The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patalee Phongsumphan Techamahanon, 2021-04-20 22:11:02

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

โลกแห่งพระคริสตคัมภีร์ ภาค พันธสัญญาใหม่ (H E Dana)_read

บทที่ 9 วัฒนธรรมกรกี

เมือ่ คนใดดําเนนิ การทบทวนดปู ระวัตศิ าสตรใ นกาลเวลาแหงพนั ธสญั ญาใหม เขายอมไมพลาด
ท่ีจะเจอกบั ความประทับใจท่ีจะพบเฮบเลนยิ มโผลข ้นึ ใหเ ห็นบอ ย ๆ อนั เปนสว นหนึง่ ในหลายดานแหง
ชีวติ ของศตวรรษทห่ี นึง่ ที่จรงิ ไมม ีภาพอะไรในโลกทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี นในยุคนี้ ซึ่งจะไมมีอะไรท่ีไม
เปน ผลกระทบโดยอิทธิพลกรีกเปนไมมี แมแตลัทธิยุดานิยม ทั้ง ๆ ที่สงวนตัวอยางเครงครัด ภักดีตอ
อดุ มคตขิ องตนอยางพรํ่าเพอ ภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง ก็ยังไมสามารถหนีพนจากการแทรกซึม
ของเฮลเลนนิยม มีหลักฐานปรากฏแลววา ถา ใครไมไ ดเห็นวัฒนธรรมกรีกและพนั ธสัญญาใหม คนน้ันก็
จะไมซ าบซงึ้ กบั สถานการณที่เขาอานพบ เพราะมนั (วฒั นธรรมกรีก) เปนผูปนรูปรางหรือรูปทรงแหง
ชวี ติ แหงสมัยน้ัน ทง้ั ครอบงาํ อยูดว ย โดยเฉพาะอยา งยิง่ ชวี ติ ทางปญ ญา

โลกแหงศตวรรษที่หนึง่ ทั้งโลกไดไ ปเขาศึกษาในโรงเรียนเพือ่ จะขึ้นสเู ฮลเลน และโลกก็ยังไม
ละจากการไปโรงเรียนเพื่อจะข้นึ สูเฮลเลน อทิ ธพิ ลทางปญญาอยางเดียวเทาน้ันยิ่งใหญที่สดุ ท่ีฝกปรือใช
กนั ในชวี ติ ทางความคดิ ของธรรมดามนษุ ย น่นั คอื วฒั นธรรมกรกี โลกไดพ บวาทจ่ี ะนมัสการกับชาติยิวก็
เปนส่ิงดีท่ีสุดถาจะปกครองก็ปกครองกับโรมัน ถาจะคิดก็คิดกับกรีก ทั้งสามอยางน้ีเปนมรดกใหไว
แลว ผกู พันเขาดวยกันและทําใหดํารงม่ังคงถาวรอยูก็โดยส่ิงท่ีออกมาจากความคิดและจิตใจของพระ
บรมศาสดาจารยชาวฆาลลิ าย คือสง่ิ ท่ีฝา ยจติ วญิ ญาณขาดไมไดไ มม อี ะไรเทียมเทา ท้ังความเคล่ือนไหว
ของสง่ิ นที้ ่แี พรอ อกไปกวางขวาง ศาสนายวิ มปี ระโยชนยอดเยี่ยมไมม ีปญ หา แตถา วฒั นธรรมกรีกไมมา
ชว ยทําใหเ ห็นเหตผุ ล ไมมาชว ยใหแ พรไปในโลกศาสนายิวกไ็ มอ าจเปน ที่รจู ักกนั ออกไปในโลกไดวา ดี
มีประโยชนอยางไร เม่ือลัทธิบัญญัตินิยมของยิว ซึ่งเปรียบไดดังถุงใสนํ้าองุนเกาแสดงตัววาขาด
สมรรถภาพแลว ความคิดแบบกรีกซึ่งเปรียบดังถุงหนังใสนํ้าองุนใหมก็เสนอตัวเขามาเปนภาชนะ
รองรับทเี่ หมาะเจาะ เพื่อชว ยประโยชนแกพ ระกติ ติคุณแหง วิญญาณจิตท่ีพระคริสตป ระทานใหไว

151

ถาไมมีพลังปญญาของกรีก ก็ยากท่ีจะคิดวาศาสนาคริสเตียนเอาชัยชนะชีวิตศาสนาของโลก
โบราณแหง ทะเลเมดเิ ตอรเ รเนียนน้ันได พลงั นส้ี ําคัญจําเปนทีเดียวขาดไมได ที่สามารถทําใหศาสนาค
รสิ เตียนรแู จงออกไปได ทีท่ ําใหช ยั ชนะนั้นยง่ั ยืนอยไู ดค นใดผูใครครวญอยางกวา งขวาง ดูทิวทัศนแหง
สถานการณทางประวัตศิ าสตร เม่ือเริ่มศกั ราชครสิ เตยี นใหเหน็ ไดไ กลและทวั่ ถึงคนนั้นก็จะประจักษวา
วฒั นธรรมกรีกกาํ ลงั คอยตัง้ อกต้ังใจจะเปน ผรู บั ใชของศาสนาใหม1

ภาษาและหนังสือ

ในการเกิดและในการแพรของวัฒนธรรมกรีกน้ัน ภาษาและหนังสือยอมเปนเคร่ืองมือท่ี
ประจักษท่ีสุด แตก ็ไมไ ดเ ปน เคร่ืองมือที่มีผลที่สุด เพราะความดีเดนของภาษาและหนังสือนั้นมันตอง
อาศยั เขาแนวกับความคิดของกรกี เองดวย แลว ความคิดก็ตอ งเปนความคิดท่สี ดุ ทส่ี ดุ ดวย และทั้งปรชั ญา
ท่ีไมม ีใครเทยี มดวยภาษากรีกเปนความเจริญใหญจ ริงๆ ช้ินหน่งึ ของโลกโบราณประวัติของมันที่รูไดก็
ทา วไปไกลในอดีต พูดไดเ ต็มปากวา ยอนไปไกลในขนาดพนั ปก อ นคริสตศักราช บทกลอนท่ีอา งวาเปน
ของโฮเมอรไดเกดิ ข้ึนไมชา กวา 800 ก.ค.ศ. แน ตัง้ แตจดุ แหงเวลานไ้ี ปลําธารแหงวรรณกรรมกรกี ก็คอย
ๆ กวางขึ้น ๆ เปนอุทกธารแหงยุคความเจริญสูง ผลของมันจะเห็นไดเปนวรรณกรรมมากมาย
เหลอื หลายซงึ่ ยงั คงมีตวั อยูจนถงึ สมัยเรา แตท่ีเราเรียกวาวรรณกรรมกรีก “ช้ันสูง” นั้น หมายถึงแขนง
ภาษาทีเดียวคือแอตติคกรกี ถึงแมว าแอตติคเปนภาษาแขนงเดียวที่ผลิตวรรณกรรมข้ึนมาดวยเร่ืองดวย
ราวอนั ใดกต็ าม และเปน ความเจริญในดา นภาษาอันสงู ท่สี ดุ ก็ตาม ถึงกระน้นั กย็ ังมีภาษากรกี แขนงอื่น ๆ
อีกสองสามสําเนียงในยุคเดียวกันกับแอตติคน่ันเอง ซ่ึงมีความสําคัญอยูดวย เพราะภาษาแขนงอื่นที่
ไมใ ชแ อตติคนัน้ เปน ผลเกีย่ วกบั การขยายตวั ของภาษากรีกในกาลตอ มา

เพราะชนเผากรีกมีสองสามเผา ในโบราณสมัยแรกเร่ิมของเขา ๆ ดํารงชีวติ อยูอยางแยกหางกัน
เพราะเครือ่ งกีดก้ันธรรมชาตทิ อ่ี ยรู อบเขา แตก ไ็ ดมกี ารเขา มาสมั พันธก ันใกลช ิดข้ึนเพระการคา ศาสนา
สงคราม และเหตอุ นื่ ๆ จึงยอ มหลกี ไมพ นการดาํ เนินเขาปนเประคนกันในพวกภาษาแขนงสําเนียงตาง

1 ดตู าํ รบั ของทา น Glover, The World of the New Testament, หนา 29 ff.

152

ๆ การระคนปนเปกนั น้ขี ึน้ ถึงขีดสงู สดุ ในยคุ ชัยชนะของอาเล็กซานเดอรในกองทัพของอาเล็กซานเดอร
นนั้ ชนกรกี เผา ตา ง ๆ ถูกนาํ มาอยูด ว ยกันอยางสนิทชิดเชื้อ ทําใหเกิดความตองการการติดตอเขาใจกัน
ดวยวธิ ีใด ๆ ยอมไมมอี ะไรทีจ่ ะเปนธรรมดาเทากับการตบแตงรวมความผดิ แผกของแขนงสาํ เนียงภาษา
ใหเ ปนแบบภาษาหนง่ึ ภาษาเดียวที่ใชดวยกัน แตเม่อื รวมกนั แลวก็อยูบนมลู ฐานของแขนงสําเนียงภาษา
แอตตคิ กรีกนน่ั เอง หรอื เรยี กอกี อยางหนง่ึ วาคอยเน (Koine) อนั เปนภาษาวรรณกรรมของกรีกโบราณ

ภาษาไทยคอยเน นีไ้ ดถ กู ปลกุ ข้ึนมาโดยกองทหารของอาเลก็ ซานเดอร ไมวาไปถงึ ไหนทีช่ นะก็
ปลูกภาษานีล้ งท่นี ั่น ในไมกี่ช่วั อายคุ นทัว่ ภาคตะวนั ออกของโลกทะเลดเิ ตอเรเนียนก็ใชภ าษากรกี เปนวิธี
ชั้นยอดของส่อื สมั พันธ เม่อื โรมนั มารบชนะกรกี โรมนั กน็ าํ เอาภาษากรกี ไปตะวนั ตกดวยกันกับเขา เปน
ผลใหภ าษากรีกกลายเปน ภาษาอักษร และภาษาพูดในขนาดมหึมาของทั่วโลกรีกโรมันแหงศตวรรษที่
หนึง่ เปนภาษาพดู กนั ทั่วไปในประเทศอยี ิปต ทางตะวันออกกแ็ ทรกซึมเขาไปไกลถึงหวางเขาเมโซโพ
เทเมีย และยังคงครอบครองสูงสุดอยูในใจกลางอาเซียนอย และแหลมอะฆายะ และแพรอยูทั่วไปใน
อิตาลี แมกระทั่งในกรุงโรมเอง ในยุโรปตะวันตกและอัฟริกาเหนือ ถึงแมภาษาละตินยังใชกันอยู
กวา งขวาง ภาษากรกี ก็ถูกนาํ เขาไปแลว ไปเปน ภาษาของชนชั้นผูม วี ฒั นธรรมสงู

ภาษาสากลนี้กาํ ลงั คอยและพรอมที่จะเปนเครื่องมือในการประกาศขาวของศาสนาคริสเตียน
เม่ือเริ่มกาวหนา ไปทางตะวันตก และก็เปนเคร่ืองมือที่มีผลอยางประหลาด ไมมีปญหาเลยคอยเนกรีก
เปน ภาษาท่แี สดงความคิดเหน็ ออกมาไดละเอยี ดละออที่สุดและทําไดอยางอุดมสมบูรณเทาที่มนุษยทํา
ประวตั ิศาสตรไวใ หท ราบได ในการแสดงออกของความคิดเห็นน้ันสามารถแยกแยะใหเขาใจสิ่งที่ผิด
กันไดอยงซอยถี่ยิบและทาํ ไดกวา งขวาง และผเู ขียนพนั ธสัญญาใหม กน็ ําเอาความเหมาะเจาะของนําใน
ภาษามาใชไดอยางนาชม พันธสัญญาใหมที่เขียนเปนภาษากรีกนั้นเปนตํารับท่ีแสดงความออกอยาง
อดุ มท่สี ดุ ในบรรดาวรรณกรรมทง้ั ส้ินน้ไี มใชเปน การพดู เกนิ จรงิ เลย เปนความจรงิ ในขนาดไมเล็กนอย
เลยดงั จะเห็นไดจากลกั ษณะของภาษาท่เี ขียน

เปน ความสําคัญที่เราตองเขาใจวา หนงั สือพนั ธสัญญาใหมน้นั มิใชผ ลติ ผลทางอักษรศาสตร คือ
มิไดเขยี นขนึ้ ใหเปนวรรณกรรม แตเขียนขึ้นใหเปนวธิ ที ่ีจะไดเปาหมายทเ่ี ปน ศลี ธรรมและศาสนาตามท่ี
โอกาสหน่งึ ไดอาํ นวยใหเ ขียนพันธสัญญาใหมภาษากรีกน้ันเปนตํารับ แตไมใชตํารับที่เกิดขึ้นมาโดย
พวกคนผเู หอความรูต ะเกียกตะกายทาํ วรรณกรรมช้ันสูงข้ึน เพ่ือแสดงฝมือของนักเขียนผูนิยมเฮลเลน
แหงยุคนั้น มีหนังสืออีกพวกหน่ึงซึ่งหนังสือพันธสัญญาใหมอยูในจําพวกนี้ ซึ่งเปนหนังสือซึ่งโผล
ขน้ึ มาประจักษแกโลกเม่ือศตวรรษท่ีลวงไปแลวนหี้ รือกวา นน้ั หนอยน่นั คือหนังสือพวกทเี่ รยี กวา ปาปริ
,ออ สตราคา,และอินซคริปชนั่

153

ปาปริ เปนตํารับทข่ี าด ๆ ตอนๆ ไมครบถวน โดยมากไดพบฝงอยูในทรายของประเทศอียิปต
ซ่งึ มอี ากาศแหง ไดห มกเก็บตวั อยูอ ยางนเี้ ปน เวลาหลายๆ ศตวรรษ เปนหนังสือท่ีเขียนบนวัตถุคอนขาง
คลายกบกระดาษของเรา วัตถุอยา งนีเ้ รยี กวาปารริ สั วตั ถเุ คร่ืองเขียนนี้ไดชื่อมาจากชื่อของวัตถุท่ีทํามัน
ขน้ึ คือตน พืชปาปร ัส เหมอื นตนกกท่ขี ึน้ อยตู ามริมฝงนํ้าในเขตที่มีอากาศอบอุน เอาตนพืชปาปรัสมาก
รีดใหเ ปน แถวยาว ๆ แลวเอาเสนแถบมาสานเขาเปนแผน อัดใหแนนใหแบนเปนแผนบางแลวเอาไป
ตากแดดใหแหง เมอ่ื แหงแลวก็เอาขัดมัน ขัดดานที่มีเสนสานตามนอน เสร็จแลวก็พรอมจะใชไดตาม
ธรรมเนยี ม เขียนกเ็ ขยี นบนดานท่ีมีเสน สานตามนอน แตในกรณีที่ฉกุ เฉนิ หรอื ขดั สนก็ใชด านหยาบดวย
กไ็ ด ถาจะเขียนเอกสารยาว ๆ ก็จะซื้อแผนปาปรัสมาเปนจํานวนใหเพียงพอ แลวเอาแผนมาตอกันเขา
เปนแถบยาว แลวจึงเขียนขอ ความลงไปบนแผนยาวนเ้ี ปน คาํ ตามขวางแถบ เมอื่ เขียนเร่อื งราวครบแลวก็
มวนเขา เปน มว น ๆ เรยี กวา สโกรล หนงั สอื พันธสญั ญาใหมของเราสวนใหญเ ขยี นข้นึ ดว ยวิธี ทรากของ
ปาปร เิ หลาน้ที ี่มีอายุตั้งแตศตวรรษทีห่ น่งึ และท่ีตอปปรากฏใหพบไดเปนจํานวนอันไพศาล เอกสารอื่น
ๆ ก็มีดวยเชนวา จดหมายใบรับของหรือรับเงิน ใบสัญญา กฎหมายและอ่ืน ๆ อีก เครื่องเขียนแบบ
เหลาน้แี สดงใหเห็นธรรมดาวสิ ยั และธรรมดาภาษาของประชาชนในชีวิตวันตอวันขอเขา ไมมีเอกสาร
การปลอมแปลงอยา งหน่ึงอยา งใด เปนการเปดประตูใหตรงเขาไปยังหอ งอาศัยของประชาคมกรกี โรมัน
เพือ่ จะไดเ ขาใจชวี ิตและภาษาของพนั ธสญั ญาใหมซง่ึ มคี ามอิ าจประมาณได

ออสตราคาคือช้ินสวนของกระเบ้ืองหมอหรือเศษแตกของภาชนะดินท้ังหลาย บางทีเรียกวา
แผน กระเบ้ืองหมอ บนแผน เหลาน้มี เี ขียนถอยสั้น ๆ ขีดเขียนดวยปลายเหล็กแหลม มีหนังสือจดหมาย
ใบรับ ใบบนั ทกึ และอ่ืน ๆ คนท่ียากจนเหลือเกินไมอาจซ้ือหาปาปริสไมไดก็ใชออสตราคา หรือคนที่
ห็นวาสง่ิ ท่ีเขาจะเขียนลงน้นั ไมสาํ คญั ถึงขนาดที่จะจา ยเงนิ ซ้ือปาริรัส

อนิ ซคริฟช่นั คือกั ษรทเ่ี ขียนลงบนแผน ศลิ าหลุมศพ (ท่ฉี าบหนาดวปูนออน) หรือจารีตบนหลัก
ศลิ าอนั เปน คาํ ประกาศของบานเมือง หรือขอความประกาศอะไรที่ใหมีอยูเปนการคงทนถาวร คาของ
จารกึ เชน นี้ในทางหลักฐานแลวสําคัญยง่ิ ใหญใ นการวิจารณป ระวัตศิ าสตร แตสาํ หรบั การศกึ ษาละเอียด
เก่ยี วกบั ชีวติ และภาษาของพันธสัญญาใหม ศิลาจารึกก็มีคานอยกวาปาปริและออสตราคา ที่จริงตํารับ
ขอ ความในโบราณทีบ่ ันทกึ ลงในเคร่อื งเขยี นท้ังสามประเภทเหลา น้ี เราจัดเปนความสําคัญตามอันดับก็
เฉพาะในการใชประกอบการตีความหมายในพนั ธสัญญาใหม เขามักจะเรยี กบนั ทึกเหลานีเ้ รา “ตํารับอัน
ไมเ ปนลายลกั อักษร” ของการศกึ ษาพนั ธสญั ญาใหม

ถาจะเขาใจวาการอักษรศาสตรช ้นั สงู ของยุคไมมีคาในการใชตคี วามหมายของพนั ธสญั ญาใหม
ก็จะเปนความผิดอันสาหัสเพราะความเขาใจเชนน้ีไกลจากความจริงมาก นักเขียนผูย่ิงใหญแหง
วรรณกรรมช้ันสูงไดธํารงรักษาความรูความเขาใจใหแกเราซึ่งถาขาดเขาเสียก็ขาดความรูไป มีนัก

154

ประวัติศาสตรโบราณเชนโปลิบิอุส สตราโบ และปลูทารค คนเหลาน้ีอยูในพวกนักเขียนกรีก
และซลั ลัสท ไลวิ ทาสิทุส และซิวโทนิอุสในพวกนักเขียนละติน เราไดภาพของชีวิตในทางการเมือง
และในทางสังคมแหงศตวรรษท่ีหนึ่งจากทานเหลาน้ัน ท้ังใหเราไดทราบควากวางใหญของโลก
โดยสังเขปอนั โลกทีศ่ าสนาครสิ เตยี นเกดิ ข้ึนเราเรียนรูจากทา นเหลา นั้นถงึ เหตุการณของประวัติศาสตร
ที่กาวหนาไปโดยท่ัวๆ ไป ซ่ึงพันธสัญญาใหมมีสวนอยูดวยในเหตุการณนั้น ๆ แลวยังมีจินตกวีและ
นักเขยี นบทความดวยภาษาละตินรวมดวย นามเหลา นีเ้ ชน พลอตุส ซเิ ซอโร เวอรจลิ โฮเรศ โอวิค พลิน
นิ และยูเวแนลไดใหห ลกั ฐานอันมีคา แกเ ราแสดงรายละเอยี ดของชีวติ สังคมและชีวิตสว นบุคคล แตม คี า
ไมมากเทาทไี่ ดจากตํารับอันไมเ ปน ลายลักษณอกั ษร เพราะไมกะตนุ ใจเทา และไมตรงตัวตอ งการ บางที
ผเู ขยี นวรรณกรรมกว็ าดภาพระบายสีเรื่องราวเหตุการณใหมาเขากันคลองจองกับเรื่องที่เขาเขียนดวย
ความต้ังใจใหเปนรูปน้ันๆ เชนนั้นเหละชีวิตเแหงยุคเปดเผยใหทราบไดโดยไมตั้งใจ แลวหลักฐาน
เหลา น้นั ก็มคี า มากเหลอื เกนิ แตไ มใ ชว รรณกรรมเลา นีท้ ้ังหมดเปน ผลของวฒั ธรรมกรีกโดยตรง แตเปน
สิ่งทงี่ อกขึ้นจากเน้อื หาแหงวฒั นธรรมกรีก อนั เปน สว นประกอบสวนใหญ2

การศึกษา

จนกระทั่งรุงอรุณแหงศตวรรษท่ีสิบแปด เราจึงไดพบฐานะความเคลื่อนไหวทางปญญาและ
ความรอบรูส งู กวาทเี่ ราไดพบเม่อื มใี นโลกกรกี โรมัน เมอ่ื เรมิ่ ตนศักราชครสิ เตียน แบบแหงการคน ควาก็
ดี การสํารวจก็ดี กระทําไปดวยความสงู แหงวทิ ยาการอันเปนความงดงามดที เี ดียวอยา งท่ีไดดําเนินไปใน
ไกลแหงศตวรรษทีห่ น่ึงอยา งทีเ่ รารูกันอยทู กุ วันนี้ ส่ิงสําคัญที่ผิดกันก็คือวา ในสมัยโนนเขาไมมีความ
สะดวกตาง ๆ มากมายซ่ึงเปนประโยชนแกการคนควาเหมือนดังวิทยาการช้ันสูงทําใหมีขึ้นในสมัย
ปจ จบุ นั เราอาจพูดไดอยางแนใจและไมผิดพลาดวา ความสามารถในทางปญญาครั้งน้ันก็ใหญ ความ
บากบั่นก็กระตือรือรนและขยันขันแข็ง ยุคนั้นไดมีผูทรงคุณวุฒิอยูบาง ที่เราเรียกไดอยางเต็มปากวา
นกั ปราชญ

2 เราไมไดก ลา วถงึ ผเู ขียนปรชั ญาไวท นี่ ี่ เพราะจะเอาไวกลาวถึงเขาในตอนที่เกีย่ วของขางหนา ดตู าํ รบั ของทาน Glover, op cit, หนา 108-113

155

1. ความกา วหนาทางการศึกษา

ความบากบั่นทางวิทยาการ ความรูไดบรรลุถึงขั้นวาชมเชยจริง ๆ ความเจริญของวัฒนธรรม
กรีกคูไปกับแนววทิยาการกาวไปไกลเกินกวาท่ีนักศึกษาปจจุบันจะคิดวาเปนไดถึงขนาดนั้น สาม
ศตวรรษกอนยคุ แหง พนั ธสัญญาใหม ปรากฏวาอริสโตเติลเปนผูทรงคุณวุฒิวิทยาการ อริสโตเติลนั้น
เปนศาสตรจารยผูยิ่งใหญท่ีสุดผูหน่ึงท่ีประวัติศาสตรสมัยน้ันใหทราบได อริสโตเติลเนนวิธีการ
สนั นิษฐานในการหาเหตุผล ซ่ึงเปนหลักมูลฐานของวิทยาศาสตรในยุคปจจุบัน ทฤษฏีทางภูมิศาสตร
ของสตราโบทําใหย คุ ปจ จบุ นั ตื่นเตนชมเชยกนั ทาซติ ุสและไลวเิ ขียนประวตั ิศสตรอนั เปนตน ตาํ รับ มีคา
สูงของวิชาประวัติศาสตรแหงปจ จบุ นั วิธกี ารสอนวิชาครขู องควินทิลเลียนไดถูกนํามาใชในการศึกษา
แหง ศตวรรษที่ย่สี บิ พวกนกั คณติ ศาสตรแ หงเมอื งอาเลก็ ซานเดรยี ไดท ําการคาํ นวณทางดาราศสตร ผิด
กันไปบางไมมากจากมาตรฐานอันเปนผลของดาราศาสตรปจจุบันเขาไดคํานวนระยะหางของดวง
อาทิตยด วงจันทรจากโลกไดอยางใกลเคียงนาชม และไดใหท ฤษฎไี ววาโลกกลม คนไดพบพลังอํานาจ
ของไอนํ้าแลว แตยังไมส ามารถประดิษฐวธิ ที ่ีจะเอามันมาใชไดเทานั้นเอง ถึงอยางไรก็ดีเครื่องจักรกล
และการใชเคร่ืองจักรกลก็เจริญถึงฐานะสูงนาชม “กลาวกันวาฮีโรแหงอาเล็กซานเดรีย ไดสราง
เคร่ืองจกั รใชก ําลงั เครอื่ งแรกขึน้ ในระหวางยุคอัครสาวก”3 การศัลกรรมและเวชกรรม ไดกาวหนาไป
อยา งนา ชมสมกบั ยคุ เครือ่ งมอื ศลั ยกรรมไดพลในการขุดคนโบราณวัตถุแหงเมืองปอมเปอิ ปลุกความ
ชมเชยข้นึ อยา งต่ืนเตน แมศ ัลยแพทยปจ จบุ นั การวเิ คราะหโรคยังหยาบ การสุขาภิบาลมีแลวแตยังรูกัน
ไมค รบ แตก ็พบบําบัดโรคธรรมดา ๆ ไดอยางมีผลทีเดียว มีการปฏิบัติทางเวชกรรมกันในสาขาตาง ๆ
ผดิ แผกกนั ทั้งผเู ชี่ยวชาญก็มีในแตล ะสาขา ไดพ บดวงตราซงึ่ เปนของศตวรรษที่หน่ึงมีปรากฏนามและ
ตาํ แหนง ของจกั ษแุ พทยวชิ าเภสชั ศาสตรคอนขางเจริญดีทีเดียว เพราะเปนสวนประกอบอันจําเปนแก
การปฏบิ ัตทิ างเวชกรรมศิลปะถึงแมอยูในสภาพทรดุ โทรมแลว กย็ งั วิเศษกวาสิง่ ใด ๆ ที่เปนที่รูไดในยุค
สมัยตอๆ มา คํานี้หมายถึงการระบายภาพ การแกะสลัก การสถาปตยและไมใชเหลาน้ีเทานั้นที่เปน

3 ดตู ํารบั ของทาน Cobern: op cit, หนา 636

156

ศิลปะงามปรากฏในศตวรรษที่หนึ่ง การดนตรีก็มีชื่อเสียงอยูดวยและเปนศิลปะท่ีเจริญสูง มีการเลน
เครือ่ งดนตรีตาง ๆ กนั และมากมาย มกี ารคดิ เปน โนท เพลงกันแลว

ตามทัศนะของชนโรมันจะเห็นวา แนววัฒธรรมที่สําคัญท่ีสุดก็คือวาทศิลปหรือการแสดง
สุนทรพจน จนถึงตอ งมวี ิทยาลยั สําหรบั ศิลปะประเภทนีข้ นึ้ ฝกฝนเปน พเิ ศษ ในวงการทั้งหลายทท่ี รงวุฒิ
วิทยา ไดดําเนินการขีดเขียนกันอยางกวางขวางผลิตหนังสือออกมาเปนจํานวนมหาศาล บรรณกรผู
ฝกฝนมาในการน้ีเปนพิเศษไดอุทิศตัวผลิตตํารับตําราออกมา และทํากันเปนการอาชีพ ในศตวรรษที่
หนง่ึ ของชวี ิตแหงกรกี โรมันจะเห็นภาพของบรรณกรอาชีพอยางเกล่ือนสายตาท่ีสุดภาพหน่ึง มีพอคา
หนังสอื หรือผูโ ฆษณาเปนลายลักษณอกั ษรก็อาจเรียกได คนพวกนี้คราวหน่ึง ๆ ใชบรรณากรหลายคน
ทาสบาง ลกู จา งบา ง ใหคัดลอกตําราออกสูตลาด บานใดที่พอทําใหและมีวัฒนธรรมก็มีหองสมุดของ
ตนเอง การคนควาอยางกวางขวางกระทํากันเปนธรรมดา ๆ บางคนก็ทําเปนการเพลิดเพลินฆาเวลา
ควบคูไปกบั การสนใจทางอักษร กม็ เี กล่ือนกลาดไปดว ยความสนใจในการแสดงปาฐกถา ในหลายกรณี
การปาฐกถาเปนงานที่ตอ งมคี วามชํานชิ าญและเปนทางอนั มรี ายไดดี เพราะจะไดเอามาสอนในวิทยาท่ี
สอนวาทศิลปะสนุ ทรพจน ใหม ีความเช่ยี วชาญกับการใชกฎหมายหรือเปนทนายความ หรืออาจพูดได
วาจดุ หมายแหงความสนใจของวิทยาลยั เชน นัน้ คอื การฝกฝนคนรูจะเปนทนายความการปฏิบัตกิ ฎหมาย
เจรญิ ดีทีเดียวและเปนการอาชีพ ทีฝ่ ก กันกวา งขวางในศตวรรษที่หน่ึงแหงโลกโรมัน เพราะฉะนั้นการ
ฝก หัดฝกฝนตองทํากนั เปน กจิ จะลกั ษณะ ณ แหง ใดแหงหนงึ่ และทไ่ี หนก็ไมดีเทา ในวทิ ยาลัยสอนศิลป
สนุ ทรพจน

2. การดําเนินการศกึ ษา

ในโลกกรกี โรมัน การสง่ั สอนนั้นเปนท่นี ิยมกนั เปนกิจการอันมีเกียรติ และเปนงานอาชีพท่ีมี
รายไดอยางงาม การดําเนินการส่ังสอนในวิทยาลัย เปนมหกิจอันมีช่ือเสียงตําแหนง สูง เชน “นัก
ปรัชญา” “ศาสตราจารย” หรือ “วิทยากรผูเช่ียวชาญ” การศึกษาแหงยุคก็คือภาษากรีกเปนหลัก
วรรณกรรมทท่ี รงฐานะวฒั นธรรมกค็ ือวรรณกรรมภาษากรีก บรรดาครูอาจารยโดยปรกติก็เปนคนกรีก
วธิ ีการศกึ ษาและเร่อื งทศ่ี ึกษาก็ใชภาษากรีก ภาษากรกี เปนภาษาหลักของการศึกษาทุกแบบแหงยุคน้ัน
แตก ม็ บี างทบ่ี างแหง เหมอื นกันท่ใี ชภ าษาละตนิ ดว ย มหาวทิ ยาลัยทชี่ นโรมันจะศึกษาสูงขึ้นไปลวนเปน
มหาวิทยาลัยกรีก ซิเซอโรก็ดีโฮเรศก็ดีไดรับการฝกฝนในมหาวิทยลัยแหงเมืองเอเธนส ยังมี
มหาวิทยาลัยกรกี ต้งั อยูที่เมอื งโรด เมอื งทาระโซ เมืองแอนติโอเมืองอาเล็กซานเดรีย และเมืองมารซาย
ดว ย เมอื งอาเล็กซานเดรยี เปน ศนู ยก ลางทส่ี ําคญั ทส่ี ุดในการศกึ ษา เพราะนอกจากมมี หาวิทาลัยแลวยังมี
หอสมดุ และพิพธิ ภัณฑอ ีกดวยมหาวิทยาลัยเหลานส้ี อนวิชานานาชนิด ที่นิยมมากท่ีสุดก็คือวิชาปรัชญา
แตการสอนก็ยงั คงใชวิธีปาฐกถาหรอื กลาวบรรยายดวยปากซ่งึ มวี ิชากฎหมาย คณติ ศาสตร (รวมทั้งดารา

157

ศาสตร) เวชศาสตร ภูมิศาสตร พฤษศาสตร ดังไดกลาวขางบนแลววา ศาสตรแขนงตางๆ เหลานี้ ใน
ศตวรรษทีห่ น่ึงกา วหนาไกลผดิ สังเกตทเี ดยี ว

เปนธรรดาท่ีจะตองคาดวา การศึกษาควรจะตั้งตนตั้งแตเนิ่นในวัยเด็กเทาที่ควรแกเหตุผล
หลักฐานทไ่ี ดจากปร ิบงวา การศึกษาของเด็กตองถือวาสําคัญสุดยอด การฝกเด็กทางปฏิบติกระทําใน
ครอบครวั ก็แตกตางกันไปแตละครอบครัวเหมือนในยุคสมัยของเรากระทําเหมือนกัน แตยุคสมัยก็มี
มาตรฐานไปตามยุคสมัยวาควรจะสอนเด็กเมื่อใดจึงจะเหมาะ การศึกษาของเด็กจะเปนไดในขนาด
เทาใดหรือจะใหม ผี ลเพียงใด ก็ตองสุดแตฐานะความสามารถของบิดามารดา และบิดามารดาจะเห็นควร
ประการใด รัฐไมม กี ารจัดการศึกษาให เพราะฉะนั้นคนผูออนตอความรูทางหนังสือจึงมีมากเหลือเกิน
คนผกู ารศกึ ษาเกนิ กวา ขนาดคน่ั ตน ก็ไมมากนัก การสอนเดก็ กใ็ ชทาสบา ง ครูสวนตัวบางเปนผูสอนใน
บาน คอื บานทีม่ ฐี านะทางการเงินใหทําให หรือมิฉะน้ันก็สงเด็กไปโรงเรียนช้ันประถมที่มีในทองถ่ิน
ตามความเรียกรอ งตอ งการและมบี ํารุงโรงเรียนดวยคาบํารงุ ทบี่ ิดามารดาของเด็กจายให หรือโรงเรียนท่ี
อยูใ นอปุ การะของชนผมู ่ังคง่ั แตก ็มีโรงเรียนอยา งน้นี อ ยแหงเต็มที่ เด็กเปนจํานวนมากมารวมเรียนกัน
ในโรงเรียนและจา งครูสอนดว นจํานวนใหเ พยี งพอ ครูมักจะเปนครูชาย การใชครูผูหญิงยังไมเคยรูจัก
กนั สตรีเพศทนี่ ับวาบรรลุการศึกษาช้ันสูงนั้น มีเปนจํานวนนอย เพราะถือวาการศึกษาชั้นสูงนั้นเปน
สทิ ธ์ิของชาย

บางบา นเขาจะมคี นไปสง เดก็ ไปโรงเรียนเสมอ คนทําหนาท่ีก็เปนทาสบาง หรือคนรับใชบาง
เขาเรียกเปดาโกโ กส (Pedagogos) นอกจากน้ันยังทาํ หนาทีเ่ ปนผูดแู ลความประพฤติของเดก็ ดว ยเรื่อยไป
จนเด็กบรรลุความเปนผูใหญ แตดังไดบอกแลวขางบน วาการศึกษาชั้นสูงนั้นก็มีอะไร ๆ ทุกอยาง
หากแตวาจํากัดอยกู บั ชาย นอกจากการศึกษาขั้นตน เพราะถาเปนเด็กก็ไปโรงเรียนกันท้ังชายท้ังหญิง
หลักสตู รของโรงเรยี นขนาดนนั้ ก็มกี ารสอนกนั สามวชิ า อาน เขียน และเลขคณิต ใชห นงั สอื กใ็ ชเขียนก็
ตอ งเขียน แตสวนใหญส อนกันดว ยปาก

เด็กจะไดการศึกษาสูงก็ตองมีบิดามารดาท่ีมั่งมี แตถึงกระน้ันบิดามารดาผูไมถึงขนาดม่ังมีก็
สามารถใหเ ดก็ ของเขาศกึ ษาไดส งู ก็มเี หมือนกัน และมหี ลายรายดวย แตถาเด็กคนใดขยันและปญญาดี
และมบี ดิ ามารดาผูสอนพอจับจายไดดวยก็ศึกษาไดถึงขนาดข้ันอุดมศึกษา พอ ๆ กับขนาดอุดมศึกษา
ของเรา ถึงแมวาคนรหู นงั สอื ไดน อยท่ีสุดจะมีเปนจํานวนมาก เพราะเหตุวารัฐไมจัดระบอบการศึกษา
ของประชาชนให ถึงกระแสน้ันสภาพโดยท่ัวไปก็อยูในข้ันวัฒนธรรมอยางนาชม เทาท่ีทราบไดจาก
สักขพี ยานตางๆ กพ็ อสรปุ ไดวา ในโลกกรีโรมนั แหง ศตวรรษท่ีหนงึ่ เปนสมัยของการศกึ ษาเฟองฟู

158

ปรชั ญา

โดยเหตุผล ศาสนาครสิ เตียนยอ มตกอยใู นวสิ ยั ทีต่ องสมั ผสั กับอทิ ธพิ ลของปรัชญาได ความจริง
น้ีเริ่มต้ังแตระยะแรกที่สุดของความเจริญข้ึนของศาสนาคริสเตียนนั้นแลว เพราะศาสนาคริสเตียน
เกิดขนึ้ ดัง้ หน่งึ เปน ผลติ ผลของความคิด ดังหน่งึ เปนการแปลความจริงบางอยางของประวัติศาสตรและ
ของประสบการณศ าสนา ครสิ เตียนเรม่ิ เกดิ ขนึ้ ดว ยทา ที ของเหตุการณแหง ประวตั ิศาสตร เร่ิมเกิดข้ึนใน
ชวี ติ และในคําส่ังสอนของพระเยซูชาวนาซาเร็ธ แลวก็เจริญเติบโตขึ้นในชีวิตของเหลาสานุศิษยของ
พระองคในระหวา งทพี่ ระองคปรนนิบัติพระราชกิจอยูและท้ังในกาลตอจากนั้นมาอีกดวย ทําใหพวก
สานศุ ิษยส าํ อางบคุ คลภาพและงานของพระองคเปนเรอ่ื งราวข้นึ อยางหนึง่ เปน เรื่องพิเศษคือศาสนาคริส
เตียนเร่ิมข้ึนมาดวยการส่ังสอนเร่ืองพระคริสต และการท่ีพระคริสตเกี่ยวกับของกับประสบการณ
ของคริสเตียน เนื้อหาของคําสั่งสอนนั้นกระทํากันไปอยางแสดงดวยเหตุดวยผล แสดงหนาที่ของ
เหตุผล เพราะฉะน้ันคําส่ังสอนของอัครสาวกเรียกรองใหใชสติปญญามาต้ังแตเริ่มตน เรียกรองให
ไตรต รองดวยปญญา เมื่อมกี ารประกาศพระกติ ตคิ ุณเม่ือใดก็มกี ารทา ทายใหใชความคิดอยูในตัว ทาให
เอาไปเปรียบดูกับผลของความคิดที่คิด ๆ กันอยูแลวทั่วๆ ไปน้ัน เร่ืองน้ีเองที่นําใหคําส่ังสอนของ
ศาสนาคริสตเตยี นมาเจอะมาเจอกันกบั ปรชั ญาทีแ่ พรอ ยูน ้นั ในโลกกรกี โรมัน การท่ศี าสนาคริสเตียนมา
เจอกบั ประเด็นสําคัญในทางความคิดเชนนั้นยอมจะหลีกผลท่ีบานออกไปไกลและลึกท่ีสุดเสียไมได
การเกี่ยวของของศาสนาคริสเตียนแหงยุคอัครสาวกกับภาวะแวดลอมในประวัติศาสตรไมไดใหภาพ
อะไรยง่ิ ใหญไปกวามสี ัญลักษณสําคัญวาการท่ีมาเจอกับปรัชญากรีก เพราะฉะนั้นเปนการสําคัญยิ่งท่ี
นกั ศกึ ษา พนั ธสัญญาใหมจะตองมคี วามเขาใจซาบซึ้งทวิ ทศั นของประวัติศาสตร ของความขยายตัวทาง
ปรัชญา ซ่ึงกอ สรา งชวี ติ แหง ปญญาของศตวรรษทห่ี นึ่ง

ปรัชญากรีกอรุงอรณุ ข้นึ ทเ่ี มอื งมเิ ลตัส นครกรกี ในอาเซยี นอย ประมาณ ก.ค.ศ. 600 เริ่มข้ึนมามี
ลกั ษณะหยาบ ๆ สามรอ ยปตอมาไดกา วหนา ไปอยา งประหลาด ไปถึงยอดสงู สุดเอาในปรัชญาของปลา
โตและอริสโตเติล นกั คิดผยู ิ่งใหญท้งั สองท่คี วามเปนมนุษยมีให ประวัติของปรัชญากรีกเดนดวย การ

159

ขยายตัวสามดา น คือดานธรรมชาติ ดานจริยธรรม และดานเทวศาสตรดังท่ีทานแองกุสไดสังเกตเห็น
ถูกตองแลววา “ธรรมดามนุษยยอมกาวไปเชนน้ัน เบื้องแรกจะกาวไปในดานที่เห็นภายนอกแลวก็
ภายใน แลวจึงเบื้องบน หรือพูดอีกอยางหน่ึงวาธรรมชาติ มนุษย พระเจา”4 อยางน้ีจะเรียกวาขยายตัว
เปนสามระยาะก็ไมถูกนัก ถึงแมวาการขยายตัวจะมีทาทีเปนลําดับกันดังกลาวนั้น แตไมมีทางจะช้ี
แนนอนลงไปไดใหเห็นระยะท่ีเกิดขึ้นเปนลําดับ เพราะดานทั้งสามน้ันเหล่ือมลํ้าเวลากันท่ีจริงความ
สนใจในดานเทวศาสตรเริ่มเกิด แลวท้ังสองนี้ก็ไดเจริญตัวคูกันมาหลายศตวรรษ ความสนใจดาน
ธรรมชาตกิ ็ไมเคยหมดส้ินไป แตว า เปน รองลงไปในระยะท่กี ารขยายตวั กา วหนาไป

1. ดานธรรมชาติของปรัชญากรีก

การกอกาํ เนดิ ของปรัชญา น้ันเกดิ ข้ึนมาจากสติปญญาแหงสมองของมนษุ ย ซึง่ เราเรียกวาครอง
อัศจรรย มนษุ ยมองดสู ง่ิ แวดลอ มของตน มองดโู ลกทีเ่ หน็ ไดรอบ ๆ ตัวเขา และเร่ิมคดิ ใครครวญและตั้ง
ปญหาถาม หรือถาจะพดู ใหเขาหลกั วชิ ากวากว็ าการพินิจพจิ ารณาดูสิ่งแวดลอมก็เกิดความรสู ึกขนึ้ ติดตัว
แลวก็หาทางสรางคําชี้แจงอันอยูบนมูลฐานของเหตุผล ความพยายามท่ีจะวางแบบคําชี้แจงใหรูจัก
สิ่งแวดลอมดวยปญญาและใหเกิดความเขาใจไดนี่แหละคือปรัชญา การพินิจพิจารณาดูระบบของ
ธรรมชาติ การใครค รวญถึงพิภพแหง ความจริงท่สี ัมผสั ได แลว ก็ยอมเกิดปรัชญาขึน้ เปนแบบพื้นผิวเผิน
ท่ีสุดในเบ้ืองแรกท่ีสุดโลกแรกที่ความคิดมนุษยเห็นไดคือโลกวัตถุ ดังน้ันจึงเปนธรรมดาที่ปรัชญา
เรม่ิ แรกจะตอ งเปนดานธรรมชาติ

เมื่อนักปรชั ญากรีกรนุ กอ เกิดพินิจดสู ่งิ ธรรมชาตแิ วดลอมสิง่ หน่ึงทีจ่ บั ใจเขามากที่สุดคือ ความ
แตกตางและความเปล่ยี นแปลงซึ่งปรากฏตัวอยูไมรูสนิ้ และก็ในเวลาเดยี วกนั มปี ระจักษร ะบบสอใหคิด
วากฎถาวรของแนวทางสําหรบั ความแตกตา งและความเปล่ียนแปลงน้ี เพราะฉะนั้นความเปล่ียนแปลง
และความถาวรในโลกธรรมชาติ จึงเปนปญหาแรกท่ีสุดของปรัชญากรีกโบราณ ความพยายามทาง
ปรัชญาเริ่มตนคือท่ีจะคนใหพบหลักเกณฑอันเด็ดขาดของความถาวร หรือหลัก มูลฐานของความ

4 Environment of Early Christianity p. 174

160

ควบคุมในระบบธรรมชาติ ดงั นัน้ แหละปรชั ญาเมอื่ เร่ิมแรกตงั้ ตน ตรงไปทางพระเจา และเรารูสึกแปลก
ทเี่ ราผูใดไดรบั การทรงสําแดงเต็มทีไ่ ดพบวา กวา สองรอ ยป ปรัชญาจึงไดมาถึงระยะท่ีความคิดเก่ียวกับ
พระเจามีความกระจางชดั

ทาเลสเ ปนปรัชญาเมธีของกรกี ทีล่ วงหนามากอ นเขาอยูที่เมืองมีเลตุสเม่ือประมาณ ก.ค.ศ. 600
ทาเลสคิดวาไดพบเน้ือแทมีในนํ้า อแนกซิเมนเดอรและอแนกซิเมเนสเปนศิษยคนสําคัญของทาเทส
อเนกซิแมนเดอรถือวาวัตถุน้ันมีกําเนิดจากนํ้าและไฟ สวนอแนกซิแมนสก็พบวาเน้ือแททีเดียวคือ
อากาศเฮราเคลตุส (ก.ค.ศ. 536-475) มีความเห็นวามูลฐานของความจริงคืออัคคี ท้ังนี้ก็เพราะเฮราเคล
ตุสประทบั ใจลึกซ้ึงที่สุดกับความจริงของการเปล่ียนอยูเปนนิจ และปรากฏอัคคีเปนตัวทําใหเกิดการ
เปลย่ี นเร็วท่ีสุดและเขมแข็งที่สุด ดังท่ีแสดงในคําของทานนั้นเองวา “สารพัดทุกส่ิงเปลี่ยนใหเปนไฟ
และไฟเปล่ียนใหเปนทุกสิ่ง ดังเชนภาชนะท้ังหลายเปลี่ยนใหเปนทองคํา และทองคําก็เปลี่ยนใหเปน
ภาชนะ”5 เฮราเคลตสุ ไมถ อื ความเปลี่ยนแปลงเปนความดําเนินไปดวยความสับสนยุงเหยิงแตวาความ
ดําเนินไปอยภู ายใตความควบคุมของกฎเดด็ ขาด ดังนน้ั เราอาจพูดไดวา สําหรับเฮราเคลคุสเห็นวาอัคคี
เปนหลักของความถาวร แลวกฎก็เปนหลักเกณฑของความถาวร ความคิดของกรีกท่ีคนควาอยาง
กระตอื รือรนอยแู ลวกําลงั เห็นลาง ๆวา โดยประการหนึ่งประการใดทพ่ี ภิ พเปนเหตุใหท ราบไดโ ดยหลัก
ความจริง

เทาที่เกี่ยวกับความสนใจของการสํารวจในปจจุบัน ความกาวหนาท่ีสําคัญที่สุดในพวกนัก
ปรัชญาที่ถนัดทางดานธรรมชาตินี้ปรากฏที่แนกซาโกราส (ก.ค.ศ. 500-428) ผูเสนอสมมติฐานวา
ความคดิ เปน หลังเกณฑอ ันถาวรและควบคมุ ระบบธรรมชาติ มันเปนแตเพียงกาวเดียวส้ัน ๆ ท่ีหางจาก
ความคิดตามความเห็นในหัวขอที่อางถึงปญญายอดเย่ียมอันหนึ่งอันเดียว ผลิตและควบคุมพิภพแหง
วตั ถุ เชนนั้นแหละแมใ นการไตรต รองหาความรูของธรรมชาติ ความคิดแบบกรีกก็เร่ิมสังเกตเห็นฉายา

5 การคัดความและการสรปุ ความในตาํ รานี้ ผปู ระพันธตาํ ราตองขอขอบบุญขอบคณุ ตอทา นRogers, Student’s History of Philosophy และทาน Zeller, Outlines of
Greek Philosophy

161

ของพระเจาเที่ยงแท พระองคผูทรงเสด็จมาเปนเน้ือหนังสําแดงองคพระองค ซ่ึงสักวันหนึ่งจะมีสวน
สําคญั ในการช้แี จงแสดงความหมายแกโลก
2. ดานจริยธรรมของปรัชญากรีก

พูดไดเต็มปากวาปรัชญาดานจริยธรรมคร้ังแรกปรากฏขึ้นที่ไพทาโกราส (ก.ค.ศ. 580-500)
ทานไพทาโกราสเปนผูกอเกิดลัทธิไพทาโกเรียนนิยม อันเปนแบบปรัชญาที่คงทนอยูหลายศตวรรษ
ทเี ดยี ว และยังคงทาํ ใหอิทธพิ ลปรากฏอีกเมือ่ รุงอรุณของศักราชคริสเตียนไพทาโกราสไดตั้งภราดรภาพ
แหงความตรากตรํากรํายากและสงเสริมดวย คือบุคคลในวงนี้จะตองอุทิศตัวเขาในกฏปฏิบัติอยาง
เครงครัดท่ีจะดํารงชวี ิตตามความพอประมาณ วิญญาณของความเปนเจาสําราญและการตามใจตนได
แผซ านอยใู นยคุ จนเปนวสิ ยั ของยคุ ทําใหเกิดการเนน จริยธรรมข้นึ เมือ่ ในท่สี ดุ มนั รงุ อรณุ ขน้ึ มามันก็เปน
แบบจริยธรรมทเ่ี อาจริงเอาจงั ท่สี ดุ ไพทาโกราสมีความเห็นวาชีวติ ท้ังหมด ตองอทุ ิศไปในดานศีลธรรม
และศาสนา ทา นสงั เกตเหน็ ไดอยางเฉยี บแหลมเหน็ ความดีกับความชั่วตอสูกันไปหยุดหยอน และรับรู
สว นจติ วิญญาณในธรรมชาติมนุษยและในประสบการณ
ในการอธบิ ายถงึ ระบบของธรรมชาติ ไพทาโกราสทาํ หลักความจริงเปนจํานวน เพราะฉะนั้นปรัชญา
ดานธรรมชาติของทา นจงึ เปนแบบเลขคณิต เปน การยากสาํ หรบั ความคิดของคนในปจจุบันเราจะคลํา
หาความเก่ยี วขอ งกนั ระหวา ง ปรัชญาของไพทาไกราสดานธรรมชาติกับดานจรยิ ธรรม

ทงั้ ตัวประวตั ิศาสตรของปรัชญาดานจริยธรรม เปนบทบาทของพวกเจาเหตุเจาผล คนพวกน้ี
เฟอ งฟใู นกรกี ในศตวรรษท่หี า ก.ค.ศ. ความเคลื่อนไหวเปนไปทางปฏบิ ตั แิ ละมุง ประโยชนม ากวา ถือเอา
ความสําคญั ทางปรชั ญาวาดวยธรรมชาติและมอี นั ตรายแกชีวิตกรีก เน้ือหาท่ีทําใหเราสนใจคือผลเยี่ยม
ยอดของมนั ซ่งึ ปรากฏในบุคคลและคําส่ังสอนของซอคาตีส (ก.ค.ศ. 470-399) ในความรูสึกซอคราตีส
เปนอาจารยปรัชญาคนหนง่ึ ในยุคเทาน้ันท่ีทําใหเรียกไดวาโซฟสต (ผูอธิบายเหตุผลอยางฉลาด) ทัศน
และแบบดานจริยธรรมของทานถึงแมมัน จะเขากันเหมาะกับทัศนะและแบบอันดีท่ีสุดที่มีในลัทธิโซ
ฟสตนิยมก็ยังผิดกันไกลจากกันปรัชญาท่ีเปนตัวแบบแหงยุคสมัยของทาน เปนความจริงท่ีทานซอ
คราตีสไดอิทธิพลมาจรก พวกโซฟสตในหลักมูลฐานซ่ึงทานไดเอามาสรางปรัชญาของทานขึ้น คือ
อะไรก็ตามทถี่ ูกก็เปน ถกู ในธรรมดาของมนั เอง ไมใชเ พราะประชาคมกําหนดวาควรเปนอยางไรมาต้ัง
แคบรุ มบรุ าณ แตซอคราตสี ไดขัดเกลาหลักเกณฑน ไี้ วมากมาย และตบแตงใหเอามาใชปฏิบัติไดจริง ๆ
ซอคราตสี เช่ือม่ันคงในความสําคัญของจิตสํานึกของเอกชน และความจริงของความจริงในที่สุดและ
ความยุติธรรม และขยั้นขยอใหมนุษยดํารงชีวิตอยูใหคลองจองกับความรูสึกภายในของเขาที่รูสึกวา
ถกู ตองเปนที่ชอบ และตามความจับจิตจบั ใจกับน้ําพระทัยพระเจา แทนทจี่ ะดํารงชีวติ ดว ยการเลียนแบบ
ตอกฎท่ีมนุษยตั้งขึ้นตามใจของเขาและปฏิบัติตามเหมือน เปนเครื่องจักรเครื่องกล ความคิดของซอ

162

คราตสี แตกตา งกบั ของพวกโซฟสตในประการที่ทานไมยอมใหเอานโยบายมา กําหนดความประพฤติ
ของคน ซอคราตสิ ตองตายอยางทรมานก็เพราะความรูสึกนึกคิดอันน้ีของทาน วิถีชีวิตของทานทําการ
ลูบคลาํ หาความจริงเด็ดขาดเกย่ี วกับชวี ติ และวญิ ญาณ ซอคราตีสเร่ิมการคน ควาหาการปรากฏสงู สดุ ของ
ความดี ซึ่งความดนี ยี้ อดสงู สุดของมันแผร ศั มีออกมาจากดาราแหง เบธเลเฮม

ปรัชญา ของซอคราตีสอาจพูดไดวาใหไวเปนสองดานดานทฤษฎีความประพฤติและดาน
ความคิดเรือ่ งความจรงิ ความคิดของทา นท้งั สองดา นนี้ผลิตการขยายตวั ทางปรชั ญาออกมาเปน สองแนว
ซ่งึ มาแยกกนั คอ นขา งกวา งขวาง ดานฤทษฏีความประพฤติปรากฏเดนในไซนิคสกับไซดเรเนอิคสกับ
พวกศษิ ยข องทา นทั้งสองน้คี อพวกสะโตอคิ สกบั พวกเอปคเู รียน6 ในดา นความคิดเรอื่ งความจริงออกมา
ในแบบปรชั ญาอันงามของปลาโต และอรสิ โตเตลิ ฝา ยเรานนั้ สนใจใครค รวญกบั ปรัชญาดานจริยธรรม
ของซอคราตีสซึ่งขยายตวั (หรอื คอ นขา งผันแปรไป) เปนทฤษฏีความประพฤติ

ซอคราตสี ถอื วา ความสุขกับความดีมีการเกี่ยวของในบางประการ การเกี่ยวของกันนั้นมีความ
คลมุ เครอื ในความคดิ ของทานเองก็ได หรืออาจคลุมเครือเพราะท่ีพวกสนุศิษยของทานแจงแกเราก็ได
อาจเปนเพราะเหตุนไี้ ดมากท่ีสดุ อยางไรกต็ าม มคี วามสบั สนกันอยู ซอคราติสหมายจะสอนวา ความดี
คือความสขุ หรือความสุขคือความดี 7 อยางใดอยางหนงึ่ ไซนิคสถือแบบกอ น ไซเรเนอิคสถ ือแบบหลัง

ไซนิคสสอนวา ความดสี งู สุดอยใู นความประพฤติลวน ๆ และเปนความประพฤติท่ีสมเหตุผล
และการระงับความปรารถนาทงั้ สิ้นของมนุษย ตัวแบบของทานท้ังสองนี้ ท่ีรูจักรกันดีที่สุดคือไดออก
กนิ สี  ทานผูน้ีไดส ละความผกู พนั กับสงั คมหมดประกาศไมวาถือวาตัวมีตัวมีตน ไปอาศัยอยูในแถวใน
รงั ไม แมถ อยสาํ หรับดม่ื นาํ้ ก็ไมตอ งมี เพราะเหน็ วาเปน เครอื่ งถว งโดยไมจ าํ เปน

6 ในการบรรยายถงึ วิทยาลยั เหลา นี้ ทา น Cilbert, Murray ไดพ ูดจริงท่ีรูก นั อยแู ลววา “วิทยาลัยเหลา นเี้ ปนของประวัติศาสตรศ าสนา” (Five Stages of Greek Religion,p.
17) เร่ืองนที้ ําใหนาสนใจเปนพิเศษแกก ารศกึ ษาของเรา
7 ขอ แตกตา งกันในระหวา งสองทศั นะน้ี กลาวไดช ดั ดว ยภาษากรีกมากกวาดวยภาษาอังกฤษ ถาทานซอ กกราตสี เห็นความแตกตา งกนั ชัด ทา นกจ็ ะพูดไดย อา ง
เฉพาะเจาะจง ถา ทา นพูดดวยสํานวนทางภาษากรีกวา ความสุขคอื คณุ งามความดี “ก็หมายความวาทา นซอกกราตีสวาความสขุ เปน ความดเี ลิศ แตถา ทา นวา “คณุ ความดี
เปน ความสุข” ก็เทากับวาทา นวา คุณงามความดีเปน ความดเี ลิศ

163

ลัทธิซินิคนิยมทีข่ ยายตัวขดั เกลาข้นึ และกาวหนา ไปไกลกวา กป็ รากฏในลัทธิสะโตอิคนิยม ซึ่ง
เราถอื วามกี าํ เนดิ กับเซโนนักปรัชญาผูมีชีพอยูในกาล ก.ค.ศ. 342-270 สะโตอิคเนนใหอดทนและหัก
หา มตน แตก เ็ หมือนกับไซนคิ สไมสละท้ิงการรวมกลุมสมาคม ความผูกพันกับผูอื่นเขาถือวาเปนความ
ศักดส์ิ ิทธสิ์ ุดยอด ทจี่ ริงสะโตอิคเห็นวาหนาท่ีคือพระเจาของทาน และหนาท่ีน่แี หละ เปนการแสดงองค
ของสิง่ ศักด์ิสิทธ์ิแตอยางเดียว โดยนัย พระเจาอยางนี้แหละสะโตอิคสนใจมาก ลัทธิสะโตอิคนิยมคือ
ปรชั ญาดานความประพฤติ มีจดุ มุงหรอื จดุ สนใจทางศาสนาบา งเล็กนอ ย คนพวกนิยมลัทธิปรัชญาแบบ
นี้มีความเหน็ วามนุษยจะตอ งเปนและเปน ผูชว ยตวั เองใหรอดได เอปคเตตุสคนสําคัญคนหนึ่งในลัทธิน้ี
(เกิดประมาณ ค.ศ. 60) ไดประกาศหลักเกณฑด งั หนง่ึ ประกาศิตมาจากพระเจาวา “ถาทา นอยากไดความ
ดีหรือ เอาจากตวั เองสิ” (D.1:29) และผูเขียนคนเดียวกันน้ียังวาอีกวา “ทานตองปฏิบติความตั้งใจ และ
สิ่งนนั้ กจ็ ะสําเร็จ .... เพราะความพินาศก็ออกมาจากภายในและความอานุเคราะหก็ออกมาจากภายใน
ดวยเหมือนกัน” (D.4:9) “ทานจะอธิษฐานเอาอะไร?” เปนคําถามของเซเนกาผูอยูในสมัยเดียวกับ
อาจารยเปาโล “ทําตัวของทานใหเปนสุขซิ” (Ep. 31:5) ถึงกระน้ันก็ดี ในลัทธิของสะโตอิคยังมี
ความรูสึกวาศีลธรรมของมนุษยยังหยอนกําลังอยูในธรรมชาติของมนุษย และรูสึกวามนุษยตองการ
พระคณุ เพราะเซเนกากลา ววา “คนผูปราศจากพระเจาก็ไมมีใครดีได” ใครคนใดอาจข้ึนไปเหนือกวา
โชคชะตาไดห รือนอกจากเขาจะไดความชวยเหลอื ของพระเจา?” (Ep. 41:2) น่ีเองเซเนกากําลังเอื้อมไป
หาพระเจา ผูเปน บุคคลและพระเจา ผูทรงพระคณุ แตส ะโตอิคตัวแบบก็เห็นวาความรอดประกอบอยูใน
การบรรลถุ งึ ความดีอันเดด็ ขาด ซ่งึ ถอื วาเปน สถานะของชวี ิตมนุษยอ ันเปนไปไดอยางสูงสุด มันจะตอง
กระทาํ สําเรจ็ ไปโดยการคอย ๆ ระงับความปรารถนาทุกอยาง และกาํ จัดความรักและความต่ืนใจใหสูญ
ส้นิ ไป ปรากฏชัดแลววา ความเคลื่อนไหวของครสิ เตยี นจะหลกี การเจอกนั กบั ปรชั ญาเชนน้ันไมได ตอง
เจอกนั ดวยปฏิกิรยิ าไมโ ดยตรงกโ็ ดยออ ม

ตามความเห็นของไซเรเนอคิ สเ หน็ วา ความบันเทิงเปนความจริงที่แทจริงตออันเดียว และดวย
ประการฉะนั้นความสนใจอนั สูงสุดแหงชีวิตคือทจ่ี ะเอาความร่ืนเริงใหไดมากท่ีสุดที่ จะมากไดจากทุก
ๆ ครูทุก ๆ ยามท่ีลวงไป จัดใหส่ิงอ่ืน ๆ เปนความสําคัญช้ันรองหมดใจจุดหมายอันน้ี ปรัชญาแบบนี้
กา วหนาไปเปน แบบการปฏบิ ตั ิอันประกอบดว ยเหตุผลโดยเอปคิวรุส (ก.ค.ศ. 341-270) ทานผูนี้ไดต้ัง
แบบปรชั ญาข้ึนแบบหน่ึง ที่รูจักกนั ในลัทธอิ ิปค เุ รยี นนิยม ทา นปฏิเสธกฎแหงศีลธรรมเชนนั้น และเนน
ความบนั เนทิงวา เปนความดีช้ันเอก แตความบนั เทิงท่ีทานเสนอข้ึนนั้นไมใ ชอ ยา งการประเวณีหยาบคาย
ดังทไ่ี ซเรเนอคิ สค ํานึงถงึ และคุณงามความดไี ดร บั รองวาเปนอาการของความบนั เทิงที่สําคัญอยางหน่ึง
แตเ ปน แตอาการเทานั้นไมใชเปนที่สุดปราย ชีวิตความดีและความพอประมาณสวนใหญจะพบไดใน
ชีวติ บันเทิงเรงิ รมณท ่สี ดุ จะดํารงชีวิตอยู

164

เอปคิวรุสจึงใหสังเขปหลักของทานวา “เมื่อเรากลาววาความบันเทิงเปนจุดหมาย เรามิได
หมายความวา ความบันเทงิ ของสิ่งไรศลี ธรรม หรอื ความบนั เทิงทเ่ี พยี งแตสุนกสนาน ดังผูวิพาษวิจารณ
บางคนไมรูบาง เปน ปฏิปกษบ าง หรือบางกค็ ดิ เห็นอยางไมเปนมิตรดวย แตท่ีจริงเราหมายความวามัน
เปน การพน จากการเจ็บปวดในกาย พนจากความลาํ บากในใจ เพราะไมใชการดืม่ และการสนกุ สนาน ...
หรือมีอาหารปรุงอยูอยา งประณตี ตง้ั ไวรบั อยางเต็มโตะจะใหชีวิตความสขุ ขึน้ มาได แตก ารใครครวญหา
เหตุผลอยางสงบที่จะใหพบสิ่งท่ีควรจะตองพบ และหลีกส่ิงท่ีควรหลีก และรูถึงเหตุผล และกําจัด
ความคดิ แปลก ๆ ไปเสีย คอื ความคิดทม่ี ีอาํ นาจมากทสี่ ุครอบงําวญิ ญาณมนุษย

เราตองชชี้ ดั ลงไปใหไ ดใ นระหวางลัทธิอิปคูเรียน นิยมดานเทวศาสตรกับลัทธิอิปคูเรียนนิยม
ดา นปฏบิ ติ คอื ความคิดทางปญญาของนักปรชั ญาสมองใสกับความประพฤติของศิษยท่ีตามใจตัว ดังท่ี
พวกศิษยไ ดรับเหน็ ดวยและนาํ มาใช ลัทธปิ ค ูเรยี นนิยมปฏิบัติกันไปดังหน่ึงปรัชญารับวากามโลกียอัน
ชัว่ นน้ั ใชไ ด ในโลกแหง ศตวรรษท่ีหน่งึ ถือวากามโลกยี ก็เปนความชั่วทํานองเดียวกบั การไรศีลธรรม9

ดว ยประการนี้แหละคอื ปรชั ญากรกี อนั ไมร จู ักพระเจา ไดถูกนําโดยสัญชาติญาณอันปราศจาก
ความแนนอนของจิตสาํ นึกและถกู นาํ โดยเหตผุ ลของเขาที่คดิ วา เปนความสวางตีปกพึบๆ ภูมิใจ ท่ีจริง
แลว ปรชั ญาอยางนี้กําลังคลําหาทางไปใหถึงสถานะแหงชีวิตอันจะใหพบความสุขแทไดนั่นเอง ชีวิต
อยางท่จี ะทําใหอุดมคติทางศีลธรรมถงึ ความสําเรจ็ ครบไดน้นั จะเหน็ ไดชัดโดยความคิดท่ีปราศจากส่ิง
อน่ื เจอื ปนจริงๆ อันเปนความคิดที่ดีท่ีสุด แตความเราใจและวิธีท่ีจะใหบรรลุถึงอุดมคตินั้นไดจะเปน
ประการใด ยังคงเปน ปญหาท่ีแกไ มตก ความคิดแบบกรกี ถึงแมไ มมีบญั ญตั ิศีลธรรมทพี่ ระเจา เปด เผยให
มนั กย็ งั คงเปนบญั ญตั สิ ําหรับตัวมนั เอง (ดโู รม 2:14) แตจ ะตองคอยเหตุการณข องพระองคผูหนึง่ ผูทําให
บัญญตั สิ าํ เรจ็ สมบูรณในพระองคนน้ั และผูทรงเปน องคอุดมคตสิ งู สดุ และทรงเปน ผูสามารถรอนใจลง
ในหัวใจมนษุ ยไดอ ยางเพียงพอทีเดียวท่ีจะใหเขาเห็นจริงเห็นจังกับการที่เอาดานจิตวิญญาณมาใชกับ
บัญญตั ิ และจะใหเห็นไดในประสบการณข องเขาเอง

9 ดตู ํารับของทา น Fowler, Social Life ot Rome, หนา 121ff.

165

3. ดานเทวศาสตรข องปรัชญากรีก

ดังเราไดเห็นแลววา ปรัชญากรีกไมไดมีกําเนิดข้ึนจากความสนใจศาสนา พระเทพเจาบุรมบุ
รานของศาสนาประจําชาติมีอยูมีไปอยางน้ันเอง แตปรัชญาน้ันเกิดข้ึนจากความสนใจในมนุษยและ
ธรรมชาติ แตถึงกระนั้นก็ดี เทววิทยาเปนผลเกิดจากความกาวหนาของปรัชญาอยางหลีกเลี่ยงไมได
เพราะเมอ่ื ความคิดของกรีกเรม่ิ แทรกซึมเขาไปในธรรมชาติธรรมดาของความจรงิ มันก็ไมอาจหนีพนไป
จากการไดพ บวาปรากฏการณข องพิภพยอมเปนที่แสดงใหเห็นจริงวิญญาณเทา ๆ กับแสดงใหเห็นวัตถุ
การรับทราบวามีความคดิ และวัตถุวา เปนหลกั หนว ยท้ังสองของความจรงิ ไดนาํ เอาเทววิทยาเบ้ืองตนมา
เคยี งคมู ากับวิทยาศาสตรเ บ้ืองตนและคมู ากบั จรยิ าธรรม

แสงสลัวแหงเทววิทยาอันมีเหตุมีผลไดพุงเขาใน หมอกของความคิดแบบกรีกท่ีมีทัศนะ
เกยี่ วกบั พระเทพเจาทั้งหลายการณน ้ีไดเ กดิ ข้นึ กอ นรุงอรุณของปรัชญาเสียดวยซํ้า เพราะทานเสลเลอร
แจงแกเรา “ในพวกจิตตกวีแหงศตวรรษท่ีเจ็ดและท่ีหกไดมีการสังเกตเห็นรองรอยของความคิดเห็น
เรื่องพระเจาคอย ๆ ขัดเกลาตัวข้ึน เพราะเทพเจาซิวซ่ึงเปนตัวต้ังตัวตีและผูพิทักษระบบศีลธรรมของ
โลกเริม่ โผลใหเ ห็นเดน ชัดยิ่งขน้ึ จากพวกพระเทพเจาท้ังหลายอันมากมายเหลือประมาณนั้น”10 รองรอย
เรมิ่ แรกและชัดของการขยายตัวทางเทววิทยาใน ปรชั ญากรกี ปรากฏในซโี นฟานีส(Xenophane) ก.ค.ศ.
572-480 สว นทที่ านเขา มามีในประวตั ศิ าสตรแหงความคดิ ทางศาสนา ของกรีกนั้นคือท่ีทานไดคัดคาน
ความนยิ มเชอื่ ถอื พระหลายองค และความงมงายของศาสนากรีกโบราณ หลักฐานของการกาวหนานี้
อาจเห็นไดในถอยคําของทาน “มีพระเจาองคเดียวผูย่ิงใหญที่สุดในบรรดาพระเทพเจาทั้งหลายและ
มนษุ ย เมอื่ เปรียบกับส่งิ ท่ตี อ งมกี ารลมหายตายจากหรืออนิจจังกเ็ ปรียบกับสิ่งท่ีตองการลมหายตายจาก
หรอื อนจิ จากเ็ ปรยี บกนั ไมไดทั้งรูปทงั้ รางหรือทัง้ ความคดิ ” การกา วเขาหาลทั ธิความเชื่อถอื พระเจามีแต
องคเ ดียวน้ันเชน ตรงตอ กรณเี สยี เหลือเกินตามถอ ยคําที่วา “ย่ิงใหญท่ีสุดในบรรดาพระเทพเจาทั้งหลาย
และมนษุ ย” แตทศิ ทางแหงความคิดช้ไี ปทีพ่ ระเจา มพี ระองคเดยี วน้ันเปนการเห็นกันแจมแจงการยา งเขา
หา ทศั นะพระเจาองคเ ดยี วอีกประการหนึง่ นน้ั ประกฎในทา นเฮราเคลตสุ Heracleitus นกั ปรัชญาผูหน่ึง

10 Op. Cit, p. 25

166

แตแรกเรมิ่ ในดา นธรรมชาติ ทานไดเห็นหลักเกณฑของระบบในพิภพแหงการข้ึน ๆ ลงเปลี่ยนแปลง
เสมอ และหลักของความถาวร และระบบทีร่ วมกนั เปน หนว ยน้ที า นวา เปนกฎ การท่เี หน็ กฎหลกั มลู ฐาน
นเ้ี กีย่ วของกับพระเจานั้นเปนกา วงาย ถงึ อยางไรก็ดีทานมีความคิดเห็นไปในทางพระเจาคือกฎประจํา
วัตถุมากกวาพระเจาองคเดียวผูอยูเหนือวัตถุดังที่เราไดเห็นในคําของทานวา “พระเจาเปนกลางวัน
กลางคืน ฤดูหนาวฤดูรอน สงครามและสันติภาพความหิวและอิ่ม แตพระเจาทรงรูปการตางๆ กัน
ดงั เชนไฟหรืออคั คีเม่ือปนกบั กํายานตางๆ ชนดิ ก็ยอมมีชือ่ ไปตามความหอมของแตล ะอยาง”

กาวตอไปคือท่ีจะคนพบความเปนเอกภาพและปญญาในหลักเกณฑท่ีบงการของพิภพ ทาน
เอม็ ปโคเคลิ Empedocles เปนเจา ของกาวนี้ ดังท่ีทานวา “ความคิดเปนตัวสะกดที่ควบคุมแผนดินโลก
และสวรรค” ทานอแนกซาโกราส Anaxagoras มคี วามคิดเหน็ อยางเดยี วกันนีโ้ ดยพฤตินัยหลักฐานของ
ระบบในธรรมชาตปิ ระทบั ใจทาน และทานไมสามารถจะใหเ หตผุ ลแกระบบโดยไมเก่ียวของกับปญญา
ได ดงั นน้ั อแนกซาโกราสตั้งเหตุผลหรือความคดิ วา เปนหลักความเปนจรงิ ซ่งึ คนอื่น ๆ ตั้งตนและแสดง
ทิศทางไว เหตผุ ลท่ตี ัง้ ใจไวสุดยอดก็เปน นามอีกนามหนึ่งของพระเจา ดวยประการฉะน้นั แนกซาโกราส
โดยนัยก็เปนเจา ความคดิ ดา นพระเจา องคเดยี ว

ในการขยายตวั ของเทวศาสตรกรีกน้นั คอยอกี กา วเดยี วเทา น้ัน นน่ั คอื ที่จะทราบวาศีลธรรมก็ดี
บคุ คลฝา ยจิตวิญญาณก็ดี เน่ืองมาจากพระเจา กาวนเี้ ปน กาวของซอคราตสี และปราโตซอคราตีสเช่อื วามี
หลักเกณฑความจริงแหงพิภพและสิทธิ และเชื่อวาหลักเกณฑน้ีมาบรรจบครบในองค และบุคคลใน
พระเจาซึ่งซอคราตสี ถอื วาเปนยอดสุดของความประพฤติและนิสัย ทานไดประกาศแกชาวเอเธนผูขม
เหงทา นวา “ขา พเจา ตอ งเชื่อฟง พระเจามากกวาท่ีจะเช่ือฟงทาน” ถอยคําน้ีที่กาวเขามาหาความคิดแหง
เทวศาสตรอ ันแทเปนความกาวหนาอันล้ําหนา คณุ คา ของมันอาจเปรยี บไดกบั ถอ ยคําท่ตี รงกนั ทเ่ี อยโดย
อคั รสาวกเปโตรเมือ่ ทา นอยใู นฐานะที่ทราบกระจางแจงโดยการสําแดงเรื่องการไถบาป ทานไดกลาว
แกแ ซนเฮดรินของยวิ วา “เราตอ งเชือ่ ฟง พระเจามากกวาเช่อื ฟง มนษุ ย” (กจิ การ 5:29)

ปลาโตเปน เจาของการกา วไกลออกไปอีกในทิศทางสลู ทั ธนิ ิยมพระเจา องคเดยี วลวน ๆ (ก.ค.ศ.
427-347) ทา นเชอ่ื วาหลกั ความจริงดาํ รงอยูใน “ทัศนะ” อยา งหนึ่งหรือเนอื้ หาอยา งใดอยง หนงึ่ ซงึ่ วตั ถุที่
สําผัสไดเ ปนแตรูปรางหรือรูปแบบ เน้ือหาอันเปนยอดสูงสุดของพิภพคือความดี และความดีสูงสุดน้ี
ปลาโตใ ดช วี้ าคอื พระเจา ท่ีตรงน้ีความคดิ ของปลาโตค ลมุ เคลอื ไมแนชดั แตอ ยา งนอ ยทส่ี ุดเราอาจเชอ่ื แน
ไดวา ตามความคิดเหน็ ของปลาโตเห็นวาความดีสงู สุดน้ีเปนยอดของความเปนตัวตนท้ังหมด และเปน
เปาหมายของความบากบน่ั ท้งั หมด

ประมาณศตวรรษท่ีสองกอนศักราชคริสเตียนก็เริ่มมีลัทธิขึ้นมาลัทธิหน่ึงซึ่งเปนความเชื่อถือ
ปนเป อันเปนความเช่ือท่ปี ระกอบขึ้นดวยสว นความเชื่อถือสว นตา ง ๆ ของกรีกและของชาวตะวันออก

167

แลวนบั เปน ปรชั ญาของลัทธหิ นง่ึ เรียกวานอสติคนยิ ม11 ระบบปรัญชานี้ อาจเรียกวาเปนระบบก็ได เปน
ผลจากการเฟนเอาสว นตาง ๆ จากความคดิ เหน็ ทม่ี อี ยใู นวงการศกึ ษาตาง ๆ ท่ีมีแพรอ ยู แลวตัวเองก็เลย
กลายเปนลทั ธทิ ีม่ ีทัศนะตาง ๆ ยุง เหยงิ เมื่อศาสนาคริสเตยี นแรกทเี่ ริ่มมหี ลักธรรมขยายตัวขน้ึ กร็ สู กึ เปน
โอกาสทีล่ ทั ธนิ อสติคจะฉวยโอกาสเขามาฟกตัวใหงอกงามดวย การขยายตัวของหลักธรรมคริสเตียน
นัน้ เทวศาสตรครสิ เตยี นเรม่ิ แรกจึงถูกโนม นาวไปดว ยความคิดของพวกนอสตคิ จนกอ เกิดความนอกรีต
อันใหญข นึ้ คร้ังแรก

ปรัชญาที่มเี นือ้ ปนเปดวยตําราที่เฟน เอามาจากลทั ธิอ่นื ๆ อกี แบบหน่ึงสําคญั มากทเี ดยี ว อันเปน
เบอื้ งหลังอยใู นพนั ธสัญญาใหม นั่นคอื คําส่งั สอนของฟโล คนยิวชาวเมืองเล็กซานเดรียผูย่ิงใหญ ฟโล
น้ันถงึ แมจ ะเปนคนยิวเขาก็นิยมชมช่ืนเสียอยางลุมหลงกับความคิดทางปรัชญาของเฮลเลนนิยม ทาน
จรงิ จงั กับวธิ กี ารคละเคลาในสมยั ของทาน ทานจึงไดหาทางแสดงคําสอนของทานออกมาบาง โดยเอา
คาํ ส่ังสอนของโมเสสและเอาคําตํานานของชาตอิ สิ ราเอลเขา มาใหค ลองจองกบั คํานิยามของปรชั ญากรีก
และศาสนายิว แตใหความมีน้ําหนักท่ีศาสนายิว12 ศาสนาท่ีตั้งอยูบนหลักปรัชญาของทาน ทานเปนผู
เช่อื ถือความลักลกึ อยา งลมุ รอ น และเห็นดวยกับความกระจางแจงแหงฝายวิญญาณจิตและเห็นดวยใน
ขนาดท่ีนาประหลาด ที่ทานใครครวญในทางศาสนาก็มักยางเขาใกลทัศนะฝายคริสเตียน แตเราตอง
ระวงั ใหด ี ๆ ท่ีจะไมเ อาคําสอนของฟโ ลมาเขา กบั เทวศาสตรฝายคริสเตยี น ไมเอาคาํ นิยามฝายคริสเตียน
อันจะแจง มาใชก ลา วบรรยายทัศนะของฟโล ซ่ึงท่จี รงิ คาํ นยิ ามอนั จะแจงของฝายศาสนาคริสเตียนน้ัน มี
ความหมายในคํานยิ าม ซึ่งไมอยใู นเขตขา ยความคิดดของฟโลเลย

หลักหน่ึงในคําสอนของฟโลที่คลองจองกันอยางที่สุดกับคําสอนของศาสนาคริสเตียน ก็คือ
ทัศนะของทานเรอ่ื งผปู ระสานการ ทานเรยี กผปู ระสานการนดี้ วยคํานิยามของกรีกวา โลโกศ อันแปลวา
“คาํ ” (ยอหน 1:1) ทานยดึ ถือเหนียวแนนกับความคิดของยิววาพระเจาทรงอยูเหนือพนส่ิงใด ๆ ทั้งส้ิน
แตกระนนั้ กด็ วี สิ ัยของพระองคทีเ่ ราเขาใจไมไ ด และทั้งความคดิ เห็นอันลึกลํ้าของพระเจาทําใหมีความ

11 ดตู าํ รับของทาน Angus, The Religious Quests of the Greco Roman World, pp 379 ff.
12 ดูตํารบั ของทา น Kennedy, Philo’s contribution to Religion, p.31

168

จาํ เปนตอ งมีการติดตอระหวางพระเจากับมนุษย เพ่ือประสงคจะใหความขัดกันน้ีเกิดความสอดคลอง
ขึ้นฟโลกค็ ดิ ประดิษฐห นาท่ีการประสานงานของโลโกศขน้ึ เพราะฉะนน้ั ในการที่ตั้งหลักธรรมโลโกศ
ข้นึ เปนแบบฉะนี้จึงไมใชเ ปนทฤษฎที ใ่ี หความสะดวกแกค วามคาดคดิ ทางปรัชญาเทาน้ัน แตเปนความ
จาํ เปนท่ีเกดิ จากประสบการณท างศาสนาของทา นเอง ดว ยเปน ความพยายามท่ีจะไดความคลองจองกัน
อยา งสมเหตุสมผลระหวา งความเช่อื อนั ลมุ รอนของทานเอง เรื่องวิสัยลับลึกกับความเช่ือของทานเรื่อง
ความอยูเหนือพนของพระเจา เปนทัศนะท่ีทานรับมาจากลัทธิยูดาหนิยมกับปลาโตนิยม หัวใจของฟ
โลหวิ ความสมั พันธกับพระเจา ซงึ่ ทา นเชื่อวาวญิ ญาณอนั บาปหยายช่วั ของทา นไมอาจเขา ถงึ พระองคได
ทา นจงึ ไดค วาเอาทศั นะของโลโกศไว ดงั ท่ีวางรูปรา งไวแลว ในความคดิ อันมีท้งั ศาสนาและปรัชญาใน
สมัยของทา น และก็เห็นวานนั่ เปน วิธที นี่ าพอใจของการทําใหตัวเองแนใจและสงบและสัมพันธกับพระ
เจา13 นี่แหละเปนจุดที่พาดกันของความคิดและประสบการณทางศาสนาของฟโล และเปนวิธีสําคัญ
สําหรับทาํ ความเขาใจทา นใหไ ดล ะเอียดถี่ถวน

ความคดิ ของฟโ ลกับคริสเตยี นปะทะกนั อยางแรง ก็ตรงท่ีวิธีของฟโลเก็บโนนเก็บน่ีเอามาปน
เขาเปนอีกอยางหนง่ึ คือเฟนเอาหลักตา ง ๆ ในระบบปรัชญาทง้ั หลายเอามารวมกนั ปรชั ญาของฟโลมิได
เปนปรชั ญาท่เี กิดข้ึนเปนผลจากความคดิ ของตนเองโดยอสิ ระ แตเ ปน ผลจากความคิดของหลายความคิด
ท่นี ยิ มกันเม่อื กอ นและในระหวางยคุ สมยั ของทา น ทา นเปน ตวั แบบของความรสู ึกชอบเช่อื ปนเป เพราะ
ทา นพยายามตัง้ ลทั ธินิยมเลือกเอาหลักท่ีคลายกับมารวมกันจากปรัชญาของกรีก จากความลับลึกของ
ชาวตะวนั ออก และจากเทวศาสตรข องยวิ ในอาณาจกั รของปรชั ญากรีก ความคิดเหน็ ของทานแสดงวามี
กาํ เนดิ มาจากการเก่ยี วขอ งกบั ปลาโตน ยิ ม ไพทาโคเรียนนิยม และสะโตอิคนิยม ผลท่ีความลับลึกของ
ชาวตะวันออก และดูแอลนยิ ม (ของคูกนั ) มาถึงทานก็โดยความโนมเอียงแหงความคดิ แบบชาวเซเมติด
ของทานเองและหลักความเชือ่ ของชาวเปอรเซยี และบาบิโลเนยี ทเ่ี รยี กวานอสติคอันแพรอยูในปรัชญา
ของศวรรษท่ีหนง่ึ พนั ธสัญญาเดิมและหลักเทวศาสตรของยิวท่ีแพรอยูประกอบข้ึนเปนหลักของความ
คาดคดิ ทางปรชั ญาของทาน ปรัชญาแหงหลกั ตา ง ๆ ปนเปของฟโลเคลอ่ื นไหวอยูมากในเบื้องหลังแหง

13 ดตู ํารับของทาน C.H. Moore ในหนังสือ Foakes-jackson and Lake, Beginnings of Christianity, Vol l p 253

169

ชวี ติ พนั ธสัญญาใหมแ ละวรรณกรรม โดยเฉพาะอยางยงิ่ ในหนงั สอื ฝากหลายเลม ที่เขียนขึ้นในตอนทาย
ๆ ของพนั ธสญั ญาใหมมสี อ แสดงใหเหน็ ลัทธฟิ โลนิยมอยูมาก

ขอความทก่ี ลาวสาธยายมาน้ีอาจจบลงไดพ อเหมาะดวยการสํารวจสถานะทางปรัชญาแตคราว
ๆ ในศตวรรษทห่ี น่งึ เพื่อวา นักศกึ ษาจะไดเหน็ ทัง้ หมดเหมือนดูภาพ ๆ หน่ึงแตไกล ระบบปรัชญาท่ีได
ความนยิ มแกก ลาอยูในสมยั นน้ั คือสะโตอิคสม14 แตจ ิตใจท่ชี อบถอื หลกั ปนเปก็ทําการอยูเหนือสะโตอิค
สมดวยอทิ ธิพลอนั แรง จนกระทั่งมหี ลายหลักทีเ่ ขามาจากระบบอื่น โดยเฉพาะอยางยิ่งในความคิดของ
ชนโรมนั มีแตใจชอบ ถือหลักปนเปแสดงแจมแจงอยู เพราะศิลปะของการเลือกเฟนและเอาเขาปนกัน
นั้นเปนวิสัยของปญญาแบบโรมัน สะโตอคิ นยิ มน้ันเปน หลกั ปรชั ญาทีช่ นโรมนั ปรารถนา เพราะลัทธิน้ี
สอนเนน หนาทแ่ี ละความภักดแี ตวิสยั ของโลกกรีกโกโรมันเต็มไปดว ยราคะและการตามใจตวั เปนที่สุด
ก็ขัดกับความเหนี่ยวรั้งของสะโตอิคนิยม โลกกรีกโรมันจึงไดหันไปทางอิปคูเรียนนิยม ซ่ึงเปนแบบ
ปรชั ญาทีโ่ อนออ นผอนตามมากกวา และในเวลาเดียวกันสอนถึงวาความบรรเทาทุกขจะเกิดขึ้น ก็ดวย
แผนของชวี ิตอันมเี หตผุ ล ความคิดของชาวฝงทะเลเมดเิ ตอรเรเนียนภาคตะวนั ออกน้ันชอบลทั ธินอสติค
นิยมเปนท่ีสุด ความเช่ือการสูงพนในแบบปลาโตนิคและลัทธิคุเคียง (Dualism) ของชนตะวันออกก็
ไดร ับการแทรกซึมจากหลกั อ่ืน ๆ ของกรีกและของยิว นอสติคนิยมน้ันแทจริงเปนปรัชญาดานวิธีการ
มากกวาดา นตํารบั มนั มาสบเหมาะกนั กับดา นสวนในฟโ ล

ความวนุ วายสบั สนแยกแยะไมออกไมเขาใจได และความไมแนนอนของระบบปรัชญานานา
ชนิดเหลา นีท้ ําใหค นเปนอันมากหันไปเกิดความแนใจในดานวา ไมมีความรูอะไรจะรูไดเด็ดขาดและ
เชื่อได เขาจึงไดเลือกเอาในทางลทั ธิสงสยั นยิ ม ปรชั ญาท่ีใหหลกั วาอะไร ๆ กอ็ าจเปน ไดและอาจเปน ไป
ไมไ ด มคี ําขวัญวา “อะไรคอื ความจรงิ ?” หรอื “ความจริงคืออะไร?”

เชน นั้นแหละเปนความคิดที่แพรอยู ซึ่งมีรูปลักษณาการณตางๆ นานา และท่ีขัดคานกันดวย
ศาสนาครสิ เตียนก็ทาํ การประกาศขาวแหงการไถบาปแพรออกไปในทามกลางกระแสรความคิดแปลก

14 เพอื่ ความเขาใจซึ้งและบรรยายนาํ อยา งดี เร่ืองลัทธสิ โตอิคนิยมแหงศตวรรษท่ีหนึง่ นักศึกษาไมม ีทางอยางอ่ืนดีกวา ทจี่ ะใชตาํ รบั ของทานGlover, The Conflict ot
Religions in the Early Roman Empire, บทที่ 2

170

ๆ เหลาน้นั เอง ศาสนาคริสเตียนกต็ ง้ั เปา ไวแตแรกวาอะไรท่ีถูกท่ีควรก็เอามาใชเปนประโยชน อะไรที่
ผิดกตอสูถ ึงแมค วามคดิ สาขาตา ง ๆ จะทําลายหลักศาสนาครติ เตียนเสยี เปน สว นมาก แตก็ไมส ามารถจะ
หลบหลีกพน ได

171

บทท่ี 10 กรกี -โรมนั ประชาคม

ชวี ิตในโลกโรมนั แหงศตวรรษท่ีหน่ึงโดยท่ัวไปแสดงภาพแบบของประชาคมที่มีอารยธรรม
แลวใหเ หน็ ไดม ากที่สุด คนเหลานน้ั ทีส่ ามารถทาํ ไดก ็จดั หาสิ่งบํารุงบําเรอตัวอยางฟุมเฟอยและสําราญ
สาํ เริงมาเทา ท่ีโลกในสมัยของเขาจะมีใหได และพยายามทุกวิธีท่ีจะกลอมความเปนอยูของตนใหเบิก
บานสําราญใจ คนยากคนจนกด็ นิ้ รนจัดหาสําหรบั ตัวตามความจาํ เปน และยังตองประสบกับภาระภาษี
อยา งเหลือทนเหลือทาน คนทงั้ หลายเสาะหาอทิ ธิพลของเพอื่ นมิตรใหชวยใหสงเสริมภาวะแหงชีวิตให
คนเปนอันมากวิตกกังวลกับความยุงยากทางการเงิน คนเปนอันมากฉวยโอกาสเอาขออางทางศาสนา
บา งทางธุรกิจบางเครอื่ งแกต วั ใหข าดจากบานใหออกจากหนาที่ท่ีตองปรนนิบัติครองครัวใชตําแหนง
หนาท่รี าชการเปน ทางหาประโยชนใ สต ัว คดโกงผูน อ ยที่อยูใตบังคับชาเขา ประจบสอพลอหมอบราบ
เขา หาเจานายที่เหนือตน จดั หาสารพัดทุกอยางไปบําเรอนายอยางสุรุยสุรายคนหนุมก็หายหนาไปจาก
บา น เอาทรัพยเ อาสมบัติไปใชจายบําเรอความเปน อยูอยางกรน เกรอ หรอื มฉิ ะนน้ั ก็อยบู า นทําตัวเปนเจา
สําราญ ใชจายเงินทองพอกหน้ีสินใหแกบิดามารดา สวนอีกดานหน่ึง ความรักความภักดี การอานุ
เคราะห การปรนนิบัติกแ็ สดงวามีอยูในชวี ิตอันงามเปนอันมากเหมือนกัน บิดามารดาอุปการบุตรธิดา
อยางดี บุตรหลานก็เคารพนับถือบิดามารดาปูยาตายาย พวกเพ่ือนบานก็เห็นอกเห็นใจกันเชนเหลือ
เก้ือหนุนกันในยามทุกขรอน หรืออยา งตรงกนั ขา มกม็ อี กี เชน กัน ทะเลาะกันลักขโมยกัน กําเริบทําราย
รา งกายกนั ฟองรอ งกันขออํานาจกฎหมายใหจัดการสนองชดเชยเจา ทุกข

เหลา น้คี ือภาพอันชดั เจนท่ใี หเ ราเหน็ ไดจากปาปริและแผนกระเบื้องหมอ (Ostraca) เราเห็นจาก
สิง่ เหลา นนั้ วา คนทงั้ หลายประกอบสัมมาชวี ะกนั อยางขยนั หมนั่ เพยี รและเหนอื่ ยยากและยงั เล้ยี งดคู นท่ี
อยูในอปุ การะไมใ หข ัดสนขาดแคลน หรือเสยี ใจท่ตี องพูดวา บอยคร้ังย่ิงกวาอะไรคนตองด้ินรนอยูใต
มือของหฏหมายซ่ึงคุกคามจะลงโทษ และซ่ึงเขาคิดวาเขาซอนความผิดไวมิดชิด รองเรียกตอศาลขอ
อาํ นาจกฎหมายใหจัดการกับขอพิพาทของเขา หรือมิฉะนั้นก็โกงกันและกันทาทายกฎหมาย ซ้ือขาย
สนิ คากันดว ยความระวังการโกง ตาํ หนติ เิ ตียนคนของตนหรือลูกจา งทไ่ี มท ําหนา ที่ใหด ีได

ฝา ยความชั่วนั้นกม็ อี ยูอ ยา งเหลือหลายนา ตกใจ โดยเฉพาะอยางยง่ิ ในสงั คมของคนช้ันสูง สวน
ความนา เวทนาของความยากจนก็ปกแผอยทู กุ ดาน สวนคนช้นั ที่เหนอื กวาสามัญชนก็ทําตัวกันเปนสมัย
ของความเจา สาํ ราญเปน การฆา เวลาของชีวิตธรรมดา ซึ่งสิง่ เหลานก้ี ็มอี ยเู ปน ธรรมดาแกมนุษยทั่วสากล
มีการรักการสนุนสนาน อยากเห็นอยากรูอยากไดอะไรเปนตองรูใหไดเห็นใหไดเอาใหได ชอบการ
แสดงตัวโออวด ลุมรอนใจในการประกวดประขันประชัญแขง ปรารถนาการสมาคมสังคมเหลาน้ี
ทั้งน้ันก็เปนเรอ่ื งของชวี ติ ที่ผลุดออกมาจากสญั ชาติญาณมนษุ ย ถึงแมวาน้เี ปนความจรงิ ในหลักมูลฐานท่ี

172

มแี กม วลมนษุ ยทวั่ ไปทง้ั สิน้ กย็ ังมวี สิ ัยประชาคมแหงกรีกโรมันท่ีแสดงวา เปนวิสัยอของคนในยุคนี้ที่
โลกซีกน้โี ดยเฉพาะแสดงอยูด วย ในท่ีนี้มคี วามประสงคจะพิจารณาดอู ยางระมัดระวังเปนเร่ือง ๆไป ที่
เราจะเหน็ วสิ ยั โดยเฉพาะเหลา นไ้ี ด

บา น

สภาพของความเปน อยใู นบา น ในโลกกรีกโรมนั น้ันมนี านาประการจนยากท่จี ะระบายเปนภาพ
อันใดภาพอันใดอนั หน่งึ ใหสอดคลอ งกันได เปนการดีท่ีสุดเราจะใหทัศนะตางๆ ไวตามท่ีหลักฐานมี
มาถึงเรา เพ่ือใหน ักศึกษาไดนาํ เอาไปไตรตรองอยา งกวา ง ๆ ตามท่ชี ีวติ จรงิ ในสมัยนั้นใหไวตางๆ ดวย
วิธีการตีความหมายเราอาจเรียกความสนใจใหแกรูปลักษณาการณบางอยางท่ีถือวาเปนแบบอยาง
หลกั ฐานทใี่ ชนัน้ ไดม าจากท้งั ที่เปนลักษณอักษรและที่มิใชเปนลายลักษณอักษร แตท่ีมิไดเปนลักษณ
อักษรนน้ั ก็เปน ท่ีเชือ่ กนั วา ใหความจรงิ ไดต รงกบั เรอื่ งมากกวา

ชีวติ ในราชอาณาจักรโรมมันเปน ชีวิตชาวเมอื งเปน สว นมากชีวติ ชาวชนที่อยูนอกเมืองก็อยูกัน
อยางกระจดั กระจายบางๆ และถูกหม่นิ เหมดแู คลน เขาจงึ ใชค าํ เรียกวา ปากานิ คําน้ีก็เลยเปนคําท่ีไมมี
ใครอยากจะไดช อ่ื จนพวกคริสเตียนในชว่ั อายคุ นหลัง ๆ เอามาใชเ รียกคนในความหมายวาคนทั่วไปที่
ไมไดนับถือพระเจาคนผูอาศัยอยูในเมืองในนครจึงจะนับวาเปนพลเมืองของโลกโรมันเมืองยิ่งใหญ
ชาวเมอื งก็ยิง่ มีอทิ ธิพลมากสําคัญมากขึ้น นาสนใจที่เห็นวาอาจารยเปาโลเองก็ปรับตัวเขากับชีวิตกรีก
โรมนั นใ้ี นการประกาศเผยแพรพ ระกิตตคิ ุณในโลกแหง ทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี นระบบทางสัญจรไปมาของ
โลกโรมนั ก็สาํ คัญยิง่ ใหญ ศาสนาคริสเตียนแหศตวรรษที่หน่ึงจะขาดเสียไมไดในการที่จะเผยแพรให
กา วหนาไป เปนวธิ ีของจักรวรรดิจะหลั่งไหลไปมาดังสายใยของชวี ิตชาวเมือง1

1 ดตู าํ รับของทาน Fowler,Rome,pp.212 ff.

173

1. เครื่องอุปโภค

กอ นอ่ืนควรจะตอ งใครคราญดูโครงรา งวสั ดุอันเปน ท่พี กั อาศยั ของครัวเรอื น คาํ จารึกมิไดเลือก
ลางแตส อแสดงใหทราบแบบแผนของตัวบานวา ผดิ กนั ไกลเม่อื น้นั กบั เมอ่ื เดยี๋ วนี้ มสี ิ่งเล็กๆ นอยๆ ไมก่ี
แหง ทผ่ี ดิ กนั บา งในระหวางแบบของการสรา งบา นในตะวันออก ท่ีมีแบบกรีกอยูเกลื่อนกราด และใน
ตะวันตกทเ่ี อาตามแบบของโรมัน ขอผดิ แผกกันเชน น้นั เปน แตเพียงเล็กนอย เพราะมีปฏิกิริยาของแบบ
หนงึ่ ตออีกแบบหน่ึงและวิสยั เปน อนั มากท้งั สองฝา ยกม็ ีเปนธรรมดา ในการกลาวยอ ๆ นี้ เราพยายามให
ความประทับใจในสิ่งไปอยางเพียงพอ ใหเห็นจุดของความผิดกันในระหวางแบบของกรีก กับของ
โรมัน2

บรรดาบานในเมืองตามธรรมดาสรางดวยอิฐและทํากันหนาแนนม่ังคง แตแนละตองมีสวนท่ี
เปน ไมม าชวยประกอบดวยและเปนเครอ่ื งใชใ นบานท่ีอาศัยทีพ่ อปกปดไดบ าง หรอื กะทอมจะพบไดใน
พวกคนยากจนท่ีอยูกันตามชานเมืองหรือตามชนบทในบรรดาอาณานิยม โดยเฉพาะอยางย่ิงในภาค
ตะวันออกมักจะปลูกบานกันดวยอิฐและปูนเขา บานแบบกรีกโรมันไมเหมือนกับแบบบานใน
ปาเลสไตน เพราะไมมีชองหนาตา งเปดสูถ นนหนทาง โดยทว่ั ไปทางเขา ใหญดานหนามีประตูสองบาน
อนั เปนทางเขาสูภายในบานทางเดียว อาจมีชองทางเขาดานขางสักแหงสองแหงก็ได แตก็มีนอยมาก
แบบน้ี บานประตใู ชเ ดือยเปนบานพับ สอดเดือยไวในรูที่กรอบบนและธรณีดานลาง กลอน, สลัก, ไม
ขดั ใชเปน กําลังปด แนน ปอ งกันการบกุ รกุ 3 บางทปี ระตูหนาจะมีคนคอยอยูใกลเปนประจํา ที่บานประตู
หนา จะเจาะชอ งเลก็ ๆ เปด ไว ท่ีคนขา งในจะเห็นคนขางนอกผจู ะขอเขา เสยี กอ นแลว จงึ จะปดให

2 บานของชนช้นั ทเ่ี หนอื กวา ที่อยูในเมืองในนครตางๆ แหงโลกโรมันภาคตะวนั ตกอาจวนิ ิจฉยั ไดโดยสิ่งที่ขดุ ขึน้ มาจากดินในเมืองปอมเปยอิ การขุดคนตามทตี่ างๆ ใน
นครของกรีกใหหลกั ฐานที่เปนแบบบา นในภาคตะวนั ออก
3 ตวั อยางท่ีนาพึงใจในศตวรรษทีส่ องไดมีมาใหท ราบ คือประตบู านตองถูกตอกตรงึ ในระหวางทีไ่ มม ีครอบครวั อยู ดตู ํารับของทาน P. Telb 2 332 แต กรณีน้อี าจเปน
เหตุพิเศษ

174

ภายในชอ งทางเขา ใหญจ ะมบี รเิ วณใหญก ลางตบแตง ประดบั ประดาใหส วยงามเทาท่คี รอบครัว
จะทาํ ไวให เบอ้ื งบนจะเปด ใหแสงสวา งสอ งเขา บริเวณกลางนเี้ รียกวา หอ งโถงเปน หอ งรับแขก ผานเลย
บริเวณกลางเขาไปกจ็ ะมาถึงบรเิ วณหลัง อนั เปน บริเวณใหญอีกแหง หนึ่งไมมีหลังคา มีหองเรียงรายอยู
ดานขางตามปกตหิ อ งของชาวโรมนั เปนแบบกวา งใหญสะดวกสบาย แตในภาคตะวันออกสรางไวเล็ก
ตอจากดา นหลังของบรเิ วณหลังตามปกติจะมี “สวน” หรือท่ีสําหรับใชเปนหองรับประทานอาหาร ใน
บานของคนกรีกบริเวณหนาสวนใหญเขาจํากัดใชเฉพาะชาย พวกผูหญิงก็ใชดานหลัง ถาบานไหนมี
สองชัน้ ชัน้ ทสี่ องโดยมากไมสรางเตม็ ขนาดของชัน้ ลา ง สรา งไวแ ตเ พียงบางสวนที่เหมาะแกชั้นลางจะ
เปน ฐานได บา นแบบที่ดเี หนือกวาปูหลังคาดวยกระเบ้ืองซ่ึงพอนับได วาเปนแบบเดียวกับท่ีใชกันใน
สมัยใหม บานของคนบานนอกบางทีก็มุงจาก เพราะฉะนั้นจึงไมสามารถคงทนอยูเปนศตวรรษไดให
เปนหลักฐานแกนักสํารวจสมัยใหม การตบแตงบานและเคร่ืองใชไมสรอย จะมอี ยา งไรยอมสดุ แตฐานะ
ของเจาของบาน

บา นของชนช้ันกลางอาจบรเิ วณภายในแตแ หง เดียวกบั มีหองตั้งรายลอ ม หรอื ในบางกรณีมีหอง
เล็ก ๆ ตอเน่ืองอีกสองสามหอง ในพวกชาวบานช้ันผูยากโยเฉพาะอยางยิ่งในตะวันออกมีมากบาน
ดวยกันท่ีมีโรงงานอยูภายใน บางก็มีรานคา4 ในพวกคนชั้นยากจนย่ิงขึ้นไปอีกท่ีอยูในชนบทอาจมี
กระทอมปลูกไวหยาบๆ หรือเพียงแตเพิงที่พักอาศัยสักหองถึงสามหอง แตบานของคนม่ังมีตามบาน
นอกกม็ ีประดษิ ฐประดอยยงิ่ กวา ๆ และสรางไดในขนาดเพียงใดตามใจของเจาของ ตามจุดตาง ๆ ใน
เมอื งใหญ ๆ จะมบี างเปนแบบสรา งใหเ ชา อาศยั สาํ หรบั คนผไู มสามารถจะมีบานของตนเองหรือเชาอยู
อาศยั ไดโ ดยเฉพาะตวั ก็จะเชาอยสู กั หอ ง มนี อยรายทีเ่ ชา ต้งั สองสามหอ ง

ในเมืองใหญ ๆ อาคารบานเรือนตาง ๆ บางทีก็ขน้ึ ถงึ หาหรอื หกชั้น ในโรมมีการจํากัดความสูง
ของสิ่งกอสรางเพียงเจด็ สบิ ฟุต แตอาคารที่สูงๆ ยอ มมีนอ ยเพราะวสั ดุกอสรางไมเพียงพอและความรูใน
การสรา งฐานก็ยังไมพ อ ประชาชนสว นใหญมีบานกันเพียงบานละชั้นสองชน้ั ช้ันเดียวเปนสว นมาก

4 ดูตาํ รับของทา น Tucker, Life in Ancient Athens p. 89

175

เคร่อื งแตงบานในบานของกรีกโรมันมีอยางงาย ๆ และมีนอยเมื่อเปรียบกับบานในสมัยใหม
ชนิดของเครื่องแตงบานก็คลาย ๆ กับของเรา คือมีเกาอ้ีโตะ เตียง พรมและมานเชนที่เรามีอยูเปน
ธรรมดา แตมีไมม ากนัก ท่ีนอนนมุ ดว ยเบาะเปนภาชนะอันสําคัญของเครื่องแตงบานในครัวเรือนแหง
ศตวรรษท่หี นึ่ง เปน อปุ กรณส าํ หรบั หยอ นอิริยาบทเมอื่ จะรับประทานอาหารซ่ึงเปนอาการที่ผิดกับท่ีเรา
รเู หน็ อยทู ุกวนั น้ี คอื เขารับประทานอาหารในอาการเอนกายลงบนเบาะ โดยปรกติทีโ่ ตะอาหารจะจัดท่ีผู
อเนกกายรับประทานเปน สามดา นของโตะ เหลอื ดานหน่ึงวางไวสําหรับผนู าํ อาหารมาตั้งและปรนนิบัติ
การหุงตมก็ต้ังบนเตาท่เี ปด เตาดนิ หรือเตากอดวยหนิ เช้ือไฟจะไดจากตะเกียงน้ํามันตัวตะเกียงทําดวย
ดนิ ปนเผาแข็งบา ง หรือเปน กระปุกทําดวยแรบา ง โดยปกติเปนรูปสี่เหลี่ยมมีใสตะเกียงโผลข้ึนมาหรือ
ในบานของคนยากจนก็ใชช ้ผี ึง้ ปน เปน เทยี น หลักฐานท่ีไดจากซากสลักหักพังของเมืองปอมเปอิแสดง
วาระบบ การสงน้ําสงความรอนไปตามชองตามทอไดเจริญกาวหนามาก ท่ีอาบน้ําน้ําพุจะพบไดใน
บรรดาบานท่ดี ีเหนอื กวา ปกติเปนอันมาก ทั้งเคร่ืองดับประดาบานที่ตบแตงกันหรูหรา ตามฝาผนังจะ
ประดบั ดวยภาพเขียนโดยจิตรกรฝมือเยี่ยม และเคร่ืงอประดับประดาอยางอ่ืนๆ อีกที่มีใช แมจิตรกร
สมยั ใหมย ังตองชมเชย อาจเปน ไดวาอาจารยเปาโลเมอื่ ทานตระเวนไปกวางขวางและคุนเคยกับชนทุก
ช้นั บางทอี าจไดรบั เชิญเขา ไปยังบา นท่ีประดับประดางดงามไมมีใครเทียมก็ได แตโดยที่ทานเปนผูไม
สนจิตสนใจกับอุปกรณแหง โลก ทา นจึงมิไดเ อยถึงสิ่งเหลา น้ีไว

ตามบานของสามัญชนท่วั ไป ยอ มมี เครอ่ื งบริโภคเหลานี้อยางใดอยา งหน่ึง เชน ขนมปง ขา วตม
แกงจดื เนยนมแพะพืชผักชนิดตา ง ๆ ผลไมแ ละนํา้ มันมะกอก เนื้อโคและใสกรอกปลามีมากมายราคา
ถูก เกี่ยวกับเคร่ืองดื่มหมักเมาเขาใชเหลาองุนเจือน้ํา ใชชามหรือภาชนะดินปนหยาบ ๆ ใสอาหารมี
เกลอื ทําดว ยเงิน ซง่ึ ถือวาเปนภาชนะสาํ คญั ในบา น5

5 ดตู าํ รบั ของทาน Friedlaender, op. cit.; Vol 2 pp.146-173

176

2. สมรส

โลกฝงทะเลเมดเิ ตอรเรเนียนแหงศตวรรษท่ีหนึ่งเก่ียวกับการสมรสแลวแยมาก การสมรสมัก
เปนอนั ตรายแกค วามคารวะของชวี ิต โดยท่งั ไปกระทาํ กันเหมือนเลน ๆ หลอก ๆ ไมจริงจังบางทีก็ทํา
กันพอเปน พิธีแลวไมมกี ารถือสารับผิดชอบอะไรอีกตอไป เราไมอาจรับวาคํากลาวถึงเรื่องอยางน้ีมีคา
หรอื มคี ณุ ธรรมที่วา “ความสขุ ของการสมรสและคุณคาท่ีอยูบนมูลฐาน การสมรสมีอะไรพิเศษยิ่งกวา
เรา”6 เราตองทราบวาธรรมเนียมการสมรสไมนําถึงความสุขแหงครอบครัวในบาน ไมเปนไปตาม
ศลี ธรรมอันดี และเปน ธรรมดายอ มมผี ลใหเ สียชือ่ เสยี งและทําใหใหชนรนุ หลังตกตาํ่

ตามธรรมเนยี มการสมรสจะตอ งมีการหมน้ั กันกอ น แตการหมัน้ กนั นน้ั กห็ าเกิดจากความรักทั้ง
สองฝายชายและหญิงไมเปนการจัดการของฝายบิดามารดาดวยอํานาจเต็ม หรือมิฉะน้ันก็เปนการ
กําหนดการของฝา ยบดิ ามารดาหญิงกบั ฝา ยชาย ผจู ะเปน เจาบา ว การหม้นั กถ็ อื วาเปนการผกู พันกันอยา ง
จริงจงั แขง็ แรงแคค นกรกี หรือคนโรมนั กไ็ มเ ห็นวาเปนความสําคัญเหมือนที่คนยิวเห็นการสมรสถือวา
บดิ ามารของคบู า วสาวเปนผูจดั แตการยนิ ยอมเหน็ ดวยของคูบาวสาวก็เปนท่ีตองการ และตามปรกติก็
ตองทราบความยนิ ยอมเห็นดวยของคูบาวสาวกอ นทเี ดยี ว แตสิ่งอยางเชนวา ตอ งมกี ารรักกันเก้ียวพาราศี
กัน อยางน้ีไมม ีใครรูจัก หรอื อยา งนอ ยก็ไมรูวา สิง่ น้ีจําเปนตองมีกอน การสมรสอนั มคี วามสขุ จึงจะมขี ึ้น
ได เปนทนี่ าสังเกตวาภาษาละตนิ โบราณไมมีคาํ ใชส าํ หรบั ความเก่ียวดองอยางน้ัน หลักการคํานึงถึงวา
การสขู อและสมรสมักถอื อาคารมงั่ มี ตระกลู วงศแ ละฐานะในสังคมเปน ใหญ

อายุของคสู มรส โดยเฉพาะอยางย่ิงในฝายเจาสาว ทํากันไดในอายุท่ีออนกวาที่เราทํากัน ชาย
นัน้ ถือวาบรรลุความเปนผใู หญก อนการรบั ผิดชอบของชีวิตแตงงาน แตโดยท่ัวไปเจาสาวมีอายุประมาณ
สบิ หก หญงิ อายสุ บิ สี่หรือสบิ หา แตง งานกไ็ มเ ปนเรอื่ ง แปลกอะไร ถึงแมบ างรายจะแตงเม่ืออายุสิบสาม
ก็ไมใ ชเ ร่ืองท่นี าตกอกตกใจอะไร

6 Halliday, The Pagan Background of Early Christianity, p. 113

177

เจา สาวจะนําสนิ ทรัยพข องตนไปครอบครองดว ย บิดาของนางหรอื ผูปกครองของนางก็อนุญาต
ได แตสนิ ทรัพยนีม้ ิไดตกเปนของสามโี ดยเด็ดขาด สนิ ทรัพยข องนาง (เม่ือกอนสมรส) ก็ยังคงเปนของ
นางอยตู อ ไป ถานางจะโอนใหแกใ ครไปกท็ ําได

รูสกึ วาเปนประเพณีมาต้ังแตเริม่ อารยธรรมของมนุษยแลว วา เจาสาวจะตอ งตกแตง ตวั ใหงดงาม
ดวยอาภรณอยางโอที่สุดเทาท่ีฐานะของผูเก่ียวของจะจดใหได “เจาสาวตกแตงตัวไวสําหรับสามี”
(ววิ รณ 21:2) เปน จิตตภาพของทัง้ คนยวิ และคนตา งชาติ เจา บา วก็จะตกแตง ตวั ของเขาดวยอาภรณอยาง
ดีที่สุดเหมอื นกัน ยอ มเปน การตกแตง ใหมสี งาแคครอบครัวของทั้งสองฝา ย

แมแ ตในโลกของคนบานนอกการสมรสยังตอ งมกี ารเกี่ยวของกับทางศาสนาก็ดี ทางบานเมือง
และทางสงั คมกด็ ว ย ตามท่ชี นโรมันถือกันเครง ก็ถือวาจะตองปฏิบัติเก่ียวของกับรัฐบาลเปนสําคัญ ใน
โลกของกรีกคอื วา การสมรสก็คอื การไดลูกหลานตามกฎหมาย เปน การประกันวา จะตอ งมกี ารฝงศพทม่ี ี
ตาแลว คนกรีกทุกคนอยากไดลูกชายไวฝงศพเขาอยางมีเกียรติ ดังน้ันศาสนา สังคม และรัฐมีการ
เกย่ี วขอ งกับการผกู พนั ของชายหญงิ ในการสมรส

การทําพิธแี ตง งานน้นั ตอนท่สี าํ คญั ทีเดยี วกระทํากันท่ีบานของเจาสาว มีการกลาวขานใหเปน
หลกั ฐานโดยทานเจา ภาพมีการบชู าและพิธที างศาสนา และเลี้ยงอาหาร การใหหลักฐานกระทํากันเปน
คําสัญญาเปน ลายลกั ษณอ ักษรสาํ คญั วา พธิ ที างศาสนา การพิธที างศาสนากระทาํ กันเปนการถวายบูชาตอ
ส่งิ ศักด์ิสทิ ธปิ์ ระจาํ ตระกลู การยกขบวนไปสบู า นของเจาบา วเปนพธิ กี ารสาํ คัญขาดไมได มีดนตรี มีคบ
เพลงิ มีการเลนในขบวนแห เมือ่ ไปถึงบา นของเจา บา วแลว เจาบาวจะเชิญเจาสาวใหเขาบานตามพิธีอัน
ถกู ตอ ง โดยมเี พอ่ื นเจา สาวจะชวยกันอุมตัวเจาสาวขามธรณีประตูเขาไป ในทันใดเจาสาวจะถือความ
รบั ผดิ ชอบเปนแมบ า นในครวั เรอื นน้นั การนนั้ เปนตามกําเนดิ ของประเพณีทางศาสนา แตใ นทางปฏบิ ตั ิ
กค็ ํานึงถงึ อายขุ องตัวเจา สาวดวย ถา เจา สาวยังเด็กนกั ดังท่ีเปนเชนนี้เสมอๆ แมผัวหรือญาติผูใหญบาง
ทานกอ็ าจทาํ หนาทแี่ ทนไปกอ นจนกวา แมบา นจะมีอายุถึงขีดเปน ผใู หญจริง ๆ

178

บานชาวบานนอกแหงศตวรรษท่ีหน่ึง ก็กระทํากันทั่วไปตามแบบท่ีไดกลาวมาแลวน้ี แมใน
พวกยิวกถ็ อื ประเพณกี ารสมรสคลา ยๆ กับท่ีไดก ลา วมาแลวเหมือนกัน โดยเฉพาะอยา งยิ่งพวกยิวท่ีนิยม
เฮลเลย เวน แตในดานศาสนาเทา นั้นทผี่ ิดกนั 7

3. ครอบครัว

ในโลกกรีโรโรมันน้ัน โดยท่ัวไปครอบครัวไมใหญโตอะไรนัก มาตราการกําเนิดใน
ราชอาณาจักรไดล ดจํานวนลงจนถึงเปนเรอ่ื งเปน ราวใหทางจักรวรรดิมีนโยบายการปกครอง ยอมเปน
พเิ ศษใหบดิ ามารดาทัง้ หลายมีไดสามคนหรอื กวาน้นั แตล ะครอบครัว และอาจเปนไดวามีการเก็บภาษี
ชายโสดขนึ้ ดวยกลา วกนั วา กฎหมายควบคุมมรดกทเ่ี กี่ยวกับภาษีชายโสด และคนผูแตงงานแลว แตไร
บุตรนนั้ ผดิ กนั ไปกวา แตกอ น แตก ฎหมายแบบนั้นอาจไมไดบังคับใชแข็งแรงนัก การพิเคราะหดูชีวิต
ครัวเรอื นของศตวรรษที่หนง่ึ ใหเ ขา ใจซาบซ้งึ พรอ มท้ังดลู กั ษณาการณทั้งหมดจากหลักฐานท่ีไดมาจาก
แหลง ตา ง ๆ กจ็ ะทําใหเราพดู ไดว า ความเกี่ยวดองอนั ศกั ด์ิสิทธ์ิเหลานี้ถูกเหยียบย่ําอยางนาเศรา แพรอยู
อยา งกวางขวาง ถงึ กระน้ันกด็ คี วามกระตุน ใจของมนษุ ยทอี่ ยลู ึกกวา ความรสู ึกผิวเผนิ ความกระตุนใจน้ี
ท่อี ยใู ตค วามมกั งา ยและความไมใ สใ จ บางทมี นั ก็รอ งบอกกลา วแสดงตัวของมนั ออกมาอยางงดงามและ
นมุ นวล คอยรบั การสมั ผสั ดวยอํานาจของการทรงดลและนมุ นวล คอยรบั การสมั ผัสดว ยอํานาจของการ
ทรงดลและของอิทธิพลแหงความสวางอันจะพรั่งพรูเขาสูโลกกรีกโรมันคือมาจากพระองคผูจะทรง
สาํ แดงแกมนุษย ใหเ หน็ ความหมายอันลกึ วา และเปน ความหมายของบา นในสายพระเนตรของพระเจา

ประชาคมแหงยุค มคี วามสํานึกตอการตอ งปฏบิ ัติตอสามีและบดิ าใหสมฐานะ ท่ีจะรักทจ่ี ะเลี้ยง
ดูครอบครัวของตนความสํานึกอยางนี้ก็มีประจักษอยู แตก็มีประจักษอยูพอ ๆ กันเหมือนกันวา
จรยิ ธรรมอันไดขนาดอยางนั้น มีผูใสใจกันเบาบางเหลือเกินในกรณีของคนแตละคน ท่ีผูชายจะฉวย
โอกาสใชจ ายทรัพยสินของภรรยาที่ติดมาน้ันอยูอยางสุรุยสุรายฟุมเฟอย ก็มิใชเปนสิ่งผิดปรกติอันใด

7 ดตุ ํารับของทาน Fowler, Social Life at Rome, pp. 135 ff. Life in The Roman World of Nero and St. Paul, pp. 289 ff. Life in Ancient Athens, pp. 158 ff.
Friedlaender. Roman Life and Manners, Vol. I pp. 232 ff. เรอ่ื งทท่ี านนกั ประวัตศิ าสตรเ หลาน้ีใหไว มีมลู มาจากตําราอักษรศาสตร แตหลักฐานเปน อันมากท่ที า นอาง
ยนื ยนั มาจากเอกสารพัพไพรัส

179

เขาทงิ้ บานทง้ิ ชอ งไปได ปลอ ยใหตกอยูในความยากไรแ รนแคน นา เวทนาอยใู นโลกอันกุศลนนั้ สวนตวั
เขาเองก็เท่ยี วหาโอกาสไปท่ีจะเพิม่ พูนรายไดใหแ กต วั ท่จี ะสนองใจอยากขอตัวตามเมืองใหญ ๆ หรือสู
คดใี นศาลกับภรรยาที่ถูกทอดทิ้งและเรียกรองขอความชดใช ไมใชวาฝายชายเทาน้ันเปนผูกระทําผิด
เสมอไป เพราะเอาสารตาง ๆ ท่ีตกคางแตโบราณไดเผยตัวอยางเปนอันมากใหเห็นวาฝายภรรยาก็ท้ิง
บา นและโกงสามเี หมอื นกนั

สวนอีกดานหน่ึง เอกสารโบราณไดแ สดงไวห ลายตัวอยา งใหเ หน็ ความรักความภกั ดีของคูสามี
ภรรยาของบิดามารดา บดิ ามารดาก็รักลูกจนไมลืมหูลืมตา จนกระทั่งเด็กเหลิงและเสียคนมีแตทาทาง
แสดงอออกมาลวนอวดหย่ิงอวดดีทะลึ่งตึงตังเปนผลใหบิดาตองลําบาก มารดาตองทอแทใจ แตก็มี
เหมือนกันบิดาบางอาจทําราบบตุ รได มเี สียงเด็ดขาดกบั ความไมเช่ือฟง ของบตุ รซึง่ บุตรจะตองรับคําส่ัง
สอนดวยการความเกรงกลวั บันทึกเอกสารยังแสดงตวั อยางของความเปนหวงอนาคต และศลี ธรรมของ
เดก็ ความรกั ของสามีภรรยาโดยซ่ือกม็ ีเปดเผยไวดวย ในศิลาจารึกของตนศตวรรษท่ีสองมีวา สามีพูด
กบั เพื่อนของเขาอา งถงึ ภรรยาของตนวา เปน “ภรรยาท่ีรกั ท่สี ดุ ของเขา” นางไดรับคําสรรเสริญวาอยูกับ
ครอบครวั ต้ังสามสบิ ป มีความรักสามีและบตุ รอยา งอุทิศ นี่เปนแตตัวอยางเดียวท่ีไดจากศีลาจารึกปาก
หลุมศพศิลาน้ีมีอายใุ นราวเมือ่ รงุ เริ่มของศาสนาคริสเตียน8 สามีผูหนง่ึ ภรรยาจากไปชั่วคราวดวยเหตุผล
บางอยางไดแจง แกน างถึงความทุกขโ ศกใหญข องเขา ที่เขาขาดนางไปนานและที่เขาไมมแี กจ ติ แกใจใน
การประกอบธุรกิจของชีวิต สามอี กี รายหนึ่งจากบานไปดวยกิจการงาน ไดรับรองแกภรรยาวาเมื่อเขา
ไดร บั คาจางแลว จะสง เงนิ มาใหนางทันที ภรรยาผูรักสามีอยางอุทิศไดเขียนสงขาวถึงสามีวากลางคืน
นอนไมใครหลับ เอาแตเปนหวงเปนใยเขา และขอใหเขาระวังรักษาตัวไวใหดีจนสุดความสามารถ
เหมอื นดงั วาอยาใหอันตรายอะไรมาจูโ จมไดโดยไมรูต ัว

ความรักของเด็กรบั บานรักคนที่เขารักจะมบี อกไวในแหลงทีม่ ีลายลกั ษณอ ักษร ความรูสึกทาง
ใจอันงามเกย่ี วกบั บานปรากฏในจดมหายของบุตรีพดู กับ “บิดาท่รี ักจบั ใจของนาง” บอกกับทา นบิดาวา
ทีไ่ ดรับจดหมายของคณุ พอ แจงวาสบายดีและปลอดภัยทาํ ใหนาง “ดีใจเหลือเกิน” ชายหนุมคนหนึ่งไป

8 Deissmann, Life from the Ancient East, p. 315.

180

ราชการทหารเขยี นถงึ บิดามารดาของเขาดวยคําท่ีแสดงความรัก และยังแสดงความสนใจดวยความรัก
ตอ ญาตคิ นอนื่ ๆ ในครอบครัวดวยหลายปตอมาทหารผูเ ดยี วกนั นน้ั ไดเ ขียนถึงพี่สาวของเขาผูยังมีชีวิต
อยู แสดงทา ทีนมุ นวลตอวงญาตเิ กากอ น และตอสถานะครอบครวั อนั นาชมในบานของเขาเอง แลวที่นา
ในที่อีกอยางหนึ่ง บางทีอาจถึงนาสงสารแสดงใหเห็นชีวิตดานเวทนา เมื่อบุตรชายผูเอาแตใจหรือ
ตามใจตัวเองเกนิ ไป ไดจากกับมารดาของเขาไป ในที่สดุ กลับใจได เขียนหนังสือมาขอโทษมารดา เลา
ใหมารดาฟง ถึงความทกุ ขความทรมาน อนั เกดิ จากความยากไรขัดสนผดิ กันกับจดหมายของบตุ รชายอีก
คนหน่ึง ซึ่งประมาณวาอยูในยุคสมัยเดียวกัน แสดงความขอบคุณและความรักมารดาอยางทวมทน
ตําหนินองชายผูไมเอาใจใสแม ท้ังรบเราและท้ังกําราบใหท้ิงความเห็นแกตัวลงอีก จดหมายฉบับ
เดียวกันนน้ั ไดเ ปดเผยใหเหน็ ความไมใสใ จกับความรักของมารดาอยางชลาใจ และใหเห็นวาบุตรบาง
คนในครอบครัวเดียวกันก็มีอํานาจสิทธิ์เหนือกัน9 ในบางเรื่องก็แสดงถึงลูกอกตัญูไมยอมมาบาน
แมก ระท่ังเขยี นสงขา วกไ็ ม ท้งิ ใหบิดาผูช ราทําไรไ ถนาแคผูเดียว ขา งแมก ็เอาแตโศกเศราเสียใจ ยุคสมัย
น้ันก็ยกยองเชดิ ชมู ารดา แตใ นเวลาเดยี วกันมีเปนอันมากท่ีแสดงวาไมสนใจกัน เหมือกไมรูจักความดี
ของมารดา

โดยท่วั ไปฐานะของสตรใี นโลกกรกี โรมนั นับวา ตาํ่ โดยเฉพาะอยางย่ิงในพวกชนกรีกและชน
ชาวตะวันออก เราไดศกึ ษาไปแลว วา ในบา นของยวิ นน้ั ภรรยาและมารดานัน้ เปน ที่นับถือและเคารพ ถึง
ในบานของชนโรมันก็ยังถือวาสูง แตความเก่ียวดองของคนโรมันกับภรรยาน้ัน ขาดความรักและ
ความเหน็ อกเห็นใจแกก นั ซงึ่ ผดิ กับบา นของยิว แตก็ยังนับวาดีกวาในโลกสวนใหญโดยท่ัวไปชายใน
โลกแหงศตวรรษที่หน่ึง เห็นภรรยาเหนือกวาทรัพยอันจําเปนเพียงเล็กนอยเทานั้น ภรรยาตองยอม
ตามใจของสามอี ยางไมเ มีเงอื่ นไขอะไร ตองทําตามความพอใจของเขา ตอ งอยูบานเลี้ยงดูบุตร ฝายสามี
ก็เท่ียวเตรไปในสังคม คูเคียงคลอเคลียไปกับ “ยอดหญิง” ของเขาที่รูปสวยรวยทรัพย น้ันแหละ
คูผัวตัวเมียที่เขาเลือกไวเปนตัวจริง แตก็มิใชวาทุกบานทุกชองเปนอยางนี้ ดังที่ไดกลาวขางตนและ
หลักฐานกแ็ สดงอยู แตก ็พอแนใจไดวาทว่ั ๆ ไปเปนเชน น้ัน และท่ยี ังมตี ัวอยา งอนั ตองยกเวนก็มีอยูเปน

9 ดูตํารบั ของทา น Deissmann: op. cit, pp. 179 ff.

181

จํานวนมากทราบแลวนาชืน่ ใจ หลายครอบครัวอุทศิ ตวั ตอกนั อยางออนละมุน สามภี รรยาซื่อสัตยต อกัน
ตลอดรอดฝง การเชน นตี้ อ งเขาใจวา เปนเน่อื งมาจากจิตสํานกึ ตามธรรมชาติของวสิ ัยมนุษย เม่ือปรับเขา
กันไดอยางถกู ตอ งแลวจะเปนเชนน้ัน บานอยางนี้ศาสนาคริสเตียนพอทําใหเปนไดมากท่ีสุด การหยา
รางกันกม็ ีข้ึนบอ ยๆ อยา งนา ตกอกตกใจ แตในการหยา รา งกป็ รากฏวา สิทธขิ องสตรไี ดรบั ความคุมครอง
อยา งระวงั

ในโลกแหงศตวรรษท่ีหน่ึง การคํานึงถึงเด็กนับวาเบาบางมาก เด็กออนทารกถือวาไมมีสิทธิ
มนษุ ยชนแตประการใดเลยพอแมจะทําลายเด็กเกิดใหมเสียก็ทําได เอาไปทิ้งใหตายเสียก็ไดหรือใคร
ผา นไปเหน็ เขาอาจเกบ็ มาเลยี้ งไวเปนทาสกท็ าํ ได เด็กกต็ อ งถูกถือวา เปน สังหาริมทรัยพของบิดา ซึ่งอาจ
ขายเปน ทาสกไ็ ดอ ยางไรก็ดจี ิตสํานึกในมนุษยของประชาคม และความรกั ของบิดามารดาอันสุมอยูตาม
ธรรมชาติ กค็ อยกน้ั กางขดั ขวางไวไ มใ หใชส ิทธิอนั ปาเถอื่ นเชนนั้นกันมากนัก แตก็มีการกระทําตอเด็ก
อยางโหดรายเชนนั้นดว ยแนไมส งสยั 10 สิทธขิ องบดิ าเหนอื บุตรตามทางฤทษฏกี ็วา มีอยูต อ ไปจนบุตรโต
และแตงงานแลว แตท ่ีปฏบิ ัตกิ นั จรงิ ๆ กไ็ มใ ชส ทิ ธิกนั แลว ในหลายกรณี เมื่อบุตรโตแลวโดยเฉพาะใน
กรณีของบุตรชาย ตามปรกติมี “วันหนึ่งที่บิดากําหนดไว” (กาลาเทีย 4:2) เม่ือบุตรบรรลุความเปน
ผใู หญค วบคมุ งานของตนไดเ อง ปกครองทรพั ยสมบตั ไิ ดเ อง ปกติกอ็ ยใู นราวอายุย่ีสิบถึงย่ีสิบเอ็ดป ใน
บางกรณีกอ็ อนกวา นน้ั การที่พอแมควบคุมบุตรอยูอยางไมจํากัดนี้น้ัน ดูเหมือนวาเปนส่ิงที่ปฏิบัติกัน
เร่ือยมาตอ มาตามแบบของชนตนตระกลู แรกเริ่มในพวกชนโรมันโบราณ ความเจริญของชีวิตเด็กตาม
ธรรมชาตกิ เ็ ปน เชนเดยี วกนั มาตั้งแตบรุ มบรุ าณท่ปี ระวตั ศิ าสตรเร่มิ รูจ กั เช้ือชาตมิ นุษยแลว

10 ในพพั ไพรัส ออกไซรนิ คุส นาํ เบอร 744 มขี อแนะอยา งหนึ่งที่สามีกลา วแกภรรยาของเขาดงั นี้“ถา เธอคลอดบุตรเปน ชายก็ใหเล้ยี งไว ถาเปนหญงิ กใ็ หทงิ้ ไปเสีย”
และในพัพไพรสั พวกเดียวกัน เบอร 37 เรายังไดพ บบนั ทึกประจาํ ราชวังอีกวา “เปซอยรสิ คนในวงั ของฉนั ...เก็บเดก็ ท่ีพบในรางนา้ํ ไวค นหน่ึง” ภาพของเรอ่ื งที่วา น้ี
แสนจะนา กลวั

182

สภาพทางเศรษฐกจิ

โลกกรีกโรมันแหงศตวรรษทห่ี นึง่ เพ่งิ จะฟนจากฐานะเศรษฐกิจตกต่ําขึ้นมาอยางชา ๆ11 มาก
ประเทศท่สี ดุ ภายในอาณาจักรโรมันตองตกอยูในภาวะสงครามคร้ังแลวคร้ังเลา ท้ังสงครามภายนอก
ภายในเปน ภาวะสงครามคร้ังแลวครัง้ เลา ท้ังสงครามภายนอกภายในเปน เวลาหลายชว่ั อายคุ น กองทัพก็
เยยี บยา่ํ ประเทศ ยอ้ื แยง เอาทรัยากรณเ คร่ืองอปุ โภคบรโิ ภค ซงึ่ มอี ยูไมม ากอยูแลวเอาไปใชเสีย แลวยังมี
การชักเอาเปนสว นของผชู นะเสียตรงๆ อกี ความเปน ไปเชน นท้ี ําใหท รัพยากรณของประเทศตา ง ๆ ตอง
ยุบลงไป การเกณฑผูชายไปเขากองทัพทําใหแรงงานชายนอยลง เหลืออยูเล็กนอยก็ปลุกปล้ํากับงาน
หนักเพือ่ ใหไ ดช ดเชยกัน สวนทหารที่ปลดจากกองทัพกลับบานก็เคยตัวกับชีวิตอันโออวดดีของวิสัย
ทหารทําการรบ การกินอยูก็อยูในความเลี้ยงดขู องรัฐบาล ฉะนั้นเม่ือกลับมาบานก็เห็นการทํางานเลี้ยง
ชีพเปนความตํ่าตอ ย ไมยอมมคี วามเปน อยูอ ยางเสงย่ี มเจียมตัว ดแู คลนตอการรับคา แรงงานเล็กนอย12

แรงงานจางมนี อ ย ใชแตแ รงทาสกนั ทงั้ นั้น เพราะฉะนั้นคาจางลูกจางจึงถูก งานจะตองทํากัน
นานชัว่ โมงจงึ จะไดรับคา จางไมมาก การน้ีจงึ ทําใหความพยายามท่จี ะกาวหนาเปนไปไดยาก และเสี่ยง
ตอ การขดั ขวางความกา วหนาทางเศรษฐกจิ ความเกยี จครานก็กดหนวงประชาชนอยางหนัก และแมการ
เกยี จครานจะปรากฏทใี่ ครกไ็ มม ีความรงั เกียจ เพราะคนกรีกหรอื คนโรมันไมมีรางวัลใหแกแรงงานซื่อ
ๆ ไมเหมอื นกับคนยิวสมยั เดยี วกนั เขาถือวาเปนส่ิงซ่ึงพึงหลีกเล่ียงใหไกลท่ีสุดเทาที่จะไกลได ใครจะ
ทํางานอะไรก็ดูเหมอื นหน่งึ ทําใหเ ขาตอ งตกตํ่าในสังคม ตรงกนั ขาม ใครท่ีเกียจครานไดก็แสดงวาเปน
ขุนน้าํ ขุนนาง คนเปน อนั มากผูไมม ที รัพยสนิ ของตนเองก็อุตสาหพยายามหาคนผูมีฐานะดีใหอุปการะ
เล้ียงดคู มุ ครองตน การสรุ ุย สรายฟุมเฟอ ยและการเกยี จครานเปน สญั ญาลักษณของยศศักด์ิในสังคม คน
ใดท่ีลงแรงทํางานหาเลีย้ งชพี ก็ถูกวาเปน คนอภัพอบั วาสนา

11 ขอ อธิบายสนั้ ๆ ทน่ี า ฟง เรื่องสภาพเศรษฐกจิ ในเอเซียนอ ย ทานซามเู อล ดิคเคย เปนผูป ราฐกวา “สภาพสงั คมและเศรษฐกจิ ของเอเซียนอ ย กระทบตอการขยายตวั
ของศาสนาคริสเตยี น” Studies in Early Christianity.
12 ผลของสงครามในทางเศรษฐกิจและสัง โดยเฉพาะการจราจลภายในของประชาชนโรมนั ไดใหความละเอยี ดไวโ ดยทา นRostovtzeff, Social and Economic
History of the Roman Empire, บทท่ี 1

183

ผลของสภาพการณอยางน้ีคนม่ังมีก็มั่งมีย่ิงขึ้น คนยากจนก็ย่ิงจนลง นายทุนผูมั่งมีก็จัดระบบ
ทางได ทาํ นองคลา ย ๆ กับที่ทํากันในยุคสมยั ใหมนเี้ หมือนกัน สง ตัวเองใหสูงขนึ้ ดว ยความมัง่ มี สวนคน
ยากจนแมจะหาใสปากใสทองก็ยากเต็มที่ สภาพเชนน้ีเปนสภาพโดยท่ัว ๆ ไป ในทามกลางความ
ยากลําบากเหลา น้กี ย็ งั มีคนเปนอันมากปลุกปลาํ้ ดว ยวิรยิ ะเดด็ เดี่ยว จนบรรลุความสําเรจ็ ทางเศรษฐกิจได
ในขนาดนา ชม แมเขาจะมีทุนมีรอนทําไดเพยี งเลก็ ๆ นอย ๆ แตน ่กี ็เปนแตเพียงบางรายอกี เหมอื นกันถึง
อยางไรก็ดีเปนความจริงดวยวา โลกโรมันกําลังกาวไปชา ๆ สูฐานะดีข้ึนในทางทรัพยากรณ อัน
เนอ่ื งมาจากรัชกาลอันสงบที่ออกัสตัสเปนผูนํามา และมีการปฏิบัติทางเศรษฐกิจดวยระบบอันถ่ีถวน
งดงาม

1. การพาณิชย

กิจการพาณิชยกระทํากันกวางขวางท่ีสุดในโลกกรีกโรมันแหงศตวรรษที่หน่ึง อยางที่โลก
สมัยใหมของเราทํานี่เอง การซื้อการขายกระทํากันดวยโรคภัณฑทุกอยางท่ีมนุษยจะมีไดเงินเหรียญ
โรมนั ใชเปนมาตรฐานการแลกเปลย่ี น รานคาเรียงรายตามถนนหนทางในทุกบานทุกเมือง พืชผลจาก
แผนดนิ มีขายในทองตลอดทุกท่ีทุกแหง การกสกิ รรมกระทํากันกวางขวาง ท่ีดินบางแหงก็เจาของที่ทํา
การเพาะปลกู เอง บางแหง ก็ใหคนเชา ไปทํา การจา ยคาเชา บางทกี ็จายดวยเงินบางทีก็จายดวยผติลภัณฑ
การกักตุนหรอื สะสมสนิ คาก็ทํากนั ใหญโต การยอมผา การโมแปง การปง ขนมปง การชา ง การขายเหลา
องุน ทงั้ หมดปรากฏอยูในชวี ิตการคา แหงยคุ สมาคมพาณชิ ยม สี นิ คาขายสงเปน จํานวนมาก ๆ พอคาขาย
ปลีกกก็ ระจายไปยังผูบริโภค โดยมากมักเชาคูหาทําการคา หลักการคาชวงก็มีทํากันเปนเปนธรรมดา
และกระทํากันในกิจการสาขาตาง ๆ การคํานวณการบัญชีก็มีระบบทํากัน13 และการตรวจบัญชีและ
ทรพั ยสินก็ทํากันอยา งระมดั ระวังมอบแกผ ูร บั ชวงไปทํา

13 ดูตํารับของทา น P,Teb. 2 401-406 บนั ทึกทางการคาอยางกระทอนกระแทนของศตวรรษท่ีหน่ึงสองและสาม เม่ือเปรียบกับการบัญชีในระบบปจจุบนั แลว ก็จะเห็น
วา ยงั งมุ งามมาก แตอ ยา งนอ ยทสี่ ดุ มนั กย็ งั แสดงใหเ หน็ วา ในการบนั ทึกธรุ กิจที่เก่ยี วของกนั น้ันก็ไดทาํ กันอยางระมัดระวัง ในการออกใบรบั ที่กระทาํ กันท่ัวไปได
พิสูจนไ วมากหลายโดยการรบั จาย

184

การโอนที่ดินจากฝา ยหน่งึ ใหแ กอกี ฝายหน่ึงไมว าโอนใหดวยการใหเชาหรือขายจะตองทํากัน
เปนลายลักษณอ กั ษรมีหลักฐาน ทรัพยสินสมบตั ิสว นตวั กเ็ อามาจดทะเบียนเปนบันทึกหลักฐานไดและ
จะไดม สี ทิ ธิคมุ ครองตามกฎหมาย จากหลกั ฐานแสดงในปาปริ ปรากฏวาการแลกเปลย่ี นทกุ ชนดิ กระทํา
กนั เปนลายลกั ษณอ ักษร มีเจา พนักงานผูมีหนาทโ่ี ดยเฉพาะทาํ การบั เอกสารเก็บรักษาเอกสาร

การกูยมื เงินเปนกิจการท่ีกระทํากันทั่วไปอยางธรรมดาสามัญ กูยืมกันเล็กก็นอยเอาทรัพยมา
จาํ นําไว กยู ืมกันเปน จาํ นวนมากกท็ าํ ไดจ ากนายทุนสวนตัว เงินกูยืมกนั เปนจํานวนมากก็กันทางธนาคาร
เชนกับที่ทําในสมัยใหม หลักฐานที่ไดจากแหลงเอกสารแสดงวากิจการธนาคารกาวหนาไปมาก ไม
เพียงแตใหกูยืมเงิน แตยังมีกิจการหาเงินทุนมาสําหรับใหกูยืมออกไปดวย การซื้อขายการจายคาเชา
สนิ สมรสภาษอี ากรและการแลกเปล่ียนเงินและอ่ืน ๆ กระทําโดยทางธนาคาร “รูปปนคร่ึงตัวเปนทอง
สําริดรปู ของคาซิลิอุสยคู ันดัส Caecilius Jueundus นายธนาคารแหงเมืองปอมเปอีมีใบรับเงินมีเอกสาร
ตามกฎหมายมรี ายนามเปน พยานเซ็นไวถ งึ เกาคน มีอายเุ อกสารตั้งแต ค.ศ. 15 ถึง 27 ก็ไดมาถึงเราแลว
ค.ศ. 52-62 แสดงแบบหนาของนายทุน ถึงเจาแหงอุตสาหกรรมสมัยใหมก็ยังมีเชนนั้นเหมือนกัน”14 ก็
เหมือนดงั ในสมยั เราการธนาคารจาํ เปน ตองสงเสรมิ โดยพวกชนช้นั ขุนนาง นายทหารโรมันเปนอันมาก
ค้ําจุนตัววิธนี ้ี คนผสู ามารถสง เสริมการธนาคารโดยปรกตกิ เ็ กบ็ เกย่ี วผลกอ นใหญ ใหยืมเงินดว ยดอกเบี้ย
สงู มีประกันอยางมั่นคงดวยเอกสารและทรพั ยจ ํานอง การจาํ นําหรือจาํ นองนั้นตองปฏิบัติตามความตก
ลงกันอยา งเครงครัดแข็งแรง และทรัพยจํานองก็ตองมีหลักฐานแสดงเต็มท่ีเพ่ือจะไมมีการปลอมการ
แปลง เอกสารและทรัพยจ ํานองอาจสบั เปล่ียนกันได เพราะมีตัวอยางแสดงในบันทึกท่ียังคงมีตัวอยูวา
การเปล่ียนมือกันครอบครองจากเอกชนหน่ึงไปยังอกีกเอกชนหน่ึง การยึดถือหลักฐานกันน้ันก็มี
กฎหมายคุมครองและการเรียกเกบ็ ทรัพยส ินกต็ องดําเนนิ ตามกฎหมาย การไมป ฏบิ ตั ิตามสญั ญาจะตอง
ถกู ลงโทษการริบทรัพยห รือโดยสง เขา ราชทณั ฑ

รัฐบาลโรมันหาทางปรับอัตราดอกเบ้ียใหเปนมาตรการปฏิบัติ แตก็สําเร็จไดเพียงเล็กนอย
เทา นั้น อตั รามาตรฐานคาดวาประมาณแปดเปอรเซ็นต แตบางทีกต็ ่ํากวา หรือโดยมากสูงกวา ถา เปนการ

14 Cobern, New Archeological Discoveries, p. 377.

185

ยมื เงินโดยท่ัวไปเรยี กดอกเบีย้ สบิ สองเปอรเ ซน็ ต มกี ารตรวจบัญชีและมีการตรวจตราการฝากเงินเรียก
ดอกเบย้ี

ผเู ดินทางท่กี ลวั การเส่ยี งสูญเงินเปนจํานวนมาก มากวาท่ีจะกลัวความไมสามารถ ก็นําเงินไป
ข้นึ เอกสารรับรองถือไมขึ้นเงินท่ปี ลายทาง

เราจึงเหน็ ไดว า การธนาคารในศตวรรษท่ีหนึ่งเจริญเติบโตถึงขนาดพอ ๆ กับในสมัยใหม ขอ
สังเกตวาระบบการธนาคารยงั เจรญิ ไมพ อแกทีจ่ ะรกั ษาทรัพยมหมึ า ที่ไหลเขาในถงุ เงินของเศรษฐโี รมัน
ได นายทุนเงินเหลอื ใชเ ปน เงินถัง ๆ ก็ใชจ ายไปอยางสรุยสรา ยและตามใจตวั กระทําการช่ัว

2. แรงงาน

เมอ่ื เรามาใครค รวญดูปญหาแรงานในศตวรรษทห่ี นึ่งเรากพ็ บทง้ั คนกนิ ทางรับจาง งานในบาน
หรอื งานธรุ กจิ กระทาํ ดว ยแรงทาสเกอื บจะทงั้ นนั้ ถาคนใดสามารถมีทางใชค นชน้ั ยากจนท่ีไมอาจมีทาส
ใชไ ดกท็ ํางานดวยตนเอง งานรบั จา งเกอื บจะท้งั หมดใชในการกสิกรรมและการพาณิตย แตการใชแรง
ทาสอันกวา งขวางในงานตาง ๆ ที่ตองใชค วามสามารถขนาดน้ีทําใหราคาคาจางตกตํ่ามากท่ีสุด ทําให
คนงานท่ีไมใ ชท าสครองชีพอยางลําบากลาํ บน คนหาเลีย้ งชีพดวยการรับจางโดยทั่วไปไดรับคาจางวัน
ละสามสิบถึงส่ีสิบเซ็นต ซ่ึงเมื่อเทียบกับราคาอาหารก็พอซ้ืออาหารพอกินไดสักม้ือหนึ่งสําหรับ
ครอบครวั ท่มี ีหา คน การนท้ี ําใหส ภาพความเปน อยขู องชนชน้ั แรงงานตองลาํ บากเหลอื แสน และเปนผล
ใหความยากจนเหลือขนาดแผไปทั่ว การขาดแคลนทางเศรษฐกจิ เปนเรื่องหน่ึงธรรมดา ๆ ท่ีเผชิญกับมิ
ชชนั่ นารคี รสิ เตยี นยุคแรกเรม่ิ อันทาํ ใหม กี ารจัดระบอบสงเคราะหค นยากขน้ึ โดยครสิ ตจักร กจิ การของ
เอกชนเปนอนั มากดาํ เนนิ ไปโดยเจา ของทาํ งานเอง เล้ยี งชีพดว ยผลิตผลทีไ่ ดจ ากแรงงานของตนเอง หรือ
มิฉะนนั้ กจ็ างดวยคา แรงถูก ๆ ทม่ี ีพรอมอยเู สมอ สภาพการครองชีพในฐานะขนาดนย้ี อมเปนทนี่ าพอใจ
กวา คนในฐานะหาเล้ยี งชีพดว ยการรบั จางไกลกวากนั มากนกั

คนผูป ระกอบการคาธรรมดา ๆ มกั จดั การรวมตวั กันเปนสหกรณพ าณิชย เปรียบไดดังสหภาพ
แรงงานในสมัยใหม ของเราดังน้ันจึงมีสหกรณการน่ึงขนมปง สหการณการชาง สหกรณชางยอมผา

186

และนับวาทุก ๆ พาณิชยกิจที่สมัยน้ันมี ปญญาของชาวโรมันในการรวมมือประกอบกิจและจัดแจง
ระบบการ ใหทําเกิดการสะดวกและการเรงรัดความเจริญเติบโต ของสหกรณ พาณิชยรวมทั้งระบบการ
นายทนุ ดวย15 อาจเปนไดดว ยวามีสหกรณช า งเยบ็ กะโจมดว ย และนาจะมีเหตุผลดวยวาอาจารยเปาโลก็
เปนสมาชิกอยูดวย ความประสงคข องสหกรณก ค็ ือท่ีจะรว มมอื กันในการคาและใหเ กิดประโยชนแ กกัน
และกนั ในมวลสมาชกิ ศาสนากเ็ ขา มามีสวนกบั เขาดวยในการเชน นี้ เพราะโดยมากท่ีสุดสหกรณแตละ
ประเภทมีพระมเี ทพเจาผพู ิทักษอยูดวย เชนเวสตาเปนเทพีของพวกนึ่งของขนมปง และมิเนอรวาเปน
เทวีของพวกชา งยอ มผานอกจากน้ยี ังมคี วามพยายามบางประการท่จี ะควบคมุ คาแรงงานแตนไ่ี มใชความ
ประสงคท ่ีตัง้ ใจกันไวในสหกรณการพาณิชยความพยายาม อยางเชนนัดหยุดงานจะเปนการลมเหลว
เปลา ๆ เพราะมีแรงงานทาสคอยแขงขันอยู หลักฐานในจารึกแสดงวาการณสหกรณน้ันมีสวนใน
นโยบายการปกครอง ทอ งถ่นิ อยมู ากสมาชิกคนหน่ึงอาจไดประโยชนจากคนอ่ืนในสหกรณเมื่อมีการ
เดนิ ทาง หรอื มกี ารหาลูกจางในที่ใหม น่กี ็อกี แนะใหเ ราคิดวาอาจารยเปาโลก็ไดความสะดวกตางๆ ใน
กิจการอาชีพของทานการท่ีสมาชิกชวยเหลือกันในความจนในความทุกข เปนสัญลักษณท่ีมีอยูเปน
ธรรมดา ๆ ในระบบสหกรณ ฌาปนสงเคราะหมีจัดไวสําหรับแมหมายไรญาติและลูกกําพรา และ
สมาชกิ ของสหกรณ

การเตรียมเปนพอ คา แมคา ผูจะเขา ในวงธรุ กจิ อยางน้ีจะตอ งทําการฝกหัดเสียกอนสักวาระหนึ่ง
เอกสารปาปริหลายฉบับทีย่ งั คงดาํ รงอยูไดแจง ใหทราบถงึ ความตกลงกันในการฝกหดั 16 ตอนท่ีหนึ่งทุก
ฝา ยท่เี ขาทาํ สัญญากนั จะตองแจง ฐานะ และตัวจริงใหเปนที่รูจักใหเต็มบริบูรณกอน ดังที่มีธรรมเนียม
กระทาํ อยแู ลวในกิจการทุกอยาง หรอื การดําเนินการตามกฎหมายใด ๆ กม็ ีอยูประจํายคุ ถา จะเขารับการ
ฝกหัดยังเปนผูเยาว บิดาหรือผูปกครองของเขาจะตองรับผิดชอบแทนเขาในหนังสือสัญญาตกลง
ระยะเวลาทีท่ ําการฝกหัดกําหนดลงในใบสญั ญาคอื หน่งึ ป (P. Oxy. 275) แตห ลกั ฐานอื่น ๆ ทาํ ใหเ ราคน
คะเนวามกี ารตกลงระยะเวลากนั ตาง ๆ กนั ไป ในระหวา งทอ่ี ยูใ นระยะการฝก หัด ผูรบั การฝก หัดจะตอง

15 Abbott, The Common People of Ancient Rome, p. 208
16 P.Oxy. 275,322,725,P.Grenf 2. 59; B.G.U. 1021; P. Flor 44; P. Teb 2,384,385

187

อยูใตบงั คับบญั ชาของนายจา งโดยสนิ้ เชิง ในบางตัวอยางผูรบการฝกหัดหรือผูอุปการะเขาจะรับความ
เจือจุนบาง นายจา งจะจา ยคา เบีย้ เลยี้ งชีพใหเ ปน คาแรงงานของเขา บางทีนายจางก็ตกลงเลี้ยงดูผูฝกหัด
และใหคาจางเพม่ิ เติม ผูรบั การฝก หดั ผูกพันโดยสญั ญาตอ นายจา งของเขาใหเ ต็มระยะเวลาทีต่ กลงกันไว
ถาฝายใดฝายหนึ่งผิดสัญญาก็มีกําหนดลงโทษระบุไว แตเราจะถือวาขอความที่แจงแกเราในเอกสาร
ปาปร ิน้นั เปน หลักฐานแนนอนของรปู การใด ๆ หรือแบบการปฏิบัติอะไรเสียทีเดยี วยอ มไมไ ดแตมันก็
พอเปน ตัวอางชี้ใหแ กเราได17

โลกโรมนั ในศตวรรษที่หน่ึงมีสิ่งซ่ึงเราเด๋ียวน้ีถือวาเปนอาชีพอันสูงเหนือกวาใด ๆ หรือเปน
อาชพี ท่ีงานแผไปท่วั ถงึ กวา งขวาง เชนจติ รกร แพทย ศัลยแพทย หมอกกฎหมายทนายความครูอาจารย
บรรณกรณอ าชพี และอนื่ ๆ อีก ถงึ แมไมม ฐี านะทางสงั คมอยางเชนท่ีการอาชีพอยางนั้นมีฐานะในโลก
ของเรา แตก ็ยังพอเปนไดว า ภายนอกกรุงโรมที่ไมมีการถือยศถือศักดิ์แยกพวกเปนช้ันวรรณะขุนนาง
กีดกันพวกอาชพี เหลานี้ใหอยูนอกสังคมชนั้ สูง พวกอาชีพเหลาน้ีก็ไดรับนับถืออยางสูงจากประชาชน
และตามสว นตามศกั ดศ์ิ รขี องแตละคนอันเกดิ จากความสามารถของเขาหรอื ใด ๆ เทา ทค่ี วามแคลวคลอง
ในความรขู องเขาหรอื เทาทีเ่ ขาจะถึงประชาชนได อันจะทําใหอาชีพเหลานไี้ ดความสามารถสูงทเี ดียวดงั
มแี สดงอยูในหลายตัวอยา ง

วิทยาการแพทย ถงึ แมวา ยงั หยาบเมอื่ เปรยี บกบั ที่ปฏิบติกันในสมัยใหม แตก็ยังนับวากาวหนา
มากทีเดยี วอันเราเห็นวานาเคารพแลวในฐานะนั้น18 ราชการเมืองเอเฟโซมีขาราชการแพทยตั้งสิบคน
คราวหนง่ึ ในศตวรรษท่ีสขี่ า ราชการแพทยใ นเมืองโอโซรนิ คุส OXYRHYNCHUS ประจํายุคอยางเปน
ปกแผนมั่นคง คงตองมีกําเนิดมากอนนั้น19 มีโอสถาสถานจําหนายยา มีกฎหมายควบคุมใหอยูใน

17 โดยพฤตนิ ัยการคา ทั้งหมดวันตอวนั แสดงตัวอยูในทามกลางครสิ ตจักรท้ังหลายของคริสเตียน เรื่องอยางนีเ้ ปน ตํารับอนั มคี ามาก ซึง่ เราไดม าจากแคตตาโคมบคือ
โพลงใตดินที่ครสิ เตยี นยุคแรกเริม่ ไดส รา งขึ้นใตแ ผนดินแหงกรุงโรมดว ยความประสงคจะใชเ ปน ทฝ่ี ง ศพ แตก็เลยไดอาศัยใชเปนทีห่ ลบภยั ดว ยเม่ือมีการขมเหงเกดิ ขึ้น
18 ในพวกเอกสารพัพไพริทยี่ งั มอี ยู เราไดพบคําวินิจฉยั ดรคของแพทย(e.g. P. Teb. 2.273) และท่เี ก่ียวกับยาอันเปน การควบคุมโรคบางอยาง วา ดว ยอาการของโรค “ถา
คนปว ยมไี ขส งู และกระหายนํ้าจนทนไมได ก็เน่ืองจากอาการกําเรบิ บางอยาง....” (P.Teb.2 272)
19 ดตู าํ รบั ของ P. Oxy. 51,52

188

คุณภาพดี20 ในซากหักพังของเมืองปอมเปอมี หี ลกั ฐานไดพ บวามกี ารปฏิบตั ิทางศลั ยกรรมกันอยางไดผล
ในอโุ มงคที่ขุดพบปากคบี อนั หนึง่ คนฝงไวดวยกันกบั ศพของนายแพยทฟน หรอื หรอื ทนั ตแพทย

เราไดเ ห็นแลววาการปฏบิ ัตกิ ฎหมายตองมกี ารฝกหัดฝกฝนกันหลักสูตรหนึ่งกอน เปนกิจการ
อาชีพที่มีเกียรติและนิยมกันมาก อาจพูดไดวาโดยทั่วไปการอาชีพท่ีมีอยูนั้นไดมีถึงขนาดแหงคุณคา
สามารถ ที่เปนไปไดอยางแนนอนคือวา “ลูกนายแพทยท่ีรัก” (โคโลสี 4:14) เปนผูมีการศึกษาและ
วฒั นธรรมเจนจดั คนหน่ึง เรือ่ งนีเ้ ปน หลกั ฐานไมใชตํานานคือหนังสือพระกติ ติคณุ เลมทสี่ ามกับหนังสือ
กจิ การทีท่ านเปน ผเู รียบเรียงน่ันแหละ

3. การสัญจร

ศตวรรษที่หนงึ่ เปนยคุ ทไ่ี มมคี วามสงบกันเสียเลย ประชาชนทกุ ชั้นทุกวรรณจราจรกันมากทง้ั ๆ
ที่ความไมสะดวกไมสะดวกมเี ปนอันมากอันเนื่องจากไมมีอุปกรณการเดินทาง อันตรายจากพวกโจร
ปลน ลน สดมภก ม็ าก แตศ ตวรรษทหี่ นงึ่ ท่แี หละนับวาการสัญจรไปมาไดรับการจัดสงเสริมเกินกวาใน
ศตวรรษตอ ๆ มาเปน ไหน ๆ “อปุ รณการคมนาคมมีมากมายเกินกวาในคราวใด ๆ กอนสมัยเครื่องจักร
ไอนา้ํ และศกั ราชของสายทางรถไฟ21

โรมันสรา งถนนพาดไปทุกทศิ ทุกทางในโลกอารยะอันเปนถนนคอนขางตรง หลายตอนฉาบ
ผิวหนาแข็งแรงและบํารงุ รกั ษาอยางดี ผเู ดินทางโดยมากเดนิ เทา บางคนข่ีมา บางคนขี่ลอ คนรํ่าคนรวย
น่ังยานพาหนะ หรือไมมีนั่งแครหามโดยทาส มียานพาหนะลากดวย มา รถ เกวียนออกใหเชา การ
บรรทกุ ใชเ กวยี นสองลอ กนั เปน ธรรมดา

ในเมืองใหญนครใหญทุกเมืองมีท่ีพักแรม แตการพักในท่ีเหลาน้ีอยูในข้ันตํ่าตอยและไม
สะดวกสบาย ผเู ดนิ ทางเปน อันมากหาทพ่ี ักอาศัยในบา นสวนตัว หรือไมมีนําเอากระโจมติดตัวไปดวย

20 เศษเอกสารพัพไพรัสมีเร่ืองกลาวถึงการสง่ั ยา พรอมทง้ั กําชับใหร ะวังวาอยาใหเ กดิ ราข้นึ ดูP.Brit. Mus. 356 1 st cent.
21 Angus,Env. Of Early Christianity) p. 13 คาํ กลา วที่คลายกันนี้แตเนนหนักกวาที่ทานWenley ไดกลาว (Op. cit, p. 128) “การเดินทางไมเ คยไดการรวดเรว็ ในการ
เดนิ ทางไกลเลย เมื่อครัง้ ยนิ วาขาราชการผูใหญของโรมนั สามารถเดนิ ทางจากภาคใตของสเปนมาถงึ กรงุ โรมไดใ นหนงึ่ สัปดาห ดตู าํ รับของทาน Friedlaender op. cit.,
Vol. 1. p 268

189

ท้ังอปุ กรณอ ื่น ๆ ท่ีจะชวยใหการพักอาศัยสะดวกสบายข้ึน เพราะคนท่ัวไปใชประโจมกันจึงทําใหใช
ชา งทํากระโจมขายดาํ เนนิ การอาชีพทม่ี ีกาํ ไรดี ใครท่เี ปนสมชกิ ในสมาคมการคาเดียวกัน อยูในศาสนา
นกิ ายเดียวกัน หรอื มีความสัมพนธก ันสวนตวั ผมู ที ีพ่ กั อาศยั ในทอ งทีใ่ นตาํ บลทเ่ี ขาจะหยดุ อยูช ัว่ คราว ก็
มกั จะไดรับการเชื้อเชิญใหเขาพักอาศัยในบานสวนตัว แต “มีหลักฐานวาผูพักจะจายคาที่พักดวยบาง
(ซึง่ ก็นาจะเปน เชนนั้น)”22 นเ่ี ปนปฏิบัติการท่ีกระทาํ กนั ทว่ั ไป ซง่ึ พวกครสิ เตียนศาสนาฑูตแหง ศตวรรษ
ที่หนึง่ ก็ปฏบิ ตั ดิ วย แตด เู หมือนวา อาหารการกนิ นนั้ เล้ยี งดกู นั โดยไมค ดิ คา (ดู 2 ยอหน 10,11 3 ยอหน 5-
8)

ในบางตาํ บลการเดินทางอาจตองเส่ียงกับโจรผูราย แตรัฐบาลโรมันจัดต้ังการปราบปรามข้ึน
กาํ จัดอนั ตรายน้ีในทุกแหงที่เกิดขึ้น เอกสารปาปริไดแสดงใหทราบเหมือนกันวา23 อาจรองขอตอเจา
พนกั งานโรมันไดช นเชยและบรรเทาทุกขจากการโจรกรรมได ในทองท่ีตาง ๆ มากท่ีสุดในใตบังคับ
บญั ชาของอาณาจกั รโรมนั การเดินทางนับวาปลอดภยั และสะดวก น่กี เ็ ปนความจรงิ

การเดนิ ทางโดยทางทะเลเมดิเตอรเรเนียน ก็กระทํากนั มากทเี ดียว เพราะการเดนิ ทางโดยทางน้ํา
ทําผูใหโดยสารสะดวกสบายมากกวาโดยทางบกมากมายนัก แตก็มีอันตรายที่ตองเส่ียงอยูไมขาดดวย
เชน เปนตน ลมพายุ โจรสลดั แตรัฐบาลโรมันในยุคหลังกวาดลางออกไปจากทะเลเมดิเตอรเรเนียนได
สาํ เรจ็ เกือบหมด เรือกําปนเปน รอย ๆ ลํา แตละลาํ สามารถบรรทุกคนโดยสารไดเปนรอย ๆ แลนรับสง
ผูโ ดยสารอยูใ นสายการเดินเรอื เปน สวนใหญใ นโลกทะเลเมดเิ ตอรเรเนียน เวนไวแตในฤดูหนาวที่การ
เดนิ เรือชายฝง ถอื วาทําไมได พระกิตติคุณของพระคริสตมักจะเคล่ือนไปถึงท่ีกวางใหญไพศาลไดตาม
โอกาสดว ยประการฉะนี้24

สภาพการเศรษฐกิจโดยยอ ๆ นี้จะทําใหนักศึกษาสามารถมองเห็นภาพคนธรรมดา ๆ แหง
ศตวรรษทหี่ น่งึ ในเมอื่ เขาติดตามดูกจิ วัตรทข่ี าดไมไดข องการจัดหาใหแ กค วามตองการในฝายโลกของ
ชีวิต ผูประกาศขาวประเสริฐแหงไมกางเขนไดฝาไปในโลกอันวุนวายหาความสงบมิไดน้ีเอง เขา

22 Haverfield, Peake’s Commentary on the Bible, p. 615
23 P.Fay. 108; P. Teb. 2 332
24 ดตู าํ รับของทาน Tucker, Life in the Roman World of Nero and St. Paul, pp. 16 ff.

190

จําเปนตองปรับตัวของเขาเขา กับชวี ติ แหงโลกอนั เดยี วกันนี้ คนผปู ระกอบเปน คริสตจักรรุนท่ีหนึ่งก็คือ
คนทคี่ นทอ่ี ยูใ นสภาวะความเปนอยอู ยางนี้แหละ เพราะเหตผุ ลน้ี ภาพการเศรษฐกิจอยางยอ ๆ น้ีจะชวย
ความคดิ ใหใครคราญไดถ กู ตองแทจรงิ ถึงชีวิตท่อี ยูเ บอ้ื งหลังของพนั ธสญั ญาใหม

ชีวิตสงั คม

เดี๋ยวน้ีเราผา นออกมาจากการพดู กนั ถงึ เรอื่ งในบานและกจิ ธรุ ะ เขามาพูดกันถงึ เรื่องในวงสังคม
ทปี่ ระชาชนปะปนกันอยแู ตเ ราก็ตองมาประจัญกับมนษุ ยใ นชีวติ แบบตา ง ๆ อกี นะ แหละจะพบส่ิงกีดก้ัน
ของชั้นวรรณะในสังคม สัญชาตญาณของสังคมมนุษยแสดงออกใหเห็นเปนการรนรานหาความ
สนกุ สนานเบิกบานสําคาญใจกันอยางสุดเหวี่ยง และประสบการณตาง ๆ ของธรรมดามนุษยก็แสดง
บทบาท

1. ชนชัน้ ตา ง ๆ ในสังคม

เรื่องเชนน้ีอาจเปนไดที่บรรดาผูเรียบเรียงท้ังหลายจึงมีความคิดเห็นแตกตางกันมาก อะไรท่ี
แสดงวาเปนชนช้ันนัน้ นอ้ี ยางแนชัดเด็ดขาดนั้นไมมี หรอื ท่ีมีอยูกอ็ าจผันแปรไปได นอกเสียจากในพวก
ชนชั้นที่เขามีระบบระเบียบของเขาเองแนน อน แตก ารเชนนีก้ ไ็ มมปี ระชาคมของกรีกโรมัน ชนช้ันตาง
ๆท่ีมีอยูหนาแนนจะพบไดในวงการเชื้อชาติราชวงศ และในวงการสภาปกครองหรือในบรรดา
ขาราชการชน้ั สงู ของรัฐบาล แตแ มใ นวงการเหลานี้ก็ยังมีการปะปนกันอยางไมมีหลักไมมีเกณฑ ซึ่งมี
คนร่าํ รวยท่สี ดุ ปนกับคนตําแหนง สูงท่ีสุดในรฐั สังคมช้นั สูงทสี่ ดุ ประกอบดวยชนพวกขนุ นางและคนผู
มีอํานาจดว ยความม่ังมี

ผูเรยี บเรียงบางคนถอื วา สงั คมในกรกี โรมันแหง ศตวรรษท่หี นึ่งไมมชี นชั้นกลาง เหตุนี้เพราะมี
ชองกวางระหวา งวงการชัน้ สงู ของขาราชการกับของคนมงั่ มีที่หา งจากฝูงชนธรรมดา แตม ีคนธรรมดา ๆ
เปนจํานวนมหาศาลท่มี ีอาชพี อยอู ยา งธรรมดา ๆ หาเล้ียงตวั ดวยน้าํ พกั นาํ้ แรงโดยสุจรติ และเลีย้ งดูจุนเจือ

191

ผทู ีอ่ ยใู นอปุ การะดว ย สงั คมชัน้ นีเ่ ราพิจารณาดูตามทแี่ สดงในเอกสารปาปริ และเราก็เห็นวาคนพวกน้ี
สงั คมไมใ ครใ หความยกยอ งแตคนพวกนี้ก็ยงั มวี ฒั ธรรมในอันดบั ตา ง ๆ25

มีมาตรฐานสังคมเกิดข้ึนจาก ระบอบการเศรษฐกิจของกาลเวลา การเก่ียวของของธุรกิจแบง
สงั คมออกเปนสองช้นั ใหญ ๆ คอื เจา ของกิจการและลูกจาง ชนช้ันเชนน้ีหรือสภาพน้ีมีอยูในชีวิตสังคม
ท่ัวไปในโลกทะเลเมดิเตอรเรเนียน ไมมีอะไรถือวาแตกตางกันในระหวางการออกแรงคากับ “การ
อาชพี ช้นั สูง” ดังเชนทม่ี อี ยอู ยางธรรมดา ๆ ในโลกยุคสมัยใหม ผูเปนเจาของกิจการทําการของตนเอง
แตถาใครทํางานแลวรับคาตอบแทนไมวาจะเปนงานชนิดใดก็เรียกวาเปนการรับจาง ผูเย็บเต็นทจาก
เมอื งตาระโซ อยา งเชน อาจารยเ ปาโลผเู ปน อัครทูตยงิ่ ใหญ ทานก็อยใู นจาํ พวกสงั คมชัน้ สงู ของชาวเมือง
โกรนิ โธ แตเ พราะทา นเปนคนทาํ งานดว ยแรง เพราะฉะน้นั ในพวกศษิ ยข องทา นมี “นอ ยคนท่ีโลกถือวา
ฉลาด นอยคนท่ีโลกถือวายิ่งใหญ นอยคนที่เปนขุนนาง” (1 โครินธ 1:26) หลักของความแตกตางใน
สังคมเปนเชน นี้ จึงเปนทขี่ ัดขอ งตออาจารยเปาโลในการทท่ี า นจะนาํ พระกติ ตคิ ุณใหเขาไปถึงคนช้ันสูง
ได แตก็มใิ ชวาจะไมม กี ารยกยองความรคู วามสามารถสูงๆ ของชาวเมอื ง มีการใหคาธรรมเนียมฤาชาแก
ความสามารถในสมยั นน้ั เหมือนในสมัยน้เี หมอื นกัน เพราะฉะนน้ั นกั โทษของโรมัน คนหนึง่ ในเรอื ของ
โรมัน ตามธรรมดาตองถูกประมาทหม่ินและถือไมตองสนใจ แตก็ตองมีคนในใจและฟงคําเตือน ก็
ไมใชเพราะเหตอุ ื่น นอกจากวา อํานาจสว นบคุ คลของทานไดแ สดงตวั ออก (กิจการ 27:3,9-11)

ยังมชี นชั้นในสังคมอีกจําพวกหน่ึง เราเรียกวาพวกเหลาชนอันธพาล เปนพวกคนเกียรคราน
กระจดั กระจายอยูทั่วราชอาณาจักร แตมีการในเมืองใหญ ๆ พวกนี้ดํารงชีวิตอยูไมมีหลักแหลง ชอบ
เสเพลเฮฮาคอยรับบุญรบั ทานจากการทําบุญทาํ ทานของสาธุชน ชอบเลน การพนัน ลักขโมย ในโรมพระ
จกั รพรรดไิ ดเ ลีย้ งคนจําพวกน้เี ปน เรอื นพนั ๆ ดว ย ทุนทรัพยของราชการ จึงเปนการสงเสริมความเกียจ
ครา นของเขา สวนใหญข องคนจําพวกนไ้ี มทํางานก็เพราะเลือกงาน แตก็มีคนเปนอันมากเหมือนกันท่ี
ไมม งี านทําเพราะไมใ ครจา ง ฉะนนั้ จงึ เปนธรรมดาท่พี วกนอ้ี ยกู ันในสภาพยากจนขน แคน เราอดทจี่ ะคิด
ไมไ ดว าพวกครสิ เตียนศาสนาทูตแรกเร่ิมไดคนพวกนี้มาเช่ือเปนอันมากเพราะสภาพอันหดหูของเขา

25 อธิบายแยกแยะของสงั คมโรมันคลา ยๆ กนั น้ี ดตู ํารบั ของทาน Fowler, Social Life at Rome, p. 26

192

และคริสตจักรแหงยุคอัครสาวกก็มีคนชนิดน้ีเปนสมาชิกอยูเปนอันมาก (ดู 1 โครินธ 1:26ff)
เพราะฉะน้ันจึงมีความจริงมีอีกอยางหนึ่งวา คนพวกนี้ยุไดงาย พรอมท่ีะทําโกลาหลขัดขวางการ
ประกาศพระศาสนาที่อาจารยเ ปาโลปฏิบัติในเมืองเธซะโลนิกา โดยพวกยิว “ถือโอกาสลงทุนเปนปน
คนพวกเหลา น้ใี หล ุกฮือข้ึนท้ังเมอื ง” (กิจการ 17:5)

ต่ําลงไปกวาพวกอนั ธพาลอกี ใน ความกาํ หนดหมายของประชาชน คือคนพวกทาส แตค นพวก
นม้ี ีนสิ ยั และวัฒนธรรมสูงเหนือกวาพวกอันธพาลไกลกันมากนัก และโดยมาก ซ่ึงมีเปนจํานวนแสน
จาํ นวนลา น ไมมฐี านะอะไรเลยในสังคมอิทธิพลในสังคมก็มีโดยทางออม แตก็เปนพวกท่ีทําใหสังคม
กรดี โรมันมผี ลแกต วั ซ่งึ คนในยุคสมยั เดียวกันยอม เหน็ ผลนี้ไดนอ ยเต็มที

2. ความพวั พันของสังคม

ความพวั พันกันของสังคมกเ็ ปนสญั ชาตญาณอยางหน่ึงอันมีแสดงออกอยางเดนชัดในชีวิตคน
ศตวรรษที่หนง่ึ มคี วามผูกพนั ระหวางมิตรสหายอยางอบอุนและโดยซื่อ เห็นอกเห็นใจกันในระหวาง
สหายเม่ือตกในความทกุ ขยากลําบาก ผูคนปะปนกันดว ยชวี ติ ของการเก่ียวพันกันธรรมดา มีการตอ นรับ
เลีย้ งดกู นั ดวยอาหารบานชอง มีการเชื้อเชิญแขกเปนลายลักษณอักษรมีการเยี่ยมเยียนกันถึงบานท่ีอยู
อยา งสงั คมสมัยใหมเ หมอื นกนั มสี ถานทีเ่ ปนแหง ๆ สาํ หรบั สาธารณประโยชน เชน สถานอาบนาํ้ ศาลา
ชมุ ชนใหญ ๆ สถานชกุ ชน รานคา โรงรบั ประทานอาหารรานจําหนายสุรา และชายหาด คนไมทํางาน
ทาํ การกเ็ ถลไถลเชอ่ื นแชไปเตรอยูตามสถานหยอ นใจเหลา นี้ ฆา เวลาไปวันๆ เหมือนเด๋ียวน้ีเหมือนกัน
ท่ีเห็นกันอยางชินตาก็คือพวกชางวิพากษวิจารยชอบชุมนุมกันตามรานอาหารเครื่องด่ืม ตามสถาน
หยอนใจสาธารณะท้ังหลาย เจตสกิ ของสัมคมก็เขมแขง็ ทําประโยชนทกุ ๆ โอกาส

ส่ิงที่ไปดวยกันกับความเจริญของชีวิตสังคมชั้นสูง ก็คือเร่ืองการแตงตัว อันเราพบในความ
สนใจของสงั คมศตวรรษท่ีหนงึ่ แนล ะเร่ืองอยางน้ี มนั ก็สุดแตฐานะของคนเปนราย ๆ ไปอยูในตัว คน
ธรรมดาสามัญจะพบวาแตงตัวกันอยางที่ภาษากรักเรียกวาจิตูน (Chitoon) เปนเสื้อแบบกะโปรงคลุม
ตั้งแตไ หลลงมาถงึ เขา แลว คาดเอวดว ยเขม็ ขัด เทาสรวมรองเทาหยาบ ๆ หรือรองเทาแบบพันหุม ศีรษะ
สรวมหมวกรปู กรวย ชนชั้นสงู ขนึ้ ไปปรกตกิ ็สรวมเส้ือแบบเดยี วกับที่วามาแลว แตเ น้ือผา ดีกวางามกวา
ประดับศรี ษะกนั พถิ คพถิ นั กวา รองเทาก็ใชว ัถตดุ กี วาและมักใชถ งุ เทาสั้น เครื่งอสรวมช้ันในตามความ
ตอ งการความสบาย ถา อากาศหนาวกใ็ ชเส้อื คลมุ กันหนาวหนาและหนักอยางท่ีอาจารยเปาโลบอกติโม
เธียวใหนาํ มาจากเมอื งโตรอาเอามาใหทาน (2 ทิโมธิ 4:13) คนพวกนักเดินทางบางทีก็สรวมหมายปก
กวา ง แตโดยมากมักไมไ ดสวมหมวก เครื่องแตง กายท่ีแสดงวาเปนพลเมืองโรมัน คนที่ไมใชคนโรมัน
แตงไมได คอื เสอื้ คลมุ ทเี่ หมอื นผา หมผืนใหญส รวมคลุมไหลแ ละลําตัว เปนเคร่ืองแตงกายแบบโออวด
มากกวามุง สรวมใหสขุ สบายอาจารยเปาโลนับวา เปนผูมีสญั ชาตโิ รมัน ก็ยอมมีสทิ ธจิ ะแตงแบบนไี้ ด แต

193

ทา นกม็ ิไดใชส ิทธเ์ิ ชนนน้ีอยางพรํ่าเพร่ือ ทานใชก็แตเพียงเสื้อคลุมบาง ๆ ในกรุงโรมน้ันพวกขุนนาง
ชาววงั สรวมเสื้อคลุมขลบิ ริมดว ยสมี ว งจะเปน เครอ่ื งยศ

สตรีผูมีฐานะดีสรวมเสื้อผาอาภรณเปนสองแบบ มีเส้ือชั้นในส้ันไมมีแขนรัดสูงกระโจมอก
เสื้อช้ันนอกใชผาลินิหรือไหม คลุมไหลแลวตระหวัดใตแขน พันรอบแขนหอยลงไปจนถึงเทา ตาม
ธรรมดาเสอ้ื ผา แบบนี้สีขาว บางทีขลบิ ริมดว ยสตี า ง ๆเม่ืออยูในบานก็สรวมรองเทาแบบพันขา เม่ืออก
ไปนอกบานจงึ สรวมรองเทา หุมซน คลุมผารอบไหลท้งั สองเมือ่ ออกจากบา น การทาํ ผมทาํ กนั แบบตา งๆ
อันเปน แบบปลอ ย ไมเปน ทรงแนนเหมนื อสตรสี มยั ใหมท าํ กัน สตรแี หง ศตวรรษท่ีหนึ่งไมสรวมหมวก
ใชเคร่ืองสําอางตบแตงใหธรรมชาติ ชูเสนหน้ันทํากันอยางฟุมเฟอย ประดับดวยเพชรนิลจินดาก็ทํา
เหมอื นในสมยั ของเราและตามฐานะของคน26

3. การบนั เทงิ

สังคมของโลกกรีกโรมัน มกี ารบนเทิงรน่ื เริงกันแบบตางๆ นานา บางอยางก็ไมมีภัยอันตราย
อยางใด โดยมากมีอันดับต่ําทางศีลธรรม แลวการบันเทิงอยางใดที่ศีลธรรมตํ่า ยิ่งต่ําก็ย่ิงเปนท่ีนิยม
วนั หยดุ งานของชาวโรมันกม็ ากเหลือหลายบางทหี ยุดติดตอกันสปั ดาหท ้ังสัปดาห ทานทัคเกอรไดก ะวา
รวมแลววนั หยดุ ประมาณรอ ยวนั ในระหวางป27 วันหยุดเหลา นี้เปนเวลารื่นเรงิ บนั เทิงกันใหญ และมักจะ
เปน การโกลาหลวนุ วายกนั อยูบอยๆ ในกรงุ โรมรัฐบาลก็ดี ขาราชการแตละคนก็ดีจายเงินเปนจํานวน
มากสง เสรมิ การบันเทงิ ตาง ๆ การตอ นรับอันเปนทางการที่นยิ มกันก็คือ การกฬี าและการแสดงบทบาท
ศิลปะตาง ๆ อยางหลังนี้โดยทั่วไปไรศีลธรรม ท่ีนิยมกันมากที่สุดก็คือการแขงรถเทียมสัตวและการ
แสดงท่ีหล่ังเลือดเชือดเนื้อกันในสนามทัศนา (Amphiteater) โดยมากที่สุดจะพบเห็นทํากันในเมือง
สําคญั ๆ ของราชอาณาจกั ร โดยเฉพาะอยางย่ิงท่ีไหนทีอิทธิพลของโรมันครอบงํา สําหรับพวกยิวและ
กรีกกเ็ หน็ วาการตอ สเู ขน ฆา กนั ในสนามทศั นา (Gladiatorial Combats) เปนสิง่ ท่ที นดูไมไหว และไดท าํ

26 ดตู าํ รบั ของทาน Friedlaender, op. cit, Vol 2 pp. 173-185
27 Roman World and St. Paul, p. 260

194

การคดั คา นอยางกลา สู ไมว า ท่ีไหนท่อี ิทธิพลของเขามีนํา้ หนัก ในการท่ีเฮโรดสรา งสนามทัศนาการตอสู
เขน ฆาข้ึน ทีแ่ คดา นนอกนอกรงุ เยรูซาเล็ม ทําใหช าวกรงุ ซาเลม็ พากันหวาดเสียวสุดยอดและถอยหางมี
หนีดว ยความรอนใจ ในการทศั นาอนั นา กลัวนาหวาดเสยี วนม้ี กี ารแสดงหล่งั เลือดอันเห้ยี มโหด เกินกวา
ทีจ่ ะกลาวบรรยายได คนตองถกู สัตว รายกัดฉกี คนตองถูกฆา หรือเชือกเฉอื นดวยอาวุธของฝา ยตรงขาม
สนามทศั นานัน้ ชุมโชกไปดว ยเลือกมนุษยตามถอยคําตรง ๆ นี้แหละ

แปลกท่ีจะกลา ววา กีฬาตอ สูเ ขนฆากันอยางทารุณน้นั เปนการแสดงท่ีใหเกียรติแกผูตาย แตใน
ศตวรรษท่ีหนึ่งความสําคัญของมันแตเดิมก็หายสูญไปหมด กลายเปนการแสดงที่นาหวาดเสียว
กลายเปนเพือ่ ความพอใจของคนผูใจเห้ียมใจโหด ท่ีเขาจะดูการทรมานและกานหลั่งเลือด บางคราวผู
ตอ สมู ีจาํ นวนสงู ถึงหม่นื เขา สูก นั ในกฬี าผีมีศาจน้ี28 จนโลหติ ไหลพลั่ง ๆ ตอ งเปลยี่ นทรายในสนามตอ สู
กันหลายครงั้ ในการแสดงคราวหนง่ึ ๆ ยง่ิ หลัง่ โลหติ มากเทาไหรก ็ย่ิงเปนที่นิยมมากเทานั้น ปฏิบัติการ
อนั สูงทสี่ ุดอยางหนงึ่ ของพระกิตติคุณก็คอื การกําจัดการบนั เทิงอนั โหดรา ยนี้ใหหายสาบสูญไปเสยี ได

ทัศนะความบนั เทิงมาตรฐาน ในสังคมแหงศตวรรษหน่ึง อาจเปนที่แสดงในจารึกที่ไดพบบน
โตะกีฬาในเมืองทมิ แกด Venari,lavare,ludere, ridere-hoc est vivre (ตามลา อาบน้าํ การพนัน หัวเราะ-น่ี
แหละคอื ชวี ิตชวี า)29 มกี ารบันเทิงท่คี ัดไวเ ปนแบบนาเคารพคารวะย่ิงกวามีความดีอยูมาก ประดิษฐให
สนุกสนานดวยวิธีตาง ๆ แลว ยงั มีการนัดพบกันแบบนรกทาํ ความช่วั ลามกตา ง ๆ สําหรบั คนพวกสิน้ คิด
ทอดอาลัยตายอยากกบั ชวี ิตคนช้นั สูงในสังคมก็ยังมีเขา ไปในทนี่ บี้ อย ๆ เพื่อหาความสําราญอนั ชวั่ ชา ใน
ท่นี ่ัน นี่เปน ธรรมชาติของมนษุ ยแบบเศราทส่ี ดุ ทม่ี ีทง้ั ในศตวรรษท่ีหนงึ่ และในศตวรรษอื่นๆ ในเมือง
ปอมเปอิ “โรงอาหาร...มีแครยกพื้นหินออนดวยแกวประจํากับที่เหมือนหองอาหารสมัยใหมน้ีตรง ๆ
แมอาหารรอ นและเคร่ืองด่มื ก็มีไวรบั รอง40

28 ดตู ํารบั ของ Fisher,Beginnings of Christianity, p. 214
29 ปรากฏวา ในท่ีน้ี เรามีขออางของปรชั ญาอีปคิวเรียน
40 Cobern:op. cit., p. 377 ดูตํารบั ของ Friedlaender, op. cit., Vol2, pp. 1-130

195

4. เม่อื ชีวิตวางวาย

กอ นท่ศี าสนาคริสเตียน จะมาฉายรัศมีคําส่ังสอนเร่ืองการไถบาปและที่เก่ียวกับอาสัญญีภาพ
ชนในยุคนนั้ กเ็ ห็นวา ความตายเปน การเส่ยี งทนี่ า กลวั เปน การสน้ิ สุดของคุณคาท้ังสิ้นท่ีมนุษยประมาณ
คา ไว เปนความไมเ ทย่ี งผา นเขาสูจ กั รวรรดแิ หงความไมเ ท่ียง ซึ่งอยเู ลยไปจากหลุมฝงศพ ผูคนหาความ
เลา โลมเอาใจจากปรัชญาบางศาสนาบาง แตก็ไดผลนอยเหลือเกิน เปนธรรมดาท่ีความไมรูและความ
กลัวยอ มหอมลอ มความตายอยูพรอมทั้งใหเ กดิ ความงมงายขึน้ ดวยทําใหความตายกลวั ยง่ิ ขน้ึ การเตรียม
สาํ หรับการตายกไ็ มม ีอะไรมากไปกวาทาํ กันตามหลักมูลของโลกน้ีและเปนโอกาสแกการคา ใครตาย
จะตองจดั การฝง กันอยา งดมี พี ธิ ีรีตองใหร สู ึกนาอุนใจ เพราะถาจดั การศพกนั ไมด พี อกข็ ายหนา และถือวา
ผูตายจะตองไปประสบราย ใครที่ประสงคจะมอบทรัพยสมบัติสืบตอใหทายาทก็ทําพินัยกรรม ซ่ึงก็มี
แบบแผนอยา งเดียวกับท่ที ํากนั ในสมยั ใหมน้ีเอง และผูม อบทรัพยอาจลบลา งพินัยกรรมนน้ั เสยี กไ็ ด การ
ปฏิบตั กิ ารแบบนเ้ี อกสารปาปร ิแสดงพยานไวม ากมาย

เม่อื มีใครตาย ก็มอบศพใหแ กผมู ีอาชีพจัดการเรื่องศพไปหรือท่ีเรียกวาสัปเหรอ สัปเหรอก็ได
จดั การดวยอปุ กรณตาง ๆ และจัดงานศพใหเรียบรอย ศพผูตายจะถูกใสหีบนําไปฝง หรือถาเปนรายที่
ยากจนกใ็ ชห บี ไมหยาบ ๆ ผูโศกเศราเดนิ นําขบวนศพไปขา งหนา ถาเปนครอบครวั ท่ีฐานะดีกม็ วี งดนตรี
นําหนาญาติพ่ีนองและมิตรสหายเดินตามไปในขบวน ฝายในพวกคนโรมันที่มั่งมีก็ทําการศพกัน
กวางขวางมากเร่อื งออกไปอีก คนโดยมากในราชอาณาจกั รฝงศพในอโุ มงคห รือในหลุม มอี นสุ รณหรือ
เครอื่ งหมายทําไวท ีห่ ลมุ ท่ีอโุ มงคจารึกบนแทนศิลาดวยถอยคํารําพรรณรักและยกยอง แตบางทีก็มีพูด
ไมน า ฟง

เชนน้ันแหละคนกรีกคนโรมันมใี จสดุดกับความมืดแหง วาระสน้ิ สดุ ของทางชีวิตอันส้ัน ความ
มืดไดปกคลุมหุมหออยูเรื่อยมาไมขาดสาย จนกระท่ังถึงการปรากฏของพระองคทานผูหนึ่ง “ผูทรง
กาํ จดั ความตายไปสญู ไป และนาํ ชวี ติ นริ ันดรใหม าประกฎทราบไดโ ดยทางการประกาศขาวประเสริฐ”
(2 ธโิ มทิ 2:10)

ศีลธรรม

สภาพในราชอาณาจกั รโรมัน เมื่อสองศตวรรษสุดทายกอนศักราชคริสเตียนเปนสภาพท่ีไกล
จากความเจริญของศีลธรรมสว นสภาพตรงขามนนั้ จริง การสงครามซงึ่ เกือบจะวา ไมร จู ักจบจักส้ินจนทํา
ใหโรมไดถือโอกาสมาปราบปรามและใหยุติการพิพาทภายในกันเสีย การน้ีทําใหวิญญาณนักรบ
ครอบงําอยู ซึ่งทําอันตรายแกนของศีลธรรมอยูเสมอ ชีวิตการเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมถูกรบกวน
อยางใหญ อันเปน ผลใหความยากจนขน แคนปกแผไปทัว่ ความช่ัวชาทั้งหลายก็เกิดตามมา คนไมก่ีคน

196

ม่ังคง่ั รํา่ รวยและกดขีค่ นยากจน รกั ความสรุ ยุ สรา ยและความเปนเจาสําราญก็เพิ่มพูลแกกลาข้ึนในพวก
คนมั่งมี ความบา ระหา่ํ อนั เนอื่ งมาจากการทอแททาํ ใหคนยากจนคิดตํ่าทาํ เลวทรามไดตางๆ การลักเล็ก
ขโมยนอยเปนความผดิ ทท่ี ํากนั เปน ประจาํ จะทาํ การซื้อขายแลกเปลี่ยนอะไรก็ตองมีการโกงกัน เอารัด
เอาเปรยี บกันเขา ผสมอยางขาดไมไ ด ใชต าํ แหนง หนาที่ฉอ ราษฎรบ งั หลวงกถ็ ือโอกาสตา งๆ ทํากันเปน
เรื่องธรรมดา ๆ ประจาํ วนั 31

การทหารโรมนั เม่ือมชี ยั ชนะทไี่ หน กจ็ บั เชลยศึกเปนฝูงใหญ แลวเอาไปขายเปนทาส ทานสะ
ตราโบไดบ อกวาบนเกาะแหง เดโลส ซึง่ กลายเปน ศนู ยการคา ทาส บางคราวขายทาสกันวันละเปนหมื่น
ๆ คน32 การลกั พาคนหนีไป การตกเปนทาสเพราะหนี้สิน ท้งั ทาสทอ่ี อกลกู ออกหลาน กเ็ พ่มิ จํานวนทาส
ข้นึ เปนมหึมา33 เพราะเหตุนีจ้ าํ นวนทาสจึงเปนมหึมา ยอ มหลีกไมพ น ที่จะเกดิ การเกียจครานขึ้นอีนมาก
ในฝา ยผูเ ปนเจา ของทาส แลวความเกียจครานกผ็ ลิตผลออกมา เปน ความชว่ั ชาสามานยท้ังหลายแหล ผล
ของการคาทาสที่กาวออกไปไกลกวา น่นั กค็ ือ ทําใหการตามใจตัวแกกลาโตตัวย่ิงขึ้น รานไปดวยราคะ
ตณั หา ไมม กี ารอบรมส่ังสอนลูกหลานใหรูจักการรับผิดชอบวิญญาณอันไมสงบที่ปกแผอยูได ทําให
เกิดการสัญจรไปมากันพลุกพลานในราชอาณาจักร รสชาติของความสงบและชีวิตอยูกับบานก็ถูก
ทําลายไป การผูกพันกันในครอบครวั ก็ยดึ ถอื กนั อยางเบาบางเหลือเกิน เพราะฉะนั้นความศักดส์ิ ทิ ธ์ิของ
บานและของการสมรสไดรับการเคารพคารวะกันอยางตํ่ากวาที่ควรมากมาย การสมสูกันตามกฏ
ธรรมชาตกิ ห็ นาแนน และถือวาถกู กฎหมาย ความชว่ั ของเวทีและของสนามทัศนากป็ ลุกความรูสึกความ
รานโลกยี ใหต น่ื เตน

การพธิ รี ีตองเปน อนั มากของศาสนาตาง ๆ แหงพื้นบานพื้นเมืองเปนพิธีการหยาบโลนและยั่ว
กามา จึงเปนการทําลายศีลธรรมเพราะเหตุของส่ิงท่ีศาสนาถือวาทํากันได ในการนมัสการ
พระอะโฟรดทิ ทเ่ี มอื งโกรนิ โธ นักพรตหญิงจํานวนพันคนถวายตัวเปนนางบําเรอในนามของศาสนา

31 สารวัตรของรัฐบาลในศตวรรษทสี่ องไดร ายงานวา อยา งน้ี “ในการตรวจบัญชเี งินภาษี ขา พเจาไดพ บวา ตุลาการ และเสมยี นพนักงานบางคนไดร บั เงินคาปว ยการ
ของระยะเวลาทเ่ี ขาเองตองรบั ผิดชอบเปนการละเมิดมากกวาปฏบิ ัติตามพระราชกจิ จานเุ บกษา” ดูตาํ รบั การ P.Qoy. 474 ฟงดเู หมอื นคาํ รายงานของสมัยปจ จบัน
32 Geog., p. 668
33 Fowler, Social Life at Rome, pp. 206 ff.

197

ไดมีการพบซาก “เตียงบริสุทธ์ิ” ในเมืองอันติโอ แหงมณฑลปสิเดีย “ใชสําหรับพิธีการสมรสลับลึก
ระหวางเทพกับเทพี ตามตาํ นานกลาววา พิธกี ารเชน นีส้ ตรชี าวเมอื งอะนาโทเลียนตองถือปฏิบัติ แมสตรี
มียศฐาศกั ดกิ์ ็ตองเขา ทําดว ย”34 พิธีการนมัสการพระอะระเตมแี หงเมืองเอฟโซพธิ ีท่ีออกหนา ออกตาทส่ี ุด
คือการอุทศิ ตัวเปนหญิงบาํ เรอกามพวกหนง่ึ ของนกั พรตหญิงมาประจาํ วหิ ารในฐานะเปน นางพรหมจารี
ในฆณฑลฟะลเุ กียการนมสั การพระไซบิเลตอ งใชหญิงสละคุณงามของตนบูชาตอเทพี ถาสามีคัดคาน
ไมใ หภ รรยาของตัวทาํ ก็ตอ งถูกถือวาเปน การอุกอาจอยา งเสี่ยง ซ่งึ จะทาํ ใหเ ทพีพโิ รธการปรนการมาเปน
ยอดชั่ว ทใี่ ชเปน พิธนี มสั การพระของพนื้ บานพน้ื เมือง และก็ไมใชแตเทาน้ัน ความเมามาย การกินกัน
ตะกละตะกลามกม็ อี ยกู ลน เกลื่อนดวย
โดยทัว่ ไปพยายามจะหยุดย้ังความช่ัวกันดวยปรัชญา แตก็ดังไดก ลา วแลว ลทั ธอิ ิปค เู ลยี นนิยมยงั เอา
ปรชั ญามาเปนดงั เส้ือคลุมสรวมทบั ความประพฤตทิ เ่ี สอ่ื มโทรมศีลธรรมเสยี อีก

ผลของความท่ีมีใจโนมนําไปในการเส่ือมเสียศีลธรรมดวยประการตางๆ เหลาน้ี ทําใหโลก
กรีกโรมนั แหง ศตวรรษที่หน่ึงเหม็นคลุมไปดวยกล่ินสาบของความชั่วแบบตาง ๆ ที่ปนปวนที่สุด ใน
สงั คมช้ันสงู ในสงั คมชนั้ สูงถงึ แมจ ะไดชื่อวายังพอมีศีลธรรมดีอยูบางยังไดความเคารพคารวะบาง แต
จิตใจก็ไรพ ลังกลาพอทจี่ ะตอ ตา นความชวั่ ยังคงมใี จปลอยใหค วามช่วั ทาํ กันไปได เต็มใจยอมตามความ
ออ นแอและการตามใจตัวของมนษุ ย ถอื เสียวาความรูสึกและความประพฤติของคนทั้งหลายเปนอยาง
น้ัน ก็เพราะหลีกจากความตองการตามธรรมดาของมนุษยไมได ในจําพวกคนเสเพลนั้นเลา ก็อยาง
“โลกขา งใต” ของเรานั่นแหละ เร่ืองการยับย้ังช่ังใจแลวเปนไมรูจัก สังคมท้ังชั้นสูงชั้นตํ่า เปนอันชุม
โชกไปดวยความเสื่อมโทรมสังคมชั้นกลางจึงตองถูกความไรศีลธรรมแทรกเขาดวยอยางหนีไมพน
หลกั ฐานตา งๆ เทาทแี่ จงแกเราเราสรุปไดแ ตอยางเดียววา สังคมแหงศตวรรษที่หนึ่ง ไรศีลธรรมอยางนา
หวาดเสยี ว การตามใจตวั ไปในทางทผี่ ิดก็ถอื วา เปน สง่ิ ท่ที ําได ราคะตันหากเ็ ปน ของธรรมดา ความโลภ
โมโทสันก็ถือวาเปนไปตามกฎของชีวิต จํานวนคนเกิดลดลง การสมรสปรากฏนอยครั้ง ครอบครัว
กลายเปนเครื่องมือของโอกาสท่ีจะปรนเปรอราคะ สามีภรรยาหยารางกันเกลือนไป เอกสารปาปริที่

34 Cobern:. Op. cit., p. 585

198

ไมใชแ ลวท้งิ ไปเปน หลักฐานมีจาํ นวนหน่ึงและมากมายเหลือเกินดวย คือเอกสารหนังสือหยารางของ
สามภี รรยา แลว เอกสารอ่ืนๆ กเ็ ปน พยานวาอยางไรน้นั

การไรศีลธรรมทางกามารมณ เต็มไปดวยแบบท่ีตํ่าชาท่ีสุด ในซากสลักหักพังของเมืองปอม
เปอิ บนกําแพงบานของที่ถือกันวาเปนบานท่ีนาเคารพแหงศตวรรษท่ีหน่ึง มีภาพเขียนไวเปนรูป “ที่
กาํ ลังทาํ ชั่วอยา งวา ดว ยความคิดมีแตความโสโครกของผปี ศ าจ จนกระทัง่ เจาหนาท่ีเขาไมยอมใหคนผู
มาทอ งเทีย่ วชมเมืองโบราณไดมโี อกาสเหน็ ภาพเชนน้ัน เม่ือผูเขียนตําราน้ีถูกนําไปตามถนนใหมในป
ค.ศ. 1913 อันเปนถนนท่ีเพ่ิมไดพบ ผูเขียนนี้ไดพบวา กําแพงบานหันสูถนนมีเต็มไปดวยภาพอุจาด
ลามกอยางนัน้ ทัง้ นนั้ จนผูข ดุ คนซากโบราณวัตถุตองพยายามหาแผนอะไร ๆ มาปกปดเสีย เพ่ือไมให
คนงานของเขาตอ งถกู ภาพลามกเกหลาน้ันกดใหระงมระงายไปได”35 เม่ือภาพเหลาน้ีอยูในสถานกาล
ของมนั แตครง้ั เดิมนั้น พวกเด็กๆ ท่ีกําลังเติบโตขึ้นในบานของกรีกโรมัน ก็มาพินิจพิจารณาดูกันทุก
วันๆ ผลของอทิ ธิพลทดี่ งึ ลงมาเรอ่ื ย ๆ อยอู ยา งนัน้ จะไมเปน อะไรอื่น นอกจากตองถูกสะกดใหระงมระ
งายไป พวกนกั โบราณคดีบอกเราวา ภาพเขียนมากมายบนฝาผนังและบนผิวหนาส่ิงใด ๆ อ่ืนสนกรุง
โรมและในเมอื งปอมเปอนิ น้ั หยาบโลนลามาเกินไปกวาที่จะนํามาพิมพเขาไวได และไมมีอะไรที่เปน
หลกั ฐานใหคิดไดดวยเหตุผลวาเมืองท้ังสองน้ีเทาน้ันที่ลามกจนเหลือเกิน แตสถาพเชนนั้นถือวาเปน
แบบชีวิตชาวเมอื งในศตวรรษทีห่ น่ึง อาจารยเปาโลก็รอ งฟอ งวาโลกกรีกโรมันเปนอยางไร ทานพูดใน
หนงั สอื พระคมั ภีรโ รม 1:25-32 แสดงถึงสภาพจริงตาท่ีมีในจุดใหญ ๆ ของพลโลกที่สุมชุมนุมกันเปน
เมืองเปนนคร เมื่อศาสนาคริสเตียนยุคอัครสาวกเผชิญกับโลกในยุคสมัยท่ีศาสนาคริสเตียนกําลังเกิด
และเติบโตศาสนาครสิ เตยี นกต็ องเขา ผจญกบั ภาพมืดท่ีสุดสิชน้ิ หนึ่งท่ีเคยมใี นประวตั ศิ าสตรมนษุ ย

แตส ภาพศลี ธรรมในโลกกรีกโรมนั ที่เราวาดเปน ภาพไวแลวนัน้ ยอ มไมครบครันแน ถาเราไมมี
การสังเกตดูดานที่สุกใสของศีลธรรม และของหลายหนวยที่พยายามรณรงคใหชีวิตมนุษยดีข้ึน และ
ตัวอยางแหงความดีเลศิ เปน อันมากของศีลธรรมอันสุจริต ความทุจริตมิไดครอบครองอยูอยางราบรื่น
ปราศจากการคดั คานตอตาน หรอื ยกใหเปน เรื่องยกเวนก็หาไม ตลอดศตวรรษที่หนึ่งความนิยมกันใน

35 Cobern: op. cit., p. 376

199

พนื้ บา นพ้ืนเมืองตองถูกจิตใจอันสูงสง ยกขดั คดั คา นข้นึ อยา งเต็มเรยี่ วเต็มแรงเทาท่ีอยูในอํานาจของเขา
จะตอสูกับความไรศีลธรรมอันดกดื่นนั้นได เสียงของนักจริยธรรมผูสุจริตคัดคานดังทีเดียว ตอ
ปฏบิ ัติการชัว่ แหง ยคุ นกั ปรชั ญานกั ปกครองรว มกนั คดั คา นความดุรายตอทาส เซเนกาประนามการตอสู
เขนฆา เปน กีฬาในสนามทัศนา ปลูตารคเรียกรอ งใหม ีความยตุ ิธรรมยิง่ ขนึ้ และจดั หาหลักเกณฑควบคุม
สมรส มุสโสนิอุสวิงวอนสังคมใหเห็นแกเด็ก ๆ และแสดงสุนทรพจนใหเห็นเสนหของบานท่ีมี
ความสุข โอวิดไดขอรองอยางนาสงสารใหเลิกอาชญากรรมทํารายทารกในครรภ ทาสิตอีปคเตตุส
เซเนกาและอ่ืน ๆ อีกมากชว ยกันประณามดวยสดุ จติ สดุ ใจตอ การนําเอาทารกไปโยนทิง้ โยนขวาง ความ
ช่ัวชา ทกุ ประเภททุกชนิดตอ งพบกับปรปกษอยา งสดุ เหวย่ี ง โดยพวกจิตใจชน้ั ดขี องยคุ

หรือเสียงแหงศีลธรรมสูงศักด์ิจะจํากัดอยูท่ีพวกนักคิดนักเขียนเทาน้ันก็หามิได ในพวกคน
สามัญธรรมดากม็ ีตัวอยา งอยมู ากท่แี สดงถงึ สภาพของศีลธรรมและครอบครวั อันสะอาดสะอานเอกสาร
ปาปริไดใ หเ ราทราบภาพอันสกุ ใสน้ี ถา เราจะดใู นวรรณกรรมแหงยุคเราจะเหน็ ภาพมดื มิดเหลอื เกิน เชน
ในถอยคาํ ของผรู อยกรองบทความของจนตกวี หรือของนกั ปรัชญา หรอื ตามที่คริสเตียนเขียนบทความ
ประทว งไดวาดภาพไว หรอื ในซากของเมืองโรมันโบราณ แตภ าพดานที่สกุ ใสปรากฏในเบื้องหลังของ
พยานแหงยุคท่ีไมใชวรรณกรรม ในคําจารึก ในกระเบ้ืงอหมอ ในปาปริ เหลาน้ีเปดเผยใหเห็นชีวิต
ศลี ธรรมของมวลประชาชน ในวรรณกรรมทีเ่ ปน มาตรฐานเราไดพบความช่วั ของลทั ธิเจาขุนมลู นายเปน
สว นใหญ ความบา คล่งั ร่ํารวยทรัพยก ารตามใจตวั สรุ ุยสุรา ยฟุมเฟอยและเกียจคราน แต “เม่ือเรากาวลง
ไปในมวลประชาชน และฟงเขาเมือ่ เขาทําการงานในทุงนาในโรงงาน บนเรือในแมนํ้าไนลและในเรือ
ของโรมนั ในกองทหารและทีร่ านแลกเงนิ คนตาบอดเทาน้ันท่ีไมเห็นคนเปนอันมากกําลังดําเนินชีวิต
อันทําคุณประโยชน ทําการงานหนัก และเช่ือถือไวใจได ความรูสึกในทางครอบครัวและมิตรสหาย
ผูกพันคนยากคนจนเขา ดวยกันและชูกําลังเขา รูสึกไดกับพระพรของอารยธรรมโบราณและคอนขาง
มั่นคง แมในหมูบานเล็ก ๆ นอยๆ และโดยเฉพาะอยางยิ่งความยับยั้งช่ังใจอันฝงลึกอยูในศาสนา ได
แทรกทว่ั ทั้งโลกน้ัน”36

36 Deissmann; Light From The Ancient East., p. 284

200


Click to View FlipBook Version