The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ntknight478, 2022-01-20 00:55:07

หนังสือรวมบทความ Proceedings สถาปนาคณะ 68 ปี

proceedings 68 ปี

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

การคุ้มครองทางเศรษฐกิจและการประกันรายได้ น้อยที่สุด ค่าเฉลี่ยรวม 3.33 โดยต้องการให้มีการประกันรายได้ให้กับ
ผู้สูงอายุ เช่น จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดความต้องการของ
ผู้สงู อายุ อา้ งอิงจาก ศรที ับทมิ (รตั นโกศล) พานชิ พันธ์ (2534) ที่อธบิ ายถึง ความต้องการทางเศรษฐกิจ ไว้ว่าผสู้ ูงอายจุ ะไดร้ ับ
การช่วยเหลือด้านการเงินจากบุตรหลานของตนเอง เพื่อสะสมไว้ใช้จ่ายในภาวะท่ีตนเองเจ็บป่วย และจากผลการศึกษา
เพิ่มเติม พบว่า นอกจากการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิง จะต้องมีการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจให้กับ
กลมุ่ ผดู้ ูแลที่ทำหนา้ ที่หลกั ในการดูแลผสู้ ูงอายใุ นภาวะพึง่ พงิ ควบคกู่ ันดว้ ย

จะเห็นได้ว่า ความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแลในการรับบริการจากศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุ
สังกัดเทศบาลนครพิษณุโลก ซ่ึงเป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงกับภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้กรอบการ
ดำเนินงานด้านผู้สูงอายุท่ีได้รับการถ่ายโอนภารกิจตาม พ.ร.บ กำหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่ิน พ.ศ. 2542 เพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นน้ันๆ และสอดคล้องกับการศึกษาของ สัมฤทธ์ิ
ศรีธำรงสวัสดิ์ และคณะ (2552) ท่ีอธิบายถึงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลผู้สูงอายุระดับพ้ืนท่ี และ
มบี ทบาทสำคญั ในการสนับสนุนการจัดบริการสุขภาวะของผสู้ ูงอายใุ นชุมชน ครอบคลมุ ในประเภทของกจิ กรรมทัง้ ด้านสขุ ภาพ
และสงั คม

5.4 ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พบว่า จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพปัญหาของผู้สูงอายุในภาวะ
พ่งึ พิงกับความต้องการของผูส้ ูงอายุในภาวะพึ่งหรือผู้ดูแลสว่ นใหญ่ผลการศึกษาความสัมพันธ์อย่ใู นระดับนอ้ ยถึงนอ้ ยมาก แตม่ ี
ประเด็นท่ีน่าสนใจ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพปัญหาของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงด้านเศรษฐกิจ ท่ีมีความสัมพันธ์
ทางบวกอยู่ในระดับค่อนข้างสูงกับความต้องการด้านการจัดบริการทางสังคม ประเด็นการคุ้มครองทางเศรษฐกิจและ
การประกนั รายได้ ซ่ึงสามารถอธบิ ายได้ว่า ผ้สู ูงอายุในภาวะพึ่งพงิ ที่พบปญั หาด้านเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ไดแ้ ก่ กลุ่มผสู้ ูงอายใุ น
ภาวะพึ่งพิงท่ียังเข้าไม่ถึงหลักประกันทางรายได้ ผู้ดูแลหรือครอบครัวมีรายได้ไม่เพียงพอกับการดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งภายใน
ครอบครัวไม่มีการช่วยเหลือสนับสนุนระหว่างกันในการดูแลผู้สูงอายุ ซ่ึงจะมีความต้องการการจัดบริการสังคม ประเด็น
การคุ้มครองทางเศรษฐกิจและการประกนั รายไดส้ งู ตามไปด้วย เพื่อใหต้ นเองและผดู้ แู ลหรือครอบครวั มรี ายได้เพียงพอสำหรับ
การดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว ซึ่งรูปแบบของการคุ้มครองทางเศรษฐกิจและการประกันรายได้ท่ีต้องการ ได้แก่ การสนับสนุน
การประกอบอาชีพให้กับผู้ดูแล การประกันรายได้ในรูปแบบของเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุหรือกองทุนสำหรับดูแลผู้สูงอายุใน
ภาวะพง่ึ พงิ ภายในชุมชน เปน็ ตน้

ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลท่ัวไปกับความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแลสามารถอภิปราย
ความสมั พนั ธ์ ได้วา่ ประเภทของกลุ่มตวั อย่าง ได้แก่ ผ้สู งู อายุในภาวะพงึ่ พงิ และผูด้ แู ลผสู้ ูงอายใุ นภาวะพึง่ พงิ มคี วามสมั พนั ธ์กับ
ความต้องการดา้ นการจัดบริการสังคม ในประเด็นของการสนบั สนุนทางสังคมและเครอื ข่ายความรว่ มมอื และการคุ้มครองทาง
เศรษฐกิจและการประกันรายได้ กล่าวคือ ประเภทของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกันส่งผลต่อความต้องการด้านการจัดบริการ
สงั คม ซึ่งจากผลการศึกษาอธิบาย ไดว้ ่า กลุ่มผู้สูงอายใุ นภาวะพ่งึ พิงและผ้ดู ูแลมคี วามต้องการใหม้ ีการสนบั สนนุ ทางสังคมและ
เครือข่ายความร่วมมืออยู่ในระดับสูงเพ่ือให้ผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงได้รับการจัดบ ริการให้ครอบคลุมทุกสภาพปัญหาจาก
เครือข่ายทางสังคม และการดแู ลผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิง ผู้ดูแลต้องมคี ่าใช้จ่ายในการดูแลค่อนข้างสูง ดังน้ัน การคุ้มครองทาง
เศรษฐกิจจึงมีความสำคัญต่อการดูแลผ้สู ูงอายรุ ะยะยาว

โซนความรับผิดชอบของศูนย์สุขภาพผู้สูงอายสุ ังกัดเทศบาลนครพิษณุโลก มีความสัมพันธ์กับความต้องการ
ดา้ นการจัดบริการสังคม ในประเด็นการสนับสนุนทางสังคมและเครือข่ายความร่วมมือและความต้องการสภาพแวดล้อมและ
อปุ กรณเ์ คร่ืองใชท้ ่ีจำเปน็ กลา่ วคอื โซนความรบั ผดิ ชอบของศูนยส์ ุขภาพผูส้ งู อายุสงั กดั เทศบาลนครพิษณโุ ลกทม่ี ีความแตกตา่ ง
กันส่งผลตอ่ ความตอ้ งการดา้ นการจดั บรกิ ารสังคม ซง่ึ จากการศึกษาอธบิ ายไดว้ ่า โซนความรับผิดชอบของศนู ย์สขุ ภาพผู้สูงอายุ
สังกัดเทศบาลนครพิษณุโลกมคี วามต้องการด้านการจดั บริการสังคมในแตล่ ะโซนท่มี ีความแตกต่างกนั ท้ังน้ีต่างขนึ้ อย่กู ับบรบิ ท
ของพ้ืนท่ีแตล่ ะโซน รวมถงึ สภาพปญั หาท่ีพบของกลุ่มผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงของโซนน้นั ๆ ควบค่กู ันดว้ ย

จากผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรท่ีกล่าวมาข้างต้น พบว่า ยังไม่มีผู้ศึกษาประเด็นความสัมพันธ์
ระหว่างข้อมูลทั่วไป สภาพปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแลในเขตของเทศบาลนครพิษณุโลก
แต่จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวทำให้เห็นภาพของสภาพปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่ งพิงหรือผู้ดูแลใน

150

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

ระดับพื้นที่เทศบาลนครพิษณุโลก เพ่ือประโยชน์ในการจัดบริการท่ีตอบสนองสภาพปัญหา ความต้องการ ความจำเป็นของ
ผู้สงู อายุในภาวะพึ่งพิงที่มีความสอดคลอ้ งกับแนวคิดการดูแลระยะยาวสำหรบั ผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง โดย ศศิพัฒน์ ยอดเพชร
และคณะ (2552) ได้อธิบายไว้ว่า เป็นการจัดบริการด้านสุขภาพและสังคมที่มีรูปแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการเพ่ือ
ตอบสนองความต้องการได้รับความช่วยเหลือของผ้ปู ระสบภาวะยากลำบาก ทเ่ี กิดจากการเจบ็ ปว่ ยเร้ือรัง การประสบอุบตั ิเหตุ
ความพกิ ารต่างๆ และกล่มุ ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลอื ตนเอง ในชีวิตประจำวันไดแ้ ละการศึกษาของ อญั ชิษฐฐา ศิริคำเพ็ง
และภักดี โพธ์ิสิงห์ เรือ่ งการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีภาวะพ่ึงพิง ในยุคประเทศไทย 4.0 ที่ได้เสนอแนวคิดการดูแลผู้สูงอายุ
ระยะยาวท่ีมีภาวะพง่ึ พิง ซึ่งเป็นระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care: LTC) โดยอธบิ ายว่า เป็นการจัดบริการสาธารณสุขและ
บรกิ ารสังคมเพ่ือตอบสนองความตอ้ งการความช่วยเหลอื ของผ้ทู ี่ประสบภาวะยากลำบาก ท้ังนี้องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ต้อง
เขา้ มามีบทบาทในการดแู ลระยะยาวสำหรบั ผู้สูงอายใุ นภาวะพ่งึ พิงในระดับพ้ืนท่คี วามรับผิดชอบของท้องถ่ินตามสภาพปญั หา
และความต้องการท่เี กิดขนึ้ ตอ่ ไป

สรปุ ผลการศึกษา
จากการศึกษาเรื่อง “ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก” มีกลุ่มเป้าหมาย
ในการศึกษา คือ กลุ่มผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุในพ้ืนท่ีเทศบาลนครพิษณุโลก จำนวน 177 ราย โดยใช้
แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ท้ังน้ีเพื่อใช้ฐานข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาอย่างเป็นระบบมาประยุกต์ใน
การกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนการดำเนินงานระดับพ้ืนท่ี รวมถึงการดำเนินการเพ่ือช่วยเหลือ แก้ปัญหาให้กับ
ผู้สงู อายุในภาวะพ่ึงพิงระดับรายบุคคล ครอบครวั ในการรองรับการดำเนินงานด้านการดแู ลระยะยาวแก่กลมุ่ ผูส้ ูงอายุในภาวะ
พึ่งพงิ ใหไ้ ด้รบั บรกิ ารในมติ ติ า่ งๆ ทีค่ รอบคลุมทกุ สภาพปัญหาและความตอ้ งการของกล่มุ เปา้ หมายซง่ึ สามารถสรุปผลการศกึ ษา
ในแตล่ ะประเดน็ ไดด้ ังนี้
1. ประเด็นด้านสภาพปัญหาของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงในเขตพ้ืนท่ีเทศบาลนครพิษณุโลก พบว่า ผู้สูงอายุในภาวะ
พ่ึงพงิ พบปัญหาด้านสภาพแวดล้อมมากท่ีสุด รองลงมาคอื สภาพปัญหาด้านร่างกาย ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านจิตใจ
น้อยทีส่ ดุ
2. ประเด็นด้านความต้องการของผู้สงู อายุในภาวะพึ่งพิงหรือผู้ดูแลต่อการรับบริการจากศนู ย์สุขภาพผู้สูงอายุสังกัด
เทศบาลนครพิษณโุ ลก ไดแ้ บ่งประเด็นด้านความตอ้ งการของผู้สงู อายใุ นภาวะพ่ึงพงิ หรอื ผู้ดแู ล 2 ประเดน็ หลกั ดังน้ี

2.1 ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพ มีความตอ้ งการดา้ นการดแู ลรา่ งกายมากท่สี ุด และรองลงมา คอื มีความ
ต้องการด้านการดูแลจติ ใจ ตามลำดบั

2.2 ความต้องการด้านการจัดบริการทางสังคม มีความต้องการการสนับสนุนทางสังคมและเครือข่ายความร่วมมือ
มากที่สุด รองลงมา คือ สภาพแวดล้อมและอุปกรณ์เคร่ืองใช้ที่จำเป็น และความต้องการด้านการคุ้มครองทางเศรษฐกิจและ
การประกนั รายได้ นอ้ ยทีส่ ุด

นอกจากนี้จากการศึกษายังพบความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงหรือผู้ดูแลในการรับบริการจากศูนย์
สุขภาพผู้สูงอายุสังกัดเทศบาลนครพิษณุโลก จากการเสนอแนะเพ่ิมเติม พบว่า มีการเสนอให้จัดบริการในรูปแบบการช่วยเหลือ
จดั หา หรือจัดตัง้ กองทุนสำหรับจดั ซื้อสิ่งของเคร่ืองใช้ทจ่ี ำเป็นสำหรับผูส้ ูงอายุในภาวะพึ่งพิง มากทส่ี ุด และรองลงมาเสนอให้
จัดทีมเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขหรือทีมอาสาสมัครสาธารณสุข เข้ามาเย่ียมเยือนให้กำลังใจรวมถึงเข้ามาดูแลเรื่องสภาพความเป็นอยู่
และตรวจสุขภาพเบ้อื งตน้ ใหก้ ับผู้สูงอายุ

3. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ จากการศึกษาสรุปได้ว่า สภาพปัญหาของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงด้านเศรษฐกิจมี
ความสัมพันธท์ างบวกกับความต้องการด้านการจัดบริการทางสังคมประเดน็ การคมุ้ ครองทางเศรษฐกิจและการประกันรายได้
โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ประเภทของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับความต้องการด้าน
การจัดบริการทางสังคม ประเด็นการสนับสนุนทางสังคมและเครือข่ายความร่วมมือ และการคุ้มครองทางเศรษฐกิจและ
การประกันรายได้ และโซนความรับผิดชอบของศนู ย์สุขภาพผสู้ ูงอายุสังกัดเทศบาลนครพิษณุโลกที่แตกต่างกนั มีความสัมพันธ์

151

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

กบั ความต้องการด้านการจดั บริการทางสังคม ประเด็นการสนับสนุนทางสังคมและเครือข่ายความรว่ มมือ และความต้องการ
สภาพแวดล้อมและอุปกรณเ์ คร่ืองใช้ท่ีจำเป็น

ข้อเสนอแนะทไ่ี ดจ้ ากการศึกษา
ผู้วิจัยสามารถสรุปข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา เพ่ือใช้สำหรับกำหนดแนวทางการทำงานด้านผู้สูงอายุในภาวะ
พง่ึ พงิ ของระดบั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น และแนวทางดา้ นกฎหมาย ดังนี้
1. ขอ้ เสนอแนะเพอื่ กำหนดแนวทางการทำงานด้านผูส้ งู อายุในภาวะพง่ึ พงิ ของเทศบาลนครพิษณโุ ลก

1.1 การกำหนดนโยบายเพื่อการดูแลระยะยาวสำหรบั ผู้สูงอายุในภาวะพงึ่ พิงต้องมีการศึกษาถึงสภาพปัญหาและ
ความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงหรือผู้ดูแลรายบุคคล รวมถึงคำนึงถึงบริบทของพื้นที่น้ันๆ เห็นได้จาก ผลการศึกษา
ที่พบว่า สภาพปัญหาที่พบกับกลุ่มผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงของแต่ละบุคคลหรือครอบครัวมีความแตกต่างกัน จึงทำให้
ความต้องการของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงหรือผู้ดูแลมีความแตกต่างกันไปด้วย ท้ังนี้การกำหนดนโยบายเพ่ือการปฏิบัติงานใน
การดูแลผู้สงู อายุในภาวะพึง่ พิง จึงควรมีการกำหนดนโยบายและแผนการดำเนินงานเป็นรายบุคคล หรือกำหนดตามกลุ่มของ
สภาพปัญหาที่มคี วามคล้ายคลึงกนั ในแต่ละด้าน เพ่อื ใช้ในการวิเคราะหแ์ ละกำหนดกิจกรรมที่สอดคล้องกับสภาพปญั หานัน้ ๆ

1.2 การกำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงของพื้นท่ี ต้องมีการกำหนดแผนการดำเนินงานท่ี
ชัดเจน สามารถดำเนินงานในระดับพ้ืนที่ได้จริง รวมถึงมีการตั้งกรอบของงบประมาณ แผนการปฏิบัติงาน ผู้รับผิดชอบ
ซ่ึงจากผลการศึกษาพบว่า ลกั ษณะของสภาพปัญหาท่พี บในกลุ่มผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงมีความหลากหลาย และมีความเฉพาะเจาะจง
ในสภาพปัญหาแต่ละด้าน ทำให้รูปแบบการกำหนดแนวทางหรือแผนการดำเนินงานท่ีมีความเฉพาะเจาะจง รวมถึงกำหนด
ทศิ ทางการดำเนนิ งานตามยทุ ธศาสตรท์ ม่ี ีประสิทธิภาพต่อไป

1.3 การดำเนินงานด้านผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง ต้องอาศัยการทำงานระดับเครือข่าย
ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และอาศัยกระบวนการส่งต่อข้อมูลของผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงของเจ้าหน้าที่ท่ีปฏิบัติงานหรือเครือข่าย
การทำงานจะต้องมีความรวดเร็ว ครอบคลุมกับผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในพื้นท่ี ซึ่งจะต้องมีการสำรวจข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
ซ่ึงจากผลการศึกษาพบว่า การสนับสนุนทางสังคมและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เป็นกระบวนการท่ีสำคั ญต่อ
การขับเคล่ือนงานดา้ นผู้สูงอายุในระดับพนื้ ที่

2. ขอ้ เสนอแนะเพ่อื การกำหนดแนวทางการทำงานกับผู้สงู อายใุ นภาวะพง่ึ พงิ ของภาครัฐ
2.1 จากการศึกษาพบว่า ในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว จะต้องมีการกำหนดแนวทางด้านกฎหมายเฉพาะ

ที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงให้มีความชัดเจน เน่ืองจาก กฎหมายจะเป็นกลไกใน
การขับเคล่ือนงานด้านผู้สูงอายุท่ีมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องมีการกำหนดบทบาทหน้าท่ีของการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงาน
กำหนดกรอบการปฏิบัติงานท่ีชัดเจน เพ่ือตอบสนองกับสภาพปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุ รวมถึงมีการจัดต้ัง
คณะกรรมการเพ่ือกำหนดแนวทาง วิเคราะห์สถานการณ์ และกำกับติดตาม การดำเนินงานด้านการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว
อย่างใกล้ชดิ เพือ่ ให้มรี ะบบการดแู ลทีม่ ีประสทิ ธภิ าพและตอบสนองความตอ้ งการของผู้สงู อายุในแตล่ ะพน้ื ท่ี

2.2 ในการจัดบริการด้านต่างๆ ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิง ไม่ว่าจะเป็นมิติทางสาธารณสุข หรือมิติทาง
สังคม จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ดังนั้น กลไกการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง
ภาครัฐและภาคเอกชน จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการดำเนินงานในรูปของกฎหมาย เพ่ือสร้างความร่วมมือและ
ดึงหน่วยงานต่างๆ ท้ังของภาครัฐมาร่วมบูรณาการการทำงานร่วมกนั กับภาคเอกชนในการสร้างบทบาทสำคัญเพ่ือขับเคล่ือน
งานด้านผูส้ งู อายุให้มปี ระสิทธภิ าพและตอบสนองกับความต้องการของผูส้ งู อายุในระยะยาวต่อไป

152

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

ข้อเสนอแนะในการศกึ ษาครั้งตอ่ ไป
จากการศึกษาท่กี ลา่ วมาข้างต้น ผ้วู ิจัยมีขอ้ เสนอแนะเพ่อื ประโยชน์ในการศึกษาครัง้ ตอ่ ไป ดงั นี้
1. ควรมีการศึกษาสภาพปัญหาของผู้สูงอายุในภาวะพ่ึงพิงรายบุคคลแบบเชิงลึก เพ่ือใช้ในการวิเคราะห์ จัดทำ
แผนการให้บริการรายบุคคล ท่ีครอบคลุมกบั สภาพปัญหาและความตอ้ งการท่ีเกิดขนึ้ เป็นรายกรณี รวมถึงศกึ ษาสภาพปัญหา
และสังคมท่ีมีการเปล่ียนแปลงอย่างต่อเน่ือง ทำให้การศึกษาคร้ังต่อไปต้องคำนึงถึงรูปแบบของการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้น
รวมทั้งศึกษากลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มอื่นๆ เพ่ือเปรียบเทียบลักษณะของสภาพปัญหาและความต้องการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ
การดำเนินงานดา้ นผูส้ ูงอายุของเทศบาลนครพิษณุโลก
2. ควรมีการศึกษาจากผู้ปฏิบัตงิ านดา้ นผสู้ ูงอายุทง้ั จากภายในองค์กรและเครอื ข่ายความร่วมมือด้านผู้สงู อายุ ควบคู่
กับการสมั ภาษณ์ผสู้ ูงอายุโดยตรง รวมถึงมีการจดั ทำกลุ่มเพื่อแสดงความคดิ เหน็ สำหรับเจ้าหนา้ ที่ทีป่ ฏบิ ัติงานด้านผู้สงู อายุ ใน
การแลกเปล่ียนองค์ความรู้ ประสบการณ์ระหว่างกัน เพ่ือวิเคราะห์ สังเคราะห์ องค์ความรู้ที่มีความหลากหลาย เพื่อช่วยใน
การพัฒนางานด้านผสู้ งู อายใุ นระดับพ้ืนที่ต่อไป

เอกสารอา้ งอิง
กนษิ ฐา บญุ ธรรมเจรญิ และ ศริ พิ นั ธุ์ สาสตั ย์. (2551). รายงานวจิ ยั เร่อื งระบบการดูแลระยะยาว: การวิเคราะหเ์ ปรยี บเพื่อ

เสนอเชงิ นโยบาย. จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , คณะพยาบาลศาสตร์.
กรมส่งเสรมิ การปกครองทอ้ งถิน่ . (2554). แนวทางการดำเนินงานดา้ นผูส้ ูงอายขุ ององคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ . กรงุ เทพฯ:

สำนกั พิมพก์ รมส่งเสริมการปกครองทอ้ งถน่ิ .
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย์. (2553). พระราชบญั ญตั ิผสู้ งู อายุ 2546. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์

เทพเพ็ญนิสย์.
กองวชิ าการและแผนงาน. (2563). เทศบญั ญตั งิ บประมาณรายจ่ายประจำปงี บประมาณ พ.ศ. 2563. พิษณโุ ลก: สำนักพิมพ์

เทศบาลนครพิษณุโลก.
จันทรศ์ ิริ บัวตา๋ . (2561). รายงานการวจิ ัยเรอ่ื งการจดั ระบบการดูแลผสู้ งู อายุระยะยาว (LTC) ใน รพ.สต ชอนสมบรู ณ์

อำเภอหนองม่วง จงั หวดั ลพบุรี. มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสาธารณสุขศาสตร์.
ดรุณี ชว่ ยบญุ . (2563). การวางแผนพัฒนาระบบบริการเพอ่ื รองรับสงั คมผสู้ ูงอายศุ นู ยส์ ขุ ภาพชมุ ชนพระองค์ขาว.

เทศบาลนครพิษณโุ ลก.
เทศบาลนครพษิ ณุโลก. (2561). แผนพฒั นาท้องถ่นิ (พ.ศ.2561-2565) ฉบับแกไ้ ขเพิม่ เติม. กรุงเทพฯ: สำนักพมิ พ์เทศบาลนคร

พษิ ณโุ ลก.
เทศบาลนครพิษณโุ ลก. (2560). ยุทธศาสตร์ 10 ปี สงั คมสงู วยั เทศบาลนครพษิ ณุโลก จงั หวดั พิษณโุ ลก. สืบคน้ จาก

http://www.phsmun.go.th/BackOffice/ckfinder/userfiles/images/files/strategic%2010%20years_%20
V3_2.pdf
บญุ โรม สุวรรณพาหุ และคณะ. (2556). สขุ ภาวะของวัยรุน: กรอบมโนทศั นและเครอ่ื งมอื ประเมนิ ทางจิตวิทยา. Journal of
Behavioral Science 2556, 19 (2), 127-138.
ปรยี าพร วงศ์อนตุ รโรจน.์ (2556). จิตวทิ ยาการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: ศนู ยห์ นังสือเสรมิ กรงุ เทพ
ปาณศิ า บณุ ยรตั กลนิ . (2561). รายงานวจิ ัยเรื่องการดูแลระยะยาวกล่มุ ผสู้ ูงอายทุ มี่ ีภาวะพง่ึ พิงในชุมชนบทบาทของพยาบาล.
สถาบนั การพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย, คณะพยาบาลศาสตร์.
ภาสกร สวนเรอื ง และคณะ. (กรกฎาคม-ธนั วาคม 2561). การดูแลผสู้ งู อายุที่มีภาวะพ่งึ พงิ ของผู้ช่วยเหลือในชมุ ชน ภายใต้
นโยบายการพฒั นาระบบการดแู ลระยะยาวดา้ นสาธารณสขุ สำหรับผู้สงู อายทุ มี่ ภี าวะพึ่งพงิ . วารสารวิจัยระบบ
สาธารณสขุ , 12(3), 438-451.

153

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

มลู นิธสิ ถาบนั วจิ ัยและพัฒนาผสู้ งู อายุไทย. (2554). รว่ มกันสรา้ งระบบดูแลผสู้ งู อายไุ ทย. สืบค้นจาก
htpp://www.cps.chula.ac.th/html_th/pop_base/ageing/ageing_143.htm

มณฑริ า เขยี วย่ิง. (2550). รายงานวิจยั เร่อื งความคาดหวังและความเป็นจรงิ ในการดแู ลสุขภาพผูส้ งู อายุจากครอบครวั .
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ , คณะพยาบาลศาสตร์.

วรรณรตั น์ เธยี รพจกี ุล. (2558). รายงานวิจัยเร่ืองการเปรยี บเทียบบริการดา้ นการดแู ลผสู้ งู อายรุ ะยะยาวในเขตเมอื ง.
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , คณะรฐั ประศาสนศาสตร์.

ศศิพัฒน์ ยอดเพชร และคณะ. (2552). ตวั แบบการดูแลผสู้ ูงอายุทีด่ ขี องครอบครัวและชมุ ชนในชนบทไทย. กรุงเทพฯ:
สำนักพิมพส์ ถาบนั วิจยั ระบบสาธารณสขุ (สวรส.).

ศิริวรรณ ศริ ิบญุ . (2553). บทบาทของชมุ ชนและองค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นกับผูส้ ูงอาย.ุ กรุงเทพฯ: สำนักพมิ พ์แผนงานวจิ ยั
เพอื่ พัฒนาคุณภาพชีวติ ทด่ี ขี องผสู้ งู อายุไทย.

สัมฤทธิ์ ศรธี ำรงสวสั ด์ิ และ กนษิ ฐา บญุ ธรรมเจรญิ . (2553). การสังเคราะหร์ ะบบการดแู ลผสู้ ูงอายใุ นระยะยาวสำหรบั
ประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: สำนักพมิ พส์ ำนักงานวิจยั เพอ่ื การพัฒนาหลกั ประกันสุขภาพไทยเครอื ข่ายสถาบนั วิจยั ระบบ
สาธารณสุข.

สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ และคณะ. (มิถุนายน 2552). รูปแบบการดูแลสุขภาพสำหรับผสู้ งู อายุในระยะยาวโดยชุมชน.
วารสารระบบบริการปฐมภมู ิและเวชศาสตร์ครอบครัว, 22-31.

สมั ฤทธ์ิ ศรธี ำรงสวัสดิ์ และคณะ. (2561). รายงานวจิ ัยเร่อื งพฒั นาระบบการดูแลระยะยาว (Long-term care) สำหรบั
ผู้สงู อายุท่ีมภี าวะพ่ึงพงิ ภายใตร้ ะบบหลักประกนั สุขภาพแหง่ ชาติ. มหาวทิ ยาลยั มหิดล, คณะแพทยศาสตร.์

สาวิตรี พลทวี และ ศศพิ ัฒน์ ยอดเพชร. (2559). รายงานวจิ ัยเรอ่ื งลกั ษณะและความต้องการของผู้ดูแลในการดแู ลผสู้ ูงอายุ
ระยะยาวของจังหวัดสิงห์บรุ ี. มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร.์

สายฤดี วรกิจโภคาทร และคณะ. (2550). ระบบการดูแลของผสู้ ูงอายุ. สบื คน้ จาก www.elip-online.com
สุพฒั ตรา ศรวี ณิชชากร และคณะ. (2552). การดูแลผสู้ ูงวัยในชมุ ชน: ระบบ หลักการ และแนวทางปฏบิ ตั ิ. นนทบุรี:

สำนกั พิมพ.์
สถาบนั วจิ ัยและพัฒนาระบบสุขภาพชมุ ชน, สำนกั สนบั สนนุ ระบบบรกิ ารสุขภาพชมุ ชน (สปสช.). (2559). ระบบการดูแล

ระยะยาวด้านสาธารณสุข สำหรับผ้สู ูงอายทุ ี่มภี าวะพง่ึ พิงในพน้ื ที่ (Long Term Care). กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพ์
สำนักงานหลกั ประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.).
หมัดเฟาซี รูบานา และ กฤษฎา มงคลศรี. (2560). รายงานวจิ ัยเรื่องความตอ้ งการสวสั ดิการสังคมของผสู้ ูงอายุในเขตเทศบาล
เมืองควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวดั สงขลา. มหาวทิ ยาลยั หาดใหญ่, คณะรฐั ศาสตร์.
อัญชษิ ฐฐา ศิรคิ ำเพ็ง และ ภักดี โพธิ์สิงห์. (กันยายน-ธันวาคม 2560). การดแู ลระยะยาวทม่ี ภี าวะพึ่งพงิ ในยคุ 4.0.
วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 17(3), 235-242.

154

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

คุณภาพการเข้าถงึ การรกั ษาพยาบาลและสขุ ภาวะของผู้ป่วยโรคไมต่ ิดต่อเรอื้ รงั ในสถานการณ์โควดิ -191
Quality in access to healthcare and healthy of patients with
Non-Communicable Diseases during COVID-19 pandemic

ณัฐพร พุทธิกุลวฒุ ิ, โนรติ า ปะดุกา, ภทั รภร ภัทรนาวกิ
ศราดล ดาบกลาง, ศรนิ ยา ธนกจิ เจรญิ และ ศิรวิ รรญา ภูมภิ ักดิ์2
Nuttaporn Phutthikullawut, Norita Paduka, Bhattaraporn Bhattaranavig
Saradon Dabklang, Sarinya Tanakitcharoen, and Siriwanya Phumipak3

Abstract
Patients with Non-Communicable Diseases (NCDs) are the one of patient group who are affected
and at risk of COVID-19 because they will have severe symptoms if they are infected with coronavirus.
Along with the COVID-19 outbreak restrict access to health services for chronic disease patients who need
ongoing care. The objective of this research is to study the quality in access to healthcare and to study
the healthy of NCDs patients in the situation of COVID-19. Conducting qualitative research methods
through a study of academic papers and interviews with key informants using a purposive selection,
including five semi-structured interviews via an online format with NCDs patients covered a total of three
diseases: Diabetes; Hypertension; and Hyperlipidemia. Data from the interviews were grouped and an
inductive analysis was performed and check the quality of the data by using a triangulation method and
audit trail.
The results showed that the curation of NCDs has changes according to the outbreak of COVID-
19. There was a new normal way but did not affect its quality to healthcare. NCDs patients still received
the services as usual but may change some forms based on intriguing concepts emerged includes “Home
and hospital-based healthcare: It's not an online doctor's visit and it's not a hospital pick-up of
medicines,” and “ Telehealth and drug delivery: A pleasing service that is cared for through online and
onsite.” In addition, in terms of healthy concepts consisting of "Because covid is poisonous so I exercise
properly in my own style” and in the spiritual dimension “ Believe what you do and do what you
believe.” These findings should be taken into consideration that will benefit as the guidelines for taking
care the NCDs patients to the relevant agencies, such as encouraging drug delivery, which may be an
alternative service in the long-term, as well as supporting the organization of an educational program
about appropriate exercise and enhancing mental and spiritual healthcare among the pandemic situation
that is difficult to control.
Keywords: Non-Communicable Diseases (NCDs), COVID-19 Pandemic, quality in access to healthcare, healthy

1 บทความวิจัยน้ี เป็นสว่ นหน่ึงของการศึกษาในระดับปริญญาตรี รายวชิ า สพ.312 การวิจัยและการจัดการความรูท้ างสังคมสงเคราะหท์ างการแพทย์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ศูนยร์ งั สิต
2 นกั ศกึ ษาชนั้ ปที ่ี 4 หลกั สตู รสงั คมสงเคราะห์ศาสตรบณั ฑิต คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์
3 Bachelor’s students of Social Work Program, Faculty of Social Administration, Thammasat University, Rangsit Center
* Corresponding author: [email protected]

155

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

บทคดั ย่อ
ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง (NCDs) เป็นหน่ึงในกลุ่มผู้ป่วยท่ีได้รับผลกระทบและมีความเส่ียงจากการแพร่ระบาดของ
โควดิ -19 เนอื่ งจากหากกลุ่มผปู้ ว่ ยกลมุ่ นี้ติดเชอื้ โควดิ -19 จะมอี าการรนุ แรงมากกว่าคนท่วั ไปหลายเท่า ประกอบกบั การระบาด
ของโควิด-19 สร้างข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังท่ีต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเน่ือง การศึกษา
ครงั้ นจ้ี ึงมีวัตถุประสงคเ์ พือ่ ศกึ ษาคุณภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และเพื่อศึกษาสุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ตดิ ต่อเร้ือรังใน
สถานการณโ์ ควิด-19 ใช้วธิ กี ารวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ ผา่ นการศึกษาจากเอกสารวชิ าการและการสมั ภาษณ์ผใู้ หข้ อ้ มลู หลกั ด้วยวิธกี าร
เลือกแบบเจาะจง คือ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรงั จำนวน 5 คน ซึ่งครอบคลุมท้ังหมด 3 โรค ไดแ้ ก่ โรคเบาหวาน โรคความดัน
โลหติ สูง และโรคไขมันในเลือดสูง ประเด็นการสมั ภาษณ์ก่ึงโครงสร้างถกู นำมาใช้ในการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านรูปแบบออนไลน์
ข้อมลู จากการสมั ภาษณถ์ ูกนำมาจดั กลมุ่ และทำการวิเคราะหแ์ บบอุปนยั ในรูปแบบของการวิเคราะห์แนวคิด พร้อมตรวจสอบ
คุณภาพข้อมูลดว้ ยวธิ กี ารสามเสา้ และการตรวจสอบเส้นทาง
ผลการศึกษาพบว่าวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง มีการรักษาในรูปแบบวิถีใหม่ แต่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพ
การรักษา เชน่ ในสว่ นของสุขภาวะพบวา่ ผูป้ ่วยยังไดร้ ับการดูแลสขุ ภาพเช่นปกติ เพียงแตอ่ าจเปลี่ยนรปู แบบบา้ ง ตามแนวคิด
ทไี่ ด้ “Home and hospital-based healthcare: หาหมอ online ก็ไม่เชิง รับยา onsite ก็ไม่ใช่” และ “Telehealth and
drug delivery: บริการถูกใจ ใสใ่ จผ่าน online และ onsite” นอกจากนี้ในสว่ นของสขุ ภาวะ พบขอ้ สรปุ ที่สำคัญ คือ “เพราะ
โควิดทำพิษ เลยออกกำลงั อย่างถนัด ตามแบบฉบับของตนเอง” รวมทง้ั สุขภาวะในมิตจิ ติ วญิ ญาณ “เชื่อในส่ิงท่ีเฮ็ด เฮ็ดในสิ่งท่ี
เชอื่ ” ซึ่งข้อค้นพบเหล่าน้ีเป็นข้อมลู สำคัญท่จี ะเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการดูแลผู้ป่วยของหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น
การสนับสนุนให้มีการจัดส่งยาทางไปรษณีย์ซ่ึงอาจเป็นบริการทางเลือกท่ีสำคัญในระยะยาว รวมถึงการสนับสนุนการจัด
โครงการให้ความรู้และสาธิตการออกกำลังกายท่ีเหมาะสม และส่งเสริมการดูแลสุขภาพในมิติสุขภาพจิตและจิตวิญญาณ
ภายใตส้ ถานการณก์ ารระบาดของโรคทีย่ ากตอ่ การควบคมุ
คำสำคญั : โรคตดิ ต่อไม่เร้ือรัง, สถานการณ์การระบาดโควิด-19, คณุ ภาพการเขา้ ถึงการรกั ษา, สุขภาวะ

บทนำ
โรคไม่ติดต่อเร้ือรัง (Non-Communicable Diseases [NCDs]) เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความทุพพลภาพ
ทว่ั โลก โดยในแต่ละปีมผี ูเ้ สยี ชีวิตจากโรคดังกล่าวมากกวา่ สาเหตุอน่ื ๆ รวมกันมากกวา่ รอ้ ยละ 70 ของการเสยี ชวี ิตทง้ั หมด โดย
เกือบร้อยละ 80 ของการเสียชีวิตเหล่านี้เกิดข้ึนในประเทศท่ีมีรายได้น้อยและปานกลาง (WHO, 2020) อีกท้ังในสถานการณ์
โควิด-19 ยังมีผลการศึกษาจากองค์กรอนามัยโรคท่ีระบุไว้ว่า หากกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรังติดเช้ือโควิด-19 จะมีอาการ
รนุ แรงมากกว่าคนทว่ั ไปหลายเทา่ ซ่ึงอัตราความรนุ แรงจะแปรผันตามชนิดของโรค โดยโรคดงั กลา่ ว ประกอบดว้ ย โรคไขมันใน
เลือดสูงและหลอดเลือด โรคความดันสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง ซึ่งมี
แนวโน้มวา่ จะเลวรา้ ยยิง่ ขึ้นหากไมไ่ ด้ปฏิบตั ิตามพฤติกรรมทางสุขภาพอยา่ งเหมาะสม (WHO Thailand, 2020)
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกท่ี 3 ถึงแม้ว่าประเทศไทย
จะมีวัคซีนสำหรบั ป้องกนั โควดิ -19 แลว้ แต่สถานการณ์การระบาดในระลอก 3 น้ี กลบั มีความรุนแรงมากขนึ้ อีกท้ังยังมีกลาย
พันธุ์ของเช้ือ จึงทำให้มีผตู้ ิดเช้ือเพ่ิมข้นึ อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ามีจำนวนผู้ติดเช้ือรายใหม่เพิ่มมากกว่า 3,000 คนต่อวัน (The
standard, 2021) จำนวนผู้ติดเชื้อท่ีเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเน่ือง ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งไม่สามารถรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้
นอกจากน้ียังต้องประกาศงดรับผู้ป่วยนอกและปิดให้บริการแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน (ไทยพีบีเอส, 2564) รวมถึงการงดเยี่ยม
ผปู้ ่วยใน การเล่ือนนัดผู้ป่วยเดิม และลดการให้บรกิ ารผ่าตัด เพ่ือลดความเสี่ยงในการสัมผัสเช้ือ เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อ
ผู้ป่วยคนอืน่ ๆ โดยเฉพาะกลุม่ ผู้ป่วยที่จำเปน็ ต้องเขา้ รบั การรักษาในโรงพยาบาลอยา่ งสมำ่ เสมอ
ผู้ป่วยโรคไม่ติดตอ่ เรอ้ื รัง (NCDs) เป็นกล่มุ โรคท่ีจำเปน็ ตอ้ งได้รับรกั ษาด้วยยา ควบคู่ไปกับการปรบั เปล่ียนพฤติกรรม
เสี่ยงต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การมีความเครียดสูง
(โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, 2559) นอกจากนี้ยังต้องพบแพทย์ เพื่อตรวจลักษณะการดำเนินโรคอย่างเป็นระยะ แต่จาก
สถานการณ์ท่ีโรงพยาบาลหลายแห่งงดตรวจผู้ป่วยเช่นนี้ จึงทำให้ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้รับผลกระทบไม่ต่างจากผู้ป่วย

156

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

กลมุ่ อืน่ อีกทง้ั ผลการรายงานขององค์การอนามยั โลก ที่อธิบายเกยี่ วกับความเส่ยี งของผปู้ ่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรงั ในสถานการณ์
โควิด-19 ข้างต้น จึงทำให้คณะผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาใน 2 ประเด็น คือ (1) คุณภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของ
ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรังในสถานการณ์โควิด-19 เป็นอย่างไร? และ (2) สุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในสถานการณ์
โควิด-19 เปน็ อย่างไร?

วัตถุประสงค์
1. เพ่อื ศึกษาคณุ ภาพการเขา้ ถึงการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคไม่ตดิ ตอ่ เรือ้ รงั (NCDs) ในสถานการณโ์ ควดิ -19
2. เพื่อศกึ ษาสขุ ภาวะของผู้ป่วยโรคไมต่ ิดต่อเร้ือรัง (NCDs) ในสถานการณโ์ ควิด-19

นิยามศัพทป์ ฏิบัตกิ าร
ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หมายถึง ผู้ท่ีมีภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคเร้ือรัง จำเป็นต้องทานยา ปรับเปล่ียน
พฤติกรรมการดำเนินชีวิตและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอโดยผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่จะศึกษาและเก็บข้อมูลคร้ังน้ี ได้แก่
ผปู้ ่วยโรคเบาหวาน ผู้ปว่ ยโรคความดนั โลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง
คณุ ภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาล หมายถึง ความพึงพอใจของผปู้ ่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรังท่ีมีต่อการให้การรกั ษา
ของสถานพยาบาล อันประกอบด้วย ด้านภูมิศาสตร์ ด้านการเงิน งานบริการสุขภาพ ระบบสารสนเทศ การเข้าถึงยาและ
เวชภัณฑ์
สุขภาวะ หมายถึง สภาวะท่ีสมบูรณ์ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม โดยในด้านนี้ครอบคลุมด้วยเร่ืองเศรษฐกิจ จิตวิญญาณ
เชอ่ื มโยงกนั อย่างสมดลุ และดำเนนิ ชวี ติ ประจำวันภายใตส้ ถานการณโ์ ควดิ -19 ของผปู้ ่วยโรคไม่ติดตอ่ เรื้อรัง
สถานการณ์โควิด-19 หมายถึง การระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562-เดือนพฤศจิกายน
พ.ศ.2564 (ปัจจุบัน) ซึ่งทำให้เกิดการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) การปฏิบัติงานท่ีบ้าน (Work from home) การรักษา
ระยะห่าง ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ของประเทศไทยอยู่ในการระบาดระลอกที่ 3 โดยรัฐมีมาตรการต่างๆ เพ่ือการป้องกันและส่งเสริม
สขุ ภาพประชาชน เช่น จัดสรรวัคซีน มาตรการควบคมุ การประกอบการธรุ กจิ บางประเภท เปน็ ตน้ ขณะท่ีหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพ
บางแห่งยงั ไม่เปิดให้บรกิ ารแบบปกติแก่ผ้มู าใช้บรกิ ารสุขภาพทวั่ ไป

ข้อตกลงเบื้องต้น
การศึกษาคร้ังนี้เกิดข้ึนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คณะผู้วิจัยจึงมี
ความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ออนไลน์ ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อรักษาระยะห่างระหว่าง
ผู้สัมภาษณ์และผู้ให้ข้อมูล ตามมาตรการควบคุมโรคของภาครัฐ อีกท้ังงานวิจัยนี้เป็นการศึกษาในรายวิชาหน่ึงของหลักสูตร
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 ซ่งึ ถูกจำกัดดว้ ยระยะเวลาในการศึกษา

แนวคดิ ทฤษฎที ีใ่ ช้
การศึกษาคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและสุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ
เร้ือรัง (NCDs) ในสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง การรักษาและการ
ดูแลตัวเองของผู้ป่วย แนวคิดเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล รวมถึงความเส่ียงด้านต่างๆ ของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรังใน
สถานการณ์การแพรร่ ะบาดโควิด-19 ระลอกที่ 3 เพอ่ื เป็นขอ้ มูลประกอบการศกึ ษา โดยศกึ ษาแนวคิด ทฤษฎี ดังนี้
โรคไมต่ ิดต่อเรอื้ รัง (Non-Communicable Diseases [NCDs])
เปน็ โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไมเ่ หมาะสม เชน่ การพักผ่อนไมเ่ พยี งพอ การสูบบุหรี่ การไมอ่ อกกำลังกาย
การรับประทานอาหารปริมาณมากเกนิ ความจำเป็นของร่างกายหรือรับประทานอาหารรสจัดและอาหารที่มีโรคไขมันในเลือด

157

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

สงู เป็นต้น (นนั ทกร ทองแตง, 2562) คณะผวู้ จิ ยั จะนำองค์ความรู้ดงั กล่าวไปใช้ประกอบการศกึ ษาเร่ืองสุขภาวะของผูป้ ่วยโรค
ไม่ติดตอ่ เร้ือรังไดแ้ ก่ ผู้ปว่ ยโรคเบาหวาน โรคความดนั โลหิตสงู และโรคไขมันในเลอื ดสูง

ทั้งน้ี การศึกษาคร้ังนี้ได้ให้ความสำคัญกับโรคดังกล่าวเพราะเดิมทีโรคไม่ติดต่อเร้ือรังน้ันเป็นสาเหตุสำคัญของ
การเสียชีวิตและความทุพพลภาพทั่วโลก โดยในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวมากกว่าสาเหตุอื่นๆ รวมกัน มากกว่า
ร้อยละ 70 ของการเสียชีวิตทั้งหมด โดยเกือบร้อยละ 80 ของการเสียชีวิตเหล่านี้เกิดข้ึนในประเทศที่มีรายได้น้อยและ
ปานกลาง (WHO, 2020) ซงึ่ ประเทศไทยนัน้ กน็ ับอยู่ในกลุ่มประเทศดงั กล่าวด้วย อีกทั้งในสถานการณ์โควิด-19 ยังพบว่าหาก
ผ้ปู ่วยโรคไม่ติดต่อเร้อื รังติดเช้อื COVID-19 จะทำให้มโี อกาสเกดิ ภาวะแทรกซ้อนและอาการรนุ แรง (WHO Thailand, 2020)
โดยในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ในกรณี COVID-19 จะต้องพิจารณาว่าตัวยาใดสามารถรับประทานต่อได้ และตวั ใดควรหยุด
ชั่วคราว ซึ่งมคี วามแตกตา่ งจากคนปกตทิ ปี่ ว่ ยเป็นโรคดังกล่าว

แนวคดิ สขุ ภาพองค์รวม (Holistic Health)
ผูว้ ิจัยแบ่งมิติของสุขภาพองค์รวมตามนิยามของ WHO (1998) และตามที่ ดวงจันทร์ ทิพย์ปรีชา และคณะ (2547)
ที่กล่าวถึง องค์ประกอบสุขภาพองค์รวม มี 4 มิติ ได้แก่ (1) มิติทางกาย (Physical dimension) หมายถึง การมีร่างกาย
ที่สมบูรณ์แข็งแรงปราศจากโรคหรือความเจ็บป่วย และมีองค์ประกอบปัจจัยส่ีที่เพียงพอ (2) มิติทางจิตใจ (Psychological
dimension) หมายถึง การที่บุคคลมีสภาวะทางจิตใจท่ีแจ่มใส ปลอดโปร่ง ไม่มีความกังวล มีความสุข มีเมตตา และลด
ความเห็นแก่ตัว (3) มิติทางสังคม (Social dimension) หมายถึง ความผาสุกของครอบครัว สังคม และชุมชน โดยชุมชน
สามารถให้การดแู ลช่วยเหลอื ซ่ึงกนั และกัน สังคมมีความเออื้ อาทร เสมอภาค มคี วามยุตธิ รรม และมีระบบบรกิ ารท่ีดีและทั่วถึง
(4) มิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual dimension) หมายถึง ความผาสุกท่เี กิดจากจิตสัมผัสกับสิง่ ทบี่ ุคคลยึดม่นั และเคารพสูงสุด
ทำให้เกดิ ความหวัง ความเชอื่ มนั่ ศรัทธา มีการปฏิบัติในส่ิงท่ีดีงาม ดว้ ยความมีเมตตา กรุณา ไม่เห็นแกต่ วั มคี วามเสยี สละ และ
ยนิ ดีในการท่ไี ด้มองเห็นความสขุ หรือความสำเรจ็ ของบคุ คลอนื่ ทั้งน้ีสุขภาวะทางจิตวิญญาณจะเกดิ ข้ึนเม่ือบุคคลมีความหลุด
พ้นจากตวั เอง (Self-transcending)
ท้ังนี้ การศึกษาครั้งน้ีได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดสุขภาพองค์รวมดังกล่าว เพราะการดูแลสุขภาวะองค์รวมท่ีดีจะ
นำพามาสู่สุขภาวะที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การศึกษา คือ เพ่ือศึกษาสุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรังใน
สถานการณโ์ ควิด-19 โดยจำเป็นต้องนำมาปรับให้เขา้ กบั สถานการณ์โควิด-19 ดว้ ย เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้วิถีชีวิต
ของคนในสังคมมีการเปล่ยี นแปลง หรือเรียกวา่ วิถีชีวติ ใหม่ (New Normal) ซ่งึ สง่ ผลทำให้ผู้ป่วยโรคไม่ตดิ ตอ่ เรือ้ รังจำเปน็ ต้อง
ปรับเปล่ียนวิถีชีวิตให้เข้ากับสถานการณ์ดังกล่าว และต้องอยรู่ ่วมกับโรคประจำตัวเดิมของตนเองอย่างถูกวิธตี ามลักษณะโรค
และอาการอกี ดว้ ย
รปู แบบการดูแลผู้ป่วยโรคเร้ือรงั (Chronic Care Model)
คณะผู้วิจัยพิจารณาถึงองค์ประกอบสำคัญภายใต้แนวคิด Chronic Care Model ท่ีใช้ทำความเข้าใจเรื่องสุขภาวะ
ของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง ได้แก่ องค์ประกอบด้านการสนับสนุนการจัดการตนเอง (Self-management support)
ความสำเร็จของการดูแลรักษาโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง คือ การทำให้ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีความตระหนัก สามารถประเมิน
สภาวะสุขภาพ และจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยแรงสนับสนุนจากเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขที่คอยเสริม
พลังช่วยเหลอื แนะนำใหผ้ ูป้ ่วยสามารถดูแลสุขภาพของตนเองไดอ้ ย่างยัง่ ยนื (แกว้ ตา สงั ขชาติ, 2562)
ท้ังนี้ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวน้ันมีความสำคัญต่องานวิจัย เนื่องจากการศึกษาในครั้งน้ีเป็นการศึกษาใน
สถานการณ์โควดิ -19 ระลอกทสี่ าม ซึง่ สง่ ผลให้การสนับสนนุ การตระหนกั สขุ ภาพของผปู้ ่วยดว้ ยตนเอง เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจาก
ในสถานการณด์ งั กล่าวทำใหก้ ารเดนิ ทางไปรักษาทส่ี ถานพยาบาลเปน็ เรอ่ื งทท่ี ำไดย้ ากข้นึ เนอื่ งจากการพบปะที่อาจจำเปน็ ตอ้ ง
ลดความถ่ีลง รวมไปถึงการลดอัตราความเสี่ยงจากสถานท่ีต่างๆ ซ่ึงโรงพยาบาลในสถานการณ์โควิด-19 เอง ก็เป็นอีกสถานท่ี
ที่มีความเส่ียงในการติดโควิด-19 สูง ดังน้ันคณะผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาแนวคิดดังกล่าว เพราะถือว่ามีความสอดคล้องใน
สถานการณด์ งั กล่าว

158

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

แนวคดิ เรือ่ งการเขา้ ถงึ บรกิ ารสุขภาพจากรายงานองค์การอนามัยโลก
คณะผู้วิจัยเลือกใช้องค์ประกอบเพียงหนึ่งด้านในการประกอบการพิจารณาสุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
ได้แก่ ด้านการเงิน (Financial) หมายถึง การสามารถชำระค่าใช้จ่ายจากการใช้บริการสุขภาพ (WHO, 2003) โดยคณะผู้วิจัย
สนใจและให้ความสำคญั ในเรือ่ งน้ี เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเป็นส่วนสำคญั ในการรกั ษาโรค โดยเฉพาะคนยากจนทีต่ ้องทำงาน
หาเล้ียงชีพเป็นวันๆ ซึ่งคนเหล่าน้ีจะต้องตกงาน สูญเสียรายได้ ซ้ำร้าย คนยากจนเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางด้าน
สาธารณสุขไดเ้ ท่ากบั คนที่มีฐานะ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมมี าตรการเยยี วยา แต่การค้าและการลงทุนเกิดผลกระทบคอ่ นข้างรุนแรง
แม้แต่เศรษฐกิจโลกก็กำลังเข้าสวู่ ิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งมีที่มาจากโควิด-19 เป็นสำคัญ (ยง ภู่วรวรรณ, 2563) สง่ ผลให้คณะผู้วิจัย
มีความสนใจในแนวคดิ ดังกลา่ วและนำมาใช้รว่ มในการศึกษาครง้ั น้ี
แนวคดิ เร่อื งการเขา้ ถงึ บรกิ ารสุขภาพ 6 เสาหลกั ของระบบสขุ ภาพ
คณะผู้วิจัยประยุกต์ใช้แนวคิดดังกล่าวในการพิจารณาคุณภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ
เร้อื รงั ในสถานการณ์โควิด-19 โดยพจิ ารณา 2 เสาหลัก จาก 6 เสาหลกั (WHO, 2010) ไดแ้ ก่
(1) งานบริการสุขภาพ (Service Delivery) เป็นงานสำคัญท่สี ุดในระบบสุขภาพ ซง่ึ มอี งค์ประกอบหลัก ได้แก่ การมี
เครือข่ายที่ให้บริการครอบคลุมทุกพ้ืนที่ ทุกระดับ และเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย คุณภาพงานบริการต้องเป็นไปตามมาตรฐาน
วิชาชพี มีประสิทธิภาพ ปลอดภยั และเป็นไปตามความจำเป็นของผปู้ ่วย ซ่ึงคณะผู้วิจัยสนใจในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากใน
สถานการณ์โควิด-19 ทำให้รูปแบบการบริการย่อมมีความเปล่ียนแปลง และมีข้อคำนึงท่ีมีสถานการณ์โควิด-19 เข้ามา
เกยี่ วขอ้ ง ซง่ึ อาจสง่ ผลตอ่ มาตรฐานการบริการได้
(2) การเขา้ ถึงยาและเวชภณั ฑ์ท่ีจำเปน็ (Medical Products, Vaccines & Technologies) กรอบการทำงานระบบ
สุขภาพต้องมีกลไกที่เอื้อให้ประชาชนเข้าถึงยา วัคซีน และเทคโนโลยีที่จำเป็น ซ่ึงต้องมีคุณภาพและความคุ้มค่ากับราคา
นอกจากนนั้ ระบบสุขภาพท่เี ข้มแขง็ ต้องเนน้ มาตรการ “การใช้ยาอย่างเหมาะสม” เพื่อเปน็ การลดอบุ ัตกิ ารณ์เชือ้ ด้อื ยา (WHO,
2010) โดยคณะผู้วิจัยสนใจในประเด็นดังกล่าว เน่ืองจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การเดินทางรับยา อาจมีความเส่ียงต่อ
การไดร้ บั เช้ือ ทำใหร้ ปู แบบการเข้าถึงยามีการเปล่ยี นแปลงและมีทางเลือกเพ่มิ ขึ้น สง่ ผลตอ่ คณุ ภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาล
โดยรวมแล้วคณะผู้วิจัยได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดดังกล่าว เน่ืองจากการเข้าถึงการรักษาพยาบาลท่ีดี เป็นอีก
ส่วนหนึ่งท่ีนำมาสู่สุขภาวะที่ดีและทำให้มีคุณภาพการเข้าถึงการรักษาท่ีดี โดยการรักษาพยาบาลในสถานการณ์ดังกล่าว
มีความท้าทายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการรักษาการให้บริการ การนำส่งยาและเวชภัณฑ์ท่ีจำเป็น ก็ต้องเป็นไปด้วย
ความเหมาะสมกับสถานการณ์อีกด้วย และเหตุผลทไ่ี มไ่ ดน้ ำแนวคดิ อกี 4 เสาหลักมาประกอบในการทำวจิ ัยในคร้งั นี้ เน่ืองด้วย
หัวข้ออื่นอาจมีความคล้ายกันอยู่มาก และมีด้านที่จำเป็นต้องอาศัยมุมมองจากสหวิชาชีพทางแพทย์ด้วย เช่น กำลังคนด้าน
สุขภาพ กลไกการคลังด้านสุขภาพ และภาวะผู้นำและธรรมาภิบาล หรือรวมไปถึงด้านระบบสารสนเทศด้านสุขภาพ ท่ีหาก
สัมภาษณ์ข้อมูลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรังเพียงฝ่ายเดียว อาจทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่ครบถ้วนด้วยกระบวนการ หรืออาจได้ข้อมูล
เพียงฝา่ ยเดียวไมอ่ าจทำความเข้าใจในดา้ นสหวิชาชพี ทางการแพทย์
งานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง
จากการทบทวนงานวิจัยที่เก่ียวข้อง คณะผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้ผลการศึกษาของงานวิจัยเร่ือง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ
ความมั่นคงด้านสุขภาพของผูป้ ่วยกลมุ่ โรคเร้อื รังไม่ติดต่อในจงั หวัดพะเยา ของ ศริ ิพร แสงศรจี ันทร์ ปะราลี โอภาสนันท์ และ
มลฤดี เกศหอม (2561) ทีม่ คี วามโดดเดน่ ในเร่ือง การศึกษาสขุ ภาวะองค์รวมที่พบวา่ การเจบ็ ป่วยดว้ ยโรคไม่ติดตอ่ เร้อื รังทำให้
เกิดภาวะแทรกซ้อนจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมไปถึง
งานวจิ ัยของ กลุ ธิดา ดวงเนตร (2564) ที่ได้กลา่ ววา่ ผู้ปว่ ยโรคไมต่ ดิ ตอ่ เร้อื รงั มคี วามเสี่ยงสงู ตอ่ ภาวะซมึ เศรา้ ซึ่งปัจจัยทส่ี มั พนั ธ์
กับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ โรคประจำตัวและความเพียงพอของรายได้ จึงสะท้อนให้เห็นว่าสุขภาวะของผู้ป่วยท้ังด้านร่างกาย
จิตใจ และสังคม ส่งผลตอ่ กันและกนั

159

รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

รวมถึงการใช้แนวคิด 6 System Building Blocks ซึ่งเป็นแนวคิดที่คณะผู้วิจัยเล็งเห็นถึงความเหมาะสมใน
การศึกษาคร้ังนี้ เพราะเป็นอีกส่วนหนึ่งท่ีนำมาสู่สุขภาวะท่ีดีและทำให้มีคุณภาพการเข้าถึงการรกั ษาทด่ี ี โดยเป็นงานวิจัยของ
ประภา ราชา จารุภา คงรส และธนพร สดชื่น (2563) ท่ีแสดงให้เห็นถึงการศึกษาโดยใช้ทฤษฎีระบบ และแนวคิด 6 System
Building Blocks ท่ีชัดเจน อีกท้ังกลุ่มตัวอย่างในการศึกษามีลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับงานวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยความดัน
โลหติ สูง รวมถึงการศึกษาภายใตเ้ งอ่ื นไขของสถานการณ์โควดิ -19 ท่เี ปน็ การศกึ ษาในสถานการณเ์ ดยี วกนั กบั คณะผู้วิจัย

ท้ังนี้ การทบทวนวรรณกรรมข้างต้น สรปุ เป็นกรอบเชงิ ทฤษฎี ไดด้ ังน้ี

ภาพที่ 1 กรอบเชงิ ทฤษฎี (Theoretical framework).
วิธกี ารวจิ ยั

ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยมีการศึกษาจากเอกสาร ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ
หนังสือ บทความ รวมถึงงานวิจัยที่เก่ียวข้อง และมีการศึกษาจากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง โดยใช้วิธีการ
สมั ภาษณแ์ บบออนไลน์ ผ่านการใช้เคร่ืองมือสื่อสาร หรือแอพพลเิ คชั่นเป็นตวั กลางในการสมั ภาษณ์

ผ้ใู ห้ข้อมลู
ผู้ให้ขอ้ มูลในครงั้ นี้ คือ ผู้ป่วยโรคไม่ตดิ ต่อเรื้อรัง (NCDs) จำนวน 5 คน ท่ีผู้วิจยั เขา้ ถงึ ได้ในการสัมภาษณ์เชงิ ลึก โดย
ใช้วิธีการเลือกผู้ใหข้ ้อมลู แบบเจาะจง (Purposive selection) ซึ่งครอบคลุมใน 3 โรค ไดแ้ ก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต
สูงและโรคไขมันในเลือดสูง โดยคุณลักษณะของผู้ให้ข้อมูลน้ัน จะเลือกผู้ที่มีเพศ ช่วงวัย การรับการรักษาในสถานพยาบาล
รวมถึงมีฐานะทางเศรษฐกจิ ทแี่ ตกต่างกัน เพื่อให้การศึกษาครอบคลุมความหลากหลายของผูใ้ หข้ ้อมูล

160

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการศกึ ษา
การศกึ ษาในครั้งนี้ ผู้วิจยั ใชก้ ารสมั ภาษณ์กงึ่ โครงสรา้ งในการเก็บขอ้ มูล จำแนกประเด็นสัมภาษณ์เป็น 3 ส่วน ได้แก่
สว่ นที่ (1) ขอ้ มูลสว่ นบุคคลของผู้ให้ขอ้ มลู ซึ่งประกอบดว้ ย อายุ อาชพี รายได้ โรคประจำตวั ทเ่ี ปน็ ระยะเวลาท่ีเปน็ โรค สว่ นที่
(2) ข้อมูลคุณภาพเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในสถานการณ์โควิด-19 ของผู้ให้ข้อมูล ซ่ึงประกอบด้วย
ประเดน็ คำถามท่ีเกย่ี วข้องกบั คณุ ภาพเขา้ ถงึ การรกั ษาพยาบาล วิธกี ารรกั ษา ด้านความสะดวกในการเขา้ รับการรักษา ความพงึ
พอใจต่อสถานพยาบาล และส่วนที่ (3) ประเด็นคำถามที่เก่ียวข้องกับสุขภาวะ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้าน
จิตวญิ ญาณ
การเก็บรวบรวมข้อมลู
การศึกษาเร่ืองคุณภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและสุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง (NCDs) ใน
สถานการณ์โควิด-19 ผู้วิจัยมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังน้ี (1) เลือกผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรงั ตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย
และติดต่อแบบไม่เป็นทางการทางโทรศัพท์ เพ่ือถามถึงความสะดวกในการให้ข้อมูล บอกเล่าแนวคำถาม รวมถึงนัดวัน
สัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูล (2) ดำเนินการสัมภาษณ์ตามท่ีได้นัดหมายกับผใู้ ห้ข้อมลู ผ่านชอ่ งทางการโทรศัพท์และสัมภาษณ์ตาม
ประเด็นท่ีได้กำหนดไว้ โดยใช้ระยะเวลาในการสมั ภาษณ์ โดยประมาณ 45 นาที โดยเป็นการสัมภาษณ์แบบ 1: 1 (ผู้วจิ ัย: ผ้ใู ห้
ข้อมูล) และหลังจากนั้น (3) ทำการถอดบทสัมภาษณ์จากเทปบันทึกเสียงท่ีได้รับอนุญาตให้บันทึก ร่วมกับข้อมูลท่ีผู้วิจัยจด
บันทึกระหว่างการสัมภาษณ์ แล้วตรวจสอบความครบถ้วนของคำตอบท่ีได้จากการสัมภาษณ์กับคำถามการวิจัยหรือ
วตั ถปุ ระสงค์การศึกษาท่กี ำหนดไว้
การตรวจสอบคุณภาพข้อมูลงานวจิ ยั
การศึกษาในคร้ังนี้ใช้การตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลด้วยวิธีการสามเส้า (Triangulation methods) โดยเลือก
วิธีการตรวจสอบสามเส้าด้านผู้วิจัยหรือผู้เก็บข้อมูล และวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้าด้านผู้วิเคราะห์ข้อมูล โดยเป็น
การตรวจสอบข้อมูลวา่ ถ้าเปล่ียนผเู้ ก็บขอ้ มลู หรือผู้วิเคราะห์เป็นคณะผู้วิจัยรวม 6 คนแล้ว ข้อมูลท่ีไดค้ วรจะมีความคลา้ ยคลึง
กนั หรือแตกต่างกันหรือไม่ ทัง้ นี้ ภายหลงั การได้รบั ข้อมลู จากการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยยงั ใช้การตรวจสอบเส้นทางของการวิจัยรว่ ม
ด้วย (Audit trail)
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
หลังจากทำการตรวจสอบขอ้ มูลแบบสามเส้าด้านผ้เู กบ็ รวบรวมขอ้ มูล ผวู้ ิจัยนำข้อมูลดังกล่าวมาทำการจัดกลุ่มและ
ทำการวิเคราะห์ขอ้ มูลแบบอุปนยั จากนั้นจงึ สรา้ งข้อสรุปตามกรอบแนวคิดในการวิจัยและแนวคดิ ทฤษฎีที่เกยี่ วขอ้ ง เรียกวิธนี ี้
ว่าการวิเคราะหข์ ้อมลู แบบสร้างขอ้ สรปุ ท่ีเปน็ แนวคดิ (Thematic analysis)
จรยิ ธรรมในการวิจัย
การศึกษาในครั้งนี้ เน่ืองจากเป็นการศึกษาในสถานการณ์โควิด-19 ผู้วิจัยได้ยึดถือข้อปฏิบัติท่ีสำคัญเพ่ือหลีกเล่ียง
การสร้างภาระทางร่างกายและจิตใจแก่ผู้ให้ข้อมูล โดยมีการสร้างคำถามที่กระชับ และใช้เวลาในการสัมภาษณ์โดยน้อยท่ีสุด
มีการยึดถือความสะดวกของผู้ให้ขอ้ มลู เป็นหลัก เช่น การนัดวันสัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูล มกี ารรกั ษาความลบั และยึดถือหลัก
ปฏิบตั ใิ นสถานการณโ์ ควิด-19 ตลอดการวิจยั โดยการหลีกเลย่ี งการรวมกลุ่ม และใชก้ ารสอื่ สารผา่ นช่องทางออนไลน์เปน็ หลัก

ผลการศกึ ษาและอภปิ รายผล
ผลการศึกษา นำเสนอเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนท่ี 1 ข้อมลู ท่วั ไปของผู้ให้ขอ้ มูล ส่วนที่ 2 คณุ ภาพการเข้าถงึ การรกั ษาพยาบาล
ซึ่งส่วนน้ีตอบวัตถุประสงค์ข้อท่ี 1 เพื่อศึกษาคุณภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ใน
สถานการณ์โควดิ -19 และผลการศกึ ษาส่วนที่ 3 เพอ่ื ศึกษาสุขภาวะของผปู้ ่วยโรคไมต่ ิดต่อเรื้อรัง ในสถานการณ์โควดิ -19 โดย
ส่วนน้ีตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ซึ่งได้สัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลหลักตามตารางด้านล่าง และจากการสัมภาษณ์ พบว่า
มีรายละเอยี ดที่น่าสนใจ ดังน้ี

161

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

สว่ นท่ี 1 ข้อมลู ทว่ั ไปของผใู้ ห้ขอ้ มลู

ตารางที่ 1

ลกั ษณะท่วั ไปของผู้ใหข้ อ้ มลู หลัก

ลำดับ ข้อมูลท่ัวไป อายุ อาชพี รายได้ โรคประจำตวั ระยะเวลาท่ีปว่ ย

ผู้ให้ขอ้ มูล (ปี) (บาท) (ปี)

1 DM/HT 61 รบั จ้างทว่ั ไป 10,000 เบาหวาน ความดันโลหติ สูง 7

2 DM/HT/DLP 45 ไม่ระบุ เพียงพอ เบาหวาน ความดันโลหติ สูง 5

ไขมนั ในเลอื ดสงู

3 HT 1 60 โบรกเกอร์ขาย 50,000 ความดนั โลหติ สูง 8

ประกันรถยนต์

4 HT 2 52 รบั ราชการ 50,000 ความดันโลหติ สงู จำไมไ่ ด้

5 HT 3 79 ขา้ ราชการบำนาญ 20,000 ความดันโลหิตสงู 10

หมายเหตุ: DM = Diabetes Mellitus (โรคเบาหวาน), HT = Hypertension (โรคความดนั โลหิตสงู ), DLP = Dyslipidemia

(โรคไขมันในเลอื ดสงู )

การศึกษาคร้ังน้ีมีผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งหมด 5 คน อยู่ในช่วงอายุ 45-79 ปี ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูง ตามลำดับ โดยป่วยเป็นระยะเวลาประมาณ 5-10 ปี มีอาชีพที่หลากหลาย อาทิ
ขา้ ราชการ โบรกเกอร์ขายประกันรถยนต์ รับจ้างท่ัวไป เป็นตน้ และมีรายได้ระหว่าง 10,000-50,000 บาท จึงทำใหก้ ารศกึ ษา
คร้ังนม้ี คี วามหลากหลายของผใู้ ห้ขอ้ มูลในเร่อื งช่วงอายุ โรคประจำตัว ระยะเวลาที่ป่วย อาชีพ และรายได้

สว่ นท่ี 2 คณุ ภาพการเขา้ ถึงการรักษาพยาบาล
การสัมภาษณ์เพื่อตอบวัตถปุ ระสงค์การศึกษาข้อท่ี 1 ผู้วจิ ัยสมั ภาษณ์เกี่ยวกับคณุ ภาพการเข้าถึงการรักษาพยาบาล
3 ประเด็น ได้แก่ (1) การเข้าถึงหน่วยบริการสุขภาพ (2) การได้รับการรักษาพยาบาลในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19
และ (3) ความพอใจตอ่ การให้บรกิ ารของหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพ สรปุ ขอ้ มูลดงั น้ี

“Home and hospital-based healthcare: หาหมอ online กไ็ ม่เชิง รบั ยา onsite กไ็ มใ่ ช”่
จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล HT 2 และ HT 3 พบว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ไม่ได้รับการรักษาในรูปแบบ
ออนไลน์ และไดร้ ับการรกั ษารปู แบบกึง่ ออนไลน์

“เม่อื ก่อนกไ็ ปพบหมอตามท่ีหมอนดั ปกติ 3-5 เดอื นคร้งั
แต่บางชว่ งท่ีสถานการณใ์ นเรื่องของโควิดรุนแรง หมอก็จะนัดให้ไปรบั ยา
กไ็ ม่ไดพ้ บหมอเนื่องจากว่าสถานการณ์ของโรคปกติ ไม่ไดม้ ีอาการผิดปกตอิ ะไร

หมอกแ็ นะนำใหไ้ ปพบหมอหากมอี าการผดิ ปกติ”--- HT 2
และผใู้ ห้ขอ้ มลู หลัก HT 3 กลา่ วอกี ดว้ ยวา่

“มนั ไมถ่ ึงกับออนไลน์ มนั ไมถ่ งึ กับปกติ มนั แบบก่งึ ๆ เพราะตอนนีย้ าไม่ได้ไปรบั เองแล้ว
ตามท่หี มอนดั ตามที่หมอสัง่ สมมตุ วิ ่า 3 ครั้ง ไปรบั ยาครง้ั หนึ่ง ก็ทางอสม.เขากจ็ ัดมาสง่ ใหท้ ่ีบา้ นเลย

โดยท่ีเราไมต่ อ้ งไป นอกจากว่าวันทชี่ ่วงทไ่ี ปเจาะเลือดจรงิ ๆ อันน้นั ตอ้ งไป” --- HT 3
สรุปภาพรวมได้ว่า ผู้ให้ข้อมูลยังได้รับการรักษาจากแพทย์ตามปกติ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบที่ต้องปฏิบัติตาม
แนวทางการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) เช่น การไปพบแพทย์ตามความจำเป็น การรับยาจากอาสาสมัครสาธารณสุข
ประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นต้น ซ่ึงสอดคล้องกับการดูแลสุขภาพทั้งที่บ้านและหน่วยบริการสุขภาพ ทำนอง หาหมอ online

162

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

ก็ไม่เชิง รับยา onsite ก็ไม่ใช่ และสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพ 6 เสาหลักของระบบสุขภาพ (Six
Building Blocks of A Health System) ในด้านที่ 3 คือ การเข้าถึงยาและเวชภัณ ฑ์ที่จำเป็น (Medical Products,
Vaccines & Technologies) โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดกรอบการทำงานที่ต้องมีกลไกในระบบสุขภาพท่ีเอื้อให้
ประชาชนเข้าถึงยา วัคซีน และเทคโนโลยีท่ีจำเป็น ซ่ึงต้องมีคุณภาพและความคุ้มค่ากับราคา อาจกำหนดเป็นบัญชียาและ
เวชภัณฑ์ แนวทางปฏิบัติ หรือเป็นมาตรฐานในระดับชาติ (WHO, 2010) ซ่ึงสถานการณ์โควิด-19 จึงปรับเปล่ียนรูปแบบ
การบริการเปน็ รูปแบบดังกลา่ ว เพ่ือให้ผูป้ ว่ ยโรคไมต่ ดิ ต่อเรื้อรงั (NCDs) เข้าถงึ การรกั ษาและยาไดส้ ะดวกและปลอดภยั ขน้ึ

“Telehealth and drug delivery: บริการถูกใจ ใส่ใจผา่ น online แลt onsite”
จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล HT 1 HT 2 และ HT 3 ให้ข้อมูลตรงกันว่า มีความพึงพอใจต่อระบบการบริการของ
โรงพยาบาลที่รกั ษาอยู่ประจำ ในสถานการณ์โควดิ -19 เห็นไดจ้ ากข้อความตอ่ ไปนี้

“เขากม็ ี SMS วา่ จะให้สง่ ยามาทีบ่ า้ นเลยหรือเปล่า ก็พอใจนะ
เพราะถ้าเราไม่ไปเราก็แจ้งเขาได้ ถ้ากรณเี ราไมว่ า่ งแล้วยาเราหมด กด็ ี
อนั นกี้ ด็ เี หมือนกัน เขากเ็ ขียนมาวา่ ลดการแออดั เนอื่ งจากสภาวะโควดิ อะไรแบบน”ี้ --- HT 1
ขณะเดียวกันผู้ให้ข้อมูลหลัก HT 2 และ HT 3 ได้กล่าวตรงว่า มีความพึงพอใจพึงพอใจต่อระบบการบริการของ
โรงพยาบาล ในช่วงเวลาปกตเิ ชน่ กัน

“เท่าที่ผ่านมาก็ทางโรงพยาบาลกใ็ ห้บรกิ ารตามปกติ
กไ็ ม่ไดม้ ีปญั หาอะไร” --- HT 2

“การบริการสว่ นใหญ่แล้วคอ่ นขา้ งดี ในการบรกิ ารไมว่ ่าจะเป็นในสว่ นในพยาบาล
หรอื ว่าสว่ นของหมอ หรอื อะไรต่อมอิ ะไรกบ็ รกิ ารดีอยแู่ ล้ว” --- HT 3

จากการวิเคราะห์ผู้ให้ข้อมูลท้ังหมด 5 ราย พบว่า มีผู้ให้ข้อมูล 2 ราย ท่ีสะท้อนให้เห็นว่าความพึงพอใจต่อระบบ
การบริการของโรงพยาบาลท่ีรักษาอยู่ประจำ ท้ังในสถานการณ์ท่ีมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 และในสถานการณ์ปกติ ซึ่งทำให้
เหน็ ถึงคุณภาพของการบริการในหน่วยงานบรกิ ารสขุ ภาพ จึงสรุปเป็นแนวคิดหรือข้อสรปุ สำคัญได้ว่า บรกิ ารถกู ใจ ใส่ใจผา่ น online
และ onsite (ไม่ว่าจะเป็นการรักษาออนไลน์หรือส่งยาทางไปรษณีย์) สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพ 6 เสาหลัก
ของระบบสุขภาพ (Six Building Blocks of A Health System) ในด้านที่ 1 คือ งานบริการสุขภาพ (Service Delivery) โดย
องค์การอนามัยโลกพิจารณางานบริการสุขภาพว่า ระบบบริการสุขภาพต้องมีการกำหนดขอบเขตการคุ้มครองค่าบริการ
สุขภาพให้แก่ประชาชนทุกคน มีความต่อเน่ืองในกระบวนการรักษา แยกบริการรักษาช้ันสูงเป็นระดับความซับซ้อน และยัง
ครอบคลมุ ทกุ กลุ่มอายุ คณุ ภาพงานบริการตอ้ งเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ มีประสทิ ธภิ าพ ปลอดภัย เป็นไปตามความจำเป็น
ของผู้ป่วยอย่างเหมาะสม มีการประสานงานส่งต่อผู้ป่วยในเครือข่ายบริการสขุ ภาพแบบไร้รอยต่อ และต้องมีประสิทธิภาพใน
การให้บริการ ซึ่งมกี ารจัดการทด่ี เี พอื่ บรรลุเป้าหมายและผลลพั ธท์ ่ดี ีพรอ้ มกัน (WHO, 2010)

สว่ นที่ 3 สุขภาวะของผ้ปู ่วยโรคไม่ตดิ ต่อเร้ือรงั
การสัมภาษณ์เพ่ือตอบวัตถุประสงค์การศึกษาข้อที่ 2 ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์เก่ียวกับสุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ
เร้อื รัง (NCDs) ท้งั หมด 4 มิติ ได้แก่ มติ ิทางกาย มิตจิ ติ ใจ มิติสังคม และมติ จิ ติ วญิ ญาณ สรปุ และอธิบายดงั น้ี
3.1 มิติทางกาย ประเดน็ ท่นี ่าสนใจมิติทางกายมดี ้วยกนั ทงั้ ส้ิน 2 ประเดน็ ไดแ้ ก่

อาการปกติดี ยาทม่ี กี ก็ ินประจำ
จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 5 รายพบว่าในการตอบประเด็นคำถามว่าปจั จุบนั อาการของโรคท่านเป็น
อยา่ งไร มผี ใู้ ห้ขอ้ มูล 3 ราย ได้แก่ DM/HT HT 2 และ HT 3 กลา่ วว่าอาการในส่วนของโรคความดันโลหติ ปกติดีไมไ่ ด้มอี าการ
ของโรคความดันโลหิตและรับประทานยาตามท่แี พทย์แนะนำปกติ ยกตัวอย่างขอ้ ความ เชน่

“ความดนั อยู่ในเกณฑ์ปกติ” --- HT 2
“ก็ยงั ปกติดอี ยู่ เพราะทานยาประจำอยู่” --- HT 3

“ความดันไม่สูงอะ่ ” --- DM/HT

163

รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

จากการวิเคราะห์ผู้ให้ข้อมูล 5 ราย มีผู้ให้ข้อมูล 3 ราย มีอาการความดันโลหิตปกติดีไม่พุ่งสูง ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดการ
เข้าถึงบริการสุขภาพของ 6 เสาหลักในระบบสุขภาพข้อที่ 3 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO, 2010) ว่าด้วย
การเข้าถงึ ยาเวชภัณฑท์ ีจ่ ำเปน็ ในทน่ี ค้ี อื รับประทานยาอยา่ งเหมาะสมแม้ในสถานการณ์โควิด-19
เพราะโควิดทำพิษ เลยออกกำลงั อยา่ งถนัด ตามแบบฉบบั ของตนเอง
จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมลู ทง้ั หมด 5 ราย พบว่า ในการตอบประเด็นคำถามว่าทา่ นมีวธิ กี ารออกกําลังกายอย่างไร มีข้อจาํ กัด
หรือไม่ พบว่าผู้ให้ข้อมลู 2 ราย มีการออกกำลังกายแบบฉบบั ของตนเอง เชน่ การทำงานบ้าน งานอดิเรกและช่วงสถานการณ์
โควดิ -19 ผูใ้ หข้ อ้ มูลมกี ารออกกำลงั กายน้อยลง

“แม่คิดวา่ ทำงานบ้านต้ังแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 8 โมงเข้าก่อนเริ่มงาน
แมว่ ่ากอ็ อกกำลงั ไปเยอะเหมอื นกนั นะ ทำกำลงั ทง้ั เหงื่อ อะไรทีเ่ ราตนื่ มาเราไมไ่ ด้นั่งเลย
เราเดนิ เขา้ เดนิ ออก แตฟ่ ร้องบอกวา่ แมม่ ันไม่ใชน่ ะอยา่ งน้ัน แตเ่ ราคดิ วา่ เหง่อื เราออกเนย่ี
แลว้ เรากท็ ำนู้นทำนไ้ี มไ่ ดห้ ยดุ ก็คดิ วา่ ออกไปสว่ นนงึ แล้ว เขา้ ข้างตวั เองเนอะ”--- HT 1

“มี แต่ชว่ งน้ีไม่ได้ออก ถูแต่บา้ น”--- DM/HT/DLP
จากการวิเคราะห์ผู้ให้ข้อมูลทั้ง 5 ราย มีผู้ให้ข้อมูล 2 รายที่มีการออกกำลังกายตามแบบฉบับของตนเอง เช่น
การทำงานอดิเรก การทำงานบ้าน สอดคล้องกับนันทกร ทองแตง (2562) ได้กล่าวถึงว่า เป็นโรคท่ีเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน
ท่ีไม่เหมาะสม ในท่ีนค้ี ือการออกกำลังกายอย่างผิดวิธี สรปุ ไดว้ ่าผู้ให้ข้อมูลท้งั 5 ราย พบว่า ผู้ให้ขอ้ มูลส่วนหนึ่งออกกำลังกาย
ตามสภาพร่างกายของตนเองเนื่องจากมีข้อจำกัด อีกส่วนหน่งึ ออกกำลังกายจากการทำงานบา้ นเพราะคิดวา่ เป็นการออกกำลัง
กายเชน่ กัน ในส่วนนอ้ ยทมี่ กี ารออกกำลงั กายอยา่ งจรงิ จงั
3.2 มติ ิดา้ นจิตใจ ประเด็นทีน่ า่ สนใจในมิตจิ ิตใจมดี ว้ ยกันทง้ั สิน้ 1 ประเด็น ไดแ้ ก่
ใจยงั ปกติ แม้โควดิ จะยังอยู่
จากการสมั ภาษณ์ผ้ใู ห้ข้อมลู HT 3 และ DM/HT/DLP พบวา่ ผู้ใหข้ ้อมูลมีความรสู้ ึกว่าเป็นเรื่องปกติ ไมไ่ ด้วิตก
กังวลเท่าชว่ งแรกท่ีระบาดเพราะเป็นความเคยชินที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์โควดิ -19 เป็นเวลายาวนาน

“จะว่ารสู้ กึ อยา่ งไร จะรสู้ กึ อย่างไรกไ็ มเ่ ชิง จะไมร่ สู้ ึกอะไรก็ไม่เชิง ก็ธรรมดาแหละ
เพราะโรคน้ีก็เกดิ มานานแลว้ มันหลายแล้ว มนั อยูน่ าน เราก็อยเู่ หมือนปกตไิ ปเลย

แตว่ า่ ทัง้ นน้ั ท้ังนเ้ี ราก็ระมดั ระวังในเร่อื งของการป้องกนั ตัวเอง” --- HT 3
และ DM/HT/DLP กลา่ วอีกว่า

“ตอนแรกๆก็มีนะเพราะว่ามันใหมๆ่ แตต่ อนนกี้ ็ทำใจไดบ้ ้าง
เราต้องอยู่อยา่ งงี้ มันจะชินๆแตก่ ย็ งั ต้องระวงั อยู่” --- DM/HT/DLP
สรุปภาพรวมได้ว่าผู้ให้ข้อมูลสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดี จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่า
สถานการณ์โควิด-19 เป็นเร่ืองปกติที่ต้องเผชิญ และมีความรู้สึกเคยชิน ไม่มีความกังวลใจเท่าการระบาดของโควิดช่วงแรก
เนื่องจากระยะการเกิดสถานการณ์โควิด-19 เป็นระยะเวลาที่ยาวนานจึงไม่ได้รู้สึกถึงอะไรเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามผู้ให้ข้อมูล
กย็ งั ระมดั ระวังตนเองเหมอื นเดมิ เพ่อื ปอ้ งกันตนเองไมใ่ ห้ตดิ เชอื้ ซงึ่ สอดคล้องกับคำว่า ใจยงั ปกติ แม้โควิดจะยงั อยู่ และมีความ
เช่ือมโยงกับนิยามของ ดวงจันทร์ ทิพย์ปรีชา และคณะ (2547) ท่ีได้กล่าวถึง องค์ประกอบของสุขภาพองค์รวม มิติทางจิตใจ
(Psychological dimension) หมายถึง การท่ีบุคคลมีสภาวะทางจิตใจท่ีแจ่มใส ปลอดโปร่ง ไม่มีความกังวล มีความสุข
มเี มตตา ลดความเหน็ แก่ตวั
3.3 มติ สิ ังคม ประเดน็ ทน่ี า่ สนใจในมติ สิ ังคมมีดว้ ยกนั ทงั้ สน้ิ 1 ประเดน็ ไดแ้ ก่
ยงั รอด ยงั ไหว ยังมเี งนิ ใช้
จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล พบว่า ในการตอบคําถามรายได้ของท่านและครอบครัวเพียงพอต่อค่าใช้จ่าย
หรือไม่ อยา่ งไร ผ้ใู หข้ ้อมูล 3 ราย ไดแ้ ก่ HT 1 HT 2 HT 3 ยงั คงได้รบั เงินเดอื นเหมอื นเดมิ ไม่ไดถ้ ูกลดหรอื หายไป โดยผู้ข้อมูล

164

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

2 ราย ได้แก่ DM/HT/DLP และ HT 3 เป็นผู้สูงอายุที่มีบุตรหลาน แต่บุตรหลานต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวและมีรายได้เป็น
ของตนเองแล้ว ผู้ใหข้ อ้ มลู จึงไมม่ ภี าระคา่ ใช้จ่าย เชน่

“อ้อ เพราะวา่ เรายังไดเ้ งนิ เดือนประจําอยไู่ ง ก็ยงั ได้เหมอื นเดมิ ไมโ่ ดนลดหรอื อะไร”--- HT 1
“ก็เพยี งพอเน่อื งจากวา่ อยู่ในพ้ืนท่ี ไมไ่ ด้มีคา่ ใช้จ่ายสูงมาก แล้วเรากไ็ ม่ไดใ้ ช้จ่ายฟุ่มเฟือยอะไรมาก”--- HT 2

“รายไดข้ องตัวเองกบั ครอบครัวพอไหม จะว่าพอไหม กถ็ อื วา่ พอ
เพราะตอนนค้ี รอบครัวกไ็ ม่ใช่ครอบครัวใหญ่แล้ว กล็ ูกๆ แยกเป็นครอบครวั กนั หมดแล้ว”--- HT 3

“สาํ หรับเรา เราอยูค่ นเดยี ว เราใช้คนเดยี ว เด็กทุกคนกม็ งี าน”--- DM/HT/DLP
จากการวิเคราะห์ผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 5 ราย พบว่า ผู้ให้ข้อมูลท้ังหมด ให้ข้อมูลในทางเดียวกัน คือ รายได้
เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายและไม่ได้ตกงาน ซ่ึงสะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 และการแพร่ระบาดอย่างต่อเน่ือง
ปัญหาการตกงานและขาดแคลนรายรับ ยังเป็นปัญหาท่ีพบมากในสถานการณ์ ณ ขณะนี้ แต่ผู้ให้ข้อมูลทุกคน ยังคงไม่ได้รับ
ผลกระทบในเร่ืองค่าใช้จ่าย เนื่องจากผู้ให้ข้อมูล 3 ราย มีรายได้เงนิ เดือนประจํา และผู้ให้ข้อมูลอีก 2 ราย เป็นผู้สูงอายุ ซ่ึงมี
รายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรอ่ื งการเข้าถงึ บริการสุขภาพจากรายงานองค์การอนามัยโลก
ในด้านการเงิน (financial) หมายถึง การสามารถชำระคา่ ใช้จ่ายจากการใชบ้ ริการสขุ ภาพได้
3.4 มิตจิ ิตวิญญาณ
จากการสัมภาษณ์มิติจิตวิญญาณในประเด็นคำถามส่ิงท่ียึดเหนี่ยวจิตใจในช่วงนี้ พบข้อมูลจากการสัมภาษณ์
ดังน้ี
เชื่อในสิง่ ทเี่ ฮ็ด เฮด็ ในสง่ิ ทเ่ี ชอื่
จากการสัมภาษณ์ประเด็นเร่ืองสิ่งที่ยดึ เหนยี่ วจิตใจในช่วงนี้ ผใู้ ห้ขอ้ มลู 5 คน พบว่ามีผู้ใหข้ ้อมูล 1 คน กลา่ วถึง
ด้านจิตวิญญาณที่มีความเช่ือในการรักษาแบบแพทย์แผนจีนผสม ด้วยการฝังเข็ม โดยผู้ให้ข้อมูล HT 1 ท่ีกล่าวว่าตัวเองมี
การฝงั เข็มเพอื่ ลดความดัน ช่วยในการรกั ษา ควบคกู่ ับแพทยแ์ ผนปัจจบุ นั

“ชว่ ยได้ อันน้ียอมรับว่าช่วยได้ มนั ก็ช่วยบรรเทาเราได้บ้างเนอะ แต่ว่ามันก็ไม่ใชต่ ลอดไง
เชน่ เราไปฝังวันนี้ อาการเราก็จะดขี ้ึน ด้วยเราเปน็ โรคเลอื ดลมด้วยมง้ั เนอะ

ลมจะไปลมจะมาก็เรยี กกนั ไง พอเราเราไปฝงั ปุบเลอื ดเรากจ็ ะรสู้ ึกสบายตวั ”--- HT 1
ซง่ึ สะทอ้ นใหเ้ ห็นถงึ ความเชอื่ ทีน่ ำมาสู่พฤตกิ รรมและการรกั ษาซ่งึ ส่งผลตอ่ ร่างกายเช่นกนั ทัง้ น้ีผู้ใหข้ อ้ มลู คนอื่น
กม็ ีวิธีดแู ลรักษาตัวเองท่ีแตกต่างกนั ไป อย่างไรก็ดีผูใ้ ห้ข้อมูลทง้ั 5 คนก็อาศยั ด้วยการรกั ษาและปฏิบัตติ ามคำแนะนำของแพทย์
แผนปจั จุบันเป็นหลัก รวมไปถงึ การออกกำลังกาย การรบั ประทานยา เช่น

“ตาก็กินยา ทานอาหารตามท่หี มอแนะนำ” --- DM/HT 1
“กค็ ดิ วา่ ถ้าเราปฏิบัตติ ามคำแนะนำของแพทย์ไมว่ ่าจะเปน็ เร่อื งการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย

ก็ในสว่ นของโรคติดตอ่ เราก็ปฏบิ ตั ิตามคำแนะนำน่าจะช่วยการป้องกันตรงนไี้ ด้” --- HT 2
ซึ่งนอกเหนือจากการปฏิบัติตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขและการปฏิบัติตามวิธีการรักษาตาม
รูปแบบความเช่ือตัวเองครบตามท่ีสามารถจะทำได้แลว้ ยังพบว่าเรื่องศาสนาเอง ก็เป็นเครอ่ื งยึดเหนี่ยวด้านกำลังใจในระยะนี้
การปฏบิ ัติตนตามขา้ งตน้ แลว้ และยังเปน็ อกี ส่งิ หนงึ่ ทท่ี ำใหส้ บายใจข้ึน เหน็ จากส่วนหน่งึ ของการสมั ภาษณ์

“มสุ ลมิ ของเรายดึ เร่อื งของศาสนาเปน็ หลกั ”--- HT 3
“กจิ กรรมท่ีชว่ ยลดความเครียดก็ไปทำพิธลี ะหมาดทม่ี สั ยิด แตก่ ป็ ฏบิ ัตติ ามที่เขากำหนด แลว้ กอ็ ยู่ทำทีบ่ า้ นบ้าง”--- HT 3

สรุปภาพรวมได้ว่าสิ่งท่ียึดเหน่ียวจิตใจและนำไปปฏิบัตินั้นไม่จำเป็นต้องมีเพียงแค่ส่ิงเดียว แต่สามารถรับเอาความ
เชือ่ อ่ืน มาปฏบิ ัติร่วมดว้ ยได้ ซง่ึ สอดคล้องกับ ดวงจันทร์ ทิพย์ปรีชา และคณะ (2547) ทไ่ี ดก้ ล่าวถึง องค์ประกอบของสุขภาพ
องคร์ วมในมิตทิ างจิตวิญญาณ (Spiritual dimension) หมายถึง ความผาสกุ ทเี่ กดิ จากจิตสมั ผสั กบั ส่งิ ทบี่ ุคคลยดึ มัน่ และเคารพ
สูงสดุ ทำให้เกิดความหวงั ความเชอื่ มั่นศรัทธา มีการปฏิบัติในส่ิงท่ีดีงาม ซ่ึงมีผลต่อการใช้ชีวติ ของผู้ให้ขอ้ มูล ซ่ึงในสถานการณ์โค

165

รายงานสบื เนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

วิด-19 น้ี นอกเหนือจากการปฏิบัตติ ัวตามคำแนะนำแพทย์แล้ว ยังพบว่า มกี ารประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพ่ือช่วยใหจ้ ิตใจ
สงบภายใต้ความกงั วลทา่ มกลางสถานการณ์โควดิ อกี ด้วย

ทำให้เหน็ วา่ สุขภาวะทางจิตวิญญาณจะเกดิ ขึ้นเม่ือบุคคลมีความหลุดพ้นจากตวั เอง (self-transcending) (ดวง
จันทร์ ทิพยป์ รีชา และคณะ, 2547) ซึง่ อาจกล่าวไดว้ า่ การปฏบิ ัติตนของผู้ให้ขอ้ มลู อาจทำให้ผู้ให้ขอ้ มลู ไดใ้ กลใ้ นสภาพหลดุ พ้น
จากตัวเอง กล่าวคือ ไม่มีความกังวล มีแนวทางในการใช้ชีวิต อีกทั้งผู้ให้ข้อมูลยังมีความเข้าใจเรื่องของโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง
(NCD) ซง่ึ มีการควบคุมอาหารไมใ่ หเ้ คม็ หรอื หวานเกนิ ไป ตามโรคทหี่ มอแนะนำ และการออกกำลงั กายเพือ่ รักษาสขุ ภาพ เปน็ ตน้

สรุปผลการศึกษา
จากการศึกษาสามารถสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ 2 ข้อ ดังน้ี (1) การเขา้ ถึงการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรค
ไม่ติดต่อเรื้อรัง พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โควิด-19 กล่าวคือ มีการรักษาพยาบาลรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New
normal) พบแพทย์ตามความจำเป็น การรับยาผ่านไปรษณีย์หรืออาสาสมัคร แต่ท้ังน้ีรูปแบบการรักษาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ
คุณภาพการรักษาของผู้ป่วยโรคไมต่ ดิ ต่อเร้ือรงั จากการสัมภาษณพ์ บว่าผู้ให้ขอ้ มูลมีความพงึ พอใจต่อการรักษาในรูปแบบใหม่
และยังคงเข้าถึงการรักษาพยาบาลเช่นเดิม (2) สุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยรวม
พบว่าผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New normal) เนื่องจากการศึกษาในช่วง
แพร่ระบาดระลอก 3 พบว่าผู้ป่วยมีการปรับตัวแล้ว ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาวะ มีเพียงแต่เรื่องความปลอดภัยในการออก
พนื้ ที่สาธารณะ การปอ้ งกันระวงั ตวั เกี่ยวกับโควิด-19 รวมไปถงึ ความกงั วลดา้ นจติ ใจในชว่ งแรกท่พี บสถานการณ์โควิด-19 แพร่
ระบาด ท่ีมีผลต่อการดำเนินชีวิต ส่วนในเรื่องทางกายนั้นพบว่ามีวิธีการรักษาสุขภาพตามเดิมที่แพทย์แนะนำ เช่น การออก
กำลังกาย แต่มีการปรับเปล่ียนรูปแบบการออกกำลังกาย เช่น การเน้นออกกำลังกายทำงานบ้าน การออกไปพื้นที่ใกล้ๆ
หลีกเลี่ยงคนมาก เป็นต้น ส่วนในเรื่องของจิตวิญญาณพบว่ายังมีสิ่งยึดเหน่ียวจิตใจตามเดิม และมีการประกอบพิธีกรรมทาง
ศาสนาปกติ เพียงแค่มกี ารป้องกนั โควิด-19 มากข้ึน มีความเชอื่ และปฏิบตั ิตามที่กระทรวงสาธารณสขุ แนะนำ ดงั ตารางท่ี 2

ตารางที่ 2

แนวคดิ หรอื ข้อสรปุ ที่ไดจ้ ากผลการศกึ ษา

คำถามการวิจยั /วัตถุประสงคก์ ารศกึ ษา แนวคดิ /ขอ้ สรปุ ทไ่ี ด้

1. เพื่อศกึ ษาคุณภาพการเขา้ ถึงการ Home and hospital-based healthcare: หาหมอ online ก็ไม่เชิง

รกั ษาพยาบาลของผูป้ ่วยโรคไมต่ ิดต่อเร้ือรงั รับยา onsite ก็ไมใ่ ช่

(NCDs) ในสถานการณ์โควดิ -19 Telehealth and drug delivery: บริการถูกใจ ใส่ใจผ่าน online

และ onsite

2. เพ่ือศึกษาสุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ อาการปกตดิ ี ยาท่มี ีกก็ นิ ประจำ

เรอื้ รัง (NCDs) ในสถานการณ์โควิด-19 เพราะโควดิ ทำพษิ เลยออกกำลงั อยา่ งถนดั ตามแบบฉบับของตนเอง

ใจยังปกติ แม้โควิดจะยังอยู่

ยงั รอด ยังไหว ยงั มีเงินใช้

เช่ือในสงิ่ ท่เี ฮด็ เฮ็ดในส่ิงทเี่ ชอื่

ขอ้ เสนอแนะที่ได้จากการศกึ ษา
จากผลการศกึ ษาพบวา่ ข้อมลู ด้านการเข้าถงึ การรกั ษาพยาบาลของผปู้ ่วยโรคไม่ติดต่อเร้อื รังในสถานการณ์โควดิ -19
มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ กล่าวคือ มีการรักษาพยาบาลรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ (New normal) เช่น การพบแพทย์
ตามความจำเป็น การรบั ยาผา่ นช่องทางไปรษณีย์หรอื อาสาสมคั ร ซงึ่ ผใู้ ห้ขอ้ มูลมีความพึงพอใจอยา่ งมากจากรูปแบบการรับยา

166

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ดังกล่าว และข้อมูลด้านสุขภาวะของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรังในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยรวมพบว่า ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ
เรื้อรังสามารถปรับตัวและใช้ชีวติ ในรปู แบบชีวิตวิถใี หม่ จึงทำให้มีสุขภาพองค์รวมทีด่ ี เช่น ดา้ นรา่ งกาย ผใู้ ห้ข้อมูลรับประทาน
ยาและดูแลสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์ อีกท้ังยังมีการออกกำลังกายร่วมด้วย คณะผู้วิจัยจึง
มขี ้อเสนอแนะ ดงั น้ี

ข้อเสนอแนะในเชงิ นโยบาย
สนับสนุนนโยบายทางเลือกการส่งยารักษาโรคทางไปรษณีย์หรือส่งผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านให้มี
ความตอ่ เน่ืองหลงั สถานการณ์โควิด-19 เนอื่ งจากเปน็ บริการทผี่ ู้ป่วยโรคไมต่ ดิ ต่อเรอื้ รัง มีความพึงพอใจ และทำใหม้ ีการเขา้ ถึง
การรักษาโรคได้มากขนึ้ เพราะเกดิ ความสะดวกในการเขา้ รับบรกิ าร
นอกเหนือจากการส่งเสริมสุขภาพกายแล้ว ผลการศึกษายงั พบวา่ สุขภาพจิต และสุขภาพจิตวิญญาณมีความสำคัญ
ยิ่งในสถานการณ์วิกฤตของสังคมจากโควิด-19 ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องท้ังหน่วยงานของรัฐและศาสนาอาจมีนโยบาย
ท่ีเข้ามาช่วยการสร้างเสริมสุขภาพจิตผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้เกิดความรู้และความสบายใจ อาจจะเป็นนโยบายอย่าง
การสรา้ งเครือข่ายสังคมของผู้ป่วยโรคไม่ติดตอ่ เรอ้ื รงั ที่ให้มกี ารสนับสนุนกนั และกันด้านความรู้ประสบการณ์กนั เปน็ ต้น
ขอ้ เสนอแนะในเชิงปฏบิ ัตกิ าร
ส่งเสริมการออกกำลังกายของผู้ให้ผู้ป่วยโรคติดต่อเรอื้ รังให้มีความเข้มข้นและตอ่ เน่ือง โดยสนับสนุนให้หน่วยงานที่
เก่ียวขอ้ งจัดโครงการออกกำลังกายสำหรับผปู้ ่วยโรคไม่ตดิ ต่อเร้ือรังภายใต้สถานการณ์โควิด-19 เพื่อเป็นทางเลือกในการออก
กำลังกายท่ีดยี งิ่ ขึ้น
ขอ้ เสนอแนะต่อการศึกษาวจิ ัยครง้ั ตอ่ ไป
การศึกษาคร้ังตอ่ ไปอาจศึกษาประชากรในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง โรคประจำตัว ท่ีมีความหลากหลายมากขึ้น และ
พยายามกระจายกลุ่มช่วงอายุของผู้ให้ข้อมูลที่มีช่วงอายุกว้างข้ึน และศึกษากลุ่มตัวอย่างในสถานการณ์ท่ีมีความแตกต่างกัน
อาทิ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเร้ือรัง ในโรงพยาบาลเอกชนและรัฐบาลมีความแตกต่างกันอย่างไร หรือในเร่ืองของท่ีอยู่อาศัยของ
ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอาศัยอยู่ที่มีความแตกต่างกันในสถานที่ เช่น อาศัยในเมืองกับอาศัยในชนบท เป็นต้น รวมทั้ง
การศกึ ษาการเขา้ ถึงบริการสขุ ภาพของประชาชนทัว่ ไปในช่วงสถานการณ์วิกฤต

เอกสารอ้างองิ
แก้วตา สังขชาติ. (2562). ถอดบทเรยี น DHS South การจดั การโรคไมต่ ดิ ต่อเรอื้ รังท่มี พี ืน้ ทเี่ ปน็ ฐานและประชาชนเป็น

ศนู ยก์ ลาง. สบื ค้นจาก http://ssj.stno.moph.go.th/wordpress/wpcontent/uploads/2019/11/eBook-
การจัดการโรคไมต่ ิดต่อเร้อื รงั -NCDs.pdf
กุลธิดา ดวงเนตร. (2564). ความชุกและปจั จยั ทสี่ มั พันธก์ บั ภาวะซมึ เศร้าในผ้ปู ว่ ยโรคไม่ติดตอ่ เร้อื รงั ในหนว่ ยงานบริการ
ปฐมภมู ิ โรงพยาบาลภูเขยี วเฉลิมพระเกยี รติ. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรสี ะเกษ สุรนิ ทร์ บรุ ีรมั ย์, 36(1),
13-24. สืบคน้ จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MJSSBH/article/view/250192
ดวงจันทร์ ทพิ ย์ปรชี า. (2547). ภาวะสุขภาพและการออกกำลังกายของบุคลากรฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศริ ริ าช.
สืบค้นจาก https://www2.si.mahidol.ac.th/division/nursing/sins/index.php/component/content
/article/16-researh-completed/24-research-2547-01
ไทยพบี เี อส. (2564). รพ.หลายแหง่ งดรบั ผปู้ ่วยนอก ปิดแผนกอบุ ตั ิเหตชุ ว่ั คราว. สืบคน้ จาก
https://news.thaipbs.or.th/content/306287
นันทกร ทองแตง. (2562). โรคไมต่ ดิ ตอ่ เรอ้ื รงั (โรค NCDs). สบื คน้ จาก
https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1371

167

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

ประภา ราชา, จารภุ า คงรส, และ ธนพร สดชน่ื . (2563). การพฒั นาระบบบรกิ ารพยาบาลผู้ปว่ ยโรคไมต่ ิดตอ่ เรื้อรังใน
สถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโควดิ -19. วารสารแพทย์เขต 4-5, 39 (3), 414-415. สบื ค้นจาก https://he02.tci-
thaijo.org/index.php/reg45/article/view/246191/167380article/view/150620/110338

ยง ภวู่ รวรรณ. (2563). ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การคา้ การทำงาน. สบื คน้ จาก
https://learningcovid.ku.ac.th/course/?c=7&l=2

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์. (2559). กลุ่มโรคไมต่ ดิ ตอ่ (NCDs)...โรคที่เกิดจากพฤติกรรม. สบื ค้นจาก
https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/may-2016/ncds-non- communicable-disease-
symptoms-prevention

ศริ ิพร แสงศรจี นั ทร์, ปะราลี โอภาสนนั ท์, และ มลฤดี เกศหอม. (2561). ปัจจัยท่มี ีอทิ ธพิ ลต่อความม่นั คงด้านสขุ ภาพของ
ผปู้ ่วยกลมุ่ โรคเรอ้ื รังไมต่ ิดต่อ ในจงั หวดั พะเยา. วารสารการพยาบาลและการดแู ลสขุ ภาพ, 36(3), 117. สบื ค้นจาก
https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jnat-ned/article/view/150620/110338

The standard. (20 สงิ หาคม 2021). ถอดบทเรียน 4 ความล่าช้า ในวันที่ผู้ตดิ เช้ือสะสมเกิน 1,000,000 ราย.
https://thestandard.co/the-cumulative-number-of-covid-19-cases-exceeds-1000000/

WHO Thailand. (2020). ข้อมลู เกี่ยวกบั โรคโควดิ 19 และโรคไม่ตดิ ต่อเร้ือรงั (NCDs). World Health Organization
Thailand. Retrieved from https://www.who.int/docs/default-source/searo/thailand/covid-19-and-
ncds---published-(23-march-2020)-th-nwsbrj.pdf?sfvrsn=fd5daedb_0

WHO. (2003). Shaping the Future. The World health report 2003. Retrieved from
https://apps.who.int/iris/handle/10665/42789

WHO. (2010). Health Systems Financing: the Path to Universal Coverage. Retrieved from
https://www.who.int/publications/i/item/9789241564021

World Health Organization (WHO). (2020). The Impact of the Covid-19 Pandemic on Noncommunicable
Disease Resources and Services Results of A Rapid Assessment. Retrieved from
https://www.who.int/teams/noncommunicable-diseases/covid-19

168

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

แนวทางการส่งเสริมความสขุ ในการปฏบิ ัตงิ านของพเ่ี ลีย้ งในสถานสงเคราะห์เดก็ อ่อน
สังกัดกรมกิจการเดก็ และเยาวชน1

Guidelines for promoting happiness in the work of mentors in the nursing homes with the
Department of Children and Youth Affairs

ป่นิ ธดิ า อุทัยผล2
Pintida U-thaiphol3

Abstract
This research article the objectives were 1) to study the performance characteristics of mentors in
nurseries under the Department of Child and Youth Affairs 2) to study the level of happiness in the
performance of nannies in nurseries under the Department of Child and Youth Affairs, and 3) To study the
ways to promote happiness in the development of a happy organization of the nanny in the nursery
under the Department of Children and Youth Affairs It is quantitative research. A questionnaire was used
to collect data on those who work as nanny staff working in a nursing home. Under the Department of
Children and Youth Affairs for the year 2020, there were 332 people. Descriptive statistics were frequency
distribution, percentage, mean, standard deviation. and the statistic for analysis is Chi-Square. The results
of the study found that
1. The performance characteristics of the mentors in the nursing homes, full-time jobs, are at the
level of practice every time. and operating characteristics special assignments It's almost always at the
practical level. The practice here is what nannies in the orphanage perform their duties in caring for the
children.
2. The level of happiness in the work of personnel in the social dimension at a high level
followed by personal dimensions and economic dimensions moderate
3. Guidelines for promoting happiness in developing a happy organization Security and progress in
operations working environment and the aspect of participation in the operation at a high level and in
terms of remuneration for the performance of work moderate
Recommendations obtained from the results of the study Executives should promote policies.
The mentor's compensation is appropriate according to the current economic situation. job placement to
create stability and career advancement Policy and welfare should be formulated for personnel
development, such as training, educational support of mentors, etc. so that the level of happiness in the
work is truly understood.
Keywords: Promoting Happiness, Nanny's performance, Orphanage, Department of Children and Youth Affairs

บทคัดยอ่
บทความวิจัยน้ี มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษาลักษณะการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัดกรม
กิจการเด็กและเยาวชน 2) เพ่ือศึกษาระดับความสุขในการปฏิบตั ิงานของพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะหเ์ ดก็ อ่อนสังกัดกรมกจิ การเด็กและ
เยาวชน และ 3) เพ่ือศึกษาแนวทางการส่งเสรมิ ความสขุ ในการพัฒนาเป็นองค์กรสร้างสุขของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัด
กรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลกับผู้ท่ีปฏิบัติงานเจ้าหน้าท่ีพ่ีเลี้ยงที่ปฏิบัติงานใน

1 วทิ ยานิพนธฉ์ บับนีเ้ ป็นสว่ นหนึง่ ของการศึกษาตามหลกั สูตรสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบณั ฑิต คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 นักศกึ ษาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
3 Student of Faculty of Social Administration, Thammasat University
* Corresponding author: [email protected]

169

รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

สถานสงเคราะห์เด็กอ่อน สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน ประจำปี 2563 จำนวน 332 คน สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจง
ความถ่ี ค่ารอ้ ยละ ค่าเฉลีย่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และสถติ ใิ นการวิเคราะห์ คือ Chi-Square ผลการศึกษา พบวา่

1. ลกั ษณะการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์ งานประจำ อยู่ในระดับปฏบิ ัติทุกคร้ัง และลักษณะการปฏิบัติงาน
ที่ได้รับมอบหมายพิเศษ อยู่ในระดับปฏิบัติเกือบทุกครั้ง ซ่ึงการปฏิบัติในที่น้ีเป็นสิ่งท่ีพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์ได้ปฏิบัติหน้าที่ใน
การดแู ลเดก็

2. ระดับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านมิติทางสังคม อยู่ในระดับมาก รองลงมาด้านมิติส่วนบุคคล และด้าน
มติ ทิ างเศรษฐกิจ อยใู่ นระดับปานกลาง

3. แนวทางการสง่ เสริมความสุขในการพัฒนาเปน็ องค์กรสร้างสุข ด้านความม่ันคงและความก้าวหน้าในการปฏบิ ตั ิงาน ด้าน
สภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน และด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก และด้านค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน
อย่ใู นระดับปานกลาง

ข้อเสนอแนะที่ได้จากผลการศึกษา ผู้บริหารควรมีการส่งเสริมนโยบาย ค่าตอบแทนของพี่เลี้ยงให้เหมาะสมตามสภาพ
เศรษฐกิจในปัจจุบัน จัดหาตำแหน่งงานเพ่ือสร้างความม่ันคงและความก้าวหน้าในอาชีพ ควรกำหนดนโยบายและสวัสดิการใน
การพัฒนาบุคลากร เช่น การฝึกอบรม การสนับสนนุ ดา้ นการศึกษาของพีเ่ ล้ียง เปน็ ต้น ทำให้ทราบถงึ ระดับความสุขในการปฏิบัตงิ าน
อย่างแท้จรงิ
คำสำคญั : การส่งเสรมิ ความสขุ , การปฏบิ ตั งิ านของพ่ีเลยี้ ง, สถานสงเคราะหเ์ ดก็ ออ่ น, กรมกิจการเดก็ และเยาวชน

คำนำ
กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้
ดำเนินภารกิจด้านเด็กและเยาวชน มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนการคุ้มครองและ
พทิ กั ษส์ ทิ ธิเด็กและเยาวชน กล่มุ เปา้ หมายท่ีมีความสำคัญและบอบบางทส่ี ดุ คือ กลุ่มเด็กทม่ี ีอายแุ รกเกิดถึง 6 ปี เน่อื งจากเป็น
ชว่ งวัยทองคำของชีวิตเด็ก ซ่ึงกลุ่มเป้าหมายน้ีจะอยใู่ นความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน ที่ให้การอุปการะเด็ก อายแุ รก
เกิด ถึง 18 ปี ในการปฏิบัติงานดูแลเด็กของสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน พี่เลี้ยงเด็กนับเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ
เด็กมากที่สุด หากพ่ีเลี้ยงที่ดูแลเด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบพฤติกรรม ทัศนคติ อุปนิสัย
ความเชื่อต่างๆ ของเด็กได้เช่นเดียวกัน ในการปฏิบัติงานของพ่ีเล้ียงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากพ่ีเล้ียงมีความสุขใน
การปฏิบัติงาน ย่อมส่งผลให้พี่เล้ียงสามารถปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีและมีความสุขที่ได้ปฏิบัติงานน้ัน ในทางกลับกันหาก
พี่เล้ียงไม่มีความสุขในการปฏิบัติงานย่อมส่งผลกระทบต่อการอบรมเล้ียงดูเด็ก และคุณภาพในการให้บริการด้ วย (ชยพัฒน์
ชัยแสนสุข, 2556) ซ่ึงปัจจัยท่ีจะส่งผลต่อการไม่มีความสุขในการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงมีอยู่ด้วยกันหลายประการ ใน
ปีงบประมาณ 2563 มีพ่ีเล้ียงเด็กท่ีต้องปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ จำนวน 332 คน แต่ต้องดูแลเด็กในอุปการะ จำนวน
1,648 คน ซ่ึงแสดงให้เห็นวา่ ผู้ปฏบิ ัตงิ านตอ้ งมีความรับผิดชอบคอ่ นข้างมากและต้องปฏิบัติงานหลายหน้าท่ี (กองสง่ เสริมการ
พัฒนาและสวัสดิการเดก็ เยาวชน และครอบครัว, 2563)
การสร้างความสุขในการทำงานในหน่วยงานนับเป็นปัจจัยท่ีมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างย่ิง เม่ือบุคลากร
มีความสุขแล้วจะส่งผลให้การปฏิบัติงานมีศักยภาพ มีคุณภาพ และพร้อมที่จะพัฒนางานร่วมกับหน่วยงาน ซ่ึงจะส่งผลดีต่อ
ภาพลักษณ์ของหน่วยงาน ความสุขของบุคคลจะเกิดข้ึนได้ย่อมมีปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายใน และปัจจัย
สภาพแวดล้อม การนำแนวคดิ การสรา้ งความสุข 8 ประการ (Happy Workplace) ซ่ึงประกอบดว้ ย Happy Body (สุขภาพด)ี
Happy Heart (น้ำใจงาม) Happy Soul (ทางสงบ)Happy Relax (ผ่อนคลาย) Happy Brain (หาความรู้)Happy Money
(ปลอดหน้ี) Happy Family (ครอบครัวดี) และ Happy Society (สังคมดี) (Bragard, Dupuis & Fleet, 2015) จะช่วยให้
ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพมีความสุขมากขึ้นด้วย ซึ่งสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนมีหน้าท่ีในการจัดบริการสวัสดิการ
สังคมที่ตอบสนองต่อความจำเป็นและความต้องการสำหรับเด็ก และเป็นไปตามมาตรฐาน (กองส่งเสริมการพัฒนาและ

170

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

สวัสดิการเด็ก เยาวชน และครอบครัว, 2561) โดยมีเป้าหมายให้เด็กได้รับการดูแลท่ีเป็นไปตามมาตรฐาน เด็กมีพัฒนาการ
สมวัย และสามารถกลับคืนสู่สงั คมได้อยา่ งมคี วามสุข

บริการที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายตำแหน่ง หลายวิชาชพี แต่บุคคลท่ีมีความใกล้ชิด
กับเดก็ คอื พ่ีเลย้ี ง ซึ่งลักษณะในการปฏบิ ตั งิ านของพ่ีเล้ียงเดก็ แตล่ ะสถานสงเคราะหเ์ ด็กอ่อนมีความเหมอื นและความแตกตา่ ง
กนั ออกไป นอกจากนี้จำนวนพ่ีเลี้ยงที่ปฏิบัติงานของสถานสงเคราะหเ์ ด็กอ่อนก็มคี วามแตกต่างกันออกไปด้วย โดยอาจขึ้นอยู่
กับงบประมาณท่ีได้รับ รายได้หรือค่าตอบแทนที่ได้รับ เนื่องจากจำนวนช่ัวโมงในการปฏิบัติงานที่แตกต่างจากอาชีพอื่น ต้อง
ปฏิบัติงานอยู่กับเด็กจำนวนมากอย่างใกล้ชิด พี่เลี้ยงเด็กเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการพัฒนาเด็กของสถานสงเคราะห์
เด็กอ่อน เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเด็กในสถานสงเคราะห์เป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ จดจำ เลียนแบบพฤติกรรม พี่เล้ียงเด็กใน
สถานสงเคราะห์เดก็ อ่อนจงึ ต้องเป็นผู้ประพฤตติ นเป็นต้นแบบท่ีดีให้กบั เด็กอย่างสมำ่ เสมอ การท่ีพเี่ ล้ยี งจะปฏิบัติงานไดอ้ ย่างมี
คณุ ภาพ ยอ่ มข้ึนอยูก่ ับปัจจัยหลายประการ จะนำมาซ่งึ ความสขุ ในการปฏิบตั งิ าน สถานสงเคราะห์เด็กออ่ นจงึ จำเป็นตอ้ งทำให้
พ่ีเลี้ยงเด็กมีความสุขในการปฏิบัติงาน โดยนำแนวคิดองค์กรแห่งความสุข (Happy Work Place) ของ Khamisa, Oldenburg &
Peltzer et al. (2015) มาปรบั ใช้ในการจัดบริการสวสั ดิการให้แกพ่ ี่เลย้ี งและบคุ ลากรของหน่วยงาน เม่ือพี่เลี้ยงและบุคลากร
ของหน่วยงานเกิดความสุขในการปฏิบัติงาน ย่อมส่งผลให้การปฏิบัติหน้าท่ีความรับผิดชอบ ทั้งงานในหน้าท่ีประจำและงาน
อน่ื ๆ ที่ได้รบั มอบหมายเปน็ ไปด้วยดี

ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาลักษณะการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน และศึกษาระดับ
ความสุขในการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน ว่ามีความเก่ียวข้องกับการปฏิบัติงานหรือไม่ ซึ่งจะทำให้
หน่วยงานทราบว่าปจั จัยใดท่ีมีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานของพ่ีเล้ยี งในสถานสงเคราะห์ เพื่อส่งเสรมิ ให้
การปฏบิ ัติงานของพเ่ี ลี้ยงมีคุณภาพมากขึน้

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพือ่ ศกึ ษาลักษณะการปฏบิ ตั งิ านของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสงั กัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน
2. เพ่ือศกึ ษาระดบั ความสุขในการปฏบิ ตั ิงานของพเ่ี ลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กออ่ นสงั กัดกรมกจิ การเดก็ และเยาวชน
3. เพ่ือศึกษาแนวทางการส่งเสริมความสุขในการพัฒนาเป็นองค์กรสร้างสุข ของพ่ีเล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน
สงั กัดกรมกิจการเดก็ และเยาวชน

ทบทวนวรรณกรรม
1. แนวคิดองคก์ รแห่งความสขุ

สำนักงานกองทุนสนับสนนุ การสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ (2561) อธิบายว่า องคก์ รแห่งความสุข (Happy Work place)
หมายถงึ กระบวนการพัฒนาคนในองค์กรอย่างมเี ป้าหมายและใหย้ ุทธศาสตร์สอดคล้องกบั วิสยั ทัศน์ขององค์กร เพอื่ ให้องค์กร
มคี วามพร้อมต่อการเปล่ียนแปลง ซ่ึงจะนำพาองคก์ รไปสู่การเติบโตอยา่ งย่ังยืน (การจัดการองค์กรโดยเน้น การจัดการ “คน”
เป็นหลัก) โดยใช้ความสุขพ้ืนฐานแปดประการ (Happy 8) ซ่ึงประกอบด้วย สุขภาพดี (Happy Body) น้ำใจงาม (Happy
Heart) สังคมดี (Happy Society) ผ่อนคลาย (Happy Relax) หาความรู้ (Happy Brain) ทางสงบ (Happy Soul) ปลอดหน้ี
(Happy Money) และครอบครวั ดี (Happy Family)

2. แนวคิดเรอื่ งการเสรมิ สรา้ งคณุ ภาพชีวิตในการทำงาน
Delamotte & Takezawa (1984) มองว่า “คุณภาพชีวิตการทำงานมีความหมาย คือ 1) คุณภาพชีวิต

การทำงานในความหมายท่ีกว้าง หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับชีวิตการทำงาน ประกอบด้วย ค่าจ้าง ช่ัวโมงการทำงาน
สภาพแวดลอ้ มการทำงาน ผลประโยชน์และบริการความก้าวหน้าในการทำงานและการมีมนุษย์สัมพันธ์อันลว้ นมีผลต่อความ
พึงพอใจและเป็นสิ่งจูงใจสำหรับคนงาน และ 2) คุณภาพชีวิตการทำงานในความหมายอย่างแคบที่สุด คือ ผลดีของงานท่ีจะมี

171

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 68

ผลต่อคนงาน หมายถึง การปรับปรุงในองค์กรและลักษณะงาน โดยเฉพาะอย่างย่ิงคนงานควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
สำหรับการส่งเสริมระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของแต่ละบุคคลและรวมถึงความต้องการของคนงานในเรื่องความพึงพอใจ
งาน การมีสว่ นร่วมในการตัดสนิ ใจท่มี ีผลตอ่ สภาพการทำงานของเขาดว้ ย” (Bragard, Dupuis & Fleet, 2015)

3. แนวคิดความมน่ั คงของมนษุ ย์
ความมัน่ คงของมนษุ ย์ คือ การที่มนุษย์ได้รับการตอบสนองตามความต้องการพ้ืนฐานที่จำเปน็ ต้องใช้ในชวี ิตโดย

ความม่ันคงของมนุษย์ควรที่จะครอบคุมท้ังหมด 12 มิติ นอกจากน้ี ได้จำแนกความสัมพันธ์ระหว่างความม่ันคงมิติต่างๆ กับ
ความมั่นคงของมนุษย์ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) มิติที่สัมพันธ์กับความมั่นคงของมนุษย์โดยรวมมากพอควร 2) มิติท่ีสัมพันธ์
กับความมั่นคงของมนุษย์โดยรวม และ 3) มิติท่ีสัมพันธ์กับความม่ันคงของมนุษย์โดยรวมน้อย (Amundson, Berhe &
Hopmans et al., 2015)

4. แนวคิดความพึงพอใจในการปฏบิ ตั งิ าน
Gilmer (1967) ได้ทำการวิจยั เกีย่ วกับองค์ประกอบทีก่ อ่ ใหเ้ กดิ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานวา่ ความพึงพอใจ

ในการปฏิบัติงานจะส่งผลให้การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังน้ี 1) ความมั่นคงปลอดภัย ได้แก่
ความม่ันคงในการทำงาน ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา 2) โอกาสความก้าวหน้าในการทำงานได้แก่การมีโอกาสได้
เลื่อนตำแหน่งที่สูงข้ึน 3) การจัดการ ได้แก่ความพอใจต่อสถานที่ที่ปฏิบัติงานอยู่รวมท้ังการดำเนินงานในหน่วยงานน้ัน
4) ค่าจา้ งและค่าตอบแทน ได้แกจ่ ำนวนเงินรายได้ประจำที่ได้รับและรายได้ทจี่ ่ายตอบแทนพิเศษท่ีหนว่ ยงานใหแ้ ก่ผูป้ ฏบิ ตั งิ าน
5) ลักษณะงานที่ทำไดแ้ ก่การได้ทำงานท่ีตรงกับความรู้ ความสามารถ 6) การนิเทศงานหรือการฝึกอบรม ไดแ้ ก่การให้โอกาส
ในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยการศึกษาต่อการฝึกอบรม การดูงาน 7) การติดต่อส่ือสาร ได้แก่การติดต่อสัมพันธ์กันท้ัง
ภายในและภายนอกหน่วยงาน 8) สภาพการทำงาน ได้แก่สภาพส่ิงแวดล้อมในสถานที่ทำงานที่เหมาะกับการปฏิบัติงาน
9) ลักษณะทางสังคม ได้แก่ความรู้สึกพึงพอใจท่ีผู้ปฏิบัติงานได้ทำงานร่วมกับผู้อ่ืนอย่างมีความสุขทำให้เกิดความพึงพอใจใน
การทำงาน และ 10) สิ่งตอบแทนหรือผลประโยชน์ต่างๆ ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสวัสดิการด้านอื่นๆ
เป็นต้น

5. แนวคดิ ความผูกพนั ตอ่ องค์กร
ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความผูกพันต่อองค์การ ประกอบด้วย 4 ปัจจัย คือ คุณลักษณะส่วนบุคคล (Personal

Characteristics) คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระดับรายได้ สถานภาพสมรส คุณลักษณะงาน (Job Characteristics) คือ
งานท่ีผู้ปฏิบัติได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบอยู่มีความท้าทาย ความก้าวหน้าในการทำงาน ประสบการณ์การทำงาน (Work
Experience) คือ ทัศนคติของกลุ่มการทำงานท่ีมีผลต่อองค์การ ความน่าเช่ือถือขององค์การ และคุณลักษณะโครงสร้าง
(Structural Characteristics) คือ เป็นระบบแบบแผน มีหน้าที่เด่นชัด มีการรวมอำนาจและการกระจายอำนาจ การให้
ผู้รว่ มงานมีการตดั สินใจ (Dhar, 2015)

6. การดำเนินงานของสถานสงเคราะหเ์ ด็กออ่ นสังกดั กรมกจิ การเด็กและเยาวชน
6.1 บทบาทโครงสร้างของสถานสงเคราะห์
การศึกษาเก่ียวกับบทบาทโครงสร้างของสถานสงเคราะห์ พบว่า หน่วยงานหลักหรือหน่วยงานใหญ่ที่ค่อย

ดูแลรับผิดชอบ คือ กรมกิจการเด็กและเยาวชน โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน มีวัตถุประสงค์เพ่ือการส่งเสริมและพัฒนา
ศกั ยภาพของเด็กและเยาวชน เพื่อคมุ้ ครองและพิทกั ษส์ ิทธเิ ด็กและเยาวชน และเพื่อสง่ เสรมิ สวัสดิการเดก็ และครอบครวั โดยมี
หน้าที่ในการเสนอแนะนโยบาย เสริมสร้างมาตรการและกลไก กำหนดมาตรฐาน/องค์ความรู้ ในกลไกระดับชาติ ซึ่งประกอบด้วย
คณะกรรมการส่งเสรมิ การพัฒนาเดก็ และเยาวชนแห่งชาติ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ คณะกรรมการสง่ เสริมกจิ การ
หอพัก และคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม นอกจากน้ี กรมกิจการเด็กและเยาวชนยังทำหน้าที่ติดตามและ
ประเมินผล การทำงานรว่ มกับเครอื ขา่ ยอืน่ ท่เี ก่ียวขอ้ งในระดับจังหวดั (พมจ.)

172

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

6.2 มาตรฐานการเล้ียงดูเดก็ ขนั้ ต่ำ
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติ

คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 อันเป็นกฎหมายท่ีมีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา
29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย บญั ญตั ใิ หก้ ระทำไดโ้ ดยอาศยั อำนาจตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงการพฒั นาสงั คม
และความม่นั คงของมนษุ ย์ออกกฎกระทรวงไว้

6.3 พระราชบัญญตั คิ ้มุ ครองเดก็ พ.ศ.2546
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เม่ือวันท่ี 2 ตุลาคม 2546 มีผลบังคับใช้ต้ังแต่วันท่ี 30 มีนาคม 2547 เหตุผลในการประกาศใช้
พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ประกาศของ คณะปฏิวัติฉบับที่ 132 ลงวันท่ี 22 เมษายน พ.ศ. 2515 และประกาศของ
คณะปฏิวัติฉบับท่ี 294 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน สาระสำคัญและรายละเอียดเก่ียวกับ
วิธีการ สงเคราะห์คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติเด็ก ไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน สมควรกำหนด
ขนั้ ตอนและปรับปรุงวธิ ีการปฏิบตั ิตอ่ เด็กใหเ้ หมาะสมยิง่ ขน้ึ เพื่อใหเ้ ด็กไดร้ ับการอุปการะเลีย้ งดูอบรมส่งั สอน และมพี ัฒนาการ
ท่ีเหมาะสม อันเป็นการส่งเสริมความม่ันคงของสถาบันครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรม ตกเป็นเคร่ืองมือใน
การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และสมควรปรับปรุงวิธีการส่งเสริมความร่วมมือในการ
คุ้มครองเด็กระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มีเนื้อหา 9
หมวด 88 มาตรา โดยหน้าที่ของผู้มีหน้าท่ีคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก (กฎหมายการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์,
2563)

6.4 บทบาทหน้าท่ีพเ่ี ล้ยี ง
บทบาทหน้าที่ของพ่ีหน้าน้ันมีหลากหลายหน้าที่ที่จะอบรมสั่งสอน มีหน้าท่ีดังต่อไปนี้ 1) สนใจท่ีจะอบรม

เล้ียงดูเด็กด้วยความรักและความเข้าใจ 2) ใช้เหตุผลในการอบรมและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก 3) ใช้หลักของการอบรมอย่าง
สายกลางไมม่ ากไมน่ ้อยหรอื เร็วเกินไป 4) มีความสมั พนั ธ์ทด่ี ีกบั เด็ก คอื ผ้ใู หญค่ วรมีทา่ ทีทีไ่ มค่ าดหวงั และบังคบั เดก็ จนเกินไป
แต่ให้มีท่าทียอมรับและตอบสนองท่ีเหมาะสมต่อความต้องการของเด็ก 5) ใช้วิธีการอบรมที่มีประสิทธิภาพ 6) มีความเพียร
และความอดทนในการแก้ไขสิ่งที่บกพร่องและส่งเสริมส่ิงที่ดีของเด็ก 7) อบรมด้วยความสม่ำเสมอ 8) ให้โอกาสเด็กได้มี
ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้และฝึกการปรับตัว9) ฝึกให้รู้จักช่วยเหลือตนเองและให้มีความรับผิดชอบ และ 10) อบรมให้
ความรู้ผิดชอบช่ัวดแี ละปลกุ ฝงั คณุ ธรรม (Lakind, Atkins & Eddy, 2015)

6.5 ลักษณะการปฏิบัตงิ านของพเ่ี ลีย้ ง
พ่ีเลี้ยงมีการปฏิบัติหน้าท่ีต่อกิจวัตรประจำวันของเด็ก ครูพ่ีเลี้ยงมีหน้าท่ีเล้ียงดูและปฏิบัติตามกิจวัตร

ประจำวันสังเกตพฤติกรรมและอาการ เจ็บป่วย ร้องเพลง เล่านิทาน อ่านหนังสือ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในลักษณะ
บูรณาการ การพัฒนาการเด็กในลักษณะบูรณาการ ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้โดยประสาทสัมผัสท้ัง 5 ปฏิบัติต่อเด็กด้วยคำพูดและ
วธิ กี ารทอ่ี อ่ นโยนทำให้เด็กรู้สกึ ตัววา่ มีผใู้ ห้ความรักความอบอนุ่ ความม่ันคงปลอดภัย โดยต้องทำใหเ้ ด็กรสู้ ึกตัววา่ มีผู้ให้ความรัก
ความอบอุ่นความม่ันคงปลอดภัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญท่ีจะช่วยพัฒนาทักษะ และสังเกตและบันทึกความเจริญเติบโต
พฤติกรรม พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กควรสงั เกตพฤติกรรม แล้วบันทึกเป็นระยะอย่างสมำ่ เสมอ ทัง้ น้ีในการปฏบิ ัตงิ านของ
พเ่ี ลย้ี งยงั ตอ้ งปฏบิ ัติงานนอกเหนอื จากงานประจำที่ไดร้ ับมอบหมายพิเศษ เช่น การเข้ารบั การอบรม ประชมุ สมั นา การเฝา้ ไข้
เด็กที่โรงพยาบาล การติดตามเยี่ยมเด็กในครอบครัว การเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษของหน่วยงาน การร่วมประชุมแก้ไขปัญหา
รว่ มกับวิชาชพี อน่ื ๆ

173

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

7. งานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง
ศศธิ ร เหล่าเท้ง และ วิโรจน์ เจษฎาลักษณ์ (2557) ทำการศกึ ษาเก่ียวกบั อิทธิพลของกิจกรรมสรา้ งสุขในองค์กร

ตามแนวทางความสุข 8 ประการ ที่มีต่อความสุขในการทำงาน ประสิทธิภาพการทำงาน และความต้ังใจในการลาออกของ
พนกั งานบรษิ ัทเอกชน โดยผลการวจิ ยั พบว่า 1) กิจกรรมสร้างสขุ ในองค์กรตามแนวทางความสขุ 8 ประการ มอี ิทธพิ ลทางบวก
ต่อความสุขในการทำงาน กิจกรรม Happy Body (สุขภาพดี), Happy Heart (น้ำใจงาม), Happy Relax (ผ่อนคลาย),
Happy Brain (หาความรู้), Happy Soul (มีคุณธรรม), Happy Money (ใช้เงินเป็น), Happy Family (ครอบครัวที่ดี) และ
Happy Society (สังคมดี) 2) ความสุขในการทำงานมีอิทธิพลทางบวกต่อประสิทธิภาพในการทำงาน 3) ความสุขใน
การทำงานไม่มีมีอิทธิพลทางบวกต่อความตั้งใจในการลาออก และ 4) ประสิทธิภาพการทำงานไม่มีอิทธิพลทางบวกต่อ
ความตั้งใจในการลาออก ซ่ึงผลที่ไดจ้ ากการวจิ ยั น้ี จะทำใหต้ ัวพนักงานเองทราบถึงผลลัพธ์ทีแ่ ทจ้ ริงทไี่ ดจ้ ากการดำเนินการตาม
กิจกรรมสร้างสขุ ทั้ง 8 ประการ อีกท้ังยังเป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารเพ่ือกำหนดแผนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ให้
เกดิ ประสทิ ธภิ าพ ตลอดจนพฒั นาองคก์ รให้เปน็ องคก์ รแห่งความสุขอยา่ งย่งั ยนื ตอ่ ไป

บูรินทร์ภัฏ พรหมมาศ และคณะ (2556) ทำการศึกษาเก่ียวกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสุขในการทำงานของ
บคุ ลากรในสถานศึกษาของ เทศบาลจังหวดั นครศรธี รรมราช ผลการวจิ ัยพบว่า 1) ระดบั ความสขุ ในการทำงานของบุคลากรใน
สถานศึกษาเทศบาล จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านความม่ันคงในชีวิต และทรัพย์สิน มีค่าเฉล่ียสูงสุด 2) ปัจจัยท่ีส่งผลต่อ
ความสุขในการทำงานของบุคลากรในสถานศึกษาเทศบาล จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านค่านิยมส่วนบุคคล มีค่าเฉลี่ยสูงสุด
ความสุขในการทำงานท่ีจะเกิดข้ึนได้กับบุคลากรในสถานศึกษาเทศบาลผู้บริหารจะต้องสร้า งทัศนะติท่ีดีแก่บุคลากรใน
สถานศึกษาเทศบาล ด้วยการนำปัจจัยท่ีสง่ ผลตอ่ ความสุขทั้ง 3 ดา้ น มากำหนดเปน็ กลยุทธก์ ารบริหารซึ่งจะทำใหบ้ ุคลากรเกิด
ค่านิยมท่ีดีต่อตนเองและหน่วยงานโดยคำนึงถึงความสำเร็จในงาน ที่ตนได้รับมอบหมาย ด้วยความรับผิดชอบและเกิด
ความพึงพอใจ ในการทำงานในสถานศกึ ษาเทศบาลได้อย่างมคี วามสุข

เคร่ืองมอื และวิธกี ารศกึ ษา
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ การศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร (Document study) การศึกษาภาคสนาม
(field Research) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเคร่ืองมือที่เก็บข้อมูลผู้ท่ีปฏิบัติงาน
เจ้าหน้าท่ีพ่ีเลี้ยงท่ีปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน ทั้ง 8 แห่ง ทั่วประเทศ ประจำปี
2563 จำนวน 332 คนโดยเป็นการสมุ่ ตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใชแ้ บบสอบในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ดังน้ี ส่วนที่ 1 ข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนท่ี 2 ลักษณะการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน
ส่วนท่ี 3 ระดบั ความสขุ ในการปฏบิ ัตงิ านของพ่เี ลยี้ งในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัดกรมกิจการเดก็ และเยาวชน และส่วนที่ 4
แนวทางการส่งเสริมในองคอ์ ยา่ งมคี วามสุขในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนของกรมกิจการเดก็ และเยาวชน สว่ นท่ี 2-4 มีลักษณะ
แบบสอบถามเป็น Rating Scale โดยค่าสถิตที่ใช้ในการวิเคราะหม์ ีดังน้ี การแจกแจงความถ่ี การหาค่าร้อยละ (Percentage)
การหาค่าเฉลี่ย (Mean) และการหาค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic)
ใช้สถิติในการวิเคราะห์ คือ Chi-Square เพ่ือวิเคราะห์สมมติฐานที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขใน
การปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน และเพื่อวิเคราะห์สมมติฐานที่ 2
ลักษณะการปฏบิ ัตงิ านของพ่เี ล้ียงในสถานสงเคราะหเ์ ดก็ อ่อน มีความสัมพนั ธ์กับแนวทางการสง่ เสรมิ ในองค์กรอย่างมคี วามสุข
ของพ่ีเล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กออ่ นสังกดั กรมกจิ การเด็กและเยาวชน โดยในแบบสอบถามจะไม่มกี ารระบุช่ือตวั บุคคล หรือ
ลักษณะ/อัตลกั ษณใ์ ดๆ ทแ่ี สดงถึงตัวบคุ คลนั้นๆ ซึง่ เป็นไปตามหลกั การรกั ษาความลบั ท่ีจะไม่เปดิ เผยขอ้ มูลของผู้ใหข้ ้อมูล

174

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ผลการศกึ ษา
ตอนที่ 1 ขอ้ มูลทวั่ ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม
การศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ รายได้ต่อเดือนระยะเวลาในการปฏิบัติงาน
จำนวนช่ัวโมงในการปฏิบัติงาน สถานภาพการทำงาน สวสั ดกิ ารทไี่ ด้รบั จากหน่วยงาน และโรคประจำตวั ผลการศกึ ษาปรากฏ
ดงั น้ี
ผตู้ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพ่ีเลี้ยงเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกดั กรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็น
เพศหญิง มีอายุระหว่าง 46-54 ปี รองลงมาอายุระหว่าง 55-63 ปี และอายุระหวา่ ง 28-36 ปี มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษา
รองลงมา ปวช./ปวส. และปรญิ ญาตรี มสี ถานภาพสมรส รองลงมา โสด และหย่าร้าง โดยรายได้ตอ่ เดือนต่ำกว่า 20,000 บาท
จำนวน 292 คน รองลงมา 20,001-40,000 บาท และ 80,001 บาทขึ้นไป ซ่ึงมีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 1-6 ปี รองลงมา
25-30 ปี และ 30 ปีขึ้นไป และมีจำนวนช่ัวโมงในการปฏิบัติงาน 22 ช่ัวโมงขึ้นไป รองลงมา 8-12 ช่ัวโมง และ 13-17 ชั่วโมง
สถานภาพการทำงานเป็น ลูกจ้างช่ัวคราว รองลงมาเป็นพนักงานราชการ และเป็นลูกจ้างประจำ นอกจากนี้ยังพบว่า
สวัสดิการท่ไี ด้รบั จากหน่วยงาน แบง่ ออกเป็น 3 ข้อ ดังน้ี สวัสดิการพื้นฐานที่ได้รับจากหน่วยงานคือ ท่ีพักอาศัย รองลงมาคือ
อาหาร และคือ เครื่องแต่งกาย มีสวัสดิการภาคบังคับที่ได้รับจากหน่วยงานคือ ประกันสังคม รองลงมาคือ ตรวจสุขภาพ
ประจำปี และคือ วันลา และสวัสดิการเพ่ิมเติมที่ได้รับจากหน่วยงานคือ กิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ประจำปี (กีฬาสี/
งานเลี้ยงประจำปี/กจิ กรรมตามวนั สำคญั /ทัศนศึกษา) รองลงมาคือ ทนุ การศกึ ษา และอืน่ ๆ อกี ทั้งยงั พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถาม
ส่วนใหญ่ ไมม่ ีโรคประจำตวั รองลงมโี รคประจำตัวคอื โรคความดันโลหติ สูง และโรคไขมัน
ตอนที่ 2 ลักษณะการปฏิบัตงิ านของพเ่ี ลี้ยงในสถานสงเคราะห์
จากการศึกษาลักษณะการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็น
เกี่ยวกับ ลักษณะการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์ ภาพรวม โดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัติเกือบทุกคร้ัง มีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 3.30 เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า งานประจำ อยู่ในระดับปฏิบัติทุกคร้ัง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73 และงานที่ได้รับ
มอบหมายพิเศษ อยู่ในระดับปฏิบัติเกอื บทุกคร้งั มีคา่ เฉลย่ี เท่ากบั 2.87 ซึ่งการปฏิบตั ใิ นท่ีน้ีเป็นส่ิงท่ีพ่ีเลย้ี งในสถานสงเคราะห์
ได้ปฏบิ ัติหนา้ ท่ีในการดูแลเดก็ ดังตารางท่ี 1

ตารางที่ 1

ค่าเฉลีย่ และคา่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานข้อมลู เกย่ี วกับลักษณะการปฏบิ ตั ิงานของพเ่ี ล้ียงในสถานสงเคราะหภ์ าพรวม

ลกั ษณะการปฏบิ ตั ิงานของพ่ีเล้ียงในสถานสงเคราะหภ์ าพรวม X S.D. การแปลผล

1. งานประจำ 3.73 0.52 ปฏิบตั ิทุกคร้ัง

2. งานท่ีได้รับมอบหมายพิเศษ 2.87 0.92 ปฏิบตั ิ

รวม 3.30 0.72 ปฏบิ ตั เิ กือบทกุ คร้งั

ตอนท่ี 3 ระดบั ความสุขในการปฏิบัตงิ านของบุคลากร
จากการศึกษาระดับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรภาพรวม พบว่า ระดับความสุขในการปฏิบัติงานของ
บคุ ลากรภาพรวม ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ ระดบั ความสุขในการปฏิบตั ิงานของบุคลากรภาพรวม โดยรวม
อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.50 เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า มิติทางสังคม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.00
รองลงมามิติส่วนบุคคล อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.33 และมิติทางเศรษฐกิจ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย
เทา่ กบั 3.16 ดงั ตารางท่ี 2

175

รายงานสืบเน่ืองการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

ตารางท่ี 2

ค่าเฉล่ยี และคา่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานข้อมูลเก่ียวกบั ระดับความสขุ ในการปฏบิ ตั ิงานของบุคลากรภาพรวม

ระดบั ความสุขในการปฏิบตั งิ านของบคุ ลากรภาพรวม X S.D. การแปลผล
ปานกลาง
มิติส่วนบุคคล 3.33 1.00
มาก
มติ ทิ างสังคม 4.00 0.78 ปานกลาง

มติ ิทางเศรษฐกจิ 3.16 1.01 มาก

รวม 3.50 0.93

ตอนที่ 4 แนวทางการพฒั นาการปฏิบตั งิ านของพเ่ี ลยี้ งในองค์กรอยา่ งมคี วามสุข
จากการศึกษาแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในองค์กรอย่างมีความสุข พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมี
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ ระดับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรภาพรวม โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.45
เม่ือจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.71 รองลงมาด้าน
การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 3.67 ดา้ นความมั่นคงและความกา้ วหน้าในการปฏิบัติงาน
อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.41 และด้านค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.00
ดงั ตารางที่ 3

ตารางที่ 3

คา่ เฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของพี่เลี้ยงในองค์กรอย่างมีความสุข

ภาพรวม

แนวทางการพฒั นาการปฏบิ ตั ิงานของพเี่ ลยี้ งในองคก์ รอย่างมคี วามสุขภาพรวม X S.D. การแปลผล

ดา้ นความมั่นคงและความกา้ วหนา้ ในการปฏบิ ัติงาน 3.41 0.90 มาก

ด้านค่าตอบแทนในการปฏิบตั ิงาน 3.00 1.15 ปานกลาง

ด้านสภาพแวดลอ้ มในการปฏบิ ตั ิงาน 3.71 0.83 มาก

ดา้ นการมสี ว่ นร่วมในการปฏิบตั งิ าน 3.67 0.83 มาก

รวม 3.45 0.93 มาก

ตอนท่ี 5 การทดสอบสมมตฐิ าน
สมมติฐานที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์
เดก็ ออ่ นสงั กดั กรมกิจการเดก็ และเยาวชน
เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัดกรมกิจการ
เดก็ และเยาวชน
อายุ มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัตงิ านของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกดั กรมกิจการเด็ก
และเยาวชน ในดา้ นมติ ทิ างเศรษฐกิจ อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถติ ิที่ระดับ 0.05
ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานของพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัด
กรมกิจการเดก็ และเยาวชน ในดา้ นมติ ิส่วนบุคคล มติ ทิ างสงั คม และมติ ิทางเศรษฐกิจ อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
สถานภาพสมรส มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัด
กรมกิจการเด็กและเยาวชน ในมติ ทิ างเศรษฐกิจ อย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั 0.05

176

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

รายได้ต่อเดือน ไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัด
กรมกิจการเดก็ และเยาวชน

ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็ก
อ่อนสงั กดั กรมกจิ การเดก็ และเยาวชน ในดา้ นมิตทิ างเศรษฐกิจ อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติท่รี ะดบั 0.05

ชั่วโมงการในปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานของพ่ีเล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน
สังกดั กรมกจิ การเด็กและเยาวชน อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

สถานภาพการทำงาน มคี วามสมั พนั ธก์ บั ระดับความสขุ ในการปฏบิ ัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เดก็ ออ่ นสงั กดั
กรมกจิ การเดก็ และเยาวชน ในด้านมิตทิ างเศรษฐกจิ อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติท่รี ะดบั 0.05

สมมติฐานที่ 2 ลักษณะการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน มีความสัมพันธ์กับแนวทาง
การส่งเสรมิ ในองคก์ รอย่างมีความสขุ ของพ่ีเล้ยี งในสถานสงเคราะห์เด็กออ่ นสงั กดั กรมกิจการเด็กและเยาวชน

จากผลการศึกษา พบว่า ลักษณะการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน ด้านความมั่นคงและ
ความก้าวหนา้ ในการปฏิบตั ิงาน ดา้ นสภาพแวดลอ้ มในการปฏบิ ัตงิ าน และดา้ นการมสี ว่ นร่วมในการปฏิบตั ิงาน มีความสัมพนั ธ์
กับแนวทางการส่งเสริมในองค์กรอย่างมีความสุขของพ่ีเล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน
อย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ 0.05

การอภิปรายผลการศกึ ษา
การศึกษาเร่ือง แนวทางการส่งเสริมความสุขในการปฏิบัติงานของพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัด
กรมกิจการเดก็ และเยาวชน เป็นการศึกษาถงึ ลักษณะการปฏิบัติงานของพ่ีเล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กออ่ น ระดับความสุขใน
การปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์ เด็กอ่อน และแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในองค์กรอย่างมี
ความสขุ ซง่ึ ผลจากการศึกษาสามารถนามาอภิปรายผลได้ ดังนี้
1. ข้อมูลทวั่ ไปของผู้ตอบแบบสมั ภาษณ์ ทีเ่ ปน็ กล่มุ พี่เลยี้ งเดก็ ในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสงั กดั กรมกิจการเดก็ และ
เยาวชน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญเ่ ป็นเพศหญงิ มีอายุระหว่าง 46-54 ปี จบการศกึ ษาระดับมธั ยมศึกษามสี ถานภาพ
สมรส ซ่ึงมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 20,000 บาท มีระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ปฏิบัติงาน 1-6 ปี มีจำนวนชั่วโมงในการปฏิบัติงาน
22 ชั่วโมงขึ้นไป โดยมีสถานภาพการทำงานเป็น ลูกจ้างช่ัวคราว โดยได้รับสวัสดิการที่ได้รับจากหน่วยงาน แบ่งออกเป็น
สวัสดิการพ้ืนฐานท่ีได้รับจากหน่วยงานคือ ที่พักอาศัย มีสวัสดิการภาคบังคับท่ีได้รับจากหน่วยงานคือ ประกันสังคมและ
สวสั ดิการเพ่ิมเติมท่ีได้รบั จากหน่วยงานคือ กจิ กรรมเสรมิ สร้างความสัมพันธ์ประจำปี (กีฬาส/ี งานเลี้ยงประจำปี/กิจกรรมตาม
วันสำคัญ/ทัศนศึกษา) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ไม่มีโรคประจำตัว ซ่ึงสอดคล้องกับ จิรนันท์ ศรีภิรมย์ (2559)
ทำการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยท่ีมีผลต่อความสุขในการทำงานของครูและบุคลากรวิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพและบริหารธุรกิจ
พบวา่ เพศ อายุ ระดบั การศกึ ษา สายงาน ระยะเวลาการปฏบิ ตั ิงาน ประสบการณ์ในการปฏบิ ตั งิ าน ชว่ งเวลาในการปฏบิ ัติงาน
และ ค่าตอบแทนสวสั ดกิ าร มีผลต่อความสุขในการทำงานของครแู ละบุคลากรวิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพและบรหิ ารธรุ กจิ และ
ยังสอดคล้องกับ ชยพัฒน์ ชัยแสนสุข (2556) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ความสุขในการทำงานของพนักงานโรงแรมวี กรุงเทพ
พบว่า เพศ อายุ ระดบั การศึกษา สถานภาพสมรส มีความสมั พนั ธต์ ่อระดบั ความสุขในการทำงานของครแู ละบุคลากรวิทยาลัย
เทคโนโลยีพายัพและบริหารธรุ กิจ
2. ลักษณะการปฏิบัติงานของพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์ พบว่า ภาพรวมในการปฏิบัติงานประจำอยู่ในระดับ
ปฏิบัติเกือบทุกครั้ง และงานที่ได้รับมอบหมายพิเศษ อยู่ในระดับปฏิบัติเกือบทุกคร้ัง โดยในแต่ละด้าน พบว่า 1) ลักษณะ
การปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์ งานประจำ พบว่า ด้านงานกิจวัตรประจำวันของเด็ก โดยส่วนใหญ่จัดให้เด็ก
รับประทานอาหารทป่ี รงุ สุก สะอาด สดใหม่ ไม่เก็บค้างคืน และจัดหาเครอื่ งแต่งกายใหเ้ ด็ก จัดหาเครื่องนุ่งหม่ ให้เดก็ โดยรวม
อยู่ในระดับปฏิบัติทุกคร้ัง ด้านงานส่งเสริมวินัย โดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัติทุกคร้ัง โดยฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเองในการทำ

177

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

กิจวัตรประจำวัน รองลงมาฝกึ มารยาทการอยรู่ ่วมกัน และฝึกให้เดก็ เคารพกฎ กติกาของสงั คมและฝกึ ให้เดก็ ระเบยี บวินัย และ
ปฏิบัติกับเด็กอย่างอ่อนโยน และด้านงานส่งเสริมพัฒนาการเด็ก โดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัติทุกครั้ง ซึ่งเด็กได้รับการดูแล
ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด รองลงมารายงานปัญหาของเด็กต่อผู้ที่เก่ียวข้องทราบและส่งเสริมให้เด็กได้ออกกำลังกาย
ซ่งึ สอดคล้องกับ ชยพัฒน์ ชยั แสนสขุ (2556) ไดท้ ำการศกึ ษาเร่ืองความสขุ ในการทำงานของพนักงานโรงแรมวี กรุงเทพ พบว่า
องค์กรท่ีมีสวัสดิการทางด้านอาหาร เครื่องแบบพนักงานให้พนักงาน หรือความเป็นอยู่ด้านอ่ืนๆ มีความสัมพันธ์ต่อระดับ
ความสุขในการทำงานของครูและบุคลากรวิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพและบริหารธุรกิจ และยังสอดคล้องกับ ธัชมน วรรณพิณ
(2557) ทำการศกึ ษาเก่ียวกบั ความสขุ ในการทำงานของพยาบาลวิชาชพี กลุม่ พนักงานมหาวิทยาลยั โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย
ภายใต้กำกับของรัฐพบว่า พยาบาลวิชาชีพท่ีได้รับการพัฒนาตนหรือการสนับสนุนพัฒนางานด้วยการได้รับการส่งเสริมให้มี
ความรู้ความสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสุขในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล
มหาวิทยาลัยภายใต้กำกับของรัฐ และ ลักษณะการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์ งานที่ได้รับมอบหมายพิเศษ
โดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัติเกือบทุกคร้ัง โดยต้องเข้ารับการอบรม พัฒนาองค์ความรู้ในการปฏิบัติรองลงมาเม่ือเด็กป่วยเข้า
โรงพยาบาลเป็นผู้เฝ้าดูแลและเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษของหน่วยงาน ซึ่งสอดคล้อง วีรญา ศิริจรรยาพงษ์ (2556) ทำการศึกษา
เกี่ยวกับความสุขในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า ปัจจัยท่ีมีผลกับความสุขใน
การทำงานของพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลรามาธิบดี คือความยึดมั่นผูกพันต่อองค์การ และบรรยากาศ
จริยธรรมในงาน ด้านการเป็นท่ียอมรับ อีกท้ังแนะแนวความก้าวหน้าทางวิชาชีพให้พยาบาลเห็น เพื่อเป็นแรงกระตุ้นใน
การปฏิบัตงิ าน มีการสนับสนุนการศึกษาต่อมากข้ึน เพอ่ื เพม่ิ ประสิทธิภาพการทำงานในองค์การมากข้ึน และยังสอดคล้องกับ
ชยพัฒน์ ชัยแสนสุข (2556) ได้ทำการศึกษาเรอื่ ง ความสขุ ในการทำงานของพนักงานโรงแรมวี กรุงเทพ พบว่า การสง่ เสรมิ ให้
บุคลากรไดร้ บั การฝึกอบรม เพ่มิ พูนและพฒั นาความรู้ให้กับบุคลากรท่มี รี ะดับการศกึ ษาต่ำกวา่ ปรญิ ญาตรีและระดับการศกึ ษา
ปรญิ ญาตรี จะชว่ ยสรา้ งใหเ้ กดิ ความสขุ ในการทำงานใหม้ ากข้นึ

3. ระดับความสขุ ในการปฏิบตั งิ านของบุคลากร ภาพรวม โดยรวมอย่ใู นระดับมาก เม่ือจำแนกเปน็ รายด้าน พบว่า
มิติทางสังคม อยู่ในระดับมาก รองลงมามิติส่วนบุคคล และมิติทางเศรษฐกิจ อยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ สามารถ
อภิปรายผลในแต่ละด้านของแต่ละมิติได้ดังนี้ 1) มิติส่วนบุคคล พบว่า ด้าน Happy Body สุขภาพดี โดยรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง โดยรู้สึกกระปร้ีกระเปร่าเวลาทำงานรองลงมามีรอยย้ิม/เสียงหัวเราะจากการทำงานและได้รับการตรวจสุขภาพ
ประจำปี ด้าน Happy Relax การผ่อนคลาย โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซ่ึงสามารถจัดการความเครียดของตนเอง ได้แก่ การ
นอน รอ้ งเพลง และไปเที่ยวเมอ่ื มีวันหยุดยาว เป็นตน้ รองลงมาพดู คุยพบปะสงั สรรค์กับเพอ่ื นร่วมงานเปน็ ประจำและมีเวลาทำ
กิจกรรมที่ชื่นชอบเพ่ือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจอย่างน้อยวันละ 30 นาที ด้าน Happy heart น้ำใจงาม โดยรวมอยู่ในระดับ
มาก โดยท่ีมคี วามภาคภูมิใจในงานท่ที ำรองลงมาเข้ารว่ มกิจกรรมของหนว่ ยงานด้วยความเตม็ ใจและใหค้ วามช่วยเหลือเด็กและ
เจ้าหน้าที่เมื่อเดือดร้อน ด้าน Happy Brain หาความรู้ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ได้รับการส่งเสริมพัฒนาความรู้จาก
หน่วยงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง รองลงมามีการพัฒนาความรู้ของตนเองอย่างน้อยปีละ 2 คร้ัง และการศึกษาดูงานนอก
สถานทช่ี ่วยให้เข้าใจการทำงานมากขึ้น และด้าน Happy soul การมีคุณธรรมหิริตัปปะ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมี
การนำหลักคำส่ังสอนทางศาสนามาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน รองลงมาหน่วยงานมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม
จรยิ ธรรมอย่างเหมาะสม และสามารถจัดการปัญหาหรอื ข้อขดั แย้งที่เกิดข้นึ ได้ในองค์กร ซง่ึ สอดคล้องกับ ชยพัฒน์ ชยั แสนสุข
(2556) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ความสุขในการทำงานของพนักงานโรงแรมวี กรุงเทพ พบว่า การทำงานพนักงาน ที่เรียกว่า
คนโรงแรมในงานปฏิบัติการน้ัน พนักงานต้องเข้างานเป็นช่วงเวลาไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ดังนั้นการแบ่งเวลาหรือการหา
โอกาสท่ีจะมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพเพ่ือสร้างความผ่อนคลาย ส่งเสริมการพัฒนาตนเอง ตลอดเวลาจาก
แหล่ง อีกท้ังยังสอดคล้องกับ ธัชมน วรรณพิณ (2557) ทำการศึกษาเกี่ยวกับความสุขในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ
กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยภายใต้กำกับของรัฐ พบว่า การทำงานที่ทำให้รับรู้และตีความตาม
ความคิดและประสบการณท์ ี่ผ่านมาของตนไดน้ ้นั ทำใหเ้ กิดความรูส้ กึ อิม่ เอมใจ ภาคภมู ใิ จในการทำงาน 2) มิติทางสงั คม พบวา่

178

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

ดา้ น Happy society สังคมดี โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยพบวา่ เพ่ือนร่วมงานมีความสัมพันธ์ท่ีดีมีการช่วยเหลือ รองลงมา
มีความสุขในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น และเพื่อนร่วมงานมีความรักและสามัคคีร่วมมือกันปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จของ
หน่วยงาน และด้าน Happy family ครอบครัวดี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซ่ึงครอบครัวให้กำลังใจเสมอในการทำงาน
รองลงมาสมาชิกในครอบครัวมีการแสดงความรัก ให้กำลังใจ อย่างสม่ำเสมอและสามารถพูดคุย ปรับทุกข์ ปรึกษากับคนใน
ครอบครัว ซ่ึงสอดคล้องกบั บูรินทร์ภัฏ พรหมมาศ และคณะ (2556) ทำการศึกษาเกีย่ วกับปัจจัยท่ีสง่ ผลตอ่ ความสขุ ในการทำ
งานของบุคลากรในสถานศึกษาของ เทศบาลจังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวมีผลต่อ
การสร้างความสุข โดยสรา้ งความสมั พันธท์ ่ีดรี ะหว่างบุคลากรครูและผู้บริหารในการปฏิบตั ิงานและสรา้ งความเป็นเอกภาพใน
การทำงานกับเพ่ือน และสังคมแวดล้อม ทำให้การทำงานประสบความสำเร็จ และยังสอดคล้องกับ พักตร์อัมพรรณ ต้ังวศินธรรม
(2557) ทำการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความสุขในการทำงานกับสมรรถนะในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรม
ส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอตุ สาหกรรม พบวา่ ความสขุ ในการทำงานของบคุ ลากรสว่ นใหญ่ คือ มีครอบครัวที่อบอุ่นและ
มัน่ คงอยู่ มีความรกั สามัคคีเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่มีสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดี ท่ีส่งผลตอ่ ระดับความสุขในการทำงานของบุคลากร
ในกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมในระดับมาก และ 3) มิติทางเศรษฐกิจ พบว่า ด้าน Happy money
ปลอดหนี้ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวังรองลงมาพอใจกับสวัสดิการท่ีได้รับจาก
หนว่ ยงานและมีการเกบ็ ออมเงินไวใ้ ช้ในยามฉกุ เฉิน ซ่ึงสอดคล้องกบั นฤมล แสวงผล (2554) ไดท้ ำการศึกษาเรอื่ งปัจจัยทมี่ ผี ล
ตอ่ ความสุขในการทำงานของ บุคลากร คณะบริหารธุรกจิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล พบว่า การพิจารณาปรับตำแหน่ง
ปรับเงินเดือน ตามผลงานและความรู้ความสามารถของบุคลากร เพื่อให้บุคลากรได้รับรู้ถึงความก้าวหน้าในการทำงานจาก
ผลงานที่ปฏิบัติและเห็นถึงความสำเร็จในงานที่เกิดข้ึน หรือการยอมรับ ยกย่องชมเชย หรือให้รางวัล ประกาศเกียรติคุณกับ
ผลงานท่ีออกมาดี เป็นขวัญกำลังใจในการทำงานส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความสุขในการทำงานเพิ่มมากขึ้น กำหนดตำแหน่ง
หน้าที่

4. แนวทางการพฒั นาการปฏบิ ัตงิ านของพ่ีเล้ียงในองค์กรอย่างมคี วามสุข ภาพรวม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ
จำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก รองลงมาด้านการมีส่วนร่วมใน
การปฏิบัติงาน ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก และด้านค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน
อย่ใู นระดบั ปานกลาง ตามลำดับ ซ่งึ สามารถอภปิ รายผลเป็นรายด้าน ไดด้ งั นี้

4.1 ด้านความม่ันคงและความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก จากความคิดเห็นผู้ตอบ
แบบสอบถามอยากหน่วยงานสนับสนุนให้มีการส่งเสริมพัฒนาความรู้ และศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานมากกว่าปีละ 1 ครั้ง
รองลงมาหน่วยงานมีการนิเทศงานให้กับเจ้าหน้าท่ีใหม่และหน่วยงานมีการปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม
ซึ่งสอดคล้องกับบูรินทร์ภัฏ พรหมมาศ และคณะ (2556) ทำการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำ งานของ
บคุ ลากรในสถานศึกษาของ เทศบาลจังหวัดนครศรีธรรมราช พบวา่ ความมน่ั คงในชีวิต และทรัพย์สิน สง่ ผลตอ่ ระดับความสุข
ในการทำงานของบุคลากรในสถานศึกษาเทศบาล จังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่ในระดับมาก และยังสอดคล้องกับ วีรญา
ศิริจรรยาพงษ์ (2556) ทำการศึกษาเก่ียวกับความสุขในการทำงานของพยาบาลวิ ชาชีพในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลรามาธบิ ดี
พบว่า ปัจจัยท่ีมีผลกับความสขุ ในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลรามาธบิ ดี คือความยึดมั่นผูกพัน
ต่อองค์การ และบรรยากาศจริยธรรมในงาน ด้านการเป็นที่ยอมรับ อีกท้ังแนะแนวความก้าวหน้าทางวิชาชีพให้พยาบาลเห็น
เพ่ือเปน็ แรงกระต้นุ ในการปฏบิ ัติงาน มีการสนับสนนุ การศึกษาต่อมากขึ้น เพื่อเพิม่ ประสิทธิภาพการทำงานในองคก์ ารมากขนึ้

4.2 ด้านค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางจากความคิดเห็นผู้ตอบแบบสอบถามได้รับ
สวัสดิการอื่นๆ ได้แก่ การตรวจสุขภาพ ทุนการศึกษาบุตร และเคร่ืองแต่งกายรองลงมาเงินเดือนท่ีได้รับมีความเหมาะสมกับ
ภาระหน้าท่ีและหน่วยงานมีคา่ ตอบแทนหรือค่าครองชีพพิเศษ นอกเหนือจากเงนิ เดือน ซงึ่ สอดคล้องกับ ถิตรัตน์ พิมพาภรณ์
และ ธีระวัฒน์ จันทึก (2559) ทำการศึกษาเก่ียวกับความสุขในการทำงาน : ความท้าทายของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ใน
อุตสาหกรรมบริการ พบว่า การมีส่วนร่วมในงาน ความผูกพัน ความเจริญก้าวหน้าและพลังในการทำงาน ความทุ่มเทและ

179

รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

แรงจูงใจภายใน และอารมณ์ท่ีตอบสนองต่องาน ในการบริหารความสุขในองค์กรอุตสาหกรรมบริการ และยังสอดคล้องกับ
จริ นันท์ ศรีภิรมย์ (2559) ทำการศึกษาเก่ียวกับปัจจัยทีม่ ีผลต่อความสุขในการทำงานของครแู ละบคุ ลากรวทิ ยาลัยเทคโนโลยี
พายัพและบริหารธุรกิจพบว่า ตัวแปรด้านปัจจัยที่ผลต่อความสุขในการทำงาน ประกอบด้วย ด้านสภาพแวดล้อมและ
บรรยากาศในการทำงาน ด้านนโยบายและการบริหาร ด้านงานที่รับผิดชอบ ด้านความสัมพันธ์กับเพ่ือนร่วมงาน ด้าน
ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ส่วนตัวแปรตาม คือ ความสุขในการทำงานของครูและบุคลากรวิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพและ
บริหารธรุ กิจ

4.3 ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน โดยรวมอยู่ในระดับมากจากความคิดเห็นผู้ตอบแบบสอบถามสถานที่
ทำงานมีความปลอดภัย รองลงมาบุคลากรในหน่วยงานมีการช่วยเหลือเก้ือกูลซึ่งกันและกันและลักษณะงานที่ท่านปฏิบัติ
มีความเครียดและมีความรับผิดชอบท่ีสูง ซ่ึงสอดคล้องกับ ธัชมน วรรณพิณ (2557) ทำการศึกษาเกี่ยวกับความสุขใน
การทำงานของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยภายใต้กำกับของรัฐ พบว่า สบายใจ
เม่ือได้ทำงานในสภาพแวดล้อมท่ีอบอุ่นและปลอดภัยสามารถนำไปเป็นข้อมูลพ้ืนฐานให้ ผู้บริหารทางการพยาบาลนำไป
ปรับปรุงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรพยาบาล เพื่อให้ พยาบาลวิชาชีพทำงานได้อย่างมีความสุข และยัง
สอดคล้องกับ ชยพัฒน์ ชัยแสนสุข (2556) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ความสุขในการทำงานของพนักงานโรงแรมวี กรุงเทพ เพ่ือ
ศึกษาสภาพการทำงานของพนักงานโงแรมวี กรุงเทพ พบว่า การช่วยเหลือซึ่งกันและกันมีการฝึกอบรมภายในในหัวข้อของ
วัฒนธรรมอย่เู สมอ ในการทำงานด้านสขุ ภาพแขง็ แรงทัง้ รา่ งกายและจติ ใจ

4.4 ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก จากความคิดเห็นผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า
ลักษณะการปฏิบัติงานต้องอาศัยการปฏิบัติงานเป็นทีมรองลงมาเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอและได้รับ
การยอมรบั ในการปฏิบตั ิงานจากผู้บังคับบญั ชาหรือเพ่ือนรว่ มงาน ซึ่งสอดคลอ้ งกบั ถติ รัตน์ พิมพาภรณ์ และ ธีระวัฒน์ จันทึก
(2559) ทำการศึกษาเก่ียวกับความสุขในการทำงาน : ความท้าทายของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมบริการ
พบว่า การมีส่วนร่วมในงาน ความผูกพัน ความเจริญก้าวหน้าและพลังในการทำงาน ความทุ่มเทและแรงจูงใจภายใน และ
อารมณ์ที่ตอบสนองต่องาน และยังสอดคล้องกับ ชยพัฒน์ ชัยแสนสุข (2556) เรื่อง ความสุขในการทำงานของพนักงาน
โรงแรมวี กรุงเทพ เพื่อศึกษาสภาพการทำงานของพนักงานโงแรมวี กรุงเทพ พบว่า มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมส่งเสริม
สุขภาพน้อยไปด้วยในด้านปัจจัยส่วนบุคลด้านเพศ พบว่า พนักงานเพศชายกับเพศหญิงมีค่าเฉล่ียความสุขในการทำงานไม่
แตกต่างกันเม่ือพจิ ารณารายประเด็นพบว่า พนักงานเพศชายมคี วามสุขในการทำงานด้านสขุ ภาพแขง็ แรงท้ังรา่ งกายและจติ ใจ
สูงกวา่ เพศหญงิ ตามลำดับ

สรปุ
1. ข้อมลู ทว่ั ไปของผูต้ อบแบบสอบถาม

จากการศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสัมภาษณ์ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 46-54 ปี จบการศึกษา
มธั ยมศึกษาสมรส รายไดต้ ่อเดือนตำ่ กว่า 20,000 บาท ปฏบิ ตั ิงาน 1-6 ปี ปฏิบตั งิ าน 22 ชัว่ โมงขน้ึ ไป เป็นลกู จา้ งช่วั คราว โดย
ได้รับสวัสดิการ แบ่งออกเป็น สวัสดิการพ้ืนฐานที่ได้รับจากหน่วยงาน คือ ท่ีพักอาศัย มีสวัสดิการภาคบังคับท่ีได้รับจาก
หน่วยงานคือ ประกันสังคมและสวัสดิการเพิ่มเติมที่ได้รับจากหน่วยงาน คือ กิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ประจำปี ผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่ ไม่มโี รคประจำตวั

2. ลักษณะการปฏิบตั งิ านของพีเ่ ลยี้ งในสถานสงเคราะห์
จากการศึกษาลักษณะการปฏิบัติงานของพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์ พบว่า ภาพรวม คือ ทำงานประจำอยู่ใน

ระดับปฏิบัติเกือบทุกคร้ังและงานท่ีได้รับมอบหมายพิเศษ อย่ใู นระดับปฏิบตั ิเกือบทุกครัง้ ซ่ึงสามารถสรุปผลได้ดังน้ี ลักษณะ
การปฏิบัตงิ านของพ่ีเล้ียงในสถานสงเคราะห์ งานประจำ พบว่า ด้านงานกิจวัตรประจำวันของเดก็ ด้านงานส่งเสรมิ วนิ ัย และ

180

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

ด้านงานส่งเสริมพัฒนาการเด็ก โดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัติทุกครั้ง และลักษณะการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์
งานท่ีไดร้ ับมอบหมายพเิ ศษ โดยรวมอยู่ในระดับปฏิบัตเิ กอื บทุกครง้ั

3. ระดบั ความสขุ ในการปฏบิ ตั ิงานของบคุ ลากร
จากการศึกษาระดับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากร ภาพรวม โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็น

รายด้าน พบว่า มติ ิทางสังคม อยู่ในระดบั มาก รองลงมามิติส่วนบุคคล และมิตทิ างเศรษฐกจิ อยใู่ นระดับปานกลาง ตามลำดับ
สามารถสรปุ ผลเป็นในแตล่ ะด้านของแต่ละมติ ไิ ดด้ ังน้ี

3.1 มิติสว่ นบุคคล พบว่า ด้าน Happy Body สุขภาพดี โดยรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง โดยรสู้ ึกกระปร้ีกระเปร่า
เวลาทำงานรองลงมามีรอยยิ้ม/เสียงหวั เราะจากการทำงานและได้รับการตรวจสขุ ภาพประจำปี ดา้ น Happy Relax การผอ่ น
คลาย โดยรวมอยู่ในระดบั มาก ซ่ึงสามารถจัดการความเครียดของตนเอง ไดแ้ ก่ การนอน ร้องเพลง และไปเท่ยี วเมือ่ มีวันหยุด
ยาว เป็นต้น รองลงมาพูดคุยพบปะสังสรรค์กับเพ่ือนร่วมงานเป็นประจำและมีเวลาทำกิจกรรมที่ช่ืนชอบเพ่ือเป็นการพักผ่อน
หย่อนใจอย่างน้อยวันละ 30 นาที ด้าน Happy heart น้ำใจงาม โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยที่มีความภาคภูมิใจในงานท่ีทำ
รองลงมาเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานด้วยความเต็มใจและให้ความช่วยเหลือเด็กและเจ้าหน้าที่เมื่อเดือดร้อน ดา้ น Happy
Brain หาความรู้ โดยรวมอยูใ่ นระดบั ปานกลาง ได้รบั การส่งเสรมิ พฒั นาความรจู้ ากหนว่ ยงานอย่างนอ้ ยปีละ 1 ครัง้ รองลงมามี
การพัฒนาความรู้ของตนเองอย่างน้อยปีละ 2 คร้ัง และการศกึ ษาดูงานนอกสถานท่ีช่วยให้เขา้ ใจการทำงานมากขน้ึ และด้าน
Happy soul การมีคณุ ธรรมหิรติ ัปปะ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีการนำหลักคำส่ังสอนทางศาสนามาเปน็ แนวทางใน
การปฏิบตั ิงาน รองลงมาหน่วยงานมกี ารจัดกจิ กรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมอยา่ งเหมาะสม และสามารถจัดการปญั หาหรือ
ขอ้ ขดั แย้งที่เกิดขน้ึ ได้ในองคก์ ร

3.2 มิติทางสังคม พบว่า ด้าน Happy society สังคมดี โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยพบว่าเพ่ือนร่วมงานมี
ความสัมพันธ์ที่ดีมีการช่วยเหลือรองลงมามีความสุขในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น และเพื่อนร่วมงานมีความรักและสามัคคี
ร่วมมือกันปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จของหน่วยงาน และ (7) ด้าน Happy family ครอบครัวดี โดยรวมอยู่ในระดับมาก
ซึ่งครอบครวั ให้กำลังใจเสมอในการทำงาน รองลงมาสมาชิกในครอบครัวมีการแสดงความรัก ให้กำลังใจ อย่างสม่ำเสมอและ
สามารถพูดคยุ ปรับทกุ ข์ ปรกึ ษากับคนในครอบครวั

3.3 มิติทางเศรษฐกิจ พบว่า ด้าน Happy money ปลอดหนี้ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีวางแผนการใช้
จ่ายเงินอย่างระมัดระวงั รองลงมาพอใจกับสวสั ดิการท่ีได้รับจากหนว่ ยงานและมกี ารเกบ็ ออมเงนิ ไวใ้ ช้ในยามฉกุ เฉิน

4. ขอ้ มูลเก่ียวกับแนวทางการพฒั นาการปฏิบตั ิงานของพี่เลีย้ งในองคก์ รอยา่ งมีความสุข
จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในองค์กรอย่างมีความสุข ภาพรวม

โดยรวมอย่ใู นระดับมาก เม่อื จำแนกเป็นรายด้าน พบวา่ ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน รองลงมาด้านการมีส่วนร่วมใน
การปฏิบัติงาน ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน และด้านค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน ตามลำดับ
ซ่ึงสามารถสรุปผลเป็นรายด้าน ได้ดังนี้ ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน
และด้านการมีสว่ นร่วมในการปฏิบตั ิงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และด้านค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน โดยรวมอยู่ในระดับ
ปานกลาง

5. การเปรียบเทยี บระหวา่ งตัวแปร
การวิเคราะห์ความความสัมพันธ์ของระหว่างตัวแปรปัจจัยส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขใน

การปฏบิ ัตงิ านของพี่เลยี้ งในสถานสงเคราะห์เดก็ อ่อนสังกดั กรมกิจการเด็กและเยาวชน สรุปไดว้ า่
อายุ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และสถานภาพการทำงาน มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงาน

ของพ่ีเล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน ในมิติทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษา และจำนวน
ชั่วโมงในการปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัดกรม
กจิ การเด็กและเยาวชน ในมิตสิ ว่ นบคุ คล มิติทางสังคม และมติ ทิ างเศรษฐกิจ และสถานภาพ มคี วามสมั พันธ์กบั ระดับความสุข

181

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ในการปฏิบัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนสังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน ในมิติทางสังคม และมิติทาง
เศรษฐกจิ

การวิเคราะห์ความความสัมพันธ์ของระหว่างตัวแปร ลักษณะการปฏิบัติงานของพี่เล้ียงในสถานสงเคราะห์เด็ก
ออ่ น มีความสัมพันธ์กับแนวทางการส่งเสรมิ ในองค์กรอย่างมีความสุขของพีเ่ ลี้ยงในสถานสงเคราะห์เดก็ ออ่ นสังกัดกรมกิจการ
เดก็ และเยาวชน สรุปไดว้ า่ ลักษณะการปฏบิ ตั ิงานของพี่เล้ยี งในสถานสงเคราะหเ์ ด็กอ่อน ด้านงานประจำและดา้ นงานที่ได้รับ
มอบหมายพิเศษ มีความสัมพันธ์กับแนวทางการส่งเสริมในองค์กรอย่างมีความสุข ด้านความม่ันคงและความก้าวหน้าใน
การปฏิบัติงาน ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน และด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี
ระดบั 0.05

ขอ้ เสนอแนะทไ่ี ด้จากผลการศกึ ษา
จากผลการวิจัยดังกล่าวผู้วจิ ยั จึงมขี ้อเสนอแนะดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ผู้บริหารควรมีการส่งเสริมนโยบาย และรูปแบบการพัฒนาการ ความสุขในการทำงานของพ่ีเลี้ยง ให้มีความชัดเจน
มากข้ึน
2. ผู้บริหารควรมีนโยบายการวางแผนพิจารณาค่าตอบแทนของพ่ีเล้ียงให้เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
และควรจะจดั หาตำแหน่งงาน เพอื่ สรา้ งความม่ันคงและความกา้ วหนา้ ในอาชีพ
3. จากการศึกษาทำให้ทราบถึงการปฏบิ ัติงานของพ่ีเลี้ยงในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน ระดับความสุขในการปฏิบัติงานของ
พ่ีเล้ียง ควรกำหนดนโยบายและสวัสดิการในการพัฒนาบุคลากร เช่น การฝึกอบรม การสนับสนุนด้านการศึกษาของพ่ีเลี้ยง
เปน็ ต้น

เอกสารอ้างอิง
กฎหมายการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย์. (2563). พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองเด็ก พ.ศ.2546. สบื ค้นจาก

http://law.m-society.go.th/law2016/uploads/lawfile/20081028_07_45_58_5699.pdf
กองส่งเสรมิ การพัฒนาและสวสั ดกิ ารเดก็ เยาวชน และครอบครวั . (2561). มาตรฐานส่งเสรมิ การจัด สวัสดิการสังคม

สำหรบั เดก็ ในสถานรองรบั เดก็ สังกดั กรมกจิ การเดก็ และเยาวชน. สบื ค้นจาก
http://www.dcy.go.th/webnew/upload/laws/law_th_20162704211425_1.pdf.
กองสง่ เสรมิ การพัฒนาและสวสั ดกิ ารเดก็ เยาวชน และครอบครัว. (2563). ข้อมูลพเ่ี ลย้ี งเด็กทต่ี ้องปฏบิ ัตงิ านใน
สถานสงเคราะห์. สบื ค้นจาก http://www.dcy.go.th/webnew/main/
จริ นันท์ ศรีภริ มย.์ (2559). ปจั จยั ท่มี ผี ลตอ่ ความสุขในการทำงานของครแู ละบคุ ลากรวิทยาลยั เทคโนโลยพี ายพั และ
บริหารธรุ กจิ . เชยี งใหม:่ วิทยาลยั เทคโนโลยพี ายัพและบรหิ ารธรุ กจิ .
ชยพัทธ์ ชยั แสนสขุ . (2556). ความสขุ ในการทำงานของพนักงานโรงแรมวี กรงุ เทพ. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.
ถติ รัตน์ พมิ พาภรณ์ และ ธรี ะวัฒน์ จันทกึ . (2559). ความสุขในการทำงาน: ความท้าทายของการจัดการทรัพยากรมนษุ ยใ์ น
อุตสาหกรรมบรกิ าร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.์
ธัชมน วรรณพณิ . (2557). ความสขุ ในการทำงานของพยาบาลวิชาชพี กลมุ่ พนักงานมหาวิทยาลยั โรงพยาบาลมหาวิทยาลยั
ภายใต้กำกบั ของรฐั . กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
นฤมล แสวงผล. (2554). ปจั จัยทม่ี ีผลต่อความสุข ในการทำงานของบคุ ลากร คณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลธัญบรุ ี. ปทุมธานี: มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบรุ .ี
บรู ินทรภ์ ฏั พรหมมาศ และคณะ. (2556). ปัจจัยท่ีส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบคุ ลากรในสถานศกึ ษาของเทศบาล
จังหวดั นครศรธี รรมราช. นครราชสมี า: มหาวทิ ยาลัยวงษช์ วลติ กลุ .

182

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

พกั ตร์อมั พรรณ ตง้ั วศนิ ธรรม. (2557). ความสมั พันธร์ ะหว่างความสขุ ในการทำงานกบั สมรรถนะในการปฏบิ ัตงิ านของบคุ ลากร
กรมสง่ เสรมิ อตุ สาหกรรม กระทรวงอตุ สาหกรรม. กรุงเทพฯ: กรมสง่ เสรมิ อตุ สาหกรรม.

วรี ญา ศิรจิ รรยาพงษ.์ (2556). ความสุขในการทำงานของพยาบาลวชิ าชีพในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลรามาธบิ ด.ี กรงุ เทพฯ:
มหาวิทยาลยั มหิดล.

สำนกั งานกองทนุ สนับสนนุ การสรา้ งเสริมสุขภาพ. (2556). ทำงานอยา่ งมีความสขุ ด้วย HAPPY MODEL. สืบคน้ จาก
http://www.thaihealth.or.th/Content/16450 ทำงานอย่างมีความสขุ ดว้ ย%20HAPPY%MODEL%20.html.

Able, A., Doerflinger, F., & Loveys, B. (2017, August). Mentor Role in research skill development of second
year plant science undergraduates. In Proceedings of The Australian Conference on Science and
Mathematics Education (formerly UniServe Science Conference) (p. 6).

Bragard, I., Dupuis, G., & Fleet, R. (2015). Quality of work life, burnout, and stress in emergency department
physicians: a qualitative review. European Journal of Emergency Medicine, 22(4), 227-234.

Delamotte, Y., & Takezawa, S. I. (1984). Quality of work life in International Labour Office.
Dhar, R. L. (2015). Service quality and the training of employees: The mediating role of organizational

commitment. Tourism Management, 46, 419-430.
Gilmer Jr, R. W., & Heinzer, W. J. (1967). Overrings of Prüfer domains. II. Journal of Algebra, 7(3), 281-302.
Khamisa, N., Oldenburg, B., Peltzer, K., & Ilic, D. (2015). Work related stress, burnout, job satisfaction and

general health of nurses. International journal of environmental research and public health,
12(1), 652-666.
Lakind, D., Atkins, M., & Eddy, J. M. (2015). Youth mentoring relationships in context: Mentor perceptions
of youth, environment, and the mentor role. Children and youth services review, 53, 52-60.

183

รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

การแสวงหาความสุขระยะสัน้ ผ่านแอปพลเิ คชันบนโลกออนไลน์: พฤตกิ รรมศาสตร์ที่เปลย่ี นแปลงมนษุ ย์
อยา่ งแยบคายภายใตก้ ารแพร่ระบาดของโควดิ -19

The occurrence of short-term happiness via applications on social media: Behavioral Science
transformed humanity in a subtle way during the pandemic of COVID-19

นาวิน บุญนำมา1
Nawin Boonnumma2

Abstract
This paper is a presentation of human behavioral sciences that have been changing by the
influence of applications on social media during the coronavirus-2019 pandemic. This action is leading to
the emergence of short-term happiness that has a subtle long-term impact on human’s health if humans
have not adapted to seek new happiness areas other than online applications. The Human development
may be slowed down due to the influence of artificial intelligence conventions. Therefore, it is imperative
to understand how the applications are marketed, to realize shortchanges in human behavior from
increasing media consumption behavior including how to reduce the impact of short-term happiness and
how to increase long-term happiness to be more aware of the dangers of short-term happiness affecting
humans and changing human behavior.
Keywords: Behavioral Science, Short-Term Happiness, Applications on social media

บทคดั ย่อ
บทความนเี้ ป็นการนำเสนอเก่ียวกับพฤติกรรมศาสตรข์ องมนษุ ยท์ ่ีเปลี่ยนแปลงไปภายใตก้ ารถูกชักนำของแอปพลิเคชัน
บนโลกออนไลน์ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-2019 อันนำไปสู่การอุบัติข้ึนของความสุขระยะสั้น
ท่สี ่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพรา่ งกายมนุษย์อย่างแยบยล ซง่ึ หากมนุษย์ยงั ไมม่ ีการปรับตัวในการแสวงหาพื้นทค่ี วามสุขใหม่
ที่นอกเหนือจากแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ อาจจะส่งผลให้พัฒนาการของมนุษย์ช้าลงเน่ืองจากการถูกชักจูงโดยระเบียบ
แบบแผนของปัญญาประดิษฐ์ (Algorithm Artificial Intelligence) ดังน้ัน เราจึงจำเป็นต้องเข้าใจถึงวิธีการทางการตลาด
(Algorithm) ของแอปพลิเคชนั ต่างๆ ปญั หาท่เี กิดข้ึนของผลกระทบของความสุขระยะสั้น พฤตกิ รรมท่ีเปล่ียนแปลงของมนุษย์
จากพฤติกรรมการเสพสื่อท่ีเพ่ิมมากข้ึน รวมถึงวิธีการลดผลกระทบจากความสุขระยะสั้น และวิธีการเพิ่มความสุขระยะยาว
เพือ่ ใหร้ เู้ ท่าทนั ภยั จากความสขุ ระยะส้ันสง่ ผลกระทบต่อมนษุ ยแ์ ละแปรเปล่ียนพฤติกรรมของมนษุ ย์ไปมากกว่าน้ี
คำสำคญั : พฤติกรรมศาสตร์, ความสุขระยะส้ัน, แอปพลเิ คชันบนโลกออนไลน์

คำนำ
การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-2019 ที่มีความต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปีและลุกลามไปท่ัวโลกนั้น ส่งผลกระทบ
โดยตรงกับพฤติกรรมมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนำมาสู่การบัญญัติคำศัพท์ว่า ‘ความปกติใหม่ (New Normal)’
โดยเป็นวิถีชีวิตที่ถูกปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ท่ีท่ัวโลกกำลังเผชิญอยู่ โดยเป็นการปลูกฝังวินัยใหม่
หลังจากออกจากเคหสถาน เช่น การใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเช้ือโคโรน่าไวรัส-2019 หรอื การรับผิดชอบ
ต่อสังคม เช่น การกักกันตัวเอง 14 วัน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการหากมีอาการของการติดเชื้อโคโรน่าไวรัส-2019 การเปิดเรียน

1 นกั ศกึ ษาชั้นปที ่ี 4 คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2 Students of Faculty of Social Administration, Thammasat University
* Corresponding author: [email protected]

184

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

แบบออนไลน์บนแอปพลเิ คชันเพ่ือการศึกษา (Learn from Home) และการทำงานจากทีบ่ ้าน (Work from Home) รวมถึงมาตรการ
ปดิ เมือง (Lockdown) และมาตรการหา้ มออกนอกเคหสถานในยามวกิ าล (Curfew) ท่อี อกโดยภาครฐั เพื่อจำกัดวงกวา้ งการแพรร่ ะบาด
โคโรนา่ ไวรัส-2019 ให้มีแนวโนม้ ทีล่ ดลง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา เช่น ภาวะความเครียดหลงั จากการเรียนหรือการทำงาน
จากที่บ้าน ปญั หาดา้ นภาวะเศรษฐกิจภายในครอบครวั หลังจากการออกมาตรการของรฐั บาล และภาวะซมึ เศรา้ หลงั จากการกกั ตวั ด้วย
ตนเอง 14 วันเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ จึงทำให้แอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ได้ถือกำเนิดใหม่อย่างกว้างขวาง มีความนิยมในการเข้าถึง
เพ่มิ มากขึ้น และสร้างกลมุ่ คนท่มี ีอิทธิพลตอ่ ความคิดและการตัดสนิ ใจของกลุ่มเป้าหมาย หรือ Influencer มากมายหลายท่าน อีกทั้ง
ยังส่งผลกระทบตอ่ พฤติกรรมศาสตรภ์ ายในรา่ งกายของมนุษย์โดยท่เี ราไมร่ ูต้ ัวด้วยเชน่ กนั

บทความเรื่องนี้มีวัตถปุ ระสงค์ในการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมศาสตร์ของมนุษย์ทเี่ ปลีย่ นแปลงไปภายใต้การถูกชักนำ
ของแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรสั -2019 ท่ียังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง
การอุบตั ิข้ึนของความสุขระยะสั้นที่ส่งผลกระทบตอ่ ร่างกายมนุษย์ในดา้ นตา่ งๆ โดยเนื้อหาบทความจะทำความเขา้ ใจเกี่ยวกับ
ข้ันตอนวิธีการทางการตลาด (Algorithm) ของแอปพลิเคชันต่างๆ ปัญหาที่เกิดข้ึนของผลกระทบของความสุขระยะส้ัน
พฤติกรรมทเ่ี ปลีย่ นแปลงของมนุษยจ์ ากพฤติกรรมการเสพสื่อที่เพ่มิ มากขึน้ รวมถึงการตั้งคำถามเก่ยี วกับวธิ ีท่ีจะลดผลกระทบ
จากความสุขระยะสั้น และสร้างสรรค์วิธีในการหาความสุขระยะยาวจากพื้นท่ีอ่ืน เพื่อไม่ให้ความสุขระยะส้ันส่งผลกระทบ
ตอ่ มนุษย์และแปรเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ไปมากกว่านี้

พฤตกิ รรมศาสตร์กบั ขนั้ ตอนวิธกี ารทางการตลาดของแอปพลเิ คชนั ออนไลน์
พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) ในความหมายแคบ หมายถึง ศาสตร์ที่ใช้ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์
(ธนพทั ธ์ จนั ทร์พพิ ฒั น์พงศ์, 2560. น. 287) หรือในความหมายของ จรรยา สุวรรณทตั (2539) นกั วิชาการด้านพฤตกิ รรมศาสตร์
ได้อธิบายว่า เป็นศาสตร์ที่ใช้ในการอธิบายความหมายของมนุษย์และมนุษยสัมพันธ์ทางสังคม (Human Relation)
โดยมีรากฐานมาจากการใช้แนวความคดิ ของสงั คม-พฤตกิ รรมศาสตร์ โดยมีเกณฑใ์ นการพจิ ารณาคอื 1) ต้องเป็นเรื่องทมี่ คี วามเกยี่ วข้อง
กับพฤติกรรมของมนุษย์ และ 2) มีการศึกษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ เพ่ือนำผลการศึกษามาประยุกต์
และปรับใช้ในการป้องกันปัญหาและพัฒนาพฤติกรรมขอมนุษย์และสังคมให้มีคุณภาพมากย่ิงข้ึน (จรรยา สุวรรณทัต, 2539.
น. 57 – 58) โดยในประเทศไทย ได้มีการนำเอารูปการณ์คำนวณผลลัพธ์ทางสถิติเพ่ือมุ่งเน้นหาความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุ
และผลของพฤติกรรมน้ัน ในปัจจุบัน พฤติกรรมศาสตร์แฝงฝังตัวเองเข้าไปอยู่ในเกือบทุกสาขาวิชาชีพและศาสตร์เกือบทุกแขนง
เช่น วิทยาศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
เพ่ือใช้ในการอธิบายถึงสาเหตุของพฤติกรรมนั้นของมนุษย์ และผลลัพธ์หลังจากการแสดงพฤติกรรมน้ัน ทั้งในทางสถิติ
และพรรณนา โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การนำเอาพฤติกรรมศาสตร์มาควบรวมกบั กลยุทธ์ทางการตลาดของแอปพลิเคชันออนไลน์
ในปัจจุบัน ท่ีพัฒนากลายเป็นพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ (Applied Behavioral Science) ซ่ึงเป็นรากฐานสำคัญในการวิวัฒนาการ
เทคโนโลยแี ละสารสนเทศตอ่ ไปได้ในอนาคตอันใกลอ้ ยา่ งปฏเิ สธไมไ่ ด้
พฤตกิ รรมศาสตรป์ ระยุกต์ หรอื Applied Behavioral Science เป็นศาสตรท์ ี่ว่าด้วยการสังเกตและการทดลองทาง
วิทยาศาสตร์ในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อหาเหตุผลในการกระทำและผลลพั ธ์หลังจากการแสดงพฤติกรรม โดยสามารถ
นำเอาผลจากการทดลองดังกล่าว ออกแบบกลไกหรือนโยบายเพื่อการโน้มน้าวชักจูงกลุ่มเป้าหมายให้ทำตามจุดประสงค์ได้
ซึ่งการวางแผนทางการตลาดเพอื่ การเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมของกลมุ่ เป้าหมายทจ่ี ะสง่ ผลใหบ้ รรลตุ ามจดุ ประสงคไ์ ดน้ ้นั จำเปน็
จะต้องทำความเข้าใจกลไกของการใช้พฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ท้ัง 4 ประการกอ่ น โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (Marketingoops,
https://1th.me/0KyER. 1 ตุลาคม 2564)
1) พฤติกรรมการลงทุนท่ีเห็นผลเป็นทีป่ ระจักษ์ (Behavioral Strategy)

พฤติกรรมการลงทุนท่ีเห็นผลเป็นท่ีประจักษ์ หรือ Behavioral Strategy เป็นกระบวนการเก่ียวกับการลงทุน
ท่หี วังผลตอบแทนและต้องรู้สึกถึงความคุ้มค่าในการลงทุน มีการกำหนดถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติ หรือเป็นกฎเกณฑ์ร่วมกัน เพ่ือทำ

185

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ความเข้าใจและกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงสร้างแรงกระตุ้นต่อกลุ่มเป้าหมาย เกิดการวางแผนและนำไปสู่
การพัฒนาพฤติกรรมได้

2) พฤตกิ รรมเชงิ ลึก (Behavioral Insights)
พฤติกรรมเชิงลึก หรือ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรม (Behavioral Insights) เป็นกระบวนการเกี่ยวกับเหตุและผล

ในการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย การหาสาเหตุหรือแรงขับดันของกลุ่มเป้าหมายที่ส่งผลต่อพฤติกรรม
ที่เปลี่ยนแปลง ท้ังพฤติกรรมเชิงบวกและเชิงลบ โดยส่วนใหญ่แล้ว กระบวนการนี้จะเป็นที่นิยมสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล
เชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายได้ ยกตัวอย่างแอปพลิเคชันท่ีใช้กระบวนการน้ีในการวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย คือ
Spotify แอปพลิเคชนั ฟังเพลงออนไลนท์ ีไ่ ด้รับความนิยมอย่างตอ่ เนื่อง โดยทมี งานด้านการวจิ ัยผูใ้ ชง้ าน (User Research) กับ
ด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) จะทำการหาข้อมูลเชิงสถิติมาวิเคราะห์เพ่ือทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
เช่น การเลือกสุ่มเพลงท่ีคล้ายกับเพลงโปรดท่ีเล่นวนซ้ำ การแสดงข้อมูลศิลปินที่ชื่นชอบในส่วนท่ีสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย
เปน็ ต้น

3) พฤติกรรมการออกแบบ (Behavioral Design)
พฤติกรรมการออกแบบ หรือ การออกแบบพฤติกรรมผา่ นการวิเคราะห์ (Behavioral Design) เปน็ กระบวนการ

ท่ีออกแบบมาเพ่ือปรับเปลี่ยนหรือชี้นำให้กลุ่มเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ีดีกว่า หรือการเพ่ิมการเข้าถึงในการใช้
งาน เชน่ การออกแบบของรางวลั ใหก้ ับกล่มุ เปา้ หมายท่ที ำกิจกรรมหรอื ภารกิจได้สำเร็จ โดยการนำเอาของรางวัลมาหลอกล่อ
ใหก้ ลมุ่ เปา้ หมายปฏบิ ัตติ ามเพ่ือพชิ ติ สง่ิ น้นั หรือเพื่อใหไ้ ดค้ รอบครองสิ่งนน้ั มา หรือในอกี รูปแบบหนึ่ง คือ การสรา้ งปจั จัยเสริม
หรอื ปัจจยั ภายนอกที่กระตนุ้ ทำใหเ้ กิดแรงขับให้เกดิ การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมไดต้ ามความต้องการ

4) พฤตกิ รรมการคาดเดาผลลัพธ์ (Behavioral Impact Evaluation)
พฤติกรรมการคาดเดาผลลัพธ์ หรือ การประเมินผลกระทบทางพฤติกรรม (Behavioral Impact Evaluation) เป็น

กระบวนการทา้ ยสดุ ทจี่ ะทำให้นักลงทนุ หรือเจ้าของปจั จยั ภายในไดท้ ราบถงึ ผลลัพธ์หรอื การวัดผล โดยเป็นการประเมินจากผล
การทดลองทางวิทยาศาสตร์ว่าจากการกำหนดปัจจยั ทงั้ ภายในและภายนอกโดยกระบวนการท่ี 1-3 ดังกล่าว สร้างแรงกระตุ้น
หรือทำให้เกิดแรงขับในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือทำให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีข้ึนได้หรือไม่ โดยมีการเทียบกลุ่ม
ตัวอย่างจากการทดลองที่แตกต่างกัน โดยเปรียบเทียบจากผลลัพธ์เทียบกับสมมติฐานท่ีตั้งไว้ต่อวิธีการเปล่ียนแปลงทาง
พฤติกรรมทจี่ ะสามารถสรา้ งผลกระทบหรือสรา้ งแรงกระตุน้ ไดม้ ากท่ีสุด รวมถึงคำนงึ ถงึ ความคุ้มค่า ยกตัวอยา่ งเชน่ คุณสมบัติ
(Features) บางอย่างของแอปพลเิ คชันยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม จะถกู ทดลองจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างและ
สุ่มพื้นที่ก่อน หากได้รับความนิยมหรือการตอบรับที่ดีและคุ้มค่า จะพัฒนาและแพร่กระจายไปยังภูมิภาคอ่ืนต่อไป เช่น
การกดไลกท์ ี่เปน็ รปู สายรุ้ง เพอ่ื เฉลมิ ฉลองเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ หรอื ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่า
ไวรัส-2019 นี้ ไดอ้ อกแบบการกดไลกแ์ บบหว่ งใย (Care) เพอ่ื เพิ่มลักษณะการแสดงทางความรสู้ กึ มากขึน้ เป็นตน้

จากกระบวนการท้ัง 4 ประการดังกล่าวที่มีแนวคิดและรากฐานมาจากพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์ (Applied
Behavioral Science) ทำให้สร้างความกระจ่างชัดได้ว่า แอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ที่มนุษย์กำลังบริโภคอยู่ในขณะนี้ ล้วนเกิด
จากการคาดเดาพฤติกรรม (Behavior Predictable) การลงทุน (Investment) การทดลอง (Experiment) และ
การวิเคราะห์ (Analysis) แทบท้ังสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคในลักษณะใดก็ตาม ล้วนผ่านกระบวนการท้ังสี่ประการ และ
คำจำกัดความทั้งสี่อย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ ที่สำคัญคือ หลังจากการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-2019 ที่ส่งผลกระทบ
ต่อมนุษย์ในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความสุขของมนุษย์ท่ีถูกจำกัดกรอบให้อยู่ภายในห้องส่ีเหล่ียมและอุปกรณ์
สื่อสารสี่เหลี่ยมเท่าน้ัน ถึงแม้ว่ามนุษย์จะมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมากเพียงใด แต่ก็ยังขาดสิ่ง ท่ีเรียกว่า
ปฏิสัมพันธ์ภายนอก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสุขเดิมท่ีเคยมี มาตรการจากภาครัฐแทบท้ังส้ินล้วนพรากความสุข
จากมนุษย์ไป แอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์เข้ามาแทนที่ เป็นตัวแทนในยุคท่ีหม่นหมองในการสร้างความสุขท่ีใครบางคน

186

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

อาจเรยี กไดว้ ่า ‘ความสุขจอมปลอม (Fake Happiness)’ โดยในบทความน้ีขอเรียกว่า ‘ความสุขระยะส้ัน (Short-Term Happiness)’
ทอี่ าจกำลังส่งผลกระทบทางดา้ นสขุ ภาพต่อมนุษย์ หรือเปน็ ภัยเงียบท่คี วรระวงั แห่งศตวรรษที่ 21

สถติ กิ ารใช้แอปพลิเคชนั ของคนไทยในชว่ งระหวา่ งการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรสั -2019
ความสุขระยะส้ันจะเกิดขึ้นไมไ่ ด้ หากขาดตัวแปรสำคัญทเี่ รียกวา่ แอปพลเิ คชัน ทีต่ ามมาด้วยการใช้งานของคนไทย
ในช่วงปี พ.ศ.2563 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-2019 ที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง มีแต่จะกลายพันธ์ุ
อย่างต่อเน่ือง และส่งผลให้คนไทยในช่วงอายุวัยทำงานจำเป็นจะต้องทำงานจากท่ีบ้าน (Work From Home) ส่งผลให้เกิด
ภาวะความเครียด ความกดดัน และการไม่ได้ออกไปเจอผู้คนก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์
เข้ามามีบทบาทในการช่วยสร้างสัมพันธ์และลดระยะทางที่ห่างไกลกันได้เป็นอย่างดี จากรายงานสถิติ Thailand Digital Stat 2021
จาก We Are Social ฉบับเดือนมกราคม 2563 ได้รวบรวมสถิติที่น่าสนใจหลายประการเก่ียวกับการใช้งานแอปพลิเคชัน
บนโลกออนไลน์ของคนไทย โดยมรี ายละเอียดดังนี้
1) ภาพรวมการออนไลน์ของคนไทยในปี พ.ศ. 2563

ถึงแม้ว่าอัตราการเกิดของคนไทยจะลดลง แต่สวนทางกับอัตราการเข้าใชง้ านอินเทอร์เน็ตที่มีแนวโน้มเพ่ิมสูงข้ึน
อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าคนไทยออนไลน์เฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง 44 นาที และออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ตโฟน
เฉล่ียวันละ 5 ช่ัวโมง 7 นาที ในปี พ.ศ. 2563 รวมถึงคนไทยใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์เป็นช่องทางหลักใน
การติดตอ่ สือ่ สารเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี พ.ศ. 2563 คดิ เปน็ รอ้ ยละ 78 (We Are Social & Hootsuite, 2021. p. 62)

2) รูปแบบของเนื้อหาทค่ี นไทยเลอื กดใู นแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ในปี พ.ศ. 2563
นอกจากภาพรวมในการออนไลน์ของคนไทยแล้ว ลักษณะของเน้ือหาที่คนไทยเลือกดูนั้นมี 5 รูปแบบ ได้แก่

1) ลักษณะการดูวิดีโอออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 99 2) ลักษณะการฟังเพลงออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 67.5 3) ลักษณะ
การดูกลุ่มคนท่มี อี ิทธพิ ลตอ่ ความคดิ และการตดั สินใจของกล่มุ เปา้ หมาย (Influencer) คดิ เป็นรอ้ ยละ 51.4 4) ลกั ษณะการฟัง
วิทยุออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 51 และ 5) ลักษณะการฟังรายการวิทยุท่ีออกอากาศผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Podcast)
คิดเป็นรอ้ ยละ 44.2 (We Are Social & Hootsuite, 2021. p. 37)

3) แอปพลิเคชนั บนโลกออนไลนท์ ีค่ นไทยนิยมใชง้ านมากทสี่ ดุ ในปี พ.ศ. 2563
แอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ท่ีคนไทยเลือกใช้งานมากที่สุด คือแอปพลิเคชันยูทูป (YouTube) โดยคิดเป็น

ร้อยละ 94.2 รองลงมาคือแอปพลิเคชนั เฟซบุ๊ก (Facebook) คดิ เป็นร้อยละ 93.9 และแอปพลิเคชันไลน์ (Line) เป็นลำดบั ท่ี 3
คิดเปน็ รอ้ ยละ 86.2 (We Are Social & Hootsuite, 2021, p. 47)

จากสถติ ดิ งั กล่าวจะเหน็ ไดว้ ่า ระยะเวลาค่าเฉล่ยี ในการออนไลน์ของคนไทยน้ันมแี นวโน้มเพิม่ สงู ข้นึ อยา่ งตอ่ เนื่อง
โดยเกิดจากการทำงานจากท่ีบ้าน (Work From Home) ทำให้คนไทยวัยทำงานส่วนใหญ่เลือกท่ีจะใช้งานแอปพลิเคชัน
บนโลกออนไลน์เป็นตัวช่วยสำคัญในการลดความเครียดจากการทำงาน รวมถึงเป็นตัวช่วยหลักในการทำงานอีกด้วย
แต่การใช้งานแอปพลิเคชันจากท่ีบ้าน จะช่วยลดตารางชีวิตการทำงานลง ทำให้ผู้คนท่ีทำงานจากท่ีบ้านส่วนมาก
ไม่สามารถแบ่งเวลาในการใช้ชีวิต การพักผ่อน หรือการทำงานดังเช่นสถานการณ์ปกติได้ จึงทำใ ห้เกิดการแสวงหา
ความสุขระยะสั้นเกิดข้ึน เพื่อตอบสนองความต้องการในการเพ่ิมความสุข และคลายความกังวลจากเน้ือหา (Content)
ในแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การดู การฟัง การอ่าน การเล่น เป็นต้น ซึ่งการใช้งานแอปพลิเคชัน
ดังกลา่ วสามารถลดความเครยี ดได้จรงิ แตเ่ พียงชว่ั คราวเท่านน้ั ทำให้ความสุขระหว่างการใช้งานแอปพลเิ คชันบนโลกออนไลน์
กลายเป็นความสุขที่เข้ามาตอบสนองเพียงชั่วคราว อันนำมาซึ่งภัยเงียบที่มาพร้อมกับความสนุกสนานบนโลกออนไลน์
หรือในบทความนเี้ รยี กว่า ความสขุ ระยะสัน้ นนั่ เอง

187

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

ความสุขระยะสน้ั : ภัยเงียบทมี่ าพร้อมกบั ความสนกุ สนานจากแอปพลเิ คชนั บนโลกออนไลน์
การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-2019 ส่งผลให้รัฐบาลเกือบทุกประเทศจำเป็นจะต้องออกมาตรการปิดเมือง
(Lockdown) และมาตรการห้ามออกนอกเคหสถานในยามวิกาล (Curfew) ส่งผลโดยตรงต่อปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ลดลง
โดยมีผลในทันทีหลังจากการกำหนดมาตรการ แต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมท่ีจำเป็นจะต้องมีการเข้าสังคมตลอดไม่ว่าจะตกอยู่ภายใต้
สถานการณ์ใดก็ตาม ทำให้แอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ได้เข้ามาทำหน้าท่ีแทน เป็นได้ท้ังกระบอกเสียงในการป่าวประกาศ
ขา่ วสาร เป็นไดท้ ั้งกล้องถ่ายวิดีโอพรอ้ มเสียงท่ีทำให้เราไดร้ ู้สึกสนกุ สนานไปไดใ้ นเวลาเดียวกัน หรือเป็นได้ท้งั เพื่อนคลายเหงา
ที่คอยหาหนังสือมาให้อ่าน หรือมีเกมให้เล่น สิ่งทั้งหมดเหล่าน้ีล้วนตอบสนองความรู้สึกภายในใจของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี
เมือ่ มนษุ ย์ทดลองทำแล้ว พบวา่ เป็นสิ่งท่ดี ี ให้ความสุขได้ ในวันตอ่ มาจึงทำแบบเดิมซ้ำอีก เป็นพฤติกรรมเดิมท่ีไม่อาจหลีกเลี่ยง
ได้เพราะจำเป็นจะต้องอยู่แต่ในห้องสี่เหล่ียมเท่านั้น แต่การโลดแล่นอยู่ในแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ยังทำให้มนุษย์รู้สึก
มีตัวตนและการยอมรับทางสังคม มีงานวิจัยที่ศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมการส่ือสารของผู้ใช้เฟซบุ๊กประจำ พบว่า มีการใช้
เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการติดต่อส่ือสารในชีวิตประจำวัน และใช้แทบตลอดเวลา อีกทั้งใช้เฟซบุ๊กเพื่อบอกเล่าเร่ืองราวท่ี
ตนเองพบเจอในชีวิตประจำวัน เป็นพ้ืนท่ีเพื่อแสดงออกทางความคิดความรู้สึก และแสดงตัวของตัวเองออกมา เพ่ือทำให้
กลายเปน็ ที่ยอมรบั จากสมาชกิ ทางสงั คมบนโลกออนไลน์ (อัครวัฒน์ เอนกศริ วิ ฒั นกลุ , 2558, น. 1-2)
ผ ล ก ร ะ ท บ ที่ ต า ม ม าห ลั งจ าก ก าร ผ ลิ ต ซ้ ำท างพ ฤ ติ ก ร ร ม ข อ งม นุ ษ ย์ เก่ี ย วกั บ ก าร โล ด แ ล่ น อ ยู่ ใน แ อ ป พ ลิ เค ชั น
บนโลกออนไลน์ ผลการวิจัยของนิชาภา พัฒนกูลชัย, สุวรรณา มณีวงศ์ และอังธนา จุลสุคนธ์ (2561) เก่ียวกับส่ือสังคมออนไลน์
กบั สมองของเด็กวยั รุน่ ไว้ว่า สอื่ สังคมออนไลน์สง่ ผลกระทบต่อสมองส่วนทที่ ำหน้าทค่ี วบคุมความฉลาดระดับสูง ได้แก่ ความจำ
สมาธิ การวางแผน และการตัดสนิ ใจ สง่ ผลใหร้ ะดบั สติปัญญาของเด็กวัยรนุ่ ลดลงตามระยะเวลาของการใช้ส่ือออนไลน์ (นิชา
ภา พัฒนกูลชัย, สุวรรณา มณีวงศ์ และอังธนา จุลสุคนธ์, 2561, น. 1) รวมถึงผลการวิจัยของ อัครวัฒน์ เอนกศิริวัฒนกุล
(2558) เกี่ยวกับพฤติกรรมการสื่อสารของผู้ใช้เฟซบุ๊กประจำ พบว่า ผลกระทบจากการใช้เฟซบุ๊กในระยะเวลานาน ได้แก่
1) ปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดตา ปวดเมื่อยตามตัว และร่างกายอ่อนแอเน่ืองจากพฤติกรรมการนอนท่ีเปล่ียนไป 2) ปัญหา
การทำงาน เช่น สมาธิสั้น ส่ือสารไม่รู้เรื่อง ทำงานผิดพลาด ผลงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าท่ีควร 3) ปัญหาการจัดการเวลา
4) ปัญหาในด้านภาพลักษณ์ของตนเอง และ 5) ปัญหาเร่ืองความขัดแย้งอันเนื่องมาจากการส่ือสารที่ผิดพลาดผ่านตัวอักษร
(อัครวัฒน์ เอนกศิริวัฒนกุล, 2558, น. 211) และการศึกษาผลกระทบของ Wi-Fi ที่มีต่อสุขภาพร่างกาย ของกุลริศา พิชญา
บูรณภัค (2561) พบว่า คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าประเภทสัญญาณวิทยุหรือโทรศัพท์จัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งประเภท 2B โดย
จำกัดเฉพาะมะเร็งสมอง (Glioma) และเน้ืองอกท่ีประสาทหู (Acoustic Tumor) รวมถึงผลการศึกษาในสัตว์ว่า คลื่น
แม่เหล็กไฟฟ้า Wi-Fi ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมอง ประสิทธิภาพของสมาธิ พฤติกรรมการนอนหลับ และภาวะเครียดต่อ
การทำงานของหัวใจ (กลุ ริศา พิชญาบูรณภัค, 2561, น. 32-34)
จากผลการวิจัยดังกล่าว ทำให้ได้ทราบถึงผลกระทบจากการใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ได้อย่างชัดแจ้ง
ประกอบการสังเกตอาการของข้าพเจ้าเองในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีสมาธิน้อยลง ไม่สามารถเพ่งสมาธิ
ในการอ่านหนังสือได้นานเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีท่ีแล้วก่อนการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-2019
อันเน่ืองมาจากมาตรการของทางรัฐบาลท่ีกำหนดมาเพ่ือควบคุมการแพร่ระบาด รวมถึงการพยายามปรับตัวให้เข้ากับ
สถานการณ์ท่ีกำลังเผชิญอยู่ โดยมีแอปพลิเคชันยอดนิยมมากมายหลายชนิดที่เข้ามามีบทบาทในการทำหน้าที่เพื่อสร้าง
ความสุขระยะสั้นให้กับมนุษย์เรา ในบทความนี้ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างการใช้แอปพลิเคชันอย่างเช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม
และต๊ิกต่อก มาอธิบายความสัมพันธ์ของมนุษย์กับการสร้างความสุขระยะสั้นที่นำไปสู่การลดทอนประสิทธิภาพของสมาธิ
พฤตกิ รรมการนอนหลบั และภาวะความเครียด โดยมีรายละเอยี ดดังนี้
1) ความสุขระยะส้นั กบั แอปพลิเคชนั เฟซบุ๊ก

เฟซบกุ๊ ถือเป็นแอปพลเิ คชันยอดนิยมท่ใี ช้เพื่อการติดต่อสื่อสารอยา่ งมากในปัจจุบัน อีกท้งั ใชเ้ ปน็ พื้นท่ี เพ่ือบอก
เล่าเร่ืองราวท่ีพบเจอในชีวิตประจำวัน พ้ืนที่ในการระบายเพื่อแสดงถึงความรู้สึกนึกคิด และเป็นการแสดงถึงอัตลัก ษณ์ของ

188

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

ตนเองเพื่อสร้างการยอมรับจากสมาชิกทางสังคม (อัครวัฒน์ เอนกศิริวัฒนกุล, 2558, น. 203-212) โดยความสุขระยะส้ันอาจ
เกิดข้ึนจากการอัปเดตสถานะผ่านตัวอักษร โดยมนุษย์จะรู้สึกมีความสุขทุกครั้งหลังได้รับการตอบสนองกลับ หรือการรู้สึกมี
ส่วนร่วมในสังคมนั้นๆ แต่ความสุขนี้ก็จะอยู่ได้ไม่นาน เน่ืองจากการปฏิสังสรรค์ของเฟซบุ๊กเกิดข้ึนในเกือบทุกวินาที
ทำให้ในทกุ วนั มนุษย์จำเป็นทีจ่ ะต้องสรา้ งปฏิสัมพนั ธ์กับสมาชิกทางสงั คมของตนเองไม่ทางใดก็ทางหน่ึง บางคนถึงกับรสู้ กึ เครียด
โมโห หงดุ หงดิ อดึ อัด และอารมณ์เสยี เมอ่ื ไม่ได้ใชง้ านเฟซบกุ๊ เพราะไม่สามารถรบั รูเ้ ร่ืองราวของสมาชกิ ทางสังคมของตนเองได้
(อคั รวัฒน์ เอนกศริ ิวฒั นกลุ , 2558, น. 210.)

2) ความสขุ ระยะส้ันกับแอปพลิเคชนั อนิ สตาแกรม
อินสตาแกรม เป็นแอปพลิเคชนั ที่เกดิ ขน้ึ เกือบพร้อมกบั เฟซบุ๊ก แตก่ ารใช้งานจะเป็นในลักษณะของการอัปโหลด

รูปภาพเท่าน้ัน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ว่าจะลงรูปภาพใด แต่งสีอย่างไร โดยมีการแสดงความคิดเห็น (Comment) เช่น
เดียวกับเฟซบุ๊ก แต่ลักษณะการใช้งานจะไม่ได้มีอิสระเทียบเท่ากับเฟซบุ๊ก ซ่ึงความสุขระยะส้ันจากแอปพลิเคชันนี้ น่าจะมาจาก
การอปั โหลดรปู ภาพแล้วมีเพอ่ื นหรอื ผู้ใช้งานเขา้ มากดไลกใ์ ห้ ยิ่งมากเท่าใดจะแสดงให้เหน็ ถึงความนิยมในตัวบุคคลมากเทา่ นั้น
ส่งผลให้มนุษย์จำเป็นจะต้องออกไปสร้างสรรค์ผลงานการถ่ายรูปและนำมาอัปโหลดในอินสตาแกรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-2019 ก็เป็นตัวจำกัดให้มนุษย์ต้องอยู่แต่เพียงในห้องส่ีเหล่ียม ความเหลื่อมล้ำจึงเกิดขึ้น
เพราะในบางพ้ืนที่ที่มีการระบาดหนัก รัฐบาลจะออกมาตรการปิดเมือง แต่หากพื้นท่ีใดมีการระบาดน้อย จะสามารถออกไป
สร้างสรรค์ผลงานเพ่ืออัปโหลดลงในอินสตาแกรมได้ จึงเป็นเหตุให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยหรือในพื้นท่ีตามภูมิภาคของ
ตนเอง มแี นวโน้มความนยิ มทเี่ พิม่ สูงขึ้นอย่างตอ่ เนือ่ ง และอาจตอบสนองความสขุ ระยะสน้ั ของตนเองได้

3) ความสุขระยะสัน้ กบั แอปพลเิ คชันต๊กิ ตอ่ ก
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-2019 ท่ีส่งผลให้รัฐบาลจำเปน็ จะต้องออกมาตรการปิดเมือง ส่งผล

ให้มนุษย์จะต้องอยู่แต่ภายในห้องสี่เหลี่ยมเท่าน้ัน การผลิตซ้ำทางพฤติกรรมจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวัฏจักรอย่างไม่มี
ท่ีส้ินสุด จึงเป็นโอกาสที่ดีของแอปพลิเคชันคลิปวิดีโอขนาดสั้นจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
แอปพลิเคชันต๊ิกต่อก จากประเทศจีน ที่ได้รบั ความนิยมอย่างต่อเน่ืองในประเทศไทย จากการสร้างสรรค์คลิปวิดีโออย่างง่าย
และมีเพลงที่ชอบให้ใส่ลงไปในคลิปวิดีโอ รวมถึงการร้องเพลงโดยเปิดเพลง แล้วผู้ร้องทำปากให้เหมือนกำลังร้องเพลง
โดยไม่เปล่งเสียง (Lip-Synch) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถทำได้ง่าย และเป็นกิจกรรมยามว่างท่ีคลาย
ความตึงเครียดจากการอยู่ภายในห้องส่ีเหล่ียมได้เป็นอย่างดี นับต้ังแต่การปิดเมืองครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน (ตุลาคม 2564)
นบั เปน็ เวลา 2 ปที ี่มนษุ ย์อยู่กับการแพรร่ ะบาดดังกล่าว อีกท้ังเป็นระยะเวลา 2 ปี ที่มนษุ ยอ์ ยกู่ บั การโลดแล่นอยูใ่ นแอปพลิเคชัน
บนโลกออนไลน์ โดยมีกลมุ่ คนที่มีอิทธพิ ลต่อความคิดและการตดั สนิ ใจของกลุ่มเป้าหมาย หรือ Influencer มากมายหลายท่าน
ท่ีเกิดขึ้นในตลอดระยะเวลา 2 ปีน้ี รวมถึงผลกระทบจากความสุขระยะส้ันท่ีส่งผลต่อร่างกายมนุษย์โดยไม่รู้ตัว เช่น
ประสิทธิภาพของสมาธิที่ลดลง การไม่สามารถจดจ่อหรือมีสมาธิกับการกระทำบางอย่างที่ต้องใช้เวลานานได้ เช่น การดู
ภาพยนตร์ขนาดยาว (2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย) รวมถึงประสิทธิภาพในการนอนหลับและการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด
แตผ่ ลกระทบเหล่านี้มนษุ ย์เรากลบั ไมร่ ตู้ ัว เนอื่ งจากเป็นภัยเงยี บอยา่ งหนง่ึ ท่กี ำลังคืบคลานและรกุ รานมนษุ ย์โดยไมส่ ่งเสยี งหรือ
แสดงใหเ้ ห็นตัวตนแตอ่ ยา่ งใด

จากการศึกษาผลการวิจัยและผลการศึกษาดังกล่าว เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของการใช้งานแอปพลิเคชัน
บนโลกออนไลน์และอุปกรณ์สื่อสารบางชนิดที่อาจส่งผลต่อร่างกายน้ัน ทำใหไ้ ด้ทราบว่า ในการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
หรอื เคร่ืองมือสื่อสารในชีวติ ประจำวันนนั้ กำลังส่งผลโดยตรงต่อมนุษย์โดยไม่รตู้ วั ท่ีสะทอ้ นในรูปแบบของพฤติกรรมบางอย่าง
ท่ีเปลี่ยนแปลงไป โดยที่เห็นได้ชัดเจน คือ 1) ประสิทธิภาพของสมาธิที่ลดลง 2) พฤติกรรมการนอนหลับท่ีเปล่ียนแปลงไป
และ 3) ภาวะความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงาน โดยผลกระทบเหล่านี้ ล้วนเกิดจากการสร้างความสุขระยะส้ัน
ของมนุษย์จากการอาศัยในพื้นที่จำกัดจากมาตรการปิดเมืองของรัฐบาล และส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมที่เปล่ียนแปลงไป
อันนำไปสู่ผลกระทบดา้ นสุขภาพและการทำงานระยะยาวได้

189

รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

พฤตกิ รรมทีเ่ ปลย่ี นแปลงของมนษุ ยท์ ่ามกลางภาวการณก์ ารเสพติดแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์
ความสุขระยะสน้ั ทสี่ ่งผลโดยตรงต่อการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมของมนษุ ย์ จากผลกระทบของการเสพติดการใช้งาน
แอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์น้ัน ได้ส่งผลกระทบทำให้พฤติกรรมของมนุษย์เปล่ียนแปลงได้ ได้แก่ 1) พฤติกรรมการสมาธิ
2) พฤติกรรมการนอนหลับ และ 3) พฤติกรรมความเครียด ซ่ึงสามารถอธิบายรายละเอียดของการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
ดังกล่าวได้ดังตอ่ ไปน้ี
1) พฤตกิ รรมสมาธิ

จากผลการวิจัยของ นิชาภา พัฒนกูลชัย, สุวรรณา มณีวงศ์ และ อังธนา จุลสุคนธ์ (2561) เก่ียวกับการใช้สื่อ
ออนไลน์ของเด็กวัยรุ่นท่ีส่งผลต่อสมาธิที่ส้ันลง ผลการวิจัยของอัครวัฒน์ เอนกศิริวัฒนกุล (2558) เก่ียวกับผลกระทบจาก
การใช้เฟซบ๊กุ ที่สง่ ผลกระทบด้านสุขภาพ เช่น ปวดเมอื่ ยตามร่างกายและส่งผลต่อสมาธิทสี่ ้ันลง และผลการศกึ ษาของ กุลรศิ า
พิชญาบูรณภัค (2561) เกี่ยวกับผลกระทบของ Wi-Fi ที่มีต่อสุขภาพร่างกาย ด้านของผลการศึกษาในสัตว์ว่า คล่ืน
แม่เหล็กไฟฟ้า Wi-Fi ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมอง ประสิทธิภาพของสมาธิ พฤติกรรมการนอนหลับ และภาวะเครียดต่อ
การทำงานของหัวใจนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า พฤติกรรมการจดจ่อหรือการท่ีสมาธิของมนุษย์ลดลง ล้วนเกิดจากการใช้
ระยะเวลากับแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์มากเกินไป จึงนำไปสู่การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการรับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
แอปพลิเคชันตก๊ิ ต่อก (Tiktok) ที่เป็นการสร้างสรรค์คลิปวดิ ีโอขนาดส้ันและสร้างความสุขระยะส้ันให้กับมนุษยไ์ ด้ แต่ถึงอย่าง
นั้น มนุษย์ใช้เวลากับแอปพลิเคชันติ๊กต่อกนานถึง 2-3 ช่ัวโมงต่อวัน โดยท่ีไม่ทำอย่างอื่นนอกจากการรับสารและดูคลิปวิดีโอ
เพยี งอยา่ งเดียว ด้วยความส้ันของวดิ ีโอจงึ ทำให้การรับสารนน้ั เปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมการรบั รู้ของมนษุ ย์อย่างแยบยล กล่าวคือ
ระยะวิดีโอท่ีส้ันทำให้มนุษย์บริโภคความสนุกสนานได้ในระยะเวลาท่ีรวดเร็ว จึงส่งผลต่อการรับสารในด้านอ่ืน เช่น วิธีการ
ทำอาหารภายในระยะเวลาเพียง 2 นาที มีความรวดเร็วกว่าการอ่านสูตรอาหารจากหนังสือที่ต้องใช้เวลาถึง 10-15 นาทีใน
แตล่ ะสูตรอาหาร จงึ เปน็ เหตใุ ห้การรับรขู้ องมนุษย์มีความสน้ั ลงเมื่อเปรียบเทยี บจากสถานการณ์ปกติ และจากเหตุผลดังกล่าว
ความนิยมในการใชแ้ อปพลิเคชนั น้จี ึงมีการเพ่ิมสูงข้ึนอยา่ งต่อเนอ่ื ง แมข้ ้าพเจ้าเองก็ต้องมีการใช้งานแอปพลิเคชันดงั กล่าวเพ่ือ
การผ่อนคลาย แต่เม่อื โรงภาพยนตร์กลับมาเปดิ ตัวแลว้ ข้าพเจ้ากลบั พบว่าข้าพเจา้ ไม่สามารถจดจอ่ กบั ภาพยนตร์ท่ีอย่ตู รงหน้า
ได้ รวมถึงการอ่านหนังสือ ท่ีไม่สามารถใช้เวลาทั้งวันกับการอ่านหนังสือได้ แต่ต้องจัดสรรเวลาในการอ่านหนังสือเพ่ือให้
ข้าพเจ้าสามารถมีสมาธใิ นการอา่ น และได้รับสารทีถ่ กู ตอ้ งได้

จากผลการวิจัยและผลการศึกษา รวมถึงพฤติกรรมท่ีเปล่ียนไปของมนุษย์ จึงอาจกล่าวได้อีกว่า การรับสารที่มี
ความรวดเรว็ ใชเ้ วลาเพียงไม่กี่นาที และสามารถตอบสนองความตอ้ งการของมนุษย์ ท้ังในด้านความสุข หรอื ด้านอ่นื ได้ จึงเป็น
เหตุให้สมาธิของมนุษย์มีการจดจ่อกับส่ิงท่ีทำอยู่ส้ันลง เช่น การอ่านหนังสือ การดูภาพยนตร์ เป็นต้น ทั้งน้ี มนุษย์จำเป็ น
จะต้องลดการเข้าถึงคลปิ วิดีโอขนาดส้ัน หรือแอปพลิเคชันติ๊กต่อกลง รวมถึงต้องหากิจกรรมอ่ืนแทน โดยเป็นการหาความสุข
ระยะยาวไดอ้ ยา่ งย่งั ยนื และลดผลกระทบตอ่ สขุ ภาพในระยะยาวได้อีกดว้ ย

2) พฤติกรรมการนอนหลบั
ในดา้ นของพฤติกรรมการนอนหลับท่ีมนษุ ย์ได้รับผลกระทบน้ัน อาจไม่ได้มาจากการใชง้ านแอปพลิเคชันบนโลก

ออนไลน์โดยตรง แต่เป็นแสงสีฟ้า (Blue Light) โดยมีต้นข้ัวมาจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแสงสีฟ้ามีพลังสูง แสงกระจัดกระจาย
สามารถผา่ นกระจกตา แก้วตา ไปจนถงึ จอตา ซึ่งเปน็ สว่ นสำคญั ในการมองเหน็ เดมิ มนุษย์ได้รบั แสงสฟี า้ จากดวงอาทิตย์ แตใ่ น
ปัจจุบันมนุษย์ทุกช่วงวัยได้รับแสงสีฟ้ามากข้ึน ท้ังจากโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรทัศน์
จอคอมพิวเตอร์ การเพ่งโน้ตบุ๊ก เป็นต้น โดยผลกระทบจากแสงสีฟ้า (Blue Light Hazard) ส่งผลกระทบต่อนาฬิกาชีวิต
(Circadian Rhythm) หากมนุษย์ได้รับแสงสีฟ้าในเวลากลางคืน แสงสีฟ้าจะทำลายระบบนาฬิกาชีวิตน้ี ทำให้ต่อมไพเนียล
(Pineal Gland) สรา้ งเมลาโทนิน (Melatonin) น้อยลง สง่ ผลกระทบทำให้มนุษย์เกิดอาการนอนไมห่ ลบั หรอื นอนหลบั ไม่สนิท
(สกาวรตั น์ คณุ าวศิ รุต, 2564) ซึ่งสอดคลอ้ งกับผลการวิจัยของ อัครวฒั น์ เอนกศริ วิ ฒั นกุล (2558) เกย่ี วกับผลกระทบจากการ

190

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

ใชเ้ ฟซบุ๊กท่ีสง่ ผลกระทบด้านสุขภาพ เช่น สายตาส้ันลง มอี าการเมอื่ ยล้าดวงตา ปวดตา เพราะจอ้ งมองแสงจากโทรศัพท์มอื ถอื
ตลอดเวลา รวมถงึ เวลาพักผอ่ นหรอื นอนหลับไมเ่ พียงพอ เป็นตน้

จากข้อมูลและผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้น จึงสามารถสรุปได้ว่า การใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ผ่าน
โทรศัพท์มอื ถือนนั้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการนอนหลบั ของมนุษย์ เนื่องจากการถูกแสงสีฟ้าทำลายระบบนาฬิกา
ชีวิต ส่งผลให้นอนหลับดึกขึ้น หรือมีอาการนอนหลับไม่สนิทในเวลากลางคืน โดยการมองแสงสีฟ้าจนส่งผลกระทบ
ต่อพฤตกิ รรมการนอนหลับนัน้ น่าจะมาจากความตอ้ งการใช้งานแอปพลเิ คชัน โดยเฉพาะอย่างย่ิงแอปพลิเคชันคลิปวิดโี อขนาดส้ัน
ติ๊กต่อก (Tiktok) จากการศึกษาของ Stark (2564, อ้างถึงใน Indigital, 2564) พบว่า ช่วงเวลาท่ีดีที่สุดในการอัปโหลดคลิป
วิดีโอของแอปพลิเคชันต๊ิกต่อก ในช่วงเวลาวันจันทร์ คือ 21.00 น. และวันอังคารถึงวันพุธ คือ 23.00 น. หรืออาจกล่าว
ไดอ้ ีกว่า ช่วงเวลาของการอัปโหลดคลิปวิดีโอมีความสัมพันธ์กับช่วงเวลาของการใช้งานแอปพลิเคชันติ๊กต่อกของผู้ใช้งานทั่วไป
ในช่วงเวลา 21.00-23.00 น. ถือเป็นเวลาที่มนุษย์ควรได้รับการพักผ่อนหรือการนอนหลับ แต่การใช้งานแอปพลิเคชัน
ติ๊กต่อกในช่วงเวลาน้ี ทำให้ผู้ใช้งานได้รับผลกระทบจากแสงสีฟ้า และส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการนอนหลับได้ หากใช้งาน
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว โดยมีความถี่เป็นประจำทุกวัน อาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อดวงตา และพฤติกรรมการนอนหลับได้
ซึ่งผลกระทบด้านสุขภาพ เช่น ดวงตา และการนอนหลับไม่สนิท อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และการใช้
ชีวติ ประจำวนั อยา่ งหลีกเลยี่ งไมไ่ ด้

3) พฤติกรรมความเครยี ด
พฤติกรรมความเครียด คือผลกระทบในลำดับท้ายสุด แต่ส่งผลกระทบยาวนานมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน

กล่าวคือ ความเครียดอันเนื่องมาจากการอัปเดตสถานะหรืออัปโหลดคลิปวิดีโอขนาดสั้นที่ผู้ใช้งานบางรายตั้งใจทำ
หรือสร้างสรรค์ขึ้น แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่มีอาการความผิดปกติในบุคลิกภาพ
แบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) อันเนื่องมาจากการไม่ได้รับยอดไลก์ (Like) ยอดผู้เข้าชม (Engagement)
และยอดผู้แบ่งปันเรื่องราว (Share) ไม่ถึงเป้าหมายท่ีคาดหวังไว้ หรือการไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จึงทำให้กลุ่มคนที่มี
อาการน้ีเกิดภาวะความเครียด และบีบบังคับให้ผู้ใช้งานที่มีภาวะอาการน้ีสร้างสรรค์คลิปวิดีโอต่อไป เพื่อมีความหวังว่าในวัน
หนึง่ จะมผี ้เู ข้าถึงและได้รับความสนใจมากเท่าทีค่ วร จากภาวะความเครยี ดชั่วคราวดังกลา่ ว อาจแปรเปลี่ยนเป็นความเครียดใน
ระยะยาว ซงึ่ ส่งผลกระทบโดยตรงตอ่ สขุ ภาพจิตใจในระยะยาวเชน่ เดยี วกัน

ผลการวิจัยของ ประวิตร จันทร์อับ (2561) เกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดพิษณุโลก พบว่า ปัจจัยหลักสำคัญท่ีก่อให้เกิดผลกระทบจากการใช้เครือข่ายทาง
สงั คมออนไลน์ ประกอบด้วย 1) ผลกระทบด้านอารมณ์ เช่น ความเครยี ด 2) ผลกระทบด้านการเรียน เชน่ ผลการศึกษาเฉลี่ย
ได้รับคะแนนที่ลดลง 3) ผลกระทบด้านสังคม เช่น มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในชีวิตประจำวันน้อยลง และ 4) ผลกระทบด้าน
สุขภาพ เช่น สายตาที่ส้ันลง เป็นตน้ (ประวิตร จันทร์อับ, 2561. น. 82-87) โดยปัจจยั หลกั ท่ีก่อให้เกิดผลกระทบด้านอารมณ์
มคี วามสอดคล้องกับกลุ่มคนทีม่ ีอาการความผิดปกติในบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) จากการ
ไม่ได้รับยอดไลก์ (Like) ยอดผู้เข้าชม (Engagement) และยอดผู้แบ่งปันเรื่องราว (Share) ไม่ถึงเป้าหมายท่ีคาดหวังไว้ ซึ่งกลุ่มคนท่ีมี
อาการดั งกล่ าวพบได้ ในทุ กช่ วงวัย และมี รากฐานมาจากสภาพแวดล้ อมพื้ นฐานของครอบครั ว (Campbell, 2564)
หรอื อาจกล่าวไดอ้ ีกวา่ ความเครียดจากการใช้งานแอปพลเิ คชันออนไลน์นน้ั สง่ ผลกระทบตอ่ ผ้ใู ช้งานในดา้ นความเครยี ดท้งั สิ้น
ไมท่ างใดก็ทางหนึ่ง และอาจสง่ ผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจไดใ้ นระยะยาว

ผลการสำรวจผลกระทบด้านจติ ใจของประชาชนในสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรสั -2019 ของกรม
สุขภาพจิต ด้วยระบบวัดใจ หรือ Mental Health Check In ในปี พ.ศ. 2564 ท่ีผ่านมาน้ัน พบว่า ประชาชนโดยส่วนใหญ่มีภาวะ
เครยี ดสงู ร้อยละ 45.5 ภาวะเสย่ี งทจี่ ะเป็นโรคซึมเศรา้ ร้อยละ 51.5 ภาวะเสี่ยงท่ีจะฆา่ ตัวตาย 30.6 และมีภาวะหมดไฟ ร้อยละ
17.6 (กรมสุขภาพจิต, 2564. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2565) โดยผลการสำรวจดังกล่าวมีความเช่ือมโยงกับ
การแสวงหาความสุขระยะสน้ั ในแอปพลเิ คชันบนโลกออนไลน์อย่างหลกี เลี่ยงไมไ่ ด้ กล่าวคือ เมื่อมนุษยข์ าดความสุข มนุษยจ์ ึง

191

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

จำเปน็ ทจ่ี ะต้องหาส่งิ ท่มี าทดแทน หรือทำใหร้ สู้ ึกว่าตนเองเติมเต็มอยูต่ ลอดเวลา การเลือกใช้งานแอปพลิเคชนั บนโลกออนไลน์
จึงเป็นตัวเลือกท่ีไม่มากนักของมนุษย์ในยุคที่ออกจากเคหสถานไม่ได้ แต่ผลกระทบท่ีตามมาจากการใช้งานแอปพลิเคชันก็มี
มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การไม่ได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์ การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างลดลง และผลกระทบด้าน
สุขภาพต่อสายตา หรือท่าน่ังท่ีผิดไปจากปกติ ดังน้ัน การแสวงหาความสุขบนโลกออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันจึงเป็นความสุข
ระยะสนั้ ทส่ี ามารถตอบสนองมนุษยไ์ ดช้ ่ัวคราวเท่านน้ั อีกทั้งสามารถสง่ ผลกระทบต่อมนษุ ย์ในระยะยาวได้

จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของมนุษย์ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) พฤติกรรมสมาธิ 2) พฤติกรรมการนอนหลับ
และ 3) พฤติกรรมความเครียดที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น สามารถกล่าวได้ว่า พฤติกรรมของมนุษย์ท่ีเปล่ียนแปลงไป
ลว้ นได้รบั อิทธิพลมาจากการใชง้ านแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ผ่านอุปกรณ์สอ่ื สารเคล่ือนท่ีทั้งสิ้น เช่น การถูกลดทอนสมาธิ
โดยการเสพติดคลิปวิดีโอขนาดส้ันโดยผ่านกระบวนการสร้างสรรค์เพ่ือให้สามารถเข้าใจได้ง่ายและใช้เวลาอย่างรวดเร็ว
แสงสีฟ้าจากโทรศัพท์มือถือที่ส่งผลกระทบต่อดวงตา และนาฬิกาชีวิต อันนำไปสู่การนอนหลับไม่สนิทในเวลากลางคืน
และส่งผลกระทบไปยังประสิทธิภาพในการทำงาน และการไม่ได้รับความสนใจเท่าท่ีควรจนนำไปสู่ภาวะความเครียด
โดยผลกระทบที่เกิดข้ึนจากการใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์มากเกินไป อาจส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกาย
และสุขภาพจิตใจของมนษุ ย์ในอนาคตอันใกล้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ในหัวข้อถัดไปจะเป็นการนำเสนอถึงวิธีการลดผลกระทบ
จากความสุขระยะสั้น และวิธีการเพ่ิมความสุขระยะยาวของมนุษย์ในเบื้องต้น เพื่อลดผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์
ที่อาจตกทอดไปยงั มนษุ ยใ์ นร่นุ ถัดไปได้

ทางเลือกในการลดผลกระทบจากความสขุ ระยะสน้ั และทางรอดในการสร้างความสขุ ระยะยาว
ผลกระทบท่ีเกิดข้ึนหลังจากการใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ต่อมนุษย์น้ันมีมากมายหลายประการ โดยใน
บทความนี้ยกตวั อยา่ งผลกระทบจากการใชง้ านท่มี ากเกินไปและกระต้นุ ให้มนุษยเ์ กดิ การเปลยี่ นแปลงทางดา้ นพฤติกรรม ไดแ้ ก่
1) พฤติกรรมการสมาธิ อนั เนื่องมาจากการถูกลดทอนสมาธิโดยการเสพตดิ คลปิ วดิ โี อขนาดส้นั โดยผ่านกระบวนการสร้างสรรค์
เพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่ายและใช้เวลาอย่างรวดเรว็ 2) พฤติกรรมการนอนหลับ อันเนื่องมาจากแสงสีฟ้าจากโทรศัพท์มือถือ
ท่ีส่งผลกระทบต่อดวงตา และนาฬิกาชีวิต อันนำไปสู่การนอนหลับไม่สนิทในเวลากลางคืน และส่งผลกระทบไปยัง
ประสิทธิภาพในการทำงานและ 3) พฤติกรรมความเครียด อันเน่ืองมาจากการไม่ได้รับความสนใจเท่าท่ีควรจนนำไปสู่ภาวะ
ความเครียด โดยวธิ ีการทดี่ ีที่สุดในการลดผลกระทบดังกล่าว คอื การลดผลกระทบจากความสุขระยะส้นั และการเพ่มิ ความสุข
ระยะยาว โดยในบทความนี้ กล่าวถงึ การลดผลกระทบ อปุ มานว่าเปน็ ทางเลอื กในการลดผลกระทบจากความสุขระยะสน้ั และ
ทางรอดในการสร้างความสุขระยะยาว โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้
1) ทางเลือกในการลดผลกระทบจากความสุขระยะสัน้

1.1 เลอื กเปลีย่ นแปลงระยะเวลาในการใชง้ านแอปพลิเคชนั บนโลกออนไลน์ใหน้ ้อยลง
ทางเลือกที่สำคัญในการลดผลกระทบจากความสุขระยะสั้นและการใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์น้ัน

วิธีที่ง่ายท่ีสุดและเริ่มต้นได้จากตนเอง คือ การเปล่ียนแปลงระยะเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชันให้มีแนวโน้มลดลง เพื่อลด
ผลกระทบจากการใช้งานแอปพลิเคชัน เช่น ด้านสุขภาพท่ีส่งผลกระทบต่อจอประสาทตาและสมาธิท่ีส้ันลง ด้านพฤติกรรม
การนอนหลับท่ีกระตุ้นให้เข้านอนเป็นเวลามากยิ่งข้ึน เพ่ือลดผลกระทบต่อนาฬิกาชีวิต และด้านความเครียดที่ส่งผลกระทบ
ระยะยาวในดา้ นอนื่ ๆ ตอ่ ไปเป็นวฏั จักร และถงึ แมว้ า่ จะเปน็ วิธที ่ีงา่ ยทส่ี ุดจากการเริม่ ตน้ ดว้ ยตัวเอง หากมองในอีกมมุ หนึ่ง ก็ถือ
ได้วา่ เป็นวิธีท่ียากท่ีสุดด้วยเช่นกัน เน่ืองจากความสุขระยะสั้นนั้น กระตุ้นใหม้ นุษย์ผลิตซ้ำพฤติกรรมเดิมบอ่ ยคร้ังมากข้นึ เพ่ือ
ตอบสนองความต้องการตนเองอย่างไม่รูจ้ บ แต่ถ้าหากสามารถเร่ิมต้นได้จากตนเอง การเลือกเปล่ียนแปลงระยะเวลาในการใช้
งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ให้มีแนวโน้มลดลง ก็ถือเป็นทางเลือกทางหน่ึงที่จะช่วยลดผลกระทบจากความสุขระยะสั้น
และชว่ ยส่งเสริมให้พฤตกิ รรมมนุษย์ท่ามกลางยุคโลกาภิวัตนม์ แี นวโน้มที่ใสใ่ จสุขภาพตนเองมากย่งิ ข้นึ ได้

192

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

1.2 เลอื กการจำกดั ระยะเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลนใ์ ห้เคร่งครัดมากข้นึ
การเลือกจำกัดระยะเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชัน หรือ Digital Wellbeing ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ผู้พัฒนา

แอปพลเิ คชันในแต่ละรายให้ความสำคญั มากยงิ่ ขึน้ เพ่ือลดพฤติกรรมอาการเสพติดโทรศัพทม์ ือถอื (Smartphone Addict) ลดการใช้
งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ และเน้นการให้มนุษย์ออกไปใช้ชีวิต สร้างกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและสมาชิก
ภายในครอบครัวมากยิ่งข้ึน โดยผลจากการจำกัดระยะเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชัน (Digital Wellbeing) จะช่วยเสริมสร้าง
สขุ ภาวะดจิ ิทัล (Digital Wellness) ไดใ้ นระยะยาว กลา่ วคือ สุขภาวะดจิ ิทลั จะเนน้ ใหม้ นุษย์เลือกใชโ้ ทรศัพทม์ อื ถอื หรือแอปพลิเคชัน
ในการสนับสนุนให้มนุษย์ไปสู่จุดมุ่งหมายหรือเป้าหมาย มิใช่การขัดขวางในการใช้ชีวิตประจำวัน หรือลดทอนปฏิสัมพันธ์
ระหว่างสมาชกิ ทางสังคมในชีวิตจริง

ในปัจจุบัน ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการบนโทรศัพท์มือถือต่างออกแอปพลิเคชันเพ่ือสร้างสุขภาวะดิจิทัล (Digital
Wellness) ออกมามากขนึ้ เพอื่ ชว่ ยลดการใช้โทรศัพทม์ ือถือและแอปพลเิ คชันบนโลกออนไลน์ โดยการจำกัดระยะเวลาในการใช้
งานแอปพลเิ คชัน (Digital Wellbeing) ยกตวั อย่างเช่น

1) แอปพลิเคชัน Dashboard (ระบบปฏิบัติการแอนดรอย: Android) เป็นการตรวจสอบปริมาณการใช้งานแอป
พลิเคชันต่างๆ รวมถึงปริมาณการแจ้งเตือน (Notification) ท่ีได้รับ และจำนวนครั้งที่เปิดโทรศัพท์มือถือในแต่ละวัน หรือ
รายงานผลเป็นรายสปั ดาห์ และทำการเปรยี บเทยี บกับสัปดาห์กอ่ นหนา้ ได้อีกดว้ ย

2) แอปพลิเคชัน Wind Down (Bedtime Mode, ระบบปฏิบัติการแอนดรอย: Android) เป็นแอปพลิเคชัน
เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการนอนหลับให้เป็นปกติ หากเปิดการต้ังค่า โทรศัพท์จะเปล่ียนสีเป็นขาวดำอัตโนมัติเม่ือถึงเวลา
เข้านอน และปิดเสียงการแจ้งเตือน ไม่มีเสียงรบกวนระหว่างการนอนหลับ เพ่ือให้พฤติกรรมการนอนหลับมีความปกติ
มากยิ่งขน้ึ

3) Focus Mode Digital Wellbeing (ระบบปฏิบัตกิ ารแอนดรอย: Android) เปน็ ฟเี จอร์เพอื่ ชว่ ยใหม้ นษุ ย์มี
สมาธิกับการจดจ่อในกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น การประชุม การอ่านหนังสือ เป็นต้น โดยจะเป็นการปิดเสียงทุก
แอปพลเิ คชนั และงดรับการแจ้งเตือน ทำใหม้ ีสมาธิในการทำกจิ กรรมได้อย่างต่อเนือ่ ง

4) Family Link (Parental Controls, ระบบปฏิบัติการแอนดรอย: Android) เป็นแอปพลิเคชันท่ีผู้ปกครอง
สามารถตรวจสอบไดว้ า่ บตุ รมกี ารดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใดมาใช้งานบา้ ง รวมถึงการตรวจสอบระยะเวลาในการใชง้ าน และ
สามารถจำกดั การใช้งานในบางแอปพลิเคชันได้อกี ด้วย

5) Screen Time (ระบบปฏิบัติการไอโอเอส: iOS) เป็นฟีเจอรใ์ นการตรวจสอบว่ามกี ารใช้งานแอปพลิเคชัน
ใดไปบ้าง ใช้ระยะเวลานานเท่าใด และมผี ลการรายงานการใชง้ านตลอด 1 สัปดาหท์ ่ีผ่านมาในรปู แบบของการสรปุ ยอดรวมอีก
ด้วย ชว่ ยใหผ้ ูใ้ ชง้ านสามารถเลือกจำกดั แอปพลเิ คชันที่มีระยะเวลาการใช้งานได้ รวมถึงเลอื กรับสายโทรศัพท์และการแจ้งเตอื น
ได้

นอกเหนอื จากผูพ้ ัฒนาระบบปฏิบัติการบนโทรศพั ท์มือถือที่พัฒนาแอปพลิเคชนั และฟีเจอร์ในการสร้างเสริม
สขุ ภาวะดิจิทัล (Digital Wellness) แล้ว ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันยงั มกี ารพฒั นาฟีเจอรใ์ นการชว่ ยจำกดั ระยะเวลาในการใช้งาน
แอปพลิเคชัน (Digital Wellbeing) อกี ด้วย ตัวอยา่ งเช่น

1) แอปพลิเคชันยูทูป มีการออกฟีเจอร์ Time Watched ทมี่ ผี ลรายงานการสรุปว่าผ้ใู ช้งานดูคลิปวิดีโอวันละ
กี่ชั่วโมง ท้ังรายวนั และรายสปั ดาห์ ฟีเจอร์ Remind me when it’s bedtime เพือ่ ปิดการเล่นคลิปวิดีโอหากถึงเวลาเข้านอนแล้ว
รวมถึงมีการแจง้ เตือนเมอื่ ผใู้ ชง้ านเล่นคลิปวิดีโอเกิน 1 ชว่ั โมง เพ่ือให้มีการหยุดการเล่นอีกดว้ ย

2) แอปพลิเคชัน เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม มีการพัฒนาฟีเจอร์ Your on Facebook เช่น การแสดง
ระยะเวลาในการใช้งานแอปพลเิ คชนั เฟซบุ๊ก และ อนิ สตาแกรม มีการปิดการแจ้งเตือนในช่วงเวลานอนหลับ การเลอื กแสดงผล
ข้อมูลของเพือ่ นตามการต้งั ค่าของผูใ้ ช้งาน และการเลือกรบั การแจง้ เตือน โดยฟเี จอร์ดังกล่าวเป็นการลดอาการ FOMO: Fear

193

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

of Missing Out หรอื อาการกลัวการตกขา่ ว หรืออาการกลวั การไมไ่ ดร้ บั การยอมรับจากเพอื่ นบนโลกออนไลน์ และอาจส่งผล
กระทบต่อพฤตกิ รรมการนอนหลับและภาวะเครยี ดสะสมได้

3) แอปพลิเคชนั ติ๊กต่อก มีการพัฒนาฟีเจอร์ Screen Time Management เพือ่ ช่วยแจง้ เตอื นหากผ้ใู ช้งานมี
การเล่นคลิปวิดีโอเกินกว่าทมี่ ีการตั้งค่าไว้ รวมถึงการใสร่ หสั ผ่านเพอื่ ใช้งานตอ่ ไปหากเกินกำหนดจากท่ีตงั้ ค่าไว้ เพอ่ื ให้ผู้ใช้งาน
ได้พักจากการดคู ลิปวดิ โี อ และหยุดพักการใช้งานโทรศัพท์มอื ถอื เพ่อื เปดิ โอกาสใหก้ บั ตัวเองในการทำกิจกรรมอน่ื ได้ เช่น การออก
กำลังกาย การพดู คุยกบั เพือ่ นในชีวติ จรงิ หรือการทำกิจกรรมร่วมกับสมาชิกภายในครอบครวั เปน็ ต้น

1.3 เลือกการยบั ย้ังชง่ั ใจมากกวา่ การทำตามใจตนเอง
จากทางเลือกทั้งสองข้อในข้างต้นจะเห็นได้ว่าเป็นทางเลือกที่เร่ิมต้นได้ด้วยตนเอง ซ่ึงต้องอาศัยวินัยและ

การยับยั้งช่ังใจสูง เน่ืองจากความสุขระยะสั้นกระตุ้นให้มนุษย์ผลิตซ้ำพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความสุข และเพื่อตอบสนอง
ความต้องการของตนเอง อีกทั้งข้อมูลที่มีอย่างไม่รู้จบช่วยเสริมสร้างให้พฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์
มีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุให้การยับย้ังชั่งใจอาจไม่สามารถปฏิบัติด้วยตนเองได้เพียงทางเดียว แต่ต้องพึ่งพา
การจำกัดระยะเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชัน (Digital Wellbeing) ด้วยเช่นกัน โดยการยับยั้งชง่ั ใจต้องเริ่มจากตวั ผู้ใช้งานกอ่ น
และนำไปสู่การกำหนดระยะเวลาการใช้งานแอปพลเิ คชันทเ่ี หมาะสมและสอดคล้องกับนาฬิกาชีวติ ของตนเอง เพ่ือเสรมิ สร้าง
สุขภาวะดิจิทัล (Digital Wellness) ให้มีประโยชน์ต่อตนเองมากย่ิงข้ึน มีการใช้แอปพลิเคชันและโทรศัพท์มือถือให้นำพา
ผู้ใช้งานไปยงั เปา้ หมาย โดยไม่ขัดขวางการใช้ชีวติ หรอื ลดทอนปฏิสัมพนั ธใ์ นสงั คมจริงของมนษุ ยไ์ ด้ อีกท้งั เปน็ การลดผลกระทบ
ทัง้ 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ ผลกระทบต่อพฤติกรรมสมาธิ พฤติกรรมการนอนหลับ และพฤติกรรมความเครียด ให้มีแนวโน้มท่ลี ดลงได้ และ
เสริมสรา้ งให้มนษุ ย์มีแนวโนม้ ของคุณภาพชีวิตทีด่ ีย่งิ ขนึ้ ได้ต่อไป

2) ทางรอดในการสรา้ งความสุขระยะยาว
2.1 การหากิจกรรมอื่นเพ่ือทดแทนการใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์เพื่อเป็นทางรอดในการลดปัญหาหรือ

ผลกระทบที่จะเกดิ ขึน้ ต่อตัวผู้ใชง้ าน
จากทางเลือกในการจำกัดระยะเวลาในการใช้งานแอปพลเิ คชนั ในขา้ งต้นแล้ว สิ่งที่สำคัญท่ีจะช่วยให้การลด

การใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือบรรลุเป้าหมาย น่ันคือ การหากิจกรรมยามว่างเพ่ือทดแทน
ช่วงเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชัน เพื่อสร้างทางรอดในการลดผลกระทบจากความสุขระยะสั้นและการใช้งานแอปพลิเคชัน
อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานท่ีจะเกิดข้ึนต่อตัวผู้ใช้งาน เช่น การอ่านหนังสือท่ีชอบ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และสร้าง
สมาธิในการจดจ่อใหน้ านมากยิ่งขน้ึ การปลูกต้นไม้ เพ่ือสร้างพืน้ ท่สี ีเขยี วและความรม่ รืน่ ภายในบา้ น การทำความสะอาดบา้ น
หรือการจัดตู้เส้ือผ้า เพ่ือสร้างความเป็นระเบียบและฝึกการวางแบบแผนในการทำความสะอาด การฝึกทำอาหารจากหนังสือ
สูตรอาหาร โดยกิจกรรมน้ีเสริมสร้างได้ทั้ง 2 ทาง คือ การฝึกสมาธิในการทำอาหาร และการฝึกสมาธิในการอ่านหนังสือสูตร
อาหาร เพื่อสร้างสมาธิในการจดจ่อทำอาหารให้มีความยาวนานมากยิ่งข้ึน และการออกกำลังกาย เพื่อสร้างสุขภาวะและ
ร่างกายใหแ้ ข็งแรง ท้งั นี้ กิจกรรมยามว่างดังกล่าวทั้งหมด สามารถเลือกทำอยา่ งใดอย่างหนง่ึ ได้ เพ่อื ชว่ ยทดแทนระยะเวลาท่ีใช้
งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งเป็นการลดผลกระทบจากความสุขระยะส้ัน และเสริมสร้างสุข
ภาวะดจิ ทิ ัลให้มีแนวโน้มท่ดี ีมากย่ิงขน้ึ

2.2 การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันเก่ียวกับการใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์เพื่อเป็นทางรอดในการรู้เท่าทันถึง
ปัญหาและผลกระทบทีจ่ ะเกดิ ขนึ้ ตอ่ มนษุ ย์

การเข้าถึงแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มอื ถือน้ัน ถือได้วา่ ไม่มีการจำกัดอายุในการเข้าถึง เช่น
Google การค้นหาขอ้ มลู เปน็ ต้น หรอื บางแอปพลิเคชนั มีการจำกดั และกำหนดอายุในการเขา้ ถึง แต่ถงึ อยา่ งนั้นก็ยงั มีช่องโหว่
ในการสามารถเขา้ ถึงแอปพลิเคชันโดยเด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ได้ ทำให้ต้องมีการสร้างหลักสูตรที่บรรจุภายในโรงเรยี น โดยมี
จุดประสงค์หลักในการสร้างภูมิคุ้มกันเกี่ยวกับการเข้าถึงแอปพลิเคชัน การใช้งาน และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน
แอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ เพ่ือเป็นทางรอดในการรู้เท่าทันถึงปัญหาและผลกระทบอื่นท่ีอาจจะตามมาในอนาคตได้ เช่น

194

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

ปัญหาลิขสิทธิ์ ปัญหาการประทุษวาจา (Hate Speech) ท่ีอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจหรือพฤติกรรมในการใช้
ชีวิตประจำวันของเด็กได้ หรือปัญหาการถูกคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) เป็นต้น โดยในปัจจุบันน้ัน ยังไม่มี
การออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย หรอื ตามลำดับการเรียนรู้ ทำให้เกิดการผลติ ซ้ำของปัญหาต่างๆ ท่ีกล่าว
มาข้างต้น จนนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นตามมา และไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ในทันทีทันใด จึงเป็นเหตุผลสำคัญท่ีหน่วยงาน
ภาครัฐท่ีเก่ียวข้องต้องเร่งดำเนินการบรรจุหลักสูตรเก่ียวกับการเข้าถึงและการใช้งานอินเทอร์เน็ตดังกล่าวเข้าสู่สถานศึกษา
เพ่ือลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้ในอนาคตและสร้างภูมิคุ้มกันร่วมให้กับเด็กและเยาวชนที่ถือได้ว่าเป็นความหวังในการ
พฒั นาประเทศได้ตอ่ ไป

2.3 การผลักดันให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องเล็งเห็นถึงความสำคัญของปญั หา และนำไปสู่การกำหนดมาตรการหรือ
นโยบายเพอ่ื ป้องกันปัญหาดังกล่าวในอนาคต เพอ่ื เป็นทางรอดในการวางรากฐานอยา่ งยัง่ ยืนต่อไปในอนาคต

จากพระราชบญั ญตั ิคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 เน้ือหาสาระยังไม่มีทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั การจำกัดระยะเวลาในการใช้
งาน หรอื การปอ้ งกนั ผลกระทบจากการใชง้ านอนิ เทอรเ์ นต็ แอปพลเิ คชันบนโลกออนไลน์ และโทรศพั ทม์ อื ถอื แตส่ ว่ นใหญแ่ ล้ว
จะเป็นการบัญญัติกฎหมายในลักษณะของการมิให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ (Cybercrime)
เพียงเท่านั้น ดังน้ัน หน่วยงานภาครัฐท่ีเกี่ยวข้องควรเล็งเห็นถึงผลกระทบจากความสุขระยะส้ัน และการใช้งานแอปพลิเคชัน
บนโลกออนไลน์ท่ีนานเกนิ ไปของผู้ใช้งาน หากมมี าตรการหรือนโยบายในการป้องกันหรือลดปัญหาทอี่ าจจะเกิดขึ้นได้ อาจจะ
เปน็ การช่วยให้ผลกระทบจากความสขุ ระยะสั้นตอ่ ผใู้ ช้งานมีน้อยลง รวมถงึ เปน็ การสร้างภูมคิ ุ้มกันให้กบั ผู้ใช้งานเพ่ือลดปญั หา
ในการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมท้ัง 3 ด้าน ได้แก่ พฤติกรรมสมาธิ, พฤติกรรมการนอนหลับ และพฤติกรรมความเครียดที่อาจ
ส่งผลกระทบตอ่ สุขภาพในระยะยาวไดอ้ ย่างยัง่ ยืน

จากทางเลือกและทางรอดดังกล่าวข้างต้นในการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความสุขระยะส้ัน และแนวทาง
ในการสร้างความสุขระยะยาวแล้ว ทำให้ได้ทราบว่าการจำกัดระยะเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชัน (Digital Wellbeing)
จะช่วยเสริมสร้างสุขภาวะดิจิทัล (Digital Wellness) โดยการยับยั้งช่ังใจของผู้ใช้งาน และการทำกิจกรรมอ่ืนเพื่อทดแทน
การใช้งานแอปพลิเคชันบนโลกออนไลน์ได้ ทั้งน้ี การเพ่ิมหรือลดระยะเวลาการใช้งานของผู้ใช้งาน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ
ของผู้ใช้งานเองว่าจะทำการจำกัดระยะเวลาในการใช้งานหรือไม่ แต่ทางผู้พัฒนาแอปพลิเคชันและระบบปฏิบัติการ
โทรศัพท์มือถือ ได้พัฒนาแอปพลิเคชันและฟีเจอร์ที่จะช่วยให้การจำกัดระยะเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชันได้สะดวก
มากย่ิงข้ึน ทั้งน้ี สุขภาวะดิจิทัลถือเป็นเร่ืองใหม่และเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อเด็กและเยาวชนในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจาก
เด็กและเยาวชนในยุคปจั จุบันอาจถูกเล้ยี งดูโดยอปุ กรณอ์ ิเลก็ ทรอนิกสห์ รือโทรศพั ท์มือถือ หรือการเข้าถงึ แอปพลิเคชนั บางอย่าง
ท่ีใช้อายุแฝงในการเข้าถึงได้โดยง่าย ซ่ึงการเข้าถึงดังกล่าวอาจทำให้เกิดผลกระทบและปัญหาอ่ืนท่ีนอกเหนือจากผลกระทบ
ด้านพฤติกรรมทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ พฤติกรรมสมาธิ พฤติกรรมการนอนหลับ และพฤติกรรมความเครียด โดยอาจเป็น
ผลกระทบด้านจิตใจ เช่น การถูกประทุษวาจา (Hate Speech) การถูกคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) การถูกกล่ัน
แกล้งโดยวาจาบนโลกออนไลน์ (Cyber Bullying) การเหยียดสีผิว (Racial Discrimination) หรือการเหยียดเชื้อชาติ (Racism)
เป็นต้น โดยผลกระทบจากการถูกพฤตกิ รรมการกลน่ั แกล้งดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจของเด็กและเยาวชนจน
ตดิ ตัวและก้าวเข้าสู่ผู้ใหญ่ได้ อาจกลายเปน็ กลุ่มคนที่เก็บตัวและไม่กล้าเข้าสังคม (Introvert) และการได้รับความชอกช้ำและ
บาดแผลทางจิตใจ (Trauma) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานได้ จึงเป็นเหตุให้หน่วยงานที่
เก่ี ย ว ข้ อ งต้ อ งผ ลั ก ดั น ก า ร บ ร ร จุ ห ลั ก สู ต ร เก่ี ย ว กั บ ก า ร ส ร้ า งภู มิ คุ้ ม กั น ใน ก า ร เข้ า ถึ งแ ล ะ ก า ร ใช้ งา น แ อ ป พ ลิ เค ชั น
บนโลกออนไลน์เข้าสู่สถานศึกษา อีกทั้งการออกนโยบายหรือมาตรการโดยภาครัฐท่ีช่วยป้องกันปัญหาหรือผลกระทบ
จากความสุขระยะสัน้ ต่อผใู้ ช้งานทั่วไปได้

195

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

บทสรปุ
ผล กระ ทบ ของค วาม สุขระย ะสั้ น จากการใช้งาน แ อป พลิ เค ชั น บ น โล กออน ไล น์ ผ่าน โทรศั พท์มื อถือ ท่ามกล าง
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส-2019 นั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน
3 ประการ ได้แก่ พฤติกรรมสมาธิที่มีการจดจ่อในการทำกิจกรรมบางอย่างที่สั้นลง พฤติกรรมการนอนหลับไม่สนิทที่ส่งผลต่อ
ชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมความเครียดที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาวได้ โดย
ทางเลือกในการลดผลกระทบจากความสุขระยะสั้นและทางรอดในการสรา้ งความสุขระยะยาวของผู้ใชง้ านในปัจจุบันน้ัน คือ
การจำกัดระยะเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชันที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาวะดจิ ิทัล โดยการยับยั้งช่ังใจของผู้ใช้งาน และการทำ
กิจกรรมอ่ืนเพ่ือทดแทนการใช้งานแอปพลเิ คชนั บนโลกออนไลนไ์ ด้ รวมถงึ การบรรจหุ ลักสูตรทเี่ กีย่ วขอ้ งกับการสร้างภมู ิคมุ้ กัน
ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตเข้าสู่สถานศึกษา และนโยบายหรือมาตรการโดยภาครัฐเพ่ือป้องกันปัญหาหรือผลกระทบจาก
ความสุขระยะสั้นต่อผู้ใช้งานทั่วไป รวมถึงเป็นการสร้างความสุขทางสังคมในระยะยาวได้อย่างย่ังยืน และถึงแม้ว่าในปัจจุบัน
ยังไม่มีการรายงานผลจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความสุขระยะส้ันแต่อย่างใด ในบทความน้ีจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภัย
คุกคามท่ีมาในรูปแบบของการใช้ชีวิตประจำวัน และภัยเงียบอย่างหนึ่งท่ีไม่มีการส่งเสียงหรือส่งสัญญาณว่า ผลกระทบด้าน
พฤติกรรมท้ัง 3 ประการดังกล่าวจะแสดงอาการ หรือส่งผลกระทบท้ังในเชิงกายภาพ และจิตใจอย่างไร แต่การป้องกันและ
แก้ไขปัญหาในระดับเบอื้ งต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญทชี่ ่วยให้มนษุ ยใ์ นสังคมปัจจุบันท่ีกำลงั ต่อสู้กบั สถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโค
โรน่าไวรัส-2019 อย่างเข้มแข็งน้ัน สามารถป้องกันตนเองจากภัยอ่ืนได้ อีกทั้งยังเป็นแนวทางและรากฐานสำคัญท่ีอาจจะนำ
ขอ้ มูลจากบทความฉบับนไี้ ปปรับใช้ เพื่อเปน็ ประโยชน์ต่อมนุษยชาติตอ่ ไปไดใ้ นอนาคต

เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจติ . (2564). เปิดผลวัดใจคนไทยช่วงโควดิ -19 พบ 4 เร่ืองใหญ่. สบื ค้นจาก www.dmh.go.th/news-

dmh/view.asp?id=31154
กระทรวงดจิ ทิ ัลเพือ่ เศรษฐกจิ และสงั คม. (2560). พ.ร.บ. คอมฯ ใหม่ ไม่มี Single Gateway แลว้ แกไ้ ขอะไรบ้าง?. สบื ค้นจาก

http://123.242.157.9/document/fpdf-26062560-0.pdf?fbclid=IwAR3N2xg7gPgrnwhvoRsCiEWOtqEIMb8pFK-
ANdK4HCci79reOAY6PXg0CmU
กุลริศา พชิ ญาบูรณภัค. (2562). การศกึ ษาผลกระทบของ Wi-Fi ทีม่ ีต่อสุขภาพรา่ งกาย จากฐานข้อมลู ออนไลน์ท่มี ีมาตรฐาน
รับรอง. (วทิ ยานิพนธป์ ริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลยั ธุรกจิ บณั ฑติ ย์, วิทยาลยั การแพทย์บูรณาการ,
สาขาวชิ าวิทยาการชะลอวยั และฟื้นฟสู ุขภาพ.
จรรยา สวุ รรณทัต. (2539). สถานภาพการวจิ ยั ดา้ นสังคม-พฤตกิ รรมศาสตรก์ บั การนำผลวจิ ยั ไปใช.้ วารสารสทุ ธปิ ริทศั น์, 10,
57-64.
ชมพูนทุ เมฆเมอื งทอง และ นิรตุ ถึงนาค. (2560). การพฒั นาโปรแกรมทางพฤติกรรมศาสตรร์ ว่ มกับวรรณกรรมบำบัด
เพอื่ การปรับเปล่ียนพฤติกรรมการรับส่ืออินเทอรเ์ นต็ อย่างมวี ิจารณญาณของนักศกึ ษามหาวทิ ยาลยั ราชภฏั
มหาสารคาม. วารสารศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลยั แม่โจ้, 5, 69-82.
ธนพัทธ์ จันทรพ์ ิพฒั นพ์ งศ์. (2560). การวจิ ยั พฤติกรรมศาสตรเ์ พอ่ื การพฒั นาสงั คม. วารสารสงั คมศาสตร์วชิ าการ, 10, 286-300.
นิชาภา พัฒนกูลชัย, สวุ รรณา มณวี งศ์ และ อังธนา จุลสุคนธ.์ (2561). สื่อสงั คมออนไลนก์ ับสมองของเด็กวัยรุน่ .
วารสารวชิ าการมหาวิทยาลยั อสี เทิรน์ เอเชยี ฉบบั วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, 12, 118-123.
บุรฉตั ร จันทรแ์ ดง, เสาวลักษณ์ โกศลกติ ตอิ มั พร และ สัญญา เคณาภมู .ิ (2562). กรอบแนวคิดการวจิ ัยเชิงพฤติกรรมศาสตร์.
วารสารสหวิทยาการวิจยั : ฉบบั บณั ฑิตศกึ ษา, 8, 49-60.
เพลิน สุตรา และ อาทติ ย์ แกว้ นพรัตน์. (2560). อันตรายจากแสงสฟี า้ กับจุดภาพชัดจอตาเสือ่ ม (The Blue Light Hazard
and Macular Degeneration). สืบค้นจาก https://1th.me/RHET1

196

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

มหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธานี, สำนักคอมพวิ เตอรแ์ ละเครือข่าย. (2560). พ.ร.บ. คอมพวิ เตอร์ สาระสำคัญจำง่ายๆ. สบื คน้ จาก
https://1th.me/BN59F

ศรนั ย์ โรจนโสทน. (2564). Digital Wellbeing. สบื คน้ จาก www.thumbsup.in.th/digital-well-being?fbclid
=IwAR1DuJTg0-JLXaFLUiKXDIcFv7ZxWLmLGENJYoTJ_TSrEEdSDjpGczCnKnQ

สกาวรตั น์ คณุ าวศิ รตุ . (2561). โทษของแสงสีฟา้ . สืบค้นจาก https://eent.co.th/articles/049/
เสริน ปณุ ณะหติ านนท.์ (2537). พฤติกรรมศาสตร์: มุมมองของนกั สังคมวทิ ยา. วารสารพฤตกิ รรมศาสตร์, 1, 22-52.
อคั รวฒั น์ เอนกศริ ิวฒั นกุล. (2558). พฤตกิ รรมการสื่อสารของผู้ใชเ้ ฟซบ๊กุ ประจำ. (วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ).

มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะวารสารศาสตร์และส่ือสารมวลชน, สาขาวชิ าการบรหิ ารสือ่ สารมวลชน.
ไอที 24 ชวั่ โมง. (2561). Digital Wellbeing บน Android P มอื ถือชว่ ยเตือน ลดอาการติดสมาร์ตโฟน. สบื ค้นจาก

www.it24hrs.com/2018/digital-wellbeing-android-p/?fbclid=IwAR3cNwS_1KJ6UWc_D7BaCx
W4nRqnBW5QvYXJBdXytpgITKjwcG2H-7eEoi4
Indigital. (2563). เวลาท่ีดที ่ีสุดในการโพสตบ์ น TikTok. สบื คน้ จาก www.indigital.co.th/times-to-post-on-tiktok/
Kriddikorn Padermkurkulpong. (2563). แกะรอยพฤติกรรมคนไทย จากการใช้แอปฯ ชว่ งโควดิ -19. สืบคน้ จาก
workpointtoday.com/app-usage-behavior-during-covid19/
Malaivee. (2562). สขุ ภาวะดิจทิ ลั (Digital Wellness). สืบค้นจาก https://ihatenifty.com/digital-
wellbeing?fbclid=IwAR0QNxyfAauGkRkJNqzukiNabpADi1rLSNNOm8-iBrpo9QGoCeKv2d9OXrM
Marketingoops. (2561). สร้างกลยทุ ธท์ างการตลาดให้เจ๋งดว้ ยการใช้ พฤตกิ รรมศาสตร์ประยกุ ต์ (Applied Behavioral
Science). สบื คน้ จาก www.marketingoops.com/exclusive/make-a-perfect-strategy-with-applied-
behavioral-science/?fbclid=IwAR2D_NvGYAfGL837cnMX2oIuZVYR0b4c-NJXbWo8MIEnUb5q
YsFVVuu5acA
Nattapon Muangtum. (2564). 46 ข้อสรุปจากรายงาน Digital Stat 2021 คร่งึ หลังของปี จาก We Are Social.
สบื คน้ จาก www.everydaymarketing.co/trend-insight/digital-stat-2021-thailand-we-are-social-q3-q4/
Nattapon Muangtum. (2564). รายงานสถติ ิ Thailand Digital Stat 2021 จาก We Are Social. สบื คน้ จาก
www.everydaymarketing.co/knowledge/thailand-digital-stat-2021-we-are-social/
SIMON KEMP. (2564). DIGITAL 2021 JULY GLOBAL STATSHOT REPORT. สืบค้นจาก
datareportal.com/reports/digital-2021-july-global-statshot
Techhangout. (2562). งานวจิ ัยเผย!! ฟีเจอรต์ ัดแสงสีฟา้ บนหน้าจอมือถอื อนั ตรายมากกวา่ ผลดี. สบื คน้ จาก
https://www.tech-hangout.com/bluelight-filter-effect-worse-than-normal-mode/
We Are Social, & Hootsuite (2564). Digital 2021 Thailand. สืบค้นจาก
www.slideshare.net/DataReportal/digital-2021-thailand-january-2021-v01
W. Keith, Campbell. (2563). The psychology of narcissism. สบื ค้นจาก ed.ted.com/lessons/the-psychology-
of-narcissism-w-keith-campbell

197

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

หอ้ งท่ี 3 : การนำเสนอผลงานวิชาการ

เร่อื ง “สวัสดกิ ารสงั คม: วฒั นธรรม ความยุติธรรม และความทา้ ทาย
ตอ่ การเรยี นรู้ในยุคโรคระบาด”

198

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

แนวทางการสง่ เสริมการเปน็ องคก์ รแห่งความสุขของสำนกั งานปลดั
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย์

Guideline for Promoting being A Happy Workplace of Office of the Permanent Secretary,
Ministry of Social Development and Human Security

กมลชนก แสงสุวรรณเมฆา1
Kamonchanok Sangsuwunmeka2

Abstract
The objectives of this research were 1) To study the nature of the happy workplace of the Office of
the Permanent Secretary for Social Development and Human Security 2) To study the guidelines for being the
happy workplace of the Office of the Permanent Secretary for Social Development and Human Security by
using the Mixed Method Research. Quantitative research by using a questionnaire and qualitative research use
a structured interview. Statistical data analysis by using a frequency percentage mean and standard deviation
and qualitative data were analyzed by content analysis. The results of the study the nature of the happy
workplace consisted Organization policy, Organizational commitment, Welfare, Organizational membership
expectations, Work life balance and Advancement opportunities found that Organizational membership
expectations The opinions are at the highest level has a mean of 3.86 while welfare and work life balance is
at the lowest level. The mean were 3. 37 and 3. 22, respectively. Promotion Guidelines Being a happy
organization includes: effective organizational structure, organizational leadership, systematic work process, the
development of skilled personnel and participation of personnel and all sectors. As for the guidelines for
promoting being an organization of happiness in 5 aspects, the overall opinions were at a high level.
Suggestions for activities or guidance for promoting happiness at work can lead to the organization of
happiness in the Office of the Permanent Secretary for Social Development and Human Security. However, the
organization should have a policy to manage the work that focuses on people’s development policy along
with creating a happy workplace. Should be added other benefits other than specified such as savings groups,
life insurance for a balance between life and work.
Keyword: Happy workplace, Organization development, Work life balance

บทคดั ยอ่
การวิจยั คร้ังนีม้ ีวตั ถปุ ระสงค์ 1) เพ่ือศึกษาลักษณะขององค์กรแห่งความสุขของสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์ 2) เพ่ือศึกษาแนวทางการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความม่ันคงของมนุษย์ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม
การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการแจกแจงความถ่ี (Frequency) หาค่าร้อยละ
(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วย
การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษา พบลักษณะขององค์กรแห่งความสุข ประกอบด้วย ด้านนโยบายของ

1 นักศึกษาระดบั มหาบัณฑิต คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Master degree students Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
* Corresponding author: [email protected]

199


Click to View FlipBook Version