The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ntknight478, 2022-01-20 00:55:07

หนังสือรวมบทความ Proceedings สถาปนาคณะ 68 ปี

proceedings 68 ปี

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

จะเห็นได้ว่า“ชุมชน” ถือเป็นพ้ืนที่ทางสังคมท่ีมีความเปราะบาง ซึ่งหากมีการแพร่ระบาดโควิด-19 จะส่งผล
กระทบเชิงลบอย่างมาก ดังนั้น หากยังจำเป็นต้องส่งเสริมการท่องเท่ียวชุมชน สิ่งท่ีจะต้องให้ความสำคัญคือ การสร้าง
องค์ความรู้ และการกำหนดมาตรการท่ีชุมชนจะสามารถนำไปใช้เพ่ือการวางแผนและการจัดการการท่องเท่ียวในชุมชน
ท่ีเหมาะสม คือ สร้างความมั่นใจทั้งในด้านของนักท่องเที่ยว และชุมชนบนพ้ืนฐานของความปลอดภัย และสามารถสร้าง
ประสบการณ์การท่องเที่ยว ซ่ึงทิศทางการท่องเท่ียวชุมชนหลังยุคโควิดน่าจะเป็นไปในทิศทางท่ีดีมากข้ึน เน่ืองจากนักท่องเที่ยว
ยังคงมีความต้องการท่องเที่ยว แต่ข้อจำกัดต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนทำให้การท่องเที่ยวในประเทศและการท่องเที่ยวโดยชุมชนจะเป็น
เป้าหมายสำคญั และนักท่องเที่ยวเองจะมคี วามรู้สึกถึงความปลอดภัยมากกว่าการไปในแหล่งท่องเท่ียวหลกั ทมี่ ีคนจำนวนมาก
ดังน้ัน จากความต้องการที่คาดว่าจะเพิ่มมากข้ึน ฝั่งชมุ ชนเองตอนนี้ก็ต้องรีบเร่งปรบั ตัวให้เรว็ ท้ังในด้านการรองรับและการป้องกัน
ซ่ึงเหล่าน้ถี ือเป็น New Normal ของชมุ ชน

เอกสารอ้างอิง
กระทรวงการท่องเทยี วและกฬี า, กองเศรษฐกิจการทอ่ งเท่ียวและกฬี า. (2563). COVID-19 กับผลกระทบต่อการท่องเทีย่ ว

ไทย สถานการณก์ ารทอ่ งเท่ยี วของประเทศไทย ไตรมาส 1/2563.TOURISM ECONOMIC รายงานภาวะเศรษฐกิจ
การทอ่ งเท่ียว REVIEW. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ.
กระทรวงมหาดไทย, กรมการพฒั นาชมุ ชน. (2561). คู่มอื บรหิ ารโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวตั วถิ .ี กรงุ เทพฯ: ม.ป.พ.
กระทรวงมหาดไทย, กรมการพฒั นาชมุ ชน, สำนักสง่ เสริมภูมปิ ัญญาท้องถนิ่ และวิสาหกิจชุมชน. (2562). การจัดประเภทชุมชน
ทอ่ งเทย่ี ว OTOP นวตั วิถ.ี สบื ค้นจาก https://cep.cdd.go.th/otop-นวัตวถิ ี/การจดั ประเภทชุมชน
การตีตราทางสังคมทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั Covid-19. (2563). การตีตราทางสังคมทเ่ี กีย่ วข้องกบั Covid-19. สบื คน้ จาก
https://www.who.int/docs/default-source/searo/thailand/covid19-stigma-guide-th-final.pdf
กรงุ เทพธรุ กจิ . (2563). ทอ่ งเทย่ี วเชิงสร้างสรรค์ ดึงนักทอ่ งเทย่ี วพรเี มีย่ ม. สืบค้นจาก
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/908084
เดลินิวส์. (2564). ชมุ ชนท่องเทีย่ วปลอดภยั ดว้ ยมาตรฐาน SHA. สบื ค้นจาก https://www.dailynews.co.th/travel/818240
บริสทุ ธิ์ ประสพทรัพย.์ (2556). การท่องเทย่ี วภาคตะวนั ออกการท่องเทีย่ วแห่งประเทศไทย. สบื คน้ จาก
https://www.kku.ac.th/news/v.php?q=0002383&l=th
พชรพจน์ นันทรามาศ, กติ ตพิ งษ์ เรอื นทิพย์, และ จารวุ รรณ เหล่าสมั ฤทธิ.์ (2563). เจาะพฤติกรรมทอ่ งเทย่ี วใน
New Normal: เมือ่ โควดิ ทำชีวติ เปล่ยี น. กรงุ เทพฯ: ม.ป.พ.
ภัทรา ภปู่ ระเสรฐิ . (2562). ขอ้ เสนอเชิงนโยบายในการดาํ เนนิ โครงการชมุ ชนท่องเทย่ี ว OTOP นวัตวถิ ี กรณีศกึ ษาชมุ ชน
บ้านพลบั อําเภอภาชีจังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา. (สารนพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,
คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์.
มติชนออนไลน.์ (2563). “โควิด-19” กระทบสุขภาพจติ 4 ดา้ น สธ.-มหดิ ล พัฒนา “แชทบอท” ใหค้ ำปรกึ ษาออนไลน์.
สืบคน้ จาก https://news.trueid.net/detail/QREaM23vDy3R
มติชนออนไลน.์ (2563). ผลวจิ ัยพบ “โควดิ ”สะเทอื นทกุ ระดบั ”ยกเว้นราชการ”ปชช.เกนิ ครึง่ รบั ประครองได้แค่ 3 เดอื น.
สืบค้นจาก https://www.matichon.co.th/covid19/thai-covid19/news_2207845
รพีพฒั น์ มณั ฑนะรัตน.์ (2563) . สถานการณ์ท่องเที่ยวไทย และดัชนคี วามเชือ่ มนั่ ผปู้ ระกอบการทอ่ งเทย่ี วไตรมาส 1/2563.
สบื คน้ จาก http://www.thailandtourismcouncil.org/-12563-2/
วนฎั ภรณ์ ทองฤทธ.์ิ (2564). ผลกระทบของ Covid-19 ตอ่ ส่ิงแวดลอ้ มทางธรรมชาตแิ ละการท่องเทีย่ วกรณศี กึ ษา:
หาดนพรัตนธ์ ารา-หมเู่ กาะพีพี จงั หวัดกระบี่. กรุงเทพฯ: สถาบันบณั ฑติ พฒั นบริหารศาสตร์.

250

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ศุภลักษณ์ ศรวี ไิ ลย และรงุ่ เรอื ง ทองศร.ี (2564). การแพรร่ ะบาดของ โควิด-19 สง่ ผลต่อการทอ่ งเท่ียวของประเทศไทย.
วารสารการบริหารนติ บิ คุ คลและนวัตกรรมทอ้ งถิ่น, 7(8), 406-416.

สถาบนั ธรรมรัฐเพือ่ การพฒั นาสังคมและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). ผลกระทบ COVID-19 ตอ่ 'สิ่งแวดลอ้ ม'. สบื ค้นจาก
http://www.gsei.or.th/activities/detail/517

สภุ าพร มะรงั ษ,ี สายใจ ทันการ, สจุ ติ รา ยางนอก, รณชัย คนบญุ , อคั รเดช ดีอ้อม, ยงยุทธ บรรจง, กนษิ ฐา จอดนอก,
นงนชุ หอมเนยี ม และ พิสมัย ประชานนั ท์. (2564). โครงการสำรวจการปรับตวั ของชมุ ชนวิถีใหม่ในสถานการณ์
การระบาดของโรคโควิด-19 จงั หวดั บุรรี มั ย์. รายงานการวิจัย.

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจงั หวัดจนั ทบรุ .ี (2563). สถติ ริ ายไดจ้ ากการท่องเทย่ี วจงั หวดั จนั ทบรุ . สืบคน้ จาก
https://chanthaburi.mots.go.th/graph_views.php?graph_id=7

สำนักงานสง่ เสริมเศรษฐกิจดิจทิ ลั . (2563). ธรรมชาตทิ ย่ี ง่ั ยืนหลังยคุ โควิด-19. สืบค้นจาก
https://www.depa.or.th/th/article-view/nature-covid19

สำนกั เลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรี. (2562). คำแถลงนโยบายของคณะรฐั มนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทรโ์ อชา นายกรัฐมนตรแี ถลง
ต่อรัฐสภา. กรุงเทพฯ: สำนกั พมิ พค์ ณะรฐั มนตรแี ละราชกจิ จานเุ บกษา.

เสาวณี จันทะพงษ,์ และทศพล ตอ้ งหุ้ย. (ม.ป.ป.). เศรษฐกิจโลก เศรษฐกจิ ไทยหลงั โควิด 19: โรคปฏวิ ัตโิ ลก ยกเคร่ืองสู่อนาคต
วถิ ชี วี ติ ใหม.่ BOT พระสยาม MAGAZINE, 3, 4-5.

หฤทัย พนั ธจ์ ลุ (2560). ความสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเท่ยี ว. สืบคน้ จาก https://sites.google.com/site/
xutsahkrrmthxngtheiyw27001001/1-bthna/1-4-khwam-sakhay-khxng-xutsahkrrm-thxng-theiyw

อรรถพล ศริ เิ วชพันธ์.ุ (2564). การพัฒนาการท่องเท่ยี วชุมชนสู่มาตรฐานความปกติใหม่ (New Normal) เพือ่ รองรบั
สถานการณ์โรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019 กรณีศึกษา ชุมชนหนองฮะ อำเภอหว้ ยทบั ทัน จงั หวดั ศรสี ะเกษ.
วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อบุ ลราชธานี, 12(1), 58-59.

Pakorn R. (2563). รวม 5 ผลกระทบโควดิ -19 ในปี 2020. สบื คน้ จาก https://news.trueid.net/detail/VGJ91QAkKvqN

251

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

ผลกระทบตอ่ วิถีชีวิตชาวลาหู่ไรส้ ญั ชาติ ในสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรัส
กรณศี กึ ษา: บ้านสองพ่ีนอ้ ง ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวดั เชียงราย

Impact on the way of life of stateless Lahu people In the situation of the coronavirus
epidemic. a case study: Baan Song Phi Nong, Rim Khong Sub-district,
Chiang Khong District Chiang Rai

วรพงษ์ กุสุโมทย์, นภัสวรรณ เจยี รวัฒนกุล, ทิพากร ธรรมปัญญา
บดั ดรยี ะ มาราสา, ชลสิทธ์ิ จิเหลา และ นาหลา้ กเุ ลา1

Worapong Kusumote, Napatsawan Chiarawattanakun, Tipakorn Thammapanya2
Baddareeyah Marasa, Chollasit Jilao and Nala Kulao

Abstract
with purpose to study the way of life of stateless Lahu people under the coronavirus epidemic
situation Data were collected by in-depth interviews with a sample of 10 stateless Lahu people.
It was found that according to the civil rights of Thailand, from the past, stateless Lahu people
primarily depended on ancestor spirits and religion. both to maintain mental health and physical well-
being but due to the corona virus epidemic situation The merger may be at risk of infection. And stateless
Lahu people have a better understanding of health care. cause when sickness therefore chose to go to
the hospital Instead of relying on beliefs, ancestors and religions, the stateless Lahu people of Ban Song
Phi Nong are more careful. To study the way of life of stateless Lahu people before the coronavirus
epidemic situation 2. Study the way of life and impact of stateless Lahu people under the coronavirus
epidemic situation. 3. Guidelines for coping and adapting to the coronavirus epidemic of stateless Lahu
people with an interest in the stateless Lahu ethnic group Because they are a group of socially vulnerable
people. resulting from the process of becoming marginalized (Marginalization) Participant Observation
Population and sample for the sample group, the researcher selected a specific sample group. A sample
group of 10 respondents was selected and divided into 2 groups as follows:
1. Community Leaders provide information about the environment and the context in the
community that affects the problem of accessing health rights of 5 stateless Lahu people
2. A group of 5 stateless Lahu people, namely 1 teenager, 3 working age people and 1 elderly
person. Data Collection Method. Data were collected by in-depth interviews and participant observations,
with one researcher in the field and other researchers. Conduct an online interview 1. To study the way
of life of stateless Lahu people before the coronavirus epidemic situation. 2. Study the way of life and
impact of stateless Lahu under the coronavirus epidemic situation. 3. Guidelines for coping and adapting
to the coronavirus epidemic of stateless Lahu people
Studies are as follows: 1. To study the lifestyle of stateless Lahu people before the coronavirus
epidemic situation; 2. To study the lifestyle and impact of stateless Lahu people under the coronavirus
epidemic situation. Virus 3. Guidelines for coping and adapting to the coronavirus epidemic situation of

1 นักศกึ ษาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศนู ย์ลำปาง
2 Student of Faculty of Social Administration, Thammasat University Lampang center
* Corresponding author: [email protected]

252

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

stateless Lahu people before siblings as a group “Ancestral ghosts” get sick, drive away, sometimes have
minor illnesses. You can take medication to relieve the symptoms yourself. Only the elderly who have
certain congenital diseases, such as enlarged heart disease "Local knowledge about herbs" to treat
different symptoms. Drinking herbs have been used to prevent coronavirus infection. This is a health
option for stateless Lahu and also reduces the cost of going to health care facilities.
Keywords: Stateless Lahu lifestyle, Coronavirus pandemic situation, Health effects.

บทคัดยอ่
การศึกษาวิจยั คุณภาพเรื่องผลกระทบตอ่ วิถีชีวติ ชาวลาหไู่ ร้สัญชาติ ในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของ โคโรน่าไวรัส
กรณศี ึกษา: บา้ นสองพน่ี อ้ ง ตำบลรมิ โขง อำเภอเชียงของ จงั หวัดเชียงราย โดยมีวตั ถุประสงค์ เพอ่ื ศึกษาวิถชี วี ติ ของชาวลาหู่ท่ี
ไร้สัญชาติภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส เก็บข้อมูลด้วยการสมั ภาษณ์เชิงลึกโดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นชาวลาหู่
ไร้สัญชาติ จำนวน 10 คน
ผลการศึกษา พบว่า วิถีชีวิตชาวลาหู่ไร้สัญชาติเกิดการเปลี่ยนแปลงไปช่วงการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส มี
การดำเนินชีวิตท่ีปรับเปล่ียนไปตามนโยบายการป้องกันการแพร่เชื้อโคโรน่าไวรสั และวถิ ีปฏิบัติพื้นถิ่นของชุมชน ดังน้ี 1. วิถี
ชีวิตด้านความม่ันคงทางสังคม พบว่าไม่มีสิทธิสวัสดิการด้านสุขภาพ ผลลัพธ์ คือ ไม่ได้รับการรักษา ส่งเสริม/สร้างเสริม
ป้องกัน ฟ้ืนฟู ตามสิทธิพลเมืองของประเทศไทย 2. วิถีชีวิตด้านความเชื่อ จากเดิมชาวลาหู่ไร้สัญชาติพึ่งพาผีบรรพบุรุษและ
ศาสนาเป็นหลกั ท้ังการรกั ษาสภาพทางจิตใจและสุขทางด้านสขุ ภาพกาย แต่เนือ่ งดว้ ยสถานการณแ์ พรร่ ะบาดของโคโรนา่ ไวรสั
การรวมตัวอาจเสย่ี งต่อการติดเชื้อ และชาวลาหู่ไร้สัญชาติมีความเข้าใจของการรักษาสุขภาพมากขึ้น ทำให้เม่ือเกดิ อาการเจ็บ
ไข้ จงึ เลอื กไปโรงพยาบาล แทนการพง่ึ พาทางความเช่อื ผบี รรพบรุ ุษและทางศาสนา
สถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรนา่ ไวรัสสง่ ผลให้ชาวลาหู่ไรส้ ญั ชาติบ้านสองพี่น้องมีการระวงั ตัวมากกวา่ บคุ คลทว่ั ไป
เนื่องจากคนไร้สัญชาติจะไม่ได้รับสิทธิบัตรทอง ผลมาจากความแตกต่างกันท่ีสัญชาติท่ีทำให้การเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน
เก่ียวกับสุขภาพมีความยากลำบากกว่าคนทั่วไป เกิดความใส่ใจ มีแนวทางการรับมือ และการปรับตัวต่อสถานการณ์แพร่
ระบาดโคโรน่าไวรสั จึงมีวธิ ีการปฏิบัติทีเ่ ป็นปัจเจก ขน้ึ อยู่กับสภาพของครอบครวั เป็นหลัก การสู้ทนกับความทุกขท์ นท่เี กดิ ข้ึน
จากสถานการณด์ ังกล่าว จึงตอ้ งอาศัยความพรอ้ ม จากวางแผนดา้ นเศรษฐกจิ ภายในครัวเรือนของชาวลาหู่ไรส้ ญั ชาติ เนือ่ งจาก
การรกั ษาพยาบาลทม่ี คี า่ ใชจ้ า่ ยสูงและปัญหาทางลกั ษณะภูมปิ ระเทศท่ตี ้องใช้คา่ ใชจ้ ่ายในการเดินทางรกั ษาเชน่ กัน ผลกระทบ
ทางด้านสุขภาพท่ีมีความยากลำบากในการเข้าถึง และค่าใช้จ่ายท่ีค่อนข้างจะมีราคาสูงท่ีชาวลาหู่ไร้สัญชาติต้องประสบ ทว่า
ประการสำคัญที่ชาวลาหู่ไร้สัญชาติเลือกอพยพเข้ามาในดินแดนของประเทศไทยที่สะท้อนให้เห็นถึง รากฐานของระบบ
สาธารณะสขุ ในประเทศไทย คือ ความเชอ่ื ม่ันในมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่เยยี่ มและสวัสดิการของระบบสาธารณะสุขเมื่อ
ได้รบั สิทธิ จะส่งผลประโยชนส์ งู สุดตอ่ การพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ของชาวลาหูไ่ รส้ ญั ชาติไดเ้ ปน็ อย่างดี ตลอดจนจะสง่ ผลตอ่ วิถีชีวติ
ความเป็นอยู่อย่างไม่ต้องกังวล เผชิญกับความเครียดเม่ือได้รบั ผลกระทบด้านลบตอ่ สุขภาพของตน เนื่องจากเกิดความมั่นคง
ทางสขุ ภาพ มีหลกั ประกันสุขภาพ ดำเนนิ วิถีชีวิตได้อยา่ งมเี สถยี รภาพได้อย่างไม่ตอ้ งกังวลอาการทางสุขภาพ
คำสำคัญ: วิถชี วี ิตชาวลาหไู่ รส้ ญั ชาติ, สถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรสั , ผลกระทบดา้ นสุขภาพ

บทนำ
“ชาติพันธ์ุ” (Ethnicity หรือ ethnos) คือ การมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาพูดเดียวกัน และเช่ือว่า
สืบเช้ือสายมาจากบรรพบุรุษกลุ่มเดียวกัน เช่น ไทย พม่า กะเหร่ียง จีนลาว เป็นต้น กลุ่มชาติพันธ์ุหรือกลุ่มวัฒนธรรมมี
ลักษณะเด่นคือ เป็นกลุ่มคนที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน บรรพบุรุษในที่น้ีหมายถึงบรรพบุรุษทางสายเลือด ซึ่งมี
ลกั ษณะทางชีวภาพและรปู พรรณ (เชอื้ ชาติ) เหมอื นกนั เป็นความรู้สกึ ผูกพนั ท่ีชว่ ยเสรมิ สร้างอตั ลักษณ์ของบุคคลและของชาติ

253

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 68

พันธ์ุ (สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มท่ี 23) ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนท่ีมีอุดมการณ์ของวิถีชีวิตที่มีความเฉพาะและเช่ือในวิถี
ชีวติ แบบดั้งเดิมของพน้ื ถิ่นทีต่ นเองเกิดมาอย่างแทจ้ รงิ

สถิติคนไร้สัญชาติท่ีได้ข้ึนทะเบียนจากกรมการปกครอง กระทวงมหาดไทย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 พบว่า
คนไร้สัญชาติของจังหวัดเชียงรายมีจำนวน 99,411 คน จำแนกตามลักษณะทางเพศได้ คือ ชาย 47% และหญิง 53%
ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มช่วงอายุ 18-60 ปี มากถึง 73% (กรมการปกครอง กระทวงมหาดไทย, 2563, น. 1) จากสถิติจังหวัด
เชียงรายมีจำนวนคนไร้สัญชาติเป็นลำดับท่ีสองของประเทศ แสดงให้เห็นถึงกลุ่มคนท่ีเป็นพลเมืองไทย แต่ไม่ได้มีสิทธิตาม
พลเมืองทคี่ วรจะได้รบั ปญั หาการพฒั นาคุณภาพชีวิต

“วถิ ีชวี ิตชาวลาหู่” เป็นชนชาติพื้นเมืองเล็กๆ ชนชาติหน่ึงในกลุ่มของชนชาติพันธุ์ท่ีอาศยั อยู่บนพื้นท่สี ูงของประเทศ
ไทย ชาวลาหู่ไร้สัญชาติดำเนินชีวิตตามวิถีทางสังคม วัฒนธรรมแบบด้ังเดิมตามแบบพื้นฐานของการปฏิบัติสืบสานต่อกันมา
อย่างยาวนาน ซ่ึงเป็นวิถีชีวิตท่ีแตกต่างจากกลุ่มคนในสังคมทั่วไปท่ีพบเจอ ชาวลาหู่ไร้สัญชาติมีวัฒนธรรม ศาสนา และ
วิถีปฏิบัติความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากบริบททางสังคม โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะท่ี บ่งบอกถึงวัฒนธรรมเหล่าน้ันได้อย่างชัดเจน
อาทิ ประเพณี หรอื พธิ กี รรมตามความเชอื่ ขนบธรรมเนยี ม การแตง่ กายที่มีลกั ษณะทโี่ ดดเด่นมลี วดลายสวยงาม หลากสี โดยสี
บนเสื้อผา้ ทำจากสีของธรรมชาติของดอกไม้ ชาวลาหอู่ าศัยอยู่ บนพ้ืนทสี่ ูงพวกเขาจึงมีวิถีชวี ติ ท่ดี ำเนินตามธรรมชาติสร้างทีอ่ ยู่
อาศัยจากทรัพยากรปา่ ไม้ และ มสี ภาพอากาศท่ีหนาวเย็นตลอดท้ังปี ส่งผลใหแ้ ตล่ ะครัวเรือนประกอบอาชพี เป็นเกษตรกรทำ
การเกษตรสร้างพืชผล เล้ียงสัตว์ เพื่อการบริโภคในครอบครัว และส่งพืชผลเพื่อจำหน่ายไปในตัวเมืองของจังหวัดเชียงราย
รายได้ส่วนใหญ่ของชาวลาหู่นั้นมาจากการทำการเกษตร ชาวลาหู่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายท้ังเรื่องของการอุปโภค
บริโภครวมไปถึงการประกอบอาชีพ ดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานความเชื่อท่ีถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางสถานการณ์
ปัจจุบันในช่วงวิกฤติการณ์โรคระบาด COVID-19 ท่ีแพร่กระจายรายล้อมเป็นวงกว้างผลกระทบท่ีแพร่กระจายเป็นวงกว้าง
เมื่อมาประสบกับกลุ่มคนที่ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนท่ีไม่ได้รับสิทธิและสวัสดิการตามพลเมืองของรัฐ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความจำเป็น
และส่งผลถึงความมั่นคงของมนุษย์ เพ่ือให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ผละกระทบต่อ “ชาวลาหู่” คือ ขาดรายได้จากการส่งผลผลิต
ออกจำหน่ายลดลง การปฏิสัมพันธ์ภายในหมู่บ้านเริ่มลดลง อีกทั้งชาวลาหู่อาศัยอยู่บนพ้ืนท่ีสูงที่ห่างไกล การช่วยเหลือ หรือ
การเยียวยาเข้าไม่ถึงประชากรในหมู่บ้าน รวมไปถึงแนวทางการช่วยเหลือการเยียวยาจากรัฐผ่านช่องทางอุปกรณ์
อิเลก็ ทรอนิกส์ เครื่องมือสอ่ื สารออนไลน์ ซ่ึงเป็นปญั หาที่เกดิ ข้ึนและมองเห็นความเหล่อื มลำ้ ทางเศรษฐกิจ ผลกระทบในแต่ละ
ด้านส่งผลให้ชาวลาหู่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส
ที่เป็นปัญหาหลักในปัจจุบนั วถิ ีชีวติ ของคนในชุมชนได้ปรับเปลี่ยน และปรับตัวให้อยู่รอด เน่ืองจากวิถีชีวติ ของชาวลาหู่อาศัย
อยู่ท่ามกลางความเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของท้องถิ่น ท่ีแตกต่างจากคนในสังคม ความรู้เรื่องโรค กับการดำรงชีวิตภายใต้
ความเชื่อน่นั ถือไดว้ ่าตอ้ งส่งเสรมิ และเข้าไปช่วยเหลือ

ความสำคัญทไ่ี ดก้ ล่าวไปข้างต้น ผู้วิจยั ได้นำกรณีศกึ ษา: บ้านสองพ่ีนอ้ ง ต.ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพ่ือศกึ ษา
วิถชี วี ิตของชาวลาหู่ที่ไร้สญั ชาตภิ ายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสนำมาเปรียบเทียบวิถีชวี ติ ของชาวลาหกู่ ่อน
และหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวลาหู่ที่ไร้สัญชาติใน
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสในด้านสุขภาพ มาใช้ประโยชน์ในการวางแผนจัดการหากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทเี่ หมาะสมต่อกลุม่ ชาติพนั ธ์ไร้สญั ชาติ และส่งเสรมิ นโยบายเพ่อื การพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของกล่มุ ผเู้ ปราะบางทางสงั คมให้เขา้ ถงึ
สิทธิ และให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอันใกล้น้ี ในทศิ ทางท่เี ตบิ โตยิง่ ขึ้นไป

วัตถปุ ระสงค์
1. เพือ่ ศกึ ษาวิถชี ีวติ ของชาวลาหู่ท่ไี ร้สญั ชาติกอ่ นสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรสั
2. ศึกษาวิถชี วี ิตและผลกระทบของชาวลาหไู่ ร้สัญชาติภายใต้สถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรัส
3. แนวทางทางการรบั มือและการปรับตัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรสั ของชาวลาหูไ่ ร้สัญชาติ

254

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

วิธกี ารวจิ ยั
งานวิจัยฉบบั น้ใี ชว้ ธิ กี ารศกึ ษาวิจยั เชงิ คุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีวธิ ีการวจิ ยั เปน็ 2 วธิ ี คือ การทบทวน
วรรณกรรมที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส ต่อวิถีชีวิตของชาวลาหู่
ไร้สัญชาติ ณ บ้านสองพี่น้อง ต.ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย รวมถึงคนไร้สัญชาติที่ไม่ได้ขึ้นจดทะเบียนตากฎหมาย ในปี
พ.ศ.2564 โดยสนใจกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ลุ าหูไ่ ร้สญั ชาติ เนื่องจากเป็นกล่มุ ผูเ้ ปราะบางทางสังคม สง่ ผลมาจากกระบวนการกลายเป็น
ชายขอบ (Marginalization) และการเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) การสังเกตแบบมีส่วน
ร่วม (Participant Observation) ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพ่ือทำ
ให้เห็นภาพรวมของเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นธรรมชาติมากท่ีสุด ทำให้เข้าถึงข้อมูล ได้ง่ายกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก และทำ
ความเข้าใจในแต่ละประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบต่อวิถีชีวิตต่อวิถีชีวิตชาวลาหู่ไร้สัญชาติ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โคโรน่าไวรัส ณ บ้านสองพ่ีน้อง ต.ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของข้อมูลในการศึกษาวิจัยคร้ังน้ี
จากนนั้ จึงเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทง้ั หมดที่ได้ จากการทบทวนวรรณกรรมและการสัมภาษณ์แบบเชงิ ลึก (In-depth Interview) มา
วิเคราะห์แบบพรรณนา และสรุปผลการวจิ ัย

ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
สำหรับกล่มุ ตัวอย่างผู้วิจยั คัดเลอื กกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เลือกกลมุ่ ตัวอยา่ งท่เี ป็นผู้ให้ข้อมูล จำนวน 10 คน โดย
แบ่งออกเป็น 2 กลมุ่ ดงั น้ี
1. กลุ่มผู้นำชุมชน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และบริบทในชุมชนท่ีส่งผลต่อปัญหาในการเข้าถึงสิทธิทาง
สขุ ภาพของชาวลาห่ไู ร้สัญชาติ จำนวน 5 คน
2. กลมุ่ ชาวลาหไู่ รส้ ญั ชาติ จำนวน 5 คน ไดแ้ ก่ วยั รนุ่ 1 คน วยั ทำงาน 3 คน และวยั ผสู้ งู อายุ 1 คน

วิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant
Observation) โดยมี 1 ในผวู้ ิจัย อยใู่ นภาคสนามและผู้วิจัยอ่นื ๆ ทำการสัมภาษณผ์ า่ นระบบออนไลน์
- เพือ่ ศกึ ษาวิถีชีวติ ของชาวลาหู่ท่ไี ร้สัญชาตกิ อ่ นสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรสั
- ศกึ ษาวถิ ชี วี ติ และผลกระทบของชาวลาหู่ไรส้ ญั ชาติกอ่ นภายใตส้ ถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโคโรนา่ ไวรสั
- แนวทางทางการรบั มอื และการปรบั ตัวในสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโคโรนา่ ไวรัสของชาวลาหไู่ ร้สัญชาติ

ผลการศกึ ษา
ผลการศึกษาประกอบไปด้วยข้อมูลตามวัตถุประสงค์การศึกษา ดังนี้ 1. เพ่ือศึกษาวิถีชีวิตของชาวลาหู่ท่ีไร้สัญชาติ
ก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส 2. ศึกษาวิถีชีวิตและผลกระทบของชาวลาหู่ไร้สัญชาติภายใต้สถานการณ์
การแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรัส 3. แนวทางทางการรบั มือและการปรับตัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนา่ ไวรัสของ
ชาวลาหู่ไร้สัญชาติ โดยสะท้อนมาจากการทบทวนวรรณกรรม และการเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth
Interview) ซ่งึ มี 3 ส่วน คอื
สว่ นที่ 1 วิถีชวี ติ และบทบาท/หนา้ ที่ของชาวลาหูไ่ รส้ ญั ชาติกอ่ นสถานการณก์ ารแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส
ส่วนที่ 2 เปรยี บเทียบผลกระทบของชาวลาหไู่ รส้ ัญชาติชว่ งกอ่ น-หลงั สถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดโคโรน่าไวรัส
สว่ นที่ 3 แนวทางการรับมือ และการปรบั ตวั ในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโคโรน่าไวรสั

255

รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

ส่วนที่ 1 วถิ ชี วี ิต และบทบาท/หนา้ ทขี่ องชาวลาหไู่ รส้ ัญชาติในสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโคโรนา่ ไวรัส
1.1 ข้อมูลท่ัวไปของหมู่บ้าน: บ้านสองพ่ีน้อง หมู่บ้านสองพ่ีน้อง ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายมี
ท้ังหมด 472 หลังคาเรือนจำนวนประชากร 1,383 คน แบ่งเป็นชาย 679 คน หญิง 704 คน เป็นหมู่บ้านท่ีมีการอาศัยอยู่
รวมกันหลากหลายชาตพิ ันธ์ุ ลาหู่ อาข่า ไทล้อื มอี าณาเขตอยตู่ ดิ กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยมีแม่นำ้ โขงกั้น
สองฟากฝั่ง พ้ืนที่ต้ังถ่ินฐานมีลักษณะป่นดินปนหิน เป็นพื้นท่ีราบสูงสลับกับภูเขา มีพื้นท่ีราบลุ่มเพียงเล็กน้อย รายล้อมด้วย
ภูเขาสลับซับซ้อน บริเวณโดยรอบเป็นป่าเบญจพรรณและแปลงเกษตรของชาวบ้าน มีสภาพอากาศหนาวเย็นถึงหนาวมาก
ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะหน้าหนาวจะมีหมอกปกคลุมท่ัวหมู่บ้าน ช่วงหน้าฝนมีฝนตกตลอดติดกัน
เป็นเวลาหลายเดือน การเดินทางเข้าถึงหมู่บ้าน สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ตามถนนทางหลวงหมายเลข 1127 (เชียงของ-
เชียงแสน) ถนนคอนกรีต มีความคดเคี้ยว ใช้เวลาในการเดินทางจากอำเภอเชียงของ มายังหมู่บ้านประมาณ 1 ชั่วโมง และ
การวางผังหมู่บ้านจะวางกระจัดกระจายไมเ่ ป็นระเบียบ มีคอกสัตวก์ ระจัดกระจายตามจดุ ต่างๆ มีไม้ฟืนวางซ้อมกันอยา่ งเป็น
ระเบียบ ซง่ึ ตงั้ อยู่ไม่ห่างจากบา้ นเรือน ส่งผลให้กิจวัตรประจำวันของชาวลาหู่ไร้สัญชาติสามารถไปมาหาสู่ ในละแวกใกล้เคียง
ได้อย่างงา่ ย และกิจกรรมทที่ ำร่วมกันของชาวลาหู่ไร้สัญชาติ คือ การเล้ียงสัตวด์ ้วยกนั แลกเปล่ียนอาหาร แบง่ ปันอาหารสัตว์
พร้อมกบั แลกเปลย่ี นพดู คุยการเลยี้ งสัตวแ์ ละการประกอบอาชพี อนื่ ๆ ด้วยกนั เสมอ
1.2 วถิ ชี ีวิตความเชอ่ื ตอ่ การเมอื งการปกครองของชาวลาหู่ไร้สัญชาติ ระบบการปกครองของ ชาวลาหบู่ า้ นสองพี่
นอ้ งปัจจุบันขึน้ อยู่กับเขตปกครองบ้านเมือง คนที่มีบทบาทสำคัญจะเป็นแกนนำของ ระบบราชการแตช่ าวบ้านก็ยังคงให้ความ
เคารพนับถือผู้นำทางศาสนา การนับถือศาสนาจะแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทแรก จะนับถือความเชื่อแบบด้ังเดิม
ประเภทสอง ศาสนาพุทธ ประเภทสาม ศาสนาคริสต์ ซ่ึงการนับถอื ศาสนาประเภทสอง สาม จะมนี ้อยกว่าประเภทแรก ทำให้
ยังคงมีประเพณีท่ีสำคัญท่ียังคงรักษาปฏิบัติกันอยู่ เช่น ประเพณีขึ้นปีใหม่ ประเพณีกินข้าวใหม่ และประเพณีที่เกี่ยวข้องกับ
ชวี ิต การเจ็บไข้
1.3 วิถีชีวิตความเชื่อทางศาสนาต่อรักษา ส่งเสริม/สร้างเสริม การป้องกัน และฟ้ืนฟูด้านสุขภาพ ชาวลาหู่
ไร้สัญชาตบิ ้านสองพ่นี ้องเป็นกล่มุ ท่ยี งั คงนับถือศาสนา “ผบี รรพบรุ ุษ” ซึ่งเป็นความเชอื่ ดั้งเดิมท่สี ืบทอดตอ่ กันมาแต่บรรพบุรุษ
โดยชาวลาหู่ไร้สัญชาติทีน่ ับถือผีบุรุษมีความเชื่อท่ีมพี ิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวขอ้ ง ในการดำรงชวี ิต การเกิด เจบ็ ตาย เวลาเจบ็ ป่วย
จะไปหาผ้นู ำทางศาสนาหรอื ผู้นำพิธีกรรมเพ่ือไปหาสาเหตุของการเจ็บป่วยและหาแนวทางรักษาผ่านพิธีกรรม ในสถานการณ์
การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส ชาวลาหู่ไรส้ ัญชาติก็จะจัดพิธีกรรมขับไล่โคโรน่าไวรัสเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่
เชือ้ ในหมู่บา้ นอีกดว้ ย
1.4 วิถีชีวิตการประกอบอาชีพของชาวลาหู่ไร้สัญชาติ ชาวลาหู่บ้านสองพี่น้องประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็น
หลัก ประกอบอาชพี รบั จ้างทั่วไปเป็นอาชีพรอง ชาวลาหู่บา้ นสองพนี่ ้องส่วนมากนิยมประกอบอาชพี ในชุมชน รับจา้ งในชุมชน
ของตนเองมากกว่าการออกไปประกอบอาชีพนอกหมู่บ้าน โดยภายในชุมชนมีคนว่างงานจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ท่ีจะไม่ถูกจ้าง
งานหรือถ้ามีก็มีน้อย และ ชาวลาหู่ไร้สัญชาติ ในส่วนน้ีทำให้ไม่สามารถไปทำงานข้างนอกได้ โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ
รับจ้างทั่วไปในชุมชน กับ ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด เป็นอาชีพหลักท่ีสร้างรายได้ให้กับชาวลาหู่ไร้สัญชาติบ้านสองพ่ีน้องและ
ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ทำให้ชาวลาหู่ไร้สัญชาติได้พึ่งพาป่าไม้ ด้านอาหาร ด้านยาสมุนไพร ในการดำรงชีวิต อีกท้ัง
ยังสามารถเป็นอาชีพเสรมิ สำหรับการเกบ็ สมนุ ไพรในปา่ ชว่ งฤดกู าลทอี่ อกผลผลติ และสามารถนำมาสร้างรายได้แก่ครอบครัว
1.6 บทบาทและหน้าที่ในระบบชุมชนและครอบครัวส่งผลต่อสุขภาพของชาวลาหู่ไร้สัญชาติ บทบาทหนา้ ท่ีและ
วิถีชีวติ ของชาวลาหู่ไร้สญั ชาติจะมีกิจวัตรประจำวันท่ัวไปอย่างเรยี บง่ายตามผู้ทอ่ี าศัยอยใู่ นชุมชนชนบท คือ การดแู ลงานบ้าน
ประกอบอาหาร เลี้ยงสัตว์ ดูแลสมาชิกในครอบครัว บางคนกำลังศึกษาอยู่และบางคนประกอบอาชีพรับจ้างทางการเกษตร
เช่น การเก็บข้าวโพด ปลกู ข้าว ทำไร่ ทำนา เก็บยางพารา เป็นต้น โดยจะมีผู้ว่าจ้างจากในและนอกพนื้ ที่เข้ามาจา้ งงาน โดยได้
ค่าตอบแทนเฉล่ียครงั้ ละ 200-350 บาท ซง่ึ รายได้ไมเ่ พียงพอตอ่ การดำรงชีพทง้ั ครัวเรอื น รายรับที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
ในแตว่ นั น้นั ส่งผลใหเ้ ป็นหนี้ครัวเรอื น

256

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ด้านสุขภาพ จากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ทำให้ทราบถึงเร่ืองของสุขภาพของชาวลาหู่ไร้สัญชาติส่วนมากมี
สุขภาพร่างกายท่ีแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ในบางครั้งมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย สามารถรับประทานยาเพ่ือบรรเทาอาการ
เจ็บป่วยได้ด้วยตนเอง มีเพียงผู้สูงอายุท่ีมีโรคประจำตัวบ้าง เช่น โรคหัวใจโต เป็นตน้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโร
น่าชาวลาหูไ่ ร้สัญชาตบิ า้ นสองพน่ี ้องยังใช้ “ภมู ิปัญญาท้องถิ่นเก่ยี วกบั ด้านสมนุ ไพร” ในการรักษาอาการต่าง มีการใชส้ มุนไพร
ต้นด่ืมเพ่ือป้องการณ์การติดเชื่อโคโรน่าไวรัส ซึ่งเป็นทางเลือกทางด้านสุขภาพสำหรับชาวลาหู่ไร้สัญชาติและยังเป็นการลด
ค่าใช้จ่ายสำหรับการไปใช้สถานบรกิ ารสุขภาพ แต่ด้วยความเป็นผู้ไร้สัญชาติ ส่งผลให้ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการด้านสุขภาพจาก
ภาครฐั ทำให้ไดร้ บั ผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย และเพิ่มความกังวลเม่ือต้องเข้ารบั บริการด้านสขุ ภาพกบั สถานพยาบาล เน่ืองจาก
ค่าใช้จ่ายเฉล่ียต่อคร้ังค่อนข้างสูง และสถานพยาบาลตั้งอยู่ในเขตพ้ืนที่ห่างไกลจากบริเวณหมู่บ้านมีระยะทางเฉล่ีย 50
กิโลเมตร สร้างความยากลำบากต่อการเข้ารบั บริการด้านสุขภาพมากข้ึนไปกว่าเดิม อีกทั้งคนในพ้ืนที่ยังมีความเชื่อว่า การมี
บุตรเยอะจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิต ทำให้แต่ละครอบครัว มีเด็กไม่ต่ำกว่า 2 คนและบางคนมีความต้องการมีบุตรเพ่ิมขึ้นอีก
ความเชือ่ น้ี จึงย่ิงส่งผลให้ชาวลาหู่ไร้สัญชาติ ได้รับผลกระทบทางด้านคา่ ใช้จ่ายด้านบริการสขุ ภาพเพ่ิมขึน้ เนื่องจากมกี ารเพิ่ม
จำนวนของสมาชิกในครอบครัว และค่าใชจ้ ่ายในการเลย้ี งดูแลเด็กทารก หรือค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมพัฒนาการในแตล่ ะช่วง
วัยของเด็ก ทำใหม้ คี วามกังวลทกุ คร้ัง เม่ือตอ้ งเข้ารับบริการทางด้านสุขภาพ และบางครอบครัวมปี ัญหาหน้ีสินร่วมด้วย สาเหตุ
มาจากค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพมีราคาที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ชาวลาหู่ไร้สัญชาติเกิดความเครียดและ
ความกังวลเรื่องคุณภาพชีวิต และอาจได้รับผลกระทบต่อปัญหาทางดา้ นสุขภาพจติ ที่สามารถส่งผลกระทบเชิงลบได้ในระยะ
ยาว

หน่วยงานด้านสุขภาพทเี่ ข้ามามีบทบาทในชุมชนยังไม่มหี น่วยงานหรือองค์กรใด เขา้ มาให้ความช่วยเหลือหรอื เห็นถึง
ความสำคัญของคนในพื้นท่ี ท่ีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่รบาดของโคโรน่าไวรัส มากเท่าท่ีควร มีเพียงสถาน
อนามัยท่ีสามารถรกั ษาได้แค่อาการเจ็บป่วยไม่รุนแรง และภายในชุมชนมอี าสาสมคั รสาธารณสขุ แต่การบริการยังไม่สามารถ
เข้าถึงสมาชกิ ทุกคนภายในชุมชนไดแ้ ละสมาชกิ บางคนไมร่ ู้ถงึ บทบาทหน้าทข่ี องอาสาสมัครสาธารณสุข เนือ่ งจากยังไม่มีการจัด
กจิ กรรมด้านสขุ ภาพอย่างจริงจัง ทำให้เกิดการตกหลน่ ในการเข้าถึงข้อมูลการดูแล รักษาสุขภาพ สขุ อนามยั อย่างถูกวธิ ี ทำให้
เป็นการเพิม่ ความกงั วลดา้ นสุขภาพของชาวลาหู่ไรส้ ญั ชาติมากขนึ้

สว่ นที่ 2 เปรยี บเทียบผลกระทบของชาวลาหู่ไรส้ ญั ชาตชิ ว่ งกอ่ น-หลังสถานการณ์การแพรร่ ะบาด โคโรนา่ ไวรสั
วิถีชีวิตชาวลาหู่ไร้สัญชาติที่เปลี่ยนแปลงไปช่วงการแพร่ระบาคของโคโรน่าไวรัส มีการดำเนินชีวิตท่ีต้องปรับเปลี่ยน
ไปตามนโยบายการปอ้ งกันการแพรเ่ ช้ือโคโรนา่ ไวรสั ดังนี้
วิถีชีวิตด้านความมั่นคงทางสังคม ชาวลาหู่ไร้สัญชาติบ้านสองพี่น้องมีการระวังตัวมากกว่าคนท่ัวไป เนื่องจาก
คนไร้สัญชาติจะไม่ได้รับสิทธิบัตรทอง การไปโรงพยาบาลหรือแม้แตส่ ถานีอนามัยต้องมีค่าใชจ้ ่าย จึงเป็นผลให้ต้องมีการระวัง
ตวั พเิ ศษกวา่ คนอน่ื ๆ เพราะถา้ ไมส่ บายขึ้นมาการไปโรงพยาบาลจะตอ้ งเสยี คา่ ใชจ้ ่าย ชาวลาหู่ไร้สัญชาติจึงไมม่ ีความม่นั คงทาง
สงั คมเพราะความแตกตา่ งกันท่ีสญั ชาตทิ ี่ทำใหก้ ารเข้าถึงสวัสดกิ ารข้ันพ้ืนฐานเกี่ยวกับสุขภาพมีความยากลำบากกว่าคนทว่ั ไป
วิถชี ีวติ ดา้ นความเชอ่ื ชาวลาหูไ่ ร้สัญชาตบิ า้ นสองพี่น้องต้งั แตม่ กี ารแพรร่ ะบาคของโคโรน่าไวรัสการทำกจิ กรรมตา่ งๆ
ทางความเชื่อต้องหยุด เช่น การเข้าวัดทำบุญ การเข้าโบสถ์ และการทำพิธีกรรมตามความเชื่อของผู้ท่ีนับถือศาสนาผีบรรพ
บุรุษ การกินข้าวใหม่ การมัดแขนขอบุญ การถวายเจ้าที่หมู่บา้ น ต้องหยุดเน่ืองกิจกรรมเหลา่ นี้เป็นกิจกรรมทม่ี ีการรวมตวั เป็น
คนหมู่มาก อาจเสย่ี งตอ่ การติดเช้อื และการแพรร่ ะบาคของโคโรน่าไวรสั ยังทำใหช้ าวลาหูไ่ รส้ ัญชาตเิ วลาไมส่ บายหรือเจบ็ ไข้จะ
ไปโรงพยาบาลมากกว่าการพึง่ พาทางความเช่อื ทางศาสนาเพ่ือไมใ่ หอ้ าการหนักกวา่ เดิม
ดังน้ัน ชาวลาหู่ไร้สัญชาติบ้านสองพี่น้องมีวิถีชีวิตท่ีพึ่งพาทรัพย์กรทางธรรมชาติเพ่ือดำรงชีพ ด้านอาหาร ด้านยา
สมุนไพรพ้ืนบ้าน มีการประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นอาชพี หลัก มีความเชื่อแบ่งออกเปน็ สามศาสนา ศาสนาพุทธ ศาสนา
ครสิ ต์และศาสนาผบี บรพบุรษุ และช่วงการแพร่ระบาคของโคโรนา่ ไวรสั ทำให้ชาวลาหไู่ รส้ ญั ชาตมิ ีการปรับตวั ใหค้ วามสำคญั กบั
การดูแลสุขภาพมากวา่ คนทั่วไปและการเฝา้ ระวังการตดิ เช้อื มากขนึ้ ตามนโยบายการปอ้ งกันการตดิ เชื้อ

257

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

2.1 ตารางเปรียบเทียบประเด็นการวิเคราะห์วิถีชีวิตของชาวลาหู่ไร้สัญชาติก่อน – หลังสถานการณ์การแพร่
ระบาดโคโรน่าไวรสั

ประเดน็ วิเคราะห์ วถิ ีชวี ิตก่อนสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาด วถิ ชี วี ติ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาด
วิถชี ีวิต
โคโรน่าไวรสั โคโรน่าไวรสั
1. สภาพสังคม
- การเดินทางไปเยย่ี มญาติพ่นี อ้ งฝงั่ ประเทศ - ไมส่ ามารถเดนิ ทางไปยงั ประเทศลาวไดเ้ นอื่ ง
2. สภาพเศรษฐกจิ
ลาวสามารถเดินทางไปไดต้ ลอด เพอื่ ไปเอา มาตรการการควบคุมโรค

วตั ถุดิบในการประกอบอาหารแลกเปลยี่ นกนั ของแต่ละประเทศมีขอ้ จำกดั ในการเดนิ ทาง

ซง่ึ ดำรงชีวิตของแตล่ ะคนแตกตา่ งกันออกไป ข้ามประเทศ

ข้ึนอยูก่ บั บริบททางสงั คมความเปน็ อยู่

- การใช้สถานบรกิ ารสขุ ภาพ ในการเดินทาง - การใช้สถานบรกิ ารสุขภาพ

ไปแตล่ ะครัง้ จะเป็นการใช้บริการผา่ นจดุ คดั ซึ่งมาตรการการรกั ควบคมุ โรคของประเทศ

กรองในแตล่ ะสว่ นของโรงพยาบาลในรปู แบบ โดยประชาชนท่ัวไปจะตอ้ งมีการปรบั ระบบ

ปกติท่ัวไป การบริการ เพอื่ ให้เกดิ ความปลอดภยั แก่ผมู้ า

รับบรกิ ารและบคุ คลากรมีการเพิ่มความสะดวก

และความรวดเรว็ และลดความแออดั ใน

หนว่ ยงานบริการ รวมถึงการเข้ารบั การเข้า

บริการของ ชาวลาหู่ไรส้ ญั ชาติ ตอ้ งมคี วาม

เข้มงวดมากกว่าเดมิ ในการเขา้ รกั ษาพยาบาล

- การใช้ชวี ิตของสมาชกิ ในชมุ ชนสามารถ - ทกุ คนในชมุ ชนตอ้ งงดการพบปะสังสรรค์

พบปะ เย่ยี มเยียน แลกเปลย่ี นพูดคยุ กันได้ โดยอาศัยในบ้านเรือนของตัวเองเปน็ หลกั เวน้

ทุกเมื่อ ทำกิจกรรม ประเพณี ในชมุ ชนได้ ระยะห่างในการใช้ชวี ติ ในชุมชน ดำเนินชีวติ

ตลอด ภายใตค้ วามระมดั ระวงั นอกจากเรอ่ื งการสวม

หน้ากากอนามัย และการพกเจลแอลกอฮอล์

ล้างมอื แลว้

- การทำงานในชุมชน สว่ นใหญ่สมาชกิ ใน - การจา้ งมีจำนวนทีล่ ดนอ้ ยลง ออกไปทำงาน

ชุมชน ทำอาชีพรบั จา้ งทว่ั ไป โดยจะทำภายใน ภายนอกหมู่บ้านไมไ่ ด้ เพราะจำนวนความ

ชุมชน และนอกชุมชน รายไดห้ ลักมาจากการ ตอ้ งการทนี่ อ้ ยลงไปตามสถานการณท์ เ่ี กดิ ขึน้

ทำงานและข้ึนอยูก่ บั การรบั จ้างของแตล่ ะคน ปริมาณค่าจา้ งมจี ำนวนท่ีลดลง ทำให้รายได้

ภายในครอบครวั ไมพ่ อกบั รายจ่าย

- ในการซ้ือขายในชมุ ชนมีราคาทมี่ าตรฐาน - สนิ คา้ จากรา้ นคา้ ยาสามญั ประจำจำบา้ นและ

ของสนิ ค้า เหมือนรา้ นคา้ ทั่วไป ของมีเพยี งพอ ของใช้ประจำวันในรา้ นค้าชมุ ชนมรี าคาสูงขึน้

ต่อความตอ้ งการของคนในชุมชน เนอื่ งจากการเดินทางไปซื้อนอกหม่บู ้าน

ค่อนขา้ งยากลำบาก

- คา่ รักษาพยาบาลของชาวลาหู่ ไร้สัญชาติ - ในการรกั ษาพยาบาลทมี่ จี ำนวนที่คอ่ นขา้ ง
มีจำนวนทเี่ ยอะ อีกทัง้ ยังตอ้ งมีค่าใช้จ่ายการ เยอะอย่แู ล้ว การรักษาพยาบาลภายใต้
เดนิ ทางในแตล่ ะคร้ังทต่ี ้องเพม่ิ อกี ดว้ ย โดยใน สถานการณท์ เ่ี กดิ ขึ้นจะต้องมีการตรวจหาเช้ือ
แตล่ ะคร้ังทีเ่ สยี คา่ รักษาพยาบาลจะเปน็ การ ตามขนั้ ตอนของโรงพยาบาลโดยจะต้องเสีย

258

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

ประเดน็ วิเคราะห์ วิถชี ีวติ ก่อนสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาด วิถชี วี ติ หลงั สถานการณ์การแพรร่ ะบาด
วถิ ีชีวิต
โคโรนา่ ไวรสั โคโรนา่ ไวรสั
3. ส่งิ แวดล้อม
ยมื เงนิ ของคนในชมุ ชน และติดคา้ งการชำระ คา่ ใชจ้ ่ายทีเ่ พมิ่ ขนึ้ และยังมคี วามกังวลใน
4. วฒั นธรรม
การรกั ษากับโรงพยาบาลไว้ การใช้จา่ ยเมื่อมีการตดิ เชื้อโคโรนา่ ไวรสั

- การทำกิจกรรมร่วมกนั ในชมุ ชน - มกี ารงดการรวมกลมุ่ โดยเปน็ คำส่งั ของกรม

การรวมกลุ่ม ประชมุ ภายในหมบู่ ้านกับผนู้ ำ ควบคมุ โรคของจงั หวัด ทำใหก้ ารทำกจิ กรรม

ร่วมกนั แกป้ ญั หาทเี่ กิดข้ึนภายในชมุ ชน ตา่ งๆ ในชมุ ชนจงึ ไมม่ กี ารจดั ข้นึ เพ่อื ที่จะลด

ปญั หาที่จะเกดิ ขึน้ ในภายหลัง

- บรบิ ทของสังคม มีความแบบพึ่งพาซึ่งกนั - ทุกคนในชมุ ชนต่างคนตา่ งใช้ชีวิต ไม่มี

และกันในการใช้ชีวิตประจำกนั โดยจะใช้ ปฏิสมั พันธร์ ว่ มกันในชมุ ชนท่ีน้อยลง

ความเปน็ เครอื ญาตเิ ป็นส่อื กลางในการดำเนนิ ตอ้ งปรบั เปลย่ี นมาเป็นรปู แบบการใชแ้ บบ

ชีวติ New Normal

- ในทกุ วนั อาทติ ย์จะไปโบสถ์ ไปรว่ มพธิ ีกรรม - การเดินทางไปรว่ มพิธีกรรมทางศาสนามี

ทางศาสนา เพอ่ื ลดความกงั วล และ การงดเขา้ รว่ ม เนอ่ื งจากการลดการสัมผสั เช้อื

ความเครยี ด จากคนจำนวนมาก การทำพิธจี งึ ทำอยู่ได้

ภายในบา้ น

- การรบั ประทานอาหารด้วยมอื เปลา่ ท่ี - การรบั ประทานอาหารตอ้ งมีการปรบั เปลยี่ น

สามารถทำได้กับการรบั ประทานอาหารแบบ ไปเป็นการใชช้ ้อนของแตล่ ะคน เพือ่ การลด

กลุม่ ซ่ึงเป็นการสบื ทอดวฒั นธรรมมาต้งั แต่ การสัมผสั เช้ือ การรับทานจงึ มคี วามไมส่ ะดวก

อดีต เพือ่ ทจ่ี ะไดส้ มั ผสั ถงึ รสชาติแท้จรงิ

- การแลกเปลยี่ นสิง่ ของ หรอื อาหารจากบ้าน - เน่ืองจากมาตรการการลดการพบปะของ

สู่บา้ น เปน็ วัฒนธรรมทท่ี ำตอ่ ๆ กนั มา เปน็ คนในชุมชน การแลกเปลย่ี นสิง่ ของ จำมีความ

การพงึ่ พาอาศัยกันโดยไมห่ วงั ผลประโยชน์ ลำบาก และเปน็ การลดการสมั ผสั เช้อื อีกด้วย

จากสิง่ ทีม่ อบให้

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส เข้ามาและมีความทวคี ูณที่มากข้ึนการดำเนินชีวิตประจำวันของ
ชาวลาหู่ ไร้สัญชาติ ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถที่จะอยู่รอดและอยู่ร่วมกนั ในสังคม
ได้ จนนำไปสู่ความเปล่ียนแปลงในด้านสังคมความเป็นอยู่ สุขภาพร่างกาย จิตใจ การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัสจึงเป็นตัวกลาง
ท่ีเอ้ือต่อการปรับเปล่ียนในการดำรงชีวิตในทุกๆ เรื่อง จนมองเห็นถึงการเปล่ียนแปลงท่ีแตกต่างไปจากเดิมและสามารถที่
รบั มือกับปัญหาเหล่านี้ได้ ความแตกต่างในการดำรงชีวิตนั้นต้องมีเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ในปัจจุบันก่อให้เกิดความ
แตกตา่ งในชว่ งก่อนและหลงั การเกิดการการแพรร่ ะบาดโคโรนา่ ไวรัส การดำรงชวี ิตของชาวลาหู่ไรส้ ัญชาติมกี ารปรับเปลย่ี นไป
เพือ่ ความอยูร่ อดในสังคมผา่ นขอ้ จำกัดในการดำรงชีวิตไปตามสถานการณ์ทเ่ี กิดขึ้น

2.2 วิถีชีวิตก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส ชาวลาหู่ที่ไร้มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กิจวัตประจำวันของ
ชาวลาหู่ไร้สัญชาติในทุกๆ วันจะต้องประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ และรับจ้างท่ัวไปท้ังในหมู่บ้านแหละ
นอกหมบู่ ้าน ซ่ึงเป็นการหารายได้ส่วนหนง่ึ มาใช้ในครอบครัว และรายได้ ไม่เพียงพอต่อบริบทของครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ
สง่ ผลใหเ้ กดิ ปัญหาด้านสขุ ภาพ รวมไปถงึ วิถีชีวติ ความเป็นอยู่ เม่ือชาวลาหไู่ ร้สัญชาติเจบ็ ป่วยการรกั ษาพยาบาลสว่ นใหญห่ ากมี
อาการท่ีไม่รนุ แรง ชาวลาหู่ไรส้ ัญชาติ จะเข้าใชบ้ รกิ ารของโรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพประจำตำบล เพอ่ื รกั ษาอาการดังกล่าวที่
เกิดขึน้ รวมถึงมกี ารใช้บริการกบั สถานพยาบาลต้องรับผิดชอบตอ่ ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของระบบสขุ ภาพ ซึ่งใน

259

รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ชมุ ชนยังมีสถานีอนามัยแต่ในการเข้ารักษาจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาลเข้าพื้นฐาน อีกท้ังการเข้าใช้บรกิ ารสุขภาพใน
โรงพยาบาลท่ีต้องใช้การสื่อสารด้วยภาษาไทยทำให้ชาวลาหู่ ไร้สัญชาติมีปัญหาในการสื่อสารจนทำให้เกิดความผิดพลาดใน
การเข้าถงึ บริการในแตล่ ะครัง้ ดว้ ยความท่ีชาวลาหู่ ไร้สัญชาติมกี ารนบั ถือศาสนาผี นับถือบรรพบุรุษ ว่าสารมารถท่ีจะปกปกั ษ์
รักษาคุ้มครองตนได้ จึงทำให้การรักษาสุขภาพในสภาพสถานพยาบาลเป็นเรื่องท่ีมีความสำคัญเป็นเรื่องที่น้อยลง แต่มีสถา
การณ์การแพร่บาดโคโรนา่ ไวรสั ทำใหส้ ่ิงตา่ งๆ ในการดำรงชีวติ ตอ้ งมาเปลยี่ นแปลงและมีความแตกตา่ งอยา่ งเห็นไดช้ ัด

2.3 วิถีชีวิตหลังจากการเกิดมีสถาการณ์การแพร่บาดโคโรน่าไวรัส ชาวลาหู่ไร้สัญชาติ ต้องมีการปรับเปลี่ยน
เพอื่ ท่ีจะใหเ้ ข้ากับสังคมและสถานการณ์ทีเ่ กิดขึ้น ทั้งในส่วนของการดำรงชีวติ ในการเปล่ียนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็วอาชีพ
รับจึงเป็นส่ิงที่ถูกลดบทบาทลงในการจ้างงาน นำไปสู่การขาดรายได้เพื่อที่นำมา เลี้ยงครอบครัวและการใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ
ท้ังน้ีบทบาทของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปปฏิสัมพันธ์ภายในหมู่บ้าน การเขา้ รว่ มพธิ ีกรรมท่ีต้องทำร่วมกันเร่มิ มีการลดลงไป
วัฒนธรรมของชาวลาหู่ที่มีความสัมพันธ์แบบสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลต้องมีการปรับเปล่ียนไป อาทิ การนำอาหารนำไป
แลกเปลี่ยนกันในหม่บู ้าน การรบั ประทานอาหารร่วมกันด้วยมือเปล่าตอ้ งเปลย่ี นมาใช้ชอ้ นกลางเพือ่ ความปลอดภัยของทุกคน
โดยจะต้องตามมาตรการควบคุมโรค อีกท้ังการแพรบ่ าดโคโรน่าไวรัสทำให้ชาวลาห่ตู ้องดูแลสุขภาพของตนเองท่ีเพม่ิ ขนึ้ มีการ
ป้องกนั ใชช้ วี ิตแบบระมัดระวงั การรักษาสขุ ภาพเร่ิมมีการเปลย่ี นแปลงไปจากเม่อื กอ่ นหากมอี าการทเี่ จบ็ ปว่ ยเลก็ นอ้ ยสามารถ
ทรี่ ักษาดว้ ยตนเองได้ เเต่ตอนนี้ตอ้ งไปรกั ษาตัวกบั สถานพยาลเทา่ นั้นเพ่ือความมนั่ ใจแกต่ นเองและ คนรอบขา้ ง ซึ่งในแต่ละครั้ง
ทเี่ ข้าใชส้ ถานบริการในสถานการณ์ท่ีบีบบงั คบั ต้องปรบั เปลี่ยนไปต้องมคี วามระมดั ระวงั และต้องทำตามมาตราการที่กำหนดไว้
ส่ิงน้ีเป็นการเพ่ิมความกังวลใจในการรักษาพยาลที่เพิ่มขึ้นจนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมีความ
แตกต่างกันไปตามยุคสมัยของสงั คม

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัสท่ี เป็นผลกระทบด้านสุขภาพ
ทางตรง ตลอดจนส่งผลต่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและวิถีชีวิตท่ีดี ส่ิงนี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงวิถีปฏิบัติของชาวลาหู่ไร้สัญชาติ
ท่ีจะต้องปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคม อยู่รอดภายใต้สถานการณ์ท่ีส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นส่ิงที่ไม่ได้รับ
การคุ้มครองสิทธิสวัสดิการด้านสุขภาพสำหรับชาวลาหู่ไร้สัญชาติ ดงั น้ัน การเปล่ียนแปลงวิถีชวี ิตเพื่อความอยู่รอด กินดี อยู่ดี
และปลอดภยั จากการตดิ เชื้อ จะเห็นไดว้ า่ ชาวลาหมู่ ีการเปล่ยี นแปลงวถิ ีชีวติ ทเ่ี ห็นไดช้ ัดในเรือ่ งของเศรษฐกิจทล่ี ดลงไปจากเดิม
เนื่องจากมีการจ้างงานที่ลดลงให้กับชาวลาหู่ไร้สัญชาติ นอกเหนือจากน้ียังในส่วนของสุขภาพที่อเปลี่ยนแปลงในส่วนของ
การดูแลสุขภาพเพ่มิ ความใส่ใจในการเจบ็ ป่วยมากข้ึนกวา่ เดมิ ทงั้ นกี้ ารเขา้ ใช้สถานบริการท่ีมีความเปล่ยี นแปลงไปต้องมีความ
ระมัดระวัง และเข้าถึงตามมาตรการของสถานพยาบาลจากเดิม สุดท้ายในส่วนของวัฒนธรรมท่ีชาวลาหู่ไร้สัญชาติต้องมี
การปรับเปล่ียนไปตามความเหมาะสมแต่ยังคงอยใู่ นบริบทของสังคมที่เหมอื นเดมิ

ส่วนที่ 3 แนวทางการรับมอื และการปรบั ตวั ในสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโคโรนา่ ไวรสั
การปรับตัวให้อยู่รอดในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโคโรนา่ ไวรสั ที่กำลงั แพรร่ ะบาดปกคลมุ ไปทวั่ ทกุ พน้ื ที่ ส่งผล
กระทบตอ่ วิถชี ีวิตของชาวลาหู่ท่ีไร้สญั ชาติอย่างรอบด้าน จากแนวทางการป้องกัน มาตรการรกั ษาระยะห่างทางสังคมที่สง่ ผล
ให้ชาวลาหู่ไร้สัญชาติ ไม่มปี ฏิสัมพันธ์ใกล้ชดิ กันรวมทั้งมีการ ห้ามเดินทางไปยังท่ีต่างๆ หากไม่มีเหตุจำเป็น ซึ่งในสถานการณ์
การแพรร่ ะบาดโคโรนา่ ไวรัสสง่ ผลกระทบตอ่ วถิ ชี ีวติ ของชาวลาหู่ไร้สญั ชาตเิ ปลี่ยนแปลงไปจากเดมิ ทั้งทางโครงสร้าง ทางสังคม
วัฒนธรรม สุขภาพร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ รวมไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ ท่ีชาวลาหู่ไร้สัญชาติจำเป็นต้องปรับตัวให้
เขา้ บริบททางสงั คมตามการเปลยี่ นแปลง
อ้างจากทฤษฎีการปรับตัว (Roy’s, 1999) การปรับตัวเป็นวิธีการดำเนินชีวิตท่ียึดบริบททางสังคม วัฒนธรรมเป็น
แนวทาง ซ่ึงการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ท่ีไม่คุ้นชิน ระบบของร่างกาย ความคิด พฤติกรรมท่ีปรับให้เหมาะสมต่อ
สถานการณ์ท่ีเผชิญ เพ่ือการเปลี่ยนแปลงท่ีไม่หยุดนิ่งต่อปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางสังคม การปรับตัวในแต่ละ
สถานการณ์จะมีความแตกต่างกันไปตามความเป็นพลวัตร ทั้งก่อนและหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส

260

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

การปรับตัวเป็นสง่ิ สำคญั ท่ีจะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ท่ีจำเป็นต้องมีแนวทางการอย่รู อดได้ในสงั คม วิธีการรับมือต่อสู่และ
แนวทางการปรบั ตวั ใหอ้ ยู่รอดทา่ มกลางสถานการณ์

การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส ท่ีส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลาหู่ไร้สัญชาติ บ้านสองพ่ีน้อง
อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากการเก็บข้อมูลการศึกษาพบว่าชาวลาหู่ได้รับผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในด้าน
สขุ ภาพ และชาวลาหูส่ ามารถรับมือกับปัญหาท่ีสง่ ผลให้วิถีชีวิตของชาวลาหู่เปลย่ี นแปลงไปจากเดมิ เมอ่ื เปรียบเทยี บกอ่ นและ
หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรสั จากบทบาทและหน้าที่การเป็นชาวลาหู่ไร้สัญชาติในระบบชุมชนและครอบครัว
ที่เผชิญต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส ซึ่งกลยุทธ์การต่อสู้กับสถานการณ์แพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส และ
การปรบั ตัวให้อยู่รอดด้วยบริบทที่ตนเป็นอยู่ในประเทศไทยของชาวลาหู่ไร้สัญชาติ มีรูปแบบการปรับตัวที่แตกต่างกันออกไป
ตามบริบทความเป็นอยู่ บทบาทหน้าท่ีในชุมชนและครอบครัว จากข้อมูลท่ีได้จากผู้สัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นถึงแนวทาง
การปรับตัวท่ีมีความหลากหลายตามรูปแบบของแต่ละบุคคลที่มีพฤติกรรมการแสดงออก เพื่อต่อสู่ ป้องกัน ต่อสถานการณ์
การแพร่ระบาดโคโรนา่ ไวรัส (จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , คณะพยาบาลศาสตร์, 2555, น. 2)

3.1 แนวทางการปอ้ งกนั และการรับมอื ต่อสถานการณก์ ารแพร่ระบาดโคโรนา่ ไวรสั
3.1.1 การปฎิบัติตวั ตามมาตรการการปอ้ งกันโรค สวมใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์

เปน็ ประจำ เพ่ือความปลอดภยั จากการสมั ผสั การตรวจวัดอณุ หภมู ริ า่ งกายก่อนเขา้ สถานบริการตา่ งๆ มีการเว้นระยะหา่ งทาง
สังคม สมาชิกในหมู่บ้านสองพี่น้องปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันโรค มีรูปแบบการป้องกันท่ีถูกถ่ายทอดแนวทางการปฏิบัติ
ต่อๆ กันมา ซ่ึงปัญหาที่พบส่วนใหญ่สมาชิกในชุมชนมีอุปกรณ์ในการป้องกันโรคไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตประจำวัน
เนอ่ื งจากการเข้าไมถ่ งึ บรกิ ารทางสังคม สว่ นมากได้รับแจกจากสมาชกิ ในชุมชน

3.1.2 การเฝ้าระวังอาการความผิดปกติของร่างกาย การเตรียมความพร้อมตามสถานการณ์ การตรวจเช็ค
ลักษณะทางกาย ตรวจสอบความแขง็ แรงของร่างกาย ปอ้ งกันไม่ใหเ้ กิดการเจบ็ ปว่ ย หากรูส้ ึกไมส่ บายต้องตดิ ตอ่ การรักษาจาก
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพประจำตำบล เพ่อื รกั ษาอาการเบ้ืองตน้ และการทำรา่ งกายใหแ้ ขง็ แรงตลอด

3.1.3 พฤติกรรมท่ีสร้างภูมิคุ้มกัน การทำความสะอาดหน้ากากอนามัยแบบผ้าด้วยการซัก และเปลี่ยน
หน้ากากอนามัย 2 คร้ังต่อวัน ส่วนหน้ากากอนามัยท่ีใช้แล้วท้ิงจะทำลายโดยการเผา หากมีความจำเปน็ ในการเดินทางออกไป
เจอผคู้ นจะสวมใส่หน้ากากอนามัยซ้อนกัน 2 ชั้น และเปลี่ยนหน้ากากอนามัย 2-3 ครั้ง เพื่อความปลอดภัยแก่ตนเองและผู้อื่น
ลดการสะสมของเชอื้ โรคท่ีตดิ บนหน้ากากอนามัย

3.1.4 ศึกษาสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส การติดตามข้อมูลข่าวสารสถานการณ์การแพร่
ระบาดโคโรน่าไวรัสเป็นประจำ เพ่ือทราบถึงบริบทการแพร่ระบาดในช่วงเวลาปัจจุบัน สามารถใช้เป็นแนวทางในการรับมือ
และหาวธิ กี ารป้องการได้ทันถว่ งทตี ามสถานการณ์การแพรร่ ะบาดโคโรน่าไวรสั ตามการเปล่ียนแปลง

แนวทางการป้อง และการรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัสของชาวลาหู่ไร้สัญชาติปฏิบัติตัว
ตามมาตรการป้องกันโรค เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและสังคม มีการว่างแผนการดำเนิ นชีวิตให้ปลอดภัย
การติดตามข่าวสารสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส เป็นแนวทางที่สามารถรับมือต่อสถานการณ์ได้ทันถ่วงที
การเตรียมความพร้อมในการดำเนินชีวิต ด้านสาธารณูประโภค ด้านสุขภาพการดูแลรักษาสุขภาพสิ่งของอุปโภค บริโภค
เพื่อความสะดวกต่อการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นแนวทางในการหลีกเลี่ยงการเดินทางลดลง หลีกเลี่ยงการรวมตัวกันในชุมชน ไม่ทำ
กิจกรรมทางชุมชน ทางศาสนา ป้องกันตัวเองโดยการเว้นระยะห่างทางสังคม หลีกเล่ียงการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีคนเยอะ
สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาเม่ือพบปะผู้อ่ืน สร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ความปลอดภัยให้ตนเองและสมาชิกในหมู่บ้านสองพี่
น้อง

3.2 การปรบั ตวั ภายใตส้ ถานการณก์ ารแพร่ระบาดโคโรนา่ ไวรสั
การปรับตัวชาวลาหู่ไร้สัญชาติมีการปรับตัวตามการเปล่ียนแปลงของสถานการณ์การแพรร่ ะบาดโคโรน่าไวรัส

ชาวลาหู่มีบทบาทของครอบครัวที่ต่างกัน ส่งผลให้การปรับตัวมีความแตกต่างของบทบาทหน้าท่ีนั้นจะมีแนวทางการปรับตัว

261

รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

แตกต่างกนั ไปตามบริบททางสังคม ซึ่งการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิดผ่านช่องทางต่างๆ เป็นสารทก่ี ระตุ้นให้ชาวลาหู่ทราบ
ถงึ สถานการณ์ และมีแนวทางการปรบั ตวั ให้เข้ากับสถานการณ์

การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส ทราบถึงสถานการณ์ทางสังคมที่มีการเปลี่ยน ส่งผลให้ชาวลาหู่มีแนวทางการปรับตัว
ที่เหมาะสม ปรับเปล่ียนรูปแบบของการดำเนินชีวิตพื้นฐานเป็นรูปแบบการรักษาระยะห่างทางสังคม งดกิจกรรมในหมู่บ้าน
การชมุ ชนทางศาสนา เป็นการลดปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในหมู่บ้าน ชาวลาหู่ไรส้ ัญชาติมกี ารปรบั ตวั ให้เข้าสถานการณ์โดย
หากิจกรรมทดแทนตามรูปแบบของแต่ละบุคคล โดยท่มี ีขอ้ จำกดั ของสถานที่ และชาวลาหู่ไรส้ ัญชาตมิ ีความคดิ ความเช่อื ตาม
ศาสนาผีบรรพบุรษุ โดยมีพิธกี รรมทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวว่าการได้รบั ความคมุ้ ครองจากส่ิงศกั ด์ิสิทธิ์ท่นี ับถือ ส่งผล
ให้ปลอดภัยไม่ติดโรคโควิด-19 ชาวลาหู่ไร้สัญชาติ เน้นวิธีการรักษา ฟ้ืนฟู ป้องกัน และสร้างเสริมให้สุขภาพมีความแข็งแรง
ไมใ่ ห้เกิดการเจ็บป่วย เนอื่ งจากชาวลาหู่ไรส้ ัญชาตมิ ีสถานภาพทางสงั คมที่ไร้สัญชาติ จงึ เป็นตวั กลางสำคัญท่เี อื้อต่อผลกระทบ
ต่อวิถีชีวิตในสถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส เน่ืองจากชาวลาหู่ไร้สัญชาติเข้าไม่ถึงการบริการสังคมด้านสุขภาพ
ของประเทศไทยตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง 30 บาท) การคุ้มครองทางสังคมท่ีม่ันคง รวมไปถึงแนวทาง
การรับมือในสังคมที่เป็นพลวัตรอย่างยากลำบาก จึงส่งผลให้ชาวลาหู่ไร้สัญชาติได้รับผลกระทบต่อวิถีชีวิตด้านสุขภาพใน
สถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรนา่ ไวรัส

แนวทางการป้องกัน การรับมือ และ การปรับตัวภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส ชาวลาหู่
ไร้สัญชาติในหมู่บ้านสองพี่น้อง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้รับผลกระทบต่อวิถีชีวิตด้านสุขภาพ จากสถานการณ์
การแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส จากแนวทางการป้องกัน รับมือ และการปรับตัวนั้นมีความหลากหลาย แตกต่างกันทางด้าน
บทบาท หน้าที่ในครอบครวั ชุมชน และบรบิ ทความต้องการท่ีต่างกนั ความพร้อมในการป้องกัน รับมือต่อสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโคโรน่าไวรัส และการปรบั ตัวให้อยู่รอดของแต่ละคนขนึ้ อย่กู บั ความพรอ้ มของแต่ละบคุ คล แต่มีความมงุ่ ม่นั เดยี วกนั
ทีจ่ ะป้องกนั ตัวจากโคโรน่าไวรสั และสร้างคุณภาพชวี ิตท่ีมีความมั่นคง รวมไปถึงความปลอดภัยในชีวิตทางดา้ นสุขภาพ สภาพ
รา่ งกาย จิตใจ ท้ังตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน และสงั คม หรือลดการสรา้ งความเดอื ดรอ้ นให้แก่ผอู้ ่นื

อธปิ รายผลการวจิ ยั
วถิ ชี วี ิตของชาวลาหู่ไรส้ ัญชาตบิ า้ นสองพ่นี ้อง ต้องปรับตัวเพ่ือให้อยู่รอดจากสถานการณก์ ารแพร่ระบาด โคโรน่าไวรสั
ที่จะส่งผลในเรื่องของสขุ ภาพและคา่ ใช้จา่ ยการรักษาพยาบาลทไี่ มไ่ ด้มีการคุม้ ครองชาติพนั ธ์ุลาหูไ่ รส้ ญั ญาตไิ ว้ ผลกระทบทีเ่ กิด
ข้ึนมาจาก แนวทางการป้องกันการแพร่บาดท่ีมีผลต่อวิถีชีวิตของชาวลาหู่ไร้สัญชาติ ได้แก่ การส่งออกของผลผลิตทาง
การเกษตร ซงึ่ เป็นผลผลิตหลกั ของชาวลาห่ใู นพ้ืนท่ี
การเคลื่อนย้ายสินค้า ความต้องการทางตลาด ผนวกกับระบบเศรษฐกิจท่ีชลอตัวลง มีจากการแพร่ระบาดโคโรน่า
ไวรัสและมาตรการป้องกันโควิด – 19 ออกมาคุ้มครองประชาชน อุปกรณ์ในการใช้ป้องกันเชื้อไวรัส หน้ากากอนามัย
เจลแอลกอฮอล์ ถุงมือ ส่ิงเหล่าน้ีถือได้ว่าเป็นเครื่องมือท่ีต้องพกติดตัว เป็นอุปกรณ์เสริมเกิดความไม่ถนัดในการชีวิต เกิด
สภาวะทางจิต กังวล เป็นห่วงคนในครอบครัว ไม่สบายใจคิดมากเรื่องค่าใช้จ่ายเม่ือตนเองหรือครอบครัวต้องรักษาใน
โรงพยาบาล วถิ ีการดำรงชีวติ ในแตล่ ะวนั ต้องปรบั เปลี่ยนไปจากเดมิ แตส่ ่งิ ท่ตี ้องดำเนินต่อคือจดุ มุ่งหมายในชวี ิตท่กี ้าวเข้ามาใน
ดินแดนของสยามประเทศ เป้าหมายท่ีต่างกันกลไกทางร่ายกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณล้วนขับเคล่ือนตามพลวัติทาง
สังคมเพื่อให้ได้ผลรับออกมาและส่งผลดีต่อบุคคล ครอบครัว และชุมชน สุขภาพ ในแนวคิดของรอย หมายถึง ความคาดหวัง
ของมิติการเป็นอยู่ของบุคคล การแสดงออกถึงสุขภาพและการเจ็บป่วยตามสภาพท่ีบุคคลเป็นอยู่จรงิ (Ursavaş, Karayurt &
İşeri, 2014; Jacqueline, 2009) สุขภาพ คือ ภาพสะท้อนท่ีเป็นสัญลักษณ์ของระบบการปรับตัวท่ีมีการเจริญเติบโต หรือ
พัฒนาข้ึนภายใตส้ ภาพแวดล้อมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สขุ ภาพ เปน็ กระบวนการปรบั ตัวที่ลักษณะเป็นองค์รวม ทำให้
ระบบการปรับตัวท่ีมีความแข็งแกร่ง บรรลุเป้าหมาย คือ การมีชีวิตอยู่รอด เจริญเติบโต สามารถสืบเผ่าพันธ์ุให้คงอยู่

262

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

มคี วามก้าวหนา้ และสามารถปรบั เปลยี่ นสง่ิ แวดลอ้ มใหเ้ ปน็ ไปตามตอ้ งการได้ (จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , คณะพยาบาลศาสตร์,
2555)

ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส ส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวลาหู่ไร้สัญชาติเปล่ียนแปลงไปตามประกาศ
ภาครัฐ เรือ่ งของการควบคุมโรคระบาด และคา่ นยิ มในชุมชนท่ีมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนียวจิตใจ ผลจากการศึกษาสะทอ้ นให้
เห็นถึงสภาวะการปรับตัวได้ของชาวลาหู่ไร้สัญชาติต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจาก
เดิม เช่นในเร่ืองของวัฒนธรรมการรับประทานอาหารที่ปกติทานข้าวด้วยมือ ปัจจุบันใช้ช้อนกลางและช้อนเพ่ือรับประทาน
อาหาร เกดิ สขุ อนามยั การบรโิ ภคที่ดีข้ึน ตลอดจนตัวชีว้ ดั เรื่องของความเช่ือมั่นทางการแพทย์ท่ีชาวลาห่ไู รส้ ัญชาติ ถอื ได้ว่าเป็น
จุดเปลี่ยนที่อยู่ถิ่นฐาน และเป็นสิ่งท่ีโน้มน้าวให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยท่ีเป็นข้อแตกต่างจากประเทศลาว และประเทศพม่า
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงรากฐานของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย ที่ชาวต่างประเทศให้การยอมรับในช่วงสถานการณ์
แพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส

ขอ้ เสนอแนะ
ข้อเสนอแนะของชาวลู่ไร้สัญชาติต่อเรื่องปัญหาด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต จะเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่อง
สุขภาพ สำหรับผู้ท่ีไร้สัญชาติ และส่งผลร่วมในทิศทางที่ดีในระดับ บุคคล ครอบครัว ชุมชน จากการเก็บข้อมูลดิบแล้วนำมา
วิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหาดา้ นสุขภาพ และให้ผู้ให้สัมภาษณ์ตอบคำถามเรื่องของข้อเสนอแนะเก่ียวกับสุขภาพ และการดูแล
เรอื่ งสุขภาพทีไ่ ด้รบั ภายในชุมชน ฐานะสมาชกิ ในชุมชนบ้านสองพี่น้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพฒั นาชุมชนเรื่องของ
สขุ ภาพทีด่ กี ันถ้วนหนา้ พบขอ้ เสนอแนะ ดังนี้
1. “สถานบริการดา้ นสุขภาพ ควรช่วยส่อื สารภาษาลาหไู่ ด้ เพื่อความสะดวก และความชัดเจนในการส่ืออสาร” เป็น
ข้อเสนอแนะเชิงองค์กร เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในสายงานสุขภาพ ที่แฝงไปด้วยข้อท้ายทายทางวิชาชีพ และการปฏิบัติงาน
อย่างเร่งด่วย การสื่อสารที่ควรจะต้องมีความชัดเจน และความหลากหลายของภาษาตามบริบทพื้นถ่ินของหน่วยบริการ
สขุ ภาพ ดังน้ันขอ้ เสนอแนะประการน้ี เข้ามาเติมเต็มในสว่ นของการเข้าถงึ และเข้าใจในเรื่องของการส่ือสารอยา่ งตรงไปตรงมา
และรูถ้ ึงขน้ั ตอนการรกั ษาได้เปน็ อย่างดี
2. “ผ้นู ำชุมชนและอาสามคั รสาธารณะสขุ ให้ความดูแล และมีการจัดกิจกรรมอย่างจริงจัง” เป็นขอ้ เสนอแนะระดับ
หมู่/ชุมชน ส่งเสริมบทบาทการเป็นผู้นำ แสวงหาข้อมูลท่ีเป็นผลประโยชน์ เกิดการระดมทุนทางสังคม และผลักดันทุนทาง
สังคมให้เกิดผลลัพธ์ภายในชุมชนผ่านรูปแบบของกิจกรรมต่างๆ อย่างเข้มงวด จัดทำโครงการการเรียนรู้ผลักดันให้เกิดข้ึนได้
จริง และเกิดประโยชนส์ ูงสดุ กับคนในชมุ ชน เพอื่ สงเสรมิ การเป็น “ชมุ ชนการเมืองเข้มแขง็ ”
3. ภายในชุมชนควรมีหน่วยงานเก่ียวกับผูห้ ญิง เร่ืองของความผิดปกติรา่ งกายภายใน เช่น การมีประจำเดือน สุขอนามัย
ของผหู้ ญงิ หน่วยงานเขา้ มาจะทำใหเ้ ข้าใจและสบายใจมากขึน้
4. “ควรให้มีการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไม่มีค่าใช้จ่าย” ถือได้ว่าขยายโอกาสด้าน
การเข้าถงึ ทรัพยากรด้านสุขภาพให้ไดร้ บั การบริการ เป็นชอ่ งทางการเข้าถึงหน่วยบรกิ ารสาธารณะสุขที่งา่ ย และประหยัดคา่ ใช้จ่าย

เอกสารอ้างอิง
กาญจนา หนั จางสทิ ธ.์ิ (2555). ประชากรชายขอบ:มมุ มองในเชิงจำนวนและการกระจาย. ใน ประชากรและสังคม.

(น. 37-59). ประชากรและสังคม 2555: ประชากรชายขอบและความเปน็ ธรรมในสังคมไทย. คร้งั ท่ี 8. นครปฐม:
มหาวทิ ยาลยั มหิดล.

263

รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

กฤษดา บญุ ชยั , จฑุ าทิพย์ มณพี งษ,์ ปิโยรส ปานยงคฃ์ , ภทั ราพร เตโจ, ประภาส ปนิ่ ตบแต่ง, วฑิ รู ย์ เลย่ี มจำรญู และ สภุ า
ใยเมือง. (2563). การประเมนิ ความเสียหาย ผลกระทบและการปรบั ตัวปรบั ตวั ของชุมชนทอ้ งถน่ิ ตอ่ ภาวะโรคระบาด
โควิด-19. รายงานฉบับสมบูรณ์การวจิ ยั เองการประเมินความเสยี หาย ผลกระทบและการปรบั ตวั ปรบั ตวั ของชุมชน
ท้องถน่ิ ต่อภาวะโรคระบาดโควดิ -19. สถาบนั พระปกเกล้า, มลู นิธิชมุ ชนท้องถ่ินพฒั นา.

จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะพยาบาลศาสตร์. (2555). หน่วยท่ี 7 ทฤษฎีและแนวทางประยกุ ตส์ ู่การปฏบิ ัต:ิ ทฤษฎเี น้น
ผู้รบั บรกิ าร. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า Nursing theory. จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .

เบญจมาศ สขุ ศรเี พง็ . (2550). ทฤษฎีการปรับตัวของรอย Roy’s adaptation model. สืบค้นจาก
https://www.gotoknow.org/user/s_benjamars/profile

สุริชยั หวันแกว้ . (2546). กระบวนการกลายเป็นคนชายขอบ. กรงุ เทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวิจยั แหง่ ชาติ.
สรุ ิชยั หวันแกว้ . (2550). คนชายขอบ: จากความจรงิ สคู่ วามจริง. กรงุ เทพฯ: สำนกั พิมพ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
อสั ซูวรรณ เปาะหะ. (2560). ปญั หาการเขา้ ถึงสิทธิทางการศกึ ษาของคนไร้รฐั ไร้สญั ชาติ กรณศี ึกษา: บ้านหว้ ย หยวกปา่ โซ

ตำบลแมส่ ลองใน อำเภอแมฟ่ ้าหลวง จงั หวัดเชยี งราย. (วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ). มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,
วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์.
Jacqueline, F. (2009). Using Roy Adaptation Model to guide research and/or practice: construction of
conceptual-theoretical-empirical system of knowledge. Aquichan, 9(3), 297-306.

264

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

ความยุติธรรมในการจดั การวคั ซีนโควคิ -19 ในสงั คมไทย1
Justice in Management of Covid-19 Vaccines in Thai Society

สุวรา แก้วนยุ้ 2
Suwara Kaewnuy3
ฐาณดิ าภทั ฐ์ แสงทอง4
Thanidaphat Saengtong5

Abstract
The spread of coronavirus (Covid-19) impacted public health, economics and society. Stopping
the spread includes on important disease control measure, a vaccine. Over the past year, the issue of
vaccines was debated in terms of the quality of the vaccines, safety, speed in distribution, accessibility, as
well as effectiveness in disease protection. These issues reflect the follow up questions regarding the
justice in the management of the Covid-19 vaccine. Therefore, this paper seeks to present the
perspectives related to justice of the management of Covid-19 vaccines in Thai society. Management of
the Covid-19 vaccine can be regarded from three concepts which are 1) Utilitarianism which is based on
the greatest happiness principle and management that is of the highest benefit for the most amount of
people based on wide distribution of the vaccine through redistribution of resources with the result being
equality in justice for members of society; 2) Justice as Fairness is based on equality and freedom in
receiving the vaccine according to basic rights. Distribution of the vaccine is viewed as being fair social
welfare in order to lead to fair justice, without disregarding the different principles used in distribution to
high risk groups and those who contracted the virus and passed away, leading to social welfare
distribution of the Covid-19 vaccine to protect those left out in order to lead to justice for individuals on
the fringes of society; and 3) Liberal justice which is based on basic social welfare rights and the freedom
to possess and distribute vaccine resources on a voluntary basis. This can take place through social
welfare in the market system, participation in the private sector as a driver for markets to continue
operations in a balanced way. This view results in a fair and just distribution of the Covid-19 vaccine.
Recommendation is the Subcommittee on Administration of Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)
Vaccination, Ministry of Public Health and relevant agencies that the principles of equitable administration
of vaccines should be adhered to in all populations; create justice and equal access to all brands of
vaccines with support from the government.
Keywords: justice, vaccine management, Covid-19 vaccine, Thai society

1 งานวจิ ัยน้ีเป็นสว่ นหนึ่งของการศกึ ษาวชิ า ปรชั ญา แนวคดิ และทฤษฎนี โยบายสังคม (นบส.801) หลกั สูตรปรัชญาดุษฎบี ณั ฑิต สาขาวิชานโยบายสงั คม คณะสงั คมสงเคราะห์
ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
2 นักศกึ ษาหลักสูตรปรชั ญาดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวิชานโยบายสงั คม คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3 Ph.D. Student, Program in Social Policy, Faculty of Social Administration, Thammasat University
4 นกั ศกึ ษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎบี ัณฑติ สาขาวิชานโยบายสงั คม คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
5 Ph.D. Student, Program in Social Policy, Faculty of Social Administration, Thammasat University
* Corresponding author: [email protected]

265

รายงานสืบเนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

บทคัดยอ่
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบในด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม ในการยับย้ัง
การแพร่ระบาดได้ใช้มาตรการป้องกันควบคุมโรคที่สำคัญ คือ วัคซีนป้องกันโรค ในช่วงปีที่ผ่านมาประเด็น “วัคซีน” ถือเป็น
หัวข้อที่ถูกยกเป็นข้อถกเถียง ทั้งในเรื่องคุณภาพของวัคซีน ความปลอดภัย ความรวดเร็วในการกระจายและการเข้าถึง
ประสิทธิภาพในการป้องกนั โรค ประเด็นเหลา่ น้ีเป็นส่วนสะทอ้ นคำถามตอ่ ในความยตุ ิธรรมท่ีเกิดข้ึนผา่ นการจัดการวัคซนี โควิด
- 19 ดังนัน้ บทความนมี้ ีวัตถุประสงค์ท่จี ะนำเสนอมุมมองของแนวคิดความยุติธรรมต่อการจดั การวัคซีนโควดิ -19 ในสังคมไทย
โดยมองการจัดการวัคซีนโควิด-19 ผ่าน 3 แนวคิดหลักได้แก่ 1) แนวคิดความยุติธรรมแบบประโยชน์นิยม ที่เป็นการยึด
หลักมหสุข และการจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด ภายใต้วิธีการจัดการวัคซีนแบบทั่วถึง ด้วยวิธีการ
กระจายซ้ำทรพั ยากร เพ่ือการนำส่ผู ลลพั ธข์ องการความยุติธรรมแบบเทา่ เทยี มให้คนในสงั คม 2) แนวคิดความยตุ ธิ รรมแบบคือ
ความเป็นธรรม (Justice as Fairness) ท่ียึดหลักการของความเท่าเทียมอย่างเสรีภาพในการได้รับวัคซีนตามสิทธิข้ันพื้นฐาน
โดยถอื วา่ การกระจายวคั ซีนเป็นสวัสดกิ ารสงั คมแบบเทา่ เทียม เพ่อื การนำสูผ่ ลลัพธข์ องการความยุตธิ รรมแบบเทา่ เทยี ม ขณะที่
ยงั คงไม่ทิ้งหลักการแตกต่างในพิจารณาจัดสรรในกลุ่มเปา้ หมายทีม่ ีความเส่ียงสูงในการไดร้ ับเช้ือแลว้ แพรเ่ ชื่อต่อไป และได้รับ
เช้ือแลว้ เสียชีวิต จนนำมาสกู่ ารจัดวิธกี ารกระจายสวัสดกิ ารสังคม (วคั ซีนโควิด-19) แบบเก็บตก เพอ่ื ผลลัพธข์ องความยุติธรรม
แบบเสมอภาคของกลุ่มชายขอบเชน่ กัน และ 3) แนวคิดความยตุ ธิ รรมแบบเสรีนิยม ที่ใช้ฐานของหลักสทิ ธิสวสั ดิการขั้นพน้ื ฐาน
และเสรีภาพในการครอบครองและกระจายทรัพยากรของวัคซีนด้วยความสมัครใจ โดยผ่านวิธีการสวัสดิการสังคมในระบบ
ตลาด การเข้ามามสี ่วนร่วมในภาคเอกชนเพื่อการขับเคลื่อนระบบการตลาดให้สามารถดำเนินต่อไปไดอ้ ย่างสมดลุ ซ่งึ การมอง
ลักษณะเช่นนี้นำไปสู่ ผลลัพธค์ วามยตุ ธิ รรมแบบเท่าเทียมในการจดั การวัคซีนโควดิ -19 โดยมขี ้อเสนอแนะต่อคณะอนกุ รรมการ
อำนวยการบรหิ ารจดั การการให้วคั ซีนป้องกนั โรคตดิ เช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงสาธารณสขุ และหนว่ ยงาน
ท่ีเก่ียวข้อง ว่าควรยึดหลักการบริหารวัคซีนด้วยความเท่าเทียมในทุกกลุ่มประชากร สร้างความเป็นธรรม และเสมอภาคใน
การเขา้ ถึงวัคซีนในทุกยหี่ ้อโดยการสนับสนุนจากภาครัฐ
คำสำคัญ: ความยุตธิ รรม, การบริหารจดั การวคั วนี , วัคซีนโควคิ -19, สังคมไทย

ภาพรวมสถานการณ์ และการจัดการวคั ซีนโควดิ -19
โควิด-19 (Coronavirus disease 2019, COVID-19) เกิดจากการตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา ซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2)
ซ่ึงได้มีการค้นพบการระบาดคร้ังแรกท่ีเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ต้ังแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2562 และได้มีการแพร่
ระบาดไปยังประเทศต่างๆ ท่ัวโลกอย่างตอ่ เนื่อง การแพร่ระบาดของเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 นับเป็นเหตกุ ารณ์การระบาดคร้ัง
รุนแรงทสี่ ดุ ในรอบ 100 ปีท่สี ่งผลกระทบต่อทุกภูมิภาคของโลก ปัจจุบันมีผ้ปู ่วยตดิ เชอื้ โควิด-19 ในโลกน้ีรวมกนั มากกวา่ 250
ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต ปัจจุบันผู้ป่วยติดเชื้อสะสมในประเทศไทยแล้วมากกว่า 1.97 ล้านคน (กรมควบคุมโรค, 2564)
นอกจากผลกระทบในด้านสาธารณสุข การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลต่อ เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้างอีกด้วย
(สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาต,ิ 2564)
การระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะใช้มาตรการป้องกัน
ควบคุมโรคหลายมาตรการ เช่น คัดกรองและเฝ้าระวังโรค กักตัวผู้มีความเส่ียงรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล สวมหน้ากาก
อนามยั หรือหนา้ กากผ้า งดจดั กิจกรรมท่ีรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ทำความสะอาดสถานที่และพนื้ ผิวสัมผัสร่วม เปน็ ตน้ แต่ส่ิงท่ี
เปน็ ความหวังของรฐั บาลและประชาชนในขณะนี้ คือ วัคซนี ป้องกันโรค (กรมควบคมุ โรค, 2564)
ประเทศไทยมีการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ภายใต้ราชกิจจานุเบกษา ตาม
ประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (2564) ซ่ึงกำหนดให้คนไทย
ทุกคนเข้าถึงวคั ซนี ทม่ี คี ณุ ภาพ ปลอดภัย รวดเร็ว มีประสิทธภิ าพในการป้องกนั โรค เปา้ หมายหลักของการบรหิ ารจดั การวคั ซีน

266

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

เป็นไปเพื่อลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต รักษาความม่ันคงระบบสุขภาพ ลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ และรักษา
ความม่ันคงทางเศรษฐกจิ และสงั คม สาระสำคัญในแนวทางการบรหิ ารจัดการวคั ซีน ประกอบด้วย

ใหม้ ีการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทีม่ ีคณุ ภาพและมีจำนวนเพียงพอแก่ประชาชนโดยอย่างน้อยให้ครอบคลุม
รอ้ ยละ 70 ของจำนวนประชากร

ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประสานงาน ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ผลติ วัคซนี ป้องกันโรคโควิด-19 ใน
การดำเนินการขน้ึ ทะเบยี นวคั ซนี ใหเ้ ปน็ ไปอย่างคล่องตัวและมปี ระสิทธิภาพ

ใหก้ รมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม สถาบันวคั ซนี แห่งชาติ สภากาชาดไทย ราชวทิ ยาลยั จฬุ าภรณ์ หรือหน่วยงาน
ของรฐั ท่ีมีหน้าท่ีและอำนาจในการใหบ้ ริการทางการแพทย์ หรือสาธารณสุข แก่ประชาชน ร่วมมือกันในการดำเนนิ การจัดหา
สั่ง หรือนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเร่งด่วน เพ่ือให้ประชาชนได้รับวัคซีนท่ีมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่าง
รวดเร็วและทั่วถงึ ภายใต้กฎหมาย กฎ หรือระเบยี บที่เก่ียวข้อง หรอื ตามหลกั เกณฑ์ทีห่ น่วยงานน้ันๆ กำหนด

ใหส้ ถานพยาบาลเอกชนและภาคเอกชนอาจจดั หาหรือขอรบั การสนบั สนนุ วคั ซีนปอ้ งกันโรคโควิด-19 จากหนว่ ยงาน
ตามขอ้ 3 ภายใต้กฎหมาย กฎ ระเบยี บ หรือหลักเกณฑ์ท่เี กี่ยวข้อง เพ่ือนำมาให้บรกิ ารประชาชนหรอื บุคลากรในความดูแลได้
ตามความเหมาะสม โดยวคั ซีนดงั กลา่ วต้องเป็นวัคซีนท่ไี ด้รบั การข้นึ ทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยา และต้องพิจารณากำหนด
ราคาวคั ซนี และการให้บริการ ท่ีเกยี่ วขอ้ งให้เหมาะสมเพือ่ ใหเ้ ปน็ ประโยชนแ์ กป่ ระชาชน

โดยท่ีในปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ท่ีผลิตหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร ยังมีจำนวนจำกัด หากองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินจะจัดหาวัคซีนป้องกนั โรคโควิด-19 มาให้บริการ แก่ประชาชนในพ้ืนที่ ให้จัดหาจากหน่วยงานตามข้อ 3
และต้องดำเนินการใหเ้ ป็นไปตามกฎหมาย กฎ หรือระเบียบทเ่ี ก่ียวขอ้ ง รวมถงึ หลักเกณฑ์หรือแผนการใช้จ่ายงบประมาณของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และต้องสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ภายใต้สถานการณ์
ฉุกเฉิน ตามทีศ่ นู ยบ์ รหิ ารสถานการณ์โควดิ -19 หรอื นายกรัฐมนตรกี ำหนด

การดำเนินการตามวรรคหน่ึงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นท่ี ให้เป็นไปตามแนวทาง หรืออยู่ใน
การกำกบั ดแู ลของผูว้ ่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการโรคตดิ ต่อจังหวัด เพอ่ื มิใหเ้ กิด ความเหลือ่ มลำ้ ในการจัดหาวคั ซนี ของ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่ีมีศักยภาพด้านงบประมาณและรายได้ ท่ีแตกต่างกัน และเพื่อให้การกระจายวัคซีนในห้วงเวลา
วิกฤติมีความเป็นธรรมมากที่สุด ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนและให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวก
แกป่ ระชาชนในพื้นทีใ่ นการเขา้ รับบรกิ ารฉดี วคั ซีนปอ้ งกันโรคโควดิ -19 เพ่ือประโยชน์ต่อประชาชน สว่ นรวมของประเทศ

ให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทุกภาคส่วนเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล กับระบบแพลตฟอร์มหมอพร้อม
ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และเพ่ือให้การบริหาร
จดั การขอ้ มลู เป็นไปอย่างมรี ะบบและมีประสิทธภิ าพ

จากสาระสำคัญของแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สามารถกำหนดเป็นหลักการใน
การดำเนินงาน คือการให้วัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชน โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรม ความเท่าเทียม หลักฐานทางวิชาการ
ปริมาณวัคซีนทจ่ี ัดหาได้ และความสามารถในการบรหิ ารจัดการภายใตบ้ ริบทของประเทศ โดยมีการกำหนดเป้าหมายการให
วคั ซนี ออกเปน 3 ระยะ (โสภณ เมฆธน, 2564) ดงั นี้

ระยะที่ 1 เมื่อมีวัคซีนปริมาณจำกัด (กุมภาพันธ์-เมษายน 2564) เปนระยะท่ีประเทศไทยมีวัคซีนในปริมาณจํากัด
เน่ืองจากอยู่ในชว่ งการจัดส่งจากต่างประเทศในรอบที่ 1 ดังนั้น การจดั สรรวัคซนี จงึ เนนในพื้นทีท่ ีม่ ีการระบาด เพ่ือลดการปวย
รุนแรง เสียชีวิต และรักษาระบบสาธารณสุขของประเทศ กลุมเปาหมายในระยะน้ีเปน บุคลากรทางการแพทย สาธารณสุข
ดา่ นหนา้ ทงั้ ภาครฐั และเอกชน บคุ คลที่มโี รคประจาํ ตวั ไดแก โรคทางเดินหายใจ เร้ือรงั โรคหัวใจและหลอดเลอื ด โรคไตเรือ้ รัง
ระยะ 5 ข้ึนไป โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยูระหวางการรักษาดวยเคมีบําบัด รังสีบําบัดและภูมิคุมกันบําบัด
และโรคเบาหวาน (บุคคลท่ีมีโรคประจําตัว 7 กลุ่มโรค) ผูท่ีมีอายุต้ังแต 60 ปข้ึนไป และเจาหนาท่ีควบคุมโรคโควิด-19 ที่มี
โอกาสสมั ผัสผูปวยโควดิ

267

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ระยะท่ี 2 เม่ือมีวัคซีนมากข้ึน (พฤษภาคม-ธันวาคม 2564) การจัดสรรวัคซีนได้มีการขยายพื้นท่ีครอบคลุมทั้ง
ประเทศ โดยมีเป้าหมายเพ่ือเพ่ือรักษาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ โดยในระยะนี้จะให้วัคซีนต่อเนื่องกับ
กลุ่มเป้าหมายในระยะท่ี 1 และบุคคลากรทางการแพทยแ์ ละสาธารณสุขที่นอกเหนือจากด่านหน้า เจ้าหน้าท่ีท่มี ีโอกาสสัมผัส
ผู้ป่วยโควิด ผู้ประกอบอาชีพด้านการท่องเท่ียว เช่น พนักงานโรงแรม มัคคุเทศก์ พนักงานสถาน บันเทิง ผู้เดินทางระหว่าง
ประเทศ เชน่ นกั บิน/ลกู เรอื และผ้เู ดนิ ทางต่างประเทศ

ระยะที่ 3 เมอ่ื มีวคั ซีนเพียงพอ (มกราคม 2565 เปน็ ตน้ ไป) การใหวคั ซีนเป็นไปเพอ่ื สร้างภมู คิ ุ้มกนั ในระดบั ประชากร
และฟ้ืนฟใู หป้ ระเทศกลบั เข้าสภู่ าวะปกติ โดยมีประชาชนทัว่ ไปเปนกลุมเปาหมาย

ซึง่ การกำหนดหลักการขา้ งต้นสามารถปรับเปล่ียนไดตามสถานการณ์การระบาด ประสิทธิภาพและจํานวนวัคซีนที่
จัดหาได ซ่ึงการเร่งรัดให้การขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตามวาระแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
มีประสทิ ธิภาพ และประชาชนได้รับประโยชน์โดยเร็ว ทุกอย่างต้องเปน็ ไปด้วยความยุติธรรมในการบรหิ ารจัดการ

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดความยุติธรรมภายใต้การจัด การวัคซีนเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดจากโรค
อุบัติใหม่ (COVID-19) ของประชาชนที่ผ่านมา ในห้วงเวลา 2 ปี ประเด็น “วัคซีน” ถือเป็นหัวข้อท่ีนักวิชาการหลากหลาย
ได้นำมาเป็นข้อถกเถียงผ่านหลักการและเหตุปัจจัยที่ต่างกัน ผู้เขียนในฐานะผู้แสวงความรู้แบบไม่หยุดนิ่งได้ตั้งข้อส งสัย
และถกคิดในการจัดการวัคซีนในบริบทสังคมไทยที่เป็นส่วนสะท้อนคำถามต่อในความยุติธรรมที่เกิดขึ้นผ่านการจัดการ
วัคซีนโควิด-19 ดังนั้นบทความน้ีมีวัตถุประสงค์ท่ีจะนำเสนอมุมมองของแนวคิดความยุติธรรมต่อการจัดการวัคซีนโควิด- 19 ใน
สังคมไทย

การจัดการวคั ซีน: ภายใตแ้ นวคิดความยตุ ิธรรมแบบประโยชน์นิยม
หลักการสำคัญในการบริหารจัดการวัคซีนในประเทศไทย คือ การคำนึงถึง ประโยชน์นิยม (Utilitarianism) เป็น
ทรรศนะทางจริยศาสตร์ทถี่ ือเอาประโยชนส์ ุขเป็นเกณฑ์ตัดสนิ ความผดิ ถูก ชัว่ ดี กลา่ วคือ การกระทำท่ีกอ่ ให้เกิดประโยชน์มาก
ที่สุดแก่คนจำนวนมากท่ีสุด ถือเป็นการกระทำท่ีดี (ราชบัณฑิตยสถาน, 2540) และเน่ืองจากประโยชน์นิยมเป็นจริยศาสตร์
ที่เน้นเป้าหมาย (Ends Ethics) ดังนั้น จึงพิจารณาความถูกผิดของการกระทำท่ีผลของการกระทำโดยไม่นำตัวการกระทำมา
ตดั สิน ไม่ว่าการกระทำนั้นจะประกอบด้วยเจตนาดีหรือไม่ก็ตาม สาระสำคัญของประโยชน์นิยมถือว่าความสขุ เป็นส่ิงที่ดีท่ีสุด
สำหรับมนุษย์ ความสุขจึงเป็นตัวตัดสินว่าการกระทำดี ไม่ดี ควร ไม่ควร ถูกหรือผิด ดังนั้น ถ้าการกระทำใดท่ีกระทำแล้ว ให้
ประโยชน์สขุ มากกว่าก็ถอื ว่าการกระทำนั้นดีกว่า และควรกระทำมากกวา่ อน่ึง ประโยชน์สุขในทนี่ ี้มิได้ หมายถงึ ประโยชนส์ ุข
ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่หมายถึงประโยชน์สุขของทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้อง ตาม “หลักมหสุข” (The Greatest Happiness
Principle) ที่ว่า “ความสุขที่มากที่สุด ของคนจำนวนมากท่ีสุด” (Greatest Happiness of the Greatest Number) ท้ังน้ี
ตอ้ งคำนงึ ถึงโทษหรอื ความทุกขท์ ี่จะเกิดข้ึนดว้ ย โดยทุกข์หรือโทษท่ีเกิดข้ึนต้องไม่มากกว่าประโยชน์ท่ไี ดร้ ับ และในบางกรณีที่
ตอ้ งเลอื กกระทำ เนอ่ื งจากทุกทางเลือกนั้นลว้ นแตก่ ่อใหเ้ กดิ ความทุกข์ กใ็ ห้ถือว่าการกระทำท่ีก่อใหเ้ กดิ ความทุกข์นอ้ ยกว่าเป็น
การกระทำทใ่ี หค้ วามสขุ มากกว่าทางเลอื กอ่นื ๆ (ดำรงค์ วิเชยี รสิงห์, 2530 และ พงษเ์ ทพ สันติกลุ , 2564)
หากิจารณาความยุติธรรมแบบประโยชน์นิยมกับการจัดการวัคซีนโควิด-19 พบว่า แนวคิดประโยชน์นิยมต้ังอยู่บน
ฐานคดิ ของ“หลักมหสุข” และมองประโยชน์สูงสดุ จากผลการกระทำวา่ ต้องเกิดขึน้ กับคนจำนวนมาก และมองความสุข ความ
พงึ พอใจของคนจำนวนมากแบบเหมารวม แต่หากพจิ ารณาแล้วในหลักความเป็นจรงิ แล้วความสุข หรือความพึงพอใจของแต่
ละบุคคลล้วนมีความแตกต่างกันออกไป หากมองความสอดคล้องกับเร่ืองความยุติธรรมในการบริหารจัดการวัคซีน พบว่า
แนวคิดประโยชน์นิยมเข้ามามอี ิทธิพลทางความคิดของผู้กำหนดนโยบายซึ่งกำหนดกรอบการจัดหาวัคซีนป้องกนั โรคโควิด-19
ที่มีคุณภาพและมีจำนวนเพียงพอแก่ประชาชนโดยอย่างน้อยให้ครอบคลุมร้อยละ 70 ของจำนวนประชากร หรือไม่น้อยกว่า
จำนวนประชากรห้าสิบล้านคน ผลจากการปฏิบัตินี้จะนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในการป้องกันโรคโควิด-19 ท่ีนำไปสู่
เปา้ หมายในการลดการเจบ็ ปว่ ยและการเสยี ชวี ติ ของประชาชน

268

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

ในอีกมุมมองหน่ึง การฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครอบคลุมประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 อาจลดทอน สิทธิและ
เสรีภาพขั้นพื้นฐานของปัจเจกชนเพ่ือเป้าหมายรวมของสังคม ประโยชน์นิยมเน้นความสำคัญไปที่ผลรวมของประโยชน์ที่
เกิดข้ึนเป็นตัวตัดสิน การจัดการวัคซีนโควิด-19 จึงเป็นรูปแบบการกระจายทรัพยากรให้แก่บุคคลในสังคมท่ีได้รับในสิ่งน้ันๆ
เหมือนกันโดยละเลยไปว่าบุคคลแต่ละคนน้ันอาจจะมีความต้องการท่ีแตกต่างๆ กัน(เกษฎา ผาทอง และคณะ , 2562)
นอกจากนี้ความไม่ม่ันใจในประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ยังนำไปสู่ความลังเลและปฏิเสธรับการฉีดวัคซีนด้วย จากการ
สำรวจข้อมูลเก่ียวกับความลังเลของวัคซีนในคลินิกผู้สูงอายุผู้ป่วยนอกท่ีของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล การสัมภาษณ์ผูส้ ูงอายุจำนวน 282 ราย ในช่วง 2 ปีท่ผี ่านมา จากพบว่าผ้สู งู อายรุ ้อยละ 44.3 มีความลงั เล
ท่ีจะรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 (ประชาชาติธุรกิจ, ออนไลน์) ฉะนั้นความยุติธรรมแบบประโยชน์นิยมกับการจัดการวัคซีน
โควิด-19 จงึ ควรคำนึงถึงพื้นฐานท่แี ตกตา่ งของบุคคล และสทิ ธขิ ้ันพ้นื ฐานในการตัดสนิ ใจรับวัคซีนด้วย

ภายใต้แนวคิดประโยชน์นิยมมีมุมมองประเด็นแรงจูงใจเพื่อความยุติธรรม (Justice Motive) หรือการเห็นแก่
ประโยชน์และสวัสดิภาพของผู้อ่ืน นอกเหนือจากความคิดรักษาความยุติธรรมและผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งแรงจูงใจเพื่อ
ความยุติธรรมนับเป็นการเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพ่ือรักษาประโยชน์ของผู้อ่ืน (พงษ์เทพ สันติกุล, 2563) หากมองความ
เชอื่ มโยงกับการจดั การวัคซีนในระยะท่ี 1 ทมี่ ีวัคซนี ปริมาณจำกัด พบวา่ การจดั สรรวคั ซีนจะกำหนดกลุมเปาหมายเฉพาะ ทอ่ี ยู่
ในพน้ื ท่ที ่มี ีการระบาด มคี วามเส่ียงในการปวยรนุ แรง เสยี ชวี ิต อันได้แก่ บคุ ลากรทางการแพทย สาธารณสุขดา่ นหน้า บุคคลที่
มีโรคประจําตัว 7 กลุ่มโรค ผูท่ีมีอายุต้ังแต 60 ปขึ้นไป และเจาหน้าที่ควบคุมโรคโควิด-19 ที่มีโอกาสสัมผัสผูปวยโควิด
ตัวอย่างนี้สะท้อนถึงการเสียสละเพื่อสร้างประโยชน์กับคนในสังคมผ่านประเด็นแรงจูงใจเพ่ือความยุติธรรม หากมองอี กมุม
ความไมเ่ ป็นธรรมก็อาจจะมีได้ ถา้ เป็นไปเพื่อประโยชน์สำหรับคนที่มีข้อจำกดั ท่สี ุดในสังคม

อย่างไรก็ตาม หลักการของประโยชน์นิยมก็เป็นแนวคิดท่ีอาจถูกต้ังคำถามถึงหลักการความยุติธรรมที่ทุกคนควรจะ
ยึดถือได้ เพราะหลักการดังกล่าวไม่ได้ยึดถือความดีในแบบอื่นนอกเสียจากความสุข ประโยชน์นิยมแบบคลาสสิค (Classical
Utilitarianism) มองแต่ผลรวมสงู สดุ (Maximizing Utility) ไม่ใหค้ วามสำคัญของความแตกตา่ งของบคุ คล และประโยชนน์ ิยม
โดยเฉลี่ย (Average Utility) ว่าแม้จะมีการกระจายทรัพยากรโดยเฉลี่ย แต่ก็ยังยึดหลักหลักของคนหมู่มากมากกว่าปัจเจก
บุคคลอยู่นั่นเอง (ทวีป มหาสิงห์, 2563) แต่ในมุมการจัดการวัคซีนโควิด-19 ตามฐานคิดความยุติธรรมแบบประโยชน์นิยม
ท่ีเป็นการยึดหลักมหสุข และการจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด ภายใต้วิธีการจัดการวัคซีนแบบทั่วถึง
ดว้ ยวิธีการกระจายซำ้ ทรัพยากร เพ่ือการนำสผู่ ลลพั ธข์ องการความยตุ ิธรรมแบบเท่าเทียมให้คนในสงั คม สงิ่ เหล่านมี้ ีผลกระทบ
ท่ีทำให้เกิดการลดจำนวนการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต รักษาความม่ันคงระบบสุขภาพ ลดความเส่ียงในการแพร่กระจายเช้ือ
และยังชว่ ยรกั ษาความมัน่ คงทางเศรษฐกิจและสงั คมได้ตอ่ ไป

การจดั การวคั ซีน: ภายใตแ้ นวคิดความยุติธรรมแบบ Justice as Fairness ของ จอห์น รอลส์
การหยิบยกแนวคิดความยุติธรรมแบบ Justice as Fairness ของ จอห์น รอลส์ (John Rawls) มาเป็นกรอบคิดใน
การสร้างความเข้าใจในการจัดการวัคซีนโควิด-19 บนฐานคิดของนักปรัชญาคนสำคัญท่ีได้ค้นหาหลักการแห่งความยุติธรรม
ผา่ นกฎหรอื สถาบันท่เี รยี กว่า โครงสร้างพนื้ ฐานทางสังคม (Basic Structure of Society) (หนงั สือ Theory of Society) โดย
รอลส์พยายามคน้ หาคำตอบของการพจิ ารณาในหลักการโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมรูปแบบใดทจ่ี ะเกิดความยตุ ิธรรมกับผู้คน
ได้มากท่ีสุด และควรมีวิธีการหรือแนวปฏิบัติแบบใดท่ีสามารถนำไปปฏิบัติทางสังคม (ทวีป มหาสิงห์. 2563) ซ่ึงแท้จริงแล้ว
รูปแบบหรือแนวปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุดไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียวเพราะทุกอย่างมีความแตกต่างและไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ รอลส์
อธิบายในส่วนของความยุติธรรมแบบ Justice as Fairness ไว้ 2 หลักการ คือ หลักความเท่าเทียม (The Principle of Fair
Equality) และหลักความแตกต่าง (The Difference Principle) (เกรียงไกร พินยารัก, 2563) ท่ีเป็นส่วนหลักในการสะท้อน
ถึงหลักความยุติธรรมภายใต้การตัดสินใจของบุคคลที่อยู่ในสภาวะฉากก้ันแห่งความไม่รู้ที่เป็นจุดเ ร่ิมต้นของการอธิบาย
ความยุติธรรมทางสังคมในการบริหารจดั การวัคซนี โควดิ -19 ในสงั คมไทย

269

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 68

จากแนวทางการบรหิ ารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควดิ -19 ตามประกาศศนู ย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ลงวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ระบุให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินที่ต้องการจัดหาวัคซีน
ป้องกันโรคโควิด-19 มาให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ ให้จัดหาจากหน่วยงานกรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม สถาบัน
วัคซีนแห่งชาติ สภากาชาดไทย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือหน่วยงานของรัฐ ท่ีมีหน้าท่ีและอำนาจในการให้บริการทาง
การแพทย์หรือสาธารณสุข แก่ประชาชน ร่วมมือกันในการดำเนินการจัดหา สั่ง หรือนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่าง
เร่งด่วน และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ หรือระเบียบท่ีเกี่ยวข้อง (ประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19), 2564) เพื่อมิให้เกิดความเหลื่อมล้าในการจัดหาวัคซีนขององค์กร
ปกครองสว่ นท้องถิ่นท่ีมีศักยภาพดา้ นงบประมาณและรายได้ท่แี ตกต่างกนั

นอกจากนี้การกระจายวัคซีนในห้วงเวลาวิกฤติมีความเป็นธรรมมากที่สุด โดยท่ีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้อง
สนบั สนุนและใหค้ วามสำคัญในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพ้ืนที่ในการเข้ารับบรกิ ารฉีดวัคซีนป้องกนั โรคโควิด-19
เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมของประเทศ ซ่ึงตามหลักการประกาศการบริหารจัดการวัคซีนที่ผ่านมาใช้หลักการความ
ยุติธรรมแบบ Justice as Fairness ของ จอหน์ รอลส์ ที่ยดึ หลกั ความเท่าเทียม (The Principle of Fair Equality) กล่าวคือ
บุคคลหรือกลุ่มคนมีสิทธิเสรีภาพท่ีเท่าเทียมกัน หรือเรียกว่า หลักเสรีภาพท่ีเท่าเทียม (The Principle of Equal Liberty)
(พงษ์เทพ สันติกุล, 2563) เป็นการมองในกระบวนการ หรือหลักการของการจัดการท่ีรอลส์มองว่ากระบวนการตั้งต้นของ
การจัดสรร หรือการจัดเลือกท่ีเป็นธรรมก็จะทำให้ผลลัพธ์ที่เกิดข้ึนภายหลังนั้นเกิดความยุติธรรมในท้ายที่สุด ดังนั้น เม่ือมอง
ด้านโอกาสของการได้รับวัคซีนท่ีเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันตามหลักการ และการบริหารจัดการวัคซีนท่ีเน้นวิธีการสวัสดิการ
แบบเทา่ เทียมจึงนำสคู่ วามยตุ ิธรรมแบบเท่าเทียม

ขณะที่การพิจารณาตามหลักการปฏิบัติในการกระจายสู่ท้องถิ่นและชุมชนโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเส่ียงสูง
เป็นสำคัญเป็นการใช้หลักความแตกต่าง (The Difference Principle) ของ จอห์น รอลส์ เช่นกัน ท่ีคงเชื่อในความแตกต่าง
หลากหลาย ท่ีมีอิทธิพลต่อหลักการนำไปปฏิบัติงานจริงเกิดเป็นความอยุติธรรมได้ หากการกระจายวัคซีนตามความเป้า
ประโยชน์สำหรับคนทด่ี ้อยท่ีสดุ ในสังคม ซงึ่ การบรหิ ารจัดการวัคซีนโควิด-19 ใน 3 ระยะข้างตน้ (บทนำ) ในการบรหิ ารจดั การ
ระยะท่ี 1 อธิบายระยะที่ไทยยังมีวัคซีนในปริมาณจํากัดเพราะเพ่ิงสงมาจากต่างประเทศล็อตแรกชวงเดือนกุมภาพันธถึง
เมษายน 2546 ดังน้ัน การกระจายวัคซีนจึงเนนในพ้ืนที่ท่ีมีการระบาดเพื่อลดการป่วยรุนแรง เสียชีวิตและรักษาระบบ
สาธารณสุขของประเทศ

กลุ่มเป้าหมายในระยะนี้เป็นบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุขด่านหนาท้ังภาครัฐและเอกชน บุคคลท่ีมีโรค
ประจําตัว ได้แก โรคทางเดินหายใจเร้ือรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเร้ือรังระยะ 5 ขึ้นไป โรคหลอดเลือดสมอง
โรคมะเรง็ ทกุ ชนดิ ท่ีอยรู่ ะหว่างการรักษาด้วยเคมบี ําบัด รังสีบาํ บัดและภูมคิ ุ้มกนั บําบดั และโรคเบาหวาน ผู้ทีม่ อี ายตุ งั้ แต่ 60 ป
ข้ึนไป และเจาหน้าท่ีควบคุมโรคโควิด-19 ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยโควิด ซ่ึงเป็นกลุ่มท่ีมีความเสี่ยงสูงมากใน 2 ลักษณะ คือ
ลักษณะเส่ียงสูงในการได้รับเชื้อโควิด-19 จากการปฏิบัติหน้าท่ี และลักษณะเสี่ยงสูงท่ีเมื่อได้รับเช้ือแล้วนำมาสู่การสูญเสีย
หรือเสียชีวิต ดังน้ัน กลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงถูกสวัสดิการแบบเก็บตก การตัดสินใจคัดเลือกภายใต้สภาวะเสี่ยงสูงท่ีต้องได้รับ
วคั ซีนเปน็ ลำดบั ตน้ ๆ เพอ่ื นำสู่ความยุติธรรมแบบเสมอภาคของสังคม

อย่างก็ตาม การจัดการวัคซีนโควิด-19 ตามฐานคิดการมองความยุติธรรมแบบ Justice as Fairness ของ จอห์น
รอลส์ เป็นการยึดหลักการของความเท่าเทยี มอยา่ งเสรีภาพในการได้รบั วคั ซนี ตามสิทธิขั้นพนื้ ฐาน โดยถือวา่ การกระจายวคั ซีน
เปน็ สวสั ดกิ ารสังคมแบบเทา่ เทยี ม เพอื่ การนำสผู่ ลลัพธ์ของการความยตุ ธิ รรมแบบเทา่ เทียม ขณะทย่ี งั คงไมท่ ิ้งหลกั การแตกต่าง
ในพิจารณาจัดสรรในกลมุ่ เป้าหมายทมี่ ีความเส่ียงสงู ในการได้รับเช้ือแลว้ แพร่เชื่อต่อไป และได้รบั เชื้อแลว้ เสียชวี ิต จนนำมาสู่
การจดั วิธีการกระจายสวสั ดกิ ารสงั คม (วัคซีนโควิด-19) แบบเก็บตก เพื่อผลลพั ธ์ของความยตุ ธิ รรมแบบเสมอภาคของกลุม่ ชาย
ขอบเช่นกัน

270

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

การจดั การวัคซนี : ภายใตแ้ นวคิดความยุตธิ รรมแบบเสรนี ยิ ม
เม่ือกล่าวถึงการแนวคิดแบบเสรีนิยมผู้เขียนมักมองเห็นภาพของความอิสระ เสรีชน และความเท่าเทียมท่ีสะท้อน
ผ่านความเป็นสังคม แนวคิดเสรีนิยม (Liberalism) ระบบความคิดที่มุ่งให้สิทธิเสรีภาพแก่ปัจเจกบุคคลอย่างเต็มที่ภายใต้
ขอบเขตของกฎหมาย โดยหลักการพ้ืนฐานของเสรีนิยม ได้แก่ สิทธิมนุษยชน พิจารณาหลักจากสิทธิในชีวิต (Right of life)
และทรัพย์สิน (Property) ความเสมอภาคสำหรับทุกคนภายใต้กฎหมาย ท้ังน้ี โรเบริต์ โนชคิ นักวิชาการแนวคดิ เสรีนิยมมอง
ในเรื่องของเสรีภาพทอ่ี ิสระของผู้คนด้วยการเฉล่ียทุกเฉลี่ยสุขแบบสมัครใจไม่ถูกบังคบั เขา้ ระบบ (พงษเ์ ทพ สันติกุล.2563) แต่
แนวคิดเสรนี ยิ มไม่เชือ่ ในเรอื่ งของการกระจายซ้ำทรัพยากรการนำเงินคนรวยไปช่วยคนยากจน เราเป็นเจา้ ของตวั เองหรือสิทธิ
อิสรนิยม แต่มีระบบของกลไกการตลาดให้มาเป็นส่วนในการควบคุม ทั้งนี้ ผู้เขียนไดย้ กแนวคดิ ความยุตธรรมแบบเสรีนยิ มมา
เป็นกุญแจหลักในการอธิบายและต้ังข้อสงสัยในประเด็นการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ว่าจริงแล้วนั้นการบริหารจัดการ
วคั ซนี ในห้วงเวลาทผี่ า่ นจนถึงปัจจุบันนั้นเปา้ หมายไปสู่ความยุติธรรม และเปน็ ธรรมทางสงั คมไดจ้ ริงหรือ
การบริหารจดั การวัคซีนโควิด-19 ในระยะที่ 2 และ 3 เป็นชวงทีไ่ ทยจะได้รับวคั ซีนมากขนึ้ ประมาณเดือนพฤษภาคม
ถึง ธันวาคม 2564 จึงสามารถขยายพื้นที่การใหวัคซีนครอบคลุมท้ังประเทศ เพื่อรักษาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของ
ประเทศ โดยในระยะน้จี ะใหวัคซีนกับกลุ่มเป้าหมายในระยะท่ี 1 บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสขุ ท่ีนอกเหนือจากด่าน
หนา เจาหนาทท่ี ี่มีโอกาสสัมผสั ผู้ปวยโควดิ -19 ผู้ประกอบอาชีพด้านการทองเท่ียว เชน่ เจาหนาที่โรงแรม มัคคุเทศก เจาหนาที่
สถานบันเทิง และผู้ท่เี ดินทางระหว่างประเทศ เชน นกั บิน ลกู เรอื และผู้โดยสาร สว่ นระยะที่ 3 เปนระยะท่ีประเทศไทยมีวคั ซนี
เพยี งพอ ซง่ึ จะอยู่ในชวงเดือนมกราคม 2564 เป็นตนไป (สภุ าพร ครสุ ารพิศิฐ.2565) การใหวัคซนี ก็เพอื่ สร้างภมู ิคุมกันในระดบั
ประชากรและฟนฟูเศรษฐกิจใหกลับสูภาวะปกติ โดยมีประชาชนทั่วไปเป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการจดั การวัคซนี ของทัง้ 2 ระยะ
เป็นการใช้เสรีนิยมเป็นส่วนหลักในการพิจารณาหรือการจัดการวัคซีนโควิด-19 (ประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019 (โควิด-19), 2564) ท่ีมุ่งขยับรูปแบการฉีดวัคซีนไปในอีกข้นั ตอน น้ันคอื การมองผ่าน
ระบบกลไกตลาดเขา้ มาเกย่ี วขอ้ งด้วย
การพจิ ารณาเพอื่ การจัดการโควิด-19 ในรูปแบบการกระจายวคั ซีนลักษณะการซอื้ วัคซีนตามกำลงั ของความพรอ้ มใน
การใช้จา่ ย ขณะทอี่ กี ลกั ษณะของการจัดสรรแบบใหฟ้ รีของวคั ซีนโควิด-19 ที่มองในเรือ่ งหลกั คิดสิทธมิ นษุ ยชน เมอื่ ผู้เขียนมอง
สะท้อนอีกด้านหนึ่งของการจัดสวัสดิการแบบ “ให้ซ้ือ-ให้ฟรี” ที่เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินการตามกลไกตลาด กล่าวคือ
การกระจายแบบให้ซื้อเป็นมองความสมัครใจและความพร้อมในกำลังงบประมาณที่สามารถขยับตลาดให้เกิดการใช้จ่ายหรือ
ลงทุนเพื่อการได้รับวัคซีน ซ่ึงกลุ่มรูปแบบการให้ซื้อเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นคนร่ำรวยเป็นกลไกหน่ึงทำให้เศรษฐกิจขยับอย่าง
อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การจัดสวัสดิการแบบการพิจารณา “ให้ฟรี” เป็นการมองจากฐานของของสิทธิมนษุ ยชนขนั้ พ้นื ฐานของ
มนษุ ยท์ ท่ี กุ คนควรไดร้ ับอย่างเสรีภาพบทหลกั ความเท่าเทียม
อย่างไรก็ตาม แนวคิดความยุติธรรมแบบเสรีนิยมกับการจัดการวัคซีน-19 รูปแบบการ“ให้ซื้อ-ให้ฟรี” ถือว่าเป็น
ความยุติธรรมท่ีใชฐ้ านของหลักสทิ ธสิ วัสดิการข้ันพน้ื ฐาน และเสรีภาพในการครอบครองและกระจายทรัพยากรของวัคซีนดว้ ย
ความสมัครใจ โดยผ่านวิธีการสวัสดิการสังคมในระบบตลาด การเข้ามามีส่วนร่วมในภาคเอกชนเพื่อการขับเคลื่อนระบบ
การตลาดให้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างสมดุล ซึ่งการมองลักษณะเช่นนี้นำไปสู่ ผลลัพธ์ความยุติธรรมแบบเท่าเทียมใน
การจดั การวคั ซีนโควดิ -19

บทสรุปและข้อเสนอแนะ
แนวทางการบริหารจดั การวัคซีนป้องกันโรคโควดิ -19 ได้กำหนดให้คนไทยทุกคนเข้าถึงวัคซีนท่ีมีคุณภาพ ปลอดภัย
รวดเร็ว มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค เป้าหมายหลักเพื่อลดการป่วยรนุ แรงและเสียชีวิต รักษาความม่ันคงระบบสุขภาพ
ลดความเส่ียงในการแพร่กระจายเชื้อ และรักษาความม่ันคงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยการจัดการวัคซีนน้ันต้องอาศัย

271

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

หลักการทางจรยิ ธรรม ความยตุ ธิ รรม ความเทา่ เทยี ม หลักฐานทางวชิ าการ ปริมาณวคั ซนี ท่ีจดั หาได้ และความสามารถในการ
บริหารจัดการภายใต้บรบิ ทของประเทศ

จุดต้งั ต้น การบริหารจัดการ ความยตธิ รรม บบประโยชน์ การกระ ายวคั ซีนเ ่ือ
(ปั ยั เ กบคค ห กั นิยม ประโยชนส์ วนรวม
เหต ห ักอสิ รชน ะ วัคซีนโควิด-19 ใน
ความยตธิ รรม Justice as การ ั ก ม ำ ับเป้าหมายกระ าย
ความเทาเทียม) สังคมไทย Fairness อง อหน์ รอ ส์ วัคซีน

ความยตธิ รรม บบเสรนี ยิ ม การเ าถงวัคซนี “ใหซือ ให
ฟรี”

การตั สนิ ใ เ ือก / ห กั การกำกบั ทางสงั คม

ภาพที่ 1 รูปแบบของการจดั การวคั ซนี โควคิ -19 ในสังคมไทย ภายใตแ้ นวคดิ ความยตุ ธิ รรม.

ความยุติธรรมต่อการจัดการวัคซีนโควิด-19 ในสังคมไทย เป็นประเด็นท่ีถูกมองได้ในหลายมิติ สำหรับการนำเสนอ
คร้ังน้ีได้มองเรื่องความยุติธรรมในการจัดการวัคซีนผ่าน 3 แนวคิดหลักได้แก่ 1) แนวคิดความยุติธรรมแบบประโยชน์นิยม
ท่ีเป็นการยึดหลักมหสุข และการจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนมากที่สุด ภายใต้วิธีการจัดการวัคซีนแบบทั่วถึง
ด้วยวิธีการกระจายซ้ำทรัพยากร เพ่ือการนำสู่ผลลัพธ์ของการความยุติธรรมแบบเท่าเทียมให้คนในสังคม 2) แนวคิดความ
ยตุ ิธรรมแบบคือความเป็นธรรม (Justice as Fairness) ทย่ี ึดหลักการของความเท่าเทียมอย่างเสรีภาพในการได้รับวัคซีนตาม
สิทธขิ น้ั พ้ืนฐาน โดยถือว่าการกระจายวัคซนี เป็นสวัสดกิ ารสงั คมแบบเทา่ เทียม เพือ่ การนำสผู่ ลลัพธข์ องการความยตุ ธิ รรมแบบ
เท่าเทยี ม ขณะที่ยังคงไม่ทิ้งหลักการแตกต่างในพิจารณาจดั สรรในกลุ่มเป้าหมายท่ีมีความเส่ียงสงู ในการได้รับเช้ือแล้วแพรเ่ ชื่อ
ต่อไป และได้รับเช้ือแล้วเสียชีวิต จนนำมาสู่การจดั วิธีการกระจายสวัสดิการสังคม (วัคซีนโควิด-19) แบบเก็บตก เพ่ือผลลัพธ์
ของความยุติธรรมแบบเสมอภาคของกลุ่มชายขอบเช่นกัน และ 3) แนวคิดความยุติธรรมแบบเสรีนิยม ท่ียึดหลักสิทธิใน
ทรัพย์สินและเสรีภาพในการเลือก ที่มีการจัดการวัคซีนโดยระบบตลาด เพื่อการนำสู่ผลลัพธ์ของการความยุติธรรมแบบ
เท่าเทียม

หากมองแนวทางการบริหารจัดการวคั ซีนป้องกนั โรคโควิด-19 กับมิติสังคมท่ีมยี ุติธรรม จะสะท้อนถึงสังคมท่ีสมาชิก
ทุกคนของสงั คมได้เข้าถงึ “สวัสดกิ ารพ้ืนฐาน” เช่น การศึกษา สุขภาพ สิทธิในการเลือกตงั้ และสามารถมสี ่วนร่วมในชีวิตทาง
สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ พลเรือน และการเมือง และในอีกแง่หนึ่ง ผู้ท่ีได้เปรียบน้อยที่สุดของสังคม ก็ควรจะสามารถ
“มีความสุขกบั สภาพชวี ิตสูงสุดเท่าที่เปน็ ไปได้” (Thomas Piketty, 2020) สิ่งเหล่าน้จี ะทำใหเ้ ราสามารถอยู่รว่ มกันในสังคมได้

จากการศกึ ษาแนวคิดความยุติธรรมต่อการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 มีข้อเสนอแนะประเด็นในเชิงนโยบาย ต่อ
คณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวง

272

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

สาธารณสุข และหน่วยงานทีเ่ กยี่ วขอ้ ง วา่ ควรยดึ หลกั การบริหารวคั ซีนด้วยความเท่าเทียมในทุกกลุ่มประชากร สร้างความเป็น
ธรรมและเสมอภาคในการเข้าถงึ วัคซนี ในทุกยหี่ อ้ โดยการสนับสนนุ จากภาครัฐ

กติ ตกิ รรมประกาศ
การจัดทำบทความวิชาการเรื่อง “ความยุติธรรมในการจัดการวัคซีนโควิค-19 ในสังคมไทย” ในคร้ังน้ีผู้ศึกษาได้รับ
การอนุเคราะห์ความรู้ทางวิชาการจากท่าน ศาสตราจารย์ ดร. พงษ์เทพ สันติกุล ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนประจำรายวิชา
นบส.801 ปรัชญา แนวคิด และทฤษฎีนโยบายสังคม หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสังคม คณะสังคม
สงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ศึกษาขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ให้คำปรึกษาชี้แนะแนวทางในการกำหนด
กรอบของการทำงาน อีกท้ังยังสร้างการตระหนักให้ผู้ศึกษาได้เล็งเห็นประโยชน์จากการทบทวนเอกสาร และสังเคราะห์ข้อมูล
อย่างเป็นระบบ ที่สามารถนำไปใช้ในการผลักดันนโยบายต่อสังคม ขอขอบพระคุณทุกข้อมูลที่ผู้วิจัยนำมาใช้อ้างอิงในคร้ังน้ี
สุดท้ายขอขอบพระคุณทุกท่านท่ีเป็นที่ปรึกษาในงานคร้ังน้ี จนทำให้การดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และข้อบกพร่องจาก
การจดั ทำบทความวชิ าการนผ้ี ู้ศกึ ษาขอน้อมรบั และนำไปปรับปรงุ ในโอกาสต่อไป

เอกสารอา้ งอิง
กรมควบคมุ โรค. (2564). สถติ ิโรคติดเชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19). สืบค้นจาก

https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/
กระทรวงสาธารณสขุ , กรมควบคมุ โรค. (2564). แนวทางการให้วคั ซนี โควดิ -19 ในสถานการณก์ ารระบาด ปี 2564 ของ

ประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: ทเี อส อินเตอร์พร้ินท์ จำกดั .
เกษฎา ผาทอง และคณะ. (พฤษภาคม-สิงหาคม 2562). ประโยชน์นยิ ม: แนวคดิ สปู่ รากฏการณท์ างการเมืองไทย.

วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ, 1(2), 175-188.
เกรียงไกร พินยารัก. (2563). ม่านแหง่ ความไมร่ ้ขู องจอห์น รอลสก์ ับธรรมชาติของมนุษย์ในพทุ ธปรัชญาเถรวาท. เอกสาร

ประกอบการประชุม The 7 th NEU National Conference 2020 (NEUNC 2020) May 30, 2020 North
Eastern University.
ดวงเด่น นุเรมรมั ย์. (2545). พุทธจริยศาสตรก์ บั แนวคิดเรือ่ งสงครามที่เปน็ ธรรม: กรณีศึกษาทรรศนะของนักวชิ าการในบริบท
สังคมไทยร่วมสมยั . (วทิ ยานิพนธป์ ริญญามหาบณั ฑติ ). มหาวทิ ยาลยั มหิดล, บณั ฑิตวิทยาลัย, สาขาวชิ าจริยศาสตร์
ศกึ ษา.
บัญชา เกดิ มณี และคณะ. (มกราคม-มิถุนายน 2563). แนวคดิ และทิศทางการแกป้ ัญหาโควดิ -19. วารสารก้าวทนั โลก
วิทยาศาสตร์, 11(1), 1-12.
ประกาศศูนยบ์ ริหารสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (โควดิ -19). เรื่องแนวทางการบรหิ ารจดั การ
วัคซีนป้องกนั โรคโควดิ . (8 มิถนุ ายน 2564). ราชกิจจานุเบกษา. เลม่ 138 ตอนพเิ ศษ 123 ง. หนา้ 17-20.
ประชาชาติธรุ กิจ (2564). Vaccine Hesitancy: ปฏเิ สธรับวคั ซีน ภยั คุกคามท็อป 10. สืบค้นจาก
https://www.prachachat.net/general/news-794922
ทวปี มหาสิงห.์ (กรกฎาคม-ธนั วาคม 2559). บทสำรวจขอ้ เสนอความเปน็ ธรรมทางสงั คมในสงั คมไทย: กรณเี คา้ โครงการ
เศรษฐกิจของปรดี ี พนมยงค.์ วารสารรัฐศาสตรแ์ ละรัฐประศาสนศาสตร์, 7(2), 58-78.
ทวีป มหาสิงห.์ (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563). การกอ่ รูป “ทฤษฎีความยุติธรรม” ของจอหน์ รอลส.์ วารสารรัฐศาสตรแ์ ละ
รฐั ประศาสนศาสตร์, 11(ฉบบั เพิม่ เตมิ ), 1-28.
พงษเ์ ทพ สันติกลุ . (2563). ความยตุ ธิ รรมในสวสั ดิการสงั คม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.

273

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

พทั ธรา ลฬี หวรงค์ และคณะ. (2564). โครงการประเมินผลกระทบและความคมุ คาของวคั ซนี โควิดที่พึงประสงคเพื่อใชใน
การพฒั นาและคดั เลือกวคั ซนี สำหรบั ใชในประเทศไทย. สถาบันวจิ ัยระบบสาธารณสขุ (สวรส.)

วชิ ยา โกมินทร์ และ บวร ทรัพยส์ งิ ห์. การสรา้ งความเปน็ ธรรมทางสงั คมเรอ่ื งที่อยูอ่ าศยั ในกลุ่มคนจนเมือง. เอกสาร
ประกอบการประชุมวิชาการประจำปี 2557. จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, สถาบันวจิ ยั สงั คม.

ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2540). พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน (พมิ พ์ครั้งที่ 6). กรงุ เทพฯ: บริษัท อกั ษรเจรญิ ทศั น์ จำกดั .
สภุ าพร ครุสารพศิ ฐิ . (2564). การบรหิ ารจดั การวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย. สบื คน้ จาก

https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/8513
โสภณ เมฆธน. (2564). การบรหิ ารจัดการการให้วัคซีนป้องกัน โรคตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019. สืบคน้ จาก

http://rayonghealth.com/cdc/data/1611600322.pdf
สำนกั งานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. (2564). สอ่ งสงั คมไทยหลงั โควิด19 ตอกย้ำความสำคญั การกระจายอำนาจ

ปูทางสู่การปฏริ ูปประเทศ. สบื ค้นจาก https://www.nationalhealth.or.th/en/node/2242
Rosamond, Rhodes. (2021). Justice in COVID-19 vaccine prioritisation: rethinking the approach.

J Med Ethics, 47, 623–631.
Thomas, Piketty. (2020). Capital and Ideology, Cambridge, MA: Harvard University Press.

274

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

แนวทางการพัฒนาการสงเคราะหห์ ลังปล่อยดา้ นการมงี านทำของศนู ยป์ ระสานงาน
และส่งเสรมิ การมงี านทำ (ศนู ย์ CARE) กรมราชทัณฑ์

Guidelines for the development of post-release welfare on
Employment of Center for AssDisetapnacrtemtoenRteoinftCeogrrareticotnioannsd Employment (CARE Center),

สทุ ธริ ัตน์ จตรุ าศรบี ริสทุ ธิ์1
Sutthirat Jaturasriborisut2

ศิรนิ ทรร์ ตั น์ กาญจนกุญชร3
Sirinrat Kanchanakunjara4

Abstarct
Purpose of the study "Guidelines for the development of post-release welfare on Employment of
Center for Assistance to Reintegration and Employment (CARE Center), Department of Corrections" aims to
study the operating results, problems and obstacles in the operation and the guidelines for the
development of post-release welfare for employment of the Coordinating Center and Employment
Promotion (CARE Center) Department of Corrections. The Qualitative Research method was selected for
the study. The sample group consisted of 25 people. An in-depth structured interview was used to
interview people
The results showed that the operating results of the post-release welfare on Employment of the
CARE Center, there are many users and satisfaction in receiving help. The network has always provided
professional assistance and support to the prisoners. Problems and obstacles are the limited occupational
capital and budget to assist the acquitted, staff rates are insufficient and establishments accepting fewer
people who have been acquitted to work. Guidelines for the development of post-release welfare on
Employment of CARE Center, should develop prison vocational training courses, the legal should be
developed to accommodate acquittals, the rate of staff at CARE Centers should be increased, work
processes should be developed through personnel development, the network should be developed
through integration and establishments should develop labor force rates to train and work in the
establishment more.
Suggestion: CARE Center should survey the information of inmates before they are released and
coordinating with employers to prepare for accepting those who have been released to work. CARE
Center should develop personnel continuously every year. There should be a law to protect people who
have been released from prison for a period of 1 year. And there should be regulations on network
coordination to achieve clear effectiveness.
Keywords: post-release welfare, Employment, Center for Assistance to Reintegration and Employment

(CARE Center)

1 นักศึกษาหลักสตู รศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชานโยบายสงั คม คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Master of Art Program in Justice Policy, Faculty of Social Administration, Thammasat University
3 ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร., อาจารยป์ ระจำคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4 Assistant Professor Dr., Lecturer of Faculty of Social Administration, Thammasat University
* Corresponding author: [email protected]

275

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

บทคดั ยอ่
การศึกษาเรื่อง “แนวทางการพัฒนาการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ประสานงานและส่งเสริม
การมีงานทำ (ศูนย์ CARE) กรมราชทัณฑ์” มีวตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษาผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน
และแนวทางในการพัฒนาการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ (ศูนย์
CARE) กรมราชทัณฑ์ ผู้ศึกษาได้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 25 คน ใช้
การสัมภาษณเ์ ชิงลกึ แบบมโี ครงสรา้ ง
ผลการศึกษาพบว่า ผลการดำเนินงานในการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ CARE มีผู้ใช้บริการ
จำนวนมาก และมีความพงึ พอใจในการได้รับความช่วยเหลือ เครอื ขา่ ยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนด้านอาชีพแก่ผู้พน้ โทษ
มาโดยตลอด ปัญหาและอปุ สรรคคือทนุ ประกอบอาชพี และงบประมาณในการช่วยเหลอื ผูพ้ ้นโทษมีจำกัด อตั รากำลังเจา้ หน้าท่ี
มีไม่เพียงพอ และสถานประกอบการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานได้น้อย และแนวทางในการพัฒนาการสงเคราะห์หลังปล่อยด้าน
การมีงานทำของศูนย์ CARE ควรพัฒนาหลักสูตรการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขัง กฎหมายในการรองรับผู้พ้นโทษให้มีงานทำ
เพิ่มโครงสร้างอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์ CARE พัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาเครือข่ายด้วยการบูรณาการร่วมกัน
และเพ่มิ อตั ราแรงงานเข้าไปฝกึ งานและทำงานในสถานประกอบการใหม้ ากขึน้
ข้อเสนอแนะ ศูนย์ CARE ควรสำรวจขอ้ มลู ผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษและประสานงานกับนายจ้างเพ่ือเตรียมรับผ้พู ้นโทษ
เข้าทำงาน ควรพัฒนาบุคลากรต่อเน่ืองทุกปี ควรมีกฎหมายคุ้มครองผู้พ้นโทษระยะ 1 ปี และควรมีระเบียบว่าด้วยการ
ประสานงานเครอื ขา่ ย เพ่ือให้เกิดประสทิ ธิผลที่ชดั เจน
คำสำคญั : การสงเคราะห์หลงั ปล่อย, การมีงานทำ, ศนู ยป์ ระสานงานและสง่ เสรมิ การมีงานทำ (ศูนย์ CARE)

บทนำ
กรมราชทณั ฑ์ สังกัดกระทรวงยุติธรรม มบี ทบาทภารกิจด้านการควบคมุ ดูแลผู้ต้องขังตามคำพิพากษาของศาล และ
มีหน้าท่ีแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้กลับตนเป็นคนดีของสังคม มีสุขภาพกายและใจท่ีสมบูรณ์แข็งแรงดี ไม่หวนกลับไป
กระทำผิดซ้ำ รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยแก่ผู้ต้องขังท่ีใกล้พ้นโทษ เพ่ือเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเพ่ือ
กลับคืนสู่สังคม ด้วยวิธีการอบรมและได้รับคำแนะนำในเรื่องการสงเคราะห์ทุนประกอบอาชีพ การแนะนำตำแหน่งงานว่าง
การหางานทำโดยศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ (CARE: Center for Assistance to Reintegration and
Employment) หรือศูนย์ CARE การวางแผนการดำเนินชีวิตหลังพ้นโทษ และการได้รับการสงเคราะห์ในด้านต่างๆ เพ่ือ
เตรยี มตวั กลับคืนส่สู งั คมได้อย่างปกติสุข
กรมราชทัณฑ์ ได้จัดต้ังศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ (CARE: Center for Assistance to Reintegration
and Employment) หรือศูนย์ CARE จำนวน 137 แห่ง เม่ือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 พร้อมกันทั่วประเทศ ณ เรือนจำ
และทัณฑสถานทุกแห่ง โดยเล็งเห็นถงึ ความสำคัญของการสงเคราะห์หลังปล่อยในด้านการมีงานทำ อันจะช่วยให้ผู้พ้นโทษมี
งานทำได้มากขึ้น มีความรวดเร็วในการเข้าสู่ระบบงาน มีความสะดวกในการประสานงานกับหน่วยงานที่รับผู้พ้นโทษเข้า
ทำงาน ศูนย์ CARE ให้การสงเคราะห์ทุกประเภท ท้ังระหว่างต้องโทษและหลังพ้นโทษ โดยเฉพาะการสงเคราะห์หลังปล่อย
ดา้ นการมีงานทำ ไดแ้ ก่ การติดต่อประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการติดตามช่วยเหลือผู้พน้ โทษ เพือ่ สอบถาม
ชีวิตความเป็นอยู่ การมีงานทำ และติดต่อประสานงานกับสำนักงานจัดหางานจงั หวัด และบริษัท โรงงงาน ห้างร้านต่างๆ เพ่ือ
หางานทเ่ี หมาะสมให้แก่ผพู้ ้นโทษ การสงเคราะหท์ ุนประกอบอาชีพ การจ้างงานโครงการคืนคนดีสู่สังคม และการขอรับความ
ช่วยเหลือในเร่ืองต่างๆ นอกจากนี้ศูนย์ CARE ได้มีการประสานความร่วมมือในการสงเคราะห์ด้านการมีงานทำแก่ผู้พ้นโทษ
ด้วยการจัดทำบนั ทึกข้อตกลง (MOU) ว่าดว้ ยการประสานความรว่ มมือ โครงการประชารัฐ ร่วมสร้างงาน สร้างอาชีพ ระหว่าง
กรมการจดั หางาน กรมพฒั นาฝีมือแรงงาน กรมราชทณั ฑ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศ

276

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

ไทย ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ จังหวัดปทุมธานี เม่ือวันที่ 26 มีนาคม 2561 โดยในหน่วยงานระดับจังหวัด ศูนย์ CARE ได้
ดำเนนิ การจัดทำบนั ทกึ ข้อตกลงความรว่ มมอื กับหนว่ ยงานท่เี ก่ียวขอ้ งในระดบั พ้ืนท่ีไปบา้ งแล้ว

การดำเนนิ งานด้านการสงเคราะหห์ ลงั ปลอ่ ยในดา้ นการมงี านทำของศนู ย์ CARE กรมราชทณั ฑ์จึงมคี วามสำคญั อยา่ ง
มากในการมีส่วนช่วยผลักดันให้ผู้พ้นโทษได้มีโอกาส มีทางเลือกในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มีหน้าที่การงาน มีอาชีพเป็นของ
ตนเอง มีรายได้ในการหาเล้ียงตนเองและครอบครัวได้ ซ่ึงมีการศึกษาวิจัยกันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการปฏิบัติงาน
สังคมสงเคราะห์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการช่วยเหลือผู้พ้นโทษในการสงเคราะห์หลังปล่อย แนวทางการพัฒนา
การสงเคราะห์ผู้กระทำผิดหลังปล่อย ความต้องการในการขอรับการสงเคราะห์หลังปล่อยของผู้ต้องขังกลุ่มเรือนจำกลาง
คลองไผ่ การศกึ ษาเกีย่ วกบั การพฒั นาบทบาทองคก์ รเอกชน การพัฒนาคุณภาพการแก้ไขฟื้นฟูผกู้ ระทำผดิ ดว้ ยระบบการดูแล
ต่อเน่ือง และการส่งต่อข้อมูลจากสถานที่ควบคุมตัวสู่มาตรการคุมประพฤติ และ การสงเคราะห์ภายหลังปล่อย และปัญหา
และความต้องการการสงเคราะห์หลังปล่อยของผู้ต้องขังหญิงทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ล้วนเป็นงานวิจัยท่ีศึกษาเก่ียวกับ
การสงเคราะหแ์ ละติดตามชวี ติ ผู้พน้ โทษ ซ่งึ การศึกษาการดำเนนิ งานการสงเคราะห์หลงั ปลอ่ ยเฉพาะด้านการมงี านทำของศูนย์
CARE ยังไมม่ ีผู้ใดศกึ ษาอยา่ งจรงิ จัง

การศกึ ษาในคร้งั น้ี จงึ นบั ว่ามคี วามสำคัญต่อการดำเนนิ งานดา้ นการสงเคราะห์ในด้านการมีงานทำของกรมราชทณั ฑ์
อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พ้นโทษจะได้รับความช่วยเหลือได้โดยตรงและมีความสะดวก รวดเร็วในการเข้าใช้บริการจาก
ศูนย์ CARE การศึกษาแนวทางการพัฒนาการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ CARE จะช่วยให้เกิด
การพัฒนาการดำเนินงานการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำแก่ผู้พ้นโทษให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล
มากยง่ิ ขึน้ เป็นการสง่ เสรมิ ให้ผู้พ้นโทษมงี านทำ มีรายได้ และ ไมห่ วนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก

วัตถปุ ระสงค์การศึกษา
1. เพ่ือศึกษาผลการดำเนินงานการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำ ของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมี
งานทำ (ศูนย์ CARE) กรมราชทณั ฑ์
2. เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนนิ งานการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำ ของศูนย์ประสานงาน
และส่งเสรมิ การมงี านทำ (ศูนย์ CARE) กรมราชทัณฑ์
3. เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำ ของศูนย์ประสานงานและส่งเสริม
การมงี านทำ (ศนู ย์ CARE) กรมราชทณั ฑ์

แนวคดิ และทฤษฎที เี่ กย่ี วขอ้ ง
1. ทฤษฎีตตี รา (Labeling theory)

Goffman (1963, อ้างถึงใน จรินทร์ สารทอง, 2557, น. 28) ให้ความหมายการตีตราในมุมมองจิตสังคม
หมายถึง การทบี่ คุ คลและกลุ่มชนในสงั คมหนึ่งนิยามความหมายวา่ เปน็ ลกั ษณะท่ีแตกต่างและเบย่ี งเบนจากคนอน่ื ๆ ที่ส่งผลให้
บุคคลสูญเสียช่ือเสียง ไม่น่าไว้วางใจ หรือเกิดความอับอาย ตลอดจนทำให้บุคคลนั้นรู้สึกว่าคุณค่าตัวตนลดลงในสายตาของ
สังคม ทั้งนี้บุคคลท่ีได้รับการตีตรา เกิดความรู้สึกว่า “ตนมีความแตกต่างจากผู้อ่ืนอย่างที่ไม่พึงประสงค์” ซึ่งความหมายของ
การตีตรา ตามนัยนี้เน้นท่ีมุมมองของสังคมท่ีอ้างอิงจากบรรทัดฐานทางสังคมหล่อหลอมรวมกันเป็นความรู้สึกที่แยกแยะ
“ความแตกต่าง” หรอื ความเบยี่ งเบนสง่ ผลใหบ้ ุคคลเกดิ การตอ่ ต้านจากสงั คม โดยผ้ทู ถ่ี ูกตตี ราจะถูกมองจากคนในสังคมว่าเป็น
ผ้ทู ่ีมีลกั ษณะเด่นท่ีทำให้เกดิ ความเสือ่ มเสีย

Durkheim (1982, อา้ งถงึ ใน ทพิ าภรณ์ เยสุวรรณ,์ 2555, น. 13) กล่าวว่า ตราบาปเปน็ รปู แบบของพฤตกิ รรมท่ี
เบี่ยงเบนท่กี ่อใหเ้ กดิ การตัดสินกลุ่มคน เช่น คนทำผดิ กฎหมาย ผดิ ทำนองคลองธรรมสำหรบั การมีส่วนร่วมในการมีปฏิสัมพนั ธ์
กัน จากพฤติกรรมที่ไม่สามารถทำนายได้หรือไม่สอดคล้องกัน เป็นภัยท่ีคุกคามต่อคนอ่ืนหรือตนเอง คนทั่วไปจึงมองว่ า

277

รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

กลุ่มคนเหล่านีไ้ มม่ ีความสามารถหรอื ทกั ษะในการท่ีจะมีปฏสิ ัมพันธ์ ซ่งึ บุคคลเหล่าน้ีจะถูกกนั ออกไปจากสังคม หรือไมก่ ็จะถูก
ละเลย เป็นที่ทราบกันว่าความยุ่งยากในการระบุให้ลักษณะเฉพาะท่ีถ่ายทอดไปยังเอกลักษณ์ของสังคมที่ถูกลดคุณค่า
โดยเฉพาะสงิ่ แวดล้อมของสังคม ตราบาปเกดิ ข้ึนจากสมาชกิ ในกลมุ่ ซึง่ มีคณุ คา่ ในเชิงลบในสถานการณเ์ ฉพาะในสงั คม

ทฤษฎตี ตี ราเป็นทฤษฎีทีก่ ล่าวถึงบคุ คลทม่ี พี ฤตกิ รรมเบ่ียงเบน อันเกิดจากปฏกิ ิริยาโต้ตอบของสังคมทใ่ี ห้คา่ หรือ
ตตี ราบุคคลนน้ั ว่าเปน็ คนไม่ดี บคุ คลจงึ กระทำผดิ ตามท่สี ังคมมีปฏิกริ ิยาทีป่ ดิ กัน้ บคุ คล และใหค้ า่ บุคคลลดนอ้ ยลงไป เน่ืองจาก
บุคคลเคยกระทำผิดมาก่อน เมื่อสังคมให้ค่าและตีตราว่าบุคคลนั้นเป็นคนไม่ดี ขี้คุก ทำให้พวกเขาปฏิบัติตัวไปตามการให้
ค่าของสังคม ทำให้ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในสังคม เนื่องจากไม่มีใครให้ค่าในทางท่ีดี การตีตราหรือการปิดกั้นเหล่านี้ ล้วนเป็น
สาเหตุทำให้บุคคลเหลา่ น้ันหวนกลบั ไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การตตี ราจากครอบครวั และชมุ ชนนน้ั สง่ ผลกระทบ
ต่อจติ ใจของผพู้ ้นโทษอยา่ งมาก จนก่อเกิดปัญหาอาชญากรรมตามมาไมจ่ บส้นิ

2. แนวคิดเครอื ข่ายทางสงั คม (Social Network)
เครือข่ายทางสังคมมีหน้าที่ 6 ประการ คือ (Barrera & Ainlay, 1983, อ้างถึงใน ชมนาด วรรณพร ศิริ, 2535,

น. 18)
1. ใหค้ วามช่วยเหลือแก่บคุ คลด้านการเงิน วัตถอุ ่นื ๆ ทีอ่ ยอู่ าศัย และการให้ปัจจยั ท่ีจำเปน็ ในการดำเนินชวี ติ
2. ให้ความชว่ ยเหลือด้านการประกอบอาชพี
3. ให้การประคองและสนับสนุนด้านจิตใจ ทำให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนม อบอุ่น รู้สึกมีคนอื่นห่วงใยและ

เอาใจใส่
4. ใหค้ ำแนะนำ ข้อมลู และข่าวสารตา่ งๆ ที่เปน็ ประโยชน์
5. ใหข้ ้อมูลย้อนกลบั ในสง่ิ ทีไ่ ด้กระทำ เพ่ือให้บุคคลได้ปรบั ปรุง แกไ้ ขหรือไดร้ บั กำลงั ใจในส่ิงทที่ ำไดแ้ ลว้
6. เสริมสรา้ งโอกาสใหบ้ ุคคลมีความสัมพนั ธ์กับบคุ คลอ่ืนๆ
ลกั ษณะสำคญั ของเครอื ข่าย มดี ังนี้ (สนธยา พลศรี, 2550, อา้ งถึงใน ธรี วฒุ ิ กา่ ยแก้ว, 2556, น. 15)
1. มแี กนนำและสมาชกิ ทีเ่ ขม้ แขง็ สามารถดำเนนิ งาน และขยายกจิ การของเครอื ขา่ ยได้ และมีประสิทธิภาพ
2. มีภมู ิปัญญาและองค์ความรู้ของเครือข่าย ที่อาจจะเกิดจากสมาชิก หรือชุมชนทอ้ งถน่ิ ท่ีสมาชิกอยู่อาศัย หรือ

จากภายนอกชุมชน หรือจากการบูรณาการภูมิปัญญาท้ังสองได้อย่างเหมาะสมกับเครอื ขา่ ย
3. มสี ัมพันธภาพทดี่ ี เครอื ขา่ ยมคี วามสัมพนั ธท์ ดี่ รี ะหวา่ งสมาชิก และภายนอกทำให้การดำเนินงานของเครอื ข่าย

ราบรน่ื เป็นทยี่ อมรบั และประสบความสำเรจ็
4. การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิก เครือข่ายมีช่องทางให้สมาชิกได้มีเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ

สามารถดำเนนิ การได้อย่างสะดวก ทำใหส้ มาชกิ ไดร้ บั ความรู้ และประสบการณต์ ลอดเวลา
5. การทำกิจกรรมและความต่อเน่ือง เครือข่ายสามารถคิด และดำเนินกิจกรรมได้ด้วยตนเองสม่ำเสมอ และ

ต่อเนอ่ื ง ไมข่ าดตอน ไม่ตอ้ งพึง่ พาจากภายนอก
6. ทรัพยากรและการแบ่งปัน เครือข่ายมีทรัพยากรในการดำเนินงานอย่างเพียงพออาจจะโดยการจัดหาของ

เครอื ข่ายเอง หรอื การแบง่ ปนั กบั องค์กร และเครือขา่ ยอืน่ ๆ ทำให้เครือข่ายสามารถดำเนนิ กิจกรรมได้ และมีประสิทธิภาพ
7. การเรียนรู้และนวัตกรรม สมาชิกของเครือข่ายมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการต่างๆ สามารถสร้างนวัตกรรม

ทงั้ ทเี่ ปน็ ความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ประโยชนไ์ ด้
8. การส่ือสาร เครือข่ายสามารถส่ือสารระหว่างเครอื ข่ายกับสมาชิกได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทำให้สมาชิกได้

ทราบข้อมูลข่าวสารท่ที นั สมัย และเป็นประโยชน์
9. การบริหารจัดการท่ีดี เครือข่ายมีการบริหารจัดการท่ีดี เหมาะสมกับการดำเนินงานของเครือข่าย ทำให้

เครอื ขา่ ยดำเนนิ กจิ กรรมไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ และเกิดประสทิ ธิผล

278

รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

10. ระบบการติดตามและประเมินงาน เครือข่ายมีระบบการติดตาม และประเมินงานท่ีมีประสิทธิภาพ
มีฐานข้อมลู ทีเ่ กีย่ วกบั เครอื ข่ายอย่างเพียงพอ สามารถให้การสนับสนนุ ช่วยเหลอื สมาชกิ ไดท้ นั เวลา และเหมาะสม

แนวคิดเครือข่ายทางสังคม แบ่งประเภทของเครือข่ายทางสังคมไว้ ได้แก่ กลุ่มบุคคลในครอบครัว กลุ่มบุคคล
ท่ีใกล้ชิดกัน กลุ่มบุคคลในวิชาชีพเดียวกัน โดยลักษณะท่ีสำคัญของเครือข่ายทางสังคมคือ มีแกนนำและสมาชิกที่เข้มแข็ง
มอี งค์ความรแู้ ละภูมปิ ัญญา มกี ารทำกิจกรรมรว่ มกัน มกี ารเรยี นร้รู ะหว่างกัน มคี วามสัมพนั ธ์ทดี่ ีตอ่ กนั มีการบริหารจัดการท่ดี ี
และมีการติดตามผล เครอื ขา่ ยทางสังคมจะมีองคป์ ระกอบท่สี ำคัญคอื มีความเป็นเจา้ ของร่วมกัน ดำรงอยู่ยาวนาน มีวสิ ยั ทัศน์
ผลประโยชน์ มกี ารรบั รู้ร่วมกนั พง่ึ พาอาศัยและแลกเปลยี่ นปฏสิ มั พันธก์ ัน โดยเครอื ข่ายทางสงั คมมหี น้าท่ใี นการช่วยเหลือกลมุ่
ในด้านข้อมลู ขา่ วสาร ดา้ นการเงิน วัตถุสงิ่ ของ การประกอบอาชีพ และการสนบั สนนุ ประคับประคองจิตใจตอ่ กนั

3. แนวคิดการบริหารเชงิ กลยุทธ์ (Strategy Management)
การบริหารเชงิ กลยุทธ์เป็นการบรหิ ารท่ีมุ่งวิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่อยู่ภายในองค์การ เช่น กระบวนการ

ทำงานต่างๆ การเงิน หรือทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น เพ่ือวิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดอ่อนขององค์การ ตลอดจนปัจจัย
สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ เช่น สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เป็นต้น เพื่อวิเคราะห์หาโอกาสและข้อจำกัดท่ีมีอยู่ใน
องค์การ เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล โดยนำผลการวิเคราะห์
ปัจจัยสภาพแวดล้อมดังกล่าวมาดำเนินการวางแผนการทำงานอย่างเป็นลำดับข้ันตอนก่อนหลัง มีการวางแผนระยะส้ันและ
ระยะยาว โดยมีการกำหนดกลยุทธ์ การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ และการควบคมุ ประเมินผลกลยุทธ์ โดยขับเคล่ือนท้ังองคก์ ารไปสู่
เป้าหมายท่ีองค์การตั้งไวอ้ ยา่ งเป็นระบบ (นงค์นุช เพยี รขุนทด, 2554, น. 14)

เสนาะ ติเยาว์ (2546, อ้างถึงใน เมธาพร ไตรกิจวัฒนกลุ , 2561, น. 12) กล่าวว่า การบริหารกลยทุ ธ์ เป็นการตัดสนิ ใจ
และดำเนินการ เพ่ือทำใหไ้ ดผ้ ลตามท่อี งคก์ ารกำหนดไว้ โดยเน้นทีก่ ระบวนการ เริม่ ตั้งแต่การกำหนดกลยุทธ์ การนำกลยุทธ์ไป
ใช้ และการประเมินผลกลยุทธ์ เป็นกระบวนการวางแผนและทำให้มั่นใจว่าแผนน้ันได้ถูกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพ่ือให้บรรลุเป้าประสงค์ในระยะยาวซ่ึงขั้นตอนที่สำคัญ คือ การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก การวิเคราะห์ปัจจัยภายใน
การกำหนดภารกิจและจุดประสงค์ การกำหนดกลยุทธ์ การนำกลยทุ ธ์ไปใช้ และการควบคมุ ประเมนิ ผลกลยุทธ์

เมธาพร ไตรกิจวัฒนกุล (2561, น. 12) ได้ให้ความหมายของ การบริหารเชิงกลยุทธ์ คือกระบวนการใน
การกำหนดทิศทางการดำเนินงานขององค์การ โดยผ่านกระบวนการต่างๆ ในการกำหนดกลยุทธ์ เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์
และนำไปสูค่ วามสำเร็จขององค์การ

อมรรัตน์ เถื่อนทอง (2553, น. 21) กล่าวว่า การบริหารในปัจจุบันมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อน ผู้บริหาร
จะต้องนำพาองค์การให้สามารถดำรงอยู่และแข่งขันได้ การบริหารเชิงกลยุทธ์จึงมีความสำคัญต่อการดำเนินงานในองค์การ
ดงั นี้

1. ทำให้เกิดการกำหนดทิศทางองค์การ (Direction Setting) ทิศทางองคก์ าร ได้แก่ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ปรัชญา
เปา้ หมายและวัตถปุ ระสงค์ การกำหนดทศิ ทางองคก์ ารท่ีเหมาะสมจะทำให้องค์การมีแนวทางท่ีชดั เจนในการดำเนนิ งาน

2. ทำให้มีการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์การ (Stakeholders) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้มีส่วนเก่ียวข้อง
กับองค์การ ได้แก่ พนักงาน ผู้ถือหุ้น ประชาชน ลูกค้า คนกลางทางการตลาดและคู่แข่งขัน เป็นต้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ
องค์การเหล่าน้ีย่อมคาดหวังต่อองค์การในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงโดยเมื่อได้รับในส่ิงท่ีคาดหวังก็จะให้การสนับสนุนอง ค์การให้
เจริญก้าวหน้า หากไม่ได้รับในส่ิงท่ีคาดหวงั อาจมีการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ซง่ึ เป็นอุปสรรคต่อองค์การโดยอาจส่งผลให้
องค์การล้มเหลวในการจดั การได้

3. ทำให้องค์การคำนึงถึงผลกระทบท้ังในระยะสั้นและระยะยาว (Shot-term and Long-term Advantage)
จึงพบว่าองคก์ ารโดยทั่วไปจะต้องดำเนนิ งานให้สอดคล้องกบั แผนกลยทุ ธท์ ่ีกำหนดเพอ่ื ผลสำเรจ็ ท้งั ในระยะสนั้ และระยะยาว

4. มีการมุ่งเน้นผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness) เพื่อใช้เป็น
เกณฑ์การวดั ผลสำเรจ็ ขององค์การมากข้ึน ท้ังน้ี ประสิทธิภาพเปน็ การวัดผลโดยเปรยี บเทียบผลท่ีได้กับทรพั ยากรทง้ั หมดท่ีได้

279

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

ใช้ไปในการดำเนินงาน สำหรับประสิทธิผลเปน็ การวัดผลการดำเนินงานโดยเปรียบเทยี บผลทไี่ ดร้ ับจรงิ กบั ผลทีไ่ ดม้ ีการวางแผน
ไวล้ ่วงหน้าโดยพยายามที่จะทำให้ผลท่ีได้จริงเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า การดำเนนิ งานขององค์การธุรกิจในปัจจุบัน
อาจมีความตอ้ งการทง้ั ประสิทธิภาพและประสิทธผิ ลหรอื อาจต้องการเพียงเร่อื งใดเร่อื งหนึ่งเพยี งเร่อื งเดยี วก็ได้

การบริหารเชิงกลยุทธ์ เป็นกระบวนการท่ีสำคัญอย่างย่ิงในการบริหารจัดการองค์กรให้บรรลุเป้าประสงค์
ทุกองค์กรจะต้องมี การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการบริหารจัดการตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้องค์กรมีความเจริญก้าวหน้า
ซ่งึ หากองค์กรใดไม่มีการบริหารเชิงเชิงกลยุทธ์ ก็จะทำให้องคก์ รดำเนินงานไปอย่าง หยุดน่ิง ไม่มีการเปลีย่ นแปลง แก้ไขและ
พัฒนาให้ดีย่ิงข้ึน อาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวขององค์กรได้ ดังนั้น การบริหารเชิงกลยุทธ์ในองค์กร จึงมีความสำคัญและ
มีประโยชน์ตอ่ การพัฒนาองค์กรใหเ้ กิดผลสำเรจ็ ได้อยา่ งมาก

4. แนวคิดเก่ยี วกับการสงเคราะหห์ ลังปลอ่ ย (After-Care)
จากการประชุมสหประชาชาติครั้งที่ 2 เก่ียวกับการป้องกันและแก้ไขผู้กระทำผิด ณ กรุงลอนดอน ในปี

ค.ศ. 1960 ได้ให้คำจำกดั ความการสงเคราะห์หลังปล่อยว่าคือ การให้โอกาสผู้พ้นโทษกลับไปใช้ชวี ิตอยู่ในชมุ ชน และให้ความ
ชว่ ยเหลือทางวัตถุจิตใจ เช่น การช่วยเหลือในสิ่งท่ีเกี่ยวข้องกับความต้องการพ้ืนฐาน เสื้อผ้า อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ที่พักอาศัย
การรกั ษาพยาบาล ตลอดจนการจัดหาเอกสารตา่ งๆ ทจี่ ำเปน็ รวมทงั้ ใหค้ วามสำคัญเปน็ พเิ ศษในเร่อื งความต้องการดา้ นอารมณ์
ของผู้พ้นโทษ การจัดหางานให้ทำ การให้คำปรึกษาแนะนำ และการให้ความเป็นเพื่อน เป็นต้น (Barry Patrick, 1965, p. 5,
อา้ งถึงใน มนตรา งามวาจา, 2555, น. 10)

หลักของการสงเคราะห์หลังปล่อย (นันทนา ชัยจิตวนิช, 2534, น. 28-29) นับเป็นแนวทางการปฏิบัติงานของ
หน่วยงานที่ให้การสงเคราะห์หลังปล่อยเพ่ือให้ความช่วยเหลือ ฟ้ืนฟู พัฒนาผู้พ้นโทษให้สามารถกลับตัวเป็นคนดี ให้สามารถ
กลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติร่วมกับสงั คมต่อไปได้ อันเป็นการป้องกันสังคมให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมที่เกิดจากการกระทำผิด
ซ้ำไดท้ างหน่งึ ซึง่ หลกั การของการสงเคราะห์หลงั ปล่อย มีดังนี้

1. จะต้องเป็นการช่วยเหลือท่ตี รงต่อปัญหาและความต้องการของผู้พ้นโทษและเป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพเพื่อ
ป้องกนั ไมใ่ หผ้ พู้ น้ โทษกลบั ไปกระทำผิดซำ้ อีก อนั เป็นการป้องกันปัญหาอาชญากรรมไดอ้ กี ทางหน่งึ

2. จะตอ้ งมกี ารฟ้ืนฟู บูรณการภาพทางสังคมของผู้พ้นโทษ เชน่ มกี ารสงเคราะหใ์ นด้านการใหค้ ำปรกึ ษาเกยี่ วกบั
ปญั หาความสัมพันธร์ ะหว่างสามี-ภรรยา หรอื ญาติพี่น้องภายในครอบครวั หรือปญั หาเก่ียวกับการศึกษาของบตุ ร รวมทั้งปญั หา
ความเดอื ดรอ้ นของครอบครัวในกรณอี ืน่ ๆ ทเี่ กยี่ วข้องกบั สังคมภายนอกด้วย

3. จะตอ้ งชว่ ยปรบั สภาพชวี ิตของผ้พู ้นโทษ ใหส้ ามารถชว่ ยเหลอื ตนเอง เพอ่ื จะเป็นพลเมอื งดขี องสงั คมตอ่ ไป
4. จะต้องฟน้ื ฟทู างด้านจติ ใจ และฟน้ื ฟูดา้ นอาชีพแก่ผพู้ ้นโทษ
5. ในบางกรณีจะต้องพิจารณาถึงการโยกย้ายหรือตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้รับบริการสงเคราะห์และครอบครัวด้วย
ทั้งนี้เพื่อขจัดปัญหาความขัดแย้งด้ังเดิมท่ีมีอยู่ หรือการแก้แค้นทดแทนจากคู่กรณี ตลอดจนการป้องกันปัญหาการไม่ได้รับ
การยอมรบั จากชมุ ชนทเ่ี คยอาศยั อยแู่ ตเ่ ดมิ ดว้ ย
การสงเคราะห์หลงั ปลอ่ ยเป็นสิง่ ทีจ่ ำเปน็ และมีประโยชนด์ ังน้ี คอื (นนั ทนา ชัยจติ วนิช, 2534, น. 34-35)
1. ประโยชน์ต่อผู้พ้นโทษ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษได้กลับตนเป็นคนดี โดยมีการฟื้นฟูผู้กระทำผิดในทาง
สตปิ ญั ญา ความสามารถ ทางจิตใจ ทางสังคม และส่งเสริมใหผ้ ูพ้ ้นโทษประกอบอาชีพโดยสจุ ริตต่อไป
2. ประโยชน์ต่อสังคม เป็นการช่วยลดภาระในการปราบปรามของระบบงานยุติธรรม และช่วยประหยัดงบประมาณ
ของรัฐในการที่จะไมใ่ ห้มีการสูญเสียเกิดข้ึนจากการกระทำผิดอีก โดยการสงเคราะห์หลังปล่อยนั้นเป็นวิธกี ารหนึ่งที่จะปอ้ งกัน
ไมใ่ หผ้ พู้ น้ โทษกลบั ไปกระทำผิดซ้ำในสังคม และในขณะเดยี วกันผพู้ ้นโทษก็มโี อกาสหารายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว
3. ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ เป็นการส่งเสริมพัฒนาด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือ เม่ือไม่มีการกระทำผิดเกิดขึ้นก็ส่งผล
เศรษฐกจิ ใหด้ ีข้นึ

280

รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

4. เป็นการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและหลักเมตตาธรรมท่ีสอดคล้องกับหลักการทางศาสนาและความเจริญ
ทาง อายระธรรมแห่งสงั คมมนษุ ย์

5. เป็นการเสริมสรา้ งความปลอดภัยในชวี ติ รา่ งกาย และทรัพย์สนิ ของประชาชนในสังคม
การสงเคราะห์หลงั ปลอ่ ยในต่างประเทศ
ในระบบการราชทัณฑ์ก้าวหน้าทุกประเทศ นิยมจัดต้ังสมาคมช่วยเห ลือนักโทษ (The Prisoner’s Aid
Association) การบริการคุมประพฤติ และการสงเคราะห์ผู้พ้นโทษ (After Care Services) และบรกิ ารให้คำปรึกษาแนะนำ
(Counseling Services) แก่ผพู้ น้ โทษ ซง่ึ เรียกกนั ในชื่อตา่ งๆ แต่ก็มเี ป้าหมายคลา้ ยคลึงกันคือการใหค้ วามชว่ ยเหลอื สงเคราะห์
ผู้พ้นโทษเพ่ือให้สามารถประกอบอาชีพช่วยเหลือตนเองได้ภายหลังจากการปลดปล่อยไปแล้ว แนวการให้ความช่วยเหลือแก่
ผูต้ อ้ งขงั พน้ โทษทถี่ อื ปฏบิ ตั ิอยใู่ นนานาอารยะประเทศ มดี ังนี้ (ประเสรฐิ เมฆมณี, 2536, น. 132-133)
1. การชว่ ยเหลือผพู้ ้นโทษให้ทำงานเป็นลูกจ้างของหน่วยงานเอกชน (Private Employment Agencies) ได้แก่
การรับนักโทษเด็ดขาดก่อนจะครบกำหนด หรือผู้พ้นโทษไว้ทำงานในบริษัทเอกชนในรูปแบบการใช้แรงงานผู้ต้องขังก่อนพ้น
โทษ (Private -Prerelease System) หรือการใช้แรงงานผู้ต้องขังรับจ้างภายนอกเรือนจำ (Work Furlough) โดยจ่ายคา่ จ้าง
ใหเ้ ปน็ รายวันในอัตราใกลเ้ คยี งกับคนงานภายนอกทั่วไปการจดั หางานในกรณนี ี้โดยมากจะรับเฉพาะแตผ่ ู้ทม่ี ีความประพฤตดิ ี มี
ฝีมือในการทำงาน และมีประวตั กิ ารต้องโทษไม่ร้ายแรง ซงึ่ ก็มอี ย่ใู นจำนวนจำกัด
2. การให้ผู้พ้นโทษทำงานในหน่วยงานของรัฐ (State Employment Services) การรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานใน
ลักษณะน้ี มักถูกจำกัดกีดกันโดยข้อห้ามของกฎหมาย อาทิ พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนกำหนดห้ามมิให้ผู้พ้นโทษ
ประกอบอาชีพราชการ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการว่าจ้างผู้พ้นโทษ ซึ่งมีความประพฤติดีและมีความรู้ในสาขาวิชาชีพต่างๆ เข้า
ทำงานเป็นผู้ช่วยเหลือในการฝึกวิชาชีพแก่ผู้ต้องขัง ดังเช่น ในมลรัฐฟลอริด้า ไอโอวา มินเนสโซต้า โอเรกอน และวิสคอนซิน
ได้นิยมถือปฏิบัติอย่างกว้างขวาง การช่วยเหลือผู้พ้นโทษโดยรัฐ ในกรณีนี้ย่อมรวมถึงการติดต่อจัดหางานให้แก่ผู้พ้นโทษ
ภายหลงั การปลดปล่อยโดยกรมแรงงานดว้ ย
3. การสงเคราะห์ผู้พ้นโทษโดยองค์กรการกุศลหรือหน่วยอาสาสมัครทั่วไป (Charitable Organizations or
Volunteers) โดยช่วยเหลือในด้านการปรบั สภาพแวดล้อม หรือรวมถึงการสงเคราะห์ในด้านท่ีอยู่อาศัย หรือจัดหางานให้ทำ
ดว้ ย
4. การช่วยเหลือผู้พ้นโทษ ซึ่งอยู่ในภาวะที่ควรแก่การช่วยเหลือ (Want Aids) ประกอบด้วยการจัดบริการบ้าน
ก่ึงวิถีหรือสถานท่ีพักพงิ ชั่วคราวแก่ผู้ต้องขังพ้นโทษ (Half Way House or Hostels) การสงเคราะห์ช่วยเหลือในด้านการเงิน
แก่ผู้พ้นโทษ การจัดบริการยานพาหนะ การจ่ายเงินสะสมจากรางวัลปันผลและจ่ายเครื่องแต่งกายให้แก่ผู้พ้นโทษตามความ
จำเป็น รวมตลอดถึงการจัดกลุ่มช่วยเหลือตนเอง (Self-help Groups) แก่ผู้พน้ โทษบางประเภท เป็นต้นวา่ ผพู้ ้นโทษเกยี่ วกับ
ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ หรอื ผู้พ้นโทษติดส่ิงเสพติดอ่นื ๆ
5. การติดต่อช่วยเหลือผู้พ้นโทษเป็นส่วนบุคคล หรือการช่วยเหลือในด้านกฎหมาย (Personal Contacts or
Legal Aids) มีลักษณะเป็นการมุ่งใช้ปัจจัยสังคมสงเคราะห์เกื้อกูลแก่ผู้พ้นโทษ เป็นต้นว่าการช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย การ
แนะแนวปัญหาเป็นรายบุคคล หรือการแนะนำแก้ปัญหาและการปรับสภาพความสัมพันธอ์ ันดรี ะหว่างผู้พ้นโทษกับครอบครัว
หรอื กบั ชมุ ชนสว่ นรวม
การสงเคราะห์หลังปล่อย จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้พ้นโทษ ให้สามารถกลับใช้ชีวิตกับครอบครัว ชุมชน
และสงั คมได้ดว้ ยการให้การสงเคราะห์ในด้านการมีงานทำ ดา้ นทุนประกอบอาชีพ การให้ท่ีพักอาศัยช่ัวคราวเพื่อเตรียมความ
พร้อมในการกลับคนื สู่สงั คม การใหค้ ำแนะนำปรึกษาทางด้านสภาพจิตใจ รวมไปถึงอาหารและยารกั ษาโรคด้วย เพอ่ื มิให้ผพู้ ้น
โทษหมดหนทางทีจ่ ะได้รับความช่วยเหลือจนต้องกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยเป็นการชว่ ยเหลอื ใหผ้ พู้ ้นโทษสามารถช่วยเหลือ
ตนเองได้อกี ด้วย

281

รายงานสืบเนื่องการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

5. แนวคิดการเสริมพลงั อำนาจ (Empowerment)
อภิญญา เวชยชัย (2555, น. 30) ได้สรุปความหมายของการเสริมพลงั อำนาจมหี ลากหลายนัยยะ ท้ังในด้านของ

แนวคิดท่ีเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในตนเองจนสามารถค้นหาพลังอำนาจและความเข้มแข็งในตนเอง หรือในด้าน
กระบวนการพัฒนาตัวตนของบุคคล กลุ่ม องค์กร หรือชุมชนให้เกิดศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง ความคิด การกระทำของ
ตนเอง หรือเกิดการเคลื่อนไหวที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีการเสริมพลังอำนาจในหลาย
ระดับ ตั้งแต่ระดับส่วนบุคคล กลุ่ม ครอบครัว ชุมชนจนถึงระดับโครงสร้างที่หมายถึงการมีส่วนร่วมผลักดันให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงทางจติ สำนกึ ทางการเมือง วัฒนธรรม เปน็ ต้น

กรวรรณ พุทธิวนิช (2559, น. 68) สรุปความหมายของการเสริมพลังอำนาจ หมายถึง กระบวนการทเ่ี สรมิ สร้าง
สนับสนุนให้บุคคลมีความสามารถในการควบคุมปัจจัยสถานการณ์ต่างๆ ท่ีมีผลต่อชีวิตของตนเอง บุคคลเกิดความเชื่อมั่น
ตระหนักรูใ้ นคณุ ค่าความสามารถแห่งตน มีส่วนรว่ มในการเข้าถึงแหลง่ ทรัพยากรที่จำเป็น คิดตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติการดูแล
ตนเองไดอ้ ย่างเหมาะสมเกิดการยอมรับ รับรู้ความมีคณุ ค่าและความสำเรจ็ และพึงพอใจในชวี ิต

การเสริมพลังอำนาจ เป็นวิธีการในการส่งเสริม ผลักดัน ศักยภาพ ความสามารถ และส่ิงดีงามในตัวมนุษย์
ซ่งึ เปน็ กลุม่ ที่เปราะบาง เป็นผ้ทู ีไ่ ดร้ บั ผลกระทบทางสงั คม และผู้ทข่ี าดโอกาสทางสังคม ให้สามารถมีพลังขบั เคลอ่ื นในการตอ่ สู้
กับวิถีชีวิตท่ีต้องเผชิญได้ พ่ึงพาตนเองได้ มีความเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก เกิดความรู้สึกเช่ือม่ันในตนเอง เห็นคุณค่าใน
ตัวเอง สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติ โดยต้องมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบควบคู่ไปด้วย การเสริมพลังอำนาจ
เกิดขึ้นไดท้ ้ังในระดับบุคคล กลมุ่ ครอบครัว ชมุ ชน และสังคม ลว้ นมสี ว่ นผลักดันให้เกดิ การเปล่ียนแปลงได้

6. แนวคดิ การสนบั สนนุ ทางสังคม (Social Support)
House (1981, อา้ งถงึ ใน กิ่งแก้ว ไชยเจรญิ , 2543, น. 37) กลา่ ววา่ การสนบั สนุนทางสงั คมมี 4 ชนิด คอื
1. การสนับสนุนทางด้านอารมณ์ (Emotional Support) เป็นการแสดงออกถึงการยกย่อง เห็นคุณค่า ความรัก

ความไวว้ างใจ ความห่วงใย และการรับฟัง ความรสู้ กึ เห็นอกเห็นใจ
2. การสนับสนุนด้านการประเมินคุณค่า (Appraisal Support) เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง

หรอื ข้อมลู ทีน่ ำไปใช้ประเมนิ ตนเองในการรบั รองการให้ข้อมลู ป้อนกลับ การเปรยี บเทียบกบั สังคม
3. การสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร (Informational Support) ได้แก่ การให้คำแนะนำ ข้อช้ีแนะ ช้ีแนวทาง

และการใหข้ อ้ มูลทส่ี ามารถนำไปใชใ้ นการแก้ปัญหาทเี่ ผชญิ อยูไ่ ด้
4. การสนับสนุนด้านด้านทรัพยากร (Instrument Support) เป็นการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การให้

เงิน การให้แรงงาน การใหเ้ วลา การชว่ ยปรบั ปรุงสิ่งแวดลอ้ ม รวมถงึ การช่วยเหลอื ดา้ นสิ่งของ และการให้บริการดว้ ย
อรุณี เกสรอุบล (2544, น. 31) เสนอว่า การสนับสนุนทางสังคมมีลักษณะที่เป็นปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเกิดข้ึนใน

ช่วงเวลาของการมีความสัมพันธ์ทางสังคม บุคคลจะประเมินว่าเขาได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือหรือประคับประคองได้มาก
น้อยอย่างไร บุคคลท่ีมีการสนับสนุนทางสังคมจะเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับและความเห็นใจช่วยเหลือ ท้ังในด้านการให้
สิ่งของ แรงงาน การใหค้ ำแนะนำ ขอ้ มลู ข่าวสาร การใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั และการมสี ่วนร่วมทางสงั คม จากการติดตอ่ สัมพันธ์กับ
คนในกลุ่มสังคม ทำให้บุคคลรสู้ ึกได้รับความรกั ความเอาใจใส่ เห็นคณุ คา่ และยกยอ่ งตัวเขาวา่ เป็นสว่ นหนึง่ ของสังคม

การสนบั สนุนทางสังคม จึงเปน็ การท่ีบุคคลหน่งึ จะได้รบั ความช่วยเหลือระหว่างบคุ คลทั้งทางด้านจติ ใจ อารมณ์
และวัตถุสิ่งของ เพื่อทำให้ตนเองรู้สึกมีความเชื่อมั่น มองเห็นคุณค่า ได้รับการยอมรับจากสังคม ร้สู ึกมั่นคงและเป็นส่วนหน่ึง
ของสงั คม โดยไดร้ บั การช่วยเหลอื ดแู ลเอาใจใส่ และมคี วามผกู พนั ต่อกันจากการตดิ ตอ่ สัมพันธ์กันในกลุ่มสงั คม

วธิ กี ารวิจยั
ระเบียบวิธีการศึกษาเป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบด้วยการศึกษาค้นคว้าจาก
เอกสาร หนังสือ วิทยานิพนธ์ บทความ ผลงานวิจัย กฎหมาย และแผนนโยบายต่างๆ และการศึกษาภาคสนามด้วยวิธีการ

282

รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

สัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง และการสังเกต กลุ่มตัวอย่าง ได้คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงเป็นกลุ่มท่ีน่าสนใจ (Critical
Case) เน่ืองจากเป็นกลุ่มท่ีมีผู้ปฏิบัติงานท่ีมีความรู้ความสามารถ และมีประสบการณ์การดำเนินงานศูนย์ CARE มากกว่า
6 เดือน มีผู้บริหารทั้งในระดับเรือนจำและระดับกรมราชทัณฑ์ และกลุ่มผู้พ้นโทษ เป็นกลุ่มที่ได้รับการสงเคราะห์หลังปล่อย
ด้านการมีงานทำและมีประสบการณ์โดยตรง รวมถึงผู้บริหารในระดับจังหวัดท่ีทำ MOU ร่วมกับศูนย์ CARE สร้างงานสร้าง
อาชีพให้แก่ผู้พ้นโทษ รวมทั้งผู้ประกอบการที่รับผู้พ้นโทษเข้าทำงานท่ีเคยมีประสบการณ์ในการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานและ
ปจั จุบันยังรบั ผพู้ ้นโทษเข้าทำงานจำนวน 25 คน ประกอบด้วย

1. ผู้ปฏิบัติงานศูนย์ CARE ที่ประจำอยู่ ณ เรือนจำ จำนวน 5 คน ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานเรือนจำกลางนครสวรรค์
เรือนจำกลางนครปฐม เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เรือนจำจังหวัดพะเยา และเรือนจำจังหวัดแพร่ ผู้ศึกษาคัดเลือกกลุ่ม
ตัวอย่างน้ี เนื่องจากเรือนจำกลางถูกจัดให้เป็นเรือนจำต้นแบบของการดำเนินงานศูนย์ CARE ส่วนการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง
เรือนจำจังหวัดพะเยา และเรือนจำจังหวัดแพร่ เน่ืองจากมีผลการดำเนินงานตามเกณฑ์การประเมินตนเองตามมาตรฐาน
การดำเนินงานศูนยป์ ระสานงานและสง่ เสริมการมงี านทำ (10 ด้าน) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 อยู่ในระดบั A+

2. ผู้ปฏิบัติงานศูนย์ CARE ประจำกรมราชทัณฑ์ จำนวน 3 คน เนื่องจากเป็นกลุ่มตัวอย่างท่ีปฏิบัติหน้าที่ด้านศูนย์
CARE ที่เป็นศูนย์กลางในการจัดทำนโยบาย วางแผนการดำเนินงาน และส่งต่อข้อมูลแนวทางการดำเนินงานไปยังเรือนจำ
และทณั ฑสถานท่วั ประเทศ

3. ผู้บริหารที่รับมอบนโยบายศูนย์ CARE มาปฏิบัติ จำนวน 6 คน ได้แก่ ผู้บริหารที่รับมอบนโยบายมาปฏิบัติ ณ
เรอื นจำกลางนครสวรรค์ เรือนจำกลางนครปฐม เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เรือนจำจังหวัดพะเยา และเรือนจำจังหวดั แพร่
จำนวน 5 คน และระดับกรมราชทัณฑ์ ไดแ้ ก่ หัวหน้าศูนย์ CARE จำนวน 1 คน การคัดเลือกกลุม่ ตัวอย่างเป็นไปตามแนวทาง
เดยี วกับผูป้ ฏบิ ัติงานศูนย์ CARE เนือ่ งจากคัดเลอื กจากเรอื นจำเดียวกัน

4. ผ้พู น้ โทษทเี่ คยได้รบั การสงเคราะห์หลังปลอ่ ยด้านการมีงานทำจากศูนย์ CARE จำนวน 5 คน ได้แก่ ผู้พน้ โทษจาก
เรือนจำกลางนครสวรรค์ เรอื นจำกลางนครปฐม เรือนจำกลางนครศรธี รรมราช เรือนจำจงั หวัดพะเยา และเรือนจำจงั หวัดแพร่
เน่ืองจากเป็นผู้พ้นโทษจากเรือนจำต้นแบบ และมีประสบการณ์ในการได้รับการสงเคราะห์ด้านการจัดหางานให้ทำ ได้รับ
การจา้ งงานตามโครงการ คนื คนดีสสู่ งั คมของกรมราชทณั ฑ์ และได้รบั การสงเคราะหท์ ุนประกอบอาชีพ

5. ผู้บริหารในหน่วยงานท่ีทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการประสานความร่วมมือโครงการประชารัฐ ร่วมสร้างงาน
สร้างอาชีพผู้ต้องขังระดับจังหวัด จำนวน 3 คน ได้แก่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครสวรรค์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน
จงั หวัดนครสวรรค์ และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครสวรรค์ ผู้ศึกษาคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง 3 แห่งนี้ เนื่องจากเรือนจำจังหวัด
นครสวรรค์ เป็นเรือนจำต้นแบบของการดำเนินงานศูนย์ CARE มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้ดำเนินงานสร้าง
เครือขา่ ย และทำบันทึกข้อตกลงฯ ไวก้ ับหน่วยงานเครือข่ายอยา่ งตอ่ เนื่อง และสำนกั งานจัดหางาน สถาบันพัฒนาฝีมอื แรงงาน
และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดก็เป็นหน่วยงานท่ีทำบันทึกข้อตกลงฯ ร่วมกัน ในการประสานงานกับสถานประกอบการเพื่อ
สนบั สนนุ งานแก่ผ้พู น้ โทษ รวมทั้งมกี ารฝึกอาชพี ให้แกผ่ ู้ตอ้ งขงั อกี ด้วย

6. ผู้ประกอบที่รับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน จำนวน 3 คน ได้แก่ ผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายของเรือนจำกลาง
นครสวรรค์ เรือนจำกลางสมุทรปราการ และเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร ที่เคยมีประสบการณ์ในการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงา น
และปัจจุบันยังรบั ผู้พ้นโทษเข้าทำงาน ผู้ศกึ ษาคดั เลือกกลุ่มตัวอย่างผปู้ ระกอบการท่ีเป็นเครือขา่ ยของเรือนจำจำนวน 3 แห่งนี้
เนื่องจากเรือนจำกลางนครสวรรค์ เรือนจำกลางสมุทรปราการ และเรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร เป็นเรือนจำต้นแบบ
การดำเนินงานศูนย์ CARE มีผลงานเป็นท่ีประจักษ์ใน ด้านการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้พ้นโทษให้มีงานทำ รวมถึงเป็นพื้นที่ที่มี
สถานประกอบการอยู่จำนวนหลายแหง่

เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้างท่ีได้จากแนวคิดทฤษฎี เอกสารข้อมูล และ
ผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา แล้วสร้างแบบสัมภาษณ์ข้ึนมาตามวัตถุประสงค์การศึกษา โดยผ่าน
ผูม้ ีความร้ชู ่วยตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ โดยมปี ระเด็นคำถามเกย่ี วกับการดำเนนิ งานการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมี

283

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

งานทำ ผลการดำเนินงานการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานการสง เคราะห์
หลังปล่อยด้านการมีงานทำ และแนวทางในการพัฒนาการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ CARE กรม
ราชทัณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูลจากผลการสัมภาษณ์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จัดหมวดหมู่ข้อมูลท่ีสะท้อน
การให้ความหมายต่อประเด็นต่างๆ ของผู้ให้สัมภาษณ์ และตีความข้อมูลออกมาเป็นการวิจัยเชิงบรรยาย โดยจัดรูปแบบ
ความสัมพันธ์ของข้อมูลและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาเรียบเรียงให้อยู่ในแนวคิดและวตั ถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้
เบ้ืองต้น และสามารถนำข้อมูลมารวบรวม วิเคราะห์ และสรุปผลได้

ผลการศึกษา
ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมี
งานทำ (ศนู ย์ CARE) กรมราชทัณฑ์ มีดงั น้ี
1. ผลการดำเนนิ งานการสงเคราะห์หลงั ปลอ่ ยดา้ นการมงี านทำของศูนย์ CARE กรมราชทณั ฑ์

1.1 ผลการดำเนนิ งานตัง้ แตก่ ่อต้งั มาจนถงึ ปัจจบุ นั และการรับมอบนโยบายท่ีสำคัญมาปฏบิ ัติ
ผู้ปฏิบัติงานประจำศูนย์ CARE และผู้บริหารที่รับมอบนโยบายมาปฏิบัติส่วนใหญ่สะท้อนว่า การก่อต้ังศูนย์

CARE ขึ้นในเรือนจำมีความสำคัญอย่างมาก ช่วยให้ผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษได้มีการแนะแนวทางในการประกอบอาชีพ และ
ช่วยจัดหาตำแหน่งงานว่างให้ทำ ตั้งแต่อยู่ภายในเรือนจำมาสู่ภายนอกเรือนจำ ทำให้ผู้พ้นโทษไม่รู้สึกเคว้งคว้าง และเข้าสู่
ระบบงานได้ ศูนย์ CARE มีผู้ต้องขังและ ผู้พ้นโทษเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก โดยรวมประมาณการได้รอ้ ยละ 80-100 ศูนย์
CARE มีการกำหนดบทบาทหนา้ ท่ีชัดเจน ทำให้ชว่ ยเหลือผู้พ้นโทษไดโ้ ดยตรง และมนี โยบายการตดิ ตามผู้พน้ โทษท่ีสำคัญท่ที ำ
ใหเ้ จา้ หนา้ ท่ไี ดต้ ดิ ตามชว่ ยเหลือผพู้ น้ โทษใหม้ งี านทำได้

1.2 ความพึงพอใจของผูพ้ น้ โทษในการเขา้ รบั บริการศนู ย์ CARE ในด้านการมีงานทำ
ผู้พน้ โทษทีเ่ คยไดร้ บั การสงเคราะหห์ ลังปลอ่ ยดา้ นการมีงานทำจากศูนย์ CARE สว่ นใหญส่ ะทอ้ นว่า มีความพึง

พอใจในการเข้าใช้บริการศูนย์ CARE ทั้งในเรื่องการหาตำแหน่งงานว่าง การจัดหางานให้ทำ การมอบทุนประกอบอาชีพ
การจ้างงานคืนคนดีสู่สังคม และการให้คำปรึกษาในด้านการมีงานทำ เจ้าหน้าที่ศูนย์ CARE จะให้คำปรึกษาข้อมูลที่เป็น
ประโยชน์ ให้กำลังใจผู้พน้ โทษและพูดจาสภุ าพ รวมถึงให้โอกาสผ้พู ้นโทษมงี านทำอยเู่ สมอ

1.3 ผลการดำเนินงานในเชิงเครอื ข่ายทใ่ี ห้ความชว่ ยเหลือด้านการมงี านทำร่วมกับศูนย์ CARE
เรอื นจำมีการทำบันทกึ ข้อตกลงร่วมกนั กับหน่วยงานภาคเี ครือขา่ ยในพน้ื ที่ ได้แก่ สำนักงานจดั หางานจังหวัด

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาหอการค้าจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย์จังหวัด องค์กรปกครอง
สว่ นท้องถนิ่ รวมถึงสถานประกอบการตา่ งๆ ในการให้ความช่วยเหลือดา้ นการมีงานทำ ผลการดำเนินงานมคี วามเข้มแข็ง มกี าร
ประสานงานรว่ มกันอยา่ งตอ่ เนื่อง ใหค้ วามร่วมมอื ในการติดตอ่ หางานทำและติดตามผพู้ ้นโทษเปน็ อย่างดี

1.4 ผลการดำเนินงานในการรับผู้พน้ โทษเขา้ ทำงานในสถานประกอบการ ผลการตอบรับและผลกระทบจากสังคม
ผ้ปู ระกอบการที่รับผพู้ ้นโทษเข้าทำงานส่วนใหญส่ ะท้อนวา่ ผลการดำเนนิ งานในการรบั ผพู้ น้ โทษเข้าทำงานใน

สถานประกอบการน้ัน มกี ารเปิดโอกาสผ้พู ้นโทษรับเข้าทำงาน คอยให้การดูแลเอาใจใสผ่ ู้พ้นโทษ และไม่ตีตราผู้พ้นโทษ ผู้พ้น
โทษทำงานตามหนา้ ท่ี และมีฝีมือในการทำงานดี จึงทำใหผ้ ู้พ้นโทษสามารถทำงานอยกู่ ับสถานประกอบการได้ ผลตอบรบั จาก
สังคมน้ัน ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาในการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานร่วมกับคนอ่ืนๆ และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของ
สถานประกอบการ สถานประกอบการมีความ พึงพอใจในการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน เนื่องจากผู้พ้นโทษเป็นแรงงานที่มีฝีมือ
และไม่ค่อยเปลี่ยนงานบ่อย จึงทำงานได้ในระยะยาว สถานประกอบการจึงมีความต้องการที่จะรับผู้พ้นโทษเข้ามาทำงานอยู่
เสมอ

284

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

2. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานการสงเคราะหห์ ลังปล่อยด้านการมงี านทำของศูนย์ CARE กรมราชทณั ฑ์
2.1 ปัญหาและอปุ สรรคในการดำเนนิ งานการสงเคราะหห์ ลงั ปลอ่ ยดา้ นการมงี านทำของศูนย์ CARE
ผู้ปฏิบัติงานประจำศูนย์ CARE และผู้บริหารที่รับมอบนโยบายมาปฏิบัติส่วนใหญ่สะท้อนว่า ทุนประกอบ

อาชีพมีจำนวนจำกัด และใช้ระยะเวลาในการพิจารณาเป็นเวลานาน ทำให้ผู้พ้นโทษไม่สามารถประกอบอาชีพของตนเองได้
ด้านแหล่งงาน บางพ้ืนที่มีตำแหน่งงานไม่เพียงพอ เนอื่ งจากไมไ่ ดเ้ ป็นพน้ื ที่ภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผู้พน้ โทษเขา้ สู่ระบบงานได้
ยาก ซึ่งหากมีสถานประกอบการบางแห่งไมร่ ับ ผพู้ น้ โทษเข้าทำงาน ทำให้ไม่มีโอกาสท่ีจะมีงานทำได้ โครงการจ้างงานคนื คนดี
สู่สังคม ใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปี ส่งผลให้ผู้พ้นโทษต้องหางานทำใหม่ ทำให้ไม่มีความมั่นคง ส่วนหลักสูตรฝึกวิชาชีพ
ไม่สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของพ้ืนท่ีของผู้พ้นโทษ ทำให้พ้นโทษไปทำงานตามที่ฝึกฝนมาไม่ได้เท่าที่ควร และ
โครงสรา้ งอัตรากำลงั มเี จ้าหน้าทีป่ ระจำศูนย์ CARE ไม่เพียงพอต่อภาระงานทไี่ ดร้ ับมอบหมาย ทำให้งานมีความล่าช้าไป

2.2 ปญั หาและอุปสรรคของผพู้ น้ โทษในการเขา้ รับบริการจากศูนย์ CARE ด้านการมงี านทำ
ผู้พน้ โทษส่วนใหญ่สะท้อนว่า พบปัญหาและอปุ สรรค คือ ทุนประกอบอาชพี มีความล่าช้า ประกอบการไดร้ ับ

การจา้ งงานโครงการคืนคนดสี สู่ ังคม ใช้เวลาพจิ ารณาเป็นเวลานาน ทำให้ผพู้ ้นโทษต้องรอเปน็ ระยะเวลานาน ระหวา่ งนี้จึงไมม่ ี
งานทำและขาดรายได้

2.3 ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนนิ งานร่วมกับศนู ย์ CARE และการสงเคราะหผ์ พู้ น้ โทษในด้านการมีงานทำ
ผู้บริหารในหน่วยงานท่ีทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการประสานความร่วมมือโครงการประชารัฐ ร่วมสร้างงาน

สร้างอาชีพผู้ต้องขัง ระดับจังหวัดส่วนใหญ่สะท้อนว่า ปัญหาและอุปสรรคใน การดำเนินงานร่วมกับศูนย์ CARE คือ
งบประมาณไม่เพียงพอตอ่ การให้ความชว่ ยเหลอื ผู้พ้นโทษ และการดำเนินงานในเรื่องของการฝึกวิชาชีพและการหางานให้แก่
ผู้พน้ โทษรว่ มกบั ศนู ย์ CARE ไมไ่ ด้รบั การสนบั สนนุ เท่าใดนกั

2.4 ปัญหาอปุ สรรคในการรบั ผู้พน้ โทษเขา้ ทำงานของสถานประกอบการ
ผู้ประกอบการที่รับผู้พ้นโทษเข้าทำงานส่วนใหญ่สะท้อนว่า สถานประกอบการรับผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ

เข้าทำงานไดจ้ ำนวนไมม่ าก เนอื่ งจากเรอื นจำเป็นฝา่ ยคัดเลือกผ้ตู ้องขงั ออกมาทำงานแบบไปเชา้ เย็นกลับ จึงออกมาทำงานได้
ตามที่เรือนจำกำหนด เมื่อได้รับการปล่อยตัว กำลังแรงงานจึงน้อยลง ต้องคัดเลือกผู้ต้องขังใหม่ ส่วนในรายที่เป็นผู้พ้นโทษ
สถานประกอบการมตี ำแหนง่ งานรองรบั ไม่เพยี งพอ เน่ืองจากบางคนมีวิชาชีพเป็นช่าง แตส่ ถานประกอบการเป็นโรงงานผลิต
อาหาร จงึ ไมส่ ามารถรับผู้พน้ โทษเขา้ ทำงานได้จำนวนมาก

3. แนวทางการพฒั นาการสงเคราะหห์ ลงั ปล่อยดา้ นการมีงานทำของศูนย์ CARE กรมราชทัณฑ์
3.1 ด้านนโยบายและโครงสร้างการบรหิ ารงานด้านการมงี านทำของศนู ย์ CARE กรมราชทณั ฑ์
(1) ด้านนโยบายด้านการมีงานทำของศูนย์ CARE กรมราชทัณฑ์ ควรมีการพัฒนาการฝึกวิชาชีพหรือทักษะ

อาชีพต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของพ้ืนท่ีท่ีผู้พ้นโทษไปอาศัยอยู่ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ต้องขัง เนื่องจาก
วิชาชีพท่ีได้รับการฝึกไปนั้น ไม่สามารถนำไปสร้างอาชีพได้จริง เมื่อไปสมัครงานสถานประกอบการ หรือบริษัท หรือโรงงาน
ต่างๆ กม็ ักถูกตรวจสอบประวัตกิ ารกระทำผิด ทำให้ไม่รับผพู้ ้นโทษเข้าทำงาน และถูกไล่ออกกลางคัน จึงควรฝึกอาชีพที่ผู้พ้น
โทษนำไปใช้ไดจ้ รงิ และใช้เงินลงทุนได้ไม่มากนัก เช่น การสอนทำหมูปิ้ง ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ เบอเกอร่ี เป็นตน้ เพื่อให้สามารถ
พึ่งตนเองได้ และมรี ายไดเ้ ล้ียงดตู นเองและครอบครัว

(2) ด้านโครงสร้างการบริหารงานด้านการมีงานทำของศูนย์ CARE กรมราชทัณฑ์ ควรเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่
ศูนย์ CARE ให้มากขึ้น เพ่ือให้เพยี งพอต่อภารกิจท่ีได้รบั มอบหมาย ไม่ควรเปล่ียนเจ้าหน้าที่ศูนย์ CARE บ่อยคร้ัง เนอ่ื งจากจะ
ทำให้งานไม่มีความต่อเนื่องและเกิดความล่าช้าได้ ศูนย์ CARE ส่วนใหญ่มีเจ้าหน้าท่ีประจำอยู่น้อย หรือ 1 คน ควรจัดให้มี
ประจำประมาณ 2-3 คน เพอื่ ความรวดเรว็ และทำงานไดอ้ ยา่ งครอบคลุมในบทบาทภารกจิ ท่ีไดร้ บั มอบหมาย

3.2 ด้านกฎหมายในการรองรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน ควรมีการพัฒนากฎหมายในการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานท่ี
เกิดผลจริง โดยไม่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบประวัติการกระทำผิดเพ่อื ให้สถานประกอบการรับผพู้ ้นโทษเขา้ ทำงาน

285

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

ได้ โดยคัดเลือกจากความสามารถและศักยภาพท่ีแท้จริง ควรให้มีกฎหมายล้างมลทิน เพ่ือเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษทำงานท้ัง
หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนได้ เพื่อให้ผู้พ้นโทษอยู่ในสังคมได้ ปราศจากการตีตราจากคนในสังคม มีโอกาสที่ได้ทำงาน
และทำสิ่งดีๆ ให้สังคม และควรมีกฎหมายที่ให้สิทธิประโยชน์แก่สถานประกอบการจากการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน เช่น
กฎหมายลดหย่อนภาษี หรอื ยกเลิกภาษีสำหรับสถานประกอบการท่ีรบั ผูพ้ ้นโทษเขา้ ทำงาน ซ่ึงปัจจุบนั ได้มีกฎหมายลดหย่อน
ภาษีเกิดขึ้นแล้ว แต่ควรท่ีจะพัฒนาและผลักดันให้เกิดกฎหมายในการรองรับผู้พ้นโทษอื่นๆ ตามมา เช่น กฎหมายนวด
แผนไทย กฎหมายใบขับข่ี เป็นตน้

3.3 ด้านการปฏิบัติงานการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ CARE ควรมีคู่มือการดำเนินงานและ
การปฏิบัติของศูนย์ CARE การอบรมหลักสูตรการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ CARE โดยเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานศูนย์ CARE
เพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์ CARE ทั่วประเทศเป็นไปในแนวทางเดียวกันในการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำ
อันจะทำใหเ้ จา้ หน้าทไ่ี ดม้ ีการแลกเปล่ียนประสบการณ์ท่ีมีประโยชนต์ ่อกนั และมีเครือข่ายศูนย์ CARE เพิ่มมากข้นึ

3.4 ดา้ นการประสานงานกับเครอื ข่าย และการสรา้ งเครือข่ายในการสงเคราะห์หลังปลอ่ ยผพู้ น้ โทษดา้ นการมีงาน
ทำ ควรพัฒนาขยายเครอื ข่ายให้เพ่ิมมากข้ึนในระดับจังหวัดมีหลายหน่วยงานท่ีสามารถเข้ามาเป็นเครือข่ายในการดำเนินงาน
ร่วมกับศูนย์ CARE ได้ทงั้ ภาครัฐและภาคเอกชน ผู้นำหลกั อย่างผวู้ ่าราชการจงั หวัดสามารถดงึ หน่วยงานในจงั หวดั เขา้ มามีส่วน
ร่วมในการสงเคราะห์ผู้พ้นโทษให้มีงานทำได้ เน่ืองจากผู้พ้นโทษต้องออกไปอยู่ในพ้ืนท่ี เครือข่ายในพื้นท่ีจึงมีส่วนช่วยเหลือ
ผลักดันคนในพ้ืนท่ีด้วยกันเองได้ ส่วนเครือข่ายเดิมที่มีอยู่ควรจัดประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 คร้ังเพ่ือร่วมกันวางแผนแก้ไข
และพัฒนาการช่วยเหลือผู้พ้นโทษให้มีงานทำมากข้ึน ควรให้เครือข่ายเหล่าน้ีเข้าไปประชาสัมพันธ์เตรียมความพร้อมก่อน
ปล่อยให้ผู้ตอ้ งขังทใ่ี กลพ้ ้นโทษไดท้ ราบถึงแหล่งทรัพยากรในการขอรบั ความชว่ ยเหลือด้านการมงี านทำ และด้านอื่นๆ ซึ่งจะทำ
ให้ศูนย์ CARE มีเครอื ข่ายเพิ่มมากข้ึน และควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประสานงานกับเครือข่ายใหส้ ะดวกและรวดเร็วยิ่งข้ึน
เพอ่ื ให้สถานประกอบการทราบแนวทางในการรับผู้พน้ โทษเขา้ ทำงาน และผู้พ้นโทษสามารถเข้าถึงการให้ความช่วยเหลือและ
สมคั รงานได้รวดเร็วขึ้น

3.5 แนวทางการพัฒนาศูนย์ CARE ด้านการมงี านทำ ควรจัดตั้งศูนย์ CARE ต่อไป เพื่อช่วยเหลือผู้พ้นโทษในดา้ น
การมีงานทำ ไม่ว่าจะเป็นจัดหาตำแหน่งงานวา่ ง สมคั รงานให้ ประสานงานกบั สถานประกอบการเพ่ือใหผ้ ู้พ้นโทษสมัครงานได้
งา่ ยขน้ึ และรวดเร็ว ควรเพ่ิมตำแหน่งงานว่างให้มากขึ้น และมีการประสานงานกับสถานประกอบการให้มากย่ิงข้ึน เน่ืองจาก
สถานประกอบการเป็นแหล่งงานที่สำคัญของผู้พ้นโทษ หน่วยงานเครือข่ายและศูนย์ CARE จึงต้องร่วมมือกันที่จะผลักดันให้
สถานประกอบการรับผ้พู ้นโทษเขา้ ทำงาน

3.6 แนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนผู้พ้นโทษให้มีงานทำ ผู้พ้นโทษเหมาะสมที่จะทำงานอิสระมากกว่าเป็น
แรงงานในระบบ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน การส่งเสริมสนับสนุนทุนประกอบอาชีพ จึงเป็นปัจจัยท่ี
สำคัญที่มีส่วนช่วยให้ผู้พ้นโทษมีงานทำเป็นของตัวเอง และควรสนับสนุนแหล่งงานที่เหมาะกับความสามารถของผู้พ้นโทษ
ควบคไู่ ปดว้ ย ด้วยการจัดให้มีตลาดนัดแรงงานเข้าไปรับสมัครงานผู้ตอ้ งขังท่ีใกล้ปล่อยตัว เม่ือพ้นโทษไปจะได้มีงานทำรองรับ
ทันที ควรให้มีการนำผู้ต้องขังออกไปฝึกงานในสถานประกอบการท้ังชายและหญิง เพื่อให้เกิดความชำนาญ และสามารถเข้า
ทำงานหลังพ้นโทษได้ทันที หรือหากไม่เข้าสู่ระบบงาน ก็สามารถนำวิชาชีพติดตัวไปประกอบอาชีพเป็นของตัวเองได้ ศูนย์
CARE ควรแนะแนวเตรียมพร้อมในการสมคั รงาน ได้แก่ การเตรยี มเอกสาร บคุ ลกิ ภาพ และความสามารถของผพู้ น้ โทษ ทำให้
สถานประกอบการพิจารณาเข้าทำงานได้ขนึ้ ในด้านสภาพจิตใจนนั้ ควรเสรมิ พลัง ดา้ นบวก ดึงศักยภาพของผพู้ ้นโทษ และให้
กำลังใจแก่ผู้พ้นโทษอยู่เสมอ เน่ืองจากผู้พ้นโทษมักจะมีปมในใจ มีตราบาปติดตัวว่าเป็นคนคุก และคิดว่าไม่มีใครต้องการ
เจ้าหนา้ ท่ีศนู ย์ CARE จงึ ควรส่งเสริมศกั ยภาพ เสริมแรงดา้ นบวก และให้กำลงั ใจเพื่อใหก้ ้าวผ่านความรู้สกึ ผดิ ไปมีชีวติ ทด่ี ีข้นึ ได้
ส่วนรัฐนั้นควรสรา้ งแรงจูงใจด้วยการลดหย่อนภาษี การให้รางวัลดีเด่น เงินรางวลั หรือเงินสนับสนุนค่าแรงผู้พ้นโทษแก่สถาน
ประกอบการเพอื่ เป็นแรงจูงใจใหส้ ถานประกอบการมคี วามต้องการที่จะรบั ผ้พู ้นโทษเขา้ ทำงานมากขนึ้

286

รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

อภิปรายผล
1. ผลการดำเนนิ งานการสงเคราะห์หลงั ปลอ่ ยด้านการมีงานทำของศูนย์ CARE กรมราชทัณฑ์

1.1 ผลการดำเนินงานตั้งแตก่ ่อตั้งมาจนถึงปจั จบุ ัน และการรับมอบนโยบายท่ีสำคัญมาปฏิบตั ิ
การก่อต้ังศูนย์ CARE ขึ้นในเรือนจำมีความสำคัญ เริ่มต้ังแต่ผู้ต้องขังอยู่ภายในเรือนจำมาสู่ภายนอกเรือน

จำเป็นผู้พ้นโทษ ช่วยในเร่ืองการจัดหาตำแหน่งงานว่าง ทำให้ผู้พ้นโทษเข้าสู่ระบบงานได้ ไม่รู้สึกตัวคนเดียว โดยมีผู้เข้ามาใช้
บริการจำนวนมาก ศูนย์ CAREมีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ จึงมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจน และมีนโยบายการติดตามผู้พ้น
โทษ ทำให้ติดตามช่วยเหลือผู้พ้นโทษในเรื่องที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือได้ทันที ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดเก่ียวกับ
การสงเคราะห์หลังปล่อย (After-Care) ของ นันทนา ชัยจิตวนิช (2534, น. 28-29) ที่ว่า หลักของการสงเคราะห์หลังปล่อย
นับเป็นแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่ให้การสงเคราะห์หลังปล่อยเพ่ือให้ความช่วยเหลือ ฟ้ืนฟู พัฒนา ผู้พ้นโทษให้
สามารถกลับตัวเป็นคนดี ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติร่วมกับสังคมต่อไปได้ อันเป็นการป้องกันสังคมให้ปลอดภัยจาก
อาชญากรรมทเ่ี กิดจากการกระทำผิดซ้ำได้ทางหนึ่ง

การดำเนินงานสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำแก่ผู้พ้นโทษนี้จะช่วยให้ผู้พ้นโทษได้รับฟ้ืนฟู แก้ไข
ปรบั ตัวกบั สภาพชวี ิตความเป็นอยภู่ ายหลังพ้นโทษได้ รวมถึงไดม้ ีโอกาสทีจ่ ะมีงานทำเป็นหลกั แหล่งอกี ดว้ ย

1.2 ความพึงพอใจของผู้พน้ โทษในการเข้ารบั บรกิ ารศนู ย์ CARE ในดา้ นการมงี านทำ
ผ้พู น้ โทษทเ่ี คยได้รับการสงเคราะห์หลงั ปล่อยดา้ นการมีงานทำจากศูนย์ CARE มคี วามพงึ พอใจในการเข้าใช้

บรกิ ารศูนย์ CARE เนอื่ งจากเจ้าหนา้ ทศี่ ูนย์ CARE มีการให้บริการดี แนะนำข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ พูดจาสภุ าพ และให้โอกาส
เข้ามาหาตำแหน่งงานว่าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเก่ียวกับการสงเคราะห์หลังปล่อย (After-Care) ของ นันทนา ชัยจิตวนิช
(2534, น. 34-35) ที่วา่ การสงเคราะห์ หลังปลอ่ ยเป็นส่ิงท่ีจำเป็นและมีประโยชน์ตอ่ ผู้พน้ โทษ เป็นการเปิดโอกาสใหผ้ ู้พน้ โทษ
ได้กลับตนเป็นคนดี โดยมีการฟื้นฟูผู้กระทำผิดในทางสติปัญญา ความสามารถ ทางจิตใจ ทางสังคม และส่งเสริมให้ผู้พ้นโทษ
ประกอบอาชพี โดยสจุ รติ ตอ่ ไป

1.3 ผลการดำเนนิ งานในเชิงเครอื ขา่ ยที่ให้ความชว่ ยเหลือดา้ นการมีงานทำร่วมกบั ศูนย์ CARE
ผลการดำเนินงานของเครือข่ายร่วมกับศูนย์ CARE มีความเข้มแข็ง ศูนย์ CARE เรือนจำมีการทำบันทึก

ขอ้ ตกลงร่วมกันกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานจัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน สภา
หอการค้าจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และสถาน
ประกอบการต่างๆ รับการประสานความร่วมมือเป็นอย่างดี ให้ความร่วมมือในการติดต่อหางานทำและติดตามผู้พ้นโทษเป็น
อย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ของ Barrera และ Ainlay (1983, อ้างถึงใน ชมนาด
วรรณพรศิริ, 2535, น. 18) ท่ีว่า เครือข่ายทางสังคมมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลด้านการเงิน วัตถุอ่ืนๆ ท่ีอยู่อาศัย
ปัจจัยที่จำเป็น และให้ความช่วยเหลือด้านการประกอบอาชีพ คำแนะนำ ข้อมูล และข่าวสารที่เป็นประโย ชน์ ซ่ึงการให้
ความช่วยเหลือของเครือข่ายเป็นหน้าท่ีของเครือข่ายทางสังคมร่วมกับศูนย์ CAER ในการช่วยเหลือผู้พ้นโทษในพื้นที่ให้มีชีวิต
ความเปน็ อยทู่ ด่ี ี และมีงานทำ

1.4 ผลการดำเนินงานในการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานในสถานประกอบการ ผลการตอบรับและผลกระทบจาก
สังคม

ผลการดำเนินงานในการรบั ผพู้ ้นโทษเข้าทำงานในสถานประกอบการน้นั สถานประกอบการเปิดโอกาสใหผ้ ู้
พ้นโทษเข้ามาทำงาน ดูแลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี ไม่แสดงความรังเกียจ ส่วนตัวผู้พ้นโทษนั้นปฏิบัติหน้าท่ีตามท่ี
ได้รับมอบหมาย ผลตอบรับจากสังคมส่วนใหญ่ไม่พบปัญหาจากการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน ส่วนผลกระทบน้ัน ไม่ส่งผลต่อ
ระบบเศรษฐกิจของสถานประกอบการ จึงทำให้มีความพึงพอใจในการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน เน่ืองจากเป็นแรงงานท่ีมี
คุณภาพ มีฝีมือดี และไม่เปลี่ยนงานบ่อย จึงไม่ออกจากงาน สถานประกอบการจึงมีความต้องการรับผู้พ้นโทษเข้ามาทำงาน
ซึง่ สอดคล้องกับแนวคิดการสนับสนนุ ทางสงั คม ของ อรุณี เกสรอุบล (2544, น. 31) ท่ีว่า การสนับสนนุ ทางสังคมมีลักษณะท่ี

287

รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 68

เป็นปฏิสัมพันธ์ ซ่ึงเกิดข้ึนในช่วงเวลาของการมีความสัมพันธ์ทางสังคม บุคคลจะประเมินว่าเขาได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือ
หรือประคับประคองได้มากน้อยอย่างไร บุคคลท่ีมีการสนับสนุนทางสังคมจะเป็นบุคคลท่ีได้รับการยอมรับและความเห็นใจ
ช่วยเหลือ ทั้งในด้านการให้สิ่งของ แรงงาน การให้คำแนะนำ ข้อมูลข่าวสาร การให้ข้อมูลย้อนกลับและการมีส่วนร่วมทาง
สงั คม จากการติดต่อสัมพันธ์กบั คนในกลุ่มสังคม ทำให้บุคคลรสู้ ึกได้รบั ความรกั ความเอาใจใส่ เห็นคุณคา่ และยกยอ่ งตัวเขาว่า
เป็นสว่ นหนึ่งของสงั คม

2. ปญั หาและอุปสรรคในการดำเนินงานการสงเคราะหห์ ลังปล่อยด้านการมงี านทำของ ศนู ย์ CARE กรมราชทณั ฑ์
2.1 ปญั หาและอุปสรรคในการดำเนินงานการสงเคราะห์หลงั ปล่อยดา้ นการมงี านทำของศูนย์ CARE
ดา้ นทนุ ประกอบอาชีพมีจำนวนจำกัด และใช้เวลานาน ทำให้ผู้พ้นโทษเขา้ ส่รู ะบบงานได้ช้า ด้านแหลง่ งาน

บางแห่งมีตำแหน่งงานไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ผู้พ้นโทษเข้าสู่ระบบงานได้ยาก โครงการจ้างงานคืนคนดีสู่สังคม
ใช้ระยะเวลาสั้น ทำให้ผู้พ้นโทษต้องออกจากงานหลังครบ 1 ปี และต้องหางานใหม่ หลักสูตรฝึกวิชาชีพไม่สอดคล้องกับ
ความต้องการและบริบทของพน้ื ที่ สง่ ผลให้การนำวิชาชพี ทไี่ ดร้ ับการฝกึ ฝนไปใช้ไม่ได้เกิดผลเท่าท่ีควร และส่วนของโครงสร้าง
อัตรากำลังน้ัน ศูนย์ CARE มีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการให้บริการและภาระหน้าท่ีที่ได้รบั มอบหมาย ส่งผลต่อประสิทธิภาพ
ของการทำงาน ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategy Management) ของ นงค์นุช เพียรขุนทด (2554,
น. 14) ท่ีว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์ เป็นการบรหิ ารท่ีมุ่งวิเคราะหป์ ัจจัยสภาพแวดล้อมท่ีอยู่ภายในองคก์ าร เช่น กระบวนการ
ทำงานต่างๆ การเงิน หรือทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น เพื่อวิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดอ่อนขององค์การ ตลอดจนปัจจัยสภาพแวดล้อม
ภายนอกองค์การ เช่น สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เป็นต้น เพื่อวิเคราะห์หาโอกาสและข้อจำกัดที่มีอยู่ในองค์การ เพ่ือใช้
เป็นแนวทางในการดำเนินงานของกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล โดยนำผลการวิเคราะห์ปัจจัย
สภาพแวดล้อมดงั กล่าวมาดำเนนิ การวางแผนการทำงานอย่างเปน็ ลำดบั ขนั้ ตอนกอ่ นหลัง มีการวางแผนระยะสน้ั และระยะยาว
โดยมีการกำหนดกลยุทธ์ การนำกลยทุ ธไ์ ปปฏบิ ตั ิ และการควบคมุ ประเมนิ ผลกลยุทธ์ โดยขบั เคล่ือนทงั้ องคก์ ารไปสเู่ ป้าหมายที่
องค์การต้ังไว้อย่างเป็นระบบ ซ่ึงปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในการดำเนนิ งานสงเคราะห์หลังปล่อยมาจากองค์การ ทีม่ ีจุดอ่อนใน
แต่ละด้าน ท้ังทุนประกอบการอาชีพที่มีจำกัด การกำหนดหลักสูตรการฝึกวิชาชีพท่ีไม่ตรงตามความต้องการและบริบทของ
พ้ืนที่ ระยะเวลาอันสั้นในการจ้างงานโครงการคืนคนดีสู่สังคม และเจ้าหน้าท่ีไม่เพียงพอต่อบทบาทภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
หากวิเคราะหต์ ามแนวคดิ การบริหารเชิงกลยุทธ์ จะทำใหส้ ามารถนำจุดอ่อน และปจั จยั ภายนอกท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องมาพัฒนาการ
ดำเนนิ งานการสงเคราะห์หลังปล่อยดา้ นการมีงานทำให้เกิดประสทิ ธิผลได้

2.2 ปญั หาและอปุ สรรคของผพู้ ้นโทษในการเขา้ รบั บริการจากศนู ย์ CARE ด้านการมีงานทำ
ปญั หาและอุปสรรค คือ ทุนประกอบอาชีพ และการจ้างงานโครงการคืนคนดีสู่สังคม ใช้เวลาพิจารณาเป็น

เวลานาน ทำให้ช่วงระหว่างที่รอ ผู้พ้นโทษขาดรายได้ และไม่มีงานทำ ต้องรอคอยเป็นระยะเวลานานพอสมควร รู้สึกสิ้นหวัง
และไม่มีความมน่ั คง ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดการสนับสนุนทางสงั คม ของ House (1981, อ้างถึงใน กงิ่ แก้ว ไชยเจรญิ , 2543,
น. 37) ทว่ี ่าการสนบั สนุนทางสังคมมี 4 ชนิด คือ

1. การสนับสนุนทางด้านอารมณ์ (Emotional Support) เป็นการแสดงออกถึงการยกย่อง เห็นคุณค่า
ความรกั ความไว้วางใจ ความหว่ งใย และการรบั ฟงั ความรู้สึกเห็นอกเหน็ ใจ

2. การสนับสนุนด้านการประเมินคุณค่า (Appraisal Support) เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง หรอื ขอ้ มูลที่นำไปใชป้ ระเมินตนเองในการรับรองการใหข้ ้อมลู ป้อนกลับการเปรยี บเทียบกับสังคม

3. การสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร (Informational Support) ได้แก่ การให้คำแนะนำ ข้อช้ีแนะ ชี้แนวทาง
และการใหข้ อ้ มลู ทสี่ ามารถนำไปใชใ้ นการแก้ปัญหาทเ่ี ผชิญอย่ไู ด้

4. การสนับสนุนด้านด้านทรัพยากร (Instrument Support) เป็นการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ได้แก่
การใหเ้ งิน การใหแ้ รงงาน การให้เวลา การชว่ ยปรบั ปรงุ สิ่งแวดลอ้ ม รวมถึงการชว่ ยเหลือดา้ นส่งิ ของ และการใหบ้ ริการดว้ ย

288

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

การได้รับการสนับสนุน 4 ด้านนี้ จะทำให้ผู้พ้นโทษไว้วางใจที่จะเข้ารับบริการจากศูนย์ CARE อีกครั้งใน
อนาคต และเกิดความรู้สึกม่ันคงทางจิตใจ การได้รับข้อมูลข่าวสาร และการแนะแนว แนะนำเกี่ยวกับทรัพยากรตามแหล่ง
ต่างๆ ท่ีเป็นประโยชน์ และได้รับการสนับสนุนทรัพยากรมีความรวดเร็ว จะส่งผลให้ผู้พ้นโทษจะได้รับความช่วยเหลือตามที่
ตั้งใจไว้ และมีงานทำ ไมห่ วนหลับไปกระทำผดิ ซ้ำ

2.3 ปญั หาและอุปสรรคในการดำเนนิ งานร่วมกับศูนย์ CARE และการสงเคราะหผ์ ู้พ้นโทษในด้านการมีงานทำ
ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานร่วมกับศูนย์ CARE คือ หน่วยงานเครือข่ายมีงบประมาณไม่เพียงพอ

ในการให้ความช่วยเหลือผู้พ้นโทษ และการฝึกวิชาชีพ รวมถึงจัดหางานให้แก่ผู้พ้นโทษร่วมกับศูนย์ CARE น้ัน ไม่ได้รับ
การสนับสนุนเท่าใดนัก สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของผู้พ้นโทษ ถูกลดทอนความสำคัญลงไป ซ่ึงสอดคล้องกับทฤษฎีตีตรา
(Labeling theory) ของ Goffman (1963, อ้างถึงใน จรินทร์ สารทอง, 2557, น. 28) ท่ีว่า บุคคลมีแนวโน้มที่จะถูกสังคม
ตีตรา มลี ักษณะ 3 ประการ คือ

1. ลกั ษณะท่เี กดิ ข้นึ กับรา่ งกายทีเ่ หน็ ได้ชดั เจน คือ ความพิการของอวยั วะตา่ งๆ เช่น คนแขนขาพกิ าร คน
หูหนวก หรือในโรคเร้ือรงั ที่นำไปส่กู ารเปลยี่ นแปลงดา้ นรา่ งกายและหน้าท่ตี า่ งๆ เปน็ ตน้

2. ลักษณะท่ีบ่งช้ีถึงความด้อยวัฒนธรรมหรือเบี่ยงเบนไปจากกฎเกณฑ์มาตรฐานของสังคม ได้แก่ คนติด
คุก คนติดยา คนรกั ร่วมเพศ การตตี ราประเภทนีจ้ ะเกดิ ขนึ้ ในบคุ คลทีเ่ ป็นโรคเอดส์ โรคพิษสุราเรอ้ื รัง ผู้ป่วยโรคจติ เป็นตน้

3. ลกั ษณะท่ีเก่ียวขอ้ งกับเชอื้ ชาติ เผา่ พนั ธแุ์ ละศาสนา ได้แก่ พวกชนกล่มุ น้อยสญั ชาตอิ ่ืน เป็นตน้
กลุ่มผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษถูกจัดอย่ใู นกลุ่มท่ีเบ่ียงเบนไปจากกฎเกณฑ์มาตรฐานของสังคม ถูกต่อต้านจาก
คนในสังคมเป็นลักษณะท่ีบ่งช้ีถึงความด้อยวัฒนธรรม เน่ืองจากพวกเขาเป็นผู้กระทำผิด จึงผิดแปลกไปจากบรรทัดฐานของ
สังคม ทำให้พวกเขาไม่ได้รับ การสนับสนุนจากสังคมทั้งในด้านงาน ทุน และความช่วยเหลืออื่นๆ และสอดคล้องกับ ทฤษฎี
ตีตรา ของ Durkheim (1982 อ้างถึงใน ทิพาภรณ์ เยสุวรรณ์, 2555, น. 13) ท่ีว่า ตราบาปเป็นรูปแบบของพฤติกรรมท่ี
เบีย่ งเบนที่กอ่ ให้เกดิ การตดั สนิ กลุ่มคน เช่น คนทำผิดกฎหมาย ผดิ ทำนองคลองธรรมสำหรับการมีสว่ นร่วมในการมีปฏิสมั พนั ธ์กัน
จากพฤติกรรมที่ไม่สามารถทำนายได้หรือไม่สอดคล้องกัน เป็นภัยท่ีคุกคามต่อคนอื่นหรือตนเอง คนท่ัวไปจึงมองว่า กลุ่มคน
เหล่านี้ไม่มีความสามารถหรือทักษะในการท่ีจะมีปฏิสัมพนั ธ์ ซึ่งบุคคลเหล่านจี้ ะถกู กันออกไปจากสังคม หรือไม่กจ็ ะถูกละเลย
จึงเห็นว่า ผู้พ้นโทษส่วนใหญ่ไม่ถูกให้ความสำคัญ งบประมาณในการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้พ้นโทษจึงมีน้อย การตตี ราจากคน
ในสงั คม และการได้รับโอกาสท่ีจะมงี านทำมีน้อย จึงสง่ ผลใหผ้ ู้พน้ โทษมงี านทำไดย้ ากกวา่ คนทั่วไป
2.4 ปญั หาอปุ สรรคในการรบั ผู้พ้นโทษเข้าทำงานของสถานประกอบการ
เรือนจำมีหน้าท่ีคัดเลือกผู้ต้องขังออกมาทำงานในสถานประกอบการแบบไปเช้า เย็นกลับ จึงทำใหสถาน
ประกอบการมจี ำนวนผู้ตอ้ งขงั ท่ีมาฝกึ งานไมม่ ากนกั ในรายทไ่ี ด้รับการปลอ่ ยตวั ไป กส็ ่งผลกระทบต่อสถานประกอบการ ทำให้
กำลังแรงงานน้อยลง ในส่วนของผู้พ้นโทษ สถานประกอบการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานได้ไม่มากนัก เนื่องจากมีตำแหน่งงาน
รองรับไม่เพียงพอ ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategy Management) ของ เมธาพร ไตรกิจวัฒนกุล
(2561, น. 12) ท่ีว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์ คือกระบวนการในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานขององค์การ โดยผ่าน
กระบวนการตา่ งๆ ในการกำหนดกลยทุ ธ์ เพื่อใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ และนำไปสูค่ วามสำเรจ็ ขององคก์ าร ผปู้ ระกอบการจะต้อง
กำหนดกลยุทธ์ในการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานในระยะยาวร่วมกับศูนย์ CARE เรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังออกมาฝึกงานในสถาน
ประกอบการมากขึ้น และเตรียมแผนรองรับตำแหน่งงานสำหรับผู้พ้นโทษให้มากขึ้น เพ่ือให้ ผู้พ้นโทษอยู่ในระบบงานของ
สถานประกอบการได้ในระยะยาว กำลงั แรงงานเพยี งพอ เป็นการกำหนดทศิ ทางการดำเนนิ งานในการรบั ผู้พ้นโทษเข้าทำงาน
ในสถานประกอบการ
3. แนวทางการพฒั นาการสงเคราะห์หลังปล่อยดา้ นการมีงานทำของศูนย์ CARE กรมราชทณั ฑ์
3.1 ด้านนโยบายและโครงสร้างการบริหารงานด้านการมีงานทำของศนู ย์ CARE กรมราชทัณฑ์ ในด้านนโยบาย
นัน้ ควรพัฒนานโยบายหลักสูตรการฝึกวชิ าชพี ผู้ต้องขังในเรือนจำให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นท่ีท่ีผู้พ้นโทษออกไปอาศัยอยู่

289

รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 68

และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ต้องขังด้วย โดยเป็นวิชาชีพท่ีสามารถทำได้จริง ใช้เงนิ ลงทุนจำนวนไม่มากนัก เพ่ือให้ผู้
พ้นโทษสามารถประกอบอาชพี ได้ด้วยตนเอง สว่ นในด้านโครงสรา้ งการบรหิ ารงาน ควรพัฒนาอตั รากำลังเจา้ หนา้ ท่ีศูนย์ CARE
ให้เพียงพอต่อภารกิจของงานศูนย์ CARE ท่ีได้รับมอบหมาย และไม่ควรเปล่ียนเจ้าหน้าที่ประจำศนู ย์ CARE บ่อยครั้ง ควรให้
ทำในระยะยาว เพ่อื ใหง้ านมีความตอ่ เนอ่ื ง และไม่เกิดขอ้ ผดิ พลาดในชว่ งเปล่ียนผา่ น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการบรหิ ารเชงิ กล
ยุทธ์ (Strategy Management) ของ อมรรัตน์ เถื่อนทอง (2553, น. 21) ที่ว่า การบริหารงานในปัจจุบันมีความยุ่งยากและ
สลับซับซ้อน ผู้บริหารจะต้องนำพาองค์การให้สามารถดำรงอยู่และแข่งขันได้ การบริหารเชิงกลยุทธ์จึงมีความสำคัญต่อ
การดำเนินงานในองค์การ ทำให้เกิดการกำหนดทิศทางองค์การ (Direction Setting) ได้แก่ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ปรัชญา
เปา้ หมายและวัตถปุ ระสงค์ การกำหนดทศิ ทางองคก์ ารท่ีเหมาะสมจะทำใหอ้ งค์การมีแนวทางท่ีชัดเจนในการดำเนนิ งาน ทำให้
มีการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์การ (Stakeholders) ได้แก่ เจ้าหน้าที่ ผู้ต้องขัง และผู้พ้นโทษ ย่อมคาดหวังต่อ
องคก์ ารในเร่อื งใดเร่ืองหนึ่งโดยเมอ่ื ไดร้ ับในสงิ่ ที่คาดหวังก็จะให้การสนับสนุนองค์การให้เจรญิ ก้าวหนา้ ทำให้องค์การคำนงึ ถึง
ผลกระทบท้ังในระยะสั้นและระยะยาว (Shot-term and Long-term Advantage) จึงพบว่าองค์การโดยทั่วไปจะต้อง
ดำเนินงานให้สอดคล้องกบั แผนกลยุทธ์ ที่กำหนดเพอ่ื ผลสำเร็จทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และมีการมุ่งเน้นผลสำเร็จอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ล (Efficiency and Effectiveness) เพอ่ื ใชเ้ ปน็ เกณฑ์การวดั ผลสำเร็จขององคก์ ารมากข้นึ

การกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ของศูนย์ CARE ในการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำ จะทำให้เกิด
การพัฒนาดา้ นการดำเนนิ งานใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพได้ มีการคำนึงถงึ ผมู้ ีส่วนไดส้ ่วนเสีย คือผ้ใู ช้บรกิ าร หน่วยงานเครือขา่ ย และ
สถานประกอบการ รวมถงึ ผลการดำเนินงานทัง้ ในระยะส้ันและระยะยาว เพ่ือใหก้ ารดำเนนิ งานสงเคราะหผ์ ้พู ้นโทษหลังปลอ่ ย
ในด้านการมีงานทำมีความเปน็ รปู ธรรมและเกิดประสทิ ธผิ ลมากขึ้น

3.2 ด้านกฎหมายในการรองรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน ควรพัฒนาตัวกฎหมายให้สามารถรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานท้ัง
หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนได้อย่างเห็นผลจรงิ ด้วยการยกเลิกการตรวจสอบประวัติการกระทำผิด โดยให้คัดเลือกเข้า
ทำงานจากความสามารถและศักยภาพท่แี ท้จริง ควรให้มีกฎหมายการลา้ งมลทนิ ยกเลกิ ประวตั กิ ารกระทำผิด เพือ่ เปดิ โอกาสให้
ผ้พู ้นโทษได้มีที่ยืนในสังคม และลด การตีตราจากคนในสังคมและควรพัฒนาปรบั ปรงุ กฎหมายทจ่ี ะให้สิทธปิ ระโยชน์แก่สถาน
ประกอบการเพื่อใหม้ ีแรงจูงใจทีจ่ ะตอ้ งการรับ ผู้พ้นโทษเข้าทำงาน เชน่ กฎหมายลดหยอ่ นภาษี ซง่ึ ปัจจบุ นั มีกฎหมายนี้รองรับ
แล้ว จึงควรมกี ฎหมายอื่นๆรองรับตามมาด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคดิ การสงเคราะหห์ ลังปล่อยในตา่ งประเทศ ของ ประเสริฐ
เมฆมณี (2536, น. 132-133) ทวี่ ่า การให้ผพู้ ้นโทษทำงานในหน่วยงานของรฐั (State Employment Services) การรับผู้พ้น
โทษเข้าทำงานในลักษณะน้ี มักถกู จำกัดกีดกนั โดยข้อห้ามของกฎหมาย อาทิ พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรอื นกำหนดห้าม
มิให้ผู้พ้นโทษประกอบอาชีพราชการ แต่ในทางปฏิบัติจะมีการว่าจ้างผู้พ้นโทษ ซึ่งมีความประพฤติดีและมีความรู้ในสาขา
วชิ าชีพต่างๆ เข้าทำงานเปน็ ผู้ชว่ ยเหลือในการฝึกวิชาชีพแก่ผตู้ ้องขงั ดังเช่น ในมลรฐั ฟลอรดิ ้า ไอโอวา มินเนสโซต้า โอเรกอน
และวสิ คอนซิน ไดน้ ยิ มถือปฏิบัติอย่างกว้างขวาง การช่วยเหลือผพู้ ้นโทษโดยรฐั ในกรณีนย้ี ่อมรวมถึงการติดตอ่ จัดหางานให้แก่
ผพู้ ้นโทษภายหลงั การปลดปลอ่ ยโดยกรมแรงงานด้วย จึงเหน็ ว่า การจ้างงานเขา้ ทำงานในหน่วยงานภาครฐั สามารถทำได้ และ
ย่อมเกิดประสิทธิผลท่ีดีได้ หากให้โอกาสตามความสามารถและศักยภาพท่ีผู้พ้นโทษพึงมี ถือเป็นการสนับสนุนความรู้
ความสามารถในตวั ผพู้ ้นโทษให้มีงานทำและมีรายไดอ้ ีกด้วย

3.3 ด้านการปฏิบัติงานการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ CARE ควรพัฒนากระบวนการให้ดี
ย่ิงข้ึน คือจัดให้มีคู่มือการปฏิบัติงานของศูนย์ CARE การจัดอบรมหลักสูตรการให้ความช่วยเหลือของศูนย์ CARE การบูรณา
การระหวา่ งศนู ย์ CARE กบั ฝา่ ยฝกึ วชิ าชพี ผตู้ ้องขัง การประชาสัมพันธใ์ ห้หน่วยงานเครือข่าย ผู้ต้องขัง และผู้พ้นโทษไดท้ ราบ
ถงึ ภารกิจของศูนย์ CARE ในการช่วยเหลอื ด้านการมีงานทำ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานระหวา่ งศูนย์ CARE กับ
เครือข่าย เพื่อให้ผู้พ้นโทษเข้าสู่ระบบงานได้สะดวกรวดเร็วข้ึน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategy
Management) ของ เสนาะ ติเยาว์ (2546, อ้างถึงใน เมธาพร ไตรกิจวัฒนกุล, 2561, น. 12) ที่ว่า การบริหารกลยุทธ์
เปน็ การตัดสินใจและดำเนินการ เพื่อทำใหไ้ ด้ผลตามที่องค์การกำหนดไว้ โดยเน้นทีก่ ระบวนการ เร่ิมตั้งแต่การกำหนดกลยุทธ์

290

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

การนำกลยุทธ์ไปใช้ และการประเมินผลกลยุทธ์ เป็นกระบวนการวางแผนและทำให้มั่นใจว่าแผนนั้นได้ถูกนำไปใช้ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ในระยะยาวซ่ึงข้ันตอนท่ีสำคัญ คือ การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก การวิเคราะห์ปัจจัย
ภายใน การกำหนดภารกิจและจุดประสงค์ การกำหนดกลยุทธ์ การนำกลยุทธ์ไปใช้ และการควบคุมประเมินผลกลยุทธ์
แนวทางในการพัฒนาด้านการปฏิบัติงานการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำจึงควรมีการกำหนดและวางแผนกลยุทธ์
และนำกลยุทธ์ของศูนย์ CARE ไปปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้ใช้บริการ หลังนำกลยุทธ์ไปใช้แล้วควร
ประเมินผลกลยุทธ์ เพื่อร่วมกันหาแนวทางการพัฒนาด้านการปฏิบัติงานช่วยเหลือสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำแก่
ผพู้ น้ โทษตอ่ ไป

3.4 ด้านการประสานงานกับเครือข่าย และการสร้างเครือข่ายในการสงเคราะห์หลังปล่อยผู้พ้นโทษด้านการมี
งานทำ เครือข่ายใหม่นั้น ควรมีการขยายเครือข่ายให้มีมากยิ่งข้ึน โดยดึงหน่วยงานในระดับจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมใน
การบูรณาการการทำงานช่วยเหลือ ผู้พ้นโทษด้านการมีงานทำร่วมกัน ส่วนเครือข่ายเดิมที่มีอยู่ควรสร้างความต่อเนื่องด้วย
การจัดประชุมประจำเดือน เพ่ือร่วมกันวางแผน แกไ้ ขปัญหา และหาแนวทางพัฒนาการช่วยเหลือผู้พ้นโทษให้มีงานทำต่อไป
และควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประสานงานร่วมกับเครอื ข่าย เพื่อใหม้ คี วามสะดวก รวดเรว็ และเหน็ ผลในการช่วยเหลอื ผูพ้ น้
โทษ ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ของสนธยา พลศรี (2550, อ้างถึงใน ธีรวุฒิ ก่ายแก้ว,
2556, น. 15) ทว่ี ่า ลักษณะสำคัญของเครือข่าย คือ มีแกนนำและสมาชกิ ทเ่ี ข้มแข็ง สามารถดำเนินงาน และขยายกิจการของ
เครอื ข่ายได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ เครอื ข่ายมีความสัมพนั ธ์ที่ดีระหว่างสมาชิก และภายนอกทำให้การดำเนินงานของเครือข่าย
ราบร่ืน เป็นท่ียอมรับ และประสบความสำเร็จ มีการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิก เครือข่ายมีช่องทางให้สมาชิกได้มีเวที
สำหรบั การแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ เครือขา่ ยมีทรัพยากรในการดำเนินงานอย่างเพยี งพออาจจะโดยการจัดหาของเครือข่ายเอง หรือ
การแบ่งปันกับองค์กร สมาชกิ ของเครอื ข่ายมีการเรยี นรู้ผ่านกระบวนการต่างๆ สามารถสร้างนวัตกรรม ทั้งท่ีเป็นความรู้ และ
เทคโนโลยใี หมๆ่ มาใชป้ ระโยชน์ได้ ทำใหส้ มาชกิ ได้ทราบข้อมลู ข่าวสารทีท่ ันสมยั และเปน็ ประโยชน์

การพัฒนาด้านเครือข่ายในการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ CARE ควรดำเนินไปตาม
ลักษณะท่ีสำคัญของแนวคิดเครือข่ายทางสังคม อันมีเป้าหมายการดำเนินงานร่วมกัน มีการช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน แบ่งปัน
ทรพั ยากรใหก้ นั มสี มั พนั ธภาพท่ีดรี ะหวา่ งกันเสมอ มีการสื่อสารระหวา่ งกันทงี่ ่าย สะดวกและรวดเรว็ ด้วยการนำเทคโนโลยมี า
ปรับใช้ในการทำงานให้เกิดประโยชน์ มีแกนนำท่ีเข็มเขม็ และมกี ารบรหิ ารจดั การองคก์ รทีด่ ี

3.5 แนวทางในการพัฒนาศูนย์ CARE ในการสงเคราะห์ผูพ้ น้ โทษดา้ นการมีงานทำ ควรจัดต้งั ศนู ย์ CARE ประจำ
ณ เรือนจำในระยะยาวเพื่อช่วยเหลือผู้พ้นโทษต่อไป ควรเพิ่มตำแหน่งงานว่างให้มากข้ึน เพ่ือเป็นทางเลือกให้แก่ผู้พ้นโทษ
ควรพัฒนาการเตรียมความพร้อมแก่ผู้พ้นโทษในการไปสมัครงาน ได้แก่ การเตรียมบุคลิกภาพ การเตรียมเอกสาร ความรู้
ความสามารถของผู้พ้นโทษ เพ่ือประโยชน์ในการพิจารณาของสถานประกอบการ ควรเพ่ิมอัตราแรงงานออกไปฝึกอาชีพที่
สถานประกอบการให้มากขึ้นท้ังชายและหญิง และสถานประกอบการควรพัฒนาเพ่ิมอัตราการรับผู้พ้นโทษเข้าทำงานด้วย
เช่นกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษได้ทำงาน และมีรายได้ ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดเก่ียวกับการสงเคราะห์หลังปล่อย (After-
Care) ของ Barry Patrick (อ้างถึงใน มนตรา งามวาจา, 2555, น. 10) ที่ว่า การสงเคราะห์หลังปล่อย เป็นการให้โอกาสผู้พ้น
โทษกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในชุมชน และให้ความช่วยเหลือทางวัตถุจิตใจ เช่น การช่วยเหลือในส่ิงที่เก่ียวข้องกับความต้องการ
พ้ืนฐาน เสื้อผ้า อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ที่พักอาศัย การรักษาพยาบาล ตลอดจนการจัดหาเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นรวมท้ังให้
ความสำคญั เปน็ พิเศษในเร่อื งความตอ้ งการดา้ นอารมณข์ องผ้พู น้ โทษ การจัดหางานใหท้ ำ การให้คำปรกึ ษาแนะนำ และการให้
ความเป็นเพื่อน เป็นต้น ซ่ึงแนวทางการพัฒนาศูนย์ CARE ในการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำแก่ผู้พ้นโทษน้ัน จะ
ส่งผลให้ผู้พ้นโทษมีโอกาสไดม้ ีงานทำมากข้ึน ไม่ตอ้ งต่อสู้เพียงลำพัง ไมร่ ู้สึกไร้ตัวตน ได้รบั การส่งเสริม ผลักดัน เพื่อไม่ใหห้ วน
กลบั ไปกระทำผิดซำ้ และสงั คมให้การยอมรับอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมได้

3.6 แนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนผู้พ้นโทษให้มีงานทำ ที่สำคัญควรสนับสนุนทุนประกอบอาชีพ แต่สามารถ
ช่วยให้ผู้พ้นโทษมีอาชีพเป็นของตัวเองและต้ังตัวได้เบ้ืองต้น หากเข้าสู่ระบบงาน ควรส่งเสริมตำแหน่งงานว่างท่ีเหมาะสมกับ

291

รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

ความสามารถและความต้องการของผู้พ้นโทษ โดยจัดเป็นตลาดนัดแรงงานให้แก่ผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษ เพื่อที่เวลาออกจาก
เรือนจำมา จะได้มีงานทำในทันทีหลังพ้นโทษ เจ้าหน้าที่ศูนย์ CARE ควรเสริมพลังด้านบวก ให้กำลังใจและส่งเสริมสนับสนุน
ศึกยภาพและความสามารถของผู้พ้นโทษ เพ่ือให้พวกเขารู้สึกมั่นใจและมีคุณค่าในตัวเอง รัฐควรสร้างแรงจูงใจให้แก่สถาน
ประกอบการด้วยการเสริมแรงจากการลดหย่อนภาษี การให้รางวัล เงินรางวัล หรือสนับสนุนเงินค่าแรงงานให้แก่สถาน
ประกอบการท่ีรบั ผพู้ น้ โทษเข้าทำงาน เพ่อื สร้างแรงบนั ดาลใจให้ผู้พ้นโทษหันมาให้ความสำคัญในการรับผพู้ ้นโทษเข้าทำงานใน
สถานประกอบการ ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดการเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) ของ กรวรรณ พุทธิวนิช (2559, น. 68)
ท่ีว่า การเสริมพลังอำนาจเป็นกระบวนการท่ีเสริมสร้างสนับสนุนให้บุคคลมีความสามารถในการควบคุมปัจจัยสถานการณ์
ตา่ งๆ ท่มี ีผลต่อชีวิตของตนเอง บุคคลเกิดความเชอื่ ม่ัน ตระหนักรู้ในคณุ คา่ ความสามารถแห่งตน มีสว่ นรว่ มในการเข้าถึงแหล่ง
ทรัพยากรที่จำเป็น คิดตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติการดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม เกิดการยอมรับ รับรู้ความมีคุณค่าและ
ความสำเรจ็ และพึงพอใจในชีวติ การเสริมพลงั อำนาจให้แกผ่ ู้พน้ โทษ ทำให้ผู้พน้ โทษเกดิ พลังแรงกายแรงใจ เชือ่ มั่นท่ีจะทำส่ิง
ดีงามให้แก่ตัวเองและสังคม ได้ดึงศักยภาพที่ตนเองมีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ศูนย์ CARE และเครือข่าย จึงมี
ความสำคัญอย่างย่ิงท่ีจะมีส่วนในการเสริมพลังอำนาจให้แก่ ผู้พ้นโทษให้รู้สึกลดตราบาปและความรู้สึกด้อยคุณค่าในตัวเอง
ออกไป และพร้อมทจ่ี ะเผชิญกบั โลกได้

สรุปผลการศึกษา
แนวทางการพัฒนาการสงเคราะห์หลังปล่อยด้านการมีงานทำของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ (ศูนย์
CARE) กรมราชทัณฑ์ ควรมกี ารพัฒนาดังน้ี
1. ด้านนโยบาย ควรพัฒนาหลักสูตรการฝึกวิชาชีพผู้ต้องขังท่ีสอดคล้องกับบริบทของพ้ืนที่และความต้องการของ
ผู้ต้องขงั และด้านโครงสร้างการบริหารงานควรพัฒนาเพิม่ อตั รากำลงั เจา้ หน้าท่ปี ระจำศนู ย์ CARE
2. ด้านกฎหมาย ควรพัฒนากฎหมายรองรับผู้พ้นโทษ ได้แก่ การลดหย่อนภาษี การล้างมลทิน และยกเลิกการตรวจสอบ
ประวตั ิการกระทำผดิ
3. ด้านการปฏิบัติงานศูนย์ CARE ควรพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน ด้วยการพัฒนา
บุคลากรประจำ ศูนย์ CARE บูรณาการการทำงานร่วมกนั ในเรอื นจำ และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการช่วยเหลอื ผพู้ น้ โทษ
4. ด้านเครือข่าย ควรสร้างเครือข่ายใหม่ๆ ด้วยการดึงหน่วยงานทุกภาคส่วนบูรณาการการช่วยเหลือผู้พ้นโทษให้มี
งานทำร่วมกนั สำหรับเครือข่ายเดิมที่มอี ยู่ควรพัฒนาดว้ ยการจัดประชุมประจำเดอื น เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหา และพัฒนางาน
ให้มีความต่อเน่ือง
5. ศนู ย์ CARE ควรจัดตง้ั ศูนย์ CARE ในระยะยาวตอ่ ไป เพื่อให้การสนับสนุนทุนประกอบอาชพี และประสานงานหา
ตำแหน่งงานด้วยการจัดตลาดนัดแรงงานเพื่อรับสมัครงาน และควรเพิ่มอัตราแรงงานฝึกวิชาชีพท้ังผู้ต้องขังชายและผู้ต้องขัง
หญิง เมอื่ พ้นโทษไปจะไดม้ งี านรองรับในทนั ที และสามารถนำวชิ าชีพทฝ่ี ึกฝนไปประกอบอาชีพของตนเองได้
6. สถานประกอบการ ควรพัฒนาอัตรากำลงั แรงงานผู้ตอ้ งขังและผู้พน้ โทษ เสริมแรงด้านบวกและใหก้ ำลงั ใจผตู้ อ้ งขงั
และ ผู้พ้นโทษ เพ่ือใหผ้ ู้พ้นโทษมีงานทำ และสามารถอยรู่ ว่ มกบั ผู้อ่ืนในสงั คมได้

ข้อเสนอแนะ
1. ศูนย์ CARE ควรสำรวจข้อมูลผู้ต้องขังท่ีใกล้พ้นโทษ 6 เดือน-1 ปี เพ่ือเตรยี มความพร้อมก่อนปล่อยและวางแผน
ให้การชว่ ยเหลอื ดา้ นการมีงานทำ
2. ควรพัฒนาบคุ ลากรประจำศูนย์ CARE ต่อเน่ืองทุกปี เพื่อพัฒนาศักยภาพและเพ่ิมพนู ความรู้ และเพ่ิมอัตรากำลัง
เจ้าหนา้ ทป่ี ระจำศูนย์ CARE มากกวา่ 1 คน

292

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 68

3. ควรมีกฎหมายคุ้มครองผู้พ้นโทษในระยะ 1 ปี ให้กรมราชทัณฑ์มีอำนาจในการติดตามหลังพ้นโทษเพื่อให้ความ
ชว่ ยเหลอื ด้านการมงี านทำได้

4. ควรพัฒนาเครือข่ายจากการทำ MOU รว่ มกัน ต่อยอดเป็นระเบยี บว่าด้วยการประสานงานเครือข่าย เพื่อให้เกิด
ประสทิ ธผิ ลท่ชี ัดเจนในการสงเคราะหช์ ว่ ยเหลอื ผู้พน้ โทษ

5. ศูนย์ CARE ควรประสานงานกับนายจา้ งไวล้ ว่ งหน้า เพอื่ เตรยี มตวั รบั ผพู้ ้นโทษเข้าทำงานภายหลงั พ้นโทษทนั ที

เอกสารอา้ งองิ
กรวรรณ พุทธิวนิช. (2559). การเสรมิ พลังอำนาจและการสนับสนุนทางสงั คมของสมาชิกเครือขา่ ยครอบครวั พอ่ แม่เลยี้ งเดี่ยว.

(วทิ ยานพิ นธป์ ริญญามหาบณั ฑิต). มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์,
ภาควชิ าสังคมสงเคราะห์ศาสตร,์ สาขาการบริหารและนโยบายสวสั ดิการสังคม.
กิ่งแกว้ ไชยเจริญ. (2543). ความสัมพันธ์ระหว่างการรบั รู้ภาวะสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคมกบั พฤตกิ รรมส่งเสรมิ สุขภาพ
ของผู้ตดิ เชอื้ โรคเอดส์ ศกึ ษากรณี: คามลิ เลียน โซเชียล เซนเตอร์ ระยอง. (วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑิต).
มหาวทิ ยาลยั มหิดล, บณั ฑติ วิทยาลยั .
จรนิ ทร์ สารทอง. (2557). การตตี รา พฤติกรรมสขุ ภาพและการเข้าถงึ แหล่งบริการสุขภาพของผู้ตดิ เชอื้ เอชไอวใี นจังหวัดน่าน.
(วิทยานิพนธป์ รชั ญาดษุ ฎีบณั ฑิต). มหาวทิ ยาลยั แม่ฟ้าหลวง เชยี งราย, บณั ฑติ วทิ ยาลัย.
ชมนาด วรรณพรศริ .ิ (2535). ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเครอื ข่ายทางสงั คม การสนับสนุนทางสงั คมและสขุ ภาพจิตของพยาบาล
โรงพยาบาลพุทธชินราช จงั หวัดพษิ ณโุ ลก. (วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบณั ฑติ ). มหาวิทยาลยั เชียงใหม่,
คณะพยาบาลศาสตร์.
ทพิ าภรณ์ เยสวุ รรณ์. (2555). คนพกิ ารขาขาดไทย: กระบวนการตตี ราและการปรบั ตัว. (วทิ ยานิพนธป์ รัชญาดษุ ฎีบณั ฑติ ).
มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง เชยี งราย, บณั ฑิตวทิ ยาลยั .
ธรี วฒุ ิ ก่ายแกว้ . (2556). การสรา้ งเครอื ข่ายทางสงั คม: กรณีศกึ ษา นักฟุตบอลสมัครเล่นในกลมุ่ กรุงเทพเหนือ.
(วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ). สถาบันบัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์, คณะพฒั นาสังคม.
ประเสรฐิ เมฆมณี. (2536). การสงเคราะหผ์ ู้ตอ้ งขังภายหลงั ปลอ่ ย. รายงานการสัมมนาเชงิ ปฏิบตั ิการว่าด้วยการปฏบิ ัติตอ่
ผกู้ ระทำผดิ หลังปลอ่ ย. กรมราชทณั ฑ์ กระทรวงมหาดไทย ร่วมกบั คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
นันทนา ชยั จิตวนชิ . (2534). ความเป็นไปได้ในการพิจารณาบทบาทขององคก์ รเอกชนในการสงเคราะหห์ ลังปลอ่ ย ศกึ ษา
เฉพาะกรณีองค์กรเอกชนในเขตกรงุ เทพมหานคร. (วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,
คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร.์
นงคน์ ุช เพียรขนุ ทด. (2554). การบรหิ ารเชงิ กลยุทธ์ขององคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบล จงั หวดั นครราชสมี า. (วิทยานิพนธป์ ริญญา
มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมธริ าช, บณั ฑติ วิทยาลัย.
เมธาพร ไตรกจิ วัฒนกลุ . (2561). กระบวนการบรหิ ารเชิงกลยุทธ์การประชาสัมพนั ธ์ของสถาบนั อดุ มศกึ ษาในกำกบั ของรฐั .
(วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร,์ ภาควชิ าสังคม
สงเคราะห์ศาสตร.์
มนตรา งามวาจา. (2555). แนวทางการพฒั นาการสงเคราะห์ผกู้ ระทำผิดหลงั ปล่อย. (วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต).
มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, บณั ฑติ วิทยาลัย.
อมรรตั น์ เถอ่ื นทอง. (2553). การบรหิ ารเชงิ กลยุทธก์ ับประสทิ ธผิ ลของโรงเรยี น สังกดั สำนักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษา
ประจวบครี ีขันธ์ เขต 2. (วทิ ยานพิ นธป์ ริญญามหาบณั ฑิต). มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เพชรบรุ ี, บัณฑติ วทิ ยาลยั .

293

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

อภิญญา เวชยชยั . (2557). การเสริมพลงั อำนาจในการปฏบิ ัตงิ านสังคมสงเคราะห์ (พมิ พ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: สำนกั พิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์

อรณุ ี เกสรอุบล. (2544). การสำรวจความเครียด การจดั การกับปัญหาและการสนับสนนุ ทางสงั คมของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษา
ปีท่ี 6 สงั กัดกรมสามัญศึกษา จงั หวัดนนทบรุ .ี (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑติ ). จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย,
บณั ฑิตวิทยาลยั .

Barrera, M. & Ainlay, S. L. (1983). The structure of social support: A conceptual and empirical analysis.
Journal of Community Psychology, 11(4), 133-143.

Durkheim, E. (1982). Rule of sociological method (1985). New York: The Free Press.
Goffman, E. (1963). Stigma: Notes on the management of spoiled identity, New Jersey: Prentice Hall,

Englewood Cliffs.
House, J. S. (1981). Work stress and social support. Reading. Massachusetts: Addison-Wesley.

294

รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 68

ภาคผนวก

295

รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 68

คำสัง่ คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์

ท่ี 263/ 2564

เรื่อง แต่งตัง้ คณะกรรมการจัดงานวนั สถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ ครบรอบ 68 ปี

วนั ที่ 25 มกราคม 2565

--------------------------------------
ด้วยคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มีกำหนดจัดงานวันสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ครบรอบ 68 ปี
วันท่ี 25 มกราคม 2565 เพื่อให้การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ จึงแต่งต้ังบุคคล
ผู้มรี ายนามดงั ต่อไปนี้ เปน็ คณะกรรมการจดั งานฝา่ ยต่างๆ ดังน้ี

1. คณะกรรมการฝา่ ยอำนวยการ

1.1 คณบดคี ณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ ประธาน

1.2 รองคณบดีฝา่ ยบรหิ ารและสือ่ สารองค์กร กรรมการ

1.3 รองคณบดฝี ่ายวชิ าการและวเิ ทศสมั พันธ์ กรรมการ

1.4 รองคณบดฝี ่ายการศกึ ษาฝกึ ภาคปฏบิ ตั ิ กรรมการ

1.5 รองคณบดฝี ่ายการนกั ศึกษาและการเรยี นรู้ กรรมการ

1.6 ผู้ช่วยคณบดฝี า่ ยวิจยั และนวตั กรรม กรรมการ

1.7 ผชู้ ว่ ยคณบดฝี ่ายประกนั คุณภาพการศกึ ษา กรรมการ

1.8 ผชู้ ว่ ยคณบดีฝา่ ยบรหิ ารและการนกั ศกึ ษาศนู ย์ลำปาง กรรมการ

1.9 ผูช้ ่วยคณบดีฝ่ายการศกึ ษาและฝกึ ภาคปฏบิ ตั ิ ศูนยล์ ำปาง กรรมการ

1.10 ผูอ้ ำนวยการศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาแหง่ คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ กรรมการ

1.11 หัวหนา้ ภาควชิ าสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ กรรมการ

1.12 หวั หน้าภาควชิ านโยบายสงั คม การพฒั นาสงั คม และการพฒั นาชมุ ชน กรรมการ

1.13 หัวหนา้ งานบริหารงานทวั่ ไป กรรมการ

1.14 หวั หนา้ งานการศึกษาและกิจการนักศึกษา กรรมการ

1.15 หัวหนา้ งานคลังและพสั ดุ กรรมการ

1.16 หัวหน้างานวจิ ัย วชิ าการ และประกันคุณภาพ กรรมการ

1.17 หัวหนา้ งานทวั่ ไป ศูนยล์ ำปาง กรรมการ

1.18 หัวหนา้ งานทั่วไป ศนู ย์ปฏิบัตกิ ารสังคมสงเคราะหค์ ลองจั่น กรรมการ

1.19 เลขานุการคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ กรรมการและเลขานุการ

1.20 หัวหนา้ งานทั่วไป ศูนยท์ า่ พระจนั ทร์ กรรมการและผู้ชว่ ยเลขานุการ

1.21 นางสาวพชิ ญา พ่ึงทอง กรรมการและผู้ช่วยเลขานกุ าร

ใหค้ ณะกรรรมการฯ มหี นา้ ท่ีดงั นี้
1) วางแผนการจัดงานให้บรรลุตามวัตถปุ ระสงค์ท่ีตงั้ ไว้
2) กำหนดรูปแบบการจัดงานและกจิ กรรม
3) ประสานงานกับหนว่ ยงาน/องคก์ รเครือข่ายตา่ งๆ ในการเชิญเขา้ รว่ มจดั งาน
4) กำกับดูแลความเรยี บรอ้ ยของกจิ กรรมตา่ งๆ ในภาพรวม

296

รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 68

5) สนับสนนุ การทำงานของฝ่ายตา่ งๆ ประธาน
6) ตัดสนิ ใจ และแก้ไขปัญหาตา่ งๆ ในการจดั งาน กรรมการ
กรรมการ
2. คณะกรรมการฝา่ ยวิชาการ กรรมการ
2.1 รองคณบดฝี ่ายวชิ าการและวเิ ทศสัมพันธ์ กรรมการ
2.2 ผู้ช่วยคณบดีฝา่ ยวจิ ยั และนวตั กรรม กรรมการ
2.3 ศาสตราจารย์ ระพพี รรณ คำหอม กรรมการ
2.4 ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล นิราทร กรรมการ
2.5 ศาสตราจารย์ ดร.พงษ์เทพ สนั ติกุล กรรมการ
2.6 รองศาสตราจารย์ ดร.พเยาว์ ศรแี สงทอง กรรมการ
2.7 รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณวดี พลู พอกสิน กรรมการ
2.8 รองศาสตราจารย์ ดร.ธญั ญลกั ษณ์ วรี ะสมบัติ กรรมการ
2.9 รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณลักษณ์ เมียนเกดิ กรรมการ
2.10 รองศาสตราจารย์ กมลทิพย์ แจม่ กระจ่าง กรรมการ
2.11 รองศาสตราจารย์ ดร.เพ็ญประภา ภัทรานุกรม กรรมการ
2.12 ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ สิรพิ รรณ ศรมี ีชัย กรรมการ
2.13 ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศิรนิ ทรร์ ัตน์ กาญจนกุญชร กรรมการ
2.14 ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วไิ ลภรณ์ โคตรบึงแก กรรมการ
2.15 ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.มาดี ลม่ิ สกลุ กรรมการ
2.16 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภุชงค์ เสนานุช กรรมการ
2.17 ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธนั ยา รจุ ิเสถยี รทรัพย์ กรรมการ
2.18 ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.นราเขต ยม้ิ สุข กรรมการ
2.19 ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.นิฤมน รตั นะรตั กรรมการ
2.20 ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สขุ มุ า อรุณจิต กรรมการ
2.21 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนิ่ หทยั หนูนวล กรรมการ
2.22 ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.จิรพรรณ นฤภัทร กรรมการ
2.23 ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สริ ยิ า รตั นชว่ ย กรรมการ
2.24 ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เสาวธาร โพธ์กิ ลัด กรรมการ
2.25 ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.กติ ติ ชยางคกลุ กรรมการ
2.26 ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.มาลี จริ วฒั นานนท์ กรรมการ
2.27 อาจารย์ พงศยา ภมู ิพฒั นโ์ ยธนิ กรรมการ
2.28 อาจารย์ ดร.ปรนิ ดา ตาสี
2.29 อาจารย์ วรลกั ษณ์ เจรญิ ศรี
2.30 อาจารย์ ดร.กาญจนา รอดแก้ว
2.31 อาจารย์ ดร.วิไลลักษณ์ อยู่สำราญ

297

รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 68

2.32 อาจารย์ ดร.สรสิช สวา่ งศลิ ป์ กรรมการ
2.33 อาจารย์ ดร.อรุณี ลิม้ มณี กรรมการ
2.34 Dr.Victor Prasad Karunun กรรมการ
2.35 Mr.Gwyn Peredur Evans กรรมการ
2.36 Mr.Alex Michael Lipton กรรมการ
2.37 Ms.Zipporah Goetze กรรมการ
2.38 นางสาวปยิ ภทั ร คณุ เจริญ กรรมการ
2.39 นางสาวสธุ มิ า วฒุ กิ าร กรรมการ
2.40 นางสาวอุษณยี ์ น้อยอย่นู ติ ย์ กรรมการ
2.41 นางสาวจฬุ ารฏั เมืองโคตร กรรมการ
2.42 นางสาวทองศริ ิ ก่ำแดง กรรมการ
2.43 นางสาวสุชญั ญา ดวงงาม กรรมการ
2.44 นางสาวสกลุ รตั น์ วฒุ ิชัย กรรมการ

2.45 นางสาวจริ าพัชร ตัง้ ธญั วรตั น์ กรรมการ
2.46 นางสาวสุวรี ปิ่นเจริญ กรรมการและเลขานุการ
2.47 นางสุนนั ทา สาระบุตร กรรมการและผูช้ ่วยเลขานกุ าร
2.48 นางสาวอรอนงค์ บษุ ราคมั กรรมการและผชู้ ่วยเลขานุการ
2.49 นางสาวพิมพผ์ กา งอกลาภ กรรมการและผชู้ ่วยเลขานุการ

ให้คณะกรรรมการฯ มหี นา้ ที่ ดงั นี้
1) กำหนดหัวขอ้ การจัดงานและวางแผนการจดั กจิ กรรมทางดา้ นวชิ าการ
2) ประสานงานในการเชิญวิทยากร และเชิญผเู้ กย่ี วขอ้ งเข้าร่วมนำเสนอผลงานทางวชิ าการ
3) จัดเตรยี มทีมลงทะเบยี นวิทยากร และผเู้ ข้ารว่ มนำเสนอผลงานทางวชิ าการ
4) จัดเตรยี มเอกสาร และอุปกรณ์ท่ใี ชใ้ นกจิ กรรมทางด้านวชิ าการ
5) ประสานงานในการจดั เตรียมของที่ระลึก หรือค่าสมนาคณุ ให้แก่วิทยากรผทู้ รงคณุ วฒุ ิ
6) จัดเตรยี มบคุ ลากรเพ่ือบนั ทึกเทปและผลิตเอกสารวิชาการหลังงานแลว้ เสร็จ
7) จัดทำรายงานสืบเน่อื งหลังการสมั มนาเพ่อื เผยแพร่
8) ประเมนิ ผลความพงึ พอใจของผรู้ ว่ มงานต่อการจดั งาน
9) แนะนำ กำกับ แบง่ งาน ตดิ ตามงานนกั ศึกษาท่รี ว่ มงานเปน็ กรรมการในฝา่ ยดว้ ย
10) ดำเนนิ การ และประสานงานในการส่งโครงการสัมมนาวชิ าการให้สภาวิชาชพี สังคมสงเคราะห์ พจิ ารณา

หนว่ ยคะแนน สำหรับผปู้ ระกอบวิชาชพี สงั คมสงเคราะหร์ ับอนญุ าต

3. คณะกรรมการฝา่ ยการเงินและกองทุน ประธาน
3.1 รองคณบดฝี ่ายบรหิ าร และสือ่ สารองค์กร . กรรมการ
3.2 รองศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ชลายนนาวนิ
3.3 ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ รณรงค์ จันใด กรรมการ
3.4 นางจนิ ดา เพ่ิมพลู กรรมการ
3.5 นางสาววภิ าวี โพธท์ิ อง กรรมการ

298

รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 68

3.6 นางสวุ รรณา บรรดิสก์ กรรมการ
3.7 นางวารี ถาวรม่นั กิจการ กรรมการ
3.8 นางสาวโสภิดา ทองจนั ทร์ กรรมการ
3.9 นางสุภรณ์ ประทปี พงศ์ กรรมการและเลขานุการ
3.10 นางอัญชลี โหมดชา้ งใหญ่ กรรมการและผชู้ ่วยเลขานุการ
3.11 นางสาวภคพร อินตะ๊ สขุ กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร

ใหค้ ณะกรรรมการฯ มีหน้าที่ ดงั น้ี
1) วางแผนเร่ืองงบประมาณ การระดมทุน และการจดั ตงั้ กองทนุ ในการจัดงาน
2) จัดระบบวธิ ีการดำเนนิ งานดา้ นการเงนิ และการบญั ชสี ำหรับทุกกิจกรรมทีเ่ กย่ี วข้องกับการจัดงานฯ
3) ดำเนินการกจิ กรรมระดมทุนและประสานงานฝ่ายต่างๆ ในสว่ นท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การเงินและระดมทนุ
4) ประสานงานเพ่ือจดั หาทุนในการจดั งานกับองค์กรภาคีเครือข่ายท่ีเกยี่ วข้อง

4. คณะกรรมการฝ่ายสถานท่ี อาหาร และพิธกี ารทางศาสนา

4.1 รองคณบดฝี ่ายบริหาร และสื่อสารองค์กร ประธานกรรมการ

4.2 รองศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ชลายนนาวนิ . กรรมการ

4.3 ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ รณรงค์ จนั ใด กรรมการ

4.4 อาจารย์ พงศยา ภูมพิ ฒั นโ์ ยธนิ กรรมการ

4.5 นางสาวขนษิ ฐา จำนงค์อาษา กรรมการ

4.6 นางพรรณทวี หนูแก้ว กรรมการ

4.7 นางสาววราภรณ์ ภอู่ อ่ น กรรมการ

4.8 ว่าท่ี ร.ต.อทิ ธิวตั ร เงาศรี กรรมการ

4.9 นายอสั วนิ สังข์ทอง กรรมการ

4.10 นางสาวอทติ ยา มทุ ตุ าจติ ต์ กรรมการ

4.11 นางสาวเกษวดี จิกหาร กรรมการ

4.12 นายวทิ ยา มาชมสมบรูณ์ กรรมการ

4.13 นางกอบกนก ทองอนิ ทร์ กรรมการ

4.14 นางพนั ธ์พร สมศรี กรรมการ

4.15 นายสมชาย ไมตรี กรรมการและเลขานุการ

4.16 นางสาวติ รี มสี มบูรณ์ กรรมการและผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร

4.17 นางอลุ ยั พร โทบุตร กรรมการและผูช้ ่วยเลขานุการ

4.18 นางสาวจฑุ าทพิ ย์ บุญชอบ กรรมการและผูช้ ่วยเลขานุการ

ใหค้ ณะกรรรมการฯ มหี นา้ ท่ี ดงั น้ี
1) จัดสถานที่ประชุม/สมั มนา สถานท่ปี ระกอบพธิ กี ารทางศาสนา และสถานท่จี ัดงานตา่ งๆ
2) ประสานงานกบั ผูเ้ กย่ี วขอ้ งเพอื่ จัดหาวสั ดุอุปกรณ์ท่ีจำเป็นสำหรบั งาน
3) ดำเนนิ การในการเชิญผูเ้ ข้ารว่ มสมั มนา และลงทะเบยี นผ้เู ข้าร่วมสัมมนา
4) ดำเนินการจดั พิธีทางศาสนาใหเ้ ปน็ ด้วยความเรยี บร้อย
5) จัดเตรยี มของท่ีระลกึ งานสำหรับแขก และหนว่ ยงานทมี่ าแสดงความยนิ ดีวนั สถาปนาคณะฯ
6) ประสานงานเรือ่ งอาหารจัดอาหาร เครื่องด่ืมสำหรับแขกและผู้เขา้ รว่ มสมั มนา

299


Click to View FlipBook Version