The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patalee Phongsumphan Techamahanon, 2021-04-20 22:11:02

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

ชนคณะพรรคนไ้ี มไดเอย ถงึ ในพันธสญั ญาใหมโ ดยตรง ๆ แตมเี คา แหง คําสัง่ สอนและประเพณี
ของเขาสออยูบางเช่ือไดแนวาพวกเอสสิเนสสงผลเขาในหลายกระแสรแหงชีวิตท่ีไหลอยูในหมู
ประชาชนรอบ ๆ พระเยซู และพวกสานศุ ษิ ยข องพระองค

4. คณะเศโลเท

คนพวกนีก้ เ็ กดิ ขึ้น เพราะความเปน ซายจดั ของพวกฟารสิ ีน่นั เอง พวกฟาริสสี นใจกบั การเมอื งก็
ตอ เมื่อมีการเมืองมากกระทบกระเทือนกับอิสรภาพของชาติในการนมัสการพระเยโฮวาหห และการ
ปฏิบตั ติ ามธรรมบญั ญตั ิ พวกเศโลเทสนใจกับการเปนเอกราชและการมีอธิปไตยของชาติ จนไมสนใจ
กับสง่ิ อืน่ ใดหมด ตามคาํ ของโยเซฟส (โบราณ 18.1) วา ผปู ระสาทการของเขาคือยูดาหแหงกามาลา ผูยุ
ยงใหยิวกบฏในคราวท่มี กี ารสํารวจจดทะเบยี นเพอ่ื การภาษีแหง ค.ศ. 6 ผูดีความหมายแหงถอยคําของ
โยเซฟสสวนมากทีส่ ุด ถือตามคําของทานโยเซฟส ดังกลาวน้ัน แตบางคนก็ถือวาการลงความเห็นอยาง
นน้ั ไมถ กู ตอง14 ถาการแปลความเชนนนั้ ไมถกู ตอ งเรากไ็ มอาจถอื วาชาวคณะเศโลเทมีตวั ตนอยูในคราว
สมัยของพระครสิ ต แตถ า หันไปยงั ถอยคาํ ตรงแหงอื่นเราจะไดความสงั เกต ข้ึนวาความหมายของทานโย
เซฟสนักประวัติศาสตรชาติยิว ไดหมายถึงวาเราอาจสืบถอยกลับไปยังตนเคาแหงคณะเศโลเทนี้ได
จนถงึ ค.ศ 6 คอื สมยั ของยูดาหแหง กามาลาซง่ึ ทานผูนน้ี ับวา เปน ตนเคาของคณะเศโลเทเพราะการท่ีเขา
กอกบฏขึน้ ในป ค.ศ. 6 คร้งั สาํ รวจสํามะโนครัวน้นั ต้ังแตน้ันมา (ค.ศ. 6) อิทธิพลตามแบบของคณะเศ
โลเทกเ็ พม่ิ พูนแข็งขันย่ิงใหญ จาํ นวนผมู จี ติ ใจเชนน้กี เ็ พ่มิ ข้ึน จนในที่สุดกป็ รากฏเปนชาวคณะเศโลเท มี
หัวรุนแรงขึน้ เครยี ดเขาใสโ รมจนกระทงั่ เกดิ เปนสงครามกลางเมอื งข้ึนในป ค.ศ. 66 ซ่ึงมีเปาอันเดียวที่
จะสดับแอกออกจากโรม กอตั้งแผนดินของพระเมสิยาหในโลกน้ีข้ึนและมีรูปลักษณาการณการเมือง
ในการที่จะทาํ อยา งไรนไ้ี ดเขา จะตองปลุกความต้ังใจข้ึนใหเคลิบเคล้ิมจัด ขนาดขยายตัวเต็มท่ีของเขา
แสดงใหส คิ ารอิ ิ (Sicarii)

14 ดูตาํ ราของทานกรา นท “การเศรษฐกจิ เบ้ืองหลังของหนังสือพระกิตติคุณ” หนา 128

101

5. พรรคซาโดค

พรรคเอสสเิ นสเกิดขนึ้ จากความขวาจัดของพวกฟาริสีพวกซาดูกายก็ขยายมาจากความขวาจัด
เหมอื นกนั กอ นศกั ราชคริสเตียนไดส ักหนงึ่ ศตวรรษกวาในวงการปุโหติ ขอวยิวก็เกดิ มีคณะปฏิรูปข้ึน มี
เปา ท่จี ะฟนฟูศาสนาและแกไขความไมคงเสนคงวาของการนมัสการในวิหาร นักปฏิรูปพวกน้ีชอบให
คนเรยี กเขาวา “บตุ รของซาโดค” ถา มิไดเปน บุตรของซาโดคจริงก็ตอง เปนเพราะคนประเภทเดียวกัน
กับเขาเรียกเขาอยางเยยเยาะเพราะไมพอใจเขา คนคณะซาโดคน้ที ําการปฏิรูปไมสาํ เรจ็ ก็เลยทง้ิ พระวิหาร
ท้งิ ประเทศถดถอยไปยงั เมืองดมั เมเษข ไปตั้งนิคมขึ้นที่น่ัน ต้ังพิธีการเปนระบบใหมปฏิบัติท่ีนั่น หรือ
อยา งที่น่นั หรืออยา งท่ีพวกเขาเรยี กกนั วา “พันธสัญญาใหม”

ตอมาภายหลังคนพวกนีก้ ลบั มาประเทศของตนดังศาสนาทูต แตก ต็ องพบกับการขัดขวางอยาง
ขมข่ืนจากทั้งพวกฟาริสแี ละซาดูกาย

ชาวคณะพรรคซาโดคเปนพวกที่สนใจพระเมสิยาหแ รงกลา คอยเฝาการถึงของ “พระอาจารยผู
ชอบธรรม” ซึง่ จะมาคราวแรก ซ่งึ พระองคทา นจะนาํ ใหชาติอิสราเอลกลับมีฐานะดังเปาหมายของชาติ
อีก แลวก็ต้ังยุคสมัยของพระเมสิยาหข้ึน ชาวคณะซาโดครับนับถือพระวจนะลายลักษณอักษร คือ
หนงั สือธรรมบัญญตั ิ หนงั สือผเู ผยพระวจนะและฮากโิ อกราฟา (วรรณกรรมภาษาอรามหรือเคทบู มิ ) แต
ไมรับ นับถือคําสั่งสอนดวยปากของพวกรับบีเปนสวนใหญในชีวิตสวนตัวของเขาถือปฏิบัติควม
ตรากตรําอยางแข็งแรงภักดตี อ ประเพณกี ารชาํ ระของพวกเลวี หลักธรรมเชนวาชีวิตโลกหนา การดํารง
ชีพของวิญญาณ และการจัดสรรของพระเจา เขาเห็นพองดวยกับพวกฟาริสี เนนหนักกับความที่ตอง
กลบั ใจเสยี ใหม

จงึ เหน็ ไดช ดั วา ผฝู กไฝของพรรคนี้ ยอมเขา ใจตอ ความเรียกรองของศาสนาคริสเตียนไดฉับไว
เปน พิเศษ และจงึ ดูเหมือนวา หลายคนไดเขามารวมกบั คณะครสิ เตียน เขาเหลา นป้ี ระกอบตงั้ ขน้ึ เปนพวก
หนึ่งในการจัดเตรียมใหสมาคมยิวพรอมรับคําส่ังสอนของพระเยซู หากแตเปนการจัดเตรียมกันใน

102

ขนาดไหนเราไมทราบ “พวกปุโรหิตเปนอันมากก็ไดเชื่อฟงในศานา” (กิจการ 6:7) เมื่อปแรก ๆ ของ
ครสิ ตจักรในเยรูซาเล็ม ปโุ รหิตพวกเหลา นี้อาจมาเชอื่ เพราะอิทธิพลของพวกซาโดค

เรื่องราวละเอียดของประวัติพรรค ซาโดคน้ีรูไดไมมากนัก แลวในที่สุดพวกน้ีสูญหายเปน
อยางไรไปก็ยงั คงไมม ีใครทราบ15

6. พรรคเฮโรด

คณะพรรคซาดูกายฝายซายจัดขยายตัวเปนอีกพรรคหน่ึงเกือบจะเปนพรรคการเมืองลวน ๆ
เพราะเปนคณะหนึ่งของสมาคมยิวแหงศตวรรษท่ีหน่ึง จึงไดนับเขาอยูในขายท่ีกลาวดวยศาสนาของ
ลัทธยิ ูดาหนิยม เพราะพวกเฮโรดน้ีเอาศาสนาไวเปน ความสนใจช้ันรองของเขา

เมื่อไดปลดอารคะลาโอออกจากตําแหนงแลวในป ค.ศ. 6 ออกัสตัสก็ไดต้ังขาหลวงใหญมา
ประจําการในสว นนัน้ ของประเทศปาเลสไตน ตามคําขอรอ งของพวกผนู าํ ในแควนยูดาหทม่ี อี ิทธพิ ล ถงึ
กระนน้ั พวกยิวบางคนกไ็ มชอบใจกับการกระทําดังนั้น เพราะเขาอยากใหราชวงศของเฮโรดปกครอง
ตลอดไป16 เม่ือพระเยซูทรงราชกจิ ของพระองคน ัน้ ทรงไดความนิยมจากประชาชนพลเมืองเพ่ิมพูนขึ้น
เร่อื ยๆ พวกเฮโรดจึงกลัววาคณะกอกวนชาติจะผลุนผลันเกิดข้ึน ซึ่งจะทําใหแผนของเขาในการปลูก
ความนยิ มตอ งบิดผันไปเพราะเหตุน้ีเขาจึงรวมกับพวกฟาริสีเปนปฏิปกษตอพระองค (ดูมัทธิว 26:16
มาระโก 3:6 12:13)

ดังนั้นเราเห็นวา พรรคฟารสิ ขี ยายตวั เปนความแรงจดั อันหนึง่ ในพวกเอสสเิ นส และอีกฝายหน่ึง
ตรงขา มในพรรคเศโลเท สวนพรรคซาดูกายนั้นฝา ยหน่งึ เกิดเปน พรรคซาโดค อกี ฝา ยหนง่ึ กเ็ ปนพรรคเฮ

15 เอกสารทเี่ ปน ตําราเกย่ี วกบั เรื่องยวิ พรรคน้ีเปนหนงั สือขาดๆ หายๆ ทีม่ ชี ื่อวา “หนงั สือของซาโดค Charlex ไดใ หไ วใ น Apocrypha and Pseudepigrapha ไดบ อกเคา
ประวตั ไิ วอ ยา งชัดและครบ จึงไดรา งประวัติศาสตรของพรรคน้ีออกมาจากตาํ ราเหลา น้ี แตการท่ีเน่ินกอ นเอกสารน้ี(ก.ค.ศ. 18-8) ไมมอี ะไรใหทราบประวัตขิ องเขาแน
ชัด จนกระทง่ั มหี ลักฐานอืน่ ปรากฏข้นึ อรรถาธบิ ายพรรคนโ้ี ดยถถี่ วนและเอกสารซ่งึ จะใหทราบเก่ยี วกบั เขาไดข อใหด ูคําเขยี นของCharls, Apocrypha and Pseudepig
rapha, Vol 2 หนา 789-834 พูดถึงพรรคนเี้ ปน พรรคหนึง่ ทเี ดียวในลทั ธิยูดานิยมโดยทานEakin เร่อื ง Getting Aquainted with the New testament, หนา 191 และของ
ทา น Purdy Macgregor เรือ่ ง Jew and Greek Tutors unto Christ หนา 104-113
16 มที ศั นะหน่ึงท่พี อฟง ไดวา พวกชาวคณะพรรคเฮโรดไดเ ห็นวา ราชวงศของชาวอะโดมน้ที ําความสําเร็จใหแกความหวงั ใจพระมาซีฮา และดวยประการฉะนั้นจึง
นบั วา เปน ความสนใจทางศาสนาในทัศนะของเขา Cf Fairweather op cit, p 185

103

โรด การขยายตัวขึ้นเปนพรรคตางๆ เหลาน้ี สว นหน่ึงเกิดข้ึนเน่ืองดวยธรรมบัญญัติอีกสวนหน่ึงเน่ือง
ดว ยพระวิหาร

ธรรมบัญญตั ิ

ดังไดเ ห็นชดั แลวในประวตั ิของลทั ธิยูดาหนิยมโดยเคลา ๆ วาชีวิตของยิวน้ันขยายตัวขึ้นมาใน
การฟน ฟูชาติและไดกอ ตัง้ ข้ึนมาเพราะการยดึ ถอื อยา งสูง และถือปฏิบัติธรรมบัญญัติอยางเครงครัด ดัง
ทศั นะในประวตั ิศาสตรแสดงวา การถือปฏบิ ตั ธิ รรมบัญญัตินับวานั่นคือยูดาหนิยม แตการน้ีตองเสื่อม
คลายและตําต่ําในระหวา งยุคของกรกี โดยเฉพาะในยุคใตปกครองของอียิปตและซีเรียเม่ือทรงอํานาจ
สูงสดุ ในทา ยสมัย แตเ พราะการปฏิบัติของตระกูลแม็คคาบีก็ทําใหธรรมบัญญัติข้ึนมามีอิทธิพลสูงอีก
ดังเดิม แตพวกทายาทตอ ๆ มาของตระกูลแม็คคาบี แสดงออกมาอยางท่ีพวกคนถือเครงในหมู
ประชาชน เห็นวาพวกทายาทเหลาน้ันเฉยเมยตอธรรมบัญญัติอยางนาตกใจ แตอยางไรก็ดีทายาทคน
ทายสุดของอัศโมนี คอื พระนางเจาอเลก็ ซานเดราไดทรงฟน ธรรมบัญญตั ิใหก ลับทรงอิทธิพลข้ึนดังเดิม
และทรงประทานตาํ แหนงทางการเมืองและอาํ นาจทางการศาสนาสูงสุด แกพวกฟาริสีผูมีบทบาทรอน
รนในรัชสมยั ของพระนาง ทําใหธ รรมบัญญตั คิ รอบครองไดเปนปกแผน เต็มท่ี พวกยิวปฎบิ ตั ิกันเขมแข็ง
ทั้งในการดํารงชีพและในความสํานึก โดยเฉพาะอยางย่ิงภายในประเทศปาเลสไตนมิไดคล่ีคลาย
จนกระทัง่ ตองสรุปลงวาแตกแหลกรานลงไปอีกในการกดข่ีของโรมันดวยอํานาจเกราะเหล็กและไม
คอน แตถ งึ กระนั้นกย็ งั เขมแข็งอยูในหมูพวกยิวทก่ี ระจัดกระจายอยใู นทองท่ีตาง ๆ นอกประเทศการท่ี
จะเขาใจชีวติ ในยคุ พันธสัญญาใหมไ ดซาบซ้ึง ก็ตองอาศัยความเขาใจใหเพียงพอกับตําแหนงฐานะอัน
สงู ของธรรมบัญญตั ิ

1. ทาสของกฏระเบียบ
สภาพของชีวิตยวิ ที่เกีย่ วกบั ธรรมบัญญตั ิระบายเปน ภาพใหเ หน็ ไดตามคําของพระเยซูท่ีตรัสวา
“พวกธรรมาจารยและพวกฟาริสีเอาของหนักวางบนบาของประชาชนท้ังหลาย” (มัทธิว 23:4) การ

104

ตคี วามหมายธรรมบัญญัติอยางเชนพวกศาสนาจารยน้ันไดเขามาแทนท่ีชีวิตศาสนาและศีลธรรมของ
ประชาชน

มรี ะเบียบใหถอื เปนกฎอยูในทกุ ส่งิ ทุกอัน จนกระทง่ั กฎทห่ี ยุมหยมิ ที่สุดในชวี ิตทก่ี ําหนดมาให
ปฏบิ ัติน้นั เปน การออกมา โดยลืมหรือทาํ ลายความคิดของธรรมบัญญัติเสยี อยางนา กลัวทีเดียว ภาพของ
กฎระเบียบในพวกยวิ ทวี่ าดไวในหนังสือพระกิตติคุณถูกตองตรงไมสงสัย กฏระเบียบของพวกฟาริสี
หยุมหยิม “เอามาแทนความศรทั ธาอันแทจ ริงและศลี ธรรมเสียเปน สวนใหญ คนมีจติ สํานึกอันออนไหว
จะเหน็ วา เปน การะจาํ ยองแท ๆ เพราะในการขยับไปสกั กา วหนงึ่ หรือยกสกั น้ิวหน่งึ กอ็ ยากทจ่ี ะปลอดภัย
จากอันตรายของการทําผิดกฎผิดระเบียบไมขอใดก็ขอหน่ึง”17 กฎระเบียบเหลานี้จัดไดเปนหาพวก
ดวยกันคือ กฎการถือวันซะบาโต กฎการอาหารกฎการถวายสิบลดและของถวาย กฎการปฏิบัติตาม
พันธะและการเก่ียวของระหวางเพศ และกฎอันเก่ียวกับความสะอาดและไมสะอาด เร่ืองน้ีทําให
นักปราชญบางคนสงสัยวาแทจริงกฎระเบียบเปนภาระจํายอมของคนยิว ผูถือเครง หรอื ไฉน? อยางท่ีคิด
กันวา เปน เชนนั้น แตเ มื่อเราพิจารณาขอหยมุ หยมิ เปนจํานวนมหาศาล ในกฎระเบียบหา จาํ พวกนที้ ี่เอามา
ใช และความจรงิ ทวี่ ามนั รอบเอาหมดทุกดานในชีวิต ก็หนจี ากการสรปุ ลงไมไดวายิวในยุคสันธสัญญา
ใหมตองผจญกับกฎอนั เครง เครียดในกิจการทุกอยางแหงชวี ติ 18

สาํ หรับวิญญาณทีถ่ ือเครง และรอ นรน อยากจะอยใู หเ ปนทโ่ี ปรดปราณของพระเยโฮวาหห ก็ยัง
เห็นวาชีวิตภายใตธรรมบัญญัติน้ันเหลือทนเหลือทานจริง ๆ เมื่อธรรมบัญญัติพรอมดวยการแปล
ความหมายโดยพวกฟารสิ ีมาถึงใคร คน ๆ นน้ั กต็ าย เพราะชีวิตจะหมดอาลัยตายอยาก หมดความมีแก
จิตแกใ จ (ดูโรม 7:9) การถอื รักษากฎระเบียบตาง ๆ ก็หวังจะไดผลตอบแทนแกรายตัวคนหรือแกชาติ
การระเมิดขอกําหนดกฎเกณฑแมขอเล็กนอยท่ีสุดก็เชื่อกันวาโทษที่พระเจาจะลงทัณฑน้ันจะตามตัว
ผูกระทําผิดติดไป ความชอบธรรมอันเปนหลักสําคัญและเปนวิธีที่นํามาซึ่งความสุข และเปน
ความกาวหนา ของชีวติ สิ่งอยา งนไี้ มม ใี ครรจู ัก ธรรมบัญญัติจะสนองแกผูถือรักษาก็มีแตอยางเดียวคือ

17 หนังสือของสตอลคเคอร“ชีวิตพระครสิ ต” หนา 95
18 ดูหนังสอื ของ Montefiore ชอ่ื Commentury on the Bibel, p.621

105

บทลงโทษเทา นนั้ เมอื่ เปน เชนนี้แลวยอมไมแปลกใจที่ประชาคมพากันทอแทใจในเม่ือมาคิดวาเขาจํา
จะตองประพฤติตัวใหไ ดขนาดเทยี มเทา ความเปนเจา ระเบียบเครงครดั ของพวกฟารีสี ฝา ยพวกฟาริสีก็ดู
แคลนประชาคม กดสําเนียงเรยี กเขาวา “คนบานปาเมอื งเถ่อื น” (Am-ha-aretz)

2. ความครอบงําของศาสนาจารย

ความทารุณของการถือธรรมบญั ญัติตามอกั ษร และการตีความหมายของตัวอักษรสอนกันสืบ
ตอ ๆ มา ทาํ ใหพวกศาสนาจารย (รบั บี) ไดรับความนับถือสูงสุด วาเปนอาจารยสอนธรรมบัญญัติเปน
ทางการ ชนพวกนไ้ี ดรับความนบั ถือในชวี ติ ของอสิ ราเอลอยางไมมีใครเปนคูแขงได ไมมีสถาบันอะไร
ทเี่ ขาจะเขาเก่ียวพันดวยไมได จะไมมีคําเรียกรองอะไรท่ีมาจากเขาจะไมไดรับความใสใจ ความรูสึก
สูงสุดถอื กันวาศาสนาจารยเ ปน ตัวแทนทพ่ี ระเยโฮวาหห เลือกไวเปน ผูแทนพระองคและเปนผูแสดงนํ้า
พระทัยของพระองค ฝายปุโนหิตในกระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มนั้นก็ไดความเคารพนับถือแตก็ไดรับ
ความเคารพนับถือเพราะเหตุตําแหนงหนาที่มากกวาที่จะไดรับความเคารพตัวบุคคล นอกจากน้ัน
ปุโรหิตเองก็มีโอกาสไดติดตอกับประชาชนในดานการศาสนานอยเสียเหลือเกิน “สถาบันที่ใกล
ประชาชนท่ีสุดและมีชีวิตชีวาที่สุดไมใชพระวิหาร แตเปนธรรมศาลา ซ่ึงครั้งหนึ่งเคยเปนท่ีสําหรับ
อธษิ ฐานและสาํ หรบั ศกึ ษา เจา พนักงานทสี่ าํ คัญและใกลช ดิ กไ็ มใชป โุ รหิต แตเปนพวกธรรมาจารยห รือ
รับบีผสู อนธรรมบัญญัติ”19 ศาสนาจารยม ีประจาํ อยูท ุกเวลา คอยแนะนาํ การดํารงชวี ติ ไมวา เร่อื งเลก็ เรอื่ ง
นอย เปน แหลงท่ปี รึกษาใหค วามสวางไมว ามีปญหาอะไรเกดิ ขนึ้ ถา ประชาชนไมทีทางจะรองเรียนเอา
กบั ใครไดกห็ ันมาหาศาสนาจารยใ นธรรมศาลา เพราะฉะนน้ั ความสนใจและความนับถอื ของประชาชน
ยอมมที ่เี จาพนกั งานในธรรมศาลาอยา งท่ไี มม ีแกค นอน่ื ๆ

แมแ ตในพระวิหาร ท่ที ่ีปุโรหิตบังคบั การอยูเปนทางการ พวกธรรมาจารยจ ะเปน ผูต คี วามหมาย
ของกฎตาง ๆ ท่เี กยี วกบั การนมัสการในพระวิหาร เปนผูกําหนดวิธีประกอบพิธีกรรม การเชนน้ียอม
เปนทพี่ อใจแกป ุโรหิตแนๆ โดยท่ธี รรมาจารยใ นคณะฟาริสี ไดรับความนับถืออยางสูงจากประชาชน

19 ดหู นงั สอื ของ Montefiore op. cit,p. 620

106

เปน คูแขง เปน ผูตคี วามหมายของธรรมบญั ญตั โิ ดยมีสิทธิอํานาจ ก็ทาํ ความสะอาดใหแ กเจาพนักงานแหง
วิหารในการดําเนนิ การพระวิหารใหเหมาะสม แมจ ะตองปฏิบตั ติ ามทศั นะของพวกธรรมาจารย20

การปฏบิ ตั ริ ักษากฎบัญญตั ิอยางทาสน้ีไมนาคิดวาเปนผลรายไปเสียท้ังหมด เจตจํานงก็นับวา
คับแคบเหน็ แกต วั การปฏิบตั ิก็กระทาํ ไปเหมอื นเครื่องจักร ถึงกระนัน้ กย็ ังเปน ผลใหมสี ภาพศลี ธรรมอัน
ชอบ ซึ่งเชิดชูชีวิตของยิวใหข้ึนในระดับเหนือกวาของชีวิตชนตางชาติในสมัยเดียวกัน และสถานะ
เชน นถี้ อื ปฏิบัติกันจัดจานที่สดุ ในประเทศปาเลสไตน ไมเ ปนไดวาลัทธิยูดาหนิยมในทองถิ่นของคนเฮ
ลเลน จะเครง ในการประพฤติและปฏบิ ัติธรรมบัญญตั ิ ดงั เครือ่ งจักรเครื่องกล เหมือนในทองถิ่นของยิว
เอง อยางนอ ยกห็ ยอนกวากนั มาก

ความหวงั ใจในพระเมสิยาห

เราไดท บทวนดเู รื่องพระวิหารและธรรมบญั ญัตใิ นลัทธิยูดาหนิยมแหงศตวรรษที่หน่ึงนั้นแลว
บดั นี้จะไดห นั มาทชี่ าตบิ า ง อดุ มการณแหงชาติของลัทธิยูานิยมนั้นมีเนื้อหาไปในทางเทวาธิปไตย คือ
เขาเชือ่ วา พระเยโฮวาหหจ ะปกครองประเทศโดยตรง คือประเทศท่ีพระองคไดทรงประทานใหแกเขา
นัน้ เม่อื เขากลับมาจากการตกเปนเชลยก็ดวยความหวังใจอันนี้น่ีแหละท่ีฝงอยูในหัวจิตหัวใจของเขา
พนั ธสัญญาในดานที่เขาตองปฏิบัติ อันนั้นเปนมูลฐานแหงชีวิตทางศาสนาและชาติชาติของเขา คือท่ี
จะตองถือรักษาธรรมบัญญัติและปฏิบัติพิธีกรรม จนชาติทั้งชาติจะถือวาพระเยโฮวาหหเปนท่ีสูงสุด
กาลเวลายิง่ ลว งไปอุดมการณน้กี ็มีแตแหลกรานไปความหวังทจ่ี ะถงึ ความจรงิ กย็ ิ่งเลอื นรางลงทกุ ที ไมมี
ทาวาจะเปนไปไดดวยวิธีการธรรมดา ๆ เมื่อความหวังวาการณจะสําเร็จไดในโลกมีเคานอยลงทุกที
ความคาดหวงั อีกอยางหน่งึ ก็เจริญตวั ขึ้น คอื หวงั วา พระเยโฮวาหหจะชวยใหชาติอิสราเอลรอดพนดวย
เหตกุ ารณย ่ิงใหญท ่ีพระองคเองจะลงพระพัตถ แลวยุคสมัยแหงพระเมสิยาหก็จะเปดข้ึน โดยมีรัฐบาล
ของพระเจาโดยตรง

20 ดหู นังสือของ Hausrath, op. cit, Vol. 1 p.80

107

พวกยวิ ถอื ตวั วาเปน ชาตทิ ่ีพระเจาเลอื กไว พระเจาจะพทิ กั ษแ ละโปรดปราณเขาเปน พิเศษ แตถ ึง
กระน้นั ประวัติศาสตรของชาติเขากแ็ สดงหลกั ฐานอยา งปฏิเสธไมไดทีเดียววาความผูกพันของพระเจา
ตามอุดมการณน้ีไมเคยเกิดข้ึนใหเห็นจริงเลย เปนผลใหชาติอิสราเอลจับตาไปยังอนาคตยิ่งขึ้นทุกที
ความเช่ือที่ปกไปในอนาคต ขนาดนี้ไดมีปรากฏตั้งแตเร่ิมแรกแลวในพันธสัญญาเดิมภาคผูเผยพระ
วจนะ แตการแสดงออกท่ีแนชัดท่ีสุดมีในวรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยมในนั้นเราจะเห็นรอยของ
ความหวังนี้สุกใสขน้ึ ๆ ชดั เจน

1. ความหวังใจในพระมาซีอาบานปลาย

พระเยซชู าวนาซาเรธ็ เปนยอด และเปนการแสดงออกสูงสุดของความหวังอันมีศักด์ิศรีในทุก
ดานทุกมุม เวนแตความคิดทางศาสนาแตโบราณไมเห็นกันอยางน้ีท่ัวไปความหวังใจในพระเมสิยาห
มิใชเปนสิ่งท่ีมีอยูในลัทธิยูดาหนิยมเทาน้ันเปนพิเศษเสียทีเดียว ประวัติศาสตรของศาสนาเปดเผยวา
ความหวังอยางน้ีมีในหลายศาสนาโบราณและมีเปนสวนมากดวย มีในรูปแบบตาง ๆ กัน บางทีเปน
ความคาดหวังถงึ ยคุ ทองแหง ศานตแิ ละอดุ มสมบูรณ บางทีก็เปนความหวังวาจะมีพระเจามาเปนผูชวย
ใหรอด ยางทีก็เปนความกระเหี้ยนกระหือลือจะติดตามผูเผยพระวจนะย่ิงใหญ หรือศาสดาจารยของ
ศาสนา แตโดยธรรมดาเปนการคอยการสําแดงของพระเจาถึงแผนที่ดีย่ิงกวาท่ีมีอยูเพื่อประโยชนแก
มนุษยชาติ เราอธิบายน้ีวาเปนการเจาะจงจัดไวใหมีในสมองของศาสนาอันเก่ียวของกับการไถบาปที่
พระเจาจัดให พระเยซูไดเ สนอส่ิงสนองตอบปญหาธรรมชาติของวิญญาณประเภทนี้ อยางที่ครบครัน
บริบูรณสงู สดุ เกนิ กวา จะจเปรยี บกับอะไรไดแ นไมม ปี ญหา

สง่ิ ทเ่ี รียกกันวา ความหวงั ใจในพระเมสิยาหข องลทั ธิยดู าหนยิ มนนั้ แตเ ดิมเปน ความคาดหวังถึง
สมัยแหงยคุ ทองในอนาคตจะไดแกช าตอิ สิ รเอล ไมใ ชความทีค่ ดิ ทเี่ ปนตเุ ปนตะวาจะมีผูปลดปลอยเปน
บคุ คลมา บันทึกตอนแรกที่สดุ ทีใ่ หเ ราทราบความรสู กึ ของชาตฮิ ูบรูในทางศาสนาแสดงวาเขายึดถือวา
ประชากรอสิ ราเอลนั้นต้งั ไวสาํ หรบั ท่ีสุดปลายอนั ยิ่งใหญที่จะปกครองชาติทกุ ในโลก และจะทําใหชาติ
อิสราเอลมอี าํ นาจย่ิงใหญท ่สี ดุ ในแผน ดินโลก ความคิดอยา งน้เี หน็ ไดต้งั แตแรกเชน ในหนังสือปฐมกาล

108

12:1-3 แลว ก็กลาวขึ้นอกี ซา้ํ ๆ กระจัดกระจายอยูทั่วไปในวรรณกรรมโบราณเกาแกฝา ยพวกผูพยากรณ
ก็มคี วามเห็นบานปลายออกไปวา พระเยโฮวาหหจ ะมอี าํ นาจอธปิ ไตยเหนอื ทกุ ชาติ และความรอดของผู
ชอบธรรมจะเกิดข้ึนทา มกลางชนตางชาติ เม่ือยุคแรก ๆ ในชีวิตอิสราเอลความหวังเชนนี้ของชาติ ถูก
สมบตั ขิ ึ้นเปนบุคคล เปนตัวแทนของพระเยโฮวาหหจะแสดงตัวเปนผูนําและเปนครูของอิสรเอล ใน
หนังสือผูพยากรณชุดหลังบางเลมและในบทเพลงสดุดีบางเลมความคิดที่วาพระเมสิยาหเปนบุคคล
อธิษฐานก็ยิ่งชัดขึ้นและไมสงสัย21 พระเมสิยาหผูเปนบุคคลน้ันคิดวาคงพบยาก แมแตหนังสือผู
พยากรณชดุ หลังทส่ี ดุ บางเลม กย็ ังกลา วแสดงวาพระเมสิยาหน้ันเปนยุคสมัยอันมีเกียรติราศี แตไมไดมี
แสดงวาเปนบุคคลผูประสานการเปน คนกลางในความเพง เลง็

เราอาจสรุปไดอยางไมผิดวาความหวังเชนนี้ยืนยงอยูในฟนชาติและภายหลัง และเปนไดวา
หลายคนยังคงคิดวาศกั ราชพระเมสยิ าหผ เู ปนองคบ คุ คลปฏบิ ตั ิการ ความคาดหวงั เชน นนั้ ชัดแจงในแปด
บทแรก แรกของหนังสือซะคาระยา22 “แตดวยหลักฐาน....เล็ก ๆ นอ ย ๆ ทย่ี ังมีถึงเราดเู หมือนแสดงวาใน
ยุคระหวางเชลยกับแมคคาบีเกิดขึ้นน้ันความหวังใจพระเมสิยาห ละลายตัวเปนความคาดหวังที่
คลุมเครือแหงอนาคตอันเปน ความสุขและมีเกยี รติ ในกาลเชน นนั้ พระเจาจะประทับอยูดว ยอยางปรากฏ
ชดั ยิ่งข้ึน แตในกาลเชน นัน้ พระเมสยิ าหจ ะไมออกหนา23

ตอมาในตอนทายของลัทธิยูดาหนยิ มก็ปรากฏข้นึ อกี เปนความคดิ ชัดและกระจางแจงย่ิงข้ึนกวา
แตกอน คือทัศนะวาพระเมสิยาหเปนบุคคลผูย่ิงใหญ เปนผูนําที่พระเจาแตงตั้งจะมาเปนวีระบุรุษ
แหง ชาตกิ ําจดั ของอสิ ราเอล แตความเหน็ ของเขาแตกตา งกันไกลเกี่ยวกับวาวีรบุรุษแหงชาติผูนี้จะเปน

21 ความยึดถือท่ีวา ความหวังพระมาซฮี าไดสาํ เรจ็ ในบุตตลของพระครสิ ต ทําใหคริสเตียนเห็นชัดคาํ พยากรณในพนั ธสญั ญาเดิมมนี ํา้ หนักไปในทางบุคคล แตเราตอ ง
เขา ใจวาความสาํ นึกของคาํ พยากรณนื ั้นเกี่ยวกับอนาคตจะใหช ัดเหมอื นดงั ท่เี ราไดเ หน็ เหตกุ ารณยื อ นหลังมาแลวนะไมไ ดอ อก อยา งไรก็ตาม มีสัญลักษณท ีแ่ สดงวา
พระมาซีฮาตองเปนบคุ คล แสดงอยใู นขอพระธรรมเหลานี้ เชน ปฐมกาล49:10 อาฤทโม 24:17-19 ธรรมบญั ญตั ิ 18:15 ดูหนงั สือของ Huffman “the Progressive
Unfolding of the messianic Hope” หนา 26-37
22 ซาคาระยา 3:8 6:12,13 8:23 ดูหนังสอื ของ Adeney “the Hebrew Utopia” หนา 303
23 ในหนังสอื ของ Drummond เรื่อง the Jewish Messiah หนา 199 และหนา 185-195 และหนา 195 f.ไดป ฏิเสธลญั ลักษณพระมะซฮี าในหนงั สือ ซะคาระยา ดังทีร่ ะบุ
ไวแลว แตเ ราเหน็ พองกับ Adeney (op. cit,p. 303) วาความหวงั ใจพระมาซฮี าเปน เบ้อื งหลังของถอ ยคําเหลา น้ี Drummond ระวงั มากก็ไมใ ชวาไมฉ ลาดในการ
สันนิษฐานเรื่องอยางน้ี เพราะมนี ทําใหงา ยแกการวาดภาพผูพยากรณด งั วาเหน็ สงิ่ อันจะเกดิ ขน้ึ ขา งหนา

109

อยางไรมีนโยบายอยา งไร ในความคิดของบางคนกเ็ หน็ วาชาติอิสราเอลจะไดการปลดปลอยและไดชัย
ชนะ และการนน้ั จะสาํ เร็จไดดวยการลงพระหตั ถก ระทําขององคพระเยโฮวาหหเ องทีเดยี ว

แตขอ หนงึ่ ท่เี ปนความสําคัญขาดไมไดน้ัน ลัทธิยูดาหนิยมในยุคระหวางพันธสัญญาเดิมและ
ใหม มคี วามเหน็ สอดคลองกันวา พระเจาจะปลดประชากรของพระองคใหพนจากความเปนทาสของ
ชนผไู มถ ือพระเจา และจะยกชาตอิ สิ ราเอลซ่งึ มีอํานาจสูงสุด และมีอิทธิพลในทามกลางประชาชาติแต
วธิ ีท่ชี ัยชนะน้จี ะสาํ เรจ็ ไดนีเ่ ปน ขอ ทมี่ คี วามคิดเหน็ แตกตางกนั

2. ความหวงั ใจพระเมสยิ าหมีเปนแบบตาง ๆ

ในพวกอิสราเอลน้ันความคิดเห็นเรื่องความเปนผูนําศาสนามีความคิดอยูเปนส่ีแบบ สิทธิ
อํานาจท้ังส้นิ อยูบนมูลฐานแหงน้าํ พระทัยของพระเยโฮวาหหเ ด็ดขาด แตน าํ้ พระทยั ของพระเยโฮวาหห
จะตองมีบุคคลผูหน่ึงท่ีพระเยโฮวาหหทรงเห็นชอบใหเปนเคร่ืองมือดําเนินการตามน้ําพระทัยของ
พระองคบ ุคคลผูเปน ผแู ทนพระเยโฮวาหห น ีอ้ าจเปนผูพยากรณผูจะรบั พระดํารสั ของพระเยโฮวาหหมา
พูดโดยตรง เปนปโุ รหติ ผจู ะเขาเฝาพระเยโฮวาหหเ พือ่ ประชากร เปนทูตสวรรคผูจะรับงานพิเศษอยาง
หนงึ่ มา เพื่อจะเตือน เพ่ือจะสัญญาหรือเพื่อจะสั่งสอนเปนกษัตริย พระเยโฮวาหหจะทรงแนะทางให
เลอื กกษตั รยิ สกั ผหู น่ึง กษัตริยน้ันจะนํากิจธุระของอิสราเอลความหวังใจพระเมสิยาห ในดานท่ีคิดวา
เปน บคุ คลก็มีความคิดเปน สีแ่ บบดังตอไปนี้

(1) ผูพยากรณมาลาคไี ดทาํ นายไวว า จะมผี ูพยากรณผูหนึ่งถูกสงตัวมาใหเตรียมทางไวสําหรับ
พระเมสิยาห (มาลาคี 3:1,4,5) บางคนก็ถือเอาคําน้ีเปนความหมายวาน่ันคือ ตัวพระเมสิยาหเองไมใชผู
เตรยี มทาง ความเห็นเรื่องคาํ พยากรณถึงพระเมสิยาห ยงั อาจมีหนังสือธรรมบบัญญัติสนับสนุนอีกดวย
18.5 “พระเยโฮวาหหพ ระเจา ของเจา จะใหมผี ูพยากรณผูหน่ึงในทามกลางเจา เกิดขึ้นจากท่ีนองของเจา
ทา นผูน้ันจะเปนตัวแบบของเรา”24 ถอ ยคาํ นี้ทําใหค าดหวังวา พระเจา จะนาํ ยุคทองเขามาใหช าติอิสราเอล
ดวยการทาํ ของบุคคลผูพยากรณย่ิงใหญที่ทําบทบาทของพระเมสิยาหเต็มที่ ความคาดหวังเชนนั้นได

24 ดหู นงั สอื ของ Williams “Evolution of New Testament Christology หนา 37

110

ปรากฏในหนงั สือ แมค็ คาบี 4:46,5:16 อยางไมค ลุมเครือเลย แลว ก็ยงั เขา มาปรากฏอยูในยุคพันธสัญญา
ใหมอีก ดังที่มีความเห็นอยูในคนทั่วๆ ไปเร่ืองพระเยซูท่ีหนังสือมัทธิว 16:14 กลาวไว และในการท่ี
เยรซู าเลม็ สงคนมาถามยอหน บพั ตสิ มา (ยอหน 1:21) ทจี่ ริงปฏบิ ตั ิการของยอหนบัพติสมาน้ัน เปนพลัง
เรียกรองความคาดหวงั เชนนน้ั แรงเปน พเิ ศษตางหาก คนท่ัว ๆ ไปเหน็ ในประวัตศิ าสตรวา พวกศษิ ยของ
ยอหนบัพตศิ มาหลายคนไมย อมทิ้งความเชือ่ วา ตัวยอหนนัน่ แหละคอื พระเมสิยาหแท ความยึดถือเชนนี้
ยดื เย้ือมาจนศตวรรษท่สี อง คอื มคี นคณะหนง่ึ เทศนาวา ยอหนบัพติศมา เปนพระเมสิยาห ขัดคานกับคํา
เทศนท ี่วา พระเยซเู ปน พระเมสยิ าห ความคิดเชนนี้มีข้ึนเพราะความคาดหวังในแบบพระเมสิยาหจะมา
เปน ผูพยากรณ เพราะวายากทจี่ ะจดั ยอหน เขา ในแบบอนื่

ความหวังใจพระเมสิยาหในดานนี้ ธํารงอยูในหัวใจของวิญญาณท่ีคอยการกลับมาอีกของ
วญิ ญาณพยากรณ ความหวงั ใจพระเมสยิ าหแ บบผพู ยากรณนีไ้ มแ พรนกั ในลทั ธิยดู าหนิยมชาวสะมาเรีย
คาดหวังพระเมสยิ าหแ บบผพู ยากรณ แตพวกยวิ สวนใหญคาดหวังไปอีกอยา งหนึง่

(2) ในประวัติศาสตรยุคระหวางพันธสัญญาเกาและใหมตอนทายปรากฏความคิดเห็นขึ้น
ในทางพระเมสิยาหแ บบปโุ รหิต เปนความหวังฟนฟูข้ึนในหัวใจของชาติอิสราเอลกอเกิดข้ึนมาเพราะ
พวกวีรชนของแมคคาบี นาํ ประชาชนใหคาดหวังพระเมสิยาหม าทางตระกูลเลวี เม่อื ตาํ แหนงหนาทขี่ อง
มหาปโุ รหติ กับเจาผูครองเมอื งรวมกนั ในตวั ทา นไซมอน เปน การหนหุ นั พลนั แลน ที่ทําไปตามการบาน
ปลายของความหวังเชนนั้น หนังสือชื่อ “พินัยกรรมของบรรพชนท้ังสิบสอง” (The Testaments of the
Twelve Patriarchs) ในสวนตน ๆ ท่เี รียบเรียงข้ึนภายใจยุคแมคคาบีบรรจขุ อความทีร่ อคอยพระเมสิยาห
จะมาเปนปุโรหิตโดยทางตระกลู เลวี แตตอมามีการเพิม่ เตมิ แสดงวา ความท่ัวไปมีทัศนะหนักไปในทาง
วาพระเมสิยาหจ ะมาจากตระกูลยูดาห ทัศนะเชน นจี้ ะเสาะหาพบไดในวรรณกรรมอ่ืน ๆ ท่ีเกิดขึ้นกอน
ยุคคคริสเตียน แตเมื่อยคุ กอนแมคคาบีน้ันรูสกึ วา ความคดิ เชน นไ้ี ดร ับกันอยางจาํ กัดมาก25

(3) คนเปน อันมากในลัทธิยูดาหนิยมหวังจะไดพระเมสิยาหท ่ีมฤี ทธม์ิ ีเดชผดิ ธรรมดา ยิ่งอํานาจ
ในโลกขม ขีอ่ ยูเ ร่อื ย ๆชาวยดู าหนยิ มยง่ิ ไมพอใจกับระบบของโลกในปจจุบันน้ันย่ิงทุกที ก็ยอมเปนส่ิง

25 ดหู นังสอื ของ Jones “the New Testament in the Twentieth CenturyW หนา 96 ff.

111

หลีกเลี่ยงไมไดที่จะตองมีการคาดคิดขึ้นวาพระเมสิยาหจะตองมาอยางผูวิเศษ อิสราเอลไมเคยไดพบ
ความปรกตสิ ขุ ย่งั ยืนในครงั้ ใดเลยท่ไี ดจ ากมนุษยค นใด แตต รงกนั ขา ม ความผิดหวงั ที่ตัวพวกผูนําผูเ ปน
มนษุ ยก ็เกดิ ข้นึ มขี ึ้นอยเู สมอมา เมื่อคนข้นึ มามศี ักด์ิศรีก็ใหสัญญาโนนสัญญานี้อยูช่ัวคราวหน่ึง พอคน
นนั้ ลวงไปหรอื เสื่อมศกั ด์ลิ งก็ตาม ชาตกิ ต็ อ งตกอยใู นฐานะยง่ิ รา ยกวาแตกอนเสียอีกเพราะเหตุนี้คนผูมี
ความคิดดี ๆ กท็ อ ท่ีจะหวงั ไดความชวยกูจากมนุษยธรรมดา แมจะโดยพระเจาแตงต้ังใหมาเปนผูนําก็
ตาม จะตองมีการทําอยางใดอยา งหน่งึ มาจากสวรรคแ น ไมใชม าจากโลก เพราะเหตุนี้จึงมีการคิดกันวา
พระเมสยิ าหจ ะตองเปนทูตสวรรค จะตองมวี ิสยั ผิดกวา ธรรมดา พระเยโฮวาหหจ ะตองสง มาจากสวรรค
มาชวยประชากรของพระองคใหพ นจากการถูกขดข่ี26

(4) ความเห็นทชี่ นสวนมากที่สดุ ทเี ดียวเห็นเกี่ยวกบั พระเมสิยาหก ็คือกษัตริยนักรบ กษัตริยผูน้ี
จะเปน นกั การเมอื งผเู ชี่ยวชาญ เปน นักการทหารทอี่ าจหาญที่จะเรียกระดมพลยวิ มาจากที่กระจัดกระจาย
อยใู นทุกๆ ชาติ แลวกน็ าํ ทัพออกรบกบั ศัตรู คนพวกไมนับถอื พระเจาและทําการเที่ยวกดขี่อิสราเอลอยู
นนั้ จะตอ งถูกลา งผลาญส้ินซาก แลวอิสราเอลชาตทิ พี่ ระเจา ตงั้ ข้ึนไวจะเปน ผพู ิชติ โลก ในทศั นะน้ีคาดวา
พระเมสยิ าหจ ะเปน เชือ้ วงศของดาวิด “ในอนาคตทานผูค รอบครองคดิ วา จะตอ งเปนเช้ือวงศข องดาวิด น่ี
ก็ยอมเปนธรรมดา ดาวิดเคยเปนวีรกษัตริยย่ิงใหญของทุกเผา ตระกูลอิสรเอลและตระกูลวงศของ
พระองคท า นก็มนั่ คงกวา ตระกลู ของยาราบะอามมากมายนกั ”27

ความคดิ เรือ่ งพระเมสยิ าหจ ะมาจากตาชตระกลู ดาวิดน้ันไดนํ้าหนักในความคดิ ของชนแหงลัทธิ
ยูดาหนิยมเพม่ิ ขนึ้ ทุกที โดยเฉพาะอยางยงิ่ ในคราวทชี่ นผไู มถอื พระเจาครอบครองกดข่ีทารุณหนักท่ีสุด
เชน ในยุคของซีเรียขมเหง และในระหวางสองศตวรรษที่โรมันปกครอง ในกาลเชนนั้นความหวังของ
ชาติก็เปนธรรมดายอมหันไปทางคิดถึง นับรบรูพิชิตปรากฏในหนังสือพันธสัญญาใหม (มัทธิว

26 การท่ที า นดรมั มอนดปฏเิ สธความคิดเห็นเร่ืองพระมาซฮี าในบทบาทเหนอื ธรรมชาตใิ นลัทธิยดู านิยมเมื่อกอนศักราชคริสเตยี น การนีม้ ิไดรบั การสนบั สนุนดวยขอ
แยง อนั มนี ํ้าหนัก ทา นดรัมมอนดพจิ ารณาเหน็ เชนนัน้ โดยยกหลกั วรรณกรรมเร่ือง“คนท่ไี ดร บั บทบาททํานองเดยี วกับฮะโนค” อนั เปน หนังสอื ไรเหตุผลเพง่ิ จะมีข้ึน
แลวก็ยกมาเปนขอพิสจู นว า ในวรรณฏรรมอืน่ ๆ กอ็ าจเปน ไปไมไดตามทํานองน้ันทจี่ ะอรรถาธรบายตามวรรณกรรมอื่น ๆ อยางเชนพระมาซีฮาในบทบาทเหนือ
ธรรมชาติ ที่ถือวาอยา งนน้ั กเ็ พราะ ภาษาอาจมคี วามหมายเปน อยางอ่นื ไมไ ดหมายตามทีเ่ ห็นสัญลกั ษณโจง แจง น้ันในพวกนกปราชญว ชิ าน้ีมผี เู ห็นดวยกบั ทานดรัม
มอนดน อยCf.op. cit., p. 290-295
27 ดูหนงั สือของ Rose เรือ่ ง “Antecedents of Christianity” p. 61

112

21:9.15,22,42 มาระโก 13:35 ลูกา 20:41 ฯลฯ) เกอื บจะวามอี ยูทัศนะนี้ทัศนะเดียวเทาน้ันในคราวของ
พระคริสต และมีหลักฐานอีกเปนอันมาจากแหลงอ่ืน ๆ ท่ีสนับสนุนทัศนะในพระกิตติคุณ หนังสือผู
พยากรณแหงพนั ธสญั ญาเดมิ ที่เร่มิ ความคิดเชนน้ีวา ตระกูลของดาวิดจะฟนเฟองขนึ้ มีกลาวทาํ นายไวชัด
(ดูยะซายา 9:7 11:1 เยเรมีห 23:5,6) ปรากฏในหนังสอื 1 แมค คาบี (2:57) และกลาไวเปนพอเศษในบท
เพลงสดุดีของซพโลมอน (ดูที่ 17:5,23) ยังมีรองรอยของความคิดน้ีปรากฏในที่อื่น ๆ อีกอยางชัดใน
วรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยม (ดู 4 เอสรา 12:32) หนังสือทารคัมท่ีพวกศาสนาจารยพูดถึง ยะซายา
11:1,14:29 ฯลฯ เปนสกั ขีพยานตอ ทัศนะนี้

เมอ่ื ทแ่ี นว า ทัศนะท่ีเพน พานอยูในคราวของพระคริสตน้ันคือ พระเมสิยาหจะตองเปนกษัตริย
และจะตอ งเปน กษัตริยท ่สี บื เช้อื วงศมาจากดาวิด หลังจากคราวของพระคริสต ความคาดหวังเรื่องราช
แหง สงครามยังมตี ิดตอ กนั เร่ือยไปอีกสองสามชั่วอายุคน เปนความคิดเร่ืองพระเมสิยาหท่ีเนนหนักใน
ลัทธยิ ูดาหนิยม จนเปนเหตใุ หเ กดิ วาระทีต่ องพนิ าศกนั ไปท้งั ชาตใิ นท่สี ดุ

เชนน้ันแหละชาติอิสราเอลมีทัศนะเร่ืองผูปลดปลอยแตกตางกัน ตั้งแตความคาดหวังจะได
อํานาจทางการเมืองพระเมสิยาหจะนําเอกราชมาใหแกชาติดวยกําลังทหาร และจะปราบศัตรูของชาติ
อสิ ราเอลใหราบ จนถงึ ความคาดหวังวาจะมอี ภิ ินหิ ารยงิ่ ใหญ พระเมสิยาหจะเสด็จมาจากสวรรคแสดง
ฤทธ์ิเดชเหนอื อํานาจธรรมชาติ ทําลายศัตรูท้ังหลายของอิสราเอลเสียดวยฤทธ์ิอภินิหาร ความคิดแบบ
หลงั นี้คนพวกงมงายเทาน้นั ยึดถอื และก็เพราะเหตนุ น้ี ีเ่ องจึงทําใหกลาวเร่ืองพระเมสิยาหไปในทํานอง
อทิ ธฤิ ทธิ์กันแพรมากท่ีสุด ในพวกวรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยม สวนความคิดแบบกอนน้ันชุมชน
นยิ มยึดถือ ถงึ อยางไรก็ตาม ประชาชนมีความคิดคาดหวงั พระเมสยิ าหจ ะพสิ จู นต วั ไดดวยการกระทํากิจ
อนั อิทธิฤทธเ์ิ หนอื ธรรมชาติธรรมดา (ดมู ัทธวิ 12:38 ยอหน 7:31)28

28 เอกสารอนั เปนตาํ รบั ดที สี่ ุดทจี่ ะใหหลักฐานท่ีประชาชนเหน็ วาเปนสัญลักษณพระมาซฮี าซ่งึ เปน พระมาซีฮาของชนชาตยิ ิว และสัญลกั ษณน้มี ใี นสมยั ของพระเยซู
นน่ั กค็ อื สญั ลกั ษณท ี่จะพบไดในหนงั สอื พระกติ ติคุณทง้ั สี่ ปฏกิ ิริยาของฝูงชนทมี่ ตี อพระราชกิจของพระเยซูยอ มสอแสดงความคิด อยูอยา งไมมีอะไรสงสยั วาเปน
ศักราชพระมาซีฮา อรรถาธิบายความหวงั ใจพระมาซีฮาดวยวาทะอันนาฝง นนั้ อยูบนหลกั ฐานสวนใหญท่ีไดจากหนังสือ พระกติ ติคณุ จะพบไดใ นหนังสือของ
Muirhead “The Time of Christ” p. 112-150

113

3. ลกั ษณาการณหลกั ของความหวังพระเมสิยาห

ท้ัง ๆ ท่ีแบบความคิดแตกตางกันและสับสนมากก็ยังมีหลักสามประการเปนอยางนอยท่ีเปน
ทาทีปฏิบัติการเก่ียวกับพระเมสิยาห น่ีก็เปนความคิดอีกดานหนึ่งในท่ัวลัทธิยูดาหนิยมตอนนี้เราจะ
พจิ ารณาดหู ัวใจของเร่ือง และในเน้ือหาเนือ้ ที่นกั ศกึ ษาจะไดแงคดิ ใหเ กดิ ความเขาใจหลกั วิสัยความหวัง
ใจพระเมสิยาห

(1) ความหวังใจพระเมสิยาหคํานึงถึงการที่พระเจาใชอํานาจเขาจัดการเปนสําคัญ ความหวัง
เชนน้ขี องยวิ เกดิ จากมูลฐานที่เขาเชอื่ วา พระเยโฮวาหหไ ดเลอื กเขาไวเปนของ ๆ พระองคเปน พิเศษและ
แยกไวตางหาก และไดตกลงสัญญากับเขาไววา พระองคจะไมละเลิกความเกียวพันพิเศษแกเขา
เพราะฉะนน้ั เขาจึงเชือ่ วา เมอ่ื พระเจา เหน็ ถงึ เวลาเมื่อใดพระองคจะลงพระหตั ถจ ัดการ และจะทรงแสดง
พระองคใ หป ระจักษเปน อยางใดอยา งหน่ึงพิเศษอยางท่ีเปนพระผูชวยใหรอดของอิสราเอล ความเห็น
สวนใหญเหน็ กันวา พระเจา จะทรงจัดการโดยทางผแู ทนของพระองค หรือเรียกวา พระเมสิยาหที่พระเย
โฮวาหหเลือกไว แตความเห็นอยางอื่น โดยเฉพาะอยางที่มีกลาวในหนังสือไซบิลลิน ออเรเคิลส
(Sibylline Oracles) หนังสือชื่นชม (the Book of jubilees) และหนังสือ “รับโมเสสข้ึนสวรรค” (the
Assumption of Moses) หนังสือเหลานี้กลาวแสดงความเห็นวา พระเจาเองจะทําใหอิสราเอลมีชัยชนะ
โดยไมตองมผี ใู ดแทนตวั พระเยโฮวาหห ตามทศั นะนีแ้ สดงวา จกั รววดิ อันมเี กียรติของอสิ ราเอลก็ไมใช
เปน จักรวรรดิท่ีมพี ระจักรพรรดิเปนพระเมสยิ าห แตเ ปน จกั รวรรดทิ ีป่ กครองโดยพระเจา ชาวคณะเศโล
เทมีความหวังอยา งน้ีเปนสุดยอด29

(2) ความหวังใจพระเมสยิ าหท ี่มีอยเู ปนธรรมดาในทัว่ ลทั ธิยูดาหนิยม คือความคาดหวังวาพระ
เจา จะเชดิ ชาตอิ สิ ราเอลข้นึ สงู เดน พระเจาเลือกชาติอิสราเอลไวใหมากที่สุดที่ชาตินี้จะสามารถต้ังนาม
ของพระเยโฮวาหหใ หเปนทน่ี ับถือไปท่วั โลก ใหมนษุ ยท ้ังโลกถือวาพระบัญญัติหรือธรรมบัญญัติของ

29 Cf. 1Enoch 5:3 61:8 Psalm of Solomon 17:3 Sibyl Orac 5:114 Cf. 3:702-709 Assum Mos. (รบั โมเซขึน้ สวรรค) 10.3.7 อรรถกฐาของ Sibyllline ไมไดใหท ัศนะที่
สอดคลองกันโดยตลอดตามที่คาดวานาจะเปนเชน นนั้ เพราะเปน พจนวาทีท่ีชักเอามาจากเอกสารกะทอ นกะแทนเทาทีร่ วบรวมมาไดในกาลเวลาตางๆ กัน ขออา ง
ทง้ั หมดท่ีใหไว ณ ทน่ี ี้อยบู นฐานของตํารา ขอเขียนเหลานีอ้ ยา งที่มีในหนงั สือของCharles เรือ่ ง Apocrypha and Pseudepigrpha of the Old Testament.

114

พระเยโฮวาหห เปนธรรมบญั ญัติสูงสดุ เพราะฉะนั้นความสนใจชาติอสิ ราเอลก็เทา กบั สนใจตอความมุง
ประสงคของพาะเยโฮวาหห ถา ขดั ขวางหรือกดขีป้ ระชาชนทพ่ี ระเยโฮวาหหไดทรงเลือกไวก็เทากับวา
ทา ทายพระเยโฮวาหห และสบประมาทตอ พระประสงคอันชอบธรรมของพระองค ฐานะของชาติเฮบ
รายเชน นปี้ ระชาชาติทง้ั หลายลอ มรอบตอ งใหค วามเคารพเปนพิเศษก็เปนความชอบธรรมแลว เขาเปน
ตัวแทนในทามกลางประชาชาติ และถือวาชาติทั้งหลายจะตองปฏิบัติตออิสราเอลดวยความเคารพ
เชน นัน้ แตก ลบั ตรงกนั ขา ม ชาตอิ ิสราเอลตองถูกตา งชาติประมาทหมน่ิ ผพู ิชิตคนแลวคนเลาจับเขาดวย
ความหยาบคาย มุงกดเขาลงเปนทาส ชาติอิสราเอลตองเปนเหมือนกันชน ตองถูกกระทําอยางเหมือน
ไมใชมนุษย ยิวนกั ศาสนาผูแกศ รัทธากเ็ หน็ วาการเชน น้ีเทา กบั ต้ังตัวเปนศัตรูทา ทายพระเยโฮวาหห พระ
เยโฮวาหหก ท็ รงถือวาชาติตางๆ อนั ไมถอื พระเจากาํ ลังแหยเยาพระทยั ของพระองคร นุ แรงยิง่ ข้ึน ฉะนั้น
สมัยพระเมสยิ าหจ ะตอ งมาอยางทําลายและลงโทษใหจนส้นิ ทารก ฝา ยคนที่กลับใจเสียใหมและยอมตัว
เขาออ นนอ มดว ยความถอ มกจ็ ะเปน อีกอยางหนงึ่ ฝายชาติท้ังหลายท่ีไมเคยรูจักชาติอิสราเอล จึงมิไดมี
ความผดิ ในฐานเจตนาทา ทายพระเยโฮวาหห แตก ็ยงั ตง อขา อยูใ จบงั คับบญั ชาของชาติท่พี ระเจาเลือกไว
(ดู 2 บารุค 72:5) ยังคาดวาจะตองมอี ํานาจอนั บาคล่งั รวมกาํ ลงั ตอตานอํานาจพระเยโฮวาหหและอํานาจ
ของผูท่ีพระองคเลือกตั้งไว เปนการตอสูสุดแรงเกิดคร้ังสุดทาย แตผลก็รังตองถูกทําลายพินาศไป
อสิ ราเอลจะเปน ผูพชิ ิตศัตรทู ั้งส้ินของเขา ท้ังอํานาจอื่นๆ ที่ไมไดถือพระเจาก็สลายหมด ไดแอสโปรา
(Diaspora) จะกลับมาแลวชาติท่ีเปนเอก ที่ต้ังขึ้นใหม ก็จะครอบครองดวยความทรงชัย และ
เจริญรุงเรอื ง30

ความหวงั ใจพระเมสยิ าหใ นระยะเริม่ แรกรูสึกจะเก่ยี วขอ งกับชาติอิสราเอลเทาน้ัน สว นชาติอ่ืน
ๆ ในโลกจะเปน อยางไรนัน้ อยใู นความสนใจนอ ยเตม็ ที ถอื าพระเยโฮวาหหจ ะจัดแจงแตเฉพาะจุดหมาย
ปลายทางของอิสราเอลเทา นนั้ แตความคิดเหน็ เก่ยี วกับพระเจาก็บานปลายใหญขึ้น ชาติอิสราเอลจะตอ ง

30 แมฟ โลเองก็ยงั รบั เอาทศั นะของเพื่อนรวมชาติของเขาในเรื่องน้ี นกั ปราชญบ างคนคลางแคลงกับการที่ฟโ ลรับทศั นะความหวังใจพระมาซีฮา แตจะปฏิเสธกไ็ มไดไ ม
สมเหตุที่ประจญั อยูกบั หลักฐานในขอเขยี นของทานตามทีเ่ ราไดเห็นในคําที่ทานHausrath ไดยกมาเอย op. cit., Vol.2 p. 196 f,

115

สมั พันธก บั ชาตอิ ่ืน ๆ ในโลกก็เปนความเห็นท่ีเหน็ ใหญขึ้น ๆ จนกระท่งั ทัศนะท้ังตวั กลายเปน เรอ่ื งของ
สาวกย่งิ ขน้ึ ๆ31

ความคาดหวังพระเมสิยาหค งบาปปลายตอไป จนกระทั่งบคุ คลหนง่ึ จะโผลเ ขามามีบทบาท คน
ผูมสี ญั ชาตอิ สิ ราเอลเปนอันมาก ตางก็กลายเปนผูทรยศตออุดมการณอันศักดิ์ลัทธิ์ของชาติ คนเหลาน้ี
ยอมหวัง สวนอะไรไมไ ดจากยุคอนั รงุ เรอื งของพระเมสยิ าห เพราะเหตุนี้จําตองมีการเลือเอาคนจํานวน
นอยทีย่ งั เหลืออยู ใหม ีสวนในความมชี ัยเดด็ ขาดของพระเยโฮวาหหแ ละของพวกผชู อบธรรม โดยท่ีมีคํา
สอนในพระคัมภีรภาคพันธสัญญาเดิมอยูเปนมูลฐานและเปนเชื้อ และโดยอิทธิพลของความคิด
ความเห็นแบบตาง ๆ ดังไดกลาวแลวขางตน ทําใหเกิดมีความคิดเห็นอีกอยางหน่ึงเกิดขึ้นมาดวยกับ
ความคิดที่วาบคุ คลผหู น่ึงจะมามบี ทบาทในความหวงั พระเมสิยาห ความคิดท่ีเกิดข้ึนมาอกี นี้ คอื การเปน
ข้ึนมาจากตายและการพิพากษา โดยทัศนะนี้ยอมประกอบดวยคําสอนเร่ืองความสําเร็จครบแหงท่ีสุด
ปลายของอนาคตรวมประสานกันอยูดวย และยังไดมาเปนมูลฐานแหงหลักธรรมคําสอนในกาลพันธ
สญั ญาใหม เพราะเปนหลกั ธรรมท่ีมีอยูในความสํานึกของคนยิวสวนใหญ แลวก็เลยมาเปนหลักธรรม
และความหวังในศาสนาครสิ เตยี นดวย

ทง้ั ๆ ที่ความคิดบานปลายไปถึงสากลและเอกบุคคลเกี่ยวกับพระเมสิยาห ชาติอิสราเอลก็ยัง
หวงั อยวู า ชาตขิ องเขาจะปกครองโลกในอนาคต บรรดาประชาชนอ่ืนๆ ในโลกจะเปนแตชนชั้นรองผู
เขา มารับความรุงเรอื งของยคุ ใหม อทิ ธพิ ลของทัศนะนแ้ี สดงออกแมใ นขอ เขยี นของอาจารยเปาโล (เชน
โรม 11:1) หลกั ความคิดเรื่องพระเมสิยาหคือวา พระเมสิยาหจะเปนตัวแทนของพระเยโฮวาหหมาถึง
ชาตทิ พ่ี ระเยโฮวาหหไ ดเ ลอื กสรรไว และเพ่ือทําประโยชนใ หแกชาติ (อสิ ราเอล) ดวย32

(3) ความคดิ หลักอีกอยางหนงึ่ ท่ลี ัทธิยดู าหนิยมเหน็ พองกันท่วั ไปวา ยุคพระเมสิยาหจะนําโลก
ใหเ ขา มาอยูใตก ฎหมายของพระเยโฮวาหห และใหข้นึ กบั ผูทพ่ี ระเยโฮวาหหชโลมต้ังไว ความหวังของ
อิสราเอลที่ะเปนใหญนี้ อยาถือวาเปนแตการเห็นแกตัวเทาน้ันพาใหคิด คนยิวผูศรัทธาแกเช่ือวาการ

31 Cf. Schuerer op. cit 2:2p. 130 f.
32 I Enoch 48:8,9 II Baruch 72:2-5 Silye Orac 3:657,658 5:120-133 Assum of mos. 10:8-10

116

เชนน้นั จะเปน การดแี กป ระชาชาติท้ังหลายในโลกอยา งไมมปี ระมาณ เพราะการเขามาอยใู นใตปกครอง
ของอสิ ราเอลก็เทา กับมาขนึ้ อยูก บั พระเจาของอิสราเอลผทู รงอธปิ ไตยสูงสุดแตผูเดียว โทษที่จะตองรับ
จนถึงพินาศสน้ิ หรือโทษท่จี ะตอ งรับในนรกตลอดไปเปน นิตย ก็จะตกแกค นเปน อนั มากผูไมกลับใจเสีย
ใหม แตสวนคนท่ยี ังดํารงอยไู ดสภาพความเปล่ยี นแปลงก็จะเปน คุณความจาํ เริญแกเขา พระเมสิยาหจะ
ครองราชยด วยสวาราศี และใหคุณประโยชนจะมีแตความศานติความอุดมสมบูรณอยูท่ัวโลก พวกยิว
เช่อื อยางถกู ตอ งทีเดียววา อธปิ ไตยแหงนาํ้ พระทยั ของพระเจาจะนาํ ฐานะความสุขมาถึงมนษุ ย มนุษยจะ
มีฐานะเลื่อนขน้ึ ไปสูงสุด นี่จะเปนยอดแหงความสําเร็จแหงยุคสมัยของพระเมสิยาห ความอยากไดใน
ธรรมดาของมนษุ ยม ักทาํ ใหอ ดุ มการณน ้ีเสียไปบางแตก็มิไดทําใหความเดนสลดไป ที่แสดงใหเห็นวา
ความยากของสญั ชาตมิ นุษยเ ล็กนอยเหลือเกนิ ทนี่ าํ ใหยิวคาดหวังยุคทองคาดหวังวาจะเปนศักราชแหง
ความชอบธรรมเลอเลศิ ในกาลนน้ั น้ําพระทยั และธรรมบัญญตั ขิ องพระเยโฮวาหหจ ะครองอาํ นาจอันไม
มีอะไรตานทานได และพระเมสยิ าหจ ะบงั คับใชหลกั เกณฑส ูงสดุ และเลือ่ นฐานะความดาํ รงอยูทช่ี อบ33

เม่อื ศักราชคริสเตยี นรุงอรุณขึ้น ไมมีอะไรท่ีอยูในความสนใจในชีวิตของยิวสวนใหญเทากับ
ความคาดหวังพระเมสยิ าหน ้ี แนทีเดยี ววาในยคุ น้ี ไมมอี ะไรสาํ คญั ตกลงมาในทอ งทุงแหงประวัติศาสตร
ของยวิ และศาสนาของยวิ โดยปราศจากความคดิ เร่ืองพระเมสิยาหหรือจะอะไรที่เก่ียวของกับพระเมสิ
ยาหเปนไมมี”34 ความหวังแหงอนาคตจะเปนอะไรก็ตามเปนตองมีเรื่องเมสิยาหเขามาเกี่ยวของดวย
ทง้ั นนั้ เปน ศูนยศาสนาของยิวทข่ี าดเสยี ไมไ ด ผลิตใหเกิดผลประสบการณศาสนาในแบบวญิ ญาณจติ ได
อยางเดยี วดกี วากันไกลมากกับผลทเี่ กดิ ขึ้นอยางอ่ืนหรือที่เกิดจากจารีตพิธีรีตองแบบฟาริสีเปนเกลือท่ี
ดองอยูในชวี ติ ศาสนาของยวิ ทําการเตรยี มผูฟง ไวร บั พระเยซูไดม มี ากกวา เหตุอ่นื ทาํ ไดในประวัตศิ าสตร
ถงึ กระน้ันกย็ ังเปน ความจริงอกี ดวยวา ชีวิตของลทั ธิยูดาหนิยมในศตวรรษที่หน่ึงไมมีอะไรกะตุนอยาง
บาละหา่ํ ใหรอนเปนฟนเปนไฟในการเกลียดชาติอ่ืน ลําเอียงทางศาสนาของตนมากเทากับความหวัง
พระเมสยิ าหน เ้ี ปนไมมี เปน เหตใุ หเ กดิ ความปนปว นขนึ้ มาเปนชดุ ๆและคอยที่จะระเบิดออกเปนความ

33 Cf. Tobit 13:11 16:6,7 Judit 16:17
34 Baur, Church History in the First Three Centuries p. 39

117

จลาจลอยูเ สมอ สิ่งหน่ึงที่นาดูท่ีสุดในประวัติศาสตรก็คือทางที่พระเยซูไดเอาสวนน้ีของชีวิตยิวมาใช
เปน ประโยชนยงิ่ กวาอะไรหมดในทามกลางสาธารณะแลยบั ย้ังการแสดงออกอันเกินขีดของประชาชน
ดวย พวกนักวิพากษว จิ ารณท ไ่ี มเห็นอกเห็นใจก็เนนความหวังใจพระเมสิยาหในดานที่ต่ืน ๆ เตน ๆ น้ี
โดยไมคํานึงถึงดา นทม่ี ีคาของมันบา งเลย เขาจึงไดท าํ ใหม นั ดเู ปน เหมือนความรุม รอนท่ีนา ตําหนิติเตียน
เปนความหลงงมงายดเุ ดือดขนึ้ จากพวกหลวคดิ วาตัวเปนพระเมสิยาห กบั พวกปากวา ตาขยบิ ชาวคณะเศ
โทเท แตถึงกระนั้นความหวงั ใจพระเมสิยาหย งั มีผลอกี สองอยาง ซึ่งจะชดเชยกันไดอยาง เหลือเฟอตอ
การเปนเหตเุ กดิ ข้ึนรายแรงอยา งไมม ีการยบั ย้งั ชัง่ ใจ น่นั คอื หน่ึงประสบการณศาสนาอันสูงสงและอุดม
สมความหมายซงึ่ ศาสนาจะมเี ชนนไ้ี ดก็ตอ งมหี ลกั ธรรมอยา งเชนพระเมสยิ าหน ้ี และถา ขาดหลักธรรมนี้
แลวศาสนาก็มีดีขนาดนี้ไมไดเพราะฉะนั้นชีวิตของปกติชนผูแกศรัทธาจึงไดรับการหลอเลี้ยงดวย
ความหวงั นี้ และสนองความดเี ลศิ อันประมาณมิไดใ นปฏิบัตกิ ารของพระองคน น้ั ผูเปน ความสาํ เรจ็ ครบ
อนั แทจริงของความหวังใจพระเมสิยาห ถาหากจะยอมรับวาความสําเร็จไดเกิดขึ้นแลวและกําลังเกิด
บริบูรณขนึ้ เรือ่ ยไป35

35 ขออธิบายอันกระจางเร่ืองความหวังใจพระมาซีฮา พิจารณาดูตามแงคิดของยวิ อาจพบไดในThe Jewish Encyclopedia, Vol. 8 pp. 505ff.

118

บทท่ี 7 สถานะทางประชาคมของยวิ

การจะช้ีชัดวาเร่ืองในบทนี้ผิดกับเรื่องอ่ืน ๆ ท่ีกลาวมาแลวอยางไรน้ันทําไมได เพราะคณะ
ตางๆ ก็ดีสถาบันตาง ๆ ก็ดีของลัทธิดูดานิยมเปนสวนตาง ๆ ประกอบในประชาคม แตเพ่ือความ
สะดวกเราไดเลือกท่ีจะตั้งบทน้ีสําหรับกลาวพิจารณาโดยเฉพาะ และแสดงเรื่องราวตาง ๆ ท่ีเก่ียวกับ
ประพฤติการณท ่วั ไป ประเพณีการเขา เกียวขอ งกับของประชาชนโดยทวั่ ๆไปเราไดพ ิจารณาดูมาแลวใน
บทกอน ๆวาลัทธิยูดาหนิยมในดานศาสนาของเขาผิดแปลกอยางไร บัดนี้เราจะหันความสนใจมาท่ี
สงั คมของยวิ เปนกลุมท่อี ยูในปาเลสไตนแหงศตวรรษทีห่ น่ึงเปนอยางไร

อิทธพิ ลเฮลเลน

ทัง้ ๆ ทพ่ี วกฟารสิ ีและพวกผูเ ห็นดวยกันกบั เขาไดอุตสาหพยายามเปนนักเปนหนา (ท่ีจะดํารง
คงลทั ธขิ องยวิ ไวล ว น ๆ) เชอ้ื ของเฮลเลนนิยมก็ยังทํางานของมันในปาเลสไตน (ไมหยุดย้ัง) ไดนําเอา
หลายอยางท่ีนิยมในชีวิตของกรีกโรมันและวัฒนธรรมเขามาแพร ตั้งแตครั้งอาเล็กซานเดอรมาแลวท่ี
อทิ ธิพลกรกี ไดลวงลาํ้ เขา ในลทั ธิยูดาหนิยม แตต องถูกตอตา นใมใชนอยในยคุ ทีบ่ านปลายเปนสมัยแบค
คาบีโดยเฉพาะอยา งย่งิ ในรัชกาลของอเลก็ ซานดรา ไดกอ เกดิ การจาํ กัดมันข้ึนอยา งแข็งแรง แตจักรวรรดิ
ไรมนั ไดเ ปดประตขู ้ึนอีกใหล ทั ธเิ ฮลเลนนิยมดงั เขามา จนมาแพรอยูทว่ั ไปในปาเลสไตนแหงศตวรรษที่
หนง่ึ โดยเฉพาะเฮโรดไดสงเสรมิ วัฒนธรรมกรีกและปฏิบัติอยางออกหนาออกตา ประชาชนสวนใหญ
ใชภาษากรีกกันสนขนาดตาง ๆ แตภาษาพ้ืนเมืองยังคงเปนภาษาอะราม ภาษาลาตินใชเปนภาษาทาง
ราชการของโรมนั 1 ภาษฮบรูดง้ั เดมิ ใชก นั ในวทิ ยาลัยรับบี (ศาสนาจารย) และในพิธกี รรมของธรรมศาลา
ดวยบางสวน ถนนหนทางของโรมนั เพนพานอยใู นประเทศ ประชาชนตอ งเสียภาษหี รอื เสียคาบาํ รุงทาง
ซอมแซมอยูเปนประจํา วัฒนธรรมเฮลเลนแพรอยูในพวกชนชั้นสูง ปรากฏวาเฮโรดหาทางให

1 คําภาษาลาตนิ เกยี่ วกบั การเมืองและการทหาร ทแ่ี ปลทบั ศัพทลงเปน ภาษาเฮบราย ไดพบคาํ อยา งนจ้ี าํ นวนหน่ึงในวรรณกรรมของรบั บีนิค (หรือของศาสนาจารย)
แหง ยุคน้ี

119

วัฒนธรรมกรกี หอ มลอมตวั ทา นอยู2 แมแตพวกยิวที่จงรักภักดีก็ยังใชช่ือเปนภาษากรีก ดังท่ีเราไดเห็น
ช่อื ฟลปิ และอันดะเรอาในพวกอัครสาวกของพระคริสต คนยิวผศู รทั ธาแกก็รูแตเพียงวา เหลานี้เปน ชอื่ ท่ี
ใชกันคุนเคย แลวก็เอามาเปนชื่อบุตรหลานของเขาดวยโดยหารูไมวาชื่อเหลาน้ันมีกําเนิดมาในภาษา
กรีก เหลาน้ีเปนการปรากฏชัดวาอิทธิพลเฮลเลนซึมซาบเขามาในชีวิตยิว มันคุนเคยกันจนไมมี
ความรูสึกวาวัฒนธรรมกรีกเขามาแทรกอยูในหลาย ๆ กรณี ความสนุกสนานแบบกรีกความสะดวก
แบบกรีกเอามาใชกันสบาย สถาปตยกรรมของเฮโรดเปนตราของวัฒนธรรมเฮลเลนตรงทีเดียว การ
เศรษฐิกิจก็เปนผลเก่ียวกับประเพณีของกรีกโกโรมันในขนาดไมนอย เงินตราที่ใชกันทั่วไปก็เปน
เงนิ ตรากรกี โรมนั ในขนาดไมนอ ย เงินตราทใ่ี ชก นั ทว่ั ไปกเ็ ปน เงินตรากรีกโรมัน ความจริงในชีวิตของ
ปาเลสไตนแหงศตวรรษที่หน่ึงไมมดี า นไหนท่หี นพี นจากผลของอทิ ธิพลวฒั ธรรมเฮลเลนได ผลของมัน
จะเห็นไดในทุกสิ่งตั้งแตวัฒนรรมทางความคิดไปจนถึงอุปกรณตาง ๆ แหงการครองชีพ เชนเส้ือผา
อาหาร

ชนตางชาติยิวอาศัยอยูกับเปนอันมากในปาเลสไตนแหงยุคพระคริสตธรรมใหม โดยเฉพาะ
อยา งยง่ิ ในนครตาง ๆ ของกรีกแหงทศบุรี และในนครตาง ๆ ตามชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียน ลัทธยู
ดาหนิยมแทรกเขาถึงทะเลในสองจุด คือที่เมืองยบเปกันท่ีเมืองแยมเนีย แตแมกระท่ังในเมืองอยางน้ี
พลเมืองตางชาติก็มีอยูเปนจํานวนขนาดใหญ โดยสวนรวมแลวนับวาที่ราบชายฝงทะเลอยู ในครอง
ครองวัฒนธรรมเฮลเลนหมด สวนใหญมีการนมัสการพระของกรีกและของชนชาวตะวันออกอื่นๆ3
ในฆาลิลายและในเพเรยี มที ่ีอาศยั ของชนตา งชาตอิ ยเู ปน จาํ นวนมาก ถึงแมใ นยูเดียก็หาไดปลอดจากคน
ตางชาตไิ ม ประชาคมไหนท่ีมีชนตางชาติอยูดวยอิทธิพลวัฒนธรรมกรีกก็ข้ึนครองสูงสุด ณ ท่ีต้ังของ
เมอื งฆะราซา อันเปนเมืองหนง่ึ ในกลุมทศบุรี ทน่ี ่ันไดพบทารกของซมุ โคงชยั สถานอาบนาํ้ อนั สงา และ
วิหารหลายแหงโรงละครใหญจุที่น่ังถึงหกพันที่ และทาเรือจําลองสําหรับประลองยุทธของทัพเรือ
ท้งั หมดเปนรปู ลักษณะกรกี โรมันเดนชดั 4

2 ดตู าํ รับของทาน Schuerer op. cit I, I หนา 442 ff.
3 Schuerer, op. cit, II, I หนา 11 ff.
4 ดูตาํ รบั ของทาน Cobern New Archeological Discoveries หนา 372

120

ภูมภิ าคตอนกลางของมณฑลยูเดยี มแี ตคนยิวเกือบทั้งหมด และเปนศูนยอิทธพลของชีวิตยิว ฆา
ลิลายและเพเรียพลเมืองสวนใหญเปนยิว แตท้ังสองแหงนี้ก็มีประชาคมกรีกโรมันหลายแหง และ
อทิ ธพิ ลวฒั นธรรมเฮลเลนแขง็ กลาชาวยวิ ในสองภาคน้ีของปาเลสไตนจึงไมสูเขมแข็งในการถือรักษา
กฎของเขา และการวางตัวในทางชาติกไ็ มเ ขม งวดนักเพราะการท่สี วนใหญครอบงาํ ดว ยอิทธิพลกรีก กับ
ท้ังอยูหางไกลจากศูนยชีวิตและอิทธิพลของยิว โดยประการฉน้ีทําใหเขาใจไดทันทีวาทําไมพระเยซู
ทํางานในฆาลลิ ายและเพเรยี ไดผ ลไดมากกวา ในยูเดีย พื้นท่ใี นปกครองของเฮโรดฟลิปที่ภาคเหนือของ
ปาเลสไตนมีพลเมอื ง ทัง้ คนยิวและคนตางชาติแตค นตางชาตกิ ห็ นาแนนกวา เมืองเอกของทองท่ีนี้ กาย
ซาไรอาฟลิปปอยไดเปนศูนยข องวฒั นธรรมเฮลเลน มากอนแลว หลายชัว่ อายุคน ซ่ือทีเ่ รียกกนั แตกอนก็
สอแสดงอยู พะนอี าซึง่ สบื มาจากนามของเทพเจา กรีกองคหนึ่งที่เรียกวา แพน

เพราะฉะนัน้ วัฒนธรรมเฮลเลน จึงเปนสวนที่มีอํานาจเขมแข็งในโลกท่ีพระเยซูกับสานุศิษย
เคล่ือนไหวอยูถงึ กระนน้ั ปาเลสไตนยงั ไดใหบ างส่ิงท่เี ดนผดิ แปลกจากโลกชนตา งชาตทิ ีล่ อ มรอบอยูนั้น
ท้ังๆ ที่วฒั ธรรมเฮลเลนผลักดันเขามาหัวใจของสังคมและของศาสนาของลัทธิยูดาหนิยมก็ยังคงเปน
เจาของลักษณะและวิสัยไมเหมือนใครเอาไวอยู พวกฟาริสียังคงดํารงความปกใจตอพระบัญญัติ และ
คําสั่งสอนสืบตอมาจากบรรพบุรุษ ความศรัทธา ความหวังของอิสราเอลในประวัติศาสตรแตกอนก็
ยงั คงมีชีพอยใู นหัวใจของสวนใหญข องประชาคมยิว สตรีไดรับการปฏิบัติตออยางผิดกันไกลมากกับ
โลกโรมนั บานเรอื นครอบครองมีความนาเคารพคารวะและถอื วาเปน ส่ิงสูงในพวกคนยิว สิ่งอยางนี้คน
ไมรจู กั พระเจาในสมยั ของเขาเกอื บไมร ูจักกนั การสมสกู นั อยา งลวงประเวณีการมีภรรยานอ ย เรื่องอยาง
น้ีมีนอ ยทีส่ ุดในพวกยิว แตก ารหยา รางกันมีกระทํากันเปนธรรมดาเหลือเกินไปท้ังหมด โดยสวนรวม
แลวนับวาลัทธิยูดาหนิยมในปาเลสไตน ทําไดสําเร็จอยางนาชมในการตานทานความโนมนาวใหไร
ศีลธรรมท่ชี วี ิตของชนไมถ ือพระเจา ชกั ชวนอยูในกาลสมัยของเขานัน้

ระบบปกครองนคร

สภาวะตาง ๆ ของธรุ กจิ และการเปลย่ี นแปลงทงั้ หลายของนครหรือหัวเมืองตาง ๆ ก็ไดปรากฏ
แลวในการสํารวจประวัติศาสตรของลัทธิยูดาหนิยมในศตวรรษที่หนึ่งการปกครองอยูในมือของผูวา
ราชการหรอื กษัตริยประเทศราชผูเปนตัวแทนของโรมทําการปกครอง ทานเหลานี้ก็ตั้งใจที่จะใชการ
บริหารเมอื งในแบบท่ีมีอยูแ ลวนน้ั ทําประโยชนใ หแกพวกทานใหมากเทาท่ีจะมากได การปกครองใน
แบบทม่ี ีอยเู ดิมเหลาน้แี หละท่ีเราจะไดคิดพิจารณากนั ดู

1. การปกครองทว่ั ไปในปาเลสไตน การปกครองของปาเลสไตน แหงกาลสมัยของพระคัมภร
เดมิ ยอนกลับไปอกี ไกลโดยเน้ือแทก็คือการปกครองแบบแตละทองถ่ิน (หรือแบบเทศบาลในปจจุบัน)

121

คือการบรหิ ารเมืองตา ง ๆ ของประเทศมอบใหแ กห ัวเมอื งใหญ ๆ หรอื นครตา ง ๆ ตา งทาํ กันไปเอง การ
ปกครองหนว ยใหญท ่ีสุดมีสภาผูใหญเปนผูอํานายการแกทุกสาขาของการปกครองเมือง ท้ังแผนกนิติ
บัญญตั ิ ตลุ าการ และการบริหาร การอาํ นายการอยา งน้กี ระทาํ ไปยุคโรมัน แตแนละกฏหมายโรมันและ
เจาพนักงานโรมนั ยอมมอี าํ นาจสงู สุดยอดควบคุมทั่วไปอยูอีกช้ันหน่ึง แตถึงกระนั้นโรมก็ใหอิสระแก
การบริหารการปกครองแตละทองถิ่นในขนาดใหญทีเดียว สภาพพวกผูใหญจะดําเนินการคัดเลือก
เจา หนา ทอี่ อกจากพวกเขาเองจดั แบงใหไปทําหนาที่เปนตุลาการ ดําเนินการทางสอบสวนคดี เลือกต้ัง
“มนตรี” ดาํ เนินการทางธุรกจิ ของเมอื ง รูปการของการปกครองแบบน้มี ีเคา สอใหเห็นอยบู อ ย ๆ ในพระ
คริสตธรรมใหญ

2. การปกครองในมณฑลยูดาห ก็มีแนวเดียวกันกับท่ีกระทํากันในสวนอ่ืนๆ ของปาเลสไตน
แตมบี างอยางท่ผี ดิ แปลกกัน เพ่ือใหเปน แบบการกระทําท่ีตา งฝา ยตางทําเยรซู าเลม็ เปน ศูนยการปกครอง
ทอ งถนิ่ หรือเปนเมอื งเอกของมณฑล ทาํ หนาที่บงั คับบัญชาทั่วไป ออกกฎหมาย สอบสวนคดีเก็บภาษี
ศุลกากร แตเ พื่อความสะดวกยงิ่ ขึ้นเพื่อใหก ารบรหิ ารมีสมรรถภาพ จงึ แบง มณฑลยเู ดียออกเปน สิบภาค5
ณ จุดสําคัญๆ ของแตละภาคใหมีสภาหรือแซนเฮดรินประจําตําบลเปนศูนยบังคับการ เปนประหน่ึง
ตวั แทนของสภาแซนแฮดรนิ ท่กี รุงเยรซู าเล็ม หรือดําเนนิ การไปตามทส่ี ภาแซนเฮดรินทีเ่ ยรูซาเลม็ ส่ัง

3. การปกครองทองถิน่ ทเ่ี ปนอิสระ ทวั่ ประเทศปาเลสไตนมีนครตาง ๆ กระจัดกระจายอยูเปน
จาํ นวนไมใชนอย ซ่ึงเรียกกันวา “เสรีนคร” เชนเมืองอัศคาโลน กายซาไรอา โตละมาย ซะมาเรีย (เซ
บาสเต) ไซโธโปลีนครเหลาน้ีรวมท้ังทองท่ีชนบทโดยรอบของแตละนครไววางแบบการปกครอง
ตนเองในระหวางปที่การปกครองของซีเรียเส่ือมลง ปรากฏวาในบรรดานครท่ีต้ังอยูตามชายฝงทะเล
ตอ งถกู บงั คับใหมาขนึ้ อยูกับการปกครองของยูดาห โดยเลก็ ซาเดอรแ ยนนีโอ เวน แตเ มืองอศั คาโลนและ
เมอื งโตละมายที่ยังคาตา นทานไดอ ยู แตในป ก.ค.ศ. 63 ปอมเปยไ ดป ลดออกมาเปนอิสระไดอีก ในการ
ปฏบิ ตั ติ อเสรีนครเหลา น้ีชาตโิ รมนั ไดด ําเนินนโยบายอันฉลาดของเขาปรับการปกครองของเขาใหเขา

5 ที่ตรงนต้ี างกันในตาํ รบั ตางๆ บางคนพดู ถงึ พ้ืนที่สงู สบิ เอ็ดแหง แตจาํ นวนนีย้ อ มรวมทงั้ กรงุ เยรซู าเลม็ ดว ย ซงึ่ ควรจะไดศ ึกษาดูโดยเฉพาะในฐานทเ่ี ปน จุดรวม หรอื
เมืองหลวงของแควน .

122

กับการปกครองทมี่ อี ยแู ลว หรอื อนุโลมตามทช่ี าวเมอื งเหลานั้นชอบ แบบการปกครองทองถ่ินของเสรี
นครเหลานตี้ ลอดจนขนาดของเสรภี าคก็ผดิ กนั มาก แตอ าจพูดไดวา สวนใหญ ไปทั้งหมดไดรับการงด
เวนภาษีที่สง แกจักรวรรดิ ถา หากวาเมืองน้ัน ๆ บริหารราชการของตนไปโดยผูแทนที่เลือกมาจากเสรี
ชนของเมอื ง และมีสิทธพิ เิ ศษและมยี ศพิเศษทไี่ ดม าจากโรม แตถึงกระน้ันเมืองเหลานั้นก็ตองรับทราบ
วาผวู า ราชการใหญอํานวยการทั่วไปอยู และในบางกรณีประธานผูวาราชการแตงตั้งผูแทนใหอยูเสรี
นครดูแลราชกจิ ดว ยอาํ นาจเดด็ ขาด คําวา “เสรี” ท่ีใชกับนครเหลาน้ียอมมีความหมายไมเต็มคําทีเดียว
เม่อื เปนดังรูปการณท ่วี า มาน้ันแตถึงอยางไรก็ยังไมตองเขาเก่ียวของกับแบบการปกครองท่ีแพรอยูใน
ปาเลสไตนนัน้

ชีวิตเศรษฐกจิ

ถงึ แมป ระชาชนสนใจกับศาสนาท่แี พรอยูนั้นอยา งรอ นรน แตใ นดา นความจําเปนทางวัตถุและ
ชวี ิตแหงความเก่ียวของ ก็จะเพิกเฉยเสียไมได ในดานนี้ของความดํารงคงอยูมีความหมายสําคัญและ
ความสําคัญยอมเย่ยี มในประชาคมชาวปาเลสไตนแหงศตวรรษท่ีหน่ึง ท่ีจะเขาใจหนังสือพระกิตติคุณ
ใหด ีเหมาะสมแลว ไมมีอะไรสําคัญยิง่ กวา ทีจ่ ะเขาใจเบ้อื งหลังทางเศษรฐกจิ 6

1. ความแรนแคน ทางเศรษฐกิจ

ฐานะทางเศรษฐกจิ ของปาเลสไตนในศตวรรษที่หน่ึงไกลจากเปาหมายท่ีตั้งปรารถนาใวไกล
มาก โดยสวนรวมนบั วา ประชาชนขาดแคลนวัสถอุ ยา งนา สงสาร

1. ประการที่หน่ึงเราจะทบทวนดูสาเหตขุ องความแรนแคน ทางเศรษฐกจิ
(1) ส่งิ หนงึ่ ทีท่ าํ ลายฐานะทางเศรษฐิกจิ อยางฉกรรจก ็คอื พลเมืองในประเทศหนาแนน เหลือเกิน
แมแ ตพ ลเมอื งยิวท่ีอยูกนั เปนเจาของภมู ลิ าํ เนากม็ ีเปนจํานวนมากจนเกินกวา แผน ดินจะผลิตผลมาเล้ียงดู
ได ถาย่ิงเอาคนอื่น ๆ มาเพ่ิมเขาอีก เชนคนตางชาติที่หล่ังไหลเขามา เจาหนาที่โรมันและกองทหาร

6 คาํ บรรยายวิเศษของรูปลกั ษณาการสําคัญแหง ภาวะแวดลอม ของพระกิตติคณุ อาจพบไดในตํารับของทา นGRANT, The Economic Background of the Gospels
(Oxford)

123

ศรทั ธาชนเปนพันๆ เขามารวมอยูในกรุงเยรูซาเล็มตามเทศกาลปละสามคร้ังเปนอยางนอย ปรากฏวา
ปญหาทางเศรษฐกิจรา ยแรงมาก ไมสมดุลในระหวา งปรมิ าณผลิตผลกับผูใ ชอ ปุ โภคและบริโภค

(2) ความยากลาํ บากของพลเมืองลนหลามนั้นคือวาคนยิวไมพอใจประกอบการคาอยางใด ๆ
ไมอ ยากเกีย่ วขอ งพัวพันกับคนในโลกภายนอกท่ีไมถ ือพระเจา ไมซื้อขายแลกเปล่ียนกันสนทุก ๆ กรณี
ยศิ ราเอลทกุ คนมมี รดกผืนท่ดี ินในฐานทีเ่ ขาเปน สวนหนึ่งของ “ประเทศ” เพราะฉะนัน้ เขาถือวาเขาตอง
ดาํ รงชพี อยอู ยา งถอ ม ภักดกี ตัญูตอพระเยโอวาหผูไดประทานมรดกใหกับเขา ในการเท่ียวหาอาชีพ
อยา งอน่ื ยอมเปน การประมาณหมิน่ ตอมรดกที่พระเจา ประทานความคดิ ท่ตี องเปน เชน นี้ เปนการเหน่ียว
หนว งตอความเจริญของเศรษฐกิจ โดยทว่ั ไปผนื แผน ดินผลิตผลไดก ็อยางธรรมดา ๆ เทา นั้น มิหนําซํ้ามี
การแหง แลงเกดิ ขนึ้ อยบู อ ย ๆ

(3) เฮโรคกอ สรางยอ มมหาศาลทาํ ใหการปกครองเมืองตอ งรับภาระการเงินมหิมา ซงึ่ ทําใหต อ ง
มีการเกบ็ ภาษกี นั อยา งรดี นาทาเรน ปญหาทางเศรษฐกจิ ที่เองทเี่ ปนผลใหเกิดความยุงยากลําบากแกการ
ปกครองของอารฆ ะลาวส และกอ การตอตานพระองคท า นข้นึ เมอื่ อารฆ ะลาวสถกุ ปลดจากตําแหนงไป
แลว ประชาชนก็หวังวา โรมนั ปกครองโดยตรงคงจะใหการลดหยอนภาษีมากหนอยตามประสงคของ
เขา แตกผ็ ิดหวงั เพราะผวู า ราชการมาก็เรยี กรองเก็บภาษสี งใหโรมนอกจากภาษีท่ีตองเสียตามธรรมดา
เสยี อยางอื่น ๆ ก็ตองถกู กําหนดใหเสยี ภาษีดวยเชนภาษรี ายไดและภาษีสินคาตา ง ๆ ภาษขี องบานเมืองก็
มากอยแู ลว นอกเหนอื จากนี้ภาษีทางฝายศาสนาก็ยงั เรียกรองเอาอกี การถวายตามพระบัญญัตกิ าํ หนดไว
สาํ หรบั การบรหิ ารในพระวหิ ารตลอดจนคาจับจายบริการพิธอี ันหรหู ราประเภทตางๆ นอกจากน้ีธรรม
ศาลาประจําทองถ่ินยังตองมีคาบํารุงเจือจุนอีก ภาษีเหลานี้เปนภาวะจํายอมอันหนักและเปนความ
เดอื ดรอ นอยา งยิ่ง

2. เราจะไดพ นิ ิจดูผลของความแรน แคนทางเศรษฐกจิ ขัน้ ตอ ไปในปาเลสไตนศตวรรษท่หี น่ึง ดู
สภาพความทุกขรอนทางเศรษฐกิจแลวก็จะเห็นผลบานปลายเปนอยางอื่นตอไปอีกงายๆ ความยาก
จนถึงขนาดไมม ีจะกนิ และหวิ โหยแพรอยทู ว่ั ปาเลสไตน ประชาชนสงสัยวา จะดํารงรางอยูไดหรือเปลา
เปนผลใหค วามไมพอใจจุดความไมสงบใหพรอ มจะลกุ อือข้นึ ไดเ สมอ

การโจรกรรม การจราจรซ่งึ เปนโฉมหนา ของยุคนี้เปน ผลเกดิ จากความกดดันทางเศรษฐกิจใน
ขนาดใหญ สภาพน้ีคือเหตุผลที่มหาชนในเยรูซาเล็มถูกปลุกใหฮือข้ึนงาย ๆ จนควบคุมไมอยู จนที่เคย
ปรากฏวาพรอมจเอาหินขวางพระเยซู (ยอหน 8:59,10:31) หรือที่รุมกันเรียกรองใหปลาตพิพากษา
ประหารพระเยซู (มัทธิว 27:20) หรือท่ีกลุมรุมทํารายอาจารยเปาโลเม่ือถูกขอหาเท็จวา นําคน
ตา งประเทศเขามาในพระวหิ าร (กิจการ 21:27) ที่จริงภาวะท่ัวไปอันไมสงบแพรอยูในลัทธิยูดาหนิยม

124

ทั่วปาเลสไตนในศตวรรษทห่ี นงึ่ และมาถึงยอดเปน การกบฏในป ค.ศ. 66 สวนใหญเปนผลเน่ืองมาจาก
ความแรน แคน ขัดสนจนยากแสดงออกเดน ชดั กวาเหตุอนื่ ๆ หมด

ความยากลาํ บากในการจะครองชีพอยูใหได ทําใหคนเปนอันมากหมดอาลัยตายหยากผูหญิง
ทั้งหลายเลอื กเอาทางการขายตวั เพราะความอดอยาก เมอ่ื คนเห็นฐานะทางเศรษฐกิจแลวก็ไมแปลกใจท่ี
เห็นพระเยซูทรงมีเมตตาแกคนเส่ือมโทรมอยางเชนน้ัน (ลูกาบทเจ็ดขอสามสิบหก ยอหนบทแปดขอ
หนึ่ง) คนยอมขายความเคารพท่จี ะไดจ ากเพอ่ื นบาน ไมหวัน่ ตอการหา มของกฏของพวกศาสนาจารยใน
เร่ืองการเก็บภาษีสงใหคนโรมันที่นารังเกียจ หรือที่รายกวาน้ันหันเขาทําการลักขโมยปลนสดม
จนกระท่งั ตามถนนท่พี ลุกพลา นอยแู ท ๆ ยังมผี ูต กเปน เหยอ่ื ของพวกโจร ไดเชน ถนนจากกรุงเยรูซาเล็ม
ไปยังเมืองเยรโี ค (ลูกา 10:20)

นา แปลกใจทพ่ี ระเยซูทรงสามารถปองกนั ความรอนทางเศรษกิจน้ีมใิ หก ระทบกบั พระราชกิจท่ี
พระองคทรงประกอบอยูน้ันได พระองคไมยอมเอนเอยี งไปตามความตอ งการของประชาชนทเี่ ขาเขาใจ
พระเมสิยาหอ ยา งไร ที่ปญหาความเปนอยูไดชักนําพาความคิดไปตามแนวของความตองการ จนเปน
ความคาดหวงั กนั แนช ดั วาพระเมสิยาหน ้นั เมอ่ื เสดจ็ มาจะทรงอาํ นวยใหประชาชน “อิ่มดวยของด”ี (ลูกา
1:53) แตพระเยซูทรงแสดงองคไปในทางผสู นองความตองการฝายวิญญาณมากกวาความตองการของ
ฝา ยกาย พระองคเ ล้ียงใหหิวใหอิ่มมากกวาใหทองอ่ิม พระกิตติคุณของพระองคมิไดเปนกิตติคุณทาง
เศรษฐิกิจ ไมมีรูปการณของกิตติคุณสังคมพระกิตติคุณท่ีพระเยซูประกาศมีเน้ือหาหนักไปในทาง
ธรรมจรรยาและศาสนา7 แตจะเปนการผิดพลาดอยางฉกรรจที่จะถือวาสภาพเศรษฐกิจไมมีอะไร
เกี่ยวของกบั ชีวิตและคาํ สง่ั สอนของพระเยซู พระองคไดทรงอยูในทามกลางสภาพชีวิตประจําวันของ
พลเมอื ง และประชาชนท่พี ระองคป รนนบิ ัติอยูเปนผทู ่ีตกเปนเหยอ่ื ของความยากจนสาหสั แทบทัง้ นัน้ มี
เสมอ ๆ ทีพ่ ระองคต รสั สอนโดยมาก และทั้งท่ีไดทรงกระทําดวย ถาคนไมทราบสภาพเศรษฐกิจที่อยู
เบ้ืองหลังนนั้ แลวจะเจาใจพระองคไดน อยทีเดียว8 เทาทร่ี ูมาทงั้ หมดน้ีทาํ ใหเราไดน้าํ หนักความรูสึกของ

7 ขอสนบั สนนุ ฐานะนม้ี ากมายอาจพบไดในตาํ รับของทานScott. The Ethical Teaching of Jesus
8 พดู ถงึ ปญ หานี้อยา งดีเลศิ อาจพบไดใ นตํารับของทา น G.A. Smith, Jerusalem, Vol. I หนา 275-376

125

ความหมายวา ทําไมพระองคตรัสวา “บรรดาผูลําบากเหน็ดเหนอื่ ยและมีภารระหนักจงมาหาเรา และเรา
จะใหท า นทัง้ หลายหายเหนอื่ ยเปนสุข” (มั่ธวิ 11:28)

2. การประกอบเศรษฐกจิ

ปาเลสไตนในศตวรรษที่หนึ่งน้ันสวนใหญทีเดียวยังคงดําเนินการประกอบกการกสิกรรม
ตอไปจากท่ีกระทํากันมาแตโบราณ มีการทํานา ทําสวนองุน เลี้ยงแกะ และการประมงผลไมและเขา
ผลิตกันเปนจํานวนมากอนั มหึมา การนี้แสดงวาประชาชนสวนใหญเปนชาวชนบท แตเจาตํารับตํารา
ท้งั หลายมคี วามเหน็ แตกตา งกันในขอนี้ โยเซฟส บอกวาประชาชนสวนใหญเปนชาวเมือง แตหลักฐาน
เปนอันมากท่ีไดพลแสดงวาโยเซฟสพูดไมถูก อาจถือเอาแนไดทีเดียววาประชาชนสวนใหญมี
ผลประโยชนอยูในชนบท แตคนเปนอันมากท่ีไดการเล้ียงชีพจากทองท่ีชนบทกลับมีบานชองอยูใน
หมบู า นใหญ ๆ หนือในเมอื ง ถา อยา งนกี้ ็ทําใหคดิ วา ประชาชนสว นใหญเ ปนชาวเมืองพอมนี าํ้ หนักขึ้น ก็
พอทําใหเหน็ วา ความเห็นของโยเซฟส ถกู ตอ งข้ึนมาก อยางไรก็ตามประชาชนสวนมากท่สี ุดทําไรทํานา
กันในผนื ท่ีดนิ เลก็ ๆ ทีเ่ ขามี และเขาทาํ ของเขาเอง แรงงานรับจา งนนั้ อยใู นความตองการนอย และผูรับ
จางก็มมี าก ตามปกติคาแรงวันละหน่งึ ไนนาเรียสของเงนิ ตราโรมนั (ประมาณย่สี บิ เซน็ ต กรรมการทาส
กใ็ ชกนั แตก็เฉพาะคนผมู ที ี่ดินมากเหลอื หลายจึงมีทาสใช คนยิวปฏิบัติตอทาสดีกวาคนโรมันมาก เขา
มักมอบใหทาสอยูในความควบุคามของ “คนตองเรือน” (GK. Oikonomso) พืชผลท่ีไดจากท่ีดินที่ใช
แรงทาส กท็ ําใหขายในทอ งตลาดไดราคาถูกมาก ซ่ึงทําใหเจาของนาเล็ก ๆ ไมอาจแข็งขันและตองรับ
การกระทบกระเทือนหนกั

ไดพ ูดแลวขัดขางตนถงึ เร่ืองวาการพาณิชยในปาเลสไตนดําเนินไปอยางถูกหยวงเหนี่ยวอยาง
หนกั ทีเดียว เพราะพวกคนถือเครง และยิวผูจงรกั ภกั ดีตอขอ หามทม่ี มี า แตโบราณก็ไมย อมทาํ การซ้ือขาย
แลกเปลี่ยน พวกศาสนจรรยไดต้ังกฎประเพณีเก่ียวกับการคาเขมงวดพิถีพิถันท่ีสุด แตเมืองตาง ๆ
เติบโตขนึ้ การคาก็ตอ งโตขน้ึ ดว ยอยา งหลกั ไมไ ด สินคาบางอยางจําเปนตองสั่งเขามาจากตางประเทศ
แตสนิ คาเขา สวนใหญตองถูกจํากัดใชกับพวกขุนนาง ผูมีหวักวาง (แบบเอาไหนเอาดวย) กับพวกคน
ตางชาติ เพราะพวกยิวต้ังเปาวาจะตองดํารงชีพ ดวยพืชผลหรือผลิตผลท่ีมีในประเทศของตนเอง
สินคาเขาเปน จาํ พวกผลิตภัณฑท ่ีทาํ ดวยไมและแร และเคร่ืองภาชนะฟุมเฟอยสําหรับพวกคนมั่งมี ท่ีอยู
อาศัยในปาเลสไตนเกือบจะท้ังหมดตองอาศัยสินคาเขา เพราะเคร่ืองภาชนะประดิษฐเคร่ืองฟุมเฟอย
เหลานี้ พวกยวิ ผลติ ข้ึนนอ ยเตม็ ทีตามคาํ แถลงของทานฟมุ เฟอยเหลาน้ี พวกยวิ ผลิตข้ึนนอยเต็มทีตามคํา
แถลงของทานเอดเดอรเชม (Edersheim) บอกวาสินคาเขาจําพวกนี้มีหน่ึงรอยสิบแปดจําพวก สินคา
สงออกก็มีมากกวาแตเกอื บจะวา มีแตผลิตผลธรรมชาติ ปลาบรรรทุกใสเ รือไปขายเมอื งอนั ติโอเกีย อเล็ก
ซานเดรียและโรม จาํ พวกนน้ั มนั ขนแกะ ขา วสาลี ขี้ผงึ้ นาํ้ ผึง้ และผลมะกอกเทศกส็ งเปน สนิ คาออกบาง

126

ในพวกยิวน้ันการอาชีพชั้นสูงมีจํากัดนอยประเภทท่ีสุด อาชีพชั้นสูงอยางหนึ่งท่ีแพรอยูมาก
ท่ีสุดกค็ อื การเปนรบั บี (ศาสนาจารย) แตพ วกศาสนาจารยโดยมากก็ทําการคาบาง ประกอบกิจทางโลก
บา งเพ่อื การเลีย้ งชีพ แตกค็ งอุทศิ เวลาไวม ากที่สุดสาํ หรับการศึกษาและการส่ังสอนพระบัญญติการชีพ
ทางกฎหมายและทางแพทยซ่ึงกระทํากันมากท่ีสุดในโลกกรีโรมัน แตกระทํากันนอยที่สุดในชีวิต
ของยิวในปาเลสไตน เขายกยองงานท่ีทําดวยมือสูงย่ิงนัก เด็กยิวที่เปนชายทุกคนตองเรียกรองคาบาง
สภุ าษติ ของพวกศาสนาจารยกลาววา “ใครทไ่ี มสอนลูกใหคา ก็เหมือนหนง่ึ เลี้ยงลูกใหเ ปนโจร”

บา นและการศกึ ษา
1. สภาพความเปนอยู

เราไดเห็นแลววาพลเมืองของปาเลสไตนสวนมากอยูกันในเมืองในหมูบาน เมืองน้ันผิดกับ
หมูบา นเพราะมีกําแพงลอมรอบ และมีธรรมศาลาดวย เมืองใดที่มีทางหลวงผานเฉียดเขาไปใกลก็จะ
เจาะชองทําประตูกําแพงรับ ซึ่งจะปดไดแนหนาล่ันดาน ภายในประตูกําแพงเขาไปก็มักมีที่วางกวาง
ใหญ อันเปนท่ที ี่ประชาชนมาชุมนุมกันคาขายบางใชเปนที่ติดตอกันทางสังคมบาง เมื่อพระเยซูเสด็จ
ทองเทีย่ วไปส่งั สอนตามเมืองและหมูบา นตาง ๆ ในฆาลิลาย ตอ งเปน ที่แนวา พระองคค งไดเสด็จมายังที่
อยางนีบ้ อย ๆ สัง่ สอนชมุ นุมชนในที่สาธารณะเหลาน้ี

บานของประชาชนเปนบานตํ่า ๆ หลังคาแบนราบสรางดวยวัสดุท่ีเปนดินผสมฟางตากแหง
สว นบา นของคนมง่ั มนี นั้ สูงกวา สองชัน้ บานสามช้ันบาง สรางดวยอิฐบานหินบาง หนาตา งน้นั มลี ูกกรง
เหลก็ หรือไมขัดเปนตาตารางประกับอยู โดยปรกติหนาตา งบา งมกั เปดสถู นนหรือทางสญั จร บานประตู
ปด เปดไดด ว ยเดือยไม มีกลอนไมหยาบ ๆ เปนเครื่องลั่นดาน บนหลักคาบานมักจะทําหองไวสําหรับ
ตอนรับผูเปนแขกมาพักแรม เรียกวา “หองช้ันบน” หมูบานในเมืองที่มีบานปลูกชิด ๆ กันมักจะทํา
หลงั คาติดตอกนั มกั จะมีบรเิ วณดานนอกและบรเิ วณดานใน หอ งทงั้ หลายเปด สูบ รเิ วณดานใน

127

ระบบการอนามัยและการตรวจตราสูงอยางผิดสังเกตบัญญัติของการอนามัยใชบังคับอยาง
เขมงวด อะไรทท่ี าํ ใหอากาศเสียหรือมีกลนิ่ เหม็นตอ งรีบนําออกไปเสียใหพ นทันที

2. ความม่นั คงของครอบครวั

ประเพณเี กี่ยวกบั การสมรสในพวกยิวน้ันผดิ แปลกมากและมขี อกาํ หนดแข็งแรงมาก การหม้ัน
กนั ตอ งถือวา ศกั ดิ์สิทธิ์กวา การ “สขู อ” การหมัน้ กันจะถอื สมบูรณไดกต็ องมีพิธีรีตอง การเลิกกันก็ถือวา
เปนการหยาขาดจากัน ต้ังแตหม้ันกันแลวฝายหญิงตองปฏิบัติดังหนึ่งไดสมรสกันไปแลวจริงๆ
ทีเดยี ว”10 สามเี ปนฝา ยเลอื กเอาภรรยา แตจ ะตองไดความยินยอมของฝายหญิง และบิดามารดาของนาง
ดว ยฝายชาย จะตองเปนฝายจัดหาของหมั้นหรือสินสมรสสําหรับฝายหญิง พิธีสมรสจะตองจัดเตรียม
กันอยา งพถิ พี ิถัดเจา บาวและเพ่ือนๆ จะตอ งสง ของขวัญไปใหเ จาสาว เมื่อถึงกําหนดเวลาสมรส เจาบาว
จะไดบา นเจาสาว ไปรบั เจา สาวมาทาํ พธิ ีท่บี านเจา บา ว ถาครอบครวั ของเจาสาวอยากไดม ีพิธีสมรสกันท่ี
บานเจา สาวเสียบา งกอ นกท็ ําได ในยเู ดยี เจา บาวจะไปกับเพือนเจา บา ว ไปรบั เจาสาวมาบานตน แตใ นฆา
ลิลายไมต อ งใชเพ่ือนเจาบา ว มีพิธีสั้น ๆ และกลาวคําอวยพรแกคูสมรสแลวก็ฉลองการแตงงาน “การ
เลี้ยงฉลองในพิธีแตง งาน” เปนพิธีที่ตอ งทาํ กระทํากันใหมีหนามีตา การจะหยารางกันก็ทําใหแตถือวา
เปน การเส่ือมอยา วหน่งึ ในชวี ิตครอบครวั ของศตวรรษท่ีหนง่ึ

3. ปฏบิ ัติการในครอบรวั

ชีวิตคร อบครั วของยิ วน้ันส งสัญญา ลักษณ สุก ใ สอ อกไป อยางแ สดงถึ งความ ตรงข ามขอ ง
ตา งชาติในโลกท่อี ยูรอบเขาโดยมากที่สดุ ตามบานมกี ารปฏบิ ตั ทิ างศาสนากันเปน ระบบระเบียบเปนวสิ ัย
เชน การถอื วันซะบาโต การสวดไหวว อนและพธิ ีการสุนดั การอธษิ ฐานของพระคุณในการรับประทาน
อาหารแตละม้อื กลา ววกนั วา เปนประเพณสี ากล ความเกยี่ วดองกนั ระหวางบตุ รกับบิดามารดาเปนดีเลิศ
บดิ ามารดาปฏิบตั ติ อ บุตรอยา งนา คิดมาก ฝายบุตรก็ตอบแทนพระคุณของบิดามารดาดวยความเคารพ

10 Edersheim, In the Days of Christ. หนา 148

128

และหวงใยตอ ทา น คนชราไดร บั ความเคารพนบั ถืออยา งสูง ไมว าจะเปนบิดามารดาหรือคนแปลกหนา
น่ีเปน วสิ ัยอันเดนของชีวิตยิว

สัญลักษณสําคัญของชีวิตครอบครัวในปาเลสไตนคือการรับประทานอาหารของครอบครัว
แสดงถึงความสัมพันธในบานอยางใหญหลวง การกินอาหารของพวกยิวถือเปนความศักด์ิสิทธิ์ทาง
ศาสนา ตองทําการของพรกันท้ังการกินและการดื่ม การรับประทานท่ีเปนการออกหนาออกตาผู
รับประทานจะเอนกายรับประทาน ถารับประทานอยางไมออกหนาออกตาก็นั่งประทานกันท่ีโตะ
อาหาร อาหารที่รับประทานก็มีเน้ือ แกะ เนื้อวัว ปลา ขาวขวา ผักและผลไม เคร่ืองดื่มก็มี นํ้าองุนเมา
อาหารทกี่ ําหนดในพระบญั ญัติตองถือปฏบิ ัติกันอยางระมัดระวงั

เมือ่ มีเด็กเกิดขนึ้ ในครอบครวั ของยวิ กถ็ ือวา เปน พระพรใหญ โดยเฉพาะอยางยงิ่ ถา เปน เดก็ ผูชาย
เม่ือเด็กผูชายเกิดก็มีการตอนรับกันผิดกวาท่ีเด็กผูหญิงเกิด เมื่อเด็กผูชายเกิดก็มีความยินดีกันใหญ
ชาวบานชาวชองมาแสดงความยินดีกับบิดามารดา มีมโหรีบรรเลงฉลอง แตถาเด็กที่เกิดเปนหญิงใน
ครองครัวกเ็ งยี บหงอย ความผดิ หวังเปน สัญลกั ษณของการตอ นรบั ในหนงั สือทลั มัด (TALMUD) สอน
วา “การเกิดของเด็กชายทําใหโลกปติยินดี แตการเกิดของเด็กหญิงทําใหโลกเสียใจ” (Niddah 30 B)
การท่ีเดก็ ชายมาสคู รอบครวั จะเพมิ่ การค้ําจุนและปองกันใหกับบาน และกับบิดามารดาเมื่อแกชรา จะ
เปนการเพ่ิมกําลังใหแกชาตใิ นการปลุกปลํา้ ทีจ่ ะเปนเอกราช และโดยเฉพาะอยา งย่ิงอาจเปนไปไดวาจะ
มเี กียรตเิ ปนบดิ ามารดาของพระมาซีอา แนละความหวงั ชน้ิ สดุ ทา ยที่กลา วนกี้ ็สดุ แตทัศนะเรื่องพระเมสิ
ยาห ซึ่งครอบงําอยูในบาน เมื่อพระเมสิยาหแทไดมาบังเกิด หาไดมีเพ่ือนหรือเพ่ือนบานมาชุมนุมกัน
ยินดีกบั บดิ ามารดาไม แตเ มอ่ื คนไมม ายนิ ดี หมูทูตสวรรคก พ็ ากนั มายินดีปรดี าขบั รองบรรเลง

เด็กชายเมือ่ เกิดมาไดแปดวันจะรับพิธีสุนัดอันเปนสัญญาของพันธสัญญา พิธีน้ีจะทํากันอยาง
ถอื วาสาํ คญั มากเพราะถอื วา เปนปฏิบัตกิ ารอยา งหนึง่ ทม่ี คี วามสําคัญเทา เทยี มกับปฏิบัติการอยางอื่นๆ ที่
กําหนดไวในพระบัญญัติ NEDARIM 32) เด็กผูชายจะต้ังช่ือกันเม่ือรับพิธีสุนัด สวนเด็กผูหญิงน้ัน

129

เมื่อไรก็ไดภายในเดือนแรก การตั้งชื่อเด็กเปนการสําคัญมาก เพราะถือวาเปนการบอกวิสัยขของเด็ก
ขางหนา หรือมฉิ ะนน้ั ก็เปน การโนมนา วเดก็ ใหม ีวสิ ยั อยางท่ีใหเปนอยา งไรในเบื้องปลายชวี ติ ของเขา11

ครอบครวั ท้ังหลายไมใ ชนามสกุลกัน เมือ่ จําเปนตอ งใหเ ขา ใจกนั เปน ที่แนชัดวา ใครเมื่อมามีชื่อ
ซ้ํากนั กอ็ าศยั ใชน ามของบดิ ากาํ กับ แลว บอกดว ยคําวา “บาระ” (บตุ รของ) ขางหนา นามบิดา เชน ซีโมน
บาระโยนา แปลวา ซโี มนบตุ รของโยนา บางทกี ใ็ ชช่ือหมูคณะหรือสัญลักษณทางศาสนาใหช้ีชัดบงช่ือ
เชน “ซีโมนชาวเศโลเท” หรือไมก ็ใชกจิ การอาชีพบง เชน “ซีโมนชอ งฟอกหนงั ” หรือใชช่ือของตําบลท่ี
อยอู าศัย เชน “ยูดาหอิศคาริโอด” แปลวา ยดู าหชาวบา นคะรโิ อธ

บญั ญตั เิ กีย่ วกบั ตุ รหัวปในฉบับของโมเซพิกัดวาบิดามารดาจะตองจายคาบุตรหัวปที่เปนชาย
เปน คาไถหาชะเขา (ประมาณ 80 บาท) การจายน้ันกระทําเปนพิธีงายๆ ตามการนําของปุโรหิต ถาให
สะดวก็ตองทาํ ทีพ่ ระวหิ าร หลังจากเดก็ ชายเกิดส่สี บิ วัน ถา เด็กหญิงกแ็ ปดสิบวัน แมข องเขาจะตองไปยัง
พระวหิ ารถวายตวั ถวายของสําหรับพิธีการชําระ ซงึ่ ใชนกพลิ าพหนมุ นกเขาและแกะอายุหน่ึงขวบเปน
ของถวาย ถานางยากจนไมส ามารถถวายแกะไดก ใ็ หน างถวายของอยางคนผูยากไรแทน คือนกเขาสอง
ตัวหรอื นกพิลาพสองตัว มารดาของพระเยซถู วายนกพิลาพสองตัว (ลูกา 2:22,23)12

4. การศกึ ษา

เนนหนักการศกึ ษาของเดก็ ทานโยเซฟส กลาวอยางภาคภมู วิ า “เราทุมเทสําหรับการศึกษาของ
เดก็ เปนท่สี ดุ ” (Apion 1:12) ฟโลก็สําทับวาชนชาติของทานส่ังสอนเด็กตั้งแตในผาออม บางทีก็กอน
นั้นเสียอกซํ้า ใหรูพระบัญญัติอันศักดิ์สิทธ์ิหรือประเพณีที่สอนกันดวยปาก บิดามารดาของของเขา
ฝกหัด ครูของเขาหดั ใหร จู ักพระเจา วาเปนพระบิดาและผูสรา งโลก” Legat ad Cayum, see 16) สอนกัน
หนักไปในทางสอนเด็กชาย ถาเปนเด็กหญิงก็หยอนไปบิดามารดาเปนผูเร่ิมสั่งสอนในบาน พวก

11 ดตู าํ รับของทา น Keith, Social life of a jew, หนา 5 ff.
12 ดูตํารบั ของทา น Keith. Op. cit, หนา 16 f.

130

อาลกั ษณสอนตอไปในธรรมศาลา พอเดก็ ชายอายุไดหา ขวบ13 กเ็ รมิ่ เรยี นพระคัมภีรภ าษาฮีบรู ไมใชเริ่ม
ดว ยหนงั สือปฐมกาลอยางที่คดิ วานา จะเปนเชน น้นั ตามธรรมดา แตเรมิ่ เรียกดว ยหนังสือเลวีติโก เพราะ
หนงั สือเลวถิ โิ กสาํ คญั ในการศกึ ษาพระบญั ญติเม่ือศึกษาหนังสือเลวีตีโกจบแลวก็ศึกษา หนังสืออ่ืน ๆ
ในกลมุ เพน็ เตตูค แลว เมอื่ อายสุ บิ ปก ็จะไดศ กึ ษาหนงั สอื มชิ นา ตอ ไป และถา เขาประสงคจะศึกษาตอไป
อีก ก็จะไดศึกษาหนังสือทัลมัด เม่ือเปนหนุมแลวประสงคจะฝกฝนเปนศาสนาจารย (รับบี) ก็จะเขา
ศึกษาในวทิ ยาลยั รับบี (beth ha midrash) ซ่ึงวทิ ยาลัยอยา งนมี้ ีหลายแหง ทวั่ ปาเลสไตนไดจดั สถานศึกษา
ไวในกรงุ เยรูซาเลม็ เพอื่ การฝก ฝนขั้นสุดทา ยเปนศาสนาจารย

เราจงึ เห็นไดช ดั เจนวา ชีวิตครอบครวั ในปาเลสไตนน้ันสะอาด แข็งแรง มิการอบรมดีและของ
อยใู นศาสนา เปน ภาพใหเหน็ ตรงกนั ขา มกับทเี่ ราไดศ ึกษาตอไปในบทโลกกรีกโรมนั สภาวะของบา นที่
ชืน่ บานเหลา นร้ี ูสกึ คอนขา งชนะตอ ผลของความทุกขย ากทางเศรษฐกจิ

ชัน้ วรรณะในสังคม

ในประเทศปาเลสไตนศตวรรษที่หนึ่ง มีการถือชั้นวรรณะกันแข็งแรงมาก มีอยูหาชั้นดวยกัน
(1) ชัน้ ขนุ นาง ประกอบดวยกลมุ ปุโรหิต ซึง่ มคี ณะซาดูกายและผูมีความเห็นอยางเดียวกัน ชั้นนี้ยังรวม
ดวยขนุ นางชนั้ ผใู หญ (2) ช้ันนกั ศาสนามพี วกฟารสิ ีและพวกศิษย มีความหยิ่งและถือดังเปนสัญลักษณ
(3) ชนชนั้ กลาง เปน สว นของสงั คมแหงปาเลสไตน ประกอบดวยชนยิวของเขา นับถือพวกฟาริสีและ
ทศั นะของเขา แตก็ไมก ระตอื รอื รนที่จะปฏิบัติตามอยางถี่ถวนนัก ประชาชนพวกนี้ซื่อ ๆ และถือเครง
แตก ไ็ มเครง ตามขนาดของพวกฟาริสไี ด เกย่ี วกบั ศาสนาของพระเยโฮวาหหแ ลวรอนรน รับวาพระองค
มีอธปิ ไตยในพลไพรของพระองค และโดยเฉพาะรอนใจคอยการมาของพระเมสิยาหชนชั้นใหญนี้นี่
แหละท่ีนบั วาเปน ศาสนา คอื พวกที่เปน ทองทะเลของศาสนาคริสเตียน ชนพวกนีใ้ หด ูตวั อยา งวสิ ัยเชนซิ
มโอนและอันนา บิดามารดาของพระเยซู และคนสว นใหญท ค่ี อยรบั กบั พระราชกิจของพระเยซู ชนช้ัน

13 “พูดโดยทวั่ ไป การศึกษาขัน้ ตนอยางนั้นถือวาปลอดภยั กเ็ ฉพาะในกรณที เี่ ด็กมีสุขภาพดแี ละแขง็ แรง สว นที่ปานกลางกฎก็มิไดวางไวใหเ ปนงานสมา่ํ เสมอจนกวาจะ
ถึงอายุหกป” (Edersheim op. cit, หนา 105)

131

ท่สี ่แี ละทีห่ า ประกอบดว ยประชาคมทีถ่ กู ดูแคลน คอื (4) “คนเก็บภาษี” คือลูกจางของรัฐบาลโรมัน แบ
ละ “คนบาป” คอื พวกคนยากไรอ นั นา สงสาร และทุกขเ วทนา (เพราะความพิการ) เปน พวกทไ่ี มใ ครใส
ใจกับประเพณีรีตองของอิสราเอลไมเครงครัดกับคําสง่ั สอนของพวกศาสนาจารย แตยงั มีชนช้ันทีต่ ํา่ กวา
นีอ้ ีกหนอย คอื (4) พวกทาส

สองวรรณะแรกอนั มพี วกซาดกู ายและฟาริสีกบั สามวรรณะหลังอันประกอบดว ยสามัญชน คน
เก็บภาษีและคนบาป และทาส ท้ังหมดนี้พวกฟารีสีเรียกวา “ประชากรของประเทศ” (am-ha-aretz)
ระหวางสองวรรณะแรกกับสามวรรณะหลังมีความแตกตางกันไกลมาก จนกระท้ังเปนการชวนให
นกั ศึกษาหลายคนชอบท่ีจะแบง สังคมยิว ออกเปน เพยี งสองชั้นเทาน้ัน แตเราเห็นวาควรแบง 5 ช้ันเปน
การถกู ตองตรงกวา เปน การสรุปวา สังคมแหงปาเลสไตนแบงเปน ช้ันสงู มสี องสรรณะ พวกขุนนางซาดู
ดายกับพวกนกั ศาสนาฟารสิ ีกับศิษยของเขา กบั ช้นั ตา่ํ ประกอบดว ยสามวรรณะสามัญชนคนเก็บภาษีกับ
คนบาป และทาส ยงั มกี ลุมชนอนื่ ๆ เปน กลุม ๆ อกี เชนพวกทหารโรมนั พอ คา คนตางชาติ พวกนักผจญ
ภัย ขา ราชการโรมัน และอน่ื ๆ ทํานองน้นั ซ่ึงเปนการยากท่ีจะถือวาเปนชนชั้นของสังคม แตคอนขาง
เปน คนเหลา ตา ง ๆ ของชีวติ ภายนอกสงั คมปาเลสไตน

พิธฝี ง ศพ

ความตายในพวกยิวเปน เร่อื งของความโศกเศรา มาสแู ลวกย็ ากทีจ่ ะปลอบโยนใหค ลายได เพราะ
ทัศนแ หงชวี ติ หลงั จากตายนัน้ ไมช ดั แจงและไมม อี ะไรแนนอน คําเทศนาเลา โลมตาง ๆ และจะแจงไมมี
จะเอามาปลอบโยนไดดังเชน ความหวงั ในความศรัทธาของศาสนาคริสเตียน มที า ทีของความเศรา โศกท่ี
ปฏิบัติกันตามแตโอกาส ดังเชนฉีกเสื้อผาช้ันนอกใหขาด อดอาหารและอื่นๆ จางคนมารองให
โดยทั่วไปใชผหู ญงิ บางทผี ูชายก็ทาํ ได จัดหานกั เทศนมาเทศน ในงานศพ อาจทําท่ีบา น ตามทาง หรือท่ี
หลุมศพ มีการอาบนํ้าศพ ชโลมของหอม หอดวยผาพันศพ นําศพไปขึ้นแครหามโดยเพ่ือนมิตร
ผลัดเปล่ียนผอนเบากันไป ตามทางที่เคลื่อนศพ ในระหวางท่ีมีการเปลี่ยนผาคลุมศพก็จะมีความเศรา
โศกแสดงออกเขมขนขึ้น นักเทศนจะเดินออกหนาขบวนแหศพ ในฆาลีลายใหคนรับจางรองไหเดิน
ออกหนาแครหามศพ แตในยูเดียใหคนรองไหเดินตามหลังแครแลวตอจากนั้นก็เปนครอบครัวและ
เพอื่ นๆ ของผูตายเดนิ ตาม เม่อื ศพถึงสสุ านแลวกฝ็ ง ถาสามารถจดั ไดก็จะไดใ สศพไวในอุโมงคสวนตัว
ที่ขดุ เปนถ้าํ ในภูเขา

132

ภาคที่ 2
เฮลเลนนยิ ม

133

บทที่ 8 รัฐบาลโรมนั

ในบทกอน ๆ เราไดศึกษาถึงการขยายตัวในชาติอิสราเอลที่เกี่ยวกับสถานการณอันมี
ความหมายสําคัญ และเปนจุดหัวเลย้ี งหัวตออันทําใหทราบเบื้องหลังของประวัติศาสตรท่ีเก่ียวกับการ
กอเกิดการไถบาปมนุษย แตชาติอิสราเอลก็ทําใหทําบทบาทแตผูเดียวไมในงานยิ่งใหญอันบริสุทธิ์น้ี
กรีกและโรมนั กม็ ีบทบาทอยดู ว ยในการทาํ ใหก ารไถบาปสาํ เรจ็ ได หากแตวาเขาไดท ําบทบาทไปโดยไม
รูตัวเทานั้นเอง “การเตรียมใหเกิดศาสนาคริสเตียนน้ันมีฝายใหญ ๆ รวมมืออยูเปนสามฝาย ตางได
กระทาํ บทบาทมาหลายยคุ สมัย กรกี แสดงบทบาทไปในทางใหวิสยั แหงความเจริญกาวหนาของมนุษย
ยิวใหการรูจกั วิสยั ของพระเจาเทย่ี งแทพระองคเดียว แลวตวั เขาเองกเ็ ลอื กหายไปจากความสนใจเพราะ
การถือศาสนาของเขามีแตพ ธิ รี ตี องภายนอก โรมนั นนั้ ใหการปกครองดว ยประสทิ ธิภาพ แลวภายหลังก็
เลือนหายไปเชน กนั 1

โรมันนําโลกมาสูสถานะสงบและเปนระเบียบ จัดใหมีทางคมนาคมสะดวก ซ่ึงทําใหการ
ประกาศขาวของการไถบาปกา วหนาไปได กรีกเตรียมความนึกคดิ ของคนใหเ หมาะพรอมจะเขา ใจความ
จริงของศาสนาครสิ เตียนไดอ ยางซาบซึง้ เตรียมใจคนใหเปน คนดีคอยรับเมลด็ พืชแหง พระกิตติคุณท่ีจะ
หวานลงดว ยการประกาศเผยแพร ภาษากรีกกใ็ ชในการประกาศขา วแหงการไถบ าปไดอยางที่ดีท่ีสุด ให
มถี อยคําภาษาไพเราะนา ฟงและละเอียดถถ่ี วนซึง่ ไมมภี าษามนษุ ยทไ่ี หนเทียมเทา อาจเหน็ ชดั แลว วาการ
ขยายตวั เหลา น้ีในประวัติศาสตรจําเปนตองทราบใหดีกอน เพื่อจะตีความในพระคริสตธรรมใหมได
ถกู ตอง เวลาแหง ยุคเชนนโี้ รมมีบทบาทสําคญั ออก หนา ท่ีสดุ ในฐานเปน เจาอํานาจปกครอง จึงสมควร
จะไดศึกษาเรือ่ งของโรมกอน

1 Wenley, Preparation For Christianity p. 160

134

กําเนิดของโรม

เมื่อเร่ิมศตวรรษท่ีหากอนคริสตศักราช เวลานั้นประเทศกรีกตระเตรียมปลุกปล้ํารับมือกับ
เปอรเซียอยางเอาเปนเอาตายเพราะเปอรเซียกําลังคุกครมทําทีทารุกรานเขาาทุกที ฝายกรีกก็เตรียม
ตา นทานโดยวถิ ที าง ในเวลาเดยี วกันนั้นบนฝงทะเลดานตะวันตกของอิตาลีก็เกิดมีอํานาจการเมืองผุด
ข้นึ มา และก็มที ที าวา จะเตบิ โตข้ึนมาชวงชิงเอาความเปนเจาเปนใหญเหนือชนชาติเฮลเลนเสียอีกดวย
จะเปน ผคู รองครอบโลกแหง ทะเลเมดิเตอรเรเนียน อํานาจใหมนี้คอสาธารณรัฐโรมันเม่ือยังเยาววัยอยู
ในขน้ั กมุ าร รฐั น้ีไดสลัดแอกแหงราชาธิปไตยหลุดได แลว จดั การปกครองดวยแบบประชาธปิ ไตย ซ่ึงก็
ไมแ นว า ขางหนาจะเปน อยางไร แตกต็ องทําไปเพราะเบอื่ หนา ยตอ เหลา กษตั รยิ ต า งชาตทิ ่เี คยปกครองอยู
อยางโหดเห้ยี ม2 แตจ ะเรยี กประชาธิปไตยไดเ ตม็ ปากหรือ เพราะสว นใหญแหงยุคสาธารณรัฐไดทําการ
ปกครองโดยแทจรงิ เปนแบบคณาธิปไตย เรมิ่ ตนการปกครองเปนแบบเจาขุนมลู นาย การปกครองตกอยู
ในมือของคนพวกมั่งมีหรือเรียกวาชนช้ันปาติดซ่ียน แตคนสามัญหรือชนช้ันเปลเบียนไดด้ินรนให
ยงุ ยากภายในเปน ลําดบั มา จนไดมีสวนใหญในการปกครองขึน้ บางสว นหน่ึง

เม่ือเริ่มศตวรรษทีส่ ามกอ นคริสตศกั ราช ชาตโิ รมันไดทําการขับไลชนชาติปาเถื่อนที่บุกรุกมา
จากทางเหนอื ไดเ ปน ผลสําเร็จ แลัวยังปราบปรามชาติใกลเคียงตาง ๆ ในแหลนอิตาลีไดอีกดวย ทําให
ชาติโรมนั เปน ชาตมิ หาอํานาจข้ึนมาไดอีกชาติหนึง่ ฐานะโรมนั เชนน้ยี อ มทาํ ใหชาตอิ ่ืน ๆท่มี ฐี านะพอ ๆ
กันเกิดความไมสบายใจไมใจขึ้น ชาติที่หน่ึงซึ่งจะขึ้นเปนผูชิงดีชิงเดนกับชาติโรมันก็คือชาติที่มี
อาณาจักร ท่ีเรียกวาอาณาจักรคาเธ็จ อาณาจักรกวางขวางมีเน้ือที่ในอัฟริกาเหนือและยุโรปภายใต มี
กองทัพเรอื ใหญ มีกองทพั บกฝกปรืออยางดี โดยเฉพาะทท่ี ําใหโ รมไมส บายใจกต็ รงทคี่ าเธ็จครอบครอง
อยบู นเกาะซิสิลีการทคี่ าเธ็จต้งั อยบู นเกาะซสิ ลิ นี ี้กด็ ี และยังตัง้ อยูทปี่ ระเทศสเปญอกี ก็ดี เปนสาเหตุใหญ
ของการวิวาทระหวางสองอํานาจนนั้

คาเธ็จน้ันมีบุคคลหน่ึงช่ือฮัลนิบัล เปนผูนําอยางจะหาใครตอกรดวยไมได ฝายโรมันก็ทุมเท
กําลงั อาํ นาจของการรกั ชาติทีเ่ ขามีชอ่ื เสียงนกั ในเรอ่ื งนี้ ทง้ั ความกลา หาญและระบอบการทหารเขาตอสู

2 Fowler, Rome, p. 28

135

กับศัตรูตวั ฉกรรจน ี้ สูก นั อยูสามยก ทเ่ี รยี กวาสงครมปนู คิ ครง้ั ทห่ี นงึ่ ทีส่ องท่ีสาม คาเธ็จก็พายแพ ปลอย
ใหส าธารณรัฐโรมนั มีอาํ นาจครอบครองภาคตะวันตกเม่ือ ก.ค.ศ. ที่ 146

ตอ จากน้ันอีกกวาครึ่งศตวรรษก็กาวหนาไปอีกเล็กนอยงานท่ีจะตองปรับปรุงการปกครองก็
ลําบากขึน้ อยา งหลีกไมพน เพราะอาณาเขตขยายกวางขวางออกไป การตอสูกันภายในก็มีข้ึนพวกผูนํา
ท้งั หลายตางชิงดชี งิ ดเี ดน กนั การรกุ รานจากภายนอกกค็ กุ คามความปลอดภัยของสาธารณจัฐ อีกไมถึง
ศตวรรษกอนศักราชครสิ เตียนโรมจงึ ไดก า วตอไปอกี กาวใหญ ชาตโิ รมันไดปราบมาซโิ ดเนียไดมาแลว
เมอื่ รอ ยปกอนนัน้ ชาตโิ รมนั ไดปราบมาซิโดเนยี ไดม าแลว เมือ่ รบั รอยปกอนนั้น จึงไดมาปราบซีเรียได
สาํ เร็จ แตก ย็ ังบังคับควบคุมเอเชียไมม นั่ คงจนถึง ก.ค.ศ. 63 ปอมเปยจึงไดนําทหารของสาธารณรัฐบุก
ตะลุยเอาชยั ไดจากอาเซยี นอย ซเี รยี ปาเลสไตน และอียิปต การครอบครองของโรมันภาคตะวันออกจึง
ม่ันคงและเด็ดขาด ในคร่งึ หลังของศตวรรษท่ีหน่งึ กอนคริสตศักราชสาธารณรัฐโรมันไดขึ้นสูตําแหนง
ราชอาณาจกั รโรมัน ทง้ั นีเ้ พราะความกลาหาญของยลู ิอสุ ซีซาร ดําเนนิ การทหารที่ไมม ีใครเทียม และท้ัง
ความฉลาดสามารถของออกัสตสั ซีซารใ นการจัดระบอบการ

ผลแหง ชัยชนะครัง้ คราวตาง ๆ เหลานท้ี ําใหอ าณาจักรโรมันนับวาหอมลอมโลกแหงทะเลเมดิ
เตอรเรเนียนไวหมด สุดเขตดานตะวันออกจดแมน้ํายูเฟรตีส ดานตะวันตกถึงมหาสมุทรแอตแลนติค
ดานเหนือถึงแมน้ําดานูบและชายอาณาเขตดานใตของประเทศสกอทแลนท อาณาเขตดานใตจด
ทะเลทรายซะฮาราเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติกทางดานตะวันตก และผืนทะเลทรายใหญทางดานใต
เทานั้นท่ีหยุดย้ังกองทหารโรมันไวไดสําเร็จไมใหกาวไปดายชัยชนะตอไป ชาติปาเธียนทางดาน
ตะวนั ออกเผา เยอรมนั ทางเหนือไมเ คยถกู ปราบ แตชัยชนะของโรมันนั้นอิ่มตวั เสยี แลวมากกวา เพราะที่
จะเอาชยั ชนะตาง ๆ ชายแดนน้ันไมไ ด

โลกแหง ทะเลเมดิเตอรเรเนียนไดตกอยูในอํานาจควบคุมของรัฐบาลเดียวดวยประการฉะนั้น
แตทีโ่ รมยังมพี วกผูนําและฝกฝายชวงชิงอํานาจกันดวยเลือดตกยางออกเปนหลายครั้งหลายคราว จน
ภาวะเชน นสี้ ดุ สิ้นลงไปแลวอาณษจักรอันกวา งใหญไพศาลจึงไดมาอยูใตค ฑาของคน ๆ เดียว คือออกัส
ซีซาร (ออ กตาเวยี น) ทา นผูนไี้ ดจ ดั ระบอบการอยา งมปี ระสิทธิภาพศักราชแหงความสงบและปลอดภัย
จงึ เกดิ ขนึ้ จงึ เปนทปี่ ระหลาดใจแกชนรนุ ตอ ๆ มา เพราะพระจักรพรรดอิ อกสั ตัสผนู ้ี ราชอาณาจักรโรมัน
จงึ ไดรับการบริหารเจรญิ กาวหนา และข้นึ สคู วามเจริญสูงสดุ

การบรหิ ารการเมืองของโรมัน

การปกครองของโรมันนั้นสําคัญเหลือเกินในการจัดเตรียมโลกใหพรอมรับการเผยแพรของ
ศาสนาคริสเตียน ในดานตะวนั ออกน้นั ไดมีการกาวหนาไปไดกวาสองศตวรรษแลว และโรมนั ไดมาทํา
ใหก ารกา วหนาไปนั้นถงึ ชง่ึ ความสาํ เรจ็ คอื การกา วหนา ที่อาเล็กซานเดอรม หาราชไดเ ริม่ ขึน้ ไวนั่นเอง ผู

136

พิชติ ชาวมากะโดเนียไดป ราบปรามและรวบรวมรัฐตา ง ๆ ของกรีกที่กระจัดกระจายอยูใหเปนอันหนึ่ง
อันเดยี วกนั โดยปราบปรามกําจดั ฝกฝา ยตางท่ีชงิ ดชี ิงเดนกันใหสิ้นสุดไป พระมหาราชจึงไดกรีฑาทัพ
ขามเขา ในอาเซยี นอ ยเม่อื ป ก.ค.ศ. 334 แลว ก็เริม่ กิจการซงึ่ ทําความเจริญยิ่งใหญประวัติศาสตรดํารงอยู
เปน นิจกาล คอื เอาวัฒนธรรมกรกี ใหแทรกซมึ เขาไปในชีวิตของชนชาวตะวันออก ต้ังแตนั้นมาท้ังกรีก
และทง้ั ชาวตะวนั ออกไดก าวหนาเคียงบาเคียงไหลกันไปในทางเอาชนะโลกทางฝายจิตวิญญาณ และ
ในทางปญญาความคิด แตพ อวฒั นธรรมกรีกโอเรยี ลแทลเริม่ กาวออกไปกต็ อ งพบกบั การหยุดชงักอยาง
แรงทีเดียว ซง่ึ อาจถงึ กับลม ละลายไดถ า ไมม กี ารขยายตัวของอีกอยางหน่ึง ซึ่งคูกันมาเขาชวยไวใหพน
จากความลม เหลวในประวตั ศิ าสตร คอื อาณาจักรของอาเล็กซานเดอรแตกออกเปนดสี่ยงๆ เพราะความ
มรณกรรมของอาเลก็ ซานเดอรท่มี ิไดจัดเตรียมอะไรไวพรอมและไมรูตัว ความยุงเหยิงทางการเมืองก็
เกิดขึน้ ตาม โลกกรีโอเรยี ลแทลทีเ่ กดิ ข้ึนใหม ๆ ก็เกิดมีฝกฝายรบพุงกัน เปนผลใหโครงรางมหึมาของ
การครอบครองของเฮลเลนคอย ๆ บพิ งั ทลายลง โครงรางอันเปนความสามารถอยางประหลาดของอา
เล็กซานเดอรไดกอต้ังไวกวางขวางในชั่วเวลาอันเล็กนอย แตเราไดเห็นแลววาโรมไดกาวมาจาก
ตะวันตก เขาในมากะโดเนียกอน แลวก็เขาใจในอาณาจักรเอเซียรวบรวมแควนเล็กแควนนอยของ
อาณาจกั รกรกี ทแี่ ตกออกไปใหเปน ระบอบเชื่อมโยงกนั เปนอันหน่ึงอันเดยี ว จึงจดั วา โรมไดชวยเฮลเลน
นิยมซึง่ กาํ ลังผพุ ังอยูนน้ั ใหพน สลาย ฝา ยเฮลเลนนิยมก็สนองโรม ดวยการหันมาสะกดโรมดวยอํานาจ
จัฒนธรรมทีเ่ หนือกวาโรมและดวยอทิ ธพิ ลทางศาสนา “เชลยชาติกรีกไดน าํ ผูพิชิตเขาใหเ ดินตามเหมอื น
ทาส”3 ในไมช าชาตโิ รมมนั ก็รบั เอาการศกึ ษาปรัชญา ศิลปะ และศาสนาของกรีกไว อาณาจักรโรมันได
กวู ฒั นธรรมกรกี ซึง่ กาํ ลงั เสอื่ ม และเปด ทางไวสาํ หรับการทีจ่ ะกาวหนาข้ึนใหมอีก ทัง้ น้ีก็โดยการที่โรม
ไดแพรผลของระบอบการและความมน่ั คงของการ บริหาร จักรวรรดิ ทับขน้ึ ไปบนโลกของเฮลเลน

เปนอันวา โรมัน กรกี และชาวตะวนั ออกมาบรรจบกันในโลก ซ่ึงจะใหสวนดีท่ีสุดของเขาแก
โลกใหเ หมาะแกการเผยแพรศ าสนาคริสเตียน เรือ่ งน้ีไดก ลา วไวครา ว ๆ ถึงการท่ีทั้งสามฝายตางได ให
อะไรแกโลกในบททีเ่ รียกวาอารมั ภบท จะไดก ลา วตอ ไป และชาวตะวันออกใหละเอียดอีกในตอนท่ีจะ

3 Myers, History of Rome, p. 85.

137

ไดกลา วตอไป ตอนนเี้ ราจะไดศ ึกษาดูถึงสว นทโ่ี รมันให คือใหโลกมีระบอบแข็งแรง รฐั บาลที่ใหโลกมี
ระบอบการเชน นี้มีความเสมอภาคทสี่ ุดจัดชดเชยเฉลี่ยไดดที สี่ ุดที่โลกโบราณผลติ ขึ้นมาใหได

1. รัฐบาลกลาง

รัฐบาลโรมนั ศตวรรษทห่ี นึ่งปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยก็ชื่อเทานั้น แตโดยพฤติ
นัยแลวก็เปนแบบราชาธิไตย ถือวาพระมหาจักรพรรดิเปนเจาพนักงานสูงสุดขอประชาชน พรินเซพ
หรอื ตุลาการสงู สุด ดาํ เนนิ การตามความประสงคของประชาชนโดย ถือเอาเสยี งแสดงออกท่ีสมาซีเนท4
แตทีจ่ ริงสิทธอิ ํานาจของพระจกั รพรรดนิ ้นั เดด็ ขาดท่ีพระองคเองโดยพฤตินยั

อํานาจปกครองมาจากสภาซีเนท และพระจักรพรรดิสภาซเี นทประกอบดวยพวกผูนําแหงชาติ
สองสามรอยคน คนเหลา น้ีไดตําแหนงมาเพราะคุณความดีของความมั่งคั่ง และของอิทธิพลและเพราะ
เปน ผูอ ยูในตาํ แหนงหนา ที่สูงอยูแลว ทเี่ ขาไดรับเลอื กขนึ้ มา บา งกส็ ภาประชาชนเลือกข้ึนมารับตําแหนง
บางกส็ ภาซเี นทเองเลอื กขน้ึ มา5 ไมใชเลือกข้ึนมาโดยประชาชนท้ังหมดท้ังส้ิน พวกผูนําเหลานี้ถือวามี
สิทธทิ จ่ี ะรวมกันหยดุ ย้ังอํานาจของพระจักรพรรดิ แตท่ีแทจริงแลวพวกผูนําเหลาน้ีกลับตองนอบนอม
ตอ ความประสงคข องพระจกั รพรรดิ ตําแหนงใหญของพระจกั รพรรดิคอื เปน ประมุขของกองทัพ6 ซึ่งมี
อํานาจเด็ดขาดการน้ีจึงทําใหพระจักรพรรดิควบคุมส่ิงอ่ืน ๆ ดวยคือทุกสิ่งท่ีเกี่ยวของกับโรมและ
ราชอาณาจักรของโรม พระจกั รพรรดยิ งั มีอาํ นาจทจ่ี ะตองคนขึน้ มาคนหนึง่ ดว ยอยูในตําแหนง “ระบบ”
ของผทู รงคุณวฒิ ใิ นสีภาซเี นท แลว ก็หาตาํ แหนง ที่เก่ียวกบั ประชาชนใหแกเขา แลวพระจักรพรรดิยังมี
อาํ นาจท่ีจะเพิกถอนสมาชกิ สภาซีเนทไดอกี ดว ย ถา พระจกั รพรรดทิ รงดําริวา สมาชกิ สภาซีเนทคนใดไม
เหมาะสมแกห นาท่ี หรือไมท ําหนา ที่ หรือหมดคณุ วุฒิดวยประการฉะนั้น พระจักรพรรดิมีอํานาจเกือบ
จะไมม ีอะไรจาํ กดั เหนอื สมาชกิ ของสภาซเี นท ยิ่งกวานัน้ ถาสภาซเี นทจะออกโองการอะไรข้นึ มาก็อยูใน

4 การฟนฟูของทฤษฏนี ใี้ นระหวางยคุ พนื้ วิทยาการ(Renaissance) ทําใหเ กิดทัศนะสมัยใหมข้ึนวา รัฐบาลพึงไดอํานาจมาจากการสมยอม ของพลเมืองท่ีอยใู นปกครอง
ของรัฐนั้นๆ
5 สภาซเี นทมกี ําเนดิ มาจากคณะทีป่ รึกษาอันเปน พวกผอู าวุโสทาํ หนาที่ถวายคาํ หารือตอกษตั รยิ  เพราะเหตุนีป้ ระวัติของสภาเชน นี้ยอนกลับไปถงึ สมัยกษตั รยิ 
ครองราชย ดตู ํารับของ Fowler op. cit, p. 69
6 ตาํ แหนง ทางทหารของพระองคทา นคือผบู ัญชาการทหารสูงสดุ imperator คํานี้จึงแผลงมาเปน “พระเจา จกั รพรรด”ิ wmperor

138

อาํ นาจทีพ่ ระจักรพรรดิจะยบั ย้ัง หรือไมยับย้งั ได ฉะนัน้ จงึ เปน การงา ยทเี่ ขา ใจไดว าเพระเหตุนี้สภาซเี นท
จงึ เปนประดจุ ดังตัวหนุ เชดิ แทจรงิ พระจักรพรรดิเทา น้ันเปนประมขุ ของชาติ ตาํ แหนง คอนชุลและตริบู
นซง่ึ เปนตาํ แหนง สูงสดุ ของรัฐในคราวสาธารณรัฐ เดี๋ยวน้ีเทากับเปนเพียงเกียรตินิยมท่ีพระจักรพรรดิ
ใหเ ปนรางวลั แกใ คร ๆ ที่พระองคท รงโปรดปรานเทานั้นไมมีความหมายอะไรมาก รัฐบาลโรมันแหง
ศตวรรษที่หน่งึ เปน สาธารณรัฐแตช ือ่ ที่จรงิ เปนราชาธปิ ไตย

2. การปกครองแควน

ไมเคยมีผูพิชิตคนใดท่ีมีทาทีปกครองพลเมืองชาติโรมัน คนชาติน้ีดุก็ไมมีใครกัน กดให
พลเมืองอยูใ นอาํ นาจก็แขง็ เหลือหลาย แตบ างทกี ม็ ีใจกวา งไมม ีใครเหมือน ๆ กนั ท้ังฉลาดในวิธีปกครอง
ก็ไมมีใครเกิน รฐั ท่ีแพแกโรมันกย็ ังไดรบั การยินยอมใหใ ชก ฎหมายและประเพณขี องตนเอง บางทีใหมี
ผูปกครองของตวั เอง ถาหากวา ผปู กครองเหลา นนั้ ดําเนินการปกครองเขากนั กับการปกครองของโรมัน
ได กฎหมายหลักไมมากอยางท่ีจําเปนตองใชควบคุมอาณาจักร และสวัสดิการของแผนดินของผูแพ
กาํ หนดไวสาํ หรบั ชนทุกชาติที่ขึ้นกับโรมัน แตถาหารัฐบาลหุนที่มีอยูเดิมคงดําเนินการสอดคลองกับ
โรมนั การปกครองเดมิ กย็ งั คงต้ังอยูไ ด

แควนตาง ๆ ตกมาเปนสมบัติของโรมไดหลายทาง ในสมัยท่ีโรมเปนสาธารณรัฐแควนบาง
แควนก็สมัครใจเขารวมอยูดวยอยางมิตร หลายแควนก็เขามารวมอยูดวยอยางสันติทีละแควน ๆ แต
โดยมากที่สุดรฐั ตา ง ๆ ตองมาขนึ้ อยดู วยเพราะแทศึกแกก องทหารโรม เปน เขา มารว มอยูดว ยกาํ ลังทหาร

มอี ยไู มก่แี ควนท่ีปกครองโดยกษัตริยประเทศ ผรู บั การแตงตง้ั มาจากโรม และจัดเก็บภาษสี ง แก
โรม ดังเชนตัวอยางของกษัตริยราชวงศเฮโรดแหงพระคริสตธรรมใหม โดยมากที่สุดเจาหนาที่
ผูปกครองไดแกผ วู า การเมือง ทางโรมเปนผูจัดตั้งมาบางทีก็โดยสภาซีเนท บางทีก็โดยพระจักรพรรดิ
สดุ แตฐ านะของแควน หนง่ึ ๆ หนาทข่ี องผวู าการเมอื งก็คือทจี่ ะรกั ษาฐานะใหขึน้ อยูกับโรม จัดเก็บภาษี
อากรรกั ษาความยุติธรรมไมวาท่ีไหนทกี่ ฎหมายโรมันเขาเกี่ยวของ คนทําผิดกฏหมายของทองทีก็ตอง
ถูกสอบสวนทีศ่ าลของทอ งถิ่น ในกรณใี ดท่จี ําเลยเปน พลเมืองสัญชาตโิ รมัน จําเลยก็อาจยื่นอุทรตอศาล
ของจักรวรรดทิ ีก่ รุงโรมได อาจารยเ ปาโลไดใ ชอาํ นาจกฎหมายนี้อทุ ธรณตอ ซีซาร

แควนทั้งหลายมีอยูสองประเภท แควนท่ีมีผูวาราชการไดรับแตงตั้งมาโดยสภาซีเนทก็เรียก
แควนซีเนท แตต อ งไดร บั ความยนิ ยอมจากพระจักรพรรดิดว ย เชน ท่เี รียกวามณฑลอะคายะ มาซิโดเนีย
อาเซีย กปุ โร และเกรเต ผวู า ราชการมณฑลเรยี กวา “โปรคอนซลุ ” แควนทอ่ี ยูใ นความบังคับบัญชาของ
พระเจาจักรพรรดิเองโดยตรง ผูวาราชการแควนเปนผูแทนของพระจักรพรรดิ แควนอยางน้ีเรียกวา
“แควนจักรวรรดิ” แควน ตา ง ๆ ท่ีใหญแ ละสําคัญยง่ิ ผูวา ราชการตองเปน คนหน่งึ ในบรรดาสมาชิกสภา
ซีเนท เรยี กวา “โปรเปรเตอร” สว นแควนเลก็ ๆ ก็ปกครองโดย “โปรคเู รเตอร” มียศนายทหาร แควน ช้ัน

139

อยางนไี้ ดแกแ ควนยูเดีย เพราะฉะนั้นปลาตเปนโปรคูเรเตอร แควนจําพวกแควนจักรวรรดิหรือแควน
อมิ พิเรยี ล แหงศตวรรษทห่ี นง่ึ ไดแ ก ปม ฟเู ลยี กะลาเทยี กิลเิ กีย และซเี รยี ยูเดยี เปน แควนโปรคเู รโตเรียล
จงึ ข้นึ อยูก ับการปกครองแหงแควนซีเรีย ผูวาราชการมณฑลหรือแควนมีขาราชการท่ีปรึกษาไดคณะ
หน่งึ ประกอบดว ยผูเคยเปนตลุ าการมากอ นในแควนน้นั และเปน ชาวเมืองผมู ีอิทธิพล

ภายในแควนตาง ๆ มักจะมีถิ่นท่ีอยูของพลเมืองโรมันมักจะเปนพวกทหารกองหนุน เรียกที่
อยางน้ีวา “นิคม” โดยปกตินคิ มอยา งนตี้ ้ังอยูในเมืองท่ีเปนอยูแลว ถิ่นท่ีอยางนั้นเปนเจาของไมแตเปน
เจาของเมืองเทาน้ัน ยังบริเวณเล็ก ๆ รอบ ๆ เมืองอีกดวย ในการปกครองนิคมเหลานี้ถือวาข้ึนกับ
จักรวรรดิโรม เปนเหมอื นกรงุ โรมแหง เลก็ ๆ ในจําพวกนคิ มโรมแหงศตวรรษท่ีหนึ่งที่คุนกับนักศึกษา
พระครสิ ตธรรมใหมก ็คอื กายซาไรอา ลุศตรา อันติโอแหงปซิเดีย โตรอา ฟลิปปอย และโกรีนโธ ยังมี
เมอื งตาง ๆ อกี ท่ไี ดสิทธพิ ิเศษและปกครองเปนอิสระจากการปกครองทองถ่ิน สิทธิพิเศษนี้โรมอนุมัติ
ให บางทีก็เห็นวาไดท าํ งานสาํ คัญใหแกอาณาจักร บางทกี ็เพราะฐานะของเมืองเม่ือโรมเขารุกรบ เมือง
เหลา น้ีเรียกวา “เสรีนคร” เชนเมืองเธซะโลนิกา เราไดช้ีแจงไวบางแลวขางตนในบทที่วาดวยประเทศ
ปาเลสไตน

3. การภาษอี ากร

เร่มิ รชั กาลของออกัสซีซาร ในระหวางสิบส่ีปน้ันมีการสํารวจสํามะโนครัวในราอาจักรโรมัน
ดวยความประสงคเกีย่ วกับเก็บภาษี การสาํ รวจสาํ มะโนครัวอยางน้ันทท่ี ําใหโยเซฟกับมาเรียมายังเมือง
เบธเลเฮมในคราวท่พี ระเยซูบังเกิดอาจเปนในป ก.ค.ศ. 8 รายไดหลักคอื การเกบ็ ภาษแี ผนดนิ แตมีรายได
อีกหลายแบบเกีย่ วกับรายไดสว นบุคคล และรายไดพ เิ ศษแมแ ตค นชราทเี่ ปนโสดก็ตองเสยี ภาษี

รายไดอาจแบงออกเปน สองประเภท ภาษีศลุ กากรกับภาษีอากร ภาษีศลุ กากรกบั ภาษอี ากร ภาษี
ศลุ กากรเก็บจากสนิ คาตาง ๆ และสิ่งสาธารณปู โภครฐั บาลทอ งถ่นิ เปน ผูอ าํ นาจจัดเก็บ มีเจาภาษีเลอื กเอา
มาจากมณฑลตา ง ๆ ภาษเี หลา นีเ้ กบ็ แลวกใ็ สใหแ กเจา พนกั งานตวั แทนของราณาจกั ร ภาษีอากรเก็บจาก
ทรัพยม รดกและบคุ คล เจา พนักงานโรมันเปน ผอู าํ นายการเกบ็ การเสยี ภาษีจา ยเปนเงินหรือเปนผลิตผล
กไ็ ด อียิปตเ ก็บภาษสี ว นใหญเปน เมลด็ พชื ในปาเลสไตนเก็บเปนเงนิ

รายไดก อนหนึง่ จะจา ยไปในการบริหารราชการของรัฐบาลทองถิน่ และในการสาธารณูปโภค
และในการพัฒนการในการปฏิสิงขรเมื่อเกิดแผนดินไหวก็จะมีการกอสรางขึ้นอีกหรืออัคคีภัย และ
อบุ ัตภิ ัยอยา งอืน่ ๆ เงนิ รายไดจ ํานวนมหึมาสง ใหแ กโรม รายไดที่ไดจากมณฑลท่ีขึ้นกับสภาซีเนทก็สง
เขา คลงั ของสภาซีเนท และใชเปนคา ใชจา ยของสภา และใชในราชการของมณฑลอติ าลี รายไดท่ีไดจาก
มณฑลทีข่ ้ึนกบั พระจักรพรรดกิ ส็ งใหแกพระจักรพรรดิ และใชไปในการพัฒนากและบริหารราชการ
ของกรงุ โรม สาํ หรบั บาํ รุงการทหาร และคา ใชจ ายสว นตัวของพระจกั รพรรดิ

140

4. กองทัพ

ในโลกแหงศตวรรษท่ีหนึ่งไมีมีอะไรท่ีจะชินตอสายตอเทากับทหารโรมัน แทจริงการเปน
ทหารกน็ ับวา เปนการอาชีพอยา งหนง่ึ เมอื่ รับราชการทหารไดย ่ีสบิ ปแ ลว จะลาออกจากประจําการก็ได7
แตส าธารณรฐั โรมนั กย็ งั คงถอื วาเขาเปน ทหารอยู ดว ยประการฉะนั้นจึงเปนเอกชนที่มีอิทธิพลมาก เรา
เห็นแลววากองทัพพรอมดวยพระจักรพรรดิเปนประมุข ไดควบคุมราชอาณาจักรไวในอําน าจ
เพราะฉะน้ันเราอาจพดู ไดว าหลักการปกครองของโรมนั คืกองทพั ชวี ิตการเปน ทหารจึงเปน ลกั ษณะเดน
และสาํ คญั ในโลกกรีกโรมัน ความจริงน้อี าจารยเปาโกก็ยอมรับ และทานยังไดรวบรวมลักษณาการณ
ของทหารเอามายกเปน อทุ าหรณคําส่งั สอน ตลอดจนยุทโยปกรณแ ละประสบการณตา ง ๆ
มสี ว นใหญ ๆ อยูสองอยา งในการจัดกองทพั ท่เี ราพอจะรูไว

(1) สวนประกอบ กองทัพโรมันประกอบดวยทหารสองประเภท ประเภทนักรบและประเทภ
ชว ยรบ ประเภทนักรบนัน้ เกณฑเ อาจตากพลเมอื งสัญชาติโรมัน หรือประชาชนในแควนตาง ๆท่ีจัดวา
ประชาชนเปนพลเมืองสญั ชาติโรมัน ประเภทชว ยรบนนั้ เกณฑท หารจากพลเมืองในแควนตาง ๆ แตถา
ทหารประเภทชวยรบไดป ระจําการมายส่ี บิ หาปเต็มแลว และไดร บั เกยี รตินิยมเขากจ็ ะไดร ับนับถือวา เปน
คนสัญชาตโิ รมัน มีธรรมเนียมอยวู าจะไมม ีการใชทหารชว ยรบในแควนทเี่ ปน บา นเกิดเมืองนอนของเขา
ซ่งึ เปนการระวงั มิใหเกดิ การขบถข้ึน ทหารประเภทชวยรบอยูในบังคับบัญชาของนายทหารที่เลือกมา
จากในกองประเภทรบกองทัพหน่ึง ๆ ยอมประกอบดวยสิบโคหอรท โคหอรทหน่ึงก็มีสิบกองรอย
ฉะนน้ั กองทพั หน่งึ ๆ จึงมที หารกองละหกรอยคน ทหารชวยรบก็จดั เปน กองรอยเหมือนกันผิดกันก็แต
จํานวนกองทัพหนึ่งๆ ยังมีกองทหารมาประจําอยูดวย ซึ่งมีจํานวนหนึ่งรอยยี่สิบคน กองทหารมาท่ี
จาํ นวนใหญกวาน้ีนน้ั เกณฑเอามาจากกองทัพชว ยรบ

นอกจากกองทหารรบ และชว ยรบธรรดากย็ ังมหี นว ยพิเศษอกี มีขนาดตาง ๆ กัน มีหนาที่พิเศษ
ตางๆ เชนกองทหารรักษาการณส วนองคพระจกั รพรรดิ และกองรกั ษาการณประจาํ เมืองที่กรุงโรม

7 อาจไดร บั อนุญาตใหผ ละจากราชการทหาร กอนกําหนดครบวาระกไ็ ด ถามีเหตจุ าํ เปน อันสมควร เชน ความมปว ยเจ็บกาํ เริบข้ึน

141

(2) เก่ียวกับการบํารุง เงินเดือนสําหรับทหารคนหน่ึงก็ประมาณ 500 บาทตอป ถือหลัง
เปรียบเทียบกับคา จางในอาชีพอยา งอน่ื ๆ ดวย ทีไ่ ดร บี กนั ตามยุคตามสมัย และยงั คาํ นงึ ถึงส่งิ อ่ืนๆ ที่เขา
ไดรบั การอานุเคราะหอกี ดว ย ซึ่งเปนคา จา งท่สี มควรเสบียงสําหรบั ทหารน้ัน เปน อาหารพ้ืน ๆ ผิดเพ้ียน
กนั บา งกเ็ ลก็ นอ ย เราถอื วาเราคดิ ถกู ตอ งแลว ทวี่ า ทหารโรมนั ไดร บั การบํารงุ พอเพียง และก็ไมเหลือเฟอ
ทหารตองสมบุกสมบันและมีความเปนอยูตํ่ากวาพลเรือน จนกวาจะไดเล่ือนยศข้ึนเปนนายทหาร
อยางไรก็ตามคนเปนจํานวนมากชอบสมัครเขา เปนทหาร ทั้งน้ีเพราะเปน วิถชี วี ติ ท่เี ราใจ แมจะรวู า ตองมี
การฝกหัดฝกฝนกันอยางบึกบึนเปนพิเศษ แตความคิดของคนก็ยังเห็นวามีเกียรติในการถือตําแหนง
เชนนี้8

โรมและศาสนา

1. ศาสนาประจําชาติ

โรมเห็นวาศาสนามีคุณคา และบํารุงการนมัสการพระแหงชาติ ศาสนาพ้ืนเมืองของโรมเปน
ศาสนาทีน่ บั ถือพระหลายองค ความจริงแลว โรมมใี จรบั ไดท งั้ น้นั อะไรทมี่ ีนิสยั ดีความประพฤติก็ถือวา
เปน สง่ิ ที่ดที ีม่ าจากพระดที ้งั น้ัน ประการฉะนนั้ จงึ ทาํ ใหมีพระเปน จํานวนมากหลาย

โรมเห็นวาศาสนามีคุณคา และศาสนาจะทนุบํารุงรัฐทางราชการของรัฐก็บํารุงศานาดวย
คาใชจ า ยของรัฐแตอยา งไรกด็ ีการนมสั การท่เี ปน ทางราชการก็มีนา้ํ หนกั ไปในทางนมัสการพระประจํา
ชาติ มีพระเปนจํานวนมากท่ีการนมัสการจํากัดอยูตามทองที่ในวงการคาและในครอบครัว นับไดวา
ครอบครัวคนโรมันทกุ ครอบครัว ถือพระมรดกตกทอด ซ่งึ ตั้งในศาลเลก็ ๆ มีอาหารมีพวงมาลัยดอกไม
มาถวาย ตอบสนองแกท ี่มกี ารพทิ กั ษรักษาบา นให เปน พระที่ไดอาศัยขอใหชวยจัดการอะไร ๆ ใหไดทุก
อยางไมวาจะเปนดินฟาอากาศ การเก็บเก่ียวศึกเสือเหนือใตมีชัยชนะขอใหชวยจัดสิงเหลานี้ไดดวย
ทงั้ นน้ั รฐั ก็สง เสริมการนมัสการ

8 “ประชาชนโดยมากท่สี ุดนยิ มการเขา รบั ราชการทหาร” Eriedlaender,Roman Life and Manners Vol I p. 191

142

ดูเหมือนหนึ่งไมมีการคิดขออะไรจากพระเพ่ือใหชวยอะไรเปนการสวนตัวบุคคล มีแตการ
ขอใหช าติหรือใหบ า นมโี ชคดีเทาน้ัน โดยทถี่ ือวา เปน หลกั และเปนเคร่ืองมือของรัฐ คนโรมันโบราณมี
ใจทางศาสนากท็ เ่ี ก่ียวกับการรบั ชาติเทา นั้น พระกเ็ ปนพระของรัฐ ทีจ่ ะชวยคนใดกแ็ ตเฉพาะท่ีคนนน้ั จะ
ทําใหเปนประโยชนอะไรแกรัฐเทานั้น หรือมิฉะนั้นก็ท่ีจะเปนประโยชนแกครองครัวในฐานท่ีเปน
หนวยรฐั เพราฉะนั้นศาสนาจึงเปนความสนใจท่ีเกี่ยวกับรัฐบาลเทานั้น และพระก็เปนเร่ืองที่เก่ียวกับ
ความเจริญกา วหนาของอาณาจักรเทาน้นั

เพยี งเมอื่ กอนศักราชครสิ เตียนจะรงุ อรุณขึ้น อันเปนผลจากวัฒนธรรมกรีกหลั่งไหลเขามา ท้ัง
ปรัชญาทัง้ อทิ ธพิ ลของศานาใหม ความสนใจของพลเมืองในศาสนาเดิมของโรมันก็เริ่มถอยกลับ เมื่อ
โรมเหน็ วาศาสนาพื้นเมอื งของเขาเร่ิมเส่ือมลงก็อุตสา หขมีขมนั ทําใหรฐั บาลของจักรพรรดิฟนฟูอํานาจ
ข้ึนมาในความคิดของพลเมืองเอาเงินในทองพระคลังเปนจํานวนใหญใชไปในการสงเสริมศาสนา
ประจําชาติ แตก ารฟนฟนู ีเ้ ปนเพียงแตก ารปลกุ ในเทาน้ันหาไดเ นนถึงศีลธรรมและจิตใจทางศาสนาไม
ในวงการของจกั รพรรดหิ าไดม ีการอทุ ิศตัวทางศาสนาในแบบเนนศีลธรรมและปรับปรุงใจหามีไม ใน
บรรดาพระจกั รพรรดิทง้ั หลายที่นับถอื พระกม็ ุงแตท ่ีจะเอาพระมาเปนมิตรกับอาณาจักร การนี้เกิดจาก
หลักความคดิ ทีว่ า ศาสนาเปนธุระของชาติและพระเปนของมีคาของชาติ จึงเปนผลใหชนโรมันคิดวา
ศาสนาเปน แตเพยี งผรู บั ใชของโรม ความสนใจสุดยอดของรัฐบาลโรมันก็คือความกาวหนาและความ
เจริญรุงเรืองของรัฐ ศาสนาเปนแตเพียงสวนหนึ่งท่จี ะใชทําใหบรรลุถึงจุดหมายนั้นได ถาศาสนาใดไม
เปนไปตามความประสงคนั้น พระเจาพรรดิก็ไมใสใจอะไรดวย ถาศาสนาไหนมีทีทาวาจะไมให
ประโยชนแกความกา วหนาของอาณาจักรโรมนั อาณาจกั รกเ็ กลียดศาสนาอยางน้ันและถือวาตองกําจัด
ศาสนาอยางนน้ั เสยี ใหหมดสิ้นไป

2. นโยบายทห่ี ันมาทางศาสนาตางชาติ

โรมนั้นโอนออนใหแกศาสนาตางชาติอยางมาก โดยคํานึงถึงวาเปนเร่ืองของการใหความรู
ความสวาง แตจักรวรรดิมีนโยบายศาสนาตางชาติก็เปนแตเพียงวาโอนออนใหเทาน้ัน ไมใชวาใหมี

143

เสรีภาพ เพ่ือความระแวดระวังรัฐ พระจักรพรรดิตองคอยจับตาเฝาดูการขยับขยายตัวและความ
เคลื่อนไหวของศาสนาเหมือนดังที่พระองคทานระแวดระวังดานอื่นๆ แหงชิวิตทุกอยางดวย ไมวา
ศาสนาใดถา เกิดความนิยมกนั ใหญแ ลว เปน หนีจากการสังเกตของรัฐบาลไมพนและไมไดนาน “ท่ีจริง
รัฐถอื สิทธิในการกําหนดวาพระอะไรทคี่ วรนมัสการ และแมไ มอยางยงุ กับความเห็นสวนตัวของคนใด
กย็ งั กําหนดใหประชาชนทราบถึงสิ่งทคี่ วรบชู า และเรียกรองใหเคารพบูชาครั้งแลวเลา9 ในการดําเนิน
ตามนโยบายนี้ จึงจัดวาศาสนาในจักรวรรดิมีอยูสองประเภทประเภทหน่ึงเปนประเภทที่กฎหมาย
คุม ครอง (religi licita) อีกประเภทหนึง่ นอกการคุมครองของกฎหมาย (rligio illicita) ประเภทกฎหมาย
คุมครอง รัฐบาลกอ็ ปุ การะคมุ ครอง สวนประเภทท่ีนอกกฎหมายคุมครองรัฐบาลก็ไมรับรูไมคุมครอง
แตร ฐั บาลกม็ ไิ ดถ อื วา ศาสนาอยางนีผ้ ดิ กฎหมาย ไมไดผิดกฎหมาย แตกฎหมายไมรับรูดวย คือรัฐบาล
โรมันถือวาไมมีธรุ ะดว ย อาจมีการเชือ่ ถือปฏบิ ัติกนั เกินขอบเขต หรอื พวกสานุศษิ ยอาจสง เสริมกันใหญ
แตถ าหากวา ไมม ีรองรอยของการคุมคามใหแ ตกแยกหรอื ไมกอความไมส งบขนึ้ แกราชอาจักร ตราบนน้ั
ขาราชการโรมันก็ไมพยายามขมเหงคะเนงรายอะไร ศาสนาคริสเตียนก็เปนศาสนากฏหมาย (religio
illicita) แตเม่อื เร่ิมแรกทางโรมถือวาเปนเรอ่ื งหนง่ึ ของการขยายตัว ของลทั ธิยดู าหนิยมเทานั้น ซึ่งลัทธิยู
ดาหนิยมกถ็ ือเปน ศาสนาใหญในกฎหมาย เพราะเหตุน้ีหลายสิบป ในตอนแรกของประวัติศาสนาคริส
เตียนรฐั บาลโรมันไมรสู ึกผดิ สังเกตแตป ระการใด10 ศานาคริสเตยี นถกู ขมเหงครั้งแรกทีส่ ดุ โดยกษัตริยนี
โรในป ค.ศ. 64 ก็เพราะนิสยั ไมอยูกบั รอ งกับรอยของคนผูเปนกษัตรยิ มากกวา เปนนโยบาย การเมืองอัน
หนักแนนของจักรวรรดิ แตในคราวของกษัตริยโดมิเทียน (81-96) ศาสนาคริสเตียนข้ึนถึงความเติบ
โหญและทรงพล้ังในทางจํานวนจนเปนท่ีกลัวกันวาจะเปนอันตรายแกบูรณภาพ และความถาวรของ
ราชอาณาจกั รได ดังน้นั ส่ิงอันเปนแคเ พยี งศาสนาที่อยนู อกกฏหมายคุมครองก็ตองถือวาเปนศาสนาผิด
กฎหมาย

9 Foakes-Jackson, History of the Christiam Church to A.D. 461 p. 45
10 คําอา งของทา นเทอทุลเลยี น(Apol 5) ตอขอเสนอของทเิ บริอุศทีเ่ สนอตอสภาซีเนท ใหส ภารบั ศาสนาไวในพวกศาสนาทวั่ ไปน้ันไมอาจรับไดว าเปน เรอ่ ื งเกิดข้ึนใน
ประวัตศิ าสตรจ ริง

144

3. นมัสการพระจักรพรรดิ

เม่ือศาสนาประจําชาติของกรีกและขอโรมแตดั้งเดิมนั้นเส่ือมคลายไปในศตวรรษท่ีหน่ึง วง
ราชการของจกั รวรรดกิ ผ็ ลติ อิทธพิ ลของศานาออกมาใหเปนเรอ่ื งเปนราวใหญโตกนั กวางขวาง เรอื่ งนี้ก็
คือการจัดใหมีการนมัสการพระจา พรรรดิโรมนั ขึน้ รฐั บาลโรมนั สง เสริมอยางเปนโยบายการเมือง การ
บายเบี่ยงท่ีจะไมนมัสการพระจักรพรรดิของทางราชการนี้ ก็เทากับแสดงความไมจงรักภักดีตอ
จกั รวรรดอิ อกมาใหเหน็ ถา ยังขืนดอ้ื ดงึ ไมปฏิบตั ติ ามกแ็ สดงวา ทรยศ การนมัสการพระจกั รพรรดแิ บบน้ี
เปนการหนว งเหนี่ยวศาสนาคริสเตียนแรกเริ่มอยางสุดแรง และเปนเหตุใหเกิดการขมเหงอยางสาหัส
ข้นึ อยเู สมอ ๆ

การเรยี กรองใหน มัสการพระเจา พรรดนิ ้นั มีหลกั การผดิ กนั ในตะวนั ตกกบั ในตะวันออก ในกรุง
โรมเองกด็ ีในความคดิ ของพระจกั รพรรดิเองก็ดี ถือหลักตามความคิดเห็นเดิมของโรมันเร่ืองวิญญาณ
วญิ ญาณของคนของสถาบนั หรอื ของสิง่ ก็จะถอื วเปนวิญญาณพทิ ักษรักษา ซ่ึงจะทาํ ใหส ่งิ นนั้ น้ันพวกหมู
นั้นดํารงคงทนถาวรได วญิ ญาณของพระจกั รพรรดิโรมนั มีอํานาจกําหนดบ้ันปลาย ของพระจักรพรรดิ
แตล ะองคทสี่ บื ตอกนั ครองอราชยได ความรนู ึกคิดของจักรวรรดิเปน เชนนจ้ี ึงไดยกพระจกั รพรรดขิ ้นึ สู
ตําแหนงเทพเจาได11 แตเดมิ พระจกั รพรรดโิ รมันมิไดถ อื วงคอยา งจรงิ จังทีเดยี ววาเปน เทพเจา “ไมสงสัย
เลยวา ในการท่อี อกสั ตัสอนญุ าตใหมีการนมัสการวญิ ญาณของพระองค หาไดทรงมคี วามคดิ วามีการยก
พระองคข น้ึ เปนเทพเจาไม” 12 แตใ นตะวนั ออกก็เปนกรณีอีกอยางหน่ึง คนชาวตะวันออกมีศิลปะ ของ
การนําจิตใจของคนใหถือศาสนานัน้ พอเขากนั เหมาะกบั การนาํ แบบยกคนขนึ้ เปนเทพเจา บรรดากษัตริย
ทั้งหลายตังแตบุรมบุราณมาถึงวาเปนเทพเจาทั้งนั้น และตองมีการเคารพนับถืออยางไมผิดกับการ
นมสั การทีเดยี ว คนชาติตา ง ๆ ท่พี ายแพแกอ าเล็กซานเดอรก ถ็ ือวา อาเลก็ ซานเดอรเปนเทพเจา ปอมเปยก็
ไดความรูส กึ เชนเดียวกนั เชน น้ันแหละการยกพระจักรพรรดิแตละองคข ้นึ เปน เทพเจาจึงไมเปนส่ิงยาก
แกค วามคิดของคนชาวตะวนั ออก ฝายพระจกั รพรรดิก็ฉวยโอกาสเอาศลิ ปะแหงการนาํ จิตแบบน้ีโดยไม

11 ดูตาํ รับของทา น Friedlaender,op.cit., Vol 3 pp. 114 ff.
12 EAKIN,Getting Acquainted with the New Testament, p. 266

145

ชกั ชารงั เร เปน ผลศาสนาครสิ เตียนทางภาคตะวันออกตอ งรณรงคก บการขัดขอ งแบบนี้อยา งทรหดท่ีสุด
โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ในเอเชยี นอย13

พระจกั รพรรดโิ รมัน

ทีจ่ ะกลาวตอ ไปนี้จํากัดอยูท่ีจะกลาวเฉพาะวิสัย ของพระจักรพรรดิในศตวรรษที่หนึ่งเทานั้น
และเทา ที่พระมหากษตั รยิ ช ดุ นี้เกี่ยวของกับประวัติศาสตรแหงศาสนาคริสเตียน และจะไดบรรยายถึง
การแตละพระองคตามลําดับ และกลาวไวเล็กนอยถึงเหตุการณที่เกี่ยวของของแตละพระองคใน
ประวตั ิศาสตร ศาสนาคริสตเตยี นแหง ศตวรรษทหี่ นึ่ง

1. ออกสั ตัสซีซาร (ก.ค.ศ. 31 ถึง ค.ศ. 14)

หลงั จากต้ังหลักสาธารณรัฐมั่นคงแลว ออกัสตัสก็เปนผูนําโรมันคนแรก ผูทรงทําใหตําแหนง
ข องพ ระอง คทาน ต้ังมั่ นค งไ ดสําเ ร็จชั่ วเวล าหน่ึง ใ นฐา นะเ ปนผูป ก ค รอ งข อ งประ ชาชน โรมั น
ประสบการณที่ไดจากบรรดาผูครอบครองที่แลว ๆ มาในประวัติศาสตรตอนแรก ๆ ทําใหเกิด
ความรูสึกกับคําวากษัตริยอยางนารังเกียจเดียดฉันทเหลือทนตอชนโรมัน จนกระท่ังไมยอมใหเกิด
ความคิดทะเยอทะยานขึ้นแกผูนําคนใดใหทรงมงกุฎ แมแตออกัสตัสเมื่อขึ้นสูอํานาจสูงสุดก็ยัง
ระมัดระวงั ไมเอาตําแหนงกษัตริยอันเปน ตําแหนง ที่คนรังเกียจน้ัน แตถือวาเปน “อมิ เปอเรเตอร”เทานั้น
คํานเี้ ปน ภาษาลาตินแลว เพ้ียนมาเปน คํา “เอมเปอเรอ” แลวอมิ เปอเรตอนน้กี ม็ คี วามหมายแคผบู ญั ชาการ
ทหารสงู สุดเทานัน้ กาลเวลาแหงรัชกาลของพระองคแ สดงวาออกสั ตัส อยูในตาํ แหนงของจักวรรดิ เมื่อ
องคพระผูเ ปน เจา ของเราทรงบังเกิดที่เบธเลเฮ็ม นามพระองคเอยเจาะจงในหนังสือลูกา 2:1 ออกัสตัส
เปนผูแตงต้ังเฮโรดเปนกษัตริยแหงยูเดีย เม่ือเฮโรดสิ้นพระชนมแลว ออกัสตัสไดแบงแผนดิน
ปาเลสไตนใหแ กโอรสสามองข องเฮโรด แตค ราวหลังก็ถอดอาคะลาวสออกแลวเนรเทศไป ใหยูเดียตก
อยูในปกครองของผูวาราชการ ออกัสตัสเปนจักรพรรดิองคย่ิงใหญที่สุดในบรรดาพระจักรพรรดิ

13 ดตู าํ รบั ของทาน Fowler, Social Life at Rome, pp. 319-352 Fisher, Beginnings of Christianity, pp. 74-139 Friedlaender, Roman Life and Manners, Vol 3 pp. 84-
214 ท่อี ธบิ ายเรอ่ื งลัทธินยิ มการนมัสการพระจักรพรรดิใหดูตํารบั ของทานFowler,Roman Ideas of Deity, pp 107 133

146

ทงั้ หลายและเปนรัฐบุรษุ ผูยิ่งใหญตลอดกาล พระองคนําความสงบสขุ มาใหแ กโลกโรมันในรัชกาลของ
พระองค ซึ่งเลื่องลอื กันดว ยคาํ วา Pax Romana คนเปนอันมากรูสึกประหนึ่งวาพระองคเปนผูจัดเตรียม
ทางสาํ หรบั การแพรศ าสนาคริสเตียนอันสําคญั ทีเดยี ว

2. ติเบรอิ สุ (ติเบเรยี ค.ศ. 14 ถงึ 37)

ติเบริอสุ ไดใ หสญั ญาในตอนแรกแหงรชั กาลของพระองคทานวา จะเปนผูปครองใหเหมือนกับ
ผูปกครองผูยิ่งใหญกอนทานแตเพียงไมก่ีปติเบริอุสก็หันไปดําเนินไปนโยบาย ดุดัน และโหดเหี้ยม
ทารณุ ติเบริอสุ เปนผแู ตงตั้งปอนเตยี วปลาตใหเ ปนผวู าราชการแหงยเู ดีย ปลาตไดปกครองยูเดียอยูนาน
แตไมใชเพราะความสามารถหรอื เพราะความนยิ มของประชาชน แตเพราะนโยบายของติเบริอุสท่ีตั้งอยู
ในราชการใหอยูในตําแหนงนาน ๆ เพราะพระองคทานมีความเหน็ วา ใหผ วู า ราชการมีโอกาสปกครอง
ที่ใดก็ปกครองที่น่ันอยูนาน ๆ ดีกวา โดยเห็นวาหลักการนี้จะไมทําใหภาวะแวดลอมเขายั่วยวน
ผูปกครองใหปลนสะดมพลเมอื งเพอ่ื ความรํ่ารวยสว นตัวโดยเห็นวามีโอกาสอยูในตําแหนงเพียงสั้น ๆ
เฮโรดอันเตบิ โตไดช มวา เบรอิ สุ เปน ผอู ุปการะและผูพิทักษข องเขาตลอดเวลาจนส้ินพระชนมอะฆะริปา
ท่ี 1 ไดก อความไมพอพระทัยใหจ ึงตองถูกเนรเทศไปคร้งั หนงึ่ ถกู จับใสค ุกจําโซตรวนก็อีกคร้ังหน่ึง ใน
ระหวางรัชกาลของติเบริอุสนี้ ศาสนาคริสเตียนยังไมคอยสําคัญเทาไหร จึงไมอยูในความผิดสังเกต
ของกษตั ิรย

3. คาลิกลู า (ค.ศ. 37 ถงึ 41)

จกั รพรรดอิ งคดุรา ยเลวทรามทีส่ ดุ ในบรรดาพระจักรพรรดิโรมันท้ังหลาย เปนคนคล่ังศาสนา
และเปน คนทารณุ คนยวิ ชาวอาเลก็ ซานเดรยี ตอ งรับทกุ ขเพราะการจลาจลของชนตา งชาตผิ ูเปนพลเมือง
ดวยกนั ทาํ รายเอา เขาไดรอ งเรียนไปยงั กษัตรยิ คาลิกูลาใหจดั การให แตก ลับไดรับคําประมาทเหยียบยํ่า
ตอบมาคาลกิ ลู าอางเอาความเปนเทพเจา อยา งท่จี ักรพรรดิโรมนั ท้ังหลายเปน และคดิ เพอ คล่งั ไปวาท่ีจริง
ตัวเองเปน เทพเจา อยใู นรา งมนษุ ย และปลงใจจะใหค นนมัสการพระองคก ันทัว่ ราชอาาจกั รการนมสั การ
พระเจา จักรพรรดเิ ร่ิมทีอ่ อกสั ตสั แตไ มเคยสงเสรมิ กระทํากันถงึ ขนาดเรียกรองอยางเพอคลั่งดังคาลิกูลา
ไดก ระทาํ และไมเคยมใี ครยกตัวอยา งบาคล่ังมากอนถึงขนาดนั้น ถึงตอไปภายหลังก็ไมมีอยางนั้น คน
ตางชาติที่เปนพลเมืองอาศัยอยูในเมืองแยมเนียซึ่งอยูในมณฑลยูดาห ไดสรางแทนและวางระเบียบ
นมสั การพระจักรพรรดิในแผนดินยดู าห พวกยวิ ทําการคดั คา น ในการสนองการคานคาลิกูลาไดสั่งให
เอารูปฉายาของพระองคท า นเขาไปต้ังในวิหารกรุงเยรูซาเล็มนั่น อะฆะริปาซ่ึงเวลาน้ันอยูในโรมและ
สนิทสนมกบั พระจกั รพรรดิมาก ไดท ําการออ นวอนปลอบโยนดวยสดุ แรงเกิด จงึ รอดไปจากเหตุการณ
ท่อี าจเกดิ ขนึ้ อยางบาเลือดเขาทาํ ลายรูปนมัสการน้นั เสียได คาลกิ ูลานีแ้ หละเปน ผฟู นฐานะใหแกอะฆะริ

147

ปาผตู กยากอยา งรา ยมานานและยกใหเปนท่ียกยองของจักรวรรดิ ใหปกครองแผนดิยูดาหคาลิกูลาได
เนรเทศอันติปา แลวเอาเขตปกครองของทานยกใหแกอะฆะริปา คาลิกูลาสิ้นพระชนมดวยการถูกลอบ
ปลงพระชนม

4. คลอดิอสุ (เกลาดโิ อ ค.ศ. 41 ถงึ 54)

คลอดอิ ุสเปน คนออ นแอทง้ั กายทง้ั ปญญา แตถงึ กระนน้ั รชั กาลของพระองคก็เจรญิ รุงเรือง และ
ในปแ รก ๆ กเ็ ปน รัชกาลทส่ี งบสนั ตริ ชั กาลหนง่ึ กจิ การประกาศศาสนาของอาจารยเปาโลเวลาสวนใหญ
อยใู นรฐั กาลของกษัตรยิ พระองคน้ี และทรงควบคมุ โลกเปนระเบียบเรียบรอยในขณะที่อาจารยเปาโล
ทาํ การเทศนาแนทีเดียวคลอดอิ ุสไดม ีสวนรว มมอื กับอาจารยเปาโลโดยไมรูตัวคลอดิอุสเปนมิตรสหาย
และเปนผูอุปการะของอะฆะริปาท่ี 1 ทรงต้ังใหเปนกษัตริยประเทศราช ใหครอบครองอาณาเขต
สวนมากท่ีสุดซ่งึ แตเดิมอยใู นความปกครองของอนั ตปิ าและฟล ิป ทง้ั มณฑลยูดาหแตกอนดวย ในปค.ศ.
52 พระองคทาน ทรงโกรธเคือง พวกยิวในกรุงโรม อาจเปนพระการพิพาทกันในพวกเขาเกี่ยวกับ
ศาสนาครสิ เตียน จึงไดทรงขับไลพวกยิวเปนอันมากออกจากกรุงโรม ในพวกน้ีมีปริศกิลากับอะกูลา
เปนตน

5. นโิ ร (ค.ศ. 57 ถงึ 68)

พระราชาองคน้ีมีดีเดนอยางท่ีไมใครอยากจะอิจฉาในการเปนคนดุรายทารุณท่ีสุดในบรรดา
จกั รพรรดโิ รมนั ทง้ั หมด จงใจทําอะไร ๆ ก็ไดตามความเห็นแกต วั สวนใหญของกรุงโรมตกอยูในมหา
อัคคภี ยั ก็เพราะพระองคท านในป ค.ศ. 64 ประาชาชนมคี วามรูสกึ แรงทเี ดยี ววา นีโรเปน ผูเ ผา นีโรก็เกรง
จะกระทบกระเทอื นตอความปลอดภัยของตัว จึงพยายามหันความคลางแคลงนี้ไปใหพนตัวดวย การ
กลาวหาปายรายวาพวกคริสเตียนเปนผูกระทําอาชญากรรมนี้ การขมเหงคริสเตียนอยางดุรายท่ีสุดก็
ระเบดิ ขน้ึ “นโี รใหส วนของทา นเปนทแ่ี สดงวธิ ีการทรมานนกั โทษ เวลากลางคืนจุดไฟเผาคริสเตียนท้ัง

148

เปน ใหเ พลิงสวางไสวไปทง้ั สวน”14 การขม เหงนี้คร้ังแรกก็จํากัดอยทู ี่เดียว ตอมาก็กระทํากันแพรหลาย
ไปในสว นอืน่ ๆ ของราชอาณาจักร ในการขมเหงครั้งนี้อาจารยเปาโลกับเปโตรตองพลอยถูกประหาร
ทารณุ ไปดวย นโี รเปน จักรพรรดอิ งคแรกผูจัดทัพปราบปราม การขบถของยิวในปาเลสไตน นีโรเองก็
ตองจบชวี ติ อยางนา สงั เวช เปนผไู มม ใี ครชอบจนตอ งถูกสภาซีเนทโรมันกําหนดโทษ นีโรเองก็รูวาคํา
พพิ ากษาของสภาจะทาํ เรจ็ ได เพราะสภาซีเนทมปี ระชาชนเหน็ ดว ยเกือบท้ังหมด เม่ือผิดคาดผิดหวังนีโร
ก็เอาชวี ติ ของตัวเอง

6. กัลบา ออโท และวเิ ทลลิอุส (ค.ศ. 68 ถงึ 69)

เมือ่ นโี รสิ้นแลว ความอลหมา น ก็เขา ครอบครองอยใู นโรมช่ัวเวลาสกั สองป แมท พั แหง กองทพั
โรมนั สามทานเขายืดพระท่ีนง่ั กนั เปนลําดับอยางรวดเรว็ แตล ะคนก็ถกู ทายาทของตนแยงเอาไป แลวก็
จบชีวิตของตนเปน คาของความทะเยอทะยาน

7. เวสปาเซียน (ค.ศ. 69 ถงึ 79)

ในที่สุดเวสปาเซียน ผูบัญชาการกองทหารโรมันในซีเรียและยูเดียถูก กองทัพของทานเอง
ประกาศยกขน้ึ เปนจักรพรรดิกองทพั นีเ้ ปนกองทัพท่ีมีกําลังที่สุดในราชอาณาจักรเวลาน้ัน และต้ังองค
ขนึ้ เปน จกั รพรรดิไดสาํ เร็จและมั่งคง พระองคไ ดด ําเนินการสงครามกับพวกยิวอยูเวลาหน่ึง เม่ือมาขึ้น
ประทับพระท่นี ั่งแลวก็ไดสงโอรสไตตัสข้ึนปราบขบถ ไตตัสยึดไดกรุงเยรูซาเล็มและทําลายเสียในป
ค.ศ.70

8. ไตตัส (ค.ศ. 79 ถงึ 81)

รัชกาลของจกั รพรรดอิ งคนีผ้ เู ปน โอรสของเวสปาเซียนที่กลาวถึงขางบนน้ี เปนผูครองราชยที่
สั้นแตสงบ และไมมีอะไรท่ีสําคญทเี่ ก่ยี วขอ งกบั ประวัติศาสตรครสิ เตียน

14 Foakesyackson: op cit, p. 50

149

9. โดมเี ทียน (ค.ศ.81 ถึง 96)

โดมิเทยี นบรหิ ารราชการดวยความ สามารถรวม กับความดุรายทารุณ ปแรก ๆ แหงรัชกาลก็
นุมนวลดีและสงบ แตเพราะไมใครมีคนชอบหนักขึ้นทุกที พระองคทานก็เกิดกระหายเลือดข้ึน เม่ือ
เริม่ แรกพระองคไมใสใจกบั ความเคลอ่ื นไหวของคริสเตียนสกั เทา ไร แตใ นปทา ย ๆ โดยเฉพาะอยางยิ่ง
สองปส ุดทา ยแหง รัชกาลของพระองค พระองคไดผลักการขมเหงเขาใสคริสเตียนอยางบดขยี้ ตํานาน
โบราณบอกวาในยุคน้ีอัคคสาวกยอหนไดถูกเนรเทศไปอยูบนเกาะปตโมและเขียนพระธรรมวิวรณ
เปน ไดว าเมอ่ื ตอนตน รัชกาลของพระองค (85-90) หนงั สือฮบี รูไดเ ขียนขึน้ พอจบรัชกาลของโดมิเทียน
อคั รสาวกยอหน ก็ถึงแกอ าสัญญากรรมทีเ่ มอื งเอเฟซัส เปน การจบยคุ ทีเ่ รยี กวายุคอัครสาวก

150


Click to View FlipBook Version