษาอย่างต่อเนอ่ื งในแต่ละระลอกของการระบาด จะทำให้ไดข้ อ้ มูลที่มคี วามลึกซึง้ มากย่ิงขึ้นในแตล่ ะกลุ่มเป้าหมาย

กติ ตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยฉบับน้ีสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดีโดยได้รับการสนับสนุนจาก รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณวดี พูลพอกสิน
อาจารย์ท่ีปรึกษาในการทำวิจัย ท่ีลงแรงกายและแรงใจให้แก่การปรับปรุงแก้ไขและให้คำแนะนำเพ่ือให้ผลการศึกษาออกมา
อย่างสมบูรณ์ เป็นท่ียอมรับในเชิงวิชาการ รวมถึงความร่วมมือจากผู้ให้ข้อมูลทั้ง 11 ท่าน และจากเครือข่ายสลัม 4 ภาค
เครือข่าย Empower Foundation โดยทา้ ยที่สดุ น้คี ณะผูว้ จิ ยั หวังว่าผลการศกึ ษาและข้อเสนอแนะจะสามารถรับใชส้ งั คม โดย
ให้ประโยชน์แก่ผู้ท่เี กย่ี วข้องไดน้ ำไปศกึ ษาต่อหรือพัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคมได้อยา่ งครอบคลุม รวมถึงให้เครือข่ายท่ี
เก่ยี วขอ้ งสามารถนำไปตอ่ ยอดเพือ่ รณรงคห์ รอื ขับเคลือ่ นการพัฒนาสวัสดิการสงั คมเพอื่ ยกระดบั คณุ ภาพชีวิตตามแนวทางของ
เครือข่าย สำหรับข้อบกพร่องท่ีอาจมีข้ึนในงานวิจัยช้ินน้ี คณะผู้วิจัยขออภัยมา ณ โอกาสน้ี และขอน้อมรับนำไปปรับปรุง
เพอื่ ใหง้ านวิจยั สามารถพัฒนาได้ตอ่ ไป

92

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

เอกสารอ้างอิง
กนกวรา พวงประยงค์. (2564). สถานการณผ์ ลกระทบ ความตอ้ งการชว่ ยเหลือ และการปรับตัวของคนวยั ทำงานในชว่ ง

การแพรร่ ะบาดของโควิด-19: การศกึ ษาเชิงประจกั ษ์ในกรงุ เทพมหานคร. วารสารสุทธิปริทศั น,์ 35(1), 272-282.
กรมควบคมุ โรค. (2564). รายงานสถานการณ์โรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019. สบื ค้นจาก

https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/situation.php.
กรมสุขภาพจติ . (2564). จะทำอยา่ งไร เม่ือความรนุ แรงไม่ใช่เร่อื งไกลตัว และบ้านไมใ่ ช่ Safe Zone ของทุกคน. สืบค้นจาก

https://www.dmh.go.th/newsdmh/view.asp?id=30715.
ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แหง่ พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณฉ์ กุ เฉนิ พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 30).

(2564, 1 สิงหาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เล่ม 138 ตอนพิเศษ 173 ง. หนา้ 1-7.
ประสทิ ธ์ิ วัฒนาภา. (2564). หมอศิริราช ระบผุ ู้ป่วยทต่ี อ้ งใสเ่ คร่ืองชว่ ยหายใจเพมิ่ ขึน้ อยา่ งชดั เจน. สบื ค้นจาก

https://www.bbc.com/thai/thailand-56914163.
วรรณวดี พลู พอกสิน. (2564). การระบาด(ของ)เงา: ความรุนแรงทางเพศทแี่ ฝงมากบั การแพรร่ ะบาดของโควิด-19. สบื คน้ จาก

https://socadmin.tu.ac.th/uploads/socadmin/file_document/cfp67/%20Processdinga%20สถาปนา
คณะ%2067%20ป%ี 20(27%20ม.ค.64).doc.pdf.
วจิ ิตร ระววิ งศ์, สมบญุ ยมนา, สมศกั ดิ์ นัคลาจารย์, กลั ยา ไทยวงษ,์ และ ทธมน แก้วไทย. (2550). การศึกษาเพื่อพฒั นา
คณุ ภาพชวี ิตการทำงานของแรงงานนอกระบบศึกษาเฉพาะกรณีผ้ขู บั ขีม่ อเตอรไ์ ซคร์ ับจา้ ง และผูค้ า้ ขายตลาดนัดใน
เขตกรงุ เทพมหานคร. สบื ค้นจาก http://www.icehr.tu.ac.th/academic-paper/29.
ศริ ิพร เสนามนตร.ี (2556). คุณภาพชวี ติ การทำงานของผูป้ ฏบิ ัติงานของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องคก์ าร
มหาชน). (หลกั สตู รวิทยาศาสตรมหาบณั ฑติ ). มหาวทิ ยาลยั ศรปี ทมุ , วิทยาลยั บัณฑิตศึกษาด้านการจดั การ,
สาขาวิชาการจดั การทรัพยากรมนษุ ย.์
สุวรรณชัย วฒั นายิ่งเจรญิ ชัย. (2564). กรมอนามัย เตอื นใส่หนา้ กาก “ในบ้าน” พบสว่ นใหญ่ติดเชื้อจากครอบครัว. สบื ค้นจาก
https://www.prachachat.net/general/news-727421
องค์การอนามยั โลก. (2540). เคร่อื งชว้ี ดั ของยอดเยยี มโลกชุดยอ่ ฉบบั ภาษาอังกฤษ WHOQOL–BREF–THAI). สืบคน้ จาก
https://www.dmh.go.th/test/whoqol/
Barbara, G., Facchin, F., Micci, L., Rendiniello, M., Giulini, P., Cattaneo, C., Vercellini, P., & Kustermann,
A. (2020). COVID-19, lockdown, and intimate partner violence: Some data from am Italian service
and suggestions for future approaches. J women health, 29(10), 1239-1242.
Hung, M. S. Y., Lam, S. K. K., Chan, L. C. K., Liu, S. P. S., & Chow, M. C. M. (2021). The Psychological and
Quality of Life Impacts on Women in Hong Kong during the COVID-19 Pandemic. Int. J. Environ.
Res. Public Health. Retrieved from https://doi.org/10.3390/ijerph18136734.
International Labour Organization. (2017). Social protection to promote gender equality and women’s
and girls’ empowerment. Retrieved from https://www.ilo.org/wcmsp5/groups/public/@dgreports
/@nylo/documents/genericdocument/wcms_674612.pdf
Maslow, A. H. (1954). Motivation and personality. New York: Harper and Row.
Schiavi, M. C., Zullo, M. A., Luffarelli, P., Di Pinto, A., Oliva, C., & Palazzetti, P. (2021). Urogynecological
survey in a group of Italian women treated for overactive bladder: Symptoms and quality of life
analysis during the Covid-19 period. Taiwanese journal of obstetrics & gynecology, 60(4), 674–678.

93

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

United Nations Human Rights office of the High Commissioner (1979). Convention on the Elimination
of All Forms of Discrimination against Women (CEDAW). Retrieved from
https://www.ohchr.org/EN/ProfessionalInterest/Pages/CEDAW.aspx

UN Women. (2020). The Shadow Pandemic: Violence against women during COVID-19. Retrieved from
https://www.unwomen.org/en/news/in-focus/in-focus-gender-equality-in-covid-19-
response/violence-against-women-during-covid-19.

Wast edge, E., Reynolds, R. M., van Boeckel, S. R., Stock, S. J., Denison, F. C., Maybin, J. A., & Critchley, H.
(2021). Pregnancy and COVID-19. Physiological reviews, 101(1), 303–318.

94

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

เดก็ ทอ้ ง ต้องได้เรียน: โอกาส ทางเลอื กและทางรอดสำหรบั แม่วยั ร่นุ
Pregnant students must continue their education: Opportunities,

Options and Solutions for Adolescent Mothers

พชั ชา เจงิ กลน่ิ จนั ทร์1
Patcha Jeungklinchan2

มาลี จริ วฒั นานนท3์
Malee Jirawattananon4

Abstract
The researcher would like to present about the educational policies for adolescent mothers in
this study. Following the intensively search and review of many researches done in both Thailand and
other countries, it was found that the educational policies include rights, opportunities, and educational
equalization for those adolescent mothers who are classified as a group of students being troubled by
some social problems. It is different from foreign educational policies which were specially created for
adolescent mothers, and the executive power is distributed to their municipal government who
cooperates with all academies in order to enhance the effective social welfare system for the adolescent
mothers and their family. The adolescent mothers would be able to select their own educational
program under the power of thought that education is investment. In some oversea countries, both
municipal government and community are involved with the educational operations. Suggestions are
about improving the educational policies in Thailand that should be done based on the knowledge or
problematic data related to adolescent mothers’ education, their community should cooperate with the
municipal government and also the educational institutions in order to provide the proper education for
both adolescent mothers and their child at the same time, and about increasing number of concerned
specialists in the driving mechanism such as social workers in every educational service area. In terms of
providing educational social welfare for individual, both adolescent mothers in and out of the educational
system, there must be a cooperation of family and community that will bring about the reach of
educational resources. That will help the adolescent mothers to get more opportunities for their
educational success. They will have more options for their long terms life’s plan which is about
occupation and income, learning ability and self- reliance, access of useful information, health, and also
ability for raising their child and taking care of their family.
Keywords: Adolescent mothers, educational policy, education welfare services

บทคัดยอ่
บทความนี้ผู้เขียนนำเสนอประเด็นนโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่น โดยสืบค้นทบทวนเอกสารและงานวิจัยใน
ประเทศและต่างประเทศ พบวา่ นโยบายการศึกษาของประเทศไทยครอบคลุมสิทธิ โอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา
และแม่วัยรุ่นได้รับการจัดกลุ่มผู้เรียนท่ีมีลักษณะเฉพาะ อยู่ในภาวะยากลำบากหรือประสบปัญหาทางสังคม แตกต่างจาก
นโยบายการศึกษาของต่างประเทศ ที่จัดการศึกษาเฉพาะสำหรับแม่วัยรุ่นและกระจายอำนาจการบริหารจัดการไปในระดับ
ท้องถิ่น มีกลไกรองรับการทำงานส่วนท้องถ่ินจัดสวัสดิการสังคมร่วมกับสถานศึกษา และเช่ือมร้อยระบบสวัสดิการสังคม

1 อาจารยป์ ระจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
2 Lecturer of Faculty of Social Administration, Thammasat University
3 ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
4 Assistant Professor Dr., Lecturer of Faculty of Social Administration, Thammasat University
* Corresponding author: [email protected]

95

รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

สำหรับแม่วัยรุ่นและครอบครัว โดยแม่วัยรุ่นสามารถเลือกโปรแกรมการศึกษาท่ีเหมาะสมกับตนเองได้ ท้ังนี้ ความเชื่อท่ีว่า
การศึกษา คือ การลงทุน ในต่างประเทศนำสู่ปฏิบัติการทางการศึกษาท่ีดึงการมีส่วนร่วมของรัฐและชุมชน ข้อเสนอแนะ คือ
การพัฒนานโยบายการศึกษาในสังคมไทย ควรอิงฐานความรู้หรอื ข้อมูลส่ิงที่เปน็ ปัญหาทางการศึกษาสำหรับแม่วัยร่นุ การให้
ชุมชนมีส่วนร่วมสำคัญ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซ่ึงมีอำนาจและหน้าท่ีในการจัดการศึกษา ให้มีการทำงาน
ร่วมกับสถานศึกษา การจัดการศกึ ษาสำหรับแม่วยั รุ่นและลูกไปพร้อมๆ กัน และเพ่ิมกำลังอัตรานักวิชาชีพในส่วนที่เกี่ยวข้อง
เพ่ือเป็นกลไกขับเคล่ือน เชน่ นักสังคมสงเคราะหท์ างการศกึ ษาประจำเขตพืน้ ที่การศึกษา เป็นตน้ ในการจัดบริการสวัสดิการ
ทางการศึกษารายกรณี แม่วัยรุ่นนอกระบบการศึกษาและในระบบการศึกษา รวมถึงการทำงานกับครอบครัว และชุมชน
ส่งเสรมิ การเขา้ ถึงทรัพยากรทางการศกึ ษา เพือ่ ใหแ้ ม่วยั รนุ่ มีชอ่ งทาง และโอกาสการประสบความสำเร็จทางการศึกษามากข้ึน
มที างเลือกทน่ี ำไปสทู่ างรอดระยะยาว คอื การมีอาชพี และมีรายได้ มีศักยภาพในการเรียนรู้และพ่งึ ตนเอง เข้าถึงขอ้ มูลขา่ วสาร
สุขภาพ และสามารถเลี้ยงดแู ลลูกและครอบครวั ไดต้ อ่ ไป
คำสำคญั : แมว่ ัยรนุ่ นโยบายการศึกษา บรกิ ารสวัสดิการทางการศึกษา

บทนำ
“เด็กท้อง ต้องได้เรียน” เป็นประโยคที่ถูกใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นต้ังแต่ปี
พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบัน เพราะสถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรนุ่ ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนจำนวนไม่น้อยต้องออก
จากการศกึ ษากลางคัน เน่ืองการสมรสและการตั้งครรภ์ โดยข้อมูลทางสถิติจากกระทรวงศึกษาธิการยังแสดงให้เห็นวา่ อัตรา
การออกจากโรงเรียนกลางคันเน่ืองจากสมรสในปี 2548-2555 มีแนวโน้มเพ่ิมมากข้ึน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน, 2557) และผลการศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น (แม่วัยใส) ของศิริพร
จริ วัฒนก์ ุล และคณะ (2554) ช้ีใหเ้ ห็นว่าแม่วยั รุ่นตอ้ งการจากโรงเรียนกลางคันหรอื ตอ้ งพกั การเรียนรอ้ ยละ 70.3 (ตารางที่ 1)

ตารางท่ี 1
ลกั ษณะประชากรด้านประเภท และระดบั การศกึ ษาของแมว่ ยั ใส

ทมี่ า: ศริ พิ ร จิรวัฒน์กลุ และคณะ (2554)

96

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

การตั้งครรภ์และการมีบุตรจึงกลายเป็นข้อจำกัดทางการศึกษาของแม่วัยรุ่น ซ่ึงข้อจำกัดนี้ส่วนหนึ่งมาจากทัศนคติ
ของคนในสังคมภายใต้โครงสร้างสังคมแบบชายเป็นใหญ่ที่ยึดค่านิยมและบรรทัดฐานของเพศวิถีกระแสหลักอย่างเข้มข้น
รวมทั้งนโยบายของสถานศึกษาบางแห่งที่กำหนดสถานะของผู้เรียนว่าต้องอยู่ในสถานะโสด การตั้งครรภ์จึงกลายเป็น
สัญลักษณ์ท่ีทำให้แม่วัยรุ่นถูกเบียดขับออกจากระบบการศึกษาโดยปริยาย ซึ่งผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้คุณภาพชีวิตของ
แม่วัยรุ่นแย่ลงในทุกด้านและยังส่งผลต่อเด็กทีเ่ กิดจากแม่วัยรุ่นด้วย โดยการศกึ ษาของซูเอลเลนตรอป (Suellentrop, 2010,
อา้ งถึงใน นฤมล นิราทร, 2559) ช้ีให้เห็นวา่ แม่วัยรนุ่ ที่ไม่จบการศกึ ษาระดับมัธยมปลายส่งผลใหล้ ูกมีโอกาสเส่ยี งท่ีต้องเผชิญ
กบั ความยากจนมากกวา่ แม่ทไี่ ม่ใชว่ ัยรุ่นและจบการศกึ ษาระดบั มัธยมปลายถึง 9 เท่า และยิ่งในกลุ่มแม่วัยรุ่นที่มฐี านะยากจน
และต้องออกจากระบบการศึกษาด้วยแล้ว ย่ิงมีโอกาสสูงท่ีต้องตกอยู่ในวัฏจักรความยากจนไม่รู้จักจบส้ิน เน่ืองจากการขาด
โอกาสทางการศึกษาส่งผลต่อการพึ่งตนเองได้ของแม่วัยร่นุ ส่วนบุตรของแม่วยั รุ่นมักขาดความพร้อมในการเข้าเรยี นต้ังแต่เริ่ม
ขน้ึ ชั้นอนุบาล และอาจจะมีโอกาสทางการศกึ ษาน้อยกว่าเพือ่ นวัยเดียวกนั เพราะต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานหารายไดจ้ ุน
เจอื ครอบครัว กลายเป็นแรงงานไรฝ้ ีมอื ขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง ซงึ่ ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว (Hadley &
Ingham, 2018 และ ศริ พิ ร จริ วฒั นก์ ลุ และคณะ, 2554)

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การต้ังครรภ์ของวัยรุ่นในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่มีความเปลี่ยนแปลงตาม
ยุคสมัยเท่าน้ัน หากมองย้อนไปก่อนการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 หรือประมาณ 60 ปี
ที่ผ่านมา จะพบว่า การแต่งงานและมีบุตรในช่วงวัยรุ่นถือเป็นเรื่องปกติ ในสมัยน้ันยังไม่มีกฎหมายหรือนโยบายของรัฐที่
กำหนดให้ประชาชนทุกคนต้องได้รับการศึกษา บทบาทของผู้หญิงในสมัยก่อนจึงเน้นไปท่ีการทำบทบาทของการเป็นลูกสาว
เป็นภรรยา และเปน็ แม่ ซึง่ เปน็ การทำบทบาทที่แสดงให้เห็นถึงการแบง่ แยกพ้ืนท่ีส่วนตวั กับพนื้ ทสี่ าธารณะอย่างชัดเจน มีเพยี ง
ผู้หญิงชนช้ันกลางและชนช้ันสูงในเมืองท่ีโอกาสในการศึกษาและการประกอบอาชีพเท่าน้ันที่สามารถเชื่อมพ้ืนท่ีทั้งสองได้
(Pascall, 1986 และ วาทนิ ีย์ วชิ ัยยา, 2556)

สำหรับประเทศไทย ซึ่งปรากฏแผนการศึกษาชาติฉบับแรก ปี พ.ศ. 2475 การศึกษาแบบสมัยใหม่เร่ิมเข้ามามี
อทิ ธิพลต่อประชาชนทุกคน เม่ือโลกเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมยั (Modernization) ประเทศไทยเปิดรบั กระแสการพัฒนา
จากประเทศตะวันตกจึงต้องพฒั นาเศรษฐกิจตามแบบอย่างของประเทศอุตสาหกรรมในระบบทนุ นิยม (Capitalism) และตาม
กระแสโลกาภวิ ตั น์ (Globalization) ทำใหป้ ระเทศไทยหนั มาใช้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยมี ากข้ึน โดยเฉพาะในด้านการผลิต
และการติดต่อและส่ือสารทางการค้ากับนานาประเทศ ส่งผลให้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503-2535 สะท้อนอัตลักษณ์
แห่งการทำให้ทันสมัยอย่างชัดเจน รัฐบาลพยายามพัฒนาความรู้ของคนในประเทศ เพ่ือเพิ่มขีดความสามารถของประชาชน
จึงขยายนโยบายการศึกษาให้ครอบคลุมประชาชนทุกคน การศึกษาจึงมีความสำคัญมากขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา (นพพร
จันทรนำชู, 2546 และ Carnoy, 1999)นับเป็นจุดเปลี่ยนการศึกษาในสังคมไทยท่ีพ้ืนท่ีความเชื่อเร่ืองผู้ท่ีมีความรู้ คือ ได้รับ
การศึกษาในระบบ การศึกษาสมยั ใหม่กลืนกลายครอบชดุ ความพืน้ ถิน่ ทสี่ ัง่ สมกนั มาแต่บรรพบุรุษ และภูมิปญั ญาชาวบ้าน

หลังจากน้ันการตั้งคำถามที่ว่า “ผู้หญิงจำเป็นต้องได้รับการศึกษาสูงหรือไม่ ทั้งที่บทบาทของผู้หญิงส่วนใหญ่ คือ
การเป็นผู้ดแู ล” ก็เริ่มเบาบางลง แม้ในความเป็นจริงคำถามดังกล่าวยงั แฝงอยู่ในสังคมแบบชายเป็นใหญ่เสมอมา เพียงแค่ถูก
กระแสการพัฒนากดทับไว้เทา่ นน้ั ท้ังน้ีเนือ่ งจากการสนับสนุนให้ผูห้ ญิงได้รับการศึกษาไม่ได้มาจากฐานคิดของความเท่าเทียม
ทางเพศทแี่ ท้จริง แต่มาจากฐานคิดการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก การสนบั สนนุ ให้ประชาชนทุกคนได้รบั การศึกษา มีเป้าหมาย
เพ่ือเพ่ิมศักยภาพแรงงาน และเพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคธุรกิจ อันส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ต่อไป ผู้หญิงจึงไม่ได้ถูกคาดหวังให้ทำหน้าท่ีเป็นผู้ดูแลเพียงอย่างเดียว แต่ในสมัยใหม่ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์น้ี ผู้หญิง
ถูกคาดหวังจากสังคมในบทบาทท่ีซ้อนทับกันต้องทำงานทั้งในและนอกบ้าน (Pascall, 1986, Carnoy, 1999 and Verger
et. al. 2012)

97

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 68

นโยบายการศกึ ษา จึงมกี ารพัฒนามาอย่างต่อเน่อื งเพอ่ื ให้ครอบคลมุ ประชาชนทุกคนในประเทศ และประเทศไทยได้
ร่วมปฏิญญาโลกวา่ ดว้ ยการศึกษาเพ่อื ปวงชน (The world Declaration on Education for all) ในปี ค.ศ.1990 ซง่ึ มีฐานคดิ
ด้านสิทธิและความเสมอภาคของประชาชนในการเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และมีข้อกำหนดว่าภายในปี ค.ศ.2015
เด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็ก 3 กลมุ่ ได้แก่ เด็กหญิง เด็กท่ีมีความต้องการที่แตกตา่ ง และเด็กชนกลุ่มน้อย ต้องเข้าถึงการศึกษา
ภาคบงั คับระดับประถมศกึ ษา (สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา, 2556)

การร่วมปฏิญญาโลกว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชนในคร้ังนี้ส่งผลให้บทบาทผู้หญิงเปล่ียนแปลงไปก่อให้เกิดการขับเคลื่อน
นโยบายสังคมที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ปรากฎให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในปีพ.ศ. 2537 ในการประชุมเร่ืองประชากรและ
การพัฒนาที่กรุงไคโร (International Conference on Population and Development–ICPD Cairo Agenda) ประเทศ
ทล่ี งนามสัตยาบันเห็นชอบต่อแผน 20 ปี ของแผนปฏิบัติการพัฒนาประชากร (ICDP Programme of Action, 1994-2014)
เพ่ือสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างถ้วนหน้าด้านการวางแผนครอบครัว อนามัยการเจริญพันธ์ุ และด้านการศึกษา
ของผู้หญิง (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2545; กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ,
2556 และ กฤตยา อาชวนชิ กลุ และ วรรณา ทองสมิ า, 2548)

หลังจากนั้นประเทศไทยได้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมอนามัยการเจริญพันธ์ุ ในปี พ.ศ. 2553 ร่างพระราชบัญญัติ
ค้มุ ครองอนามัยการเจริญพันธุ์ เพ่ิมสาระสำคัญในมาตรา 12 ว่าด้วยเร่ืองนโยบายการศึกษาที่กำหนดให้ “นักเรียนท่ีต้ังครรภ์
สามารถเรียนต่อได้” และสถาบันการศึกษาควรมีมาตรการช่วยเหลือให้แม่วัยรุ่นศึกษาต่อได้อย่างมีคุณภาพ ถือเป็น
การขบั เคล่ือนนโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุน่ ครั้งสำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ไม่ได้
ถูกกำหนดให้เป็นกฎหมายจึงไม่สามารถบังคับใช้ การศึกษาของแม่วัยรุ่นจึงข้ึนอยู่กับนโยบายของสถานศึกษา ซึ่งมีฐานะเป็น
นิติบุคคล การบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาแต่ละแห่งส่งผลต่อระบบที่เอ้ือต่อการศึกษาของแม่วัยรุ่นที่แตกต่างกัน
(ธีร์ ภวงั คนนั ท์ และคณะ, 2555)

นโยบาย “เด็กท้อง ต้องได้เรียนต่อ” จึงมีข้อจำกัดในเชิงปฏิบัติเสมอมา ท้ังข้อจำกัดจากการต้ังครรภ์ของแม่วัยรุ่น
ทัศนคติของบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนร่วมสถาบันการศึกษาและผู้ปกครอง รวมท้ังข้อจำกัดด้านนโยบายและกฎของ
สถานศึกษาท่ีส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ (ธีร์ ภวังคนันท์ และคณะ, 2555) จนกระทั้งประเทศไทยมีพระราชบัญญัติ
ป้องกันและแก้ไขปญั หาการต้ังครรภ์ในวยั รนุ่ พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแม่วัยรุน่ โดยตรงเป็นฉบับแรก และใน
มาตรา 6 (3) ระบุว่า “จัดให้มรี ะบบการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียนหรือนักศึกษาซ่ึงตั้งครรภ์ใหไ้ ด้รับการศึกษาด้วย
รูปแบบที่เหมาะสมและตอ่ เนื่อง รวมท้ังจัดใหม้ รี ะบบการสง่ ตอ่ ให้ไดร้ บั บรกิ ารอนามัยการเจริญพนั ธแ์ุ ละการจัดสวัสดกิ ารสงั คม
อย่างเหมาะสม” ซ่ึงพระราชบัญญัติฯ ฉบับน้ีนำไปสู่การกำหนดการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหา
การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับชาติ พ.ศ. 2560-2569 อันเป็นแนวทางในการแปลงนโยบายด้านการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นไปสู่
การปฏิบัติ (พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559, 2559 และ กระทรวงสาธารณสุข,
2561)

อย่างไรก็ตาม การนำนโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นไปสู่การปฏิบัติน้ันไม่ใช่เร่ืองง่าย จากผลสำรวจของกรม
อนามัยในปี พ.ศ. 2561 ชี้ให้เห็นว่า นักเรียนท่ีตั้งครรภ์หยุดเรียนและลาออกจากสถานศึกษาเดิม คิดเป็นร้อยละ 37.4 และ
หลังคลอดแม่วัยรุ่นอยู่บ้านเล้ียงลูกร้อยละ 48.6 (กระทรวงสาธารณสุข, 2561) นอกจากน้ี งานวิจัยเรื่องการเฝ้าระวัง
การต้ังครรภ์แม่วัยรุ่นประเทศไทย พ.ศ.2563 พบว่า แม่วัยรุ่นร้อยละ 48.6 อยู่บ้านเพ่ือเลี้ยงลูก และกลับเข้าเรียนใน
สถานศกึ ษาเดมิ เพียงร้อยละ 29.3 อกี กลมุ่ คือ แม่วัยรนุ่ ที่อยู่นอกระบบไม่ได้เรยี นหนังสอื ร้อยละ 55.1 ไม่ได้ประกอบอาชพี ใด
ใด และร้อยละ 23.0 รบั จ้างรายวัน และ หลังการต้ังครรภ์ แม่วัยรุ่นไม่ได้ประกอบอาชีพใดใดเพ่ิมขึ้นรอ้ ยละ 69.9 (ปิยะรัตน์
เอ่ียมคง, บรรณาธิการ, 2563) ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ ช่องว่างทางนโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นยังมีข้อจำกัดหรืออาจ
ไม่ตอบสนองความต้องการของแม่วยั รุน่ อย่างแทจ้ ริง เพราะทผี่ ่านมา พบวา่ แม่วัยรุ่นบางรายยงั ถกู ลิดรอนสิทธทิ างการศึกษา
ทำให้ตอ้ งออกจากระบบการศกึ ษากลางคัน ซึง่ ส่งผลตอ่ การประกอบอาชีพในอนาคต (มาลี จริ วฒั นานนท,์ 2560)

98

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

จากท่ีกล่าวมาในข้างต้น จะเห็นว่า แม่วัยรุ่นมีความเปราะบางทางสังคม สภาพชีวิตการดำรงอยู่ เผชญิ สถานการณ์
และปัญหาท่ีส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อแม่วัยรุ่นและครอบครัว บทความน้ี ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ เพื่อสรุป
สาระสำคัญของนโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นในประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอนโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นใน
ต่างประเทศ เป็นตัวอย่างใน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศนิวซีแลนด์ เน่ืองจากท้ัง
3 ประเทศมีนโยบายด้านการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นท่ีชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านทราบถึงสาระสำคัญของนโยบายดังกล่าวและ
นำไปสู่ขอ้ เสนอแนะการพัฒนานโยบายการศึกษาสำหรบั แม่วยั รุน่ ในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

นโยบายการจัดการศกึ ษาสำหรับแมว่ ัยรนุ่
ปัจจุบันประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติการป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาการตัง้ ครรภ์ในวยั รนุ่ พ.ศ. 2559 ข้อสังเกต
ท่ีน่าสนใจคือ ภายใต้พระราชบัญญัติฯ นี้ ไม่ได้นิยามความหมาย “แม่วัยรุ่น” ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ถูกอธิบายผ่าน
การตั้งครรภ์และคลอดของผู้หญิงอายุ 10-19 ปี สาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับ “แม่วัยรุ่น” ที่ปรากฏใน
พระราชบัญญัติฯ ถูกระบุไว้ในมาตรา 6 (3) กำหนดให้สถานศึกษา “จัดให้มีระบบการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียน
หรือนักศึกษาซึ่งต้ังครรภ์ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบเหมาะสมและต่อเนื่อง รวมทั้งจัดให้มีระบบการส่งต่อให้ได้รับบริการ
อนามัยเจริญพันธ์ุและการจัดสวัสดิการสังคมอย่างเหมาะสม” หลังจากนั้นจึงมีการกำหนดทิศทางในการปฏิบัติไว้ในแผน
ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวยั รุ่นระดับชาติ พ.ศ. 2560-2569 และรฐั มนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษาและการดำเนินการของสถานศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ใน
วยั รุน่ พ.ศ. 2561 ซึง่ ในกฎกระทรวงขอ้ 7 ระบวุ า่ “สถานศกึ ษาที่มนี ักเรียนหรือนักศึกษาที่ตง้ั ครรภ์อยใู่ นสถานศึกษาต้องไม่ให้
นักเรียนหรือนักศึกษาน้ันออกจากสถานศึกษาดังกล่าว เว้นแต่เป็นการย้ายสถานศึกษา ในสถานศึกษาจัดให้มีการดูแล
ช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียนหรือนักศึกษาซ่ึงต้ังครรภ์ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบท่ีเหมาะสมต่อเนื่อง” ดังต่อไปน้ี
(กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2561)
อนุญาตให้นักเรยี นและนักศึกษาดังกล่าวหยดุ พักการศึกษาระหว่างการตง้ั ครรภ์ การคลอด และหลงั คลอดเพ่ือดูแล
บตุ ร ตามความเหมาะสม และจัดการเรียนการสอนใหเ้ กิดความยดื หยนุ่ ตามศกั ยภาพอย่างตอ่ เน่อื ง จดั ใหม้ ผี ู้ใหค้ ำปรึกษา โดย
ร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรอื ผู้ซ่ึงปกครองดูแลนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งต้ังครรภ์ในการให้ความช่วยเหลือและสร้าง
ความเข้าใจสำหรับการอยู่ร่วมกับสังคม ท้ังน้ีให้สถานศึกษาอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับ
นักเรียนหรอื นกั ศกึ ษาซง่ึ ต้งั ครรภ์
จะเห็นว่า สาระสำคัญของพระราชบัญญัติฯ แผนยุทธศาสตร์ฯ และกฎกระทรวง มีความสอดคล้องกัน โดย
การกำหนดแนวทางการปฏิบัติสำหรับนักเรียนและนักศึกษาในระบบการศึกษาที่ต้ังครรภ์ และแม่วัยรุ่นท่ีต้ังครรภ์หากกำลัง
ศึกษาให้สามารถศึกษาต่อในสถานศึกษาได้ เว้นแต่ย้ายสถานศึกษา ซ่ึงในแผนยุทธศาสตร์ฯ ใช้คำว่า “ตามความสมัครใจ”
เพ่ือให้แม่วยั รนุ่ มีสทิ ธิในการตัดสินใจเกีย่ วกบั การศึกษาของตนเอง แต่ก็มีช่องวา่ งในกรณีที่แม่วัยรนุ่ ถูกทำให้สมัครใจท่ีจะออก
จากสถานศกึ ษา เชน่ การเรยี นการสอนไม่ยืดหยุ่น, ไม่มีบริการสำหรบั แมว่ ัยรนุ่ แม่วยั รนุ่ อาจตดั สินใจออกจากการศกึ ษา แม้จะ
ไมถ่ กู บังคับใหอ้ อก แต่จำเป็นต้องออกเพราะการจัดการเรียนการสอนไมเ่ ออ้ื ตอ่ พวกเขา
นโยบายการจัดการศึกษาส่วนใหญ่กล่าวถึงการศึกษาในระบบที่มีความยืดหยุ่น โดยการศึกษาของ พรอุมา ราศี
(2562) กลา่ ววา่ การจัดการศกึ ษาสำหรบั นักเรียนทต่ี ั้งครรภ์ รวมถงึ แมว่ ัยรุ่นมีความยืดหยุ่น นักเรยี นท่ีตงั้ ครรภ์สามารถศึกษา
ด้วยตนเองท่ีบ้าน นอกจากน้ียังมีการสนับสนุนการศึกษาทางเลือก (Alternative Education) เป็นรูปแบบของการจัด
การศกึ ษาแบบทวิศกึ ษา (Dual Education) เน้นใหแ้ มว่ ัยร่นุ มงี านทำและสามารถเล้ยี งดลู ูกไปดว้ ยได้ นอกจากนก้ี ารศกึ ษาของ
ธีร์ ภวังคนันท์ และคณะ (2555) ท่ีทำการศึกษาและถอดบทเรียนโรงเรียนที่มีความโดดเด่นในการช่วยเหลือแม่วัยรุ่นใน
สถานศึกษา 5 โรงเรยี น ชี้ให้เห็นรูปแบบของการศึกษาท้ังในระบบและนอกระบบท่ีมีความสำคัญตอ่ การจดั การศึกษาสำหรับ
แม่วัยรุ่น เพราะสี่ในห้าโรงเรียนมีการจัดการศึกษาทั้ง 2 รูปแบบ คือ ท้ังในระบบและนอกระบบ เพ่ือเป็นทางเลือกให้กับ

99


Click to View FlipBook Version