หคลวกับกคาุมร
โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
คณาจารยภ์ าควชิ าโรคพืช
คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
พ.ศ. 2561
หคลวกับกคาุมร
โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
คณาจารย์ภาควิชาโรคพชื
คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พ.ศ. 2561
ขอ้ มูลบรรณานกุ รม:
คณาจารย์ภาควิชาโรคพืช
หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
226 หนา้
สงวนลิขสิทธ์ติ ามพระราชบญั ญตั ลิ ิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เจา้ ของลขิ สิทธ์ิ ผู้จัดพิมพ์และจำ� หนา่ ย:
ภาควชิ าโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10900
โทรศพั ท์: 0 2579 1026
โทรสาร: 0 2579 9550
พิมพค์ รั้งที่ 1: ตุลาคม พ.ศ. 2561
จ�ำนวนเล่ม 300 เล่ม
พิมพท์ ี่
บรษิ ัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชนั่ จำ� กดั
โทรศัพท:์ 0 2671 8611 2
ii หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
คณะทำ� งานจดั ท�ำหนงั สอื
โครงการสงั คายนาวชิ าหลกั สาขาเกษตรศาสตรร์ ะดบั นานาชาตเิ พอื่ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� วชิ าการดา้ นการเกษตร
ภาควิชาโรคพชื
ดร.พัชรวภิ า ใจจักรคำ� บรรณาธกิ าร
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภสิ เขียวขำ� คณะท�ำงาน
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอมุ า เพียซา้ ย คณะท�ำงาน
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วรี ะณีย์ ทองศรี คณะท�ำงาน
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.บญั ชา ชิณศรี คณะทำ� งาน
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อนงคน์ ชุ สาสนรักกจิ คณะทำ� งาน
รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ คณะทำ� งาน
ดร.ปฐั วภิ า สงกมุ าร คณะท�ำงาน
ดร.สุพจน์ กาเซ็ม คณะทำ� งาน
ดร.ติยากร ฉัตรนภารตั น์ คณะท�ำงาน
ดร.วนั วสิ า ศริ วิ รรณ์ คณะทำ� งาน
ดร.สวติ า สุวรรณรตั น์ คณะท�ำงาน
ดร.สรนิ นา อำ�่ รุ่ง เลขานกุ าร
หลกั การควบคมุ โรคพืช iii
Principles of Plant Disease Control
คำ� น�ำ
หนังสือหลักการควบคุมโรคพืช (Principles of Plant Disease Control) เล่มนี้จัดท�ำข้ึน
เพื่อใช้เรียนในรายวิชาหลักการควบคุมโรคพืช (01008371) ของภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์ คณาจารย์ปัจจุบันของภาควิชาโรคพืชได้ด�ำเนินการจัดท�ำให้มีเน้ือหาทันสมัยและสอดคล้อง
กบั ความกา้ วหนา้ ของงานวชิ าการ โดยไดร้ บั ทนุ สนบั สนนุ การจดั ทำ� หนงั สอื จากโครงการสงั คยานาวชิ าหลกั สาขา
เกษตรศาสตร์ระดับนานาชาติเพ่ือสร้างภาวะผู้น�ำวิชาการด้านการเกษตร ตามแผนปฏิบัติราชการ ประจ�ำปี
งบประมาณ พ.ศ. 2560 ของกระทรวงศึกษาธิการ แผนงานบูรณาการการยกระดับคุณภาพการศึกษาและ
การเรียนรตู้ ลอดชีวติ
การควบคมุ โรคพชื จะตอ้ งมหี ลกั การทฤษฎีตลอดจนวธิ กี ารและแนวทางตา่ งๆประกอบกนั เพอ่ื การจดั การ
โรคพืชอย่างมีประสิทธิภาพและย่ังยืน ซึ่งต้องมีความเข้าใจลักษณะของการเกิดโรค พืชอาศัย เช้ือสาเหตุโรค
และสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยดังกล่าวท่ีเกิดข้ึน ท�ำให้การอุบัติของโรคมีการเปล่ียนแปลง
ตลอดเวลา และมคี วามแตกตา่ งหลากหลายในแตล่ ะพน้ื ทขี่ องโลก แตล่ ะแหง่ มกี ารศกึ ษาการใชเ้ ทคโนโลยตี า่ ง ๆ
เพอื่ การจดั การโรคพชื ใหเ้ หมาะสม ในโครงการฯ นไี้ ดร้ วบรวมและปรบั ปรงุ เนอ้ื หา พฒั นารายวชิ าใหม้ คี วามทนั สมยั
และเป็นสากล ผลิตต�ำราและสื่อการสอนเพื่อให้มีการน�ำไปใช้ประโยชน์ส�ำหรับนิสิต นักศึกษา และผู้สนใจ
ในวงกว้าง รายวิชานี้จึงมุ่งเน้นความรู้ท้ังภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในหลักการควบคุมโรคพืช ได้แก่ การหลีก
เลี่ยงโรค การกีดกันโรค การก�ำจัดโรค การป้องกันการเกิดโรค การต้านทานโรค และการรักษาโรค รวมทั้ง
นิเวศวิทยาและการระบาดของโรคพืช การควบคุมโรคด้วยวิธีต่าง ๆ ได้แก่ การเขตกรรม วิธีกายภาพ ชีววิธี
การใช้พันธุ์ต้านทาน การใช้สารเคมี และการควบคุมโรคพืชโดยวิธีทางกฎหมาย อีกทั้งยังมีกรณีศึกษาในการ
ประยกุ ต์การควบคมุ โรคพืช
คณะผู้จัดท�ำในนามของภาควิชาโรคพืช ขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์อาวุโสของภาควิชาท่ีได้กรุณา
ให้ค�ำแนะน�ำในการก�ำหนดหัวข้อและโครงร่างของหนังสือเล่มน้ี หากหนังสือหลักการควบคุมโรคพืชเล่มนี้
มีขอ้ บกพรอ่ งหรอื ค�ำแนะน�ำทเี่ ปน็ ประโยชนป์ ระการใด คณะผ้จู ัดทำ� ยนิ ดีน้อมรับเพ่อื จกั ได้แก้ไขปรับปรุงต่อไป
บรรณาธกิ าร
ภาควิชาโรคพืช
ตลุ าคม 2561
iv หลักการควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
สารบัญ หน้า
1
กลยุทธแ์ ละหลักการควบคุมโรคพชื 20
บทที่ 1 นิเวศวิทยาและการระบาดของโรคพชื
ดร.พัชรวิภา ใจจักรคำ� 33
บทที่ 2 หลักการควบคุมโรคพืชและกลยุทธก์ ารจัดการโรคพืช 49
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อนงค์นุช สาสนรกั กจิ 71
วิธกี ารควบคมุ โรคพืช 91
บทท่ี 3 การควบคมุ โรคพืชโดยวธิ ีกายภาพ 107
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วรี ะณยี ์ ทองศรี 117
บทที่ 4 การควบคมุ โรคพชื โดยชวี วธิ ี
ดร.สุพจน์ กาเซ็ม 130
บทท่ี 5 การควบคุมโรคพชื โดยสารเคม ี 143
รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ 161
บทท่ี 6 การควบคมุ โรคพืชโดยใชพ้ ันธต์ุ ้านทาน 181
ดร.ปฐั วิภา สงกมุ าร 192
บทที่ 7 การควบคมุ โรคพชื โดยวธิ ีทางกฎหมาย 207
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บญั ชา ชณิ ศรี
บทท่ี 8 การควบคุมโรคพืชโดยวิธีเขตกรรม
ดร.วันวิสา ศิริวรรณ์ และ ดร.สวติ า สุวรรณรตั น์
การประยุกตก์ ารควบคมุ โรคพืช
บทที่ 9 กรณีศกึ ษาการควบคมุ โรคพืชตามวธิ กี ารระบาด
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อรอุมา เพียซ้าย
บทที่ 10 กรณศี กึ ษาการควบคุมโรคพชื หลังการเก็บเกย่ี ว
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภสิ เขยี วข�ำ
บทท่ี 11 กรณีศกึ ษาการควบคุมโรคพชื ด้วยสารจากพชื
รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ
บทที่ 12 กรณีศกึ ษาการควบคุมโรคพชื ในระบบเกษตรอนิ ทรยี ์
ดร.สพุ จน์ กาเซม็
บทที่ 13 กรณศี ึกษาการควบคุมโรคพชื ในโรงเรอื น
ดร.สพุ จน์ กาเซม็
บทท่ี 14 การจดั การโรคพืชโดยวธิ ีผสมผสาน
ดร.ติยากร ฉัตรนภารัตน์
หลักการควบคุมโรคพชื v
Principles of Plant Disease Control
1บทที่
นเิ วศวทิ ยาและการระบาดของโรคพชื
ดร.พัชรวิภา ใจจักรคำ�
นิเวศวทิ ยาและการแพร่กระจายของเชอ้ื สาเหตุโรคพชื
เช้อื รา
เชอื้ ราสาเหตโุ รคพืชสว่ นใหญ่มชี ่วงชีวติ ท่อี ยูก่ บั พชื อาศัยและช่วงชีวติ ทอี่ ยใู่ นดินหรอื เศษซากพชื แบ่งเปน็
ประเภทต่าง ๆ ดังน้ี
1. obligate parasite ในการเจรญิ เติบโตและการสบื พันธุ์ของเชือ้ รากลมุ่ นี้ ต้องอาศยั อยู่กับพชื ทม่ี ชี ีวิต
เท่านนั้ เช่น เชอื้ ราสนมิ เช้อื รานำ้� คา้ ง เช้ือราแป้ง
2. facultative saprophyte เปน็ เชือ้ ราท่อี าศยั อยกู่ ับพืชที่มีชวี ติ แตเ่ มอื่ พชื อาศยั ตายกส็ ามารถอาศัย
ในดินหรือเศษซากพชื โดยด�ำรงชีวิตแบบ saprophyte ได้ เช่น Phytophthora, Venturia
3. facultative parasite เปน็ เชอื้ ราทป่ี กตอิ าศยั อยใู่ นดนิ หรอื เศษซากพชื โดยดำ� รงชวี ติ แบบ saprophyte
แต่เมอื่ สภาพแวดลอ้ มเหมาะสมและพืชอาศัยออ่ นแอ เช้ือรากลมุ่ นส้ี ามารถเขา้ ทำ� ลายพชื และท�ำให้พชื เกดิ โรคได้
เช่น Pythium, Rhizopus
เชื้อราสาเหตุโรคแต่ละประเภทจะมีต�ำแหน่งการเจริญในพืชอาศัยแตกต่างกัน เชื้อราบางประเภทเจริญ
เฉพาะบริเวณผิวพืช แต่ส่ง haustorium เข้าไปในชั้น epidermis ของพืชเพื่อดูดอาหาร เช่น เช้ือราแป้ง;
เชื้อราบางประเภทเจริญระหว่างชั้น cuticle และ epidermis ของพืช เช่น Venturia สาเหตุโรค apple
scab; เชื้อราบางประเภทเจริญในท่อล�ำเลียง xylem ของพืช เช่น Fusarium สาเหตุโรคเหี่ยว; เช้ือราบาง
ประเภทเจริญได้เฉพาะในพืชที่มีชีวิตเท่าน้ัน (obligate parasite) เช่น เช้ือราสนิม เชื้อราน�้ำค้าง เช้ือราแป้ง;
แต่ไม่ว่าเชื้อราจะเจริญบริเวณใดก็ตาม เชื้อราส่วนใหญ่จะสร้างส่วนขยายพันธุ์ใกล้ผิวของพืชเพ่ือให้แพร่กระจาย
ได้ง่ายและรวดเร็ว
ในพืชยืนต้นเชื้อราอยู่ข้ามฤดูในตาของพืช และบริเวณเนื้อเยื่อท่ีเป็นโรคท้ังท่ีอยู่บนต้นและท่ีร่วงจากต้น
สว่ นพชื ปเี ดยี วหรอื พชื ลม้ ลกุ เชอ้ื ราอยขู่ า้ มฤดใู นดนิ เศษซากพชื เมลด็ สว่ นขยายพนั ธพ์ุ ชื วชั พชื และพชื อาศยั อน่ื
เชื้อราส่วนใหญ่แพร่กระจายด้วยสปอร์ รองลงมาคือแพร่กระจายด้วยส่วนของเส้นใยและ sclerotium
โดยมตี ัวกลางในการแพรก่ ระจาย ไดแ้ ก่ ลม น้�ำ นก แมลง สตั ว์อนื่ ๆ และมนษุ ย์ ซึง่ ลมเป็นตวั กลางทีม่ บี ทบาท
มากท่ีสดุ ในการแพรก่ ระจายสปอร์ เพราะสามารถพัดพาสปอรไ์ ปได้ไกล เชือ้ ราบางประเภทแพรก่ ระจายผา่ นน้�ำ
หรือแมลงเปน็ หลกั เชน่ เช้ือรากลุ่ม myxomycetes, oomycetes และ chytridiomycetes สรา้ ง zoospore
อาศัยน�้ำในการแพรก่ ระจาย
บทที่ 1 นเิ วศวทิ ยาและการระบาดของโรคพืช 1
ดร.พัชรวภิ า ใจจักรคำ�
แบคทีเรีย
แบคทีเรียสาเหตุโรคพืชส่วนใหญ่เป็น facultative saprophyte ช่วงชีวิตหลักเป็น parasite อาศัย
ภายในพชื และอยู่ข้ามฤดูใน 2 ลกั ษณะคือ อยบู่ นส่วนของพืช (plant-dependent survival) และอยใู่ นลักษณะ
saprophyte (saprophytic survival); การอยู่ข้ามฤดูบนส่วนของพืช ได้แก่ อยู่ในบาดแผลของพืชยืนต้น
เช่น Erwinia amylovora และ Xanthomonas campestris pv. pruni, อยใู่ นลกั ษณะ latent infection
โดยแบคทีเรียอาศัยอยู่ในเซลล์พืช แต่พืชไม่แสดงอาการโรค เช่น Pseudomonas syringae pv. syringae
และ Xanthomonas citri subsp. citri, อยู่ในเมล็ด เช่น Xanthomonas campestris pv. campestris,
อยใู่ นสว่ นขยายพนั ธต์ุ า่ ง ๆ ของพชื เชน่ Ralstonia solanacearum, อยใู่ นลกั ษณะ epiphyte ซง่ึ อยบู่ นผวิ พืช
แต่ไม่เข้าท�ำลายพืช เช่น Pectobacterium carotovorum และอยู่ข้ามฤดูในวัชพืช; ส่วนการอยู่ข้ามฤดู
ในลักษณะ saprophyte จะใช้สารอาหารจากสิ่งมีชีวิตท่ีตายแล้วหรืออินทรียวัตถุท่ีย่อยสลาย ได้แก่ อยู่ในดิน
เชน่ Ralstonia solanacearum, Streptomyces scabies และ Agrobacterium tumefaciens, อยู่ในเศษ
ซากพชื , ในแหลง่ นำ้� ผวิ ดนิ และเครอ่ื งมอื ทางการเกษตร โดยแบคทเี รยี จะสรา้ ง extracellular polysaccharide
เพอ่ื ปกป้องเซลลใ์ นขณะทีอ่ ยู่ในเศษซากพชื และเคร่อื งมอื ทางการเกษตร
แบคทเี รยี สาเหตุโรคพืชส่วนใหญแ่ พรก่ ระจายทางน้�ำ ดิน เมลด็ สว่ นขยายพันธพุ์ ืช แมลง สัตวอ์ น่ื ๆ และ
มนษุ ย์ นำ้� ฝนช่วยแพร่กระจายแบคทีเรียไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของพชื จากตน้ หนึ่งไปส่อู ีกตน้ หนง่ึ จากดินไปยงั สว่ น
ของพืชที่อยู่ใกล้ดิน และจากดินพ้ืนที่หน่ึงไปยังพื้นท่ีอ่ืน โรคที่แบคทีเรียเข้าท�ำลายเมล็ดสามารถแพร่กระจาย
ผ่านเมล็ดได้ แมลงเป็นพาหะท่ีน�ำแบคทีเรียไปยังพืช และแบคทีเรียบางชนิดสามารถอยู่ข้ามฤดูในแมลงได้
สัตว์หลายชนดิ เคล่ือนท่ไี ปมาระหวา่ งพชื ไดแ้ ก่ นก กระตา่ ย และสตั ว์อนื่ ๆ อาจมแี บคทเี รยี ติดไปกบั รา่ งกายสตั ว์
แล้วแพร่กระจายไปที่ต่าง ๆ มนุษย์มีบทบาทในการแพร่กระจายแบคทีเรียด้วยการสัมผัสต้นพืช ด้วยวิธีต่าง ๆ
ในการเพาะปลูก การใช้เคร่ืองมือทางการเกษตรท่ีปนเปื้อนแบคทีเรีย การย้ายต้นกล้าที่เป็นโรคไปปลูกใน
พน้ื ที่ใหม่ เปน็ ต้น
ไฟโตพลาสมา
ไฟโตพลาสมาเป็นเช้ือสาเหตุโรคพืชท่ีไม่มีผนังเซลล์ ลักษณะคล้ายไมโครพลาสมาในสัตว์ และเป็น
obligate parasite ไม่สามารถเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ ไฟโตพลาสมาอยู่ข้ามฤดูในพืชที่เป็นโรคและ
แมลงพาหะ ซ่ึงจะอยู่ในท่อล�ำเลียง phloem บริเวณ sieve tube ของพืชและในอวัยวะต่าง ๆ ของแมลง
ไฟโตพลาสมาส่วนใหญ่แพร่กระจายโดยเพล้ียจักจ่ัน (leafhopper) อีกส่วนหน่ึงแพร่กระจายโดยเพลี้ยกระโดด
(planthopper) และเพล้ียไก่แจ้ (psyllid) หลังจากแมลงดูดอาหารจากพืช แมลงยังไม่สามารถถ่ายทอดโรค
ได้ในทันที ไฟโตพลาสมามีระยะฟักตัว (incubation period) เพ่ือเพ่ิมปริมาณและแพร่กระจายไปตามส่วน
ต่าง ๆ ของแมลง 10-45 วัน ระยะเวลาในการฟกั ตัวข้ึนอยกู่ ับอุณหภูมิ ระยะฟักตวั สน้ั ทีส่ ุดทอ่ี ุณหภมู ิประมาณ
30 องศาเซลเซยี ส และนานทสี่ ุดทอ่ี ณุ หภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส เมอื่ ปริมาณไฟโตพลาสมาในต่อมน�้ำลาย
(salivary gland) มีมากพอ แมลงจึงสามารถถ่ายทอดไฟโตพลาสมาไปยังพืชปกติ และสามารถถ่ายทอดโรค
ได้ตลอดชีวิตของแมลง ไฟโตพลาสมายังสามารถแพร่กระจายผ่านส่วนขยายพันธุ์พืช การติดตาทาบกิ่ง
และต้นฝอยทอง ไฟโตพลาสมาออ่ นแอต่อสารปฏชิ วี นะกลมุ่ tetracycline และความรอ้ น ซึ่งสามารถใช้ในการ
จดั การโรคได้ เชน่ นำ� พชื ทเ่ี ปน็ โรคไปไวใ้ นตคู้ วบคมุ การเจรญิ เตบิ โต (growth chamber) ที่ 30-37 องศาเซลเซยี ส
2 หลักการควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ระยะเวลาหน่ึง, การแช่ส่วนขยายพันธุ์พืชในน้�ำร้อนอุณหภูมิ 30-50 องศาเซลเซียส ท่ีอุณหภูมิสูงประมาณ
10 นาที หรอื ทอี่ ณุ หภมู ิต�ำ่ ประมาณ 72 ชัว่ โมง
ไวรสั และไวรอยด์
ไวรัสเป็น nucleoprotein มขี นาดเลก็ มาก ตอ้ งใชก้ ลอ้ งจุลทรรศนอ์ เิ ล็กตรอนในการดูอนภุ าค ไวรสั เปน็
obligate parasite เพิ่มจ�ำนวนในเซลล์ท่ีมีชีวิตเท่านั้น และสามารถท�ำให้เกิดโรคในส่ิงมีชีวิตท่ีไปอาศัยอยู่ได้
อาการโรคเกิดจากการเพ่ิมจ�ำนวนของไวรัสโดยใช้วัตถุดิบจากเซลล์พืช การครอบครองพ้ืนท่ีในเซลล์พืช และ
ขัดขวางกระบวนการต่าง ๆ ภายในเซลล์พืช ก่อให้เกิดภาวะที่ผิดปกติ และท�ำให้พืชเกิดโรค ไวรัสหน่ึงชนิด
สามารถเข้าท�ำลายพืชได้หนึ่งชนิดหรือหลายชนิด และโดยปกติพืชแต่ละชนิดจะมีไวรัสหลายชนิดที่สามารถเข้า
ท�ำลายได้ ซึ่งอาจเข้าท�ำลายในช่วงเวลาเดียวกัน โดยท่ัวไปไวรัสอยู่ข้ามฤดูในพืชท่ีเป็นโรค ส่วนขยายพันธุ์พืช
และวัชพืช ไวรัสบางชนดิ อยขู่ ้ามฤดูในแมลงพาหะ เศษซากพืชที่เป็นโรค และในเมล็ดของพืชบางชนิด ไวรสั แพร่
กระจายผ่านเมล็ด ส่วนขยายพันธุ์พืช การติดตาทาบกิ่ง ละอองเกสร ต้นฝอยทอง แมลง ไส้เดือนฝอย เชื้อรา
และการสัมผัสกับน�้ำเล้ียงพืชเป็นโรคท่ีอยู่บนมือมนุษย์หรือเครื่องมือทางการเกษตร การแพร่กระจาย
ไวรัสบางวิธี เช่น ผ่านทางเมล็ดและส่วนขยายพันธุ์พืช เป็นการถ่ายทอดโรคจากพืชรุ่นหนึ่งสู่รุ่นถัดไป
แตไ่ มไ่ ดถ้ า่ ยทอดจากพชื ทเ่ี ปน็ โรคสพู่ ชื ปกตใิ นรนุ่ เดยี วกนั ซง่ึ โรคลกั ษณะนจ้ี ะเกดิ แค่ primary infection จดั เปน็
โรคแบบ monocyclic สว่ นการแพรก่ ระจายโรคไวรสั ผา่ นพาหะโดยเฉพาะแมลง เรมิ่ จากพาหะนำ� ไวรสั เขา้ สพู่ ชื
(primary infection) และพาหะยังถ่ายทอดไวรัสจากพืชท่ีเป็นโรคไปยังพืชปกติ (secondary infection)
ลักษณะนี้จัดเป็นโรคแบบ polycyclic อัตราเร็วในการเข้าท�ำลายข้ึนกับชนิดของพาหะ อัตราเร็วจะเพ่ิมข้ึน
ตามจ�ำนวนประชากรของพาหะที่มากขึ้นและสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมต่อการเคล่ือนที่ของพาหะ ถ้าไวรัส
มีการแพร่กระจายหลายวิธีร่วมกัน โดยเร่ิมจากการถ่ายทอดโรคผ่านเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์พืช ท�ำให้พืช
เป็นโรคต้งั แต่ตน้ ฤดปู ลกู และยงั มีการถ่ายทอดโรคดว้ ยพาหะไปยงั ต้นอื่น มกั ท�ำใหพ้ ชื เกิดความเสียหายไดม้ าก
ไวรอยดเ์ ปน็ ribonucleic acid (RNA) วงปดิ สายเด่ยี ว มีขนาดเลก็ ประมาณ 250-370 nucleotide ไมม่ ี
โปรตีนห่อหุ้ม มองเห็นได้ยากถึงแม้จะส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ไวรอยด์เป็น obligate parasite
เพิ่มจ�ำนวนในพืชที่มีชีวิตและก่อโรคในพืชได้ อาการโรคไวรอยด์มีหลายแบบคล้ายอาการของโรคไวรัส ซึ่งมีการ
ขัดขวางกระบวนการต่าง ๆ ในเซลล์พืช แต่ยังไม่สามารถระบุกลไกท่ีท�ำให้เกิดโรคได้ โดยทั่วไปไวรอยด์อยู่ข้าม
ฤดูในพืชยืนต้นท่ีเป็นพืชอาศัย บางชนิดสามารถอยู่ข้ามฤดูในเศษซากพืชที่เป็นโรคและเครื่องมือทางการเกษตร
ไวรอยด์สามารถอยู่ในสภาพธรรมชาตินอกพืชอาศัยหรืออยู่ในเศษซากพืชได้ ต้ังแต่ไม่กี่นาทีจนถึงเป็นเดือน
ไวรอยดแ์ พรก่ ระจายผา่ นสว่ นขยายพนั ธพ์ุ ชื การตดิ ตาทาบกงิ่ ตน้ ฝอยทอง และการสมั ผสั กบั นำ�้ เลย้ี งพชื เปน็ โรค
ท่ีอยู่บนมือมนุษย์หรือเคร่ืองมือทางการเกษตร ไวรอยด์หลายชนิดสามารถแพร่กระจายผ่านเมล็ดและละออง
เกสร แต่มีอัตราการแพร่กระจายต่�ำ ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุพาหะน�ำโรคไวรอยด์ท่ีแน่ชัดได้ ถึงแม้ว่า
อาจสามารถถ่ายทอดทางปากและขาของแมลงบางชนิด ไวรอยด์สามารถทนอุณหภูมิสูงได้ดี จึงไม่สามารถ
จัดการโรคไวรอยด์โดยใช้ความร้อน การจัดการโรคไวรอยด์จะใช้ส่วนขยายพันธุ์พืชที่ปราศจากโรค ก�ำจัดพืช
ทีเ่ ปน็ โรคออกจากแปลง ล้างมอื และท�ำความสะอาดเครือ่ งมือดว้ ยสารฆา่ เชอื้ ก่อนน�ำไปใช้กบั ตน้ ปกติ เป็นต้น
บทที่ 1 นิเวศวิทยาและการระบาดของโรคพชื 3
ดร.พชั รวภิ า ใจจักรค�ำ
ไสเ้ ดือนฝอย
ไส้เดือนฝอยสาเหตุโรคพืชเป็น obligate parasite แต่มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่อาศัยอยู่ในดิน สามารถ
พบระยะไข่ ระยะตัวออ่ น และไสเ้ ดอื นฝอยเพศผ้ใู นดิน ปจั จยั ทีม่ ีผลตอ่ การเคลื่อนที่และการอยรู่ อดของไสเ้ ดือน
ฝอยในดิน ได้แก่ อุณหภูมิ ความช้ืน และการระบายอากาศ ในดินทั่วไปไส้เดือนฝอยมีจ�ำนวนมากที่ความลึก
15-30 เซนตเิ มตร ส่วนในดนิ เพาะปลูกพชื ไสเ้ ดือนฝอยมกี ารกระจายตัวไมส่ ม�ำ่ เสมอ พบมากบรเิ วณรอบรากพืช
อาศัยพันธุ์อ่อนแอท่ีความลึกของดิน 30-150 เซนติเมตรหรือลึกกว่านี้ เน่ืองจากบริเวณรากพืชมีอาหาร
เพียงพอ ท�ำให้ไส้เดือนฝอยขยายพันธุ์ได้เร็ว และพืชปล่อยสารบางอย่างที่ดึงดูดไส้เดือนฝอย ซึ่งสารนี้สามารถ
กระตุ้นการฟักไข่ของไส้เดือนฝอยบางชนิด ถึงแม้ว่าไข่ของไส้เดือนฝอยส่วนใหญ่ฟักออกจากไข่โดยไม่จ�ำเป็น
ตอ้ งมีสารกระตนุ้ โดยทั่วไปไสเ้ ดือนฝอยอยู่ขา้ มฤดใู นดินในระยะไข่ อย่ใู นรากพชื และเศษซากพชื ในระยะไขห่ รือ
ระยะท่ีเป็นตัวไส้เดือนฝอย บางชนิดอยู่ข้ามฤดูในระยะตัวอ่อนหรือตัวเต็มวัยในเมล็ดพืชและส่วนขยายพันธุ์พืช
บางชนดิ อยขู่ า้ มฤดใู นพชื ทเ่ี ปน็ โรค เชน่ Aphelenchoides ไสเ้ ดอื นฝอยสามารถแพรก่ ระจายดว้ ยตวั เองอยา่ งชา้ ๆ
และเคลื่อนที่ในดินท่ีมีความช้ืนได้เร็วกว่าในดินท่ีมีน้�ำท่วมขัง ไส้เดือนฝอยแพร่กระจายระยะใกล้ผ่านเครื่องมือ
ทางการเกษตร น�้ำชลประทาน น้�ำท่วม เท้าของสัตว์ นก และพายุฝุ่น และแพร่กระจายระยะไกลผ่านส่วน
ขยายพันธุ์พืช ผลติ ผลทางการเกษตร และพชื จากเรอื นเพาะชำ� ไสเ้ ดือนฝอยบางชนิดก่อโรคพืชบริเวณสว่ นท่อี ยู่
เหนอื ดิน ซึง่ สามารถแพร่กระจายโดยน้�ำฝนและการให้นำ�้ แบบพ่นฝอยหรอื เหนือผวิ ดิน (overhead irrigation)
บางชนิดสามารถเคล่ือนที่ขึ้นไปยังล�ำต้นและใบของพืชได้เอง แล้วแพร่กระจายผ่านส่วนของพืชท่ีอยู่ติดกัน
บางชนดิ อาศัยแมลงพาหะในการแพร่กระจาย เชน่ Bursaphelenchus
การระบาดของโรคพชื
ค�ำจ�ำกัดความของค�ำว่า “การระบาด (epidemic)” ในทางโรคพืชมีหลายความหมาย หมายถึง
เชื้อสาเหตุโรคแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเกิดโรครุนแรงในพื้นที่ปลูกพืชเป็นบริเวณกว้าง หรือหมายถึง
การเพม่ิ ขน้ึ ของโรคในประชากรของพชื หรอื หมายถงึ การเปลยี่ นแปลงของโรคพชื ไปตามชว่ งเวลาและระยะทาง
ส่วนค�ำว่า “ระบาดวิทยา (epidemiology)” หมายถึง การศึกษาการระบาดของโรคและปัจจัยท่ีมีผลต่อ
การระบาด ซง่ึ เกยี่ วขอ้ งกบั ประชากรของเชอ้ื สาเหตโุ รคและประชากรของพชื รวมทง้ั คำ� นงึ ถงึ สภาพแวดลอ้ มตา่ ง ๆ
ทัง้ ส่ิงมีชวี ิตและไมม่ ชี วี ติ
องค์ประกอบที่ทำ� ให้เกดิ การระบาดของโรคพชื
การระบาดของโรคพืชเกิดขึ้นจากองค์ประกอบเดียวกันกับการเกิดโรคพืช ท่ีเรียกว่า “สามเหลี่ยมโรคพืช
(disease triangle)” ไดแ้ ก่ องคป์ ระกอบท่หี นึ่งคอื พืชอาศัยออ่ นแอ องคป์ ระกอบทส่ี องคือเชื้อสาเหตโุ รคมีความ
รนุ แรงในการกอ่ โรค และองคป์ ระกอบทสี่ ามคอื สภาพแวดลอ้ มเหมาะสมตอ่ การเกดิ โรค แตก่ ารระบาดของโรคพชื
จะครอบคลมุ เพมิ่ อกี 2 องคป์ ระกอบ องคป์ ระกอบทสี่ ค่ี อื เวลา โดยโรคพชื จะเกดิ ขน้ึ ณ ชว่ งเวลาหนง่ึ และระยะเวลา
ในการเกิดโรคจะมีผลต่อปริมาณของโรค ระยะเวลาและความถ่ีที่เกิดสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค
ช่วงเวลาที่มีพาหะน�ำโรคปรากฏ ระยะเวลาที่เชื้อสาเหตุโรคเข้าท�ำลายพืช เป็นต้น องค์ประกอบท่ีห้าคือมนุษย์
โดยมนุษย์สามารถเพิ่มหรือลดการระบาดของโรคพืชได้ มนุษย์เป็นผู้เลือกชนิดพืชที่ปลูกในแต่ละพื้นท่ีและเลือก
พันธุ์พืช ซ่ึงเป็นการเลือกระดับความต้านทานโรคของพืช ก�ำหนดจ�ำนวนพืชที่ปลูก ความหนาแน่นในการปลูก
4 หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
และช่วงเวลาท่ีปลูก มนุษย์เป็นผู้เลือกวิธีในการท�ำการเกษตร เลือกควบคุมโรคพืชด้วยวิธีต่าง ๆ ซ่ึงมีผลต่อ
ปริมาณเชื้อสาเหตุโรค รวมท้ังจัดการสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเกิดโรค เช่น ปลูกพืชหรือเก็บเก่ียวเร็วข้ึน
หรอื ช้าลงกว่าช่วงเวลาปกติ เพิม่ ระยะระหวา่ งแปลงปลกู ควบคมุ ความชืน้ ในโรงเกบ็ (ภาพท่ี 1.1)
ภาพท่ี 1.1 องค์ประกอบสำ� คญั ที่ท�ำใหเ้ กดิ การระบาดของโรคพืช
ท่ีมา: Agrios (2005)
ปจั จยั ทมี่ ีผลตอ่ การพัฒนาการระบาดของโรคพชื
1. พชื อาศัย
1.1 ระดับความตา้ นทานหรอื ความอ่อนแอทางพนั ธกุ รรมของพชื อาศยั
พชื อาศัยท่ีมคี วามต้านทานแบบ vertical resistance จะมีความตา้ นทานต่อเชื้อสาเหตโุ รคบางสายพันธุ์
อย่างสมบูรณ์ ท�ำให้ไม่สามารถเข้าท�ำลายได้ จึงไม่มีการระบาดของโรคเกิดข้ึน หากพืชอาศัยมีความต้านทาน
แบบ horizontal resistance จะมีความต้านทานต่อเช้ือสาเหตุโรคหลายสายพันธุ์ แต่เช้ือสาเหตุโรคสามารถ
เข้าท�ำลายได้ในระดับหนึ่ง การพัฒนาของโรคและการระบาดจะขึ้นอยู่กับระดับความต้านทานของพืชและ
สภาพแวดล้อม ส่วนพืชอาศัยท่ีไม่มียีนต้านทานโรคจะอ่อนแอต่อโรค ท�ำให้เกิดการเข้าท�ำลายจากเชื้อสาเหตุ
โรคได้ง่าย หากเชื้อสาเหตุโรคมีความรุนแรงและสภาพแวดล้อมเหมาะสมในการเกิดโรค จะมีผลให้พืชที่อ่อนแอ
ต่อโรคเกิดโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว
1.2 ระดับความเหมอื นของพันธกุ รรมพืชอาศัย
การปลกู พชื ทมี่ พี นั ธกุ รรมเหมอื นกนั จะมโี อกาสเกดิ โรคระบาดมากกวา่ การปลกู พชื ทม่ี พี นั ธกุ รรมหลากหลาย
จากเหตุผลดังกล่าวท�ำให้การขยายพันธุ์พืชแบบไม่อาศัยเพศโดยใช้ส่วนขยายพันธุ์พืชจะมีอัตราการระบาดของ
โรคค่อนข้างสูง พืชท่ีผสมพันธุ์ในต้นเดียวกันจะมีอัตราการระบาดของโรคปานกลาง ส่วนพืชที่ผสมพันธุ์ข้ามต้น
จะมีอัตราการระบาดของโรคต�่ำ อัตราการระบาดของโรคเป็นไปได้ช้าในสภาพธรรมชาติท่ีมีพืชหลากหลาย
ชนิดเจริญเติบโตปะปนกัน แต่หากมีการปลูกพืชในพ้ืนท่ีขนาดใหญ่เพียงพันธุ์เดียวโดยเฉพาะพันธุ์ต้านทาน
จะท�ำให้เชื้อสาเหตุโรคมีโอกาสพัฒนา race ใหม่มากข้ึน และท�ำให้เกิดการระบาดได้ ดังน้ันจึงไม่ควรปลูกพืช
บทที่ 1 นิเวศวิทยาและการระบาดของโรคพืช 5
ดร.พชั รวภิ า ใจจกั รคำ�
เพียงพันธุ์เดียวติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ควรเปล่ียนพันธุ์ที่ปลูกทุก 3-5 ปี ตัวอย่างการระบาดของโรคท่ี
เกิดจากการปลูกพืชที่มีพันธุกรรมเหมือนกัน เช่น โรคใบไหม้แผลเล็ก (southern corn leaf blight) เกิดจาก
เชื้อรา Cochliobolus heterostrophus (Bipolaris maydis) ระบาดในข้าวโพดลูกผสมท่ีเกสรตัวผู้เป็นหมัน
(Texas male-sterile cytoplasm) ประเทศสหรฐั อเมรกิ า, โรค tristeza เกดิ จาก Citrus tristeza virus (CTV)
ท�ำให้ส้มเสียหายหลายล้านต้นในทวีปอเมริกาตอนเหนือ ตอนกลาง และตอนใต้ เน่ืองจากใช้ hypersensitive
response sour orange เป็นต้นตอ (rootstock) เหมอื นกนั ทง้ั หมด
1.3 ชนดิ ของพืช
โรคที่เกิดกับพืชปีเดียวหรือพืชล้มลุก (annual crop) เช่น ข้าวโพด ข้าว ผัก ฝ้าย และโรคที่เกิดบริเวณ
ใบ ดอก หรอื ผลของไมย้ นื ตน้ การพัฒนาในการระบาดของโรคใชเ้ วลาเพยี งไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งจะเกดิ ได้เรว็ กวา่ โรคที่
เกิดบริเวณก่ิงหรือลำ� ตน้ ของไม้เนอ้ื แขง็ (perennial woody crop) ประเภทไมผ้ ลและไม้ป่า ซ่ึงบางโรคใชเ้ วลา
หลายปใี นการระบาด เชน่ โรค tristeza ในพชื ตระกลู สม้ เกดิ จาก Citrus tristeza virus (CTV), โรค pear decline
เกดิ จากไฟโตพลาสมา, โรคไหมใ้ นเกาลดั (chestnut blight) เกดิ จากเชอื้ รา Cryphonectria parasitica
1.4 อายุของพืช
พชื มคี วามตา้ นทานโรคเปลยี่ นแปลงไปตามอายุ ลกั ษณะความตา้ นทานนเี้ รยี กวา่ ontogenic resistance;
พืชท่ีเป็นโรคเน่าระดับดินของต้นกล้าท่ีเกิดจากเช้ือรา Pythium โรคราน�้ำค้าง โรคราเขม่าด�ำ โรคราสนิม
โรคใบไหม้ที่เกิดจากแบคทีเรีย และโรคที่เกิดจากไวรัส พืชจะอ่อนแอต่อโรคในช่วงระยะการเจริญเติบโต
และจะมีความตา้ นทานโรคเมอ่ื เจรญิ เติบโตเต็มที่ (adult resistance) (ภาพท่ี 1.2Ia และ 1.2Ib)
พืชที่เป็นโรคราสนิมและโรคท่ีเกิดจากไวรัส พืชมีความต้านทานโรคในระยะต้นกล้า จากนั้นจะมีความ
อ่อนแอต่อโรคมากขึ้นในช่วงการเจริญเติบโต และจะกลับมามีความต้านทานโรคอีกครั้งเมื่อเจริญเติบโตเต็มท่ี
(ภาพท่ี 1.2Ib)
โรคพชื หลงั การเกบ็ เกย่ี วและโรคทเ่ี กดิ บรเิ วณดอกและผลจากการเขา้ ทำ� ลายของเชอื้ รา Botrytis, Penicillium,
Monilinia และ Glomerella พืชมีความต้านทานโรคในระยะการเจริญเติบโตจนกระทั่งเร่ิมเจริญเติบโตเต็มท่ี
แต่พชื จะออ่ นแอตอ่ โรคช่วงผลใกล้สุก (ภาพท่ี 1.2II)
พืชท่ีเป็นโรคใบไหม้ในมันฝร่ัง (potato late blight) เกิดจากเช้ือรา Phytophthora infestans และ
ใบไหม้ในมะเขอื เทศ (tomato early blight) เกิดจากเชอื้ รา Alternaria solani พชื อ่อนแอต่อโรคในชว่ งระยะ
ต้นกล้าและจะมีความต้านทานโรคมากข้ึนในช่วงเร่ิมเจริญเติบโตเต็มที่ แต่พืชจะกลับมาอ่อนแอต่อโรคอีกคร้ัง
หลงั จากเจริญเตบิ โตเต็มที่แลว้ (ภาพท่ี 1.2III)
6 หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ภาพท่ี 1.2 การเปลีย่ นแปลงระดบั ความอ่อนแอต่อโรคตามชว่ งอายขุ องพชื
พชื อ่อนแอตอ่ โรคในช่วงระยะการเจรญิ เตบิ โต (I), พชื ออ่ นแอต่อโรคหลังจากเจรญิ เติบโตเตม็ ที่ (II)
และพืชออ่ นแอตอ่ โรคในชว่ งระยะตน้ กล้าและหลังจากเจรญิ เติบโตเตม็ ท่ี (III)
ทมี่ า: ดัดแปลงจาก Agrios (2005)
2. เชือ้ สาเหตุโรคพชื
2.1 ระดบั ความรุนแรงของเช้ือสาเหตุโรค
เชื้อสาเหตุโรคสายพันธุ์รุนแรงสามารถเข้าท�ำลายพืชและสร้างส่วนขยายพันธุ์ในปริมาณมากได้เร็ว
ซ่ึงเปน็ เหตใุ ห้เกิดการระบาดของโรคได้เรว็ กวา่ เช้อื สาเหตโุ รคสายพันธุท์ ี่มีความรนุ แรงน้อยกว่า
2.2 ปริมาณเช้ือสาเหตุโรค
หากในแปลงปลูกพืชมีส่วนของเชื้อสาเหตุโรค (inoculum) ในปริมาณมาก เช่น เซลล์แบคทีเรีย
สปอร์และ sclerotium ของเช้ือรา ไข่ของไส้เดือนฝอย ชิ้นส่วนของพืชท่ีมีไวรัสเข้าท�ำลาย จะท�ำให้มีโอกาส
เกิดการระบาดของโรคไดม้ าก
2.3 รูปแบบในการสร้างส่วนขยายพันธข์ุ องเชอื้ สาเหตโุ รค
เช้ือสาเหตุโรคบางประเภท เช่น เช้ือราส่วนใหญ่ แบคทีเรีย ไวรัส สามารถสร้างส่วนขยายพันธุ์
ได้เป็นจ�ำนวนมาก แต่เชื้อราบางชนิด ไส้เดือนฝอย และพืชท่ีเป็นปรสิต สร้างส่วนขยายพันธุ์ได้น้อยกว่า
เชอ้ื สาเหตโุ รคบางชนดิ สามารถสรา้ งสว่ นขยายพนั ธไ์ุ ดห้ ลายรอบในหนง่ึ ฤดกู าลเพาะปลกู ในแตล่ ะรอบจะมปี รมิ าณ
เช้ือสาเหตุโรคเพ่ิมข้ึนหลายเท่า ท�ำให้เกิดโรคแบบ polycyclic เช่น โรคราสนิมของพืชปีเดียวหรือพืชล้มลุก
โรคราน้�ำค้าง โรคราแป้ง โรคใบจุด โรคใบไหม้ โรคไวรัสท่ีมีแมลงเป็นพาหะ เชื้อราสาเหตุโรคกลุ่ม polycyclic
จะมี primary inoculum เป็นโครงสร้างที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมในการอยู่ข้ามฤดู เช่น sclerotium,
pseudosclerotium, สปอร์แบบอาศัยเพศ (sexual spore), เส้นใย (mycelium) ซ่ึงจะเข้าท�ำลายพืช
ช่วงต้นฤดูปลูก (primary infection) หลังจากนั้นเชื้อจะสร้างสปอร์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual spore)
ซ่ึงเป็น secondary inoculum จ�ำนวนมากบริเวณเนื้อเย่ือที่เป็นโรค สปอร์น้ีจะท�ำให้เกิด secondary
บทที่ 1 นเิ วศวทิ ยาและการระบาดของโรคพืช 7
ดร.พชั รวภิ า ใจจกั รค�ำ
infection และเกิดเนื้อเย่ือที่เป็นโรคเพิ่มข้ึน ซึ่งเป็นบริเวณที่เชื้อจะสร้าง secondary inoculum ใหม่ที่ท�ำให้
เกิด secondary infection รอบใหม่ กระบวนการสร้าง secondary inoculum และการเกิด secondary
infection สามารถเกิดได้หลายรอบในฤดูปลูก ท�ำให้มีเชื้อสาเหตุโรคปริมาณมาก อาจมีโอกาสเกิดการระบาด
รุนแรงได้ ปจั จัยท่สี �ำคญั ในการเกิดโรคแบบ polycyclic คอื จำ� นวนรอบในการเขา้ ทำ� ลายพชื (infection cycle)
ยิ่งจ�ำนวนรอบมาก พืชก็จะมีโอกาสเกิดโรคได้มาก ดังน้ันการจัดการโรคแบบ polycyclic จะเน้นในเร่ือง
การลดอัตราการเข้าท�ำลายพืช (infection rate) เช่น การควบคุมโรคโดยใช้สารเคมีหรือพันธุ์ต้านทานแบบ
horizontal resistance (ภาพที่ 1.3)
โรคพืชที่เกิดจากไส้เดือนฝอยส่วนใหญ่ โรคราสนิมในพืชยืนต้น โรคราเขม่าด�ำ และโรคที่เชื้อสาเหตุ
อยู่ในดนิ (soilborne disease) เชน่ โรครากเนา่ โรคเหยี่ ว เชอื้ สาเหตโุ รคเหลา่ นส้ี รา้ งสว่ นขยายพนั ธไ์ุ ด้ 1 รอบ
(มากสุดไม่เกิน 4 รอบ) ในหนึ่งฤดูกาลเพาะปลูก ท�ำให้เกิดโรคแบบ monocyclic ในกรณีของเช้ือราสาเหตุ
โรครากเน่าและโรคเหี่ยวจะอยู่ข้ามฤดูด้วยสปอร์ในเศษซากพืชหรือในดิน ซ่ึงส่วนของเช้ือที่อยู่ข้ามฤดูจะเป็น
primary inoculum ท่ีเข้าท�ำลายพืชในช่วงต้นฤดูปลูก (primary infection) พอปลายฤดูปลูกเช้ือจะสร้าง
สปอร์เพ่ืออยู่ข้ามฤดูและเป็น primary inoculum ที่จะเข้าท�ำลายพืชในการปลูกรอบใหม่ ตลอดฤดูกาล
เพาะปลูกเชื้อจะสร้างเฉพาะ primary inoculum ไม่สร้าง secondary inoculum จึงไม่มี secondary
infection อย่างไรก็ตามช่วงปลายฤดูปลูกจะมีปริมาณเชื้อมากกว่าช่วงต้นฤดูปลูก ดังนั้นจึงมีปริมาณเชื้อ
เพม่ิ มากขนึ้ เรอื่ ย ๆ ทุกปี เชื้อสาเหตุโรคกลุ่ม monocyclic สร้างส่วนขยายพันธุ์และแพร่กระจายได้น้อยกว่า
เชื้อสาเหตโุ รคกล่มุ polycyclic จึงท�ำใหก้ ารระบาดของโรค monocyclic เกิดข้ึนไดช้ ้ากวา่ การจดั การโรคแบบ
monocyclic ท่ีมีประสทิ ธภิ าพมากทส่ี ุดคอื การลดปริมาณเช้ือสาเหตุโรคเรม่ิ ตน้ (primary inoculum) ทที่ ำ� ให้
เกิด primary infection เช่น การปลกู พชื หมุนเวียน การฆ่าเช้อื ในดนิ การท�ำลายพชื อาศยั สลบั (alternate host)
(ภาพท่ี 1.3)
การพัฒนาของโรคบางอย่างใช้เวลามากกว่า 1 ปี ท�ำให้เกิดโรคแบบ polyetic ซ่ึงเกิดจากเชื้อสาเหตุ
โรคต้องมีการสะสมปริมาณในแต่ละปี เพ่ือให้มากพอท่ีจะท�ำให้เกิดโรค หรือเชื้อสาเหตุโรคมีวงจรการสร้าง
ส่วนขยายพันธุ์ใช้เวลานานกว่า 1 ปี เช่น โรคราสนิมของซีดาร์-แอปเปิ้ลเกิดจากเชื้อรา Gymnosporangium
juniperi-virginianae ใช้เวลา 2 ปี, โรคราสนิมของไพนเ์ กิดจากเชอ้ื รา Cronartium ribicola ใชเ้ วลา 3-6 ป,ี
โรคท่เี กิดจาก dwarf mistletoe (Arceuthobium spp.) ซง่ึ เปน็ พืชปรสติ ใช้เวลา 5–6 ปี การระบาดของโรค
ลักษณะนี้จึงเป็นไปอย่างช้า ๆ แต่จะเกิดข้ึนเป็นระยะเวลานาน เน่ืองจากเชื้อสาเหตุโรคจะสร้างส่วนขยายพันธุ์
เพิม่ มากขึน้ ทกุ ปี ท�ำใหเ้ กิดการเขา้ ท�ำลายอยา่ งตอ่ เน่ือง (ภาพท่ี 1.4)
2.4 นิเวศวิทยาของเช้อื สาเหตุโรค
เช้ือสาเหตุโรคบางประเภทสร้างส่วนขยายพันธุ์บริเวณผิวของพืชอาศัย ได้แก่ สปอร์ของเช้ือราส่วนใหญ่
และเมล็ดของพืชท่ีเป็นปรสิต ท�ำให้สามารถแพร่กระจายได้ง่าย ซ่ึงเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดได้มาก;
เชื้อสาเหตุโรคบางประเภทสืบพันธุ์ภายในพืชอาศัย ได้แก่ เชื้อราและแบคทีเรียท่ีก่อโรคเหี่ยว ไฟโตพลาสมา
ไวรัส และโปรโตซัว การแพร่กระจายของเชื้อต้องอาศัยพาหะน�ำโรค ซึ่งจะเกิดการระบาดของโรคได้ก็ต่อเมื่อ
มพี าหะเปน็ จำ� นวนมากและเคลอื่ นทไ่ี ปมาระหวา่ งพชื อาศยั อยตู่ ลอดเวลา; เช้ือสาเหตุโรคท่ีอาศัยอยู่ในดิน ได้แก่
เช้ือรา แบคทีเรีย และไส้เดือนฝอยในดิน จะสร้างส่วนขยายพันธุ์บริเวณเน้ือเยื่อพืชเป็นโรคที่อยู่ในดิน การแพร่
กระจายของดินจะเปน็ ไปไดช้ า้ ทำ� ให้มีโอกาสเกดิ การระบาดรุนแรงได้นอ้ ย
8 หลกั การควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ภาพท่ี 1.3 วงจรของการเกิดโรคแบบ monocyclic (ซ้าย) และ polycyclic (ขวา)
ทม่ี า: Agrios (2005)
ภาพท่ี 1.4 การระบาดของโรคแบบ polyetic เกิดจากเช้อื ราสาเหตโุ รคในดนิ เปน็ ระยะเวลา 4 ปี
ท่ีมา: Agrios (2005)
2.5 การแพร่กระจายของเช้อื สาเหตุโรค
เชอื้ ราสว่ นใหญจ่ ะปลอ่ ยสปอรส์ ู่อากาศ เช่น เชื้อราสนมิ เชอื้ ราน้ำ� คา้ ง เชอื้ ราก่อโรคใบจุด สปอร์เคลื่อนท่ี
ด้วยกระแสลม ท�ำให้แพร่กระจายได้ในระยะไกล มีโอกาสเกิดการระบาดรวดเร็วเป็นบริเวณกว้างได้มาก;
รองลงมาคือโรคท่ีมีแมลงเป็นพาหะ ไวรัสมักแพร่กระจายผ่านแมลงพาหะ ได้แก่ เพลี้ยอ่อน (aphid) แมลง
หว่ีขาว (whitefly) และแมลงชนิดอ่ืน ส่วนไฟโตพลาสมา และ fastidious bacteria แพร่กระจายผ่านเพล้ีย
จักจั่น (leafhopper) เพล้ียกระโดด (planthopper) หรือเพล้ียไก่แจ้ (psyllid) เช้ือสาเหตุโรคบางชนิดแพร่
กระจายผ่านตัวด้วง (beetle) เช่น เชื้อรา Ophiostoma novo-ulmi สาเหตุโรค Dutch elm disease,
แบคทีเรีย Erwinia tracheiphila สาเหตุโรคเหี่ยวของพืชตระกูลแตง, ไส้เดือนฝอย Bursaphelenchus
xylophilus สาเหตุโรคเห่ียวของไพน์; เชื้อสาเหตุโรคท่ีแพร่กระจายผ่านฝน เช่น แบคทีเรียส่วนใหญ่,
เช้ือรา Venturia inaequalis สาเหตุโรค apple scab, เช้ือราที่ก่อโรคแอนแทรคโนส (Diplocarpon,
Elsinoe, Glomerella และ Gnomonia) มักจะเกิดการระบาดรุนแรงแต่จะเกิดในพื้นที่จ�ำกัดภายในไร่ท่ีปลูก
บทที่ 1 นเิ วศวทิ ยาและการระบาดของโรคพืช 9
ดร.พัชรวภิ า ใจจกั รคำ�
หรือภายในประเทศ; เช้ือสาเหตุโรคที่แพร่กระจายผ่านเมล็ดและส่วนขยายพันธุ์พืช การระบาดของโรค
จะข้ึนอยู่กับการแพร่กระจายของเช้ือไปสู่พืชต้นใหม่; ส่วนเชื้อสาเหตุโรคที่อาศัยอยู่ในดินจะแพร่กระจายได้ยาก
เน่ืองจากข้อจ�ำกัดทางกายภาพของดิน จึงมักเกิดการระบาดในพ้ืนท่ีจ�ำกัดและเป็นไปอย่างช้า ๆ แต่โรคท่ีเกิด
อาจมีความรุนแรงได้ อย่างไรก็ตามถ้าราดินสามารถสร้างสปอร์ที่แพร่กระจายทางอากาศ จะยิ่งท�ำให้เกิดการ
ระบาดได้ไกลเป็นบริเวณกว้าง เช่น เช้ือรา Sclerotinia sclerotiorum อาศัยอยู่ในดิน ก่อโรคเน่าในผักและ
ไม้ดอกหลายชนิด อยู่ข้ามฤดูด้วย sclerotium และเส้นใย ช่วงฤดูปลูกจะสร้าง ascospore แพร่กระจาย
ผ่านลมไปได้ไกล ท�ำให้เกิดโรคได้เป็นบริเวณกวา้ ง
3. สภาพแวดล้อม
ถึงแม้ว่าในพื้นที่เพาะปลูกจะมีพืชอาศัยท่ีอ่อนแอต่อโรคและเชื้อสาเหตุโรคสายพันธุ์รุนแรง แต่ก็ไม่ได้
ท�ำให้เกิดการระบาดเสมอไป เพราะสภาพแวดล้อมเป็นอีกปัจจัยท่ีมีผลต่อการระบาด สภาพแวดล้อมมีผลต่อ
จ�ำนวน ระยะการเจริญ ลักษณะของเน้ือเย่ือ และความอ่อนแอของพืชอาศัย อีกท้ังยังมีผลต่อเช้ือสาเหตุโรค
ในเรอ่ื งการอยรู่ อด การเจรญิ เตบิ โต การสรา้ งสว่ นขยายพนั ธ์ุ ทศิ ทางและระยะทางในการแพรก่ ระจาย การงอก
ของสปอร์ และการเขา้ ทำ� ลายพชื นอกจากนสี้ ภาพแวดลอ้ มยงั มผี ลตอ่ จ�ำนวนและการเคลอ่ื นไหวของพาหะน�ำโรค
ปัจจัยของสภาพแวดล้อมท่ีมีผลต่อการระบาดของโรค ได้แก่ ความช้ืน อุณหภูมิ และวิธีปฏิบัติของมนุษย์
ในการท�ำการเกษตร
3.1 ความช้นื
สภาพแวดล้อมท่มี คี วามชื้นสูงเกิดขน้ึ อย่างตอ่ เนอ่ื ง อาจเกดิ จากฝน น�ำ้ คา้ ง หรอื ความชนื้ ในอากาศสงู เปน็
ปจั จยั ทสี่ ำ� คญั ในการระบาดของโรคตา่ ง ๆ เชน่ โรคไหม้ โรครานำ้� คา้ ง โรคใบจดุ โรคราสนิม โรคแอนแทรคโนส
โรคเน่าเละที่เกิดจากเชื้อราหรือแบคทีเรีย โรคท่ีเกิดจากไส้เดือนฝอย ความช้ืนท�ำให้เนื้อเย่ือพืชอวบน้�ำและ
อ่อนแอต่อโรคมากข้ึน นอกจากนี้ยังท�ำให้เชื้อราสร้างสปอร์ และแบคทีเรียเพิ่มปริมาณมากขึ้น ความชื้นช่วย
ให้เช้ือราปลดปล่อยสปอร์สู่อากาศ กระตุ้นการงอกของสปอร์ ท�ำให้แบคทีเรียไหลออกมาบนผิวพืชในรูป
bacterial ooze และยงั ช่วยในการเคลือ่ นทีข่ อง zoospore แบคทเี รยี และไส้เดอื นฝอย ซง่ึ สภาพความชนื้ สงู
ท่ีเกิดข้ึนต่อเน่ือง จะส่งผลให้เกิดการระบาดของโรค ในทางตรงกันข้ามหากขาดความชื้นไปช่วงหนึ่ง จะท�ำให้
การระบาดหยุดลง มีบางโรคที่แสดงอาการรุนแรงในสภาพอากาศแห้งมากกว่าอากาศช้ืน แต่จะไม่เกิดการ
ระบาด เช่น โรคท่เี กิดจาก Fusarium และ Streptomyces; ความชน้ื ส่งผลทางอ้อมตอ่ โรคทเ่ี กดิ จากไวรัสและ
ไฟโตพลาสมา เพราะเป็นผลท่ีเกิดกับพาหะน�ำโรค โดยความช้ืนอาจท�ำให้การเคลื่อนไหวของพาหะประเภท
เช้ือราและไส้เดือนฝอยมากขึ้น แต่อาจท�ำให้พาหะประเภทเพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจ่ัน และแมลงชนิดอื่น
มกี ารเคลื่อนไหวลดลงโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
3.2 อุณหภมู ิ
อุณหภูมิท่ีสูงหรือต�่ำกว่าสภาพที่เหมาะต่อการเจริญของพืชมีส่วนให้เกิดการระบาดของโรคได้ เพราะลด
ความตา้ นทานของพืชลง อณุ หภมู ิบางช่วงท�ำให้พืชอย่ใู นสภาวะเครียด งา่ ยต่อการเกดิ โรค อุณหภูมมิ ผี ลต่อเชอ้ื
สาเหตุโรคในเร่ืองการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ การเข้าท�ำลายพืช การสร้างสปอร์และการงอกของสปอร์เชื้อรา
10 หลกั การควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
การฟกั ออกจากไขข่ องไส้เดือนฝอย เป็นตน้ ถา้ อณุ หภมู อิ ย่ใู นช่วงทเี่ หมาะสมตอ่ กระบวนการข้างตน้ เช้ือสาเหตุ
โรคกลุ่ม polycyclic จะมีวงจรชีวิตเกิดข้ึนได้เร็ว สามารถเข้าท�ำลายพืชได้หลายรอบ และมีปริมาณเช้ือเป็น
จ�ำนวนมาก ทำ� ใหเ้ กดิ การระบาดรุนแรงได้
ความชื้นและอุณหภูมิจะต้องมีความเหมาะสมต่อการเกิดโรคพร้อมกันท้ังสองปัจจัย จึงจะท�ำให้เกิดการ
พัฒนาของโรคและการระบาดของโรคได้
3.3 วธิ ปี ฏบิ ตั ขิ องมนษุ ย์ในการทำ� การเกษตร
วิธีการปฏิบัติของมนุษย์เก่ียวข้องกับการระบาดของโรคพืชทั้งทางตรงและทางอ้อม บางวิธีจะเพ่ิม
การระบาดของโรค แตบ่ างวธิ กี ็สามารถลดการระบาดของโรคได้ ดงั น้ี
3.3.1 การเลือกพ้ืนที่และการเตรียมพ้ืนที่ในการปลูก พื้นท่ีลุ่มต่�ำท่ีมีการระบายน้�ำไม่ดี หากอยู่
ใกล้แปลงที่เป็นโรค จะมีโอกาสเกิดการระบาดของโรคได้มาก ดังน้ันการเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นท่ีในการ
ปลกู จงึ เป็นปจั จยั ทีส่ �ำคัญต่อการระบาดของโรค
3.3.2 การเลือกส่วนขยายพันธุ์พืช เช้ือสาเหตุโรคที่ติดมากับส่วนขยายพันธุ์พืช ได้แก่ เมล็ดพันธุ์
ท่อนพนั ธ์ุ และส่วนขยายพันธ์ุอ่ืน ๆ สามารถเพม่ิ ปรมิ าณไดม้ ากเนือ่ งจากเขา้ สู่แปลงตง้ั แต่ตน้ ฤดปู ลกู ส่งผลให้มี
โอกาสเกิดการระบาดของโรคได้มาก ดังน้ันการใช้ส่วนขยายพันธุ์พืชท่ีปลอดโรคหรือผ่านขั้นตอนการลดปริมาณ
เช้อื สาเหตุโรค เช่น การแชเ่ มล็ดพนั ธุ์ในนำ�้ ร้อน จะช่วยลดโอกาสการระบาดของโรคได้
3.3.3 วิธีการปลูกพืช วิธีการปลูกพืชที่ท�ำให้มีโอกาสเกิดโรคระบาดรุนแรง เช่น การปลูกพืช
เชิงเด่ียว (monoculture) พันธุ์เดียวติดต่อกันเป็นเวลานานและปลูกเป็นบริเวณกว้างจ�ำนวนมาก การใส่ปุ๋ย
ไนโตรเจนในอัตราสูง การเพาะปลูกแบบไม่ไถพรวน (no-till culture) การปลูกพืชหนาแน่นเกินไป การให้น้�ำ
แบบพ่นฝอยหรือเหนือผิวดิน (overhead irrigation) การใช้สารก�ำจัดวัชพืชจนท�ำให้เนื้อเย่ือพืชเสียหาย
การจดั การแปลงไมส่ ะอาดทำ� ให้เปน็ แหลง่ สะสมของเชอ้ื สาเหตโุ รค
3.3.4 วธิ กี ารควบคมุ โรคพชื วธิ กี ารทม่ี นษุ ยน์ ำ� มาใชค้ วบคมุ โรคพชื ไดแ้ ก่ การใชส้ ารเคมี การเขตกรรม
(เช่น การจัดการแปลงให้สะอาด การปลูกพืชหมุนเวียน) ชีววิธี และวิธีการอ่ืน ๆ จะช่วยลดโอกาสการระบาด
ของโรคได้ อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวบางวิธี เช่น การใช้สารเคมีหรือใช้พันธุ์ต้านทานชนิดใดชนิดหน่ึงอย่าง
ต่อเน่ือง อาจท�ำให้เกิดเช้ือสาเหตุโรคสายพันธุ์รุนแรงที่มีความต้านทานต่อสารเคมีชนิดน้ันหรือสามารถเข้า
ท�ำลายพนั ธ์ตุ า้ นทานน้ันได้ ซ่ึงจะทำ� ใหเ้ กดิ การระบาดของโรค
3.3.5 การน�ำเชื้อสาเหตุโรคใหม่เข้ามาในพ้ืนท่ี ในปัจจุบันการเดินทางระหว่างประเทศท�ำได้ง่าย
และรวดเร็ว จึงเป็นผลให้มีการขนส่งเมล็ดพันธุ์ ส่วนขยายพันธุ์ต่าง ๆ ของพืช และสินค้าทางการเกษตรเพิ่ม
มากข้ึนด้วย ท�ำให้เพ่ิมโอกาสในการน�ำเชื้อสาเหตุโรคใหม่เข้าสู่พื้นท่ีที่ยังไม่มีรายงานของเช้ือน้ันมาก่อน
ซง่ึ อาจท�ำให้เกดิ โรคระบาดรุนแรงเพราะพชื ยังไม่มีวิวฒั นาการความต้านทานตอ่ เชือ้ ดงั กลา่ ว ดังกรณีการระบาด
ของโรคในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น โรคไหม้ในเกาลัด (chestnut blight) เกิดจากเชื้อรา Cryphonectria
parasitica, โรค Dutch elm disease เกิดจากเชื้อรา Ophiostoma novo-ulmi, โรคแคงเกอร์ในพชื ตระกลู
สม้ เกดิ จากแบคทเี รยี Xanthomonas citri subsp. citri
บทที่ 1 นเิ วศวิทยาและการระบาดของโรคพชื 11
ดร.พัชรวิภา ใจจักรคำ�
รปู แบบการระบาดของโรค
ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่ท�ำให้เกิดการระบาดของโรคสามารถแสดงออกมาในรูปแบบ
การระบาด (pattern) และอัตราการระบาด (rate) ซ่ึงรูปแบบการระบาดตามระยะเวลาสามารถแสดงในรูป
กราฟทเ่ี รยี กว่า disease-progress curve โดยจะแสดงพัฒนาการของการระบาด เช่น จ�ำนวนแผล ปริมาณ
เนอ้ื เยอื่ ทเี่ ปน็ โรค หรอื จำ� นวนตน้ ทเ่ี ปน็ โรค ในชว่ งระยะเวลาหนงึ่ จดุ เรมิ่ ตน้ และรปู รา่ งของกราฟจะทำ� ใหท้ ราบถงึ
ช่วงเวลาที่เช้ือสาเหตุโรคเริ่มปรากฏ ปริมาณของเช้ือสาเหตุโรค การเปลี่ยนแปลงระดับความต้านทานของพืช
อาศัยในช่วงการเจริญ สภาพอากาศท่ีการระบาดเกิดขึ้น และประสิทธิภาพของการควบคุมโรคด้วยวิธีต่าง ๆ
นอกจากน้ียังสามารถใช้ข้อมูล disease-progress curve ในการพยากรณ์โรคและการตัดสินใจเลือกวิธีการ
ควบคมุ โรคท่ดี ที ี่สดุ ซึง่ เหมาะสมกับโรคที่เกิดในช่วงเวลานน้ั
ต�ำแหน่งพ้ืนท่ีเพาะปลูกและช่วงเวลาปลูกที่ต่างกันมีผลให้ disease-progress curve แตกต่างกันได้
เนื่องจากสภาพอากาศหรือพันธุ์พืชต่างกัน แต่โดยทั่วไปรูปแบบของกราฟจะมีลักษณะเฉพาะตามกลุ่มของโรค
แบง่ เปน็ 3 รปู แบบ ได้แก่
1. saturation-type curve (ภาพท่ี 1.5A) เป็นลกั ษณะของกราฟแสดงการพฒั นาการระบาดของโรค
แบบ monocyclic เชน่ โรคเห่ยี วเกดิ จากเชื้อรา Fusarium หรอื Verticillium
2. sigmoid curve (ภาพท่ี 1.5B) เป็นลักษณะของกราฟแสดงการพัฒนาการระบาดของโรคแบบ
polycyclic เช่น โรคใบไหม้ในมันฝรงั่ (potato late blight) เกิดจากเช้ือรา Phytophthora infestans
3. bimodal curve (ภาพที่ 1.5C) เป็นลักษณะของกราฟแสดงการพัฒนาการระบาดของโรคแบบ
bimodal polycyclic เชอ้ื สาเหตโุ รคเขา้ ทำ� ลายพชื หลายสว่ นในชว่ งเวลาตา่ งกนั เชน่ โรคเนา่ ของผลไมเ้ มลด็ แขง็
(brown rot of stone fruit) เกิดจากเช้ือรา Monilinia เข้าท�ำลายบริเวณดอกและผลของบ๊วย ท้อ เชอรี่
เปน็ ต้น
รูปแบบการระบาดตามระยะทาง (spatial pattern) สามารถแสดงในรูปกราฟท่ีเรียกว่า disease-
gradient curve โดยจะแสดงพัฒนาการของการระบาด เช่น จ�ำนวนแผล ปรมิ าณเนื้อเยอ่ื ท่เี ป็นโรค หรือจ�ำนวน
ตน้ ทเ่ี ปน็ โรค ในชว่ งระยะทางหนงึ่ ซง่ึ การแพรก่ ระจายของเชอื้ สาเหตโุ รคเปน็ ปจั จยั สำ� คญั ทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ รปู แบบ
การระบาดตามระยะทาง โดยท่วั ไปบริเวณที่ใกลแ้ หล่งของเชื้อสาเหตุโรค (source of inoculum) จะมปี รมิ าณ
ของโรคมาก และจะลดลงตามระยะทางท่ีห่างจากแหล่งของเชื้อสาเหตุโรค ท�ำให้ disease-gradient curve
ส่วนมากมีลักษณะคล้ายกัน โดยจ�ำนวนต้นพืชท่ีเป็นโรคและความรุนแรงของโรคจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อห่าง
จากแหล่งของเช้ือสาเหตุโรคในช่วงระยะใกล้ แต่ในช่วงระยะทางที่ไกลจากแหล่งของเชื้อสาเหตุโรคออกไป
จ�ำนวนตน้ พชื ท่ีเป็นโรคและความรุนแรงของโรคจะค่อย ๆ ลดลง (ภาพท่ี 1.6)
12 หลักการควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ภาพท่ี 1.5 รูปแบบของ disease-progress curve ที่แตกตา่ งกนั ตามกลุ่มของโรค
การพฒั นาการระบาดของโรคแบบ monocyclic 3 โรคทมี่ ีอตั ราการระบาด (rate) แตกตา่ งกัน (A),
การพฒั นาการระบาดของโรคแบบ polycyclic (B) และการพัฒนาการระบาดของโรคแบบ
bimodal polycyclic (C)
ท่ีมา: Agrios (2005)
ภาพที่ 1.6 รูปแบบของ disease–gradient curve
ท่ีมา: Agrios (2005)
บทที่ 1 นิเวศวิทยาและการระบาดของโรคพืช 13
ดร.พัชรวภิ า ใจจักรคำ�
การพัฒนาการระบาดของโรค
การระบาดของโรคสามารถเกิดขึ้นได้ในโรงเรือน สวน หรือแปลงขนาดเล็ก แต่โดยมากการระบาดของ
โรคจะหมายถึงเช้ือสาเหตุโรคแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเกิดโรครุนแรงในพ้ืนที่ปลูกพืชเป็นบริเวณกว้าง
เช่น แปลงขนาดใหญ่ พ้ืนที่ของประเทศหรือทวีป การระบาดของโรคมีหลายองค์ประกอบมาเก่ียวข้อง
องคป์ ระกอบทหี่ นงึ่ คอื มกี ารปลกู พชื ชนดิ เดยี วกนั ซงึ่ มพี นั ธกุ รรมเหมอื นกนั เปน็ บรเิ วณกวา้ ง องคป์ ระกอบทสี่ องคอื
มเี ชอื้ สาเหตโุ รคสายพนั ธร์ุ นุ แรงในพนื้ ทป่ี ลกู สององคป์ ระกอบนเ้ี กดิ ขน้ึ พรอ้ มกนั ในหลายพน้ื ทโ่ี ดยทว่ั ไปเปน็ ปกติ
ท�ำให้พ้ืนที่เพาะปลูกเหล่าน้ีมีโรคเกิดบ้างเฉพาะแห่ง ความเสียหายของพืชไม่มาก ความรุนแรงของโรคแตก
ต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่ไม่มีการระบาดของโรคเกิดข้ึน การระบาดของโรคจะเกิดขึ้นเม่ือมีองค์ประกอบท่ีสาม
คือสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสม ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น ลม และแมลงพาหะ เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะท่ีพืชอยู่
ในระยะอ่อนแอต่อโรค และเชื้อสาเหตุโรคอยู่ในช่วงการเพ่ิมจ�ำนวนและแพร่กระจาย โดยลมหรือแมลงพาหะ
จะพาเช้ือสาเหตุโรคไปยังพืชท่ีอยู่ในระยะอ่อนแอต่อโรค อุณหภูมิและความช้ืนที่เหมาะสมจะท�ำให้เชื้อสาเหตุ
โรคงอกและเข้าท�ำลายพืชได้ ถ้าสภาพอากาศยังคงเหมาะสมต่อไปเชื้อสาเหตุโรคจะเจริญเติบโตและสร้างส่วน
ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ท�ำให้มีส่วนขยายพันธุ์เป็นจ�ำนวนมาก ลมจะมีส่วนช่วยในการพัดพาส่วนขยายพันธุ์
ไปยงั พชื
การระบาดของโรคพชื ท่ีรนุ แรงนนั้ สภาพอากาศท่ีเหมาะสมตอ่ การเกิดโรคจะเกดิ ขน้ึ ซ้�ำ ๆ อย่างสม�ำ่ เสมอ
และเกิดขึ้นครอบคลุมพื้นท่ีเป็นบริเวณกว้าง กรณีของแปลงขนาดเล็กท่ีพืชไม่เคยเป็นโรครุนแรง แต่หากมีเชื้อ
สาเหตุโรคชนิดใดชนิดหน่ึงอยู่ เชื้อดังกล่าวอาจใช้เวลาระยะหน่ึงในการเข้าท�ำลายพืชหลายรอบจนกระท่ัง
มปี รมิ าณเชอ้ื มากพอทจี่ ะทำ� ใหพ้ ชื เกดิ โรครนุ แรงในแปลงนนั้ อกี ทงั้ ยงั สามารถแพรก่ ระจายไปยงั แปลงทอี่ ยไู่ มไ่ กล
ซึ่งสามารถท�ำให้เกิดการระบาดรุนแรงเป็นบริเวณกว้างได้ อย่างไรก็ตามโดยปกติสภาพอากาศที่เหมาะสม
ต่อการเกิดโรคครอบคลุมพ้ืนท่ีเป็นบริเวณกว้างมักไม่เกิดขึ้นบ่อย จึงไม่ค่อยมีการระบาดของโรคพืชท่ีรุนแรง
เปน็ บริเวณกว้าง แตม่ ักจะพบการระบาดเลก็ น้อยในแปลงหรอื ภายในเขตพื้นที่ไดบ้ อ่ ยกว่า
การประเมินปรมิ าณของโรค
1. disease incidence หรอื เปอร์เซน็ ต์การเกดิ โรค
หมายถงึ สดั สว่ นของตน้ พชื (หรอื สว่ นของพชื เชน่ ใบ ลำ� ตน้ กงิ่ ผล) ทแี่ สดงอาการโรคจากจำ� นวนพชื หรือ
สว่ นของพืชทั้งหมดทที่ ำ� การตรวจสอบ
ตัวอยา่ งท่ี 1: ในแปลงมตี น้ ขา้ วโพด 100 ตน้ เปน็ โรคราน้ำ� ค้าง 20 ตน้
disease incidence ในกรณีนี้เท่ากบั 20%
ตัวอยา่ งท่ี 2: น�ำใบพืชมาตรวจสอบทง้ั หมด 100 ใบ พบวา่ มีอาการโรคใบจุด 50 ใบ
disease incidence ในกรณนี ี้เทา่ กบั 50%
การประเมิน disease incidence ท�ำได้งา่ ยและรวดเร็ว จึงเปน็ ทน่ี ิยมใชใ้ นการศกึ ษาการระบาดของโรค
เพอ่ื ประเมนิ การแพร่กระจายของโรคในแปลงปลกู ในเขตพ้นื ท่ี หรือในประเทศ
14 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
2. disease severity หรือความรุนแรงของโรค
หมายถงึ สดั สว่ นของพ้นื ทท่ี ีแ่ สดงอาการโรคตอ่ พ้ืนท่ีทัง้ หมด หรอื ขนาดจริงของพืน้ ทที่ ่ีแสดงอาการโรค
ตวั อย่างที่ 1: ใบพืชมีขนาดแผล 3 ตารางเซนตเิ มตร จากพนื้ ที่ใบทัง้ หมด 60 ตารางเซนตเิ มตร
disease severity ในกรณนี ้ีเทา่ กับ 5%
ตวั อยา่ งท่ี 2: ใบพืชมขี นาดแผล 10.1 ตารางเซนตเิ มตร
disease severity ในกรณีน้เี ท่ากับ 10.1 ตารางเซนติเมตร
การประเมิน disease severity จะค่อนข้างยากกว่า disease incidence นิยมใช้การประเมินด้วย
สายตา 4 รูปแบบ ดังนี้
2.1 ประเมินโดยตรง ผู้ประเมนิ ประมาณความรุนแรงของโรคระหว่างคา่ 0-100% โดยไมไ่ ด้ใช้เครอ่ื งมอื
ใดมาช่วยประเมนิ มักใช้วธิ นี ี้กบั โรคทางใบทีม่ อี าการแผลเซลล์ตาย (necrotic) หรือแผลซดี เหลือง (chlorotic)
2.2 ประเมินโดยตรงร่วมกับการใช้ disease diagram (standard area diagram) ผู้ประเมิน
ประมาณความรุนแรงของโรคระหว่างค่า 0-100% โดยใช้แผ่นภาพที่แสดงความรุนแรงของโรคในระดับต่าง ๆ
มาชว่ ยในการประเมิน ดังตวั อยา่ ง disease diagram ท่ใี ช้ประเมินโรคราแปง้ ขององุน่ (ภาพที่ 1.7)
ภาพที่ 1.7 ตวั อย่าง disease diagram ในการประเมินโรคราแปง้ ขององนุ่
ที่มา: Taksonyi et al. (2013)
2.3 ประเมินด้วย disease scale ผู้ประเมินประมาณความรุนแรงของโรคด้วยระดับตัวเลขท่ีเป็น
ตัวแทนของช่วงความรุนแรงระดับตา่ ง ๆ
ตัวอย่าง: ใบพืชมีขนาดแผลประมาณ 10% ของพื้นท่ีใบ จะมีความรุนแรงท่ีระดับ 3 โดยประเมินจาก
Horsfall-Barratt scale (ตารางที่ 1.1)
2.4 ประเมินด้วย ordinal rating scale การประเมินความรุนแรงของโรคบางอย่างท�ำได้ยาก
โดยเฉพาะอาการทเี่ กดิ ทวั่ ทงั้ ตน้ (systemic) จากการเขา้ ทำ� ลายของไวรสั และโรคทเ่ี กดิ กบั ระบบราก จงึ นยิ มใช้
ordinal rating scale ในการประเมิน โดยใช้ระดับตัวเลขเป็นตัวแทนความรุนแรงของอาการโรคท่ีเกิดขึ้น
ดงั ตวั อยา่ ง ordinal rating scale ท่ีใช้ประเมินโรคเน่าระดับดินของต้นกล้า (damping-off) ท่ีเกิดจากเชื้อรา
Rhizoctonia solani (ตารางที่ 1.2)
บทที่ 1 นิเวศวทิ ยาและการระบาดของโรคพชื 15
ดร.พัชรวิภา ใจจกั รคำ�
ตารางที่ 1.1 Horsfall-Barratt scale ในการประเมนิ ความรนุ แรงของโรค
ระดบั ความรุนแรงของโรค (%)
00
1 0+-3
2 3+-6
3 6+-12
4 12+-25
5 25+-50
6 50+-75
7 75+-88
8 88+-94
9 94+-97
10 97+-100
11 100
ท่ีมา: ดัดแปลงจาก Madden et al. (2007)
ตารางท่ี 1.2 Ordinal rating scale ในการประเมินความรุนแรงของโรคเน่าระดับดินของต้นกล้าที่เกิดจาก
เชอื้ รา Rhizoctonia solani
ระดบั ลกั ษณะอาการ
1 ไมม่ ีอาการโรค
2 มีแผลขนาดเลก็ ทรี่ ากหรอื ลำ� ตน้
3 มีแผลขนาดใหญท่ รี่ ากหรอื ล�ำต้น
4 อาการเน่าหลงั การงอก (post-emergence damping-off)
5 อาการเน่าก่อนการงอก (pre-emergence damping-off)
ท่ีมา: ดัดแปลงจาก Krause et al. (2001)
16 หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
บรรณานกุ รม
คณาจารย์ภาควิชาพืชไร่นา. 2559. ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พืชไร่. ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.
คณาจารย์ภาควิชาโรคพืช. 2559. บทปฏิบัติการโรคพืชวิทยาเบ้ืองต้น. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร,์ กรุงเทพฯ.
ชัชวาล จันทราสุริยารัตน์. 2559. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพืชกับจุลินทรีย์ระดับโมเลกุล. บริษัท ยูโอเพ่น จ�ำกัด,
ปทุมธาน.ี
พัฒนา สนธริ ตั น, ประไพศรี พิทกั ษไ์ พรวัน, ธนวฒั น์ ก�ำแหงฤทธริ งค,์ วริ ัช ชบู ำ� รงุ และอบุ ล คอื ประโคน. 2537.
ดรรชนโี รคพชื ในประเทศไทย. ปรับปรงุ คร้ังท่ี 3. กองโรคพืชและจลุ ชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร.
สมศิริ แสงโชติ. มปป. การประเมินโรค. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.
(อดั ส�ำเนา)
สดุ สายสนิ แก้วเรอื ง. 2553. ระบบการใหน้ �ำ้ แบบใชน้ ำ้� น้อย. ขา่ วสารเกษตรศาสตร์ 55 (3): 24-37.
Agrios, G.N. 2005. Plant Pathology. 5th ed. Elsevier Academic Press, Massachusetts.
Campbell, C.L. and L.V. Madden. 1990. Introduction to Plant Disease Epidemiology. John Wiley
& Sons, Inc., New York.
Geng, S. 1997. Biometrics in Agricultural Science. Kendall Hunt Publishing Company, Iowa.
Goto, M. 1992. Fundamentals of Bacterial Plant Pathology. Academic Press, INC., California.
Krause, M.S., L.V. Madden, H.A.J. Hoitink. 2001. Effect of potting mix microbial carrying capacity
on biological control of Rhizoctonia damping-off of radish and Rhizoctonia crown and root
rot of Poinsettia. Phytopathology 91 (11): 1116-1123.
Madden, L.V., G. Hughes and F.V.D. Bosch. 2007. The Study of Plant Disease Epidemics.
American Phytopathological Society, Minnesota.
Samuels, M.L. and J.A. Witmer. 2003. Statistics for the Life Sciences. Prentice Hall, New Jersey.
Sharma, P.D. 2013. Plant Pathology. Rastogi Publications, New Delhi.
Taksonyia, P., L. Kocsisa, K.K. Mátyasb and J. Taller. 2013. The effect of quinone outside inhibitor
fungicides on powdery mildew in a grape vineyard in Hungary. Scientia Horticulturae 161:
233-238.
Williams, S.D., M.J. Boehm and T.K. Mitchell. 2017. Fungal and fungal-like diseases of plants. Available
Source: https://ohioline.osu.edu/factsheet/plpath-gen-7, September 19, 2017.
บทที่ 1 นิเวศวทิ ยาและการระบาดของโรคพชื 17
ดร.พชั รวิภา ใจจักรค�ำ
ปฏิบตั กิ าร
นิเวศวทิ ยาและการระบาดของโรคพืช
1. ประเมิน disease severity (ความรนุ แรงของโรค) จากตวั อยา่ งโรคพืชทนี่ �ำมาแสดงในห้องปฏิบตั ิการ
1.1 ประเมินดว้ ยสายตา
1.2 ประเมินโดยใชต้ าราง
1.3 เปรียบเทียบ disease severity ระหว่างการประเมินด้วยสายตาและการประเมินโดยใช้ตารางด้วย
การวิเคราะห์ข้อมลู ทางสถิตแิ บบ paired t-test
ตารางที่ 1 การประเมนิ ความรุนแรงของโรค………………………ที่เกดิ จาก………………………โดยใชต้ าราง
ตัวอยา่ ง พื้นที่ใบที่เป็นโรค (ชอ่ ง) พน้ื ท่ใี บทัง้ หมด (ช่อง) ความรุนแรงของโรค (%)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
ตารางท่ี 2 การประเมนิ ความรุนแรงของโรค……………..……ทีเ่ กดิ จาก…………..………ดว้ ยสายตาและใชต้ าราง
ตัวอย่าง ความรนุ แรงของโรค (%) d = y1 - y2 d2
1 ประเมินดว้ ยสายตา (y1) ประเมนิ โดยใช้ตาราง (y2)
2
3
4
5
6
7
8
9
10
ผลรวม (∑) ∑y1 = ∑y2 = ∑di = ∑di2 =
ค่าเฉลี่ย ∑y1 / r = ∑y2 / r = d = ∑di / r = -
18 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
Sd2 = [∑di2 – (∑di)2 / r] / (r - 1)
SEd = (Sd2 / r)1/2
t = d / SEd
y1 คือ ความรุนแรงของโรคทป่ี ระเมนิ ดว้ ยสายตา
y2 คือ ความรนุ แรงของโรคท่ีประเมินโดยใช้ตาราง
d คือ ความแตกต่างระหว่าง y1 และ y2
r คือ จำ� นวนคขู่ องตัวอย่างท่ีเปรียบเทียบ
Sd2 คอื variance หรอื ความแปรปรวนของ d
SEd คือ standard error หรือความคลาดเคล่อื นมาตรฐานของ d
df = r - 1
การทดสอบสมมตุ ิฐานทางสถติ ิ Ho: µd = 0
H1: µd ≠ 0
ถ้า I tcalculated I > tcritical จึงปฏิเสธ Ho สรุปว่าความรุนแรงของโรคจากการประเมินด้วยสายตาและ
การประเมินโดยใช้ตารางมีความแตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำ� คัญทางสถิติ
ถ้า I tcalculated I < tcritical ไมส่ ามารถปฏิเสธ Ho สรุปวา่ ความรุนแรงของโรคจากการประเมนิ ด้วยสายตาและ
การประเมนิ โดยใช้ตารางไมม่ ีความแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สำ� คัญทางสถิติ
บทที่ 1 นิเวศวิทยาและการระบาดของโรคพชื 19
ดร.พัชรวภิ า ใจจกั รค�ำ
2บทที่
หลักการควบคมุ โรคพืชและกลยุทธก์ ารจัดการโรคพืช
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อนงคน์ ชุ สาสนรกั กิจ
โรคพืชคือ การท่ีพืชมีลักษณะอาการผิดปกติเกิดขึ้นได้กับส่วนต่าง ๆ ของพืชทั้งต้น ซึ่งโรคพืชมีสาเหตุ
หลกั 2 ประการคอื
1. โรคพืชท่ีเกิดจากส่ิงมชี วี ติ เช่น เชอ้ื รา แบคทเี รีย ไส้เดอื นฝอย ไฟโตพลาสมา ไวรสั และไวรอยด์
2. โรคพืชที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตหรือโรคพืชท่ีเกิดจากความผิดปกติของสภาพแวดล้อม เช่น การขาดธาตุ
อาหาร มลภาวะ อุณหภมู ิ ความเคม็ ความเปน็ กรด-ด่างของดนิ
การทพี่ ชื เกดิ โรคไดม้ ีปจั จยั ที่ส�ำคัญ 3 ปจั จยั ทีส่ ัมพันธก์ ัน เรียกว่า สามเหล่ยี มโรคพชื (disease triangle)
(ภาพที่ 2.1) ซง่ึ ประกอบด้วย
1. เช้ือสาเหตุโรค ต้องมคี วามรุนแรงและมปี ริมาณมากพอ
2. พืช (อาศยั ) ตอ้ งมีความออ่ นแอ
3. สภาพแวดลอ้ ม ตอ้ งมคี วามเหมาะสมในการเกิดโรค
ปัจจยั การเกิดโรคทั้ง 3 อยา่ งนี้ต้องมีความสมั พันธ์กนั หรอื มีปฏิกริ ิยาต่อกันพชื จงึ เกดิ โรคได้ เช่น ปฏิกริ ยิ า
ระหว่างเช้ือโรคกับพืชอาศัย ระหว่างเชื้อโรคกับสภาพแวดล้อม ระหว่างเชื้อโรคกับเวลา กล่าวคือเชื้อสาเหตุ
โรคพืชต้องมีความรุนแรงประกอบกับสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น เหมาะกับการงอก
ของสปอร์เช้ือรา ในขณะเดียวกันพืชต้องมีความอ่อนแอ อาศัยเวลาการเกิดโรคท่ีพอเหมาะ ท�ำให้เช้ือสามารถ
เข้าท�ำลายและก่อให้เกิดโรคกับพืชได้ หากเช้ือสาเหตุโรคมีความรุนแรง พืชอาศัยอ่อนแอ แต่สภาพแวดล้อม
ไม่เหมาะสม พืชไม่เป็นโรค และหากเชื้อโรคอ่อนแอ พืชไม่แข็งแรง แต่สภาพแวดล้อมเหมาะสม เช้ือสาเหตุนั้น
กไ็ มส่ ามารถก่อโรคไดเ้ ช่นกัน
ภาพที่ 2.1 สามเหลี่ยมโรคพชื (disease triangle)
20 หลกั การควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ความรนุ แรงของการเกดิ โรคพชื ในอดตี สรา้ งความเสยี หายใหก้ บั ชาวโลกเปน็ อยา่ งมาก เชน่ โรค late blight
ของมันฝร่ัง เกิดจากเช้ือรา Phytophthora infestans ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1840 ในยุโรปทางตอนเหนือ
คือประเทศเยอรมนี มีผลท�ำให้ผู้คนเกิดการขาดอาหารเป็นจ�ำนวนมาก ท�ำให้ชาวไอริชมากกว่า 1.5 ล้านคน
ต้องอพยพไปอเมรกิ าเหนอื และออสเตรเลยี เปน็ ผลมาจากการเปลยี่ นแปลงสภาพแวดลอ้ มของเกษตรกรทห่ี นั มา
ปลกู พชื ชนดิ เดยี ว (monoculture หรอื monocropping) ในพน้ื ทท่ี ก่ี วา้ งใหญ่ ทำ� ใหโ้ รคเกดิ การระบาดอยา่ งรนุ แรง
หลังจากการค้นพบสาเหตุของโรคพืชในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ท�ำให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์
ระหว่างพืชและเชื้อสาเหตุโรคมากขึ้น สามารถพัฒนาวิธีการที่หลากหลายในการควบคุมโรคพืช หลักการทั่วไป
เก่ียวกบั การควบคมุ โรคพชื เพอื่ ชว่ ยในการจดั การกบั ปญั หาใหม่ ๆ เกย่ี วกบั การเพาะปลกู พชื ในทกุ สภาพแวดล้อม
มีการตีความเป็นครั้งแรกโดย H. H. Whetzel ในปี ค.ศ.1929 และมีการปรับแก้โดยผู้เขียนอีกหลายท่าน
ในชว่ งหลายปที ผ่ี า่ นมา และไดร้ บั การนำ� มาใชส้ อนใหก้ บั นกั โรคพชื ทวั่ โลก หลกั การควบคมุ โรคพชื นเ้ี ปน็ ทร่ี จู้ กั กนั
โดยทวั่ ไป และได้รบั การเสนอโดยคณะกรรมการของ US National Academy of Sciences ในปี ค.ศ.1968
ดังนี้
หลักการควบคมุ โรคพืช (Traditional Principles of Plant Disease Control)
1. การหลีกเลีย่ งโรค (Avoidance)
2. การกดี กันโรค (Exclusion)
3. การก�ำจดั โรค (Eradication)
4. การป้องกันการเกิดโรค (Protection)
5. การตา้ นทานโรค (Resistance)
6. การรักษา (Therapy)
รายละเอียดของหลักการควบคมุ โรคพชื ดงั นี้
1. การหลกี เลย่ี งโรค (Avoidance) เปน็ การหลกี เลยี่ งการเกดิ โรคโดยการเลอื กชว่ งเวลาปลกู ทเี่ หมาะสม
หรือเลอื กพ้นื ทป่ี ลูกทไ่ี มม่ ีเช้ือสาเหตุโรค หรอื พืน้ ทีท่ ่ีสภาพแวดลอ้ มไมเ่ อือ้ อำ� นวยต่อการตดิ เชื้อโรค เช่น
1.1 การเลือกช่วงเวลาในการปลูกพืช เป็นการหลีกเล่ียงการเกิดโรคในช่วงเวลาที่มีพืชอาหารจ�ำนวน
มากได้ เช่น การปลูกเลอ่ื นเวลาออกไป 1-2 สัปดาห์ การเลื่อนวนั ปลูกเปน็ การท�ำให้เช้ือสาเหตโุ รคพชื ขาดอาหาร
และต้องต่อสู้กับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น อุณหภูมิและความชื้นท่ีไม่เหมาะกับการเจริญเติบโต
แพรข่ ยายพนั ธ์ขุ องเช้อื สาเหตโุ รค
1.2 การเลือกพันธุ์และสถานที่ปลูก ควรเลือกสถานที่ปลูกพืชท่ีไม่มีการรายงานการระบาดของ
โรคพืชท่ีส�ำคัญทางเศรษฐกิจกับพืชท่ีก�ำลังจะปลูก และเลือกเมล็ดพันธุ์ท่ีสะอาดปราศจากเชื้อโรค มีการรับรอง
เมลด็ พนั ธป์ุ ลอดโรคจากหนว่ ยงานทเี่ ชอื่ ถอื ได้ การเลอื กพนั ธพ์ุ ชื ทแ่ี ขง็ แรง ตา้ นทานโรค ทนทานกบั สภาพแวดล้อม
หรอื เลือกพันธุท์ ีใ่ ห้ผลผลติ เร็วสามารถเก็บเกย่ี วผลผลติ ได้ก่อนการระบาดของโรค เปน็ ตน้
1.3 การท�ำความสะอาดแปลงปลูกพืช วิธีการน้ีเป็นการลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคพืชในแปลงปลูก
ได้เปน็ อยา่ งดี เชน่ การเก็บเศษซากพชื วชั พืช และพชื อาศัยอืน่ ทีเ่ ปน็ alternate host ออกจากแปลงปลกู และ
ทำ� ลาย เปน็ การหลกี เล่ียงการปนเปื้อนของเชื้อสาเหตโุ รคใหก้ บั พืชปลูกได้เป็นอย่างดี
บทที่ 2 หลกั การควบคุมโรคพืช 21
และกลยทุ ธก์ ารจดั การโรคพืช
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อนงคน์ ชุ สาสนรักกจิ
2. การกีดกันโรค (Exclusion) เป็นการกดี กนั การนำ� เชื้อโรคมาสแู่ ปลงปลูก เช่น
2.1 การใช้วิธีการทางกฎหมาย ก�ำหนดชนิดพืชหรือชนิดของเชื้อสาเหตุโรคท่ีห้ามน�ำเข้าประเทศ
โดยผ่านการกักกนั พืช (plant quarantine) และกระบวนการส่งสนิ ค้า เพ่ือยบั ย้งั การน�ำเข้าและการแพร่ระบาด
ของเชือ้ สาเหตุโรคท่ีตดิ มากับส่วนของพืชหรอื วัสดปุ ลูก
2.2 การก�ำจัดเชื้อสาเหตุโรคที่ติดมากับส่วนขยายพันธุ์พืช เช่น เมล็ด หัว ท่อนพันธุ์ สามารถท�ำได้
หลายวิธี เช่น การคลุกเมล็ดด้วยสารเคมี การแช่ท่อนพันธุ์ในน�้ำร้อน เพ่ือเป็นการก�ำจัดเช้ือโรคพืชท่ีติดมาก่อน
ปลกู ลงในแปลง เปน็ การลดการเกดิ โรคได้
2.3 การก�ำจัดแมลงพาหะ โรคพืชหลายชนิดมีแมลงเป็นพาหะในการน�ำโรค ดังนั้นการป้องกันหรือ
กีดกนั การนำ� เชอื้ สาเหตเุ ข้ามาสู่แปลงปลกู ควรกำ� จดั แมลงพาหะ เช่น การใชส้ ารเคมีก�ำจดั แมลง เพอ่ื ช่วยลดการ
แพรร่ ะบาดของโรคมายงั แปลงปลูกใหม่
3. การก�ำจัดโรค (Eradication) คือ การท�ำลายเช้ือสาเหตุโรค ท�ำให้เชื้อโรคไม่สามารถก่อโรคได้
การกำ� จัดโรคมีหลายวิธี เช่น
3.1 การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี (biological control) คือการน�ำส่ิงมีชีวิตหรือเชื้อจุลินทรีย์
มาควบคุมประชากรของเชื้อสาเหตุโรคพืช หรือเป็นการใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมเช้ือสาเหตุโรคพืช ในปัจจุบัน
วิธกี ารนไี้ ดใ้ ชก้ นั แพรห่ ลายเปน็ อยา่ งมาก เนอื่ งจากเปน็ การลดการใชส้ ารเคมใี นระบบการผลติ พชื การใชส้ ารเคมี
อาจเป็นตัวการส�ำคัญในการท�ำลายศัตรูธรรมชาติของเช้ือโรคพืช เน่ืองจากการควบคุมกันโดยธรรมชาติ
มักเกิดบนพื้นท่ีท่ีมีทั้งเชื้อโรคพืชและเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ เช่น ใบพืช ดังนั้นการใช้สารเคมีอาจเป็นการเสี่ยงที่
สารเคมีเข้าไปท�ำลายเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ท�ำให้เชื้อท่ีมีประโยชน์ตายไปด้วย เกิดการไม่สมดุลขึ้นในธรรมชาติ
ปฏิกิริยาระหวา่ งเชอื้ โรคและเช้อื จุลินทรีย์ปฏปิ ักษ์ มดี ังน้ี
3.1.1 การเป็นปรสิต (parasitism) คือ การที่เชื้อปฏิปักษ์เข้าท�ำลายเชื้อสาเหตุโรคพืชโดยตรง
เชน่ ดูดกินสารอาหารจากเชือ้ ราสาเหตโุ รคพชื เช่น การท่ีเส้นใยของเชือ้ รา Trichoderma harzianum ทำ� ลาย
เชอ้ื รา Rhizoctonia solani ใชค้ วบคมุ โรครากเน่าของฝา้ ย เปน็ ตน้
3.1.2 การเป็นผู้ล่าหรือตัวห้�ำ (predator) ของเช้ือสาเหตุโรคพืช เป็นการกินทั้งตัวโดยสัตว์ไม่มี
กระดูกสนั หลัง เชน่ ไส้เดือนฝอยกนิ แบคทีเรีย ไสเ้ ดอื นฝอยตวั ห�ำ้ เชน่ Mononchus sp., Mononchoides sp.
ใช้ในการควบคุมไส้เดือนฝอยรากปม (Meloidogyne spp.) นอกจากน้ียังมีส่ิงมีชีวิตจ�ำพวกอมีบาที่กินเส้นใย
และสปอรข์ องเช้ือรา รวมถงึ ยสี ตด์ ้วย
3.1.3 การแข่งขัน (competition) การแข่งขันกันเองระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ต้องการพื้นท่ีและ
แหล่งอาหารเดียวกันในการเจรญิ เตบิ โตมกั เกดิ กบั สง่ิ มีชีวิตทมี่ ีความสมั พนั ธก์ นั เช่น แบคทีเรียและยีสตส์ ามารถ
ลดการงอกของสปอร์ของเชอ้ื ราไดโ้ ดยการแข่งขันกันครอบครองพน้ื ทีเ่ พ่ือแย่งอาหารบนใบพืชเดียวกนั เปน็ ต้น
3.1.4 การชักน�ำให้เกิดความต้านทาน (induced resistance) ในรูปของ cross-protection
ที่ซึง่ พืชถกู เช้อื ท่ีเปน็ สายพันธุ์ออ่ นแอเข้าทำ� ลาย อัตราความเขม้ ข้นของเชอื้ ต่�ำ หรอื ไดร้ บั การกระตนุ้ จากสารเคมี
ให้พืชเกดิ การสร้างภมู คิ ุ้มกัน ท�ำใหเ้ กิดความต้านทานต่อเชอ้ื โรคได้
3.1.5 การสร้างสารปฏิชีวนะ (antibiotic) สารปฏิชีวนะเป็นสารเคมีท่ีผลิตจากจุลินทรีย์
ซงึ่ มีผลในการทำ� ลายสงิ่ มีชีวติ หรอื ยับยง้ั การเจรญิ เตบิ โตของจลุ นิ ทรยี ์ชนดิ อื่น ๆ เชน่ เช้อื แบคทีเรยี และเชื้อรา
22 หลักการควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
3.2 การปลูกพืชหมุนเวียน (crop rotation) เป็นการตัดวงจรชีวิตของเชื้อสาเหตุโรค ไม่ให้เชื้อ
สาเหตุโรคได้มีอาหารในการด�ำรงชีวิต ส่งผลให้เชื้อไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อเน่ืองได้ดี การเลือกพืชมาปลูกเป็น
พืชหมุนเวียนเป็นสิ่งจ�ำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรต้องมีข้อมูลว่าพืชชนิดใดที่สามารถน�ำมาปลูกเป็นพืชหมุนเวียน
แล้วช่วยลดการเกิดโรคลงได้ หากเลือกพืชท่ีเป็นพืชอาหารของเชื้อสาเหตุโรคนั้น ๆ มาปลูกเป็นพืชหมุนเวียน
ไม่เพียงแต่ท�ำให้โรคไม่ลดลงแล้วยังเป็นการเพิ่มประชากรของเชื้อโรคด้วย โดยท่ัวไปเกษตรกรนิยมปลูกพืช
ตระกูลถั่วหลังนาเพ่ือช่วยบ�ำรุงดิน การปลูกพืชหมุนเวียนให้ได้ผลดีต้องมีช่วงระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เช่น หากต้องการก�ำจัดไส้เดือนฝอย Ditylenchus dipsaci ในหอมควรปลูกแครอท ผักกาดหอม หรือผักขม
เป็นพืชหมนุ เวียนเปน็ เวลาอยา่ งนอ้ ย 2 ปี
3.3 การควบคมุ โรคพืชด้วยวธิ ีเขตกรรม (cultural practice หรอื cultural control) คือการปฏิบัติ
ต่อพืชด้วยวิธีการใดก็ตามท่ีมีผลท�ำให้ต้นพืชมีการเจริญเติบโตได้ดี แข็งแรง ให้ผลผลิตสูง ซึ่งอาจเป็นการปฏิบัติ
ต่อดิน ต้นพืชโดยตรง หรือปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของต้นพืช การควบคุมโรคพืช
ดว้ ยวธิ ีเขตกรรมท�ำไดห้ ลายวิธี เชน่ การทำ� ความสะอาดแปลงปลกู พืช การก�ำจดั พืชอาศัยรอง (alternate host)
การกำ� จดั วชั พชื กำ� จดั เศษซากพชื และท�ำลาย วิธีการนเี้ ปน็ การลดปริมาณเชอ้ื สาเหตุโรคพชื ในแปลงปลกู ได้เปน็
อยา่ งดี
3.4 การควบคุมโรคพืชโดยการใช้สารเคมี (chemical control) เปน็ วิธกี ารทไี่ ดผ้ ลอยา่ งรวดเรว็ และ
มปี ระสิทธภิ าพสงู แตค่ วรใช้เม่อื จ�ำเป็นและเป็นทางเลอื กสดุ ท้ายเทา่ นั้น การใช้สารเคมมี ากเกินไปในทกุ ประเทศ
ทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อม มลภาวะเปน็ พษิ เกดิ สภาวะเรือนกระจก การเกดิ พิษตกคา้ ง
ในผลผลิต ในแปลงปลกู แหลง่ นำ�้ สัตว์น้ำ� เกษตรกร และผู้บรโิ ภค ล้วนได้รบั ผลกระทบจากการใชส้ ารเคมที ั้งสิน้
แต่อย่างไรก็ตาม การงดไม่ใช้สารเคมีเลยในระบบการเกษตรนั้นเป็นส่ิงท่ียาก ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการพยายาม
ลดการใช้สารเคมีด้วยการหาวิธีการอ่ืน ๆ เข้ามาร่วมด้วยและน�ำไปสู่ระบบการจัดการโรคพืชนั่นเอง สารเคมีท่ี
ใชใ้ นการควบคมุ โรคพชื เช่น สารปอ้ งกนั ก�ำจดั เช้ือรา สารปอ้ งกนั กำ� จัดแบคทเี รีย สารปอ้ งกันกำ� จดั ไสเ้ ดอื นฝอย
และสารป้องกนั กำ� จดั แมลงพาหะ
3.5 การใช้ความร้อนในการก�ำจัดเช้ือสาเหตุโรคพืช เช่น การแช่ท่อนพันธุ์ หัวพันธุ์พืชในน�้ำร้อนใน
ช่วงอุณหภูมิและเวลาท่ีเหมาะสมของพืชแต่ละชนิด นอกจากน้ีการใช้ความร้อนจากแสงแดดก�ำจัดเชื้อโรคในดิน
(soil solarization) วิธีการน้ีเป็นการลดปริมาณเช้ือสาเหตุโรคพืชท่ีอยู่ในดิน (soil-borne pathogen) เช่น
ไสเ้ ดอื นฝอย เช้ือรา แบคทีเรีย และวชั พืชได้ การนำ� พลาสตกิ มาคลุมทผี่ วิ ดินช่วยเพ่มิ อณุ หภูมแิ ละประสิทธิภาพ
ในการก�ำจัดเชื้อโรคมากขึ้น แต่มีค่าใช้จ่ายท่ีสูงมากเช่นกัน วิธีการนี้นิยมใช้ในประเทศอิสราเอลและอีกหลาย
ประเทศ Pokharel (2011) รายงานวา่ การไถดินตากแดดท่อี ณุ หภูมิ 99 องศาฟาเรนไฮด์ (37 องศาเซลเซียส)
เปน็ เวลา 2-4 สปั ดาห์ สามารถยับยง้ั การงอกของวชั พชื ไดห้ ลายชนดิ รวมทั้งโรคพืชท่เี กิดจากเชอ้ื รา
การก�ำจัดเชื้อโรคพืชในดินด้วยวิธีนี้อุณหภูมิสูงข้ึนถึง 95-140 องศาฟาเรนไฮด์ (35-60 องศาเซลเซียส)
ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ความลึก สถานที่ และฤดูกาล เป็นต้น มีผลกับเช้ือราสาเหตุโรคพืชหลายชนิด เช่น
Verticillium dahliae ก่อให้เกดิ โรคเห่ียวในพชื หลายชนิด เช่น ฝา้ ย มะเขือเทศ มันฝรงั่ นอกจากนย้ี ังมีผลกับ
เช้ือ Fusarium spp., Phytophthora cinnamomi และสามารถลดประชากรของไส้เดือนฝอยได้หลายชนิด
เช่น ไสเ้ ดือนฝอยรากปม (Meloidogyne spp.) และ ไสเ้ ดือนฝอยรากแผล (Pratylenchus sp.) เปน็ ต้น
บทที่ 2 หลักการควบคมุ โรคพชื 23
และกลยุทธก์ ารจัดการโรคพืช
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อนงคน์ ชุ สาสนรักกจิ
4. การป้องกันการเกิดโรค (Protection) คือ การป้องกันการติดเชื้อโรคโดยการใช้สารเคมีท่ีเป็นพิษ
หรอื การสรา้ งส่ิงกดี ขวางการเขา้ ทำ� ลายของเชอ้ื โรค เช่น
การใช้สารเคมีคลุกเมล็ดเพื่อป้องกันการเข้าท�ำลายของเช้ือสาเหตุโรค หรือการใช้สารเคมีในการก�ำจัด
แมลงพาหะเพ่ือป้องกันการระบาดเข้ามาในแปลงของเช้ือสาเหตโุ รค เปน็ ตน้
นอกจากน้ีการป้องกันโรคโดยการจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช เช่น
การปลูกพืชให้มีระยะห่างท่ีเหมาะสมและการตัดแต่งก่ิง การปลูกพืชที่มีระยะใกล้กันมากเกินไป เม่ือพืชมี
การเจริญเติบโตทรงพุ่มใหญ่ข้ึน บดบังแสงแดดที่ส่องลงสู่พ้ืนดิน ท�ำให้ความชื้นสูงข้ึน อากาศไม่ปลอดโปร่ง
อุณหภูมิสูงขึ้น เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อสาเหตุโรค ดังน้ันควรปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับ
การเจริญเติบโตของพืช ยับยั้งการเจริญของเชื้อโดยการตัดแต่งกิ่งให้ปลอดโปร่ง มีการถ่ายเทอากาศได้ดี
ทำ� ให้ความชน้ื ลดลงช่วยลดการเกดิ โรคได้
การบ�ำรุงต้นพืชให้มีความแข็งแรง เช่น การใส่ปุ๋ย เป็นลดการเกิดโรคได้ การใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยพืชสด
นอกจากเป็นการช่วยเพ่ิมปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินแล้ว ยังเป็นการเพ่ิมประชากรของเช้ือจุลินทรีย์ท่ีมีปฏิกิริยา
ต่อเช้ือสาเหตุโรคในธรรมชาติ เช่น การแข็งขัน การเป็นปฏิปักษ์ต่อเชื้อสาเหตุโรค ท�ำให้เป็นการควบคุมกันเอง
ในสภาพธรรมชาตสิ ง่ ผลให้โรคพืชไมเ่ กดิ การระบาด
5. การต้านทานโรค (Resistance) คือ การเลือกใช้พันธุ์พืชที่ต้านทานหรือทนทานต่อการเข้าท�ำลาย
ของเชอื้ สาเหตุโรคพชื การทีพ่ ชื เกดิ ความต้านทานโรคอาจเกิดมาจากวธิ กี ารตา่ ง ๆ เชน่
5.1 การคดั เลอื กพนั ธ์ุ โดยสงั เกตในสภาพธรรมชาตทิ ตี่ น้ พชื บางตน้ สามารถดำ� รงชวี ติ และใหผ้ ลผลติ ได้
แม้วา่ มีการเข้าทำ� ลายของเชื้อโรคอย่างมาก และทำ� การผสมพนั ธุพ์ ืชใหม้ คี วามตา้ นทานต่อโรค ซ่งึ เป็นวิธกี ารทใ่ี ช้
เวลานาน มกั ต้านทานตอ่ โรคเพียงโรคเดียวและอาจอ่อนแอต่อศตั รูพชื ชนดิ อ่นื
5.2 การตดิ ตา ต่อก่งิ เปน็ การนำ� ตาหรอื กิง่ พนั ธุ์ดมี าทาบกบั ตน้ ตอทม่ี คี วามตา้ นทานโรค เป็นวิธีการท่ี
ใช้กบั ตน้ ไมใ้ หญ่
5.3 การชักนำ� ให้เกดิ การกลายพนั ธุ์ อาจใชส้ ารเคมหี รอื รงั สีเอก็ ซ์ รงั สีแกรมมา เปน็ ต้น
5.4 การใชเ้ ทคนคิ ทางพนั ธุวิศวกรรม (genetic engineering) เป็นการถ่าย gene ทม่ี ีความต้านทาน
โรคเขา้ ไปในพืชท่ีต้องการ เรยี กว่า transgenic plant หรือพืชดัดแปรพนั ธุกรรม (GMO, genetically modified
organism) ซึ่งในปจั จุบนั มกี ารวิจัยกันมากในสว่ นนี้
6. การรกั ษา (Therapy) คอื การรักษาโรคพชื ในขณะทีเ่ ช้ือเข้าทำ� ลายพชื แลว้
6.1 การรักษาโดยการใชส้ ารเคมี (Chemotherapy)
โดยทวั่ ไปสารเคมีป้องกนั ก�ำจดั โรคพชื แบง่ ตามกลมุ่ ของเชื้อสาเหตุโรคดงั นี้
6.1.1 สารกำ� จดั เชือ้ รา (fungicide) เป็นสารเคมกี ล่มุ ท่ใี หญท่ ส่ี ุดในการควบคุมโรคพชื หากแบ่ง
ตามการเคลื่อนทใ่ี นพชื สามารถแบ่งได้เปน็ 2 กลุ่มคอื
1. สารดูดซึม (systemic) สารกลุ่มนี้ถูกดูดซับเข้าไปและมีการเคล่ือนย้ายในต้นพืช
การเคลอื่ นยา้ ยจากบนลงลา่ งหรอื จากสว่ นยอดหรอื ใบลงไปยงั ระบบราก เรยี กวา่ symplast สว่ นการเคลอ่ื นยา้ ย
จากรากขึน้ ไปสว่ นใบและยอด เรียกวา่ apoplast เป็นการเคลือ่ นย้ายของสารทพ่ี น่ หรือราดดิน
24 หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
2. สารไม่ดูดซึม (non-systemic) สารกลุ่มน้ีไม่มีการเคล่ือนย้ายหรือดูดซึมไปยัง
ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื เปน็ การกำ� จดั เช้ือราแบบสัมผัสกับสารเคมี
6.1.2 สารกำ� จดั เชอื้ แบคทเี รยี (bactericide) สว่ นใหญอ่ ยใู่ นกลมุ่ ของคอปเปอร์ และสารปฏชิ วี นะ
(antibiotic) ซึ่งเป็นสารที่ได้มาจากจุลินทรีย์ เช่น Streptomyces และ Penicillium ตัวอย่างสารปฏิชีวนะ
เชน่ Blasticidin ผลติ จาก Streptomyces griseochromagenes และ cycloheximide ผลิตจาก S. griseus
มคี ณุ สมบัติในการยับย้ังโปรตีนในเช้อื ราท�ำให้เชื้อราตาย เปน็ ตน้
6.1.3 สารก�ำจัดไส้เดอื นฝอย (nematicide) แบ่งเปน็ 2 กลุม่
1. สารรมก�ำจัดไส้เดือนฝอย (fumigant) เป็นสารระเหย (volatile) เช่น 1,3-
dichloropropene ในอตั ราส่วนปกติใช้ป้องกันก�ำจัดไส้เดือนฝอยศัตรูพืชและอัตราการใช้ท่ีสูงขึ้นสามารถก�ำจัด
ศัตรูพชื ในดินชนิดอืน่ ได้
2. สารเคมีชนิดไม่รม (non-fumigant) เป็นสารไม่ระเหย (non-volatile) ได้แก่
fenamiphos และ oxamyl เปน็ ตน้ สารชนดิ ไมร่ มนแี้ บง่ เปน็ 2 กลมุ่ คอื organophosphates และ carbamates
กลไกการออกฤทธ์ิคอื การยบั ยงั้ เอนไซม์ acetylcholinesterase ซง่ึ เกี่ยวขอ้ งกบั การท�ำงานของระบบประสาท
ของไส้เดอื นฝอย
ส่วนสารเคมีควบคุมไวรัสสาเหตุโรคพืชยังไม่มีสารที่ฆ่าอนุภาคไวรัสได้โดยตรง การควบคุมโรคพืชที่เกิด
จากเชื้อไวรัสจึงใช้สารเคมีในการควบคุมแมลงพาหะน�ำโรคไวรัส ช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคและลดการเกิด
โรคได้ในท่สี ดุ
6.2 การรกั ษาโดยการใชค้ วามรอ้ น (Heat therapy)
การใช้น้�ำร้อน (hot-water treatment) วิธีการนี้นิยมใช้ก�ำจัดโรคพืชที่อยู่ในเมล็ด (seed-borne
pathogen) โดยเฉพาะแบคทีเรียและไวรัส เช่น การก�ำจัดโรคเน่าด�ำของพืชตระกูลกะหล่�ำ จากเช้ือแบคทีเรีย
Xanthomonas campestris pv. campestris ให้น�ำเมล็ดพันธุ์ไปแช่น�้ำร้อนที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส
เป็นเวลา 20 หรือ 30 นาที หรือการก�ำจัดไส้เดือนฝอยที่ติดมากับท่อนพันธุ์ หน่อ แง่ง หัวของพืช โดยการแช่
ในนำ้� รอ้ น เช่น การก�ำจัดไสเ้ ดอื นฝอยในหวั มันเทศ ให้น�ำไปแชน่ ้ำ� ร้อนที่อุณหภูมิ 45.7 องศาเซลเซียส เป็นเวลา
65 นาที หรือการกำ� จัดไสเ้ ดือนฝอยรากปม (Meloidogyne spp.) ในแง่งขงิ โดยการแช่ในนำ�้ ร้อน อณุ หภมู ิ 55
องศาเซลเซยี ส เปน็ เวลา 10 นาที กอ่ นปลูก
6.3 การตัดแต่งกิ่ง ล�ำต้น หรือส่วนพืชที่เป็นโรคออก และทาสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคบริเวณแผลท่ี
ถูกตดั เพอื่ ปอ้ งกนั การเขา้ ทำ� ลายซำ้� เตมิ ของเชอื้ โรคชนดิ อนื่ ๆ วธิ กี ารนเ้ี ปน็ การรกั ษาโรคโดยการลดปรมิ าณเชอื้ โรค
และปอ้ งกนั การแพร่ระบาดของโรคได้
กลยุทธก์ ารจัดการโรคพชื (Plant Disease Management Strategies) (Arneson, 2001)
Phil A. Arneson แห่งมหาวิทยาลัย Cornell ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สรุปผลงานวิจัยของนักโรคพืช
และเกษตรกรในช่วงเวลาท่ีผ่านมาเกี่ยวกับการควบคุมโรคพืชโดย การลดปริมาณเชื้อโรคเริ่มแรก การลดอัตรา
การติดเชื้อ และการลดช่วงเวลาของการระบาด เพ่ือให้การข้ามผ่านแนวความคิดจากการควบคุมโรคพืชไปสู่
การจัดการโรคพชื โดยใหห้ ลักการควบคมุ โรคพชื แบบดงั้ เดมิ สามารถปรับเปลย่ี นเป็นยทุ ธวิธใี นแต่ละกลยทุ ธ์ของ
การจัดการโรคพชื ทส่ี �ำคัญ ๆ 3 ขอ้ ดังน้ี
บทที่ 2 หลักการควบคมุ โรคพืช 25
และกลยทุ ธก์ ารจัดการโรคพืช
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อนงคน์ ุช สาสนรักกิจ
1. การลดปรมิ าณเชอ้ื สาเหตโุ รคในระยะเรม่ิ แรก
(tactics for the reduction of initial inoculum)
1.1 การหลีกเลี่ยงโรค (avoidance) คือการลดระดับของเช้ือสาเหตุโรคโดยการ เลือกฤดูกาลปลูก
หรือพ้ืนท่ีปลูกท่ีมีปริมาณเชื้อสาเหตุโรคอยู่ในระดับต่�ำ หรือเลือกสภาพแวดล้อมท่ีไม่เหมาะต่อการเข้าท�ำลาย
ของโรค ได้แก่ การใชท้ อ่ นพันธ์ุปลอดโรค เปน็ ตน้
1.2 การกีดกันโรค (exclusion) คือการลดปริมาณเชื้อเร่ิมแรกที่น�ำเข้ามาในแปลงปลูกจากแหล่ง
ภายนอก
1.3 การก�ำจัดโรค (eradication) คือการลดการขยายพันธุ์ของเชื้อสาเหตุโรคโดยการท�ำลายแหล่ง
ของเช้อื การท�ำความสะอาดแปลงปลกู การไถดินตากแดด และการกำ� จัด alternate hosts
1.4 การป้องกันการเกิดโรค (protection) คือการลดระดับการเข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุโรคโดย
การใชส้ ารเคมี หรือการสร้างสิ่งกีดขวางการเข้าท�ำลายของเช้ือ เช่น การใช้สารเคมคี ลกุ เมลด็ ก่อนปลกู
1.5 การใช้พันธุ์ต้านทาน (resistance) คือการเลือกพืชต้านทานต่อการเข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุ
โรคโดยเฉพาะในระยะเรม่ิ แรก
1.6 การรกั ษา (therapy) เชน่ การใชค้ วามรอ้ น การใชส้ ารเคมี หรอื การผลติ เมลด็ พนั ธแ์ุ ละทอ่ นพนั ธ์ุ
ปลอดโรค
2. การลดอัตราการติดเช้อื หรือการเข้าท�ำลายของเช้ือสาเหตโุ รค
(tactics for the reduction of the infection rate)
2.1 การหลกี เลีย่ งโรค (avoidance) คอื การลดอตั ราการเข้าท�ำลายของเชอื้ หรอื การพฒั นาของเช้ือ
โดยการเลอื กสถานที่และฤดกู าลปลกู พชื ที่สภาพแวดลอ้ มไม่เหมาะสมในการเข้าทำ� ลายของเชือ้ สาเหตุโรค
2.2 การกดี กนั โรค (exclusion) คอื การลดการนำ� เชอ้ื สาเหตขุ องโรคจากแหลง่ อนื่ เขา้ มาในแปลงปลกู
โดยเฉพาะในชว่ งท่ีมีการระบาดของโรค เช่น การท�ำความสะอาดเครอ่ื งมือทางการเกษตร
2.3 การกำ� จดั โรค (eradication) คือการลดอตั ราการขยายพนั ธ์ุของเชอ้ื สาเหตโุ รคในชว่ งทีเ่ กดิ การ
ระบาดโดยทำ� ลายเศษซากพชื การตัดแต่งกง่ิ ท่เี ปน็ โรคและท�ำลาย เปน็ ต้น
2.4 การป้องกันการเกิดโรค (protection) คือการลดอัตราการเข้าท�ำลายของเช้ือสาเหตุโรค
โดยการใช้สารเคมี หรอื การสร้างส่ิงกดี ขวางการเขา้ ท�ำลายของเชื้อ
2.5 การใช้พันธุ์ต้านทาน (resistance) สามารถลดอัตราการผลิตส่วนขยายพันธุ์ของเช้ือ ลดอัตรา
การเข้าทำ� ลาย และลดอัตราการพฒั นาของเช้อื สาเหตโุ รคพชื ได้
2.6 การรักษา (therapy) คือการรักษาโรคให้กับพืชในขณะที่เช้ือเข้าท�ำลายพืชแล้ว หรือเป็นการ
ลดอัตราการผลิตสว่ นขยายพนั ธ์ุของเชือ้
3. การลดช่วงเวลาของการระบาด
(tactics for the reduction of the duration of the epidemic)
3.1 การหลีกเล่ียงโรค (avoidance) คือการปลูกพชื พนั ธท์ุ เี่ จริญเติบโตเรว็ สามารถเกบ็ เกยี่ วผลผลิต
ได้เร็ว ชว่ ยลดเวลาการระบาดของโรคลงได้
26 หลักการควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
3.2 การกดี กันโรค (exclusion) คือการใชว้ ิธที างกฎหมายผา่ นด่านกกั กันพืช ชว่ ยลดการน�ำเชื้อจาก
แหลง่ ภายนอกเข้าสแู่ ปลงปลกู
หลักการและวิธกี ารจัดการโรคพชื
การจัดการโรคพืช (plant disease management)
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ให้ค�ำจ�ำกัดความของค�ำว่า การจัดการศัตรูพืช
คือระบบการเลือกและใช้วิธีการที่เหมาะสมใดๆ ก็ตามท่ีสามารถลดความเสียหายของพืชลงได้จนถึงระดับ
ท่ีพืชสามารถทนอยู่ได้ ในทางปฏิบัติอาจใช้วิธีการหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกันโดยค�ำนึงถึงประสิทธิภาพท่ีสูงสุด
การมีผลต่อสภาพแวดล้อมน้อยและเสียค่าใช้จ่ายน้อยท่ีสุด ดังนั้นค�ำจ�ำกัดความของ การจัดการโรคพืช
ควรเป็นระบบหรือกระบวนการเลือกและใช้วิธีการที่เหมาะสมใด ๆ ก็ตามท่ีสามารถลดความเสียหายที่เกิด
จากเชื้อโรคลงได้จนถึงระดับที่พืชทนอยู่ได้ ในทางปฏิบัติอาจใช้วิธีการใดวิธีการหน่ึงหรือหลายวิธีร่วมกันได้
โดยคำ� นึงถงึ ประสทิ ธิภาพทสี่ งู สุด การมีผลตอ่ สภาพแวดลอ้ มนอ้ ยและเสยี ค่าใช้จา่ ยน้อยท่ีสุด (สืบศักด์ิ 2554)
ความหมายของการจดั การโรคพชื (plant disease management) มคี วามแตกตา่ งจาก การควบคมุ โรคพชื
(plant disease control) กลา่ วคอื การควบคมุ โรคพชื บง่ บอกถงึ การกระทำ� การปอ้ งกนั กำ� จดั โรคพชื ดว้ ยวธิ ใี ด
วิธีหนึ่งแล้วหยุดทันทีเพ่ือดูผลว่าได้ผลหรือไม่ จัดเป็นกระบวนการท่ีส้ันกว่าการจัดการโรค ซ่ึงจัดเป็นระบบ
มีการวางแผนทั้งก่อนและหลังการปลูกพืช ตลอดจนประเมนิ ความคมุ้ คา่ ของการผลิตพชื ด้วย ดังน้ันการควบคมุ
โรคพืชถือเปน็ สว่ นหนง่ึ ของระบบการจัดการโรคพืชนน่ั เอง (สบื ศักด์ิ 2543)
ทำ� ไมตอ้ งมีการจดั การโรคพชื
1. การใช้สารเคมีมากเกินไปในอดีต ท�ำให้โรคพืชมีการปรับตัว ด้ือต่อสารเคมี หรือการที่สารเคมี
มีพิษตกค้าง ท�ำลายสภาพแวดล้อม เช่น methyl bromide ท�ำลายช้ันโอโซนในบรรยากาศท�ำให้เกิดสภาวะ
เรือนกระจก โลกร้อน เป็นต้น ปัจจุบันมีการระงับใช้ methyl bromide แล้ว นอกจากนี้พิษภัยจากสารเคมี
ที่เกิดข้ึนกับเกษตรกรผู้ผลิต รวมทั้งผู้บริโภคจากการใช้สารเคมีมากเกินไปท�ำให้ต้องมีการจัดการศัตรูพืชเข้ามา
ชว่ ยในการลดการใช้สารเคมี
2. การเพ่ิมข้ึนของประชากรของโลก เป็นสาเหตุหลักท่ีท�ำให้ต้องมีการผลิตอาหารเพิ่มตามไปด้วย
Worldometer (2017) รายงานจ�ำนวนประชากรท่ัวโลกในปี ค.ศ. 2017 มีประชากรประมาณ 7,500 กว่า
ล้านคน Godfray และคณะ 2010 คาดวา่ จ�ำนวนประชากรทวั่ โลกจะเพ่ิมข้ึนถงึ 9,000 ลา้ นคนในปี ค.ศ. 2050
ดังน้ันการผลิตอาหารจึงมีความจ�ำเป็นอย่างมากท้ังในด้านของความหลากหลายและคุณภาพของอาหาร จาก
ความจ�ำเป็นดังกล่าวท�ำให้การผลิตอาหารท่ัวโลก ต้องมีการปรับตัวและเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อมมาท�ำเป็น
พน้ื ทก่ี ารเกษตรมากขน้ึ ส่งผลใหเ้ กิดความไมส่ มดลุ ในระบบนิเวศ เกิดการระบาดหนกั ของศัตรูพืชต่าง ๆ ในอดีต
เช่น โรครานำ้� คา้ งขา้ วโพด ตกั๊ แตนปาทงั กา เปน็ ตน้ ทำ� ใหเ้ กษตรกรตอ้ งเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยในการควบคมุ ศตั รพู ชื มากขน้ึ
3. วิธีการท�ำการเกษตรสมัยใหม่ และวิทยาการทางการผสมพันธุ์พืช เป็นผลจากการท่ีมนุษย์ต้องการ
ผลิตอาหารเพิ่มมากข้ึนเพื่อให้เพียงพอกับประชากรโลก จึงเกิดเทคโนโลยีการผลิตพืชท่ีมีการดัดแปรทาง
พันธุกรรมและเพ่ิมพื้นที่ปลูกอย่างมากมาย แต่การผลิตพืชพันธุ์ต้านทานโรค หรือพืชท่ีดัดแปรพันธุกรรมนั้น
อาจมจี ีน (gene) ท่ีอ่อนแอต่อโรคหรือศัตรูพชื ชนดิ อน่ื อาจท�ำใหเ้ กิดการระบาดของโรคชนิดใหมท่ ไี่ ม่คาดคดิ ได้
บทที่ 2 หลกั การควบคมุ โรคพืช 27
และกลยทุ ธก์ ารจดั การโรคพชื
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อนงคน์ ุช สาสนรกั กิจ
4. การเปล่ียนแปลงของระบบนิเวศการเกษตร เป็นผลจากทั้ง 3 ข้อท่ีกล่าวมาข้างต้น เม่ือระบบนิเวศ
เกษตรมีการเปล่ียนแปลงแต่ไม่เกิดความสมดุล เนื่องจากปลูกพืชชนิดเดียวกันเป็นบริเวณกว้าง ท�ำให้เกิดการ
ระบาดของศัตรูพืช มีการใช้สารเคมีมากขึ้นส่งผลเสียกับเกษตรกรผู้ผลิต ผู้บริโภคและสภาพแวดล้อม ต่อกัน
เป็นลูกโซ่เช่นน้ี ดังน้ันการจัดการโรคพืชจึงต้องเข้ามามีบทบาทในการท�ำให้เกิดประสิทธิภาพท่ีสูงสุด มีผลต่อ
สภาพแวดลอ้ มน้อยและเสยี ค่าใชจ้ า่ ยตำ�่ ท่สี ุด
ในปี ค.ศ.1931 นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่ากิจกรรมของมนุษย์ที่เพิ่มมากข้ึน เริ่มจากการปลดปล่อย
ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าชเรือนกระจก คือ methane และ nitrous oxide ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ท�ำให้
เกิดภาวะโลกร้อน ท้ังหมดนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดจากการกระท�ำของมนุษย์ทั้งสิ้น แม้ปัจจุบันการที่โลก
มอี ณุ หภูมสิ งู ข้ึน เกดิ ภาวะโลกรอ้ นกเ็ กิดจากมนุษยเ์ ช่นกนั Coakley และคณะ (1999) รายงานว่าปี ค.ศ. 1998
โลกมีอณุ หภูมริ วมเฉลีย่ ท้ังผืนแผน่ ดินและมหาสมุทรสงู ขนึ้ 0.25 องศาเซลเซยี ส จากเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม
และในเดือนกันยายนเป็นช่วงที่ร้อนท่ีสุดในรอบ 104 ปีของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีอุณหภูมิเฉล่ียสูงถึง
20.6 องศาเซลเซียส เพม่ิ จากเดมิ ทอี่ ุณหภูมเิ ฉลี่ย 20.2 องศาเซลเซียส
หลักการจัดการโรคพืช หลกั การจัดการโรคพชื มี 5 ขอ้ ดังน้ี
1. การจดั การโรคพชื จดั เปน็ ระบบของการใชว้ ธิ กี ารใด ๆ ทสี่ ามารถลดปรมิ าณเชอ้ื โรคลงจนไมเ่ ปน็ อนั ตราย
ตอ่ พชื โดยไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งกำ� จดั ใหห้ มดไป และกระบวนการนน้ั ๆ ตอ้ งมผี ลตอ่ แวดลอ้ มนอ้ ยและเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยนอ้ ย
2. ต้องจัดให้การจัดการโรคพืชเป็นส่วนหนึ่งของระบบการปลูกพืชท้ังหมด (ภาพที่ 2.2) และมีข้อมูล
ทกุ อย่างพรอ้ ม
การจัดการพืช การจัดการโรคพืช
การจดั การดิน ระบบการปลูก ืพชรวม การจัดการแรงงาน
การจดั การน้ำ การจัดการตลาด
การจดั การวชั พืช การจดั การแมลง
ภาพท่ี 2.2 การจดั การใหก้ ารจดั การโรคพชื เป็นส่วนหน่ึงของระบบการปลูกพืชทัง้ หมด
ทม่ี า: สืบศักดิ์ (2553)
3. โรคน้ันต้องมคี วามส�ำคญั ทางเศรษฐกจิ ในการปลกู พืชน้ันแน่นอนวา่ ต้องมีโรคเกดิ ขนึ้ จากหลายสาเหตุ
ไม่เพียงโรคเดียว ดังนั้นการจัดการโรคพืชต้องเลือกโรคท่ีมีความส�ำคัญทางเศรษฐกิจ เพื่อความคุ้มค่าในการ
จัดการ สว่ นโรคอน่ื ๆ ทมี่ คี วามสำ� คญั นอ้ ยกวา่ ใหห้ าวธิ กี ารปอ้ งกนั กำ� จดั หรอื ลดปรมิ าณโรคโดยไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งเสยี เวลา
และลงทนุ สูง
4. ต้องค�ำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จากการน�ำระบบการจัดการโรคพืชเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ
ระบบการปลูกพืชวา่ มีความคมุ้ ค่าหรอื ไม่ ด้วยหลักการข้อนที้ �ำใหเ้ กษตรกรตอ้ งจัดทำ� บญั ชรี ายรับ-รายจ่ายอย่าง
มรี ะเบยี บ และมกี ารประเมนิ ผลเมอ่ื เสร็จกระบวนการ
28 หลักการควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
5. ต้องได้รับความร่วมมือจากเพื่อนเกษตรกรใกล้เคียง ข้อนี้ถือเป็นหลักการส�ำคัญเน่ืองจากหากไม่ได้รับ
ความร่วมมือจากแปลงขา้ งเคียงแลว้ อาจมผี ลทำ� ให้การจดั การโรคไม่ไดผ้ ลดีเทา่ ทค่ี วร
วิธกี ารจดั การโรคพชื วิธีการจัดการโรคพืชมี 7 ขอ้ ดงั น้ี
1. วางแผนใหก้ ารจดั การโรคพชื รวมอยู่ในระบบการปลกู พชื ทั้งหมด
2. รวบรวมข้อมลู การปลกู พชื ต่างๆ
3. เร่มิ ดำ� เนินงานทกุ ขั้นตอนตามแผนการจดั การทีว่ างไว้
4. ส�ำรวจโรคอยา่ งสม�่ำเสมอ
5. เมือ่ พบอาการผดิ ปกติ ตอ้ งตรวจดตู ามวิธีการทางโรคพืช
6. ตัดสนิ ใจดำ� เนนิ การ
7. การประเมนิ ผลทัง้ ระบบ
รายละเอียดของวธิ ีการตา่ ง ๆ ทั้ง 7 ขั้นตอนในการจัดการโรคพืชมีดังน้ี
1. วางแผนให้การจดั การโรคพืชรวมอยู่ในระบบการปลกู พชื ทั้งหมด ต้งั แต่กอ่ นปลกู พชื
2. รวบรวมขอ้ มลู การปลกู พชื ตา่ ง ๆ ซง่ึ มคี วามสำ� คญั อยา่ งมากในระบบการจดั การโรคพชื ประกอบดว้ ย
2.1 ข้อมูลเก่ียวกับพืช เช่น พันธุ์พืช การปลูก การดูแลรักษา วิธีขยายพันธุ์ แหล่งซื้อเมล็ดพันธุ์
การดูแลผลผลติ กอ่ นและหลงั การเก็บเกยี่ ว เป็นตน้
2.2 ข้อมูลเกี่ยวกับโรคและเชื้อสาเหตุของโรค เช่น ชนิดของเชื้อสาเหตุโรค ลักษณะอาการของโรคที่
เกดิ จากเชอ้ื สาเหตตุ า่ ง ๆ หรอื เกดิ จากสภาพแวดลอ้ ม การขาดธาตอุ าหาร ชว่ งเวลาการเกดิ โรคในพชื แตล่ ะชนดิ
(ภาพที่ 2.3) โรคพชื กอ่ นและหลงั การเก็บเกยี่ ว การวนิ ิจฉยั ความเสียหาย และการประเมินการเกดิ โรค
2.3 ข้อมูลเก่ียวกับสภาพแวดล้อม เช่น ความช้ืน อุณหภูมิ ความเข้มแสง โครงสร้างดิน ความเป็น
กรด-ด่างของดิน การทราบข้อมูลเหล่านี้เพื่อประเมินในเบื้องต้นว่าสภาพแวดล้อมแบบใดที่พบการระบาดของ
โรคเป้าหมายที่ตอ้ งการจดั การ เพอ่ื การเฝา้ ระวังและเตรียมการป้องกนั ไว้ล่วงหน้า
ภาพท่ี 2.3 โรคของถ่วั เขียวตามอายุการเจริญเติบโต
ท่ีมา: สืบศักด์ิ (2553)
บทที่ 2 หลกั การควบคุมโรคพชื 29
และกลยุทธก์ ารจดั การโรคพชื
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อนงคน์ ชุ สาสนรกั กิจ
3. เริ่มด�ำเนินงานทุกขั้นตอนตามแผนการจัดการที่วางไว้ ตั้งแต่ก่อนปลูกพืช โดยการน�ำกลยุทธ์
การจัดการโรคพชื ทง้ั 3 ขอ้ ที่กล่าวมาขา้ งต้น คอื
1. การลดปรมิ าณเชอื้ สาเหตุโรคในระยะเรมิ่ แรก
2. การลดอตั ราการตดิ เชือ้ หรือการเขา้ ทำ� ลายของเชอื้ สาเหตโุ รค
3. การลดชว่ งเวลาของการระบาด
ซงึ่ แตล่ ะกลยทุ ธป์ ระกอบดว้ ยยทุ ธวธิ ใี นการควบคมุ โรคตามหลกั การควบคมุ โรคพชื ดงั นนั้ การจดั การโรคพชื
ที่ดตี อ้ งเลอื กวธิ กี ารทเ่ี หมาะสมมาประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ หมาะกบั พชื และสภาพแวดลอ้ มของพนื้ ทท่ี ต่ี อ้ งการจดั การโรคพชื
4. ส�ำรวจโรคอย่างสม�่ำเสมอ เม่ือพืชเริ่มงอกจนพืชเจริญเติบโตให้ผลผลิตและเก็บเก่ียวได้ การส�ำรวจน้ี
ต้องเร่ิมท�ำตั้งแต่พืชยังอายุน้อย โดยท�ำการส�ำรวจเปรียบเทียบกับลักษณะอาการของโรคพืชดังข้อมูลที่ได้
รวบรวมไว้อยา่ งสม่�ำเสมอ
5. เม่ือพบอาการผิดปกติ ต้องตรวจดูตามวิธีการทางโรคพืช นั่นคือการวินิจฉัยโรคพืช เป็นการ
วิเคราะห์หาสาเหตุของโรค เพื่อให้ทราบช่ือ และชนิดของเชื้อโรค ปริมาณ การระบาด รวมถึงความเสียหาย
ท่ีเกิดข้ึนกับพืช เพ่ือเป็นแนวทางในการควบคุมโรค ขั้นตอนน้ีเป็นอีกข้ันตอนหน่ึงท่ีส�ำคัญมาก เนื่องจากการ
วินิจฉัยโรคที่ถูกต้องเป็นการน�ำมาซึ่งความส�ำเร็จในการจัดการโรค แต่หากการวินิจฉัยเกิดการผิดพลาดและ
วนิ จิ ฉยั ผดิ นน่ั หมายความว่าเราอาจหาวิธกี ารควบคมุ โรคพืชไมต่ รงตามสาเหตุ แกป้ ญั หาไม่ได้ เสียเวลา แรงงาน
และสารเคมีป้องกันก�ำจัดโดยเปล่าประโยชน์ หลังจากท�ำการวินิจฉัยโรคแล้วต้องท�ำการประเมินความเสียหาย
กอ่ นตัดสนิ ใจดำ� เนินการ เพอื่ การตัดสินใจทีถ่ ูกต้อง
6. ตัดสินใจด�ำเนินการ ข้ันตอนน้ีเป็นส่วนท่ีมีความส�ำคัญมากท่ีสุด เนื่องจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด
นำ� มาซง่ึ การเสยี เวลา แรงงาน ค่าใชจ้ า่ ย ตลอดจนเกดิ ความเสียหายกบั สภาพแวดลอ้ มหรือระบบนิเวศน์เกษตรได้
การตดั สนิ ใจเลอื กวธิ กี ารท่ีเหมาะสมใด ๆ ในการควบคมุ โรคพชื น้ัน เกษตรกรตอ้ งรวบรวมขอ้ มลู ต่าง ๆ ทช่ี ว่ ยใน
การตดั สนิ ใจ เชน่ ขอ้ มูลเกย่ี วกบั พชื โรคพืช ระดับเศรษฐกิจ และสภาพแวดลอ้ ม เพือ่ การตดั สินใจท่ีถูกต้อง
ระดับเศรษฐกจิ (Economic Threshold, ET) เป็นระดบั ของประชากรศตั รูพชื ท่ีต้องดำ� เนินการควบคุม
เพื่อไม่ให้ปริมาณศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นจนถึงระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งระดับเศรษฐกิจหมายถึง
ระดับประชากรศัตรูพืชท่ีเมื่อลงทุนท�ำการควบคุมไปแล้วจะให้ผลตอบแทนสูงท่ีสุด (สุรเชษฐ์และคณะ 2543)
การควบคุมโรคพชื มีหลายวิธี เช่น การควบคมุ โรคพืชโดยวิธีเขตกรรม ชีววธิ ี การใชพ้ ันธุต์ า้ นทาน การใช้วธิ ที าง
กายภาพหรือทางฟิสกิ ส์ และการควบคมุ โรคพชื ดว้ ยสารเคมี เปน็ ตน้
7. การประเมินผลท้ังระบบ ข้ันตอนนี้เป็นขั้นตอนหลังสุดของระบบการจัดการโรคพืช ในการประเมิน
การท�ำงานท้ังหมดว่า การน�ำระบบการจัดการโรคพืชเข้ามาใช้นั้นมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ และ
สามารถลดการระบาดของโรคพชื ได้มากน้อยเพยี งใด
ข้อดแี ละขอ้ เสยี ของการจดั การโรคพชื
ขอ้ ดี
1. เปน็ การท�ำงานท่ีมรี ะบบ มีข้ันตอนและมคี วามต่อเนอ่ื ง
2. ชว่ ยลดต้นทุนการผลติ โดยเฉพาะเรือ่ งสารเคมี
3. ชว่ ยรกั ษาสภาพแวดลอ้ มมใิ ห้เส่อื มโทรมไปมากกว่าเดมิ
4. ลดพษิ ภยั ท่เี กิดจากการใชส้ ารเคมี
30 หลักการควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ข้อเสยี
1. เกษตรกรต้องเข้าใจหลกั การ วิธกี าร และขนั้ ตอนของการจดั การโรคพชื เป็นอยา่ งดี
2. ตอ้ งมีข้อมลู เกยี่ วกับพืช โรคและสภาพแวดล้อมของการเกิดโรค
3. ตอ้ งมีการวางแผนการปลกู พชื ล่วงหนา้
4. ต้องได้รบั ความรว่ มมอื อยา่ งดจี ากเพ่อื นเกษตรกร
บรรณานกุ รม
ณรงค์ สิงห์บรุ ะอุดม. 2558. การจัดการโรคพชื . Asia Digital Press. 520 หนา้ .
สุรเชษฐ์ จามรมาน วิบูล จงรัตนเมธีกุล สืบศักด์ิ สนธิรัตน และดวงพร สุวรรณกุล. 2543. นิเวศวิทยา
และเศรษฐศาสตร์ในการจัดการศัตรูพืช. ใน: สืบศักดิ์ สนธิรัตน (บรรณาธิการ). การจัดการศัตรูพืช.
คณะกรรมการการจดั พมิ พต์ ำ� ราการจดั การศตั รพู ชื คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ สำ� นกั พมิ พร์ วั้ เขียว.
หน้า 28-43.
สืบศักด์ิ สนธิรัตน. 2543. การจัดการโรคพืช. ใน: สืบศักดิ์ สนธิรัตน (บรรณาธิการ). การจัดการศัตรูพืช.
คณะกรรมการการจดั พมิ พต์ ำ� ราการจดั การศตั รพู ชื คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ สำ� นกั พมิ พร์ ว้ั เขยี ว.
หนา้ 69-87.
สืบศักด์ิ สนธิรัตน. 2554. การจัดการโรคพืช (ฉบับปรับปรุงและพิมพ์คร้ังท่ี 2). ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์ 128 หน้า.
Arneson, P.A. 2001. Plant Disease Epidemiology: Temporal Aspects. Plant Disease
Management Strategies. The Plant Health Instructor. DOI: 10.1094/PHI-A-2001-0524-01.
(Revised 2011) Available Source: http://www.apsnet.org/edcenter/advanced/ topics/
EpidemiologyTemporal/Pages/ManagementStrategies.aspx, September 12, 2017.
Chaube, H.S. and Singh, U.S. 1991. Plant Disease Management. CRC Press, Boca Raton, Florida. 319 p.
Coakley, S.M., Scherm, H. and Chakraborty, S. 1999. Climate Change and Plant Disease
Management. Annu. Rev. Phytopathol, 37: 399-426.
Godfray, H. C. J., Beddington, J. R., Crute, I. R., Haddad, L., Lawrence, D., Muir, J. F., Pretty, J.,
Robinson, S., Thomas, S. M. and Toulmin, C. 2010. Food Security: The Challenge of Feeding
9 Billion People. Science, 327: 812–818.
He, D. C., Zhan, J.S. and Xie, L.H. 2016. Problems, challenges and future of plant disease
management: from an ecological point of view. Journal of Integrative Agriculture, 15(4):
705–715.
Pokharel, R. 2011. Soil Solarization, an alternative to soil fumigants. Available Source: http://
www.ext.colostate.edu/pubs/crops/00505.html, March 2, 2012.
Singh, R.S. 2001. Plant Disease Management. Science Publishers, Inc., NH, USA. 238 p.
Worldometer. 2017. Current World Population. Available Source: http://www.worldometers.
info/world-population/, September 15, 2017.
บทที่ 2 หลกั การควบคมุ โรคพืช 31
และกลยทุ ธก์ ารจัดการโรคพืช
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อนงคน์ ุช สาสนรักกิจ
ปฏิบตั ิการ
หลักการควบคมุ โรคพชื และกลยุทธก์ ารจดั การโรคพืช
จากกรณีศึกษาการควบคุมโรคพืชในห้องเรียน จงอธิบายความเหมือนและความแตกต่างของการจัดการ
โรคพืชในประเทศไทยและตา่ งประเทศ
32 หลักการควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
บทที่
3 การควบคมุ โรคพืชโดยวธิ ีกายภาพ
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วีระณีย์ ทองศรี
การควบคุมโรคพืชโดยวิธีกายภาพ เป็นการน�ำเอาองค์ความรู้ทางฟิสิกส์มาประยุกต์ใช้ในการป้องกัน
ก�ำจัดโรคพืช มีวัตถุประสงค์เพื่อลดหรือก�ำจัดปริมาณเช้ือเร่ิมต้น (primary inoculum) โดยเบื้องต้นได้มีการ
นำ� หลกั การการรกั ษาโรคพชื ดว้ ยความรอ้ นมาใชใ้ นเมลด็ ซงึ่ ระดบั ความรอ้ นทใี่ ชต้ อ้ งไมเ่ ปน็ อนั ตรายตอ่ เนอื้ เยอื่ พชื
แต่จะเป็นอันตรายต่อเชื้อจุลินทรีย์ที่ติดมากับเมล็ดเท่านั้น โดยความร้อนจะสามารถช่วยลดการเจริญเติบโต
และท�ำลายเช้ือจุลินทรีย์สาเหตุโรคได้ ซ่ึงมีแนวคิดสนับสนุนศักยภาพของความร้อนดังกล่าวสองประการ คือ
ประการแรก ในส่วนของโรคพืชท่ีเกิดจากเชื้อไวรัส ความร้อนจะไปกระตุ้นเอนไซม์เพื่อให้เกิดการย่อยอนุภาค
ของไวรัส แต่แนวคิดน้ียังไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดนัก ส่วนแนวคิดประการที่สอง คือ ความร้อนจะไปท�ำลาย
พันธะของกรดนิวคลีอิคโดยจะเข้าท�ำลายท่ีเส้นสายของนิวคลีโอไทด์ จึงท�ำให้เน้ือเยื่อพืชติดเชื้อไวรัสน้อยลง
นอกจากน้ี ความรอ้ นยังไปท�ำลายองคป์ ระกอบของโปรตนี ของเชอื้ จลุ นิ ทรีย์ ท�ำให้พันธะของกรดอะมิโนถกู แยก
ออกจากกัน ส่งผลให้โมเลกุลของโปรตีนสูญเสียสภาพ โดยโมเลกุลบางส่วนจะละลายน�้ำและตกตะกอนในเวลา
ต่อมา การใช้ความร้อนในการควบคุมโรคพืชน้ี จะเกิดผลดีมากหรือน้อยข้ึนอยู่กับระดับอุณหภูมิและความเร็ว
ของความรอ้ นในการเข้าท�ำลายเชือ้ จุลินทรีย์ในชิ้นส่วนพืช
การควบคมุ โรคพืชทางกายภาพ สามารถปฏบิ ัตไิ ดห้ ลายวธิ ี ไดแ้ ก่
1. การใช้น�ำ้ ร้อน (hot water treatment)
น�้ำร้อนถูกน�ำมาใช้ครั้งแรกเพ่ือก�ำจัดราเขม่าด�ำของธัญพืชหลายชนิด และต่อมาได้มีการน�ำมาควบคุม
เชอ้ื สาเหตโุ รคทต่ี ดิ มากบั เมลด็ และทอ่ นพนั ธอ์ุ น่ื ๆ กอ่ นจะไดร้ บั ความนยิ มขน้ึ เรอื่ ย ๆ ในปจั จบุ นั โดยเฉพาะโรคที่
มีสาเหตุมาจากเช้ือแบคทีเรียและไวรัส มีเมล็ดและท่อนพันธุ์ของพืชหลายชนิดที่นิยมน�ำมาจุ่มน้�ำร้อนก่อนปลูก
เพอ่ื ลดจำ� นวนประชากรของเชอื้ กอ่ โรคเรม่ิ ตน้ ดงั แสดงไว้ในตารางที่ 3.1-3.3
บทที่ 3 การควบคุมโรคพชื โดยวธิ ีกายภาพ 33
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วรี ะณีย์ ทองศรี
ตารางท่ี 3.1 การใชน้ �้ำร้อนควบคุมโรคชนิดต่าง ๆ ท่ตี ิดมากับเมลด็ พันธ์ุ
พืชอาศยั โรค เช้อื สาเหตุ กรรมวิธีจ่มุ นำ้� รอ้ น
ผกั ตระกลู กะหลำ�่ black rot Xanthomonas campestris pv. 50°C, 20-30 นาที
campestris
แตง seedling blight Pseudomonas syringae pv. lachrymans 50°C, 75% RH, 3 วนั
ถั่วลสิ ง Testa nematode Aphelenchoides arachidis 60°C, 5 นาที หลงั จาก
จมุ่ น้ำ� เย็นเปน็ เวลา 15 นาที
มันฝรั่ง potato phyllody Phytoplasma 50°C, 10 นาที
ข้าว Udbatta Ephelis oryzae 54°C, 10 นาที
white tip Aphelenchoides besseyi 51-53°C, 15 นาที หลงั จาก
แช่ในน้ำ� เยน็ 1 วัน
ดอกคำ� ฝอย leaf spot Alternaria spp. 50°C, 30 นาที
ยาสบู hollow stalk Erwinia carotovora pv. carotovora 50°C, 12 นาที
มะเขอื เทศ black speck Pseudomonas syringae pv. tomato 52°C, 1 ชั่วโมง
pearl millet downy mildew Sclerospora graminicola 55°C, 10 นาที
teasel stem nematode Ditylenchus dipsaci 50°C, 1 ชว่ั โมง หรอื
48.8°C, 2 ช่ัวโมง
ท่มี า: ดดั แปลงจาก Chaube and Singh (1990)
ตารางท่ี 3.2 การใชน้ �้ำร้อนควบคุมโรคทตี่ ิดมากบั ทอ่ นพนั ธข์ุ องอ้อย
โรค เชอ้ื สาเหตุ กรรมวธิ ีจุ่มน�ำ้ ร้อน
ราน�้ำคา้ ง (downy mildew) Perenosclerospora sacchari 54°C, 1 ชว่ั โมง ผ่งึ ให้แห้งท่อี ุณหภูมิหอ้ งเปน็
เวลา 1 วนั และจมุ่ นำ้� รอ้ นท่ี 54°C, 2 ชั่วโมง
กอตะไคร้ (grassy shoot) Phytoplasma 54°C, 2 ชั่วโมง
ใบลวก (leaf scald) Xanthomonas albilineans จุ่มนำ�้ ย็นเปน็ เวลา 1 วัน แล้วจ่มุ น้�ำร้อนที่
50°C, 2-3 ชว่ั โมง
ใบด่าง (mosaic) potato virus Y จุ่มน้ำ� ร้อน 20 นาทีในแตล่ ะวนั เปน็ เวลา
3 วนั ต่อเน่อื งที่ 52, 57.3 และ 57.3°C
ตามลำ� ดบั
ตอแคระแกรน (ratoon stunt) Clavibacter xyli ssp. xyli 50°C, 3 ชั่วโมง
เน่าแดง (red rot) Colletotrichum falcatum 54°C, 8 ชัว่ โมง
เขม่าด�ำ (smut) Ustilago scitaminea 55-60°C, 10 นาที
ติดเช้ือไวรสั (spike) Virus 52°C, 1 ช่วั โมง
ใบขาว (white leaf) Phytoplasma 54°C, 40 นาที
เหยี่ ว (wilt) Acremonium sp. 50°C, 2 ชัว่ โมง
Fusarium moniliforme
ท่มี า: Chaube and Singh (1990)
34 หลกั การควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ตารางท่ี 3.3 ระยะเวลาและระดับอุณหภูมิท่ีใช้ในการจุ่มท่อนพันธุ์หรือส่วนของพืชเพ่ือลดจ�ำนวนประชากร
ของไสเ้ ดือนฝอยศตั รพู ืช
ไส้เดือนฝอย สว่ นของพืช เวลา (นาที) อณุ หภมู ิ (°C)
Aphelenchoides ritzemabosi ก่งิ พันธ์ุเบญจมาศ 15 47.8
30 43
A. fragariae หน่อเอสเทอรล์ ลิ ลี่ 60 44
Ditylenchus dipsaci หน่อ narcissus 240 43
D. destructor หน่อ irish 180 43
Meloidogyne spp. ต้นตอเชอรี่ 5-10 50-51
มันเทศ 65 45.7
ต้นตอท้อ 5-10 50-51.1
หวั tuberose 60 49
รากอง่นุ 10 50
30 47.8
หนอ่ บีโกเนยี 30 48
60 45
รากขงิ 10 55
รากสตรอเบอรร์ ่ี 5 52.8
รากกุหลาบ 60 45.5
ทม่ี า: Chaube and Singh (1990)
2. การใชล้ มร้อน (hot air treatment)
การใช้ลมร้อนในการควบคุมโรคพืช จะให้ประสิทธิภาพในการควบคุมท่ีน้อยกว่าการใช้ความร้อนชื้น
เน่ืองจากการใช้ลมร้อนจะต้องการอุณหภูมิที่สูงกว่า จึงท�ำให้เกิดความเสียหายต่อวัสดุหรือช้ินส่วนพืชได้
มากกว่า ดังน้ันวิธีการใช้ลมร้อนจึงมักถูกน�ำมาใช้เพ่ือฆ่าเช้ือในดินเสียเป็นส่วนใหญ่ การใช้ลมร้อนซ่ึงเป็นความ
ร้อนแห้ง เม่ือน�ำมาฆ่าเช้ือในดินจะท�ำให้ดินแห้งมาก และท�ำลายอินทรีย์วัตถุในดิน ท�ำให้พืชเจริญเติบโตได้
ไมเ่ ตม็ ท่ี ยงิ่ ไปกวา่ นน้ั ความรอ้ นแหง้ จะทำ� ใหเ้ ชอ้ื กอ่ โรคในดนิ ตา้ นทานไดม้ ากกวา่ ความรอ้ นชน้ื การฆา่ เชอ้ื ในดนิ
ทั้งแบบท่ีต้องการให้เชื้อตายทั้งหมด (sterilization) หรือฆ่าเช้ือบางส่วน (pasteurization) ทั้งที่การใช้ความ
ร้อนแห้งหรือความร้อนช้ืน มักมีแนวทางในการปฏิบัติที่เหมือนกันคือ จะต้องควบคุมอุณหภูมิให้ได้ประมาณ
70-80 องศาเซลเซียส เปน็ เวลาคร่ึงชวั่ โมง จากน้ันทำ� ใหเ้ ยน็ ลงอยา่ งรวดเรว็ เพื่อเป็นการรักษาคณุ ภาพของธาตุ
อาหารในดนิ
นอกจากนี้ ลมร้อนได้ถูกน�ำมาใช้ในการควบคุมโรคในช้ินส่วนพืช เช่น เมล็ด หรือส่วนขยายพันธุ์อ่ืน ๆ
แตใ่ ชใ้ นระดบั อณุ หภมู ทิ ตี่ ำ�่ กวา่ ซงึ่ พบวา่ เปน็ วธิ กี ารทง่ี า่ ยและทำ� ความเสยี หายตอ่ เมลด็ นอ้ ย แตก่ ย็ งั ใหผ้ ลในการ
ควบคมุ โรคนอ้ ยกวา่ วธิ กี ารจมุ่ นำ้� รอ้ น มหี ลายรายงานทไี่ ดม้ กี ารนำ� ลมรอ้ นมาใชใ้ นการควบคมุ โรคของออ้ ยหลายชนดิ
โดยพบว่าการใชล้ มร้อนที่อณุ หภมู ิ 54 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 8 ชว่ั โมง สามารถควบคุมโรคเน่าแดง (red rot)
บทที่ 3 การควบคมุ โรคพชื โดยวิธกี ายภาพ 35
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วรี ะณีย์ ทองศรี
ของอ้อยพนั ธต์ุ า่ ง ๆ เชน่ Co 527, CoS 510, Bo 3 และ Bo 32 ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ซ่ึงตอ่ มาได้มกี ารนำ�
ลมร้อนท่ีระดับอุณหภูมิและระยะเวลาดังกล่าวมาควบคุมโรคกอตะไคร้ (grassy shoot) และตอแคระแกรน
(ratoon stunt) ในทอ่ นพนั ธอ์ุ อ้ ยในระดบั อตุ สาหกรรมของประเทศสหรฐั อเมรกิ า โดยทไี่ มม่ ผี ลกระทบตอ่ การงอก
ของท่อนพันธุ์แต่อย่างใด นอกจากน้ี การใช้ลมร้อนท่ีอุณหภูมิ 51-54 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน สามารถ
ควบคุมโรคเขม่าด�ำในธัญญพืชได้หลายชนิด อย่างไรก็ตาม การใช้ความร้อนในการฆ่าเช้ือในท่อนพันธุ์เหล่านี้
จ�ำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับท่ีคงที่ตลอดช่วงของการฆ่าเช้ือ ดังนั้นจึงควรใช้ thermocouple
(เครื่องมือวัดอุณหภูมิที่มีความไวสูง) มาตรวจสอบอุณหภูมิท้ังบริเวณท่ีเป็นจุดก�ำเนิดลมร้อน และบริเวณ
เปา้ หมายที่เก็บท่อนพันธุ์ที่ต้องการฆ่าเชื้อ ตัวอย่างเช่น ต้องการรักษาระดับอุณหภูมิให้ได้ 54 องศาเซลเซียส
จะต้องตั้งจุดก�ำเนิดลมร้อนให้ได้อุณหภูมิต้ังต้นที่ 58 องศาเซลเซียส ซ่ึงจะท�ำให้บริเวณเป้าหมายใช้เวลา
ในการปรบั สภาพเพ่ือให้ได้ระดับอณุ หภมู ทิ ีต่ ้องการนน้ั สั้นลง
3. การใช้ไอน�ำ้ ร้อน (steam)
การใช้ไอน�้ำร้อนจะมีความประหยัดและมีประสิทธิภาพท่ีดีกว่าการใช้ลมร้อนในการควบคุมโรคที่ติดมา
กบั เมล็ดพันธ์ุ ระดับความรอ้ นทไ่ี ดจ้ ากไอน�้ำรอ้ นจะมีประสทิ ธิภาพตำ่� กวา่ การจมุ่ น�ำ้ ร้อน 50% แต่จะสงู กว่าการ
เป่าดว้ ยลมร้อน 2.5 เทา่ ดงั นน้ั การใช้ไอนำ�้ รอ้ น จงึ ต้องใช้ระดบั อณุ หภูมแิ ละระยะเวลาท่สี ูงกว่าการจุ่มในน้ำ� ร้อน
แต่ต�่ำกว่าการใช้ลมร้อน ข้อดีของการใช้ไอน้�ำร้อน คือ เป็นวิธีท่ีควบคุมอุณหภูมิได้ง่าย ท�ำให้เมล็ดแห้งเร็วขึ้น
และเมล็ดยังคงมอี ัตราการงอกในระดบั สงู รวมทง้ั ไม่ท�ำลายเยอ่ื หมุ้ เมล็ด นอกจากน้ี ได้มีการนำ� เอาไอน้�ำรอ้ นมา
ควบคมุ โรคในพชื หลายชนิด เช่น ออ้ ย กล้วย และสม้ เปน็ ตน้ การใช้ไอน้�ำรอ้ นเคยถกู นำ� มาใช้ในโรงเรือนปลูกพชื
ในชว่ งฤดหู นาว โดยไอนำ้� รอ้ นจะแทรกเขา้ สอู่ นภุ าคของดนิ อยา่ งชา้ ๆ ทำ� ใหช้ ว่ ยปรบั ระดบั อณุ หภมู ขิ องดนิ ใหส้ งู ขนึ้
เพ่อื ใหเ้ หมาะสมตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื
ส�ำหรับวิธีการช่วยแพร่กระจายไอน้�ำร้อนเพ่ือฆ่าเช้ือในดินได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพในโรงเรือน
ส�ำหรับปลูกพืชเพ่ือเป็นการค้า มักจะใช้วิธีส่งไอน�้ำร้อนผ่านท่อที่ฝังไว้ใต้ดินที่ความลึกประมาณ 4.5 ฟุต
โดยวางท่อให้ห่างกันเป็นระยะ ๆ (ภาพท่ี 3.1) และต้องปล่อยไอน�้ำร้อนออกมา 1-2 ช่ัวโมงก่อน เพ่ือให้ระดับ
อุณหภูมิของดินท่ีความลึก 10-20 น้ิว มีค่าประมาณ 66-100 องศาเซลเซียส จึงค่อยจับเวลาในการฆ่าเช้ือ
โดยทวั่ ไปแลว้ ความลกึ ของการฝงั ทอ่ และระยะเวลาในการปลอ่ ยไอนำ�้ รอ้ น มกั ขนึ้ อยกู่ บั ชนดิ ของพชื ทต่ี อ้ งการปลูก
หรือชนิดของศัตรูพืชท่ีต้องการก�ำจัด รวมท้ังชนิดของดิน เช่น ในดินร่วนอาจใช้เวลา 1 ช่ัวโมงในการปล่อย
ไอน้�ำร้อน ส่วนในดินเหนียวอาจต้องใช้เวลามากข้ึน และเพ่ือเป็นการเพ่ิมประสิทธิภาพในการฆ่าเช้ือ มักมีการ
คลุมแผ่นพลาสติกบนผิวหน้าดินร่วมด้วย เพ่ือยืดเวลาให้ไอน�้ำร้อนได้สัมผัสกับเม็ดดินได้ยาวนานข้ึน การฆ่าเชื้อ
โดยวิธีการฝังท่อน้ีมักให้ผลดีในการควบคุมไส้เดือนฝอยรากปม และเช้ือรา Fusarium หรือ Verticillium
ทเ่ี ป็นสาเหตุของโรคเหี่ยวในพืชหลายชนิด
การใชไ้ อนำ�้ รอ้ นมกั มกี ารนำ� มาใชภ้ ายใตค้ วามดนั (pressured steam) ภายใตเ้ งอ่ื นไข 15 ปอนดต์ อ่ ตารางนวิ้
ที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส โดยนอกจากจะให้ประสิทธิภาพสูงในการฆ่าเชื้อในดินแล้ว ยังนิยมน�ำมาฆ่าเชื้อ
ในภาชนะบรรจดุ ิน เช่น กระถาง หรอื เคร่อื งมืออืน่ ๆ อณุ หภูมแิ ละความดนั ทีใ่ ช้ จะถกู ปรบั ให้เหมาะสมกับวสั ดุ
ทต่ี อ้ งการจะฆา่ เชื้อ ซงึ่ เม่อื อณุ หภูมิลดลง ความดันกจ็ ะลดลงตามไปด้วย (ตารางท่ี 3.4)
36 หลักการควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ภาพท่ี 3.1 แผนผังของการวางท่อใต้ดินในโรงเรือนเพื่อช่วยแพร่กระจายไอน้�ำร้อนส�ำหรับฆ่าเช้ือในดินได้อย่าง
ทวั่ ถงึ
ทม่ี า: Maloy (1993)
ตารางที่ 3.4 ความสัมพันธร์ ะหว่างความดันและอณุ หภูมขิ องไอน้ำ� ร้อน
ความดัน อุณหภูมิ °F
(ปอนดต์ ่อตารางน้ิว) °C 226
108 240
5 116 250
10 260
15 121 267
20 127 274
25 131
30 134
ทม่ี า: Maloy (1993)
ไอน้�ำร้อนได้ถูกน�ำมาผสมกับมวลของอากาศ (aerated steam) เพื่อรักษาระดับความร้อนของไอน�้ำ
ให้สม�่ำเสมอ และลดความเสียหายของวัสดุเน่ืองจากการใช้ไอน�้ำเพียงอย่างเดียว การผสมอากาศในไอน้�ำร้อน
จะใหผ้ ลเชน่ เดยี วกับการผสมอากาศในไอน�้ำรอ้ นภายใต้ความดัน (pressured steam) ซ่งึ จะท�ำให้อุณหภูมขิ อง
ไอน�้ำร้อนลดต�่ำลงกว่า 100 องศาเซลเซียส โดยระดับอุณหภูมิที่ต่�ำลงน้ียังคงมีประสิทธิภาพในการฆ่าเช้ือ
จุลินทรีย์ที่ก่อโรคทางดินหรือจุลินทรีย์ท่ีติดมากับท่อนพันธุ์ได้ เช่น Rhizoctonia solani, Pythium sp.,
Fusarium roseum และ Colletotrichum coccodes เป็นต้น ส�ำหรับระดับอุณหภูมิท่ีสามารถฆ่าเชื้อ
จุลนิ ทรีย์สาเหตโุ รคพชื ชนดิ อื่น ๆ ไดแ้ สดงไวใ้ นภาพท่ี 3.2
บทที่ 3 การควบคุมโรคพชื โดยวิธกี ายภาพ 37
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วีระณีย์ ทองศรี
การใชไ้ อนำ้� รอ้ นในระดบั อณุ หภมู ทิ ตี่ ำ่� น้ีจะไมท่ ำ� ลายอนิ ทรยี ว์ ตั ถหุ รอื โครงสรา้ งของดนิ ตลอดจนสง่ิ มชี วี ติ ทมี่ ี
ประโยชน์อื่น ๆ ในดิน ซ่ึงจะเป็นการช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในดินได้อีกทางหน่ึง โดยสัดส่วนของ
ปริมาตรอากาศต่อไอน้�ำร้อนท่ีเปลี่ยนแปลงไป จะท�ำให้อุณหภูมิสุดท้ายที่ได้จากไอน้�ำร้อนแตกต่างกัน เช่น
จากไอน้�ำร้อนเร่ิมต้นซึ่งมีอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เม่ือน�ำมาผสมกับอากาศในอัตราส่วน 1:1 จะท�ำให้ได้
อุณหภูมิ 82 องศาเซลเซียส ถ้าผสมในอัตราส่วน 2:1 จะท�ำให้ได้อุณหภูมิ 71 องศาเซลเซียส แต่ถ้าหากผสม
ในอตั ราส่วน 4:1 จะทำ� ให้ได้อุณหภมู ิ 60 องศาเซลเซียส เป็นต้น นอกจากน้ีได้มีการสรา้ งไดอะแกรมอตั ราส่วน
การผสมของมวลอากาศกับไอน้�ำร้อนภายใต้ความดัน โดยเม่ือผสมมวลอากาศในอัตราส่วนที่สูงข้ึน จะท�ำให้
อุณหภูมิของไอน้ำ� ร้อนตำ่� ลงเรอื่ ย ๆ ภายใตส้ ภาวะความดันน้นั ๆ (ภาพท่ี 3.3)
นอกจากนี้ ยังมีการน�ำไอน้�ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส (superheated steam) มาใช้
ในการฆ่าเชื้อในเคร่ืองมือการเกษตรต่าง ๆ ที่อาจมีการติดเชื้อหลังการน�ำไปใช้ในแปลง เช่น ผานไถ เคร่ืองมือ
เก็บเกี่ยวผลผลิต หรือเคร่ืองมือหลังการเก็บเกี่ยวอื่น ๆ ซึ่งความร้อนดังกล่าวไม่เหมาะสมต่อการน�ำไปใช้ในการ
ควบคุมโรคพืช
ภาพที่ 3.2 ระดับความร้อนหรืออุณหภมู ิท่ีสามารถฆ่าเชือ้ จุลินทรยี ์สาเหตุโรคพืชชนิดต่าง ๆ
ทม่ี า: Maloy (1993)
38 หลักการควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ภาพที่ 3.3 อตั ราสว่ นที่เหมาะสมของการผสมมวลอากาศในไอน�้ำรอ้ นภายใต้สภาวะความดัน
ท่ีมา: Maloy (1993)
4. การใช้ความรอ้ นจากแสงอาทิตย์ (solarization หรอื solar heat treatment)
4.1 การใช้ความร้อนจากแสงอาทติ ย์ควบคุมโรคพืชทีต่ ดิ มากับเมลด็ (seed-borne diseases)
การใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ถูกน�ำมาใช้ในการควบคุมโรคราเขม่าด�ำ (loos smut) ของข้าวสาลี
โดยแช่เมล็ดไว้ในน�้ำเป็นเวลา 4 ช่ัวโมง ก่อนที่จะน�ำมาผ่ึงภายใต้แสงอาทิตย์เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ในช่วงเวลา
12:00 – 16:00 น. รวมท้ังยังสามารถน�ำมาก�ำจัดโรคราเขม่าด�ำในข้าวบาร์เล่ย์ได้เช่นกัน โดยน�ำเมล็ดมาห่อไว้
ด้วยผ้าแล้วผึ่งแดดแทนการตากเมล็ดโดยตรงบนพื้นซีเมนต์ นอกจากน้ียังมีการใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์
เพ่ือลดปริมาณเช้ือรา Ascochyta rabiei ในเมล็ดถ่ัวผี โดยผึ่งเมล็ดไว้บนพ้ืนซีเมนต์ ตลอดช่วงที่มีแสงแดด
เปน็ ระยะเวลา 15 วนั ซง่ึ สามารถลดความมชี วี ติ รอดของเชอ้ื ราจาก 31.5% เปน็ 16% แตส่ ำ� หรบั เมลด็ ทเ่ี คลอื บผวิ
ด้วยสารโพลเี อทลนี จะชว่ ยลดความมชี วี ติ รอดของเชอ้ื ไดด้ กี วา่ โดยวธิ กี ารใชค้ วามรอ้ นจากแสงอาทติ ยน์ จ้ี ะไมท่ ำ� ลาย
การงอกของเมล็ดแต่อย่างใด
4.2 การใชค้ วามรอ้ นจากแสงอาทิตยส์ �ำหรับฆ่าเชอื้ จลุ ินทรยี ์กอ่ โรคในดนิ (soil solarization)
การใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ถูกน�ำมาใช้ในการลดปริมาณหรือก�ำจัดเช้ือจุลินทรีย์ก่อโรคที่อยู่ในดิน
ซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกับการใช้ความร้อนด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น อบด้วยไอน�้ำร้อน โดยอุณหภูมิท่ีจะฆ่าเชื้อใน
ดินได้ต้องอยู่ในระดับ 60-100 องศาเซลเซียส แสงอาทิตย์ไม่จ�ำเป็นต้องมีตัวพาเพื่อน�ำความร้อนไปยังวัตถุหรือ
เป้าหมายทต่ี ้องการฆ่าเชือ้ เพียงแค่เคล่อื นผา่ นอากาศท่มี อี ณุ หภูมติ �ำ่ กว่าก็สามารถฆ่าเช้อื ในวตั ถุหรอื ในดนิ ได้
อนุภาคของดินมีการดูดกลืนคล่ืนแสงจากดวงอาทิตย์ โดยจะดูดกลืนได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง
ๆ เชน่ สขี องเมด็ ดนิ ความชนื้ ในดนิ และโครงสรา้ งของดนิ โดยทว่ั ไปแลว้ ดนิ จะมคี า่ ความสมั พนั ธก์ บั ความจคุ วาม
ร้อน (thermal capacity) ในระดับสูง แตม่ ีค่าการนำ� ความรอ้ นตำ�่ มาก จึงทำ� ให้ความรอ้ นแทรกซึมลงไปในดนิ
ไดอ้ ยา่ งชา้ ๆ ความรอ้ นทซี่ มึ ผา่ นหนา้ ดนิ จะถกู เกบ็ ไวใ้ นอนภุ าคของดนิ พรอ้ มทง้ั จะถกู เกบ็ ไวใ้ นชว่ งกลางคนื และ
จะถูกปลดปลอ่ ยออกเมื่ออณุ หภมู ิอากาศคอ่ ย ๆ เยน็ ลง
การเพ่ิมศักยภาพของความร้อนจากแสงอาทิตย์ในการฆ่าเช้ือในดิน มักมีการคลุมแผ่นพลาสติกบนผิว
หน้าดินเพื่อเพ่ิมระดับอุณหภูมิให้สูงข้ึน โดยความหนาของพลาสติกจะมีผลต่อระดับอุณหภูมิท่ีความลึกของดิน
ในระดับต่าง ๆ ซ่ึงพลาสติกที่บางกว่าจะท�ำให้ดินได้ระดับอุณหภูมิที่สูงกว่าการใช้พลาสติกหนา (ตารางที่ 3.5)
เน่ืองจากมคี ณุ สมบตั ใิ หแ้ สงแดดสอ่ งผา่ นไดม้ ากกวา่ และยงั มรี าคาถกู ทำ� ใหเ้ กษตรกรประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยไดม้ ากขนึ้
บทที่ 3 การควบคมุ โรคพชื โดยวธิ กี ายภาพ 39
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วรี ะณีย์ ทองศรี
ตารางที่ 3.5 ผลของการคลุมแผ่นพลาสติกบนหน้าดินต่อระดับอุณหภูมิท่ีได้รับความร้อนจากแสงแดดท่ี
ตำ� แหน่งความลึกของดินในระดบั ต่าง ๆ
กรรมวธิ ี อณุ หภูมิดินสูงสดุ (°C)
ไม่คลุมพลาสตกิ 5 ซม. 15 ซม. 30 ซม. 45 ซม.
คลุมพลาสตกิ หนา 1 มม. 46 38 32 30
คลุมพลาสตกิ หนา 4 มม. 60 50 42 39
57 48 40 38
หมายเหตุ: อณุ หภมู อิ ากาศสงู สดุ 41 องศาเซลเซียส
ที่มา: ดัดแปลงจาก Chaube and Singh (1990)
ความรอ้ นจากแสงอาทิตย์ช่วยควบคมุ โรคพืช
แสงอาทิตย์ถูกน�ำมาควบคุมเช้ือก่อโรคทางดินหลายชนิด เช่น เช้ือรา Fusarium oxysporum f.sp.
melonis สาเหตุโรคเห่ียวของแตงโม โดยมักจะใช้แผ่นพลาสติกคลุมผิวหน้าดินเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการฆ่า
เช้อื ใหด้ ขี ึน้ การเพิ่มระยะเวลาในการฆ่าเชือ้ ใหน้ านข้นึ จะย่งิ ทำ� ให้สามารถลดปรมิ าณเชอื้ กอ่ โรคไดม้ ากข้นึ และ
สง่ ผลใหเ้ กดิ โรคนอ้ ยลง (ภาพที่ 4) นอกจากนี้ ได้มีการนำ� ความรอ้ นจากแสงอาทิตยม์ าควบคุมโรคพชื ท่ีเกิดจาก
เช้อื ราทางดินและไส้เดือนฝอยหลายชนดิ ดงั แสดงไว้ในตารางท่ี 3.6 และ 3.7
AB
ภาพท่ี 3.4 (A) การใชค้ วามรอ้ นจากแสงอาทติ ยร์ ว่ มกบั แผน่ พลาสตกิ คลมุ ดนิ เพอ่ื เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการฆา่ เชอื้
(B) เปอรเ์ ซน็ ตก์ ารเกดิ โรคเหย่ี วของแตงโมทรี่ ะยะเวลาฆา่ เชอ้ื ในดนิ ตา่ งกนั : * ดนิ มเี ชอื้ ไมผ่ า่ นการฆา่ เชื้อ;
ดินมีเชอ้ื ผา่ นการฆ่าเชอ้ื เปน็ เวลา 30 วัน; • ดนิ มีเชื้อผ่านการฆา่ เช้ือเปน็ เวลา 60 วนั ; ดนิ ไมม่ ี
เชอื้ ไมผ่ า่ นการฆา่ เชอื้
ที่มา: Agrios (2005)
40 หลักการควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ตารางที่ 3.6 ความร้อนจากแสงอาทิตย์สามารถควบคมุ โรคพชื ทีม่ ีสาเหตจุ ากเชื้อราทางดิน
เช้ือราสาเหตโุ รค โรค
Fusarium oxysporum f.sp. vasinfectum โรคเหีย่ วของฝ้าย
Fusarium oxysporum f.sp. ciceri โรคเหย่ี วของถว่ั
Phytophthora cinnamomi โรครากเนา่ ในพืชหลายชนดิ
Pyrenochaeta lycopersici โรครากเน่าสนี ำ้� ตาลของมะเขือเทศ
Pyrenochaeta terrestris โรครากเน่าสชี มพขู องหอม
Pythium ultimum โรคเน่าระดับดินและรากเน่าของพชื หลายชนดิ
Rhizoctonia solani โรครากเนา่ ของพืชหลายชนิด
Sclerotinia minor โรครากเน่าของพืชหลายชนดิ
Sclerotinia sclerotiorum โรครากขาวของหอม
Sclerotium cepivorum โรครากขาวของหอม
Sclerotium oryzae โรคลำ�ตน้ เน่าของข้าว
Sclerotium rolfsii โรครากเน่าของพืชหลายชนิด
Thielaviopsis basicola โรครากเน่าของพชื หลายชนิด
Verticillium dahliae โรคเห่ียวของฝ้าย มะเขือเทศ มันฝรง่ั และมะเขือ
ทีม่ า: ดัดแปลงจาก Chaube and Singh (1990)
ตารางท่ี 3.7 ความรอ้ นจากแสงอาทิตย์สามารถควบคมุ โรคพชื ที่มีสาเหตจุ ากไส้เดอื นฝอย
ไสเ้ ดือนฝอย โรค / พชื อาศัย
Ditylenchus dipsaci เข้าท�ำลายหวั ของกระเทยี ม
Globodera rostochiensis เข้าท�ำลายมนั ฝร่งั
Helicotylenchus digonicus เข้าท�ำลายพืชหลายชนดิ
Heterodera trifolii เขา้ ทำ� ลายคารเ์ นช่ัน
Meloidogyne hapla โรครากปมของพชื หลายชนดิ
Meloidogyne javanica โรครากปมของพืชหลายชนิด
Pratylenchus thornei เข้าท�ำลายมันฝรัง่ และพืชหลายชนดิ
ทม่ี า: ดดั แปลงจาก Chaube and Singh (1990)
ความรอ้ นจากแสงอาทิตยช์ ่วยควบคมุ ศัตรูพชื อ่นื ๆ
ความร้อนจากแสงอาทิตย์สามารถน�ำมาใช้เพ่ือควบคุมวัชพืชบนดิน โดยใช้ร่วมกับการคลุมแผ่นพลาสติก
วิธีการนี้สามารถลดจ�ำนวนประชากรของวัชพืชท้ังชนิดใบแคบและใบกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาพท่ี 3.7)
โดยเฉพาะวัชพืชตระกูลหญ้าจะไวต่อการควบคุมด้วยวิธีน้ีท่ีสุด และวิธีน้ีเป็นวิธีการที่จะช่วยควบคุมวัชพืชได้
ตลอดฤดูปลูก นอกจากนี้ ความร้อนจากแสงอาทิตย์ยังสามารถลดจ�ำนวนประชากรของไร (Rhizoglyphos
robini) ที่เข้าทำ� ลายส่วนของหนอ่ ของพชื บางชนดิ ได้เชน่ กัน
บทที่ 3 การควบคมุ โรคพืชโดยวธิ ีกายภาพ 41
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วีระณยี ์ ทองศรี
ตารางที่ 3.8 ผลของการคลุมแผ่นพลาสติกเปรียบเทียบกับการใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดไส้เดือนฝอยต่อการลด
จ�ำนวนประชากรวชั พชื ในแปลงปลกู มนั ฝรัง่
กรรมวิธี จ�ำนวนประชากรของวชั พืช (%)
คลมุ แผ่นพลาสติก (polyethylene) 9.1
สารเคมปี อ้ งกันก�ำจัดไส้เดือนฝอย 30.0
ไมใ่ ชว้ ธิ ีการใด 49.1
หมายเหต:ุ 140 วันหลงั การปลูกมันฝรัง่
ท่ีมา: Chaube and Singh (1990)
ความร้อนจากแสงอาทิตย์สามารถควบคุมวชั พืชได้ด้วยกลไกทเ่ี ก่ียวขอ้ งหลายประการ ไดแ้ ก่
1. ความร้อนสามารถฆ่าเมล็ดวัชพืชได้
2. ความรอ้ นสามารถลดการกระตนุ้ เพือ่ ใหเ้ มล็ดงอก
3. ความร้อนช่วยท�ำลายระยะพักตัวของเมล็ดวัชพืช โดยช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น และฆ่าเมล็ดท่ีงอก
ภายหลงั
4. ความร้อนท�ำให้เมล็ดอ่อนแอจึงง่ายต่อการถูกท�ำลายด้วยปัจจัยต่าง ๆ หรือการเข้าท�ำลายของเชื้อ
จุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน นอกจากน้ี ไอระเหย (volatile) ท่ีเกิดขึ้นภายใต้การคลุมแผ่นพลาสติกก็สามารถฆ่าหรือ
ทำ� ลายระยะพกั ตวั ของวัชพืชได้
การใช้ความร้อนจากแสงอาทติ ย์ควบคมุ โรคพืชร่วมกบั วธิ ีการอื่น ๆ
แสงอาทติ ยถ์ กู นำ� มาใชใ้ นการควบคมุ โรคพชื รว่ มกบั วธิ กี ารอนื่ ๆ เชน่ ใชร้ ว่ มกบั สารเคมี ชวี วธิ ี และการเขตกรรม
ในสว่ นของการใชร้ ว่ มกับชวี วธิ ีน้ัน ได้มกี ารน�ำเชือ้ ราปฏิปักษ์ Trichoderma harzianum มาใชร้ ่วมกบั แสงแดด
เพื่อลดปริมาณเช้ือรา Rhizoctonia solani ในดิน ซ่ึงช่วยชะลอการสร้างส่วนก่อโรค (inoculum) ใหม่ของ
เชื้อราได้ ในขณะที่การใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดเชื้อรา vapam ร่วมกับการใช้แสงแดดสามารถเพิ่มศักยภาพ
ในการควบคมุ โรคฝักจุดของถ่ัวลสิ งได้ ในส่วนของการใช้วธิ ีการเขตกรรม เช่น การปลกู พืชหมุนเวียนร่วมกบั การ
ใช้แสงแดดสามารถเพ่ิมศักยภาพในการควบคุมโรคเห่ียวของฝ้ายที่มีสาเหตุจากเชื้อรา Fusarium oxysporum
f.sp. vasinfectum ได้ในระยะยาว รวมท้ังการใช้สารเคมี PCNB ร่วมกับแสงแดดสามารถควบคุมโรคเห่ียว
ท่ีเกิดจากเชื้อรา Fusarium sp. ของถ่ัวบางชนิดได้ โดยเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคได้ดีกว่า
การใชค้ วามรอ้ นเพยี งอย่างเดียว
การใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ควบคุมโรคพืช มีผลต่อการเพิ่มข้ึนของผลผลิตของพืชเช่นเดียวกับการ
ควบคุมโรคพืชด้วยวิธีการอ่ืน ๆ โดยพบว่าจากการใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ หรือสารเคมีป้องกันก�ำจัด
ไส้เดือนฝอย (nematicide) ในแปลงมันฝร่ัง สามารถเพิ่มผลผลิตของมันฝร่ังได้ เนื่องจากวิธีการดังกล่าว
สามารถลดการเข้าท�ำลายของเช้ือรา Verticillium dahliae และไส้เดือนฝอย Pratylenchus thornei ได้
ซึ่งสามารถเพ่ิมผลผลิตให้สูงข้ึน 34.7 และ 39.8% ตามล�ำดับ นอกจากน้ี การใช้แสงอาทิตย์ควบคุมโรคพืช
ยงั สามารถทำ� ให้เกิดการเพิ่มข้นึ ของผลผลติ ในพืชหลายชนิด ดงั แสดงไว้ในตารางที่ 3.9
42 หลกั การควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ตารางท่ี 3.9 ผลของการใช้ความรอ้ นจากแสงอาทิตยค์ วบคมุ โรคพชื ท�ำให้ผลผลติ เพิม่ ขน้ึ
พชื เชือ้ สาเหตุโรค ผลผลติ เพม่ิ ขึ้นจากกรรมวธิ คี วบคมุ (%)
ฝา้ ย Fusarium oxysporum f.sp. vasinfectum 40-70
Verticillium dahliae 60
มะเขอื V. dahliae 215
หอม Pyrenocheta terrestris 60-125
ถั่วลิสง Sclerotium rolfsii 42-64
มนั ฝรง่ั V. dahliae 35
มะเขอื เทศ Pyrenocheta lycopersici 100-300
ดอกค�ำฝอย V. dahliae 113
ท่ีมา: Chaube and Singh (1990)
5. การฉายรงั สี (radiation)
การฉายรังสีเป็นวิธีการด้ังเดิมที่ถูกน�ำมาใช้ในการฆ่าเช้ือท้ังในดินและช้ินส่วนของพืช โดยเฉพาะรังสีจาก
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีถูกน�ำมาใช้เป็นแหล่งผลิตพลังงานความร้อนเพ่ือก�ำจัดเช้ือจุลินทรีย์สาเหตุโรค ซึ่งมีหลาย
ชนิด ได้แก่ รังสีอุลตราไวโอเลต (uv light) รังสีเอ็กซ์ (X-rays) รังสีแกมม่า (gamma rays) รังสีอินฟราเรด
(infrared) และรังสีอลุ ตราโซนคิ (ultrasonic) เปน็ ตน้ โดยรงั สีเหล่าน้จี ะมีความยาวคลน่ื ทแี่ ตกตา่ งกัน ดงั แสดง
ในภาพท่ี 3.5
ภาพที่ 3.5 ความยาวคลน่ื และความถี่ของคลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้
ท่มี า: Maloy (1993)
รังสีเอ็กซ์ และรังสีแกมม่า เคยถูกน�ำมาใช้เพ่ือตรวจหาอาการผุหรือเน่าภายในของเนื้อไม้ และลักษณะ
อาการเป็นโพรงภายในของหัวมันฝร่ังเน่ืองจากความผิดปกติทางด้านพันธุกรรม รังสีเอ็กซ์ได้ถูกน�ำมายับย้ัง
ลักษณะอาการบวมพอง (crown gall) ของพืชหลายชนิด ตลอดจนน�ำมาฆ่าเช้ือแบคทีเรียท่ีมีการปนเปื้อนใน
ถุงบรรจหุ ัวมันฝรงั่ ที่ใชท้ �ำพันธ์ุ ยง่ิ ไปกวา่ นนั้ รงั สีดงั กล่าวซึง่ มักมีแหล่งก�ำเนดิ มาจาก cobalt-60 ได้ถูกน�ำมายดื
อายผุ ักและผลไม้หลายชนดิ เน่อื งจากให้ค่าพลังงานค่อนข้างสงู (แทรกซมึ เขา้ สเู่ นือ้ เยอื่ พชื ไดด้ )ี ในส่วนของการ
บทที่ 3 การควบคมุ โรคพชื โดยวธิ กี ายภาพ 43
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วรี ะณยี ์ ทองศรี