โลกแหง พระครสิ ตค ัมภีร
ภาค
พันธสัญญาใหม
โลกแหงพระครสิ ตคมั ภรี
ภาค
พนั ธสญั ญาใหม
เคา ประวตั ิศาสตรแ ละภาวการณย อ
ซึง่ ประกอบดวยเปน เบ้ืองหลัง
ของพระครสิ ตคมั ภีรภาคพันธสญั ญาใหม
แปลจากฉบับปรับปรุงและพิมพค รั้งท่ีสาม
เอช.อี.ดานา
ศาสตราจารยว ิชาการใหอรรถธิบายพระครสิ ตคัมภีรภ าคพันธสัญญาใหม
ในมหาวิทยาลัยศาสนศาสตร
คณะเซาเทอนแบบ ตสิ ตเซมนิ ารีฮลี ล
แปลโดย ทอด ประทีปะเสน
2
อารมั ภบท
การเขาใหถ งึ พระคริสตภาคพนั ธสญั ญาใหม ดว ยวิธีศึกษาประวัติศาสตรยอมจะเวนเสียมิไดที่
ปญหาบางประการจะเกดิ ข้ึนมาในความคดิ ของครสิ เตยี นผศู ึกษา ในเมื่อพันธสัญญาใหมเปนความจริง
มาจากพระเจาเรื่องการไถบาป ผูศึกษาก็อยากจะทราบวาทําไมเราจึงจะตองยุงเก่ียวกับสวนที่เปน
ประวัติศาสตรของมนษุ ยตามธรรมดานัน้ เลา? แลวเรื่องท่เี ปนเร่อื งบนพ้นื โลกนี้จะเอามาทําใหเกิดความ
เขาใจขาวท่ีมาจากสวรรคอยางไร? เรามีเหตุผลอยางไรและสมควรอยางไรท่ีจะเขาถึงการสําแดงของ
พระเจาดวยการศึกษาประวตั ิศาสตร? เพราะเหตุที่การทําตํารานี้ขึ้นก็ดวยความมุงหมายเจาะจงจะชวย
คริสเตียนผูศกึ ษา เราจึงรูส กึ เปนหนาท่ตี อบปญหาเหลา นีใ้ ห เปนข้ันแรกของการสาธยายเปนตาํ ราตอ ไป
เหตุผลทีเ่ ราจะเขา ใจถึงดวยการศึกษาประวัตศิ าสตรก็อยูบนมูลฐานทว่ี า เพราะมีสวนท่ีเปนฝาย
มนุษย อยูในพันธสัญญาใหมแน ๆ และปฏิเสธไมได สวนที่เปนฝายมนุษยน้ีจําเปนตองมีเพ่ือใหเกิด
ความสามารถแกม นุษยในทางประสบการณฝา ยวิญญาณจติ เชน เดียวกับสวนที่เปนฝายมาจากจากพระ
เจาจําเปน เพราะพระเจาตรัสแกมนุษยและใหมนุษยเขาใจได โดยไมเอาสวนท่ีเปนฝายมนุษยเขามา
ประกอบดวยในขอความของพระองคนัน้ ยอ มเปน ไปไมไ ด ถึงแมวาพนั ธสัญญาใหมเปนประมวลถอย
แถลงของพระเจา ถึงแมว า จะไมเ กยี่ วของกับประสบการณข องมนุษยถึงหากจะเปน ไดอ ยา งน้ี ถอยแถลง
ของพระเจาก็ยังจําตองแถลงออมมาดวยภาษาของมนุษย แตโดยตรงกันขาม การศึกษาหนังสือพันธ
สัญญาใหมอยางเขาถึงจริง ๆ จะประจักษวาคําส่ังสอนน้ัน ๆ มาจากสวรรค โดยไมมีตัวกลางทาง
แผน ดินโลกรวมดวยก็หามิไดแตท่ีเปนจริงกลับเปนวา ถอยแถลงหรือคําส่ังสอนน้ัน ๆ เกิดขึ้นมาจาก
สภาวการณจริง ๆ ของมนุษย แลวก็สงอิทธิพลมนุษยตามธรรมดาเขากระทบตอถอยแถลงหรือคําส่ัง
สอนนนั้ ๆ สว นทเ่ี ปนฝายมนุษยเปนความจริงท่ีแสดงตัวของมันเอง อยูในหนากระดาษหนังสือพันธ
สัญญาใหมดังท่ีปรากฏอยูตอ หนา เราแลว
แตเ รากย็ ังเชื่อวา ลาํ พังสวนทีเ่ ปน ฝา ยมนุษยเทาน้ันจะไมสามารถทําใหเขาใจหนังสือน้ีได เรา
เชื่อวาในการรับทราบหรือสํานึกสวนที่เปนฝายมาจากพระเจานั่นเปนเรื่องขาดไมได จําเปนตองมี
เพอ่ื ใหเกิดความเขาใจพระวจนะหรือถอยแถลงในพันธสัญญาใหมน้ันอยางสมเหตุสมผลจนจุใจ คน
ทง้ั หลายท่ีพยายามจะเขา ใจพนั ธสญั ญาใหม โดยคาํ นงึ ถึงแตส วนทีเ่ ปน ฝา ยมนษุ ยแ ตฝ า ยเดยี ว คนอยางน้ี
จะพบแตค วามลาํ บากขดั ขอ ง ทัง้ สองฝา ยจะตองเปนทย่ี อมรบั จะตอ งอยูในความสาํ นึก ถาเราจะใครได
ความเขา ใจความจริงท่ีเราตอ งการอยา งจใุ จ
ฉะนั้นการจะเขาถึงพันธสัญญาใหม จําตองศึกษาประวัติศาสตรแตการเขาถึงโดยอาศัยรู
ประวตั ศิ าสตร กม็ ิไดเ ขาไดสาํ เร็จกอนการเขา ถึงโดยอาศัยมีความศรัทธาในศาสนากอน เราจําตองเห็น
ท้งั ความสมควร และความจํากัดของวิธีอาศยั รปู ระวัตศิ าสตรดว ย
3
สวนที่เปนฝายมนุษยในพนั ธสญั ญาใหม แสดงตวั ใหเหน็ ชดั ในรปู ลกั ษณาการบางประการ เชน
เปนตน วา เราไดเห็นรอ งรอยความเปนตัวของตวั เองของแตละคนอยางไมผิด ผูเขียนตางคนตางก็เขียน
ตามแบบของตัวเอง ยอมตองไมเหมือนกันรูปการณของจิตวิทยาก็ผิด ๆกัน ลักษณะความคิดตางกลุม
ตางกผ็ ิดกนั สํานวนวาจาก็แตกตา งกนั คนใดท่ีศึกษาขอเขียนของเปาโลกับยอหนอยางใกลชิดจะรูสึก
ประทับใจกับความแตกตา งกันของขอเขยี นของทานทง้ั สอง แบบของเปาโลเปนแบบทีพ่ ดู จาไมน มุ นวล
และพดู ยอนไปยอนมา สวนแบบของยอหน เปน แบบที่พูดเรยี บ ๆ ฟงงาย รูปการณอยางนี้จะเห็นไดชัด
ท่ีสุดในภาษากรีก ถึงในภาษาอังกฤษก็แสดงใหเห็นไดบางเหมือนกัน (ในภาษาไทยก็เห็นไดดวย)
เปาโลมีทัศนะวาคําสอนคริสเตียนควรจะเปนแบบวางหลักปฏิบัติไวใหปฏิบัติดวยความไตรตรอง
ใครครวญ ซึ่งทานเรียกแบบน้ีวา “พระกิตติคุณ” สวนยอหนน้ันมีทัศนะคําสั่งสอนเปนแบบที่มีการ
กระทาํ จรงิ ๆ จัง ๆ มีความลกึ ซ้ึงเขาใจไมถงึ ซ่ึงทา นเรียกวา “ความจริง” เปาโลนั้นมที ัศนะวาความรอด
ประกอบดว ยความตรงขามกันระหวาง ธรรมบัญญัติกับพระคุณ อากัปกิริยากับความเช่ือ การทําดีกับ
การนบั ใหวา เปนคนดี สว นยอหนนนั้ เห็นวา ความรอดเปนความตรงขามกันระหวางชีวิตกับความตาย
ความสวา งกบั ความมืด ในหนงั สือมาระโกเราจะไดพบคําพูดแบบชาวบานพูดกัน เปนแบบที่พูดเอา ๆ
ไมใครมีความกลมกลืนตอเนื่องกัน สวนขอเขียนของลูกาเปนแบบอักษรศาสตรช้ันสูงเมื่อเทียบกับ
อักษรศาสตรก รกี ชั้นดีทีส่ ดุ ในสมยั ของทา น ความแตกตางเหลา น้ีชัดแจงจนปฏิเสธไมได ซ่ึงปรากฏอยู
ในเนื้อความของพันธสัญญาใหม และเปนเหตผุ ลแสดงวา สติปญญาและความสามารถของตางคนตาง
ใชไ ปตามธรรมดาของเขาโดยอิสระ
พันธสัญญาใหม มีรองรอยแสดงชัดใหเ ห็นชีวิตท่ผี ลิตพระธรรมนข้ี นึ้ มา เปน หนังสอื ทเี่ ขียนขึ้น
โดยชนชาติยวิ เวน เสยี แตห นงั สือพระกติ ตคิ ณุ เลม ที่สามและหนังสอื กจิ การ และเปนหนงั สือของชาติยิว
ชัด ๆ ตั้งหลายศตวรรษถือกันวาภาษาของพันธสัญญาใหม เปนถอยคําพิเศษบันดาลข้ึนมาดวยพระ
วิญญาณบริสุทธิ์ พระเจาประทานมาใหเปนพาหะของการสําแดงการไถโทษบาป ความเห็นเชนนี้
เกิดข้นึ เพราะเนือ่ งจาก วาภาษาของพันธสญั ญาใหมไ มเหมอื นกบั ภาษากรีกชน้ั สงู โบราณ หรอื ทเี่ รียกวา
แอตตคิ แตภายในศตวรรษท่ผี า นมาแลวนศี้ กึ ษากันทราบวา ภาษาของพันธสัญญาใหม เปนภาษากรีกท่ี
ชาวบานพูดกันประจําวันในสมัยท่ีเขียนข้ึนนั้น พันธสัญญาใหมยังแยมใหเห็นขนบธรรมเนียม และ
ความคดิ เห็นกันในปาเลสไตนเปนบางประการดวย ถาเราไมทราบความคิดเห็นและขนบธรรมเนียม
แบบน้ัน ๆ แลว เราก็จะไมสามารถใหอรรถาธิบายพันธสัญญาใหมไดในหลายแหง เปนเร่ืองที่พันธ
สัญญาใหมเ องแหละทแี่ สดงวาหนังสอื นตี้ ิดตอตรงมาจากชวี ิตท่ผี ลิตมนั ขน้ึ มา
หนังสือทุกเลมหรือคําส่ังสอนของพันธสัญญาใหมทุกบทมีลักษณะบางประการ ที่แสดงวามี
การตดิ ตอ กับสถานการณทางประวตั ิศาสตรโดยแนน อน ดวยตวั อยางทีต่ อ งยกเวนสองสามตัวอยาง จะ
4
ทาํ ใหเราอาจเห็นไดอยางแนใ จทีเดียวสถานการณนั้นๆ คืออะไร คนในทามกลางประสบการณตาง ๆ
แหง ชวี ิตของเขา ดิน้ รนแกปญ หา สนองความตอ งการตาง ๆ ทีส่ ิง่ แวดลอมนาํ มาให คนในภาวะเชนนี้ได
เขียนขอความหรือพูดออกไปดวยใจรุมรอน ถาเรารูสถานการณทางประวัติศาสตรท่ีวาน้ี จะเพิ่มพูล
ความเขาใจใหแกเราข้นึ อยางเหลือหลายทีเดยี ว และจะเหน็ คณุ คาของหนงั สอื แตล ะเลม หรอื ขอ ความแต
ละบทอยา งเหลอื ประมาณการณ
แตถ า เราศึกษาพันธสัญญาใหม เหมอื นหนง่ึ วา เปนหนังสือประมวลบทส่ังสอนเปนบท ๆ ไมมี
อะไรติตตอเกีย่ วของกบั อะไร เหมือนหนึง่ เปนหนังสอื ทีส่ งตรงลงมาจากสวรรค ไมม อี ะไรเกี่ยวของกับ
ประสบการณฝ า ยมนุษย ไมไดเ คยอยูในทามกลางสิง่ แวดลอ มอะไร อยางนี้แลว การจะเขา ใจความหมาย
จะเขาใจไดไ มพ อแนนอน จริงอยูหนังสือพนั ธสญั ญาใหมเปนหนังสือท่ีพระเจาสําแดงการไถโทษบาป
ของมนษุ ย แตการสาํ แดงน้ี ก็ไมไดเกิดขึ้นมาโดยไมเกย่ี วของกับประวตั ิศาสตรก ็หามไิ ดพระเจาทรงพอ
พระทยั สาํ แดงการไถโ ทษบาป ในประวัติศาสตรและโดยทางประวัติศาสตรฉะน้ันถาเราศึกษาโดยไม
ซาบซ้งึ ดา นประวัติศาสตรแ ลว เราจะเขาใจการสําแดงน้ันอยางไมถูกตองตรงตามความเปนจริง พันธ
สัญญาใหมเปนหนังสือความจริงเรื่องการไถโทษบาปโดยพระเจา สําแดงมายังมนุษยโดยทาง
ประสบการณข องมนุษย และโดยทางความตระหนักใจของมนุษย ถาเรามีทัศนะตามเหตุผลน้ีแลวไซร
เราจะเขาใจความไดด ที สี่ ุด และจะไดทรพั ยอ ันมง่ั คั่งทส่ี ดุ จากหนังสือน้ี
จดุ สําคญั กค็ ือ ทจี่ ะเหน็ ความคิดในพนั ธสญั ญาใหมน น้ั มสี ภาพของส่ิงแวดลอมบรรจุอยู ลําพัง
แตต วั เหตุการณท ่เี กิดขนึ้ ในประวัติศาสตรน นั้ หาใชต น เหตุอันแทจ รงิ ของความคดิ ของคาํ ส่ังสอนนั้นไม
แตเพราะความหวังอนั สงู สง ความคิดอันเลอเลิศ อุดมคติในความศรัทธา ซ่ึงประกอบข้ึนเปนนิสัยอัน
เดนแหงชีวิตของพวกอัครสาวกอันเนื่องมาจากที่สัมผัสมากับพระเยซู และประสบการณตาง ๆ อัน
เน่ืองมาจากการเปนขึ้นมาจากตายของพระองค และทั้งปฏิบัติการณของพระวิญญาณบริสุทธิ์ดวย ถา
ไมใชเพราะความจริงอันเปนรากเหงาของประสบการณดังที่กลาวขางบนนี้แลวไซร พลังของ
ส่ิงแวดลอมในประวัติศาสตรก็ไมอาจจัดใหมีผลสืบเน่ืองมาเชนน้ันได ฉะน้ันเอง ส่ิงแวดลอมทาง
ประวตั ิศาสตร ประกอบขนึ้ เปนโครงรางภายนอกของพระกติ ติคณุ แกนแทภ ายในของพระกิตติคุณก็คือ
ผลผลิตของประสบการณใ นพระคริสต
เราน้ันสมควรจะใชการศึกษาประวัติศาสตร เพ่ือใหเขาใจแบบของสํานวนวาจา ใหเขาใจ
สภาพการณตา ง ๆ ทแ่ี ยม พรายใหเ หน็ และเหตผุ ลที่ใหเกิดทศิ ทางของความคิด และชีวิตในพันธสัญญา
ใหม คอื ผูท เ่ี ขียนไดใ ชค าํ เรียกอะไรอยางไร ใชวลีอยางไร และภาพพจนตาง ๆ ท่ีใชกันแพรอยูในกาล
สมัยนั้นอยางไร ซ่ึงเขาถือวาความคิดหรือความจริงตาง ๆ ท่ีผูเขียนไดรูอยูเปนความคิดความจริง ที่
ผูอานรูอยา งชนิ เจนแลว เขาเขยี นเพราะสภาพแวดลอมของพระกิตติคุณมาใชกับสถานการณที่ประจัญ
5
เขา ฉะนนั้ นักศกึ ษาตองมีความรูร ูปการณตา งๆ เหลานข้ี องชีวิตที่อยเู บ้อื งหลงั พันธสัญญาใหมกอน เขา
จึงสามารถเขาใจความของพระธรรมนน้ั ไดอ ยางพอเพียง นี่แหละคอื กรณีตาง ๆ อันเก่ียวของอยูในการ
เขา ถงึ โดยอาศยั รูประวตั ิศาสตร
อยา งไรกต็ าม การเขาถงึ โดยอาศัยรูประวัติศาสตรก็มิใชวาปราศจากเสียซึ่งขอจํากัดอันสําคัญ
บางประการ สาํ คัญที่ตอ งเขาใจวาอะไรคอื วิธีการศกึ ษาโดยอาศยั รูป ระวตั ศิ าสตรท ี่แทจริงตอ งระวังขอท่ี
ทาํ ใหว ธิ ศี กึ ษารูป ระวัติศาสตรเ สอ่ื มคา ลงการขาดการระวงั ความประมาทหม่นิ อันเกิดจากความคิดเห็น
เอนลําเอียง ไดทําลายการเขาถึงโดยอาศัยรูประวัติศาสตรเสียอยางยอยยับ รับเอาแตความรังเกียจ
เดียจฉนั อนั ไมเทยี่ งตรงมาจากพวกครสิ เตยี นบางหมบู างเหลา มขี อจํากัดอันนักศึกษาประวัติศาสตรพึง
ยดึ ถอื ไวใหด ีดงั ตอ ไปน้ี
1. วธิ ศี กึ ษาโดยอาศัยรูประวัติศาสตร ไมจําตองลดฐานะพันธสัญญาใหมล งมาในขนาดท่ีถือกัน
วาเปนหนังสือบันทึกเร่ืองราวตามธรรมดา หรืออาจอธิบายไดตามหลักวิชา แตมีเจตนาท่ีจะอธิบาย
บนั ทึกเร่ืองในอดีตนนั้ ได ไมใ ชป ฏิเสธเรื่องในอดีตนั้นเสีย การเขาถึงโดยอาศัยรูประวัติศาสตรผิดกัน
อยา งชดั ๆ จากการเขา ถึงโดยถือเปนเร่ืองธรรมดา หรอื ถอื เอาเหตผุ ลเปนสําคัญ เปนการสบประมาทวิธี
ศึกษาโดยอาศัยรปู ระวัติศาสตรถ า ใชวิธีน้ีเปนวิธีนําเอาพันธสัญญาใหมใหไปเขากับความคิดบางแบบ
เชนแบบท่ีสงสยั ไมเ ชอื่ สงิ่ ซ่งึ เปน ฤทธิ์เดชเหนอื ธรรมชาติ ใครทีจ่ ะสงสัยตามแบบความคิดเชนนน้ั ก็ยอ ม
มีสิทธจิ ะทําได แตไมค วรทจี่ ะทําในนามของวธิ ศี ึกษาโดยอาศยั รูประวัตศิ าสตร แลวคนที่ไมเห็นดวยกับ
ความคดิ แบบที่ไมรับฤทธิ์เดชเหนือธรรมชาติ ก็ถูกกลาวหาวาไมใชนักคนควาทางประวัติศาสตร ไม
จาํ เปนตอ งทงิ้ ความแนใ จในพันธสญั ญาใหมเสยี กอน กอนท่จี ะศึกษาโดยอาศยั รปู ระวัติศาสตร คือความ
แนใ จวาท่ีพันธสญั ญาใหมนนั้ พระเจา เอาการไถบาปมาตั้งใหในวิถีประวัติศาสตรของมนุษย วิธีศึกษา
โดยอาศยั รูประวัติศาสตรนน้ั ศึกษาปรากฏการณของมนุษยที่ขยายตัวขึ้นในยุคพันธสัญญาใหม ความ
ศรัทธาในศาสนาถือวาประวัติศาสตรน้ันมีสัญลักษณของการไถบาป ความศรัทธาเชนนั้นไมใชเปน
ความไมน านบั ถอื เวน ไวแตว าถา ความศรัทธานนั้ หาชองจะขืนใหประวัตศิ าสตรมาเขากับความคาดคิด
ของตนท่มี อี ยูเดิม
2. วิธีศึกษาโดยอาศัยรูประวัติศาสตร ไมไดเรียกรองเราใหถือวาการอรรถาธิบายศาสนาเปน
เรอ่ื งประดิษฐขนึ้ หรอื เปน การบิดผันตํานาน เพราะวาผูเขียนพันธสัญญาใหมมีความสนใจรุมรอนใน
ศาสนาตามที่เขาไดบันทึกเร่ืองลง หรือใหสายธยายไว แลวก็หอหุมเรื่องราวของเขาไวในความ
ประทับใจทีแ่ ยมพรายออกมาและในประสบการณ ดงั นไ้ี มไดปฏิเสธวฒุ ขิ องเขาวาเปน นกั ประวัติศาสตร
ท่ีเชื่อถือไมได ตรงกันขาม กลับเปนการเชิดชูคุณคาบันทึกของเขาอยูสูงสงา เชนสมมุติวานัก
ประวตั ศิ าสตรในยุคอคั รสาวกทําเหมือนหน่ึงเขียนพันธสัญญาใหมใหเรา ซ่ึงไมเปนอะไรมากไปกวา
6
บนั ทกึ เหตุการณใ นปน ้นั หนง่ึ ๆ เทาน้ันเองเหตกุ ารณอนั ไมชวนความสนใจ ไมพดู ถงึ ความประหลาดใจ
ในจติ สาํ นกึ ของผเู ขียน ไมพ ูดถึงประสบการณ ไมดีดานท่ีเปนสิ่งย่ังยืนถาวรอันยอมจะเกิดขึ้นจากดวง
วิญญาณอันรบเรา ทางศาสนา แลวทานลองคิดดูเถอะ พันธสัญญาใหมแบบนั้นจะเรียกรองจิตใจคน
ในทางศาสนาไดสักเทาไหรอยางเชน จิตใจของคนในชั่วอายุแหงศตวรรษท่ีสิบเกา อันหางไกลออกมา
จากเหตุการณน้ัน ๆ เพระความสนใจทางศาสนาของพันธสัญญาใหมนั่นเองที่ใหคุณลักษณะอันไมมี
อายุจํากัด และมีคุณคาแกคนในช่ัวอายุตอมา ใมใชเรื่องเหตุการณของประวัติศาสตรคริสเตียนใน
ศตวรรษทห่ี น่ึงที่เราตง้ั หนา ตง้ั ตาสนใจ แตส ว นทเี่ ปน หนา ทีใ่ นการปฏบิ ตั ติ วั ของครสิ เตยี นแหง ศตวรรษ
ทหี่ นึ่งทีเ่ ราสนใจแท ๆ ฉะนัน้ นกั ศึกษาโดยอาศยั รปู ระวัตศิ าสตร ไดพ บคณุ คา อันเปน เนื้อแทในปฏิกิริยา
ที่แยม ออกมาใหเห็น ที่จิตสํานึกของคริสเตียนมีตอเหตุการณของยุค และไตรตรองดูความสนใจทาง
ศาสนาและใหอ รรถาธิบายใหเปนเนื้อแทของประวัติศาสตร ไมใชเปลือกนอกอันไรคาซ่ึงจะตองแกะ
ออกและทิ้งไปในการท่ีจะคนเอา “แกนแทของประวัติศาสตร” แกนของประวัติศาสตรก็ไมมีคา ถา
ปราศจากเสยี ซ่ึง “เกลด็ เล็กเกลด็ นอยในตาํ นาน” ซ่งึ ลอมรอบอยู อันเปนผลของความสนใจทางศาสนา
และปฏิกริ ิยาของศาสนาคริสเตยี นแหงยคุ อคั รสาวก
3. วิธีศกึ ษาโดยอาศัยรปู ระวัติศาสตร ไมไดเ รยี กรองใหเ ราปด ฐานะของพนั ธสัญญาใหมเสีย ไม
ถือวาเปนมาตรฐานสมบูรณสําหรับความเชื่อและการปฏิบัติตัวของคริสเตียน นี่แหละการเขาถึงโดย
อาศัยรูประวัติศาสตร ตองผิดกันกับทาทีทางปรัชญาบางประการ มีกลุมการศึกษาทางปรัชญาในยุค
สมัยใหมเปนกลุมใหญ ทถี่ อื วา ความจรงิ เปน ส่ิงอันเกี่ยวของอยกู ับอะไรและอาจเลือ่ นไหลพลกิ แพลงไป
มาได มากกวาเปนสิ่งอันแนนอนปก หลกั และโดดเด่ียวในตัวเอง การสมมุติฐานเชนน้ีเทากับปฏิเสธวา
ไมม คี วามจรงิ สําแดงมาในประวัตศิ าสตร ซึ่งจะเปนมาตรฐานเด็ดขาดไวสําหรับชนชั่วอายุรุนตอ ๆไป
แตน เี่ ปน แตป ญ หาทางปรัชญา ไมใชท างประวัติศาสตร ความประสงคข องวิธีศกึ ษาโดยรูป ระวตั ิศาสตร
คอื ท่จี ะดเู ร่ืองจริงและใหอรรถาธิบายพฤติการณของมันในการปฏิบัติตัวของคริสเตียนในศตวรรษที่
หนึง่ ได มนั ไมไ ดอยใู นขา ยท่ีจะกําหนดวา เร่ืองราวตาง ๆ เหลา นนั้ และสัญลักษณของมัน หมายความวา
กระไรในทัศนะและในจิตสํานึกของคนแตละคนในศตวรรษท่ีย่ีสิบนี้ เพราะฉะน้ันนักศึกษา
ประวัติศาสตรเห็นมาตรฐานในพันธสัญญาใหมวา เขาควรจะปฏิบัติตัวทางศาสนาประการใดขนาด
ไหน การนน้ั จงึ มิเปน การไรวุฒิแกเขา
เม่ือรูจักขอจํากัดเหลานี้แลวไซรและเคารพ วิธีศึกษาโดยอาศัยรูประวัติศาสตรจึงมีคาแก
นกั ศกึ ษา และไมควรจะปด ขอ จาํ กัดเหลานี้เสยี หรอื ไมนาจะมีความรูส ึกวา เปนการคกุ คามความศรัทธา
เครง ครัดในศาสนาคริสเตยี น
7
ความจริงน้ัน การเขาถึงพนั ธสญั ญาใหมด ว ยอาศัยรูประวัติศาสตรนั้นเปนการทําใหเห็นชัดวา
พันธสญั ญาใหมน นั้ เขา ประสานกบั เหตุการณใหญ ๆ ท้ังหลายแหล ที่แพรอยูในประวัติศาสตรมนุษย
หาไดเปนเครือ่ งเหนีย่ วหนวงความศรัทธาหรือความสักการแตอยางใดไม แตกลับเปนการสงเสริมท้ัง
สองอยา งคือทั้งความศรัทธาและความเคารพคารวะ ควรจะไดความดลใจใหกลอมสนิทจนเห็นจริงวา
พระเจา ทรงมีบทบาทอยูในประวัติศาสตรแนดังท่ีพระองคทรงมีบทบาทอยูในพระคริสตคัมภีรจริงๆ
หากแตวาเปน บทบาทประเภทผิดกัน บทบาทของพระองคในประวัติศาสตรก็คือดังแนวการจัดสรรให
อะไรเปนอะไร หรือเกิดขึ้นอยางไรดูเหมือนเกิดขึ้นตามธรรมดา สวนบทบาทของพระองคในคริสต
คัมภรี กค็ ือการทรงสําแดงความจรงิ เปนพเิ ศษประวตั ิศาสตรท ี่แทจ รงิ ก็คือ “เรอื่ งราวของพระองค” เปน
บันทึกความคืบหนาของมนษุ ยไปตามทศิ ทางทพ่ี ระเจาทรงนํา ประวัติศาสตรก็คือพ้ืนภูมิภาคอันกวาง
ใหญไพศาล พันธสญั ญาใหมก็คือยอดภูเขาอันสูงตระหงานดวยรัศมีเกียรติ ฉายแสงแหงพระคุณและ
ความงามแผไปคลุมทั่วบรเิ วณภูมภิ าคทั้งหมด ยอดประวัติศาสตรทั้งในยุคกอนและหลัง จะมารวมจุด
กันที่ยอดพันธสญั ญาใหมน้ีมีสงา อะไรที่ทุกอยางมีสวนสงเขามาเปนเน้ือวรรณกรรมของพันธสัญญา
ใหม โดยประวตั ิศาสตรยุคกอ นกด็ ี ในยุคเดยี วกันนั้นกด็ ี แสดงใหเ ห็นชวี ิตมนุษยไดรับการเชิดชูข้ึน และ
มีรศั มเี กียรติ ก็เพราะความหมายของแผนการไถบาปอันทรงเกียรติของพระเจาฉายมาจับที่เขา ถาเรา
มองดูพันธสัญญาใหมดวยทัศนะเชนน้ี ก็จะเห็นวาพันธสัญญาใหมเปนผลและเปนสวนของ
ประวัตศิ าสตรมนษุ ย ก็จะยง่ิ เหน็ เดน ชัดยงิ่ กวา อะไรวา พนั ธสัญญาใหมนั้นเปนการฝมือหรือฝพระหัตถ
ของพระเจา เองทเี ดียว พระเจาผูเ ดียวกนั น้นั ทรงกระทําการในดานทางพระองค ดลจิตดลใจผูเขียนแต
ละคนใหเขียนไปตามการทางดล แลวยังทรงทําการในดานทางมนุษย จัดสรรบันดาลสถานะทาง
ประวัติศาสตรใหเ หมาะแกทจ่ี ะตง้ั แผนดนิ ของพระองคข ึ้น ภายใตแสงรัศมีอันบรสิ ุทธนี้ ครสิ ตศตวรรษ
ที่หน่ึงไดใ หสัญลกั ษณสาํ คญั ซึง่ เปน และยงั ทรงกําหนดใหเ ปน อยู อันไมม บี ันทึกเหตกุ ารณตามธรรมดา
มนษุ ยล ว น ๆ อนั หนง่ึ อันใดเทียมเทา ไมมเี ลย
8
สารบญั
หนา
บทท่ี 1 ส่ิงแวดลอมของพระคริสตคัมภรี ภ าคพนั ธสัญญาใหม ..............................................................10
ภาค ท่ี 1 ลัทธิยูดาหน ิยม
บทที่ 2 ดินแดนแหงลทั ธิยูดาหนยิ ม.......................................................................................................19
บทที่ 3 วรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนยิ ม.................................................................................................32
บทท่ี 4 กําเนิดและวิวตั นาการของลทั ธยิ ูดาหนิยม.................................................................................51
บทที่ 5 ลัทธยิ ูดาหนยิ มใตจักรวรรดิโรมัน.............................................................................................71
บทที่ 6 ศาสนาในลทั ธิยูดาหนิยม ..........................................................................................................87
บทท่ี 7 สถานะทางประชาคมของยิว...................................................................................................119
ภาคท่ี 2 เฮลเลนนยิ ม
บทท่ี 8 รฐั บาลโรมนั ............................................................................................................................134
บทท่ี 9 วฒั นธรรมกรีก........................................................................................................................151
บทที่ 10 กรีก-โรมนั ประชาคม ............................................................................................................172
บทที่ 11 ศาสนาของชาวตะวนั ออกปนกรีก.........................................................................................203
9
บทท่ี 1 สงิ่ แวดลอ มของพระครสิ ตค มั ภีรภ าคพนั ธสัญญาใหม
เราจะเร่ิมบทนดี้ วยการพจิ ารณาดูคําของทา น ที.อาร. โกลเวอร ท่ีวา “คริสตจักรเกิดขึ้นในโลก
ดวยลกั ษณาการยิ่งใหญ และอยใู นความตองการใหญ และเปนมรดกยิ่งใหญและคริสตจักรไดชัยชนะ
โลกกเ็ พราะคริสตจกั รไดประกาศแจงแกช าตมิ นุษยใหรับเอาสิ่งอันมีอันดับสูงสุด”1 โลกอันอัศจรรยที่
ไดพ ระราชทานศาสนาคริสเตียนมาน้ี ใครจะถือวามันวิวัฒนาการขึ้นมาอยางไมมีเจตนาก็เชิญได แต
สําหรบั พวกเรา เราใหอรรถาธิบายตามความรูทเี่ กิดจากความเชื่อความศรัทธาของคริสเตียนวา มันเปน
การจัดสรรของพระเจา เพื่อใหแ ผนดนิ ของพระครสิ ตม าต้งั ในโลกอยางมผี ล
โลกที่ศาสนาคริสเตียนมาลงรากไวครั้งแรกนั้น เปนโลกท่ีถูกปนโดยชนหลายชนิด
ประกอบดวยชนชาติใหญ ๆ 3 ชาติสืบตอมากันมา คือ ชนชาติชาวตะวันออก ชาติกรีกและชาติโรมัน
ท้งั 3 ชาตนิ ีโ้ ดยพฤตินัยก็วาไดปนเปกันจนเปนเหมือนชาติหนึ่งชาติเดียว แตท่ีจริงน้ันแตละชาติตางมี
หนุ สวนของตนอยูอ ยางชดั ชนชาตชิ าวตะวนั ออกไดน าํ เอาปรัชญาและศาสนาเขามาแพรไวกวางขวาง
ศาสนาคริสเตียนไดพบกับมรดกของชนชาวตะวันออกฝงลึกอยูในหัวใจของทั้งโลกยิวและโลกคน
ตา งชาติ และมรดาน้นั ยังมพี ลังอยใู นชีวิตแหง ยุค โลกท่ีศาสนาครสิ เตียนมาประจัญอยูนั้น เปนโลกเดน
ดวยวัฒนธรรมกรีก เพราะวัฒนธรรมกรีกไดซึมซาบอยูในโลกยุคนั้น ภาษากรีกเกือบจะใชกันเปน
ภาษาสากล จนกระท่งั เปาโลไดเ ขยี นหนงั สอื โรมดวยภาษากรีกถึงคริตสจักรซ่ึงอยูในใจกลางของชาติ
ละติน พระจักรพรรดิโรมันหลายองคไ ดใชภ าษากรีกเปน ภาษาราชการ โลกนั้นเปนโลกโรมนั เพราะตก
อยภู ายใตการเมืองปกครองโดยประเทศโรม โลกกรกี -โรมันนี้แผคลุมไปรอบฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียน
ตง้ั แตแควน แหงอัฟริกา ถึงประเทศกอล และมีอารยธรรมสูงท่ีสุดในยุคนั้นและเปนโลกหนึ่งของโลก
ประวัติศาสตรมนุษยท่ีสูงท่ีสุด ที่จะเขาใจความเปนของศาสนาคริสเตียนเริ่มแรก โดยท่ัวถึงและเห็น
คุณคา เราตอ งเขาใจซาบซ้งึ ถึงสวนตาง ๆ และความเกย่ี วขอ งของโลกกรีก-โรมันนี้ท้ังหมด แตพ้ืนฐาน
นนั้ ปลู งในโลก ซ่ึงโดยทวั่ ไปจัดวาเปนโลกชนชาติชาวตะวนั ออก และโดยเฉพาะอยางยิง่ ชาตยิ ิว
1 The World of the New Testament, หนา231
10
รากฐานตะวันออก
สว นตา ง ๆ ทางตะวันออกไดเปน รากฐานชนั้ ลางอยางไมมีอะไรสงสัยเลยในโลกแหงศตวรรษ
ที่ 1 มนั เปนกําเนิดและเปนพืน้ ฐาน ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมกรีกไดหล่ังไหลเขาในความคิดของ
ชาวเอเชีย โดยทางประตูที่เปดโดยอเล็กซานเดอรม หาราช แตค วามคดิ ของชาวเอเชีย กย็ ังคงคา งอยูที่นั่น
ทั้งนิยมความลับลึกอยางรุมรอน ชนชาติเอเชียคิดถึงอะไรก็คิดถึงสิ่งอันเปนตัวเปนตน ความคิดและ
ระบบศาสนาก็เกาบุรมบุรานเต็มที ศาสนาประกอบดวยความลับลกึ ซ่ึงเปนพลงั อทิ ธิพลอยูเบ้อื งหลงั ของ
พนั ธสญั ญาใหม สว นใหญม ีกาํ เนดิ ในตะวันออก และสรรพวิทยาการทางตะวนั ออกปรัชญาในศตวรรษ
ที่ 1 แสดงใหเห็นรองรอยหลายอยาง เปนความคิดของชนชาติชาวตะวันออก โดยเฉพาะปรัชญาของ
โลกฝงตะวนั ออกของทะเลเมดิเตอรเนียน
ตะวันออกนะมีพื้นเพดี แตที่จะรูจักความเปนอยูของชนในภาคพื้นนี้ไดดีจะตองพิจารณากัน
อยางใกลชิด ชนชาวตะวนั ออกไดเขา สว นในศาสนาคริสเตยี นรงุ เรมิ่ เปน 3 สถาน
1. สถานท่ีเกี่ยวกับการมาติดตอ (การประกาศศาสนา ในดานลัาษณะกําเนิดของศาสนาคริส
เตียนแสดงวาเปนสวนตัวของตะวันออก เราไดสังเกตเห็นแลววา ชนยิวเปนชนเช้ือชาติตะวันออก มี
ความคิดท่ีอยูบนพื้นฐานตะวันออกหลักคําสอนของคริสเตียนที่เปนพ้ืน และด้ังเดิมก็เปนสวนทาง
ตะวนั ออกตามประวัติศาสตร เพราะเหตนุ เี้ มื่อศาสนาครสิ เตียนประกาศแกโ ลกของชนตางชาติ ก็ปรากฏ
วาจิตวทิ ยาทางศาสนาเขากันกบั ขาวประกาศเปนอันดี และความจริงที่วาอิทธิพลตะวันออกไดแผแพร
ไปในโลกแหงศตวรรษที่ 1 จนศาสนาตะวันออกเปน ที่นยิ มเหมือน ๆ กัน ในอเล็กซานเดรียในเอเธนซ
และในโรม จึงเปน การปูสนามการตดิ ตอ (หรอื การปา วประกาศ) ไวสาํ หรับศาสนาคริสเตียนท่ัวไปใน
สว นใหญของอาณาจักรโรมนั ความจรงิ นีส้ ําคญั ไมใ ชเ ล็กนอยในการใหอรรถาธิบายประวัติศาสตรยุค
อคั รสาวก
2. ใหอ ะไร ๆ ท่ีเปนความคิดเห็นวามีอยูในศาสนาตะวันออกมีสวนสงใหแกศาสนาคริสเตียน
นนั้ เปน การสงใหโ ดยผา นทางลทั ธิยดู าหนิยมเปนสว นใหญ การที่ความคิดของยูดาหนิยมกับความคิด
ของตะวันออกมาประสบกันติดตอ กัน ในระหวางยุคของการตกเปนเชลยกบั ยคุ ของการฟนชาตินั้น ได
มีผลทําใหความคิดทางศาสนาของยิววัฒนาข้ึน มีความคิดเห็นอะไร ๆ เดนชัดข้ึน แลวความคิดทาง
ศาสนาของยวิ นก้ี จ็ ดั รปู เปน เนือ้ หาสวนใหญข องศาสนาคริสเตียน ลัทธิตะวันออกนิยมมีสวนสงใหแก
ลัทธยิ ดู าหนยิ มนน้ั สว นทสี่ งใหมีเน้ือหาอะไรบาง ขนาดใดบาง ขอน้ีกําหนดแนไมได และจะกําหนด
ไมไดอยา งไมตองสงสัย ถึงแมกําหนดไมได ความจริงท่ีวาลัทธิตะวันออกนิยมมีสวนสงใหนั้น ก็เปน
เรือ่ งจรงิ เกินกวาทจี่ ะเถยี งได แตถ งึ ตะวันออกจะสง อะไรใหยูดาหนิยมจนผานมาถึงศาสนาคริสเตียน ก็
ไมใ ชเปนการบอนทําลายความจริงของศาสนาคริสเตียนเสีย จนหลักความเชื่อตองคลอนแคลนลงก็หา
11
มิได และไมควรจะเปนเชนน้นั ดว ย ถา พระเจา ทรงโปรดใชความประสบกนั ของความคิดในตะวันออก
นยิ มเพือ่ ทําใหบางสวนของการสําแดงของพระองคไดเห็นไดเขาใจเดนชัดข้ึน หลักความเชื่อท่ีไดมา
โดยรปู การณเ ชน นนั้ กย็ งั จัดวาเปนมาจากพระเจาไดอยางสนิท เพราะพระเจาทรงใชรูปการณอยางน้ัน
เปนเครือ่ งมือท่ีจะใหเ กดิ ความเขาใจการสําแดงของพระองคได เราจะตองรับเอาวิธีการของพระเจาที่
ทรงใชมากกวา การยดึ ถือวา พระองคท รงเอาแตฤทธิแ์ ตเดชมาบงการใช
ทฤษฎีของชาติเปอรเซีย และชาติบาบิโลนเปนทฤษฏีท่ีคูขนานไปกับทฤษฎีของยิวอยาง
ใกลเ คียง เชน ความอมตะของวิญญาณจิต โลกวิญญาณจิตนั้นมอี ะไรท่ีมนุษยไดกระทําไวจะเปนผลติด
เน่อื งไปเปน นริ ันดร และคนที่ตายแลว จะกลับเปนข้ึนมาอีก เหลา น้เี ปน ความคดิ เหน็ ที่คนยิวเชอื่ ถืออยาง
เดยี วกนั กับพวกเพ่ือนบา นชนชาวตะวันออกทง้ั หลาย เชื่อถอื เหมือนกัน
(1) อทิ ธิพลของบาบิโลน มาเปน ผลกระทบตอลทั ธิยูดาหนยิ ม ชนเช้ือชาติฮีบรูต้ังแตบุรมบุราณ
หา งไกลมาแลว ไดส นทิ ชดิ เชอ้ื กบั อารยธรรมบาบิโลน ความสนทิ ชดิ เชอื้ นี้ถงึ ขนาดพเิ ศษ เม่อื คราวทชี่ าติ
ยูดาหตกเปนเชลยของบาบโิ ลนความจริงนพี้ สิ จู นไ ดชดั โดยคนยิวเปนอันมาก มนี ามซึ่งแสดงวานามน้ัน
ๆ มีกําเนิดจากเมโซโพเทเมีย2 อิทธิพลของบาบิโลนสงผลทางเศรษฐกิจเปนเรื่องแนอยางหนึ่ง ทําให
พวกคนยิวเปนอันมากมีอาํ นาจและมงั่ คัง่ ใหญ และใหมชี วี ิตทางการคา เปน ลํ่าเปนสนั ในดา นวัฒนธรรม
บาบิโลนกส็ ง ผลแกคนยิวอยา งแรง ทําใหนกั คดิ ของคนยวิ เปน อนั มาก และพวกครกู ไ็ มใ ชนอยหนั หวั ไป
ในทางวชิ าดาราศาสตรแ ละปรัชญาของชาวบาบโิ ลน อิทธพิ ลทางดา นศาสนาของบาบโิ ลนก็ตอ งเชน กัน
ไมนาสงสัย มากระทบสงผลแกหลักเทวศาสตรของยูดาหนิยม รองรอยของอิทธิพลเชนน้ันชัดแจง
ทีเดยี ว
(2) หลกั ฐานท่ีแนชดั ขนึ้ และดงั ขึน้ เมือ่ เราหนั ไปทีอ่ ทิ ธิพลของเปอรเซยี ความคิดตา ง ๆ เก่ยี วกับ
ชวี ติ โลกหนา หรอื โลกภายหนา ทางศาสนายง่ิ เห็นไดเดนชดั ยงิ่ ขน้ึ วา มาจากตาํ รบั ของเปอรเซีย เชนเรื่อง
สวรรค นรก การเปน ขนึ้ จากตาย และชัยชนะของผชู อบธรรม พลังฤทธิ์และหนาท่ีของโลกวิญญาณจิต
มาขัดเกลาใหชัดยิ่งข้ึนในความคิดของยิวหลังจากท่ีไดสัมผัสกับความคิดทางศาสนาของเปอรเซีย
2 ดหู นังสอื ของทาน ไดเช ช่ือ Jesus in Babylonia, หนา 11-29
12
มาแลว 3 ความสนใจอยางเรือ่ งในหนงั สือพระธรรมวิวรณ และถอ ยคําใชกบั เรอื่ งนน้ั ๆ ปรากฏเดน ย่ิงขึ้น
ในลัทธิยูดาหนิยมหลังจากยุคเปอรเซียนั้นแลวลัทธิยูดาหนิยมไดเห็นอยางเดียวกันกับความคิดของ
เปอรเ ซยี ในเร่ืองเทวทูต และวฒั นาไปไกลเกนิ กวา ความคิดงาย ๆ ของพระคริสตคัมภีรภาคพันธสัญญา
เดิมมาก คําวา “เมืองบรมสุขเกษม” (Paradise) มักจะหมายถึงสวรรคอยูบอย ๆ น่ีก็มีกําเนิดมาจาก
เปอรเซีย คําวา “ซาตาน” ก็เหมอื นกันตํารับท่ีวา ดวยภูตผีปศาจของลัทธิยูดาหนิยมในยุคตอมา ก็มาจาก
ตาํ รับของเปอรเ ซียเปนสวนใหญ
ท่ีลัทธิยูดาหนิยมรับเอาอิทธิพลของบาบิโลนและเปอรเซียเขาไวก็เปนการรับเอาโดยไมรูตัว
สว นใหญชนยวิ ยงั คงดาํ รงไวซ ง่ึ ชวี ิตและความเปน อยูของเขา ไมเอาแบบอยา งใครทงั้ หลักธรรมคําสอน
ก็ยดึ ไวอยางเหนียวแนน เม่อื มีการยอมใหเชลยยูดาหกลับถ่ิน หลักศาสนาของยิวก็ออกมาจากลุมเมโซ
โพเทเมยี ในรูปเดิมไมถ ูกแตะตองแตอยางใด ผลของอิทธิพลบาบิโลนเปอรเซียสวนใหญ คือทาทีใหม
ของความคิดและในคํานยิ าม
3. ในดานของการขัดกัน รากฐานตะวันออกน้ีที่มีสวนสงใหแกพระคริสตคัมภีรภาคพันธ
สัญญาใหมนั้น เปนไปในรปู ขดั กันมากกวาในรปู ตามกัน ทําใหสวนตาง ๆ ในความคิด ฝายคริสเตียน
ลอยเดนขน้ึ มาในทางขัดยันไวเปน การตอตา นกับสิ่งท่ีมาประจัญ สวนที่สงใหโดยตรงน้ันมาทางยูดาห
นยิ มสว นทสี่ ง ใหโดยออมมาทางปรชั ญาเฮลเลนและศาสนาของกรีกปนตะวันออก การถือศาสนาโดย
ไมเ นนความสําคัญของศีลธรมมก็ดี ความคดิ ที่วา โลกจักรวาลประกอบดวย 2 ฝายก็ดี การท่ีเห็นอํานาจ
ของโลกวญิ ญาณจิตบิดผนั ไปก็ดี กอ ความยุงยากและสับสน ใหเปนการคุกคามแกคําส่ังสอนของคริส
เตยี นเมอ่ื ทําการปาวประกาศไปในโลกของคนตางชาติ ท่ีจริงตั้งแตศตวรรษที่สองเร่ือยมา สวนท่ีเปน
ตะวนั ออกเหลาน้ีไดพ ยายามเขา ผสมผสานกับคําสอนของคริสเตียน แตศาสนาคริสเตียนยุคอัครสาวก
น้นั ผจญกบั ลัทธิตะวนั ออกนิยม สวนใหญเปนไปในทางปะทะกัน ฉะนั้นเองทาน ดีน อิงเจ ไดอางถึง
ศาสนาครสิ เตยี นวา เปน ศาสนาใหญที่มสี ว นของตะวนั ออกนอยท่สี ดุ 4
3 ดูหนงั สือของทาน บทู ช่อื The World of Jesus, หนา 24
4 ดูหนังสือของทา น โกลฟเวอร หนา 29
13
ชาติยวิ เปน เบ้ืองหลงั
โลกที่ศาสนาคริสเตียนเกิดข้ึนมาน้ันเปนโลกของชนชาติตะวันออกโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะ
อยางย่งิ และโดยใกลช ดิ อยา งย่ิงคือชาติยวิ โลกเปนโลกของชนชาติชาวตะวนั ออกเพราะลัทธิยูดาหนิยม
เปนตะวันออกโดยเช้ือสายและโดยพื้นฐานแตถึงกระนั้นก็ยังมีความเดนชัดของยูดาหนิยม อันไม
เหมือนกบั ลกั ษณะท่วั ๆ ไปในโลกตะวันออก ซึ่งตองแยกมาศกึ ษาโดยเฉพาะ เปนพวกหน่ึงตางหากของ
ชีวิตคนโบราณ ศาสนาครสิ เตยี นรับเนอ้ื หาสว นใหญท ่ีสุดมาจากลัทธิยูดาหนิยม ในดานประวัติศาสตร
พระเยซูเปน ยวิ เปาโลเปนยวิ พวกคริสเตียนรนุ แรกท้งั หมดเปนยิว หลักธรรม การปฏิบัติ จิตวิทยาและ
ประสบการณใ นศาสนาครสิ เตียนแหงศตวรรษท่ี 1 อยใู นความครอบงําของยิว ถึงแมวาศานาคริสเตียน
กาวเรอ่ื ยไปในทศิ ทางของเฮลเลน แตค นใดทีเ่ ริ่มศกึ ษาพันธสัญญาใหมจะไมคํานึงถึงยิวเปนเบ้ืองหลัง
ของพันธสญั ญานั้นกไ็ มได
มีการอางถึงคณะตาง ๆ อยูซ้ําๆ สถาบันตาง ๆ และขนบธรรมเนียมตาง ๆ ที่เกิดข้ึนในตอน
ศตวรรษตน ๆ ของประวัตศิ าสตรช าติยิว เชนพวกฟารีสี พวกซาดกู าย และแซนเฮดริน ธรรมศาลา และ
อะไรตอ อะไร การใชถอ ยคําท่ีรูก นั อยูอยางคุน เคยและรบั รกู นั อยางดแี ลวที่พระเยซไู ดท รงใชตรสั เชน คาํ
สน้ั ๆ แตมีความหมายกวางขวาง คําเทศนาในรูปของการสอน คําอุปมาอุปมัย ความคิดทางศาสนาที่
แพรอยูของลัทธิยูดาหนิยมมาตรฐาน พันธสัญญาใหมก็รับเอามาใชและถือวาทุกคนก็ทราบแลว เชน
พระเจา การสําแดง ความอมตะ การพิพากษา ทตู สวรรค พระเมสิยาหแ ละอะไรตอ อะไรอีกสภาพที่มีอยู
ทัว่ ไปของชวี ติ ในปาเลสไตนเปน เบื้องหลังของทุกขอในหนงั สือพระกิตตคิ ณุ เหลา นแ้ี ละรูปการณอยาง
อน่ื ๆ อกี มากตอ งการความรูเ รอ่ื งชวี ิตชาตยิ วิ และประวัตศิ าสตรข องเขาเพอ่ื จะไดใหอรรถาธิบายใหได
ขนาดดพี อ
กรีก-โรมนั เบ้อื งหลัง
ประวัติศาสตรชาติยิว ที่ตั้งอยูบนรากฐานตะวันออกเปนประวัติศาสตรท่ีสงพันธสัญญาใหม
ออกมาเปน ผล ยังมปี ระวัตศิ าสตรท ่ีพันธสญั ญาใหม เขามาเปนสวนหน่ึงของประวัติศาสตรนั้นก็มีดวย
ทพี่ ระเยซสู อนวาพระองคเ ปน พระเมสยิ าหแ ละทพี่ วกศษิ ยของพระองคก ็สอนอยางนน้ั แตพวกยิวไดปด
ไมรบั เชอ่ื อยางน้ัน ทาํ ใหศาสนาใหมจ ําตอ งหนั ไปปาวประกาศแกโลกอันกวางภายนอกพวกที่ถือลัทธิ
ยวิ อยา งเครง ครัดใหร บั เช่อื คนผรู บั เช่อื รุนแรกไดแกคนพวกชาวยิวหัวกวางในปาเลสไตนตอจากน้ันก็
เปนชาวเฮลเลนทเี่ ขาจารีตยวิ และในท่สี ดุ ก็พวกคนตางชาติ ดงั นั้นสนามทาํ การของศาสนาคริสเตียนยุค
อคั รสาวกกค็ อื โลกกรีก-โรมนั อันกวางน่นั เอง คนผศู รทั ธาในศาสนาคริสเตียนกเ็ ห็นวาวัฒนาการนี้เปน
การเคลอื่ นไหวท่ีพระเจาจดั สรรขึน้ เพ่ือแผนของการไถบาป
14
เราเรียกโลกของคนตางชาติในสมัยนั้นวา “กรีกโรมัน” เพราะเปนโลกที่มี 2 แบบปนกันอยู
แบบกรกี และแบบโรมัน แลวเม่ือ 2 แบบท่ีปนกันนี้กลายเปนชีวิตอีกแบบหนึ่งท่ีผลิตออกมา เราเรียก
ชวี ิตแบบที่ 3 ทผ่ี ลติ ออกมาน้วี า เฮลเลนนิยม
1. อารยธรรมกรีกไดหลั่งไหลไปทวมโลกตะวันออกกันใหญ อเล็กซานเดอรมหาราชเปนผู
นําเขามา ท่ีเราจะพูดวาผลแหงชัยชนะของอเล็กซานเดอรที่มีตอโลกของพันธสัญญาใหมนั้นเปนผล
ใหญโตเกินจริงไป เราพูดอยางน้ีงาย ๆ ไมไดแตที่อเล็กซานเดอรไดมีสวนใหญสงใหโดยตรงนั้น คือ
พระองคทานไดนาํ เอาผูรบั ใชศ าสนาครสิ เตียนออกมารบั ใช คอื ความคิดแบบกรีกพรอมดวยปญหาตาง
ๆ ทางปรชั ญาของกรกี และอักษรภาษา คอื ความคดิ แบบกรีกและภาษากรีก เทา ที่ความเขา ใจอยา งมนษุ ย
เราจะเขาใจไดก็เห็นวา ถา พระศาสนาของพระเยซูคริสตไมไดความคิดแบบกรีก ภาษากรีก มาใชแลว
ไซร จะใหอ รรถาธิบายอะไรไดไมพ อเพยี งเลย พระบุตรของพระเจา สั่งสอนโลกไดดีทสี่ ดุ โดยทางหัวใจ
ศาสนาของยิวแตการสั่งสอนนั้นจะใหอรรถาธิบายไดดีท่ีสุด ก็ดวยความคิดแบบกรีกและภาษากรีก
ความคดิ แบบกรกี นีท้ ําใหศ าสนาครสิ เตยี นละเอยี ดแยบคายและจบั จิตจบั ใจชีวติ ชนตา งชาตขิ องสมัยนั้น
อันท่จี รงิ แลวก็กอนนน้ั เสยี อกี ดว ยซาํ้ เพราะอทิ ธิพลเฮลเลนไดกระทํากับยูดาหนยิ มเกนิ กวาท่ียูดาหนิยม
จะเห็นวา เปน ความจรงิ และรับสารภาพออกมา โรมันไดใหห ลักการปกครองและการบริหารประเทศแก
ศตวรรษที่ 1 แตกรีกเปนผูปนชีวิตทางสติปญญาอิทธิพลกรีกครอบงําวัฒนธรรมของโลกอารยธรรม
ทง้ั สน้ิ โลกน้ันทางการเมอื งเปนโรมนั ทางวัฒนธรรมเปนกรีกทางสังคมเปนคนพ้ืนบานพื้นเมือง ทาง
ศาสนาเปน โลกทถ่ี ือศาสนากรีกปนตะวันออก
2. โลกกรีกปนตะวนั ออก หรอื ที่เรียกวากรีกโก-โอเรยี ลแทลนัน้ อเล็กซานเดอรเ ปน ผกู อ เกิดข้นึ
ภายหลังประเทศโรมไดมาเอาชนะอีกทีและจัดระบบระเบียบเสียใหม แตโรมเปลี่ยนแปลงไดก็แตรูป
ภายนอกเทา นัน้ ฉะน้ันโรมไดใหสวนแกโลกแหง พันธสญั ญาใหมส วนใหญจ ึงเปน แตภ ายนอก สวนสง
อะไรก็ตามทีเ่ ขา ในเนอื้ หาของความคิด และชวี ติ น้นั เปนแตเพยี งโดยออม โดยแกนแทน้ันความคิดและ
ชีวิตของโลกทะเลเมดิเตอรเรเนียนยังคงเปนกรีกปนตะวันออก การเชนนี้ไดแกระแวกภาคเอเชีย
โดยเฉพาะและโดยกําเนิด แลวกค็ อ ย ๆ เพิ่มพนู ลามมาไดแ กโลกภาคตะวนั ตก โดยเฉพาะอยางย่ิงในยุค
หลังอัครสาวก เมื่อปอมเปยนําทัพยํ่ามาทางตะวันออกทานมิไดทําลายชักชนะผลของอเล็กซานเดอร
ทา นเพียงแตน าํ ความสงบมาใหไดสําเรจ็ และจัดระเบียบท่ียุงเหยิงในจักรวรรดิของอเล็กซานเดอรเสีย
ใหม จนแผนการยิ่งใหญของอเล็กซานเดอรที่จะทําใหเปนโลกวัฒนธรรมกรีกอาจดําเนินตอไปอยาง
เกดิ ผลเฮลเลนนยิ มไดหันกลับเขา หาโรมดวยวัฒนธรรม และทาํ ใหจักรวรรดโิ รมนั เปนโลกกรกี โรมัน
พูดใหเปนการเปรียบเทียบตอไป อยางที่เราไดใ ชพดู กนั มาแลว สว นทเ่ี ปนตะวันออกยังคงเปน
รากฐานชนั้ ลาง กรีกเปน รากฐานชั้นบนของโลกทะเลเมดิเตอรเ รเนียนภาคตะวันออก แลวโรมก็ปนรูป
15
และตบแตง ผิวหนา พดู กนั ตรงๆ กวา น้ันก็วา โรมจดั ระบอบและบริหารชีวิตท่ีปนไวแลวเมื่ออเล็กซาน
เดอรเอาภาษาและวฒั นธรรมกรกี เขา มา คละเคลากับชวี ิตศาสนาและชีวิตสังคมของเอเชีย แตโดยที่โลก
ท่ศี าสนาครสิ เตียนเขา มากอกําเนดิ ไดอ ยูใตปกครองของจักรรวดิโรมัน การท่ีจะรูจักวิสัยการปกครอง
ของโรมัน ก็ยอ มเปนการชวยอยา งมีคา และกจ็ าํ เปนตองรเู สียดวยในการท่ีจะใหอ รรถธิบายพันธสัญญา
ใหม
โดยการสํารวจมานีเ้ ราจึงเห็นวาสง่ิ แวดลอ มของพันธสัญญาใหมประกอบดวย 2 ดานชัด ๆ อัน
เปนดานชีวติ ของศตวรรษท่ี 1 ซึ่งเปนวธิ ีทเี่ ก่ียวพันกับสนิทสนม แตก ระน้ันก็ดีลักษณะท่ัว ๆ ไปของเขา
ก็ยงั คงสอแสดงวาอะไรเปน อะไรอยา งแจม ชดั ดา นหลักของโลกแหงพนั ธสญั ญาใหมส องดานนีเ้ รยี กวา
ลัทธิยูดาหนิยม และลัทธิเฮลเลนนิยม ลัทธิยูดาหนิยมไดแกชีวิต ความคิด และวรรณกรรมซ่ึงเปน
ผลิตผลของยิว อันมีศูนยใหญอยูในเยรูซาเล็ม และสนามแหงปฏิการแหงแรกก็คือในปาเลสไตน เฮ
ลเลนนิยมนัน้ ตองเขา ใจวาเปนสว นและสภาพของโลกชนตางชาติ ท่พี ันธสัญญาใหมเ ขามาเกี่ยวขอ ง เรา
เรียกโลกเชนนีว้ า เฮลเลนนิยม ก็เพราะอิทธิพลกรีกครอบงําอยูในดานสติปญญา สังคม ชีวิตศาสนา ยู
ดาหนยิ มนั้นไดกระทาํ กับสว นท่ีผลติ พนั ธสัญญาใหมเปนสวนใหญ สวนภาวะแวดลอ มทเี่ รียกวา เฮลเลน
นิยม หรอื กรีกโรมนั น้นั ไดทาํ กบั หนา ทเ่ี ปนสว นใหญ ทีพ่ ันธสัญญาใหมห รอื ผลของพันธสญั ญาใหมน้ัน
ใชท าํ (การสงั่ สอน) แกโ ลกของสมยั นัน้ ถงึ อยางไรก็ตามแตละลัทธินิยมก็กระทาํ แกท้ังการผลิตและท้ัง
การปฏิบัตกิ าร คําส่งั สอนของพนั ธสญั ญาใหมในการแยกแยะสว นเหลานี้เราจะไดพบวา สวนท่ีเปนยิว
คือหลักมูลฐานท่ีเปนตะวันออก และสวนที่เปนเฮลเลนก็ดีคือสวนที่เปนกรีกและโรมันประกอบกัน
ดังนั้นแลวทั้งสามสวนอันเปนสิ่งแวดลอ มในประวตั ิศาสตร ไดสง เขา ในพนั ธสญั ญาใหม คือสวนท่ีเปน
ตะวนั ออกสง ใหโ ดยยูดาหนิยม และสวนทเ่ี ปน กรีกและโรมันไดสง ใหโ ดยทางเฮลเลนนยิ ม
ความเคลอื่ นไหวทางประวตั ศิ าสตรย่ิงใหญท่ีสุด ท้ังสามสวนในศตวรรษท่ีลวงมาแลวน้ัน ได
ตะลอ มเขาเปนชวี ิตในพนั ธสญั ญาใหม ภาพท่ีนมุ นวลท่ีสุดทเี่ หตุการณข องมนุษยใ หไ วคอื ทางท่พี ระเจา
ตะลอ มรวมเร่ืองราวของประวตั ิศาสตรท้งั สามสวนนเี้ ขา มารวมจดุ ท่ีเปลอมตะแหงเบธเลเฮม ท่ีหญงิ สาว
ชาตยิ วิ ผูม าทนี่ ่ันตามคําสงั่ ของกฎหมายโรมัน หญิงน้ันไดใหกําเนิดพระกุมารผูมีเร่ืองราวของชีวิตอัน
อศั จรรย จะไดป าวรอ งประกาศไปดว ยภาษากรีก กอ นทีพ่ วกนักปราชญเหลาน้ันที่จะมาจากตะวันออก
ไกลไดม าถวายสักการบชู าแกองคพ ระมหากษตั ริยผูบังเกิดใหม เปนฉากอันสะกดจิตสะกดใจนักหนา
เมื่อยิว กรีกและโรมนั ยนื เฝาอยรู อบเปลแหง เบธเลเฮม ยนื เฝาอยโู ดยไมมีใครเห็นตวั โดยการผลักดันอัน
เงยี บฉ่ีของการทรงจดั สรรมาแตเบอื้ งบนอนั ไมม อี ะไรตา นทานได เพ่อื วาแตละฝายจะไดถ วายสิ่งที่ตนมี
อยเู ปนมรดกน้ันใหเ ปน การเตรยี มเวทีปฏิบตั กิ ารไวร อรับพระราชกจิ ขององคพระผูไถบาปของโลก ซึ่ง
เหตกุ ารณก ็ไดเ กิดขึ้นแลว ในประวัตศิ าสตร ชนกลุมนั้นอันนับวาเปน พวกแรกทสี่ ดุ ซ่ึงมาชุมนุมกันท่ีเปล
16
อันบริสุทธศิ์ กั ดส์ิ ัทธ์ิ ไดนาํ เครอ่ื งบรรณาการเขามา แตไมใ ชทองคํา คํายาน และมดยอบ แตเ ปนสิ่งถวาย
อันม่ังค่ังกวา ทนทานกวาทรัพยอันเปนวัตถุเปนประกายระยิบระยับของตะวันออก อันเขาไมเคย
คาดหวังวาจะถวายไดถึงปานน้ัน กลุมเขาเฝานั้นไดนําเอาปจจัยอันเลิศน้ัน มาวางลงแทบฝาพระบาท
ของพระกมุ ารแกง เบธเลเฮมเปน บรรณาการ คือยิวไดถ วายบรรณาการจากความมัง่ ค่ังแหงประวตั ิศาสตร
ทางศาสนาของเขา และความสาํ นกึ ตระหนักของเขา กรีกไดนําเอาภาษาสํานวนวาจา และสติปญญาท่ี
เจนจัดของเขาถวาย และโรมไดถวายโลกอนั มีระบบระเบยี บเรียบรอย
17
ภาคท่ี 1
ลัทธิยูดาหนยิ ม
18
บทท่ี 2 ดนิ แดนแหง ลทั ธิยูดาหน ิยม
ดนิ แดนภาคพื้นทเ่ี ราเรยี กวา “ปาเลสไตน” นน้ั เกดิ จากราชการของโรมันเรยี กอยางนั้น ไมใ ชคํา
ที่ยวิ เรยี กกนั มากแตเดิม เปนคาํ ท่เี พ้ียนมาจากคําวา “ฟล ิศเทีย” ซึ่งแตเ ดิมหมายถงึ ดนิ แดนเพียงสวนหนึ่ง
ของชายทะเลภาคใตของประเทศที่เรียกกนั วา ปาเลสไตน ชาตยิ วิ ไมเ คยเรียกช่อื ประเทศของเขาใหเปนท่ี
แจมแจง เรียกแตเ พยี งวา “แผน ดินนน้ั ” สําหรบั พวกยวิ แลวถือวาเปนแผนดินเลอเลิศ เปนของประทาน
มาจากพระเยโฮวาหหเ ปนพเิ ศษ ใหแ กชาติอสิ ราเอลทพี่ ระองคทรงเลอื กได
ความคิดของคนตางชาตินั้น ไมอาจเห็นคุณคาของแผนดินน้ีไดเต็มที่ เทากับความรูสึกของ
คนยิวท่ีมีตอ แผน ดนิ บรสิ ทุ ธน์ิ ้ี คนยวิ น้ันถอื วา แผน ดนิ ของเขานี้เปนเวทขี องพระเจาท่ีจะทําใหแผนการ
ตามพันธสัญญาของพระเยโฮวาหหสําเร็จเพื่อประโยชนแกประชากรของพระองค แผนดินของลัทธิยู
ดาหนิยมแทจรงิ เปน สว นหน่ึงของศาสนาของเขา เพราะในความรูส กึ ของคนยวิ เจาะจงวา “แผนดินของ
ยะ เวห” 1 เปนแผนดนิ ที่พระเจา สญั ญาไว อวยพรไว มตี ํานานอันศกั ดิ์สทิ ธ์ิเปนอนั มาก และกิจกรรมของ
ศาสนาก็มาก เปนแผน ดินท่ีมีเมอื งบริสทุ ธิ์ และพระวิหาร
ไมตองพูดก็ไดวา เพียงแตบทเดียวเทาน้ีก็บรรยายภูมิศาสตรปาเลสไตนไดแตเพียงเครา ๆ
เทา นั้น2
รูปลักษณะทว่ั ไป
มีหลายอยางท่เี กย่ี วกับแผนดนิ นโี้ ดยสว นรวม ทเ่ี ราจะตอ งหนั ความสนใจมาพิจารณาดกู อน
1 ดูหนังสอื ของทานแฟรเวเธอร ชื่อBackground of the Gospel หนา 60
2 ถา จะดูภมู ิศาสตรพาเลศไตนใหถวนท้ัว นกั ศึกษาอาจดทู ีต่ าํ ราของทา น เจ. เอ. สมิท Historical Geography of the Holy Land. ถาจะดูใหละเอียดยิ่งข้ึนไปอีก กด็ ูท่ี
หนงั สอื คูม ือของทา นW.W. Smith Student’s Historical Geography of the Holy Land.
19
1. บริเวณปาเลสไตนนน้ั มบี ริเวณประมาณ 12,000 ถึง 14,000 ตารางไมล ความกวางตอนเหนือ
ประมาณ 110 ไมล ตอนใตป ระมาณ 75 ไมล ความยาวอาจประมาณ 175 ไมล นักศึกษาอาจคิดถึงภาพ
ขนาดประเทศเล็ก ๆ น้ีดวยการเปรยี บเนือ้ ท่ขี นาดดูกับประเทศบานของตนกไ็ ด
2. อาณาเขตชายแดนตะวนั ตกของปาเลสไตนนัน้ เปนตามรูปของชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียน
ตอนเหนอื เปนยอดเขาลบาโนนกับเขาแอนตลิ บาโนน ซึ่งในสมัยพระคริสตคัมภีรภาคพันธสัญญาใหม
เปน แควนซีเรียในปกครองของโรมันตะวันออกและใตเปนพ้ืนที่ที่เผาเบดูอินอาหรับรอนเรไปมาและ
เปนแผนดนิ ของชาตินาบัท ชาตเิ พอ่ื นบา นเหลานี้ไดทําความลําบากใหแกคนยิวไมหยุดหยอน แมชาติ
โรมนั ก็ไมอ าจปราบปรามไดโดยเด็ดขาด
ในการพูดถึงภูมิศาสตรของปาเลสไตนแตโบราณในการกําหนด “เขตแดน” ลงไปน้ัน เรา
จะตองระลกึ วา คาํ ทบี่ อกไปนัน้ มไิ ดห มายถึงเขตอันแนนอนเทีย่ งตรงแท ๆ ดังในยุคสมัยน้ีใหม ไมมีสิ่ง
อยา งเชน เสนเขตแดนของประเทศปาเลสไตนกําหนดกนั เปน ที่แนนอนตามกฎหมาย หรือเสนเขตแดน
ของภาคตาง ๆ ภายในประเทศ เสนเขตแดนระหวา งแควน ยูดาห และสะมาเรยี เราก็พดู ไมไ ดอยางเจาะจง
ตาํ บลตา งหรือจงั หวัดตา ง ๆ มเี สนขอบเขตไมแนนอน เสนเขตแดนกวางไมล 1 บาง 2-3 ไมลบาง เปน
บริเวณทีถ่ อื กนั วาไมเปนของฝา ยใดโดยเฉพาะ “เขตเมอื งทโุ รและเมืองซโี ดน” (มัทธิว 15:21) เปนพื้นที่
ชายอาณาเขตระหวางกาลลิ ีกบั ฟอยนเิ ค มีทั้งคนยวิ และคนตา งชาตอิ าศยั อยู และ “เขตเมอื งซีซาเรยาฟลิพ
พอย (มัทธิว 16:13) ก็เปน ชายแดนอาณาเขตในปกครองของฟลิป แทจริงคนยิวถือวาวิสัยและเชื้อชาติ
ของผูอาศัยอยูนั้น มีความหมายมากกวาอาณาเขตพ้ืนท่ี ดินเดนเปนอันมากที่อยูในเขตแดนของ
ปาเลสไตนทางภูมิศาสตรไดเปนพ้ืนท่ีอยูภายนอกลัทธิยูดาหนิยม แควนยูดาหทั้งเยรูซาเล็มอันเปน
ศูนยกลาง นั่นแหละเปนหัวใจแทของ “แผนดินนั้น” แลวก็มีพื้นท่ีชายแดนอันกวางขวางรอบ ๆ
ปาเลสไตน ซึ่งลทั ธยิ ูดาหนยิ มถือวาเปน ดนิ แดนของอิสราเอลโดยสิทธิและโดยอํานาจ ซึ่งตัวจริงหาเปน
เชนนัน้ ไม ขอ นจ้ี งึ ชวยอธบิ ายทา ทีของครสิ ตจักรทเ่ี ยรซู าเล็มมีตอศาสนาคริสเตียนในเมืองอันทิโอเฆีย
และความพยายามของแซนเฮดรนิ ท่จี ะพยายามลบลางศาสนาคริสเตียนใหหมดจากเมืองดัมเมเษขโดย
ใชอาจารยเปาโลไปจัดการ
3. ดนิ ฟาอากาศ ปาเลศไตนตั้งอยใู นระแวกทะเลทรายใหญของอาเซียตะวันตกเฉียงใต จึงเปน
ผลใหดินฟาอากาศนบั วา แหง แลง แตโดยเหตุทอี่ ยูใกลทะเลเมดิเตอรเรเนยี นจึงทาํ ใหส ภาวะคอยบรรเทา
เบาลง ปใ นปาเลสไตนอาจแบงออกเปนฤดูเปยกกับฤดูแหง ฤดูเปยกเร่ิมในเดือนตุลาคม ฤดูแหงเดือน
เมษายน ดวยเหตุนี้การทํานาสวนมากท่ีสุดจึงตองทําในเดือนท่ีมีอากาสหนาว เพื่อเอาจังหวะท่ีได
ประโยชนจากฝนตกมากท่ีสุด ซึ่งเฉล่ียแลวมีเพียงปละ 20 ถึง 30 น้ิวความชื้นดีกวาในยุคสมัยพันธ
สัญญาใหมเ ล็กนอย ในดานอณุ หภมู ิ ดินฟา อากาสในปาเลสไตนพอปานกลาง กรุงเยรูซาเล็มต้ังอยูเสน
20
รุงเหนอื นวิ โอเลยี นซแ ละเฮาสตัน หิมะใมใครมีแมในกาลิลี เวนแตในภูมิภาคสวนที่สูงท่ีสุด อุณหภูมิ
เปล่ยี นอยางกะทันหนั แตก ็มไิ ดเปลีย่ นใหผ ิดกันมากอยางเหลอื เกนิ อณุ ภูมปิ านกลางได 65 ดกี รี นาน ๆ
ทจี ะขึน้ เหนือ 90 ในฤดรู อ น หรือตกลงมาตา่ํ กวา 40 ในฤดูหนาวคิดถงึ สภาพท่วั ประเทศทางเหนือต้ังแต
กาลิลีจนถึงอะโดมทางใต จะมีดินฟาอากาศแตกตางกัน เน่ืองจากสวนสูงและสวนตํ่าของพ้ืนท่ีดวย
เนือ่ งจากเสนรงุ แตกตา งกนั ดวย
4. เมืองตาง ๆ มีหลายเมืองที่สําคัญย่ิงของปาเลสไตนทั้งหมดตําแหนงที่ต้ังและลักษณะ
นกั ศึกษาพนั ธสัญญาใหมท กุ คนพึงรจู กั เมอื งเหลา นใี้ หเ จนจดั
เปนธรรมดา เมืองหน่ึงซึ่งดึงความสนใจของเรากอนอ่ืน คือ เยรูซาเล็ม ตั้งอยูคอนไปทาง
ตะวันออกของแนวกลางของแควนยูดาห มีความสูงประมาณ 2400 ฟุต เหนือระดับนํ้าทะเล และหาง
จากฝงทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี น 30 ไมล ทีต่ งั้ ของตัวเมอื งอยใู กลโหนกของทิวเขาแนวกลาง เพราะฉะน้ันจึง
มีพื้นทไี่ มสม่ําเสมอกนั ทีเดียว สนั กลางของทิวเขาแนวกลางผา นตะวนั ตกของตัวเมือง สว นภเู ขามะกอก
เทศตั้งอยูตะวันออก ฉะน้ันเมืองจึงตั้งในแองรูปสามเหลี่ยม มีสันเขาลอมอยูทั้งสามดาน แนละใน
ระหวา งทิวเขาเหลานี้กบั ตัวเมืองเปนหวางเขาซ่ึงลอมเมืองไวสามดาน เหลืออยูทางดานเหนือเทาน้ันท่ี
เขาถึงตัวเมืองงายหนอย ดานตะวันออกเปนหวางเขาขิดโรนดานตะวันตกและใตเปนหวางเขา
ฆินนมหรือเกเฆนนา ต้ังแตโบราณกาลมาแลวเยรูซาเล็มลอมดวยกําแพงทรากของกําแพงก็ยังคงมีอยู
จนถึงเดี๋ยวน้ี กําแพงกช็ อ งประตูหลายประตู จาํ นวนประตูและท่ตี ั้งของประตูน้นั ยังเปนเรื่องถกเถียงกัน
อยู ภายในกําแพงตวั เมืองต้ังอยูบนสนั เขา 2 ลูก สนั เขาดา นตะวนั ตกมียอดเขาซีโยน เปน ยอดสูงกวา ยาว
กวา หนาทึบกวา ยอดเขาทต่ี าํ่ กวา อยดู านตะวันออก โหนกของมันคือเขาโมรียาที่ต้ังพระวิหาร3 สันเขา
เหลานยี้ กกันดวยหบุ เขาลกึ จงึ เปนผลใหผ ิวภูมิประเทศของเมือง เปนรูปของท่ีสูงที่สําคัญ 4 แหง เขาซี
โยนเปนลูกทีส่ งู ที่สดุ เรอื่ ยมาจนถึงมมุ ตะวันตกเฉยี งใต เขาโมรียาสงู เปนที่ 2 ขม ความสูงของเขามะกอก
3 นามของเขาสองลูกนส้ี ับสนกัน บางทีเขาลูกดา นตะวันออกหรือเขาพระวิหารเรยี กกันทัง้ เขาโมรยิ า และซีโยน ทศั นะทางตํานานวาอยางน้ี แต Per Coutra Int.St. Bib
Sncy. Art.,
21
เทศลงไป ดานเหนือเปนดานสามเหลี่ยม ต้ังแตแนวกําแพงเมืองดานเหนือขึ้นไปยอดเขาทั้งสองมา
บรรจบกนั กลมกลืนเปนพ้นื ท่ีราบสูง
หกไมลใตเ ยรูซาเลม็ เปน ทตี่ ั้งเมืองเบธเลเฮม แหง ทีพ่ ระเยซูทรงบงั เกดิ ในสมัยพันธสัญญาใหม
เปนแตเพียงหมูบานเทาน้นั ประมาณ 2 ไมลตะวนั ออกของเยรูซาเล็มเปนเมืองเบธาเนียบานของลาซารัส
และพส่ี าวของเขา ผูเปนมติ รถวายตัวแกอ งคพ ระผูเ ปน เจา ของเรา ประมาณ 15 ไมลตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ของเยรูซาเลม็ ท่ขี อบดานตะวันตกของลมุ จอรแ ดนเปน เมืองเยรโี คแตโ บราณ
ตอไปเปนเมืองนาซาเร็ธ พระเยซูทรงประทับอยูต้ังแตทรงเยาว เมืองนาซาเร็ธต้ังอยูบนขอบ
ดานใตของหมูเขาแหงกาลิลีภาคต่ํา เพียงเหนือผืนที่ราบเอสดราโรน บนถนนที่โรมันทําไว อันเปน
ทางผานไปมาอยางพลุกพลานท่ีสุดก็ผานตัวเมืองน้ี โดยมาจากเมืองคารเปอรนาอูมไปยังฝงทะเล บน
ถนนสายเดียวกนั นี้ ตะวันออกเฉยี งเหนือของเมอื งนาซาเร็ธ 5 ไมลเ ปน บา นคานา ที่ ๆ พระเยซูคริสตได
ทรงกระทาํ การอัศจรรยค ร้งั แรก (ยอหน 2:1)
โดยมากทส่ี ดุ พระเยซทู รงราชกจิ วนเวียนอยูแถว ๆ เมอื งคารเปอรนาอูม ตัวเมืองตั้งอยูบนปาก
ทางเขาสดู ินแดนในปกครองของเฮโรดอนั ตปิ าโดยผานทางเมอื งมาริ สํานกั งานเกบ็ ภาษีตัง้ อยูที่ทางผาน
ของสินคาเขาออก มัทธิวเจาพนักงานเก็บภาษีประจําการอยูท่ีนี่ อันเปนที่สําคัญมากในการทํารายได
เพราะทําหนาที่น้ีเปนคนเดนและมีรายไดมาก พวกยิวท่ีเครงประเพณีจึงย่ิงเกลียดชังหนักขึ้น ที่ต้ังตัว
เมืองอันแนแ ทน นั้ ยงั อยใู นการกถเถยี งกนั อยู แตเราอาจพูดไดเครา ๆ วา เมืองคารเปอรนาอูมตั้งอยูใกล
ปลายเหนือของทะเลกาลลิ ีฝงตะวันตกของแมน า้ํ จอรแ ดน เปนเมอื งท่มี ีขนาดไมใชเล็ก ๆ และเปนเมือง
สําคัญมาก
ในเขตบริเวณของเมืองคารเปอรนาอมู กม็ เี มอื งเบธซาอีดาและเมืองโฆราศีนตั้งอยู เบธซาอีดาอยู
นอกเมืองดานใตข องคารเ ปอรน าอมู ตาํ่ กวา เมอื งโฆราศนิ บนฝง ทะเลกาลลิ ี เมอื งโฆราศนิ นัน้ เหมือนรัง
นกในภเู ขาทศิ เหนือของเมืองคารเ ปอรนาอมู ท้ังสองเมอื งน้ีไมใชเมอื งทีม่ ีขนาดใหญโ ตอะไรนกั แตตอง
22
เปน เมอื งท่มี อี ทิ ธิพลในฐานที่ตําแหนงการคา ในทางปลายใตของทะเลกาลิลีก็มีเมืองดาลมานูธา และ
เมืองมากาดาน
“อาคารบา นเรือนและถนนหนทางของท่ีตา ง ๆ เหลาน้ีเราตองวาดมโนภาพเอาเองวาเปนอยาง
บานเรอื นและถนนหนทางท่ีมีอยใู นพวกชนชาติชาวตะวันออกในปจจุบัน และไมเหมือนกับแบบการ
กอ สราง หรือสถาปตยของกรีกโรมัน4 แตเม่ือเรามาถึงทิเบเรีย ต้ังอยูประมาณก่ึงทางฝงตะวันตกของ
ทะเลกาลิลี เราจะไดพ บวา เมอื งนั้นสรางตามแบบสถาปตยของกรีกและโรมัน และเพราะเหตุน้ีพวกยิว
รังเกียจ เฮโรดอันติปาไดสรางขึ้นเปนเมืองหลวงของทานเอง แลวต้ังช่ือใหเปนเกียรติแกจักรพรรดิ
พระองคท่ีครองราชยอยูเวลานั้น เมืองทารเิ คยี ซง่ึ ตงั้ อยใู กลฝง ทะเลกาลิลีใตท เิ บเรยี เปนศูนยกลางสําคัญ
ของการคา ทางประมง ในภาคนี้ของทะเลสาปชาวประมงเปนจํานวนมาก ทําการทอดแหทอดอวนอยู
ตลอดเวลา การสง ปลาเปน สินคาออกใหญโตสงออกจากเมืองทารเิ คยี น้ี
เมือง 2 เมืองบนฝงทะเลเปน ทนี่ าสนใจแกน กั ศึกษาพันธสญั ญาใหม ซซี าเรยา ประมาณ 60 ไมล
ตะวันตกเฉียงเหนอื ของเยรซู าเล็ม เฮโรดเปนผูสรางข้ึนแลวเรียกชื่อตามตําแหนงของจักรพรรดิโรมัน
เปนเมอื งวัฒธรรมกรกี ทง้ั หมดเลย คนยวิ จึงไดร งั เกียจเดยี ดฉัน ดานตะวันตกของเยรูซาเล็มคอนไปทาง
เหนือ หา งเยรซู าเลม็ ประมาณ 40 ไมล ไดแ กเ มอื งยัฟฟา ซง่ึ มีอิทธพิ ลของยวิ ครอบงาํ อยู เมอื งนี้มบี ทบาท
สาํ คญั ในประวตั ิศาสตรค ริสเตยี นตอนแรก ๆ
5. ถนนหนทางปาเลสไตนในสมยั พันธสัญญาใหมม ที างหลวงอยูมากสาย บางถนนโรมันไดปู
พน้ื ไว ซากของพน้ื นั้นกย็ ังคงอยูจนถึงทุกวันนี้ แตในสมัยของพระคริสตคงไมมีถนนท่ีปูพื้นดีสักสาย
เดียว แตถนนสายสาํ คัญ ๆ โรมนั คงไดด ูแลทะนุบาํ รุง
มถี นนสายใหญอยู 4 สาย สองสายติดตอถึงเมืองกาซาในปลายสุดตะวันตกเฉียงใต สายหน่ึง
จากเมืองกาซาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผานเมืองเฆ็บโรนเมืองเบธเลเฮ็มมายังเยรูซาเล็ม จากน้ันก็
ผา นมาทางเมืองเบธาเนียและเยรโี คขามนาํ้ จอรแดนแลวขึน้ สู ภูมิภาคสูงตะวันออกไปเมืองดัมเมเษขจาก
น้ถี นนสายสาขาในแขวงดะคาโพลขี ามนาํ้ จอรแ ดนใตทะเลกาลิลีไปสเู มอื งคารเปอรนาอูม ชาวยิวไดใช
4 หนังสือของทา น ฮอส แรท. Time of Jesus. เลม 1 หนา 5
23
ถนนนีใ้ นตอนท่ที อดอยฝู ง ทะเลตะวันออกของแมน า้ํ จอรแ ดนเปนทางเดินจากเยรูซาเล็มเมืองคารเปอร
นาอูม หลกี เลย่ี งการผา นเขตสะมาเรยี ที่เขากเกลียดชัง ถนนสายที่ 2 จากเมืองกาซาผานตรงข้ึนไปทาง
เหนือตามฝงทะเลผานเมืองแยมเนีย ยัฟฟาซีซาเรยาและพโทเลมาลี ถึงเมืองทุโร สายนี้เปนทางหลวง
ชายฝงท่ีสําคญั สายสาขา 2 สายออกจากเมอื งลดุ ดาไปเยรูซาเล็มสายหน่งึ ไปทางเมอื งเบธโฆโรน อีกสาย
หน่งึ ทางเมืองเอมมาอู ถนนสายสาํ คัญสายที่ 3 เปน ทางตรงจากเยรซู าเลม็ ไปคารเปอรนาอูม ผานไปทาง
สันทิวภูเขาแนวกลาง ผานเมืองเซเค็ม ถนนสายน้ีแหละที่พระเยซูทรงใชเสด็จแลวก็ไดหญิงชาติ
สะมาเรียเปนศิษย สายใหญท่ีสุดในบรรดาทางหลวงของปาเลสไตนไดแกสายท่ีผานทางเมืองมาริส
“ทางทะเล” พระเยซูเม่ือทรงพระเยาวคงไดเลนอยูริมทางนี้ เปนถนนสายที่ทอดมาจากเมืองดัมเมเษข
ขา มแมนาํ้ จอรแดนตอนระหวางทะเลกาลิลีกับทะเลฮูเลห ผานเฉียดเมืองคารเปอรนาอูมและนาซาเร็ธ
เขา ในทรี่ าบเอสดราโลน แลว เรียบไปตามภเู ขากาลลิ ีไปเมืองพโทเลมาลี เปน เสนทางที่ใชกันกวางขวาง
จากเมืองดมั เมเษข็ มาฝง ทะเลเปน ทางทีร่ ฐั บาลโรมันทะนุบาํ รงุ แลวเก็บภาษีสินคาทุกชนิดท่ีขนสงผาน
โดยทางสายน้ี “สํานกั เก็บภาษี” เชนอยา งน้ีทีพ่ ระเยซูทรงเรียกมทั ธิวมาเปนศษิ ยต ิดตาม เมื่อเขากําลังนั่ง
เกบ็ ภาษอี ยู
ยงั มีถนนซอยแยกออกไปอีกหลายสายจากทางหลวงสายสาํ คัญ ๆ เหลา น้ี แลว ก็ไปติดตอ กับทุก
ภาคในปาเลสไตนน่กี ็เทากบั เราเรียกวา ทางแยก ยงั มถี นนอีกประเภทหน่ึงเปนประเภทที่ 3 อันเปนทาง
คมนาคมสําหรบั คนเดิมเทา หรอื เพยี งแตข ีส่ ัตวพ าหนะก็พอใชทางน้ีได แตถ าหากเปน ยานพาหนะขนสง
ก็ยากจะใชได ทางอยางนี้อาจวาทางคนเดิน ฉะน้ันถนนของปาเลสไตนศตวรรษที่ 1 เราพอแยกเปน
ประเภทไดด งั นีท้ างหลวง ทางแยก ทางเดินเทา
พ้นื ภูมภิ าคตาง ๆ
พ้ืนภมู ิประเทศของปาเลสไตนมรี ูปลกั ษณะธรรมชาตเิ ปน สี่รปู ลักษณะดวยกัน คือชายฝงทะเล
เมดิเตอรเรเนียน ภูเขาลบาโนนกับภาคใตของทิวภูเขานั้น ลุมจอรแดน และภูเขาแอนติลบาโนนกับ
ภาคใตข องทวิ เขานั้น
ฝง ทะเลของประเทสปาเลสไตนคอนขางเปนเหมือนเสนตรง มีอาวอยูแหงเดียวตลอดฝงก็คือ
อาวเอเคอร (พระคัมภีรเดิมเรียก อาโคระ) แตก็พอเปนที่หลบจากความยุงยากของทองทะเลไดเพียง
เล็กนอย ต้ังแตใตภูเขาคาลเม็ลลงมาฝงทะเลนับวาเปนเสนตรง ไมมีที่ไหนเหมาะท่ีจะเปนทาเรือตาม
ธรรมชาติ แตเหนือเขาคารเม็ลข้ึนไปมีพ้ืนแผนดินหลายแหงที่เปนฝงสูงชัน ซึ่งในกาลโลราณใชเปน
ทาเรือพอสําหรับเรือเล็ก ๆ ที่ใชกันในเวลาน้ันน่ันแหละเปนธรรมชาติที่อํานวยใชชาวฟอยนิเคได
ประกอบกจิ การเดินเรือชายฝง
24
ทิวภูเขาลบาโนนกับแอนติลบาโนน เปนสวนภูเขาทิวยาวสาขาออกมาจากภูเขาคอเคซัส สัน
เขาลบาโนนทอดเร่อื ยลงมาทางใตเปน สันสูงเรื่อยมาจนถงึ แหลมสนี ัย แตม ที ข่ี าดตอนอยูเปนสองจังหวะ
จังหวะหน่ึงคือท่ีราบเอสดราโลนมาค่ัน อีกจังหวะหนึ่งก็เปนปาพารานค่ัน ภูเขาแอนติลบาโนนขาด
จงั หวะเหมอื นดังถูกเฉือน จากยอดเฆร็ โมนกถ็ งึ ท่รี าบบาชานแลวก็เงยข้ึนอีกเปน ทรี่ าบสงู กิลอาดและโม
อับ จากน้ันยอดเขาก็คอยๆ เทลาดลงมาเปนหมูเขาเล็ก ๆ เรี่ยลาดอยูในมุมตะวันตกเฉียงใตของ
ทะเลทรายอาหรับ
ระหวางทิวภูเขาลบาโนนมหี วางเขาลกึ ใหญ อนั เปนตนทางของลุมจอรแ ดน ตงั้ ตนตรงท่ีสันเขา
ใหญแยกกนั เหนือปาเลสไตนข้นึ ไปไกล เปนสวนท่ีเทลาดถึง 3000 ฟุต ในระยะ 135 ไมลถึงทะเลตาย
พนื้ นํา้ ทะเลของทะเลตายน้ันต่ํากวาระดับน้ําทะเลใหญ (เมดิเตอรเรเนียน) ถึง 1300 ฟุต เลยทะเลตาย
ตอไปทางใต พื้นท่ยี กสงู ขนึ้ ในราว 1600 ฟุต ถงึ 300 ฟุตเหนือระดับน้ําทะเลใหญ แลวกล็ าดลงตอไปลง
สูอา วอะคะบา
ลกั ษณะพื้นภูมธิ รรมชาตสิ ว นใหญ ๆ เหลา น้ี ไดแยกตัวใหเ ปน รปู ธรรมชาตอิ ่ืนยอ ย ๆ ลงไปอีก
สนั ทวิ เขาลบาโนนตอนใตแลนหางจากทะเลออกไปเรอ่ื ย ๆ ทิ้งเนื้อท่ีไวเปนที่ราบชายฝง แลวไปขาดที่
ตอนกลางของปาเลสไตน โดยมที รี่ าบเอศดราโลนมาขวาง ซงึ่ ทาํ ใหเ กิดรูปธรรมชาติขึ้นเปนตัวของมัน
เองหนึ่ง แยกสันทวิ เขาลบาโนนเปนภาคเหนือ กับพ้ืนแผนดินสูงภาคกลางอีกหนึ่ง ลุมจอรแดนทําให
เกิดรูปลักษณะธรรมชาติโดดเด่ียว ตอจากลุมน้ําจอรแดนไปอีกฝงหนึ่งเปนพ้ืนท่ีสูงดานตะวันออก
ฉะนั้นภมู ิธรรมชาติของปาเลสไตนจึงประกอบดวยลกั ษณะภมู ธิ รรมชาติ 6 อยา ง
1. ทร่ี าบชายฝง นับตงั้ แตป ลายเขาคารเมล็ ท่พี ุงออกมาจดรมิ น้ําทะเล ดา นใตข องปลายเขาน้ีก็หด
ลกึ ข้ึนไปบนฝงท้ิงเนื้อทชี่ ายฝง ไวเ ปน ทรี่ าบกวา งเรื่อยลงมาทางใต ทิวเขาไดโยเขาหาทะเลลึกที่ใตเมือง
ยัฟฟา จึงเปนการแบงท่ีราบเปน 2 ภาค ภาคเหนือเรียกวาท่ีราบซาโรนซ่ึงรูจักกันดี ภาคใตเรียกวาท่ี
ราบฟะลิศตีม ความกวางของทร่ี าบฟะลศิ ตีมเฉลีย่ ได 12 ไมลค ร่ึง และยาวเกือบ 100 ไมล เผาฟะลิสตีม
ไดต งั้ ภูมลิ ําเนาอยูในผืนทอี่ ันอุดมนี้ ชนเผานี้เปนศตั รูเรือ้ รังของอสิ ราเอล
พน้ื แผน ดินสงู ภาคกลาง สวนสูงที่สุดของตอนเหนือของภูมิภาคน้ีคือท่ีเขาคารเม็ล ซึ่งยอดสูง
ทส่ี ดุ เหนือระดบั นา้ํ ทะเลถึง 1742 ฟตุ เขาคารเม็ลไมใ ชจดุ ยอดเขา แตเปนทิวสันเขาแคบยาว ปลายดาน
ตะวันตกย่ืนมาถึงชายทะเลสูงต้ังขึ้นเปนหนาผา ดานตะวันออกคอย ๆ ลาดลงสูท่ีราบโดธานที่
ตะวันออกเฉียงเหนือของพ้ืนแผนดินสูง ภาคกลางก็เปนที่สูงชันและมีเขากิลโบอะตั้งอยู ยอดสูงถึง
1698 ฟุตเหนอื ระดับนํา้ ทะเล ทร่ี าบโดธานเปนอา งใหญตงั้ อยูปลายเหนือของผืนแผนดินสูงภาคกลาง มี
สวนสงู เกอื บ 1000 ฟุตเหนอื ระดบั น้ําทะเล ตะวันตกเฉียงเหนือตดิ กับสว นลาดลงตํ่าของเขาคารเมล็ ดาน
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ติดกับสวนลาดของเขากลิ โบอะและดานใตตดิ กบั สวนลาดของเขาเอบาล
25
สว นท่สี ลบั ทรงของทวิ เขาภาคกลางแหงตอไป อยูใตท่ีราบโดธาน 10 ไมล คือหวางเขาเชเค็ม
กับเขาเอบาลซงึ่ สงู 3076 ฟุตดานหน่ึง และภูเขากะริศศิม (ที่ต้ังวิหารของพวกชาวสะมาเรีย) สูง 2850
ฟตุ อกี ดา นหนึง่ จากเขากะริศศีมมาทางใต ทวิ เขาสวนน้ีคอนขางมีสันเขาเปนพ้ืนเรียบสมํ่าเสมอเวนไว
แตบางแหงเปนจุดยอดที่โผลสูงข้ึน มีอยูไมกี่ยอด ยอดที่สูงมากมีอยู 2 ยอด ยอดหนึ่งที่เยรูซาเล็มสูง
2593 ฟุตอกี ยอดหนึ่งถดึ ไปที่เฆบ็ โรนสูงประมาณ 3550 ฟุตเหนือระดับนํ้าทะเล ยอดนี้เปนจุดสูงท่ีสุด
ในพ้ืนแผน ดินสงู ภาคกลางสวนใตของพ้นื แผน ดนิ สงู ภาคกลางขางเขาดานตะวันตก ลาดเปนค่ันเหมือน
ไหลเ ขาเรียกวา เชฟาลา ดานตะวันออกของขางเขาคอ นขา งชนั และไมร าบเรยี บลงมาจดทะเลตาย
3. ที่ราบเอสดราโลน ทิวเขาลบาโนนมาชงักท่ีดานใตของกาลิลีโดยพื้นที่ตํ่าอันกวางขวาง
สวนกลางและสวนสําคัญท่ีสุดของที่ราบตํ่านี้คือท่ีราบเอสดราโลน กวางประมาณ 5 ไมล ที่ปลาย
ตะวนั ตกเฉียงเหนือของท่ีราบเอสดราโลนไดห บุ เขาเปน หวางเขาแคบ ๆ โดยหนาผาของเขากาลิลี จาก
หบุ เขานีอ้ อกไปก็ถึงท่ีราบเอเคอร หรืออาโคระ (ตามทเ่ี รียกในพระคัมภีรเ ดิม) เปดออกสูทะเลดังรูปพัด
และเหยียดแขนไปทางเหนือประมาณ 40 ไมล ท่ีราบอาโคระนี้พื้นที่เหยียดไปทางเหนือเปนรูปที่ราบ
ชายฝง ทะเลแคบ ๆ มคี วามกวาง 2-3 ไมล บางทกี ็เรียกวาทร่ี าบฟอยนิเค ทางดา นตะวันออกของท่ีราบเอ
สดราโลนมเี ขากลิ โบอะปดอยูทางใต เขาเฆ็รโมนนอยปดอยูทางเหนือ ในระหวางเขากิลโบละกับเม็ร
โมนนอยเขา 2 ลูกน้ีมีหวางเขาอิสราเอลคั่นอยู หวางเขาอิสราเอลน้ีเปดสูลุมจอรแดน บางคนนับเอา
พ้ืนทตี่ ่าํ นตี้ งั้ แตทรี่ าบเอเคอรห รอื อาโคระจนถงึ ลมุ จอรแดนเรียกวา เปน หวางเขาอสิ ราเอล
4. พน้ื แผน ดนิ สงู ภาคเหนอื พ้นื ทสี่ วนนปี้ ระกอบดว ยทิวเขาลบาโนนกับแอนติลบาโนนและเขา
กาลลิ ี แทจ ริงเขากาลลิ ีเปน ตนี เขาของเขาลบาโนน ในคราวเวลาของพระเยซูหมูเขานี้คลุมไปดวยปาไม
ขึ้นเขียวชอุม5 จุดยอดสูงที่สุดของทิวเขาลบาโนนอยูข้ึนไกลขึ้นไปในซีเรีย ซ่ึงสูงกวา 10,000 ฟุต
ลกั ษณะอันเดน ของเขาแอนตลิ บาโนนคอื เขาเฆ็รโมนซึ่งมียอด 3 ยอด ยอดสงู ท่สี ุดขึน้ ถงึ 9200 ฟุตเหนือ
ระดับน้ําทะเล เพราะเหตุท่ีอุณหภูมิผิดกันอยางสุดยอดระหวางความสูงของเขาเฆ็รโมนกับหวางเขา
เบื้องตาํ่ อยรู อบ ๆ เขานั้นความช่ืนกห็ นาแนน ในบรรยากาศทําใหเกิด “น้ําคา งแหงเฆ็รโมน” เขาทัง้ หลาย
5 หนังสือของทาน ฮอรแรท เลม 1 หนา 5
26
ในกาลิลีภาคบนสงู 4000 ฟตุ แตไ ดลาดตํา่ ลงมาเปน ขัน้ ๆ ในกาลิลีภาคตาํ่ เฉลี่ยได 1000 ฟุต และตํา่ กวา
นนั้
5. ลุมจอรแ ดน นี่เปน พื้นภมู ภิ าคสวนตํ่าระหวางสว นใตของทิวเขาลบาโนนกับแอนติลบาโนน
ตลอดสว นยาวของผนื ทนี่ ี้มีสายลําแมน้าํ จอรแดนแลนฝาไป พื้นภูมิภาคน้ีหรือลุมนํ้าจอรแดนน่ีมีความ
กวา งไมส ม่าํ เ สมอกัน บางแหง เปน ทแ่ี คบบีบอยูสองขางดวยหนาผาแหงเขาสูง ตอนระหวางทะเลสาป
ฮเุ รหก ับทะเลกาลลิ ี บางแหง กวางตงั้ 14 ไมลตรงเมอื งเยรโี ค
ตนกระแสรธารของแมน้าํ จอรแดนมีสายกาํ เนิดอยูสีส่ ายซ่ึงเปน สายธารใหญ และสายเล็ก ๆ อีก
หลายสาย นา้ํ ผดุ ออกจากตีนเขาเฆร็ โมน ทใี่ กลตน กระแสรธ ารเต็มไปดว ยแอง น้าํ ลําหวยลําธาร มตี นพืช
น้ําข้ึนอยูเต็มทั่วไป ตอนสวนท่ีตํ่าของหวยหนองคลองบึงเหลาน้ีกวางขึ้น ๆ เปนทะเลสาปฮูเลห (ใน
โบราณเรียกวาหวยนํ้าเมโรม) จากนั่นนํ้าจะพุงลงจากผาสูง ซึ่งเปนเน้ือที่เทลาดชันในระยะเกาไมล
สว นสูงสว นตํ่าผดิ กันถึงหกรอ ยแปดสบิ ฟุต แลว กค็ อย ๆ ไหลลงสูท ะเลกาลลิ ี
ทะเลกาลิลียาวประมาณสิบสองไมล กวางหกไมลตรงสวนที่กวางท่ีสุดถึงแปดไมล) ตํ่ากวา
ระดับนํา้ ทะเลหกรอยแปดสบิ สองฟตุ ดา นเหนือเปนดินดอนปากนํ้า เกิดโดยตะกอนของสายจอรแดน
ฝงตะวันตกของทองทะเลเหนือจากตอนกลางเล็กเปนท่ีราบริมฝงเล็ก ๆ คือท่ีราบเก็นเนซาเร็ธยาว
ประมาณแปดไมล กวางสี่ไมล ทปี่ ลายใตของทะเลกาลิลีเปนตอนตอกับลุมจอรแดนตอไปซึ่งตรงจุดน้ี
กวา งส่ีไมส ท่ีตา ง ๆ นอกจากนีต้ ัวทะเลลอ มดวยหนาผาของภเู ขาสูงชะเงื้อมโดยเฉพาะอยางย่ิงทะเลดาน
ตะวนั ออกสูงชนั
จากทะเลกาลิลีนา้ํ ในแมน ํา้ จอรแดนไหลเชีย่ วกรากลงตามลาํ นํา้ สูทะเลตาย ระดับความสูงตํ่าผิด
กันในระหวางทะเลสองแหงน้ีถึงหกรอยสิบฟตุ ในระยะเจด็ สบิ ไมลค วามกวางของลาํ นํ้าต้ังแตเกาสิบถึง
หนึง่ รอ ยฟตุ ลกึ ต้งั แตสามถึงสบิ สองฟุต กระแสรน้าํ ไหลเฉยี งเปน ฟน ปลา เชี่ยว และขุนเปน ตม
นา้ํ ในแมนํ้าจอรแ ดนไหลลงสทู ะเลตาย ทะเลตายอยใู นระดบั ตํ่ากวา นา้ํ ทะเลใหญประมาณหน่ึง
พันสามรอ ยฟุตที่ผวิ นํ้า ความลึกในสว นทีล่ กึ ที่สดุ หนึ่งพนั สามรอ ยฟุต มคี วามยาวสี่สิบหกไมล กวา งสิบ
ไมล ฝง ทะเลตะวนั ออก ใต และตะวนั ตก ลอมไปดว ยภูเขา ดา นตะวันออกหนาผายื่นออกมาเหมือนรูป
รองเทาสงู สกั หา สบิ ฟตุ นา้ํ ในทะเลตายไมม ที างออกจึงขนดวยแรธ าตุ
6. พนื้ ที่สูงดานตะวันออก ทิวเขาแอนตลิ บาโนนไมไดลาดลงมาเปน ตีเขาหรือมิไดกลายเปนทิว
เขาเตี้ยตอ ไปอยางทท่ี วิ เขาลบาโนนเปนอยางน้ัน แตไดลาดลงมาเปนพ้ืนที่สูงอันขลุขละ มีลําแมนํ้าตัด
เนอ้ื ท่ีออกเปนสามสวนเกือบจะเทากัน พ้ืนท่ีสูงสวนแรกไดแกที่ราบบาชานมีแมนํ้ายาระมูค เปนเขต
ดานใต สว นตอ ไปเปน เขากิลอาด ถูกผาออกเปนสองโดยแมน้ํายบั บก เขากิลอาดสงู ประมาณสองพันฟุต
27
ณ จุดที่สูงท่ีสุด มีพืชและผลอุดมยอดเย่ียม ตอนตะวันออกของทะเลตายเปนท่ีราบโมอับ มี
ประวตั ิศาสตรอ ยางเอะอะในพระคริสตค มั ภีรภาคพนั ธสัญญาเดมิ
น่ันแหละเปนลักษณะธรรมชาติ ของผืนแผนดินท่ีมีชื่อเสียงท่ีสุดในโลก จากท่ีราบชายฝง
แหงฟะริศตีม ซาโรน และเอเคอรห รืออาโคระก็นูนข้นึ เปน ทวิ เขา ตดั ขาดดวยท่ีราบเอสดราโลนและเช
เคม็ แลว ก็ยุบลงเปนลมุ หวา งเขาจอรแ ดน แลวกเ็ งยขนึ้ ดา นตะวันออกเปน พน้ื ภูมิภาคสูงแหงบาชาน กิล
อาดและโมอับ แลว กล็ าดไหลเขา สผู นื แผนดนิ อันเว้ิงวางแหงทะเลทรายอะราเบยี อันแหงแลง
ภาคการปกครอง
ประวตั ิศาสตรก ารปกครองของปาเลสไตนรวมดว ยกบั ลกั ษณะพ้ืนภูมธิ รรมชาติใหเ กิดภาคตาง
ๆ ข้นึ ซึ่งเปนอิทธิพลอยางเหลือเกินแกตัวเมือง สังคม และชีวิตทางศาสนาภาคตาง ๆ เหลาน้ีเราเรียก
ตามช่ือของทองท่ี เชนแควนยูดาห สะมาเรีย กาลิลี เพเรีย และรัฐเล็ก ๆ กลุมหน่ึงซึ่งเราจะเรียกวา
ปาเลสไตนตะวนั ออกเฉียงเหนือ และดะคาโพลี
1. แควน ยูดาห ทองทีน่ ้ีเปนหัวใจของชาติอิสราเอลอยูตลอดมา เปนทองท่ี ๆ โยชูวารบชนะเอา
ไดค ร้ังแรกเปนฉากยอดเหตกุ ารณของประวตั ศิ าสตรชาติฮีบรู เมืองบริสุทธิ์เยรูซาเล็มต้ังอยูในทองท่ีน้ี
และเปน ศูนยของชาตยิ ิวท่ฟี นตัวข้ึนเมอื่ กลบั จากการเปน เชลย ฉะน้ันจึงเปนประเทศของชาติยิวอยางท่ี
ใคร ๆ ก็รู และเปนศูนยที่ชาติยิวแผอิทธิพลออกไปครอบงํา ในสมัยพันธสัญญาใหมเยรูซาเล็มเปน
ปราการของลัทธิยูดาหนยิ ม เปน ตนตํารับใหญของขนบธรรมเนียมประเพณี เปนศูนยของอํานาจสิทธ์ิ
ศาสนาจรรยช ่อื แควนยูดายเปนสําเนียงที่เพ้ียนจากยูดาห ท่ีใชชื่อนั้นก็เพราะชนเผาช่ือนั้นเปนเจาของ
ทอ งที่นน้ั
2. สะมาเรีย เม่ือแผนดินอิสราเอลภาคเหนือลมลงแลว ตามธรรมเนียมของชาวอะซีเรียผูชนะ
เขากท็ าํ การโยกยายพลเมอื งในทองถ่ินเดิมออกไปอยูท่ีอ่ืน แลวเอาคนตางชาติในที่อ่ืนเขามาอยูแทนท่ี
คนตางชาตทิ เี่ ขา มาอยูกผ็ สมปนเปกับคนชาติฮบี รูท่ยี ังตกคา งอยใู นถิน่ ของตน ซงึ่ กม็ ีจํานวนมิใชเล็กนอย
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติฮีบรูก็เลยเสียรูปเดิมไปโดยอิทธิผลของคนผูไมถือพระเจา ชาติ
อสิ ราเอลผูแพและกระเจิดกระเจงิ ก็สูญเสยี ความเปนผูนําทางศาสนาของตนไป ซ่ึงถึงแมแตเดิมเขาก็มี
ศาสนาเดิมของเขาอยนู อ ยเต็มทีอยูแลว ความหวังในการที่จะรักษาชาติใหเดนอุดมคติใหเดนก็รูสึกวา
แหลกเหลวจนกคู นื ไมไหว เปน ผลใหเ ขาผสมเภทพนั ธุป นเปกบั คนไมถือพระเจาท่ีเขา มาอยู แลวก็มชี าติ
ลูกผสมเกิดข้ึน ในคราวเมื่อฟนชาติหลังจากการเปนเชลย พวกชาติอิสราเอลที่ทิ้งพระเจาซึ่งอยูใน
สะมาเรียและพวกญาติลูกผสมของเขานี้ ประสงคจะรวมในการกอสรางชาติอันบริสุทธ์ิของพระเยโฮ
วาหห พวกนตี้ องถูกปฏิเสธในฐานท่ีไมม ีคา ควรแกก าร เปนผลใหเปนคูอาริกันเร่ือยมาในระหวางสอง
เชื้อชาติในสมยั ของพระคริสตและอัครสาวก
28
สวนใหญทีเดียวของชาวสะมาเรียเปนพังศพันธุของอับราฮัม และมีศาสนาท่ีคลายทีเดียวกับ
ของพวกยิว พวกชาวสะมาเรียนี้อางวาเขาเปนพันศพันธุของตนตระกูลฮีบรูแท ดวยเหตุผลเชนน้ีเมื่อ
หญิงชาตสิ ะมาเรียพูดกับพระเยซจู ึงอางวา “ยาโคบบิดาของเรา” (ยอหน 4:12) เมือ่ ถกู ปฏิเสธจากพวกยิว
ท่ีเยรูซาเล็มแลว เขาก็สรางวิหารข้ึนเองสําหรับพระเยโฮวาหหบนเขากะริศศีม และใชเปนที่นมัสการ
เร่ือยมาจนตัววิหารตองถูกทําลายไปโดยไฮรคานุสในป ก.ค.ศ. 128 ชนเผานี้ยังมีเหลืออยูเล็กนอยใน
ปจจบุ ัน
3. กาลิลี เมื่อโยชูวาไดรบชนะในภาคเหนือแลว ทานก็ไดใหเผานัฟฟาลีตั้งภูมิลําเนาอยูใน
ภาคเหนือสดุ ของคานาอนั (โยชูวา 20:7) แตพวกนัฟทาลีก็ไมส ามารถขบั ไลห รือปราบปรามชนตางชาติ
พื้นเมืองเดิมได (วินิจฉัย 1:33) เพราะฉะน้ันทองที่นี้จึงเปนที่รูกันวาเปน “ทองที่ของชนตางชาติ” คํา
ภาษาฮีบรูเรยี กทองท่ีวากาลีลาห ฉะนั้นชอื่ กาลลิ ี จงึ เกดิ ขึ้น คร้ังแรกกเ็ รยี กวา กาลลิ าห แอกโกยมิ “กาลิลี
แหงคนตางชาติ” แลวตอไปคําวา แฮกโกยิม ก็ถูกทิ้งไป เหลือเพียงวา กาลิลีเปนนามเฉพาะ (วิสามา
นยนาม) ซึ่งภาษากรกี เรียก กาลิลาเอีย ภาษาอังกฤษวา กาลิลี (ภาษาไทยแปลรุนกอนวาฆาลิลาย) คร้ัง
แรกช่ือนี้เพียงหมายถึงทองท่ี ๆ เปนสวนของนัฟทาลีเทาน้ันซ่ึงเดี๋ยวน้ีเปนกาลิลีภาคบน แตตอมาได
ขยายความหมายมาจนถึงทอ งท่ีของศะบลู ูนและยษิ ษาคารดวยซึ่งเหยียดมาจนถึงชายเขตดานใตของเอ
สดราโลน
ดินแดนภาคนี้เปนทถ่ี กเถยี งยื้อแยงกันระหวา งชาติอสิ ราเอลกับศัตรูของเขาผูไมถือพระเจา ใน
ระหวางยคุ ฟนชาตหิ ลงั จากกลับจากการเปนเชลยมีคนยวิ ตั้งอาศยั อยูไมก ่ีคนในกาลิลี จาวนายผูหนึ่งใน
เชือ้ พระวงศอัศโมเนยี น คอื ยอหน ไฮรคานสุ (ก.ค.ศ. 135-105) ไดปกครองควบคมุ เพ่อื แสดงวาดนิ แดน
ภาคน้เี ปน สวนหนึ่งในแผน ดินพระสัญญาของชาตยิ ิว ในกาลสมัยของพระเยซูน้ันอาจสมท่ีจะพูดไดวา
เปน ดนิ แดนของยวิ แตกย็ ังคงมีชนตา งชาตอิ าศัยอยมู ากกวา ในแควนยดู าหมากทเี ดียว แลว คนยวิ ทอ่ี ยูใน
กาลิลีกม็ ีทา ทีผอ นปรนมากกวาในแควน ยดู าห “ตองแยกหางออกมาเสยี จากแดนอันโดดเดี่ยวของชาวเล
วีและพวกรบั บี โดยท่มี ชี าวสะมาเรยี มาค่นั กลางอยางหน่งึ ความรมุ รอนในทางถอื ลทั ธอิ ยา งที่มใี นแควน
29
ยูดาหน้นั ในแดนกาลิลีมีนอยกวามากกอ็ ีกอยา งหนึ่ง การถอื จารีตประเพณขี องยวิ อยา งแข็งแกรงอยา งใน
แควนยดู าหนัน้ มนี อยมากในกาลิลีก็อีกอยางหน่ึง และอิทธิพลอีกหลายอยางก็เบาบางลงไปเพราะการ
เก่ียวของกบั คนตางชาติกวางขวาง ชาวกาลิลีจึงไมเปนคนมีนิสัยถือตัวใจแคบซึ่งโดยปรกติเปนผลกอ
เกิดจากลัทธิยูดาหนิยม”6 เพราะเหตุน้ีพระเยซูจึงทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจของพระองคไดโดย
ปราศจากการรบกวนในกาลลิ ีมากกวา ในแควนยดู าห ลทั ธยิ ูดาหน ิยมในแควน ยูดาหนั้นไดม าตรฐาน จึง
ถือวาในกาลลิ ีนัน้ เสอ่ื มจาง เพราะการที่มคี นตางชาตเิ ขา มาตัง้ อาศัยอยูดวยและถือวายิวชาวกาลิลีน้ันไม
สมควรหรือไมม คี าควรแกคณุ สมบตั อิ ันสงู สุดของชาตอิ ิสราเอล ความจริงน้ีจะชวยเราใหเ ขา ใจทา ทีของ
พวกฟาริสีทม่ี ีตอคําสําอางฐานพระเมสยิ าหข องพระเยซู
4. เพเรีย บัดน้ีใหเราผานถึงฝงตะวันออกของจอรแดน ในสมัยพันธสัญญาใหมคําวาเพเรียน้ี
มไิ ดห มายเพียงวา ขามลาํ ธารเลก็ ๆ กวา งไมกฟ่ี ุต แตหมายถึงการยางเขาไปในวงของชีวิตอีกอยางหน่ึง
และประวัตศิ าสตรอ ีกอยางหนง่ึ อสิ ราเอลไมเคยไดผืนแผนดินฝงท่ีขามนํ้าจอรแดนไปน้ันเปนถ่ินของ
ตนอยา งม่ันคงเลยไมวา ในทางศาสนาหรือในทางการเมือง ดนิ แดนนีเ้ ปนดินแดนที่ตกอยูในการเหยียบ
ย่าํ ของชนตา งชาตเิ สมอฉะนนั้ จงึ ไมเ คยเปน ถิน่ ของยวิ โดยช้ินเชงิ เหมือนดังดินแดนยดู าห ดินแดนนี้ (เพ
เรีย) ตกมาอยูในปกครองของยวิ โดยวงศอ ัศโมเนียน และมีพลเมอื งสว นใหญเปน ยวิ ก็ในศตวรรษท่ีหนึ่ง
ของศตวรรษเราเทานัน้ ฉะน้ันดนิ แดนนจี้ ึงใหเปนทางเดินผา นไป อนั คอนขางนับวา เปน ดินแดนของยิว
ซึ่งยวิ เขาใชเปน ทางหลกี ตอการทต่ี องผานเน้ือท่ีของชาวสะมาเรียท่ีเขาเกลยี ดชังนัน้
5. ตะวันออกเฉยี งเหนอื ปาเลสไตน เราไมม ีชอ่ื เรียกดนิ แดนนไี้ ดเ ปนทีช่ ัดแจมแจงกวา นี้ คอื เปน
สวนหน่งึ ของปาเลสไตนที่อยูดานตะวันออกของทะเลกาลิลีและเหนือเพเรีย มีแควนเล็ก ๆ อยูในเน้ือ
ที่นี้หลายแควน แลวขอบเขตของแควนเหลานี้ก็ไมแนนอน คือ กอโลนิท อิตุเรีย ซุแรนิท ทราโคนิท
และบาธาเนยี
มคี นยิวเพียงไมก่ีคนท่ีกระจัดกระจายกันอยูท่ัวทองท่ีน้ีและโดยมากก็อยูกันทางซีกตะวันตก
ใกลท ะเลกาลิลี ชาวถนิ่ เปน คนปาเปลี่ยว รอ นแรโ ยกยายไปมาอยูเสมอ และใหความยุงยากแกเจาหนาท่ี
6 หนงั สอื ของทา นฮอสแรท เลม 1 หนา 11
30
ปกครองมากเหลือเกิน เฮโรดไดป ราบปรามพวกน้ีลงดวยกําลังเปนหลายคร้ัง แตก็ยังพบวาที่จะใหคน
พวกนีอ้ ยูใ นความเชื่อฟงยากย่ิงเหลือเกิน แมจะไดจัดตํารวจไวประจําแควนอยางเขมงวดกวดขัน ใน
คราวพระคริสตดินแดนน้ีอยูในปกครองของฟลิป ฟลิปทําความสําเร็จในการควบคุมคนเผาเชนน้ีได
ดกี วาพระราชบิดาของทา น
6. ดะคาโพลี แขวงดะดาโพลี “สิบนคร” รวมเอาเน้ือท่ีกวางใหญของปาเลสไตน
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ และยังขยายไปถงึ เพเรยี และกาลิลีอีกดวย ดะคาโพลีก็อุปมัยดังวาเปนสหเทศบาล
ประกอบดว ยเมืองของกรีกที่สรางไวแตเดิม (เพราะฉะนน้ั จึงเรียกวา ดะคาโพลี หรอื สิบนคร) แลวรวม
สําพันธกันดังสหพนั ธ เพ่ือธาํ รงรักษาไวซ่ึงขนบธรรมเนียมและลกั ษณวิสัยของคนผูไ มใชยิว และอยูใน
ความพิทักษเปนพิเศษของรัฐบาลโรมัน แนละพวกยิวเกลียดชังคนพวกชาวเมืองเชนนี้และถือวาเปน
พวกบกุ รกุ ท่ีไมม ีศลี ธรรม
ในยุคพนั ธสญั ญาใหมนครอยา งน้ีมมี ากกวาสิบ แตก ย็ ังถือวาเปนสิบ “ดะคาโพลี” สิบนครเดิม
นน้ั จะตง้ั อยูตรงใดบา ง หรือมีนามวา กระไรบางก็ไมเคยทราบแน แตท่ีอาจถูกตองก็คือ ดัมเมเษ็ข ฟละ
เดลเฟยา ราฟนา ซคูโธโพลี กะดาราฮิปโป ดิโอน เพลลา กะราซา คานาธา7
7 น่ีเปน บัญชีที่ทานพลินผิ ูเ ปน นักเขยี นดว ย ภาษาละตนิ ไดใ หบ ญั ชี นามนไ้ี วตั้งแตโบราณกาล ทานสกเลอรถ อื วาดที ่ีสุด 1 The Jewish People in the time of Jesus
Christ, ภาค ll เลม 1 หนา 95 สวนบัญชีทีผ่ ดิ กันบางเลก็ นอยดูHurlbut, Bible Atlas หนา 102.
31
บทท่ี 3 วรรณกรรมของลัทธิยดู าหน ยิ ม
ในบทนี้เราจะพูดถงึ กจิ การทางอักษรของชนชาติยิวในกาลหลังจากเอสราเร่ือยมาจนรวมดวย
ศตวรรษที่หนึ่งของศักราชคริสเตียน ผลิตภัณฑทางอักษรของยิวซ่ึงเปนของยุคนี้โดยทั่วไปเขาใจกัน
กวา ง ๆ ตามทีใ่ ชค าํ เรยี กวา “วรรณากรรมของยวิ ” แตเ มอื่ เรียกเชนนี้ก็ตองรวมเอาพระคริสตคัมภีรภาค
พันธสัญญาใหมเขาไปอยูในจําพวกขอเขียนอื่น ๆ ของยิวดวยจึงจะสมเหตุผล เพราะเหตุน้ีที่จะให
วรรณกรรมของยวิ มคี วามหมายจํากัดวาอยูนอกพันธสัญญาใหมก ็จาํ เปนตองมีคาํ เรียกใหจํากัดลงไปอีก
เรียก “วรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนิยม” อยา งนจี้ ะตรงความประสงคทีเดยี ว ดวยเหตผุ ลสองประการ (1)
วรรณกรรมนี้เปนสิ่งแสดงออกของแบบชีวิตทีตกคางอยูในศตวรรษที่หนึ่งและที่สองกอนและหลัง
ครสิ ตศกั ราช ท่ัวสากลรับกันในนาม “ลัทธิยูดาหนิยม” (2) คําที่เรียกเชนน้ีทําใหความหมายบังคับให
เขาใจวาอยภู ายนอกขอบเขตของพนั ธสัญญาใหม เพราะถงึ แมว าคนผูรเู ร่อื งดีถือวาศาสนาคริสเตียนกับ
ลทั ธยิ ดู าหนยิ มแหงศตวรรษทีห่ นึ่งมีการเกีย่ วของกนั เขาก็ยงั ไมถือวาพันธสัญญาใหมรวมอยูในนามท่ี
เรียกวา “วรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนยิ ม”
เรามแี หลงเอกสารสาํ คัญ ๆ อยูตอหนาเรานี่ เอกสารเหลานี้จะเปน แหลง ใหเ ราทราบเรื่องราวใน
ประวตั ิศาสตรทีเ่ ราจะติดตามได เพราะฉะนั้นจงึ เปนการดีที่จะหันความสนใจของเรามาท่ีวรรณกรรม
จุดน้ี
ประชาชนพากันประทับใจวาหลังจากที่หนังสือมาลาคีเขียนจบไปแลว ชาวชนที่พระเยโฮ
วาหหไ ดเลือกสรรไวกไ็ มไ ดเขียนหนังสอื อะไรข้ึนมาอีกท่มี คี ณุ คา จนกระทั่งถึงคราวสมัยของพวกอัคร
สาวกของพระเยซไู ดลงมอื เขียนหนังสือพันธสัญญาใหมข้ึน ขอนี้ไกลตอความจริงมากมายทีเดียว ผล
อันงดงามบางอยา งทเี่ กดิ จากความรอนใจทางศาสนาของคนฮีบรูเกิดข้ึนในยุคระหวางพันธสัญญาทั้ง
สอง และท้ังเกดิ ขึ้นในยุคเดยี วกันกับพนั ธสญั ญาใหมด วย มเี หตผุ ลในเน้ือความของตัววรรณกรรมบาง
ทางประวัตศิ าสตรบ า งทท่ี าํ ใหเอาวรรณกรรมเหลา นี้เขารวมกบั พนั ธสัญญาเดิมไมได แตลักษณะทั่วไป
ของวรรณกรรมน้ันในฐานท่เี ปน วรรณกรรมทางศาสนา กย็ อ มมีความดีเลศิ ในบางประการเหมือนกัน
วรรณกรรมเหลา น้ีหลายเลมไดเ ขาไปอยูในหนังสือบรรทัดฐานของคาธอลิคฉบับวัลเกต และ
ประกอบขนึ้ เปนอยางทเี่ รียกวา อพัคคริฟา ชอ่ื (อพคั ครฟิ า) นีม้ กี ําเนิดมาอยา งไรไมทราบไดแน คําน้ีเปน
คาํ แปลทับศพั ทภาษากรีกนะปงุ สกลิงคพ หูพจน เปนคาํ คณุ ศัพทท ี่อา นวา อพัคครูฟอส (Apokruphos) มี
ความหมายวา “ซกุ ,ซอน” สัญลกั ษณของคาํ บอกวาไมไดม กี ําเนิดมาจากภาษาฮีบรูแน มีวลภี าษาฮีบรูใน
ตอนหลังน้ีอยูคําหนึ่งใชเรียกพันธสัญญาเดิมซึ่งอาจเรียกวา “หนังสือซุกซอน” แตคําวลีนี้ใชใน
ความหมายวา หนงั สอื บรรทัดฐานดว ยกนั แตวาเปนเลมดีที่สุด และแทจริงหมายความวาเอาไปซอนไว
32
เพราะเปนทรพั ยท ีม่ คี ามาก ทรัยพที่ศักด์ิสิทธิ์เกินกวาธรรมดา ถาจะอธิบายใหใกลก็วาเปนคําท่ีมาจาก
พวกคริสเตยี น มีหนังสอื หลายเลม ท่คี นนอกรตี บางพวกบางคณะเอามาใชในคราวท่ีศาสานาคริสเตียน
เกดิ ข้ึนใหม ๆ คนจาํ พวกน้ีถือปฏบิ ตั ิใหม ีการทรมานตน ซ่ึงเก็บหนังสือไวเปนของลับ เพราะฉะนั้นจึง
เรียกหนงั สืออยา งนี้วา อพัคครูฟาหนังสือซุกซอนหรือหนังสือลับ การปฏิบัติอันนอกจารีตเชนน้ีพวก
คริสเตียนทย่ี ดึ ถือตามจารีตเดิมไดประมาณอยา งหนักและดวยเหตุนี้คําวาอพัคครูฟาจึงมีความหมายวา
เปน หนงั สอื ท่ีอยูนอกบรรทัดฐาน คําซงึ่ แตเดมิ ใชห มายถึงหนังสอื ท่ีคริสเตียนเขียนข้ึน ในกาลตอมาอีก
นานก็เกดิ ความหมายวาเปน หนงั สอื ทไ่ี มม ใี ครรับวา เปนหนงั สอื ทรี่ วมอยใู นพนั ธสัญญาเดิมบรรทัดฐาน
คอื ดเู หมือนวาความหมายนี้เกดิ ขนึ้ มาต้ังแตสมัยของทานโอริเยน
พดู ไดว า โดยทว่ั ไปแลวคาํ วา อพัคครฟิ าหมายถงึ หนังสอื เหลา นัน้ ท่มี ีในหนงั สอื ละตนิ วลั เกต แต
ไมมีในหนงั สอื บรรทดั ฐานของพันธสัญญาเดิมของชาติฮบี รู เปน การยากทีจ่ ะใหความหมายจาํ กัดแนลง
ไปได เพราะไมมีการตกลงกันไดใ นการกําหนดใหเปนมาตรการแนนอน จาํ นวนหนังสือในเสปตัวเยน
(พันธสัญญาเดิมภาษากรีก) ผิดกนั กบั หนังสอื บรรทดั ฐานของคริตสจักรโรมนั ในปจจุบนั แตท ว่ั ไปรกู นั
วา หนังสอื อพัคริฟาประกอบดวยหนังสือเลมยอม ๆ 10 เลม หนังสือตอเติมความหนังสือเอศธระเลม
หนึ่ง ตอเติมความหนังสือดาเนียล 3 เลม รวมท้งั หมดเปน 14 เลม
โลกครสิ เตยี นไมเคยตกลงยอมรับคา และสิทธิอํานาจของหนังสืออพัคคริฟาเลย ในศตวรรษที่
หน่ึงชนยิวคริสเตียนในปาเลสไตนดูเหมือนไมรับหนังสือชนิดนี้วามีศักดิ์เทาหนังสืออื่น ๆ ในพันธ
สัญญาเดิม ภายนอกปาเลสไตนหนังสือเหลานี้พวกคริสเตียนถือวาเปนหนังสือนาปรารถนาอยางสูง
โดยเฉพาะอยางย่ิงภายหลังท่ีเร่ิมศตวรรษท่ีสอง แตพวกคริสเตียนไมไดรับกันเปนเสียงเดียวโดยเอก
ฉันทวาหนังสือเหลานี้ข้ึนถึงบรรทัดฐาน การประชุมศาสนาคร้ังย่ิงใหญท่ีเมืองคาเธจในป 397 ได
ประกาศฐานะของหนังสอื เหลา นเี้ ปน ทางการวา ถงึ ขนาดบรรทัดฐาน แตถงึ เชนนี้ก็ยังไมมีความยินยอม
กนั ทวั่ ไปท้ังสากล ในระหวางที่มีการปฏิรูปศาสนาปญหานี้ไดถูกร้ือฟนข้ึนมาพิจารณา หลักขอเช่ือที่
ประกาศโดยคณะโปรเตสแตนท ถึงแมจ ะมีความเหน็ ผิดกนั ในเรื่องคุณคาของหนงั สืออพคั ครฟิ าก็ยังตก
33
ลงกันเห็นพองวา หนงั สอื ชนดิ น้ีมไิ ดเ กดิ จากการทรงดลบันดาล ตัวแทนของคณะปฏิรูปบางคนยกยอง
คุณคา ของหนงั สอื อพคั ครฟิ าวา เปนหนงั สอื สัง่ สอนแตก ็ไมไดถือวาเปนพระคัมภีรมีสิทธิอํานาจ ไมได
เปน ตัวฉบบั ของหลักธรรม1 คุณคา ในทางการสงั่ สอนของหนังสือเหลานี้พอแกท่ีจะคิดพิจารณา แตจุด
ยอดแหงคุณคา ของหนงั สอื ชนิดนีท้ ่ีเราเหน็ กค็ อื มันใหความสวา งที่จะทราบอะไร ๆ ในยุคที่เตรียมการ
รับการเสดจ็ มาของพระคริสต ทลี่ ัทธิยดู าหนยิ มทําใหเ กิดการเตรียมข้นึ สว นทางโรมันคาธอลิคยังคงถือ
วาหนังสอื เหลานี้เปน บรรทัดฐาน และเพราะฉะน้ันจึงยอมเกิดขึ้นจากการทรงดลบันดาล
นอกจากหนังสืออพัคคริฟา ยังมีผลทางอักษรของยิวกลุมใหญอีกกลุมหน่ึงเรียกวา ซิวดิพิก
ราฟา (Pseudepigrapha) นี่เปน คํามาจากภาษากรกี ซึ่งมีความหมายวา ขอเขียนที่เขียนโดยเอาช่ือของคน
อ่ืนมาใช ยุคแหงการเผยพระวจนะอันอาจหาญไดหยุดไปแคมาลาคี ตอจากน้ันมาไมใครกลาพอท่ีจะ
เปน ผูนําทางศาสนาเอาตัวเปนปากเสียงของพระเยโฮวาหหเขาจึงไดเขียนเรื่องข้ึนในนามของผูนําที่มี
อิทธิพล และเปนที่นิยมกันในคร้ังแตกอน เชน เอโนค โนอาห เอลียาห บารูค เอสรา และคนอื่น ๆ
หนงั สือเหลานแี้ หละรวมเรยี กวา ซิวดิพกิ ราฟา
ไมมอี ะไรดกี วาท่ีจะใหน ักศกึ ษาพันธสัญญาใหมไดร ูจักงานอันกวางขวางแบบน้ี ในท่ีน้ีเราจะ
กลาวถึงแตเ พยี งยอ ๆ เปน แตเพียงแนะนําใหรอู ยา งรวมยอดเทา นนั้ 2 เราพออภิปรายไดเปน สามหัวขอ คือ
สว นกอ เกดิ ในประสบการณของชนยิวอนั ดลใหเ กดิ ผลติ ผลของวรรณกรรมนี้ ศูนยตาง ๆ ทางภูมศิ าสตร
ทีค่ วามบากบัน่ ทางอกั ษรชุมนมุ กันอยรู อบ ๆ และการสาํ รวจท่ัว ๆ ไปของวรรณกรรมภายใตแ บบตาง ๆ
กัน
1 ขอกําหนดสามสบิ เกา ขอ หรอื คําแถลงขอเชื่อของคณะแองกลิแดนในการปฏริ ูปประกาศวา หนังสอื อพคั ครฟิ ล ไมใ ชกันอยางเปน “หลักธรรมทีเ่ ปนหลักอยแู ลว ” แต
“อาจใชเพือ่ แสดงตัวอยา งของชีวิต และการสอนความประพฤต”ิ (ขอ กําหนดท่ี 6)
2 เพ่อื ความเขาใจแตตองศึกษาใหละเอียดยิง่ ขนึ้ ใหด ูหนงั สือที่แตง โดย ดร.แกรนท ช่ือ Between the Testaments หนา 109-146 สาํ หรับจะศกึ ษาใหเต็มและถวนท่วั ใหด ู
หนงั สือทแี่ ตง โดย ดร.ชเู รอร ชื่อ Jewish People in the time of Jesus Christ ภาค 2 เลม 3
34
สว นกอเกิด
ถาใครไมเขาใจความประสงคในความคิดของผูเขียนวรรณกรรมยุคนี้ คนน้ันก็ไมอาจเห็น
คณุ คาของวรรณกรรมน้ัน ๆ ได บางคนระทึกใจท่ีจะทราบการแสดงออกของวรรณกรรมเหลาน้ี ความ
รมุ รอ นทางศาสนาและความทรมานของความทารุณสง เสยี งแหลมอยูในวรรณกรรมน้ี อยางนอยท่ีสุดก็
ตองสาํ รวจใหร ูประวตั ิศาสตรของหนังสืออยา งนี้แตละเลมแตจะสํารวจดูลักษณะที่สําคัญและลักษณะ
ทั่วไปแตเพยี งกวาง ๆ กพ็ อทําได
1. ความอทุ ิศตอพระบญั ญตั ิ และการนมัสการพระเยโฮวาหอยางรอนใจ การที่ชาติยิวไดเคยตก
เปนเชลยครนั้ น้ันใหบ ทเรยี นสอนคนยิวยง่ิ ใหญนักเพราะความบกพรองตอการนมัสการพระเยโฮวาห
ตามระเบยี บที่ระบไุ วแลว น้นั เปนเหตุให นาํ พบิ ตั ใิ หญมาถงึ และเมื่ออยใู นบาบิโลนอนั ไกลอนั แสนไกล
จากกรุงเยรซู าเลม็ ไมมพี ระวหิ าร การนมัสการตามปรกตเิ รอ่ื ย ๆ กท็ าํ ไปไดย ากทีส่ ดุ ชนยวิ เหลืออยูเปน
จาํ นวนนอ ยผยู ังภักดีตอจารตี โบราณกม็ ีความยินดีเมอื่ กษัตรยิ โฆเร็ศอนุมัติสิทธิ์พิเศษใหกลับบานเมือง
ของตนได พวกทร่ี ับสนองโอกาสน้กี ็มอบตวั ใหอ ยใู นการนาํ และอทิ ธพิ ลของศะรบุ บาเบลเนหะมีย และ
เอสรา ในการกลบั มาฟนประเทศชาติพลเมืองปาเลสไตนท่ีพ้ืนใหมอีกน้ีโดยมากเปนพวกชนเผายูดาห
อทุ ิศตัวตอจารตี โบราณอยา งหนกั แนน และคําสัง่ สอนของบรรพบุรุษ คนพวกนเี้ ห็นวา ธรรมบัญญัติของ
โมเสส และพิธกี รรมของชนเลวีเปนความสนใจของชีวติ อยางสงู ท่สี ุด
คนยิวทีถ่ อื เครง เชื่อวา ความหวังอันเดียวของโลกอยูในบัญญัตินิยมของยิว ลักษณะอันเดนชัด
อยางหน่ึงเกี่ยวกับเรื่องการเสด็จมาของพระเมสิยาหก็คือวาพระเมสิยาหจะเรียกใหโลกประพฤติตาม
ธรรมบญั ญตั ิ คอื ธรรมบัญญัติตามแนวท่ีพวกศาสนาจารยใ นลัทธิยูดาหนิยมจะใหอรรถาธิบายส่ังสอน
คอื ดังหนง่ึ วาพระเมสิยาหก ค็ ือโมเสสคนท่ีสองนั่นเอง การอุทิศตอบัญญัตินิยมนี้แสดงใหเห็นไดทั่ว ๆ
ไปในการพยายามทําวรรณกรรมของยุคน้ี หนังสือบางเลมก็เขียนเพราะความรุมรอนกับธรรมบัญญัติ
แรงกวา เลมอ่ืน ๆ แตทุกเลมก็มีหลักฐานวาเพราะความเคารพบนอบตอธรรมบัญญัติ ในการถือธรรม
บัญญตั นิ ้ันไมใ ชเจตนาที่นา ตําหนติ ิเตยี นอะไร ความผดิ ของพวกยิวไมใชการเชิดชูธรรมบัญญัติเสียสูง
35
ริบ แตเ ปนการวนุ วายใหอรรถาธิบายธรรมบญั ญติ และขมขนื บงั คับใหถอื ธรรมบญั ญตั ติ ามแบบของเขา
3 สาํ เนยี งธรรมบญั ญตั ใิ นวรรณกรรมของเขาไมไดแ สดงความบกพรองเสมอไป ท่ีจริงมันแสดงถึงคุณ
งามความดีอยูบ อ ย ๆ
2. ชาติไมถ ือพระเจาทาํ การขม เหง ความถอื ตัวของคนยิวเพราะหย่ิงในเช้ือชาติก็ดี ศาสนาท่ีไม
เขากบั ใครไดก็ดี ทําใหต องถกู รังเกยี จเดยี จฉนั ทอยางแรงอยูเรื่อยมาในตลอดประวัตศิ าสตร ไมมียุคไหน
จะมีการขัดขวางอยางรุนแรงย่ิงกวาในยุคที่จะกลาวถึงนี้เปนไมมี เมื่อปาเลสไตนอยูใตปกครองของ
อียิปตแหงราชวงศพโตละมัย ชนยิวก็มีอิสระในทางศาสนาในขนาดใหญหลวง แตเหลากษัตริยแหง
ซเี รียนัน้ คอยหาชองทีจ่ ะทาํ ลายความภักดีของคนยิวที่มีตอจารีตโบราณและประพฤติการทางเชื้อชาติ
ของเขาอยางดื้อดึงใหแตกหักไปและบังคับใหรับเอาประเพณีและวัฒนธรรมของผูชนะ ชาติยิวสวน
ใหญไมย อมรบั ความนิยมของชาติกรกี จงึ เปน ผลใหการขม เหงมาถงึ อยา งฉกาจฉกรรจอยางไมคิดวาจะ
เปน ได ในทามกลางความสยดสยอง วรรณกรรมของลทั ธิยดู าหนิยมบางฉบับอยางดีท่ีสุดก็มีกําเนิดขึ้น
มันสงเสยี งรอ งกองถงึ ความเจ็บปวดหวั ใจของคนที่ถูกเกลียดชัง คนท่ีไมมีใครเขาใจ ความนาสังเวทท่ี
ตอ งทนเพราะการถอื ศาสนา บางอยางทพ่ี วกยวิ แสดงออกมาจะปรากฏ ในหนังสือบทเพลงสดุดีที่เขียน
ขนึ้ ในยามท่ชี าติกําลังประสบกบั ความวิฤติ
3. พวกยวิ ทม่ี ีใจครึง่ ๆ กลาง ๆ ก็พยายามทําการอะลุมอลวยสมยอมแบงรับแบงสู นี่ก็เปนเหตุ
หน่ึงทีก่ อใหเ กดิ ความเปนปฏปิ กษอ ยางรอนแรงที่สุดท่ีชีวิตยิวไดประสบ ความภักดีตอจารีตประเพณี
ของลัทธยิ ูดาหนยิ มก็มไิ ดเคยมอี ยางเปนเอกฉนั ท แมใ นจาํ พวกยวิ แหงยุคฟนฟูดวยกัน โดยเฉพาะอยาง
ยิ่งในระยะเวลาหลังจากที่อเล็กซานเดอรพิชิตศึกแลว กับที่พวกนักปกครองของภาพพ้ืนซีเรียทําการ
เผยแพรอ ยา งรกุ รานชีวิตแบบกรีกแทรกซึมเขาในพวกคนยิวอยางแข็งขัน จนพวกนักศาสนาของชาติ
รอนใจลกุ ขึ้นตานทานอยางสดุ กาํ ลังตอ การเสยี สจั ที่กาํ ลังคกุ คามอยู
3 ทา นศาสตราจารย อี.เอฟ.สกอทท ไดใหขอสงั เกตถูกตองวา“เราคิดบอ ยเกินไปเฉพาะแตข อคานทศี่ าสนาคริสเตียนสง ขนึ้ มาประจญั กบั ธรรมบัญญตั ิ แตเ ราก็ควรจะ
ระลึกไวดว ยวา ศาสนาครสิ เตยี นเตบิ โตขนึ้ มาในเนื้อนาของธรรมบัญญัติ.และไดสว นท่ีมีคา มากท่สี ุดบางประการมาจากธรรมบัญญตั ิดวย” (First Age of Christianity)
หนา 39
36
พวกยวิ น้นั ถอื วา การรักชาตกิ บั รกั ศาสนาน้นั เปน อันหน่งึ อันเดียวกัน ชาติของเขาเปนตัวโปรด
ปรานของพระเจาและประวัติศาสตรแหงชาติของเขาประกอบเปนสวนใหญในพระคัมภีรของเขา
ตํานานชวี ิตของเขาเปน เร่อื งราวการสาํ แดงของพระเจาทที่ รงสาํ แดงองคแกเขาอันเปนความรูสึกแปลก
การปอ งกนั ชาติอิสราเอลใหพนจากการแทรกของอิทธิพลของคนไมถือพระเจา นั่นคือการปรนนิบัติ
พระเยโฮวาหโดยตรงทีเดียว เพราะชาติยิวอิสราเอลเปนฝพระหัตถของพระเยโฮวาหท่ีพระองคทรง
โปรดปรานพิเศษ เมืองบริสุทธ์ิเปนเมืองหลวงของชาติ และพระวิหารท่ีนมัสการของเขาเปนสํานัก
บัญชาการของชาติ เพราะฉะน้ันเหนือความสนใจอื่นใดหมดในชีวิตชนยิวผูภักดีรูสึกตองธํารงรักษา
ขนบธรรมเนยี มและประเพณขี องชาติของเขาไวดว ยส้นิ สุดใจ
คนผูยังคงเอาจรงิ ตอจารตี ของยดู าหนยิ ม เขาเรียกวาเปน “ผูชอบธรรม” สวนคนท่ีเอนเอียงไป
ทางนิยมกรีกเขาก็เรียกวา “คนบาป” รองรอยเปนอันมากของการตอสูกันเร่ืองเชนน้ีจะพบไดใน
วรรณกรรมของยุคนี้ วรรณกรรมเหลานี้แตละเลมพอเห็นก็เห็นรูปการณของศาสนาและการรักชาติ
ทนั ที เพราะลัทธชิ าตินิยมกบั ศานานนั้ พวกยวิ ถอื วาเปนอันหน่ึงอันเดียวกัน ถึงกระน้ันวรรณกรรมของ
ลัทธยิ ูดาหนิยมกม็ ไิ ดจาํ กดั อยเู ฉพาะลทั ธิหรือการรกั ชาติเสยี ทีเดยี ว มีมากทีเดียวท่ีสอถึงความสนใจตอ
ประโยชนข องผอู ่ืนอยางแทจรงิ ในขณะทจ่ี ิตสํานึกแสดงอยูทุกหนทุกแหงวา เขาประสงคจะเหน็ ทุกชาติ
ในโลกรวมอยใู ตอ ทิ ธิพลของยูดาหนยิ ม ในเวลาเดียวกันน้ันกเ็ ห็นชดั เหมือนกนั วา คือตามความเห็นของ
พวกยวิ วาการนีจ้ ะเปนประโยชนแกโ ลกอยางไมมีขนาดอะไรวัดไดแตก็อีกนะแหละ พวกยิวในลัทธิยู
ดาหนยิ มก็มิไดมคี วามเห็นเหมือนกันอยางน้ีเสียทุกคนหมด เพราะพวกยิวอีกไมใชนอยที่ไมสนใจตอ
ความเปน อยขู องโลกคนตางชาติ เฉพาะพวกยิวท่มี ีใจงามกวาธรรมดาเทานั้นจึงมีทาทีอันประสงคดีตอ
ชาตอิ ่นื
วถิ ีประวัติศาสตรต อ มาไดพ ิสูนจว า แมพ วกยวิ จะเขา ใจผิดใชความคิดไมถูก แตในเนื้อหาแหง
หลกั ธรรมของยวิ ทีม่ อี ยูนนั้ ถกู ทีเดยี ว ประโยชนใ หญย ง่ิ ทีส่ ุดท่ีโลกไดอยางหน่ึงนั้นไดมาจากศาสนาซ่ึง
มกี ําเนดิ ขึน้ จากชนยวิ ทา นหนงึ่ และพวกสานุศษิ ยข องทานนัน้ ดวยก็เปนชนยิว
พระเจามิไดหยุดยั้งในการทาํ ใหความตระหนักในทางชาติของอสิ ราเอลเปนการเตรียมสําหรับ
การเสด็จมาของพระบุตรของพระองค และรองรอยฝพระหัตถของพระองคก็จะพบไดไมใชนอยใน
วรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยม มันสอแสดงความคิดเขาใจอยางสูงท่ีมนุษยปลอยออกมา และความ
สนใจอนั ไมเห็นแกตัวอนั แทจ รงิ ท่มี ีอยใู นส่ิงทมี่ นษุ ยผ ลิตออกมา (คอื วรรณกรรม) เหลานน้ั
ศูนยต าง ๆ ทางภมู ิศาสตร
ถึงแมวา ลัทธยิ ูดาหนิยมมาตรฐานมีที่ม่ันแขง็ แรงท่ีกรงุ เยรูซาเล็มตลอดมา ก็ยังมีลัทธิยูดาหนิยม
อีกมากที่วัฒนาภายนอกปาเลสไตน ลัทธิยูดาหนิยมที่หวางเขาเมโสโพเทเมียเราจะไมกลาวถึงในท่ีนี้
37
เพราะมันยงั ไกลตอ การกระทบถงึ พันธสัญญาใหม และไมไดผลิตวรรณกรรมท่ีนาสังเกตข้ึนที่นั่นสอง
แหง ทคี่ วรจะกลา วในท่ีน้ีกค็ ือ เยรูซาเล็ม กับ อเลก็ ซานเดรยี
1. เยรูซาเลม็ ในปาเลสไตน โดยเฉพาะอยา งยิ่งในกรุงเยรซู าเล็ม เปนที่กอเกิดวรรณกรรมท่ีปน
รปู รางของโลกที่พระเยซูเสด็จมา ไมไดหมายความวา วรรณกรรมท่ีเกิดในกรงุ เยรูซาเลม็ เปน วรรณกรรม
สว นใหญข องลัทธิยูดาหนิยม เพราะวา สวนมากทีส่ ุดของวรรณกรรมของยวิ ชาวอเล็กซานเดรียไดเขียน
หากแตวาวรรณกรรมท่ีเยรซู าเลม็ เปนวรรณกรรมท่ีมีสัญลักษณยิวเดนชัดที่สุด และสงอิทธิพลยิ่งใหญ
ทส่ี ดุ ในการทําใหลทั ธิยดู าหนยิ มวัฒนาขน้ึ อยางน้ัน เปนวรรณกรรมที่ถูกอิทธิพลแหงวรรณกรรมกรีก
และความคดิ เหน็ ของกรีกเขากระทบกระท่ังนอยท่สี ุด เพราะฉะนั้นจงึ เปนตวั แสดงพลงั อาํ นาจของเรื่อง
อันนา สนใจทง้ั หลายแหลท ส่ี าธยายมาแลวในตอนกอนดูเหมือนวาท้ังหมดเขียนดวยภาษาฮีบรู (หรืออ
ราม)4 และเปนสิง่ ท่ใี กลก บั หวั ใจจริงของชนยวิ เปนทส่ี ุด มันแสดงถึงเน้ือหาอันแทจรงิ ของความคิดโดย
ถี่ถวนท่ีสุด ในวรรณกรรมนน้ั ชวี ติ ยิวและความตระหนักแสดงออกมาอยางไมขดี ค่ัน และไมมีอะไรเจือ
ปน เพราะฉะน้นั วรรณกรรมของยคุ นี้สําคญั ท่ีสุดสาํ หรบั นกั ศึกษาพนั ธสัญญาใหม คอื จาํ พวกที่เขียนใน
ปาเลสไตน
2. อเล็กซานเดรีย แมวรรณกรรมท่ีผลิตออกมาในปาเลสไตนจะมีความสําคัญใหญยิ่งกวา
สาํ หรบั นักศึกษาพันธสญั ญาใหม แตว รรณกรรมท่ีผลิตออกในและรอบ ๆ อเลก็ ซานเดรยี ก็มีจาํ นวนมาก
และมิใชวาจะไมส าํ คัญเสยี ทเี ดยี ว และในเวลาเดียวกันก็เปนที่สนใจกันอยางฝกใฝทีเดียว วรรณกรรม
จําพวกนม้ี สี ัญลกั ษณข องยิวนอย ของกรีกมาก จนกระทั่งถึงยุคของฟโลจึงมีปรัชญากรีกอรรถาธิบาย
ออกมาจากแงทัศนะของยิว มวี รรณกรรมของยวิ ชาวอเลก็ ซานเตรยี อยูสฉ่ี บับซง่ึ เปนเครอื่ งหมายของการ
กาวหนาสขี่ ัน้ ไปสวู รรณกรรมของเฮเลนนิยมและแบบปรัชญาของฟโล ฉบบั ทหี่ นึง่ คอื จดหมายซิวดิพิก
ราฟคของอรสิ เทยี (Aristeas) เขียนในอียปิ ตประมาณ ก.ค.ศ. 100 และแสดงใหเห็นความปรารถนาทาง
ฝา ยยิวแหง อเลก็ ซานเดรียท่ีจะไดการรบั รูและคารวะจากเพือ่ นบานของเขาท่ีมไิ ดถ อื พระเจาและพวกนัก
4 อรามเปนภาษาหนงึ่ ในบรรดาภาษาเอกๆ ของเซมิตคิ โบราณ ภาษาเฮบ็ รายก็ออกมาจากภาษาน้ี และภาษาอรามเปน ภาษาพน้ื เมืองของพาเลศไตนในกาลสมยั ของพระ
ครสิ ต
38
ปกครองดว ยบาง “ปญญาของซาโลมอน” น่เี ปนฉบับเขยี นในอยี ิปต ในราว ก.ค.ศ. 50 เปนวรรณากรรม
ของยิวชิน้ หนง่ึ ที่พูดถึงปญญาฉลาด ความคิดเหน็ ของกรกี ยอมสไี วลึก เปน เครือ่ งหมายแสดงใหเห็นการ
กาวหนา ไปไกลในวิสยั เฮลเลนนิยม “แม็คคาบี เลม 4” ฉบับนี้เขียนในระหวาง ก.ค.ศ. 25 กับ ค.ศ. 25
แสดงถงึ ขน้ั ที่สามในการยา งเขาสูวัฒนธรรมกรีก มาถึงยอดใน “ฟโล” ผูส้ินชีพอาจไมไกลกับ ค.ศ. 50
ฟโ ลเปนปรัชญากรกี มากกวาเปนนักศาสนายิว วรรณกรรมท่ีเขียนโดยยิวชาวอเล็กซานเดรียทั้งหมดนี้
ใหความนา สนใจแกน ักศึกษาพันธสญั ญาใหมมากทเี ดยี ว
ลทั ธิยดู านยิ มในอเล็กซานเดรยี ทใ่ี หพระครสิ ตค ัมภีรฉบับแปลยิ่งใหญแกโลกเปนคร้ังแรก ใน
รูปของหนังสือพระบัญญัติแหงพันธสัญญาเดิมภาษากรีก เรียกวาเส็ปตัวเยนต เพราะมีตํานานวานัก
อักษรศาสตรยิวเจ็ดสิบสองคนไดท ําการแปล5
ตงั้ แตบ รุ มบรุ าณจนถงึ ศตวรรษท่สี าม ก.ค.ศ. ไมเ คยมโี อกาสใดไดท าํ การแปลพระคริสตคัมภีร
ภาคพันธะสญั ญาเดิมเลย เมือ่ พวกยวิ ถกู จับเปนเชลยเอาไปยังอะซิเรียและบาบิโลนเขาไดเอาภาษาของ
เขาไปดว ย ประเพณีดว ยมากนอ ยกต็ าม แตเ มอื่ อเลก็ ซานเดอรไดกอต้ังนิยมคนยิวขึ้นในอียิปตรูปการณ
มันก็เปนไปอีกอยางหน่ึง ภาษากรีกแพรไปเต็มโลกของฝงตะวันออกของทะเลเมดิเตอรเรเนียน และ
เพราะฉะนั้นจงึ ไดมาเปนภาษาของเมืองอเล็กซานเดรีย คนยิวในนิคมเมืองอเล็กซานเดรียไดสิทธิเปน
พลเมืองเต็มท่ี ไดเ นอ้ื ทกี่ วา งใหญข องเมอื งเปนท่ีอยอู าศัยของพวกเขาโดยเฉพาะ และมีอิสระเสรีในการ
ถือศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจตามแนวทางตนเอง ยอมเปนธรรมดาท่ีการปฏิบัติอยางน้ีทําใหพวกยิว
รสู กึ นิยมรัฐบาลรุนนัน้ เพราะฉะนั้นจงึ เอนเอียงไปทางทีจ่ ะปรับตัวใหเขากับภาวะแวดลอ มใหมของเขา
และชอบใจพอใจกับภาวะนัน้ บรรดากษัตริยอียิปตราชวงศพโตละมัยยังคงถือปฏิบัตินโยบายโอนออน
ผอ นปรนตามขนาดของอเลก็ ซานเดอร จงึ เปนผลใหยิวชาวเมอื งอเล็กซานเดรียตกเขาในความนิยมไดใน
ไมชา ก็ยอมเปนธรรมดา ไมก่ีชว่ั อายุคน ๆ ยิวสวนใหญก ็ไมส ามารถพูดหรือเขา ใจภาษาฮีบรูเสียแลว
การปฏบิ ตั ิศาสนาแบบยวิ อนั ผิดแปลกกวาของผูอ่ืนยังคงดําเนินตอไปอยางอิสระโดยสมบูรณ
ธรรมศาลาหลายแหงเกดิ ข้นึ 6 พวกยิวชาวเมอื งอเล็กซานเดรยี กใ็ ชสถานเชนนี้ทําการศึกษาธรรมบัญญัติ
5 คาํ ภาษาละตินท่วี า เจ็ดสิบ คอื เส็ปตัวเยน ต
39
ศาสนาของพวกเขา การน้ีทาํ ใหเ กิดความตองการปฏิบตั ิพธิ ีรีตองและอานฟงพระคมั ภรี ในภาษาทท่ี กุ คน
เขาใจได คือ โคมนกิ รกี (Koinegreek)
เร่ืองกาํ เนิดของหนังสือเสป็ ตัวเยน อันเปนเหตทุ ่แี ทจ ะเปน อยางไรก็ไมม ใี ครทราบ จดหมายของ
อรสิ เทยี เลา เรอ่ื งไวอยางฟงุ เฟอ ปาฏหิ าริยแสดงวาเปนไปอยา งอัศจรรยน ักในการทาํ การแปลขน้ึ มาได ถา
ฝดรอนเอารูปของนิทานออกไปเสียก็คงพอไดความจริงบางดังน้ี ในรัชกาลของฟละเดลฟุส (ก.ค.ศ.
285-247) ยอมรบั กันวามีความตอ งการพระคมั ภรี ของยิวเปนภาษากรีก ความตองการนี้คลายจะมาจาก
พวกยิวเองเปนสวนใหญ ดวยเหตุผลดังท่ีกลาวแลวขางบนน้ี แตก็ยังเปนไดอีกดวยวากษัตริยอียิปตมี
ความยินดที ีจ่ ะรบั เปนธรุ ะที่จะใหมพี ระคมั ภรี อยางวานี้ขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเปนอันหน่ึงอันเดียวกันข้ึน
ในราชอาณาจักรของพระองคท า น และเพม่ิ พนู เอกสารใหแ กหอสมดุ หลวงทพ่ี ระองคทรงสนพระทัยจะ
สง เสรมิ ดว ยจึงไดเชิญนักอักษรศาสตรยวิ 7 มารว มมอื กนั อาจเปนจาํ นวนตามที่ตํานานวาก็ไดคือเจ็ดสิบ
สองทาน แลว ก็ลงมอื แปลหนังสอื ธรรมบญั ญตั ิสําเร็จไป
ดูเหมือนวาการแปลคร้ังแรกทําแตหนังสือเพ็นเตตุค (หาเลมแรกของโมเสส) แตไดแปล
หนังสืออน่ื ๆ ตามลําดังตอไปอยา งรวดเรว็ เทาท่ีจะสามารถไดมวนพระคัมภีรและผูแปลมา พระคัมภีร
ภาคพันธสัญญาเดิมภาษากรีกฉบับนี้ไดการตอนรับดวยความยินดี พวกยิวในอียิปตก็ใชกันอยาง
กวา งขวางทงั้ ในท่วั โลกเฮลเลนนิยมดวย จนกระทั่งถึงวาระหลงั จากพระคริสต แตแ นล ะ ในปาเลสไตน
ใชกันนอยมาก เพราะชาวยิวที่น่ันชอบภาษาฮีบรูมากกวา เพราะใกลกับภาษาพ้ืนเมืองของเขาเอง
(ภาษาอราม) แลว กร็ ูส กึ วา ศักด์สิ ทิ ธ์ิตามตํานานชาติ เม่ือความเคล่ือนไหวของคริสเตียนตั้งตนขึ้นแลว
พวกครสิ เตยี นกใ็ ชหนังสอื เสป็ ตวั เยนตกนั กวางขวางในการโตแยงหลักธรรมกับพวกยิวก็ใชเปนหลัก
อา งอิงอยา งคลอ ง ๆ พวกยิวที่เครงจารีตเดิมก็เกิดความสงสัยการแปลของฉบับเส็ปตัวเยนตยิ่งขึ้นและ
6 ประมาณ ก.ค.ศ. 170-160 คนยวิ ในอยี ปิ ตไ ดสรางวิหารขน้ึ ทใ่ี กลเมอื ง เลอนโทโปลี ดวยการนําของโอนิยาบตุ รของมหาปโุ รหิต ทาํ พิธีนมสั การกนั ในวิหารนีค้ ลายกบั
ที่ทาํ ในพระวิหารบรสิ ทุ ธ์ิ ความละเอียดของวิหารในอียปิ ตนี้ใหดูหนังสือท่แี ตงโดยทาน อวี าลด ช่อื History of Israel เลม 5 หนา 354
7ที่ปรากฏในจดหมายอริสเทียสวา ไดธ รรมาจารย ผูเ ชย่ี วชาญทางอกั ษรดว ยมาจากแควน ยูดาย ขอน้ีรับไดย ากมาก เพราะเหตผุ ลท่โี จง แจง นกั ก็วา พวกธรรมจารยใ นพา
เลศไตนไ มเชย่ี วชาญสองภาษา เหมือนดังพวกธรรมจารยช าวอเล็กซานเดรียจาํ ตองมวี ุฒิขนาดนั้น ภาษากรีกหนังสอื เส็ปตัวเยนสบางทกี ็แสดงวาเปนสํานวนชน้ั สงู ซ่งึ
พวกธรรมมาจารยชาวพาเลศไตนคิดไมถึง คนผูทําการแปลตองคุนกับภาษากรีกที่ใชก นั ในกาลสมัยของเขา และทัง้ ตงอรูภาษาเฮบ็ รายดดี วย ลกั ษณะเชน นีต้ องตรงกบั
ที่เราคาดวาเปน พวกธรรมาจารยช าตยิ ิวผูมีภมู ิลาํ เนาอยูใ นอเล็กซานเดรยี
40
จัดการแปลข้นึ ใหม แตห นังสือเสป็ ตวั เยน ตยังคงใชเปนพระคัมภีรของพวกคริสเตียนเรื่อยมาจนถึงยุค
กลางแหงประวัติศาสตร ผูเขียนพระคริสตคัมภีรภาคพันธสัญญาใหมคัดความมาใชมากแหงที่สุด
โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ผเู ขียนหนังสอื ฮีบรูคดั มาก อาจารยเปาโลใชบอยท้ัง ๆ ท่ีอาจารยเปาโลก็สามารถใช
ฉบับภาษาฮบี รูได รอ งรอยของหนังสือเส็ปตวั เยน ตในหนงั สอื กิตตคิ ุณสามเลม พอ งกนั มแี ตเ พียงบางเบา
แตใ นหนงั สือยอหน มมี ากทีเดียว พวกบรรพชนคริสตจักรรุนแรก ๆ เกือบจะเรียกไดวาใชแตหนังสือ
เส็ปตัวเยนตน ้ีเทานน้ั เปนหนงั สือพระคัมภีรเ ลม เดยี วของโลกคริสเตียนมาเปนเวลาตั้งรอยปหลังจากที่
พระคริสตบ ังเกดิ
การสาํ รวจท่ัว ๆ ไป
ในการสํารวจดูแบบน้ีไมสามารถจะช้ีชัดถึงความแตกตางกันไดมาก ไมมีวรรณกรรมเลมใด
เปนของแบบหนง่ึ แบบใดโดยเฉพาะ แตอ ยางไรกต็ าม แตละเลมอาจมอี ยูห ลายเรอ่ื ง ถาเราพบเรือ่ งหนงึ่ ท่ี
สําคัญที่สุด ก็พอทําใหเราแยกช้ันไดวาวรรณกรรมนั้นเปนของแบบไหน ดวยใชวิธีน้ีเราอาจแยก
วรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนยิ มเปน 5 แบบ
1. แบบประวัตศิ าสตร วรรณกรรมของยิวไมม ีเลยท่ีจะเปน แตประวัติศาสตรลวน ๆ ดังที่เราได
สังเกตมาแลวพวกยิวนั้นถือวาประวัติศาสตรแหงประชากรของเขาเปนเนื้อศาสนาอันสําคัญและเปน
ความศักดสิ์ ทิ ธิ์ เพราะฉะน้นั เขามิไดส นใจประวัติศาสตรเพื่อประโยชนท างประวัติศาสตร แตเขาสนใจ
ประวัติศาสตรเพราะเปนเน้ือหาสําคัญในศาสนาทาทีเชนน้ีกระทบตอผลิตผลประวัติศาสตรของเขา
ท้งั หมดมากหรือนอ ยกต็ าม
(1) ไมมปี ญหา วรรณกรรมชิ้นที่เขาไปใกลกับความเปนประวัติศาสตรลวน ๆ อยางใกลที่สุด
ไดแ กหนังสอื “แมค็ คาบี ฉบับท่ี 1” ถงึ แมว าหนงั สอื น้ีไดส รางขึ้นมาดวยความสนใจทางศาสนาเห็นได
ชัด และมคี วามสํานึกวา พระเจาเกยี่ วของกับชาวชนผูท่ีพระองคเลือกสรรไวอยางประจักษ แมกระน้ัน
ผูประพนั ธหนงั สือแมค็ คาบฉี บับนี้กย็ งั ยึดอยูก ับความประสงคของเขาท่ีจะเขียนประวัติศาสตรอยางนา
ชม ไมม ีการเนน ท่ีตามปรกตชิ าติฮีบรูเนนถงึ การเขาแทรกแซงเปนพิเศษจากพระเจา การเนน อยางนไ้ี มม ี
ตรง ๆ ไมมีเชนอยางเราไดพบในพระคริสตคัมภีรภาคพันธสัญญาเดิมและในวรรณกรรมอื่น ๆ ทาง
ประวัตศิ าสตรทเ่ี ขยี นโดยนกั เขียนชาตยิ วิ หนงั สือแม็คคาบีฉบบั ทีห่ นึ่งนี้มีคามหาศาลเหลือจะประมาณ
ไดใ นฐานเปนบนั ทึกประวัติศาสตรของยิว ผูประพันธพยายามลงเร่ืองละเอียดเก่ียวกับการดิ้นรนของ
ชาตยิ วิ และเหตุการณอันองอาจกลา หาญของเขาเพอ่ื ใหไดมาซ่ึงความเปน เอกราชของชาติภายใตการนํา
ของพวกพีน่ องตระกูลแมค คาบี หนังสอื นีไ้ ดเรียกชือ่ ตามเรื่องประวตั ิศาสตรของหนังสอื เอง
(2) อกี เลม หน่ึงมีคุณสมบัติผิดกับเลมนี้อยางชัดทีเดียว คือ “แมคคาบี ฉบับ 2” ท่ีใหชื่อวา 2 น้ี
มิใชเพราะมีความตอจากเลม 1 แตเพราะมเี ร่ืองเพิ่มเตมิ เหตุการณของการกบฏแมค็ คาบี มีเหตุการณเปน
41
อนั มากเกดิ ในยคุ เดยี วกนั กับเรอื่ งท่กี ลา วในเลม ท่หี น่ึง แตคุณคาทางประวัติศาสตรเม่ือเปรียบกับเลมท่ี
หนึง่ แลวก็สูเลมท่ี 1 ไมได แตก ไ็ มใชว าไมม คี า ทางประวัตศิ าสตรเสียทีเดียว เพราะมีมูลความจริงหมุน
เรื่องราวการรณรงคข องแมคคาบี
(3) เราอาจเอางานของ “โยเซฟส” ใสไวตรงใดตรงหน่ึงระหวางยอดคุณงามความดีทาง
ประวัตศิ าสตรทก่ี ลา วในหนังสือแมค คาบฉี บับหน่งึ และสอง โยเซฟสเปนผูท่ีนักศึกษาพันธสัญญาใหม
สนใจเปน พิเศษ เพราะทา นเกี่ยวดองกับประวัติศาสตรศาสตรยิวแหงศตวรรษทีหนึ่งอยางใกลชิดมาก
และขอ เขยี นของทา นก็มีคามากในฐานเปนตําราหลกั ทางประวัติศาสตร
โยเซฟสเกดิ ทก่ี รุงเยรูซาเล็ม ในราว ค.ศ. 37 หรือ 38 ขณะนนั้ อาจารยเ ปาโลอยูในกรงุ เยรูซาเล็ม
ดวยความประสงคจะไดความสนิทชิดเช้ือกับอาจารยเปโตร (กะลาเทีย 1:18) ฝายโยเซฟสยังคงเปน
ทารกอยูในบา นของกรุงเยรซู าเล็ม ทา นอยูในตระกลู ปโุ รหติ และไดร บั การฝกฝนใหเ ปน ปโุ รหิต ทานมี
นามเดิมภาษายิววา โยเซฟ แตทานไดแผลงคําทายใหเปน ฟส ตามแบบอักขระภาษาละติน นามสกุล
ของทานวา เฟรวอิ ุส
ต้งั แตเร่ิมวถิ ชี ีวติ โยเซฟสเปนคนสําคญั ในวงการของยิวเร่ือยมา เรอ่ื งที่เลาถึงตัวของทานเองได
กลาววา เมื่ออายุยส่ี บิ หกทา นไดมากรุงโรมในความพยายามจะไดอิสระภาพใหแกเพื่อนชาวเมืองของ
ทา นบางคน พอทา นอายุไดส ามสบิ ปก วาเลก็ นอยกเ็ กิดการกบฏข้นึ ในปาเลสไตนโดยคนยิวในเหตุการณ
ค.ศ. 66-70 โยเซฟสมสี ว นสาํ คัญในการจลาจลครง้ั นี้ แตต ัวทา นเองน้ันหาไดมีจติ ใจรมุ รอนอะไรในการ
น้ีนักไม เพราะทานไมแนใจในผลท่ีจะไดจากการนี้ หรือบางทีเปนฝายเห็นอกเห็นใจกับทางฝายโรม
ต้ังแตแรกแลว ทานไดร บั หนา ทเ่ี ปนผูบญั การกองทัพในกาลิลี พอทานทราบแนวาไมสามารถตานทาน
ขาศึกไดสําเร็จ ทานก็ยอมจํานนต้ังแตพอกองทัพโรมันยางใกลเขามา ทานตองถูกจับเปนเชลยศึกแต
ไดรับการปฏิบตั ติ อ อยางเอาอกเอาใจ อาจเปน เพราะวาทานไดแ สดงความเหน็ ใจทางฝายโรมัน
เมือ่ กรงุ เยรซู าเลม็ ลมแลว โยเซฟส ก็กลายเปน คนมีภูมิลําเนาในกรุงโรมและเปนพลเมืองโรมัน
อทุ ิศชวี ิตทเี่ หลือนน้ั ดาํ เนินการทางวรรณกรรม งานของทา นเปนไปในทางประวตั ิศาสตรท่ัวไป แตโดย
เนอ้ื แทแลว โยเซฟส เปนผูขยายความจริงใหเกิดความเห็นใจมากกวาเปนนักประวัติศาสตร ทานเขียน
วรรณกรรมของทา นดว ยภาษากรีก เพราะเมอ่ื ทานมามภี มู ลิ ําเนาอยใู นกรงุ โรมแลวทานก็มีความเจนจัด
ชํานชิ าํ นาญมากยิ่งขน้ึ ทางภาษา งานช้ินแรกของทานวาดวยการรณรงคของชาติยิวเพื่ออิสระจากโรม
ค.ศ. 66-70 ใหช ่ือเรียกงาย ๆ วา “สงคราม” ดูเหมือนจะเขียนราว ค.ศ. 80 ผลิตผลทางอักษรชิ้นสําคัญ
ท่ีสุดของของโยเซฟสคือท่ีทานใหชื่อวา “โบราณ” เขียนท่ีกรุงโรมในราว ค.ศ. 90-93 เปนเรื่อง
ประวัติศาสตรย ิวตั้งแตต นจนถึงกาลเวลาของทาน ความแนนอนของประวัติศาสตรที่ทานเขียนข้ึนน้ัน
นาสงสยั เพราะเน่ืองจากตนตาํ รับทท่ี านไดม าใชเปน หลักเขยี นน้นั เชอ่ื ไมค อยได แลวตวั ทานเองก็มีวสิ ยั
42
พูดอะไรพดู เกนิ ความจรงิ แตจ ะอยางไรก็ตาม มนั เปนหลักตาํ ราสาํ คญั สําหรับขอมูลทางประวัติศาสตร
งานอกี สองอยา งของโยเซฟสตองการแตเ พียงเอย ถึงเทา น้ัน “โตแยง เอปโ อน” (Against Apion) คือยดู าห
นยิ มปอ งกันตัวตอการตอตีของปก ษเ ซเมติคนยิ มตาบอด ซึ่งมีอยูในโลกสมัยของทาน อันเปนการตอตี
อยา งยตุ ิธรรมตอ ความไมจรงิ อกี เลม หนง่ึ มีชือ่ วา “ชวี ิต” เปน เรอ่ื งวถิ ีชวี ติ ของทานเองท่ีกลาวไวคอ นขาง
ถอ ม
ทานโยเซฟสสิ้นชพี ทกี่ รุงโรม ในราว ค.ศ. 95-98 มอี ายุอยไู ดกวาหกสบิ ป
2. เรื่องประโลมใจทํานองประวัติศาสตร วรรณกรรมแบบน้ีเรียกไดเหมาะเจาะวา “บทเรียน
ดว ยเรอื่ งประโลมใจ” ทานชูรเรอร (Schuerer) กลาววา เปน เหมอื น “นิยายเราใจ”8 จะเรียกอยางไรเหมาะ
กแ็ ลวแต วิสยั ของวรรณกรรมแบบน้เี ห็นไดชัด เปน วธิ ใี ชนิทานสอนจรยิ ธรรมความรักชาติและศาสนา
เปนนยิ ายเลาใจอิงเหตุการณใ นประวัติศาสตร ทํานองเดียวกับหนังสือประโลมใจอิงประวัติศาสตรใน
ปจ จบุ นั แตความประสงคผิดกนั ทีเดยี ว
(1) วรรณกรรมแบบนี้โดยมากท่ีสุดผลติ ออกมาในประเทศอียิปต มแี ตเลมเดียวสําคัญไมสําคัญ
กแ็ ลวแตไดผลิตในประเทศปาเลสไตน คือหนังสือช่อื “ยดู ิท” เปน หนงั สือภาษาฮบี รู เขียนไวร าว ก.ค.ศ.
200 ชื่อหนงั สือเปน ชือ่ วรี สตรวี า “นางยิว” เขาสรา งเรอ่ื งขน้ึ เพือ่ แสดงลัทธชิ าตนิ ิยมของยิวและการอุทิศ
ชวี ติ แสดงเหมือนเรอ่ื งละครเปน นทิ านเลาวา มา ยสาวชาตยิ วิ ผูกลา หาญผหู นึง่ ไดชว ยเพ่ือนรวมชาติของ
นางใหพน จากการรุกรานของตางชาติ โดยใชความงาม ความรกั ชาติ และปญ ญาของนาง หนังสือแสดง
ถงึ ยดู าหชาตินยิ มอันเรา รอ น อาจมาจากพวก เฮสดิ ิม เคา กําเนดิ ของพวกฟาริสี
(2) อีกสามเลมในประเภทเดียวกันนี้ ก็เขียนในอียิปต ภาษาเดิมเปนภาษาโคนิกรีก (Koine
Greek) เลมแรกที่สุดชื่อหนังสือ “โทบิท” เขียนในราว ก.ค.ศ. 225 ถาไมกอนกวานี้ อาจเปนหนังสือ
เกาแกทสี่ ุดของวรรมกรรมยวิ ทย่ี ังมตี วั อยูและทผี่ ลิตในอียปิ ต แสดงถงึ ศาสนาและจริยธรรมของยิวแบบ
สูง หนังสือใชชื่อวีรชนของเร่ืองเขียนเปนรูปชีวประวัติของตน เปนเร่ืองประสบการณอันประหลาด
ของยิวผูห นึ่งในแดนบาบโิ ลน เดินทางไปดว ยกันกับอคั รเทวาธบิ ดี ราฟาเอล เหมือนเปนเพื่อนเดินทาง
8 Jewish People in the time of Jesus Christ ภาค 2 เลม 3 หนา 32
43
ผลที่สุดก็ไดพรดวยการใหหนีพนไป และปฏิบัติการไดอยางอัศจรรยเปนวรรณกรรมของยิวชิ้นที่
เคลบิ เคลิ้มท่ีสุดชิ้นหนึ่ง เปนเรื่องท่ีไดรับความนิยมสูงสุดในพวกยิวและพวกคริสเตียนแหงศตวรรษ
แรก หนังสอื น้ีไดเขา รวมอยูในหนงั สอื บรรทัดฐานฉบบั อเลก็ ซานเดรีย
(3) อีกเลมหนึ่งของหนังสือในกลุมน้ี ซึ่งเปนสัญลักษณของยิวแรง แตวาเขียนภายนอก
ปาเลสไตนเรยี กวา หนงั สอื “แมค คาบี ฉบับ 3” แตช ื่อนี้ก็เปน แคช่ือเทาน้ัน เปนการต้ังช่ือผิดเร่ืองทีเดียว
เพราะไมม ีอะไรเก่ียวขอ งกับการรณรงคข องแมคคาบีเลย อาจเปน เพราะเนือ่ งจากวา หนังสอื น้ีเขา ไปรวม
กับหนังสือแมค คาบีเลมอนื่ ๆ ในแหงที่เก็บตนฉบบั ท่วั ไปหรือมวนฉบบั ทง้ั หลาย (ก็เลยเอาช่ือแมคคาบี
มาตั้งให) ในการที่เอามารวมในกลุมหนังสือเหลาน้ีอาจเปนเพราะหนังสือน้ีเก่ียวของกับปญหายุงยาก
ของการขมเหงและการปลดแอกหนงั สือเลมนี้เเปน หนังสอื ที่ยวิ แกความเขา ใจและขอความเหน็ ใจในรปู
ของเร่ืองประโลมใจอิงประวตั ศิ าสตรเปนเรื่องวากษตั ริยพ โทละมยั ที่ 4 แหง อยี ปิ ต พยายามจะเหยียบย่ํา
พระวิหารใหมลทิน แตต องถูกขบั ไลใหถอยกลับไปดวยปาฏิหารยจึงกลับไปอเล็กซานเดรียดวยความ
พโิ รธ (เมือ่ พายแพแ ลวก็) พยายามแกแคนเอากับพวกยิวที่อาศัยอยูในอียิปต แตก็ตองถูกบดขย้ีไปดวย
การกระทาํ ของพระเจา ชว ยโดยตรง เรื่องอาจมีมลู ทางประวัตศิ าสตรบาง แตต อ งระวงั เฟนใหด ที ีเดียว
(4) การเขาถึงจุดทัศนะของกรีกใกลท่ีสุดที่จะพบไดในแบบน้ีเรียก “จดหมายของอริสเทีย”
เขยี นในอยี ิปตใ นราว ก.ค.ศ. 100 ดวยความประสงคจ ะแจง เรอ่ื งกาํ เนดิ ของเสป็ ตวั เยนต หนังสือนี้ถาพูด
กันตรง ๆ ก็วา ไมใ ชหนงั สือประวัติศาสตร (แทท่ีจริง) เส็ปตัวเยนตนั้นเปนบรรทัดฐานประวัติศาสตร
เลมเดียว (สําหรับแสดงใหผูอานหนังสือทั้งหลายทราบวาไหนเปน) นิยายช้ินที่ทําใหเคลิมเคล้ิม
เหลือหลายผลิตขนึ้ มาก็เพ่อื จะเสนอความคดิ แบบกรกี ใหร วมคาํ สงั่ สอนศาสนาและศีลธรรมของลัทธิยู
ดาหนิยมกบั ชวี ติ และปรัชญาของเฮลเลนนิยม จดหมายของอริสเทียสนี้มีคาบางท่ีใหรูประวัติของเส็ป
ตวั เยน ต แตเนื้อความจะตอ งฝดรอนดว ยวิจารณญาณอยางดีจนใหเ หลือความจรงิ ที่เปน ไดนอย
3. หนังสือบทกลอน ยุคน้ีมิไดสอแสดงวาเปนยุคเขียนบทนํานองคลองจองโดยเฉพาะแตถึง
กระนัน้ บทกกลอนของฮีบรูทีผ่ ลติ ไดบางบทที่ดีที่สุดก็เกิดขึ้นเน่ืองจากการรณรงคและการเจ็บปวดใจ
ของปอ ันอลหมานวนุ วายนี้
(1) บทเพลงสดุดสี องสามบททีอ่ ยูในหนงั สอื บรรทดั ฐานภาคบทเพลงสดดุ ีนั้นไดวา เขยี นข้นึ ใน
ระหวางการกบฏของแมคคาบี และเรยี กวา บทเพลงแมคคาบี พวกนักปรชั ญาทางพันธสญั ญาเดิมไมยอม
เหน็ ดว ยในขอ นี้ แตเดย๋ี วน้ปี ญหาเรอ่ื งนี้ไมมแี ลววาหนังสอื บทเพลงสดุดีท่เี ขยี นขึ้นในยุคแมคคาบีน้ันมี
หรอื เปลา ปญ หามอี ยูแตเพยี งวา มีก่เี ลม และเลมไหน มคี วามเห็นสอดคลองกันท่ัวไปอยางงายวามีส่ีเลม
คือเลมบทที่ 44,74,79 และ 83 จะยึดถือเอาเปนเถรตรงทีเดียวเลยไมได เพราะยากมากในการกะ
44
กาํ หนดเวลาของหนงั สือบทเพลง อาจมมี ากกวา นี้อีกดวยซ้าํ หนงั สอื บทเพลงสดุดีที่เขียนข้ึนในยุคแมค
คาบี เกนิ กวาทเ่ี ขา ใจกันท่ัวไป9
(2) หนงั สือบทเพลงสดดุ ีกลมุ หน่งึ ทีเ่ ขียนในยุคน้ไี มมปี ญ หา คอื บทเพลงของซาโลมอนจําพวก
นามแฝง10 ทง้ั หมดมสี ิบแปดบทดว ยกัน บทที่สบิ เจ็ดเปน บทหนง่ึ ทนี่ กั ศกึ ษาพนั ธสญั ญาใหมสนใจที่สุด
เพราะเหตทุ เ่ี ปน เพลงวาดว ยพระเมสิยาห ทัศนะของหนงั สือบทเพลงเหลานค้ี ือยดู าหนยิ มของพวกฟาริสี
หนาแนนไปดว ยสัญลักษณทางชาติ แตกแ็ ทรกซมึ ดว ยสําเนียงความรอนใจทางธรรม และความศรัทธา
อนั สุจริตความประสงคของผูเขียนคือ จะประณามและแกยูดาหนิยมท่ีมีใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ และที่มีหัว
การเมอื ง และเพอ่ื จะหยดุ ยง้ั ความเอนเอยี งท่จี ะเขาหาลทั ธิเฮลเลนนิยม
4. อพคั แคลพิ ตคิ (ทํานาย) เดี๋ยวนเี้ รามาถงึ วรรณกรรมท่ีเดน ทส่ี ุดท่ีลัทธิยูดาหนยิ มผลติ ไว ยูดาห
นิยมถกู ยอ มวสิ ัยดว ยเมสิยาหนิยมอันเรารอน และคิดวายุคของพระเมสิยาหจะมาถึงในตอนส้ินระบบ
ของโลกในปจจบุ ัน เพราะฉะนั้นจึงพากันเขียนหนังสืออพัคแคลิพติด (ทํานาย) กันเปนอันมาก คําวา
“อพัคแคลิพติค” เปนคําแปลทับศัพทของคํากรีก ซ่ึงคํากรีกก็เกิดจากคําอ่ืนอีกสองคํา คําหนึ่งมี
ความหมายวา “จาก” และอีกคําหนึ่งมีความหมายวา “ปด” คําน้ีจึงมาจากความหมายวา “เอาฝาปด
ออกไป” “เปดเผย สาํ แดง” คนยวิ ไมมีคําอยางนี้ในภาษาของเขา อักษรศาตรของคําชนิดน้ีเขาใชคําวา
เผยวจนะ (แตกอนภาษาไทยแปลวา พยากรณ) อพัคแคลิพติคก็คือมีเน้ือหาไปในทางทํานายในการเผย
วจนะนั่นเอง งานทํานายของยิวน้ีเกิดขึ้นดวยความปรารถนาจะทราบอนาคต เขาประสงคจะทราบ
อนาคตกเ็ พราะรูสกึ วา ในปจจุบนั น้ันไมเปนท่ีพอใจเลย บางครั้งถึงขนาดทนไมไหว เขาเชื่อวาพระเจา
ประสงคจ ะแกไขสถานการณใ นทางใดทางหน่งึ ในวรรณกรรมแบบอพัคแคลิพตคิ น้ีเปน การแสดงออก
ใหเหน็ อุดมคติสงู สดุ และความหวงั ของลัทธิยูดาหนิยม แสดงถึงความบากบั่นอันสูงสงและสมแกที่เรา
จะสรรเสริญ
9 บทเพลงสดดุ ี ไดถกู นําเขามาใชในพธิ ีกรรมของธรรมศาลาโดยเฉพาะ และใชกนั อยา งกวางขวางในการนัน้ บางคนเลยถือเปน เหตุแข็งแรงใหถือวาบทเพลงสดดุ ีหลาย
บทไดเกิดขึ้นเปนผลิตผลของธรรมศาลา ดหู นงั สอื ที่ทานแฟรเวเธอรแ ตง ชือ่ The Background of the Gospels หนา 36
10 บทเพลงสดุดีกลุม หนง่ึ ท่เี รียกวา “Odes of Solomon” ซึง่ ปรากฎขึ้นในป 1909 ทานเรนเดลฮารร สิ กะกาํ หนดวามีอายุ ค.ศ. 75-100 เปน ผลจากมือของคริสเตียนผูหนง่ึ
จงึ จัดเขาอยูใตพวกผลติ ภัณฑของลทั ธยิ ดู านิยมไมไ ด
45
ยุคน้ปี รบั ตัวไปในทางอพัคแคลิพติคโดยเฉพาะเพราะอพัคแคลิพติคเปนวรรณกรรมท่ีเกิดจาก
การขมเหง เมื่ออํานาจการเมืองกดขี่ แลวคนในลัทธิยูดาหนิยมก็ยังจะถูกทําใหทิ้งความสัจ แลวส่ิงอัน
เปน ท่รี กั ย่ิงของคนยิวทแ่ี กศรทั ธาหรอื ศาสนาของเขานะแหละ กําลังอยูในภาวะฉุกเฉินเส่ียงอันตรายจึง
เปนสัญชาตญิ าณของคนทจ่ี ะหนั หาความหวงั ของอนาคตความศรัทธาอนั สูงเลิศของลทั ธิยูดาหนยิ ม เม่ือ
ถูกกดข่ขี มเหงก็สละระบบปจจุบันนน้ั และหนีจากโซตรวนของโลกที่ผูกมัดเหิรขึ้นไปสูงดวยปกของ
ความหวังในโลกอกี ระบบหน่ึง ซงึ่ พระเจาและความชอบธรรมจะปกครองดวยความบัญชาการสูงสดุ
วรรณกรรมประเภทอพัคแคลิติคเปนหนังสือที่มีทัศนะไปในทางอนาคตตลอดทั้งเลม
เพราะฉะนัน้ แบบของเขาจงึ เปนแบบแปลก คือเปนหนังสือแบบนิมิต แตตองระลึกเสมอวาอนาคตนั้น
คอ นขา งเปนภาวการณท่วั ไปเสียมากกวา ทจี่ ะเปน เหตุการณอยางใดอยางหน่ึงโดยเฉพาะ และนิมิตน้ัน
คือภาพของเหตกุ ารณใหญบางอยางและทัศนะบางอยา งทเี่ ก่ียวกับสถานการณท ีเ่ ปนจริงและแจง แกผูทํา
นายเหตุการณนั้น การทํานายของหนังสือน้ันแสดงถึงเหตุการณทั่วไปกาวหนาไปจนแผนการณของ
พระเจา เพ่ือชาตอิ สิ ราเอลสําเรจ็ และชัยชนะเดด็ ขาดของความชอบธรรมและพระบญั ญตั ิ
ความหวงั ของยิวทรี่ ะทึกใจอยูอยา งนา สงสารในทามกลางความสาหัสสากรรจและการขมเหง
นนั้ ขอ เขียนแบบอพัคแคลพิ ติดน่นั แหละคือการแสดงออกทเ่ี ขาพอใจที่สุดอพัคแคลิพติคนิยมของยิวนี้
เอาแบบมาจากแบบแรกทีเดยี วในหนังสือเอเสเคียลและดาเนียล และผลิตผลท่ีมีคาท่ีสุดและถาวรที่สุด
ในหนงั สือพนั ธสัญญาใหมค อื พระธรรมวิวรณ
(1) วรรณกรรมของยูดาหนิยมหนังสือแบบอพัคแคลิพติดหลายเลม แตสี่เลมมีความสนใจ
เฉพาะ คือ เลมหนง่ึ ท่ยี ิง่ ใหญท่ีสดุ ทั้งในความยาวและในความกวางของขอบเขตการทํานายคือหนังสือ
ทเี่ ดย๋ี วนร้ี จู กั กันวา “เอโนค ฉบบั 1” เปนหนังสือที่คลายกับรวบรวมขึ้นดวยเรื่องหลายเร่ืองปะติปะตอ
กนั ดวยคาํ ทํานายยอ ย ๆ หา เลม แตก ไ็ มประสานกันสกั เทา ใด กาลเวลาของเอกสารหาเลม นี้กะกําหนดวา
ตัง้ แต ก.ค.ศ. 200-64 เอาช่อื ของบรรพชนแหง พันธสญั ญาเดมิ มาทาํ เปนเรอ่ื ง มีหนังสือช่ือเอโนคอยางน้ี
เปน จํานวนมาก ในทนี่ ีเ้ รามีหา เลม และในหนงั สอื รวบรวมเรือ่ งที่เรยี กวา เอโนคฉบับ 2 กม็ ีเรือ่ งผสมกนั
อีกกลุมหน่ึง โดยท่ีเรื่องของเอโนคในหนังสือปฐมกาล 5:24 เขาใจกันวาเอโนคไดสิทธิท่ีรูความเปน
พเิ ศษเก่ยี วกบั เร่อื งราวในสวรรค ความคดิ นี้ท่ีวาบรรพชนรุนดึกดําบรรพไดทราบความลับลึกของพระ
เจา จึงไดกอใหเกิดหนังสือวรรณกรรมเอโนคขึ้นเปนจํานวนมากมาย เอโนคฉบับ 1 รวบรวมข้ึนใน
ปาเลสไตน และภาษาเดิมทีเดียวที่เขียนเปนภาษาฮีบรูหรืออราม หรืออาจทั้งสองก็ไดดังในกรณีของ
หนงั สือดาเนียล
(2) หนงั สืออพคั แคลพิ ตคิ ฉบบั สาํ คัญท่ผี ลิตขึน้ นอกประเทศปาเลสไตนมีเลมเดียวคือ “เอโนค
ฉบับ 2” และยงั เรยี กกันอกี อยา งหน่งึ วา “สลาโวนิคเอโนค” เพราะภาษาทเี่ ราไดพ บเปนฉบบั เดียวที่ยังคง
46
มีตวั อยู และอีกชื่อหนึ่งคือ “หนงั สือความลบั ลกึ ของเอโนค” หนังสอื นี้ไดพบนับวา เม่อื ไมชานักมาน้ี ได
ออกมาเปดเผยแกประชาชนในป 1892 เกียรตินี้ไดแกทาน อาร.เอช.คารล นักปราชญย่ิงใหญในเรื่อง
เชน น้ี ท่ีศตวรรษท่สี บิ เกาและย่ีสิบไดมีคนผูนี้ที่ทานผูนี้ไดทําการสํารวจครั้งแรกและใหประชาชนได
ทราบถึงวสิ ยั อันแทแ ละคาของหนังสือพยากรณนี้ ครง่ึ หลงั เปนภาคที่วาดวยปญญา และอาจมีกําเนิดใน
ปาเลสไตน ครงึ่ แรกของหนังสอื เปนภาคพยากรณ ปรากฏวาไมไ ดเ ขียนเพราะถูกกดดันของการขมเหง
ซง่ึ ธรรมดาการเขียนหนังสืออพัคแคลิพติดจะเปนเชนน้ัน แตไดเขียนในยามสงบ เมื่อคนยิวมีอุดมคติ
ดว ยภาวการณข องคาํ พยากรณแพรอยู ดูเหมือนเปนการเรียบเรียงขึ้นโดยคนยวิ ชาวอเลก็ ซานเดรียในราว
ค.ศ. 50 โดยประสงคจะใหช นชาติของเขาในอียิปตชิดเช้ือกับทัศนะแหงอพัคแคลิพติคของลัทธิยูดาห
นิยมมาตรฐาน
(3) หนังสืออพัคแคลพิ สเลม ที่สามอันมคี าควรแกก ารสงั เกตในทนี่ ้ี คือเขียน (หรือรวบรวม) ใน
ปาเลสไตนโดยคนฟาริสผี รู อ นใจคนหนึ่ง คือหนังสือทเี่ รียก “บารุคฉบบั ท่ี 2” แสดงลักษณะวาเขยี นโดย
บารุคผเู ปนมิตรของเยเรมหี กลาวถงึ วาทา นบารุคไดท ําอะไรเม่ือกอนและหลังกรุงเยรูซาเล็มไดพังแลว
เน้ือหนังสือประกอบเปนสามภาค ภาคอารมั ภบทภาคกลาง และภาคสรุป ภาคอารัมภบท (บทท่ี 1-12)
ปรากฏวามุงทางประวัติศาสตร กลาวทวนเรื่องท่ีบารุคเก่ียวของกับการพังทําลายของกรุงยะเรูซาเล็ม
ภาคกลาง (บท 13-76)เปน ภาคอพคั แคลิพติคหรือพยากรณ เกอื บจะเตม็ ไปดวยนิมติ และวิวรณ ภาคสรุป
(บท 77-87) เปนคาํ ตักเตอื นและเปนสารของบารุคท่ีสงถึงชนอิสราเอล ทางดานศาสนาเปนลัทธิยูดาห
นิยมมาตรฐานแหง คริสตศวรรษทีห่ นึ่ง งานนท้ี าํ ข้นึ ในยุคเดียวกันกับท่ีความเคลื่อนไหวของคริสเตียน
เกดิ ขึ้น
(4) หนังสืออพคั แคลพิ สท่เี รยี กวา “เอสรา ฉบบั 4” เขยี นในปาเลสไตนในราว ค.ศ. 90 ท่ีตั้งชื่อ
หนงั สืออยางนี้กด็ วยมงุ หมายจะใหเขาใจวาเขียนโดยบรรณากรชาติฮีบรูแตโบราณที่มีช่ือนั้น แตไมมี
การเนนอะไรใหญหลวงนักกับเน้ือความของหนังสือท่ีแฝงช่ือของคนอ่ืนเขาน้ี เพราะชื่อนี้เอยถึงเพียง
สามคร้งั เทานั้น หนังสือน้ีมีนิมิตเจ็ดนิมิต นิมิตทุกเร่ืองก็มุงอธิบายเหตุวาทําไมกรุงเยรูซาเล็มจึงลม มี
ความเกี่ยวพันกับเน้ือความในหนังสือ บารุค ฉบับ 2 แตจัดการกับปญหาดวยวิธีผิดกันไกลมาก ใน
หนังสือ บารคุ ฉบับ 2 มีทศั นะของลัทธิยูดาหนิยมที่ไดมาตรฐานและที่สมควร แตหนังสือเลมน้ีอยูใน
ความรูสกึ วาตาํ หนิยดู าหนิยมมาตรฐาน โดยเฉพาะที่มีหลักธรรมวาคนท่ีรอดนั้นมีไมกี่คน และวาพระ
เจาก็ทรงพอพระทัยใหคนรอดมีไมมาก ชิ้นหลังนี้เปนความเห็นของลัทธิยูดาหนิยมมาตรฐาน แต
ผูป ระพันธหนงั สอื เลมนี้ (เอสรา ฉบับ 4 ) ไมเ ห็นดว ย ทานผเู ขยี นไดค นหาทศั นะทผี่ ดิ กวา น้แี ละดีกวา ท่ี
สดุ ทา ยเขาก็กลบั มาเอาตามคาํ สอนของยวิ ที่เช่ือในมาตรฐานเรอื่ งวารสดุ ทา ยของโลกทีเ่ ชอ่ื กนั ในยุคสมัย
ของทา นมาใหอธิบาย เขารับความเห็นวา ความทกุ ขส าหสั ของอิสราเอลนั้นก็เพื่อฝกอิสราเอลใหมีวินัย
47
ใหเ ตรียมการใหเปน ไปตามความมงุ ประสงคของอิสราเอล เขายงั ไดเ ขา ขา งขอแยงทีว่ า ทางของพระเจา
น้ันเกินกวาที่มนุษยจะเขาใจได
5. โนนิค (Gnomic) วรรณกรรมแบบน้ีเรียกอีกอยางหนึ่งวา “วรรณกรรมทางปญญา” เชน ดัง
วรรณกรรมจําพวกที่มีอยูในหนังสือบรรทัดฐานเชนหนังสือสุภาษิต แตหนังสืออพัคแคลิพติควาดวย
ทฤษฏีและอนาคตเบ้ืองปลายสวนปญญาวาดวยความประพฤติและจริยธรรม โนมิควรรณกรรมหรือ
วรรณกรรมทางปญญานีแ้ สดงถงึ ปรชั ญาทางศีลธรรมของยวิ ถงึ ขดี ดที ส่ี ุด เขยี นขนึ้ กเ็ พ่อื ใชนําประชาชน
ใหมีชีวิตประพฤติดีวันตอวัน หนังสืออยางน้ีสรุปไดวาจะเขียนข้ึนมาไดก็ดวยความทราบซ้ึงท่ีชีวิต
มนุษยประสบมา กิจการทางปญ ญาเชนนี้ไมใชเพียงเปนวรรณกรรม แตยังเปน คาํ ส่ังสอนประจําตัวของ
บุคคลดวย ในขอเขียนน้ันเราไดทัศนะอันดีที่สุดที่ผลิตขึ้นมาจากดานของกิจการของยิว มันเปนชีวิต
ของยิวดานหนง่ึ ท่ีสาํ คัญท่สี ุด และไดท ําใหเ กดิ วรรณกรรมขึน้ มากวา งขวางที่สุด อาจถือไดวาหนังสือน้ี
มเี ยอ่ื ใยยอ นกลับไปไกลถงึ กาลสมยั ของซาโลมอน และไปโผลในคําสั่งสอนของพระเยซูและหนังสือ
ยากอบในพนั ธสัญญาใหม11 หนงั สอื จาํ พวกน้จี ะไดพิจารณากนั หา เลม
(1) หนงั สอื เกา แกท ่สี ุดในกลุมนม้ี ชี ื่อวา “ซีรา” (ภาษากรกี วา ซรี คั ) ชอ่ื เดมิ ทีเดยี ววากระไรเราก็
ไมแนใจเพราะท่ียังมีอยูในภาษาฮีบรูน้ันก็เปนแตสวนเศษอันไมครบครัน ทุก ๆ สวนก็เปดข้ึนดวย
ถอยคําอนั ขาดตกบกพรองหนงั สือนท้ี ่ีเปน ตน ฉบบั ภาษากรีกเรยี กวา “ปญ ญาของจซี ัสบตุ รซีรคั ” ท่ีใชใน
ครสิ ตจกั รละตนิ ตงั้ แตกึง่ กลางของศตวรรษทส่ี ามเรยี กชื่อวา “เอคเคลสไซแอสติกัส” อันที่จริงไมนาใช
ชอ่ื เรียกอยางน้เี ลย ซง่ึ มคี วามหมายวาหนงั สือของคริสตจกั รแตรูสกึ วา หนังสอื น้หี าใชเชน น้ันไม แตก ็ยัง
เอาหนังสอื นเี้ ขาไวในวัลเกตดวยช่อื น้ี และยงั มอี ยูจนถงึ สมัยใหม ช่ือที่เรียกงาย ๆ วา ซีรา รูสึกวานาจะ
เหมาะวา หนังสือทุกเลมในจําพวกน้ีมีอยูอยางหน่ึงท่ีเปนอยางเดียวกันวา เนื้อเรื่องเปนเรื่องเบ็ดเตล็ด
และจัดไวไมเปน ระบบระเบียบ การท่ีไมมลี ําดบั อันสมเหตุผลใหหนังสือน้ีก็มิไดถือวาไมมีระเบียบ แต
เปนวิธีใชปญญา ความคิดแบบคนยิวน้ันไมเปนไปในทางวิเคราะหและเขาเหตุผล แตเปนแบบของ
ปฏิบตั ิการและถอื กนั ตรงไปตรงมา น่ันแหละเปน วสิ ยั ของหนังสือน้ี ใชเ ปน คูมือความประพฤติ อันเปน
11 ดู หนังสือของทา น แฟรเวเธอร หนา 97
48
แผนท่ีจะเล่ือนความเปน อยใู หสูงขึ้น โดยวิธเี ชนน้ันตามความคดิ ของผูประพนั ธ เขาศกึ ษาประสบการณ
ของมนุษยแ ละหาชองชี้ทางใหมีชีวิตดีขึ้น หนังสือน้ีเขียนในราว ก.ค.ศ. 190-170 ดานภาษาฮีบรู อาจ
เปน ทเี่ ยรซู าเลม็ คาํ ส่ังสอนนัน้ เขา กนั กับลัทธิยูดาหนยิ มท่ีเครงจารตี เดมิ
(2) อีกเลมหนึ่งในกลุมนี้ท่ีเรียกวา “พินัยกรรมของบรรพชนสิบสองคน” (Testaments of the
Twelve Patriarchs) ชอื่ นเี้ อามาจากเรอื่ งในประวตั ศิ าสตร แสดงวาเปน มรดกตกทอดแกบุตรสิบสองคน
ของยาโคบ ยาโคบไดใหแกบ ตุ รของทา นเมือ่ ใกลจ ะตาย มีอยสู บิ สองตอน แตล ะตอนเขียนอุทิศแกบุตร
แตละคนของยาโคบท้งั สบิ สองนัน้ การท่ีหนงั สอื น้ีแฝงนามของผูอื่นก็อาจไมใชประสงคจะหลอกลวง
อะไร แตเพราะเปน ตามรปู แบบของอกั ษรศาสตร เรือ่ งไมไดเลา ดว ยเจตนาแจงประวัติศาสตร แตจะให
เปนเคร่อื งสง่ั สอน เปน แบบอักษรศาสตรท ่รี กู ันในพวกยิววา แฮกกาดา (Haggadha) ภาษาทีเ่ ขียนไวเดิม
เปน ภาษาฮบี รู อาจเขยี นในปของอายุ ยอหน ไฮรคานสุ ในราว 109 ถึง 106 ก.ค.ศ. ผูป ระพนั ธเปน คนฟา
ริสีผูจงรกั ภกั ดี เปน ผูนิยมชมช่ืนตระกูลแมค คาบี แตล ะตอนของหนงั สือยังประกอบดว ยภาคสามภาคชัด
ๆ (1) บรรพชน (ผูใ หม รดก) ไดใหป ระวตั ิชวี ติ ของทานเองแตเครา ๆ สารภาพวาทานไดทําผิดไป และ
เรยี กรองใหสนใจกับคณุ งามความดีของทาน (2) แลวยาโคบก็ใหคาํ เตอื นแกบ ุตรของทา นดวยความรอน
ใจ (3) แตละตอนจบลงดว ยคําประเภทพยากรณ วาในอนาคตชาตอิ ิสราเอลจะกลับรอดได ดวยการกูคืน
โดยทางตระกูลเลวีและยูดาห เพราะสว นท่ีทาํ เปนคาํ พยากรณนี้ ทาํ ใหหนังสอื บางทีถูกจัดเขาอยูในพวก
กลุมพยากรณ (อพัคแคลิพส) แตสวนใหญทีเดียวเปนเนื้อเร่ืองแบบปญญา ยอดแหงความสนใจของ
หนังสอื คอื คําสง่ั สอนทางจริยธรรม และมสี ําเนียงไปในทางศลี ธรรมของพันธสญั ญาใหม
(3) พฤตกิ รรมทางปญญาเชนน้ียงั แผไ ปถึงอยิ ิปต งานแบบโนมิคช้ินแรกที่สุดในขอบเขตนี้คือ
“ปญญาของซาโลมอน” และยังเรียกอีกอยางหนึ่งวา “หนังสือแหงปญญา” หรือเพียงแตวา “ปญญา”
เปนหนังสือแฝงนามไมมีปญหา นักปราชญชาวคาธอลิคเปนอันมากพยายามปองกันใหคงเช่ือวา ซา
โลมอนเองเปนผูประพันธ เปนหนังสือที่เขียนที่เมืองอเล็กซานเดรียในระหวางป ก.ค.ศ. 100 ถึง 50
ภาษาท่เี ขียนไวเ ดิมเปนภาษากรกี หลกั เทวศาสตรของหนังสือแสดงรองรอยปรชั ญากรีกชัดแจง
(4) หนังสือแบบนี้ที่ผลิตในอเล็กซานเดรียเลมที่สองคือ “แมคคาบี ฉบับ 4” หนังสือมีชื่อน้ี
เพราะสรางขึน้ บนเร่ืองของความทารุณกรรมแกแมคคาบี เปนคําสั่งสอนใหมีสติปญญาแบบวิธีใหคํา
บรรยายแกประชาชน ตามแบบนักปรัชญากรีกทําการปาฐกถา เปนคําเทศนในธรรมศาลาหรือคํา
ปราศรัยในเทศกาลบางอยาง ภาษาเปนคาํ นวณกรกี อยางดีตามแบบอักษร เขียนในอเล็กซานเดรีย ค.ศ.
1-25 โดยผูประพันธท ่ไี มมีใครรจู กั
(5) วรรณกรรมช้นั นเี้ ปน งานฟโ ล เอกชนผูยิง่ ใหญผลิตวรรณกรรมเชนนั้นออกมาในนามของ
ลัทธิยูดาหนิยมฟโลเปนนักเขียนที่สามารถท่ีสุด และเปนนักเขียนหนังสือเลมใหญแตผูเดียว ใน
49
ประวตั ิศาสตรของยิว ทานฟโลนี่แหละเปนเหมือนที่สุดยอดของยูดาหนิยมที่ถูกยอมตองเฮลเลนนิยม
แบบเขยี นของเขา คํานยิ ามของเขา ทา ทแี หง ความคิดของเขาเปนกรีกไปทั้งนัน้ แตเขายังภักดีตอโมเสส
และตอจารีตนิยมของอิสราเอล ความพยายามสุดกําลังของเขาคือที่จะใหอรรถาธิบายลัทธิยูดาหนิยม
มาตรฐาน ดวยคําและความคิดแบบปรัชญากรีกที่แพรอยูในสมัยของเขา จะไดพูดถึงชีวิตและงานของ
เขาอกี ในเรือ่ งทีเ่ กย่ี วของตอไปขางหนา
มีหนงั สืออกี สีเ่ ลม ในวรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนยิ มท่ีควรแกเอยถงึ แตยอ ๆ ในแบบอพคั แคลิพ
ตคิ มีหนงั สือ “จูบลิ ี” เปนหนังสอื เลม ใหญ คนฟาริสีผูหน่ึงเขียนในราวสวนสุดทายของศตวรรษท่ีสอง
ก.ค.ศ. ดวยความประสงคจะยับยง้ั ยดู าหนยิ มไมใ หโ นน เอียงไปหาเฮลเลนนิยม และประสงคจะยกยอง
ธรรมบญั ญตั ิ เปนการกระทําแบบของผา ซากของพันธสญั ญาเดิม อีกเลม หน่ึงในพวกอพคั แคลิพติคเปน
แบบเทศนาซง่ึ มเี หลอื อยขู าด ๆ ไมครบ เขาใจกันวา เปน บันทกึ แตโ บราณถอ ยคาํ วาทะของพระเจา กะวา
ไดเ รียบเรยี งขึ้นในยคุ ตัง้ แต ก.ค.ศ. 300 ถึง ค.ศ. 150 “โมเสสขน้ึ สวรรค” เปนเรื่องแตงในลักษณะอพัค
แคลิพติค ผลิตในสวนท่ีหน่ึงของศตวรรษท่ีหน่ึง ค.ศ. ดวยความประสงคจะคุมครองผลประโยชน
ของฟาริสีนิยมอันเครง ในพวกวรรณกรรมแบบปญญาเรามีหนังสือแตงข้ึน นอกจากที่ไดกลาวแลว
ขางตนคือหนงั สอื บารคุ ฉบับ 1 เปนหนงั สือรวบรวมใหมีตัวอยใู นแบบปจจุบนั ในราว ค.ศ. 70-80 เขยี น
ขึน้ แสดงความเศรา แกสถานะของเยรซู าเลม็ อันสยดสยอง มีหนังสืออ่ืนๆ อีกท่ีขาด ๆ หาย ๆ มีแตสวน
ๆ เศษ ๆ แตไ มมีความสําคญั พอแกการจะบรรยายในทีน่ ้ี วรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยมในรูปลักษณะ
ของเขาเองและเนอ้ื ความกไ็ ดเสนอตอนกั ศึกษาพอเปน สงั เขปแลวขา งตน
วรรณกรรมของพวกศาสนาจารย (RABBINIC) เปนจํานวนมหาศาลซ่ึงมีอยูในหอสมุดศาสน
ศาสตร เปนหนังสือขนาดใหญอักษรพิมพ ไมไดเปนแบบเขียน จนกระทั่งหลายศตวรรษหลังจาก
กาลเวลาของสมั พนั ธสัญญาใหม ในระหวางยคุ น้มี นั มีตวั อยูในแบบสอนกันมาดว ยปาก สงตอ ๆ กันมา
ดว ยความจาํ ในระบบการศกึ ษาของพวกศาสนาจารย วาทะบัญญัติหรือความแยบคายของโธราก็ไดจัด
กนั เขา เปน ระเบียบโดยรบั ไบจูดาในราว ค.ศ. 200 แตไ มมีการเขยี นกันลงไวจนกระท่งั ตอมาภายหลงั
50