The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patalee Phongsumphan Techamahanon, 2021-04-20 22:11:02

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

อยางไรกด็ แี ตภ าพดานดีของชวี ิตศลี ธรรมแหงศตวรรษที่หน่ึงก็มใิ ชวาสุกใสทีเดียว มิไดปรอด
จากจุดดางพรอย แมในปาปริเราไดพบ “หลักฐานเหลือหลายหนุนถอยคําของนักเรียน โรมันผูชอบ
เขยี นเรื่องเปนเชิงเยยหยัน เชนท่ีเก่ียวกับความชั่วความชั่วท่ีปดไมออกของยุค ท้ังความทุกขความมัว
หมองท่ีตามมาดวย”37 ธรรมชาติของมนุษยเวลานั้นก็เต็มไปดวยโลกียะและช่ัวชาเหมือนเดี๋ยวน้ี ไมมี
ความยบั ยั้งชั่งใจและวัฒนธรรมตํา่ ตอยแมแตช ีวิตที่ดีท่สี ุดของยคุ กย็ งั ปนดวยความทจุ รติ การตามใจตน
แบบตา ง ๆ ท่แี พรอยนู ้ันปนอยมู าก เราตองระวงั อยา ยอมใหก ารไดพบภาพดา นดีของชีวิตกรีกโรมนั บาง
ทถี กู มองขามไปเสีย เปนการสรางความรูสึกในใจท่ีเทากับผิด คือปลายดานตรงขามอีกดามหนึ่งเปน
สภาพศลี ธรรมทกี่ ําลงั กา วสคู ณุ คา สูงในอดุ มคติ ความจริงอนั สําคัญทจ่ี ะตองรูจักคือศตวรรษที่หนึ่งรูวา
ดํารงชีวติ อยูอ ยางไรจะเปนชีวติ ดี ในบางตวั อยา งกแ็ สดงวา ดาํ รงชวี ติ ดีไดสําเรจ็ แตข าดเจตนาท่ีจะทําให
ศีลธรรมอันดีเลิศน้ันคงทนถาวร ความรูสึกทางศีลธรรมและอุดมคติทางจริยธรรมของยุคไดข้ึนถึง
อนั ดบั สูงของความเจริญ แมวาการปฏบิ ัตอิ าจยงั ตาํ่ กวาทฤษฎอี กี ไกลเหตุผลบางประการของความจริงนี้
ไดปรากฏอยูขางบนท่ีกลาวแลวในการลูบคลําความเจริญของปรัชญาทางจริยธรรมแลวมาตรฐาน
ศีลธรรมไดเ กดิ ข้นึ มาดว ยการกระตนุ ของจติ สาํ นึกของมนุษยใตอิทธิพลของสภาพอารยธรรม เชนน้ัน
แหละคําส่งั สอนของศาสนาครสิ เตียนในทางจรยิ ธรรมอนั สูงสง แมว าสูงเหนือกวารูปโฉมของพ้ืนบาน
พืน้ เมอื งอยา งเห็นชัด ก็ไดพบจดุ ทีเ่ ช่ือมสัมพันธกับความคิดและความคิดและจิตสํานึกของศตวรรษท่ี
หนงึ่ อยูแ ลว เปนอยางนอ ย พวกคริสเตียนศาสนาทูตรุนแรกไดพบจุดกอเกิดนิสัยแมกระท่ังในพวกชน
ตางชาติ นิสยอันออ นไหวตอ ความเรียกรอ งทางจรยิ ธรรมของพระกติ ตคิ ุณ และไดรับการฝกฝนแลวใน
ขนาดนาคิดใ นศิลปะแหงชีวิตทางศีลธรรมคําสั่งสอนทางจริยธรรมของอาจารยเปาโลไม เปนท่ี
ประหลาดใจอะไรแกผอู านนกั แตเปนคนที่กลบั ใจมาจากลัทธิความนิยมของพ้ืนบานพื้นเมือง แตวิสัย
ของคําสั่งสอนเหลาน้นั เปน หลักฐานยืนยนั วา อาจารยเปาโลไดปลกุ ปลํา้ ตอ สอู ยางสดุ แรงกับสภาพเส่ือม
โทรมจนไมไ มม ีอะไรเหลือดีในการทาํ ใหพ วกศษิ ยข องทานมีความม่ันคงในศีลธรรม ทานเตือนผูอาน
จดหมายของทานอยูบอยๆ เร่ืองความบาปอยางเชนการลักขโมย ขี้เมา และกลาวเท็จ ในจดหมายถึง

37 Milligan: Here and there Among the Papyri, p. 84

201

เหลา สาวกท่ีเมอื งเอเฟซัส (1:1) ทานเตือนเขาใน 4:28 ใหเลิกการลักขโมยเสียคําเตือนสอนใหเปนคน
บรสิ ุทธ์ิในหนงั สือ 1 เธสะโลนกิ า 4:3-7 ทา นใชคาํ รุนแรงวา ความบาปเย่ยี งสัตวปานี้กําลังแทรกซึมเขา
มาในชมุ นมุ ครสิ เตียนทน่ี ัน่ ในหนังสอื 1 โครินธ 5:1-8 เราไดรูวาคริสตจักรคริสเตียนกําลังเฉยเมยตอ
ความบาปของสมาชกิ ผลู ว งเกินมารดาเลี้ยงของตนเอง ในการศึกษาคาํ สงั่ สอนทางศีลธรรมของอาจารย
เปาโลทําใหเ ราสรปุ วา เหลาศิษยของทา นสว นใหญไดมาจากสภาพไรศลี ธรรมสน้ิ ดี

เทาทห่ี ลักฐานแจงใหท ราบ เราพอสรุปไดว า ชวี ิตกรกี โรมันแหง ศตวรรษท่ีหน่งึ โดยทั่วไป และ
สวนใหญเลวใชไ มไดซงึ่ สว นดกี ็มีและโปรยปรายอยูทน่ี บ่ี างท่ีน่ันบาง อุดมคติทางศีลธรรมดีกวาความ
ประพฤตทิ างศลี ธรรมมาก ความตองการแหง ยคุ คือท่จี ะขัดเกลาความดีงามของอดุ มคติทางศลี ธรรมโดย
ใหรวมกับหลักแหงความรักอันไมเห็นแกตัวและความรอนใจท่ีจะใหบรรลุถึงได คําส่ังสอนของ
ศาสนาครสิ เตียนนน่ั แหละสบกับความตองการอันนีไ้ ดอ ยางพอเพียง

202

บทท่ี 11 ศาสนาของชาวตะวนั ออกปนกรกี

สภาพศาสนาของโลกกรีกโรมนั เมื่อรงุ ศตวรรษที่หนึง่ มลี กั ษณะเปน การร่ํารองตองการอยูสอง
อยาง อยางหนึ่งคือความไมสบใจกับศาสนาเกา ๆ อันเปนศาสนาประจําชาติ อีกอยางหนึ่งเปนความ
เรยี กรอ งตองการศาสนาประจําตัวคนแตละคนใหมีคุณคาทางฝายจิตวิญญาณและศีลธรรมทางปฏิบัติ
ยุคน้ีเปนยุคที่มีสัญลักษณวาลัทธินิยมความเปนตัวของตัวเฟองหมุน ของเผาของเมืองหรือของรัฐอีก
ตอไปแลว แตเปนตัวของตัวเองอยูในตัว มีความสําคัญท่ีไมเก่ียวดองกับอะไร มีสิทธิมนุษยชนของ
ตนเองความรูสกึ อันน้ีทโ่ี ตตัวข้นึ เปนการเซาะบอนทําลายความรูสึกนึกคิดทางศาสนาของยุคใหคอยๆ
พังไปโดยไมรูต ัว ทาํ ใหเ กดิ ลกั ษณาการเรียกรองตอ งการสองอยา งดงั ไดก ลาวแลว ขางบน

ศาสนาของประเทศกรีซแตโบราณอาจกลาวไดวาเปนลัทธิเช่ือถือเทพเจาท้ังหลายพัวพันกับ
มนุษย บรรดาเทพเจาของกรีกก็เปนแตเพียงผูมีชีวิตท่ีสูงเหนือกวามนุษยธรรมดา มีความตองการ มี
ความออนแออยางมนุษยธ รรมดา ผดิ กันก็แตเ พยี งวามีอํานาจฤทธิ์มากกวามนุษย แตไมไดมีวิสัยผิดไป
กวา มนุษย ความนกึ คดิ ทางศาสนาของกรีกสบกับคําพรรณาทางวรรณกรรมในบทกลอนของโฮเมอร
อยา งละเอียด ถาไมนบั วาสงู กวา เพราะฉะนนั้ บางทเี รยี กโฮเมอรวา “ไบเบิล” ของกรีกโบราณ แตท่ีนับ
อยางน้ันเหมาะหรือไมน่ันเปนปญหา ศาสนาของกรีกโบราณเหมือนกับของโรมันท่ีมีลักษณะเปน
ศาสนาประจําชาติชดั แตรัฐไมไดเนนเอาจรงิ เอาจังเหมอื นศาสนาของโรมันแตวา รฐั ของเมืองเอเธนสถ ือ
วาเปนหนาท่ีและเปนเอกสิทธ์ิท่ีจะสงเสริมและปองกันศาสนาของชุมชน พวกเทพเจาของกรีกเปน
บุคคลและตวั จริงยิง่ กวาในศาสนาของโรม แตเมื่อโรมมาสมั ผัสกับศาสนาของกรีกหลังจากท่ีชนโรมัน
ชนะกรีกแลว ก็ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในทัศนะของชนโรมันเรื่องศาสนาไปในทางที่การ
นมัสการเทพเจา เปน เร่ืองสวนตวั ย่ิงขน้ึ แตพวกกรกี ก็นับถือศาสนาในทางที่ไมใชอะไรอื่นนอกไปจาก
สรรเสรญิ เยนิ ยอวรี ชนของชาตเิ ทา นน้ั แลวเทพเจา กเ็ ปน เทพเจา เฉพาะของชาติมากกวา ของสากล ถึงแม
จะคดิ เหน็ กันวา พวกเทพเจาเปนบุคคลท่ัวไปก็ไมมีความคิดวาผูนมัสการหรือผูเช่ือถือจะเก่ียวของกับ
เทพเจา เปน การสวนตวั บุคคล

ความเส่อื มของศาสนา

พระเทพเจา ของกรีกและของโรมนนั้ ไมสมดลุ กบั สภาพการณท ่คี รอบงําอยูใ นศตวรรษทีห่ นึ่ง ที่
จรงิ พระตา ง ๆ เหลาน้ันไดเสอ่ื มอทิ ธิพลมาตัง้ แตห ลายศตวรรษกอ นน้ันแลว ความกา วหนาทางความคิด
ของกรกี ยกใหพ ระตา ง ๆ เหลา นัน้ ดกี วา ความคดิ หยาบๆ ทางศาสนาของโฮเมอรแ ละยุคของเขา จึงเปน
ผลขยายตวั ข้ึนสองสถาน สถานหนง่ึ ไดแกค นผยู ังคงยึดอยกู ับแนวการเช่ือถือเดิมอิงอยูกับนิยายของโฮ

203

เมอร อธบิ ายวา นิยายนั้นแสดงแบบความความคิดทางปรัชญา อีกสถานหนึ่งคนนิยมปญญาและความ
คาดคดิ ไดท ิ้งความศรัทธาในพวกพระเดิมเสยี หมดสนิ้ ความเปนไปทางศาสนาแบบน้ไี ดแพรไปดวยกัน
กับความกาวหนาของวันฒธรรมกรีก แลวกองทหารโรมันก็มาทําลายการกีดกั้นของเชื้อชาติและ
ประเทศชาติ แลวเอาศาสนาของโลกอารยะโยนลงในมวลพระเทพเจาซึ่งชิงดีชิงเดนกัน พิพาทกัน
ปนปว นและกวางขวาง สถานการณเ หลานี้ทขี่ ยายตัวขน้ึ มายอมหลีกไมพนทจ่ี ะนําเอาโลกกรีกโรมันเขา
ในความยงุ ยากทางศาสนาอยางลาํ บากยิ่ง เนอ่ื งดวยผลของวัฒนธรรมปรัชญากรีก และผลที่โรมันมีชัย
ชนะรวมเอาประเทศตาง ๆ เขาเปนสากลในโลกทะเลเมดิเตอรเรเนียน ทําใหความคิดทางศาสนาเดิม
แบบตา ง ๆ ลมละลายไปอยา งหลีกไมพน

โลกทพ่ี ระตางๆ พนื้ เมืองของยุคกอนเปนสิ่งนับถอื กนั เฉพาะในทองถิ่น นับถือกันในชาติหน่ึง
เมืองหนึ่งหรือครัวเรือนหนึ่ง ฉะนั้นเม่ือผูคนเริ่มโยกยายที่กันไปมา เขาจึงตองประจัญกับความ
ยากลําบากอยา งย่งิ ในเรอ่ื งการนบั ถอื ศาสนา เม่อื คนใดออกจากทองถิ่นในชาติของตน เขาจึงรูสึกวาทํา
ใหการตดิ ตอ ของเขากับพระประจาํ ชาติประจาํ ครอบครวั เปน ไปในทางเสยี หายรายแรง แลว จะมาคุนกบั
การนับถอื พระใหมใ นทอ งถ่ินที่เขายา ยมาก็ยากทเี ดยี ว หรือบางรายคนพวกท่ียายเขาไปในทอ งถิน่ ใหมก็
นําเอาพระของตวั ติดไปดวย ซึ่งอาจมคี ณุ สมบัตินาเชือ่ ถือวา นานิยมวา จงึ เกดิ มคี วามรูสึกข้นึ วานาจะเอา
พระใหมควบเขากับพระเกา จึงเปนผลใหประชาชนท่ัวไปวุนวายใจไมรูวาทําอยางไรจึงจะอยูใน
ขอบเขตของพระไหน เลยรวบหัวรวบหางใหความเชื่อถือแกพระทุกองคโดยไมใหความนับถือแก
พระองคไ หนมากองคไหนนอ ย ทาทอี ยางนีข้ องมวลชนมีแสดงอยูในเอกสารปาปริมากมาย แลวเม่ือผล
ของวฒั นธรรมกรีกเพิม่ พนู และแผไ ปทัว่ ในความคิดของศตวรรรษท่ีหน่ึง พวกที่มีความคิดดีกวาก็เริ่ม
คิดและสงสัย ไมช าก็สังเกตไดค วามจริงวาถาพระองคใดเปนพระจริง ๆ จะตองไมถูกจํากัด อยูภายใน
ทองทีท่ องถ่ินในเชอ้ื ชาติท่ีจํากัดกันไว หรือยอมจะตองไมมีวิสัยอยางท่ีคนพากันคิดวาพระท้ังหลายมี
อยา งนน้ั ๆ นแี่ หละความคิดท่ีมีวัฒนธรรมมากขึ้นก็เสียความศรัทธาในพระทั้งหลายท่ีบรรพบุรุษของ
เขาเคยเช่อื ถอื ศาสนาประจาํ ถนิ่ ประจําชาติเดิมถูกคุกคามจะตอ งลมละลาย แตด ว ยเหตผุ ลทางการเมืองที่
เหน็ ๆ กันอยู ทางรัฐบาลโรมันจงึ มีประสงคท ่จี ะใหพระทั้งหลายของโรมันยังอยูในความศรัทธาตอไป
รัฐบาลจึงหาหนทางที่จะทําใหศาสนาของโรมแบบเกาคงดํารงอยู แมแตคนทั่วๆ ไปจะเห็นวาการถือ
ศาสนาอยางนั้นกไ็ มมอี ะไรมากไปกวาทาทเี ทา นน้ั เอง

ศาสนาประจําแควน

มีศาสนาประจําถิ่นแตโ บราณแบบหนึ่ง ซง่ึ ยังคงดํารงอยแู ละดาํ รงอยอู ยางมีผลมีราศีมากนอยก็
ตาม นที่ เ่ี ราเรียกศาสนาประจําแควน ในบางทองถิ่น โดยปรกติประกอบดวยเมืองหน่ึงหรือกลุมเมือง
อนั มีเขตชานเมอื งติดตอกนั ยงั คงไดพบการนบั ถอื พระประจําทอ งถ่ิน กอ นทโ่ี รมมาปราบเอเชียนอยได

204

ระบ อบ การ ของศา สน าปร ะจํ าแค วน เหล านี้ เป นอัน มา กได เป นที่รั บนั บถือ ไป ดวย กัน กับร าช กา ร
บานเมือง บรรดาพนักงานตุลาการมีหนาที่ทางศาสนาดวย แตเมื่อโรมันมาปกครองเมือง รัฐบาลท่ี
ประกอบดว ยศาสนาในทองถ่นิ ตาง ๆ มากทสี่ ดุ ก็ตองถูกแยกออกจากกัน การปกครองเมืองจัดรูปใหม
รฐั บาลศาสนาจะทําการปกครองแตอยา งเดียว ในเอเซียนอ ยศาสนาประจาํ ทองท่ีมีมาก1ในหลายกรณีเขา
ไดรวมตัวกนั เปนสหพนั ธศาสนาการเมือง

สวนที่เปนความนาสนใจเปนพิเศษของนักศกึ ษาพนั ธสัญญาใหมค ือศาสนาประจําทองถิ่นของ
เมืองเอเฟซสั แหง ศตวรรษท่ีหนงึ่ คอื การนับถือพระอะระเตมีซ่ึงเปนเทพกี รกี หรอื บางทพี ระนกี้ ็เรยี กเปน
ภาษาลาตนิ วา พระเดยี นา (ดูกิจการ 19:23ff) เทพอี งคน เ้ี ปน ทีร่ ูจักและนับถือกันทั่วโลกกรีก แตในเมือง
เอเฟซัสนบั ถือกันอยา งเอาจริงเอาจงั เปนพิเศษกวาเพือ่ น อปุ กรณตาง ๆ เพ่ือสงเสริมความศรัทธาก็ลวน
วจิ ิตรพสิ ดาร ปฏิมากรณขององคเทพีก็เชื่อกันวาตกลงมาจากสวรรค ประดิษฐานไวในพระวิหารงาม
ต้ังอยูบนแทน ประดับเพชรและดว ยทรัพยถวายของเหลา ชนผูมศี รัทธา พระวิหารเปนอาคารกวา งใหญ มี
ความงามสงาจนถงึ ขนาดท่ีตองจัดเขา เปน หนึง่ ในบรรดาสงิ่ มหัศจรรยท้งั เจ็ดของโลก พธิ กี ารนมัสการก็
หรูหรากวาพระวหิ ารท่ีกรุงเยรูซาเล็ม แตพ ธิ กี ารนมสั การพระอะระเตมีนั้น มีการประกอบพิธีกรรมอัน
เลวทรามของการบําเรอประเวณี ตามท่ีสอนในนิยายของกรีกลวน ๆ แลวก็วา นางพระอะระเตมีน้ีมี
ความบริสทุ ธ์ิ แตโดยอทิ ธิพลของชนทางตะวันออกทําใหถือกนั วาพระของเมืองเอเฟซัสเปนตัวบันดาร
ของพลังผลิตผลแหงธรรมชาติ หรือบางทีอาจเลียนแบบมาจากนางพระชาวฟะรูเกีย คือพระไซเบเล
(Cybele) แหง ธรรมชาตกิ ไ็ ด การนมัสการนางพระอะระเตมีถือเปนพิธีการอันสําคัญของราชการแหง
เมืองเอเฟซัส ขาราชการของฝา ยปกครองเมอื ง ตองบังคบั ใหเ คารพตอ นางพระผพู ิทักษเมอื งนี้ ฐานะของ
เทพีแตโ บราณนอ้ี ยใู นชีวติ ของเมอื ง โรมก็ยอมรับรองและพิทกั ษใ ห วธิ ีท่ีทํากันเปนการใหญวิธีหน่ึงใน
การแพรความนยิ มศาสนานางพระอะระเตมีคือการทําพระรูปเทพีองคเล็ก ๆ ออกขาย ซึ่งเปนสินคาท่ีมี
กําไรงาม อาจารยเปาโลกับพวกตองตกในความลําบากแทบอันตราย ก็เพราะพวกชนผูพยายามจะ
ปองกนั อาชพี นไ้ี ว

1 ดูขอ ความสาธยายท่มี ากกวา นี้ในตาํ รับของทา น Foakes-Jackson and Lake, Beginnings of Christianity, Vol. I pp. 199 ff.

205

เม่ือรุงศักราชคริสเตยี น เมืองโครนิ ธไ ดเฉลมิ ฉลองไวสาํ หรับการนมัสการนางพระอะโฟรไดท
เทพแี หง ความงามและความรักของกรีก วิหารของเทพนี ้ตี ั้งอยูบนยอดเขาโกรินธสุ จุดแหง ทเี่ ดนท่ีสุดใน
เมือง พิธกี รรมในการนมสั การกห็ รูหราท่ีสุดเพอื่ เชดิ ชเู กยี รติ นางพระอะไฟรไดท นี้นงั นบั ถือกันในเมือง
ของกรีกเมืองอนื่ ๆ อกี แตก ารนับถอื กนั ในเมืองโกรนิ ธดาํ รงอยนู านทีส่ ุด และมลี ักษณะเปนการถอื เครง
กนั ตามแบบชนตะวนั ออกเปนอนั มาก จนในบรรดานิคมทงั้ หลายของชาวกรีกทม่ี หี ัวจารตี ท่ีเดิมไมยอม
ใหมีปฏบิ ัติกนั ในท่นี ้ัน ๆ สตรีกวา เรอื นพันทาํ พธิ อี ทุ ศิ ตัวแกน างพระดวยการบาํ เรอกามา จึงไมมีปญหา
เลยศีลธรรมอนั เลวทรามตาํ่ ชานี้ทําใหความเสอ่ื มศีลธรรมของเมืองโกรินธหนักหนายิ่งข้ึนไปอีกในยุค
สมยั ของอาจารยเ ปาโล

การนมัสการนางพระอะเรเตมีในเมืองเอเฟซัส และนางพระอะโฟรไดทในเมืองโกรินธ เปน
กรณี โจงแจงของแบบการนมัสการหรือความเช่ือถือประจําทองถ่ินแตโบราณ ซ่ึงยังคงทํากันอยูใน
ศตวรรษท่ีหน่ึง และนนั่ เปน ตวั อยางท่นี ักศึกษาพันธสัญญาใหมสนใจเปน พเิ ศษ แตถึงแมก ระนน้ั ศาสนา
ประจําแควนประเภทเหลา น้กี ไ็ ดลวงพนไป เพราะมนั ไมสอนคลองกับความตองการท่ีมีนํ้าหนักตามท่ี
ยุคตองการศาสนาอยา งไร ศาสนาประจําแควนดงั ไดกลา วมาแลว น้นั อยูใ นขน้ั เจรญิ ทถ่ี ูกทอดทิ้งไปแลว
และจาํ เปน ตอ งระงบั ไป เพราะความคิดแบบใหมข องโลกกาํ ลงั ดําเนนิ กา วหนาไป สวนทย่ี ังมคี า งอยบู า ง
กม็ อี ยใู นลกั ษณะเศษ ๆ มากกวาเปนการโตตัว

ความปรารถนาศาสนา

พระแบบเกาๆ หมดไป โลกควรจะหนั ไปหาพระแบบอื่นใหมหรือ วิญญาณบางดวงไมสนใจ
กบั ความสงสยั อีกตอไปเพราะทอ ถอยเตม็ ที และยอมถกู ประณามวาเปนคนไมรูจักนับถือพระอะไรเลย
คนเปน อนั มากยอมรบั วา เบอื้ งปลายของชีวิตนนั่ แย แลวก็ปลอยตัวไปตามบุญตามกรรม ฝูงชนเปนอัน
มากเดนิ ไปในความมดื ไมมีศาสนาทีเ่ ขาจะพ่งึ ไดเ ชอ่ื ได ทานกิลเบอรท เมอเรย ไดความคิดมาจากผูอ่ืน

206

ไดก ลา ววา ความไมมศี าสนาน้ีเปนดัง “คนประสาทเสีย” ทานถือวามันเปนเพราะความไมสมหวังของ
ความเชอ่ื เกา และตาํ นานเกา และความทองแททยี่ ึดถอื ความหวงั ศาสนาใหม2

ถา แมคนหน่งึ คนใดคิดวา ความสนใจศาสนา และกิจการศาสนาหยุดชงักแลว ความคิดอยางนี้
จะเปน ความคิดทีไ่ กลจากความถกู ตองเปนอันมาก ไมเคยมีเลยในประวตั ิศาสตรโ ลกทสี่ ถานการณเชนนี้
จะหยุดไป คือสถานการณท่ีหัวใจมนุษยรองหาความสนใจในศาสนา เปนการรองหาไมรูจักหยุดยั้ง
ยิ่งขึ้น ขมีขมันหาประโชยนจากศาสนายิ่งข้ึน ยิ่งขลุกขลุยอยูกับศาสนาดวยต้ังจิตต้ังใจย่ิงข้ึน ปญหา
ชีวติ ประจําวนั ของเขามีข้ึนเม่ือใดก็ว่ิงเขาหา พระของเขา เมื่อมีความทุกขลําบากกายก็เช่ือวาจะไดรับ
การชว ยเหลอื อานุเคาระหไ ดด ว ยวธิ อี ันศศั จรรย หรือมิฉะนั้นกเ็ ปน เพราะถูกแชงสาปมาจึงเปนไป มีการ
สวดไหววอนเพื่อมิตรสหายหรือโมทนาท่ีไดพิทักษรักษาญาติพี่นองของเขาไว ฝนอะไรก็ถือวาเปน
เพราะพระดลบนั ดาล เมือ่ มีการทาํ นายวาจะมีอะไรเกดิ ขึ้นเพราะฝนอยางนนั้ ๆก็เช่อื ผแู กศรัทธากจ็ งไป
แสวงหาบญุ นะทสี่ ถิตของสิง่ ศักดิ์สิทธิ์ นาํ ของไปถวาย มักจะทําการบูชายันตกันเปน การใหญห วังจะได
ความโปรดปรานจากทวยเทพและเทพีท้ังหลายเปนตอบแทนของถวาย ซึ่งโดยปรกติยอมหมายถึง
ประโยชนก แหง โลกน้ีหรอื ประโยชนทางกาย ปรารถนาคําทํานายทายทักจากสิ่งศักด์ิสิทธ์ิมักจะเปนสิ่ง
เก่ยี วกบั ปญหาชีวติ แหง โลกในชวี ติ นี้เอง3 แลวความสนใจศาสนากไ็ มไ ดจ ํากดั อยเู ฉพาะท่จี ะไดในชีวิตน้ี
เทา นนั้ ยงั ไดหันสว นลกึ ของวิญญาณไฝหาโลกหนาดวยมนุษยยึดถือและหวังไปอยางหลับหูหลับตาที่
จะไดค วามผาสุกเมื่อตายไปแลว อยากไดมีใครสอนใหรเู รอ่ื ง “การทจ่ี ะไดชวี ิตอมตะ”

หัวจิตหัวใจท้ังหลายก็ซื่อพอที่จะรูสึก หนักอกหนักใจตอความผิดบาปหยาบชั่ว ตอการ
บกพรอ งของจิตวญิ ญาณ และใฝหาประสบการณก ารสัมพนั ธกบั พระเจาเที่ยงแท พระองคเดียวหัวทาง
ปรัชญาของโลกกรีกโรมันไดจ บั เคา อันชวนใจของความจริงของพระเจาองคเดียวแหงโลกท้ังส้ิน และ
รองใจหิวกระหายอยากไดความรอบรูถึงพระองคกวางขวางยิ่งข้ึนไปอีก มีความปรารถนาอยูเกลื่อน
กลนที่จะไดคําอนั แนนอน ตอบปญหาทางทฤษฎขี องการคาดคิดทางปรัชญา ปรารถนาการสําแดงความ

2 ดูตอนที่กลาวแลวเรอ่ื งหาระยะของศาสนากรกี
3 คาํ กลาวเรือ่ งปฏกิ ิริยาทางศาสนาทุกขอ ทก่ี ลาวในทนี่ ี้อาจไดพบหลักฐานอยางแจง ชัดในเอกสารพพั ไพริ

207

จริงอนั มีหลักเชอ่ื ถอื ไดเกย่ี วกบั พระเจา 4 พระคําตอ งมาเปน เนือ้ หนังและอาศัยอยูกับมนุษย กอนที่ความ
ปรารถนาอันเรารอนใจของหัวใจแหงศตวรรษท่ีหน่ึงจะไดความอมิ่ เอบิ สมใจ โลกเบ่ือหนายตอปรัชญา
ลมๆ แลง ๆ หนักข้ึนทุกที ความใฝหาท่ีจะไดพระเจาผูทราบความตองการของมนุษยและความทุกข
รอ น พระเจาทีอ่ าจสามารถสดบั คาํ วอน และผวู อนหวังจะไดร บั ตอบสนองได และทรงสามารถสัมพันธ
กับศรัทธาชนไดเฉพาะตวั ดว ย วิญญาณแหงยคุ รา่ํ รอ งหาพระเจาผทู รงรกั ผูเปน ผไู ถโทษดวยเมตตา โลก
แหง ทะเลเมดเิ ตอรเรเนียนทัง้ โลกกําลังรองถาม” ทา นเจา ขาเราจะตองทําอยา งไรจึงจะรอดได?”

ความคดิ ที่เอาจริงเอาจงั เปน อันมากไดอ ทุ ิศตัวพยายามแกป ญ หาทางศาสนาของยุค ปรัชญายอม
ตวั รบั ใชศ าสนาเปน หลกั สําคัญ5 “ตามทีเ่ ปนจรงิ ปรชั ญากรีกตามแบบของปลาโตทงั้ ตวั อยางยกเวนบาง
ประการ โดยเฉพาะอยา งยิง่ ในพวกสโตอดิ ทเ่ี อามาทําเปน แบบโรมนั ทง้ั หมดคอนขางเอียงไปจากโลกนี้
ไปทางโลกวญิ ญาณจติ เราไดพบขอ เขียนทางศาสนาของยคุ นีว้ า ผชู วยใหร อดของมนุษยท ่ีแทจริงนั้น ๆ
ไมใชท านผูพทิ ักษเขาใหพน จากภัยแผน ดนิ ไหวและการกนั ดาร แตเ ปนทา นผชู วยวิญญาณจิตของเขาให
รอดอันทราบไดโ ดยทางใดทางหน่งึ ”6 สาํ หรบั ปญหาน้ีเรื่องความรอดของวิญญาณไดมีการเสนอขอไข
กันมาก ท่ีจะไดมีการเสนอขอไขกันมาก ที่จะไดพบวิญญาณสักดวงหน่ึงรอนใจทําการบอกกลาวแก
โลกกถึงแผนของความรอดน้ันไมใ ชเปนการเกิดขึ้นไดอยา งเรื่องประโลมใจเลย ระบบแปลก ๆ กันอยาง
กวางขวางของศาสนาและทฤษฎีตา ง ๆ ของชวี ติ ถกู เสนอใหแ กห ัวใจทหี่ ิวกระหายของยุค

ในการแพรความนิยมระบบปรชั ญาปนศาสนาเหลานม้ี ีการเทศนากันจนเปน ปฏบิ ัติการท่คี ุนตอ
สายตาเปนที่สดุ โดยเฉพาะอยางยงิ่ เปนวิสัยของการแพรปรัชญาโตอิค และไซนิคสเหตุการณธรรมดา
ของวันหน่ึง ๆ คือที่จะเห็นนักปาฐกของลัทธิโตอิคและไซนิคสยืนตามมุมถนนหรือตามที่โลงแจง
เทศนาหลักธรรมแหงศีลธรรมปรัชญาแกผูสญั จรไปมาตามทางซึ่งเขาอาจหยุดยนื ฟง และโดยปรกตผิ ฟู ง
ก็มีจาํ นวนไมนอย และสวนใหญกเ็ หน็ ดวย ไมม ปี ญ หาธรรมทตู แหง ปรชั ญาเหลา นีต้ องไดประกอบการ
ดเี ปน อันมาก ในดานท่สี าํ คัญกค็ อื เขาเปนผูนาํ ทา ทขี ึน้ กอ นไวสําหรบั ใหพระธรรมทูตแหง ไมกางเขนได

4 Angus, op. cit., pp. 70 f.
5 Wendland. Die Hellenistisch-Roemische Kultur, p. 106
6 Gilbert Murray. Op., cit., p. 194

208

ทาํ ตอ ไป นกั แพรศ าสนาปนปรชั ญาเหลานนั้ ไดก อเกดิ ความสนใจทางศลี ธรรมไวในสวนลกึ และรอ นใจ
ยิ่งขึ้น ทจี่ ะรนรานหาพลังศลี ธรรมอนั บริบรู ณ และทาํ ใหการเทศนาเปนกจิ การที่คนคุนเคยมีและเกิดผล
ใหฐานท่เี ปนวิธีแพรความนิยมหลักธรรม ทานแอ็งกุสไดพูดถึงคนพวกนี้ดวยความหมายวา “เขาเปน
เสยี งผูรอนในปา แหง ความนยิ มพนื้ เพ เตรยี มทางไวส ําหรับองคพ ระผเู ปน เจา”7

ศาสนาลึกลบั

สรุปสถานการณไดคําหนึ่งวา พระแบบเกาประจําชาติประจําถิ่นไมสบกับความจําเปนของ
กาลเวลาเพราะมคี ํา ร่ํารอ งหาอยูกลนเกลอื่ น หาศาสนาทเี่ ปน ศาสนา เปน สวนบคุ คล เปนฝายจิตวิญญาณ
ศาสนาลึกลับของกรีกและของชาวตะวันออกสบกับความตองการน้ีในบางขนาด ศาสนาแบบน้ี
ประกอบดวยนิยายของเทพเจา และเทพที ีป่ ระหลาดอัศจรรยแ ละโลกโผน และลักษณะใหญของนิยายก็
มักจะแสดงเปนแบบพธิ กี รรม พิธีกรรมเหลา นี้ ทัง้ อาการและทัง้ ความสาํ คัญสวนใหญต อ งถูกปกปด เปน
ความลับ จะรไู ดเหน็ ไดท ราบไดก็โดยเฉพาะผูท ปี่ วณาตัวเปน ศษิ ยเทาน้นั และตอ งไดรบั พธิ ีเขาเปนศิษย
อยา งเต็มตามกฎแลวเทา น้ันจงึ จะเปน ผูสวนรวม และรูเ ห็นในลทั ธไิ ดหลักธรรมอันเปนการลบั พธิ กี รรม
อันเปนความลบั เหลา น้ีเรียกวาความลับลกึ ของศาสนา เม่อื ศาสนาน้ีทําพธิ ีกรรมเมอื่ ใดหรอื ที่สว นใดของ
โลกก็เปนการมงุ กระทําเพ่ือประโยชนแกผูกระทํา และเหลาสานุศิษยของศาสนานั้น และเพื่อใหพระ
ชวยและอวยพร ตามปกติเชือ่ กันวา พระของศาสนาลับลึกนห้ี ว งใยในสวัสดกิ ารของผูจงรักภักดีเปนคน
ๆ และมอี ํานาจทีจ่ ะต้ังใจใหใ ครเปน คนรอดกไ็ ดเ พราะฉะนนั้ ลัทธลิ บั ลกึ นี้สบความตอ งการของเหลา คน
ผูตองการศาสนาสากลและศาสนาสวนตัวบคุ คล ศาสนาจําพวกนี้เตรียมทางไวส ําหรับศาสนาคริสเตียน
ในความหมายของทาที เปนรูปการอันสําคัญทส่ี ุดรูปการหนงึ่ ของโลกพันธสัญญาใหม

1. ศาสนาลบั ลึกของกรีก

ชนกรีกไดขยายศาสนาลบั ลึกออกไป แตกต็ ัวการเอาเนอ้ื มาจากตาํ รบั ของชาวตะวนั ออกมาทเี ดียว

7 Op. cit., p. 78

209

(1) ตัวอยางที่เดนชัดคือที่เรียกวาไดดอนิเซียน ไดโอนิโซสเปนพระธรรมชาติ เปนพระเดิม
พวกกรีกรบั เอามาจากชาวเมืองเทรซ มลู ฐานอันเปนนิยายคลุมเครือของศาสนานั้นมีมาแตโบราณกาล
นานนักแลว ไดก าํ เนดิ การตบแตง ตอ เตมิ กนั อีกเปนการใหญในระยะที่มนั ลว งกาวเขา มาในโลกกรีกแหง
ศตวรรษที่หนง่ึ มพี ิธีการฉลองประกอบดวยการกระทาํ อันรอนแรงขนาดครั้ง มีการกินเนื้อวัวดิบ ๆ ฆา
สัตวบ ูชาและอ่นื ๆ การพิธบี ูชาเทพเจา อนั หงาํ เหงอื กเกลือกล้งิ ดว ยฤทธส์ิ ุรายาเมาเชนน้นั ยอมเกนิ กวา ที่
จะบรรยายใหล ะเอยี ดได เปา หมายของลทั ธิคือทีจ่ ะเขา มารวมกันกับเทพเจาเปนการลบั แลวคนจะมีอายุ
ยนื ยาวไมตายเพราะฉะน้ันจงึ เปนเร่ืองของสว นบคุ คลจะไดจากศาสนาและจะขอจากศาสนา8

(2) ชนคณะหนึ่งเกิดขน้ึ มาในฐานทเ่ี ปนผทู าํ การปฏิรูปศาสนาแบบไดโอนเิ ซียน ชนคณะนั้นจึง
เปนเหตใุ หเ กดิ ศาสนาขึน้ มาใหมอกี รูปหน่งึ เรยี กวา ออรฟ ส นิยม (Orphism) แลว ศาสนาใหมน กี้ ็ไดค วาม
นยิ มกวางขวางในโลกกรีกโรมนั หลกั ศาสนาเปนนิยายเรอื่ งปุโรหิตผหู นงึ่ ช่อื วา ออรเ ฟอสุ ตอ งถูกทําราย
ถึงแกชีวติ ดว ยมอื ของพวกศษิ ยใ นศาสนาของไดโอนโิ ซสเพราะความคลั่งไคลของพวกศิษยน้ัน ทําให
ศาสนาไดโอนิเซียนเจริญขึ้นในศีลธรรมใหญ หลักธรรมของศาสนาก็กาวหนาไปอยางเด็ดเด่ียว
โดยเฉพาะอยา งย่งิ หลักธรรมท่ีวา ดวย วาระสุดทายกา วหนาไปมาก คไื มเ พยี งแตท จ่ี ะคาดหวังไดชีวิตไม
ตายเทา นัน้ แตว าชวี ิตอนั ไมต ายน้ันจะตองตกอยูในการพิพากษาโทษดว ยหรือจะไดบําเหนจ็ รางวัลสนอง
ยั่งยืนเปนนิตยถาวรดวย ความเห็นเชนนั้นตรงกับหลักที่เปนสัญญาชาติญาณของศาสนาอยูแลวซึ่ง
ความคิดเห็นเชนน้ีมีอยูในธรรมชาติของมนุษย อันเน่ืองจากพระเจามีพระประสงคใสไวในมนุษย
เพ่ือใหเปนประโยชนแ กเขา9

(3) ศาสนาที่นยิ มกันมากท่สี ุดที่เมอื งเอเธอสเปนเวลาถึงหกศตวรรษกอนศักราชคริสเตียน คือ
ความลบั ลึกอลี ิวซเิ นียน (Eleusinian) ทจ่ี ริงเขารับไวเ ปนศาสนาของรฐั แหงเอเธนสศาสนานี้ไดมีกําเนิด
ขน้ึ มาเปนลทั ธิกสกิ ร กะหมายจะไดทีด่ นิ อดุ ม และมผี ลเก็บเกี่ยวไดมากเพ่ิมพูนขึ้น เปนจุดหมายที่มีอยู
ทั่วไปในทกุ ศาสนาแตด้ังแตเดิม นิยายทเ่ี ปนมลู ฐานของมัน มอี ยใู นบทกลอนของโฮเมอรที่เขียนใหแก

8 ดตู าํ รับของทา น Percy Gardner, Hastings’ Ency. Of Rel. and Ethics, art. “Wysteries”
9 Kennedy, St. Paul and the Mystery-Religions pp. 9-17

210

เดเมเตอร เดเมเตอร นีค้ ือเทพี ตบแตงขึ้นใหเปนเทพีแหงพืชขาวโพดของอิลิวซิสแตโบราณ ตามนิยาย
เลา วา เปอรเ ซโพนบุตรีของเดเมเตอรถูกปลูโตลกั พาเอาตวั ไปเอาไปเปนนางพญาแหง โลกใตบาดาลเดเม
เตอรเ ทพีแหง การเกบ็ เกีย่ วเมลด็ พืช ไดละท้ิงหนาที่ในไรนาสาโทหมด ลงไปใตบาดาลติดตามเปอรเซ
โฟนและผูเปนตัวการ ลักพานางไป ผลจึงเปนการทําใหพื้นแผนดินถูกทอดทิ้ง การกันดารจึงเกิดข้ึน
ท่ัวไปหมด เทพเจาซิวจึงเขาจัดการ ออกคําสั่งใหเปอรเซโฟนกลับมาหามารดาของนางแปดเดือนตอ
หนง่ึ ป จึงมผี ลใหเ ทพพี ระมารดาทาํ การฉลองการกลบั ของบตุ รี โดยอาํ นวยใหพ้ืนแผนดินเกิดผลอุดมป
ละแปดเดือน พิธีฉลองของลัทธลิ ับลึกนที้ าํ กนั หรหู รามาก คร้ังแรกจะมีพิธอี ดอาหารกอน แลวก็ฆาสัตว
บูชา แลวทาํ พิธใี หศิษยใ หมจมุ นาํ้ ตอ ไปก็เดนิ ทางจากเมอื งเอเธนสไปยงั อลี ิวซิส เปนอันจบพิธีกันท่ีนั่น
การพิธีเหลาน้ีรูสึกวามีกําเนิดจากการฉลองของการเก็บเกี่ยว แตตอมาภายหลังถือวาเปนพิธีรับชีวิต
ยง่ั ยนื ไมต าย ถึงอยา งไรก็ยงั มกี ารเนนศีลธรรมกนั บางเปน อยางนอ ย แตไมใชลักษณะเดนและคิดวาพิธี
นมสั การบางพิธีอาจทาํ กนั อยา งเลวทราม เหลือเกนิ ดวยในดา นศลี ธรรม10

2 ศาสนาลับลึกของชนตะวันออก

ศาสนาพ้ืนบานพื้นเมอื งท่นี กั ศกั ษาพันธสัญญาใหมต อ งสนใจเปนหลักก็คือลัทธิลับลึกของชน
ตะวนั ออก ทง้ั นก้ี เ็ พราะประการทห่ี นึง่ ลัทธิเหลา นั้นพวั พนั กนั ใกลชดิ ทส่ี ดุ กับศาสนาคริสเตียนเร่ิมแรก
และประการท่สี องลัทธเิ หลา นั้นมอี ิทธพลในภาวะแวดลอ มทีศ่ าสนาคริสเตียนยางเหยียบเขามาเมื่อออก
จากบา นของตนในปาเลสไตน

ไมม ีอะไรอนื่ ในความนิยมของชนตะวนั ออกจะแทรกซมึ เขาในโลกกรกี โรมันไดอ ยางสมบูรณ
เหมอื นดังศาสนาเปนไมม รี ฐั บาลของจกั รวรรดิกไ็ ดเพงเลง็ ดว ยความไมพ อใจกับความรุกลํ้าเขามาเรื่อย
ๆ ของลทั ธิทางตะวันออก แตกไ็ มส ามารถจะก้นั กระแสรธารของการกาวหนาเขามาเรื่อย ๆ ได ในราว

10 ดูตาํ รบั ของทา น Percy Gardner, ibid.

211

รงุ อรุณแหง ศักราชคริสเตียนศาสนาลับลกึ รับกบั ในโลกโรมนั วาเปนเรื่องจริง11 ไซเบเล (Cybele) และ
ไอซสิ (Isis) ไดเปดประตขู องตะวันตกใหแกพ ระเยซโู ดยไมร ูต ัว

(1) ในอียิปตไดมีการนมัสการไอซิสกับโอซิส โอซิริสเปนกษัตริยลับลึกของอียิปตผูทรงสืบ
ตระกูลมาจากพระเทพเจาเบ้อื งบน กษัตรยิ พ ระองคน้ีไดอยูก ับไอซิสผูเปนนองสาวฉันทสามีภรรยากัน
และรวมกันทําใหก ารกสิกรรมเจรญิ ขึ้นและทั้งศิลปะดวย โอซิริสเกิดฤทษยานองชายของตนผูมีช่ือวา
ไทโฟน (Typhon) ฝา ยโทไฟนก็วางอุบายฆา โอรซิ ิรตายแลวตดั ศพเปนชิ้น ๆ ใหกระจายไปทั่วประเทศ
อียิปต ไอซิสก็เศราโศกเสียใจออกคนหาศพซึ่งกระจัดกระจายเปนชิ้น ๆ ในที่สุดก็รวบรวมเอามาได
หมดตอ ติดเขาแลว ใหค ืนชีวิต โอซริ สิ ไดก ลายเปน ผปู กครองโลกใตบ าดาล แตจะแกแคน ไทโฟนโดยโฮ
รสุ (Horus) บุตรีทีเ่ กิดหลังจากบดิ าตายแลว การพิธอี ันหรหู ราของศาสนานี้ทาํ เปนความหมายวา โอซิริส
ตายแลวเปนข้ึนมาใหมอีก และจะใหชวี ติ ไมต ายแกผ นู มัสการ ศาสนานี้ไมมีศีลธรรม ไมมีความสําคัญ
ทางเทวศาสตร ในศตวรรษที่สามกอนคริสตศักราช เซอเราปสพระเทพเจาของกรีกมาเปนตัวโอซิริส
และการนนัสการเซอราปส และไอซิสจงึ ไดกาํ หนดกันขึ้นเพราะเหตนุ ั้น แตมีการตกแตงจากศาสนาเดิม
เพยี งเล็กนอ ยเทานัน้ เราศึกษาไดจ ากท้งั แหลงท่ีเปน ลายลักษณอักษร และไมมีลายลักษณอักษรวา การ
นมสั การเซอราปส เปน ศาสนาทน่ี ิยมกันนักในอียปิ ตเมอ่ื รุง ศักราชครสิ เตยี น12

(2) ศาสนาทส่ี าํ คัญมากของโลกกรีกโรมนั คือการนมสั การพระแอตตสิ และพระไซเบเล ไดยาย
จากฟะรเู กียไปกรุงโรมในศตวรรษทีส่ ามกอนคริสตศักราช แตเ พราะการนมัสการแบบนท้ี ํากันเปนแบบ
บา คลั่ง ประชาชนชาวกรงุ โรมจงึ ถูกหามจนถงึ การสมยั ของคลอดอิ ุส พธิ ีกรรมนมัสการแบบน้ีทํากันใน
ศตวรรษท่ีหนึ่งเปนอยางไรเราก็ไมทราบ เพราะความที่เราทราบไดแนมาถึงเราในระยะหลังมาก
ลักษณะการนมัสการท่ีทํากันโดยท่ัว ๆ ไป เราพอรูไดคอนขางแน ทําพีธีกันในระหวางตอนหลังของ
เดือนมีนาคม เริ่มตนแตวันท่ีสิบหากระทําพิธีกันดวยการแสดงทาทีโศกเศราอันคลุมคลั่งที่สุดและ
ต่นื เตน ทสี่ ดุ ถึงขนาดทําใหส วนสังขารรางกายขาดวิ่นไปทเี ดยี ว ลักษณะสําคัญของพีธีคือตัดตนสนซ่ึง

11 ดตู ํารับของทาน Halliday., Pagan Background of Early Christianity, p. 235
12 ดตู ํารับของทา น Frazer, Golden Bough: Adonis, Attis. Osiris, pp. 267-400; และ P. Brit Mus. 42; P.Par.26, 47,51

212

ทําใหศกั ด์สิ ทิ ธ์โิ ดยนิยามเกีย่ วกับแอตตสิ ลําตนของตนสนน้ีเขาเอามาแห เอาผาคลุมใหเหมือนศพ แห
ไปดว ยความสงาวางทาเอาจริงๆ จงั ๆ แหไ ปยงั วหิ ารของเทพไี ซเบเล การแหน ้ีมุง แสดงถึงความตายของ
เทพเจาแอตติส วนั รุง ขน้ึ จะมกี ารฉลอง การเปน ขึน้ มาจากตายของพระองคน ี้ แลวการฉลองการแหอ ยาง
อื่นๆ กม็ ีข้นึ ตามการพีธี มาจบลงที่วิหารของไซเบเล ความสาํ คัญหลายอยางของนิยายมีความคลุมเคลือ
และไมแ นน อน แตแสดงใหเ ห็นวาเปนศาสนาท่เี ก่ียวกบั ธรรมชาติเม่ือเริ่มมีขน้ึ เปนความคดิ เกีย่ วกับเทพี
แหง ความอุดมสมบูรณโ ศกเศรา ครํ่าครวญถึงผูเปนที่รักของพระนาง และทําใหเขาฟนข้ึนมามีชีวิตอีก
จรงิ ๆ จัง ๆ ในเอเชยี นอยอันเปนบานท่เี กดิ ของศาสนาน้ีเปนที่ปฏิบัติกันในการปรนเปรอกมาอยางสุด
ขีด “จนกระทง่ั ลา ชา มาจนถงึ ศตวรรษท่ีสอง ผูหญิงในวงการชั้นสูงในเมืองลุเดียดํารงชีพอยางโสเพณี
อทุ ศิ ถวายตอจาวแม.......แมแตเม่อื อารยธรรมไดยบั ยง้ั ประเพณีนไ้ี มใหทาํ กนั ทัว่ ไปแลว ชนชั้นพวกนาง
ชกี ย็ ังประพฤติตัวอยา งนอ้ี ยู”13 ประเพณแี บบน้ียงั คงทาํ อยใู นทอ งถนิ่ อ่นื ในขนาดไหนเราก็บอกไมได แต
การเรยี กรองตอ งการเพราะฤทธิข์ องความชกั ชวนทางกามเปนยอดของความยียวน ชักชวนของศาสนา
อยางน้ัน14

(3) ศาสนาที่มีกําเนิดในชาวบาบิโลยมีมูลฐานเปนนิยายเร่ืองอิชทาร (Ishtar) และแทมมุส
(Tammuz) เปนแบบการนมัสการธรรมชาติอีกแบบหน่ึง แทมมุสเปนเทพเจาผูตองจากไปยังโลกใต
บาดาลทุก ๆ ฤดูใบไมร วง ติดตามโดยอิชทารพระแมเจาแหงความรักและการผลิตพชื ผล เม่ือจากไปสัก
สองสามเดือนแลว พระแมจาวกเ็ สด็จกลับ นาํ เอาแทมมุสมาดวย แลวเม่ือน้ันก็ถึงฤดูใบไมผลิ ทองถ่ินมี
ชีวิตชวี าขึน้ ใหม มีการดลจติ ดลใจใหเ กดิ ความรัก พิธกี ารนมัสการของศาสนาน้ีทาํ กนั หยาบ ๆ มีแตการ
ปรนกามากันอยางอุกอาจ เนนหนักไปดวยความรักของกามารมณและการลูกออกเตาดกดื่น เปน
พธิ ีกรรมอนั ระงมระงายเหลอื ทจี่ ะบรรยายได15

(4) คูไปกับศาสนาของแทมมุสและอิชทารคือพระของชาวโฟนิเซียนคือพระอะโดนิสและ
พระอะโฟรไดท มศี นู ยป ฏบิ ัติการทีเ่ มอื งปาโฟสในเกาะไซปรัส และท่ีเมืองบิโบลสในซีเรียที่จริงพระ

13 Cobern, op. cit, p. 418
14 ดูตาํ รับของทา น Frazer., op. cit., pp. 217-265
15 ดตู าํ รบั ของทาน S. Langdon, Hastings’Ency of Rel. and Ethics, art. “Mysteries.”

213

ของชาวโฟนิเซยี นอาจเกี่ยวของกันกับพระแทมมุส และอิชทารในทางประวัติศาสตรก็ได เพราะทาน
เฟรเซอร (Frazer) ผูเรียบเรียงหนังสือเร่ืองศาสนาโบราณเห็นวานามอะโดนิสเปนคําภาษาเซมิติค
หมายถึงตําแหนงวา “เจาเหนือหัวของขาฯ” เปนคําวา อะโดนิ แลวก็เรียกเพ้ืยนไปในภาษาโฟนิเซียน
วา อะโดนิสซ่ึงท่ีจริงเขาเรียกคาํ เต็มวา “จาวแทมมุสเหลือหัวของขาฯ”16 การนมัสการพระอะโดนิสแต
เดมิ มีเน้อื หาไปในทางศาสนาอันเก่ียวกับธรรมชาติ การเห่ยี วเฉาของพืชไรใ นฤดูใบไมรวง และในฤดูที่
ผลดิ อกออกใบใหมห รอื ฤดใู บไมผลกิ เ็ รยี ก ทาํ ใหเปน มลู ฐานของศาสนา นิยายเกดิ ขึ้นตามแนวของฤดูท่ี
เวียนไปซ้ํา ๆ กนั น้นั แตงเปน แบบการนมัสการขึน้

ในหลกั นยิ ายของศาสนาอะโดนิส เราจะพบอกี วา เปนลกั ษณะสอ ไปทางประวตั ศิ าสตรวามีการ
เก่ียวของกัน กับลัทธิแทมมุส อะโดนิสแตงตัวแบบชาวตะวันออกปนกรีกเปนหนุมมีเสนห พระแม
จา วอะโฟรไดทก็หลงรกั เทพอี ะโฟรไดน ้นั ก็เปนพระของชาวตะวันออกปนกรีกอนั องคหน่ึง เมื่ออะโด
นสิ ยังเปนทารกอยู แมจา วอะโฟรไดท ไ ดซ อนอะโดนสิ ไวใ นหีบ แลวใหอ ยใู นความดแู ลของเปอซิโฟน
นางพญาแหง โลกใตบ าดาลเปอซิโฟนตอ งถกู ความงดงามความมีเสนหของทารกจับจิตจับใจจนทนไม
ไหวเปอซิโฟนจงึ คดิ จะสง ตวั ทารกคนื ใปใหอะโฟรไดท ความลังเลใจอยา งขมขื่นกเ็ กิดข้ึนและไมยุติลง
ได จนกระทงั่ เทพเจา ซิวไดเ ขา จัดการดว ยอภิสิทธิ์ และออกโองการใหอะโดนิสอยูกับเปอซิโฟนผูเปน
พระแมเจา แหงความตายในโลกใตบาดาลสวนหน่ึงของปและใหมาอยูกับพระแมจาวแหงความ
รกั อะโฟรไดท ในโลกขางบนในอกี สวนหนึง่ ของป เทพเจาอีกองคหนึ่งชื่อ อะเรส (Ares) เกิดฤษยาจัด
ขนึ้ มา จึงปลอมตัวเองเปน หมูปาแลว ขวิดอะโดนสิ ตวั งามตาย ทําใหอะโฟรไดทเศราโศกเสียใจไมสาง
ซา พธิ ที างศาสนานที้ ํากันเหมือนดังละครแสดงถึงความตายของเทพเจา และการเปนขึน้ มาจากตายใหม
วันรงุ ข้ึน ถือกันวาในท่ีเปนข้ึนมาจากตายแลวนั้นก็เสด็จกลับสูสวรรคเลย ภายหลังอาจมีการเพิ่มเติม
ทัศนะขึน้ มาอกี วาเทพากส็ ยมุ พรกบั เทพไี ด แตเ ดิมการเกย่ี วพนั ธ ระหวางทวยเทพหามีในความคิดเรื่อง
การสยุมพร อันใดไมเมื่อมีความคิดเร่ืองการสยุมพรขึ้น ก็มีผลใหมีการพิธีของศาสนาอยางทําลาย
ศลี ธรรมลง เราไดทราบวาพิธีตาง ๆ ที่ทํากันท่ีเมืองบิโบลส “ผูเช่ือมีความโศกเศราเสียใจถูกทิ้งไวใน

16 Op. cit., p. 6

214

โลก โกนหัวหมด... เหลาสตรีผูไมสามารถจะยอมเสียสละผมอันงามของนางได ก็ตองยอมปลอยตัว
ใหแ กพวกคนแปลกหนาในวนั พิธฉี ลอง และอุทิศถวายแกพระอัศตารท (Astarte) เปนคาท่ีอายไมยอม
โกนศีรษะ”17

ผถู ือศาสนาน้เี หน็ ขอ คลา ยคลงึ ตรงกันในความศรัทธาของเขากับความเชื่อของพวกคริสเตียน
แตสาํ เนยี งแหงศีลธรรมของศาสนาคริสเตียนสูงเหนือกวาจนเทียบกันไมได เหมือนดังแสงสลัว ของ
ดวงเทยี น หายเขาไปในความสวา งเจาของแสดงอาทิตยเวลาเท่ียง ความคลายคลึงของทัศนะคริสเตียน
กบั ของลทั ธอิ ะโดนิสนยิ มอาจชว ยตบแตง กนั ไดบ างเม่อื มาติดตอกัน18

(5) ในพวกศาสนาลบั ลึกของชนตะวนั ออกที่ใหจ ริยธรรมและวิสัยของศาสนาสูงที่สุด คือลัทธิ
มิทรานิยม (Mithraism) ท้งั มแี บบใกลกับศาสนาคริสเตียน ทัศนะอุดมคติดวย มีกําเนิดแตโบราณดึกดํา
บาลและอาจไดม ีการตกแตง ดดั แปลงกนั มาหลายระยะแลว ติดกันวาในโบราณไกลมิทราอาจเปนเทพ
ประจําผาอิหราน ตอมาไดปรากฏในโซโรแอสเตรียนนิยม เปนผูปราสานการ หรือตัวปรากฏการ
ของอะฮูรามาสดา เทพเจาผูสูงสุดของเปอรเซีย ตามแบบศาสนาของชาวคัลเดียก็ถือวามิทราเปนเทพ
อาทิตยหรือสรุ ิยเทพ เทา ท่ปี รากฏนมสั การกันในยุคกรีกโรมัน ถือวามิทราเปนเทพสูงสุดมากกวาที่จะ
เปน พระช้ันรองหรือพระผูประสานการ

มิทรานิยมอาจมามาปรากฏในอาเซียนอย เปนเวลาสักหน่ึงศตวรรษหรือมากวานั้นกอน
ศกั ราชคริสเตยี น แตไมไ ดแ ผแพรกวางนักจนกระท่ังถึงศตวรรษท่ีสองและหลังจากนั้น เพราะฉะนั้นจึง
เปนท่สี งสัยวามิทรานิยม มีโอกาสเขา มากอกาํ เนดิ ใดศาสนาคริสเตยี นไดบางหรอื แตลักษณะท่มี นั คลาย
กับหลกั ธรรมคําสั่งสอนในศาสนาครสิ ตเตียนและพิธีรีตอง และตาํ แหนง ที่ในประวตั ศิ าสตรที่เปนคูแขง
กับศาสนาคริสเตียนแรกเร่ิม อยางออกหนา ออกตามากในอาณาจกั รโรมัน ทําใหมีคาแกการท่ีจะสังเกต
ใหยดื ออกไป ทีจ่ รงิ การคลา ยคลึงกับศาสนาครสิ เตียนอยางแรงทําใหนักปราชญบางคนถือเอาวา ตองมี
อะไรบางอยา งของมทิ รานิยมเขา มามีกาํ เนิดในศาสนาครสิ เตียนบา ง ทง้ั ๆ ทีห่ ลักฐานทางประวตั ิศาสตร

17 Frazer, op. cit., pp. 184
18 Frazer, op. cit., pp. 1-216

215

ไมมเี ลย ขอนี้จึงเปนเพียงสมมุติฐานที่สงสัยซึ่งแทจริงที่นาจะเปนไดมากกวาก็คือ มิทรานิยมหยิบเอา
หลกั ธรรมของศาสนาครสิ เตียนไป ถา หากวามกี ารเอาหลกั ธรรมของกนั และกนั ไป

มทิ รานิยมมหี ลักฐานเชื่อวาทกุ อยา งตองมเี ปนคหู นไี มพ น อันเปนความเช่อื ถือท่ีตกทอดมาจาก
ชาวอิหรา น การพิธีเบื้องตนมีเปนเจ็ดระยะ มีการลําระลาง การถวายบูชายันต และการบริโภคอาหาร
ศักด์ิสิทธิ์ มีแผนใหผูเปนศิษยไดบังเกิดใหม เขารวมสัมพันธกับเทพเจา หลักธรรมของศาสนามีอยูวา
มทิ ราเปน ผูส ราง โลก และไดช วยโลกไวใ หพ น จากการถูกทาํ ลาย โดยอาหริมาน (Ahriman) ดวยการสู
รบกันหลายคร้งั อาหรมิ านเปน เจา แหงความมืด ในการที่มิทราสูรบกับอาหริมานนั้นเปนเรื่องเปนราว
คลายกับเร่ืองนํ้าทวมโลก ในหนังสือพระธรรมปฐมกาล เม่ือในท่ีสุดแผนดินโลกปลอดจากการ
ประทษุ รายของผูช่วั แลว มิทราก็กลับไปสูท่ีประทับในสวรรค ผูเขามาเปนศิษยใหมไดคําสัญญาวา มิ
ทราจะกลบั มาอกี มาทําใหเ ขามีชวี ิตอมตะ รปู การของพธิ กี รรมคือ การถวายบูชาววั ศักดส์ิ ิทธ์ิ อาจเปน ได
วาแตโ บราณกาลของศาสนาน้นั วัวเปนตวั แสดงของเทพเจา

มิทรานิยมใหความคาดหวังวาจะไดชีวิตจําเริญอมตะ และมีความสุขกับพระเจา มีหลักธรรม
การพพิ ากษาที่สุดทา ย การเปนข้นึ มาจากตาย และระบบแหง โลกปจจุบันจะตองพินาศไปความคิดเห็น
อยางน้ีมาจากตาํ รบั ของชาวเปอรเ ซีย และบาบิโลนสําเนียงแหงศีลธรรมของมิทรานิยมน้ันดีเหนือกวา
มากที่มใี นสว นมากที่สดุ ของศาสนาลับลึกอื่น ๆ เปนความตระหนักของชนเผาเซมิติค อาจตกทอดมา
จากเผา ซเุ มอรเ ดิม มนั ชวนความนิยมโลกกรีกโรมันอยางไดผล และตง้ั แตศตวรรษท่ีสองตลอดศตวรรษ
ท่สี ามลัทธินิยมนี้เปนคูแขงกับศาสนาคริสเตียนอยางดีไมแตกทีเดียว แตตอจากน้ันมาก็เส่ือมลงอยาง
รวดเร็ว จนในราวรุงศตวรรษที่หาลัทธินี้โดยพฤตินัยเปนแตเร่ืองในประวัติศาสตรเทาน้ัน สิ่งหน่ึงที่
เสยี เปรยี บอยา งรา ยแรงทีส่ ุดในการชงิ ดกี นั กบั ศาสนาคริสเตยี นกค็ ือวา สตรีจะรับเขามาเปนผูสําคัญใน
ศาสนาไมได (เชนบวชไมไ ด) น่กี เ็ ปนรอ ยรอยของอิทธพิ ลเผาเซเมติคอกี เหมอื นกนั 19

19 ดูตาํ รบั ของทา น Hilliday, op. cit., pp. 281-311 Cumont, The Mysteries of Mithra.

216

3. รปู ลักษณะวิสยั ของศาสนาลับลึก

โดยมลู ฐานทีไ่ ดพ รรณนาไวแลว เราพอสรุปรูปการทั่วไป ซ่ึงเปนวิสัยของทุกลัทธิอันมีความ
เชื่อที่อมความลับลึกไวถึงจะกลาวสรุป ไวไดมากบางนอยบางก็ตาม การศึกษาดูรูปการรของศาสนา
หรือลทั ธิตา ง ๆ ดังไดบรรยายไวแ ลว น้นั จะทําใหเราสามารถประมาณศาสนาเหลานั้นไดอยางใกลชิด
ในการเปรยี บเทยี บดกู บั ศาสนาคริสเตยี น และจะไดเ ห็นวา ศาสนาครสิ เตียนมีทาทีอยางไรโดยถูกตอง ท่ี
ศาสนาคริสเตียนมาประจัญกับศาสนาตาง ๆ เหลาน้ัน เม่ือศาสนาคริสเตียนออกจากแหลงกําเนิดท่ี
ปาเลสไตนมามบี ทบาทอยูในทา มกลางศาสนาตาง ๆ เหลา นั้น

(1) ศาสนาหรอื ลทั ธคิ วามเช่อื ถอื เหลา นัน้ มมี ูลฐานเปนนิยายเลากันมาแตโบราณกาล แลวพวก
ศิษยพวกสาวก็ยึดถือเอาวาทวยเทพตางๆ เหลานั้นเปนผูเหนือมนุษย คือมีบทบาทอยูนอกวิธี
ประวัติศาสตรธรรมดา เปน ความคิดท่ีเห็นวาทวยเทพมีบทบาทอยูนอกประวัติศาสตร ไมใชพระเจามี
บทบาทในประวัติศาสตร

(2) ผลประโยชนท่ีพวกถือลัทธิเหลาน้ันจะไดก็ไดอยางอาถรรพณ ไดจากการทําพิธีรีตองได
จากพวกนักบวชนักพรตทําพิธีได ผูนมัสการจึงจะไดรับประโยชน พิธีรีตองก็มิไดถือวาเปนแตเพียง
แบบแสดงของบทบาทฝายจิตวิญญาณ แตเปนการดลบันดาลไดอยางลับลึกใหสําเร็จผลตามพิธีรีตอง
นัน้ ๆ

(3) สวนใหญท ่สี ุด ของความรอดกค็ อื การไดตามจดุ หมายท่ธี รรมดามนษุ ยประสงค บางทีก็ให
ความคิดทางจรยิ ธรรมแบบใหมและโลกฝา ยวญิ ญาณบา ง เรอ่ื งศลี ธรรมมกั จะไมใครคํานึงถึง เม่ือมีการ
รับรูเรื่องศีลธรรมบางก็แสดงหลักฐานจะไมใครคํานึงถึง เม่ือมีการรับรูเร่ืองศีลธรรมบางก็แสดง
หลกั ฐานชดั วา เรื่องศีลธรรมเปนการคํานึงกันในอันดับรอง คือการประพฤติศีลธรรมเพื่อใหถึงศาสนา
ไมใ ชเพราะถือศาสนาจึงมีศีลธรรม

(4) ลทั ธิลับลกึ ทกุ ลัทธมิ เี นื้อหาไปในการถอื ทวยเทพหลายองค เพราะถา ในตวั ลัทธหิ รอื ศาสนา
ไมม พี ระที่นบั ถอื กันมากกวาหน่ึงองค ก็จะทําใหผูเช่ือถือมีโอกาสหันไปหาพระในศาสนาอ่ืนอีกดวย
คือในบรรดาศาสนาลบั ลกึ นั้นแตล ะศาสนากม็ พี ระจําลัทธิของแตล ะลัทธิหรือศาสนา ถามีพระผูย่ิงใหญ
สงู สดุ กย็ ง่ิ ใหญสงู สุดเฉพาะในศาสนาของตวั มิไดเออ้ื มไปลบลางความมีคาของพระในศาสนาอ่ืนดวย
เลย

(5) รูปลักษณาการณศาสนาชั้นสูงท่ีศาสนาลับลึกเหลานั้นมีอยางหลาย ๆ เปนสัญชาติญาณ
ศาสนาขน้ึ มูลฐาน ปรากฏออกมาเทานั้น ศีลธรรมเทาที่มีในธรรมชาติของมนุษยเทานั้นอยางที่สูงกวา
นั้นเชน ความสัมพันธกันอยางใกลชิดของมนุษยกับพระผูเปนเจา การที่วิญญาณมีประสบการณของ
โลกท่ีสงู กวาโลกมนุษย ชยั ชนะของชีวิตเหนือความตาย ประสิทธิภาพในการบรรเทาทุกขมนุษยและ

217

อ่ืน ๆ อกี เหลา นก้ี ็ไมม ี ธรรมชาตทิ ี่มนษุ ยถอื ศาสนาก็แสดงออกในหลายตัวอยางที่เปนสัญชาติญาณตก
ทอดมา สวนเร่ืองการสําแดงของพระเจาเขามารวมในศาสนาอยางน้ีก็ไมใครคิดวาเปนไปได ในการ
บรรยายถึงศาสนาตาง ๆ ที่กลาวแลวน้ันก็มีคุณคาสมควรอยู แตก็เพียงใหเห็นวาสัญชาติญาณที่มี
ปฏกิ ริ ิยาเหลา นม้ี ีชมุ นมุ ชกุ ชุมมากและเสียงดังมากในโลกกรีกโรมันเม่ือคราวที่มีการประกาศ การไถ
บาปของศาสนาครสิ เตียน

(6) ศาสนาลับลึกน้ันมีวิสยั ไปในทางปรน เปรอกามาเปน กามานยิ มโดยเฉพาะนยิ ายเปน อนั มาก
ต่ําชา กลาวถึงแตเทพาเทพีหาคูสมสูกัน เพราะมีความรักเปนอิสระต้ังอยูบนฐานเสมอภาค คือไม
คํานึงถึงกฎเกณฑการสมสูหรือการมีพืชพรรณที่เหมาะที่ควรตามกฎประเพณี อิทธิพลของกรีกและ
โรมนั ไดช วยหนั เหยี นเปล่ียนแปลงทัศนะอันเลวทรามน้ีไปมาก แตก็กําจัดใหหมดไปทีเดียวไมสําเร็จ
พิธีกรรมของลัทธิศาสนาพ้ืนเพเรียกรองหนักไปตามสัญชาติญาณกามารมณ เปาหมายอันดับสูงของ
ลทั ธยิ ดู าหนยิ มและศาสนาคริสเตยี นเปนจริยธรรมสูง ศีลธรรมสูง จิตวิญญาณสูงเหลานี้มีก็มีประจักษ
อยู แตห าเปน ท่ชี วนสงั เกตอะไรแกค นเหลาน้ันไม มาตรฐานความบริสุทธิ์สะอาดของเขาขอใหมนุษย
ยับย้งั บา งตอ ความอยากในธรรมชาตขิ องเขา แตตรงกันขาม หลายตัวอยางแสดงใหเห็นวา เขากลับพา
กันจัดหาส่ิงปรนเปรอความอยากตามใจตัว เพราะดวยเหตุนี้ความตะกละความเมามาย และความ
โสโครกทําลายภาพของศาสนาพนื้ เพเสียสน้ิ

เบ้ืองแรกนกั ศึกษาจะสดุงตกใจ เมือ่ ไดเห็นความคลา ยคลงึ ของศาสนาครสิ เตียนกับพวกศาสนา
ลบั ลกึ เพราะในความลับลึกกม็ คี าํ สอนทมี่ เี หมือน ๆ กนั คอื เกีย่ วกับความตาย และความเปนข้ึนจากตาย
ทศั นะของการไถโทษโดยการเขารว มกับทวยเทพแลวจะเกดิ ข้นึ ไดอ ยา งอาถรรพณ หรอื อยางนอยที่สุดก็
ความคดิ เห็นทต่ี องมีดว ยกนั ท้งั น้นั คอื ทศ่ี าสนาจะใหเ ปนคนดีจะใหความเปนอยูในโลกนี้อยางนี้ มีผล
เปนความอมตะ และความสขุ ในโลกหนา บางศาสนาพ้ืนเพก็มีหลักธรรมเรื่องการบังเกิดใหมมีการทํา
พิธอี าบนํา้ ชาํ ระหรอื พัตศิ มา คือการเลีย้ งอาหารเปนพิธีศกั ดิ์สิทธ์ิ บางทีกม็ ีการรับประทานเปนการฉลอง
รําลึก แตถาหากวาพจิ ารณาดใู หถ ูกตองกจ็ ะไมเห็นมอี ะไรทจ่ี ะรบกวนความเช่ือในศาสนาคริสเตียนได
ความเปน จรงิ เหลานต้ี ามประวตั ศิ าสตรก เ็ พยี งแตแ สดงหลกั ศาสนาอันกวาง ๆ ซึ่งมีอยูในสันดารมนุษย
และแสดงใหเ ห็นอยา งดีวาศาสนาคริสเตียนไดป รบั ปรุงฐานศาสนาจากหลักศาสนาท่ีสงตอๆ กันมาน้ัน
เทยี วถาคนจะเขาใจวา พระเจาผูเมตตาได ปลอยใหมศี าสนาอยา งนั้นไวเ ปน การเตรยี มเพื่อใหศาสนาอันมี
เกียรติในประวตั ศิ าสตรไดใ ชเปนหลักปรับปรุงใหเหมาะสมที่จะเปนหลักศาสนาแท ๆ ความยากที่จะ
ศรทั ธาตอ ศาสนาคริสเตยี นกจ็ ะเหือดหายไป เหตผุ ลทีศ่ าสนาคริสเตยี นไดท ําใหทกุ เช้ือชาติมนุษยสนใจ
กเ็ พราะถอื หลักปรับปรงุ จากธรรมชาติมนุษยท้ังส้ิน

218

เปน ทีแ่ นช ดั วาศาสนาตาง ๆ ในพืน้ เพนั้นดว ยกวาศาสนาคริสเตียนเด็ดขาดไปเลย และศาสนา
ครสิ เตยี นจะใชป ระโยชนจากศาสนาตา ง ๆ บาง กแ็ ตเฉพาะรูปการภายนอกและถอยคําสวนเนื้อหาของ
ศาสนาตาง ๆ เหลานัน้ หามอี ะไรมามีสวนในศาสนาคริสเตียนไม ทานเฮอลลิเดยไดกลาวไวอยางดีวา
“ศูนยของหลกั ธรรมศาสนาครสิ เตยี นนั้นหนักไปดวยอุปนิสัยในคอชีวิต และคําส่ังสอนที่จําเปนตองมี
ประจําตวั สวนบุคคลใหเปนช้ินเปนอัน ทําใหความจริงทําการทาทายที่คูแข็งท้ังหมดของศาสนาคริส
เตียนไมมี”20 และเน้อื ความจริงในประวัตศิ าสตรของศาสนาครสิ เตียนก็เปนความเปนจรงิ แนชดั เกินกวา
ทคี่ วามสงสยั ดว ยเหตุผลจะมไี ด และหลักประโยชนข องศาสนาคริสเตียนก็เปนเรื่องประสบการณตาม
ความสาํ นกึ มากกวาเปนเรอ่ื งของทฤษฏหี รอื ตาํ นาน โดยคณุ ธรรมของศาสนาคริสเตียนที่สงตอๆ มาทํา
ใหศาสนาคริสเตียนไดชัยชนะเหนือศาสนาคูแขงของโลกโบราณ เพราะฉะน้ันเราไมตองหวั่นเม่ือมี
อะไรเหมือนคุกคามศาสนาคริสเตียนโดยพวกวิภาควจิ ารยห ัวสมัยนิยมน้ัน

ชนยวิ กระจายกนั อยู

เมอื่ พวกธรรมทูตรุนแรกๆ เผชญิ กับงานในโลกท่ีลอมรอบตวั เขา ชนยิวก็กระจัดกระจายกันอยู
เกอื บจะทั่วโลกทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี น การทชี่ นยวิ อยูก ันกระจัดกระจายนี้ เรยี กกนั เปนภาษากรกี วาไดแอ
สโปมา (Diaspora) หรือภาษาอังกฤษวาดิสเปอรวา (Dispersion) ตั้งตนกระจายกันเขาในอียิปตเนิ่น
ตั้งแตคราวเยเรมีห (ดู อิสยาห 41:16,17 อิสยาห 11:11) อเล็กซานเดอรไดเอาชนยิวจํานวนหนึ่งไปต้ัง
นิคมอาศัยอยูในอียิปต แลวราชวงศโตละมายก็เจริญรอยตาม ความยุงยากลําบากตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นอัน
เน่ืองจากทีอ่ เลก็ ซานเดอรเอาชัย และการดิ้นรนตา ง ๆ ในยคุ กรกี ทําใหโลกภาคตะวนั ออกเขา สูภาวะไม
สงบ เปนผลใหชนยิวตองรอมพเนจรไปตามที่ตาง ๆ ดวยกันกับชนชาติอื่น แลวก็ใหศาสนาของตน
เผยแพรเขาไปไมใชชนนานาชาตดิ วย ชนยวิ ทย่ี ังคงคา งอยูในบาบิโลนก็ไมใชนอยหลังจากที่พวกกลับ
ถ่นิ ได กลบั มาต้ังถ่นิ ฐานเดิมข้ึนใหมแ ลว กษตั ริยเ ซลวิ ซิเดอาจไดน าํ เอาชนยิวมาตั้งอาศัยเปนนิคมตาง ๆ
ในภาคตาง ๆ ของอาณาจักรซีเรีย แอนติโอจุสมหาราชพยายามทําใหเกิดภาวะเรียบรอยม่ันคงข้ึนแก

20 Op cit., p. 310 เนื้อหาทีผ่ ดิ แผกแตกตางกนั ในระหวางศาสนาคริสเตยี นกับศาสนาพ้นื เพ อาจไดพบคํารวบรัดในหนังสือของทา น Halliday op. cit., pp. 320 ff.

219

แควนตา ง ๆ ทชี่ นทอ งถ่นิ ปน ปว นรอนเรไมพออกไมพอใจไมสงบแข็งขอ ทานก็เอาชนยิวไปจากเมโซ
โพเทเมยี นคิ มหนงึ่ ใหญไมใ ชน อย เขา ไปต้งั อาศัยอยูในมณฑลลุเดีย และฟะรูเกียในอาเซียนอย ชนยิว
เหลา น้จี าํ นวนมากซึมแทรกเขา ไปอยใู นเมืองตา งๆ ของกรีกดว ยความประสงคก ารคา และผลประโยชน
อืน่ ๆ ดวยประการฉะนี้ ชนยิวจงึ กระจดั กระจายทว่ั ไปเปน สวนใหญของโลกภาคตะวันออกในราวเริ่ม
ยุคโรมนั แตยงั คงยดึ แนน อยูกบั เชอ้ื ชาติของตนและศาสนาของตนที่เปนมรดกทอดมาใหเดนแกตาโลก
วา นี่แหละชาตยิ ิวศาสนายวิ

เม่อื ปอมเปยยึดกรุงเยรูซาเลม็ ได ทา นไดนาํ เอาเชลยกลบั ไปกรงุ โรมเปนจาํ นวนชนยวิ หลายรอย
เปนการทําใหก ารกระจัดกระจายของยวิ ขยายเขาในโลกภาคตะวนั ตก คําอา งของทานสะตราโล (Strabo)
คลา ยจะบงวามชี นยิวอยใู นกรุงโรมแมกระท่ังกอนคราวของปอมเปยเสียอีก21 และนี่ก็ถือกันวาเปนได
มากทส่ี ดุ ในระหวา งวาระของพันธสัญญาใหมม คี นยิวนบั วา ในทุกภาคของอาณาจักรโรมนั

ในบรรดาพระจันทรพ รรดโิ รมนั น้ัน สวนใหญมีใจผอนปรนตอลัทธิยูดาหนิยม ดังน้ันจึงยอม
ใหศาสนาของยวิ มีเสถยี รภาพดีในจกั รรดขิ องพระองคทาน ชนยวิ มีธรรมศาลาในเกือบทุกเมืองทุกนคร
ที่มีขนาดกับวาสําคัญ เพราะฉะน้ันเราจึงไดพบวาอาจารยเปาโลผูเดินทางตระเวณไปประกาศพระ
ศาสนากไ็ ดพบธรรมศาลาทุกแหง มอี ยูแหงเดียวเทาน้ันที่ทานไมไดพบ คือท่ีเมืองฟลิปปน ธรรมศาลา
เหลา นีม้ ีปฏบิ ัติการตามปกติเปน ประจาํ อยางนอยกม็ กี ารประชุมในวันซะบาโต จึงพูดไดดวยความจริง
ตามตัวอกั ษรวา “โมเสสมีผปู ระกาศสั่งสอนใหค นรูจกั พระครสิ ตอ ยใู นทุกหัวเมืองต้ังแตโบราณกาลมา
หลายชว่ั อายุคนแลว ทง้ั ไดอานถึงเรอื่ งของพระองคใ นธรรมศาลาทุกวันซะบาโต” ในปฏิบัติการวันซะ
บาโตของธรรมศาลา ตามปรกตมิ คี นสามประเภทมารว มประชมุ ดวยเสมอคือ

1. มีพวกยวิ เกดิ ในโลกนยิ มเฮเลน โตขึน้ มาใลกนิยมเฮเลน แตท วามีความจงรักภักดีตอชาติยิว
มเี ลือดยิวลว น

21 ดูตาํ รบั ของทาน Schurer, op. cit, 2 ii, p. 221

220

2. มคี นตา งชาติที่เขาจารตี ยิว คอื คนตางชาติท่ียอมรับพิธีสุนัต และรับจารีตบัพติศมา ยอมรับ
ปฏิบัติตามพธิ ีรีตองอ่ืนๆ และตํานานตาง ๆ ของยูดาหนิยม พวกเหลานี้ถือวามีสวนในนิคมยิว มีสิทธิ์
อยา งคนยิวทัง้ หมด

3. ตนประเภทท่ีสามเรยี กวา “คนเกรงกลัวพระเจา” คนตา งชาติท่ีไดร บั พระเยโฮวาหหเปนพระ
เจาเทีย่ งแท และเคารพตอพระคัมภีรพันธสัญญาเดิม แตยังไมไดรับพิธีอยางบริบูรณที่จะเขาในยูดาห
นิยม หนังสอื กิจการกลาวถึงคนจําพวนนบ้ี อย ๆ และเรียกเขาวา “คนเกรงกลัวพระเจา ” “ทา นผเู กรงกลัว
พระเจา” (13:16) “ในพวกทานท่ีเกรงกลัวพระเจา” (13:26) “คนเขาใจจารีต (13:34) และยังมีอีก คน
ประเภทนี้มีที่เปนสตรีก็มาก เชน “ผูห ญงิ ผมู ศี ักดซิ์ ึง่ เปน คนเครงในศาสนา” (13:50) และนางลุเดียที่พูด
ถึงเขาวา “มใี จเกรงกลังพระเจา ” (16:14)

ลักษณวิสัยฝายวิญญาณท่ีมีอยูในศาสนายิวทําใหศาสนายิวเปนที่นิยมในศตวรรษท่ีหนึ่ง แต
เพราะเหตทุ ี่ยิวหลายคนผเู ครง ครดั ถือเนื้อตัว ทาํ ใหค นตา งชาติสวนใหญเ กดิ ความรงั เกยี จไมพ อใจ คนยิว
ผูมไิ ดเหน็ ดวยกับยิวทีเดียวพวกหน่ึงพวกเขาจารีตยิวอีกพวกหนึ่ง พวกคนเกรงกลัวพระเจาก็อีกพวก
หน่ึง มกั จะเปน จดุ กอ คริสตจักรที่อาจารยเ ปาโลกอสรา งขึ้นเพราะฉะน้ันการท่ีจะวาการกระจัดกระจาย
กันอยขู องชนยิวทําใหเ กดิ ประโยชนแ กการเริ่มออกเผยแพรของศาสนาคริสเตียนวาคําน้ีเปน คําเกินความ
จริงก็ยากท่จี ะเปน ได

เราไดพจิ ารณาสถานการณท างศาสนาดูตามเรื่องใหญ ๆ นั้นแลว ในโลกกรกี โรมนั เราก็ไดเห็น
ความจรงิ ในสถานการณน ัน้ ๆ แลวที่มาประจัญกับเราในทุกๆ ดานท่ีเราสํารวจ มีเหตุผลประกฏอยาง
อุดมสมบูรณท ีท่ ําใหเ ราเชือ่ ไดว า การจดั สรรไวดว ยพระสติ ปญญารอบรู จดั ตวั กนั เขา ในทางท่ีจะทําให
เหมาะแกก ารเชอ้ื เชญิ ตอ นรับขาวประกาศเร่ืองการไถบาปของพระคริสตไดอยางเหมาะเจาะและมีผล
ตามรปู การที่เราไดพ ิจารณาเปนขน้ั ๆ มานนั้ แตล ะขนั้ พระเจา มเิ พยี งแตท รงปฏบิ ัตกิ ารแตใ นการไถบาป
เทา นั้น แตพ ระองคยังทรงปฏิบตั กิ ารในโลกที่พระองคประสงคจะไถน้ันดวย

221


Click to View FlipBook Version