The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patalee Phongsumphan Techamahanon, 2021-04-20 22:11:02

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

โลกแหง พระครสิ ตค ัมภีร

ภาค

พันธสัญญาใหม

โลกแหงพระครสิ ตคมั ภรี 

ภาค

พนั ธสญั ญาใหม

เคา ประวตั ิศาสตรแ ละภาวการณย อ
ซึง่ ประกอบดวยเปน เบ้ืองหลัง

ของพระครสิ ตคมั ภีรภาคพันธสญั ญาใหม
แปลจากฉบับปรับปรุงและพิมพค รั้งท่ีสาม

เอช.อี.ดานา
ศาสตราจารยว ิชาการใหอรรถธิบายพระครสิ ตคัมภีรภ าคพันธสัญญาใหม

ในมหาวิทยาลัยศาสนศาสตร
คณะเซาเทอนแบบ ตสิ ตเซมนิ ารีฮลี ล

แปลโดย ทอด ประทีปะเสน

2

อารมั ภบท

การเขาใหถ งึ พระคริสตภาคพนั ธสญั ญาใหม ดว ยวิธีศึกษาประวัติศาสตรยอมจะเวนเสียมิไดที่
ปญหาบางประการจะเกดิ ข้ึนมาในความคดิ ของครสิ เตยี นผศู ึกษา ในเมื่อพันธสัญญาใหมเปนความจริง
มาจากพระเจาเรื่องการไถบาป ผูศึกษาก็อยากจะทราบวาทําไมเราจึงจะตองยุงเก่ียวกับสวนที่เปน
ประวัติศาสตรของมนษุ ยตามธรรมดานัน้ เลา? แลวเรื่องท่เี ปนเร่อื งบนพ้นื โลกนี้จะเอามาทําใหเกิดความ
เขาใจขาวท่ีมาจากสวรรคอยางไร? เรามีเหตุผลอยางไรและสมควรอยางไรท่ีจะเขาถึงการสําแดงของ
พระเจาดวยการศึกษาประวตั ิศาสตร? เพราะเหตุที่การทําตํารานี้ขึ้นก็ดวยความมุงหมายเจาะจงจะชวย
คริสเตียนผูศกึ ษา เราจึงรูส กึ เปนหนาท่ตี อบปญหาเหลา นีใ้ ห เปนข้ันแรกของการสาธยายเปนตาํ ราตอ ไป

เหตุผลทีเ่ ราจะเขา ใจถึงดวยการศึกษาประวัตศิ าสตรก็อยูบนมูลฐานทว่ี า เพราะมีสวนท่ีเปนฝาย
มนุษย อยูในพันธสัญญาใหมแน ๆ และปฏิเสธไมได สวนที่เปนฝายมนุษยน้ีจําเปนตองมีเพ่ือใหเกิด
ความสามารถแกม นุษยในทางประสบการณฝา ยวิญญาณจติ เชน เดียวกับสวนที่เปนฝายมาจากจากพระ
เจาจําเปน เพราะพระเจาตรัสแกมนุษยและใหมนุษยเขาใจได โดยไมเอาสวนท่ีเปนฝายมนุษยเขามา
ประกอบดวยในขอความของพระองคนัน้ ยอ มเปน ไปไมไ ด ถึงแมวาพนั ธสัญญาใหมเปนประมวลถอย
แถลงของพระเจา ถึงแมว า จะไมเ กยี่ วของกับประสบการณข องมนุษยถึงหากจะเปน ไดอ ยา งน้ี ถอยแถลง
ของพระเจาก็ยังจําตองแถลงออมมาดวยภาษาของมนุษย แตโดยตรงกันขาม การศึกษาหนังสือพันธ
สัญญาใหมอยางเขาถึงจริง ๆ จะประจักษวาคําส่ังสอนน้ัน ๆ มาจากสวรรค โดยไมมีตัวกลางทาง
แผน ดินโลกรวมดวยก็หามิไดแตท่ีเปนจริงกลับเปนวา ถอยแถลงหรือคําส่ังสอนน้ัน ๆ เกิดขึ้นมาจาก
สภาวการณจริง ๆ ของมนุษย แลวก็สงอิทธิพลมนุษยตามธรรมดาเขากระทบตอถอยแถลงหรือคําส่ัง
สอนนนั้ ๆ สว นทเ่ี ปนฝายมนุษยเปนความจริงท่ีแสดงตัวของมันเอง อยูในหนากระดาษหนังสือพันธ
สัญญาใหมดังท่ีปรากฏอยูตอ หนา เราแลว

แตเ รากย็ ังเชื่อวา ลาํ พังสวนทีเ่ ปน ฝา ยมนุษยเทาน้ันจะไมสามารถทําใหเขาใจหนังสือน้ีได เรา
เชื่อวาในการรับทราบหรือสํานึกสวนที่เปนฝายมาจากพระเจานั่นเปนเรื่องขาดไมได จําเปนตองมี
เพอ่ื ใหเกิดความเขาใจพระวจนะหรือถอยแถลงในพันธสัญญาใหมน้ันอยางสมเหตุสมผลจนจุใจ คน
ทง้ั หลายท่ีพยายามจะเขา ใจพนั ธสญั ญาใหม โดยคาํ นงึ ถึงแตส วนทีเ่ ปน ฝา ยมนษุ ยแ ตฝ า ยเดยี ว คนอยางน้ี
จะพบแตค วามลาํ บากขดั ขอ ง ทัง้ สองฝา ยจะตองเปนทย่ี อมรบั จะตอ งอยูในความสาํ นึก ถาเราจะใครได
ความเขา ใจความจริงท่ีเราตอ งการอยา งจใุ จ

ฉะนั้นการจะเขาถึงพันธสัญญาใหม จําตองศึกษาประวัติศาสตรแตการเขาถึงโดยอาศัยรู
ประวตั ศิ าสตร กม็ ิไดเ ขาไดสาํ เร็จกอนการเขา ถึงโดยอาศัยมีความศรัทธาในศาสนากอน เราจําตองเห็น
ท้งั ความสมควร และความจํากัดของวิธีอาศยั รปู ระวัตศิ าสตรดว ย

3

สวนที่เปนฝายมนุษยในพนั ธสญั ญาใหม แสดงตวั ใหเหน็ ชดั ในรปู ลกั ษณาการบางประการ เชน
เปนตน วา เราไดเห็นรอ งรอยความเปนตัวของตวั เองของแตละคนอยางไมผิด ผูเขียนตางคนตางก็เขียน
ตามแบบของตัวเอง ยอมตองไมเหมือนกันรูปการณของจิตวิทยาก็ผิด ๆกัน ลักษณะความคิดตางกลุม
ตางกผ็ ิดกนั สํานวนวาจาก็แตกตา งกนั คนใดท่ีศึกษาขอเขียนของเปาโลกับยอหนอยางใกลชิดจะรูสึก
ประทับใจกับความแตกตา งกันของขอเขยี นของทานทง้ั สอง แบบของเปาโลเปนแบบทีพ่ ดู จาไมน มุ นวล
และพดู ยอนไปยอนมา สวนแบบของยอหน เปน แบบที่พูดเรยี บ ๆ ฟงงาย รูปการณอยางนี้จะเห็นไดชัด
ท่ีสุดในภาษากรีก ถึงในภาษาอังกฤษก็แสดงใหเห็นไดบางเหมือนกัน (ในภาษาไทยก็เห็นไดดวย)
เปาโลมีทัศนะวาคําสอนคริสเตียนควรจะเปนแบบวางหลักปฏิบัติไวใหปฏิบัติดวยความไตรตรอง
ใครครวญ ซึ่งทานเรียกแบบน้ีวา “พระกิตติคุณ” สวนยอหนน้ันมีทัศนะคําสั่งสอนเปนแบบที่มีการ
กระทาํ จรงิ ๆ จัง ๆ มีความลกึ ซ้ึงเขาใจไมถงึ ซ่ึงทา นเรียกวา “ความจริง” เปาโลนั้นมที ัศนะวาความรอด
ประกอบดว ยความตรงขามกันระหวาง ธรรมบัญญัติกับพระคุณ อากัปกิริยากับความเช่ือ การทําดีกับ
การนบั ใหวา เปนคนดี สว นยอหนนนั้ เห็นวา ความรอดเปนความตรงขามกันระหวางชีวิตกับความตาย
ความสวา งกบั ความมืด ในหนงั สือมาระโกเราจะไดพบคําพูดแบบชาวบานพูดกัน เปนแบบที่พูดเอา ๆ
ไมใครมีความกลมกลืนตอเนื่องกัน สวนขอเขียนของลูกาเปนแบบอักษรศาสตรช้ันสูงเมื่อเทียบกับ
อักษรศาสตรก รกี ชั้นดีทีส่ ดุ ในสมยั ของทา น ความแตกตางเหลา น้ีชัดแจงจนปฏิเสธไมได ซ่ึงปรากฏอยู
ในเนื้อความของพันธสัญญาใหม และเปนเหตผุ ลแสดงวา สติปญญาและความสามารถของตางคนตาง
ใชไ ปตามธรรมดาของเขาโดยอิสระ

พันธสัญญาใหม มีรองรอยแสดงชัดใหเ ห็นชีวิตท่ผี ลิตพระธรรมนข้ี นึ้ มา เปน หนังสอื ทเี่ ขียนขึ้น
โดยชนชาติยวิ เวน เสยี แตห นงั สือพระกติ ตคิ ณุ เลม ที่สามและหนังสอื กจิ การ และเปนหนงั สือของชาติยิว
ชัด ๆ ตั้งหลายศตวรรษถือกันวาภาษาของพันธสัญญาใหม เปนถอยคําพิเศษบันดาลข้ึนมาดวยพระ
วิญญาณบริสุทธิ์ พระเจาประทานมาใหเปนพาหะของการสําแดงการไถโทษบาป ความเห็นเชนนี้
เกิดข้นึ เพราะเนือ่ งจาก วาภาษาของพันธสญั ญาใหมไ มเหมอื นกบั ภาษากรีกชน้ั สงู โบราณ หรอื ทเี่ รียกวา
แอตตคิ แตภายในศตวรรษท่ผี า นมาแลวนศี้ กึ ษากันทราบวา ภาษาของพันธสัญญาใหม เปนภาษากรีกท่ี
ชาวบานพูดกันประจําวันในสมัยท่ีเขียนข้ึนนั้น พันธสัญญาใหมยังแยมใหเห็นขนบธรรมเนียม และ
ความคดิ เห็นกันในปาเลสไตนเปนบางประการดวย ถาเราไมทราบความคิดเห็นและขนบธรรมเนียม
แบบน้ัน ๆ แลว เราก็จะไมสามารถใหอรรถาธิบายพันธสัญญาใหมไดในหลายแหง เปนเร่ืองที่พันธ
สัญญาใหมเ องแหละทแี่ สดงวาหนังสอื นตี้ ิดตอตรงมาจากชวี ิตท่ผี ลิตมนั ขน้ึ มา

หนังสือทุกเลมหรือคําส่ังสอนของพันธสัญญาใหมทุกบทมีลักษณะบางประการ ที่แสดงวามี
การตดิ ตอ กับสถานการณทางประวตั ิศาสตรโดยแนน อน ดวยตวั อยางทีต่ อ งยกเวนสองสามตัวอยาง จะ

4

ทาํ ใหเราอาจเห็นไดอยางแนใ จทีเดียวสถานการณนั้นๆ คืออะไร คนในทามกลางประสบการณตาง ๆ
แหง ชวี ิตของเขา ดิน้ รนแกปญ หา สนองความตอ งการตาง ๆ ทีส่ ิง่ แวดลอมนาํ มาให คนในภาวะเชนนี้ได
เขียนขอความหรือพูดออกไปดวยใจรุมรอน ถาเรารูสถานการณทางประวัติศาสตรท่ีวาน้ี จะเพิ่มพูล
ความเขาใจใหแกเราข้นึ อยางเหลือหลายทีเดยี ว และจะเหน็ คณุ คาของหนงั สอื แตล ะเลม หรอื ขอ ความแต
ละบทอยา งเหลอื ประมาณการณ

แตถ า เราศึกษาพันธสัญญาใหม เหมอื นหนง่ึ วา เปนหนังสือประมวลบทส่ังสอนเปนบท ๆ ไมมี
อะไรติตตอเกีย่ วของกบั อะไร เหมือนหนึง่ เปนหนังสอื ทีส่ งตรงลงมาจากสวรรค ไมม อี ะไรเกี่ยวของกับ
ประสบการณฝ า ยมนุษย ไมไดเ คยอยูในทามกลางสิง่ แวดลอ มอะไร อยางนี้แลว การจะเขา ใจความหมาย
จะเขาใจไดไ มพ อแนนอน จริงอยูหนังสือพนั ธสญั ญาใหมเปนหนังสือท่ีพระเจาสําแดงการไถโทษบาป
ของมนษุ ย แตการสาํ แดงน้ี ก็ไมไดเกิดขึ้นมาโดยไมเกย่ี วของกับประวตั ิศาสตรก ็หามไิ ดพระเจาทรงพอ
พระทยั สาํ แดงการไถโ ทษบาป ในประวัติศาสตรและโดยทางประวัติศาสตรฉะน้ันถาเราศึกษาโดยไม
ซาบซ้งึ ดา นประวัติศาสตรแ ลว เราจะเขาใจการสําแดงน้ันอยางไมถูกตองตรงตามความเปนจริง พันธ
สัญญาใหมเปนหนังสือความจริงเรื่องการไถโทษบาปโดยพระเจา สําแดงมายังมนุษยโดยทาง
ประสบการณข องมนุษย และโดยทางความตระหนักใจของมนุษย ถาเรามีทัศนะตามเหตุผลน้ีแลวไซร
เราจะเขาใจความไดด ที สี่ ุด และจะไดทรพั ยอ ันมง่ั คั่งทส่ี ดุ จากหนังสือน้ี

จดุ สําคญั กค็ ือ ทจี่ ะเหน็ ความคิดในพนั ธสญั ญาใหมน น้ั มสี ภาพของส่ิงแวดลอมบรรจุอยู ลําพัง
แตต วั เหตุการณท ่เี กิดขนึ้ ในประวัติศาสตรน นั้ หาใชต น เหตุอันแทจ รงิ ของความคดิ ของคาํ ส่ังสอนนั้นไม
แตเพราะความหวังอนั สงู สง ความคิดอันเลอเลิศ อุดมคติในความศรัทธา ซ่ึงประกอบข้ึนเปนนิสัยอัน
เดนแหงชีวิตของพวกอัครสาวกอันเนื่องมาจากที่สัมผัสมากับพระเยซู และประสบการณตาง ๆ อัน
เน่ืองมาจากการเปนขึ้นมาจากตายของพระองค และทั้งปฏิบัติการณของพระวิญญาณบริสุทธิ์ดวย ถา
ไมใชเพราะความจริงอันเปนรากเหงาของประสบการณดังที่กลาวขางบนนี้แลวไซร พลังของ
ส่ิงแวดลอมในประวัติศาสตรก็ไมอาจจัดใหมีผลสืบเน่ืองมาเชนน้ันได ฉะน้ันเอง ส่ิงแวดลอมทาง
ประวตั ิศาสตร ประกอบขนึ้ เปนโครงรางภายนอกของพระกติ ติคณุ แกนแทภ ายในของพระกิตติคุณก็คือ
ผลผลิตของประสบการณใ นพระคริสต

เราน้ันสมควรจะใชการศึกษาประวัติศาสตร เพ่ือใหเขาใจแบบของสํานวนวาจา ใหเขาใจ
สภาพการณตา ง ๆ ทแ่ี ยม พรายใหเ หน็ และเหตผุ ลที่ใหเกิดทศิ ทางของความคิด และชีวิตในพันธสัญญา
ใหม คอื ผูท เ่ี ขียนไดใ ชค าํ เรียกอะไรอยางไร ใชวลีอยางไร และภาพพจนตาง ๆ ท่ีใชกันแพรอยูในกาล
สมัยนั้นอยางไร ซ่ึงเขาถือวาความคิดหรือความจริงตาง ๆ ท่ีผูเขียนไดรูอยูเปนความคิดความจริง ที่
ผูอานรูอยา งชนิ เจนแลว เขาเขยี นเพราะสภาพแวดลอมของพระกิตติคุณมาใชกับสถานการณที่ประจัญ

5

เขา ฉะนนั้ นักศกึ ษาตองมีความรูร ูปการณตา งๆ เหลานข้ี องชีวิตที่อยเู บ้อื งหลงั พันธสัญญาใหมกอน เขา
จึงสามารถเขาใจความของพระธรรมนน้ั ไดอ ยางพอเพียง นี่แหละคอื กรณีตาง ๆ อันเก่ียวของอยูในการ
เขา ถงึ โดยอาศยั รูประวตั ิศาสตร

อยา งไรกต็ าม การเขาถงึ โดยอาศัยรูประวัติศาสตรก็มิใชวาปราศจากเสียซึ่งขอจํากัดอันสําคัญ
บางประการ สาํ คัญที่ตอ งเขาใจวาอะไรคอื วิธีการศกึ ษาโดยอาศยั รูป ระวตั ศิ าสตรท ี่แทจริงตอ งระวังขอท่ี
ทาํ ใหว ธิ ศี กึ ษารูป ระวัติศาสตรเ สอ่ื มคา ลงการขาดการระวงั ความประมาทหม่นิ อันเกิดจากความคิดเห็น
เอนลําเอียง ไดทําลายการเขาถึงโดยอาศัยรูประวัติศาสตรเสียอยางยอยยับ รับเอาแตความรังเกียจ
เดียจฉนั อนั ไมเทยี่ งตรงมาจากพวกครสิ เตยี นบางหมบู างเหลา มขี อจํากัดอันนักศึกษาประวัติศาสตรพึง
ยดึ ถอื ไวใหด ีดงั ตอ ไปน้ี

1. วธิ ศี กึ ษาโดยอาศัยรูประวัติศาสตร ไมจําตองลดฐานะพันธสัญญาใหมล งมาในขนาดท่ีถือกัน
วาเปนหนังสือบันทึกเร่ืองราวตามธรรมดา หรืออาจอธิบายไดตามหลักวิชา แตมีเจตนาท่ีจะอธิบาย
บนั ทึกเร่ืองในอดีตนนั้ ได ไมใ ชป ฏิเสธเรื่องในอดีตนั้นเสีย การเขาถึงโดยอาศัยรูประวัติศาสตรผิดกัน
อยา งชดั ๆ จากการเขา ถึงโดยถือเปนเร่ืองธรรมดา หรอื ถอื เอาเหตผุ ลเปนสําคัญ เปนการสบประมาทวิธี
ศึกษาโดยอาศัยรปู ระวัติศาสตรถ า ใชวิธีน้ีเปนวิธีนําเอาพันธสัญญาใหมใหไปเขากับความคิดบางแบบ
เชนแบบท่ีสงสยั ไมเ ชอื่ สงิ่ ซ่งึ เปน ฤทธิ์เดชเหนอื ธรรมชาติ ใครทีจ่ ะสงสัยตามแบบความคิดเชนนน้ั ก็ยอ ม
มีสิทธจิ ะทําได แตไมค วรทจี่ ะทําในนามของวธิ ศี ึกษาโดยอาศยั รูประวัตศิ าสตร แลวคนที่ไมเห็นดวยกับ
ความคดิ แบบที่ไมรับฤทธิ์เดชเหนือธรรมชาติ ก็ถูกกลาวหาวาไมใชนักคนควาทางประวัติศาสตร ไม
จาํ เปนตอ งทงิ้ ความแนใ จในพันธสญั ญาใหมเสยี กอน กอนท่จี ะศึกษาโดยอาศยั รปู ระวัติศาสตร คือความ
แนใ จวาท่ีพันธสญั ญาใหมนนั้ พระเจา เอาการไถบาปมาตั้งใหในวิถีประวัติศาสตรของมนุษย วิธีศึกษา
โดยอาศยั รูประวัติศาสตรนน้ั ศึกษาปรากฏการณของมนุษยที่ขยายตัวขึ้นในยุคพันธสัญญาใหม ความ
ศรัทธาในศาสนาถือวาประวัติศาสตรน้ันมีสัญลักษณของการไถบาป ความศรัทธาเชนนั้นไมใชเปน
ความไมน านบั ถอื เวน ไวแตว าถา ความศรัทธานนั้ หาชองจะขืนใหประวัตศิ าสตรมาเขากับความคาดคิด
ของตนท่มี อี ยูเดิม

2. วิธีศึกษาโดยอาศัยรูประวัติศาสตร ไมไดเรียกรองเราใหถือวาการอรรถาธิบายศาสนาเปน
เรอ่ื งประดิษฐขนึ้ หรอื เปน การบิดผันตํานาน เพราะวาผูเขียนพันธสัญญาใหมมีความสนใจรุมรอนใน
ศาสนาตามที่เขาไดบันทึกเร่ืองลง หรือใหสายธยายไว แลวก็หอหุมเรื่องราวของเขาไวในความ
ประทับใจทีแ่ ยมพรายออกมาและในประสบการณ ดงั นไ้ี มไดปฏิเสธวฒุ ขิ องเขาวาเปน นกั ประวัติศาสตร
ท่ีเชื่อถือไมได ตรงกันขาม กลับเปนการเชิดชูคุณคาบันทึกของเขาอยูสูงสงา เชนสมมุติวานัก
ประวตั ศิ าสตรในยุคอคั รสาวกทําเหมือนหน่ึงเขียนพันธสัญญาใหมใหเรา ซ่ึงไมเปนอะไรมากไปกวา

6

บนั ทกึ เหตุการณใ นปน ้นั หนง่ึ ๆ เทาน้ันเองเหตกุ ารณอนั ไมชวนความสนใจ ไมพดู ถงึ ความประหลาดใจ
ในจติ สาํ นกึ ของผเู ขียน ไมพ ูดถึงประสบการณ ไมดีดานท่ีเปนสิ่งย่ังยืนถาวรอันยอมจะเกิดขึ้นจากดวง
วิญญาณอันรบเรา ทางศาสนา แลวทานลองคิดดูเถอะ พันธสัญญาใหมแบบนั้นจะเรียกรองจิตใจคน
ในทางศาสนาไดสักเทาไหรอยางเชน จิตใจของคนในชั่วอายุแหงศตวรรษท่ีสิบเกา อันหางไกลออกมา
จากเหตุการณน้ัน ๆ เพระความสนใจทางศาสนาของพันธสัญญาใหมนั่นเองที่ใหคุณลักษณะอันไมมี
อายุจํากัด และมีคุณคาแกคนในช่ัวอายุตอมา ใมใชเรื่องเหตุการณของประวัติศาสตรคริสเตียนใน
ศตวรรษทห่ี น่ึงที่เราตง้ั หนา ตง้ั ตาสนใจ แตส ว นทเี่ ปน หนา ทีใ่ นการปฏบิ ตั ติ วั ของครสิ เตยี นแหง ศตวรรษ
ทหี่ นึ่งทีเ่ ราสนใจแท ๆ ฉะนัน้ นกั ศึกษาโดยอาศยั รปู ระวัตศิ าสตร ไดพ บคณุ คา อันเปน เนื้อแทในปฏิกิริยา
ที่แยม ออกมาใหเห็น ที่จิตสํานึกของคริสเตียนมีตอเหตุการณของยุค และไตรตรองดูความสนใจทาง
ศาสนาและใหอ รรถาธิบายใหเปนเนื้อแทของประวัติศาสตร ไมใชเปลือกนอกอันไรคาซ่ึงจะตองแกะ
ออกและทิ้งไปในการท่ีจะคนเอา “แกนแทของประวัติศาสตร” แกนของประวัติศาสตรก็ไมมีคา ถา
ปราศจากเสยี ซ่ึง “เกลด็ เล็กเกลด็ นอยในตาํ นาน” ซ่งึ ลอมรอบอยู อันเปนผลของความสนใจทางศาสนา
และปฏิกริ ิยาของศาสนาคริสเตยี นแหงยคุ อคั รสาวก

3. วิธีศกึ ษาโดยอาศัยรปู ระวัติศาสตร ไมไดเ รยี กรองใหเ ราปด ฐานะของพนั ธสัญญาใหมเสีย ไม
ถือวาเปนมาตรฐานสมบูรณสําหรับความเชื่อและการปฏิบัติตัวของคริสเตียน นี่แหละการเขาถึงโดย
อาศัยรูประวัติศาสตร ตองผิดกันกับทาทีทางปรัชญาบางประการ มีกลุมการศึกษาทางปรัชญาในยุค
สมัยใหมเปนกลุมใหญ ทถี่ อื วา ความจรงิ เปน ส่ิงอันเกี่ยวของอยกู ับอะไรและอาจเลือ่ นไหลพลกิ แพลงไป
มาได มากกวาเปนสิ่งอันแนนอนปก หลกั และโดดเด่ียวในตัวเอง การสมมุติฐานเชนน้ีเทากับปฏิเสธวา
ไมม คี วามจรงิ สําแดงมาในประวัตศิ าสตร ซึ่งจะเปนมาตรฐานเด็ดขาดไวสําหรับชนชั่วอายุรุนตอ ๆไป
แตน เี่ ปน แตป ญ หาทางปรัชญา ไมใชท างประวัติศาสตร ความประสงคข องวิธีศกึ ษาโดยรูป ระวตั ิศาสตร
คอื ท่จี ะดเู ร่ืองจริงและใหอรรถาธิบายพฤติการณของมันในการปฏิบัติตัวของคริสเตียนในศตวรรษที่
หนึง่ ได มนั ไมไ ดอยใู นขา ยท่ีจะกําหนดวา เร่ืองราวตาง ๆ เหลา นนั้ และสัญลักษณของมัน หมายความวา
กระไรในทัศนะและในจิตสํานึกของคนแตละคนในศตวรรษท่ีย่ีสิบนี้ เพราะฉะน้ันนักศึกษา
ประวัติศาสตรเห็นมาตรฐานในพันธสัญญาใหมวา เขาควรจะปฏิบัติตัวทางศาสนาประการใดขนาด
ไหน การนน้ั จงึ มิเปน การไรวุฒิแกเขา

เม่ือรูจักขอจํากัดเหลานี้แลวไซรและเคารพ วิธีศึกษาโดยอาศัยรูประวัติศาสตรจึงมีคาแก
นกั ศกึ ษา และไมควรจะปด ขอ จาํ กัดเหลานี้เสยี หรอื ไมนาจะมีความรูส ึกวา เปนการคกุ คามความศรัทธา
เครง ครัดในศาสนาคริสเตยี น

7

ความจริงน้ัน การเขาถึงพนั ธสญั ญาใหมด ว ยอาศัยรูประวัติศาสตรนั้นเปนการทําใหเห็นชัดวา
พันธสญั ญาใหมน นั้ เขา ประสานกบั เหตุการณใหญ ๆ ท้ังหลายแหล ที่แพรอยูในประวัติศาสตรมนุษย
หาไดเปนเครือ่ งเหนีย่ วหนวงความศรัทธาหรือความสักการแตอยางใดไม แตกลับเปนการสงเสริมท้ัง
สองอยา งคือทั้งความศรัทธาและความเคารพคารวะ ควรจะไดความดลใจใหกลอมสนิทจนเห็นจริงวา
พระเจา ทรงมีบทบาทอยูในประวัติศาสตรแนดังท่ีพระองคทรงมีบทบาทอยูในพระคริสตคัมภีรจริงๆ
หากแตวาเปน บทบาทประเภทผิดกัน บทบาทของพระองคในประวัติศาสตรก็คือดังแนวการจัดสรรให
อะไรเปนอะไร หรือเกิดขึ้นอยางไรดูเหมือนเกิดขึ้นตามธรรมดา สวนบทบาทของพระองคในคริสต
คัมภรี  กค็ ือการทรงสําแดงความจรงิ เปนพเิ ศษประวตั ิศาสตรท ี่แทจ รงิ ก็คือ “เรอื่ งราวของพระองค” เปน
บันทึกความคืบหนาของมนษุ ยไปตามทศิ ทางทพ่ี ระเจาทรงนํา ประวัติศาสตรก็คือพ้ืนภูมิภาคอันกวาง
ใหญไพศาล พันธสญั ญาใหมก็คือยอดภูเขาอันสูงตระหงานดวยรัศมีเกียรติ ฉายแสงแหงพระคุณและ
ความงามแผไปคลุมทั่วบรเิ วณภูมภิ าคทั้งหมด ยอดประวัติศาสตรทั้งในยุคกอนและหลัง จะมารวมจุด
กันที่ยอดพันธสญั ญาใหมน้ีมีสงา อะไรที่ทุกอยางมีสวนสงเขามาเปนเน้ือวรรณกรรมของพันธสัญญา
ใหม โดยประวตั ิศาสตรยุคกอ นกด็ ี ในยุคเดยี วกันนั้นกด็ ี แสดงใหเ ห็นชวี ิตมนุษยไดรับการเชิดชูข้ึน และ
มีรศั มเี กียรติ ก็เพราะความหมายของแผนการไถบาปอันทรงเกียรติของพระเจาฉายมาจับที่เขา ถาเรา
มองดูพันธสัญญาใหมดวยทัศนะเชนน้ี ก็จะเห็นวาพันธสัญญาใหมเปนผลและเปนสวนของ
ประวัตศิ าสตรมนษุ ย ก็จะยง่ิ เหน็ เดน ชัดยงิ่ กวา อะไรวา พนั ธสัญญาใหมนั้นเปนการฝมือหรือฝพระหัตถ
ของพระเจา เองทเี ดียว พระเจาผูเ ดียวกนั น้นั ทรงกระทําการในดานทางพระองค ดลจิตดลใจผูเขียนแต
ละคนใหเขียนไปตามการทางดล แลวยังทรงทําการในดานทางมนุษย จัดสรรบันดาลสถานะทาง
ประวัติศาสตรใหเ หมาะแกทจ่ี ะตง้ั แผนดนิ ของพระองคข ึ้น ภายใตแสงรัศมีอันบรสิ ุทธนี้ ครสิ ตศตวรรษ
ที่หน่ึงไดใ หสัญลกั ษณสาํ คญั ซึง่ เปน และยงั ทรงกําหนดใหเ ปน อยู อันไมม บี ันทึกเหตกุ ารณตามธรรมดา
มนษุ ยล ว น ๆ อนั หนง่ึ อันใดเทียมเทา ไมมเี ลย

8

สารบญั

หนา
บทท่ี 1 ส่ิงแวดลอมของพระคริสตคัมภรี ภ าคพนั ธสัญญาใหม ..............................................................10

ภาค ท่ี 1 ลัทธิยูดาหน ิยม
บทที่ 2 ดินแดนแหงลทั ธิยูดาหนยิ ม.......................................................................................................19
บทที่ 3 วรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนยิ ม.................................................................................................32
บทท่ี 4 กําเนิดและวิวตั นาการของลทั ธยิ ูดาหนิยม.................................................................................51
บทที่ 5 ลัทธยิ ูดาหนยิ มใตจักรวรรดิโรมัน.............................................................................................71
บทที่ 6 ศาสนาในลทั ธิยูดาหนิยม ..........................................................................................................87
บทท่ี 7 สถานะทางประชาคมของยิว...................................................................................................119

ภาคท่ี 2 เฮลเลนนยิ ม
บทท่ี 8 รฐั บาลโรมนั ............................................................................................................................134
บทท่ี 9 วฒั นธรรมกรีก........................................................................................................................151
บทที่ 10 กรีก-โรมนั ประชาคม ............................................................................................................172
บทที่ 11 ศาสนาของชาวตะวนั ออกปนกรีก.........................................................................................203

9

บทท่ี 1 สงิ่ แวดลอ มของพระครสิ ตค มั ภีรภ าคพนั ธสัญญาใหม

เราจะเร่ิมบทนดี้ วยการพจิ ารณาดูคําของทา น ที.อาร. โกลเวอร ท่ีวา “คริสตจักรเกิดขึ้นในโลก
ดวยลกั ษณาการยิ่งใหญ และอยใู นความตองการใหญ และเปนมรดกยิ่งใหญและคริสตจักรไดชัยชนะ
โลกกเ็ พราะคริสตจกั รไดประกาศแจงแกช าตมิ นุษยใหรับเอาสิ่งอันมีอันดับสูงสุด”1 โลกอันอัศจรรยที่
ไดพ ระราชทานศาสนาคริสเตียนมาน้ี ใครจะถือวามันวิวัฒนาการขึ้นมาอยางไมมีเจตนาก็เชิญได แต
สําหรบั พวกเรา เราใหอรรถาธิบายตามความรูทเี่ กิดจากความเชื่อความศรัทธาของคริสเตียนวา มันเปน
การจัดสรรของพระเจา เพื่อใหแ ผนดนิ ของพระครสิ ตม าต้งั ในโลกอยางมผี ล

โลกที่ศาสนาคริสเตียนมาลงรากไวครั้งแรกนั้น เปนโลกท่ีถูกปนโดยชนหลายชนิด
ประกอบดวยชนชาติใหญ ๆ 3 ชาติสืบตอมากันมา คือ ชนชาติชาวตะวันออก ชาติกรีกและชาติโรมัน
ท้งั 3 ชาตนิ ีโ้ ดยพฤตินัยก็วาไดปนเปกันจนเปนเหมือนชาติหนึ่งชาติเดียว แตท่ีจริงน้ันแตละชาติตางมี
หนุ สวนของตนอยูอ ยางชดั ชนชาตชิ าวตะวนั ออกไดน าํ เอาปรัชญาและศาสนาเขามาแพรไวกวางขวาง
ศาสนาคริสเตียนไดพบกับมรดกของชนชาวตะวันออกฝงลึกอยูในหัวใจของทั้งโลกยิวและโลกคน
ตา งชาติ และมรดาน้นั ยังมพี ลังอยใู นชีวิตแหง ยุค โลกท่ีศาสนาครสิ เตียนมาประจัญอยูนั้น เปนโลกเดน
ดวยวัฒนธรรมกรีก เพราะวัฒนธรรมกรีกไดซึมซาบอยูในโลกยุคนั้น ภาษากรีกเกือบจะใชกันเปน
ภาษาสากล จนกระท่งั เปาโลไดเ ขยี นหนงั สอื โรมดวยภาษากรีกถึงคริตสจักรซ่ึงอยูในใจกลางของชาติ
ละติน พระจักรพรรดิโรมันหลายองคไ ดใชภ าษากรีกเปน ภาษาราชการ โลกนั้นเปนโลกโรมนั เพราะตก
อยภู ายใตการเมืองปกครองโดยประเทศโรม โลกกรกี -โรมันนี้แผคลุมไปรอบฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียน
ตง้ั แตแควน แหงอัฟริกา ถึงประเทศกอล และมีอารยธรรมสูงท่ีสุดในยุคนั้นและเปนโลกหนึ่งของโลก
ประวัติศาสตรมนุษยท่ีสูงท่ีสุด ที่จะเขาใจความเปนของศาสนาคริสเตียนเริ่มแรก โดยท่ัวถึงและเห็น
คุณคา เราตอ งเขาใจซาบซ้งึ ถึงสวนตาง ๆ และความเกย่ี วขอ งของโลกกรีก-โรมันนี้ท้ังหมด แตพ้ืนฐาน
นนั้ ปลู งในโลก ซ่ึงโดยทวั่ ไปจัดวาเปนโลกชนชาติชาวตะวนั ออก และโดยเฉพาะอยางยิง่ ชาตยิ ิว

1 The World of the New Testament, หนา231

10

รากฐานตะวันออก

สว นตา ง ๆ ทางตะวันออกไดเปน รากฐานชนั้ ลางอยางไมมีอะไรสงสัยเลยในโลกแหงศตวรรษ
ที่ 1 มนั เปนกําเนิดและเปนพืน้ ฐาน ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมกรีกไดหล่ังไหลเขาในความคิดของ
ชาวเอเชีย โดยทางประตูที่เปดโดยอเล็กซานเดอรม หาราช แตค วามคดิ ของชาวเอเชีย กย็ ังคงคา งอยูที่นั่น
ทั้งนิยมความลับลึกอยางรุมรอน ชนชาติเอเชียคิดถึงอะไรก็คิดถึงสิ่งอันเปนตัวเปนตน ความคิดและ
ระบบศาสนาก็เกาบุรมบุรานเต็มที ศาสนาประกอบดวยความลับลกึ ซ่ึงเปนพลงั อทิ ธิพลอยูเบ้อื งหลงั ของ
พนั ธสญั ญาใหม สว นใหญม ีกาํ เนดิ ในตะวันออก และสรรพวิทยาการทางตะวนั ออกปรัชญาในศตวรรษ
ที่ 1 แสดงใหเห็นรองรอยหลายอยาง เปนความคิดของชนชาติชาวตะวันออก โดยเฉพาะปรัชญาของ
โลกฝงตะวนั ออกของทะเลเมดิเตอรเนียน

ตะวันออกนะมีพื้นเพดี แตที่จะรูจักความเปนอยูของชนในภาคพื้นนี้ไดดีจะตองพิจารณากัน
อยางใกลชิด ชนชาวตะวนั ออกไดเขา สว นในศาสนาคริสเตยี นรงุ เรมิ่ เปน 3 สถาน

1. สถานท่ีเกี่ยวกับการมาติดตอ (การประกาศศาสนา ในดานลัาษณะกําเนิดของศาสนาคริส
เตียนแสดงวาเปนสวนตัวของตะวันออก เราไดสังเกตเห็นแลววา ชนยิวเปนชนเช้ือชาติตะวันออก มี
ความคิดท่ีอยูบนพื้นฐานตะวันออกหลักคําสอนของคริสเตียนที่เปนพ้ืน และด้ังเดิมก็เปนสวนทาง
ตะวนั ออกตามประวัติศาสตร เพราะเหตนุ เี้ มื่อศาสนาครสิ เตียนประกาศแกโ ลกของชนตางชาติ ก็ปรากฏ
วาจิตวทิ ยาทางศาสนาเขากันกบั ขาวประกาศเปนอันดี และความจริงที่วาอิทธิพลตะวันออกไดแผแพร
ไปในโลกแหงศตวรรษที่ 1 จนศาสนาตะวันออกเปน ที่นยิ มเหมือน ๆ กัน ในอเล็กซานเดรียในเอเธนซ
และในโรม จึงเปน การปูสนามการตดิ ตอ (หรอื การปา วประกาศ) ไวสาํ หรับศาสนาคริสเตียนท่ัวไปใน
สว นใหญของอาณาจักรโรมนั ความจรงิ นีส้ ําคญั ไมใ ชเ ล็กนอยในการใหอรรถาธิบายประวัติศาสตรยุค
อคั รสาวก

2. ใหอ ะไร ๆ ท่ีเปนความคิดเห็นวามีอยูในศาสนาตะวันออกมีสวนสงใหแกศาสนาคริสเตียน
นนั้ เปน การสงใหโ ดยผา นทางลทั ธิยดู าหนิยมเปนสว นใหญ การที่ความคิดของยูดาหนิยมกับความคิด
ของตะวันออกมาประสบกันติดตอ กัน ในระหวางยุคของการตกเปนเชลยกบั ยคุ ของการฟนชาตินั้น ได
มีผลทําใหความคิดทางศาสนาของยิววัฒนาข้ึน มีความคิดเห็นอะไร ๆ เดนชัดข้ึน แลวความคิดทาง
ศาสนาของยวิ นก้ี จ็ ดั รปู เปน เนือ้ หาสวนใหญข องศาสนาคริสเตียน ลัทธิตะวันออกนิยมมีสวนสงใหแก
ลัทธยิ ดู าหนยิ มนน้ั สว นทสี่ งใหมีเน้ือหาอะไรบาง ขนาดใดบาง ขอน้ีกําหนดแนไมได และจะกําหนด
ไมไดอยา งไมตองสงสัย ถึงแมกําหนดไมได ความจริงท่ีวาลัทธิตะวันออกนิยมมีสวนสงใหนั้น ก็เปน
เรือ่ งจรงิ เกินกวาทจี่ ะเถยี งได แตถ งึ ตะวันออกจะสง อะไรใหยูดาหนิยมจนผานมาถึงศาสนาคริสเตียน ก็
ไมใ ชเปนการบอนทําลายความจริงของศาสนาคริสเตียนเสีย จนหลักความเชื่อตองคลอนแคลนลงก็หา

11

มิได และไมควรจะเปนเชนน้นั ดว ย ถา พระเจา ทรงโปรดใชความประสบกนั ของความคิดในตะวันออก
นยิ มเพือ่ ทําใหบางสวนของการสําแดงของพระองคไดเห็นไดเขาใจเดนชัดข้ึน หลักความเชื่อท่ีไดมา
โดยรปู การณเ ชน นนั้ กย็ งั จัดวาเปนมาจากพระเจาไดอยางสนิท เพราะพระเจาทรงใชรูปการณอยางน้ัน
เปนเครือ่ งมือท่ีจะใหเ กดิ ความเขาใจการสําแดงของพระองคได เราจะตองรับเอาวิธีการของพระเจาที่
ทรงใชมากกวา การยดึ ถือวา พระองคท รงเอาแตฤทธิแ์ ตเดชมาบงการใช

ทฤษฎีของชาติเปอรเซีย และชาติบาบิโลนเปนทฤษฏีท่ีคูขนานไปกับทฤษฎีของยิวอยาง
ใกลเ คียง เชน ความอมตะของวิญญาณจิต โลกวิญญาณจิตนั้นมอี ะไรท่ีมนุษยไดกระทําไวจะเปนผลติด
เน่อื งไปเปน นริ ันดร และคนที่ตายแลว จะกลับเปนข้ึนมาอีก เหลา น้เี ปน ความคดิ เหน็ ที่คนยิวเชอื่ ถืออยาง
เดยี วกนั กับพวกเพ่ือนบา นชนชาวตะวันออกทง้ั หลาย เชื่อถอื เหมือนกัน

(1) อทิ ธิพลของบาบิโลน มาเปน ผลกระทบตอลทั ธิยูดาหนยิ ม ชนเช้ือชาติฮีบรูต้ังแตบุรมบุราณ
หา งไกลมาแลว ไดส นทิ ชดิ เชอ้ื กบั อารยธรรมบาบิโลน ความสนทิ ชดิ เชอื้ นี้ถงึ ขนาดพเิ ศษ เม่อื คราวทชี่ าติ
ยูดาหตกเปนเชลยของบาบโิ ลนความจริงนพี้ สิ จู นไ ดชดั โดยคนยิวเปนอันมาก มนี ามซึ่งแสดงวานามน้ัน
ๆ มีกําเนิดจากเมโซโพเทเมีย2 อิทธิพลของบาบิโลนสงผลทางเศรษฐกิจเปนเรื่องแนอยางหนึ่ง ทําให
พวกคนยิวเปนอันมากมีอาํ นาจและมงั่ คัง่ ใหญ และใหมชี วี ิตทางการคา เปน ลํ่าเปนสนั ในดา นวัฒนธรรม
บาบิโลนกส็ ง ผลแกคนยิวอยา งแรง ทําใหนกั คดิ ของคนยวิ เปน อนั มาก และพวกครกู ไ็ มใ ชนอยหนั หวั ไป
ในทางวชิ าดาราศาสตรแ ละปรัชญาของชาวบาบโิ ลน อิทธพิ ลทางดา นศาสนาของบาบโิ ลนก็ตอ งเชน กัน
ไมนาสงสัย มากระทบสงผลแกหลักเทวศาสตรของยูดาหนิยม รองรอยของอิทธิพลเชนน้ันชัดแจง
ทีเดยี ว

(2) หลกั ฐานท่ีแนชดั ขนึ้ และดงั ขึน้ เมือ่ เราหนั ไปทีอ่ ทิ ธิพลของเปอรเซยี ความคิดตา ง ๆ เก่ยี วกับ
ชวี ติ โลกหนา หรอื โลกภายหนา ทางศาสนายง่ิ เห็นไดเดนชดั ยงิ่ ขน้ึ วา มาจากตาํ รบั ของเปอรเซีย เชนเรื่อง
สวรรค นรก การเปน ขนึ้ จากตาย และชัยชนะของผชู อบธรรม พลังฤทธิ์และหนาท่ีของโลกวิญญาณจิต
มาขัดเกลาใหชัดยิ่งข้ึนในความคิดของยิวหลังจากท่ีไดสัมผัสกับความคิดทางศาสนาของเปอรเซีย

2 ดหู นังสอื ของทาน ไดเช ช่ือ Jesus in Babylonia, หนา 11-29

12

มาแลว 3 ความสนใจอยางเรือ่ งในหนงั สือพระธรรมวิวรณ และถอ ยคําใชกบั เรอื่ งนน้ั ๆ ปรากฏเดน ย่ิงขึ้น
ในลัทธิยูดาหนิยมหลังจากยุคเปอรเซียนั้นแลวลัทธิยูดาหนิยมไดเห็นอยางเดียวกันกับความคิดของ
เปอรเ ซยี ในเร่ืองเทวทูต และวฒั นาไปไกลเกนิ กวา ความคิดงาย ๆ ของพระคริสตคัมภีรภาคพันธสัญญา
เดิมมาก คําวา “เมืองบรมสุขเกษม” (Paradise) มักจะหมายถึงสวรรคอยูบอย ๆ น่ีก็มีกําเนิดมาจาก
เปอรเซีย คําวา “ซาตาน” ก็เหมอื นกันตํารับท่ีวา ดวยภูตผีปศาจของลัทธิยูดาหนิยมในยุคตอมา ก็มาจาก
ตาํ รับของเปอรเ ซียเปนสวนใหญ

ท่ีลัทธิยูดาหนิยมรับเอาอิทธิพลของบาบิโลนและเปอรเซียเขาไวก็เปนการรับเอาโดยไมรูตัว
สว นใหญชนยวิ ยงั คงดาํ รงไวซ ง่ึ ชวี ิตและความเปน อยูของเขา ไมเอาแบบอยา งใครทงั้ หลักธรรมคําสอน
ก็ยดึ ไวอยางเหนียวแนน เม่อื มีการยอมใหเชลยยูดาหกลับถ่ิน หลักศาสนาของยิวก็ออกมาจากลุมเมโซ
โพเทเมยี ในรูปเดิมไมถ ูกแตะตองแตอยางใด ผลของอิทธิพลบาบิโลนเปอรเซียสวนใหญ คือทาทีใหม
ของความคิดและในคํานยิ าม

3. ในดานของการขัดกัน รากฐานตะวันออกน้ีที่มีสวนสงใหแกพระคริสตคัมภีรภาคพันธ
สัญญาใหมนั้น เปนไปในรปู ขดั กันมากกวาในรปู ตามกัน ทําใหสวนตาง ๆ ในความคิด ฝายคริสเตียน
ลอยเดนขน้ึ มาในทางขัดยันไวเปน การตอตา นกับสิ่งท่ีมาประจัญ สวนที่สงใหโดยตรงน้ันมาทางยูดาห
นยิ มสว นทสี่ ง ใหโดยออมมาทางปรชั ญาเฮลเลนและศาสนาของกรีกปนตะวันออก การถือศาสนาโดย
ไมเ นนความสําคัญของศีลธรมมก็ดี ความคดิ ที่วา โลกจักรวาลประกอบดวย 2 ฝายก็ดี การท่ีเห็นอํานาจ
ของโลกวญิ ญาณจิตบิดผนั ไปก็ดี กอ ความยุงยากและสับสน ใหเปนการคุกคามแกคําส่ังสอนของคริส
เตยี นเมอ่ื ทําการปาวประกาศไปในโลกของคนตางชาติ ท่ีจริงตั้งแตศตวรรษที่สองเร่ือยมา สวนท่ีเปน
ตะวนั ออกเหลาน้ีไดพ ยายามเขา ผสมผสานกับคําสอนของคริสเตียน แตศาสนาคริสเตียนยุคอัครสาวก
น้นั ผจญกบั ลัทธิตะวนั ออกนิยม สวนใหญเปนไปในทางปะทะกัน ฉะนั้นเองทาน ดีน อิงเจ ไดอางถึง
ศาสนาครสิ เตยี นวา เปน ศาสนาใหญที่มสี ว นของตะวนั ออกนอยท่สี ดุ 4

3 ดูหนงั สือของทาน บทู ช่อื The World of Jesus, หนา 24
4 ดูหนังสือของทา น โกลฟเวอร หนา 29

13

ชาติยวิ เปน เบ้ืองหลงั

โลกที่ศาสนาคริสเตียนเกิดข้ึนมาน้ันเปนโลกของชนชาติตะวันออกโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะ
อยางย่งิ และโดยใกลช ดิ อยา งย่ิงคือชาติยวิ โลกเปนโลกของชนชาติชาวตะวนั ออกเพราะลัทธิยูดาหนิยม
เปนตะวันออกโดยเช้ือสายและโดยพื้นฐานแตถึงกระนั้นก็ยังมีความเดนชัดของยูดาหนิยม อันไม
เหมือนกบั ลกั ษณะท่วั ๆ ไปในโลกตะวันออก ซึ่งตองแยกมาศกึ ษาโดยเฉพาะ เปนพวกหน่ึงตางหากของ
ชีวิตคนโบราณ ศาสนาครสิ เตยี นรับเนอ้ื หาสว นใหญท ่ีสุดมาจากลัทธิยูดาหนิยม ในดานประวัติศาสตร
พระเยซูเปน ยวิ เปาโลเปนยวิ พวกคริสเตียนรนุ แรกท้งั หมดเปนยิว หลักธรรม การปฏิบัติ จิตวิทยาและ
ประสบการณใ นศาสนาครสิ เตียนแหงศตวรรษท่ี 1 อยใู นความครอบงําของยิว ถึงแมวาศานาคริสเตียน
กาวเรอ่ื ยไปในทศิ ทางของเฮลเลน แตค นใดทีเ่ ริ่มศกึ ษาพันธสัญญาใหมจะไมคํานึงถึงยิวเปนเบ้ืองหลัง
ของพันธสญั ญานั้นกไ็ มได

มีการอางถึงคณะตาง ๆ อยูซ้ําๆ สถาบันตาง ๆ และขนบธรรมเนียมตาง ๆ ที่เกิดข้ึนในตอน
ศตวรรษตน ๆ ของประวัตศิ าสตรช าติยิว เชนพวกฟารีสี พวกซาดกู าย และแซนเฮดริน ธรรมศาลา และ
อะไรตอ อะไร การใชถอ ยคําท่ีรูก นั อยูอยางคุน เคยและรบั รกู นั อยางดแี ลวที่พระเยซไู ดท รงใชตรสั เชน คาํ
สน้ั ๆ แตมีความหมายกวางขวาง คําเทศนาในรูปของการสอน คําอุปมาอุปมัย ความคิดทางศาสนาที่
แพรอยูของลัทธิยูดาหนิยมมาตรฐาน พันธสัญญาใหมก็รับเอามาใชและถือวาทุกคนก็ทราบแลว เชน
พระเจา การสําแดง ความอมตะ การพิพากษา ทตู สวรรค พระเมสิยาหแ ละอะไรตอ อะไรอีกสภาพที่มีอยู
ทัว่ ไปของชวี ติ ในปาเลสไตนเปน เบื้องหลังของทุกขอในหนงั สือพระกิตตคิ ณุ เหลา นแ้ี ละรูปการณอยาง
อน่ื ๆ อกี มากตอ งการความรูเ รอ่ื งชวี ิตชาตยิ วิ และประวัตศิ าสตรข องเขาเพอ่ื จะไดใหอรรถาธิบายใหได
ขนาดดพี อ

กรีก-โรมนั เบ้อื งหลัง

ประวัติศาสตรชาติยิว ที่ตั้งอยูบนรากฐานตะวันออกเปนประวัติศาสตรท่ีสงพันธสัญญาใหม
ออกมาเปน ผล ยังมปี ระวัตศิ าสตรท ่ีพันธสญั ญาใหม เขามาเปนสวนหน่ึงของประวัติศาสตรนั้นก็มีดวย
ทพี่ ระเยซสู อนวาพระองคเ ปน พระเมสยิ าหแ ละทพี่ วกศษิ ยของพระองคก ็สอนอยางนน้ั แตพวกยิวไดปด
ไมรบั เชอ่ื อยางน้ัน ทาํ ใหศาสนาใหมจ ําตอ งหนั ไปปาวประกาศแกโลกอันกวางภายนอกพวกที่ถือลัทธิ
ยวิ อยา งเครง ครัดใหร บั เช่อื คนผรู บั เช่อื รุนแรกไดแกคนพวกชาวยิวหัวกวางในปาเลสไตนตอจากน้ันก็
เปนชาวเฮลเลนทเี่ ขาจารีตยวิ และในท่สี ดุ ก็พวกคนตางชาติ ดงั นั้นสนามทาํ การของศาสนาคริสเตียนยุค
อคั รสาวกกค็ อื โลกกรีก-โรมนั อันกวางน่นั เอง คนผศู รทั ธาในศาสนาคริสเตียนกเ็ ห็นวาวัฒนาการนี้เปน
การเคลอื่ นไหวท่ีพระเจาจดั สรรขึน้ เพ่ือแผนของการไถบาป

14

เราเรียกโลกของคนตางชาติในสมัยนั้นวา “กรีกโรมัน” เพราะเปนโลกที่มี 2 แบบปนกันอยู
แบบกรกี และแบบโรมัน แลวเม่ือ 2 แบบท่ีปนกันนี้กลายเปนชีวิตอีกแบบหนึ่งท่ีผลิตออกมา เราเรียก
ชวี ิตแบบที่ 3 ทผ่ี ลติ ออกมาน้วี า เฮลเลนนิยม

1. อารยธรรมกรีกไดหลั่งไหลไปทวมโลกตะวันออกกันใหญ อเล็กซานเดอรมหาราชเปนผู
นําเขามา ท่ีเราจะพูดวาผลแหงชัยชนะของอเล็กซานเดอรที่มีตอโลกของพันธสัญญาใหมนั้นเปนผล
ใหญโตเกินจริงไป เราพูดอยางน้ีงาย ๆ ไมไดแตที่อเล็กซานเดอรไดมีสวนใหญสงใหโดยตรงนั้น คือ
พระองคทานไดนาํ เอาผูรบั ใชศ าสนาครสิ เตียนออกมารบั ใช คอื ความคิดแบบกรีกพรอมดวยปญหาตาง
ๆ ทางปรชั ญาของกรกี และอักษรภาษา คอื ความคดิ แบบกรีกและภาษากรีก เทา ที่ความเขา ใจอยา งมนษุ ย
เราจะเขาใจไดก็เห็นวา ถา พระศาสนาของพระเยซูคริสตไมไดความคิดแบบกรีก ภาษากรีก มาใชแลว
ไซร จะใหอ รรถาธิบายอะไรไดไมพ อเพยี งเลย พระบุตรของพระเจา สั่งสอนโลกไดดีทสี่ ดุ โดยทางหัวใจ
ศาสนาของยิวแตการสั่งสอนนั้นจะใหอรรถาธิบายไดดีท่ีสุด ก็ดวยความคิดแบบกรีกและภาษากรีก
ความคดิ แบบกรกี นีท้ ําใหศ าสนาครสิ เตยี นละเอยี ดแยบคายและจบั จิตจบั ใจชีวติ ชนตา งชาตขิ องสมัยนั้น
อันท่จี รงิ แลวก็กอนนน้ั เสยี อกี ดว ยซาํ้ เพราะอทิ ธิพลเฮลเลนไดกระทํากับยูดาหนยิ มเกนิ กวาท่ียูดาหนิยม
จะเห็นวา เปน ความจรงิ และรับสารภาพออกมา โรมันไดใหห ลักการปกครองและการบริหารประเทศแก
ศตวรรษที่ 1 แตกรีกเปนผูปนชีวิตทางสติปญญาอิทธิพลกรีกครอบงําวัฒนธรรมของโลกอารยธรรม
ทง้ั สน้ิ โลกน้ันทางการเมอื งเปนโรมนั ทางวัฒนธรรมเปนกรีกทางสังคมเปนคนพ้ืนบานพื้นเมือง ทาง
ศาสนาเปน โลกทถ่ี ือศาสนากรีกปนตะวันออก

2. โลกกรีกปนตะวนั ออก หรอื ที่เรียกวากรีกโก-โอเรยี ลแทลนัน้ อเล็กซานเดอรเ ปน ผกู อ เกิดข้นึ
ภายหลังประเทศโรมไดมาเอาชนะอีกทีและจัดระบบระเบียบเสียใหม แตโรมเปลี่ยนแปลงไดก็แตรูป
ภายนอกเทา นัน้ ฉะน้ันโรมไดใหสวนแกโลกแหง พันธสญั ญาใหมส วนใหญจ ึงเปน แตภ ายนอก สวนสง
อะไรก็ตามทีเ่ ขา ในเนอื้ หาของความคิด และชวี ติ น้นั เปนแตเพยี งโดยออม โดยแกนแทน้ันความคิดและ
ชีวิตของโลกทะเลเมดิเตอรเรเนียนยังคงเปนกรีกปนตะวันออก การเชนนี้ไดแกระแวกภาคเอเชีย
โดยเฉพาะและโดยกําเนิด แลวกค็ อ ย ๆ เพิ่มพนู ลามมาไดแ กโลกภาคตะวนั ตก โดยเฉพาะอยางย่ิงในยุค
หลังอัครสาวก เมื่อปอมเปยนําทัพยํ่ามาทางตะวันออกทานมิไดทําลายชักชนะผลของอเล็กซานเดอร
ทา นเพียงแตน าํ ความสงบมาใหไดสําเรจ็ และจัดระเบียบท่ียุงเหยิงในจักรวรรดิของอเล็กซานเดอรเสีย
ใหม จนแผนการยิ่งใหญของอเล็กซานเดอรที่จะทําใหเปนโลกวัฒนธรรมกรีกอาจดําเนินตอไปอยาง
เกดิ ผลเฮลเลนนยิ มไดหันกลับเขา หาโรมดวยวัฒนธรรม และทาํ ใหจักรวรรดโิ รมนั เปนโลกกรกี โรมัน

พูดใหเปนการเปรียบเทียบตอไป อยางที่เราไดใ ชพดู กนั มาแลว สว นทเ่ี ปนตะวันออกยังคงเปน
รากฐานชนั้ ลาง กรีกเปน รากฐานชั้นบนของโลกทะเลเมดิเตอรเ รเนียนภาคตะวันออก แลวโรมก็ปนรูป

15

และตบแตง ผิวหนา พดู กนั ตรงๆ กวา น้ันก็วา โรมจดั ระบอบและบริหารชีวิตท่ีปนไวแลวเมื่ออเล็กซาน
เดอรเอาภาษาและวฒั นธรรมกรกี เขา มา คละเคลากับชวี ิตศาสนาและชีวิตสังคมของเอเชีย แตโดยที่โลก
ท่ศี าสนาครสิ เตียนเขา มากอกําเนดิ ไดอ ยูใตปกครองของจักรรวดิโรมัน การท่ีจะรูจักวิสัยการปกครอง
ของโรมัน ก็ยอ มเปนการชวยอยา งมีคา และกจ็ าํ เปนตองรเู สียดวยในการท่ีจะใหอ รรถธิบายพันธสัญญา
ใหม

โดยการสํารวจมานีเ้ ราจึงเห็นวาสง่ิ แวดลอ มของพันธสัญญาใหมประกอบดวย 2 ดานชัด ๆ อัน
เปนดานชีวติ ของศตวรรษท่ี 1 ซึ่งเปนวธิ ีทเี่ ก่ียวพันกับสนิทสนม แตก ระน้ันก็ดีลักษณะท่ัว ๆ ไปของเขา
ก็ยงั คงสอแสดงวาอะไรเปน อะไรอยา งแจม ชดั ดา นหลักของโลกแหงพนั ธสญั ญาใหมส องดานนีเ้ รยี กวา
ลัทธิยูดาหนิยม และลัทธิเฮลเลนนิยม ลัทธิยูดาหนิยมไดแกชีวิต ความคิด และวรรณกรรมซ่ึงเปน
ผลิตผลของยิว อันมีศูนยใหญอยูในเยรูซาเล็ม และสนามแหงปฏิการแหงแรกก็คือในปาเลสไตน เฮ
ลเลนนิยมนัน้ ตองเขา ใจวาเปนสว นและสภาพของโลกชนตางชาติ ท่พี ันธสัญญาใหมเ ขามาเกี่ยวขอ ง เรา
เรียกโลกเชนนีว้ า เฮลเลนนิยม ก็เพราะอิทธิพลกรีกครอบงําอยูในดานสติปญญา สังคม ชีวิตศาสนา ยู
ดาหนยิ มนั้นไดกระทาํ กับสว นท่ีผลติ พนั ธสัญญาใหมเปนสวนใหญ สวนภาวะแวดลอ มทเี่ รียกวา เฮลเลน
นิยม หรอื กรีกโรมนั น้นั ไดทาํ กบั หนา ทเ่ี ปนสว นใหญ ทีพ่ ันธสัญญาใหมห รอื ผลของพันธสญั ญาใหมน้ัน
ใชท าํ (การสงั่ สอน) แกโ ลกของสมยั นัน้ ถงึ อยางไรก็ตามแตละลัทธินิยมก็กระทาํ แกท้ังการผลิตและท้ัง
การปฏิบัตกิ าร คําส่งั สอนของพนั ธสญั ญาใหมในการแยกแยะสว นเหลานี้เราจะไดพบวา สวนท่ีเปนยิว
คือหลักมูลฐานท่ีเปนตะวันออก และสวนที่เปนเฮลเลนก็ดีคือสวนที่เปนกรีกและโรมันประกอบกัน
ดังนั้นแลวทั้งสามสวนอันเปนสิ่งแวดลอ มในประวตั ิศาสตร ไดสง เขา ในพนั ธสญั ญาใหม คือสวนท่ีเปน
ตะวนั ออกสง ใหโ ดยยูดาหนิยม และสวนทเ่ี ปน กรีกและโรมันไดสง ใหโ ดยทางเฮลเลนนยิ ม

ความเคลอื่ นไหวทางประวตั ศิ าสตรย่ิงใหญท่ีสุด ท้ังสามสวนในศตวรรษท่ีลวงมาแลวน้ัน ได
ตะลอ มเขาเปนชวี ิตในพนั ธสญั ญาใหม ภาพท่ีนมุ นวลท่ีสุดทเี่ หตุการณข องมนุษยใ หไ วคอื ทางท่พี ระเจา
ตะลอ มรวมเร่ืองราวของประวตั ิศาสตรท้งั สามสวนนเี้ ขา มารวมจดุ ท่ีเปลอมตะแหงเบธเลเฮม ท่ีหญงิ สาว
ชาตยิ วิ ผูม าทนี่ ่ันตามคําสงั่ ของกฎหมายโรมัน หญิงน้ันไดใหกําเนิดพระกุมารผูมีเร่ืองราวของชีวิตอัน
อศั จรรย จะไดป าวรอ งประกาศไปดว ยภาษากรีก กอ นทีพ่ วกนักปราชญเหลาน้ันที่จะมาจากตะวันออก
ไกลไดม าถวายสักการบชู าแกองคพ ระมหากษตั ริยผูบังเกิดใหม เปนฉากอันสะกดจิตสะกดใจนักหนา
เมื่อยิว กรีกและโรมนั ยนื เฝาอยรู อบเปลแหง เบธเลเฮม ยนื เฝาอยโู ดยไมมีใครเห็นตวั โดยการผลักดันอัน
เงยี บฉ่ีของการทรงจดั สรรมาแตเบอื้ งบนอนั ไมม อี ะไรตา นทานได เพ่อื วาแตละฝายจะไดถ วายสิ่งที่ตนมี
อยเู ปนมรดกน้ันใหเ ปน การเตรยี มเวทีปฏิบตั กิ ารไวร อรับพระราชกจิ ขององคพระผูไถบาปของโลก ซึ่ง
เหตกุ ารณก ็ไดเ กิดขึ้นแลว ในประวัตศิ าสตร ชนกลุมนั้นอันนับวาเปน พวกแรกทสี่ ดุ ซ่ึงมาชุมนุมกันท่ีเปล

16

อันบริสุทธศิ์ กั ดส์ิ ัทธ์ิ ไดนาํ เครอ่ื งบรรณาการเขามา แตไมใ ชทองคํา คํายาน และมดยอบ แตเ ปนสิ่งถวาย
อันม่ังค่ังกวา ทนทานกวาทรัพยอันเปนวัตถุเปนประกายระยิบระยับของตะวันออก อันเขาไมเคย
คาดหวังวาจะถวายไดถึงปานน้ัน กลุมเขาเฝานั้นไดนําเอาปจจัยอันเลิศน้ัน มาวางลงแทบฝาพระบาท
ของพระกมุ ารแกง เบธเลเฮมเปน บรรณาการ คือยิวไดถ วายบรรณาการจากความมัง่ ค่ังแหงประวตั ิศาสตร
ทางศาสนาของเขา และความสาํ นกึ ตระหนักของเขา กรีกไดนําเอาภาษาสํานวนวาจา และสติปญญาท่ี
เจนจัดของเขาถวาย และโรมไดถวายโลกอนั มีระบบระเบยี บเรียบรอย

17

ภาคท่ี 1
ลัทธิยูดาหนยิ ม

18

บทท่ี 2 ดนิ แดนแหง ลทั ธิยูดาหน ิยม

ดนิ แดนภาคพื้นทเ่ี ราเรยี กวา “ปาเลสไตน” นน้ั เกดิ จากราชการของโรมันเรยี กอยางนั้น ไมใ ชคํา
ที่ยวิ เรยี กกนั มากแตเดิม เปนคาํ ท่เี พ้ียนมาจากคําวา “ฟล ิศเทีย” ซึ่งแตเ ดิมหมายถงึ ดนิ แดนเพียงสวนหนึ่ง
ของชายทะเลภาคใตของประเทศที่เรียกกนั วา ปาเลสไตน ชาตยิ วิ ไมเ คยเรียกช่อื ประเทศของเขาใหเปนท่ี
แจมแจง เรียกแตเ พยี งวา “แผน ดินนน้ั ” สําหรบั พวกยวิ แลวถือวาเปนแผนดินเลอเลิศ เปนของประทาน
มาจากพระเยโฮวาหหเ ปนพเิ ศษ ใหแ กชาติอสิ ราเอลทพี่ ระองคทรงเลอื กได

ความคิดของคนตางชาตินั้น ไมอาจเห็นคุณคาของแผนดินน้ีไดเต็มที่ เทากับความรูสึกของ
คนยิวท่ีมีตอ แผน ดนิ บรสิ ทุ ธน์ิ ้ี คนยวิ น้ันถอื วา แผน ดนิ ของเขานี้เปนเวทขี องพระเจาท่ีจะทําใหแผนการ
ตามพันธสัญญาของพระเยโฮวาหหสําเร็จเพื่อประโยชนแกประชากรของพระองค แผนดินของลัทธิยู
ดาหนิยมแทจรงิ เปน สว นหน่ึงของศาสนาของเขา เพราะในความรูส กึ ของคนยวิ เจาะจงวา “แผนดินของ
ยะ เวห” 1 เปนแผนดนิ ที่พระเจา สญั ญาไว อวยพรไว มตี ํานานอันศกั ดิ์สทิ ธ์ิเปนอนั มาก และกิจกรรมของ
ศาสนาก็มาก เปนแผน ดินท่ีมีเมอื งบริสทุ ธิ์ และพระวิหาร

ไมตองพูดก็ไดวา เพียงแตบทเดียวเทาน้ีก็บรรยายภูมิศาสตรปาเลสไตนไดแตเพียงเครา ๆ
เทา นั้น2

รูปลักษณะทว่ั ไป

มีหลายอยางท่เี กย่ี วกับแผนดนิ นโี้ ดยสว นรวม ทเ่ี ราจะตอ งหนั ความสนใจมาพิจารณาดกู อน

1 ดูหนังสอื ของทานแฟรเวเธอร ชื่อBackground of the Gospel หนา 60
2 ถา จะดูภมู ิศาสตรพาเลศไตนใหถวนท้ัว นกั ศึกษาอาจดทู ีต่ าํ ราของทา น เจ. เอ. สมิท Historical Geography of the Holy Land. ถาจะดูใหละเอียดยิ่งข้ึนไปอีก กด็ ูท่ี
หนงั สอื คูม ือของทา นW.W. Smith Student’s Historical Geography of the Holy Land.

19

1. บริเวณปาเลสไตนนน้ั มบี ริเวณประมาณ 12,000 ถึง 14,000 ตารางไมล ความกวางตอนเหนือ
ประมาณ 110 ไมล ตอนใตป ระมาณ 75 ไมล ความยาวอาจประมาณ 175 ไมล นักศึกษาอาจคิดถึงภาพ
ขนาดประเทศเล็ก ๆ น้ีดวยการเปรยี บเนือ้ ท่ขี นาดดูกับประเทศบานของตนกไ็ ด

2. อาณาเขตชายแดนตะวนั ตกของปาเลสไตนนัน้ เปนตามรูปของชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียน
ตอนเหนอื เปนยอดเขาลบาโนนกับเขาแอนตลิ บาโนน ซึ่งในสมัยพระคริสตคัมภีรภาคพันธสัญญาใหม
เปน แควนซีเรียในปกครองของโรมันตะวันออกและใตเปนพ้ืนที่ที่เผาเบดูอินอาหรับรอนเรไปมาและ
เปนแผนดนิ ของชาตินาบัท ชาตเิ พอ่ื นบา นเหลานี้ไดทําความลําบากใหแกคนยิวไมหยุดหยอน แมชาติ
โรมนั ก็ไมอ าจปราบปรามไดโดยเด็ดขาด

ในการพูดถึงภูมิศาสตรของปาเลสไตนแตโบราณในการกําหนด “เขตแดน” ลงไปน้ัน เรา
จะตองระลกึ วา คาํ ทบี่ อกไปนัน้ มไิ ดห มายถึงเขตอันแนนอนเทีย่ งตรงแท ๆ ดังในยุคสมัยน้ีใหม ไมมีสิ่ง
อยา งเชน เสนเขตแดนของประเทศปาเลสไตนกําหนดกนั เปน ที่แนนอนตามกฎหมาย หรือเสนเขตแดน
ของภาคตาง ๆ ภายในประเทศ เสนเขตแดนระหวา งแควน ยูดาห และสะมาเรยี เราก็พดู ไมไ ดอยางเจาะจง
ตาํ บลตา งหรือจงั หวัดตา ง ๆ มเี สนขอบเขตไมแนนอน เสนเขตแดนกวางไมล 1 บาง 2-3 ไมลบาง เปน
บริเวณทีถ่ อื กนั วาไมเปนของฝา ยใดโดยเฉพาะ “เขตเมอื งทโุ รและเมืองซโี ดน” (มัทธิว 15:21) เปนพื้นที่
ชายอาณาเขตระหวางกาลลิ ีกบั ฟอยนเิ ค มีทั้งคนยวิ และคนตา งชาตอิ าศยั อยู และ “เขตเมอื งซีซาเรยาฟลิพ
พอย (มัทธิว 16:13) ก็เปน ชายแดนอาณาเขตในปกครองของฟลิป แทจริงคนยิวถือวาวิสัยและเชื้อชาติ
ของผูอาศัยอยูนั้น มีความหมายมากกวาอาณาเขตพ้ืนท่ี ดินเดนเปนอันมากที่อยูในเขตแดนของ
ปาเลสไตนทางภูมิศาสตรไดเปนพ้ืนท่ีอยูภายนอกลัทธิยูดาหนิยม แควนยูดาหทั้งเยรูซาเล็มอันเปน
ศูนยกลาง นั่นแหละเปนหัวใจแทของ “แผนดินนั้น” แลวก็มีพื้นท่ีชายแดนอันกวางขวางรอบ ๆ
ปาเลสไตน ซึ่งลทั ธยิ ูดาหนยิ มถือวาเปน ดนิ แดนของอิสราเอลโดยสิทธิและโดยอํานาจ ซึ่งตัวจริงหาเปน
เชนนัน้ ไม ขอ นจ้ี งึ ชวยอธบิ ายทา ทีของครสิ ตจักรทเ่ี ยรซู าเล็มมีตอศาสนาคริสเตียนในเมืองอันทิโอเฆีย
และความพยายามของแซนเฮดรนิ ท่จี ะพยายามลบลางศาสนาคริสเตียนใหหมดจากเมืองดัมเมเษขโดย
ใชอาจารยเปาโลไปจัดการ

3. ดนิ ฟาอากาศ ปาเลศไตนตั้งอยใู นระแวกทะเลทรายใหญของอาเซียตะวันตกเฉียงใต จึงเปน
ผลใหดินฟาอากาศนบั วา แหง แลง แตโดยเหตุทอี่ ยูใกลทะเลเมดิเตอรเรเนยี นจึงทาํ ใหส ภาวะคอยบรรเทา
เบาลง ปใ นปาเลสไตนอาจแบงออกเปนฤดูเปยกกับฤดูแหง ฤดูเปยกเร่ิมในเดือนตุลาคม ฤดูแหงเดือน
เมษายน ดวยเหตุนี้การทํานาสวนมากท่ีสุดจึงตองทําในเดือนท่ีมีอากาสหนาว เพื่อเอาจังหวะท่ีได
ประโยชนจากฝนตกมากท่ีสุด ซึ่งเฉล่ียแลวมีเพียงปละ 20 ถึง 30 น้ิวความชื้นดีกวาในยุคสมัยพันธ
สัญญาใหมเ ล็กนอย ในดานอณุ หภมู ิ ดินฟา อากาสในปาเลสไตนพอปานกลาง กรุงเยรูซาเล็มต้ังอยูเสน

20

รุงเหนอื นวิ โอเลยี นซแ ละเฮาสตัน หิมะใมใครมีแมในกาลิลี เวนแตในภูมิภาคสวนที่สูงท่ีสุด อุณหภูมิ
เปล่ยี นอยางกะทันหนั แตก ็มไิ ดเปลีย่ นใหผ ิดกันมากอยางเหลอื เกนิ อณุ ภูมปิ านกลางได 65 ดกี รี นาน ๆ
ทจี ะขึน้ เหนือ 90 ในฤดรู อ น หรือตกลงมาตา่ํ กวา 40 ในฤดูหนาวคิดถงึ สภาพท่วั ประเทศทางเหนือต้ังแต
กาลิลีจนถึงอะโดมทางใต จะมีดินฟาอากาศแตกตางกัน เน่ืองจากสวนสูงและสวนตํ่าของพ้ืนท่ีดวย
เนือ่ งจากเสนรงุ แตกตา งกนั ดวย

4. เมืองตาง ๆ มีหลายเมืองที่สําคัญย่ิงของปาเลสไตนทั้งหมดตําแหนงที่ต้ังและลักษณะ
นกั ศึกษาพนั ธสัญญาใหมท กุ คนพึงรจู กั เมอื งเหลา นใี้ หเ จนจดั

เปนธรรมดา เมืองหน่ึงซึ่งดึงความสนใจของเรากอนอ่ืน คือ เยรูซาเล็ม ตั้งอยูคอนไปทาง
ตะวันออกของแนวกลางของแควนยูดาห มีความสูงประมาณ 2400 ฟุต เหนือระดับนํ้าทะเล และหาง
จากฝงทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี น 30 ไมล ทีต่ งั้ ของตัวเมอื งอยใู กลโหนกของทิวเขาแนวกลาง เพราะฉะน้ันจึง
มีพื้นทไี่ มสม่ําเสมอกนั ทีเดียว สนั กลางของทิวเขาแนวกลางผา นตะวนั ตกของตัวเมือง สว นภเู ขามะกอก
เทศตั้งอยูตะวันออก ฉะน้ันเมืองจึงตั้งในแองรูปสามเหลี่ยม มีสันเขาลอมอยูทั้งสามดาน แนละใน
ระหวา งทิวเขาเหลานี้กบั ตัวเมืองเปนหวางเขาซ่ึงลอมเมืองไวสามดาน เหลืออยูทางดานเหนือเทาน้ันท่ี
เขาถึงตัวเมืองงายหนอย ดานตะวันออกเปนหวางเขาขิดโรนดานตะวันตกและใตเปนหวางเขา
ฆินนมหรือเกเฆนนา ต้ังแตโบราณกาลมาแลวเยรูซาเล็มลอมดวยกําแพงทรากของกําแพงก็ยังคงมีอยู
จนถึงเดี๋ยวน้ี กําแพงกช็ อ งประตูหลายประตู จาํ นวนประตูและท่ตี ั้งของประตูน้นั ยังเปนเรื่องถกเถียงกัน
อยู ภายในกําแพงตวั เมืองต้ังอยูบนสนั เขา 2 ลูก สนั เขาดา นตะวนั ตกมียอดเขาซีโยน เปน ยอดสูงกวา ยาว
กวา หนาทึบกวา ยอดเขาทต่ี าํ่ กวา อยดู านตะวันออก โหนกของมันคือเขาโมรียาที่ต้ังพระวิหาร3 สันเขา
เหลานยี้ กกันดวยหบุ เขาลกึ จงึ เปนผลใหผ ิวภูมิประเทศของเมือง เปนรูปของท่ีสูงที่สําคัญ 4 แหง เขาซี
โยนเปนลูกทีส่ งู ที่สดุ เรอื่ ยมาจนถึงมมุ ตะวันตกเฉยี งใต เขาโมรียาสงู เปนที่ 2 ขม ความสูงของเขามะกอก

3 นามของเขาสองลูกนส้ี ับสนกัน บางทีเขาลูกดา นตะวันออกหรือเขาพระวิหารเรยี กกันทัง้ เขาโมรยิ า และซีโยน ทศั นะทางตํานานวาอยางน้ี แต Per Coutra Int.St. Bib
Sncy. Art.,

21

เทศลงไป ดานเหนือเปนดานสามเหลี่ยม ต้ังแตแนวกําแพงเมืองดานเหนือขึ้นไปยอดเขาทั้งสองมา
บรรจบกนั กลมกลืนเปนพ้นื ท่ีราบสูง

หกไมลใตเ ยรูซาเลม็ เปน ทตี่ ั้งเมืองเบธเลเฮม แหง ทีพ่ ระเยซูทรงบงั เกดิ ในสมัยพันธสัญญาใหม
เปนแตเพียงหมูบานเทาน้นั ประมาณ 2 ไมลตะวนั ออกของเยรูซาเล็มเปนเมืองเบธาเนียบานของลาซารัส
และพส่ี าวของเขา ผูเปนมติ รถวายตัวแกอ งคพ ระผูเ ปน เจา ของเรา ประมาณ 15 ไมลตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ของเยรูซาเลม็ ท่ขี อบดานตะวันตกของลมุ จอรแ ดนเปน เมืองเยรโี คแตโ บราณ

ตอไปเปนเมืองนาซาเร็ธ พระเยซูทรงประทับอยูต้ังแตทรงเยาว เมืองนาซาเร็ธต้ังอยูบนขอบ
ดานใตของหมูเขาแหงกาลิลีภาคต่ํา เพียงเหนือผืนที่ราบเอสดราโรน บนถนนที่โรมันทําไว อันเปน
ทางผานไปมาอยางพลุกพลานท่ีสุดก็ผานตัวเมืองน้ี โดยมาจากเมืองคารเปอรนาอูมไปยังฝงทะเล บน
ถนนสายเดียวกนั นี้ ตะวันออกเฉยี งเหนือของเมอื งนาซาเร็ธ 5 ไมลเ ปน บา นคานา ที่ ๆ พระเยซูคริสตได
ทรงกระทาํ การอัศจรรยค ร้งั แรก (ยอหน 2:1)

โดยมากทส่ี ดุ พระเยซทู รงราชกจิ วนเวียนอยูแถว ๆ เมอื งคารเปอรนาอูม ตัวเมืองตั้งอยูบนปาก
ทางเขาสดู ินแดนในปกครองของเฮโรดอนั ตปิ าโดยผานทางเมอื งมาริ สํานกั งานเกบ็ ภาษีตัง้ อยูที่ทางผาน
ของสินคาเขาออก มัทธิวเจาพนักงานเก็บภาษีประจําการอยูท่ีนี่ อันเปนที่สําคัญมากในการทํารายได
เพราะทําหนาที่น้ีเปนคนเดนและมีรายไดมาก พวกยิวท่ีเครงประเพณีจึงย่ิงเกลียดชังหนักขึ้น ที่ต้ังตัว
เมืองอันแนแ ทน นั้ ยงั อยใู นการกถเถยี งกนั อยู แตเราอาจพูดไดเครา ๆ วา เมืองคารเปอรนาอูมตั้งอยูใกล
ปลายเหนือของทะเลกาลลิ ีฝงตะวันตกของแมน า้ํ จอรแ ดน เปนเมอื งท่มี ีขนาดไมใชเล็ก ๆ และเปนเมือง
สําคัญมาก

ในเขตบริเวณของเมืองคารเปอรนาอมู กม็ เี มอื งเบธซาอีดาและเมืองโฆราศีนตั้งอยู เบธซาอีดาอยู
นอกเมืองดานใตข องคารเ ปอรน าอมู ตาํ่ กวา เมอื งโฆราศนิ บนฝง ทะเลกาลลิ ี เมอื งโฆราศนิ นัน้ เหมือนรัง
นกในภเู ขาทศิ เหนือของเมืองคารเ ปอรนาอมู ท้ังสองเมอื งน้ีไมใชเมอื งทีม่ ีขนาดใหญโ ตอะไรนกั แตตอง

22

เปน เมอื งท่มี อี ทิ ธิพลในฐานที่ตําแหนงการคา ในทางปลายใตของทะเลกาลิลีก็มีเมืองดาลมานูธา และ
เมืองมากาดาน

“อาคารบา นเรือนและถนนหนทางของท่ีตา ง ๆ เหลาน้ีเราตองวาดมโนภาพเอาเองวาเปนอยาง
บานเรอื นและถนนหนทางท่ีมีอยใู นพวกชนชาติชาวตะวันออกในปจจุบัน และไมเหมือนกับแบบการ
กอ สราง หรือสถาปตยของกรีกโรมัน4 แตเม่ือเรามาถึงทิเบเรีย ต้ังอยูประมาณก่ึงทางฝงตะวันตกของ
ทะเลกาลิลี เราจะไดพ บวา เมอื งนั้นสรางตามแบบสถาปตยของกรีกและโรมัน และเพราะเหตุน้ีพวกยิว
รังเกียจ เฮโรดอันติปาไดสรางขึ้นเปนเมืองหลวงของทานเอง แลวต้ังช่ือใหเปนเกียรติแกจักรพรรดิ
พระองคท่ีครองราชยอยูเวลานั้น เมืองทารเิ คยี ซง่ึ ตงั้ อยใู กลฝง ทะเลกาลิลีใตท เิ บเรยี เปนศูนยกลางสําคัญ
ของการคา ทางประมง ในภาคนี้ของทะเลสาปชาวประมงเปนจํานวนมาก ทําการทอดแหทอดอวนอยู
ตลอดเวลา การสง ปลาเปน สินคาออกใหญโตสงออกจากเมืองทารเิ คยี น้ี

เมือง 2 เมืองบนฝงทะเลเปน ทนี่ าสนใจแกน กั ศึกษาพันธสญั ญาใหม ซซี าเรยา ประมาณ 60 ไมล
ตะวันตกเฉียงเหนอื ของเยรซู าเล็ม เฮโรดเปนผูสรางข้ึนแลวเรียกชื่อตามตําแหนงของจักรพรรดิโรมัน
เปนเมอื งวัฒธรรมกรกี ทง้ั หมดเลย คนยวิ จึงไดร งั เกียจเดยี ดฉัน ดานตะวันตกของเยรูซาเล็มคอนไปทาง
เหนือ หา งเยรซู าเลม็ ประมาณ 40 ไมล ไดแ กเ มอื งยัฟฟา ซง่ึ มีอิทธพิ ลของยวิ ครอบงาํ อยู เมอื งนี้มบี ทบาท
สาํ คญั ในประวตั ิศาสตรค ริสเตยี นตอนแรก ๆ

5. ถนนหนทางปาเลสไตนในสมยั พันธสัญญาใหมม ที างหลวงอยูมากสาย บางถนนโรมันไดปู
พน้ื ไว ซากของพน้ื นั้นกย็ ังคงอยูจนถึงทุกวันนี้ แตในสมัยของพระคริสตคงไมมีถนนท่ีปูพื้นดีสักสาย
เดียว แตถนนสายสาํ คัญ ๆ โรมนั คงไดด ูแลทะนุบาํ รุง

มถี นนสายใหญอยู 4 สาย สองสายติดตอถึงเมืองกาซาในปลายสุดตะวันตกเฉียงใต สายหน่ึง
จากเมืองกาซาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผานเมืองเฆ็บโรนเมืองเบธเลเฮ็มมายังเยรูซาเล็ม จากน้ันก็
ผา นมาทางเมืองเบธาเนียและเยรโี คขามนาํ้ จอรแดนแลวขึน้ สู ภูมิภาคสูงตะวันออกไปเมืองดัมเมเษขจาก
น้ถี นนสายสาขาในแขวงดะคาโพลขี ามนาํ้ จอรแ ดนใตทะเลกาลิลีไปสเู มอื งคารเปอรนาอูม ชาวยิวไดใช

4 หนังสือของทา น ฮอส แรท. Time of Jesus. เลม 1 หนา 5

23

ถนนนีใ้ นตอนท่ที อดอยฝู ง ทะเลตะวันออกของแมน า้ํ จอรแ ดนเปนทางเดินจากเยรูซาเล็มเมืองคารเปอร
นาอูม หลกี เลย่ี งการผา นเขตสะมาเรยี ที่เขากเกลียดชัง ถนนสายที่ 2 จากเมืองกาซาผานตรงข้ึนไปทาง
เหนือตามฝงทะเลผานเมืองแยมเนีย ยัฟฟาซีซาเรยาและพโทเลมาลี ถึงเมืองทุโร สายนี้เปนทางหลวง
ชายฝงท่ีสําคญั สายสาขา 2 สายออกจากเมอื งลดุ ดาไปเยรูซาเล็มสายหน่งึ ไปทางเมอื งเบธโฆโรน อีกสาย
หน่งึ ทางเมืองเอมมาอู ถนนสายสาํ คัญสายที่ 3 เปน ทางตรงจากเยรซู าเลม็ ไปคารเปอรนาอูม ผานไปทาง
สันทิวภูเขาแนวกลาง ผานเมืองเซเค็ม ถนนสายน้ีแหละที่พระเยซูทรงใชเสด็จแลวก็ไดหญิงชาติ
สะมาเรียเปนศิษย สายใหญท่ีสุดในบรรดาทางหลวงของปาเลสไตนไดแกสายท่ีผานทางเมืองมาริส
“ทางทะเล” พระเยซูเม่ือทรงพระเยาวคงไดเลนอยูริมทางนี้ เปนถนนสายที่ทอดมาจากเมืองดัมเมเษข
ขา มแมนาํ้ จอรแดนตอนระหวางทะเลกาลิลีกับทะเลฮูเลห ผานเฉียดเมืองคารเปอรนาอูมและนาซาเร็ธ
เขา ในทรี่ าบเอสดราโลน แลว เรียบไปตามภเู ขากาลลิ ีไปเมืองพโทเลมาลี เปน เสนทางที่ใชกันกวางขวาง
จากเมืองดมั เมเษข็ มาฝง ทะเลเปน ทางทีร่ ฐั บาลโรมันทะนุบาํ รงุ แลวเก็บภาษีสินคาทุกชนิดท่ีขนสงผาน
โดยทางสายน้ี “สํานกั เก็บภาษี” เชนอยา งน้ีทีพ่ ระเยซูทรงเรียกมทั ธิวมาเปนศษิ ยต ิดตาม เมื่อเขากําลังนั่ง
เกบ็ ภาษอี ยู

ยงั มีถนนซอยแยกออกไปอีกหลายสายจากทางหลวงสายสาํ คัญ ๆ เหลา น้ี แลว ก็ไปติดตอ กับทุก
ภาคในปาเลสไตนน่กี ็เทากบั เราเรียกวา ทางแยก ยงั มถี นนอีกประเภทหน่ึงเปนประเภทที่ 3 อันเปนทาง
คมนาคมสําหรบั คนเดิมเทา หรอื เพยี งแตข ีส่ ัตวพ าหนะก็พอใชทางน้ีได แตถ าหากเปน ยานพาหนะขนสง
ก็ยากจะใชได ทางอยางนี้อาจวาทางคนเดิน ฉะน้ันถนนของปาเลสไตนศตวรรษที่ 1 เราพอแยกเปน
ประเภทไดด งั นีท้ างหลวง ทางแยก ทางเดินเทา

พ้นื ภูมภิ าคตาง ๆ

พ้ืนภมู ิประเทศของปาเลสไตนมรี ูปลกั ษณะธรรมชาตเิ ปน สี่รปู ลักษณะดวยกัน คือชายฝงทะเล
เมดิเตอรเรเนียน ภูเขาลบาโนนกับภาคใตของทิวภูเขานั้น ลุมจอรแดน และภูเขาแอนติลบาโนนกับ
ภาคใตข องทวิ เขานั้น

ฝง ทะเลของประเทสปาเลสไตนคอนขางเปนเหมือนเสนตรง มีอาวอยูแหงเดียวตลอดฝงก็คือ
อาวเอเคอร (พระคัมภีรเดิมเรียก อาโคระ) แตก็พอเปนที่หลบจากความยุงยากของทองทะเลไดเพียง
เล็กนอย ต้ังแตใตภูเขาคาลเม็ลลงมาฝงทะเลนับวาเปนเสนตรง ไมมีที่ไหนเหมาะท่ีจะเปนทาเรือตาม
ธรรมชาติ แตเหนือเขาคารเม็ลข้ึนไปมีพ้ืนแผนดินหลายแหงที่เปนฝงสูงชัน ซึ่งในกาลโลราณใชเปน
ทาเรือพอสําหรับเรือเล็ก ๆ ที่ใชกันในเวลาน้ันน่ันแหละเปนธรรมชาติที่อํานวยใชชาวฟอยนิเคได
ประกอบกจิ การเดินเรือชายฝง

24

ทิวภูเขาลบาโนนกับแอนติลบาโนน เปนสวนภูเขาทิวยาวสาขาออกมาจากภูเขาคอเคซัส สัน
เขาลบาโนนทอดเร่อื ยลงมาทางใตเปน สันสูงเรื่อยมาจนถงึ แหลมสนี ัย แตม ที ข่ี าดตอนอยูเปนสองจังหวะ
จังหวะหน่ึงคือท่ีราบเอสดราโลนมาค่ัน อีกจังหวะหนึ่งก็เปนปาพารานค่ัน ภูเขาแอนติลบาโนนขาด
จงั หวะเหมอื นดังถูกเฉือน จากยอดเฆร็ โมนกถ็ งึ ท่รี าบบาชานแลวก็เงยข้ึนอีกเปน ทรี่ าบสงู กิลอาดและโม
อับ จากน้ันยอดเขาก็คอยๆ เทลาดลงมาเปนหมูเขาเล็ก ๆ เรี่ยลาดอยูในมุมตะวันตกเฉียงใตของ
ทะเลทรายอาหรับ

ระหวางทิวภูเขาลบาโนนมหี วางเขาลกึ ใหญ อนั เปนตนทางของลุมจอรแ ดน ตงั้ ตนตรงท่ีสันเขา
ใหญแยกกนั เหนือปาเลสไตนข้นึ ไปไกล เปนสวนท่ีเทลาดถึง 3000 ฟุต ในระยะ 135 ไมลถึงทะเลตาย
พนื้ นํา้ ทะเลของทะเลตายน้ันต่ํากวาระดับน้ําทะเลใหญ (เมดิเตอรเรเนียน) ถึง 1300 ฟุต เลยทะเลตาย
ตอไปทางใต พื้นท่ยี กสงู ขนึ้ ในราว 1600 ฟุต ถงึ 300 ฟุตเหนือระดับน้ําทะเลใหญ แลวกล็ าดลงตอไปลง
สูอา วอะคะบา

ลกั ษณะพื้นภูมธิ รรมชาตสิ ว นใหญ ๆ เหลา น้ี ไดแยกตัวใหเ ปน รปู ธรรมชาตอิ ่ืนยอ ย ๆ ลงไปอีก
สนั ทวิ เขาลบาโนนตอนใตแลนหางจากทะเลออกไปเรอ่ื ย ๆ ทิ้งเนื้อท่ีไวเปนที่ราบชายฝง แลวไปขาดที่
ตอนกลางของปาเลสไตน โดยมที รี่ าบเอศดราโลนมาขวาง ซงึ่ ทาํ ใหเ กิดรูปธรรมชาติขึ้นเปนตัวของมัน
เองหนึ่ง แยกสันทวิ เขาลบาโนนเปนภาคเหนือ กับพ้ืนแผนดินสูงภาคกลางอีกหนึ่ง ลุมจอรแดนทําให
เกิดรูปลักษณะธรรมชาติโดดเด่ียว ตอจากลุมน้ําจอรแดนไปอีกฝงหนึ่งเปนพ้ืนท่ีสูงดานตะวันออก
ฉะนั้นภมู ิธรรมชาติของปาเลสไตนจึงประกอบดวยลกั ษณะภมู ธิ รรมชาติ 6 อยา ง

1. ทร่ี าบชายฝง นับตงั้ แตป ลายเขาคารเมล็ ท่พี ุงออกมาจดรมิ น้ําทะเล ดา นใตข องปลายเขาน้ีก็หด
ลกึ ข้ึนไปบนฝงท้ิงเนื้อทชี่ ายฝง ไวเ ปน ทรี่ าบกวา งเรื่อยลงมาทางใต ทิวเขาไดโยเขาหาทะเลลึกที่ใตเมือง
ยัฟฟา จึงเปนการแบงท่ีราบเปน 2 ภาค ภาคเหนือเรียกวาท่ีราบซาโรนซ่ึงรูจักกันดี ภาคใตเรียกวาท่ี
ราบฟะลิศตีม ความกวางของทร่ี าบฟะลศิ ตีมเฉลีย่ ได 12 ไมลค ร่ึง และยาวเกือบ 100 ไมล เผาฟะลิสตีม
ไดต งั้ ภูมลิ ําเนาอยูในผืนทอี่ ันอุดมนี้ ชนเผานี้เปนศตั รูเรือ้ รังของอสิ ราเอล

พน้ื แผน ดินสงู ภาคกลาง สวนสูงที่สุดของตอนเหนือของภูมิภาคน้ีคือท่ีเขาคารเม็ล ซึ่งยอดสูง
ทส่ี ดุ เหนือระดบั นา้ํ ทะเลถึง 1742 ฟตุ เขาคารเม็ลไมใ ชจดุ ยอดเขา แตเปนทิวสันเขาแคบยาว ปลายดาน
ตะวันตกย่ืนมาถึงชายทะเลสูงต้ังขึ้นเปนหนาผา ดานตะวันออกคอย ๆ ลาดลงสูท่ีราบโดธานที่
ตะวันออกเฉียงเหนือของพ้ืนแผนดินสูง ภาคกลางก็เปนที่สูงชันและมีเขากิลโบอะตั้งอยู ยอดสูงถึง
1698 ฟุตเหนอื ระดับนํา้ ทะเล ทร่ี าบโดธานเปนอา งใหญตงั้ อยูปลายเหนือของผืนแผนดินสูงภาคกลาง มี
สวนสงู เกอื บ 1000 ฟุตเหนอื ระดบั น้ําทะเล ตะวันตกเฉียงเหนือตดิ กับสว นลาดลงตํ่าของเขาคารเมล็ ดาน
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ติดกับสวนลาดของเขากลิ โบอะและดานใตตดิ กบั สวนลาดของเขาเอบาล

25

สว นท่สี ลบั ทรงของทวิ เขาภาคกลางแหงตอไป อยูใตท่ีราบโดธาน 10 ไมล คือหวางเขาเชเค็ม
กับเขาเอบาลซงึ่ สงู 3076 ฟุตดานหน่ึง และภูเขากะริศศิม (ที่ต้ังวิหารของพวกชาวสะมาเรีย) สูง 2850
ฟตุ อกี ดา นหนึง่ จากเขากะริศศีมมาทางใต ทวิ เขาสวนน้ีคอนขางมีสันเขาเปนพ้ืนเรียบสมํ่าเสมอเวนไว
แตบางแหงเปนจุดยอดที่โผลสูงข้ึน มีอยูไมกี่ยอด ยอดที่สูงมากมีอยู 2 ยอด ยอดหนึ่งที่เยรูซาเล็มสูง
2593 ฟุตอกี ยอดหนึ่งถดึ ไปที่เฆบ็ โรนสูงประมาณ 3550 ฟุตเหนือระดับนํ้าทะเล ยอดนี้เปนจุดสูงท่ีสุด
ในพ้ืนแผน ดินสงู ภาคกลางสวนใตของพ้นื แผน ดนิ สงู ภาคกลางขางเขาดานตะวันตก ลาดเปนค่ันเหมือน
ไหลเ ขาเรียกวา เชฟาลา ดานตะวันออกของขางเขาคอ นขา งชนั และไมร าบเรยี บลงมาจดทะเลตาย

3. ที่ราบเอสดราโลน ทิวเขาลบาโนนมาชงักท่ีดานใตของกาลิลีโดยพื้นที่ตํ่าอันกวางขวาง
สวนกลางและสวนสําคัญท่ีสุดของที่ราบตํ่านี้คือท่ีราบเอสดราโลน กวางประมาณ 5 ไมล ที่ปลาย
ตะวนั ตกเฉียงเหนือของท่ีราบเอสดราโลนไดห บุ เขาเปน หวางเขาแคบ ๆ โดยหนาผาของเขากาลิลี จาก
หบุ เขานีอ้ อกไปก็ถึงท่ีราบเอเคอร หรืออาโคระ (ตามทเ่ี รียกในพระคัมภีรเ ดิม) เปดออกสูทะเลดังรูปพัด
และเหยียดแขนไปทางเหนือประมาณ 40 ไมล ท่ีราบอาโคระนี้พื้นที่เหยียดไปทางเหนือเปนรูปที่ราบ
ชายฝง ทะเลแคบ ๆ มคี วามกวาง 2-3 ไมล บางทกี ็เรียกวาทร่ี าบฟอยนิเค ทางดา นตะวันออกของท่ีราบเอ
สดราโลนมเี ขากลิ โบอะปดอยูทางใต เขาเฆ็รโมนนอยปดอยูทางเหนือ ในระหวางเขากิลโบละกับเม็ร
โมนนอยเขา 2 ลูกน้ีมีหวางเขาอิสราเอลคั่นอยู หวางเขาอิสราเอลน้ีเปดสูลุมจอรแดน บางคนนับเอา
พ้ืนทตี่ ่าํ นตี้ งั้ แตทรี่ าบเอเคอรห รอื อาโคระจนถงึ ลมุ จอรแดนเรียกวา เปน หวางเขาอสิ ราเอล

4. พน้ื แผน ดนิ สงู ภาคเหนอื พ้นื ทสี่ วนนปี้ ระกอบดว ยทิวเขาลบาโนนกับแอนติลบาโนนและเขา
กาลลิ ี แทจ ริงเขากาลลิ ีเปน ตนี เขาของเขาลบาโนน ในคราวเวลาของพระเยซูหมูเขานี้คลุมไปดวยปาไม
ขึ้นเขียวชอุม5 จุดยอดสูงที่สุดของทิวเขาลบาโนนอยูข้ึนไกลขึ้นไปในซีเรีย ซ่ึงสูงกวา 10,000 ฟุต
ลกั ษณะอันเดน ของเขาแอนตลิ บาโนนคอื เขาเฆ็รโมนซึ่งมียอด 3 ยอด ยอดสงู ท่สี ุดขึน้ ถงึ 9200 ฟุตเหนือ
ระดับน้ําทะเล เพราะเหตุท่ีอุณหภูมิผิดกันอยางสุดยอดระหวางความสูงของเขาเฆ็รโมนกับหวางเขา
เบื้องตาํ่ อยรู อบ ๆ เขานั้นความช่ืนกห็ นาแนน ในบรรยากาศทําใหเกิด “น้ําคา งแหงเฆ็รโมน” เขาทัง้ หลาย

5 หนังสือของทาน ฮอรแรท เลม 1 หนา 5

26

ในกาลิลีภาคบนสงู 4000 ฟตุ แตไ ดลาดตํา่ ลงมาเปน ขัน้ ๆ ในกาลิลีภาคตาํ่ เฉลี่ยได 1000 ฟุต และตํา่ กวา
นนั้

5. ลุมจอรแ ดน นี่เปน พื้นภมู ภิ าคสวนตํ่าระหวางสว นใตของทิวเขาลบาโนนกับแอนติลบาโนน
ตลอดสว นยาวของผนื ทนี่ ี้มีสายลําแมน้าํ จอรแดนแลนฝาไป พื้นภูมิภาคน้ีหรือลุมนํ้าจอรแดนน่ีมีความ
กวา งไมส ม่าํ เ สมอกัน บางแหง เปน ทแ่ี คบบีบอยูสองขางดวยหนาผาแหงเขาสูง ตอนระหวางทะเลสาป
ฮเุ รหก ับทะเลกาลลิ ี บางแหง กวางตงั้ 14 ไมลตรงเมอื งเยรโี ค

ตนกระแสรธารของแมน้าํ จอรแดนมีสายกาํ เนิดอยูสีส่ ายซ่ึงเปน สายธารใหญ และสายเล็ก ๆ อีก
หลายสาย นา้ํ ผดุ ออกจากตีนเขาเฆร็ โมน ทใี่ กลตน กระแสรธ ารเต็มไปดว ยแอง น้าํ ลําหวยลําธาร มตี นพืช
น้ําข้ึนอยูเต็มทั่วไป ตอนสวนท่ีตํ่าของหวยหนองคลองบึงเหลาน้ีกวางขึ้น ๆ เปนทะเลสาปฮูเลห (ใน
โบราณเรียกวาหวยนํ้าเมโรม) จากนั่นนํ้าจะพุงลงจากผาสูง ซึ่งเปนเน้ือที่เทลาดชันในระยะเกาไมล
สว นสูงสว นตํ่าผดิ กันถึงหกรอ ยแปดสบิ ฟุต แลว กค็ อย ๆ ไหลลงสูท ะเลกาลลิ ี

ทะเลกาลิลียาวประมาณสิบสองไมล กวางหกไมลตรงสวนที่กวางท่ีสุดถึงแปดไมล) ตํ่ากวา
ระดับนํา้ ทะเลหกรอยแปดสบิ สองฟตุ ดา นเหนือเปนดินดอนปากนํ้า เกิดโดยตะกอนของสายจอรแดน
ฝงตะวันตกของทองทะเลเหนือจากตอนกลางเล็กเปนท่ีราบริมฝงเล็ก ๆ คือท่ีราบเก็นเนซาเร็ธยาว
ประมาณแปดไมล กวางสี่ไมล ทปี่ ลายใตของทะเลกาลิลีเปนตอนตอกับลุมจอรแดนตอไปซึ่งตรงจุดน้ี
กวา งส่ีไมส ท่ีตา ง ๆ นอกจากนีต้ ัวทะเลลอ มดวยหนาผาของภเู ขาสูงชะเงื้อมโดยเฉพาะอยางย่ิงทะเลดาน
ตะวนั ออกสูงชนั

จากทะเลกาลิลีนา้ํ ในแมน ํา้ จอรแดนไหลเชีย่ วกรากลงตามลาํ นํา้ สูทะเลตาย ระดับความสูงตํ่าผิด
กันในระหวางทะเลสองแหงน้ีถึงหกรอยสิบฟตุ ในระยะเจด็ สบิ ไมลค วามกวางของลาํ นํ้าต้ังแตเกาสิบถึง
หนึง่ รอ ยฟตุ ลกึ ต้งั แตสามถึงสบิ สองฟุต กระแสรน้าํ ไหลเฉยี งเปน ฟน ปลา เชี่ยว และขุนเปน ตม

นา้ํ ในแมนํ้าจอรแ ดนไหลลงสทู ะเลตาย ทะเลตายอยใู นระดบั ตํ่ากวา นา้ํ ทะเลใหญประมาณหน่ึง
พันสามรอ ยฟุตที่ผวิ นํ้า ความลึกในสว นทีล่ กึ ที่สดุ หนึ่งพนั สามรอ ยฟุต มคี วามยาวสี่สิบหกไมล กวา งสิบ
ไมล ฝง ทะเลตะวนั ออก ใต และตะวนั ตก ลอมไปดว ยภูเขา ดา นตะวันออกหนาผายื่นออกมาเหมือนรูป
รองเทาสงู สกั หา สบิ ฟตุ นา้ํ ในทะเลตายไมม ที างออกจึงขนดวยแรธ าตุ

6. พนื้ ที่สูงดานตะวันออก ทิวเขาแอนตลิ บาโนนไมไดลาดลงมาเปน ตีเขาหรือมิไดกลายเปนทิว
เขาเตี้ยตอ ไปอยางทท่ี วิ เขาลบาโนนเปนอยางน้ัน แตไดลาดลงมาเปนพ้ืนที่สูงอันขลุขละ มีลําแมนํ้าตัด
เนอ้ื ท่ีออกเปนสามสวนเกือบจะเทากัน พ้ืนท่ีสูงสวนแรกไดแกที่ราบบาชานมีแมนํ้ายาระมูค เปนเขต
ดานใต สว นตอ ไปเปน เขากิลอาด ถูกผาออกเปนสองโดยแมน้ํายบั บก เขากิลอาดสงู ประมาณสองพันฟุต

27

ณ จุดที่สูงท่ีสุด มีพืชและผลอุดมยอดเย่ียม ตอนตะวันออกของทะเลตายเปนท่ีราบโมอับ มี
ประวตั ิศาสตรอ ยางเอะอะในพระคริสตค มั ภีรภาคพนั ธสัญญาเดมิ

น่ันแหละเปนลักษณะธรรมชาติ ของผืนแผนดินท่ีมีชื่อเสียงท่ีสุดในโลก จากท่ีราบชายฝง
แหงฟะริศตีม ซาโรน และเอเคอรห รืออาโคระก็นูนข้นึ เปน ทวิ เขา ตดั ขาดดวยท่ีราบเอสดราโลนและเช
เคม็ แลว ก็ยุบลงเปนลมุ หวา งเขาจอรแ ดน แลวกเ็ งยขนึ้ ดา นตะวันออกเปน พน้ื ภูมิภาคสูงแหงบาชาน กิล
อาดและโมอับ แลว กล็ าดไหลเขา สผู นื แผนดนิ อันเว้ิงวางแหงทะเลทรายอะราเบยี อันแหงแลง

ภาคการปกครอง

ประวตั ิศาสตรก ารปกครองของปาเลสไตนรวมดว ยกบั ลกั ษณะพ้ืนภูมธิ รรมชาติใหเ กิดภาคตาง
ๆ ข้นึ ซึ่งเปนอิทธิพลอยางเหลือเกินแกตัวเมือง สังคม และชีวิตทางศาสนาภาคตาง ๆ เหลาน้ีเราเรียก
ตามช่ือของทองท่ี เชนแควนยูดาห สะมาเรีย กาลิลี เพเรีย และรัฐเล็ก ๆ กลุมหน่ึงซึ่งเราจะเรียกวา
ปาเลสไตนตะวนั ออกเฉียงเหนือ และดะคาโพลี

1. แควน ยูดาห ทองทีน่ ้ีเปนหัวใจของชาติอิสราเอลอยูตลอดมา เปนทองท่ี ๆ โยชูวารบชนะเอา
ไดค ร้ังแรกเปนฉากยอดเหตกุ ารณของประวตั ศิ าสตรชาติฮีบรู เมืองบริสุทธิ์เยรูซาเล็มต้ังอยูในทองท่ีน้ี
และเปน ศูนยของชาตยิ ิวท่ฟี นตัวข้ึนเมอื่ กลบั จากการเปน เชลย ฉะน้ันจึงเปนประเทศของชาติยิวอยางท่ี
ใคร ๆ ก็รู และเปนศูนยที่ชาติยิวแผอิทธิพลออกไปครอบงํา ในสมัยพันธสัญญาใหมเยรูซาเล็มเปน
ปราการของลัทธิยูดาหนยิ ม เปน ตนตํารับใหญของขนบธรรมเนียมประเพณี เปนศูนยของอํานาจสิทธ์ิ
ศาสนาจรรยช ่อื แควนยูดายเปนสําเนียงที่เพ้ียนจากยูดาห ท่ีใชชื่อนั้นก็เพราะชนเผาช่ือนั้นเปนเจาของ
ทอ งที่นน้ั

2. สะมาเรีย เม่ือแผนดินอิสราเอลภาคเหนือลมลงแลว ตามธรรมเนียมของชาวอะซีเรียผูชนะ
เขากท็ าํ การโยกยายพลเมอื งในทองถ่ินเดิมออกไปอยูท่ีอ่ืน แลวเอาคนตางชาติในที่อ่ืนเขามาอยูแทนท่ี
คนตางชาตทิ เี่ ขา มาอยูกผ็ สมปนเปกับคนชาติฮบี รูท่ยี ังตกคา งอยใู นถิน่ ของตน ซงึ่ กม็ ีจํานวนมิใชเล็กนอย
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติฮีบรูก็เลยเสียรูปเดิมไปโดยอิทธิผลของคนผูไมถือพระเจา ชาติ
อสิ ราเอลผูแพและกระเจิดกระเจงิ ก็สูญเสยี ความเปนผูนําทางศาสนาของตนไป ซ่ึงถึงแมแตเดิมเขาก็มี
ศาสนาเดิมของเขาอยนู อ ยเต็มทีอยูแลว ความหวังในการที่จะรักษาชาติใหเดนอุดมคติใหเดนก็รูสึกวา
แหลกเหลวจนกคู นื ไมไหว เปน ผลใหเ ขาผสมเภทพนั ธุป นเปกบั คนไมถือพระเจาท่ีเขา มาอยู แลวก็มชี าติ
ลูกผสมเกิดข้ึน ในคราวเมื่อฟนชาติหลังจากการเปนเชลย พวกชาติอิสราเอลที่ทิ้งพระเจาซึ่งอยูใน
สะมาเรียและพวกญาติลูกผสมของเขานี้ ประสงคจะรวมในการกอสรางชาติอันบริสุทธ์ิของพระเยโฮ
วาหห พวกนตี้ องถูกปฏิเสธในฐานท่ีไมม ีคา ควรแกก าร เปนผลใหเปนคูอาริกันเร่ือยมาในระหวางสอง
เชื้อชาติในสมยั ของพระคริสตและอัครสาวก

28

สวนใหญทีเดียวของชาวสะมาเรียเปนพังศพันธุของอับราฮัม และมีศาสนาท่ีคลายทีเดียวกับ
ของพวกยิว พวกชาวสะมาเรียนี้อางวาเขาเปนพันศพันธุของตนตระกูลฮีบรูแท ดวยเหตุผลเชนน้ีเมื่อ
หญิงชาตสิ ะมาเรียพูดกับพระเยซจู ึงอางวา “ยาโคบบิดาของเรา” (ยอหน 4:12) เมือ่ ถกู ปฏิเสธจากพวกยิว
ท่ีเยรูซาเล็มแลว เขาก็สรางวิหารข้ึนเองสําหรับพระเยโฮวาหหบนเขากะริศศีม และใชเปนที่นมัสการ
เร่ือยมาจนตัววิหารตองถูกทําลายไปโดยไฮรคานุสในป ก.ค.ศ. 128 ชนเผานี้ยังมีเหลืออยูเล็กนอยใน
ปจจบุ ัน

3. กาลิลี เมื่อโยชูวาไดรบชนะในภาคเหนือแลว ทานก็ไดใหเผานัฟฟาลีตั้งภูมิลําเนาอยูใน
ภาคเหนือสดุ ของคานาอนั (โยชูวา 20:7) แตพวกนัฟทาลีก็ไมส ามารถขบั ไลห รือปราบปรามชนตางชาติ
พื้นเมืองเดิมได (วินิจฉัย 1:33) เพราะฉะน้ันทองที่นี้จึงเปนที่รูกันวาเปน “ทองที่ของชนตางชาติ” คํา
ภาษาฮีบรูเรยี กทองท่ีวากาลีลาห ฉะนั้นชอื่ กาลลิ ี จงึ เกดิ ขึ้น คร้ังแรกกเ็ รยี กวา กาลลิ าห แอกโกยมิ “กาลิลี
แหงคนตางชาติ” แลวตอไปคําวา แฮกโกยิม ก็ถูกทิ้งไป เหลือเพียงวา กาลิลีเปนนามเฉพาะ (วิสามา
นยนาม) ซึ่งภาษากรกี เรียก กาลิลาเอีย ภาษาอังกฤษวา กาลิลี (ภาษาไทยแปลรุนกอนวาฆาลิลาย) คร้ัง
แรกช่ือนี้เพียงหมายถึงทองท่ี ๆ เปนสวนของนัฟทาลีเทาน้ันซ่ึงเดี๋ยวน้ีเปนกาลิลีภาคบน แตตอมาได
ขยายความหมายมาจนถึงทอ งท่ีของศะบลู ูนและยษิ ษาคารดวยซึ่งเหยียดมาจนถึงชายเขตดานใตของเอ
สดราโลน

ดินแดนภาคนี้เปนทถ่ี กเถยี งยื้อแยงกันระหวา งชาติอสิ ราเอลกับศัตรูของเขาผูไมถือพระเจา ใน
ระหวางยคุ ฟนชาตหิ ลงั จากกลับจากการเปนเชลยมีคนยวิ ตั้งอาศยั อยูไมก ่ีคนในกาลิลี จาวนายผูหนึ่งใน
เชือ้ พระวงศอัศโมเนยี น คอื ยอหน ไฮรคานสุ (ก.ค.ศ. 135-105) ไดปกครองควบคมุ เพ่อื แสดงวาดนิ แดน
ภาคน้เี ปน สวนหนึ่งในแผน ดินพระสัญญาของชาตยิ ิว ในกาลสมัยของพระเยซูน้ันอาจสมท่ีจะพูดไดวา
เปน ดนิ แดนของยวิ แตกย็ ังคงมีชนตา งชาตอิ าศัยอยมู ากกวา ในแควนยดู าหมากทเี ดียว แลว คนยวิ ทอ่ี ยูใน
กาลิลีกม็ ีทา ทีผอ นปรนมากกวาในแควน ยดู าห “ตองแยกหางออกมาเสยี จากแดนอันโดดเดี่ยวของชาวเล
วีและพวกรบั บี โดยท่มี ชี าวสะมาเรยี มาค่นั กลางอยางหน่งึ ความรมุ รอนในทางถอื ลทั ธอิ ยา งที่มใี นแควน

29

ยูดาหน้นั ในแดนกาลิลีมีนอยกวามากกอ็ ีกอยา งหนึ่ง การถอื จารีตประเพณขี องยวิ อยา งแข็งแกรงอยา งใน
แควนยดู าหนัน้ มนี อยมากในกาลิลีก็อีกอยางหน่ึง และอิทธิพลอีกหลายอยางก็เบาบางลงไปเพราะการ
เก่ียวของกบั คนตางชาติกวางขวาง ชาวกาลิลีจึงไมเปนคนมีนิสัยถือตัวใจแคบซึ่งโดยปรกติเปนผลกอ
เกิดจากลัทธิยูดาหนิยม”6 เพราะเหตุน้ีพระเยซูจึงทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจของพระองคไดโดย
ปราศจากการรบกวนในกาลลิ ีมากกวา ในแควนยดู าห ลทั ธยิ ูดาหน ิยมในแควน ยูดาหนั้นไดม าตรฐาน จึง
ถือวาในกาลลิ ีนัน้ เสอ่ื มจาง เพราะการที่มคี นตางชาตเิ ขา มาตัง้ อาศัยอยูดวยและถือวายิวชาวกาลิลีน้ันไม
สมควรหรือไมม คี าควรแกคณุ สมบตั อิ ันสงู สุดของชาตอิ ิสราเอล ความจริงน้ีจะชวยเราใหเ ขา ใจทา ทีของ
พวกฟาริสีทม่ี ีตอคําสําอางฐานพระเมสยิ าหข องพระเยซู

4. เพเรีย บัดน้ีใหเราผานถึงฝงตะวันออกของจอรแดน ในสมัยพันธสัญญาใหมคําวาเพเรียน้ี
มไิ ดห มายเพียงวา ขามลาํ ธารเลก็ ๆ กวา งไมกฟ่ี ุต แตหมายถึงการยางเขาไปในวงของชีวิตอีกอยางหน่ึง
และประวัตศิ าสตรอ ีกอยางหนง่ึ อสิ ราเอลไมเคยไดผืนแผนดินฝงท่ีขามนํ้าจอรแดนไปน้ันเปนถ่ินของ
ตนอยา งม่ันคงเลยไมวา ในทางศาสนาหรือในทางการเมือง ดนิ แดนนีเ้ ปนดินแดนที่ตกอยูในการเหยียบ
ย่าํ ของชนตา งชาตเิ สมอฉะนนั้ จงึ ไมเ คยเปน ถิน่ ของยวิ โดยช้ินเชงิ เหมือนดังดินแดนยดู าห ดินแดนนี้ (เพ
เรีย) ตกมาอยูในปกครองของยวิ โดยวงศอ ัศโมเนียน และมีพลเมอื งสว นใหญเปน ยวิ ก็ในศตวรรษท่ีหนึ่ง
ของศตวรรษเราเทานัน้ ฉะน้ันดนิ แดนนจี้ ึงใหเปนทางเดินผา นไป อนั คอนขางนับวา เปน ดินแดนของยิว
ซึ่งยวิ เขาใชเปน ทางหลกี ตอการทต่ี องผานเน้ือท่ีของชาวสะมาเรียท่ีเขาเกลยี ดชังนัน้

5. ตะวันออกเฉยี งเหนอื ปาเลสไตน เราไมม ีชอ่ื เรียกดนิ แดนนไี้ ดเ ปนทีช่ ัดแจมแจงกวา นี้ คอื เปน
สวนหน่งึ ของปาเลสไตนที่อยูดานตะวันออกของทะเลกาลิลีและเหนือเพเรีย มีแควนเล็ก ๆ อยูในเน้ือ
ที่นี้หลายแควน แลวขอบเขตของแควนเหลานี้ก็ไมแนนอน คือ กอโลนิท อิตุเรีย ซุแรนิท ทราโคนิท
และบาธาเนยี

มคี นยิวเพียงไมก่ีคนท่ีกระจัดกระจายกันอยูท่ัวทองท่ีน้ีและโดยมากก็อยูกันทางซีกตะวันตก
ใกลท ะเลกาลิลี ชาวถนิ่ เปน คนปาเปลี่ยว รอ นแรโ ยกยายไปมาอยูเสมอ และใหความยุงยากแกเจาหนาท่ี

6 หนงั สอื ของทา นฮอสแรท เลม 1 หนา 11

30

ปกครองมากเหลือเกิน เฮโรดไดป ราบปรามพวกน้ีลงดวยกําลังเปนหลายคร้ัง แตก็ยังพบวาที่จะใหคน
พวกนีอ้ ยูใ นความเชื่อฟงยากย่ิงเหลือเกิน แมจะไดจัดตํารวจไวประจําแควนอยางเขมงวดกวดขัน ใน
คราวพระคริสตดินแดนน้ีอยูในปกครองของฟลิป ฟลิปทําความสําเร็จในการควบคุมคนเผาเชนน้ีได
ดกี วาพระราชบิดาของทา น

6. ดะคาโพลี แขวงดะดาโพลี “สิบนคร” รวมเอาเน้ือท่ีกวางใหญของปาเลสไตน
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ และยังขยายไปถงึ เพเรยี และกาลิลีอีกดวย ดะคาโพลีก็อุปมัยดังวาเปนสหเทศบาล
ประกอบดว ยเมืองของกรีกที่สรางไวแตเดิม (เพราะฉะนน้ั จึงเรียกวา ดะคาโพลี หรอื สิบนคร) แลวรวม
สําพันธกันดังสหพนั ธ เพ่ือธาํ รงรักษาไวซ่ึงขนบธรรมเนียมและลกั ษณวิสัยของคนผูไ มใชยิว และอยูใน
ความพิทักษเปนพิเศษของรัฐบาลโรมัน แนละพวกยิวเกลียดชังคนพวกชาวเมืองเชนนี้และถือวาเปน
พวกบกุ รกุ ท่ีไมม ีศลี ธรรม

ในยุคพนั ธสญั ญาใหมนครอยา งน้ีมมี ากกวาสิบ แตก ย็ ังถือวาเปนสิบ “ดะคาโพลี” สิบนครเดิม
นน้ั จะตง้ั อยูตรงใดบา ง หรือมีนามวา กระไรบางก็ไมเคยทราบแน แตท่ีอาจถูกตองก็คือ ดัมเมเษ็ข ฟละ
เดลเฟยา ราฟนา ซคูโธโพลี กะดาราฮิปโป ดิโอน เพลลา กะราซา คานาธา7

7 น่ีเปน บัญชีที่ทานพลินผิ ูเ ปน นักเขยี นดว ย ภาษาละตนิ ไดใ หบ ญั ชี นามนไ้ี วตั้งแตโบราณกาล ทานสกเลอรถ อื วาดที ่ีสุด 1 The Jewish People in the time of Jesus
Christ, ภาค ll เลม 1 หนา 95 สวนบัญชีทีผ่ ดิ กันบางเลก็ นอยดูHurlbut, Bible Atlas หนา 102.

31

บทท่ี 3 วรรณกรรมของลัทธิยดู าหน ยิ ม

ในบทนี้เราจะพูดถงึ กจิ การทางอักษรของชนชาติยิวในกาลหลังจากเอสราเร่ือยมาจนรวมดวย
ศตวรรษที่หนึ่งของศักราชคริสเตียน ผลิตภัณฑทางอักษรของยิวซ่ึงเปนของยุคนี้โดยทั่วไปเขาใจกัน
กวา ง ๆ ตามทีใ่ ชค าํ เรยี กวา “วรรณากรรมของยวิ ” แตเ มอื่ เรียกเชนนี้ก็ตองรวมเอาพระคริสตคัมภีรภาค
พันธสัญญาใหมเขาไปอยูในจําพวกขอเขียนอื่น ๆ ของยิวดวยจึงจะสมเหตุผล เพราะเหตุน้ีที่จะให
วรรณกรรมของยวิ มคี วามหมายจํากัดวาอยูนอกพันธสัญญาใหมก ็จาํ เปนตองมีคาํ เรียกใหจํากัดลงไปอีก
เรียก “วรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนิยม” อยา งนจี้ ะตรงความประสงคทีเดยี ว ดวยเหตผุ ลสองประการ (1)
วรรณกรรมนี้เปนสิ่งแสดงออกของแบบชีวิตทีตกคางอยูในศตวรรษที่หนึ่งและที่สองกอนและหลัง
ครสิ ตศกั ราช ท่ัวสากลรับกันในนาม “ลัทธิยูดาหนิยม” (2) คําที่เรียกเชนน้ีทําใหความหมายบังคับให
เขาใจวาอยภู ายนอกขอบเขตของพนั ธสัญญาใหม เพราะถงึ แมว าคนผูรเู ร่อื งดีถือวาศาสนาคริสเตียนกับ
ลทั ธยิ ดู าหนยิ มแหงศตวรรษทีห่ นึ่งมีการเกีย่ วของกนั เขาก็ยงั ไมถือวาพันธสัญญาใหมรวมอยูในนามท่ี
เรียกวา “วรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนยิ ม”

เรามแี หลงเอกสารสาํ คัญ ๆ อยูตอหนาเรานี่ เอกสารเหลานี้จะเปน แหลง ใหเ ราทราบเรื่องราวใน
ประวตั ิศาสตรทีเ่ ราจะติดตามได เพราะฉะนั้นจงึ เปนการดีที่จะหันความสนใจของเรามาท่ีวรรณกรรม
จุดน้ี

ประชาชนพากันประทับใจวาหลังจากที่หนังสือมาลาคีเขียนจบไปแลว ชาวชนที่พระเยโฮ
วาหหไ ดเลือกสรรไวกไ็ มไ ดเขียนหนังสอื อะไรข้ึนมาอีกท่มี คี ณุ คา จนกระทั่งถึงคราวสมัยของพวกอัคร
สาวกของพระเยซไู ดลงมอื เขียนหนังสือพันธสัญญาใหมข้ึน ขอนี้ไกลตอความจริงมากมายทีเดียว ผล
อันงดงามบางอยา งทเี่ กดิ จากความรอนใจทางศาสนาของคนฮีบรูเกิดข้ึนในยุคระหวางพันธสัญญาทั้ง
สอง และท้ังเกดิ ขึ้นในยุคเดยี วกันกับพนั ธสญั ญาใหมด วย มเี หตผุ ลในเน้ือความของตัววรรณกรรมบาง
ทางประวัตศิ าสตรบ า งทท่ี าํ ใหเอาวรรณกรรมเหลา นี้เขารวมกบั พนั ธสัญญาเดิมไมได แตลักษณะทั่วไป
ของวรรณกรรมน้ันในฐานท่เี ปน วรรณกรรมทางศาสนา กย็ อ มมีความดีเลศิ ในบางประการเหมือนกัน

วรรณกรรมเหลา น้ีหลายเลมไดเ ขาไปอยูในหนังสือบรรทัดฐานของคาธอลิคฉบับวัลเกต และ
ประกอบขนึ้ เปนอยางทเี่ รียกวา อพัคคริฟา ชอ่ื (อพคั ครฟิ า) นีม้ กี ําเนิดมาอยา งไรไมทราบไดแน คําน้ีเปน
คาํ แปลทับศพั ทภาษากรีกนะปงุ สกลิงคพ หูพจน เปนคาํ คณุ ศัพทท ี่อา นวา อพัคครูฟอส (Apokruphos) มี
ความหมายวา “ซกุ ,ซอน” สัญลกั ษณของคาํ บอกวาไมไดม กี ําเนิดมาจากภาษาฮีบรูแน มีวลภี าษาฮีบรูใน
ตอนหลังน้ีอยูคําหนึ่งใชเรียกพันธสัญญาเดิมซึ่งอาจเรียกวา “หนังสือซุกซอน” แตคําวลีนี้ใชใน
ความหมายวา หนงั สอื บรรทัดฐานดว ยกนั แตวาเปนเลมดีที่สุด และแทจริงหมายความวาเอาไปซอนไว

32

เพราะเปนทรพั ยท ีม่ คี ามาก ทรัยพที่ศักด์ิสิทธิ์เกินกวาธรรมดา ถาจะอธิบายใหใกลก็วาเปนคําท่ีมาจาก
พวกคริสเตยี น มีหนังสอื หลายเลม ท่คี นนอกรตี บางพวกบางคณะเอามาใชในคราวท่ีศาสานาคริสเตียน
เกดิ ข้ึนใหม ๆ คนจาํ พวกน้ีถือปฏบิ ตั ิใหม ีการทรมานตน ซ่ึงเก็บหนังสือไวเปนของลับ เพราะฉะนั้นจึง
เรียกหนงั สืออยา งนี้วา อพัคครูฟาหนังสือซุกซอนหรือหนังสือลับ การปฏิบัติอันนอกจารีตเชนน้ีพวก
คริสเตียนทย่ี ดึ ถือตามจารีตเดิมไดประมาณอยา งหนักและดวยเหตุนี้คําวาอพัคครูฟาจึงมีความหมายวา
เปน หนงั สอื ท่ีอยูนอกบรรทัดฐาน คําซงึ่ แตเดมิ ใชห มายถึงหนังสอื ท่ีคริสเตียนเขียนข้ึน ในกาลตอมาอีก
นานก็เกดิ ความหมายวาเปน หนงั สอื ทไ่ี มม ใี ครรับวา เปนหนงั สอื ทรี่ วมอยใู นพนั ธสัญญาเดิมบรรทัดฐาน
คอื ดเู หมือนวาความหมายนี้เกดิ ขนึ้ มาต้ังแตสมัยของทานโอริเยน

พดู ไดว า โดยทว่ั ไปแลวคาํ วา อพัคครฟิ าหมายถงึ หนังสอื เหลา นัน้ ท่มี ีในหนงั สอื ละตนิ วลั เกต แต
ไมมีในหนงั สอื บรรทดั ฐานของพันธสัญญาเดิมของชาติฮบี รู เปน การยากทีจ่ ะใหความหมายจาํ กัดแนลง
ไปได เพราะไมมีการตกลงกันไดใ นการกําหนดใหเปนมาตรการแนนอน จาํ นวนหนังสือในเสปตัวเยน
(พันธสัญญาเดิมภาษากรีก) ผิดกนั กบั หนังสอื บรรทดั ฐานของคริตสจักรโรมนั ในปจจุบนั แตท ว่ั ไปรกู นั
วา หนังสอื อพัคริฟาประกอบดวยหนังสือเลมยอม ๆ 10 เลม หนังสือตอเติมความหนังสือเอศธระเลม
หนึ่ง ตอเติมความหนังสือดาเนียล 3 เลม รวมท้งั หมดเปน 14 เลม

โลกครสิ เตยี นไมเคยตกลงยอมรับคา และสิทธิอํานาจของหนังสืออพัคคริฟาเลย ในศตวรรษที่
หน่ึงชนยิวคริสเตียนในปาเลสไตนดูเหมือนไมรับหนังสือชนิดนี้วามีศักดิ์เทาหนังสืออื่น ๆ ในพันธ
สัญญาเดิม ภายนอกปาเลสไตนหนังสือเหลานี้พวกคริสเตียนถือวาเปนหนังสือนาปรารถนาอยางสูง
โดยเฉพาะอยางย่ิงภายหลังท่ีเร่ิมศตวรรษท่ีสอง แตพวกคริสเตียนไมไดรับกันเปนเสียงเดียวโดยเอก
ฉันทวาหนังสือเหลานี้ข้ึนถึงบรรทัดฐาน การประชุมศาสนาคร้ังย่ิงใหญท่ีเมืองคาเธจในป 397 ได
ประกาศฐานะของหนังสอื เหลา นเี้ ปน ทางการวา ถงึ ขนาดบรรทัดฐาน แตถงึ เชนนี้ก็ยังไมมีความยินยอม
กนั ทวั่ ไปท้ังสากล ในระหวางที่มีการปฏิรูปศาสนาปญหานี้ไดถูกร้ือฟนข้ึนมาพิจารณา หลักขอเช่ือที่
ประกาศโดยคณะโปรเตสแตนท ถึงแมจ ะมีความเหน็ ผิดกนั ในเรื่องคุณคาของหนงั สืออพคั ครฟิ าก็ยังตก

33

ลงกันเห็นพองวา หนงั สอื ชนดิ น้ีมไิ ดเ กดิ จากการทรงดลบันดาล ตัวแทนของคณะปฏิรูปบางคนยกยอง
คุณคา ของหนงั สอื อพคั ครฟิ าวา เปนหนงั สอื สัง่ สอนแตก ็ไมไดถือวาเปนพระคัมภีรมีสิทธิอํานาจ ไมได
เปน ตัวฉบบั ของหลักธรรม1 คุณคา ในทางการสงั่ สอนของหนังสือเหลานี้พอแกท่ีจะคิดพิจารณา แตจุด
ยอดแหงคุณคา ของหนงั สอื ชนิดนีท้ ่ีเราเหน็ กค็ อื มันใหความสวา งที่จะทราบอะไร ๆ ในยุคที่เตรียมการ
รับการเสดจ็ มาของพระคริสต ทลี่ ัทธิยดู าหนยิ มทําใหเ กิดการเตรียมข้นึ สว นทางโรมันคาธอลิคยังคงถือ
วาหนังสอื เหลานี้เปน บรรทัดฐาน และเพราะฉะน้ันจึงยอมเกิดขึ้นจากการทรงดลบันดาล

นอกจากหนังสืออพัคคริฟา ยังมีผลทางอักษรของยิวกลุมใหญอีกกลุมหน่ึงเรียกวา ซิวดิพิก
ราฟา (Pseudepigrapha) นี่เปน คํามาจากภาษากรกี ซึ่งมีความหมายวา ขอเขียนที่เขียนโดยเอาช่ือของคน
อ่ืนมาใช ยุคแหงการเผยพระวจนะอันอาจหาญไดหยุดไปแคมาลาคี ตอจากน้ันมาไมใครกลาพอท่ีจะ
เปน ผูนําทางศาสนาเอาตัวเปนปากเสียงของพระเยโฮวาหหเขาจึงไดเขียนเรื่องข้ึนในนามของผูนําที่มี
อิทธิพล และเปนที่นิยมกันในคร้ังแตกอน เชน เอโนค โนอาห เอลียาห บารูค เอสรา และคนอื่น ๆ
หนงั สือเหลานแี้ หละรวมเรยี กวา ซิวดิพกิ ราฟา

ไมมอี ะไรดกี วาท่ีจะใหน ักศกึ ษาพันธสัญญาใหมไดร ูจักงานอันกวางขวางแบบน้ี ในท่ีน้ีเราจะ
กลาวถึงแตเ พยี งยอ ๆ เปน แตเพียงแนะนําใหรอู ยา งรวมยอดเทา นนั้ 2 เราพออภิปรายไดเปน สามหัวขอ คือ
สว นกอ เกดิ ในประสบการณของชนยิวอนั ดลใหเ กดิ ผลติ ผลของวรรณกรรมนี้ ศูนยตาง ๆ ทางภูมศิ าสตร
ทีค่ วามบากบัน่ ทางอกั ษรชุมนมุ กันอยรู อบ ๆ และการสาํ รวจท่ัว ๆ ไปของวรรณกรรมภายใตแ บบตาง ๆ
กัน

1 ขอกําหนดสามสบิ เกา ขอ หรอื คําแถลงขอเชื่อของคณะแองกลิแดนในการปฏริ ูปประกาศวา หนังสอื อพคั ครฟิ ล ไมใ ชกันอยางเปน “หลักธรรมทีเ่ ปนหลักอยแู ลว ” แต
“อาจใชเพือ่ แสดงตัวอยา งของชีวิต และการสอนความประพฤต”ิ (ขอ กําหนดท่ี 6)
2 เพ่อื ความเขาใจแตตองศึกษาใหละเอียดยิง่ ขนึ้ ใหด ูหนงั สือที่แตง โดย ดร.แกรนท ช่ือ Between the Testaments หนา 109-146 สาํ หรับจะศกึ ษาใหเต็มและถวนท่วั ใหด ู
หนงั สือทแี่ ตง โดย ดร.ชเู รอร ชื่อ Jewish People in the time of Jesus Christ ภาค 2 เลม 3

34

สว นกอเกิด

ถาใครไมเขาใจความประสงคในความคิดของผูเขียนวรรณกรรมยุคนี้ คนน้ันก็ไมอาจเห็น
คณุ คาของวรรณกรรมน้ัน ๆ ได บางคนระทึกใจท่ีจะทราบการแสดงออกของวรรณกรรมเหลาน้ี ความ
รมุ รอ นทางศาสนาและความทรมานของความทารุณสง เสยี งแหลมอยูในวรรณกรรมน้ี อยางนอยท่ีสุดก็
ตองสาํ รวจใหร ูประวตั ิศาสตรของหนังสืออยา งนี้แตละเลมแตจะสํารวจดูลักษณะที่สําคัญและลักษณะ
ทั่วไปแตเพยี งกวาง ๆ กพ็ อทําได

1. ความอทุ ิศตอพระบญั ญตั ิ และการนมัสการพระเยโฮวาหอยางรอนใจ การที่ชาติยิวไดเคยตก
เปนเชลยครนั้ น้ันใหบ ทเรยี นสอนคนยิวยง่ิ ใหญนักเพราะความบกพรองตอการนมัสการพระเยโฮวาห
ตามระเบยี บที่ระบไุ วแลว น้นั เปนเหตุให นาํ พบิ ตั ใิ หญมาถงึ และเมื่ออยใู นบาบิโลนอนั ไกลอนั แสนไกล
จากกรุงเยรซู าเลม็ ไมมพี ระวหิ าร การนมัสการตามปรกตเิ รอ่ื ย ๆ กท็ าํ ไปไดย ากทีส่ ดุ ชนยวิ เหลืออยูเปน
จาํ นวนนอ ยผยู ังภักดีตอจารตี โบราณกม็ ีความยินดีเมอื่ กษัตรยิ โฆเร็ศอนุมัติสิทธิ์พิเศษใหกลับบานเมือง
ของตนได พวกทร่ี ับสนองโอกาสน้กี ็มอบตวั ใหอ ยใู นการนาํ และอทิ ธพิ ลของศะรบุ บาเบลเนหะมีย และ
เอสรา ในการกลบั มาฟนประเทศชาติพลเมืองปาเลสไตนท่ีพ้ืนใหมอีกน้ีโดยมากเปนพวกชนเผายูดาห
อทุ ิศตัวตอจารตี โบราณอยา งหนกั แนน และคําสัง่ สอนของบรรพบุรุษ คนพวกนเี้ ห็นวา ธรรมบัญญัติของ
โมเสส และพิธกี รรมของชนเลวีเปนความสนใจของชีวติ อยางสงู ท่สี ุด

คนยิวทีถ่ อื เครง เชื่อวา ความหวังอันเดียวของโลกอยูในบัญญัตินิยมของยิว ลักษณะอันเดนชัด
อยางหน่ึงเกี่ยวกับเรื่องการเสด็จมาของพระเมสิยาหก็คือวาพระเมสิยาหจะเรียกใหโลกประพฤติตาม
ธรรมบญั ญตั ิ คอื ธรรมบัญญัติตามแนวท่ีพวกศาสนาจารยใ นลัทธิยูดาหนิยมจะใหอรรถาธิบายส่ังสอน
คอื ดังหนง่ึ วาพระเมสิยาหก ค็ ือโมเสสคนท่ีสองนั่นเอง การอุทิศตอบัญญัตินิยมนี้แสดงใหเห็นไดทั่ว ๆ
ไปในการพยายามทําวรรณกรรมของยุคน้ี หนังสือบางเลมก็เขียนเพราะความรุมรอนกับธรรมบัญญัติ
แรงกวา เลมอ่ืน ๆ แตทุกเลมก็มีหลักฐานวาเพราะความเคารพบนอบตอธรรมบัญญัติ ในการถือธรรม
บัญญตั นิ ้ันไมใ ชเจตนาที่นา ตําหนติ ิเตยี นอะไร ความผดิ ของพวกยิวไมใชการเชิดชูธรรมบัญญัติเสียสูง

35

ริบ แตเ ปนการวนุ วายใหอรรถาธิบายธรรมบญั ญติ และขมขนื บงั คับใหถอื ธรรมบญั ญตั ติ ามแบบของเขา
3 สาํ เนยี งธรรมบญั ญตั ใิ นวรรณกรรมของเขาไมไดแ สดงความบกพรองเสมอไป ท่ีจริงมันแสดงถึงคุณ
งามความดีอยูบ อ ย ๆ

2. ชาติไมถ ือพระเจาทาํ การขม เหง ความถอื ตัวของคนยิวเพราะหย่ิงในเช้ือชาติก็ดี ศาสนาท่ีไม
เขากบั ใครไดก็ดี ทําใหต องถกู รังเกยี จเดยี จฉนั ทอยางแรงอยูเรื่อยมาในตลอดประวัตศิ าสตร ไมมียุคไหน
จะมีการขัดขวางอยางรุนแรงย่ิงกวาในยุคที่จะกลาวถึงนี้เปนไมมี เมื่อปาเลสไตนอยูใตปกครองของ
อียิปตแหงราชวงศพโตละมัย ชนยิวก็มีอิสระในทางศาสนาในขนาดใหญหลวง แตเหลากษัตริยแหง
ซเี รียนัน้ คอยหาชองทีจ่ ะทาํ ลายความภักดีของคนยิวที่มีตอจารีตโบราณและประพฤติการทางเชื้อชาติ
ของเขาอยางดื้อดึงใหแตกหักไปและบังคับใหรับเอาประเพณีและวัฒนธรรมของผูชนะ ชาติยิวสวน
ใหญไมย อมรบั ความนิยมของชาติกรกี จงึ เปน ผลใหการขม เหงมาถงึ อยา งฉกาจฉกรรจอยางไมคิดวาจะ
เปน ได ในทามกลางความสยดสยอง วรรณกรรมของลทั ธิยดู าหนิยมบางฉบับอยางดีท่ีสุดก็มีกําเนิดขึ้น
มันสงเสยี งรอ งกองถงึ ความเจ็บปวดหวั ใจของคนที่ถูกเกลียดชัง คนท่ีไมมีใครเขาใจ ความนาสังเวทท่ี
ตอ งทนเพราะการถอื ศาสนา บางอยางทพ่ี วกยวิ แสดงออกมาจะปรากฏ ในหนังสือบทเพลงสดุดีที่เขียน
ขนึ้ ในยามท่ชี าติกําลังประสบกบั ความวิฤติ

3. พวกยวิ ทม่ี ีใจครึง่ ๆ กลาง ๆ ก็พยายามทําการอะลุมอลวยสมยอมแบงรับแบงสู นี่ก็เปนเหตุ
หน่ึงทีก่ อใหเ กดิ ความเปนปฏปิ กษอ ยางรอนแรงที่สุดท่ีชีวิตยิวไดประสบ ความภักดีตอจารีตประเพณี
ของลัทธยิ ูดาหนยิ มก็มไิ ดเคยมอี ยางเปนเอกฉนั ท แมใ นจาํ พวกยวิ แหงยุคฟนฟูดวยกัน โดยเฉพาะอยาง
ยิ่งในระยะเวลาหลังจากที่อเล็กซานเดอรพิชิตศึกแลว กับที่พวกนักปกครองของภาพพ้ืนซีเรียทําการ
เผยแพรอ ยา งรกุ รานชีวิตแบบกรีกแทรกซึมเขาในพวกคนยิวอยางแข็งขัน จนพวกนักศาสนาของชาติ
รอนใจลกุ ขึ้นตานทานอยางสดุ กาํ ลังตอ การเสยี สจั ที่กาํ ลังคกุ คามอยู

3 ทา นศาสตราจารย อี.เอฟ.สกอทท ไดใหขอสงั เกตถูกตองวา“เราคิดบอ ยเกินไปเฉพาะแตข อคานทศี่ าสนาคริสเตียนสง ขนึ้ มาประจญั กบั ธรรมบัญญตั ิ แตเ ราก็ควรจะ
ระลึกไวดว ยวา ศาสนาครสิ เตยี นเตบิ โตขนึ้ มาในเนื้อนาของธรรมบัญญัติ.และไดสว นท่ีมีคา มากท่สี ุดบางประการมาจากธรรมบัญญตั ิดวย” (First Age of Christianity)
หนา 39

36

พวกยวิ น้นั ถอื วา การรักชาตกิ บั รกั ศาสนาน้นั เปน อันหน่งึ อันเดียวกัน ชาติของเขาเปนตัวโปรด
ปรานของพระเจาและประวัติศาสตรแหงชาติของเขาประกอบเปนสวนใหญในพระคัมภีรของเขา
ตํานานชวี ิตของเขาเปน เร่อื งราวการสาํ แดงของพระเจาทที่ รงสาํ แดงองคแกเขาอันเปนความรูสึกแปลก
การปอ งกนั ชาติอิสราเอลใหพนจากการแทรกของอิทธิพลของคนไมถือพระเจา นั่นคือการปรนนิบัติ
พระเยโฮวาหโดยตรงทีเดียว เพราะชาติยิวอิสราเอลเปนฝพระหัตถของพระเยโฮวาหท่ีพระองคทรง
โปรดปรานพิเศษ เมืองบริสุทธ์ิเปนเมืองหลวงของชาติ และพระวิหารท่ีนมัสการของเขาเปนสํานัก
บัญชาการของชาติ เพราะฉะน้ันเหนือความสนใจอื่นใดหมดในชีวิตชนยิวผูภักดีรูสึกตองธํารงรักษา
ขนบธรรมเนยี มและประเพณขี องชาติของเขาไวดว ยส้นิ สุดใจ

คนผูยังคงเอาจรงิ ตอจารตี ของยดู าหนยิ ม เขาเรียกวาเปน “ผูชอบธรรม” สวนคนท่ีเอนเอียงไป
ทางนิยมกรีกเขาก็เรียกวา “คนบาป” รองรอยเปนอันมากของการตอสูกันเร่ืองเชนน้ีจะพบไดใน
วรรณกรรมของยุคนี้ วรรณกรรมเหลานี้แตละเลมพอเห็นก็เห็นรูปการณของศาสนาและการรักชาติ
ทนั ที เพราะลัทธชิ าตินิยมกบั ศานานนั้ พวกยวิ ถอื วาเปนอันหน่ึงอันเดียวกัน ถึงกระน้ันวรรณกรรมของ
ลัทธยิ ูดาหนิยมกม็ ไิ ดจาํ กดั อยเู ฉพาะลทั ธิหรือการรกั ชาติเสยี ทีเดยี ว มีมากทีเดียวท่ีสอถึงความสนใจตอ
ประโยชนข องผอู ่ืนอยางแทจรงิ ในขณะทจ่ี ิตสํานึกแสดงอยูทุกหนทุกแหงวา เขาประสงคจะเหน็ ทุกชาติ
ในโลกรวมอยใู ตอ ทิ ธิพลของยูดาหนยิ ม ในเวลาเดียวกันน้ันกเ็ ห็นชดั เหมือนกนั วา คือตามความเห็นของ
พวกยวิ วาการนีจ้ ะเปนประโยชนแกโ ลกอยางไมมีขนาดอะไรวัดไดแตก็อีกนะแหละ พวกยิวในลัทธิยู
ดาหนยิ มก็มิไดมคี วามเห็นเหมือนกันอยางน้ีเสียทุกคนหมด เพราะพวกยิวอีกไมใชนอยที่ไมสนใจตอ
ความเปน อยขู องโลกคนตางชาติ เฉพาะพวกยิวท่มี ีใจงามกวาธรรมดาเทานั้นจึงมีทาทีอันประสงคดีตอ
ชาตอิ ่นื

วถิ ีประวัติศาสตรต อ มาไดพ ิสูนจว า แมพ วกยวิ จะเขา ใจผิดใชความคิดไมถูก แตในเนื้อหาแหง
หลกั ธรรมของยวิ ทีม่ อี ยูนนั้ ถกู ทีเดยี ว ประโยชนใ หญย ง่ิ ทีส่ ุดท่ีโลกไดอยางหน่ึงนั้นไดมาจากศาสนาซ่ึง
มกี ําเนดิ ขึน้ จากชนยวิ ทา นหนงึ่ และพวกสานุศษิ ยข องทานนัน้ ดวยก็เปนชนยิว

พระเจามิไดหยุดยั้งในการทาํ ใหความตระหนักในทางชาติของอสิ ราเอลเปนการเตรียมสําหรับ
การเสด็จมาของพระบุตรของพระองค และรองรอยฝพระหัตถของพระองคก็จะพบไดไมใชนอยใน
วรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยม มันสอแสดงความคิดเขาใจอยางสูงท่ีมนุษยปลอยออกมา และความ
สนใจอนั ไมเห็นแกตัวอนั แทจ รงิ ท่มี ีอยใู นส่ิงทมี่ นษุ ยผ ลิตออกมา (คอื วรรณกรรม) เหลานน้ั

ศูนยต าง ๆ ทางภมู ิศาสตร

ถึงแมวา ลัทธยิ ูดาหนิยมมาตรฐานมีที่ม่ันแขง็ แรงท่ีกรงุ เยรูซาเล็มตลอดมา ก็ยังมีลัทธิยูดาหนิยม
อีกมากที่วัฒนาภายนอกปาเลสไตน ลัทธิยูดาหนิยมที่หวางเขาเมโสโพเทเมียเราจะไมกลาวถึงในท่ีนี้

37

เพราะมันยงั ไกลตอ การกระทบถงึ พันธสัญญาใหม และไมไดผลิตวรรณกรรมท่ีนาสังเกตข้ึนที่นั่นสอง
แหง ทคี่ วรจะกลา วในท่ีน้ีกค็ ือ เยรูซาเล็ม กับ อเลก็ ซานเดรยี

1. เยรูซาเลม็ ในปาเลสไตน โดยเฉพาะอยา งยิ่งในกรุงเยรซู าเล็ม เปนที่กอเกิดวรรณกรรมท่ีปน
รปู รางของโลกที่พระเยซูเสด็จมา ไมไดหมายความวา วรรณกรรมท่ีเกิดในกรงุ เยรูซาเลม็ เปน วรรณกรรม
สว นใหญข องลัทธิยูดาหนิยม เพราะวา สวนมากทีส่ ุดของวรรณกรรมของยวิ ชาวอเล็กซานเดรียไดเขียน
หากแตวาวรรณกรรมท่ีเยรซู าเลม็ เปนวรรณกรรมท่ีมีสัญลักษณยิวเดนชัดที่สุด และสงอิทธิพลยิ่งใหญ
ทส่ี ดุ ในการทําใหลทั ธิยดู าหนยิ มวัฒนาขน้ึ อยางน้ัน เปนวรรณกรรมที่ถูกอิทธิพลแหงวรรณกรรมกรีก
และความคดิ เหน็ ของกรีกเขากระทบกระท่ังนอยท่สี ุด เพราะฉะนั้นจงึ เปนตวั แสดงพลงั อาํ นาจของเรื่อง
อันนา สนใจทง้ั หลายแหลท ส่ี าธยายมาแลวในตอนกอนดูเหมือนวาท้ังหมดเขียนดวยภาษาฮีบรู (หรืออ
ราม)4 และเปนสิง่ ท่ใี กลก บั หวั ใจจริงของชนยวิ เปนทส่ี ุด มันแสดงถึงเน้ือหาอันแทจรงิ ของความคิดโดย
ถี่ถวนท่ีสุด ในวรรณกรรมนน้ั ชวี ติ ยิวและความตระหนักแสดงออกมาอยางไมขดี ค่ัน และไมมีอะไรเจือ
ปน เพราะฉะน้นั วรรณกรรมของยคุ นี้สําคญั ท่ีสุดสาํ หรบั นกั ศึกษาพนั ธสัญญาใหม คอื จาํ พวกที่เขียนใน
ปาเลสไตน

2. อเล็กซานเดรีย แมวรรณกรรมท่ีผลิตออกมาในปาเลสไตนจะมีความสําคัญใหญยิ่งกวา
สาํ หรบั นักศึกษาพันธสญั ญาใหม แตว รรณกรรมท่ีผลิตออกในและรอบ ๆ อเลก็ ซานเดรยี ก็มีจาํ นวนมาก
และมิใชวาจะไมส าํ คัญเสยี ทเี ดยี ว และในเวลาเดียวกันก็เปนที่สนใจกันอยางฝกใฝทีเดียว วรรณกรรม
จําพวกนม้ี สี ัญลกั ษณข องยิวนอย ของกรีกมาก จนกระทั่งถึงยุคของฟโลจึงมีปรัชญากรีกอรรถาธิบาย
ออกมาจากแงทัศนะของยิว มวี รรณกรรมของยวิ ชาวอเลก็ ซานเตรยี อยูสฉ่ี บับซง่ึ เปนเครอื่ งหมายของการ
กาวหนาสขี่ ัน้ ไปสวู รรณกรรมของเฮเลนนิยมและแบบปรัชญาของฟโล ฉบบั ทหี่ นึง่ คอื จดหมายซิวดิพิก
ราฟคของอรสิ เทยี (Aristeas) เขียนในอียปิ ตประมาณ ก.ค.ศ. 100 และแสดงใหเห็นความปรารถนาทาง
ฝา ยยิวแหง อเลก็ ซานเดรียท่ีจะไดการรบั รูและคารวะจากเพือ่ นบานของเขาท่ีมไิ ดถ อื พระเจาและพวกนัก

4 อรามเปนภาษาหนงึ่ ในบรรดาภาษาเอกๆ ของเซมิตคิ โบราณ ภาษาเฮบ็ รายก็ออกมาจากภาษาน้ี และภาษาอรามเปน ภาษาพน้ื เมืองของพาเลศไตนในกาลสมยั ของพระ
ครสิ ต

38

ปกครองดว ยบาง “ปญญาของซาโลมอน” น่เี ปนฉบับเขยี นในอยี ิปต ในราว ก.ค.ศ. 50 เปนวรรณากรรม
ของยิวชิน้ หนง่ึ ที่พูดถึงปญญาฉลาด ความคิดเหน็ ของกรกี ยอมสไี วลึก เปน เครือ่ งหมายแสดงใหเห็นการ
กาวหนา ไปไกลในวิสยั เฮลเลนนิยม “แม็คคาบี เลม 4” ฉบับนี้เขียนในระหวาง ก.ค.ศ. 25 กับ ค.ศ. 25
แสดงถงึ ขน้ั ที่สามในการยา งเขาสูวัฒนธรรมกรีก มาถึงยอดใน “ฟโล” ผูส้ินชีพอาจไมไกลกับ ค.ศ. 50
ฟโ ลเปนปรัชญากรกี มากกวาเปนนักศาสนายิว วรรณกรรมท่ีเขียนโดยยิวชาวอเล็กซานเดรียทั้งหมดนี้
ใหความนา สนใจแกน ักศึกษาพันธสญั ญาใหมมากทเี ดยี ว

ลทั ธิยดู านยิ มในอเล็กซานเดรยี ทใ่ี หพระครสิ ตค ัมภีรฉบับแปลยิ่งใหญแกโลกเปนคร้ังแรก ใน
รูปของหนังสือพระบัญญัติแหงพันธสัญญาเดิมภาษากรีก เรียกวาเส็ปตัวเยนต เพราะมีตํานานวานัก
อักษรศาสตรยิวเจ็ดสิบสองคนไดท ําการแปล5

ตงั้ แตบ รุ มบรุ าณจนถงึ ศตวรรษท่สี าม ก.ค.ศ. ไมเ คยมโี อกาสใดไดท าํ การแปลพระคริสตคัมภีร
ภาคพันธะสญั ญาเดิมเลย เมือ่ พวกยวิ ถกู จับเปนเชลยเอาไปยังอะซิเรียและบาบิโลนเขาไดเอาภาษาของ
เขาไปดว ย ประเพณีดว ยมากนอ ยกต็ าม แตเ มอื่ อเลก็ ซานเดอรไดกอต้ังนิยมคนยิวขึ้นในอียิปตรูปการณ
มันก็เปนไปอีกอยางหน่ึง ภาษากรีกแพรไปเต็มโลกของฝงตะวันออกของทะเลเมดิเตอรเรเนียน และ
เพราะฉะนั้นจงึ ไดมาเปนภาษาของเมืองอเล็กซานเดรีย คนยิวในนิคมเมืองอเล็กซานเดรียไดสิทธิเปน
พลเมืองเต็มท่ี ไดเ นอ้ื ทกี่ วา งใหญข องเมอื งเปนท่ีอยอู าศัยของพวกเขาโดยเฉพาะ และมีอิสระเสรีในการ
ถือศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจตามแนวทางตนเอง ยอมเปนธรรมดาท่ีการปฏิบัติอยางน้ีทําใหพวกยิว
รสู กึ นิยมรัฐบาลรุนนัน้ เพราะฉะนั้นจงึ เอนเอียงไปทางทีจ่ ะปรับตัวใหเขากับภาวะแวดลอ มใหมของเขา
และชอบใจพอใจกับภาวะนัน้ บรรดากษัตริยอียิปตราชวงศพโตละมัยยังคงถือปฏิบัตินโยบายโอนออน
ผอ นปรนตามขนาดของอเลก็ ซานเดอร จงึ เปนผลใหยิวชาวเมอื งอเล็กซานเดรียตกเขาในความนิยมไดใน
ไมชา ก็ยอมเปนธรรมดา ไมก่ีชว่ั อายุคน ๆ ยิวสวนใหญก ็ไมส ามารถพูดหรือเขา ใจภาษาฮีบรูเสียแลว

การปฏบิ ตั ิศาสนาแบบยวิ อนั ผิดแปลกกวาของผูอ่ืนยังคงดําเนินตอไปอยางอิสระโดยสมบูรณ
ธรรมศาลาหลายแหงเกดิ ข้นึ 6 พวกยิวชาวเมอื งอเล็กซานเดรยี กใ็ ชสถานเชนนี้ทําการศึกษาธรรมบัญญัติ

5 คาํ ภาษาละตินท่วี า เจ็ดสิบ คอื เส็ปตัวเยน ต

39

ศาสนาของพวกเขา การน้ีทาํ ใหเ กิดความตองการปฏิบตั ิพธิ ีรีตองและอานฟงพระคมั ภรี ในภาษาทท่ี กุ คน
เขาใจได คือ โคมนกิ รกี (Koinegreek)

เร่ืองกาํ เนิดของหนังสือเสป็ ตัวเยน อันเปนเหตทุ ่แี ทจ ะเปน อยางไรก็ไมม ใี ครทราบ จดหมายของ
อรสิ เทยี เลา เรอ่ื งไวอยางฟงุ เฟอ ปาฏหิ าริยแสดงวาเปนไปอยา งอัศจรรยน ักในการทาํ การแปลขน้ึ มาได ถา
ฝดรอนเอารูปของนิทานออกไปเสียก็คงพอไดความจริงบางดังน้ี ในรัชกาลของฟละเดลฟุส (ก.ค.ศ.
285-247) ยอมรบั กันวามีความตอ งการพระคมั ภรี ของยิวเปนภาษากรีก ความตองการนี้คลายจะมาจาก
พวกยิวเองเปนสวนใหญ ดวยเหตุผลดังท่ีกลาวแลวขางบนน้ี แตก็ยังเปนไดอีกดวยวากษัตริยอียิปตมี
ความยินดที ีจ่ ะรบั เปนธรุ ะที่จะใหมพี ระคมั ภรี อยางวานี้ขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเปนอันหน่ึงอันเดียวกันข้ึน
ในราชอาณาจักรของพระองคท า น และเพม่ิ พนู เอกสารใหแ กหอสมดุ หลวงทพ่ี ระองคทรงสนพระทัยจะ
สง เสรมิ ดว ยจึงไดเชิญนักอักษรศาสตรยวิ 7 มารว มมอื กนั อาจเปนจาํ นวนตามที่ตํานานวาก็ไดคือเจ็ดสิบ
สองทาน แลว ก็ลงมอื แปลหนังสอื ธรรมบญั ญตั ิสําเร็จไป

ดูเหมือนวาการแปลคร้ังแรกทําแตหนังสือเพ็นเตตุค (หาเลมแรกของโมเสส) แตไดแปล
หนังสืออน่ื ๆ ตามลําดังตอไปอยา งรวดเรว็ เทาท่ีจะสามารถไดมวนพระคัมภีรและผูแปลมา พระคัมภีร
ภาคพันธสัญญาเดิมภาษากรีกฉบับนี้ไดการตอนรับดวยความยินดี พวกยิวในอียิปตก็ใชกันอยาง
กวา งขวางทงั้ ในท่วั โลกเฮลเลนนิยมดวย จนกระทั่งถึงวาระหลงั จากพระคริสต แตแ นล ะ ในปาเลสไตน
ใชกันนอยมาก เพราะชาวยิวที่น่ันชอบภาษาฮีบรูมากกวา เพราะใกลกับภาษาพ้ืนเมืองของเขาเอง
(ภาษาอราม) แลว กร็ ูส กึ วา ศักด์สิ ทิ ธ์ิตามตํานานชาติ เม่ือความเคล่ือนไหวของคริสเตียนตั้งตนขึ้นแลว
พวกครสิ เตยี นกใ็ ชหนังสอื เสป็ ตวั เยนตกนั กวางขวางในการโตแยงหลักธรรมกับพวกยิวก็ใชเปนหลัก
อา งอิงอยา งคลอ ง ๆ พวกยิวที่เครงจารีตเดิมก็เกิดความสงสัยการแปลของฉบับเส็ปตัวเยนตยิ่งขึ้นและ

6 ประมาณ ก.ค.ศ. 170-160 คนยวิ ในอยี ปิ ตไ ดสรางวิหารขน้ึ ทใ่ี กลเมอื ง เลอนโทโปลี ดวยการนําของโอนิยาบตุ รของมหาปโุ รหิต ทาํ พิธีนมสั การกนั ในวิหารนีค้ ลายกบั
ที่ทาํ ในพระวิหารบรสิ ทุ ธ์ิ ความละเอียดของวิหารในอียปิ ตนี้ใหดูหนังสือท่แี ตงโดยทาน อวี าลด ช่อื History of Israel เลม 5 หนา 354
7ที่ปรากฏในจดหมายอริสเทียสวา ไดธ รรมาจารย ผูเ ชย่ี วชาญทางอกั ษรดว ยมาจากแควน ยูดาย ขอน้ีรับไดย ากมาก เพราะเหตผุ ลท่โี จง แจง นกั ก็วา พวกธรรมจารยใ นพา
เลศไตนไ มเชย่ี วชาญสองภาษา เหมือนดังพวกธรรมจารยช าวอเล็กซานเดรียจาํ ตองมวี ุฒิขนาดนั้น ภาษากรีกหนังสอื เส็ปตัวเยนสบางทกี ็แสดงวาเปนสํานวนชน้ั สงู ซ่งึ
พวกธรรมมาจารยชาวพาเลศไตนคิดไมถึง คนผูทําการแปลตองคุนกับภาษากรีกที่ใชก นั ในกาลสมัยของเขา และทัง้ ตงอรูภาษาเฮบ็ รายดดี วย ลกั ษณะเชน นีต้ องตรงกบั
ที่เราคาดวาเปน พวกธรรมาจารยช าตยิ ิวผูมีภมู ิลาํ เนาอยูใ นอเล็กซานเดรยี

40

จัดการแปลข้นึ ใหม แตห นังสือเสป็ ตวั เยน ตยังคงใชเปนพระคัมภีรของพวกคริสเตียนเรื่อยมาจนถึงยุค
กลางแหงประวัติศาสตร ผูเขียนพระคริสตคัมภีรภาคพันธสัญญาใหมคัดความมาใชมากแหงที่สุด
โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ผเู ขียนหนังสอื ฮีบรูคดั มาก อาจารยเปาโลใชบอยท้ัง ๆ ท่ีอาจารยเปาโลก็สามารถใช
ฉบับภาษาฮบี รูได รอ งรอยของหนังสือเส็ปตวั เยน ตในหนงั สอื กิตตคิ ุณสามเลม พอ งกนั มแี ตเ พียงบางเบา
แตใ นหนงั สือยอหน มมี ากทีเดียว พวกบรรพชนคริสตจักรรุนแรก ๆ เกือบจะเรียกไดวาใชแตหนังสือ
เส็ปตัวเยนตน ้ีเทานน้ั เปนหนงั สือพระคัมภีรเ ลม เดยี วของโลกคริสเตียนมาเปนเวลาตั้งรอยปหลังจากที่
พระคริสตบ ังเกดิ

การสาํ รวจท่ัว ๆ ไป

ในการสํารวจดูแบบน้ีไมสามารถจะช้ีชัดถึงความแตกตางกันไดมาก ไมมีวรรณกรรมเลมใด
เปนของแบบหนง่ึ แบบใดโดยเฉพาะ แตอ ยางไรกต็ าม แตละเลมอาจมอี ยูห ลายเรอ่ื ง ถาเราพบเรือ่ งหนงึ่ ท่ี
สําคัญที่สุด ก็พอทําใหเราแยกช้ันไดวาวรรณกรรมนั้นเปนของแบบไหน ดวยใชวิธีน้ีเราอาจแยก
วรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนยิ มเปน 5 แบบ

1. แบบประวัตศิ าสตร วรรณกรรมของยิวไมม ีเลยท่ีจะเปน แตประวัติศาสตรลวน ๆ ดังที่เราได
สังเกตมาแลวพวกยิวนั้นถือวาประวัติศาสตรแหงประชากรของเขาเปนเนื้อศาสนาอันสําคัญและเปน
ความศักดสิ์ ทิ ธิ์ เพราะฉะน้นั เขามิไดส นใจประวัติศาสตรเพื่อประโยชนท างประวัติศาสตร แตเขาสนใจ
ประวัติศาสตรเพราะเปนเน้ือหาสําคัญในศาสนาทาทีเชนน้ีกระทบตอผลิตผลประวัติศาสตรของเขา
ท้งั หมดมากหรือนอ ยกต็ าม

(1) ไมมปี ญหา วรรณกรรมชิ้นที่เขาไปใกลกับความเปนประวัติศาสตรลวน ๆ อยางใกลที่สุด
ไดแ กหนังสอื “แมค็ คาบี ฉบับท่ี 1” ถงึ แมว าหนงั สอื น้ีไดส รางขึ้นมาดวยความสนใจทางศาสนาเห็นได
ชัด และมคี วามสํานึกวา พระเจาเกยี่ วของกับชาวชนผูท่ีพระองคเลือกสรรไวอยางประจักษ แมกระน้ัน
ผูประพนั ธหนงั สือแมค็ คาบฉี บับนี้กย็ งั ยึดอยูก ับความประสงคของเขาท่ีจะเขียนประวัติศาสตรอยางนา
ชม ไมม ีการเนน ท่ีตามปรกตชิ าติฮีบรูเนนถงึ การเขาแทรกแซงเปนพิเศษจากพระเจา การเนน อยางนไ้ี มม ี
ตรง ๆ ไมมีเชนอยางเราไดพบในพระคริสตคัมภีรภาคพันธสัญญาเดิมและในวรรณกรรมอื่น ๆ ทาง
ประวัตศิ าสตรทเ่ี ขยี นโดยนกั เขียนชาตยิ วิ หนงั สือแม็คคาบีฉบบั ทีห่ นึ่งนี้มีคามหาศาลเหลือจะประมาณ
ไดใ นฐานเปนบนั ทึกประวัติศาสตรของยิว ผูประพันธพยายามลงเร่ืองละเอียดเก่ียวกับการดิ้นรนของ
ชาตยิ วิ และเหตุการณอันองอาจกลา หาญของเขาเพอ่ื ใหไดมาซ่ึงความเปน เอกราชของชาติภายใตการนํา
ของพวกพีน่ องตระกูลแมค คาบี หนังสอื นีไ้ ดเรียกชือ่ ตามเรื่องประวตั ิศาสตรของหนังสอื เอง

(2) อกี เลม หน่ึงมีคุณสมบัติผิดกับเลมนี้อยางชัดทีเดียว คือ “แมคคาบี ฉบับ 2” ท่ีใหชื่อวา 2 น้ี
มิใชเพราะมีความตอจากเลม 1 แตเพราะมเี ร่ืองเพิ่มเตมิ เหตุการณของการกบฏแมค็ คาบี มีเหตุการณเปน

41

อนั มากเกดิ ในยคุ เดยี วกนั กับเรอื่ งท่กี ลา วในเลม ท่หี น่ึง แตคุณคาทางประวัติศาสตรเม่ือเปรียบกับเลมท่ี
หนึง่ แลวก็สูเลมท่ี 1 ไมได แตก ไ็ มใชว าไมม คี า ทางประวัตศิ าสตรเสียทีเดียว เพราะมีมูลความจริงหมุน
เรื่องราวการรณรงคข องแมคคาบี

(3) เราอาจเอางานของ “โยเซฟส” ใสไวตรงใดตรงหน่ึงระหวางยอดคุณงามความดีทาง
ประวัตศิ าสตรทก่ี ลา วในหนังสือแมค คาบฉี บับหน่งึ และสอง โยเซฟสเปนผูท่ีนักศึกษาพันธสัญญาใหม
สนใจเปน พิเศษ เพราะทา นเกี่ยวดองกับประวัติศาสตรศาสตรยิวแหงศตวรรษทีหนึ่งอยางใกลชิดมาก
และขอ เขยี นของทา นก็มีคามากในฐานเปนตําราหลกั ทางประวัติศาสตร

โยเซฟสเกดิ ทก่ี รุงเยรูซาเล็ม ในราว ค.ศ. 37 หรือ 38 ขณะนนั้ อาจารยเ ปาโลอยูในกรงุ เยรูซาเล็ม
ดวยความประสงคจะไดความสนิทชิดเช้ือกับอาจารยเปโตร (กะลาเทีย 1:18) ฝายโยเซฟสยังคงเปน
ทารกอยูในบา นของกรุงเยรซู าเล็ม ทา นอยูในตระกลู ปโุ รหติ และไดร บั การฝกฝนใหเ ปน ปโุ รหิต ทานมี
นามเดิมภาษายิววา โยเซฟ แตทานไดแผลงคําทายใหเปน ฟส ตามแบบอักขระภาษาละติน นามสกุล
ของทานวา เฟรวอิ ุส

ต้งั แตเร่ิมวถิ ชี ีวติ โยเซฟสเปนคนสําคญั ในวงการของยิวเร่ือยมา เรอ่ื งที่เลาถึงตัวของทานเองได
กลาววา เมื่ออายุยส่ี บิ หกทา นไดมากรุงโรมในความพยายามจะไดอิสระภาพใหแกเพื่อนชาวเมืองของ
ทา นบางคน พอทา นอายุไดส ามสบิ ปก วาเลก็ นอยกเ็ กิดการกบฏข้นึ ในปาเลสไตนโดยคนยิวในเหตุการณ
ค.ศ. 66-70 โยเซฟสมสี ว นสาํ คัญในการจลาจลครง้ั นี้ แตต ัวทา นเองน้ันหาไดมีจติ ใจรมุ รอนอะไรในการ
น้ีนักไม เพราะทานไมแนใจในผลท่ีจะไดจากการนี้ หรือบางทีเปนฝายเห็นอกเห็นใจกับทางฝายโรม
ต้ังแตแรกแลว ทานไดร บั หนา ทเ่ี ปนผูบญั การกองทัพในกาลิลี พอทานทราบแนวาไมสามารถตานทาน
ขาศึกไดสําเร็จ ทานก็ยอมจํานนต้ังแตพอกองทัพโรมันยางใกลเขามา ทานตองถูกจับเปนเชลยศึกแต
ไดรับการปฏิบตั ติ อ อยางเอาอกเอาใจ อาจเปน เพราะวาทานไดแ สดงความเหน็ ใจทางฝายโรมัน

เมือ่ กรงุ เยรซู าเลม็ ลมแลว โยเซฟส ก็กลายเปน คนมีภูมิลําเนาในกรุงโรมและเปนพลเมืองโรมัน
อทุ ิศชวี ิตทเี่ หลือนน้ั ดาํ เนินการทางวรรณกรรม งานของทา นเปนไปในทางประวตั ิศาสตรท่ัวไป แตโดย
เนอ้ื แทแลว โยเซฟส เปนผูขยายความจริงใหเกิดความเห็นใจมากกวาเปนนักประวัติศาสตร ทานเขียน
วรรณกรรมของทา นดว ยภาษากรีก เพราะเมอ่ื ทานมามภี มู ลิ ําเนาอยใู นกรงุ โรมแลวทานก็มีความเจนจัด
ชํานชิ าํ นาญมากยิ่งขน้ึ ทางภาษา งานช้ินแรกของทานวาดวยการรณรงคของชาติยิวเพื่ออิสระจากโรม
ค.ศ. 66-70 ใหช ่ือเรียกงาย ๆ วา “สงคราม” ดูเหมือนจะเขียนราว ค.ศ. 80 ผลิตผลทางอักษรชิ้นสําคัญ
ท่ีสุดของของโยเซฟสคือท่ีทานใหชื่อวา “โบราณ” เขียนท่ีกรุงโรมในราว ค.ศ. 90-93 เปนเรื่อง
ประวัติศาสตรย ิวตั้งแตต นจนถึงกาลเวลาของทาน ความแนนอนของประวัติศาสตรที่ทานเขียนข้ึนน้ัน
นาสงสยั เพราะเน่ืองจากตนตาํ รับทท่ี านไดม าใชเปน หลักเขยี นน้นั เชอ่ื ไมค อยได แลวตวั ทานเองก็มีวสิ ยั

42

พูดอะไรพดู เกนิ ความจรงิ แตจ ะอยางไรก็ตาม มนั เปนหลักตาํ ราสาํ คญั สําหรับขอมูลทางประวัติศาสตร
งานอกี สองอยา งของโยเซฟสตองการแตเ พียงเอย ถึงเทา น้ัน “โตแยง เอปโ อน” (Against Apion) คือยดู าห
นยิ มปอ งกันตัวตอการตอตีของปก ษเ ซเมติคนยิ มตาบอด ซึ่งมีอยูในโลกสมัยของทาน อันเปนการตอตี
อยา งยตุ ิธรรมตอ ความไมจรงิ อกี เลม หนง่ึ มีชือ่ วา “ชวี ิต” เปน เรอ่ื งวถิ ีชวี ติ ของทานเองท่ีกลาวไวคอ นขาง
ถอ ม

ทานโยเซฟสสิ้นชพี ทกี่ รุงโรม ในราว ค.ศ. 95-98 มอี ายุอยไู ดกวาหกสบิ ป
2. เรื่องประโลมใจทํานองประวัติศาสตร วรรณกรรมแบบน้ีเรียกไดเหมาะเจาะวา “บทเรียน
ดว ยเรอื่ งประโลมใจ” ทานชูรเรอร (Schuerer) กลาววา เปน เหมอื น “นิยายเราใจ”8 จะเรียกอยางไรเหมาะ
กแ็ ลวแต วิสยั ของวรรณกรรมแบบน้เี ห็นไดชัด เปน วธิ ใี ชนิทานสอนจรยิ ธรรมความรักชาติและศาสนา
เปนนยิ ายเลาใจอิงเหตุการณใ นประวัติศาสตร ทํานองเดียวกับหนังสือประโลมใจอิงประวัติศาสตรใน
ปจ จบุ นั แตความประสงคผิดกนั ทีเดยี ว
(1) วรรณกรรมแบบนี้โดยมากท่ีสุดผลติ ออกมาในประเทศอียิปต มแี ตเลมเดียวสําคัญไมสําคัญ
กแ็ ลวแตไดผลิตในประเทศปาเลสไตน คือหนังสือช่อื “ยดู ิท” เปน หนงั สือภาษาฮบี รู เขียนไวร าว ก.ค.ศ.
200 ชื่อหนงั สือเปน ชือ่ วรี สตรวี า “นางยิว” เขาสรา งเรอ่ื งขน้ึ เพือ่ แสดงลัทธชิ าตนิ ิยมของยิวและการอุทิศ
ชวี ติ แสดงเหมือนเรอ่ื งละครเปน นทิ านเลาวา มา ยสาวชาตยิ วิ ผูกลา หาญผหู นึง่ ไดชว ยเพ่ือนรวมชาติของ
นางใหพน จากการรุกรานของตางชาติ โดยใชความงาม ความรกั ชาติ และปญ ญาของนาง หนังสือแสดง
ถงึ ยดู าหชาตินยิ มอันเรา รอ น อาจมาจากพวก เฮสดิ ิม เคา กําเนดิ ของพวกฟาริสี
(2) อีกสามเลมในประเภทเดียวกันนี้ ก็เขียนในอียิปต ภาษาเดิมเปนภาษาโคนิกรีก (Koine
Greek) เลมแรกที่สุดชื่อหนังสือ “โทบิท” เขียนในราว ก.ค.ศ. 225 ถาไมกอนกวานี้ อาจเปนหนังสือ
เกาแกทสี่ ุดของวรรมกรรมยวิ ทย่ี ังมตี วั อยูและทผี่ ลิตในอียปิ ต แสดงถงึ ศาสนาและจริยธรรมของยิวแบบ
สูง หนังสือใชชื่อวีรชนของเร่ืองเขียนเปนรูปชีวประวัติของตน เปนเร่ืองประสบการณอันประหลาด
ของยิวผูห นึ่งในแดนบาบโิ ลน เดินทางไปดว ยกันกับอคั รเทวาธบิ ดี ราฟาเอล เหมือนเปนเพื่อนเดินทาง

8 Jewish People in the time of Jesus Christ ภาค 2 เลม 3 หนา 32

43

ผลที่สุดก็ไดพรดวยการใหหนีพนไป และปฏิบัติการไดอยางอัศจรรยเปนวรรณกรรมของยิวชิ้นที่
เคลบิ เคลิ้มท่ีสุดชิ้นหนึ่ง เปนเรื่องท่ีไดรับความนิยมสูงสุดในพวกยิวและพวกคริสเตียนแหงศตวรรษ
แรก หนังสอื น้ีไดเขา รวมอยูในหนงั สอื บรรทัดฐานฉบบั อเลก็ ซานเดรีย

(3) อีกเลมหนึ่งของหนังสือในกลุมน้ี ซึ่งเปนสัญลักษณของยิวแรง แตวาเขียนภายนอก
ปาเลสไตนเรยี กวา หนงั สอื “แมค คาบี ฉบับ 3” แตช ื่อนี้ก็เปน แคช่ือเทาน้ัน เปนการต้ังช่ือผิดเร่ืองทีเดียว
เพราะไมม ีอะไรเก่ียวขอ งกับการรณรงคข องแมคคาบีเลย อาจเปน เพราะเนือ่ งจากวา หนังสอื น้ีเขา ไปรวม
กับหนังสือแมค คาบีเลมอนื่ ๆ ในแหงที่เก็บตนฉบบั ท่วั ไปหรือมวนฉบบั ทง้ั หลาย (ก็เลยเอาช่ือแมคคาบี
มาตั้งให) ในการที่เอามารวมในกลุมหนังสือเหลาน้ีอาจเปนเพราะหนังสือน้ีเก่ียวของกับปญหายุงยาก
ของการขมเหงและการปลดแอกหนงั สือเลมนี้เเปน หนังสอื ที่ยวิ แกความเขา ใจและขอความเหน็ ใจในรปู
ของเร่ืองประโลมใจอิงประวตั ศิ าสตรเปนเรื่องวากษตั ริยพ โทละมยั ที่ 4 แหง อยี ปิ ต พยายามจะเหยียบย่ํา
พระวิหารใหมลทิน แตต องถูกขบั ไลใหถอยกลับไปดวยปาฏิหารยจึงกลับไปอเล็กซานเดรียดวยความ
พโิ รธ (เมือ่ พายแพแ ลวก็) พยายามแกแคนเอากับพวกยิวที่อาศัยอยูในอียิปต แตก็ตองถูกบดขย้ีไปดวย
การกระทาํ ของพระเจา ชว ยโดยตรง เรื่องอาจมีมลู ทางประวัตศิ าสตรบาง แตต อ งระวงั เฟนใหด ที ีเดียว

(4) การเขาถึงจุดทัศนะของกรีกใกลท่ีสุดที่จะพบไดในแบบน้ีเรียก “จดหมายของอริสเทีย”
เขยี นในอยี ิปตใ นราว ก.ค.ศ. 100 ดวยความประสงคจ ะแจง เรอ่ื งกาํ เนดิ ของเสป็ ตวั เยนต หนังสือนี้ถาพูด
กันตรง ๆ ก็วา ไมใ ชหนงั สือประวัติศาสตร (แทท่ีจริง) เส็ปตัวเยนตนั้นเปนบรรทัดฐานประวัติศาสตร
เลมเดียว (สําหรับแสดงใหผูอานหนังสือทั้งหลายทราบวาไหนเปน) นิยายช้ินที่ทําใหเคลิมเคล้ิม
เหลือหลายผลิตขนึ้ มาก็เพ่อื จะเสนอความคดิ แบบกรกี ใหร วมคาํ สงั่ สอนศาสนาและศีลธรรมของลัทธิยู
ดาหนิยมกบั ชวี ติ และปรัชญาของเฮลเลนนิยม จดหมายของอริสเทียสนี้มีคาบางท่ีใหรูประวัติของเส็ป
ตวั เยน ต แตเนื้อความจะตอ งฝดรอนดว ยวิจารณญาณอยางดีจนใหเ หลือความจรงิ ที่เปน ไดนอย

3. หนังสือบทกลอน ยุคน้ีมิไดสอแสดงวาเปนยุคเขียนบทนํานองคลองจองโดยเฉพาะแตถึง
กระนัน้ บทกกลอนของฮีบรูทีผ่ ลติ ไดบางบทที่ดีที่สุดก็เกิดขึ้นเน่ืองจากการรณรงคและการเจ็บปวดใจ
ของปอ ันอลหมานวนุ วายนี้

(1) บทเพลงสดุดสี องสามบททีอ่ ยูในหนงั สอื บรรทดั ฐานภาคบทเพลงสดดุ ีนั้นไดวา เขยี นข้นึ ใน
ระหวางการกบฏของแมคคาบี และเรยี กวา บทเพลงแมคคาบี พวกนักปรชั ญาทางพันธสญั ญาเดิมไมยอม
เหน็ ดว ยในขอ นี้ แตเดย๋ี วน้ปี ญหาเรอ่ื งนี้ไมมแี ลววาหนังสอื บทเพลงสดุดีท่เี ขยี นขึ้นในยุคแมคคาบีน้ันมี
หรอื เปลา ปญ หามอี ยูแตเพยี งวา มีก่เี ลม และเลมไหน มคี วามเห็นสอดคลองกันท่ัวไปอยางงายวามีส่ีเลม
คือเลมบทที่ 44,74,79 และ 83 จะยึดถือเอาเปนเถรตรงทีเดียวเลยไมได เพราะยากมากในการกะ

44

กาํ หนดเวลาของหนงั สือบทเพลง อาจมมี ากกวา นี้อีกดวยซ้าํ หนงั สอื บทเพลงสดุดีที่เขียนข้ึนในยุคแมค
คาบี เกนิ กวาทเ่ี ขา ใจกันท่ัวไป9

(2) หนงั สือบทเพลงสดดุ ีกลมุ หน่งึ ทีเ่ ขียนในยุคน้ไี มมปี ญ หา คอื บทเพลงของซาโลมอนจําพวก
นามแฝง10 ทง้ั หมดมสี ิบแปดบทดว ยกัน บทที่สบิ เจ็ดเปน บทหนง่ึ ทนี่ กั ศกึ ษาพนั ธสญั ญาใหมสนใจที่สุด
เพราะเหตทุ เ่ี ปน เพลงวาดว ยพระเมสิยาห ทัศนะของหนงั สือบทเพลงเหลานค้ี ือยดู าหนยิ มของพวกฟาริสี
หนาแนนไปดว ยสัญลักษณทางชาติ แตกแ็ ทรกซมึ ดว ยสําเนียงความรอนใจทางธรรม และความศรัทธา
อนั สุจริตความประสงคของผูเขียนคือ จะประณามและแกยูดาหนิยมท่ีมีใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ และที่มีหัว
การเมอื ง และเพอ่ื จะหยดุ ยง้ั ความเอนเอยี งท่จี ะเขาหาลทั ธิเฮลเลนนิยม

4. อพคั แคลพิ ตคิ (ทํานาย) เดี๋ยวนเี้ รามาถงึ วรรณกรรมท่ีเดน ทส่ี ุดท่ีลัทธิยูดาหนยิ มผลติ ไว ยูดาห
นิยมถกู ยอ มวสิ ัยดว ยเมสิยาหนิยมอันเรารอน และคิดวายุคของพระเมสิยาหจะมาถึงในตอนส้ินระบบ
ของโลกในปจจบุ ัน เพราะฉะนั้นจึงพากันเขียนหนังสืออพัคแคลิพติด (ทํานาย) กันเปนอันมาก คําวา
“อพัคแคลิพติค” เปนคําแปลทับศัพทของคํากรีก ซ่ึงคํากรีกก็เกิดจากคําอ่ืนอีกสองคํา คําหนึ่งมี
ความหมายวา “จาก” และอีกคําหนึ่งมีความหมายวา “ปด” คําน้ีจึงมาจากความหมายวา “เอาฝาปด
ออกไป” “เปดเผย สาํ แดง” คนยวิ ไมมีคําอยางนี้ในภาษาของเขา อักษรศาตรของคําชนิดน้ีเขาใชคําวา
เผยวจนะ (แตกอนภาษาไทยแปลวา พยากรณ) อพัคแคลิพติคก็คือมีเน้ือหาไปในทางทํานายในการเผย
วจนะนั่นเอง งานทํานายของยิวน้ีเกิดขึ้นดวยความปรารถนาจะทราบอนาคต เขาประสงคจะทราบ
อนาคตกเ็ พราะรูสกึ วา ในปจจุบนั น้ันไมเปนท่ีพอใจเลย บางครั้งถึงขนาดทนไมไหว เขาเชื่อวาพระเจา
ประสงคจ ะแกไขสถานการณใ นทางใดทางหน่งึ ในวรรณกรรมแบบอพัคแคลิพตคิ น้ีเปน การแสดงออก
ใหเหน็ อุดมคติสงู สดุ และความหวงั ของลัทธิยูดาหนิยม แสดงถึงความบากบั่นอันสูงสงและสมแกที่เรา
จะสรรเสริญ

9 บทเพลงสดดุ ี ไดถกู นําเขามาใชในพธิ ีกรรมของธรรมศาลาโดยเฉพาะ และใชกนั อยา งกวางขวางในการนัน้ บางคนเลยถือเปน เหตุแข็งแรงใหถือวาบทเพลงสดดุ ีหลาย
บทไดเกิดขึ้นเปนผลิตผลของธรรมศาลา ดหู นงั สอื ที่ทานแฟรเวเธอรแ ตง ชือ่ The Background of the Gospels หนา 36
10 บทเพลงสดุดีกลุม หนง่ึ ท่เี รียกวา “Odes of Solomon” ซึง่ ปรากฎขึ้นในป 1909 ทานเรนเดลฮารร สิ กะกาํ หนดวามีอายุ ค.ศ. 75-100 เปน ผลจากมือของคริสเตียนผูหนง่ึ
จงึ จัดเขาอยูใตพวกผลติ ภัณฑของลทั ธยิ ดู านิยมไมไ ด

45

ยุคน้ปี รบั ตัวไปในทางอพัคแคลิพติคโดยเฉพาะเพราะอพัคแคลิพติคเปนวรรณกรรมท่ีเกิดจาก
การขมเหง เมื่ออํานาจการเมืองกดขี่ แลวคนในลัทธิยูดาหนิยมก็ยังจะถูกทําใหทิ้งความสัจ แลวส่ิงอัน
เปน ท่รี กั ย่ิงของคนยิวทแ่ี กศรทั ธาหรอื ศาสนาของเขานะแหละ กําลังอยูในภาวะฉุกเฉินเส่ียงอันตรายจึง
เปนสัญชาตญิ าณของคนทจ่ี ะหนั หาความหวงั ของอนาคตความศรัทธาอนั สูงเลิศของลทั ธิยูดาหนยิ ม เม่ือ
ถูกกดข่ขี มเหงก็สละระบบปจจุบันนน้ั และหนีจากโซตรวนของโลกที่ผูกมัดเหิรขึ้นไปสูงดวยปกของ
ความหวังในโลกอกี ระบบหน่ึง ซงึ่ พระเจาและความชอบธรรมจะปกครองดวยความบัญชาการสูงสดุ

วรรณกรรมประเภทอพัคแคลิติคเปนหนังสือที่มีทัศนะไปในทางอนาคตตลอดทั้งเลม
เพราะฉะนัน้ แบบของเขาจงึ เปนแบบแปลก คือเปนหนังสือแบบนิมิต แตตองระลึกเสมอวาอนาคตนั้น
คอ นขา งเปนภาวการณท่วั ไปเสียมากกวา ทจี่ ะเปน เหตุการณอยางใดอยางหน่ึงโดยเฉพาะ และนิมิตน้ัน
คือภาพของเหตกุ ารณใหญบางอยางและทัศนะบางอยา งทเี่ ก่ียวกับสถานการณท ีเ่ ปนจริงและแจง แกผูทํา
นายเหตุการณนั้น การทํานายของหนังสือน้ันแสดงถึงเหตุการณทั่วไปกาวหนาไปจนแผนการณของ
พระเจา เพ่ือชาตอิ สิ ราเอลสําเรจ็ และชัยชนะเดด็ ขาดของความชอบธรรมและพระบญั ญตั ิ

ความหวงั ของยิวทรี่ ะทึกใจอยูอยา งนา สงสารในทามกลางความสาหัสสากรรจและการขมเหง
นนั้ ขอ เขียนแบบอพัคแคลพิ ติดน่นั แหละคือการแสดงออกทเ่ี ขาพอใจที่สุดอพัคแคลิพติคนิยมของยิวนี้
เอาแบบมาจากแบบแรกทีเดยี วในหนังสือเอเสเคียลและดาเนียล และผลิตผลท่ีมีคาท่ีสุดและถาวรที่สุด
ในหนงั สือพนั ธสัญญาใหมค อื พระธรรมวิวรณ

(1) วรรณกรรมของยูดาหนิยมหนังสือแบบอพัคแคลิพติดหลายเลม แตสี่เลมมีความสนใจ
เฉพาะ คือ เลมหนง่ึ ท่ยี ิง่ ใหญท่ีสดุ ทั้งในความยาวและในความกวางของขอบเขตการทํานายคือหนังสือ
ทเี่ ดย๋ี วนร้ี จู กั กันวา “เอโนค ฉบบั 1” เปนหนังสือที่คลายกับรวบรวมขึ้นดวยเรื่องหลายเร่ืองปะติปะตอ
กนั ดวยคาํ ทํานายยอ ย ๆ หา เลม แตก ไ็ มประสานกันสกั เทา ใด กาลเวลาของเอกสารหาเลม นี้กะกําหนดวา
ตัง้ แต ก.ค.ศ. 200-64 เอาช่อื ของบรรพชนแหง พันธสญั ญาเดมิ มาทาํ เปนเรอ่ื ง มีหนังสือช่ือเอโนคอยางน้ี
เปน จํานวนมาก ในทนี่ ีเ้ รามีหา เลม และในหนงั สอื รวบรวมเรือ่ งที่เรยี กวา เอโนคฉบับ 2 กม็ ีเรือ่ งผสมกนั
อีกกลุมหน่ึง โดยท่ีเรื่องของเอโนคในหนังสือปฐมกาล 5:24 เขาใจกันวาเอโนคไดสิทธิท่ีรูความเปน
พเิ ศษเก่ยี วกบั เร่อื งราวในสวรรค ความคดิ นี้ท่ีวาบรรพชนรุนดึกดําบรรพไดทราบความลับลึกของพระ
เจา จึงไดกอใหเกิดหนังสือวรรณกรรมเอโนคขึ้นเปนจํานวนมากมาย เอโนคฉบับ 1 รวบรวมข้ึนใน
ปาเลสไตน และภาษาเดิมทีเดียวที่เขียนเปนภาษาฮีบรูหรืออราม หรืออาจทั้งสองก็ไดดังในกรณีของ
หนงั สือดาเนียล

(2) หนงั สืออพคั แคลพิ ตคิ ฉบบั สาํ คัญท่ผี ลิตขึน้ นอกประเทศปาเลสไตนมีเลมเดียวคือ “เอโนค
ฉบับ 2” และยงั เรยี กกันอกี อยา งหน่งึ วา “สลาโวนิคเอโนค” เพราะภาษาทเี่ ราไดพ บเปนฉบบั เดียวที่ยังคง

46

มีตวั อยู และอีกชื่อหนึ่งคือ “หนงั สือความลบั ลกึ ของเอโนค” หนังสอื นี้ไดพบนับวา เม่อื ไมชานักมาน้ี ได
ออกมาเปดเผยแกประชาชนในป 1892 เกียรตินี้ไดแกทาน อาร.เอช.คารล นักปราชญย่ิงใหญในเรื่อง
เชน น้ี ท่ีศตวรรษท่สี บิ เกาและย่ีสิบไดมีคนผูนี้ที่ทานผูนี้ไดทําการสํารวจครั้งแรกและใหประชาชนได
ทราบถึงวสิ ยั อันแทแ ละคาของหนังสือพยากรณนี้ ครง่ึ หลงั เปนภาคที่วาดวยปญญา และอาจมีกําเนิดใน
ปาเลสไตน ครงึ่ แรกของหนังสอื เปนภาคพยากรณ ปรากฏวาไมไ ดเ ขียนเพราะถูกกดดันของการขมเหง
ซง่ึ ธรรมดาการเขียนหนังสืออพัคแคลิพติดจะเปนเชนน้ัน แตไดเขียนในยามสงบ เมื่อคนยิวมีอุดมคติ
ดว ยภาวการณข องคาํ พยากรณแพรอยู ดูเหมือนเปนการเรียบเรียงขึ้นโดยคนยวิ ชาวอเลก็ ซานเดรียในราว
ค.ศ. 50 โดยประสงคจะใหช นชาติของเขาในอียิปตชิดเช้ือกับทัศนะแหงอพัคแคลิพติคของลัทธิยูดาห
นิยมมาตรฐาน

(3) หนังสืออพัคแคลพิ สเลม ที่สามอันมคี าควรแกก ารสงั เกตในทนี่ ้ี คือเขียน (หรือรวบรวม) ใน
ปาเลสไตนโดยคนฟาริสผี รู อ นใจคนหนึ่ง คือหนังสือทเี่ รียก “บารุคฉบบั ท่ี 2” แสดงลักษณะวาเขยี นโดย
บารุคผเู ปนมิตรของเยเรมหี  กลาวถงึ วาทา นบารุคไดท ําอะไรเม่ือกอนและหลังกรุงเยรูซาเล็มไดพังแลว
เน้ือหนังสือประกอบเปนสามภาค ภาคอารมั ภบทภาคกลาง และภาคสรุป ภาคอารัมภบท (บทท่ี 1-12)
ปรากฏวามุงทางประวัติศาสตร กลาวทวนเรื่องท่ีบารุคเก่ียวของกับการพังทําลายของกรุงยะเรูซาเล็ม
ภาคกลาง (บท 13-76)เปน ภาคอพคั แคลิพติคหรือพยากรณ เกอื บจะเตม็ ไปดวยนิมติ และวิวรณ ภาคสรุป
(บท 77-87) เปนคาํ ตักเตอื นและเปนสารของบารุคท่ีสงถึงชนอิสราเอล ทางดานศาสนาเปนลัทธิยูดาห
นิยมมาตรฐานแหง คริสตศวรรษทีห่ นึ่ง งานนท้ี าํ ข้นึ ในยุคเดียวกันกับท่ีความเคลื่อนไหวของคริสเตียน
เกดิ ขึ้น

(4) หนังสืออพคั แคลพิ สท่เี รยี กวา “เอสรา ฉบบั 4” เขยี นในปาเลสไตนในราว ค.ศ. 90 ท่ีตั้งชื่อ
หนงั สืออยางนี้กด็ วยมงุ หมายจะใหเขาใจวาเขียนโดยบรรณากรชาติฮีบรูแตโบราณที่มีช่ือนั้น แตไมมี
การเนนอะไรใหญหลวงนักกับเน้ือความของหนังสือท่ีแฝงช่ือของคนอ่ืนเขาน้ี เพราะชื่อนี้เอยถึงเพียง
สามคร้งั เทานั้น หนังสือน้ีมีนิมิตเจ็ดนิมิต นิมิตทุกเร่ืองก็มุงอธิบายเหตุวาทําไมกรุงเยรูซาเล็มจึงลม มี
ความเกี่ยวพันกับเน้ือความในหนังสือ บารุค ฉบับ 2 แตจัดการกับปญหาดวยวิธีผิดกันไกลมาก ใน
หนังสือ บารคุ ฉบับ 2 มีทศั นะของลัทธิยูดาหนิยมที่ไดมาตรฐานและที่สมควร แตหนังสือเลมน้ีอยูใน
ความรูสกึ วาตาํ หนิยดู าหนิยมมาตรฐาน โดยเฉพาะที่มีหลักธรรมวาคนท่ีรอดนั้นมีไมกี่คน และวาพระ
เจาก็ทรงพอพระทัยใหคนรอดมีไมมาก ชิ้นหลังนี้เปนความเห็นของลัทธิยูดาหนิยมมาตรฐาน แต
ผูป ระพันธหนงั สอื เลมนี้ (เอสรา ฉบับ 4 ) ไมเ ห็นดว ย ทานผเู ขยี นไดค นหาทศั นะทผี่ ดิ กวา น้แี ละดีกวา ท่ี
สดุ ทา ยเขาก็กลบั มาเอาตามคาํ สอนของยวิ ที่เช่ือในมาตรฐานเรอื่ งวารสดุ ทา ยของโลกทีเ่ ชอ่ื กนั ในยุคสมัย
ของทา นมาใหอธิบาย เขารับความเห็นวา ความทกุ ขส าหสั ของอิสราเอลนั้นก็เพื่อฝกอิสราเอลใหมีวินัย

47

ใหเ ตรียมการใหเปน ไปตามความมงุ ประสงคของอิสราเอล เขายงั ไดเ ขา ขา งขอแยงทีว่ า ทางของพระเจา
น้ันเกินกวาที่มนุษยจะเขาใจได

5. โนนิค (Gnomic) วรรณกรรมแบบน้ีเรียกอีกอยางหนึ่งวา “วรรณกรรมทางปญญา” เชน ดัง
วรรณกรรมจําพวกที่มีอยูในหนังสือบรรทัดฐานเชนหนังสือสุภาษิต แตหนังสืออพัคแคลิพติควาดวย
ทฤษฏีและอนาคตเบ้ืองปลายสวนปญญาวาดวยความประพฤติและจริยธรรม โนมิควรรณกรรมหรือ
วรรณกรรมทางปญญานีแ้ สดงถงึ ปรชั ญาทางศีลธรรมของยวิ ถงึ ขดี ดที ส่ี ุด เขยี นขนึ้ กเ็ พ่อื ใชนําประชาชน
ใหมีชีวิตประพฤติดีวันตอวัน หนังสืออยางน้ีสรุปไดวาจะเขียนข้ึนมาไดก็ดวยความทราบซ้ึงท่ีชีวิต
มนุษยประสบมา กิจการทางปญ ญาเชนนี้ไมใชเพียงเปนวรรณกรรม แตยังเปน คาํ ส่ังสอนประจําตัวของ
บุคคลดวย ในขอเขียนน้ันเราไดทัศนะอันดีที่สุดที่ผลิตขึ้นมาจากดานของกิจการของยิว มันเปนชีวิต
ของยิวดานหนง่ึ ท่ีสาํ คัญท่สี ุด และไดท ําใหเ กดิ วรรณกรรมขึน้ มากวา งขวางที่สุด อาจถือไดวาหนังสือน้ี
มเี ยอ่ื ใยยอ นกลับไปไกลถงึ กาลสมยั ของซาโลมอน และไปโผลในคําสั่งสอนของพระเยซูและหนังสือ
ยากอบในพนั ธสัญญาใหม11 หนงั สอื จาํ พวกน้จี ะไดพิจารณากนั หา เลม

(1) หนงั สอื เกา แกท ่สี ุดในกลุมนม้ี ชี ื่อวา “ซีรา” (ภาษากรกี วา ซรี คั ) ชอ่ื เดมิ ทีเดยี ววากระไรเราก็
ไมแนใจเพราะท่ียังมีอยูในภาษาฮีบรูน้ันก็เปนแตสวนเศษอันไมครบครัน ทุก ๆ สวนก็เปดข้ึนดวย
ถอยคําอนั ขาดตกบกพรองหนงั สือนท้ี ่ีเปน ตน ฉบบั ภาษากรีกเรยี กวา “ปญ ญาของจซี ัสบตุ รซีรคั ” ท่ีใชใน
ครสิ ตจกั รละตนิ ตงั้ แตกึง่ กลางของศตวรรษทส่ี ามเรยี กชื่อวา “เอคเคลสไซแอสติกัส” อันที่จริงไมนาใช
ชอ่ื เรียกอยางน้เี ลย ซง่ึ มคี วามหมายวาหนงั สือของคริสตจกั รแตรูสกึ วา หนังสอื น้หี าใชเชน น้ันไม แตก ็ยัง
เอาหนังสอื นเี้ ขาไวในวัลเกตดวยช่อื น้ี และยงั มอี ยูจนถงึ สมัยใหม ช่ือที่เรียกงาย ๆ วา ซีรา รูสึกวานาจะ
เหมาะวา หนังสือทุกเลมในจําพวกน้ีมีอยูอยางหน่ึงท่ีเปนอยางเดียวกันวา เนื้อเรื่องเปนเรื่องเบ็ดเตล็ด
และจัดไวไมเปน ระบบระเบียบ การท่ีไมมลี ําดบั อันสมเหตุผลใหหนังสือน้ีก็มิไดถือวาไมมีระเบียบ แต
เปนวิธีใชปญญา ความคิดแบบคนยิวน้ันไมเปนไปในทางวิเคราะหและเขาเหตุผล แตเปนแบบของ
ปฏิบตั ิการและถอื กนั ตรงไปตรงมา น่ันแหละเปน วสิ ยั ของหนังสือน้ี ใชเ ปน คูมือความประพฤติ อันเปน

11 ดู หนังสือของทา น แฟรเวเธอร หนา 97

48

แผนท่ีจะเล่ือนความเปน อยใู หสูงขึ้น โดยวิธเี ชนน้ันตามความคดิ ของผูประพนั ธ เขาศกึ ษาประสบการณ
ของมนุษยแ ละหาชองชี้ทางใหมีชีวิตดีขึ้น หนังสือน้ีเขียนในราว ก.ค.ศ. 190-170 ดานภาษาฮีบรู อาจ
เปน ทเี่ ยรซู าเลม็ คาํ ส่ังสอนนัน้ เขา กนั กับลัทธิยูดาหนยิ มท่ีเครงจารตี เดมิ

(2) อีกเลมหนึ่งในกลุมนี้ท่ีเรียกวา “พินัยกรรมของบรรพชนสิบสองคน” (Testaments of the
Twelve Patriarchs) ชอื่ นเี้ อามาจากเรอื่ งในประวตั ศิ าสตร แสดงวาเปน มรดกตกทอดแกบุตรสิบสองคน
ของยาโคบ ยาโคบไดใหแกบ ตุ รของทา นเมือ่ ใกลจ ะตาย มีอยสู บิ สองตอน แตล ะตอนเขียนอุทิศแกบุตร
แตละคนของยาโคบท้งั สบิ สองนัน้ การท่ีหนงั สอื น้ีแฝงนามของผูอื่นก็อาจไมใชประสงคจะหลอกลวง
อะไร แตเพราะเปน ตามรปู แบบของอกั ษรศาสตร เรือ่ งไมไดเลา ดว ยเจตนาแจงประวัติศาสตร แตจะให
เปนเคร่อื งสง่ั สอน เปน แบบอักษรศาสตรท ่รี กู ันในพวกยิววา แฮกกาดา (Haggadha) ภาษาทีเ่ ขียนไวเดิม
เปน ภาษาฮบี รู อาจเขยี นในปของอายุ ยอหน ไฮรคานสุ ในราว 109 ถึง 106 ก.ค.ศ. ผูป ระพนั ธเปน คนฟา
ริสีผูจงรกั ภกั ดี เปน ผูนิยมชมช่ืนตระกูลแมค คาบี แตล ะตอนของหนงั สือยังประกอบดว ยภาคสามภาคชัด
ๆ (1) บรรพชน (ผูใ หม รดก) ไดใหป ระวตั ิชวี ติ ของทานเองแตเครา ๆ สารภาพวาทานไดทําผิดไป และ
เรยี กรองใหสนใจกับคณุ งามความดีของทาน (2) แลวยาโคบก็ใหคาํ เตอื นแกบ ุตรของทา นดวยความรอน
ใจ (3) แตละตอนจบลงดว ยคําประเภทพยากรณ วาในอนาคตชาตอิ ิสราเอลจะกลับรอดได ดวยการกูคืน
โดยทางตระกูลเลวีและยูดาห เพราะสว นท่ีทาํ เปนคาํ พยากรณนี้ ทาํ ใหหนังสอื บางทีถูกจัดเขาอยูในพวก
กลุมพยากรณ (อพัคแคลิพส) แตสวนใหญทีเดียวเปนเนื้อเร่ืองแบบปญญา ยอดแหงความสนใจของ
หนังสอื คอื คําสง่ั สอนทางจริยธรรม และมสี ําเนียงไปในทางศลี ธรรมของพันธสญั ญาใหม

(3) พฤตกิ รรมทางปญญาเชนน้ียงั แผไ ปถึงอยิ ิปต งานแบบโนมิคช้ินแรกที่สุดในขอบเขตนี้คือ
“ปญญาของซาโลมอน” และยังเรียกอีกอยางหนึ่งวา “หนังสือแหงปญญา” หรือเพียงแตวา “ปญญา”
เปนหนังสือแฝงนามไมมีปญหา นักปราชญชาวคาธอลิคเปนอันมากพยายามปองกันใหคงเช่ือวา ซา
โลมอนเองเปนผูประพันธ เปนหนังสือที่เขียนที่เมืองอเล็กซานเดรียในระหวางป ก.ค.ศ. 100 ถึง 50
ภาษาท่เี ขียนไวเ ดิมเปนภาษากรกี หลกั เทวศาสตรของหนังสือแสดงรองรอยปรชั ญากรีกชัดแจง

(4) หนังสือแบบนี้ที่ผลิตในอเล็กซานเดรียเลมที่สองคือ “แมคคาบี ฉบับ 4” หนังสือมีชื่อน้ี
เพราะสรางขึน้ บนเร่ืองของความทารุณกรรมแกแมคคาบี เปนคําสั่งสอนใหมีสติปญญาแบบวิธีใหคํา
บรรยายแกประชาชน ตามแบบนักปรัชญากรีกทําการปาฐกถา เปนคําเทศนในธรรมศาลาหรือคํา
ปราศรัยในเทศกาลบางอยาง ภาษาเปนคาํ นวณกรกี อยางดีตามแบบอักษร เขียนในอเล็กซานเดรีย ค.ศ.
1-25 โดยผูประพันธท ่ไี มมีใครรจู กั

(5) วรรณกรรมช้นั นเี้ ปน งานฟโ ล เอกชนผูยิง่ ใหญผลิตวรรณกรรมเชนนั้นออกมาในนามของ
ลัทธิยูดาหนิยมฟโลเปนนักเขียนที่สามารถท่ีสุด และเปนนักเขียนหนังสือเลมใหญแตผูเดียว ใน

49

ประวตั ิศาสตรของยิว ทานฟโลนี่แหละเปนเหมือนที่สุดยอดของยูดาหนิยมที่ถูกยอมตองเฮลเลนนิยม
แบบเขยี นของเขา คํานยิ ามของเขา ทา ทแี หง ความคิดของเขาเปนกรีกไปทั้งนัน้ แตเขายังภักดีตอโมเสส
และตอจารีตนิยมของอิสราเอล ความพยายามสุดกําลังของเขาคือที่จะใหอรรถาธิบายลัทธิยูดาหนิยม
มาตรฐาน ดวยคําและความคิดแบบปรัชญากรีกที่แพรอยูในสมัยของเขา จะไดพูดถึงชีวิตและงานของ
เขาอกี ในเรือ่ งทีเ่ กย่ี วของตอไปขางหนา

มีหนงั สืออกี สีเ่ ลม ในวรรณกรรมของลทั ธิยูดาหนยิ มท่ีควรแกเอยถงึ แตยอ ๆ ในแบบอพคั แคลิพ
ตคิ มีหนงั สือ “จูบลิ ี” เปนหนังสอื เลม ใหญ คนฟาริสีผูหน่ึงเขียนในราวสวนสุดทายของศตวรรษท่ีสอง
ก.ค.ศ. ดวยความประสงคจะยับยง้ั ยดู าหนยิ มไมใ หโ นน เอียงไปหาเฮลเลนนิยม และประสงคจะยกยอง
ธรรมบญั ญตั ิ เปนการกระทําแบบของผา ซากของพันธสญั ญาเดิม อีกเลม หน่ึงในพวกอพคั แคลิพติคเปน
แบบเทศนาซง่ึ มเี หลอื อยขู าด ๆ ไมครบ เขาใจกันวา เปน บันทกึ แตโ บราณถอ ยคาํ วาทะของพระเจา กะวา
ไดเ รียบเรยี งขึ้นในยคุ ตัง้ แต ก.ค.ศ. 300 ถึง ค.ศ. 150 “โมเสสขน้ึ สวรรค” เปนเรื่องแตงในลักษณะอพัค
แคลิพติค ผลิตในสวนท่ีหน่ึงของศตวรรษท่ีหน่ึง ค.ศ. ดวยความประสงคจะคุมครองผลประโยชน
ของฟาริสีนิยมอันเครง ในพวกวรรณกรรมแบบปญญาเรามีหนังสือแตงข้ึน นอกจากที่ไดกลาวแลว
ขางตนคือหนงั สอื บารคุ ฉบับ 1 เปนหนงั สือรวบรวมใหมีตัวอยใู นแบบปจจุบนั ในราว ค.ศ. 70-80 เขยี น
ขึน้ แสดงความเศรา แกสถานะของเยรซู าเลม็ อันสยดสยอง มีหนังสืออ่ืนๆ อีกท่ีขาด ๆ หาย ๆ มีแตสวน
ๆ เศษ ๆ แตไ มมีความสําคญั พอแกการจะบรรยายในทีน่ ้ี วรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยมในรูปลักษณะ
ของเขาเองและเนอ้ื ความกไ็ ดเสนอตอนกั ศึกษาพอเปน สงั เขปแลวขา งตน

วรรณกรรมของพวกศาสนาจารย (RABBINIC) เปนจํานวนมหาศาลซ่ึงมีอยูในหอสมุดศาสน
ศาสตร เปนหนังสือขนาดใหญอักษรพิมพ ไมไดเปนแบบเขียน จนกระทั่งหลายศตวรรษหลังจาก
กาลเวลาของสมั พนั ธสัญญาใหม ในระหวางยคุ น้มี นั มีตวั อยูในแบบสอนกันมาดว ยปาก สงตอ ๆ กันมา
ดว ยความจาํ ในระบบการศกึ ษาของพวกศาสนาจารย วาทะบัญญัติหรือความแยบคายของโธราก็ไดจัด
กนั เขา เปน ระเบียบโดยรบั ไบจูดาในราว ค.ศ. 200 แตไ มมีการเขยี นกันลงไวจนกระท่งั ตอมาภายหลงั

50


Click to View FlipBook Version