ชนคณะพรรคนไ้ี มไดเอย ถงึ ในพันธสญั ญาใหมโ ดยตรง ๆ แตมเี คา แหง คําสัง่ สอนและประเพณี
ของเขาสออยูบางเช่ือไดแนวาพวกเอสสิเนสสงผลเขาในหลายกระแสรแหงชีวิตท่ีไหลอยูในหมู
ประชาชนรอบ ๆ พระเยซู และพวกสานศุ ษิ ยข องพระองค
4. คณะเศโลเท
คนพวกนีก้ เ็ กดิ ขึ้น เพราะความเปน ซายจดั ของพวกฟารสิ ีน่นั เอง พวกฟาริสสี นใจกบั การเมอื งก็
ตอ เมื่อมีการเมืองมากกระทบกระเทือนกับอิสรภาพของชาติในการนมัสการพระเยโฮวาหห และการ
ปฏิบตั ติ ามธรรมบญั ญตั ิ พวกเศโลเทสนใจกับการเปนเอกราชและการมีอธิปไตยของชาติ จนไมสนใจ
กับสง่ิ อืน่ ใดหมด ตามคาํ ของโยเซฟส (โบราณ 18.1) วา ผปู ระสาทการของเขาคือยูดาหแหงกามาลา ผูยุ
ยงใหยิวกบฏในคราวท่มี กี ารสํารวจจดทะเบยี นเพอ่ื การภาษีแหง ค.ศ. 6 ผูดีความหมายแหงถอยคําของ
โยเซฟสสวนมากทีส่ ุด ถือตามคําของทานโยเซฟส ดังกลาวน้ัน แตบางคนก็ถือวาการลงความเห็นอยาง
นน้ั ไมถ กู ตอง14 ถาการแปลความเชนนนั้ ไมถกู ตอ งเรากไ็ มอาจถอื วาชาวคณะเศโลเทมีตวั ตนอยูในคราว
สมัยของพระครสิ ต แตถ า หันไปยงั ถอยคาํ ตรงแหงอื่นเราจะไดความสงั เกต ข้ึนวาความหมายของทานโย
เซฟสนักประวัติศาสตรชาติยิว ไดหมายถึงวาเราอาจสืบถอยกลับไปยังตนเคาแหงคณะเศโลเทนี้ได
จนถงึ ค.ศ 6 คอื สมยั ของยูดาหแหง กามาลาซง่ึ ทานผูนน้ี ับวา เปน ตนเคาของคณะเศโลเทเพราะการท่ีเขา
กอกบฏขึน้ ในป ค.ศ. 6 คร้งั สาํ รวจสํามะโนครัวน้นั ต้ังแตน้ันมา (ค.ศ. 6) อิทธิพลตามแบบของคณะเศ
โลเทกเ็ พม่ิ พูนแข็งขันย่ิงใหญ จาํ นวนผมู จี ติ ใจเชนน้กี เ็ พ่มิ ข้ึน จนในที่สุดกป็ รากฏเปนชาวคณะเศโลเท มี
หัวรุนแรงขึน้ เครยี ดเขาใสโ รมจนกระทงั่ เกดิ เปนสงครามกลางเมอื งข้ึนในป ค.ศ. 66 ซ่ึงมีเปาอันเดียวที่
จะสดับแอกออกจากโรม กอตั้งแผนดินของพระเมสิยาหในโลกน้ีข้ึนและมีรูปลักษณาการณการเมือง
ในการที่จะทาํ อยา งไรนไ้ี ดเขา จะตองปลุกความต้ังใจข้ึนใหเคลิบเคล้ิมจัด ขนาดขยายตัวเต็มท่ีของเขา
แสดงใหส คิ ารอิ ิ (Sicarii)
14 ดูตาํ ราของทานกรา นท “การเศรษฐกจิ เบ้ืองหลังของหนังสือพระกิตติคุณ” หนา 128
101
5. พรรคซาโดค
พรรคเอสสเิ นสเกิดขนึ้ จากความขวาจัดของพวกฟาริสีพวกซาดูกายก็ขยายมาจากความขวาจัด
เหมอื นกนั กอ นศกั ราชคริสเตียนไดส ักหนงึ่ ศตวรรษกวาในวงการปุโหติ ขอวยิวก็เกดิ มีคณะปฏิรูปข้ึน มี
เปา ท่จี ะฟนฟูศาสนาและแกไขความไมคงเสนคงวาของการนมัสการในวิหาร นักปฏิรูปพวกน้ีชอบให
คนเรยี กเขาวา “บตุ รของซาโดค” ถา มิไดเปน บุตรของซาโดคจริงก็ตอง เปนเพราะคนประเภทเดียวกัน
กับเขาเรียกเขาอยางเยยเยาะเพราะไมพอใจเขา คนคณะซาโดคน้ที ําการปฏิรูปไมสาํ เรจ็ ก็เลยทง้ิ พระวิหาร
ท้งิ ประเทศถดถอยไปยงั เมืองดมั เมเษข ไปตั้งนิคมขึ้นที่น่ัน ต้ังพิธีการเปนระบบใหมปฏิบัติท่ีนั่น หรือ
อยา งที่น่นั หรืออยา งท่ีพวกเขาเรยี กกนั วา “พันธสัญญาใหม”
ตอมาภายหลังคนพวกนีก้ ลบั มาประเทศของตนดังศาสนาทูต แตก ต็ องพบกับการขัดขวางอยาง
ขมข่ืนจากทั้งพวกฟาริสแี ละซาดูกาย
ชาวคณะพรรคซาโดคเปนพวกที่สนใจพระเมสิยาหแ รงกลา คอยเฝาการถึงของ “พระอาจารยผู
ชอบธรรม” ซึง่ จะมาคราวแรก ซ่งึ พระองคทา นจะนาํ ใหชาติอิสราเอลกลับมีฐานะดังเปาหมายของชาติ
อีก แลวก็ต้ังยุคสมัยของพระเมสิยาหข้ึน ชาวคณะซาโดครับนับถือพระวจนะลายลักษณอักษร คือ
หนงั สือธรรมบัญญตั ิ หนงั สือผเู ผยพระวจนะและฮากโิ อกราฟา (วรรณกรรมภาษาอรามหรือเคทบู มิ ) แต
ไมรับ นับถือคําสั่งสอนดวยปากของพวกรับบีเปนสวนใหญในชีวิตสวนตัวของเขาถือปฏิบัติควม
ตรากตรําอยางแข็งแรงภักดตี อ ประเพณกี ารชาํ ระของพวกเลวี หลักธรรมเชนวาชีวิตโลกหนา การดํารง
ชีพของวิญญาณ และการจัดสรรของพระเจา เขาเห็นพองดวยกับพวกฟาริสี เนนหนักกับความที่ตอง
กลบั ใจเสยี ใหม
จงึ เหน็ ไดช ดั วา ผฝู กไฝของพรรคนี้ ยอมเขา ใจตอ ความเรียกรองของศาสนาคริสเตียนไดฉับไว
เปน พิเศษ และจงึ ดูเหมือนวา หลายคนไดเขามารวมกบั คณะครสิ เตียน เขาเหลา นป้ี ระกอบตงั้ ขน้ึ เปนพวก
หนึ่งในการจัดเตรียมใหสมาคมยิวพรอมรับคําส่ังสอนของพระเยซู หากแตเปนการจัดเตรียมกันใน
102
ขนาดไหนเราไมทราบ “พวกปุโรหิตเปนอันมากก็ไดเชื่อฟงในศานา” (กิจการ 6:7) เมื่อปแรก ๆ ของ
ครสิ ตจักรในเยรูซาเล็ม ปโุ รหิตพวกเหลา นี้อาจมาเชอื่ เพราะอิทธิพลของพวกซาโดค
เรื่องราวละเอียดของประวัติพรรค ซาโดคน้ีรูไดไมมากนัก แลวในที่สุดพวกน้ีสูญหายเปน
อยางไรไปก็ยงั คงไมม ีใครทราบ15
6. พรรคเฮโรด
คณะพรรคซาดูกายฝายซายจัดขยายตัวเปนอีกพรรคหน่ึงเกือบจะเปนพรรคการเมืองลวน ๆ
เพราะเปนคณะหนึ่งของสมาคมยิวแหงศตวรรษท่ีหน่ึง จึงไดนับเขาอยูในขายท่ีกลาวดวยศาสนาของ
ลัทธยิ ูดาหนิยม เพราะพวกเฮโรดน้ีเอาศาสนาไวเปน ความสนใจช้ันรองของเขา
เมื่อไดปลดอารคะลาโอออกจากตําแหนงแลวในป ค.ศ. 6 ออกัสตัสก็ไดต้ังขาหลวงใหญมา
ประจําการในสว นนัน้ ของประเทศปาเลสไตน ตามคําขอรอ งของพวกผนู าํ ในแควนยูดาหทม่ี อี ิทธพิ ล ถงึ
กระนน้ั พวกยิวบางคนกไ็ มชอบใจกับการกระทําดังนั้น เพราะเขาอยากใหราชวงศของเฮโรดปกครอง
ตลอดไป16 เม่ือพระเยซูทรงราชกจิ ของพระองคน ัน้ ทรงไดความนิยมจากประชาชนพลเมืองเพ่ิมพูนขึ้น
เร่อื ยๆ พวกเฮโรดจึงกลัววาคณะกอกวนชาติจะผลุนผลันเกิดข้ึน ซึ่งจะทําใหแผนของเขาในการปลูก
ความนยิ มตอ งบิดผันไปเพราะเหตุน้ีเขาจึงรวมกับพวกฟาริสีเปนปฏิปกษตอพระองค (ดูมัทธิว 26:16
มาระโก 3:6 12:13)
ดังนั้นเราเห็นวา พรรคฟารสิ ขี ยายตวั เปนความแรงจดั อันหนึง่ ในพวกเอสสเิ นส และอีกฝายหน่ึง
ตรงขา มในพรรคเศโลเท สวนพรรคซาดูกายนั้นฝา ยหน่งึ เกิดเปน พรรคซาโดค อกี ฝา ยหนง่ึ กเ็ ปนพรรคเฮ
15 เอกสารทเี่ ปน ตําราเกย่ี วกบั เรื่องยวิ พรรคน้ีเปนหนงั สือขาดๆ หายๆ ทีม่ ชี ื่อวา “หนงั สือของซาโดค Charlex ไดใ หไ วใ น Apocrypha and Pseudepigrapha ไดบ อกเคา
ประวตั ไิ วอ ยา งชัดและครบ จึงไดรา งประวัติศาสตรของพรรคน้ีออกมาจากตาํ ราเหลา น้ี แตการท่ีเน่ินกอ นเอกสารน้ี(ก.ค.ศ. 18-8) ไมมอี ะไรใหทราบประวัตขิ องเขาแน
ชัด จนกระทง่ั มหี ลักฐานอืน่ ปรากฏข้นึ อรรถาธบิ ายพรรคนโ้ี ดยถถี่ วนและเอกสารซ่งึ จะใหทราบเก่ยี วกบั เขาไดข อใหด ูคําเขยี นของCharls, Apocrypha and Pseudepig
rapha, Vol 2 หนา 789-834 พูดถึงพรรคนเี้ ปน พรรคหนึง่ ทเี ดียวในลทั ธิยูดานิยมโดยทานEakin เร่อื ง Getting Aquainted with the New testament, หนา 191 และของ
ทา น Purdy Macgregor เรือ่ ง Jew and Greek Tutors unto Christ หนา 104-113
16 มที ศั นะหน่ึงท่พี อฟง ไดวา พวกชาวคณะพรรคเฮโรดไดเ ห็นวา ราชวงศของชาวอะโดมน้ที ําความสําเร็จใหแกความหวงั ใจพระมาซีฮา และดวยประการฉะนั้นจึง
นบั วา เปน ความสนใจทางศาสนาในทัศนะของเขา Cf Fairweather op cit, p 185
103
โรด การขยายตัวขึ้นเปนพรรคตางๆ เหลาน้ี สว นหน่ึงเกิดข้ึนเน่ืองดวยธรรมบัญญัติอีกสวนหน่ึงเน่ือง
ดว ยพระวิหาร
ธรรมบัญญตั ิ
ดังไดเ ห็นชดั แลวในประวตั ิของลทั ธิยูดาหนิยมโดยเคลา ๆ วาชีวิตของยิวน้ันขยายตัวขึ้นมาใน
การฟน ฟูชาติและไดกอ ตัง้ ข้ึนมาเพราะการยดึ ถอื อยา งสูง และถือปฏิบัติธรรมบัญญัติอยางเครงครัด ดัง
ทศั นะในประวตั ิศาสตรแสดงวา การถือปฏบิ ตั ธิ รรมบัญญัตินับวานั่นคือยูดาหนิยม แตการน้ีตองเสื่อม
คลายและตําต่ําในระหวา งยุคของกรกี โดยเฉพาะในยุคใตปกครองของอียิปตและซีเรียเม่ือทรงอํานาจ
สูงสดุ ในทา ยสมัย แตเ พราะการปฏิบัติของตระกูลแม็คคาบีก็ทําใหธรรมบัญญัติข้ึนมามีอิทธิพลสูงอีก
ดังเดิม แตพวกทายาทตอ ๆ มาของตระกูลแม็คคาบี แสดงออกมาอยางท่ีพวกคนถือเครงในหมู
ประชาชน เห็นวาพวกทายาทเหลาน้ันเฉยเมยตอธรรมบัญญัติอยางนาตกใจ แตอยางไรก็ดีทายาทคน
ทายสุดของอัศโมนี คอื พระนางเจาอเลก็ ซานเดราไดทรงฟน ธรรมบัญญตั ิใหก ลับทรงอิทธิพลข้ึนดังเดิม
และทรงประทานตาํ แหนงทางการเมืองและอาํ นาจทางการศาสนาสูงสุด แกพวกฟาริสีผูมีบทบาทรอน
รนในรัชสมยั ของพระนาง ทําใหธ รรมบัญญตั คิ รอบครองไดเปนปกแผน เต็มท่ี พวกยิวปฎบิ ตั ิกันเขมแข็ง
ทั้งในการดํารงชีพและในความสํานึก โดยเฉพาะอยางย่ิงภายในประเทศปาเลสไตนมิไดคล่ีคลาย
จนกระทัง่ ตองสรุปลงวาแตกแหลกรานลงไปอีกในการกดข่ีของโรมันดวยอํานาจเกราะเหล็กและไม
คอน แตถ งึ กระนั้นกย็ งั เขมแข็งอยูในหมูพวกยิวทก่ี ระจัดกระจายอยใู นทองท่ีตาง ๆ นอกประเทศการท่ี
จะเขาใจชีวติ ในยคุ พันธสัญญาใหมไ ดซาบซ้ึง ก็ตองอาศัยความเขาใจใหเพียงพอกับตําแหนงฐานะอัน
สงู ของธรรมบัญญตั ิ
1. ทาสของกฏระเบียบ
สภาพของชีวิตยวิ ที่เกีย่ วกบั ธรรมบัญญตั ิระบายเปน ภาพใหเ หน็ ไดตามคําของพระเยซูท่ีตรัสวา
“พวกธรรมาจารยและพวกฟาริสีเอาของหนักวางบนบาของประชาชนท้ังหลาย” (มัทธิว 23:4) การ
104
ตคี วามหมายธรรมบัญญัติอยางเชนพวกศาสนาจารยน้ันไดเขามาแทนท่ีชีวิตศาสนาและศีลธรรมของ
ประชาชน
มรี ะเบียบใหถอื เปนกฎอยูในทกุ ส่งิ ทุกอัน จนกระทง่ั กฎทห่ี ยุมหยมิ ที่สุดในชวี ิตทก่ี ําหนดมาให
ปฏบิ ัติน้นั เปน การออกมา โดยลืมหรือทาํ ลายความคิดของธรรมบัญญัติเสยี อยางนา กลัวทีเดียว ภาพของ
กฎระเบียบในพวกยวิ ทวี่ าดไวในหนังสือพระกิตติคุณถูกตองตรงไมสงสัย กฏระเบียบของพวกฟาริสี
หยุมหยิม “เอามาแทนความศรทั ธาอันแทจ ริงและศลี ธรรมเสียเปน สวนใหญ คนมีจติ สํานึกอันออนไหว
จะเหน็ วา เปน การะจาํ ยองแท ๆ เพราะในการขยับไปสกั กา วหนงึ่ หรือยกสกั น้ิวหน่งึ กอ็ ยากทจ่ี ะปลอดภัย
จากอันตรายของการทําผิดกฎผิดระเบียบไมขอใดก็ขอหน่ึง”17 กฎระเบียบเหลานี้จัดไดเปนหาพวก
ดวยกันคือ กฎการถือวันซะบาโต กฎการอาหารกฎการถวายสิบลดและของถวาย กฎการปฏิบัติตาม
พันธะและการเก่ียวของระหวางเพศ และกฎอันเก่ียวกับความสะอาดและไมสะอาด เร่ืองน้ีทําให
นักปราชญบางคนสงสัยวาแทจริงกฎระเบียบเปนภาระจํายอมของคนยิว ผูถือเครง หรอื ไฉน? อยางท่ีคิด
กันวา เปน เชนนั้น แตเ มื่อเราพิจารณาขอหยมุ หยมิ เปนจํานวนมหาศาล ในกฎระเบียบหา จาํ พวกนที้ ี่เอามา
ใช และความจรงิ ทวี่ ามนั รอบเอาหมดทุกดานในชีวิต ก็หนจี ากการสรปุ ลงไมไดวายิวในยุคสันธสัญญา
ใหมตองผจญกับกฎอนั เครง เครียดในกิจการทุกอยางแหงชวี ติ 18
สาํ หรับวิญญาณทีถ่ ือเครง และรอ นรน อยากจะอยใู หเ ปนทโ่ี ปรดปราณของพระเยโฮวาหห ก็ยัง
เห็นวาชีวิตภายใตธรรมบัญญัติน้ันเหลือทนเหลือทานจริง ๆ เมื่อธรรมบัญญัติพรอมดวยการแปล
ความหมายโดยพวกฟารสิ ีมาถึงใคร คน ๆ นน้ั กต็ าย เพราะชีวิตจะหมดอาลัยตายอยาก หมดความมีแก
จิตแกใ จ (ดูโรม 7:9) การถอื รักษากฎระเบียบตาง ๆ ก็หวังจะไดผลตอบแทนแกรายตัวคนหรือแกชาติ
การระเมิดขอกําหนดกฎเกณฑแมขอเล็กนอยท่ีสุดก็เชื่อกันวาโทษที่พระเจาจะลงทัณฑน้ันจะตามตัว
ผูกระทําผิดติดไป ความชอบธรรมอันเปนหลักสําคัญและเปนวิธีที่นํามาซึ่งความสุข และเปน
ความกาวหนา ของชีวติ สิ่งอยา งนไี้ มม ใี ครรจู ัก ธรรมบัญญัติจะสนองแกผูถือรักษาก็มีแตอยางเดียวคือ
17 หนังสือของสตอลคเคอร“ชีวิตพระครสิ ต” หนา 95
18 ดูหนังสอื ของ Montefiore ชอ่ื Commentury on the Bibel, p.621
105
บทลงโทษเทา นนั้ เมอื่ เปน เชนนี้แลวยอมไมแปลกใจที่ประชาคมพากันทอแทใจในเม่ือมาคิดวาเขาจํา
จะตองประพฤติตัวใหไ ดขนาดเทยี มเทา ความเปนเจา ระเบียบเครงครดั ของพวกฟารีสี ฝา ยพวกฟาริสีก็ดู
แคลนประชาคม กดสําเนียงเรยี กเขาวา “คนบานปาเมอื งเถ่อื น” (Am-ha-aretz)
2. ความครอบงําของศาสนาจารย
ความทารุณของการถือธรรมบญั ญัติตามอกั ษร และการตีความหมายของตัวอักษรสอนกันสืบ
ตอ ๆ มา ทาํ ใหพวกศาสนาจารย (รบั บี) ไดรับความนับถือสูงสุด วาเปนอาจารยสอนธรรมบัญญัติเปน
ทางการ ชนพวกนไ้ี ดรับความนบั ถือในชวี ติ ของอสิ ราเอลอยางไมมีใครเปนคูแขงได ไมมีสถาบันอะไร
ทเี่ ขาจะเขาเก่ียวพันดวยไมได จะไมมีคําเรียกรองอะไรท่ีมาจากเขาจะไมไดรับความใสใจ ความรูสึก
สูงสุดถอื กันวาศาสนาจารยเ ปน ตัวแทนทพ่ี ระเยโฮวาหห เลือกไวเปน ผูแทนพระองคและเปนผูแสดงนํ้า
พระทัยของพระองค ฝายปุโนหิตในกระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็มนั้นก็ไดความเคารพนับถือแตก็ไดรับ
ความเคารพนับถือเพราะเหตุตําแหนงหนาที่มากกวาที่จะไดรับความเคารพตัวบุคคล นอกจากน้ัน
ปุโรหิตเองก็มีโอกาสไดติดตอกับประชาชนในดานการศาสนานอยเสียเหลือเกิน “สถาบันที่ใกล
ประชาชนท่ีสุดและมีชีวิตชีวาที่สุดไมใชพระวิหาร แตเปนธรรมศาลา ซ่ึงครั้งหนึ่งเคยเปนท่ีสําหรับ
อธษิ ฐานและสาํ หรบั ศกึ ษา เจา พนักงานทสี่ าํ คัญและใกลช ดิ กไ็ มใชป โุ รหิต แตเปนพวกธรรมาจารยห รือ
รับบีผสู อนธรรมบัญญัติ”19 ศาสนาจารยม ีประจาํ อยูท ุกเวลา คอยแนะนาํ การดํารงชวี ติ ไมวา เร่อื งเลก็ เรอื่ ง
นอย เปน แหลงท่ปี รึกษาใหค วามสวางไมว ามีปญหาอะไรเกดิ ขนึ้ ถา ประชาชนไมทีทางจะรองเรียนเอา
กบั ใครไดกห็ ันมาหาศาสนาจารยใ นธรรมศาลา เพราะฉะนน้ั ความสนใจและความนับถอื ของประชาชน
ยอมมที ่เี จาพนกั งานในธรรมศาลาอยา งท่ไี มม ีแกค นอน่ื ๆ
แมแ ตในพระวิหาร ท่ที ่ีปุโรหิตบังคบั การอยูเปนทางการ พวกธรรมาจารยจ ะเปน ผูต คี วามหมาย
ของกฎตาง ๆ ท่เี กยี วกบั การนมัสการในพระวิหาร เปนผูกําหนดวิธีประกอบพิธีกรรม การเชนน้ียอม
เปนทพี่ อใจแกป ุโรหิตแนๆ โดยท่ธี รรมาจารยใ นคณะฟาริสี ไดรับความนับถืออยางสูงจากประชาชน
19 ดหู นงั สอื ของ Montefiore op. cit,p. 620
106
เปน คูแขง เปน ผูตคี วามหมายของธรรมบญั ญตั โิ ดยมีสิทธิอํานาจ ก็ทาํ ความสะอาดใหแ กเจาพนักงานแหง
วิหารในการดําเนนิ การพระวิหารใหเหมาะสม แมจ ะตองปฏิบตั ติ ามทศั นะของพวกธรรมาจารย20
การปฏบิ ตั ริ ักษากฎบัญญตั ิอยางทาสน้ีไมนาคิดวาเปนผลรายไปเสียท้ังหมด เจตจํานงก็นับวา
คับแคบเหน็ แกต วั การปฏิบตั ิก็กระทาํ ไปเหมอื นเครื่องจักร ถึงกระนัน้ กย็ ังเปน ผลใหมสี ภาพศลี ธรรมอัน
ชอบ ซึ่งเชิดชูชีวิตของยิวใหข้ึนในระดับเหนือกวาของชีวิตชนตางชาติในสมัยเดียวกัน และสถานะ
เชน นถี้ อื ปฏิบัติกันจัดจานที่สดุ ในประเทศปาเลสไตน ไมเ ปนไดวาลัทธิยูดาหนิยมในทองถิ่นของคนเฮ
ลเลน จะเครง ในการประพฤติและปฏบิ ัติธรรมบัญญตั ิ ดงั เครือ่ งจักรเครื่องกล เหมือนในทองถิ่นของยิว
เอง อยางนอ ยกห็ ยอนกวากนั มาก
ความหวงั ใจในพระเมสิยาห
เราไดท บทวนดเู รื่องพระวิหารและธรรมบญั ญัตใิ นลัทธิยูดาหนิยมแหงศตวรรษที่หน่ึงนั้นแลว
บดั นี้จะไดห นั มาทชี่ าตบิ า ง อดุ มการณแหงชาติของลัทธิยูานิยมนั้นมีเนื้อหาไปในทางเทวาธิปไตย คือ
เขาเชือ่ วา พระเยโฮวาหหจ ะปกครองประเทศโดยตรง คือประเทศท่ีพระองคไดทรงประทานใหแกเขา
นัน้ เม่อื เขากลับมาจากการตกเปนเชลยก็ดวยความหวังใจอันนี้น่ีแหละท่ีฝงอยูในหัวจิตหัวใจของเขา
พนั ธสัญญาในดานที่เขาตองปฏิบัติ อันนั้นเปนมูลฐานแหงชีวิตทางศาสนาและชาติชาติของเขา คือท่ี
จะตองถือรักษาธรรมบัญญัติและปฏิบัติพิธีกรรม จนชาติทั้งชาติจะถือวาพระเยโฮวาหหเปนท่ีสูงสุด
กาลเวลายิง่ ลว งไปอุดมการณน้กี ็มีแตแหลกรานไปความหวังทจ่ี ะถงึ ความจรงิ กย็ ิ่งเลอื นรางลงทกุ ที ไมมี
ทาวาจะเปนไปไดดวยวิธีการธรรมดา ๆ เมื่อความหวังวาการณจะสําเร็จไดในโลกมีเคานอยลงทุกที
ความคาดหวงั อีกอยางหน่งึ ก็เจริญตวั ขึ้น คอื หวงั วา พระเยโฮวาหหจะชวยใหชาติอิสราเอลรอดพนดวย
เหตกุ ารณย ่ิงใหญท ่ีพระองคเองจะลงพระพัตถ แลวยุคสมัยแหงพระเมสิยาหก็จะเปดข้ึน โดยมีรัฐบาล
ของพระเจาโดยตรง
20 ดหู นังสือของ Hausrath, op. cit, Vol. 1 p.80
107
พวกยวิ ถอื ตวั วาเปน ชาตทิ ่ีพระเจาเลอื กไว พระเจาจะพทิ กั ษแ ละโปรดปราณเขาเปน พิเศษ แตถ ึง
กระน้นั ประวัติศาสตรของชาติเขากแ็ สดงหลกั ฐานอยา งปฏิเสธไมไดทีเดียววาความผูกพันของพระเจา
ตามอุดมการณน้ีไมเคยเกิดข้ึนใหเห็นจริงเลย เปนผลใหชาติอิสราเอลจับตาไปยังอนาคตยิ่งขึ้นทุกที
ความเช่ือที่ปกไปในอนาคต ขนาดนี้ไดมีปรากฏตั้งแตเร่ิมแรกแลวในพันธสัญญาเดิมภาคผูเผยพระ
วจนะ แตการแสดงออกท่ีแนชัดท่ีสุดมีในวรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยมในนั้นเราจะเห็นรอยของ
ความหวังนี้สุกใสขน้ึ ๆ ชดั เจน
1. ความหวังใจในพระมาซีอาบานปลาย
พระเยซชู าวนาซาเรธ็ เปนยอด และเปนการแสดงออกสูงสุดของความหวังอันมีศักด์ิศรีในทุก
ดานทุกมุม เวนแตความคิดทางศาสนาแตโบราณไมเห็นกันอยางน้ีท่ัวไปความหวังใจในพระเมสิยาห
มิใชเปนสิ่งท่ีมีอยูในลัทธิยูดาหนิยมเทาน้ันเปนพิเศษเสียทีเดียว ประวัติศาสตรของศาสนาเปดเผยวา
ความหวังอยางน้ีมีในหลายศาสนาโบราณและมีเปนสวนมากดวย มีในรูปแบบตาง ๆ กัน บางทีเปน
ความคาดหวังถงึ ยคุ ทองแหง ศานตแิ ละอดุ มสมบูรณ บางทีก็เปนความหวังวาจะมีพระเจามาเปนผูชวย
ใหรอด ยางทีก็เปนความกระเหี้ยนกระหือลือจะติดตามผูเผยพระวจนะย่ิงใหญ หรือศาสดาจารยของ
ศาสนา แตโดยธรรมดาเปนการคอยการสําแดงของพระเจาถึงแผนที่ดีย่ิงกวาท่ีมีอยูเพื่อประโยชนแก
มนุษยชาติ เราอธิบายน้ีวาเปนการเจาะจงจัดไวใหมีในสมองของศาสนาอันเก่ียวของกับการไถบาปที่
พระเจาจัดให พระเยซูไดเ สนอส่ิงสนองตอบปญหาธรรมชาติของวิญญาณประเภทนี้ อยางที่ครบครัน
บริบูรณสงู สดุ เกนิ กวา จะจเปรยี บกับอะไรไดแ นไมม ปี ญหา
สง่ิ ทเ่ี รียกกันวา ความหวงั ใจในพระเมสิยาหข องลทั ธิยดู าหนยิ มนนั้ แตเ ดิมเปน ความคาดหวังถึง
สมัยแหงยคุ ทองในอนาคตจะไดแกช าตอิ สิ รเอล ไมใ ชความทีค่ ดิ ทเี่ ปนตเุ ปนตะวาจะมีผูปลดปลอยเปน
บคุ คลมา บันทึกตอนแรกที่สดุ ทีใ่ หเ ราทราบความรสู กึ ของชาตฮิ ูบรูในทางศาสนาแสดงวาเขายึดถือวา
ประชากรอสิ ราเอลนั้นต้งั ไวสาํ หรบั ท่ีสุดปลายอนั ยิ่งใหญที่จะปกครองชาติทกุ ในโลก และจะทําใหชาติ
อิสราเอลมอี าํ นาจย่ิงใหญท ่สี ดุ ในแผน ดินโลก ความคิดอยา งน้เี หน็ ไดต้งั แตแรกเชน ในหนังสือปฐมกาล
108
12:1-3 แลว ก็กลาวขึ้นอกี ซา้ํ ๆ กระจัดกระจายอยูทั่วไปในวรรณกรรมโบราณเกาแกฝา ยพวกผูพยากรณ
ก็มคี วามเห็นบานปลายออกไปวา พระเยโฮวาหหจ ะมอี าํ นาจอธปิ ไตยเหนอื ทกุ ชาติ และความรอดของผู
ชอบธรรมจะเกิดข้ึนทา มกลางชนตางชาติ เม่ือยุคแรก ๆ ในชีวิตอิสราเอลความหวังเชนนี้ของชาติ ถูก
สมบตั ขิ ึ้นเปนบุคคล เปนตัวแทนของพระเยโฮวาหหจะแสดงตัวเปนผูนําและเปนครูของอิสรเอล ใน
หนังสือผูพยากรณชุดหลังบางเลมและในบทเพลงสดุดีบางเลมความคิดที่วาพระเมสิยาหเปนบุคคล
อธิษฐานก็ยิ่งชัดขึ้นและไมสงสัย21 พระเมสิยาหผูเปนบุคคลน้ันคิดวาคงพบยาก แมแตหนังสือผู
พยากรณชดุ หลังทส่ี ดุ บางเลม กย็ ังกลา วแสดงวาพระเมสิยาหน้ันเปนยุคสมัยอันมีเกียรติราศี แตไมไดมี
แสดงวาเปนบุคคลผูประสานการเปน คนกลางในความเพง เลง็
เราอาจสรุปไดอยางไมผิดวาความหวังเชนนี้ยืนยงอยูในฟนชาติและภายหลัง และเปนไดวา
หลายคนยังคงคิดวาศกั ราชพระเมสยิ าหผ เู ปนองคบ คุ คลปฏบิ ตั ิการ ความคาดหวงั เชน นนั้ ชัดแจงในแปด
บทแรก แรกของหนังสือซะคาระยา22 “แตดวยหลักฐาน....เล็ก ๆ นอ ย ๆ ทย่ี ังมีถึงเราดเู หมือนแสดงวาใน
ยุคระหวางเชลยกับแมคคาบีเกิดขึ้นน้ันความหวังใจพระเมสิยาห ละลายตัวเปนความคาดหวังที่
คลุมเครือแหงอนาคตอันเปน ความสุขและมีเกยี รติ ในกาลเชน นนั้ พระเจาจะประทับอยูดว ยอยางปรากฏ
ชดั ยิ่งข้ึน แตในกาลเชน นัน้ พระเมสยิ าหจ ะไมออกหนา23
ตอมาในตอนทายของลัทธิยูดาหนยิ มก็ปรากฏข้นึ อกี เปนความคดิ ชัดและกระจางแจงย่ิงข้ึนกวา
แตกอน คือทัศนะวาพระเมสิยาหเปนบุคคลผูย่ิงใหญ เปนผูนําที่พระเจาแตงตั้งจะมาเปนวีระบุรุษ
แหง ชาตกิ ําจดั ของอสิ ราเอล แตความเหน็ ของเขาแตกตา งกันไกลเกี่ยวกับวาวีรบุรุษแหงชาติผูนี้จะเปน
21 ความยึดถือท่ีวา ความหวังพระมาซฮี าไดสาํ เรจ็ ในบุตตลของพระครสิ ต ทําใหคริสเตียนเห็นชัดคาํ พยากรณในพนั ธสญั ญาเดิมมนี ํา้ หนักไปในทางบุคคล แตเราตอ ง
เขา ใจวาความสาํ นึกของคาํ พยากรณนื ั้นเกี่ยวกับอนาคตจะใหช ัดเหมอื นดงั ท่เี ราไดเ หน็ เหตกุ ารณยื อ นหลังมาแลวนะไมไ ดอ อก อยา งไรก็ตาม มีสัญลักษณท ีแ่ สดงวา
พระมาซีฮาตองเปนบคุ คล แสดงอยใู นขอพระธรรมเหลานี้ เชน ปฐมกาล49:10 อาฤทโม 24:17-19 ธรรมบญั ญตั ิ 18:15 ดูหนงั สือของ Huffman “the Progressive
Unfolding of the messianic Hope” หนา 26-37
22 ซาคาระยา 3:8 6:12,13 8:23 ดูหนังสอื ของ Adeney “the Hebrew Utopia” หนา 303
23 ในหนังสอื ของ Drummond เรื่อง the Jewish Messiah หนา 199 และหนา 185-195 และหนา 195 f.ไดป ฏิเสธลญั ลักษณพระมะซฮี าในหนงั สือ ซะคาระยา ดังทีร่ ะบุ
ไวแลว แตเ ราเหน็ พองกับ Adeney (op. cit,p. 303) วาความหวงั ใจพระมาซฮี าเปน เบ้อื งหลังของถอ ยคําเหลา น้ี Drummond ระวงั มากก็ไมใ ชวาไมฉ ลาดในการ
สันนิษฐานเรื่องอยางน้ี เพราะมนี ทําใหงา ยแกการวาดภาพผูพยากรณด งั วาเหน็ สงิ่ อันจะเกดิ ขน้ึ ขา งหนา
109
อยางไรมีนโยบายอยา งไร ในความคิดของบางคนกเ็ หน็ วาชาติอิสราเอลจะไดการปลดปลอยและไดชัย
ชนะ และการนน้ั จะสาํ เร็จไดดวยการลงพระหตั ถก ระทําขององคพระเยโฮวาหหเ องทีเดยี ว
แตขอ หนงึ่ ท่เี ปนความสําคัญขาดไมไดน้ัน ลัทธิยูดาหนิยมในยุคระหวางพันธสัญญาเดิมและ
ใหม มคี วามเหน็ สอดคลองกันวา พระเจาจะปลดประชากรของพระองคใหพนจากความเปนทาสของ
ชนผไู มถ ือพระเจา และจะยกชาตอิ สิ ราเอลซ่งึ มีอํานาจสูงสุด และมีอิทธิพลในทามกลางประชาชาติแต
วธิ ีท่ชี ัยชนะน้จี ะสาํ เรจ็ ไดนีเ่ ปน ขอ ทมี่ คี วามคิดเหน็ แตกตางกนั
2. ความหวงั ใจพระเมสยิ าหมีเปนแบบตาง ๆ
ในพวกอิสราเอลน้ันความคิดเห็นเรื่องความเปนผูนําศาสนามีความคิดอยูเปนส่ีแบบ สิทธิ
อํานาจท้ังส้นิ อยูบนมูลฐานแหงน้าํ พระทัยของพระเยโฮวาหหเ ด็ดขาด แตน าํ้ พระทยั ของพระเยโฮวาหห
จะตองมีบุคคลผูหน่ึงท่ีพระเยโฮวาหหทรงเห็นชอบใหเปนเคร่ืองมือดําเนินการตามน้ําพระทัยของ
พระองคบ ุคคลผูเปน ผแู ทนพระเยโฮวาหห น ีอ้ าจเปนผูพยากรณผูจะรบั พระดํารสั ของพระเยโฮวาหหมา
พูดโดยตรง เปนปโุ รหติ ผจู ะเขาเฝาพระเยโฮวาหหเ พือ่ ประชากร เปนทูตสวรรคผูจะรับงานพิเศษอยาง
หนงึ่ มา เพื่อจะเตือน เพ่ือจะสัญญาหรือเพื่อจะสั่งสอนเปนกษัตริย พระเยโฮวาหหจะทรงแนะทางให
เลอื กกษตั รยิ สกั ผหู น่ึง กษัตริยน้ันจะนํากิจธุระของอิสราเอลความหวังใจพระเมสิยาห ในดานท่ีคิดวา
เปน บคุ คลก็มีความคิดเปน สีแ่ บบดังตอไปนี้
(1) ผูพยากรณมาลาคไี ดทาํ นายไวว า จะมผี ูพยากรณผูหนึ่งถูกสงตัวมาใหเตรียมทางไวสําหรับ
พระเมสิยาห (มาลาคี 3:1,4,5) บางคนก็ถือเอาคําน้ีเปนความหมายวาน่ันคือ ตัวพระเมสิยาหเองไมใชผู
เตรยี มทาง ความเห็นเรื่องคาํ พยากรณถึงพระเมสิยาห ยงั อาจมีหนังสือธรรมบบัญญัติสนับสนุนอีกดวย
18.5 “พระเยโฮวาหหพ ระเจา ของเจา จะใหมผี ูพยากรณผูหน่ึงในทามกลางเจา เกิดขึ้นจากท่ีนองของเจา
ทา นผูน้ันจะเปนตัวแบบของเรา”24 ถอ ยคาํ นี้ทําใหค าดหวังวา พระเจา จะนาํ ยุคทองเขามาใหช าติอิสราเอล
ดวยการทาํ ของบุคคลผูพยากรณย่ิงใหญที่ทําบทบาทของพระเมสิยาหเต็มที่ ความคาดหวังเชนนั้นได
24 ดหู นงั สอื ของ Williams “Evolution of New Testament Christology หนา 37
110
ปรากฏในหนงั สือ แมค็ คาบี 4:46,5:16 อยางไมค ลุมเครือเลย แลว ก็ยงั เขา มาปรากฏอยูในยุคพันธสัญญา
ใหมอีก ดังที่มีความเห็นอยูในคนทั่วๆ ไปเร่ืองพระเยซูท่ีหนังสือมัทธิว 16:14 กลาวไว และในการท่ี
เยรซู าเลม็ สงคนมาถามยอหน บพั ตสิ มา (ยอหน 1:21) ทจี่ ริงปฏบิ ตั ิการของยอหนบัพติสมาน้ัน เปนพลัง
เรียกรองความคาดหวงั เชนนน้ั แรงเปน พเิ ศษตางหาก คนท่ัว ๆ ไปเหน็ ในประวัตศิ าสตรวา พวกศษิ ยของ
ยอหนบัพตศิ มาหลายคนไมย อมทิ้งความเชือ่ วา ตัวยอหนนัน่ แหละคอื พระเมสิยาหแท ความยึดถือเชนนี้
ยดื เย้ือมาจนศตวรรษท่สี อง คอื มคี นคณะหนง่ึ เทศนาวา ยอหนบัพติศมา เปนพระเมสิยาห ขัดคานกับคํา
เทศนท ี่วา พระเยซเู ปน พระเมสยิ าห ความคิดเชนนี้มีข้ึนเพราะความคาดหวังในแบบพระเมสิยาหจะมา
เปน ผูพยากรณ เพราะวายากทจี่ ะจดั ยอหน เขา ในแบบอนื่
ความหวังใจพระเมสิยาหในดานนี้ ธํารงอยูในหัวใจของวิญญาณท่ีคอยการกลับมาอีกของ
วญิ ญาณพยากรณ ความหวงั ใจพระเมสยิ าหแ บบผพู ยากรณนีไ้ มแ พรนกั ในลทั ธิยดู าหนิยมชาวสะมาเรีย
คาดหวังพระเมสยิ าหแ บบผพู ยากรณ แตพวกยวิ สวนใหญคาดหวังไปอีกอยา งหนึง่
(2) ในประวัติศาสตรยุคระหวางพันธสัญญาเกาและใหมตอนทายปรากฏความคิดเห็นขึ้น
ในทางพระเมสิยาหแ บบปโุ รหิต เปนความหวังฟนฟูข้ึนในหัวใจของชาติอิสราเอลกอเกิดข้ึนมาเพราะ
พวกวีรชนของแมคคาบี นาํ ประชาชนใหคาดหวังพระเมสิยาหม าทางตระกูลเลวี เม่อื ตาํ แหนงหนาทขี่ อง
มหาปโุ รหติ กับเจาผูครองเมอื งรวมกนั ในตวั ทา นไซมอน เปน การหนหุ นั พลนั แลน ที่ทําไปตามการบาน
ปลายของความหวังเชนนั้น หนังสือชื่อ “พินัยกรรมของบรรพชนท้ังสิบสอง” (The Testaments of the
Twelve Patriarchs) ในสวนตน ๆ ท่เี รียบเรียงข้ึนภายใจยุคแมคคาบีบรรจขุ อความทีร่ อคอยพระเมสิยาห
จะมาเปนปุโรหิตโดยทางตระกลู เลวี แตตอมามีการเพิม่ เตมิ แสดงวา ความท่ัวไปมีทัศนะหนักไปในทาง
วาพระเมสิยาหจ ะมาจากตระกูลยูดาห ทัศนะเชน นจี้ ะเสาะหาพบไดในวรรณกรรมอ่ืน ๆ ท่ีเกิดขึ้นกอน
ยุคคคริสเตียน แตเมื่อยคุ กอนแมคคาบีน้ันรูสกึ วา ความคดิ เชน นไ้ี ดร ับกันอยางจาํ กัดมาก25
(3) คนเปน อันมากในลัทธิยูดาหนิยมหวังจะไดพระเมสิยาหท ่ีมฤี ทธม์ิ ีเดชผดิ ธรรมดา ยิ่งอํานาจ
ในโลกขม ขีอ่ ยูเ ร่อื ย ๆชาวยดู าหนยิ มยง่ิ ไมพอใจกับระบบของโลกในปจจุบันน้ันย่ิงทุกที ก็ยอมเปนส่ิง
25 ดหู นังสอื ของ Jones “the New Testament in the Twentieth CenturyW หนา 96 ff.
111
หลีกเลี่ยงไมไดที่จะตองมีการคาดคิดขึ้นวาพระเมสิยาหจะตองมาอยางผูวิเศษ อิสราเอลไมเคยไดพบ
ความปรกตสิ ขุ ย่งั ยืนในครงั้ ใดเลยท่ไี ดจ ากมนุษยค นใด แตต รงกนั ขา ม ความผิดหวงั ที่ตัวพวกผูนําผูเ ปน
มนษุ ยก ็เกดิ ข้นึ มขี ึ้นอยเู สมอมา เมื่อคนข้นึ มามศี ักด์ิศรีก็ใหสัญญาโนนสัญญานี้อยูช่ัวคราวหน่ึง พอคน
นนั้ ลวงไปหรอื เสื่อมศกั ด์ลิ งก็ตาม ชาตกิ ต็ อ งตกอยใู นฐานะยง่ิ รา ยกวาแตกอนเสียอีกเพราะเหตุนี้คนผูมี
ความคิดดี ๆ กท็ อ ท่ีจะหวงั ไดความชวยกูจากมนุษยธรรมดา แมจะโดยพระเจาแตงต้ังใหมาเปนผูนําก็
ตาม จะตองมีการทําอยางใดอยา งหน่งึ มาจากสวรรคแ น ไมใชม าจากโลก เพราะเหตุนี้จึงมีการคิดกันวา
พระเมสยิ าหจ ะตองเปนทูตสวรรค จะตองมวี ิสยั ผิดกวา ธรรมดา พระเยโฮวาหหจ ะตองสง มาจากสวรรค
มาชวยประชากรของพระองคใหพ นจากการถูกขดข่ี26
(4) ความเห็นทชี่ นสวนมากที่สดุ ทเี ดียวเห็นเกี่ยวกบั พระเมสิยาหก ็คือกษัตริยนักรบ กษัตริยผูน้ี
จะเปน นกั การเมอื งผเู ชี่ยวชาญ เปน นักการทหารทอี่ าจหาญที่จะเรียกระดมพลยวิ มาจากที่กระจัดกระจาย
อยใู นทุกๆ ชาติ แลวกน็ าํ ทัพออกรบกบั ศัตรู คนพวกไมนับถอื พระเจาและทําการเที่ยวกดขี่อิสราเอลอยู
นนั้ จะตอ งถูกลา งผลาญส้ินซาก แลวอิสราเอลชาตทิ พี่ ระเจา ตงั้ ข้ึนไวจะเปน ผพู ิชติ โลก ในทศั นะน้ีคาดวา
พระเมสยิ าหจ ะเปน เชือ้ วงศของดาวิด “ในอนาคตทานผูค รอบครองคดิ วา จะตอ งเปนเช้ือวงศข องดาวิด น่ี
ก็ยอมเปนธรรมดา ดาวิดเคยเปนวีรกษัตริยย่ิงใหญของทุกเผา ตระกูลอิสรเอลและตระกูลวงศของ
พระองคท า นก็มนั่ คงกวา ตระกลู ของยาราบะอามมากมายนกั ”27
ความคดิ เรือ่ งพระเมสยิ าหจ ะมาจากตาชตระกลู ดาวิดน้ันไดนํ้าหนักในความคดิ ของชนแหงลัทธิ
ยูดาหนิยมเพม่ิ ขนึ้ ทุกที โดยเฉพาะอยางยงิ่ ในคราวทชี่ นผไู มถอื พระเจาครอบครองกดข่ีทารุณหนักท่ีสุด
เชน ในยุคของซีเรียขมเหง และในระหวางสองศตวรรษที่โรมันปกครอง ในกาลเชนนั้นความหวังของ
ชาติก็เปนธรรมดายอมหันไปทางคิดถึง นับรบรูพิชิตปรากฏในหนังสือพันธสัญญาใหม (มัทธิว
26 การท่ที า นดรมั มอนดปฏเิ สธความคิดเห็นเร่ืองพระมาซฮี าในบทบาทเหนอื ธรรมชาตใิ นลัทธิยดู านิยมเมื่อกอนศักราชคริสเตยี น การนีม้ ิไดรบั การสนบั สนุนดวยขอ
แยง อนั มนี ํ้าหนัก ทา นดรัมมอนดพจิ ารณาเหน็ เชนนัน้ โดยยกหลกั วรรณกรรมเร่ือง“คนท่ไี ดร บั บทบาททํานองเดยี วกับฮะโนค” อนั เปน หนังสอื ไรเหตุผลเพง่ิ จะมีข้ึน
แลวก็ยกมาเปนขอพิสจู นว า ในวรรณฏรรมอืน่ ๆ กอ็ าจเปน ไปไมไดตามทํานองน้ันทจี่ ะอรรถาธรบายตามวรรณกรรมอื่น ๆ อยางเชนพระมาซีฮาในบทบาทเหนือ
ธรรมชาติ ที่ถือวาอยา งนน้ั กเ็ พราะ ภาษาอาจมคี วามหมายเปน อยางอ่นื ไมไ ดหมายตามทีเ่ ห็นสัญลกั ษณโจง แจง น้ันในพวกนกปราชญว ชิ าน้ีมผี เู ห็นดวยกบั ทานดรัม
มอนดน อยCf.op. cit., p. 290-295
27 ดูหนงั สือของ Rose เรือ่ ง “Antecedents of Christianity” p. 61
112
21:9.15,22,42 มาระโก 13:35 ลูกา 20:41 ฯลฯ) เกอื บจะวามอี ยูทัศนะนี้ทัศนะเดียวเทาน้ันในคราวของ
พระคริสต และมีหลักฐานอีกเปนอันมาจากแหลงอ่ืน ๆ ท่ีสนับสนุนทัศนะในพระกิตติคุณ หนังสือผู
พยากรณแหงพนั ธสญั ญาเดมิ ที่เร่มิ ความคิดเชนน้ีวา ตระกูลของดาวิดจะฟนเฟองขนึ้ มีกลาวทาํ นายไวชัด
(ดูยะซายา 9:7 11:1 เยเรมีห 23:5,6) ปรากฏในหนังสอื 1 แมค คาบี (2:57) และกลาไวเปนพอเศษในบท
เพลงสดุดีของซพโลมอน (ดูที่ 17:5,23) ยังมีรองรอยของความคิดน้ีปรากฏในที่อื่น ๆ อีกอยางชัดใน
วรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยม (ดู 4 เอสรา 12:32) หนังสือทารคัมท่ีพวกศาสนาจารยพูดถึง ยะซายา
11:1,14:29 ฯลฯ เปนสกั ขีพยานตอ ทัศนะนี้
เมอ่ื ทแ่ี นว า ทัศนะท่ีเพน พานอยูในคราวของพระคริสตน้ันคือ พระเมสิยาหจะตองเปนกษัตริย
และจะตอ งเปน กษัตริยท ่สี บื เช้อื วงศมาจากดาวิด หลังจากคราวของพระคริสต ความคาดหวังเรื่องราช
แหง สงครามยังมตี ิดตอ กนั เร่ือยไปอีกสองสามชั่วอายุคน เปนความคิดเร่ืองพระเมสิยาหท่ีเนนหนักใน
ลัทธยิ ูดาหนิยม จนเปนเหตใุ หเ กดิ วาระทีต่ องพนิ าศกนั ไปท้งั ชาตใิ นท่สี ดุ
เชนน้ันแหละชาติอิสราเอลมีทัศนะเร่ืองผูปลดปลอยแตกตางกัน ตั้งแตความคาดหวังจะได
อํานาจทางการเมืองพระเมสิยาหจะนําเอกราชมาใหแกชาติดวยกําลังทหาร และจะปราบศัตรูของชาติ
อสิ ราเอลใหราบ จนถงึ ความคาดหวังวาจะมอี ภิ ินหิ ารยงิ่ ใหญ พระเมสิยาหจะเสด็จมาจากสวรรคแสดง
ฤทธ์ิเดชเหนอื อํานาจธรรมชาติ ทําลายศัตรูท้ังหลายของอิสราเอลเสียดวยฤทธ์ิอภินิหาร ความคิดแบบ
หลงั นี้คนพวกงมงายเทาน้นั ยึดถอื และก็เพราะเหตนุ น้ี ีเ่ องจึงทําใหกลาวเร่ืองพระเมสิยาหไปในทํานอง
อทิ ธฤิ ทธิ์กันแพรมากท่ีสุด ในพวกวรรณกรรมของลัทธิยูดาหนิยม สวนความคิดแบบกอนน้ันชุมชน
นยิ มยึดถือ ถงึ อยางไรก็ตาม ประชาชนมีความคิดคาดหวงั พระเมสยิ าหจ ะพสิ จู นต วั ไดดวยการกระทํากิจ
อนั อิทธิฤทธเ์ิ หนอื ธรรมชาติธรรมดา (ดมู ัทธวิ 12:38 ยอหน 7:31)28
28 เอกสารอนั เปนตาํ รบั ดที สี่ ุดทจี่ ะใหหลักฐานท่ีประชาชนเหน็ วาเปนสัญลักษณพระมาซฮี าซ่งึ เปน พระมาซีฮาของชนชาตยิ ิว และสัญลกั ษณน้มี ใี นสมยั ของพระเยซู
นน่ั กค็ อื สญั ลกั ษณท ี่จะพบไดในหนงั สอื พระกติ ติคุณทง้ั สี่ ปฏกิ ิริยาของฝูงชนทมี่ ตี อพระราชกิจของพระเยซูยอ มสอแสดงความคิด อยูอยา งไมมีอะไรสงสยั วาเปน
ศักราชพระมาซีฮา อรรถาธิบายความหวงั ใจพระมาซีฮาดวยวาทะอันนาฝง นนั้ อยูบนหลกั ฐานสวนใหญท่ีไดจากหนังสือ พระกติ ติคณุ จะพบไดใ นหนังสือของ
Muirhead “The Time of Christ” p. 112-150
113
3. ลกั ษณาการณหลกั ของความหวังพระเมสิยาห
ท้ัง ๆ ท่ีแบบความคิดแตกตางกันและสับสนมากก็ยังมีหลักสามประการเปนอยางนอยท่ีเปน
ทาทีปฏิบัติการเก่ียวกับพระเมสิยาห น่ีก็เปนความคิดอีกดานหนึ่งในท่ัวลัทธิยูดาหนิยมตอนนี้เราจะ
พจิ ารณาดหู ัวใจของเร่ือง และในเน้ือหาเนือ้ ที่นกั ศกึ ษาจะไดแงคดิ ใหเ กดิ ความเขาใจหลกั วิสัยความหวัง
ใจพระเมสิยาห
(1) ความหวังใจพระเมสิยาหคํานึงถึงการที่พระเจาใชอํานาจเขาจัดการเปนสําคัญ ความหวัง
เชนน้ขี องยวิ เกดิ จากมูลฐานที่เขาเชอื่ วา พระเยโฮวาหหไ ดเลอื กเขาไวเปนของ ๆ พระองคเปน พิเศษและ
แยกไวตางหาก และไดตกลงสัญญากับเขาไววา พระองคจะไมละเลิกความเกียวพันพิเศษแกเขา
เพราะฉะนน้ั เขาจึงเชือ่ วา เมอ่ื พระเจา เหน็ ถงึ เวลาเมื่อใดพระองคจะลงพระหตั ถจ ัดการ และจะทรงแสดง
พระองคใ หป ระจักษเปน อยางใดอยา งหน่ึงพิเศษอยางท่ีเปนพระผูชวยใหรอดของอิสราเอล ความเห็น
สวนใหญเหน็ กันวา พระเจา จะทรงจัดการโดยทางผแู ทนของพระองค หรือเรียกวา พระเมสิยาหที่พระเย
โฮวาหหเลือกไว แตความเห็นอยางอื่น โดยเฉพาะอยางที่มีกลาวในหนังสือไซบิลลิน ออเรเคิลส
(Sibylline Oracles) หนังสือชื่นชม (the Book of jubilees) และหนังสือ “รับโมเสสข้ึนสวรรค” (the
Assumption of Moses) หนังสือเหลานี้กลาวแสดงความเห็นวา พระเจาเองจะทําใหอิสราเอลมีชัยชนะ
โดยไมตองมผี ใู ดแทนตวั พระเยโฮวาหห ตามทศั นะนีแ้ สดงวา จกั รววดิ อันมเี กียรติของอสิ ราเอลก็ไมใช
เปน จักรวรรดิท่ีมพี ระจักรพรรดิเปนพระเมสยิ าห แตเ ปน จกั รวรรดทิ ีป่ กครองโดยพระเจา ชาวคณะเศโล
เทมีความหวังอยา งน้ีเปนสุดยอด29
(2) ความหวังใจพระเมสยิ าหท ี่มีอยเู ปนธรรมดาในทัว่ ลทั ธิยูดาหนิยม คือความคาดหวังวาพระ
เจา จะเชดิ ชาตอิ สิ ราเอลข้นึ สงู เดน พระเจาเลือกชาติอิสราเอลไวใหมากที่สุดที่ชาตินี้จะสามารถต้ังนาม
ของพระเยโฮวาหหใ หเปนทน่ี ับถือไปท่วั โลก ใหมนษุ ยท ้ังโลกถือวาพระบัญญัติหรือธรรมบัญญัติของ
29 Cf. 1Enoch 5:3 61:8 Psalm of Solomon 17:3 Sibyl Orac 5:114 Cf. 3:702-709 Assum Mos. (รบั โมเซขึน้ สวรรค) 10.3.7 อรรถกฐาของ Sibyllline ไมไดใหท ัศนะที่
สอดคลองกันโดยตลอดตามที่คาดวานาจะเปนเชน นนั้ เพราะเปน พจนวาทีท่ีชักเอามาจากเอกสารกะทอ นกะแทนเทาทีร่ วบรวมมาไดในกาลเวลาตางๆ กัน ขออา ง
ทง้ั หมดท่ีใหไว ณ ทน่ี ี้อยบู นฐานของตํารา ขอเขียนเหลานีอ้ ยา งที่มีในหนงั สือของCharles เรือ่ ง Apocrypha and Pseudepigrpha of the Old Testament.
114
พระเยโฮวาหห เปนธรรมบญั ญัติสูงสดุ เพราะฉะนั้นความสนใจชาติอสิ ราเอลก็เทา กบั สนใจตอความมุง
ประสงคของพาะเยโฮวาหห ถา ขดั ขวางหรือกดขีป้ ระชาชนทพ่ี ระเยโฮวาหหไดทรงเลือกไวก็เทากับวา
ทา ทายพระเยโฮวาหห และสบประมาทตอ พระประสงคอันชอบธรรมของพระองค ฐานะของชาติเฮบ
รายเชน นปี้ ระชาชาติทง้ั หลายลอ มรอบตอ งใหค วามเคารพเปนพิเศษก็เปนความชอบธรรมแลว เขาเปน
ตัวแทนในทามกลางประชาชาติ และถือวาชาติทั้งหลายจะตองปฏิบัติตออิสราเอลดวยความเคารพ
เชน นัน้ แตก ลบั ตรงกนั ขา ม ชาตอิ ิสราเอลตองถูกตา งชาติประมาทหมน่ิ ผพู ิชิตคนแลวคนเลาจับเขาดวย
ความหยาบคาย มุงกดเขาลงเปนทาส ชาติอิสราเอลตองเปนเหมือนกันชน ตองถูกกระทําอยางเหมือน
ไมใชมนุษย ยิวนกั ศาสนาผูแกศ รัทธากเ็ หน็ วาการเชน น้ีเทา กบั ต้ังตัวเปนศัตรูทา ทายพระเยโฮวาหห พระ
เยโฮวาหหก ท็ รงถือวาชาติตางๆ อนั ไมถอื พระเจากาํ ลังแหยเยาพระทยั ของพระองคร นุ แรงยิง่ ข้ึน ฉะนั้น
สมัยพระเมสยิ าหจ ะตอ งมาอยางทําลายและลงโทษใหจนส้นิ ทารก ฝา ยคนที่กลับใจเสียใหมและยอมตัว
เขาออ นนอ มดว ยความถอ มกจ็ ะเปน อีกอยางหนงึ่ ฝายชาติท้ังหลายท่ีไมเคยรูจักชาติอิสราเอล จึงมิไดมี
ความผดิ ในฐานเจตนาทา ทายพระเยโฮวาหห แตก ็ยงั ตง อขา อยูใ จบงั คับบญั ชาของชาติท่พี ระเจาเลือกไว
(ดู 2 บารุค 72:5) ยังคาดวาจะตองมอี ํานาจอนั บาคล่งั รวมกาํ ลงั ตอตานอํานาจพระเยโฮวาหหและอํานาจ
ของผูท่ีพระองคเลือกตั้งไว เปนการตอสูสุดแรงเกิดคร้ังสุดทาย แตผลก็รังตองถูกทําลายพินาศไป
อสิ ราเอลจะเปน ผูพชิ ิตศัตรทู ั้งส้ินของเขา ท้ังอํานาจอื่นๆ ที่ไมไดถือพระเจาก็สลายหมด ไดแอสโปรา
(Diaspora) จะกลับมาแลวชาติท่ีเปนเอก ที่ต้ังขึ้นใหม ก็จะครอบครองดวยความทรงชัย และ
เจริญรุงเรอื ง30
ความหวงั ใจพระเมสยิ าหใ นระยะเริม่ แรกรูสึกจะเก่ยี วขอ งกับชาติอิสราเอลเทาน้ัน สว นชาติอ่ืน
ๆ ในโลกจะเปน อยางไรนัน้ อยใู นความสนใจนอ ยเตม็ ที ถอื าพระเยโฮวาหหจ ะจัดแจงแตเฉพาะจุดหมาย
ปลายทางของอิสราเอลเทา นนั้ แตความคิดเหน็ เก่ยี วกับพระเจาก็บานปลายใหญขึ้น ชาติอิสราเอลจะตอ ง
30 แมฟ โลเองก็ยงั รบั เอาทศั นะของเพื่อนรวมชาติของเขาในเรื่องน้ี นกั ปราชญบ างคนคลางแคลงกับการที่ฟโ ลรับทศั นะความหวังใจพระมาซีฮา แตจะปฏิเสธกไ็ มไดไ ม
สมเหตุที่ประจญั อยูกบั หลักฐานในขอเขยี นของทานตามทีเ่ ราไดเห็นในคําที่ทานHausrath ไดยกมาเอย op. cit., Vol.2 p. 196 f,
115
สมั พันธก บั ชาตอิ ่ืน ๆ ในโลกก็เปนความเห็นท่ีเหน็ ใหญขึ้น ๆ จนกระท่งั ทัศนะท้ังตวั กลายเปน เรอ่ื งของ
สาวกย่งิ ขน้ึ ๆ31
ความคาดหวังพระเมสิยาหค งบาปปลายตอไป จนกระทั่งบคุ คลหนง่ึ จะโผลเ ขามามีบทบาท คน
ผูมสี ญั ชาตอิ สิ ราเอลเปนอันมาก ตางก็กลายเปนผูทรยศตออุดมการณอันศักดิ์ลัทธิ์ของชาติ คนเหลาน้ี
ยอมหวัง สวนอะไรไมไ ดจากยุคอนั รงุ เรอื งของพระเมสยิ าห เพราะเหตุนี้จําตองมีการเลือเอาคนจํานวน
นอยทีย่ งั เหลืออยู ใหม ีสวนในความมชี ัยเดด็ ขาดของพระเยโฮวาหหแ ละของพวกผชู อบธรรม โดยท่ีมีคํา
สอนในพระคัมภีรภาคพันธสัญญาเดิมอยูเปนมูลฐานและเปนเชื้อ และโดยอิทธิพลของความคิด
ความเห็นแบบตาง ๆ ดังไดกลาวแลวขางตน ทําใหเกิดมีความคิดเห็นอีกอยางหน่ึงเกิดขึ้นมาดวยกับ
ความคิดที่วาบคุ คลผหู น่ึงจะมามบี ทบาทในความหวงั พระเมสิยาห ความคิดท่ีเกิดข้ึนมาอกี นี้ คอื การเปน
ข้ึนมาจากตายและการพิพากษา โดยทัศนะนี้ยอมประกอบดวยคําสอนเร่ืองความสําเร็จครบแหงท่ีสุด
ปลายของอนาคตรวมประสานกันอยูดวย และยังไดมาเปนมูลฐานแหงหลักธรรมคําสอนในกาลพันธ
สญั ญาใหม เพราะเปนหลกั ธรรมท่ีมีอยูในความสํานึกของคนยิวสวนใหญ แลวก็เลยมาเปนหลักธรรม
และความหวังในศาสนาครสิ เตยี นดวย
ทง้ั ๆ ที่ความคิดบานปลายไปถึงสากลและเอกบุคคลเกี่ยวกับพระเมสิยาห ชาติอิสราเอลก็ยัง
หวงั อยวู า ชาตขิ องเขาจะปกครองโลกในอนาคต บรรดาประชาชนอ่ืนๆ ในโลกจะเปนแตชนชั้นรองผู
เขา มารับความรุงเรอื งของยคุ ใหม อทิ ธพิ ลของทัศนะนแ้ี สดงออกแมใ นขอ เขยี นของอาจารยเปาโล (เชน
โรม 11:1) หลกั ความคิดเรื่องพระเมสิยาหคือวา พระเมสิยาหจะเปนตัวแทนของพระเยโฮวาหหมาถึง
ชาตทิ พ่ี ระเยโฮวาหหไ ดเ ลอื กสรรไว และเพ่ือทําประโยชนใ หแกชาติ (อสิ ราเอล) ดวย32
(3) ความคดิ หลักอีกอยางหนงึ่ ท่ลี ัทธิยดู าหนิยมเหน็ พองกันท่วั ไปวา ยุคพระเมสิยาหจะนําโลก
ใหเ ขา มาอยูใตก ฎหมายของพระเยโฮวาหห และใหข้นึ กบั ผูทพ่ี ระเยโฮวาหหชโลมต้ังไว ความหวังของ
อิสราเอลที่ะเปนใหญนี้ อยาถือวาเปนแตการเห็นแกตัวเทาน้ันพาใหคิด คนยิวผูศรัทธาแกเช่ือวาการ
31 Cf. Schuerer op. cit 2:2p. 130 f.
32 I Enoch 48:8,9 II Baruch 72:2-5 Silye Orac 3:657,658 5:120-133 Assum of mos. 10:8-10
116
เชนน้นั จะเปน การดแี กป ระชาชาติท้ังหลายในโลกอยา งไมมปี ระมาณ เพราะการเขามาอยใู นใตปกครอง
ของอสิ ราเอลก็เทา กับมาขนึ้ อยูก บั พระเจาของอิสราเอลผทู รงอธปิ ไตยสูงสุดแตผูเดียว โทษที่จะตองรับ
จนถึงพินาศสน้ิ หรือโทษท่จี ะตอ งรับในนรกตลอดไปเปน นิตย ก็จะตกแกค นเปน อนั มากผูไมกลับใจเสีย
ใหม แตสวนคนท่ยี ังดํารงอยไู ดสภาพความเปล่ยี นแปลงก็จะเปน คุณความจาํ เริญแกเขา พระเมสิยาหจะ
ครองราชยด วยสวาราศี และใหคุณประโยชนจะมีแตความศานติความอุดมสมบูรณอยูท่ัวโลก พวกยิว
เช่อื อยางถกู ตอ งทีเดียววา อธปิ ไตยแหงนาํ้ พระทยั ของพระเจาจะนาํ ฐานะความสุขมาถึงมนษุ ย มนุษยจะ
มีฐานะเลื่อนขน้ึ ไปสูงสุด นี่จะเปนยอดแหงความสําเร็จแหงยุคสมัยของพระเมสิยาห ความอยากไดใน
ธรรมดาของมนษุ ยม ักทาํ ใหอ ดุ มการณน ้ีเสียไปบางแตก็มิไดทําใหความเดนสลดไป ที่แสดงใหเห็นวา
ความยากของสญั ชาตมิ นุษยเ ล็กนอยเหลือเกนิ ทนี่ าํ ใหยิวคาดหวังยุคทองคาดหวังวาจะเปนศักราชแหง
ความชอบธรรมเลอเลศิ ในกาลนน้ั น้ําพระทยั และธรรมบัญญตั ขิ องพระเยโฮวาหหจ ะครองอาํ นาจอันไม
มีอะไรตานทานได และพระเมสยิ าหจ ะบงั คับใชหลกั เกณฑส ูงสดุ และเลือ่ นฐานะความดาํ รงอยูทช่ี อบ33
เม่อื ศักราชคริสเตยี นรุงอรุณขึ้น ไมมีอะไรท่ีอยูในความสนใจในชีวิตของยิวสวนใหญเทากับ
ความคาดหวังพระเมสยิ าหน ้ี แนทีเดยี ววาในยคุ น้ี ไมมอี ะไรสาํ คญั ตกลงมาในทอ งทุงแหงประวัติศาสตร
ของยวิ และศาสนาของยวิ โดยปราศจากความคดิ เร่ืองพระเมสิยาหหรือจะอะไรที่เก่ียวของกับพระเมสิ
ยาหเปนไมมี”34 ความหวังแหงอนาคตจะเปนอะไรก็ตามเปนตองมีเรื่องเมสิยาหเขามาเกี่ยวของดวย
ทง้ั นนั้ เปน ศูนยศาสนาของยิวทข่ี าดเสยี ไมไ ด ผลิตใหเกิดผลประสบการณศาสนาในแบบวญิ ญาณจติ ได
อยางเดยี วดกี วากันไกลมากกับผลทเี่ กดิ ขึ้นอยางอ่ืนหรือที่เกิดจากจารีตพิธีรีตองแบบฟาริสีเปนเกลือท่ี
ดองอยูในชวี ติ ศาสนาของยวิ ทําการเตรยี มผูฟง ไวร บั พระเยซูไดม มี ากกวา เหตุอ่นื ทาํ ไดในประวัตศิ าสตร
ถงึ กระน้ันกย็ ังเปน ความจริงอกี ดวยวา ชีวิตของลทั ธิยูดาหนิยมในศตวรรษที่หน่ึงไมมีอะไรกะตุนอยาง
บาละหา่ํ ใหรอนเปนฟนเปนไฟในการเกลียดชาติอ่ืน ลําเอียงทางศาสนาของตนมากเทากับความหวัง
พระเมสยิ าหน เ้ี ปนไมมี เปน เหตใุ หเ กดิ ความปนปว นขนึ้ มาเปนชดุ ๆและคอยที่จะระเบิดออกเปนความ
33 Cf. Tobit 13:11 16:6,7 Judit 16:17
34 Baur, Church History in the First Three Centuries p. 39
117
จลาจลอยูเ สมอ สิ่งหน่ึงที่นาดูท่ีสุดในประวัติศาสตรก็คือทางที่พระเยซูไดเอาสวนน้ีของชีวิตยิวมาใช
เปน ประโยชนยงิ่ กวาอะไรหมดในทามกลางสาธารณะแลยบั ย้ังการแสดงออกอันเกินขีดของประชาชน
ดวย พวกนักวิพากษว จิ ารณท ไ่ี มเห็นอกเห็นใจก็เนนความหวังใจพระเมสิยาหในดานที่ต่ืน ๆ เตน ๆ น้ี
โดยไมคํานึงถึงดา นทม่ี ีคาของมันบา งเลย เขาจึงไดท าํ ใหม นั ดเู ปน เหมือนความรุม รอนท่ีนา ตําหนิติเตียน
เปนความหลงงมงายดเุ ดือดขนึ้ จากพวกหลวคดิ วาตัวเปนพระเมสิยาห กบั พวกปากวา ตาขยบิ ชาวคณะเศ
โทเท แตถึงกระนั้นความหวงั ใจพระเมสิยาหย งั มีผลอกี สองอยาง ซึ่งจะชดเชยกันไดอยาง เหลือเฟอตอ
การเปนเหตเุ กดิ ข้ึนรายแรงอยา งไมม ีการยบั ย้งั ชัง่ ใจ น่นั คอื หน่ึงประสบการณศาสนาอันสูงสงและอุดม
สมความหมายซงึ่ ศาสนาจะมเี ชนนไ้ี ดก็ตอ งมหี ลกั ธรรมอยา งเชนพระเมสยิ าหน ้ี และถา ขาดหลักธรรมนี้
แลวศาสนาก็มีดีขนาดนี้ไมไดเพราะฉะนั้นชีวิตของปกติชนผูแกศรัทธาจึงไดรับการหลอเลี้ยงดวย
ความหวงั นี้ และสนองความดเี ลศิ อันประมาณมิไดใ นปฏิบัตกิ ารของพระองคน น้ั ผูเปน ความสาํ เรจ็ ครบ
อนั แทจริงของความหวังใจพระเมสิยาห ถาหากจะยอมรับวาความสําเร็จไดเกิดขึ้นแลวและกําลังเกิด
บริบูรณขนึ้ เรือ่ ยไป35
35 ขออธิบายอันกระจางเร่ืองความหวังใจพระมาซีฮา พิจารณาดูตามแงคิดของยวิ อาจพบไดในThe Jewish Encyclopedia, Vol. 8 pp. 505ff.
118
บทท่ี 7 สถานะทางประชาคมของยวิ
การจะช้ีชัดวาเร่ืองในบทนี้ผิดกับเรื่องอ่ืน ๆ ท่ีกลาวมาแลวอยางไรน้ันทําไมได เพราะคณะ
ตางๆ ก็ดีสถาบันตาง ๆ ก็ดีของลัทธิดูดานิยมเปนสวนตาง ๆ ประกอบในประชาคม แตเพ่ือความ
สะดวกเราไดเลือกท่ีจะตั้งบทน้ีสําหรับกลาวพิจารณาโดยเฉพาะ และแสดงเรื่องราวตาง ๆ ท่ีเก่ียวกับ
ประพฤติการณท ่วั ไป ประเพณีการเขา เกียวขอ งกับของประชาชนโดยทวั่ ๆไปเราไดพ ิจารณาดูมาแลวใน
บทกอน ๆวาลัทธิยูดาหนิยมในดานศาสนาของเขาผิดแปลกอยางไร บัดนี้เราจะหันความสนใจมาท่ี
สงั คมของยวิ เปนกลุมท่อี ยูในปาเลสไตนแหงศตวรรษทีห่ น่ึงเปนอยางไร
อิทธพิ ลเฮลเลน
ทัง้ ๆ ทพ่ี วกฟารสิ ีและพวกผูเ ห็นดวยกันกบั เขาไดอุตสาหพยายามเปนนักเปนหนา (ท่ีจะดํารง
คงลทั ธขิ องยวิ ไวล ว น ๆ) เชอ้ื ของเฮลเลนนิยมก็ยังทํางานของมันในปาเลสไตน (ไมหยุดย้ัง) ไดนําเอา
หลายอยางท่ีนิยมในชีวิตของกรีกโรมันและวัฒนธรรมเขามาแพร ตั้งแตครั้งอาเล็กซานเดอรมาแลวท่ี
อทิ ธิพลกรกี ไดลวงลาํ้ เขา ในลทั ธิยูดาหนิยม แตต องถูกตอตา นใมใชนอยในยคุ ทีบ่ านปลายเปนสมัยแบค
คาบีโดยเฉพาะอยา งย่งิ ในรัชกาลของอเลก็ ซานดรา ไดกอ เกดิ การจาํ กัดมันข้ึนอยา งแข็งแรง แตจักรวรรดิ
ไรมนั ไดเ ปดประตขู ้ึนอีกใหล ทั ธเิ ฮลเลนนิยมดงั เขามา จนมาแพรอยูทว่ั ไปในปาเลสไตนแหงศตวรรษที่
หนง่ึ โดยเฉพาะเฮโรดไดสงเสรมิ วัฒนธรรมกรีกและปฏิบัติอยางออกหนาออกตา ประชาชนสวนใหญ
ใชภาษากรีกกันสนขนาดตาง ๆ แตภาษาพ้ืนเมืองยังคงเปนภาษาอะราม ภาษาลาตินใชเปนภาษาทาง
ราชการของโรมนั 1 ภาษฮบรูดง้ั เดมิ ใชก นั ในวทิ ยาลัยรับบี (ศาสนาจารย) และในพิธกี รรมของธรรมศาลา
ดวยบางสวน ถนนหนทางของโรมนั เพนพานอยใู นประเทศ ประชาชนตอ งเสียภาษหี รอื เสียคาบาํ รุงทาง
ซอมแซมอยูเปนประจํา วัฒนธรรมเฮลเลนแพรอยูในพวกชนชั้นสูง ปรากฏวาเฮโรดหาทางให
1 คําภาษาลาตนิ เกยี่ วกบั การเมืองและการทหาร ทแ่ี ปลทบั ศัพทลงเปน ภาษาเฮบราย ไดพบคาํ อยา งนจ้ี าํ นวนหน่ึงในวรรณกรรมของรบั บีนิค (หรือของศาสนาจารย)
แหง ยุคน้ี
119
วัฒนธรรมกรกี หอ มลอมตวั ทา นอยู2 แมแตพวกยิวที่จงรักภักดีก็ยังใชช่ือเปนภาษากรีก ดังท่ีเราไดเห็น
ช่อื ฟลปิ และอันดะเรอาในพวกอัครสาวกของพระคริสต คนยิวผศู รทั ธาแกก็รูแตเพียงวา เหลานี้เปน ชอื่ ท่ี
ใชกันคุนเคย แลวก็เอามาเปนชื่อบุตรหลานของเขาดวยโดยหารูไมวาชื่อเหลาน้ันมีกําเนิดมาในภาษา
กรีก เหลาน้ีเปนการปรากฏชัดวาอิทธิพลเฮลเลนซึมซาบเขามาในชีวิตยิว มันคุนเคยกันจนไมมี
ความรูสึกวาวัฒนธรรมกรีกเขามาแทรกอยูในหลาย ๆ กรณี ความสนุกสนานแบบกรีกความสะดวก
แบบกรีกเอามาใชกันสบาย สถาปตยกรรมของเฮโรดเปนตราของวัฒนธรรมเฮลเลนตรงทีเดียว การ
เศรษฐิกิจก็เปนผลเก่ียวกับประเพณีของกรีกโกโรมันในขนาดไมนอย เงินตราที่ใชกันทั่วไปก็เปน
เงนิ ตรากรกี โรมนั ในขนาดไมนอ ย เงินตราทใ่ี ชก นั ทว่ั ไปกเ็ ปน เงินตรากรีกโรมัน ความจริงในชีวิตของ
ปาเลสไตนแหงศตวรรษที่หน่ึงไมมดี า นไหนท่หี นพี นจากผลของอทิ ธิพลวฒั ธรรมเฮลเลนได ผลของมัน
จะเห็นไดในทุกสิ่งตั้งแตวัฒนรรมทางความคิดไปจนถึงอุปกรณตาง ๆ แหงการครองชีพ เชนเส้ือผา
อาหาร
ชนตางชาติยิวอาศัยอยูกับเปนอันมากในปาเลสไตนแหงยุคพระคริสตธรรมใหม โดยเฉพาะ
อยา งยง่ิ ในนครตาง ๆ ของกรีกแหงทศบุรี และในนครตาง ๆ ตามชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเนียน ลัทธยู
ดาหนิยมแทรกเขาถึงทะเลในสองจุด คือที่เมืองยบเปกันท่ีเมืองแยมเนีย แตแมกระท่ังในเมืองอยางน้ี
พลเมืองตางชาติก็มีอยูเปนจํานวนขนาดใหญ โดยสวนรวมแลวนับวาที่ราบชายฝงทะเลอยู ในครอง
ครองวัฒนธรรมเฮลเลนหมด สวนใหญมีการนมัสการพระของกรีกและของชนชาวตะวันออกอื่นๆ3
ในฆาลิลายและในเพเรยี มที ่ีอาศยั ของชนตา งชาตอิ ยเู ปน จาํ นวนมาก ถึงแมใ นยูเดียก็หาไดปลอดจากคน
ตางชาตไิ ม ประชาคมไหนท่ีมีชนตางชาติอยูดวยอิทธิพลวัฒนธรรมกรีกก็ข้ึนครองสูงสุด ณ ท่ีต้ังของ
เมอื งฆะราซา อันเปนเมืองหนง่ึ ในกลุมทศบุรี ทน่ี ่ันไดพบทารกของซมุ โคงชยั สถานอาบนาํ้ อนั สงา และ
วิหารหลายแหงโรงละครใหญจุที่น่ังถึงหกพันที่ และทาเรือจําลองสําหรับประลองยุทธของทัพเรือ
ท้งั หมดเปนรปู ลักษณะกรกี โรมันเดนชดั 4
2 ดตู าํ รับของทาน Schuerer op. cit I, I หนา 442 ff.
3 Schuerer, op. cit, II, I หนา 11 ff.
4 ดูตาํ รบั ของทาน Cobern New Archeological Discoveries หนา 372
120
ภูมภิ าคตอนกลางของมณฑลยูเดยี มแี ตคนยิวเกือบทั้งหมด และเปนศูนยอิทธพลของชีวิตยิว ฆา
ลิลายและเพเรียพลเมืองสวนใหญเปนยิว แตท้ังสองแหงนี้ก็มีประชาคมกรีกโรมันหลายแหง และ
อทิ ธพิ ลวฒั นธรรมเฮลเลนแขง็ กลาชาวยวิ ในสองภาคน้ีของปาเลสไตนจึงไมสูเขมแข็งในการถือรักษา
กฎของเขา และการวางตัวในทางชาติกไ็ มเ ขม งวดนักเพราะการท่สี วนใหญครอบงาํ ดว ยอิทธิพลกรีก กับ
ท้ังอยูหางไกลจากศูนยชีวิตและอิทธิพลของยิว โดยประการฉน้ีทําใหเขาใจไดทันทีวาทําไมพระเยซู
ทํางานในฆาลลิ ายและเพเรยี ไดผ ลไดมากกวา ในยูเดีย พื้นท่ใี นปกครองของเฮโรดฟลิปที่ภาคเหนือของ
ปาเลสไตนมีพลเมอื ง ทัง้ คนยิวและคนตางชาติแตค นตางชาตกิ ห็ นาแนนกวา เมืองเอกของทองท่ีนี้ กาย
ซาไรอาฟลิปปอยไดเปนศูนยข องวฒั นธรรมเฮลเลน มากอนแลว หลายชัว่ อายุคน ซ่ือทีเ่ รียกกนั แตกอนก็
สอแสดงอยู พะนอี าซึง่ สบื มาจากนามของเทพเจา กรีกองคหนึ่งที่เรียกวา แพน
เพราะฉะนัน้ วัฒนธรรมเฮลเลน จึงเปนสวนที่มีอํานาจเขมแข็งในโลกท่ีพระเยซูกับสานุศิษย
เคล่ือนไหวอยูถงึ กระนน้ั ปาเลสไตนยงั ไดใหบ างส่ิงท่เี ดนผดิ แปลกจากโลกชนตา งชาตทิ ีล่ อ มรอบอยูนั้น
ท้ังๆ ที่วฒั ธรรมเฮลเลนผลักดันเขามาหัวใจของสังคมและของศาสนาของลัทธิยูดาหนิยมก็ยังคงเปน
เจาของลักษณะและวิสัยไมเหมือนใครเอาไวอยู พวกฟาริสียังคงดํารงความปกใจตอพระบัญญัติ และ
คําสั่งสอนสืบตอมาจากบรรพบุรุษ ความศรัทธา ความหวังของอิสราเอลในประวัติศาสตรแตกอนก็
ยงั คงมีชีพอยใู นหัวใจของสวนใหญข องประชาคมยิว สตรีไดรับการปฏิบัติตออยางผิดกันไกลมากกับ
โลกโรมนั บานเรอื นครอบครองมีความนาเคารพคารวะและถอื วาเปน ส่ิงสูงในพวกคนยิว สิ่งอยางนี้คน
ไมรจู กั พระเจาในสมยั ของเขาเกอื บไมร ูจักกนั การสมสกู นั อยา งลวงประเวณีการมีภรรยานอ ย เรื่องอยาง
น้ีมีนอ ยทีส่ ุดในพวกยิว แตก ารหยา รางกันมีกระทํากันเปนธรรมดาเหลือเกินไปท้ังหมด โดยสวนรวม
แลวนับวาลัทธิยูดาหนิยมในปาเลสไตน ทําไดสําเร็จอยางนาชมในการตานทานความโนมนาวใหไร
ศีลธรรมท่ชี วี ิตของชนไมถ ือพระเจา ชกั ชวนอยูในกาลสมัยของเขานัน้
ระบบปกครองนคร
สภาวะตาง ๆ ของธรุ กจิ และการเปลย่ี นแปลงทงั้ หลายของนครหรือหัวเมืองตาง ๆ ก็ไดปรากฏ
แลวในการสํารวจประวัติศาสตรของลัทธิยูดาหนิยมในศตวรรษที่หนึ่งการปกครองอยูในมือของผูวา
ราชการหรอื กษัตริยประเทศราชผูเปนตัวแทนของโรมทําการปกครอง ทานเหลานี้ก็ตั้งใจที่จะใชการ
บริหารเมอื งในแบบท่ีมีอยูแ ลวนน้ั ทําประโยชนใ หแกพวกทานใหมากเทาท่ีจะมากได การปกครองใน
แบบทม่ี ีอยเู ดิมเหลาน้แี หละท่ีเราจะไดคิดพิจารณากนั ดู
1. การปกครองทว่ั ไปในปาเลสไตน การปกครองของปาเลสไตน แหงกาลสมัยของพระคัมภร
เดมิ ยอนกลับไปอกี ไกลโดยเน้ือแทก็คือการปกครองแบบแตละทองถ่ิน (หรือแบบเทศบาลในปจจุบัน)
121
คือการบรหิ ารเมืองตา ง ๆ ของประเทศมอบใหแ กห ัวเมอื งใหญ ๆ หรอื นครตา ง ๆ ตา งทาํ กันไปเอง การ
ปกครองหนว ยใหญท ่ีสุดมีสภาผูใหญเปนผูอํานายการแกทุกสาขาของการปกครองเมือง ท้ังแผนกนิติ
บัญญตั ิ ตลุ าการ และการบริหาร การอาํ นายการอยา งน้กี ระทาํ ไปยุคโรมัน แตแนละกฏหมายโรมันและ
เจาพนักงานโรมนั ยอมมอี าํ นาจสงู สุดยอดควบคุมทั่วไปอยูอีกช้ันหน่ึง แตถึงกระนั้นโรมก็ใหอิสระแก
การบริหารการปกครองแตละทองถิ่นในขนาดใหญทีเดียว สภาพพวกผูใหญจะดําเนินการคัดเลือก
เจา หนา ทอี่ อกจากพวกเขาเองจดั แบงใหไปทําหนาที่เปนตุลาการ ดําเนินการทางสอบสวนคดี เลือกต้ัง
“มนตรี” ดาํ เนินการทางธุรกจิ ของเมอื ง รูปการของการปกครองแบบน้มี ีเคา สอใหเห็นอยบู อ ย ๆ ในพระ
คริสตธรรมใหญ
2. การปกครองในมณฑลยูดาห ก็มีแนวเดียวกันกับท่ีกระทํากันในสวนอ่ืนๆ ของปาเลสไตน
แตมบี างอยางท่ผี ดิ แปลกกัน เพ่ือใหเปน แบบการกระทําท่ีตา งฝา ยตางทําเยรซู าเลม็ เปน ศูนยการปกครอง
ทอ งถนิ่ หรือเปนเมอื งเอกของมณฑล ทาํ หนาที่บงั คับบัญชาทั่วไป ออกกฎหมาย สอบสวนคดีเก็บภาษี
ศุลกากร แตเ พื่อความสะดวกยงิ่ ขึ้นเพื่อใหก ารบรหิ ารมีสมรรถภาพ จงึ แบง มณฑลยเู ดียออกเปน สิบภาค5
ณ จุดสําคัญๆ ของแตละภาคใหมีสภาหรือแซนเฮดรินประจําตําบลเปนศูนยบังคับการ เปนประหน่ึง
ตวั แทนของสภาแซนแฮดรนิ ท่กี รุงเยรซู าเล็ม หรือดําเนนิ การไปตามทส่ี ภาแซนเฮดรินทีเ่ ยรูซาเลม็ ส่ัง
3. การปกครองทองถิน่ ทเ่ี ปนอิสระ ทวั่ ประเทศปาเลสไตนมีนครตาง ๆ กระจัดกระจายอยูเปน
จาํ นวนไมใชนอย ซ่ึงเรียกกันวา “เสรีนคร” เชนเมืองอัศคาโลน กายซาไรอา โตละมาย ซะมาเรีย (เซ
บาสเต) ไซโธโปลีนครเหลาน้ีรวมท้ังทองท่ีชนบทโดยรอบของแตละนครไววางแบบการปกครอง
ตนเองในระหวางปที่การปกครองของซีเรียเส่ือมลง ปรากฏวาในบรรดานครท่ีต้ังอยูตามชายฝงทะเล
ตอ งถกู บงั คับใหมาขนึ้ อยูกับการปกครองของยูดาห โดยเลก็ ซาเดอรแ ยนนีโอ เวน แตเ มืองอศั คาโลนและ
เมอื งโตละมายที่ยังคาตา นทานไดอ ยู แตในป ก.ค.ศ. 63 ปอมเปยไ ดป ลดออกมาเปนอิสระไดอีก ในการ
ปฏบิ ตั ติ อเสรีนครเหลา น้ีชาตโิ รมนั ไดด ําเนินนโยบายอันฉลาดของเขาปรับการปกครองของเขาใหเขา
5 ที่ตรงนต้ี างกันในตาํ รบั ตางๆ บางคนพดู ถงึ พ้ืนที่สงู สบิ เอ็ดแหง แตจาํ นวนนีย้ อ มรวมทงั้ กรงุ เยรซู าเลม็ ดว ย ซงึ่ ควรจะไดศ ึกษาดูโดยเฉพาะในฐานทเ่ี ปน จุดรวม หรอื
เมืองหลวงของแควน .
122
กับการปกครองทมี่ อี ยแู ลว หรอื อนุโลมตามทช่ี าวเมอื งเหลานั้นชอบ แบบการปกครองทองถ่ินของเสรี
นครเหลานตี้ ลอดจนขนาดของเสรภี าคก็ผดิ กนั มาก แตอ าจพูดไดวา สวนใหญ ไปทั้งหมดไดรับการงด
เวนภาษีที่สง แกจักรวรรดิ ถา หากวาเมืองน้ัน ๆ บริหารราชการของตนไปโดยผูแทนที่เลือกมาจากเสรี
ชนของเมอื ง และมีสิทธพิ เิ ศษและมยี ศพิเศษทไี่ ดม าจากโรม แตถึงกระน้ันเมืองเหลานั้นก็ตองรับทราบ
วาผวู า ราชการใหญอํานวยการทั่วไปอยู และในบางกรณีประธานผูวาราชการแตงตั้งผูแทนใหอยูเสรี
นครดูแลราชกจิ ดว ยอาํ นาจเดด็ ขาด คําวา “เสรี” ท่ีใชกับนครเหลาน้ียอมมีความหมายไมเต็มคําทีเดียว
เม่อื เปนดังรูปการณท ่วี า มาน้ันแตถึงอยางไรก็ยังไมตองเขาเก่ียวของกับแบบการปกครองท่ีแพรอยูใน
ปาเลสไตนนัน้
ชีวิตเศรษฐกจิ
ถงึ แมป ระชาชนสนใจกับศาสนาท่แี พรอยูนั้นอยา งรอ นรน แตใ นดา นความจําเปนทางวัตถุและ
ชวี ิตแหงความเก่ียวของ ก็จะเพิกเฉยเสียไมได ในดานนี้ของความดํารงคงอยูมีความหมายสําคัญและ
ความสําคัญยอมเย่ยี มในประชาคมชาวปาเลสไตนแหงศตวรรษท่ีหน่ึง ท่ีจะเขาใจหนังสือพระกิตติคุณ
ใหด ีเหมาะสมแลว ไมมีอะไรสําคัญยิง่ กวา ทีจ่ ะเขาใจเบ้อื งหลังทางเศษรฐกจิ 6
1. ความแรนแคน ทางเศรษฐกิจ
ฐานะทางเศรษฐกจิ ของปาเลสไตนในศตวรรษที่หน่ึงไกลจากเปาหมายท่ีตั้งปรารถนาใวไกล
มาก โดยสวนรวมนบั วา ประชาชนขาดแคลนวัสถอุ ยา งนา สงสาร
1. ประการที่หน่ึงเราจะทบทวนดูสาเหตขุ องความแรนแคน ทางเศรษฐกจิ
(1) ส่งิ หนงึ่ ทีท่ าํ ลายฐานะทางเศรษฐิกจิ อยางฉกรรจก ็คอื พลเมืองในประเทศหนาแนน เหลือเกิน
แมแ ตพ ลเมอื งยิวท่ีอยูกนั เปนเจาของภมู ลิ าํ เนากม็ ีเปนจํานวนมากจนเกินกวา แผน ดินจะผลิตผลมาเล้ียงดู
ได ถาย่ิงเอาคนอื่น ๆ มาเพ่ิมเขาอีก เชนคนตางชาติที่หล่ังไหลเขามา เจาหนาที่โรมันและกองทหาร
6 คาํ บรรยายวิเศษของรูปลกั ษณาการสําคัญแหง ภาวะแวดลอม ของพระกิตติคณุ อาจพบไดในตํารับของทา นGRANT, The Economic Background of the Gospels
(Oxford)
123
ศรทั ธาชนเปนพันๆ เขามารวมอยูในกรุงเยรูซาเล็มตามเทศกาลปละสามคร้ังเปนอยางนอย ปรากฏวา
ปญหาทางเศรษฐกิจรา ยแรงมาก ไมสมดุลในระหวา งปรมิ าณผลิตผลกับผูใ ชอ ปุ โภคและบริโภค
(2) ความยากลาํ บากของพลเมืองลนหลามนั้นคือวาคนยิวไมพอใจประกอบการคาอยางใด ๆ
ไมอ ยากเกีย่ วขอ งพัวพันกับคนในโลกภายนอกท่ีไมถ ือพระเจา ไมซื้อขายแลกเปล่ียนกันสนทุก ๆ กรณี
ยศิ ราเอลทกุ คนมมี รดกผืนท่ดี ินในฐานทีเ่ ขาเปน สวนหนึ่งของ “ประเทศ” เพราะฉะนัน้ เขาถือวาเขาตอง
ดาํ รงชพี อยอู ยา งถอ ม ภักดกี ตัญูตอพระเยโอวาหผูไดประทานมรดกใหกับเขา ในการเท่ียวหาอาชีพ
อยา งอน่ื ยอมเปน การประมาณหมิน่ ตอมรดกที่พระเจา ประทานความคดิ ท่ตี องเปน เชน นี้ เปนการเหน่ียว
หนว งตอความเจริญของเศรษฐกิจ โดยทว่ั ไปผนื แผน ดินผลิตผลไดก ็อยางธรรมดา ๆ เทา นั้น มิหนําซํ้ามี
การแหง แลงเกดิ ขนึ้ อยบู อ ย ๆ
(3) เฮโรคกอ สรางยอ มมหาศาลทาํ ใหการปกครองเมืองตอ งรับภาระการเงินมหิมา ซงึ่ ทําใหต อ ง
มีการเกบ็ ภาษกี นั อยา งรดี นาทาเรน ปญหาทางเศรษฐกจิ ที่เองทเี่ ปนผลใหเกิดความยุงยากลําบากแกการ
ปกครองของอารฆ ะลาวส และกอ การตอตานพระองคท า นข้นึ เมอื่ อารฆ ะลาวสถกุ ปลดจากตําแหนงไป
แลว ประชาชนก็หวังวา โรมนั ปกครองโดยตรงคงจะใหการลดหยอนภาษีมากหนอยตามประสงคของ
เขา แตกผ็ ิดหวงั เพราะผวู า ราชการมาก็เรยี กรองเก็บภาษสี งใหโรมนอกจากภาษีท่ีตองเสียตามธรรมดา
เสยี อยางอื่น ๆ ก็ตองถกู กําหนดใหเสยี ภาษีดวยเชนภาษรี ายไดและภาษีสินคาตา ง ๆ ภาษขี องบานเมืองก็
มากอยแู ลว นอกเหนอื จากนี้ภาษีทางฝายศาสนาก็ยงั เรียกรองเอาอกี การถวายตามพระบัญญัตกิ าํ หนดไว
สาํ หรบั การบรหิ ารในพระวหิ ารตลอดจนคาจับจายบริการพิธอี ันหรหู ราประเภทตางๆ นอกจากน้ีธรรม
ศาลาประจําทองถ่ินยังตองมีคาบํารุงเจือจุนอีก ภาษีเหลานี้เปนภาวะจํายอมอันหนักและเปนความ
เดอื ดรอ นอยา งยิ่ง
2. เราจะไดพ นิ ิจดูผลของความแรน แคนทางเศรษฐกจิ ขัน้ ตอ ไปในปาเลสไตนศตวรรษท่หี น่ึง ดู
สภาพความทุกขรอนทางเศรษฐกิจแลวก็จะเห็นผลบานปลายเปนอยางอื่นตอไปอีกงายๆ ความยาก
จนถึงขนาดไมม ีจะกนิ และหวิ โหยแพรอยทู ว่ั ปาเลสไตน ประชาชนสงสัยวา จะดํารงรางอยูไดหรือเปลา
เปนผลใหค วามไมพอใจจุดความไมสงบใหพรอ มจะลกุ อือข้นึ ไดเ สมอ
การโจรกรรม การจราจรซ่งึ เปนโฉมหนา ของยุคนี้เปน ผลเกดิ จากความกดดันทางเศรษฐกิจใน
ขนาดใหญ สภาพน้ีคือเหตุผลที่มหาชนในเยรูซาเล็มถูกปลุกใหฮือข้ึนงาย ๆ จนควบคุมไมอยู จนที่เคย
ปรากฏวาพรอมจเอาหินขวางพระเยซู (ยอหน 8:59,10:31) หรือที่รุมกันเรียกรองใหปลาตพิพากษา
ประหารพระเยซู (มัทธิว 27:20) หรือท่ีกลุมรุมทํารายอาจารยเปาโลเม่ือถูกขอหาเท็จวา นําคน
ตา งประเทศเขามาในพระวหิ าร (กิจการ 21:27) ที่จริงภาวะท่ัวไปอันไมสงบแพรอยูในลัทธิยูดาหนิยม
124
ทั่วปาเลสไตนในศตวรรษทห่ี นงึ่ และมาถึงยอดเปน การกบฏในป ค.ศ. 66 สวนใหญเปนผลเน่ืองมาจาก
ความแรน แคน ขัดสนจนยากแสดงออกเดน ชดั กวาเหตุอนื่ ๆ หมด
ความยากลาํ บากในการจะครองชีพอยูใหได ทําใหคนเปนอันมากหมดอาลัยตายหยากผูหญิง
ทั้งหลายเลอื กเอาทางการขายตวั เพราะความอดอยาก เมอ่ื คนเห็นฐานะทางเศรษฐกิจแลวก็ไมแปลกใจท่ี
เห็นพระเยซูทรงมีเมตตาแกคนเส่ือมโทรมอยางเชนน้ัน (ลูกาบทเจ็ดขอสามสิบหก ยอหนบทแปดขอ
หนึ่ง) คนยอมขายความเคารพท่จี ะไดจ ากเพอ่ื นบาน ไมหวัน่ ตอการหา มของกฏของพวกศาสนาจารยใน
เร่ืองการเก็บภาษีสงใหคนโรมันที่นารังเกียจ หรือที่รายกวาน้ันหันเขาทําการลักขโมยปลนสดม
จนกระท่งั ตามถนนท่พี ลุกพลา นอยแู ท ๆ ยังมผี ูต กเปน เหยอ่ื ของพวกโจร ไดเชน ถนนจากกรุงเยรูซาเล็ม
ไปยังเมืองเยรโี ค (ลูกา 10:20)
นา แปลกใจทพ่ี ระเยซูทรงสามารถปองกนั ความรอนทางเศรษกิจน้ีมใิ หก ระทบกบั พระราชกิจท่ี
พระองคทรงประกอบอยูน้ันได พระองคไมยอมเอนเอยี งไปตามความตอ งการของประชาชนทเี่ ขาเขาใจ
พระเมสิยาหอ ยา งไร ที่ปญหาความเปนอยูไดชักนําพาความคิดไปตามแนวของความตองการ จนเปน
ความคาดหวงั กนั แนช ดั วาพระเมสิยาหน ้นั เมอ่ื เสดจ็ มาจะทรงอาํ นวยใหประชาชน “อิ่มดวยของด”ี (ลูกา
1:53) แตพระเยซูทรงแสดงองคไปในทางผสู นองความตองการฝายวิญญาณมากกวาความตองการของ
ฝา ยกาย พระองคเ ล้ียงใหหิวใหอิ่มมากกวาใหทองอ่ิม พระกิตติคุณของพระองคมิไดเปนกิตติคุณทาง
เศรษฐิกิจ ไมมีรูปการณของกิตติคุณสังคมพระกิตติคุณท่ีพระเยซูประกาศมีเน้ือหาหนักไปในทาง
ธรรมจรรยาและศาสนา7 แตจะเปนการผิดพลาดอยางฉกรรจที่จะถือวาสภาพเศรษฐกิจไมมีอะไร
เกี่ยวของกบั ชีวิตและคาํ สง่ั สอนของพระเยซู พระองคไดทรงอยูในทามกลางสภาพชีวิตประจําวันของ
พลเมอื ง และประชาชนท่พี ระองคป รนนบิ ัติอยูเปนผทู ่ีตกเปนเหยอ่ื ของความยากจนสาหสั แทบทัง้ นัน้ มี
เสมอ ๆ ทีพ่ ระองคต รสั สอนโดยมาก และทั้งท่ีไดทรงกระทําดวย ถาคนไมทราบสภาพเศรษฐกิจที่อยู
เบ้ืองหลังนนั้ แลวจะเจาใจพระองคไดน อยทีเดียว8 เทาทร่ี ูมาทงั้ หมดน้ีทาํ ใหเราไดน้าํ หนักความรูสึกของ
7 ขอสนบั สนนุ ฐานะนม้ี ากมายอาจพบไดในตาํ รับของทานScott. The Ethical Teaching of Jesus
8 พดู ถงึ ปญ หานี้อยา งดีเลศิ อาจพบไดใ นตํารับของทา น G.A. Smith, Jerusalem, Vol. I หนา 275-376
125
ความหมายวา ทําไมพระองคตรัสวา “บรรดาผูลําบากเหน็ดเหนอื่ ยและมีภารระหนักจงมาหาเรา และเรา
จะใหท า นทัง้ หลายหายเหนอื่ ยเปนสุข” (มั่ธวิ 11:28)
2. การประกอบเศรษฐกจิ
ปาเลสไตนในศตวรรษที่หนึ่งน้ันสวนใหญทีเดียวยังคงดําเนินการประกอบกการกสิกรรม
ตอไปจากท่ีกระทํากันมาแตโบราณ มีการทํานา ทําสวนองุน เลี้ยงแกะ และการประมงผลไมและเขา
ผลิตกันเปนจํานวนมากอนั มหึมา การนี้แสดงวาประชาชนสวนใหญเปนชาวชนบท แตเจาตํารับตํารา
ท้งั หลายมคี วามเหน็ แตกตา งกันในขอนี้ โยเซฟส บอกวาประชาชนสวนใหญเปนชาวเมือง แตหลักฐาน
เปนอันมากท่ีไดพลแสดงวาโยเซฟสพูดไมถูก อาจถือเอาแนไดทีเดียววาประชาชนสวนใหญมี
ผลประโยชนอยูในชนบท แตคนเปนอันมากท่ีไดการเล้ียงชีพจากทองท่ีชนบทกลับมีบานชองอยูใน
หมบู า นใหญ ๆ หนือในเมอื ง ถา อยา งนกี้ ็ทําใหคดิ วา ประชาชนสว นใหญเ ปนชาวเมืองพอมนี าํ้ หนักขึ้น ก็
พอทําใหเหน็ วา ความเห็นของโยเซฟส ถกู ตอ งข้ึนมาก อยางไรก็ตามประชาชนสวนมากท่สี ุดทําไรทํานา
กันในผนื ท่ีดนิ เลก็ ๆ ทีเ่ ขามี และเขาทาํ ของเขาเอง แรงงานรับจา งนนั้ อยใู นความตองการนอย และผูรับ
จางก็มมี าก ตามปกติคาแรงวันละหน่งึ ไนนาเรียสของเงนิ ตราโรมนั (ประมาณย่สี บิ เซน็ ต กรรมการทาส
กใ็ ชกนั แตก็เฉพาะคนผมู ที ี่ดินมากเหลอื หลายจึงมีทาสใช คนยิวปฏิบัติตอทาสดีกวาคนโรมันมาก เขา
มักมอบใหทาสอยูในความควบุคามของ “คนตองเรือน” (GK. Oikonomso) พืชผลท่ีไดจากท่ีดินที่ใช
แรงทาส กท็ ําใหขายในทอ งตลาดไดราคาถูกมาก ซ่ึงทําใหเจาของนาเล็ก ๆ ไมอาจแข็งขันและตองรับ
การกระทบกระเทือนหนกั
ไดพ ูดแลวขัดขางตนถงึ เร่ืองวาการพาณิชยในปาเลสไตนดําเนินไปอยางถูกหยวงเหนี่ยวอยาง
หนกั ทีเดียว เพราะพวกคนถือเครง และยิวผูจงรกั ภกั ดีตอขอ หามทม่ี มี า แตโบราณก็ไมย อมทาํ การซ้ือขาย
แลกเปลี่ยน พวกศาสนจรรยไดต้ังกฎประเพณีเก่ียวกับการคาเขมงวดพิถีพิถันท่ีสุด แตเมืองตาง ๆ
เติบโตขนึ้ การคาก็ตอ งโตขน้ึ ดว ยอยา งหลกั ไมไ ด สินคาบางอยางจําเปนตองสั่งเขามาจากตางประเทศ
แตสนิ คาเขา สวนใหญตองถูกจํากัดใชกับพวกขุนนาง ผูมีหวักวาง (แบบเอาไหนเอาดวย) กับพวกคน
ตางชาติ เพราะพวกยิวต้ังเปาวาจะตองดํารงชีพ ดวยพืชผลหรือผลิตผลท่ีมีในประเทศของตนเอง
สินคาเขาเปน จาํ พวกผลิตภัณฑท ่ีทาํ ดวยไมและแร และเคร่ืองภาชนะฟุมเฟอยสําหรับพวกคนมั่งมี ท่ีอยู
อาศัยในปาเลสไตนเกือบจะท้ังหมดตองอาศัยสินคาเขา เพราะเคร่ืองภาชนะประดิษฐเคร่ืองฟุมเฟอย
เหลานี้ พวกยวิ ผลติ ข้ึนนอ ยเตม็ ทีตามคาํ แถลงของทานฟมุ เฟอยเหลาน้ี พวกยวิ ผลิตข้ึนนอยเต็มทีตามคํา
แถลงของทานเอดเดอรเชม (Edersheim) บอกวาสินคาเขาจําพวกนี้มีหน่ึงรอยสิบแปดจําพวก สินคา
สงออกก็มีมากกวาแตเกอื บจะวา มีแตผลิตผลธรรมชาติ ปลาบรรรทุกใสเ รือไปขายเมอื งอนั ติโอเกีย อเล็ก
ซานเดรียและโรม จาํ พวกนน้ั มนั ขนแกะ ขา วสาลี ขี้ผงึ้ นาํ้ ผึง้ และผลมะกอกเทศกส็ งเปน สนิ คาออกบาง
126
ในพวกยิวน้ันการอาชีพชั้นสูงมีจํากัดนอยประเภทท่ีสุด อาชีพชั้นสูงอยางหนึ่งท่ีแพรอยูมาก
ท่ีสุดกค็ อื การเปนรบั บี (ศาสนาจารย) แตพ วกศาสนาจารยโดยมากก็ทําการคาบาง ประกอบกิจทางโลก
บา งเพ่อื การเลีย้ งชีพ แตกค็ งอุทศิ เวลาไวม ากที่สุดสาํ หรับการศึกษาและการส่ังสอนพระบัญญติการชีพ
ทางกฎหมายและทางแพทยซ่ึงกระทํากันมากท่ีสุดในโลกกรีโรมัน แตกระทํากันนอยที่สุดในชีวิต
ของยิวในปาเลสไตน เขายกยองงานท่ีทําดวยมือสูงย่ิงนัก เด็กยิวที่เปนชายทุกคนตองเรียกรองคาบาง
สภุ าษติ ของพวกศาสนาจารยกลาววา “ใครทไ่ี มสอนลูกใหคา ก็เหมือนหนง่ึ เลี้ยงลูกใหเ ปนโจร”
บา นและการศกึ ษา
1. สภาพความเปนอยู
เราไดเห็นแลววาพลเมืองของปาเลสไตนสวนมากอยูกันในเมืองในหมูบาน เมืองน้ันผิดกับ
หมูบา นเพราะมีกําแพงลอมรอบ และมีธรรมศาลาดวย เมืองใดที่มีทางหลวงผานเฉียดเขาไปใกลก็จะ
เจาะชองทําประตูกําแพงรับ ซึ่งจะปดไดแนหนาล่ันดาน ภายในประตูกําแพงเขาไปก็มักมีที่วางกวาง
ใหญ อันเปนท่ที ี่ประชาชนมาชุมนุมกันคาขายบางใชเปนที่ติดตอกันทางสังคมบาง เมื่อพระเยซูเสด็จ
ทองเทีย่ วไปส่งั สอนตามเมืองและหมูบา นตาง ๆ ในฆาลิลาย ตอ งเปน ที่แนวา พระองคค งไดเสด็จมายังที่
อยางนีบ้ อย ๆ สัง่ สอนชมุ นุมชนในที่สาธารณะเหลาน้ี
บานของประชาชนเปนบานตํ่า ๆ หลังคาแบนราบสรางดวยวัสดุท่ีเปนดินผสมฟางตากแหง
สว นบา นของคนมง่ั มนี นั้ สูงกวา สองชัน้ บานสามช้ันบาง สรางดวยอิฐบานหินบาง หนาตา งน้นั มลี ูกกรง
เหลก็ หรือไมขัดเปนตาตารางประกับอยู โดยปรกติหนาตา งบา งมกั เปดสถู นนหรือทางสญั จร บานประตู
ปด เปดไดด ว ยเดือยไม มีกลอนไมหยาบ ๆ เปนเครื่องลั่นดาน บนหลักคาบานมักจะทําหองไวสําหรับ
ตอนรับผูเปนแขกมาพักแรม เรียกวา “หองช้ันบน” หมูบานในเมืองที่มีบานปลูกชิด ๆ กันมักจะทํา
หลงั คาติดตอกนั มกั จะมีบรเิ วณดานนอกและบรเิ วณดานใน หอ งทงั้ หลายเปด สูบ รเิ วณดานใน
127
ระบบการอนามัยและการตรวจตราสูงอยางผิดสังเกตบัญญัติของการอนามัยใชบังคับอยาง
เขมงวด อะไรทท่ี าํ ใหอากาศเสียหรือมีกลนิ่ เหม็นตอ งรีบนําออกไปเสียใหพ นทันที
2. ความม่นั คงของครอบครวั
ประเพณเี กี่ยวกบั การสมรสในพวกยิวน้ันผดิ แปลกมากและมขี อกาํ หนดแข็งแรงมาก การหม้ัน
กนั ตอ งถือวา ศกั ดิ์สิทธิ์กวา การ “สขู อ” การหมัน้ กันจะถอื สมบูรณไดกต็ องมีพิธีรีตอง การเลิกกันก็ถือวา
เปนการหยาขาดจากัน ต้ังแตหม้ันกันแลวฝายหญิงตองปฏิบัติดังหนึ่งไดสมรสกันไปแลวจริงๆ
ทีเดยี ว”10 สามเี ปนฝา ยเลอื กเอาภรรยา แตจ ะตองไดความยินยอมของฝายหญิง และบิดามารดาของนาง
ดว ยฝายชาย จะตองเปนฝายจัดหาของหมั้นหรือสินสมรสสําหรับฝายหญิง พิธีสมรสจะตองจัดเตรียม
กันอยา งพถิ พี ิถัดเจา บาวและเพ่ือนๆ จะตอ งสง ของขวัญไปใหเ จาสาว เมื่อถึงกําหนดเวลาสมรส เจาบาว
จะไดบา นเจาสาว ไปรบั เจา สาวมาทาํ พธิ ีท่บี านเจา บา ว ถาครอบครวั ของเจาสาวอยากไดม ีพิธีสมรสกันท่ี
บานเจา สาวเสียบา งกอ นกท็ ําได ในยเู ดยี เจา บาวจะไปกับเพือนเจา บา ว ไปรบั เจาสาวมาบานตน แตใ นฆา
ลิลายไมต อ งใชเพ่ือนเจาบา ว มีพิธีสั้น ๆ และกลาวคําอวยพรแกคูสมรสแลวก็ฉลองการแตงงาน “การ
เลี้ยงฉลองในพิธีแตง งาน” เปนพิธีที่ตอ งทาํ กระทํากันใหมีหนามีตา การจะหยารางกันก็ทําใหแตถือวา
เปน การเส่ือมอยา วหน่งึ ในชวี ิตครอบครวั ของศตวรรษท่ีหนง่ึ
3. ปฏบิ ัติการในครอบรวั
ชีวิตคร อบครั วของยิ วน้ันส งสัญญา ลักษณ สุก ใ สอ อกไป อยางแ สดงถึ งความ ตรงข ามขอ ง
ตา งชาติในโลกท่อี ยูรอบเขาโดยมากที่สดุ ตามบานมกี ารปฏบิ ตั ทิ างศาสนากันเปน ระบบระเบียบเปนวสิ ัย
เชน การถอื วันซะบาโต การสวดไหวว อนและพธิ ีการสุนดั การอธษิ ฐานของพระคุณในการรับประทาน
อาหารแตละม้อื กลา ววกนั วา เปนประเพณสี ากล ความเกยี่ วดองกนั ระหวางบตุ รกับบิดามารดาเปนดีเลิศ
บดิ ามารดาปฏิบตั ติ อ บุตรอยา งนา คิดมาก ฝายบุตรก็ตอบแทนพระคุณของบิดามารดาดวยความเคารพ
10 Edersheim, In the Days of Christ. หนา 148
128
และหวงใยตอ ทา น คนชราไดร บั ความเคารพนบั ถืออยา งสูง ไมว าจะเปนบิดามารดาหรือคนแปลกหนา
น่ีเปน วสิ ัยอันเดนของชีวิตยิว
สัญลักษณสําคัญของชีวิตครอบครัวในปาเลสไตนคือการรับประทานอาหารของครอบครัว
แสดงถึงความสัมพันธในบานอยางใหญหลวง การกินอาหารของพวกยิวถือเปนความศักด์ิสิทธิ์ทาง
ศาสนา ตองทําการของพรกันท้ังการกินและการดื่ม การรับประทานท่ีเปนการออกหนาออกตาผู
รับประทานจะเอนกายรับประทาน ถารับประทานอยางไมออกหนาออกตาก็นั่งประทานกันท่ีโตะ
อาหาร อาหารที่รับประทานก็มีเน้ือ แกะ เนื้อวัว ปลา ขาวขวา ผักและผลไม เคร่ืองดื่มก็มี นํ้าองุนเมา
อาหารทกี่ ําหนดในพระบญั ญัติตองถือปฏบิ ัติกันอยางระมัดระวงั
เมือ่ มีเด็กเกิดขนึ้ ในครอบครวั ของยวิ กถ็ ือวา เปน พระพรใหญ โดยเฉพาะอยางยงิ่ ถา เปน เดก็ ผูชาย
เม่ือเด็กผูชายเกิดก็มีการตอนรับกันผิดกวาท่ีเด็กผูหญิงเกิด เมื่อเด็กผูชายเกิดก็มีความยินดีกันใหญ
ชาวบานชาวชองมาแสดงความยินดีกับบิดามารดา มีมโหรีบรรเลงฉลอง แตถาเด็กที่เกิดเปนหญิงใน
ครองครัวกเ็ งยี บหงอย ความผดิ หวังเปน สัญลกั ษณของการตอ นรบั ในหนงั สือทลั มัด (TALMUD) สอน
วา “การเกิดของเด็กชายทําใหโลกปติยินดี แตการเกิดของเด็กหญิงทําใหโลกเสียใจ” (Niddah 30 B)
การท่ีเดก็ ชายมาสคู รอบครวั จะเพมิ่ การค้ําจุนและปองกันใหกับบาน และกับบิดามารดาเมื่อแกชรา จะ
เปนการเพ่ิมกําลังใหแกชาตใิ นการปลุกปลํา้ ทีจ่ ะเปนเอกราช และโดยเฉพาะอยา งย่ิงอาจเปนไปไดวาจะ
มเี กียรตเิ ปนบดิ ามารดาของพระมาซีอา แนละความหวงั ชน้ิ สดุ ทา ยที่กลา วนกี้ ็สดุ แตทัศนะเรื่องพระเมสิ
ยาห ซึ่งครอบงําอยูในบาน เมื่อพระเมสิยาหแทไดมาบังเกิด หาไดมีเพ่ือนหรือเพ่ือนบานมาชุมนุมกัน
ยินดีกบั บดิ ามารดาไม แตเ มอ่ื คนไมม ายนิ ดี หมูทูตสวรรคก พ็ ากนั มายินดีปรดี าขบั รองบรรเลง
เด็กชายเมือ่ เกิดมาไดแปดวันจะรับพิธีสุนัดอันเปนสัญญาของพันธสัญญา พิธีน้ีจะทํากันอยาง
ถอื วาสาํ คญั มากเพราะถอื วา เปนปฏิบัตกิ ารอยา งหนึง่ ทม่ี คี วามสําคัญเทา เทยี มกับปฏิบัติการอยางอื่นๆ ที่
กําหนดไวในพระบัญญัติ NEDARIM 32) เด็กผูชายจะต้ังช่ือกันเม่ือรับพิธีสุนัด สวนเด็กผูหญิงน้ัน
129
เมื่อไรก็ไดภายในเดือนแรก การตั้งชื่อเด็กเปนการสําคัญมาก เพราะถือวาเปนการบอกวิสัยขของเด็ก
ขางหนา หรือมฉิ ะนน้ั ก็เปน การโนมนา วเดก็ ใหม ีวสิ ยั อยางท่ีใหเปนอยา งไรในเบื้องปลายชวี ติ ของเขา11
ครอบครวั ท้ังหลายไมใ ชนามสกุลกัน เมือ่ จําเปนตอ งใหเ ขา ใจกนั เปน ที่แนชัดวา ใครเมื่อมามีชื่อ
ซ้ํากนั กอ็ าศยั ใชน ามของบดิ ากาํ กับ แลว บอกดว ยคําวา “บาระ” (บตุ รของ) ขางหนา นามบิดา เชน ซีโมน
บาระโยนา แปลวา ซโี มนบตุ รของโยนา บางทกี ใ็ ชช่ือหมูคณะหรือสัญลักษณทางศาสนาใหช้ีชัดบงช่ือ
เชน “ซีโมนชาวเศโลเท” หรือไมก ็ใชกจิ การอาชีพบง เชน “ซีโมนชอ งฟอกหนงั ” หรือใชช่ือของตําบลท่ี
อยอู าศัย เชน “ยูดาหอิศคาริโอด” แปลวา ยดู าหชาวบา นคะรโิ อธ
บญั ญตั เิ กีย่ วกบั ตุ รหัวปในฉบับของโมเซพิกัดวาบิดามารดาจะตองจายคาบุตรหัวปที่เปนชาย
เปน คาไถหาชะเขา (ประมาณ 80 บาท) การจายน้ันกระทําเปนพิธีงายๆ ตามการนําของปุโรหิต ถาให
สะดวก็ตองทาํ ทีพ่ ระวหิ าร หลังจากเดก็ ชายเกิดส่สี บิ วัน ถา เด็กหญิงกแ็ ปดสิบวัน แมข องเขาจะตองไปยัง
พระวหิ ารถวายตวั ถวายของสําหรับพิธีการชําระ ซงึ่ ใชนกพลิ าพหนมุ นกเขาและแกะอายุหน่ึงขวบเปน
ของถวาย ถานางยากจนไมส ามารถถวายแกะไดก ใ็ หน างถวายของอยางคนผูยากไรแทน คือนกเขาสอง
ตัวหรอื นกพิลาพสองตัว มารดาของพระเยซถู วายนกพิลาพสองตัว (ลูกา 2:22,23)12
4. การศกึ ษา
เนนหนักการศกึ ษาของเดก็ ทานโยเซฟส กลาวอยางภาคภมู วิ า “เราทุมเทสําหรับการศึกษาของ
เดก็ เปนท่สี ดุ ” (Apion 1:12) ฟโลก็สําทับวาชนชาติของทานส่ังสอนเด็กตั้งแตในผาออม บางทีก็กอน
นั้นเสียอกซํ้า ใหรูพระบัญญัติอันศักดิ์สิทธ์ิหรือประเพณีที่สอนกันดวยปาก บิดามารดาของของเขา
ฝกหัด ครูของเขาหดั ใหร จู ักพระเจา วาเปนพระบิดาและผูสรา งโลก” Legat ad Cayum, see 16) สอนกัน
หนักไปในทางสอนเด็กชาย ถาเปนเด็กหญิงก็หยอนไปบิดามารดาเปนผูเร่ิมสั่งสอนในบาน พวก
11 ดตู าํ รับของทา น Keith, Social life of a jew, หนา 5 ff.
12 ดูตํารบั ของทา น Keith. Op. cit, หนา 16 f.
130
อาลกั ษณสอนตอไปในธรรมศาลา พอเดก็ ชายอายุไดหา ขวบ13 กเ็ รมิ่ เรยี นพระคัมภีรภ าษาฮีบรู ไมใชเริ่ม
ดว ยหนงั สือปฐมกาลอยางที่คดิ วานา จะเปนเชน น้นั ตามธรรมดา แตเรมิ่ เรียกดว ยหนังสือเลวีติโก เพราะ
หนงั สือเลวถิ โิ กสาํ คญั ในการศกึ ษาพระบญั ญติเม่ือศึกษาหนังสือเลวีตีโกจบแลวก็ศึกษา หนังสืออ่ืน ๆ
ในกลมุ เพน็ เตตูค แลว เมอื่ อายสุ บิ ปก ็จะไดศ กึ ษาหนงั สอื มชิ นา ตอ ไป และถา เขาประสงคจะศึกษาตอไป
อีก ก็จะไดศึกษาหนังสือทัลมัด เม่ือเปนหนุมแลวประสงคจะฝกฝนเปนศาสนาจารย (รับบี) ก็จะเขา
ศึกษาในวทิ ยาลยั รับบี (beth ha midrash) ซ่ึงวทิ ยาลัยอยา งนมี้ ีหลายแหง ทวั่ ปาเลสไตนไดจดั สถานศึกษา
ไวในกรงุ เยรูซาเลม็ เพอื่ การฝก ฝนขั้นสุดทา ยเปนศาสนาจารย
เราจงึ เห็นไดช ดั เจนวา ชีวิตครอบครวั ในปาเลสไตนน้ันสะอาด แข็งแรง มิการอบรมดีและของ
อยใู นศาสนา เปน ภาพใหเหน็ ตรงกนั ขา มกับทเี่ ราไดศ ึกษาตอไปในบทโลกกรีกโรมนั สภาวะของบา นที่
ชืน่ บานเหลา นร้ี ูสกึ คอนขา งชนะตอ ผลของความทุกขย ากทางเศรษฐกจิ
ชัน้ วรรณะในสังคม
ในประเทศปาเลสไตนศตวรรษที่หนึ่ง มีการถือชั้นวรรณะกันแข็งแรงมาก มีอยูหาชั้นดวยกัน
(1) ชัน้ ขนุ นาง ประกอบดวยกลมุ ปุโรหิต ซึง่ มคี ณะซาดูกายและผูมีความเห็นอยางเดียวกัน ชั้นนี้ยังรวม
ดวยขนุ นางชนั้ ผใู หญ (2) ช้ันนกั ศาสนามพี วกฟารสิ ีและพวกศิษย มีความหยิ่งและถือดังเปนสัญลักษณ
(3) ชนชนั้ กลาง เปน สว นของสงั คมแหงปาเลสไตน ประกอบดวยชนยิวของเขา นับถือพวกฟาริสีและ
ทศั นะของเขา แตก็ไมก ระตอื รอื รนที่จะปฏิบัติตามอยางถี่ถวนนัก ประชาชนพวกนี้ซื่อ ๆ และถือเครง
แตก ไ็ มเครง ตามขนาดของพวกฟาริสไี ด เกย่ี วกบั ศาสนาของพระเยโฮวาหหแ ลวรอนรน รับวาพระองค
มีอธปิ ไตยในพลไพรของพระองค และโดยเฉพาะรอนใจคอยการมาของพระเมสิยาหชนชั้นใหญนี้นี่
แหละท่ีนบั วาเปน ศาสนา คอื พวกที่เปน ทองทะเลของศาสนาคริสเตียน ชนพวกนีใ้ หด ูตวั อยา งวสิ ัยเชนซิ
มโอนและอันนา บิดามารดาของพระเยซู และคนสว นใหญท ค่ี อยรบั กบั พระราชกิจของพระเยซู ชนช้ัน
13 “พูดโดยทวั่ ไป การศึกษาขัน้ ตนอยางนั้นถือวาปลอดภยั กเ็ ฉพาะในกรณที เี่ ด็กมีสุขภาพดแี ละแขง็ แรง สว นที่ปานกลางกฎก็มิไดวางไวใหเ ปนงานสมา่ํ เสมอจนกวาจะ
ถึงอายุหกป” (Edersheim op. cit, หนา 105)
131
ท่สี ่แี ละทีห่ า ประกอบดว ยประชาคมทีถ่ กู ดูแคลน คอื (4) “คนเก็บภาษี” คือลูกจางของรัฐบาลโรมัน แบ
ละ “คนบาป” คอื พวกคนยากไรอ นั นา สงสาร และทุกขเ วทนา (เพราะความพิการ) เปน พวกทไ่ี มใ ครใส
ใจกับประเพณีรีตองของอิสราเอลไมเครงครัดกับคําสง่ั สอนของพวกศาสนาจารย แตยงั มีชนช้ันทีต่ ํา่ กวา
นีอ้ ีกหนอย คอื (4) พวกทาส
สองวรรณะแรกอนั มพี วกซาดกู ายและฟาริสีกบั สามวรรณะหลังอันประกอบดว ยสามัญชน คน
เก็บภาษีและคนบาป และทาส ท้ังหมดนี้พวกฟารีสีเรียกวา “ประชากรของประเทศ” (am-ha-aretz)
ระหวางสองวรรณะแรกกับสามวรรณะหลังมีความแตกตางกันไกลมาก จนกระท้ังเปนการชวนให
นกั ศึกษาหลายคนชอบท่ีจะแบง สังคมยิว ออกเปน เพยี งสองชั้นเทาน้ัน แตเราเห็นวาควรแบง 5 ช้ันเปน
การถกู ตองตรงกวา เปน การสรุปวา สังคมแหงปาเลสไตนแบงเปน ช้ันสงู มสี องสรรณะ พวกขุนนางซาดู
ดายกับพวกนกั ศาสนาฟารสิ ีกับศิษยของเขา กบั ช้นั ตา่ํ ประกอบดว ยสามวรรณะสามัญชนคนเก็บภาษีกับ
คนบาป และทาส ยงั มกี ลุมชนอนื่ ๆ เปน กลุม ๆ อกี เชนพวกทหารโรมนั พอ คา คนตางชาติ พวกนักผจญ
ภัย ขา ราชการโรมัน และอน่ื ๆ ทํานองน้นั ซ่ึงเปนการยากท่ีจะถือวาเปนชนชั้นของสังคม แตคอนขาง
เปน คนเหลา ตา ง ๆ ของชีวติ ภายนอกสงั คมปาเลสไตน
พิธฝี ง ศพ
ความตายในพวกยิวเปน เร่อื งของความโศกเศรา มาสแู ลวกย็ ากทีจ่ ะปลอบโยนใหค ลายได เพราะ
ทัศนแ หงชวี ติ หลงั จากตายนัน้ ไมช ดั แจงและไมม อี ะไรแนนอน คําเทศนาเลา โลมตาง ๆ และจะแจงไมมี
จะเอามาปลอบโยนไดดังเชน ความหวงั ในความศรัทธาของศาสนาคริสเตียน มที า ทีของความเศรา โศกท่ี
ปฏิบัติกันตามแตโอกาส ดังเชนฉีกเสื้อผาช้ันนอกใหขาด อดอาหารและอื่นๆ จางคนมารองให
โดยทั่วไปใชผหู ญงิ บางทผี ูชายก็ทาํ ได จัดหานกั เทศนมาเทศน ในงานศพ อาจทําท่ีบา น ตามทาง หรือท่ี
หลุมศพ มีการอาบนํ้าศพ ชโลมของหอม หอดวยผาพันศพ นําศพไปขึ้นแครหามโดยเพ่ือนมิตร
ผลัดเปล่ียนผอนเบากันไป ตามทางที่เคลื่อนศพ ในระหวางท่ีมีการเปลี่ยนผาคลุมศพก็จะมีความเศรา
โศกแสดงออกเขมขนขึ้น นักเทศนจะเดินออกหนาขบวนแหศพ ในฆาลีลายใหคนรับจางรองไหเดิน
ออกหนาแครหามศพ แตในยูเดียใหคนรองไหเดินตามหลังแครแลวตอจากนั้นก็เปนครอบครัวและ
เพอื่ นๆ ของผูตายเดนิ ตาม เม่อื ศพถึงสสุ านแลวกฝ็ ง ถาสามารถจดั ไดก็จะไดใ สศพไวในอุโมงคสวนตัว
ที่ขดุ เปนถ้าํ ในภูเขา
132
ภาคที่ 2
เฮลเลนนยิ ม
133
บทที่ 8 รัฐบาลโรมนั
ในบทกอน ๆ เราไดศึกษาถึงการขยายตัวในชาติอิสราเอลที่เกี่ยวกับสถานการณอันมี
ความหมายสําคัญ และเปนจุดหัวเลย้ี งหัวตออันทําใหทราบเบื้องหลังของประวัติศาสตรท่ีเก่ียวกับการ
กอเกิดการไถบาปมนุษย แตชาติอิสราเอลก็ทําใหทําบทบาทแตผูเดียวไมในงานยิ่งใหญอันบริสุทธิ์น้ี
กรีกและโรมนั กม็ ีบทบาทอยดู ว ยในการทาํ ใหก ารไถบาปสาํ เรจ็ ได หากแตวาเขาไดท ําบทบาทไปโดยไม
รูตัวเทานั้นเอง “การเตรียมใหเกิดศาสนาคริสเตียนน้ันมีฝายใหญ ๆ รวมมืออยูเปนสามฝาย ตางได
กระทาํ บทบาทมาหลายยคุ สมัย กรกี แสดงบทบาทไปในทางใหวิสยั แหงความเจริญกาวหนาของมนุษย
ยิวใหการรูจกั วิสยั ของพระเจาเทย่ี งแทพระองคเดียว แลวตวั เขาเองกเ็ ลอื กหายไปจากความสนใจเพราะ
การถือศาสนาของเขามีแตพ ธิ รี ตี องภายนอก โรมนั นนั้ ใหการปกครองดว ยประสทิ ธิภาพ แลวภายหลังก็
เลือนหายไปเชน กนั 1
โรมันนําโลกมาสูสถานะสงบและเปนระเบียบ จัดใหมีทางคมนาคมสะดวก ซ่ึงทําใหการ
ประกาศขาวของการไถบาปกา วหนาไปได กรีกเตรียมความนึกคดิ ของคนใหเ หมาะพรอมจะเขา ใจความ
จริงของศาสนาครสิ เตียนไดอ ยางซาบซึง้ เตรียมใจคนใหเปน คนดีคอยรับเมลด็ พืชแหง พระกิตติคุณท่ีจะ
หวานลงดว ยการประกาศเผยแพร ภาษากรีกกใ็ ชในการประกาศขา วแหงการไถบ าปไดอยางที่ดีท่ีสุด ให
มถี อยคําภาษาไพเราะนา ฟงและละเอียดถถ่ี วนซึง่ ไมมภี าษามนษุ ยทไ่ี หนเทียมเทา อาจเหน็ ชดั แลว วาการ
ขยายตวั เหลา น้ีในประวัติศาสตรจําเปนตองทราบใหดีกอน เพื่อจะตีความในพระคริสตธรรมใหมได
ถกู ตอง เวลาแหง ยุคเชนนโี้ รมมีบทบาทสําคญั ออก หนา ท่ีสดุ ในฐานเปน เจาอํานาจปกครอง จึงสมควร
จะไดศึกษาเรือ่ งของโรมกอน
1 Wenley, Preparation For Christianity p. 160
134
กําเนิดของโรม
เมื่อเร่ิมศตวรรษท่ีหากอนคริสตศักราช เวลานั้นประเทศกรีกตระเตรียมปลุกปล้ํารับมือกับ
เปอรเซียอยางเอาเปนเอาตายเพราะเปอรเซียกําลังคุกครมทําทีทารุกรานเขาาทุกที ฝายกรีกก็เตรียม
ตา นทานโดยวถิ ที าง ในเวลาเดยี วกันนั้นบนฝงทะเลดานตะวันตกของอิตาลีก็เกิดมีอํานาจการเมืองผุด
ข้นึ มา และก็มที ที าวา จะเตบิ โตข้ึนมาชวงชิงเอาความเปนเจาเปนใหญเหนือชนชาติเฮลเลนเสียอีกดวย
จะเปน ผคู รองครอบโลกแหง ทะเลเมดิเตอรเรเนียน อํานาจใหมนี้คอสาธารณรัฐโรมันเม่ือยังเยาววัยอยู
ในขน้ั กมุ าร รฐั น้ีไดสลัดแอกแหงราชาธิปไตยหลุดได แลว จดั การปกครองดวยแบบประชาธปิ ไตย ซ่ึงก็
ไมแ นว า ขางหนาจะเปน อยางไร แตกต็ องทําไปเพราะเบอื่ หนา ยตอ เหลา กษตั รยิ ต า งชาตทิ ่เี คยปกครองอยู
อยางโหดเห้ยี ม2 แตจ ะเรยี กประชาธิปไตยไดเ ตม็ ปากหรือ เพราะสว นใหญแหงยุคสาธารณรัฐไดทําการ
ปกครองโดยแทจรงิ เปนแบบคณาธิปไตย เรมิ่ ตนการปกครองเปนแบบเจาขุนมลู นาย การปกครองตกอยู
ในมือของคนพวกมั่งมีหรือเรียกวาชนช้ันปาติดซ่ียน แตคนสามัญหรือชนช้ันเปลเบียนไดด้ินรนให
ยงุ ยากภายในเปน ลําดบั มา จนไดมีสวนใหญในการปกครองขึน้ บางสว นหน่ึง
เม่ือเริ่มศตวรรษทีส่ ามกอ นคริสตศกั ราช ชาตโิ รมันไดทําการขับไลชนชาติปาเถื่อนที่บุกรุกมา
จากทางเหนอื ไดเ ปน ผลสําเร็จ แลัวยังปราบปรามชาติใกลเคียงตาง ๆ ในแหลนอิตาลีไดอีกดวย ทําให
ชาติโรมนั เปน ชาตมิ หาอํานาจข้ึนมาไดอีกชาติหนึง่ ฐานะโรมนั เชนน้ยี อ มทาํ ใหชาตอิ ่ืน ๆท่มี ฐี านะพอ ๆ
กันเกิดความไมสบายใจไมใจขึ้น ชาติที่หน่ึงซึ่งจะขึ้นเปนผูชิงดีชิงเดนกับชาติโรมันก็คือชาติที่มี
อาณาจักร ท่ีเรียกวาอาณาจักรคาเธ็จ อาณาจักรกวางขวางมีเน้ือที่ในอัฟริกาเหนือและยุโรปภายใต มี
กองทัพเรอื ใหญ มีกองทพั บกฝกปรืออยางดี โดยเฉพาะทท่ี ําใหโ รมไมส บายใจกต็ รงทคี่ าเธ็จครอบครอง
อยบู นเกาะซิสิลีการทคี่ าเธ็จต้งั อยบู นเกาะซสิ ลิ นี ี้กด็ ี และยังตัง้ อยูทปี่ ระเทศสเปญอกี ก็ดี เปนสาเหตุใหญ
ของการวิวาทระหวางสองอํานาจนนั้
คาเธ็จน้ันมีบุคคลหน่ึงช่ือฮัลนิบัล เปนผูนําอยางจะหาใครตอกรดวยไมได ฝายโรมันก็ทุมเท
กําลงั อาํ นาจของการรกั ชาติทีเ่ ขามีชอ่ื เสียงนกั ในเรอ่ื งนี้ ทง้ั ความกลา หาญและระบอบการทหารเขาตอสู
2 Fowler, Rome, p. 28
135
กับศัตรูตวั ฉกรรจน ี้ สูก นั อยูสามยก ทเ่ี รยี กวาสงครมปนู คิ ครง้ั ทห่ี นงึ่ ทีส่ องท่ีสาม คาเธ็จก็พายแพ ปลอย
ใหส าธารณรัฐโรมนั มีอาํ นาจครอบครองภาคตะวันตกเม่ือ ก.ค.ศ. ที่ 146
ตอ จากน้ันอีกกวาครึ่งศตวรรษก็กาวหนาไปอีกเล็กนอยงานท่ีจะตองปรับปรุงการปกครองก็
ลําบากขึน้ อยา งหลีกไมพน เพราะอาณาเขตขยายกวางขวางออกไป การตอสูกันภายในก็มีข้ึนพวกผูนํา
ท้งั หลายตางชิงดชี งิ ดเี ดน กนั การรกุ รานจากภายนอกกค็ กุ คามความปลอดภัยของสาธารณจัฐ อีกไมถึง
ศตวรรษกอนศักราชครสิ เตียนโรมจงึ ไดก า วตอไปอกี กาวใหญ ชาตโิ รมันไดปราบมาซโิ ดเนียไดมาแลว
เมอื่ รอ ยปกอนนัน้ ชาตโิ รมนั ไดปราบมาซิโดเนยี ไดม าแลว เมือ่ รบั รอยปกอนนั้น จึงไดมาปราบซีเรียได
สาํ เร็จ แตก ย็ ังบังคับควบคุมเอเชียไมม นั่ คงจนถึง ก.ค.ศ. 63 ปอมเปยจึงไดนําทหารของสาธารณรัฐบุก
ตะลุยเอาชยั ไดจากอาเซยี นอย ซเี รยี ปาเลสไตน และอียิปต การครอบครองของโรมันภาคตะวันออกจึง
ม่ันคงและเด็ดขาด ในคร่งึ หลังของศตวรรษท่ีหน่งึ กอนคริสตศักราชสาธารณรัฐโรมันไดขึ้นสูตําแหนง
ราชอาณาจกั รโรมัน ทง้ั นีเ้ พราะความกลาหาญของยลู ิอสุ ซีซาร ดําเนนิ การทหารที่ไมม ีใครเทียม และท้ัง
ความฉลาดสามารถของออกัสตสั ซีซารใ นการจัดระบอบการ
ผลแหง ชัยชนะครัง้ คราวตาง ๆ เหลานท้ี ําใหอ าณาจักรโรมันนับวาหอมลอมโลกแหงทะเลเมดิ
เตอรเรเนียนไวหมด สุดเขตดานตะวันออกจดแมน้ํายูเฟรตีส ดานตะวันตกถึงมหาสมุทรแอตแลนติค
ดานเหนือถึงแมน้ําดานูบและชายอาณาเขตดานใตของประเทศสกอทแลนท อาณาเขตดานใตจด
ทะเลทรายซะฮาราเฉพาะมหาสมุทรแอตแลนติกทางดานตะวันตก และผืนทะเลทรายใหญทางดานใต
เทานั้นท่ีหยุดย้ังกองทหารโรมันไวไดสําเร็จไมใหกาวไปดายชัยชนะตอไป ชาติปาเธียนทางดาน
ตะวนั ออกเผา เยอรมนั ทางเหนือไมเ คยถกู ปราบ แตชัยชนะของโรมันนั้นอิ่มตวั เสยี แลวมากกวา เพราะที่
จะเอาชยั ชนะตาง ๆ ชายแดนน้ันไมไ ด
โลกแหง ทะเลเมดิเตอรเรเนียนไดตกอยูในอํานาจควบคุมของรัฐบาลเดียวดวยประการฉะนั้น
แตทีโ่ รมยังมพี วกผูนําและฝกฝายชวงชิงอํานาจกันดวยเลือดตกยางออกเปนหลายครั้งหลายคราว จน
ภาวะเชน นสี้ ดุ สิ้นลงไปแลวอาณษจักรอันกวา งใหญไพศาลจึงไดมาอยูใตค ฑาของคน ๆ เดียว คือออกัส
ซีซาร (ออ กตาเวยี น) ทา นผูนไี้ ดจ ดั ระบอบการอยา งมปี ระสิทธิภาพศักราชแหงความสงบและปลอดภัย
จงึ เกดิ ขนึ้ จงึ เปนทปี่ ระหลาดใจแกชนรนุ ตอ ๆ มา เพราะพระจักรพรรดอิ อกสั ตัสผนู ้ี ราชอาณาจักรโรมัน
จงึ ไดรับการบริหารเจรญิ กาวหนา และข้นึ สคู วามเจริญสูงสดุ
การบรหิ ารการเมืองของโรมัน
การปกครองของโรมันนั้นสําคัญเหลือเกินในการจัดเตรียมโลกใหพรอมรับการเผยแพรของ
ศาสนาคริสเตียน ในดานตะวนั ออกน้นั ไดมีการกาวหนาไปไดกวาสองศตวรรษแลว และโรมนั ไดมาทํา
ใหก ารกา วหนาไปนั้นถงึ ชง่ึ ความสาํ เรจ็ คอื การกา วหนา ที่อาเล็กซานเดอรม หาราชไดเ ริม่ ขึน้ ไวนั่นเอง ผู
136
พิชติ ชาวมากะโดเนียไดป ราบปรามและรวบรวมรัฐตา ง ๆ ของกรีกที่กระจัดกระจายอยูใหเปนอันหนึ่ง
อันเดยี วกนั โดยปราบปรามกําจดั ฝกฝา ยตางท่ีชงิ ดชี ิงเดนกันใหสิ้นสุดไป พระมหาราชจึงไดกรีฑาทัพ
ขามเขา ในอาเซยี นอ ยเม่อื ป ก.ค.ศ. 334 แลว ก็เริม่ กิจการซงึ่ ทําความเจริญยิ่งใหญประวัติศาสตรดํารงอยู
เปน นิจกาล คอื เอาวัฒนธรรมกรกี ใหแทรกซมึ เขาไปในชีวิตของชนชาวตะวันออก ต้ังแตนั้นมาท้ังกรีก
และทง้ั ชาวตะวนั ออกไดก าวหนาเคียงบาเคียงไหลกันไปในทางเอาชนะโลกทางฝายจิตวิญญาณ และ
ในทางปญญาความคิด แตพ อวฒั นธรรมกรีกโอเรยี ลแทลเริม่ กาวออกไปกต็ อ งพบกบั การหยุดชงักอยาง
แรงทีเดียว ซง่ึ อาจถงึ กับลม ละลายไดถ า ไมม กี ารขยายตัวของอีกอยางหน่ึง ซึ่งคูกันมาเขาชวยไวใหพน
จากความลม เหลวในประวตั ศิ าสตร คอื อาณาจักรของอาเล็กซานเดอรแตกออกเปนดสี่ยงๆ เพราะความ
มรณกรรมของอาเลก็ ซานเดอรท่มี ิไดจัดเตรียมอะไรไวพรอมและไมรูตัว ความยุงเหยิงทางการเมืองก็
เกิดขึน้ ตาม โลกกรีโอเรยี ลแทลทีเ่ กดิ ข้ึนใหม ๆ ก็เกิดมีฝกฝายรบพุงกัน เปนผลใหโครงรางมหึมาของ
การครอบครองของเฮลเลนคอย ๆ บพิ งั ทลายลง โครงรางอันเปนความสามารถอยางประหลาดของอา
เล็กซานเดอรไดกอต้ังไวกวางขวางในชั่วเวลาอันเล็กนอย แตเราไดเห็นแลววาโรมไดกาวมาจาก
ตะวันตก เขาในมากะโดเนียกอน แลวก็เขาใจในอาณาจักรเอเซียรวบรวมแควนเล็กแควนนอยของ
อาณาจกั รกรกี ทแี่ ตกออกไปใหเปน ระบอบเชื่อมโยงกนั เปนอันหน่ึงอันเดยี ว จึงจดั วา โรมไดชวยเฮลเลน
นิยมซึง่ กาํ ลังผพุ ังอยูนน้ั ใหพน สลาย ฝา ยเฮลเลนนิยมก็สนองโรม ดวยการหันมาสะกดโรมดวยอํานาจ
จัฒนธรรมทีเ่ หนือกวาโรมและดวยอทิ ธพิ ลทางศาสนา “เชลยชาติกรีกไดน าํ ผูพิชิตเขาใหเ ดินตามเหมอื น
ทาส”3 ในไมช าชาตโิ รมมนั ก็รบั เอาการศกึ ษาปรัชญา ศิลปะ และศาสนาของกรีกไว อาณาจักรโรมันได
กวู ฒั นธรรมกรกี ซึง่ กาํ ลงั เสอื่ ม และเปด ทางไวสาํ หรับการทีจ่ ะกาวหนาข้ึนใหมอีก ทัง้ น้ีก็โดยการที่โรม
ไดแพรผลของระบอบการและความมน่ั คงของการ บริหาร จักรวรรดิ ทับขน้ึ ไปบนโลกของเฮลเลน
เปนอันวา โรมัน กรกี และชาวตะวนั ออกมาบรรจบกันในโลก ซ่ึงจะใหสวนดีท่ีสุดของเขาแก
โลกใหเ หมาะแกการเผยแพรศ าสนาคริสเตียน เรือ่ งน้ีไดก ลา วไวครา ว ๆ ถึงการท่ีทั้งสามฝายตางได ให
อะไรแกโลกในบททีเ่ รียกวาอารมั ภบท จะไดก ลา วตอ ไป และชาวตะวันออกใหละเอียดอีกในตอนท่ีจะ
3 Myers, History of Rome, p. 85.
137
ไดกลา วตอไป ตอนนเี้ ราจะไดศ ึกษาดูถึงสว นทโ่ี รมันให คือใหโลกมีระบอบแข็งแรง รฐั บาลที่ใหโลกมี
ระบอบการเชน นี้มีความเสมอภาคทสี่ ุดจัดชดเชยเฉลี่ยไดดที สี่ ุดที่โลกโบราณผลติ ขึ้นมาใหได
1. รัฐบาลกลาง
รัฐบาลโรมนั ศตวรรษทห่ี นึ่งปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยก็ชื่อเทานั้น แตโดยพฤติ
นัยแลวก็เปนแบบราชาธิไตย ถือวาพระมหาจักรพรรดิเปนเจาพนักงานสูงสุดขอประชาชน พรินเซพ
หรอื ตุลาการสงู สุด ดาํ เนนิ การตามความประสงคของประชาชนโดย ถือเอาเสยี งแสดงออกท่ีสมาซีเนท4
แตทีจ่ ริงสิทธอิ ํานาจของพระจกั รพรรดนิ ้นั เดด็ ขาดท่ีพระองคเองโดยพฤตินยั
อํานาจปกครองมาจากสภาซีเนท และพระจักรพรรดิสภาซเี นทประกอบดวยพวกผูนําแหงชาติ
สองสามรอยคน คนเหลา น้ีไดตําแหนงมาเพราะคุณความดีของความมั่งคั่ง และของอิทธิพลและเพราะ
เปน ผูอ ยูในตาํ แหนงหนา ที่สูงอยูแลว ทเี่ ขาไดรับเลอื กขนึ้ มา บา งกส็ ภาประชาชนเลือกข้ึนมารับตําแหนง
บางกส็ ภาซเี นทเองเลอื กขน้ึ มา5 ไมใชเลือกข้ึนมาโดยประชาชนท้ังหมดท้ังส้ิน พวกผูนําเหลานี้ถือวามี
สิทธทิ จ่ี ะรวมกันหยดุ ย้ังอํานาจของพระจักรพรรดิ แตท่ีแทจริงแลวพวกผูนําเหลาน้ีกลับตองนอบนอม
ตอ ความประสงคข องพระจกั รพรรดิ ตําแหนงใหญของพระจกั รพรรดิคอื เปน ประมุขของกองทัพ6 ซึ่งมี
อํานาจเด็ดขาดการน้ีจึงทําใหพระจักรพรรดิควบคุมส่ิงอ่ืน ๆ ดวยคือทุกสิ่งท่ีเกี่ยวของกับโรมและ
ราชอาณาจักรของโรม พระจกั รพรรดยิ งั มีอาํ นาจทจ่ี ะตองคนขึน้ มาคนหนึง่ ดว ยอยูในตําแหนง “ระบบ”
ของผทู รงคุณวฒิ ใิ นสีภาซเี นท แลว ก็หาตาํ แหนง ที่เก่ียวกบั ประชาชนใหแกเขา แลวพระจักรพรรดิยังมี
อาํ นาจท่ีจะเพิกถอนสมาชกิ สภาซีเนทไดอกี ดว ย ถา พระจกั รพรรดทิ รงดําริวา สมาชกิ สภาซีเนทคนใดไม
เหมาะสมแกห นาท่ี หรือไมท ําหนา ที่ หรือหมดคณุ วุฒิดวยประการฉะนั้น พระจักรพรรดิมีอํานาจเกือบ
จะไมม ีอะไรจาํ กดั เหนอื สมาชกิ ของสภาซเี นท ยิ่งกวานัน้ ถาสภาซเี นทจะออกโองการอะไรข้นึ มาก็อยูใน
4 การฟนฟูของทฤษฏนี ใี้ นระหวางยคุ พนื้ วิทยาการ(Renaissance) ทําใหเ กิดทัศนะสมัยใหมข้ึนวา รัฐบาลพึงไดอํานาจมาจากการสมยอม ของพลเมืองท่ีอยใู นปกครอง
ของรัฐนั้นๆ
5 สภาซเี นทมกี ําเนดิ มาจากคณะทีป่ รึกษาอันเปน พวกผอู าวุโสทาํ หนาที่ถวายคาํ หารือตอกษตั รยิ เพราะเหตุนีป้ ระวัติของสภาเชน นี้ยอนกลับไปถงึ สมัยกษตั รยิ
ครองราชย ดตู ํารับของ Fowler op. cit, p. 69
6 ตาํ แหนง ทางทหารของพระองคทา นคือผบู ัญชาการทหารสูงสดุ imperator คํานี้จึงแผลงมาเปน “พระเจา จกั รพรรด”ิ wmperor
138
อาํ นาจทีพ่ ระจักรพรรดิจะยบั ย้ัง หรือไมยับย้งั ได ฉะนัน้ จงึ เปน การงา ยทเี่ ขา ใจไดว าเพระเหตุนี้สภาซเี นท
จงึ เปนประดจุ ดังตัวหนุ เชดิ แทจรงิ พระจักรพรรดิเทา น้ันเปนประมขุ ของชาติ ตาํ แหนง คอนชุลและตริบู
นซง่ึ เปนตาํ แหนง สูงสดุ ของรัฐในคราวสาธารณรัฐ เดี๋ยวน้ีเทากับเปนเพียงเกียรตินิยมท่ีพระจักรพรรดิ
ใหเ ปนรางวลั แกใ คร ๆ ที่พระองคท รงโปรดปรานเทานั้นไมมีความหมายอะไรมาก รัฐบาลโรมันแหง
ศตวรรษที่หน่งึ เปน สาธารณรัฐแตช ือ่ ที่จรงิ เปนราชาธปิ ไตย
2. การปกครองแควน
ไมเคยมีผูพิชิตคนใดท่ีมีทาทีปกครองพลเมืองชาติโรมัน คนชาติน้ีดุก็ไมมีใครกัน กดให
พลเมืองอยูใ นอาํ นาจก็แขง็ เหลือหลาย แตบ างทกี ม็ ีใจกวา งไมม ีใครเหมือน ๆ กนั ท้ังฉลาดในวิธีปกครอง
ก็ไมมีใครเกิน รฐั ท่ีแพแกโรมันกย็ ังไดรบั การยินยอมใหใ ชก ฎหมายและประเพณขี องตนเอง บางทีใหมี
ผูปกครองของตวั เอง ถาหากวา ผปู กครองเหลา นนั้ ดําเนินการปกครองเขากนั กับการปกครองของโรมัน
ได กฎหมายหลักไมมากอยางท่ีจําเปนตองใชควบคุมอาณาจักร และสวัสดิการของแผนดินของผูแพ
กาํ หนดไวสาํ หรบั ชนทุกชาติที่ขึ้นกับโรมัน แตถาหารัฐบาลหุนที่มีอยูเดิมคงดําเนินการสอดคลองกับ
โรมนั การปกครองเดมิ กย็ งั คงต้ังอยูไ ด
แควนตาง ๆ ตกมาเปนสมบัติของโรมไดหลายทาง ในสมัยท่ีโรมเปนสาธารณรัฐแควนบาง
แควนก็สมัครใจเขารวมอยูดวยอยางมิตร หลายแควนก็เขามารวมอยูดวยอยางสันติทีละแควน ๆ แต
โดยมากที่สุดรฐั ตา ง ๆ ตองมาขนึ้ อยดู วยเพราะแทศึกแกก องทหารโรม เปน เขา มารว มอยูดว ยกาํ ลังทหาร
มอี ยไู มก่แี ควนท่ีปกครองโดยกษัตริยประเทศ ผรู บั การแตงตง้ั มาจากโรม และจัดเก็บภาษสี ง แก
โรม ดังเชนตัวอยางของกษัตริยราชวงศเฮโรดแหงพระคริสตธรรมใหม โดยมากที่สุดเจาหนาที่
ผูปกครองไดแกผ วู า การเมือง ทางโรมเปนผูจัดตั้งมาบางทีก็โดยสภาซีเนท บางทีก็โดยพระจักรพรรดิ
สดุ แตฐ านะของแควน หนง่ึ ๆ หนาทข่ี องผวู าการเมอื งก็คือทจี่ ะรกั ษาฐานะใหขึน้ อยูกับโรม จัดเก็บภาษี
อากรรกั ษาความยุติธรรมไมวาท่ีไหนทกี่ ฎหมายโรมันเขาเกี่ยวของ คนทําผิดกฏหมายของทองทีก็ตอง
ถูกสอบสวนทีศ่ าลของทอ งถิ่น ในกรณใี ดท่จี ําเลยเปน พลเมืองสัญชาตโิ รมัน จําเลยก็อาจยื่นอุทรตอศาล
ของจักรวรรดทิ ีก่ รุงโรมได อาจารยเ ปาโลไดใ ชอาํ นาจกฎหมายนี้อทุ ธรณตอ ซีซาร
แควนทั้งหลายมีอยูสองประเภท แควนท่ีมีผูวาราชการไดรับแตงตั้งมาโดยสภาซีเนทก็เรียก
แควนซีเนท แตต อ งไดร บั ความยนิ ยอมจากพระจักรพรรดิดว ย เชน ท่เี รียกวามณฑลอะคายะ มาซิโดเนีย
อาเซีย กปุ โร และเกรเต ผวู า ราชการมณฑลเรยี กวา “โปรคอนซลุ ” แควนทอ่ี ยูใ นความบังคับบัญชาของ
พระเจาจักรพรรดิเองโดยตรง ผูวาราชการแควนเปนผูแทนของพระจักรพรรดิ แควนอยางน้ีเรียกวา
“แควนจักรวรรดิ” แควน ตา ง ๆ ท่ีใหญแ ละสําคัญยง่ิ ผูวา ราชการตองเปน คนหน่งึ ในบรรดาสมาชิกสภา
ซีเนท เรยี กวา “โปรเปรเตอร” สว นแควนเลก็ ๆ ก็ปกครองโดย “โปรคเู รเตอร” มียศนายทหาร แควน ช้ัน
139
อยางนไี้ ดแกแ ควนยูเดีย เพราะฉะนั้นปลาตเปนโปรคูเรเตอร แควนจําพวกแควนจักรวรรดิหรือแควน
อมิ พิเรยี ล แหงศตวรรษทห่ี นง่ึ ไดแ ก ปม ฟเู ลยี กะลาเทยี กิลเิ กีย และซเี รยี ยูเดยี เปน แควนโปรคเู รโตเรียล
จงึ ข้นึ อยูก ับการปกครองแหงแควนซีเรีย ผูวาราชการมณฑลหรือแควนมีขาราชการท่ีปรึกษาไดคณะ
หน่งึ ประกอบดว ยผูเคยเปนตลุ าการมากอ นในแควนน้นั และเปน ชาวเมืองผมู ีอิทธิพล
ภายในแควนตาง ๆ มักจะมีถิ่นท่ีอยูของพลเมืองโรมันมักจะเปนพวกทหารกองหนุน เรียกที่
อยางน้ีวา “นิคม” โดยปกตินคิ มอยา งนตี้ ้ังอยูในเมืองท่ีเปนอยูแลว ถิ่นท่ีอยางนั้นเปนเจาของไมแตเปน
เจาของเมืองเทาน้ัน ยังบริเวณเล็ก ๆ รอบ ๆ เมืองอีกดวย ในการปกครองนิคมเหลานี้ถือวาข้ึนกับ
จักรวรรดิโรม เปนเหมอื นกรงุ โรมแหง เลก็ ๆ ในจําพวกนคิ มโรมแหงศตวรรษท่ีหนึ่งที่คุนกับนักศึกษา
พระครสิ ตธรรมใหมก ็คอื กายซาไรอา ลุศตรา อันติโอแหงปซิเดีย โตรอา ฟลิปปอย และโกรีนโธ ยังมี
เมอื งตาง ๆ อกี ท่ไี ดสิทธพิ ิเศษและปกครองเปนอิสระจากการปกครองทองถ่ิน สิทธิพิเศษนี้โรมอนุมัติ
ให บางทีก็เห็นวาไดท าํ งานสาํ คัญใหแกอาณาจักร บางทกี ็เพราะฐานะของเมืองเม่ือโรมเขารุกรบ เมือง
เหลา น้ีเรียกวา “เสรีนคร” เชนเมืองเธซะโลนิกา เราไดช้ีแจงไวบางแลวขางตนในบทที่วาดวยประเทศ
ปาเลสไตน
3. การภาษอี ากร
เร่มิ รชั กาลของออกัสซีซาร ในระหวางสิบส่ีปน้ันมีการสํารวจสํามะโนครัวในราอาจักรโรมัน
ดวยความประสงคเกีย่ วกับเก็บภาษี การสาํ รวจสาํ มะโนครัวอยางน้ันทท่ี ําใหโยเซฟกับมาเรียมายังเมือง
เบธเลเฮมในคราวท่พี ระเยซูบังเกิดอาจเปนในป ก.ค.ศ. 8 รายไดหลักคอื การเกบ็ ภาษแี ผนดนิ แตมีรายได
อีกหลายแบบเกีย่ วกับรายไดสว นบุคคล และรายไดพ เิ ศษแมแ ตค นชราทเี่ ปนโสดก็ตองเสยี ภาษี
รายไดอาจแบงออกเปน สองประเภท ภาษีศลุ กากรกับภาษีอากร ภาษีศลุ กากรกบั ภาษอี ากร ภาษี
ศลุ กากรเก็บจากสนิ คาตาง ๆ และสิ่งสาธารณปู โภครฐั บาลทอ งถ่นิ เปน ผูอ าํ นาจจัดเก็บ มีเจาภาษีเลอื กเอา
มาจากมณฑลตา ง ๆ ภาษเี หลา นีเ้ กบ็ แลวกใ็ สใหแ กเจา พนกั งานตวั แทนของราณาจกั ร ภาษีอากรเก็บจาก
ทรัพยม รดกและบคุ คล เจา พนักงานโรมันเปน ผอู าํ นายการเกบ็ การเสยี ภาษีจา ยเปนเงินหรือเปนผลิตผล
กไ็ ด อียิปตเ ก็บภาษสี ว นใหญเปน เมลด็ พชื ในปาเลสไตนเก็บเปนเงนิ
รายไดก อนหนึง่ จะจา ยไปในการบริหารราชการของรัฐบาลทองถิน่ และในการสาธารณูปโภค
และในการพัฒนการในการปฏิสิงขรเมื่อเกิดแผนดินไหวก็จะมีการกอสรางขึ้นอีกหรืออัคคีภัย และ
อบุ ัตภิ ัยอยา งอืน่ ๆ เงนิ รายไดจ ํานวนมหึมาสง ใหแ กโรม รายไดที่ไดจากมณฑลท่ีขึ้นกับสภาซีเนทก็สง
เขา คลงั ของสภาซีเนท และใชเปนคา ใชจา ยของสภา และใชในราชการของมณฑลอติ าลี รายไดท่ีไดจาก
มณฑลทีข่ ้ึนกบั พระจักรพรรดกิ ส็ งใหแกพระจักรพรรดิ และใชไปในการพัฒนากและบริหารราชการ
ของกรงุ โรม สาํ หรบั บาํ รุงการทหาร และคา ใชจ ายสว นตัวของพระจกั รพรรดิ
140
4. กองทัพ
ในโลกแหงศตวรรษท่ีหนึ่งไมีมีอะไรท่ีจะชินตอสายตอเทากับทหารโรมัน แทจริงการเปน
ทหารกน็ ับวา เปนการอาชีพอยา งหนง่ึ เมอื่ รับราชการทหารไดย ่ีสบิ ปแ ลว จะลาออกจากประจําการก็ได7
แตส าธารณรฐั โรมนั กย็ งั คงถอื วาเขาเปน ทหารอยู ดว ยประการฉะนั้นจึงเปนเอกชนที่มีอิทธิพลมาก เรา
เห็นแลววากองทัพพรอมดวยพระจักรพรรดิเปนประมุข ไดควบคุมราชอาณาจักรไวในอําน าจ
เพราะฉะน้ันเราอาจพดู ไดว าหลักการปกครองของโรมนั คืกองทพั ชวี ิตการเปน ทหารจึงเปน ลกั ษณะเดน
และสาํ คญั ในโลกกรีกโรมัน ความจริงน้อี าจารยเปาโกก็ยอมรับ และทานยังไดรวบรวมลักษณาการณ
ของทหารเอามายกเปน อทุ าหรณคําส่งั สอน ตลอดจนยุทโยปกรณแ ละประสบการณตา ง ๆ
มสี ว นใหญ ๆ อยูสองอยา งในการจัดกองทพั ท่เี ราพอจะรูไว
(1) สวนประกอบ กองทัพโรมันประกอบดวยทหารสองประเภท ประเภทนักรบและประเทภ
ชว ยรบ ประเภทนักรบนัน้ เกณฑเ อาจตากพลเมอื งสัญชาติโรมัน หรือประชาชนในแควนตาง ๆท่ีจัดวา
ประชาชนเปนพลเมืองสญั ชาติโรมัน ประเภทชว ยรบนนั้ เกณฑท หารจากพลเมืองในแควนตาง ๆ แตถา
ทหารประเภทชวยรบไดป ระจําการมายส่ี บิ หาปเต็มแลว และไดร บั เกยี รตินิยมเขากจ็ ะไดร ับนับถือวา เปน
คนสัญชาตโิ รมัน มีธรรมเนียมอยวู าจะไมม ีการใชทหารชว ยรบในแควนทเี่ ปน บา นเกิดเมืองนอนของเขา
ซ่งึ เปนการระวงั มิใหเกดิ การขบถข้ึน ทหารประเภทชวยรบอยูในบังคับบัญชาของนายทหารที่เลือกมา
จากในกองประเภทรบกองทัพหน่ึง ๆ ยอมประกอบดวยสิบโคหอรท โคหอรทหน่ึงก็มีสิบกองรอย
ฉะนน้ั กองทพั หน่งึ ๆ จึงมที หารกองละหกรอยคน ทหารชวยรบก็จดั เปน กองรอยเหมือนกันผิดกันก็แต
จํานวนกองทัพหนึ่งๆ ยังมีกองทหารมาประจําอยูดวย ซึ่งมีจํานวนหนึ่งรอยยี่สิบคน กองทหารมาท่ี
จาํ นวนใหญกวาน้ีนน้ั เกณฑเอามาจากกองทัพชว ยรบ
นอกจากกองทหารรบ และชว ยรบธรรดากย็ ังมหี นว ยพิเศษอกี มีขนาดตาง ๆ กัน มีหนาที่พิเศษ
ตางๆ เชนกองทหารรักษาการณส วนองคพระจกั รพรรดิ และกองรกั ษาการณประจาํ เมืองที่กรุงโรม
7 อาจไดร บั อนุญาตใหผ ละจากราชการทหาร กอนกําหนดครบวาระกไ็ ด ถามีเหตจุ าํ เปน อันสมควร เชน ความมปว ยเจ็บกาํ เริบข้ึน
141
(2) เก่ียวกับการบํารุง เงินเดือนสําหรับทหารคนหน่ึงก็ประมาณ 500 บาทตอป ถือหลัง
เปรียบเทียบกับคา จางในอาชีพอยา งอน่ื ๆ ดวย ทีไ่ ดร บี กนั ตามยุคตามสมัย และยงั คาํ นงึ ถึงส่งิ อ่ืนๆ ที่เขา
ไดรบั การอานุเคราะหอกี ดว ย ซึ่งเปนคา จา งท่สี มควรเสบียงสําหรบั ทหารน้ัน เปน อาหารพ้ืน ๆ ผิดเพ้ียน
กนั บา งกเ็ ลก็ นอ ย เราถอื วาเราคดิ ถกู ตอ งแลว ทวี่ า ทหารโรมนั ไดร บั การบํารงุ พอเพียง และก็ไมเหลือเฟอ
ทหารตองสมบุกสมบันและมีความเปนอยูตํ่ากวาพลเรือน จนกวาจะไดเล่ือนยศข้ึนเปนนายทหาร
อยางไรก็ตามคนเปนจํานวนมากชอบสมัครเขา เปนทหาร ทั้งน้ีเพราะเปน วิถชี วี ติ ท่เี ราใจ แมจะรวู า ตองมี
การฝกหัดฝกฝนกันอยางบึกบึนเปนพิเศษ แตความคิดของคนก็ยังเห็นวามีเกียรติในการถือตําแหนง
เชนนี้8
โรมและศาสนา
1. ศาสนาประจําชาติ
โรมเห็นวาศาสนามีคุณคา และบํารุงการนมัสการพระแหงชาติ ศาสนาพ้ืนเมืองของโรมเปน
ศาสนาทีน่ บั ถือพระหลายองค ความจริงแลว โรมมใี จรบั ไดท งั้ น้นั อะไรทมี่ ีนิสยั ดีความประพฤติก็ถือวา
เปน สง่ิ ที่ดที ีม่ าจากพระดที ้งั น้ัน ประการฉะนนั้ จงึ ทาํ ใหมีพระเปน จํานวนมากหลาย
โรมเห็นวาศาสนามีคุณคา และศาสนาจะทนุบํารุงรัฐทางราชการของรัฐก็บํารุงศานาดวย
คาใชจ า ยของรัฐแตอยา งไรกด็ ีการนมสั การท่เี ปน ทางราชการก็มีนา้ํ หนกั ไปในทางนมัสการพระประจํา
ชาติ มีพระเปนจํานวนมากท่ีการนมัสการจํากัดอยูตามทองที่ในวงการคาและในครอบครัว นับไดวา
ครอบครัวคนโรมันทกุ ครอบครัว ถือพระมรดกตกทอด ซ่งึ ตั้งในศาลเลก็ ๆ มีอาหารมีพวงมาลัยดอกไม
มาถวาย ตอบสนองแกท ี่มกี ารพทิ กั ษรักษาบา นให เปน พระที่ไดอาศัยขอใหชวยจัดการอะไร ๆ ใหไดทุก
อยางไมวาจะเปนดินฟาอากาศ การเก็บเก่ียวศึกเสือเหนือใตมีชัยชนะขอใหชวยจัดสิงเหลานี้ไดดวย
ทงั้ นน้ั รฐั ก็สง เสริมการนมัสการ
8 “ประชาชนโดยมากท่สี ุดนยิ มการเขา รบั ราชการทหาร” Eriedlaender,Roman Life and Manners Vol I p. 191
142
ดูเหมือนหนึ่งไมมีการคิดขออะไรจากพระเพ่ือใหชวยอะไรเปนการสวนตัวบุคคล มีแตการ
ขอใหช าติหรือใหบ า นมโี ชคดีเทาน้ัน โดยทถี่ ือวา เปน หลกั และเปนเคร่ืองมือของรัฐ คนโรมันโบราณมี
ใจทางศาสนากท็ เ่ี ก่ียวกับการรบั ชาติเทา นั้น พระกเ็ ปนพระของรัฐ ทีจ่ ะชวยคนใดกแ็ ตเฉพาะท่ีคนนน้ั จะ
ทําใหเปนประโยชนอะไรแกรัฐเทานั้น หรือมิฉะนั้นก็ท่ีจะเปนประโยชนแกครองครัวในฐานท่ีเปน
หนวยรฐั เพราฉะนั้นศาสนาจึงเปนความสนใจท่ีเกี่ยวกับรัฐบาลเทานั้น และพระก็เปนเร่ืองที่เก่ียวกับ
ความเจริญกา วหนาของอาณาจักรเทาน้นั
เพยี งเมอื่ กอนศักราชครสิ เตียนจะรงุ อรุณขึ้น อันเปนผลจากวัฒนธรรมกรีกหลั่งไหลเขามา ท้ัง
ปรัชญาทัง้ อทิ ธพิ ลของศานาใหม ความสนใจของพลเมืองในศาสนาเดิมของโรมันก็เริ่มถอยกลับ เมื่อ
โรมเหน็ วาศาสนาพื้นเมอื งของเขาเร่ิมเส่ือมลงก็อุตสา หขมีขมนั ทําใหรฐั บาลของจักรพรรดิฟนฟูอํานาจ
ข้ึนมาในความคิดของพลเมืองเอาเงินในทองพระคลังเปนจํานวนใหญใชไปในการสงเสริมศาสนา
ประจําชาติ แตก ารฟนฟนู ีเ้ ปนเพียงแตก ารปลกุ ในเทาน้ันหาไดเ นนถึงศีลธรรมและจิตใจทางศาสนาไม
ในวงการของจกั รพรรดหิ าไดม ีการอทุ ิศตัวทางศาสนาในแบบเนนศีลธรรมและปรับปรุงใจหามีไม ใน
บรรดาพระจกั รพรรดิทง้ั หลายที่นับถอื พระกม็ ุงแตท ่ีจะเอาพระมาเปนมิตรกับอาณาจักร การนี้เกิดจาก
หลักความคดิ ทีว่ า ศาสนาเปนธุระของชาติและพระเปนของมีคาของชาติ จึงเปนผลใหชนโรมันคิดวา
ศาสนาเปน แตเพยี งผรู บั ใชของโรม ความสนใจสุดยอดของรัฐบาลโรมันก็คือความกาวหนาและความ
เจริญรุงเรืองของรัฐ ศาสนาเปนแตเพียงสวนหนึ่งท่จี ะใชทําใหบรรลุถึงจุดหมายนั้นได ถาศาสนาใดไม
เปนไปตามความประสงคนั้น พระเจาพรรดิก็ไมใสใจอะไรดวย ถาศาสนาไหนมีทีทาวาจะไมให
ประโยชนแกความกา วหนาของอาณาจักรโรมนั อาณาจกั รกเ็ กลียดศาสนาอยางน้ันและถือวาตองกําจัด
ศาสนาอยางนน้ั เสยี ใหหมดสิ้นไป
2. นโยบายทห่ี ันมาทางศาสนาตางชาติ
โรมนั้นโอนออนใหแกศาสนาตางชาติอยางมาก โดยคํานึงถึงวาเปนเร่ืองของการใหความรู
ความสวาง แตจักรวรรดิมีนโยบายศาสนาตางชาติก็เปนแตเพียงวาโอนออนใหเทาน้ัน ไมใชวาใหมี
143
เสรีภาพ เพ่ือความระแวดระวังรัฐ พระจักรพรรดิตองคอยจับตาเฝาดูการขยับขยายตัวและความ
เคลื่อนไหวของศาสนาเหมือนดังที่พระองคทานระแวดระวังดานอื่นๆ แหงชิวิตทุกอยางดวย ไมวา
ศาสนาใดถา เกิดความนิยมกนั ใหญแ ลว เปน หนีจากการสังเกตของรัฐบาลไมพนและไมไดนาน “ท่ีจริง
รัฐถอื สิทธิในการกําหนดวาพระอะไรทคี่ วรนมัสการ และแมไ มอยางยงุ กับความเห็นสวนตัวของคนใด
กย็ งั กําหนดใหประชาชนทราบถึงสิ่งทคี่ วรบชู า และเรียกรองใหเคารพบูชาครั้งแลวเลา9 ในการดําเนิน
ตามนโยบายนี้ จึงจัดวาศาสนาในจักรวรรดิมีอยูสองประเภทประเภทหน่ึงเปนประเภทที่กฎหมาย
คุม ครอง (religi licita) อีกประเภทหนึง่ นอกการคุมครองของกฎหมาย (rligio illicita) ประเภทกฎหมาย
คุมครอง รัฐบาลกอ็ ปุ การะคมุ ครอง สวนประเภทท่ีนอกกฎหมายคุมครองรัฐบาลก็ไมรับรูไมคุมครอง
แตร ฐั บาลกม็ ไิ ดถ อื วา ศาสนาอยางนีผ้ ดิ กฎหมาย ไมไดผิดกฎหมาย แตกฎหมายไมรับรูดวย คือรัฐบาล
โรมันถือวาไมมีธรุ ะดว ย อาจมีการเชือ่ ถือปฏบิ ัติกนั เกินขอบเขต หรอื พวกสานุศษิ ยอาจสง เสริมกันใหญ
แตถ าหากวา ไมม ีรองรอยของการคุมคามใหแ ตกแยกหรอื ไมกอความไมส งบขนึ้ แกราชอาจักร ตราบนน้ั
ขาราชการโรมันก็ไมพยายามขมเหงคะเนงรายอะไร ศาสนาคริสเตียนก็เปนศาสนากฏหมาย (religio
illicita) แตเม่อื เร่ิมแรกทางโรมถือวาเปนเรอ่ื งหนง่ึ ของการขยายตัว ของลทั ธิยดู าหนิยมเทานั้น ซึ่งลัทธิยู
ดาหนิยมกถ็ ือเปน ศาสนาใหญในกฎหมาย เพราะเหตุน้ีหลายสิบป ในตอนแรกของประวัติศาสนาคริส
เตียนรฐั บาลโรมันไมรสู ึกผดิ สังเกตแตป ระการใด10 ศานาคริสเตยี นถกู ขมเหงครั้งแรกทีส่ ดุ โดยกษัตริยนี
โรในป ค.ศ. 64 ก็เพราะนิสยั ไมอยูกบั รอ งกับรอยของคนผูเปนกษัตรยิ มากกวา เปนนโยบาย การเมืองอัน
หนักแนนของจักรวรรดิ แตในคราวของกษัตริยโดมิเทียน (81-96) ศาสนาคริสเตียนข้ึนถึงความเติบ
โหญและทรงพล้ังในทางจํานวนจนเปนท่ีกลัวกันวาจะเปนอันตรายแกบูรณภาพ และความถาวรของ
ราชอาณาจกั รได ดังน้นั ส่ิงอันเปนแคเ พยี งศาสนาที่อยนู อกกฏหมายคุมครองก็ตองถือวาเปนศาสนาผิด
กฎหมาย
9 Foakes-Jackson, History of the Christiam Church to A.D. 461 p. 45
10 คําอา งของทา นเทอทุลเลยี น(Apol 5) ตอขอเสนอของทเิ บริอุศทีเ่ สนอตอสภาซีเนท ใหส ภารบั ศาสนาไวในพวกศาสนาทวั่ ไปน้ันไมอาจรับไดว าเปน เรอ่ ื งเกิดข้ึนใน
ประวัตศิ าสตรจ ริง
144
3. นมัสการพระจักรพรรดิ
เม่ือศาสนาประจําชาติของกรีกและขอโรมแตดั้งเดิมนั้นเส่ือมคลายไปในศตวรรษท่ีหน่ึง วง
ราชการของจกั รวรรดกิ ผ็ ลติ อิทธพิ ลของศานาออกมาใหเปนเรอ่ื งเปนราวใหญโตกนั กวางขวาง เรอื่ งนี้ก็
คือการจัดใหมีการนมัสการพระจา พรรรดิโรมนั ขึน้ รฐั บาลโรมนั สง เสริมอยางเปนโยบายการเมือง การ
บายเบี่ยงท่ีจะไมนมัสการพระจักรพรรดิของทางราชการนี้ ก็เทากับแสดงความไมจงรักภักดีตอ
จกั รวรรดอิ อกมาใหเหน็ ถา ยังขืนดอ้ื ดงึ ไมปฏิบตั ติ ามกแ็ สดงวา ทรยศ การนมัสการพระจกั รพรรดแิ บบน้ี
เปนการหนว งเหนี่ยวศาสนาคริสเตียนแรกเริ่มอยางสุดแรง และเปนเหตุใหเกิดการขมเหงอยางสาหัส
ข้นึ อยเู สมอ ๆ
การเรยี กรองใหน มัสการพระเจา พรรดนิ ้นั มีหลกั การผดิ กนั ในตะวนั ตกกบั ในตะวันออก ในกรุง
โรมเองกด็ ีในความคดิ ของพระจกั รพรรดิเองก็ดี ถือหลักตามความคิดเห็นเดิมของโรมันเร่ืองวิญญาณ
วญิ ญาณของคนของสถาบนั หรอื ของสิง่ ก็จะถอื วเปนวิญญาณพทิ ักษรักษา ซ่ึงจะทาํ ใหส ่งิ นนั้ น้ันพวกหมู
นั้นดํารงคงทนถาวรได วญิ ญาณของพระจกั รพรรดิโรมนั มีอํานาจกําหนดบ้ันปลาย ของพระจักรพรรดิ
แตล ะองคทสี่ บื ตอกนั ครองอราชยได ความรนู ึกคิดของจักรวรรดิเปน เชนนจ้ี ึงไดยกพระจกั รพรรดขิ ้นึ สู
ตําแหนงเทพเจาได11 แตเดมิ พระจกั รพรรดโิ รมันมิไดถ อื วงคอยา งจรงิ จังทีเดยี ววาเปน เทพเจา “ไมสงสัย
เลยวา ในการท่อี อกสั ตัสอนญุ าตใหมีการนมัสการวญิ ญาณของพระองค หาไดทรงมคี วามคดิ วามีการยก
พระองคข น้ึ เปนเทพเจาไม” 12 แตใ นตะวนั ออกก็เปนกรณีอีกอยางหน่ึง คนชาวตะวันออกมีศิลปะ ของ
การนําจิตใจของคนใหถือศาสนานัน้ พอเขากนั เหมาะกบั การนาํ แบบยกคนขนึ้ เปนเทพเจา บรรดากษัตริย
ทั้งหลายตังแตบุรมบุราณมาถึงวาเปนเทพเจาทั้งนั้น และตองมีการเคารพนับถืออยางไมผิดกับการ
นมสั การทีเดยี ว คนชาติตา ง ๆ ท่พี ายแพแกอ าเล็กซานเดอรก ถ็ ือวา อาเลก็ ซานเดอรเปนเทพเจา ปอมเปยก็
ไดความรูส กึ เชนเดียวกนั เชน น้ันแหละการยกพระจักรพรรดิแตละองคข ้นึ เปน เทพเจาจึงไมเปนส่ิงยาก
แกค วามคิดของคนชาวตะวนั ออก ฝายพระจกั รพรรดิก็ฉวยโอกาสเอาศลิ ปะแหงการนาํ จิตแบบน้ีโดยไม
11 ดูตาํ รับของทา น Friedlaender,op.cit., Vol 3 pp. 114 ff.
12 EAKIN,Getting Acquainted with the New Testament, p. 266
145
ชกั ชารงั เร เปน ผลศาสนาครสิ เตียนทางภาคตะวันออกตอ งรณรงคก บการขัดขอ งแบบนี้อยา งทรหดท่ีสุด
โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ในเอเชยี นอย13
พระจกั รพรรดโิ รมัน
ทีจ่ ะกลาวตอ ไปนี้จํากัดอยูท่ีจะกลาวเฉพาะวิสัย ของพระจักรพรรดิในศตวรรษที่หนึ่งเทานั้น
และเทา ที่พระมหากษตั รยิ ช ดุ นี้เกี่ยวของกับประวัติศาสตรแหงศาสนาคริสเตียน และจะไดบรรยายถึง
การแตละพระองคตามลําดับ และกลาวไวเล็กนอยถึงเหตุการณที่เกี่ยวของของแตละพระองคใน
ประวตั ิศาสตร ศาสนาคริสตเตยี นแหง ศตวรรษทหี่ นึ่ง
1. ออกสั ตัสซีซาร (ก.ค.ศ. 31 ถึง ค.ศ. 14)
หลงั จากต้ังหลักสาธารณรัฐมั่นคงแลว ออกัสตัสก็เปนผูนําโรมันคนแรก ผูทรงทําใหตําแหนง
ข องพ ระอง คทาน ต้ังมั่ นค งไ ดสําเ ร็จชั่ วเวล าหน่ึง ใ นฐา นะเ ปนผูป ก ค รอ งข อ งประ ชาชน โรมั น
ประสบการณที่ไดจากบรรดาผูครอบครองที่แลว ๆ มาในประวัติศาสตรตอนแรก ๆ ทําใหเกิด
ความรูสึกกับคําวากษัตริยอยางนารังเกียจเดียดฉันทเหลือทนตอชนโรมัน จนกระท่ังไมยอมใหเกิด
ความคิดทะเยอทะยานขึ้นแกผูนําคนใดใหทรงมงกุฎ แมแตออกัสตัสเมื่อขึ้นสูอํานาจสูงสุดก็ยัง
ระมัดระวงั ไมเอาตําแหนงกษัตริยอันเปน ตําแหนง ที่คนรังเกียจน้ัน แตถือวาเปน “อมิ เปอเรเตอร”เทานั้น
คํานเี้ ปน ภาษาลาตินแลว เพ้ียนมาเปน คํา “เอมเปอเรอ” แลวอมิ เปอเรตอนน้กี ม็ คี วามหมายแคผบู ญั ชาการ
ทหารสงู สุดเทานัน้ กาลเวลาแหงรัชกาลของพระองคแ สดงวาออกสั ตัส อยูในตาํ แหนงของจักวรรดิ เมื่อ
องคพระผูเ ปน เจา ของเราทรงบังเกิดที่เบธเลเฮ็ม นามพระองคเอยเจาะจงในหนังสือลูกา 2:1 ออกัสตัส
เปนผูแตงต้ังเฮโรดเปนกษัตริยแหงยูเดีย เม่ือเฮโรดสิ้นพระชนมแลว ออกัสตัสไดแบงแผนดิน
ปาเลสไตนใหแ กโอรสสามองข องเฮโรด แตค ราวหลังก็ถอดอาคะลาวสออกแลวเนรเทศไป ใหยูเดียตก
อยูในปกครองของผูวาราชการ ออกัสตัสเปนจักรพรรดิองคย่ิงใหญที่สุดในบรรดาพระจักรพรรดิ
13 ดตู าํ รบั ของทาน Fowler, Social Life at Rome, pp. 319-352 Fisher, Beginnings of Christianity, pp. 74-139 Friedlaender, Roman Life and Manners, Vol 3 pp. 84-
214 ท่อี ธบิ ายเรอ่ื งลัทธินยิ มการนมัสการพระจักรพรรดิใหดูตํารบั ของทานFowler,Roman Ideas of Deity, pp 107 133
146
ทงั้ หลายและเปนรัฐบุรษุ ผูยิ่งใหญตลอดกาล พระองคนําความสงบสขุ มาใหแ กโลกโรมันในรัชกาลของ
พระองค ซึ่งเลื่องลอื กันดว ยคาํ วา Pax Romana คนเปนอันมากรูสึกประหนึ่งวาพระองคเปนผูจัดเตรียม
ทางสาํ หรบั การแพรศ าสนาคริสเตียนอันสําคญั ทีเดยี ว
2. ติเบรอิ สุ (ติเบเรยี ค.ศ. 14 ถงึ 37)
ติเบริอสุ ไดใ หสญั ญาในตอนแรกแหงรชั กาลของพระองคทานวา จะเปนผูปครองใหเหมือนกับ
ผูปกครองผูยิ่งใหญกอนทานแตเพียงไมก่ีปติเบริอุสก็หันไปดําเนินไปนโยบาย ดุดัน และโหดเหี้ยม
ทารณุ ติเบริอสุ เปนผแู ตงตั้งปอนเตยี วปลาตใหเ ปนผวู าราชการแหงยเู ดีย ปลาตไดปกครองยูเดียอยูนาน
แตไมใชเพราะความสามารถหรอื เพราะความนยิ มของประชาชน แตเพราะนโยบายของติเบริอุสท่ีตั้งอยู
ในราชการใหอยูในตําแหนงนาน ๆ เพราะพระองคทานมีความเหน็ วา ใหผ วู า ราชการมีโอกาสปกครอง
ที่ใดก็ปกครองที่น่ันอยูนาน ๆ ดีกวา โดยเห็นวาหลักการนี้จะไมทําใหภาวะแวดลอมเขายั่วยวน
ผูปกครองใหปลนสะดมพลเมอื งเพอ่ื ความรํ่ารวยสว นตัวโดยเห็นวามีโอกาสอยูในตําแหนงเพียงสั้น ๆ
เฮโรดอันเตบิ โตไดช มวา เบรอิ สุ เปน ผอู ุปการะและผูพิทักษข องเขาตลอดเวลาจนส้ินพระชนมอะฆะริปา
ท่ี 1 ไดก อความไมพอพระทัยใหจ ึงตองถูกเนรเทศไปคร้งั หนงึ่ ถกู จับใสค ุกจําโซตรวนก็อีกคร้ังหน่ึง ใน
ระหวางรัชกาลของติเบริอุสนี้ ศาสนาคริสเตียนยังไมคอยสําคัญเทาไหร จึงไมอยูในความผิดสังเกต
ของกษตั ิรย
3. คาลิกลู า (ค.ศ. 37 ถงึ 41)
จกั รพรรดอิ งคดุรา ยเลวทรามทีส่ ดุ ในบรรดาพระจักรพรรดิโรมันท้ังหลาย เปนคนคล่ังศาสนา
และเปน คนทารณุ คนยวิ ชาวอาเลก็ ซานเดรยี ตอ งรับทกุ ขเพราะการจลาจลของชนตา งชาตผิ ูเปนพลเมือง
ดวยกนั ทาํ รายเอา เขาไดรอ งเรียนไปยงั กษัตรยิ คาลิกูลาใหจดั การให แตก ลับไดรับคําประมาทเหยียบยํ่า
ตอบมาคาลกิ ลู าอางเอาความเปนเทพเจา อยา งท่จี ักรพรรดิโรมนั ท้ังหลายเปน และคดิ เพอ คล่งั ไปวาท่ีจริง
ตัวเองเปน เทพเจา อยใู นรา งมนษุ ย และปลงใจจะใหค นนมัสการพระองคก ันทัว่ ราชอาาจกั รการนมสั การ
พระเจา จักรพรรดเิ ร่ิมทีอ่ อกสั ตสั แตไ มเคยสงเสรมิ กระทํากันถงึ ขนาดเรียกรองอยางเพอคลั่งดังคาลิกูลา
ไดก ระทาํ และไมเคยมใี ครยกตัวอยา งบาคล่ังมากอนถึงขนาดนั้น ถึงตอไปภายหลังก็ไมมีอยางนั้น คน
ตางชาติที่เปนพลเมืองอาศัยอยูในเมืองแยมเนียซึ่งอยูในมณฑลยูดาห ไดสรางแทนและวางระเบียบ
นมสั การพระจักรพรรดิในแผนดินยดู าห พวกยวิ ทําการคดั คา น ในการสนองการคานคาลิกูลาไดสั่งให
เอารูปฉายาของพระองคท า นเขาไปต้ังในวิหารกรุงเยรูซาเล็มนั่น อะฆะริปาซ่ึงเวลาน้ันอยูในโรมและ
สนิทสนมกบั พระจกั รพรรดิมาก ไดท ําการออ นวอนปลอบโยนดวยสดุ แรงเกิด จงึ รอดไปจากเหตุการณ
ท่อี าจเกดิ ขนึ้ อยางบาเลือดเขาทาํ ลายรูปนมัสการน้นั เสียได คาลกิ ูลานีแ้ หละเปน ผฟู นฐานะใหแกอะฆะริ
147
ปาผตู กยากอยา งรา ยมานานและยกใหเปนท่ียกยองของจักรวรรดิ ใหปกครองแผนดิยูดาหคาลิกูลาได
เนรเทศอันติปา แลวเอาเขตปกครองของทานยกใหแกอะฆะริปา คาลิกูลาสิ้นพระชนมดวยการถูกลอบ
ปลงพระชนม
4. คลอดิอสุ (เกลาดโิ อ ค.ศ. 41 ถงึ 54)
คลอดอิ ุสเปน คนออ นแอทง้ั กายทง้ั ปญญา แตถงึ กระนน้ั รชั กาลของพระองคก็เจรญิ รุงเรือง และ
ในปแ รก ๆ กเ็ ปน รัชกาลทส่ี งบสนั ตริ ชั กาลหนง่ึ กจิ การประกาศศาสนาของอาจารยเปาโลเวลาสวนใหญ
อยใู นรฐั กาลของกษัตรยิ พระองคน้ี และทรงควบคมุ โลกเปนระเบียบเรียบรอยในขณะที่อาจารยเปาโล
ทาํ การเทศนาแนทีเดียวคลอดอิ ุสไดม ีสวนรว มมอื กับอาจารยเปาโลโดยไมรูตัวคลอดิอุสเปนมิตรสหาย
และเปนผูอุปการะของอะฆะริปาท่ี 1 ทรงต้ังใหเปนกษัตริยประเทศราช ใหครอบครองอาณาเขต
สวนมากท่ีสุดซ่งึ แตเดิมอยใู นความปกครองของอนั ตปิ าและฟล ิป ทง้ั มณฑลยูดาหแตกอนดวย ในปค.ศ.
52 พระองคทาน ทรงโกรธเคือง พวกยิวในกรุงโรม อาจเปนพระการพิพาทกันในพวกเขาเกี่ยวกับ
ศาสนาครสิ เตียน จึงไดทรงขับไลพวกยิวเปนอันมากออกจากกรุงโรม ในพวกน้ีมีปริศกิลากับอะกูลา
เปนตน
5. นโิ ร (ค.ศ. 57 ถงึ 68)
พระราชาองคน้ีมีดีเดนอยางท่ีไมใครอยากจะอิจฉาในการเปนคนดุรายทารุณท่ีสุดในบรรดา
จกั รพรรดโิ รมนั ทง้ั หมด จงใจทําอะไร ๆ ก็ไดตามความเห็นแกต วั สวนใหญของกรุงโรมตกอยูในมหา
อัคคภี ยั ก็เพราะพระองคท านในป ค.ศ. 64 ประาชาชนมคี วามรูสกึ แรงทเี ดยี ววา นีโรเปน ผูเ ผา นีโรก็เกรง
จะกระทบกระเทอื นตอความปลอดภัยของตัว จึงพยายามหันความคลางแคลงนี้ไปใหพนตัวดวย การ
กลาวหาปายรายวาพวกคริสเตียนเปนผูกระทําอาชญากรรมนี้ การขมเหงคริสเตียนอยางดุรายท่ีสุดก็
ระเบดิ ขน้ึ “นโี รใหส วนของทา นเปนทแ่ี สดงวธิ ีการทรมานนกั โทษ เวลากลางคืนจุดไฟเผาคริสเตียนท้ัง
148
เปน ใหเ พลิงสวางไสวไปทง้ั สวน”14 การขม เหงนี้คร้ังแรกก็จํากัดอยทู ี่เดียว ตอมาก็กระทํากันแพรหลาย
ไปในสว นอืน่ ๆ ของราชอาณาจักร ในการขมเหงครั้งนี้อาจารยเปาโลกับเปโตรตองพลอยถูกประหาร
ทารณุ ไปดวย นโี รเปน จักรพรรดอิ งคแรกผูจัดทัพปราบปราม การขบถของยิวในปาเลสไตน นีโรเองก็
ตองจบชวี ติ อยางนา สงั เวช เปนผไู มม ใี ครชอบจนตอ งถูกสภาซีเนทโรมันกําหนดโทษ นีโรเองก็รูวาคํา
พพิ ากษาของสภาจะทาํ เรจ็ ได เพราะสภาซีเนทมปี ระชาชนเหน็ ดว ยเกือบท้ังหมด เม่ือผิดคาดผิดหวังนีโร
ก็เอาชวี ติ ของตัวเอง
6. กัลบา ออโท และวเิ ทลลิอุส (ค.ศ. 68 ถงึ 69)
เมือ่ นโี รสิ้นแลว ความอลหมา น ก็เขา ครอบครองอยใู นโรมช่ัวเวลาสกั สองป แมท พั แหง กองทพั
โรมนั สามทานเขายืดพระท่ีนง่ั กนั เปนลําดับอยางรวดเรว็ แตล ะคนก็ถกู ทายาทของตนแยงเอาไป แลวก็
จบชีวิตของตนเปน คาของความทะเยอทะยาน
7. เวสปาเซียน (ค.ศ. 69 ถงึ 79)
ในที่สุดเวสปาเซียน ผูบัญชาการกองทหารโรมันในซีเรียและยูเดียถูก กองทัพของทานเอง
ประกาศยกขน้ึ เปนจักรพรรดิกองทพั นีเ้ ปนกองทัพท่ีมีกําลังที่สุดในราชอาณาจักรเวลาน้ัน และต้ังองค
ขนึ้ เปน จกั รพรรดิไดสาํ เร็จและมั่งคง พระองคไ ดด ําเนินการสงครามกับพวกยิวอยูเวลาหน่ึง เม่ือมาขึ้น
ประทับพระท่นี ั่งแลวก็ไดสงโอรสไตตัสข้ึนปราบขบถ ไตตัสยึดไดกรุงเยรูซาเล็มและทําลายเสียในป
ค.ศ.70
8. ไตตัส (ค.ศ. 79 ถงึ 81)
รัชกาลของจกั รพรรดอิ งคนีผ้ เู ปน โอรสของเวสปาเซียนที่กลาวถึงขางบนน้ี เปนผูครองราชยที่
สั้นแตสงบ และไมมีอะไรท่ีสําคญทเี่ ก่ยี วขอ งกบั ประวัติศาสตรครสิ เตียน
14 Foakesyackson: op cit, p. 50
149
9. โดมเี ทียน (ค.ศ.81 ถึง 96)
โดมิเทยี นบรหิ ารราชการดวยความ สามารถรวม กับความดุรายทารุณ ปแรก ๆ แหงรัชกาลก็
นุมนวลดีและสงบ แตเพราะไมใครมีคนชอบหนักขึ้นทุกที พระองคทานก็เกิดกระหายเลือดข้ึน เม่ือ
เริม่ แรกพระองคไมใสใจกบั ความเคลอ่ื นไหวของคริสเตียนสกั เทา ไร แตใ นปทา ย ๆ โดยเฉพาะอยางยิ่ง
สองปส ุดทา ยแหง รัชกาลของพระองค พระองคไดผลักการขมเหงเขาใสคริสเตียนอยางบดขยี้ ตํานาน
โบราณบอกวาในยุคน้ีอัคคสาวกยอหนไดถูกเนรเทศไปอยูบนเกาะปตโมและเขียนพระธรรมวิวรณ
เปน ไดว าเมอ่ื ตอนตน รัชกาลของพระองค (85-90) หนงั สือฮบี รูไดเ ขียนขึน้ พอจบรัชกาลของโดมิเทียน
อคั รสาวกยอหน ก็ถึงแกอ าสัญญากรรมทีเ่ มอื งเอเฟซัส เปน การจบยคุ ทีเ่ รยี กวายุคอัครสาวก
150