บทที่ 9 วัฒนธรรมกรกี
เมือ่ คนใดดําเนนิ การทบทวนดปู ระวัตศิ าสตรใ นกาลเวลาแหงพนั ธสญั ญาใหม เขายอมไมพลาด
ท่ีจะเจอกบั ความประทับใจท่ีจะพบเฮบเลนยิ มโผลข ้นึ ใหเ ห็นบอ ย ๆ อนั เปนสว นหนึง่ ในหลายดานแหง
ชีวติ ของศตวรรษทห่ี นึง่ ที่จรงิ ไมม ีภาพอะไรในโลกทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี นในยุคนี้ ซึ่งจะไมมีอะไรท่ีไม
เปน ผลกระทบโดยอิทธิพลกรีกเปนไมมี แมแตลัทธิยุดานิยม ทั้ง ๆ ที่สงวนตัวอยางเครงครัด ภักดีตอ
อดุ มคตขิ องตนอยางพรํ่าเพอ ภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง ก็ยังไมสามารถหนีพนจากการแทรกซึม
ของเฮลเลนนิยม มีหลักฐานปรากฏแลววา ถา ใครไมไ ดเห็นวัฒนธรรมกรีกและพนั ธสัญญาใหม คนน้ันก็
จะไมซ าบซงึ้ กบั สถานการณที่เขาอานพบ เพราะมนั (วฒั นธรรมกรีก) เปนผูปนรูปรางหรือรูปทรงแหง
ชวี ติ แหงสมัยน้ัน ทง้ั ครอบงาํ อยูดว ย โดยเฉพาะอยา งยิง่ ชวี ติ ทางปญ ญา
โลกแหงศตวรรษที่หนึง่ ทั้งโลกไดไ ปเขาศึกษาในโรงเรียนเพือ่ จะขึ้นสเู ฮลเลน และโลกก็ยังไม
ละจากการไปโรงเรียนเพื่อจะข้นึ สูเฮลเลน อทิ ธพิ ลทางปญญาอยางเดียวเทาน้ันยิ่งใหญที่สดุ ท่ีฝกปรือใช
กนั ในชวี ติ ทางความคดิ ของธรรมดามนษุ ย น่นั คอื วฒั นธรรมกรกี โลกไดพ บวาทจ่ี ะนมัสการกับชาติยิวก็
เปนส่ิงดีท่ีสุดถาจะปกครองก็ปกครองกับโรมัน ถาจะคิดก็คิดกับกรีก ทั้งสามอยางน้ีเปนมรดกใหไว
แลว ผกู พันเขาดวยกันและทําใหดํารงม่ังคงถาวรอยูก็โดยส่ิงท่ีออกมาจากความคิดและจิตใจของพระ
บรมศาสดาจารยชาวฆาลลิ าย คือสง่ิ ท่ีฝา ยจติ วญิ ญาณขาดไมไดไ มม อี ะไรเทียมเทา ท้ังความเคล่ือนไหว
ของสง่ิ นที้ ่แี พรอ อกไปกวางขวาง ศาสนายวิ มปี ระโยชนยอดเยี่ยมไมม ีปญ หา แตถา วฒั นธรรมกรีกไมมา
ชว ยทําใหเ ห็นเหตผุ ล ไมมาชว ยใหแ พรไปในโลกศาสนายิวกไ็ มอ าจเปน ที่รจู ักกนั ออกไปในโลกไดวา ดี
มีประโยชนอยางไร เม่ือลัทธิบัญญัตินิยมของยิว ซึ่งเปรียบไดดังถุงใสนํ้าองุนเกาแสดงตัววาขาด
สมรรถภาพแลว ความคิดแบบกรีกซึ่งเปรียบดังถุงหนังใสนํ้าองุนใหมก็เสนอตัวเขามาเปนภาชนะ
รองรับทเี่ หมาะเจาะ เพื่อชว ยประโยชนแกพ ระกติ ติคุณแหง วิญญาณจิตท่ีพระคริสตป ระทานใหไว
151
ถาไมมีพลังปญญาของกรีก ก็ยากท่ีจะคิดวาศาสนาคริสเตียนเอาชัยชนะชีวิตศาสนาของโลก
โบราณแหง ทะเลเมดเิ ตอรเ รเนียนน้ันได พลงั นส้ี ําคัญจําเปนทีเดียวขาดไมได ที่สามารถทําใหศาสนาค
รสิ เตียนรแู จงออกไปได ทีท่ ําใหช ยั ชนะนั้นยง่ั ยืนอยไู ดค นใดผูใครครวญอยางกวา งขวาง ดูทิวทัศนแหง
สถานการณทางประวัตศิ าสตร เม่ือเริ่มศกั ราชครสิ เตยี นใหเหน็ ไดไ กลและทวั่ ถึงคนนั้นก็จะประจักษวา
วฒั นธรรมกรีกกาํ ลงั คอยตัง้ อกต้ังใจจะเปน ผรู บั ใชของศาสนาใหม1
ภาษาและหนังสือ
ในการเกิดและในการแพรของวัฒนธรรมกรีกน้ัน ภาษาและหนังสือยอมเปนเคร่ืองมือท่ี
ประจักษท่ีสุด แตก ็ไมไ ดเ ปน เคร่ืองมือที่มีผลที่สุด เพราะความดีเดนของภาษาและหนังสือนั้นมันตอง
อาศยั เขาแนวกับความคิดของกรกี เองดวย แลว ความคิดก็ตอ งเปนความคิดท่สี ดุ ทส่ี ดุ ดวย และทั้งปรชั ญา
ท่ีไมม ีใครเทยี มดวยภาษากรีกเปนความเจริญใหญจ ริงๆ ช้ินหน่งึ ของโลกโบราณประวัติของมันที่รูไดก็
ทา วไปไกลในอดีต พูดไดเ ต็มปากวา ยอนไปไกลในขนาดพนั ปก อ นคริสตศักราช บทกลอนท่ีอา งวาเปน
ของโฮเมอรไดเกดิ ข้ึนไมชา กวา 800 ก.ค.ศ. แน ตัง้ แตจดุ แหงเวลานไ้ี ปลําธารแหงวรรณกรรมกรกี ก็คอย
ๆ กวางขึ้น ๆ เปนอุทกธารแหงยุคความเจริญสูง ผลของมันจะเห็นไดเปนวรรณกรรมมากมาย
เหลอื หลายซงึ่ ยงั คงมีตวั อยูจนถงึ สมัยเรา แตท่ีเราเรียกวาวรรณกรรมกรีก “ช้ันสูง” นั้น หมายถึงแขนง
ภาษาทีเดียวคือแอตติคกรกี ถึงแมว าแอตติคเปนภาษาแขนงเดียวที่ผลิตวรรณกรรมข้ึนมาดวยเร่ืองดวย
ราวอนั ใดกต็ าม และเปน ความเจริญในดา นภาษาอันสงู ท่สี ดุ ก็ตาม ถึงกระน้นั กย็ ังมีภาษากรกี แขนงอื่น ๆ
อีกสองสามสําเนียงในยุคเดียวกันกับแอตติคน่ันเอง ซ่ึงมีความสําคัญอยูดวย เพราะภาษาแขนงอื่นที่
ไมใ ชแ อตติคนัน้ เปน ผลเกีย่ วกบั การขยายตวั ของภาษากรีกในกาลตอ มา
เพราะชนเผากรีกมีสองสามเผา ในโบราณสมัยแรกเร่ิมของเขา ๆ ดํารงชีวติ อยูอยางแยกหางกัน
เพราะเครือ่ งกีดก้ันธรรมชาตทิ อ่ี ยรู อบเขา แตก ไ็ ดมกี ารเขา มาสมั พันธก ันใกลช ิดข้ึนเพระการคา ศาสนา
สงคราม และเหตอุ นื่ ๆ จึงยอ มหลกี ไมพ นการดาํ เนินเขาปนเประคนกันในพวกภาษาแขนงสําเนียงตาง
1 ดตู าํ รบั ของทา น Glover, The World of the New Testament, หนา 29 ff.
152
ๆ การระคนปนเปกนั น้ขี ึน้ ถึงขีดสงู สดุ ในยคุ ชัยชนะของอาเล็กซานเดอรในกองทัพของอาเล็กซานเดอร
นนั้ ชนกรกี เผา ตา ง ๆ ถูกนาํ มาอยูด ว ยกันอยางสนิทชิดเชื้อ ทําใหเกิดความตองการการติดตอเขาใจกัน
ดวยวธิ ีใด ๆ ยอมไมมอี ะไรทีจ่ ะเปนธรรมดาเทากับการตบแตงรวมความผดิ แผกของแขนงสาํ เนียงภาษา
ใหเ ปนแบบภาษาหนง่ึ ภาษาเดียวที่ใชดวยกัน แตเม่อื รวมกนั แลวก็อยูบนมลู ฐานของแขนงสําเนียงภาษา
แอตตคิ กรีกนน่ั เอง หรอื เรยี กอกี อยางหนง่ึ วาคอยเน (Koine) อนั เปนภาษาวรรณกรรมของกรีกโบราณ
ภาษาไทยคอยเน นีไ้ ดถ กู ปลกุ ข้ึนมาโดยกองทหารของอาเลก็ ซานเดอร ไมวาไปถงึ ไหนทีช่ นะก็
ปลูกภาษานีล้ งท่นี ั่น ในไมกี่ช่วั อายคุ นทัว่ ภาคตะวนั ออกของโลกทะเลดเิ ตอเรเนียนก็ใชภ าษากรกี เปนวิธี
ชั้นยอดของส่อื สมั พันธ เม่อื โรมนั มารบชนะกรกี โรมนั กน็ าํ เอาภาษากรกี ไปตะวนั ตกดวยกันกับเขา เปน
ผลใหภ าษากรีกกลายเปน ภาษาอักษร และภาษาพูดในขนาดมหึมาของทั่วโลกรีกโรมันแหงศตวรรษที่
หนึง่ เปนภาษาพดู กนั ทั่วไปในประเทศอยี ิปต ทางตะวันออกกแ็ ทรกซึมเขาไปไกลถึงหวางเขาเมโซโพ
เทเมีย และยังคงครอบครองสูงสุดอยูในใจกลางอาเซียนอย และแหลมอะฆายะ และแพรอยูทั่วไปใน
อิตาลี แมกระทั่งในกรุงโรมเอง ในยุโรปตะวันตกและอัฟริกาเหนือ ถึงแมภาษาละตินยังใชกันอยู
กวา งขวาง ภาษากรกี ก็ถูกนาํ เขาไปแลว ไปเปน ภาษาของชนชั้นผูม วี ฒั นธรรมสงู
ภาษาสากลนี้กาํ ลงั คอยและพรอมที่จะเปนเครื่องมือในการประกาศขาวของศาสนาคริสเตียน
เม่ือเริ่มกาวหนา ไปทางตะวันตก และก็เปนเคร่ืองมือที่มีผลอยางประหลาด ไมมีปญหาเลยคอยเนกรีก
เปน ภาษาท่แี สดงความคิดเหน็ ออกมาไดละเอยี ดละออที่สุดและทําไดอยางอุดมสมบูรณเทาที่มนุษยทํา
ประวตั ิศาสตรไวใ หท ราบได ในการแสดงออกของความคิดเห็นน้ันสามารถแยกแยะใหเขาใจสิ่งที่ผิด
กันไดอยงซอยถี่ยิบและทาํ ไดกวา งขวาง และผเู ขียนพนั ธสัญญาใหม กน็ ําเอาความเหมาะเจาะของนําใน
ภาษามาใชไดอยางนาชม พันธสัญญาใหมที่เขียนเปนภาษากรีกนั้นเปนตํารับท่ีแสดงความออกอยาง
อดุ มท่สี ดุ ในบรรดาวรรณกรรมทง้ั ส้ินน้ไี มใชเปน การพดู เกนิ จรงิ เลย เปนความจรงิ ในขนาดไมเล็กนอย
เลยดงั จะเห็นไดจากลกั ษณะของภาษาท่เี ขียน
เปน ความสําคัญที่เราตองเขาใจวา หนงั สือพนั ธสัญญาใหมน้นั มิใชผ ลติ ผลทางอักษรศาสตร คือ
มิไดเขยี นขนึ้ ใหเปนวรรณกรรม แตเขียนขึ้นใหเปนวธิ ที ่ีจะไดเปาหมายทเ่ี ปน ศลี ธรรมและศาสนาตามท่ี
โอกาสหน่งึ ไดอาํ นวยใหเ ขียนพันธสัญญาใหมภาษากรีกน้ันเปนตํารับ แตไมใชตํารับที่เกิดขึ้นมาโดย
พวกคนผเู หอความรูต ะเกียกตะกายทาํ วรรณกรรมช้ันสูงข้ึน เพ่ือแสดงฝมือของนักเขียนผูนิยมเฮลเลน
แหงยุคนั้น มีหนังสืออีกพวกหน่ึงซึ่งหนังสือพันธสัญญาใหมอยูในจําพวกนี้ ซึ่งเปนหนังสือซึ่งโผล
ขน้ึ มาประจักษแกโลกเม่ือศตวรรษท่ีลวงไปแลวนหี้ รือกวา นน้ั หนอยน่นั คือหนังสือพวกทเี่ รยี กวา ปาปริ
,ออ สตราคา,และอินซคริปชนั่
153
ปาปริ เปนตํารับทข่ี าด ๆ ตอนๆ ไมครบถวน โดยมากไดพบฝงอยูในทรายของประเทศอียิปต
ซ่งึ มอี ากาศแหง ไดห มกเก็บตวั อยูอ ยางนเี้ ปน เวลาหลายๆ ศตวรรษ เปนหนังสือท่ีเขียนบนวัตถุคอนขาง
คลายกบกระดาษของเรา วัตถุอยา งนีเ้ รยี กวาปารริ สั วตั ถเุ คร่ืองเขียนนี้ไดชื่อมาจากชื่อของวัตถุท่ีทํามัน
ขน้ึ คือตน พืชปาปร ัส เหมอื นตนกกท่ขี ึน้ อยตู ามริมฝงนํ้าในเขตที่มีอากาศอบอุน เอาตนพืชปาปรัสมาก
รีดใหเ ปน แถวยาว ๆ แลวเอาเสนแถบมาสานเขาเปนแผน อัดใหแนนใหแบนเปนแผนบางแลวเอาไป
ตากแดดใหแหง เมอ่ื แหงแลวก็เอาขัดมัน ขัดดานที่มีเสนสานตามนอน เสร็จแลวก็พรอมจะใชไดตาม
ธรรมเนยี ม เขียนกเ็ ขยี นบนดานท่ีมีเสน สานตามนอน แตในกรณีที่ฉกุ เฉนิ หรอื ขดั สนก็ใชด านหยาบดวย
กไ็ ด ถาจะเขียนเอกสารยาว ๆ ก็จะซื้อแผนปาปรัสมาเปนจํานวนใหเพียงพอ แลวเอาแผนมาตอกันเขา
เปนแถบยาว แลวจึงเขียนขอ ความลงไปบนแผนยาวนเ้ี ปน คาํ ตามขวางแถบ เมอื่ เขียนเร่อื งราวครบแลวก็
มวนเขา เปน มว น ๆ เรยี กวา สโกรล หนงั สอื พันธสญั ญาใหมของเราสวนใหญเ ขยี นข้นึ ดว ยวิธี ทรากของ
ปาปร เิ หลาน้ที ี่มีอายุตั้งแตศตวรรษทีห่ น่งึ และท่ีตอปปรากฏใหพบไดเปนจํานวนอันไพศาล เอกสารอื่น
ๆ ก็มีดวยเชนวา จดหมายใบรับของหรือรับเงิน ใบสัญญา กฎหมายและอ่ืน ๆ อีก เครื่องเขียนแบบ
เหลาน้แี สดงใหเห็นธรรมดาวสิ ยั และธรรมดาภาษาของประชาชนในชีวิตวันตอวันขอเขา ไมมีเอกสาร
การปลอมแปลงอยา งหน่ึงอยา งใด เปนการเปดประตูใหตรงเขาไปยังหอ งอาศัยของประชาคมกรกี โรมัน
เพือ่ จะไดเ ขาใจชวี ิตและภาษาของพนั ธสญั ญาใหมซง่ึ มคี ามอิ าจประมาณได
ออสตราคาคือช้ินสวนของกระเบ้ืองหมอหรือเศษแตกของภาชนะดินท้ังหลาย บางทีเรียกวา
แผน กระเบ้ืองหมอ บนแผน เหลาน้มี เี ขียนถอยสั้น ๆ ขีดเขียนดวยปลายเหล็กแหลม มีหนังสือจดหมาย
ใบรับ ใบบนั ทกึ และอ่ืน ๆ คนท่ียากจนเหลือเกินไมอาจซ้ือหาปาปริสไมไดก็ใชออสตราคา หรือคนที่
ห็นวาสง่ิ ท่ีเขาจะเขียนลงน้นั ไมสาํ คญั ถึงขนาดที่จะจา ยเงนิ ซ้ือปาริรัส
อนิ ซคริฟช่นั คือกั ษรทเ่ี ขียนลงบนแผน ศลิ าหลุมศพ (ท่ฉี าบหนาดวปูนออน) หรือจารีตบนหลัก
ศลิ าอนั เปน คาํ ประกาศของบานเมือง หรือขอความประกาศอะไรที่ใหมีอยูเปนการคงทนถาวร คาของ
จารกึ เชน นี้ในทางหลักฐานแลวสําคัญยง่ิ ใหญใ นการวิจารณป ระวัตศิ าสตร แตสาํ หรบั การศกึ ษาละเอียด
เก่ยี วกบั ชีวติ และภาษาของพันธสัญญาใหม ศิลาจารึกก็มีคานอยกวาปาปริและออสตราคา ที่จริงตํารับ
ขอ ความในโบราณทีบ่ ันทกึ ลงในเคร่อื งเขยี นท้ังสามประเภทเหลา น้ี เราจัดเปนความสําคัญตามอันดับก็
เฉพาะในการใชประกอบการตีความหมายในพนั ธสัญญาใหม เขามักจะเรยี กบนั ทึกเหลานีเ้ รา “ตํารับอัน
ไมเ ปนลายลกั อักษร” ของการศกึ ษาพนั ธสญั ญาใหม
ถาจะเขาใจวาการอักษรศาสตรช ้นั สงู ของยุคไมมีคาในการใชตคี วามหมายของพนั ธสญั ญาใหม
ก็จะเปนความผิดอันสาหัสเพราะความเขาใจเชนน้ีไกลจากความจริงมาก นักเขียนผูย่ิงใหญแหง
วรรณกรรมช้ันสูงไดธํารงรักษาความรูความเขาใจใหแกเราซึ่งถาขาดเขาเสียก็ขาดความรูไป มีนัก
154
ประวัติศาสตรโบราณเชนโปลิบิอุส สตราโบ และปลูทารค คนเหลาน้ีอยูในพวกนักเขียนกรีก
และซลั ลัสท ไลวิ ทาสิทุส และซิวโทนิอุสในพวกนักเขียนละติน เราไดภาพของชีวิตในทางการเมือง
และในทางสังคมแหงศตวรรษท่ีหนึ่งจากทานเหลาน้ัน ท้ังใหเราไดทราบควากวางใหญของโลก
โดยสังเขปอนั โลกทีศ่ าสนาครสิ เตยี นเกดิ ข้ึนเราเรียนรูจากทา นเหลา นั้นถงึ เหตุการณของประวัติศาสตร
ที่กาวหนาไปโดยท่ัวๆ ไป ซ่ึงพันธสัญญาใหมมีสวนอยูดวยในเหตุการณนั้น ๆ แลวยังมีจินตกวีและ
นักเขยี นบทความดวยภาษาละตินรวมดวย นามเหลา นีเ้ ชน พลอตุส ซเิ ซอโร เวอรจลิ โฮเรศ โอวิค พลิน
นิ และยูเวแนลไดใหห ลกั ฐานอันมีคา แกเ ราแสดงรายละเอยี ดของชีวติ สังคมและชีวิตสว นบุคคล แตม คี า
ไมมากเทาทไี่ ดจากตํารับอันไมเ ปน ลายลักษณอกั ษร เพราะไมกะตนุ ใจเทา และไมตรงตัวตอ งการ บางที
ผเู ขยี นวรรณกรรมกว็ าดภาพระบายสีเรื่องราวเหตุการณใหมาเขากันคลองจองกับเรื่องที่เขาเขียนดวย
ความต้ังใจใหเปนรูปน้ันๆ เชนนั้นเหละชีวิตเแหงยุคเปดเผยใหทราบไดโดยไมตั้งใจ แลวหลักฐาน
เหลา น้นั ก็มคี า มากเหลอื เกนิ แตไ มใ ชว รรณกรรมเลา นีท้ ้ังหมดเปน ผลของวฒั ธรรมกรีกโดยตรง แตเปน
สิ่งทงี่ อกขึ้นจากเน้อื หาแหงวฒั นธรรมกรีก อนั เปน สว นประกอบสวนใหญ2
การศึกษา
จนกระทั่งรุงอรุณแหงศตวรรษท่ีสิบแปด เราจึงไดพบฐานะความเคลื่อนไหวทางปญญาและ
ความรอบรูส งู กวาทเี่ ราไดพบเม่อื มใี นโลกกรกี โรมัน เมอ่ื เรมิ่ ตนศักราชครสิ เตียน แบบแหงการคน ควาก็
ดี การสํารวจก็ดี กระทําไปดวยความสงู แหงวทิ ยาการอันเปนความงดงามดที เี ดียวอยา งท่ีไดดําเนินไปใน
ไกลแหงศตวรรษทีห่ น่ึงอยา งทีเ่ รารูกันอยทู กุ วันนี้ ส่ิงสําคัญที่ผิดกันก็คือวา ในสมัยโนนเขาไมมีความ
สะดวกตาง ๆ มากมายซ่ึงเปนประโยชนแกการคนควาเหมือนดังวิทยาการช้ันสูงทําใหมีขึ้นในสมัย
ปจ จบุ นั เราอาจพูดไดอยางแนใจและไมผิดพลาดวา ความสามารถในทางปญญาครั้งน้ันก็ใหญ ความ
บากบั่นก็กระตือรือรนและขยันขันแข็ง ยุคนั้นไดมีผูทรงคุณวุฒิอยูบาง ที่เราเรียกไดอยางเต็มปากวา
นกั ปราชญ
2 เราไมไดก ลา วถงึ ผเู ขียนปรชั ญาไวท นี่ ี่ เพราะจะเอาไวกลาวถึงเขาในตอนที่เกีย่ วของขางหนา ดตู าํ รบั ของทาน Glover, op cit, หนา 108-113
155
1. ความกา วหนาทางการศึกษา
ความบากบั่นทางวิทยาการ ความรูไดบรรลุถึงขั้นวาชมเชยจริง ๆ ความเจริญของวัฒนธรรม
กรีกคูไปกับแนววทิยาการกาวไปไกลเกินกวาท่ีนักศึกษาปจจุบันจะคิดวาเปนไดถึงขนาดนั้น สาม
ศตวรรษกอนยคุ แหง พนั ธสัญญาใหม ปรากฏวาอริสโตเติลเปนผูทรงคุณวุฒิวิทยาการ อริสโตเติลนั้น
เปนศาสตรจารยผูยิ่งใหญท่ีสุดผูหน่ึงท่ีประวัติศาสตรสมัยน้ันใหทราบได อริสโตเติลเนนวิธีการ
สนั นิษฐานในการหาเหตุผล ซ่ึงเปนหลักมูลฐานของวิทยาศาสตรในยุคปจจุบัน ทฤษฏีทางภูมิศาสตร
ของสตราโบทําใหย คุ ปจ จบุ นั ตื่นเตนชมเชยกนั ทาซติ ุสและไลวเิ ขียนประวตั ิศสตรอนั เปนตน ตาํ รับ มีคา
สูงของวิชาประวัติศาสตรแหงปจ จบุ นั วิธกี ารสอนวิชาครขู องควินทิลเลียนไดถูกนํามาใชในการศึกษา
แหง ศตวรรษที่ย่สี บิ พวกนกั คณติ ศาสตรแ หงเมอื งอาเลก็ ซานเดรยี ไดท ําการคาํ นวณทางดาราศสตร ผิด
กันไปบางไมมากจากมาตรฐานอันเปนผลของดาราศาสตรปจจุบันเขาไดคํานวนระยะหางของดวง
อาทิตยด วงจันทรจากโลกไดอยางใกลเคียงนาชม และไดใหท ฤษฎไี ววาโลกกลม คนไดพบพลังอํานาจ
ของไอนํ้าแลว แตยังไมส ามารถประดิษฐวธิ ที ่ีจะเอามันมาใชไดเทานั้นเอง ถึงอยางไรก็ดีเครื่องจักรกล
และการใชเคร่ืองจักรกลก็เจริญถึงฐานะสูงนาชม “กลาวกันวาฮีโรแหงอาเล็กซานเดรีย ไดสราง
เคร่ืองจกั รใชก ําลงั เครอื่ งแรกขึน้ ในระหวางยุคอัครสาวก”3 การศัลกรรมและเวชกรรม ไดกาวหนาไป
อยา งนา ชมสมกบั ยคุ เครือ่ งมอื ศลั ยกรรมไดพลในการขุดคนโบราณวัตถุแหงเมืองปอมเปอิ ปลุกความ
ชมเชยข้นึ อยา งต่ืนเตน แมศ ัลยแพทยปจ จบุ นั การวเิ คราะหโรคยังหยาบ การสุขาภิบาลมีแลวแตยังรูกัน
ไมค รบ แตก ็พบบําบัดโรคธรรมดา ๆ ไดอยางมีผลทีเดียว มีการปฏิบัติทางเวชกรรมกันในสาขาตาง ๆ
ผดิ แผกกนั ทั้งผเู ชี่ยวชาญก็มีในแตล ะสาขา ไดพ บดวงตราซงึ่ เปนของศตวรรษที่หน่ึงมีปรากฏนามและ
ตาํ แหนง ของจกั ษแุ พทยวชิ าเภสชั ศาสตรคอนขางเจริญดีทีเดียว เพราะเปนสวนประกอบอันจําเปนแก
การปฏบิ ัตทิ างเวชกรรมศิลปะถึงแมอยูในสภาพทรดุ โทรมแลว กย็ งั วิเศษกวาสิง่ ใด ๆ ที่เปนที่รูไดในยุค
สมัยตอๆ มา คํานี้หมายถึงการระบายภาพ การแกะสลัก การสถาปตยและไมใชเหลาน้ีเทานั้นที่เปน
3 ดตู ํารบั ของทาน Cobern: op cit, หนา 636
156
ศิลปะงามปรากฏในศตวรรษที่หนึ่ง การดนตรีก็มีชื่อเสียงอยูดวยและเปนศิลปะท่ีเจริญสูง มีการเลน
เครือ่ งดนตรีตาง ๆ กนั และมากมาย มกี ารคดิ เปน โนท เพลงกันแลว
ตามทัศนะของชนโรมันจะเห็นวา แนววัฒธรรมที่สําคัญท่ีสุดก็คือวาทศิลปหรือการแสดง
สุนทรพจน จนถึงตอ งมวี ิทยาลยั สําหรบั ศิลปะประเภทนีข้ นึ้ ฝกฝนเปน พเิ ศษ ในวงการทั้งหลายทท่ี รงวุฒิ
วิทยา ไดดําเนินการขีดเขียนกันอยางกวางขวางผลิตหนังสือออกมาเปนจํานวนมหาศาล บรรณกรผู
ฝกฝนมาในการน้ีเปนพิเศษไดอุทิศตัวผลิตตํารับตําราออกมา และทํากันเปนการอาชีพ ในศตวรรษที่
หนง่ึ ของชวี ิตแหงกรกี โรมันจะเห็นภาพของบรรณกรอาชีพอยางเกล่ือนสายตาท่ีสุดภาพหน่ึง มีพอคา
หนังสอื หรือผูโ ฆษณาเปนลายลักษณอกั ษรก็อาจเรียกได คนพวกนี้คราวหน่ึง ๆ ใชบรรณากรหลายคน
ทาสบาง ลกู จา งบา ง ใหคัดลอกตําราออกสูตลาด บานใดที่พอทําใหและมีวัฒนธรรมก็มีหองสมุดของ
ตนเอง การคนควาอยางกวางขวางกระทํากันเปนธรรมดา ๆ บางคนก็ทําเปนการเพลิดเพลินฆาเวลา
ควบคูไปกบั การสนใจทางอักษร กม็ เี กล่ือนกลาดไปดว ยความสนใจในการแสดงปาฐกถา ในหลายกรณี
การปาฐกถาเปนงานที่ตอ งมคี วามชํานชิ าญและเปนทางอนั มรี ายไดดี เพราะจะไดเอามาสอนในวิทยาท่ี
สอนวาทศิลปะสนุ ทรพจน ใหม ีความเช่ยี วชาญกับการใชกฎหมายหรือเปนทนายความ หรืออาจพูดได
วาจดุ หมายแหงความสนใจของวิทยาลยั เชน นัน้ คอื การฝกฝนคนรูจะเปนทนายความการปฏิบัตกิ ฎหมาย
เจรญิ ดีทีเดียวและเปนการอาชีพ ทีฝ่ ก กันกวา งขวางในศตวรรษที่หน่ึงแหงโลกโรมัน เพราะฉะนั้นการ
ฝก หัดฝกฝนตองทํากนั เปน กจิ จะลกั ษณะ ณ แหง ใดแหงหนงึ่ และทไ่ี หนก็ไมดีเทา ในวทิ ยาลัยสอนศิลป
สนุ ทรพจน
2. การดําเนินการศกึ ษา
ในโลกกรกี โรมัน การสง่ั สอนนั้นเปนท่นี ิยมกนั เปนกิจการอันมีเกียรติ และเปนงานอาชีพท่ีมี
รายไดอยางงาม การดําเนินการส่ังสอนในวิทยาลัย เปนมหกิจอันมีช่ือเสียงตําแหนง สูง เชน “นัก
ปรัชญา” “ศาสตราจารย” หรือ “วิทยากรผูเช่ียวชาญ” การศึกษาแหงยุคก็คือภาษากรีกเปนหลัก
วรรณกรรมทท่ี รงฐานะวฒั นธรรมกค็ ือวรรณกรรมภาษากรีก บรรดาครูอาจารยโดยปรกติก็เปนคนกรีก
วธิ ีการศกึ ษาและเร่อื งทศ่ี ึกษาก็ใชภาษากรีก ภาษากรกี เปนภาษาหลักของการศึกษาทุกแบบแหงยุคน้ัน
แตก ม็ บี างทบ่ี างแหง เหมอื นกันท่ใี ชภ าษาละตนิ ดว ย มหาวทิ ยาลัยทชี่ นโรมันจะศึกษาสูงขึ้นไปลวนเปน
มหาวิทยาลัยกรีก ซิเซอโรก็ดีโฮเรศก็ดีไดรับการฝกฝนในมหาวิทยลัยแหงเมืองเอเธนส ยังมี
มหาวิทยาลัยกรกี ต้งั อยูที่เมอื งโรด เมอื งทาระโซ เมืองแอนติโอเมืองอาเล็กซานเดรีย และเมืองมารซาย
ดว ย เมอื งอาเล็กซานเดรยี เปน ศนู ยก ลางทส่ี ําคญั ทส่ี ุดในการศกึ ษา เพราะนอกจากมมี หาวิทาลัยแลวยังมี
หอสมดุ และพิพธิ ภัณฑอ ีกดวยมหาวิทยาลัยเหลานส้ี อนวิชานานาชนิด ที่นิยมมากท่ีสุดก็คือวิชาปรัชญา
แตการสอนก็ยงั คงใชวิธีปาฐกถาหรอื กลาวบรรยายดวยปากซ่งึ มวี ิชากฎหมาย คณติ ศาสตร (รวมทั้งดารา
157
ศาสตร) เวชศาสตร ภูมิศาสตร พฤษศาสตร ดังไดกลาวขางบนแลววา ศาสตรแขนงตางๆ เหลานี้ ใน
ศตวรรษทีห่ น่ึงกา วหนาไกลผดิ สังเกตทเี ดยี ว
เปนธรรดาท่ีจะตองคาดวา การศึกษาควรจะตั้งตนตั้งแตเนิ่นในวัยเด็กเทาที่ควรแกเหตุผล
หลักฐานทไ่ี ดจากปร ิบงวา การศึกษาของเด็กตองถือวาสําคัญสุดยอด การฝกเด็กทางปฏิบติกระทําใน
ครอบครวั ก็แตกตางกันไปแตละครอบครัวเหมือนในยุคสมัยของเรากระทําเหมือนกัน แตยุคสมัยก็มี
มาตรฐานไปตามยุคสมัยวาควรจะสอนเด็กเมื่อใดจึงจะเหมาะ การศึกษาของเด็กจะเปนไดในขนาด
เทาใดหรือจะใหม ผี ลเพียงใด ก็ตองสุดแตฐานะความสามารถของบิดามารดา และบิดามารดาจะเห็นควร
ประการใด รัฐไมม กี ารจัดการศึกษาให เพราะฉะนั้นคนผูออนตอความรูทางหนังสือจึงมีมากเหลือเกิน
คนผกู ารศกึ ษาเกนิ กวา ขนาดคน่ั ตน ก็ไมมากนัก การสอนเดก็ กใ็ ชทาสบา ง ครูสวนตัวบางเปนผูสอนใน
บาน คอื บานทีม่ ฐี านะทางการเงินใหทําให หรือมิฉะน้ันก็สงเด็กไปโรงเรียนช้ันประถมที่มีในทองถ่ิน
ตามความเรียกรอ งตอ งการและมบี ํารุงโรงเรียนดวยคาบํารงุ ทบี่ ิดามารดาของเด็กจายให หรือโรงเรียนท่ี
อยูใ นอปุ การะของชนผมู ่ังคง่ั แตก ็มีโรงเรียนอยา งน้นี อ ยแหงเต็มที่ เด็กเปนจํานวนมากมารวมเรียนกัน
ในโรงเรียนและจา งครูสอนดว นจํานวนใหเ พยี งพอ ครูมักจะเปนครูชาย การใชครูผูหญิงยังไมเคยรูจัก
กนั สตรีเพศทนี่ ับวาบรรลุการศึกษาช้ันสูงนั้น มีเปนจํานวนนอย เพราะถือวาการศึกษาชั้นสูงนั้นเปน
สทิ ธ์ิของชาย
บางบา นเขาจะมคี นไปสง เดก็ ไปโรงเรียนเสมอ คนทําหนาท่ีก็เปนทาสบาง หรือคนรับใชบาง
เขาเรียกเปดาโกโ กส (Pedagogos) นอกจากน้ันยังทาํ หนาทีเ่ ปนผูดแู ลความประพฤติของเดก็ ดว ยเรื่อยไป
จนเด็กบรรลุความเปนผูใหญ แตดังไดบอกแลวขางบน วาการศึกษาชั้นสูงนั้นก็มีอะไร ๆ ทุกอยาง
หากแตวาจํากัดอยกู บั ชาย นอกจากการศึกษาขั้นตน เพราะถาเปนเด็กก็ไปโรงเรียนกันท้ังชายท้ังหญิง
หลักสตู รของโรงเรยี นขนาดนนั้ ก็มกี ารสอนกนั สามวชิ า อาน เขียน และเลขคณิต ใชห นงั สอื กใ็ ชเขียนก็
ตอ งเขียน แตสวนใหญส อนกันดว ยปาก
เด็กจะไดการศึกษาสูงก็ตองมีบิดามารดาท่ีมั่งมี แตถึงกระน้ันบิดามารดาผูไมถึงขนาดม่ังมีก็
สามารถใหเ ดก็ ของเขาศกึ ษาไดส งู ก็มเี หมือนกัน และมหี ลายรายดวย แตถาเด็กคนใดขยันและปญญาดี
และมบี ดิ ามารดาผูสอนพอจับจายไดดวยก็ศึกษาไดถึงขนาดข้ันอุดมศึกษา พอ ๆ กับขนาดอุดมศึกษา
ของเรา ถึงแมวาคนรหู นงั สอื ไดน อยท่ีสุดจะมีเปนจํานวนมาก เพราะเหตุวารัฐไมจัดระบอบการศึกษา
ของประชาชนให ถึงกระแสน้ันสภาพโดยท่ัวไปก็อยูในข้ันวัฒนธรรมอยางนาชม เทาท่ีทราบไดจาก
สักขพี ยานตางๆ กพ็ อสรปุ ไดวา ในโลกกรีโรมนั แหง ศตวรรษท่ีหนงึ่ เปนสมัยของการศกึ ษาเฟองฟู
158
ปรชั ญา
โดยเหตุผล ศาสนาครสิ เตียนยอ มตกอยใู นวสิ ยั ทีต่ องสมั ผสั กับอทิ ธพิ ลของปรัชญาได ความจริง
น้ีเริ่มต้ังแตระยะแรกที่สุดของความเจริญข้ึนของศาสนาคริสเตียนนั้นแลว เพราะศาสนาคริสเตียน
เกิดขนึ้ ดัง้ หน่งึ เปน ผลติ ผลของความคิด ดังหน่งึ เปนการแปลความจริงบางอยางของประวัติศาสตรและ
ของประสบการณศ าสนา ครสิ เตียนเรม่ิ เกดิ ขนึ้ ดว ยทา ที ของเหตุการณแหง ประวตั ิศาสตร เร่ิมเกิดข้ึนใน
ชวี ติ และในคําส่ังสอนของพระเยซูชาวนาซาเร็ธ แลวก็เจริญเติบโตขึ้นในชีวิตของเหลาสานุศิษยของ
พระองคในระหวา งทพี่ ระองคปรนนิบัติพระราชกิจอยูและท้ังในกาลตอจากนั้นมาอีกดวย ทําใหพวก
สานศุ ิษยส าํ อางบคุ คลภาพและงานของพระองคเปนเรอ่ื งราวข้นึ อยางหนึง่ เปน เรื่องพิเศษคือศาสนาคริส
เตียนเร่ิมข้ึนมาดวยการส่ังสอนเร่ืองพระคริสต และการท่ีพระคริสตเกี่ยวกับของกับประสบการณ
ของคริสเตียน เนื้อหาของคําสั่งสอนนั้นกระทํากันไปอยางแสดงดวยเหตุดวยผล แสดงหนาที่ของ
เหตุผล เพราะฉะน้ันคําส่ังสอนของอัครสาวกเรียกรองใหใชสติปญญามาต้ังแตเริ่มตน เรียกรองให
ไตรต รองดวยปญญา เมื่อมกี ารประกาศพระกติ ตคิ ุณเม่ือใดก็มกี ารทา ทายใหใชความคิดอยูในตัว ทาให
เอาไปเปรียบดูกับผลของความคิดที่คิด ๆ กันอยูแลวทั่วๆ ไปน้ัน เร่ืองน้ีเองที่นําใหคําส่ังสอนของ
ศาสนาคริสตเตยี นมาเจอะมาเจอกันกบั ปรชั ญาทีแ่ พรอ ยูน ้นั ในโลกกรกี โรมัน การท่ศี าสนาคริสเตียนมา
เจอกบั ประเด็นสําคัญในทางความคิดเชนนั้นยอมจะหลีกผลท่ีบานออกไปไกลและลึกท่ีสุดเสียไมได
การเกี่ยวของของศาสนาคริสเตียนแหงยุคอัครสาวกกับภาวะแวดลอมในประวัติศาสตรไมไดใหภาพ
อะไรยง่ิ ใหญไปกวามสี ัญลักษณสําคัญวาการท่ีมาเจอกับปรัชญากรีก เพราะฉะนั้นเปนการสําคัญยิ่งท่ี
นกั ศกึ ษา พนั ธสัญญาใหมจะตองมคี วามเขาใจซาบซึ้งทวิ ทศั นของประวัติศาสตร ของความขยายตัวทาง
ปรัชญา ซ่ึงกอ สรา งชวี ติ แหง ปญญาของศตวรรษทห่ี นึ่ง
ปรัชญากรีกอรุงอรณุ ข้นึ ทเ่ี มอื งมเิ ลตัส นครกรกี ในอาเซยี นอย ประมาณ ก.ค.ศ. 600 เริ่มข้ึนมามี
ลกั ษณะหยาบ ๆ สามรอ ยปตอมาไดกา วหนา ไปอยา งประหลาด ไปถึงยอดสงู สุดเอาในปรัชญาของปลา
โตและอริสโตเติล นกั คิดผยู ิ่งใหญท้งั สองท่คี วามเปนมนุษยมีให ประวัติของปรัชญากรีกเดนดวย การ
159
ขยายตัวสามดา น คือดานธรรมชาติ ดานจริยธรรม และดานเทวศาสตรดังท่ีทานแองกุสไดสังเกตเห็น
ถูกตองแลววา “ธรรมดามนุษยยอมกาวไปเชนน้ัน เบื้องแรกจะกาวไปในดานที่เห็นภายนอกแลวก็
ภายใน แลวจึงเบื้องบน หรือพูดอีกอยางหน่ึงวาธรรมชาติ มนุษย พระเจา”4 อยางน้ีจะเรียกวาขยายตัว
เปนสามระยาะก็ไมถูกนัก ถึงแมวาการขยายตัวจะมีทาทีเปนลําดับกันดังกลาวนั้น แตไมมีทางจะช้ี
แนนอนลงไปไดใหเห็นระยะท่ีเกิดขึ้นเปนลําดับ เพราะดานทั้งสามน้ันเหล่ือมลํ้าเวลากันท่ีจริงความ
สนใจในดานเทวศาสตรเริ่มเกิด แลวท้ังสองนี้ก็ไดเจริญตัวคูกันมาหลายศตวรรษ ความสนใจดาน
ธรรมชาตกิ ็ไมเคยหมดส้ินไป แตว า เปน รองลงไปในระยะท่กี ารขยายตวั กา วหนาไป
1. ดานธรรมชาติของปรัชญากรีก
การกอกาํ เนดิ ของปรัชญา น้ันเกดิ ข้ึนมาจากสติปญญาแหงสมองของมนษุ ย ซึง่ เราเรียกวาครอง
อัศจรรย มนษุ ยมองดสู ง่ิ แวดลอ มของตน มองดโู ลกทีเ่ หน็ ไดรอบ ๆ ตัวเขา และเร่ิมคดิ ใครครวญและตั้ง
ปญหาถาม หรือถาจะพดู ใหเขาหลกั วชิ ากวากว็ าการพินิจพจิ ารณาดูสิ่งแวดลอมก็เกิดความรสู ึกขนึ้ ติดตัว
แลวก็หาทางสรางคําชี้แจงอันอยูบนมูลฐานของเหตุผล ความพยายามท่ีจะวางแบบคําชี้แจงใหรูจัก
สิ่งแวดลอมดวยปญญาและใหเกิดความเขาใจไดนี่แหละคือปรัชญา การพินิจพิจารณาดูระบบของ
ธรรมชาติ การใครค รวญถึงพิภพแหง ความจริงท่สี ัมผสั ได แลว ก็ยอมเกิดปรัชญาขึน้ เปนแบบพื้นผิวเผิน
ท่ีสุดในเบ้ืองแรกท่ีสุดโลกแรกที่ความคิดมนุษยเห็นไดคือโลกวัตถุ ดังน้ันจึงเปนธรรมดาที่ปรัชญา
เรม่ิ แรกจะตอ งเปนดานธรรมชาติ
เมื่อนักปรชั ญากรีกรนุ กอ เกิดพินิจดสู ่งิ ธรรมชาตแิ วดลอมสิง่ หน่ึงทีจ่ บั ใจเขามากที่สุดคือ ความ
แตกตางและความเปล่ยี นแปลงซึ่งปรากฏตัวอยูไมรูสนิ้ และก็ในเวลาเดยี วกนั มปี ระจักษร ะบบสอใหคิด
วากฎถาวรของแนวทางสําหรบั ความแตกตา งและความเปล่ียนแปลงน้ี เพราะฉะนั้นความเปล่ียนแปลง
และความถาวรในโลกธรรมชาติ จึงเปนปญหาแรกท่ีสุดของปรัชญากรีกโบราณ ความพยายามทาง
ปรัชญาเริ่มตนคือท่ีจะคนใหพบหลักเกณฑอันเด็ดขาดของความถาวร หรือหลัก มูลฐานของความ
4 Environment of Early Christianity p. 174
160
ควบคุมในระบบธรรมชาติ ดงั นัน้ แหละปรชั ญาเมอื่ เร่ิมแรกตงั้ ตน ตรงไปทางพระเจา และเรารูสึกแปลก
ทเี่ ราผูใดไดรบั การทรงสําแดงเต็มทีไ่ ดพบวา กวา สองรอ ยป ปรัชญาจึงไดมาถึงระยะท่ีความคิดเก่ียวกับ
พระเจามีความกระจางชดั
ทาเลสเ ปนปรัชญาเมธีของกรกี ทีล่ วงหนามากอ นเขาอยูที่เมืองมีเลตุสเม่ือประมาณ ก.ค.ศ. 600
ทาเลสคิดวาไดพบเน้ือแทมีในนํ้า อแนกซิเมนเดอรและอแนกซิเมเนสเปนศิษยคนสําคัญของทาเทส
อเนกซิแมนเดอรถือวาวัตถุน้ันมีกําเนิดจากนํ้าและไฟ สวนอแนกซิแมนสก็พบวาเน้ือแททีเดียวคือ
อากาศเฮราเคลตุส (ก.ค.ศ. 536-475) มีความเห็นวามูลฐานของความจริงคืออัคคี ท้ังนี้ก็เพราะเฮราเคล
ตุสประทบั ใจลึกซ้ึงที่สุดกับความจริงของการเปล่ียนอยูเปนนิจ และปรากฏอัคคีเปนตัวทําใหเกิดการ
เปลย่ี นเร็วท่ีสุดและเขมแข็งที่สุด ดังท่ีแสดงในคําของทานนั้นเองวา “สารพัดทุกส่ิงเปลี่ยนใหเปนไฟ
และไฟเปล่ียนใหเปนทุกสิ่ง ดังเชนภาชนะท้ังหลายเปลี่ยนใหเปนทองคํา และทองคําก็เปลี่ยนใหเปน
ภาชนะ”5 เฮราเคลตสุ ไมถ อื ความเปลี่ยนแปลงเปนความดําเนินไปดวยความสับสนยุงเหยิงแตวาความ
ดําเนินไปอยภู ายใตความควบคุมของกฎเดด็ ขาด ดังนน้ั เราอาจพูดไดวา สําหรับเฮราเคลคุสเห็นวาอัคคี
เปนหลักของความถาวร แลวกฎก็เปนหลักเกณฑของความถาวร ความคิดของกรีกท่ีคนควาอยาง
กระตอื รือรนอยแู ลวกําลงั เห็นลาง ๆวา โดยประการหนึ่งประการใดทพ่ี ภิ พเปนเหตุใหท ราบไดโ ดยหลัก
ความจริง
เทาที่เกี่ยวกับความสนใจของการสํารวจในปจจุบัน ความกาวหนาท่ีสําคัญที่สุดในพวกนัก
ปรัชญาที่ถนัดทางดานธรรมชาตินี้ปรากฏที่แนกซาโกราส (ก.ค.ศ. 500-428) ผูเสนอสมมติฐานวา
ความคดิ เปน หลังเกณฑอ ันถาวรและควบคมุ ระบบธรรมชาติ มันเปนแตเพียงกาวเดียวส้ัน ๆ ท่ีหางจาก
ความคิดตามความเห็นในหัวขอที่อางถึงปญญายอดเย่ียมอันหนึ่งอันเดียว ผลิตและควบคุมพิภพแหง
วตั ถุ เชนนั้นแหละแมใ นการไตรต รองหาความรูของธรรมชาติ ความคิดแบบกรีกก็เร่ิมสังเกตเห็นฉายา
5 การคัดความและการสรปุ ความในตาํ รานี้ ผปู ระพันธตาํ ราตองขอขอบบุญขอบคณุ ตอทา นRogers, Student’s History of Philosophy และทาน Zeller, Outlines of
Greek Philosophy
161
ของพระเจาเที่ยงแท พระองคผูทรงเสด็จมาเปนเน้ือหนังสําแดงองคพระองค ซ่ึงสักวันหนึ่งจะมีสวน
สําคญั ในการช้แี จงแสดงความหมายแกโลก
2. ดานจริยธรรมของปรัชญากรีก
พูดไดเต็มปากวาปรัชญาดานจริยธรรมคร้ังแรกปรากฏขึ้นที่ไพทาโกราส (ก.ค.ศ. 580-500)
ทานไพทาโกราสเปนผูกอเกิดลัทธิไพทาโกเรียนนิยม อันเปนแบบปรัชญาที่คงทนอยูหลายศตวรรษ
ทเี ดยี ว และยังคงทาํ ใหอิทธพิ ลปรากฏอีกเมือ่ รุงอรุณของศักราชคริสเตียนไพทาโกราสไดตั้งภราดรภาพ
แหงความตรากตรํากรํายากและสงเสริมดวย คือบุคคลในวงนี้จะตองอุทิศตัวเขาในกฏปฏิบัติอยาง
เครงครัดท่ีจะดํารงชวี ิตตามความพอประมาณ วิญญาณของความเปนเจาสําราญและการตามใจตนได
แผซ านอยใู นยคุ จนเปนวสิ ยั ของยคุ ทําใหเกิดการเนน จริยธรรมข้นึ เมือ่ ในท่สี ดุ มนั รงุ อรณุ ขน้ึ มามันก็เปน
แบบจริยธรรมทเ่ี อาจริงเอาจงั ท่สี ดุ ไพทาโกราสมีความเห็นวาชีวติ ท้ังหมด ตองอทุ ิศไปในดานศีลธรรม
และศาสนา ทา นสงั เกตเหน็ ไดอยางเฉยี บแหลมเหน็ ความดีกับความชั่วตอสูกันไปหยุดหยอน และรับรู
สว นจติ วิญญาณในธรรมชาติมนุษยและในประสบการณ
ในการอธบิ ายถงึ ระบบของธรรมชาติ ไพทาโกราสทาํ หลักความจริงเปนจํานวน เพราะฉะนั้นปรัชญา
ดานธรรมชาติของทา นจงึ เปนแบบเลขคณิต เปน การยากสาํ หรบั ความคิดของคนในปจจุบันเราจะคลํา
หาความเก่ยี วขอ งกนั ระหวา ง ปรัชญาของไพทาไกราสดานธรรมชาติกับดานจรยิ ธรรม
ทงั้ ตัวประวตั ิศาสตรของปรัชญาดานจริยธรรม เปนบทบาทของพวกเจาเหตุเจาผล คนพวกน้ี
เฟอ งฟใู นกรกี ในศตวรรษท่หี า ก.ค.ศ. ความเคลื่อนไหวเปนไปทางปฏบิ ตั แิ ละมุง ประโยชนม ากวา ถือเอา
ความสําคญั ทางปรชั ญาวาดวยธรรมชาติและมอี นั ตรายแกชีวิตกรีก เน้ือหาท่ีทําใหเราสนใจคือผลเยี่ยม
ยอดของมนั ซ่งึ ปรากฏในบุคคลและคําส่ังสอนของซอคาตีส (ก.ค.ศ. 470-399) ในความรูสึกซอคราตีส
เปนอาจารยปรัชญาคนหนง่ึ ในยุคเทาน้ันท่ีทําใหเรียกไดวาโซฟสต (ผูอธิบายเหตุผลอยางฉลาด) ทัศน
และแบบดานจริยธรรมของทานถึงแมมัน จะเขากันเหมาะกับทัศนะและแบบอันดีท่ีสุดที่มีในลัทธิโซ
ฟสตนิยมก็ยังผิดกันไกลจากกันปรัชญาท่ีเปนตัวแบบแหงยุคสมัยของทาน เปนความจริงท่ีทานซอ
คราตีสไดอิทธิพลมาจรก พวกโซฟสตในหลักมูลฐานซ่ึงทานไดเอามาสรางปรัชญาของทานขึ้น คือ
อะไรก็ตามทถี่ ูกก็เปน ถกู ในธรรมดาของมนั เอง ไมใชเ พราะประชาคมกําหนดวาควรเปนอยางไรมาต้ัง
แคบรุ มบรุ าณ แตซอคราตสี ไดขัดเกลาหลักเกณฑน ไี้ วมากมาย และตบแตงใหเอามาใชปฏิบัติไดจริง ๆ
ซอคราตสี เช่ือม่ันคงในความสําคัญของจิตสํานึกของเอกชน และความจริงของความจริงในที่สุดและ
ความยุติธรรม และขยั้นขยอใหมนุษยดํารงชีวิตอยูใหคลองจองกับความรูสึกภายในของเขาที่รูสึกวา
ถกู ตองเปนที่ชอบ และตามความจับจิตจบั ใจกับน้ําพระทัยพระเจา แทนทจี่ ะดํารงชีวติ ดว ยการเลียนแบบ
ตอกฎท่ีมนุษยตั้งขึ้นตามใจของเขาและปฏิบัติตามเหมือน เปนเครื่องจักรเครื่องกล ความคิดของซอ
162
คราตสี แตกตา งกบั ของพวกโซฟสตในประการที่ทานไมยอมใหเอานโยบายมา กําหนดความประพฤติ
ของคน ซอคราตสิ ตองตายอยางทรมานก็เพราะความรูสึกนึกคิดอันน้ีของทาน วิถีชีวิตของทานทําการ
ลูบคลาํ หาความจริงเด็ดขาดเกย่ี วกับชวี ติ และวญิ ญาณ ซอคราตีสเร่ิมการคน ควาหาการปรากฏสงู สดุ ของ
ความดี ซึ่งความดนี ยี้ อดสงู สุดของมันแผร ศั มีออกมาจากดาราแหง เบธเลเฮม
ปรัชญา ของซอคราตีสอาจพูดไดวาใหไวเปนสองดานดานทฤษฎีความประพฤติและดาน
ความคิดเรือ่ งความจรงิ ความคิดของทา นท้งั สองดา นนี้ผลิตการขยายตวั ทางปรชั ญาออกมาเปน สองแนว
ซ่งึ มาแยกกนั คอ นขา งกวา งขวาง ดานฤทษฏีความประพฤติปรากฏเดนในไซนิคสกับไซดเรเนอิคสกับ
พวกศษิ ยข องทา นทั้งสองน้คี อพวกสะโตอคิ สกบั พวกเอปคเู รียน6 ในดา นความคิดเรอื่ งความจริงออกมา
ในแบบปรชั ญาอันงามของปลาโต และอรสิ โตเตลิ ฝา ยเรานนั้ สนใจใครค รวญกบั ปรัชญาดานจริยธรรม
ของซอคราตีสซึ่งขยายตวั (หรอื คอ นขา งผันแปรไป) เปนทฤษฏีความประพฤติ
ซอคราตสี ถอื วา ความสุขกับความดีมีการเกี่ยวของในบางประการ การเกี่ยวของกันนั้นมีความ
คลมุ เครอื ในความคดิ ของทานเองก็ได หรืออาจคลุมเครือเพราะท่ีพวกสนุศิษยของทานแจงแกเราก็ได
อาจเปนเพราะเหตุนไี้ ดมากท่ีสดุ อยางไรกต็ าม มคี วามสบั สนกันอยู ซอคราติสหมายจะสอนวา ความดี
คือความสขุ หรือความสุขคือความดี 7 อยางใดอยางหนงึ่ ไซนิคสถือแบบกอ น ไซเรเนอิคสถ ือแบบหลัง
ไซนิคสสอนวา ความดสี งู สุดอยใู นความประพฤติลวน ๆ และเปนความประพฤติท่ีสมเหตุผล
และการระงับความปรารถนาทงั้ สิ้นของมนุษย ตัวแบบของทานท้ังสองนี้ ท่ีรูจักรกันดีที่สุดคือไดออก
กนิ สี ทานผูน้ีไดส ละความผกู พนั กับสงั คมหมดประกาศไมวาถือวาตัวมีตัวมีตน ไปอาศัยอยูในแถวใน
รงั ไม แมถ อยสาํ หรับดม่ื นาํ้ ก็ไมตอ งมี เพราะเหน็ วาเปน เครอื่ งถว งโดยไมจ าํ เปน
6 ในการบรรยายถงึ วิทยาลยั เหลา นี้ ทา น Cilbert, Murray ไดพ ูดจริงท่ีรูก นั อยแู ลววา “วิทยาลัยเหลา นเี้ ปนของประวัติศาสตรศ าสนา” (Five Stages of Greek Religion,p.
17) เร่ืองนที้ ําใหนาสนใจเปนพิเศษแกก ารศกึ ษาของเรา
7 ขอ แตกตา งกันในระหวา งสองทศั นะน้ี กลาวไดช ดั ดว ยภาษากรีกมากกวาดวยภาษาอังกฤษ ถาทานซอ กกราตสี เห็นความแตกตา งกนั ชัด ทา นกจ็ ะพูดไดย อา ง
เฉพาะเจาะจง ถา ทา นพูดดวยสํานวนทางภาษากรีกวา ความสุขคอื คณุ งามความดี “ก็หมายความวาทา นซอกกราตีสวาความสขุ เปน ความดเี ลิศ แตถา ทา นวา “คณุ ความดี
เปน ความสุข” ก็เทากับวาทา นวา คุณงามความดีเปน ความดเี ลิศ
163
ลัทธิซินิคนิยมทีข่ ยายตัวขดั เกลาข้นึ และกาวหนา ไปไกลกวา กป็ รากฏในลัทธิสะโตอิคนิยม ซึ่ง
เราถอื วามกี าํ เนดิ กับเซโนนักปรัชญาผูมีชีพอยูในกาล ก.ค.ศ. 342-270 สะโตอิคเนนใหอดทนและหัก
หา มตน แตก เ็ หมือนกับไซนคิ สไมสละท้ิงการรวมกลุมสมาคม ความผูกพันกับผูอื่นเขาถือวาเปนความ
ศักดส์ิ ิทธสิ์ ุดยอด ทจี่ ริงสะโตอิคเห็นวาหนาท่ีคือพระเจาของทาน และหนาท่ีน่แี หละ เปนการแสดงองค
ของสิง่ ศักด์ิสิทธ์ิแตอยางเดียว โดยนัย พระเจาอยางนี้แหละสะโตอิคสนใจมาก ลัทธิสะโตอิคนิยมคือ
ปรชั ญาดานความประพฤติ มีจดุ มุงหรอื จดุ สนใจทางศาสนาบา งเล็กนอ ย คนพวกนิยมลัทธิปรัชญาแบบ
นี้มีความเหน็ วามนุษยจะตอ งเปนและเปน ผูชว ยตวั เองใหรอดได เอปคเตตุสคนสําคัญคนหนึ่งในลัทธิน้ี
(เกิดประมาณ ค.ศ. 60) ไดประกาศหลักเกณฑด งั หนง่ึ ประกาศิตมาจากพระเจาวา “ถาทา นอยากไดความ
ดีหรือ เอาจากตวั เองสิ” (D.1:29) และผูเขียนคนเดียวกันน้ียังวาอีกวา “ทานตองปฏิบติความตั้งใจ และ
สิ่งนนั้ กจ็ ะสําเร็จ .... เพราะความพินาศก็ออกมาจากภายในและความอานุเคราะหก็ออกมาจากภายใน
ดวยเหมือนกัน” (D.4:9) “ทานจะอธิษฐานเอาอะไร?” เปนคําถามของเซเนกาผูอยูในสมัยเดียวกับ
อาจารยเปาโล “ทําตัวของทานใหเปนสุขซิ” (Ep. 31:5) ถึงกระน้ันก็ดี ในลัทธิของสะโตอิคยังมี
ความรูสึกวาศีลธรรมของมนุษยยังหยอนกําลังอยูในธรรมชาติของมนุษย และรูสึกวามนุษยตองการ
พระคณุ เพราะเซเนกากลา ววา “คนผูปราศจากพระเจาก็ไมมีใครดีได” ใครคนใดอาจข้ึนไปเหนือกวา
โชคชะตาไดห รือนอกจากเขาจะไดความชวยเหลอื ของพระเจา?” (Ep. 41:2) น่ีเองเซเนกากําลังเอื้อมไป
หาพระเจา ผูเปน บุคคลและพระเจา ผูทรงพระคณุ แตส ะโตอิคตัวแบบก็เห็นวาความรอดประกอบอยูใน
การบรรลถุ งึ ความดีอันเดด็ ขาด ซ่งึ ถอื วาเปน สถานะของชวี ิตมนุษยอ ันเปนไปไดอยางสูงสุด มันจะตอง
กระทาํ สําเรจ็ ไปโดยการคอย ๆ ระงับความปรารถนาทุกอยาง และกาํ จัดความรักและความต่ืนใจใหสูญ
ส้นิ ไป ปรากฏชัดแลววา ความเคลื่อนไหวของครสิ เตยี นจะหลกี การเจอกนั กบั ปรชั ญาเชนน้ันไมได ตอง
เจอกนั ดวยปฏิกิรยิ าไมโ ดยตรงกโ็ ดยออ ม
ตามความเห็นของไซเรเนอคิ สเ หน็ วา ความบันเทิงเปนความจริงที่แทจริงตออันเดียว และดวย
ประการฉะนั้นความสนใจอนั สูงสุดแหงชีวิตคือทจ่ี ะเอาความร่ืนเริงใหไดมากท่ีสุดที่ จะมากไดจากทุก
ๆ ครูทุก ๆ ยามท่ีลวงไป จัดใหส่ิงอ่ืน ๆ เปนความสําคัญช้ันรองหมดใจจุดหมายอันน้ี ปรัชญาแบบนี้
กา วหนาไปเปน แบบการปฏบิ ตั ิอันประกอบดว ยเหตุผลโดยเอปคิวรุส (ก.ค.ศ. 341-270) ทานผูนี้ไดต้ัง
แบบปรชั ญาข้ึนแบบหน่ึง ที่รูจักกนั ในลัทธอิ ิปค เุ รยี นนิยม ทา นปฏิเสธกฎแหงศีลธรรมเชนนั้น และเนน
ความบนั เนทิงวา เปนความดีช้ันเอก แตความบนั เทิงท่ีทานเสนอข้ึนนั้นไมใ ชอ ยา งการประเวณีหยาบคาย
ดังทไ่ี ซเรเนอคิ สค ํานึงถงึ และคุณงามความดไี ดร บั รองวาเปนอาการของความบนั เทิงที่สําคัญอยางหน่ึง
แตเ ปน แตอาการเทานั้นไมใชเปนที่สุดปราย ชีวิตความดีและความพอประมาณสวนใหญจะพบไดใน
ชีวติ บันเทิงเรงิ รมณท ่สี ดุ จะดํารงชีวิตอยู
164
เอปคิวรุสจึงใหสังเขปหลักของทานวา “เมื่อเรากลาววาความบันเทิงเปนจุดหมาย เรามิได
หมายความวา ความบันเทงิ ของสิ่งไรศลี ธรรม หรอื ความบนั เทิงทเ่ี พยี งแตสุนกสนาน ดังผูวิพาษวิจารณ
บางคนไมรูบาง เปน ปฏิปกษบ าง หรือบางกค็ ดิ เห็นอยางไมเปนมิตรดวย แตท่ีจริงเราหมายความวามัน
เปน การพน จากการเจ็บปวดในกาย พนจากความลาํ บากในใจ เพราะไมใชการดืม่ และการสนกุ สนาน ...
หรือมีอาหารปรุงอยูอยา งประณตี ตง้ั ไวรบั อยางเต็มโตะจะใหชีวิตความสขุ ขึน้ มาได แตก ารใครครวญหา
เหตุผลอยางสงบที่จะใหพบสิ่งท่ีควรจะตองพบ และหลีกส่ิงท่ีควรหลีก และรูถึงเหตุผล และกําจัด
ความคดิ แปลก ๆ ไปเสีย คอื ความคิดทม่ี ีอาํ นาจมากทสี่ ุครอบงําวญิ ญาณมนุษย
เราตองชชี้ ดั ลงไปใหไ ดใ นระหวางลัทธิอิปคูเรียน นิยมดานเทวศาสตรกับลัทธิอิปคูเรียนนิยม
ดา นปฏบิ ติ คอื ความคิดทางปญญาของนักปรชั ญาสมองใสกับความประพฤติของศิษยท่ีตามใจตัว ดังท่ี
พวกศิษยไ ดรับเหน็ ดวยและนาํ มาใช ลัทธปิ ค ูเรยี นนิยมปฏิบัติกันไปดังหน่ึงปรัชญารับวากามโลกียอัน
ชัว่ นน้ั ใชไ ด ในโลกแหง ศตวรรษท่ีหน่งึ ถือวากามโลกยี ก็เปนความชั่วทํานองเดียวกบั การไรศีลธรรม9
ดว ยประการนี้แหละคอื ปรชั ญากรกี อนั ไมร จู ักพระเจา ไดถูกนําโดยสัญชาติญาณอันปราศจาก
ความแนนอนของจิตสาํ นึกและถกู นาํ โดยเหตผุ ลของเขาที่คดิ วา เปนความสวางตีปกพึบๆ ภูมิใจ ท่ีจริง
แลว ปรชั ญาอยางนี้กําลังคลําหาทางไปใหถึงสถานะแหงชีวิตอันจะใหพบความสุขแทไดนั่นเอง ชีวิต
อยางท่จี ะทําใหอุดมคติทางศีลธรรมถงึ ความสําเรจ็ ครบไดน้นั จะเหน็ ไดชัดโดยความคิดท่ีปราศจากส่ิง
อน่ื เจอื ปนจริงๆ อันเปนความคิดที่ดีท่ีสุด แตความเราใจและวิธีท่ีจะใหบรรลุถึงอุดมคตินั้นไดจะเปน
ประการใด ยังคงเปน ปญหาท่ีแกไ มตก ความคิดแบบกรกี ถึงแมไ มมีบญั ญตั ิศีลธรรมทพี่ ระเจา เปด เผยให
มนั กย็ งั คงเปนบญั ญตั สิ ําหรับตัวมนั เอง (ดโู รม 2:14) แตจ ะตองคอยเหตุการณข องพระองคผูหนึง่ ผูทําให
บัญญตั สิ าํ เรจ็ สมบูรณในพระองคนน้ั และผูทรงเปน องคอุดมคตสิ งู สดุ และทรงเปน ผูสามารถรอนใจลง
ในหัวใจมนษุ ยไดอ ยางเพียงพอทีเดียวท่ีจะใหเขาเห็นจริงเห็นจังกับการที่เอาดานจิตวิญญาณมาใชกับ
บัญญตั ิ และจะใหเห็นไดในประสบการณข องเขาเอง
9 ดตู ํารับของทา น Fowler, Social Life ot Rome, หนา 121ff.
165
3. ดานเทวศาสตรข องปรัชญากรีก
ดังเราไดเห็นแลววา ปรัชญากรีกไมไดมีกําเนิดข้ึนจากความสนใจศาสนา พระเทพเจาบุรมบุ
รานของศาสนาประจําชาติมีอยูมีไปอยางน้ันเอง แตปรัชญาน้ันเกิดข้ึนจากความสนใจในมนุษยและ
ธรรมชาติ แตถึงกระนั้นก็ดี เทววิทยาเปนผลเกิดจากความกาวหนาของปรัชญาอยางหลีกเลี่ยงไมได
เพราะเมอ่ื ความคิดของกรีกเรม่ิ แทรกซึมเขาไปในธรรมชาติธรรมดาของความจรงิ มันก็ไมอาจหนีพนไป
จากการไดพ บวาปรากฏการณข องพิภพยอมเปนที่แสดงใหเห็นจริงวิญญาณเทา ๆ กับแสดงใหเห็นวัตถุ
การรับทราบวามีความคดิ และวัตถุวา เปนหลกั หนว ยท้ังสองของความจรงิ ไดนาํ เอาเทววิทยาเบ้ืองตนมา
เคยี งคมู ากับวิทยาศาสตรเ บ้ืองตนและคมู ากบั จรยิ าธรรม
แสงสลัวแหงเทววิทยาอันมีเหตุมีผลไดพุงเขาใน หมอกของความคิดแบบกรีกท่ีมีทัศนะ
เกยี่ วกบั พระเทพเจาทั้งหลายการณน ้ีไดเ กดิ ข้นึ กอ นรุงอรุณของปรัชญาเสียดวยซํ้า เพราะทานเสลเลอร
แจงแกเรา “ในพวกจิตตกวีแหงศตวรรษท่ีเจ็ดและท่ีหกไดมีการสังเกตเห็นรองรอยของความคิดเห็น
เรื่องพระเจาคอย ๆ ขัดเกลาตัวข้ึน เพราะเทพเจาซิวซ่ึงเปนตัวต้ังตัวตีและผูพิทักษระบบศีลธรรมของ
โลกเริม่ โผลใหเ ห็นเดน ชัดยิ่งขน้ึ จากพวกพระเทพเจาท้ังหลายอันมากมายเหลือประมาณนั้น”10 รองรอย
เรมิ่ แรกและชัดของการขยายตัวทางเทววิทยาใน ปรชั ญากรกี ปรากฏในซโี นฟานีส(Xenophane) ก.ค.ศ.
572-480 สว นทที่ านเขา มามีในประวตั ศิ าสตรแหงความคดิ ทางศาสนา ของกรีกนั้นคือท่ีทานไดคัดคาน
ความนยิ มเชอื่ ถอื พระหลายองค และความงมงายของศาสนากรีกโบราณ หลักฐานของการกาวหนานี้
อาจเห็นไดในถอยคําของทาน “มีพระเจาองคเดียวผูย่ิงใหญที่สุดในบรรดาพระเทพเจาทั้งหลายและ
มนษุ ย เมอื่ เปรียบกับส่งิ ท่ตี อ งมกี ารลมหายตายจากหรืออนิจจังกเ็ ปรียบกับสิ่งท่ีตองการลมหายตายจาก
หรอื อนจิ จากเ็ ปรยี บกนั ไมไดทั้งรูปทงั้ รางหรือทัง้ ความคดิ ” การกา วเขาหาลทั ธิความเชื่อถอื พระเจามีแต
องคเ ดียวน้ันเชน ตรงตอ กรณเี สยี เหลือเกินตามถอ ยคําที่วา “ย่ิงใหญท่ีสุดในบรรดาพระเทพเจาทั้งหลาย
และมนษุ ย” แตทศิ ทางแหงความคิดช้ไี ปทีพ่ ระเจา มพี ระองคเดยี วน้ันเปนการเห็นกันแจมแจงการยา งเขา
หา ทศั นะพระเจาองคเ ดยี วอีกประการหนึง่ นน้ั ประกฎในทา นเฮราเคลตสุ Heracleitus นกั ปรัชญาผูหน่ึง
10 Op. Cit, p. 25
166
แตแรกเรมิ่ ในดา นธรรมชาติ ทานไดเห็นหลักเกณฑของระบบในพิภพแหงการข้ึน ๆ ลงเปลี่ยนแปลง
เสมอ และหลักของความถาวร และระบบทีร่ วมกนั เปน หนว ยน้ที า นวา เปนกฎ การท่เี หน็ กฎหลกั มลู ฐาน
นเ้ี กีย่ วของกับพระเจานั้นเปนกา วงาย ถงึ อยางไรก็ดีทานมีความคิดเห็นไปในทางพระเจาคือกฎประจํา
วัตถุมากกวาพระเจาองคเดียวผูอยูเหนือวัตถุดังที่เราไดเห็นในคําของทานวา “พระเจาเปนกลางวัน
กลางคืน ฤดูหนาวฤดูรอน สงครามและสันติภาพความหิวและอิ่ม แตพระเจาทรงรูปการตางๆ กัน
ดงั เชนไฟหรืออคั คีเม่ือปนกบั กํายานตางๆ ชนดิ ก็ยอมมีชือ่ ไปตามความหอมของแตล ะอยาง”
กาวตอไปคือท่ีจะคนพบความเปนเอกภาพและปญญาในหลักเกณฑท่ีบงการของพิภพ ทาน
เอม็ ปโคเคลิ Empedocles เปนเจา ของกาวนี้ ดังท่ีทานวา “ความคิดเปนตัวสะกดที่ควบคุมแผนดินโลก
และสวรรค” ทานอแนกซาโกราส Anaxagoras มคี วามคิดเหน็ อยางเดยี วกันนีโ้ ดยพฤตินัยหลักฐานของ
ระบบในธรรมชาตปิ ระทบั ใจทาน และทานไมสามารถจะใหเ หตผุ ลแกระบบโดยไมเก่ียวของกับปญญา
ได ดงั นน้ั อแนกซาโกราสตั้งเหตุผลหรือความคดิ วา เปนหลักความเปนจรงิ ซ่งึ คนอื่น ๆ ตั้งตนและแสดง
ทิศทางไว เหตผุ ลท่ตี ัง้ ใจไวสุดยอดก็เปน นามอีกนามหนึ่งของพระเจา ดวยประการฉะน้นั แนกซาโกราส
โดยนัยก็เปนเจา ความคดิ ดา นพระเจา องคเดยี ว
ในการขยายตวั ของเทวศาสตรกรีกน้นั คอยอกี กา วเดยี วเทา น้ัน นน่ั คอื ที่จะทราบวาศีลธรรมก็ดี
บคุ คลฝา ยจิตวิญญาณก็ดี เน่ืองมาจากพระเจา กาวนเี้ ปน กาวของซอคราตสี และปราโตซอคราตีสเช่อื วามี
หลักเกณฑความจริงแหงพิภพและสิทธิ และเชื่อวาหลักเกณฑน้ีมาบรรจบครบในองค และบุคคลใน
พระเจาซึ่งซอคราตสี ถอื วาเปนยอดสุดของความประพฤติและนิสัย ทานไดประกาศแกชาวเอเธนผูขม
เหงทา นวา “ขา พเจา ตอ งเชื่อฟง พระเจามากกวาท่ีจะเช่ือฟงทาน” ถอยคําน้ีที่กาวเขามาหาความคิดแหง
เทวศาสตรอ ันแทเปนความกาวหนาอันล้ําหนา คณุ คา ของมันอาจเปรยี บไดกบั ถอ ยคําท่ตี รงกนั ทเ่ี อยโดย
อคั รสาวกเปโตรเมือ่ ทา นอยใู นฐานะที่ทราบกระจางแจงโดยการสําแดงเรื่องการไถบาป ทานไดกลาว
แกแ ซนเฮดรินของยวิ วา “เราตอ งเชือ่ ฟง พระเจามากกวาเช่อื ฟง มนษุ ย” (กจิ การ 5:29)
ปลาโตเปน เจาของการกา วไกลออกไปอีกในทิศทางสลู ทั ธนิ ิยมพระเจา องคเดยี วลวน ๆ (ก.ค.ศ.
427-347) ทา นเชอ่ื วาหลกั ความจริงดาํ รงอยูใน “ทัศนะ” อยา งหนึ่งหรือเนอื้ หาอยา งใดอยง หนงึ่ ซงึ่ วตั ถุที่
สําผัสไดเ ปนแตรูปรางหรือรูปแบบ เน้ือหาอันเปนยอดสูงสุดของพิภพคือความดี และความดีสูงสุดน้ี
ปลาโตใ ดช วี้ าคอื พระเจา ท่ีตรงน้ีความคดิ ของปลาโตค ลมุ เคลอื ไมแนชดั แตอ ยา งนอ ยทส่ี ุดเราอาจเชอ่ื แน
ไดวา ตามความคิดเหน็ ของปลาโตเห็นวาความดีสงู สุดน้ีเปนยอดของความเปนตัวตนท้ังหมด และเปน
เปาหมายของความบากบน่ั ท้งั หมด
ประมาณศตวรรษท่ีสองกอนศักราชคริสเตียนก็เริ่มมีลัทธิขึ้นมาลัทธิหน่ึงซึ่งเปนความเชื่อถือ
ปนเป อันเปนความเช่ือท่ปี ระกอบขึ้นดวยสว นความเชื่อถือสว นตา ง ๆ ของกรีกและของชาวตะวันออก
167
แลวนบั เปน ปรชั ญาของลัทธหิ นง่ึ เรียกวานอสติคนยิ ม11 ระบบปรัญชานี้ อาจเรียกวาเปนระบบก็ได เปน
ผลจากการเฟนเอาสว นตาง ๆ จากความคดิ เหน็ ทม่ี อี ยใู นวงการศกึ ษาตาง ๆ ท่ีมีแพรอ ยู แลวตัวเองก็เลย
กลายเปนลทั ธทิ ีม่ ีทัศนะตาง ๆ ยุง เหยงิ เมื่อศาสนาคริสเตยี นแรกทเี่ ริ่มมหี ลักธรรมขยายตัวขน้ึ กร็ สู กึ เปน
โอกาสทีล่ ทั ธนิ อสติคจะฉวยโอกาสเขามาฟกตัวใหงอกงามดวย การขยายตัวของหลักธรรมคริสเตียน
นัน้ เทวศาสตรครสิ เตยี นเรม่ิ แรกจึงถูกโนม นาวไปดว ยความคิดของพวกนอสตคิ จนกอ เกิดความนอกรีต
อันใหญข นึ้ คร้ังแรก
ปรัชญาที่มเี นือ้ ปนเปดวยตําราที่เฟน เอามาจากลทั ธิอ่นื ๆ อกี แบบหน่ึงสําคญั มากทเี ดยี ว อันเปน
เบอื้ งหลังอยใู นพนั ธสัญญาใหม นั่นคอื คําส่งั สอนของฟโล คนยิวชาวเมืองเล็กซานเดรียผูย่ิงใหญ ฟโล
น้ันถงึ แมจ ะเปนคนยิวเขาก็นิยมชมช่ืนเสียอยางลุมหลงกับความคิดทางปรัชญาของเฮลเลนนิยม ทาน
จรงิ จงั กับวธิ กี ารคละเคลาในสมยั ของทาน ทานจึงไดหาทางแสดงคําสอนของทานออกมาบาง โดยเอา
คาํ ส่ังสอนของโมเสสและเอาคําตํานานของชาตอิ สิ ราเอลเขา มาใหค ลองจองกบั คํานิยามของปรชั ญากรีก
และศาสนายิว แตใหความมีน้ําหนักท่ีศาสนายิว12 ศาสนาท่ีตั้งอยูบนหลักปรัชญาของทาน ทานเปนผู
เช่อื ถือความลักลกึ อยา งลมุ รอ น และเห็นดวยกับความกระจางแจงแหงฝายวิญญาณจิตและเห็นดวยใน
ขนาดท่ีนาประหลาด ที่ทานใครครวญในทางศาสนาก็มักยางเขาใกลทัศนะฝายคริสเตียน แตเราตอง
ระวงั ใหด ี ๆ ท่ีจะไมเ อาคําสอนของฟโ ลมาเขา กบั เทวศาสตรฝายคริสเตยี น ไมเอาคาํ นิยามฝายคริสเตียน
อันจะแจง มาใชก ลา วบรรยายทัศนะของฟโล ซ่ึงท่จี รงิ คาํ นยิ ามอนั จะแจงของฝายศาสนาคริสเตียนน้ัน มี
ความหมายในคํานยิ าม ซึ่งไมอยใู นเขตขา ยความคิดดของฟโลเลย
หลักหน่ึงในคําสอนของฟโลที่คลองจองกันอยางที่สุดกับคําสอนของศาสนาคริสเตียน ก็คือ
ทัศนะของทานเรอ่ื งผปู ระสานการ ทานเรยี กผปู ระสานการนดี้ วยคํานิยามของกรีกวา โลโกศ อันแปลวา
“คาํ ” (ยอหน 1:1) ทานยดึ ถือเหนียวแนนกับความคิดของยิววาพระเจาทรงอยูเหนือพนส่ิงใด ๆ ทั้งส้ิน
แตกระนนั้ กด็ วี สิ ัยของพระองคทีเ่ ราเขาใจไมไ ด และทั้งความคดิ เห็นอันลึกลํ้าของพระเจาทําใหมีความ
11 ดตู าํ รับของทาน Angus, The Religious Quests of the Greco Roman World, pp 379 ff.
12 ดูตํารบั ของทา น Kennedy, Philo’s contribution to Religion, p.31
168
จาํ เปนตอ งมีการติดตอระหวางพระเจากับมนุษย เพ่ือประสงคจะใหความขัดกันน้ีเกิดความสอดคลอง
ขึ้นฟโลกค็ ดิ ประดิษฐห นาท่ีการประสานงานของโลโกศขน้ึ เพราะฉะนน้ั ในการที่ตั้งหลักธรรมโลโกศ
ข้นึ เปนแบบฉะนี้จึงไมใชเ ปนทฤษฎที ใ่ี หความสะดวกแกค วามคาดคดิ ทางปรัชญาเทาน้ัน แตเปนความ
จาํ เปนท่ีเกดิ จากประสบการณท างศาสนาของทา นเอง ดว ยเปน ความพยายามท่ีจะไดความคลองจองกัน
อยา งสมเหตุสมผลระหวา งความเช่อื อนั ลมุ รอนของทานเอง เรื่องวิสัยลับลึกกับความเช่ือของทานเรื่อง
ความอยูเหนือพนของพระเจา เปนทัศนะท่ีทานรับมาจากลัทธิยูดาหนิยมกับปลาโตนิยม หัวใจของฟ
โลหวิ ความสมั พันธกับพระเจา ซงึ่ ทา นเชื่อวาวญิ ญาณอนั บาปหยายช่วั ของทา นไมอาจเขา ถงึ พระองคได
ทา นจงึ ไดค วาเอาทศั นะของโลโกศไว ดงั ท่ีวางรูปรา งไวแลว ในความคดิ อันมีท้งั ศาสนาและปรัชญาใน
สมัยของทา น และก็เห็นวานนั่ เปน วิธที นี่ าพอใจของการทําใหตัวเองแนใจและสงบและสัมพันธกับพระ
เจา13 นี่แหละเปนจุดที่พาดกันของความคิดและประสบการณทางศาสนาของฟโล และเปนวิธีสําคัญ
สําหรับทาํ ความเขาใจทา นใหไ ดล ะเอียดถี่ถวน
ความคดิ ของฟโ ลกับคริสเตยี นปะทะกนั อยางแรง ก็ตรงท่ีวิธีของฟโลเก็บโนนเก็บน่ีเอามาปน
เขาเปนอีกอยางหนง่ึ คือเฟนเอาหลักตา ง ๆ ในระบบปรัชญาทง้ั หลายเอามารวมกนั ปรชั ญาของฟโลมิได
เปนปรชั ญาท่เี กิดข้ึนเปนผลจากความคดิ ของตนเองโดยอสิ ระ แตเ ปน ผลจากความคิดของหลายความคิด
ท่นี ยิ มกันเม่อื กอ นและในระหวางยคุ สมยั ของทา น ทา นเปน ตวั แบบของความรสู ึกชอบเช่อื ปนเป เพราะ
ทา นพยายามตัง้ ลทั ธินิยมเลือกเอาหลักท่ีคลายกับมารวมกันจากปรัชญาของกรีก จากความลับลึกของ
ชาวตะวนั ออก และจากเทวศาสตรข องยวิ ในอาณาจกั รของปรชั ญากรีก ความคิดเหน็ ของทานแสดงวามี
กาํ เนดิ มาจากการเก่ยี วขอ งกบั ปลาโตน ยิ ม ไพทาโคเรียนนิยม และสะโตอิคนิยม ผลท่ีความลับลึกของ
ชาวตะวันออก และดูแอลนยิ ม (ของคูกนั ) มาถึงทานก็โดยความโนมเอียงแหงความคดิ แบบชาวเซเมติด
ของทานเองและหลักความเชือ่ ของชาวเปอรเซยี และบาบิโลเนยี ทเ่ี รยี กวานอสติคอันแพรอยูในปรัชญา
ของศวรรษท่ีหนง่ึ พนั ธสัญญาเดิมและหลักเทวศาสตรของยิวท่ีแพรอยูประกอบข้ึนเปนหลักของความ
คาดคดิ ทางปรชั ญาของทาน ปรัชญาแหงหลกั ตา ง ๆ ปนเปของฟโลเคลอ่ื นไหวอยูมากในเบื้องหลังแหง
13 ดตู ํารับของทาน C.H. Moore ในหนังสือ Foakes-jackson and Lake, Beginnings of Christianity, Vol l p 253
169
ชวี ติ พนั ธสัญญาใหมแ ละวรรณกรรม โดยเฉพาะอยางยงิ่ ในหนงั สอื ฝากหลายเลม ที่เขียนขึ้นในตอนทาย
ๆ ของพนั ธสญั ญาใหมมสี อ แสดงใหเหน็ ลัทธฟิ โลนิยมอยูมาก
ขอความทก่ี ลาวสาธยายมาน้ีอาจจบลงไดพ อเหมาะดวยการสํารวจสถานะทางปรัชญาแตคราว
ๆ ในศตวรรษทห่ี น่งึ เพื่อวา นักศกึ ษาจะไดเหน็ ทัง้ หมดเหมือนดูภาพ ๆ หน่ึงแตไกล ระบบปรัชญาท่ีได
ความนยิ มแกก ลาอยูในสมยั นน้ั คือสะโตอิคสม14 แตจ ิตใจท่ชี อบถอื หลกั ปนเปก็ทําการอยูเหนือสะโตอิค
สมดวยอทิ ธิพลอนั แรง จนกระทั่งมหี ลายหลักทีเ่ ขามาจากระบบอื่น โดยเฉพาะอยางยิ่งในความคิดของ
ชนโรมนั มีแตใจชอบ ถือหลักปนเปแสดงแจมแจงอยู เพราะศิลปะของการเลือกเฟนและเอาเขาปนกัน
นั้นเปนวิสัยของปญญาแบบโรมัน สะโตอคิ นยิ มน้ันเปน หลกั ปรชั ญาทีช่ นโรมนั ปรารถนา เพราะลัทธิน้ี
สอนเนน หนาทแ่ี ละความภักดแี ตวิสยั ของโลกกรีกโกโรมันเต็มไปดว ยราคะและการตามใจตวั เปนที่สุด
ก็ขัดกับความเหนี่ยวรั้งของสะโตอิคนิยม โลกกรีกโรมันจึงไดหันไปทางอิปคูเรียนนิยม ซ่ึงเปนแบบ
ปรชั ญาทีโ่ อนออ นผอนตามมากกวา และในเวลาเดียวกันสอนถึงวาความบรรเทาทุกขจะเกิดขึ้น ก็ดวย
แผนของชวี ิตอันมเี หตผุ ล ความคิดของชาวฝงทะเลเมดเิ ตอรเรเนียนภาคตะวนั ออกน้ันชอบลทั ธินอสติค
นิยมเปนท่ีสุด ความเช่ือการสูงพนในแบบปลาโตนิคและลัทธิคุเคียง (Dualism) ของชนตะวันออกก็
ไดร ับการแทรกซึมจากหลกั อ่ืน ๆ ของกรีกและของยิว นอสติคนิยมน้ันแทจริงเปนปรัชญาดานวิธีการ
มากกวาดา นตํารบั มนั มาสบเหมาะกนั กับดา นสวนในฟโ ล
ความวนุ วายสบั สนแยกแยะไมออกไมเขาใจได และความไมแนนอนของระบบปรัชญานานา
ชนิดเหลา นีท้ ําใหค นเปนอันมากหันไปเกิดความแนใจในดานวา ไมมีความรูอะไรจะรูไดเด็ดขาดและ
เชื่อได เขาจึงไดเลือกเอาในทางลทั ธิสงสยั นยิ ม ปรชั ญาท่ีใหหลกั วาอะไร ๆ กอ็ าจเปน ไดและอาจเปน ไป
ไมไ ด มคี ําขวัญวา “อะไรคอื ความจรงิ ?” หรอื “ความจริงคืออะไร?”
เชน นั้นแหละเปนความคิดที่แพรอยู ซึ่งมีรูปลักษณาการณตางๆ นานา และท่ีขัดคานกันดวย
ศาสนาครสิ เตียนก็ทาํ การประกาศขาวแหงการไถบาปแพรออกไปในทามกลางกระแสรความคิดแปลก
14 เพอื่ ความเขาใจซึ้งและบรรยายนาํ อยา งดี เร่ืองลัทธสิ โตอิคนิยมแหงศตวรรษท่ีหนึง่ นักศึกษาไมม ีทางอยางอ่ืนดีกวา ทจี่ ะใชตาํ รบั ของทานGlover, The Conflict ot
Religions in the Early Roman Empire, บทที่ 2
170
ๆ เหลาน้นั เอง ศาสนาคริสเตียนกต็ ง้ั เปา ไวแตแรกวาอะไรท่ีถูกท่ีควรก็เอามาใชเปนประโยชน อะไรที่
ผิดกตอสูถ ึงแมค วามคดิ สาขาตา ง ๆ จะทําลายหลักศาสนาครติ เตียนเสยี เปน สว นมาก แตก็ไมส ามารถจะ
หลบหลีกพน ได
171
บทท่ี 10 กรกี -โรมนั ประชาคม
ชวี ิตในโลกโรมนั แหงศตวรรษท่ีหน่ึงโดยท่ัวไปแสดงภาพแบบของประชาคมที่มีอารยธรรม
แลวใหเ หน็ ไดม ากที่สุด คนเหลานน้ั ทีส่ ามารถทาํ ไดก ็จดั หาสิ่งบํารุงบําเรอตัวอยางฟุมเฟอยและสําราญ
สาํ เริงมาเทา ท่ีโลกในสมัยของเขาจะมีใหได และพยายามทุกวิธีท่ีจะกลอมความเปนอยูของตนใหเบิก
บานสําราญใจ คนยากคนจนกด็ นิ้ รนจัดหาสําหรบั ตัวตามความจาํ เปน และยังตองประสบกับภาระภาษี
อยา งเหลือทนเหลือทาน คนทงั้ หลายเสาะหาอทิ ธิพลของเพอื่ นมิตรใหชวยใหสงเสริมภาวะแหงชีวิตให
คนเปนอันมากวิตกกังวลกับความยุงยากทางการเงิน คนเปนอันมากฉวยโอกาสเอาขออางทางศาสนา
บา งทางธุรกิจบางเครอื่ งแกต วั ใหข าดจากบานใหออกจากหนาที่ท่ีตองปรนนิบัติครองครัวใชตําแหนง
หนาท่รี าชการเปน ทางหาประโยชนใ สต ัว คดโกงผูน อ ยที่อยูใตบังคับชาเขา ประจบสอพลอหมอบราบ
เขา หาเจานายที่เหนือตน จดั หาสารพัดทุกอยางไปบําเรอนายอยางสุรุยสุรายคนหนุมก็หายหนาไปจาก
บา น เอาทรัพยเ อาสมบัติไปใชจายบําเรอความเปน อยูอยางกรน เกรอ หรอื มฉิ ะนน้ั ก็อยบู า นทําตัวเปนเจา
สําราญ ใชจายเงินทองพอกหน้ีสินใหแกบิดามารดา สวนอีกดานหน่ึง ความรักความภักดี การอานุ
เคราะห การปรนนิบัติกแ็ สดงวามีอยูในชวี ิตอันงามเปนอันมากเหมือนกัน บิดามารดาอุปการบุตรธิดา
อยางดี บุตรหลานก็เคารพนับถือบิดามารดาปูยาตายาย พวกเพ่ือนบานก็เห็นอกเห็นใจกันเชนเหลือ
เก้ือหนุนกันในยามทุกขรอน หรืออยา งตรงกนั ขา มกม็ อี กี เชน กัน ทะเลาะกันลักขโมยกัน กําเริบทําราย
รา งกายกนั ฟองรอ งกันขออํานาจกฎหมายใหจัดการสนองชดเชยเจา ทุกข
เหลา น้คี ือภาพอันชดั เจนท่ใี หเ ราเหน็ ไดจากปาปริและแผนกระเบื้องหมอ (Ostraca) เราเห็นจาก
สิง่ เหลา นนั้ วา คนทงั้ หลายประกอบสัมมาชวี ะกนั อยางขยนั หมนั่ เพยี รและเหนอื่ ยยากและยงั เล้ยี งดคู นท่ี
อยูในอปุ การะไมใ หข ัดสนขาดแคลน หรือเสยี ใจท่ตี องพูดวา บอยคร้ังย่ิงกวาอะไรคนตองด้ินรนอยูใต
มือของหฏหมายซ่ึงคุกคามจะลงโทษ และซ่ึงเขาคิดวาเขาซอนความผิดไวมิดชิด รองเรียกตอศาลขอ
อาํ นาจกฎหมายใหจัดการกับขอพิพาทของเขา หรือมิฉะนั้นก็โกงกันและกันทาทายกฎหมาย ซ้ือขาย
สนิ คากันดว ยความระวังการโกง ตาํ หนติ เิ ตียนคนของตนหรือลูกจา งทไ่ี มท ําหนา ที่ใหด ีได
ฝา ยความชั่วนั้นกม็ อี ยูอ ยา งเหลือหลายนา ตกใจ โดยเฉพาะอยางยง่ิ ในสงั คมของคนช้ันสูง สวน
ความนา เวทนาของความยากจนก็ปกแผอยทู กุ ดาน สวนคนช้นั ที่เหนอื กวาสามัญชนก็ทําตัวกันเปนสมัย
ของความเจา สาํ ราญเปน การฆา เวลาของชีวิตธรรมดา ซึ่งสิง่ เหลานก้ี ็มอี ยเู ปน ธรรมดาแกมนุษยทั่วสากล
มีการรักการสนุนสนาน อยากเห็นอยากรูอยากไดอะไรเปนตองรูใหไดเห็นใหไดเอาใหได ชอบการ
แสดงตัวโออวด ลุมรอนใจในการประกวดประขันประชัญแขง ปรารถนาการสมาคมสังคมเหลาน้ี
ทั้งน้ันก็เปนเรอ่ื งของชวี ติ ที่ผลุดออกมาจากสญั ชาติญาณมนษุ ย ถึงแมวาน้เี ปนความจรงิ ในหลักมูลฐานท่ี
172
มแี กม วลมนษุ ยทวั่ ไปทง้ั สิน้ กย็ ังมวี สิ ัยประชาคมแหงกรีกโรมันท่ีแสดงวา เปนวิสัยอของคนในยุคนี้ที่
โลกซีกน้โี ดยเฉพาะแสดงอยูด วย ในท่ีนี้มคี วามประสงคจะพิจารณาดอู ยางระมัดระวังเปนเร่ือง ๆไป ที่
เราจะเหน็ วสิ ยั โดยเฉพาะเหลา นไ้ี ด
บา น
สภาพของความเปน อยใู นบา น ในโลกกรีกโรมนั น้ันมนี านาประการจนยากท่จี ะระบายเปนภาพ
อันใดภาพอันใดอนั หน่งึ ใหสอดคลอ งกันได เปนการดีท่ีสุดเราจะใหทัศนะตางๆ ไวตามท่ีหลักฐานมี
มาถึงเรา เพ่ือใหน ักศึกษาไดนาํ เอาไปไตรตรองอยา งกวา ง ๆ ตามท่ชี ีวติ จรงิ ในสมัยนั้นใหไวตางๆ ดวย
วิธีการตีความหมายเราอาจเรียกความสนใจใหแกรูปลักษณาการณบางอยางท่ีถือวาเปนแบบอยาง
หลกั ฐานทใี่ ชนัน้ ไดม าจากท้งั ที่เปนลักษณอักษรและที่มิใชเปนลายลักษณอักษร แตท่ีมิไดเปนลักษณ
อักษรนน้ั ก็เปน ท่ีเชือ่ กนั วา ใหความจรงิ ไดต รงกบั เรอื่ งมากกวา
ชีวติ ในราชอาณาจักรโรมมันเปน ชีวิตชาวเมอื งเปน สว นมากชีวติ ชาวชนที่อยูนอกเมืองก็อยูกัน
อยางกระจดั กระจายบางๆ และถูกหม่นิ เหมดแู คลน เขาจงึ ใชค าํ เรียกวา ปากานิ คําน้ีก็เลยเปนคําท่ีไมมี
ใครอยากจะไดช อ่ื จนพวกคริสเตียนในชว่ั อายคุ นหลัง ๆ เอามาใชเ รียกคนในความหมายวาคนทั่วไปที่
ไมไดนับถือพระเจาคนผูอาศัยอยูในเมืองในนครจึงจะนับวาเปนพลเมืองของโลกโรมันเมืองยิ่งใหญ
ชาวเมอื งก็ยิง่ มีอทิ ธิพลมากสําคัญมากขึ้น นาสนใจที่เห็นวาอาจารยเปาโลเองก็ปรับตัวเขากับชีวิตกรีก
โรมนั นใ้ี นการประกาศเผยแพรพ ระกิตตคิ ุณในโลกแหง ทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี นระบบทางสัญจรไปมาของ
โลกโรมนั ก็สาํ คัญยิง่ ใหญ ศาสนาคริสเตียนแหศตวรรษที่หน่ึงจะขาดเสียไมไดในการที่จะเผยแพรให
กา วหนาไป เปนวธิ ีของจักรวรรดิจะหลั่งไหลไปมาดังสายใยของชวี ิตชาวเมือง1
1 ดตู าํ รับของทาน Fowler,Rome,pp.212 ff.
173
1. เครื่องอุปโภค
กอ นอ่ืนควรจะตอ งใครคราญดูโครงรา งวสั ดุอันเปน ท่พี กั อาศยั ของครัวเรอื น คาํ จารึกมิไดเลือก
ลางแตส อแสดงใหทราบแบบแผนของตัวบานวา ผดิ กนั ไกลเม่อื น้นั กบั เมอ่ื เดยี๋ วนี้ มสี ิ่งเล็กๆ นอยๆ ไมก่ี
แหง ทผ่ี ดิ กนั บา งในระหวางแบบของการสรา งบา นในตะวันออก ท่ีมีแบบกรีกอยูเกลื่อนกราด และใน
ตะวันตกทเ่ี อาตามแบบของโรมัน ขอผดิ แผกกันเชน น้นั เปน แตเพียงเล็กนอย เพราะมีปฏิกิริยาของแบบ
หนงึ่ ตออีกแบบหน่ึงและวิสยั เปน อนั มากท้งั สองฝา ยกม็ ีเปนธรรมดา ในการกลาวยอ ๆ นี้ เราพยายามให
ความประทับใจในสิ่งไปอยางเพียงพอ ใหเห็นจุดของความผิดกันในระหวางแบบของกรีก กับของ
โรมัน2
บรรดาบานในเมืองตามธรรมดาสรางดวยอิฐและทํากันหนาแนนม่ังคง แตแนละตองมีสวนท่ี
เปน ไมม าชวยประกอบดวยและเปนเครอ่ื งใชใ นบานท่ีอาศัยทีพ่ อปกปดไดบ าง หรอื กะทอมจะพบไดใน
พวกคนยากจนท่ีอยูกันตามชานเมืองหรือตามชนบทในบรรดาอาณานิยม โดยเฉพาะอยางย่ิงในภาค
ตะวันออกมักจะปลูกบานกันดวยอิฐและปูนเขา บานแบบกรีกโรมันไมเหมือนกับแบบบานใน
ปาเลสไตน เพราะไมมีชองหนาตา งเปดสูถ นนหนทาง โดยทว่ั ไปทางเขา ใหญดานหนามีประตูสองบาน
อนั เปนทางเขาสูภายในบานทางเดียว อาจมีชองทางเขาดานขางสักแหงสองแหงก็ได แตก็มีนอยมาก
แบบน้ี บานประตใู ชเ ดือยเปนบานพับ สอดเดือยไวในรูที่กรอบบนและธรณีดานลาง กลอน, สลัก, ไม
ขดั ใชเปน กําลังปด แนน ปอ งกันการบกุ รกุ 3 บางทปี ระตูหนาจะมีคนคอยอยูใกลเปนประจํา ที่บานประตู
หนา จะเจาะชอ งเลก็ ๆ เปด ไว ท่ีคนขา งในจะเห็นคนขางนอกผจู ะขอเขา เสยี กอ นแลว จงึ จะปดให
2 บานของชนช้นั ทเ่ี หนอื กวา ที่อยูในเมืองในนครตางๆ แหงโลกโรมันภาคตะวนั ตกอาจวนิ ิจฉยั ไดโดยสิ่งที่ขดุ ขึน้ มาจากดินในเมืองปอมเปยอิ การขุดคนตามทตี่ างๆ ใน
นครของกรีกใหหลกั ฐานที่เปนแบบบา นในภาคตะวนั ออก
3 ตวั อยางท่ีนาพึงใจในศตวรรษทีส่ องไดมีมาใหท ราบ คือประตบู านตองถูกตอกตรงึ ในระหวางทีไ่ มม ีครอบครวั อยู ดตู ํารับของทาน P. Telb 2 332 แต กรณีน้อี าจเปน
เหตุพิเศษ
174
ภายในชอ งทางเขา ใหญจ ะมบี รเิ วณใหญก ลางตบแตง ประดบั ประดาใหส วยงามเทาท่คี รอบครัว
จะทาํ ไวให เบอ้ื งบนจะเปด ใหแสงสวา งสอ งเขา บริเวณกลางนเี้ รียกวา หอ งโถงเปน หอ งรับแขก ผานเลย
บริเวณกลางเขาไปกจ็ ะมาถึงบรเิ วณหลัง อนั เปน บริเวณใหญอีกแหง หนึ่งไมมีหลังคา มีหองเรียงรายอยู
ดานขางตามปกตหิ อ งของชาวโรมนั เปนแบบกวา งใหญสะดวกสบาย แตในภาคตะวันออกสรางไวเล็ก
ตอจากดา นหลังของบรเิ วณหลังตามปกติจะมี “สวน” หรือท่ีสําหรับใชเปนหองรับประทานอาหาร ใน
บานของคนกรีกบริเวณหนาสวนใหญเขาจํากัดใชเฉพาะชาย พวกผูหญิงก็ใชดานหลัง ถาบานไหนมี
สองชัน้ ชัน้ ทสี่ องโดยมากไมสรางเตม็ ขนาดของชัน้ ลา ง สรา งไวแ ตเ พียงบางสวนที่เหมาะแกชั้นลางจะ
เปน ฐานได บา นแบบที่ดเี หนือกวาปูหลังคาดวยกระเบ้ืองซ่ึงพอนับได วาเปนแบบเดียวกับท่ีใชกันใน
สมัยใหม บานของคนบานนอกบางทีก็มุงจาก เพราะฉะนั้นจึงไมสามารถคงทนอยูเปนศตวรรษไดให
เปนหลักฐานแกนักสํารวจสมัยใหม การตบแตงบานและเคร่ืองใชไมสรอย จะมอี ยา งไรยอมสดุ แตฐานะ
ของเจาของบาน
บา นของชนช้ันกลางอาจบรเิ วณภายในแตแ หง เดียวกบั มีหองตั้งรายลอ ม หรอื ในบางกรณีมีหอง
เล็ก ๆ ตอเน่ืองอีกสองสามหอง ในพวกชาวบานช้ันผูยากโยเฉพาะอยางยิ่งในตะวันออกมีมากบาน
ดวยกันท่ีมีโรงงานอยูภายใน บางก็มีรานคา4 ในพวกคนชั้นยากจนย่ิงขึ้นไปอีกท่ีอยูในชนบทอาจมี
กระทอมปลูกไวหยาบๆ หรือเพียงแตเพิงที่พักอาศัยสักหองถึงสามหอง แตบานของคนม่ังมีตามบาน
นอกกม็ ีประดษิ ฐประดอยยงิ่ กวา ๆ และสรางไดในขนาดเพียงใดตามใจของเจาของ ตามจุดตาง ๆ ใน
เมอื งใหญ ๆ จะมบี างเปนแบบสรา งใหเ ชา อาศยั สาํ หรบั คนผไู มสามารถจะมีบานของตนเองหรือเชาอยู
อาศยั ไดโ ดยเฉพาะตวั ก็จะเชาอยสู กั หอ ง มนี อยรายทีเ่ ชา ต้งั สองสามหอ ง
ในเมืองใหญ ๆ อาคารบานเรือนตาง ๆ บางทีก็ขน้ึ ถงึ หาหรอื หกชั้น ในโรมมีการจํากัดความสูง
ของสิ่งกอสรางเพียงเจด็ สบิ ฟุต แตอาคารที่สูงๆ ยอ มมีนอ ยเพราะวสั ดุกอสรางไมเพียงพอและความรูใน
การสรา งฐานก็ยังไมพ อ ประชาชนสว นใหญมีบานกันเพียงบานละชั้นสองชน้ั ช้ันเดียวเปนสว นมาก
4 ดูตาํ รับของทา น Tucker, Life in Ancient Athens p. 89
175
เคร่อื งแตงบานในบานของกรีกโรมันมีอยางงาย ๆ และมีนอยเมื่อเปรียบกับบานในสมัยใหม
ชนิดของเครื่องแตงบานก็คลาย ๆ กับของเรา คือมีเกาอ้ีโตะ เตียง พรมและมานเชนที่เรามีอยูเปน
ธรรมดา แตมีไมม ากนัก ท่ีนอนนมุ ดว ยเบาะเปนภาชนะอันสําคัญของเครื่องแตงบานในครัวเรือนแหง
ศตวรรษท่หี นึ่ง เปน อปุ กรณส าํ หรบั หยอ นอิริยาบทเมอื่ จะรับประทานอาหารซ่ึงเปนอาการที่ผิดกับท่ีเรา
รเู หน็ อยทู ุกวนั น้ี คอื เขารับประทานอาหารในอาการเอนกายลงบนเบาะ โดยปรกติทีโ่ ตะอาหารจะจัดท่ีผู
อเนกกายรับประทานเปน สามดา นของโตะ เหลอื ดานหน่ึงวางไวสําหรับผนู าํ อาหารมาตั้งและปรนนิบัติ
การหุงตมก็ต้ังบนเตาท่เี ปด เตาดนิ หรือเตากอดวยหนิ เช้ือไฟจะไดจากตะเกียงน้ํามันตัวตะเกียงทําดวย
ดนิ ปนเผาแข็งบา ง หรือเปน กระปุกทําดวยแรบา ง โดยปกติเปนรูปสี่เหลี่ยมมีใสตะเกียงโผลข้ึนมาหรือ
ในบานของคนยากจนก็ใชช ้ผี ึง้ ปน เปน เทยี น หลักฐานท่ีไดจากซากสลักหักพังของเมืองปอมเปอิแสดง
วาระบบ การสงน้ําสงความรอนไปตามชองตามทอไดเจริญกาวหนามาก ท่ีอาบน้ําน้ําพุจะพบไดใน
บรรดาบานท่ดี ีเหนอื กวา ปกติเปนอันมาก ทั้งเคร่ืองดับประดาบานที่ตบแตงกันหรูหรา ตามฝาผนังจะ
ประดบั ดวยภาพเขียนโดยจิตรกรฝมือเยี่ยม และเคร่ืงอประดับประดาอยางอ่ืนๆ อีกที่มีใช แมจิตรกร
สมยั ใหมย ังตองชมเชย อาจเปน ไดวาอาจารยเปาโลเมอื่ ทานตระเวนไปกวางขวางและคุนเคยกับชนทุก
ช้นั บางทอี าจไดรบั เชิญเขา ไปยังบา นท่ีประดับประดางดงามไมมีใครเทียมก็ได แตโดยที่ทานเปนผูไม
สนจิตสนใจกับอุปกรณแหง โลก ทา นจึงมิไดเ อยถึงสิ่งเหลา น้ีไว
ตามบานของสามัญชนท่วั ไป ยอ มมี เครอ่ื งบริโภคเหลานี้อยางใดอยา งหน่ึง เชน ขนมปง ขา วตม
แกงจดื เนยนมแพะพืชผักชนิดตา ง ๆ ผลไมแ ละนํา้ มันมะกอก เนื้อโคและใสกรอกปลามีมากมายราคา
ถูก เกี่ยวกับเคร่ืองดื่มหมักเมาเขาใชเหลาองุนเจือน้ํา ใชชามหรือภาชนะดินปนหยาบ ๆ ใสอาหารมี
เกลอื ทําดว ยเงิน ซง่ึ ถือวาเปนภาชนะสาํ คญั ในบา น5
5 ดตู าํ รบั ของทาน Friedlaender, op. cit.; Vol 2 pp.146-173
176
2. สมรส
โลกฝงทะเลเมดเิ ตอรเรเนียนแหงศตวรรษท่ีหนึ่งเก่ียวกับการสมรสแลวแยมาก การสมรสมัก
เปนอนั ตรายแกค วามคารวะของชวี ิต โดยท่งั ไปกระทาํ กันเหมือนเลน ๆ หลอก ๆ ไมจริงจังบางทีก็ทํา
กันพอเปน พิธีแลวไมมกี ารถือสารับผิดชอบอะไรอีกตอไป เราไมอาจรับวาคํากลาวถึงเรื่องอยางน้ีมีคา
หรอื มคี ณุ ธรรมที่วา “ความสขุ ของการสมรสและคุณคาท่ีอยูบนมูลฐาน การสมรสมีอะไรพิเศษยิ่งกวา
เรา”6 เราตองทราบวาธรรมเนียมการสมรสไมนําถึงความสุขแหงครอบครัวในบาน ไมเปนไปตาม
ศลี ธรรมอันดี และเปน ธรรมดายอ มมผี ลใหเ สียชือ่ เสยี งและทําใหใหชนรนุ หลังตกตาํ่
ตามธรรมเนยี มการสมรสจะตอ งมีการหมน้ั กันกอ น แตการหมัน้ กนั นน้ั กห็ าเกิดจากความรักทั้ง
สองฝายชายและหญิงไมเปนการจัดการของฝายบิดามารดาดวยอํานาจเต็ม หรือมิฉะน้ันก็เปนการ
กําหนดการของฝา ยบดิ ามารดาหญิงกบั ฝา ยชาย ผจู ะเปน เจาบา ว การหม้นั กถ็ อื วาเปนการผกู พันกันอยา ง
จริงจงั แขง็ แรงแคค นกรกี หรือคนโรมนั กไ็ มเ ห็นวาเปนความสําคัญเหมือนที่คนยิวเห็นการสมรสถือวา
บดิ ามารของคบู า วสาวเปนผูจดั แตการยนิ ยอมเหน็ ดวยของคูบาวสาวก็เปนท่ีตองการ และตามปรกติก็
ตองทราบความยนิ ยอมเห็นดวยของคูบาวสาวกอ นทเี ดยี ว แตสิ่งอยางเชนวา ตอ งมกี ารรักกันเก้ียวพาราศี
กัน อยางน้ีไมม ีใครรูจัก หรอื อยา งนอ ยก็ไมรูวา สิง่ น้ีจําเปนตองมีกอน การสมรสอนั มคี วามสขุ จึงจะมขี ึ้น
ได เปนทนี่ าสังเกตวาภาษาละตนิ โบราณไมมีคาํ ใชส าํ หรบั ความเก่ียวดองอยางน้ัน หลักการคํานึงถึงวา
การสขู อและสมรสมักถอื อาคารมงั่ มี ตระกลู วงศแ ละฐานะในสังคมเปน ใหญ
อายุของคสู มรส โดยเฉพาะอยางย่ิงในฝายเจาสาว ทํากันไดในอายุท่ีออนกวาที่เราทํากัน ชาย
นัน้ ถือวาบรรลุความเปนผใู หญก อนการรบั ผิดชอบของชีวิตแตงงาน แตโดยท่ัวไปเจาสาวมีอายุประมาณ
สบิ หก หญงิ อายสุ บิ สี่หรือสบิ หา แตง งานกไ็ มเ ปนเรอื่ ง แปลกอะไร ถึงแมบ างรายจะแตงเม่ืออายุสิบสาม
ก็ไมใ ชเ ร่ืองท่นี าตกอกตกใจอะไร
6 Halliday, The Pagan Background of Early Christianity, p. 113
177
เจา สาวจะนําสนิ ทรัยพข องตนไปครอบครองดว ย บิดาของนางหรอื ผูปกครองของนางก็อนุญาต
ได แตสนิ ทรัพยนีม้ ิไดตกเปนของสามโี ดยเด็ดขาด สนิ ทรัพยข องนาง (เม่ือกอนสมรส) ก็ยังคงเปนของ
นางอยตู อ ไป ถานางจะโอนใหแกใ ครไปกท็ ําได
รูสกึ วาเปนประเพณีมาต้ังแตเริม่ อารยธรรมของมนุษยแลว วา เจาสาวจะตอ งตกแตง ตวั ใหงดงาม
ดวยอาภรณอยางโอที่สุดเทาท่ีฐานะของผูเก่ียวของจะจดใหได “เจาสาวตกแตงตัวไวสําหรับสามี”
(ววิ รณ 21:2) เปน จิตตภาพของทัง้ คนยวิ และคนตา งชาติ เจา บา วก็จะตกแตง ตวั ของเขาดวยอาภรณอยาง
ดีที่สุดเหมอื นกัน ยอ มเปน การตกแตง ใหมสี งาแคครอบครัวของทั้งสองฝา ย
แมแ ตในโลกของคนบานนอกการสมรสยังตอ งมกี ารเกี่ยวของกับทางศาสนาก็ดี ทางบานเมือง
และทางสงั คมกด็ ว ย ตามท่ชี นโรมันถือกันเครง ก็ถือวาจะตองปฏิบัติเก่ียวของกับรัฐบาลเปนสําคัญ ใน
โลกของกรีกคอื วา การสมรสก็คอื การไดลูกหลานตามกฎหมาย เปน การประกันวา จะตอ งมกี ารฝงศพทม่ี ี
ตาแลว คนกรีกทุกคนอยากไดลูกชายไวฝงศพเขาอยางมีเกียรติ ดังน้ันศาสนา สังคม และรัฐมีการ
เกย่ี วขอ งกับการผกู พนั ของชายหญงิ ในการสมรส
การทําพิธแี ตง งานน้นั ตอนท่สี าํ คญั ทีเดยี วกระทํากันท่ีบานของเจาสาว มีการกลาวขานใหเปน
หลกั ฐานโดยทานเจา ภาพมีการบชู าและพิธที างศาสนา และเลี้ยงอาหาร การใหหลักฐานกระทํากันเปน
คําสัญญาเปน ลายลกั ษณอ ักษรสาํ คญั วา พธิ ที างศาสนา การพิธที างศาสนากระทาํ กันเปนการถวายบูชาตอ
ส่งิ ศักด์ิสทิ ธปิ์ ระจาํ ตระกลู การยกขบวนไปสบู า นของเจาบา วเปนพธิ กี ารสาํ คัญขาดไมได มีดนตรี มีคบ
เพลงิ มีการเลนในขบวนแห เมือ่ ไปถึงบา นของเจา บา วแลว เจาบาวจะเชิญเจาสาวใหเขาบานตามพิธีอัน
ถกู ตอ ง โดยมเี พอ่ื นเจา สาวจะชวยกันอุมตัวเจาสาวขามธรณีประตูเขาไป ในทันใดเจาสาวจะถือความ
รบั ผดิ ชอบเปนแมบ า นในครวั เรอื นน้นั การนนั้ เปนตามกําเนดิ ของประเพณีทางศาสนา แตใ นทางปฏบิ ตั ิ
กค็ ํานึงถงึ อายขุ องตัวเจา สาวดวย ถา เจา สาวยังเด็กนกั ดังท่ีเปนเชนนี้เสมอๆ แมผัวหรือญาติผูใหญบาง
ทานกอ็ าจทาํ หนาทแี่ ทนไปกอ นจนกวา แมบา นจะมีอายุถึงขีดเปน ผใู หญจริง ๆ
178
บานชาวบานนอกแหงศตวรรษท่ีหน่ึง ก็กระทํากันทั่วไปตามแบบท่ีไดกลาวมาแลวน้ี แมใน
พวกยิวกถ็ อื ประเพณกี ารสมรสคลา ยๆ กับท่ีไดก ลา วมาแลวเหมือนกัน โดยเฉพาะอยา งยิ่งพวกยิวท่ีนิยม
เฮลเลย เวน แตในดานศาสนาเทา นั้นทผี่ ิดกนั 7
3. ครอบครัว
ในโลกกรีโรโรมันน้ัน โดยท่ัวไปครอบครัวไมใหญโตอะไรนัก มาตราการกําเนิดใน
ราชอาณาจักรไดล ดจํานวนลงจนถึงเปนเรอ่ื งเปน ราวใหทางจักรวรรดิมีนโยบายการปกครอง ยอมเปน
พเิ ศษใหบดิ ามารดาทัง้ หลายมีไดสามคนหรอื กวาน้นั แตล ะครอบครัว และอาจเปนไดวามีการเก็บภาษี
ชายโสดขนึ้ ดวยกลา วกนั วา กฎหมายควบคุมมรดกทเ่ี กี่ยวกับภาษีชายโสด และคนผูแตงงานแลว แตไร
บุตรนนั้ ผดิ กนั ไปกวา แตกอ น แตก ฎหมายแบบนั้นอาจไมไดบังคับใชแข็งแรงนัก การพิเคราะหดูชีวิต
ครัวเรอื นของศตวรรษที่หนง่ึ ใหเ ขา ใจซาบซ้งึ พรอ มท้ังดลู กั ษณาการณทั้งหมดจากหลักฐานท่ีไดมาจาก
แหลง ตา ง ๆ กจ็ ะทําใหเราพดู ไดว า ความเกี่ยวดองอนั ศกั ด์ิสิทธ์ิเหลานี้ถูกเหยียบย่ําอยางนาเศรา แพรอยู
อยา งกวางขวาง ถงึ กระน้ันกด็ คี วามกระตุน ใจของมนษุ ยทอี่ ยลู ึกกวา ความรสู ึกผิวเผนิ ความกระตุนใจน้ี
ท่อี ยใู ตค วามมกั งา ยและความไมใ สใ จ บางทมี นั ก็รอ งบอกกลา วแสดงตัวของมนั ออกมาอยางงดงามและ
นมุ นวล คอยรบั การสมั ผสั ดวยอํานาจของการทรงดลและนมุ นวล คอยรบั การสมั ผัสดว ยอํานาจของการ
ทรงดลและของอิทธิพลแหงความสวางอันจะพรั่งพรูเขาสูโลกกรีกโรมันคือมาจากพระองคผูจะทรง
สาํ แดงแกมนุษย ใหเ หน็ ความหมายอันลกึ วา และเปน ความหมายของบา นในสายพระเนตรของพระเจา
ประชาคมแหงยุค มคี วามสํานึกตอการตอ งปฏบิ ัติตอสามีและบดิ าใหสมฐานะ ท่ีจะรักทจ่ี ะเลี้ยง
ดูครอบครัวของตนความสํานึกอยางนี้ก็มีประจักษอยู แตก็มีประจักษอยูพอ ๆ กันเหมือนกันวา
จรยิ ธรรมอันไดขนาดอยางนั้น มีผูใสใจกันเบาบางเหลือเกินในกรณีของคนแตละคน ท่ีผูชายจะฉวย
โอกาสใชจ ายทรัพยสินของภรรยาที่ติดมาน้ันอยูอยางสุรุยสุรายฟุมเฟอย ก็มิใชเปนสิ่งผิดปรกติอันใด
7 ดตุ ํารับของทาน Fowler, Social Life at Rome, pp. 135 ff. Life in The Roman World of Nero and St. Paul, pp. 289 ff. Life in Ancient Athens, pp. 158 ff.
Friedlaender. Roman Life and Manners, Vol. I pp. 232 ff. เรอ่ื งทท่ี านนกั ประวัตศิ าสตรเ หลาน้ีใหไว มีมลู มาจากตําราอักษรศาสตร แตหลักฐานเปน อันมากท่ที า นอาง
ยนื ยนั มาจากเอกสารพัพไพรัส
179
เขาทงิ้ บานทง้ิ ชอ งไปได ปลอ ยใหตกอยูในความยากไรแ รนแคน นา เวทนาอยใู นโลกอันกุศลนนั้ สวนตวั
เขาเองก็เท่ยี วหาโอกาสไปท่ีจะเพิม่ พูนรายไดใหแ กต วั ท่จี ะสนองใจอยากขอตัวตามเมืองใหญ ๆ หรือสู
คดใี นศาลกับภรรยาที่ถูกทอดทิ้งและเรียกรองขอความชดใช ไมใชวาฝายชายเทาน้ันเปนผูกระทําผิด
เสมอไป เพราะเอาสารตาง ๆ ท่ีตกคางแตโบราณไดเผยตัวอยางเปนอันมากใหเห็นวาฝายภรรยาก็ท้ิง
บา นและโกงสามเี หมอื นกนั
สวนอีกดานหน่ึง เอกสารโบราณไดแ สดงไวห ลายตัวอยา งใหเ หน็ ความรักความภกั ดีของคูสามี
ภรรยาของบิดามารดา บดิ ามารดาก็รักลูกจนไมลืมหูลืมตา จนกระทั่งเด็กเหลิงและเสียคนมีแตทาทาง
แสดงอออกมาลวนอวดหย่ิงอวดดีทะลึ่งตึงตังเปนผลใหบิดาตองลําบาก มารดาตองทอแทใจ แตก็มี
เหมือนกันบิดาบางอาจทําราบบตุ รได มเี สียงเด็ดขาดกบั ความไมเช่ือฟง ของบตุ รซึง่ บุตรจะตองรับคําส่ัง
สอนดวยการความเกรงกลวั บันทึกเอกสารยังแสดงตวั อยางของความเปนหวงอนาคต และศลี ธรรมของ
เดก็ ความรกั ของสามีภรรยาโดยซ่ือกม็ ีเปดเผยไวดวย ในศิลาจารึกของตนศตวรรษท่ีสองมีวา สามีพูด
กบั เพื่อนของเขาอา งถงึ ภรรยาของตนวา เปน “ภรรยาท่ีรกั ท่สี ดุ ของเขา” นางไดรับคําสรรเสริญวาอยูกับ
ครอบครวั ต้ังสามสบิ ป มีความรักสามีและบตุ รอยา งอุทิศ นี่เปนแตตัวอยางเดียวท่ีไดจากศีลาจารึกปาก
หลุมศพศิลาน้ีมีอายใุ นราวเมือ่ รงุ เริ่มของศาสนาคริสเตียน8 สามีผูหนง่ึ ภรรยาจากไปชั่วคราวดวยเหตุผล
บางอยางไดแจง แกน างถึงความทุกขโ ศกใหญข องเขา ที่เขาขาดนางไปนานและที่เขาไมมแี กจ ติ แกใจใน
การประกอบธุรกิจของชีวิต สามอี กี รายหนึ่งจากบานไปดวยกิจการงาน ไดรับรองแกภรรยาวาเมื่อเขา
ไดร บั คาจางแลว จะสง เงนิ มาใหนางทันที ภรรยาผูรักสามีอยางอุทิศไดเขียนสงขาวถึงสามีวากลางคืน
นอนไมใครหลับ เอาแตเปนหวงเปนใยเขา และขอใหเขาระวังรักษาตัวไวใหดีจนสุดความสามารถ
เหมอื นดงั วาอยาใหอันตรายอะไรมาจูโ จมไดโดยไมรูต ัว
ความรักของเด็กรบั บานรักคนที่เขารักจะมบี อกไวในแหลงทีม่ ีลายลกั ษณอ ักษร ความรูสึกทาง
ใจอันงามเกย่ี วกบั บานปรากฏในจดมหายของบุตรีพดู กับ “บิดาท่รี ักจบั ใจของนาง” บอกกับทา นบิดาวา
ทีไ่ ดรับจดหมายของคณุ พอ แจงวาสบายดีและปลอดภัยทาํ ใหนาง “ดีใจเหลือเกิน” ชายหนุมคนหนึ่งไป
8 Deissmann, Life from the Ancient East, p. 315.
180
ราชการทหารเขยี นถงึ บิดามารดาของเขาดวยคําท่ีแสดงความรัก และยังแสดงความสนใจดวยความรัก
ตอ ญาตคิ นอนื่ ๆ ในครอบครัวดวยหลายปตอมาทหารผูเ ดยี วกนั นน้ั ไดเ ขียนถึงพี่สาวของเขาผูยังมีชีวิต
อยู แสดงทา ทีนมุ นวลตอวงญาตเิ กากอ น และตอสถานะครอบครวั อนั นาชมในบานของเขาเอง แลวที่นา
ในที่อีกอยางหนึ่ง บางทีอาจถึงนาสงสารแสดงใหเห็นชีวิตดานเวทนา เมื่อบุตรชายผูเอาแตใจหรือ
ตามใจตัวเองเกนิ ไป ไดจากกับมารดาของเขาไป ในที่สดุ กลับใจได เขียนหนังสือมาขอโทษมารดา เลา
ใหมารดาฟง ถึงความทกุ ขความทรมาน อนั เกดิ จากความยากไรขัดสนผดิ กันกับจดหมายของบตุ รชายอีก
คนหน่ึง ซึ่งประมาณวาอยูในยุคสมัยเดียวกัน แสดงความขอบคุณและความรักมารดาอยางทวมทน
ตําหนินองชายผูไมเอาใจใสแม ท้ังรบเราและท้ังกําราบใหท้ิงความเห็นแกตัวลงอีก จดหมายฉบับ
เดียวกันนน้ั ไดเ ปดเผยใหเหน็ ความไมใสใ จกับความรักของมารดาอยางชลาใจ และใหเห็นวาบุตรบาง
คนในครอบครัวเดียวกันก็มีอํานาจสิทธิ์เหนือกัน9 ในบางเรื่องก็แสดงถึงลูกอกตัญูไมยอมมาบาน
แมก ระท่ังเขยี นสงขา วกไ็ ม ท้งิ ใหบิดาผูช ราทําไรไ ถนาแคผูเดียว ขา งแมก ็เอาแตโศกเศราเสียใจ ยุคสมัย
น้ันก็ยกยองเชดิ ชมู ารดา แตใ นเวลาเดยี วกันมีเปนอันมากท่ีแสดงวาไมสนใจกัน เหมือกไมรูจักความดี
ของมารดา
โดยท่วั ไปฐานะของสตรใี นโลกกรกี โรมนั นับวา ตาํ่ โดยเฉพาะอยางย่ิงในพวกชนกรีกและชน
ชาวตะวันออก เราไดศกึ ษาไปแลว วา ในบา นของยวิ นน้ั ภรรยาและมารดานัน้ เปน ที่นับถือและเคารพ ถึง
ในบานของชนโรมันก็ยังถือวาสูง แตความเก่ียวดองของคนโรมันกับภรรยาน้ัน ขาดความรักและ
ความเหน็ อกเห็นใจแกก นั ซงึ่ ผดิ กับบา นของยิว แตก็ยังนับวาดีกวาในโลกสวนใหญโดยท่ัวไปชายใน
โลกแหงศตวรรษที่หน่ึง เห็นภรรยาเหนือกวาทรัพยอันจําเปนเพียงเล็กนอยเทานั้น ภรรยาตองยอม
ตามใจของสามอี ยางไมเ มีเงอื่ นไขอะไร ตองทําตามความพอใจของเขา ตอ งอยูบานเลี้ยงดูบุตร ฝายสามี
ก็เท่ียวเตรไปในสังคม คูเคียงคลอเคลียไปกับ “ยอดหญิง” ของเขาที่รูปสวยรวยทรัพย น้ันแหละ
คูผัวตัวเมียที่เขาเลือกไวเปนตัวจริง แตก็มิใชวาทุกบานทุกชองเปนอยางนี้ ดังที่ไดกลาวขางตนและ
หลักฐานกแ็ สดงอยู แตก ็พอแนใจไดวาทว่ั ๆ ไปเปนเชน น้ัน และท่ยี ังมตี ัวอยา งอนั ตองยกเวนก็มีอยูเปน
9 ดูตํารบั ของทา น Deissmann: op. cit, pp. 179 ff.
181
จํานวนมากทราบแลวนาชืน่ ใจ หลายครอบครัวอุทศิ ตวั ตอกนั อยางออนละมุน สามภี รรยาซื่อสัตยต อกัน
ตลอดรอดฝง การเชน นตี้ อ งเขาใจวา เปนเน่อื งมาจากจิตสํานกึ ตามธรรมชาติของวสิ ัยมนุษย เม่ือปรับเขา
กันไดอยางถกู ตอ งแลวจะเปนเชนน้ัน บานอยางนี้ศาสนาคริสเตียนพอทําใหเปนไดมากท่ีสุด การหยา
รางกันกม็ ีข้ึนบอ ยๆ อยา งนา ตกอกตกใจ แตในการหยา รา งกป็ รากฏวา สิทธขิ องสตรไี ดรบั ความคุมครอง
อยา งระวงั
ในโลกแหงศตวรรษท่ีหน่ึง การคํานึงถึงเด็กนับวาเบาบางมาก เด็กออนทารกถือวาไมมีสิทธิ
มนษุ ยชนแตประการใดเลยพอแมจะทําลายเด็กเกิดใหมเสียก็ทําได เอาไปทิ้งใหตายเสียก็ไดหรือใคร
ผา นไปเหน็ เขาอาจเกบ็ มาเลยี้ งไวเปนทาสกท็ าํ ได เด็กกต็ อ งถูกถือวา เปน สังหาริมทรัยพของบิดา ซึ่งอาจ
ขายเปน ทาสกไ็ ดอ ยางไรก็ดจี ิตสํานึกในมนุษยของประชาคม และความรกั ของบิดามารดาอันสุมอยูตาม
ธรรมชาติ กค็ อยกน้ั กางขดั ขวางไวไ มใ หใชส ิทธิอนั ปาเถอื่ นเชนนั้นกันมากนัก แตก็มีการกระทําตอเด็ก
อยางโหดรายเชนนั้นดว ยแนไมส งสยั 10 สิทธขิ องบดิ าเหนอื บุตรตามทางฤทษฏกี ็วา มีอยูต อ ไปจนบุตรโต
และแตงงานแลว แตท ่ีปฏบิ ัตกิ นั จรงิ ๆ กไ็ มใ ชส ทิ ธิกนั แลว ในหลายกรณี เมื่อบุตรโตแลวโดยเฉพาะใน
กรณีของบุตรชาย ตามปรกติมี “วันหนึ่งที่บิดากําหนดไว” (กาลาเทีย 4:2) เม่ือบุตรบรรลุความเปน
ผใู หญค วบคมุ งานของตนไดเ อง ปกครองทรพั ยสมบตั ไิ ดเ อง ปกติกอ็ ยใู นราวอายุย่ีสิบถึงย่ีสิบเอ็ดป ใน
บางกรณีกอ็ อนกวา นน้ั การที่พอแมควบคุมบุตรอยูอยางไมจํากัดนี้น้ัน ดูเหมือนวาเปนส่ิงที่ปฏิบัติกัน
เร่ือยมาตอ มาตามแบบของชนตนตระกลู แรกเริ่มในพวกชนโรมันโบราณ ความเจริญของชีวิตเด็กตาม
ธรรมชาตกิ เ็ ปน เชนเดยี วกนั มาตั้งแตบรุ มบรุ าณท่ปี ระวตั ศิ าสตรเร่มิ รูจ กั เช้ือชาตมิ นุษยแลว
10 ในพพั ไพรัส ออกไซรนิ คุส นาํ เบอร 744 มขี อแนะอยา งหนึ่งที่สามีกลา วแกภรรยาของเขาดงั นี้“ถา เธอคลอดบุตรเปน ชายก็ใหเล้ยี งไว ถาเปนหญงิ กใ็ หทงิ้ ไปเสีย”
และในพัพไพรสั พวกเดียวกัน เบอร 37 เรายังไดพ บบนั ทึกประจาํ ราชวังอีกวา “เปซอยรสิ คนในวงั ของฉนั ...เก็บเดก็ ท่ีพบในรางนา้ํ ไวค นหน่ึง” ภาพของเรอ่ื งที่วา น้ี
แสนจะนา กลวั
182
สภาพทางเศรษฐกจิ
โลกกรีกโรมันแหงศตวรรษทห่ี นึง่ เพ่งิ จะฟนจากฐานะเศรษฐกิจตกต่ําขึ้นมาอยางชา ๆ11 มาก
ประเทศท่สี ดุ ภายในอาณาจักรโรมันตองตกอยูในภาวะสงครามคร้ังแลวคร้ังเลา ท้ังสงครามภายนอก
ภายในเปน ภาวะสงครามคร้ังแลวครัง้ เลา ท้ังสงครามภายนอกภายในเปน เวลาหลายชว่ั อายคุ น กองทัพก็
เยยี บยา่ํ ประเทศ ยอ้ื แยง เอาทรัยากรณเ คร่ืองอปุ โภคบรโิ ภค ซงึ่ มอี ยูไมม ากอยูแลวเอาไปใชเสีย แลวยังมี
การชักเอาเปนสว นของผชู นะเสียตรงๆ อกี ความเปน ไปเชน นท้ี ําใหท รัพยากรณของประเทศตา ง ๆ ตอง
ยุบลงไป การเกณฑผูชายไปเขากองทัพทําใหแรงงานชายนอยลง เหลืออยูเล็กนอยก็ปลุกปล้ํากับงาน
หนักเพือ่ ใหไ ดช ดเชยกัน สวนทหารที่ปลดจากกองทัพกลับบานก็เคยตัวกับชีวิตอันโออวดดีของวิสัย
ทหารทําการรบ การกินอยูก็อยูในความเลี้ยงดขู องรัฐบาล ฉะนั้นเม่ือกลับมาบานก็เห็นการทํางานเลี้ยง
ชีพเปนความตํ่าตอ ย ไมยอมมคี วามเปน อยูอ ยางเสงย่ี มเจียมตัว ดแู คลนตอการรับคา แรงงานเล็กนอย12
แรงงานจางมนี อ ย ใชแตแ รงทาสกนั ทงั้ นั้น เพราะฉะนั้นคาจางลูกจางจึงถูก งานจะตองทํากัน
นานชัว่ โมงจงึ จะไดรับคา จางไมมาก การน้ีจงึ ทําใหความพยายามท่จี ะกาวหนาเปนไปไดยาก และเสี่ยง
ตอ การขดั ขวางความกา วหนาทางเศรษฐกจิ ความเกยี จครานก็กดหนวงประชาชนอยางหนัก และแมการ
เกยี จครานจะปรากฏทใี่ ครกไ็ มม ีความรงั เกียจ เพราะคนกรีกหรอื คนโรมันไมมีรางวัลใหแกแรงงานซื่อ
ๆ ไมเหมอื นกับคนยิวสมยั เดยี วกนั เขาถือวาเปนส่ิงซ่ึงพึงหลีกเล่ียงใหไกลท่ีสุดเทาที่จะไกลได ใครจะ
ทํางานอะไรก็ดูเหมอื นหน่งึ ทําใหเ ขาตอ งตกตํ่าในสังคม ตรงกนั ขาม ใครท่ีเกียจครานไดก็แสดงวาเปน
ขุนน้าํ ขุนนาง คนเปน อนั มากผูไมม ที รัพยสนิ ของตนเองก็อุตสาหพยายามหาคนผูมีฐานะดีใหอุปการะ
เล้ียงดคู มุ ครองตน การสรุ ุย สรายฟุมเฟอ ยและการเกยี จครานเปน สญั ญาลักษณของยศศักด์ิในสังคม คน
ใดท่ีลงแรงทํางานหาเลีย้ งชพี ก็ถูกวาเปน คนอภัพอบั วาสนา
11 ขอ อธิบายสนั้ ๆ ทน่ี า ฟง เรื่องสภาพเศรษฐกจิ ในเอเซียนอ ย ทานซามเู อล ดิคเคย เปนผูป ราฐกวา “สภาพสงั คมและเศรษฐกจิ ของเอเซียนอ ย กระทบตอการขยายตวั
ของศาสนาคริสเตยี น” Studies in Early Christianity.
12 ผลของสงครามในทางเศรษฐกิจและสัง โดยเฉพาะการจราจลภายในของประชาชนโรมนั ไดใหความละเอยี ดไวโ ดยทา นRostovtzeff, Social and Economic
History of the Roman Empire, บทท่ี 1
183
ผลของสภาพการณอยางน้ีคนม่ังมีก็มั่งมีย่ิงขึ้น คนยากจนก็ย่ิงจนลง นายทุนผูมั่งมีก็จัดระบบ
ทางได ทาํ นองคลา ย ๆ กับที่ทํากันในยุคสมยั ใหมนเี้ หมือนกัน สง ตัวเองใหสูงขนึ้ ดว ยความมัง่ มี สวนคน
ยากจนแมจะหาใสปากใสทองก็ยากเต็มที่ สภาพเชนน้ีเปนสภาพโดยท่ัว ๆ ไป ในทามกลางความ
ยากลําบากเหลา น้กี ย็ งั มีคนเปนอันมากปลุกปลาํ้ ดว ยวิรยิ ะเดด็ เดี่ยว จนบรรลุความสําเรจ็ ทางเศรษฐกิจได
ในขนาดนา ชม แมเขาจะมีทุนมีรอนทําไดเพยี งเลก็ ๆ นอย ๆ แตน ่กี ็เปนแตเพียงบางรายอกี เหมอื นกันถึง
อยางไรก็ดีเปนความจริงดวยวา โลกโรมันกําลังกาวไปชา ๆ สูฐานะดีข้ึนในทางทรัพยากรณ อัน
เนอ่ื งมาจากรัชกาลอันสงบที่ออกัสตัสเปนผูนํามา และมีการปฏิบัติทางเศรษฐกิจดวยระบบอันถ่ีถวน
งดงาม
1. การพาณิชย
กิจการพาณิชยกระทํากันกวางขวางท่ีสุดในโลกกรีกโรมันแหงศตวรรษที่หน่ึง อยางที่โลก
สมัยใหมของเราทํานี่เอง การซื้อการขายกระทํากันดวยโรคภัณฑทุกอยางท่ีมนุษยจะมีไดเงินเหรียญ
โรมนั ใชเปนมาตรฐานการแลกเปลย่ี น รานคาเรียงรายตามถนนหนทางในทุกบานทุกเมือง พืชผลจาก
แผนดนิ มีขายในทองตลอดทุกท่ีทุกแหง การกสกิ รรมกระทํากันกวางขวาง ท่ีดินบางแหงก็เจาของที่ทํา
การเพาะปลกู เอง บางแหง ก็ใหคนเชา ไปทํา การจา ยคาเชา บางทกี ็จายดวยเงินบางทีก็จายดวยผติลภัณฑ
การกักตุนหรอื สะสมสนิ คาก็ทํากนั ใหญโต การยอมผา การโมแปง การปง ขนมปง การชา ง การขายเหลา
องุน ทงั้ หมดปรากฏอยูในชวี ิตการคา แหงยคุ สมาคมพาณชิ ยม สี นิ คาขายสงเปน จํานวนมาก ๆ พอคาขาย
ปลีกกก็ ระจายไปยังผูบริโภค โดยมากมักเชาคูหาทําการคา หลักการคาชวงก็มีทํากันเปนเปนธรรมดา
และกระทํากันในกิจการสาขาตาง ๆ การคํานวณการบัญชีก็มีระบบทํากัน13 และการตรวจบัญชีและ
ทรพั ยสินก็ทํากันอยา งระมดั ระวังมอบแกผ ูร บั ชวงไปทํา
13 ดูตํารับของทา น P,Teb. 2 401-406 บนั ทึกทางการคาอยางกระทอนกระแทนของศตวรรษท่ีหน่ึงสองและสาม เม่ือเปรียบกับการบัญชีในระบบปจจุบนั แลว ก็จะเห็น
วา ยงั งมุ งามมาก แตอ ยา งนอ ยทสี่ ดุ มนั กย็ งั แสดงใหเ หน็ วา ในการบนั ทึกธรุ กิจที่เก่ยี วของกนั น้ันก็ไดทาํ กันอยางระมัดระวัง ในการออกใบรบั ที่กระทาํ กันท่ัวไปได
พิสูจนไ วมากหลายโดยการรบั จาย
184
การโอนที่ดินจากฝา ยหน่งึ ใหแ กอกี ฝายหน่ึงไมว าโอนใหดวยการใหเชาหรือขายจะตองทํากัน
เปนลายลักษณอ กั ษรมีหลักฐาน ทรัพยสินสมบตั ิสว นตวั กเ็ อามาจดทะเบียนเปนบันทึกหลักฐานไดและ
จะไดม สี ทิ ธิคมุ ครองตามกฎหมาย จากหลกั ฐานแสดงในปาปริ ปรากฏวาการแลกเปลย่ี นทกุ ชนดิ กระทํา
กนั เปนลายลกั ษณอ ักษร มีเจา พนักงานผูมีหนาทโ่ี ดยเฉพาะทาํ การบั เอกสารเก็บรักษาเอกสาร
การกูยมื เงินเปนกิจการท่ีกระทํากันทั่วไปอยางธรรมดาสามัญ กูยืมกันเล็กก็นอยเอาทรัพยมา
จาํ นําไว กยู ืมกันเปน จาํ นวนมากกท็ าํ ไดจ ากนายทุนสวนตัว เงินกูยืมกนั เปนจํานวนมากก็กันทางธนาคาร
เชนกับที่ทําในสมัยใหม หลักฐานที่ไดจากแหลงเอกสารแสดงวากิจการธนาคารกาวหนาไปมาก ไม
เพียงแตใหกูยืมเงิน แตยังมีกิจการหาเงินทุนมาสําหรับใหกูยืมออกไปดวย การซื้อขายการจายคาเชา
สนิ สมรสภาษอี ากรและการแลกเปล่ียนเงินและอ่ืน ๆ กระทําโดยทางธนาคาร “รูปปนคร่ึงตัวเปนทอง
สําริดรปู ของคาซิลิอุสยคู ันดัส Caecilius Jueundus นายธนาคารแหงเมืองปอมเปอีมีใบรับเงินมีเอกสาร
ตามกฎหมายมรี ายนามเปน พยานเซ็นไวถ งึ เกาคน มีอายเุ อกสารตั้งแต ค.ศ. 15 ถึง 27 ก็ไดมาถึงเราแลว
ค.ศ. 52-62 แสดงแบบหนาของนายทุน ถึงเจาแหงอุตสาหกรรมสมัยใหมก็ยังมีเชนนั้นเหมือนกัน”14 ก็
เหมือนดงั ในสมยั เราการธนาคารจาํ เปน ตองสงเสรมิ โดยพวกชนช้นั ขุนนาง นายทหารโรมันเปนอันมาก
ค้ําจุนตัววิธนี ้ี คนผสู ามารถสง เสริมการธนาคารโดยปรกตกิ เ็ กบ็ เกย่ี วผลกอ นใหญ ใหยืมเงินดว ยดอกเบี้ย
สงู มีประกันอยางมั่นคงดวยเอกสารและทรพั ยจ ํานอง การจาํ นําหรือจาํ นองนั้นตองปฏิบัติตามความตก
ลงกันอยา งเครงครัดแข็งแรง และทรัพยจํานองก็ตองมีหลักฐานแสดงเต็มท่ีเพ่ือจะไมมีการปลอมการ
แปลง เอกสารและทรัพยจ ํานองอาจสบั เปล่ียนกันได เพราะมีตัวอยางแสดงในบันทึกท่ียังคงมีตัวอยูวา
การเปล่ียนมือกันครอบครองจากเอกชนหน่ึงไปยังอกีกเอกชนหน่ึง การยึดถือหลักฐานกันน้ันก็มี
กฎหมายคุมครองและการเรียกเกบ็ ทรัพยส ินกต็ องดําเนนิ ตามกฎหมาย การไมป ฏบิ ตั ิตามสญั ญาจะตอง
ถกู ลงโทษการริบทรัพยห รือโดยสง เขา ราชทณั ฑ
รัฐบาลโรมันหาทางปรับอัตราดอกเบ้ียใหเปนมาตรการปฏิบัติ แตก็สําเร็จไดเพียงเล็กนอย
เทา นั้น อตั รามาตรฐานคาดวาประมาณแปดเปอรเซ็นต แตบางทีกต็ ่ํากวา หรือโดยมากสูงกวา ถา เปนการ
14 Cobern, New Archeological Discoveries, p. 377.
185
ยมื เงินโดยท่ัวไปเรยี กดอกเบีย้ สบิ สองเปอรเ ซน็ ต มกี ารตรวจบัญชีและมีการตรวจตราการฝากเงินเรียก
ดอกเบย้ี
ผเู ดินทางท่กี ลวั การเส่ยี งสูญเงินเปนจํานวนมาก มากวาท่ีจะกลัวความไมสามารถ ก็นําเงินไป
ข้นึ เอกสารรับรองถือไมขึ้นเงินท่ปี ลายทาง
เราจึงเหน็ ไดว า การธนาคารในศตวรรษท่ีหนึ่งเจริญเติบโตถึงขนาดพอ ๆ กับในสมัยใหม ขอ
สังเกตวาระบบการธนาคารยงั เจรญิ ไมพ อแกทีจ่ ะรกั ษาทรัพยมหมึ า ที่ไหลเขาในถงุ เงินของเศรษฐโี รมัน
ได นายทุนเงินเหลอื ใชเ ปน เงินถัง ๆ ก็ใชจ ายไปอยางสรุยสรา ยและตามใจตวั กระทําการช่ัว
2. แรงงาน
เมอ่ื เรามาใครค รวญดูปญหาแรงานในศตวรรษทห่ี นึ่งเรากพ็ บทง้ั คนกนิ ทางรับจาง งานในบาน
หรอื งานธรุ กจิ กระทาํ ดว ยแรงทาสเกอื บจะทงั้ นนั้ ถาคนใดสามารถมีทางใชค นชน้ั ยากจนท่ีไมอาจมีทาส
ใชไ ดกท็ ํางานดวยตนเอง งานรบั จา งเกอื บจะท้งั หมดใชในการกสิกรรมและการพาณิตย แตการใชแรง
ทาสอันกวา งขวางในงานตาง ๆ ที่ตองใชค วามสามารถขนาดน้ีทําใหราคาคาจางตกตํ่ามากท่ีสุด ทําให
คนงานท่ีไมใ ชท าสครองชีพอยางลําบากลาํ บน คนหาเลีย้ งชีพดวยการรับจางโดยทั่วไปไดรับคาจางวัน
ละสามสิบถึงส่ีสิบเซ็นต ซ่ึงเมื่อเทียบกับราคาอาหารก็พอซ้ืออาหารพอกินไดสักม้ือหนึ่งสําหรับ
ครอบครวั ท่มี ีหา คน การนท้ี ําใหส ภาพความเปน อยขู องชนชน้ั แรงงานตองลาํ บากเหลอื แสน และเปนผล
ใหความยากจนเหลือขนาดแผไปทั่ว การขาดแคลนทางเศรษฐกจิ เปนเรื่องหน่ึงธรรมดา ๆ ท่ีเผชิญกับมิ
ชชนั่ นารคี รสิ เตยี นยุคแรกเรม่ิ อันทาํ ใหม กี ารจัดระบอบสงเคราะหค นยากขน้ึ โดยครสิ ตจักร กจิ การของ
เอกชนเปนอนั มากดาํ เนนิ ไปโดยเจา ของทาํ งานเอง เล้ยี งชีพดว ยผลิตผลทีไ่ ดจ ากแรงงานของตนเอง หรือ
มิฉะนนั้ กจ็ างดวยคา แรงถูก ๆ ทม่ี ีพรอมอยเู สมอ สภาพการครองชีพในฐานะขนาดนย้ี อมเปนทนี่ าพอใจ
กวา คนในฐานะหาเล้ยี งชีพดว ยการรบั จางไกลกวากนั มากนกั
คนผูป ระกอบการคาธรรมดา ๆ มกั จดั การรวมตวั กันเปนสหกรณพ าณิชย เปรียบไดดังสหภาพ
แรงงานในสมัยใหม ของเราดังน้ันจึงมีสหกรณการน่ึงขนมปง สหการณการชาง สหกรณชางยอมผา
186
และนับวาทุก ๆ พาณิชยกิจที่สมัยน้ันมี ปญญาของชาวโรมันในการรวมมือประกอบกิจและจัดแจง
ระบบการ ใหทําเกิดการสะดวกและการเรงรัดความเจริญเติบโต ของสหกรณ พาณิชยรวมทั้งระบบการ
นายทนุ ดวย15 อาจเปนไดดว ยวามีสหกรณช า งเยบ็ กะโจมดว ย และนาจะมีเหตุผลดวยวาอาจารยเปาโลก็
เปนสมาชิกอยูดวย ความประสงคข องสหกรณก ค็ ือท่ีจะรว มมอื กันในการคาและใหเ กิดประโยชนแ กกัน
และกนั ในมวลสมาชกิ ศาสนากเ็ ขา มามีสวนกบั เขาดวยในการเชน นี้ เพราะโดยมากท่ีสุดสหกรณแตละ
ประเภทมีพระมเี ทพเจาผพู ิทักษอยูดวย เชนเวสตาเปนเทพีของพวกนึ่งของขนมปง และมิเนอรวาเปน
เทวีของพวกชา งยอ มผานอกจากน้ยี ังมคี วามพยายามบางประการท่จี ะควบคมุ คาแรงงานแตนไ่ี มใชความ
ประสงคท ่ีตัง้ ใจกันไวในสหกรณการพาณิชยความพยายาม อยางเชนนัดหยุดงานจะเปนการลมเหลว
เปลา ๆ เพราะมีแรงงานทาสคอยแขงขันอยู หลักฐานในจารึกแสดงวาการณสหกรณน้ันมีสวนใน
นโยบายการปกครอง ทอ งถ่นิ อยมู ากสมาชิกคนหน่ึงอาจไดประโยชนจากคนอ่ืนในสหกรณเมื่อมีการ
เดนิ ทาง หรอื มกี ารหาลูกจางในที่ใหม น่กี ็อกี แนะใหเ ราคิดวาอาจารยเปาโลก็ไดความสะดวกตางๆ ใน
กิจการอาชีพของทานการท่ีสมาชิกชวยเหลือกันในความจนในความทุกข เปนสัญลักษณท่ีมีอยูเปน
ธรรมดา ๆ ในระบบสหกรณ ฌาปนสงเคราะหมีจัดไวสําหรับแมหมายไรญาติและลูกกําพรา และ
สมาชกิ ของสหกรณ
การเตรียมเปนพอ คา แมคา ผูจะเขา ในวงธรุ กจิ อยางน้ีจะตอ งทําการฝกหัดเสียกอนสักวาระหนึ่ง
เอกสารปาปริหลายฉบับทีย่ งั คงดาํ รงอยูไดแจง ใหทราบถงึ ความตกลงกันในการฝกหดั 16 ตอนท่ีหนึ่งทุก
ฝา ยท่เี ขาทาํ สัญญากนั จะตองแจง ฐานะ และตัวจริงใหเปนที่รูจักใหเต็มบริบูรณกอน ดังที่มีธรรมเนียม
กระทาํ อยแู ลวในกิจการทุกอยาง หรอื การดําเนินการตามกฎหมายใด ๆ กม็ ีอยูประจํายคุ ถา จะเขารับการ
ฝกหัดยังเปนผูเยาว บิดาหรือผูปกครองของเขาจะตองรับผิดชอบแทนเขาในหนังสือสัญญาตกลง
ระยะเวลาทีท่ ําการฝกหัดกําหนดลงในใบสญั ญาคอื หน่งึ ป (P. Oxy. 275) แตห ลกั ฐานอื่น ๆ ทาํ ใหเ ราคน
คะเนวามกี ารตกลงระยะเวลากนั ตาง ๆ กนั ไป ในระหวา งทอ่ี ยูใ นระยะการฝก หัด ผูรบั การฝก หัดจะตอง
15 Abbott, The Common People of Ancient Rome, p. 208
16 P.Oxy. 275,322,725,P.Grenf 2. 59; B.G.U. 1021; P. Flor 44; P. Teb 2,384,385
187
อยูใตบงั คับบญั ชาของนายจา งโดยสนิ้ เชิง ในบางตัวอยางผูรบการฝกหัดหรือผูอุปการะเขาจะรับความ
เจือจุนบาง นายจา งจะจา ยคา เบีย้ เลยี้ งชีพใหเ ปน คาแรงงานของเขา บางทีนายจางก็ตกลงเลี้ยงดูผูฝกหัด
และใหคาจางเพม่ิ เติม ผูรบั การฝก หดั ผูกพันโดยสญั ญาตอ นายจา งของเขาใหเ ต็มระยะเวลาทีต่ กลงกันไว
ถาฝายใดฝายหนึ่งผิดสัญญาก็มีกําหนดลงโทษระบุไว แตเราจะถือวาขอความที่แจงแกเราในเอกสาร
ปาปร ิน้นั เปน หลักฐานแนนอนของรปู การใด ๆ หรือแบบการปฏิบัติอะไรเสียทีเดยี วยอ มไมไ ดแตมันก็
พอเปน ตัวอางชี้ใหแ กเราได17
โลกโรมนั ในศตวรรษที่หน่ึงมีสิ่งซ่ึงเราเด๋ียวน้ีถือวาเปนอาชีพอันสูงเหนือกวาใด ๆ หรือเปน
อาชพี ท่ีงานแผไปท่วั ถงึ กวา งขวาง เชนจติ รกร แพทย ศัลยแพทย หมอกกฎหมายทนายความครูอาจารย
บรรณกรณอ าชพี และอนื่ ๆ อีก ถงึ แมไมม ฐี านะทางสงั คมอยางเชนท่ีการอาชีพอยางนั้นมีฐานะในโลก
ของเรา แตก ็ยังพอเปนไดว า ภายนอกกรุงโรมที่ไมมีการถือยศถือศักดิ์แยกพวกเปนช้ันวรรณะขุนนาง
กีดกันพวกอาชพี เหลานี้ใหอยูนอกสังคมชนั้ สูง พวกอาชีพเหลาน้ีก็ไดรับนับถืออยางสูงจากประชาชน
และตามสว นตามศกั ดศ์ิ รขี องแตละคนอันเกดิ จากความสามารถของเขาหรอื ใด ๆ เทา ทค่ี วามแคลวคลอง
ในความรขู องเขาหรอื เทาทีเ่ ขาจะถึงประชาชนได อันจะทําใหอาชีพเหลานไี้ ดความสามารถสูงทเี ดียวดงั
มแี สดงอยูในหลายตัวอยา ง
วิทยาการแพทย ถงึ แมวา ยงั หยาบเมอื่ เปรยี บกบั ที่ปฏิบติกันในสมัยใหม แตก็ยังนับวากาวหนา
มากทีเดยี วอันเราเห็นวานาเคารพแลวในฐานะนั้น18 ราชการเมืองเอเฟโซมีขาราชการแพทยตั้งสิบคน
คราวหนง่ึ ในศตวรรษท่ีสขี่ า ราชการแพทยใ นเมืองโอโซรนิ คุส OXYRHYNCHUS ประจํายุคอยางเปน
ปกแผนมั่นคง คงตองมีกําเนิดมากอนนั้น19 มีโอสถาสถานจําหนายยา มีกฎหมายควบคุมใหอยูใน
17 โดยพฤตนิ ัยการคา ทั้งหมดวันตอวนั แสดงตัวอยูในทามกลางครสิ ตจักรท้ังหลายของคริสเตียน เรื่องอยางนีเ้ ปน ตํารับอนั มคี ามาก ซึง่ เราไดม าจากแคตตาโคมบคือ
โพลงใตดินที่ครสิ เตยี นยุคแรกเริม่ ไดส รา งขึ้นใตแ ผนดินแหงกรุงโรมดว ยความประสงคจะใชเ ปน ทฝ่ี ง ศพ แตก็เลยไดอาศัยใชเปนทีห่ ลบภยั ดว ยเม่ือมีการขมเหงเกดิ ขึ้น
18 ในพวกเอกสารพัพไพริทยี่ งั มอี ยู เราไดพบคําวินิจฉยั ดรคของแพทย(e.g. P. Teb. 2.273) และท่เี ก่ียวกับยาอันเปน การควบคุมโรคบางอยาง วา ดว ยอาการของโรค “ถา
คนปว ยมไี ขส งู และกระหายนํ้าจนทนไมได ก็เน่ืองจากอาการกําเรบิ บางอยาง....” (P.Teb.2 272)
19 ดตู าํ รบั ของ P. Oxy. 51,52
188
คุณภาพดี20 ในซากหักพังของเมืองปอมเปอมี หี ลกั ฐานไดพ บวามกี ารปฏิบตั ิทางศลั ยกรรมกันอยางไดผล
ในอโุ มงคที่ขุดพบปากคบี อนั หนึง่ คนฝงไวดวยกันกบั ศพของนายแพยทฟน หรอื หรอื ทนั ตแพทย
เราไดเ ห็นแลววาการปฏบิ ัตกิ ฎหมายตองมกี ารฝกหัดฝกฝนกันหลักสูตรหนึ่งกอน เปนกิจการ
อาชีพที่มีเกียรติและนิยมกันมาก อาจพูดไดวาโดยทั่วไปการอาชีพท่ีมีอยูนั้นไดมีถึงขนาดแหงคุณคา
สามารถ ที่เปนไปไดอยางแนนอนคือวา “ลูกนายแพทยท่ีรัก” (โคโลสี 4:14) เปนผูมีการศึกษาและ
วฒั นธรรมเจนจดั คนหน่ึง เรือ่ งนีเ้ ปน หลกั ฐานไมใชตํานานคือหนังสือพระกติ ติคณุ เลมทสี่ ามกับหนังสือ
กจิ การทีท่ านเปน ผเู รียบเรียงน่ันแหละ
3. การสัญจร
ศตวรรษที่หนงึ่ เปนยคุ ทไ่ี มมคี วามสงบกันเสียเลย ประชาชนทกุ ชั้นทุกวรรณจราจรกันมากทง้ั ๆ
ที่ความไมสะดวกไมสะดวกมเี ปนอันมากอันเนื่องจากไมมีอุปกรณการเดินทาง อันตรายจากพวกโจร
ปลน ลน สดมภก ม็ าก แตศ ตวรรษทหี่ นงึ่ ท่แี หละนับวาการสัญจรไปมาไดรับการจัดสงเสริมเกินกวาใน
ศตวรรษตอ ๆ มาเปน ไหน ๆ “อปุ รณการคมนาคมมีมากมายเกินกวาในคราวใด ๆ กอนสมัยเครื่องจักร
ไอนา้ํ และศกั ราชของสายทางรถไฟ21
โรมันสรา งถนนพาดไปทุกทศิ ทุกทางในโลกอารยะอันเปนถนนคอนขางตรง หลายตอนฉาบ
ผิวหนาแข็งแรงและบํารงุ รกั ษาอยางดี ผเู ดินทางโดยมากเดนิ เทา บางคนข่ีมา บางคนขี่ลอ คนรํ่าคนรวย
น่ังยานพาหนะ หรือไมมีนั่งแครหามโดยทาส มียานพาหนะลากดวย มา รถ เกวียนออกใหเชา การ
บรรทกุ ใชเ กวยี นสองลอ กนั เปน ธรรมดา
ในเมืองใหญนครใหญทุกเมืองมีท่ีพักแรม แตการพักในท่ีเหลาน้ีอยูในข้ันตํ่าตอยและไม
สะดวกสบาย ผเู ดนิ ทางเปน อันมากหาทพ่ี ักอาศัยในบา นสวนตัว หรือไมมีนําเอากระโจมติดตัวไปดวย
20 เศษเอกสารพัพไพรัสมีเร่ืองกลาวถึงการสง่ั ยา พรอมทง้ั กําชับใหร ะวังวาอยาใหเ กดิ ราข้นึ ดูP.Brit. Mus. 356 1 st cent.
21 Angus,Env. Of Early Christianity) p. 13 คาํ กลา วที่คลายกันนี้แตเนนหนักกวาที่ทานWenley ไดกลาว (Op. cit, p. 128) “การเดินทางไมเ คยไดการรวดเรว็ ในการ
เดนิ ทางไกลเลย เมื่อครัง้ ยนิ วาขาราชการผูใหญของโรมนั สามารถเดนิ ทางจากภาคใตของสเปนมาถงึ กรงุ โรมไดใ นหนงึ่ สัปดาห ดตู าํ รับของทาน Friedlaender op. cit.,
Vol. 1. p 268
189
ท้ังอปุ กรณอ ื่น ๆ ท่ีจะชวยใหการพักอาศัยสะดวกสบายข้ึน เพราะคนท่ัวไปใชประโจมกันจึงทําใหใช
ชา งทํากระโจมขายดาํ เนนิ การอาชีพทม่ี ีกาํ ไรดี ใครท่เี ปนสมชกิ ในสมาคมการคาเดียวกัน อยูในศาสนา
นกิ ายเดียวกัน หรอื มีความสัมพนธก ันสวนตวั ผมู ที ีพ่ กั อาศยั ในทอ งทีใ่ นตาํ บลทเ่ี ขาจะหยดุ อยูช ัว่ คราว ก็
มกั จะไดรับการเชื้อเชิญใหเขาพักอาศัยในบานสวนตัว แต “มีหลักฐานวาผูพักจะจายคาที่พักดวยบาง
(ซึง่ ก็นาจะเปน เชนนั้น)”22 นเ่ี ปนปฏิบัติการท่ีกระทาํ กนั ทว่ั ไป ซง่ึ พวกครสิ เตียนศาสนาฑูตแหง ศตวรรษ
ที่หนึง่ ก็ปฏบิ ตั ดิ วย แตด เู หมือนวา อาหารการกนิ นนั้ เล้ยี งดกู นั โดยไมค ดิ คา (ดู 2 ยอหน 10,11 3 ยอหน 5-
8)
ในบางตาํ บลการเดินทางอาจตองเส่ียงกับโจรผูราย แตรัฐบาลโรมันจัดต้ังการปราบปรามข้ึน
กาํ จัดอนั ตรายน้ีในทุกแหงที่เกิดขึ้น เอกสารปาปริไดแสดงใหทราบเหมือนกันวา23 อาจรองขอตอเจา
พนกั งานโรมันไดช นเชยและบรรเทาทุกขจากการโจรกรรมได ในทองท่ีตาง ๆ มากท่ีสุดในใตบังคับ
บญั ชาของอาณาจกั รโรมนั การเดินทางนับวาปลอดภยั และสะดวก น่กี เ็ ปนความจรงิ
การเดนิ ทางโดยทางทะเลเมดิเตอรเรเนียน ก็กระทํากนั มากทเี ดียว เพราะการเดนิ ทางโดยทางน้ํา
ทําผูใหโดยสารสะดวกสบายมากกวาโดยทางบกมากมายนัก แตก็มีอันตรายที่ตองเส่ียงอยูไมขาดดวย
เชน เปนตน ลมพายุ โจรสลดั แตรัฐบาลโรมันในยุคหลังกวาดลางออกไปจากทะเลเมดิเตอรเรเนียนได
สาํ เรจ็ เกือบหมด เรือกําปนเปน รอย ๆ ลํา แตละลาํ สามารถบรรทุกคนโดยสารไดเปนรอย ๆ แลนรับสง
ผูโ ดยสารอยูใ นสายการเดินเรอื เปน สวนใหญใ นโลกทะเลเมดเิ ตอรเรเนียน เวนไวแตในฤดูหนาวที่การ
เดนิ เรือชายฝง ถอื วาทําไมได พระกิตติคุณของพระคริสตมักจะเคล่ือนไปถึงท่ีกวางใหญไพศาลไดตาม
โอกาสดว ยประการฉะนี้24
สภาพการเศรษฐกิจโดยยอ ๆ นี้จะทําใหนักศึกษาสามารถมองเห็นภาพคนธรรมดา ๆ แหง
ศตวรรษทหี่ น่งึ ในเมอื่ เขาติดตามดูกจิ วัตรทข่ี าดไมไดข องการจัดหาใหแ กค วามตองการในฝายโลกของ
ชีวิต ผูประกาศขาวประเสริฐแหงไมกางเขนไดฝาไปในโลกอันวุนวายหาความสงบมิไดน้ีเอง เขา
22 Haverfield, Peake’s Commentary on the Bible, p. 615
23 P.Fay. 108; P. Teb. 2 332
24 ดตู าํ รับของทาน Tucker, Life in the Roman World of Nero and St. Paul, pp. 16 ff.
190
จําเปนตองปรับตัวของเขาเขา กับชวี ติ แหงโลกอนั เดยี วกันนี้ คนผปู ระกอบเปน คริสตจักรรุนท่ีหนึ่งก็คือ
คนทคี่ นทอ่ี ยูใ นสภาวะความเปนอยอู ยางนี้แหละ เพราะเหตผุ ลน้ี ภาพการเศรษฐกิจอยางยอ ๆ น้ีจะชวย
ความคดิ ใหใครคราญไดถ กู ตองแทจรงิ ถึงชีวิตท่อี ยูเ บอ้ื งหลังของพนั ธสญั ญาใหม
ชีวิตสงั คม
เดี๋ยวน้ีเราผา นออกมาจากการพดู กนั ถงึ เรอื่ งในบานและกจิ ธรุ ะ เขามาพูดกันถงึ เรื่องในวงสังคม
ทปี่ ระชาชนปะปนกันอยแู ตเ ราก็ตองมาประจัญกับมนษุ ยใ นชีวติ แบบตา ง ๆ อกี นะ แหละจะพบส่ิงกีดก้ัน
ของชั้นวรรณะในสังคม สัญชาตญาณของสังคมมนุษยแสดงออกใหเห็นเปนการรนรานหาความ
สนกุ สนานเบิกบานสําคาญใจกันอยางสุดเหวี่ยง และประสบการณตาง ๆ ของธรรมดามนุษยก็แสดง
บทบาท
1. ชนชัน้ ตา ง ๆ ในสังคม
เรื่องเชนน้ีอาจเปนไดที่บรรดาผูเรียบเรียงท้ังหลายจึงมีความคิดเห็นแตกตางกันมาก อะไรท่ี
แสดงวาเปนชนช้ันนัน้ นอ้ี ยางแนชัดเด็ดขาดนั้นไมมี หรอื ท่ีมีอยูกอ็ าจผันแปรไปได นอกเสียจากในพวก
ชนชั้นที่เขามีระบบระเบียบของเขาเองแนน อน แตก ารเชนนีก้ ไ็ มมปี ระชาคมของกรีกโรมัน ชนช้ันตาง
ๆท่ีมีอยูหนาแนนจะพบไดในวงการเชื้อชาติราชวงศ และในวงการสภาปกครองหรือในบรรดา
ขาราชการชน้ั สงู ของรัฐบาล แตแ มใ นวงการเหลานี้ก็ยังมีการปะปนกันอยางไมมีหลักไมมีเกณฑ ซึ่งมี
คนร่าํ รวยท่สี ดุ ปนกับคนตําแหนง สูงท่ีสุดในรฐั สังคมช้นั สูงทสี่ ดุ ประกอบดวยชนพวกขนุ นางและคนผู
มีอํานาจดว ยความม่ังมี
ผูเรยี บเรียงบางคนถอื วา สงั คมในกรกี โรมันแหง ศตวรรษท่หี นึ่งไมมชี นชั้นกลาง เหตุนี้เพราะมี
ชองกวางระหวา งวงการชัน้ สงู ของขาราชการกับของคนมงั่ มีที่หา งจากฝูงชนธรรมดา แตม ีคนธรรมดา ๆ
เปนจํานวนมหาศาลท่มี ีอาชพี อยอู ยา งธรรมดา ๆ หาเล้ียงตวั ดวยน้าํ พกั นาํ้ แรงโดยสุจรติ และเลีย้ งดูจุนเจือ
191
ผทู ีอ่ ยใู นอปุ การะดว ย สงั คมชัน้ นีเ่ ราพิจารณาดูตามทแี่ สดงในเอกสารปาปริ และเราก็เห็นวาคนพวกน้ี
สงั คมไมใ ครใ หความยกยอ งแตคนพวกนี้ก็ยงั มวี ฒั ธรรมในอันดบั ตา ง ๆ25
มีมาตรฐานสังคมเกิดข้ึนจาก ระบอบการเศรษฐกิจของกาลเวลา การเก่ียวของของธุรกิจแบง
สงั คมออกเปนสองช้นั ใหญ ๆ คอื เจา ของกิจการและลูกจาง ชนช้ันเชนน้ีหรือสภาพน้ีมีอยูในชีวิตสังคม
ท่ัวไปในโลกทะเลเมดิเตอรเรเนียน ไมมีอะไรถือวาแตกตางกันในระหวางการออกแรงคากับ “การ
อาชพี ช้นั สูง” ดังเชนทม่ี อี ยอู ยางธรรมดา ๆ ในโลกยุคสมัยใหม ผูเปนเจาของกิจการทําการของตนเอง
แตถาใครทํางานแลวรับคาตอบแทนไมวาจะเปนงานชนิดใดก็เรียกวาเปนการรับจาง ผูเย็บเต็นทจาก
เมอื งตาระโซ อยา งเชน อาจารยเ ปาโลผเู ปน อัครทูตยงิ่ ใหญ ทานก็อยใู นจาํ พวกสงั คมชัน้ สงู ของชาวเมือง
โกรนิ โธ แตเ พราะทา นเปนคนทาํ งานดว ยแรง เพราะฉะน้นั ในพวกศษิ ยข องทา นมี “นอ ยคนท่ีโลกถือวา
ฉลาด นอยคนท่ีโลกถือวายิ่งใหญ นอยคนที่เปนขุนนาง” (1 โครินธ 1:26) หลักของความแตกตางใน
สังคมเปนเชน นี้ จึงเปนทขี่ ัดขอ งตออาจารยเปาโลในการทท่ี า นจะนาํ พระกติ ตคิ ุณใหเขาไปถึงคนช้ันสูง
ได แตก็มใิ ชวาจะไมม กี ารยกยองความรคู วามสามารถสูงๆ ของชาวเมอื ง มีการใหคาธรรมเนียมฤาชาแก
ความสามารถในสมยั นน้ั เหมือนในสมัยน้เี หมอื นกัน เพราะฉะนน้ั นกั โทษของโรมัน คนหนึง่ ในเรอื ของ
โรมัน ตามธรรมดาตองถูกประมาทหม่ินและถือไมตองสนใจ แตก็ตองมีคนในใจและฟงคําเตือน ก็
ไมใชเพราะเหตอุ ื่น นอกจากวา อํานาจสว นบคุ คลของทานไดแ สดงตวั ออก (กิจการ 27:3,9-11)
ยังมชี นชั้นในสังคมอีกจําพวกหน่ึง เราเรียกวาพวกเหลาชนอันธพาล เปนพวกคนเกียรคราน
กระจดั กระจายอยูทั่วราชอาณาจักร แตมีการในเมืองใหญ ๆ พวกนี้ดํารงชีวิตอยูไมมีหลักแหลง ชอบ
เสเพลเฮฮาคอยรับบุญรบั ทานจากการทําบุญทาํ ทานของสาธุชน ชอบเลน การพนัน ลักขโมย ในโรมพระ
จกั รพรรดไิ ดเ ลีย้ งคนจําพวกน้เี ปน เรอื นพนั ๆ ดว ย ทุนทรัพยของราชการ จึงเปนการสงเสริมความเกียจ
ครา นของเขา สวนใหญข องคนจําพวกนไ้ี มทํางานก็เพราะเลือกงาน แตก็มีคนเปนอันมากเหมือนกันท่ี
ไมม งี านทําเพราะไมใ ครจา ง ฉะนนั้ จงึ เปนธรรมดาท่พี วกนอ้ี ยกู ันในสภาพยากจนขน แคน เราอดทจี่ ะคิด
ไมไ ดว าพวกครสิ เตียนศาสนาทูตแรกเร่ิมไดคนพวกนี้มาเช่ือเปนอันมากเพราะสภาพอันหดหูของเขา
25 อธิบายแยกแยะของสงั คมโรมันคลา ยๆ กนั น้ี ดตู ํารบั ของทาน Fowler, Social Life at Rome, p. 26
192
และคริสตจักรแหงยุคอัครสาวกก็มีคนชนิดน้ีเปนสมาชิกอยูเปนอันมาก (ดู 1 โครินธ 1:26ff)
เพราะฉะน้ันจึงมีความจริงมีอีกอยางหนึ่งวา คนพวกนี้ยุไดงาย พรอมท่ีะทําโกลาหลขัดขวางการ
ประกาศพระศาสนาที่อาจารยเ ปาโลปฏิบัติในเมืองเธซะโลนิกา โดยพวกยิว “ถือโอกาสลงทุนเปนปน
คนพวกเหลา น้ใี หล ุกฮือข้ึนท้ังเมอื ง” (กิจการ 17:5)
ต่ําลงไปกวาพวกอนั ธพาลอกี ใน ความกาํ หนดหมายของประชาชน คือคนพวกทาส แตค นพวก
นม้ี ีนสิ ยั และวัฒนธรรมสูงเหนือกวาพวกอันธพาลไกลกันมากนัก และโดยมาก ซ่ึงมีเปนจํานวนแสน
จาํ นวนลา น ไมมฐี านะอะไรเลยในสังคมอิทธิพลในสังคมก็มีโดยทางออม แตก็เปนพวกท่ีทําใหสังคม
กรดี โรมันมผี ลแกต วั ซ่งึ คนในยุคสมยั เดียวกันยอม เหน็ ผลนี้ไดนอ ยเต็มที
2. ความพวั พันของสังคม
ความพวั พันกันของสังคมกเ็ ปนสญั ชาตญาณอยางหน่ึงอันมีแสดงออกอยางเดนชัดในชีวิตคน
ศตวรรษที่หนง่ึ มคี วามผูกพนั ระหวางมิตรสหายอยางอบอุนและโดยซื่อ เห็นอกเห็นใจกันในระหวาง
สหายเม่ือตกในความทกุ ขยากลําบาก ผูคนปะปนกันดว ยชวี ติ ของการเก่ียวพันกันธรรมดา มีการตอ นรับ
เลีย้ งดกู นั ดวยอาหารบานชอง มีการเชื้อเชิญแขกเปนลายลักษณอักษรมีการเยี่ยมเยียนกันถึงบานท่ีอยู
อยา งสงั คมสมัยใหมเ หมอื นกนั มสี ถานทีเ่ ปนแหง ๆ สาํ หรบั สาธารณประโยชน เชน สถานอาบนาํ้ ศาลา
ชมุ ชนใหญ ๆ สถานชกุ ชน รานคา โรงรบั ประทานอาหารรานจําหนายสุรา และชายหาด คนไมทํางาน
ทาํ การกเ็ ถลไถลเชอ่ื นแชไปเตรอยูตามสถานหยอ นใจเหลา นี้ ฆา เวลาไปวันๆ เหมือนเด๋ียวน้ีเหมือนกัน
ท่ีเห็นกันอยางชินตาก็คือพวกชางวิพากษวิจารยชอบชุมนุมกันตามรานอาหารเครื่องด่ืม ตามสถาน
หยอนใจสาธารณะท้ังหลาย เจตสกิ ของสัมคมก็เขมแขง็ ทําประโยชนทกุ ๆ โอกาส
ส่ิงที่ไปดวยกันกับความเจริญของชีวิตสังคมชั้นสูง ก็คือเร่ืองการแตงตัว อันเราพบในความ
สนใจของสงั คมศตวรรษท่ีหนงึ่ แนล ะเร่ืองอยางน้ี มนั ก็สุดแตฐานะของคนเปนราย ๆ ไปอยูในตัว คน
ธรรมดาสามัญจะพบวาแตงตัวกันอยางที่ภาษากรักเรียกวาจิตูน (Chitoon) เปนเสื้อแบบกะโปรงคลุม
ตั้งแตไ หลลงมาถงึ เขา แลว คาดเอวดว ยเขม็ ขัด เทาสรวมรองเทาหยาบ ๆ หรือรองเทาแบบพันหุม ศีรษะ
สรวมหมวกรปู กรวย ชนชั้นสงู ขนึ้ ไปปรกตกิ ็สรวมเส้ือแบบเดยี วกับที่วามาแลว แตเ น้ือผา ดีกวางามกวา
ประดับศรี ษะกนั พถิ คพถิ นั กวา รองเทาก็ใชว ัถตดุ กี วาและมักใชถ งุ เทาสั้น เครื่งอสรวมช้ันในตามความ
ตอ งการความสบาย ถา อากาศหนาวกใ็ ชเส้อื คลมุ กันหนาวหนาและหนักอยางท่ีอาจารยเปาโลบอกติโม
เธียวใหนาํ มาจากเมอื งโตรอาเอามาใหทาน (2 ทิโมธิ 4:13) คนพวกนักเดินทางบางทีก็สรวมหมายปก
กวา ง แตโดยมากมักไมไ ดสวมหมวก เครื่องแตง กายท่ีแสดงวาเปนพลเมืองโรมัน คนที่ไมใชคนโรมัน
แตงไมได คอื เสอื้ คลมุ ทเี่ หมอื นผา หมผืนใหญส รวมคลุมไหลแ ละลําตัว เปนเคร่ืองแตงกายแบบโออวด
มากกวามุง สรวมใหสขุ สบายอาจารยเปาโลนับวา เปนผูมีสญั ชาตโิ รมัน ก็ยอมมีสทิ ธจิ ะแตงแบบนไี้ ด แต
193
ทา นกม็ ิไดใชส ิทธเ์ิ ชนนน้ีอยางพรํ่าเพร่ือ ทานใชก็แตเพียงเสื้อคลุมบาง ๆ ในกรุงโรมน้ันพวกขุนนาง
ชาววงั สรวมเสื้อคลุมขลบิ ริมดว ยสมี ว งจะเปน เครอ่ื งยศ
สตรีผูมีฐานะดีสรวมเสื้อผาอาภรณเปนสองแบบ มีเส้ือชั้นในส้ันไมมีแขนรัดสูงกระโจมอก
เสื้อช้ันนอกใชผาลินิหรือไหม คลุมไหลแลวตระหวัดใตแขน พันรอบแขนหอยลงไปจนถึงเทา ตาม
ธรรมดาเสอ้ื ผา แบบนี้สีขาว บางทีขลบิ ริมดว ยสตี า ง ๆเม่ืออยูในบานก็สรวมรองเทาแบบพันขา เม่ืออก
ไปนอกบานจงึ สรวมรองเทา หุมซน คลุมผารอบไหลท้งั สองเมือ่ ออกจากบา น การทาํ ผมทาํ กนั แบบตา งๆ
อันเปน แบบปลอ ย ไมเปน ทรงแนนเหมนื อสตรสี มยั ใหมท าํ กัน สตรแี หง ศตวรรษท่ีหนึ่งไมสรวมหมวก
ใชเคร่ืองสําอางตบแตงใหธรรมชาติ ชูเสนหน้ันทํากันอยางฟุมเฟอย ประดับดวยเพชรนิลจินดาก็ทํา
เหมอื นในสมยั ของเราและตามฐานะของคน26
3. การบนั เทงิ
สังคมของโลกกรีกโรมัน มกี ารบนเทิงรน่ื เริงกันแบบตางๆ นานา บางอยางก็ไมมีภัยอันตราย
อยางใด โดยมากมีอันดับต่ําทางศีลธรรม แลวการบันเทิงอยางใดที่ศีลธรรมตํ่า ยิ่งต่ําก็ย่ิงเปนท่ีนิยม
วนั หยดุ งานของชาวโรมันกม็ ากเหลือหลายบางทหี ยุดติดตอกันสปั ดาหท ้ังสัปดาห ทานทัคเกอรไดก ะวา
รวมแลววนั หยดุ ประมาณรอ ยวนั ในระหวางป27 วันหยุดเหลา นี้เปนเวลารื่นเรงิ บนั เทิงกันใหญ และมักจะ
เปน การโกลาหลวนุ วายกนั อยูบอยๆ ในกรงุ โรมรัฐบาลก็ดี ขาราชการแตละคนก็ดีจายเงินเปนจํานวน
มากสง เสรมิ การบันเทงิ ตาง ๆ การตอ นรับอันเปนทางการที่นยิ มกันก็คือ การกฬี าและการแสดงบทบาท
ศิลปะตาง ๆ อยางหลังนี้โดยทั่วไปไรศีลธรรม ท่ีนิยมกันมากที่สุดก็คือการแขงรถเทียมสัตวและการ
แสดงท่ีหล่ังเลือดเชือดเนื้อกันในสนามทัศนา (Amphiteater) โดยมากที่สุดจะพบเห็นทํากันในเมือง
สําคญั ๆ ของราชอาณาจกั ร โดยเฉพาะอยางย่ิงท่ีไหนทีอิทธิพลของโรมันครอบงํา สําหรับพวกยิวและ
กรีกกเ็ หน็ วาการตอ สเู ขน ฆา กนั ในสนามทศั นา (Gladiatorial Combats) เปนสิง่ ท่ที นดูไมไหว และไดท าํ
26 ดตู าํ รบั ของทาน Friedlaender, op. cit, Vol 2 pp. 173-185
27 Roman World and St. Paul, p. 260
194
การคดั คา นอยางกลา สู ไมว า ท่ีไหนท่อี ิทธิพลของเขามีนํา้ หนัก ในการท่ีเฮโรดสรา งสนามทัศนาการตอสู
เขน ฆาข้ึน ทีแ่ คดา นนอกนอกรงุ เยรูซาเล็ม ทําใหช าวกรงุ ซาเลม็ พากันหวาดเสียวสุดยอดและถอยหางมี
หนีดว ยความรอนใจ ในการทศั นาอนั นา กลัวนาหวาดเสยี วนม้ี กี ารแสดงหล่งั เลือดอันเห้ยี มโหด เกินกวา
ทีจ่ ะกลาวบรรยายได คนตองถกู สัตว รายกัดฉกี คนตองถูกฆา หรือเชือกเฉอื นดวยอาวุธของฝา ยตรงขาม
สนามทศั นานัน้ ชุมโชกไปดว ยเลือกมนุษยตามถอยคําตรง ๆ นี้แหละ
แปลกท่ีจะกลา ววา กีฬาตอ สูเ ขนฆากันอยางทารุณน้นั เปนการแสดงท่ีใหเกียรติแกผูตาย แตใน
ศตวรรษท่ีหนึ่งความสําคัญของมันแตเดิมก็หายสูญไปหมด กลายเปนการแสดงที่นาหวาดเสียว
กลายเปนเพือ่ ความพอใจของคนผูใจเห้ียมใจโหด ท่ีเขาจะดูการทรมานและกานหลั่งเลือด บางคราวผู
ตอ สมู ีจาํ นวนสงู ถึงหม่นื เขา สูก นั ในกฬี าผีมีศาจน้ี28 จนโลหติ ไหลพลั่ง ๆ ตอ งเปลยี่ นทรายในสนามตอ สู
กันหลายครงั้ ในการแสดงคราวหนง่ึ ๆ ยง่ิ หลัง่ โลหติ มากเทาไหรก ็ย่ิงเปนที่นิยมมากเทานั้น ปฏิบัติการ
อนั สูงทสี่ ุดอยางหนงึ่ ของพระกิตติคุณก็คอื การกําจัดการบนั เทิงอนั โหดรา ยนี้ใหหายสาบสูญไปเสยี ได
ทัศนะความบนั เทิงมาตรฐาน ในสังคมแหงศตวรรษหน่ึง อาจเปนที่แสดงในจารึกที่ไดพบบน
โตะกีฬาในเมืองทมิ แกด Venari,lavare,ludere, ridere-hoc est vivre (ตามลา อาบน้าํ การพนัน หัวเราะ-น่ี
แหละคอื ชวี ิตชวี า)29 มกี ารบันเทิงท่คี ัดไวเ ปนแบบนาเคารพคารวะย่ิงกวามีความดีอยูมาก ประดิษฐให
สนุกสนานดวยวิธีตาง ๆ แลว ยงั มีการนัดพบกันแบบนรกทาํ ความช่วั ลามกตา ง ๆ สําหรบั คนพวกสิน้ คิด
ทอดอาลัยตายอยากกบั ชวี ิตคนช้นั สูงในสังคมก็ยังมีเขา ไปในทนี่ บี้ อย ๆ เพื่อหาความสําราญอนั ชวั่ ชา ใน
ท่นี ่ัน นี่เปน ธรรมชาติของมนษุ ยแบบเศราทส่ี ดุ ทม่ี ีทง้ั ในศตวรรษท่ีหนงึ่ และในศตวรรษอื่นๆ ในเมือง
ปอมเปอิ “โรงอาหาร...มีแครยกพื้นหินออนดวยแกวประจํากับที่เหมือนหองอาหารสมัยใหมน้ีตรง ๆ
แมอาหารรอ นและเคร่ืองด่มื ก็มีไวรบั รอง40
28 ดตู ํารบั ของ Fisher,Beginnings of Christianity, p. 214
29 ปรากฏวา ในท่ีน้ี เรามีขออางของปรชั ญาอีปคิวเรียน
40 Cobern:op. cit., p. 377 ดูตํารบั ของ Friedlaender, op. cit., Vol2, pp. 1-130
195
4. เม่อื ชีวิตวางวาย
กอ นท่ศี าสนาคริสเตียน จะมาฉายรัศมีคําส่ังสอนเร่ืองการไถบาปและที่เก่ียวกับอาสัญญีภาพ
ชนในยุคนนั้ กเ็ ห็นวา ความตายเปน การเส่ยี งทนี่ า กลวั เปน การสน้ิ สุดของคุณคาท้ังสิ้นท่ีมนุษยประมาณ
คา ไว เปนความไมเ ทย่ี งผา นเขาสูจ กั รวรรดแิ หงความไมเ ท่ียง ซึ่งอยเู ลยไปจากหลุมฝงศพ ผูคนหาความ
เลา โลมเอาใจจากปรัชญาบางศาสนาบาง แตก็ไดผลนอยเหลือเกิน เปนธรรมดาท่ีความไมรูและความ
กลัวยอ มหอมลอ มความตายอยูพรอมทั้งใหเ กดิ ความงมงายขึน้ ดวยทําใหความตายกลวั ยง่ิ ขน้ึ การเตรียม
สาํ หรับการตายกไ็ มม ีอะไรมากไปกวาทาํ กันตามหลักมูลของโลกน้ีและเปนโอกาสแกการคา ใครตาย
จะตองจดั การฝง กันอยา งดมี พี ธิ ีรีตองใหร สู ึกนาอุนใจ เพราะถาจดั การศพกนั ไมด พี อกข็ ายหนา และถือวา
ผูตายจะตองไปประสบราย ใครที่ประสงคจะมอบทรัพยสมบัติสืบตอใหทายาทก็ทําพินัยกรรม ซ่ึงก็มี
แบบแผนอยา งเดียวกับท่ที ํากนั ในสมยั ใหมน้ีเอง และผูม อบทรัพยอาจลบลา งพินัยกรรมนน้ั เสยี กไ็ ด การ
ปฏิบตั กิ ารแบบนเ้ี อกสารปาปร ิแสดงพยานไวม ากมาย
เม่อื มีใครตาย ก็มอบศพใหแ กผมู ีอาชีพจัดการเรื่องศพไปหรือท่ีเรียกวาสัปเหรอ สัปเหรอก็ได
จดั การดวยอปุ กรณตาง ๆ และจัดงานศพใหเรียบรอย ศพผูตายจะถูกใสหีบนําไปฝง หรือถาเปนรายที่
ยากจนกใ็ ชห บี ไมหยาบ ๆ ผูโศกเศราเดนิ นําขบวนศพไปขา งหนา ถาเปนครอบครวั ท่ีฐานะดีกม็ วี งดนตรี
นําหนาญาติพ่ีนองและมิตรสหายเดินตามไปในขบวน ฝายในพวกคนโรมันที่มั่งมีก็ทําการศพกัน
กวางขวางมากเร่อื งออกไปอีก คนโดยมากในราชอาณาจกั รฝงศพในอโุ มงคห รือในหลุม มอี นสุ รณหรือ
เครอื่ งหมายทําไวท ีห่ ลมุ ท่ีอโุ มงคจารึกบนแทนศิลาดวยถอยคํารําพรรณรักและยกยอง แตบางทีก็มีพูด
ไมน า ฟง
เชนน้ันแหละคนกรีกคนโรมันมใี จสดุดกับความมืดแหง วาระสน้ิ สดุ ของทางชีวิตอันส้ัน ความ
มืดไดปกคลุมหุมหออยูเรื่อยมาไมขาดสาย จนกระท่ังถึงการปรากฏของพระองคทานผูหนึ่ง “ผูทรง
กาํ จดั ความตายไปสญู ไป และนาํ ชวี ติ นริ ันดรใหม าประกฎทราบไดโ ดยทางการประกาศขาวประเสริฐ”
(2 ธโิ มทิ 2:10)
ศีลธรรม
สภาพในราชอาณาจกั รโรมัน เมื่อสองศตวรรษสุดทายกอนศักราชคริสเตียนเปนสภาพท่ีไกล
จากความเจริญของศีลธรรมสว นสภาพตรงขามนนั้ จริง การสงครามซงึ่ เกือบจะวา ไมร จู ักจบจักส้ินจนทํา
ใหโรมไดถือโอกาสมาปราบปรามและใหยุติการพิพาทภายในกันเสีย การน้ีทําใหวิญญาณนักรบ
ครอบงําอยู ซึ่งทําอันตรายแกนของศีลธรรมอยูเสมอ ชีวิตการเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมถูกรบกวน
อยางใหญ อันเปน ผลใหความยากจนขน แคนปกแผไปทัว่ ความช่ัวชาทั้งหลายก็เกิดตามมา คนไมก่ีคน
196
ม่ังคง่ั รํา่ รวยและกดขีค่ นยากจน รกั ความสรุ ยุ สรา ยและความเปนเจาสําราญก็เพิ่มพูลแกกลาข้ึนในพวก
คนมั่งมี ความบา ระหา่ํ อนั เนอื่ งมาจากการทอแททาํ ใหคนยากจนคิดตํ่าทาํ เลวทรามไดตางๆ การลักเล็ก
ขโมยนอยเปนความผดิ ทท่ี ํากนั เปน ประจาํ จะทาํ การซื้อขายแลกเปลี่ยนอะไรก็ตองมีการโกงกัน เอารัด
เอาเปรยี บกันเขา ผสมอยางขาดไมไ ด ใชต าํ แหนง หนาที่ฉอ ราษฎรบ งั หลวงกถ็ ือโอกาสตา งๆ ทํากันเปน
เรื่องธรรมดา ๆ ประจาํ วนั 31
การทหารโรมนั เม่ือมชี ยั ชนะทไี่ หน กจ็ บั เชลยศึกเปนฝูงใหญ แลวเอาไปขายเปนทาส ทานสะ
ตราโบไดบ อกวาบนเกาะแหง เดโลส ซึง่ กลายเปน ศนู ยการคา ทาส บางคราวขายทาสกันวันละเปนหมื่น
ๆ คน32 การลกั พาคนหนีไป การตกเปนทาสเพราะหนี้สิน ท้งั ทาสทอ่ี อกลกู ออกหลาน กเ็ พ่มิ จํานวนทาส
ข้นึ เปนมหึมา33 เพราะเหตุนีจ้ าํ นวนทาสจึงเปนมหึมา ยอ มหลีกไมพ น ที่จะเกดิ การเกียจครานขึ้นอีนมาก
ในฝา ยผูเ ปนเจา ของทาส แลวความเกียจครานกผ็ ลิตผลออกมา เปน ความชว่ั ชาสามานยท้ังหลายแหล ผล
ของการคาทาสที่กาวออกไปไกลกวา น่นั กค็ ือ ทําใหการตามใจตัวแกกลาโตตัวย่ิงขึ้น รานไปดวยราคะ
ตณั หา ไมม กี ารอบรมส่ังสอนลูกหลานใหรูจักการรับผิดชอบวิญญาณอันไมสงบที่ปกแผอยูได ทําให
เกิดการสัญจรไปมากันพลุกพลานในราชอาณาจักร รสชาติของความสงบและชีวิตอยูกับบานก็ถูก
ทําลายไป การผูกพันกันในครอบครวั ก็ยดึ ถอื กนั อยางเบาบางเหลือเกิน เพราะฉะนั้นความศักดส์ิ ทิ ธ์ิของ
บานและของการสมรสไดรับการเคารพคารวะกันอยางตํ่ากวาที่ควรมากมาย การสมสูกันตามกฏ
ธรรมชาตกิ ห็ นาแนน และถือวาถกู กฎหมาย ความชว่ั ของเวทีและของสนามทัศนากป็ ลุกความรูสึกความ
รานโลกยี ใหต น่ื เตน
การพธิ รี ีตองเปน อนั มากของศาสนาตาง ๆ แหงพื้นบานพื้นเมืองเปนพิธีการหยาบโลนและยั่ว
กามา จึงเปนการทําลายศีลธรรมเพราะเหตุของส่ิงท่ีศาสนาถือวาทํากันได ในการนมัสการ
พระอะโฟรดทิ ทเ่ี มอื งโกรนิ โธ นักพรตหญิงจํานวนพันคนถวายตัวเปนนางบําเรอในนามของศาสนา
31 สารวัตรของรัฐบาลในศตวรรษทสี่ องไดร ายงานวา อยา งน้ี “ในการตรวจบัญชเี งินภาษี ขา พเจาไดพ บวา ตุลาการ และเสมยี นพนักงานบางคนไดร บั เงินคาปว ยการ
ของระยะเวลาทเ่ี ขาเองตองรบั ผิดชอบเปนการละเมิดมากกวาปฏบิ ัติตามพระราชกจิ จานเุ บกษา” ดูตาํ รบั การ P.Qoy. 474 ฟงดเู หมอื นคาํ รายงานของสมัยปจ จบัน
32 Geog., p. 668
33 Fowler, Social Life at Rome, pp. 206 ff.
197
ไดมีการพบซาก “เตียงบริสุทธ์ิ” ในเมืองอันติโอ แหงมณฑลปสิเดีย “ใชสําหรับพิธีการสมรสลับลึก
ระหวางเทพกับเทพี ตามตาํ นานกลาววา พิธกี ารเชน นีส้ ตรชี าวเมอื งอะนาโทเลียนตองถือปฏิบัติ แมสตรี
มียศฐาศกั ดกิ์ ็ตองเขา ทําดว ย”34 พิธีการนมัสการพระอะระเตมแี หงเมืองเอฟโซพธิ ีท่ีออกหนา ออกตาทส่ี ุด
คือการอุทศิ ตัวเปนหญิงบาํ เรอกามพวกหนง่ึ ของนกั พรตหญิงมาประจาํ วหิ ารในฐานะเปน นางพรหมจารี
ในฆณฑลฟะลเุ กียการนมสั การพระไซบิเลตอ งใชหญิงสละคุณงามของตนบูชาตอเทพี ถาสามีคัดคาน
ไมใ หภ รรยาของตัวทาํ ก็ตอ งถูกถือวาเปน การอุกอาจอยา งเสี่ยง ซ่งึ จะทาํ ใหเ ทพีพโิ รธการปรนการมาเปน
ยอดชั่ว ทใี่ ชเปน พิธนี มสั การพระของพนื้ บานพน้ื เมือง และก็ไมใชแตเทาน้ัน ความเมามาย การกินกัน
ตะกละตะกลามกม็ อี ยกู ลน เกลื่อนดวย
โดยทัว่ ไปพยายามจะหยุดย้ังความช่ัวกันดวยปรัชญา แตก็ดังไดก ลา วแลว ลทั ธอิ ิปค เู ลยี นนิยมยงั เอา
ปรชั ญามาเปนดงั เส้ือคลุมสรวมทบั ความประพฤตทิ เ่ี สอ่ื มโทรมศีลธรรมเสยี อีก
ผลของความท่ีมีใจโนมนําไปในการเส่ือมเสียศีลธรรมดวยประการตางๆ เหลาน้ี ทําใหโลก
กรีกโรมนั แหง ศตวรรษที่หน่ึงเหม็นคลุมไปดวยกล่ินสาบของความชั่วแบบตาง ๆ ที่ปนปวนที่สุด ใน
สงั คมช้ันสงู ในสงั คมชนั้ สูงถงึ แมจ ะไดชื่อวายังพอมีศีลธรรมดีอยูบางยังไดความเคารพคารวะบาง แต
จิตใจก็ไรพ ลังกลาพอทจี่ ะตอ ตา นความชวั่ ยังคงมใี จปลอยใหค วามช่วั ทาํ กันไปได เต็มใจยอมตามความ
ออ นแอและการตามใจตัวของมนษุ ย ถอื เสียวาความรูสึกและความประพฤติของคนทั้งหลายเปนอยาง
น้ัน ก็เพราะหลีกจากความตองการตามธรรมดาของมนุษยไมได ในจําพวกคนเสเพลนั้นเลา ก็อยาง
“โลกขา งใต” ของเรานั่นแหละ เร่ืองการยับย้ังช่ังใจแลวเปนไมรูจัก สังคมท้ังชั้นสูงชั้นตํ่า เปนอันชุม
โชกไปดวยความเสื่อมโทรมสังคมชั้นกลางจึงตองถูกความไรศีลธรรมแทรกเขาดวยอยางหนีไมพน
หลกั ฐานตา งๆ เทาทแี่ จงแกเราเราสรุปไดแ ตอยางเดียววา สังคมแหงศตวรรษที่หนึ่ง ไรศีลธรรมอยางนา
หวาดเสยี ว การตามใจตวั ไปในทางทผี่ ิดก็ถอื วา เปน สง่ิ ท่ที ําได ราคะตันหากเ็ ปน ของธรรมดา ความโลภ
โมโทสันก็ถือวาเปนไปตามกฎของชีวิต จํานวนคนเกิดลดลง การสมรสปรากฏนอยครั้ง ครอบครัว
กลายเปนเครื่องมือของโอกาสท่ีจะปรนเปรอราคะ สามีภรรยาหยารางกันเกลือนไป เอกสารปาปริที่
34 Cobern:. Op. cit., p. 585
198
ไมใชแ ลวท้งิ ไปเปน หลักฐานมีจาํ นวนหน่ึงและมากมายเหลือเกินดวย คือเอกสารหนังสือหยารางของ
สามภี รรยา แลว เอกสารอ่ืนๆ กเ็ ปน พยานวาอยางไรน้นั
การไรศีลธรรมทางกามารมณ เต็มไปดวยแบบท่ีตํ่าชาท่ีสุด ในซากสลักหักพังของเมืองปอม
เปอิ บนกําแพงบานของที่ถือกันวาเปนบานท่ีนาเคารพแหงศตวรรษท่ีหน่ึง มีภาพเขียนไวเปนรูป “ที่
กาํ ลังทาํ ชั่วอยา งวา ดว ยความคิดมีแตความโสโครกของผปี ศ าจ จนกระทัง่ เจาหนาท่ีเขาไมยอมใหคนผู
มาทอ งเทีย่ วชมเมืองโบราณไดมโี อกาสเหน็ ภาพเชนน้ัน เม่ือผูเขียนตําราน้ีถูกนําไปตามถนนใหมในป
ค.ศ. 1913 อันเปนถนนท่ีเพ่ิมไดพบ ผูเขียนนี้ไดพบวา กําแพงบานหันสูถนนมีเต็มไปดวยภาพอุจาด
ลามกอยางนัน้ ทัง้ นนั้ จนผูข ดุ คนซากโบราณวัตถุตองพยายามหาแผนอะไร ๆ มาปกปดเสีย เพ่ือไมให
คนงานของเขาตอ งถกู ภาพลามกเกหลาน้ันกดใหระงมระงายไปได”35 เม่ือภาพเหลาน้ีอยูในสถานกาล
ของมนั แตครง้ั เดิมนั้น พวกเด็กๆ ท่ีกําลังเติบโตขึ้นในบานของกรีกโรมัน ก็มาพินิจพิจารณาดูกันทุก
วันๆ ผลของอทิ ธิพลทดี่ งึ ลงมาเรอ่ื ย ๆ อยอู ยา งนัน้ จะไมเปน อะไรอื่น นอกจากตองถูกสะกดใหระงมระ
งายไป พวกนกั โบราณคดีบอกเราวา ภาพเขียนมากมายบนฝาผนังและบนผิวหนาส่ิงใด ๆ อ่ืนสนกรุง
โรมและในเมอื งปอมเปอนิ น้ั หยาบโลนลามาเกินไปกวาที่จะนํามาพิมพเขาไวได และไมมีอะไรที่เปน
หลกั ฐานใหคิดไดดวยเหตุผลวาเมืองท้ังสองน้ีเทาน้ันที่ลามกจนเหลือเกิน แตสถาพเชนนั้นถือวาเปน
แบบชีวิตชาวเมอื งในศตวรรษทีห่ น่ึง อาจารยเปาโลก็รอ งฟอ งวาโลกกรีกโรมันเปนอยางไร ทานพูดใน
หนงั สอื พระคมั ภีรโ รม 1:25-32 แสดงถึงสภาพจริงตาท่ีมีในจุดใหญ ๆ ของพลโลกที่สุมชุมนุมกันเปน
เมืองเปนนคร เมื่อศาสนาคริสเตียนยุคอัครสาวกเผชิญกับโลกในยุคสมัยท่ีศาสนาคริสเตียนกําลังเกิด
และเติบโตศาสนาครสิ เตยี นกต็ องเขา ผจญกบั ภาพมืดท่ีสุดสิชน้ิ หนึ่งท่ีเคยมใี นประวตั ศิ าสตรมนษุ ย
แตส ภาพศลี ธรรมในโลกกรีกโรมนั ที่เราวาดเปน ภาพไวแลวนัน้ ยอ มไมครบครันแน ถาเราไมมี
การสังเกตดูดานที่สุกใสของศีลธรรม และของหลายหนวยที่พยายามรณรงคใหชีวิตมนุษยดีข้ึน และ
ตัวอยางแหงความดีเลศิ เปน อันมากของศีลธรรมอันสุจริต ความทุจริตมิไดครอบครองอยูอยางราบรื่น
ปราศจากการคดั คานตอตาน หรอื ยกใหเปน เรื่องยกเวนก็หาไม ตลอดศตวรรษที่หนึ่งความนิยมกันใน
35 Cobern: op. cit., p. 376
199
พนื้ บา นพ้ืนเมืองตองถูกจิตใจอันสูงสง ยกขดั คดั คา นข้นึ อยา งเต็มเรยี่ วเต็มแรงเทาท่ีอยูในอํานาจของเขา
จะตอสูกับความไรศีลธรรมอันดกดื่นนั้นได เสียงของนักจริยธรรมผูสุจริตคัดคานดังทีเดียว ตอ
ปฏบิ ัติการชัว่ แหง ยคุ นกั ปรชั ญานกั ปกครองรว มกนั คดั คา นความดุรายตอทาส เซเนกาประนามการตอสู
เขนฆา เปน กีฬาในสนามทัศนา ปลูตารคเรียกรอ งใหม ีความยตุ ิธรรมยิง่ ขนึ้ และจดั หาหลักเกณฑควบคุม
สมรส มุสโสนิอุสวิงวอนสังคมใหเห็นแกเด็ก ๆ และแสดงสุนทรพจนใหเห็นเสนหของบานท่ีมี
ความสุข โอวิดไดขอรองอยางนาสงสารใหเลิกอาชญากรรมทํารายทารกในครรภ ทาสิตอีปคเตตุส
เซเนกาและอ่ืน ๆ อีกมากชว ยกันประณามดวยสดุ จติ สดุ ใจตอ การนําเอาทารกไปโยนทิง้ โยนขวาง ความ
ช่ัวชา ทกุ ประเภททุกชนิดตอ งพบกับปรปกษอยา งสดุ เหวย่ี ง โดยพวกจิตใจชน้ั ดขี องยคุ
หรือเสียงแหงศีลธรรมสูงศักด์ิจะจํากัดอยูท่ีพวกนักคิดนักเขียนเทาน้ันก็หามิได ในพวกคน
สามัญธรรมดากม็ ีตัวอยา งอยมู ากท่แี สดงถงึ สภาพของศีลธรรมและครอบครวั อันสะอาดสะอานเอกสาร
ปาปริไดใ หเ ราทราบภาพอันสกุ ใสน้ี ถา เราจะดใู นวรรณกรรมแหงยุคเราจะเหน็ ภาพมดื มิดเหลอื เกิน เชน
ในถอยคาํ ของผรู อยกรองบทความของจนตกวี หรือของนกั ปรัชญา หรอื ตามที่คริสเตียนเขียนบทความ
ประทว งไดวาดภาพไว หรอื ในซากของเมืองโรมันโบราณ แตภ าพดานที่สกุ ใสปรากฏในเบื้องหลังของ
พยานแหงยุคท่ีไมใชวรรณกรรม ในคําจารึก ในกระเบ้ืงอหมอ ในปาปริ เหลาน้ีเปดเผยใหเห็นชีวิต
ศลี ธรรมของมวลประชาชน ในวรรณกรรมทีเ่ ปน มาตรฐานเราไดพบความช่วั ของลทั ธิเจาขุนมลู นายเปน
สว นใหญ ความบา คล่งั ร่ํารวยทรัพยก ารตามใจตวั สรุ ุยสุรา ยฟุมเฟอยและเกียจคราน แต “เม่ือเรากาวลง
ไปในมวลประชาชน และฟงเขาเมือ่ เขาทําการงานในทุงนาในโรงงาน บนเรือในแมนํ้าไนลและในเรือ
ของโรมนั ในกองทหารและทีร่ านแลกเงนิ คนตาบอดเทาน้ันท่ีไมเห็นคนเปนอันมากกําลังดําเนินชีวิต
อันทําคุณประโยชน ทําการงานหนัก และเช่ือถือไวใจได ความรูสึกในทางครอบครัวและมิตรสหาย
ผูกพันคนยากคนจนเขา ดวยกันและชูกําลังเขา รูสึกไดกับพระพรของอารยธรรมโบราณและคอนขาง
มั่นคง แมในหมูบานเล็ก ๆ นอยๆ และโดยเฉพาะอยางยิ่งความยับยั้งช่ังใจอันฝงลึกอยูในศาสนา ได
แทรกทว่ั ทั้งโลกน้ัน”36
36 Deissmann; Light From The Ancient East., p. 284
200