รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
แม่วัยรุ่น ส่วนอีก 1 โรงเรียนสนบั สนุนให้นักเรียนตอ่ ในสถานศึกษา หรอื การศึกษาในระบบการศกึ ษาเท่านน้ั แต่จัดให้มีระบบ
การเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับความจำเป็นของนักเรียนท่ีต้ังครรภ์ (พรอุมา ราศี, 2562 และ ธีร์ ภวังคนันท์
และคณะ, 2555)
นอกจากนี้ นโยบายการจดั การศึกษาสำหรับแมว่ ยั รุ่นยงั มีการบรู ณาการการดำเนนิ งานรว่ มกนั โดยการจัดสวัสดกิ าร
สังคมเพ่ือสนับสนุนให้แม่วัยรุ่นสามารถทำบทบาทที่ตนเองเลือกได้อย่างเต็มศักยภาพการพัฒนาระบบสง่ ผู้เรยี นที่ต้ังครรภ์ให้
ไดร้ ับการจัดสวัสดิการสงั คมอยา่ งเหมาะสม โดยหน่วยงานทีเ่ ข้ามาจัดสวสั ดกิ ารเพ่ือใหน้ ักเรียนหรือนกั ศกึ ษาที่ตั้งครรภ์ รวมทั้ง
แม่วัยรุ่นให้สามารถศึกษาต่อได้นั้น ประกอบไปด้วย ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน (ฉก.ชน. สพฐ) เครือข่าย
ที่ให้บริการ เช่น หน่วยบริการสาธารณสุข คลินิกวัยรุ่น ศูนย์พ่ึงได้ (OSCC) รวมท้ังมูลนิธิต่างๆ เช่น สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิสร้าง
ความเข้าใจเร่ืองสุขภาพผู้หญิง (สคส.) สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจา้ โสมสวลี
กรมหม่นื สุทธนารนี าถ เป็นต้น
ดังน้ันจะเห็นไดว้ ่า นโยบายการจัดการศึกษาภายใตน้ โยบายการศึกษาเพยี งอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้แมว่ ัยรุ่น
สามารถศึกษาต่อตามความสมัครใจได้ เพราะแม่วัยรุ่นยังประสบปัญหาทางสังคมที่มีความซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นการไม่ได้รับ
การยอมรับ อคติจากคนในสังคม การตีตราจากคนรอบข้าง การขาดคนช่วยเลี้ยงดูลูกขณะในเรียน รวมทั้งการขาด
ประสบการณ์และทักษะในเรื่องการดูแลลูก (กระทรวงศึกษาธิการ, 2559 และ มาลี จิรวัฒนานนท์, 2560) การจัดสวัสดิการ
สงั คมสำหรบั แมว่ ัยรนุ่ จงึ มีความสำคัญ แต่สวสั ดิการสงั คมสำหรับวัยรุ่นสว่ นใหญ่ถูกรวมไว้กับสทิ ธิสวสั ดิการเดก็ และครอบครัว
เปน็ สวสั ดกิ ารขนั้ พื้นฐานทขี่ าดความเฉพาะ ทำให้แม่วัยรุ่นขาดสวัสดิการท่ีมีความเฉพาะและสอดคล้องกับปัญหาของพวกเขา
(ทิพาภรณ์ โพธ์ิถวิล และคณะ, 2554 และ พัชชา เจิงกล่ินจันทร์, 2560) ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองการศึกษา การเล้ียงดูบุตร จัดหา
ครอบครัวทดแทนใหก้ ับบตุ รยงั พบขอ้ จำกดั ด้านการเขา้ ถงึ บริการทไี่ ม่เป็นมิตรกบั แม่วัยรุ่นมากนัก
นโยบายการศึกษาทีเ่ กยี่ วข้องกบั แม่วยั รนุ่ ในสังคมไทย
จากการทบทวนนโยบายการศึกษาและกฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่น พบว่า มี 2 ลักษณะ กล่าวคือ
ลกั ษณะแรก นโยบายสำหรับประชาชนพลเมอื งแห่งรฐั เป็นประเดน็ สิทธทิ างการศกึ ษา ครอบคลุมสิทธิ โอกาส และความเสมอ
ภาคทางการศึกษา สิทธิการศึกษาข้ันพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยรัฐต้องจัดให้ ไม่เก็บค่าใช้จ่าย และเป็นไปอย่างมีคุณภาพ
และท่ัวถึงผู้เรียนทุกคน และลักษณะสอง นโยบายเฉพาะกลุ่มท่ีมีความต้องการเฉพาะ ต้องได้รับการดูแลพิเศษ ในกลุ่มนี้
คำนงึ ถงึ ปญั หาและความตอ้ งการเฉพาะของผูเ้ รียน รายละเอียดมีดังต่อไปนี้
นโยบายการศึกษาที่ครอบคลุมสิทธิทางการศึกษาของประชาชนทุกคนในประเทศ นโยบายการศึกษาในลักษณะนี้
มักถูกกำหนดทิศทางจากพันธะสัญญาที่เป็นสากล ข้อตกลงร่วมกันในระดับโลก ที่รับรองสิทธิ เสรีภาพ และโอกาสทาง
การศึกษาของประชาชนทุกคนท่ัวโลก ซ่ึงส่งต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศ นั่นคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ครอบคลุม
ประชาชนทุกคนให้ได้รับการศึกษา โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, 2540, รฐั ธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย, 2550 และรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย, 2560)
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 43 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับ
การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานไม่น้อยกวา่ สิบสองปที ี่รัฐตอ้ งจัดใหอ้ ย่างทั่วถงึ และมีคณุ ภาพ โดยไมเ่ กบ็ ค่าใชจ้ า่ ย”
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 49 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับ
การศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีท่ีรัฐต้องจัดให้อย่างท่ัวถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้
กระทรวงศกึ ษาธิการกำหนดให้มีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ซ่งึ เร่มิ ดำเนินการตามนโยบายในปพี .ศ. 2552
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 (4) ระบุ
หน้าท่ีของบุคคล “เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ” และหมวด 5 หน้าท่ีของรัฐ มาตรา 54 ระบุว่า “รัฐต้อง
100
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68
ดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ต้ังแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดย
ไมเ่ กบ็ คา่ ใช้จ่าย”
นอกจากกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยท่ีกล่าวถึงสิทธิทางการศึกษาของประชาชนทุกคนแล้ว
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2545 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติ
การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 ล้วนมีบทบัญญัติในการสนับสนุนให้รัฐจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนไทยทุกคน
ซ่ึงครอบคลุมเด็กและเยาวชนไทยกลุ่มปกติ กลุ่มที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่มท่ีต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และกลุ่มด้อย
โอกาส รวมถึงแม่วัยรนุ่ (ธรี ์ ภวังคนันท์ และคณะ, 2555)
จากกฎหมายสำคัญของประเทศและกฎหมายด้านศึกษาทไี่ ด้กล่าวมาข้างตน้ ทำให้การกำหนดนโยบายการศึกษาของ
ประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ นโยบายการศึกษาท่ีส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทุกคนในประเทศได้รับการศึกษา
ที่มีคุณภาพ อย่างนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการปี พ.ศ.2560 ระบุให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
อย่างเท่าเทียม ให้ความสำคัญกับการแก้ปญั หาเด็กไทยที่ไม่เข้าสู่ระบบการศึกษาและเด็กตกหล่น โดยมีนโยบายจัดการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซ่ึงเป็นนโยบายที่ครอบคลุมเด็กและเยาวชนทุกคน รวมทั้งแม่วัยรุ่น (สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน, 2560)
นโยบายการศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับกลุ่มท่ีอยู่ในภาวะยากลำบากหรือประสบปัญหาทางสังคม นั่นคือ
นโยบายการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และแผนแก้ไขปัญหาเด็กในภาวะยากลำบาก
พ.ศ. 2545-2549 สำนักคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ซงึ่ กำหนดให้แม่วัยรุ่น หรอื เด็กท่เี พศสัมพันธ์
ก่อนวัยจนทำให้ต้ังครรภ์ไม่พร้อม จัดอยู่ในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ส่วนสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่ง
การเรียนรู้ (สสค.) และผู้ทรงคุณวุฒิท่ีทำงานด้านเด็กด้อยโอกาส ได้กำหนดให้อยู่ในกลุ่มเปราะบางทางสังคม ที่จำเป็นต้อง
ได้รับการสนับสนุนให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2548 และ อมรวิชช์
นาครทรรพ, 2557) ซึ่งท่ีผ่านมากระทรวงศึกษาธิการพยายามเสนอทางออกแก่นักเรียนที่ต้ังครรภ์หรือแม่วัยรุ่นให้เลือกเรียน
ต่อที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ แต่จากสถิติการศึกษาในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ 51 แห่งทั่วประเทศในปี 2560 พบว่า
ประเภทความด้อยโอกาสของนกั เรยี นสว่ นใหญ่มาจากความยากจน ส่วนของสถิตแิ ม่วัยรุ่นท่ศี ึกษาในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์
ทัว่ ประเทศยังไม่มปี รากฎ (สำนักงานการศึกษาพเิ ศษ, 2560)
อยา่ งไรก็ตาม นโยบายการศึกษามีลักษณะเฉพาะสำหรับกลมุ่ ท่ีอยใู่ นภาวะยากลำบากหรอื ประสบปัญหาทางสังคมมี
การสนับสนุนสิทธิสวัสดิการต่างๆ เพื่อให้กลุม่ ท่ีอยู่ในภาวะยากลำบากหรอื ประสบปัญหาทางสงั คมสามารถศึกษาต่อในระบบ
การศกึ ษาได้ ซ่งึ สิทธิสวสั ดกิ ารมีดังต่อไปนี้ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2548)
ได้รับเงินทุนอุดหนุนทั่วไป เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่เหมาะสมอย่างเท่าเทียมในกรณีที่มาจากครอบครัวที่มี
รายได้น้อยจะได้รบั การจดั สรรทุนการศึกษาในรูปแบบของกองทุนกู้ยืม ตามความเหมาะสมและตามความจำเป็น มีสทิ ธิเทียบ
โอนผลการเรียนที่สะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกัน
หรือไม่ก็ตาม รวมท้ังจากการเรียนร้นู อกระบบ ตามอธั ยาศัย การฝกึ อาชพี หรือจากประสบการณ์การทำงาน
สำหรับรูปแบบการศึกษาสำหรบั แม่วัยรุ่นตามนโยบายการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสมีท้ัง 3 รปู แบบ ซ่ึงแบ่งตาม
ลกั ษณะการจัดการศึกษาไมไ่ ดแ้ บง่ ตามกฎหมายการศกึ ษา คือ การศึกษาในระบบ (Formal Education) การศึกษานอกระบบ
(Non-Formal Education) และการศึกษาตามอัธยาศัย (In-Formal Education) (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา,
2548) ซง่ึ ข้อจำกดั ของนโยบายการศกึ ษาลักษณะน้ี คอื การประเมินภาวะยากลำบากหรือประสบปญั หาทางสงั คม ซ่งึ ส่วนใหญ่
มกั ประเมนิ จากฐานะทางเศรษฐกิจเปน็ หลัก สว่ นปัญหาทางสังคมท่เี กย่ี วกับการยอมรบั ทางสังคม การถกู กดี กันสิทธิมักถูกมอง
เป็นลำดับรอง
101
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68
นโยบายการศึกษาท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั แมว่ ยั รุ่นในต่างประเทศ
นโยบายด้านการศึกษาเป็นนโยบายที่สนับสนุนนโยบายการศึกษาโลก คือ การศึกษาเพ่ือปวงชน (Education for
All) ซ่ึงเป็นไปตามสนธิสัญญา หรือข้อตกลงที่ทำร่วมกันในการกำหนดนโยบายการศึกษาเพื่อประชาชนทุกคนบนโลก โดย
ไม่แบง่ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา เศรษฐสถานะ ชนกลุ่มน้อย ความพิการ หรอื ผู้ที่อยู่ในภาวะเปราะบางในทุกรูปแบบ
นโยบายการศกึ ษาสำหรบั แมว่ ัยรนุ่ ในประเทศองั กฤษ
ประเทศอังกฤษเคยมีจำนวนแม่วัยรุ่นสูงสุดในยุโรปตะวันตก ในปี ค.ศ.1998 ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการลด
การต้ังครรภ์ในวัยรุ่นลงภายใน 10 ปี ซึ่งหน่ึงในองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์น้ี คือ การสนับสนุนแม่วัยรุ่นให้เข้ารับ
การศึกษา การจ้างงาน และการฝึกอบรม ในปี ค.ศ.2010 ประทศอังกฤษมีพระราชบัญญัติความเท่าเทียม (Equality Act,
2010) ท่ีกำหนดใหน้ ักเรียนท่ีต้ังครรภ์ หรือแมว่ ัยรุ่นได้ศึกษาต่อ และสถานศกึ ษาต้องสนับสนุนแม่วัยรุ่นตามสภาพปัญหาและ
ความต้องการเฉพาะราย เช่น การให้การปรึกษา การฝากครรภ์ การพักหลังคลอด การฝากเล้ียงเด็ก รวมไปถึงการยุติการต้ังครรภ์
แม่วัยรุ่นสามารถเลือกเรียนในระบบแบบเตม็ เวลา หรอื เรียนไม่เตม็ เวลากไ็ ด้ อกี ทั้งยังสามารถเรยี นทางไกลไดด้ ้วย
สำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติ นโยบายการศึกษาและพระราชบัญญัติความเท่าเทียม ค.ศ. 2010 ไม่เพียง
แค่สนับสนุนให้แม่วัยรุ่นได้รับการศึกษา แต่ระบุว่าสถานศึกษาต้องรับผิดชอบและคุ้มครองแม่วัยรุ่นไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติด้วย
เหตุจากการตั้งครรภ์ และมีการทำงานประสานกับหน่วยงานส่วนท้องถ่ิน เพื่อจัดทำรายงานและรวบรวมข้อมูลสำคัญของ
แม่วัยรุ่น เริ่มต้ังแต่ปี ค.ศ.2002 และมีโครงการโรงเรียนเพื่อสุขภาพในท้องถิ่น เพ่ือแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพทางเพศแก่นักเรียน
รวมถึงให้บรกิ ารที่จำเป็นสำหรบั แม่วยั รุ่น นอกจากน้ีประเทศอังกฤษยังมีบริการช่ือ Connexions ให้บริการข้อมูล คำแนะนำ
และสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถงึ โอกาสในการพฒั นาศักยภาพของตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มเดก็ และวยั ร่นุ อายุ 13-19 ปี เพื่อให้มี
ความพร้อมและสามารถใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ได้อย่างราบรื่น ซึ่งบริการ Connexious นี้ยังเป็นการเชื่อมต่อบริการระหว่าง
โรงเรยี น ทอ้ งถิ่น และหุ้นส่วนทางสังคมเพื่อพัฒนาบริการสำหรบั แมว่ ัยรุ่นต่อไป
นอกจากน้ี ประเทศอังกฤษยังมีการนำนโยบายไปใช้ให้สอดคล้องในแต่ละพ้ืนที่ โดยมีหน่วยงานการศึกษาส่วน
ท้องถิ่น (Local Education Authority) มีหน้าที่ให้บริการการศึกษาให้เหมาะสมกับนักเรียนทุกคน รวมท้ังนักเรียนท่ีเป็นพ่อ
แมว่ ัยรุ่นดว้ ย เพราะฉะน้ันนโยบายการศกึ ษาของประเทศองั กฤษ แมจ้ ะมนี โยบายจากส่วนกลางเป็นหลกั ในการกำหนดทศิ ทาง
ในการปฏบิ ัติ แต่นโยบายไม่ได้กำหนดอย่างตายตวั มีการกำหนดนโยบายในแต่ละทอ้ งถิ่นให้สอดคล้องกบั แม่วัยรุ่น ครอบครัว
โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของอายุ ความสามารถ และความต้องการส่วนบุคคล ด้วยเหตุนี้เอง นโยบายการศึกษาของ
ประเทศอังกฤษจึงสามารถแก้ปัญหาการออกจากระบบการศึกษากลางคันของแม่วัยรุ่นได้ และช่วยลดอัตราการต้ังครรภ์ซ้ำ
ของแม่วัยรุ่นลงได้มาก จนหลายประเทศนำนโยบายจากประเทศอังกฤษมาเป็นแบบอย่างในการกำหนดนโยบายการป้องกัน
และแก้ไขปญั หาการต้งั ครรภใ์ นวยั รุ่นในประเทศของตนเอง (Drake, 2001 and Pillow, 2006)
นโยบายการศกึ ษาสำหรับแมว่ ัยรุ่นในประเทศสหรัฐอเมรกิ า
นโยบายการศึกษาที่เก่ียวข้องกับแม่วัยรุ่นถูกกำหนดให้เป็นกฎหมายของประเทศ ในปี ค.ศ.2010 โดย Jared Polis
สมาชิกสภาคองเกรสจากโคโลราโด ได้เสนอกฎหมาย Pregnant and Parenting Student Access to Education Act of
2010 เพ่ือให้นักเรียนท่ีต้ังครรภ์และพ่อแม่วัยรุ่นได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับบุคคลอ่ืน นโยบายน้ีถูกนำไปแปลงสู่การปฏิบัติ
โดยผ่านโปรแกรมเฉพาะสำหรบั นักเรียนที่ตั้งครรภ์หรือแต่งงาน ที่ช่ือว่า School-Age Parent Program (SAPP) โปรแกรมน้ี
มีรูปแบบการจัดการศึกษาโดยครอบครัว (Home Schools) การจัดการเรียนการสอนจึงต้องมาจากการมีส่วนร่วมของตัว
แม่วัยรุ่นและครอบครัว เพื่อให้การเรียนการสอนสอดคล้องกับแม่วัยรุ่นแต่ละคนมากที่สุด นอกจากน้ี ยังมีการดำเนินการ
เกีย่ วกับการตัง้ ครรภ์ในโรงเรยี น/การดำเนินการของครอบครัว แหลง่ ทรพั ยากร และโครงการด้านการศึกษา ซ่ึงมีการปฏิบัติงานผ่าน
เครือข่ายสนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สำนักงานอนามัยของวัยรุ่น สำหรับสวัสดิการและการบริการด้านการศึกษา
ทสี่ ำคญั คอื แมว่ ยั รุ่นทกุ คนจะมคี รูท่ปี รกึ ษาคอยให้คำปรกึ ษาทงั้ เรอื่ งการศึกษาและการตงั้ ครรภ์ รวมถงึ การดแู ลบุตร หลักสตู ร
ทเี่ รียนจะเป็นหลกั สูตรปกติ แม่วัยร่นุ สามารถเลือกเรียนได้ทั้งในหอ้ งเรียน หรือเรียนผ่านระบบออนไลน์ และด้วยความท่ีโปรแกรมน้ี
102
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68
ถูกออกแบบมาเฉพาะกลุ่มแม่วยั รุ่น ทำให้มกี ารเรยี นการสอนเก่ยี วกบั การตั้งครรภ์ การดูแลครรภ์ และการเลีย้ งดูบุตร และใน
กรณีท่ีแม่วัยรุ่นมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายทางการศึกษา รวมท้ังค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เป็นความรับผิดชอบของ
สถาบันการศกึ ษาและภาครฐั ที่ต้องจัดสวัสดิการและการบริการเพือ่ ลดข้อจำกัดดังกล่าวลง เช่น สนับสนุนรถรับส่ง สนับสนุน
ค่ายานพาหนะ และสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ซ่ึงการดำเนินการโปรแกรมดังกล่าวมีในสถานศึกษาทุกระดับและ
มคี วามแพร่หลายมากขึ้นในปัจจบุ ัน (Office of Adolescent Health Podcast Series, n.d. and Texas Comprehensive
Center, 2011)
นโยบายการศึกษาสำหรบั แม่วัยรุ่นในประเทศนวิ ซีแลนด์
ท่ผี ่านมาแม่วัยรุน่ ได้รับผลกระทบจากกฎหมายเก่ียวกับการศึกษาท่ีลดทอนบทบาทความรับผิดชอบของพวกเขาใน
การเลีย้ งดูบุตร และลดทอนความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ระบบศึกษา ท้ังนี้เน่ืองจาก พระราชบัญญัติการศึกษา ค.ศ.1989 มาตรา
3 กำหนดช่วงอายุท่ีสามารถลงทะเบียนเรียนฟรีในโรงเรียนของรัฐ คือ อายุ 5-19 ปี เพราะฉะน้ันการต้ังครรภ์ในวัยรุ่น และ
การคลอดบุตรจึงทำให้การศึกษาถูกขัดจังหวะ และอาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปี เพื่อให้แม่วัยรุ่นปรับตัวเข้ากับบทบาทการเป็นแม่
การเป็นนักเรียน และกลับมาศึกษาต่อได้ ด้วยเหตุนี้ ประเทศนิวซีแลน์จึงมีนโยบายการศึกษาเพื่อช่วยแก้ปัญหาการออกจาก
ระบบการศึกษาของแม่วัยรุ่น ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบ He Huarahi Tamariki ที่เป็นเสมือนโอกาสท่ีสองทาง
การศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นที่ไม่จบการศึกษา ในปี ค.ศ.1997 จากการสำรวจ พบว่า มีโรงเรียนเพียงแห่งเดียวในประเทศ
นิวซีแลนด์ท่ีมีห้องเรียนเฉพาะสำหรับพ่อแม่วัยรุ่น Porirua College จึงจัดการศึกษาให้ผู้ปกครองวัยรุ่นท่ีต้องออกจากระบบ
การศึกษา เรม่ิ ข้นึ เม่อื เดอื นพฤศจกิ ายน ค.ศ.1994 ซงึ่ นำไปสกู่ ารต้งั โรงเรียนในโรงเรยี น "school-in-a-school" สำหรบั พอ่ แม่
ท่ีเป็นวัยรุ่น โรงเรียนน้ีมีบรรยากาศท่ีไม่เป็นทางการ และมีโปรแกรมที่ยืดหยุ่น รวมทั้งมีพนักงานดูแลแม่วัยรุ่นแต่ละคน
มีบริการอาหารเช้า อาหารกลางวัน ส่วนบุตรของพ่อแม่วัยรุ่นจะได้รับการดูแลจากสถานดูแลเดก็ ของชมุ ชน ซ่ึงอยู่ไม่ไกลจาก
โรงเรียน และจากการศึกษาพบว่า การให้พ่อแมว่ ัยรนุ่ มีการศึกษาจะทำให้พวกเขามโี อกาสประสบความสำเรจ็ มากขนึ้ สำหรับ
โปรแกรมของพ่อแม่วยั รุ่นนอกจากจะเป็นเนื้อหาในหลักสูตรทจี่ ะนำไปส่กู ารรับรองการศึกษาแลว้ การให้ความรู้และฝกึ ทักษะ
การเลี้ยงดูลูกถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นมากสำหรับพวกเขา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัด เน่ืองจากแม่วยั รุ่นไม่ต้องการ
แยกจากลูก ประกอบกับการเขา้ ถึงและราคาสถานรับเล้ียงเด็กยงั เป็นข้อจำกดั ในการเข้าถงึ บริการ โดยเฉพาะในครอบครวั ท่ีมี
รายได้น้อย อีกท้ังการศึกษาต่อของแม่วัยรุ่น ซ่ึงยังอยู่ในวัยเรียนยังถูกมองว่า ไม่มีความรับผิดชอบในการทำหน้าที่เล้ียงดูลูก
รัฐจึงมีขอ้ ตกลงรว่ มกันว่า เราเชอ่ื วา่ การศึกษาคอื การลงทนุ ทส่ี ำคัญท่ีสุด ดังน้ันประเทศนิวซแี ลนด์ต้องใหค้ วามสำคัญเปน็ พเิ ศษ
กับการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาภาคบังคับ และต้องสนับสนุนวัยรุ่นที่ต้ังครรภ์ให้ได้รับการศึกษาให้ได้มากท่ีสุด (Susan
Baragwanath, 1997)
สรปุ และข้อเสนอแนะ
ประเด็น “เด็กท้อง ต้องได้เรียน” เป็นประเด็นที่มีหลักฐานเชงิ ประจักษ์ในการขับเคล่ือนมานานกว่า 10 ปี เริ่มจาก
ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธ์ุในปี พ.ศ.2553 โดยเพิ่มสาระสำคัญในมาตรา 12 ท่ีกำหนดให้นักเรียน
ทตี่ ง้ั ครรภ์สามารถเรียนต่อไดแ้ ละสถาบนั การศึกษาควรมีมาตรการช่วยเหลือใหแ้ ม่วัยรุน่ ศึกษาตอ่ ได้อย่างมีคณุ ภาพ จนกระท้ัง
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ในมาตรา 6 ระบุให้มีระบบ
การดูแล ช่วยเหลอื และคุ้มครองนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งต้ังครรภ์ให้ได้รับการศกึ ษาด้วยรูปแบบเหมาะสมและต่อเน่ือง และ
กำหนดกฎกระทรวงฯ ให้มีแนวทางปฏิบัติดังกล่าว นโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นจึงมีทิศทางการปฏิบัติในทางเดียวกัน
มากขึ้นสง่ ผลให้แม่วยั ร่นุ ได้รบั สิทธสิ วัสดิการทีจ่ ำเป็นและหนนุ ช่วยให้เกิดความพร้อมต่อการตัดสนิ ใจเก่ยี วกบั การศึกษาตอ่ ของ
ตนเองมากข้ึนด้วยอีกท้ังนโยบายการศึกษาอันเป็นแกนหลักของประเทศนี้ได้กำหนดรูปแบบการศึกษา 3 รูปแบบ คือ
การศกึ ษาในระบบ การศกึ ษานอกระบบ และการศกึ ษาตามอธั ยาศัย ซึ่งแมว่ ยั รนุ่ สามารถเลือกเรยี นได้ อยา่ งไรกต็ าม นโยบาย
การศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นยังคงมีข้อจำกัดจากทัศนคติของคนในสังคมและผู้ให้บริการ รวมทั้งสวัสดิการที่ขาดความเฉพาะ
103
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68
นโยบายการจัดการเรียนการสอนในระดับสถานศึกษาท่ีไม่เอ้ือต่อแม่วัยรุ่น ทำให้พวกเธอต้องเลือกที่จะออกจากระบบ
การศึกษา ทั้งท่ีสามารถเรียนและต้ังครรภ์ หรือเรียนและทำบทบาทแม่ไปด้วยได้ นโยบายการศึกษาที่สร้างความแปลกแยก
ของชีวิตผู้เรียนและสังคมในวิธีคิดแบบแยกส่วนในการศึกษาแบบทันสมัย เป็นส่วนสำคัญประการหนึ่ง ท่ีทำให้การศึกษาไทย
มองผเู้ รียน แม่วัยรนุ่ ในเชงิ ปจั เจกบคุ คลแทนการมองในระดบั ครอบครวั ที่เป็นความสมั พันธ์แม่วยั รนุ่ และลกู มากกว่าน้นั สภาพ
ปญั หาหลายด้านท่ีแม่วยั รุ่นเผชิญ เป็นผลจากการไม่สามารถจัดการหรือการเข้าไม่ถึง ตลอดจนไม่มีบริการรองรับในมิติความ
เส่ียงทางเศรษฐกจิ และสงั คม
เม่อื ทบทวนนโยบายการศึกษาของแม่วยั รุน่ ในประเทศไทยแลว้ พบว่า นโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นของไทยมี
ความแตกต่างจากนโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นในต่างประเทศ 5 ประการคือ 1) ความเช่ือเร่ืองการศึกษา ประเทศ
นิวซีแลนด์ รัฐมีข้อตกลงร่วมกัน เพราะเชื่อว่า การศึกษา คือ การลงทุนท่ีสำคัญที่สุด ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศ
นวิ ซีแลนด์ จึงแกไ้ ขจัดการสิ่งท่ีเป็นปัญหาอุปสรรคในการศึกษาของแม่วัยรุ่น ด้วยการจัดบริการสวสั ดิการทางการศึกษา เช่น
บริการอาหารเช้า บริการรถรับส่ง บริการการให้การปรึกษา บริการจัดหาสถานดูแลเด็กในชุมชน เป็นต้น 2) โปรแกรมทาง
การศกึ ษาสำหรับแม่วยั รุ่นหรือนกั เรยี นท่ีตั้งครรภ์โดยเฉพาะ ในประเทศอังกฤษ สหรฐั อเมริกา และนวิ ซีแลนด์ และมที างเลือก
ใหก้ ับแม่วัยรุน่ วา่ ตอ้ งการเรียนดว้ ยระบบใด แม่วัยรุ่นสามารถเลือกตามปญั หาและความต้องการของตนได้ 3) การใช้ปกครอง
ส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกในการจัดสวัสดิการสนับสนุนให้แม่วัยรุ่นได้รับการศึกษา การแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นทำให้แม่วัยรุ่น
ได้รับสวสั ดิการท่ีสอดคล้องกับบริบทสังคมท่ีเขาดำรงชีวิตอยู่ เชน่ ในประเทศอังกฤษ 4) มีระบบสวัสดิการสังคม ระบบบรกิ าร
สขุ ภาพ และระบบบรกิ ารด้านการศึกษาใหบ้ ริการแกน่ ักเรียนทต่ี ั้งครรภ์ในต่างประเทศ รวมทั้งแม่วัยรุ่นโดยตรง แม่วัยรุ่นหนึ่ง
คนจึงได้รับสิทธิสวัสดิการทุกด้านทำให้พวกเขาเลือกที่จะศึกษาต่อได้โดยไม่มีข้อจำกัดมากนัก 5) การนำสิ่งท่ีเป็นปัญหา
อุปสรรคในการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่น มาพัฒนานโยบายการศึกษา ในต่างประเทศ เช่น ประเทศนิวซีแลน์ จากนโยบาย
การศึกษาเพ่ือช่วยแก้ปัญหาการออกจากระบบการศึกษาของแม่วัยรุ่น นำมาสู่การออกแบบการจัดการเรียนการสอน ด้วย
รูปแบบท่รี องรับหรอื เปน็ เสมือนโอกาสที่สองทางการศกึ ษาสำหรับแม่วัยรุ่นทีไ่ ม่จบการศึกษา เปน็ ตน้
ดังนั้น การพัฒนานโยบายการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นในสังคมไทยจึงควรเร่ิมจากการศึกษาสถานการณ์และวิถีชีวิต
แม่วัยรุ่นในบริบทสังคมที่มีความแตกต่าง เพ่ือให้การกำหนดนโยบายสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของแม่วัยรุ่นใน
บริบทสังคมน้ันๆ การนำประสบการณ์ของต่างประเทศมาปรับใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการนำสิ่งท่ีเป็นปัญหาอุปสรรคใน
การศึกษาสำหรับแม่วัยรนุ่ ในสังคมไทยมาพัฒนานโยบายการศึกษา เชน่ นโยบายการจดั การศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นที่หลุดออก
จากระบบการศึกษา เป็นต้น การใช้กลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินซึ่งมีอำนาจและหน้าท่ีในการจัดการศึกษาเข้ามาช่วยใน
การระดมทรัพยากรจัดการศึกษาเฉพาะทตี่ รงกับความต้องการของแม่วบั รุ่นและลูก การมีบริการสวัสดิการทางการศึกษาเพื่อ
สนับสนุนให้เส้นทางการศึกษาของแม่วัยรุ่นสามารถบรรลุผลประสบความสำเร็จได้ รวมทั้งต้องพัฒนาระบบสวัสดิการให้มี
ความเฉพาะสำหรับแม่วยั ร่นุ และเชอื่ มร้อยประสานการบริการให้แม่วัยรุ่นทุกคนเข้าถงึ สิทธิสวัสดิการในทุกด้าน โดยดึงการมี
ส่วนรว่ มของชุมชน
ข้อเสนอแนะ มีดังน้ี 1) รณรงค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของการศึกษาเพ่ือชีวิตและ
ครอบครัว คือ การลงทุนท่ีสำคัญของรัฐและชุมชน เพื่อทดแทนการตีตราเลือกปฏิบัติต่อผู้เรียนที่เป็นแม่วัยรุ่น 2) การพัฒนา
นโยบายการจัดการศึกษาสำหรับแม่วัยรุ่นในประเทศไทย ควรใช้ความรู้และฐานข้อมูลสิ่งที่เป็นปัญหาและความต้องการของ
แม่วัยรุ่นและครอบครัว เพ่ือให้เกดิ การจดั การศึกษาที่ตรงตามความต้องการ ลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษา และ
การชะงักหรือไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้งได้ 3) สร้างกลไกรองรบั ในการบริหารจัดการ เช่น องค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถ่นิ ซ่งึ มีอำนาจและหน้าทใ่ี นการจัดการศกึ ษานน้ั มกี ารทำงานรว่ มกับสถานศึกษา การจดั การศึกษาสำหรบั แมว่ ยั ร่นุ และลกู
ไปพร้อมๆกัน เป็นตน้ 4) ควรเพิม่ อตั รานักวิชาชีพท่ีสามารถจดั บรกิ ารสวสั ดกิ ารทางการศึกษา เฉพาะรายแม่วยั รุน่ กลมุ่ ผเู้ รยี น
แมว่ ยั รุ่นนอกระบบการศกึ ษาและในระบบการศึกษา การทำงานกับครอบครัวแม่วัยรนุ่ และลกู และทำงานในระดบั ชุมชน อาจ
104
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68
สงั กัดหนว่ ยงานรัฐ เอกชน หรือภาคธุรกิจ ในชุมชน เช่น นักสังคมสงเคราะห์ทางการศึกษาประจำเขตพนื้ ที่การศึกษา เป็นต้น
เพื่อเปน็ กลไกเชอ่ื มระบบสวัสดกิ ารสังคมทเี่ ก่ียวขอ้ ง เพื่อจดั บรกิ ารสวัสดกิ ารทางการศึกษาแก่แมว่ ัยรุ่นและลูก
เอกสารอา้ งองิ
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2561). กฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษาและการดำเนนิ การของสถานศกึ ษาในการปอ้ งกันและแกไ้ ข
ปญั หาการต้ังครรภใ์ นวัยรุ่น พ.ศ. 2561. สืบค้นจาก http://mbukalasin.com/login/C1/document/T_0013.PDF
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2559). รายงานผลการวจิ ยั เพอื่ ทบทวนการสอนเพศวิถศี กึ ษาในสถานศึกษาไทย. สืบคน้ จาก
https://www.unicef.org/thailand/media/1106/file/
กระทรวงสาธารณสุข. (2561). รายงานเฝา้ ระวังการตง้ั ครรภแ์ ม่วัยรนุ่ พ.ศ. 2561. สบื คน้ จาก
https://www.rsathai.org/contents/15768/
กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาต.ิ (2556). แมว่ ยั ใสความทา้ ทายการตั้งครรภใ์ นวัยรุ่น. กรงุ เทพฯ: แอดวานส์ปรนิ้ ติง้ จำกัด.
ทพิ าภรณ์ โพธถ์ิ วลิ และคณะ. (2554). โครงการศึกษาสวสั ดิการครอบครวั ลกั ษณะเฉพาะ. กรงุ เทพฯ: จรลั สนิทวงศ์การพิมพ.์
ธรี ์ ภวงั คนันท์ และคณะ. (2555). การถอดบทเรียนและประสบการณ์การจดั การดูแลการศึกษาให้กบั นักเรียนทตี่ ง้ั ครรภ์.
กรงุ เทพฯ: กองทนุ ประชากรแหง่ สหประชาชาติ.
นฤมล นิราทร. (2559). การเปลยี่ นแปลงทางสังคมและปัญหาสงั คม. กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพ์มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
นพพร จนั ทรนำช.ู (2546). ทุน: จากยุคสมยั ใหมส่ ยู่ ุคหลงั สมยั ใหม.่ วารสารวชิ าการมหาวิทยาลยั หอการค้า, 23(1), 22-34.
พัชชา เจิงกล่นิ จันทร.์ (2560). การคน้ หาแนวทางการจดั สวสั ดิการสำหรับแมว่ ัยรุ่นในสงั คมสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: จรลั สนิทวงศ์
การพิมพ.์
พระราชบญั ญตั ิการป้องกนั และแกไ้ ขปญั หาการตง้ั ครรภ์ในวัยรุน่ พ.ศ. 2559. (2562, 31 มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. น. 1-9.
พรอุมา ราศ.ี (2562). การพัฒนารปู แบบการจัดการศึกษาใหเ้ หมาะสมและสอดคลอ้ งกบั การดำเนินชวี ติ ของมารดาวัยรุ่น.
12 กนั ยายน 2563 ณ คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
มาลี จริ วฒั นานนท.์ (2560). ลกั ษณะบรกิ ารสวสั ดกิ ารทางการศกึ ษาสำหรบั ครอบครวั เลย้ี งเด่ียววยั รนุ่ ในสังคมไทย.
วารสารสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ 25(2), 1-26.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, พุทธศกั ราช 2540 มาตรา 43.
รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย, พทุ ธศักราช 2550 มาตรา 49.
รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย, พุทธศักราช 2560 มาตรา 54.
วาทนิ ีย์ วชิ ัยยา. (2556). แมว่ ยั รุน่ ประสบการณ์ชวี ิต เพศภาวะ และเพศวถิ ี. (ปริญญานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต).
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสังคมวทิ ยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต.
ศิริพร จริ วัฒน์กลุ และคณะ. (2554). ยการศกึ ษาแนวทางปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาการต้งั ครรภไ์ ม่พร้อมในวยั รนุ่ (แมว่ ยั ใส).
ขอนแกน่ : มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.
สำนักงานการศกึ ษาพิเศษ. (2560). รายงานจำนวนนักเรยี นแยกประเภทด้อยโอกาสและพิการรว่ ม. สบื ค้นจาก
http://www.specialset.bopp.go.th/set_index/re_edu/student/Edu-stu_by_dis-10-6-2560.pdf
สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ. (2545). รายงานการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ:
ความอยดู่ ีมสี ขุ ของคนไทย. สืบคน้ จาก http://www.nesdb.go.th/images/content/book33-45.pdf
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน. (2557). จำนวนและอัตราการออกกลางคันนกั เรยี นสังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2545-2557. สืบคน้ จาก
https://thaipublica.org/2016/09/education-52/
105
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน. (2560). นโยบายปงี บประมาณ พ.ศ. 2560 สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษา
ขั้นพ้นื ฐาน. สบื คน้ จาก https://drive.google.com/file/d/0B0mhdoJa5Sbqc0NEekRVNzZiYm8/view
สำนกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. (2548). นโยบายการจัดการศกึ ษาสำหรับเดก็ ด้อยโอกาส. กรุงเทพฯ: พรกิ หวานกราฟฟคิ .
สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2556). รายงานการตดิ ตามการศึกษาเพือ่ ปวงชนระดับโลก: ประเทศไทย. กรุงเทพฯ:
พรกิ หวานกราฟฟิค.
อมรวชิ ช์ นาครทรรพ. (2557). เด็กดอ้ ยโอกาส จดุ พลกิ ผนั อนาคตของชาติ. กรงุ เทพฯ: สหมิตร พริน้ ตง้ิ .
Alison, Hadley, and Roger, Ingham. (2018). Teenage Pregnancy and Young Parenthood Effective Policy
and Practice. Retrieved from https://www.taylorfrancis.com/books/9781315516608
Antoni, Verger et al. (2012). Global Education Policy and International Development: An Introductory
Framework. In Verger, A., M. Novelli and H. K. Altinyelken (eds.). Global Education Policy and
International Development: New Agendas, Issues and Policies. Continuum. Retrieved from
https://educationanddevelopment.files.wordpress.com/2013/11/verger-et-al-gep_introduction.pdf
Gillian, Pascall. (1986). Social policy: A Feminist Analysis. Suffolk: Richard Clay (The Chaucer Press).
Martin, Carnoy. (1999). Glonalization and educational reform: what planners need to know.
United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization.
Office of Adolescent Health (OAH) Podcast Series. (n.d.). Importance of Working with
Parenting Teens. Retrieved from https://www.hhs.gov/ash/oah/sites/default/files/working_with_
teens_transcript_0.pdf
Robert, Drake. (2001). Guidance on the Education of School age parents. Retrieved from
http://webarchive.nationalarchives.gov.uk/20060717053557
Susan, Baragwanath. (1997). The Education of Teenage Mothers in New Zealand: A Policy Vacuum and
a Practical Example of Assistance. Retrieved from https://www.msd.govt.nz/about-msd-and-our-
work/publications-resources/journals-and-magazines/social-policy-journal/spj09/education-of-
teenage-mothers-in-new-zealand.html
Wanda, S. Pillow (1997). Decentering Silence/Troubling Irony: Teen Pregnancy’s Challenge to Policy
Analysis. In Catherine Marshall (Eds.), Feminist Critical Policy Analysis, (pp. 134-152). New York:
Falmer Press.
106
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68
หอ้ งท่ี 2: การนำเสนอผลงานวชิ าการ
เร่อื ง “แรงงาน ผู้สงู อายุ และภาวะสุขภาพ: ความเปราะบาง
ท่ีมาพรอ้ มกบั วิถปี กตใิ หม่”
107
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68
โควิด-19 และแรงงานไทย: สถานการณ์เชงิ โครงสร้างและความเปราะบาง
Covid-19 and the Thai labor: structural situation and fragility
ธัญญลกั ษณ์ วรี ะสมบัติ1
Thunyalak Weerasombat
ปยิ ะวัฒน์ เจรญิ ศกั ดิ์2
Piyawat Charoensak
Abstract
This article presents the labor situation during the COVID-1 9 outbreak. Key points include the
structural situation and current problems. More than 6 million of Thai labor are affected by the COVID-19,
such as reduction in working hours, wage cut, and layoffs. Some workers have switched their permanent
jobs to start-ups, self-employed. Meanwhile, working more than one jobs have become a new trend. The
situation of COVID-19 reinforces the fragility of structural problem of Thai workers. It accelerates the main
problem of the labor market which is size-specific growth, not quality-based growth. And the rapid change
in technology utilization creates problems to unskilled workers. This article recommends some policy
solutions. For short-term solutions, focusing on communicating how to deal with situations and
immediate remedies must be emphasized. For medium- and long-term solutions, recommendations
include securing job employment in parallel with the skill development of Thai workers.
Keywords: Employee, Fragility, Covid-19
บทคัดยอ่
บทความน้ีนำเสนอสถานการณ์แรงงานไทยในช่วงการระบาดของโควิด-19 ได้แก่ ภาพรวมของสถานการณ์เชิงโครงสร้าง
และปญั หาที่เกิดขน้ึ ประเด็นหลักทน่ี ำเสนอ คือ 1) โรคระบาดโควดิ -19 ส่งผลต่อสถานการณแ์ รงงานมแี รงงานไทยกวา่ 6 ลา้ น
คนได้รบั ผลกระทบจากโควิด-19 ในหลายลักษณะซ่ึงกระทบต่อความมนั่ คงในชวี ิต เช่น การลดชว่ั โมงการทำงาน การลดคา่ จ้าง
และการเลิกจ้างงาน มีแรงงานบางส่วนเปลี่ยนไปทำอาชีพอิสระหรือทำงานมากกว่าหนึ่งอาชีพ 2) โควิด-19 ตอกย้ำปัญหา
ความเปราะบางของปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยที่มีอยู่เดิม ตลาดแรงงานเป็นการเติบโตเฉพาะขนาด แต่ไม่เติบโตแบบมี
คุณภาพ และการเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ของเทคโนโลยีสร้างปญั หาให้กับแรงงานทีไ่ ม่มที กั ษะ และ 3) ทางออกเชิงนโยบาย
ที่ควรได้รับการพิจารณาดำเนินการในระยะส้ัน คือการสื่อสารแนวทางการรับมือกับสถานการณ์และการเยียวยาเฉพาะหน้า
สำหรับระยะกลางและระยะยาว ควรเน้นการรักษาการจ้างงานควบคู่ไปกับการพัฒนาทกั ษะของแรงงานไทย
คำสำคัญ: แรงงาน, ความเปราะบาง, สถานการณโ์ ควิด-19
บทนำ
สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการดำเนินงานของทั้งภาคธุรกิจและ
แรงงานในแทบทุกประเทศท่ัวโลก เช่นเดยี วกนั กับประเทศไทยซง่ึ ก็ไดร้ ับผลกระทบต่อกลไกทางเศรษฐกจิ อยา่ งหลีกเล่ียงไม่ได้
ในช่วง 2 ปีท่ีผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศไทยท้ังภาคการท่องเที่ยว การนำเข้าและส่งออก มีมูลค่าความเสียหายประมาณ
11.44 ล้านล้านบาท อีกท้ังหน้ีของประชาชนก็สูงข้ึนกว่า 1.15 ล้านล้านบาท (ThaiPublica, 2021) เศรษฐกิจท่ีสูญเสียไป
1 รองศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาแรงงานประจำภาควิชาภาคนโยบายสงั คม การพฒั นาสังคม และการพฒั นาชุมชน คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 นกั วจิ ัยประจำทีมนโยบายเพื่อการพัฒนาสังคม สถาบนั วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
* Corresponding author: [email protected]
108
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
กระทบต่อตลาดแรงงานอย่างยากที่จะปฏิเสธ เพราะต้องไม่ลืมวา่ นอกจากแรงงานจะเป็นปัจจัยการผลิตแล้ว ยังเปน็ ผู้อุปโภค
และบริโภคในระบบเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ดังท่ีรองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการการค้าและอุตสาหกรรมไทย
กล่าวยำ้ ไวใ้ นงานสัมมนาเรอ่ื งปรบั สมดุลตลาดแรงงานไทยยุคหลังโควิด-19 สู่ความยั่งยืน ว่า "ตลาดแรงงานกับเศรษฐกิจเป็น
ปาท่องโก๋กัน ถ้าเศรษฐกิจดี ตลาดแรงงานก็ดีตามไปด้วย ตอนน้ีเศรษฐกิจทรุดก็มีปัญหากับตลาดแรงงาน” (ธนิต โสรัตน์,
2561, อ้างถึงใน ThaiPublica, 2021)
ในห้วงของการระบาดระลอกใหญ่ของประเทศไทยตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2563 สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้เกิด
การหยุดชะงกั ของการทำงาน ส่งผลกระทบต่อความมนั่ คงในชีวิตแรงงานในประเทศไทยมากกวา่ 6 ลา้ นคน เชน่ การลดชั่วโมง
การทำงาน การลดคา่ จา้ ง และการเลิกจา้ งงาน (Tangthong, 2020) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ขอ้ มูลการสำรวจภาวะการมี
งานทำของประชากร โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่ามีผู้ว่างงานกว่า 7.5 แสนคน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกันถึง
เกือบเท่าตัว ส่วนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมท่ีขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานตามมาตรา 38 ก็เพิ่มสูงข้ึนไปที่
ประมาณ 3 แสนคน (มณฑลี กปลิ กาญจน์ และคณะ, ม.ป.ป.)
ภาพผลกระทบต่อความมน่ั คงในชีวิตแรงงานจากโควิด-19 เปรยี บเสมือนการล้มของโดมิโน่ท่ีตอ่ ไว้ได้ค่อนข้างมนั่ คง
ตัวอย่างที่ชัดเจนต่อการเปรียบเทียบนี้คือการหยุดชะงักของธุรกิจการบินอันเนื่องมาจากการงดเดินทางท่องเที่ยว ธุรกิจ
สายการบินโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการบินต้นทุนต่ำได้รับผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงิน การลดขนาดองค์กรเพื่อ
ปรับลดคา่ ใช้จ่ายกระทบต่อการปรบั ลดต้นทุนดา้ นแรงงาน สายการบนิ ต้นทุนตำ่ หลายสายการบนิ ในประเทศไทยตัดสนิ ใจปลด
คนออกเป็นระลอก รวมถึงต้องหยุดการทำงานและปรับเป็นการจ่ายค่าจ้างเพียงบางส่วน และยังไม่มีความแน่นอนว่า
สถานการณจ์ ะฟ้นื ตวั ดีข้ึนหรือกลับสู่ภาวะปกติไดเ้ ม่ือไหร่ (Rooyen, Shrestha & Beer, 2021)
การจา่ ยเงินประกันการว่างงานเพ่ือชดเชยการเลิกจ้างไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทางออกจากผลกระทบจากโควิด-19
ต่อแรงงาน เพราะยังมีแรงงานกลุ่มอื่นท่ีตกขบวนการคุ้มครองน้ี อาทิ แรงงานนอกระบบ แรงงานผู้เสมือนว่างงาน ซึ่งเป็นผล
มาจากการท่ีผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการเปล่ียนแปลงการจ้างงานอาจทำให้ตั วเลขผู้ว่างงานและผู้ประกันตนใน
ระบบประกนั สังคมทข่ี อรับสทิ ธิประโยชนก์ รณวี ่างงานปรบั เพิม่ ข้ึนไม่มาก (มณฑลี กปลิ กาญจน์ และคณะ, ม.ป.ป.) แรงงานใน
กล่มุ หลงั น้ีอาจจะยังคงสถานการณท์ ำงานอยู่ แต่ได้รบั ค่าจ้างท่ลี ดต่ำลงซึง่ ยอ่ มกระทบต่อคณุ ภาพชวี ติ ทย่ี ำ่ แย่ลงไปด้วย ดังนั้น
ในการการศึกษาผลกระทบจากโควิด-19 ต่อแรงงานจำเป็นต้องมองภาพในวงกว้างให้เข้าใจสถานการณ์เชิงโครงสร้างและ
ปัญหาท่ีครอบคลุม เพ่ือแสวงหาแนวทางเชิงนโยบาย ทั้งมาตรการแบบเฉพาะหน้าและมาตราการระยะยาวที่เหมาะสมและ
ครอบคลมุ ปญั หาทเ่ี กดิ ข้ึน
สถานการณเ์ ชงิ โครงสร้าง
การวิเคราะห์สถานการณ์แรงงานไทยท่ีสะท้อนกรอบการนำเสนอสถานการณ์เชิงโครงสร้างได้ชัดเจนมากที่สุดต้อง
วเิ คราะห์แบบไม่ทิ้งแรงงานกลมุ่ ใดไว้ขา้ งหลัง น่ันก็คือการให้ความสำคัญกับทั้งกลุ่มแรงงานในระบบ (ที่มีนายจ้าง/สถานภาพ
การจ้างท่ีชัดเจน) และกลุ่มแรงงานนอกระบบ เม่ือกล่าวถึงแรงงานคนทั่วไปจะเข้าใจหรือนึกถึงแรงงานท่ีมีนายจ้าง แรงงาน
ท่ีได้รับการจ้าง และเป็นผู้รับค่าตอบแทน แต่ในปัจจุบันเวลาวิเคราะห์สถานการณ์แรงงานอย่างครอบคลุมต้องตั้งต้นจาก
ความเขา้ ใจที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจรงิ ของโครงสร้างตลาดแรงงานไทยเสยี กอ่ น วา่ ปจั จุบันเรามีทั้งแรงงานในระบบและนอก
ระบบ อีกทงั้ กลุ่มหลงั มีจำนวนมากเกินครึ่ง คือ ประมาณร้อยละ 53 ของแรงงานทั้งหมด จากข้อมูลสัดส่วนปริมาณแรงงานใน
ปี 2563 พบว่า แรงงานไทยจำนวน 37.9 ล้านคน สามารถแยกได้เป็นแรงงงานในระบบจำนวน 17.6 ล้านคน และท่ีเหลืออีก
20.3 ล้านคน แยกเป็นแรงงานนอกระบบในภาคเกษตร 11.3 ล้านคน และแรงงานนอกระบบอีก 9.0 ล้านคน (มณฑลี
กปิลกาญจน์ และคณะ, ม.ป.ป.)
สำหรับสถานการณ์ของแรงงานในระบบ ประเด็นสำคัญท่ีผู้เขียน พบว่า โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์
เชิงโครงสร้างของแรงงานในระบบ คือ การเลิกจ้าง อย่างไรก็ตามการเลิกจ้างที่เกิดข้ึน มีรายละเอียดทม่ี ีลักษณะคือ ไม่ไดเ้ ลิก
จา้ งกะทนั หันทนั ที แตม่ ักเรมิ่ จากการลดการทำงาน การจ่ายคา่ จา้ งบางสว่ น โดยพบว่า ปจั จบุ นั สถานประกอบการและแรงงาน
ไดร้ ับผลกระทบมากขน้ึ โดยมกั เร่ิมจากลดการทำงานและจ่ายค่าจา้ งบางส่วน ตามมาตรา 75 ซงึ่ มกั จะทยอยตามมาดว้ ยโดมิโน่
ของการเลิกจ้าง ณัฏฐณิชา เกื้อจรูญ (2564) อธิบายว่า มาตรการการจ่ายค่าจ้างบางส่วนช่วยบรรเทาความเดือนร้อนของ
109
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68
ลกู จ้างลงบา้ งก็ตาม แตจ่ ากจำนวนสถติ กิ ารใช้มาตรา 75 สะท้อนวา่ การเลิกจ้างจะเพิ่มมากขึ้นหากนายจ้างไม่สามารถตา้ นทาน
ผลกระทบจากโควิด-19 ได้ ซง่ึ สมรรถนะของการกู้วกิ ฤตขิ องแต่ละสถานประกอบการคาดเดาได้ยาก หากสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคยังไม่ดีขึ้น ไม่ว่าจะด้วยความล่าช้าของการกระจายวัคซีนหรือการเกิดข้ึนของสายพันธ์ุใหม่ของโรคก็ตาม
โดยในแงก่ ระบวนการ หากนายจา้ งจำเป็นต้องหยดุ กจิ กรรมชัว่ คราวสามารถดำเนนิ การได้ตามพระราชบัญญตั คิ มุ้ ครองแรงงาน
(ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 แก้ไขเพ่ิมเติมมาตรา 75 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือ
บางส่วนเป็นการช่ัวคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้าง
ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึง่ มิใชเ่ หตุสดุ วิสยั ให้นายจ้างจ่ายเงนิ ให้แกล่ ูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของคา่ จา้ งใน
วันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาท่ีนายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานท่ีจ่ายเงินตาม
มาตรา 55 และภายในกำหนดเวลาการจา่ ยเงิน ตามมาตรา 70 (1) ให้นายจา้ งแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบ
ลว่ งหน้าเป็นหนงั สอื ก่อนวันเร่มิ หยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่นอ้ ยกวา่ 3 วันทำการ”
โดยจากสถิตขิ องกรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน (อา้ งถึงในกรุงเทพธุรกิจ, 24 เมษายน 2564) พบว่าในช่วงวันที่
1 ตุลาคม 2563-18 เมษายน 2564 ซ่ึงเป็นหน่ึงในช่วงขาขึ้นของระลอกใหญ่ของโควิด-19 สถานประกอบการท่ีใช้สิทธิตาม
มาตรา 75 เพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด โดย พบว่ามีสถานประกอบกิจการที่เลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 2,789 แห่ง จำนวนลูกจ้าง
7,614 คน สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีท่ีผ่านมามีสถานประกอบกิจการท่ีเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 2,708 แห่ง จำนวนลูกจ้าง
6,621 คน และมีการหยุดกิจการตามมาตรา 75 จำนวน 708 แห่ง เป็นการหยุดกิจการบางส่วน 517 แห่ง ลูกจ้าง 130,407
คน และหยุดกจิ การทง้ั หมด 289 แห่ง ลูกจ้าง 61,566 คน
ตารางที่ 1
จำนวนสถานประกอบการทใ่ี ช้ มาตรา 75
แหง่ คร้ัง วัน คน
166,710
ภาพรวม 708 2,806 40,091
สถานประกอบการ หยดุ กิจการบางส่วน 1,798 28,347 130,407
ทใี่ ช้มาตรา 75 517 61,566
หยดุ กจิ การทัง้ หมด
289 1,008 11,744
ทมี่ า: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, อ้างถงึ ใน กรงุ เทพธุรกจิ , 24 เมษายน 2564.
สำหรับการเลิกจ้าง ข้อมูลจากหัวหน้าศูนย์ทะเบียนข้อมูลตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน (วุฒิศักดิ์
ปฐมศาสตร์, 2564, อ้างถึงใน ThaiPublica, 2021) พบว่า อุตสาหกรรมที่แรงงานว่างงานมากที่สุด ได้แก่ ภาคการผลิตและ
ภาคการขายส่งและขายปลีก โดยพบว่าช่วงวิกฤติโควิด-19 มีกรณี ‘เลิกจ้าง’ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ โดย ณ เดือนพฤษภาคม
2564 แรงงานเข้าเกณฑ์เป็นผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน มีจำนวน 303,984 ราย แบ่งเป็น ลาออก 201,689 ราย
เลิกจ้าง 91,794 ราย และสิ้นสุดสัญญาจ้าง 10,501 ราย โดยพบว่า ช่วงวิกฤติโควดิ -19 มกี รณี ‘เลกิ จ้าง’ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ
นอกจากน้ันยังพบว่า ลูกจ้างหลายคนก็เปล่ียนสถานะจากลูกจ้างมาเป็น Start-up ทำอาชีพอิสระ หรือการมีมากกว่าหนึ่ง
อาชีพ (เพิ่งอ้าง) สถานการณ์เชิงโครงสร้างของแรงงานในระบบเหล่าน้ี ไม่ว่าจะเป็น แนวโน้มของการเลิกจ้าง การเลิกจ้าง และ
การปรับเปล่ียนอาชีพ จึงเป็นทิศทางของโครงสรา้ งท่ีภาครัฐสมควรต้องมีนโยบายมารองรับ อันจะได้นำเสนอในส่วนท้ายของ
บทความน้ี
ต่อสถิตกิ ารเลิกจ้างอนั เนื่องมาจากสถานประกอบการไดร้ ับผลกระทบจากโควดิ -19 น้ี ผู้เขยี นวิเคราะห์ตอ่ โครงสร้าง
ตลาดแรงงาน โควิด-19 ทำให้สถานการณ์การเลิกจ้างซึ่งเป็นหน่ีงในปญั หาโครงสร้างแรงงานของไทยไม่ดีข้ึน ท่ีผ่านมาในอดีต
ปัญหาอันเก่ียวข้องกับการจ้างงานของประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะท่ีมีความย้อนแย้งกันอยู่พอสมควร กล่าวคือ ประเทศ
110
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
มอี ัตราการว่างงานอยู่ในอัตราต่ำมาโดยตลอดแต่คขู่ นานกัน คือ มีคนตกงานและถูกเลิกจ้างด้วย เกิดปรากฏการณ์ ที่เรียกว่า
ขาดแคลนแรงงานแต่ไม่ขาดคน ในตลาดแรงงานไทยมาโดยตลอด อาจกล่าวไดว้ ่า การจ้างงานแรงงานในระบบของสังคมไทย
มลี ักษณะไม่ม่นั คงของโอกาสการทำงาน นอกจากน้นั ยังสะท้อนถงึ อำนาจการต่อรองของฝ่ายลูกจา้ งที่ตำ่ กวา่ นายจา้ งมาก และ
เม่ือหลุดออกมาจากการจ้างงานในระบบแล้ว เมือ่ แม้ภาวะเศรษฐกิจจะกลบั มาดีข้ึน แรงงานทโี่ ดนเลกิ จา้ งออกมาก็มักจะกลับ
เข้าสู่การจ้างงานได้ยากมากข้ึน และต้องประกอบอาชีพอิสระ ยกตัวอย่างเช่น แรงงานในอุตสาหกรรมภาคการผลิ ตและ
ภาคการขายส่งและขายปลีกที่ว่างงานมากท่ีสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 และมีสถิติรับเงินประกันสังคมกรณีว่างงาน
สงู ท่สี ุด ดังกล่าวแล้วข้างต้น หลังโดนเลิกจ้าง ก็มกั เลือกประกอบอาชพี อิสระ หลังจากการว่างงาน หรือหลายคนอาจตดั สนิ ใจ
เดนิ ทางกลบั ไปประกอบอาชพี ทภี่ ูมิลำเนา
การเคล่ือนย้ายแรงงานออกจากแรงงานในระบบในลักษณะน้ี จริงอยู่ว่าในแงห่ น่ึงเป็นการตัดสินใจเลือกของลูกจ้าง
(employee’s choice) แต่ในอีกแง่หน่ึงเป็นการตัดตอนความสามารถในการต่อยอดพัฒนาทักษะของแรงงานที่อยู่ในระบบ
การจ้างซ่ึงพวกเขาสามารถได้รับการพัฒนาทักษะและกลายเป็นแรงงานในระบบท่ีมีทักษะความสามารถเพ่ิมมากข้ึน ซึ่งการพัฒนา
ทักษะให้แรงงานไทยเป็นท้ังทางเลือกและทางรอดของการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์
โควิด-19 ไม่เลวร้ายไปกว่าท่ีผ่านมาหรือดีข้ึน ซึ่งการคาดการณ์เป็นไปได้ยาก แม้การฉีดวัคซีนจะครอบคลุมประชากรไทย
จำนวนมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าการจัดสรรและการขยายการฉีดวัคซีนของรัฐบาลประเทศไทยมีปัญหาด้านประสิทธิภาพ
การบริหารจัดการดำเนินการได้ช้า ประกอบกับการแพร่พันธุ์ของโรคโควิด-19 ยังคงมีอย่างต่อเน่ืองและรวดเร็ว ท้ังสายพันธ์ุ
เดลต้าและโอไมครอน ซึ่งวัคซีนท่ีใช้อยู่อาจไม่สามารถป้องกันเช้ือสายพันธุ์ใหม่ๆ เหล่าน้ีได้ อีกประการที่จะส่งผลต่อ
สถานการณ์ที่จะดขี ้นึ หรอื ไม่คอื การก้วู กิ ฤตเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจฟ้ืนตัวได้เรว็ การจ้างงานก็มแี นวโน้มกลับเข้าสูส่ ภาวะปกติ
ได้ สำหรับประเทศไทยแม้จะมีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยไม่ตกอยู่ในสถานะ L-Shape คือเศรษฐกิจหดตัวยาวนาน
ไร้สญั ญาณการฟื้นตัว แต่อยู่ในลักษณะคล้ายสัญลักษณ์เคร่ืองหมายถกู ที่มหี างค่อนข้างยาว ไถลลงเร็ว และค่อยๆ ฟนื้ ตวั อย่าง
ช้าๆ (swoosh) ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยปัจจัยสำคัญท่ีจะส่งผลต่อการฟื้นตัว ขึ้นอยู่กับความสามารถใน
การควบคมุ การแพร่ระบาดและการปรับโครงสรา้ งเศรษฐกิจ ซึง่ ลว้ นเปน็ ประเด็นทีต่ ้องติดตามอยา่ งใกลช้ ดิ ต่อไป
ในส่วนของกลุ่มแรงงานนอกระบบ แมว้ ่าแรงงานในกลมุ่ นี้จะมีจำนวนมากกว่าร้อยละ 50 ของแรงงานท้ังหมด และ
เปน็ กลมุ่ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควดิ -19 เชน่ กัน แตป่ ระเด็นสำคัญท่ีพบต่างไปจากแรงงานในระบบ กล่าวคือ พบว่า
สังคมให้ความสำคัญกับการรับรู้และสนใจต่อมาตรการความช่วยเหลือต่อแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำกัด อาจเป็นเพราะด้วยไม่ได้
ตระหนักมาก่อนเก่ียวกับสถานะตัวตนและปริมาณท่ีเพ่ิมมากข้ึนจนมีสัดส่วนมากกว่าแรงงานในระบบเสียอีก และอันที่จริง
ไม่ว่าแรงงานในกลมุ่ ใดก็ควรไดร้ ับการคุ้มครองและดูแลอย่างทัดเทยี มกัน ดังที่ พูลทรัพย์ สวนเมอื ง ตุลาพันธ์ (2564, อา้ งถึงใน
ThaiPublica, 2021) อธิบายว่าคนทำงานทุกคนคือแรงงาน ควรได้รับสิทธิและสวัสดิการทางสังคมเหมือนกัน ความต้องการ
เป็นประเทศไทยท่ีพัฒนา จำเปน็ ตอ้ งพฒั นาระแบบแรงงาน แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยมรี ะบบหลักประกนั สุขภาพถ้วนหน้า
มีระบบประกนั สงั คมมาตรา 40 สำหรบั แรงงานนอกระบบ มศี นู ย์เดก็ และผสู้ งู อายุ แต่ในขณะเดยี วกนั ระบบตา่ งๆ ก็ยังมปี ญั หา
อยู่ ดังนน้ั ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทุกฝา่ ยท่ีเก่ียวข้องและมีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันทั้งผู้ประกอบการ
แรงงานและรัฐบาล ต่างตอ้ งพยายามอย่างเตม็ ท่เี พื่อหลีกเลีย่ งการเลกิ จา้ ง
แรงงานนอกระบบ กลุม่ นอกภาคเกษตรส่วนมากเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระทำอาชีพคา้ ปลีกและบริการดา้ นอาหาร
อาทิ พ่อคา้ แม่คา้ ตามร้านขายของ หาบเร่แผงลอย และพนักงานบริการในร้านอาหาร ซ่ึงคนกลมุ่ นกี้ ว่าร้อยละ 60 อายมุ ากกวา่
40 ปี และมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือต่ำกว่า ใช้เพียงทักษะข้ันพ้ืนฐานในการประกอบอาชีพ จึงทำให้การปรับเปล่ียน
อาชีพทำได้อย่างจำกัด ปัญหาเชิงโครงสรา้ งที่แรงงานในกล่มุ น้ีต้องเผชญิ อยู่แล้วคือ รายได้น้อยและไม่แน่นอน แรงงานลูกจ้าง
นอกระบบมีรายได้เฉล่ีย 6,586 บาทต่อเดือน ต่ำกว่ารายไดข้ องแรงงานลูกจ้างในระบบถึงกว่าเท่าตัว (15,502 บาทต่อเดือน)
นอกจากนั้นยังไม่ได้รบั สวสั ดิการคุ้มครองครอบคลมุ ในหลายกรณีซ่งึ ผู้อยใู่ นระบบประกันสังคมหรือพนกั งานของรัฐไดร้ บั และ
มีปัญหาด้านการออมเงินน้อยและปัญหาหนี้สิน การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงทำให้แรงงานนอกระบบ ถูกกระทบมากกว่า
111
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
แรงงานกล่มุ อืน่ เน่ืองจากขาดตัวชว่ ยในการพยุงรายได้หรือลดภาระคา่ ใช้จ่าย (มณฑลี กปลิ กาญจน์ และ วนั ใหม่ นนท์ฐติ พิ งศ์,
ม.ป.ป.)
แรงงานนอกระบบในกลุ่มธุรกิจในภาคท่องเที่ยวและบริการที่เก่ียวเน่ืองได้รับผลกระทบมากกว่าธุรกิจอื่น เช่น
ร้านค้าในตลาดนดั ท่ีลูกค้าหลักคือนักท่องเที่ยวต่างชาติ ธรุ กจิ นวดสปาในพ้ืนทีท่ ่องเที่ยวก็เช่นกัน นอกจากน้นั ธุรกจิ ขนส่งและ
การค้ารายย่อยได้รบั ผลกระทบรองลงมา สว่ นคนขบั แท็กซ่ีและจักรยานยนตร์ ับจา้ ง โดยเฉล่ียมีรายได้เหลอื เพียงรอ้ ยละ 10-40
ด้านพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ท่ีส่วนใหญ่มีภาระหน้ีสินนอกระบบ โดยเฉลี่ยมีรายได้ลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง จากการลด
กจิ กรรมออกนอกบ้านและความกังวลเก่ียวกับความสะอาดของอาหาร (เพิ่งอ้าง) รายได้ที่ลดลงเหล่านส้ี ะทอ้ นความสั่นคลอน
ทางรายไดแ้ ละความมั่นคงของครอบครวั แรงงานนอกระบบซง่ึ ปกติหลดุ ขอบการคมุ้ ครองทางสวัสดกิ ารทางสงั คมอย่แู ลว้ รฐั จึง
ควรมีมาตรการรองรบั ทร่ี อบด้านทง้ั ในแงข่ องการขยายความคุ้มครองและใหก้ ารพัฒนาทรี่ อบดา้ นแกแ่ รงงานในกลุม่ นี้
ต่อประเด็นผลกระทบโควิด-19 ต่อกลุ่มแรงงานนอกระบบ ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าแรงงานนอกระบบจะประสบปัญหา
เรอื่ งสภาพความไม่มัน่ คงของงานท่ีทำและมีความยืดเย้อื รุนแรงกวา่ แรงงานในระบบ อันเนอ่ื งมาจากโดยปกตแิ ล้วแรงงานนอก
ระบบมีทางเลือกในการทำงานทีน่ ้อยกว่าแรงงานในระบบและมีสภาพการทำงานท่ีแย่กวา่ มีคุณภาพชีวิตการทำงานที่ไม่ดีนัก
สะท้อนได้จากการใช้คำว่า “นอกระบบ” ส่ือความหมายถึง แรงงานที่ทำงานแต่ไม่ได้รับความคุ้มครอง หรือไม่มีหลักประกัน
ทางสังคมจากการทำงาน การไม่ไดร้ ับการค้มุ ครอง ทำใหต้ อ้ งแบกรบั ความเส่ียงหรอื ต้นทุนอันเกดิ แก่คณุ ภาพชีวิตไวด้ ้วยตนเอง
สภาพการทำงานท่ีแรงงานนอกระบบต้องเผชิญ คือ การทำงานหนัก นอกจากน้ันสถานการณ์สำคัญอื่นๆ ท่ีเป็นต้นทุน
ของคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ คือ ปัญหาจากการทำงาน ปัญหาจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน และปั ญหาจาก
ความไม่ปลอดภัยในการทำงาน เช่น การรับสารเคมี เคร่ืองจักรท่ีอันตราย ฯลฯ และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น
ฝนุ่ ละออง แสงสวา่ งไมเ่ พียงพอ ฯลฯ สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะเข้ามาเสริมสภาพปัญหาให้รุนแรงยง่ิ ข้ึน เพราะ
แรงงานนอกระบบอาจไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากนัก นอกจากนั้นปัญหาที่สำคัญที่แรงงานกลุ่มน้ีจะเผชิญ
ความยืดเยื้อจากสถานการณ์โควิด-19 ก็คือขาดความต่อเนื่องในการมีงานทำและขาดค่าตอบแทนที่เพียงพอและต่อเน่ือง
ซงึ่ เป็นรากฐานท่ีสำคัญทำให้คณุ ภาพชีวติ ของแรงงานในกลุ่มนย้ี ่ำแยล่ ง
ตารางท่ี 2
ผลกระทบด้านรายได้ของแรงงานนอกระบบที่เกย่ี วข้องกับภาคการท่องเท่ยี วเม่ือเทยี บกบั ช่วงปกติก่อนการระบาดของโควดิ -19
รายไดท้ ี่เหลอื ตลาดนดั ร้านนวดและสปา แทก็ ซ/่ี หาบเร่
ของแรงงานนอกระบบ ในพนื้ ที่ทอ่ งเทยี่ ว จกั รยานยนตร์ บั จ้าง แผงลอย
ทีเ่ กยี่ วข้องกับการท่องเทย่ี ว 10% 10% 10-40% 50%
และบรกิ าร
ท่ีมา: มณฑลี กปิลกาญจน์ และ วันใหม่ นนท์ฐิติพงศ์, ม.ป.ป.
ความเปราะบางของสภาพปัญหา
การตอกย้ำความเปราะบางของตลาดแรงงานไทย: หนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาท่ีย่ังยืน หรือ SDGs (Sustainable
Development Goals) ที่สอดคล้องกับระบบแรงงานของประเทศไทยอย่างมากคอื เปา้ หมายท่ี 8 ส่งเสรมิ งานที่มีคุณค่าและ
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Decent work and economic growth: Promote inclusive and sustainable economic
growth, employment and decent work for all) (สยาม อรุณศรีมรกต และ ยงยุทธ วัชรดุลย, 2559) การระบาดโควิด-19
ส่งผลกระทบต่อระบบแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้และกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก
ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยพบข้อท้าทายเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และท่ีเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับ
แรงงาน คือ ปัญหาการจา้ งงานท่ีไม่ต่อเนื่องและแรงงานขาดทักษะ
112
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
มาจนถึงปัจจุบันการระบาดของโควดิ -19 ก็เหมือนได้เขา้ มาตอกย้ำความเปราะบางที่มอี ย่เู ดมิ ของระบบแรงงานไทย
ให้เผชิญกับภาวะการขาดรายได้หรือการมีรายได้ลดลงอย่างเฉียบพลันและเป็นระยะเวลายาวนาน มีอัตราการจ้างงานลดลง
ทั้งในภาคอตุ สาหกรรมที่ร้อยละ 4.22 ภาคบริการทรี่ ้อยละ 1.79 และภาคเกษตรทีร่ อ้ ยละ 0.27 สอดคลอ้ งกับจำนวนผูว้ า่ งงาน
ท่ีเพ่ิมสูงข้ึนเกือบทุกสาขาการผลิต และอัตราการว่างงานเพ่ิมสูงข้ึนเป็นร้อยละ 1.86 ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563
(สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2563, อ้างถึงใน SDG Move, 2021) หน้ีครัวเรือนได้เพ่ิมขึ้นสูงสุดในรอบ 18 ปี ส่งผลทางลบต่อ
สภาพจิตใจ ความเครียด และประสิทธิภาพในการทำงาน แรงงานหลายคนถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม เช่น ไม่ได้รับเงิน
ชดเชยตามกฎหมายจากนายจ้าง เป็นต้น ขณะที่แรงงานใหม่ท่ีเพ่ิงจบการศึกษาก็ไม่สามารถหางานทำได้ ทำให้สูญเสียทักษะ
การทำงาน (SDG Move, 2021) ดังน้ันจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างมากในอนาคตถึงแนวทางการฟื้นตัวให้ระบบแรงงานและ
เศรษฐกจิ ใหก้ ลับมาอยใู่ นระดับท่ดี ขี ึน้
รูปธรรมของคำว่า “ตอกย้ำความเปราะบาง” สามารถดูได้จากตัวเลขผลกระทบจากการล็อกดาวน์ตงั้ แต่กลางเดือน
มีนาคมถึงมิถุนายน 2563 จากข้อมูลของสำนักงานสถิติดัง ภาพที่ 1 จะพบว่า มาตรการต่างๆ ที่ประกาศใช้เพื่อควบคุม
การระบาดของ COVID-19 ไดส้ ง่ ผลกระทบอย่างมากต่อการจ้างงานและคนทำงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ซึง่ จะเห็นได้ว่า
อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 สูงถึงร้อยละ 2 ในขณะท่ี ณ เวลาปกติ อัตราการ่างงานของ
ไทยอยทู่ เ่ี พยี งรอ้ ยละ 0.61 เทา่ น้ัน (Asia Times, 2020) ตัวเลขน้ียังไม่รวมแรงงานภาคเกษตรหลายล้านคนทไี่ ดร้ บั ผลกระทบ
จากภัยแล้งแล้ว (International Bank for Reconstruction and Development and The World Bank, 2020) นอกจากน้ัน
รายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ยังคาดการณ์ว่าแรงงานในภาคการท่องเทีย่ วของไทยกวา่ หกล้านคนขึ้นไป
จะตกงาน เนื่องจากการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างมากจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดและการเว้นระยะห่างทาง
สังคม (International Labour Organization, 2020)
ภาพที่ 2 จำนวนผู้ว่างงานและอัตราการว่างงาน ปี 2560-2563. จาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ, อ้างถึงใน Open
Development Thailand, 20 ตลุ าคม 2020.
113
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68
ตลาดแรงงานเติบโตเชิงปริมาณแต่สวนทางกับคุณภาพ: สถานการณ์ของระบบแรงงานไทยในปัจจุบันเก่ียวกับ
ความสามารถในการจ้างงานของจังหวัดที่เป็นเมือง มีการเปรียบเทียบระหว่างแรงงานมีทักษะและแรงงานไม่มีทักษะ พบว่า
มีความห่างกันของระดับทักษะอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบผสมจึงทำให้มีอุปสรรคใน
การเดินทางไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ท่ีจะใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ อันเน่ืองมาจากปัญหาที่เก่ียวกับ
ประชากร (เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว, 2564 อ้างถึงใน ThaiPublica, 2021) ซึ่งสอดคล้องกับการสำรวจในปี 2549 ของ
ธนาคารโลกที่อธิบายว่าประเทศไทยมีสถานประกอบการร้อยละ 39 ขาดแรงงานท่ีมีฝีมือ (ThaiPublica, 2021) อีกท้ังใน
ปัจจุบันสถานการณ์ทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ และโลกาภิวัตน์ ทำให้การเคลื่อนย้ายระบบแรงงานสามารถทำได้ง่าย
มากขึ้น การเกิดขึ้นของงานหลายรูปแบบมากขึ้น อาจนำไปสู่สภาะสมองไหล (Brain Drain) โดยแรงงานท่ีมีทักษะเกิด
การอพยพออกไปทำงานในประเทศพฒั นามากขึ้น และทำใหป้ ระเทศไทยตอ้ งนำเขา้ แรงงานที่เพ่มิ ขึน้ อีกด้วย
สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เข้ามาตอกย้ำการเติบโตเชิงปริมาณของระบบเศรษฐกิจแต่ไร้คุณภาพของ
ประเทศไทย เน่ืองมาจากประเทศไทยมคี วามอ่อนไหวต่อการเปล่ียนแปลงเศรษฐกิจโลกมาก เมื่อเศรษฐกิจโลกมีการชะลอตัว
การเปล่ียนแปลงของรูปแบบการผลิต เมื่อประเทศไทยโดยเฉพาะผลิตภาพแรงงานไทยไม่สามารถปรับตัวสูงข้ึนได้ก็จะทำให้
ประเทศไทยเปน็ หนง่ึ ในบรรดาสนิ ค้าทปี่ รับราคาสงู ข้ึนไม่ได้เชน่ กัน ปจั จุบันพบวา่ สัดสว่ นแรงงานในภาคเกษตรซึง่ มีผลติ ภาพตำ่
ลดลงแต่ยังอยู่ระดับสูงที่รอ้ ยละ 40 ขณะท่ีสดั สว่ นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมซ่งึ มีผลติ ภาพสูงเพิ่มข้ึนช้าเป็นร้อยละ 15 และ
เกือบคร่ึงหน่ึงของแรงงานท้ังหมดอยู่ในภาคบริการเพิ่มข้ึนเกือบเท่าตัวจากช่วงเศรษฐกิจเติบโต สะท้อนถึงแรงงานส่วนใหญ่มี
ทักษะอยู่ในระดับต่ำทำให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตท่ีสามารถก้าวข้ามไปเป็นประเทศท่ีผลิตสินค้าท่ีมีมูลค่าสูงได้
(เสาวณี จันทะพงษ,์ 2558)
การเติบโตของรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอีกตัวอย่างท่ีสะท้อนว่า รายได้ของประเทศไทยไม่ได้พ่ึงพาอยู่กับผลิต
ภาพทีต่ ัวแรงงาน แต่มกั องิ กับปัจจัยดา้ นทุนและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ผ่านมาการท่องเทีย่ วเป็นหนึ่งในหนว่ ยสรา้ งรายได้หลัก
แต่รายได้ของการท่องเท่ียวปี 2564 เทียบกับปี 2562 ซ่ึงเป็นช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 คาดว่ารายได้ท่องเที่ยวจะ
หดตัวร้อยละ 80.8 รายได้ท่องเที่ยวของชาวต่างชาติจะขาดไปอีกราว 1.74 ล้านล้านบาท (ธนิต โสรัตน์, 2564) ดังนั้น
การเติบโตของตลาดแรงงานไทยจึงเป็นแบบการขยายขนาด โดยไม่ได้เปล่ียนรูปแบบให้ทันยุคสมัย เมื่อมีการเข้ามาของ
นักท่องเที่ยวเพ่ิมขึ้นก็จะเพ่ิมจำนวนห้องพัก จ้างแรงงานเพิ่ม เป็นการเติบโตด้วยการจ้างแรงงานให้ใหญ่ขึ้น แต่ไม่เคยสร้าง
รูปแบบการทำธุรกจิ แบบใหมเ่ ลย (ThaiPublica, 2021) จึงทำให้ประเทศประเทศอยู่กับที่มากวา่ 25 ปีแล้ว และสถานการณ์
โควิด-19 ก็จะตอกย้ำการอยกู่ บั ท่ใี หฝ้ ังรากลกึ หากไมห่ าทางออกระบบแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม
การเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี: ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับการกดดันด้านการเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่ท้ังภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคเกษตร โดยไม่กี่ปีท่ีผ่านมา
แรงงานต้องเผชิญกับภาวะการเติบโตของเทคโนโลยี แรงงานถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ ทำให้แรงงาน
ต้องเปล่ียนตำแหน่งงาน หางานใหม่ และพัฒนาทักษะให้สูงข้ึนหรือเปล่ียนทักษะใหม่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าระบบแรงงานไทย
เปน็ ระบบแรงงานที่มีทกั ษะในด้านเทคโนโลยีทต่ี ่ำ จงึ เป็นปัญหาตอ่ เน่ืองทม่ี อี ย่เู ดมิ ซ่งึ สง่ ผลต่ออำนาจในการต่อรองที่มนี ้อยอยู่
แล้วน้ันกลับย่ิงถดถอยลงไปอีกเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติมให้มีการเร่งการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่าน้ี
มากขึน้ ภายในหน่วยงาน
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้องค์กรต่างๆ เร่งปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลทำให้รูปแบบการทำงาน
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และมีการปรับลดบางตำแหน่งลง ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อระบบแรงงานอย่างหลกี เล่ยี งไม่ได้ อีกท้งั ใน
อนาคตผู้บริโภคกจ็ ะมพี ฤติกรรมท่เี ปลยี่ นแปลงไป เกดิ ความคนุ้ ชินกับวิถีชีวิตแบบใหมท่ ีพ่ ่ึงพงิ เทคโนโลยมี ากยิง่ ข้ึน เช่น การสั่ง
อาหารผ่านระบบออนไลน์ การใช้หุ่นยนต์ส่งอาหารในร้านอาหาร เป็นต้น ดังน้ันในเมื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคไม่อาจ
ยอ้ นกลบั ไปส่กู ารทำงานและการดำเนินชีวติ เหมือนเดมิ ได้อีกตอ่ ไป ทกั ษะในการทำงานของแรงงานกม็ ีแนวโนม้ วา่ จะตอ้ งสงู ข้ึน
เรือ่ ยๆ เพราะเทคโนโลยีสามารถทำงานท่ีซับซอ้ นได้มากขึ้นเรอื่ ยๆ ดงั นัน้ ทักษะฝีมือระดับเดมิ จึงไม่ใช่ทางเลือกที่แรงงานมีอีก
114
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
ตอ่ ไป การก้าวไปสู่การมีทักษะระดับสูงนั้นแม้ว่าจะยาก แต่เป็นทางเลือกทด่ี ีต่อชีวิตของแรงงาน ท่ีจะทำให้แรงงานมีรายได้ที่
สูงขึน้ และยกระดบั คณุ ภาพชีวิต (SDG Move, 2021)
สำหรับประเด็นความเปราะบางของสภาพปัญหา ดังท่ีเสนอรายละเอียดข้างต้นนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า ถ้าเรา
พิจารณาว่าโควิด-19 เป็นเหมือนกระจกส่องปัญหา โรคระบาดน้ีทำให้เราเห็นความชัดเจนของความเปราะบางของสภาพ
ปัญหาที่ชัดเจนมากขน้ึ ปญั หาการจ้างงานทไ่ี มต่ ่อเน่ืองและแรงงานขาดทกั ษะ คือรากเหงา้ ของความเปราะบางแมไ้ ม่ไดเ้ ปน็ ผล
มาจากการระบาดของโควิด-19 โดยตรง แต่จากการระบาดของโควิด-19 ทำให้ภาพของปัญหาชัดเจนมากข้ึน และทางออกที่
จะทำให้ความเปราะบางลดลง คือ การยกระดับทักษะและความสามารถในการทำงาน ไม่วา่ จะเป็นการใชเ้ ทคโนโลยีเขา้ มาใช้
ในตำแหนง่ งานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะเฉพาะด้าน การใช้เทคโนโลยีเข้ามาน้ันก็จะยิ่งสร้างช่องว่างความเหลอื่ มล้ำให้กว้างข้ึน
สำหรับแรงงานมที ักษะและแรงงานไมม่ ีทักษะ ผเู้ ขียนจึงเหน็ ว่าปจั จัยทจ่ี ะสามารถพยงุ สถานการณค์ วามเปราะบางของแรงงาน
และชะลอความรุนแรงได้น้ัน คือการพัฒนาทักษะแรงงาน งานที่ใช้ทักษะระดับต่ำควรใช้ระบบอัตโนมัติทำแทน ในขณะที่
แรงงานเองจำเป็นต้องพัฒนาทักษะระดับสงู ขึ้นให้มีความสามารถรองรับการทำงานในอนาคต เพ่ือให้สอดคล้อง เป้าหมายที่ 8
ของ SDG คือ การส่งเสรมิ งานทมี่ คี ณุ ค่าและการเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกจิ
ปัญหาแรงงานขาดทักษะ ซ่ึงเปราะบางอยู่แล้วถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์โควิด-19 แรงงานจำเป็นต้องปรับตัวด้วย
การพัฒนาทักษะ โควิด-19 ไม่ได้เปล่ียนแปลงโลกการทำงานเพียงเล็กน้อย สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่การจ้างงาน แต่เป็นสภาพ
การทำงาน ปัจจุบันพบว่าเม่ือเปลี่ยนสถานท่ีทำงาน ทักษะเดิมๆ อาจจะใช้ไม่ได้เสมอไปในที่ทำงานที่ใหม่ โควิด-19
เปลี่ยนแปลงสภาพการทำงาน แรงงานจำเป็นต้องมีทักษะในระดับท่ีสูงขึ้นเพ่ือยังคงความสามารถในสภาพการทำงานท่ี
เปล่ียนแปลงไปได้ ทางรอดท่ีจะหลุดพน้ จากความเปราะบางของการจ้างงานอยู่ทก่ี ารพัฒนายกทักษะทเ่ี น้นการเรียนร้ไู มส่ นิ้ สุด
(lifelong learning) ความรู้ความสามารถในการทำงาน (employability) และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น
(innovation competency) โดยเราจะหลุดพ้นไปจากความเปราะบางนี้ได้ก็ด้วยความร่วมมือของภาคเอกชนกับภาครัฐใน
การลงทุนด้านการพัฒนาแรงงานโดยเฉพาะการออกแบบหลักสูตรที่สนองตอบต่ออุปสงค์ท่ีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ
การเชื่อมโยงทักษะที่แรงงานต้องการในอนาคตกับระบบการศึกษาไทยให้มากขึ้นโดยเฉพาะการสร้างและพัฒนาทักษะ ด้าน
การคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงนวัตกรรม และทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์ให้แก่แรงงานต้ังแต่ยังอยู่ในสถาบันการศึกษาเพ่ือ
เตรียมความพร้อมใหส้ ามารถเขา้ สกู่ ารจา้ งงานทย่ี ่ังยืนไดเ้ ม่อื เขา้ สู่ตลาดแรงงาน
ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กำลังเปลี่ยนโครงสรา้ งการทำงานของแรงงานทวั่ โลก การกำหนดนโยบาย
โดยรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวอาจไม่สามารถตอบสนองต่อการเปล่ียนแปลงน้ีได้ทัน รอบด้าน และตรงจดุ การมีส่วนรว่ มจึงเป็นสิ่ง
ท่ีสำคัญ รัฐควรมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากแรงงานในทุกภาคส่วน ถึงแม้ว่าจะเกิดความเห็นไม่ตรงกัน มีข้อถกเถียง
หรือความไม่พอใจ หากการเปิดรับความคิดเหน็ ไม่ถูกนำไปปฏิบตั ิต่อหรือความกลัวท่ีจะควบคุมสถานการณ์แรงงานได้น้อยลง
แต่ถึงอย่างไรก็ตามผู้นำหลายคนก็เชื่อในมุมมองท่ีว่า “Participation is one thing, pandemonium is another.” (Tarki,
Levy & Weiss, 2020) ดังน้ันผู้เขียนจึงอยากจะนำเสนอแนวทางในการแก้ไขเชิงนโยบายต่อสถานการณ์และปัญหาที่กำลัง
เกดิ ขึ้น คอื แนวทางระยะส้ัน (เฉพาะหน้า) และแนวทางระยะกลางและระยะยาวเพื่อช่วยยยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทย
และก้าวผ่านปัญหาไปได้อย่างย่งั ยืน
1) แนวทางระยะส้นั : การสือ่ สารแนวทางการรบั มือกบั สถานการณ์
สำหรับมาตรการระยะสั้นปัจจุบันการเยียวยาแบบเฉพาะหน้าจากรัฐได้เกิดขึ้นแล้ว รวม 9 โครงการ ได้แก่
โครงการคนละคร่ึง 28 ล้านคน โครงการเราชนะ 32.5 ล้านคน โครงการ ม.33 เรารักกัน 9 ล้านคน โครงการบัตรสวัสดิการ
แห่งรัฐ 13.5 ลา้ นคน โครงการเพม่ิ กำลังซ้ือใหแ้ ก่ผู้ท่ตี อ้ งการความชว่ ยเหลอื เปน็ พิเศษ 2.5 ลา้ นคน โครงการยง่ิ ใช้ยง่ิ ได้ 4 ลา้ น
คน โครงการมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคข้ันพื้นฐาน โครงการมาตรการสินเช่ือสู้ภัยโควิด-19 และ
115
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68
โครงการมาตรการพักหนีข้ องสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยทัง้ หมดทก่ี ลา่ วมานั้น ผู้เขยี นพบว่า รฐั มกี ารเยียวยาแบบเฉพาะหน้า
ครบทกุ กลุ่มเป้าหมาย รวมกว่า 2.45 แสนล้านบาท (MoneyGuru.co.th, 2021) อย่างไรก็ตามมาตรการเหล่านี้ควรดำเนินการควบคู่
ไปกบั การจัดหาและเร่งกระจายวัคซีนเพอื่ จำกดั การขยายตวั ของโรค เพราะวคั ซนี จึงเปน็ ตัวแปรสำคัญนอกเหนือจากมาตรการ
เยียวยาที่จะทำให้ตลาดแรงงานกลับมาฟื้นตวั ได้อีกคร้ัง เพราะเม่ือมีการฉีดวัคซีนก็จะสร้างความเชื่อม่ันให้เกิดการลงทุนและ
การจา้ งงานอีกคร้ัง แตถ่ ้าไม่มวี คั ซีนตลาดแรงงานกจ็ ะทรุดตัวต่อไป เม่ือคนไม่มีอำนาจการซอื้ ก็จะไปกระทบถึงการจา้ งงานของ
แรงงานในอนาคต (ธนิต โสรตั น์ 2564, อ้างถึงใน ThaiPublica, 2021)
นอกเหนือไปจากนั้นรัฐควรใช้กลไกการส่ือสารควบคู่ไปด้วย สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผล
โดยตรงต่อสภาพจิตใจของแรงงานในฐานะผู้ที่จะได้รับผลกระทบมาจากที่สดุ จากวิกฤตในครั้งนี้ และรัฐในฐานะผู้ดแู ลคณุ ภาพ
ชีวิตแรงงานมีความจำเป็นต้องใช้การส่ือสารเป็นเครื่องมือในการลดความกังวลต่อสภาพจิตใจของแรงงานที่อาจจะนำไปสู่
ปัญหาและความวนุ่ วายในอนาคตได้ ดังนั้นรัฐต้องมีการส่ือสารกับผทู้ ี่เกย่ี วข้องกบั แรงงานทุกระดับไปจนถึงการสือ่ สารมวลชน
(Mass Communication) หรือการสื่อสารระหว่างประเทศ (International Communication) เพ่ืออธิบายถึงแนวทางการ
รับมอื กับสถานการณท์ ก่ี ำลังเกดิ ขน้ึ ในประเทศไทยและท่วั โลก รัฐจะต้องส่ือสารเพ่อื สร้างความเข้าใจ ดงั นนั้ จะเปน็ เรือ่ งทด่ี ีหาก
รัฐจะมีการส่ือสารอย่างตรงไปตรงมา เพ่ือลดความกังวลและช่วยสร้างความเข้าใจไปพร้อมกัน ควรมีการเปิดเวทีในการรับฟัง
ความคิดเห็น เพราะสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนล้วนเป็นเรื่องใหม่ (Tarki, Levy & Weiss, 2020) ไม่จำเป็นว่าการท่ีแลกเปลี่ยน
ความคิดเหน็ จะตอ้ งจบดว้ ยข้อสรปุ ใดเพียงขอ้ สรุปเดยี ว แต่การรับฟังจะช่วยลดแรงปะทะในการแสดงออกในอนาคตได้ อีกทั้ง
การส่ือสารและรับฟังอย่างเปิดเผยจะช่วยเป็นข้อยืนยันถึงแนวทางในการออกมาตราการของภาครัฐหรือเอกชนท่ีมีต่อระบบ
แรงงานอกี ดว้ ย
2) แนวทางระยะกลางและระยะยาว: พฒั นาและปรับทกั ษะแรงงาน
ระยะกลางรัฐจำเป็นต้องรักษาการจ้างงานในตลาดแรงงานไว้ให้ได้มากท่ีสุด ควรกระตุ้นให้เกิดการจ้างแรงงาน
ทีม่ ีในปัจจุบนั กอ่ น ในแงข่ องการช่วยให้แรงงานน้ันสามารถเขา้ ถงึ ตำแหน่งงานที่เหมาะสมกบั ศักยภาพของตนเองให้เหมาะสม
กบั โลกธุรกิจใหม่ รัฐบาลควรเป็นเจ้าภาพประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศกึ ษา และภาคธุรกิจ และ
พัฒนาหลักสูตรการศึกษาเพื่อสร้างทักษะแรงงาน (upskill-reskill) ให้กับแรงงานให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจใหม่ เพราะ
ทางเลอื กเดียวที่แรงงานจะมีชีวิตดีขนึ้ คือการพัฒนาทักษะฝีมอื (SDG Move, 2021) คู่ขนานกบั การรกั ษาการจ้างงาน รัฐต้อง
เปน็ ตวั กลางในการประสานระหว่างนายจ้างและลูกจ้างนำมาตรการและแนวปฏิบัติการส่งเสรมิ แรงงานสัมพนั ธใ์ นภาวะวกิ ฤต
และมาตรการและแนวทางบรรเทาปัญหาการเลิกจ้าง ท่ีมาใช้ให้เกิดข้ึนในสถานประกอบกิจการ เพื่อเปิดใจป รึกษาหารือ
ร่วมกนั เพ่อื ประคองการดำเนินธรุ กจิ กอ่ นหยุดกิจการหรือเลิกจา้ งลกู จ้าง
สำหรับระยะยาว แรงงานกลุ่มใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องมีการเตรียมความพร้อมปรับตัวเข้ากับทิศทาง
การทำงานยคุ ใหม่หลังการแพรร่ ะบาดของโควิด-19 คือ การทำงานระยะไกล การปรับใช้ระบบอัตโนมตั ิ การเขา้ สแู่ พลตฟอร์ม
e-commerce มากขึ้น และ การเปล่ยี นแปลงมาเป็นแรงงานอิสระ (self-employed / gig workers) (เมธี สุภาพงษ์, 2564,
อา้ งถึงใน ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2021) ซึ่งทักษะพื้นฐานท่ีจำเป็น คือ 1) ทักษะการวางแผนอนาคต เพื่อทำให้การทำงาน
ในอนาคตมีเป้าหมายและงานในปัจจุบนั ทำได้ย่างเต็มที่เพราะมีแผนรองรับ 2) ทกั ษะในการจัดการปญั หา เพื่อทำให้แรงงานได้
เรียนรู้การแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึน ซึง่ อาจจะสง่ ผลกระทบ อกี ท้ังยงั เปน็ การช่วยใหแ้ รงงานรู้สกึ กระตอื รอื รน้ ในการทำงานมากขึ้น
3) ทกั ษะความยืดหยุ่นในการทำงาน เพื่อตอบสนองต่อการเปล่ียนแปลงในอนาคตได้ (Forbes, 2020)
สำหรับแรงงานนอกระบบ มาตรการเยียวยาระยะส้ันอาจไม่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีข้ึนได้อย่างย่ังยืน
เสนอวา่ มาตรการสรา้ งเกราะป้องกนั ในอนาคตคอื การสร้างสมรรถนะ การปรับเปลีย่ นแนวคดิ และปรับตัวทั้งในด้านการทำงาน
และดำรงชีวิต เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ในขณะที่ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยสร้าง
แรงจูงใจ อำนวยความสะดวก และช่วยเหลือ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานหรือติดอาวุธให้แรงงานนอกระบบทั้งท่ีอยู่ในภาค
เกษตรและนอกภาคเกษตรใหแ้ ขง็ แรงพร้อมรับมอื กบั วิกฤตการณ์ที่อาจเกดิ ข้นึ ในอนาคตได้ด้วยตนเอง ซงึ่ มาตรการระยะกลาง
116
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
และระยะยาวนก้ี ารปรับมโนทัศนต์ ่อการบริหารแรงงานมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังที่ พลู ทรพั ย์ สวนเมือง ตุลาพนั ธ์ (2564) ได้
เสนอแนะมุมมองตอ่ แรงงานเพ่ือการพฒั นาระบบแรงงานในระยะกลางและระยะยาว ดังน้ี 1) การเปล่ียนวิธีคิดใหม่ว่าแรงงาน
ไม่ใช่ภาระแต่คือหุ้นส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จงึ ต้องเน้นไปท่ีการส่งเสริม ไม่ใช่การควบคุม 2) การรวมตัวกัน
ของแรงงานจะนำมาสู่การพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพการทำงาน รัฐต้องส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวของแรงงาน 3) การสร้าง
แผนการพัฒนาทค่ี รอบคลมุ เช่น พัฒนาทกั ษะความรูด้ า้ นดิจิทัล เป็นตน้ 4) การไม่ซ้ำเติมดว้ ยกฎระเบียบและนโยบาย 5) การ
สง่ เสริมความร่วมมือของแรงงาน 6) การพัฒนาฐานการคุม้ ครองทางสงั คม (social protection floor) และการประกันสังคม
(social insurance) โดยยึดหลักการถ้วนหน้า และ 7) ส่งเสริมการเชื่อมโยงธุรกิจ สร้างข้อต่อเพื่อเป็นตัวช่วยและตัวเช่ือม
ระหวา่ งกลุ่มแรงงานนอกระบบกบั ภาคธุรกจิ
จากมาตรการระยะส้ัน กลาง และยาว ที่ผ้เู ขียนนำเสนอ หากพจิ ารณาในแง่ของบทบาทของตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง
อันได้แก่ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างแล้ว จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีบทบาทนำในฐานะผู้วางและกำหนดนโยบาย (regulator)
การออกมาตราการการเยียวยารวมถึงการสื่อสารท่ีเหมาะสมในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและประชาสัมพันธ์ท่ีเหมาะสมทันเวลา
และส่งิ ทีภ่ าครัฐจำเป็นต้องให้เพิม่ การให้ความสำคัญคือมุมมองต่อการสรา้ งและรักษาการจ้างงานโดยประสานความร่วมมือกับ
ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา และควรส่งเสริมมาตรการแรงงานสัมพันธ์เพื่อให้เป็นบรรเทาปัญหาความขัดแย้งระหว่าง
นายจ้างกับลูกจ้าง ในขณะที่นายจ้างเองควรต้องมีบทบาทสำคัญเช่นกันในการรักษาการจ้างงาน ทัศนคติของนายจ้างต้อง
ปรับเปล่ียนจากเดิมที่มองลูกจ้างเป็นต้นทุน และใช้มาตรการเลิกจ้างเม่ือสถานประกอบการเกิดวิกฤติ การปรับตัวของสถาน
ประกอบการเพอ่ื ให้เข้ากันได้กับโลกยุคใหม่จำเป็นตอ้ งให้ความสำคัญกับธำรงรักษาแรงงานในฐานะทรพั ยากรมนุษยท์ ่ีจะช่วย
ขับเคล่ือนองค์กรไปต่อได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่ตัวแรงงานเองทั้งแรงงานในและนอกระบบจำเป็นต้องพัฒนา
ทักษะและสมรรถนะของตวั เองอยูเ่ สมอเพอ่ื ความอยู่รอดท่ามกลางการเปลยี่ นแปลงของโลกยคุ ใหม่
บทสรปุ
สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบสภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ ใน
ห้วงของการระบาดระลอกใหญ่ของโควิด-19 ในประเทศไทยตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2563 สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้เกิด
การหยดุ ชะงักของการทำงาน ส่งผลกระทบตอ่ ความมั่นคงในชีวิตแรงงานโดยเฉพาะอย่างย่ิงการลดชั่วโมงการทำงาน การลด
ค่าจ้าง และการเลิกจ้างงาน การจ่ายเงินประกันการว่างงานเพื่อชดเชยการเลิกจ้างไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทา งออกจาก
ผลกระทบจากโควิด-19 ต่อแรงงาน เพราะยังมีแรงงานกลุ่มอ่ืนที่ตกขบวนการคุ้มครองน้ี อาทิ แรงงานนอกระบบ การศึกษา
ผลกระทบจากโควิด-19 ต่อแรงงานจำเป็นต้องมองภาพในวงกว้างให้เข้าใจสถานการณ์เชิงโครงสร้างและปัญหาที่ครอบคลุม
เพื่อแสวงหาแนวทางเชิงนโยบาย ท้ังมาตรการแบบเฉพาะหน้าและมาตรการระยะยาวที่เหมาะสมและครอบคลุมปัญหา
ทเ่ี กิดขน้ึ
สำหรบั สถานการณเ์ ชงิ โครงสรา้ งควรวิเคราะห์ใหค้ รอบคลุมทง้ั กลุ่มแรงงานในระบบและนอกระบบ แรงงานในระบบ
ได้รับผลกระทบท่สี ำคญั คอื การเลกิ จ้าง ไดร้ บั คา่ ตอบแทนที่ลดลง แต่สำหรับแรงงานนอกระบบผลกระทบขยายผลไปถงึ การตก
ขอบความคุ้มครอง รวมถึงรายได้ท่ีพึ่งพามาจากผลกระทบโดยตรงทางเศรษฐกิจ เช่น เมอ่ื นักท่องเที่ยวลดลงก็ขาดรายได้ทันที
ต่างจากแรงงานในระบบท่ีมีนายจ้างเป็นตัวแทนในการจ่ายค่าจ้าง นอกจากนั้นยังพบความเปราะบางท่ีโควิด-19 ตอกย้ำใน
ตลาดแรงงานกค็ ือความอ่อนไหวตอ่ การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกมาก เม่ือเศรษฐกจิ โลกมีการชะลอตัว การเปลี่ยนแปลงของ
รูปแบบการผลิต เมอื่ ประเทศไทยโดยเฉพาะผลิตภาพแรงงานไทยยังไมส่ ามารถปรับตัวสงู ขน้ึ ได้กจ็ ะทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่ง
ในประเทศที่แข่งขันได้ยากในตลาด นอกจากน้ันการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ท้ังภาค
การผลิต ภาคบรกิ าร และภาคเกษตร ทำใหแ้ รงงานถกู แทนทด่ี ว้ ยระบบอตั โนมัตแิ ละปญั ญาประดษิ ฐ์ ทำใหแ้ รงงานต้องเปลี่ยน
ตำแหน่งงาน หางานใหม่ และพัฒนาทักษะให้สูงขึ้นหรือเปลี่ยนทักษะใหม่ ดังน้ันจะเห็นได้ว่าระบบแรงงานไทย เป็นระบบ
แรงงานที่มีทักษะในด้านเทคโนโลยีที่ต่ำ จึงเป็นปัญหาต่อเนื่องท่ีมีอยู่เดิม ซึ่งส่งผลต่ออำนาจในการต่อรองที่มีน้อยอยู่แล้วนั้น
117
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68
กลับยิ่งถดถอยลงไปอีกเม่ือการแพร่ระบาดของโควิด-19 เขา้ มาซ้ำเติมให้มีการเร่งการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้มากข้ึนใน
อตั ราเร่งทเ่ี รว็ ข้ึน
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รัฐควรดำเนินการท้ังแนวทางระยะส้ันที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผ่านการเยียวยา
และส่ือสาร สำหรบั แนวทางระยะกลางและระยะยาวที่จะช่วยวางรากฐานเพื่อยกระดับคณุ ภาพชีวิตแรงงานไทยและก้าวผ่าน
ปญั หาไปไดอ้ ยา่ งยั่งยืนในอนาคต คือ รักษาการจ้างงาน ใช้กระบวนการแรงงานสัมพันธ์เพื่อชะลอการเลิกจ้าง และเน้นพัฒนา
ทักษะแรงงาน นอกจากน้ันรัฐบาลควรเป็นเจ้าภาพประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และ
ภาคธุรกิจ และพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเพื่อสร้างทักษะแรงงาน ให้กับแรงงานให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจใหม่ และแนวทาง
การดำเนินโยบายเหล่าน้ีควรจะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความคิดท่ีเช่ือว่าแรงงานไม่ใช่ภาระแต่คือปัจจัยท่ีสำคัญในการพัฒนา
เศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศไทยต่อไปได้อย่างย่ังยืน
เอกสารอา้ งองิ
กรุงเทพธรุ กจิ . (2558). กระบวนการปรบั โครงสรา้ ง ศก.ไทยจากมุมมองตลาดแรงงานหายไปไหน?. สบื ค้นจาก
https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/110124
กรงุ เทพธุรกิจ. (2564). รมว.แรงงาน หว่ งลูกจ้าง นายจ้าง หลังแนวโน้มเลิกจ้างสงู ขึน้ . สืบคน้ จาก
https://www.bangkokbiznews.com/news/934244
ณัฏฐณิชา เกื้อจรญู . (2564). นายจ้างต้องทำอยา่ งไร เม่ือจำเปน็ ต้องหยุดกจิ การชัว่ คราว. HR Society magazine, 18(216). 1-5.
ธนาคารแหง่ ประเทศไทย. (2021). Thailand's Workforce การพฒั นาแรงงานไทยในโลกยุคใหม่. BOT พระสยาม Magazine.
สืบคน้ จาก https://www.bot.or.th/broadcast/BOTMagazine/2564/BOT2_64/index.html#page=1
ธนติ โสรตั น์. (2564). เอกสารประกอบการบรรยายเรอ่ื งการขบั เคลอื่ นตลาดแรงงานไทยหลงั ยุคโควดิ -19.
สบื ค้นจาก https://www.itd.or.th/wp-content/uploads/2021/07/รายงานทางวชิ าการ-การขบั เคลอื่ น
ตลาดแรงงานไทยหลังยคุ โควดิ -19-ดร.ธนิต-โสรตั น.์ pdf
พลู ทรัพย์ สวนเมอื ง ตุลาพันธ.์ (2564). เอกสารประกอบการบรรยายเรื่องการขับเคล่ือนความร่วมมือพัฒนาตลาดแรงงานไทย
ยคุ หลังโควดิ -19 สู่ความยง่ั ยนื . สบื คน้ จาก https://www.itd.or.th/wp-content/uploads/2021/07/คณุ พลู
ทรพั ย-์ สวนเมอื ง-ตลุ าพันธ์ุ.pdf
มณฑลี กปลิ กาญจน์, พรชนก เทพขาม, นนั ทนติ ย์ ทองศรี และ พชั ยา เลาสุทแสน. (ม.ป.ป.). ผลกระทบโควิด 19 ต่อ
ตลาดแรงงานไทย. สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/articles/Pages
/Article_12Oct2020.aspx
มณฑลี กปิลกาญจน์ และ วันใหม่ นนทฐ์ ติ พิ งศ.์ (ม.ป.ป.). แรงงานนอกระบบ: ผลกระทบและความท้าทายในยุค COVID-19.
สบื ค้นจาก https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/articles/Pages/Article_30Mar2021.aspx
สยาม อรณุ ศรีมรกต และ ยงยุทธ วชั รดลุ ย. (2559). เปา้ หมายการพฒั นาทย่ี ่ังยนื 17 ประการของสหประชาชาติเพอ่ื โลก
อนาคต. วารสารวิจัยสหวิทยาการไทย, 11(3), 1-7.
Asia, Times. (2020). Mass unemployment the new normal in SE Asia. Retrieved from
https://data.opendevelopmentmekong.net/th/library_record/mass- unemployment-the-new-
normal-in-se-asia
Dias, A. F. (2021). The Racial Gap in Employment and Layoffs during COVID-19 in the United States:
A Visualization. Socius: Sociological Research for a Dynamic World, 7(1-3).
Forbes. (2020). The top 10 skills recruiters are looking for in 2021. Retrieved from
118
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
https://www.forbes.com/sites/forbeshumanresourcescouncil/2020/11/09/the-top-10-skills-
recruiters-are-looking-for-in-2021/?sh=61c5f46f7e38
International Labour Organization. (2020). COVID-19 employment and labour market impact in Thailand.
Retrieved from https://www.ilo.org/wcmsp5/groups/public/---asia/---ro-
bangkok/documents/briefingnote/wcms_747944.pdf
International Bank for Reconstruction and Development and The World Bank. (2020). Thailand Economic
Monitor: Thailand in the Time of COVID-19. Retrieved from
https://data.opendevelopmentmekong.net/th/library_record/thailand-economic-monitor-thailand-
in-the-time-of-covid-19
MoneyGuru.co.th. (2021). รวมมาตราการเยียวยา โควิด-19 รอบ 3 จากรัฐบาล. Retrieved from
https://www.moneyguru.co.th/lifestyle/articles/รวมมาตราการเยยี วยา-โควิ/content/uploads/
2020/03/HBR_The_Coronavirus_Doesnt_Have_to_Lead_to_Layoffs.pdf
Open Development Thailand. (2020). ผลกระทบ COVID-19 ตอ่ ตลาดแรงงานไทย. Retrieved from
https://thailand.opendevelopmentmekong.net/th/topics/covid-19-impact-on-thai-labor-market/
Rooyen, V. J., Shrestha, P., & Beer, D. E. (2021). Crisis on Human Resources: Airline Companies in Thailand.
Journal of Human Resource Management, 9(2), 39-42.
SDG Move. (2021). SDG Insights | แรงงาน…ส่โู ลกหลังโควดิ -19. Retrieved from https://www.sdgmove.com
/2021/05/01/contribute-to-may-1-life-of-workers-after-covid-19-sdg1-sdg8/
Tarki. A., Levy, P., & Weiss, J. (2020). The Coronavirus Crisis Doesn’t Have to Lead to Layoffs.
Retrieved from https://www.harvardbusiness.org/wp-
Tangthong, S. (2020). The Effect of COVID19 on The Organizational Performance of Employees in Thailand.
Palarch’s Journal of Archaeology of Egypt/Egyptology, 17(10), 2099-2118.
Thai Publica. (2021). ITD เสวนา “ปรับสมดุลตลาดแรงงานยุคหลงั โควดิ -19 สู่ความยั่งยืน” (จบ): พัฒนาระบบสรา้ งทกั ษะ
แรงงานภาคธรุ กิจ. Retrieved from https://thaipublica.org/2021/08/itd-public-forum-balancing-labour-
market-01/?fbclid=IwAR39FZ6MsHNiEP7RoA5e7Me0YPfJrZizUj571reVAFgWMz DBFO8QLaS4BlM
119
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68
การนำนโยบายการดแู ลผูส้ งู อายุระยะยาวสู่การปฏบิ ัติ ขององค์การบริหารสว่ นตำบลสะเดาใหญ่
อำเภอขขุ นั ธ์ จงั หวดั ศรสี ะเกษ
Implementing long-term care policy for the Elderly of Sadao Yai Subdistrict Administrative
Organization Khukhan District, Sisaket Province
สมศรี ดวงสนิ 1
Somsri Doungsin2
Abstract
The long-term care policy aims to provide dependent elderly people with access to universal
and equal care services, based on family participation, communities and localities for the elderly to have
a good quality of life and live in society with dignity. The purpose of this research was to study the
current situation of the implementation of the long-term care policy for the elderly, and to study the
problems, obstacles, and to find development guidelines for the implementation of the long-term care
policy of the Sadao Yai Subdistrict Administrative Organization, Khukhan District, Sisaket Province. The
study was conducted using a qualitative research approach. Data were collected by interviewing 8 key
informants. Results were analyzed by content analysis. The results showed that Sadao Yai Subdistrict
Administrative Organization was the main unit for implementing long-term care policy for the elderly. It is
operated and managed under the National Health Security Fund, which is jointly operated by
multidisciplinary committees and subcommittees. Implementation of the policy: Executives and
practitioners share the same opinion on the development and support of the long-term care system of
Sadao Yai Subdistrict in accordance with the government's policy. In addition, the availability of resources
consists of people, budgets. health resources and community welfare. The main problems and obstacles
were management problems such as delays in operations, lack of supervision, monitoring and evaluation,
and operational problems such as insufficient number of caregivers for the elderly and lack of capacity
building. Guidelines for the development of policy implementation consist of having a policy that is
serious and continual that can be implemented in practice and that the policy implementation should be
clear and systematic.
Keywords: Long-term care, Policy, Elderly, Sadao Yai Subdistrict, Administrative Office
บทคัดย่อ
นโยบายการดูแลผู้สูงอายุมีวัตถุประสงค์เพอ่ื ให้ผู้สูงอายุทีอ่ ย่ใู นภาวะพึ่งพิงไดร้ ับดูแลเข้าถงึ บรกิ ารอย่างถ้วนหน้าและ
เท่าเทียม อาศัยการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชนและท้องถ่ิน ให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตท่ีดี อยู่ในสังคมได้อย่างมีศักด์ิศรี
งานวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาสภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนา การนำนโยบายการดูแล
ผอู้ ายุระยะยาวไปปฏบิ ัติ ขององคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลสะเดาใหญ่ อำเภอขุขนั ธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยใชแ้ นวทางการวจิ ัยเชิง
คุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 ท่าน วิเคราะห์ผลการศึกษาด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา
พบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลสะเดาใหญ่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว มีการดำเนินการ
1 นักศึกษาหลักสูตรสังคมสงเคราะหศ์ าสตรมหาบัณฑิต ภาควชิ าสังคมสงเคราะห์ คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 Student of Master of Social Work, Faculty of Social Administration, Thammasat University
* Corresponding author: [email protected]
120
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
และบริหารจัดการภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซ่ึงมีคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการโดยสหวิชาชี พ
ร่วมดำเนินการ ในการนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานมีความคิดเห็นตรงกันในการพัฒนา สนับสนุน
การจัดระบบการดูแลผู้สงู อายุระยาวของตำบลสะเดาใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล มีความพร้อมของทรัพยากร ประกอบด้วย
คน งบประมาณ ทรัพยากรด้านสุขภาพ และสวัสดิการชุมชน ปัญหาและอุปสรรคท่ีสำคัญ คือ ปัญหาด้านการบริหารจัดการ
ได้แก่ ความล่าช้าในการดำเนินงาน การนเิ ทศ ติดตาม และประเมินผลขาดความต่อเนอ่ื ง และปัญหาด้านการปฏบิ ัติงาน ได้แก่
จำนวนผดู้ แู ลผู้สูงอายุไม่เพยี งพอและขาดการพัฒนาศกั ยภาพ แนวทางพัฒนาการนำนโยบายสกู่ ารปฏิบัติ ประกอบด้วย การมี
นโยบายท่ีจรงิ จังและต่อเน่ืองสามารถปฏบิ ัติงานได้จรงิ การนำนโยบายสกู่ ารปฏิบตั ิควรมคี วามชัดเจนและเปน็ ระบบ
คำสำคญั : การดูแลระยะยาว, นโยบาย, ผู้สงู อาย,ุ องค์การบริหารส่วนตำบลสะเดาใหญ่
บทนำ
ในช่วงหลายปีทผี่ ่านมาจะพบวา่ การสงู วยั ของประชากรเป็นปรากฏการณ์ท่ีเกิดขน้ึ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก สะท้อน
ให้เห็นว่าโลกเราในปัจจุบันได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (พัชราภรณ์ พัฒนะ, 2560) และมีแนวโน้มที่จะเพ่ิมข้ึนอย่างต่อเน่ืองใน
อนาคตจนอาจกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2564 ผลสํารวจของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย
พบว่าประเทศไทย ได้เข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 และคาดว่าใน พ.ศ. 2560 ประเทศไทยจะเป็นสังคม
สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึงร้อยละ 20 และใน พ.ศ. 2574 จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28
(สำนักงานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร, 2561) โดยพบวา่ ผู้สงู อายุร้อยละ 2 อยใู่ นสภาวะติดเตียง ร้อยละ 19 อยูใ่ นสภาวะติด
บ้าน ปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุท่ีสูงเป็นอันดับแรก คือ การเคลื่อนไหวร่างกาย รองลงไปได้แก่ปัญหาการได้ยินหรือ
ส่ือความหมาย การมองเห็น การเรียนรู้ จิตใจและสติปัญญา (มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, 2564) นอกจากน้ี
ยงั พบวา่ ผ้สู ูงอายุมภี าวะความต้องการพึง่ พงิ ในการดูแลกิจวัตรประจำวัน ร้อยละ 15.59 (สถาบนั วิจัยระบบสาธารณสุข, 2560)
การดูแลระยะยาว (Long Term Care: LTC) เป็นแนวคิดการดูแลระยะยาวใช้ในการดูแลผู้สูงอายุเป็นการบริการ
ทจ่ี ัดโดยบุคคลอ่ืนเพื่อตอบสนองความต้องการความช่วยเหลือของผู้ที่ประสบภาวะยากลำบาก โดยมุ่งให้ผู้สญู เสียหรือเสี่ยงท่ี
จะสูญเสียสมรรถนะต่อเน่ืองให้สามารถดำรงไว้ซ่ึงสมรรถนะการบริการอาจเป็นได้ท้ังในระยะสั้นและระยะยาว หรืออาจเป็น
การให้บริการท่ีบ้าน ในชุมชน หรือในสถานพยาบาล (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, 2559) ในรายงานขององค์การ
อนามัยโลก ( (WHO, 2015) ใหค้ วามหมายท่ีกว้างกว่าการช่วยเหลือดูแลแต่มมี ิติของการป้องกันฟ้ืนฟูดว้ ย โดยกล่าววา่ “เป็น
กิจกรรมท่ีจัดโดยบุคคลอ่ืน โดยมุ่งให้ผู้ที่สญู เสียหรือเส่ียงที่จะสูญเสียกำลัง ความสามารถที่มีนัยสำคัญอย่างต่อเน่ือง สามารถ
ดำรงไว้ซึ่งสมรรถนะในการปฏิบัติ หน้าที่ต่างๆ ท่ีเกี่ยวพันกับสิทธิ และเสรีภาพขั้นพ้ืนฐาน เกียรติและศักด์ิศรีของตน” (the
activities undertaken by others to ensure that people with or at risk of a significant ongoing loss of
intrinsic capacity can maintain a level of functional ability consistent with their basic rights, fundamental
freedom, and human dignity” โดยมีหลักการสำคัญสองประการภายใต้ความหมายนี้ คือ 1) แม้ผู้สูงอายุจะสูญเสีย
สมรรถนะในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวนั ต่างๆ แต่ยังคง “มีชีวิต” ซ่ึงควรต้องมสี ิทธิ มีเสรีภาพท่ีจะปรารถนาถึงการมีความสุข
ในชีวิตและมีเกียรติศักดิ์ศรี 2) สมรรถนะในการปฏิบัติกิจวัตรในการดำรงชีพนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดอาจถดถอยลง
เป็น ลำดับหรือบางกรณีสามารถ ฟ้ืนฟูให้ดีขึ้นได้นัยสำคัญคือกลุ่มผู้รับบริการการดูแลระยะยาวไม่ควรจำกัดเฉพาะกรณี
ที่สูญเสีย สมรรถนะในการดูแลตนเองแล้วแต่ควรครอบคลุมกลุ่มท่ีมภี าวะเส่ยี งด้วยและการฟ้ืนฟูท่ีดีอาจทำให้ ภาวะพึ่งพิงที่มี
ลดลงหรือหายไปได้ กลุ่มเป้าหมายท่ีต้องได้รับบริการ Long Term Care จึงไม่จำกัดเฉพาะผู้สูญเสียสมรรถนะในการดูแล
ตนเอง แต่ครอบคลุมถึงผู้ที่เสี่ยงต่อการสูญเสียสมรรถนะในการดูแลตนเองด้วย โดยมีเป้าประสงค์การดูแลระยะยาว คือ
การฟ้ืนฟูความสามารถของสมรรถนะมากกว่าเพียงแค่การช่วยเหลือพื้นฐานในการดำรงชิวิตอย่างเดียว จึงต้องจัดบริการที่
หลากหลายจากภาคส่วนต่างๆโดยการบูรณาการของบริการด้านสังคมและด้านสุขภาพให้เป็นภาคีเครือข่าย ซ่ึงเป็นปัจจัย
สำคัญทีม่ ผี ลต่อคุณภาพการจัดบริการ (สำนักงานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาติ, 2559)
121
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68
การดูแลระยะยาว (Long Term Care: LTC) เป็นการให้การดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเน่ืองทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าไม่ถูก
ทอดท้ิงให้โดดเดี่ยวและมีความรู้สึกว่าตนมีความมั่นคงในชีวิตมาก ขึ้นการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุจึงสอดคล้องกับ
การพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวติ ของผู้สูงอายุที่มีปัญหา ด้านสุขภาพการจัดบริการระยะยาวผู้สูงอายุเป็นสวัสดิการบริการ
ทางสขุ ภาพนโยบายสาธารณะเพ่อื สุขภาพ (Healthy Policy) และเพ่ือตอบสนองความตอ้ งการผูส้ ูงอายทุ ่ีไม่สามารถช่วยเหลือ
ตนเองได้เนื่องจากการเจ็บป่วย เรื้อรังการประสบอุบัติเหตุและหรือความพิการอย่างมีเปูาหมายในการฟ้ืนฟูร่วมกับผู้สูงอายุ
ที่มีภาวะพง่ึ พิงและครอบครวั แบบรายบุคคล เพื่อแก้ปัญหาทั้งปญั หาระยะสน้ั ระยะยาวแก่ผู้สงู อายุเพ่ือใหผ้ ้สู ูงอายุได้รบั บริการ
จากผู้ดแู ลผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับสถานะทางเศรษฐกิจ สังคมและส่ิงแวดล้อมรอบตัวผู้สูงอายุส่งผลให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิต
ที่ดี นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Healthy Policy) จึงเปน็ แนวคดิ ท่สี ำคญั ในการสร้างเสรมิ สขุ ภาพเพ่อื แสดงถึงความหว่ งใย
และรับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิงมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพท่ีดีและให้มีทางเลือกต้องมี
อุปกรณ์ทางกการแพทยต์ ิดตัวจำเป็นต้องมผี ู้ดูแลช่วยเหลอื ในการทำ กิจวตั รประจำวันมีการดูแลต่อเนือ่ งระยะยาวของช่วงชีวิต
การดูแลระยะยาวสำหรบั ผู้สูงอายุ สอดคล้องครอบคลุม กับการชว่ ยเหลอื ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงทอ่ี ยูใ่ นกล่มุ เจบ็ ปว่ ยเร้ือรงั ทำ
ให้เกิดความพิการและจำกัดความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้โดยทั่วไป ภาวะการพ่ึงพิงวัดด้วยตัวชี้วัด
Activity Daily Living (ADL) จึงเป็นการวัดความสามารถในการทำกิจกรรมประจำวันด้วยตนเองได้แก่ การอาบน้ำ แต่งตัว
การรับประทานอาหาร การลกุ น่ังการเคล่ือนท่ีและการใช้ส้วม อาจรวมไปถึงการกลั้นปัสสาวะ อุจจาระ ซึ่งเป็นตัวช้วี ดั สำคัญท่ี
บอกให้ทราบถึงภาวะการพ่ึงพิง หรือสุขภาพของการทำงานของร่างกาย (functional Health) ของผู้สูงอายุ บ่งบอกถึงความ
ตอ้ งการการดแู ลการจัดบริการช่วยเหลอื ดูแลที่สังคมจดั ให้มขี ้ึน (วรรณลกั ษณ์ เมียนเกิด, 2561) เป้าหมายสำคญั ของการดูแล
ระยะยาว คือการยืดอายุของการพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุให้ได้ยาวนานที่สุด การช่วยเหลือ ผู้ป่วยให้มากท่ีสุดในกรณี
ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าท่ีทางสังคมได้ในขณะน้ัน กระตุ้นให้มีการฟ้ืนฟูสภาพ หรือ
การจัดบริการชดเชยความเป็นอิสระท่ีเสียไปในผู้ท่ีอยู่ในภาวะพึ่งพิงผู้ให้บริการ แบบไม่เป็นทางการ (Informal caregiver)
ได้แก่ ครอบครวั เพ่ือน หรือโดยผใู้ ห้บรกิ ารแบบเปน็ ทางการ (Formal caregivers) ท่ผี ่านการอบรมแบบวิชาชีพหรอื บุคลากร
ท่ีจะก่อให้เกิดสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตที่ดีและสร้างความสุขให้แก่ผู้สูงอายุตามช่วงชีวิตตามค่านิ ยมอันดีงามของสังคมไทย
ท่ีมคี วามเป็นอยู่แบบพ่ึงพาอาศยั และ ชว่ ยเหลือเกื้อกูลกนั สงู ภายใต้นิยามสนั้ ๆ “ไมท่ ้ิงใครไว้เบอื้ งหลัง” ผ่านทางกองทุนต่างๆ
ของสำนักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อันจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตท่ีดีสามารถดำเนินชีวิตให้เป็นอิสระ
เทา่ ท่ีจะเป็นไปได้ (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, 2559) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้กำหนด
ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน ระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการทำบันทึกความร่วมมือเพื่อ
สนับสนุนการจัดระบบดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย นโยบายการดูแลผู้สูงอายุ
ระยะยาวดังกล่าวเป็นการเคล่ือนงบประมาณผ่านกองทุนสุขภาพตำบล ซ่ึงมีเป้าหมายดำเนินการให้ครอบคลุมทั้งประเทศใน
พ.ศ. 2561 (นพณพิชญ์ ศรรี ตั นประชากลู และคณะ, 2563)
ตำบลสะเดาใหญ่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีจำนวนประชากรท้งั หมด 7,903 คน มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุ
60 ปีขนึ้ ไป 1,083 คน คิดเป็นร้อยละ 13.7 จำแนกเป็นเพศหญิง 603 คน เพศชาย 480 คน ถือได้ว่าพื้นที่ดงั กล่าว เป็นสังคม
ผู้สูงอายุซ่ึงจากการสำรวจผู้สูงอายุพบข้อมูลเกี่ยวกับระดับความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของ ผู้สูงอายุ โดยพบว่า
เป็นกลุ่มติดสังคม รอ้ ยละ 91.41 ติดบา้ นรอ้ ยละ 1.2 กลุ่มติดเตียง รอ้ ยละ 7.2 ซึ่งคาดการณ์อีกไม่ก่ีปีข้างหน้า เม่ือมีผู้สูงอายุ
เพิ่มจำนวนมากขึ้น ตำบลสะเดาใหญ่ ก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ดังนั้น ปัญหาสุขภาพเป็นเร่ืองสำคัญของผู้สูงอายุ
ท่ีจะต้องประสบกับปัญหา สุขภาพจากปัญหาสุขภาพดังกล่าว ซึ่งอาจจะมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่รักษาไม่หาย และมักมี
ภาวะทุพพลภาพตามมา เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติทางสายตา การเกิดโรคกระดูกและข้อและพิการ
และผู้สูงอายุมักจะพบปัญหาทางด้านสุขภาพ กายและจิตใจร่วมด้วย ประกอบกับความถดถอยของสมรรถนะการทำงานของ
อวัยวะต่างๆ สมรรถนะทางกาย และสมองส่งผลทำให้ผู้สูงอายุต้องมีภาวะพึ่งพิง ไม่สามารถช่วยเหลือ ตนเองได้มีเพ่ิมมาก
122
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
จำนวนขึ้น ทำให้ความต้องการการดูแลเอาใจใส่จากบุคคลในครอบครัวเพ่ิมมากขึ้น แต่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐกิจ สังคม แต่ปัจจุบันขนาดครอบครัวน้ันมีขนาดเล็กลง การเคลื่อนย้ายในวัย แรงงานจากชนบทสู่เมืองหลวง
เพ่ือประกอบอาชีพเล้ียงดูครอบครัว หรือปัจจัยอ่ืนๆ ทำให้ผู้สูงอายุ มีเป็นจำนวนมากที่อาศัยอยู่ตามลำพังคนเดียว หรืออยู่
ลำพังสองคนตายายดูแลเลี้ยงหลานเพิ่มจำนวนมากยิ่งข้ึนในตำบลสะเดาใหญ่ จากการเจ็บป่วยด้วยโรคเร้ือรังและปัญหา
การประสบภาวะทุพพลภาพ โดยเฉพาะการประสบภาวะทุพพลภาพรนุ แรงซึ่งเป็นสาเหตุทนี่ ำมาสูค่ วามตอ้ งการดูแลระยะยาว
การสร้างภูมิคุ้มกันโดยหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชนและชุมชน โดยมีกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการตลอดจน
การมสี ่วนร่วมในการพัฒนาคณุ ภาพชวี ิต ดงั น้ันการบรกิ ารระยะยาวมิไดจ้ ำกัดอยู่เพยี งบริการสุขภาพแต่ยังครอบคลุมไปถงึ ด้าน
สงั คม ดา้ นการปรับปรุง สภาพแวดลอ้ มการและด้านการดแู ลดา้ นเศรษฐกิจของครอบครัวผู้สูงอายทุ ม่ี ภี าวะพ่ึงพงิ
องค์การบริหารส่วนตำบลสะเดาใหญ่มีความตระหนักถึงค วามสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุจึงได้มีนโยบายการดูแ ล
ผู้สูงอายุระยะยาว ( Long Term Care) ขึ้นเพ่ือให้เกิดระบบการดูแลผู้สูงอายุท้ังกลุ่มติดสังคม ติดบ้าน และติดเตียง
อย่างเสมอภาคเท่าเทียม และย่งั ยืน อันจะส่งผลให้ผู้สงู อายุมอี ายุเฉลี่ยของการมสี ุขภาพดีเพ่ิมขึ้น และมีคุณภาพชีวิตท่ีดีโดยมี
เปา้ หมายการดูแลผู้สงู อายุที่มีภาวะพ่งึ พงิ โดย อาศยั กลไกกองทนุ หลกั ประกันสขุ ภาพระดบั ตำบล ซ่ึงทางสำนักงานหลกั ประกัน
สุขภาพแห่งชาติ เป็นกลไกหลัก ในการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อดำเนินการในโครงการกองทุนดูแลผู้สูงอายุระยะยาว
ผ้มู ภี าวะพ่งึ พิงซ่ึงองค์การ บริหารส่วนตำบลสะเดาใหญ่เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการดแู ลผูส้ ูงอายุระยะยาวสู่
การปฏบิ ัตไิ ด้
วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อศึกษาสภาพการณ์ปัจจุบันของการนำนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวไปปฏิบัติ ขององค์การบริหารส่วน
ตำบลสะเดาใหญ่ อำเภอขุขันธ์ จังหวดั ศรสี ะเกษ
2. เพ่ือศึกษาปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนา การนำนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวไปปฏิบัติขององค์การ
บริหารสว่ นตำบลสะเดาใหญ่ อำเภอขขุ นั ธ์ จังหวดั ศรสี ะเกษ
แนวคิดทฤษฎีทเ่ี กี่ยวข้อง
แนวคิดเกยี่ วกบั นโยบายสาธารณะ
เดวิด อิสตัน (2012) ได้ให้ความหมายของนโยบายสาธารณะ คือ การจัดสรรผลประโยชน์หรือคุณค่าแก่สังคม
ซ่ึงกจิ กรรมของระบบการเมอื งนจี้ ะกระทำโดยบุคคลผ้มู อี ำนาจสั่งการ ซ่ึงสง่ิ ท่ีรัฐบาลตัดสนิ ใจที่จะกระทำหรือไม่กระทำเปน็ ผล
มาจาก “การจัดสรรค่านิยมของสังคม” ท้ังน้ี Easton ได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับประชาชนใน
สงั คมวา่ การตดั สนิ ในนโยบายใดๆ ของรฐั บาลจะตอ้ คำนึงถึงค่านิยมและระบบความเช่อื ของประชาชนในสังคมเป็นสำคัญ
Anderson (1970) ได้ให้ความหมายไว้ว่า นโยบายสาธารณะ หมายถึง แนวทางการปฏิบัติของรัฐท่ีมีวัตถุประสงค์
อย่างใดอย่างหน่ึงหรือหลายอย่าง และผู้นำนโยบายไปปฏิบัติซ่ึงอาจจะปฏิบัติโดยคนๆ เดียวหรือคณะบุคคลก็ได้ใน
การแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้อง มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ต้องมีวัตถุประสงค์ เป็นแนวทางปฏิบัติ การปฏิบัติจะต้องเกิดข้ึนจริง
การปฏบิ ตั จิ ะเปน็ ไปในเชงิ บวก หรอื เชิงลบก็ได้
ฐิวรา โรจนสกุลเกต (2556) ได้ให้ความหมายของนโยบายสาธารณะ โดยสรุปไว้ว่า นโยบายสาธารณะ คอื ข้อความ
หรือส่ิงที่ได้กำหนดไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางหรือเป็นกรอบ กำกับการดำเนินงานต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับนโยบายน้ันๆ เป็นสิ่งท่ี
ซงึ่ ผ้บู รหิ ารในระดับต่างๆ หรอื ผปู้ ฏบิ ตั ิการตามนโยบายนัน้ จะตอ้ งนำไปใช้เปน็ กรอบของแนวความคดิ ในการพจิ ารณาตัดสินใจ
จดั ทำแผนจดั ทำโครงการและกำหนดวธิ กี ารเฉพาะในการดำเนนิ งานในส่วนที่เกย่ี วขอ้ งกบั นโยบาย ของตนโดยตรง
123
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68
จากความหมายของนโยบายสาธารณะดังกล่าวมาขา้ งตน้ นั้น สามารถสรปุ ไดว้ ่า นโยบายสาธารณะเปน็ กิจกรรมและ
กรอบแนวคิด เป็นความต้องการหรือวัตถุประสงค์ ข้อเสนอเพื่อนำไปปฏิบัติ อันเกิดจากการตัดสินใจของรัฐบาล ซ่ึงมีอำนาจ
ตามกฎหมาย โดยรัฐจะดำเนินการในรูปของโครงการหรือกิจกรรม และรัฐก็เป็นผู้รับผิดชอบทั้งในการบริหารนโยบาย และ
ในเชิงคุณธรรม
นโยบายสาธารณะจึงเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการบริหารและพัฒนาประเทศทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และ
การเมอื ง แต่นโยบายสาธารณะจะมีความสมบูรณ์ก็ต่อเม่ือได้รับการนำไปปฏิบัติให้ปรากฏจริง เพราะนโยบายสาธารณะมิใช่
เป็นส่ิงที่แสดงเจตจำนงหรือความต้ังใจ ของรัฐบาลท่ีจะกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใดเท่านั้น แต่จะต้องครอบคลุมถึงการนำ
นโยบายไปปฏิบัติ ให้ปรากฏจริงด้วย ฉะนั้นนโยบาย แม้จะมีความสมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยหลักวิชาการแต่ถ้าไม่ได้ นำไป
ปฏิบัติแล้วนโยบายน้ันก็เปรียบเสมือนแผ่นกระดาษธรรมดาเท่าน้ัน ในทำนองเดียวกัน นโยบายนั้นแม้ว่าจะเป็นนโยบายที่ดี
และนา่ เช่อื ถือ แต่ถ้านำไปปฏิบตั ิอย่างไม่ถูกตอ้ ง จริงจัง ภายใตส้ ภาวการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยแลว้ นโยบายนนั้ ก็ไมส่ ามารถประสบ
ความสำเร็จหรอื บรรลุ เป้าหมายได้
ดังน้ัน การนำนโยบายไปปฏิบัติจึงเป็นข้ันตอนที่สำคัญและมีความสลับซับซ้อน เพราะจะต้องเกี่ยวข้องกับบุคคล
หลากหลาย และหน่วยงานต่างๆ จำนวนมากรวมท้ังจะต้องเผชิญ กับปัจจัยท้ังภายในและภายนอกองค์การท่ีมีผลต่อการนำ
นโยบายไปปฏิบัติถึงแม้นโยบายจะดีเลิศ เพียงใดก็ตามแต่เม่ือนำไปปฏิบัติแล้วประสบความล้มเหลวก็จะก่อให้เกิด
ความเสียหายต่อ กระบวนการนโยบายทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างย่ิงความเสียหายต่อประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ ปัญหาและ
ความต้องการไม่ได้รับการตอบสนองหรือแก้ไข นอกจากน้ียังทำให้เกิดความสูญเปล่า ต่อทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างจำกัด และ
การแก้ไขปรับปรุงนโยบายเพื่อนำไปปฏิบัติใหม่จะยิ่งทำให้ สิ้นเปลืองทรัพยากรมากขึ้น ดังนั้น การนำนโยบ ายไปปฏิบัติให้
บรรลุเปา้ ประสงค์ที่พงึ ปรารถนาจึงเปน็ สงิ่ ที่สำคญั ทส่ี ุดในกระบวนการนโยบายสาธารณะ
แนวคดิ เกย่ี วกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ
Williams (1971, อ้างใน มยุรี อนุมานราชธน, 2549) ได้กล่าวว่า การนำนโยบายไปปฏิบัติ หมายถึงความสามารถ
ขององค์การในการรวบรวมทรัพยากรทางการบริหารในองค์การให้สามารถปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
ซง่ึ ต้องมีการจดั หา/ตระเตรยี มวธิ กี ารท้งั หลายใหด้ ำเนินงานตามนโยบายสำเร็จลุล่วง โดยใช้ความพยายามอย่างตอ่ เนือ่ งในช่วง
ระยะยเวลาหน่งึ ๆ จนสามารถดำเนนิ การได้สำเรจ็
Horn and Meter (1976, อ้างใน สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, 2549) ได้ให้ความหมายของการนำนโยบายไปปฏิบัติว่า
หมายถึง กิจกรรมทั้งหลายที่กระทำโดยรัฐบาลและเอกชน ซึ่งมีผลต่อการบรรลุความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ท่ีกำหนดไว้
ลว่ งหนา้ จากการตดั สนิ ใจกำหนดนโยบาย
วรเดช จันทรศร (2549) ได้ให้ความหมายของการนำนโยบายไปปฏิบัติว่า เป็นเร่ืองของการศึกษาว่าองค์กร บุคคล
หรือกลุ่มคนที่เก่ียวข้องสามารถนำและกระตุ้นให้ทรัพยากรทางการบริหารท้ังมวลปฏิบัติงานให้บรรลุตามนโยบายท่ีต้ังไว้
หรือไม่ แตไ่ หนเพยี งใด หรอื กล่าวอกี นัยหนง่ึ การนำนโยบายไปปฏบิ ัตใิ ห้ความสนใจเก่บี วกบั เรือ่ งของความสามารถทจี่ ะผลกั ดนั
ใหก้ ารทำงานของกลไกทีส่ ำคัญทงั้ มวลสามารถบรรลุผลตามนโยบายที่ได้ต้ังเปา้ หมายเอาไว้
ดงั นั้น การนำนโยบายไปปฏิบัติ จึงหมายถึง การแปลงวัตถุประสงคท์ ีก่ ำหนดไว้ในนโยบายซึง่ อาจเปน็ กฎหมาย หรือ
คำส่งั ของรฐั บาลหรอื คณะรฐั มนตรีให้เป็นแนวทาง แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมท่ีเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ
โดยผ่านกระบวนการจัดหาทรัพยากรตา่ งๆ เพอื่ ดำเนนิ การให้สำเรจ็ ลุลว่ งตามวัตถุประสงคท์ ีก่ ำหนดไว้
ความสำคญั ของการนำนบายไปปฏิบัติ ซ่ึงสามารถสรปุ ได้ ดงั น้ี
1) ความสำเร็จหรือความลัมเหลวของการนำนโยบายไปปฏิบัติจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ
ผตู้ ัดสินใจนโยบาย ในกรณที ่ีการนำนโยบายไปปฏิบตั ิประสบความสำเร็จตามเป้าประสงคข์ องนโยบาย จะส่งผลให้ผ้ตู ัดสินใจ
นโยบายได้รับความเช่ือถือศรัทธาจากประชาชน เพราะได้ทำการตัดสินใจเลือกนโยบายท่ีถูกต้องและเลือกห น่วยปฏิบัติท่ี
เหมาะสมซึ่งจะเป็นผลดีต่ออนาคตทางการเมืองของผู้ตัดสินใจนโยบาย ในทางตรงกันข้ามถ้าหากการนำนโยบายไปปฏิบัติ
124
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
ประสบความล้มเหลว จะส่งผลให้ผู้ตัดสนิ ใจนโยบายถูกตำหนหิ รือวพิ ากษ์วิจารณ์ในทางลบจากประชาชน ทั้งตอ่ การตัดสินใจ
เลือกนโยบายท่ีไม่เหมาะสม และความบกพร่องใน การมอบหมายให้หน่วยปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมเป็นผู้รับผิดชอบ ถึงแม้ว่า
การตัดสินใจเลือกนโยบายจะถูกต้อง แต่เมื่อการนำนโยบายไปปฏิบัติล้มเหลว ย่อมแสดงว่าผู้ตัดสินใจในฐานะผู้นำทาง
การเมืองที่ควบคุมกำกับดูแลหน่วยปฏิบัติมีความบกพร่องด้วยและจะต้องรับผิดชอบต่อความ ล้มเหลวท้ังหมดที่เกิดข้ึน
ปรากฎการณ์นีจ้ ะส่งผลทางลบต่ออนาคตทางการเมอื งของผู้ตัดสินใจนโยบายโดยตรง
2) ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกานำนโยบายไปปฏิบัติจะส่งผลกรทบท้ังทางตรงและ ทางอ้อมต่อ
กลุ่มเป้าหมายที่เก่ียวข้อง ในกรณีที่การนำนโยบายไปปฏิบัติประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์ จะทำให้ปัญหาของ
กลุ่มเป้าหมายได้รับการแก้ไขด้วยดี กลุ่มเป้าหมายจะมีความพอใจต่อผลงานขงผู้ตัดสินใจนโยบายหรือรัฐบาลท่ีเป็น
ผ้รู ับผิดชอบ ในทางตรงขา้ ม ถ้าการนำนโยบายไปปฏิบัติประสบความล้มเหลว ปัญหาของกลุ่มเป้าหมายจะไม่ได้รับการแก้ไข
กลุ่มเปา้ จะยงั คงเรียกร้องให้รฐั บาลเร่งรดั หามาตรการใหม่ในการแก้ไขตอ่ ไป และสภาพปญั หาอาจจะยงิ่ ทวคี ณูความรุนแรงข้ึน
ทำให้การแก้ไขต้องใช้เวลาและต้นทุนสูงขึ้นด้วย และจะทำให้กลุ่มเป้าหมายขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อรัฐบาล ทำให้
แนวทางการแกไ้ ขปญั หาของรฐั บาลยงุ่ ยากมากขนึ้
3) ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการนำนโยบายไปปฏิบัตจิ ะสง่ ผลกรทบทงั้ ทางตรงและทางอ้อมต่อหน่วยปฏิบัติ
ในกรณีที่การนำนโยบายไปปฏิบัติประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์ หน่วยปฏิบัติจะได้รับความเชื่อถือและความไว้วางใจ
ท้ังจากผู้กำหนดนโยบายและกลุ่มเปา้ หมายวา่ เปน็ หนว่ ยปฏิบัติที่มปี ระสทิ ธภิ าพประสิทธผิ ล ซ่ึงผู้กำหนดนโยบายอาจใหร้ างวัล
ตอบแทนเพือ่ เป็นขวัญกำลังใจ ในทางตรงข้ามถา้ หากการนำนโยบายไปปฏิบตั ิประสบความลม้ เหลว หน่วยปฏิบตั ิจะถูกตำหนิ
ท้ังจากผู้กำหนดนโยบายและกลุ่มเป้าหมายท่ีเกี่ยวข้องว่าทำงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ ซ่ึงอาจทำให้ผู้รับผิดชอบหน่วยปฏิบัติ
ตอ้ งถูกลงโทษหรือมิได้รับการพจิ ารณาความดคี วามชอบกไ็ ด้
4) ความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร เน่ืองจากประเทศทุกประเทศมีทรัพยากรจำกัด ดังน้ัน ถ้าการนำนโยบายไป
ปฏิบตั ิประสบความสำเรจ็ ตามเป้าประสงค์ แสดงว่าการใช้ทรัพยากรมีความคุม้ ค่าเพราะสามารถแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายหรือ
ของสังคมอย่างได้ผล
5) ความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ การนำนโยบายไปปฏิบัติมีความสำคัญต่อความก้าวหน้าในการพัฒนา
ประเทศอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากการนำนโยบายไปปฏิบัติตามแผนงานและโครงการพัฒนาต่างๆ ประสบความสำเร็จตาม
เปา้ ประสงค์ท่ีกำหนดไว้ จะสง่ ผลให้การพัฒนาประเทศบรรลุเป้าหมายเพ่ือความก้าวหนา้ ทงั้ ทางเศรษฐกิจและสังคม ซึง่ จะทำ
ให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีและมีความสุข ในทางตรงกันข้าม ถ้าการนำนโยบายไปปฏิบัติประสบความล้มเหลวในแผนงาน
และโครงการพัฒนาต่างๆ ดว้ ย ทำใหก้ ารพัฒนาประเทศไม่เป็นไปตามเปา้ หมาย ปัญหาของประชาชนจะไม่ได้รับการแกไ้ ขและ
สภาพปัญหาอาจทวคี วามร่งุ แรงยงิ่ ขน้ึ ทำให้การแกไ้ ขยากลำบากมากข้ึนดว้ ย
6) ความสำเร็จและความล้มเหลวของการนำนโยบายไปปฏิบัติ วรเดช จันทรศร (2549) อธิบายถึงความสำเร็จ
และความล้มเหลวของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ไว้ว่า เนื่องจากเป้าหมายหลักของการนำนโยบายไปปฏิบัติอยู่ที่การมุ่งทำให้
นโยบายนั้นประสบความสำเร็จการช้ีให้เห็นถึงคความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลวของการนำนโยบายไป
ปฏิบัติจง่ึ เปน็ สง่ิ จำเป็น ซึ่งความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติ หมายความว่าอย่างไร เม่อื ไรเราสามารถระบุได้วา่ การนำ
นโยบายไปปฏิบัตปิ ระสบความลม้ เหลว ประเด็นคำถามดงั กล่าวมคี ำตอบทแ่ี ตกต่างกนั ออกไปอย่างน้อย 3 แนวทาง ดงั นี้
6.1 พิจารณาได้จากระดับของวามร่วมมือที่ผู้รบนโยบายไปปฏิบัติมีต่อผู้ออกคำส่ังหรือผู้ กำหนดนโยบาย
ถา้ ระดับความร่วมมือมสี ูงระดับของความสำเรจ็ ภายใตก้ ารนำนโยบายไปปฏิบัติก็จะสงู ตามไปดว้ ยและในทางกลบั กนั ถา้ ระดับ
ความร่วมมอื ต่ำ กห็ มายความวา่ ระดบั ความล้มเหลวในการนำนโยบายไปปฏิบัติจะมอี ยู่สงู
6.2 พิจารณาได้จากความราบรน่ื และการปราศจากปัญหา ในการบรรลุผลการปฏิบัตติ ามนโยบายขององค์การ
หรือหน่วยงานท่ีมีหนา้ ท่ีรบั ผดิ ชอบ เพราะหากการปฏิบัติตามนโยบายใดเตม็ ไปด้วยความขัดแย้งหรือมีอปุ สรรคเกิดข้ึน ระดับ
ความล้มเหลวก็น่าจะมสี ูงขึ้นเทา่ น้นั
125
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68
6.3 พิจารณาได้จากการที่นโยบายน้ันได้ก่อให้เกิดผลการปฏิบัติในระยะสั้น (short-run performance) หรือ
กอ่ ให้เกิดผลกระทบ (impact) ตามทีพ่ งปรารถนาหรือไม่
ดังนน้ั ในการประเมนิ หรือการพิจารณาตดั สนิ ระดบั ความสำเรจ็ ของการนำนโยบายสาธารณะไปปฏบิ ตั ิ ควรพิจารณา
จากผลการปฏิบัติในระยะสั้นว่ามีความสอดดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของนโยบายเพียงใด และถ้าเป็นไปได้
ก็จะต้องดูถึงผลกระทบของนโยบายนั้นในระยะยาวขึ้นว่า สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามท่ีตั้งไว้เพี ยงใด รวมถึงระดับ
ความรว่ มมอื จากผู้เกีย่ วขอ้ ง และระดับความขดั แยง้ ทเ่ี กดิ ขึน้ ในกระบวนการของการนำนโยบายไปปฏบิ ตั ดิ ้วย
แนวคดิ การดแู ลผู้สูงอายุระยะยาว
การดูแลผู้สูงอายุระยะยาว หมายถึง การดูแลท่ีครอบคลุมทุกมิติท้ังสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อม
สำหรับผ้สู ูงอายทุ ่ีประสบภาวะยากลำบาก อันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีความพกิ าร ทุพพลภาพ ชว่ ยเหลอื ตนเองได้
บางสว่ นหรือไม่สามารถช่วยตนเองได้ในชีวิตประจำวัน โดยผู้ดูแลที่เป็นทางการ (บุคลากรด้านสุขภาพและสังคม) และไม่เป็น
ทางการ(ครอบครัว เพ่ือน เพ่ือนบ้าน) รวมถึงการบริการในครอบครัว ชุมชนหรือสถานบริการ” (สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ,
2552)
1. ระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care systems)
ในสังคมแบบดั้งเดมิ การดูแลผสู้ ูงอายุ ท่ีมภี าวะพง่ึ พิงช่วยเหลือตนเองไม่ไดห้ รอื ได้จำกัดอยู่ภายใต้การช่วยเหลือ
กันเองของคนในครอบครัว ลกู หลาน ญาติพี่น้อง หรือเพอื่ นบา้ นในชุมชน อย่างไรก็ดี เมื่อบริบทของสังคมเปลยี่ นไปท้ังในด้าน
ประชากรการอยู่อาศยั การทำงานฯลฯทำให้ศักยภาพในการดูแลกนั เองในครอบครัวถดถอยลงจึงจำเปน็ ต้องมกี ารพัฒนาระบบ
การ ช่วยเหลอื ในการดูแลขึน้ มาทง้ั ใน ลกั ษณะการจดั บริการในชุมชนท่ีบ้านและในสถาบัน ความหมายของการดแู ล ระยะยาว
ในรายงานของ OECD ให้ความหมายการดูแลระยะยาวว่า “ชุดของบริการที่จำเป็นสำหรับผู้ท่ีมีภาวะ พ่ึงพิงต้องการ
ความช่วยเหลือในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน ซ่ึงบริการส่วนบุคคลน้ีมักต้องให้บริการรวม กับบริการทางการแพทย์
พ้ืนฐานบางอย่าง เช่น การทำแผล การบริหารความปวด การให้ยา การเฝ้าระวังภาวะ สุขภาพ การปูองกันโรค การฟื้น
สมรรถภาพ หรือบริการดูแลแบบประคับประคอง” (สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, 2559) ซ่ึงความรู้มุ่งไปที่
การจดั บรกิ ารช่วยเหลือในการปฏิบัติกจิ วตั รประจำวนั ของผู้มีภาวะพ่งึ พงิ เป็นหลกั
ในรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO, 2015) ให้ความหมายที่กว้างกว่าการช่วยเหลือดูแลแต่มีมิติของ
การป้องกันฟ้ืนฟูด้วย โดยกล่าวว่า “เป็นกิจกรรมที่จัดโดยบุคคลอื่น โดยมุ่งให้ผู้ท่ีสูญเสียหรือเสี่ยงที่จะสูญเสียกำลัง
ความสามารถที่มีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่อง สามารถดำรงไว้ซึ่งสมรรถนะในการปฏิบัติ หน้าที่ต่างๆ ที่เก่ียวพันกับสิทธิ และ
เสรีภาพขัน้ พน้ื ฐาน เกียรตแิ ละศักดิ์ศรีของตน” (the activities undertaken by others to ensure that people with or
at risk of a significant ongoing loss of intrinsic capacity can maintain a level of functional ability consistent
with their basic rights, fundamental freedom, and human dignity” โดยมีหลักการสำคัญสองประการภายใต้
ความหมายน้ี คอื 1) แม้ผ้สู งู อายจุ ะสญู เสยี สมรรถนะในการปฏิบัติกิจวตั รประจำวนั ต่างๆ แต่ยงั คง “มีชวี ติ ” ซ่ึงควรต้องมี สิทธิ
มีเสรีภาพท่ีจะปรารถนาถึงการมีความสุขในชีวิตและมีเกียรติ ศักดิ์ศรี 2) สมรรถนะในการปฏิบัติกิจวัตรในการดำรงชีพนั้น
สามารถเปล่ียนแปลงได้ตลอดอาจถดถอยลงเป็น ลำดับหรือบางกรณีสามารถ ฟ้ืนฟูให้ดีข้ึนได้นัยสำคัญคือกลุ่มผู้รับบริการ
การดูแลระยะยาวไมค่ วรจำกดั เฉพาะกรณี ที่สูญเสยี สมรรถนะในการดูแลตนเองแล้วแต่ควรครอบคลุมกลุม่ ที่มีภาวะเสย่ี งด้วย
และการฟนื้ ฟูทีด่ อี าจทำให้ ภาวะพึ่งพงิ ท่ีมีลดลงหรอื หายไปได้
2. เปา้ หมายการดแู ลระยะยาว
“การฟื้นฟูความสามารถของสมรรถนะ (functional ability)” เป็นเป้าหมายของการดูแลระยะยาวมใิ ช่เพียงแค่
การช่วยเหลอื พน้ื ฐานในการดำรงชวี ิตอยา่ งเดยี ว เชน่ การ ช่วยเหลือใหส้ ามารถไปไหนมาไหนได้ สร้างและรักษาความสมั พันธ์
กับคนอื่นในสังคม เรียนรู้ พัฒนาและตัดสินใจ และได้ทำอะไรให้แก่ชุมชน Kane (1999) เสนอว่าเป้าหมายระดับปัจเจกของ
การดแู ลที่บ้าน (Individual-level goals of home care) ควรประกอบด้วย 10 ประการดงั นี้
126
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68
1) สขุ ภาพดีขึ้นหรอื ไม่แย่ลง (improve or maintain health)
2) อาการปวดหายไปและรสู้ ึกดขี น้ึ (promote comfort and freedom from pain)
3) สมรรถนะรา่ งกายดีขน้ึ หรือชะลอการถดถอย (improve or slow deterioration of functional ability)
4) ความร้แู ละทักษะดแู ลตนเองดีข้ึน (improve consumer knowledge and self-care abilities)
5) ได้รับการดแู ลชว่ ยเหลอื ตามความจำเป็น (meet needs for care and assistance)
6) สุขภาพจิตดขี ึน้ ไมซ่ มึ เศร้า (enhanced psychological well-being)
7) สถานภาพทางสังคมดีขึ้น (enhanced social well-being) มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม มีบทบาทใน
ครอบครวั ชมุ ชน มงี านอดเิ รก มอี าชพี และปฏสิ ัมพันธ์กบั บคุ คลอ่นื
8) อยู่อยา่ งมคี วามหวงั และความหมาย (promote meaningful lives)
9) ช่วยเหลอื ตนเองไดม้ ากทสี่ ดุ และมอี ิสระในการตดั สนิ ใจและเลือก (maximizing consumer independence
and autonomy)
10) สามารถอาศยั อยใู นบ้านตนเอง (allow the consumer to be at home)
ขณะเดยี วกนั ไดเ้ สนอเปา้ หมายระดับชุมชนและสังคมว่าควรประกอบด้วย
1) มบี ริการดูแลทีบ่ ้านในชมุ ชน ทุกพ้นื ท่ี
2) ระยะเวลาการรอคิวในการรบั บรกิ ารควรสัน้ ท่ีสดุ
3) ผูม้ แี นวโนม้ วา่ จะเปน็ กล่มุ เปา้ หมายควรได้รบั ข้อมูลเก่ยี วกับการเข้าถงึ บรกิ าร
4) บริการมคี ณุ ภาพมาตรฐาน
5) คา่ ใช้จ่ายในการรบั บรกิ ารอยูในวิสัยท่จี ่ายไดแ้ ละ
6) บริการดูแลท่บี า้ นภาครฐั กระจายอยา่ งเป็นธรรม
3. หลกั การ แนวทาง และยุทธศาสตร์การพฒั นาระบบการดแู ลระยะยาว
ในรายงานขององค์การ อนามัยโลก world report on ageing and health ท่ีกล่าวข้างต้นเสนอให้มกี ารปฏริ ูป
ระบบ การดแู ลระยะยาวที่ สำคญั สองประการ คือ 1) การกำหนดให้บรกิ ารดแู ลระยะยาวเปน็ สินคา้ สาธารณะ (public good)
และ 2) ปรับเปลี่ยนแนวคิดการจัดบริการจากลักษณะ passive ที่ผู้สูงอายุเป็นเพียง ผู้รับบริการให้มีลักษณะ proactive
มากขึ้นมุ่งเน้นการดำรงรกั ษาศักยภาพของสมรรถนะและชดเชย ส่วนขาดเพื่อให้ผู้สูงอายุดำรงชีวติ อยู่ได้อยา่ งมีเกียรติศกั ดศิ์ รี
และอยู่ดีมีสุข และในภาพกว้างระบบการ ดูแลระยะยาวควรส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ ความเปน็ อันหนึ่งอัน เดียวกันของสังคม ความเป็น
ธรรมระหวา่ งเพศ และระดับคุณภาพบริการท่เี ป็นที่ยอมรับได้ของสงั คม และควร ครอบคลมุ ไม่เฉพาะผ้มู ภี าวะพ่ึงพงิ แต่รวมไป
ถงึ ผู้ดแู ลดว้ ย หลกั การสำคญั ของการจัดบรกิ ารดแู ลระยะยาว ประกอบด้วย
1) เป็นบรกิ ารที่สามารถจา่ ยไหวและเขา้ ถงึ ได้โดยเฉพาะสำหรบั คนจนและคนชายขอบ
2) เคารพในสิทธขิ องผมู้ ภี าวะพ่ึงพงิ ให้บรกิ ารอย่างให้เกยี รติ ให้โอกาสในการแสดงออกและเลอื ก
3) ดำรงรักษาและเสรมิ สร้างศกั ยภาพ ของสมรรถนะปัจเจก
4) เอาผูส้ ูงอายทุ ่มี ภี าวะพ่ึงพิงเป็นศนู ยก์ ลางไม่ใช่เอาระบบบรกิ ารเปน็ ตวั ต้ัง
5) ผู้ดแู ลและผู้ช่วยดแู ลได้รับการยอมรบั และการดแู ลที่เหมาะสม
6) รัฐบาลตอ้ งทำหนา้ ทใ่ี นการอภิบาลระบบการดูแลระยะยาว
องคก์ ารอนามยั โลก เสนอกรอบการประเมินระบบการดูแลระยะยาวโดยอาศยั กรอบการ ประเมนิ ระบบสขุ ภาพ
ซึ่งมองคุณภาพของระบบสุขภาพในสองด้าน คือ การเพ่ิมภาวะสุขภาพ (improve health status) และการเพ่ิมการตอบสนองต่อ
ความคาดหวงั ของสังคม (responsiveness) โดยมกี ารปรบั ตวั ชี้วัดด้านภาวะ สุขภาพใหส้ อดรับกบั เป้าประสงค์ของบรกิ ารดูแล
ระยะยาว เช่น บรรเทา ความทุกข์ทรมาน ลดความเจ็บปวด คุณภาพชีวิต แก้ไขข้อจำกัดต่างๆ อันเน่ืองจากการเจบ็ ป่วยและ
ความพิการ และรักษาระดับความสามารถของสมรรถนะ (functional ability: ADLs, iADLs, cognitive function) ส่วนใน
127
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 68
ดา้ นการตอบสนองความคาดหวัง ของสังคมก็มีdignity and human right, autonomy, confidentiality, quality of basic
amenities, access to social support networks, choice of provider อีกมิติหน่ึงของการประเมินคือ ความครอบคลุม
ของการ ไดร้ ับบริการทม่ี ปี ระสทิ ธิผลซง่ึ จำเป็นต้องทำการสำรวจความจำเป็นดา้ นสุขภาพ
บทบาทหน้าท่ีของหนว่ ยงานส่วนต่างๆ มีดังน้ี
สำนกั หลกั ประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข และหนว่ ยงานสว่ นกลาง มีบทบาทหน้าท่ดี งั นี้
1) จดั ทำกรอบแนวทาง ประกาศ ระเบยี บ พน้ื ทีเ่ ป้าหมายรว่ มกับเขตและกระทรวงสาธารณสุข
2) จัดสรรงบประมาณรายเขตท่ีจะโอนใหก้ องทนุ อปท.ในพนื้ ทท่ี ี่เข้าร่วมดำเนินงาน
3) สนับสนนุ ดา้ นข้อมูลวชิ าการ องคค์ วามรู้ และเครื่องมอื ตา่ งๆ ที่จำเปน็ ตอ้ งใช้
4) กำหนดชดุ สทิ ธิประโยชนแ์ ละเกณฑก์ ารไดร้ บั การสนบั สนนุ ตามชดุ สิทธิประโยชน์
5) พฒั นาระบบขอ้ มูลเพ่อื นำไปใช้ในการวางแผน และบริหารจดั การระบบการดแู ลระยะยาวฯ
6) สนับสนนุ ดา้ นการพฒั นาบคุ ลากรในส่วนกลาง เขตและพน้ื ท่ี
7) จัดกระบวนการถอดบทเรียนและแลกเปล่ียนเรยี นรู้ระหวา่ งพืน้ ท่ี
8) ติดตามและประเมนิ ผลการศึกษาและพฒั นาขยายผล
สปสช. สาขาเขต และเขตสุขภาพกระทรวงสาธารณสขุ
1) ประชมุ ชแี้ จง ทำความเข้าใจแนวทางการดำเนินงาน แก่กองทนุ อปท. และหนว่ ยงานที่เก่ียวข้องในพ้ืนที่
2) บริหารจัดการงบประมาณเพื่อสนบั สนุนกิจกรรมการดำเนินงาน ได้แก่ จัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนนิ งานใน
ระดับพ้นื ที่ การฝกึ อบรม Care Manager Care Giver ฯลฯ
3) ประสานสนับสนุนการดำเนินงานกลไกคณะกรรมการ ได้แก่คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับ
ทอ้ งถ่ินหรือพื้นท่ี และคณะกรรมการบริหารเครอื ข่ายบริการสุขภาพระดบั อำเภอ เพื่อบริหารจัดการระบบการดูแลระยะยาว
ด้านสาธารณสขุ สำหรบั ผ้สู ูงอายทุ ีม่ ีภาวะพ่งึ พิง
4) ร่วมจดั กระบวนการถอดบทเรยี นและแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ระหว่างพ้นื ท่ี
5) ติดตามและประเมนิ ผลการดำเนนิ งานและพัฒนาขยายผล
หนว่ ยบรกิ ารปฐมภมู ิ (เชน่ รพศ./รพท. และ รพช.)
1) จัดบริการ/บริหารการจัดบริการ ตรวจคัดกรอง ตรวจประเมินความต้องการดูแลผู้สูงอายุ การวางแผนการดูแล
โดยสหสาขาวิชาชีพ รวมถงึ กิจกรรมบริการตามชดุ สิทธิประโยชนก์ ารดแู ลระยะยาวฯ
2) จดั ทำฐานข้อมลู ด้านสขุ ภาพผ้สู ูงอายทุ ีร่ บั ผดิ ชอบในระดับอำเภอ กระตุ้นให้ภาคีเครือข่ายในระดบั อำเภอใชข้ ้อมูล
และทรัพยากรที่มีอยู่เป็นฐานในการจัดบริการ เพ่ือให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการตามชุดสิทธิประโยชน์ท้ังในด้านบริการทาง
การแพทย์และบริการด้านสงั คม
3) สนับสนุนงบประมาณ สนับสนุนวิชาการแก่ รพ.สต. ดำเนินกิจกรรมบริการตามชุดสิทธิประโยชน์แก่การดูแล
ระยะยาวฯ
4) ปรับระบบการจัดบริการของสถานพยาบาล เพื่อรองรับความจำเป็นด้านสุขภาพท่ีเปล่ียนแปลงไป (จาก Acute
care oriented เป็น Chronic care oriented) ซง่ึ ตอ้ งมีการจัดกระบวนการปรับเปล่ียนมโนทัศนจ์ ดั บรกิ าร
5) แสวงหาความร่วมมือจากหน่วยบริการ หน่วยบริหารจัดการ อปท. อสม. อผส. รวมถึง สมาคม ชมรม เครือข่าย
ภาคประชาชนร่วมจัดบรกิ าร ร่วมสนบั สนุนการจัดบรกิ าร
6) พัฒนาการจัดระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขในชุนท่ีมีความเชื่อมโยงกับสถานพยาบาล และบูรณาการ
ระหวา่ งบรกิ ารด้านการแพทย์และบริการด้านสังคม
128
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ (เช่น รพ.สต.)
1) จัดบริการเชิงรุก/บริหารจัดการบริการตรวจคัดกรอง ตรวจประเมินความต้องการดูแลผู้สูงอายุ การวางแผนการ
ดแู ลโดยสหวชิ าชพี รวมถงึ กจิ กรรมบรกิ ารตามชดุ สิทธิประโยชน์การดูแลระยะยาวฯ
2) จัดทำแผนงาน/โครงการในการจัดบริการดูแลระยะยาวฯในพื้นท่ีร่วมกับศูนย์บริการดูแลระยะยาวด้าน
สาธารณสขุ ในพนื้ ท่ี
3) จัดทำฐานข้อมูลด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่รับผิดชอบในระดับตำบลกระตุ้นให้ภาคีเครือข่ายในระดับตำบลใช้
ขอ้ มูลและทรัพยากรท่ีมีอยู่เป็นฐานในการจัดบริการ เพ่ือให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการตามชุดสิทธิประโยชน์ทั้งในด้านบริการทาง
การแพทย์และบรกิ ารดา้ นสงั คม
4) ประสานงานกับผู้จัดการระบบบรกิ ารดแู ลระยะยาวดา้ นสาธารณสุข ควบคมุ กำกับการดำเนินงานของผู้ช่วยเหลือ
ดูแลผ้สู ูงอายุ (Care Giver) เพอื่ ใหด้ ำเนินงานตามภารกจิ ได้อย่างถูกตอ้ งเหมาะสม
5) ใหก้ ารสนบั สนนุ ด้านวชิ าการแก่ อปท. /ภาคประชาชน ในการดแู ลผู้สูงอายใุ หม้ คี ุณภาพชีวิตท่ีดีขึ้น
6) ร่วมกับผู้จัดการระบบฯ เป็นพ่ีเลี้ยงให้แก่ ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ในการทำงานเชิงรุกในระดับ
พ้นื ทที่ ัง้ การนเิ ทศตดิ ตาม การให้คำปรึกษาทัง้ ทางด้านการดแู ลและการทำงาน
7) เสริมพลังแก่ครอบครัวผู้สูงอายุและชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิง โดยการให้ความรู้/คำปรึกษา/
คำแนะนำ
8) แสวงหา ประสานความร่วมมือจาก รพช. สสอ. อปท. รวมถึง สมาคม ชมรม เครือข่ายภาคประชาชน พมจ. ร่วม
จัดบรกิ าร รว่ มสนบั สนุนการจัดบริการ สนับสนนุ งบประมาณ
9) ร่วมกำกับติดตามประเมินผลการดำเนนิ งาน
องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน (อปท.) มีบทบาทหลักในการดำเนินงานและบริหารจัดการระบบบริการดแู ลระยะยาว
ด้านสาธารณสุขภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถ่ินหรือพ้ืนที่ เน้นการจัดบริการด้านสาธารณสุข โดยบูรณาการ
กับบริการด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการสนับสนุนให้เกิดระบบสวัสดกิ ารสังคมให้แก่ผู้สูงอายทุ ี่มีภาวะพ่ึงพิง
ได้แก่ สวัสดิการเบี้ยยังชีพ การปรับสภาพแวดล้อมที่บ้าน การสนับสนุนการเดินทางเพ่ือมารับบริการ การสนับสนุนกาย
อปุ กรณ์ การพัฒนาดา้ นอาชีพรายไดแ้ ก่ท้งั ผู้สูงอายุ/ผ้ดู ูแล การสนบั สนนุ ด้านสังคมอ่ืนๆ เช่น การจัดต้ังศูนย์บริการดูแลระยะ
ยาวด้านสาธารณสุข ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ฟ้ืนฟูสภาพผู้สูงอายุ การสนับสนุนงบประมาณให้แก่หน่วยงาน/องค์กร/ชมรมใน
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ร่วมจัดทำแผนงาน/โครงการในการจัดบริการดูแลระยะยาวด้านสา ธารณสุขสำหรับ
ผ้สู งู อายใุ นพื้นที่ และร่วมกำกับตดิ ตามประเมนิ ผลการดำเนินงาน
เอกสารงานวิจยั ที่เก่ียวข้อง
กฤตวรรณ สาหร่าย (2560) ศึกษาเร่อื ง การศกึ ษารูปแบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สงู อายใุ นญ่ีปุ่นและในประเทศ
ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา รูปแบบการดูแลระยะยาวของต่างประเทศและประเทศไทย ซ่ึงในปัจจุบันประเทศญ่ีปุ่นเป็น
ต้นแบบของการดูแล ระยะยาวในระดับโลกและมีการพัฒนาความก้าวหน้าอย่างต่อเน่ืองจนเป็นท่ียอมรับ โดยศึกษาจาก
เอกสารและบทความทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง ผลการศกึ ษาพบว่า ประเทศญปี่ ุน่ นอกจากจะมีกฎหมายพระราชบัญญตั กิ ารประกนั ดูแลระยะ
ยาวเป็นตัวขับเคล่ือนและมรี ะบบประกันการดแู ลระยะยาว แต่บรกิ ารที่ไดร้ ับไม่ได้เน้นเพียงแค่บรกิ ารสุขภาพและบริการทาง
สังคม รูปแบบการดูแลระยะยาวมีความชัดเจนในการแบ่งประเภทของกลุ่มเป้าหมาย และจัดบริการให้ ตรงกับลักษณะเฉพาะ
ของกลุ่มเป้าหมาย ซ่ึงถ้าเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจะได้รับบริการการดูแลระยะยาวเต็ม รูปแบบและบริการที่หลากหลาย
แต่ถา้ เป็นผู้สงู อายุทมี่ ีสขุ ภาพดีและสามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้ มงุ่ เนน้ มาตรการ ป้องกัน สทิ ธิประโยชนก์ ารป้องกนั รปู แบบใหม่
ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นโรคและป้องกันก่อนเกิดโรค เพ่ือไม่ให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในภาวะทุพพลภาพหรือพิการ
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงทดลองรปู แบบการดูแลระยะยาวท่ีเหมาะสมกับประเทศไทย ปจั จุบนั มีกองทุนหลักประกนั สุขภาพ
129
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
แห่งชาติ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(อปท.) เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆ ในชุมชน โดยมีเครือข่ายสุขภาพในชุมชนที่สามารถสนับสนุน
การดำเนินงาน เช่น อาสาสมคั รสาธารณสขุ (อสม.) อาสาสมัครดูแลผ้สู ูงอายุ (อผส.) ผู้ชว่ ยเหลือดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนชมรม
ผู้สูงอายุท่ี มีการจัดตั้งในทุกพื้นที่ เพ่ือให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม รูปแบบระบบการดูแลระยะยาวสำหรับ
ผ้สู งู อายุ คอื การใชโ้ รงพยาบาลหรือหน่วยบรกิ ารและใช้ชุมชนเป็นฐานในการดูแลระยะยาวสำหรับผ้สู งู อายุ อย่างไรก็ตามอาจ
มีข้อจำกัดในเรื่องของนโยบายสู่การปฏิบัติท่ียังไม่มีความชัดเจนในบางประเด็น เช่น จัดสรร งบประมาณ ระเบียบการเบิกจ่ายเงิน
หรือความซ้ำซ้อนของบุคลากรในการดูแลระยะยาว และเป็นการบริการเชิง รับมากกว่าเชิงรุก ข้อเสนอแนะควรศึกษาปัญหาของ
การนำนโยบายสกู่ ารปฏบิ ตั ิ แกไ้ ขระเบียบกฎหมายให้มคี วาม ชดั เจนและเนน้ การดแู ลเชิงป้องกนั มากกวา่ การรักษาพยาบาล
อญั ชิษฐฐา ศริ คิ ำเพง็ และ ภักดี โพธ์ิสิงห์ (2560) ศกึ ษาเรอื่ ง การดแู ลผสู้ งู อายรุ ะยะยาวท่ีมภี าวะพง่ึ พงิ ในยคุ ประเทศ
ไทย 4.0 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี2548โดยมีประชากรผู้สูงอายุร้อยละ10.4ของประชากรท้ังประเทศ
มีผู้สูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิงท่ีต้องมีคนอ่ืนช่วยดูแลมากกว่า 1 ล้านคน แนวคิดสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในยุค
ประเทศไทย 4.0 นั่นคือ PIOEH ซ่ึงประกอบด้วย 1) P = Policy การมีนโยบายสาธารณะท่ีจริงจงั และต่อเนื่อง 2) I = Innovation &
Technology เน้นการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อจัดบริการดูแลผู้สูงอายุ 3) O = Green Organization การจัด
องค์กรที่เป็นมิตรสำหรับดูแลผู้สูงอายุ 4) E = Elderly มีชมรมผู้สูงอายุครอบคลุมทุกหมู่บ้าน และ 5) H = Human
Resource Development มีการพัฒนา ศักยภาพบุคคลถึงระดับครอบครัว เป็นการมุ่งเน้นให้มีนโยบายสาธารณะท่ีมี
ประสิทธภิ าพและเหมาะสม เอ้ือต่อการกระตุ้นให้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้จดั ระบบบริการดแู ลผู้สูงอายุระยะยาวที่มี
ภาวะพ่งึ พิงในยคุ ประเทศไทย 4.0
ภาสกร สวนเรอื ง, อาณัติ วรรณศรี และ สัมฤทธ์ิ ศรธี ำรงสวสั ดิ์ (2561) ศึกษาเรื่อง การดูแลผูส้ ูงอายทุ ี่มีภาวะพ่ึงพิง
ของผู้ช่วยเหลือในชุมชน ภายใต้นโยบายการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาว ด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิง
มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาบทบาทของผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ (caregiver) และกระบวนการในการดูแล ผู้สูงอายุที่มีภาวะ
พ่ึงพิงในชุมชน หลังการมีนโยบายการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิง โดย
คดั เลือกผู้ช่วยเหลือดูแลผสู้ ูงอายุแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่าง 20 ราย ทใี่ ห้การดูแลผู้สงู อายใุ นชมุ ชนมากกว่า 1 ปีเก็บข้อมูลจาก
การสมั ภาษณ์เชิงลึก โดยใชแ้ บบสอบถามขอ้ มูลสว่ นบคุ คล แบบสัมภาษณก์ ึ่งโครงสร้าง พรอ้ มการบันทึก เสียง วิเคราะห์ขอ้ มูล
เชงิ คณุ ภาพ โดยใช้การวเิ คราะห์เชงิ เนือ้ หา ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของผูช้ ว่ ยเหลือดแู ลผสู้ งู อายแุ ละกระบวนการทำงานใน
การดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ท่ีเปล่ียนแปลงอย่างเห็นได้ชัดหลังมีนโยบาย คือ ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุมีองค์ความรู้และทักษะ
ต่างๆ ในการดูแลผู้สูงอายุ ภาวะพ่ึงพิงเพิ่มมากขึ้น จากการฝึกอบรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยดูแลผู้สูงอายุตามกิจวัตร
ประจำวัน การแกป้ ัญหาสุขภาพ การดูแลเร่อื งสุขาภิบาลและสิง่ แวดล้อมทีบ่ ้านของผู้สงู อายุมกี ารทำงานเป็นทีมมากข้ึน โดยมี
ระบบพ่เี ลี้ยงและบัดด้มี รี ูปแบบ ในการทำงานท่ีชดั เจนข้ึน เห็นได้ชัดจากการทำงานตามแผนการดแู ลผ้สู ูงอายรุ ายบคุ คล (care
plans) ที่มีแผนการทำงาน มีรายละเอียดของผู้สูงอายุที่ให้การดูแล รวมท้ังเป้าหมายในการช่วยเหลือบำบัดฟ้ืนฟูผู้สูงอายุให้
สามารถช่วยเหลือตัวเอง ในชีวิตประจำวันได้มากข้ึนตามความเหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละราย ภายใต้การให้คำปรึกษาดูแล
ของผู้จัดการระบบการดูแล ระยะยาวด้านสาธารณสุข (care managers) และการทำงานร่วมทีมสหวิชาชีพ ที่สอดคล้องกับ
ความต้องการการรบั บรกิ าร ของผู้สูงอายุแตล่ ะราย
เครอ่ื งมือและวธิ ีการศกึ ษา
การวิจัยครั้งน้ี เป็นการศกึ ษาวจิ ัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มุ่งเนน้ ศึกษาการนำนโยบายการดแู ลผูอ้ ายุ
ระยะยาวขององคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลสะเดาใหญ่ อำเภอขขุ ันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
130
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
ขอบเขตดา้ นเนอื้ หา
การศกึ ษาครั้งนีศ้ กึ ษาการนำนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวขององค์การบริหารสว่ นตำบลสะเดาใหญ่ อำเภอขขุ นั ธ์
จังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้แนวคิดนโยบายสาธารณะ และการนำนโยบายสาธารณะสู่การปฏิบัติมาใช้ เป็นกรอบในการศึกษา
ประกอบไปด้วย เนื้อหา การถ่ายทอดนโยบาย ความร่วมมือในการดำเนินนโยบาย และแนวคิดการนำนโยบายไปปฏิบัติ
ประกอบไปด้วย แนวคดิ ของผบู้ ริหาร ทศั นคติของผปู้ ฏิบัตงิ าน การบริหารจัดการ ทรพั ยากร และการมสี ่วนรว่ มของประชาชน
ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคร้ังนี้ คือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) ซ่ึงผู้วิจัยใช้วิธีคัดเลือก
กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะจง (Purposive Random Sampling) ผู้มีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาว
จำนวน 4 กลมุ่ จำนวน 8 คน ดงั นี้
1. กลุ่มที่ 1 คือ “คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับตำบล” จำนวน 3 คน คือ นายกองค์การบริหาร
สว่ นตำบลสะเดาใหญ่ ผูอ้ ำนวยการโรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพ (รพ.สต.) และกำนันตำบลสะเดาใหญ่
2. กลุ่มที่ 2 คือ “คณะกรรมการศนู ย์พัฒนาคุณภาพชีวติ ผู้สูงอายแุ ละคนพิการ” จำนวน 1 คน
3. กลมุ่ ที่ 3 คือ “คณะอนกุ รรมการสนับสนนุ การจัดบรกิ ารดแู ลระยะยาวสำหรับผู้สงู อายุทม่ี ีภาวะพึ่งพิง” จำนวน 2
คน ได้แก่ ผู้แทนกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ผู้จัดการการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข และปลัดองค์การบริหาร
ส่วนตำบล
4. กลุ่มท่ี 4 คือ ผู้ปฏิบัติงานในการดูแลผู้สูงอายุที่ผ่านการอบรมเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุรายกรณีซึ่งปฏิบัติงานในตำบล
สะเดาใหญ่ จำนวน 1 คน
เครอื่ งมือที่ใช้ในการวิจยั
เคร่ืองมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยกรณีศึกษาในคร้ังน้ี ผู้วิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth
interview) ใช้แบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (unstructured interview) ในการสัมภาษณ์ผู้วิจัยใช้การจดบันทึกและ
เครอ่ื งบันทกึ เสยี งเพอื่ ใชใ้ นการทบทวนข้อมลู
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
การเก็บข้อมูลวิจัยในครั้งนี้ ผู้วจิ ัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลดว้ ยตนเอง โดยผู้วจิ ัยลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อทำการสัมภาษณ์
แบบเจาะลึก (In-depth interviews) การสัมภาษณ์ได้คำนึงถึงสิทธิของผู้ให้สัมภาษณ์เสมอ ท้ังน้ีผู้วิจัยได้ทำการรวบรวม
ประเด็นคำถามเพ่ือใช้เป็นแนวทาง (Interview guideline) ในลักษณะคำถามปลายเปิดและมีความยืดหยุ่นเพ่ือเอื้อให้ผู้ให้
ขอ้ มูลสามารถแสดงออกถึงความคดิ เห็นต่อนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ภายหลังการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล ผู้วิจัยได้ทำ
การถอดบทความคำต่อคำ (Verbatim) ออกเป็นบทสนทนาที่เป็นตวั อักษร (transcript) และตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์
ของขอ้ มูล
การวิเคราะห์ขอ้ มลู
การวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยมาจัดกระทำให้เป็นระบบและหาความหมาย
แยกองค์ประกอบ รวมทั้งเชื่อมโยงและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลเพื่อที่จะนำไปสู่การตีความ (Hermeneutic) (ชยันต์
วรรธนะภตู ,ิ 2537)
ผลการศกึ ษา
1. สภาพการณ์ปัจจุบนั ของนโยบายการดูแลผ้อู ายรุ ะยะยาวของตำบลสะเดาใหญ่
ผู้วิจัยนำเสนอการวิเคราะห์ข้อมูลสภาพการณ์ปัจจุบันของการนำนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวไปปฏิบัติ ใน
ประเดน็ หลัก ดังน้ี
131
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
1. เน้ือหาของนโยบายการดแู ลผอู้ ายุระยะยาว ประกอบดว้ ย บทบาทหน้าที่ ไดแ้ ก่ โครงสรา้ งองคก์ ร กฎหมาย/ขอ้ บญั ญตั ิ
และข้นั ตอนของนโยบาย ได้แก่ การถา่ ยทอดนโยบาย ความร่วมมือในการดำเนินนโยบาย
2. การนํานโยบายไปสูก่ ารปฏิบัติ ประกอบดว้ ย แนวคิดผู้บริหาร ทศั นคตขิ องผู้ปฏบิ ตั ิ การบริหารจดั การ ทรัพยากร และ
การมสี ว่ นร่วมของประชาชน
1.1 นโยบายการดูแลผอู้ ายรุ ะยะยาวของตำบลสะเดาใหญ่
องค์การบริหารส่วนตำบลสะเดาใหญ่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวใน
ตำบลสะเดาใหญ่ โดยมีกลไกในการดำเนินการและการบริหารจัดการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวภายใต้กองทุนหลักประกัน
สุขภาพฯ ตามประกาศ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เร่ือง การกำหนดหลักเกณฑ์เพ่ือสนับสนุนให้องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิน่ ดำเนนิ งานและบรหิ ารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถนิ่ หรือพื้นที่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559
ประกอบดว้ ยคณะกรรมการกองทนุ หลักประกนั สขุ ภาพตำบลสะเดาใหญ่ คณะอนุกรรมการสนบั สนนุ การจดั บรกิ ารดูแลระยะ
ยาวสำหรับผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิง คณะกรรมการศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุผู้มีภาวะพ่ึงพิงและคนพิการ ผู้จัดการการ
ดแู ลผู้สูงอายุ (Care manager: CM) และผู้ดูแลช่วยเหลอื ผู้สงู อายุ (Caregiver: CG) โดยมีการออกระเบียบข้อบังคับของศูนย์
พฒั นาคุณภาพชีวติ ผู้สงู อายุหรอื ผู้พกิ ารตำบลสะเดาใหญใ่ นการควบคุม กำกับการดำเนนิ งาน โดยมเี ปา้ ประสงคเ์ พอื่ ใหผ้ สู้ งู อายุ
ทุกคนได้รบั การคัดกรอง และได้รับการดูแลอยา่ งเหมาะสม โดยมีการจดั ทำแผนกลยทุ ธข์ องคณะกรรมการกลุ่มตา่ งๆ และภาคี
เครอื ข่ายทเ่ี กย่ี วข้องเพือ่ จัดทำแผนการดูแลที่จำเพาะสำหรับผูส้ ูงอายุแตล่ ะราย (Individual Care plan) จัดบริการที่เช่ือมโยง
กับบริการทางการแพทย์ของทมี สหวชิ าชีพ และบรกิ ารทางด้านสังคมให้แกผ่ สู้ ูงอายทุ มี่ ภี าวะพ่ึงพิงในตำบลสะเดาใหญ่
1.2 การนาํ นโยบายไปส่กู ารปฏิบตั ิ
ผู้บริหารองค์กรส่วนต่างๆ ผู้นำชุมชน มีความคิดเห็นตรงกันในการพัฒนา สนับสนุนการจัดระบบการดูแล
ผสู้ ูงอายุระยาวของตำบลสะเดาใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานผู้ปฏิบัตงิ านตา่ งเห็นชอบและมีความยินดีใน
การดูแลระยะยาวในผูส้ งู อายแุ ละผู้พกิ าร ระบบการบรหิ ารจัดการจะผา่ นคณะกรรมการ และคณะอนกุ รรมการดงั กล่าวมาแล้ว
ซ่งึ ผู้จดั การการดูแลผู้สูงอายุ (CM) จะเปน็ ผคู้ ดั กรองผสู้ ูงอายตุ ามเกณฑก์ ารประเมิน ADL และจดั ทำ Care Plan เพื่อใหผ้ ู้ดูแล
ช่วยเหลือผู้สูงอายุ (CG) ที่ผ่านการอบรม เป็นผู้ดำเนินการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิง ทั้งน้ี Care Plan จะถูก
นำเสนอให้กบั คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการเพ่ือพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการดำเนินงาน ทั้งนี้ในการดำเนินงาน
หน่วยงานมีความพร้อมของทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวตำบลสะเดาใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย
กำลังคน งบประมาณ ทรัพยากรด้านสุขภาพ และสวัสดิการชุมชน ซึ่งการดำเนินงานเป็นความร่วมมือขององค์กรภาครัฐเป็น
หลัก การมีสว่ นรว่ มของประชาชนในการดแู ลผู้สูงอายรุ ะยะยาวในชุมชนค่อนขา้ งน้อย ดงั ตัวอย่างบทสัมภาษณ์ ต่อไปน้ี
“ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลสะเดาใหญ่โดยปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ข้าราชการผู้ปฏิบัติงาน
มที ัศนะร่วมกันว่าจำเป็นจะต้องมีการพัฒนากลไกในระดับบริหารและระดับปฏิบัติงานระบบการดูแลผู้สูงอายุอยา่ งแท้จริงจึง
นำไปสู่โครงการการดูแลผู้สูงอายุผู้มีภาวะพ่ึงพิงขององค์การบริหารส่วนตำบลสะเดาใหญ่” ผู้แทนคณะกรรมการกองทุน
สุขภาพตำบล (สมั ภาษณ์ 2 กรกฎาคม 2564)
“ดฉิ นั มีบทบาทหนา้ ทหี่ ลกั ในการดูแลผู้สูงอายุแต่ก็มภี าระงานในตำแหนง่ ของตวั เองก็ค่อนขา้ งจะมากอยแู่ ล้ว
เมอ่ื ได้รบั โครงการหรือภารกจิ ท่ีเพ่ิมเติมทำให้มีความรู้สึกว่า มงี านเพ่ิมข้ึนแตเ่ ม่ือไดด้ ำเนินการแล้วไดล้ งพ้ืนที่เพื่อดูแลผู้สูงอายุ
ทำให้เห็นรอยย้ิมท่ี CG ลงไปปฏิบัติงาน เห็นผู้สูงอายุมีความสุข เห็นผู้สูงอายุอยากให้มีโครงการนี้เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุรายอื่น
หรือเพื่อนๆ ของผู้สูงอายุเองทำให้ดิฉันเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการท่ีดีและเป็นนโยบายที่ดีค่ะ” ตัวแทนคณะอนุกรรมการ
สนับสนนุ การจัดบรกิ ารดูแลระยะยาวสำหรบั ผู้สูงอายุที่มภี าวะพง่ึ พงิ ตำบลสะเดาใหญ่ (สมั ภาษณ์ 25 พฤษภาคม 2564)
132
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
2. ปญั หาอปุ สรรคของการนำนโยบายการดแู ลผอู้ ายรุ ะยะยาวไปปฏบิ ัติ
ปญั หาและอุปสรรคท่สี ำคญั ในการนำนโยบายการดแู ลผู้อายรุ ะยะยาวตำบลสะเดาใหญไ่ ปปฏิบตั จิ ำแนกเป็น
1) ปัญหาด้านการบริหารจัดการ ได้แก่ ความล่าช้าในการดำเนินงาน และปัญหาด้านการนิเทศ ติดตาม และ
ประเมินผล
2) ปัญหาด้านการปฏิบัติงาน ได้แก่ จำนวน CG ไม่เพียงพอ และขาดการพัฒนาศักยภาพตามความเหมาะสม
ดงั น้ันจึงควรมีการทบทวนบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานขององค์กรทุกฝ่าย พร้อมทั้งจัดระบบนิเทศ ติดตามการดำเนินงาน
ให้เป็นไปตามแผนงาน การกำชับติดตามการใช้งบประมาณให้ตรงกับวตั ถุประสงค์ของโครงการ และควรพัฒนาศักยภาพของ
ผ้ปู ฏิบตั ิงานดแู ลผู้สูงอายุอยา่ งสม่ำเสมอ ซึ่งในการดำเนินงาน ต้องเป็นไปตามนโยบายและกฎระเบยี บขั้นตอนอยา่ งเป็นระบบ
ดงั ตัวอย่างบทสัมภาษณ์ ตอ่ ไปนี้
“เราประสบปญั หาหนังสอื สงั่ การให้เราดำเนินการระหวา่ งเจ้าหน้าที่ รพ.สต. นักจัดการระบบขาดความเข้าใจ
ขาดการประสานงานในชว่ งท่ดี ำเนนิ การแรกเริ่ม นนั้ ไม่ไดส้ ่งั การมาให้ที่อบต.โดยตรง ทำให้เกดิ ความลังเลไม่แนใ่ จ กบั ขอ้ มูลใน
เบ้ืองต้น มีงบประมาณเข้ามาแล้ว เราก็ยังไม่ดำเนินการยืนยัน งบประมาณเพราะขาดความเข้าใจในงบประมาณที่ได้รับ
การจัดสรรมาเพ่ือมาดำเนินการ เลยกลายเป็นปัญหาที่งบประมาณค้างท่ออยู่ 2 ปี โครงการไม่สามารถขับเคลื่อน อันนี้คือ
ปัญหาขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน อบต. กับ รพ.สต. ก็คอื ความไม่เขา้ ใจขาดการประสานงานเราไม่ได้พูดคยุ กันตา่ งคน
ต่างมองว่าเป็นหน้าที่ของใครของตัวไปไมม่ ีการประสานงานอยากจริงจงั แผนงานการดูแลสุขภาพ เราเข้าใจว่าเป็นหน้าทีข่ อง
รพ.สต.แต่ อบต. ก็จะดูแลในเร่ืองของการ ให้กำลังใจ การเสริมพลังส่วนด้านสุขภาพเราก็จะมองไปท่ี รพ.สต. จึงทำให้
หน่วยงานต่อหน่วยงานไม่สามารถเชื่อมโยงบูรณาการการ ทำงานร่วมกันได้” ตัวแทนคณะอนุกรรมการสนับสนุน
การจัดบรกิ ารดูแลระยะยาวสำหรับผสู้ ูงอายุทีม่ ีภาวะพง่ึ พงิ ตำบลสะเดาใหญ่ (สมั ภาษณ์ 25 พฤษภาคม 2564)
“ประชาชนเข้าใจวา่ การจัดตั้งศูนย์เพอ่ื ขอรับงบประมาณดแู ลผู้สูงอายุทม่ี ีภาวะพ่ึงพิงจะได้รับกันถ้วนหนา้ เป็น
ตัวเงิน/การจัดโครงการ เน้นเฉพาะผู้สูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิงยังไม่ครอบคลุมผู้พิการเท่าท่ีควร/ผู้ดูแลผู้สูงอายุมี
ความท้อแท้ในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุขาดการดูแลช่ัวคราวจากทีม CG เนื่องจากประสบปัญหาเร่ืองการจ่าย
ค่ากิจกรรมท่ีไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่องจากผู้จัดการโครงการ” ตัวแทนคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับตำบล
(สัมภาษณ์ 24 มถิ ุนายน 2564)
3. แนวทางในการพฒั นาระบบการดแู ลผอู้ ายรุ ะยะยาวท่ีได้จากการศกึ ษา
จากการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการศึกษา ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนวทางในการพัฒนาระบบการดูแลผู้อายุระยะยาว
ตำบลสะเดาใหญ่ เพือ่ นำนโยบายการดูแลผู้อายรุ ะยะยาวไปปฏิบัติ โดยมรี ายละเอียดดงั นี้
3.1 องค์การบรหิ ารส่วนตำบลควรมีนโยบายทจี่ ริงจังและตอ่ เนื่อง ประกอบด้วย
1) กำหนดบทบาทหน้าที่ โครงสรา้ งองคก์ ร ระเบยี บ/ขอ้ บัญญัตทิ ี่ชดั เจน สามารถปฏบิ ัติงานได้จรงิ
2) ข้ันตอนของนโยบายมีความชัดเจน และเป็นระบบ ประกอบด้วย การถ่ายทอดนโยบาย ต้องมีการกำหนด
เปา้ ประสงคแ์ ละกำหนดมาตรการการขับเคลื่อนนโยบายการดแู ลผู้สูงอายุระยะยาวของการดำเนินงานที่ชดั เจน ความร่วมมือ
ในการดำเนินนโยบาย ควรมีการจัดทำแผนกลยุทธ์โดยมีการประชุมหารือของคณะกรรมการกลุ่มต่างๆ และภาคีเครือข่าย
ท่ีเก่ียวข้องโดยบูรณาการบทบาทหน้าที่ของภาคีเครือข่ายในพ้ืนที่ระหว่างภาคส่วนต่างๆ และบูรณาการการจัดบริการท่ี
เชื่อมโยงกับบริการทางการแพทย์ของทีมสหวิชาชีพ จัดกระบวนการดำเนินการให้เป็นปฏิทินการทำงาน แผนการปฏิบัติงาน
แผนการจัดสรรงบประมาณ การกำหนดผู้รับผิดชอบ กำหนดมาตรการ ขับเคล่ือนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ดำเนินการ
ติดตาม นิเทศ ประเมินผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ/คณะทำงานต่างๆ รวมท้ังมีการติดตามเย่ียมบ้านผู้สูงอายุ
โดยคณะกรรมการกลุ่มต่างๆ และภาคีเครือข่ายท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือติดตามความก้าวหน้าในการดูแลผู้สูงอายุ คณภาพชีวิต และ
การชว่ ยเหลอื ด้านปัญหาอืน่ ๆ แกผ่ ู้สูงอายทุ ม่ี ีภาวะพง่ึ พิง
133
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68
3.2 การนำนโยบายสกู่ ารปฏบิ ัติมีความชดั เจนและเปน็ ระบบ
1) ผู้บรหิ าร ผู้บริหารส่วนต่างๆ ที่เก่ียวขอ้ งกับการดำเนินนโยบายผสู้ ูงอายุระยะยาว ต้องทำความเข้าใจและ
มีความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน มีเข็มมุ่งในการพัฒนาสนับสนุนการจัดระบบการดูแลผู้สูงอายุและติดตามการดำเนินงาน
อย่างตอ่ เนื่อง เพ่ือประโยชนส์ งู สุดแกป่ ระชาชนในพืน้ ที่
2) ทศั นคติของผูป้ ฏิบตั ิ ควรมีการทำความเข้าใจ และคัดเลอื กผูป้ ฏิบัติงานทีม่ คี วามรู้ความสามารถ และมจี ิต
อาสาในการดำเนินงานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวของตำบล ในฐานะผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (CM) และผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ดูแล
ผู้สูงอายุ (CG)
3) การบริหารจัดการ คณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการ บริหารจัดการการดำเนินนโยบายโดยใช้หลัก
ธรรมาภิบาล ซือ่ ตรง โปร่งใส ติดตาม นิเทศงานอย่างสมำ่ เสมอ
4) ทรพั ยากร ควรมกี ารทบทวนทรพั ยากรทีใ่ ชใ้ นการดำเนนิ นโยบายการดูแลผอู้ ายุระยะยาว ซึ่งประกอบด้วย
กำลังคน งบประมาณ ทรัพยากรด้านสุขภาพ และสวัสดิการชุมชน และกำหนดแผนในการพัฒนาพร้อมทั้งจัดเตรียม
ความพร้อมของทรัพยากรใหส้ ามารถดำเนินการไดอ้ ยา่ งต่อเนือ่ ง เป็นปัจจุบนั
5) การมีส่วนร่วมของประชาชน ควรมีการชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชน และจัดทำประชาคมแสดง
ความคิดเห็นรว่ มกนั ของประชาชนในชมุ ชน เพ่ือสรา้ งการมสี ่วนร่วมของประชาชนในการดแู ลผูส้ ูงอายุระยะยาวในชมุ ชนอยา่ ง
ยั่งยนื โดยชุมชนต่อไป
อภิปรายผลการศึกษา
จากการศึกษาเร่ือง “การนำนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวสู่การปฏิบัติ ขององค์การบริหารส่วนตำบลสะเดา
ใหญ่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ” ผลการศึกษาทั้งหมดผู้วิจัยนำเสนอประเด็นท่ีสำคัญเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์
การศกึ ษา ดังน้ี
สภาพการณ์ปัจจุบันของการนำนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวไปปฏิบัติขององค์การบริหารส่วนตำบลสะเดา
ใหญ่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
1) นโยบายการดแู ลผอู้ ายรุ ะยะยาวของตำบลสะเดาใหญ่
จากการศึกษาพบว่า นโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวของตำบลสะเดาใหญ่มีองค์การบริหารส่วนตำบลสะเดา
ใหญ่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวในตำบลสะเดาใหญ่ โดยมีกลไกในการดำเนินการและ
การบริหารจัดการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพฯ ตามประกาศ คณะกรรมการหลักประกัน
สุขภาพแหง่ ชาติ เรอื่ ง การกำหนดหลักเกณฑเ์ พือ่ สนบั สนนุ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ดำเนนิ งานและบรหิ ารจดั การกองทุน
หลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรอื พื้นท่ี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 ประกอบด้วยคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพ
ตำบลสะเดาใหญ่ คณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิง คณะกรรมการศูนย์
พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุผู้มีภาวะพึ่งพิงและคนพิการ ผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care manager: CM) และผู้ดูแล
ช่วยเหลือผู้สูงอายุ (Caregiver: CG) โดยมีการออกระเบียบข้อบังคับของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุหรือผู้พิการตำบล
สะเดาใหญ่ในการควบคมุ กำกับการดำเนินงาน โดยมเี ป้าประสงคเ์ พ่ือให้ผู้สูงอายทุ ุกคนได้รับการคดั กรอง และได้รับการดูแล
อยา่ งเหมาะสม โดยมีการจัดทำแผนกลยทุ ธข์ องคณะกรรมการกลุ่มตา่ งๆ และภาคีเครือขา่ ยท่ีเกี่ยวขอ้ งเพื่อจัดทำแผนการดูแล
ทจ่ี ำเพาะสำหรับผู้สงู อายแุ ต่ละราย (Individual Care plan) จัดบริการทเ่ี ชอ่ื มโยงกับบรกิ ารทางการแพทย์ของทีมสหวชิ าชีพ
และบริการทางด้านสังคมให้แก่ผู้สูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิงในตำบลสะเดาใหญ่ สอดคล้องกับการศึกษาของ กฤตวรรณ สาหร่าย
(2560) ที่กล่าวถึงรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในประเทศไทยว่าเกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานหลักประกัน
สุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆ ใน
ชมุ ชน โดยมีเครือขา่ ยสขุ ภาพในชุมชนทส่ี ามารถสนบั สนุนการดำเนนิ งาน เชน่ อาสาสมคั รสาธารณสขุ (อสม.) อาสาสมัครดูแล
134
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
ผู้สูงอายุ (อผส.) ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนชมรมผู้สูงอายุที่ มีการจัดต้ังในทุกพ้ืนท่ี เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแล
อย่างเหมาะสม รูปแบบระบบการดูแลระยะยาวสำหรับ ผู้สูงอายุ คือ การใช้โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการและใช้ชุมชนเป็น
ฐานในการดูแลระยะยาวสำหรบั ผู้สูงอายุ อย่างไรกต็ ามอาจมีข้อจำกัดในเรอ่ื งของนโยบายสกู่ ารปฏิบัตทิ ี่ยังไม่มีความชัดเจนใน
บางประเด็น เช่น จัดสรรงบประมาณ ระเบียบการเบิกจ่ายเงินหรือความซ้ำซ้อนของบุคลากรในการดูแลระยะยาวและเป็น
การบริการเชิงรับมากกว่าเชิงรุก ข้อเสนอแนะควรศึกษาปัญหาของการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ แก้ไขระเบียบกฎหมายให้มี
ความชัดเจนและเน้นการดแู ลเชิงป้องกนั มากกวา่ การรกั ษาพยาบาล
2) การนํานโยบายไปสูก่ ารปฏบิ ัติ
จากผลการศึกษาที่พบว่า ผู้บริหารองค์กรส่วนต่างๆ ผู้นำชุมชน มีความคิดเห็นตรงกันในการพัฒนา สนับสนุน
การจัดระบบการดูแลผู้สูงอายุระยาวของตำบลสะเดาใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล รวมท้ังผู้ปฏิบัติงานผู้ปฏิบัติงาน
ต่างเห็นชอบและมีความยินดีในการดูแลระยะยาวในผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (CG)
ซึ่งระบบการบริหารจัดการจะผ่านคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (CM)
จะเป็นผู้คัดกรองผู้สูงอายุตามเกณฑ์การประเมิน ADL และจัดทำ Care Plan เพ่ือให้ผู้ดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ (CG) ที่ผ่าน
การอบรม เป็นผู้ดำเนินการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิง ทั้งนี้ Care Plan จะถูกนำเสนอให้กับคณะกรรมการและ
คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการดำเนินงาน ท้ังนี้ในการดำเนินงาน หน่วยงานมีความพร้อมของ
ทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวตำบลสะเดาใหญ่ ซ่ึงประกอบด้วย กำลังคน งบประมาณ
ทรพั ยากรด้านสขุ ภาพ และสวสั ดกิ ารชมุ ชน ซ่ึงการดำเนินงานเปน็ ความร่วมมอื ขององค์กรภาครฐั เปน็ หลัก การมสี ว่ นร่วมของ
ประชาชนในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในชุมชนค่อนข้างน้อย สอดคล้องการศึกษาของ ภาสกร สวนเรือง และคณะ (2561)
โดยพบว่ากระบวนการทำงานในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่เปล่ียนแปลงอย่างเห็นได้ชัดหลังมีนโยบาย คือ ผู้ช่วยเหลือดูแล
ผสู้ ูงอายุมีองค์ความรูแ้ ละทกั ษะต่างๆ ในการดแู ลผู้สูงอายุ ภาวะพึง่ พงิ เพ่ิมมากข้นึ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการชว่ ยดแู ลผสู้ ูงอายุตาม
กจิ วัตรประจำวนั การแก้ปัญหาสขุ ภาพ การดแู ลเรื่องสขุ าภบิ าลและสง่ิ แวดลอ้ มท่ีบ้านของผู้สูงอายุมีการทำงานเปน็ ทีมมากขึ้น
โดยมีระบบพ่ีเลี้ยงและบัดดี้มีรูปแบบในการทำงานท่ีชัดเจนขึ้น เห็นได้ชัดจากการทำงานตามแผนการดูแลผู้สูงอายุรายบุคคล
(care plans) ที่มีแผนการทำงาน มีรายละเอียดของผู้สูงอายุที่ให้การดูแล รวมท้ังเป้าหมายในการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟู
ผู้สูงอายุให้สามารถช่วยเหลือตัวเอง ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้นตามความเหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละราย ภายใต้การให้
คำปรึกษาดูแลของผู้จัดการระบบการดูแล ระยะยาวด้านสาธารณสุข (care managers) และการทำงานร่วมทีมสหวิชาชีพ
ที่สอดคล้องกับความต้องการการรบั บริการของผู้สูงอายุแตล่ ะราย
ปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาการนำนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวไปปฏิบัติขององค์การบริหารส่วน
ตำบลสะเดาใหญ่ อำเภอขุขนั ธ์ จังหวัดศรีสะเกษ
จากผลการศึกษาท่ีพบว่า ปญั หาและอุปสรรคท่ีสำคัญในการนำนโยบายการดูแลผอู้ ายุระยะยาวตำบลสะเดาใหญ่ไป
ปฏบิ ตั ิจำแนกเปน็ 1) ปัญหาด้านการบริหารจดั การ ได้แก่ ความลา่ ชา้ ในการดำเนนิ งาน และปัญหาด้านการนเิ ทศ ตดิ ตาม และ
ประเมินผล 2) ปัญหาด้านการปฏิบัติงาน ได้แก่ จำนวน CG ไม่เพียงพอ และขาดการพัฒนาศักยภาพตามความเหมาะสม
ดังนั้น แนวทางในพัฒนาการนำนโยบายการดูแลผู้อายุระยะยาวไปปฏิบัติจึงควร มีนโยบายที่จริงจังและต่อเน่ือง โดยมี
การกำหนดบทบาทหน้าท่ี โครงสร้างองค์กร ระเบียบ/ข้อบัญญัติ การลำดับขั้นตอนของนโยบาย การถ่ายทอดนโยบาย และ
การสรา้ งความรว่ มมือในการดำเนินนโยบาย เพ่ือให้นโยบายการดูแลผู้สงู อายมุ ีความชัดเจน มกี ารดำเนนิ งานท่สี ามารถปฏิบตั ิ
ไดจ้ ริง บนขอ้ มลู พ้ืนฐานของประชาชนในพื้นท่ี มีการจดั การในการนำนโยบายสกู่ ารปฏิบัติที่มคี วามชัดเจนเป็นระบบ ผบู้ รหิ าร
ผู้ปฏิบัติงาน ต้องมีเข้มมุ่งและเป้าประสงค์เดียวกัน มีการบริหารจัดการโดยใช้หลักธรรมาภิบาล มีการจัดเตรียมความพร้อม
ของทรัพยากรให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเน่ือง เป็นระบบ และสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งใน
การดำเนินงาน ต้องเป็นไปตามนโยบายและกฎระเบียบข้ันตอนอย่างเคร่งครัด ดังแนวคิดสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะ
พ่ึงพิงของ อญั ชิษฐฐา ศิริคำเพง็ และ ภักดี โพธิ์สิงห์ (2560) ที่กลา่ วถงึ การดูแลผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิงในยุคประเทศไทย 4.0
135
รายงานสบื เน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68
คือ PIOEH ซ่ึงประกอบด้วย 1) P = Policy การมีนโยบายสาธารณะที่จริงจังและต่อเน่ือง 2) I = Innovation & Technology
เน้นการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อจัดบริการดูแลผู้สูงอายุ 3) O = Green Organization การจัดองค์กรที่เป็นมิตร
สำหรบั ดแู ลผู้สงู อายุ 4) E = Elderly มีชมรมผ้สู ูงอายคุ รอบคลุมทุกหมูบ่ า้ น และ 5) H = Human Resource Development มกี าร
พัฒนา ศักยภาพบุคคลถึงระดับครอบครัว เป็นการมุ่งเน้นให้มีนโยบายสาธารณะท่ีมีประสิทธิภาพและเหมาะสม เอื้อต่อ
การกระตุ้นให้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้จัดระบบบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวท่ีมีภาวะพ่ึงพิงในยุคประเทศไทย 4.0
และการศึกษาของ นพณพิชญ์ ศรีรตั นประชากูล และคณะ (2563) ดำเนินการศกึ ษา ซ่ึงผลการศึกษา การพฒั นากระบวนการ
ท่ีมีความเหมาะสมกับการดำเนินงานในพ้ืนที่มี 6 ขั้นตอน คือ (1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานบริบทของพ้ืนที่และวิเคราะห์
สภาพการณ์ (2) จัดประชุมวางแผนเชงิ ปฏิบัติการ (3) กำหนดโครงการ 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาศักยภาพกองทุนดูแล
ระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผสู้ ูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพงิ และโครงการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผูส้ ูงอายุทม่ี ีภาวะ
พ่ึงพิง ซ่งึ ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมท่ี 1 การประชุมเชิงปฏิบัติการ กิจกรรมที่ 2 การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง
ตามแผนการดูแลรายบุคคล กิจกรรมที่ 3 การติดตาม ประเมินผลและการรายงานผลการดำเนินงาน (4) ดำเนินงานตาม
โครงการที่ได้วางแผนไว้ (5) ติดตาม นิเทศ สนับสนุนการปฏิบัติตามโครงการ (6) สรุปผลและประเมินผล ข้อเสนอแนะกลับ
ไปสกู่ ารพัฒนา ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวทำให้ผู้สงู อายุท่ีมีภาวะพง่ึ พิงไดร้ ับการดูแลจากกองทุนและญาติ ผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้อง
มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของกองทุนฯ พร้อมท้ังกองทุนดูแลผู้สูงอายุระยะยาวได้รับการพัฒนาท่ีดีข้ึน ปัจจัยแห่ง
ความสำเร็จ คือ กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมในการแก้ไขกระบวนการดูแลผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิง มีความกระตือรือร้นตั้งแต่
เริม่ ตน้ ปฏบิ ัติงานท่ีรับผิดชอบอย่างมุง่ มัน่ ออกติดตามและประเมินผลงานทด่ี ำเนินการร่วมกนั จนบรรลุเป้าหมายทว่ี างไว้
สรุป
องค์การบริหารส่วนตำบลสะเดาใหญ่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว โดยมี
การดำเนินการและการบริหารจัดการภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ
โดยสหวิชาชพี และกลมุ่ องค์กรทั้งภาครฐั และภาคประชาชนร่วมดำเนนิ การ สอดคล้องตามระบบและกลไกการดำเนนิ งานตาม
นโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว มีการคัดกรอง การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุตามระบบตามแผนปฏิบัติงาน ซึ่งการดำเนิน
นโยบายต่างได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน แต่กลับพบปัญหาด้านการบริหารจัดการ ได้แก่ ความล่าช้าใน
การดำเนินงาน และปัญหาด้านการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล และปัญหาด้านการปฏิบัติงาน ได้แก่ จำนวน CG
ไม่เพียงพอ และขาดการพัฒนาศักยภาพตามความเหมาะสม ดังน้ัน ควรมีการทบทวนบทบาหน้าท่ีของคณะกรรมการ
คณะทำงานแต่ละชุด และรว่ มออกแบบวางแผนการดำเนินงานที่จริงจังและต่อเน่ือง มีการกำกับติดตามการดำเนินงานอย่าง
เปน็ ระบบ เพือ่ ใหก้ ระบวนการดูแลผู้สูงอายรุ ะยะยาวมคี วามตอ่ เน่ือง ยั่งยนื ตอ่ ไป
เอกสารอา้ งองิ
กฤตวรณ สาหร่าย. (2560). การศกึ ษารปู แบบการดูแลระยะยาวสำหรับผสู้ งู อายใุ นญ่ปี นุ่ และในประเทศไทย. การสัมมนา
วชิ าการระดบั ชาติด้านคนพกิ าร คร้งั ที่ 9. มหาวทิ ยาลัยหัวเฉยี วเฉลมิ พระเกยี รติ, คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์และ
สวสั ดิการสงั คม.
กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย์. (2552). แผนผู้สงู อายุแห่งชาติฉบบั ท่ี 2 (พ.ศ.2545–2564)
ฉบบั ปรบั ปรุงครงั้ ท่ี 1 พ.ศ. 2552 (พิมพ์ครง้ั ท่ี 1). กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์เทพเพญ็ วานิสย์.
กระทรวงสาธารณสุข, สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์. (2559). ยุทธศาสตรต์ ัวชวี้ ดั และแนวทางการจัดเก็บข้อมลู กระทรวง
สาธารณสขุ ปีงบประมาณ พ.ศ.2559. กรุงเทพฯ: สำนกั นโยบายและยุทธศาสตร์.
136
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68
ฐิวรา โรจนสกลุ เกต. (2556). ทัศนคตขิ องประชาชนทีม่ ตี อ่ การดาํ เนนิ นโยบายของรัฐบาล นางสาวยง่ิ ลักษณ์ ชินวัตร: ศกึ ษา
กรณีชาวจงั หวัดอุบลราชธานี. (สารนพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑติ ). มหาวทิ ยาลัยเกริก, วทิ ยาลยั สอ่ื สารการเมอื ง,
สาขาวชิ าการสือ่ สารการเมือง.
เดวดิ อสิ ตัน. (2564). ทฤษฎีนโยบายสาธารณะของเดวดิ อีสตนั . สบื คน้ จาก https://nakhonsawanresearch.blogspot.com/
2012/10/blog-post_30.html
นพณพิชญ์ ศรรี ตั นประชากลู , วรพจน์ พรหมสตั ยพรต และ ผดงุ ศษิ ฏ์ ชำนาญบริรักษ์. (2563). การพฒั นากระบวนการดแู ล
ผสู้ ูงอายทุ ่ีมภี าวะพง่ึ พิง ภายใต้กองทุนดแู ลผสู้ ูงอายุระยะยาวขององคก์ ารบริหารส่วนตำบลปอพาน อำเภอนาเชอื ก
จงั หวดั มหาสารคาม. วารสารวิชาการสาธารณสุขชมุ ชน, 6(4), 169-183.
พัชราภรณ์ พัฒนะ. (2560). คุณภาพชวี ติ ของผ้สู ูงอายุท่ีเข้าโรงเรยี นผู้สูงอายจุ ังหวดั สระบรุ .ี (การคน้ ควา้ อสิ ระปรญิ ญา
มหาบณั ฑติ ). มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ คณะสาธารณสุขศาสตร,์ สาขาการจัดการการสร้างเสรมสขุ ภาพ.
ภาสกร สวนเรือง, อาณตั ิ วรรณศรี และ สมั ฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์. (2561). การดูแลผสู้ งู อายทุ มี่ ีภาวะพึง่ พิงของผู้ช่วยเหลือ
ในชุมชน ภายใตน้ โยบายการพัฒนาระบบการดแู ลระยะยาว ด้านสาธารณสุขสำหรบั ผ้สู งู อายทุ ีม่ ภี าวะพง่ึ พงิ .
วารสารวจิ ัยระบบสาธารณสุข, 12(3), 437-451.
มยรุ ี อนมุ านราชธน. (2549). นโยบายสาธารณะ = Public policy. กรุงเทพฯ: เอก็ ซเปอร์เนท็ .
มูลนิธสิ ถาบนั วจิ ยั และพัฒนาผสู้ งู อายไุ ทย (มส.ผส.). (2564). สถานการณผ์ ู้สงู อายไุ ทย พ.ศ. 2563. นครปฐม:
มหาวิทยาลยั มหดิ ล, สถาบนั วจิ ยั ประชากรและสังคม.
วรเดช จันทรศร. (2549). การนำนโยบายไปปฏิบตั ิ. กรงุ เทพฯ: กราฟคิ ฟอรแ์ มท.
วรรณลักษณ์ เมียนเกดิ . (2561). การวจิ ัยปฏิบตั ิการอยา่ งมสี ว่ นรว่ มเพอื่ พฒั นากลไก การจดั การดแู ลผสู้ ูงอายุรายกรณใี นตำบล
บางสีทอง จังหวดั นนทบรุ .ี วารสารสหวิทยาการ วทิ ยาลยั สหวทิ ยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 15(2), 135-175.
สถาบันวจิ ยั ระบบสาธารณสุข. (2560). การวิจยั เพอ่ื พัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (Long-term care) สำหรบั ผู้สงู อายุ
ทมี่ ีภาวะพ่งึ พิงภายใต้ระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแห่งชาติ. รายงานวจิ ยั .
สมบตั ิ ธำรงธญั วงศ.์ (2549). นโยบายสาธารณะ: แนวความคิด การวเิ คราะหแ์ ละกระบวนการ (พมิ พค์ ร้ังท่ี 14). กรุงเทพฯ:
เสมาธรรม.
สมัชชาสขุ ภาพแห่งชาติ. (16 พฤศจิกายน 2552). การพฒั นาระบบการดูแลระยะยาวสำหรบั ผู้สูงอายทุ ี่มีภาวะพึง่ พิง.
สมัชชาสุขภาพแห่งชาติครง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ: กองนติ ิกรณ์.
สำนกั งานเลขาธิการสภาผแู้ ทนราษฎร. (2561). สงั คมผู้สูงอายุกบั การขับเคลือ่ นเศรษฐกิจไทย. สบื คน้ จาก
https://library2.parliament.go.th/ejournal/content_af/2561/jul2561-1.pdf.
สำนกั งานหลักประกันสุขภาพแหง่ ชาต.ิ (2559). คู่มือสนับสนนุ การบรหิ ารจดั การระบบบรกิ ารดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข
สำหรบั ผูส้ ูงอายทุ ีม่ ีภาวะพึ่งพิงในระบบหลักประกนั สขุ ภาพแห่งชาติ. กรงุ เทพฯ: สำนักงานหลักประกันสขุ ภาพแหง่ ชาต.ิ
อญั ชิษฐฐา ศริ คิ ำเพ็ง และ ภกั ดี โพธิ์สิงห์. (2560). การดูแลผสู้ ูงอายรุ ะยะยาวทม่ี ีภาวะพึ่งพงิ ในยุคประเทศไทย 4.0.
วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 17(3), 235-243.
James, E. Anderson. (1970). Public Policy Making. USA: Longman Publication.
Kane, R. A. (1999). Goals of Home Care: Therapeutic, Compensatory, Either, or Both? Journal of Aging and
Health, 11(3), 299-321.
WHO. (2015). chapter 5 Long-term-care systems in World Report on Ageing and Health. WHO, Geneva.
137
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
ปญั หาและความตอ้ งการของผสู้ ูงอายุในภาวะพึ่งพงิ ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก
Problem and needs for the dependence elderly in Phisanulok municipality
ศริ วิ รรณ โอ่งวัน1
Siriwan Ongwan2
ภชุ งค์ เสนานุช3
Puchong Senanuch4
Abstract
Supporting dependent elderly people regionally in order to provide them sufficient fundamental
welfares benefits must cover all their problems and needs. This research aims to study the problems and
needs of dependent elderly people or caretakers along with studying the correlation among general data,
problems, and needs of dependent elderly people or caretakers, which have been selected by multistage
sampling method from 4 different districts under the Phitsanulok Municipality’s jurisdiction in a total of
177 people.
The result of the study indicates that the factors of dependent elderly people’s problems from
most to least significant are Environment, Health, Economy, Society, and Mental respectively. The mean
(x̄) of dependent elderly people’s needs of Physical Care at Phitsanulok Municipality’s Elderly Care Center
is at 4.21, and The Need of Provisioning Elderly Services and Social Care is at 4.00. Moreover, comments
in open-ended questions show that there has been a proposal to establish services that support and
provide elderly care and fund to purchase important appliances for dependent elderly people.
The correlation between problems and needs of dependent elderly people indicates that the
Significant Coefficient (r) between Economy and The Need of Provisioning Sufficient Social Care and
Ensuring Sufficient Income has a strong association at (r=.664**). The correlation between general data
and the needs of dependent elderly people discovers that different sample groups have similar needs of
sufficient elderly services, social care, and income. Also, the Statistical Significance (p-value) between
different districts under the Phitsanulok Municipality’s Elderly Care Center’s authority and The Need of
Good Environment and Necessary Appliances has the results yielding at p-value of .05. The study suggests
that determining a regional long-term dependent elderly care policy must consider individual problems
and needs along with the context of the area and must set up a legible work plan that is suitable with
the target and area of the operation.
Keyword: Dependent Elderly, Dependent Elderly People’s Problems, Dependent Elderly People’s Needs
บทคดั ยอ่
การปฏิบัติงานกับกลุ่มผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงระดับพื้นที่ เพื่อให้เข้าถึงสวัสดิการข้ันพ้ืนฐานที่พึงจะได้รับ ต้อง
ครอบคลมุ กบั สภาพปัญหาและความต้องการ ดังนัน้ การศกึ ษาครั้งนจ้ี งึ มีวัตถปุ ระสงคเ์ พ่อื ศึกษาสภาพปญั หาและความต้องการ
ของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแล รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทั่วไป สภาพปัญหาและความต้องการของ
ผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือใน
1 นักศึกษาปรญิ ญาโทหลกั สูตรสงั คมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
2 Master of Social Work (M.S.W.) , The Faculty of Social Administration, Thammasat University
3 ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร., อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
4 Assistant Professor Dr., Lecturer, Faculty of Social Administration, Thammasat University
* Corresponding author: [email protected]
138
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
การศึกษา ซ่ึงมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้สูงอายุท่ีอยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือผู้ดูแลในพ้ืนท่ีเทศบาลนครพิษณุโลก ท้ังหมด 4 โซน
จำนวน 177 ราย ใช้วธิ กี ารสมุ่ ตวั อย่างแบบหลายข้นั ตอน
ผลการศึกษา พบว่า สภาพปัญหาของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก มากท่ีสุด คือ ด้าน
สภาพแวดล้อม รองลงมาคือ สภาพปัญหาด้านร่างกาย ดา้ นเศรษฐกิจ ดา้ นสังคม และน้อยทสี่ ุด คือ ด้านจิตใจ ตามลำดบั ดา้ น
ความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงหรือผู้ดูแลต่อการรับบริการจากศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุสังกัดเทศบาลนครพิษณุโลก
พบวา่ มีความต้องการดา้ นการดูแลสุขภาพในการดูแลร่างกาย มากที่สดุ คา่ เฉล่ียรวม 4.21 และรองลงมา คือ มีความต้องการ
ด้านการจัดบริการทางสังคม ในการสนับสนุนทางสงั คมและเครอื ข่ายความร่วมมอื คา่ เฉลย่ี รวม 4.00 และจากการแสดงความ
คิดเห็นเพมิ่ เตมิ พบวา่ มกี ารเสนอใหจ้ ัดบริการในรปู แบบการช่วยเหลือ จัดหา หรอื จัดต้ังกองทนุ สำหรับจัดซื้อสง่ิ ของเครอ่ื งใชท้ ่ี
จำเป็นสำหรบั ผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพงิ มากท่สี ุด
ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุ พบว่า สภาพปัญหาของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง
ด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต้องการด้านการจัดบริการทางสังคมประเด็นการคุ้มครองทางเศรษฐกิจและ
การประกันรายได้โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง (r=.664**) และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทั่วไปกับความต้องการของ
ผู้สูงอายุ พบว่า ประเภทของกลุ่มตัวอย่างท่ีแตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับความต้องการด้านการจัดบริการทางสังคม ประเด็น
การสนับสนุนทางสังคมและเครือข่ายความร่วมมือ และการคุ้มครองทางเศรษฐกิจและการประกันรายได้ และโซนความรับผิดชอบ
ของศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุสังกัดเทศบาลนครพิษณุโลกที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับความต้องการด้านการจัดบริการทางสังคม
ประเด็นการสนับสนุนทางสังคมและเครือข่ายความร่วมมือ และความต้องการสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์เคร่ืองใช้ท่ีจำเป็น
อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิท่ี 0.05 โดยข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา พบว่า การกำหนดนโยบายเพื่อการดแู ลระยะยาวสำหรับผสู้ งู อายุ
ในภาวะพ่ึงพิงระดบั พื้นที่ ต้องคำนึงถงึ สภาพปัญหาและความต้องการรายบุคคล รวมถึงบรบิ ทของพ้ืนท่ี ซ่ึงการกำหนดนโยบายต้องมี
การกำหนดแผนการดำเนินงานท่มี ีความชัดเจนและเหมาะสมกับพน้ื ที่และกลุ่มเป้าหมายทีป่ ฏิบัติงานดว้ ย
คำสำคญั : ผสู้ ูงอายทุ อี่ ย่ใู นภาวะพง่ึ พิง, สภาพปญั หาท่พี บของผสู้ งู อายใุ นภาวะพง่ึ พงิ , ความตอ้ งการของผู้สงู อายุในภาวะพง่ึ พงิ
บทนำ
ปจั จุบนั โครงสร้างของประชากรโลกได้เปลีย่ นแปลงไปอยา่ งรวดเร็ว ภมู ิภาคต่างๆ ทั่วโลกกำลงั เผชิญปัญหาผู้สูงอายุ
มีจำนวนเพ่ิมขึน้ อย่างต่อเน่ือง เชน่ เดยี วกับประเทศไทยท่ีโครงสร้างประชากรเปลย่ี นแปลงตามโครงสร้างประชากรโลกท่ีกำลัง
ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุหรือสังคมสูงวัย (Aged Society) โดยจากการสรุปรายงานผลการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย
ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปี พ.ศ.2562 พบว่า ประเทศไทยเริ่มต้ังแต่ปี พ.ศ.2550
ทมี่ จี ำนวนประชากรอายุ 60 ปีข้ึนไป มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด และนอกจากนี้สภาพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม
แห่งชาติคาดการณ์ปริมาณผู้สูงอายุในประเทศไทยในปี พ.ศ.2568 จะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพ่ิมขึ้นร้อยละ 20 ของ
ประชากรทวั่ ประเทศ จะทำให้ประเทศไทยเขา้ ส่กู ารเป็นสงั คมผสู้ งู อายโุ ดยสมบรู ณ์ ซ่ึงมีความสอดคลอ้ งกับโครงสรา้ งประชากร
ในเขตพ้ืนที่รบั ผิดชอบของเทศบาลนครพิษณุโลกที่แนวโน้มของประชากรผู้สูงอายเุ พิ่มมากข้ึนอย่างตอ่ เน่ือง ซึ่งจากขอ้ มูลของ
สำนักทะเบียน เขตพื้นท่ีท้องถิ่นเทศบาลนครพิษณุโลก ปีงบประมาณ 2563 พบว่า ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก มีจำนวน
ประชากรผสู้ ูงอายุคิดเปน็ รอ้ ยละ 25.12 ของประชากรทั้งหมด ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเริ่มตระหนักและร่วมกันวางแผน รวมถึง
กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบของการเปล่ยี นแปลงท่ีเกดิ ขนึ้ เพื่อดูแลและให้บริการแกก่ ลุ่มผู้สงู อายุใหส้ ามารถดำเนนิ ชวี ิต
ในสังคมได้อย่างมีความสุข และได้รับการจัดสวัสดิการขั้นพ้ืนฐานตามสิทธิท่ีพึงได้รับ และมีมาตรการสำหรับรองรับกลุ่ม
ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งน้ีศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุสังกัดเทศบาลนครพิษณุโลก
ซ่ึงเป็นหน่วยงานระดับพ้ืนท่ีในการจัดสวัสดิการข้ันพ้ืนฐานและให้บริการแก่กลุ่มผู้สูงอายุในพ้ืนท่ีรับผิดชอบของเทศบาลนคร
พิษณุโลก จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุระดับพื้นที่ให้ตอบสนองความต้องการและความจำเป็นข้ัน
พนื้ ฐานของผสู้ ูงอายุ
139
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68
ซึ่งการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุดังกล่าวยังมีความสอดคล้องกับแนวคิดความต้องการของผู้สูงอายุที่อธิบายถึง
ความต้องการของผู้สูงอายุด้านตา่ งๆ เพ่ือตอบสนองกับสภาพปัญหาท่ีเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุและบริบทของพื้นที่ และดำเนินงาน
ภายใต้ภารกิจขององคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีเชื่อมโยงกับยทุ ธศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้องกบั การบรหิ ารองคก์ ร โดยกลุ่มเป้าหมายทีม่ ี
ความท้าทายในการปฏิบัติงาน ได้แก่ การปฏิบัติงานกับกลุ่มผู้สูงอายุ ท่ีอยู่ในภาวะพ่ึงพิง ซ่ึงเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถช่วยเหลือ
ตนเองในการดำเนินชีวิตประจำวันได้หรือช่วยเหลือตนเองได้เพียงเลก็ นอ้ ย ทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มดังกล่าวมอี ุปสรรคในการเข้ามา
ขอรับบริการในหนว่ ยงานรัฐได้และเป็นกลุม่ เป้าหมายทจี่ ะต้องได้รับการดูแลคุณภาพชีวิตมติ ิตา่ งๆ รวมถึงส่งเสริมสุขภาวะทด่ี ี
ในระยะยาว และเพื่อให้บริการ กบั กลุ่มเป้าหมายดงั กล่าวสอดคล้องกับแนวคิดความต้องการของผู้สูงอายุมากทีส่ ุด จึงมคี วาม
จำเป็นอยา่ งยิง่ ท่จี ะตอ้ งศึกษาสภาพปัญหาและความตอ้ งการที่แทจ้ รงิ ของกลุ่มเป้าหมายต่อไป
วัตถุประสงคก์ ารศกึ ษา
(1) เพอื่ ศกึ ษาสภาพปัญหาทพี่ บของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพงิ ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก
(2) เพ่ือศึกษาความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงหรือผู้ดูแลในการรับบริการจากศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุสังกัด
เทศบาลนครพษิ ณุโลก
(3) เพื่อศกึ ษาข้อมูลท่วั ไป สภาพปญั หา ท่ีมคี วามสัมพันธ์กับความตอ้ งการของผ้สู งู อายุในภาวะพงึ่ พิงหรอื ผู้ดแู ล ด้าน
การดแู ลสขุ ภาพและด้านการจดั บรกิ ารสังคม
สมมตฐิ านการศกึ ษา
(1) สภาพปัญหาท่ีพบของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงมีความสัมพันธ์กับความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงหรือ
ผู้ดูแล ด้านการดูแลสขุ ภาพและด้านการจัดบริการสังคม
(2) ข้อมูลท่ัวไป มีความสัมพันธ์กับความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแลด้านการดูแลสุขภาพและดา้ น
การจดั บรกิ ารสงั คม
ขอบเขตการศึกษา
ขอบเขตด้านเนื้อหา ศึกษาถึงประเด็นสภาพปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงท่ีมีผลต่อการจัดบริการ
ของศูนยส์ ขุ ภาพผ้สู ูงอายสุ งั กดั เทศบาลนครพษิ ณโุ ลก ซ่ึงสอดคล้องกบั แนวคดิ ทฤษฎตี า่ งๆ ด้านการปฏบิ ัตงิ านกบั กลมุ่ ผู้สงู อายุ
ในภาวะพ่ึงพิง และสอดคล้องกับหลักการของการจัดสวัสดิการสังคมข้ันพ้ืนฐานและหลักสุขภาวะท่ีดีของผู้สูงอายุ โดย
ดำเนนิ งานภายใต้ภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ และเชอ่ื มโยงกับยุทธศาสตร์ทเ่ี ก่ียวข้องกบั การบริหารองคก์ ร
ขอบเขตด้านประชากรที่ศึกษา ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุท่ีอยู่ในภาวะพ่ึงพิงในพ้ืนท่ีเทศบาลนครพิษณุโลก หรือในกรณี
ท่ีผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงไม่สามารถตอบคำถามในแบบสอบถามได้ ผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง
แทน โดยการเก็บแบบสอบถามจะแบ่งตามโซนรับผิดชอบของศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุทั้งหมด 4 โซน ครอบคลุม 64 ชุมชน
จำนวน 177 ราย
แนวคดิ ทฤษฎี และทบทวนวรรณกรรมที่เกย่ี วข้อง
การศกึ ษาในครั้งนี้ผูว้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กย่ี วข้องในเร่อื งต่างๆ ซ่งึ มสี าระสำคญั โดยสงั เขป ดังน้ี
1. แนวคิดเกย่ี วกบั ผสู้ งู อายแุ ละการดูแลผสู้ งู อายุในภาวะพ่ึงพิง
1.1 นยิ ามคำว่าผสู้ งู อายุ
นริสรา พึ่งโพธิ์สภ และคณะ (2555, น. 6) ได้ให้นิยามของผู้สูงอายุว่า บุคคลท่ีมีอายุ 60 ปี ขึ้นไปและการจำแนก
ความสูงอายุสามารถพิจารณาได้จาก 1) ความสูงอายุด้านชีวภาพเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย 2) ความสูงอายุด้านจิตวิทยา
140
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
เปน็ ความสามารถของบคุ คลในการปรับตวั ให้เข้ากับส่ิงแวดล้อมท่ีเปลย่ี นแปลงไป 3) ความสงู อายดุ ้านสังคม เป็นบทบาทหรือ
ความสามารถในการทำหนา้ ท่ีทางสงั คมและ 4) ความสงู อายดุ า้ นกฎหมาย คือ เกณฑ์การกำหนดความสูงอายุตามปฏิทินซง่ึ จะ
แตกต่างไปตามสังคมและวฒั นธรรมของแต่ละประเทศ
องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดความหมายของผู้สูงอายุว่าหมายถึง บุคคลหรือกลุ่มประชากรท่ีมีอายุตาม
ปฏิทินต้ังแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเกณฑ์อายุเร่ิมต้น จากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การนิยามความหมายของผู้สูงอายุจะถูก
กำหนดด้วยเกณฑ์ของอายุต้ังแต่ 60 ปีข้ึนไปของประชากรท้ังชายและหญิง อีกทั้งยังเป็นช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงในด้าน
ต่างๆ เช่น ด้านร่างกาย ด้านจิตวิทยา ด้านสังคม และด้านอื่นๆ ที่มีความถดถอย และได้มีการจัดกลุ่มผู้สูงอายุ จากตัวช้ีวัด
สำคัญท่ีบ่งบอกให้ทราบถึงภาวการณ์พึ่งพิงหรือสุขภาพของการทำงานของร่างกาย (Functional health) ท้ังนี้ลักษณะของ
การจัดกลุ่มผู้สูงอายุจะแบ่งตามลักษณะของการพึ่งพาตนเอง และการพ่ึงพิงบุคคลอ่ืนในชีวิตประจำวัน เพ่ือสอดคล้องกับ
ความต้องการดา้ นการดแู ลและการจัดบรกิ ารชว่ ยเหลอื ดูแลทสี่ งั คมควรจดั ใหไ้ ดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพต่อไป
1.2 การดูแลผสู้ ูงอายุและการดแู ลระยะยาวสำหรับผสู้ ูงอายุในภาวะพึง่ พงิ
สายฤดี วรกิจโภคาทร และคณะ (2550) และ นารีรัตน์ จิตรมนตรี และคณะ (2552) อธิบายถึงการดูแล
ผู้สูงอายุท่ีจำแนกตามลักษณะการดูแลโดยบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กร โดยการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งเป็นการดูแล
และเลี้ยงดูผู้สูงอายุในเรื่องต่างๆ ปัจจัยที่เอ้ือต่อการสนับสนุนในการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว คือ การคัดเลือกผู้ดูแลหลัก
ที่เหมาะสม และการดูแลแบบองค์รวม บนพ้ืนฐานของความรักหรือความกตัญญู การดูแลผู้สูงอายุในสถาบันจะต้องมีการ
กำหนดมาตรการแผนงานและนโยบายต่างๆ เพื่อดแู ลผูส้ งู อายุในครอบครัว
ศศิพัฒน์ ยอดเพชร และคณะ (2552) ได้อธิบายถึงการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง ไว้ว่า
เป็นการจัดบริการด้านสุขภาพและสังคมท่ีมีรูปแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อตอบสนองความต้องการได้รับ
ความช่วยเหลือของผู้ประสบภาวะยากลำบาก ท่ีเกิดจากการเจ็บป่วยเร้ือรัง การประสบอุบัติเหตุ ความพิการต่างๆ และ
กลุ่มผู้สูงอายุที่ไมส่ ามารถช่วยเหลือตนเองในชีวติ ประจำวนั ได้
จะเห็นได้ว่าลักษณะการดูแลผู้สูงอายุไว้ 2 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะการดูแลผู้สูงอายุรูปแบบทั่วไปและ
ลักษณะการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ แนวคิดการดูแลผู้สูงอายุรูปแบบท่ัวๆ ไป
จะแบ่งลักษณะของการดูแลผู้สงู อายุไว้หลายรปู แบบ คือ การดูแลผู้สูงอายโุ ดยครอบครัว ชมุ ชน องคก์ ร หรอื สถาบนั ทางสังคม
ต่างๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุในรูปแบบการบูรณาการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาตามสภาพปัญหาและ
จดั บริการทางสงั คม ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายโุ ดยในเบอ้ื งต้นครอบครัวหรอื บคุ คลใกล้ชดิ จะมีบทบาทมากทีส่ ุดใน
การดูแลด้านต่างๆ ให้กับผู้สูงอายุ เป็นต้น สำหรับแนวคิดการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิง จะมุ่งเน้น
การจัดบริการสาธารณสุขและบริการสังคมท่ีจำเป็นสำหรับผู้ท่ีอยู่ในภาวะพ่ึงพิงที่ไม่สามารถช่วยเห ลือตนเองได้ในการปฏิบัติ
กจิ วัตรประจำวนั เพื่อตอบสนองกับสภาพปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง รวมถงึ ผูด้ ูแลโดยการจัดบริการ
จะมีหลายลักษณะ คือ ครอบครัว ชุมชน องค์กร หรือสถาบันทางสังคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการความร่วมมือ
การปฏิบัตงิ านรว่ มกนั ภายใตฐ้ านคิดคณุ ค่าและศักดิศ์ รขี องความเปน็ มนุษยข์ องกลมุ่ เป้าหมายในการให้บริการ
1.3 ผู้ดูแลผู้สูงอายุ
ศศพิ ัฒน์ ยอดเพชร และคณะ (2552) อธิบายวา่ ผู้ดูแลผสู้ ูงอายุในครอบครวั คอื สมาชกิ ในครอบครัว ญาติ
พนี่ ้อง ผู้เก่ียวขอ้ งอื่นๆ เป็นรูปแบบการดูแลอย่างไม่เป็นทางการหรือผู้ดแู ลตามขนบธรรมเนียม ซึ่งเปน็ กำลงั สำคัญในการดูแล
ผสู้ งู อายุในภาวะพง่ึ พงิ
ภาสกร สวนเรือง และคณะ (2561) อธิบายถึงผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุภาคทางการ หมายถึง บุคคลท่ีทำงานใน
ระบบการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ ซ่ึงจะต้องมีองค์ความรู้ ประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุ โดยผ่าน
การอบรมและไดร้ ับค่าตอบแทนอยา่ งเป็นทางการ
141
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68
จะเห็นได้ว่า จากการศึกษาสามารถแบ่งผู้ดูแลผู้สูงอายุได้ 2 รูปแบบที่สำคัญ คือ ผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว
ซึ่งเป็นบุคคลท่ีใกล้ชิดกับผู้สูงอายุมากท่ีสุดและจะต้องดูแลผู้สูงอายุตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง ทั้งน้ีจากแนวคิดการดูแล
ผู้สูงอายุในครอบครัวมีหัวใจสำคัญของการปฏิบัติตามบทบาทหน้าท่ีของผู้ดูแลผู้สูงอายุซ่ึงจะเป็นประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับ
ความรบั ผิดชอบ ศีลธรรม จริยธรรม และประเพณที เี่ ปน็ รูปแบบการปฏิบตั ิท่ีสบื ต่อกันมา ทั้งนกี้ ็ขน้ึ อย่กู ับสถานการณ์ทีเ่ กดิ ข้ึน
ความจำเป็น รวมท้ังความผูกพันระหว่างผู้ดูแลและผู้สูงอายุควบคู่กันด้วย และผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุในชุมชน เป็นแนวคิด
ภายใต้นโยบายการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิง ซ่ึงเป็นบุคคลท่ีทำงานใน
ระบบการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ โดยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการจัดบริการสุขภาวะของ
ผูส้ ูงอายุในชุมชน
2. แนวคดิ ท่เี กี่ยวข้องกับสขุ ภาวะของผสู้ ูงอายุ
บญุ โรม สุวรรณพาหุ และคณะ (2556, น. 127-138) ไดอ้ ธิบายสุขภาวะตามแนวคิดของอดัมส์ สามารถสรุปได้ว่า แนวคิดมิติ
ด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุเป็นภาวะที่บุคคลสามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสมตามบทบาททางสังคม สามารถปรับตัวกับ
สถานการณ์และส่ิงแวดล้อมได้ เป็นภาวะท่ีแต่ละบุคคลรับรู้ต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ในมิติต่างๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม
ปัญญา ผนวกกับการมองมุมมองด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุจะต้องให้ความสำคัญกับลักษณะทางกายภาพและลักษณะทา ง
สังคมของผสู้ ูงอายุ เพ่อื เปน็ พน้ื ฐานสำคญั ในการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตของกลุ่มผูส้ ูงอายุท่มี ีประสิทธิภาพ และพฒั นาระบบการจัด
สวัสดิการที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา ความต้องการ ความจำเป็นของผู้สูงอายุท่ีมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากการศึกษาแนวคิดสุข
ภาวะสะท้อนให้เห็นถึงการมีสุขภาวะที่ดีของผู้สูงอายุ ซ่ึงเป็นปัจจัยสำคัญท่ีจะพัฒนาคุณภาพชีวิตท่ีดีของผู้สูงอายุในทุกมิติ
ภายใต้กรอบแนวคดิ ของสขุ ภาวะทด่ี ตี อ่ ไป
3. แนวคดิ ความตอ้ งการของมนุษย์
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2556) ได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ไว้ 2 ด้าน ได้แก่ความต้องการทางกายภาพ
ซ่ึงเป็นความตอ้ งการทางร่างกายของมนษุ ยแ์ ละความตอ้ งการทางดา้ นจิตใจ สงั คม ซงึ่ เป็นความต้องการที่เกดิ จากสภาพสังคม
วัฒนธรรม การเรียนรู้ รวมถงึ ประสบการณ์ของแตล่ ะบคุ คล โดยเป็นแนวคดิ ท่อี ธิบายถึงความตอ้ งการของมนุษยใ์ นรูปแบบของ
ภาพรวมม่งุ เน้นอธิบายแนวคดิ ทสี่ ามารถนำมาประยกุ ต์ใช้กบั ทุกช่วงวัย
นอกจากนี้จากการศึกษา พบว่า มีนกั วชิ าการบางท่านที่ศึกษาถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม โดย
ศึกษาถึงแนวคิดความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเฉพาะและต้องได้รับการดูแลอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่ง
อ้างอิงจาก ศรีทับทิม (รัตนโกศล) พานิชพันธ์ (2534) ท่ีอธิบายถึงแนวคิดความต้องการของผู้สูงอายุไว้ว่า ความต้องการของ
ผสู้ ูงอายุมปี ระเด็นความต้องการที่สำคัญหลักๆ ได้แก่ ความต้องการด้านร่างกาย ส่วนใหญ่ผู้สงู อายุจะมีความตอ้ งการสุขภาพ
ทแี่ ขง็ แรง การรักษาพยาบาล อาหารท่ีสะอาด ท่อี ยอู่ าศัยทม่ี ีความม่ันคงปลอดภัย อากาศท่บี ริสทุ ธิ์ เป็นตน้ ความตอ้ งการด้าน
จิตใจ จะให้ความสำคัญกับประเด็น ด้านสุขภาพจิต การรับรู้ อารมณ์ เป็นต้น ความต้องการด้านสังคม ซึ่งผู้สูงอายุต้องการ
การสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และสังคม รวมถงึ การยอมรับนับถอื จากบุคคลอนื่ เป็นต้น และความตอ้ งการทางเศรษฐกิจ
โดยผู้สูงอายุต้องการรายได้ที่ใช้ในการยังชีพ เป็นต้น ซ่ึงความต้องการของผู้สูงอายุท่ีกล่าวมาข้างต้นจะพบว่า ผู้สูงอายุแต่ละ
บคุ คลจะมีความตอ้ งการท่ีแตกตา่ งกันออกไป ทัง้ นข้ี ้นึ อยู่กบั สภาพปัญหาเฉพาะของผู้สูงอายุ รวมถึงบริบททางสังคมวัฒนธรรม
และวถิ ีชวี ติ ของผสู้ ูงอายแุ ตล่ ะบคุ คลด้วย
ซง่ึ จากแนวคิดความต้องการของมนษุ ยแ์ ละความต้องการของกล่มุ ผู้สูงอายุท่กี ลา่ วมาขา้ งต้น ทำให้ภาครัฐนำมาใช้
เป็นกรอบในการจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดการจัดสวัสดิการสังคม โดยวันทนีย์
วาสิกะสิน และคณะ (2547, น. 60-61) อธิบายว่า การจัดสวัสดิการสังคมเป็นแนวคิดที่อธิบายถึงระบบการจัดบริการทาง
สังคมของรัฐที่มอบให้กับประชาชน ตั้งแต่ระดับบุคคล กลุ่มชน ชุมชน และสังคม เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและ
ความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความเท่าเทียมกันได้ในอนาคตซึ่งสวัสดิการ
สังคมของไทยสามารถ แบ่งสวัสดิการข้ันพ้ืนฐานท่ีรัฐจัดให้และท่ีประชาชนจะได้รับรวม 7 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้าน
142
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
สุขภาพอนามัย ด้านที่อยู่อาศัย ด้านการทำงานและการมีรายได้ ด้านความม่ันคงทางสังคม ด้านบริการสังคม และด้าน
นันทนาการ หากรัฐมีการจัดระบบสวัสดิการท้ังหมดได้ตามเป้าหมายท่ีวางไว้ได้จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตท่ีดีให้กับ
ประชาชนในทกุ ระดบั ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยการจัดบริการใหก้ ับกลมุ่ ผู้สูงอายทุ ่ีเป็นกล่มุ เฉพาะจงึ จำเป็นต้องคำนงึ ถึงหลัก
สวสั ดกิ ารทางสงั คม เพือ่ ตอบสนองต่อความต้องการของกลุม่ ผสู้ งู อายุให้ครอบคลมุ ทุกสภาพปญั หาและความตอ้ งการต่อไป
4. งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วขอ้ ง
ผวู้ ิจยั ได้ศึกษางานวิจัยที่เกย่ี วข้องโดยศึกษากลุ่มของงานวิจัยท่ีเช่ือมโยงกับการทำงานด้านผู้สูงอายุใน 2 ประเด็น
หลัก ไดแ้ ก่ ประเดน็ ด้านการศึกษาปัญหาและความต้องการของผสู้ งู อายแุ ละผู้ดแู ล และประเด็นด้านรูปแบบการดูแลผู้สงู อายุ
ในระยะยาว อธบิ ายไดด้ ังนี้
ประเด็นด้านการศึกษาปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุและผู้ดูแล อ้างอิงจากการศึกษาของ หมัดเฟาซี
รูบานา และ กฤษฎา มงคลศรี (2560) ได้ศึกษาเรื่อง “ความต้องการสวัสดิการสังคมของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองควนลัง
อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา” การศกึ ษาของ ปาณิศา บุณยรัตกลิน (2561) เร่ือง “การดูแลระยะยาวกลุ่มผ้สู งู อายุทม่ี ีภาวะ
พงึ่ พิงในชุมชนบทบาทของพยาบาล” และการศึกษาของ สาวิตรี พลทวี และศศิพฒั น์ ยอดเพชร (2559) เรื่อง “ลกั ษณะและ
ความต้องการของผู้ดูแลในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวของจงั หวดั สิงห์บุรี” โดยผลการศกึ ษาจากงานวิจัยท่ีอ้างอิงข้างต้น พบว่า
มีประเด็นท่ีเช่ือมโยงกัน ซ่ึงสามารถสรุปได้ว่า ช่วงวัยสูงอายุเป็นช่วงวัยท่ีมีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านร่างกาย
จิตใจ อารมณ์ และสังคม เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ผู้สูงอายุประสบปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งนี้
ระดับของปัญหาท่ีพบจะข้ึนอยกู่ ับระดบั ความสามารถในการช่วยเหลอื ตนเองของผู้สูงอายุเป็นหลัก โดยผู้ดแู ลท่ีเป็นสมาชิกใน
ครอบครัวจะเป็นหลักในการดูแลดา้ นต่างๆ ให้กับผสู้ ูงอายุซึ่งแต่ละครอบครวั จะมีรูปแบบการดูแลและสนับสนุนผู้สูงอายุตาม
ศักยภาพของแต่ละครอบครัว จากการศึกษาถึง ความต้องการของผู้สูงอายุ ความต้องการในภาพรวมจะให้ความสำคัญกับ
ความตอ้ งการด้านร่างกายหรอื ด้านสุขภาพ ความต้องการด้านความม่นั คงปลอดภัย และความตอ้ งการสงั คม เป็นต้น โดยผ่าน
การสนับสนนุ จากผู้ดแู ลและครอบครัวเปน็ หลัก
ประเด็นด้านรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว อ้างอิงจาก เจนนี่ แจ็ค และไอลานา (2543) ที่ศึกษาเร่ือง
“A Review of Long Term Care Laws in Five Developed Countries” การศึกษาของกนิษฐา บุญธรรมเจริญ และ
ศิริพันธุ์ สาสัตย์ (2551) เรื่อง “ระบบการดูแลระยะยาว: การวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อเสนอเชิงนโยบาย” การศึกษาของ
ศศิพัฒน์ ยอดเพชร และคณะ (2552) ท่ีศึกษาเร่ือง “ตัวแบบการดูแลผู้สูงอายุท่ีดีของครอบครัวและชุมชนในชนบทไทย”
การศึกษาของ วรรณรัตน์ เธียรพจีกุล (2558) ที่ศึกษาเร่ือง “การเปรียบเทียบบริการด้านการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในเขต
เมือง” การศึกษาของ จันทร์ศิริ บัวต๋า (2561) ได้ศึกษาเรื่อง การจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (LTC) ใน รพ.สต.
ชอนสมบูรณ์ อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี และการศึกษาของการศึกษาของ สัมฤทธ์ิ ศรีธำรงสวัสด์ิ และคณะ (2561)
ที่ศึกษาเรื่อง “พัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (Long-term care) สำหรับผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิงภายใต้ระบบหลักประกัน
สุขภาพแห่งชาติ” โดยผลการศึกษาจากงานวิจัยท่ีอ้างอิงขา้ งต้นพบว่า มีประเด็นท่ีเช่ือมโยงกัน ซ่ึงสามารถสรุปได้ว่า รปู แบบ
การดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวทั้งในประเทศและต่างประเทศ มักจะให้ความสำคัญกับการดูแลและการจัดบริการสุขภาพและ
บรกิ ารด้านสังคม โดยผ่านกลไกต่างๆ ในการจัดบริการและรูปแบบของการจัดบริการ จะขน้ึ อยู่กับบริบทของพ้ืนท่ีและสังคม
ทผ่ี ู้สูงอายุอาศัยอยู่ จนเกิดเป็นการพัฒนาระดบั นโยบายด้านการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุท่ีมีความชัดเจนและเป็นระบบ
มากยง่ิ ข้ึนตอ่ ไป
143
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68
กรอบแนวคิดในการศึกษา
จากการทบทวนทฤษฎี แนวคดิ และการทบทวนวรรณกรรมทเ่ี กี่ยวข้อง สามารถนำมาประมวลกรอบแนวคดิ ในการศึกษา ดงั น้ี
ขอ้ มลู ทัว่ ไป ความต้องการของผสู้ งู อายุในภาวะพึ่งพงิ
เพศ ประเภทของผู้ตอบแบบสอบถาม โซน 1. ด้านการดูแลสขุ ภาพ
ความรับผดิ ชอบของศนู ยส์ ุขภาพผสู้ งู อายุ
1.1 การดแู ลร่างกาย
อายุ สถานภาพ การศกึ ษา อาชีพ 1.2 การดแู ลจติ ใจ
2. ดา้ นการจัดบรกิ ารทางสังคม
สภาพปัญหาท่ีพบของผูส้ ูงอายุในภาวะพึ่งพงิ 2.1 การสนบั สนนุ ทางสังคมและเครือขา่ ยความรว่ มมอื
- ดา้ นรา่ งกาย 2.2 การค้มุ ครองทางเศรษฐกิจและการประกนั รายได้
- ดา้ นสังคม 2.3 สภาพแวดลอ้ มและอุปกรณเ์ ครื่องใชท้ ่ีจำเป็น
- ดา้ นจิตใจ 3. อืน่ ๆ
- ดา้ นเศรษฐกจิ
- ดา้ นสภาพแวดล้อม
- ฯลฯ
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการศึกษา.
จากภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาเร่ือง “ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงในเขตเทศบาล
นครพิษณุโลก” สามารถอธิบายไดว้ ่า ในการศึกษาครง้ั นผี้ ู้วจิ ัยไดก้ ำหนดกรอบแนวคดิ จากการทบทวนวรรณกรรมดังน้ี สภาพ
ปัญหาที่พบของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านสังคม ด้านจิตใจ ด้านเศรษฐกิจ และด้าน
สภาพแวดล้อม ประยุกต์จากแนวคิดเกี่ยวกับผู้สูงอายุและแนวคิดการเปลี่ยนแปลงของวัยสูงอายุ รวมท้ังการประยุกต์จาก
แนวคิดสขุ ภาวะตามแนวคดิ ของอดมั ส์ ซึง่ อธบิ ายถึงโมเดลสขุ ภาวะว่าด้านบนของกรวยเป็นภาวะท่ีมีสุขภาพดีหรือมีสุขภาวะใน
ดา้ นใดด้านหน่ึงมีการพฒั นาจะส่งผลให้สุขภาวะในด้านอ่นื ๆ พัฒนาด้วย ซึ่งท้งั 3 แนวคดิ ทก่ี ล่าวมาข้างตน้ เป็นแนวคดิ หลักทใ่ี ช้
เป็นกรอบในการกำหนดประเด็นคำถาม เพอ่ื ศึกษาสภาพปญั หาทเี่ กดิ ขน้ึ ของผสู้ ูงอายใุ นภาวะพ่งึ พงิ
ขัน้ ตอนและวธิ ีการศึกษา
ผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาจากการค้นคว้าเอกสาร ทั้งเอกสารราชการและเอกสารทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด
ทฤษฎี ด้านการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ รวมถึงศึกษากฎหมาย นโยบาย แผนงานท่ีเก่ียวข้องกับการดำเนินงานด้าน
ผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินและการศึกษาภาคสนาม โดยก่อนที่จะมีการศึกษาภาคสนามผู้วิจัยได้ดำเนินการ
ขอจริยธรรมการวิจัยในคน จากคณะอนุกรรมการจริยธรรมในคน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชดุ ที่ 2 สาขาสงั คมศาสตร์ และ
ได้รับการรับรองผลพิจารณาอนุมัติด้านจริยธรรมในคน เม่ือวันท่ี 24 พฤศจิกายน 2563 ตามหนังสือรบั รองเลขท่ี 097/2563
ซึง่ การศึกษาภาคสนามในคร้ังน้ี ผู้วจิ ัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามจะครอบคลุม
ตัวแปรที่ศึกษาและผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ จากการประเมินความเที่ยงตรงของเนื้อหาในข้อคำถามโดย
ผู้ทรงคณุ วฒุ ิท่มี ผี ลงานทางวิชากร ทง้ั ภายในและภายนอกมหาวิทยาลยั ทัง้ หมด 3 ท่าน โดยมีคา่ ดชั นคี วามยอดคล้องท่ียอมรับ
ไดม้ คี า่ คะแนนต้งั แต่ 0.5 ขึน้ ไป และมีการนำแบบสอบถามท่ีไดไ้ ปทดลองใช้ (Try-Out) จำนวน 30 ราย กับกลุ่มผู้สงู อายทุ ่เี ป็น
กลุ่มติดสังคมหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก และนำมาวิเคราะห์เพื่อหาความเชื่อมั่น ซึ่งมีความเชื่อม่ันรวม
144
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
ของข้อคำถามเท่ากับ 0.904 และนำแบบสอบถามที่ได้รับการตรวจสอบคณุ ภาพไปใช้ในการลงเก็บจริง โดยกลุ่มเป้าหมายใน
การเก็บข้อมูล คือ กลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพ่ึงพิงในพ้ืนที่เทศบาลนครพิษณุโลกหรือในกรณีท่ีผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิง
ไม่สามารถตอบคำถามในแบบสอบถามได้ ผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงแทน โดยการเก็บ
แบบสอบถามจะแบ่งตามโซนรับผิดชอบของศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุท้ังหมด 4 โซน ครอบคลุม 64 ชุมชน จำนวน 177 ราย
ซ่งึ ผ้วู ิจยั ได้ใช้การสุ่มตัวอยา่ งแบบให้โอกาสเท่ากัน สามารถใชโ้ อกาสของกลมุ่ ตัวอยา่ งท่อี าจถูกเลือกเปน็ ตวั อย่างเท่ากนั ซึ่งเป็น
วิธกี ารสุ่มตัวอยา่ งแบบหลายขน้ั ตอน โดยเปน็ การสมุ่ ตัวอย่างทใ่ี ชห้ ลายวิธีผสมกัน และกระบวนการลงพ้ืนทเ่ี กบ็ ข้อมลู ผูว้ ิจัยได้
ประสานงานกับเจ้าหน้าท่ีของศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุ ทั้ง 4 ศูนย์ อาสาสมัครสาธารณสุขชุม ชน และประธานชุมชน เพื่อ
ช่วยเหลือในการลงพ้ืนที่เมื่อเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซ่ึงค่าสถิติ
ท่ีนำมาวิเคราะห์ ได้แก่ การหาค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน การแสดงระดับของคะแนนเฉลี่ย
การวิเคราะห์ค่าประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ และนำข้อเสนอข้อมูลที่ได้ในรูปแบบของการบรรยายประกอบตาราง สามารถสรุปได้
ดังแผนภาพดังตอ่ ไปนี้
วธิ กี ารศึกษา ประชากรกลุม่ ตวั อยา่ ง เครอ่ื งมอื ในการศึกษา
- ค้นคว้าจากเอกสาร กำหนดขนาดของกล่มุ ตวั อยา่ ง แบบสอบถามโดยมี
- การศึกษาภาคสนาม ลักษณะแบบปลายปดิ
- จำนวนผสู้ งู อายุในภาวะพึ่งพิง
โดยใชแ้ บบสอบถาม และข้อเสนอแนะ
ทง้ั หมด 317 ราย
ขอจริยธรรมในการวจิ ยั การตรวจสอบคณุ ภาพเครอ่ื งมอื
- กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอยา่ ง - รบั การประเมนิ ความเทยี่ งตรง
ของข้อคำถามจากผู้ทรงคุณวฒุ ิ
โดยใชก้ ารคำนวณจากสตู ร
ของ Taro Yamane - นำไปทดลอง (Try-Out)
ไดข้ นาดของกล่มุ ตวั อย่าง
จำนวน 177 ราย จำนวน 30 ราย
การสุ่มตัวอยา่ ง
- สมุ่ ตัวอย่างแบบใหโ้ อกาส
เท่ากัน ไดแ้ ก่ การสมุ่ แบบหลาย
ข้ันตอน ซง่ึ เป็นการสุม่ ตวั อยา่ ง
ท่ีใชห้ ลายวธิ ีผสมกนั
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล การวิเคราะห์ขอ้ มูลโดยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
- เกบ็ ข้อมลู จากภาคสนาม จากกล่มุ ผูส้ ูงอายุในภาวะพึ่งพงิ การนำเสนอข้อมูล
หรอื ผู้ดูแล
- ลงพ้ืนท่ีเก็บข้อมลู ได้มกี ารประสานกบั เจา้ หนา้ ท่ีของศนู ย์
สุขภาพผสู้ ูงอายุ ซ่งึ แบง่ เปน็ 4 ศูนย์ ครอบคลุม 64 ชมุ ชน
เขตเทศบาลนครพิษณุโลก
ภาพท่ี 2 ข้ันตอนและวธิ กี ารศึกษา.
145
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68
ผลการศึกษาและอภปิ รายผลการศึกษา
1. ขอ้ มลู พ้ืนฐานของกลุ่มตัวอยา่ ง
จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 177 ราย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
รอ้ ยละ 70.1 และเพศชาย รอ้ ยละ 29.9 ซงึ่ เป็นผู้สงู อายุในภาวะพงึ่ พงิ ร้อยละ 58.2 และผ้ดู ูแลผู้สูงอายุ รอ้ ยละ 41.8 เมอื่ แบ่ง
ตามโซนรับผิดชอบของศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุสังกัดเทศบาลนครพิษณุโลก จะอยู่ในโซนรับผิดชอบของโซนท่ี 3 ศูนย์สุขภาพ
ผู้สูงอายุพันปี มากท่ีสุด ร้อยละ 36.2 รองลงมาอยู่โซนท่ี 4 ศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุประชาอุทิศ ร้อยละ 34.5 โซนที่ 1 ศูนย์
สขุ ภาพผู้สงู อายุพระองคข์ าว ร้อยละ 17 และโซนท่ี 2 ศนู ย์สุขภาพผู้สงู อายุมหานุภาพนอ้ ยทส่ี ุด ร้อยละ 12.4 ซ่งึ อย่ใู นช่วงอายุ
ระหว่าง 61-70 ปี มากท่ีสุด ร้อยละ 25.4 อยู่ในช่วงอายุต้ังแต่ 81 ปีขึ้นไป ร้อยละ 23.7 ใกล้เคียงกับช่วงอายุระหวา่ ง 71-80
ปี ร้อยละ 23.2 ช่วงอายุระหว่าง 51-60 ปี ร้อยละ 16.4 ช่วงอายุระหว่าง 40-50 ปี ร้อยละ 7.9 และอายุต่ำกว่า 40 ปี น้อย
ที่สุด รอ้ ยละ 3.4 จำแนกตามสถานภาพสมรส พบวา่ สมรส มากทีส่ ุด ร้อยละ 49.7 รองลงมา ได้แก่ หม้าย รอ้ ยละ 28.2 โสด
ร้อยละ 16.4 หย่าร้าง ร้อยละ 4.5 และแยกกันอยู่ น้อยท่ีสุด ร้อยละ 1.1 ระดับการศึกษาสูงสุด พบว่า จบการศึกษาสูงสุด
ระดับประถมศึกษามากท่ีสุด ร้อยละ 55.9 รองลงมา ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษา รอ้ ยละ 13.6 ไม่ได้ศึกษา รอ้ ยละ 11.9 ระดับ
ปริญญาตรี ร้อยละ 10.2 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ร้อยละ 5.6
และระดับปริญญาโทน้อยท่ีสุด ร้อยละ 2.8 ด้านการอาชีพส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ ร้อยละ 66.7 และประกอบอาชีพ
รอ้ ยละ 33.3
2. ประเดน็ ด้านสภาพปญั หาของผสู้ งู อายใุ นภาวะพ่งึ พิงในเขตพื้นทเี่ ทศบาลนครพษิ ณโุ ลก
ประเด็นด้านสภาพปัญหาของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิง ผู้วิจัยแบ่งเป็น 5 ด้าน ซึ่งสามารถเรียงลำดับตามสภาพ
ปญั หาที่เกดิ ข้ึน ไดด้ ังนี้
2.1 ด้านสภาพแวดล้อม ค่าเฉล่ียรวม 2.78 เม่ือแปลผลอยู่ในระดับปานกลาง ซ่ึงผู้สูงอายุยังขาดสิ่งของและ
เคร่ืองใช้ท่ีจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ค่าเฉล่ียรวม 3.05 รองลงมา คือ ผู้สูงอายุยังขาดกายอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เตียงสำหรับ
ผู้ป่วย รถเขน็ ไมเ้ ทา้ เป็นต้น คา่ เฉล่ียรวม 2.95
2.2 ด้านร่างกาย ค่าเฉลี่ยรวม 2.64 เมื่อแปลผลอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวและมี
ปญั หาการเจ็บป่วยเร้ือรัง เป็นเวลานาน ค่าเฉล่ียรวม 3.27 รองลงมา คอื ผู้สงู อายุไม่สามารถชว่ ยเหลือตนเองได้ในการดำเนิน
ชวี ิต ประจำวนั ตอ้ งพึ่งพิงผู้ดูแลเปน็ ส่วนใหญ่ ค่าเฉลี่ยรวม 3.11
2.3 ด้านเศรษฐกิจ ค่าเฉลี่ยรวม 2.63 เม่ือแปลผลอยู่ในระดับปานกลางส่วนใหญ่สมาชิกในครอบครัวของ
ผู้สูงอายุยังขาดองค์ความรู้ด้านการออมเงินและยังไม่มีการวางแผนด้านการเงินที่ชัดเจน ค่าเฉล่ียรวม 2.99 รองลงมา คือ
สมาชิกในครอบครัวของผู้สูงอายุมีอาชีพไม่ม่ันคงทำให้รายได้ต่อเดือนไม่แน่นอน จึงไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้สูงอายุ ค่าเฉล่ีย
รวม 2.98
2.4 ด้านสังคม ค่าเฉลี่ยรวม 2.36 เมื่อแปลผลอยู่ในระดบั น้อย สว่ นใหญ่ผูส้ งู อายุขาดการดูแลดา้ นตา่ งๆ จากศนู ย์
สุขภาพผู้สูงอายุสังกัดเทศบาลนครพิษณุโลกอย่างสม่ำเสมอ ค่าเฉลี่ยรวม 2.66 รองลงมา คือ ผู้สูงอายุไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร
ทมี่ ีความจำเป็นและรวดเร็วจากแหลง่ ข้อมูลทหี่ ลากหลายและมีความน่าเช่อื ถือจากภาครัฐ ค่าเฉลย่ี รวม 2.38
2.5 ด้านจิตใจ ค่าเฉลี่ยรวม 2.31 เม่ือแปลผลอยู่ในระดับน้อย ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงในเขตเทศบาล
นครพิษณุโลก มักมีภาวะความเครียดจากการเจ็บป่วยและมักจะโมโหง่าย ค่าเฉลี่ยรวม 2.54 รองลงมา คือ ผู้สูงอายุมีภาวะ
อารมณท์ ่ไี ม่มน่ั คง มองโลกในแง่รา้ ย ขาดสิง่ ยดึ เหน่ียวจติ ใจและใช้ชีวิตอยา่ งสนิ้ หวงั ค่าเฉลยี่ รวม 2.51
นอกจากนี้ ประเด็นด้านสภาพปัญหาของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงเพิ่มเติมท่ีมาจากการแสดงความคิดเห็น ได้แก่
ผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงบางรายตอ้ งอาศัยอยู่ตามลำพังไม่มีผู้ดูแลใกลช้ ิดหรือบางรายยังขาดผู้ดูแลใกล้ชดิ 24 ช่ัวโมง เน่ืองจาก
ผู้ดูแลต้องออกไปประกอบอาชีพภายนอก ทำให้สามารถดูแลผู้สูงอายุได้บางเวลาเท่าน้ัน และอีกปัญหาที่สำคัญของการดูแล
ผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงท่ีพบในพื้นท่ีคือในปัจจุบันผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงมักจะมีผู้ดูแลใกล้ชิดที่เป็นผู้สูงอายุด้วยกัน ซึ่งได้ แก่
คู่สมรสของตนเองและ บางรายผ้สู ูงอายุอาศัยอย่กู บั คนพิการซง่ึ ต้องดแู ลกนั เอง
146
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68
3. ประเด็นด้านความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแลต่อการรับบริการจากศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุ
สังกดั เทศบาลนครพษิ ณโุ ลก
การศึกษาประเด็นด้านความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงหรือผู้ดูแลต่อการรับบริการจากศูนย์สุขภาพ
ผู้สูงอายุสังกัดเทศบาลนครพิษณุโลก ได้แบ่งประเด็นด้านความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแลเป็น 2 ประเด็น
หลัก ซง่ึ สามารถเรยี งลำดบั ตามสภาพปัญหาท่ีเกิดขึน้ ได้ดงั นี้
3.1 ความตอ้ งการด้านการดแู ลสขุ ภาพตอ่ การรบั บริการจากศนู ย์สุขภาพผสู้ ูงอายสุ งั กดั เทศบาลนครพษิ ณุโลก
3.1.1 การดูแลร่างกาย ค่าเฉลี่ยรวม 4.21 เม่ือแปลผลอยู่ในระดับมากท่ีสุด ส่วนใหญ่ต้องการเข้าถึงบริการ
สารธารณสุขที่ครอบคลุมกับสภาพความเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข
ท่ีเกี่ยวข้องในระดับพ้ืนที่ไดอ้ ย่างเหมาะสมและทวั่ ถึง ค่าเฉลีย่ รวม 4.33 รองลงมา คือ ต้องการให้มีการสนับสนุนและส่งเสริม
สขุ ภาวะท่ดี ขี องผสู้ ูงอายุ คา่ เฉล่ยี รวม 4.30
3.1.2 การดูแลจิตใจ ค่าเฉล่ียรวม 3.37 เมื่อแปลผลอยู่ในระดับปานกลางส่วนใหญ่มีความต้องการ ให้จัด
กิจกรรมเตรียมความพร้อมของสภาพจิตใจและด้านอารมณ์ให้กับผู้สูงอายุเพื่อยอมรับและเข้าใจกับส ภาพการเปลี่ยนแปลง
ที่เกดิ ข้นึ ค่าเฉลี่ยรวม 3.53 รองลงมา คอื ตอ้ งการให้มีการจดั กจิ กรรมเพ่ือสรา้ งคุณค่าและกจิ กรรมยึดเหน่ียวจติ ใจ ใหผ้ ูส้ งู อายุ
รสู้ กึ เปน็ สว่ นหนงึ่ ของสังคม ค่าเฉลี่ยรวม 3.47
3.2 ความต้องการด้านการจัดบริการทางสังคม ต่อการรับบริการจากศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุสังกัดเทศบาลนคร
พิษณุโลก
3.2.1 การสนับสนุนทางสังคมและเครือข่ายความร่วมมือ ค่าเฉลี่ยรวม 4.00 เมื่อแปลผลอยู่ใน ระดับมาก
สว่ นใหญ่ผู้สงู อายใุ นภาวะพึ่งพิงหรือผู้ดูแลมีความตอ้ งการผ้สู ูงอายสุ ามารถเข้าถงึ สวสั ดิการข้ันพน้ื ฐานทีพ่ ึงได้รับจากหน่วยงาน
รัฐ เช่น เบ้ียยังชีพ บริการด้านสาธารณสุข ฯลฯ มากท่ีสุด ค่าเฉล่ียรวม 4.49 รองลงมา คือ ต้องการให้มีการจัดบริการ ด้าน
ต่างๆ ให้กับผู้สูงอายุท้ังหมดรวมไว้ท่ีจุดเดียวหรือรูปแบบ one stop service เพ่ืออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุให้
ครอบคลุมกบั ทกุ สภาพปัญหา คา่ เฉลี่ยรวม 4.31
3.2.2 สภาพแวดลอ้ มและอุปกรณ์เครื่องใช้ทจี่ ำเป็น ค่าเฉล่ยี รวม 3.43 เมื่อแปลผลอยใู่ นระดบั มาก สว่ นใหญ่
ต้องการให้มีการสนับสนุนส่ิงของและเคร่ืองใช้ที่จำเป็นกับการดูแลผู้สูงอายุ (ตามหลักปัจจัย 4 ท่ีสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ)
ค่าเฉลีย่ รวม 4.10 รองลงมา คอื ต้องการให้มีการจัดหากายอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของผสู้ งู อายุในภาวะพง่ึ พงิ สำหรับ
การยืมใช้งาน เช่น เตียงสำหรบั คนปว่ ย รถเข็นนง่ั ไมเ้ ท้า เปน็ ต้น ค่าเฉลีย่ รวม 3.59
3.2.3 การคุ้มครองทางเศรษฐกจิ และการประกันรายได้ ค่าเฉลี่ยรวม 3.33 เมื่อแปลผลอยูใ่ นระดับปานกลาง
ส่วนใหญ่ต้องการให้มีการประกันรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เช่น จัดตั้งกองทุนเพ่ือช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในชุมชน
มากทีส่ ุด ค่าเฉลี่ยรวม 4.00 เมอื่ แปลผลอยู่ในระดบั มาก รองลงมา คอื ต้องการให้มีการสนบั สนุนใหผ้ ้ดู ูแลผสู้ งู อายไุ ด้ฝกึ อาชีพ
ตามความตอ้ งการ เพอื่ ใชใ้ นการประกอบอาชีพในอนาคต คา่ เฉล่ยี รวม 3.24
ความต้องการของผูส้ ูงอายุในภาวะพ่งึ พิงหรอื ผู้ดูแลในการรับบริการจากศูนย์สุขภาพผู้สงู อายุสังกัดเทศบาลนครพิษณโุ ลก จาก
การเสนอแนะเพิม่ เติมของกลุ่มตวั อยา่ ง พบวา่ มากที่สุดเสนอให้ศูนยส์ ขุ ภาพผูส้ ูงอายสุ งั กดั เทศบาลนครพษิ ณุโลก จัดบรกิ ารใน
รูปแบบการช่วยเหลอื จัดหา หรือจดั ตง้ั กองทุนสำหรับจดั ซือ้ สิ่งของเครอ่ื งใชท้ ีจ่ ำเป็นสำหรบั ผสู้ ูงอายุในภาวะพ่งึ พงิ ในราคาทถี่ กู
กว่าท้องตลาดท่ัวไป เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง ของครัวเรือนโดยสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ได้แก่
อาหารเสริมทางสายยาง นมผง ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับผู้ใหญ่ เป็นต้น (ตามหลักปัจจัย 4 ท่ีจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ) อีก
ประเด็นข้อเสนอแนะท่ีสำคัญต่อการจดั บรกิ าร คือ อยากให้ศนู ย์สุขภาพผู้สูงอายุสังกัดเทศบาลนครพิษณุโลกจัดทีมเจา้ หน้าที่
สาธารณสุขหรือทีมอาสาสมัครสาธารณสุขเข้ามาเย่ียมเยือนให้กำลังใจ รวมถึงเข้ามาดูแลเร่ืองสภาพความเป็นอยู่ และตรวจ
สขุ ภาพเบ้อื งต้นให้กบั ผูส้ งู อายใุ นภาวะพ่ึงพิงทมี่ ีความยากลำบากในการไปพบแพทยอ์ ย่างสมำ่ เสมอ
147
รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 68
4. การวิเคราะหค์ วามสัมพนั ธ์ระหวา่ งตวั แปร
การวเิ คราะห์ความสัมพันธ์ระหวา่ งตวั แปร ผู้วิจัยได้แบ่งประเด็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ทั้งหมด 2 ประเด็น
ดังนี้
4.1 สภาพปัญหาที่พบของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิง มีความสัมพันธ์กับความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง
หรือผู้ดูแล โดยสถิติในการวิเคราะห์ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (r) พบว่า สภาพปัญหาของ
ผสู้ ูงอายใุ นภาวะพงึ่ พงิ ดา้ นเศรษฐกจิ มีความสมั พนั ธ์ทางบวกกบั ความต้องการดา้ นการจดั บรกิ ารทางสงั คมประเด็นการคุ้มครอง
ทางเศรษฐกิจและการประกันรายได้ โดยมีค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์เท่ากับ .664** ซ่ึงเมื่อแปลผลระดับความสัมพันธ์อยู่ใน
ระดบั คอ่ นข้างสงู
4.2 ข้อมลู ทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง มีความสัมพันธก์ บั ความต้องการของผูส้ งู อายุในภาวะพ่งึ พงิ หรือผู้ดูแล ซึง่ ผู้วิจัย
ใช้สถติ ิการวเิ คราะห์ 2 แบบ ไดแ้ ก่ การใชส้ ถิตแิ บบ t-test independent กรณที ก่ี ลุม่ ตวั อยา่ ง 2 กลุ่มท่เี ปน็ อิสระจากกนั และ
สถิติแบบ F-test กรณีที่วิเคราะห์ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ประเภทของกลุ่มตัวอย่างท่ีแตกต่างกันมี
ความสัมพันธ์กับความต้องการด้านการจัดบรกิ าร ทางสังคม ประเดน็ การสนับสนุนทางสังคมและเครือข่ายความร่วมมือ และ
การคุ้มครองทางเศรษฐกิจและการประกันรายได้ และโซนความรับผิดชอบของศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุสั งกัดเทศบาลนคร
พิษณุโลกที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับความต้องการด้านการจัดบริการทางสังคม ประเด็นการสนับสนุนทางสังคมและ
เครอื ข่ายความรว่ มมือ และความตอ้ งการสภาพแวดล้อมและอปุ กรณเ์ คร่ืองใช้ที่จำเปน็ อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ 0.05
5. อภปิ รายผลการศึกษา
จากผลของการศึกษาเรื่อง “ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก”
สามารถอภปิ รายผลการศึกษาตามประเดน็ ตา่ งๆ ไดด้ งั นี้
5.1 จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า กลุ่มตัวอย่างท่ีศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
รอ้ ยละ 70.1 และเพศชาย ร้อยละ 29.9 ซ่ึงเป็นผ้สู ูงอายใุ นภาวะพง่ึ พงิ รอ้ ยละ 58.2 ซงึ่ แบ่งเป็นกลมุ่ ผสู้ ูงอายุ ตดิ บา้ น และติด
เตียง ตามเกณฑ์ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) และผู้ดูแลผู้สูงอายุ ร้อยละ 41.8 เม่ือแบ่งตามโซน
รบั ผิดชอบของศูนย์สุขภาพผู้สงู อายสุ ังกดั เทศบาลนครพษิ ณุโลก จะอยใู่ นโซนรบั ผิดชอบของโซนท่ี 3 ศนู ย์สขุ ภาพผูส้ ูงอายพุ นั ปี
มากที่สุด ร้อยละ 36.2 และโซนที่ 4 ศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุประชาอุทิศ ร้อยละ 34.5 เนื่องจากทั้ง 2 โซน ดังกล่าวมีจำนวน
ประชากรผสู้ ูงอายุ จำนวนชมุ ชนและพืน้ ที่ทมี่ อี าณาเขตค่อนขา้ งกว้างกว่าโซนรบั ผิดชอบอ่ืนท่ีเหลือ ช่วงอายอุ ยู่ระหว่าง 61-70
ปี มากท่ีสุด รอ้ ยละ 25.4 ชว่ งอายุต้ังแต่ 81 ปีข้ึนไป รอ้ ยละ 23.7 ซง่ึ ใกลเ้ คียงกับช่วงอายุระหว่าง 71-80 ปี ร้อยละ 23.2 จาก
ข้อสงั เกตของการศกึ ษาจะเหน็ ได้ว่า ผ้สู ูงอายุในภาวะพงึ่ พงิ หรือผดู้ ูแลผู้สงู อายุในปัจจบุ นั มีแนวโนม้ ท่ีช่วงอายจุ ะเพมิ่ สงู ขึ้นอย่าง
ต่อเน่ือง รวมถึงมีอัตราท่ีผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงจะต้องอยู่ในการดูแลของผู้สูงอายุด้วยกันเองในพ้ืนที่เทศบาลนครพิษณุโลก
จำนวนหนึ่ง เมื่อจำแนกตามสถานภาพสมรส พบว่า สมรส มากที่สุด ร้อยละ 49.7 สถานภาพหม้าย ร้อยละ 28.2 ระดับ
การศึกษาสูงสุดจบการศึกษาสูงสุดระดับประถมศึกษามากที่สุดร้อยละ 55.9 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 13.6
ด้านการอาชีพส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ ร้อยละ 66.7 และประกอบอาชีพ ร้อยละ 33.3 จะเห็นได้ว่า ผู้สูงอายุในภาวะ
พ่ึงพิงหรอื ผู้ดูแลจะไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เน่ืองจากปัญหาด้านสุขภาพท่ีเป็นขอ้ จำกัดในการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุใน
ภาวะพึ่งพิงจึงมีความจำเป็นต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิดในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลหลักไม่สามารถประกอบ
อาชีพได้ตามไปดว้ ย ตอ้ งอาศัยการสนับสนุนด้านตา่ งๆ จากสมาชิกในครอบครวั บคุ คลอืน่
5.2 สภาพปัญหาท่ีพบของผู้สูงอายุในภาวะพง่ึ พิงในเขตเทศบาลนครพษิ ณุโลก มากที่สุดอยู่ในด้านสภาพแวดล้อม
ค่าเฉล่ียรวม 2.78 ซงึ่ พบว่า ผ้สู ูงอายยุ ังขาดส่ิงของและเครอ่ื งใชท้ ีจ่ ำเปน็ ต่อการดำรงชีวิต และขาดกายอปุ กรณท์ มี่ ีความจำเป็น
เพื่อใชใ้ นการอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมถึงสภาพแวดล้อมในท่ีพักอาศัยไม่อำนวยและมีความกงั วล
ถึง ความปลอดภัยภายในทพ่ี กั อาศัย โดยผลการศึกษาท่ีพบมีความสอดคลอ้ งกบั ผลการศึกษาของ สาวิตรี พลทวี และ ศศพิ ัฒน์
ยอดเพชร (2559) เร่ือง “ลักษณะความต้องการของผู้ดูแลในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจังหวัดสิงห์บุรี” ท่ีพบว่าผู้สูงอายุ
148
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68
ยังขาดอุปกรณ์และเครื่องมือท่ีใช้ดูแลท่ีมีความจำเป็นกับผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิง และสอดคล้องกับการศึกษาของ ปาณิศา
บณุ ยรตั กลิน (2561) เร่ือง “ การดูแลระยะยาวกลุ่มผู้สงู อายุในภาวะพึ่งพิงในชุมชนบทบาทของพยาบาล” ซึ่งผลการศึกษาท่ี
สอดคล้อง พบวา่ ผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงมคี วามตอ้ งการในการปรับปรงุ สภาพแวดล้อมที่พักอาศยั ให้เหมาะสมกับการดูแลหรือ
อำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต ด้านร่างกาย ค่าเฉลี่ยรวม 2.64 ซ่ึงผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวและมีปัญหาการเจ็บป่วย
เรื้อรังเป็นเวลานาน และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในการดำเนินชีวิตประจำวันต้องพึ่งพิงผู้ดูแลเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงอ้างอิง
การจัดกลุ่มผู้สูงอายุจากตัวช้ีวัดสำคัญท่ีบ่งบอกให้ทราบถึงภาวะการณ์พ่ึงพิงหรือสุขภาพของการทำงานของร่างกาย โดย
การจำแนกของกลุ่มผู้สงู อายุตามศักยภาพของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ประยุกต์เกณฑ์การประเมินความสามารถ
ในการดำเนินชวี ติ ประจำวัน (ADL) ซ่ึงกล่มุ ผสู้ ูงอายทุ ่ไี ม่สามารถช่วยเหลือตนเองไดใ้ นชีวติ ประจำวนั ผลรวมคะแนนอยู่ระหวา่ ง
1-4 คะแนน ถือว่าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุในกลุ่มติดเตียง และผลการวิจัยยังสอดคล้องกับการศึกษาของ หมัดเฟาซี รูบานา และ
กฤษฎา มงคลศรี (2560) ท่ศี กึ ษาเรื่อง “ความตอ้ งการสวัสดกิ ารสงั คมของผู้สงู อายุในเขตเทศบาลเมอื งควนลัง อำเภอหาดใหญ่
จังหวัดสงขลา” ท่ีพบว่า ปัญหาของผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีปัญหาเร่ืองการดูแลสุขภาพ ด้านร่างกาย ซ่ึงเกิดจากผู้สูงอายุมีอายุ
เพิ่มขึ้น มักเริ่มมีอาการเจ็บป่วยเร้ือรัง การบริการด้านสุขภาพจึงมีความสำคัญในการจัดบริการในกับกลุ่มผู้สูงอายุในภาวะ
พึ่งพิง รวมทั้งจากผลการศึกษาดังกล่าวมีความสอดคล้องกับแนวคิดการแปลงแปลงของช่วงวัยสูงอายุ ท่ีพบว่า ผู้สูงอายุเป็น
ช่วงวยั ท่ีมกี ารเปลี่ยนแปลงในด้านตา่ งๆ ไดแ้ ก่ ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เป็นต้น การเปล่ียนแปลงดงั กล่าวจะทำ
ให้ผู้สูงอายุประสบปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ท้ังนี้ระดับของปัญหาที่พบจะข้ึนอยู่กับระดับความสามารถในการช่วยเหลือ
ตนเองของผูส้ งู อายเุ ปน็ หลัก
5.3 ความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแลต่อการรับบริการจากศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุสังกัดเทศบาล
นครพิษณโุ ลก ซ่ึงแบง่ ได้ 2 ประเด็น สามารถอธบิ ายได้ดงั น้ี
5.3.1 ความต้องการด้านการดูแลด้านสุขภาพ พบว่า ผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงมีความต้องการดูแลร่างกาย
มากที่สุด ค่าเฉล่ียรวม 4.21 โดยมีต้องการเข้าถึงบริการสารธารณสุขที่ครอบคลุมกับสภาพความเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ และ
บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขท่ีเก่ียวข้องในระดับพ้ืนท่ีได้อย่างเหมาะสมและทว่ั ถึง ซ่ึงสอดคลอ้ งกับ
แนวคิดความต้องการของผู้สูงอายุ อ้างอิงจากสำนักส่งเสริมสุขภาพกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข โดยอธิบายถึง
ความต้องการด้านร่างกายของผู้สูงอายุ ได้แก่ ต้องการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ต้องการมีคนช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
จากผลการศึกษาความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงจะให้ความสำคัญกับการจัดบริการสาธารณสุขที่ตอบสนองกับ
การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ และต้องการดูแลจิตใจ ค่าเฉล่ียรวม 3.37 โดยมีความต้องการให้จัดกิจกรรมเตรียม
ความพร้อมของสภาพจิตใจและด้านอารมณ์ใหก้ ับผู้สูงอายุ เพือ่ ยอมรบั และเข้าใจกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึน้ ซ่งึ ความ
ตอ้ งการดูแลจิตใจ สอดคล้องกบั แนวคิดความต้องการของผูส้ งู อายดุ ้านจติ ใจ อธิบายถงึ ลักษณะการเปล่ียนแปลงทางจิตใจของ
ผู้สูงอายุมกั เกิดจากความเครียดทเี่ พม่ิ ข้ึนของวยั ผู้สูงอายุทม่ี ผี ลตอ่ จิตใจของผู้สงู อายุ
5.3.2 ความต้องการด้านการจัดบริการทางสังคม ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลมีความต้องการด้านการสนับสนุนทาง
สังคมและเครือขา่ ยความร่วมมือ มากที่สดุ ค่าเฉล่ียรวม 4.00 โดยผู้สูงอายุในภาวะพง่ึ พิงหรือผูด้ ูแลมีความตอ้ งการให้ผสู้ ูงอายุ
เขา้ ถึงสวัสดิการขน้ั พื้นฐานทพ่ี งึ ได้รบั จากหน่วยงานรฐั เชน่ เบี้ยยังชีพ บริการดา้ นสาธารณสุข ฯลฯ ทำให้เห็นวา่ การสนบั สนุน
ทางสังคมเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ ซ่ึงมีความสอดคล้องกับแนวคิดการดูแล
ผู้สูงอายุ จากการศกึ ษาของ สายฤดี วรกจิ โภคาทร (2550) ท่ีอธบิ ายถึงการดแู ลผู้สงู อายุทีจ่ ำแนกตามลักษณะของการดูแลโดย
บุคคล (ครอบครัว) หน่วยงาน หรือองคก์ ร ซึ่งการดูแลผ้สู ูงอายใุ นหน่วยงาน หรือองค์กร เป็นการดูแลในรูปแบบสถาบัน ซึ่งได้
กำหนดมาตรการแผนงานและนโยบายต่างๆ เพื่อดูแลผู้สงู อายุและครอบครวั รองลงมาคือ ความต้องการด้านสภาพแวดล้อม
และอุปกรณเ์ คร่ืองใช้ที่จำเป็น คา่ เฉลย่ี รวม 3.43 ซ่งึ ต้องการใหม้ กี ารสนบั สนุนสิ่งของและเคร่ืองใช้ทจ่ี ำเปน็ กับการดแู ลผสู้ งู อายุ
(ตามหลกั ปัจจัย 4 ท่สี ำคัญสำหรบั ผู้สงู อายุ) จะเหน็ ไดว้ ่า สง่ิ ของ เครอ่ื งใช้ รวมถงึ กายอปุ กรณ์มีความจำเป็นตอ่ การดำเนนิ ชีวิต
ของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงเป็นอย่างมาก ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดความต้องการ 5 ขั้นของมาสโลว์ ท่ีกล่าวถึง
ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ โดยเป็นความต้องการด้านปัจจัย 4 ท่ีมีผลต่อการดำเนินชีวิต และมีความต้องการด้าน
149