The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะด้านการอ่านวิเคราะห์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Doyum My, 2023-07-04 01:06:49

การพัฒนาทักษะด้านการอ่านวิเคราะห์

การพัฒนาทักษะด้านการอ่านวิเคราะห์

93 ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกการอ่านวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน t-test for Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกการอ่านวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.18/82.00 2. ความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้ ด้วยแบบฝึกการอ่านวิเคราะห์สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 3. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกการอ่านวิเคราะห์ในภาพรวมอยู่ใน ระดับเห็นด้วยมาก สุภาภรณ์ อาจผักปัง (2563) ศึกษาเรื่อง “การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศรีมงคลวิทยา อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์” การศึกษา ค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึก ทักษะการอ่านวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน ศรีมงคลวิทยาคม อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์ จำนวน 6 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์สาร เล่มที่ 2 แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์บทความ เล่มที่ 3 แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์สารคดี เล่มที่ 4 แบบ ฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์วรรณคดี เล่มที่ 5 แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์เรื่องสั้น เล่มที่ 6 แบบฝึก ทักษะการอ่านวิเคราะห์นวนิยาย 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และค่าที (t-test) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1) แบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.08/82.67 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนแบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์โดยภาพรวมอยู่ใน


94 ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 4.60 และค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.45 จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านวิเคราะห์พบว่า การใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิควิธีการสอนแบบต่าง ๆ ร่วมกับแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะ ช่วยให้นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ในการวิเคราะห์สูงขึ้น สามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น และสามารถแก้ปัญหา พัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนให้ดีมากยิ่งขึ้น 2.8.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA จิตตภัสร์ทับสิงห์(2554) ศึกษาเรื่อง “ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีKWL - Plus และวิธีMIA ที่มีต่อความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - 6” การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 ก่อนและหลังการได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีKWL-Plus และวิธีMIA 2) เปรียบเทียบความสามารถ ทางการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีKWL - Plus และวิธีMIA กับเกณฑ์ร้อยละ 55 ของคะแนนเต็ม 3) เปรียบเทียบความสามารถทางการอ่าน ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีKWL - Plus และวิธี MIA 4) ศึกษาเจตคติที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - 6 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยวิธีKWL-Plus และวิธีMIA กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่5 - 6 โรงเรียนบ้านเขาตะกรุบพัฒนา ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 54 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจงและใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิในการแบ่งกลุ่ม (เก่ง ปานกลาง อ่อน) จากนั้นใช้วิธีสุ่ม อย่างง่ายเพื่อเข้ากลุ่มทดลอง กลุ่มละ 27 คน กลุ่มทดลองที่ 1 ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีKWL - Plus กลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีMIA เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้ การสอนอ่านภาษาอังกฤษ โดยวิธีKWL-Plus แผนการจัดการเรียนรู้การสอนอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธี MIA แบบทดสอบวัดความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษ แบบวัดเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษโดยวิธีKWL-Plus และวิธีMIA สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (̅) ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที(t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีKWL-Plus และวิธีMIA มีความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยวิธีKWL-Plus กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีMIA มีความสามารถทางการอ่าน ภาษาอังกฤษหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 75.46 และ 74.26 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 3) นักเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีKWL-Plus และวิธีMIA มีความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษ


95 สุภิญญา ยีหมัดอะหลี(2556) ศึกษาเรื่อง “ผลการใช้วิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก ที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1” การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการ อ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคยังกราฟิกของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้วิธี สอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคยังกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อ วิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในครั้งนี้เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) นักเรียนทั้งหมด 283 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียง สามัคคี) จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 40 คนโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษโดยใช้ขั้นตอนของวิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก จำนวน 8 แผน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ ภาษาอังกฤษ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 30 ข้อ สำหรับทดสอบก่อนและหลังการใช้ วิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคยังกราฟิก 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์แบบ ปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 30 ข้อ สำหรับทดสอบก่อนและหลังการใช้วิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับ เทคนิคผังกราฟิก จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และ t-test for Dependent Samples ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยใช้วิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับ เทคนิคยังกราฟิกอยู่ในระดับมาก สุจิตรา สารการ (2558) ศึกษาเรื่อง “การเปรียบเทียบวิธีสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่าง ครูกับนักเรียนและวิธีสอนอ่านแบบ MIA ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6” การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างวิธีสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับ นักเรียน และวิธีสอนอ่านแบบ MIA กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประทาย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาที่


96 เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ33102) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 60 คน ซึ่งได้มา โดยการสุ่มอย่างง่าย แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองที่ 1 จำนวน 30 คน และกลุ่มทดลองที่ 2 จำนวน 30 คน ในการดำเนินการทดลองครั้งนี้ใช้แบบการวิจัยแบบ Randomized Control - Group Pretest - Posttest Design กลุ่มทดลองที่ 1 ได้รับการสอนอ่านโดยวิธีสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับ นักเรียน และกลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับการสอนอ่านโดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA ใช้เวลาในการทดลอง กลุ่มละ 12 คาบ คาบละ 50 นาทีโดยใช้เนื้อหาที่ใช้ในการอ่านอันเดียวกันในการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่าง ครูกับนักเรียน จำนวน 6 แผน และแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนแบบ MIA จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ แบบทดสอบท้ายแผนแบบปรนัย จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการทดลองในครั้งนี้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที(t-test) ชนิดกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระจากกัน (Independent) ในรูปผลต่างของคะแนน (Difference Score) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบแลกเปลี่ยน บทบาทระหว่างครูกับนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 24.67 คิดเป็นร้อยละ 82.22 และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบ MIA มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 25.53 คิดเป็น ร้อยละ 85.11 และแสดงว่าวิธีสอนทั้ง 2 แบบเป็นวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพสามารถนำไปจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ และเมื่อเปรียบเทียบวิธีการสอนทั้ง 2 แบบพบว่าวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับ นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนโดยเฉลี่ยต่ำกว่าวิธี สอนแบบ MIA อรพัทธ ศิริแสง (2558) ศึกษาเรื่อง “การศึกษาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA” การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและ หลังการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA และ 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/6 มีจำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนอนุบาล ยโสธร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความที่ใช้วิธีสอน อ่านแบบ MIA 2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความที่ใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA


97 เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ ใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) การ ทดสอบค่าที(t-test) แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการจัดการ เรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 2. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA อยู่ในระดับเห็น ด้วยมาก จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สรุปได้ ว่า ผลของการใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA ส่งผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนให้สูงขึ้น นักเรียนมีความสามารถทางการอ่านเพิ่มมากขึ้น และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ วิธีสอนแบบ MIA อยู่ในระดับมาก โกวิทย์โชติพินิจ (2561) ศึกษาเรื่อง “การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจโดยใช้การสอนอ่านแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3” การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในการพัฒนาความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์75/75 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ในการพัฒนาความสามารถการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียนโดยใช้ วิธีการสอนอ่านแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการสอนอ่านแบบ MIA กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40 คน โรงเรียนสารคามพิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มเป็นกลุ่ม ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ MIA แบบทดสอบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ และแบบสอบถามความพึงพอใจใน การจัดการเรียนการสอนโดยใช้การสอนอ่านแบบ MIA สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที(t-test) และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้การสอนอ่าน แบบ MIA มีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.62/74.72 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลการ เรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ MIA เท่ากับ .5763 3) นักเรียนมี


98 ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้การสอนอ่านแบบ MIA หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการสอนอ่าน แบบ MIA โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านวิเคราะห์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA การอ่านวิเคราะห์โดยการใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค วิธีการสอนแบบต่าง ๆ ร่วมกับแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะ ช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ใน การวิเคราะห์สูงขึ้น และวิธีสอนอ่านแบบ MIA เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ควรนำมาจัดกิจกรรมการสอนอ่าน วิเคราะห์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาในสาระการเรียนรู้ภาษาไทยได้ เพราะมีขั้นตอนในการอ่านที่ชัดเจน และแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจในเรื่องที่อ่านมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการตอบคำถามที่ แทรกอยู่ในแต่ละย่อหน้าจะช่วยให้นักเรียนสามารถค้นหาคำตอบที่เป็นใจความสำคัญ แล้วส่งผลให้ นักเรียนสามารถวิเคราะห์แล้วนำไปสรุปเป็นเรื่องราวที่อ่านในรูปแบบต่าง ๆ และช่วยพัฒนาทักษะ ความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนให้สูงขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการอ่านวิเคราะห์ ร่วมกับเทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ 2.9 กรอบแนวคิดในการวิจัย กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการสอนอ่านแบบ MIA (Murdoch Integrated Approach) เพื่อนำมากำหนดเป็นกรอบแนวคิดในการ วิจัย โดยกำหนดเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัยดังต่อไปนี้


99 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีลักษณะผสมผสานทักษะ ต่าง ๆ ทางภาษาหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้นักเรียน ฝึกอ่าน คิด แก้ปัญหาและดำเนินกิจกรรมการอ่านด้วย ตนเองตามกระบวนการที่ครูผู้สอนกำหนด (เสาวลักษณ์ ลักษณะโภคิน, 2539 : 1 - 4) โดยมีลำดับขั้นตอนการสอน ดังต่อไปนี้ 1. ถามคำถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) 2. ขั้นทำความเข้าใจคำศัพท์(Understanding Vocabulary) 3. ขั้นอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the text) 4. ขั้นทำความเข้าใจเรื่อง (Understanding the Text) 5. ขั้นถ่ายโอนข้อมูลโดยใช้เทคนิคผังกราฟิก (Transferring Information) 6. ขั้นทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยคและเรียง โครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise & Paragraph Structure) 7. ขั้นประเมินผลและการแก้ไข (Evaluation and Correction) ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ การอ่านคิดวิเคราะห์คือ การแยกแยะรูปแบบ ของงานประพันธ์ที่อ่านว่าเป็นลักษณะใด แล้ว พิจารณาเนื้อหาว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง โดย แยกเนื้อเรื่องออกเป็นส่วน ๆ ให้เห็นว่าใคร ทำ อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะเหตุใด หรือทำไม พิจารณาแต่ละส่วนให้ละเอียดลงไป ว่าประกอบกันอย่างไรหรือประกอบด้วย อะไรบ้าง วิเคราะห์ทรรศนะของผู้แต่งเพื่อ ทราบจุดมุ่งหมายที่อยู่เบื้องหลังผ่านทางภาษา และถ้อยคำที่ใช้(เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2549 : 3) การอ่านวิเคราะห์งานเขียนต่าง ๆ จะต้องวิเคราะห์ในประเด็นสำคัญ 4 ด้าน คือ 1. วิเคราะห์ความสำคัญ 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ 3. วิเคราะห์หลักการ ชวาล แพรัตกุล (2520 : 259 - 230) การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์


บทที่ 3 วิธีดำเนินการ การศึกษาในครั้งนี้ ผู้ทำวิจัยได้ดำเนินการการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้ เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษก วิทยาลัย ชัยภูมิกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ปีการศึกษา 2564 ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามหัวข้อ ดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 3. รูปแบบการทดลอง 4. ขอบเขตของการวิจัย 5. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 6. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ 7. ขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย 8. การวิเคราะห์ข้อมูล 9. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิจำนวน 3 ห้องเรียน รวม 83 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 30 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยใช้วิธีการจับฉลาก 2. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านวิเคราะห์โดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ MIA 2.2 ตัวแปรตาม 2.2.1 ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์


101 2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ 3. รูปแบบการทดลอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (One Group Pre-test Post-test Designs) มีกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว ซึ่งมีแผนแบบของการวิจัย (บุญชม ศรีสะอาด, 2553 : 159 -161) ดังนี้ ตารางที่ 3.1 รูปแบบการทดลอง กลุ่ม Pre-test (การทดสอบก่อนเรียน) การทดลอง Post-test (การทดสอบหลังเรียน) ทดลอง T1 X T2 T1 หมายถึง การทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ (Pre-test) X หมายถึง การทดลอง T2 หมายถึง การทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ (Post-test) 4. ขอบเขตของการวิจัย 4.1 ขอบเขตด้านประชากร 1) ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาชัยภูมิ จำนวน 3 ห้องเรียน รวม 83 คน 2) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ชัยภูมิ จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 30 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยใช้วิธีการจับฉลาก 4.2 ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ใช้เวลาในการ ดำเนินการวิจัยจำนวน 9คาบ คาบเรียนละ 50 นาที รวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียน 2 คาบ รวมทั้งสิ้น 11 คาบ


102 4.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่นำมาสร้างเครื่องมือเป็นเนื้อหาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้ และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตัวชี้วัด ม.3/5 วิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินเรื่องที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งแบ่งได้ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การอ่านวิเคราะห์จากนิทาน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านวิเคราะห์จากเรื่องสั้น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านวิเคราะห์จากบทความ 5. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5.1 แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านวิเคราะห์โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA รวมทั้งสิ้น 3 แผน 5.2 แบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียน ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 5.3 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ เป็นแบบทดสอบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน จำนวน 20 ข้อ 6. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ 6.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้สร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้ 6.1.1 ศึกษาแนวทางในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้จากเอกสารต่าง ๆ 6.1.2 ศึกษามาตรฐาน ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และเวลาในการจัดกิจกรรม โดยยึด มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 6.1.3 ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ 6.1.4 จัดทำกำหนดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ 6.1.5 กำหนดส่วนประกอบในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน ดังนี้ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. สาระสำคัญ


103 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 7. สาระการเรียนรู้ (KPA) 8. กระบวนการจัดการเรียนการสอนเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 8.1 ขั้นที่ 1 การถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) 8.2 ขั้นที่ 2 การทำความเข้าใจคำศัพท์(Understanding Vocabulary) 8.3 ขั้นที่ 3 การอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) 8.4 ขั้นที่ 4 ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) 8.5 ขั้นที่ 5 เชื่อมโยงข้อมูล (Transferring Information) 8.6 ขั้นที่ 6 ทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยค และเรียงโครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise and Paragraph Structure) 8.7 ขั้นที่ 7 การประเมินผลและการแก้ไข (Evaluation and Correction) 9. การวัดและการประเมินผล 10. สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 6.1.6 ศึกษาหลักการและรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA จาก เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนในกลุ่ม ตัวอย่าง 6.1.7 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่าน วิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีแผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผน แผนละ 3 คาบ คาบละ 50 นาที โดยมีรายละเอียดแสดงในตารางที่ 3.2 ดังนี้ ตารางที่3.2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเนื้อหา จุดประสงค์สาระสำคัญ และเวลาที่ใช้สอน เรื่อง เนื้อหา เวลา (คาบ) ทดสอบก่อนเรียน การอ่านวิเคราะห์ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การอ่านวิเคราะห์จากนิทาน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านวิเคราะห์จากเรื่องสั้น 3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านวิเคราะห์จากบทความ 3 ทดสอบหลังเรียน การอ่านวิเคราะห์ 1 รวม 11


104 6.1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเพื่อตรวจสอบเสนอแนะ ในด้านผลการจัดการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กิจกรรม การวัดและประเมินผล แล้วนำไป ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องตามอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเสนอแนะ 6.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์ที่ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องแล้ว นำเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา การจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลโดยใช้ เกณฑ์การประเมิน 5 ระดับ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2553 : 82) ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด 6.1.10 นำผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาความเหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้ใช้ เกณฑ์ในการแปลความหมายผลจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญปรากฏว่าผ่านเกณฑ์ทุกประเด็น และ มีผลการประเมินโดยรวมในระดับมีความเหมาะสมมากที่สุด (X̅ = 4.98) 6.1.11 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่ออาจารย์ ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาความถูกต้อง ความสอดคล้องของเนื้อหา กิจกรรม และการวัดประเมินผลให้ ข้อเสนอแนะ และปรับปรุงแก้ไข 6.1.12 นำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านวิเคราะห์โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA ไปใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัย 6.2 แบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 6.2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย คุณภาพนักเรียนเมื่อจบช่วงชั้น มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น และสาระการเรียนรู้ 6.2.2 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ 6.2.3 ศึกษาแนวคิด หลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชุดกิจกรรม และแบบ วัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA 6.2.4 กำหนดเกณฑ์การประเมินทักษะการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA เป็นการให้คะแนนในลักษณะรูบิคสกอร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) โดย แบ่งประเด็นการให้คะแนนดังตารางที่ 3.3


105 ตารางที่ 3.3 เกณฑ์การประเมินกิจกรรมการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA รายการ ประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การวิเคราะห์ ความสำคัญ วิเคราะห์ได้ถูกต้องว่า สิ่งใดสำคัญหรือ จำเป็น และมีบทบาท ที่สุด ในเรื่องที่อ่าน ตัวไหนเป็นตัวเหตุตัว ไหนเป็นผล เหตุผลใด ถูกต้องและเหมาะสม ที่สุด และครอบคลุม ทุกประเด็น ใช้ถ้อยคำ ภาษาถูกต้อง เหมาะสมตามหลัก ภาษาและเขียนสะกด คำถูกต้องทุกคำ วิเคราะห์ได้ ถูกต้องว่าสิ่งใด สำคัญหรือจำเป็น ในเรื่องที่อ่าน ตัว ไหนเป็นตัวเหตุ ตัวไหนเป็นผล เหตุผลใดถูกต้อง ใช้ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักภาษา และเขียนสะกด คำถูกต้องทุกคำ วิเคราะห์ ความสำคัญ ถูกต้องแต่ไม่ กระชับ ใจความ ตรงประเด็น บางส่วน ใช้ ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักภาษา และเขียนสะกด คำถูกต้องผิด 1- 2 คำ วิเคราะห์ ความสำคัญ ตรงประเด็น บางส่วนใช้ ถ้อยคำภาษา ถูกต้อง เหมาะสม ตามหลัก ภาษาและ เขียนสะกด คำผิด 3-5 คำ วิเคราะห์ ไม่ได้เลย การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ วิเคราะห์ข้อคิดของ เรื่อง สรุปข้อคิดได้ ถูกต้องใจความตรง ประเด็น สามารถ เชื่อมโยงหรือหา ความสัมพันธ์ได้ ถูกต้อง ครอบคลุมทุก ประเด็น ใช้คำ วลี ชัดเจนจัดลำดับ ความสัมพันธ์แต่ละ ประเด็นถูกต้องครบ สมบูรณ์ตรงตาม เนื้อเรื่องที่อ่าน เขียนสะกดคำถูกต้อง วิเคราะห์ข้อคิด ของเรื่อง สรุป ข้อคิดได้ถูกต้อง ใจความตรง ประเด็น สามารถ เชื่อมโยงหรือหา ความสัมพันธ์ได้ ถูกต้อง ใช้คำ วลี ชัดเจนจัดลำดับ ความสัมพันธ์ แต่ละประเด็น ถูกต้อง เขียน สะกดคำถูกต้อง สรุปข้อคิดได้ ถูกต้องแต่ไม่ กระชับ ใจความ ตรงประเด็น บางส่วน ใช้คำ วลีชัดเจน จัดลำดับ ความสัมพันธ์แต่ ละประเด็น ถูกต้องบางส่วน เขียนสะกดคำผิด 1-2 คำ สรุปข้อคิดได้ ใจความตรง ประเด็น บางส่วน ใช้ คำ วลี ชัดเจน จัดลำดับ ความสัมพันธ์ แต่ละ ประเด็น ถูกต้อง เขียน สะกดคำผิด 3-5 คำ สรุป ข้อคิด ไม่ได้เลย


106 รายการ ประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 การวิเคราะห์ หลักการ วิเคราะห์หลักการที่ ผู้เขียนต้องการ นำเสนอ เทคนิค หรือ จุดประสงค์ของงาน เขียนนั้นได้ถูกต้อง ครบถ้วน และ ครอบคลุมทุกประเด็น ใช้ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสมตาม หลักภาษาและเขียน สะกดคำถูกต้องทุกคำ วิเคราะห์ หลักการที่ผู้เขียน ต้องการนำเสนอ เทคนิค หรือ จุดประสงค์ของ งานเขียนนั้นได้ ใช้ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักภาษา และเขียนสะกด คำถูกต้อง วิเคราะห์ หลักการได้ ถูกต้องแต่ไม่ กระชับ ใจความ ตรงประเด็น บางส่วน ใช้ ถ้อยคำภาษา ถูกต้องเหมาะสม ตามหลักภาษา และเขียนสะก คำผิด 1-2 คำ วิเคราะห์ หลักการได้ ใจความตรง ประเด็น บางส่วน ใช้ถ้อยคำ ภาษาถูกต้อง เหมาะสม ตามหลัก ภาษาและ เขียนสะกด คำผิด 3-5 คำ วิเคราะห์ ไม่ได้เลย 6.2.5 นำแบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA เสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเพื่อพิจารณาตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข ให้ถูกต้อง 6.2.6 นำแบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ที่ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องแล้วตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ (ดังรายละเอียดในภาคผนวก ก) เพื่อพิจารณาตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะ จากนั้นนำแบบวัด ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ที่สร้างขึ้นสำหรับการวิจัยไป ทำการทดสอบคุณภาพเครื่องมือ 2 ส่วน คือ ค่าความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Validity) และค่าความ เชื่อมั่น (Reliability) ของแบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ดังนี้ 1) ความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Validity) นำแบบวัดความสามารถด้านการ อ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA เสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบเกณฑ์การให้คะแนน ว่าตรงกับข้อคำถาม และการวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์จากนั้นนำแบบวัดความสามารถ ด้านการวิเคราะห์มาแก้ไขปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ และนำไปหาค่าความเชื่อมั่นต่อไป


107 2) ความเชื่อมั่น (Reliability) ผู้วิจัยได้นําแบบวัดความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญไปทำการทดสอบ (Pilot test) กับนักเรียนที่่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เพื่อตรวจสอบว่าคําถามสามารถสื่อ ความหมายตรงตามความต้องการ และมีความเหมาะสมหรือไม่ จากนั้นจึงนํามาทดสอบความเชื่อมั่น ของแบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA โดยใช้โปรแกรม สําเร็จรูปการทดสอบความเชื่อมั่นของแบบวัดความสามารถ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) (สมบัติ ท้ายเรือคํา, 2551) ผลปรากฏว่า มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.831 (ตามรายละเอียดใน ภาคผนวก ค) 6.2.7 นำแบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ไปจัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิจำนวน 30 คน 6.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์โดยใช้วิธีการสอน อ่านแบบ MIA ผู้วิจัยดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ โดยใช้วิธีการสอนอ่านแบบ MIA เป็นข้อสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ทั้งหมด 20 ข้อ ใช้ ทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้ผู้วิจัยดำเนินการโดยมีลำดับขั้นตอนในการ สร้างดังนี้ 6.3.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท. 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และ ความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน และศึกษาหลักสูตร สถานศึกษาโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชัยภูมิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 6.3.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้านการอ่านวิเคราะห์จากเอกสารหลักสูตรและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์เป็นแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ฉบับร่าง 1 ฉบับ จำนวน 40 ข้อ 6.3.4 เสนอแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องของภาษาและเนื้อหา แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข 6.3.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ความสอดคล้องกับตัวชี้วัด


108 และจุดประสงค์การเรียนรู้เพื่อหาค่าดัชนีความความสอดคล้องของเนื้อหากับจุดประสงค์การเรียนรู้ (Index of Item Objective Congruence : IOC) โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ให้ +1 แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์ที่กำหนด ให้ 0 ไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตรงตามจุดประสงค์ที่กำหนด ให้ -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่ตรงตามจุดประสงค์ที่กำหนด 6.3.6 นำข้อสอบที่มีค่า IOC ระหว่าง 0.50 - 1.00 จำนวน 20 ข้อ ไปทดลอง (Try Out) เพื่อหาประสิทธิภาพของเครื่องมือกับนักเรียนโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิซึ่งกำลัง เรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ที่เคยเรียนเนื้อหาเรื่อง การ อ่านวิเคราะห์มาแล้ว จำนวน 20 คน 6.3.7 ตรวจคำตอบที่ได้จากการทำแบบทดสอบ ข้อที่ถูกต้องให้ 1 คะแนน ข้อที่ตอบ ผิดได้ 0 คะแนน ข้อที่ไม่ได้ทำและข้อที่ตอบมากกว่า 1 คำตอบ ให้ 0 คะแนน 6.3.8 นำผลการทดสอบมาวิเคราะห์ทางสถิติรายข้อเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบ ดังนี้ การตรวจสอบค่าความยากง่าย คือ สัดส่วนระหว่างจำนวนผู้ตอบถูกในแต่ละข้อต่อ จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมดโดยใช้เกณฑ์ความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 (อ้างจากพวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 131) การตรวจสอบหาค่าอำนาจจำแนก คือ การตรวจสอบว่าข้อสอบสามารถจำแนก นักเรียนเก่งและนักเรียนอ่อนได้เพียงใด โดยใช้เกณฑ์ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป (อ้างจาก พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 131) คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 และค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป พบว่ามีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 - 0.70 (รายละเอียดในภาคผนวก ง) 6.3.9 การตรวจสอบหาค่าความเชื่อมั่น นำผลการทดสอบที่ได้จากการคัดเลือกในข้อ 6.3.8 มาหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) คือ การตรวจสอบผลการวัดที่สม่ำเสมอและคงที่ ผู้วิจัย เลือกข้อสอบที่ผ่านการตรวจสอบหาค่าอำนาจจำแนกและค่าความยากง่าย นำมาหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้วิธีการของคูเดอร์ และริชาร์ดสัน ด้วยสูตร KR20 (Kuder and Richardson, อ้างถึงใน พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 123) ซึ่งผลการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เรื่อง การอ่านวิเคราะห์มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.78 6.3.10 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ที่สมบูรณ์ แล้วไปใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัย


109 7. ขั้นตอนในการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 7.1 ทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-Test) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ปีการศึกษา 2564 ด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์จำนวน 20 ข้อ 7.2 ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค วิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ได้ดำเนินการสอนเนื้อหาสาระ ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ผู้จัดทำสร้างขึ้นเพื่อประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน และบันทึกคะแนนจากใบงานชุดกิจกรรมในแต่ละแผนการสอน เพื่อหาค่าคะแนนความสามารถด้าน การอ่านวิเคราะห์ซึ่งมีรายละเอียดการทดลองดังตารางที่ 3.4 ตารางที่ 3.4 กำหนดการทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงวิเคราะห์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยชัยภูมิ วัน/ เดือน/ ปี เวลา เนื้อหา/กิจกรรม 17 มกราคม 2565 08:30-11:30 น. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 การอ่านวิเคราะห์จากนิทาน 24 มกราคม 2565 08:30-11:30 น. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านวิเคราะห์จากเรื่องสั้น 31 มกราคม 2565 08:30-11:30 น. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านวิเคราะห์จากบทความ 7.3 ทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post-Test) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ปีการศึกษา 2564 ด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์จำนวน 20 ข้อ 8. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามขั้นตอนต่อไปดังนี้ 8.1 การวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 8.1.1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้าน การอ่านวิเคราะห์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 โดยการหา ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)


110 8.1.2 การตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ใช้วิธีการสอนอ่านแบบ MIA ทั้งฉบับโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α - Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) 8.1.3 การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1) ตรวจสอบความเที่ยงตรงด้านเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้ค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) 2) การตรวจสอบค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน โดยใช้เกณฑ์ความยากง่ายระหว่าง 0.20-0.80 และค่าอำนาจจำแนก (r) โดยใช้เกณฑ์ค่าอำนาจ จำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป การตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร KR20 (Kuder and Richardson20) 8.2. การทดสอบสมมติฐาน 8.2.1 วิเคราะห์ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA โดยใช้คะแนนเฉลี่ย (X̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนอ่าน แบบ MIA วิเคราะห์โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent กำหนดค่าสถิติ t ระดับ นัยสำคัญ .01 8.2.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดย ใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้คะแนนเฉลี่ย (X̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA วิเคราะห์โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent กำหนดค่าสถิติ t ระดับนัยสำคัญ .01 9. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 9.1 สถิติพื้นฐาน ได้แก่ (บุญชม ศรีสะอาด, 2553 : 122) 1. ร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตร P = f N × 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด


111 2. ค่าเฉลี่ย (Mean) (X̅) ใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2553 : 123) x̅ = ∑x N เมื่อ X̅แทน ค่าเฉลี่ย ∑x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนคนทั้งหมด 3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviationg) คำนวณจากสูตร (บุญชม ศรีสะอาด, 2553 : 126) S.D. =√ N∑x 2 − (∑x) 2 N(N − 1) เมื่อ S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑x แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน ∑x 2 แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนนยกกำลังสอง N แทน จำนวนคนทั้งหมด 9.2 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ 9.2.1 สถิติที่ใช้หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2544 : 44) E1 = ∑x N A × 100 E2 = ∑y N B × 100


112 เมื่อ E1 แทน ค่าร้อยละประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ค่าร้อยละประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑x แทน คะแนนรวมของแบบประเมินพฤติกรรมการเรียน แบบฝึกทักษะและแบบทดสอบย่อยทุกชุด รวมกัน ∑y แทน คะแนนรวมของการทำแบบทดสอบวัด ความสามารถการอ่านเชิงวิเคราะห์ N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด A แทน คะแนนเต็มของแบบประเมินพฤติกรรมการเรียน แบบฝึกทักษะและแบบทดสอบย่อยทุกชุด รวมกัน B แทน คะแนนเต็มของแบบประเมินพฤติกรรมการเรียน 9.2.2 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ โดยใช้ สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach) ดังนี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, 2551) = [ −1 ][1 − ∑ 2 2 ] เมื่อ แทน สัมประสิทธิ์แอลฟา แทน จำนวนข้อคำถามหรือข้อสอบ 2 แทน เป็นความแปรปรวนของคะแนนข้อที่ i 2 แทน เป็นความแปรปรวนของคะแนนรวม t 9.2.3 การหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ โดยหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์ (IOC : Index of item objective congruence) (สมนึก ภัททิยธนี, 2553 : 220) IOC = ∑R N


113 เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์กับเนื้อหาหรือระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์ ∑R แทน ผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 9.2.4 การหาค่าความยากง่าย (difficulty) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ โดยการวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ โดยใช้เทคนิค 27% ของจุง เตห์ ฟาน (อ้างจากพวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 131) P = R/N P แทน ค่าความยากง่ายของคำถามข้อนั้น R แทน จำนวนผู้ตอบถูกในข้อนั้น N แทน จำนวนผู้ตอบทั้งหมด 9.2.5 การหาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์ โดยการวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ โดยใช้เทคนิค 27% ของจุง เตห์ ฟาน (อ้างจากพวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 131) B = U n1 − L n2 เมื่อ B แทน ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ n1 แทน จำนวนคนรอบรู้ (หรือสอบผ่านเกณฑ์) n2 แทน จำนวนคนไม่รอบรู้ (หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์) U แทน จำนวนคนรอบรู้ (หรือสอบผ่านเกณฑ์) ตอบถูก L แทน จำนวนคนไม่รอบรู้ (หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์) ตอบถูก


114 9.2.6 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร คูเดอร์ และริชาร์ดสัน ด้วยสูตร KR20 (Kuder and Richardson, อ้างถึงใน พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543 : 123) rtt = − 1 ( 1 − ∑ 2 ) เมื่อ rtt แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ แทน จำนวนข้อคำถาม แทน สัดส่วนของคนที่ตอบถูกในแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนของคนที่ตอบผิดในแต่ละข้อ 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนทั้งหมด 9.3 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน การเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ใช้สูตร t-test (บุญชม ศรีสะอาด, 2553 : 109) t = ∑ D √ ∑ D2 − ( ∑ ) 2 ( − 1) เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบ ความมีนัยสำคัญ D แทน ผลต่างระหว่างคู่คะแนน N แทน จำนวน กลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่คะแนน


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การดำเนินการวิจัยการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอน แบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิในครั้งนี้ ผู้วิจัยใชรูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research) ซึ่งประกอบด้วย 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ระยะที่ 2 การทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA และการศึกษาผลการใช้ซึ่งประกอบด้วยแบบวัดความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ และ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยดังนี้ ระยะที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์การประเมิน 80/80 1. ผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ในการวิจัย ระยะที่ 1 มีรายละเอียด ดังนี้ 1.1 การอ่านวิเคราะห์ เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียด ทุกแง่มุม ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนของการพิจารณาแยกแยะประเด็นย่อยของเรื่อง การหาข้อมูลในแต่ ละส่วนย่อย การพิจารณาความสัมพันธ์ของข้อมูลในแต่ละส่วนย่อย และการรวบรวมข้อมูลที่เป็น หลักฐานสำคัญเพื่อนำมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจและสรุปอย่างเหมาะสม สรุปขั้นตอนการสอนอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ดังนี้ขั้นที่ 1 การถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) ขั้นที่ 2 การทำความเข้าใจคำศัพท์ (Understanding Vocabulary) ขั้นที่ 3 การอ่าน เนื้อเรื่อง (Reading the Text) ขั้นที่ 4 ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) ขั้นที่ 5 เชื่อมโยงข้อมูล (Transferring Information) ขั้นที่ 6 ทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยค และเรียง โครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise and Paragraph Structure) ขั้นที่ 7 การประเมินผลและการ แก้ไข (Evaluation and Correction) 1.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม แนวคิดของเมอร์ด็อค (Murdoch) มีลำดับขั้นตอน 7 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นตอนนักเรียนจะได้ฝึก ทักษะต่าง ๆ ทั้งทักษะการฟัง การตอบคำถาม การอ่าน การคิด และการเขียน ครูเป็นแต่เพียงผู้ แนะนำเท่านั้น นอกจากนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำได้ทั้งกิจกรรมกลุ่มและรายบุคคล มีลำดับ


116 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 การถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) ขั้นที่ 2 การทำความเข้าใจ คำศัพท์ (Understanding Vocabulary) ขั้นที่ 3 การอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) ขั้นที่ 4 ทำ ความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) ขั้นที่ 5 เชื่อมโยงข้อมูล (Transferring Information) ขั้นที่ 6 ทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยค และเรียงโครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise and Paragraph Structure) ขั้นที่ 7 การประเมินผลและการแก้ไข (Evaluation and Correction) จากข้อความรู้ข้างต้นนำมาซึ่งกระบวนการเรียนการสอน มีขั้นตอนของกิจกรรมการเรียนการ สอนด้วยการจัดการเรียนรู้การอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ดังนี้ ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ขั้นที่ 1 การถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) ครูผู้สอนตั้งคำถามหรือข้อความ เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านแล้วให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น สนทนาอภิปรายซักถาม คาดเดาเรื่อง จากภาพ 1) นักเรียนคิดว่าภาพนี้คือภาพอะไร และให้ความรู้สึกอย่างไร (แนวคำตอบ ผู้เรียนสามารถตอบได้อย่างหลากหลาย คำตอบขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ผู้สอน) 2) นักเรียนคิดว่าบทบาทของลูกที่มีต่อพ่อแม่มีอะไรบ้าง (แนวคำตอบ ผู้เรียนสามารถตอบได้อย่างหลากหลาย คำตอบขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ผู้สอน) ขั้นที่ 2 การทำความเข้าใจคำศัพท์ (Understanding Vocabulary) ครูนำเสนอคำศัพท์ใน บทอ่าน โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มค้นหาความหมายของคำจากพจนานุกรม อธิบายความหมาย และ ยกตัวอย่างประโยคที่เกี่ยวข้องกับคำศัพท์แล้วสุ่มถามรายบุคคลหากคำใดนักเรียนอธิบายไม่ตรง ประเด็น ครูอธิบายเพิ่มเติม จากนั้นให้แต่ละกลุ่มเขียนความหมายของคำศัพท์และตัวอย่างประโยคลง ในใบงานที่ 1 1) นั่งกรำ หมายถึง นั่งทนลำบาก


117 2) หง่อม หมายถึง แก่มาก 3) อุปาทาน หมายถึง ความยึดมั่น, การยึดมั่นถือมั่น, การนึกเอาเองว่าจะต้อง เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 4) กุลีกุจอ หมายถึง ทำอย่างขมีขมัน และเต็มใจ 5) ถะแหลง หมายถึง บอก เล่า อธิบาย หรือแจ้งให้ทราบ 6) รำพัน หมายถึง พูดซ้ำ ๆ ไม่หยุดหย่อน, พร่ำพรรณนาตามอารมณ์ 7) ตะล่อม หมายถึง ลักษณะการพูดจาโน้มน้าวหรือหว่านล้อมทีละน้อย 8) เก็บงำ หมายถึง รักษาไว้ไม่แพร่งพราย, เก็บรักษาไว้มิดชิด 9) ขุ่นใจ หมายถึง หมองใจ, ขัดเคืองใจ, ไม่พอใจ ขั้นที่ 3 การอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) ) ตัวแทนกลุ่มรับบทอ่านเรื่อง “ข้าวเอ๋ย ข้าวโพด” โดยกำหนดเวลาให้อ่าน 20 นาทีจากนั้นครูแจกใบงานที่ 2 ให้นักเรียนตอบคำถามย่อยที่ แทรกอยู่ในเรื่อง จากนั้นครูสุ่มให้ตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอคำตอบ เพื่อนกลุ่มอื่นช่วยตรวจสอบ ความถูกต้อง ขั้นที่ 4 ทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) ครูแจกใบงานที่ 3 เติมคำใน ประโยคให้สมบูรณ์ จากนั้นครูสุ่มให้ตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอคำตอบหนึ่งกลุ่ม เพื่อนกลุ่มอื่นช่วย ตรวจสอบความถูกต้อง หากกลุ่มใดตอบผิดประเด็น ครูแนะนำให้ถูกต้องและให้ปรับปรุงแก้ไข ขั้นที่5 เชื่อมโยงข้อมูล (Transferring Information) ครูแจกใบงานที่ 4 เพื่อให้นักเรียนสร้าง แผนภาพความคิดจากเรื่องที่อ่าน ครูสุ่มตัวแทนจากนักเรียนหนึ่งกลุ่มเพื่อให้นำเสนอผลงาน แต่ละกลุ่มช่วยตรวจสอบความถูกต้อง และประเมินผลงานโดยกำหนดเวลาให้ 10 นาที ขั้นที่ 6 ทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยค และเรียงโครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise and Paragraph Structure) ครูแจกใบงานที่ 5 เพื่อให้นักเรียนเรียงประโยคให้ถูกต้อง โดยให้ แต่ละกลุ่มแข่งขันกันว่ากลุ่มใดจะเรียงประโยคได้ถูกต้องที่สุดและเร็วที่สุด จากนั้นครูสุ่มตัวแทนจาก นักเรียนหนึ่งกลุ่มเพื่อให้นำเสนอผลงาน กิจกรรมรวบยอด ขั้นที่ 7 การประเมินผลและการแก้ไข (Evaluation and Correction) ให้นักเรียนแต่ละคน เขียนสรุปรูปแบบที่ใช้ในการเขียน กลวิธีการประพันธ์ ตัวละคร ลักษณะตัวละคร ฉาก กลวิธีการ ดำเนินเรื่อง พร้อมทั้งระบุแนวคิดสำคัญของเรื่อง และคุณค่าที่ได้จากเรื่องที่อ่านในใบงานที่ 6 ครูตรวจ ผลงานและให้ปรับปรุงแก้ไขโดยกำหนดเวลาให้30 นาที


118 2. ผลการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนา ภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ และการหาประสิทธิภาพของแผนการ จัดการเรียนรู้ผู้วิจัยนำเสนอผลโดยแบ่งเป็น 2 ตอน ตามการดำเนินการดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค วิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งสามารถนำเสนอผลการประเมิน ดังแสดงในตาราง 4.1 ตารางที่ 4.1 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านวิเคราะห์ โดย ใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รายการ ผล ความหมาย ˉx S.D. ด้านมาตรฐานการเรียนรู้ 1.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 1.2 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ 1.3 สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ 5.00 5.00 5.00 0.00 0.00 0.00 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด รวม 5.00 0.00 มากที่สุด ด้านตัวชี้วัด 2.1 สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ 2.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ 2.4 สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ 5.00 5.00 5.00 5.00 0.00 0.00 0.00 0.00 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด รวม 5.00 0.00 มากที่สุด ด้านสาระสำคัญ 3.1 สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ 3.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.3 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ 5.00 5.00 5.00 0.00 0.00 0.00 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด รวม 5.00 0.00 มากที่สุด


119 รายการ ผล ความหมาย ˉx S.D. ด้านจุดประสงค์ 4.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ 4.2 สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ 4.3 เหมาะสมกับระดับชั้นของนักเรียน 5.00 5.00 5.00 0.00 0.00 0.00 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด รวม 5.00 0.00 มากที่สุด ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 5.1 สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 5.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์ 5.3 สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ 5.00 5.00 5.00 0.00 0.00 0.00 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด รวม 5.00 0.00 มากที่สุด ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 6.1 มีความชัดเจน เข้าใจง่าย 6.2 เหมาะสมกับระดับชั้นของนักเรียน 5.00 5.00 0.00 0.00 มากที่สุด มากที่สุด รวม 5.00 0.00 มากที่สุด ด้านสาระการเรียนรู้ 7.1 สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 7.2 มีความชัดเจน เข้าใจง่าย 7.3 มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน 7.4 เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 5.00 5.00 4.67 4.67 0.00 0.00 0.00 0.34 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด รวม 4.84 0.17 มากที่สุด ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน 8.1 กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียน 8.2 สอดคล้องกับเนื้อหา 8.3 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 8.4 สอดคล้องกับเอกสารประกอบการเรียน 8.5 เหมาะสมกับเนื้อหา 8.6 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม 8.7 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้เกิดการคิดวิเคราะห์ 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด


120 รายการ ผล ความหมาย ˉx S.D. รวม 5.00 0.00 มากที่สุด ด้านการวัดและประเมินผล 9.1 สอดคล้องกับเนื้อหา 9.2 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 9.3 ส่งเสริมการวัดด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย 9.4 วิธีการวัดผลสามารถประเมินได้ 9.5 เครื่องมือที่ใช้วัดมีความเหมาะสม 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด รวม 5.00 0.00 มากที่สุด ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ 10.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 10.2 สอดคล้องกับเนื้อหา 10.3 กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียน 10.4 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการใช้สื่อ 10.5 เหมาะสมกับระดับชั้นและวัยของผู้เรียน 5.00 5.00 5.00 5.00 5.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด มากที่สุด รวม 5.00 0.00 มากที่สุด เฉลี่ยรวม 4.98 0.05 มากที่สุด จากตารางที่ 4.1 พบว่า ความเหมาะสมด้านมาตรฐานการเรียนรู้ ด้านตัวชี้วัด ด้าน สาระสำคัญ ด้านจุดประสงค์ ด้านสมรรถนะสำคัญ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านกระบวนการ จัดการเรียนการสอน ด้านการวัดและประเมินผล ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ามีความ เหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅= 5.00 , S.D.= 0.00) และความเหมาะสมด้านสาระการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅= 4.84 , S.D.= 0.17) จากผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่ามีความ เหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.98 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.05 ซึ่ง หมายถึง รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมต่อการส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์และ สามารถนำไปใช้ได้


121 ตอนที่ 2 ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการ อ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 ผู้วิจัยได้ทำการทดลองกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ ตารางที่ 4.2 ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการ อ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน นักเรียน 30 คน N ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์(E2) คะแนนเต็ม แบบฝึกทักษะ คะแนนรวม แบบฝึกทักษะ E1 คะแนนเต็ม หลังเรียน คะแนนรวม หลังเรียน E2 30 45 1100 81.36 20 491 81.83 จากตารางที่ 4.2 พบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้าน การอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.36/81.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 ระยะที่ 2 การทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA และการศึกษาผลการใช้ซึ่งประกอบด้วยแบบวัด ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยเสนอ ผลการวิจัยดังนี้ การศึกษาผลการทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ซึ่งประกอบด้วยแบบวัดความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ ของการวิจัย ดังนี้ ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ของผู้เรียนที่เรียนโดยการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA โดยแบ่งตามทฤษฎีการอ่านเชิงวิเคราะห์ ออกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ วิเคราะห์ความสำคัญ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และวิเคราะห์หลักการ ซึ่ง สามารถสรุปได้ดังนี้


122 ตารางที่ 4.3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิเคราะห์ กลุ่ม ตัวอย่าง N x S.D. t sig วิเคราะห์ความส าคัญ (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) ก่อนเรียน หลังเรียน 30 30 2.73 4.40 1.11 0.44 7.70* .001 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) ก่อนเรียน หลังเรียน 30 30 2.83 4.60 1.17 0.54 7.27* .001 วิเคราะห์หลักการ (คะแนนเต็ม 5 คะแนน) ก่อนเรียน หลังเรียน 30 30 2.77 4.57 1.17 0.45 7.60* .001 หมายเหตุ : * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 4.3 พบว่า กลุ่มทดลองที่เรียนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค วิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลการวิเคราะห์ความสามารถด้านการ วิเคราะห์ความสำคัญก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ( x =2.73, S.D.=1.11) หลังเรียนมีผลคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ ( x =4.40, S.D.=0.44) โดยพบว่าค่าสถิติทดสอบ t–test มีค่าเท่ากับ 7.70 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิเคราะห์ความสามารถด้านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ( x =2.83, S.D.=1.17) หลังเรียนมีผลคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ( x =4.60, S.D.=0.54) โดยพบว่าค่าสถิติทดสอบ t–test มีค่าเท่ากับ 7.27 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 ผลการวิเคราะห์ความสามารถด้านการวิเคราะห์หลักการก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ( x = 2.77, S.D.=1.17) หลังเรียนมีผลคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ( x =4.57, S.D.=0.45) โดยพบว่าค่าสถิติ ทดสอบ t–test มีค่าเท่ากับ 7.60 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


123 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอน แบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ตารางที่ 4.4 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่าน วิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน การทดลอง N ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน X S.D df t Sig ก่อนเรียน 30 10.2 5.43 29 12.32 .001* หลังเรียน 30 16.36 1.50 หมายเหตุ : * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 4.4 พบว่า กลุ่มทดลองที่เรียนด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค วิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ ( x = 16.36, S.D.=1.50) สูงกว่าก่อนเรียน ( x =10.2, S.D.= 5.43 ) โดยพบว่าค่าสถิติทดสอบ t–test มีค่า เท่ากับ 12.32 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์หลังเรียนของกลุ่มทดลองสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาเพื่อสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง การพัฒนา ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ชัยภูมิขั้นตอนการศึกษาค้นคว้าดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สมมุติฐานของการวิจัย 3. สรุปผลการวิจัย 4. อภิปรายผล 5. ข้อเสนอแนะ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.1 เพื่อหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.2 เพื่อศึกษาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ของผู้เรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการ เรียนรู้ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA 2. สมมุติฐานของการวิจัย 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค วิธีการสอนอ่านแบบ MIA มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2.2 ผู้เรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิควิธีการสอนอ่านแบบ MIA มีความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01


125 3. สรุปผล 3.1 ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 81.36/81.83 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 3.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ด้วยแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA มากกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.3 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA มากกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. อภิปรายผล ผลการวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ 4.1 ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน วิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.36/81.83 แสดงให้เห็นว่าค่าเฉลี่ยคะแนนจากการประเมินพฤติกรรมระหว่างเรียนและการ ทำแบบทดสอบย่อยของนักเรียนทั้งหมด (E1) คิดเป็นร้อยละ 81.36 คะแนนเฉลี่ยจากการทำ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์หลังเรียนของนักเรียนทั้งหมด (E2) คิดเป็นร้อยละ 81.83 แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ทั้งนี้เนื่องจากแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นได้ ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างมีระบบ โดยศึกษาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มาตรฐานการ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง/ตัวชี้วัด (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 1 - 14) ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน การอ่านวิเคราะห์ ศึกษาแนวการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ตลอดจนศึกษาวิธีเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ของอาภรณ์ ใจเที่ยง (2540 : 203 - 204) การทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีของรุจิร์ ภู่สาระ (2545 : 1559) บุญชม ศรีสะอาด (2549 : 39 - 42) ให้ความหมายของการอ่านวิเคราะห์ว่าเป็นการอ่านอย่างละเอียด รอบคอบ แยกแยะความคิด แยกแยะประเด็นของสิ่งที่อ่านนำมาจัดลำดับความสำคัญนำไปสู่การสรุป เรื่องที่อ่าน บลูม (Bloom, 1974 : 145) ได้แบ่งการอ่านวิเคราะห์ออกเป็นประเด็น 3 ด้าน ได้แก่ การวิเคราะห์ความสำคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์หลักการ ซึ่งสอดคล้องกับการ จำแนกการอ่านวิเคราะห์ของชวาล แพรัตกุล (2520 : 259-230) ที่ได้แบ่งชนิดของการอ่านวิเคราะห์


126 ออกเป็น 3 ชนิด คือ วิเคราะห์ความสำคัญ คือการวิเคราะห์ลักษณะที่เด่นชัดของเรื่อง วิเคราะห์ ความสัมพันธ์ คือการค้นหาความสัมพันธ์ของสิ่งของ 2 สิ่ง และวิเคราะห์หลักการ คือการค้นหา โครงสร้างและระบบของวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว และการกระทำต่าง ๆ ผู้วิจัยได้นำประเภทของการอ่าน วิเคราะห์ทั้ง 3 ด้าน มาประยุกต์ใช้เป็นขั้นตอนการสอนอ่านเชิงวิเคราะห์ด้วยเทคนิควิธีการสอนแบบ MIA จำนวน 7 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ขั้นการถามนำก่อนการอ่าน (Priming Questions) เป็นขั้นนำเข้าสู่ เนื้อเรื่อง โดยผู้สอนนำภาพหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับบทอ่านมาตั้งคำถามแล้วให้แต่ละกลุ่มตอบ คำถามและอภิปรายผล ขั้นที่ 2 ขั้นการทำความเข้าใจคำศัพท์ (Understanding Vocabulary) ให้ นักเรียนหาความหมายของคำศัพท์ แล้วนำไปแต่งประโยค เพราะการรู้คำศัพท์มากจะทำให้เข้าใจ เรื่องราวได้ดีขั้นที่ 3 ขั้นการอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) เป็นขั้นที่กระตุ้นให้นักเรียนอ่าน มากขึ้น เพราะมีคำถามเป็นสิ่งเร้าเมื่อนักเรียนต้องการรู้คำตอบจะต้องอ่านเนื้อเรื่องอย่างละเอียด ขั้นที่ 4 ขั้นทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) ให้นักเรียนตอบคำถามจากเรื่องที่ เป็นคำถามแบบปลายเปิด เป็นการทดสอบความเข้าใจของนักเรียน ขั้นที่ 5 ขั้นเชื่อมโยงข้อมูล (Transferring Information) เป็นขั้นที่ให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้จากการอ่านมาเขียนเป็นแผนผัง ความคิด ขั้นที่ 6 ขั้นทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยค และเรียงโครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise and Paragraph Structure) เป็นขั้นที่ให้นักเรียนเรียงลำดับคำเป็นประโยคให้สมบูรณ์ ซึ่งเป็นการนํา กิจกรรมการเล่นมาร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ โดยให้แต่ละกลุ่มแข่งขันกัน เป็นการสร้างความ สนุกสนานและสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดี และขั้นที่ 7 ขั้นการประเมินผลและการแก้ไข (Evaluation and Correction) เป็นการตรวจผลงานและปรับปรุงแก้ไข ซึ่งการจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ที่กล่าวมาเป็นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ช่วยเหลือและแบ่งปัน คนที่เรียนเก่งช่วยคนที่เรียนอ่อนกว่าเป็นการฝึก ทักษะกระบวนการทางสังคม เช่น ทักษะกระบวนการกลุ่ม ทักษะการเป็นผู้นำ และฝึกความ รับผิดชอบต่อตนเองและรับผิดชอบกลุ่ม ซึ่งประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว สอดคล้องกับผลการศึกษาของจารุณี นุสติ(2554 : 49) ที่ได้ศึกษาการสร้างและหาประสิทธิภาพชุด การสอนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์สารในชีวิตประจำวัน หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พบว่าชุดการสอนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์สารในชีวิตประจำวัน รายวิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) คะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระหว่างเรียน (E1) คิดเป็นร้อยละ 86.54 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (E2) คิดเป็นร้อยละ 91.35 แสดงให้เห็นว่าชุดการสอนที่สร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ สอดคล้องกับผลการศึกษาของสุจิตรา เดชดำรงรักษ์(2556 : 107) ที่ได้ ศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบซิปปาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะการอ่าน


127 วิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนแบบซิปปา สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.19/85.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 4.2 ด้านการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านวิเคราะห์สูงขึ้น โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการดำเนินการ วิจัย ดังนี้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 คะแนนก่อนการจัดกิจกรรมครั้งที่ 1 การอ่านวิเคราะห์ความสำคัญก่อนการจัด กิจกรรมนักเรียนมีค่าเฉลี่ย ( X = 2.73, S.D.=1.11) หลังจากจัดกิจกรรมนักเรียนมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ( X = 4.40, S.D.=0.44) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .01 การอ่านวิเคราะห์ความสัมพันธ์ก่อน การจัดกิจกรรมนักเรียนมีค่าเฉลี่ย ( X = 2.83, S.D.=1.17) หลังจากจัดกิจกรรมนักเรียนมีค่าเฉลี่ยอยู่ ที่ ( X = 4.60, S.D.=0.54) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .01 การอ่านวิเคราะห์หลักการก่อน การจัดกิจกรรมนักเรียนมีค่าเฉลี่ย ( X = 2.77, S.D.=1.17) หลังจากจัดกิจกรรมนักเรียนมีค่าเฉลี่ยอยู่ ที่ ( X = 4.57, S.D.=0.45) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .01 จะเห็นได้ว่าเทคนิคการสอนที่ นำมาศึกษานั้นสามารถพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์ได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าวิธีสอน อ่านแบบ MIA เป็นกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และเน้นการสร้างประสบการณ์ ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูเป็นเพียงผู้วางแผนจัดกิจกรรมและคอยชี้แนะให้คำปรึกษาเมื่อผู้เรียนมี ปัญหา นอกจากนี้วิธีสอนอ่านแบบ MIA มีขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ชัดเจน มีการจัด กิจกรรมที่เป็นขั้นตอนและแต่ละขั้นตอนจะมีใบงานประกอบให้นักเรียนได้ปฏิบัติเป็นการสร้างความ เข้าใจในการอ่านตามลำดับ โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นที่ 1 การถามนําก่อนการอ่าน (Priming Questions) คือ ขั้นตอนที่ครูผู้สอนจะตั้งคําถาม หรือสนทนาอภิปรายซักถาม คาดเดาเรื่องจากภาพ ให้นักเรียนร่วม แสดงความคิดเห็น เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสนใจเรื่องที่จะอ่าน ในขั้นนี้ผู้วิจัยใช้ภาพในการสร้างความ เข้าใจเรื่องที่จะอ่านกับผู้เรียน จากนั้นตั้งคําถามกับผู้เรียนเพื่อเชื่อมโยงคําตอบไปสู่เนื้อเรื่องที่จะอ่าน นักเรียนจะได้ตอบคําถามและเชื่อมโยงคําตอบกับประสบการณ์เดิมของนักเรียน สำหรับขั้นที่ 2 การ ทำความเข้าใจคำศัพท์ (Understanding Vocabulary) ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยเลือกคำศัพท์จากเนื้อเรื่อง ให้นักเรียนหาความหมายของคำศัพท์จากพจนานุกรม และให้นักเรียนนําคำศัพท์นั้นไปแต่งประโยค ขั้นตอนนี้นักเรียนจะได้สนทนากับเพื่อนในกลุ่มเพื่ออภิปรายร่วมกันถึงความหมายของคำศัพท์ นอกจากนี้การนําศัพท์นั้นไปแต่งประโยคจะแสดงให้เห็นว่านักเรียนเข้าใจความหมายของคำศัพท์นั้น ได้ถูกต้อง เพราะปัจจัยที่สำคัญในการอ่านคือการรู้จักคำศัพท์มาก เพราะการรู้คำศัพท์มากจะทำให้ เข้าใจเรื่องราวได้ดี ขั้นที่ 3 การอ่านเนื้อเรื่อง (Reading the Text) คือ ขั้นตอนที่นักเรียนอ่านเรื่อง แล้วตอบคําถามจากเนื้อเรื่องซึ่งปรากฏอยู่ในแต่ละย่อหน้าเพื่อให้นักเรียนค้นหาคําตอบซึ่งเป็นใจความ สำคัญของเรื่องที่อ่าน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะจะสามารถทำให้นักเรียนจับใจความ จากเรื่องที่อ่านได้ เมื่อนักเรียนอ่านจบในแต่ละย่อหน้าแล้ว จะมีคําถามอยู่ท้ายย่อหน้านั้น นักเรียนจะ


128 ฝึกการค้นหาคําตอบจากย่อหน้าที่อ่าน ซึ่งคําตอบนั้นจะเป็นประโยคใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน ทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ทันทีว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีใจความสำคัญอย่างไร ขั้นที่ 4 ทำ ความเข้าใจเนื้อเรื่อง (Understanding the Text) ทำแบบฝึกหัดเติมคําให้ประโยคสมบูรณ์ ตอบ คําถามจากประโยคปลายเปิด นักเรียนจะตอบคําถามหรือเติมข้อความให้สมบูรณ์ตามเนื้อเรื่องโดยใช้ ภาษาของตนเอง เพื่อตรวจสอบความเข้าใจในการอ่านของนักเรียน ซึ่งผู้วิจัยได้เรียบเรียงเรื่องขึ้นมา ใหม่ แต่ยังคงใจความสำคัญของเรื่องไว้โดยกําหนดให้ใจความสำคัญนั้นเป็นข้อความที่ขาดหายไป หาก นักเรียนเข้าใจเรื่องที่อ่านนักเรียนจะสามารถเติมใจความสำคัญของเรื่องซึ่งเป็นข้อความที่ขาดหายไป ได้ และการตอบคําถามในประโยคปลายเปิดนั้นจะเป็นการสรุปใจความสำคัญของเรื่องด้วยภาษาของ นักเรียนเองอีกครั้งหนึ่ง สำหรับขั้นที่ 5 ถ่ายโอนข้อมูล (Transfering Information) คือ ขั้นตอนที่ให้ นักเรียนนําเรื่องที่อ่านมาเขียนตามความเข้าใจในรูปแบบของการสร้างแผนผังความคิด หรือแผนภาพ โครงเรื่อง เพื่อเป็นการสรุปความคิดรวบยอดของนักเรียน เพราะนักเรียนจะรู้แล้วว่าใจความสำคัญ ของเรื่องที่อ่านนั้นมีอะไรบ้าง สามารถนําคําตอบจากใบงานที่ 3 มากำหนดเป็นหัวข้อในแผนภาพ ความคิดและเขียนบรรยายหัวข้อนั้นได้ทันที จะเป็นการพัฒนานักเรียนทั้งการอ่านและการเขียน ขั้นที่ 6 ขั้นทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยค และเรียงโครงสร้างอนุเฉท (Jigsaw Exercise and Paragraph Structure) เรียงประโยคให้เป็นย่อหน้า เล่นเกมต่อจิ๊กซอว์ประโยค เป็นการตรวจสอบความเข้าใจใน เรื่องที่อ่านอีกครั้งหนึ่ง นักเรียนจะนําคํามาเรียงต่อกันเป็นประโยค และนําประโยคนั้นมาต่อกันเป็น ย่อหน้าตามเรื่องที่อ่าน แต่ละกลุ่มจะแข่งขันกัน เป็นการนํากิจกรรมการเล่นมาร่วมในกิจกรรมการ เรียนรู้เพื่อตรวจสอบความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน และเพื่อปรับเปลี่ยนกิจกรรมไม่ให้นักเรียนเบื่อหน่าย สร้างความสัมพันธ์ที่ดี เกิดความร่วมมือกันในการทำกิจกรรม และในขั้นที่ 7 การประเมินผลและการ แก้ไข (Evaluation and Correction) สนทนาและสรุปใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน แต่ละกลุ่มจะได้ ตรวจผลงานและปรับปรุงแก้ไข จากนั้นให้นักเรียนทุกคนเขียนสรุปใจความลงในใบงานเพื่อ ประเมินผลว่านักเรียนมีความเข้าใจในเรื่องที่อ่านหรือไม่ โดยครูเป็นผู้ประเมินผลงานอีกครั้งหนึ่ง จาก ที่กล่าวมาเมื่อนักเรียนได้นําทักษะนี้ไปใช้ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยของรอสนี บูชามัน (2552 : 64) ที่ศึกษาความสามารถในการอ่านและ เขียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับเสาวนีย์ ธนะสาร (2553 : 79) ที่ ศึกษาความสามารถด้านการอ่านจับใจความและความสนใจในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน จากการสอนอ่านตามแนวการสอนแบบ บูรณาการของเมอร์ด็อค ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น


129 ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านหลังการสอนอ่านตามแนวการสอนแบบ บูรณาการของเมอร์ด็อคสูงขึ้น 4.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนด้วยแผนการจัดการ เรียนรู้เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ MIA มีขั้นตอนการสอนอ่านที่ ชัดเจนจากง่ายไปยาก มีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย และยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่ใช้ทักษะต่าง ๆ ควบคู่กันไป ทำให้นักเรียนไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในการเรียน และเป็น การส่งเสริมความรู้และความเข้าใจ และพัฒนาการอ่านของผู้เรียน ซึ่งการสอนอ่านด้วยวิธี MIA เป็น กิจกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาการอ่าน เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด ความร่วมมือ และความเข้าใจใน เรื่องที่อ่านเป็นอย่างมาก เช่น ในขั้นที่ 5 การถ่ายโอนข้อมูล ซึ่งเป็นการถ่ายโอนข้อมูลที่อ่านออกมาใน รูปแผนผังความคิด หรือแผนภาพโครงเรื่อง ซึ่งนักเรียนต้องเข้าใจและมองเห็นความสัมพันธ์ของเรื่อง โดยตลอด กิจกรรมขั้นทำแบบฝึกหัดต่อชิ้นส่วนประโยคและเรียงโครงสร้างอนุเฉท นักเรียนได้ จัดลำดับเหตุการณ์ของเรื่อง นอกจากนี้ยังได้ฝึกหาใจความสำคัญของเรื่อง และรายละเอียดในการ สนับสนุนใจความสำคัญของเรื่อง สร้างความเข้าใจในการอ่านให้มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยให้ นักเรียนเกิดแรงจูงใจในการอ่าน เนื่องจากมีโอกาสใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติ กิจกรรมทุกขั้นตอน มีโอกาสได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ส่งผลให้นักเรียน ที่ได้รับการสอนอ่านด้วยวิธี MIA มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของวีระศักดิ์ สุวรรณไตร และคณะ (2555 : 61) ที่ได้ศึกษาผลการใช้ ชุดแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบบูรณาการของเมอร์ด็อคที่ส่งผลต่อ ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกการอ่านจับใจความ ภาษาอังกฤษร่วมกับวิธีการสอนแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยของณัฏฐณิชา ปฐมพุทธิธรรม (2564 : 44) ที่ได้ ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการใช้ แบบฝึกรูปแบบปกติและการใช้แบบฝึกตามแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) ผลการศึกษาพบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและ หลังเรียนโดยการใช้แบบฝึกตามแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลโดยภาพรวมแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้าน การอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เหมาะสม


130 กับวุฒิภาวะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มีโอกาสได้ ตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ จึงส่งผลให้นักเรียนเข้าใจและมีความสามารถ ด้านการอ่านวิเคราะห์ส่งผลให้ความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์สูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ 5. ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยผลการจัดกิจกรรมการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค วิธีการสอนแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ 5.1 ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 1. เวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เนื่องจากเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่ระบุไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้เป็นเวลาที่ถูกกำหนดจากการคาดการณ์ไว้ในการปฏิบัติ กิจกรรมแต่ละขั้น ซึ่งในการปฏิบัติกิจกรรมจริง ๆ การใช้เวลาในแต่ละกิจกรรมอาจมีความ คลาดเคลื่อนบ้าง ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูสามารถยืดหยุ่นเวลาได้ตามความเหมาะสม 2. ครูอาจนำสื่อเทคโนโลยี เกม ที่น่าสนใจและสอดคล้องกับเรื่องที่อ่านมาให้นักเรียนทำ กิจกรรมร่วมกันก่อนนำเข้าประเด็นที่ต้องการ ให้นักเรียนอภิปรายเพื่อกระตุ้นความสนใจ 3. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิควิธีการสอนแบบ MIA ผู้สอนควรเลือกบทอ่าน ที่มีเนื้อหาที่ไม่มากจนเกินไป ข้อสังเกตจากการทดลองพบว่า ระยะเวลาที่กำหนดให้นักเรียนปฏิบัติ กิจกรรมตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ MIA ในแต่ละขั้นตอนนั้นค่อนข้างใช้เวลานาน โดยเฉพาะ ขั้นตอนในการอ่านเนื้อเรื่องและทำความเข้าใจ จนทำให้เรียนส่วนหนึ่งเกิดความเบื่อหน่ายในการอ่าน และไม่สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนให้ครบภายในเวลาที่กำหนด 4. ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกครั้ง ครูควรทบทวนถึงความหมายของขั้นตอนการ จัดกิจกรรม เนื่องจากบางครั้งผู้เรียนยังสับสนและจำรายละเอียดแต่ละขั้นตอนไม่ได้ เพราะเป็นวิธี สอนที่ผู้เรียนไม่เคยรู้จักมาก่อน 5. ครูควรทบทวนหรือให้ความรู้เรื่องการสร้างแผนภาพความคิดเพื่อให้นักเรียนเข้าใจ ก่อนการทำกิจกรรมโอนถ่ายข้อมูล นักเรียนจะได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ 6. ครูควรเสริมแรงให้แก่ผู้เรียนในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพราะการเสริมแรง เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้สึกกระตือรือร้นและมีความพยายามที่จะทำกิจกรรมแต่ละขั้นตอน รวมทั้ง สร้างบรรยากาศในการเรียนให้ดีขึ้นได้ 7. ครูควรเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เป็นกันเองเพื่อให้นักเรียนมีความกล้า แสดงออกในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี 8. ครูควรติดตามพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนมี ส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการทำกิจกรรมในทุกขั้นตอนของการเรียนการสอน


131 5.2 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรทำการวิจัยการสร้างและพัฒนาความสามารถด้านการอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค วิธีการสอนแบบ MIA กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจและทำให้นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 2. ควรนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การอ่านวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค วิธีการสอนแบบ MIA ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างอื่นเพื่อให้ได้ผลเที่ยงตรงและเชื่อถือได้สูง 3. ควรมีการศึกษาวิจัยการนำวิธีสอนอ่านแบบ MIA ไปจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนระดับ ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาอื่น ๆ 4. ควรศึกษาเปรียบเทียบวิธีสอนอ่านแบบ MIA ร่วมกับตัวแปรอื่น ๆ เช่น เปรียบเทียบ กับวิธีสอนอ่านในแบบ KML หรือเปรียบเทียบกับวิธีสอนแบบ SQ4R 5. ควรศึกษาวิจัยการนำวิธีสอนอ่านแบบ MIA ไปจัดการเรียนรู้ทักษะการเขียน เช่น การ เขียนสรุปความ การเขียนสร้างสรรค์ ฯลฯ 6. ควรมีการนำวิธีสอนแบบ MIA ไปใช้พัฒนาความสามารถในการอ่านระดับอื่น เช่น การอ่านจับใจความ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เป็นต้น


บรรณานุกรม


133 บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2544). รายงานการวิจัย เรื่องการศึกษาสภาพการอ่านของนักเรียนและการจัด กิจกรรมส่งเสริมการอ่านในโรงเรียน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. __________. (2545). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : กรม วิชาการ. __________. (2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ คุรุสภาลาดพร้าว. __________. (2551). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ. __________. (2552). เอกสารประกอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. กังวล เทียนกัณฑ์เทศน์. (2540). การวัด การวิเคราะห์ การประเมินทางการศึกษาเบื้องต้น. พิมพ์ ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือเสริมกรุงเทพ. กองเทพ เคลือบพาณิชกุล. (2542). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2546). การคิดเชิงบูรณาการ. กรุงเทพฯ : บริษัทซัคเซสมีเดียจำกัด. ___________________. (2549). การคิดเชิงวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ซัคเซสมีเดีย. โกวิทย์ โชติพินิจ. (2561). “การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดย ใช้การสอนอ่านแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3”. วิทยานิพนธ์ หลักสูตร และการเรียนการสอน ครุศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. จงกล แก้วโก. (2547). “การเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์เจตคติวิธีสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบ สตอรีไลน์กับวิธีสอนแบบปกติ”. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. จรัล คำภารัตน์. (2549). การสอนศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : 2020 เวิลด์มีเดีย. จารุณี นุสติ. (2554). “การสร้างและหาประสิทธิภาพชุดการสอน เรื่อง การอ่านวิเคราะห์สารใน ชีวิตประจำวัน หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิทยาลัยการอาชีพ นครสวรรค์”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร.


134 บรรณานุกรม (ต่อ) จิตต์นิภา ศรีไสย์. (2549). ภาษาไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. จิตตภัสร์ ทับสิงห์. (2554). “ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธี KWL- Plus และวิธี MIA ที่มีต่อ ความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6”. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี. จินตนา ใบกาซูยี. (2543). การจัดทำหนังสือสำหรับเด็ก. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และบาหยัน อิ่มสําราญ. (2547). การใช้ภาษาไทย. นครปฐม : มหาวิทยาลัย. ฉวีลักษณ์ บุญยะกาญจน. (2525). จิตวิทยาการอ่าน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2542). การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน. กรุงเทพฯ : ศิลปาบรรณาคาร. ชวลิต ชูกำแพง. (2551). การพัฒนาหลักสูตร. มหาสารคาม : ทีคิวพี จำกัด. ชวาล แพรัตกุล. (2520). เทคนิคการเขียนข้อสอบ. กรุงเทพฯ : ทิพย์อักษร. ชาญชัย ยมดิษฐ์. (2548). เทคนิคและวิธีการสอนร่วมสมัย. กรุงเทพฯ : หลักพิมพ์. ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2527). เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย 5 การอ่าน หน่วยที่ 6-10. นนทบุรี. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ณัฏฐณิชา ปฐมพุทธิธรรม. (2564). “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการใช้แบบฝึกรูปแบบปกติและการใช้แบบฝึกตาม แบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA)”. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร. ณัฐกมล ดำมี. (2559). “การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD”. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรือง. (2545). “การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของคณาจารย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร”. วิทยานิพนธ์ ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน มหาวิทยาลัยศิลปากร. ถนอมวงศ์ ลำยอดมรรคผล (2526). การอ่านให้เก่ง. กรุงเทพฯ : กระดาษสา. ทิพย์สุเนตร อนัมบุตร. (2542). การอ่านเพื่อการวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.


135 บรรณานุกรม (ต่อ) ธงชัย ชิวปรีชา. (2537). “การวัดและการประเมินผลการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์” สารัตถะและ วิทยวิธีทางวิชาวิทยาศาสตร์ หน่วยที่ 13-15”. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช บัณฑิตศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์. ธัญญา สังขพันธานนท์ และคณะ. (2548). การพัฒนาทักษะการรับสาร. มหาสารคาม : อภิชาติ การพิมพ์. ธีระศักดิ์ อุ่นอารมณ์เลิศ. (2549). เครื่องมือวิจัยทางการศึกษา : การสร้างและการพัฒนา. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร. นิรมล บุญรักษา. (2554). “ผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมสาระงานบ้านทื่มีต่อผลสัมฤทธิ์ และ เจตคติทางการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดท่าข้าม กรุงเทพมหานคร”. วิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. บรรเทา กิตติศักดิ์. (2542). การอ่านและพิจารณาหนังสือ. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. บันลือ พฤกษะวัน (2534 : 2). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ____________. (2547). วิธีการทางสถิติสำหรับการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ____________. (2549). การวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ____________. (2553). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. บุญเรียง ขจรศิลป์. (2529). วิธีวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ประเทิน มหาขันธ์. (2530). การสอนอ่านเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ประพนธ์ เรืองณรงค์. (2544). กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยช่วงชั้นที่ 4 (ม.4-4). กรุงเทพฯ : ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ประสิทธิ์ กาพย์กลอน. (2523). การศึกษาภาษาไทยตามแนวภาษาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. เปลื้อง ณ นคร. (2538). ศิลปะแห่งการอ่าน : หลักวิธีการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : ข้าวฟ่าง. ผะอบ โปษะกฤษณะ. (2532). ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : บำรุงสาส์น. เผชิญ กิจระการ. (2544). การวิเคราะห์ประสิทธิภาพสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา E1/E2 . วารสารการวัดผลการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


136 บรรณานุกรม (ต่อ) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. พนิตนันท์ บุญพามี. (2542). เทคนิคการอ่านเบื้องต้นสำหรับบรรณารักษ์. นครราชสีมา : สถาบัน ราชภัฏนครราชสีมา. พรทิพย์ แข็งขัน และเฉลิมลาภ ทองอาจ. (2553). “โมเดล 5 โมเดล การจัดการเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อ พัฒนากระบวนการคิด ในคู่มือฝึกอบรมภาษาไทยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย”. วิทยานิพนธ์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พรสุดา อินทร์สาน. (2554). “ผลจากการอ่านวิเคราะห์ภาษาไทยโดยใช้กิจกรรมกลุ่มร่วมกันคิด ร่วมกันซิปปาโมเดลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4”. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2540). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : เจริญผล. _____________. (2543). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ. (2542). ภาษาไทย 3. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2547). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพฯ : เฮ้าออฟ เคอร์มีสท์. พิมพ์ศิริ ศรีอินทร์. (2559). “ผลการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ การพูดและการ เขียนภาษาไทย ด้วยการใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค ซี ไอ อาร์ วี สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5”. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรและการสอน. พิมพิมล แสนนาม. (2553). “การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกการอ่านภาษาไทยเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6”. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา หลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. ไพฑูรย์ สินลารัตน์ และคณะ. (2535). ภาษาไทย 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. _________________________. (2538). ภาษาไทย 1. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.


137 บรรณานุกรม (ต่อ) _________________________. (2539). เพื่อความเข้าใจในสาระและกระบวนการของการ อุดมศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาอุดมศึกษา คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ไพพรรณ อินทนิล. (2546). การส่งเสริมการอ่าน. ภาควิชาบรรณารักษ์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์. (2548). อ่านเป็น : เรียนก่อน-สอนเก่ง. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊ค. แม้นมาส ชวลิตร. (2544). แนวทางส่งเสริมการอ่าน. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ. รจนา ชาญวิชิต. (2547). “การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยวิธีสอนแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ (MIA)”. สารนิพนธ์ ปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. รอสนี บูชามัน. (2552). “การศึกษาความสามารถในการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีสอน อ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3”. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ทักษิณ. รัญจวน อินทรกําแหง และคณะ. (2524). การอ่านพิจารณาหนังสือ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์. รัตนา ศาลิกร. (2536). การใช้ภาษาไทยเพื่อการอาชีพ 1 (สรพ.1101). กรุงเทพฯ : ศรีสง่าวิชาการ. รัตนาภรณ์ ผ่านพิเคราะห์. (2544). “การพัฒนาทักษะการคิด ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์”. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์. รุจิร์ ภู่สาระ. (2545). การเขียนแผนการเรียนรู้. กรุงเทพฯ : บุ๊ค พอยท์. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : สุวีริยาส์น. ลาวัณย์ สังขพันธานนท์ และคณะ. (2550). การอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. พิมพ์ครั้งที่ 2. มหาสารคาม : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วนิช สุธารัตน์. (2547). ความคิดและความคิดสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. วรรณี โสมประยูร. (2553). เทคนิคการสอนภาษาไทย. กรุงเทพฯ : ยูแพดอินเตอร์ จำกัด.


138 บรรณานุกรม (ต่อ) วสุณี รักษาจันทร์. (2531). การอ่านและพิจารณาหนังสือ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. วัชรา เล่าเรียนดี. (2548). เทคนิคและยุทธวิธีพัฒนาทักษะการคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ. นครปฐม : โครงการส่งเสริมการผลิตตำราและเอกสารการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. วัชรี บูรณสิงห์ และ นิรมล ศตวุฒิ. (2542). การอ่านเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ด้านหลักสูตรและการสอน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. วัฒนชัย ถิรศิลาเวทย์. (2546). “ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสอนของครู พฤติกรรม การเรียน และพฤติกรรมด้านจิตพิสัยกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3”. สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดมหาสารคาม. วัฒนาพร ระงับทุก. (2545). เทคนิคและกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค. วิมลรัตน์สุนทรโรจน์. (2545). เอกสารประกอบการสอนวิชา 0506703 พัฒนาการเรียนการสอน. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. _______________. (2549). นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้. ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วิรัช วรรณรัตน์. (2539). การวัดและประเมินผลการศึกษา. สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วีระศักดิ์ สุวรรณไตร และคณะ. (2555). “การใช้ชุดแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ร่วมกับวิธีการสอนแบบบูรณาการของเมอร์ด็อคที่ส่งผลต่อความเข้าใจในการอ่าน ภาษาอังกฤษ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3”. วิทยานิพนธ์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. ศศิธร ธัญลักษณานันท์ และคณะ. (2542). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น. กรุงเทพฯ : เธิร์ดเวฟเอ็ดดูเคชั่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ศิริพร ลิ้มตระการ. (2537). การอ่านภาษาไทย. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช. ศิวกานท์ ปทุมสูติ. (2540). การอ่านเพื่อชีวิต. กรุงเทพฯ : เลิฟ แอนด์ ลิฟ เพรส จำกัด. _____________. (2553). คู่มือการอ่านคิดวิเคราะห์. สุพรรณบุรี : ศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม. ศุภโชค แตงทอง. (2563). “การพัฒนาแบบฝึกการอ่านวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6”. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร.


139 บรรณานุกรม (ต่อ) สนอง พรมโนนศรี. (2553). “การพัฒนาแบบฝึกการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้นิทานพื้นฐาน เรื่อง พิกุลทอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2”. วิทยานิพนธ์ค.ม. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. สนิท ตั้งทวี. (2526). อ่านไทย. กรุงเทพฯ : โอเอส พริ้นติ้ง เฮ้าส์. ________. (2538). การใช้ภาษาเชิงปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. สนิท สัตโยภาส. (2542). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น. กรุงเทพฯ : ธารอักษร. สมเกียรติ กินจำปา. (2545). “การศึกษาความเข้าใจในการอ่าน ความสามารถในการเขียน และ ความสนใจในการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนอ่าน แบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์ (MIA)”. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต วิชาเอกการประถมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. สมนึก ภัททิยธนี. (2553). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 6. มหาสารคาม : ภาควิชาวิจัยและ พัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมบัติ จำปาเงิน และสำเนียง มณีกาญจน์. (2539). กลเม็ดการอ่านให้เก่ง. กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊ค. สมบัติ ท้ายเรือคํา. (2551). ระเบียบวิธีวิจัยสำหรับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สมพร มันตะสูตรแพ่งพิพัฒน์. (2534). การอ่านทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). สำนักนโยบายแผนและมาตรฐานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2559) ฉบับสรุป. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : บริษัทพริกหวานกราฟฟิค จำกัด. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2548). การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. สำลี รักสุทธี. (2550). แบบฝึกทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนสื่อความ ป.2 ภาคเรียนที่ 1. กรุงเทพฯ : พัฒนศึกษา. สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์. (2538). วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุจิตรา เดชดำรงรักษ์. (2556). “ผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6”. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.


140 บรรณานุกรม (ต่อ) สุจิตรา สารการ. (2558). “การเปรียบเทียบวิธีสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับนักเรียน และวิธีสอนอ่านแบบ MIA ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ ความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6”. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. การสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สุชาดา ศรีศักดิ์. (2544). หนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องการขยายพันธ์พืชโดยใช้หัวและหน่อเพื่อใช้ใน การสอนงานเกษตร ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. กรุงเทพฯ. สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2540). “การศึกษาผลสัมฤทธิ์การอ่าน-เขียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้การเปลี่ยนรูปแบบนิทานพื้นบ้าน ในจังหวัดยะลา และ ปัตตานี”. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ___________________. (2544). หลักและวิธีสอนอ่านภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ไทย วัฒนาพานิช. __________________. (2554). ประมวลสาระชุดวิชาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาไทย. นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สุภรณ์ หนูกุ้ง. (2544). “การสร้างชุดการสอนอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจสำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามกระบวนการสอนอ่านแบบ MIA”. ปริญญานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยทักษิณ. สุภาภรณ์ อาจผักปัง. (2563). “การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศรีมงคลวิทยา อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์”. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร. สุภิญญา ยีหมัดอะหลี. (2556). “ผลการใช้วิธีสอนแบบ MIA ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก ที่มีต่อ ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจภาษาอังกฤษและความสามารถในการคิด วิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1”. วิทยานิพนธ์ การศึกษาและการสอน มหาวิทยาลัยทักษิณ. สุวิทย์มูลคำ และคณะ. (2549). การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการคิด. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์. _________________. (2550). กลยุทธการสอนวิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์. สุวิมล สพฤกษ์ศรี. (2554). “การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และทักษะการอ่านวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน”. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร.


141 บรรณานุกรม (ต่อ) เสงี่ยม โตรัตน์. (2546, มิถุนายน-ตุลาคม). การสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์. วารสาร ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร, 67(82) : 28. เสาวนีย์ ธนะสาร. (2553). “การศึกษาความสามารถอ่านจับใจความและความสนใจในการอ่าน ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน จาก การสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอกซ์”. ปริญญานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหา บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. เสาวลักษณ์ พานทอง. (2553 : 42). “ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย การอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แผนผังความคิด”. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. เสาวลักษณ์ ลักษณะโภคิน. (2539). “การศึกษาวิธีสอนอ่านแบบ MIA และระดับความสามารถที่มี ต่อความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6”. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อรทัย เรืองบุญ. (2555). “การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยเพื่อพัฒนาการอ่าน เชิงวิเคราะห์โดยใช้สื่อสิ่งพิมพ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6”. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรครุศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. อรพัทธ ศิริแสง. (2558). “การศึกษาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 4 ที่ใช้วิธีสอนอ่านแบบ MIA”. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. อาภรณ์ใจเที่ยง. (2546). หลักการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : เอเดียนสโตร์. ____________. (2550). หลักการสอน (ฉบับปรับปรุง). พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : เอเดียนสโตร์. Harris and Sipay. (1990). How to Increase Reading Ability : A Guide to Developmant and Remedial Methods. New York. Longman. Murdoch, George S. (1986). “A More Integrated Approach to the Teaching of Reading”. English Teaching Forum.


ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version