ภาคผนวก ก ข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ
รายชื่อผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. นางนวลเอง แก้งคำ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ 2. นางทิติยา แฝงฤทธิ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ 3. นางสาวศิราณี ยิ้มเสงี่ยม ครู โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ
ภาคผนวก ข 1. แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านวิเคราะห์ 2. ใบความรู้เรื่อง การอ่านวิเคราะห์ 3. ใบงาน 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ 5. แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ 6. แบบประเมิน IOC
146 แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ท23102 ชื่อวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านวิเคราะห์ เวลา 9 คาบ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านวิเคราะห์เรื่องสั้น เวลา 3 คาบ ผู้สอน นางสาวสุกันยา สงสันทิ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน 2. ตัวชี้วัด ม. 3/3 ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดของข้อมูลที่สนับสนุนจากเรื่องที่อ่าน ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ ได้ดีขึ้น ม. 3/8 วิเคราะห์เพื่อแสดงความคิดเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 3. สาระสำคัญ เรื่องสั้น เป็นงานเขียนประเภทบันเทิงคดีที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และอาจสอดแทรก ข้อคิดคติสอนใจ ลักษณะสำคัญของเรื่องสั้น คือ มีความยาวไม่มากนัก ตัวละครน้อย มุ่งแสดงข้อคิด เพียงแง่ใดแง่หนึ่ง มีปมปัญหาและเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ การวิเคราะห์เรื่องสั้นเป็นการแยกแยะโครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก รูปแบบกลวิธีการประพันธ์ และ ข้อคิดจากเรื่อง 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอ่านวิเคราะห์ และตอบคำถามจากเรื่องสั้นได้ 2. นักเรียนสามารถระบุแนวคิดสำคัญของเรื่อง และคุณค่าจากเรื่องสั้นที่อ่านได้ 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ด้านความสามารถในการคิด 2. ด้านความสามารถในการสื่อสาร 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย
147 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. สาระการเรียนรู้ ด้านองค์ความรู้ (K) 1. ลักษณะของเรื่องสั้น องค์ประกอบของเรื่องสั้น 2. การอ่านวิเคราะห์เรื่องสั้น ด้านทักษะ/กระบวนการทำงาน (P) - นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ตัดสินใจและการแก้ปัญหา ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์/เจตคติ (A) - นักเรียนมีความสนใจ มีความตั้งใจ มีความรับผิดชอบและร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมกับ เพื่อน 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูสนทนากับนักเรียน ทบทวนความรู้เรื่องการอ่านวิเคราะห์ 2. ครูยกตัวอย่างเรื่องสั้น แล้วให้นักเรียนวิเคราะห์ว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ⚫ นักเรียนคิดว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรกับผู้อ่าน (แนวคำตอบ ผู้เรียนสามารถตอบได้อย่างหลากหลาย คำตอบขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ผู้สอน) 3. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนกลุ่มละเท่า ๆ กัน โดยคละความสามารถ เก่ง ปานกลาง อ่อน ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ 1. ครูและนักเรียนสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเรื่องสั้น ในประเด็นต่อไปนี้ * ความหมาย เรื่องสั้น คือบันเทิงคดีร้อยแก้วรูปแบบหนึ่ง หมายถึงเรื่องแต่งที่มีขนาดสั้น มี จำนวนคำระหว่างหนึ่งพันถึงหนึ่งหมื่นคำ หากเกินกว่านี้อาจกลายเป็นนวนิยายเนื่องจากเรื่องสั้นมี องค์ประกอบเหมือนกับนวนิยาย ทั้งโครงเรื่อง, ฉาก, ตัวละคร, แก่นเรื่อง ด้วยเหตุนี้เรื่องสั้นจะถูก บังคับให้มีตัวละครจำนวนไม่มาก * เรื่องสั้นเรื่องแรกของไทย คือเรื่อง สนุกนิ์นึก โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิต ปรีชากร เมื่อ พ.ศ. 2427 นักวิชาการบางคนลงความเห็นว่า แท้จริงแล้ว กรมหลวงพิชิตปรีชากร ตอกเส้นหนึ่งตกอยู่บนถนนมันคือขยะ หากมันผูกอยู่กับผักกาดขาวก็มีค่า เท่ากับการร้อยผักกาดขาว หากมันผูกอยู่กับซุ้มดอกไม้มันก็มีค่าเท่ากับของประดับ สำคัญคือ เราอยู่กับใคร หากมันผูกอยู่กับซุ้มดอกไม้ มันก็มีค่าเท่ากับของประดับ ส าคัญคือ เราอยู่กับใคร
148 ต้องการแต่งนวนิยาย แต่เรื่องดังกล่าวเกิดเป็นประเด็นกับสมเด็จพระสังฆราชจึงต้องยุติการแต่งและ กลายเป็นเรื่องสั้นไป เรื่องสั้นฉบับแรกของไทยจึงน่าจะเป็น พระเปียให้ทานธรรม * ลักษณะของเรื่องสั้น (ตามใบความรู้) * ประเภท (ตามใบความรู้) * ลักษณะเรื่องสั้นของไทย (ตามใบความรู้) * องค์ประกอบของเรื่องสั้น (ตามใบความรู้) 2. ครูอธิบายวิธีสอนอ่านแบบ MIA จากนั้นจัดกิจกรรมตามขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่1 การถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) ครูผู้สอนตั้งคำถามหรือข้อความ เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านแล้วให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น สนทนาอภิปรายซักถาม คาดเดาเรื่อง จากภาพ ⚫ นักเรียนคิดว่าภาพนี้คือภาพอะไร และให้ความรู้สึกอย่างไร (แนวคำตอบ ผู้เรียนสามารถตอบได้อย่างหลากหลาย คำตอบขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ผู้สอน) ⚫ นักเรียนคิดว่าบทบาทของลูกที่มีต่อพ่อแม่มีอะไรบ้าง (แนวคำตอบ ผู้เรียนสามารถตอบได้อย่างหลากหลาย คำตอบขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ผู้สอน) ขั้นที่2 การทำความเข้าใจคำศัพท์(Understanding Vocabulary) ครูนำเสนอคำศัพท์ ในบทอ่าน โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มค้นหาความหมายของคำจากพจนานุกรม อธิบายความหมาย และยกตัวอย่างประโยคที่เกี่ยวข้องกับคำศัพท์แล้วสุ่มถามรายบุคคลหากคำใดนักเรียนอธิบายไม่ตรง ประเด็น ครูอธิบายเพิ่มเติม จากนั้นให้แต่ละกลุ่มเขียนความหมายของคำศัพท์และตัวอย่างประโยคลง ในใบงานที่ 1 ⚫ นั่งกรำ หมายถึง นั่งทนลำบาก
149 ⚫ หง่อม หมายถึง แก่มาก ⚫ อุปาทาน หมายถึง ความยึดมั่น, การยึดมั่นถือมั่น, การนึกเอาเองว่าจะต้อง เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ⚫ กุลีกุจอ หมายถึง ทำอย่างขมีขมัน และเต็มใจ ⚫ ถะแหลง หมายถึง บอก เล่า อธิบาย หรือแจ้งให้ทราบ ⚫ รำพัน หมายถึง พูดซ้ำ ๆ ไม่หยุดหย่อน, พร่ำพรรณนาตามอารมณ์ ⚫ ตะล่อม หมายถึง ลักษณะการพูดจาโน้มน้าวหรือหว่านล้อมทีละน้อย ⚫ เก็บง ำ หมายถึง รักษาไว้ไม่แพร่งพราย, เก็บรักษาไว้มิดชิด ⚫ ขุ่นใจ หมายถึง หมองใจ, ขัดเคืองใจ, ไม่พอใจ ขั้นที่3 การอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) ) ตัวแทนกลุ่มรับบทอ่านเรื่อง “ข้าวเอ๋ย ข้าวโพด” โดยกำหนดเวลาให้อ่าน 20 นาทีจากนั้นครูแจกใบงานที่ 2 ให้นักเรียนตอบคำถามย่อยที่ แทรกอยู่ในเรื่อง จากนั้นครูสุ่มให้ตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอคำตอบ เพื่อนกลุ่มอื่นช่วยตรวจสอบ ความถูกต้อง ขั้นที่4 ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) ครูแจกใบงานที่ 3 เติมคำ ในประโยคให้สมบูรณ์ จากนั้นครูสุ่มให้ตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอคำตอบหนึ่งกลุ่ม เพื่อนกลุ่มอื่นช่วย ตรวจสอบความถูกต้อง หากกลุ่มใดตอบผิดประเด็น ครูแนะนำให้ถูกต้องและให้ปรับปรุงแก้ไข ขั้นที่5 เชื่อมโยงข้อมูล (Transferring Information) ครูแจกใบงานที่ 4 เพื่อให้นักเรียน สร้างแผนภาพความคิดจากเรื่องที่อ่าน ครูสุ่มตัวแทนจากนักเรียนหนึ่งกลุ่มเพื่อให้นำเสนอผลงาน แต่ ละกลุ่มช่วยตรวจสอบความถูกต้อง และประเมินผลงานโดยกำหนดเวลาให้ 10 นาที ขั้นที่6 ทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยค และเรียงโครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise and Paragraph Structure) ครูแจกใบงานที่ 5 เพื่อให้นักเรียนเรียงประโยคให้ถูกต้อง โดยให้แต่ ละกลุ่มแข่งขันกันว่ากลุ่มใดจะเรียงประโยคได้ถูกต้องที่สุดและเร็วที่สุด จากนั้นครูสุ่มตัวแทนจาก นักเรียนหนึ่งกลุ่มเพื่อให้นำเสนอผลงาน กิจกรรมรวบยอด ขั้นที่7 การประเมินผลและการแก้ไข (Evaluation and Correction) ให้นักเรียนแต่ละ คนเขียนสรุปรูปแบบที่ใช้ในการเขียน กลวิธีการประพันธ์ ตัวละคร ลักษณะตัวละคร ฉาก กลวิธีการ ดำเนินเรื่อง พร้อมทั้งระบุแนวคิดสำคัญของเรื่อง และคุณค่าที่ได้จากเรื่องที่อ่าน ในใบงานที่ 6 ครู ตรวจผลงานและให้ปรับปรุงแก้ไขโดยกำหนดเวลาให้30 นาที
150 9. การวัดและประเมินผล สิ่งที่วัด วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์ นักเรียนสามารถอ่านวิเคราะห์ และตอบคำถาม จากเรื่องสั้นได้ ตรวจใบงาน ใบงาน ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ นักเรียนสามารถระบุแนวคิดสำคัญของเรื่อง และคุณค่าจากเรื่องสั้นที่อ่านได้ ตรวจใบงาน ใบงาน ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ นักเรียนมีทักษะการคิด การตัดสินใจและการ แก้ปัญหา สังเกตพฤติกรรม รายบุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม รายบุคคล ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ นักเรียนมีความสนใจ มีความตั้งใจ มีความ รับผิดชอบและร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมกับ เพื่อนได้ สังเกตพฤติกรรม การทำงานกลุ่ม แบบสังเกต พฤติกรรมการ ทำงานกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 10. สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 10.1 ใบความรู้เรื่อง เรื่องสั้น 10.2 สื่อการสอนโดยใช้โปรแกรม Power Point 10.3 เรื่องสั้น “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด” 10.4 ใบงาน - ใบงานที่ 1 ความหมายของคำศัพท์ - ใบงานที่ 2 ตอบคำถามจากเนื้อเรื่อง - ใบงานที่ 3 เติมข้อความให้ประโยคสมบูรณ์ - ใบงานที่ 4 แผนภาพความคิดจากเรื่อง - ใบงานที่ 5 ต่อชิ้นส่วนประโยคให้สมบูรณ์ - ใบงานที่ 6 สรุปและระบุข้อคิดคุณค่าที่ได้จากเรื่องที่อ่าน
151 แบบบันทึกหลังแผนการสอน ด้านความรู้ ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านอื่นๆ (พฤติกรรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปัญหาของนักเรียนเป็นรายบุคคล (ถ้ามี)) ปัญหา/อุปสรรค แนวทางการแก้ไข ความเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ข้อเสนอแนะ ลงชื่อ…………………………………………………………… (……………………………………………………………) ตำแหน่ง………………………………………………………
152 รายละเอียดเกณฑ์การให้คะแนนการประเมินความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ รายการ ประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การวิเคราะห์ ความสำคัญ วิเคราะห์ได้ถูกต้องว่า สิ่งใดสำคัญหรือ จำเป็น และมีบทบาท ที่สุด ในเรื่องที่อ่าน ตัวไหนเป็นตัวเหตุตัว ไหนเป็นผล เหตุผลใด ถูกต้องและเหมาะสม ที่สุด และครอบคลุม ทุกประเด็น ใช้ถ้อยคำ ภาษาถูกต้อง เหมาะสมตามหลัก ภาษาและเขียนสะกด คำถูกต้องทุกคำ วิเคราะห์ได้ ถูกต้องว่าสิ่งใด สำคัญหรือจำเป็น ในเรื่องที่อ่าน ตัว ไหนเป็นตัวเหตุ ตัวไหนเป็นผล เหตุผลใดถูกต้อง ใช้ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักภาษา และเขียนสะกด คำถูกต้องทุกคำ วิเคราะห์ ความสำคัญ ถูกต้องแต่ไม่ กระชับ ใจความ ตรงประเด็น บางส่วน ใช้ ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักภาษา และเขียนสะกด คำถูกต้องผิด 1- 2 คำ วิเคราะห์ ความสำคัญ ตรงประเด็น บางส่วนใช้ ถ้อยคำภาษา ถูกต้อง เหมาะสม ตามหลัก ภาษาและ เขียนสะกด คำผิด 3-5 คำ วิเคราะห์ ไม่ได้เลย การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ วิเคราะห์ข้อคิดของ เรื่อง สรุปข้อคิดได้ ถูกต้องใจความตรง ประเด็น สามารถ เชื่อมโยงหรือหา ความสัมพันธ์ได้ ถูกต้อง ครอบคลุมทุก ประเด็น ใช้คำ วลี ชัดเจนจัดลำดับ ความสัมพันธ์แต่ละ ประเด็นถูกต้องครบ สมบูรณ์ตรงตาม เนื้อเรื่องที่อ่าน เขียนสะกดคำถูกต้อง วิเคราะห์ข้อคิด ของเรื่อง สรุป ข้อคิดได้ถูกต้อง ใจความตรง ประเด็น สามารถ เชื่อมโยงหรือหา ความสัมพันธ์ได้ ถูกต้อง ใช้คำ วลี ชัดเจนจัดลำดับ ความสัมพันธ์ แต่ละประเด็น ถูกต้อง เขียน สะกดคำถูกต้อง สรุปข้อคิดได้ ถูกต้องแต่ไม่ กระชับ ใจความ ตรงประเด็น บางส่วน ใช้คำ วลีชัดเจน จัดลำดับ ความสัมพันธ์แต่ ละประเด็น ถูกต้องบางส่วน เขียนสะกดคำผิด 1-2 คำ สรุปข้อคิดได้ ใจความตรง ประเด็น บางส่วน ใช้ คำ วลี ชัดเจน จัดลำดับ ความสัมพันธ์ แต่ละ ประเด็น ถูกต้อง เขียน สะกดคำผิด 3-5 คำ สรุป ข้อคิด ไม่ได้เลย
153 รายการ ประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การวิเคราะห์ หลักการ วิเคราะห์หลักการที่ ผู้เขียนต้องการ นำเสนอ เทคนิค หรือ จุดประสงค์ของงาน เขียนนั้นได้ถูกต้อง ครบถ้วน และ ครอบคลุมทุกประเด็น ใช้ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสมตาม หลักภาษาและเขียน สะกดคำถูกต้องทุกคำ วิเคราะห์ หลักการที่ผู้เขียน ต้องการนำเสนอ เทคนิค หรือ จุดประสงค์ของ งานเขียนนั้นได้ ใช้ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักภาษา และเขียนสะกด คำถูกต้อง วิเคราะห์ หลักการได้ ถูกต้องแต่ไม่ กระชับ ใจความ ตรงประเด็น บางส่วน ใช้ ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักภาษา และเขียนสะก คำผิด 1-2 คำ วิเคราะห์ หลักการได้ ใจความตรง ประเด็น บางส่วน ใช้ถ้อยคำ ภาษาถูกต้อง เหมาะสม ตามหลัก ภาษาและ เขียนสะกด คำผิด 3-5 คำ วิเคราะห์ ไม่ได้เลย
154 เรื่องสั้น คือ เรื่องที่เล่าอย่างสั้น ๆ มีขนาดความยาวของเรื่องที่ไม่กำหนด ตายตัว แต่ต้องใช้คำไม่มากนัก โครงเรื่องก็ต้องไม่มีความซับซ้อนจนเกินไป สามารถ อ่านจบได้ในเวลาอันสั้น แนวคิดของเรื่องก็มีเพียงแนวคิดเดียว เรื่องสั้นเป็นงานเขียนประเภทบันเทิงคดีที่เกิดขึ้นใน เมืองไทยประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยได้แบบอย่างมาจากตะวันตก จึง มีลักษณะคือ ความยาว เรื่องสั้นต้องมีความยาวพอประมาณ อ่านจบได้ในเวลาไม่เกิน 50 นาทีตามขนาดมาตรฐานของ เรื่องสั้นรุ่นเก่าควรมีจำนวน 4,000 - 5,000 คำ แต่ถ้าเป็น เรื่องสั้นสมัยใหม่ จัดเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวอาจมีจำนวนคำ ได้ถึง 10,000 คำ 1. เรื่องสั้นประเภทแสดงแนวคิด 2. เรื่องสั้นประเภทผูกเรื่อง 3. เรื่องสั้นประเภทที่เพ่งเล็งจะแสดง ลักษณะของตัวละคร 4. เรื่องสั้นประเภทที่ถือฉากเป็นสำคัญ
155 1. ด้านรูปแบบ รูปแบบการเขียนมี 2 ลักษณะคือ ใช้เหตุการณ์เป็นหลัก และใช้ความคิดหรือ อารมณ์เป็นหลัก 2. ด้านแนวคิด แนวคิดที่ปรากฏในเรื่องสั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม 3. ด้านเนื้อหา เนื้อหาการเขียนเรื่องสั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมเช่นกัน 4. ด้านกลวิธีการเขียน ได้แก่ การสร้างตัวละคร กลวิธีการดำเนินเรื่อง กลวิธีการทำบทบรรยาย กลวิธีการจบเรื่อง 1. แก่นเรื่อง คือ แนวคิดหรือจุดสำคัญของเรืองที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านทราบ 2. โครงเรื่อง คือ เค้าโครงเรื่องที่ผู้แต่งกำหนดไว้ก่อนว่าจะแต่งเรื่องไปทางไหน 3. ตัวละคร คือ บทบาทสมมุติที่ผู้แต่งกำหนด 4. บทสนทนา คือ ถ้อยคำที่ตัวละครใช้พูดจาโต้ตอบกัน 5. ฉาก คือ สถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง หมายรวมถึงเวลาสภาพสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ 6. บรรยากาศ คือ อารมณ์ต่าง ๆ ของตัวละครที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 และมีอิทธิพลทำให้ คล้อยตามไปด้วย
(นพพร) เบื้องบนที่เรียงแถวกันอยู่บนตะแกรงคือข้ำวโพดดิบที่จะกลำยเป็นข้ำวโพดสุกหอมหวน จนคนเดินผ่ำนที่ชอบข้ำวโพดปิ้งช ำเลืองมอง บำงคนหยุดซื้อ บำงคนก็เพียงเดินผ่ำน มือที่จับก้ำนข้ำวโพด ให้ได้ไอร้อนสม ่ำเสมอนั้นเป็นที่กำลเวลำอันยำวนำนแต่งเติมเส้นสำยและริ้วรอยอันเหี่ยวย่น จนเดำอำยุ เจ้ำของมือได้อย่ำงง่ำยดำย ยิ่งมองหน้ำเจ้ำของมือถนัด ถึงแม้คนที่ไม่อยำกกินข้ำวโพดปิ้งเลยก็ยังอยำกจะ ซื้อ เพรำะใบหน้ำนั้นเป็นใบหน้ำของหญิงชรำที่ดูเสงี่ยม เจียมตัวและเศร้ำสงบ ร่ำงเล็กจนดูบอบบำง น่ำจะ ได้อยู่เป็นมิ่งขวัญของลูกหลำนในเหย้ำในเรือนมำกกว่ำที่จะมำนั่งปิ้งข้ำวโพดขำยอยู่หน้ำเตำไฟข้ำงถนน และวันหนึ่งจะขำยได้สักกี่ฝักจะพอเลี้ยงปำกเลี้ยงท้องละหรือ ถ้ำปำกเดียวท้องเดียวก็คงพอประทัง แต่ถ้ำ ปำกท้องที่ต้องหำเลี้ยงมีมำกกว่ำตัวเองเล่ำ ยำยหรือย่ำคนนี้จะต้องนั่งกร ำอยู่กับไอร้อนจำกถ่ำนแดง ๆ กับ ฝักข้ำวโพดสักวันละกี่ชั่วโมงกว่ำจะได้เอนหลังอันเริ่มจะค่อมโค้งลงเพื่อพักผ่อน ละแวกนั้นข้ำพเจ้ำเดินผ่ำนแทบจะทุกวัน และภำพของแม่ค้ำข้ำวโพดปิ้งที่นั่งหง่อมอยู่กับกำรท ำ มำหำกินเป็นควำมคุ้นเคยกับสำยตำของข้ำพเจ้ำอย ่ำงยิ ่ง บำงวันมองไปก็จะเห็นข้ำวโพดที่ปิ้งสุกแล้ว เรียงซ้อนกันอยู่ด้ำนนอกของตะแกรงจนเป็นรั้วสูง รั้วที่บังมือเหี่ยวย่นไว้อย่ำงจ ำใจเพรำะเย็นวันนั้นคงไม่มี ใครอยำกจะกินข้ำวโพดปิ้ง และนั่นมันหมำยถึงทุนที่ก ำลังจะขำดลอย ก ำไรไม่ต้องพูดถึง อุปำทำนหรือสิ่ง ใดก็ตำมทีวันไหนข้ำวโพดปิ้งสุกแล้ววำงซ้อนกันมำก ๆ ข้ำพเจ้ำรู้สึกเหมือนหน้ำเกรียม ๆ ของคุณยำยคน นั้นแกยิ่งเศร้ำ หลังก็ดูเหมือนจะค่อมโค้งกว่ำที่เคยเห็นและถึงจะไม่ตั้งใจก็อดเข้ำไปแวะซื้อไม่ได้เงินบำท สองบำทบำงทีก็มีค่ำ ครั้งแรกซื้อโดยไม่ตั้งใจเพียงแต่อยำกจะช่วยซื้อให้ยำยแกมีรำยได้เท่ำนั้น แต่ครั้งต่อมำข้ำพเจ้ำ กลับซื้อด้วยควำมตั้งใจ เคยเหมือนกัน เคยผ่ำนไปเสียเฉย ๆ ไม่มองไม่ซื้อ เสร็จแล้วพอกลับบ้ำนไอ้เจ้ำ ควำมไม่สบำยใจไม่รู้วิ่งมำจำกไหนมำเกำะมำก่อกวนอยู่ในควำมรู้สึก จนวันรุ่งขึ้นต้องซื้อข้ำวโพดของยำย เป็นสองเท่ำ ทั้งที่แกไม่เคยเรียกร้องหรือเช้ำชี้ให้ซื้อแกมำก ๆ เลย ที่เคยก็คือขอบอกขอบใจและยิ้มแย้ม กุลีกุจอหยิบข้ำวโพดใส่ถุงให้อย่ำงเรียบร้อยเท่ำนั้น นำนวันเข้ำข้ำพเจ้ำกับแม่ค้ำข้ำวโพดครำวยำยคนนี้ก็ คุ้นเคยหน้ำกันมำกขึ้นจนถึงกับทักถำมทุกข์สุข บำงวันข้ำพเจ้ำคงจะหน้ำคร ่ำเครียดจะด้วยทุกข์อกทุกข์ใจ อะไรก็แล้วแต่ พอเห็นหน้ำแทนที่แกจะเรียกให้ซื้อข้ำวโพด
แกกลับทักว่ำ“ไม่สบำยรึไงพ่อคุณหน้ำคล ้ำเชียว เป็นไข้เป็นหนำวละก็รีบหำยำกินเสียนะเดี๋ยวจะเป็นมำก ไป” มิหน ำซ ้ำยังแนะน ำอีกเสียว่ำ“เป็นไข้ละก็อย่ำกินข้ำวโพดเลย มันถะแหลงไข้” ก็นั่นมันเป็นเครื่องยังชีพ ของยำยแท้ๆ ถูกละถึงข้ำพเจ้ำจะซื้อไม่เกินสองบำท แต่เงินสองบำทที่แกต้องนั่งท ำงำนเป็นเวลำนำนกว่ำจะ ได้ มันก็ย่อมมีค่ำเป็นธรรมดำแกกลับยอมขำดรำยได้ หัวใจของข้ำพเจ้ำมันพร้อมอยู่แล้วที่จะหลงรักผู้เฒ่ำผู้แก่ไม่ว่ำจะครำวป้ำหรือครำวยำย พอได้รับ น ้ำใจจำกยำยข้ำวโพดคนนี้เข้ำข้ำพเจ้ำจึงมีควำมรู้สึกเหมือนแกเป็นญำติผู้ใหญ่ที่ตกยำก ควำมเวทนำสงสำร ควำมห่วงใยจึงเกิดขึ้นเหมือนเงำตำมตัว และข้ำพเจ้ำจึงเรียกแกว่ำยำยได้อย่ำงสนิทปำกสนิทใจ ถ้ำแกช่ำงพูด สักหน ่อยหรือชอบร ำพันถึงตัวเองหรือลูกหลำนอย ่ำงคนแก ่ทั้งหลำยที ่ยังต้องท ำมำหำกินเป็นส่วนมำก ข้ำพเจ้ำก็คงไม่ต้องเสียเวลำตะล่อมถำมเป็นระยะอันเนิ่นนำนเลยว่ำชีวิตส่วนตัวของแกล ำเค็ญเพียงไหน แต่ เพรำะแกพูดน้อยเหลือเกิน และแกก็ไม่เคยพูดถึงตัวเองเลย ช่ำงเป็นคนแก่ที่เงียบขรึมจนข้ำพเจ้ำเกรงใจ แต่ก็ ซักถำมถึงชีวิตส่วนตัวของแกจนได้“พ่อไอ้หนูเขำตำยไปนำนแล้ว ตั้งแต่ไอ้หนูได้เจ็ดขวบอิฉันก็เลี้ยงเขำมำ ด้วยน ้ำพักน ้ำแรง ท ำขนมขำยมั่ง ขำยผักปลำในตลำดมั่ง ไอ้หนูมันก็ดีขยันเรียนหนังสือไม่เคยสอบตกสักชั้น เดียว งำนค้ำขำยมันก็ช่วยแม่ทุกอย่ำง ได้อำศัยเต็มที่แหละลูกคนนี้” “เดี๋ยวหนู ฝักนี้ยังไม่สุกดี เดี๋ยวเอ็งจะท้องขึ้น รอกะเดี๋ยวนะ” “เขำดีจริง ๆ ค่ะคุณ รักแม่เอำใจใส่แม่สำรพัด จะกินจะอยู่อะไรก็เป็นต้องนึกถึงแม่ก่อนเสมอ อิฉันก็ เห็นว่ำเขำรักหนังสือรักกำรเรียน ก็อยำกจะส่งเสียให้ถึงที่สุด สองคนแม่ลูกตะเกียกตะกำยช่วยกันหำกิน ก็ส่ง เสียเขำมำได้จนจบชั้นหก” “เอ้ำ...นี่ตังค์ทอนนะ ฝักละห้ำสิบ ยำยทอนไปห้ำสิบก ำไว้ดีๆ เดี๋ยวจะตกหำยเสีย ค่อยกินล่ะมันยัง ร้อนอยู่” “เขำอยำกเรียนต ่ออิฉันรู้ ยังบอกเขำว ่ำเอำเถอะแม ่จะพยำยำมส่งเสียแต่เขำว่ำเขำเรียนแค่นี้ก็ พอแล้ว พอจะหำงำนท ำได้ลูกผู้ชำยถ้ำขยันไอ้เรื่องอดตำยเป็นไม่มี เขำชอบทำงต้นไม้นะไอ้ลูกคนนี้ แล้วก็มือ ขึ้นเสียด้วยที่บ้ำนอิฉันเขำปลูกต้นไม้ดอกไม้ไว้เต็ม พริก ข่ำ ตะไคร้ โหระพำ ก็ปลูก” แล้วก็ใช่ว่ำจะปลูกใส่ กระถำงดิบดี ชำมรั่ว ๆ กระป๋องน ้ำมันอะไรอย่ำงงี้เอำมำท ำแทนกระถำงได้ทั้งนั้น พอค ่ำลงมะลิที่ปลูกไว้ใน อ่ำงใบโตส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
“เพื่อนฝูงเขำมำกแล้วเพื่อนก็รักทุกคน คนนั้นคนนี้ชวนไปท ำงำนที่โน่นที่นี่ไอ้หนูของดิฉันเขำเลือกไปกับ เพื่อนที่ท ำไร่อยู่ทำงปำกช่อง เขำว่ำเขำชอบทำงท ำไร่ท ำสวน ได้โอกำสแล้วก็จะไปท ำงำนฝึกงำนกับเพื่อน เสียก่อน ปะเหมำะเครำะห์ดีก็อำจจะได้มีที่มีไร่กะเขำบ้ำงก็ได้” “อิฉันน่ะจนลูกโตเป็นหนุ่มก็อดห่วงไม่ได้ ตำมไปดูจนเห็นว่ำเขำมีที่อยู่ที่กินพอสบำยแล้ว ถึงได้กลับมำขำย ผักในตลำดตำมเคย เหงำน่ะมันก็เหงำบ้ำงแต่อำศัยที่ว่ำคนแถวห้องเคยเห็นหน้ำกันมำนำน เด็กเล็กลูกเขำ แถวนั้นก็ได้พึ่งพำอำศัยให้ค่ำขนมมันมั่งอะไรมั่ง จนกระทั่งไอ้หนูเขำได้เงินเดือนเป็นกอบเป็นก ำเขำก็ส่งมำ ให้ เขำลงมำเยี่ยมแม่เสมอแหละค่ะงำนกำรก็ก้ำวหน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่แรกเป็นคนงำนอำศัยตัวเรียนสูงหน่อย แล้วก็ชอบทำงนี้อยู่แล้วก็เลยเลื่อนเป็นหัวหน้ำ เงินทองก็พอมีเก็บง ำอิฉันก็พลอยสบำยขึ้นบ้ำง” “เขำอยู่ที่ไร่นั่นไม่กี่ปีก็เก็บเงินซื้อที่ได้ ผ่อนส่งอยู่หลำยปีเหมือนกันกว่ำจะหมด พอเขำเป็นเจ้ำของไร่เอง ชัก จะมีหลักฐำนก็มำรับแม่ไปอยู่ด้วย อิฉันเลยเลิกขำยของขึ้นไปอยู่กับลูกท ำกับข้ำวกับปลำดูแลบ้ำนช่องให้เขำ ตำมประสำหมำยจะฝำกผีฝำกไข้กับลูก ก็มีกันสองคนเท่ำนั้น หลำนอิฉันก็น่ำรักน่ำเอ็นดู แม่เด็กเป็นคนพื้น นั้น หน้ำตำเขำก็ดีหรอกผิวพรรณสะอำดสะอ้ำนแล้วก็รักผัวรักลูกเหลือเกิน บุญของไอ้หนูเขำ” “อ้ำวอีหนู อยำกกินล่ะซิ เอ้ำ...ยำยให้ เอำฝักที่จะแถมเขำเนี่ยแหละ ฝักดีๆ เอำไว้ขำยเขำ ก ำไรมันน้อยเต็ม ที ข้ำวโพดปีนี้มันแพงเหลือใจ เจ้ำประคุณเอ๋ย...” “คุณว่ำไงนะคะ อ๋อ...ท ำไมอิฉันไม่อยู่กับลูกชำย ก็เขำมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝำแล้ว ถึงอิฉันจะเป็นแม่ แต่ก็ ไม่อยำกให้ลูกร้อนใจเพรำะเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อลูกสะใภ้เขำรังเกียจนักจะอยู่ให้ผัวเมียเขำขุ่นใจกันท ำไม เรี่ยวแรงมีแค่ไหนก็ท ำแต่พอกิน ปำกเดียวท้องเดียวจะยำกล ำบำกอะไรหนักหนำอีกไม่กี่วันก็คงสิ้นเวร คิด เสียอย่ำงนี้อิฉันก็เลยไม่กลับไปพึ่งพำอะไรเขำอีก เงินทองที่เขำเคยให้ไว้ก็ยังพอมีไว้พอท ำทุนค้ำขำย แต่ เดี๋ยวนี้หำบคอนไม่ไหวแล้วคุณ ออกมำปิ้งข้ำวโพดขำยอย่ำงนี้มันไม่ค่อยเหนื่อย นี่ก็จ้ำงเด็กแถวบ้ำนมันหำบ มำส่ง ขำกลับก็หำบกลับให้หำบเองไม่ไหวเสียแล้ว” “พอกลับมำเที่ยวหลังนี้ อิฉันก็เลยย้ำยไปอยู่ที่อื่นลูกเขำก็ไม่มำหำก็จะได้คิดเสียว่ำเขำหำบ้ำนไม่ถูก เขำก็คง ไม่มำหรอกงำนมันมำก คิดถึงเขำก็ได้แต่คิด นี่สั่งข้ำงบ้ำนเขำไว้ว่ำถ้ำอิฉันสิ้นลมไป ก็จดหมำยถึงเขำ เหลือ แต่ซำกลูกสะใภ้เขำคงไม่รังเกียจหรอก ยังไงก็เผำผีแม่หนเดียวเท่ำนั้น”
“คุณว่ำจดหมำยจะไม่ถึงลูกอิฉันน่ะหรือคะ โอย...ถึงค่ะคุณ หน้ำไร่เขำมีป้ำยอันใหญ่บอกไว้ ลงจ่ำหน้ำว่ำ นำยประเสริฐ เจ้ำของไร่จ ำเริญ เป็นถึง...” “ลูกยายเขาทําอะไรนะ ที่โน่นน่ะ” “ไร่ข้าวโพดค่ะคุณ เขาเป็นเจ้าของไร่ข้าวโพด”
ใบงานที่ 1 ความหมายของคำศัพท์ คำสั่ง : ให้นักเรียนเขียนความหมายของคำที่กำหนดให้ และยกตัวอย่างประโยคที่เกี่ยวข้องกับ คำศัพท์ นั่งกรำ : …………………………………………………………………………..............................................................…………… …………………………………………………………….................................................……………………………………. ……………………………………...................................................................................................................... หง่อม : …………………………………………………………………………..............................................................…………… …………………………………………………………….................................................……………………………………. ……………………………………...................................................................................................................... อุปาทาน : …………………………………………………………………………..............................................................…………… …………………………………………………………….................................................……………………………………. ……………………………………...................................................................................................................... กุลีกุจอ : …………………………………………………………………………..............................................................…………… …………………………………………………………….................................................……………………………………. ……………………………………...................................................................................................................... ถะแหลง : …………………………………………………………………………..............................................................…………… …………………………………………………………….................................................……………………………………. ……………………………………...................................................................................................................... รำพัน : …………………………………………………………………………..............................................................…………… …………………………………………………………….................................................……………………………………. ……………………………………......................................................................................................................
ตะล่อม : …………………………………………………………………………..............................................................…………… …………………………………………………………….................................................……………………………………. ……………………………………...................................................................................................................... เก็บงํา : …………………………………………………………………………..............................................................…………… …………………………………………………………….................................................……………………………………. ……………………………………...................................................................................................................... ขุ่นใจ : …………………………………………………………………………..............................................................…………… …………………………………………………………….................................................……………………………………. ……………………………………......................................................................................................................
ใบงานที่ 2 ตอบคำถามจากเนื้อเรื่อง คำสั่ง : ให้นักเรียนอ่านเนื้อเรื่องแล้วตอบคำถาม มือที่จับก้ำนข้ำวโพดให้ได้ไอร้อนสม ่ำเสมอนั้นเป็นที่กำลเวลำอันยำวนำนแต่งเติมเส้นสำยและ ริ้วรอยอันเหี่ยวย่น จนเดำอำยุเจ้ำของมือได้อย่ำงง่ำยดำย ยิ่งมองหน้ำเจ้ำของมือถนัด ถึงแม้คนที่ไม่ อยำกกินข้ำวโพดปิ้งเลยก็ยังอยำกจะซื้อ 1. ใบหน้าดังกล่าวคือใบหน้าของใคร……………………………………………………………………………… ภำพของแม่ค้ำข้ำวโพดปิ้งที่นั่งหง่อมอยู่กับกำรท ำมำหำกินเป็นควำมคุ้นเคยกับสำยตำของ ข้ำพเจ้ำอย่ำงยิ่ง ถึงจะไม่ตั้งใจก็อดเข้าไปแวะซื้อไม่ได้ 2. เพราะเหตุใดนพพรจึงซื้อข้าวโพดของยาย………………………………………………………………… ครั้งแรกซื้อโดยไม่ตั้งใจ แต่ครั้งต่อมำข้ำพเจ้ำกลับซื้อด้วยควำมตั้งใจ 3. เมื่อนพพรไม่ซื้อข้าวโพดของยายจะเกิดความรู้สึกอย่างไร…………………………………………… บำงวันข้ำพเจ้ำคงจะหน้ำคร ่ำเครียดจะด้วยทุกข์อกทุกข์ใจ คุณยายทักว่า “ไม่สบายรึไงพ่อคุณหน้า คล้ำเชียว เป็นไข้เป็นหนาวละก็รีบหายากินเสียนะเดี๋ยวจะเป็นมากไป เป็นไข้ละก็อย่ากินข้าวโพดเลย มันถะแหลงไข้” การขายข้าวโพดเป็นเครื่องยังชีพของยายแท้ ๆ แต่แกกลับยอมขำดรำยได้ 4. เมื่อคุณยายถามนพพรอย่างนั้นทำให้เขามีความรู้สึกอย่างไร………………………………………… นพพรไปอุดหนุนคุณยายบ่อยครั้งจนสนิทเรียกว่ายายได้เต็มปาก จากนั้นเขาจึงถามเรื่องส่วนตัวของ ยาย ยายเคยเลี้ยงดูแลลูกเป็นอย่างดีแต่พอลูกมีครอบครัว สะใภ้กลับไม่ชอบยาย “ก็เขามีครอบครัว เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว ถึงอิฉัน จะเป็นแม่ แต่ก็ไม่อยากให้ลูกร้อนใจเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อลูกสะใภ้ เขารังเกียจนักจะอยู่ให้ผัวเมีย เขาขุ่นใจกันทำไม เรี่ยวแรงมีแค่ไหนก็ทำแต่พอกิน ปากเดียวท้องเดียว จะยากลำบากอะไรหนักหนา อีกไม่กี่วันก็คงสิ้นเวร” 5. คำพูดของยายก่อให้เกิดอารมณ์ใด…………………………………………………………………………… เงินทองที่เขาเคยให้ไว้ก็ยังพอมีไว้พอทำทุนค้าขาย ออกมาปิ้งข้าวโพดขายอย่างนี้มันไม่ค่อย เหนื่อย ยายเลยย้ายไปอยู่ที่อื่นลูกเขาก็ไม่มาหาก็จะคิดเสียว่าเขาหาบ้านไม่ถูก คิดถึงลูกก็ได้แต่คิด นี่ สั่งข้างบ้านไว้ว่าถ้ายายสิ้นลมไป ก็ให้เขียนจดหมายถึงเขา เหลือแต่ซากลูกสะใภ้เขาคงไม่รังเกียจหรอก ยังไงก็เผาผีแม่หนเดียวเท่านั้น 6. แง่คิดที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอจากเรื่อง “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด”คือ…………………………………….
ใบงานที่ 3 เติมข้อความให้ประโยคสมบูรณ์ 1. เติมข้อความให้ประโยคสมบูรณ์ “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด” จัดเป็นงานเขียนประเภท................................................................ มีกลวิธีการ ประพันธ์แบบ…………………………………………………………นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ........................ มีตัวละคร...........................ตัว คือ……………………………………………………………………ฉากในเล่า เรื่องคือ............... มีกลวิธีการดำเนินเรื่องแบบ………………………………………………………………….. 2. ตอบคำถามจากเรื่อง “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด” 2.1 เรื่องสั้น “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด” จัดเป็นเรื่องสั้นประเภทใด (วิเคราะห์หลักการ) ……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………… ………...…………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 ในสังคมไทยถือว่าบทบาทสำคัญของบุตรที่มีต่อบิดามารดามีอะไรบ้าง (วิเคราะห์หลักการ) ……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………… ………...…………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 “คุณยายจึงเลือกที่จะดำรงชีวิตด้วยการขายข้าวโพด” จากข้อความนี้สิ่งใดเป็นต้นเหตุ (วิเคราะห์ความสัมพันธ์) ……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………… ………...…………………………………………………………………………………………………………………… 2.4 เรื่องสั้นนี้ผู้เขียนต้องการแสดงให้เห็นว่าสิ่งใดสำคัญที่สุด (วิเคราะห์ความสำคัญ) ……………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………
2.5 จากเรื่องสั้น “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด” นักเรียนคิดว่าผู้เขียนต้องการนำเสนอแนวคิดในเรื่องใด (วิเคราะห์ความสำคัญ) ……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………… ………...……………………………………………………………………………………………………………………
ใบงานที่ 4 แผนภาพความคิดจากเรื่อง คำสั่ง : ให้นักเรียนเขียนแผนภาพความคิดจากเรื่อง “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด เรื่องสั้น “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด” รูปแบบการประพันธ์ ตัวละคร ฉาก แง่คิด คุณค่า
ใบงานที่ 5 ต่อชิ้นส่วนประโยคให้สมบูรณ์ คำสั่ง : ให้นักเรียนต่อชิ้นส่วนประโยคให้เป็นใจความที่สมบูรณ์ 1. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข้าวโพด ตลาด อยู่ นั่ง ที่ คุณยาย ขาย ผ่าน นพพร บ่อย ๆ ไป แถว เดิน นั้น ยาย อยู่ ขาย เห็น นั่ง เลย ข้าวโพด บ่อยครั้ง ยาย คุณยาย ได้ เรียกว่า ไป อุดหนุน จนสนิท เต็มปาก นพพร ได้ นพพร ยาย ส่วนตัว เรื่อง ถึง ถาม ของ
6. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 7. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 8. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 9. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 10. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ยาย ทำงาน ดูแล อย่างดี ชอบ เคย เป็น เลี้ยง จนลูก ลูก ตนเอง ได้ดี ที่ พอ ครอบครัว ยาย สะใภ้ มี แต่ ไม่ชอบ ยาย ตัวเอง ตลาด กลับมา ที่ ขาย เลย เลี้ยง ข้าวโพด ลูก ยาย งาน ไม่มา มี เพราะ หา เยอะ อาจ ลูก ถ้าแก ไป สะใภ้ ไม่ อย่างน้อย คง สิ้นลม รังเกียจ
11. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ก็ เท่านั้น หนเดียว แม่ เผาผี ยังไง
ใบงานที่ 6 สรุปและระบุข้อคิด คุณค่าที่ได้จากเรื่อง คำสั่ง : ให้นักเรียนสรุปรูปแบบที่ใช้ในการเขียน กลวิธีการประพันธ์ ตัวละคร ลักษณะตัวละคร ฉาก กลวิธีการดำเนินเรื่อง พร้อมทั้งระบุแนวคิดสำคัญของเรื่อง และคุณค่าที่ได้จากเรื่องที่อ่าน ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง อ่านวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คำอธิบาย ในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง อ่านวิเคราะห์ 1. ลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง อ่านวิเคราะห์ฉบับนี้เป็นแบบ ปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2. การตรวจให้คะแนนใช้เกณฑ์ตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดไม่ได้คะแนน ดังนั้นคะแนนเต็ม ของแบบวัดนี้จึงเท่ากับ 20 คะแนน 3. เวลาที่ใช้ในการทำแบบวัดฉบับนี้คือ 50 นาที 4. เวลาตอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง อ่านวิเคราะห์ให้เลือกตัวเลือกที่ถูก ที่สุด แล้วทำเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในกระดาษคำตอบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ข้อ ก ข ค ง 1 X
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง อ่านวิเคราะห์ คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว แล้วทำเครื่องหมายกากบาท (X) ลงในกระดาษคำตอบ อ่านนิทานต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อ 1 – 4 นิทานเรื่อง แรงไม้เรียว ในสมัยราชวงศ์ฮั่นมีเด็กชายชื่อ แป๊ะยู แซ่ฮั้ง เป็นคนแข็งแรง อดทน ประกอบด้วยความ กตัญญูกตเวทีแรงกล้า วันหนึ่งทำความผิดถูกมารดาตีสั่งสอน เขาร้องไห้สะอึกสะอื้น มารดาเห็น เช่นนั้นก็ประหลาดใจจึงถามว่า “แต่ไหนแต่ไรแม่ตีไม่เคยเห็นเจ้าร้องไห้ ไฉนวันนี้จึงร้องไห้สะอึกสะอื้น ถึงปานนี้” แป๊ะยูตอบว่า “ก็ครั้งก่อน ๆ แม่ตีลูกเจ็บมากเพราะแม่แข็งแรง มีสุขภาพสมบูรณ์ มาวันนี้ แรงไม้เรียวที่แม่หวดไม่รู้สึกเจ็บเหมือนแต่ก่อน ความชราทำให้กำลังวังชาของแม่ลดน้อยถอยลงเป็นที่ น่าวิตก ลูกร้องไห้เพราะเหตุนี้” หลังจากนั้นเด็กน้อยก็เปลี่ยนพฤติกรรมแล้วเลิกดื้อกับแม่ 1. นิทานเรื่องนี้จัดเป็นนิทานประเภทใด (วิเคราะห์หลักการ) ก. นิทานท้องถิ่น ข. นิทานศาสนา ค. นิทานคติสอนใจหรือนิทานประเภทคำสอน ง. นิทานเข้าแบบ 2. เด็กชายแป๊ะยูร้องไห้ด้วยสาเหตุใด (วิเคราะห์ความสัมพันธ์) ก. เพราะถูกมารดาทำโทษ ข. เพราะความชราของมารดา ค. เพราะมารดาจะอยู่ด้วยอีกไม่นาน ง. เพราะสำนึกในความผิดของตน 3. สาเหตุใดทำให้เด็กชายแป๊ะยูเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (วิเคราะห์ความสัมพันธ์) ก. เพราะความเจ็บปวดที่ถูกมารดาลงโทษ ข. เพราะความรักที่มีต่อมารดา ค. เพราะความสงสารที่มีต่อมารดา ง. เพราะคำถามของมารดา
4. “แรงไม้เรียว” บอกอะไรกับเด็กชายแป๊ะยู(วิเคราะห์ความสำคัญ) ก. ความโมโหของมารดา ข. กำลังของมารดา ค. เวลาของมารดา ง. ความผิดของแป๊ะยู อ่านนิทานต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 5 – 8 คนขี้เหนียวคนหนึ่งได้ขายทุกสิ่งที่เขามีและซื้อทองคำมาก้อนหนึ่ง ซึ่งเขานำมันไปฝังลงใน หลุมที่อยู่ข้างกำแพงเก่า เขาเดินไปดูทุกวัน คนงานของเขาคนหนึ่งสังเกตเห็นว่าคนขี้เหนียวไปที่จุดนั้น อยู่เสมอ จึงตัดสินใจ จับตาดูความเคลื่อนไหวของเขา ไม่นานคนงานก็พบความลับเรื่องสมบัติที่ ซ่อน ไว้ และเมื่อขุดลงไปก็พบก้อนทองคำและขโมยมันไป เมื่อคนขี้เหนียว มาดูอีกครั้งก็พบแต่หลุมว่าง เปล่า เขาจึงเริ่มดึงผมของตัวเองและคร่ำครวญเสียงดังด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เพื่อนบ้านเห็นเขาจม อยู่กับความเศร้าโศก และได้รับรู้ถึงสาเหตุ จึงกล่าวว่า "สวดมนต์เสียเถิดอย่าเสียใจไปเลย ท่านก็เอา หินใส่ไว้ในหลุมสิแล้วคิดว่าทองคำยังวางอยู่ตรงนั้น มันก็ให้ผลเหมือนกับตอนที่ยังมีทองคำอยู่ อย่างไร เสียท่านก็เหมือนกับไม่มีมันอยู่แล้ว เพราะท่านไม่ได้นำมันมาใช้เลยสักนิด" 5. ควรตั้งชื่อเรื่องว่าอย่างไรจึงจะเหมาะสม (วิเคราะห์ความสัมพันธ์) ก. คนงานกับคนขี้เหนียว ข. คนงานกับทองคำ ค. เพื่อนบ้านกับคนขี้เหนียว ง. คนขี้เหนียวกับทองคำ 6. คำกล่าวใดสอดคล้องกับเรื่องนี้(วิเคราะห์ความสัมพันธ์) ก. การไว้ใจคนอื่นถือเป็นข้อผิดพลาด ข. การที่ไม่ได้ใช้ของที่มีก็เหมือนกับว่าไม่มีของสิ่งนั้น ค. ให้รู้จักทำงานและประหยัดอดออม ง. อย่าเก็บของมีค่าที่สามารถขโมยได้ 7. จากนิทานข้างต้นเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน (วิเคราะห์ความสัมพันธ์) ก. ชายคนหนึ่งขโมยทองคำของคนขี้เหนียว ข. คนขี้เหนียวขุดหลุมแล้วซ่อนสมบัติของเขาไว้ในนั้น ค. เพื่อนบ้านของคนขี้เหนียวบอกเขาหาหินมาวางแทนทองคำ ง. คนขี้เหนียวตัดสินใจเปลี่ยนเงินที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นก้อนทองคำ
8. ผู้เขียนนำเสนอแง่คิดในข้อใด (วิเคราะห์ความสำคัญ) ก. เลือกคนดีมาเป็นคนงาน ข. จะเก็บทรัพย์สินไว้ที่ใดควรดูให้รอบครอบ ค. ควรฝังลงไปในดินให้ลึกคนงานจะได้ขุดหาไม่พบ ง. ของมีค่าหากไม่นำไปใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร อ่านเรื่องต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 9 - 16 ผมคงจะเกาะรั้วบ้านอยู่นานผิดปรกติ จึงได้แว่วเสียงเตือนมาจากบ้านแสงไฟวอมแวม “คุณ...คุณ! เข้าบ้านไม่ถูกหรือไง” ป้าแช่มแงะหน้าต่างถาม “ต้องให้ป้าออกไปช่วยมั้ย" ผม ส่ายหน้าแล้วบังคับตัวเข้าบ้าน "ว่าแต่ป้าคืนนี้ยังไม่นอนอีกหรือ” “ไอ้หลานเวรนี่มันตื่นกวน พ่อแม่มันก็ไม่ลุก” ป้าแช่มว่า ก่อนกลับเข้าไปกุกกักอยู่กับ หลานชายต่อ เสียงหลานยังร้องงอแงออดอ้อนคล้ายกับเสียงของใบกล้วยครางลม และเสียงของป้าก็ ยังปลอบโยนอยู่เบาหวิว อ่อนโยนราวกับสายลมลอยอ้างว้างในยามดึก ที่ทั้งน่ารำคาญและน่าเศร้า ชีวิตของเรานี้หนอ.. ป้าแช่มจากบ้านชนบทมาตั้งแต่วัยสาว ละทิ้งทุ่งกว้างแสนแล้งมาเริ่มชีวิตในเมืองหลวง ด้วย การเป็นคนใช้อยู่บ้านเจ้าสัวใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “เขา” ของป้าแช่มพายเรือเร่ขายข้าวเหนียวปิ้ง ข้าวต้มมัด ขึ้นล่องลำน้ำอันเป็นลำรักสายนี้ เขาจะพายเรือมาจอดแวะที่ท่าน้ำหน้าบ้านเจ้าสัวใหญ่รายนี้ จากวันละไม่น้อยกว่าสองครั้ง เป็นสามครั้ง สี่ครั้ง และก็อย่าเสียเวลานับเลย “เป็นคนหนุ่มใจดี อิชั้นยังจำได้" ป้าแช่มเมื่อฟื้นความหลังแล้วสีหน้าดูอิ่มสุข “ไม่หล่อเหล่อ อะไรหรอก...แต่สำหรับตัวป้าสาว ๆ ไม่เลวนาคุณ" ป้ารอดมือเจ้าสัวใหญ่มาได้ก็บุญแล้ว เมียท่านเป็น คนขี้หึง ทำตัวติดกับผัวไม่ยอมห่าง ก็เดชะบุญไปอย่างหนึ่ง ป้าแช่มเล่ายิ้ม ๆ และขยับปากหยับ ๆ ให้ หมากเข้าที่ “ป้าก็เลยไม่มีโอกาส” ผมว่าเล่น ป้าแช่มหัวเราะคิกจนน้ำหมากกระจาย สาวแช่มจึงจากบ้านเจ้าสัวใหญ่มาในคืนอันรัญจวนนั้น และได้อยู่กินกับเขามาจนถึงวันที่เขา ได้ตายจากไปก่อน “คนเรามีความรัก ก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ที่จริงเราสองคนช่วยกันทำงานหนักมา ทั้งชีวิตก็ว่าได้ เปลี่ยนงานมาก็มาก หาบขนมขายเอย ตั้งร้านข้าวแกงเอย รับซักรีดเสื้อผ้า ขุดท้องร่อง ดายหญ้า แจวเรือส่งคนข้ามฟาก เอาทั้งนั้นไม่เคยเลือก"
ป้าแช่มเล่าถึงตรงนี้ ดวงตาสีน้ำข้าวยิ่งขึ้นและหมองหนัก “แต่เราก็ไม่เคยรวย...” บ้านเช่าของป้าแช่มอันที่จริงก็ไม่ต่างกับบ้านเช่าที่ผมอยู่ แต่จะเป็นเพราะด้วยความแก่ของป้า หรือไรบ้านจึงดูคลับคล้ายกับกรงขังของคนแก่ และคล้ายกับว่าอมไว้แต่ความเศร้าหมองหม่น ไม่ต่าง จากเรือนชราในสถานสงเคราะห์ “เราไม่เที่ยวเตร่ แต่หาเงินได้มาก็หมดไปกับค่าเช่าบ้านหลังแล้วหลังเล่า กับการกินอยู่ที่หมด ไปในแต่ละมื้อ โชคยังดีอยู่นะ เอ๊ะ อืมม... ต้องเรียกว่าโชคดีซี่ที่มีลูกแค่คนเดียว จึงเลี้ยงให้รอดมาได้ และพอให้ได้ร่ำเรียนกะเขาบ้าง” ผมว่าตอนนี้ป้าแช่มเองก็อดสงสัยไม่ได้หรอกว่าโชคดีหรือร้ายที่มีลูก เพียงคนเดียว “ที่จริงป้าก็มีลูกมาก่อนหน้านี้แล้วสองคน เป็นผู้ชายทั้งคู่ ตายซะตั้งแต่แรกคลอดก็น่าเสียดาย อยู่นะ ถ้าเขาอยู่ป่านนี้ป้าอาจสบายแล้วก็ได้ แต่อย่าไปคิดถึงมันเลย เรื่องของบาปของบุญ เขาไม่มี วาสนาที่จะได้อยู่กับเรา" สิ่งที่ป้าแช่มเฝ้าคิดและพูดถึงอยู่เสมอก็ได้แก่ “เขา” ของป้าที่ได้ตายจากไป เสียก่อน ตั้งแต่ลูกสาวยังเล็ก “เราเคยสัญญากันไว้นะคุณ ว่าจะอยู่กันไปเรื่อย ๆ จนกว่าลูกสาวจะโตและมีครอบครัวเลี้ยง ตัวได้ เราก็จะตายพร้อม ๆ กัน แต่เขาก็มาไปก่อน ทิ้งป้าไว้อยู่คนเดียว ทุกวันนี้ป้าอยากจะตายตาม เขาไปอยู่ทุกวัน ป้ารู้สึกตัวดีว่าแก่และเหนื่อยมากเกินไปแล้ว...” ลูกสาวป้าแช่มก็มามีลูกเมื่อมีอายุแล้ว เธอกับสามีทำงานเป็นพนักงานเล็ก ๆ อยู่บริษัทเดียวกัน และมีอุปนิสัยคล้ายกันมาก คือรักสบายและ ชอบใช้คนแก่ วันต่อมา ผมลืมตาตื่นขึ้นเมื่อตะวันจะใกล้เที่ยงแย้มบานหน้าต่าง ก็ได้เห็นป้าแช่มสาละวนอยู่ กับเสื้อผ้ากองโต มือเรียวขาวซีด แต่เหงื่อตกใบหน้าไปตามริ้วแก้มที่ยับย่น ป้าแช่มคนใช้ผู้จากบ้าน เจ้าสัวใหญ่มาเมื่อหลายปีก่อนถึงวันนี้เดี๋ยวนี้ ก็ยังมีสภาพที่ไม่ต่างไปจากคนใช้และซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ไม่ เคยได้รับเงินค่าตัวนอกจากกินอยู่ไปวัน ๆ จากหนังสือเด็ก ผู้หญิง คนแก่ แมว และผม ของ อัศศิริ ธรรมโชติ 9. เนื้อเรื่องข้างต้นนี้จัดเป็นงานเขียนประเภทใด (วิเคราะห์หลักการ) ก. เรื่องสั้น ข. นิทาน ค. บทความ ง. ชีวประวัติ
10. โครงเรื่องข้างต้นกล่าวถึงเรื่องใด (วิเคราะห์ความสำคัญ) ก. ลูกที่ไม่เอาใจใส่พ่อแม่ ข. บุพการีเป็นที่พึ่งของลูกหลาน ค. ชีวิตที่ลำบากของคนแก่ ง. ความรักความอบอุ่นภายในครอบครัว 11. มุมมองของตัวละคร "ผม" ที่มีต่อสังคมที่เขาพบเป็นอย่างไร (วิเคราะห์หลักการ) ก. เป็นสังคมไร้น้ำใจ ข. เป็นสังคมที่น่าเบื่อมีแต่การเอารัดเอาเปรียบ ค. เป็นสังคมที่คนขาดความกตัญญู ง. เป็นสังคมที่ผู้คนขาดคุณธรรมและเห็นแก่ตัว 12. ผู้เขียนมีจุดประสงค์ในการเขียนอย่างไร (วิเคราะห์ความสำคัญ) ก. ให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิต ข. ให้ข้อเสนอแนะว่าทุกคนควรอยู่กันด้วยความรัก ค. สะท้อนให้เห็นสภาพปัญหาครอบครัวในปัจจุบัน ง. เปรียบเทียบให้เห็นถึงความรักที่แม่มีต่อลูก และลูกแสดงออกต่อแม่ 13. พฤติกรรมของ “ลูกสาวป้าแช่ม" ผู้เขียนต้องการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใดมากที่สุด (วิเคราะห์ ความสำคัญ) ก. ปัญหาสังคม ข. ปัญหาเศรษฐกิจ ค. ปัญหาครอบครัว ง. ปัญหาการทำงาน 14. สังคมไทยยกย่องบุคคลประเภทใด (วิเคราะห์หลักการ) ก. คนที่เรียนหนังสือเก่ง ข. คนที่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ค. คนที่มีครอบครัวอบอุ่น ง. คนที่มีหน้าที่การงานดี 15. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ คืออะไร (วิเคราะห์ความสำคัญ) ก. การอบรมเลี้ยงดู ข. ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ค. ความสามัคคีในครอบครัว ง. การทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน
16. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตในเรื่องใด (วิเคราะห์ความสำคัญ) ก. การอบรมเลี้ยงดูบุตรหลาน ข. การปฏิบัติตนตามหน้าที่ของลูกที่ดี ค. ความขยันขันแข็งเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง ง. การช่วยเหลืองานในครอบครัวเป็นสิ่งดี ให้นักเรียนอ่านบทความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อ 17 – 20 การชนะที่ยิ่งใหญ่คือการ "ชนะใจตนเอง" ถือเป็นการเอาชนะกิเลส และจิตใจที่ใฝ่ต่ำหรือผิด ศีลธรรม เป็นที่น่าสังเกตสำหรับคนที่สามารถเอาชนะใจตนเองได้นั้นจะต้องฝึกแก้ไขนิสัยที่บกพร่อง ของตนให้เกิดนิสัยดีขึ้นมาทดแทน การชนะใจตนเองจะทำให้ตนเองอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข มีจิต เมตตา แผ่เมตตาไปให้ทั้งมิตร และศัตรู มีเสน่ห์ มีผู้ที่รัก ต้องการคบหาสมาคมด้วย และผู้มีที่จิตใจที่ เข้มแข็งก็จะเอาชนะอุปสรรคทุกชนิดที่ผ่านเข้ามาในวิถีชีวิตได้ ดังนั้นการชนะใจตนเอง อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุที่คนเราจะประสบความสำเร็จในการทำสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ในระดับที่แตกต่างกัน สืบเนื่องมาจากความสามารถในการเอาชนะใจตนนั่นเอง การชนะใจ ตนเอง นับเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถสร้างอุปนิสัยที่ดีลงสู่ตัวเราได้ เราไม่อาจขยันและ มีความเพียรพยายามได้เลย รวมทั้งเราอาจทำการสิ่งใด ๆ ไม่สำเร็จได้เลย หากเราไม่สามารถเอาชนะ ความเกียจคร้าน ที่เป็นเสมือนพื้นฐานทางนิสัยของเราให้ได้เสียก่อน โดยเฉพาะการที่เราอยากจะชนะ คนอื่น ๆ ดังนั้นการทำสิ่งที่ยากเพื่อให้แตกต่างจากคนอื่น ๆ จำเป็นต้องมีความสามารถ หรือกำลังใจที่ เข้มแข็งในการเอาชนะใจตนเองให้จงได้ เคล็ดลับดี ๆ การปรับตัว ใช้สติ ความอดทน และความพยายามกำกับ ถ้าคนเรามีสติเมื่อจะ ทำอะไรไป ทางที่ไม่ดี จะมีตอนหนึ่งใจใฝ่ดีรู้สึกและเตือนไม่ให้ทำ อย่างแรก เราสังเกตได้ง่าย ๆ เช่น คนสูบบุหรี่ รู้ทั้งรู้ว่าการสูบบุหรี่ทำให้มีโทษทั้งต่อตนเอง และคนรอบข้าง ทั้ง ๆ ที่รู้ ชั่ววูบหนึ่งเชื่อได้ว่าจิตใจของเขาตระหนักถึงผลเสียและอยากจะหยุด แต่ อำนาจแห่งจิตใจฝ่ายไม่ดีก็จะสร้างข้อแม้ เช่น คนเราเดี๋ยวก็ตายสูบ ๆ ไปเถอะ หรือพรุ่งนี้ค่อยเลิกสูบ กลายเป็น ว่าเขาก็ยังคงจะ สูบบุหรี่ต่อไป ในทางกลับกันถ้าช่วงแห่งเวลาที่เรามีสติที่จิตใฝ่ดีรู้ตัวเอง ถ้า เราจะฝืนตัวเองให้หยุด เดินไปทิ้งบุหรี่ เข้าห้องน้ำล้างหน้า ไปซื้อหมากฝรั่งมาเคี้ยวเล่นแทน เราก็คงไม่ ต้องมาสูบบุหรี่ หรือการที่เราจะตามใจตนเอง การนอนตื่นสายเพราะเราขี้เกียจทั้งที่รู้ตัวว่าไม่ดี เพราะฉะนั้น ห้ามให้อารมณ์มาควบคุมจนเป็นนิสัย อย่างสุดท้าย การเริ่มชนะใจตนเองสามารถกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ โดยเราจะต้องกำจัด ความเกียจคร้านเสียตั้งแต่วันนี้ และเริ่มต้นหันมาเป็นคนขยัน มานะ พากเพียร แล้ววันต่อ ๆ ไปเราก็ CV
ต้องเตือนตัวเองให้ตั้งมั่นอยู่ในความขยัน และกระตือรือร้นอยู่เสมอ ไม่นานนิสัยความเพียรพยายามก็ จะฝังติดตัวเราได้ วิธีแก้ความเกียจคร้านของเรา สรุปได้ก็คือต้องรู้จักเอาชนะใจตนเอง วิธีเอาชนะใจ ตนเองทำอย่างไรก็ต้องแล้วแต่ละคนที่จะต้องเรียนรู้ตนเองและนำไปปรับใช้ แก้ไข เป็นการแก้ปัญหา เฉพาะหน้า ซึ่งหากเราไม่เรียนรู้วิธีเอาชนะตนเอง เราก็จะไม่สามารถที่จะเอาชนะคนอื่นได้เช่นกัน ค่อย ๆ สร้างนิสัย ให้ยอมรับพฤติกรรมของตัวเอง จากนั้น เริ่มปรับปรุงจุดต่าง ๆ ที่ตนเองคิดว่ารู้สึก เกียจคร้านให้เราได้ปลูกสร้างความขยันเข้าไปในตัวเอง ที่มา: https://cities.trueid.net/article/เคล็ดลับการชนะใจตนเองtrueidintrend 50856 17. นักเรียนได้รับประโยชน์จากการอ่านบทความนี้ ยกเว้นข้อใด (วิเคราะห์ความสำคัญ) ก. ได้รู้วิธีการเอาชนะใจผู้อื่น ข. ได้เรียนรู้วิธีการเอาชนะใจตนเอง ค. ได้เห็นคุณค่าของการฝึกฝนตนเอง ง. ได้แรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตน 18. บุคคลใดต่อไปนี้นำข้อคิดที่ได้จากบทความข้างต้นไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน (วิเคราะห์ ความสำคัญ) ก. สตางค์ทำความสะอาดบ้านทุกวัน ไม่ปล่อยให้บ้านรก ข. เท่ห์บอกกับแม่ว่า อีก 2 วัน จะเริ่มอ่านหนังสือสอบ ค. แชมป์ยืมเงินเพื่อน เพราะต้องการซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ ง. โชขอรับประทานขนมหวานเป็นวันสุดท้าย แล้วพรุ่งนี้จะลดน้ำหนัก 19. บทความข้างต้น ตรงกับสุภาษิตใดต่อไปนี้(วิเคราะห์ความสัมพันธ์) ก. ตีตนก่อนใช้ ข. ยกตนข่มท่าน ค. ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ง. ชนะตนนั่นแหละเป็นดี 20. ผู้เขียนมีจุดประสงค์ในการนำเสนอบทความอย่างไร (วิเคราะห์ความสำคัญ) ก. ติเตียน ข. ให้ข้อคิด ค. ห้ามปราม ง. โน้มน้าวใจ
เฉลยข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ข้อ เฉลย ข้อ เฉลย 1 ค 11 ค 2 ข 12 ค 3 ข 13 ค 4 ข 14 ข 5 ง 15 ข 6 ข 16 ข 7 ง 17 ข 8 ง 18 ก 9 ก 19 ง 10 ก 20 ข
แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท23102 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 3 แผน ระดับคุณภาพของผลงาน 5 หมายถึง คุณภาพในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง คุณภาพในระดับมาก 3 หมายถึง คุณภาพในระดับปานกลาง 2 หมายถึง คุณภาพในระดับน้อย 1 หมายถึง คุณภาพในระดับน้อยที่สุด รายการประเมิน ระดับคะแนน 5 4 3 2 1 มาตรฐานการเรียนรู้ 1.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 1.2 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ 1.3 สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ ตัวชี้วัด 2.1 สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ 2.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ 2.4 สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ สาระสำคัญ 3.1 สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ 3.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.3 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ 4.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้
รายการประเมิน ระดับคะแนน 5 4 3 2 1 4.2 สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ 4.3 เหมาะสมกับระดับชั้นของนักเรียน สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 5.1 สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 5.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์ 5.3 สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีความชัดเจน เข้าใจง่าย 6.2 เหมาะสมกับระดับชั้นของนักเรียน สาระการเรียนรู้ 7.1 สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 7.2 มีความชัดเจน เข้าใจง่าย 7.3 มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน 7.4 เหมาะสมกับวัยของนักเรียน กระบวนการจัดการเรียนการสอน 8.1 กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียน 8.2 สอดคล้องกับเนื้อหา 8.3 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 8.4 สอดคล้องกับเอกสารประกอบการเรียน 8.5 เหมาะสมกับเนื้อหา 8.6 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม 8.7 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้เกิดการคิดวิเคราะห์ การวัดและประเมินผล 9.1 สอดคล้องกับเนื้อหา 9.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 9.3 ส่งเสริมการวัดด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย 9.4 วิธีการวัดผลสามารถประเมินได้ 9.5 เครื่องมือที่ใช้วัดมีความเหมาะสม
รายการประเมิน ระดับคะแนน 5 4 3 2 1 สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 10.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 10.2 สอดคล้องกับเนื้อหา 10.3 กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียน 10.4 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการใช้สื่อ 10.5 เหมาะสมกับระดับชั้นและวัยของผู้เรียน รวมคะแนน..........................คะแนน ค่าเฉลี่ย........................ ระดับคุณภาพ............................. ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.51 – 5.00 หมายถึง คุณภาพในระดับมากที่สุด 3.51 – 4.50 หมายถึง คุณภาพในระดับมาก 2.51 – 3.50 หมายถึง คุณภาพในระดับปานกลาง 1.51 – 2.50 หมายถึง คุณภาพในระดับน้อย 1.00 – 1.50 หมายถึง คุณภาพในระดับน้อยที่สุด ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน (………............................................) ............./................/..............
แบบประเมินความสอดคล้องระหว่างคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ของแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คำชี้แจง : ให้ท่านพิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อต่อไปนี้วัดตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ โดยทำ เครื่องหมาย √ ลงในช่อง +1 , 0 หรือ -1 ที่ตรงกับความคิดเห็นของท่าน ดังนี้ +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงตามจุดประสงค์ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงตามจุดประสงค์ - 1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์ จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 การอ่านวิเคราะห์จากนิทาน ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 1. นิทานเรื่อง “คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา” จัดเป็นนิทาน ประเภทใด 2. จากนิทานเรื่อง “คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา” ให้ข้อคิดตรงกับ สำนวนใด 3. ลักษณะนิสัยของตัวละคร “นักศึกษา” เป็นอย่างไร 4. นักเรียนคิดว่าผู้เขียนมีจุดประสงค์ในการนำเสนอนิทานเรื่องนี้ อย่างไร 5. จากนิทานเรื่อง “คนแจวเรือจ้างกับนักศึกษา” ให้ข้อคิดอย่างไร การอ่านวิเคราะห์จากเรื่องสั้น ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ 1. เรื่องสั้น “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด” จัดเป็นเรื่องสั้นประเภทใด 2. ในสังคมไทยถือว่าบทบาทสำคัญของบุตรที่มีต่อบิดามารดามี อะไรบ้าง
จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 3. “คุณยายจึงเลือกที่จะดำรงชีวิตด้วยการขายข้าวโพด” จาก ข้อความนี้สิ่งใดเป็นต้นเหตุ 4. เรื่องสั้นนี้ผู้เขียนต้องการแสดงให้เห็นว่าสิ่งใดสำคัญที่สุด 5. จากเรื่องสั้น “ข้าวเอ๋ยข้าวโพด” นักเรียนคิดว่าผู้เขียนต้องการ นำเสนอแนวคิดในเรื่องใด การอ่านวิเคราะห์จากบทความ ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 1. จากเรื่อง “การศึกษาเป็นรากแก้วของสังคม” จัดเป็นงานเขียน ประเภทใด 2. จากเรื่อง “การศึกษาเป็นรากแก้วของสังคม” นักเรียนคิดว่า ผู้เขียนต้องการนำเสนอแนวคิดในเรื่องใด 3. นักเรียนเห็นด้วยกับคำว่า “การศึกษาเป็นรากแก้วของสังคม” หรือไม่ อย่างไร 4. คำที่ปรากฏในเรื่อง “การศึกษาเป็นรากแก้วของสังคม” มีคำ ใดบ้างที่ควรค่าแก่การพิจารณาความหมาย 5. นักเรียนคิดว่าหากประเทศไม่ได้รับการพัฒนาด้านการศึกษา แนวโน้มในอนาคตสิ่งใดจะเกิดขึ้นตามมา
แบบประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ คำชี้แจง : ให้ท่านพิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อต่อไปนี้วัดตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ โดยทำ เครื่องหมาย √ ลงในช่อง +1 , 0 หรือ -1 ที่ตรงกับความคิดเห็นของท่าน ดังนี้ +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงตามจุดประสงค์ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงตามจุดประสงค์ - 1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์ จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 1. นิทานเรื่องนี้จัดเป็นนิทานประเภทใด ก. นิทานท้องถิ่น ข. นิทานศาสนา ค. นิทานคติสอนใจหรือนิทานประเภทคำสอน ง. นิทานเข้าแบบ 2. เด็กชายแป๊ะยูร้องไห้ด้วยสาเหตุใด ก. เพราะถูกมารดาทำโทษ ข. เพราะความชราของมารดา ค. เพราะมารดาจะอยู่ด้วยอีกไม่นาน ง. เพราะสำนึกในความผิดของตน 3. สาเหตุใดทำให้เด็กชายแป๊ะยูเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก. เพราะความเจ็บปวดที่ถูกมารดาลงโทษ ข. เพราะความรักที่มีต่อมารดา ค. เพราะความสงสารที่มีต่อมารดา ง. เพราะคำถามของมารดา
จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 4. “แรงไม้เรียว” บอกอะไรกับเด็กชายแป๊ะยู ก. ความโมโหของมารดา ข. กำลังของมารดา ค. เวลาของมารดา ง. ความผิดของแป๊ะยู 5. นิทานเรื่องนี้จัดเป็นนิทานประเภทใด ก. นิทานชาดก ข. นิทานเข้าแบบ ค. นิทานคติสอนใจหรือนิทานประเภทคำสอน ง. นิทานปรัมปรา 6. ควรตั้งชื่อเรื่องว่าอย่างไรจึงจะเหมาะสม ก. คนงานกับคนขี้เหนียว ข. คนงานกับทองคำ ค. เพื่อนบ้านกับคนขี้เหนียว ง. คนขี้เหนียวกับทองคำ 7. คำกล่าวใดสอดคล้องกับเรื่องนี้ ก. การไว้ใจคนอื่นถือเป็นข้อผิดพลาด ข. การที่ไม่ได้ใช้ของที่มีก็เหมือนกับว่าไม่มีของสิ่ง นั้น ค. ให้รู้จักทำงานและประหยัดอดออม ง. อย่าเก็บของมีค่าที่สามารถขโมยได้ 8. จากนิทานข้างต้นเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อน ก. ชายคนหนึ่งขโมยทองคำของคนขี้เหนียว ข. คนขี้เหนียวขุดหลุมแล้วซ่อนสมบัติของเขาไว้ในนั้น ค. เพื่อนบ้านของคนขี้เหนียวบอกเขาหาหินมาวางแทน ทองคำ ง. คนขี้เหนียวตัดสินใจเปลี่ยนเงินที่มีอยู่ทั้งหมดเป็น ก้อนทองคำ
จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 9. ผู้เขียนนำเสนอแง่คิดในข้อใด ก. เลือกคนดีมาเป็นคนงาน ข. จะเก็บทรัพย์สินไว้ที่ใดควรดูให้รอบครอบ ค. ควรฝังลงไปในดินให้ลึกคนงานจะได้ขุดหาไม่พบ ง. ของมีค่าหากไม่นำไปใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร 10. ผู้เขียนเรื่องนี้มุ่งให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์ในเรื่องใด ก. การทำมาหากินสุจริต ข. การใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล ค. การคิดแยกแยะระหว่างความดีความชั่ว ง. การรู้จักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 11. สำนวนในข้อใดสอดคล้องกับข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ ก. ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด ข. มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ค. ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ง.จิตใจของมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง 12. ข้อเสียของนายเสียงคือข้อใด ก. เชื่อคนง่าย ข. ไม่รู้จักแยกแยะความดีความชั่ว ค. เกียจคร้านในการทำมาหากิน ง. ขาดสติในการรับฟัง 13. ถ้านักเรียนเป็น "นายเสียง" นักเรียนจะตัดสินใจทำอย่างไรกับ คำแนะนำของเศรษฐีกั๋ว ก. ปฏิบัติตามอย่างมีสติ ข. คิดไตร่ตรองคำแนะนำให้ถี่ถ้วน ค. ซักถามเพื่อความแน่ใจ ง. คิดหาทางประกอบอาชีพด้วยตนเอง
จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 14. ย่อหน้าที่สองกล่าวถึงเรื่องใด ก. สิ่งที่ทำให้เศรษฐีร่ำรวย ข. วิธีการขโมยของของเศรษฐีกั๋ว ค. เหตุที่นายเสียงถูกตำรวจจับ ง. นายเสียงไปขโมยของชาวบ้าน 15. ข้อใดเป็นข้อสรุปของนิทานเรื่องนี้ ก. การมีสติในการดำรงชีวิต ข. การประกอบอาชีพที่สุจริตย่อมมีแต่ความเจริญ ค. คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหา ผล ง. การใช้วิจารณญาณในการฟังและตัดสินใจปฏิบัติ ตามอย่างมีสติเป็นเรื่องสำคัญ 16. เนื้อเรื่องข้างต้นนี้จัดเป็นงานเขียนประเภทใด ก. เรื่องสั้น ข. นิทาน ค. บทความ ง. ชีวประวัติ 17. โครงเรื่องข้างต้นกล่าวถึงเรื่องใด ก. ลูกที่ไม่เอาใจใส่พ่อแม่ ข. บุพการีเป็นที่พึ่งของลูกหลาน ค. ชีวิตที่ลำบากของคนแก่ ง. ความรักความอบอุ่นภายในครอบครัว 18. มุมมองของตัวละคร "ผม" ที่มีต่อสังคมที่เขาพบเป็นอย่างไร ก. เป็นสังคมไร้น้ำใจ ข. เป็นสังคมที่น่าเบื่อมีแต่การเอารัดเอาเปรียบ ค. เป็นสังคมที่คนขาดความกตัญญู ง. เป็นสังคมที่ผู้คนขาดคุณธรรมและเห็นแก่ตัว
จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 19. ผู้เขียนมีจุดประสงค์ในการเขียนอย่างไร ก. ให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิต ข. ให้ข้อเสนอแนะว่าทุกคนควรอยู่กันด้วยความรัก ค. สะท้อนให้เห็นสภาพปัญหาครอบครัวในปัจจุบัน ง. เปรียบเทียบให้เห็นถึงความรักที่แม่มีต่อลูก และลูก แสดงออกต่อแม่ 20. “ลูกสาวป้าแช่ม" ในเรื่องนี้เป็นคนอย่างไร ก. เป็นคนเอาการเอางาน ค. เลี้ยงดูเอาใจใส่แม่ ข. เกรงอกเกรงใจแม่ ง. รักความสะดวกสบาย 21. พฤติกรรมของ “ลูกสาวป้าแช่ม" ผู้เขียนต้องการสะท้อนให้เห็น ถึงปัญหาใดมากที่สุด ก. ปัญหาสังคม ข. ปัญหาเศรษฐกิจ ค. ปัญหาครอบครัว ง. ปัญหาการทำงาน 22. ข้อความใด บอกถึงแก่นของเรื่องนี้ ก. ความรักที่แม่มีต่อลูก ข. การเลี้ยงดูบุตรหลาน ค. ลูกควรเลี้ยงดูพ่อแม่ ง. การดูแลเอาใจใส่คนแก่ 23. สังคมไทยยกย่องบุคคลประเภทใด ก. คนที่เรียนหนังสือเก่ง ค. คนที่มีครอบครัวอบอุ่น ข. คนที่กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ง. คนที่มีหน้าที่การงานดี
จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 24. "ป้าแช่มคนใช้ผู้จากบ้านเจ้าสัวใหญ่มาเมื่อหลายปีก่อนถึงวันนี้ เดี๋ยวนี้ ก็ยังมีสภาพที่ไม่ต่างไปจากคนใช้และซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ไม่ เคยได้รับเงินค่าตัวนอกจากกินอยู่ไปวัน ๆ ข้อใด สรุปได้ถูกต้อง ก. เพราะป้าแช่มตกงานจึงต้องอาศัยลูก ข. เพราะเป็นหน้าที่ของแม่ที่ต้องดูแลลูก ค. เพราะป้าแช่มรักลูกและยอมทำทุกอย่างเพื่อลูก ง. เพราะลูกของป้าแช่มรักความสบายและเลี้ยงลูก ไม่เป็น 25. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ คืออะไร ก. การอบรมเลี้ยงดู ข. ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ค. ความสามัคคีในครอบครัว ง. การทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน 26. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนิน ชีวิตในเรื่องใด ก. การอบรมเลี้ยงดูบุตรหลาน ข. การปฏิบัติตนตามหน้าที่ของลูกที่ดี ค. ความขยันขันแข็งเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง ง. การช่วยเหลืองานในครอบครัวเป็นสิ่งดี 27. บทความนี้เป็นบทความประเภทใด ก. บทความเชิงโต้แย้ง ข. บทความเชิงวิเคราะห์ ค. บทความเชิงวิจารณ์ ง. บทความเชิงวิชาการ
จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 28. จากบทความดังกล่าว ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะมีสาเหตุจากอะไร ก. ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ข. ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเข้มข้นขึ้น ค. การเพิ่มจำนวนของโรงงานอุตสาหกรรม ง. ภาวะอากาศร้อนภายในโลก 29. วิธีการป้องกันและยับยั้งการละลายของน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก และการเกิดคลื่นสึนามิคือข้อใด ก. ประชาสัมพันธ์ในทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้ ข. ลดการใช้สารที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ค. เพิ่มงบประมาณในการทำวิจัยสำรวจสภาพชั้น บรรยากาศ ง. เลิกใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ 30. เรื่อง “โลกหมุนเร็ว” มีลักษณะตรงกับข้อใดมากที่สุด ก. เสนอสถานการณ์ที่เข้าขั้นวิกฤต ข. เป็นสถานการณ์ที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ค. ใช้ภาษาสื่อสารเรื่องที่มีความซับซ้อน ง. ปรากฏข้อมูลทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงและทรรศนะ 31. เหตุผลในข้อใดเป็นไปได้ถ้ามนุษย์จำเป็นต้องก้าวให้ทันโลก ก. เพราะโลกถูกย่อให้เล็กลง ข. เพราะโลกเต็มไปด้วยข้อมูล ค. เพราะโลกหมุนเร็วมากกว่าในอดีต ง. เพราะการไม่ก้าวเท่ากับการก้าวถอยหลัง 32. นักเรียนได้รับประโยชน์จากการอ่านบทความนี้ ยกเว้นข้อใด ก. ได้รู้วิธีการเอาชนะใจผู้อื่น ข. ได้เรียนรู้วิธีการเอาชนะใจตนเอง ค. ได้เห็นคุณค่าของการฝึกฝนตนเอง ง. ได้แรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตน
จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 33. บุคคลใดต่อไปนี้นำข้อคิดที่ได้จากบทความข้างต้นไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ก. สตางค์ทำความสะอาดบ้านทุกวัน ไม่ปล่อยให้ บ้านรก ข. เท่ห์บอกกับแม่ว่า อีก 2 วัน จะเริ่มอ่านหนังสือสอบ ค. แชมป์ยืมเงินเพื่อน เพราะต้องการซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ ง. โชขอรับประทานขนมหวานเป็นวันสุดท้าย แล้วพรุ่งนี้ จะลดน้ำหนัก 34. บทความข้างต้น ตรงกับสุภาษิตใดต่อไปนี้ ก. ตีตนก่อนใช้ ข. ยกตนข่มท่าน ค. ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ง. ชนะตนนั่นแหละเป็นดี 35. ผู้เขียนมีจุดประสงค์ในการนำเสนอบทความอย่างไร ก. ติเตียน ข. ให้ข้อคิด ค. ห้ามปราม ง. โน้มน้าวใจ 36. บทความข้างต้นจัดเป็นบทความประเภทใด ก. บทความเชิงบรรยาย ข. บทความเชิงวิชาการ ค. บทความเชิงแสดงบุคลิกภาพ ง. บทความเชิงสาธิตวิธีการ 37. ความมุ่งหมายสำคัญของบทความนี้คืออะไร ก. ให้ผู้อ่านทราบถึงความสัมพันธ์ของธรรมชาติ ข. ให้ผู้อ่านทราบถึงความซับซ้อนของธรรมชาติ ค. ให้ผู้อ่านทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ง. เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จุดประสงค์ แบบทดสอบ คะแนน การพิจารณา +1 0 -1 ม. 3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่าน โดยใช้กลวิธีการ เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ดีขึ้น 38. หากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติเสื่อมสลายจะ มีผลกระทบชีวิตมนุษย์อย่างไร ก. ทำให้ขาดอาหาร ข. ทำให้ร่างกายพิการ ค. ทำให้เจ็บป่วย ง. ทำให้ชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้ 39. ป่าไม้มีความสำคัญต่อโลกอย่างไร ก. ให้ธาตุอาหารในดิน ข. ให้ที่อยู่อาศัยแก่มนุษย์และสัตว์ ค. กำเนิดต้นน้ำลำธาร ง. รักษาความชุ่มชื้นของอากาศให้อยู่ในระดับปกติ 40. การพัฒนาการเกษตรมีส่วนทำลายระบบธรรมชาติที่ร้ายแรง ที่สุดอย่างไร ก. เพิ่มสารพิษในดินและน้ำ ข. ทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ ค. ทำให้ธาตุอาหารในดินเสื่อมไป ง. ลดพื้นที่ป่า