3. แบง่ ตามการกระจายตัวของลกั ษณะตา้ นทานโรค
- ความต้านทานเชิงคุณภาพ(qualitativeresistance)จดั เป็นความต้านทานแบบแขง็ แกร่งเน่ืองจาก
แสดงความต้านทานในระดับสูง (strong resistance) โดยความต้านทานดงั กลา่ วมักจะถกู ควบคุมด้วยยนี เพียง
คู่เดียวหรือน้อยคู่และไม่ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม การสร้างความต้านทานลักษณะน้ีจะเก่ียวข้องกับ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพืชกับเชื้อก่อโรคโดยต้องการความจ�ำเพาะระหว่างสายพันธุ์พืชและสายพันธุ์ของเช้ือก่อโรค
(race) จึงเรียกความต้านทานแบบนี้ว่า race-specific resistance กล่าวคือสายพันธุ์ของพืชมีผลผลิตจากยีน
ต้านทาน (R gene) ท่ีสามารถจดจ�ำผลผลิตจากยีนของเช้ือก่อโรคพืชที่เรียกว่า ยีนอะไวรูเรนท์ (Avirulence
gene,Avrgene) ผลลัพธ์จากปฏิสัมพนั ธ์ดงั กล่าวท�ำใหย้ บั ย้งั การเข้าท�ำลายของเชือ้ ก่อโรคพืชโดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง
ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าท�ำลาย (initial infection) จึงไม่ปรากฏอาการของโรคบนพืชท่ีมียีนต้านทาน
ซึ่งจ�ำเพาะกับยีนอะไวรูเรนท์ของเช้ือก่อโรคน้ัน ในกรณีท่ีพืชไม่สามารถจดจ�ำผลผลิตของยีนอะไวรูเรนท์จากเชื้อ
ก่อโรค ผลลพั ธท์ ี่ปรากฏจะเกิดตรงกนั ขา้ ม กล่าวคือ พชื จะแสดงอาการโรคได้ ดงั นั้นจะเห็นไดว้ ่าความต้านทาน
โรคแบบน้ีจะมีการกระจายตัวของลักษณะต้านทานโรคเป็นแบบไม่ต่อเนื่อง สามารถแยกความแตกต่างระหว่าง
ตน้ ที่ตา้ นทาน (ไม่แสดงอาการโรค) ออกจากตน้ ทีอ่ อ่ นแอ (แสดงอาการโรค) ไดเ้ ปน็ 2 กลุม่ อยา่ งชดั เจนในกลมุ่
ประชากรพืช เน่ืองจากความต้านทานเชิงคุณภาพต้องการความจ�ำเพาะระหว่างพันธุ์พืชกับสายพันธุ์ของเช้ือ
ดังนั้นความตา้ นทานแบบน้ีจงึ จดั เป็นความตา้ นทานแบบแนวตั้ง (vertical resistance) นนั่ เอง (ภาพที่ 6.3)
ภาพที่ 6.3 ความตา้ นทานแบบเชงิ คณุ ภาพ (qualitative resistance) ซงึ่ มรี ะดบั ความตา้ นทานสงู โดยขา้ วพนั ธุ์
Toride มีผลผลิตจากยีนต้านทาน Piz-t สามารถจดจ�ำผลผลิตจากยีนอะไวรูเรนท์ AvrPiz-t
จากเช้ือ Magnaporthe oryzae ผลลัพธ์จากปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวท�ำให้พืชสร้างความต้านทาน
จึงไม่ปรากฏอาการของโรคบนใบข้าว ส่วนข้าวพันธุ์ Nipponbare ไม่สามารถจดจ�ำผลผลิต
ของยีนอะไวรูเรนท์จากเช้อื ก่อโรค ผลลัพธท์ ่ปี รากฏจะเกดิ ตรงกนั ข้าม คอื แสดงอาการของโรค
ท่มี า: ดดั แปลงจาก ปฐั วภิ า สงกมุ าร (2559)
94 หลักการควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ข้อดีของลักษณะต้านทานแบบเชิงคุณภาพ คือ การปรับปรุงพันธุ์ท�ำได้ง่าย เนื่องจากมียีนที่ควบคุม
ลักษณะความต้านทานเพียงยีนคู่เดียวหรือน้อยคู่ โดยความความต้านทานที่พืชสร้างมีความแข็งแกร่งท�ำให้พืช
ไมป่ รากฏอาการของโรค หรอื เกดิ ความเสียหายบนพืชอาศยั นอ้ ยมาก
แต่ข้อด้อยของลักษณะต้านทานแบบเชิงคุณภาพ คือ พันธุ์ต้านทานที่ถูกพัฒนาไม่คงทน มีระยะเวลาใช้
งานในพื้นท่ีปลูกอย่างจ�ำกัด เพราะเช้ือโรคพืชจะมีวิวัฒนาการให้เป็นสายพันธุ์ท่ีรุนแรงเข้าท�ำลายพันธุ์ต้านทาน
ดงั กล่าวได้
- ความต้านทานเชิงปริมาณ (quantitative resistance) มักจะถูกควบคุมด้วยยีนจ�ำนวนหลายยีน
และขึ้นอยู่กับอิทธิพลของส่ิงแวดล้อม การกระจายตัวของลักษณะต้านทานโรคในกลุ่มประชากรรุ่นลูก
ที่เกิดจากการผสมกันระหว่างต้นพ่อและแม่พันธุ์เป็นไปอย่างต่อเน่ือง แบ่งกลุ่มได้ไม่ชัดเจนเหมือน
ความต้านทานเชิงคุณภาพ ท�ำให้แยกความแตกต่างระหว่างต้นท่ีต้านทานและอ่อนแอออกจากกันได้ไม่ชัดเจน
โดยถ้าพชื มยี นี ทเ่ี กย่ี วข้องกับความต้านทานในพืชจำ� นวนมากและมปี ัจจยั ของสง่ิ แวดลอ้ มสง่ เสริมการพฒั นาของ
โรคมาก ลักษณะความต้านทานเชิงปริมาณจะย่ิงมีการกระจายตัวในรูปแบบท่ีปกติ (normal distribution)
(ภาพท่ี 6.4) ความตา้ นทานแบบน้โี ดยทว่ั ไปแล้วระดบั ความตา้ นทานที่พชื สร้างข้นึ จะไม่สูงมากนกั และไมแ่ สดง
ความจ�ำเพาะระหว่างสายพันธุ์พืชและสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรค (race) อย่างชัดเจน ท�ำให้พืชสามารถต้านทาน
ต่อเช้ือก่อโรคได้หลายสายพันธุ์ ดังนั้นอาจเรียกว่า ความต้านทานแบบแนวนอน (horizontal resistance)
โดยความต้านทานโรคพืชแบบน้ีจะลดปฏิกิริยาของเช้ือในด้านต่าง ๆ เช่น การท�ำให้พัฒนาการของเช้ือช้าลง
การเพ่มิ ปรมิ าณของเชอ้ื ชา้ ลง การลดการสร้างสปอร์ของเชอ้ื และชะลอการระบาดของโรค
ภาพท่ี 6.4 การกระจายตัวแบบต่อเน่ือง (continuous variation) ของลักษณะความต้านทานโรคแคงเกอร์ที่
เกิดจากเชื้อรา Fusarium circinatum ในกลุ่มประชากรของสน (Pinus taeda) ซึ่งจะเห็นได้ว่า
ประชากรสนที่น�ำมาใช้ในการศึกษาแสดงลักษณะความต้านทานต่อโรคแคงเกอร์ในระดับที่มากบ้าง
นอ้ ยบ้างแตกต่างกันไป
ทม่ี า: ดัดแปลงจาก Quesada et al. (2010)
บทที่ 6 การควบคุมโรคพืชโดยใช้พันธุต์ า้ นทาน 95
ดร.ปั ฐวิภา สงกุมาร
ข้อดีของลักษณะตา้ นทานแบบเชิงปรมิ าณ คือ มีความคงทนในแปลงปลกู โดยมรี ะยะเวลาใชใ้ นพื้นทป่ี ลูก
ไดย้ าวนาน (durable)
ข้อด้อยของลักษณะต้านทานแบบเชิงปริมาณ คือ ท�ำการปรับปรุงพันธุ์พืชให้มีลักษะความต้านทาน
แบบนไี้ ด้ยาก
การใชพ้ ชื ต้านทานในการจัดการโรคพืช
1. การใช้พันธุ์พชื ท่มี ีความตา้ นทานแบบแนวต้งั (vertical resistance)
ความต้านทานแบบน้ีเป็นความต้านทานที่พืชสร้างข้ึนมาจ�ำเพาะต่อสายพันธุ์ของเชื้อ ดังนั้นจึงมีความ
จ�ำเป็นต้องเลือกพันธุ์พืชต้านทานท่ีเหมาะสมต่อสายพันธุ์เชื้อก่อโรคที่ก�ำลังระบาดอยู่ในพ้ืนที่ เน่ืองจาก
ความต้านทานแบบแนวตั้งจะยับย้ังกระบวนการติดเช้ือ ณ จุดที่เช้ือก่อโรคเข้าท�ำลายพืช (infection point)
ดังน้นั จะสามารถลดปริมาณเชอ้ื ตัง้ ตน้ (initial inoculum) ท่จี ะเขา้ ท�ำลายพชื ในขณะเรมิ่ เกิดการระบาดของเช้อื
ในกรณีท่ีพ้ืนท่ีการระบาดของโรคมีประชากรของเชื้อก่อโรคเป็นสายพันธุ์เดียวกัน เมื่อใช้พืชท่ีมีความ
ต้านทานแบบแนวต้ังท่ีสามารถต้านทานต่อสายพันธุ์ของเชื้อดังกล่าว พบว่าประชากรเช้ือตั้งต้นจะลดลงโดย
สมบูรณ์ แต่ถ้าในพื้นที่การระบาดของโรคมีประชากรของเชื้อมากกว่า 1 สายพันธุ์ซ่ึงมีความสามารถในการเข้า
ท�ำลายพืชได้แตกต่างกัน พืชท่ีมีความต้านทานแบบแนวตั้งจะไปยับย้ังเช้ือก่อโรคเฉพาะสายพันธุ์ที่พืชต้านทาน
นัน้ จดจำ� ได้เทา่ นน้ั แตไ่ มย่ บั ยัง้ เชือ้ สายพันธอ์ุ ่นื ๆ ดงั นน้ั ปรมิ าณเชอื้ ก่อโรคเริ่มต้นจงึ ไม่ลดลงแบบสมบรู ณ์ ยังคง
มีเชอ้ื สายพันธุ์อน่ื ๆ ทพ่ี ัฒนาต่อไปได้
การใชพ้ นั ธต์ุ า้ นทานแบบแนวตง้ั นนั้ เมอ่ื มกี ารใชย้ นี ตา้ นทานยนี ใหมท่ ม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพในการตา้ นทานตอ่ โรค
จะทำ� ใหพ้ ชื ทม่ี ยี นี ตา้ นทานดงั กลา่ วถกู ใชแ้ พรห่ ลายมากขน้ึ เรยี กวา่ boom year เมอ่ื ปลกู พชื พนั ธเ์ุ ดยี วกนั เปน็
บรเิ วณกวา้ งตอ่ เนอื่ งกนั ในระยะเวลาหนงึ่ จะเพมิ่ แรงกดดนั ของการคดั เลอื ก (selection pressure) ในประชากรเชอื้
ท�ำให้เชื้อก่อโรคสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรงหรือสายพันธุ์ที่มียีนอะไวรูเลนซ์ (Avr) เกิดการกลายพันธุ์ไปเป็นสายพันธุ์ท่ี
เขา้ ท�ำลายในพืชไดแ้ ละพัฒนาจนมสี ดั สว่ นของประชากรสายพนั ธ์กุ ลายสูงขน้ึ ในทสี่ ดุ พันธ์ุพชื ตา้ นทานแบบแนว
ต้ังท่ีเคยประสบความส�ำเร็จใช้ต้านทานโรคได้ดีในพื้นท่ีน้ันก็ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป ท�ำให้เกิดการระบาดของ
โรคข้นึ เกษตรกรจงึ ลดจ�ำนวนการใช้พนั ธุต์ า้ นทานนัน้ เรยี กวา่ bust year และมคี วามตอ้ งการทจ่ี ะใชพ้ ันธ์ุพชื ท่ี
มียีนต้านทานใหม่ที่มีประสิทธิภาพต่อเช้ือสายพันธุ์กลายนั้น เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดหมุนเวียนเป็นวัฏจักรต่อไป
ทกุ รอบ 8-12 ปี (ภาพท่ี 6.5)
ความต้านทานแบบแนวตั้งอาจไม่เหมาะกับพืชยืนต้น เนื่องจากความต้านทานแบบนี้ไม่คงทน
นกั ปรับปรงุ พันธตุ์ อ้ งพยายามปรับปรงุ พันธ์ุพชื ท่ีมยี ีนตา้ นทานใหม่ ๆ เปน็ ระยะ ทัง้ น้กี ารปรบั ปรุงพันธุพ์ ชื ยนื ต้น
นั้นต้องอาศยั ระยะเวลาท่ยี าวนานและทำ� ได้ยาก
จะเหน็ ไดว้ า่ การใชค้ วามตา้ นทานแบบแนวตง้ั จะมขี อ้ จำ� กดั ในเรอ่ื งอายกุ ารใชง้ านทจ่ี ำ� กดั ในพนื้ ทเี่ พาะปลกู
ดังนัน้ การยดื อายกุ ารใชง้ านความต้านทานแบบแนวต้ัง อาจท�ำได้โดยวธิ ีการตา่ ง ๆ ดงั น้ี (ภาพท่ี 6.6)
- การหมุนเวียนยีนต้านทานเดิมกลับมาใช้ใหม่ โดยภายหลังจากมีการใช้ยีนต้านทานใหม่ยาวนาน
ประมาณ 5-10 ปี เชอ้ื สายพนั ธุเ์ ดมิ ท่เี คยระบาดในพนื้ ที่จะสะสมในปรมิ าณท่นี อ้ ยลงซง่ึ อาจจะไม่กระทบกับพันธ์ุ
ต้านทานเดิมที่จะน�ำกลับมาใช้อีกครั้ง แต่ท้ังนี้เชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดอยู่ในพ้ืนที่ต้องไม่สามารถเข้าท�ำลาย
ในพชื พันธ์ุต้านทานเดิมน้นั
96 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
พ้ืนท่ปี ลกู Boom ความถข่ี อง
เพิ่มขึน้ สายพนั ธุ์กลาย
การระบาด
ของโรคพืช มากขึน้
พนั ธ์พุ ืชตา้ นทาน พืช เช้อื กอ่ โรคพชื สายพันธ์เุ ชื้อรุนแรง
ถูกพัฒนาข้ึนมา พฒั นาข้ึนมาใหม่
ในพื้นท่ี
พ้ืนทปี่ ลูก Bust ความถ่ีของ
ลดลง สายพนั ธ์กุ ลาย
ลดลง
ภาพที่ 6.5 วัฏจักรของความส�ำเร็จและความล้มเหลว (boom and bust cycle) ของการใช้ยีนต้านทาน
แบบแนวต้ัง
ทม่ี า: ดัดแปลงจาก Adugna (2004)
ภาพท่ี 6.6 กลยุทธ์ในการใช้พันธุ์ต้านทานแบบแนวตั้งในการจัดการโรค (ก) การใช้พันธุ์ต้านทานท่ีมียีน
ต้านทานเพียง 1 ชนิดในพื้นท่ีปลูกในช่วงเวลาหน่ึงจนประสิทธิภาพการต้านทานของยีนต้านทาน
สูญเสียไป จึงเปลี่ยนไปใช้พันธุ์ต้านทานท่ีมียีนต้านทานตัวใหม่ (ข) การหมุนเวียนยีนต้านทาน
(ค) การใช้พันธุ์พืชท่ีมีการรวมยีนต้านทาน (ง) การใช้ประโยชน์ยีนต้านทานเป็นเขต (จ) การใช้
multilines
ทมี่ า: McDonald and Linde (2002)
บทที่ 6 การควบคมุ โรคพชื โดยใช้พนั ธุต์ า้ นทาน 97
ดร.ปั ฐวิภา สงกุมาร
- การพัฒนาพันธุ์พืชที่มีการรวมยีนต้านทาน (pyramiding of resistance genes) โดยการน�ำยีน
ต้านทานต่างชนิดกันมารวมไว้ในพันธุ์พืชเดียวกัน ยีนต้านทานท่ีน�ำมารวมกันนั้นควรเป็นยีนท่ีมีต�ำแหน่งต่างกัน
บนโครโมโซม ไม่ควรเป็นยีนที่มีต�ำแหน่งเดียวกันแต่ต่างอัลลีล ซ่ึงหลักการเลือกยีนต้านทานแต่ละตัวมาใส่ใน
พืชท่ีต้องการปรับปรุงพันธุ์นั้นควรค�ำนึงว่ายีนดังกล่าวสามารถต้านทานต่อสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคพืชท่ีระบาด
ในเขตพนื้ ทห่ี รอื ประเทศนน้ั ถา้ ยนี ทน่ี ำ� มารวมกนั ในพชื มจี ำ� นวนมากกย็ งิ่ มอี ายกุ ารใชง้ านไดย้ าวนาน ตวั อยา่ งเชน่
การปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลีขนมปัง หรือ common wheat (Triticum aestivum) โดยการถ่ายเทยีนต้านทาน
ต่อโรคราสนิมท่ีมีสาเหตุจากเชื้อ Puccinia recondita ได้แก่ ยีน Lr41 Lr42 และ Lr43 จากพืช Triticum
tauschii โดยการปรับปรุงพันธุ์แบบผสมกลับ ผลปรากฏว่าข้าวสาลีท่ีได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยรวมยีน
ต้านทานดังกล่าวให้ลักษณะตา้ นทานทีด่ ตี ่อเชอ้ื ราสนมิ หลายสายพันธด์ุ ้วยกนั
- การใชป้ ระโยชน์ยีนตา้ นทานเปน็ เขต (regional deployment of resistance gene) คอื การใชพ้ ันธ์ุ
ต้านทานแบบแนวต้ังท่ีมียีนต้านทานท่ีแตกต่างกันมาปลูกในพ้ืนที่ต่าง ๆ กัน เช่น ในสหรัฐอเมริกามีการจัดการ
โรค crown rust ของขา้ วโอต๊ ซ่ึงมสี าเหตจุ ากเชอ้ื ราสนิม Puccinia coronata f.sp. avenae โดยในพื้นทีท่ ่มี ี
ปัญหาของโรค crown rot ซ่งึ เรียกว่า “Puccinia path” นน้ั สามารถแบ่งพ้นื ทีอ่ อกเป็นเขต (zone) ท่แี ตกตา่ ง
กันตามความแตกต่างกันของกลุ่มเชื้อที่เข้าท�ำลาย ดังน้ันจึงสามารถก�ำหนดชนิดพันธุ์ข้าวโอ๊ตท่ีมียีนต้านทาน
ที่เหมาะสมกับสายพันธุ์เช้ือในแต่ละเขตพื้นท่ี ซึ่งจะลดจ�ำนวนเชื้อก่อโรคเริ่มต้นในแต่ละเขตพื้นท่ี ลดการแพร่
กระจายขา้ มเขตของสปอร์เชือ้ ราสนมิ ได้
- การใชพ้ นั ธร์ุ วม (multilines) เปน็ การปลกู พชื ทมี่ ยี นี ตา้ นทานแบบแนวตง้ั ตา่ งชนดิ กนั ร่วมกัน โดยพันธุ์พืช
ท่ีมียีนต้านทานแต่ละยีนน้ันยังคงมีพันธุกรรมที่สม่�ำเสมอมีเฉพาะยีนต้านทานเท่าน้ันที่แตกต่าง ดังน้ันลักษณะ
ทางพชื ไรอ่ นื่ ๆ เช่น การให้ผลผลิตยงั คงเหมอื นกนั หรอื ใกลเ้ คียงกนั โดยการใช้พชื พนั ธ์ุรวมนนั้ จะทำ� ใหป้ ระชากร
เช้ือก่อโรคในพ้ืนที่ปลูกเกิดความเสถียร สายพันธุ์เชื้อใหม่ ๆ จึงมีโอกาสพัฒนาได้ยากขึ้น นอกจากน้ียังช่วยลด
อัตราการแพร่ของโรค (ภาพท่ี 6.7) ตัวอย่างเช่น เชื้อสายพันธุ์หนึ่งอาจเข้าท�ำลายพืชพันธุ์รวมที่มียีนต้านทาน
ท่ีแตกต่างกันจ�ำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังคงเหลือพืชพันธุ์รวมที่มียีนต้านทานชนิดอ่ืน ๆ ซึ่งยังคงความสามารถใน
การป้องกันการเขา้ ทำ� ลายของเชอ้ื สายพนั ธท์ุ ก่ี ำ� ลงั เปน็ ปญั หาในพนื้ ทน่ี น้ั ดงั นนั้ สายพนั ธพ์ุ ชื ทยี่ งั คงความตา้ นทาน
จงึ ทำ� หนา้ ทเี่ ป็นกบั ดักของเช้ือก่อโรคตั้งต้น ท�ำใหช้ ว่ ยลดการแพร่ของเชอื้ กอ่ โรคได้ ดังน้นั จะเห็นไดว้ า่ การใช้พนั ธ์ุ
รวมท่ีมียีนต้านทานแบบแนวตั้งนอกจากจะลดจ�ำนวนของเชื้อตั้งต้นได้แล้ว ยังให้ผลเหมือนการใช้ยีนต้านทาน
แบบแนวนอนกลา่ วคือช่วยลดอตั ราการพัฒนาของเชือ้ ได้อีกด้วย (ภาพที่ 6.8) อยา่ งไรก็ตามขอ้ จำ� กัดของการใช้
พันธุ์รวมน้ันพบว่า การพัฒนาพันธุ์รวมต้องใช้ระยะเวลานานและใช้งบประมาณสูง และอาจเป็นแหล่งผสมพันธุ์
เพ่อื สรา้ งสายพันธุ์ใหม่ของเชอ้ื ก่อโรคได้
2. การใช้พันธ์ุพืชทมี่ คี วามตา้ นทานแบบแนวนอน (horizontal resistance)
จากข้อจ�ำกัดของการใช้ความต้านทานแบบแนวต้ังโดยเฉพาะการใช้พันธุ์พืชท่ีมียีนต้านทานชนิดใด
ชนิดหนึ่งเพียงพันธุ์เดียวในพ้ืนท่ีเพาะปลูกเป็นเวลานานจะท�ำให้เกิดความไม่เสถียรของยีนต้านทานเน่ืองจาก
เชื้อก่อโรคมีวิวัฒนาการทางพันธุกรรมเอาชนะพันธุ์ท่ีมียีนต้านทานดังกล่าว ส่งผลให้พันธุ์ต้านทานมีระยะ
เวลาการใช้งานที่จ�ำกัดในพ้ืนที่ ดังน้ันการใช้พันธุ์พืชที่มีความต้านทานแบบแนวนอนจึงเป็นอีกทางเลือกของ
นกั ปรบั ปรงุ พันธ์ใุ นการพฒั นาพืชต้านทานโรค โดยความต้านทานแบบน้ีจะมรี ะดับความตา้ นทานทีไ่ ม่สูงมากนกั
สามารถต้านทานต่อเช้ือก่อโรคได้หลายสายพันธุ์ซึ่งกลไกของความต้านทานแบบแนวนอนต่อเช้ือก่อโรคพืชน้ัน
98 หลักการควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
จะเก่ียวข้องกับการยับยั้งการเจริญเติบโตของเช้ือก่อโรคและการลดอัตราการพัฒนาการของเชื้อโรค ซ่ึงเมื่อ
เปรยี บเทยี บระหวา่ งพนั ธอ์ุ อ่ นแอ พนั ธต์ุ า้ นทานแบบแนวตงั้ พนั ธต์ุ า้ นทานแบบแนวนอน และพนั ธท์ุ นทานตอ่ โรค
พบวา่ ระยะเวลาการพฒั นากระบวนการในการระบาดของโรคจะแตกต่างกันไปดงั แสดงในภาพท่ี 6.9
อ่อนแอ VR ต้านทาน VR ต้านทาน VR เชื้อกอ่ โรคเรม่ิ ต้น ต้านทาน VR ออ่ นแอ VR
(ยีน A) (ยีน B) (ยนี C) (inoculum) (ยีน D) (ยีน E)
ภาพท่ี 6.7 สปอร์ของเชื้อจะลดจ�ำนวนลงได้เนื่องจากพันธุ์รวมที่มยี ีนต้านทานทมี่ ีประสิทธิภาพจะท�ำหน้าที่เป็น
กับดักสปอร์ ท�ำให้ปริมาณสปอร์ท่ีจะแพรไ่ ปยงั พันธุร์ วมซึง่ อ่อนแอตอ่ โรคมีปรมิ าณลดน้อยลง
ท่มี า: ดดั แปลงจาก Castro (2001)
�จำนวน pustules ของราสนิม/ �จำนวน ้ตนพืช ่ทีอ่อนแอ 1600
1400
1200
1000
800
600
400
200
0 10 27 35 44
จำ� นวนวันหลงั จากการปลกู เช้อื
พืชพนั ธุ์ออ่ นแอ พชื พนั ธุ์รวม
(พันธุ์เด่ียว) (multilines)
ภาพที่ 6.8 พืชพันธุ์รวมท่ีรวมเอาพันธุ์พืชท่ีมีจีโนไทป์ต้านทาน (75%) และอ่อนแอ (25%) จะสามารถชะลอ
การสะสมของสปอร์ราสนิมของข้าวโพด (ค�ำนวณจากจ�ำนวน pustules บนพืชพันธุ์อ่อนแอ)
เม่ือเปรียบเทียบกบั การใช้พันธพุ์ ืชออ่ นแอแตเ่ พียงอยา่ งเดยี ว
ท่ีมา: ดัดแปลงจาก Castro (2001)
บทที่ 6 การควบคุมโรคพชื โดยใช้พันธุต์ า้ นทาน 99
ดร.ปั ฐวิภา สงกมุ าร
ภาพท่ี 6.9 ระยะเวลาการพฒั นากระบวนการในการระบาดของโรคในพนั ธพ์ุ ชื ออ่ นแอ พนั ธต์ุ า้ นทานแบบแนวตงั้
พันธตุ์ า้ นทานแบบแนวนอน และพันธท์ุ นทานต่อโรค
ทีม่ า: ดดั แปลงจาก ณรงค์ (2554)
3. การใชพ้ ันธ์พุ ืชที่มคี วามต้านทานแบบทนทาน
พันธุ์พืชท่ีมีลักษณะทนทานต่อโรคน้ัน เชื้อก่อโรคจะเข้าท�ำลายพืชได้ในระดับเดียวกับท่ีเข้าท�ำลาย
ในพืชพันธุ์อ่อนแอ ดังน้ันจะแสดงระดับการเกิดโรคไม่แตกต่างกัน แต่ความเสียหายในด้านผลผลิตหรือคุณภาพ
จะเกิดน้อยกว่าพันธุ์อ่อนแอ พืชท่ีทนทานจะมีระดับการพัฒนาการเกิดโรคช้าท�ำให้อัตราการเพ่ิมขึ้นของโรค
จะน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบผลของการใช้พันธุ์ต้านทานแบบแนวต้ัง ความต้านทานแบบแนวนอน และความ
ทนทานต่อการระบาดของโรคโดยอาศัยสมการ Xt = Xoert
Xt = ปริมาณการเกดิ โรคในช่วงเวลา t
Xo = ปรมิ าณของเชอ้ื โรคเร่ิมตน้
r = อตั ราการเพ่ิมข้ึนของเชอื้ โรค
t = ระยะเวลาทเี่ กิดโรค
e = คา่ คงทีท่ างคณิตศาสตร์
ผลจะปรากฏดังแสดงในตารางท่ี 6.1
ตารางท่ี 6.1 การใช้พันธุ์ต้านทานแบบแนวตั้ง ความต้านทานแบบแนวนอน และความทนทานต่อการระบาด
ของโรคพืช
ลักษณะความตา้ นทาน ผลกระทบ
ปริมาณของเชอ้ื โรคเรม่ิ ต้น อตั ราการเพมิ่ ขึ้นของเชื้อโรค
พันธตุ์ ้านทานแบบแนวต้งั ลดลง ไม่มีผล หรือ ลดลงเล็กน้อย
พนั ธ์ุตา้ นทานแบบแนวนอน ไม่มีผล หรือ ลดลงเลก็ นอ้ ย ลดลง
พันธท์ุ นทานตอ่ โรค ไม่มีผล ลดลง
100 หลกั การควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
แหลง่ ที่มาของความตา้ นทาน
เม่ือนักปรับปรุงพันธุ์ต้องการพัฒนาพันธุ์พืชท่ีมีความต้านทานต่อโรคน้ันจ�ำเป็นต้องหาแหล่งของ
ยีนตา้ นทาน ซึ่งมแี หลง่ ดังน้ี
1. พันธป์ุ ลกู และพันธ์ุทอ้ งถ่นิ (cultivated and land race)
โดยมกี ารรวบรวมพนั ธป์ุ ลกู และพนั ธท์ุ อ้ งถน่ิ เกบ็ ไว้ และทำ� การคดั สายพนั ธท์ุ ม่ี ลี กั ษณะทต่ี า้ นทานตอ่ โรคพชื
และเกบ็ รักษาไว้ในแหลง่ เกบ็ รกั ษารวบรวมพันธุกรรม (germplasm) ในศนู ยน์ านาชาติ (ภาพท่ี 6.10) ตวั อย่าง
เช่น มีการรวบรวมพันธุ์ข้าวด้ังเดิมจากตีนเขาหิมาลัยด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียและส่งไปคัด
สายพันธุ์ที่มีลักษณะต้านทานโรคและแมลงอย่างเป็นระบบที่สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International
Rice Research Institute, IRRI) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ พบพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อโรคและแมลงเป็น
จ�ำนวนมาก
ภาพที่ 6.10 ศนู ย์นานาชาติทม่ี แี หลง่ เกบ็ รกั ษารวบรวมพันธกุ รรม (germplasm)
(ก) International Rice Research Institute, IRRI ประเทศฟลิ ปิ ปนิ ส์ มกี ารรวบรวมพนั ธกุ รรมขา้ ว
(ข) International Potato Center, CIP ประเทศเปรู มีการรวบรวมพันธกุ รรมมนั ฝรัง่
(ค) International Maize and Wheat Improvement Center, CIMMYT ประเทศเม็กซิโก
มีการรวบรวมพันธุกรรมของข้าวโพดและข้าวสาลี
ทมี่ า: http://irri.org, https://cipotato.org, http://www.cimmyt.org
บทที่ 6 การควบคมุ โรคพชื โดยใช้พนั ธุต์ า้ นทาน 101
ดร.ปั ฐวิภา สงกมุ าร
2. พนั ธปุ์ า่ ตา่ งสปชี สี ์
เม่ือไม่พบยีนต้านทานในพันธุ์ปลูก อาจท�ำการค้นหายีนต้านทานในพันธุ์ป่าที่ต่างสปีชีส์ออกไป ตัวอย่าง
เช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวสาลี common wheat (Triticum aestivum) โดยใช้แหล่งยีนต้านทานจากพันธุ์ป่า
Triticum tauschii ทต่ี ้านทานต่อโรคราสนิมท่มี สี าเหตุจากเช้อื Puccinia recondite เปน็ ต้น
3. การใชพ้ ันธก์ุ ลาย
โดยการท�ำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยส่ิงก่อการกลายพันธุ์ ท�ำให้อาจได้สายพันธุ์กลายที่มีลักษณะความ
ต้านทานต่อโรคขน้ึ ได้
การปรับปรุงพนั ธุ์พืชให้ต้านทานต่อศตั รูพืช
1. การปรับปรุงพันธพ์ุ ชื ต้านทานโรคด้วยวิธดี งั้ เดิม
ซ่ึงจะต้องอาศัยการคัดเลือก (screen) พันธุ์ต้านทานต่อโรค โดยอาจจะท�ำการคัดเลือกจากแหล่งเก็บ
รวบรวมใน germplasm หรืออาศยั จากพันธป์ุ า่ ต่างสปีชสี ์ จากน้นั ท�ำการผสมพนั ธุ์ระหว่างพืชตา้ นทานและพืช
ท่ีต้องการปรับปรุงพันธุ์เพื่อถ่ายยีนต้านทานไปในพืชดังกล่าว ถ้าเป็นลูกช่ัวรุ่นที่ 1 ต้องน�ำมาผสมและท�ำการ
คดั เลือกต่อไปโดยวธิ กี ารตา่ ง ๆ เชน่ การผสมกลบั (ภาพที่ 6.11) การคดั เลอื ก pedigree การคัดเลอื กแบบหนึ่ง
เมลด็ ต่อต้น การทดสอบในชวั่ ต้น และการคดั เลอื กซำ�้
2. การปรบั ปรงุ พนั ธพุ์ ืชตา้ นทานโรคดว้ ยวิธกี ารกลายพันธุ์
อาจนำ� เมลด็ พนั ธพ์ุ ชื ทต่ี อ้ งการปรบั ปรงุ พนั ธไ์ุ ปฉายรงั สหี รอื สารกระตนุ้ การกลายพนั ธใ์ุ นระดบั ทเ่ี หมาะสม
จากน้ันปลูกเมล็ดดังกล่าว (M1) และให้เกิดการผสมตัวเอง และเร่ิมคัดเลือกต้นกลายพันธุ์จากยีนด้อย
(ออ่ นแอโรค) เป็นยีนเดน่ (ต้านทานโรค) โดยเก็บเมล็ดจากแต่ละตน้ แยกกัน นำ� เมล็ดดังกลา่ ว (M2) ไปปลกู ต่อ
และคัดเลือกต้นกลายพันธุ์ที่มีความต้านทานปานกลางถึงสูงในสภาวะที่มีการระบาดของโรคในธรรมชาติ
นำ� เมล็ดจากพนั ธ์ุคดั เลือกเหลา่ น้นั (M3)ไปปลูกต่อและทำ� การคดั เลอื กตน้ กลายพันธทุ์ ่มี คี วามต้านทานปานกลาง
ถงึ สงู ในสภาวะทมี่ กี ารระบาดของโรคในธรรมชาตอิ กี ครงั้ จากนนั้ เมลด็ รนุ่ ลกู (M4) จะถกู ปลกู ตอ่ และประเมนิ ผล
การเกิดโรคเปรียบเทียบกับพันธุ์เปรียบเทียบ รุ่นลูกที่ให้ผลผลิตสูงและต้านทานต่อโรคสูงจะถูกทดสอบร่วมกับ
พอ่ และแม่พันธ์แุ ละพันธุ์เปรียบเทยี บในพ้ืนทต่ี ่าง ๆ เมอื่ ได้พนั ธต์ุ ้านทานดเี ดน่ ก็จะเพ่มิ ปริมาณเมล็ดพนั ธุ์นัน้
3. การปรับปรุงพนั ธพ์ุ ชื ด้วยวธิ พี ันธวุ ิศวกรรม
โดยการถ่ายยีนต้านทานโรคเข้าไปสู่พืชที่ต้องการปรับปรุงพันธุ์ เร่ิมจากโคลนยีนที่เก่ียวข้องกับความ
ต้านทานท่ีต้องการในเวคเตอร์ท่ีเหมาะสม เช่น plasmid ท่ีมี T-DNA จากน้ันถ่ายยีนเข้าสู่เซลล์พืชด้วยวิธีการ
ต่าง ๆ เช่นการถ่ายยีนด้วยเชื้อแบคทีเรีย Agrobacterium tumefaciens (ภาพท่ี 6.12) การใช้วิธี biolistic
(bioballistic) หรือ gene gun เป็นตน้ พชื ดัดแปลงพันธุกรรมทม่ี ียีนต้านทานทไ่ี ด้เรยี กว่า transgenic plant
น�ำพืชดังกลา่ วไปผสมกับพันธอ์ุ ่อนแอทตี่ ้องการปรับปรงุ พนั ธุ์ และผสมกลบั เพื่อให้ไดส้ ายพันธท์ุ ีต่ ้องการ
102 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ภาพท่ี 6.11 การปรับปรุงพันธุ์แบบด้ังเดิม โดยใช้วิธีการผสมกลับ (backcross breeding) โดยน�ำพันธุ์ให้
(donor) ซง่ึ มยี ีนต้านทาน (Parent 1, P1) มาผสมกบั พันธทุ์ ต่ี อ้ งการปรบั ปรุงซึ่งเป็นพนั ธุ์อ่อนแอ
(Parent 2, P2) จากน้ันน�ำลูกชั่วรุ่นท่ี 1 (F1) มาผสมกลับกับพันธุ์ท่ีต้องการปรับปรุง (P2)
หลังจากผสมกลับไปแล้ว 7 ชั่วรุ่น พบว่าลูก (Rr) จะมีจีโนมของพันธุ์ท่ีต้องการปรับปรุงประมาณ
99.58 % และมีจโี นมของพันธุใ์ ห้ (donor) ซ่งึ มยี ีนตา้ นทานรวมอยู่ด้วยตดิ ไป 0.42 %
บทที่ 6 การควบคมุ โรคพชื โดยใช้พนั ธุต์ า้ นทาน 103
ดร.ปั ฐวภิ า สงกมุ าร
ภาพท่ี 6.12 วิธีการทางพนั ธุวิศวกรรมในการถา่ ยยีนท่สี นใจเข้าส่พู ืชโดยอาศยั Agrobacterium
104 หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
บรรณานกุ รม
ณรงค์ สงิ หบ์ รุ ะอดุ ม. 2554. การจัดการโรคพชื Plant Disease Management. พิมพค์ ร้งั ท่ี 2. โรงพิมพ์ -,
กรงุ เทพมหานคร.
ปิยะดา ตนั ตสวัสด.ิ์ 2554. การปรับปรุงพันธเ์ุ พื่อใหต้ า้ นทานศัตรพู ืช Breeding for plant pest resistance.
ส�ำนักวชิ าเทคโนโลยกี ารเกษตร มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีสุรนารี
ปฐั วิภา สงกมุ าร. 2559. เอกสารประกอบการสอน รายวชิ า 01008424 โรคพชื ท่ีเกิดจากเช้ือรา ภาควชิ าโรคพชื
คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. โรงพิมพ์ -.
Agrios, G. N. 2005. Plant Pathology. 5th edition. Academic Press, New York, USA.
Adugna, A. 2004. Alternate Approaches in deploying genes for disease resistance in crops
plants. Asian Jounal of Plant Sciences 3(5): 618-623.
Castro, A. 2001 Cultivar Mixtures. The Plant Health Instructor. DOI: 10.1094/PHI-A-2001-1230-01.
Cox, T. S., W. J. Raupp, and B. S. Gill. 1994. Leaf Rust-Resistance Genes Lr41, Lr42, and Lr43
Transferred from Triticum tauschii to Common Wheat. Crop Sci. 34:339-343. doi:10.2135/
cropsci1994.0011183X003400020005x
McDonald, B. A., and Linde, C. 2002 Pathogen population genetics, evolutionary potential, and
durable resistance. Annu Rev Phytopathol 40: 349-379
McDonald, B. A. 2004. Population Genetics of Plant Pathogens. The Plant Health Instructor.
doi:10.1094/PHI-A-2004-0524-01
Quesada, T., Gopal, V., Cumbie, W. P., Eckert, A. J., Wegrzyn, J. L., Neale, D. B., Goldfarb, B.,
Huber, D. A., Casella, G., and Davis, J. M. 2010 Association Mapping of Quantitative Disease
Resistance in a Natural Population of Loblolly Pine (Pinus taeda L.). Genetics 186(2): 677-
686. https://doi.org/10.1534/genetics.110.117549
บทที่ 6 การควบคมุ โรคพชื โดยใช้พนั ธตุ์ า้ นทาน 105
ดร.ปั ฐวภิ า สงกุมาร
ปฏิบัติการ
การควบคุมโรคพชื โดยใช้พนั ธต์ุ ้านทาน
1. ศกึ ษาลกั ษณะความตา้ นทานทปี่ รากฏในขา้ วพนั ธท์ุ ม่ี ยี นี ตา้ นทานทแ่ี ตกตา่ งกนั ตอ่ เชอื้ กอ่ โรคไหมใ้ นขา้ ว
(Pyricularia oryzae)
1.1 ใหน้ ิสติ วาดภาพเชื้อกอ่ โรคไหมใ้ นขา้ ว
1.2 ใหน้ ิสิตอธิบายวงจรการเกิดโรคไหม้ในขา้ ว
1.3 ใหน้ ิสิตสังเกตผลการปลกู เชื้อ Pyricularia oryzae ในข้าวพนั ธุ์ทที่ ราบยีนตา้ นทานต่อไปน้ี และ
บ่งชว้ี ่าเชอ้ื กอ่ โรคมยี ีน Avr ชนดิ ใด
ชนดิ ยีนตา้ นทานทีม่ ีในข้าว ผลการปลกู เชื้อ Pyricularia oryzae ไอโซเลททีใ่ ช้
1. ข้าวมยี นี ตา้ นทาน Pik (ต้านทาน/ไม่ตา้ นทาน) ในห้องปฏิบตั กิ ารมยี นี Avr ชนิดใด
2. ขา้ วมียีนตา้ นทาน Pi9
3. ขา้ วมยี ีนตา้ นทาน Piz-t
1.4 ลักษณะความต้านทานทป่ี รากฏเป็นชนดิ ใด
2. ศึกษาลักษณะความต้านทานที่ปรากฏในข้าวต่างชนิดต่อเช้ือก่อโรคใบจุดสีน้�ำตาลในข้าว (Bipolaris
oryzae)
2.1 ให้นิสติ วาดภาพเช้ือกอ่ โรคใบจุดสนี ำ้� ตาลในข้าว
2.2 ใหน้ สิ ิตอธิบายวงจรการเกิดโรคใบจุดสนี ้ำ� ตาลในขา้ ว
2.3 ใหน้ ิสิตสงั เกตผลการปลกู เช้อื Bipolaris oryzae ในขา้ วพนั ธ์ุต่อไปนี้โดยคำ� นวณพืน้ ท่ีใบทถี่ ูกเช้ือ
ก่อโรคเข้าทำ� ลาย
พนั ธขุ์ า้ ว พน้ื ทีใ่ บที่ถูกเชอื้ กอ่ โรคเขา้ ทำ�ลาย
1. ขา้ วพนั ธข์ุ าวดอกมะลิ 105 (% leaf damage)
2. ขา้ วพนั ธ์ุเจ้าหอมนลิ
3. ข้าวพันธุ์ปทมุ ธานี 1
4. ข้าวพันธ์ุกข 41
2.4 ขา้ วพนั ธ์ใุ ดมรี ะดับความต้านทานต่อโรคใบจุดสนี ้ำ� ตาลดีทส่ี ุด
2.5 ลักษณะความต้านทานทปี่ รากฏในพันธข์ุ า้ วทีต่ อบในขอ้ 2.4 เป็นชนดิ ใด
106 หลักการควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
บทที่
7 การควบคุมโรคพชื โดยวิธที างกฎหมาย
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บัญชา ชณิ ศรี
การควบคุมโรคพืชโดยวิธีทางกฎหมาย
การควบคุมโรคพืชโดยวิธีทางกฎหมาย คือ การป้องกันการน�ำเอาเช้ือโรคจากภายนอกประเทศเข้ามา
หรือการป้องกันการน�ำเอาเชื้อโรคเข้ามาในแต่ละท้องถิ่น ตัวอย่างโรคระบาดที่เป็นผลเน่ืองมาจากการน�ำเอา
เช้ือโรคจากภายนอกเข้ามา โดยติดมากับเมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ หรือส่วนขยายพันธุ์พืช ได้แก่ โรคราน�้ำค้างของ
องุ่นในยุโรป โรคแคงเกอร์ (canker) ของส้มในสหรัฐอเมริกา โรคใบไหม้ (victoria leaf blight) ของข้าวโอ๊ต
ในสหรฐั อเมริกา โรคราสนมิ ของกาแฟในประเทศศรีลังกา โรคใบไหม้ของมันฝรั่งในยุโรป โรค chestnut blight
ในสหรัฐอเมริกา โรคราสีน้�ำเงิน (blue mold) ของยาสูบในยุโรป และสหรัฐอเมริกา โรคใบไหม้ของข้าวใน
ประเทศไทย
พระราชบญั ญตั ิกกั กันพชื ในสหรฐั อเมริกา
พระราชบัญญัติกักกันพืช (Plant Quarantine Act) เป็นกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐ (Federal
Government) เกดิ ขึน้ ในปี 1912 มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ใหอ้ ำ� นาจแกห่ นว่ ยงานทช่ี ื่อ Animal and Plant Health
Inspection Services (APHIS) ในการควบคมุ การนำ� เขา้ และเคลอื่ นยา้ ยพชื และชน้ิ สว่ นของพชื ซง่ึ อาจจะมศี ตั รพู ชื
หรือโรคพืชท่ีอาจเป็นอันตรายต่อการเกษตรในสหรัฐอเมริกาได้ อย่างไรก็ตามในวันท่ี 20 มิถุนายน ค.ศ. 2000
สหรัฐอเมริกาได้ออกพระราชบัญญัติใหม่ที่มีชื่อว่า Plant Protection Act ซึ่งให้อ�ำนาจเพ่ิมเติมในการควบคุม
การน�ำเข้าและเคล่ือนย้ายของส่ิงมีชีวิตลุกล�้ำ (invasive species) ที่เป็นอันตรายต่อแต่ละรัฐหรือแต่ละ
พื้นท่ีของประเทศสหรัฐอเมริกา ท้ังน้ีถือว่า Plant Protection Act น้ันเป็นพระราชบัญญัติที่สร้างขึ้นมา
เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพในการควบคุมการน�ำเข้าศัตรูและโรคพืชในพืช สัตว์ หรือผลิตผลการเกษตร มากย่ิงขึ้น
นอกเหนือจากพระราชบัญญัติฉบับก่อนท่ีออกมาแล้วล่วงหน้าเช่น Plant Quarantine Act, the Federal
Plant Pest Act หรอื the Federal Noxious Weed Act
สาระสำ� คัญของ Plant Protection Act ประกอบดว้ ย
1. ห้ามมิให้มีการเคล่ือนย้ายศัตรูพืชโดยมิได้รับอนุญาต (ยกเว้นแต่จะอยู่ในเง่ือนไขตามข้อ 3) ทั้งนี้
บุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่สามารถน�ำเข้า ส่งออก หรือเคล่ือนย้าย ศัตรูพืชในระหว่างรัฐหรือภายในรัฐของประเทศ
สหรฐั อเมริกา ยกเวน้ จะไดร้ ับการอนญุ าตภายใตเ้ งอื่ นไขปกติหรือในกรณพี ิเศษ
บทที่ 7 การควบคมุ โรคพืชโดยวธิ ีทางกฎหมาย 107
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บญั ชา ชิณศรี
2. รฐั มนตรีกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา มอี ำ� นาจในการออกค�ำสง่ั ห้ามน�ำเข้า หรอื เคลือ่ นย้าย หรือ
ควบคุมศัตรพู ืช โดยอำ� นาจของรฐั มนตรดี ังกลา่ วจะตอ้ งอยูบ่ นพ้ืนฐานขอ้ มลู ทางวิทยาศาสตรท์ ีถ่ ูกตอ้ ง ตลอดจน
มคี วามโปร่งใสและตรวจสอบไดโ้ ดยประชาชน
3. การอนุญาตให้น�ำเข้าหรอื เคลื่อนยา้ ยศตั รพู ืช
3.1 รฐั มนตรมี อี ำ� นาจในการยกเลกิ การหา้ มการนำ� เขา้ หรอื เคลอื่ นยา้ ยศตั รพู ชื เมอื่ พบวา่ การหา้ มนำ� เขา้
หรือเคลื่อนยา้ ยศตั รูพืชดงั กล่าวไมม่ คี วามจ�ำเป็นอีกต่อไป
3.2 ประชาชนสามารถย่ืนฎีกาต่อรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ในการยกเลิกหรือเพิ่มเติมรายชื่อของ
ศัตรูพชื ทหี่ า้ มน�ำเขา้ หรือเคลื่อนยา้ ยเขา้ ไปในสหรฐั หรอื ในระหวา่ งรัฐได้
3.3 ในกรณีที่มีการยื่นฎีกากับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรให้เพิ่มหรือยกเลิกรายช่ือของศัตรูพืช
ทหี่ า้ มน�ำเขา้ หรือเคล่ือนย้าย (ตามข้อ 3.2) แล้วนั้น รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรจะต้องพิจารณาทบทวนค�ำฎีกา
ดังกล่าวด้วยความรู้และข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสม ทั้งนี้เมื่อสิ้นสุดในการพิจารณาแล้ว รัฐมนตรี
จ�ำเป็นต้องแจ้งให้กับผยู้ ่ืนฎีกาดังกล่าวทราบดว้ ยเช่นกัน
4. การหา้ มส่งหรือเคลอื่ นย้ายศัตรพู ชื ทางไปรษณยี ์
4.1 โดยทั่วไป ห้ามมิให้มีการเคลื่อนย้ายศัตรูพืชผ่านไปกับซองจดหมาย กล่องพัสดุ หรือเอกสาร
ไปรษณียท์ ุกชนดิ ยกเวน้ จะไดร้ ับอนุญาตจากรฐั มนตรีกระทรวงเกษตร
4.2 ห้ามบุคคลใดบุคคลหน่ึงมิให้เปิดซองไปรษณีย์ หรือกล่องพัสดุในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าจะมีศัตรูพืช
หรือโรคพชื ซอ่ นเร้นเข้ามา
พระราชบัญญัติกักกันพชื ในประเทศไทย
ส�ำหรับประเทศไทย ได้มีประกาศพระราชบัญญัติกักกันพืชครั้งแรกในปี พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964)
หลังจากน้ันมีการแก้ไขอีก 2 คร้ังในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) และ พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008)
ทัง้ น้ีพระราชบญั ญตั ิกกั กนั พืช มีวตั ถปุ ระสงคค์ อื
1. เพอ่ื ป้องกันศัตรูพชื ทีส่ �ำคัญไมใ่ หร้ ะบาดเขา้ มาในประเทศ
2. เพ่อื ป้องกนั ศัตรูพืชทีส่ �ำคญั ในประเทศไม่ใหร้ ะบาดจากพ้ืนท่หี น่ึงไปยงั อีกพืน้ ทหี่ นึง่
3. เพ่อื ออกใบรบั รองปลอดศัตรพู ืช (phytosanitary certificate) ให้กบั พืชที่ส่งออกไปต่างประเทศ
ในการด�ำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติฉบับน้ี กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ท�ำหนา้ ทเ่ี ป็นผู้รบั ผิดชอบหลกั นอกจากนพ้ี ระราชบญั ญตั ิกักกันพืชไดก้ ำ� หนดชนิดพืช ศตั รูพชื และพาหะ ไว้เปน็
3 ประเภท คือ
1. ส่งิ ตอ้ งห้าม (prohibited materials) ไดแ้ ก่
1.1 พืชทม่ี คี วามสำ� คญั ทางเศรษฐกจิ ของประเทศ และเปน็ ทท่ี ราบแนช่ ดั วา่ พชื ชนดิ นมี้ ศี ตั รพู ชื ทส่ี ำ� คัญ
และร้ายแรงในต่างประเทศ
1.2 ศัตรูพชื ซ่ึงมรี ายงานว่าเปน็ อนั ตรายตอ่ พืชที่ปลูกในประเทศไทย
1.3 พาหะซึ่งเป็นตัวน�ำของศัตรูพืชท่ีก่อให้เกิดการแพร่กระจายจากแหล่งปลูกพืชท่ีเป็นส่ิงต้องห้าม
เชน่ ดิน ภาชนะ และวัสดปุ ลูกหรือพชื อาศยั อืน่ ๆ
108 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ในพระราชบญั ญตั กิ กั กนั พชื พ.ศ. 2542 ไดก้ ำ� หนดสงิ่ ตอ้ งหา้ มไวท้ ง้ั หมด 9 ชนดิ ซงึ่ ไดร้ ะบชุ อื่ แหลง่ กำ� เนดิ
และข้อยกเวน้ ไว้ในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ ์
2. ส่ิงจ�ำกัด (restricted materials) ได้แก่ พืชที่มีความส�ำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน
หรืออาจมีความส�ำคัญในอนาคต หรือเป็นพาหะหรือพืชอาศัยของศัตรูพืชท่ีร้ายแรงของพืชเศรษฐกิจ โดยใน
พระราชบัญญัติกักกันพืช ได้ก�ำหนดชนิดของสิ่งจ�ำกัดไว้ท้ังหมด 23 ชนิด ซึ่งได้ระบุช่ือและข้อยกเว้นไว้ใน
ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ ์
3. ส่ิงไม่ต้องห้าม ได้แก่ สิง่ ที่ไม่ไดเ้ ป็นสง่ิ ตอ้ งห้าม และสง่ิ จำ� กดั ที่ได้ก�ำหนดไวใ้ นพระราชบญั ญัติกักกนั พืช
และไมม่ ีศัตรพู ชื รา้ ยแรงในตา่ งประเทศ
ขั้นตอนการน�ำพชื เขา้ มาในราชอาณาจักร
1. การนำ� สงิ่ ต้องหา้ มเขา้ มาในราชอาณาจักร ตอ้ งปฏบิ ตั ดิ งั นี ้
1.1 ยนื่ คำ� ขออนญุ าตน�ำเขา้ ตอ่ อธบิ ดกี รมวชิ าการเกษตร ตามแบบ พก.1 โดยผา่ นเจา้ หน้าท่ตี รวจพืช
ณ ดา่ นตรวจพชื หรอื ทแี่ ผนกตรวจและกกั กนั พชื บางเขน กอ่ นนำ� เขา้ หรอื กอ่ นสง่ั ใหส้ ง่ เขา้ มาในราชอาณาจกั ร
1.2 เม่ืออธิบดีกรมวิชาการเกษตรพิจารณาแล้วเห็นว่าสมควร ก็ให้อนุมัติพร้อมก�ำหนดเง่ือนไขต่าง ๆ
ในการน�ำเข้าเท่าที่จ�ำเป็นลงในใบอนุญาตน�ำเข้าแบบ พก. 2 พร้อมกับออกบัตรอนุญาตน�ำเข้าตามแบบ พก.3
ซึ่งผนู้ �ำเข้าจะไดป้ ิดไว้บนหบี หอ่ ของสิง่ ต้องห้ามที่จะน�ำเข้า
1.3 ตอ้ งมีใบรบั รองปลอดโรคและศตั รูพืชจากประเทศท่เี ป็นแหล่งของสง่ิ ต้องห้ามก�ำกบั มาด้วย
1.4 สง่ิ ต้องหา้ มสามารถน�ำเขา้ มาในราชอาณาจกั รได้ 3 ช่องทางเทา่ น้นั คอื
- ดา่ นตรวจพืชทา่ เรือกรงุ เทพ
- ดา่ นตรวจพืชท่าอากาศยานกรงุ เทพ
- ดา่ นตรวจพชื ไปรษณยี ก์ ลางกรุงเทพ
1.5 สง่ สิง่ ต้องห้ามถึงอธบิ ดกี รมวชิ าการเกษตรโดยตรง ในกรณีท่นี ำ� ติดตัวมาเองให้มอบสิง่ ต้องหา้ มแก่
เจ้าหนา้ ที่ ณ ดา่ นตรวจพืช
1.6 เมื่ออธบิ ดกี รมวิชาการเกษตรหรอื เจา้ หน้าที่ (แล้วแต่กรณี) ได้ตรวจวินิจฉัยจนเปน็ ที่นา่ พอใจแล้ว
กแ็ จง้ ให้เจ้าของมารับสง่ิ ต้องห้ามไปได้
2. การน�ำสง่ิ จำ� กดั เขา้ มาในราชอาณาจกั ร ต้องปฏิบัตดิ ังนี้
2.1 ตอ้ งมีใบรบั รองปลอดโรคและศตั รูพืชจากประเทศท่สี ่งส่งิ จำ� กัดนัน้ กำ� กบั มาดว้ ย
2.2 ตอ้ งน�ำเขา้ มาทางด่านตรวจพชื
2.3 น�ำสงิ่ จำ� กัดมาแจง้ ใหเ้ จา้ หนา้ ท่ที ่ดี า่ นตรวจพชื ทราบตามแบบ พ.ก.7
2.4 เมือ่ เจ้าหนา้ ที่ตรวจและเห็นว่าถกู ตอ้ งแล้วก็จะอนุญาตให้นำ� ออกไปจากด่านตรวจพชื ได้ โดยออก
หนงั สอื อนุญาตตามแบบ พ.ก.8 ให ้
3. การนำ� ส่งิ ไมต่ อ้ งหา้ มเข้ามาในราชอาณาจกั ร ตอ้ งปฏิบัติดังน ี้
3.1 น�ำพืชหรือสิง่ ท่นี �ำเขา้ มาทดี่ ่านตรวจพืช แจ้งใหเ้ จา้ หนา้ ทที่ ราบตามแบบ พ.ก.7
3.2 เม่อื เจ้าหนา้ ท่ีตรวจเรียบร้อยแลว้ ก็จะอนุญาตให้นำ� ออกไปได้โดยออกใบอนุญาตตามแบบ พ.ก.8
บทที่ 7 การควบคมุ โรคพืชโดยวิธที างกฎหมาย 109
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บัญชา ชิณศรี
มาตรการการปอ้ งกันการนำ� ศัตรูพืชเขา้ มาในประเทศไทย
1. ตามพระราชบัญญัติกักกันพืช เม่ือเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบศัตรูพืชหรือเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีศัตรูพืชติด
มากบั สงิ่ ตอ้ งห้าม ส่ิงจำ� กัดและสิ่งไมต่ ้องหา้ ม เจา้ หนา้ ทมี่ ีอำ� นาจทจี่ ะสัง่ การใด ๆ ทจ่ี ะจัดการกบั พชื นนั้ ๆ ไดเ้ ชน่
การรมยา พน่ ยา ยดึ หรือกกั ไว้ หรือท�ำลายทง้ิ ถา้ จ�ำเป็น
2. ผู้น�ำส่ิงต้องห้าม ส่ิงก�ำจัด และส่ิงไม่ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร จะต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง
การขัดค�ำสัง่ ของเจา้ หนา้ ทจี่ ะถูกลงโทษตามกฎหมาย
3. สง่ิ ทีน่ �ำเข้ามาน้นั ถ้าเจา้ หนา้ ทพ่ี จิ ารณาเหน็ แลว้ ว่ามีศตั รูพชื ติดมาดว้ ย ภายใต้การบงั คับของกฎหมาย
การกักกนั พชื เจา้ หนา้ ทีส่ ามารถรบิ ไว้ไม่วา่ เจ้าของจะถกู ลงโทษตามค�ำพพิ ากษาหรอื ไม ่
บทลงโทษผู้ฝา่ ฝืนกฎหมายตามพระราชบญั ญตั ิกกั กันพืช
ผใู้ ดไมป่ ฏบิ ตั ติ ามกฎขอ้ บงั คบั แหง่ พระราชบญั ญตั กิ กั กนั พชื มโี ทษตง้ั แตร่ บิ สง่ิ นำ� เขา้ ลงโทษปรบั และจำ� คกุ
แลว้ แตก่ รณี เชน่
มาตรา 8: ห้ามมิให้ผู้ใดน�ำเข้าส่ิงต้องห้าม ยกเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตร
ผู้ใดฝ่าฝนื จะตอ้ งถูกระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กิน 6 เดอื น หรือปรบั ไมเ่ กนิ 2000 บาท หรอื ทงั้ จ�ำทั้งปรับ
มาตรา 10: ผู้ใดฝ่าฝืนไม่น�ำส่ิงต้องห้ามหรือสิ่งจ�ำกัดให้เจ้าหน้าที่ตรวจทางด่านตรวจพืช เจ้าหน้าที่มี
อำ� นาจริบพชื นน้ั ได้
มาตรา 11: ผู้ใดน�ำพืชเข้าหรือผ่านไปโดยไม่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ี เพ่ือท�ำการตรวจโรคและศัตรูพืช
ถอื ว่าผนู้ ้ันฝ่าฝนื และจะตอ้ งระวางโทษ ปรบั ไม่เกิน 5000 บาท
การส่งพชื หรือผลติ ผลพืชไปต่างประเทศ
เพ่ือเป็นการป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศเพราะจะท�ำให้เกิดความเสียหาย
ต่อการเกษตรในประเทศได้ ประเทศต่าง ๆ จึงได้มีการประชุมตกลงและลงนามในอนุสัญญาป้องกันศัตรูพืช
ระหว่างประเทศ เรียกวา่ International Plant Protection Convention โดยมขี ้อตกลงร่วมกนั ทจี่ ะพยายาม
ป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชภายในประเทศของตนระบาดไปยังประเทศอื่น โดยวิธีการตรวจหรือก�ำจัดศัตรูพืชเสียก่อน
ที่จะส่งไปต่างประเทศ นอกจากน้ียังมีการออกใบรับรองปลอดศัตรูพืชก�ำกับไว้เป็นหลักฐานต่อกันด้วย ส�ำหรับ
ประเทศไทยก็ถือปฏิบัติเช่นเดียวกันกับต่างประเทศ โดยผู้ส่งออกต้องน�ำผลิตผลไปตรวจเพื่อขอใบรับรองปลอด
ศตั รูพชื กอ่ นการส่งออกในแตล่ ะครงั้
บทเรียนในอดตี
กรณีผกั ตบชวา
“มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ด�ำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศจงทราบท่ัวกันว่า พรรณไม้อย่างหน่ึง ซ่ึงเรียกกันในประเทศน้ีว่า ผักตบชวา
เพราะเหตทุ ไ่ี ดพ้ รรณมาจากเมืองชวาเมื่อราว พ.ศ. 2444 เป็นพรรณไม้ท่ีประกอบด้วยโทษ เพราะเหตุที่เกิด
แลงอกงามรวดเร็วเหลือเกิน มีพรรณในท่ีใดไม่ช้าก็เกิดพืชพรรณงอกงามเป็นแพแผ่เต็มไปในท้องที่น้ัน
110 หลักการควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
จนเป็นเหตุให้เสื่อมเสียผลประโยชน์การท�ำนา เป็นอันตรายแก่ที่เลี้ยงสัตว์น�้ำ และเป็นความล�ำบากขัดข้องแก่
การเดนิ เรือในแม่น้�ำล�ำคลองทั่วไปในบรรดาท้องทซ่ี งึ่ มีพรรณผกั ชนดิ น้ีเกดิ ข้ึน
เจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ได้พยายามก�ำจัดมาหลายปี ก็ยังไม่ส�ำเร็จประโยชน์ได้ดังสมควร
เพราะมักมีคนที่โง่เขลาเอาพรรณผักตบชวาพาไปในท่ีต่าง ๆ ไปปลูกเป็นหญ้ากล�่ำเล้ียงปลา โดยหลงนิยม
ไปว่าเป็นพรรณผักท่ีงอกเร็วทันใจบ้าง ผู้หากุ้งปลาสดบรรทุกรถไฟเรือไฟไปเที่ยวจ�ำหน่ายต่างเมืองเอา
ผักตบชวาปิดปากตะกร้ากันแสงแดด ด้วยเห็นว่าเป็นของหาง่ายบ้าง บางจ�ำพวกยังไม่รู้จักโทษของผักตบชวา
เห็นแต่เป็นไม้มีดอกงามปลูกรักษาง่ายก็พาเอาไปปลูกไว้ดูเล่น พรรณผักตบชวาจึงแพร่หลายข้ึนไปทางหัวเมือง
ข้างเหนือน้�ำไปเกิดพืชพรรณตามห้วยหนองท้องนาแล้วไหลลอยลงมาตามล�ำแม่น�้ำที่กีดขวางทางเรือเดินมากข้ึน
ทกุ ที ถ้าทิ้งไว้ชา้ อันตรายแลความล�ำบากทีเ่ กดิ จากผกั ตบชวาจะย่งิ มากข้ึน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปริวิตกในข้อน้ี จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดี
กระทรวงคมนาคมเป็นประธาน พร้อมด้วยเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และเสนาบดีกระทรวงนครบาล
น�ำพระราชปรารภปฤกษาในท่ีประชุมเทศาภบิ าล ในคราวทปี่ ระชมุ ประจำ� ปที ่ี 19 พ.ศ. 2456 ท่ปี ระชุมกฤกษามี
ความเห็นพร้อมกันให้น�ำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าในการท่ีจะก�ำจัดผักตบชวาให้ได้จริง จ�ำจะต้องมี
พระราชบัญญตหิ า้ มปรามมิใหผ้ ู้หน่งึ ผูใ้ ดพาผกั ตบชวาไปตามทอ้ งท่ตี ่าง ๆ แลผักตบชวามีอยู่ในท่ขี องผ้ใู ด ใหเ้ ป็น
หน้าท่ีของผู้น้นั ทีจ่ ะทำ� ลายเสยี ให้หมด
แต่การท่ีจะก�ำจัดผักตบชวาในชั้นแรกนี้ หัวเมืองมณฑลข้างตอนใต้ทางแม่น�้ำเจ้าพระยา แม่น้�ำท่าจีน
แม่น�้ำแม่กลอง และแม่น�้ำบางปะกง ผักตบชวายังมีมากนักเหลือก�ำลังท่ีราษฎรจะก�ำจัดได้โดยล�ำพังอย่าง
มณฑลที่ห่างไกลออกไป ซ่ึงยังไม่มีผักตบชวาออกไปถึงหรือยังมีแต่เล็กน้อย การก�ำจัดผักตบชวาในมณฑลหัว
เมืองตอนใต้ที่กล่าวมาแล้ว จ�ำจะต้องใช้ก�ำลังของรัฐบาลช่วยก�ำจัดเสียช้ัน 1 ก่อน ต่อพรรณผักตบชวาเบาบาง
พอก�ำลังราษฎรจะก�ำจัดได้เอง จึงควรใช้พระราชบัญญัติให้เหมือนกันทั่วไป ทรงพระราชด�ำริเห็นว่า ความ
เห็นซึ่งท่ีประชุมเทศาภิบาลกราบบังคมทูล ทั้งน้ี ชอบด้วยพระราชบริหารแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติไวส้ ืบไป”
กรณโี รคไหม้ของขา้ ว
เจ้าหน้าท่ีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ก่อนสงครามโลกครั้งท่ีสองไม่พบ
หลักฐานว่า ในประเทศไทยมีโรคไหม้คอรวงข้าวเกิดข้ึนเลย ต่อเม่ือญ่ีปุ่นบุกเข้ามาในไทยหลังจากน้ันไม่นานเรา
พบโรคไหม้คอรวงของข้าวเกิดข้ึน อาจไม่มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนว่าโรคไหม้ของข้าวติดมาจากประเทศญ่ีปุ่น
แตส่ ่ิงทปี่ รากฏอย่คู ือขา้ วในประเทศไทยเรายังประสบปัญหาจากโรคไหม้นีอ้ ยจู่ นถงึ ทุกวนั นี้
ปัจจุบันอาจจะมีโรคพืชอีกหลายโรคแพร่เข้ามาในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีโรคพืชชนิดนี้เลย
เหตุเพราะการคมนาคม ขนส่งสะดวกขึ้น และอาจเพราะการควบคมุ ท้งั ด้วยกฎหมายหรือวธิ ีปฏบิ ัตไิ ม่รัดกุมพอ
โรคใบไหม้ยางพารา
โรคใบไหม้ยางพารา เกิดขึ้นในบราซิล สร้างความเสียหายให้กับสวนยางพาราจ�ำนวนมหาศาลและยังคง
ท�ำลายอยู่จนถึงวันน้ี เน่ืองจากประเทศไทยปลูกยางพารากันจ�ำนวนมากในภาคใต้ และภาคตะวันออก รวมถึง
มีการขยายพน้ื ท่ปี ลกู ไปยงั ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือดว้ ยในปจั จบุ นั
บทที่ 7 การควบคุมโรคพชื โดยวิธที างกฎหมาย 111
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บญั ชา ชิณศรี
เจ้าหนา้ ท่กี รมวชิ าการเกษตร เสนอมาตรการป้องกันเท่าทีส่ ามารถกระท�ำได้ เพอ่ื ปอ้ งกันสปอรข์ องเชอื้ รา
ทต่ี ดิ มากบั ผโู้ ดยสารและสมั ภาระตา่ ง ๆ จากบราซลิ มคี วามพยายามของเจา้ หนา้ ทกี่ รมวชิ าการเกษตรในการตรวจ
และท�ำลายส่ิงแปลกปลอมหรือตัวเช้ือโรคท่ีอาจติดมากับกระเป๋าเส้ือผ้า สัมภาระของผู้โดยสาร โดยเฉพาะ
ผู้โดยสารทม่ี าจากแถบป่าอเมซอนซึ่งเป็นแหลง่ ระบาดของโรคแต่พ.ร.บ.กกั กันพชื พ.ศ.2507ไม่ได้ครอบคลุมถงึ
จึงท�ำใหไ้ มส่ ามารถตรวจสอบได้เตม็ ที่
กรณโี รคกลว้ ยท่สี �ำคัญในออสเตรเลยี
ตามสภาพภูมิศาสตร์ ประเทศออสเตรเลียเปน็ เกาะ ต้งั อยใู่ นมหาสมุทรแปซิฟกิ มีทะเลและมหาสมทุ รเป็น
ส่ิงกีดขวางตามธรรมชาติท่ีช่วยป้องกันการแพร่ระบาดเข้าไปของเชื้อโรค แต่เนื่องจากการขยายตัวทางการค้า
ระหว่างประเทศ และการเดินทางทางอากาศที่รวดเร็ว ท�ำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปในประเทศออสเตรเลีย
กันมากข้ึน จึงเป็นช่องทางท่ีท�ำให้เชื้อโรคมีโอกาสแพร่เข้าไปในออสเตรเลียมากข้ึน เช่นในปี ค.ศ.1991
พบเช้ือโรคจุดวงแหวนของมะละกอท่ีเกิดจากเช้ือไวรัสเป็นครั้งแรกในออสเตรเลีย และโรคน้ีได้ก่อให้
เกิดความเสียหายต่อผลผลิตมะละกอ จนมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะละกอของประเทศอย่างรุนแรง
เชื่อว่าเช้ือโรคเข้ามาในประเทศโดยติดมากับส่วนของพืชท่ีสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในระยะเวลาสั้นของการเดินทาง
ระหว่างแหล่งที่มีโรคระบาดกับประเทศออสเตรเลีย หน่วยงานกักกันพืชของออสเตรเลีย (The Australian
Quarantine and Inspection Service, AQIS) ได้พยายามที่จะหาทางป้องกันการน�ำเข้ามาของเช้ือโรคหรือ
ศัตรูพืชชนิดใหม่ท่ีเป็นอันตราย โดยให้ความส�ำคัญถึงวิธีการท่ีมีประสิทธิภาพ ที่จะใช้ควบคุมหรือลดโอกาส
การน�ำเข้ามาในประเทศ โดยเน้นถึงการควบคุมและป้องกันท่ีส่วนขยายพันธุ์พืชต่าง ๆ ท้ังที่เป็นชนิดไม่ใช้เพศ
และส่วนขยายพนั ธ์ทุ ี่ใช้เพศ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ในกรณีท่ีโรคนนั้ ถา่ ยทอดทางเมล็ดพนั ธุไ์ ด้
กล้วยเป็นพืชเศรษฐกิจท่ีส�ำคัญของออสเตรเลีย มีโรคกล้วยหลายชนิดที่สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อการ
ผลติ กลว้ ยของประเทศได้ คอื
1. โรคใบจุดด�ำ (black sigatoka) เปน็ โรคทีแ่ พร่ระบาดทางอากาศเกดิ จากเช้อื รา Mycosphaerella
fijiensis พบคร้ังแรกในปี ค.ศ.1964 ท่ีประเทศฟิจิ ในปี ค.ศ.1974 โรคนี้แพร่ระบาดไปถึงอเมริกากลางและ
ก่อให้เกิดปัญหาโรคระบาดมาก ท�ำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการควบคุมโรคน้ี โดยเฉพาะกล้วยพันธุ์คาเวนดิช
ท่ีปลูกเป็นการค้าเพื่อส่งออก ได้มีความพยายามป้องกันโรคน้ี ด้วยการพ่นสารเคมีถึง 35-45 คร้ัง ตลอด 1 ปี
ของฤดูกาลปลกู โรคนี้แพร่ระบาดเขา้ ไปถึงแอฟรกิ าตะวันตก ท�ำลายและกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสียหายตอ่ กลว้ ยทีป่ ลูก
เปน็ อาหารหลักของชาวแอฟรกิ ัน
การแพร่ระบาดของเช้อื โรคเกิดข้นึ โดยสปอรแ์ พรไ่ ปในอากาศ แตจ่ ะแพรไ่ ปได้เปน็ ระยะทางไม่ไกล ดังนนั้
สาเหตุที่โรคน้แี พร่ระบาดไปไดไ้ กล ๆ ทว่ั โลก เนื่องจากติดไปกบั ส่วนของกล้วยท่ีเป็นโรค เช่น ใบ หน่อ ผลกลว้ ย
ทีใ่ ช้เป็นภาชนะห่ออาหาร หรอื เปน็ อาหารให้กับนักท่องเทย่ี วทเ่ี ดนิ ทางไปท่ัวโลก แตใ่ นออสเตรเลยี ยงั ไมป่ รากฏ
วา่ โรคนรี้ ะบาดเขา้ ไปถงึ ดงั นนั้ ออสเตรเลยี จงึ เขม้ งวดตอ่ การนำ� เขา้ กลว้ ยทม่ี เี ชอื้ โรคชนดิ นตี้ ดิ เขา้ ไปในประเทศมาก
2. โรคเหี่ยว (bacterial wilt, moko disease) เกิดจากเช้ือแบคทีเรีย Pseudomonas
solanacearum race 2 พบระบาดในอเมริกากลาง บางส่วนของอเมริกาใต้ และบางเกาะในทะเลคาริเบียน
หมู่เกาะมินดาเนาในประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินเดียตอนใต้ เชื้อแบคทีเรียแพร่โดยติดไปกับมีดท่ีใช้ตัด
แต่งกล้วย และติดไปกับส่วนของพืชที่ใช้ขยายพันธุ์ แผลที่เกิดขึ้นบนส่วนของต้นกล้วยจะเนื่องจากแรงกลหรือ
แมลงจะเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าท�ำลายพืชได้ การแพร่ระบาดสามารถเกิดขึ้นได้โดยการสัมผัสกันของ
112 หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
รากกลว้ ยทีป่ ลูกอยใู่ กล้ ๆ กัน โรคนีย้ งั ไม่พบวา่ เกดิ ข้นึ ในออสเตรเลยี จงึ เปน็ โรคท่ีส�ำคญั อกี โรคหนงึ่ ท่ีมกี ารใช้วธิ ี
การกักกันพชื ท่ีเขม้ งวด เพอ่ื ป้องกนั โรคนี้ไมใ่ ห้เข้าไปในประเทศ
การกักกนั โรคกลว้ ย สามารถแบง่ ออกเป็น 2 แนวทาง คือ
1. โรคท่ยี ังไมเ่ กดิ ขึน้ ในออสเตรเลีย จะใช้วธิ ีการกกั กันไม่ใหม้ ีการน�ำเช้ือเข้ามาจากต่างประเทศ
2. โรคท่ีเกิดขึ้นอยู่แล้วแต่ยังไม่แพร่ระบาด จะใช้วิธีการกักกันไม่ให้เช้ือแพร่ระบาดไปยังแหล่งปลูกกล้วย
อื่น ๆ ในประเทศ โดยการใช้ส่วนขยายพันธุ์ท่ีปราศจากโรค ท่ีมีการตรวจสอบก่อนน�ำไปปลูก เช่น โรคเหี่ยว
(Fusarium wilt) โรคยอดกุด (bunchy top) ทเี่ กดิ จากเช้ือไวรัส โรคใบจดุ สีเหลือง (yellow sigatoka) และโรค
ที่เกิดจากไสเ้ ดือนฝอย
ขั้นตอนการกกั กันของ The Australian Quarantine and Inspection Service (AQIS)
1. อนุญาติให้มีการน�ำเข้าส่วนขยายพันธุ์กล้วยที่ผ่านการตรวจของหน่วยกักกันก่อนมีการน�ำเข้ามาใน
ประเทศ ผู้ใดที่ฝ่าฝืนและน�ำเข้าส่วนขยายพันธุ์กล้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่หน่วยกักกัน จะถูกปรับ
เป็นเงนิ 50,000 เหรียญออสเตรเลยี หรอื ถกู ระวางโทษจ�ำคกุ 10 ปี หรอื ทงั้ ปรบั ทง้ั จ�ำ
2. สว่ นขยายพนั ธท์ุ เี่ ปน็ หนอ่ จะตอ้ งไมม่ ดี นิ ตดิ มาเพอื่ ปอ้ งกนั การปะปนมาของไสเ้ ดอื นฝอย สว่ นขยายพนั ธุ์
จะต้องถูกรมด้วยสารเคมีเมธิลโบรไมด์ โดยใช้อัตรา 32 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร ท่ีอุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส
เปน็ เวลา 24 ชวั่ โมง เพื่อป้องกันแมลงศตั รูพชื
3. การเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือเพื่อขยายพันธุ์ จะต้องเริ่มต้นจากส่วนเจริญของส่วนขยายพันธุ์ท่ีน�ำเข้า
มาที่ได้รับการพิสูจน์โดยห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแล้วว่าปราศจากเช้ือโรค ส่วนต่าง ๆ ที่ไม่ใช้ให้
ท�ำลายทิ้งเสีย โดยวิธีใช้สารเคมี หรือใช้ความร้อนในหม้อน่ึงความดันที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส เป็น
เวลา 30 นาที การขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือนี้ เช่ือว่าเป็นวิธีการที่ท�ำให้เชื้อโรคเหลือน้อยท่ีสุด หรือ
หมดไปในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามมีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดท่ีสามารถติดหรือถ่ายทอดไปกับส่วนขยายพันธุ์ที่ได้
จากการเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อโดยไม่ปรากฏอาการโรคให้เห็นในระยะแรก ซ่ึงในอนาคตจะต้องหาวิธีการตรวจสอบ
หรือป้องกันเช้ือแบคทีเรีย หรือไวรัสที่ติดไปกับต้นที่ได้จากเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยไม่ปรากฏอาการโรคให้เห็น
ซึ่งอาจจะท�ำโดยการใช้ความรอ้ นกับส่วนเจรญิ ก่อนท�ำการขยายพนั ธุ์ในขวดเพาะเลี้ยงเนอ้ื เยอ่ื
4. โดยทั่วไปจ�ำนวนส่วนเนื้อเย่ือเจริญที่ใช้ในการเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือจะใช้จ�ำนวน 3-4 ชิ้น เท่านั้นในระยะ
เร่ิมต้น ทั้งหมดนี้จะให้หมายเลขก�ำกับไว้และเก็บแยกไว้ต่างหาก ต้นที่ได้จากการเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือท่ีขยายพันธุ์
มาจากสว่ นเจริญเพียง 1 ชิน้ เทา่ นัน้ ท่ีจะถูกคัดเลอื กเพือ่ น�ำไปใช้ตรวจโรคหลังจากผ่านการกกั กัน
5. ต้นพืชจ�ำนวน 3 ต้น ที่ได้จากเพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อจะถูกน�ำมาปลูกในกระถางในเรือนกระจกของ
หน่วยงานกักกันพืช เพื่อตรวจดูโรคอย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี ซ่ึงเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมในการ
ตรวจสอบโรค
6. ต้นที่ไม่เป็นโรคหรือปราศจากโรคที่ผ่านการตรวจ โดยเจ้าหน้าท่ีกักกันจะถูกน�ำไปใช้ปลูกต่อไป
แต่โดยท่ัวไปในทางปฏิบัติ ตน้ ทีท่ �ำการกกั กนั อยใู่ นเรือนกระจก จะถกู ทำ� ลายทงิ้ ไป สว่ นต้นท่อี ยใู่ นขวดเพาะเลี้ยง
ที่มาจากส่วนเจริญเดียวกัน ท่ีผ่านการตรวจรับรองแล้วจะถูกน�ำไปใช้ปลูก ตามทฤษฏีถือว่าต้นที่ขยายพันธุ์
มาจากส่วนเจริญอันเดียวกันจะได้ต้นที่เหมือนกัน ส�ำหรับต้นท่ีมาจากส่วนเจริญที่ไม่ได้รับการคัดเลือกจะถูก
ท�ำลายท้งิ ไป
บทที่ 7 การควบคมุ โรคพชื โดยวิธีทางกฎหมาย 113
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บญั ชา ชณิ ศรี
การปรับปรงุ ประสทิ ธิภาพการกักกนั โรคกลว้ ย
ในการกักกันโรคกล้วยของประเทศออสเตรเลียน้ัน หน่วยงาน AQIS ท�ำการก�ำจัดต้นกล้วยท่ีเป็นโรคท่ี
ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเย่ือโดยอาศัยอาการของโรคที่ปรากฏออกมาให้เห็นในช่วงระยะเวลาที่ท�ำการกักกันไว้
แต่ในกรณีโรคท่ีเกิดจากเช้ือไวรัส ต้นกล้วยอาจจะไม่แสดงอาการโรคออกมาให้เห็นในช่วงที่อยู่ในระยะ
กกั กัน แต่สามารถเปน็ พาหะนำ� เชือ้ ไปยังแปลงปลูกกล้วยเปน็ การค้าได้ ดังนั้นจึงต้องมีวธิ กี ารตรวจสอบวธิ ีอืน่ ท่มี ี
ประสิทธภิ าพในการทจี่ ะใชต้ รวจหาเช้ือไวรัสได้ภายในเวลาอันรวดเร็วในระหวา่ งทท่ี ำ� การกกั กัน
ในปี ค.ศ.1990 นักโรคพืชของประเทศออสเตรเลียได้ประชุมร่วมกันเพ่ือทบทวนวิธีการกักกันโรคกล้วย
โดยใหค้ วามสำ� คญั กับการกักกันโรคที่เกดิ จากเชื้อไวรสั เพมิ่ มากข้นึ ซึ่งวธิ ีการกักกันโรคทีเ่ กิดจากเช้ือไวรสั มีดังน้ี
1. ให้มีการใช้วิธีการท่ีรวดเร็วในการตรวจหาเช้ือไวรัส ได้แก่ วิธี monoclonal antibody
และ DNA probe ในการตรวจหาเชือ้ ไวรัส Banana bunchy top virus (BBTV) ในบริเวณกักกนั กอ่ นทีจ่ ะน�ำ
ไปใช้ปลกู เป็นการคา้ ต่อไป
2. น�้ำคั้นจากใบกล้วยที่ปลูกอยู่ในบริเวณกักกัน จะถูกน�ำไปตรวจหาอนุภาคไวรัสด้วยกล้องจุลทรรศน์
อิเลก็ ตรอนอกี ทางหนงึ่ ดว้ ย
3. ท�ำการตรวจหาอนุภาคไวรัสในพืชอาศัยสลับของเชื้อ BBTV ได้แก่ ขิง (Hedychium coronarium)
โดยใชว้ ธิ กี ารเดยี วกนั กบั การตรวจสอบในตน้ กลว้ ยเชน่ เดียวกนั
นอกจากนีย้ ังได้มีการปรบั ปรุงวธิ กี ารปฏิบตั ทิ ีใ่ ช้ในการกักกันโรคกลว้ ย ดงั นี้
4. ให้มีการตรวจสอบเน้ือเยื่อภายในส่วนขยายพันธุ์กล้วย เพ่ือดูอาการของโรคเหี่ยวที่เกิดจากเช้ือ
แบคทีเรีย ก่อนที่จะน�ำไปใช้เพาะเล้ียงเน้ือเย่ือต่อไป ส่วนขยายพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ได้ถูกน�ำไปใช้เพาะเล้ียงเน้ือเย่ือก็
ถูกตรวจสอบดว้ ยวิธกี ารเดยี วกนั
5. ระยะเวลาทีใ่ ชใ้ นการกักกนั ขยายเพม่ิ ขน้ึ เปน็ 1 ปี
6. อาหารท่ีใช้เพาะเล้ียงเนื้อเยื่อจะไม่มีการใส่สารปฏิชีวนะ เพื่อให้เช้ือแบคทีเรียที่ติดอยู่เจริญ เพ่ือจะได้
คัดทง้ิ ได้ง่าย
7. ออกใบรับรองปลอดศัตรูพืชให้ส่วนขยายพันธุ์กล้วยท่ีได้จากการเพาะเล้ียงเนื้อเยื่อ เพ่ือแสดงว่าส่วน
ขยายพันธุ์นั้นได้มาจากการขยายพันธุ์ส่วนเนื้อเย่ือเจริญของต้นกล้วยที่ผ่านการตรวจสอบว่าปราศจากโรคทุก ๆ
3 เดือนเป็นเวลาอยา่ งน้อย 1 ปี
8. ต้นกลว้ ยท่ผี า่ นการตรวจสอบโรคทป่ี ลกู อยใู่ นบรเิ วณกกั กันเท่านั้นท่จี ะอนญุ าตให้น�ำไปปลกู ตอ่ ไปได้
กรณกี ารกักกนั โรคกล้วยภายในประเทศ
ในรัฐ Queensland มีกฎหมายป้องกันศัตรูพืช (Plant Protection Act, 1989) บังคับใช้เพ่ือป้องกัน
การแพร่กระจายของโรคยอดกุดที่เกิดจากเชื้อไวรัส (bunchy top) โรคเหี่ยว (Fusarium wilt) โรคใบจุดด�ำ
(black sigatoka) และโรคที่ส�ำคัญชนิดอ่ืน ๆ พื้นท่ีที่กักกันโรคเหล่าน้ี มีอยู่ 6 แห่ง ซ่ึงจะต้องมีการควบคุม
การเคล่ือนย้ายส่วนขยายพันธุ์ระหว่างพ้ืนท่ี การปลูกกล้วยจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าท่ีก่อน จุดประสงค์
ของการกักกันก็คือ เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคยอดกุด และโรคเห่ียวที่เกิดจากเช้ือ race 4 จากทางใต้
ของรฐั Queensland ไมใ่ หแ้ พรร่ ะบาดไปตอนเหนอื ของ Queensland และเพอื่ ปอ้ งกันการแพรร่ ะบาดของโรค
ใบจุดดำ� จากรฐั Torres Strait ไปยงั Queensland ภายใต้กฎหมายปอ้ งกนั ศัตรูพชื ฉบบั น้ี ไดใ้ ห้อ�ำนาจแก่ QDPI
114 หลักการควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ในการควบคมุ สว่ นขยายพนั ธก์ุ ลว้ ยทไี่ ดร้ บั อนญุ าตโดยเจา้ หนา้ ทกี่ กั กนั พชื ของ AQIS อกี ชน้ั หนงึ่ กลา่ วคอื ถา้ พบวา่
ส่วนขยายพันธุ์กล้วยที่เจ้าหน้าที่กักกันได้อนุญาตให้น�ำไปใช้ปลูกได้น้ัน มีเชื้อโรคติดมาด้วย หรือยังไม่มี
หลักฐานแน่ชัดว่าปราศจากเชื้อโรคเหล่าน้ีจริงหรือไม่ จะไม่อนุญาตให้น�ำไปปลูกในรัฐ Queensland จนกว่า
จะมีข้อวินิจฉัยท่ีชัดเจนเสียก่อน เช่น พันธุ์กล้วยที่ได้มาจากฟิลิปปินส์ ได้รับอนุญาติโดยเจ้าหน้าท่ีหน่วยกักกัน
แต่ QDPI ไม่อนุญาต เพราะคิดวา่ มเี ช้ือไวรัสตดิ มาดว้ ย
ในรัฐ New South Wales มีกฎหมายป้องกันโรคพืช (Plant Disease Act, 1924) เพื่อใช้ควบคุม
โรคยอดกุดของกล้วย ภายใต้กฎหมายฉบับน้ี ก�ำหนดไว้ว่าการเคลื่อนย้ายดิน และส่วนขยายพันธุ์กล้วยเพื่อไป
ปลกู ในพน้ื ทตี่ า่ ง ๆ จะตอ้ งไดร้ บั การอนญุ าตจากเจา้ หนา้ ทก่ี กั กนั พชื ทงั้ นเี้ พอื่ ปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายของโรคไวรัสนี้
จากเมอื ง Tweed และเมอื ง Brunswick ไปยงั แหลง่ ปลกู กลว้ ยท่ี Richmond, Coffs Harbour และ Macksville
ในออสเตรเลียตะวันตก (Western Australia) จะมีกฎหมายบังคับให้มีการปลูกกล้วยโดยใช้ส่วนขยาย
พนั ธ์ทุ ี่ได้มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยอ่ื เท่าน้นั เพื่อป้องกนั โรคยอดกดุ และโรคเหย่ี ว
กรณีการกักกันโรคกล้วยระหวา่ งประเทศ
ในปัจจุบันมีโครงการความร่วมมือในการพัฒนาการผลิตกล้วยระหว่างประเทศโดย International
Network for the Improvement of Banana and Plantain (INIBAP) ซึ่งจะต้องมีการแลกเปล่ียนพันธุ์
กล้วยและมีการส่งส่วนขยายพันธุ์กล้วยไปปลูกทดสอบในประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมอยู่ในโครงการ อย่างไรก็ตาม
การส่งส่วนขยายพันธุ์กล้วยเป็นช่องทางท่ีส�ำคัญที่สุดท่ีจะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไปยังประเทศต่าง ๆ
เหล่าน้ันได้ โดยเฉพาะโรคกล้วยท่ีเกิดจากเช้ือไวรัสที่ส�ำคัญหลาย ๆ ชนิด ดังน้ัน INIBAP จึงต้องมีขั้นตอน
เพอ่ื กีดกันไม่ให้เชือ้ โรคแพรร่ ะบาดไปยังประเทศตา่ ง ๆ ดังน้ี
1. การขยายพันธุ์กล้วยจะต้องท�ำโดยการน�ำมาเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือที่ศูนย์กลางการขยายพันธุ์ (Transit
Center) ซงึ่ ต้งั อยู่ที่ Catholic University of Leuven, Belgium
2. ปลายของส่วนเจริญเท่านั้นท่ีจะถูกน�ำมาใช้เพาะเล้ียงเนื้อเยื่อและแต่ละชิ้นจะให้หมายเลขรหัสเฉพาะ
ของแตล่ ะชนิ้ แยกจากกนั
3. ต้นที่ได้จากการเพาะเล้ียงเน้ือเยื่อจะถูกส่งไปที่ศูนย์ตรวจเชื้อไวรัส จ�ำนวน 2 ศูนย์ ศูนย์ละ 4 ต้น
การตรวจเชอ้ื ไวรสั จะทำ� โดยปลกู ตน้ กลว้ ยทไี่ ดร้ บั มาในบรเิ วณกกั กนั ทเี่ ปน็ เรอื นกระจก ปลกู เพอ่ื ตรวจสอบเปน็ เวลา
6 เดือน หรอื จนถึงระยะทตี่ น้ กลว้ ยเตบิ โตมีใบท่ีแก่เตม็ ทแี่ ล้วจำ� นวน 10 ใบ ดังน้นั ระยะเวลาจึงอาจจะมากกวา่
6 เดอื นได้
สรุป
การควบคุมโรคพืชด้วยวิธีการทางกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพ่ือป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพืชจาก
ประเทศหน่ึงไปยังอีกประเทศหนึ่ง หรือจากแหล่งปลูกพืชใดพืชหนึ่งไปยังอีกแหล่งปลูกพืชหนึ่ง มาตรการทาง
กฎหมายที่ก�ำหนดขึ้นมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายที่สามารถใช้ร่วมกันได้
ในหลาย ๆ ประเทศหรือเปน็ กฎหมายนานาชาติน่ันเอง ปัจจบุ นั การเคลื่อนยา้ ยของโรคพืชสามารถเกดิ ขนึ้ ไดง้ ่าย
กว่าในอดีตเนื่องจากนโยบายเสรีทางการค้า และมีการเดินทางของประชาชนหรือสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ
มากยิ่งขึ้น ดังน้ันการเพิ่มมาตรการทางกฎหมายท่ีเข้มงวดมากยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งที่มีความจ�ำเป็นเพ่ือลดการแพร่
ระบาดของโรคพชื ซึ่งจะทำ� มาซง่ึ ความเสยี หายให้กับพืชปลกู ในแตล่ ะประเทศหรือในแตล่ ะแหลง่ ตอ่ ไป
บทที่ 7 การควบคุมโรคพชื โดยวธิ ที างกฎหมาย 115
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บญั ชา ชณิ ศรี
บรรณานกุ รม
ณรงค์ สิงห์บุระอุดม. 2554. การจัดการโรคพืช. ภาควิชาโรคพืช, คณะเกษตร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,
กรุงเทพฯ. 398 หนา้ .
Arneson, P. A. 2001. Plant Disease Epidemiology. In: The Plant Health Instructor, On-line
Publication, APS, St. Paul, Minnesota.
Fry, W.E. 1982. Principles of Plant Disease Management. Academic Press, New York.
Jacobsen, B. 2001. Disease Management. Pages 351-356 in: Encyclopedia of Plant Pathology,
O.C. Maloy and T.D. Murray, eds. Wiley, New York.
Maloy, O.C. 1993. Plant Disease Control: Principles and Practice. Wiley, New York.
Maloy, O.C. and A. Baudoin. 2001. Disease Control Principles. Pages 330-332 in: Enclyclopedia
of Plant Pathology. O.C. Maloy and T.D. Murray, eds. Wiley, New York.
ปฏบิ ตั ิการ
การควบคมุ โรคพชื โดยวธิ ีทางกฎหมาย
1. ให้นิสิตเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างพระราชบัญญัติกักกันพืช พ.ศ. 2507, พ.ศ. 2542,
และ พ.ศ. 2551 วา่ มคี วามแตกต่างกันอยา่ งไร
2. ให้นิสิตศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันก�ำจัดศัตรูพืชในการส่งออกและน�ำเข้าสินค้าเกษตร
ว่ามีกชี่ นิด และแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
116 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
บทที่
8 การควบคมุ โรคพืชโดยวธิ เี ขตกรรม
ดร.วันวิสา ศิรวิ รรณ์ และ ดร.สวิตา สุวรรณรตั น์
1. บทนำ�
การเขตกรรมเพ่ือการควบคุมโรค หมายถึงกิจกรรมของมนุษย์ในการควบคุมโรคพืชโดยจัดการ
เพาะปลูก ปัจจุบันการควบคุมโรคด้วยวิธีเขตกรรม มีความส�ำคัญต่อการควบคุมโรคในแปลงปลูก
ท้ังขนาดใหญ่และเล็ก ซึ่งเป็นการท�ำการเกษตรแบบด้ังเดิมและแทนที่ด้วยการปลูกพืชที่ต้องการดูแลละเอียด
อ่อน ปัจจุบันการท�ำการเกษตรสมัยใหม่ได้น�ำวิธีการเขตกรรมมาปรับใช้ ร่วมกับการควบคุมโรคด้วยชีววิธี การ
ปอ้ งกันการแพร่กระจายของเชือ้ โรค การเข้าใจถงึ ชวี วิทยาของเชื้อสาเหตุโรคพืช และการตอบสนองของพชื
พืชทม่ี กี ารขยายพนั ธแ์ุ บบไม่อาศยั เพศ (vegetative propagation) เชน่ มันฝรง่ั มันส�ำปะหลงั มันเทศ
และอ้อย การหลีกเล่ียงการติดเช้ือโดยปลูกพืชต่างพ้ืนที่/ภูมิภาค/ความสูงระดับน�้ำทะเล เพ่ือลดการระบาด
ของไวรัสและประชากรของแมลงพาหะน�ำไวรัส และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญของโรคพืช
การผลิตส่วนขยายพันธุ์พืชปลอดโรคส�ำหรับใช้ในฤดูกาลต่อไปได้ ท่ัวไปมักเลือกการเพาะปลูกพืชบนพ้ืนท่ีสูง
ตวั อยา่ งเชน่ การปลกู มนั ฝรง่ั ในประเทศโคลมั เบยี ทำ� ในพนื้ ทสี่ งู ตอนเหนอื เพอ่ื หลกี เลยี่ งการระบาดของเพลย้ี อ่อน
ท่ีเป็นแมลงพาหะในการถ่ายทอดเช้ือไวรัส การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์หลังการเก็บเกี่ยวมักเก็บรักษาในพ้ืนท่ีสูง
ท่ีมีอุณหภูมิต่�ำ เพ่ือลดระยะเวลาการเส่ือมสภาพของเมล็ด การเลือกพ้ืนที่ปลูกต้องทราบประวัติการเพาะปลูก
เพ่ือหลีกเลี่ยงการเพาะปลูกในพื้นที่ท่ีมีการระบาดของโรคในฤดูกาลท่ีผ่านมา ตัวอย่างเช่น การปลูกถ่ัวลูกไก่
ต้องไม่ปลูกในพ้ืนท่ีท่ีปลูกพืชตระกูลถั่วท่ีมีการระบาดของโรครากเน่า (root rot) ที่เกิดจากเชื้อรา
Phytophthora sp. มากอ่ น
2. การเขตกรรมเพ่อื ลดปริมาณเช้ือโรคพืช
เชื้อสาเหตุโรคพืชที่เกิดข้ึนโดยท่ัวไปมักตกค้างจากการปลูกฤดูกาลที่ผ่านมา การแพร่ของเช้ือโรคโรค
สามารถป้องกันหรือลดปรมิ าณเชอื้ โดยปฏบิ ัตติ ามข้นั ตอนการกกั กัน และสุขอนามยั พชื ดงั น้ี
2.1 การคัดเลือกและการเตรียมส่วนขยายพันธุ์ (Selection and preparation of planting
materials)
พันธุ์พืชมีความส�ำคัญต่อการควบคุมโรค โดยเฉพาะพันธุ์ต้านทาน (resistance cultivars)
พันธุ์ต้านทานหมายถึงพันธุ์พืชใด ๆ ก็ตามที่แสดงลักษณะความเสียหายหรือถูกท�ำลายจากโรคพืชต�่ำกว่า
พันธุ์อื่น ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้สามารถถ่ายทอดได้ผ่านทางพันธุกรรม การใช้พันธุ์
ต้านทานเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมโรคพืช ซึ่งประสบความส�ำเร็จในพืชหลายชนิด
บทที่ 8 การควบคุมโรคพืชโดยวธิ เี ขตกรรม 117
ดร.วันวสิ า ศริ ิวรรณ์ และ ดร.สวติ า สุวรรณรตั น์
โดยเฉพาะเช้อื สาเหตุท่ีไม่มวี ิธีการใดควบคุมได้ อยา่ งไรก็ตามการพัฒนาพนั ธ์ตุ า้ นทานใช้ระยะเวลายาวนาน และ
มีความจ�ำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเน่ืองให้ทันต่อการพัฒนาสายพันธุ์ (races) ของเช้ือโรคใหม่ที่ส่งผลให้พันธุ์
ต้านทานล้มเหลว (breakdown) ในการควบคุมโรค ดังนั้นการใช้พันธุ์พืชต้องค�ำนึงถึงความเหมาะสมของพันธุ์
พืชและศกั ยภาพทางการเกษตรของพนั ธุ์
ความหลากหลายของชนิดพืชถูกจัดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยทั่วไปรูปแบบการแพร่กระจายของเชื้อโรคเร่ิม
ในพืชพันธุอ์ ่อนแอ (susceptible host) การปลกู พชื ทว่ั ไปมลี กั ษณะการปลูกพชื แบบเชงิ เด่ียว (monocultures)
ที่เป็นการปลูกพืชชนิดเดียวเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเป็นระบบที่ส่งเสริมให้การแพร่กระจายของเชื้อโรคเกิดขึ้น
อย่างรวดเร็ว ถ้าพชื ทีป่ ลกู เปน็ พนั ธุอ์ อ่ นแอ การปลกู พืชแบบปน (mixed cultivars) และคละพนั ธ์ุ (multiline
cultivars) เปน็ การเพาะปลกู ทีล่ ดการแพร่กระจายของเชอื้ ได้
การถ่ายทอดเชื้อโรคพืชโดยท่ัวไปสามารถถ่ายทอดผ่านทางเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ชนิดต่าง ๆ ระบบ
การรับรองปลอดโรคของส่วนขยายพันธุ์พืชจากหน่วยงานของรัฐท่ีรับรองจากห้องปฏิบัติการและแปลงปลูกที่
ปลอดเชื้อ เป็นส่วนส�ำคัญในการควบคุมการแพรก่ ระจายโรค ตัวอย่างการผลิตเมลด็ ผกั กาดหอมเพอ่ื การสง่ ออก
ในประเทศออสเตรเลีย มีการก�ำหนดให้ปลูกในพ้ืนที่ที่ไม่มีการระบาดของไวรัส Lettuce mosaic virus และ
มกี ารใชส้ ารเคมรี ว่ มในการควบคมุ โรค เพอื่ ลดหรอื กำ� จดั เชอ้ื สาเหตโุ รคพชื ทอี่ าจจะปนเปอ้ื นมากบั สว่ นขยายพนั ธุ์
และการควบคุมโรค earcockle ในข้าวสาลีท่ีเกิดจากไส้เดือนฝอย Anguina tritici ใช้วิธีการเช่นเดียวกัน
เพ่ือผลติ เมล็ดพันธปุ์ ลอดโรค
การเพาะเล้ียงเน้ือเย่ือ (tissue culture) โดยใช้เนื้อเย่ือเจริญปลายยอด (apical meristems)
เป็นเทคนิคในการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศท่ีปลอดเช้ือ ส่วนขยายพันธุ์ท่ีใช้จ�ำเป็นต้องปลอดเชื้อโรค เช่น
การผลิตต้นพันธุ์คาร์เนช่ัน และเบญจมาศ ส่วนขยายพันธุ์ต้องปลอดเชื้อไวรัส และเช้ือรา Fusarium และ
Verticillium สาเหตโุ รคเห่ียวในระบบทอ่ ลำ� เลยี ง
เช้ือโรคสามารถถ่ายทอดไปยังส่วนขยายพันธุ์ท่ีปลอดโรคได้โดยผ่านทางอุปกรณ์ตัดแต่งกิ่ง ในข้ันตอน
การเตรียมต้นพันธุ์เพื่อปลูก การรักษาความสะอาดของอุปกรณ์เป็นข้ันตอนหนึ่งในการป้องกันการถ่ายทอดเช้ือ
นอกจากน้ีการติดเชื้ออาจจะเกิดจากบาดแผลที่เกิดจากเคร่ืองทุนแรงในขณะย้ายปลูก เช่น การติดเช้ือไวรัส
Tobacco mosaic virus ของยาสูบ ในข้ันตอนการย้ายปลูกโดยไวรัสถ่ายทอดผ่านมือเกษตรกร ดังนั้น
สขุ อนามัยทดี่ ีของเกษตรกรเป็นส่วนหนง่ึ ของการปอ้ งกนั การถ่ายทอดโรคได้
2.2 การทำ� ลายเศษซากพืช (Destruction of crop residues)
เศษซากพืช (residues) เป็นแหล่งรวมของเช้ือโรค การฝงั กลบ การเผา และการเคล่อื นย้ายหลังจาก
การเก็บเก่ียว เป็นข้ันตอนส�ำคัญของการเขตกรรมในช่วงการปลูกพืชแซม (intercrop) ประสิทธิภาพของการ
ท�ำลายเชื้อโรคในเศษซากพชื ข้นึ อยกู่ บั ปจั จยั ต่าง ๆ ดังตอ่ ไปน้ี 1) ชนดิ ของพืชที่ปลูก (พชื ปเี ดยี วหรอื พชื ยนื ต้น)
2) ขนาดของพ้ืนที่ 3) กลไกการอยรู่ อดของเช้อื และ 4) พชื อาศัยของเช้ือโรค
การฝังกลบ (burring) เป็นวิธีการท�ำลายเชื้อโรคหรือยับยั้งการพัฒนาการของเชื้อ ตัวอย่าง
การฝังกลบเศษซากถั่วลสิ งที่เป็นโรคไหม้จากเช้ือรา Sclerotium rofsii ต้องฝังกลบค่อนขา้ งลึกเน่ืองจากเส้นใย
ของเช้ือราเจริญเติบโตบริเวณหน้าดิน คล้ายกับกรณีของพืชท่ีมีรากหย่ังไม่ลึกควรฝังกลบด้วยการไถดินลึก
จงึ สามารถทำ� ลายเชอ้ื ได้ การฝงั กลบเศษซากพชื เพอ่ื ควบคมุ โรคเหย่ี วของสะระแหนท่ เ่ี กดิ จากเชอ้ื Verticillium sp.
Sclerotinia และ Claviceps ที่สร้างเส้นใยคล้ายเมล็ดผักกาด (sclerotia) การฝังกลบช่วยลดปริมาณเชื้อโรค
118 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ในดิน วิธีการไถมีผลต่อการแพร่กระจายเช้ือโรค การไถแบบไม่ลึกขนานกับพ้ืนดินอาจจะเกิดโรคได้เป็นบริเวณ
กว้างในการเพาะปลูกฤดูกาลต่อไป การท�ำปุ๋ยหมักจากเศษซากพืชและอินทรียวัตถุ โดยความร้อนท่ีเกิดในขั้น
ตอนการหมักสามารถท�ำลายเชอ้ื โรคได้
การเผา (burning) ตอซงั หลังการเกบ็ เก่ยี ว เป็นวิธที ใ่ี ช้ทัว่ ไปในการเพาะปลูกพืชจ�ำพวกธัญพืช เป็นท่แี พร่
หลายในหลายประเทศแถบเอเชีย เพ่ือลดแหลง่ ของเช้ือโรคลำ� ตน้ เน่า (stem rot) ที่เกิดจากเชอื้ รา Sclerotium
oryzae โรคราด�ำ (black mold) ท่เี กิดจากเชือ้ รา Curvularia lunata และโรคกาบใบแหง้ (sheath blight)
ท่ีเกิดจากเช้ือรา Corticium sasaki ประเทศออสเตรเลยี การเผาใช้สำ� หรบั ควบคุมเช้อื รา Septoria spp. และ
โรคราเขม่าผงของข้าวสาลี (flag smut) ท่ีมีสาเหตุมาจากเช้ือรา Urocyctis agropyri และเช้ือรา Septoria
avenae ในข้าวโอ๊ต และ Pyrenophora teres และ Rhyncosporium secalis ของข้าวบาร์เลย์ การปลูก
มนั ฝรัง่ วิธกี ารเผาท�ำลายสามารถลดแหล่งของเชอ้ื รา Alternaria solani และชว่ ยควบคุมวัชพืช การเผาช่วยใน
การกำ� จดั ไส้เดอื นฝอยทอี่ าศยั ลกึ 9 เซนติเมตรจากหน้าดนิ ได้ การปลูกอ้อยการเผาเป็นขั้นตอนส�ำคญั ในช่วงเก็บ
เก่ียวมีส่วนในการกำ� จดั เชื้อโรคทางอ้อม
ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการก�ำจัดเช้ือโรคจากการเผาเศษซากพืชคือ ปริมาณของเศษซากพืช
ปริมาณความชนื้ และคุณลักษณะของเศษซากพืช ทศิ ทางลม ชว่ งเวลาและอุณหภูมขิ องการเผา เป็นต้น อยา่ งไร
ก็ดีการเผาเศษซากพืชมีข้อเสียคือ สูญเสียธาตุอาหารในดิน หมอกควัน ผลกระทบโดยตรงต่อส่ิงแวดล้อม
เพิม่ กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซดส์ ่งผลใหโ้ ลกร้อน ชะลา้ งหน้าดินจากการสูญเสยี พชื คลุมดนิ เปน็ ตน้
2.3 การกำ� จดั พชื ทเี่ ปน็ พาหะของเชอื้ โรค (Elimination of living plant that carry pathogens)
1) การก�ำจัดพืชอาศัย
พืชอาศัยตามธรรมชาติ (volunteer host plants) คือ พืชท่ีเจริญเติบโตรอบแปลงปลูกในช่วงท่ี
เปล่ยี นพชื หลัก ซึ่งเชอ้ื โรคอาจจะเจรญิ เติบโตในพืชนั้นได้ จึงตอ้ งมีการกำ� จัด
วัชพืช (weed) และพันธุ์พืชป่า (wild plants) สามารถเป็นพืชอาศัย (alternate hosts)
ของเชื้อโรคเพื่อการเจริญข้ามฤดู เช่น Hordeum leporinum เป็นพืชอาศัยของเช้ือรา Gaeumannomyces
graminis ในข้าวสาลี วัชพืชใบเลี้ยงคู่หลายชนิด เป็นพืชอาศัยของไส้เดือนฝอย Meloidogyne spp. และ
ไส้เดือนฝอยชนิดต่าง ๆ พืชตระกูลถั่วเป็นพืชอาศัยของโรคใบไหม้ถั่ว (halo blight disease) ที่เกิดจากเช้ือ
แบคทีเรีย Pseudomonas syringe pv. phaseolicola ความสัมพันธ์ของพืชอาศัยกับเช้ือโรคบางชนิดยัง
คลุมเครือ วัชพืชบางชนิดเป็นพืชอาศัยแต่ไม่แสดงอาการ (symptomless) บางกรณีพืชอาศัยบางชนิดมีมูลค่า
สงู ยากต่อการทำ� ลาย
พืชอาศัยมีความส�ำคัญต่อชีพจักรของเชื้อราบางชนิด ราสนิม (rust) อาศัยพืชมากกว่าหน่ึงชนิด
ในการเจริญครบชีพจักร เรียกว่า heteroecious rust เช่น Puccinia graminis และ P. coronate
มี Berberis spp. และ Rhamnus spp. เป็นพืชอาศัยเพื่อการเจริญครบชีพจักร ในระยะการสร้างสปอร์แบบ
urediniospore เชื้อราสามารถเจริญเติบโตในพืชอาศัยตามธรรมชาติหรือพืชอาศัยท่ีอ่อนแอได้ ปรากฏการณ์
ดังกล่าวพบในราสนิมของข้าวสาลีท่ีอยู่ข้ามฤดูในประเทศออสเตรเลีย สปอร์แบบ urediniospore จะไม่เจริญ
เติบโตช่วงฤดูหนาว พืชอาศัยมีส่วนช่วยให้เช้ือราอยู่ข้ามฤดู ประเทศสหรัฐอเมริกาท�ำลายต้น Berberis spp.
เพื่อตัดวงจรของเช้ือราสนิมในข้าวสาลี และในกรณีเดียวกันกับพืชอาศัยท่ีมีมูลค่าสูงกว่าพืชอาศัยหลัก
บทที่ 8 การควบคมุ โรคพชื โดยวิธเี ขตกรรม 119
ดร.วนั วิสา ศิริวรรณ์ และ ดร.สวติ า สวุ รรณรัตน์
เช่น Cronartium ribicola เชื้อราสาเหตุโรคราสนิมของต้นโกลเด้นเคอร์เรนท์ (Ribes spp.) มีต้นสนห้าใบ
(Pinus spp.) เป็นพืชอาศัยท่ีมีมูลค่าสูง มีการท�ำลายต้นโกลเด้นเคอร์เรนท์บริเวณป่าสน เพื่อเป็นการควบคุม
โรคราสนิม
2) การก�ำจดั พืชท่ีเป็นโรคหรอื ชิน้ สว่ นพืช
การก�ำจัดแหล่งของเช้ือโรคเป็นกิจกรรมท่ีส�ำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกพืชในโรงเรือนเพาะช�ำ
เพ่ือผลิตต้นกล้าหรือพืชที่มูลค่าสูง เช่น การก�ำจัดสตรอว์เบอรีท่ีเป็นโรคใบจุด (leaf-spotting disease)
การตัดแต่งกิ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการก�ำจัดชิ้นส่วนของพืชท่ีเป็นโรค เช่น โรคไหม้จากเช้ือแบคทีเรีย Erwinia
amylovora โรคแคงเคอร์ (Nectria galligena) และโรครานำ้� คา้ ง (Podosphaera leucotricha) ของไมผ้ ล
บาดแผลทเี่ กดิ จากการตดั แตง่ กงิ่ จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารฆา่ เชอ้ื ดว้ ยสารกำ� จดั ศตั รพู ชื และทำ� ความสะอาดอปุ กรณท์ ใ่ี ช้
ในการตดั แตง่ กงิ่ เพอื่ ปอ้ งกนั การแพรก่ ระจายของเชอ้ื โรค การทำ� ปศสุ ตั วร์ ว่ มกบั การปลกู พชื เปน็ อกี ทางเลอื กหนงึ่
ในการก�ำจดั พชื ท่เี ปน็ โรค
2.4 การปลูกพืชหมนุ เวียน (crop rotation)
การปลูกพืชหมุนเวียน เป็นระบบการเกษตรท่ีปลูกพืชต่างชนิดในบริเวณเดียวกันตามล�ำดับของ
ฤดูกาล เพื่อเล่ียงการสะสมของโรค วิธีการน้ีเป็นกรรมวิธีปลูกพืชท่ีค่อนข้างเก่าแก่และใช้กันมาแต่โบราณ
แต่ยังเป็นวิธีการที่ดีและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังลดปัญหาดินเสื่อมสภาพจากการปลูกพืชชนิดเดียว
เป็นระยะเวลานาน ช่วยก�ำจัดวัชพืช และลดปริมาณเชื้อโรคในดินที่สามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อม โดย
ทั่วไปการปลูกพืชหมุนเวียนใช้ร่วมกับการไถเพื่อตากหน้าดิน เกษตรกรมักนิยมปลูกพืชตระกูลถ่ัวและไถฝังกลบ
เพ่ือบ�ำรุงโครงสร้างดินและปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น การปลูกพืชหมุนเวียนสามารถลดปริมาณเชื้อราและ
แบคทีเรียท่ีเป็นสาเหตุโรคทางดินหลายชนิด เช่น Gaeumannomyces gramisnis, Pyrenophora tritici-
repentis, Colletotrichum, Phoma spp., Pythium, Aphanomyces, Fusarium spp., Sclerotinia
spp., Macrophomina phaseoli และ Plasmodiophora brassicae เปน็ ตน้ ไสเ้ ดอื นฝอย Heterodera
schachtii สร้างความเสียหายกับบีทรูท เม่ือเปล่ียนพืชอาศัยและไถคราดตากหน้าดิน ท�ำให้ประชากรของ
ไสเ้ ดือนฝอยลดลงกวา่ 50 เปอร์เซ็นต์
การปลูกพืชหมุนเวียนบางชนิดช่วยระงับการเจริญของเชื้อโรคได้ เช่น โรครากปมในข้าวโพดไร่
ข้าวโพดหวาน และพริก ท่ีมีสาเหตุจากไส้เดือนฝอย Meloidogyne spp. เมื่อเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกข้าว
ฟ่าง พืชตระถ่ัว และแตงโม อาการและความเสียหายท่ีเกิดจากการท�ำลายของไส้เดือนฝอยลดลง พืชตระกูล
ถั่วหลายชนิด เช่น Crotalaria และ Stylosanthes spp. ช่วยลดปริมาณไส้เดือนฝอย Pratylenchus spp.
ในดิน เช่นเดียวกับการปลูกต้นดาวเรือง (Tagetes spp.) พืชวงศ์ผักกาด (brassica) ผลิตสารกลูโคซิโนเลท
(glucosinolates) เป็นสารท่ีเกิดจากน้�ำตาลและกรดอะมิโนซึ่งมีอะตอมของซัลเฟอร์และไนโตรเจน เมื่อสาร
นี้สลายตัวจะได้สารไอโซไทไอไซยาเนท (isothiocyanate) ท่ีเป็นสารระเหยท่ีมีกลิ่นฉุนมีประสิทธิภาพในการ
ควบคุมโรคพชื ทางดนิ
120 หลกั การควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
3. การเขตกรรมเพอื่ ลดอตั ราการแพรก่ ระจายของโรค (Cultural practices which reduce
the rate of spread of disease)
การเขตกรรมมุ่งไปที่การปรับปรุงสภาพการเจริญเติบโตของพืช โดยการให้สารอาหารท่ีเหมาะสม
ความช้ืน แสง และการแข่งขันกับพืชชนิดอ่ืน นอกจากน้ียังมุ่งเป้าไปที่การสร้างเง่ือนไขท่ีไม่เอื้ออ�ำนวยต่อการ
พัฒนาการของเชือ้ โรคพืช
การจัดการสภาพโรงเรือนให้มีลักษณะการปลูกพืชท่ีมีระยะห่างที่เหมาะสม การถ่ายเทอากาศดี และ
ความชื้นต�่ำ ช่วยยับย้ังการเข้าท�ำลายของเช้ือราหลายชนิด เช่น Botrytis และ Diplocarpon rosae ในส่วน
การปลูกพืชในสภาพแปลงปลูกธรรมชาติต้องค�ำนึงถึง ความหนาแน่นของพืช ทิศทางการปลูกพืชกับทิศทางลม
รูปแบบและช่วงเวลาการให้น้�ำที่มีผลต่อความช้ืนของพืช ที่ต้ังของแปลง ต�ำแหน่งของพืชท่ีทิศเหนือใบจะมี
ความชื้นน้อย รูปแบบการตัดแต่งก่ิงช่วยในการถ่ายเทอากาศและบดบังการรับแสง ปัจจัยเหล่าน้ีช่วยลดอัตรา
การเกิดโรคได้
วิธีการลดอัตราการแพรก่ ระจายของเชอ้ื โรคมดี งั นี้
1) การไถพรวน (Tillage)
ท�ำให้ดินให้ร่วนซุยและท�ำลายวัชพืชในแปลงปลูกเดิม ช่วยให้ดินระบายน้�ำได้ดี และฝังกลบเชื้อในดิน
การไถพรวนมีผลทางอ้อมต่อการแพร่กระจายของเช้ือโรค ส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อโรคสามารถแพร่กระจาย
ในขณะไถพรวนได้ ความหมายของการไถพรวนรวมไปถึงการเตรียมแปลงปลูกด้วยเช่นกันการจัดการความสูง/
กว้าง และสันแปลงปลูกมีผลต่อการระบายและให้น�้ำ ซ่ึงสามารถจัดการความชื้น ลักษณะดิน ความหนาแน่น
การถา่ ยเทอากาศ และอุณหภมู ิ ท่มี ีอิทธิพลตอ่ การเกิดโรคได้
การไถพรวนช่วยให้ดินปลดปล่อยธาตุอาหารท�ำให้พืชเจริญเติบโตต้านทานต่อเชื้อโรคได้ ความช้ืนในดิน
เป็นตัวแปรส�ำคัญต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรค การไถพรวนอย่างต่อเน่ืองสามารถช่วยลดอัตราการติดเชื้อ
โรคได้ ซ่งึ ส่วนขยายพนั ธข์ุ องเชื้อโรคบนผิวดนิ จะถูกความรอ้ นจากแสงแดดท�ำลาย
การเกษตรสมัยใหม่พยายามจ�ำกัดจ�ำนวนครั้งของการไถพรวนในขณะปลูกพืช เพื่อลดบาดแผลที่อาจจะ
เกิดที่รากพืชจากการใช้เคร่ืองทุ่นแรงและการถอนด้วยมือ ซ่ึงลดโอกาสการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเช้ือ
การไถพรวนที่จ�ำกดั ชว่ ยส่งเสริมกิจกรรมของจุลนิ ทรยี ์ปฏิปกั ษ์บริเวณรากพชื ทม่ี ผี ลตอ่ การก�ำจดั เชอ้ื โรค
2) การเพาะปลูก (Sowing practice)
พันธุ์พืชเพาะปลูกปัจจุบันมักอ่อนแอต่อโรค พันธุ์พืชชนิดใหม่มีความเส่ียงต่อการเกิดโรค การเปลี่ยน
ช่วงเวลาเพาะปลูกมักใช้เพ่ือลดอัตราการแพร่ระบาดของเชื้อและแมลงพาหะ และความเสียหายต่อผลผลิต
การเพาะปลูกเขตรอ้ น อณุ หภมู ิมีผลต่อชว่ งเวลาเพาะปลูกจงึ มคี วามจ�ำเปน็ ต้องจัดการระบบน�ำ้ พืชพันธอ์ุ ่อนแอ
สามารถเล่ยี งเช้ือโรคได้โดยการปลกู ในฤดรู อ้ น
วิธีการเพาะปลูกมีผลต่อการแพร่กระจายโรค ระดับความลึกของการเพาะเมล็ดขึ้นอยู่กับขนาดของเมล็ด
และความชื้นในดิน เพาะเมล็ดลึกช่วยให้การงอกดีและระยะเวลานานมีความเสี่ยงต่อเช้ือรา เช่น ราเขม่า และ
โรคในตน้ กล้าท่ีเกิดจากเช้อื รา Fusarium spp. และ Rhizoctonia spp. เชน่ เดียวกับการเพาะหัวมันฝร่ังลกึ เกิน
ไปเปน็ การเปดิ โอกาสให้เชอ้ื รา Rhizoctonia เข้าท�ำลาย
บทที่ 8 การควบคมุ โรคพชื โดยวิธเี ขตกรรม 121
ดร.วันวิสา ศริ วิ รรณ์ และ ดร.สวติ า สุวรรณรัตน์
ความหนาแน่นในการเพาะปลูกมีอิทธิพลต่อการเกิดโรค อัตราการเกิดโรคแปรผันโดยตรงกับความหนา
แน่นของต้นพืช ตัวอย่างเช่น โรคเน่าคอดิน (damping-off) ในโรงเรือนเพาะช�ำ เม่ือเพิ่มความหนาแน่นของ
ต้นกล้าพบการระบาดของเช้ือรา Pyhium, Fusarium, Rhizoctonia และ Cylindrocladium โดยการติด
เชื้อจะเกิดข้ึนอย่างรวดเร็วเน่ืองจากระยะห่างระหว่างต้นพืชน้อย และง่ายต่อการท�ำลายของแมลง นอกจาก
น้ียังเป็นการเพ่ิมโอกาสให้ใบพืชสัมผัสดินหรือรากพืชในบริเวณใกล้เคียง และในช่วงเวลาเพาะปลูกพืชอาจ
จะเกิดบาดแผลส่งผลให้พืชอ่อนแอและติดเชื้อง่าย ความหนาแน่นของพืชส่งผลต่อการเพิ่มของอุณหภูมิและ
ความชื้นสมั พัทธ์ ซ่ึงเอือ้ อำ� นวยตอ่ การพัฒนาของโรค
ความหนาแนน่ ของพชื สามารถลดไดด้ ว้ ยการตดั แตง่ กงิ่ ใหโ้ ปรง่ การทำ� ซมุ้ ระแนงไมเ้ ลอื้ ย ความอดุ มสมบรู ณ์
ของพชื การจดั การน้ำ� การใช้ไมค้ ้�ำชว่ ยเกบ็ เกี่ยว ซง่ึ วิธีการดังกล่าวปอ้ งกนั ไม่ให้ใบหรือรากพชื สมั ผสั เช้อื โรค
ทิศทางการหว่าน มีผลต่อการเกิดโรค ตัวอย่างการปลูกยาสูบทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย
โรคราสีน�้ำเงิน (blue mold) ท่ีเกิดจากเชื้อรา Peronospora hyoscgamt แถวที่ปลูกทางทิศตะวันออกไป
ตะวันตกมีอาการของโรครุนแรงกวา่ แถวทป่ี ลกู จากทศิ เหนือไปใต้ เนอ่ื งจากพชื ได้รับแสงนอ้ ย
สภาพแวดล้อมท่ีถูกปรับเปล่ียนมีผลต่อการงอกและเจริญเติบโตของต้นกล้าในระยะแรก เช่น ใส่ปูนขาว
ช่วยยับย้ังการติดเชื้อโรคบางชนิดได้โดยทางตรงและทางอ้อมท่ีส่งเสริมความแข็งแรงให้แก่ต้นกล้า การปรับปรุง
การระบายน้�ำในดินหรือการย้ายต้นกล้าไปปลูกในกระบะเพาะท่ียกขึ้นสันจะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคในดินที่
เกิดจากเช้อื รา Phytophthora, Pythium และ Aphaanomyces
3) การปลกู พืชแซม (Intercropping)
การปลูกพชื แซมระหวา่ งแถวเป็นวธิ ีการท�ำการเกษตรในประเทศจีน วธิ ีการนเ้ี ปน็ การเพ่มิ แรงงานขึน้ ตาม
ชนิดพชื ที่ปลกู ผลผลิตท่ไี ด้โดยรวมจะสูงขน้ึ ประเทศไนจีเรีย ปลกู มนั สำ� ปะหลังรว่ มกับขา้ วโพด เมลอ่ น และพชื
ชนิดอื่น ๆ ทีค่ ลมุ ดนิ เพ่อื ลดการระเหยน้�ำในดิน ในขณะเดยี วกนั การเกิดโรคใบไหม้ของมันสำ� ปะหลังที่เกิดจาก
เช้ือแบคทเี รีย Xanthomonas campestris pv. manihtis ลดลงเช่นกัน
อัตราการเกิดโรคในพื้นที่ท�ำการเกษตรแบบปลูกพืชแซมต่�ำกว่าการปลูกพืชเชิงเด่ียวที่มีรูปแบบการปลูก
แบบเดียว ส่งผลให้ระยะห่างในการปลูกพืชสั้นมีผลต่อการระบาดของพาหะน�ำโรค ในขณะที่การปลูกพืชแซม
มีส่วนช่วยทางกายภาพเพื่อชะลอการแพร่กระจายของเชื้อโรคทางอากาศหรือพาหะ อย่างไรก็ดีการเลือกพืช
ปลูกแซมมผี ลต่อการพัฒนาอาการของโรคและความรนุ แรงไดเ้ ช่นเดียวกัน ตัวอยา่ ง โรคราสนิมของถ่ัวที่เกดิ จาก
เชื้อรา Phakopsora pachyriza และโรคแอนแทรกโนสทเ่ี กดิ จากเชอื้ รา Colletotrichum lindemuthianum
ระบาดรุนแรงในถั่วพุ่มท่ีปลูกร่วมกับข้าวโพด โดยสปอร์ของเชื้อรา (conidia) งอกละอองเรณูบนใบข้าวโพด
จากน้ันตกลงบนใบถั่วพ่มุ
4) การคลุมดินและการปรับปรุงดนิ (Mulching and soil amendments)
การคลมุ ดนิ คอื การใชว้ สั ดตุ ่าง ๆ คลุมหนา้ ดิน เช่น พลาสติก กระดาษ เศษเหลือของพืช เป็นตน้ เปน็ วิธี
ทใ่ี ช้ในการเขตกรรมโดยเฉพาะการปลกู ไมผ้ ล วสั ดุทใี่ ช้คลมุ ดนิ ทัว่ ไปเนน้ หางา่ ยในทอ้ งถ่ิน ราคาถกู และสามารถ
เป็นปุ๋ยบ�ำรุงดินได้ การคลุมดินยังช่วยรักษาความช้ืนในดิน ปรับปรุงสภาพดิน ป้องกันการชะล้างของหน้าดิน
และลดการงอกของวัชพืชได้ การใช้เศษวัสดุเหลือใช้จากการปลูกพืชเป็นวัสดุคลุมดิน สามารถก่อให้เกิดโรคได้
เศษซากพืชบางชนดิ เป็นแหลง่ ทอี่ ยขู่ องเชอื้ โรค ซึง่ อาจจะทำ� ให้มีการแพร่กระจายโรคได้
122 หลกั การควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
การปรับปรุงดิน มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญของเช้ือโรคโดยส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์และส่ิงมีชีวิตใน
ดินท่ีเป็นปฏิปักษ์ต่อเช้ือโรคพืชได้ ตัวอย่างการปรับปรุงดินท่ีช่วยควบคุมเช้ือรา Phytophthora cinnamomi
ในประเทศออสเตรเลีย โดยการใส่ปุ๋ยข้ีไก่รองก้นหลุม และการใช้ซากสัตว์จ�ำพวก กุ้ง ปลา ที่มีไคตินสูง
ในการบ�ำรุงดิน ช่วยกระตุ้นการเจริญของปรสิตไข่ไส้เดือนฝอย เป็นการลดปริมาณส่วนขยายพันธุ์เชื้อโรคได้
อยา่ งไรกด็ กี ารบำ� รงุ ดนิ มผี ลตอ่ การเพม่ิ อตั ราการเกดิ โรคได้ หรอื ชว่ ยเพมิ่ ระดบั ความรนุ แรงของโรคโดยการสง่ เสรมิ
การเจริญเติบโตของเชื้อโรค
5) การปลอ่ ยน�ำ้ ทว่ ม (Flooding)
การปล่อยน�้ำท่วมเป็นวิธีท่ีใช้แพร่หลายในนาข้าว การหล่อน�้ำครั้งแรกในนาข้าวมีจุดประสงค์เพ่ือควบคุม
วชั พชื ลดปรมิ าณแหลง่ เชือ้ โรคโดยเฉพาะโรคทางดิน โรคใบไหมข้ องข้าว (Rice blast disease) ที่มีสาเหตุจาก
เช้ือรา Pyricularia oryzae ความรุนแรงของโรคลดลงในนาข้าวท่ีมีการจัดการน�้ำอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีผล
ให้จ�ำนวนเช้ือโรคต่ำ�
การปล่อยน้�ำท่วมในบางกรณีช่วยเร่งให้เช้ือโรคบางชนิดเจริญเติบโตได้ดี เช่น Phytophthora และ
สาหร่ายท่สี ามารถเจรญิ ในภาวะน�ำ้ ทว่ มได้
บางกรณีมีใช้การไถร่วมกับปล่อยน้�ำท่วม ซึ่งมีผลต่อระดับการเร่ิมต้นและอัตราการแพร่กระจายเชื้อ
โรค เชน่ การจัดการโรคโดยการปล่อยน�้ำท่วมในแปลงฝ้ายเปน็ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ชว่ ยลดการเกิดโรคใบไหม้
(bacterial leaf blight) ท่ีมสี าเหตจุ ากเชอื้ แบคทเี รยี Xanthomonas campestris pv. malvacearum และ
โรคเห่ยี วของกลว้ ย (Banana wilt, Fusarium oxysporum f.sp. cubense)
อย่างไรกด็ กี ารปล่อยนำ�้ ทว่ มเปน็ การควบคุมโรคทม่ี ีต้นทนุ สงู ต้องใช้ปริมาณน้ำ� มาก และต้องใช้ระยะเวลา
ค่อนข้างนาน
6) การจัดการน้ำ� (Irrigation)
การจดั การนำ�้ เปน็ สงิ่ ทจี่ ำ� เปน็ ตอ่ การปลกู พชื ในทางการเกษตรนำ้� เปน็ สง่ิ ทข่ี าดไมไ่ ดใ้ นการปลกู พชื ทกุ ชนดิ
แต่การให้น้�ำก็มีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายส่วนขยายพันธุ์ของเช้ือจากที่หน่ึงไปยังท่ีหน่ึงและมีส่วนช่วยการ
พัฒนาโรคดว้ ยเชน่ กัน ในช่วงฤดูแลง้ การใหน้ ำ�้ ชว่ ยเพิ่มความชื้นใหก้ ับดินซงึ่ มีผลตอ่ การเพ่ิมปริมาณเชอื้ โรค และ
ส่งเสริมการเกิดโรคโดยเพ่ิมความชื้นท่ีผิวใบพืช ระยะเวลาช่วงที่ใบเปียกที่ยาวนานขึ้นอาจจะเพียงพอต่อการ
งอกของสปอร์เชื้อรา แปลงพืชท่ีมีการให้น้�ำจะเป็นกลุ่มของพืชท่ีเจริญเติบโตและใบมีสีเขียวท่ามกลางสภาพ
แวดล้อมทแ่ี หง้ ซึง่ อาจจะเป็นที่ดงึ ดูดของแมลงพาหะของไวรัสหลายชนิดได้ ในทางตรงกนั ข้ามระบบให้น้�ำระบบ
ชลประทานเป็นวิธีช่วยลดแหล่งเชื้อโรคและยับย้ังการพัฒนาโรคได้ เช่น ความแห้งสลับเปียกช้ืนเป็นวิธีการส่ง
เสรมิ กจิ กรรมจุลินทรยี ์ในดนิ ขนาดเลก็ ก�ำจดั เชอ้ื ราเมล็ดผักกาด
การให้น�้ำแบบเหนือศีรษะ สามารถช่วยลดหรือยับยั้งปริมาณเชื้อโรคในอากาศโดยถูกละอองน�้ำชะล้าง
ในไม้ผลช่วยลดส่วนขยายพันธุ์ของเช้ือ ตัวอย่างเช่น แอสโคสปอร์ (ascospores) ของโรค apple scab เม่ือมี
การใหน้ �้ำแบบสปริงเกอร์เหนอื ศรี ษะ เชือ้ รา Phytophthora iryfernarta และ Alternaria solani สรา้ งสปอร์
ในเวลากลางคืน ปล่อยสปอร์ออกในช่วงกลางวัน การให้น้�ำแบบเหนือศีรษะในช่วงเช้าช่วยกระจายสปอร์เช้ือรา
ในอากาศและสปอรส์ ามารถแพร่กระจายไปกับละอองน้�ำ หากเปล่ยี นเวลาการให้น้ำ� เปน็ ช่วงบา่ ยหรือเยน็ สปอร์
ของ P. infestan จะแหง้ บนใบพืชและไมเ่ กิดโรค แต่สปอร์ของ A. solani ทนตอ่ สภาพแห้งสามารถด�ำรงชีวติ
อยู่ได้จนน้�ำค้างก่อตัวในเวลากลางคืน ช่วงระยะเวลาการให้น�้ำมีผลต่อการพัฒนาโรค นอกจากนี้การให้น้�ำแบบ
เหนือศรี ษะมสี ว่ นช่วยกระจายเช้อื โรคจากใบไปยังรากพชื ด้วยเช่นกนั
บทที่ 8 การควบคมุ โรคพชื โดยวธิ เี ขตกรรม 123
ดร.วันวสิ า ศิรวิ รรณ์ และ ดร.สวติ า สุวรรณรัตน์
การให้น�ำ้ แบบยกรอ่ ง วธิ กี ารนเ้ี ช้อื โรคสามารถกระจายไปตามรองนำ้� และเกดิ โรคเป็นแถวตามรอ่ งน้ำ� ได้
การให้น้�ำหยด เป็นวิธีการให้น�้ำโดยตรงท่ีบริเวณรากพืชเป็นการกระจายความช้ืนในดินแบบไม่สม่�ำเสมอ
ซง่ึ ชว่ ยลดอัตราการแพร่กระจายเชื้อโรคได้
7) การถอนทำ� ลาย (Roguing)
การถอนท�ำลายพืชท่ีเป็นโรคออกจากแปลงปลูกเป็นการป้องกันการแพร่กระจายโรค ควรท�ำลายพืชท่ี
เป็นโรคให้เร็วที่สุดหลังจากท่ีแสดงอาการ สามารถท�ำได้ในแปลงที่มีขนาดเล็ก วิธีการน้ีท�ำได้ในพืชที่มีมูลค่าสูง
และอัตราการเกดิ โรคยงั อยใู่ นระดบั ต่�ำ
8) การใสป่ ยุ๋ (Fertilizer applications)
ใส่ปุ๋ยเป็นการเพ่ิมธาตุอาหารจ�ำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ธาตุอาหารในดินท่ีมากหรือน้อยไปอาจ
จะส่งผลต่อความอ่อนของพืช พืชท่ีแข็งแรงสามารถหลีกเล่ียงการเป็นโรคได้ บางกรณีใส่ปุ๋ยเพ่ือช่วยให้พืชเจริญ
เตบิ โตดีอาจจะกระตนุ้ ให้ชวี วทิ ยาของโรคพฒั นาได้ ตวั อยา่ งในโรคพชื ทีเ่ กิดจากเชอื้ ไวรัสหลายชนดิ ทพ่ี ัฒนาหลงั
จากใสป่ ุ๋ย
การขาดธาตุอาหารในดินส่งผลให้พืชอ่อนแอต่อเชื้อโรคหลายชนิด ธาตุอาหารรองสามารถช่วยลดอัตรา
การเกดิ โรคไดใ้ นหลายกรณเี ช่น การใชส้ งั กะสกี บั โรคราน�้ำคา้ งข้างโพด และก�ำมะถนั ยบั ยัง้ โรคใบจุดถัว่ ลิสง
ปุ๋ยไนโตรเจน เมื่อใช้ในปริมาณมากท�ำให้พืชอ่อนแอส่งผลให้เช้ือโรคเข้าท�ำลายพืชได้ง่าย เช่น
โรคราแป้ง ราน้�ำค้าง และราสนิม ท้ังน้ีระดับไนโตเจนสูงช่วยกระตุ้นการผลิตสารเมตาบอไลท์ในพืช
เพื่อยับย้ังหรือเพิ่มอัตราการเกิดโรค เช่น โรคใบไหม้ข้าวท่ีเกิดจากเช้ือรา Pyricularia oryzae และ
โรค scald มีเช้อื รา Rhyncosporium oryzae เปน็ เชื้อสาเหตุ อัตราการเกดิ โรคเพม่ิ ขึน้ เมื่อมีการใชป้ ุย๋ ไนโตรเจน
ในปรมิ าณสงู ในทางตรงกนั ข้ามโรคราหวั เขมา่ ข้าวโพด (Sphacelothecu reiliana) ความรนุ แรงของโรคลดลง
เมื่อไนโตรเจนมาก
ปยุ๋ ฟอสฟอรัส ชว่ ยชะลอและลดความรุนแรงของเชือ้ โรคได้ เช่น เช้อื รา Gaeumannomyces graminis
ในขา้ วบารเ์ ลย์ และโรคสแคปมันฝรง่ั (Streptomyces scabies) แต่โรคใบดา่ งแตงในผักขม อาการดา่ งเพม่ิ ขึ้น
เมอ่ื ใส่ปยุ๋ ฟอสฟอรัส อยา่ งไรก็ดกี ารปุ๋ยฟอสฟอรสั นอกจากมผี ลให้พชื สขุ ภาพดีแล้วยงั สามารถต้านทานโรคที่เข้า
ท�ำลายได้
ปุ๋ยโพแทสเซียม ในปริมาณท่ีเพียงพอช่วยยับย้ังการพัฒนาการของเชื้อโรคตลอดจนการเพิ่มจ�ำนวนของ
ส่วนขยายพนั ธ์ุ และการอยรู่ อดของเช้ือโรค เช่น เชอ้ื รา Fusarium oxysporum f.sp. vasinfectum แบคทีเรีย
Corynebacterium insidiosum และ Xanthomonas spp. ไวรสั และไสเ้ ดอื นฝอย โพแทสเซยี มยงั ชว่ ยรกั ษา
แผลของพืชที่เกิดจากการท�ำลายของเช้ือรา Botrytis และช่วยเพ่ิมความต้านทานต่อบาดแผลจากน�้ำค้างแข็ง
ความล่าช้าในการเจรญิ เตบิ โตของพืชบางชนดิ และลดความเครยี ดในพืช
แคลเซียม เป็นธาตุอาหารรองท่ีเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์พืช ปริมาณแคลเซียมท่ีเพียงพอช่วย
ท�ำให้ผนังเซลล์แข็งแรงทนต่อการเข้าท�ำลายของเช้ือโรค เช่น ทนต่อการเข้าท�ำลายของเชื้อรา Rhizoctonia,
Sclerotium, Botrytis และ Fusarium เป็นต้น ในทางกลับกันในดินที่มีปริมาณแคลเซียมสูงมีผลต่อการ
พัฒนาโรค เช่น โรคก้านด�ำของยาสูบ ที่เกิดจากเช้ือรา Phytophthora parasitrca var. nicotianae
ปูนขาวเป็นแคลเซียมชนิดหน่ึงที่ใช้ในการปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดิน พบว่าดินที่เติมปูนขาวปริมาณ
เช้ือรา Plasmodiophora brassicae ลดลง เชื้อราชนดิ นี้เจริญเติบโตในดินที่เป็นกรด
124 หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
9) การปลกู พชื ล่อ (Trap crops)
การปลูกพืชท่ีเป็นพืชอาศัยที่ดีของเช้ือโรคชนิดหน่ึงแล้วรีบจัดการท�ำลายพืชน้ันทันทีที่พืชล่อเป็นโรค
ก่อนที่เชื้อโรคจะขยายพันธุ์และแพร่กระจายต่อไป โดยวิธีท่ีใช้ในการท�ำลายได้แก่ การไถกลบ การใช่สาร
ชีวภณั ฑ์ต่าง ๆ และน�ำไปเปน็ อาหารสัตว์ ตวั อยา่ งการปลูกพชื ล่อ เชน่ ปลูกหญา้ ไรย์ (Ryegress, Lolium spp.)
เพ่ือลดปริมาณเช้ือรา Plasmodiophora brassicae ในดิน และการปลูกวัชพืช Datura stramonium
ช่วยลดการเกดิ โรค powdery scab ในมันฝรัง่ ที่มีสาเหตจุ ากเชื้อรา Spongospora stramonium
การปฏบิ ัตทิ างการเกษตรท่ดี ี (Good Agriculture Practice; GAP)
การผลิตพืชภายใต้การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ซึ่งเป็นการจัดการคุณภาพด้านการผลิตทางการเกษตร
ส�ำหรับใช้ปฏิบัติในแปลงผลิตพืช เพื่อให้ได้สินค้าท่ีปลอดภัย ปลอดศัตรูพืชและมีคุณภาพ เน้นวิธีการควบคุม
และป้องกันการเกิดปัญหาในกระบวนการผลิต ป้องกันหรือลดความเสี่ยงของอันตรายที่เกิดขึ้นกับสินค้า
ทางการเกษตร โดยอยู่ภายใต้มาตรฐานข้อก�ำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ของกรมวิชาการเกษตรในการ
ตรวจรบั รอง และส�ำนกั มาตรฐานสนิ ค้าเกษตรและอาหาร (มกอช.) ได้พฒั นามาตรฐาน GAP ส�ำหรับพืชอาหาร
ซึ่งมีข้อกำ� หนด 8 กล่มุ รายการ ไดแ้ ก่
1) น้ำ�
2) พ้ืนท่ีปลูก
3) การใชว้ ตั ถอุ ันตรายทางการเกษตร
4) การจัดการคุณภาพในกระบวนการผลิตกอ่ นการเก็บเก่ยี ว
5) การเก็บเกยี่ วและการปฏิบัติหลังการเกบ็ เก่ยี ว
6) การพักผลติ ผล การขนยา้ ยในแปลงปลกู และการเกบ็ รักษา
7) สุขลกั ษณะส่วนบุคคล
8) บนั ทกึ ข้อมูลและการตามสอบ
ซึ่งเกษตรกร นิติบุคคล และกลุ่มเกษตรกรสามารถขอการรับการตรวจประเมิน เพ่ือรับรองแหล่งผลิต
GAP พืช ซึ่งเม่ือผ่านเกณฑ์การรับรองแล้วจะได้รับเครื่องหมายรับรองแหล่งผลิต GAP พืช เพ่ือใช้บนเอกสาร
และส่ือโฆษณาทุกประเภท ซึ่งเปน็ การยกระดบั คุณภาพผลผลติ ของเกษตรกร
รายการและขอ้ ก�ำหนดการปฏบิ ัตเิ กษตรท่ีดใี นการผลติ พชื (GAP พชื )
1. น้�ำ
• น้�ำทใ่ี ช้ต้องมาจากแหล่งที่ไมก่ ่อให้เกดิ การปนเป้ือนท่ีเปน็ อนั ตรายตอ่ ผลิตผล ซ่งึ หากเป็นน้�ำเสยี จาก
แหลง่ ตา่ ง ๆ หากนำ� ไปใชต้ อ้ งมีการบ�ำบัด
• เก็บตัวอยา่ งน�ำ้ ตรวจวเิ คราะหเ์ ชอื้ จลุ ินทรยี ์กอ่ โรค โลหะหนัก สารเคมอี ยา่ งน้อย 1 ครง้ั ในช่วงเรมิ่
จดั ระบบการผลิต
• มกี ารจดั การนำ้� เสยี ท่เี กดิ ข้ึนจากการใชง้ าน ไม่ใหไ้ หลสู่แปลงปลูก หรอื แหล่งน�้ำ
• พชื ทีป่ ลูกในระบบไฮโดรโพนกิ ส์ ตอ้ งเปลย่ี นนำ้� สมำ่� เสมอ บำ� รงุ รกั ษาระบบให้น้ำ� ใหส้ ะอาด
• นำ�้ ลา้ งผลติ ผลหลงั การเกบ็ เกย่ี วต้องเป็นน้ำ� สะอาด
บทที่ 8 การควบคมุ โรคพชื โดยวธิ เี ขตกรรม 125
ดร.วันวิสา ศิริวรรณ์ และ ดร.สวิตา สุวรรณรตั น์
2. พนื้ ทีป่ ลกู
• ไม่ปลกู พืชในพ้นื ท่ีที่ก่อใหเ้ กดิ จากปนเปอื้ นที่เป็นอนั ตรายต่อผลิตผล หรือมีวิธีการบำ� บดั เพอ่ื ลดการ
ปนเปือ้ น
• หากใช้สารเคมีรมหรอื ราดดินเพ่อื ฆา่ เชือ้ ในดนิ /วัสดุปลกู ต้องบนั ทึกขอ้ มลู และเกบ็ ไวเ้ ปน็ หลักฐาน
• พ้นื ท่ปี ลกู ต้องเป็นไปตามขอ้ กำ� หนดของกฎหมาย
• เกบ็ ตวั อยา่ งดนิ ตรวจวิเคราะหก์ ารปนเปื้อนจากวัตถ/ุ สิ่งทเ่ี ปน็ อนั ตรายอย่างน้อย 1 คร้ัง ในชว่ งเริม่
จดั ระบบการผลติ
• วางผังแปลงโดยค�ำนึงถึงผลกระทบต่อความปลอดภัยอาหาร สิ่งแวดล้อม คุณภาพผลิตผล และ
สุขภาพความปลอดภัย และสวสั ดิภาพของผปู้ ฏบิ ัตงิ าน
3. วัตถุอันตรายทางการเกษตร
• การใช้วัตถุอันตรายใช้ตามคำ� แนะนำ� หรอื ตามฉลากที่ข้นึ ทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร
• กรณผี ลิตเพ่อื สง่ ออก ห้ามใชว้ ัตถอุ นั ตรายทางการเกษตรที่ประเทศคู่คา้ หา้ มใช้
• ผู้ใช้ต้องมีความรู้ในการใชว้ ตั ถอุ นั ตรายทางการเกษตรท่ีถกู ตอ้ ง การป้องกนั อันตรายจากสารพิษ
และการปฐมพยาบาลเบือ้ งต้น
• จัดเก็บวัตถุอันตรายทางการเกษตรชนิดต่าง ๆ เป็นสัดส่วน ปิดฝาให้สนิท หากมีการเปล่ียนถ่าย
ภาชนะบรรจุ ตอ้ งระบุขอ้ มลู ใหค้ รบถ้วน และหากใชห้ มดแลว้ เส่อื มสภาพ หมดอายุ ต้องทำ� ลายหรือก�ำจดั ด้วย
วิธีทีถ่ ูกต้อง
4. การจัดการคณุ ภาพในกระบวนการผลิตก่อนการเกบ็ เก่ียว
• เมล็ดพันธุ์ที่มีการคลุกหรือเคลือบด้วยวัตถุอันตรายทางการเกษตรให้ปฏิบัติตามฉลาก และบันทึก
ขอ้ มลู ไว้
• ปุ๋ย หรือสารปรับปรุงดินที่ใช้ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และหากผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง
ตอ้ งผ่านการหมักหรือยอ่ ยสลายโดยสมบูรณ์ และห้ามใชส้ งิ่ ขับถา่ ยของคนมาเป็นปยุ๋
• กรณีปลกู พืชในระบบไฮโดรโพนิกส์ ต้องเฝา้ ระวังและบนั ทกึ ขอ้ มลู การใช้สารละลายธาตอุ าหารพชื
• จัดเกบ็ ปยุ๋ ไวใ้ นทีเ่ หมาะสม ไม่ควรเก็บสารเคมีรวมกับผลผลติ และภาชนะบรรจผุ ลผลิต
5. การเก็บเก่ยี วและการปฏิบตั ิหลังการเกบ็ เกี่ยว
• เกบ็ เกย่ี วผลติ ผลที่มีอายทุ เ่ี หมาะสม และถกู สุขลักษณะ มีคุณภาพตามความตอ้ งการของตลาด
• คัดแยกผลิตผลที่ไม่ได้คุณภาพออก คัดแยกช้ันคุณภาพและขนาดตามข้อก�ำหนดมาตรฐานสินค้า
เกษตร และคูค่ า้
• อุปกรณ์และภาชนะบรรจุท่ีสัมผัสกับผลผลิต ต้องท�ำจากวัสดุท่ีไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน ต้องแยก
ภาชนะของเสียและวัตถุอนั ตรายทางการเกษตรอย่างชดั เจน
• ไมว่ างผลิตผลท่เี กบ็ เกี่ยวแล้วบนพ้นื ดนิ
• มกี ารป้องกนั สัตว์เล้ยี งไม่ใหอ้ ยูใ่ นพนื้ ท่ีปฏิบตั ิงาน
6. การพักผลผลิต การขนย้ายในแปลงปลกู และเกบ็ รกั ษา
• มีสถานที่พักผลิตผลถูกสุขลักษณะ มีวิธีการขนย้ายและเก็บรักษาผลิตผลที่ถูกต้อง ใช้วัสดุปูรองพื้น
ในบรเิ วณทีพ่ กั ผลิตผล
126 หลกั การควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
• ไม่ใชพ้ าหนะทใี่ ชข้ นวตั ถุอนั ตรายทางการเกษตร ปยุ๋ สารปรบั ปรงุ ดินขนส่งผลติ ผล หากไม่สามารถ
แยกได้ ต้องมีการทำ� ความสะอาด
• ผลผลิตท่ีเสือ่ มคุณภาพงา่ ยตอ้ งมกี ารดูแลและปอ้ งกนั ท่ีเหมาะสมกอ่ นการขนสง่
7. สุขลักษณะส่วนบคุ คล
• ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ความเข้าใจ หรือได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับสุขลักษณะส่วนบุคคล
และมีการดูและสขุ ลกั ษณะบุคคลทีด่ ี
• มสี ิ่งอำ� นวยความสะดวกดา้ นสขุ ลักษณะสว่ นบคุ คลเพยี งพอ และอยูใ่ นสภาพพรอ้ มใช้งาน
• ผูท้ ป่ี ฏบิ ตั งิ านเกย่ี วกบั วตั ถอุ นั ตรายทางการเกษตร ตอ้ งไดร้ บั การตรวจสขุ ภาพอยา่ งนอ้ ยปลี ะ 1 ครง้ั
8. บนั ทึกข้อมูลและการตามสอบ
• มีเอกสารและการบันทึกข้อมูลข้ันตอนของการท�ำงานที่เก่ียวข้อง ได้แก่ การใช้สารเคมีฆ่าเชื้อ
การใชว้ ตั ถุอันตรายทางการเกษตร การปฏบิ ตั ิกอ่ นและหลังการเกบ็ เก่ยี ว ข้อมลู รหสั แปลงปลูกและขอ้ มลู ประจำ�
แปลงปลกู การกำ� จดั สตั วพ์ าหะเชอ้ื การใชพ้ าหนะขนสง่ ประวตั กิ ารฝกึ อบรม และผลตรวจสขุ ภาพของผปู้ ฏบิ ตั งิ าน
• ผลิตผลที่อยู่ระหว่างการเก็บรักษาต้องมีการติดรหัสเครื่องหมาย เพื่อแสดงรุ่นผลิตผล แหล่งผลิต
และวนั ทีเ่ กบ็ เกย่ี ว
• การจำ� หนา่ ยผลิตผลตอ้ งบันทกึ ข้อมลู ผรู้ ับซอื้ และปริมาณที่จ�ำหนา่ ย
• เก็บบนั ทกึ ข้อมลู การปฏิบัติงานและเอกสารสำ� คัญทีเ่ กีย่ วขอ้ งไวอ้ ยา่ งน้อย 2 ปี
จากรายการข้อก�ำหนดและตัวอย่างเง่ือนไขในแต่ละหัวข้อของการปฏิบัติการเกษตรท่ีดีน้ันจะเห็นได้ว่า
ในมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เป็นการน�ำเอาวิธีการแบบผสมผสาน เช่น การเขตกรรม วิธีการเคมี
และชีววิธี ซึ่งได้ครอบคลุมการผลิตพืชอย่างครบวงจรโดยเร่ิมตั้งแต่ปัจจัยการผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการ
หลงั การเกบ็ เกีย่ ว การบรรจหุ บี หอ่ และการขนสง่ การผลติ ซ่ึงในแต่ขั้นตอนต้องมคี วามปลอดภยั ต่อตัวเกษตรกร
ผู้ผลิตและผู้บริโภค ขบวนการปราศจากการปนเปื้อนสารเคมี ไม่ท�ำให้เกิดมลพิษต่อส่ิงแวดล้อม และมีการใช้
ทรพั ยากรให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด ได้ผลผลิตทค่ี มุ้ ค่า
ตวั อย่างการใช้การเขตกรรมในการผลติ พชื GAP
การเลือกพนั ธุป์ ลกู
การคัดเลือกพันธุ์พืชดีเป็นจุดเร่ิมต้นของการได้ผลผลิตที่ดีตามมา โดยอาจมีการเลือกใช้พันธุ์ที่มีความ
ตา้ นทานตอ่ โรคตา่ ง ๆ ซง่ึ นอกจากพนั ธท์ุ น่ี ำ� มาปลกู มคี วามตา้ นทานแลว้ การนำ� สว่ นขยายพนั ธท์ุ ป่ี ราศจากโรค เชน่
ต้นพันธุ์หรือท่อนพันธุ์ปลอดโรค เมล็ดพันธุ์ท่ีมีคุณภาพไม่มีเช้ือติดมากับเมล็ด นอกจากนี้การน�ำส่วนขยายพันธุ์
จากสถานที่ผลิตท่ีไม่มีการระบาดของโรคมาก่อน จะเป็นส่วนท่ีช่วยในการป้องกันและควบคุมโรคท่ีจะเกิดขึ้น
ในแปลงปลูกพืช ดังตัวอย่างท่ีได้กล่าวไปในเรื่องการการคัดเลือกพันธุ์ ซ่ึงท้ังนี้การผลิตพืช GAP ส่ิงที่ส�ำคัญ
ไม่น้อยไปกว่าการคัดเลือกพันธุ์ คือการบันทึกรายละเอียด เช่น ช่ือพันธุ์ บริษัทผู้จ�ำหน่าย วัน เดือน ปีท่ีซื้อ
เป็นสง่ิ สำ� คญั ท่เี กษตรกรผูผ้ ลิตตอ้ งท�ำเพอ่ื เปน็ ขอ้ มูลส�ำหรับในการตรวจสอบ
การเตรยี มแปลงปลูก
การปรบั สภาพดนิ กอ่ นการเพาะปลกู ปรบั ปรงุ สภาพดนิ ใหม้ คี วามสมบรู ณ์ ดนิ มคี วามรว่ นซยุ ระบายนำ้� ไดด้ ี
เหมาะต่อการปลูกพืช โดยหากมีการตรวจความสมบูรณ์ของดินก่อนการปลูก เพ่ิมเติมจากการตรวจสอบดิน
เพื่อวิเคราะห์หาสารอันตรายท่ีต้องมีการรายงานแล้ว ก็จะเป็นประโชน์ต่อการปรับปรุงสภาพดินปลูกเพื่อให้
บทที่ 8 การควบคุมโรคพืชโดยวธิ ีเขตกรรม 127
ดร.วนั วิสา ศิรวิ รรณ์ และ ดร.สวติ า สุวรรณรตั น์
เหมาะสมแก่พชื ท่จี ะทำ� การปลกู และหากมีการปรบั ปรงุ ดนิ ดว้ ยป๋ยุ หรือสารปรงุ แตง่ ตา่ ง ๆ ควรมขี อ้ มูลของปุ๋ยที่
น�ำมาใช้ รายละเอยี ดคณุ ลกั ษณะของจลุ นิ ทรยี แ์ ละเคมี และบันทกึ การไดม้ าและการใช้ปุ๋ย
การจดั การการเพาะปลูก
ในการปลกู ไมท้ รงพมุ่ ตา่ ง ๆ การตดั แตง่ ในทรงพมุ่ ใหโ้ ปรง่ เพอ่ื ใหภ้ ายในทรงพมุ่ ไดร้ บั แสงแดด ลดการสะสม
ของศตั รพู ชื ซง่ึ อาจพบโรคในกง่ิ ทแี่ ก่ หรอื โรคทเี่ กดิ กบั กา้ นใบ นอกจากนช้ี ว่ ยลดปรมิ าณความชนื้ ในดนิ ทเ่ี หมาะสม
ต่อการเจริญเติบโตของเช้ือราในดินบางชนิด และสะดวกต่อการดูแลรักษา โดยเศษกิ่งก้านท่ีผ่านการตัดแต่ง
แล้ว ควรเก็บออกจากแปลงปลูกและท�ำลายเพ่ือไม่ให้เป็นที่สะสมโรคภายในแปลง โดยการก�ำจัดต้องค�ำนึงถึง
ผลกระทบตอ่ สิง่ แวดลอ้ ม ส�ำหรบั เครื่องมอื และอุปกรณ์ทใ่ี ชต้ อ้ งทำ� ความสะอาดหลงั การใชง้ านเสร็จ
หลักเขตกรรมในการปฏบิ ัตทิ างการเกษตรทดี่ ี
ดังเน้ือหาก่อนหน้าได้พูดถึงหลักการและความส�ำคัญของการควบคุมโรคพืชด้วยการเขตกรรมในวิธี
การต่าง ๆ ได้แก่ การคัดเลือกและการเตรียมส่วนขยายพันธุ์ การท�ำลายเศษซากพืช การปลูกพืชหมุนเวียน
การแพร่กระจายของโรค การคลุมดินและการปรับปรุงดิน การปล่อยน�้ำท่วม และการปลูกพืชล่อ แต่ทว่า
หลักการการเขตกรรม ไม่จ�ำกัดเฉพาะเรื่องของการควบคุมโรคพืชเพียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึง การปฏิบัติต่อพืช
ด้วยวิธีใดก็ตามท่ีมีผลให้พืชเจริญงอกงามได้ดีและให้ผลผลิตสูงสุด โดยปรับสภาพแวดล้อมเพื่อการเจริญเติบโต
มีการจัดการดินและต้นพืช ดังน้ันการเขตกรรมจึงสามารถน�ำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบการจัดการผลิตพืช
ด้วยการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีได้เช่นกัน เพื่อให้ได้ผลผลิตท่ีดีมีคุณภาพ ปราศจากการปนเปื้อนหรือตกค้าง
ของสารเคมที ่เี ป็นอันตรายสผู่ ลผลติ มีความปลอดภยั ต่อเกษตรกรและผบู้ ริโภค
บรรณานุกรม
สืบศักดิ์ สนธิรัตน. การจัดการโรคพืช. ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน.
กรุงเทพ ฯ. 128 หนา้ .
ส�ำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ. 2556. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีส�ำหรับพืชอาหาร
(มกษ. 9001-2556). ส�ำนกั งานมาตรฐานสินคา้ เกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ.์
Helen, O, Dale M. 1997. Disease management: cultural practices. Rockvale Publications, Place,
Published. pp.
Howard, Ronald J. 1996. Cultural control of plant diseases: a historical perspective. Canadian
Journal of Plant Pathology. 18: 145-50.
Katan, J. 2010. CULTURAL APPROACHES FOR DISEASE MANAGEMENT: PRESENT STATUS AND
FUTURE PROSPECTS. Journal of Plant Pathology. 92: S7-S9.
Kennedy, George G. 1984. Plant protection: An integrated interdisciplinary approach. Bulletin of
the Entomological Society of America. 30: 82-83.
Moorman, G. 2003. Cultural control of plant diseases. Page 313-318 In: Plant Pathology
Concepts and Laboratory Exercises. R.N. Trigiano, M.T. Windham and A.S. Windham (eds.).
CRC Press, Boca Raton, Florida.
128 หลักการควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ปฏบิ ัติการ
การควบคุมโรคพืชโดยวธิ เี ขตกรรม
วตั ถุประสงค์
เพอ่ื ศกึ ษาผลของปยุ๋ ไนโตรเจนตอ่ การพฒั นาโรคเนา่ คอดนิ ทเ่ี กดิ จากเชอ้ื รา Pythium aphanidermatum
วธิ ีการทดลอง (ดัดแปลงจาก Moorman, 2003)
1. เตรยี มตน้ กลา้ มะเขอื เทศอายุ 14 วนั โดยยา้ ยปลกู ลงในกระถางปลกู พชื ทม่ี เี สน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางยาว 4 นว้ิ
และใช้ดนิ ปลกู ท่ีผา่ นการนึง่ ฆ่าเชอ้ื
2. ทดสอบผลของปยุ๋ ไนโตรเจนตอ่ การเกดิ โรคเนา่ คอดนิ มะเขอื เทศ 6 กรรมวธิ ี จำ� นวน 10 ซำ้� ซำ�้ ละ 10 ตน้
กรรมวธิ ีท่ี 1 ชดุ ควบคุม (ไม่ปลูกเชื้อรา)
กรรมวิธีท่ี 2 ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน (46-0-0) 300 ppm
รว่ มกบั การปลูกเช้ือรา P. aphanidermatum
กรรมวธิ ีท่ี 3 ใสป่ ๋ยุ ไนโตรเจน (46-0-0) 600 ppm
รว่ มกับการปลูกเช้อื รา P. aphanidermatum
กรรมวิธีท่ี 4 ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน (46-0-0) 300 ppm
กรรมวธิ ท่ี 5 ใสป่ ยุ๋ ไนโตรเจน (46-0-0) 600 ppm
กรรมวธิ ีท่ี 6 ปลูกเช้อื รา P. aphanidermatum
โดยการใส่ปุ๋ยในรูปแบบสารละลายหลังย้ายต้นกล้า เป็นเวลา 4 วัน จากน้ัน เม่ือต้นมะเขือเทศอายุ
21 วนั ปลูกเชอ้ื รา P. aphanidermatum ทเ่ี ล้ยี งในอาหารเมล็ดขา้ วฟา่ ง ลงในดนิ ใหม้ คี วามลึก 1-2 เซนติเมตร
บรเิ วณใกล้โคนตน้ กล้าแต่อยา่ ให้ชดิ ล�ำตน้ จากน้นั ใช้ดินกลบ บนั ทึกผลเม่ือตน้ มะเขอื เทศอายุ 35 วนั โดยตรวจ
นบั จ�ำนวนตน้ ทไี่ ม่เปน็ โรค และต้นท่แี สดงอาการโรคเน่าคอดนิ และค�ำนวณเปน็ เปอรเ์ ซ็นตก์ ารเกิดโรค
เ ปอร์เซน็ ต์การเกดิ โรค (disease incidence) = จำ� นวนตน้ กล้าทีเ่ ป็นโรค × 100
จำ� นวนต้นกล้าท้ังหมด
บทที่ 8 การควบคุมโรคพชื โดยวิธเี ขตกรรม 129
ดร.วันวสิ า ศิริวรรณ์ และ ดร.สวติ า สุวรรณรตั น์
บทที่
9 กรณีศกึ ษาการควบคุมโรคพืชตามวธิ ีการระบาด
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอมุ า เพียซ้าย
การแพรร่ ะบาดของโรคพชื หมายถงึ ลกั ษณะอาการเกดิ โรคพชื ทเ่ี กดิ ขนึ้ อยา่ งรวดเรว็ กอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หาย
รุนแรงกับพืช โดยจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าและอาการจะรุนแรงมากหรือน้อยน้ัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องหลาย
ประการ เช่น ธรรมชาติของเช้ือสาเหตุพืชอาศัย และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมชาติของเชื้อสาเหตุ
ได้แก่ การด�ำรงชีวิตของเช้ือสาเหตุ จ�ำนวนเชื้อโรคเริ่มต้น การแพร่กระจายของเชื้อโรคเร่ิมต้น และระยะเวลา
ในการตดิ เชอื้ นบั เป็นปจั จัยทส่ี ำ� คญั ในการแพร่ระบาดของโรคนอกจากนคี้ วามตา้ นทานต่อเช้ือสาเหตโุ รคของพืช
อาศยั และสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก นบั เปน็ อกี เรอ่ื งหนึ่งท่คี วรคำ� นงึ ถึงในการเฝา้ ระวังการระบาดของโรคพืช
โดยพบว่าในพื้นที่ปลูกท่ีมีความแตกต่างกันทางพันธุ์พืชและสภาพแวดล้อมจะมีผลให้การระบาดของโรค
ชนิดเดียวกันมรี ะดบั ความรนุ แรงทแี่ ตกต่างกันได้
การระบาดของเชอ้ื สาเหตเุ กดิ ขน้ึ โดยเชอ้ื โรคจะแพรก่ ระจายจากตน้ ทเ่ี ปน็ โรคโดยการสรา้ งสว่ นขยายพนั ธุ์
จากน้ันจะแพร่กระจายไปยังต้นอื่น ๆ ได้หลายทาง ได้แก่ ทางดิน ทางน�้ำ ทางลม ติดไปกับเมล็ดพันธุ์
และส่วนขยายพนั ธ์ุ ตดิ ไปกบั เครอ่ื งมอื และเครอื่ งจกั รกลทางการเกษตร ตดิ ไปกบั แมลงพาหะ สตั ว์ และ มนษุ ย์
(ภาพที่ 9.1) ดังน้ันในการควบคุมโรคพืชให้มีประสิทธิภาพจึงจ�ำเป็นจะต้องพิจารณาเรื่องการแพร่ระบาด
ของเช้ือสาเหตโุ รคพชื ชนดิ นน้ั ๆ ประกอบดว้ ย ตลอดจนเขา้ ใจถงึ วงจรชวี ติ (life cycle) ของเชอื้ สาเหตโุ รค และ
วงจรการเกดิ โรคพชื (disease cycle) เพอ่ื หาแนวทางและวิธีการในการควบคุมและป้องกนั กำ� จดั จ�ำนวนเชื้อโรค
เร่มิ ต้น ซึง่ จะชว่ ยลดการแพร่กระจายของเชอ้ื โรคเริ่มตน้ จากต้นท่เี ป็นโรคไปส่ตู น้ อื่น ๆ ได้
ภาพท่ี 9.1 การแพร่กระจายของเชอ้ื ราและแบคทเี รีย
ที่มา: Agrios (2005)
130 หลักการควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
การควบคมุ โรคพืชท่ีระบาดทางดนิ และนำ้�
ดิน และ น้�ำ จัดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่ส�ำคัญของเชื้อสาเหตุโรคพืช นอกเหนือจากพืชอาศัย วัชพืช
และเศษซากพชื ทเ่ี ปน็ โรค เชอ้ื สาเหตโุ รคพชื ทม่ี กี ารดำ� รงชวี ติ อยใู่ นดนิ (soil-borne) และ ดำ� รงชวี ติ อยใู่ นนำ้�
(water-borne) ท่ีส�ำคัญได้แก่ เช้ือรา แบคทีเรีย และไส้เดือนฝอยศัตรูพืช โดยเช้ือเหล่านี้จะเข้าท�ำลายพืช
ทางรากและล�ำต้น เนื่องจากวงจรชีวิตของเช้ือสาเหตุโรคเหล่านี้จะอยู่ในดิน หรือ น�้ำ มีการเจริญโดยการสร้าง
โครงสร้างและส่วนขยายพันธุ์ ตลอดจนสามารถแพร่กระจายโดยอาศัยดินและน�้ำที่ติดไปกับส่วนขยายพันธุ์และ
วัสดุปลูก นอกจากน้ียังมีการพักตัวอยู่ในดินเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเพ่ือการอยู่รอดและเจริญ
ในฤดูต่อไป ดังนั้นการจัดการดินในแปลงปลูกให้ปราศจากโรค ดินมีการถ่ายเทอากาศท่ีดี และไม่มีน�้ำท่วมขัง
แปลงปลูก จึงนับว่าเป็นอีกวิธีการหน่ึงในการท่ีจะช่วยลดการระบาดของโรคพืชท่ีมีสาเหตุจากเชื้อที่อาศัยอยู่ใน
ดินและน�้ำได้ ตัวอย่างเชื้อราสาเหตุโรคพืชท่ีมีวงจรชีวิตอาศัยอยู่ในดินและน้�ำที่ส�ำคัญ เช่น Pythium,
Phytophthora, Fusarium, Verticillium, Sclerotium และ Rhizoctonia เป็นต้น สว่ นแบคทีเรียที่สามารถ
ดำ� รงชีวิตอยไู่ ด้ใน ดิน นำ้� และเศษซากพชื เชน่ Erwinia, Pectobacterium และ Xanthomonas เป็นตน้
ในกรณีของเช้ือราสาเหตุโรคพืช โดยเฉพาะอย่างย่ิงเชื้อรา Pythium และ Phytophthora ซ่ึงสามารถ
พบได้ในดินแฉะ และมีน�้ำท่วมขัง เช้ือราเหล่านี้เป็นสาเหตุของโรคพืชท่ีส�ำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด
เขา้ ทำ� ลายพชื ผกั ในระยะกลา้ และพชื ยนื ตน้ ทำ� ใหพ้ ชื แสดงอาการเมลด็ เนา่ (seed rot) กลา้ เนา่ หรอื เนา่ ระดบั ดนิ
(damping-off) ยอดไหม้ (seedling blight) เห่ียว (wilt) ล�ำต้นเน่า (stem rot) และรากเน่า (root rot)
หากมีการระบาดรุนแรงเช้ือราสามารถเจริญไปตามระบบท่อล�ำเลียง (vascular system) และแสดงการที่ยอด
ใบ ดอก และผลได้ ในขณะท่ีเช้ือรา Sclerotium และ Rhizoctonia จะไม่พบการสร้างสปอร์ แต่มักพบ
โครงสร้างท่ีเรียกว่า สเคอโรเทียม (sclerotium) ลักษณะเป็นเส้นใยมาพันอัดตัวกันแน่นคล้ายเม็ดผักกาด
อยู่ในดนิ และบรเิ วณโคนตน้ พืช ทำ� ให้พืชแสดงอาการโคนเน่า (basal rot)
กรณีศึกษาการควบคุมโรคเนา่ ระดับดินของกล้าพชื
โรคเน่าระดับดินของกล้าพืช (Damping-off of seedling) จัดเป็นโรคพืชที่ส�ำคัญ โดยพบการระบาด
มากในระยะเพาะกล้าของพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ พืชล้มลุก และไม้ยืนต้นหลายชนิด นอกจากน้ียังเป็นโรคที่
สำ� คญั ในระบบการปลกู พืชแบบไมใ่ ชด้ ิน เช่น การปลูกผักด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) ระบบ NFT
(Nutrient film technique) และ ระบบ DFT (Deep flow technique) เปน็ ตน้ (You et al., 2015)
ลักษณะอาการของโรค เน่ืองจากสปอร์ของเช้ือราจะเข้าท�ำลายพืชได้ตั้งแต่ท่ีเมล็ดพืชยังอยู่ใต้ดิน ท�ำให้
เมล็ดพืชเน่า ก่อนท่ีจะโผล่ขึ้นมาเหนือดิน เรียกอาการในระยะน้ีว่า อาการเน่าก่อนการงอก (pre-emergence
damping-off) (ภาพท่ี 9.2ก, 9.2ข) นอกจากน้ีเชื้อรายังสามารถเขา้ ทำ� ลายบรเิ วณโคนต้นกลา้ ที่อยรู่ ะดบั ผิวดิน
ส่งผลให้บริเวณโคนต้นกล้ามีรอยช�้ำสีน้�ำตาล แผลฉ่�ำน้�ำ ต้นกล้าหักพับง่าย เชื้ออาจเจริญลุกลามลงไปท่ีราก
ท�ำให้มีอาการรากเน่า ยอดเฉา และต้นแห้งตายในที่สุด เรียกอาการในระยะนี้ว่า อาการเน่าหลังการงอก
(post-emergence damping-off) (ภาพท่ี 9.2ค, 9.2ง)
บทที่ 9 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ตามวธิ กี ารระบาด 131
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอุมา เพียซ้าย
ภาพท่ี 9.2 โรคพืชเกดิ จากเชื้อรา Pythium: อาการเมล็ดเนา่ (ก, ข) และอาการเน่าระดับดิน (ค, ง)
ทีม่ า: ก. http://jardin-secrets.com/fonte-des-semis-article-8121,181,fr.html
ข. https://www.extension.umn.edu/garden/yard-garden/diseases/damping-off/
ค. http://www.edinburghgardenschool.com/2015/09/damping-off/
ง. อรอมุ า (2560)
เช้ือสาเหตุ ลักษณะอาการเมล็ดเน่าและกล้าเน่าระดับดินมีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา Pythium ซึ่งมีรายงาน
ไว้หลายชนิด ตัวอย่างเช่น Pythium aphanidermatum, P. graminicola, P. deliense และ P. vexans
รา Pythium จะมีการขยายพันธุ์โดยสร้างสปอร์แบบไม่ใช้เพศ เรียกว่า zoospore เกิดใน vesicle
ที่อยู่ปลาย exit tube (ภาพที่ 9.3ข) ซึง่ สร้างออกมาจาก inflated sporangium (ภาพท่ี 9.3ก) เมอื่ ผนังของ
vesicle แตกออก zoospore จะเคลอ่ื นที่ออกสดู่ ิน จากนนั้ จะสลดั หาง (flagellum) และเขา้ เกราะ (encysted
zoospore) โดย zoospore สามารถงอก germ tube และเข้าท�ำลายพืชอาศัยได้ ส่วนการขยายพันธุ์
แบบใช้เพศ เชื้อราจะสร้างสปอร์เรียกว่า oospore (ภาพที่ 9.3ง) ซึ่งเกิดจากการผสมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์
เพศเมยี (oogonium) และเซลลส์ บื พนั ธุเ์ พศผู้ (antheridium) (ภาพที่ 9.3ค)
132 หลกั การควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ภาพท่ี 9.3 ลักษณะสัณฐานวทิ ยาของเช้อื รา Pythium aphanidermatum แสดงโครงสร้างในระยะสบื พันธ์ุ
แบบไมใ่ ช้เพศ: inflated sporangia (ก), exit tube, vesicle และ zoospores (ข); ระยะสบื พันธ์ุ
แบบใชเ้ พศ: oogonium และ antheridium (ค), oospores (ง)
ทม่ี า: ดดั แปลงจาก Miyake et al. (2015)
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมตอ่ การเกิดโรค
1. ดินมนี ้�ำทว่ มขงั
2. ดินมีการถา่ ยเทอากาศไมด่ ี
3. ปลูกตน้ กล้าหนาแน่นเกนิ ไป
4. มีความชน้ื ในแปลงกล้าสูง เนื่องจากปรมิ าณต้นกล้ามคี วามหนาแน่นมาก
5. มีเศษซากพืชที่เนา่ เสยี อยู่ในแปลงเพาะมากเกนิ ไป
6. ใหป้ ุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนมากเกินไป
7. ดนิ ในแปลงเพาะมีค่า pH เปน็ ดา่ ง
8. ปลูกพืชชนดิ เดิมหรือพืชทเ่ี ป็นพืชอาศยั เดยี วกนั ติดต่อกนั หลายฤดู
9. ปลกู พืชที่เปน็ พันธุ์ออ่ นแอ
บทที่ 9 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ตามวธิ กี ารระบาด 133
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอุมา เพียซ้าย
การควบคมุ โรค
เนื่องจากเชื้อรา Pythium เป็นเช้ือราท่ีสามารถมีชีวิตอยู่รอดในดิน น�้ำ และเศษซากพืชได้เป็น
ระยะเวลานาน การสร้างสปอร์แบบใช้เพศท่ีเรียกว่า oospore ที่มีผนังหนา ประกอบกับมีพืชอาศัยหลายชนิด
(wide host range) ดงั นนั้ วิธีการควบคุมโรคพชื ท่เี กิดจากเชอ้ื ราชนิดนจ้ี ึงจำ� เป็นจะต้องใชห้ ลายวิธีการรว่ มกัน
แบบผสมผสาน ไดแ้ ก่
1. การจัดการแปลงโดยวิธเี ขตกรรม (cultural practices)
1.1 การไถ หรือขุดพลิกกลับหน้าดินจากด้านล่างข้ึนมาตาก โดยให้ดินช้ันล่างได้รับความร้อนจาก
แสงแดดเป็นระยะ นอกจากจะท�ำให้ดินแห้งท�ำให้เชื้อไม่สามารถมีชีวิตแพร่ขยายพันธุ์ได้แล้ว รังสีอัตราไวโอเลต
และความร้อนจากแสงแดดยังสามารถฆ่าท�ำลายเชื้อโรคได้โดยตรง นับเป็นการก�ำจัดสปอร์ของเช้ือราได้อย่างดี
เป็นวิธีท่ีมีประสิทธิภาพที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยและปลอดภัยท่ีสุด ไม่ท�ำให้ดินเกิดการเปล่ียนแปลงสภาพทางเคมี
ความเป็นกรดเปน็ ดา่ ง ไมม่ ีฤทธิ์ตกคา้ งหรือเปน็ พิษเหมอื นการใชส้ ารเคมี (ภาพท่ี 9.4ก, 9.4ข)
1.2 เตรียมดินให้มีการระบายน�้ำที่ดี เน่ืองจากดินที่มีความชื้นสูงและมีน้�ำท่วมขังจะเป็นสภาวะ
ในการช่วยกระตุ้นให้เช้ือสาเหตุโรคสร้างส่วนขยายพันธุ์คือ zoospore และ oospore ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น
การไถปรับสภาพหน้าดินให้อยู่ในระดับที่สม่�ำเสมอจะป้องกันการท่วมขังของน�้ำ และช่วยในการระบายน�้ำออก
จากแปลงในกรณีที่มีฝนตกชุก นอกจากนี้การยกร่องและการปลูกพืชบนสันร่องจะช่วยลดการระบาดของโรค
ในแปลงปลกู ได้ (ภาพท่ี 9.5)
1.3 ทำ� ลายตน้ พชื และเศษซากพชื ท่ีเปน็ โรค โดยต้นทีเ่ ปน็ โรคจะแสดงอาการเหี่ยว และต้นลม้ พบั ราบ
ไปกับดิน บางคร้ังอาจพบโครงสร้างของเชื้อรามีลักษณะเป็นเส้นใยฟูสีขาวเจริญอยู่บนเนื้อเยื่อพืช และบริเวณ
ผิวหน้าดิน ดังน้ันควรถอนต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงแล้วน�ำไปเผาท�ำลายนอกบริเวณแปลงเพาะปลูก วิธีการนี้
จะช่วยก�ำจดั ปริมาณเชอื้ โรคที่สะสมและมชี วี ิตอยูร่ อดอยใู่ นแปลงเพอ่ื รอท่ีจะเข้าทำ� ลายพืชต้นอนื่ ๆ รวมทั้งพืชที่
จะปลูกในฤดูต่อไปด้วย
1.4 ปลูกพืชหมุนเวียน เป็นอีกวิธีการหนึ่งท่ีมักจะถูกแนะน�ำให้เกษตรกรใช้ในการควบคุมโรค
แต่อย่างไรก็ตามเน่ืองจากเช้ือรา Pythium มีพืชอาศัยหลายชนิด ท�ำให้โอกาสในการเลือกพืชท่ีจะน�ำมาปลูก
เพื่อเป็นพืชหมุนเวียนมีน้อย อีกทั้งเกษตรกรก็ยังคงนิยมปลูกพืชหลักชนิดเดิมซ้�ำ ๆ ดังนั้นวิธีนี้จึงอาจยังไม่เห็น
ผลในการควบคุมโรคที่เกดิ จากเชือ้ รา Pythium เทา่ ที่ควร
ภาพท่ี 9.4 การไถ หรอื ขดุ พลิกกลบั หนา้ ดินจากด้านลา่ งขนึ้ มาตากเพื่อกำ� จัดสปอร์ของเช้ือสาเหตโุ รค
ท่มี า: http://www.rakkaset.com/2017/06/blog-post_65.html
134 หลกั การควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ภาพที่ 9.5 การเตรียมดนิ ปลูกโดยวิธขี ุดร่อง
ท่มี า: http://www.qsds.go.th/qsis_nort/index_web.php
2. การกำ� จัดเช้ือสาเหตุโรคพชื ท่ีอยู่ในดนิ (soil treatment)
วิธีการน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณเชื้อหรือท�ำให้เช้ือหมดความสามารถในการก่อให้เกิดโรคในพืช
สามารถทำ� ไดห้ ลายวธิ ี เชน่ การอบหรอื รมดนิ โดยใชส้ ารเคมหี รอื ความรอ้ น การไถพลกิ กลบั หนา้ ดนิ การใชส้ ารเคมี
คลกุ เมล็ดก่อนปลูก และการฉดี พน่ สารเคมลี งดิน
2.1 การใช้สารเคมี (chemical treatment) การใช้สารเคมีเป็นวิธีการท่ีเกษตรกรนิยมใช้ใน
การควบคุมโรคพืชเมื่อพบการระบาดในพ้ืนที่ปลูก อาจท�ำได้โดยการอบหรือรมดินด้วยสารท่ีระเหยเป็นไอ
(fumigant) (ภาพท่ี 9.6ก) และการน�ำสารเคมีมาผสมน�้ำแล้วใช้ราด รด หรือคลุกดินโดยตรง ตัวอย่างของ
สารเคมีท่ีใช้ท�ำลายเช้ือในดินประเภทระเหยเป็นไอ เช่น ดาโซเมท (dazomet) ส่วนสารเคมีท่ีใช้ผสมน้�ำราด
รดหรือคลุกดิน เช่น อีทริไดอะโซล (etridiazole) และ ควินโทซนี (quintozene) เปน็ ตน้
วธิ กี ารใชส้ ารเคมใี หม้ ปี ระสทิ ธภิ าพอกี วธิ หี นง่ึ คอื คอื การคลกุ เมลด็ กอ่ นปลกู เพอื่ ปอ้ งกนั การเขา้ ทำ� ลาย
ของเช้ือ (ภาพที่ 9.6ข) และการฉีดพ่นสารเคมลี งดิน เชน่ แมนโคเซบ (mancozeb) เมทาแลกซิล (metalaxyl)
และโพรพาโมคาบ ไฮโครคลอไรด์ (propamocarb hydrochloride) ฯลฯ
บทที่ 9 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ตามวธิ กี ารระบาด 135
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอุมา เพยี ซ้าย
ภาพท่ี 9.6 การใช้สารเคมีก�ำจดั เชอื้ สาเหตุโรคพชื ทีอ่ ย่ใู นดินโดยวธิ ีการรมดว้ ยสารระเหย (ก) และ การคลกุ เมลด็
ดว้ ย สารเคมกี อ่ นปลูกพชื (ข)
ทมี่ า: ก. https://humagro.com/wp-content/uploads/2017/02
ข. http://www.amara.org/en/profiles/videos/rikin/?page=129
2.2 การใช้ความร้อน (heat treatment) วิธีการนี้ท�ำโดยการใช้ไอน้ํา น่ึง อบ รม หรือเผา
ซง่ึ จะสามารถกำ� จัดเช้ือโรคและจุลินทรยี ์ตา่ ง ๆ ทมี่ ีอยใู่ นดนิ ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามท้ังการใช้สารเคมีและความร้อนกับดินน้ัน ปกติแล้วจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อใช้กับดินท่ีมีปริมาณ
นอ้ ย เช่น แปลงเพาะกลา้ ดนิ ทีใ่ ชใ้ นกระบะเพาะกลา้ ซ่ึงใช้สำ� หรับการปลูกพชื ทดลอง หรอื ในเรือนกระจกเท่านน้ั
ในขณะที่การควบคุมโดยวิธีการนี้จะไม่เหมาะกับการก�ำจัดเชื้อโรคในแปลงปลูกท่ีมีขนาดพ้ืนท่ีจ�ำนวนมาก
เนอื่ งจากจะตอ้ งใชพ้ ลาสตกิ คลมุ ดนิ และสารเคมใี นปรมิ าณมาก ส่งผลใหต้ น้ ทนุ การผลิตสงู ขน้ึ อีกทั้งยงั ไมส่ ามารถ
กำ� จดั เชอ้ื ทม่ี ีอยใู่ หห้ มดได้
2.3 การใชช้ วี วธิ ี (biological treatment) โดยการใชช้ วี ภณั ฑห์ รอื จลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ กั ษ์ ไดแ้ ก่ เชอื้ รา
Trichoderma และแบคทีเรีย Bacillus โดยใช้วิธีคลุกเมล็ดก่อนปลูก (ภาพท่ี 9.7ก) ใช้ละลายน้�ำแล้วฉีดพ่น
ลงบนตน้ พชื ในแปลงปลกู (ภาพที่ 9.7ง) ใชแ้ ชท่ อ่ นพนั ธห์ุ รอื กงิ่ ตอน (ภาพที่ 9.7ค) หวา่ นรอบตน้ หรอื ผสมไปกบั ดนิ
และวัสดุปลูก (ภาพที่ 9.7ข) โดยวิธีการน้ีควรท�ำควบคู่กับการบ�ำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ได้แก่ การใส่ปุ๋ยคอก
และปยุ๋ หมกั เพอื่ สง่ เสรมิ การเจรญิ และชว่ ยกระตนุ้ กลไกการควบคมุ โรคซง่ึ ไดแ้ ก่ กลไกการแขง่ ขนั (competition)
และการสร้างสารออกฤทธิ์ (antibiosis) ของเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ อย่างไรก็ตามการน�ำเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์
ไปเพิ่มปริมาณและกระตุ้นการสร้างสปอร์โดยการผสมวัสดุปลูก และหมักไว้ เป็นเวลา 14 วัน ก่อนน�ำไปใช้
จะชว่ ยเพิม่ ประสิทธิภาพในการควบคมุ โรคให้ดยี ิ่งขึน้
136 หลกั การควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ภาพที่ 9.7 การใชเ้ ชอื้ รา Trichoderma เพื่อควบคุมโรคพชื โดยวธิ ีการคลุกเมลด็ (ก) ผสมกบั วัสดปุ ลูก (ข)
แชก่ ง่ิ ตอนในสารแขวนลอยสปอร์ (ค) และพน่ ลงบนต้นพืชในแปลงปลูก (ง)
ที่มา: จริ ะเดช (2555)
การควบคุมโรคพชื ที่ระบาดมากับสว่ นของพชื ทีใ่ ชข้ ยายพันธุ์
ส่วนของพืชที่จะน�ำมาปลูกหรือใช้ขยายพันธุ์ (propagules of plant) เช่น เมล็ด หัว หน่อ เหง้า หรือ
ท่อนพันธุ์ เหล่านี้อาจมีเช้ือสาเหตุโรคเกาะติดหรืออาศัยอยู่ภายในเน้ือเย่ือพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็น
ส่วนขยายพันธุ์ที่ได้มาจากต้นพ่อแม่หรือแหล่งปลูกที่เคยมีโรคระบาดมาก่อน เมื่อน�ำส่วนขยายพันธุ์นั้น
มาปลูกใหม่ก็อาจจะท�ำให้ต้นที่งอกเกิดโรคขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้หากไม่แน่ใจว่าส่วนขยายพันธุ์ดังกล่าวปลอดโรค
หรือไม่ และเพ่ือให้ต้นท่ีงอกขึ้นมาใหม่ปลอดโรค ควรท�ำการก�ำจัดเชื้อสาเหตุโรคในส่วนขยายพันธุ์เหล่าน้ัน
เสียกอ่ น โดยมวี ธิ ีการดังน้ี
1. คลุก จุ่ม หรือ แช่ ด้วยสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืช ส�ำหรับโรคพืชที่เกิดจากเช้ือรานิยมใช้สารเคมี
เช่น เมทาแลกซิล (metalaxyl) และ แคปแทน (captan) ส่วนการควบคุมโรคที่เกิดจากแบคทีเรียท�ำโดยน�ำ
เมลด็ แช่ในสารละลายควิ ปรกิ อะซิเตท (cupric acetate) ความเขม้ ข้น 0.5 เปอรเ์ ซ็นต์ ทลี่ ะลายในสารละลาย
กรดอะซีติค เป็นเวลา 20 นาที (ภาพท่ี 9.8ข)
นอกจากนกี้ ารแชเ่ มลด็ หรอื สว่ นขยายพนั ธใ์ุ นนำ้� รอ้ น เปน็ ระยะเวลาหนง่ึ กจ็ ะสามารถชว่ ยทำ� ลายโครงสรา้ ง
ของเชอื้ สาเหตุโรคพืชได้ (ภาพท่ี 9.8ก) ตวั อยา่ งเชน่ การแชเ่ มล็ดพริกในน้�ำร้อนที่อณุ หภูมิ 50-52 องศาเซลเซียส
เปน็ เวลา 30 นาที กอ่ นนำ� ไปปลกู จะชว่ ยลดการเกดิ โรค damping-off ในระยะเพาะกลา้ และโรคแอนแทรคโนส
ของพริก ที่มีสาเหตุเกิดจากเชอ้ื รา Colletotrichum capsici ได้ นอกจากน้กี ารแชเ่ มล็ดกระหล่ำ� ปลีในน้�ำรอ้ น
ทอี่ ณุ หภมู ิ 50 องศาเซลเซยี ส เปน็ เวลา 25 นาที จะชว่ ยลดการเกดิ โรคขอบใบทองหรอื โรคเนา่ ดำ� ของกระหลำ่� ปลี
ท่ีมีสาเหตเุ กิดจากแบคทเี รีย Xanthomonas campestis pv. campestis ไดเ้ ชน่ เดยี วกนั
บทที่ 9 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ตามวธิ กี ารระบาด 137
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอุมา เพยี ซ้าย
ภาพท่ี 9.8 การควบคุมโรคพืชที่ระบาดมากบั สว่ นของพืชที่ใชข้ ยายพนั ธ์ุ โดยวธิ ีการใช้ความรอ้ น (ก) และ
การแช่ทอ่ นพนั ธ์ุในสารเคมีกอ่ นปลกู (ข)
ทมี่ า: ก. https://pddc.wisc.edu/2017/03/03/hot-water-seed-treatment-disease-management
ข. http://www.doa.go.th/learn/index.php?mod
2. ใชเ้ มลด็ พันธุห์ รอื สว่ นขยายพนั ธุท์ ีป่ ลอดโรค (use of disease-free planting stock) การปลูก
พืชโดยใช้พันธุ์พืชที่สะอาดปราศจากเช้ือโรค เม่ือพืชเจริญเติบโตต่อมาจากพันธุ์ดังกล่าวก็จะปลอดโรคและช่วย
หลีกเลี่ยงการเกิดโรคในระยะแรกของการเจริญเติบโต หากพืชดังกล่าวได้รับการเอาใจใส่ดูแลรักษาและป้องกัน
โรคตลอดฤดูการปลูก ก็จะท�ำให้พืชแข็งแรงปลอดภัยจากการถูกเชื้อโรคเข้าท�ำลาย นอกจากน้ียังท�ำให้สามารถ
รกั ษาสว่ นขยายพันธ์ทุ ีป่ ลอดโรคจากผลผลิตทไ่ี ด้เพ่ือเก็บไว้ใชส้ ำ� หรับการปลูกในฤดตู อ่ ไปได้ ตัวอย่างเช่น การแช่
ท่อนพันธม์ุ นั สำ� ปะหลงั ในสารเคมี เช่น สารไทอะมีโทแซม อมิ ดิ าคลอพรดิ หรอื ไดโนทีฟูแรม เพ่ือป้องกนั ก�ำจดั
เพลยี้ แป้งพาหะนำ� โรคใบด่าง
การควบคมุ โรคพชื ทีร่ ะบาดไปกับแมลงพาหะน�ำเช้ือ
แมลงหลายชนิดนอกจากจะเป็นศัตรูพืชก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อพืชแล้ว แมลงยังเป็นพาหะ
ท�ำให้เช้ือโรคพืช ได้แก่ เชื้อรา แบคทีเรีย มายโคพลาสมา และไวรัส แพร่กระจายจากต้นที่ก�ำเนิดของโรค
ไปยังต้นอื่น ๆ ท่ีอยู่ในระยะที่แมลงจะบินหรือเคล่ือนท่ีไปได้ แมลงกลุ่มน้ีเรียกว่า แมลงพาหะน�ำเชื้อ
(insect vectors) ตัวอย่างเช่น แมลงวันผัก (maggot fly) (ภาพที่ 9.9ก) ซึ่งเป็นแมลงพาหะ
ท่ีส�ำคัญของโรคเน่าเละของผัก (bacterial soft rot) (ภาพท่ี 9.9ข) ที่มีสาเหตุเกิดจากเช้ือแบคทีเรีย
Pectobacterium caratovorum (ช่ือเดิมคือ Erwinia carotovora sub sp. carotovora)
โดยแมลงวนั จะวางไข่บรเิ วณแผลทเ่ี น่าเละและมีเชอ้ื แบคทเี รียเจริญอยู่ (ภาพที่ 9.9ค) เมื่อตวั หนอนเจรญิ เตบิ โต
จะกินเชื้อแบคทีเรียเข้าไปอยู่ภายในตัว (ภาพที่ 9.9ง) จากนั้นแมลงจะพัฒนาเป็นดักแด้และตัวเต็มวัย
เซลลข์ องแบคทเี รยี จะตดิ ออกมากบั ไขข่ องแมลงอกี ครงั้ และแพรร่ ะบาดไปยงั พชื ตน้ อน่ื ๆ การควบคมุ แมลงวนั ผกั
สามารถท�ำไดท้ ัง้ แบบชีววธิ ีในกรณีทพ่ี บการระบาดยังไม่รุนแรง สามารถฉีดพ่นโดยใชส้ ารสกัดจากพชื หรือใชต้ �ำ
ห�ำ้ ตวั เบยี น แตห่ ากพบการระบาดรุนแรง จ�ำเปน็ ต้องใช้สารเคมีป้องกันกำ� จดั แมลง (insecticides) รว่ มด้วย
138 หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ภาพที่ 9.9 แมลงพาหะทส่ี ำ� คญั ของโรคเนา่ เละของผกั ทเ่ี กดิ จากเชอ้ื แบคทเี รยี (bacterial soft rot) : แมลงวนั ผกั
ในระยะตัวเตม็ วยั (ก) อาการเน่าเละของกะหลำ่� ปลี (ข) อาการตน้ เน่าและพบไข่ของแมลง (ค) และ
ระยะตวั อ่อนของแมลงวนั ผกั บนแผลเน่าเละ (ง)
ท่มี า: ก. http://entnemdept.ufl.edu/creatures/FIELD/CORN/seedcorn_maggot.htm
ข. https://www.forestryimages.org/collections/viewcollection.cfm?&coll=72330
ค., ง. https://extension.entm.purdue.edu/publications/E-21/E-21.html
นอกจากน้ี แมลงทพ่ี บวา่ เปน็ พาหะน�ำเชอื้ โรค และเปน็ สาเหตทุ ีส่ �ำคญั ของการระบาดของโรคพชื ทีส่ �ำคัญ
อีกชนิดหน่ึง คือเพล้ียจักจั่น ซึ่งจัดเป็นแมลงพาหะที่ส�ำคัญในการถ่ายทอดเชื้อไฟโตพลาสมา สาเหตุโรคใบขาว
และอาการแตกพุ่มฝอยในอ้อย ส่วนกลุ่มของแมลงปากดูด ได้แก่ เพลี้ยชนิดต่าง ๆ เช่น เพลี้ยอ่อน (aphid)
เป็นแมลงพาหะที่ส�ำคัญในการถ่ายทอดโรคท่ีเกิดจากเชื้อไวรัสและไวรอยด์ ซ่ึงพบเป็นสาเหตุการระบาด
ของโรคด่างของแตง และโรคใบด่างเหลืองถั่วฝักยาว ในขณะที่หนอนชอนใบส้มพบบนใบและผลของพืช
ตระกูลส้ม จัดเป็นแมลงท่ีท�ำให้เกิดการระบาดของโรคแคงเกอร์ (canker) ท่ีมีสาเหตุเกิดจากเช้ือแบคทีเรีย
Xanthomonas citri sub sp. citri ดงั นนั้ การปอ้ งกนั หรอื ลดความเสยี หายจากโรคทม่ี แี มลงเปน็ พาหะจงึ จำ� เปน็
จะต้องป้องกนั กำ� จดั แมลงเหล่านไ้ี ม่ใหแ้ พร่ระบาดในแปลงดว้ ยอกี ทางหน่งึ
การควบคุมโรคพชื ที่ระบาดติดไปกับเครือ่ งมอื ทางการเกษตร
เครื่องมือและเครื่องจักรกลทางการเกษตรท่ีใช้ในแปลง เป็นอีกปัจจัยหน่ึงที่อาจท�ำให้เกิดการระบาด
ของโรคได้ ดงั นน้ั เกษตรกรผปู้ ลกู ควรหมน่ั ลา้ งทำ� ความสะอาดอปุ กรณท์ างเกษตรดว้ ยนำ�้ สะอาด หรอื ใชส้ ารเคมี
เพื่อท�ำลายเช้ือสาเหตุโรค ตัวอย่างเช่น สารละลาย Sodium hypochlorite (NaCIO) หรือ น้ํายาซักผ้าขาว
ความเข้มข้น 1-3% สารละลาย Trisodium orthophosphate (TSP) ความเข้มข้น 2% สารละลาย
Hydrogen peroxide ความเข้มข้น 6% โดยแช่ล้างท�ำความสะอาดเครื่องมือ และเครื่องจักรกลการเกษตร
อย่างสม�ำ่ เสมอจะช่วยก�ำจดั เชอื้ สาเหตุโรคทีต่ ิดอยู่กับเครอื่ งมอื ทำ� ใหส้ ามารถลดการระบาดของโรคไดอ้ ีกวิธีหน่ึง
บทที่ 9 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ตามวธิ กี ารระบาด 139
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอุมา เพียซ้าย
อย่างไรก็ตาม นอกจากวิธีการควบคุมโรคพืชตามการระบาดและการแพร่กระจายของเชื้อสาเหตุโรคพืช
ที่ได้ยกตวั อยา่ งไปแลว้ ข้างตน้ น้ัน เกษตรกรหรือผปู้ ลกู ยังจำ� เปน็ จะต้องพิจารณาปจั จยั อ่ืน ๆ ที่เกีย่ วขอ้ ง ซ่ึงอาจ
ส่งเสริมให้อาการของโรคเกิดการระบาดรุนแรง ตัวอย่างเช่น การใช้พันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค การปลูกในช่วงท่ี
สภาพอากาศที่มีความชื้นสงู และอุณหภมู ิต่�ำ ตลอดจนการสงั เกต ติดตาม ดแู ลเอาใจใส่ และเฝา้ ระวังการระบาด
ของโรค ซึ่งจะมีผลต่อประสิทธภิ าพในการควบคมุ โรคพืชดว้ ยเชน่ กนั
บรรณานุกรม
คณาจารย์ภาควิชาโรคพชื 2559. บทปฏิบตั กิ ารโรคพชื วทิ ยาเบือ้ งต้น. บริษัท เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นลั พับลเิ คชนั่
จำ� กัด. กรุงเทพฯ
จิระเดช แจม่ สวา่ ง. 2555. การใช้ประโยชน์จากราในการควบคุมโรคพชื . หน้า 175-192. ใน: อรอมุ า เพยี ซ้าย
(บรรณาธิการ) บัญชีรายการทรัพย์สินชีวภาพรา. ส�ำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การ
มหาชน), กรุงเทพฯ.
ณรงค์ สงิ หบ์ ุระอุดม. 2558. การจัดการโรคพชื . เอเชีย ดิจทิ ลั เพลส. กรุงเทพฯ
ปริเชษฐ์ ตั้งกาญจนภาสน์. กลุ่มงานไวรัสวิทยา กลุ่มวิจัยโรคพืช ส�ำนักวิจัยพัฒนาการอารักชาพืช กรมวิชาการ
เกษตร เขตจตุจกั ร กรุงเทพฯ.
Agrios, G.N. 2005. Plant Pathology. 5th edition Elsevier Academic Press. USA.
Barlow CA. 1965. Stimulation of oviposition in the seed-corn maggot fly, Hylemya cilicrura (Rond.)
(Diptera: Anthomyiidae). Entomologia Experimentalis et Applicata 8: 83-95.
Miyake, N, H. Nagai, S.Kato, M. Matsusaki, H. Ishikawa and K. Kageyam. 2015. Detection of
damping-off of Cape gooseberry caused by Pythium aphanidermatum and its suppression
with phosphonate. Journal of General Plant Pathology 81(3):192–20
You, X.D. J.E. Park, M. Takase, T. Wada and M. Tojo. 2015. First report of Pythium aphanidermatum
causing root rot on common ice plant (Mesembryanthemum crystallinum). New Disease
Reports 32:36. [http://dx.doi.org/10.5197/j.2044-0588.2015.032.036]
140 หลักการควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ปฏิบตั กิ าร
การควบคมุ โรคเน่าระดบั ดนิ ของมะเขอื เทศ
วตั ถุประสงค์
1. เพือ่ ใหน้ ิสติ ทราบถึงลกั ษณะอาการของโรคเน่าระดบั ดนิ ของมะเขือเทศ
2. เพอื่ ใหน้ สิ ิตทราบถึงวธิ ีการควบคมุ โรคโรคเนา่ ระดบั ดินของมะเขือเทศในระยะเพาะกล้าโดยใช้สารเคมี
และจลุ ินทรยี ป์ ฏปิ กั ษ์
อปุ กรณแ์ ละวิธีการทดลอง
1. เตรียมอาหารเล้ียงเช้ือราสาเหตุโรคพืช เตรียมอาหาร potato dextrose agar (PDA) โดยปอก
เปลือกมันฝรั่งแล้วท�ำการล้างท�ำความสะอาด ชั่งน้�ำหนัก 200 กรัม แล้วหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดประมาณ
1 ลบ.ซม. น�ำมันฝร่ังมาต้มกับน้�ำ 1 ลิตร จนเน้ือมันฝรั่งน่ิม กรองด้วยผ้าขาวบางเพ่ือแยกเฉพาะน�้ำมันฝรั่ง
ออกมา เติมน้�ำตาล dextrose และผงวุ้นใส่ในน้�ำต้มมันฝรั่งที่ได้ และน�ำไปต้มอีกคร้ัง คนจนผงวุ้นละลาย
เตมิ น�ำ้ เพอ่ื ปรับปริมาตรใหค้ รบ 1 ลิตร แล้วบรรจใุ นภาชนะแก้ว น�ำไปนึ่งฆ่าเชอ้ื ในหม้อนงึ่ ความดันไอท่ีอณุ หภมู ิ
121 องศาเซลเซยี ส ความดนั 15 ปอนดต์ ่อตารางนว้ิ นาน 15 นาที
2. เตรียมเช้ือรา Pythium aphanidermatum สาเหตุโรคเน่าระดับดินของมะเขือเทศ เล้ียงเชื้อรา
Pythium aphanidermatum บนอาหารเลย้ี งเช้ือ PDA อายุ 3 วนั ใชเ้ ขม็ เข่ยี ฆา่ เชอ้ื โดยการลนไฟแล้วท้ิงใหเ้ ยน็
ตัดเส้นใยของราที่เจริญบนผิวอาหารให้เป็นช้ิน โดยใช้เชื้อรา 1 จานเลี้ยงเชื้อผสมน้�ำกล่ันท่ีน่ึงฆ่าเชื้อแล้ว
ปรมิ าตร 300 มลิ ลลิ ิตร จากนน้ั น�ำไปปั่นดว้ ยเคร่อื งป่ัน (blender) เพือ่ นำ� ไปใช้เป็น stock inoculum สำ� หรบั
ทดสอบ
3. เตรียมเมล็ดพืชก่อนการปลูกเชื้อ โดยแช่เมล็ดมะเขือเทศพันธุ์สีดาในน�้ำสะอาดเป็นเวลา 24 ชม.
คดั เลอื กเฉพาะเมลด็ ทจ่ี มนำ�้ นำ� มาแชใ่ นสารละลาย 10% Clorox® นาน 3 นาที ลา้ งดว้ ยนำ�้ สะอาด 2 ครง้ั และซบั
ให้แหง้
4. เตรียมวัสดุปลูกก่อนการปลูกพืช ฆ่าเชื้อในดินโดย น�ำดินร่วนเพาะกล้ามาบรรจุลงถุงพลาสติก
แบบทนร้อน 2 ชน้ั นำ� ไปน่ึงฆา่ เช้ือโดยเครอ่ื ง autoclave ท่ีอณุ หภมู ิ 121 องศาเซลเซียส ความดนั 15 ปอนด์
ตอ่ ตารางนวิ้ เปน็ เวลา 30 นาที ทำ� การนงึ่ ดนิ 2 ครงั้ ตดิ ตอ่ กนั ภายใน 24 ชว่ั โมง รอจนดนิ มอี ณุ หภมู ลิ ดลงเทา่ กบั
อุณหภูมิหอ้ งแลว้ จงึ น�ำไปใช้สำ� หรบั ปลูกพืชทดสอบตอ่ ไป
5. ทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีและจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในการควบคุมโรคเน่าระดับดินของมะเขือเทศ
ในสภาพเรือนทดลอง โดยน�ำดินทน่ี ง่ึ ฆา่ เชอ้ื แล้วใสใ่ นกระบะเพาะกล้าพลาสตกิ ขนาด 72 หลุม จากน้นั นำ� เมล็ด
มะเขอื เทศท่ผี ่านการฆ่าเชื้อแลว้ มาเพาะลงในกระบะเพาะกลา้ หลุมละ 1 เมลด็ แลว้ กลบดินใหล้ ึกพอประมาณ
ใช้ micropipette ดดู stock inoculum ของรา Pythium aphanidermatum หยดลงในหลุมปลูกในกระบะ
เพาะกล้าทุกหลุม ปริมาตรหลุมละ 1 มิลลิลิตร จากนั้นใช้ micropipette ดูดสารเคมีป้องกันก�ำจัดเช้ือรา
และสารแขวนลอยสปอรข์ อเชอื้ จลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ กั ษท์ คี่ วามเขม้ ขน้ ตา่ ง ๆ หยดลงในหลมุ ปลกู หลมุ ละ 5.0 มลิ ลลิ ติ ร
วางแผนการทดลองแบบ CRD โดยท�ำการทดลอง 6 กรรมวิธี จำ� นวน 10 ซำ�้ ซำ้� ละ 10 ต้น ดงั นี้
บทที่ 9 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ตามวธิ กี ารระบาด 141
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอุมา เพยี ซ้าย
กรรมวิธีที่ 1 ไม่ปลูกเชอ้ื
กรรมวธิ ีท่ี 2 ใสเ่ ช้ือรา P. aphanidermatum
กรรมวธิ ที ่ี 3 เช้อื รา P. aphanidermatum + สารแคปแทน ความเข้มขน้ 50 กรมั ต่อน�ำ้ 20 ลติ ร
กรรมวิธที ี่ 4 เช้ือรา P. aphanidermatum + สารเมทาแลกซลิ ความเข้มขน้ 50 กรมั ต่อน�้ำ 20 ลติ ร
กรรมวิธที ่ี 5 เชอ้ื รา P. aphanidermatum + สารอที ริไดอะโซล ความเขม้ ขน้ 30 ซซี ีต่อน�ำ้ 20 ลติ ร
กรรมวิธีที่ 6 เชอื้ รา P. aphanidermatum + สารแขวนลอยสปอร์ของเช้อื รา Trichoderma sp.
ความเขม้ ข้น 1 x 106 สปอรต์ อ่ มิลลิลิตร
จากน้ันปิดหน้ากระบะเพาะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วพรมน�้ำเพื่อให้ความชื้น คลุมด้วยถุงพลาสติก
บม่ เป็นเวลา 24 ชม. บนั ทกึ ผลการทดลองหลังจากบ่มเพาะเช้ือเวลา 7 วัน โดย สังเกตลกั ษณะอาการของโรคเน่า
ระดับดินท่ีพบ และคำ� นวณหาเปอร์เซน็ ตก์ ารงอกของเมล็ดมะเขือเทศในแตล่ ะกรรมวิธี
การบันทกึ ผลการทดลอง
1. ถา่ ยภาพ หรือ วาดภาพ ลักษณะอาการของโรคเมล็ดเนา่ หรอื อาการเน่าระดบั ดินของตน้ กล้ามะเขือ
เทศ พรอ้ มเขียนค�ำอธิบาย
2. กรอกขอ้ มลู เปอรเ์ ซน็ ตก์ ารงอกของเมลด็ มะเขอื เทศในแตล่ ะกรรมวธิ หี ลงั การเพาะเมลด็ เปน็ เวลา 7 วนั
ลงในตารางบันทกึ ผล สรุปผลการทดลอง และเรยี บเรยี งรายงานผลการทดลองสง่
ตารางบันทกึ ผลการทดลอง
กรรมวธิ ี จำ� นวนซ้ำ� % การงอก
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
1. ไมป่ ลกู เชื้อ
2. P. aphanidermatum
3. P. aphanidermatum + สารแคปแทน
4. P. aphanidermatum + สารเมทาแลกซิล
5. P. aphanidermatum +สารอที รไิ ดอะโซล
6. P. aphanidermatum + Trichoderma sp.
142 หลกั การควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
10บทที่ กรณีศกึ ษาการควบคุมโรคพืชหลงั การเก็บเกยี่ ว
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภิส เขยี วขำ�
ความสญู เสยี ของผลติ ผลหลงั การเก็บเก่ยี วจากโรคพชื เกดิ จากบาดแผล รอยชำ้� แมลง และเช้อื จลุ ินทรยี ์
โดยสว่ นใหญจ่ ะเปน็ เชอื้ ราและแบคทเี รยี อาจมกี ารเขา้ ทำ� ลายหรอื แฝงอยตู่ งั้ แตร่ ะยะการปลกู ระยะเกบ็ เกย่ี วไป
แสดงอาการของโรคในชว่ งทม่ี กี ารเกบ็ รกั ษาหรอื วางจำ� หนา่ ย หรอื พวกทเ่ี ขา้ ทำ� ลายทางบาดแผลหรอื บรเิ วณขว้ั ผล
ซง่ึ อาจพบความรนุ แรงไดโ้ ดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในพนื้ ทเ่ี ขตรอ้ นทม่ี อี ณุ หภมู แิ ละความชนื้ สงู ซง่ึ เหมาะสมตอ่ การเจรญิ
เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ โรคหลังการเก็บเก่ียวเป็นสาเหตุของการสูญเสียในประเทศที่ก�ำลังพัฒนาจะพบปัญหา
เหล่านี้ได้มากเนื่องจากสภาพในการเก็บรักษา นอกจากน้ีเมื่อผลิตผลเกิดการสุกแก่เน่ืองจากพืชผลิตเอทิลีน
อาจเปน็ การเสรมิ ใหผ้ ลติ ผลชนดิ อนื่ ๆ เกดิ การสกุ แกไ่ ปดว้ ยในระหวา่ งทเ่ี กบ็ รกั ษาขนสง่ มคี วามเสย่ี งตอ่ การปนเปอ้ื น
และเน่าเสีย ภายหลังการเก็บเก่ียวผักและผลไม้จะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดข้ึนเองภายในจะท�ำให้ผักและ
ผลไม้เส่ือมสภาพ รวมท้ังสภาพแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ และความช้ืน มีส่วนเสริมหรือชะลอการเส่ือมสภาพ
ดังกลา่ วดว้ ย
เชื้อราและแบคทีเรียหลายชนิดท�ำให้ผักและผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวเกิดการเน่าเสียและเป็นสาเหตุของ
โรคหลังการเก็บเก่ียวท่ีส�ำคัญ ได้แก่ เชื้อรา Alternaria Aspergillus Botrytis Colletotrichum Fusarium
Geotrichum Lasiodiplodia Monilinia Penicillium Rhizopus และ Sclerotinia และเช้ือแบคทีเรีย
Erwinia และ Pseudomonas
ช่องทางการเข้าท�ำลายผลิตผลของเช้ือรา เช้ือราหลายชนิดเข้าท�ำลายผลผลิตบริเวณที่มีบาดแผลหรือ
ชอ่ งเปดิ ตามธรรมชาติ เช่นเชอ้ื รา Botrytis ซง่ึ เป็นเชือ้ สาเหตโุ รคที่พบมากในผลิตผลประเภทพชื เขตหนาวท�ำให้
ผลิตผลเกิดความเสียหายหลังการเก็บเกี่ยว ส่วนเชื้อราบางชนิดสามารถเข้าทำ� ลายได้โดยตรงที่ผิวของผลิตผล
โดยไมต่ ้องมีรอยช�้ำหรอื บาดแผล เชน่ เช้อื รา Colletotrichum ซง่ี เป็นเชอื้ ราสาเหตุโรคทีม่ พี ชื อาศยั หลายชนดิ
และเช้ือสาเหตุโรคบางชนิดจะมีความเฉพาะเจาะจงกับพืชอาศัย ตัวอย่างเช่น เช้ือรา Penicillium digitatum
มักพบเปน็ สาเหตโุ รคผลเน่าในส้ม ส่วนเชือ้ รา P. expansum มกั พบเป็นสาเหตุโรคผลเนา่ แอปเปิลและแพร์
บทที่ 10 143
กรณศี ึกษาการควบคุมโรคพชื หลงั การเกบ็ เกีย่ ว
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภิส เขียวข�ำ