The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะด้านการอ่านวิเคราะห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Doyum My, 2023-07-04 01:06:49

การพัฒนาทักษะด้านการอ่านวิเคราะห์

การพัฒนาทักษะด้านการอ่านวิเคราะห์

การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ สุกันยา สงสันทิ วิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา รายวิชา การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1-2 (5002701-2) ตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (สาขาวิชาภาษาไทย 5 ปี) ปีการศึกษา 2564 ลิขสิทธิ์สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ


ชื่องานวิจัย การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ ชื่อผู้วิจัย นางสาวสุกันยา สงสันทิ สาขาวิชา ภาษาไทย ปีการศึกษา 2564 คณะกรรมการที่ปรึกษา 1. อาจารย์ ดร.อรอนุตร ธรรมจักร ที่ปรึกษาหลัก 2. อาจารย์ปุ่น ชมภูพระ ที่ปรึกษารอง สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ อนุมัติให้วิจัยทางการศึกษาฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต 5 ปี (สาขาวิชาภาษาไทย) คณะกรรมการที่ปรึกษา ................................................................................................. ที่ปรึกษาหลัก (อาจารย์ ดร.อรอนุตร ธรรมจักร) ................................................................................................. ที่ปรึกษารอง (อาจารย์ปุ่น ชมภูพระ)


ชื่องานวิจัย การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ ชื่อผู้วิจัย นางสาวสุกันยา สงสันทิ สาขาวิชา ภาษาไทย ปีการศึกษา 2564 คณะกรรมการที่ปรึกษา 1. อาจารย์ ดร.อรอนุตร ธรรมจักร ที่ปรึกษาหลัก 2. อาจารย์ปุ่น ชมภูพระ ที่ปรึกษารอง บทคัดย่อ การอ่านเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้ การรู้และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้องจึงจำเป็น สำหรับผู้อ่านทุกคน การฝึกอ่านอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดี โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งในปัจจุบันเป็นยุคสังคมข่าวสาร เทคโนโลยี การเมือง การเรียนรู้ ที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้อ่านจะต้องใช้ความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จึงจะสามารถตัดสินใจ และดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ MIA เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อ่านที่บูรณาการทักษะต่าง ๆ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียนควบคู่กันไป โดยเฉพาะทักษะการอ่านและการ เขียนซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ทักษะการเขียนจะช่วยทำให้ผู้เรียนอ่านได้เข้าใจมากขึ้น และการอ่าน ที่ดีจะส่งผลให้ทักษะการเขียนพัฒนาตามไปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ดีและเข้าใจ ความสำคัญของเรื่องที่อ่าน ทำให้สามารถพัฒนาความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนา ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 2) เพื่อศึกษาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ของผู้เรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อ พัฒนาความสามารถการอ่านวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA


ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 81.36/81.83 ซึ่ง เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ด้วยแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA มากกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA มากกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปผลโดยภาพรวมแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการ อ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เหมาะสมกับวุฒิ ภาวะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มีโอกาสได้ตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ จึงส่งผลให้นักเรียนเข้าใจและมีความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์ ส่งผลให้ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์สูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ


สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญตาราง ค บทที่ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5 สมมติฐานการวิจัย 6 ขอบเขตของการวิจัย 6 นิยามศัพท์ 7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 10 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 11 แนวคิดทฤษฎีการอ่าน 21 แนวคิดทฤษฎีการอ่านเชิงวิเคราะห์ 33 การจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) 57 แผนการจัดการเรียนรู้ 65 หลักและวิธีการสอบวัด 74 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 85 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 87 กรอบแนวคิดในการวิจัย 99 บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย 100 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 100


สารบัญ (ต่อ) หน้า ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 100 รูปแบบการทดลอง 101 ขอบเขตของการวิจัย 101 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 102 การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ 102 ขั้นตอนในการด าเนินการวิจัย 109 การวิเคราะห์ข้อมูล 109 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 110 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 115 ระยะที่ 1 ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 115 ระยะที่ 2 การทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้และการศึกษาผลการใช้ 121 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 124 วัตถุประสงค์การวิจัย 124 สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า 124 สรุปผลการวิจัย 125 อภิปรายผล 125 ข้อเสนอแนะ 130 บรรณานุกรม 132 ภาคผนวก 142 ภาคผนวก ก ข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ 143 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 145


สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 193 ประวัติผู้วิจัย 220


สารบัญตาราง ตาราง หน้า 1. ตารางที่ 3.1 รูปแบบการทดลอง 101 2. ตารางที่ 3.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเนื้อหา จุดประสงค์ สาระส าคัญ 103 และเวลาที่ใช้สอน 3. ตารางที่ 3.3 เกณฑ์การประเมินกิจกรรมการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอน 105 แบบ MIA 4. ตารางที่ 3.4 กำหนดการทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์ 109 5. ตารางที่ 4.1 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ 118 6. ตารางที่ 4.2 ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 121 7. ตารางที่ 4.3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ 122 8. ตารางที่ 4.4 แสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 123


บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในโลกยุคปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรวดเร็ว เป็นยุคดิจิทัลที่ไร้พรหมแดน และก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมฐานความรู้ (Knowledge-Base Society)” คือสังคมที่ต้องใช้ความรู้สำหรับการดำเนินชีวิต คนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ได้อย่าง รวดเร็ว ทั้งด้านสภาพสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น ผลมาจากความเจริญของสรรพสิ่งทั้งหลาย ไดมีการพัฒนาให้ก้าวหน้าไปอย่างไมหยุดยั้ง โดยมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึง ข้อมูลความรู้เหล่านั้น การติดต่อสื่อสารจึงเป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว คนในยุคนี้จึงทำกิจกรรมหลาย อย่างในเวลาเดียวกัน ผลจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจึงมีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษา ระบบ การศึกษาสมัยใหม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนไปอย่างสิ้นเชิง ความรู้ต่าง ๆ สามารถ หาได้จากอินเทอร์เน็ตและถูกบรรจุไว้ในเทคโนโลยีแบบพกพา เช่น แท็บเลต คอมพิวเตอร์และสมาร์ท โฟน ผู้เรียนจึงสามารถเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา แต่สาเหตุของปัญหาคือนอกจากการหลั่งไหลของ ข้อมูลข่าวสารความรู้แล้ว ในโลกโซเชียลยังเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวปลอม เพื่อผลอะไร บางอย่างทำให้เกิดความปั่นป่วนในสังคม การสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจึงต้องอาศัยกระบวนการที่สำคัญคือ การอ่านวิเคราะห์ ซึ่งเป็นพื้นฐานการอ่านเพื่อเข้าถึงข่าวสารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้อ่านจะต้องมี ความรู้ความสามารถในการอ่านวิเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง เพื่อเป็นเครื่องมือในการ พัฒนาการเรียนรู้ และพัฒนาชีวิตให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การอ่านเชิงวิเคราะห์เป็นทักษะขั้นสูงกว่าการอ่านโดยทั่วไปเนื่องจากผู้อ่านจำเป็นต้องใช้ความคิด แยกแยะส่วนประกอบของเรื่องที่อ่าน ต้องทำความเข้าใจและวิเคราะห์อย่างละเอียดจึงจะสามารถเข้าใจ สิ่งที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดได้ ดังที่กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 69) ได้ให้ความหมายของการอ่านเชิง วิเคราะห์ว่า เป็นการอ่านเพื่อประเมินสิ่งที่อ่าน ตัดสินว่าถูกหรือผิดหรือหาคุณค่าในสิ่งที่อ่าน เพื่อหาความ แตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น ผู้ที่มีความสามารถในด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์จะเป็นผู้ที่ สามารถคิดได้ลึกซึ้ง ชาญฉลาด รอบคอบ สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในยุคข้อมูล ข่าวสารไร้พรมแดนดังปัจจุบัน ในยุคของข้อมูลสารสนเทศเช่นนี้แต่ละวันมีข้อมูลข่าวสารเข้ามามากมาย ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ ถ้าคิดวิเคราะห์ไม่เป็นอาจจะรับรู้ข้อมูลข่าวสารจำนวนมากผิดพลาด บุคคลจึง ต้องรู้จักคิดวิเคราะห์ รู้จักแยกแยะสิ่งที่เป็นความจริงออกมาจากส่วนที่เป็นเท็จ เพื่อจะได้ใช้การตัดสินใจ


2 อย่างฉลาด ดังนั้นการวิเคราะห์จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับ แนวคิดของ พรทิพย์ แข็งขัน และเฉลิมลาภ ทองอาจ (2553 : 54) ที่กล่าวถึงความจำเป็นของการอ่านเชิง วิเคราะห์ว่า การอ่านเชิงวิเคราะห์เป็นปัจจัยสำคัญในการอ่านในยุคปัจจุบันที่ผู้อ่านต้องเลือกบริโภคสื่อ ต่าง ๆ รวมถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของสังคม การติดต่อสื่อสารของโลกไร้พรมแดน เพราะทำให้นักเรียนมี หลักการแยกแยะ ประเมินเรื่องที่อ่านอย่างมีเหตุผล ช่วยพัฒนาความเป็นคนช่างสังเกต พิจารณาความ แตกต่างและความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจหรือสรุปสิ่งใดลงไป และเป็นทักษะที่ ใช้มากในวงการศึกษาและอาชีพต่าง ๆ ในปัจจุบันการอ่านเชิงวิเคราะห์มีความสำคัญนอกจากจะช่วยให้ ผู้อ่านได้รับความรู้ ความคิด และความบันเทิงจากสิ่งที่อ่านเป็นเบื้องต้นแล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์อีก หลายประการ คือ 1) ช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพทั้งหมดของงานเขียนแต่ละชิ้นเป็นส่วนรวมว่ามีอะไร ประกอบ อยู่ในลักษณะใด อีกทั้งมองเห็นความสัมพันธ์ของข้อความแต่ละส่วนว่ามีความสัมพันธ์และประกอบกันเข้า มาเป็นงานเขียนแต่ละชิ้นได้อย่างไร 2) ช่วยให้ผู้อ่านเกิดทักษะในการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ สามารถเลือก ได้ว่าอะไรควรอ่าน หรืออะไรควรอ่านผ่าน ๆ หรืออ่านอย่างตั้งใจอย่างละเอียด เพื่อจะได้เป็นความรู้ ความคิดและพัฒนาปัญญา 3) ช่วยให้ผู้อ่านเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านให้แก่ตนเอง และทำให้เกิดความรัก ความชื่นชม ความซาบซึ้ง อีกทั้งเล็งเห็นคุณค่าของงานเขียน 4) ช่วยให้ผู้อ่านนำเอาวิธีการและผลจากการ อ่านมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตหรือใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้สอดคล้องกับแนวคิดของ สุวิทย์ มูลคำ (2550 : 40) ที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านเชิงวิเคราะห์ว่า การอ่านเชิงวิเคราะห์ช่วยให้รู้ ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมาของเหตุการณ์ต่าง ๆ รู้ว่าเรื่องนั้นมี องค์ประกอบอะไรบ้าง สำรวจความสมเหตุสมผลของข้อมูลที่ปรากฏ ทำให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานความรู้ ในการนำไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา การประเมิน และการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุผลและความสำคัญของการอ่านเชิงวิเคราะห์ดังกล่าว หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จึงได้กำหนดสาระและ มาตรฐานการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องคือ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้ และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน (กรมวิชาการ, 2551 : 2) และได้กำหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้เรียนต้องอ่านออกเสียงบท ร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และ เขียนกรอบแนวคิดผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้วิเคราะห์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552)


3 นอกจากนี้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ยังมุ่งเน้นพัฒนานักเรียน ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด โดยกำหนดการประเมินสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ของผู้เรียน โดยเฉพาะสมรรถนะในข้อที่ 2 คือ ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถใน การคิดวิเคราะห์การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่าง เหมาะสม (กรมวิชาการ, 2551 : 34) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2552 : 1-2) กล่าวว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของผู้เรียนที่สังคมพึงปรารถนาเพื่อพัฒนาเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21 ควรมีลักษณะสำคัญที่การเป็นบุคคลที่มี จิตใจดีงาม มีจิตสาธารณะ มีสมรรถนะ ทักษะ และความรู้พื้นฐานที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต อธิบายได้ว่า มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทย มีทักษะการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ มีทักษะด้าน เทคโนโลยีสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้อย่างสันติอันจะส่งผลต่อการ พัฒนาประเทศ จะเห็นได้ว่าทักษะการคิดวิเคราะห์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 แต่ ถึงแม้ว่าหลักสูตรจะให้ความสำคัญกับการสอนการวิเคราะห์ แต่ก็พบว่านักเรียนยังคงมีปัญหาในเรื่องการ อ่านวิเคราะห์ดังจะเห็นได้จากรายงานผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (O – NET) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ปีการศึกษา 2559 จากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พบว่า ในสาระการ เรียนรู้ที่ 1 การอ่าน นักเรียนโรงเรียนคงคาราม จังหวัดเพชรบุรี ทำคะแนนสอบเฉลี่ยได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทาง โรงเรียนตั้งไว้ คือร้อยละ 50 ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมิน PISA ปี 2012 ที่พบว่านักเรียนไทยร้อยละ 33 มีระดับการอ่านต่ำกว่าระดับพื้นฐาน สอดคล้องกับการสัมภาษณ์ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โรงเรียนคงคาราม จังหวัดเพชรบุรี (ธิติยา สัญญขันธ์, 2559 : สัมภาษณ์ ) ซึ่งมีความเห็นว่า การที่นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยในสาระการเรียนรู้ที่ 1 การอ่าน ตกต่ำนั้นเป็นเพราะครูผู้สอนไม่ได้สอนให้ นักเรียนรู้จักการอ่านเชิงวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นในการจัดการเรียนการสอนหรือในการออกข้อสอบ ข้อสอบ ส่วนมากของครูก็จะเน้นในเรื่องความรู้ความจำ หรือความเข้าใจ และสอดคล้องกับความคิดเห็นของ (อุทัยวรรณ มีนุช, 2559 : สัมภาษณ์) ครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติม ว่า ข้อสอบวัดระดับความรู้จากหน่วยงานต่าง ๆ นั้น มักจะเน้นวัดและประเมินผลทักษะการอ่านระดับ วิเคราะห์เป็นสำคัญ ถ้านักเรียนไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาก่อนก็จะไม่สามารถทำข้อสอบได้ ส่งผลให้ คะแนนทดสอบทักษะการอ่านของนักเรียนค่อนข้างตกต่ำกลายเป็นปัญหาในการจัดการเรียนการสอนของ ครูทุกคน ดังนั้นครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านแก่นักเรียน เพื่อให้สามารถใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาความรู้ ความคิด และพัฒนาชีวิตให้เกิดประโยชน์ อย่างสูงสุด การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จึงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้


4 หรือเทคนิควิธีในการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีขั้นตอนที่นำไปสู่การพัฒนา ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ได้โดยไม่ยุ่งยาก การเลือกใช้เทคนิควิธีการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนพัฒนา กระบวนการคิดจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนได้อีกวิธีหนึ่ง เทคนิคการสอนจึงนับเป็นปัจจัย หนึ่งที่ช่วยให้การจัดการเรียนการสอนประสบความสำเร็จ เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA เป็นเทคนิคการสอนตามแนวคิดของเมอร์ด็อค (Murdoch, 1986 : 9-15) ที่ได้เสนอแนวการสอนอ่านที่บูรณาการทักษะต่าง ๆ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียนควบคู่กัน ไป โดยเฉพาะทักษะการอ่านและการเขียนซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ทักษะการเขียนจะช่วยทำให้ ผู้เรียนอ่านได้เข้าใจมากขึ้น และการอ่านที่ดีจะส่งผลให้ทักษะการเขียนพัฒนาตามไปด้วยเช่นกัน วิธีสอน อ่านแบบ MIA เป็นนวัตกรรมการสอนแนวใหม่ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นให้ผู้เรียนคิดแก้ปัญหาและ ดำเนินกิจกรรมด้วยตนเองตามกระบวนการที่ครูกำหนดให้โดยครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้ที่คอยให้ คำแนะนำ และคอยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียนในบางครั้งที่นักเรียนยังไม่เข้าใจ ซึ่งในการเรียนโดยวิธี นี้ผู้เรียนจะต้องร่วมกันอภิปราย และแสดงความสามารถในการสื่อความหมาย ในส่วนของเนื้อเรื่องที่ ผู้เรียนอ่านจะมีคำถามย่อย ๆ ให้ผู้เรียนเขียนตอบ โดยเติมคำลงในประโยคเป็นส่วนใหญ่ซึ่งจะทำให้ นักเรียนเกิดความตื่นตัว และจุดเด่นของวิธีสอนอ่านแบบ MIA นั้นคือการจัดกิจกรรมผสมผสานทักษะ ต่าง ๆ คือ ทักษะการฟัง ทักษะการพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียนควบคู่กันไปตลอด โดยมีขั้น การสอนที่เป็นไปตามลำดับเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านเป็นหลัก และสามารถพัฒนาทักษะอื่น ๆ พร้อมกัน ไปด้วย นอกจากนั้นขั้นตอนการสอนอ่านเป็นการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการกลุ่ม โดยให้นักเรียนมีโอกาสช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีส่วนร่วมในการคิดและทำกิจกรรม ทำให้ผู้เรียนมีความ กระตือรือร้นและสนใจที่จะเรียนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยของสุจิตรา สารการ (2558 : 65- 66) ศึกษาเรื่องการเปรียบเทียบวิธีสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับนักเรียนและวิธีสอนอ่าน แบบ MIA ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครู กับนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 24.67 คิดเป็นร้อยละ 82.22 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบ MIA มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 25.53 คิดเป็นร้อยละ 85.11 แสดงว่าวิธีสอน ทั้ง 2 แบบเป็นวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพสามารถนำไปจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้และเมื่อเปรียบเทียบวิธีการสอนทั้ง 2 แบบ พบว่า วิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับนักเรียน มีคะแนนความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนโดยเฉลี่ยต่ำกว่าวิธีสอนแบบ MIA แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โกวิทย์ โชติพินิจ (2561 : 84) ศึกษาเรื่องการพัฒนาความสามารถในการ


5 อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่าค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้วิธีการสอน อ่านแบบ MIA เท่ากับ .57 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้และนักเรียนมี ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้การสอนอ่านแบบ MIA หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยทั้ง 3 เรื่อง สรุปได้ว่า วิธีสอนอ่านแบบ MIA สามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านการเขียนภาษาไทย และภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ทำให้ นักเรียนสามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอน นักเรียนที่เรียนด้วยเทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA มี ความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เพราะเทคนิคการ สอนอ่านแบบ MIA มีขั้นตอนการสอนอ่านที่ชัดเจน เป็นเทคนิคการสอนที่มุ่งเน้นกระบวนการคิดและการ แก้ปัญหา มีการผสมผสานทักษะต่าง ๆ ทั้ง 4 ทักษะ และมีคำถามย่อย ๆ ให้ผู้เรียนเขียนคำตอบสั้น ๆ ซึ่ง เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนตื่นตัวและใช้ความคิดตลอดเวลาที่อ่าน จึงสรุปได้ว่าการสอนอ่านแบบ MIA เป็นแนวทางการสอนอ่านและปรับปรุงการเรียนการสอนที่ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ จากที่ผู้วิจัยได้ฝึกประสบการณ์สอนในรายวิชาภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ พบว่า นักเรียนไม่สามารถทำข้อทดสอบที่เป็นอัตนัยด้วยการเขียนอธิบาย ความ และการคิดเชิงวิเคราะห์ประกอบกับการยกตัวอย่างประกอบที่เป็นเหตุผลต่าง ๆ ได้ซึ่งควรได้รับ การพัฒนาอย่างเร่งด่วน และจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า มีการนำเทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA ไปจัดการเรียนการสอนพัฒนาความสามารถในการอ่านด้านต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ยังไม่มีการนำไปพัฒนาการอ่านวิเคราะห์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นให้ผู้เรียนอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนได้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำเทคนิควิธีการสอน แบบ MIA มาจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ อีกทั้งเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและ สอดคล้องตามเป้าหมายของการศึกษาในปัจจุบัน 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดย ใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. เพื่อศึกษาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ของผู้เรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3


6 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA 1.3 สมมติฐานการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการ สอนอ่านแบบ MIA มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ผู้เรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA มีความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการ เรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 1.4 ขอบเขตการวิจัย ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัยดังนี้ 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิจำนวน 3 ห้องเรียน รวม 83 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาชัยภูมิจำนวน 1 ห้องเรียน รวม 30 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยใช้วิธีการจับฉลาก 1.4.2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1. ตัวแปรต้น คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านวิเคราะห์โดยใช้วิธีการสอนอ่าน แบบ MIA 2. ตัวแปรตาม ประกอบด้วย 2.1 ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิเคราะห์


7 1.4.3 เนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และ ความคิดเพื่อนำ ไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ม.3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ดีขึ้น กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย 1.4.4 ระยะเวลา ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยคือ 1 ปีการศึกษา โดยแบ่งเป็น 2 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1/2564 ระยะที่ 2 ดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ตามแผนการ จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2/2564 1.5 นิยามศัพท์ การอ่านวิเคราะห์ คือ ความสามารถในการทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียดทุกแง่มุม ซึ่ง ประกอบด้วยขั้นตอนของการพิจารณาแยกแยะประเด็นย่อยของเรื่อง การหาข้อมูลในแต่ละส่วนย่อย การ พิจารณาความสัมพันธ์ของข้อมูลในแต่ละส่วนย่อยและการรวบรวมข้อมูลที่เป็นหลักฐานสำคัญเพื่อนำมา เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจและสรุปอย่างเหมาะสม ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์คือ ความสามารถด้านการอ่านในระดับที่สูงกว่าการอ่าน ทั่ว ๆ ไป มิใช่เป็นเพียงการอ่านเพื่อความรู้และความเพลิดเพลิน แต่เป็นการอ่านเพื่อให้ทราบถึงโครงสร้าง องค์ประกอบ หลักการ และเหตุผลของเรื่อง ไตร่ตรองแล้วหาเหตุผลประกอบด้วยความรอบคอบ จนสรุป ได้ว่าแต่ละส่วนเป็นอย่างไร สัมพันธ์กันอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ เกณฑ์การวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ 3 ด้าน คือ วิเคราะห์ความสำคัญ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และวิเคราะห์หลักการ แบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์คือ แบบวัดที่สร้างขึ้นเพื่อวัดความสามารถในการ อ่านวิเคราะห์ มีลักษณะเป็นคำถามแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ สร้างจากการวิเคราะห์ 3 ด้าน คือ วิเคราะห์ความสำคัญ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และวิเคราะห์หลักการ


8 วิธีสอนอ่านแบบ MIA คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของเมอร์ด็อค (Murdoch) อาจารย์สอนภาษาที่มหาวิทยาลัยคูเวต ที่ประสบปัญหาในการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 จึงได้คิดหา วิธีการสอนอ่านภาษาอังกฤษขึ้นชื่อว่า A More Integrated Approach ซึ่งยึดหลักฝึกหรือการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนโดยใช้ทักษะต่าง ๆ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน ควบคู่กันไปตลอดเวลา เป็นการเรียน การสอนที่เน้นกระบวนการคิดเป็นโดยเฉพาะกระบวนการคิดที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหา การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของ เมอร์ด็อค (Murdoch) มีลำดับขั้นตอน 7 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นตอนนักเรียนจะได้ฝึกทักษะต่าง ๆ ทั้ง ทักษะการฟัง การตอบคำถาม การอ่าน การคิด และการเขียน ครูเป็นแต่เพียงผู้แนะนำเท่านั้น นอกจากนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำได้ทั้งกิจกรรมกลุ่มและรายบุคคล มีลำดับขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) คือขั้นตอนที่ครูผู้สอนจะต้องตั้งคำถาม หรือข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านแล้วให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น สนทนาอภิปรายซักถาม คาด เดาเรื่องจากภาพ ขั้นที่2 การทำความเข้าใจคำศัพท์(Understanding Vocabulary) ครูเลือกคำศัพท์จากเนื้อเรื่อง อธิบายความหมาย ยกตัวอย่างประโยคที่เกี่ยวข้องกับคำศัพท์แล้วให้นักเรียนค้นหาความหมายของ คำศัพท์ ขั้นที่ 3 การอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) อ่านเรื่องแล้วตอบคำถามจากเนื้อเรื่อง ขั้นที่ 4 ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) คือการตรวจสอบความเข้าใจของ นักเรียนโดยการให้นักเรียนเติมข้อความในประโยคปลายเปิดที่กำหนดให้ทำแบบฝึกหัดเติมคำให้ประโยค สมบูรณ์ตอบคำถามจากประโยคปลายเปิด ขั้นที่ 5 เชื่อมโยงข้อมูล (Transferring Information) ขั้นตอนที่ครูให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้รับ จากการอ่านมาเขียนใหม่ในรูปแบบอื่น เช่น ตาราง แผนภูมิ แผนผังความคิด เพื่อพัฒนาความสามารถใน การอ่านของนักเรียน ขั้นที่ 6 ทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยค และเรียงโครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise and Paragraph Structure) เรียงประโยคให้เป็นย่อหน้า เล่นเกมต่อจิ๊กซอว์ประโยค ผู้เรียนแต่ละกลุ่มต้อง ช่วยกัน ต่อชิ้นส่วนประโยคให้ได้ใจความสมบูรณ์ต่อเนื่อง ขั้นที่ 7 การประเมินผลและการแก้ไข (Evaluation and Correction) เป็นการประเมินผลงาน ส่วนรวมอีกครั้งหนึ่ง และให้การแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องของภาษาเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานที่ดีแก่เด็กต่อไป ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิเคราะห์หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิเคราะห์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น


9 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนพัฒนาความรู้ และความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 3. ได้กระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการอ่านวิเคราะห์ 4. เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะด้าน การอ่านวิเคราะห์ให้ดีขึ้น 5. เป็นแนวทางสำหรับครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA ในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นอื่น ๆ และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยแยกเป็นหัวข้อ ดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.1.1 วิสัยทัศน์ 2.1.2 หลักการ 2.1.3 สมรรถนะสำคัญ 2.1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2.1.5 มาตรฐานการเรียนรู้8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.1.6 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2.2 แนวคิดทฤษฎีการอ่าน 2.2.1 ความหมายของการอ่าน 2.2.2 ความสำคัญของการอ่าน 2.2.3 จุดมุ่งหมายของการอ่าน 2.2.4 ประเภทของการอ่าน 2.3 แนวคิดทฤษฎีการอ่านเชิงวิเคราะห์ 2.3.1 ความหมายของการอ่านเชิงวิเคราะห์ 2.3.2 ความสำคัญของการอ่านเชิงวิเคราะห์ 2.3.3 ประเภทของการอ่านเชิงวิเคราะห์ 2.3.4 ขั้นตอนการวิเคราะห์การอ่าน 2.3.5 หลักการสร้างคำถามประเมินการอ่านเชิงวิเคราะห์ 2.3.6 ประโยชน์ของการอ่านเชิงวิเคราะห์ 2.3.7 แนวทางการวัดและประเมินผลการอ่านเชิงวิเคราะห์ 2.4 การจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) 2.4.1 ความเป็นมาของวิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA)


11 2.4.2 ความหมายของวิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) 2.4.3 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวคิดของ เมอร์ด็อค (Murdoch) 2.5 แผนการจัดการเรียนรู้ 2.6 หลักและวิธีการสอบวัด 2.7 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.8.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านวิเคราะห์ 2.8.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA 2.9 กรอบแนวคิดในการวิจัย 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 19) กล่าวถึงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไว้ดังต่อไปนี้ 2.1.1 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลัง ของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและ เป็นพลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มี ความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษา การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอด ชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เต็มตาม ศักยภาพ 2.1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้เป็น เป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็น ไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้ สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น


12 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการ เรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ ชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมมี จิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข 2.1.3 สมรรถนะสำคัญ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัด และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญ


13 ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและ สิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการ ดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานและการอยู่ร่วมกันใน สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การ ทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม 2.1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม บริบทและจุดเน้นของตนเอง 2.1.5 มาตรฐานการเรียนรู้8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย


14 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ 2.1.6 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 29) กล่าวถึงตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร เพื่อสร้างความ เข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนา อาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทย ตลอดไป สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราว ในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ


15 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็น คุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง คุณภาพผู้เรียนเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 • อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อ โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิดย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่านรวมทั้ง ประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน • เขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษา เขียน คำขวัญ คำคม คำอวยพรในโอกาสต่าง ๆ โฆษณาคติพจน์สุนทรพจน์ชีวประวัติอัตชีวประวัติและ ประสบการณ์ต่าง ๆ เขียนย่อความจดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์วิจารณ์และแสดง ความรู้ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าและเขียนโครงงาน • พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์วิจารณ์ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดูนำข้อคิดไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีศิลปะในการ พูด พูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์และพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ รวมทั้งมีมารยาท ในการฟังดูและพูด • เข้าใจและใช้คำราชาศัพท์คำบาลีสันสกฤตคำภาษาต่างประเทศอื่น ๆ คำทับศัพท์และศัพท์ บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูดภาษาเขียน โครงสร้างของประโยครวม ประโยค ซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการกึ่งทางการและไม่เป็นทางการและแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ กาพย์และโคลงสี่สุภาพ • สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสำคัญวิถีชีวิตไทยและคุณค่าที่ ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง


16 สาระ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัดชั้นปี ท 1.1 ม.3/1 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรองได้ถูกต้อง และเหมาะสมกับเรื่อง ที่อ่าน ท 1.1 ม.3/2 ระบุความแตกต่างของคำที่มีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย ท 1.1 ม.3/3 ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน ท 1.1 ม.3/4 อ่านเรื่องต่าง ๆ แล้วเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความและรายงาน ท 1.1 ม.3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบเพื่อให้ ผู้อ่านเข้าใจได้ดีขึ้น ท 1.1 ม.3/6 ประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้สนับสนุนในเรื่องที่อ่าน ท 1.1 ม.3/7 วิจารณ์ความสมเหตุสมผล การลำดับความ และความเป็นไปได้ของเรื่อง ท 1.1 ม.3/8 วิเคราะห์เพื่อแสดงความคิดเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ท 1.1 ม.3/9 ตีความและประเมินคุณค่าและแนวคิดที่ได้จากงานเขียนอย่างหลากหลายเพื่อ นำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิต ท 1.1 ม.3/10 มีมารยาทในการอ่าน สรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ประกอบด้วยสาระ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปี ซึ่งเป็นแนวทางในการกำหนดการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งจะเห็นได้จากคุณภาพของผู้เรียนตามที่หลักสูตรกำหนดนั้นเพื่อให้เป็นไปตาม มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปีที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนด ไว้ ดังนั้น ครูผู้สอนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปีนำมาจัดทำหน่วยการ เรียนรู้ให้กับผู้เรียน การสอนวิชาภาษาไทย การสอนวิชาภาษาไทยนั้น ครูผู้สอนต้องกำหนดจุดประสงค์เพื่อเป็นเป้าหมายในการสอน มีการเตรียมการสอนเพื่อให้เกิดความพร้อมทั้งเนื้อหาและวิธีการสอน สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2554 : 6 - 7) กล่าวถึงการเตรียมแผนการสอนวิชาภาษาไทยว่าผู้สอนต้องคำนึงถึงความสำคัญในเรื่องต่อไปนี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการสอนภาษาไทยให้ชัดเจน โดยระบุว่าต้องการให้ผู้เรีย น เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านใด โดยทั่วไปการสอนภาษาไทยมักจะเน้นวัตถุประสงค์ทางด้านความรู้


17 (Cognitive domain) ทางด้านจิตพิสัย (Affective domain) และทางด้านทักษะ (Psychomotor domain) ควบคู่กันไป 2. กำหนดเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หมายถึง เนื้อหาที่จะใช้ในการจัดสอนแต่ละครั้ง จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การสอน เนื้อหาควรพอเหมาะกับเวลาที่ใช้สอน และเนื้อหาควรเป็น พื้นฐานที่ผู้เรียนสามารถนำไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมได้ 3. กำหนดกิจกรรมการเรียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหา การจัดกิจกรรมควรให้ สนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น เพศ อายุ และความสามารถในการเรียน ของผู้เรียนแต่ละคน 4. กำหนดสื่อการเรียนที่จะนำมาใช้ประกอบกิจกรรม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ตามวัตถุประสงค์ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนตามจุดมุ่งหมายการสอนภาษาไทยในหลักสูตร และ ปรัชญาการสอนภาษาไทย การวัดผลที่ดีควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมวัดผลการเรียนของตนเพื่อจะได้ทราบ ข้อบกพร่องและสามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนของตนเองให้ดีขึ้นต่อไป เมื่อครูผู้สอนต้องเตรียมแผนการสอน ครูจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการสอนภาษาไทยก่อน เป็นอันดับแรก แล้วจึงกำหนดเนื้อหาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ต่อด้วยการกำหนดกิจกรรมการเรียนให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาการจัดกิจกรรม เมื่อกำหนดเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนได้แล้วจึง กำหนดสื่อการเรียนที่จะนำมาใช้ประกอบกิจกรรม กรมวิชาการ (2554 : 53-54) กล่าวถึงแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุ มาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยว่าผู้สอนจะต้องศึกษาวิเคราะห์สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น และสาระการเรียนรู้ช่วงชั้นก่อน แล้วนำมาจัดทำ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และคำอธิบายรายวิชา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจก่อนจัดทำแผนการจัดการ เรียนรู้ ขั้นตอนต่อมาคือการเลือกรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนต้องเลือกรูปแบบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและเหมาะสมกับผู้เรียน เช่น การสืบค้นภูมิปัญญาท้องถิ่นจากแหล่ง เรียนรู้ในท้องถิ่น การปฏิบัติกิจกรรมตามความสนใจของผู้เรียนโดยให้ผู้เรียนทำโครงงาน เป็นต้น ขั้นตอน ต่อมาคือการคิดค้นเทคนิคกลวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งผู้สอนสามารถคิดค้นรูปแบบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้รูปแบบอื่น ๆ และนำมาใช้ให้เหมาะกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้ความสามารถด้านเนื้อหาวิชา ความสนใจ และวัยของผู้เรียน ความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้แต่ละช่วงชั้น เวลา สถานที่ วัสดุ อุปกรณ์และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและชุมชน เมื่อเลือกรูปแบบและเทคนิคกลวิธีการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แล้ว ผู้สอนจึงนำมาจัดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งต้องคำนึงถึงสภาพและลักษณะของผู้เรียน เน้นให้ ผู้เรียนฝึกปฏิบัติตามกระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุข


18 ขั้นตอนแรกของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยคือการศึกษาวิเคราะห์ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยให้เกิดความรู้ความเข้าใจก่อน แล้วจึงทำ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยเลือกรูปแบบและเทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเนื้อหาและ วัยของผู้เรียน เมื่อได้รูปแบบและเทคนิคแล้วครูผู้สอนจึงจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแผนการเรียนรู้ที่ วางไว้ สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2538 : 44-51) กล่าวถึงหลักการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษาว่าควรพิจารณาเป็นด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. ด้านเนื้อหา เนื้อหาที่จะใช้สอนหรือประกอบการสอน ควรเป็นเนื้อหาที่มีคุณค่าและเป็น ประโยชน์ที่เด็กสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ การสอนไม่ควรมุ่งเน้นแต่เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ใน หลักสูตรเท่านั้น ควรสอนความคิดรวบยอดที่ถูกต้องที่แฝงอยู่ในบทเรียนต่าง ๆ ด้วย 2. ด้านการสอนนั้นครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถาม หรือแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ แม้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นในทำนองขัดแย้ง ก็ควรที่จะยอมรับฟังด้วยใจเป็นธรรม การถามและตอบ คำถามนั้น ครูควรให้นักเรียนที่ตอบคำถามยกมือขึ้น แล้วครูชี้ให้ตอบเป็นรายบุคคล ไม่ตอบพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้เพื่อช่วยเป็นการฝึกให้นักเรียนเป็นคนกล้าแสดงความคิดเห็น และมีความเชื่อมั่นในตนเองเป็นตัวของ ตัวเอง ไม่คล้อยตามเสียงของคนหมู่มาก และเพื่อเป็นการสนองความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน นอกจากนั้น ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลองตัดสินใจด้วยตัวเองบ้างเป็นครั้งคราว อาจจะใช้สถานการณ์ หรือการสมมุติก็ได้ ส่วนวิธีการสอนนั้นครูภาษาไทยควรพลิกแพลงวิธีการสอนต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้มี โอกาสค้นคว้า คิด วิพากษ์วิจารณ์ และรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อาจจะใช้วิธีการ สอนโดยวิธีการอภิปราย การระดมความคิด การแก้ปัญหา การสืบสวนสอบสวน การสอนแบบกลุ่มย่อย การสอนรายบุคคล และอื่น ๆ ความคิดรวบยอดและค่านิยมต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ครูควรหากลวิธี และกิจกรรมที่จะให้นักเรียนได้รับ ความคิดรวบยอดและค่านิยมที่พึงประสงค์ ควรปลูกฝังให้เด็กมีทัศนคติ ที่ดีต่อวิชาภาษาไทย เนื่องจากเด็กในวัยนี้หากมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งใดแล้วมักสนใจในเรื่องนั้นเป็นพิเศษ และ กำลังไขว่คว้าหาบุคคลตัวอย่าง เพื่อเป็นแบบอย่างต่อไป การเรียนวรรณคดีไทยจึงควรที่จะได้อภิปรายถึง จุดเด่น และจุดด้อยของตัวละครต่าง ๆ เด็กจะได้รู้จักเลือกจุดเด่นและสิ่งดีงามจากตัวละครแต่ละตัวมายึด เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนต่อไป ส่วนการเขียนนั้นหากครูพยายามช่วยเหลือ ช่วยตรวจแก้ไขช่วยให้ กำลังใจ จัดแสดงผลงานเขียนของนักเรียน จัดประกวดงานเขียน งานประพันธ์ นักเรียนก็จะมีทัศนคติที่ดี ต่อการอ่านและการเขียน รวมทั้งมีทักษะที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ครูภาษาไทยควรพยายามใช้หนังสือ เอกสาร ตลอดจนสื่อการสอนประกอบให้มาก ๆ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจในบทเรียน อย่างแท้จริง ภาษาไทยเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะหลายด้าน เช่น การวาดภาพ ร้องเพลง ฟ้อนรำ


19 การแสดงละคร และการแสดงอื่น ๆ เด็กในวัยนี้มีจิตใจอ่อนไหว จึงเหมาะที่จะปลูกฝังให้ซาบซึ้งในคุณค่า ของศิลปะและสุนทรียภาพต่าง ๆ อีกทั้งภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ และในการสอนภาษาไทยไม่ว่าจะ ทักษะใดจะต้องมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและประเพณีแทรกอยู่ด้วย ครูภาษาไทยจึงควรสร้าง กิจกรรมและบรรยากาศการเรียนการสอนเพื่อโน้มน้าวใจนักเรียนให้รักภาษาไทย รักชาติ คิดที่จะทำนุ บำรุงและรักษาภาษาไทย ตลอดจนวัฒนธรรมอื่น ๆ ของไทยสืบไป นอกจากการสอนในชั้นเรียนแล้ว ครูอาจมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้านอกห้องเรียน จะ เป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มก็ได้ อีกทั้งควรจัดมุมหนังสือไว้ในห้องเรียน มีพจนานุกรม หนังสือพิมพ์และ หนังสืออื่น ๆ ที่เด็กจะใช้ค้นคว้าได้ทันท่วงทีเมื่อต้องการ หนังสือที่มุมหนังสือนั้นอาจได้มาจากการบริจาค หรือนักเรียนในชั้นนำมาวางไว้เพื่อแลกเปลี่ยนกันอ่านก็ได้ นำไปสู่การปลูกฝังให้นักเรียนรักการอ่าน นอกจากมุมหนังสือแล้วในห้องเรียนควรจะมีป้ายนิเทศไว้ให้เพียงพอ เพื่อให้นักเรียนได้แสดงผลงานเขียน ติดภาพหนังสือพิมพ์ที่นักเรียนรวบรวมมาหรือเขียนขึ้นเอง หรือมีไว้เพื่อจัดนิทรรศการทางวรรณคดี ครู ภาษาไทยควรจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ภาษาไทยหรือตั้งชุมนุมภาษาไทย และควรหาโอกาสให้นักเรียน ได้ไปร่วมกิจกรรมทางภาษาที่ทางชุมนุมจัดขึ้น เช่น ช่วยจัดงานหรือร่วมแสดงในวันสุนทรภู่ วันปิยมหาราช วันมหาธีรราชเจ้า จะเป็นการแสดงละคร นิทรรศการ การแข่งขัน โต้กลอนสด สักวา ที่ทางองค์กรต่าง ๆ จัดขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสฝึกทักษะ และเกิดการเรียนรู้ไปด้วย 3. ด้านอารมณ์ ครูภาษาไทยควรมีเทคนิคการเร้าความสนใจเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่การนำเข้าสู่ บทเรียนขณะที่สอน และเร้าความสนใจโดยใช้กิจกรรมประกอบต่าง ๆ เด็กก็จะมีอารมณ์คล้อยตาม เกิดความสนุกสนาน และเห็นว่าการเรียนภาษาไทยเป็นเรื่องที่น่าเรียน เกิดประโยชน์ เกิดความอยากเรียน ไม่เบื่อหน่าย การเสริมกำลังใจก็เป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้นักเรียนสนใจเรียนภาษาไทยครูควรมีการเสริม กำลังใจทั้งทางวาจา ท่าทาง การให้เด็กมีส่วนร่วมและการให้รางวัล เช่น เมื่อนักเรียนตอบได้ถูกแต่ยังไม่ ตรงจุดทีเดียว ให้โอกาสลองหาคำตอบอื่น ขณะที่สอนก็มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเอง ดวงตาและ ท่าทางแสดงความกระตือรือร้น สนใจในเรื่องที่สอน เมื่อเด็กตอบได้ถูกต้องแสดงความยินดี ให้เพื่อนช่วย ปรบมือให้ มีการให้ดาว หรือติดโบรางวัลสำหรับผู้ที่พูดหรือเขียนได้ดี นอกจากนี้ การตรวจงานนักเรียน เช่น เรียงความ หรือรายงาน ควรระมัดระวังเรื่องการใช้ถ้อยคำ หลีกเลี่ยงการวิจารณ์ผลงานที่ทำให้ นักเรียนเกิดความสะเทือนใจ และเมื่อครูภาษาไทยมอบหมายงานให้นักเรียนทำหากไม่ถูกต้องหรือไม่ตรง ตามคำสั่ง คุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ครูควรอธิบายโดยดี ไม่ใช้อารมณ์หรือถ้อยคำที่รุนแรงกับเด็ก 4. ด้านสังคม ในขณะสอนควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถาม แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความสามารถพิเศษออกมา เช่น การพูด การเขียน ซึ่งการพูดนั้นนักเรียนอาจใช้ศัพท์สแลงหรือ คำหยาบ หรือภาษาเฉพาะกลุ่มของเขาเพราะต้องการให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อน ครูภาษาไทยควรถือ


20 โอกาสให้คำแนะนำว่านักเรียนจะใช้ภาษาเหล่านั้นได้ในโอกาสใด แต่เพื่อให้นักเรียนมีบุคลิกภาพที่ เหมาะสม สามารถวางตัวได้ถูกต้องตามกาลเทศะต่าง ๆ นักเรียนจึงควรตระหนักถึงการใช้ภาษาที่ถูกต้อง วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการการยอมรับจากเพื่อน เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนได้รับการยอมรับจากเพื่อนควรจัด สภาพการเรียนการสอนเป็นกลุ่ม ซึ่งมีทั้งการสอนกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อย ในการสอนกลุ่มใหญ่ครูควร ดำเนินการสอนประสานงานให้เป็นตัวอย่างแก่นักเรียน ส่วนการสอนกลุ่มย่อยนักเรียนก็จะได้มีโอกาส แสดงความคิดเห็นและทำงานร่วมกันอย่างกว้างขวาง การมอบหมายงานให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเป็น กลุ่มก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสร่วมมือร่วมใจกันทำงาน จากการศึกษาเกี่ยวกับหลักการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย พบว่าหลักการ คือ ครูผู้สอนควรศึกษาวิเคราะห์สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยก่อน จึงทำแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ของการสอนภาษาไทย โดยพิจารณา เป็นด้าน ๆ ทั้งทางด้านความรู้ (Cognitive domain) ทางด้านจิตพิสัย (Allective domain) และทางด้าน ทักษะ (Psychomotor domain) แล้วจึงกำหนดเนื้อหาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเหมาะสมกับ ระยะเวลาที่ใช้สอน ต่อด้วยการกำหนดกิจกรรมการเรียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาการสอน โดยคำนึงถึงวัย ความต้องการและความสนใจของผู้เรียน ซึ่งกิจกรรมการเรียนนั้นต้องเป็นกิจกรรมที่ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ เป็นการเรียนด้วยการกระทำ (Learning by doing) ควรจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่เป็นการฝึกทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนไปด้วยและสอนอย่างสัมพันธ์กับวิชาอื่น โดยเฉพาะ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษานั้น เนื้อหาที่สอนต้องเป็นประโยชน์ เสริมสร้างทักษะด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์และด้านสังคม สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ควรมีการ พลิกแพลงวิธีการสอนต่าง ๆ เช่นสอนโดยวิธีการอภิปราย การระดมความคิด การแก้ปัญหา การสืบสวน สอบสวน การสอนแบบกลุ่มย่อย การสอนรายบุคคล เป็นต้น มีการใช้เทคนิคการเร้าความสนใจและเสริม กำลังใจใช้กลวิธีและกิจกรรมที่จะทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกอยากเรียนมีโอกาสซักถาม แสดงความ คิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ศึกษาค้นคว้าเป็นกลุ่ม เผยแพร่ผลงานของนักเรียน ทำให้เกิดความสามัคคีร่วมมือ ร่วมใจกันทำงาน เกิดความคิดรวบยอด และเกิดความเชื่อมั่นใจตนเอง แต่ครูผู้สอนต้องระมัดระวังเรื่อง การใช้ถ้อยคำ รุนแรง เพราะผู้เรียนในวัยนี้มีจิตใจอ่อนไหว ซึ่งเหมาะที่จะปลูกฝังให้ซาบซึ้งในคุณค่าของ ศิลปะและสุนทรียภาพต่าง ๆ ที่ปรากฏในวรรณคดี การมองหาบุคคลตัวอย่าง ครูอาจใช้วิธีการให้นักเรียน อภิปรายถึงจุดเด่นและจุดด้อยของตัวละครต่าง ๆ เพื่อที่จะได้รู้จักเลือกสิ่งดีงามจากตัวละครมายึด เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนต่อไปได้ อีกทั้งยังนำไปสู่การปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เมื่อครูผู้สอนกำหนด เนื้อหาและกิจกรรมการเรียนได้แล้วจึงกำหนดสื่อการเรียนที่จะนำมาใช้ประกอบกิจกรรม ควรใช้หนังสือ เอกสาร ตลอดจนสื่อการสอนประกอบให้หลากหลาย นอกจากนี้ครูสามารถจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร


21 ภาษาไทย เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกทักษะทางภาษาไทย เช่น การจัดมุมหนังสือเพื่อ ส่งเสริมทักษะการอ่าน หรือจัดประกวดงานเขียนเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียน ตลอดจนการจัดกิจกรรมวัน สำคัญเกี่ยวกับภาษาไทย ได้แก่ วันภาษาไทยแห่งชาติ วันสุนทรภู่ และวันมหาธีรราชเจ้า ที่สำคัญคือครู ต้องชี้ให้นักเรียนมองเห็นความเกี่ยวโยงกับชีวิตประจำวัน เพื่อให้นักเรียนเห็นคุณค่าในเรื่องที่เรียนรู้ ทำให้ นักเรียนมองเห็นคุณค่าของภาษาไทย เกิดความภาคภูมิใจในภาษาไทย รู้รักษาภาษาไทย ตลอดจน วัฒนธรรมอื่น ๆ ของไทย 2.2 แนวคิดทฤษฎีการอ่าน การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ เป็นกระบวนการสำคัญในการรับสารต่าง ๆ โดยทั่วไป คนมักอ่านหนังสือเพื่อแสวงหาความรู้และความบันเทิง การอ่านหนังสือช่วยพัฒนาความคิด พัฒนาจิตใจ ให้กว้างขึ้น และนำความรู้ความคิดและประสบการณ์ที่ได้รับจากการอ่านนั้นนำมาตัดสินเหตุการณ์ใน ชีวิตประจำวันได้อย่างรอบคอบและมีเหตุผล การอ่านจะประสบความสำเร็จได้นั้นผู้อ่านควรศึกษาความรู้ เกี่ยวกับการอ่านเพื่อเป็นแนวทางในการอ่าน ดังต่อไปนี้ 2.2.1 ความหมายของการอ่าน ผู้เชี่ยวชาญทางการอ่านหลายท่านทั้งไทยและต่างประเทศได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการอ่านไว้ หลากหลาย ดังนี้ ประสิทธิ์ กาพย์กลอน (2523 : 18) อธิบายไว้ว่า การอ่านหมายถึง กระบวนการค้นหา ความหมายของเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ ซึ่งไม่เป็นเพียงแต่สัญลักษณ์ของตัวอักษรเท่านั้น แต่อาจจะ เป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายใด ๆ ที่สามารถนำมาตีความได้ ดังเช่น เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ตาม ธรรมชาติ หรือวัตถุที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นตามลักษณะของวัฒนธรรม ฉวีลักษณ์ บุญยะกาญจน (2525 : 1) ได้ให้ความหมายของการอ่าน คือ การเก็บรวบรวมความคิด จากสิ่งพิมพ์ การสื่อความหมายจากภาพหรือตัวอักษรให้เป็นเรื่องราว เพื่อความเข้าใจอย่าง แจ่มแจ้งและชัดเจนแก่ผู้อ่าน ถนอมวงศ์ ลำยอดมรรคผล (2526 : 168) กล่าวว่า การอ่าน คือการอ่านหนังสือหรือวัสดุการอ่าน อื่น ๆ เช่น ป้ายโฆษณา ชื่อสินค้า สลากยา จารึกต่าง ๆ ตลอดจนคำบรรยายภาพยนตร์ และรายการ โทรทัศน์ต่าง ๆ ซึ่งใช้รหัสคืออักษร อาจเป็นอักษรภาษาใดก็ได้ เป็นอักษรภาพก็ได้ หรือเป็นเครื่องหมายก็ ได้ ตราบใดที่รหัสหรือสัญลักษณ์นั้นเป็นระบบซึ่งใช้ตรงกันทั้งผู้อ่านและผู้สร้างสารนั้น เพราะหากต่าง ระบบก็จะไม่เข้าใจกัน ประเทิน มหาขันธ์ (2530 : 13) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า หมายถึง กระบวนการในการ


22 แปลความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่มีการจดบันทึกไว้ กระบวนการในการอ่านเป็นกระบวนการ ที่ซับซ้อน การอ่านที่แท้จริง คือ การทำความเข้าใจความหมายของเรื่องที่อ่าน วสุณี รักษาจันทร์ (2531 : 2) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า หมายถึง การรับเอาตัวอักษรที่ ปรากฏแก่สายตานั้นมาแปลออกเป็นความหมาย ซึ่งความหมายที่ผู้อ่านแปลออกมาได้นั้นควรตรงกันกับ ความหมายที่ผู้เขียนตั้งเอาไว้ จึงจะเป็นการอ่านที่ดีและถูกต้องตามจุดมุ่งหมาย บันลือ พฤกษะวัน (2534 : 2) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้หลายนัย ดังนี้ 1. การอ่านเป็นการแปลสัญลักษณ์ออกมาเป็นคำพูดให้เกิดความเข้าใจในการสื่อได้ตรงกัน 2. การอ่านเป็นการใช้ความสามารถจากการผสมผสานของตัวอักษรแล้วเข้าใจความหมาย และ ได้รับความรู้จากสิ่งที่อ่าน 3. การอ่านเป็นการสื่อความหมายที่จะถ่ายโยงความคิดและความรู้จากผู้เขียนถึงผู้อ่าน แม้นมาส ชวลิตร (2544 : 232) ให้แนวคิดเกี่ยวกับการอ่านว่า การอ่าน คือ การใช้ศักยภาพของ สมองเพื่อรับรู้ แปลความหมาย และความเข้าใจในปรากฏการณ์ของข้อมูลข่าวสาร เรื่องราว ประสบการณ์ ความคิด ความรู้สึก จินตนาการ ตลอดจนสาระอื่น ๆ ซึ่งมีผู้แสดงออกโดยสัญลักษณ์ที่เป็นลายลักษณ์ อักษรที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสื่อสาร การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานซึ่งต้องเรียนเช่นเดียวกับทักษะพื้นฐาน อื่น ๆ หรือพัฒนาระดับความสามารถให้เพิ ่มขึ้นอยู่เสมอ ให้สามารถอ่านเนื้อหาซึ่งยากและซับซ้อนให้ เข้าใจและน ามาใช้การได้ ให้เกิดนิสัยรักการอ่าน รู้จักวิเคราะห์ และเลือกสิ่งที่อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศิริพร ลิ้มตระการ (2537 : 5) ให้ความหมายของการอ ่านว ่า การอ ่าน คือ กระบวนการแห่ง ความคิดในการรับสารเข้า ในขณะที่อ่านสมองของผู้อ่านจะต้องคิดตามผู้เขียนหรือตีความข้อความที่อ่าน ไปด้วยตลอดเวลา เปลื้อง ณ นคร (2538 : 12) ให้ความหมายว ่า การอ ่าน หมายถึง การถ ่ายทอดความคิดจาก หนังสือของผู้ประพันธ์ไปยังผู้อ่าน ด้วยผู้ประพันธ์ต้องการให้ผู้อ่านได้ใช้ความคิด ความรู้สึกของตน ถ้า ผู้อ่านสามารถตีความของหนังสือได้ และสามารถรู้จุดมุ่งหมายของผู้ประพันธ์ได้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้อ่าน หนังสือที่มีประสิทธิภาพ สมบัติ จ าปาเงิน (2540 : 21) กล่าวว่าการอ่านคือการท าความเข้าใจความหมายของตัวอักษร ออกมาเป็นกระบวนการค้นหาความหมายจากสื่อเป็นลายลักษณ์อักษร จับใจความ ตีความเพื่อพัฒนา ตนเองทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์และสังคม สำลี รักสุทธี (2550 : 4) ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน คือการตีความ แปลความจาก ตัวอักษรที่ปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ออกมาเป็นข้อมูลความรู้ สู่การรับรู้การเข้าใจของผู้อ่าน


23 ลาวัณย์ สังขพันธานนท์ และคณะ (2550 : 12) สรุปความหมายของการอ่านไว้ดังนี้ การอ่านเป็น กระบวนการในการค้นหาความหมายและความเข้าใจในสัญลักษณ์ ทั้งสัญลักษณ์ที่เขียนเป็นตัวอักษร และ สัญลักษณ์อื่น ๆ ที่เป็นสื่อแทนความคิด อาทิ รูปภาพ เครื่องหมาย ฯลฯ โดยกระบวนการในการค้นหา ความหมายและความเข้าใจจะเป็นการผสมผสานทักษะหลายด้านเข้าด้วยกัน เช่น ความรู้เรื่องคำ การ วิเคราะห์ และตีความ ความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการอ่านบรรลุตาม วัตถุประสงค์และวิธีการของผู้อ่าน นั่นก็คือขั้นตอนของการพิจารณาและประเมินค่าเพื่อนำไปสู่องค์ความรู้ ขั้นสุดท้ายที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ กองเทพ เคลือบพาณิชกุล (2542 : 80) กล่าวว่าการอ่านคือส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสาร เป็นขั้นตอนของการรับสาร โดยผู้อ่านใช้ประสาทสัมผัสทางตารับภาพคือตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อื่นใด ผ่านกระบวนการทางความคิดเพื่อท าความเข้าใจในเรื่องราวนั้น กรมวิชาการ (2544 : 4) ให้ความหมายของการอ่านว่า คือ ความคิดที่สามารถเข้าใจในเรื่องที่อ่าน ได้ดี ย่อมนำไปสู่ความคิดที่ดี เพราะผู้อ่านจะได้ทราบแนวคิดต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่าน เกิดความรู้จากเรื่องที่ อ่านแล้วนำมาจัดแยกแยะตีความหมายก่อนที่จะเกิดเป็นความคิดของตนเอง จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสําราญ (2553 : 91) กล่าวว่า การอ่าน คือ การรับสารในรูป ของตัวอักษรมาแปลเป็นความรู้ความเข้าใจของผู้อ่านโดยผ่านการคิด ประสบการณ์ และความเชื่อของตน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2556 (ราชบัณฑิตยสถาน, 2556 : 1364) ได้ให้ ความหมายไว้ว่า อ่าน หมายถึงว่าตามตัวหนังสือ ถ้าออกเสียงด้วยเรียกว่าอ่านออกเสียง ถ้าไม่ออกเสียง เรียกว่าอ่านในใจ จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่าน คือ กระบวนการรับรู้และค้นหาความหมายของคำหรือ สัญลักษณ์ทั้งที่เป็นตัวอักษรและสัญลักษณ์อื่น ๆ เช่น รูปภาพ หรือเครื่องหมายที่ผู้เขียนส่งมาถึงผู้อ่านเพื่อ แลกเปลี่ยนความรู้และความคิด สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ผู้อ่านสามารถวิเคราะห์ ตีความหมาย โดย เชื่อมโยงกับประสบการณ์ และความเชื่อของตน เพื่อประเมินค่าและนำไปใช้ประโยชน์ได้ 2.2.2 ความสำคัญของการอ่าน ในยุคสังคมข่าวสารแม้ว่าจะมีสื่อและวิธีการรับรู้ข่าวสารความรู้ต่าง ๆ มากมาย แต่การอ่านยังคง เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด การอ่านสามารถทำให้ผู้คนพบกับคำตอบจากปัญหาที่ต้องการแก้ ไม่ว่าจะ ทางตรงหรือทางอ้อม และความเจริญก้าวหน้าของโลกปัจจุบัน คนเรามีความจำเป็นที่จะต้องหา ประสบการณ์เพิ่มเติมเพื่อก้าวไปให้ทันโลกกว้าง ทันเหตุการณ์ ทันความรู้ และทันวิทยาการใหม่ ๆ อยู่ เสมอ การอ่านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นสำหรับทุกคน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การศึกษาหาความรู้ และการทำงาน


24 สนิท ตั้งทวี (2526: 3) กล่าวไว้ว่า การอ่านหนังสือมีส่วนช่วยสร้างความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ได้อย่างมาก ผู้ใดมีความสามารถพิเศษในการอ่าน มักจะได้รับความเจริญก้าวหน้า รวดเร็ว และรุ่งเรือง กว่าผู้ที่ไม่ค่อยมีนิสัยรักการอ่าน ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2539 : 55) กล่าวว่าการอ่านเป็นทักษะที่เด็กควรได้รับการฝึกฝน เช่นเดียวกับ ทักษะการฟัง การเขียน เพราะการอ่านเป็นสิ่งจ าเป็นในชีวิตประจ าวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษา วิชาการต ่าง ๆ การอ ่านท าให้เราทราบความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ช ่วยเพิ ่มพูน สติปัญญา ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหา ตลอดจนท าให้เราเข้าใจและเข้าถึงหนังสือต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้อง กับสุนันทา มั ่นเศรษฐวิทย์ (2540 : 1) ที ่ได้กล่าวสรุปเพิ ่มเติมไว้ในหนังสือหลักและวิธีการสอนอ ่าน ภาษาไทยว่า การรู้และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้องเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับผู้อ่านทุกคน การรู้จักฝึกฝนอย่างสม ่าเสมอ ก็จะช ่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ ่านที ่ดี ทั้งจะช ่วยให้เกิดความช านาญและมีความรู้กว้างขวางด้วย นอกจากนี้ วรรณี โสมประยูร (2544 : 120) ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่าคนที่มีทักษะการอ่าน กล่าวคือ ต้อง อ่านได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อเสาะแสวงหาความรู้ทั้งหลาย เนื่องจากการอ่านเป็นการเรียนรู้และ คนเราเมื่ออ่านมากก็ยิ่งรู้มาก สุนันทา มั ่นเศรษฐวิทย์ (2540 : 1) กล่าวว ่าการอ ่านเป็นเครื ่องมือส าคัญในการเสาะแสวงหา ความรู้ การรู้และใช้วิธีอ ่านที ่ถูกต้องจึงเป็นสิ ่งจ าเป็นส าหรับผู้อ ่านทุกคน การรู้จักฝึกฝนอ ่านอย ่าง สม ่าเสมอก็จะช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดี ทั้งจะช่วยให้เกิดความช านาญ และมีความรู้กว้างขวาง ด้วย ดังนั้นการที่นักเรียนจะเป็นผู้อ่านที่ดีจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ครูเตรียมให้ อีกทั้งยังต้องผสมผสาน กับความสนใจของผู้อ่าน เพื่อเป็นแรงจูงใจที่ช่วยให้นักเรียนอ่านได้สม ่าเสมอ ศิวกานท์ ปทุมสูติ (2540: 14) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นการเพิ่มพูน ประสบการณ์ความรู้ ความคิด และวิจารณญาณให้คนเรามีความงอกงามทางวุฒิภาวะ วุฒิปัญญา และ ความสามารถ กองเทพ เคลือบพาณิชกุล (2542 : 86) กล่าวว่าการอ่านเป็นสิ่งจ าเป็นอย่างยิ่งในการด ารงชีวิต เพราะการอ่านเป็นกิจวัตรประจ าวันอย่างหนึ่งของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ขาดไม่ได้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าการอ่านหนังสือนั้นมีความส าคัญและเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ดังนี้ 1. การอ่านช่วยให้ผู้อ่านได้รับความรู้ มีความรอบรู้ ไม่แคบอยู่เฉพาะเรื่อง 2. การอ่านช่วยพัฒนาความคิด และยกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้น 3. การอ่านเป็นเครื่องมือส าคัญของการศึกษา 4. การอ่านช่วยให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ


25 5. การอ่านช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้ดีได้ 6. การอ่านช่วยแก้ปัญหาในใจได้ 7. การอ่านท าให้เกิดความจรรโลงใจ ได้รับความเพลิดเพลิน 8. การอ่านช่วยให้เราใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่า บรรเทา กิตติศักดิ์ (2542 : 256) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้สรุปได้ดังนี้ 1. การอ่านช่วยพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ ทำให้เกิดความรู้ ความคิด ประสบการณ์ ชีวิตในด้าน ต่าง ๆ ทำให้เป็นคนฉลาดเฉลียวและทันต่อเหตุการณ์ 2. การอ่านช่วยให้แนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติในสังคมและ การงานอาชีพ ทำให้ประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิต 3. การอ่านช่วยให้ความรื่นรมย์ สนุกสนาน ผ่อนคลายความตึงเครียด 4. การอ่านเป็นเครื่องมือในการศึกษา บุคคลทั่วไปใช้การอ่านเป็นเครื่องมือเพิ่มพูนประสบการณ์ ทำให้ได้ความรู้ ความคิด อันเป็นพื้นฐานให้เกิดการสังเคราะห์ความรู้ใหม่ไม่สิ้นสุด จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสําราญ (2547 : 91) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่าน สรุป ได้ดังนี้ 1. การอ่านหนังสือทำให้ผู้อ่านได้รับสาระความรู้ต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเป็นผู้ที่ทันต่อเหตุการณ์ ทันความคิด ความก้าวหน้าของโลกได้เช่นเดียวกับการรับสารจากสื่อชนิดต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และ สื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ 2. หนังสือเป็นสื่อที่ดีที่สุด ใช้ง่ายที่สุด และมีราคาถูกที่สุด ที่บุคคลทั่วไปใช้เพื่อศึกษาหาความรู้ และความเพลิดเพลิน 3. การอ่านหนังสือเป็นการฝึกให้สมองได้คิดและเกิดสมาธิด้วย ฉะนั้นหากมีการฝึกอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ทักษะด้านนี้พัฒนาและเกิดผลสัมฤทธิ์สูง 4. ผู้อ่านหนังสือสามารถสร้างความคิดและจินตนาการได้เอง ในขณะที่สื่ออย่างอื่น เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ จะจำกัดความคิดของผู้อ่านมากกว่า ฉะนั้นการอ่านหนังสือจึงทำให้ผู้อ่านมีอิสระทาง ความคิดได้ดีกว่าการใช้สื่อชนิดอื่น ๆ มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (2548 : 19) ได้อธิบายความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านช่วยเพิ่มพูน ความรู้ความสามารถของผู้อ่าน การอ่านมากทำให้ผู้นั้นเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ที่สำคัญทำให้คนมีความคิด กว้างไกลและมีวิสัยทัศน์ เนื่องจากการอ่านเป็นการจุดประกายความคิดของผู้อ่าน ทำให้เกิดพัฒนาทาง สติปัญญา ด้วยการนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปบูรณาการกับความคิดของตนเองเกิดเป็นความคิดใหม่ใน การพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ


26 วรรณี โสมประยูร (2553 : 128) สรุปความสำคัญของการอ่านไว้ว่าการอ่านเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ยิ่งในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ ผู้เรียนจำเป็นต้องอาศัยทักษะการอ่านทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของ วิชาต่าง ๆ เพื่อให้ตนเองได้รับความรู้และประสบการณ์ตามต้องการ ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไปคนเราต้อง อาศัยการอ่านเพื่อติดต่อทำความเข้าใจกับบุคคลอื่นร่วมไปกับทักษะการฟัง การพูด และการเขียน ทั้งใน ด้านภารกิจส่วนตัว และการประกอบอาชีพการงานต่าง ๆ จากความสำคัญของการอ่านข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ เพิ่มพูนความสามารถและประสบการณ์ สร้างความบันเทิง รื่นรมย์ สนุกสนาน พัฒนาสติปัญญา ช่วยให้มี ความคิดกว้างไกลและมีวิสัยทัศน์เป็นแนวทางในการพัฒนาชีวิต 2.2.3 จุดมุ่งหมายของการอ่าน การอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต การอ่านแต่ละครั้งผู้อ่านจะมีความมุ่งหมาย แตกต่างกันไป โดยทั่วไปจุดมุ่งหมายของการอ่านมีหลายประการ มีหน่วยงานและนักวิชาการ ได้สรุปไว้ เป็นแนวทางดังนี้ ผะอบ โปษะกฤษณะ (2532 : 109) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านไม่ว่าจะเป็น เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ จุดประสงค์ที่มาก่อนคือเพื่อให้รู้ เช่น การอ่านสลากยา การอ่านตำรา ฯลฯ และเพื่อให้ เกิดความบันเทิง การอ่านเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเพลินเพลิน หนังสือสามารถสร้างจินตนาการและเร้า อารมณ์ของผู้อ่านให้คล้อยตามและเกิดความสนุกสนานได้เป็นอย่างดี ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และคณะ (2535 : 56) ได้แบ่งจุดมุ่งหมายในการอ่านออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน ได้แก่ การอ่านนวนิยาย เรื่องสั้น หนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์ใน นิตยสารเป็นการอ่านเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้รับความรู้ไปด้วย การอ่านชนิดนี้ทำ ได้ง่ายเพียงแต่เข้าใจเรื่องราวและจับใจความสำคัญให้ได้ก็เพียงพอ 2. อ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านตำราวิชาการ สารคดี บทความ ซึ่งจะละเอียดเพียงใดนั้นขึ้นอยู่ กับจุดประสงค์ของผู้อ่านเป็นสำคัญ สนิท ตั้งทวี (2538 : 279) แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ว่า เพื่อศึกษาหา ความรู้ในเรื่องราวต่าง ๆ โดยละเอียดหรือโดยย่อ เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็น เพื่อต้องการทราบ ข่าวสารข้อเท็จจริง เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพื่อต้องการให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และเพื่อให้เกิดความ สนุกสนานเพลิดเพลิน ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2542) ได้กล่าวถึงจุดหมายของการอ่าน ดังนี้ 1. อ่านเพื่ออยากรู้อยากเห็นและรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ อันเป็นความต้องการตามธรรมชาติของ มนุษย์


27 2. อ่านเพื่อแก้ปัญหา 3. อ่านเพื่อความรู้และเพื่อการศึกษา 4. อ่านเพื่อการค้นคว้าและวิจัย 5. อ่านเพื่อปรับปรุงคุณภาพ 6. อ่านเพื่อรักษาสุขภาพเป็นโรคต่าง ๆ ควรจะรักษาตัวอย่างไร 7. อ่านเพื่อปรับปรุงงานอาชีพ 8. อ่านเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินเป็นการหาความสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยไม่ต้องไปดู ภาพยนตร์ ละคร โทรทัศน์ ฯลฯ 9. อ่านเพื่อแก้เหงาหรืออ่านเพื่อฆ่าเวลา 10. อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ (2542 : 48) กล่าวถึงการอ่านหนังสือว่า ผู้อ่านมักมีจุดมุ่งหมายแตกต่าง กันไป สามารถแบ่งได้ 3 ประการ สรุปได้ดังนี้ 1. อ่านเพื่อความรู้ ซึ่งหนังสือที่อ่านมักจะเป็นประเภทตำรา ผู้อ่านจึงควรจะเลือกอ่านหนังสือ หลาย ๆ เล่ม เพื่อทดสอบความถูกต้องและแม่นยำ การอ่านหนังสือประเภทนี้เป็นการส่งเสริมให้ผู้อ่านมี ความรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่ตนสนใจ 2. อ่านเพื่อความคิด ความคิดของคนจะเจริญงอกงามได้โดยอาศัยการกระตุ้นเตือนให้ใฝ่คิด การ มองเห็นอะไรรอบด้านจะให้ทำเกิดทรรศนะที่กว้างขวาง ช่วยให้การแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจมี ความบกพร่องน้อยลง หนังสือประเภทที่สร้างแนวความคิดให้แก่ผู้อ่าน ได้แก่ บทความ บทวิจารณ์ บทสรุปของบทวิจัย นวนิยาย เรื่องสั้น บทละคร ฯลฯ ความคิดเห็นที่แฝงอยู่ในเนื้อหาอาจเกิดความ ผิดพลาดจากการแปลความได้ ผู้อ่านจึงจำเป็นต้องศึกษาให้ละเอียดและรอบคอบ ความคิดที่ดีจะต้องมี เหตุผลและความรู้เป็นพื้นฐาน 3. อ่านเพื่อความบันเทิง เป็นการอ่านเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่หนังสือบางประเภท เช่น หนังสือประเภทร้อยกรอง นวนิยาย เรื่องสั้น ฯลฯ นอกจากจะให้ความบันเทิง แล้วยังมีคุณค่าต่อการ พัฒนาความรู้สึก พัฒนาอารมณ์ และให้สารประโยชน์แก่ผู้อ่าน ดังนั้น จึงควรอ่านอย่างใคร่ครวญ พิจารณาหาแก่นสาระที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านสามารถอ่านแล้วได้รับความรู้หรือความคิด และความบันเทิงควบคู่กันไป วรรณี โสมประยูร (2543 : 134) ได้กำหนดจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ 9 ข้อ ดังนี้ 1. การอ่านเพื่อค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เช่น อ่านตำรา อ่านบทความ และอ่านสารคดี 2. การอ่านเพื่อความบันเทิง เช่น อ่านนวนิยาย อ่านการ์ตูน และอ่านวรรณคดี


28 3. การอ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น อ่านหนังสือชวนหัวต่าง ๆ 4. การอ่านเพื่อหารายละเอียดของเรื่อง เช่น อ่านสารคดี และอ่านประวัติศาสตร์ 5. การอ่านเพื่อวิเคราะห์วิจารณ์จากข้อมูลที่ได้ เช่น การอ่านข่าว 6. การอ่านเพื่อหาประเด็นว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง ส่วนใดเป็นของจริง เช่น การอ่าน โฆษณา ต่าง ๆ 7. การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน เช่น อ่านบทความในวารสาร 8. การอ่านเพื่อปฏิบัติตาม เช่น อ่านคำสั่ง อ่านคำแนะนำ และอ่านคู่มือการใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้า 9. การอ่านเพื่อออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน มีน้ำเสียงเหมาะกับเนื้อเรื่องและเหมือนกับพูด เช่น อ่านบทละครต่าง ๆ สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2544) ได้กล่าวถึงจุดหมายในการอ่านไว้ว่า 1. อ่านเพื่อความรู้รู้ทันต่อความก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเป็นไป ในโลกซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 2. อ่านเพื่อให้เกิดความคิด การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ รู้จักพิจารณาหาเหตุผลในเรื่องนั้น ๆ เป็นการ ปลูกฝังนิสัยการรับฟังความคิดของผู้อื่น 3. อ่านเพื่อความเพลิดเพลินหรือความบันเทิง ปัญหาต่าง ๆ และสภาวะแวดล้อมมีอิทธิพลต่อ จิตใจอารมณ์ และร่างกายของมนุษย์เป็นอันมาก บางครั้งทำให้เกิดความเบื่อหน่าย การอ่านหนังสือที่ไม่ เป็นวิชาการ เช่น นวนิยาย เรื่องสั้นจะช่วยให้เกิดความเพลิดเพลินคลายเครียดได้ 4. อ่านเพื่อความจรรโลงใจหากพบปัญหาคับข้องใจ การอ่านหนังสือประเภทชีวประวัติ ประวัติ บุคคลสำคัญจะทำให้เราฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิตไปได้ทำให้แก้ปัญหาชีวิตของตนได้ไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรค นานัปการ 5. อ่านเพื่อสนองความต้องการอื่น ๆ มนุษย์มีความต้องการแตกต่างกัน การอ่านจะช่วยชดเชยสิ่ง ที่ขาดหายไป การอ่านเป็นการแนะแนวทางแก้ปัญหาได้ทุกด้าน ไพพรรณ อินทนิล (2546) ได้เสนอความจำเป็นในการอ่านไว้ว่า 1. การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ในชีวิตประจำวันเราจะต้อง อาศัยการอ่านเพื่อการดำรงชีวิต เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ สินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคตลอดจนยารักษาโรค ทุกคนต้องรู้จักอ่านวิธีใช้ วันหมดอายุจึงจะซื้อสินค้านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการอ่านจึงเป็น ทักษะเบื้องต้นที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิต 2. การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ การอ่านเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาเพราะทำ ให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วล้วนแต่ใช้การอ่านเป็นสื่อในการเรียนรู้ทั้งสิ้น


29 3. การอ่านเป็นสื่อสำคัญในการพัฒนาและการแก้ปัญหาสังคม การพัฒนาสังคมที่ดีนั้นสิ่งที่สำคัญ คือการอ่าน การอ่านหนังสือจะทำให้เกิดการพัฒนาความคิดสติปัญญา ศีลธรรมและเชาว์ปัญญาได้เป็น อย่างดีรู้จักนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเองทั้งด้านสติปัญญาและจิตใจ ผลที่ตามมาก็คือสามารถกระทำตน ให้เป็นประโยชน์แก่สังคมและส่วนรวม จากจุดมุ่งหมายของการอ่านข้างต้น สรุปได้ว่า การอ่านมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้ เพิ่มพูน สติปัญญา พัฒนาอารมณ์และความคิด เพื่อทราบข่าวสาร หาคำตอบ แสวงหาข้อเท็จจริง และสร้างความ บันเทิงเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินผ่อนคลายอารมณ์ รวมถึงเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 2.2.4 ประเภทของการอ่าน การอ่านโดยทั่วไปแบ่งตามวิธีหรือพฤติกรรมการอ่าน คือ การอ่านออกเสียง และการอ่านในใจ ซึ่งการอ่านทั้งสองประเภทนี้ผู้เรียนต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ลาวัณย์ สังขพันธานนท์ และคณะ (2540 : 18) ได้แบ่งประเภทของการอ่านตามลักษณะของการ อ่านไว้ 2 ประเภท คือ การอ่านออกเสียง และการอ่านในใจ 1. การอ่านออกเสียง หมายถึง การอ่าน โดยวิธีการเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคำ หรือเสียง แล้ว ถ่ายทอดเสียงออกมาเป็นความคิด การอ่านออกเสียงถือว่าเป็นการอ่านที่ยุ่งยาก เนื่องจากต้องคำนึงถึง ผู้ฟังเป็นสำคัญ 2. การอ่านในใจ คือ การอ่านที่ถ่ายทอดตัวอักษรออกมาเป็นความคิดโดยตรง ซึ่งใน ชีวิตประจำวันของคนเรา การอ่านในใจนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าการอ่านออกเสียง โดยเฉพาะผู้ที่กำลัง ศึกษาหาความรู้ในระดับต่าง ๆ การอ่านในใจนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญ ผสมผสาน กับการหมั่นฝึกฝนตนเองเพื่อก่อให้เกิดความชำนาญในการอ่าน ทักษะที่สำคัญในการอ่านในใจ ได้แก่ ทักษะการอ่านได้เร็วและทักษะในการเข้าใจความหมาย ซึ่งทั้งสองทักษะนี้เป็นทักษะที่ผู้อ่านควรจะฝึกฝน ไปพร้อม ๆ กัน ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2542 : 9) ได้แบ่งประเภทของการอ่านไว้ว่ามี 2 ลักษณะ คือ การอ่านออก เสียง และการอ่านในใจ 1. การอ่านออกเสียง มีความสำคัญต่อการฝึกหัดอ่านตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อจะได้ฟังการอ่านออกเสียง ว่าถูกต้องอย่างไร ชัดเจนหรือไม่ หากการอ่านออกเสียงยังไม่ชัดเจนจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง ผู้อ่านจะถูกฝึก การอ่านออกเสียงตั้งแต่วัยเด็ก โดยเริ่มต้นจากคำศัพท์ที่อยู่แวดล้อมรอบ ๆ และขยายวงคำศัพท์กว้าง ออกไปตามประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่ผู้อ่านอยู่ การอ่านออกเสียงมีประโยชน์ในหลายส่วน เช่น การ อ่านออกเสียงในการอ่านวรรณคดี และวรรณกรรมประเภทร้อยกรองไม่ว่าจะเป็นการอ่านเองหรืออ่านให้ ผู้อื่นฟัง จะทำให้ผู้อ่านเกิดความเพลิดเพลิน ซาบซึ้งในบทประพันธ์นั้น ๆ และผู้ฟังก็ได้รับอรรถรสจากการ


30 ฟัง การอ่านออกเสียงซึ่งอาจเป็นการอ่านออกเสียงธรรมดา หรืออ่านแบบทำนองเสนาะ ผู้อ่านที่ได้รับการ ฝึกฝนจะมีลีลาและท่วงทำนองการอ่าน ตลอดจนการออกเสียงถูกต้องตามอักขรวิธี นอกจากนั้นการอ่าน ออกเสียงยังมีประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพ เช่น ผู้ประกาศ พิธีกรในงานต่าง ๆ ผู้อ่านจะต้องฝึกฝน การอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน มีจังหวะ การเว้นวรรคที่ถูกต้อง ต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี ใน การอ่านภาษาต่างประเทศ การอ่านออกเสียงมีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจและจดจำง่าย เพราะผู้อ่าน จะต้องฝึกการอ่านออกเสียงดัง ๆ ตามไปด้วย เพื่อให้สามารถเลียนแบบเสียงเจ้าของภาษาได้อย่างถูกต้อง หรือแม้แต่การอ่านเพื่อท่องจำข้อความที่สำคัญ ผู้อ่านจะต้องอ่านออกเสียงดัง ๆ หลาย ๆ ครั้ง จะช่วย เรื่องความจำได้เป็นอย่างดี เช่น การท่องคำศัพท์ บทสวดมนต์ บทกลอนที่ไพเราะ และสูตรหรือกฎเกณฑ์ ในการเรียนวิชาต่าง ๆ เป็นต้น 2. การอ่านในใจ การอ่านในใจมีความสำคัญและจำเป็นต้องฝึกอ่านเมื่อเรียนในระดับสูงขึ้น เพราะการอ่านในใจจะทำให้อ่านได้เร็วขึ้น ไม่เสียเวลาในการออกเสียงตามไปด้วย การอ่านเร็วจะทำให้ เรียนหนังสือได้เร็วและเก่งกว่าคนวัยเดียวกัน เพราะการอ่านเร็วทำให้อ่านหนังสือได้มากขึ้นในเวลาอัน จำกัด เมื่อเรียนในระดับสูงขึ้นการศึกษาค้นคว้ามักมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การอ่านเร็วถือเป็นประโยชน์ แต่การ อ่านเร็วเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้อ่านจำเป็นต้องจับใจความสำคัญให้ได้ ตอบปัญหาหรือตอบคำถาม จากเรื่องที่อ่านได้ จำได้ ย่อความได้ สรุปความ และตีความได้ นอกจากนั้นสามารถแยกข้อเท็จจริงจาก ข้อคิดเห็นได้ อ่านแล้วสามารถวิจารณ์ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นไม่หลงเชื่อคำโฆษณาซึ่งถือเป็นการอ่านที่ ต้องใช้วิจารณญาณในการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการอ่านสูงสุด สนิท สัตโยภาส (2542 : 144) สรุปการอ่านไว้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. การอ่านออกเสียง เป็นกระบวนการอ่านต่อเนื่องระหว่างสายตา สมอง และการเปล่งเสียง คือ สายตาจะต้องจับจ้องที่ตัวหนังสือ สมองมีหน้าที่ถ่ายทอดอักษรออกมาเป็นความคิดแล้วประมวลความคิด ออกมาเป็นถ้อยคำพร้อมกับเปล่งเสียงออกมาดัง ๆ โดยการออกเสียง นั้นมีอยู่3 ประเภท คือ 1.1 การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว การอ่านออกเสียงร้อยแก้วจะยึดหลักการเปล่งเสียงตาม ธรรมชาติที่มนุษย์พูดกันในชีวิตจริง โดยผู้อ่านต้องพยายามรักษาสารเดิมไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ผู้ฟัง ได้รับความรู้ความเข้าใจ และอรรถรสตามที่ผู้เขียนต้องการ ด้วยการยึดหลักการอ่านและกระบวนการฝึก อ่าน โดยฝึกเปล่งเสียงอ่านอย่างชัดเจน ทำเสียงเหมือนพูด เสียงไม่ดังหรือเบาเกินไป อ่านไม่ช้าหรือเร็ว เกินไป เน้นคำให้เหมาะสมกับความหมาย เปล่งเสียงคำทุกคำให้ถูกต้องตามอักขรวิธี 1.2 การอ่านออกเสียงร้อยแก้วด้วยเสียงปกติจะปฏิบัติคล้ายกับอ่านร้อยแก้ว ต่างกันที่การ อ่านร้อยกรองด้วยเสียงปกติจะต้องเว้นจังหวะการอ่านให้เป็นไปตามฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ประเภท นั้น ๆ


31 1.3 การอ่านออกเสียงร้อยกรองทำนองเสนาะ เป็นการอ่านบทร้อยกรองที่มีสำเนียงสูงต่ำ หนักเบา ยาวสั้น มีเอื้อนเสียง และเน้นเสียงสัมผัสอย่างไพเราะชัดเจน จังหวะการอ่านและคลื่นเสียงเป็น กังวานฟังแล้วเกิดความเพลิดเพลินและมีอารมณ์คล้อยตาม 2. การอ่านในใจ เป็นกระบวนการที่เรามองดูตัวอักษรและถ่ายทอดความคิดอย่างเงียบ ๆ ในใจ ความคิดที่ได้จะรวมเป็นความเข้าใจและประสบการณ์ที่ผู้อ่านจะสามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์เมื่อถึง เวลาอันสมควรต่อไป การอ่านในใจมีความสำคัญต่อบุคคลมาก เพราะเป็นการอ่านที่จะใช้เป็นเครื่องมือ แสวงหาความรู้วิชาการต่าง ๆ เป็นการอ่านที่ช่วยสร้างวิสัยทัศน์ได้อย่างกว้างไกล สร้างบุคคลให้รู้เท่าทัน โลกปัจจุบันได้และยังเป็นการอ่านที่ให้ความบันเทิง การอ่านในใจแบ่งตามลำดับจุดประสงค์คือ 2.1 การฝึกอ่านเร็ว การอ่านหนังสือเร็วมีประโยชน์แก่ผู้อ่านอย่างยิ่งในแง่ที่ผู้อ่านจะอ่านได้ใน ปริมาณมาก เก็บใจความสำคัญได้มาก ผู้อ่านควรฝึกฝนโดยการกำหนดเวลาในการอ่านหนังสือ ฝึกการ เคลื่อนสายตาให้เร็วและแม่นยำ ฝึกการหาความหมายของคำศัพท์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ 2.2 การอ่านเพื่อความเข้าใจ การอ่านที่ผู้อ่านพยายามเข้าถึงสาระสำคัญของข้อความในแง่มุม ต่าง ๆ เช่น สรุปเรื่อง บอกรายละเอียดของเรื่อง ลำดับเรื่องราวบอกความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ในเรื่อง เปรียบเทียบ บอกเหตุผล แยกแยะ คาดการณ์บอกความตั้งใจของผู้เขียนได้และสามารถตั้งชื่อเรื่องให้บท อ่านได้เป็นต้น ลักษณะการอ่านในใจนี้เหมาะกับการอ่านงานเขียนทุกประเภทโดยเฉพาะตำรา บทความ เชิงวิชาการ สารคดีและเรื่องราวต่าง ๆ 2.3 การอ่านสรุปความ การอ่านสรุปความหรือการอ่านจับใจความ เป็นการอ่านที่ผู้อ่านมุ่งจับ สาระสำคัญของข้อความหรือเรื่องราวที่อ่านให้ได้ การอ่านแบบนี้มักใช้กับการอ่านงานเขียนประเภทต่าง ๆ เช่น ข่าว สารคดี บทความ นิทาน เรื่องสั้น และนวนิยาย เป็นต้น 2.4 การอ่านตีความ การตีความหรือวินิจสาร เป็นการอ่านเพื่อหาความหมายที่ซ่อนเร้นหรือ ความหมายที่แท้จริงของสาร โดยพิจารณาข้อความที่อ่านว่าผู้เขียนมีเจตนาให้ผู้อ่านเกิดความคิดหรือ ความรู้สึกอะไรนอกเหนือจากเนื้อเรื่องที่อ่าน 2.5 การอ่านเพื่อวิเคราะห์วิจารณ์และประเมินค่า เป็นกระบวนการอ่านที่สร้างวิจารณญาณ ให้แก่ผู้อ่าน เพราะวิจารณญาณในการอ่านจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการวิเคราะห์แล้วเกิดการ วิจารณ์สารที่อ่าน สุดท้ายจึงตัดสินประเมินค่าของสิ่งที่อ่าน คณาจารย์หลักสูตร สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (2544 : 49) แบ่งประเภท ของการอ่านไว้ดังนี้ 1. การอ่านในใจ เป็นการอ่านที่ใช้เฉพาะสายตาพิจารณาตัวอักษรเพื่อให้นัยน์ตารับภาพ แล้วผ่าน ไปยังประสาทสมองเพื่อการรับรู้ จดจำ และตีความเป็นการอ่านที่เร็วกว่าอ่านออกเสียง เป็นการรับสาร


32 เพียงคนเดียวในประเด็นที่ต้องการศึกษา 2. การอ่านออกเสียง เป็นการอ่านโดยใช้เสียงเปล่งตามอักษร ถ้อยคำและเครื่องหมายต่าง ๆ ที่ เขียนไว้ เป็นการอ่านที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นหรือผู้ฟังด้วย ต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างสายตา สมอง และ อวัยวะในการออกเสียง คือ ผู้อ่านต้องใช้สายตากวาดไปบนตัวอักษรครั้งละ 1 วรรค ต้องแบ่งวรรคตอนให้ เหมาะสม เปล่งเสียงให้สอดคล้องกับความหมายของคำ วรรณี โสมประยูร (2543 : 194) ได้สรุปเกี่ยวประเภทของการอ่านเพิ่มเติมไว้ดังนี้ 1. การอ่านออกเสียง แบ่งได้ 3 แบบ ได้แก่ 1.1 การอ่านร้อยแก้ว 1.2 การอ่านร้อยกรอง 1.3 การอ่านทำนองเสนาะ 2. การอ่านในใจ แบ่งได้ 7 แบบ ได้แก่ 2.1 การอ่านแบบค้นคว้าหาความรู้ เช่น อ่านตำรา 2.2 การอ่านแบบจับใจความสำคัญ หรือหาสาระสำคัญของเรื่อง เช่น อ่านบทความ 2.3 การอ่านแบบหารายละเอียดทุกตอน เช่น อ่านประวัติศาสตร์ และอ่านลำดับ เหตุการณ์ 2.4 การอ่านแบบหารายละเอียดทุกคำเพื่อการปฏิบัติ เช่น อ่านคู่มือการใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอ่านวิธีประกอบอาหาร 2.5 การอ่านแบบวิเคราะห์วิจารณ์เพื่อหาเหตุผล เช่น อ่านข่าวเหตุการณ์สำคัญ 2.6 การอ่านแบบไตร่ตรองโดยใช้วิจารณญาณเพื่อหาข้อเท็จจริง ข้อดีข้อเสีย สำหรับเลือก แนวทางปฏิบัติ เช่น อ่านโฆษณา 2.7 การอ่านแบบคร่าวๆ เพื่อสังเกตและจดจำ เช่น อ่านชื่อสถานที่ต่าง ๆ เมื่อเวลานั่งรถผ่าน ไป จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การอ่านสามารถจำแนกออกเป็นสองประเภทหลัก คือ การอ่านออกเสียงและการอ่านในใจ การอ่านออกเสียงใช้เพื่อการฟังว่าอ่านได้ถูกต้อง ชัดเจน มีจังหวะ ในการเว้นวรรคถูกต้องหรือไม่ การอ่านชนิดนี้มีประโยชน์คือช่วยให้จดจำได้ดี เช่น การท่องคำศัพท์ บท สวดมนต์ หรือการอ่านคำประพันธ์ต่าง ๆ ส่วนการอ่านในใจจะทำให้อ่านได้รวดเร็ว และเกิดความเข้าใจ เป็นการอ่านเพื่อสรุปความรู้ ความสำคัญของสิ่งที่อ่าน


33 2.3 แนวคิดทฤษฎีการเชิงอ่านวิเคราะห์ 2.3.1 ความหมายของการอ่านเชิงวิเคราะห์ มีผู้ให้ความหมายของการอ่านเชิงวิเคราะห์ ดังนี้ รัญจวน อินทรกําแหง, ทิพย์สุเนตร อนัมบุตร, รื่นฤทัย สัจจพันธ์ และคณะ (2524 : 1) กล่าวว่า การอ่านเชิงวิเคราะห์ต้องอ่านด้วยความพินิจพิจารณา ไตร่ตรอง กลั่นกรอง แยกแยะ หาเหตุผล ส่วนดี ส่วนบกพร่องของหนังสือนั้น เพื่อให้เป็นแนวทางไปสู่ความคิดสรุปเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนั้นได้ สมพร มันตะสูตร แพ่งพิพัฒน์ (2534 : 56) ได้ให้ความหมายของการอ่านเชิงวิเคราะห์ว่า หมายถึง การอ่านอย่างถี่ถ้วน โดยการพิจารณาส่วนประกอบของบทอ่านอย่างละเอียด ซึ่งจะต้องอาศัย การวินิจสารประกอบกันไปด้วยจึงจะสามารถรับสารที่ผู้เขียนส่งมายังผู้อ่านได้ตามประสงค์ ความหมาย ของ คำว่า “วิเคราะห์” ยังได้ระบุไว้ในราชบัณฑิตยสถาน (2542 : 1071) ว่า “วิเคราะห์” หมายถึง ใคร่ครวญ เช่น วิเคราะห์เหตุการณ์ แยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ เช่น วิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ วิเคราะห์ข่าว ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2538 : 21) กล่าวว่า การอ่านเพื่อวิจารณ์ จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ซึ่ง จะเป็นผลทำให้การวิจารณ์ดูชัดเจนขึ้น การวิเคราะห์ หมายถึง การแยกแยะส่วนประกอบต่าง ๆ ออกมา ให้เห็นอย่างเด่นชัด สมบัติ จำปาเงิน และสำเนียง มณีกาญจน์ (2539 : 71) ได้กล่าวว่า คำว่า วิเคราะห์ใช้กันมานาน แล้ว หมายถึง แยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน การอ่านวิเคราะห์จึงหมายถึง การอ่านเพื่อ พิจารณาอย่างถี่ถ้วน พนิตนันท์ บุญพามี(2542 : 103) กล่าวว่า การวิเคราะห์ เป็นคำที่ใช้กันมานานแล้ว หมายถึง การแยกแยะออกเป็นส่วน ๆ เพื่อพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนที่สุดเท่าที่จะทำได้ การอ่านอย่างวิเคราะห์จึงหมายถึง การอ่านเพื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน วัชรี บูรณสิงห์ และ นิรมล ศตวุฒิ (2542 : 43) ให้ความหมายว่า การอ่านเพื่อวิเคราะห์ หมายถึง การอ่านเพื่อแยกแยะความคิดที่อาจจะอยู่อย่างกระจัดกระจายในส่วนต่าง ๆ ของข้อความที่อ่าน และ นำมาจัดลำดับ แยกแยะประเด็นสำคัญ มีการศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดมาประกอบความคิด การ วิเคราะห์จำต้องอาศัยความรู้ในเรื่องนั้น ๆ มาประกอบจึงจะสามารถแยกแยะข้อมูลข้อเท็จจริง หรือความ คิดเห็นออกจากกันได้อย่างถูกต้อง ประพนธ์ เรืองณรงค์และคณะ (2544) กล่าวไว้ว่า การอ่านอย่างวิเคราะห์เป็นการฝึกให้ผู้เรียน รู้จักอ่านหนังสืออย่างมีวิจารณญาณ แยกความเหมาะสมขององค์ประกอบในการเขียนทั้งเนื้อหาและ รูปแบบ เข้าใจทัศนะและจุดประสงค์ของผู้เขียนรวมทั้งวินิจฉัยได้ว่าเรื่องนั้นควรอ่านหรือไม่ควร


34 อ่านอย่างไร การฝึกทักษะการอ่านอย่างวิเคราะห์มีหลักปฏิบัติ ดังนี้ 1. แยกแยะส่วนที่เป็นสาระสำคัญและส่วนที่ขยายความ การเขียนหนังสือผู้เขียนจะเขียนในสอง ส่วนคือ ส่วนที่เป็นสาระสำคัญและขยายความอาจจะเป็นการอธิบายหรือยกตัวอย่างประกอบ การอ่าน วิเคราะห์นั้นผู้อ่านจะต้องค้นหาส่วนที่เป็นสาระสำคัญที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอเพื่อจะได้เข้าใจจุดประสงค์ ที่แท้จริงของผู้เขียน 2. แยกแยะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็นในงานเขียนต่าง ๆ นอกจากผู้เขียนจะ นำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงแล้ว ยังสอดแทรกข้อคิดเห็นเพื่อแสดงมุมมองและทัศนะส่วนตัวลงไปด้วย อาจแฝงไว้ด้วยค่านิยมส่วนตัว ความเชื่อ หรือคติต่าง ๆ ของผู้เขียนซึ่งผู้อ่านจะต้องพิจารณาว่าความ คิดเห็นของผู้เขียนตั้งอยู่บนเหตุผลที่ถูกต้องหรือไม่ควรเห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่ การอ่านจึงต้องอาศัย ประสบการณ์มาสรุปความได้ การอ่านอย่างวิเคราะห์จึงเป็นการรู้จักอ่านหนังสืออย่างมีวิจารณญาณ แยกแยะความเหมาะสมขององค์ประกอบในการเขียน ทั้งเนื้อหา และรูปแบบเข้าใจทัศนะและจุดประสงค์ ของผู้เขียน การฝึกทักษะการอ่านอย่างวิเคราะห์เป็นการแยกแยะส่วนที่เป็นสาระสำคัญและส่วน ขยายความ ค้นหาส่วนที่เป็นสาระสำคัญที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอเพื่อจะได้เข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของ ผู้เขียน อาจสอดแทรกข้อคิดเห็นเพื่อแสดงมุมมองและทัศนะส่วนตัวอันจะทำให้งานเขียนน่าสนใจและน่า อ่านยิ่งขึ้น เสงี่ยม โตรัตน์ (2546 : 27) และวัชรา เล่าเรียนดี (2548 : 10) ได้ให้ความหมายของการคิด วิเคราะห์ไว้ในทำนองเดียวกันว่า การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจเรื่องที่อ่าน อย่างมีเหตุผลและเชื่อมโยงความหมายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ประกอบด้วยขั้นตอนของการแยกแยะประเด็น ย่อย ๆ ของเรื่องที่จะรวมกันเป็นเรื่องใหญ่ การหาข้อมูลในแต่ละส่วนย่อย การพิจารณาข้อมูลในแต่ละ ส่วนย่อยว่าจำเป็นและสัมพันธ์กันอย่างไร การพิจารณาความคิดอื่นๆ ประกอบและการสรุปตามฐานะ ข้อมูลที่มี เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2549 : 3) อธิบายถึงการอ่านคิดวิเคราะห์ว่า หมายถึง การแยกแยะ รูปแบบของงานประพันธ์ที่อ่านว่าเป็นอะไร แล้วพิจารณาเนื้อหาว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยแยก เนื้อเรื่องออกเป็นส่วน ๆ ให้เห็นว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะเหตุใด หรือทำไม พิจารณา แต่ละส่วนให้ละเอียดลงไปว่าประกอบกันอย่างไรหรือประกอบด้วยอะไรบ้าง วิเคราะห์ทรรศนะของผู้แต่ง เพื่อทราบจุดมุ่งหมายที่อยู่เบื้องหลังผ่านทางภาษาและถ้อยคำที่ใช้ บุญชม ศรีสะอาด (2549 : 39 - 42) ให้ความหมายว่า การอ่านคิดวิเคราะห์เป็นการอ่านอย่าง ละเอียดรอบคอบ แยกแยะความคิด แยกแยะประเด็นของสิ่งที่อ่านนำมาจัดลำดับความสำคัญนำไปสู่การ สรุปของเรื่องที่อ่าน


35 จากความหมายการวิเคราะห์ของนักวิชาการข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่านคิดวิเคราะห์ คือ ความสามารถในการทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียดทุกแง่มุม ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนของการ พิจารณาแยกแยะประเด็นย่อยของเรื่อง การหาข้อมูลในแต่ละส่วนย่อย การพิจารณาความสัมพันธ์ของ ข้อมูลในแต่ละส่วนย่อย และการรวบรวมข้อมูลที่เป็นหลักฐานสำคัญเพื่อนำมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ และสรุปอย่างเหมาะสม 2.3.2 ความสำคัญของการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชวาล แพรัตกุล (2520 : 259) กล่าวว่า การวิเคราะห์เป็นสมรรถภาพสมองที่สำคัญมากของ มนุษย์ มีคุณค่าต่อชีวิตโดยตรง และเป็นที่ปรารถนาของการศึกษาทุกระดับชั้น และกล่าวว่า บุคคลที่ไม่ เคยถูกฝึกฝนความคิดชนิดนี้จะรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ เท่าที่ตาเห็นและตามที่ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส เท่านั้น แล้วก็จะหยุดอยู่เพียงแค่นั้นด้วย นั่นคือจะเห็นแต่สีสัน ทรวดทรง และพื้นผิวภายนอกของเรื่องเพียง ประการเดียวเท่านั้น ไม่มีทั้งปัญญาและไร้ความสามารถที่จะมองเรื่องนั้นให้ทะลุลงไปในเนื้อหาสาระ แก่นแท้ของจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องใต้นั้นได้เลย เช่นเดียวกับกรมวิชาการ (2545 : 3) ได้กำหนดจุดเน้นของการ เรียนการสอนในคู่มือหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ว่าสิ่งที่ต้อง คำนึง คือ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ ครูจำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนมาเป็นการ สอนที่ฝึกให้ผู้เรียนมีนิสัยในการใช้ทักษะกระบวนการในการแสดงออกทุก ๆ ด้าน การคิดวิเคราะห์วิจารณ์ เป็นทักษะกระบวนการพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งใน 9 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ตระหนักในปัญหาและความจำเป็น 2. คิดวิเคราะห์วิจารณ์ 3. สร้างทางเลือกอย่างหลากหลาย 4. ประเมินและเลือกทางเลือก 5. กำหนดและลำดับขั้นตอนการปฏิบัติ 6. ปฏิบัติด้วยความชื่นชม 7. ประเมินผลระหว่างปฏิบัติ 8. ปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอ 9. ประเมินผลรวมเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546 : 1) กล่าวว่า การอ่านคิดวิเคราะห์เป็นพื้นฐานสำหรับการคิดใน มิติอื่น ๆ ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงกลยุทธ์ การคิดเชิงเปรียบเทียบ การคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิง วิเคราะห์ช่วยให้เรารู้ข้อเท็จจริงรู้เหตุผลเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์ ต่าง ๆ รู้ว่าเรื่องนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำให้เราได้ข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐานความรู้


36 ในการนำไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา การประเมินและการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง จินตนา ใบกาซูยี (2543 : 58) ได้อธิบายว่า ครูต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนด้วยการจัดการ เรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามมาตรฐานที่กำหนด มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ด้าน คือ ความรู้ทักษะ กระบวนการ คุณธรรมจริยธรรมและค่านิยม และฝึกให้ผู้เรียนมีนิสัยและการใช้กระบวนการในการ แสดงออกทุกด้าน การวิเคราะห์วิจารณ์เป็นทักษะกระบวนการพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่งใน 9 ขั้นตอน คือ 1. ตระหนักในปัญหาและความจำเป็น 2. คิดวิเคราะห์วิจารณ์ 3. สร้างทางเลือกอย่างหลากหลาย 4. ประเมินทางเลือก 5. กำหนดและลำดับขั้นการปฏิบัติ 6. ปฏิบัติด้วยความชื่นชม 7. ประเมินระหว่างปฏิบัติ 8. ปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอ 9. ประเมินผลรวมเพื่อให้เกิดความภูมิใจ จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่า การอ่านวิเคราะห์เป็นพื้นฐานสำหรับการคิดในมิติอื่น ๆ ต่อไป เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อบุคคลทุกระดับ เนื่องจากการอ่านคิดวิเคราะห์เป็นพื้นฐานของการคิดแบบอื่น ๆ ช่วยให้ ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐานความรู้ในการนำไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา การประเมินและการตัดสินใจ เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง 2.3.3 ประเภทของการอ่านเชิงวิเคราะห์ ทิพย์สุเนตร อนัมบุตร (2542 : 8) กล่าวว่า เมื่ออ่านแต่ละสารไม่ว่าจะเป็นแนวสารคดีประกอบไป ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ คือ 1. ประเภทของวรรณกรรม 2. แนวเรื่อง 3. แนวคิดหลัก 4. ข้อมูลเสริม 5. โวหารการเขียน 6. ท่วงทำนองเขียน ทั้ง 6 ประการข้างต้น คือ องค์ประกอบที่มีอยู่ในแต่ละสารผู้ที่อ่านในเชิงวิเคราะห์ ย่อมสามารถ แยกแยะสารที่อ่านได้ตามองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ต้องไม่ล่วงไปถึงการวิจารณ์ว่าดีหรือไม่อย่างไร


37 เพราะการประเมินคุณค่าของสารว่าสื่ออรรถมากน้อยเพียงใด มีรสเหมาะสมในการสื่ออรรถต่อ กลุ่มเป้าหมายหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องของการวิจารณ์ มิใช่การวิเคราะห์ สมบัติ จำปาเงิน และสำเนียง มณีกาญจน์ (2548 : 103) กล่าวว่าการอ่านวิเคราะห์นั้นใช้เป็น เครื่องมืออย่างเป็นทางการของผู้ที่จะเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรม ซึ่งการอ่านวิเคราะห์นั้นมีหลายประเภท ดังนี้ 1. การอ่านวิเคราะห์คำ มุ่งหมายให้ผู้อ่านรู้จักแยกแยะถ้อยคำ วลี ประโยค หรือข้อความต่าง ๆ โดยสามารถบอกได้ว่าคำใดใช้อย่างไร ใช้ผิดความหมาย ผิดหน้าที่ไม่เหมาะสมไม่ชัดเจนอย่างไรและควร จะแก้ไขปรับปรุงอย่างไรจึงจะใช้ได้ถูกต้อง 2. การอ่านวิเคราะห์ประโยค เพื่อแยกแยะประโยคต่าง ๆ ว่าจะเป็นประโยคที่ถูกต้องชัดเจน หรือไม่ ใช้ประโยคผิดไปจากแบบแผนของภาษาอย่างไร เป็นประโยคที่ถูกต้องสมบูรณ์เพียงใดหรือไม่ มี หน่วยความในประโยคขาดเกินหรือไม่ เรียงลำดับความในประโยคที่ใช้ได้ถูกต้องชัดเจนหรือไม่ เมื่อพบ ข้อบกพร่องต่าง ๆ แล้วก็สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ 3. การอ่านวิเคราะห์ทรรศนะของผู้เขียน การอ่านของนักอ่านมิใช่หวังแต่ความรู้ความบันเทิง เท่านั้น หากต้องมีการพิจารณาไตร่ตรองรอบคอบ การหยุดคิดพิจารณาขณะอ่านจบแล้วย่อมได้ประโยชน์ มาก เมื่ออ่านจบแล้วลองตั้งคำถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ความคิดของผู้เขียนเป็นอย่างไร มีเหตุผลข้อเท็จจริง น่าเชื่อถือเพียงใด จะทำให้มองเห็นทรรศนะ ของผู้เขียนยิ่งขึ้น 4. การอ่านวิเคราะห์รส เมื่อนำมาใช้กับงานเขียน มุ่งเล็งถึงความซาบซึ้ง ประทับใจ หลังจากติดใจ หรือสนใจอย่างมาก เมื่อพิจารณาตามนัยต่าง ๆ จะเห็นว่ารสของหนังสือเป็นเรื่องของทั้งอารมณ์และสมอง เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อหนังสือที่ได้รับนับถือว่าแต่งดีถึงขนาดวิธีที่เข้าให้ถึงรสของหนังสืออย่างลึกซึ้ง อย่างถ่องแท้คือการวิเคราะห์รสของเสียงและรสของภาพ นอกจากนี้สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2548 : 9) กล่าวว่า วิธีอ่านแบบวิเคราะห์นี้ อาจใช้วิเคราะห์องค์ประกอบของคำหรือวลี การใช้คำในประโยค วิเคราะห์สำนวนภาษา จุดประสงค์ของ ผู้แต่ง ไปจนถึงการวิเคราะห์นัยหรือเบื้องหลังการสร้างหนังสือหรือเอกสารนั้น ทั้งนี้ต้องใช้วิธีอ่านแบบที่สี่ คือ การอ่านอย่างศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย ซึ่งต้องอ่านอย่างละเอียดให้ได้ความครบถ้วนแล้วจึงแยกแยะ ออกได้ว่าส่วนต่าง ๆ นั้น มีความหมายและความสำคัญอย่างไรบ้าง แต่ละส่วนสัมพันธ์กับส่วนอื่น ๆ อย่างไร ศิวกานต์ ประทุมสูติ (2553) กล่าวว่า การอ่านวิเคราะห์วรรณกรรมมีหลายแนวทาง เราสามารถ อ่านวิเคราะห์ประเด็นใดประเด็นหนึ่งหรือทุกประเด็นก็ได้ หรืออาจพิจารณามุมที่เด่นชัดแล้วหยิบยกมา พิจารณาเฉพาะ เช่น อ่านวิเคราะห์แนวคิด เนื้อหา รูปแบบ เป็นต้น วรรณกรรมทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง


38 อาจวิเคราะห์โดยใช้หลักกว้าง ๆ ดังต่อไปนี้ 1. การอ่านวิเคราะห์เจตนารมณ์ของผู้แต่ง วรรณกรรมบางเรื่องอาจบอกไว้ชัดเจนในตอนต้นหรือ ตอนจบของหนังสือว่าแต่งเพื่ออะไร วรรณกรรมหลายเรื่องไม่ได้บอกเจตนารมณ์ไว้ ผู้อ่านวิเคราะห์จะต้อง ค้นหาเอง อาจได้จากเนื้อเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา หรือแฝงไว้ในโลกทัศน์ของกวีหรือผู้แต่งก็ได้ 2. อ่านวิเคราะห์แก่นของเรื่อง เข้าใจเนื้อเรื่องโดยสังเขปหรือเรื่องย่อให้ทราบบริบทของเรื่องว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับใคร ในสถานการณ์ใด และวรรณกรรมนั้น ๆ มีแนวคิดหรือแก่นของเรื่อง (theme) เป็น อย่างไร โดยการวิเคราะห์ให้เห็นว่า กวีหรือผู้แต่งเชื่อมั่นในปรัชญาใดแฝงไว้ในเนื้อเรื่องตรงไหน อย่างไร ซึ่งผู้อ่านวิเคราะห์จะนำไปเป็นเหตุผลได้ 3. อ่านวิเคราะห์รูปแบบที่กวีหรือผู้แต่งใช้ในการเขียน เช่น เขียนเป็นนิยาย เรื่องสั้น นิทานอิง พงศาวดาร สารคดี ลิลิต ฯลฯ 4. อ่านวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ของเรื่อง เพื่อวิเคราะห์องค์รวมของเรื่อง เช่น โครงเรื่อง ตัว ละคร บทสนทนา ฉากของเรื่อง บรรยากาศ ฯลฯ 5. อ่านวิเคราะห์ศิลปะการแต่งของกวีหรือผู้ประพันธ์ เกี่ยวกับกลวิธีการแต่งว่าเหมาะสมกับเรื่อง หรือไม่เพียงใด ลักษณะเฉพาะของผู้แต่ง เช่น ในด้านศิลปะแห่งการสร้างเรื่อง การสร้างภาพในจิต และ อื่น ๆ การสร้างบรรยากาศและอารมณ์ร่วม ผู้อ่านวิเคราะห์ควรพยายามชี้ให้เห็นความสามารถของผู้แต่ง ในการสร้างความสนใจ บรรยากาศและอารมณ์ จากแนวคิดข้างต้น สรุปได้ว่า การอ่านเชิงวิเคราะห์มีความสำคัญเป็นอย่างมาก แบ่งเป็นประเภท คือ การอ่านวิเคราะห์คำ ประโยค แนวคิดของเรื่อง กลวิธีการประพันธ์ เจตนารมณ์ของผู้แต่ง ศิลปะใน การแต่ง เป็นต้น ซึ่งเราสามารถอ่านวิเคราะห์ประเด็นใดประเด็นหนึ่งหรือทุกประเด็นก็ได้ หรืออาจ พิจารณามุมที่เด่นชัดแล้วหยิบยกมาพิจารณาเฉพาะ 2.3.4 ขั้นตอนการวิเคราะห์การอ่าน ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2527 : 572-573) สรุปกระบวนการวิเคราะห์ และวินิจสารตามลำดับขั้น ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 วิเคราะห์วรรณกรรม การวิเคราะห์วรรณกรรมเริ่มต้นจากการพิจารณารูปแบบ แล้วพิจารณาแนวคิดและเนื้อเรื่องเพื่อดู ว่ามีความกลมกลืนกันหรือไม่ ต่อไปจึงพิจารณากลวิธีในการเสนอเรื่อง และดำเนินเรื่องตลอดจนพิจารณา สำนวนภาษาที่ผู้เขียนใช้ในการประพันธ์ สำนวนภาษานั้นมีเกณฑ์พิจารณาโดยดูว่าใช้ภาษาเหมาะสมกับ สภาพจริงและกาลสมัยที่เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นหรือไม่เพียงใด ขั้นที่ 2 วินิจสารในวรรณกรรม


39 การวินิจสาร เริ่มด้วยการอ่านทบทวนเพื่อสำรวจดูว่าเนื้อความแต่ละบทแต่ละตอนมีข้อเท็จจริง อยู่ตรงไหนบ้าง และมีตรงไหนที่ผู้เขียนได้สอดแทรกความคิดเห็นไว้ นอกจากข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น แล้ว อาจมีบางตอนที่ผู้เขียนแสดงความรู้สึกบางประการเอาไว้ เช่น รู้สึกห่วงใยเยาวชนและสังคมส่วนรวม รู้สึกกระตือรือร้นที่จะพัฒนาสภาพการณ์บางอย่าง รู้สึกขบขันในพฤติกรรมของบุคคล หรือมีตอนใดที่ แสดงถึงอารมณ์ของผู้เขียนในด้านใด ต่อจากนั้นจึงพิจารณาให้ทราบแน่ชัดว่าผู้เขียนมีเจตนาอย่างไรใน การเขียนข้อความนั้นหรือผู้เขียนมุ่งหวังให้ผู้อ่านสนองตอบอย่างไร มีแง่คิดอะไรที่น่าสนใจบ้าง ประการ สุดท้ายคือพยายามค้นหาสารที่ผู้เขียนส่งมายังผู้อ่านให้พบ และพิจารณาด้วยว่าสารข้อใดสำคัญที่สุด สาร ข้อใดสำคัญรองลงไป ขั้นที่ 3 เสนอความคิดแทรกและความคิดเสริม โดยที่ผู้อ่านอาจเกิดความคิดแทรกบางประการขึ้นมาในระหว่างที่กำลังวินิจสารอยู่ก็ควรจดบันทึก ความคิดนั้น ๆ ไว้ด้วยประโยคที่กระชับ สื่อความหมายชัดเจนและสมเหตุสมผล ต่อไปเมื่อพิจารณาสารจบ แล้วอาจเกิดความคิดเสริมบางประการที่มีความสัมพันธ์กับสารที่ได้วินิจไว้แล้วควรบันทึกลงไป นานไป ความคิดนั้น ๆ อาจได้รับความสนใจ และมีผู้นำไปคิดต่อให้เกิดประโยชน์ต่อไปก็ได้ กรมวิชาการ (2546 : 209-211) ได้อธิบายถึงการอ่านเชิงวิเคราะห์ในขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 1. การอ่านวิเคราะห์คำ เป็นการอ่านเพื่อให้ผู้อ่านแยกแยะคำในวลี ประโยคหรือข้อความต่าง ๆ โดยสามารถบอกได้ว่าคำใดใช้อย่างไร ใช้ผิดความหมายผิดหน้าที่ ไม่เหมาะสม ไม่ชัดเจนอย่างไร ควรหา ข้อแก้ไขปรับปรุงอย่างไร 2. การอ่านวิเคราะห์ประโยค การอ่านวิเคราะห์ประโยคเป็นการอ่านเพื่อแยกแยะประโยคต่าง ๆ ว่าเป็นประโยคที่ชัดเจนถูกต้องหรือไม่ ใช้ประโยคผิดไปจากแบบแผนของภาษาอย่างไรเป็นประโยคที่ ถูกต้องสมบูรณ์เพียงใดหรือไม่ ใช้ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็นหรือใช้รูปประโยคที่สื่อความหมายไม่ชัดเจน หรือไม่ เมื่อพบข้อบกพร่องต่าง ๆ แล้วสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ 3. การอ่านวิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่ง ผู้อ่านต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าผู้เขียนเสนอ ทัศนะมีน้ำหนักเหตุผลประกอบข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือเพียงใด เป็นคนมองโลกในแง่ใด 4. การอ่านวิเคราะห์รส หมายถึง การอ่านพิจารณาถึงความซาบซึ้ง ประทับใจที่ได้จากการอ่าน วิธีที่จะเข้าถึงรสอย่างลึกซึ้ง คือการวิเคราะห์รสของเสียงและรสของภาพ 4.1 ด้านรสของเสียง ผู้อ่านจะรู้สึกได้ชัดจากการอ่านออกเสียงดัง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน ปกติหรืออ่านทำนองเสนาะ ซึ่งจะช่วยให้รู้สึกถึงความไพเราะของจังหวะและความเคลื่อนไหว ซึ่งแฝงอยู่ ในเสียงสูงต่ำจากเนื้อเรื่องที่อ่าน 4.2 ด้านรสของภาพ เมื่อผู้อ่านอ่านแล้วเกิดความเข้าใจเรื่อง ในขณะเดียวกันทำให้เห็นภาพ


40 ด้วย เป็นการสร้างเสริมให้ผู้อ่านเข้าใจความหมาย การเขียนบรรยายความด้วยถ้อยคำไพเราะทั้งร้อยแก้ว และร้อยกรอง ก่อให้เกิดภาพในใจผู้อ่าน ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและเข้าใจความหมายของเรื่องได้ดี ยิ่งขึ้น 5. การวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา มีหลักปฏิบัติดังนี้ การอ่านเชิงวิเคราะห์ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณา คือ การอ่านวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหาและการ ตีความเนื้อหาของหนังสือ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 5.1 การวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา มีหลักปฏิบัติดังนี้ 5.1.1 จัดประเภทหนังสือตามชนิดและเนื้อหา หนังสือแต่ละประเภทมีวิธีอ่านต่างกัน ก่อนอ่านต้องวิเคราะห์ให้รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นอยู่ในประเภทใด การแบ่งประเภทจะดูแต่ชื่อเรื่องหรือลักษณะ ภายนอกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสำรวจเนื้อหาด้วย 5.1.2 สรุปให้สั้นที่สุดว่าหนังสือนั้นกล่าวถึงอะไร หนังสือที่ดีทุกเล่มต้องมีเอกภาพ มีการ จัดองค์ประกอบของส่วนย่อยอย่างเป็นระเบียบผู้อ่านต้องพยายามสรุปภาพดังกล่าวออกมาเพียง 1-2 ประโยคว่าหนังสือเล่มนั้นมีอะไรเป็นจุดสำคัญหรือเป็นแก่นเรื่องแล้วจึงหาความสัมพันธ์กับส่วนสำคัญ ต่อไป 5.1.3 กำหนดโครงสังเขปของหนังสือ เมื่ออ่านต้องตั้งประเด็นด้วยว่าจากเอกภาพของ หนังสือเล่มนั้นมีอะไรเป็นส่วนประกอบสำคัญบ้างส่วนที่สำคัญสัมพันธ์กันตลอดหรือไม่ 5.1.4 กำหนดปัญหาที่ผู้เขียนต้องการแก้ ผู้อ่านควรพยายามอ่าน และค้นพบว่าผู้เขียน ต้องการเสนออะไร อย่างไร มีปัญหาย่อยอย่างไร และให้คำตอบไว้ตรง ๆ หรือไม่ 5.2 การตีความเนื้อหาของหนังสือ การตีความเป็นสิ่งที่ผู้อ่านทำความเข้าใจความคิดของ ผู้เขียน พิจารณาวัตถุประสงค์ของผู้เขียนซึ่งบางครั้งผู้เขียนไม่ได้บอกความหมายหรือนัยของข้อความที่ เขียนออกมาตรง ๆ แต่ผู้อ่านต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจบริบทของเรื่องเป็นอย่างดีจึงจะตีความหมายได้ ถูกต้อง การทำความเข้าใจความคิดของผู้เขียนนั้น ไม่ว่าความคิดจะถูกต้องหรือไม่ เราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ ตาม แต่การเข้าใจเช่นนั้นทำให้เราไม่วิจารณ์ผู้เขียนอย่างไม่ยุติธรรม แต่จะพิจารณาทั้งข้อดี ข้อบกพร่อง ของงานเขียนอย่างแจ่มแจ้ง การตีความเนื้อหาของหนังสือมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้ 5.2.1 ตีความหมายของคำสำคัญ และค้นหาประโยคสำคัญที่สุด ผู้อ่านต้องพยายาม เข้าใจคำสำคัญ และเข้าใจประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนเสนอเพื่อเข้าใจความคิดของผู้เขียน 5.2.2 สรุปความคิดสำคัญของผู้เขียน โดยพิจารณาว่าประโยคใดเป็นเหตุ ประโยคใดเป็น ผล ประโยคใดเป็นข้อสรุป ซึ่งบางครั้งผู้เขียนไม่ได้สรุปความคิดออกมาให้เห็นชัดเจน แต่ผู้อ่านสรุปออกมา ให้ได้


41 5.2.3 ตัดสินใจว่าอะไรคือการแก้ปัญหาของผู้เขียน เมื่อผู้อ่านตีความสำคัญให้ตรงกับ ผู้เขียน เข้าใจความสำคัญของผู้เขียน และสรุปความคิดของผู้เขียนได้แล้ว ผู้อ่านก็จะวิเคราะห์หรือตัดสิน ได้ว่า จากเรื่องราวหรือเหตุผลต่าง ๆ ที่ผู้เขียนนำมาเสนอนั้นมีความสมเหตุสมผลหนักแน่นน่าเชื่อถือ หรือไม่เพียงใด เพื่อนำไปสู่การวิจารณ์หนังสือเรื่องนั้น ๆ ต่อไป ธัญญา สังขพันธานนท์ และคณะ (2548 : 78) กล่าวว่า การอ่านวิเคราะห์นั้นก็เพื่อตอบคำถาม 2 คำถามหลัก คือ ตัวบทพูดอะไร (what a text says) และตัวบททำอะไร (what a text does) ซึ่งมี รายละเอียดในการพิจารณา ดังนี้ 1. ตัวบทพูดอะไร การตั้งคำถามว่าตัวบทพูดอะไร เป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านวิเคราะห์ที่ผู้อ่านจับใจความสำคัญหรือ จับประเด็นเรื่องที่อ่านว่าคืออะไร ซึ่งได้วิเคราะห์ขอบข่ายของประเด็น ดังต่อไปนี้ คือ การวิเคราะห์เนื้อ เรื่องหรือเนื้อหาสาระของเรื่องที่อ่าน และการวิเคราะห์แนวคิดสำคัญ 1.1 การวิเคราะห์เนื้อเรื่องหรือเนื้อหาสาระของเรื่องที่อ่าน การวิเคราะห์เนื้อเรื่องหรือเนื้อหาสาระของเรื่องที่อ่านจะขึ้นอยู่กับประเภทของงานเขียนว่างาน เขียนที่อ่านนั้นเป็นงานเขียนประเภทไหน เช่น งานเขียนเชิงสารคดี งานเขียนบันเทิงคดี ถ้าเป็นงานเขียน เชิงสาระคดีเนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับสาระ ความรู้ ข้อเท็จจริง หรือแนวคิดและทัศนะในเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ส่วนงานเขียนประเภทบันเทิงคดี เนื้อเรื่องจะเป็นเรื่องราวที่มีเหตุการณ์ ตัวละครและการกระทำ งานเขียนประเภทร้อยกรอง เนื้อหามักจะเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก แนวคิดหรือทัศนะของผู้แต่ง 1.2 การวิเคราะห์แนวคิดสำคัญ แนวคิดสำคัญหรือแก่นเรื่อง (theme) หมายถึง แนวคิดสำคัญอันเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องที่ ผู้เขียนต้องการนำเสนอเพื่อแสดงให้เป็นความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แนวคิดสำคัญหรือแก่นเรื่องนี้มักจะ พบในงานเขียนประเภทบันเทิงคดี คือ เรื่องสั้นและนวนิยาย โดยปกติแนวคิดสำคัญจะไม่ปรากฏออกมา อย่างตรงไปตรงมาแต่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนซ่อนเอาไว้ในงานเขียน ผู้อ่านสามารถค้นหาได้ต่อเมื่ออ่านงานเขียน นั้น ๆ จบลง 2. ตัวบททำอะไร ตัวบททำอะไร เป็นการตั้งคำถามถึงรูปแบบ วิธีการ หรือกลวิธีของงานเขียนที่อ่าน ว่างานเขียน ชิ้นนั้นมีกลวิธีและวิธีการนำเสนอแนวคิด หรือสาระสำคัญของเรื่องอย่างไร เป็นการแสดงให้เห็น ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบและเนื้อหาของงานเขียนซึ่งผู้อ่านมักจะมองว่าตัวบทนำเสนอความจริงเพียง อย่างเดียว ผู้อ่านได้รับความรู้จากการจดจำเนื้อหา แต่สำหรับนักอ่านวิเคราะห์นั้นมองว่าตัวบทไม่ได้ นำเสนอความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังนำเสนอเนื้อหาสาระอีกด้วย ในการอ่านวิเคราะห์ที่ตัวบทนั้น


42 พิจารณาวิเคราะห์ในด้านต่อไปนี้ คือ การวิเคราะห์รูปแบบ การวิเคราะห์กลวิธีในการนำเสนอ และการ วิเคราะห์การใช้ภาษา 2.1 การวิเคราะห์รูปแบบ รูปแบบของงานเขียน หมายถึง รูปแบบของวัสดุการอ่านที่แบ่งออกเป็นประเภทหรือหมวดหมู่ ตามลักษณะของเนื้อหาหรือรูปลักษณ์ในการแต่ง ซึ่งผู้อ่านควรจะทำความเข้าใจเพื่อนำมาเป็นข้อมูล พื้นฐานในการอ่านวิเคราะห์ ต่อไป ในเอกสารการสอนชุดวิชาการอ่านภาษาไทย หน่วยที่ 1-7 ของ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2537 : 165 - 166 อ้างถึงใน ธัญญา สังขพันธานนท์ และคณะ, 2548 : 82) แบ่งประเภทงานเขียน ดังนี้ ตำรา เป็นงานเขียนที่มุ่งให้ความรู้ทางวิชาการ เน้นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งหรือเสนอแนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ ตำราในปัจจุบันนี้มีหลายสาขาวิชา เช่น ตำราวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ฯลฯ นอกจากนี้ ตำรายังรวมถึงหนังสือที่ใช้อ้างอิง เช่น พจนานุกรม สารานุกรม บันเทิงคดีเป็นงานเขียนที่มุ่งให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านใช้จินตนาการสมมติเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้น บันเทิงคดีแบ่งเป็น 6 ประเภท คือ นิทานหรือนิยาย นวนิยาย เรื่องสั้น บทละคร บทกวี และการ์ตูน สารคดีเป็นงานเขียนที่มุ่งเสนอข้อเท็จจริง เขียนขึ้นจากข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว เหตุการณ์ตัวบุคคลหรือสถานที่ มุ่งให้ผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลินและความรู้ ซึ่งสารคดีจำแนกประเภท ตามจุดมุ่งหมายและลักษณะเนื้อหา ได้แก่ สารคดีท่องเที่ยว สารคดีชีวประวัติและอัตชีวประวัติ สารคดีให้ ความรู้ (สารคดีวิชาการ, สารคดีทั่วไป) สารคดีแสดงข้อคิด สารคดีสำหรับเด็ก หนังสือประเภทข่าว เป็นงานเขียนรายงานเหตุการณ์ที่ผู้คนให้ความสนใจจำแนกตามเนื้อหา ได้แก่ ข่าวการเมือง ข่าวธุรกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การศึกษา การวิจัย ข่าวสังคมและสตรี ข่าวกีฬา และข่าวบันเทิง โฆษณา เป็นงานเกี่ยวกับสินค้ากระตุ้นให้ผู้อ่านหรือผู้บริโภคสนใจและตัดสินใจซื้อ 2. การวิเคราะห์กลวิธีในการนำเสนอ กลวิธีในการนำเสนอในงานเขียน เป็นวิธีการที่ผู้เขียนใช้ในการนำเสนอสารไปยังผู้อ่านซึ่งขึ้นอยู่ กับผู้เขียนเลือกใช้ การอ่านวิเคราะห์จำเป็นต้องพิจารณากลวิธีในการนำเสนองานเขียนควบคู่ไปด้วย เพราะจะทำให้เข้าใจถึงสาระสำคัญของงานเขียนมากขึ้น กลวิธีในการนำเสนอพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ การใช้มุมมองหรือผู้เล่าเรื่อง หมายถึง การตั้งคำถามว่าวิธีการในการเล่าเรื่องในงานเขียนนั้นเป็น อย่างไร เล่าโดยใคร หรือผู้เขียนให้ใครเป็นผู้เล่าซึ่งงานเขียนประเภทตำรา สารคดีผู้เขียนจะเป็นผู้เล่า โดยตรงหรือไม่ก็เป็นการเล่าผ่านบุคคลอื่น ถ้าเป็นงานเขียนประเภทเรื่องสั้น นวนิยายหรือบทร้อยกรอง ผู้ เล่าเรื่องกับผู้เขียนไม่ใช่คน ๆ เดียวกัน ผู้เขียนจะเป็นผู้กำหนดว่าเรื่องสั้นหรือนวนิยายเรื่องนี้จะเล่าโดยใคร


Click to View FlipBook Version