The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by herbbask, 2021-11-22 00:19:35

การจัดการโรคพืช

PlantDiseaseControl

Keywords: โรคพืช

ตารางท่ี 10.1 ผลติ ผลท่เี กดิ โรคหลังการเก็บเก่ยี วและเช้อื ราสาเหตุโรค (Wills et al., 2007)

ผลิตผล โรค/อาการ เช้อื ราสาเหตุโรค
แอปเปิล แพร์ ผลเนา่ Grey mould Botrytis cinerea
Blue mould Penicillium expansum
กลว้ ย ขว้ั หวเี นา่ Crown rot Colletotrichum musae
แอนแทรกโนส Anthracnose Fusarium roseum
Verticullium theobromae
พชื ตระกูลสม้ ผลเน่า Green mould P. digitatum
Blue mould P. italicum
องุน่ สตรอวเ์ บอรร์ ี ผกั กินใบ อาการเน่า Sour rot Geotichum candidum
มะละกอ มะมว่ ง แอนแทรกโนส Grey mould B. cinerea
พชี เชอรร์ ่ี ผลเน่า Anthracnose C. gloeosporioides
พีช เชอร์ร่ี สตรอวเ์ บอรร์ ี ผลเนา่ Brown rot Monilinia fructicola
สัปปะรด ผลเนา่ Rhizopus rot Rhizopus stolonifer
Black rot Ceratocystis paradoxa
มนั ฝรั่ง ผักกนิ ใบ เน่าเละ Bacterial soft rot Erwinia carotovora
อาการเน่า Dry rot Fusarium spp.
มนั เทศ อาการเนา่ Black rot Ceratocystis fimbriata
ผักกนิ ใบ แครอท อาการเนา่ Watery soft rot Sclerotinia sclerotiarum

ภาพท่ี 10.1 ลกั ษณะโรคหลังการเกบ็ เกีย่ วของผลติ ผลสดบางชนดิ
144 หลักการควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ผลไม้และผักที่เน่าเสียจากเชื้อจุลินทรีย์ที่เข้าท�ำลายระหว่างการเก็บเกี่ยวและภายหลังการเก็บเกี่ยว
(ตารางที่ 10.1 และ ภาพที่ 10.1) การตดิ เชอื้ อาจเริม่ ทีร่ อยแผลบรเิ วณผวิ ของผลติ ผล เชน่ รอยชำ้� รอยเจาะของ
แมลง รอยขีดข่วน รอยถลอก รอยตัดข้ัว นอกจากน้ีการติดเช้ืออาจเกิดขึ้นในระยะท่ีพืชเจริญเติบโตหรือพืชอยู่
ภายใต้สภาวะความเครียดจากสภาพแวดล้อม เช่นอุณหภูมิไม่เหมาะสม เม่ือเก็บรักษาผลิตผลไว้ท่ีอุณหภูมิสูง
จะท�ำให้เน่าเสียอย่างรวดเร็ว แม้ว่าพืชมีกลไกการป้องกันโดยธรรมชาติเวลาท่ีเกิดบาดแผล เช่นพวกพืชหัว
มีการสร้างperidermป้องกนั กระบวนการติดเชื้อไม่ให้ลกุ ลามได้แตส่ ิ่งสำ� คญั ในการจดั การโรคหลงั การเก็บเกยี่ ว
ควรเข้าใจลักษณะการติดเชื้อและวิธีการเข้าท�ำลายผลิตผลของเช้ือสาเหตุโรค เพ่ือท่ีจะเลือกวิธีการที่เหมาะสม
เพื่อป้องกันการตดิ เชอื้
การติดเช้ือก่อนการเก็บเก่ียวของผักและผลไม้อาจเกิดขึ้นจากการเข้าสู่ผิวพืชโดยตรงหรืออาจเกิดการติด
เชื้อผ่านช่องเปิดตามธรรมชาติของผลิตผล บาดแผล หรือรอยตัดท่ีขั้วที่เกิดจากการเก็บเก่ียว การติดเชื้ออาจ
เกิดขึ้นต้ังแต่ในแปลงปลูกหรือติดเช้ือจากผลิตผลท่ีเกิดโรคแล้ว เชื้อราก่อโรคหลายชนิดสามารถเข้าสู่ผลิตผล
ตั้งแต่ระยะออกดอกติดผล ซึ่งการติดเช้ือนี้จะแฝงอยู่โดยไม่แสดงลักษณะอาการให้เห็นจนกระทั่งผลิตผลสุกแก่
ในช่วงหลังการเก็บเกี่ยว เรียกว่า การเข้าท�ำลายแบบแฝง (quiescent หรือ latent infection) เชื้อจะแสดง
ลักษณะอาการเม่ือความต้านทานตามธรรมชาติของพืชลดลงและพืชพัฒนาเข้าสู่ระยะสุกแก่ ซ่ึงเหมาะส�ำหรับ
การเจริญเติบโตของเชื้อรา เช่นเช้ือรา B. cinerea สามารถเข้าท�ำลายในส่วนของฐานรองดอกกล้วยไม้และติด
ไปกับกล้วยไม้ดอกไม้ที่ส่งออกซึ่งแสดงอาการโรคชัดเจนเมื่อดอกเปล่ียนสี และเชื้อรา C. gloeosporioides
มีการเจริญแบบแฝงในระยะดอกและผลอ่อน เป็นสาเหตุโรคแอนแทรคโนสของมะม่วง มะละกอ และมังคุด
โรคผลเน่าของกล้วยและส้ม เป็นต้น สปอร์ของเช้ือรา Colletotrichum ท่ีงอกเมื่อมีความช้ืนบนผิวของผล
การงอกสปอร์ใช้เวลาหลายช่วั โมง สว่ นปลายของเส้นใยจะสร้างผนงั แขง็ ท่เี รียกว่า appressorium ดา้ นใตส้ ร้าง
เส้นใยลักษณะเป็นเสมือนเข็มที่เจาะเข้าสู่เน้ือเย้ือพืช ต่อมาจะเจริญเข้าบุกรุกเน้ือเยื่อพืชเกิดอาการของโรคขึ้น
เมอ่ื ผลติ ผลสกุ การตดิ เชอื้ หลงั การเกบ็ เกย่ี วอาจเกดิ ขนึ้ ไดจ้ ากการเขา้ สเู่ นอ้ื เยอื่ ผวิ ของผลติ ผลโดยตรงจากเชอื้ โรค
ทมี่ ีความแขง็ แรง เชน่ Sclerotinia และ Colletotrichum เปน็ ตน้
เช้ือราและแบคทีเรียหลายชนิดท่ีเป็นเชื้อสาเหตุโรคเข้าท�ำลายผักและผลไม้ผ่านช่องเปิดธรรมชาติ เช่น
ปากใบ lenticels และรอยแตกของต้นพืช การติดเช้ือเหล่านี้จะเข้าท�ำลายพืชอาศัยที่มีความต้านทานน้อยลง
เชน่ เมือ่ ผลไม้สกุ และการเส่อื มสภาพหรือชว่ งการวายของผลไม้ เช่นเชอื้ รา Lasiodiplodia theobromae การ
เข้าทำ� ลายผลมะมว่ งท่บี ริเวณรอยตัดขัว้
ปัจจัยส่ิงแวดล้อมที่ส�ำคัญต่อการงอกของสปอร์ (spore germination) ในระยะแรกจะงอกเส้นใย และ
เจริญเข้าสูพ่ ชื อาศยั เมื่อมปี รมิ าณนำ้� หรอื ความชน้ื อณุ หภมู ทิ ีเ่ หมาะสม และแร่ธาตุจากพชื
อุณหภูมิ เช้ือราสาเหตุโรคหลังการเก็บเก่ียวส่วนใหญ่จะเป็นพวก mesophiles อุณหภูมิท่ีเหมาะสม
ส�ำหรับการงอกของสปอร์ ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส แต่หากอุณหภูมิไม่เหมาะสมก็จะใช้เวลานานขึ้น
สปอร์จึงจะงอก กล่าวคืออุณหภูมิมีผลต่อการงอกของสปอร์ โดยที่อุณหภูมิต�่ำจะยับย้ังการงอกของสปอร์ และ
ชะลอการสรา้ ง germ tube ซ่ึงเปน็ ปจั จยั หนึง่ ท่ใี ชใ้ นการควบคุมการเกิดโรค
น้�ำ ความชื้นมคี วามส�ำคญั ตอ่ การงอกของสปอรเ์ ช้ือรา เช้ือราบางชนดิ ต้องการความช้ืนสมั พทั ธ์ (relative
humidity) ในอากาศสูงมาก และส่วนใหญ่สปอร์งอกได้ในน้�ำบริสุทธิ์ (ไม่มีสารอาหาร) หรือน�้ำที่มีแร่ธาตุต�่ำ
สปอร์จะเคล่ือนท่ีแพร่ผ่านแบบ osmosis จากผิวพืชไปยังน้�ำเข้าสู่บาดแผล ซ่ึงเป็นลักษณะของการเข้าท�ำลาย
หลงั การเก็บเกีย่ วของเช้อื หลายชนิด

บทที่ 10 145

กรณีศกึ ษาการควบคุมโรคพืชหลงั การเก็บเกีย่ ว

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภสิ เขยี วขำ�

แร่ธาตุ มีส่วนส�ำคัญต่อการงอกของสปอร์ เช่นสปอร์เช้ือรา P. digitatum งอกได้ต�่ำมากในน้�ำบริสุทธ์ิ
แต่เม่ือเติมน�้ำส้มจะกระตุ้นการงอกได้ดี น้�ำส้มประกอบด้วยน�้ำตาล glucose sucrose fructose มีรายงาน
ว่าน�้ำตาล glucose กระตุ้นการงอกของสปอร์ดีท่ีสุด และวิตามีนซี (ascorbic acid) ท�ำให้สปอร์งอกได้ดี
ส่วน citric acid ไม่มีผลต่อการงอกของสปอร์ การทดสอบการงอกของสปอร์ในสารละลาย glucose และ
ascorbic acid พบว่าท�ำให้สปอร์งอกได้ดีเทียบเท่ากับการงอกของสปอร์ในน้�ำส้ม นอกจากนี้สปอร์เช้ือรา
P. digitatum จะงอกได้ดีหากมีน้�ำมันหอมระเหย (volatile oil) จากเปลือกส้ม มะนาว เกรฟฟรุ๊ต และ
พชื ตระกลู ส้ม อีกดว้ ย
สภาพแวดล้อมมีความส�ำคัญต่อการเกิดการสูญเสียหลังการเก็บเก่ียวจากเช้ือสาเหตุโรค ได้แก่ ในสภาพ
ที่มีอุณหภูมิสูง ความชื้นสูงหรือไอน้�ำและหยดน้�ำ นอกจากนี้การเก็บผลิตผลประเภทผลไม้เขตร้อนและก่ึงเขต
ร้อนในสภาพอุณหภูมิต�่ำเกินไปสามารถท�ำให้เกิดความเสียหายหลังการเก็บเกี่ยวได้ เกิดอาการสะท้านหนาว
(chilling injury) มีความผิดปกติทางสรีระเน่ืองจากอุณหภูมิต่�ำท�ำให้อ่อนแอต่อการเกิดโรค อย่างไรก็ตาม
การเกบ็ ผลิตผลท่ีอุณหภูมิที่เหมาะสม ความเข้มข้นของสภาพบรรยากาศที่มีออกซิเจนต�่ำ คารบ์ อนไดออกไซด์สูง
และความชน้ื สัมพทั ธ์ทเี่ หมาะสม สามารถลดความเสยี หายของผลิตผลหลังการเก็บเก่ียว ช่วยชะลอการสุก และ
ลดการเจริญเติบโตของเชอื้ สาเหตุโรคได้
ปัจจัยอ่ืนท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาของเชื้อสาเหตุโรคของผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว เช่นค่าความเป็นกรด-
ดา่ ง (pH) ของเนื้อเยอ่ื พชื ผลไม้โดยท่ัวไปมคี า่ pH ต�่ำกวา่ 4.5 ส่วนใหญพ่ บเชื้อราเขา้ ท�ำลาย ส่วนผกั หลายชนิด
มีค่า pH สูงกว่า 4.5 พบเช้ือแบคทีเรียเข้าท�ำลาย ผลไม้ในระยะสุกแก่จะอ่อนแอต่อเข้าท�ำลายของเช้ือสาเหตุ
มากกว่าผลไม้ที่ยังไม่สุกแก่ การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่�ำช่วยชะลอการสุกและการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์
ผลติ ผลท่มี สี ่วนในการขยายพนั ธ์ใุ ต้ดิน เช่น มันฝร่ัง มันส�ำปะหลงั มนั เทศและมนั ฝรงั่ สร้างเนอ้ื เยอ่ื periderm
บริเวณแผล ซง่ึ จำ� กดั การพัฒนาของโรคได้ การ curing หวั มนั ฝรง่ั โดยเก็บรกั ษาที่อุณหภมู ิ 7-15 องศาเซลเซยี ส
ท่ีความชื้นสัมพัทธ์ 95% นาน 10-14 วัน หัวมันฝรั่งจะสร้าง periderm การ curing ผลส้มโดยเก็บรักษาที่
อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ความช้ืนสัมพัทธ์ 90% นานหลายวัน ท�ำให้มีการสร้าง lignin เพ่ิมข้ึนในเนื้อเย่ือ
ช่วยลดการสูญเสยี ท่ีเกดิ จากเชื้อรา P. digitatum บนผลส้ม
การควบคุมโรคหลังการเก็บเก่ียวควรใช้วิธีการผสมผสานให้ครอบคลุมทั้งการปฏิบัติก่อนการเก็บเก่ียว
และหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพดี ในกรณีส่วนใหญ่การควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวสามารถเร่ิม
ต้นได้ตั้งแต่ก่อนการเก็บเก่ียวในแปลงหรือสวนผลไม้ ควรก�ำจัดแหล่งที่มาของเช้ือ ควบคุมหรือก�ำจัดจุลินทรีย์
ท่ีเป็นสาเหตุ การใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดเช้ือราบางชนิดก่อนการเก็บเกี่ยวสามารถควบคุมการติดเชื้อแอบแฝง
ได้ การจดั การอย่างรอบคอบในระหวา่ งการเก็บเกีย่ วสามารถลดความเสยี หายทางกายภาพ การเกิดรอยชำ้� หรอื
บาดแผล และลดการสูญเสียที่ตามมาจากการเข้าท�ำลายของเช้ือจุลินทรีย์ ควรเก็บเก่ียวและเก็บรักษาในสภาพ
แห้งและเย็นเพื่อป้องกันการปนเปื้อนและการติดเชื้อเพิ่มขึ้น การเก็บเกี่ยวผลไม้บางชนิดช่วงหลังฝนตกหรือมี
น้�ำค้างมากผลิตผลอาจเกิดความเสียหายง่ายข้ึน การระบายความร้อนของพืชทันทีหลังการเก็บเกี่ยวช่วยการ
ควบคุมโรคหลงั การเก็บเก่ยี วได้
การควบคุมโรคหลังการเก็บเก่ียวมีหลายวิธีการ ได้แก่ การใช้สารเคมี การใช้วิธีทางกายภาพและชีวภาพ
และการใช้วิธีแบบผสมผสาน ประสิทธิภาพของการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะและความสามารถในการเข้าท�ำลาย
ของเช้ือโรค ระดับการติดเช้ือระยะเวลาในการติดเช้ือและการพัฒนาของโรคควรเลือกวิธีในการควบคุมอย่างไร
146 หลกั การควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ตัวอย่างเช่นเชื้อรา Penicillium และ Rhizopus เข้าท�ำลายทางช่องเปิดและทางบาดแผลในระหว่างการเก็บ
เกีย่ วสามารถใช้วธิ ีการควบคุมโดยใช้สารกำ� จัดเช้ือราบรเิ วณผวิ ของผลิตผล สว่ นเช้อื รา Botrytis มีการติดเชือ้ บน
ผลสตรอว์เบอร์รีตั้งแต่ในแปลงก่อนการเก็บเก่ียวหรือในช่วงระยะออกดอกจึงยากที่จะควบคุมหลังการเก็บเกี่ยว
เพยี งอยา่ งเดยี ว การใชส้ ารปอ้ งกนั กำ� จดั เชอ้ื ราควรทำ� ภายใน 24 ชว่ั โมง หลงั การเกบ็ เกยี่ วเพอ่ื ปอ้ งกนั การตดิ เชอื้

วิธีทางเคมี

การควบคุมโรคด้วยสารเคมีหลังการเก็บเกี่ยวได้เข้ามามีบทบาทส�ำคัญในการผลิตผลไม้ออกสู่ท้องตลาด
ซ่ึงวิธีการควบคุมนี้ประสบความส�ำเร็จในช่วงหลายสิบปีท่ีผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการค้าโลกของผลิตผล
ทางการเกษตร เช่น ส้ม กล้วย และองุ่น การใช้สารเคมีเพ่ือลดการสูญเสียข้ึนอยู่กับประเภทของผลิตผลและ
ลักษณะการตลาด ส�ำหรับส้มมีอายุหลังการเก็บเกี่ยวและการวางจ�ำหน่ายนาน ควรป้องกันการติดเชื้อหลังจาก
เก็บเกี่ยวและระวังไม่ให้มีการปนเปื้อนจากการแพร่กระจายของสปอร์เช้ือบริเวณใกล้เคียง สตรอว์เบอร์รีมีอายุ
หลงั การเก็บเก่ยี วและการวางจำ� หน่ายสัน้ ตอ้ งปอ้ งกันการแพรก่ ระจายของเชอ้ื ท่ตี ิดเชอื้ ต้ังแตใ่ นแปลงปลูก การ
จัดการควรค�ำนึงถึง อายุและชนิดของผลิตผลนั้น การใช้สารก�ำจัดเชื้อรากับผลิตผลท่ีมีอายุการวางจ�ำหน่ายสั้น
อาจไม่จำ� เป็นเนอ่ื งจากอาจมีการตกคา้ งของสารเคมีดังกลา่ วได้ ควรใชว้ ิธีการอนื่ ท่เี หมาะสม
ความส�ำเร็จในการควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวด้วยสารเคมีขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณของ
เชื้อเริ่มต้น การติดเช้ือภายในเนื้อเย่ือ อัตราการเติบโตของเช้ือ อุณหภูมิ ความช้ืน และความสามารถของสาร
เคมีท่ีแทรกซึมผ่านเข้าไปเน้ือเยื่อของพืช นอกจากน้ีสารเคมีที่ใช้ต้องไม่เป็นพิษต่อพืชและต้องได้รับอนุญาต
ให้ใช้ตามกฎข้อบังคับและระเบียบด้านอาหารและยา ตัวอย่างเช่น การเติมคลอรีน chlorine dioxide หรือ
hypochlorous acid ในน้�ำท่ีใช้ล้างท�ำความสะอาดผลิตผลลดเชื้อที่ปะปนมาท้ังเช้ือโรคหลังการเก็บเกี่ยว เช้ือ
ท่ีก่อโรคในคนจากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนเช้ือจุลินทรีย์ (food poisoning outbreak) รวมท้ังใช้ในการ
ท�ำความสะอาดโรงคัดบรรจุ เพ่ือสุขาภิบาลท่ีดี และการจัดการหลังการเก็บเก่ียวท่ีดีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์
วธิ ีการทีด่ ใี นการผลติ อาหาร (good manufacturing practice, GMP)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการใช้สารเคมีหลายชนิดเพื่อลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวในผลิตผลประเภท
ผลไม้ โดยเฉพาะส้ม กล้วย องุ่น และสตรอวเ์ บอร์รี ตัวอย่างสารเคมี เชน่ sodium tetraborate (สารกลุ่มด่าง
เกลอื อนินทรยี )์ sec-butylamine (สารกล่มุ ammonia amine aliphatic) dichloran (สารกลุ่ม aromatic
amine) benomyl (สารกลมุ่ benzimidazoles) imazalil และ prochloraz (สารกลมุ่ triazoles) guazatine
(สารกลุ่ม guanidines) biphenyl (สารกลมุ่ hygrocarbons) ไอโอดีน (สารกลุ่มสารออกซิไดซ์) กรดซอร์บกิ และ
ฟอรม์ าลดไี ฮด์ (สารกลุ่มกรดอนิ ทรียแ์ ละอลั ดไี ฮด์) sodium ortho-phenylphenate (SOPP) (สารกลมุ่ ฟีนอล)
ก�ำมะถันและซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์ (สารประกอบอนนิ ทรยี ์) captan (สารประกอบอนิ ทรีย)์ และ azoxystrobin
(สารกลุ่ม strobilurins) สารเคมีเหล่านี้มักจะมีฤทธิ์เป็นสารก�ำจัดเช้ือรา สามารถยับย้ังการงอกของสปอร์
หรือลดอัตราการงอกของสปอร์ และสามารถก�ำจัดเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ได้ ซ่ึงสารเคมีน้ีต้องสัมผัสโดยตรงกับ
เชอื้ จลุ นิ ทรยี เ์ พอ่ื ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพในการควบคมุ สารเคมบี างชนดิ เชน่ คลอรนี ไอโอดนี และซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์
เปน็ สารก�ำจัดเช้อื ราโดยตรง คลอรีนและไอโอดนี มักใส่ในนำ้� ล้างผลิตผลเพอื่ ฆา่ เชื้อแบคทเี รียและเชอ้ื รา

บทที่ 10 147

กรณีศกึ ษาการควบคมุ โรคพชื หลังการเก็บเกีย่ ว

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภสิ เขยี วข�ำ

การเลือกใช้สารเคมีท่ีเหมาะสมช่วยควบคุมโรคในระหว่างการเก็บรักษาและระหว่างการขนส่งผักและ
ผลไม้ได้ เช่น การใช้สารเคมี bendazimidazoles ในการควบคุมโรค black-end finger-stalk หรือ crown
rot ของกล้วย และ brown rot ในผลพีช ได้มีประสิทธิภาพดี การใช้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์รมผลองุ่น
ควบคมุ โรคราสีเทา และการใช้ dichloran ควบคมุ เช้ือรา Rhizopus สาเหตุโรคเน่าในผลไมพ้ วก stone fruit
(ตารางท่ี 10.2)
การใช้สารเคมีหลังการเก็บเก่ียวกับผลส้มเพ่ือควบคุมเชื้อรา P. digitatum และ P. italicum ซึ่งแพร่
กระจายได้มากเม่ือสภาพแวดล้อมมีความช้ืน ในปี ค.ศ. 1970 มีการใช้สารเคมีกลุ่ม benzimidazoles เช่น
thaibendazole และ benomyl แต่พบว่ามีเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดมีความต้านทานต่อสารเคมีดังกล่าวได้
ท�ำให้ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น เช้ือรา Rhizopus Alternaria Geotrichum และโรคเน่าที่เกิดจากแบคทีเรีย
การใช้ benomyl กบั ผลมะนาวชว่ ยลดความสญู เสยี ไดด้ ี สามารถเกบ็ รกั ษาผลมะนาวทอี่ ณุ หภมู ิ 13 องศาเซลเซยี ส
ไดน้ าน 6 เดอื น โดยสามารถใช้เปน็ สารเคมที รี่ มฆา่ เชอ้ื ในบรรจุภณั ฑ์ได้ ในบางประเทศมีการขึน้ ทะเบียนสารเคมี
กลุ่ม benzimidazoles เช่น thaibendazole และ carbendazim เนือ่ งจากสารเคมีกล่มุ benzimidazoles
เป็นสารเคมีชนิดดูดซึมท�ำให้อาจมีสารตกค้างในผลผลิตได้ต้องมีกฎข้อบังคับและระเบียบ เช้ือราหลายชนิดท่ี
ต้านทานต่อสารกลุ่ม benzimidazoles จึงมีการใช้สารเคมี sec-butylamine guazatine และ triazoles
โดยเฉพาะ imazalil และ prochloraz ซ่งึ มปี ระสิทธภิ าพสูงในการควบคมุ โรคหลังการเกบ็ เก่ยี ว
สารก�ำจัดเช้ือหลังการเก็บเกี่ยวท่ีเหมาะสมควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่ละลายน�้ำได้ มีประสิทธิภาพในวงกว้าง
ไม่เป็นพษิ ต่อพชื มคี วามปลอดภัยในการใช้งาน ไม่ทง้ิ สารตกคา้ งทเ่ี ป็นพิษตอ่ ผบู้ รโิ ภค ไมส่ ่งผลตอ่ รสชาตอิ าหาร
มีประสิทธภิ าพทคี่ วามเข้มข้นต�่ำและยงั คงมปี ระสทิ ธิภาพดีในชว่ งระยะเวลายาวนาน และราคาไมแ่ พง
ระบบการควบคุมการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก การตรวจสอบสารเคมีตกค้างในวัตถุดิบผักหรือ
ผลไม้สดท่ีได้รับการรับรองตามมาตรฐานประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเร่ืองอาหารที่มีสารพิษตกค้าง
รวมทั้งการน�ำเข้าส่งออกผลิตผลทางการเกษตรต้องมีการตรวจสอบสารเคมีตกค้างในวัตถุดิบผักหรือผลไม้สดท่ี
ก�ำหนดตามกฎหมายของแต่ละประเทศ การท่จี ะใช้สารก�ำจดั เชือ้ ราชนดิ ใหม่จะตอ้ งพิจารณาตรวจสอบอยา่ งเข้ม
งวดกอ่ นทจี่ ะมีการใช้ มกี ารควบคุมโดยผ้มู ีอำ� นาจของรฐั บาลในแต่ละประเทศ เช่นกรมวิชาการเกษตร ขัน้ ตอนนี้
จะช่วยให้ม่ันใจได้ว่าสารเคมีชนิดใหม่ในระดับความเข้มข้นท่ีให้ใช้ได้จะไม่เป็นพิษ สารก�ำจัดเชื้อราท่ีให้ใช้จะมี
การก�ำหนดระดับสารตกค้างสูงสุด (maximum residue limit; MRLs) เพ่ือเป็นเกณฑ์ท่ีก�ำหนดให้หน่วยงาน
ของรฐั บาลตรวจสอบผลิตภัณฑ์มีการใช้เฉพาะส�ำหรบั วตั ถปุ ระสงค์ตามทร่ี ะบุ

ตารางท่ี 10.2 สารเคมปี ้องกันกำ� จัดเชือ้ ราในการจัดการหลงั การเก็บเกี่ยว (Barkai-Golan, 2001)

สารเคมี ผลติ ผล เชื้อสาเหตุโรค
Biphenyl (diphenyl) สม้ Penicillium digitatum,
P. italicum, Diplodia, Phomopsis,
No effect on: Geotrichum
Alternaria, Phytophthora
Sodium ortho-phenylphenate สม้ แอปเปลิ พีช แพร์ Penicillium digitatum, P. italicum
(SOPP) มะเขือเทศ พริกหวาน
แตงกวา แครอท มันเทศ

148 หลกั การควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

ตารางที่ 10.2 สารเคมปี ้องกนั กำ� จัดเชอ้ื ราในการจดั การหลังการเกบ็ เก่ียว (Barkai-Golan, 2001) (ต่อ)

สารเคมี ผลิตผล เชื้อสาเหตโุ รค
Sec-butylamine ใชร้ ่วมกับ wax สม้ Penicillium digitatum, P. italicum
captan ไม่นิยมใช้หลังเก็บเกยี่ ว No effect on: Geotrichum
เนือ่ งจากทง้ิ คราบผงสารเคมี Alternaria, Phytophthora
dicloran สตรอวเ์ บอรร์ ี พชี เชอร์รี
แพร์ มะเดือ่ ฝรั่ง มันฝรง่ั
sulfur dioxide (SO2) ใชร้ มแต่ ผลไมเ้ มล็ดแขง็ (stone fruit Rhizopus stolonifer
อาจท�ำให้เกิดการฟอกสีผลติ ผล เชน่ ทอ้ พลมั เนคทารีน Monilinia fructicola
benzimidazole compound เชอร์รี พทุ รา)
(thiabendazole benomyl มนั เทศ
carbendazim thiophanate- กวี ี องนุ่ ส้ม มะนาว Botrytis cinerea, Penicillium
methl) เป็นสารประเภทดูดซึม digitatum
ส้ม ผลไมเ้ มลด็ แขง็ แอปเปลิ Penicillium digitatum,
iprodione กลว้ ย มะละกอ มะม่วง P. italicum, Diplodia natalensis,
vinclozolim สับปะรด Phomopsis citri, Botrytis
imazalil cinerea, Gloeosporium spp.,
เป็นสารประเภทดูดซึม ใชร้ ว่ มกบั Colletotrichum gloeosporioides,
นำ้� ร้อน 53 องศาเซลเซียส (หากใช้ C. musae, Ceratocystis parasoxa,
รว่ มกับ wax ประสทิ ธภิ าพจะลด Rhizopus, Mucor, Phytophthora,
ลง ตอ้ งเพิ่มความเข้มขน้ ) Alternaria, Geotrichum
prochloraz แตงกวา มะเขอื เทศ สตรอว์ Botrytis Penicillium, Monilinia
metalaxyl fosetyl Al เบอร์รี มะเขอื อง่นุ Rhizopus
สม้ มะม่วง แอปเปิล แพร์ Penicillium digitatum, P. italicum,
พลบั มะเขือเทศ พริกหวาน Diplodia natalensis, Phomopsis
สัปปะรด citri, Colletotrichum, Alternaria,
Botrytis cinerea, Ceratocystis
parasoxa
มะมว่ ง มะละกอ ส้ม Penicillium, Colletotrichum,
Fusarium, Geotrichum, Rhizopus
ทุเรยี น Phytophthora spp., Penicillium,
Geotrichum

บทที่ 10 149

กรณศี กึ ษาการควบคุมโรคพชื หลงั การเก็บเกีย่ ว

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภสิ เขยี วขำ�

นอกจากน้ีมีการใช้สารบางกลุ่มเพื่อยับย้ังการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ด้วยสารเคมีที่ใด้รับการยอมรับว่า
ปลอดภยั (generally recognize as safe, GRAS) สารเคมีทีผ่ ่านการรบั รองโดยองคก์ ารอาหารและยา (Food
and Drug Administration, FDA) วา่ สามารถใชเ้ ตมิ ลงไปในอาหารไดอ้ ยา่ งปลอดภยั สารทไ่ี ดร้ บั รองวา่ เปน็ GRAS
ส่วนใหญ่จะไม่มีการจ�ำกัดปริมาณการใช้แต่จะให้ใช้เท่าที่จ�ำเป็นเป็นไป ได้แก่ น�้ำมันหอมระเหยส่วนใหญ่อยู่ใน
กลุ่ม monoterpenes หรือ sesquiterpenes มีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลินทรีย์ช่วยลดการเกิดโรคและมีความ
ปลอดภยั สำ� หรับมนุษย์ สตั ว์ และสิง่ แวดลอ้ ม สารเคมพี วกระเหยง่าย และแอลกอฮอล์หลายชนิด เชน่ hexanal
เอทานอล อาจใช้ในลักษณะเป็นไอระเหยในระหว่างการจัดเก็บหรือขนส่ง เอทานอลความเข้มข้น 10-20%
สามารถควบคุมโรคหลังการเก็บเก่ียวของส้ม พีช เนคทารีน ในทางการค้ามักจะใช้สารเคมีจากการสังเคราะห์
มากกว่าการสกัดจากพืช ในงานวิจยั มากมายรายงานว่าการใชส้ ารสกัดจากพชื บางชนดิ สามารถยบั ยัง้ เชอ้ื สาเหตุ
โรคหลังการเก็บเกย่ี วไดด้ ีเมอื่ เปรียบเทยี บกับการใชส้ ารเคมคี วบคุมโรค (ตารางที่ 10.3)

สารเคมกี ลมุ่ GRAS ท่เี ป็นสารเคมจี ากธรรมชาติ ไดแ้ ก่
ไคโตซาน (chitosan) เป็นสารโพลิเมอร์ท่ีได้จากสัตว์ เช่น กุ้ง ปู ใช้เคลือบผลไม้และผักเพื่อควบคุม
ความชื้นและการแลกเปล่ียนกาซ ช่วยชะลอการสุกของมะเขือเทศ มีการศึกษาว่าลดการเน่าเสียในพริกหวาน
แตงกวา สตรอวเ์ บอรร์ ี แครอท ช่วยชะลอการเกิดสนี ำ�้ ตาลบรเิ วณ pericarp ของล้นิ จ่ี ช่วยยดื อายุการเกบ็ รักษา
มีประสทิ ธิภาพยบั ยั้งการเจริญของเชอื้ จุลนิ ทรยี ์และการงอกของสปอร์ ท�ำให้ cell wall มกี ารเปลย่ี นแปลง และ
cytoplasm เส่ือมสลาย กระตุ้นให้พืชสร้างเอนไซม์ hydrolases ยับย้ังเช้ือรา เช่น เอนไซม์ chitinase และ
β-l,3-gluconase ท�ำใหป้ รมิ าณ chitin ในผนังเซลของเชือ้ ราลดลง
สารปฏิชีวนะ (antibiotic compound) ที่ปลดปล่อยจากแบคทีเรียปฏิปักษ์ (antagonistic bacteria)
เช่น iturins จาก Bacillus subtilis ยับย้ังการเจริญของเชื้อรา Monilinia furcticola ในการเก็บรักษา
พวกผลไม้เมล็ดแข็งในห้องเย็น Pyrrolnitrin จาก Pseudomonas cepacia ลดการเจริญของเชื้อรา
B. cinerea ในสตรอวเ์ บอรร์ ี
นำ�้ มนั หอมระเหย (essential oils) หรอื สารสกดั จากพชื (plant extracts) หลายชนดิ มรี ายงานการศกึ ษา
เพื่อควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยว น้�ำมันหอมระเหย เช่น limonene cineole pinene myrcene camphor
และ thymus สารสกดั จากพชื เชน่ กระเทยี ม เปลอื กมงั คดุ พรกิ ไทย วา่ นนำ�้ พชื ตระกลู ขงิ และเครอ่ื งเทศตา่ ง ๆ
กระวาน ใบอบเชย เป็นต้น
สารเคมีกลุ่ม GRAS ที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ เช่น hydrogen peroxide ใช้กับองุ่นเพ่ือยับยั้งการเจริญ
ของสปอรเ์ ชอ้ื รา B. cinerea โดยไมม่ พี ิษตกคา้ ง
เกลือ bicarbonate carbonate มีการใช้มากในอุตสาหกรรมอาหาร sodium bicarbonate
ช่วยลดการเกิดโรคราสีเขียวสาเหตุจากเชื้อรา P. digitatum บนผลส้ม มีการศึกษาผลของ potassium
bicarbonate พบว่ายับย้ังการงอกของสปอร์และการเจริญของเส้นใยเช้ือรา B. cinerea และ Alternaria
alternata บนพริกหยวก มีการใช้ sodium bicarbonate ร่วมกับ wax เคลอื บผลเมล่อนส่งออกจากประเทศ
อิสราเอลไปยงั ยุโรป แทนการใช้สารเคมี imazalil
sanosil-25 ประกอบด้วย hydrogen peroxide 45% และ silver salt สามารถยบั ยัง้ การงอกของสปอร์
และการเจรญิ ของเส้นใย A. alternata Fusarium solani B. cienerea และ P. digitatum
กรดอินทรยี ์ เช่น acetic acid และ propionic acid ใช้ควบคมุ โรคบนผลแอปเปิล แพร์ มะเขอื เทศ อง่นุ
และกีวี ได้ดี
150 หลกั การควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ตารางที่ 10.3 การศึกษาสารสกัดจากสมุนไพร Eugenia caryophyllata ร่วมกับยีสต์ Candida utilis
(TISTR 5001) ต่อการเกิดโรคและความรุนแรงของโรคราสีเขียวของส้ม สาเหตุจากเชื้อรา
Penicillium digitatum เปรียบเทียบกับสารเคมี imazalil บ่มท่ีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส
เปน็ เวลา 7 วัน (Sukorini et al., 2013)

ความเขม้ ข้น ความรุนแรงของโรค การเกดิ โรค
imazalil 50 มิลลิกรัมต่อลติ ร (%) (%)
imazalil 100 มลิ ลกิ รมั ต่อลิตร 44.00e 20.63
imazalil 150 มิลลกิ รมั ต่อลิตร 25.87c 53.34
21.10b 61.94
Eugenia caryophyllata 15,000 มิลลกิ รัมตอ่ ลติ ร 26.43c 52.31
E. caryophyllata 15,000 มลิ ลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ 14.47a 73.90
Candida utilis (TISTR 5001) ความเขม้ ข้น 108 เซลลต์ ่อ 28.43c 48.70
มิลลิลิตร 10 ไมโครลติ ร 55.43f
C. utilis ความเข้มข้น 108 เซลลต์ ่อมลิ ลลิ ติ ร 10 ไมโครลิตร 34.77d -
water (control) 37.28
20% ethanol

คา่ เฉล่ียตามด้วยอักษรที่เหมอื นกันในคอลัมภไ์ ม่มคี วามแตกตา่ งอย่างมนี ยั สำ� คัญทางสถติ ิทร่ี ะดับความเชอ่ื ม่ัน 95%

วธิ ที างกายภาพ

การควบคุมทางกายภาพเป็นการจัดการท่ีช่วยลดการเกิดบาดแผล ลดความเสียหายหลังการเก็บเกี่ยว
ของผลิตผล ลดการเข้าท�ำลายของเช้ือจุลินทรีย์ และการสร้างสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่เอ้ืออ�ำนวยต่อการ
เจริญเติบโตของเช้ือจุลินทรีย์ การปฏิบัติหลังการเก็บเก่ียวท่ีดีจะช่วยลดความเสียหายได้ เช่น การจัดการ
สุขาภิบาลท่ีดีของสภาพแวดล้อมหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลเพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของสปอร์และ
ลดการติดเช้ือของผลผลิต การบรรจุและภาชนะบรรจุที่เหมาะสมมีความส�ำคัญเพราะจะป้องกันความเสียหาย
ระหว่างการขนส่งและลดการปนเปอ้ื น
วิธีการทางกายภาพที่ส�ำคัญที่สุดในการควบคุมการสูญเสียผลผลิตหลังการเก็บเก่ียวคือการให้อุณหภูมิต�่ำ
ในระหว่างการจัดการและเก็บรักษา แต่มีข้อจ�ำกัดหากเก็บผลิตผลในเขตร้อนและก่ึงเขตร้อนที่อุณหภูมิต่�ำอาจ
มีความอ่อนแอต่ออาการสะท้านหนาว (chilling injury) การเก็บรักษาท่ีอุณหภูมิต�่ำ (cold storage) จะช่วย
ป้องกันการสูญเสียน้�ำจากเนื้อเยื่อพืช ชะลอขบวนการเมทาบอลิซึมต่างๆ และชะลอการเปล่ียนแปลงทางสรีระ
ที่น�ำไปสู่กระบวนการสุกแก่และเสื่อมสภาพ ช่วยยับย้ังการสุกและการเสื่อมสภาพ คงความต้านทานของพืช
ช่วยควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยว โดยชะลอการพัฒนาของเชื้อสาเหตุโรคเนื่องจากอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมต่อ
การเจรญิ แตค่ วรคำ� นงึ ถงึ การเกบ็ ทอ่ี ณุ หภมู ติ ำ่� ทไ่ี มท่ ำ� ใหผ้ ลติ ผลเสยี หายจากอาการสะทา้ นหนาว (ตารางที่ 10.4)

บทที่ 10 151

กรณศี ึกษาการควบคมุ โรคพชื หลังการเกบ็ เกีย่ ว

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภสิ เขยี วข�ำ

ตารางท่ี 10.4 อุณหภูมิต�่ำสุดท่ีเชื้อราสาเหตุโรคหลังการเก็บเก่ียวสามารถรอดชีวิตได้ (ดัดแปลงจาก Barkai-
Golan, 2001)

เช้อื ราสาเหตโุ รค อณุ หภมู ิต�ำ่ สุดที่เชื้อราสาเหตุโรค
หลงั การเกบ็ เก่ียวสามารถรอดชีวิตได้ (oC)
Cladosporium herbarum -4
Penicillium expansum -3
Botrytis cinerea, Diplodia natalensis, Phomopsis citri -2
Penicillium italicum 0
Monilinia fructicola 1
Geotrichum candidum, Rhizopus stolonifer 2
Penicillium digitatum 3
Colletotrichum gloeosporioides, C. musae 9
Aspergillus niger 11

การใช้ความร้อนเพื่อควบคุมโรคหลังการเก็บเก่ียว ทางการค้าการมีการจุ่มผลิตผลในน้�ำอุณหภูมิสูง
ลดการสูญเสียผลผลิตได้ เช่น มะละกอ มะม่วง แคนตาลูป และผลไม้เมล็ดแข็ง การจุ่มผลิตผลในน้�ำร้อน
สามารถควบคุมการติดเช้ือที่บริเวณผิวผล ความร้อนสามารถแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเย่ือพืช และวิธีการนี้ไม่มี
สารตกคา้ งในผลิตผล การใช้ความรอ้ นตอ้ งควบคุมอยา่ งแม่นย�ำ อณุ หภูมิทีเ่ หมาะสมตอ่ การควบคุมโรคประมาณ
50-55 องศาเซลเซียส การใช้ความร้อนต้องค�ำนึงถึงอุณหภูมิและระยะเวลาที่ใช้โดยข้ึนอยู่กับชนิดของผลิตผล
ซ่ึงทนต่อความร้อนแตกต่างกัน หากใช้อุณหภูมิและระยะเวลาไม่เหมาะสมจะท�ำให้เกิดความผิดปกติเกิดความ
เสียหายแก่ผลิตผลได้ (ตารางที่ 10.5) ประเทศอิสราเอลได้น�ำเทคโนโลยีน้ีมาใช้และได้รับการพิสูจน์แล้วว่า
มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคในผลิตผลหลายชนิด เช่นการจัดการหลังการเก็บเก่ียวโดยใช้ไอน�้ำร้อน
กับผลส้ม (ภาพที่ 10.2) วิธีการใช้ความร้อนสามารถท�ำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้น้�ำร้อนหรือน้�ำอุ่นโดยการ
จุ่มผลิตผล พ่นไอน้�ำร้อน ลมร้อน หรือการให้รังสีท่ีแผ่ความร้อนออกมา เช่น infrared หรือ microwave
เพื่อควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวและยืดอายุการเก็บรักษาผลิตผล รวมท้ังการใช้ไอน�้ำร้อนเพื่อจุดประสงค์
ในการก�ำจัดแมลงท่ีจะติดไปกับผลิตผลในการส่งออกด้วย ซ่ึงในบางประเทศมีข้อก�ำหนดว่าผลิตผลจะต้องผ่าน
อบไอน�้ำร้อนฆ่าแมลงก่อนจึงจะอนุญาตให้น�ำเข้า การใช้วิธีการน้ีต้องค�ำนึงถึงความสามารถทนต่อความร้อน
ของผลิตผลด้วย ความร้อนมีผลโดยตรงต่อยับยั้งเช้ือสาเหตุโรคและยังมีผลต่อสรีระของผลิตผลด้วย ท�ำให้เกิด
การเปล่ียนรูปแบบของโปรตีน การปลดปล่อยไขมันอิสระ ฮอร์โมนบางชนิดถูกท�ำลาย มีการเปล่ียนแปลงของ
สาร metabolic การเกิดและไม่เกิดการสะสมของสารพวก toxic intermediates ในเน้ือเยื่อพืช มีผลต่อ
กระบวนการสุกบางกรณีจะกระตุ้นให้ผลิตผลสุกหรือชะลอการสุกแล้วแต่ชนิดของผลิตผล การพัฒนาของสี
การรั่วไหลของอิเล็กโตรไลท์ การเปล่ียนแปลงน�้ำตาล การผลิตเอทิลีน เอทานอล การสร้างสาร volatile
กิจกรรมของเอนไซม์ย่อย pectin และมีกระตุ้นให้เกิดความต้านทาน มีผลต่อเชื้อจุลินทรีย์โดยความร้อนจะ
ท�ำลาย mitochondria และขัดขวางการท�ำงานของ vacuolar membranes และ cytoplasm ของเชื้อรา
การใช้ความร้อนจะท�ำให้ปริมาณสาร ACC (1-aminocyclopropane -1- carboxylic acid) ลดลง ซึ่ง ACC
เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์เอทิลีน และมีการสะสม mRNA และโปรตีนของ ACC oxidase อีกด้วย
152 หลักการควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ท�ำให้ช่วยชะลอการสุก ในผลิตผลหลายชนิดการใช้ความร้อนท�ำให้ผลอ่อนน่ิมช้ากว่าผลท่ีไม่ได้รับความร้อน
เชน่ พลัม แพร์ อะโวกาโด มะเขือเทศ เนือ่ งจากเกิดการยับยงั้ สงั เคราะห์เอทิลีนและเมอื่ ให้เอทิลีนจากภายนอก
ผลิตผลก็จะไม่ตอบสนองต่อเอทิลีนด้วย นอกจากนี้ยังมีผลต่อการเกิด climacteric peak ของผลไม้ประเภท
climacteric อาจท�ำใหเ้ กดิ เรว็ หรอื ชา้ กวา่ ปกติ

ตารางท่ี 10.5 การใชค้ วามร้อน ไดแ้ ก่ นำ้� รอ้ น (hot water, HW) และลมรอ้ น (hot air, HA) ควบคุมเช้อื รา
สาเหตุโรคหลังการเก็บเกี่ยว ทีมกี ารศกึ ษาในผลิตผลชนิดต่าง ๆ (Barkai-Golan, 2001)

ผลิตผล เชอื้ สาเหตุ วิธกี าร อณุ หภมู ิ (oC)/ เวลา
(นาที)
แอปเป้ลิ Gloeosporium sp., Penicillium expansum HW, HA 45/10, 45/15
กล้วย Colletotrichum musae Fusarium proliferatum HA 45/10
ถัว่ Pythium butleri, Sclerotinia sclerotinia HW 52/0.5
เกร๊ฟฟรตุ๊ Penicillium digitatum HW 50/5
มะนาว P. digitatum HW 52/2-10
มะมว่ ง C. gloeosporioides HW 52/5
เมล่อน Fusarium spp. HW 57/0.5
ส้ม Phomopsis citri P. digitatum HW 53/5
มะละกอ Colletotrichum spp. HW 43-49/20
แพร์ Botryosphaeri berengeriana HA 50/5-7
พรกิ หวาน Alternaria alternata, Botrytis cinerea HW, HA 50-53/2, 38/48
สตรอวเ์ บอรร์ ี B. cinerea, Rhizopus stolonifer HA 44/40-60

ภาพที่ 10.2 การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลส้มโดยการใช้น�้ำร้อน เคลือบ wax และเป่าแห้ง ในโรงคัดบรรจุ
ผลติ ผล ประเทศอสิ ราเอล

บทที่ 10 153

กรณีศกึ ษาการควบคุมโรคพชื หลังการเก็บเกีย่ ว

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภสิ เขียวขำ�

การฉายรังสีเป็นวิธีการทางกายภาพ เพ่ือลดจ�ำนวนและก�ำจัดเช้ือจุลินทรีย์ ได้แก่การใช้รังสีแกรมม่า
(Cobalt-60 หรือ Caesium-137) เป็นรังสีชนิดก่อไอออนที่มีช่วงคลื่นสั้น สามารถผ่านเข้าไปในเน้ือเยื่อพืช
ได้รวมถึงในบริเวณบาดแผลและเชื้อท่ีมีการเข้าท�ำลายแบบแฝง นิยมใช้กับผลิตผลหลายชนิด ซึ่งจะมีผลต่อ
1) การควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยว มีผลต่อหน่วยพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตท�ำให้เซลล์ตาย ท�ำลายเส้นใยได้ง่าย
กว่าสปอร์อาจเน่ืองจากปริมาณน�้ำในเซลท่ีแตกต่างกัน 2) ชะลอการสุกแก่และการเส่ือมสภาพของผลิตผล เช่น
มะม่วง มะละกอ กล้วย และผลไม้เขตร้อนอื่นๆ 3) ควบคุมแมลงศัตรูพืชกักกัน ท้ังนี้การใช้งานข้ึนกับปริมาณ
ความเขม้ ขน้ ของรงั สี (dose) ทเ่ี หมาะสมกบั ผลติ ผลแตล่ ะชนดิ และรงั สอี ลั ตราไวโอเลตทใี่ ชค้ อื UV-C ทคี่ วามเขม้ ตำ่�
ชว่ ยยืดอายุการสกุ และสามารถกระตุ้นใหพ้ ชื ต้านทานต่อการเข้าทำ� ลายของเช้ือสาเหตโุ รคได้ ท�ำให้เกดิ เอนไซม์
phenylalanine ammonia lyase (PAL) และ peroxidase ในพืชต้านทานการเข้าท�ำลายของเช้ือจุลินทรีย์
การฉายรงั สี UV-C ทค่ี วามเขม้ ขน้ 254 นาโนเมตร พบวา่ มปี ระสทิ ธภิ าพในการยบั ยง้ั การเจรญิ เตบิ โตของเชอ้ื รา
สาเหตุโรคกับผลิตผลหลายชนิด (ตารางที่ 10.6 และภาพที่ 10.3) มีการทดลองในผักและผลไม้ โดยใช้ UV-C
ร่วมกับการใช้น�้ำร้อน มีการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ phytoalexins เกิดขึ้น พบสาร lignin ในผลไม้เพ่ิมข้ึน
ในชน้ั epidermis ซึง่ เปน็ ระบบป้องกนั ธรรมชาตขิ องพชื จากการบุกรกุ ของเช้ือจลุ ินทรยี ์

ตารางที่ 10.6 ตวั อยา่ งการควบคุมโรคหลงั การเกบ็ เก่ยี วดว้ ยวธิ กี ารฉายรังสรี ว่ มกนั กรรมวธิ ีอื่น ๆ (Jeong and
Jeong, 2018)

ผลิตผล เชือ้ สาเหตุโรค รงั สี กรรมวิธี
แอบเปลิ Monilinia fructigena, Penicillium Gamma (0.6-2 kGy) ความเย็น 0-1oC
expansum Gamma (0.5 kGy) ความร้อน 38 oC
ลลิ ลี่ Botrytis elliptica Gamma (0.2 kGy) nano-silver
particles (50 mg/L)
สม้ แมนดาริน Penicillium digitatum, P. italicum X-ray (0.875 kGy) sodium carbonate
มะมว่ ง Aspergillus flavus, A. niger, A. oryzae, Gamma (1 kGy) น้ำ� รอ้ น 55 oC
A. sydowii, A. terreus, A. ustus
Cladosporium cladosporoides,
Fusarium oxysporum,
P. brevicompactum, P. chrysogenum,
P. corylophylium, P. janthinellum,
P. oxalicum
พริก B. cinerea Gamma (0.4 kGy) sodium dichloro-
S-triazinetrione
แพร์ B. cinerea, P. expansum Gamma (3 kGy) ความเย็น 0oC
Gamma (0.5 kGy) น�ำ้ รอ้ น 47 oC
มะเขอื เทศ Rhizopus nigricans, B. cinerea, Gamma (3 kGy) ความเย็น 0oC
R. stolonifer Gamma (1 kGy) นำ�้ ร้อน 55 oC

154 หลกั การควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

ภาพที่ 10.3 การตอบสนองของเซลล์พืชที่ถูกท�ำลาย DNA จากการฉายรังสี รังสีจะท�ำลายสาย DNA
ทัง้ โดยตรงและทางออ้ ม มีผลตอ่ โปรตนี DNA ไขมนั และ ชวี โมเลกลุ อนื่ ๆ เซลลพ์ ชื จะตอบสนอง
มีการเปล่ียนแปลงการแสดงออกของยีนและโปรตีน การใช้รังสีความเข้มข้นสูงท�ำให้เกิดเซลล์ตาย
และการเปลี่ยนแปลงจโี นม (Jeong and Jeong, 2018)

วธิ กี ารจดั การหลงั การเกบ็ เกย่ี วอนื่ ทๆ่ี เกยี่ วขอ้ งกบั ควบคมุ โรคหลงั การเกบ็ เกย่ี ว ไดแ้ ก่ การใชว้ ธิ กี ารเกบ็ รกั ษา
ในสภาพบรรยากาศดัดแปลง การเก็บรักษาในสภาพบรรยากาศที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงและ
ออกซิเจนต�่ำกว่าในอากาศปกติ รวมทั้งก�ำจัดเอทธิลีน ร่วมกับการควบคุมสภาพความชื้นรอบผลผลิต ในสภาพ
ท่ีมีก๊าซออกซิเจนต�่ำจะมีผลต่อ electron transport ในระบบ cytochrome สามารถลดการงอกของสปอร์
การเจริญของเส้นใย และการสร้างสปอร์ ในสภาพท่ีมีความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์สูงจะยับยั้งการเจริญของ
เชื้อจุลินทรีย์ (ภาพที่ 10.4) ชะลอเมทาโบลิซึม ลดการหายใจ ลดการงอกของสปอร์ การเจริญของเส้นใย
ควบคุมกิจกรรมของเอนไซม์ pectolytic ของเชื้อ เช่น เอนไซม์ pectin methylesterase (PME) และ
polygalacturanase (PG)

ภาพที่ 10.4 ผลของปริมาณกาซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในสภาพบรรยากาศต่อการงอก
ของสปอร์เชื้อรา จ�ำนวน 5 ชนิด ได้แก่ เช้ือรา Alternaria alternata Botrytis cinerea
Cladosporium herbarum Fusarium และ Rhizopus stolonifer (Barkai-Golan, 2001)

บทที่ 10 155

กรณีศึกษาการควบคุมโรคพชื หลงั การเกบ็ เกีย่ ว

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภสิ เขียวขำ�

การเก็บรักษาผลิตผลในบรรจุภัณฑ์ประเภท polymeric film ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาภายใต้สภาพ
บรรยากาศดัดแปลงในบรรจุภัณฑ์ปิด เรียกว่า modified atmosphere packaging (MAP) ก๊าซที่อยู่ภายใน
มีออกซิเจนต่�ำและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง ท�ำให้การหายใจของผลิตผลลดลงและชะลอการเปลี่ยนแปลง
ทางสรีระ ก๊าซจะมีการสะสมอยู่ภายในและแลกเปล่ียนก๊าซกับอากาศภายในนอกผ่านคุณสมบัติการแลกผ่าน
ของฟิลม์ท่ีใช้ห่อหุ้มจนเข้าสู่ภาวะสมดุล เช่น สตรอว์เบอร์รีจากอิสราเอลส่งออกไปยุโรปบรรจุบรรจุภัณฑ์ปิด
MAP ด้วยฟลิ ม์ polyethylene (PE) หรือ polyvinyl chloride (PVC) ทอ่ี ุณหภมู ิ 0-2 องศาเซลเซยี ส ช่วยลด
การเกดิ โรคจากเช้ือรา B. cinerea การใช้วธิ ี MAP เกบ็ เชอร์รใี นถุง PE ช่วยชะลอการเสอ่ื มสภาพและคงความ
ต้านทานของผลิตผล เมื่อเก็บรักษาท่ีอุณหภูมิ 0.5 องศาเซลเซียส นาน 42 วัน ภายในบรรจุภัณฑ์มีปริมาณ
ออกซิเจน 5.1% และคาร์บอนไดออกไซด์ 11.4% สามารถลดการเกดิ โรคผลเนา่ จากเชือ้ รา M. fructicola ได้ การ
ใช้วิธีการน้ีอาจเกิดเอทิลีนสะสมในบรรจุภัณฑ์ท�ำให้ผลิตผลสุกภายในเวลารวดเร็ว จึงมีวิธีการสารก�ำจัดเอทิลีน
(anti-ethylene) เชน่ potassium permanganate และ 1-methylcylclopropane (1-MCP) มีท้ังรูปแบบ
น�้ำและแบบผงหรือเม็ด ใส่ในถุงขนาดเล็กใส่ไปในบรรจุภัณฑ์กล้วยหอม ท�ำให้สามารถเก็บรักษาได้นาน 58 วัน
สามารถขนส่งไปจ�ำหนา่ ยไกลๆ ได้

วิธีทางชีวภาพ

มีการศึกษาการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์จากยีสต์ เชื้อรา และแบคทีเรีย ในการควบคุมโรคหลังการเก็บเก่ียว
และมกี ารผลติ เปน็ ผลติ ภณั ฑช์ วี นิ ทรยี ห์ รอื สารชวี ภณั ฑ์ มกี ารพฒั นาเพอ่ื ใหก้ ารควบคมุ ทางชวี ภาพมปี ระสทิ ธิภาพ
ในสภาพแวดล้อมหลังการเก็บเก่ียว และสภาพการเก็บรักษาท่ีเหมาะสม เนื่องจากต้องการลดการใช้สารเคมี
ก�ำจัดศตั รูพืช โดยการควบคุมทางชีวภาพนั้น จลุ ินทรีย์ปฏิปกั ษ์สามารถยบั ยง้ั เช้ือสาเหตโุ รคด้วยกลไกตา่ งๆ เช่น
การท�ำลายเช้ือสาเหตุโรคโดยตรง การแข่งขันในการแย่งสารอาหาร การสร้างสารปฎิชีวนะหรือสารอ่ืนๆ เช่น
เอนไซม์ต่างๆ เน่ืองจากแบคทีเรียจะปล่อยเอนไซม์เพ่ือย่อยผนังเซลล์ของเช้ือราซ่ึงประกอบด้วย chitin (20%)
glucan (50–60%) และโปรตีนต่างๆ (20–30%) หรือสาร siderophores เป็นสารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กท่ี
แบคทีเรยี สร้างและปล่อยออกมาเพ่อื ช่วยในการจับเหลก็ (free ferric iron) จากภายนอกเขา้ สภู่ ายในเซลลแ์ บบ
active transport ซึ่งเหลก็ มคี วามจำ� เปน็ ต่อกระบวนการต่างๆ ของแบคทเี รยี จะเปน็ พษิ ต่อเช้อื สาเหตุโรค และ
การกระตุ้นกลไกการป้องกันตัวเองของพืช จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยีสต์และเช้ือแบคทีเรียมีศักยภาพ
ในการควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวได้และมีการผลิตใช้ในทางการค้าแล้วแต่ยังไม่ค่อยแพร่หลาย เน่ืองจาก
ผลิตภัณฑ์ชีวินทรีย์หรือสารชีวภัณฑ์อาจมีข้อจ�ำกัดต่างๆ เช่น ลักษณะการใช้งาน อายุการใช้งาน และผลิตผลที่
ต้องการควบคมุ โรค (ตารางที่ 10.6) ตัวอยา่ งการใชจ้ ลุ ินทรีย์ปฏปิ กั ษแ์ บคทเี รยี Enterobacter cloacae ความ
เข้มขน้ 1012 เซลต่อมลิ ลลิ ิตร สามารถควบคมุ เชอ้ื รา R. stolonifer สาเหตุของโรคผลเนา่ ได้ นอกจากนจ้ี ลุ ินทรยี ์
ปฏิปักษ์แบคทีเรีย B. subtilis ความเข้มข้น 109 เซลต่อมิลลิลิตร สามารถควบคุมโรคดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน
รวมทั้งมีฤทธิ์ต้านการเจริญของเชื้อรา P. digitatum สาเหตุของโรคราสีเขียวในส้มเขียวหวาน และโรคผลเน่า
ท่ีเกดิ จากเชอื้ รา Alternaria ดว้ ย

156 หลกั การควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ตารางท่ี 10.6 ตวั อย่างจุลนิ ทรียป์ ฏิปักษ์ในการควบคุมโรคหลังการเกบ็ เกย่ี ว (Carmona-Hernandez et al.,
2019)

แบคทีเรียปฎิปักษ์ โรคหลงั การ เชื้อราสาเหตุโรค ผลติ ผล การยบั ย้ัง
เกบ็ เกย่ี ว (%)
Bacillus amyloliquefaciens Brown rot Monilinia sp. แอปเปิล 75
Pseudomonas synxantha Brown rot Monilinia fructicola พีช 50
Pseudomonas fluorescens Blue mold Penicillium expansum แอปเปิล 88
Bacillus megaterium Damping-off Aspergillus flavus ถวั่ ลิสง 41
Stenotrophomonas Anthracnose Colletotrichum มะม่วง 89
rhizophila Anthracnose gloeosporioides กล้วย 72
Bacillus subtilis Anthracnose Colletotrichum musae กล้วย 94
Pantoea agglomerans Blue mold C. musae แอปเปิล 80
B. amyloliquefaciens P. expansum
Paenibacillus polymyxa Anthracnose C. gloeosporioides แอปเปิล 83
Pseudomonas syringae Green mold Penicillium digitatum สม้ 28
Bacillus sp. Gray mold Botrytis cinerea องนุ่ 50
P. syringae Blue and P. digitatum and สม้ 31
green mold P. italicum
B. subtilis Rot Alternaria alternata เมลอน 77

จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ท�ำให้เช้ือสาเหตุโรคติดบนผิวผลิตผลไม่เจริญได้ ตัวอย่างเช่น ยีสต์ Pichia สามารถลด
การเกิดโรคราสีเขียวบนผลส้ม เนื่องจากจุลินทรีย์ปฏิปักษ์แข่งขันแย่งพ้ืนที่บนผิวพืชโดยการครอบครองพ้ืนท่ี
และแย่งสารอาหารหรือน�้ำบนในพื้นท่ีบริเวณบาดแผลบนเปลือกของส้ม ซึ่งจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ดังกล่าวไม่ได้สร้าง
สารปฏิชีวนะซ่ึงอาจมีผลเสียต่อผู้บริโภค หากจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีการสร้างสารต้านเชื้อราหรือจุลินทรีย์ต้อง
ได้รับการทดสอบเรื่องความปลอดภัย ความเป็นพิษและการสร้างสารก่อมะเร็งเช่นเดียวกับสารเคมีก�ำจัดเชื้อ
ราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการควบคุมทางชีวภาพอาจท�ำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ในมนุษย์ ในทางการ
ตลาดมีผลิตภัณฑ์ชีวินทรีย์หรือสารชีวภัณฑ์ซึ่งต้องผ่านการข้ึนทะเบียนกับหน่วยงานราชการ ท่ีใช้ส�ำหรับการ
ควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยว เช่น AspireTM สามารถใช้ควบคุมเช้ือรา Botrytis และ Penicillium ได้ และ
Bio-Save 110 และ 1000TM ควบคมุ โรคหลงั การเกบ็ เก่ยี วในแอปเปล้ิ ส้ม และแพร์ และเช้ือรา Trichoderma
harzianum ทมี่ กี ารคัดเลือกสายพันธ์ุท่ีเหมาะสมเพื่อใชใ้ นการควบคมุ เชอ้ื รา Botrytis

บทที่ 10 157

กรณศี ึกษาการควบคุมโรคพชื หลังการเก็บเกีย่ ว

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภสิ เขียวข�ำ

บรรณานุกรม

จริงแท้ ศิริพานิช. 2550. ชีววิทยาหลังการเก็บเก่ียวและการวายของพืช. โรงพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมและอบรม
การเกษตรแห่งชาติ, นครปฐม. 453 น.

ดนัย บุญยเกียรติ. 2529. การป้องกันและก�ำจัดโรคหลังการเก็บเก่ียวผักและผลไม้. วารสารพืชสวน. 20 (1):
44-45.

Anna L. Snowdon. 1990. A colour atlas of post-harvest diseases and disorders of fruits and
vegetables. University of Cambridge, England. 302 p.

Barkai-Golan, R. 2001. Postharvest diseases of fruits and vegetables. Elsevier. 418 p.
Barkai-Golan, R. and Paster, N. 2008. Mycotoxins in fruits and vegetables. Elsevier. 395 p.
Biggs, A. R. 1986c. Wound age and infection of peach bark by Cytospora leucostoma. Canadian

Journal of Botany 64: 2319-2321.
Charles L. Wilson and Michael E. Wisniewski. 1994. Biological control of postharvest diseases

theory and practice. Appalachian fruit research station, Kearneysville, West virginia, U.S.
CRC Press. 164 p.
Carmona-Hernandez, S., Reyes-Pérez, J.J, Chiquito-Contreras, R.G., Rincon-Enriquez, G., Cerdan-
Cabrera, C.R., Hernandez-Montiel, L.G. 2019. Biocontrol of Postharvest Fruit Fungal Diseases
by Bacterial Antagonists: A Review. Agronomy 9 (121): 1-15.
Jeong, M.A., Jeong, R.D. 2018. Applications of ionizing radiation for control of postharvest
disease in fresh produce: recent advances. Plant Pathology 67:18-29.
Mitra S. 1997. Postharvest physiology and storage of tropical and subtropical fruits. CABI
International. 423 p.
Narayanasamy, P. 2006. Postharvest pathogens and disease management. Tamil Nadu
Agricultural University Coimbatore, India. A John Wiley&Sons, INC., Publication. 578 p.
Wills, R.B.H., McGlasson, W.B., Graham D. and Joyce., D.C. 2007. Postharvest 5th edition. CAB
international. Wallingford.UK. 227 pp.
Salvador, A. L. Arnal, A. Monterde and J. Cuquerella. 2004. Reduction of chilling injury symptoms
in persimmon fruit cv. ‘Rojo Brillante’ by 1-MCP. Postharvest Biology and Technology
33: 285-291.
Sukorini, H., Sangchote, S., Khewkhom, N., 2013. Plant crude extracts and yeast as alternative to
synthetic fungicide for controlling postharvest green mold on citrus fruit. Acta Universitatis
Agriculturae et Silviculturae Mendelianae. LXI. 3: 795–801.

158 หลกั การควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ปฏบิ ัติการ
การควบคมุ โรคหลงั การเกบ็ เก่ียว
การปอ้ งกนั ก�ำจดั และลดปรมิ าณเชอื้ โรคพืชหลังการเกบ็ เกยี่ วดว้ ยวธิ ีทางกายภาพและสารเคมี

ความส�ำคญั และที่มาของปัญหา
การควบคมุ โรคพืชด้วยวิธีทางกายภาพ เช่นการใช้ความรอ้ น ด้วยวิธีการจุม่ หรือแช่ในน้�ำร้อน การพ่นดว้ ย
ไอน�้ำร้อน เป่าด้วยลมร้อน หรือการฉายรังสีท่ีให้คลื่นความร้อน infrared microwave UV-C เพ่ือควบคุมเชื้อ
ราสาเหตุโรค ตอ้ งคำ� นงึ ถงึ ผลของความร้อนต่อคณุ ภาพของผลติ ผลเป็นส�ำคญั เน่ืองจากแมค้ วามร้อนมผี ลยับยัง้
การเจริญของเช้ือสาเหตุโรคแต่ก็มีผลต่อสรีระของผลิตผล โดยท�ำให้เกิดการเปลี่ยนรูปของโปรตีน การปลด
ปล่อยไขมันให้เป็นอิสระ ฮอร์โมนถูกท�ำลาย อาหารท่ีสะสมถูกท�ำลาย การเปล่ียนแปลงของสาร metabolic
และบางกรณีมีผลต่อความอ่อนแอต่อการเข้าท�ำลายของเชื้อจุลินทรีย์ การใช้ความร้อนจะลดปริมาณสาร ACC
(1-aminocyclopropane -1- carboxylic acid) ลง ซึ่งเปน็ สารต้ังตน้ ในการสงั เคราะหเ์ อทลิ นี นอกจากน้ียงั มี
การสะสม mRNA และโปรตีนของ ACC oxidase อกี ด้วย การใชค้ วามรอ้ นท�ำใหเ้ ขา้ ส่กู ระบวนการสุกแก่ ทำ� ให้
ผลออ่ นนม่ิ ช้ากวา่ ผลที่ไมไ่ ดร้ ับความร้อน เชน่ มะม่วง พลัม แพร์ อะโวกาโด มะเขือเทศ เนอ่ื งจากเกิดการยบั ย้ัง
สงั เคราะหเ์ อทลิ ีน
การใช้สารเคมีควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยว มีมากกว่า 30 ชนิด ท้ังนี้การใช้งานข้ึนอยู่กับการออกฤทธ์ิ
ของสารเคมี ความเขม้ ข้นของสารเคมที ่ใี ช้ วิธกี ารใช้กบั ผลิตผลหลงั การเก็บเกีย่ ว ความอ่อนแอของเช้ือจุลินทรีย์
ต่อสารเคมีนั้น และความสามารถในการแทรกซึมเข้าไปในบริเวณท่ีมีการติดเชื้อ ความคงตัวในการออกฤทธิ์
แต่จะต้องคำ� นึงถึงความปลอดภัยของผูบ้ ริโภค และพษิ ตกค้างของสารเคมีบนผลผลติ ดว้ ย
วัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื ศกึ ษาการปอ้ งกนั กำ� จดั และลดปรมิ าณเชอ้ื โรคพชื หลงั การเกบ็ เกย่ี วดว้ ยวธิ ที างกายภาพและสารเคมี
วธิ กี ารทดลอง
วัสดทุ ดลอง พรกิ ชฟี้ ้าแดง
กรรมวธิ ีที่ 1 ปลกู เช้ือรา Colletotrichum capsici ลงบนผลพรกิ โดยพน่ สารละลายสปอรค์ วามเข้มขน้
106 สปอรต์ ่อมลิ ลลิ ิตร บ่มในสภาพความช้ืนเป็นเวลา 1 ช่ัวโมง แล้วจมุ่ ผลในนำ�้ ร้อนอณุ หภูมิ 53 องศาเซลเซียส
นาน 5 นาที แล้ววางในตะกรา้ ทีร่ องดว้ ยกระดาษ ใสใ่ นถงุ พลาสติกชื้นบ่มไว้ 12 ชัว่ โมง แลว้ เอาถุงออก
กรรมวธิ ที ี่ 2 จุ่มผลพริกในน�้ำรอ้ นอณุ หภมู ิ 53 องศาเซลเซยี ส นาน 5 นาที แลว้ ปลกู เชอ้ื รา C. capsici
ลงบนผลพรกิ โดยพน่ สารละลายสปอร์ความเข้มข้น 106 สปอรต์ ่อมิลลลิ ติ ร แลว้ วางในตะกร้าที่รองด้วยกระดาษ
ใสใ่ นถงุ พลาสติกชนื้ บ่มไว้ 12 ชั่วโมง แล้วเอาถงุ ออก
กรรมวิธีที่ 3 ปลูกเช้ือรา C. capsici ลงบนผลพริก โดยพ่นสารละลายสปอร์ความเข้มข้น 106 สปอร์
ต่อมิลลิลิตร บ่มในสภาพความช้ืนเป็นเวลา 1 ช่ัวโมง แล้วจุ่มผลพริกในสารเคมี prochloraz (imidazole
fungicide) อัตรา 1 กรัมต่อลิตร (1,001.14 ppm) แล้ววางในตะกร้าที่รองด้วยกระดาษ ใส่ในถุงพลาสติกชื้น
บม่ ไว้ 12 ชั่วโมง แล้วเอาถงุ ออก

บทที่ 10 159

กรณีศึกษาการควบคุมโรคพชื หลังการเกบ็ เกีย่ ว

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.เนตรนภิส เขยี วขำ�

กรรมวธิ ีที่ 4 จมุ่ ผลพรกิ ในสารเคมี prochloraz (imidazole fungicide) อัตรา 1 กรมั ต่อลิตร แล้วปลูก
เชอื้ รา C. capsici ลงบนผลพริก โดยพน่ สารละลายสปอรค์ วามเขม้ ขน้ 106 สปอร์ตอ่ มิลลลิ ิตร แล้ววางในตะกร้า
ท่รี องดว้ ยกระดาษ ใสใ่ นถุงพลาสติกชนื้ บม่ ไว้ 12 ชัว่ โมง แลว้ เอาถงุ ออก
กรรมวิธีที่ 5 ปลูกเชื้อรา C. capsici ลงบนผลพริก โดยพ่นสารละลายสปอร์ความเข้มข้น 106 สปอร์ต่อ
มิลลิลิตร บ่มในสภาพความช้ืนเป็นเวลา 1 ช่ัวโมง แล้วจุ่มผลพริกในสารเคมี prochloraz (imidazole
fungicide) อตั รา 1 กรัมตอ่ ลติ ร ที่อุณหภมู ิ 53 องศาเซลเซียส นาน 3 นาที แลว้ วางในตะกรา้ ทร่ี องดว้ ยกระดาษ
ใสใ่ นถุงพลาสติกชืน้ บม่ ไว้ 12 ชว่ั โมง แลว้ เอาถุงออก
กรรมวิธีท่ี 6 (ชุดควบคุม) ปลูกเช้ือรา C. capsici ลงบนผลพริก โดยพ่นสารละลายสปอร์ความเข้มข้น
106 สปอร์ตอ่ มิลลิลติ ร แล้ววางในตะกรา้ ที่รองด้วยกระดาษ ใส่ในถุงพลาสติกช้นื บม่ ไว้ 12 ช่ัวโมง แล้วเอาถงุ ออก
เกบ็ รกั ษาตวั อยา่ งทดลองทกุ กรรมวธิ ที อี่ ณุ หภมู หิ อ้ ง เปน็ เวลา 5-7 วนั
ตรวจผลการทดลองโดยบนั ทกึ รอ้ ยละของการเกิดโรค (% disease incidence) นับจ�ำนวนผลที่เกิดโรค
และรอ้ ยละความรนุ แรงของการเกดิ โรค (% disease severity) วดั ขนาดแผลแลว้ คำ� นวณเปน็ รอ้ ยละเปรยี บเทยี บ
กับชุดควบคุม
160 หลักการควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

11บทที่ กรณศี ึกษาการควบคุมโรคพชื ดว้ ยสารจากพืช

รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

พืชสร้างกลไกหลายชนิดในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่จะเข้าท�ำลาย เช่นการสร้างโครงสร้างทางกายภาพ
เพอื่ เปน็ ตวั กนั้ (physical barrier) หรอื สรา้ งสารเคมขี นึ้ มาเพอ่ื ปอ้ งกนั การเขา้ ทำ� ลายหรอื หยดุ พฒั นาการของเชอ้ื
สาเหตโุ รค สารท่ีพืชสร้างข้ึนมีทั้งสารที่พืชสร้างอยู่แล้วกับสารท่ีสร้างข้ึนเม่ือถูกกระตุ้น เรียกในภาพรวมว่า
สารทุติยภูมิ (secondary metabolites) สารเหล่านี้จะแตกต่างกับสารปฐมภูมิ (primary metabolites)
ซ่ึงเก่ียวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช เช่นสารต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับกระบวนการหายใจ การสังเคราะห์
แสง เป็นต้น สารทุติยภูมิอาจมีความจ�ำเพาะเจาะจงกับศัตรูพืชแต่ละชนิดหรือสามารถป้องกันก�ำจัดศัตรูพืช
หลายชนิด ซ่ึงสารทุติยภูมิน้ีที่นักโรคพืชสนใจ โดยการสกัดสารเหล่าน้ีจากพืชและน�ำมาทดสอบในการยับย้ัง
เช้ือจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืช ซึ่งสารจากพืชหลายชนิดมีประสิทธิภาพป้องกันก�ำจัด โรคพืชเทียบเท่าสารเคมี
สงั เคราะห์ สารในพชื สามารถจัดแบ่งเปน็ 3 กลมุ่ ใหญ่ ไดแ้ ก่
1. สารที่พืชสร้างอยู่แล้ว (performed compounds) เป็นสารที่พืชสร้างตามปกติและเก็บไว้ตาม
ส่วนต่าง ๆ ของเซลล์ สารเหล่านี้จะมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่เข้าท�ำลายพืชและอยู่ในรูปที่พร้อมใช้
(active form) เป็นสารกลุ่มฟีนอลิก (phenolics) เทอร์พีนอยด์ (terpenoids) และสเตอรอยด์ (steroids)
สารท่ีมคี ุณสมบัติต่อตา้ นจลุ นิ ทรียเ์ หลา่ น้เี ปน็ สารท่พี บในเซลล์พืชปกติ มีนำ้� หนกั โมเลกลุ ตำ่� ซ่ึงสามารถใชป้ ้องกัน
การเขา้ ทำ� ลายของเชอื้ จุลินทรีย์สาเหตุโรคพืชหรอื ศัตรูพืชได้ทนั ที อาจหมายรวมถึงสารท่ปี ระกอบเปน็ โครงสร้าง
ทางกายภาพท่ีพชื สร้างขนึ้ เพื่อปอ้ งกันเช้ือสาเหตุโรคพชื เขา้ ทำ� ลาย เช่น cuticle, epicuticular wax, cell wall
หรือการสรา้ งสารท่ีมลี กั ษณะเปน็ lignification และ suberization ในเซลล์ท่มี แี ผล
2. สารที่พชื สรา้ งเม่ือถกู กระตนุ้ (inducible performed resistance compounds) สารในกลมุ่ นอ้ี าจ
จะพบท่ัวไปในพชื ปกติในปรมิ าณนอ้ ยหรอื สามารถกระต้นุ ให้สรา้ งหรอื สรา้ งเพิม่ มากขึ้นได้ เมือ่ ถูกเชื้อเข้าท�ำลาย
หรือเม่ือพืชอยู่ในสภาวะเครียด นอกจากนี้ยังรวมถึงกลุ่มสารที่มีสารต้ังต้นซ่ึงเป็นสารท่ีไม่มีฤทธิ์ยับย้ังโรคพืช
แตจ่ ะเปล่ยี นเปน็ สารทม่ี ฤี ทธต์ิ า้ นจลุ ินทรยี ไ์ ดเ้ มื่อถูกเชอ้ื จุลนิ ทรยี ์เข้าท�ำลาย
3. สาร phytoalexins–induced inhibitory compounds สารในกลุม่ นมี้ ีระบบจดจำ� ทเ่ี ฉพาะเจาะจง
กับเช้ือสาเหตุโรคพืชแต่ละชนิด หรือเป็นสารท่ีชักน�ำไปสู่การสร้างโปรตีนและสารเมตาบอไลต์ที่ใช้ต่อต้านเชื้อท่ี
เขา้ ทำ� ลาย สารในกลมุ่ นบ้ี างชนดิ เรยี กวา่ สาร hypersensitive response (HR) ซง่ึ สารในกลมุ่ นอี้ าจหมายรวมถงึ
pathogenesis–related protein (PR), active oxygen species และ lectin

บทที่ 11 161

กรณศี ึกษาการควบคมุ โรคพชื ดว้ ยสารจากพืช
รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

ปัจจุบันมกี ารคน้ หาสารจากพชื เพ่ือพัฒนาเปน็ สารป้องกนั ก�ำจดั โรคพชื (botanical fungicide) ทดแทน
การใช้สารเคมีสังเคราะห์ เนื่องจากความกังวลในเรื่องการใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อส่ิงแวดล้อม
รวมทั้งสารพิษตกค้างซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และจุลินทรีย์ท่ีมีประโยชน์ในสภาพแวดล้อม จึงมี
การวิจัยค้นหาสารจากพืชโดยเฉพาะจากพืชสมุนไพรเพื่อน�ำมาใช้ในการควบคุมศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมี
สังเคราะห์ดังกล่าว สารจากพืชที่มีคุณสมบัติยับยั้งเช้ือจุลินทรีย์ได้ ส่วนใหญ่เป็นสารกลุ่มแอลคาลอยด์ น�้ำมัน
หอมระเหย และฟนี อลิก
ขอ้ ดขี องการใช้สารสกัดจากพืชในการควบคุมโรคพชื คอื
- สารจากธรรมชาติเป็นสารท่ีพชื สร้างข้ึนเพือ่ ใช้ในการปอ้ งกันกำ� จัดศัตรพู ชื
- มสี ารจำ� นวนมากในพชื ซึ่งนอกจากจะมคี วามหลากหลายของสารเคมใี นพชื แต่ละชนดิ แล้ว ยังมคี วาม
หลากหลายของชนดิ สารในส่วนตา่ ง ๆ เช่น ใบ ลำ� ตน้ ราก ผล เมล็ด แตกตา่ งกัน รวมท้ังในแต่ละระยะการเจรญิ
เตบิ โตของพชื
- สารจากธรรมชาตเิ หล่าน้ีสามารถน�ำไปเปน็ ต้นแบบของสารสังเคราะห์ได้
- การวิจัยด้านฤทธิ์ของสารจากธรรมชาติน้ีท�ำให้ค้นพบกลไกการออกฤทธิ์ใหม่ ๆ เสมอ รวมท้ังยังเป็น
เคร่ืองมือทางเคมี ในการศกึ ษาสารและวิธีสงั เคราะห์ใหม่ ๆ
- ปลอดภัยต่อผู้ใช้และผบู้ รโิ ภคมากกว่าสารเคมสี ังเคราะห์และมีพษิ ตกค้างน้อยกวา่
สารสกัดจากพืชบางชนิดมีการพัฒนาและออกจ�ำหน่ายในเชิงการค้า เช่น Polymin 40 EC เป็น
สารสกัดจากต้น Polygenum minus สามารถกระตุ้นการงอกของเมล็ดมะเขือเทศและที่ความเข้มข้น 2
เปอร์เซ็นต์ สามารถยับย้ังการเจริญของเช้ือรา Alternaria solani ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งกระตุ้นในพืช
สรา้ งเอนไซม์ peroxidase, polyphenol oxidase, phenylalanine ammonia lyase และ phenol (Devi
และ Marimuthu, 2010) ขณะที่สารสกัดบางชนิดมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราสาเหตุโรค
พืชได้เท่าเทียบประสิทธิภาพของสารเคมีสังเคราะห์ เช่น สาร rutacridone epoxide ที่สกัดจากราก Ruta
graveolens มีประสิทธิภาพสูงกว่าสารเคมีแคบแตน (captan) และเบโนมิล (benomyl) ในการควบคุมเชื้อ
รา Colletotrichum fragariae, C. gloeosporioides, C. acutatum, Botrytis cinerea และ Fusarium
oxysporum (Meepagala และคณะ, 2005) Slusarenko และคณะ, 2008 ได้ศึกษาประสิทธิภาพสาร
allicin จากกระเทียม พบว่าที่ความเข้มข้น 55 µg สามารถสร้างบริเวณยับยั้ง (clear zone) ยับยั้งการเจริญ
ของแบคทีเรีย Escherichia coli  ได้เทียบเท่าสาร kanamycin 50 µg ซึ่งสารจากกระเทียมมีสารออกฤทธ์ิ
ส�ำคัญ allicin ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราสาเหตุโรคพืช ซ่ึงมีรายงานการใช้ในการควบคุมศัตรูพืชหลาย
ชนดิ (Arya และคณะ 1995, Bianchi และคณะ 1997, Cao and van Bruggen, 2001; Russell and Mussa,
1977) โดยสารแตล่ ะกลมุ่ มีรายงานวา่ มกี ลไกการออกฤทธ์ิที่แตกต่างกนั ดงั ตัวอย่างในตารางท่ี 11.1

162 หลกั การควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ตารางที่ 11.1 ฤทธ์ิของสารแต่ละกล่มุ ที่พบในพืชต่อเซลลเ์ ชื้อรา

กล่มุ สาร กลไกออกฤทธิ์
Phenolics ผนงั เซลลแ์ ตก (membrane disruption) substrate deprivation
Phenolic acids Bind to adhesins, complex with cell wall, inactivate enzymes
Terpenoids, essential oil ผนงั เซลล์แตก (membrane disruption)
Alkaloids แทรกเขา้ ไปในผนงั เซลล์
Tannins เกาะกบั โปรตีน ยับย้งั การทำ� งานของเอนไซม์ substrate deprivation
Flavonoids Bind to adhesins, complex with cell wall, inactivate enzymes
Coumarins ทำ� ปฏกิ ริ ิยากับ eukaryotic DNA
Lectins and polypeptides Form disulfide bridges

ท่มี า: Gahukar (2012)

ประสิทธภิ าพสารสกดั จากพชื ในการควบคุมโรคพชื ในประเทศไทย

สารสกัดจากพืชประกอบด้วยสารหลายชนิดท่ีพืชชนิดนั้น ๆ สร้างข้ึน ประกอบด้วยสารท่ีมีคุณสมบัติต่อ
ตา้ นเชื้อจุลินทรยี แ์ ละไม่มีฤทธทิ์ างชวี ภาพ สารจากราก เปลอื ก เมลด็ ตา ใบ และผลจะมีองคป์ ระกอบของสารที่
แตกตา่ งกนั รวมทงั้ แตกตา่ งกนั ไปในพชื แต่ละชนดิ ในประเทศไทยมีผู้ศึกษาฤทธข์ิ องสารสกดั จากพืชในการยับย้ัง
การเจริญของเช้ือสาเหตุโรคพืชจ�ำนวนมาก เช่น Plodpai และคณะ (2013a) รายงานว่าสารสกัดของมะตูม
(Aegle marmelos) สายหยดุ (Desmos chinensis) และ หัสคุณ (Micromelum minutum) สามารถยับย้ัง
การเจริญของเช้ือราสาเหตุโรคของข้าวได้หลายชนิด โดยสารสกัดจากใบสายหยุดมีฤทธ์ิสูงที่สุดในการยับย้ัง
การเจรญิ การเจริญของรา Bipolaris setariae, Curvularia lunata, C. oryzae, Fusarium moniliforme,
Pyricularia oryzae และ Sclerotium rolfsii ต่อมา Plodpai และคณะ (2013b) รายงานผลการศึกษา
สารสกัดจากใบและเปลือกสายหยุด (Desmos chinensis) ท่ีสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนสามารถควบคุมเชื้อรา
Rhizoctonia solani สาเหตโุ รคกาบใบไหมข้ องข้าวได้ เมือ่ ฉีดพน่ สารสกัดทคี่ วามเขม้ ข้น 2 mg mL-1 สามารถ
ลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อศึกษาดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนพบว่าสารน้ี
มีฤทธิ์ท�ำให้เกิดความผิดปกติภายในผนังเซลล์ ผนังเส้นใยจะมีลักษณะเห่ียวย่น มีการเจริญผิดปกติ มีโครงสร้าง
กลมท่ีมีขนาดแตกต่างกันท่ีผนังของเซลล์เส้นใยปกติ นอกจากนี้ยังมีผู้ศึกษาสารจากพืชในประเทศไทยหลาย
ชนิดในการยับย้ังการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืช (ตารางท่ี 11.2) อย่างไรก็ตามการศึกษาสารสกัดจากพืชส่วน
ใหญ่ เป็นผลจากการทดสอบในหอ้ งปฏบิ ตั ิการที่ยังไมม่ กี ารผลติ ในเชิงการค้า

บทที่ 11 163

กรณศี ึกษาการควบคมุ โรคพชื ดว้ ยสารจากพชื
รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

ตารางที่ 11.2 สารสกัดและสารจากพชื ชนดิ ตา่ ง ๆ ทีม่ ีฤทธ์ยิ บั ยงั้ การเจรญิ ของเชอื้ สาเหตโุ รคพืชในประเทศไทย

พชื สาร เช้อื สาเหตุโรค เอกสารอ้างอิง
ผลสมอพเิ ภก ใบฝร่ัง ผลสมอไทย สารสกดั หยาบ Erwinia carotovora subsp. ศศธิ ร, 2547
ผลเบญกานี และเปลือกผลทับทมิ carotovora
วา่ นนำ้� น้ำ� มนั หอม Colletotrichum วชิ ัยและชยั ณรงค์,
ระเหย gloeosporioides 2548
ใบฝรง่ั เปลือกผลทับทิม ผลมังคุด สารสกัดหยาบ Ralstonia solanacearum ศศิธรและสพุ จน,์
ผลสมอพิเภก ผลเบญกานี แง่งขมิ้น 2548
ชนั ผลสารภี ผลกระทิง ใบทอง
พันชง่ั รากหญ้าแห้วหมู ผลมะขาม
ปอ้ ม ผลยูคาลิปตสั เนื้อผลมะปริง
เมลด็ มะปริง ใบชา เมล็ดมะมว่ ง
โกศพงุ ปลา เปลอื กผลเงาะ และผล
สมอไทย
ใบพลู สารสกัดหยาบ Aspergillus niger ปยิ ะวดี, 2550
Swiss chard กลยั โคไซด์ Xanthomonas campestris สิรนิ นั ทน์ และ
คณะ, 2551
ขิง pv. manihotis, Fusarium สร้อยสดุ า และ
ขม้ินผสมไคโตแซน oxysporum คณะ, 2552
พลู สารสกดั หยาบ Aspergillus niger, สมศิริ และคณะ,
Alternaria brassicicila 2553
สารสกดั หยาบ Penicillium digitatum Singburaudom,
สารสกัดหยาบ Colletotrichum capsici, C. 2015a
gloeosporioides, Fusarium
oxysporium f.sp. cubense,
Pyricularia oryzae
แห้ม สารสกดั หยาบ Fusarium oxysporium f.sp. Singburaudom,
cubense, Rhizoctonia solani, 2015b
Sclerotium rolfsii

การศกึ ษาการควบคุมโรคพืชดว้ ยสารสกัดจากพืช

การศึกษาประสิทธิภาพของสารจากพืชในการป้องกันก�ำจัดโรคพืชนั้นควรเริ่มจากการทบทวนเอกสาร
หาข้อมูลว่าส่วนต่าง ๆ ของพืชที่สนใจ เคยมีรายงานการทดสอบประสิทธิภาพในการต้านเช้ือจุลินทรีย์หรือมี
รายงานการสร้างสารฤทธิ์ทางชีวภาพหรือมีสรรพคุณทางยาท่ีใช้รักษาโรคหรือไม่ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลเบ้ืองต้นเพื่อ
ประกอบการตัดสินใจในการเลือกพืชหรือส่วนของพืชมาศึกษาเพ่ือใช้ควบคุมโรคพืช โดยข้ันตอนการศึกษาฤทธ์ิ
ของสารสกัดจากพืชในการควบคุมโรคพืชนน้ั จะมี 5 ขน้ั ตอนหลกั ๆ ดังนี้

164 หลกั การควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

1. การสกัดสารสกดั หยาบ (crude extract) จากสว่ นต่าง ๆ ของพชื
เป็นขั้นตอนในการสกัดสารทุติยภูมิจากตัวอย่างพืช โดยการแช่หรือหมักตัวอย่างพืชแห้งท่ีบดละเอียด
ในสารละลายอินทรีย์ต่าง ๆ ในอัตราส่วน ตัวอย่างพืช: สารละลายอินทรีย์ 1:10 โดยน้�ำหนักต่อปริมาตร
หมักไว้เป็นเวลา 7 วัน ท�ำการกรองสารละลายที่ได้ แล้วน�ำไประเหยตัวท�ำละลายออกโดยใช้เคร่ืองกล่ัน
ระเหยสาร (Rotary Evaporator) จนได้สารสกัดหยาบของพืชโดยสารละลายอินทรีย์แต่ละชนิดสามารถสกัด
สารทตุ ิยภูมแิ ตล่ ะกลุ่มในพืชทแ่ี ตกตา่ งกนั ดงั ตารางท่ี 11.3

ตารางท่ี 11.3 ศกั ยภาพของสารตัวทำ� ละลายชนดิ ต่าง ๆ ท่สี ามารถสกัดสารกลมุ่ ต่าง ๆ ออกมาจากพชื

water ethanol methaol chloroform dichloro- ether acetone
tannins methanol alkaloids flavonols
alkaloids terpenoids terpenoids terpenoids
saponins tannins saponins flavonoids terpenoids
terpenoids terpenoids tannins coumarins
flavonol flavones

ทมี่ า: Dixon (2001)

2. การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากพืชในการยับย้ังการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์สาเหตุ
โรคพืช ในขนั้ ตอนนี้จะละลายสารสกัดหยาบจากพืชใหม้ ีความเขม้ ขน้ เจอื จางลงตามลำ� ดบั เช่น 100,000 10,000
1,000 100 และ 10 ppm เป็นต้น แล้วทดสอบโดยวิธี dilution plate, paper disc diffusion หรือ well
diffusion ซ่งึ สารสกัดที่มีประสิทธภิ าพสูงจะสามารถยับยง้ั การเจริญของเชอื้ สาเหตโุ รคพชื ไดท้ คี่ วามเข้มขน้ ตำ�่
3. การทดสอบประสทิ ธภิ าพของสารสกดั หยาบจากพชื ในควบคมุ โรคพชื ในโรงเรือน
4. การทดสอบประสทิ ธิภาพของสารสกดั หยาบจากพืชในควบคุมโรคพชื ในแปลงปลูก
5. การคน้ หาสารออกฤทธ์ใิ นสารสกดั หยาบจากพืช
เน่ืองจากสารสกัดหยาบที่สกัดได้จากพืชน้ัน ประกอบด้วยสารที่มีฤทธิ์และไม่มีฤทธิ์ในการยับย้ังเชื้อ
จุลินทรีย์ การทราบถึงชนิดสารออกฤทธิ์จะท�ำให้ทราบข้อมูลในเชิงลึกของประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบ
จากพืชชนิดน้ัน ๆ ในข้ันตอนนี้จะน�ำสารสกัดหยาบมาแยกเป็นสารกึ่งบริสุทธ์ (fraction) โดยใช้เทคนิค
chromatography แบบตา่ ง ๆ เชน่ column chromatography, Thin Layer Chromatography (TLC) จาก
น้ันนำ� แตล่ ะ fraction มาทดสอบประสทิ ธิภาพในการยับยัง้ โรคพืช โดยใชว้ ธิ ี paper disc diffusion หรือ well
diffusion เปน็ ต้น หรืออาจตรวจสอบในเบอ้ื งตน้ โดยใช้วธิ ี bioautography ทำ� ไดโ้ ดยน�ำแผ่น TLC ท่ีตรวจสอบ
สารเรียบร้อยแลว้ มาฉดี พ่นสารแขวนลอยสปอรเ์ ช้ือราที่ผสมในอาหาร potato dextrose agar ลงบนแผ่น TLC
บ่มไว้ในกล่องช้นื 2-3 วนั ถา้ จุดสารใดปรากฏบรเิ วณยับย้ัง (inhibition zone) แสดงวา่ สารน้นั มฤี ทธิต์ า้ นเชอ้ื รา
(ภาพที่ 11.1) จากน้ันจะท�ำการแยกเฉพาะสารที่มีฤทธ์ยิ ับย้งั เชอ้ื ราสาเหตุโรคพชื ใหเ้ ป็นสารบริสุทธ์โิ ดยใช้ High
Performance Liquid Chromatography หรอื Preparative TLC และน�ำไปศึกษาโครงสรา้ งทางเคมีของสาร
ออกฤทธ์บิ รสิ ทุ ธโิ์ ดยใชเ้ ทคนคิ ทาง spectroscopy แบบต่าง ๆ

บทที่ 11 165

กรณีศกึ ษาการควบคมุ โรคพืชดว้ ยสารจากพืช
รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

ภาพที่ 11.1 แสดงการทดสอบหาสารออกฤทธ์ิยับยั้งเชอื้ ราโดยวิธี bioautography บนแผ่น TLC

I. กรณีศึกษาฤทธ์ิของสารสกัดพืชสมุนไพรในการยับย้ังการเจริญของเช้ือราสาเหตุโรคเมล็ดด่าง
ของข้าว

ตัวอย่างการศึกษาสารสกัดจากใบพลู (Piper betle L.) ผลของดีปลี (P. longum L.) และพริกไทย
(P. nigrum L.) ด้วยเอทานอล ในการยับยั้งเช้ือราสาเหตุโรคเมล็ดด่างของข้าวได้แก่ Curvularia lunata,
Fusarium incarnatum และ Bipolaris oryzae โดยทดสอบดว้ ยวธิ ี dilution plate ซึ่งเปน็ วิธกี ารพ้นื ฐานที่
ความเขม้ ข้น 100 1,000 และ 10,000 ppm ดังขั้นตอนตอ่ ไปนี้
- น�ำผงตัวอย่างพืชหมักในเอทานอล อัตราส่วน 1:10 เป็นเวลา 7 วัน จากน้ันน�ำมากรองเพื่อน�ำ
สารละลายเอทานอลทไี่ ด้ไประเหยเอาเอทานอลออกด้วยเคร่ืองกลน่ั ระเหยสาร จนไดเ้ ปน็ สารสกัดหยาบของพืช
แต่ละชนิด ทิ้งไวใ้ ห้แห้ง
- ชั่งสารสกัดหยาบของพืชแต่ละชนิดมาละลายให้หมดด้วย dimethyl sulfoxide (DMSO) และ
เจอื จางในนำ้� ใหม้ คี วามเขม้ ขน้ มากกวา่ ความเขม้ ขน้ ทตี่ อ้ งการทดสอบ 10 เทา่ โดยเตรยี มเปน็ stock solutions
ที่ 1,000 10,000 และ 100,000 ppm โดยวิธี serial dilution
- น�ำ stock solutions ที่ความเข้มข้นต่าง ๆ มา 1 mL ผสมกับอาหาร PDA ท่ีหลอมเหลว 9 mL
ในหลอดทดลอง ผสมให้เข้ากัน จากนั้นเทใส่จานเล้ียงเชื้อและท้ิงไว้ให้เย็น ในขั้นตอนน้ีสารสกัดจะเจือจางลง
10 เท่า ซึ่งจะไดค้ วามเขม้ ขน้ สุดทา้ ยทีต่ อ้ งการทดสอบคือ 100 1,000 และ 10,000 ppm
- เลี้ยงเช้ือราสาเหตุโรคพืชในอาหาร potato dextrose agar (PDA) บ่มไว้ 7 วัน จากนั้นใช้ steel
borer ขนาดเสน้ ผ่าศูนยก์ ลาง 0.5 cm ตัดเสน้ ใยบริเวณขอบโคโลนเี ชือ้ ราสาเหตุโรคพืชทตี่ อ้ งการทดสอบ น�ำมา
วางกลางจานเลยี้ งเชือ้ ทีม่ ี PDA ผสมสารสกัดทไ่ี ดเ้ ตรียมไว้ บม่ ไว้ 10 วัน
- เตรียมชุดควบคุม (negative control) โดยการด�ำเนินการทดลองตามขั้นตอนที่ได้กล่าวมาเหมือน
กัน แต่จะไม่ใช้สารสกัดจากพืชจะใช้เป็นน�้ำเปล่าแทน ในบางกรณีอาจทดสอบกับสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืช
(positive control) ทใ่ี ช้ปอ้ งกันก�ำจัดโรคนั้น ๆ ในปจั จบุ นั เพ่อื เป็นสารเปรียบเทียบประสิทธิภาพว่าสารสกดั ท่ี
ทดสอบมีประสิทธภิ าพเทยี บเทา่ หรือไกล้เคียงกบั สารเคมีปอ้ งกนั ก�ำจดั โรคพืชหรอื ไม่
166 หลักการควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

- ประเมินผลการทดลองโดยวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของโคโลนีเชื้อราที่ทดสอบและค�ำนวณ
เปอรเ์ ซ็นต์ยับยัง้ การเจรญิ ของเสน้ ใยเชอื้ รา โดยใชส้ ูตร % ยับยั้งการเจริญ = (A-B/ A) 100 โดย

A = ขนาดเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางของโคโลนเี ชอื้ ราที่เจริญบนชดุ ควบคมุ (negative control)
B = ขนาดเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางของโคโลนีเชือ้ ราทเ่ี จรญิ บนชดุ ทดสอบที่ผสมสารสกดั พชื
ทคี่ วามเข้มข้นตา่ ง ๆ

- ในการทดลองแตล่ ะครงั้ ควรมีหลายซ้ำ� (replication) อย่างนอ้ ย 5 ซ�ำ้ และทำ� ซ้ำ� อีกอยา่ งนอ้ ย 2 ครั้ง
น�ำผลการทดลองท่ีได้มารวมกันและค�ำนวณค่าความแตกต่างทางสถิติโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์และค�ำนวณหา
คา่ Half maximal effective concentration (EC50)  ดังตัวอย่างผลการทดลองในตารางท่ี 11.4
จากผลการทดลองในตารางท่ี 13.4 จะพบว่าสารสกัดจากใบพลูสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราท้ัง
3 ชนิดได้ 100% ทีค่ วามเขม้ ข้น 10,000 ppm และสามารถยบั ย้ังการเจริญของเชื้อรา Bipolaris oryzae และ
Curvularia lunata ได้ 53% และ 61% ตามล�ำดับ ทคี่ วามเขม้ ข้น 1,000 ppm ในขณะที่สารสกัดจากผลดปี ลี
และพริกสามารถยับย้ังการเจริญของเชื้อราทั้ง 3 ชนิดได้น้อยถึงปานกลางที่ 32-58% ท่ีความเข้มข้น 10,000
ppm (ตารางที่ 11.4, ภาพที่ 11.2 และ 11.3) โดยสรปุ จากผลการทดลองประสิทธภิ าพของสารสกดั พืชในวงศ์
Piperaceae 3 ชนิด คอื พลู ดีปลแี ละพรกิ ไทย พบว่าสารสกัดพลูมปี ระสทิ ธภิ าพสูงทส่ี ดุ ในการยับยง้ั การเจรญิ
ของราสาเหตุโรคเมล็ดด่างของข้าว 3 ชนิด โดยมีประสิทธิภาพในการยับย้ังรา Curvularia lunata มากท่ีสุด
รองลงได้แก่ Bipolaris oryzae และ Fusarium incarnatum โดยมคี ่า EC50 861.02, 950.39 และ 1941.38
ตามล�ำดับ อย่างไรก็ตามผลการทดลองนี้เป็นผลการทดลองเบื้องต้นในห้องปฏิบัติการ ต้องมีการทดสอบ
ในสภาพโรงเรอื นปลกู พืชทดลองและสภาพแปลงปลกู ต่อไป

ตารางที่ 11.4 ประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบพลู ผลของดีปลีและพริกไทย และสารไดฟีโนโคนาโซล
(difenoconazole) ในการยับย้ังการเจริญของเช้ือราสาเหตุโรคเมล็ดด่างท่ีความเข้มข้นต่าง ๆ
บนอาหาร PDA อายุ 10 วัน

สารสกดั พืชและ ความเข้มขน้ เปอร์เซ็นต์ยบั ยง้ั การเจรญิ ของเสน้ ใยเชื้อรา
สารเคมี (ppm)
Bipolaris oryzae Curvularia lunata Fusarium incarnatum
พลู 10000 1001/ ± 0a 100 ± 0a 100 ± 0a
1000
ดีปลี 100 53.78 ± 6.22e 61.33 ± 4.15d 9.77 ± 1.15j
EC50
10000 0k 0k 0k
1000
100 950.39 861.02 1941.38
EC50
58.22 ± 2.63d 54.22 ± 1.72e 32.67 ± 1.90g

36.44 ± 4.34f 38.44 ± 5.05f 0k

0k 0k 0k

4464.54 5034.33 14375.59

บทที่ 11 167

กรณีศึกษาการควบคุมโรคพืชดว้ ยสารจากพชื
รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

ตารางที่ 11.4 (ต่อ)

สารสกัดพืชและ ความเข้มข้น เปอร์เซ็นตย์ บั ยัง้ การเจริญของเส้นใยเชื้อรา
สารเคมี (ppm) Bipolaris oryzae Curvularia lunata Fusarium incarnatum

พรกิ ไทย 10000 58.00 ± 1.72d 58.44 ± 3.11d 39.78 ± 5.21f
1000 24.44 ± 8.89h 19.11±2.71i 0k

100 0k 8.67j 0k

EC50 5737.17 6783.05 12267.19
Difenoconazole 10000 100a 100a 100 ± 0a
1000 100a 100a 89.56 ± 0.57b
100 100a 100a 84.00 ± 0.94c
EC50 - - 3.43

ค่าเฉล่ีย ± ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (standard derivations) ตามด้วยตัวอักษรท่ีเหมือนกันแสดงว่าไม่มีความแตกต่าง
กันทางสถติ ิท่รี ะดับความเช่อื มัน่ P<0.05 จากการวเิ คราะหโ์ ดย Duncan’s multiple range test

ภาพท่ี 11.2 ประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบพลู ผลของดีปลีและพริกไทย และสารไดฟีโนโคนาโซลในการ
ยับย้ังการเจริญของรา Bipolaris oryzae ทค่ี วามเข้มข้นต่าง ๆ บนอาหาร PDA อายุ 10 วัน

168 หลกั การควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

ภาพท่ี 11.3 ประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบพลู ผลของดีปลีและพริกไทย และสารไดฟีโนโคนาโซล ในการ
ยบั ยง้ั การเจริญของรา Curvularia lunata ที่ความเข้มขน้ ตา่ ง ๆ บนอาหาร PDA อายุ 10 วนั

II. กรณีศึกษาประสิทธิภาพสารสกัดพืชสมุนไพรในการควบคุมโรคใบจุดด�ำของคะน้าที่เกิดจาก
เชือ้ รา Alternaria brassicicola

จากการน�ำสารสกัดหยาบจากส่วนต่าง ๆ ของพืชสมุนไพร 10 ชนิด ดังตารางท่ี 11.5 มาทดสอบ
ประสทิ ธภิ าพในการยับยั้งการเจริญของรา A. brassicicola โดยวิธี dilution plate พบว่าสารสกัดหยาบของ
แห้ม (Coscinium fenestratum (Goetgh.) Colebr.) มปี ระสทิ ธภิ าพสูงทีส่ ดุ โดยสามารถยับยัง้ การเจรญิ ของ
รา A. brassicicola ได้ที่ 42% ท่ีความเข้มข้นเพียง 100 ppm รองลงมาคือ พลู (Piper betle Linn.) ไพล
(Zingiber cassumunar Roxb.) และกานพลู (Syzygium aromaticus Merr.) ตามลำ� ดบั ซง่ึ สามารถยบั ยั้ง
การเจริญของรา A. brassicicola ไดท้ ่ี 100% ที่ความเขม้ ข้นเพียง 1,000 ppm

บทที่ 11 169

กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ดว้ ยสารจากพืช
รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

ตารางท่ี 11.5 ประสทิ ธิภาพของสารสกดั หยาบของพชื สมนุ ไพร 10 ชนิด ในการยับยั้งการเจริญของ Alternaria
brassicicola โดยวิธี dilution plate

สว่ น เปอร์เซ็นต์ยับยัง้ การเจรญิ ของเสน้ ใยเช้ือราท่ี
พชื สมนุ ไพร ของพืช ความเข้มขน้ ต่าง ๆ (ppm.)
ข่า (Alpinia galanga (L.)Willd.) เหงา้ 10,000 1,000 100
66.94 ± 1.39c 23.33 ± 3.27ij 8.33 ± 0.64l
แหว้ หมู (Cyperus rotundus L.) เหง้า 71.67 ± 0.64b 38.89 ± 0h 21.11 ± 4.26jk
แหม้ (Coscinium fenestratum (Goetgh.) ต้น 100.00 ± 0a 100.00 ± 0a 42.5 ± 4.66g
Colebr.)
กระชายด�ำ (Kaempferia parviflora) เหงา้ 71.67 ± 0.64b 53.89 ± 1.92d 26.11 ± 1.43f
โป๊ยกั๊ก (Illicium verum Hock.f.) ดอก 100.00 ± 0a 40.83 ± 1.40gh 8.61 ± 1.06l
พลู (Piper betle Linn.) ใบ 100.00 ± 0a 100.00 ± 0a 18.61 ± 2.63k
เจตมูลเพลงิ แดง (Plumbago indica L.) ใบ 56.39 ± 1.90e 19.44 ± 0.64k 5.00 ± 1.92m
เจตมลู เพลิงขาว (Plumbago zeylanica L.) ใบ 43.33 ± 0.64g 25.83 ± 1.89i 8.06 ± 1.06l
กานพลู (Syzygium aromaticus Merr.) ดอก 100.00 ± 0a 100.00 ± 0a 9.44 ± 2.64l
ไพล (Zingiber cassumunar Roxb.) เหงา้ 100.00 ± 0a 100.00 ± 0a 24.72 ± 2.29i

ค่าเฉล่ีย ± ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานตามด้วยตัวอักษรที่เหมือนกันแสดงว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติท่ีระดับความ
เชือ่ ม่นั P<0.05 จากการวิเคราะหโ์ ดย Duncan’s multiple range test

เม่อื น�ำสารสกดั ท้งั 10 ชนิดมาทดสอบคณุ สมบตั ิปอ้ งกันการเขา้ ทำ� ลายของเชอ้ื สาเหตุโรคพืช (protective
activity) โดยการฉีดสารสกัดก่อนการปลูกเช้ือและทดสอบคุณสมบัติการก�ำจัดเช้ือราในระยะเริ่มต้นของการ
ท�ำลาย (curative activity) โดยการฉดี สารสกัดหลังการปลูกเชอ้ื 24 ชัว่ โมง กับต้นคะนา้ อายุ 2 เดอื นในสภาพ
โรงเรือน พบว่าสารสกัดหยาบของแห้มสามารถป้องกันก�ำจัดการเข้าท�ำลายของเชื้อราได้ดีท่ีสุด โดยสามารถลด
การเกดิ โรคได้ 67% และ 64% เมื่อฉดี กอ่ นการปลกู เชื้อ (ภาพที่ 11.4) และหลงั ปลกู เชื้อ ตามลำ� ดบั

ภาพท่ี 11.4 ผลของสารสกัดหยาบจากแหม้ ในการยบั ยงั้ การเขา้ ทำ� ลายของรา A. brassicicola กับต้นคะนา้
A. 0 % (negative control) และ B. ฉีดพ่นด้วยสารสกัดหยาบแห้มที่ความเข้มข้น 10,000 ppm

170 หลักการควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

จากผลการทดลองในสภาพห้องปฏิบัติการและโรงเรือนปลูกพืชทดลอง แสดงให้เห็นว่าสารสกัดของ
แห้มมีประสิทธิภาพสูงท่ีสุดในการควบคุมโรคใบจุดด�ำของคะน้า ในข้ันตอนต่อไปจึงน�ำสารสกัดจากแห้ม
มาสกัดต่อด้วยตัวท�ำละลาย 6 ชนิด จะได้สารสกัดจากปิโตรเลียม อีเทอร์ (petroleum ether), คลอโรฟอร์ม
(chloroform), ไดเอทิล อเี ทอร์ (diethyl ether), อะซีโตน (acetone), เอทลิ อะซเี ตต (ethyl acetate) และ
เมทานอล (methanol) ซ่ึงจะได้กลุ่มสารที่มีความมีขั้วท่ีแตกต่างกัน จากน้ันน�ำสารสกัดที่ได้ไปทดสอบ
ประสทิ ธิภาพในการยับย้ังการเจริญรา A. brassicicola โดยวธิ ี well disc ทีค่ วามเข้มข้นต่าง ๆ ซ่ึงพบวา่ สาร
สกดั จากเมทานอล (ภาพที่ 11.5A) มีประสทิ ธภิ าพสูงท่ีสดุ ในการยบั ยงั้ การเจริญของเชื้อ โดยสรา้ งบริเวณยับยง้ั
(inhibition zone) ได้ 2.2-2.5 cm ท่ีความเข้มข้น 100,000 ppm แสดงว่าสารออกฤทธ์ิเป็นกลุ่มสารท่ีมีขั้ว
เนื่องจากละลายในเมทานอล

ภาพที่ 11.5 ประสิทธิภาพของสารสกัดเมลานอลของแห้ม (A) และสารเบอเบอรีน (berberine) (B) ในการ
ยับยง้ั การเจริญของรา A. brassicicola ทค่ี วามเขม้ ข้นต่าง ๆ

จากน้ันน�ำสารสกัดจากเมทานอลมาแยกเป็นสารบริสุทธิ์เดี่ยว ๆ โดยวิธี column chromatography
และใช้สารชะผสมระหว่าง คลอโรฟอร์ม : อะซีโตน และ อะซีโตน : เมทานอล จนสามารถแยกสารบริสุทธ์ิได้
1 ชนิด เป็นสารที่มีลักษณะเป็นผงสีเหลืองอ่อน เพ่ือเป็นการยืนยันว่าสารนี้เป็นสารออกฤทธิ์ต้านเชื้อราในสาร
สกดั หยาบ จำ� เปน็ อย่างยิ่งทีต่ อ้ งทดสอบประสิทธิภาพในการยับยัง้ การเจริญของเช้อื รา A. brassicicola เปรยี บ
เทยี บกบั สารสกดั เมลานอล จากภาพท่ี 11.5B สารบรสิ ทุ ธ์สิ ามารถสร้างบริเวณยับยงั้ เช้ือได้ 2.0 ± 0.2 cm และ
1.2 ± 0.25 ที่ความเข้มข้น 1,000 และ 500 ppm ตามลำ� ดบั แสดงใหเ้ ห็นว่าสารนเ้ี ป็นสารออกฤทธต์ิ ้านเช้ือรา
จงึ น�ำสารท่ไี ดไ้ ปวิเคราะหด์ ว้ ย 13C, 1H Nuclear magnetic resonance spectroscopy (NMR) (ภาพท่ี 11.6)
และ Mass Spectroscopy

บทที่ 11 171

กรณีศกึ ษาการควบคุมโรคพชื ดว้ ยสารจากพชื
รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

ภาพที่ 11.6 chromatograms ของ 1H (A) และ 13C NMR (B) สารออกฤทธ์ทิ ่แี ยกได้

ภาพที่ 11.7 โครงสรา้ งทางเคมขี องสารเบอเบอรีน
เม่ือวิเคราะห์สูตรโครงสร้างทางเคมีเปรียบเทียบกับเอกสารที่รายงานมาก่อน (Tuli และคณะ, 2001;
Wahyudi และ Ichiura, 2012) ท�ำให้ทราบว่าสารออกฤทธ์ินี้คือเบอเบอรี (berberine) (ภาพท่ี 11.7)
ซึ่งเป็น isoquinoline alkaloid ชนิดหนึ่ง ซ่ึงผลการทดลองนี้สอดคล้องกับรายงานที่มีมาก่อนหน้าน้ีที่รายงาน
ว่าสารสกัดพืชที่มีสารเบอเบอรีนเป็นส่วนประกอบสามารถยับย้ังการเจริญของเชื้อราสาเหตุโรคพืชได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ โดยพบว่าสารสารเบอเบอรีน เป็นสารที่มีกลไกการออกฤทธ์ิต่อ cell wall integrity และ
กระบวนการสังเคราะห์ ergosterol ในเซลล์ของเช้ือ Candida albicans (Dhamgaye และคณะ, 2014),
สามารถยบั ย้ังการเจริญของรา Monilinia fructicola โดยการเกาะท่ี DNAs, RNAs และ proteins (Fu และ
คณะ, 2017) รวมทั้งมรี ายงานวา่ มฤี ทธย์ิ บั ย้งั การแบ่งเซลลข์ อง Escherichia coli (Domadia และคณะ, 2008)
172 หลักการควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

III กรณศี ึกษาประสิทธภิ าพของสารสกัดว่านน้�ำในการปอ้ งกันกำ� จัดโรคพืช

วา่ นนำ้� (Acorus calamus L.) จัดอยใู่ นวงศ์ Acoraceae ซงึ่ พบทั่วไปในแถบเอเชีย มรี ายงานวา่ สารสกัด
จากวา่ นนำ�้ มฤี ทธทิ์ างชีวภาพหลายชนดิ เช่น ฤทธต์ ้านจลุ ินทรีย์ (Kumar และคณะ, 2015; Shetty และ Shruthi
2015) ต้านแมลง (Liu และคณะ, 2013; Chen และคณะ, 2015) เป็นต้น จากการทดสอบประสิทธิภาพสาร
สกดั หยาบวา่ นน�้ำในการยบั ยงั้ การเจริญของเช้ือราสาเหตโุ รคพืช 8 ชนดิ โดยวธิ ี dilution plate ท่คี วามเขม้ ข้น
100 1,000 และ 10,000 ppm พบวา่ สารสกดั หยาบวา่ นน�ำ้ สามารถยบั ยั้งการเจรญิ ของเส้นใยเชอ้ื รา Bipolaris
oryzae และ Rhizoctonia solani สาเหตโุ รคใบจุดสนี ำ้� ตาลและกาบใบแห้งของขา้ วไดด้ ีท่สี ุด (ตารางท่ี 11.6)

ตารางที่ 11.6 ประสทิ ธิภาพของสารสกดั วา่ นนำ�้ ในการยบั ยัง้ การเจรญิ ของเชอ้ื ราสาเหตุโรคพชื 8 ชนดิ

เชื้อราสาเหตโุ รคพืช เปอรเ์ ซ็นตย์ ับยัง้ การเจรญิ ของเสน้ ใยเช้อื รา
ทคี่ วามเข้มข้นตา่ ง ๆ (ppm.)
10,000 1,000 100
Alternaria brassicicola (Schwein.) Wiltshire 91.67 ± 0.59b 38.15 ± 2.12h 9.62 ± 1.28k
Colletotrichum capsici (Syd. & P. Syd.) E.J. 100 ± 0a 43.70 ± 1.29f 5.56 ± 0l
Butler & Bisby
Bipolaris oryzae (Breda de Haan) Shoemaker 100 ± 0a 78.52 ± 1.54c 27.78 ± 5.56j
Lasiodiplodia theobromae (Pat.) Griffon & 100 ± 0a 69.63 ± 0.59d 0 ± 0o
Maubl.
Phytophthora palmivora  Butler (Butler) 100 ± 0a 3.70 ± 0.98n 0 ± 0o
Pyricularia oryzae Cavara 100 ± 0a 35.56 ± 0.83i 5.19 ± 0.64m
Rhizoctonia solani J.G. Kühn 100 ± 0a 100 ± 0a 39.63 ± 2.31g
Sclerotium rolfsii Sacc. 100 ± 0a 62.96 ± 8.54e 0 ± 0o

คา่ เฉลย่ี ± คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐานตามดว้ ยตวั อกั ษรทเ่ี หมอื นกนั แสดงวา่ ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั ความเชอ่ื มน่ั
P<0.05 จากการวเิ คราะหโ์ ดย Duncan’s multiple range test

เม่ือน�ำสารสกัดว่านน้�ำมาทดสอบคุณสมบัติป้องกันการเข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุโรคใบจุดสีน้�ำตาลและ
โรคกาบใบแห้งกับข้าวอายุ 1 เดือนในสภาพโรงเรือน โดยการฉีดสารสกัดก่อนการปลูกเชื้อ 24 ช่ัวโมงและ
ทดสอบคุณสมบัติการก�ำจัดเชื้อราในระยะเร่ิมต้นของการท�ำลาย โดยการฉีดสารสกัดหลังการปลูกเช้ือ 24
ชั่วโมง พบว่าสารสกดั ว่านนำ�้ สามารถยับยง้ั โรคใบจดุ สีน�ำ้ ตาลของข้าวไดด้ ี ในขณะที่ไม่สามารถยับยัง้ โรคกาบใบ
แห้งได้ โดยสามารถลดการเกิดโรคใบจุดสีน้�ำตาลได้ 47% (ภาพที่ 11.8) และ 33.29% เม่ือฉีดพ่นกับต้นข้าว
ก่อนและหลงั ปลูกเชอ้ื Bipolaris oryzae ตามลำ� ดับ

บทที่ 11 173

กรณศี ึกษาการควบคุมโรคพืชดว้ ยสารจากพชื
รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

ภาพท่ี 11.8 ผลของสารสกดั หยาบว่านน้�ำในการป้องกันก�ำจัดโรคใบจดุ สีน�้ำตาลของขา้ ว
A. 0 % (negative control) และ B. ฉดี พน่ ดว้ ยสารสกดั หยาบวา่ นนำ�้ ทคี่ วามเขม้ ขน้ 5,000 ppm

ก่อนการปลกู เชอ้ื

ตารางที่ 11.7 ผลของสารสกัดว่านน�้ำด้วยปิโตรเลียม อีเทอร์และคลอโรฟอร์มในการยับย้ังการเจริญของรา
Bipolaris oryzae และ Rhizoctonia solani

สารสกัดว่านน�้ำ ความเขม้ ข้น เปอร์เซ็นตย์ บั ย้งั การเจริญของเส้นใยเช้ือรา
(ppm.) Bipolaris oryzae Rhizoctonia solani
ปิโตรเลยี ม อเี ทอร์ 10,000 100.00a 100.00a

1,000 74.72±2.21c 100.00a
100 0.00f 46.67±3.27e
คลอโรฟอรม์ 10,000 100.00a 93.11±7.39b
1,000 63.89±1.11d 0.00f
100 0.00f 0.00f

คา่ เฉลย่ี ± คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐานตามดว้ ยตวั อกั ษรทเี่ หมอื นกนั แสดงวา่ ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั ความเชอ่ื มน่ั
P<0.05 จากการวิเคราะห์โดย Duncan’s multiple range test

174 หลกั การควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

จากผลการทดลองในสภาพห้องปฏิบัติการและโรงเรือนปลูกพืชทดลองแสดงให้เห็นว่าสารสกัดของว่าน
น�้ำมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคใบจุดสีน้�ำตาลของข้าวท่ีเกิดจากเชื้อรา B. oryzae ในข้ันตอนต่อไปจึง
น�ำสารสกัดว่านน้�ำมาสกัดต่อด้วยตัวท�ำละลาย 6 ชนิด จะได้สารสกัดจากปิโตรเลียม อีเทอร์, คลอโรฟอร์ม,
ไดเอทิล อีเทอร์, อะซีโตน, เอทิล อะซีเตต และเมทานอล ซึ่งจะได้กลุ่มสารที่มีความเป็นข้ัวท่ีแตกต่างกัน จาก
นน้ั น�ำสารสกดั ท่ไี ด้ไปทดสอบฤทธ์ใิ นการยบั ยงั้ การเจรญิ รา B. oryzae โดยวธิ ี dilution plate ท่คี วามเขม้ ขน้
ต่าง ๆ อกี ครง้ั ซ่ึงพบว่าสารสกดั จากปิโตรเลยี ม อีเทอรแ์ ละคลอโรฟอร์ม มปี ระสทิ ธิภาพในการยับยัง้ การเจรญิ
ของเชอ้ื ราท้ังสองชนิด ดังผลการทดลองในตารางที่ 11.7 ในขณะทีส่ ารสกดั วา่ นนำ�้ ที่ได้จากสารท�ำละลายอ่นื ๆ
ไม่มีฤทธ์ิยับย้ังการเจริญของเช้ือราสาเหตุโรคพืช แสดงว่าสารออกฤทธิ์ในสารสกัดว่านน้�ำเป็นกลุ่มสารที่มีข้ัวต่�ำ
เนอ่ื งจากละลายได้ในปโิ ตรเลยี ม อเี ทอรแ์ ละคลอโรฟอร์ม
จากน้ันจะแยกสารออกฤทธ์ิยับย้ังเชื้อราสาเหตุโรคพืชให้เป็นสารบริสุทธิ์เด่ียว ๆ โดยน�ำสารสกัดจาก
ปโิ ตรเลยี มอเี ทอรแ์ ละคลอโรฟอรม์ มารวมกนั และแยกสารเปน็ สารกงึ่ บรสิ ทุ ธโ์ิ ดยวธิ ีcolumnchromatography
โดยใช้สารชะผสมระหว่าง ปิโตรเลียม อีเทอร์และคลอโรฟอร์ม สามารถแยกสารบริสุทธิ์ได้ 2 ชนิด สารแรกมี
ลักษณะเป็นน้�ำมันสีน�้ำตาล สารท่ีสองเป็นผงสีเหลืองอ่อน เพื่อเป็นการยืนยันว่าสารท้ังสองชนิดเป็นสารออก
ฤทธิต์ ้านเชื้อราในสารสกัดหยาบวา่ นนำ�้ จำ� เป็นอยา่ งยง่ิ ท่ตี ้องทดสอบประสทิ ธิภาพของสารที่แยกได้ในการยับย้ัง
การเจริญของเชื้อรา B. oryzae และ R. solani ในการทดลองน้จี ะเปลีย่ นเป็นการทดสอบโดยใช้วธิ ี minimum
inhibitory concentration (MIC) ซงึ่ เปน็ วธิ ที ใี่ ชห้ าความเขม้ ขน้ ตำ่� สดุ ทสี่ ามารถยบั ยง้ั การเจรญิ ของเชอ้ื ราได้ จาก
ผลการทดลองพบว่าสารสกัดหยาบของว่านน�้ำมีค่า MIC เท่ากับ 3,500 และ 700 ppm ในการยับย้ังเช้ือรา
B. oryzae และ R. solani ตามลำ� ดบั ในขณะทสี่ ารบริสทุ ธิท์ ้ังสองชนิดมคี า่ MIC เท่ากับ 500 ppm ในการยับยง้ั
เชอื้ รา B. oryzae แต่สารบรสิ ุทธิ์ชนิดแรกและชนิดทสี่ องมีค่า MIC เท่ากบั 125 และ 250 ppm ในการยับยงั้ เช้ือรา
R. solani ตามล�ำดบั
จากผลการทดลองดังกล่าวท�ำให้ทราบว่าสารบริสุทธ์ิที่แยกได้ 2 ชนิดมีฤทธ์ิต้านการเจริญของรา
B. oryzae และ R. solani จึงน�ำสารที่ได้ไปวิเคราะห์ทาง 13C, 1H NMR และวิเคราะห์โครงสร้างทางเคมี
จากผล 13C, 1H NMR สามารถพิสูจน์โครงสร้างของสารที่แยกได้ โดยสารแรกเป็น β-asarone และสารท่ีสอง
เปน็ galangin (ภาพท่ี 11.9)

ภาพท่ี 11.9 โครงสรา้ งทางเคมขี อง β-asarone (1) และ galangin (2)

บทที่ 11 175

กรณศี ึกษาการควบคมุ โรคพืชดว้ ยสารจากพืช
รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

บรรณานกุ รม

บุญชู ศรีตุลารักษ์. 2553. แอลคาลอย์เคมีและการใช้ประโยชน์ทางยา. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
164 หน้า.

ปิยะวดี เจริญวัฒนา. 2550. ประสิทธิภาพของสารสกัดพลูในการยับย้ังเช้ือรา Aspergillus flavus. วารสาร
วทิ ยาศาสตร์เกษตร. 38(6): 50-53.

รัตนา อินทรานุปกรณ์. 2547. การตรวจสอบและการสกัดแยกสารส�ำคัญจากสมุนไพร. ส�ำนักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . 215 หน้า.

วิชัย ก่อประดษิ ฐ์สกุล และชัยณรงค์ รัตนกรีฑากลุ . 2548. รายงานวิจัยฉบบั สมบรู ณ์ ฤทธิ์ของสารสำ� คญั จากพชื
สมนุ ไพรในการควบคมุ โรคแอนแทรคโนสในมะม่วง. 64 หน้า.

ศศิธร วุฒิวณิชย์. 2547. ประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากพืชสมุนไพรในการยับย้ังการเจริญของ Erwinia
carotovora subsp. carotovora เชือ้ สาเหตุโรคเนา่ เละของผกั . วทิ ยาสารกำ� แพงแสน 2(2): 72-81.

ศศิธร วุฒิวณิชย์ และสุพจน์ ศุภนันธร. 2548. ประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากพืชสมุนไพรในการยับย้ัง
การเจริญของ Ralstonia solanacearum สาเหตุโรคเหี่ยวของมะเขือเทศ. วิทยาสารก�ำแพงแสน 3(2):
11-27.

สมศิริ แสงโชติ เนตรนภิส เขียวข�ำ และศศิวิมล ลักษณพิสุทธิ์. 2553. การควบคุมโรคผลเน่าราสีเขียวของ
ส้มที่เกิดจากเช้ือรา Penicillium digitatum โดยใช้สารสกัดก่ึงบริสุทธ์ิจากขม้ินและไคโตแซน. วารสาร
วทิ ยาศาสตรเ์ กษตร. 41(1): 287-290.

สิรินันทน์ สขุ ทวี ถาวร ใจเพช็ ร และจตุรงค์ จันทร์สีท่ ิศ. 2551. การศึกษาสารประกอบทางเคมีและทางชวี ภาพ
จากต้น swiss Chard (Beta vulgaris L. var. cicia) เพ่ือเป็นสารชีวภาพในการป้องกันก�ำจัดโรคพืช.
วารสารวทิ ยาศาสตรเ์ กษตร. 39(3): 524-527.

สร้อยสุดา อุตระกูล ทรงศิลป์ พจน์ชนะชัย นวลจันทร์ ภูคลัง เดือนเต็ม ลอยมา ชณิตรา โพธิเวษฐ์ และ
สภุ าพร สใี ส. 2552. ประสิทธิภาพของสารสกดั หยาบจากขิง (Zingiber officinale Roscoe) และตะไคร้
(Cymbopogon citratus L.) ต่อการเจริญเตบิ โตของเชอ้ื รา Aspergillus niger ในเมลด็ พันธุ์ข้าวโพดและ
Alternaria brassicicola ในเมล็ด. วารสารวทิ ยาศาสตรเ์ กษตร. 40(3): 313-316.

Al-Reza, S.M., A. Rahman, Y. Ahmed and S.C. Kang. 2010. Inhibition of plant pathogens in vitro
and in vivo with essential oil and organic extracts of Cestrum nocturnum L. Pesticide
Biochemistry and Physiology 96: 86-92.

Ammar, M.I., G.E. Nenaah and A.H.H. Mohamed. 2013. Antifungal activity of prenylated
flavonoids isolated from Tephrosia apollinea L. against four phytopathogenic fungi. Crop
Protection 49: 21-25.

Chen, H.-P., Yang, K., Zheng, L.-S., You, C.-X., Cai, Q., and Wang, C.-F. 2015. Repellant and
insecticidal activities of shyobunone and isoshyobunone derived from the essential oil of
Acorus calamus rhizomes. Pharmacognosy Magazine 11(44): 675–681.

Daniel, C.K., C.L. Lennox and F.A. Vries. 2015. In vivo application of garlic extracts in combination
with clove oil to prevent postharvest decay caused by Botrytis cinerea, Penicllium
expansum and Neofabraea alba on apples. Postharvest Biology and Technology 99: 88-92.

176 หลกั การควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

Dethoup, T., Kumla, D., & Kijjoa, A. 2015. Mycocidal activity of crude extracts of marine-derived
beneficial fungi against plant pathogenic fungi. Journal of Biopesticides 8(2): 107–115.

Dhamgaye, S., Devaux, F., Vandeputte, P., Khandelwal, N. K., Sanglard, D., Mukhopadhyay, G., &
Prasad, R. (2014). Molecular mechanisms of action of herbal antifungal alkaloid berberine,
in Candida albicans. Plos One, 9(8), e104554.

Dixon, R.A. 2001. Natural products and plant disease resistance. Nature 411: 843-847.
Domadia, P. N., Bhunia, A., Sivaraman, J., Swarup, S., and Dasgupta, D. 2008. Berberine targets

assembly of Escherichia coli cell division protein FtsZ. Biochemistry 47(10): 3225–3234.
Elbeshehy, E.K.f., E.M.R. Metwali and O.A. Almaghrabi. 2015. Antiviral avtivity of Thuja orientalis

extracts against watermelon mosaic virus (WMV) on Citrullus lanatus. Saudi Journal of
Biological Sciences 22: 211-219.
Fu, W., Tian, G., Pei, Q., Ge, X., & Tian, P. 2017. Evaluation of berberine as a natural compound
to inhibit peach brown rot pathogen Monolinia fracticola. Crop Protection 91: 20–26.
Gahukar, R.T. 2012. Evaluation of plant-derived products against pests and diseases of
medicinal plants: A review. Crop Protection 42: 202-209.
Jin, Y., L. Hou, M. Zhang, Z. Tian, A.Cao and X.Xie. 2014. Antiviral activity of Eupatorium
adenophorum leaf extract against tobacco mosaic virus. Crop Protection 60: 28-33.
Kumar, S.N., Aravind, S.R., Sreelekha, T.T., Jacob, J., and Kumar, B.S. 2015. Asarones from Acorus
calamus in combination with azoles and amphotericin B: a novel synergistic combination
to compete against human pathogenic Candida species in vitro. Applied Biochemistry and
Biotechnology, 175(8): 3683–3695.
Liu, X.C., Zhou, L.G., Liu, Z.L., and Du, S.S. 2013. Identification of insecticidal of the essential
oil of Acorus calamus rhizomes against Liposcelis bostrychophila Badonnel. Molecules 18:
5684–5696.
Shetty, G. R., and Shruthi, A.M. 2015. A review on pharmacology of Acorus calamus-an
endangered mecidinal plant. International Journal of Pharmacy and Biological Sciences
6(1): 605–621.
Singburaudom, N. 2015a. Hydroxychavicol from Piper betel leave is an antifungal activity
against plant pathogenic fungi. Journal of Biopesticides 8(2): 82–92.
Singburaudom, N. 2015b. The alkaloid berberine isolated from Coscinium fenestratum is an
inhibitor of phytopathogenic fungi. Journal of Biopesticides 8(1): 28–36.
Plodpai, P., S. Chuenchitt, V. Petcharat, S. Chakthong, S.P. Voravuthikunchai. 2013a. Anti-
Rhizoctonia solani activity by Desmos chinensis extracts and it mechanism of action. Crop
Protection 43: 65-71.
Plodpai, P., V. Petcharat, S. Chuenchitt, S. Chakthong, N. Joycharat and S.P. Voravuthikunchai.
2013b.

บทที่ 11 177

กรณศี ึกษาการควบคมุ โรคพืชดว้ ยสารจากพืช
รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

Desmos chinensis: A new candidate as natural anifungicide to control rice diseases. Industrial
Crops and Products 42: 324-331.

Singburaudom, N. 2015a. Hydroxychavicol from Piper betel leave is an antifungal activity
against plant pathogenic fungi. Journal of Biopesticides 8(2): 82–92.

Singburaudom, N. 2015b. The alkaloid berberine isolated from Coscinium fenestratum is an
inhibitor of phytopathogenic fungi. Journal of Biopesticides 8(1): 28–36.

Thangavelu, R., Devi, P.G., Gopi, M. and Mustaffa M.M. 2013. Management of eumusae leaf spot
disease of banana caused by Mycosphaerella eumusae with Zimmu (Allium sativum x
Allium cepa) leaf extract. Crop Protection 46: 100-105.

Tuli, L., Jha, R., Pandey, V.B., and Singh, U.P. 2001. Antifungal activity of chaerophylline and
berberine isolated from Corydalis species. Mycobiology 29(2): 100–103.

Yusnawan, E. 2014. Inhibition of spore germination of Phakopsora pachyrhizi using crude
ectracts of Amaranthus spinosus. Procedia Food Science 3: 340-347.

ปฏบิ ัติการ
การควบคมุ โรคพชื ด้วยสารสกดั จากพืช

I. การทดสอบประสิทธิภาพสารสกัดจากพืช 3 ชนิด ที่ความเข้มข้นต่าง ๆ ในการยับย้ังการเจริญของ
เส้นใยเช้ือราสาเหตุโรคพชื 3 ชนดิ โดยวิธี dilution plate และ well diffusion
1. สารสกัดจากพืช 3 ชนดิ ได้แก่
1.1.........................
1.2........................
1.3........................
2. เช้ือรา 2.1 Phytophthora palmivora สาเหตโุ รครากเนา่ โคนเนา่ ของทุเรียน
2.2 Bipolaris oryzae สาเหตโุ รคใบจดุ ของข้าว
2.3 Colletotrichum capcisi สาเหตุโรคแอนแทรคโนสของพริก
3. ความเขม้ ข้น 3.1 0 ppm (ชดุ ควบคมุ )
3.2 10 ppm
3.3 100 ppm
3.4 1,000 ppm
3.5 10,000 ppm

178 หลักการควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ผลการทดลอง

ตารางท่ี 1 ประสิทธิภาพของสารสกดั จากพืช 3 ชนิด ที่ความเขม้ ข้นต่าง ๆ ในการยับยง้ั การเจรญิ ของเชือ้ รา
สาเหตุโรคพชื 3 ชนิดโดยวธิ ี dilution plate และ well diffusion

ความเขม้ ข้น เปอรเ์ ซน็ ต์ยบั ยั้งการเจรญิ ของเช้อื ราสาเหตโุ รคพชื
สารสกัดพชื (ppm.) Phytophthora Pyricularia Rhizoctonia
palmivora oryzae solani
วิธี dilution plate
1.1 ..................... 0

10
100
1,000
10,000
1.2 ......................... 0
10
100
1,000
10,000
1.3......................... 0
10
100
1,000
10,000
วิธี well diffusion
1.4 ..................... 0
10
100
1,000
10,000
1.5 ......................... 0
10
100
1,000
10,000
1.6......................... 0
10
100
1,000
10,000

บทที่ 11 179

กรณีศึกษาการควบคุมโรคพืชดว้ ยสารจากพชื
รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

อธบิ ายผลการทดลอง
สรปุ ผลการทดลอง

180 หลกั การควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

12บทที่ กรณศี ึกษาการควบคมุ โรคพืช
ในระบบเกษตรอนิ ทรยี ์

ดร.สุพจน์ กาเซ็ม

ระบบการผลติ พชื มาตรฐานการผลิตพชื ผกั อนิ ทรยี ์

การเลือกบริโภคพืชผักที่ปลอดภัยจากสารเคมีมีแนวโน้มเพ่ิมสูงข้ึนในปัจจุบันทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศ ด้วยเหตุผลหลักคือความปลอดภัยต่อสุขภาพของตัวผู้บริโภค ความปลอดภัยต่อสุขภาพของ
เกษตรกร และการปกป้องสิ่งแวดล้อมจากการตกค้างหรือการปนเปื้อน ตลอดจนการเสื่อมโทรมจากการใช้
สารเคมีทางการเกษตร ซ่ึงในปัจจุบันสามารถจ�ำแนกระดับความปลอดภัยของผลผลิตทางการเกษตรได้จาก
ระบบการปลกู ของเกษตรกรหรือผูผ้ ลติ ท่ีสอดคลอ้ งกับการใชป้ ัจจัยในระบบการผลิตทงั้ ปยุ๋ ฮอรโ์ มน สารก�ำจดั
ศัตรพู ืช ได้แก่ สารก�ำจัดวชั พืช สารก�ำจัดแมลง และสารควบคมุ เช้ือสาเหตุโรคพืช โดยความแตกต่างของแต่ละ
ระบบมีรายละเอียดสรปุ ดังน้ี
1. ระบบเกษตรเคมี คอื การปลกู พชื ทม่ี กี ารใชส้ ารเคมสี งั เคราะหใ์ นทกุ ขนั้ ตอนและไมม่ กี ารควบคมุ ทงั้ ปยุ๋ เคมี
สารเคมีกำ� จดั โรค แมลงและวัชพืช ตลอดจนสารกระตุน้ การเจริญเติบโตหรือสารอื่น ๆทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับการสง่ เสริม
การเจริญเตบิ โตและการใหผ้ ลผลิต ซ่งึ การใช้สารเคมเี หล่านห้ี ากมกี ารใชอ้ ย่างถูกตอ้ ง เหมาะสม ตามข้อแนะน�ำ
ก็จะไมส่ ่งผลกระทบในด้านลบ แต่ในปัจจุบันมกี ารใช้อย่างผิดวิธี เกินอัตรากำ� หนด และการใชผ้ ิดระยะเวลาของ
การให้ผลผลิต ท�ำให้ผลผลิตพืชผักที่ได้เสี่ยงต่อการตกค้างของสารเคมีท่ีเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค การตกค้าง
และสะสมในส่งิ แวดล้อมทมี่ ผี ลตอ่ ระบบสมดลุ ห่วงโซอ่ าหาร นเิ วศวทิ ยา สง่ิ แวดล้อมเส่ือมโทรม
2. ระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือระบบจีเอพี (Good Agricultural Practice : GAP) เป็นระบบ
การปลูกพืชที่ก�ำหนดข้ึนตามมาตรฐานโดยกรมวิชาการเกษตร เป็นการผลิตพืชท่ีใช้วิธีการแบบผสมผสาน
ทั้งการเขตกรรมการจดั การสง่ิ แวดลอ้ มในการปลกู การจดั การโรคแมลงและวชั พชื ตลอดจนการสง่ เสรมิ สขุ ภาพพชื
ซ่ึงการปลูกพืชระบบน้ีอนุญาตให้มีการใช้สารเคมีสังเคราะห์ต่าง ๆได้ ทั้งปุ๋ยเคมี สารเคมีก�ำจัดโรค แมลงและ
วัชพืช ตลอดจนสารกระตนุ้ การเจรญิ เติบโตตา่ ง ๆ แต่อยใู่ นการควบคุมและเป็นสารท่อี นญุ าตใหใ้ ช้เท่านั้น ทง้ั น้ี
เกษตรกรที่ต้องการขอใบรับรองแปลงจะต้องสมัครผ่านหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง และต้องมีการจดบันทึกการใช้
ผลิตภณั ฑ์ การจัดพื้นท่ีเกบ็ ผลิตภัณฑ์ และเคร่อื งมอื ทีเ่ หมาะสม ตลอดจนการจัดการระบบการเกบ็ เกีย่ วผลผลิต
ท่ีมีมาตรฐาน เพื่อรับการตรวจสอบติดตามจากเจ้าหน้าที่ประเมิน ทั้งน้ีผลผลิตพืชผักท่ีเข้าสู่ระบบจีเอพี จะต้อง
ถูกน�ำไปตรวจสอบการตกคา้ งของสารเคมีตอ้ งห้าม ณ ห้องปฏิบัติการกลาง ซึง่ หากผ่านเกณฑ์จะไดร้ บั ใบรับรอง
จากหน่วยงานของกรมวชิ าการเกษตร (เคร่ืองหมาย Q) ผลผลติ ทีไ่ ดจ้ ะมีราคาทส่ี งู กวา่ ระบบเคมี และมีตลาดสูง
รองรับผลผลิตทง้ั ในประเทศและตา่ งประเทศ

บทที่ 12 181

กรณีศึกษาการควบคมุ โรคพชื ในระบบเกษตรอินทรยี ์
ดร.สุพจน์ กาเซ็ม

3. ระบบเกษตรปลอดสารเคมี หรือเกษตรอินทรยี ์ หมายถึงระบบการผลิตพืชทป่ี ลอดจากการใช้สารเคมี
สังเคราะห์ทุกชนิดในระบบการผลิต ท้ังปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันก�ำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมนสังเคราะห์ และอื่น ๆ
โดยอนุญาตใหใ้ ชเ้ ฉพาะปยุ๋ อินทรยี ์ไดแ้ ก่ปยุ๋ คอกปุ๋ยหมักปุ๋ยชวี ภาพปยุ๋ พชื สดการควบคุมโรคและแมลงสามารถ
ใช้วิธีการแบบผสมผสาน ทั้งการเขตกรรม การจัดการสิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวภัณฑ์จากจุลินทรีย์ (ที่ไม่ได้
ดัดแปลงพันธกุ รรม) และสารสกัดจากพชื และสตั ว์ รวมทง้ั สารฮอรโ์ มนจากธรรมชาตเิ ทา่ นั้น นอกจากนี้ยงั มกี าร
ก�ำหนดระบบการปลูก ท้ังการจัดการพ้ืนที่ปลูกไม่ให้ปนเปื้อนกับแปลงปลูกพืชแบบเคมี ห่างไกลแหล่งมลภาวะ
เช่น โรงงานอุตสาหกรรมหรือถนนหลัก การจัดการระบบน้�ำและการใช้น้�ำที่ไม่ปะปนกับแหล่งน้�ำธรรมชาติ
ที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีและสารต้องห้ามอ่ืน ๆ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานท่ีหน่วยงานที่ให้ใบรับรองเป็น
ผู้ก�ำหนด ซึ่งหน่วยงานหลักภายในประเทศที่มีหน้าท่ีในการให้ใบรับรองแปลงผลิตพืชอินทรีย์ ได้แก่
กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้เคร่อื งหมาย ออร์แกนิกไทยแลนด์ (Organic Thailand)
ซง่ึ รบั รองผลผลติ ในระดบั การคา้ ภายในประเทศ และสำ� นกั งานมาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ์ ภายใตเ้ ครอ่ื งหมาย มกท.
ท่ีมีเคร่ืองหมาย IFOAM Accredited ซ่ึงรับรองผลผลติ ในระดับการค้าระหวา่ งประเทศ

ตารางที่ 12.1 เปรียบเทยี บขอ้ ก�ำหนดบางประการของระบบการผลติ พชื ผกั ตา่ ง ๆ

กระบวนการผลิต ผกั เคมี ผกั ปลอดภยั จากสารเคม1ี / ผักอินทรยี 1์ /
การใชป้ ยุ๋ เคมี ใชไ้ ด้ ใช้ได้ ต้องจดบันทึก และ อยใู่ นการควบคุม ห้ามใช้
การใชส้ ารเคมีกำ� จดั แมลง ใชไ้ ด้ ใช้ได้ ต้องจดบันทกึ และ อย่ใู นการควบคมุ ห้ามใช้

การใช้สารเคมกี ำ� จดั วัชพชื ใช้ได้ ใช้ได้ ตอ้ งจดบนั ทึก และ อยใู่ นการควบคุม ห้ามใช้

การใชฮ้ อรโ์ มนสังเคราะห์ ใชไ้ ด้ ใช้ได้ ตอ้ งจดบนั ทึก และ อยู่ในการควบคุม ห้ามใช้

การใชเ้ มล็ดพนั ธ์ดุ ัดแปลง ไมไ่ ด้ระบุถงึ ไมไ่ ด้ระบถุ ึงการหา้ มใช้ ห้ามใช้
พนั ธุกรรม การหา้ มใช้

พื้นท่ปี ลูก ทัว่ ไป ท่วั ไป ไมเ่ สย่ี งตอ่ การปนเปอ้ื น
สารเคมที ้ังทางดนิ
อากาศ และนำ้�

1/ มมี าตรฐานรองรบั และต้องได้รบั การรบั รองแปลงก่อนจงึ จะสามารถระบคุ ุณสมบัติผลผลิตได้

ขอ้ ก�ำหนดการปลกู พชื ผักอนิ ทรีย์

ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าการเลือกปลูกพืชผักในระบบเกษตรอินทรีย์น้ันจะต้องมีการรับรองแปลง
ผลิตก่อนจึงจะสามารถระบุผลผลิตท่ีได้เป็นผลผลิตพืชผักอินทรีย์ ซ่ึงข้อก�ำหนดหลักของการจัดการและการ
ปฏิบัตเิ พอ่ื ให้ไดร้ ับการรับรองแปลงมาตรฐานมดี ังน้ี
1. หา้ มใชส้ ารเคมสี งั เคราะหท์ กุ ชนดิ (ปยุ๋ เคมี สารกำ� จดั วชั พชื สารปอ้ งกนั กำ� จดั โรคพชื และแมลงศตั รพู ชื
รวมถึงฮอร์โมนสงั เคราะห)์
2. เน้นการปรบั ปรงุ บ�ำรุงดนิ ด้วยอินทรียวตั ถุ เชน่ ปุ๋ยคอก ปุย๋ หมกั ปุ๋ยชวี ภาพ ปุ๋ยพืชสด ตลอดจนการ
ปลูกพชื หมุนเวียนเพ่อื ใหพ้ ชื แขง็ แรงมีความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรพู ชื
3. รกั ษาความสมดลุ ของธาตอุ าหารโดยใช้ทรัพยากรในท้องถนิ่ มาหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์

182 หลักการควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

4. ป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีจากภายนอกฟาร์ม ทั้งจากดิน น�้ำ และอากาศ โดยจัดสร้างแนวกันชน
ด้วยการขุดคู หรอื ปลูกพืชยนื ตน้ และพืชลม้ ลกุ การจดั การแหลง่ น้ำ� ในแปลงเพอ่ื เป็นจดุ พักและบ�ำบัดน�ำ้ ในกรณี
ทีต่ อ้ งใชแ้ หล่งน�้ำรว่ มจากคลองธรรมชาติ หรือชลประทาน
5. ใช้พันธุ์พืชหรือสัตว์ท่ีมีความต้านทาน และมีความหลากหลาย ห้ามใช้พันธุ์พืชหรือสัตว์ ที่ได้จากการ
ตัดต่อสารพันธุกรรม
6. การก�ำจดั วัชพืชใชว้ ธิ เี ตรยี มดนิ ท่ดี ี และแรงงานคนหรอื เคร่ืองมือกลแทนการใชส้ ารเคมีกำ� จัดวชั พชื
7. การป้องกันก�ำจัดศัตรูพืช ใช้สารสกัดพืช สารสกัดจากสัตว์ หรือจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ก�ำจัดศัตรูพืชแทน
การใช้สารเคมีสังเคราะห์
8. ใช้ฮอรโ์ มนทไ่ี ด้จากธรรมชาติ เช่น จากน้ำ� สกดั ชวี ภาพแทนการใชฮ้ อรโ์ มนสังเคราะห์
9. รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการรักษาไว้ซ่ึงพันธุ์พืช หรือสัตว์ สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดท่ีมีอยู่ใน
ท้องถ่นิ ตลอดจนปลูกหรือเพาะเลี้ยงข้ึนมาใหม่
10. การปฏิบัตหิ ลงั การเกบ็ เกี่ยวและการแปรรูปใหใ้ ชว้ ธิ ีธรรมชาติ และประหยดั พลงั งาน
11. ให้ความเคารพสิทธิมนุษย์และสัตว์ เช่น การใช้ปุ๋ยคอกจะต้องมาจากฟาร์มสัตว์เลี้ยงท่ีปล่อย
ธรรมชาตไิ มก่ ดี กันอิสรภาพของสัตว์
12. ต้องเก็บบนั ทึกขอ้ มูลไว้อย่างน้อย 3 ปี เพอื่ รอการตรวจสอบ
13. การขอใบรบั รองแปลงอาจตอ้ งใชร้ ะยะเวลาในการพกั แปลงหากพนื้ ทด่ี งั กลา่ วทปี่ ระวตั กิ ารใชส้ ารเคมี
มาก่อน โดยใช้เวลา 36 เดือน ซึ่งเป็นช่วงระยะปรับเปล่ียนหากเป็นพ้ืนท่ีท่ีไม่มีประวัติการใช้สารเคมีมาก่อน
สามารถแจ้งขอยกเว้นการพกั แปลงได้
14. การขอใบรับรองแปลงในกรณีที่มีพื้นท่ีผลิตพืชแบบเคมีด้วย จะต้องแจ้งผู้ตรวจให้ทราบชนิดพืช
โดยเฉพาะชนิดพืชคู่ขนาน ท่ีมีการปลูกท้ังระบบอินทรีย์และเคมี ซึ่งเกษตรกรต้องให้ข้อมูลในการจัดการแยก
ผลผลติ พชื ท่ไี ด้จากทัง้ 2 ระบบอย่างชัดเจน
15. มกี ารจัดการด้านบญั ชีปจั จยั การผลิตนำ� เขา้ เอกสารรบั รองผลิตภัณฑช์ วี ภาพ
16. มีการจัดการพ้ืนท่ีการผลิตปัจจัยการผลิตและการจัดเก็บ เช่น กองปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก พื้นท่ีผลิต
นำ้� หมักชวี ภาพ พ้นื ท่ีผลิตจุลินทรีย์ และสารสกัดพืชควบคุมแมลงศัตรพู ืช
17. มีการจัดการแหล่งพักผลผลิตท่ปี ลอดภัยจากการปนเปอื้ น และข้อมลู การค้าขาย หรือการนำ� ผลผลติ
ที่ไดไ้ ปใช้ การขนสง่ การบรรจุผลผลติ
18. มกี ารจัดการดา้ นบญั ชีผลผลติ และรายรับรายจา่ ยทชี่ ดั เจน
19. มีระบบบริหารจดั การแรงงานในระบบการผลิตที่ชดั เจน และสวัสดกิ ารกรณีมีลูกจา้ ง

การจดั การโรคพืชในระบบเกษตรอนิ ทรยี ์

เน่ืองจากระบบเกษตรอินทรีย์มีข้อก�ำหนดในการห้ามใช้สารเคมีสังเคราะห์ ทั้งปุ๋ย สารก�ำจัดวัชพืช
สารควบคุมแมลง รวมถึงสารควบคุมเช้ือโรคพืช ดังน้ันแนวทางส�ำคัญในการจัดการแปลงผลิตพืชอินทรีย์และ
การจัดการปัญหาโรคพืชให้มีประสิทธิภาพนั้นเกษตรกรจ�ำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับสาเหตุและ
ปัจจัยที่ท�ำให้พืชเกิดโรค และใช้วิธีการแบบผสมผสานในการจัดการโรคท้ังระบบการปลูกต้ังแต่การเตรียมพื้นที่
จนถงึ การปฏบิ ตั หิ ลังการเก็บเกี่ยว ซ่ึงหลักการจัดการโรคพืชท่ัวไปท่ีสามารถน�ำมาปรับใช้ในระบบเกษตรอินทรีย์
ประกอบดว้ ย

บทที่ 12 183

กรณีศกึ ษาการควบคมุ โรคพืชในระบบเกษตรอินทรยี ์
ดร.สุพจน์ กาเซม็

1. การหลีกเลีย่ งจากโรค เชน่ เลือกพนื้ ทปี่ ลูกที่ไม่มีประวตั ิการระบาดของโรค หรือเลีย่ งการปลูกในระยะ
เสี่ยงตอ่ การเกิดโรค
2. การปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ ช้อื โรคเข้าสพู่ ้นื ท่ีปลกู พืช
3. การกำ� จัด ทำ� ลายเช้อื สาเหตุโรคให้อยูใ่ นระดับท่ไี ม่กอ่ ให้เกดิ ความเสยี หายในระดบั เศรษฐกิจ
4. การปกป้องไม่ให้เกิดการพัฒนาการโรค หรือการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าท�ำลายให้พืชเกิดอาการโรค
เชน่ การพ่นเช้ือจุลนิ ทรยี ์ปฏิปักษ์หรอื สารสกัดพชื กอ่ นมโี รคระบาด
5. การใช้พันธุพ์ ืชต้านทานโรค หรอื กระตนุ้ ชักนำ� ใหพ้ ืชมภี ูมิต้านทาน
โดยวธิ กี ารทเ่ี กยี่ วขอ้ งทส่ี ามารถนำ� มารว่ มปฏบิ ตั ใิ นการควบคมุ โรคพชื ทส่ี อดคลอ้ งหลกั การทง้ั 5 ขอ้ ขา้ งตน้
ได้แก่ วิธกี ารเขตกรรม วธิ กี ายภาพ ชีววธิ ี การใชพ้ นั ธ์ุพืชตา้ นทานโรค และการใช้วิธีทางกฎหมาย
ท้ังน้ีความส�ำเร็จของการจัดการโรคพืชในระบบเกษตรอินทรีย์น้ันคือการจัดการในเชิงป้องกันทั้งระบบ
และต่อเนื่องตลอดฤดูปลูก โดยการเลือกวิธีการที่เหมาะสมมาใช้ร่วมกันแบบผสมผสานเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพ
ในการจดั การโรค ซงึ่ การควบคมุ หรอื การจดั การโรคพชื (plant disease control or management) มเี ปา้ หมาย
เช่นเดียวกันในประเด็นท่ีว่าเป็นการกระท�ำทุกวิถีทางเพื่อลดความเส่ียงจากโรคพืช ต่างเพียงแต่ค�ำว่าการจัดการ
มคี วามหมายทก่ี วา้ งและครอบคลมุ มากกวา่ รวมทงั้ มกี ารวางแผน มกี ารวเิ คราะห์ ปฏบิ ตั เิ ปน็ ขน้ั ตอน ทต่ี อ่ เนอ่ื ง
มกี ารประเมนิ และการพฒั นาปรบั ปรงุ แตล่ ะฤดปู ลกู โดยเรมิ่ ปฏบิ ตั กิ ารจดั การโรคพชื ตง้ั แตก่ ารคดิ หรอื วางแผนปลกู พชื
แต่แรกเริ่ม การจัดการจึงเน้นการป้องกันและการหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ในขณะที่การควบคุมมักจะท�ำ
ภายหลงั ทโี่ รคเกดิ ขนึ้ แลว้ (ปลกู แลว้ เกดิ โรคระบาดจงึ จะท�ำการควบคมุ ) และเรมิ่ ปฏบิ ตั ทิ นั ทที พี่ บการระบาดโรค
ไมพ่ จิ ารณาระดบั ประชากรโรควา่ มากหรอื นอ้ ย หรอื มผี ลกระทบตอ่ ระดบั เศรษฐกจิ หรอื ไม่ (economic threshold)

หลกั การควบคมุ โรคพชื แบบผสมผสานและการปรบั ใช้ในระบบเกษตรอินทรยี ์

การจัดการโรคแบบผสมผสาน คือการน�ำทุกวิธีการ (method) หรือเทคนิค (technique) หรือกลยุทธ์
(strategy) ท่ีเหมาะสมและสามารถใช้รวมกันได้อย่างสมบูรณ์กับวิธีการอื่นในชุดเดียวกัน เพ่ือใช้ควบคุมโรค
ให้มีความเสียหายต่อพืชปลูกน้อยท่ีสุด หรือควบคุมให้การระบาดต่�ำกว่าระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจ
(damage threshold) วิธีการจัดการแบบผสมผสานน้ีนอกจากมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้เกิดผลในการควบคุม
การระบาดท่ีสมบูรณ์แล้ว ยังมุ่งใช้เพื่อลดปัญหาการดื้อสารก�ำจัดศัตรูพืชโดยเฉพาะเช้ือโรคพืชและแมลงศัตรูพืช
ตลอดจนการลดการใช้สารเคมีหรือใช้เท่าที่จ�ำเป็น จึงถือเป็นแนวทางท่ีเหมาะสมในการน�ำมาใช้ในระบบการ
ผลิตพืชอินทรีย์ที่ห้ามใช้สารเคมีใด ๆในระบบการผลิตพืช การจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานจึงมีประโยชน์
ครอบคลมุ ทกุ แนวทางของระบบการจดั การผลิตพชื คุณภาพ

แนวทางการปฏิบัติการจดั การโรคพืชในระบบเกษตรอินทรีย์

การจัดการโรคพืชท่ีประสบผลส�ำเร็จน้ัน ข้ึนอยู่กับระบบการจัดการผลิตพืชท่ีดี โดยวิธีการหรือเครื่องมือ
ของระบบการผลติ พชื เหล่านัน้ สามารถปรับเปน็ เทคนคิ ที่เหมาะสมในการควบคมุ โรคพชื ได้ในขณะเดียวกนั เช่น
การคัดเลือกพันธุ์พืชท่ีเหมาะสมต่อท้องถิ่น ระบบการชลประทานหรือให้น้�ำกับพืชท่ีไม่เปียกและแฉะเกินไป
การให้ธาตุอาหารในระดับที่พอดีต่ออัตราและระยะการเจริญเติบโตของพืช การเตรียมแปลงเพาะกล้า
ความหนาแน่นของต้นพืช ระยะปลูกท่ีพอเหมาะ การเตรียมต้นกล้าให้เหมาะสมแข็งแรง การเฝ้าระวังติดตาม

184 หลักการควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

การระบาดของโรคระหว่างฤดูปลูก ตลอดจนกระบวนการเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษาพืชผลอย่างถูกต้อง
ซึ่งเทคนิคหรือเทคโนโลยีการควบคุมโรคพืชสามารถน�ำเข้าร่วมกับวิธีการผลิตพืชที่กล่าวมาทั้งหมดได้เป็นอย่างดี
จึงเป็นการรวมวิธีการควบคุมโรคพืชเพื่อการปฏิบัติแบบผสมผสาน และจัดเป็นระบบการป้องกันโรคพืชแบบ
ผสมผสานไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์
ดังนั้นแนวทางการจัดการโรคพืชในระบบเกษตรอินทรีย์และการปรับใช้ให้ประสบความส�ำเร็จอย่างย่ังยืน
จงึ ตอ้ งอยูบ่ น 8 กลยทุ ธด์ งั น้ี
1. รู้จักพืชปลูก รู้จักลักษณะปกติตามพันธุกรรมพืช สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะต่อการปลูกและการเจริญ
เติบโต ลักษณะหรือระดับความต้านทาน
2. รู้จักโรค คือ รู้จักว่าพืชที่ปลูกมีโรคใดบ้างที่เป็นโรคส�ำคัญ สามารถเข้าท�ำลายได้ตั้งแต่ระยะเมล็ด ต้น
กล้า จนถึงระยะเก็บผลผลิต มีการประเมินระดับความรุนแรงของโรคและความเสียหายที่อาจเกิดข้ึนกับผลผลิต
เพื่อพัฒนาและกำ� หนดระดบั เศรษฐกิจ และระดับความเสียหายทางเศรษฐกจิ
3. วินิจฉัยได้ว่าความผิดปกติที่พบเป็นลักษณะหนึ่งของอาการโรคติดเช้ือ / โรคไม่ติดเชื้อ การวินิจฉัย
สาเหตโุ รคที่สำ� คญั ต้องท�ำได้อย่างถูกตอ้ ง แมน่ ย�ำ และรวดเรว็
4. รู้สาเหตทุ ี่ทำ� ให้เกดิ โรค เช่น สภาพแวดลอ้ มเออ้ื อ�ำนวย มแี หล่งสะสมเชื้อก่อโรคในแปลงหรอื แหล่งกอ่
โรคขา้ งแปลง ผู้ที่มคี วามรู้ความเข้าใจเร่อื งโรคพชื อาการโรคท่เี กิดจากเชื้อโรค และ/หรือสภาพแวดล้อม ของพชื
เฉพาะชนดิ จะช่วยให้ตัดสินใจเพือ่ ควบคุมโรคพืชน้นั ได้ถกู ตอ้ งยงิ่ ข้ึน
5. รู้นิเวศวิทยาการเกิดโรค สภาพแวดล้อมที่เอ้ืออ�ำนวยต่อการเพ่ิมปริมาณ การเคลื่อนท่ีเข้าหาพืช
การแพรร่ ะบาด
6. รู้วิธีป้องกัน ดีกว่าการแก้ไข คือ เน้นการจัดการแปลงโดยวิธีการเขตกรรมต่าง ๆ ในทุกระยะ
เพื่อลดประชากรเช้ือก่อโรคในแปลง หรือการพิจารณาเลือกปัจจัยการปลูกท่ีไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของโรค
ที่จะเข้ามาในแปลงปลูก หรือแมลงพาหะ การใช้เมล็ดพันธุ์ดี การให้น�้ำ การปรุงดินและเพ่ิมธาตุอาหารพืช
การจัดการดิน หรือก�ำจัดเศษซากพืช ด้วยวิธีการท่ีเหมาะสม และสามารถปกป้องไม่ให้เชื้อโรคแพร่ระบาดสู่
พื้นทเ่ี ปา้ หมายการใช้จุลนิ ทรียห์ รือสารชีวภณั ฑ์ธรรมชาตใิ นการป้องกนั หรือลดประชากรเชอ้ื กอ่ โรค
7. การพยากรณแ์ ละเฝา้ ระวงั ตดิ ตามการเกดิ และการระบาดของโรคได้ โดยการรวบรวมขอ้ มลู การระบาด
และน�ำมาวิเคราะห์กับสภาพภูมิอากาศในช่วงระบาดเพ่ือหาจุดวิกฤติการเกิดโรค และสามารถตัดสินใจหาวิธี
การจดั การโรคทเ่ี หมาะสมหากพบวา่ มคี วามเสยี่ ง ซง่ึ ตอ้ งมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในระบบนเิ วศของพนื้ ทป่ี ลกู ตลอดจน
ลักษณะของพ้ืนทแ่ี ละระบบการปลูกพชื ของพน้ื ทน่ี ัน้
8. ใชว้ ิธีการหลายวิธีรว่ มกบั ชีววธิ ี ในทุกระยะการปลูก ยกเว้นการใช้สารเคมี
องค์ประกอบของการจัดการโรคพืชแบบผสมผสานน้ันจะเร่ิมต้นต้ังแต่ข้ันตอนการเตรียมพ้ืนท่ีจนถึงระยะ
การเกบ็ เกย่ี วผลผลติ ทมี่ กี ารนำ� วธิ กี ารตา่ ง ๆ ทง้ั 5 วธิ ี ประยกุ ตเ์ ขา้ กบั ขนั้ ตอนการผลติ ทแ่ี บง่ ออกเปน็ 6 ขน้ั ตอน ดงั นี้
1. การจดั การ/การเตรยี มพนื้ ที่
การเตรียมพ้ืนท่ีและการปรับสภาพวัสดุปลูกถือเป็นข้ันตอนหลักส�ำคัญของระบบการปลูกพืชโดยวิธี
ผสมผสาน การตากดินในระยะพักแปลงหลังเก็บเก่ียวผลผลิตพืชมีความส�ำคัญที่จะสามารถลดประชากร
เช้ือโรคสะสมในแปลงปลูกได้ การใช้วัสดุปลูกที่เหมาะสม เนื่องจากวัสดุปลูกแต่ละชนิดมีสภาพที่แตกต่างกันไป
ท้ังโครงสร้าง และปริมาณธาตุอาหารในดิน รวมท้ังมีการสะสมของชนิดและปริมาณเช้ือก่อโรคท่ีแตกต่างกัน
เน่ืองจากเช้ือสาเหตุโรคบางชนิดสามารถท่ีจะพักตัวอยู่ในดินหรือเศษซากพืชในแปลงได้เป็นเวลานาน

บทที่ 12 185

กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ในระบบเกษตรอนิ ทรีย์
ดร.สพุ จน์ กาเซม็

จนเม่ือมีการปลูกพืชในฤดูกาลใหม่ และมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมเช้ือโรคดังกล่าวก็จะสามารถเข้าท�ำลาย
พืชและก่อให้เกิดความเสียหายได้อย่างรุนแรง ดังน้ันจึงต้องมีวิธีการในการจัดการที่เหมาะสมเพ่ือก�ำจัดหรือ
ลดจำ� นวนประชากรเชอ้ื กอ่ โรคใหอ้ ยใู่ นระดบั ตำ�่ และไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หาย นอกจากนก้ี ารวเิ คราะหธ์ าตอุ าหาร
และประเมินความอุดมสมบูรณ์ของวัสดุปลูก ยังเป็นการลดต้นทุนการผลิตและพืชไม่เกิดอาการขาดธาตุอาหาร
หรือได้รับธาตุอาหารบางชนิดมากเกินพอจนท�ำให้พืชแสดงอาการผิดปกติด้วย นอกจากน้ีการจัดการพื้นท่ียัง
รวมถึงการจดั การวชั พชื หรอื พชื อาศัยขา้ งเคยี ง หรอื พืชอาศยั ข้ามทอ่ี าจเปน็ ทีพ่ กั ตัวของเช้อื โรคดว้ ย
2. การจดั ระบบการปลกู ที่เหมาะสม
2.1 การจัดระยะปลูก (ระยะห่างระหว่างต้น) สภาพอากาศ (เช่น อุณหภูมิ ความช้ืน การถ่ายเท
อากาศ) ในแปลงปลูกพืชสามารถปรับให้เหมาะสมได้โดยการก�ำหนดระยะปลูกให้เหมาะสม ระยะปลูกเป็น
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเจริญและพัฒนาการเชื้อสาเหตุและการแพร่ระบาดของโรค การปลูกพืชหนาแน่นใน
แปลงอาจทำ� ให้ความชื้นสูง ซ่ึงเหมาะต่อการเขา้ ทำ� ลายของเชื้อก่อโรค และยากต่อการตรวจสอบ และการใช้วิธี
การต่าง ๆ ในการป้องกนั โรคพชื
2.2 การคดั เลอื กเมล็ดพันธุ์ เมลด็ พนั ธทุ์ ่ดี ีมคี ณุ ภาพปราศจากการปนเปื้อนของเชอ้ื โรคทใี่ ช้ปลูกเราจะ
ไดพ้ ชื ท่ีสมบรู ณแ์ ละแข็งแรง
2.2.1 การจดั การโรคทตี่ ิดมากับเมลด็ พันธุ์ โดยใชว้ ิธชี ีวภาพหรือวธิ ีกายภาพ ไดแ้ ก่ แช่เมล็ดพันธุ์
ในน้�ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50-55 องศาเซลเซียส นาน 10-30 นาที (แล้วแต่ชนิดเมล็ดพันธุ์) เพื่อก�ำจัดเชื้อรา
และแบคทีเรียบางชนดิ ทีต่ ดิ มากบั เมล็ดพนั ธ์ุ หรอื คลกุ เมลด็ ด้วยจุลนิ ทรยี ป์ ฏิปักษ์ เช่น เช้อื ราไตรโคเดอร์มา หรือ
แบคทีเรยี ปฏปิ กั ษ์ Bacillus subtillis
2.2.2 ใช้เมล็ดพันธุ์พืชท่ีปลอดโรค พืชผักบางชนิดขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์
อน่ื ๆ นอกเหนอื จากเมลด็ พันธุ์ จงึ ควรคดั เลอื กใช้จากตน้ ตอหรือต้นพันธ์ุสุขภาพดปี ราศจากโรค
2.2.3 การดูแลรักษาเมล็ดพันธุ์ การใช้ความร้อนอบหรือการใช้สารเคมีคลุกเมล็ดพันธุ์
สามารถท�ำให้เมล็ดพันธ์พืชแข็งแรงและเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เมล็ดพันธุ์เกิดเช้ือโรคได้เพราะในสภาพที่มี
ความชื้นสมั พัทธต์ ำ�่ เมล็ดพันธุจ์ ะมคี วามชื้นต�่ำลงด้วย เมล็ดพันธท์ุ ีม่ ีความชน้ื ต�่ำนอกจากจะเส่อื มช้าแลว้ โรคและ
แมลงรบกวนไดน้ อ้ ยลง
2.2.4 การปลูกพืชหมุนเวียนระหว่างฤดูปลูก คือการปลูกพืชสองชนิดหรือมากกว่าหมุนเวียน
กันลงบนพื้นท่ีเดียวกันโดยมีการจัดล�ำดับพืชท่ีปลูกอย่างมีระเบียบ และพืชที่ปลูกนั้นจะต้องเหมาะสมกับสภาพ
พื้นที่ นอกจากนี้จะต้องเลือกใช้ชนิดพืช พันธุ์พืชที่เหมาะสมโดยต้องเป็นพืชที่ไม่มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้
เคียงกันเพราะเช้ือโรคพืชบางชนิดสามารถเข้าท�ำลายพืชชนิดอ่ืนได้ หากมีความใกล้ชิดกัน รวมทั้งพืชบางชนิด
อาจเป็นแหล่งพักตัวของเช้ือก่อโรคให้สามารถพัฒนาตัวเองจนครบชีพจักรได้ ซึ่งเมื่อมีการปลูกพืชหลักและ
สภาพแวดล้อมเหมาะสมเช้ือโรคกจ็ ะเข้าท�ำลายได้ทนั ที และเกดิ ความเสยี หายอยา่ งรุนแรง อยา่ งไรกด็ กี ารน�ำพืช
มาปลูกหมุนเวยี นหรอื ปลูกสลับบางชนิดอาจสามารถผลติ สารเคมียับยั้งการงอกของเมลด็ วชั พชื ท�ำให้ประชากร
วชั พชื ในแปลงปลูกลดลงทงั้ ชนดิ และปริมาณไดด้ ว้ ย
2.2.5 การเลอื กเวลาปลกู หรอื กำ� หนดเวลาปลกู ใหช้ ว่ งระยะเวลาการใหผ้ ลผลติ พชื ไมม่ ผี ลกระทบ
จากโรคระบาดที่สำ� คัญ

186 หลักการควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

3. ระบบการสง่ เสรมิ การเจรญิ เตบิ โต
3.1 การจัดการปุ๋ย การให้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเหมาะสมจะช่วยปรับสภาพของพืช และพืชท่ีแข็งแรง
มีความสามารถในการต้านทานการเข้าท�ำลายของโรคพืชได้ดี และยังสามารถทดแทนการสูญเสียได้โดยการ
สร้างใบ ยอดอ่อนและหน่อ ดังนั้นจึงจ�ำเป็นท่ีจะต้องให้ความใส่ใจในเรื่องการปรุงดินและใช้ปุ๋ย ปริมาณการ
ใชแ้ ละระยะเวลาการใหป้ ยุ๋ ตอ้ งคำ� นงึ ถงึ ความเหมาะสมและพอเพยี ง ธาตอุ าหารบางชนดิ อาจเปน็ ทงั้ ชว่ ยสง่ เสรมิ
หรอื ลดการเกดิ โรคได้ เชน่ ธาตไุ นโตรเจนซง่ึ จ�ำเปน็ และชว่ ยในการเจรญิ เตบิ โตในระยะแรกของพชื ในขณะเดยี วกัน
ก็จะช่วยให้เช้ือโรคบางชนิดเข้าท�ำลายพืชได้ง่ายและท�ำให้เกิดโรครุนแรงขึ้น พืชที่ขาดหรือได้รับธาตุโปตัสเซียม
ไมเ่ พยี งพอจะทำ� ใหเ้ กดิ อาการชำ้� และออ่ นแอตอ่ การเขา้ ทำ� ลายของเชอ้ื โรค ขณะเดยี วกนั การใหพ้ ชื ไดร้ บั ธาตแุ คลเซยี ม
เพียงพอจะชว่ ยใหพ้ ชื มคี วามตา้ นทานตอ่ โรคเหยี่ วและโรคโคนเนา่ ได้ดขี ึ้น
3.1.1 การใส่อนิ ทรีย์วตั ถปุ รับสภาพดิน
ปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยที่ได้รับการแนะน�ำเพ่ือใช้ในการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปรับ
โครงสร้างดิน โดยทั่วไปการใช้ปุ๋ยคอกเพ่ือเสริมการเจริญเติบโตของพืช ซ่ึงช่วยให้พืชสามารถต้านทานการ
รบกวนของโรคต่าง ๆ ในขณะที่พืชที่มีการเจริญเติบโตไม่ดีจะอ่อนแอต่อการเข้าท�ำลายของโรค นอกจากนี้
ปุ๋ยดอกมีประโยชน์ในการรักษาความสมบูรณ์ของดินด้วย ปุ๋ยคอกจะส่งเสริมการเจริญของเช้ือชนิดท่ีเป็นรา
ปฏปิ ักษช์ ่วยท�ำลายลดปริมาณเชอื้ สาเหตุโรคและไสเ้ ดือนฝอย 
ปุ๋ยหมัก เกษตรกรสามารถใช้เศษเหลือของพืชท่ีเหลือจากแปลงปลูกมาท�ำปุ๋ยหมักได้ โดยท่ัวไป
การท�ำปุ๋ยหมักมักท�ำเป็นกองซึ่งจะท�ำเป็นชั้นๆ โดยมีชั้นของอินทรีย์วัตถุท่ีเหลือทิ้ง ดิน ปูนขาว ปุ๋ยคอกสด
และเศษพืชสดสลับกัน กระบวนการเน่าเปื่อยผุพังวัสดุจากพืชที่หมักจะเกิดขึ้น จะเปลี่ยนวัสดุที่หมักให้เป็นปุ๋ย
อนิ ทรยี อ์ ยา่ งดี การทำ� ปยุ๋ หมกั มผี ลดตี อ่ การปอ้ งกนั และกำ� จดั โรคพชื ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้าง และให้ความ
อดุ มสมบรู ณ์ตอ่ ดิน ซึง่ เป็นสิง่ จำ� เป็นต่อการเจริญเตบิ โตและความแขง็ แรงของพชื ย่ิงกวา่ นั้นกระบวนการหมักยัง
มผี ลในการกำ� จดั โรค แมลง และวชั พชื ทฟ่ี กั ตัวได้ ซึ่งจะไปท�ำลายพชื ทปี่ ลูกในฤดกู าลตอ่ ไป 


4. ระบบการอารกั ขาพืช
4.1 การปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ ชอ้ื โรคเขา้ ในบรเิ วณปลกู พชื สว่ นมากใชใ้ นดา้ นการกกั กนั ชน้ิ สว่ นของพชื หรอื โรค
หรอื ไมน่ �ำพืชทเี่ ป็นโรคเข้ามาในพ้นื ท่ีปลกู
4.2 การก�ำจัดส่วนที่เป็นโรคโดยวิธีกล เช่น ตัดแล้วเผาทิ้ง การน�ำมาท�ำปุ๋ยหมัก เป็นต้น เกษตรกร
บางรายเมอ่ื เรม่ิ เหน็ อาการโรคกเ็ ดด็ ทำ� ลายทง้ิ ตงั้ แตย่ งั ไมร่ นุ แรง เปน็ หนงึ่ ในการชว่ ยลดปรมิ าณเชอื้ โรคเรมิ่ ตน้ ได้
4.3 การเขตกรรมที่ดี เช่น การก�ำจัดวัชพืช มีข้อดีคือ ลดปริมาณเช้ือโรคลง เนื่องจากโรคบางชนิด
มีพชื อาศัยกวา้ งโดยเฉพาะวัชพชื บางครงั้ ไปม่งุ เน้นกบั การกำ� จดั สว่ นของพืชปลูกทีเ่ ป็นโรค โดยไมไ่ ด้นึกถงึ วัชพชื
ท่ีข้ึนอยู่ในพ้ืนท่ีปลูก ก็อาจเกิดการระบาดต่อเนื่องได้อีก ข้อดีของการก�ำจัดวัชพืชอีกประการ คือ ช่วยท�ำให้
สภาพการระบายอากาศดีขึ้น ลดการสะสมของความชื้น เนอ่ื งจากเชื้อโรคหลายชนดิ เชน่ เช้ือโรคใบไหมแ้ ผลใหญ่
ของข้าวโพดจะแพรไ่ ด้ดเี มื่อความช้นื สูงและอณุ หภมู ิต�่ำ
4.4 การใช้วัสดุคลุมดิน การคลุมแปลงเป็นการคลุมเพื่ออารักขาพืช โดยทั่วไป มักใช้วัสดุอินทรีย์
เพื่อป้องกันการระเหยของน้�ำและเก็บความช้ืน และในสภาพอากาศท่ีหนาวเย็นจะสามารถป้องกันไม่ให้ราก
กลายเปน็ น้�ำแข็งและเปน็ ผลดีที่ชว่ ยใหด้ ินเกดิ ความอุดมสมบรู ณ์ของดินชั้นของเศษวัสดอุ นิ ทรยี ์

บทที่ 12 187

กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ในระบบเกษตรอินทรยี ์
ดร.สพุ จน์ กาเซม็

4.5 การท�ำลายเศษเหลือของพืช การท�ำลายเศษเหลือของพืชในแปลงหลังจากท�ำการเก็บเก่ียว
ถ้าพบว่ายังมีแมลงศัตรูหรือเช้ือโรคเหลืออยู่ ให้ท�ำลายเสียเพ่ือป้องกันไม่ให้ติดต่อกับพืชท่ีจะปลูกในฤดูถัดไป
เศษซากพืชที่ตกค้างอยู่ในแปลงหลังการเก็บเกี่ยวมักจะมีโรคและแมลงอาศัยอยู่ซึ่งจะเป็นสาเหตุของการแพร่
ระบาด กับพืชในฤดปู ลกู ถดั ไปดว้ ย
4.6 การปลูกพืชแซม การปลูกพืช 2 ชนิดหรือมากกว่า 2 ชนิดในเวลาเดียวกันบนพ้ืนที่เดียวกัน
เรียกว่าการปลูกพืชแซมหรือการปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยท่ัวไปในพ้ืนที่หนึ่ง ๆ มักปลูกเพียงพืชชนิดเดียว
ซึ่งมีประโยชน์หลายประการคือง่ายต่อการจัดการ (การปลูก การก�ำจัดวัชพืช และการเก็บเก่ียว) ท้ังน้ี
การปลูกพืชชนิดเดียวก็มีผลเสียด้วยเช่นกัน เช้ือโรคหลายชนิดจะเกิดข้ึนอย่างรวดเร็วในแปลงที่ปลูกพืช
ชนิดเดียวมากกว่าการปลูกพืชหลายชนิด การระบาดของโรคโดยท่ัวไปแล้วมีความรุนแรงมากกว่าในแปลงที่
ปลูกพืชระบบผสมผสาน ประโยชน์ด้านอ่ืน ๆ ของการปลูกพืชแซมคือดินถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การปลกู พชื แบบผสมผสานหลายพนั ธุ์ ท�ำใหพ้ ชื สามารถปกคลุมดนิ ไดม้ ากขึ้น มีพ้ืนท่ีเหลอื เพยี งเลก็ นอ้ ยทวี่ ัชพชื
สามารถข้ึนได้เป็นการลดแหล่งสะสมของเชื้อโรค ถ้าปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชแซม ถ่ัวจะช่วยในการปรับปรุง
ความอดุ มสมบรู ณข์ องดนิ ใหด้ ขี ้นึ
4.7 การขังน้�ำท่วมแปลง การขังน�้ำท่วมแปลงเป็นวิธีท่ีสามารถควบคุมโรคพืชเฉพาะชนิดได้โรคพืช
และเช้ือโรคจ�ำนวนมาก จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานในดินที่ถูกน�้ำท่วม เช้ือโรคในดินจะลดจ�ำนวนลง ดักแด้
และตัวอ่อนของด้วงและโรคพืชอ่ืน ๆ จะถูกก�ำจัดรวมไปถึงไส้เดือนฝอยสาเหตุของโรครากปมด้วย ประชากร
ของไสเ้ ดอื นฝอยจะลดลงอยา่ งกะทนั หัน ถา้ ดนิ ถูกน�ำ้ ท่วมเปน็ เวลานานเพียงพอ (3-4 สัปดาห์ หรอื นานกวา่ นัน้ ) 
5. ระบบการให้นำ�้
การให้น้�ำแต่ละครั้งต้องสังเกตว่าผิวดินจะต้องมีความช้ืนอย่างสม่�ำเสมอเป็นท่ีนิยมกันในกลุ่ม
เกษตรกรปลกู พชื ในเขตชลประทานเปน็ วธิ ที ปี่ ระหยดั ใชน้ ำ้� นอ้ ย การใหน้ ำ้� ในแปลงปลกู มหี ลายวธิ ี เชน่ การพน่ ฝอย
และระบบนำ�้ หยด แตก่ ารใหน้ ำ้� ควรคำ� นงึ ถงึ ความเหมาะสมของปรมิ าณนำ้� ทใ่ี หก้ บั พชื และระยะความถใี่ นการใหน้ ำ�้
เน่ืองจากถ้าในสภาพแปลงมีความชื้นสูงติดต่อกันเป็นเวลานานประกอบกับจ�ำนวนประชากรต้นพืชหนาแน่น
การระบายอากาศไม่ดี จะส่งผลให้การเกิดโรครุนแรง ท้ังโรคที่รากและล�ำต้น เช่น รากเน่าโคนเน่าจากเช้ือรา
Sclerotium rolfsii หรอื Rhizoctonia solani เป็นต้น ดังน้นั จึงควรพจิ ารณาถึงสภาพความชน้ื ในแปลงก่อนที่
จะทำ� การใหน้ �้ำคร้งั ตอ่ ไปด้วย ซ่ึงจะแตกตา่ งกนั ไปตามแตล่ ะสภาพพ้ืนทีป่ ลกู และฤดูกาล
6. การจัดการโรคพืช
6.1 การปลกู พืชพันธ์ทุ ี่ตา้ นทานตอ่ โรค เปน็ วิธีที่ใช้ปอ้ งกันโรคไดด้ ีท่สี ุด แต่การท่จี ะหาพันธ์ตุ า้ นทาน
ต่อโรคนัน้ ๆ ต้องใช้เวลานาน ซึง่ บางคร้งั อาจจะได้หรือไมไ่ ด้ และถึงแมว้ า่ เม่ือไดพ้ ชื ทม่ี คี วามต้านทานโรคนแ้ี ล้ว
ก็อาจจะเป็นโรคอ่ืนแทนก็เป็นได้ หรืออาจจะเสียลักษณะดีอื่น ๆ ไป เช่น ผลผลิตต่�ำลง ฝักไม่ได้คุณภาพ
ผู้บรโิ ภคไมน่ ยิ ม เปน็ ต้น ซงึ่ การปรับปรงุ พนั ธพ์ุ ืชต้องเนน้ ถงึ คุณภาพหลาย ๆ อยา่ งทีด่ มี ารวมกันอยใู่ นพันธุเ์ ดียว
แตอ่ ยา่ งไรก็ตามในขณะท่ยี ังจำ� เป็นต้องใชพ้ นั ธุ์ท่ีต้านทานในระดับหนึ่งน้ัน อาจจะเพราะคุณภาพทางโภชนาการ
ดีเหมาะสมส�ำหรับการบรรจุกระป๋อง หรือยังหาพันธุ์ท่ีดีเท่ามาทดแทนไม่ได้ ก็จ�ำเป็นต้องหาวิธีเขตกรรมอ่ืน ๆ
มาชว่ ยเพอ่ื ใหผ้ ลผลติ สญู เสยี น้อยทส่ี ุด

188 หลกั การควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

6.2 การควบคุมโดยชีววิธี การควบคุมเช้ือโรคพืชโดยชีววิธีเป็นวิธีการทางเลือก (alternative
methods) ส�ำหรับควบคุมโรคพืช ซึ่งการใช้ชีววิธีสามารถใช้แบบเด่ียว ใช้ร่วม หรือใช้สลับกับวิธีการอื่นๆ ได้
ทั้งนี้การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี เป็นการลดปริมาณประชากรของเช้ือโรคพืชหรือลดกิจกรรมของเชื้อก่อโรค
ที่จะก่อให้เกิดโรคให้อยู่ในระดับท่ีไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจกับพืช โดยการนำ� จุลินทรีย์ปฏิปักษ์
(microbial antagonist) ชนิดหนึ่งหรอื มากกวา่ ตลอดจนพนั ธกุ รรมหรือผลผลิตจากพันธุกรรม (gene or gene
product) ที่มีอยู่ทั่วไปตามบริเวณผิวพืชส่วนเหนือดิน บริเวณราก และดินรอบรากท่ีมีความสามารถในการ
แข่งขัน (competition) ดา้ นแหลง่ แร่ธาตอุ าหารและแหลง่ ทอี่ ยอู่ าศัย การเปน็ ปรสิต (parasite) รวมถึงการผลติ
สารปฏิชีวนะ (antibiotics) ออกมายับย้ังการเจริญของเช้ือชนิดอ่ืนจัดเป็นกลไกที่ส�ำคัญของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์
มาใช้ในการควบคุมโรคพืชไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
6.3 การท�ำการเกษตรที่เหมาะสม (Cultural practices) หมั่นตรวจสอบแปลงอย่างสม�่ำเสมอ
ระหวา่ งทท่ี ำ� การตรวจสอบแปลง หากพบตน้ พชื ทแ่ี สดงอาการโรค (ยกตวั อยา่ งเชน่ มเี ชอื้ ไวรสั เกดิ ขนึ้ กบั พชื ) และถูก
ท�ำลายที่ใบหรือกิ่งก้าน ควรถอนออกแล้วน�ำไปท�ำลาย โดยถอนต้นพืชท่ีแสดงอาการติดเช้ือ (จะเป็นเพราะการ
เสียหายจากการท�ำลายโดยแมลงหรือโรค) ซึ่งจะเป็นการหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโรคให้หมด การท�ำลาย
ช้ินส่วนพชื ที่ถูกทำ� ลายทำ� ไดโ้ ดยการเผา หรอื ฝงั ทำ� เปน็ อาหารสตั ว์

บทที่ 12 189

กรณศี กึ ษาการควบคุมโรคพชื ในระบบเกษตรอินทรีย์
ดร.สุพจน์ กาเซ็ม

ระบบการจัดการโรคพชื โดยวิธีผสมผสาน
เพ่ือการปรบั ใช้ในระบบเกษตรอนิ ทรยี ์

1. ระบบการเตรยี มพ้นื ท่ี : การปรบั 2. ระบบการปลูก : ก�ำหนดระยะปลูก และ
สภาพวัสดุปลูกให้เหมาะสมต่อพืช วิธีการปลูกท่ีเหมาะสม เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพ
และลดปริมาณแหล่งสะสมของเช้ือ ในการให้ผลผลิตและจัดการระบบการถ่ายเท
สาเหตโุ รคพชื อากาศ ลดความช้ืนและแกไ้ ขปัญหาโรคพชื ทตี่ ดิ
มากบั เมลด็ พนั ธุ์ (seed treatment)

3.ระบบการสง่ เสรมิ การเจรญิ เตบิ โต : 4. ระบบการอารักขาพืช : การจัดการวัชพืช
การให้ธาตุอาหารตามความของการ และแมลงพาหะ เพ่ือลดความเส่ียงต่อการ
ของพชื และการใหธ้ าตอุ าหารบางชนิด เป็นแหล่งสะสมโรคในพืชข้างเคียง และการ
ที่สามารถกระตุ้นความต้านทานต่อ ถา่ ยทอดโรคและ แมลงพาหะ
การเขา้ ทำ� ลายของเช้อื โรคใหก้ ับพืช 5. ระบบการให้น�้ำ: ให้น�้ำอย่างเพียงพอตาม
ความเหมาะสม ไม่ให้มากเกินไปจนมีความชื้น
ในแปลงสูง ซึง่ เหมาะต่อการเกดิ และการระบาด
ของโรค

6. การจัดการโรคพืช : การใช้สารเคมีควบคุมโรคพืชอย่างถูกต้อง และไม่ส่งผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม
การจัดการ/ควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี และ/หรือการใช้จุลินทรีย์ท่ีมีคุณสมบัติในการส่งเสริมการ
เจรญิ เติบโตของพชื และกระตุ้นภมู ิตา้ นทานใหก้ บั พชื
ภาพที่ 12.1 แสดงองค์ประกอบของการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสานที่ใช้เป็นต้นแบบในการจัดการโรคพืช

ในระบบเกษตรอินทรีย์

บรรณานุกรม

จรัญ จันทลักขณา และผกาพรรณ สกุลม่ัน. 2546. การเกษตรย่ังยืน หลักการ แนวทาง และตัวอย่างระบบ
ฟาร์ม. สำ� นักพมิ พ์มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. 206 หน้า

ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์. 2536. เกษตรย่ังยืน: อนาคตของการเกษตรไทย. เอกสารกรมวิชาการ เกษตร.
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ฝ่ายแผนท่ภี าพถา่ ยทางอากาศและดาวเทียม.

สุดฤดี ประเทืองวงศ์, สมศิริ แสงโชติ, ศรีเมฆ ชาวโพงพาง, สุรเชรษฐ จามรมาน, วิบูลย์ จงรัตนเมธีกุล,
ทศพล พรพรหม, ติยากร ฉตั รนภารตั น์, สนุ ันทนาถ นุราภักดิ์, ดุสิต อธนิ วุ ฒั น์, สุพจน์ กาเซม็ และจารุวัฒน์
เถาธรรมพิทักษ์. 2552. การตัดสินใจใช้พันธุ์พืชที่เหมาะสมและการลดการใช้สารเคมีในระบบการจัดการ

190 หลักการควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ศัตรูพืชแบบผสมผสานเพ่ือการผลิตถั่วเหลืองฝักสด. ใน รายงานการประชุมวิชาการอารักขาพืช คร้ังที่ 9.
24-26 พฤศจกิ ายน 2552. จ. อุบลราชธานี. หนา้ 415-430.
ส�ำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์. 2555. คู่มือระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกท. ฉบับ 2012. ส�ำนักงาน
มาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์ (มกท.) นนทบรุ ี. 97 หนา้
อาณัฐ ตันโช. 2549. เกษตรกรรมธรรมชาตปิ ระยุกต์ แนวคดิ หลักการ เทคนิคปฏิบตั ิในประเทศไทย. สำ� นักงาน
พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ส�ำนักพิมพ์งานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
299 หน้า.
Mahaffee. W. F. and J. W. Kloepper., 1994. Application of plant growth promoting rhizobacteria
in sustainable agriculture. In C.E.Pankhurst, B.M.Hoube., V.V.S.R. Gupta and P.R. Grace (eds.)
Soil Biota. Managment in sustainable farming systems. CSIRO, East Melbourne, Australia.,
pp:23-31.
Maloy, O.C. 1993. Plant Disease Control: Principle and Practice. John Willey & Sons, Inc.
New York. 346 p.
Prathuangwong, S., W. Chuaboon, T. Chatnaparat, V. Pitiyon, B. Pitiyon, S. Uraichuen. and
D. Suwankul. 2009. Development of a reduced use pesticide program for the sustainable
management of disease, insect and weed on Chinese kale production. In Proc. of the
ISSAAS International Congress. Feb 24 -26, 2009. Bangkok. 120.

ปฏบิ ตั กิ าร
การควบคมุ โรคพชื ในระบบเกษตรอนิ ทรยี ์

1. ศึกษาดูงานระบบการจัดการแปลงการผลิตพืชผักระบบอินทรีย์ ก�ำหนดให้นิสิตศึกษากระบวนการ
จัดการแปลงทเี่ ขา้ ศึกษาดูงานท้ังระบบ และนำ� มาวิเคราะหค์ วามเหมาะสม และรว่ มอภิปราย
2. ให้นิสิตวางแผนการปลูกพืช 1 ชนิดในระบบเกษตรอินทรีย์ ให้ครอบคลุมทุกขั้นตอนการปลูกตั้งแต่
การจัดการพ้ืนที่ จนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยให้ระบุโรคที่ส�ำคัญของพืชท่ีปลูกและแนวทางในการจัดการบน
พื้นฐานเกษตรอินทรีย์

บทที่ 12 191

กรณศี ึกษาการควบคุมโรคพืชในระบบเกษตรอนิ ทรยี ์
ดร.สุพจน์ กาเซม็

13บทที่ กรณีศกึ ษาการควบคมุ โรคพืชในโรงเรือน

ดร.สพุ จน์ กาเซม็

โรคพชื (Plant disease) เปน็ ปญั หาส�ำคญั ตอ่ การผลิตพชื ทงั้ พชื ที่ปลูกในสภาพแปลงปลูก และพชื ทป่ี ลกู
ในระบบโรงเรือน ท้ังน้ีการปลูกพืชในโรงเรือน (Greenhouse) หรือ โรงเรือนอนุบาลต้นพืช (Nursery)
เป็นระบบการปลูกพืชที่เน้นการใช้พ้ืนท่ีจ�ำกัดท่ีสามารถควบคุมปัจจัยและองค์ประกอบการผลิตได้ และมัก
ใช้ส�ำหรับผลิตพืชที่มีมูลค่าสูง การปลูกพืชในสภาพโรงเรือนสามารถปฏิบัติได้หลายรูปแบบ ทั้งการปลูกด้วย
ดินปลกู ในลกั ษณะแปลง การปลูกด้วยดินในภาชนะปลกู การปลูกพชื แบบไรด้ ิน (Soilless culture) การปลูกพชื
ด้วยวัสดุปลูก (Substrate culture) และการปลูกแบบแช่รากในสารละลายธาตุอาหาร (Hydroponics)
หรือการปลูกแบบรากแขวนลอยและให้ธาตุอาหารพ่นฝอยทางราก (Aeroponics) เป็นต้น ท้ังนี้ลักษณะ
โรงเรือนและสภาพแวดลอ้ มในโรงเรือนสำ� หรบั ปลูกพชื มีหลายรูปแบบตามวตั ถุประสงคก์ ารใชง้ านและตามความ
เหมาะสมของสภาพพื้นท่ีและภูมิอากาศ โรงเรือนบางชนิดสร้างเป็นโรงเรือนแบบปิดที่สามารถควบคุมหรือ
ปรบั อณุ หภมู ิ ความชนื้ และความเข้มแสงได้ การใหน้ ้�ำในโรงเรอื นอาจใหแ้ บบบวั รดน�ำ้ ทวั่ ไป ใหน้ ำ�้ แบบสายยาง
ระบบพ่นระยะไกลหรอื สปริงเกอร์ และระบบนำ้� หยดเปน็ ต้น

ภาพท่ี 13.1 ลักษณะโรงเรือนปลูกพืชรปู แบบตา่ ง ๆ
192 หลกั การควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ด้วยความแตกต่างของระบบการปลูกพืชในโรงเรือนจึงท�ำให้การเกิดโรคของพืชปลูกในสภาพโรงเรือน
มีความแตกตา่ งจากการปลกู พืชในระบบเปิดหรอื ระบบแปลงปลูก (Open field system) ถงึ แม้จะเป็นพืชชนิด
เดียวกันก็ตาม การลดความเสียหายจากโรคที่จะเกิดกับพืชปลูกในสภาพโรงเรือนน้ันสามารถกระท�ำได้โดยการ
จัดการไม่ให้มีปัจจัยท่ีส่งเสริมการเกิด และการแพร่ระบาดของโรค ดังน้ันการจะเลือกใช้วิธีใดในการควบคุมโรค
จึงข้นึ อยูก่ ับสถานการณ์ ชนิดของพชื และปจั จัยแวดลอ้ มทั้งภายนอกและในโรงเรอื น

โรคพืชและปัจจยั ส�ำคญั ต่อการระบาดในสภาพการปลูกในโรงเรือน

1. สภาพอากาศภายในโรงเรือน สภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยท่ีส�ำคัญในการชักน�ำการเกิดและพัฒนาการ
ของโรคพืช โดยสภาพอากาศที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืช คือความชื้น และอุณหภูมิ
ซ่ึงปฏิกิริยาของความช้ืนในอากาศและอุณหภูมิในอากาศที่พอเหมาะในระยะเวลาท่ีพอเพียงจะท�ำให้เกิดโรค
กับพืชได้อย่างรุนแรง (Lucas, 1998) โดยปัจจัยด้านอุณหภูมิและความช้ืนที่มีผลต่อการเกิดโรคในโรงเรือน
มรี ายละเอยี ดดังน้ี
1.1 อณุ หภมู สิ ูง และ ความชืน้ สูง สภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนจะมีการสะสมของอุณหภูมิ ความชนื้
ท่ีค่อนข้างสูง ซึ่งความชื้นในอากาศจะมีความส�ำคัญต่อพัฒการเกิดโรคโดยเฉพาะโรคที่เกิดกับส่วนของพืชท่ีอยู่
เหนือดิน ได้แก่ ดอก เมล็ด ยอด ใบและล�ำต้น ความช้ืนในอากาศมีผลโดยตรงต่อสภาพแวดล้อมบริเวณล�ำต้น
รอบ ๆ ใบ หรือก่ิงก้านของพืช (leaf wetness) นอกจากน้ีหากการระบายอากาศ (Air mass ventilation)
ในโรงเรือนไม่ดี จะเกิดผลกระทบต่อเน่ืองท�ำให้เกิดไอระเหยของน้�ำ (Vapor humidity) สะสมอยู่ภายใน
โรงเรอื นอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ซง่ึ เปน็ สภาพทเี่ หมาะสมตอ่ การพฒั นาการวงจรชวี ติ และการเขา้ ท�ำลายของเชอ้ื สาเหตโุ รค
เชน่ รา Botrytis cinerae สาเหตโุ รคในพชื ผกั ไมผ้ ล และไมด้ อกทม่ี เี นอื้ เยอื่ อวบนำ�้ (Elad and Shtienberg,
2005) Pythium aphanidermatum สาเหตโุ รคเน่าระดับดินของกล้าผกั หรือ Rhizoctonia solani สาเหตุ
โรคเน่าเปียก (Wet rot) ในพืชหลากชนิด หรือ แบคทีเรียในกลุ่ม Pectobacterium carotovorum subsp.
carotovorum สาเหตโุ รคเนา่ เละในพชื ผกั และไมด้ อกอวบนำ�้ หรอื โรคทางใบทเ่ี กดิ จากเชอื้ Xanthomonas sp.
และ Pseudomonas sp. ในพืชผัก ไมด้ อก และไม้ประดับ (Ontario ministry of agriculture and food,
2013)
1.2 ความเหมาะสมของแสง ลักษณะโรงเรือนโดยทั่วไปจะต้องมีการท�ำหลังคาปกคลุม ท�ำให้ใน
โรงเรือนมีความเข้มแสงท่ีต่�ำกว่าระบบเปิด ซ่ึงปริมาณความเข้มแสงและระยะเวลาได้รับแสงในแต่ละวันมีผลต่อ
การเจริญเติบโตของพืช พืชท่ีปลูกในพ้ืนท่ีแสงน้อยย่อมเจริญเติบโตได้ไม่เต็มท่ีส่งผลให้พืชมีท่ีอยู่ในโรงเรือนเกิด
การหักล้มได้ง่ายเน่ืองจากเกิดการยืดยาวของเน้ือเย่ือล�ำต้นเพื่อหาแสง (Etiolation) และเม่ือเนื้อเยื่ออ่อนแอ
ก็จะส่งผลให้เชื้อโรคเข้าท�ำลายซ้�ำเติมได้ง่าย และการที่พืชได้รับแสงไม่เพียงพอจะมีผลต่อประสิทธิภาพการ
สังเคราะห์แสงของพืช (Photosynthesis) ซึ่งหากพืชมีการสังเคราะห์แสงไม่เต็มท่ีจะมีผลต่อการเจริญเติบโต
และการให้ผลผลติ (Wilson et al., 1992, Papadopoulos and Pararajasingham, 1997) ในทางตรงข้าม
พืชบางชนิดอาจต้องการแสงที่มีความเข้มต่�ำหรือร�ำไร หากมีแสงแดดจัดจะท�ำให้ความร้อนในโรงเรือนสูง เซลล์
ของพืชมีการคายน�้ำสูงและเกิดการสะสมความร้อนท่ีต่อมคายน้�ำ (Hydathode) และเซลล์ และท�ำให้เซลล์
เกิดอาการตายนึ่ง (Sun burned หรอื Sun scald) และลกุ ลามกลายเปน็ อาการเซลลต์ ายตามขอบใบหรอื เนอื้ ใบ
ระหวา่ งเสน้ ใบ (Leaf scorch)

บทที่ 13 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ในโรงเรอื น 193

ดร.สุพจน์ กาเซม็


Click to View FlipBook Version