The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by herbbask, 2021-11-22 00:19:35

การจัดการโรคพืช

PlantDiseaseControl

Keywords: โรคพืช

ใชร้ งั สีแกมมา่ ซงึ่ มักอยใู่ นช่วงความเข้มขน้ 4-16 krads ได้มีการนำ� มาใช้เพื่อยืดอายุและชะลออาการเน่าในพชื
ผกั หลายชนิด เชน่ หัวหอม มนั ฝรง่ั และมะเขอื เทศ นอกจากนี้ ทค่ี วามเข้มขน้ ท่สี งู ข้นึ เช่น 85 และ 200 krads
ไดถ้ กู นำ� มาใชเ้ พอื่ ชว่ ยลดความเสยี หายหลงั การเกบ็ เกย่ี วเนอ่ื งจากการเขา้ ทำ� ลายของเชอื้ จลุ นิ ทรยี ใ์ นสตรอวเ์ บอรร์ ี
และแอปเปิ้ล ตามล�ำดับ ส�ำหรับระดับความเข้มข้นของรังสีที่น�ำมาใช้น้ัน ต้องไม่ท�ำให้เกิดความเสียหายต่อ
เน้ือเยือ่ พืชชนิดน้ัน ๆ
รังสีอุลตราไวโอเลต เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นยาวมากกว่ารังสีแกมม่าและรังสีเอ็กซ์ ไม่มีคุณสมบัติแทรกซึม
เขา้ ส่เู น้ือเยื่อภายใน จึงมกั ถกู น�ำมาใชเ้ พ่ือฆ่าเชอ้ื ที่พื้นผวิ วัสดุ
รังสีจากคล่ืนวิทยุความถ่ีสูง ได้ถูกน�ำมาควบคุมเชื้อจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืชทางดิน แต่ไม่ประสบผลส�ำเร็จ
เท่าท่ีควร เนื่องจากระดับความร้อนที่ได้ไม่สม่�ำเสมอและอยู่ในระดับท่ีไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ แต่เม่ือน�ำมาใช้
ฆ่าเช้ือในเมล็ดข้าวสาลีและข้าวโพดร่วมกับลมร้อนท่ีอุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที พบว่า
สามารถลดจ�ำนวนเชื้อรา Aspergillus flavus ได้ สว่ นรงั สีไมโครเวฟสามารถน�ำมาฆ่าเชอ้ื ไวรัสทต่ี ิดมากับเมลด็
ถว่ั เหลืองได้ แต่จะทำ� ให้เกิดความผดิ ปกตกิ บั เมล็ดทีง่ อก จงึ ไมค่ ่อยนยิ มใช้เท่าใดนกั

6. การไขน้ำ� ให้ทว่ มแปลง (flooding)

การไขน้�ำให้ท่วมแปลง เป็นวิธีการปฏิบัติท่ีช่วยลดหรือก�ำจัดเชื้อที่ก่อโรคทางดินมาอย่างยาวนาน
เน่ืองจากสภาวะที่ถูกน�้ำท่วมจะท�ำให้ดินขาดออกซิเจน หรือมีการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูง ท�ำให้
มีผลกระทบต่อการเจริญของเชื้อราที่อยู่ในดิน เช่น เช้ือรา Fusarium oxysporum f.sp. cubense สาเหตุ
โรคเห่ียวของกล้วย ซึ่งโดยปกติแล้วสปอร์ของเชื้อราจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดในดินได้เป็นเวลานาน เช้ือราจึง
มีการปรับตัวโดยสร้าง chlamydospores ซึ่งเป็นโครงสร้างท่ีใช้อยู่ข้ามฤดูในสภาพแวดล้อมท่ีไม่เหมาะสมขึ้น
และเม่ือท�ำการไขน้�ำท่วมแปลง ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีสูงข้ึนน้ี จะยับยั้งการสร้าง chlamydospores
แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามบางคร้ังอาจพบวา่ คารบ์ อนไดออกไซดท์ ี่ความเข้มข้นต่�ำๆจะกระต้นุ การงอกของสปอรเ์ ชื้อราได้
แต่สปอร์ท่ีงอกนี้จะถูกยับย้ังหรือฆ่าโดยจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ท่ีอยู่ในบริเวณนั้น นอกจากนี้การไขน�้ำท่วมแปลงได้
ถูกน�ำมาใช้ในแปลงข้าว และไร่ฝ้ายท่ีปลูกสลับกับการปลูกข้าว โดยมีเป้าหมายในการลดประชากรของเช้ือรา
Verticillum ในไร่ฝา้ ย ทีต่ ้องปล่อยน้ำ� ให้ทว่ มแปลงเป็นเวลา 17 สปั ดาห์ ในชว่ งฤดูแลง้ ซงึ่ จะช่วยท�ำใหป้ ระชากร
ของเชือ้ ราดังกลา่ วลดลงได้
การไขน้�ำเข้าแปลงเป็นระบบการให้น้�ำปกติของการเตรียมแปลงเพื่อปลูกเผือก โดยต้องไขน�้ำให้ท่วม
แปลงและมคี วามลกึ อยา่ งนอ้ ย 2 นว้ิ กอ่ นปลกู ในขณะปลกู จนถงึ ระยะเกบ็ เกย่ี วตอ้ งรกั ษาระดบั นำ้� ใหไ้ ดค้ วามลกึ
1-2 นิ้ว ถ้าหากสภาพอากาศค่อนข้างอุ่นเป็นระยะเวลานาน จะท�ำให้เกิดการเข้าท�ำลายของเช้ือรา Pythium
ท�ำใหเ้ กดิ โรคเนา่ เละได้ แตก่ ลบั พบวา่ วธิ กี ารดงั กลา่ วสามารถลดการเขา้ ท�ำลายของเชอ้ื ราสาเหตโุ รคไหมใ้ นเผอื กได้
เกษตรกรท่ีปลกู เผือกจงึ ใช้วธิ ีการนี้เพอื่ ลดโรคไหม้กันอย่างแพรห่ ลายในสหรฐั อเมรกิ า นอกจากน้ี การไขน�้ำทว่ ม
แปลงสามารถนำ� มาใช้ในการควบคมุ โรคพชื อีกหลายชนดิ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดงั แสดงไว้ในตารางที่ 3.10

44 หลกั การควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ตารางท่ี 3.10 ตวั อย่างเชื้อสาเหตแุ ละโรคพชื อืน่ ๆ ที่ถกู ควบคมุ โดยวธิ ีไขนำ�้ ทว่ มแปลง

เชอ้ื สาเหตุ โรค
Alternaria porri f.sp solani โรคไหมข้ องมะเขอื เทศและมันฝรั่ง
Alternaria dauci โรคไหมข้ องแครอท
Aphelenchoides besseyi โรคใบขาวของขา้ ว
Meloidogyne sp. โรครากปมของขนึ้ ฉ่ายฝรงั่
Phytophthora parasitica var. nicotinae โรคแขง้ ดำ� ของยาสบู
Pyrenophora teres โรคแคงเกอรแ์ ละไหม้ของข้าวบารเ์ ล่ย์
Radopholus similis Burrowing nematode ของกลว้ ย
Sclerotinia sclerotiorum โรคราสีขาวของพืชผักหลายชนิด
Trichodorus sp. Stubby root nematode ของขน้ึ ฉ่ายฝร่งั
ที่มา: ดัดแปลงจาก Chaube and Singh (1990)

7. การเผาไฟ (flaming)

วิธีการใช้ไฟเผา ถูกน�ำมาฆ่าเช้ือในเศษซากพืชท่ีตกค้างอยู่ในแปลงหลังการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะแปลง
ผลิตหญ้า ซึ่งมักจะมีเมล็ดหญ้าตกหล่นอยู่ในแปลง และเมล็ดเหล่านี้มักจะถูกเข้าท�ำลายโดยไส้เดือนฝอย หรือ
อาจติดเช้ือรา ergot หรือโรคทางเมล็ดอ่ืน ๆ การเผาแปลงหญ้าจึงเป็นการช่วยลดปริมาณเช้ือก่อโรคท่ีตกค้าง
อยู่ในแปลงให้น้อยลง และเป็นการกระตุ้นให้ต้นหญ้าแตกตาดอกใหม่ ซ่ึงจะท�ำให้ติดเมล็ดได้มากขึ้น รวม
ท้ังยังสามารถช่วยก�ำจัดพืชแปลกปลอมอื่น ๆ ออกจากแปลงได้ด้วย นอกจากน้ี มีการใช้ไฟเผาเพ่ือควบคุม
โรคจุดสีน้�ำตาลในพชื ตระกลู สน ทเี่ กดิ จากเชอื้ รา Mycosphaerella dearnessii (brown rot needle disease)
ในประเทศสหรฐั อเมรกิ า ซึ่งจะท�ำให้ใบสนท่ีแตกออกมาใหม่ไม่ปรากฏอาการของโรค แต่อย่างไรก็ตาม การเผา
ทำ� ใหเ้ กดิ มลพษิ ตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม เนอื่ งจากเปน็ การเผาในสภาพทโี่ ลง่ แจง้ ทำ� ใหห้ มอกควนั ปกคลมุ เปน็ บรเิ วณกวา้ ง
ในปจั จบุ นั การเผาจงึ ถกู จำ� กดั ใหม้ กี ารปฏบิ ตั ใิ นบรเิ วณทปี่ ดิ มดิ ชดิ โดยใหเ้ ผาดว้ ยความรวดเรว็ และปราศจากควนั
การเผา ได้ถูกน�ำมาใช้ในการควบคุมโรคใบขีดของข้าวสาลีที่เกิดจากเช้ือรา Cephalosporium
(Cephalosporium stripe disease) ซงึ่ เป็นโรคทีม่ คี วามสำ� คัญของการปลูกขา้ วสาลที วั่ โลก เชื้อราเขา้ ทำ� ลายที่
ระบบทอ่ ล�ำเลยี งของพชื และลามขนึ้ ไปส่รู วงเมื่อเกบ็ เก่ียวผลผลติ เชือ้ รายงั คงตกคา้ งอยใู่ นตอซังและเศษฟางข้าว
การเผาจงึ เปน็ การชว่ ยลดปรมิ าณเชอื้ ราใหน้ อ้ ยลงได้ ซง่ึ จะเปน็ การชว่ ยลดปรมิ าณของเชอื้ กอ่ โรคในฤดปู ลกู ถดั ไป
การเผามักถูกน�ำมาปฏิบัติในขั้นตอนของการเตรียมดินเพื่อปลูกข้าวสาลี โดยพบว่าถ้าท�ำการเผาเศษซากพืช
ร่วมกับการไถพรวน จะท�ำให้ช่วยลดการติดเชื้อในฤดูปลูกถัดไปได้มากท่ีสุด เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีไม่เผา
(ตารางที่ 3.11) อยา่ งไรก็ตาม การเผาตอซงั เพยี งอย่างเดียว ไม่สามารถชว่ ยลดปรมิ าณเช้ือราก่อโรคไดเ้ ทา่ ที่ควร
แตค่ วรมกี ารปฏิบตั อิ นื่ ๆ ร่วมดว้ ย เชน่ การปลกู พืชหมุนเวยี น หรอื ปลูกพชื ทท่ี นตอ่ โรครว่ มดว้ ย เปน็ ต้น

บทที่ 3 การควบคมุ โรคพืชโดยวิธกี ายภาพ 45

ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วรี ะณยี ์ ทองศรี

ตารางที่ 3.11 ผลของการเผาเศษซากพืชหลังการเก็บเก่ียวของข้าวสาลีร่วมกับการปฏิบัติด้วยวิธีอ่ืน ๆ ท่ีมีต่อ
การเกิดโรคใบขดี ทเี่ กิดจากเชอ้ื รา Cephalosporium ในฤดปู ลกู ถดั ไป

วธิ กี าร เปอร์เซ็นตก์ ารติดเช้ือ Cephalosporium
1980 1981 1982 ค่าเฉลย่ี จาก 3 ปี
เผาและไถพรวน 18 17 3 13
ไถพลกิ หน้าดิน 39 30 4 24
ไถพรวน 42 34 13 30
สับตอซังและไถพรวน 53 40 18 37
หยอดเมลด็ โดยไมผ่ า่ นการไถพรวน 55 54 29 46

ที่มา: Maloy (1993)

นอกจากนี้ การเผายังถูกน�ำมาใช้ในการควบคุมโรคพืชอีกหลายชนิด เช่น โรคเห่ียวของมันฝรั่ง
(Verticillium wilt) โรคราสนมิ ของม้นิ ต์ และโรครานำ้� คา้ งของฮอป ตลอดจนโรคอ่ืน ๆ ซ่ึงจะเปน็ การชว่ ยกำ� จดั
ปรมิ าณของเชอื้ กอ่ โรคเรม่ิ ตน้ (primary inoculum) กอ่ นทจ่ี ะทำ� ใหเ้ กดิ โรคในรอบทส่ี องหรอื เกดิ โรคในรอบถดั ไป
(secondary disease cycle) ส�ำหรับวิธีการควบคุมโรคท่ีเกิดจากเช้ือแบคทีเรีย เช่น bacterial canker
ในไม้ผลอืน่ ๆ ได้แก่ แอพรคิ อต ทอ้ หรือ เชอร์รี มกั จะใช้แกส๊ โพรเพนเพ่อื ให้เกิดการไหม้ลามอย่างรวดเร็วภายใน
ระยะเวลาอันสั้น โดยท�ำการเผาเปลือกของล�ำต้นภายในระยะเวลา 5-20 วินาที ซึ่งจะท�ำให้เปลือกแตกและ
ปรากฏเป็นสีด�ำ การเผาจะเกิดผลดีต่อการควบคุมโรคพืช เนื่องจากจะช่วยให้แผลบนเปลือกสมานอย่างรวดเร็ว
จึงเป็นการป้องกันการเข้าท�ำลายซ�้ำเติมของเช้ือแบคทีเรียได้ แต่อย่างไรก็ตาม การไหม้ลามอย่างรวดเร็วเช่นน้ี
อาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายของโรคพืชบางชนิด เช่น การเผาในป่าสน จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเจริญ
เติบโตและการงอกของสปอร์ของเชื้อเห็ด Rhizina undulata ซึ่งจะเข้าท�ำลายและฆ่าต้นพืชหรือต้นกล้าท่ี
เจริญเติบโตในบริเวณน้ันได้ รวมท้ังการเผาจะท�ำให้เกิดแผลท่ีโคนต้น ท�ำให้ง่ายต่อการเข้าท�ำลายของเชื้อเห็ด
ดังกล่าว นอกจากน้ีการเผาป่าจะเป็นการกระตุ้นให้พืชอาศัยสลับของเช้ือราสาเหตุโรคราสนิมของพืชตระกูล
สนงอกและเจริญเติบโตมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นผลดีในการที่จะช่วยก�ำจัดพืชอาศัยสลับเหล่าน้ีโดยวิธีการใช้
สารเคมหี รือวิธีทางกายภาพไดง้ า่ ยขึน้

46 หลกั การควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

บรรณานุกรม

ณรงค์ สิงหบ์ ุระอุดม. 2554. การจดั การโรคพชื . ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ 398.
สืบศกั ด์ิ สนธริ ตั น. 2540. การจดั การโรคพชื . โรงพมิ พล์ นิ คอรน์ . 140.
Agrios, G.N. 2005. Plant Pathology (Fifth edition). Elsevier Academic Press, California, 922.
Dhingra, O.D. and Sinclair, J.B. 1995. Basic Plant Pathology Methods (Second edition). CRC Press,

Inc., 417.
Chaube, H.S. and Singh, U.S. 1990. Plant Disease Management: Principles and Practices. CRC

Press, Boca Raton, Florida, 319.
Jiao, S., Y. Zhong and Y. Deng. 2016. Hot air-assisted radio frequency heating effects on wheat

and corn seeds: Quality change and fungi inhibition. Journal of Stored Products Research
69: 265-271.
Maloy, O.C. 1993. Plant Disease Control: Principles and Practices. John Wiley & Sons, Inc., New
York, 346.
Micieli, M.V., P. Risso, M.F. Achinelly, M. de los M. Villar, and J. Tarquini. 2012. Effect of
temperature, photoperiod, flooding, and drying on the hatching pattern of the eggs of
Strelkovimermis spiculatus (Nematoda: Mermithidae). Journal of Invertebrate Pathology
110: 114–117.
Nguyen, T.T.C., N.T. Son, T.M. Trung, N. Trang, L.M. Ang and M. Pilon. 2010. Hot water treatment
prevents Aphelenchoides besseyi damage to Polianthes tuberosa crops in the Mekong
Delta of Vietnam. Crop Protection 29: 599–602.
Pisetta, M., I. Albertin, M. Petriccione and M. Scortichini. 2016. Effects of hot water treatment
to control Xanthomonas arboricola pv. corylina on hazelnut (Corylus avellana L.)
propagative material. Scientia Horticulturae 211: 187–193.

บทที่ 3 การควบคมุ โรคพชื โดยวิธกี ายภาพ 47

ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วีระณยี ์ ทองศรี

ปฏิบัติการ
การควบคุมโรคพืชโดยวิธีกายภาพ

เชอื้ จลุ นิ ทรยี ส์ าเหตโุ รคพชื มกี ารแพรก่ ระจายไดห้ ลายวธิ ี หนง่ึ ในนนั้ คอื การแพรก่ ระจายโดยตดิ ไปกบั เมลด็
หรือสว่ นอน่ื ๆ ของพชื ทใ่ี ชเ้ ปน็ สว่ นขยายพนั ธ์ุ ดว้ ยเหตนุ จ้ี งึ มคี วามจำ� เปน็ อยา่ งยงิ่ ทจ่ี ะตอ้ งใชเ้ มลด็ หรอื สว่ นขยายพนั ธุ์
ที่สะอาดปราศจากโรคมาปลูก เพ่ือเป็นการช่วยลดประชากรของเช้ือจุลินทรีย์ก่อโรคเริ่มต้น ซึ่งมีหลายวิธีการ
ที่สามารถช่วยลดหรือก�ำจัดเช้ือท่ีติดมากับเมล็ดพันธุ์ได้ โดยวิธีการหน่ึงที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน และ
มีประสิทธิภาพสูงในการฆ่าเชื้อ น่ันคือ การใช้น�้ำร้อน ซ่ึงน�้ำร้อนสามารถฆ่าเช้ือได้ท้ังท่ีอยู่ภายในและบนผิวของ
เมล็ดหรือชิ้นส่วนพืช ระดับอุณหภูมิของน�้ำร้อนที่น�ำมาฆ่าเช้ือน้ี ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเมล็ดหรือ
เน้ือเยื่อพืช รวมท้ังไม่มีผลกระทบต่อการงอกของเมล็ด เมล็ดหรือท่อนพันธุ์ของพืชแต่ละชนิดจะมีความทนต่อ
ความร้อนได้แตกต่างกัน แต่มีเมล็ดของพืชบางชนิดที่ไม่สามารถใช้น�้ำร้อนในการฆ่าเช้ือได้ เช่น เมล็ดของพืช
ตระกูลแตงต่าง ๆ เน่ืองจากเนื้อเยื่อจะถูกท�ำลายเนื่องจากความร้อน จึงหลีกเล่ียงโดยการใช้วิธีอื่น เช่น คลุก
เมลด็ ดว้ ยสารเคมี เป็นตน้

วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อให้นิสิตสามารถค�ำนวณเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อและการงอกของเมล็ดข้าวหลังการจุ่มน้�ำร้อนใน
แต่ละชว่ งเวลาได้
2. เพือ่ ให้ทราบระยะเวลาท่เี หมาะสมในการใช้น�้ำร้อนเพื่อฆา่ เชอื้ ที่ตดิ มากับเมลด็ ข้าว

อุปกรณ์และวิธีการ
1. สมุ่ เลอื กเมลด็ ขา้ วเปลอื กมาจมุ่ ในนำ�้ รอ้ นทอ่ี ณุ หภมู ิ 50 องศาเซลเซยี ส เปน็ ระยะเวลาแตกตา่ งกนั 5 ชว่ ง
คือ 0, 5, 10, 15 และ 20 นาที โดยในแตล่ ะชว่ งเวลาใช้เมล็ดขา้ วเปลือกจ�ำนวน 50 เมล็ด
2. หลงั การจมุ่ ผึ่งเมลด็ ขา้ วใหแ้ ห้ง จากนนั้ นำ� เมล็ดขา้ วไปวางบนจานอาหาร water agar (WA) จานละ
10 เมลด็ จำ� นวน 5 จาน
3. บม่ เมล็ดขา้ วเปน็ เวลา 7 วัน นบั จำ� นวนเมลด็ ท่ีงอกและเมล็ดทีม่ เี ชื้อในแตล่ ะชว่ งเวลา โดยใชส้ ูตร

เปอรเ์ ซ็นต์เมลด็ ข้าวงอก = จ�ำนวนเมล็ดทีง่ อก หรือเมลด็ ท่ีมีเชือ้ x 100
หรือเมล็ดทีม่ เี ชอ้ื จ�ำนวนเมล็ดทงั้ หมด

เปรยี บเทยี บเปอรเ์ ซน็ ตก์ ารตดิ เชอื้ และการงอกของเมลด็ ในแตล่ ะชว่ งเวลาเพอื่ หาระยะเวลาในการจมุ่ นำ�้ รอ้ น
ทเี่ หมาะสมในการฆ่าเชื้อของเมล็ดข้าวเปลือก

48 หลักการควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

บทที่

4 การควบคมุ โรคพืชโดยชีววิธี

ดร.สุพจน์ กาเซ็ม

การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี (Biocontrol หรือ biological control) จัดเป็นหน่ึงในวิธีการที่สามารถ
เลือกปฏิบัติเพ่ือการจัดการโรคพืช ซ่ึงวิธีการทางชีววิธีดังกล่าวน้ีเป็นวิธีการที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม สุขภาพ
เกษตรกร และสุขภาพผู้บริโภค เน่ืองจากเป็นวิธีการทางธรรมชาติท่ีสามารถใช้ร่วมหรือสลับ ตลอดจนทดแทน
การใชส้ ารเคมคี วบคมุ โรคพชื ได้ การควบคมุ โรคพชื โดยชวี วธิ มี หี ลกั เกณฑค์ อื การใชจ้ ลุ นิ ทรยี ท์ มี่ คี ณุ สมบตั ทิ ดี่ ี ทงั้ รา
แบคทีเรยี ไวรัส หรืออาจรวมถงึ การใชไ้ ส้เดอื นฝอยตวั หำ�้ ท่ีมีคุณสมบตั ิการเปน็ จุลนิ ทรีย์ปฏิปกั ษ์ (Antagonistic
microorganisms) ในการควบคมุ (Control) หรือ กำ� จัด (Eradicate) เช้ือสาเหตุโรคพืชตา่ ง ๆ ใหไ้ ม่สามารถ
ท�ำความเสียหายกับพืชได้ ซ่ึงจุลินทรีย์ปฏิปักษ์เหล่านี้จะมีกลไกท่ีหลากหลายในการควบคุมเช้ือสาเหตุโรคพืช
เช่น รบกวน (Interfere) หรือ ยับยั้ง (Suppression) การเจริญเติบโต ลดปริมาณ (Reduce) และ ท�ำลาย
(Destroy) ประชากรของเช้ือสาเหตุโรคพืชให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับพืช ซ่ึงการใช้จุลินทรีย์
ปฏิปักษ์ในการควบคุมโรคพืชจะสามารถใช้แบบเชื้อเดี่ยวชนิดใดชนิดหน่ึงหรือสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง (Single
strain) หรอื หลายสายพนั ธ์ุ (Mixed strains) ทสี่ ามารถดำ� รงชวี ติ และแสดงกลไกร่วมกนั ได้ หรือการใชป้ ระโยชน์
จากสารทุติยภูมิ (Secondary metabolites) ท่ีจุลินทรีย์ผลิตขึ้น เช่น เอนไซม์ สารพิษ หรือสารปฏิชีวนะท่ีมี
ผลต่อเช้ือสาเหตุโรคพืชต่าง ๆ ตลอดจนสารควบคุม/ส่งเสริมการเจริญเติบโตพืช ท้ังนี้กลไกส�ำคัญท่ีจุลินทรีย์
ปฏิปักษ์เหล่าน้ีมีต่อประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืชจะแบ่งออกเป็น 2 ปฏิสัมพันธ์หลักคือ กลไกการเป็น
เช้ือปฏิปักษ์โดยตรง (Direct antagonism) คือเชื้อปฏิปักษ์มีศักยภาพในการยับยั้งหรือท�ำลายเช้ือสาเหตุโรค
โดยตรง และกลไกการเป็นเช้ือปฏิปักษ์ทางอ้อม (Indirect antagonism) คือเชื้อปฏิปักษ์มีผลต่อพืชปลูก
ท้ังด้านการเจริญเติบโตและความต้านทานโรค และผลดังกล่าวท่ีเกิดกับพืชจะมีผลต่อการลดความสามารถ
ในการเข้าท�ำลายและความรนุ แรงของเช้อื กอ่ โรคได้

ความหมายและขอบเขตการควบคุมโรคพชื โดยชีววิธี

การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี หมายถึงการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ชนิดใดชนิดหน่ึง หรือสายพันธุ์ใดสายพันธุ์
หนึ่งหรือหลายสายพนั ธ์ุ หรือหลายชนดิ ร่วมกัน เพ่ือลดจ�ำนวนหรอื ควบคุมประชากรของเชอ้ื สาเหตุโรค รวมทัง้
การหยดุ ยง้ั กิจกรรมหรอื กระบวนการเขา้ ท�ำลายพชื ของเช้ือสาเหตุโรค รวมถึงการใชป้ ระโยชนจ์ ากสารท่ีจุลินทรีย์
เหลา่ นน้ั ผลิตข้ึนมา เช่น สารปฏิชีวนะ และเอนไซม์ย่อยสลาย เป็นต้น (Cook and Baker, 1983 ; Baker, 1987)
ท้ังน้ีการใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชโดยชีววิธีนั้นสามารถใช้ได้ท้ังระยะเช้ือโรคมีการพักตัว และระยะที่พร้อม
เข้าท�ำลายพืชท่ีอาจอยู่ในดินปลูก และส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น เมล็ด ราก ล�ำต้น ใบ ดอก ผล แต่จะให้ผลดี

บทที่ 4 การควบคุมโรคพชื โดยชวี วิธี 49

ดร.สพุ จน์ กาเซ็ม

เมอื่ ใชใ้ นลกั ษณะการปอ้ งกนั การศกึ ษาเกยี่ วกบั การใชป้ ระโยชนจ์ ากเชอื้ จลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ กั ษม์ พี ฒั นาการอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
โดยในอดตี ทผี่ า่ นมามนษุ ยม์ กี ารควบคมุ โรคพชื โดยใชว้ ธิ ธี รรมชาตแิ ละชวี วธิ ี เชน่ การเขตกรรม (Cultural practice)
ด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนกับพืชปลูกหลัก เพ่ือเพิ่มธาตุอาหารในดินซึ่งในพืชตระกูลถั่วจะมีแบคทีเรีย
ที่มีประโยชน์ชนิดหนึ่งอาศัยร่วมที่บริเวณรากได้แก่ Rhizobium sp. ที่สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้
ซ่ึงธาตุไนโตรเจนที่ตรึงจากอากาศดังกล่าวจะเปลี่ยนรูปให้เป็นประโยชน์ต่อพืช (Available form) หรือการ
ท�ำความสะอาดแปลงด้วยการไถกลบเศษซากพืช และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักในการปรับปรุง
คุณภาพดิน ซ่ึงการปฏิบัติดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างดิน คุณภาพดิน และปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
ท่ีส่งเสริมให้จุลินทรีย์ในดินสามารถเจริญและเพิ่มปริมาณได้ดี สามารถควบคุมประชากรเช้ือสาเหตุโรคพืช
ลดความเสยี หายและการระบาดของโรคไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื โดยไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งใชส้ ารเคมี หรอื ลดปรมิ าณการใชส้ ารเคมี
และพืชมคี วามแข็งแรงมคี วามตา้ นทานตอ่ โรคได้ (Baker, 1987) เปน็ ตน้

รูปแบบการควบคุมโรคพืชโดยชวี วิธี

เนื่องจากการควบคุมโรคพืชโดยชีววิธีเป็นการใช้ประโยชน์จากความสมดุลทางธรรมชาติ ในการส่งเสริม
หรือน�ำจุลินทรีย์ท่ีมีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโรคพืชมาควบคุมประชากรของเชื้อโรคให้อยู่ในระดับท่ีไม่ก่อผลกระทบ
ต่อพืชปลูก ซ่ึงลักษณะดังกล่าวนี้อาจเกิดข้ึนเองได้ในสภาพธรรมชาติท่ีมีความสมดุลเหมาะสม หรือจาก
กระบวนการปฏิบัติ การปรับสภาพพื้นที่ และการน�ำจุลินทรีย์จากต่างแหล่งเข้ามาใช้ในแปลงปลูกพืชโดยตรง
ทั้งนี้แนวทางส�ำคัญในการใช้ชีววิธีควบคุมโรคพืชในระบบนิเวศเกษตรแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก
(Hoffmann and Frodsham, 1993) ดังนี้
1. ชวี วิธแี บบดัง้ เดมิ (Classical biological control) หมายถงึ การใช้ชีววิธกี ารควบคมุ โรคพืชโดยการนำ�
จลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ กั ษช์ นดิ ใหมจ่ ากภายนอกเขา้ มาใชค้ วบคมุ โรคพชื ในสภาพแปลงปลกู พชื ซง่ึ แนวทางนม้ี คี วามมงุ่ หวัง
ให้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ต่างถ่ินดังกล่าวสามารถเจริญเติบโต เพ่ิมปริมาณ และปรับตัวเข้ากับพื้นท่ีใหม่ สามารถ
ครอบครองพ้ืนที่ และมีประสิทธิภาพในการควบคุมประชากรของเช้ือสาเหตุโรคให้อยู่ในระดับต�่ำที่ไม่สามารถ
ท�ำความเสียหายให้กับพืชปลูกได้ หรือเกิดในระดับที่ไม่ส่งผลต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ (Economic
threshold)
2. ชีววิธีแบบอนุรักษ์ (Conservation biological control) หมายถึงการใช้ชีววิธีการควบคุมโรคพืช
โดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมหรือนิเวศเกษตรให้เหมาะสมต่อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์สายพันธุ์ท้องถิ่น (Native
strain / Resident strain) ในการเพิ่มปรมิ าณ การดำ� รงชีวติ และแสดงประสทิ ธิภาพสูงในการควบคมุ เชือ้ โรค
ในพ้ืนที่ปลูกพืช โดยไม่มีการน�ำจุลินทรีย์ปฏิปักษ์จากแหล่งภายนอกเข้ามาใช้ เช่น การเพิ่มเติมอินทรียวัตถุ
ในแปลงปลกู หรือธาตุอาหาร หรือการเลือกปลูกชนดิ พืชทเ่ี หมาะสมต่อการเจริญและเพ่ิมปริมาณของจุลนิ ทรยี ์
3. ชวี วธิ ีแบบการเพ่ิมปริมาณ (Augmentation biological control) หมายถึงการใชช้ ีววธิ กี ารควบคมุ
โรคพืชโดยการเพ่ิมจ�ำนวนของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์สายพันธุ์ท้องถ่ินท่ีมีจ�ำนวนน้อยในสภาพธรรมชาติ ซ่ึงจุลินทรีย์
เหล่าน้ันมีคุณสมบัติเป็นเช้ือปฏิปักษ์ยับย้ังหรือท�ำลายเช้ือสาเหตุโรคพืชได้ โดยต้องมีกระบวนการแยกเช้ือและ
น�ำไปศึกษาวิจัยปัจจัยต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องต่อการเจริญและกลไกการควบคุมเชื้อโรคพืช ตลอดจนการพัฒนา
สายพันธุ์และวิธีที่เหมาะสมส�ำหรับเพ่ิมปริมาณ เพ่ือน�ำจุลินทรีย์ดังกล่าวกลับเข้ามาใช้ในพื้นท่ีเดิม ท�ำให้เกิด
สภาพสมดุลและสามารถควบคุมเช้ือสาเหตุโรคพืชได้อย่างประสิทธิภาพซ่ึงวิธีการนี้จะสามารถช่วยให้จุลินทรีย์
ปฏิปกั ษส์ ามารถปรับตวั ไดอ้ ย่างรวดเร็วในพ้นื ทปี่ ลูกพืชเนือ่ งจากเปน็ แหล่งที่อย่อู าศัยเดมิ
50 หลกั การควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

หลักการส�ำคัญของการควบคุมโรคพชื โดยชีววธิ ี

จากค�ำนิยามและความหมายของการควบคุมโรคพืชโดยชีววิธีข้างต้นที่เป็นการใช้จุลินทรีย์ชนิดหนึ่งหรือ
หลายชนิดในการควบคุมเชื้อสาเหตุ จึงได้แบ่งหลักการของการใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชเป็น 3 ประเด็นหลัก
(Pal and Gardener, 2006) ดังนค้ี อื
1. การใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์เพื่อลดปริมาณประชากรเชื้อสาเหตุโรคหรือแหล่งก่อโรค (Reduction of
pathogen inoculums by antagonistic microorganism) เป็นแนวทางการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในแปลง
ปลูกพืชในข้ันตอนของการเตรียมพื้นที่ หรือวัสดุปลูก ซ่ึงในดินปลูกหรือวัสดุปลูกดังกล่าวอาจมีเชื้อสาเหตุ
โรคพืชปะปนอยู่ การใช้จุลินทรีย์ปฏิปกั ษจ์ ึงสามารถใช้ไดต้ ง้ั แตร่ ะยะเริม่ ต้นเตรยี มแปลง หรอื การเตรยี มวัสดุปลกู
เพอื่ ลดหรือท�ำลายประชากรเชือ้ โรคใหห้ มดจากพื้นทป่ี ลูกหรืออยูใ่ นระดับที่ไมส่ ามารถเข้าท�ำลายพืชได้
2. การป้องกันและปกป้องพืชจากการเข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุโรค (Protection of host plant
surface by antagonistic microorganism) เป็นแนวทางการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์กับต้นพืชปลูกในทุกระยะ
การปลูกตัง้ แตก่ ารคลกุ เมล็ดหรือท่อนพันธุ์ท่ีอาจมเี ชอื้ สาเหตโุ รคปนเป้อื น หรือการใส่ในดินปลกู หรอื รองก้นหลุม
เพ่ือปกป้องรากพืชจากเชื้อโรคทางดิน หรือการพ่นเช้ือปฏิปักษ์ท่ีต้นพืชส่วนเหนือดิน ใบ ล�ำต้น ดอก ผล
เพอื่ ใหเ้ ชอื้ ปฏปิ กั ษด์ งั กลา่ วเพม่ิ ปรมิ าณและครอบครองพน้ื ทผี่ วิ พชื ซงึ่ จะสามารถปกปอ้ งสว่ นของพชื ใหป้ ลอดภยั
จากเชือ้ โรคพืชที่จะเข้ามาในระหว่างที่พืชเจริญเตบิ โต
3. การจัดการและปรับปรุงคุณสมบัติทางสรีรวิทยาและชีวเคมีของพืชให้ไม่เหมาะสมต่อการเข้าท�ำลาย
ของเชอ้ื สาเหตแุ ละพฒั นาการของอาการโรค (Improving physiological and biochemical properties of
host plant againsts pathogen infection and disease development) ถือเปน็ หลักการที่ส�ำคัญในการ
ใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในระบบการจัดการโรคพืช เนื่องจากในสภาวะกดดันของพืช (Plant stress) ทั้งที่เกิดจาก
ส่ิงมชี ีวิต (Biotic agents) และ ส่งิ ไม่มชี ีวิต (Abiotic agents) จะท�ำให้พืชสญู เสยี ความสามารถในการด�ำรงชวี ติ
ระบบต่าง ๆ ภายในพชื เกิดความแปรปรวน เช่นระบบลำ� เลียงนำ้� และอาหารผิดปกติ จะสง่ ผลให้พชื ใช้ธาตุอาหาร
ได้ไม่เต็มทีแ่ ละระบบภูมิต้านทานโรคลดต�ำ่ ลงและง่ายตอ่ การเข้าทำ� ลายของเช้อื โรค จุลินทรีย์ปฏปิ ักษห์ ลายชนดิ
มีคุณสมบัติแบบพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกันกับพืช (Symbiosis) และเม่ือน�ำมาใช้ร่วมกับพืชแล้วจะส่งเสริมให้พืช
สามารถทนทานต่อสภาวะกดดันดังกล่าวได้ โดยกลไกของจุลินทรีย์ในกลุ่มน้ีจะเก่ียวข้องกับการปรับสมดุล
ของระบบสรีรวิทยาและชีวเคมีของพืช ท�ำให้พืชสามารถใช้ธาตุอาหารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น จุลินทรีย์
ย่อยสลายฟอสฟอรัสให้อยู่ในรูปท่ีเป็นประโยชน์ส�ำหรับพืช (Phosphate solubilizing microorganism)
จุลินทรีย์ตรึงธาตุไนโตเจน (Nitrogen fixation microorganism) หรือจุลินทรีย์ส่งเสริมการเจริญเติบโตพืช
(Plant growth promoting microorganism) ทผ่ี ลิตสารควบคมุ การเจริญเติบโตได้โดยตรงหรอื กระตนุ้ ให้พืช
ผลิตเพิ่มอยา่ งพอเพียง

จลุ นิ ทรีย์ปฏิปกั ษแ์ ละกลไกที่เกี่ยวข้อง

จลุ นิ ทรียป์ ฏิปกั ษ์ (Antagonistic microorganisms) หมายถึงจลุ ินทรยี ท์ ่อี ยู่ในส่ิงแวดล้อมตามธรรมชาติ
ท่มี ีคณุ สมบัติพเิ ศษในการยับยง้ั (Suppression) หยุดย้งั (Inhibition) และทำ� ลาย (Destroy) จลุ ินทรียช์ นิดอ่ืน
หรอื สงิ่ มชี วี ติ อน่ื ดว้ ยกลไกตา่ ง ๆ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ครอบครองอาณาเขตพน้ื ท่ี (Habitat colonization) เชน่
ผวิ ใบ (Leaf surface) ผวิ ราก (Root surface) ดนิ บรเิ วณรอบราก (Rhizosphere soil) และลำ� ตน้ (Stem surface)

บทที่ 4 การควบคุมโรคพืชโดยชวี วธิ ี 51

ดร.สุพจน์ กาเซม็

การแก่งแย่งแข่งขันแหล่งอาหาร (Nutrient uptake) กับเช้ือสาเหตุโรค และ/หรือการใช้จุลินทรีย์หรือ
ส่ิงมีชีวิตอ่ืน ๆ เป็นอาหาร (Parasitism) รวมท้ังการส่งเสริมการเจริญเติบโตและความต้านทานโรค (Plant
growth promotion และ Induced disease resistance) โดยปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวาง
ในการนำ� จลุ นิ ทรยี ท์ ม่ี คี ณุ สมบตั พิ เิ ศษเหลา่ นม้ี าใชป้ ระโยชน์ ในดา้ นเกษตร โดยเฉพาะการควบคมุ ศตั รพู ชื ทงั้ โรค
แมลง และวัชพืช ทั้งนี้จุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นจุลินทรีย์ปฏิปักษ์และควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชมีหลายชนิด
ได้แก่ รา แบคทีเรีย ไส้เดือนฝอย ไวรัส แอคติโนมัยซีท และ ยีสต์ ซ่ึงจุลินทรีย์ปฏิปักษ์แต่ละชนิดจะมีกลไก
ทแ่ี ตกตา่ งกัน จึงท�ำใหค้ วามเหมาะสมในการนำ� ไปใช้ในระบบการปลกู พืชแตกต่างกันด้วย
ตัวอย่างรายงานการน�ำจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มาใช้ควบคุมเช้ือสาเหตุโรคพืชทั้งในต่างประเทศและ
ในประเทศ ซึ่งเช้ือปฏิปักษ์แต่ละชนิดจะมีความจ�ำเพาะเจาะจงในการท�ำลายเช้ือสาเหตุโรคเป้าหมาย
โดยแบ่งเปน็ 4 กลุม่ หลัก คอื
1. กลมุ่ ราปฏปิ กั ษค์ วบคมุ ราสาเหตโุ รคพชื เชน่ Trichoderma harzianum, T. koeningii, T. viride,
T. hamatum, Gliocladium virens, Chetomium cupreum, C. globosum (Pal and Gardener, 2006)
เปน็ ตน้
2. กลุ่มแบคทีเรียปฏิปักษ์ที่ใช้ควบคุมแบคทีเรียและราสาเหตุโรคพืช เช่น Agrobacterium
radiobacter, Bacillus subtilis, B. amyloliquefaciens, B. cereus, B. licheniformis, Pseudomonas
putida, P. fluorescens, Serratia marcescens, Xenorhabdus spp., และ Photorhabdus luminescens
(Pal and Gardener, 2006) เปน็ ตน้
3. กลมุ่ ราปฏปิ กั ษท์ ใ่ี ชค้ วบคมุ ไสเ้ ดอื นฝอย เชน่ Arthrobotrys spp. Monacrosporium spp., Pochonia
chlamydosporia, Paecilomyces lilacinus (Viaene, 1998) เปน็ ต้น
4. กลุ่มแบคทีเรียปฏิปักษ์ท่ีใช้ควบคุมไส้เดือนฝอย เช่น Pasteuria penetrans, Pseudomonas
chlororaphis (Viaene, 1998) เปน็ ตน้
ทั้งนี้การแยกและคัดเลือกจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ต่าง ๆ เหล่าน้ีจะได้มาจากธรรมชาติ ได้แก่ ส่วนต่าง ๆ
ของต้นพืชปกติ หรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่ในพ้ืนที่การปลูกพืช เช่น แหล่งน�้ำ ดินปลูกพืช เมล็ดพืช
กองปยุ๋ หมกั ปุ๋ยคอก โดยหลงั จากการแยกเชอ้ื ต่าง ๆ ไดแ้ ลว้ จลุ นิ ทรียเ์ หล่านจี้ ะตอ้ งถกู น�ำมาทดสอบคณุ สมบตั ิ
การเป็นเช้ือปฏิปักษ์ในสภาพห้องปฏิบัติการ เพ่ือคัดเลือกสายพันธุ์ท่ีมีประสิทธิภาพส�ำหรับการศึกษาและ
ขยายผลต่อไป

แหลง่ ของจลุ นิ ทรียป์ ฏิปักษท์ ่นี �ำมาใช้ในการควบคมุ โรคพืช

โดยทว่ั ไปจลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ กั ษจ์ ะแยกไดจ้ ากสว่ นของพชื เปน็ หลกั ทงั้ จากเมลด็ ราก ตน้ ใบ ผล หรอื จากดนิ ปลูก
แหล่งน้�ำ วัสดุปลูก ดินป่าท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ เศษซากพืช ดินบริเวณรอบราก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
เราสามารถจำ� แนกหรอื แหล่งท่มี าของจลุ ินทรยี ์ปฏิปักษ์ท่ีแยกจากส่วนต่าง ๆ ของพชื ได้ 4 แหลง่ ดังน้ี
1. จุลนิ ทรีย์บรเิ วณผิวใบ (Phyllosphere microorganism)
2. จุลินทรีย์บริเวณผิวราก (Rhizoplane microorganism)
3. จลุ นิ ทรยี ์บรเิ วณรอบรากพืช (Rhizosphere soil microorganism)
4. จุลินทรียภ์ ายในเนอื้ เย่อื ตน้ พืช เช่น เม็ด ตาดอก (Endophytic microorganism)

52 หลักการควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

จลุ นิ ทรีย์ดิน

จุลนิ ทรีย์ทีผ่ ิวใบ

จลุ นิ ทรียท์ ีผ่ ิวราก

จุลินทรียภ์ ายในพชื

ภาพที่ 4.1 แหล่งของจุลนิ ทรยี ์ปฏิปกั ษ์ทนี่ ำ� มาใชใ้ นการควบคุมเช้อื โรคพืช

กลไกการเป็นปฏิปกั ษย์ บั ยั้งเช้ือสาเหตุโรค

กลไกส�ำคัญของจุลินทรีย์ในการเป็นเชื้อปฏิปักษ์ หรือการเป็นศัตรูต่อเช้ือสาเหตุโรคพืชแบ่งออกได้เป็น
2 รูปแบบ คือ กลไกการเป็นเช้ือปฏิปักษ์ต่อเชื้อโรคโดยตรง และกลไกการเป็นจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ต่อเช้ือโรค
โดยทางอ้อม กลไกการเป็นเชื้อปฏิปักษ์โดยตรงจะเป็นผลจากการสัมผัสโดยตรงระหว่างเชื้อปฏิปักษ์และเช้ือ
สาเหตุโรคเป้าหมาย และเกิดกระบวนการเชิงกายภาพ เช่น การแทงผ่านของโครงสร้างเส้นใยเชื้อราปฏิปักษ์
Trichoderma virens บนเส้นใยของเช้ือราสาเหตุโรคพืช เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการผลิตสารเคมีต่าง ๆ
ท่ีมีฤทธ์ิในการยับย้ังหรือท�ำลายโครงสร้างหรือฆ่าเชื้อสาเหตุโรคเป้าหมาย เช่น การผลิตสารปฏิชีวนะ หรือ
เอนไซมต์ า่ ง ๆ ตลอดจนสารระเหย และ การสง่ สญั ญาณโมเลกลุ รบกวนการสอื่ สารระหวา่ งเซลลข์ องเชอื้ สาเหตโุ รค
ส่วนกลไกการเป็นเชื้อปฏิปักษ์โดยทางอ้อม เป็นผลจากการที่จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ มีกลไกท่ีเกี่ยวข้องต่อการเจริญ
เติบโตของพืช เช่น การตรึงธาตุอาหารให้พืช การย่อยสลายธาตุอาหารให้พืชน�ำไปใช้ได้ และการชักน�ำพืช
ให้มีภูมิต้านทานโรค ท�ำให้พืชมีความแข็งแรงทนทานและต้านทานต่อโรค ในปัจจุบันได้มีงานศึกษาวิจัยจ�ำนวน
มากแสดงให้เห็นว่าจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ชนิดหน่ึงสามารถมีกลไกการเป็นปฏิปักษ์ได้มากกว่า 1 กลไก และการ
แสดงออกของกลไกตา่ ง ๆ จะขน้ึ อยกู่ ับสิ่งกระตุน้ ทเี่ ช้ือปฏปิ ักษน์ ้นั ไดร้ ับ
กลไกหลักในการควบคุมโรคพืชของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ท่ีมีต่อเชื้อสาเหตุโรคแบ่งเป็น 3 รูปแบบ (Pal and
Gardener, 2006) คอื
1. การเป็นปฏิปักษ์โดยตรง ได้แก่ กลไก Hyperparasite/predation เช่น Lytic/some nonlytic
mycovirus, Ampelomyces quisqualis, Lysobacter penetrans และ Trichoderma virens
2. กลไกร่วม ไดแ้ ก่ การผลิตสารยบั ยง้ั เชน่ Antibiotic (2,4-diacetylpholoroglucinol, Phenazines,
Cyclic lipopeptides), Lytic enzymes (Chitinases, Glucanase, Protease), Unregulated waste
products (Ammonia, Carbondioxide, Hydrogencyanide) และ Physical/chemical interference
(Blockage of soil pores, Germination signals consumption, Molecular cross-talk confused)

บทที่ 4 การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี 53

ดร.สุพจน์ กาเซ็ม

3. กลไกปฏิปักษ์ทางอ้อม ได้แก่ การแข่งขัน Competition (Exudates/leachates consumption,
Siderophore scavenging, Physical niche occupation) และ Induction of host resistance
(Phytoalexin, PRs protein, defense enzymes)

ลกั ษณะกลไกการเป็นจลุ ินทรีย์ปฏปิ ักษท์ ่สี ำ� คัญ

1. กลไกการแขง่ ขัน (Competition)
กลไกการแข่งขันหมายถึงการแขง่ ขันในการครอบครองพื้นทผ่ี วิ พืชหรอื อาณาเขตรอบพืช และการแข่งขัน
การใช้ธาตุอาหารที่มีอยู่อย่างจ�ำกัดระหว่างเช้ือปฏิปักษ์และเช้ือโรค โดยเฉพาะสารบางชนิดที่จ�ำเป็นต่อการ
ด�ำรงชีพและความรุนแรงในการก่อโรคของเช้ือน้ัน ๆ การแข่งขันนี้จะส่งผลต่อการเกิดและความรุนแรงของโรค
ตัวอย่างเช่น ในกรณีโรคของแตงที่เกิดจากเช้ือโรคพืชในดิน (Soil borne pathogen) เช่น Fusarium และ
Pythium จะถูกยับยั้งโดยการแข่งขันของแบคทีเรีย Pseudomonas putida เน่ืองจากสารหลั่งจากรากพืช
ในกลุ่ม glycoprotein หรือ agglutinin จะมีผลในการชักน�ำการเข้าครอบครองพื้นที่รากของพืช (Tari and
Anderson, 1988)
กลไกการแข่งขันด้านการใช้ธาตุอาหารท่ีส�ำคัญ คือ การผลิตสารไซเดอโรฟอ (Siderophore)
ซึ่งไซเดอโรฟอเป็นสารอินทรีย์กลุ่ม secondary metabolite ท่ีจุลินทรีย์ผลิตออกมาในสภาพท่ีมีปริมาณธาตุ
เหล็กจ�ำกัด โดยสารไซเดอโรฟอที่เช้ือผลิตออกมาจะมีคุณสมบัติในการไปละลายธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปท่ีไม่ละลาย
(Inavailable from) ใหอ้ ยู่ในรปู สารละลาย และเข้ายึดจับโครงสร้างให้ธาตเุ หลก็ ดังกลา่ วอยใู่ นรูปสารประกอบ
คีเลตและดึงเข้าสู่เซลล์เพ่ือใช้ประโยชน์ต่อไป ซ่ึงเช้ือจุลินทรีย์ต่างชนิดจะผลิตสารไซเดอโรฟอที่แตกต่างกัน
มากกวา่ 200 ชนิด และแบ่งออกเปน็ 3 กลุ่มใหญ่ คอื hydroxamate หรือ thiohydroxamate, catecholte
หรือ phenolate และ carboxylate
ความส�ำคัญของการผลิตไซเดอโรฟอของเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ต่อเช้ือสาเหตุโรคพืช คือ กลุ่มเช้ือสาเหตุ
โรคพืช โดยส่วนใหญ่ต้องการธาตุเหล็กในกระบวนการเมตาบอลิซึมของการด�ำรงชีพ ตลอดจนต้องการในระยะ
ของการสรา้ งสว่ นสบื พนั ธห์ุ รอื virulent factors และการปลดปลอ่ ยสารพษิ ออกนอกเซลล์ (Secretory system)
เปน็ ตน้ โดยสว่ นใหญแ่ ลว้ จลุ นิ ทรยี ท์ ไ่ี มใ่ ชเ่ ชอื้ สาเหตโุ รค (Nonpathogenic plant associated) จะมกี ารเจรญิ
อย่างรวดเร็วเพื่อครอบครองพื้นท่ีและใช้อาหารท่ีบริเวณผิวพืชและปลดปล่อยสารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชออกมา
ตวั อยา่ งเชน่ สารทถ่ี กู ปลดปลอ่ ยออกมาจากเมลด็ พชื บางชนดิ มผี ลชว่ ยใหเ้ กดิ การยบั ยง้ั การเกดิ โรครากเนา่ เนอ่ื งจาก
มคี วามจำ� เพาะเจาะจงในการดงึ ดดู ใหก้ ลมุ่ จลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ กั ษใ์ หเ้ คลอื่ นทเี่ ขา้ หา โดยจลุ นิ ทรยี เ์ หลา่ นจี้ ะใชแ้ หลง่ น้�ำ
แหลง่ คารบ์ อน และอาหารบรเิ วณจดุ ทร่ี ากเจรญิ แทงผา่ น เนอื้ เยอ่ื เมลด็ ทตี่ ายแลว้ และการคดั หลงั่ จากบรเิ วณราก

2. กลไกการผลติ สารยบั ยง้ั เชื้อโรค (Antibiosis)
เป็นกลไกหลกั ทจี่ ลุ ินทรีย์ทกุ ชนิดสามารถแสดงออกไดเ้ ม่อื ตกอย่ใู นสภาวะกดดนั (pressure conditions)
เช่น ขาดแคลนอาหาร ขาดก๊าซออกซิเจน การต้องการอาณาเขต และ/หรือพ้ืนท่ีครอบครองเพ่ิมเติม
โดยจลุ นิ ทรยี จ์ ะผลติ สารและปลดปลอ่ ยออกมานอกเซลลแ์ ละแพรก่ ระจายสสู่ งิ่ แวดลอ้ มโดยรอบ สง่ ผลตอ่ ประชากร
จุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ ข้างเคียง (Antimicrobial compounds) โดยสารที่เช้ือจุลินทรีย์แต่ละชนิดผลิตขึ้นมา
จะมฤี ทธย์ิ บั ยงั้ ทแี่ ตกตา่ งกนั และมคี วามจำ� เพาะในการทำ� ลายตา่ งกนั ซง่ึ แบง่ ออกเปน็ 3 กลมุ่ หลกั คอื สารปฏชิ วี นะ
(Antibiotics) ไลติกเอนไซม์ (Lytic enzymes) และสารระเหยตา่ ง ๆ (Aromatic compounds)
54 หลกั การควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

2.1 สารปฏิชีวนะ (Antibiotics) สารปฏิชีวนะเป็นกลุ่มสารอินทรีย์ท่ีผลิตโดยจุลินทรีย์จากกระบวนการ
ขบวนการเมตาบอลซิ มึ และไปมผี ลในการยบั ยง้ั หรอื ฆา่ จลุ นิ ทรยี อ์ กี ชนดิ หนงึ่ โดยเปน็ สารทจ่ี ดั อยใู่ นกลมุ่ สารประกอบ
ท่ีจุลินทรีย์ปลดปล่อยออกมารวมกันนอกเซลล์ในรูปแบบของสารทุติยภูมิ (Secondary metabolites)
เป็นสารทมี่ ีนำ้� หนักโมเลกุลต�ำ่ (Low-molecular weight metabolites) โดยประมาณ 2000 KDs และมีฤทธิ์
ในการยับยง้ั จลุ นิ ทรียอ์ ืน่ ๆ เม่อื ใช้ความเขม้ ข้นต�่ำ (Lancini and Lorenzetti, 1993) ซ่ึงการผลติ สารปฏชิ ีวนะ
ของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์เหล่าน้ีจะถูกควบคุมโดยยีน (Gene) ที่เกี่ยวข้อง และจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ชนิดหน่ึงสามารถ
ผลิตสารปฏิชวี นะได้มากกว่า 1 ชนดิ ในรปู สารประกอบ คุณสมบตั ิของจุลนิ ทรีย์ท่สี ามารถผลิตสารปฏิชีวนะได้
น�ำไปใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการแพทย์ อุตสาหกรรมอาหาร รวมทั้งการควบคุมโรคพืช ทั้งในสภาพแปลงปลูก
และหลังการเก็บเกี่ยว โดยจุลินทรีย์หลายกลุ่มที่มีรายงานวิจัยว่ามีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืช
โดยการผลติ สารปฏชิ วี นะ มีทงั้ รา แบคทเี รยี แอคตโิ นมัยซที และยีสต์ ซ่งึ สารท่ีจุลนิ ทรยี ์ต่าง ๆ เหล่าน้ีผลิตขน้ึ
มามีฤทธิ์ในการยับยั้งเช้ือสาเหตุโรคเป้าหมายต่างกัน โดยกลุ่มแบคทีเรียที่มีประโยชน์ทางการเกษตรท่ีสามารถ
ผลิตสารปฏิชีวนะยับย้ังเชื้อสาเหตุโรคพืช และมีรายงานการศึกษาในประเทศไทย ได้แก่ P. fluorescens,
B. amyloliquefaciens, B. licheniformis, B. subtillis, Burkhoderia cepacia, Lysobacter sp. Pantoea
agglomerans เป็นต้น
นอกจากนี้มีการศึกษาชนิดของสารปฏิชีวนะท่ีผลิตโดยจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ชนิดต่าง ๆ พบว่าเช้ือแบคทีเรีย
เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการสร้างสารปฏิชีวนะได้มากที่สุด รองลงมาคือ ราและแอคติโนมัยซีท
โดยสารส่วนใหญ่ที่ผลิตจะอยู่ในรูปสารประกอบอินทรีย์ท้ังท่ีเป็น lipopeptide และ polypeptide และ
สารที่แบคทีเรียผลิตจะมีผลต่อเชื้อโรคเป้าหมายแตกต่างกันข้ึนอยู่กับชนิดของสาร เช่น สารปฏิชีวนะกลุ่ม
Pyrrolnitrin ท่ีผลิตโดย Pseudomonas sp. และ Burkhoderia sp. มีฤทธิ์ในการยับย้ังราและแบคทีเรีย
สาเหตุโรคคน และเมื่อน�ำมาทดสอบการควบคุมโรคพืชพบว่า สารดังกล่าวสามารถยับย้ังเชื้อราได้หลายชนิด
ท้งั Basidiomycetes, Deuteromycetes และ Ascomycetes (Ligon et al., 2000) และยงั สามารถยับย้งั
เชอ้ื แบคทีเรยี แกรมบวก เชน่ Streptomyces ได้อีกดว้ ย (El-Banna and Winkelman, 1998)
2.2 การผลิตสารกลุ่ม Lytic enzyme และสารประกอบอ่ืน ๆ จุลินทรีย์หลายชนิดนอกจากจะผลิต
สารในกลุ่มปฏิชีวนะแล้วยังสามารถผลิตสารกลุ่มอ่ืนท่ีมีผลในการรบกวนหรือยับยั้งเช้ือก่อโรคได้ โดยกลุ่มสาร
ดงั กลา่ วคือ Lytic enzymes ซ่ึงเปน็ เอนไซม์ทม่ี ีคุณสมบตั ิในการย่อยสลาย (Hydrolyse) สารประกอบเปน็ ส่วน
ต่าง ๆ (Polymeric compound) ท่ีเป็นส่วนประกอบที่ส�ำคัญของโครงสร้างเชื้อสาเหตุโรคพืช ได้แก่ chitin
(Chitinase), proteins (Protease), cellulose (Cellulase), hemicelluloses (Glucanase) และ DNA
(DNase) เปน็ ตน้ การแสดงออกและการปลดปลอ่ ยสารต่าง ๆ เหลา่ นโี้ ดยจุลินทรียป์ ฏปิ กั ษช์ นดิ ตา่ ง ๆ สามารถ
ส่งผลโดยตรงในการท�ำลายหรือยับย้ังกิจกรรมของเช้ือสาเหตุโรค ตัวอย่างเช่น การใช้แบคทีเรีย Serratia
marcescens ควบคุมเชื้อรา Sclerotium rolfsii สาเหตุโรครากเน่าโคนเน่า โดยการผสมลงในดินปลูก
ซ่ึงเชื้อ S. marcescens เป็นแบคทีเรียที่สามารถผลิตเอนไซม์ chitinase ออกมาย่อยผนังเซลล์ของเชื้อรา
เป้าหมายได้ นอกจากน้ียังมีรายงานเกี่ยวกับการผลิตสาร b-1,3-glucanase โดยเช้ือ Lysobactor
enzymogenes C3 ท่ีสามารถย่อยผนังเซลล์ของเชื้อราได้เช่นกัน และในส่วนของเชื้อราปฏิปักษ์ เช้ือรา
Trichoderma sp. จัดเป็นเชื้อปฏิปักษ์ท่ีมีคุณสมบัติที่หลากหลายในการควบคุมโรคพืชรวมทั้งกลไกการผลิต
สารกลุม่ Lytic enzyme ดว้ ย โดยมีรายงานวา่ เชือ้ รา T. harzianum L1 สามารถผลติ Lytic enzyme ชนิด
ต่าง ๆ ไดเ้ ชน่ กนั

บทที่ 4 การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี 55

ดร.สพุ จน์ กาเซ็ม

ตารางที่ 4.1 ชนดิ ของสารปฏชิ วี นะทีผ่ ลิตโดยจุลนิ ทรีย์ปฏิปักษ์

Antibiotic Source Target Pathogen Disease References
2,4-diacetyl- Pseudomonas Pythium spp. Damping off Shanahan et al.
phloroglucinol fluorescens F113 Crown gall (1992)
Agrocin 84 Agrobacterium Agrobacterium Aflatoxin Kerr (1980)
radiobacter tumefaciens contamination Moyne et al.
BacillomycinD Bacillus subtilis Aspergillus flavus Wilt (2001)
AU195 Damping off
Fusarium Koumoutsi et al.
oxysporum Root rots (2004)
Bacillomycin, Bacillius Aphonomyces Fire blight Islam et al. (2005)
fengycin amyloloquefaciens cochlioides Damping off
FZB42 Take-all Wilhite et al.
XanthobaccinA Lysobacter sp. Rhizoctonia solani Damping off (2001)
strain SB-K88 Erwinia amylovora Paulitz and
Botrytis cinerea, Damping off Belanger (2001)
Gliotoxin Trichoderma virens R.solani Damping off Kloepper et al.
(2004)
Iturin A B.subtilis QST713 Gaeumannomyces, Leclere et al.
Mycosubtilin B.subtilis BBG100 graminis var.tritici (2005)
Pythium ultimum, Thomashow et al.
(1990)
R.solani Howell and
Stipanovic (1980)
Phenazines P. fluorescens 2-79 R. solani, Homme et al.
Pyoluterorin, and 30-84 Pyricularia oryzae (1989)
pyrrolnitrin P. fluorescens Pf-5 Phytophthora Smith et al.
Pyrrolnitrin, Burkhoderia medicagins, (1993)
pseudane cepacia P.aphanidermatum
Zwittermicin A Bacillus cereus
UW85

56 หลักการควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

ภาพที่ 4.2 แสดงลักษณะกลไกการเจริญแข่งขัน และการผลิตสารยับยั้งเช้ือโรคพืช ของแบคทีเรียปฏิปักษ์
จากการทดสอบคุณสมบตั ิในสภาพหอ้ งปฏบิ ตั ิการ

3. กลไกการเปน็ ปรสิต (Parasitism)
กลไกการเป็นปรสิตหรือพาราไซต์เป็นกลไกหน่ึงของกลุ่มจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่ต้องการใช้สารอาหาร
จากจุลินทรีย์ชนิดอ่ืน ๆ โดยตรงด้วยการฆ่าหรือท�ำลายส่วนห่อหุ้ม เช่น ผนังเซลล์ หรือผนังล�ำตัว หรือเส้นใย
ซ่ึงพบได้ท้ังในกรณีของราและแบคทีเรียปฏิปักษ์ โดยจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นปรสิตจะเข้าไปเจริญ อาศัย
และท�ำลายส่ิงมีชีวิตอ่ืนนั้นพบได้ไม่มากนัก และการใช้ควบคุมโรคพืช ยังไม่ประสบความส�ำเร็จเหมือนการ
ใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ คือ ตัวห�้ำ และตัวเบียน ท�ำลายแมลงศัตรูพืช เน่ืองจากมีปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่
เก่ียวข้องหลายปัจจัย ตัวอย่างการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่มีกลไกการเป็นปรสิตหรือพาราไซต์ในด้านการควบคุม
เช้ือสาเหตุโรคพืช เช่น การใช้แบคทีเรียปฏิปักษ์ Erwinia urediniolytica และราปฏิปักษ์ Verticillium
lecanii, Sphaerellopsis filum และ Cladosporium sp. เขา้ ทำ� ลาย pedicel ของสปอรเ์ ชอ้ื ราสนมิ การใช้
แบคทเี รยี Pasteuria penetrans ท่ีเป็นปรสิตของไส้เดือนฝอย Meloidogyne incognita สาเหตุโรครากปม
เป็นต้น นอกจากน้ีราปฏิปักษ์ Trichoderma spp. และ Gliocladium spp. บางสายพันธุ์ยังมีกลไกการเป็น
พาราไซต์ท�ำลายราสาเหตุโรคเป้าหมาย (Mycroparasite) ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเชื้อสาเหตุโรคทางระบบราก
และลำ� ตน้ ดว้ ยการแทงผา่ นเสน้ ใยเขา้ สผู่ นงั เสน้ ใยของเชอ้ื ราสาเหตโุ รคพชื เชน่ Pythium spp. Phytophthora
spp. หรือ Sclerotium rolfsii โดยใช้กลไกร่วมจากการพันรัดเส้นใยและสร้างสารในกลุ่ม lytic enzyme
เพื่อย่อยผนังเซลล์ของเชื้อราสาเหตุโรคพืช ก่อนจะดูดกินของเหลวภายในเส้นใย นอกจากน้ียังมีรายงานการใช้
เชื้อรา Ampelomyces quisqualis เป็น Mycoparasite ควบคุมเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis
สาเหตโุ รคราน้�ำคา้ งในพืชตระกูลแตง การใชร้ า Coniothyrium minitans และ Sporidesmium sclerotiorum
ในการควบคุมเช้ือราในกลมุ่ ทส่ี ามารถสร้างโครงสรา้ ง Sclerotia ในการอยูข่ า้ มฤดู ได้แก่ Rhizoctonia solani
และ Sclerotium rolfsii เป็นต้น

บทที่ 4 การควบคมุ โรคพชื โดยชีววธิ ี 57

ดร.สุพจน์ กาเซ็ม

ภาพที่ 4.3 แสดงลักษณะกลไกการเป็นปรสิตของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์จากการทดสอบคุณสมบัติในสภาพ
หอ้ งปฏิบัติการ

4. กลไกการส่งเสริมการเจรญิ เติบโตพืช (Plant growth Promotion)
การสง่ เสรมิ การเจรญิ เตบิ โตและความแขง็ แรงของพชื นบั เปน็ กลไกทสี่ ำ� คญั กลไกหนงึ่ ของจลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ กั ษ์
ในการส่งเสริมสุขภาพพืชให้สามารถทนทาน (tolerant) และต้านทานต่อการเข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุโรคพืช
โดยใช้พื้นฐานหลักการคือหากพืชสามารถใช้ธาตุอาหารให้เต็มศักยภาพหรือเจริญเติบโตอยู่ในสภาพท่ีเหมาะสม
และสมบูรณ์จะท�ำให้พืชเกิดความแข็งแรง มีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดที่เมื่ออยู่ร่วมกับพืชแล้วจะสามารถ
ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้ดี และจุลินทรีย์เหล่านั้นก็สามารถได้รับประโยชน์จากการอยู่อาศัยกับ
ผิวพืชด้วย ซึ่งเป็นการอาศัยแบบพึ่งพากันในลักษณะที่เรียกว่าการเอื้อประโยชน์ต่อกัน (Mutualism) ชนิด
ของจุลินทรีย์กลุ่มส่งเสริมการใช้ธาตุอาหารของพืชได้แก่ กลุ่มแบคทีเรียตรึงธาตุไนโตรเจนที่เป็นกลุ่มท่ีต้อง
อาศัยอยู่ร่วมกับพืชได้แก่ Rhizobium spp. ซึ่งเป็นแบคทีเรียท่ีสร้างปมให้กับรากพืช มีหลากหลายสายพันธุ์
ขน้ึ อย่กู ับชนดิ พืชอาศยั แต่พบมากในพืชตระกลู ถวั่ นอกจากนีย้ ังมีแบคทเี รียท่ีสามารถตรงึ ไนโตรเจนจากอากาศ
และเป็นประโยชน์ต่อพืชแตไ่ ม่สร้างปมท่รี ากพชื และเป็นแบคทีเรียท่ีอยู่อยา่ งอิสระ (Non symbiotic nitrogen
fixation) ได้แก่ แบคทเี รยี Rhodospirillum, Clostridium, Azotobacter, Azospirillum และ Beijerinckia
โดย Azotobacter เป็นแบคทีเรียท่ีมีบทบาทส�ำคัญที่สุดในการตรึงไนโตรเจนในดินนาน้�ำขัง อย่างไรก็ตาม
การตรึงไนโตรเจนโดยเฉลี่ยของแบคทีเรียเหล่านี้มีปริมาณน้อยกว่าการตรึงไนโตรเจนของแบคทีเรียที่ปมรากถ่ัว
นอกจากนยี้ งั มกี ารศกึ ษาชนดิ ของเชอื้ จลุ นิ ทรยี ท์ ชี่ ว่ ยตรงึ และสลายธาตฟุ อสฟอรสั ใหอ้ ยใู่ นรปู ทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ พชื
ไดแ้ ก่รา Mycorrhiza และ แบคทเี รยี Bacillus polymyxa, Bacillus megaterium, Pseudomonas putida
และ Pseudomonas striata เปน็ ตน้

58 หลักการควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

ภาพที่ 4.4 แสดงลักษณะการเจริญเติบโตของพืชชนิดต่าง ๆ จากการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ท่ีมีคุณสมบัติในการ
ชักน�ำการเจรญิ เติบโตของพชื

5. กลไกการชักน�ำภมู ิต้านทาน (induced resistance)
กลไกในการปกป้องตวั เอง (defense mechanisms) เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความตา้ นทานหรอื กดี ขวางกระบวนการ
เข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุโรคในพืชนั้น เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของพืชต่อส่ิงเร้า (Elicitor) ท่ีอยู่ในรูปของ
การกระตุ้นให้พืชผลิตโครงสร้างพิเศษทางด้านกายภาพ (Physical barriers) หรือชักน�ำกระบวนการ
ทางชีวเคมี (Biochemical barriers) ของพชื ให้ผลติ สารยบั ยั้งเชือ้ โรค เช่น pathogenicity related protein
(PRs proteins) หรือ Phytoalexin ซึ่งการชกั น�ำและกระตุ้นภมู ิคุ้มกันหรอื ความต้านทานให้กบั พืช (Induced
systemic resistance/ immunizing/ improving resistance of the host) สามารถเกดิ ได้ 2 ลักษณะคอื
การเพ่ิมความต้านทาน (acquired resistance) ในกรณีทีพืชแสดงหรือมีลักษณะความต้านทานอยู่แล้ว และ
การชักน�ำหรือกระตุน้ (Induced resistance) ให้พืชปกติเกดิ ความต้านทานข้นึ มา

ภาพท่ี 4.5 ภาพแสดงลกั ษณะการชกั นำ� ใหพ้ ชื เกดิ ความตา้ นทานทงั้ ระบบแบบกระจายทวั่ ทงั้ ตน้ โดยการกระตนุ้ 59
จากจุลินทรียป์ ฏิปักษ์

บทที่ 4 การควบคุมโรคพืชโดยชวี วธิ ี

ดร.สุพจน์ กาเซ็ม

นิเวศวิทยาและการเขตกรรมท่เี ก่ยี วข้องกบั การควบคมุ โรคโดยชีววิธี

เนอ่ื งจากการควบคมุ โรคพชื โดยชวี วธิ เี ปน็ การใชส้ งิ่ มชี วี ติ ชนดิ หนงึ่ ไดแ้ ก่ จลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ กั ษใ์ นการควบคมุ
โรคพชื ดงั นน้ั องคป์ ระกอบของการควบคมุ โรคพชื โดยชวี วธิ จี งึ ครอบคลมุ ถงึ สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ ไมม่ ชี วี ติ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั
การเกิดโรคพชื ไดแ้ ก่ องค์ประกอบด้านจุลนิ ทรียป์ ฏปิ ักษ์ องคป์ ระกอบด้านโรคและเชื้อสาเหตุโรค องคป์ ระกอบ
ด้านพืชอาศัย และองค์ประกอบด้านสภาพแวดล้อมและการปลูกพืช ซ่ึงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้หากไม่เหมาะสม
หรอื อยใู่ นสภาพท่ไี มส่ มดลุ ก็จะส่งผลต่อประสทิ ธภิ าพและศักยภาพของจลุ ินทรียป์ ฏิปักษใ์ นการควบคุมโรคพืช
1. องค์ประกอบด้านจลุ ินทรยี ์ปฏปิ ักษ์ ไดแ้ ก่ ชนิดของจุลินทรียป์ ฏปิ ักษ์ แหล่งท่ีอย่อู าศยั ชวี วทิ ยาการ
มชี วี ติ ของเชอ้ื ในสภาพธรรมชาติ การมชี วี ติ รว่ มกบั จลุ นิ ทรยี อ์ น่ื ๆ ในธรรมชาติ ตลอดจนกลไกการเปน็ เชอ้ื ปฏปิ กั ษ์
รวมถงึ แนวทางการใช้ท้ังในรูปเช้อื สด ผลิตภัณฑ์สตู รน�้ำ หรอื สตู รผง ตลอดจนการใชแ้ ละวิธีการใช้ทเ่ี หมาะสม
2. องค์ประกอบด้านเช้ือสาเหตุโรคพืช เนื่องจากปัญหาโรคพืชมีความหลากหลายจากชนิดของเชื้อ
สาเหตุโรค ไดแ้ ก่ รา แบคทเี รยี ไวรสั ไวรอยด์ ไฟโตพลาสมา และไสเ้ ดือนฝอย และกลไกการเขา้ ท�ำลายพืชของเช้ือ
โรคแตล่ ะชนดิ จะมคี วามแตกตา่ งกนั ขน้ึ อยกู่ บั ชนดิ ของโรค ไดแ้ ก่ โรคทร่ี าก โรคทางเมลด็ โรคทใ่ี บ ลำ� ตน้ ดอก ผล
โรคในระยะออกดอก ตดิ ผล โรคในระยะหลงั การเก็บเกยี่ ว เปน็ ตน้ หรอื อาจตอ้ งคำ� นงึ ถงึ แหลง่ ทอี่ ยู่ของเชือ้ ดว้ ย
เช่น อยู่ติดกับเมล็ดพันธุ์ อยู่ในดิน อยู่ในเศษซากพืช อากาศ แหล่งน้�ำ หรือแมลงพาหะเป็นต้น นอกจากน้ี
ยังสัมพันธ์กับระบบการเข้าท�ำลายพืชของเชื้อต้ังแต่ข้ันตอนการสัมผัสพืช (Attachment) การแทงผ่าน
(Penetration) การลุกลาม (Invasion) การครอบครองพชื (Colonization) ซงึ่ ขอ้ มลู ดงั กล่าวจะสามารถน�ำไป
ใช้ในการคดั เลือกจุลนิ ทรยี ป์ ฏปิ ักษ์ทีม่ ีคุณสมบตั หิ รอื กลไกการควบคุมและยับยั้งเช้อื โรคนน้ั ๆ
3. องค์ประกอบด้านพืชอาศัย พืชอาศัยเป็นตัวกลางส�ำคัญของการมีชีวิตรอดของเชื้อจุลินทรีย์
ท้ังจุลินทรีย์ท่ีไม่ใช่เชื้อสาเหตุโรคพืช (Non pathogenic microorganism) และจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุโรคพืช
(Plant pathogen) ซ่ึงจุลินทรีย์ท้ัง 2 กลุ่ม ต่างมีจุดมุ่งหมายในการครอบครองพืชเพื่อใช้เป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัย
และเป็นแหล่งอาหาร และเรามักเรียกรวมในระบบความสัมพันธ์ว่า “Plant-microbe interaction” โดย
จุลินทรีย์กลุ่มท่ีเป็นเช้ือสาเหตุโรคพืชมีเป้าหมายในการเข้าท�ำลายพืช เพื่อใช้อาหารภายในต้นพืช ทั้งเนื้อเย่ือ
และเซลล์ ในขณะทจ่ี ลุ นิ ทรยี ท์ ไี่ มใ่ ชเ่ ชอื้ โรคตอ้ งการสารอาหารจากทพี่ ชื ปลดปลอ่ ยออกมาภายนอกผวิ เชน่ Root
exudates/leaf exudates เปน็ ตน้ จลุ นิ ทรยี ท์ สี่ มั พนั ธก์ บั พชื จงึ มคี วามหลากหลายทงั้ กลมุ่ ทอ่ี ยอู่ าศยั บรเิ วณราก
ได้แก่ Rhizospheric microorganism และกลุ่มท่ีอยู่กับผิวพืชส่วนเหนือดิน หรือที่เรียกว่า Phyllospheric
microorganism นอกจากนี้ อายุพชื โครงสรา้ งตา่ ง ๆ ของพืช เช่น รากแขนง ผวิ ลำ� ต้น ผิวใบ จะมีความส�ำคัญ
อยา่ งยิ่งตอ่ การดำ� รงชีพของจุลนิ ทรยี ์
4. องค์ประกอบด้านส่ิงแวดล้อม นิเวศการปลูกพืช มีความส�ำคัญต่อการควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี
เพราะประกอบด้วยปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องต่อการด�ำรงชีวิตของทั้งจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ เชื้อสาเหตุโรค และพืช การใช้
จุลินทรีย์ปฏปิ กั ษโ์ ดยไม่ค�ำนึงถึงสภาพแวดล้อมทเ่ี หมาะสม เช่น อณุ หภมู ิ ความชน้ื แสง จะสง่ ผลตอ่ ความส�ำเร็จ
ของการควบคุมโรค เช่น การควบคุมโรคทางต้น หากไม่มีการเติมอินทรียวัตถุในดินลงไป ร่วมกับการใช้เช้ือโรค
จะท�ำให้เช้ือจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ไม่มีอาหาร และต้องใช้เวลานานในการปรับตัว หรือการพ่นเชื้อจุลินทรีย์ทางใบ
หรอื ลำ� ต้น ในชว่ งอากาศรอ้ น ไมม่ คี วามช้นื อาจสง่ ผลต่อการมีชวี ติ รอดของเชือ้ ทผี่ ิวใบได้

60 หลักการควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

การใช้และวิธกี ารใช้จุลินทรยี ป์ ฏปิ กั ษใ์ นการควบคมุ โรคพืช

ลักษณะการน�ำจุลินทรีย์หรือผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ไปใช้ควบคุมโรคพืชข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ใช้
ซ่งึ แบ่งออกเป็น 3 ลกั ษณะคอื
1. การใช้ในลักษณะเป็นปุ๋ยชีวภาพ เป็นการใช้เพ่ือเป็นประโยชน์ต่อการให้ธาตุอาหารหรือปุ๋ยแก่พืช
เช่น การเปล่ียนแปลงรูปแบบหรือโครงสร้างของธาตุอาหารที่อยู่ในรูปที่ไม่เหมาะสม พืชไม่สามารถน�ำไปใช้
ประโยชน์ให้อยู่ในรูปท่ีเหมาะสมต่อการน�ำไปใช้ของพืช และเสริมประสิทธิภาพให้พืชมีการดูดธาตุอาหารในดิน
ไปใชไ้ ด้มากข้ึน
2. การใช้ในลักษณะสารกระตุ้นการเจริญเติบโตหรือฮอร์โมนพืช จุลินทรีย์ท่ีมีประโยชน์ในกลุ่มน้ี
ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติในการปลดปล่อยสารกระตุ้นได้โดยตรง ซึ่งสารกระตุ้นเหล่านี้จะมีคุณสมบัติหลายอย่าง
ซ่ึงรวมถึงการเป็นฮอร์โมนกระต้นุ การเจรญิ เตบิ โตของพืชดว้ ย
3. การใช้ในลักษณะของการควบคุมโรคพืช จุลินทรีย์ท่ีมีประโยชน์ในกลุ่มน้ีส่วนใหญ่สามารถผลิต
สารปฏิชีวนะยับย้ังเชื้อโรค บางชนิดมีประสิทธิภาพในการเจริญแข่งขันครอบครองพ้ืนผิวพืช และจ�ำกัดพ้ืนที่
และอาหารของเชื้อโรค หรือการเป็นปรสิต ตลอดจนการกระตุ้นภูมิต้านทานพืชตามลักษณะการออกฤทธิ์
ของแบคทีเรียท่ีมีประโยชน์ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยประสิทธิภาพและความสามารถในการออกฤทธ์ิจะ
สามารถนำ� แบคทีเรียที่มีประโยชน์เหลา่ น้ันมาใช้ในการควบคมุ โรคพชื ได้เป็นอยา่ งดี
ส�ำหรับวิธีการน�ำจุลินทรีย์ปฏิปักษ์และ/หรือผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ไปใช้ในการควบคุมโรคพืชนั้น
สามารถน�ำไปปรับใช้ในระบบการผลิตพืชในทุกระยะการปลูก ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่แปลงปลูก หรือวัสดุปลูก
การคลุกเมล็ดก่อนปลูก การพ่นใบหรือส่วนต่าง ๆ ที่อยู่เหนือดินเพ่ือควบคุมโรค เช่นเดียวกับการใช้สารเคมี
ซ่งึ การใชผ้ ลติ ภัณฑ์จุลนิ ทรยี ห์ รือผลิตภณั ฑจ์ ากจลุ นิ ทรียม์ กี รรมวิธีการในลกั ษณะตา่ ง ๆ ดังน้ี
1. การคลุกเมล็ด วิธีการนี้เป็นวิธีท่ีง่ายและประหยัดท่ีสุด เหมาะส�ำหรับการใช้ควบคุมโรคในระบบราก
และล�ำต้นใต้ดิน นอกจากนี้จุลินทรีย์ท่ีมีประโยชน์ยังสามารถควบคุมโรคท่ีติดมากับเมล็ดพันธุ์ และเพ่ิมความ
แขง็ แรงของตน้ กลา้ ไดด้ ว้ ย
2. การใส่หรือเติมหรือราดลงในดิน เป็นวิธีการที่ช่วยให้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีโอกาสสัมผัสกับเช้ือโรคพืช
ในดินอย่างใกล้ชิดท�ำให้เชื้อโรคลดลงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชที่ปลูก แต่วิธีน้ีมีข้อจ�ำกัด เนื่องจาก
คอ่ นขา้ งยุง่ ยากกวา่ วธิ ีแรก และตอ้ งใช้ปริมาณเช้อื มาก สิน้ เปลืองแรงงาน
3. การผสมกับวัสดุปลูก วิธีการน้ีจะช่วยให้จุลินทรีย์มีโอกาสสัมผัสกับเช้ือโรคและช่วยส่งเสริมการเจริญ
ของพืชได้ เพราะจะอาศัยอยูใ่ นส่วนของวสั ดปุ ลูก จะชว่ ยลดปริมาณเชือ้ โรค
4. การพ่นบนใบพืช เป็นวิธีการพ่นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ลงบนต้นพืช เพ่ือควบคุมโรคที่เกิดกับใบ
โดยมีรายงานความสำ� เร็จของการใช้เชื้อจลุ นิ ทรยี ป์ ฏปิ ักษ์ควบคมุ โรคทผ่ี ิวใบอยู่มากพอสมควร
5. การใส่ลงบนส่วนขยายพันธุ์และกล้าพืช เป็นวิธีการท่ีช่วยให้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ได้สัมผัสกับส่วนของ
พืชท่ีจะใช้ขยายพันธุ์ รวมทั้งกล้าพืช ก่อนที่เช้ือโรคจะเข้าท�ำลายพืช เป็นวิธีท่ีได้ผลดี ประหยัดค่าใช้จ่าย และ
สะดวกต่อการปฏิบัติ การพ่นหรือการใส่เช้ือจุลินทรีย์หลังจากพืชเจริญ และก่อนที่เช้ือโรคพืชจะเข้าท�ำลาย
ยงั ชว่ ยกระตุ้นใหพ้ ืชมคี วามแขง็ แรงมากยิ่งขึ้น

บทที่ 4 การควบคมุ โรคพืชโดยชวี วธิ ี 61

ดร.สพุ จน์ กาเซ็ม

การเพ่ิมประสทิ ธิภาพและการพัฒนาผลติ ภณั ฑ์

เนื่องจากจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตและมีความเสี่ยงต่อความสูญเสียประสิทธิภาพจากปัจจัยภายนอก
โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมท่ีน�ำเชื้อเหล่านี้ไปปรับใช้ ซ่ึงหากไม่เหมาะสมจะท�ำให้เช้ือดังกล่าวไม่สามารถปรับตัว
และตายได้ รวมท้ังอาจไม่แสดงกลไกการเป็นเช้ือปฏิปักษ์ต่อเชื้อโรค ท�ำให้การควบคุมโรคไม่มีประสิทธิภาพ
แนวทางหน่ึงที่สามารถน�ำมาใช้เพ่ือพัฒนาและเพ่ิมประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์คือการพัฒนาเป็นสูตร
ผลติ ภณั ฑ์จลุ นิ ทรยี ์ หรือชีวภัณฑ์ (Microbial formulation or Bioproducts) โดยปจั จุบนั ผลิตภัณฑจ์ ุลนิ ทรยี ์
ส�ำหรับการควบคุมโรคพืช มีการพัฒนาอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเป้าหมายส�ำคัญ
ในการพัฒนาสูตรผลติ ภัณฑค์ ือ
1. ความงา่ ยในการนำ� ไปใชป้ ระโยชน์ สะดวก
2. ความคงประสิทธิภาพของจลุ นิ ทรยี ์ หรือเพิ่มประสทิ ธิภาพการออกฤทธขิ์ องจลุ นิ ทรยี ์
3. เพมิ่ ความสามารถในการเก็บรกั ษาไวไ้ ด้นาน
การพฒั นาสตู รจลุ นิ ทรยี ์ (Formulated microbial product) คอื ผลติ ภณั ฑส์ ว่ นผสมทม่ี สี ว่ นของเซลล์
(Cell) เส้นใย หรือส่วนของสปอร์ ตลอดจนสารทุติยภูมิ (Secondary metabolite) ของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์
ทงั้ รา หรือ แบคทีเรีย ท่ีมีคุณสมบัติท่ีดีในการส่งเสริมการเจริญเติบโตและควบคุมโรคพืช ซึ่งถือเป็นสารออก
ฤทธิ์ (Active ingredients) หลักสำ� คญั ท่ีผสมอยู่รว่ มกับสว่ นผสมอื่น ๆ ท่ีใช้เปน็ สารพา (Carrier) และสารเสรมิ
ประสทิ ธิภาพ (Supporter) โดยสารพาและสารเสรมิ ประสทิ ธิภาพท่นี �ำมาใช้เป็นสว่ นผสมจะตอ้ งผ่านการศึกษา
และคัดเลือกแล้วว่าไม่มีผลต่อการมีชีวิตรอดของประชากรจุลินทรีย์ท่ีเติมลงไปในแต่ละสูตร (Schisler et al.,
2004)
รูปแบบของสูตรผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบ ข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์และวิธีการ
น�ำใปใช้ที่ผู้ผลิตต้องการ ได้แก่ สูตรของเหลว (Liquid) และสูตรแห้ง (Dry) ซึ่งในส่วนของสูตรของเหลวนั้น
สามารถพฒั นาไดเ้ ช่นเดียวกับเคมี คอื สตู รท่ีสารออกฤทธ์ิ (จลุ นิ ทรยี ์) แขวนลอยอยู่ในตัวกลางของเหลว ได้แก่ น้ำ�
หรือ น้�ำมัน หรือส่วนผสมระหว่างน้�ำและน้�ำมัน (Emulsions) ส่วนผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สูตรผง สามารถพัฒนา
ดดั แปลงให้อยใู่ นรูปผงละลายน้ำ� (Wettable powder) ผงแปง้ ฝ่นุ (Dusts) และแบบเม็ด (Granules) โดยสูตร
ผงละลายน�้ำจะมสี ว่ นประกอบหลกั 2 ส่วน คอื ผงแห้งของสารเสริมประสทิ ธภิ าพทีไ่ ม่ใช่สารออกฤทธิ์ (Inactive
ingredients) และส่วนของสารออกฤทธ์ิ (Active ingredients) ในรูปชีวมวลจุลินทรีย์ (Biomass) ซึ่งเม่ือ
ผสมสว่ นประกอบทงั้ หมดแลว้ สามารถนำ� ไปใชไ้ ดโ้ ดยการละลายนำ�้ (Suspension in liquid) และสตู รผงแปง้ ฝนุ่
เป็นสูตรท่ีพัฒนาเป็นผงเนื้อละเอียด (Powder-like formula) ท่ีมีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์และสารเสริม
ประสิทธิภาพเช่นเดียวกับสูตรผงละลายน้�ำแต่การน�ำไปใช้จะสามารถใช้ได้โดยตรงด้วยการคลุกเมล็ด (seed
treated) หรือการพ่นบนใบพืช และในส่วนของสูตรเม็ดเป็นสูตรแห้งที่มีส่วนผสมของสารออกฤทธ์ิและไม่ออก
ฤทธิ์เช่นเดียวกับสูตรผงละลายน้�ำและสูตรผงแป้งแต่อยู่ในรูปการรวมตัว อัดตัวเป็นก้อนหรือเม็ดขนาดเล็ก
(aggregated) ซ่ึงสูตรเม็ดนี้สามารถน�ำไปใช้ได้หลายรูปแบบ คือ โรยโคนหลุมก่อนปลูกพืชหรือรอบทรงพุ่ม
การหว่านตามร่องดนิ /แปลง หรอื อาจผสมในน�้ำเปน็ สารละลายได้

62 หลักการควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

นอกจากนี้พัฒนาการด้านเทคโนโลยีการผลิตสูตรจุลินทรีย์มีความก้าวหน้ามากข้ึน โดยมีการพัฒนาสูตร
จลุ ินทรยี ์ในรูปเมด็ ละลายชา้ (microencapsulation) ซึ่งเปน็ สตู รทพ่ี ัฒนาตอ่ ยอดจากสูตรเม็ดทช่ี นั้ ในประกอบ
ด้วยสารพาและมวลชีวภาพจุลินทรีย์เป็นสารออกฤทธ์ิ จากน้ันท�ำการเคลือบผิวภายนอกด้วยสารป้องกันการ
แตกตัว (Protective inert layer) ซ่ึงจะมีการใช้สารโพลีเมอร์ชนิดหน่ึงที่สามารถรวมตัวกันได้ดีด้วยโครงสร้าง
ของตัวสารเองหรือการใช้สารเคมีหรืออาจใช้วิธีการท�ำแห้งโดยลม (Tamez-Guerra et al., 2000; Winder
et al., 2003) หรือวิธี spray drying
โดยปัจจบุ ันสามารถผลติ เป็นสตู รส�ำเรจ็ พร้อมใช้ในการปลกู พชื ได้หลากหลายรปู แบบ ดังนี้
1. สูตรเช้ือสด (มีเฉพาะเชื้อออกฤทธิ์) คือการน�ำเชื้อแบคทีเรียเดี่ยว ๆ ท่ีไม่มีการปรุงแต่งด้วย
สารประกอบใดมาใช้ควบคุมโรคโดยตรงในลักษณะเซลล์สด ซง่ึ โดยทวั่ ไปจะผสมกับน�ำ้ และใช้คลุกเมลด็ กอ่ นปลกู
หรือพ่นใบโดยตรง ประสทิ ธภิ าพในการควบคมุ โรคข้นึ อย่กู ับคณุ สมบตั ขิ องแบคทีเรยี นนั้ ๆ
2. สูตรของเหลวพร้อมใช้ เป็นสูตรส�ำเร็จที่มีส่วนผสมของสารแขวนลอยเซลล์แบคทีเรีย หรือสปอร์
ของเชื้อราท่ีมีประโยชน์ผสมในอัตราเข้มข้นสูงในสารละลายตัวกลางของเหลว และสามารถน�ำไปใช้ได้โดยตรง
เหมือนกับการใช้สารเคมีแต่ละชนิดท่ีมีประสิทธิภาพต่างกัน โดยผสมจุลินทรีย์ท่ีอยู่ในอาหารเหลวร่วมกับ
น�้ำสะอาดตามอัตราแนะน�ำของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด โดยท่ัวไปสูตรของเหลวหลายชนิดจะมีการผสมสารเพ่ิม
ประสิทธิภาพบางอย่างร่วมลงไปด้วย เช่น ไคโตซาน หรือสารสกัดพืช ท่ีมีการเสื่อมสลายยากกว่าเซลล์ของ
แบคทเี รีย
3. สตู รผงละลายนำ้� พรอ้ มใช้ เปน็ สตู รสำ� เรจ็ รปู ผงทผี่ สมเซลลแ์ บคทเี รยี หรอื สปอรข์ องเชอื้ ราที่ อตั ราเขม้ ขน้ สงู
ลงในผงหรือสารพาตัวกลางชนิดต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะผงละเอียดและมีคุณสมบัติในการยึดติดกับเซลล์และละลาย
น�้ำได้ดี โดยวิธีการน�ำไปใช้จะปฏิบัติเช่นเดียวกับสารเคมีชนิดผงละลายน�้ำ คือผสมผงแบคทีเรีย หรือสปอร์ของ
เชื้อราในน้�ำสะอาดตามอัตราแนะน�ำของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด สูตรนี้จะสามารถเก็บรักษาได้นานกว่าสูตรน้�ำ
และหากเก็บรักษาในสภาพอุณหภูมติ ่�ำ ความชนื้ ต�่ำ จะช่วยยดื อายกุ ารเกบ็ รักษาไดอ้ ยา่ งนอ้ ย 1 ปี
4. สูตรผงหัวเชื้ออาหารเพิ่มปริมาณ เป็นสูตรส�ำเร็จที่ประกอบด้วยผงหัวเชื้อและอาหารเพิ่มปริมาณสูตร
เฉพาะ ทผ่ี ใู้ ช้สามารถน�ำไปใช้ไดด้ ้วยตนเองตามข้นั ตอนและวธิ ีการแนะน�ำของผลติ ภัณฑ์นัน้ ๆ โดยเม่ือน�ำผงหวั
เชื้อสูตรส�ำเร็จชนิดน้ีมาเพ่ิมปริมาณ จะได้เซลล์เช้ือแบคทีเรีย หรือกลุ่มสปอร์ที่สดบริสุทธ์ิและมีประสิทธิภาพสูง
ในการควบคุมโรค แตต่ ้องใช้เวลาในการเพิ่มจ�ำนวน 2-3 วนั และเมือ่ เล้ียงเชือ้ จนได้ทแ่ี ล้ว ก็จะน�ำเซลลแ์ บคทเี รีย
หรือสปอร์เชือ้ ราท่เี พม่ิ จ�ำนวนดงั กลา่ วไปเจือจางดว้ ยน้�ำสะอาดตามคำ� แนะน�ำ แล้วใชค้ ลกุ เมล็ดหรือพ่นตน้ พชื ได้
โดยในนำ้� หมกั จะมีสารประกอบอนิ ทรยี ห์ ลายชนิดทเี่ ป็นประโยชน์ต่อพชื รว่ มกนั
5. สูตรปุ๋ยชีวภาพ เป็นสูตรส�ำเร็จท่ีผสมเซลล์แบคทีเรียหรือสปอร์ของเชื้อราปฏิปักษ์ลงในปุ๋ยอินทรีย์
เชน่ ปยุ๋ หมกั หรอื ปยุ๋ คอกผสม เพอ่ื นำ� ไปปรบั ใชใ้ นลกั ษณะหวา่ น หรอื ผสมคลกุ ลงดนิ ในขนั้ ตอนการเตรยี มแปลง
หรือวัสดุปลูก ซึ่งจะท�ำให้เซลล์แบคทีเรียหรือสปอร์ของเช้ือราปฏิปักษ์มีกิจกรรมและเพ่ิมปริมาณในดินแปลง
ปลูกได้ทันที เหมาะส�ำหรับใช้ปรับสภาพดินท่ีไม่สมบูรณ์หรือมีการสะสมของเชื้อโรคพืชในดิน ตลอดจนใช้
ทดแทนหรือลดปรมิ าณการใช้ปยุ๋ วิทยาศาสตร์ เชน่ ยเู รยี ไดด้ ี

บทที่ 4 การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี 63

ดร.สุพจน์ กาเซ็ม

การเพิม่ ศักยภาพของจุลนิ ทรียค์ วบคุมโรคพืช

ปัจจุบันการใช้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีการศึกษาและมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย บางชนิดมีการพัฒนาใน
รูปแบบของการค้า และเกษตรกรมีการใช้อย่างแพร่หลาย แต่เมื่อใช้เป็นเวลานานประสิทธิภาพในการส่งเสริม
การเจริญเติบโต หรือความสามารถในการควบคุมโรคพืชอาจลดลงได้ จึงต้องมีการพัฒนาวิธีการท่ีจะสามารถ
ยกระดับหรือคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของเช้ือจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ การที่จะท�ำให้เชื้อมีศักยภาพสูงและประสบความ
สำ� เรจ็ มแี นวทางดงั นี้
1. ต้องมีการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ร่วมกับการป้องกันก�ำจัดโรคพืชวิธีอื่น ๆ ด้วย เช่น ระบบการปลูกพืช
การให้นำ�้ การให้ธาตอุ าหารพืช เป็นต้น โดยจะตอ้ งมีความชนื้ สมั พทั ธ์ 85 เปอร์เซน็ ต์ และมคี ่าความเปน็ กรดด่าง
ที่เหมาะสมกบั เชอ้ื จลุ นิ ทรยี ท์ มี่ ปี ระโยชน์ จะทำ� ใหเ้ ชอื้ จลุ นิ ทรยี ท์ ม่ี ปี ระโยชนม์ กี ารพฒั นาและเพม่ิ ปรมิ าณมากยงิ่ ขนึ้
2. การใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ต้องมีการปฏิบัติก่อนการปลูกพืช หรือก่อนการเข้าท�ำลายของเชื้อโรค
โดยส่วนใหญเ่ ช้ือจลุ นิ ทรีย์ที่มปี ระโยชน์จะไม่สามารถรกั ษาพชื ที่เป็นโรคได้ หรือมปี ระสทิ ธิภาพไมด่ ีเท่าทคี่ วร
3. มีการใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในการส่งเสริมการเจริญเติบโตและควบคุมโรคพืชร่วมกับสารสกัดจาก
ธรรมชาติ เช่น สารสกัดสะเดา และมีการพัฒนาสูตรส�ำเร็จของเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์โดยการน�ำวัสดุธรรมชาติ
หรือวัสดุเหลือใช้มาใช้เป็นแหล่งอาหารส�ำหรับเช้ือ โดยต้องศึกษาถึงคุณสมบัติที่เหมาะสม ชนิดและปริมาณ
ธาตอุ าหารทเี่ ชอ้ื สามารถใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โตได้ ตน้ ทนุ ของราคาวตั ถดุ บิ รวมถงึ ความปลอดภยั ตอ่ สภาพแวดลอ้ ม
4. การใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์หลายชนิดร่วมกันในระบบการปลูกพืช ซึ่งแบคทีเรียแต่ละชนิดจะมีกลไกการ
ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช หรือการควบคุมโรคที่แตกต่างกัน ซ่ึงเม่ือมีการน�ำเช้ือจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มาใช้ใน
แต่ละช่วงเวลาอย่างเหมาะสมก็จะเพ่ิมประสิทธิภาพได้สูงขึ้นกว่าเดิม แต่การท่ีจะใช้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์หลาย
ชนดิ รว่ มกนั ควรมีการศึกษาถงึ ความสมั พันธข์ องเชอื้ นน้ั ๆ วา่ มีความสมั พันธ์ในทางช่วยกนั สง่ เสรมิ ประสิทธิภาพ
ซึ่งกันและกัน แต่ในทางตรงกันข้ามถ้ามีการแก่งแย่งแข่งขัน หรือมีกลไกการท�ำลายกันก็จะไม่ได้ประโยชน์
จากการใช้จลุ นิ ทรยี ด์ ังกล่าว และอาจจะมผี ลเสียตอ่ พืชอกี ดว้ ยเชน่ กนั (สดุ ฤดี, 2553; สุดฤดี และคณะ, 2553)
5. การน�ำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการตัดแต่งพันธุกรรม การศึกษาจีโนมของเช้ือ การศึกษากลไก
การท�ำงานของยีนต่าง ๆ ของเช้ือจุลินทรีย์ หรือการกลายพันธุ์ของจุลินทรีย์เพ่ือทราบกลไกการท�ำงานของยีน
ท่ีเกี่ยวข้องในการส่งเสริมการเจริญเติบโต หรือยีนท่ีส่งเสริมประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืช เช่น ยีนควบคุม
การผลิต siderophore หรือยีนควบคุมการสร้างสารปฏิชีวนะ เพ่ือเพิ่มความสามารถในการควบคุมโรค และ
ศัตรูพืช เพ่ิมความมีชีวิตของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ปรับปรุงวิธีการและลดปริมาณของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ท่ีน�ำมาใช้
สามารถใช้รว่ มกบั วธิ กี ารควบคุมอน่ื ๆ ลดหรอื ทดแทนการใช้สารเคมี และเป็นการลดต้นทุนการผลิต

กลยทุ ธใ์ นการใชจ้ ลุ นิ ทรยี ใ์ นการควบคมุ โรคพชื

คุณสมบัติหรือประสิทธิภาพในการควบคุมโรคของจุลินทรีย์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันข้ึนอยู่กับกลไก
หรือศักยภาพรวมถึงวิธีการน�ำไปใช้อย่างถูกวิธี ของชีวภัณฑ์นั้น ๆ หากมีเข้าใจเก่ียวกับการใช้และวิธีการต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะสามารถน�ำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชีวภาพมีคุณสมบัติเป็น
สารประกอบอินทรีย์ที่ต่างจากการใช้สารเคมีควบคุมศัตรูพืชท่ีเป็นสารสังเคราะห์ จึงมีข้อจ�ำกัดการใช้บาง
ประการที่จะน�ำไปสู่ความส�ำเร็จของการน�ำไปใช้ในระบบการผลิตพืช โดยข้อค�ำนึงเกี่ยวกับการใช้จุลินทรีย์
ในระบบการผลิตพชื ให้มีประสิทธิภาพ และกลยทุ ธท์ เ่ี กยี่ วขอ้ งในการใช้จลุ นิ ทรยี ค์ วบคุมโรคพชื คือ

64 หลักการควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

1. ใชจ้ ุลินทรยี ์ในลกั ษณะของการปอ้ งกนั จะใหผ้ ลดกี ว่าการรักษา
2. ตอ้ งมีการปฏิบตั อิ ยา่ งตอ่ เน่อื งต้ังแตก่ ่อนปลูกพชื จนเกบ็ เก่ยี ว และใชใ้ นทกุ ข้ันตอนการปลกู พชื
3. ตอ้ งมกี ารปรบั ใชร้ ว่ มกับการป้องกนั ก�ำจดั วธิ ีการอืน่ ๆ ด้วย เชน่ ระบบการปลกู ทีเ่ หมาะสม การใหน้ ้ำ�
การให้ปยุ๋ การเขตกรรม เปน็ ตน้
4. ต้องมีสภาพความช้ืนท่ีเหมาะสม แสงแดดไม่จัดจนเป็นอันตรายต่อเชื้อปฏิปักษ์ และควรมีการบ�ำรุง
หรอื เพม่ิ พนู ความอดุ มสมบรู ณ์ดนิ ในแปลงปลกู ดว้ ยอนิ ทรียวตั ถุ
5. อาจมกี ารใช้ร่วมกบั สารสกัดธรรมชาติอื่น ๆ เช่น ไคโตซาน หรอื สารสกัดสะเดา สำ� หรบั ควบคมุ แมลง
ศัตรพู ชื หรอื แมลงพาหะน�ำโรค
6. ในกรณีท่ีระดับการเกิดและการระบาดของโรคอยู่ในข้ันรุนแรงสามารถเพ่ิมอัตราการใช้และความถ่ี
หรืออาจใช้รว่ มหรือสลับกับการใช้สารเคมีชนิดท่ีมพี ษิ ตกคา้ งต�่ำและไม่เปน็ อนั ตรายต่อเชอื้ จุลนิ ทรยี ์ปฏปิ กั ษ์
7. ใช้จุลินทรีย์หลายชนิดร่วมกันท่ีทราบกลไกแน่นอนและไม่หักล้างกันเพื่อเสริมศักยภาพและ
ประสทิ ธภิ าพในการควบคมุ โรค

วธิ ีการพนื้ ฐานการทดสอบประสทิ ธภิ าพจุลินทรยี ป์ ฏิปกั ษ์ควบคุมโรคพชื

วิธีการแยกเชือ้ จลุ ินทรยี ์
เนอ่ื งจากเช้อื จุลินทรยี ม์ ีอยทู่ ่วั ไปตามธรรมชาติ ท้ัง ดนิ นำ�้ อากาศ ตน้ พืช รากพืช ใบ การแยกเชอื้ จุลนิ ทรยี ์
เพอ่ื นำ� มาคดั เลอื กสายพนั ธท์ุ ม่ี คี ณุ สมบตั ติ ามตอ้ งการจงึ มหี ลายวธิ ขี น้ึ อยกู่ บั แหลง่ ทจี่ ะนำ� มาใชแ้ ยก หรือชนิดกลุ่ม
เช้อื ที่ตอ้ งการ นอกจากน้ีการใช้อาหารเลี้ยงเชอื้ ในการแยกจะต้องมคี วามสมั พันธ์กับกลุ่มจุลนิ ทรียเ์ ป้าหมายดว้ ย
ได้แก่ General medium ใช้ส�ำหรับแยกเชื้อทั่วไป ได้แก่ NA PDA WA และ Semi-selective medium/
differential medium เช่น King’s medium B สำ� หรบั Fluorescent pseudomonas Thonton’s medim
สำ� หรับแยกเชือ้ กลุม่ Bacillus Tryptic soy agar ส�ำหรับแยกเชอ้ื แบคทีเรียจากดิน MEA malt extract agar
หรอื YPD (yeast extract peptone dextrose agar สำ� หรับแยกเชอื้ ยีสต์ Martin’s Medium ส�ำหรับแยก
เชอ้ื รา Tricoderma และ IMA – 2 สำ� หรับแยกแอคตโิ นมัยซที เปน็ ตน้
1. การแยกเชื้อจากดนิ (Soil Dilution Plate) ใช้วิธี Soil dilution และ plate count (Alexander,
1997) บนอาหารเลย้ี งเชอ้ื ทวั่ ไปหรอื อาหารจำ� เพาะอนื่ ๆ โดยผสมดนิ แตล่ ะตวั อยา่ ง 10 กรมั ลงในนำ�้ กลั่นที่นึ่ง
ฆ่าเชื้อแล้ว 90 มิลลิลิตร เขย่าให้เข้ากันท�ำ การเจือจางความเข้มข้นของสารละลายดินด้วยวิธี serial dilution
ให้มีค่าเท่ากับ 10-4- 10-6 แล้วน�ำตัวอย่างดินที่เจือจางแต่ละระดับอย่างละ 1 มิลลิลิตร ไปหยดและเกลี่ยให้ท่ัว
ผิวอาหารในจานเลี้ยงเช้ือ น�ำไปบ่มเชื้อไว้เป็น เวลา 24-48 ช่ัวโมง แล้วแยกเช้ือและนับจ�ำนวน โคโลนีเด่ียว
เปรียบเทยี บลกั ษณะโคโลนี คำ� นวณหาจ�ำนวนของแบคทีเรียต่อตัวอย่างดนิ 1 กรมั
2. การแยกเชอ้ื ทผ่ี วิ ใบโดยวธิ ลี า้ งใบ (leaf wash technique) ปฏบิ ตั เิ ชน่ เดยี วกบั วธิ แี ยกเชอื้ จากดนิ
แต่ต่างท่ีใช้ใบพืชท่ีสะอาดปราศจากโรค มาท�ำการแยกเชื้อ โดยน�ำใบพืชตัวอย่าง 10 กรัม แช่ลงในน�้ำกลั่น
ที่น่ึงฆ่าเชื้อแล้ว 90 มิลลิลิตร ผสมสารลดแรงตึงผิวเล็กน้อย เขย่าให้เข้ากันนาน 30 นาที น�ำไปท�ำการ
เจือจางความเข้มข้นด้วยวิธี serial dilution ให้มีค่าเท่ากับ 10-4- 10-5 แล้วน�ำตัวอย่างน้�ำล้างใบท่ีเจือจาง
ไปเกลี่ยใหท้ วั่ ผวิ อาหาร เช่นเดียวกบั ข้อ 1

บทที่ 4 การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี 65

ดร.สพุ จน์ กาเซม็

3. การแยกเชอ้ื ทเี่ มลด็ (Seed wash technique) ปฏบิ ตั เิ ชน่ เดยี วกบั วธิ แี ยกเชอ้ื จากใบ ตา่ งทใ่ี ชเ้ มลด็ พชื
ที่สะอาดปราศจากโรค มาท�ำการแยกเชื้อ โดยน�ำเมล็ดพืชตัวอย่าง 10 กรัม แช่ลงในน�้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเช้ือแล้ว
90 มลิ ลลิ ิตร เชน่ เดียวกับข้อ 2
4. การแยกเชื้อ endophyte เชื้อเอนโดไฟต์ (endophyte) เป็นเช้ือท่ีเจริญและใช้อาหารภายใน
เน้ือเยื่อพืช การแยกเชื้อจึงต้องท�ำความสะอาดผิวนอกก่อน โดยการแช่สาร Clorox 10 % นาน 15-30 นาที
และล้างออกด้วยน้�ำสะอาดปลอดเช้ือ จากน้ันน�ำส่วนของพืช ที่เตรียม เช่น ราก ต้น ใบ ผล เมล็ด มาบดด้วย
โกรง่ ปลอดเชื้อ โดยใช้สารปรบั สภาพ phosphate buffer จากนนั้ น�ำไปท�ำเจอื จางและเกลยี่ บนอาหารแยกเชอ้ื
ซึ่งอาจต้องมกี ารเตรียมอาหารเฉพาะดว้ ย

วิธเี บอื้ งตน้ ส�ำหรับการทดสอบประสทิ ธิภาพการควบคุมเชื้อโรคพชื ในหอ้ งปฏิบัติการ

1. การทดสอบดว้ ยวิธี dual culture technique
เป็นวิธีที่นิยมใช้ทดสอบประสิทธิภาพของเช้ือแบคทีเรียปฏิปักษ์ควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชและเช้ือรา
ปฏปิ กั ษ์กับเชือ้ ราสาเหตโุ รค
1.1 ทำ� การปลกู เชอื้ ราสาเหตุโรคบนอาหาร PDA โดยใช้ cork borer ขนาด 0.5 เซนตเิ มตร เจาะเสน้ ใย
เช้ือราท่ีเจริญบนอาหาร PDA แล้วย้ายไปวางบนอาหาร โดยวางดา้ นใดดา้ นหนึ่งของจานอาหารเลยี้ งเช้ือหา่ งจาก
ขอบประมาณ 2 เซนตเิ มตร
1.2 ใช้ loop ท่เี ผาไฟฆา่ เชอ้ื แลว้ แตะโคโลนเี ดยี่ วของแบคทเี รยี ปฏิปกั ษ์ น�ำไป streak ลงบนอาหาร PDA
ในขอ้ ท่ี 1 ดา้ นตรงข้ามกับเชื้อรา ให้ห่างจากขอบจานประมาณ 2 เซนตเิ มตร
1.3 กรณีท่ีเป็นราปฏิปักษ์ ให้ใช้ cork borer ขนาด 0.5 เซนติเมตร เจาะเส้นใยเชื้อราท่ีเจริญ
บนอาหาร PDA แล้วย้ายไปวางบนอาหารด้านตรงข้ามกับเชื้อราสาเหตุโรค ห่างจากขอบจานประมาณ
2 เซนตเิ มตร
1.4 บม่ เช้ือประมาณ 5-7 วนั อณุ หภูมิหอ้ ง เปรียบเทียบอัตราการเจริญของโคโลนเี ชือ้ รา เปรียบเทยี บกบั
กรรมวธิ ีการควบคมุ ท่เี ล้ยี งเช้อื บนอาหาร PDA ปกติ (ภาพท่ี 4.6)
2. การทดสอบด้วยวธิ ี paper disc diffusion methods
เป็นวิธีที่นิยมใช้ทดสอบประสิทธิภาพของเช้ือแบคทีเรียปฏิปักษ์ควบคุมเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคพืช
มีขนั้ ตอนปฏบิ ัติดงั นี้
2.1 เลยี้ งเช้อื แยกกันระหว่างแบคทีเรียสาเหตโุ รค และเชอื้ แบคทเี รยี ปฏิปกั ษใ์ นอาหารเหลว NB ปริมาตร
20 มลิ ลิลิตร บนเคร่ืองเขยา่ 150 รอบ/นาที เป็นเวลา 24 ชัว่ โมง ปรับค่าความขุ่นของ suspension เช้อื ท้ังสอง
ด้วยน�้ำกลั่นน่ึงฆ่าเช้ือให้มีค่าเท่ากับ 0.2 OD (ประมาณ 108 cfu/มิลลิลิตร) ท่ีความยาวคลื่น 600 นาโนเมตร
ดว้ ยเครือ่ ง spectrophotometer
2.2 ใช้ micropipette ดูด suspension เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคท่ีเตรียมไว้ปริมาตร 1 มิลลิลิตร
ผสมลงในขวดที่บรรจุอาหาร NA ที่หลอมอณุ หภมู ิประมาณ 45 องศาเซลเซยี ส 20 มลิ ลิลติ ร ผสมใหเ้ ข้ากนั และ
เทลงในจานเลี้ยงเชอ้ื ท่ีปลอดเชือ้ ปล่อยทิ้งไวใ้ ห้ผวิ หน้าอาหารแห้งประมาณ 2-3 ชว่ั โมง

66 หลกั การควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

2.3 ใช้ micropipette ดูด suspension แบคทีเรียปฏิปักษ์ท่ีเตรียมข้างต้นปริมาตร 10 ไมโครลิตร
หยดลงบนกระดาษกรองกลมเบอร์ 1 (paper disc) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตรท่ีอบฆ่าเช้ือแล้ว
วางกระดาษกรองลงบนจานอาหารเล้ียงเช้ือที่มีอาหาร NA ผสมเช้ือสาเหตุโรคที่เตรียมไว้ข้างต้นจานละ 4 ช้ิน
(ภาพท่ี 4.7)
2.4 บ่มเชื้อที่อุณหภูมิห้อง ตรวจสอบบริเวณใส (clear inhibition zone) รอบแผ่นกระดาษหลังปลูก
เชื้อไปแล้ว 48 ช่ัวโมง เปรียบเทียบความกว้างของบริเวณยับยั้งเพื่อคัดเลือกเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ท่ีเกิดบริเวณ
ยบั ยั้งดีและ/หรอื กวา้ งทีส่ ุดตามสมการ

บรเิ วณยับยง้ั (มิลลิเมตร) = ความกวา้ งบริเวณยบั ยงั้ ทัง้ หมด - ความกว้างของโคโลนี
2

5 cm
.

2 cm

ภาพท่ี 4.6 ภาพจ�ำลองการทดสอบประสิทธิภาพของเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ที่มีแนวโน้มในการยับย้ังการเจริญ
ของเชื้อราสาเหตโุ รคโดยวธิ ี dual culture

อาหารแข็ง NGA ทมี่ ีเชอ้ื แบคทีเรีย
สาเหตุโรค

paper disc ทม่ี ีเช้ือ
แบคทีเรยี ปฏิปก ษ

ภาพที่ 4.7 ภาพจ�ำลองการทดสอบประสิทธิภาพของเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ท่ีมีแนวโน้มในการยับย้ังการเจริญ
ของเชื้อแบคทีเรยี สาเหตุโรคโดยวิธี paper disc diffusion method

บทที่ 4 การควบคมุ โรคพืชโดยชวี วธิ ี 67

ดร.สพุ จน์ กาเซม็

3. การทดสอบประสทิ ธิภาพด้วยวิธี agar diffusion methods
เป็นวิธีการที่นิยมใช้ศึกษาประสิทธิภาพของเช้ือแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ท่ีมีการผลิตสารทุติยภูมิ
(secondary metabolites) รวมถึงสารปฏิชีวนะ (antibiotic) ออกมายับยั้งเชื้อสาเหตุโรค ซึ่งสารดังกล่าวจะ
ถกู ปลดปลอ่ ยออกมาผสมอยูใ่ นอาหารเลย้ี งเชื้อ จึงตอ้ งทำ� การแยกส่วนของสารท่อี ย่ใู นอาหารเล้ียงเชอื้ เพือ่ นำ� ไป
ทดสอบต่อไปดังวิธกี ารต่อไปนี้
3.1 ย้ายเชื้อแบคทเี รยี ปฏปิ ักษท์ ีเ่ จริญบนอาหาร NGA อายุ 24 ชัว่ โมงจ�ำนวน 1 โคโลนีลงในอาหารเหลว
NGB ปริมาตร 20 มิลลิลิตรที่บรรจุอยู่ใน flask ขนาด 50 มิลลิลิตร เล้ียงเชื้อบนเครื่องเขย่าเพ่ือเพ่ิมอากาศที่
ความเร็ว 150 รอบ/นาที บม่ เชื้อที่อณุ หภมู หิ อ้ ง (28-30 องศาเซลเซียส) เปน็ เวลานาน 48-60 ชั่วโมง
3.2 ปนั่ ตกตะกอนเซลล์แบคทเี รยี โดยการป่นั เหวย่ี งด้วยเคร่ือง rifigerated centrifuge ความเรว็ 6,000
รอบ/นาที เปน็ เวลา 10 นาท ี
3.3 เก็บส่วนน�ำ้ ใสมากรองเซลล์แบคทีเรยี ด้วย sterile syringe filter
3.4 น�ำสารกรอง (culture filtrates) ไปทดสอบประสิทธิภาพในการยับย้ังการเจริญของเชื้อสาเหตุโรค
เป้าหมาย ด้วยวิธี agar diffusion method คือหยดสารกรองปริมาตร 20 ไมโครลิตร ที่ได้ลงในหลุมขนาด
เส้นผ่าศนู ยก์ ลาง 0.5 เซนตเิ มตร (เจาะดว้ ย cork borer) บนอาหาร NA ท่ีผสม suspension ของเชอ้ื แบคทเี รีย
สาเหตุโรค (ภาพที่ 4.8)
3.5 บันทึกผลโดยเปรียบเทียบบริเวณยับยั้งที่เกิดข้ึนหลังบ่มเชื้อ 24 ช่ัวโมง ส่วนกรรมวิธีควบคุมใช้
น้ำ� กล่นั นึ่งฆ่าเช้อื หยดแทนสารกรอง

สารกรองปรมิ าตร 20 ไมโครลติ ร

อาหารแข็ง NGA ทมี่ เี ชื้อแบคทเี รีย
สาเหตุโรค

ภาพท่ี 4.8 ภาพจ�ำลองการทดสอบประสิทธิภาพของเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ท่ีมีแนวโน้มในการยับยั้งการเจริญ
ของเช้อื แบคทเี รยี สาเหตุโรคโดยวิธี agar diffusion

68 หลักการควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

บรรณานกุ รม

สุดฤดี ประเทอื งวงศ.์ 2549. แบคทเี รยี ทสี่ รา้ งเสรมิ ความมน่ั คงปลอดภยั ทางอาหารดา้ นพชื อยา่ งยงั่ ยนื . หนา้ 58-66.
ใน 25 ปี สมาคมนกั โรคพชื แหง่ ประเทศไทย. กรมวชิ าการเกษตร. 95 หน้า.

สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2552. เอกสารประกอบการสอนวิชาความปลอดภัยทางชีวภาพด้านโรคพืช: การจัดการ
โรคพืชโดยวิธีทางเลือก; I เช้ือจุลินทรีย์ปฏิปักษ์; II พืชต้านทานโรค. ภาควิชาโรคพืช, มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร.์ 28 น.

สุดฤดี ประเทืองวงศ์ ศานิต เก้าเอี้ยน และวิศิษฐ์ ล้ิมสมบุญชัย. 2553. หนังสือคู่มือการเกษตร การใช้ปุ๋ยคอก
ผสมจุลนิ ทรยี ใ์ นนาขา้ วและการสง่ เสรมิ ผลติ ภณั ฑ.์ ภาควชิ าโรคพชื คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์
68 น.

Andrews, J.H. and R.F. Harris. 2000. The ecology and biogeography of microorganisms on plant
surface. Annu. Rev. Phytopathol. 38: 145-180.

Campbell, R. 1989. Biological Control of Microbial Plant Pathogen. Cambridge, New York:
Cambridge University Press. 218 p.

Cook, R.J., and K.F. Baker. 1983. Developmental history of biological control of plant
pathogens. In: The nature and practice of biological control of plant pathogens. American
Phytopathological Society, St. Paul, MN, pp. 30-54.

Fry, W.E. 1982. Principle of Plant Disease Management. Academic Press, New York. 367 p.
Maloy, O.C. 1993. Plant Disease Control: Principle and Practice. John Willey & Sons, Inc.
New York. 346 p.

Schisler, D.A., P.J. Slininger, R.W.Behle and M.A.Jackson. 2004. Formulation of Bacillus spp.
for biological control of plant disease. Phytopathology. 94: 1267-1271.

Tjamos. E.C., G.C. Papavizas and R.J. Cook. 1992. Biological Control of Plant Disease: Progress
and Challenges for the Future. Plenum Press, New York. 462 p.

Van Loon, L.C., Bakker P.A.H.M., and Pieterse C.M. J. 1998. Systemic resistance induced by
rhizosphere bacteria. Annu Rev. Phytopathol, 36: 453-483.

บทที่ 4 การควบคมุ โรคพืชโดยชวี วิธี 69

ดร.สพุ จน์ กาเซ็ม

ปฏิบตั กิ าร
การควบคุมโรคพืชโดยชีววธิ ี

1. ฝึกทดสอบประสทิ ธิภาพเช้ือปฏิปักษด์ ้วยวธิ ี dual culture ยบั ยัง้ เช้ือรา Rhizoctonia solani
1.1 เตรียม plate อาหาร PDA กลุ่มละ 9 plate
1.2 ตัดช้ินวุ้นเชื้อรา Rhizoctonia solani วางท่ีด้านหนึ่งของจานเล้ียงเชื้อห่างจากขอบ 2 เซนติเมตร
ใช้ loop ปลอดเชื้อแตะ suspension แบคทีเรียปฏิปักษ์ (Bacillus amyloliquefaciens KPS46 และ
Pseudomonas fluorescens SP007s ขีดขนานตรงข้ามกับช้ินวุ้น แต่ละกรรมวิธี ท�ำ 3 ซ�้ำ เปรียบเทียบ
กรรมวิธีควบคุมที่เล้ียงเช้ือ Rhizoctonia solani อย่างเดียว ประเมินผลโดยวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโคโลนี
ที่ 7 วันหลังบม่ เช้ือ

2. ฝึกทดสอบประสิทธิภาพเชื้อปฏิปักษ์ด้วยวิธี paper disc diffusion ยับยั้งแบคทีเรีย Acidovorax
avenae subsp. avenae
2.1 เล้ียงเช้ือแยกกันระหว่างแบคทีเรียสาเหตุโรค และแบคทีเรียปฏิปักษ์ในอาหารเหลว NB ปริมาตร
5 มลิ ลลิ ติ ร บนเคร่อื งเขย่า 150 รอบ/นาที เปน็ เวลา 24 ชั่วโมง ปรับคา่ ความขนุ่ ของ suspension เชอ้ื ทง้ั สอง
ด้วยน้�ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อให้มีค่าเท่ากับ 0.2 OD (ประมาณ 108 cfu/มิลลิลิตร) ท่ีความยาวคล่ืน 600 นาโนเมตร
ดว้ ยเครอื่ ง spectrophotometer
2.2 ใช้ micropipette ดูด suspension แบคทีเรียสาเหตโุ รคที่เตรยี มไว้ปริมาตร 4 มลิ ลลิ ิตร ผสมลงใน
ขวดทบ่ี รรจุอาหาร NA ท่ีหลอมอณุ หภูมปิ ระมาณ 45 องศาเซลเซยี ส 200 มลิ ลิลิตร ผสมให้เข้ากันและเทลงใน
จานเลยี้ งเช้อื ทปี่ ลอดเชอ้ื ปลอ่ ยทง้ิ ไว้ใหผ้ วิ หนา้ อาหารแห้ง
2.3 ใช้ micropipette ดูด suspension แบคทีเรียปฏิปักษ์ (Bacillus amyloliquefaciens KPS46
และ Pseudomonas fluorescens SP007s) ทเ่ี ตรียมขา้ งต้นปรมิ าตร 10 ไมโครลติ รหยดลงบนกระดาษกรอง
กลมเบอร์ 1 (paper disc) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตรท่ีอบฆ่าเชื้อแล้ว วางกระดาษกรองลงบนจาน
อาหารเลี้ยงเชื้อ NA ผสมเชอื้ สาเหตุโรคทีเ่ ตรียมไว้ข้างตน้ จานละ 4 ช้ิน แตล่ ะกรรมวธิ ที �ำ 2 plate
2.4 บม่ เชอื้ ทีอ่ ุณหภมู ิห้อง ตรวจสอบบริเวณใส (clear inhibition zone) รอบแผน่ กระดาษหลังปลูกเชื้อ
ไปแล้ว 48 ช่ัวโมง เปรียบเทียบความกว้างของบริเวณยับยั้งเพื่อคัดเลือกแบคทีเรียปฏิปักษ์ที่เกิดบริเวณยับยั้ง
กว้างท่ีสดุ

70 หลักการควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

บทที่

5 การควบคมุ โรคพชื โดยสารเคมี

รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาสารชนิด
ใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับความรุนแรงท่ีเช้ือสาเหตุโรคพืชเข้าท�ำลายกับพืชเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารเคมี
ชนิดดูดซึมท่ีให้ผลเร็วและเข้าท�ำปฏิกิริยากับต�ำแหน่งเป้าหมาย (target-site) ที่มีความจ�ำเพาะเจาะจง
โดยเข้าท�ำปฏิกิริยากับเอนไซม์ส�ำคัญท่ีต�ำแหน่งต่าง ๆ ในเซลล์เช้ือสาเหตุโรคพืช ส่งผลให้เช้ือสาเหตุโรคพืชตาย
อย่างรวดเร็ว ในประเทศไทยมีสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชจ�ำหน่ายในท้องตลาดมากกว่า 100 ชนิด ซึ่งเน้นใช้
ควบคมุ โรคของพืชเศรษฐกจิ เชน่ ขา้ ว พืชผกั ไมผ้ ล เป็นส่วนใหญ่ กลุม่ สารเคมสี ำ� คัญที่มีจำ� หน่ายในประเทศไทย
ไดแ้ ก่

FRAC Code 1: สารกลุ่มเมทิล เบนซิมิดาโซล คาร์บาเมต (Methyl Benzimidazole
Carbamates, MBC)

สารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั โรคพชื ในกลมุ่ นใี้ ชใ้ นการควบคมุ โรคพชื อยา่ งแพรห่ ลายทงั้ ฉดี พน่ ทางใบและใชค้ ลกุ เมลด็
นับเป็นกลุ่มสารที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมเชื้อราโดยเฉพาะเช้ือราสาเหตุโรคใบจุด ราก ล�ำต้นและ
หัวเน่า และราแป้ง แต่ไม่สามารถควบคุมโรคราสนิมได้ มีฤทธิ์ยับยั้งการรวมตัวของเบต้า-ทูบูลิน (ß-tubulin
assembly) ในระหว่างการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitosis) ซ่ึงจะส่งผลให้การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสของเชื้อ
สาเหตุโรคพืชไม่สมบูรณ์ จัดเป็นสารชนิดป้องกัน (protectants) และยับยั้งการเจริญของเช้ือสาเหตุโรคพืช
ในช่วงการเข้าท�ำลายในระยะเริ่มต้นได้ (curative activity) มีคุณสมบัติเป็นสารชนิดดูดซึมแต่ไม่สามารถ
เคล่อื นทีล่ งด้านล่างได้
สารส�ำคัญในกลุ่มน้ีท่ีได้แก่สารกลุ่มเบนซิมิดาโซล (benzimidazoles) ได้แก่ไทอะเบนดาโซล
(thiabendazole) เบโนมิล (benomyl) คาร์เบนดาซิม (carbendazim) และฟูเบอริดาโซล (fuberidazole)
มีฤทธิ์ในการควบคุมโรคพืชที่เกิดจากเช้ือราหลายชนิด เม่ือฉีดพ่นไปยังผิวพืชสารจะเปลี่ยนรูปเป็นสารเมทิล
เบนซมิ ดิ าโซล คาร์บาเมต (methyl benzimidazole carbamates) ซง่ึ เป็นรูปท่ีมีพิษเข้าสู่เซลลพ์ ืชเพอ่ื ไปยับย้งั
การรวมตวั ของเบตา้ -ทบู ลู นิ สง่ ผลตอ่ การแบง่ นวิ เคลยี สในเซลลเ์ ชอ้ื ราสาเหตโุ รคพชื เบโนมลิ เปน็ สารทม่ี รี าคาถกู
และมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคราแป้งของพืชทุกชนิด รวมท้ังใช้ควบคุมโรคกาบใบแห้งของข้าวที่เกิด
จากเช้ือรา Rhizoctonia solani, Thanatephorus cucumeris โรคใบจุดของพืชตระกูลถั่วที่เกิดจากเชื้อรา
Cercospora spp. ส่วนสารคาร์เบนดาซิมสามารถควบคุมโรคแอนแทรคโนส ใบจุด ใบขีด โรคไหม้ในข้าวและ
พืชหลายชนิด

บทที่ 5 การควบคมุ โรคพืชโดยสารเคมี 71

รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

FRAC Code 2: ไดคารบ์ อกซิไมด์ (Dicarboximides)

สารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชในกลุ่มไดคาร์บอกซิไมด์ เช่นสารไอโปรไดโอน (iprodione) เป็นสารท่ี
สามารถควบคุมโรคพืชได้หลายชนิดโดยเฉพาะโรคทางใบ จัดเป็นสารชนิดสัมผัสตายและยับยั้งการเข้าท�ำลาย
ในช่วงเร่ิมต้น ใช้ควบคุมเชื้อรา Alternaria ได้ดีท่ีสุด รวมท้ังใช้ฉีดพ่นและจุ่มผลไม้เพ่ือป้องกันโรคท่ีเข้าท�ำลาย
หลังการเก็บเก่ียว สารในกลุ่มน้ีจะขัดขวางกระบวนการส่งสัญญาณเข้าสู่เซลล์ท่ีเรียกว่า osmotic signal
transduction pathway ซ่ึงมผี ลต่อการงอกของสปอรแ์ ละการเจรญิ เติบโตของเสน้ ใย

FRAC Code 3: สารทม่ี กี ลไกออกฤทธยิ์ บั ยงั้ การขจดั หมเู่ มทลิ (DeMethylation Inhibitors, DMI)
ในกระบวนการสงั เคราะห์สเตอรอล (sterol) ทเ่ี ยอื่ หมุ้ เซลล์

สารในกลมุ่ นม้ี คี วามสำ� คญั มาก ในประเทศไทยนำ� เขา้ สารกลมุ่ นใ้ี นมลู คา่ สงู ทสี่ ดุ เนอื่ งจากเปน็ สารทม่ี รี าคาแพง
แต่สามารถใช้ควบคุมโรคพืชได้หลายชนิด (ตารางที่ 5.1) โดยเฉพาะสารไดฟีโนโคนาโซล (difenoconazole)
และโพรพิโคนาโซล (propiconazole) มีมูลค่าการน�ำเข้ากว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี สารในกลุ่มน้ีมีฤทธิ์
ยับย้ังการท�ำงานของเอนไซม์ C-14 ดิเมทิลเลส (C14-demethylase) ซ่ึงเป็นเอนไซม์ส�ำคัญในกระบวนการ
สังเคราะหส์ เตอรอลที่เป็นสว่ นประกอบของเยือ่ หมุ้ เซลลเ์ ชื้อราสาเหตุโรคพืช เช่น เออโกสเตอรอล (ergosterol)
ซ่ึงมีหน้าที่ช่วยให้เยื่อหุ้มเซลล์มีความแข็งแรง เม่ือเช้ือราไม่สามารถสังเคราะห์เออโกสเตอรอลได้จะส่งผล
ท�ำให้การเจริญเติบโตของเส้นใยเชื้อราผิดปกติและตายในท่ีสุด แต่สารในกลุ่มน้ีจะไม่สามารถยับยั้งการงอก
ของสปอร์ได้เน่ืองจากสปอร์ไม่มีการสังเคราะห์สเตอรอลเพราะมีสะสมในสปอร์อยู่แล้ว สปอร์จึงน�ำสเตอรอล
เหลา่ น้ันมาใชใ้ นการสร้าง germ tube แต่สามารถใชค้ วบคุมในชว่ งท่ีเชอื้ เรม่ิ เขา้ ท�ำลายได้ โดยการฉดี พ่นก่อนที่
เชือ้ จะแพร่ระบาด
ถึงแม้ว่าสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชในกลุ่มน้ีจัดอยู่ในกลุ่มดูดซึมแต่พบว่าสารในกลุ่มน้ีส่วนใหญ่สามารถ
เคลื่อนย้ายในระยะใกล้ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายจากใบหน่ึงไปอีกใบหน่ึงหรือไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปยังส่วน
อ่ืน ๆ ของต้น รวมท้ังไม่สามารถเคลื่อนย้ายจากใบไปสู่โคนและรากได้ ดังนั้นจึงได้จัดสารในกลุ่มนี้เป็นสารที่
เคล่อื นท่ีไดใ้ นระยะใกล้ (localized penetrant หรอื locally systemic fungicides) สามารถควบคุมโรคได้ดี
ในชว่ ง 14-21 วนั

72 หลักการควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

ตารางที่ 5.1 โรคพืชท่ีใช้สารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชที่มีฤทธิ์ยับยั้งการขจัดหมู่เมทิลในกระบวนการสังเคราะห์
สเตอรอลในการควบคมุ

ชื่อสาร พชื โรคพชื เชือ้ สาเหตุโรคพืช
ไดฟโี นโคนาโซล กระเทยี ม ใบจดุ สีม่วง Alternaria porri
(difenoconazole) กหุ ลาบ ใบจดุ Marssonina rosae, Cercospora rosicola
ถว่ั ฝักยาว ใบจดุ Pseudocercospora cruenta
เบญจมาศ ราสนมิ ขาว Puccinia horiana
ผกั กาด ใบจุด Alternaria brassicicola
มะเขอื เทศ ใบจุด Alternaria solani, Stemphylium sp.
มะมว่ ง แอนแทรคโนส Colletotrichum gloeosporioides
สตรอวเ์ บอร์รี ใบจุด Ramularia tulasnei
สม้ เมลาโนส Diaporthe citri
หอมแดง ใบจดุ สมี ่วง Alternaria porri
หอมหัวใหญ่ ใบจุดสมี ว่ ง Alternaria porri
แอนแทรคโนส Colletotrichum gloeosporioides
องนุ่ เถาแหง้ และผลเนา่ Melanconium fuligineum, Greeneria uvicola
โพรพิโคนาโซล ข้าว เมล็ดด่าง Acrocylindium oryzae, Helminthosporium
(propiconazole) ใบขีดสีน้�ำตาล oryzae, Curvularia lunata, Fusarium
semitectum, Cercospora oryzae
Cercospora oryzae
เบญจมาศ ราสนมิ ขาว Puccinia horiana
โพรคลอราซ กระเทียม ใบจุดสมี ่วง Alternaria porri
(prochloraz) กระเจย๊ี บเขยี ว ฝักจดุ ฝักลาย Alternaria sp., Colletotrichum sp.
กุหลาบ ใบจุด Marssonina rosae, Cercospora rosicola
ข้าว ไหม้ Pyricularia oryzae
ถอดฝักดาบ Fusarium moniliforme
เงาะ ช่อดอกแหง้ Curvularia sp., Cladosporium sp.
พรกิ แอนแทรคโนส Colletotrichum gloeosporioides
มะเขอื เทศ ใบจดุ Alternaria solani, Stemphylium sp.
มะม่วง แอนแทรคโนส Colletotrichum gloeosporioides
หนอ่ ไมฝ้ ร่ัง แอนแทรคโนส Colletotrichum gloeosporioides
หอม ใบจุดสีมว่ ง Alternaria porri
หอมหัวใหญ่ แอนแทรคโนส Colletotrichum gloeosporioides

บทที่ 5 การควบคุมโรคพืชโดยสารเคมี 73

รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

FRAC Code 4: ฟนี ลิ เอไมด์ (Phenyl Amides, PA)

สารกลุ่มนี้ท่ีส�ำคัญได้แก่ เมทาแลกซิล (metalaxyl), เบนาแลกซิล เอ็ม (benalaxyl M), ฟูราแลกซิล
(furalaxyl) และเมทาแลกซิล-เอ็ม (metalaxyl-M) หรือมีฟีโนแซม (mefenoxam) ใช้ในการควบคุมเชื้อรา
สาเหตุโรคพืชใน Class Oomycetes เช่น Phytophthora, Pseudoperonospora, Peronosclerospora
ที่เป็นสาเหตุโรครากเน่าโคนเน่าและโรคราน้�ำค้างของไม้ผลและพืชผัก สารในกลุ่มนี้จะยับยั้งกระบวนการ
ชีวสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก (nucleic acid) โดยยับยั้งการท�ำงานของเอนไซม์อาร์เอ็นเอ พอลีเมอร์เรซวัน
(RNA polymerase I) ซงึ่ มีผลต่อการเจริญเติบโตของเช้อื ราสาเหตโุ รคพืช

FRAC Code 7: สารท่ีมีกลไกออกฤทธ์ิยับย้ังการท�ำงานของเอนไซม์ซัคซิเนท-ดิไฮโดรจีเนส
(Succinate-Dehydrogenase Inhibitors, SDHI)

สารท่ีนิยมใช้ในกลุ่มนี้ได้แก่บอสคาลิด (boscalid) คาร์บอกซิน (carboxin) ออกซีคาร์บอกซิน
(oxycarboxin) และฟลูโทลานิล (flutolanil) ถึงแม้จะเป็นสารในกลุ่มเดียวกัน แต่มีวิธีการใช้และบทบาท
ในการป้องกันก�ำจัดโรคพืชต่างกัน สารบอสคาลิดใช้ฉีดพ่นเพื่อควบคุมโรคพืชท่ีเกิดจากเชื้อรา Sclerotinia
และ Alternaria ส่วนสารคาร์บอกซินใช้คลุกเมล็ดเพื่อป้องกันก�ำจัดโรคเขม่าด�ำท่ีมีสาเหตุจากเช้ือรา Tilletia
และ Ustilago รวมทัง้ ใชฉ้ ดี พน่ เพือ่ ควบคมุ เชอื้ ราสาเหตโุ รคพชื Sclerotium rolfsii และ Rhizoctonia spp.
ที่เข้าท�ำลายโคนต้นในพืชหลายชนิด ขณะท่ีสารฟลูโทลานิลใช้คลุกเมล็ดเพื่อป้องกันเชื้อรา Rhizoctonia และ
สารออกซีคาร์บอกซินจะใช้ควบคุมโรคราสนิมของกาแฟที่เกิดจากเชื้อรา Hemileia vastatrix สารในกลุ่มนี้
จะมีฤทธิ์ยับยั้งการหายใจของเช้ือราสาเหตุโรคพืช โดยยับยั้งการท�ำงานของเอนไซม์ซัคซิเนท-ดิไฮโดรจีเนส
(succinate-dehydrogenase) หรือท่ีไซโทโครม (cytochrome) complex II สารในกลุม่ นีส้ ามารถเคลอื่ นย้าย
ไดใ้ นระยะใกลแ้ ละสามารถเคล่ือนทสี่ ่ดู ้านบนของต้นพืชได้ รวมท้ังสามารถถกู ดูดซมึ และเคลอ่ื นท่จี ากด้านบนใบ
ไปใตใ้ บ (translaminar)

FRAC Code 11: สารทม่ี กี ลไกออกฤทธย์ิ บั ยงั้ การทำ� งานของควโิ นนทอี่ ยดู่ า้ นนอกของเยอ่ื หมุ้ ชนั้ ใน
ไมโทคอนเดรยี (Quinone Outside Inhibitors, QoI) ของ cytochrome bc1 ใน complex III

สารเคมปี ้องกนั กำ� จัดโรคพืชในกลมุ่ QoI นีเ้ รียกอกี อย่างว่าสารกลุ่มสโตรบลิ ูรนิ (Strobilurins) ส่วนใหญ่
เป็นสารท่ีพฒั นามาจากสารทผี่ ลิตจากเหด็ ท่ขี ึน้ บนขอนไม้ Strobilurus tenacellus สารในกลุ่มนี้เป็นสารชนิด
ดูดซึมท่ีมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมเช้ือราสาเหตุโรคพืช ถึงแม้จะเป็นสารกลุ่มใหญ่แต่สารแต่ละชนิดจะมี
ฤทธิ์ควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน สารในกลุ่มน้ีจะเข้าท�ำปฏิกิริยาที่ควิโนนต�ำแหน่งที่อยู่
ด้านนอกของเย่ือหุ้มช้ันในไมโทคอนเดรียของไซโทโครม บีซ1ี (cytochrome bc1 complex) ท่ี complex III
โดยสารจะเกาะท่ีกรดอะมิโนกรดกลูตามิก (glutamic acid, Glu) ที่ต�ำแหน่ง 272 (Glu 272) ของยูบิควิโนน
สง่ ผลให้เกิดการขัดขวางการขนส่งอิเล็กตรอนระหวา่ งไซโทโครม บแี ละไซโทโครม ซี1 จึงท�ำใหก้ ระบวนการผลติ
พลงั งานอะดโี นซีน ไตรฟอสเฟต (adenosine triphosphate, ATP) ในไมโทคอนเดรยี เกิดการหยดุ ชะงกั ท�ำให้
เชือ้ ราไมส่ ามารถสรา้ งพลงั งานและตายในทสี่ ุด จัดเป็นสารชนดิ ป้องกนั หรอื หยดุ การเข้าทำ� ลายในช่วงเรมิ่ ตน้ ได้ดี
สารส่วนใหญ่ในกลุ่มน้ีสามารถยับยั้งการงอกของสปอร์และการเจริญเติบโตของเช้ือรา แต่ไม่ส่งผลต่อเชื้อรา

74 หลักการควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

ท่ีเจริญภายในเซลล์พืชแล้ว โดยสามารถป้องกันก�ำจัดโรคได้นาน 7-21 วัน สารในกลุ่มนี้ที่ส�ำคัญได้แก่
อะซอกซีสโตรบิน (azoxystrobin) จัดเป็นสารชนิดป้องกัน (protectant) ยับย้ังและก�ำจัดโรคพืช (curative
และ eradicant activities) มคี ณุ สมบัตดิ ูดซึมและเคลอื่ นทไ่ี ปใตใ้ บได้ มฤี ทธิย์ ับย้ังการสรา้ งสปอร์ การงอกของ
สปอร์และการเจรญิ ของเส้นใย และสารครซี อกซิม-เมทิล (kresoxim-methyl) จดั เปน็ สารป้องกนั กำ� จดั โรคพืช
มพี ิษตกค้างบนใบเปน็ เวลานาน รวมทง้ั สามารถแพรก่ ระจายโดยระเหยเปน็ ไอ สามารถยบั ยงั้ การงอกของสปอร์
สามารถควบคมุ โรคพืชไดห้ ลายชนดิ (ตารางที่ 5.2)

ตารางที่ 5.2 ประสิทธภิ าพของสารกล่มุ สโตรบิลรู นิ ในการควบคุมเช้ือราสาเหตโุ รคพืช

สารเคมีป้องกนั พชื เชอ้ื ราสาเหตโุ รคพืช
กำ�จัดโรคพชื
อะซอกซีสโตรบิน กลว้ ย Mycosphaerella spp.
(azoxystrobin) กาแฟ Colletotrichum spp. และ Hemileia vastatrix
ขา้ ว Pyricularia oryzae และ Rhizoctonia solani
ถั่วลสิ ง Mycosphaerella arachidis, Rhizoctonia solani
และ Sclerotium rolfsii
ธัญพืช Erysiphe graminis, Puccinia spp., Leptosphaeria nodorum,
Septoria tritici และ Pyrenophora teres
พชื ตระกลู แตง Sphaerotheca fuliginea และ Pseudoperonospora cubensis
มันฝรงั่ Phytophthora infestans และ Alternaria solani
มะเขือเทศ
สาลี่ Monilinia spp. และ Cladosporium carpophilum
สม้ Elsinoe fawcettii, Colletotrichum spp. และ Guignardia
citricarpa
หญ้าสนาม Pythium spp. และ Rhizoctonia solani
องนุ่ Plasmopara viticola และ Uncinula nector
ครซี อกซิม-เมทลิ ธัญพืช Erysiphe graminis, Rhynchosporium secalis, Pyrenophora
teres และ Septoria nodorum
(kresoxim-methyl)

พืชตระกูลแตง Sphaerotheca fuliginea
พืชผัก Leveillula taurica, Erysiphe spp. และ Alternaria spp.
อง่นุ Uncinula necator
แอปเปลิ สาล่ี Venturia spp. และ Podosphaera leucotricha

บทที่ 5 การควบคุมโรคพชื โดยสารเคมี 75

รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

FRAC Code 14: อะโรมาตกิ ไฮโดรคาร์บอน & เฮทเทอโรอะโรมาติก (Aromatic Hydrocarbon
& Heteroaromatics)

สารในกลุ่มอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอนส่วนใหญ่จะใช้เป็นสารคลุกเมล็ดของพืชไร่เพ่ือป้องกันเชื้อ
สาเหตุโรคพืชในดินเข้าท�ำลายเมล็ดระหว่างเมล็ดงอก ได้แก่สารควินโตซีน (quintozene) ไดโคลแรน
(dicloran) ไบฟีนิล (biphenyl) ทอคนาซีน (tecnazene) ทอลโคลฟอส-เมทิล (tolclofos-methyl) และ
โคลโรเนบ (chloroneb) รวมทั้งใช้ฉีดพ่นหรือใส่ตามร่องเพื่อป้องกันการเข้าท�ำลายของเชื้อรา Rhizoctonia
และ Sclerotinia ขณะท่ีสารในกลุ่ม 1,2,4-ไทอะไดเอโซล (1,2,4-thiadiazole) ได้แก่สารเอทไตรไดอะโซล
(etridiazole) ใช้ผสมในวัสดุปลูกเพ่ือป้องกันเมล็ดจากการเข้าท�ำลายของเชื้อรา Phytophthora และ
Pythium ฤทธิ์ของสารในกลุ่มนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดแต่คาดว่าจะส่งผลรบกวนกระบวนการสังเคราะห์ไขมันและ
การสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ของเช้ือรา โดยมีผลต่อกระบวนการลิพิด เปอร์ออกซิเดชัน (lipid peroxidation) ซ่ึงจะ
ท�ำให้การเจริญเติบโตของเส้นใยเช้ือราผิดปกติ คุณสมบัติในการเคล่ือนท่ีภายในต้นพืชของสารกลุ่มนี้พบว่าสาร
สามารถเคลอื่ นทีส่ ู่ด้านบนของต้นพืชไปตามทอ่ น�้ำ (xylem) ได้

FRAC Code 16: สารท่ีมีฤทธ์ิยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์เมลานินในผนังเซลล์ (melanin
synthesis in cell wall)

สารในกลุ่มน้พี ฒั นาขึน้ มาเพอ่ื ใชใ้ นการปอ้ งกนั กำ� จัดโรคไหม้ของข้าวที่เกิดจากเชือ้ รา Pyricularia grisea
(sexual state: Magnaporthe grisea) โดยเฉพาะ มีฤทธิย์ บั ย้งั กระบวนการชวี สงั เคราะห์เมลานินโดยขัดขวาง
การท�ำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ ในกระบวนการชีวสังเคราะห์เมลานินซ่ึงเป็นสารสีท่ีส�ำคัญในผนังเซลล์เช้ือรา
เม่ือเช้ือราไม่สามารถสร้างเมลานินจะส่งผลต่อความแข็งแรงของเส้นใยเชื้อราท�ำให้ไม่สามารถทนต่อ
สภาพแวดล้อม เชน่ แสงแดด ความร้อน ได้ทำ� ใหเ้ ช้ือราตายในทส่ี ุด

FRAC Code 19: โพลีออกซิน (polyoxins)

สารในกลุ่มน้ีมีฤทธ์ิในการยับยั้งกระบวนการชีวสังเคราะห์ผนังเซลล์โดยขัดขวางการท�ำงานของเอนไซม์
ไคติน ซนิ เทส (chitin synthase) มสี ารชนิดเดยี วในกลุ่มนค้ี อื โพลีออกซิน บี (polyoxin B) เปน็ สารปฏชิ วี นะ
ท่ีผลิตโดย Streptomyces cacaoi var. asoensis ใช้ควบคุมโรคใบจุดด�ำของสาลี่และโรคใบจุดสีม่วงของ
กระเทียมและหอมหวั ใหญท่ ่ีมีสาเหตุจากเช้ือรา Alternaria spp.

FRAC Code 23: สารปฏิชวี นะกรดอีโนไพรานูโรอคิ (enopyranuronic acid antibiotic)

สารในกล่มุ นมี้ ีผลตอ่ การสงั เคราะหโ์ ปรตีน มสี ารชนิดเดียวคือบลาสทซิ ดิ นิ -เอส (blasticidin-S) เป็นสาร
ปฏิชีวนะที่ผลิตโดย Streptomyces griseochromogenes ใช้ในการควบคุมโรคไหม้ของข้าวที่เกิดจากเช้ือรา
Pyricularia grisea สามารถควบคมุ โรคไดใ้ นช่วงเริม่ ตน้ ของการเข้าท�ำลาย

76 หลกั การควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

FRAC Code 24: สารปฏิชีวนะเฮกซะไพราโนซลิ (hexapyranosyl antibiotics)

สารในกลุ่มน้ีมีผลต่อการสังเคราะห์โปรตีนเช่นกัน มีสารชนิดเดียวคือคาซูกาไมซิน (kasugamycin)
เป็นสารปฏิชีวนะที่ผลิตโดย Streptomyces kasugaensis ใช้ในการควบคุมโรคไหม้ของข้าวที่เกิดจากเช้ือรา
Pyricularia grisea

FRAC Code 26: สารปฏิชีวนะกลูโคไพราโนซิล (glucopyranosyl antibiotics)

สารในกลุ่มนี้มีฤทธ์ิยับยั้งกระบวนการชีวสังเคราะห์เอนไซม์ทรีฮาเลส (trehalase) และไอโนซิทอล
(inositol) ซ่ึงเป็นเอนไซม์ท่ีใช้ในกระบวนการสร้างผนังเซลล์เช้ือรา มีสารชนิดเดียวคือวาลิดามัยซิน
(validamycin) เป็นสารปฏิชีวนะท่ีผลิตโดย Streptomyces hygroscopicus var. limoneus ใช้ควบคุม
เชอื้ รา Rhizoctonia solani สาเหตโุ รคกาบใบแห้งของข้าว

FRAC Code 32: เฮทเทอโรอะโรมาตกิ (Heteroaromatics)

มีสาร 2 ชนิดในกลุ่มน้ีได้แก่สารไฮเมกซาโซล (hymexazol) ใช้คลุกเมล็ดเพ่ือป้องกันการเข้าท�ำลาย
ของเชือ้ ราสาเหตโุ รคพชื ใน Class Oomycetes เช่น Aphanomyces และ Pythium ในแปลงปลกู พืชไรแ่ ละ
ใช้ป้องกันเช้ือสาเหตุโรคพืชในดินในแปลงพืชผัก ขณะที่สารออกทิลิโนน (octhilinone) ใช้รักษาโรคแคงเกอร์
ในไมย้ ืนต้น สารในกลุม่ นีค้ าดว่ามฤี ทธ์ยิ บั ยั้งกระบวนการสังเคราะหก์ รดนวิ คลอี กิ แตย่ ังไม่ทราบกลไกทีแ่ น่ชดั

FRAC Code 33: ฟอสฟอเนต (Phosphonates)

สารอินทรีย์ฟอสเฟต (organic phosphate) ได้แก่ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม (fosetyl-aluminium) และ
กรดฟอสฟอรัส (phosphoric acid) ใช้ป้องกันก�ำจัดเชื้อราสาเหตุโรคพืชใน Class Oomycetes เช่นเช้ือรา
Phytophthora spp. และ Pythium spp. สาเหตุโรครากและโคนเน่าของพชื หลายชนิดเชน่ ทเุ รยี น ยางพารา
สบั ปะรด มฤี ทธ์ิยับย้ังการงอกของสปอรแ์ ละยบั ย้ังการเจริญของเส้นใยแต่ยังไมท่ ราบกลไกการออกฤทธิ์ของสาร
ที่แน่ชัด สารในกลุ่มนี้ยังมีฤทธ์ิในการกระตุ้นความต้านทานตามธรรมชาติของพืชได้ด้วยและจะมีประสิทธิภาพ
มากขึ้นเมื่อใช้ในช่วงก่อนมีพัฒนาการของโรค สารนี้สามารถถูกดูดซึมได้ง่ายท้ังทางใบและรากรวมท้ังสามารถ
เคลื่อนท่ไี ปยอดและรากพชื จึงนบั วา่ เปน็ สารเคมปี ้องกันก�ำจดั โรคพืชกลุ่มเดยี วที่เป็นสารชนิดดดู ซึมที่แท้จรงิ

FRAC Code 41: สารปฏิชวี นะเตตระไซลนี (tetracycline antibiotics)

สารในกลุ่มนี้จะมีผลต่อการสังเคราะห์โปรตีน มีสารชนิดเดียวคือออกซีเตตระไซลีน (oxytetracycline)
ใช้ควบคุมเช้ือแบคทีเรียสาเหตุโรคพืช ในประเทศไทยใช้สารเตตระไซคลิน ไฮโปคลอไรด์ (tetracycline
hypochloride) ฉีดเข้าล�ำต้นส้มเพื่อรักษาโรคกรีนนิ่ง (Greening) หรือโรคฮวงลองบิง (Huanglongbing)
ท่ีมีสาเหตจุ ากเช้อื Candidatus Liberibactor

บทที่ 5 การควบคุมโรคพชื โดยสารเคมี 77

รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

FRAC Code M: สารทมี่ ฤี ทธเ์ิ ขา้ ทำ� ลายหลายตำ� แหนง่ ในเซลลเ์ ชอ้ื สาเหตโุ รคพชื (Multi-Site Activity)

สารในกลุ่มน้ีมีกลไกการออกฤทธ์ิที่ส่งผลยับยั้งกระบวนการเมตาบอลิซึม (metabolism) ในเซลล์เชื้อรา
ได้หลายจุดในคราวเดียวกัน (multi-sites action) มีคุณสมบัติป้องกันไม่ให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าท�ำลายพืชหรือ
เป็นสารชนิดสัมผัสตายจึงไม่สามารถควบคุมเชื้อสาเหตุโรคที่เข้าท�ำลายพืชแล้ว เมื่อฉีดพ่นสารกลุ่มนี้จะตกค้าง
อยู่บนใบไม่ถูกดูดซึมเข้าไปในใบ สามารถยับย้ังการงอกและการเจริญของเส้นใยเชื้อราบนใบพืชได้ 7-14 วัน
สารประเภทสัมผัสตายนี้จะได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมได้ง่ายทั้งฝนและแสงแดดเม่ือเปรียบเทียบกับ
สารชนิดดูดซึม โดยพบวา่
- ถ้าฝนตกน้อยกวา่ หนง่ึ นิ้วหลงั การฉีดพน่ จะไมม่ ีผลต่อสารในกลมุ่ นี้บนผวิ ใบ
- ถ้าฝนตก 1-2 น้วิ หลังการฉดี พ่น จะลดปริมาณสารบนใบลงคร่งึ หนงึ่
- ถ้าฝนตกมากกว่า 2 น้วิ หลังการฉีดพน่ สารบนใบส่วนใหญจ่ ะถูกชะลา้ งออก
เน่ืองจากฤทธ์ิของสารที่สามารถเข้าท�ำลายได้หลายจุดในเซลล์เช้ือสาเหตุโรคพืชนี้ จึงท�ำให้เช้ือเกิดการ
ดื้อยาได้ยาก รวมทั้งสามารถป้องกันโรคพืชได้หลายชนิดจึงยังนิยมใช้ต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สารในกลุ่มนี้
แบ่งเปน็ 11 กลุ่มย่อย (M1-M11) กลมุ่ ทสี่ �ำคญั ไดแ้ ก่

FRAC M1 และ FRAC M2: สารประกอบอนนิ ทรยี ก์ �ำมะถันและทองแดง

ก�ำมะถัน (sulfur) เป็นสารเคมีป้องกันโรคพืชที่เก่าแก่ท่ีสุด แต่เดิมใช้ควบคุมโรคราแป้ง ต่อมามีการ
พัฒนาผสมกับปูนเพื่อลดพิษของก�ำมะถันและเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคพืช ปัจจุบันจะใช้ฉีดพ่น
ในไม้ผลเพื่อควบคุมโรคราแป้ง โรคแอนเทรคโนส ราสนิม ใบไหม้และผลเน่า สารประเภทก�ำมะถันท่ีนิยมใช้ใน
ปัจจุบันคือผงก�ำมะถันและสารประกอบก�ำมะถัน ความเป็นพิษต่อเช้ือสาเหตุโรคพืชของก�ำมะถันยังไม่เป็นท่ี
ทราบแนช่ ดั มขี ้อสัณนษิ ฐานตา่ ง ๆ พยายามอธิบายฤทธข์ิ องก�ำมะถนั ต่อเชื้อราสาเหตโุ รคพชื เชน่ ข้อสัณนษิ ฐาน
ทีก่ ลา่ ววา่ กำ� มะถนั จะจับกบั ไฮโดรเจนในเซลลเ์ ชอื้ รา ท�ำใหเ้ กดิ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ซึ่งเป็นพษิ กบั เซลลเ์ ชอ้ื รา
โดยตรง เน่ืองจากก�ำมะถันมีเวเลนซี (valency) ใกล้เคียงกับออกซิเจน ดังน้ันเซลล์ของเช้ือราแทนท่ีจะผลิตน�้ำ
กลับไปผลติ ไฮโดรเจนซลั ไฟด์แทน แตอ่ ยา่ งไรก็ตามปัจจบุ นั ยงั ไมม่ รี ายงานผลการทดลองที่แน่ชดั มารองรับ
ส่วนสารประกอบทองแดง (copper) เช่นคอปเปอร์ซัลเฟต (copper sulfate) น�ำมาพัฒนาผสมกับ
แคลเซียม คารบ์ อเนต (calcium carbonate) หรอื ปูนขาว เพ่ือใช้ควบคมุ โรคราน้ำ� คา้ งขององนุ่ ทีเ่ กดิ จากเช้ือรา
Plasmopara viticola หรือท่ีรู้จักกันดีในช่ือสารผสมบอร์โดซ์ (Bordeaux mixture) ซ่ึงเป็นสารท่ีใช้ป้องกัน
โรครานำ้� คา้ งไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและยงั คงใชก้ นั อยใู่ นปจั จบุ นั สารผสมบอรโ์ ดซส์ ามารถใชเ้ ปน็ สารเดยี่ ว ๆ หรอื
ใช้ผสมกับสารชนิดดูดซึมอ่ืน ๆ เช่นสารไซมอกซานิลเพื่อใช้ในการควบคุมโรคพืชที่เกิดจากเช้ือราและแบคทีเรีย
สาเหตุโรคในพืชหลายชนิด เนื่องจากสารผสมบอร์โดซ์มีคอปเปอร์ซัลเฟตเป็นส่วนประกอบจึงไม่ควรใช้ผสมกับ
สารอ่ืน ๆ เนื่องจากท�ำใหส้ ารผสมตกตะกอน
มีข้อสันนิษฐานว่าเมื่อฉีดพ่น คอปเปอร์ไอออน (Cu2+) จะถูกสะสมในเซลล์ของเช้ือสาเหตุโรคพืชซึ่งจะ
ไปท�ำปฏิกิริยากับเอนไซม์ต่าง ๆ ภายในเซลล์ เช่นไปเกาะกับหมู่ซัลฟ์ไฮดริล (–sulfhydryl group, -SH) หรือ
หมู่ไฮ-ดรอกซิล (-hydroxyl, -OH) ของกรดอะมิโนหรือเอนไซม์ต่าง ๆ ส่งผลต่อกระบวนการชีวสังเคราะห์
ต่าง ๆ ในเซลล์เชื้อสาเหตุโรคพืช สารประกอบทองแดงจัดเป็นสารที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ภายในต้นพืช
และเป็นสารชนิดสัมผัสตาย ซ่ึงสารให้กลุ่มนี้จะละลายน�้ำได้น้อยมากแต่ละลายในปริมาณท่ีเพียงพอท่ีสามารถ

78 หลักการควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

ยับย้ังการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียสาเหตุโรคพืชและไม่ถูกชะล้างได้ง่ายโดยฝน ในประเทศไทย
มีการใช้คอปเปอร์ซัลเฟตในรูปเด่ียว ๆ ในการควบคุมโรคแคงเกอร์ท่ีเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas
campestris pv. citri หรอื Xanthomonas axonopodis pv. citri ในพชื ตระกลู ส้ม
สารประกอบทองแดงชนิดอื่นที่มีการพัฒนาขึ้นมาภายหลังได้แก่สารคอปเปอร์ ออกซ่ีคลอไรด์ (copper
oxychloride) และคอปเปอร์ ไฮดรอกไซด์ (copper hydroxide) พัฒนาข้ึนเพื่อให้สามารถควบคุมโรคพืชได้
หลายชนิดมากขนึ้ โดยเฉพาะโรคพชื ทีเ่ กิดจากเชอ้ื แบคทีเรยี

FRAC M3: ไดไทโอคาร์บาเมตและสารท่เี กี่ยวขอ้ ง (Dithiocarbamates & relatives)

สารประกอบไดไทโอคาร์บาเมตเป็นสารป้องกันโรคพืชท่ีถูกพัฒนาข้ึนในยุคแรก ๆ ของการพัฒนา
สารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั โรคพชื เดมิ สารในกลมุ่ นเ้ี ปน็ สารทใ่ี ชใ้ นอตุ สาหกรรมการผลติ ยาง ตอ่ มาไดพ้ ฒั นาเพอ่ื จำ� หนา่ ย
เป็นสารเคมีป้องกันโรคพืชโดยเริ่มใช้ต้ังแต่ปี ค.ศ. 1962 สามารถป้องกันการเข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุโรคพืช
หลายชนิด ปัจจุบันสารในกลุ่มนี้ยังคงมีบทบาทส�ำคัญในตลาดการค้าสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชท่ัวโลก
โดยเฉพาะแมนโคเซบเป็นสารเคมีป้องกันโรคพืชที่ประเทศไทยน�ำเข้ามากที่สุดทุกปีโดยในปี พ.ศ. 2559
มปี รมิ าณการนำ� เข้ากวา่ 2,000 ตนั คดิ เปน็ มลู คา่ 222 ลา้ นบาท (ตารางที่ 5.3)

ตารางที่ 5.3 สารเคมปี ้องกนั กำ� จดั โรคพืชทมี่ ปี ริมาณการน�ำเขา้ สงู สุด 10 อนั ดับแรกในปี พ.ศ. 2559

ลำ� ดบั ท่ี ช่ือสามัญ ปริมาณ (กก.) มลู คา่ (บาท) สารสำ� คญั (กก.)
1 แมนโคแซบ (mancozeb) 2,074,101.00 222,860,151.26 1,659,280.80
2 โพรพิเนบ (propineb) 1,472,750.00 312,398,626.34 1,156,225.00
3 คาร์เบนดาซมิ (carbendazim) 1,750,676.64 217,979,011.93 1,011,183,12
4 ซัลเฟอร์ (sulfer) 524,056.80 16,935,430.77 419,245.44
5 แคปแทน (captan) 723,500.00 94,934,557.08 410,050.00
6 คอปเปอรไ์ ฮดรอกไซด์ (copper hydroxide) 476,000.00 83,887,599.96 366,520.00
7 ไดฟโี นโคนาโซล (difenoconazole) 382,155.71 1,294,207,672.65 357,891.74
8 โพรพิโคนาโซล (propiconazole) 354,884.73 750,548,783.40 314,381.60
9 คอปเปอรอ์ อกซคี ลอไรด์ (copper oxychloride) 348,650.00 48,046,603.22 296,352.50
10 กรดฟอสโฟนิก (phosphonic acid) 599,519.00 51,373,935.73 239,807.60

ทีม่ า: ส�ำนกั ควบคมุ พชื และวสั ดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร (2560)

สารในกลมุ่ ไดไทโอคารบ์ าเมตอนื่ ๆ ทถี่ กู สงั เคราะหจ์ ากโมโนเอมนี (monoamine) และคารบ์ อน ซลั ไฟด์
(carbon sulfide) เช่นสารนาปาม (nabam, disodium ethylene bisdithiocarbamate) จัดเป็นสารกลุ่ม
เอทิลีน บิสไดไทโอคาร์บาเมต (ethylene bisdithiocarbamate, EBDC) สารในกลุ่มน้ีไม่ได้เป็นพิษต่อเชื้อ
สาเหตุโรคพืชโดยตรง แต่เม่ือฉีดพ่นไปในอากาศสารน้ีจะเปลี่ยนเป็นรูปท่ีมีพิษต่อเช้ือรา สารนาปามละลายน�้ำ
ได้ดีแต่มีความเป็นพิษไม่คงท่ีเมื่อใช้ในสภาพแปลงปลูก จึงพัฒนาสูตรโดยการเติมซิงค์ ซัลเฟต (zinc sulfate)
ลงไปผสมกับนาปามเพื่อช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพของสารนาปามได้ดีย่ิงข้ึน สารที่พัฒนาข้ึนมานี้มีช่ือเรียกว่าซีเนบ
(zineb, zinc ethylene bisdithiocarbamate) ออกจ�ำหนา่ ยในปี ค.ศ. 1944 ในชื่อการคา้ วา่ Dithane D-14

บทที่ 5 การควบคุมโรคพชื โดยสารเคมี 79

รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

ซึ่งเป็นสารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการควบคุมโรคของผักโดยเฉพาะโรคของมันฝรั่ง ต่อมามีการพัฒนา
สารในกลุ่ม EBDC เพิ่มข้ึนเร่ือย ๆ โดยในปี ค.ศ. 1950 บริษัทดูปองท์ (DuPont) ได้จดสิทธิบัตรสารมาเนบ
(maneb, manganese ethylene bisdithiocarbamate) ซ่ึงเปน็ สารท่ีมปี ระสิทธิภาพดกี วา่ นาปามและซเี นบ
สามารถป้องกันโรคพืชหลายชนดิ
ต่อมาในปี ค.ศ. 1962 Rohm and Haas ได้จดทะเบียนสารผสมระหว่างซิงค์ไออน (zinc ion) 9.1%
กับมาเนบ ซ่ึงเป็นสารชนิดใหม่คือแมนโคเซบ (mancozeb, manganous ethylenebisdithio-carbamate)
นับเป็นสารที่มีประสิทธิภาพป้องกันโรคพืชท่ีดีที่สุดในสารกลุ่มน้ี นอกจากน้ียังมีสารโพรพิเนบ (propineb,
alkylene bisdithiocarbamate) ทีจ่ ดทะเบียนในปี ค.ศ. 1963 ประเทศไทยน�ำเขา้ สารแมนโคเซบและโพรพเิ นบ
จ�ำนวนมากท่ีสุด โดยในปี พ.ศ. 2559 มีปริมาณการน�ำเข้ารวมจ�ำนวนกว่า 3,500 ตัน (ส�ำนักควบคุมพืชและ
วัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร, 2560) นับเป็นสารท่ีมีคุณสมบัติป้องกันโรคพืชได้สูงอีกชนิดหน่ึงสามารถ
ป้องกันโรคพชื หลายชนิด (ตารางที่ 5.4) สารเคมปี ้องกนั โรคพืชในกลุม่ EBDC ถกู จดั วา่ เปน็ สารประกอบอินทรีย์
ที่ใช้ในการป้องกันโรคพืชที่มีความส�ำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะแมนโคเซบซึ่งมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืช
400 โรคในพชื กว่า 70 ชนิด ทวั่ โลก
ปัจจุบันสารแมนโคเซบนิยมถูกใช้ผสมกับสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชชนิดดูดซึมซ่ึงเข้าท�ำลายเฉพาะจุด
ในเซลล์เชือ้ สาเหตโุ รคพชื เปน็ สว่ นใหญจ่ ะใชเ้ ปน็ สารเด่ยี วเพยี ง33%เน่อื งจากแมนโคเซบประกอบดว้ ยพอลิเมอร์
ของเอทิลีน บิสไดไทโอคาร์บาเมตซึ่งเป็นสารประกอบในกลุ่มไดไทโอคาร์บาเมตท่ีล้อมรอบด้วยอนุภาคของ
สงั กะสี สารน้ีมีความคงที่ (stable) สงู และละลายนำ�้ ไดต้ �ำ่ ซงึ่ สง่ ผลให้สารตกคา้ งทผ่ี วิ พชื ได้นานและไมถ่ ูกชะลา้ ง
ได้ง่ายโดยฝนจึงเสมือนเป็นเกราะป้องกันการเข้าท�ำลายของเช้ือสาเหตุโรคพืชที่ผิวใบ การท่ีสารแมนโคเซบ
สามารถเข้าท�ำลายเซลล์เช้ือราได้หลายจุดน้ีส่งผลให้สามารถป้องกันเช้ือราได้หลายชนิดทั้งเชื้อราใน Class
Oomycetes, Ascomycetes, Basidiomycetes และ Fungi Imperfecti (ตารางที่ 5.4) ซงึ่ สว่ นใหญจ่ ะใชฉ้ ดี พน่
เพื่อควบคมุ โรคทางใบ รวมทงั้ ใชเ้ คลอื บเมลด็ พนั ธเ์ุ พอ่ื ควบคมุ โรคของเมลด็ พนั ธแ์ุ ละใชช้ น้ิ สว่ นพชื จมุ่ ในสารแมนโคเซบ
เพ่ือปอ้ งกนั เชอ้ื สาเหตโุ รคเข้าทำ� ลายก่อนปลูกหรอื ระหวา่ งการขนสง่
ฤทธิ์ของสารในกลุ่มน้ีคาดว่าสามารถยับยั้งกระบวนการทางชีวเคมีท่ีส�ำคัญในไซโทพลาซึม (cytoplasm)
และไมโทคอนเดรียในเซลล์เช้ือราสาเหตุโรคพืชอย่างน้อย 6 กระบวนการ ซ่ึงจะส่งผลยับย้ังการงอกของสปอร์
เชื้อราได้ดีทสี่ ุด แมนโคเซบและโพรพเิ นบจัดเปน็ สารที่เขา้ ทำ� ลายหลายจุดและมคี ุณสมบตั ิป้องกันการเข้าท�ำลาย
ของเชื้อรารวมท้ังเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคพืช เมื่อฉีดพ่นสารจะยังคงตกค้างอยู่ที่ผิวใบและไม่สามารถแทรกซึม
เข้าไปในช้ันคิวติเคิลของเซลล์พืช จึงไม่สามารถควบคุมเช้ือสาเหตุโรคพืชท่ีเข้าท�ำลายพืชแล้ว สารน้ีสามารถ
ปอ้ งกนั โรคพืชได้หลายชนดิ จดั เป็นสารที่ปลอดภยั ต่อผใู้ ช้ ผบู้ ริโภครวมทั้งเปน็ มติ รกบั ส่งิ แวดลอ้ ม
80 หลักการควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ตารางที่ 5.4 โรคพืชทใี่ ชส้ ารแมนโคเซบและโพรพเิ นบในการควบคมุ

พืช โรคพชื เชื้อสาเหตุโรคพืช
กระเทยี ม ใบจุดสีมว่ ง Alternaria porri
กลว้ ย ใบจดุ ด�ำ (black sigatoka) Mycosphaerella fijiensis
กลว้ ยไม้ ใบจุด Phyllostictina pyriformis
ขา้ ว ดอกสนิม Curvularia eragrostidis
เมลด็ ดา่ ง Acrocylindium oryzae, Helminthosporium
oryzae, Curvularia lunata, Fusarium
ขา้ วโพด ราสนมิ semitectum, Cercospora oryzae
ข้าวสาลี ใบไหม้ Puccinia sorghi
ถ่วั ลสิ ง ใบจดุ Helminthosporium maydis
ผักกาดฝรั่ง ใบจดุ Mycosphaerella graminicola
ใบจดุ Cercospora arachidicola
ผกั กาดหอม ราน้ำ� ค้าง Cercospora beticola
Bremia lactucae
พืชตระกูลแตง ราน�้ำคา้ ง Pseudoperonospora cubensis
แอนแทรคโนส Colletotrichum orbiculare
ใบจดุ Alternaria alternata
โรคพชื ทีเ่ กดิ จากแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv. cucurbitae,
Pseudomonas syringae
มะเขอื เทศ ใบจดุ Septoria lycopersici
ราด�ำ Cladosporium fulvum
แอนแทรคโนส Colletotrichum coccodes
Bacterial speck Pseudomonas syringae
ใบจุด Xanthomonas campestris
มะม่วง แอนแทรคโนส Colletotrichum gloeosporioides
สม้ แอนแทรคโนส Colletotrichum spp.
เนา่ ด�ำ Guignardia citricarpa
เมลาโนส Diaporthe citri
รากเน่าและโคนเนา่ Phytophthora spp.
หวั หอม กระเทยี ม ราน้ำ� คา้ ง Peronospora destructor
ราสีเทา Botrytis squamosa
องนุ่ รานำ�้ คา้ ง Plasmopara viticola
เนา่ ด�ำ Guignardia bidwellii

บทที่ 5 การควบคุมโรคพชื โดยสารเคมี 81

รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

FRAC M4: สารฟทาลิไมด์ (phthalimides)

สารในกลุม่ นี้จะใช้ฉดี พน่ ปอ้ งกนั โรคทางใบในไมผ้ ล ผกั และไม้ดอกไม้ประดับ รวมทง้ั ใช้เป็นสารคลุกเมล็ด
เพ่ือป้องกันการเข้าท�ำลายเมล็ดของเชื้อราสาเหตุโรคพืชในดินได้ด้วย แคปแทน (captan) เป็นสารท่ีนิยมใช้
มากทสี่ ดุ ของสารในกลมุ่ นโี้ ดยใชค้ วบคมุ โรคพชื หลายชนดิ (ตารางที่ 5.5) ประเทศไทยนำ� เขา้ สารนม้ี ากถงึ 723 ตนั
ในปี พ.ศ. 2559 นบั ว่าเป็นสารท่มี ปี ริมาณการนำ� เขา้ มากเปน็ อนั ดับ 5 จากปริมาณสารเคมปี ้องกนั กำ� จดั โรคพชื
ท่นี �ำเข้าทง้ั หมด (สำ� นักควบคมุ พืชและวสั ดุการเกษตร กรมวชิ าการเกษตร, 2560)

ตารางที่ 5.5 โรคพืชท่ใี ช้แคปแทนในการควบคุม

พชื โรคพืช เชื้อสาเหตโุ รคพืช
กลว้ ยไม้ ใบปืน้ เหลอื ง Pseudocercospora dendrobii
ถวั่ ลิสง โคนเน่า Aspergillus niger, Lasiodiplodia sp., Rhizoctonia sp.
ถั่วเหลอื ง แอนแทรคโนส Colletotrichum truncatum
ปาลม์ นำ้� มัน ใบไหม้ Curvularia eragrostidis
มะม่วง แอนแทรคโนส Colletotrichum gloeosporioides
องุ่น รานำ้� คา้ ง Plasmopara viticola

การด้อื ยาของเชอ้ื สาเหตุโรคพืชและการป้องกนั

นับต้ังแต่มีรายงานที่เช้ือราสาเหตุโรคพืชต้านทานต่อสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชที่เข้าท�ำลายเฉพาะจุด
ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1970 นับจากนั้นก็มีรายงานการดื้อยาของเช้ือสาเหตุโรคพืชเพิ่มข้ึนอย่าง
ต่อเนื่อง อันเน่ืองมาจากมีการพัฒนาและผลิตสารท่ีมีคุณสมบัติเข้าท�ำลายเฉพาะจุดในเซลล์เชื้อสาเหตุโรคพืช
เพ่ิมมากข้ึน ซ่ึงสารที่เข้าท�ำลายเฉพาะจุดในเซลล์เชื้อราสาเหตุโรคพืชน้ีส่งผลท�ำให้เช้ือราสาเหตุโรคพืชเกิดการ
ด้ือยาได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว จึงได้เกิดความร่วมมือในการจัดตั้งคณะกรรมการติดตามการต้านทานสารเคมี
ปอ้ งกนั กำ� จัดโรคพชื (Fungicide Resistance Action Committee, FRAC)
สารทม่ี กี ลไกการออกฤทธทิ์ ต่ี ำ� แหนง่ ตา่ ง ๆ ภายในเซลลเ์ ชอ้ื สาเหตโุ รคพชื เหมอื นกนั หรอื อยใู่ นกลมุ่ FRAC
เหมือนกัน เช้ือสาเหตุโรคพืชจะสามารถเกิดการต้านทานข้ามสารหรือข้ามกลุ่มสาร (cross resistance) ได้
กล่าวคือเม่ือเช้ือสาเหตุโรคพืชเกิดการต้านทานต่อสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งจะต้านทานต่อสารเคมีชนิดอื่น
ท่ีมีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกัน นอกจากนี้เช้ือราสาเหตุโรคพืชบางชนิดสามารถต้านทานสารเคมีป้องกันก�ำจัด
โรคพืชหลายชนิดท่ีมีกลไกการออกฤทธ์ิต่างกัน เม่ือเชื้อเกิดการต้านทานต่อสารชนิดหนึ่งหรือสารกลุ่มหน่ึงจะ
มีการพัฒนาสารชนิดใหม่ข้ึนมาเพื่อควบคุมเช้ือราสายพันธุ์ที่ต้านทาน เป็นกลุ่มสารท่ีเรียกว่า negative cross-
resistance ซ่ึงหมายรวมถึงเช้ือสาเหตุโรคพืชเกิดการต้านทานต่อสารเคมีชนิดหน่ึงแต่จะอ่อนแอเพิ่มข้ึนกับสาร
อีกชนิดหนง่ึ เช่นเชือ้ รา Botrytis cinerea ที่ต้านทานต่อสารในกลมุ่ เบนซมิ ดิ าโซล (FRAC 1) แต่อ่อนแอกบั สาร
กลมุ่ เอน็ -ฟีนลิ คาร์บาเมต (N-phenyl carbamate) (FRAC 10) เปน็ ตน้ นอกจากนี้เช้อื สาเหตโุ รคพชื แต่ละชนิด
จะมีความอ่อนแอ (sensitive) หรือต้านทาน (resistance) ต่อสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชแต่ละชนิด/กลุ่มที่
แตกต่างกนั

82 หลกั การควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

1. ปจั จัยทีส่ ง่ ผลให้เช้ือสาเหตุโรคพืชพัฒนาการตา้ นทานตอ่ สารเคมปี ้องกันก�ำจัดโรคพชื

1.1 การกลายพันธุ์ของต�ำแหน่งเป้าหมาย (mutation of target site) เป็นกระบวนการที่ท�ำให้เชื้อ
สาเหตุโรคพืชเกิดการต้านทานต่อสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชมากท่ีสุด สารเคมีส่วนใหญ่ที่ใช้ในปัจจุบัน
จะมีกลไกการเข้าท�ำลายเฉพาะจุด (single-site fungicides) ซึ่งจะเข้าท�ำปฏิกิริยาที่มีความจ�ำเพาะเจาะจงต่อ
เอนไซม์หรือกระบวนการชีวเคมีในเซลล์เชื้อสาเหตุโรคพืชแต่ละชนิด แต่ในระหว่างที่เชื้อเจริญเติบโตดีเอ็นเอ
(DNA) จะถูกสังเคราะห์ข้ึนเพื่อสร้างเซลล์ใหม่และในธรรมชาติกระบวนการดังกล่าวนั้นอาจเกิดข้ึนไม่สมบูรณ์
หรอื เกดิ การกลายพนั ธ์ุ ซงึ่ ดีเอน็ เอเป็นรหสั สำ� หรับการสังเคราะหก์ รดอะมิโน (amino acids) เม่อื เกดิ การกลาย
พันธุ์เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการเปล่ียนแปลงชนิดของกรดอะมิโนซ่ึงเป็นเป้าหมายท่ีสารเคมีเข้าท�ำปฏิกิริยา (target
site) ในเอนไซม์ต่าง ๆ ส่งผลให้สารเคมีไม่สามารถเข้าท�ำปฏิกิริยาท่ีจุดท�ำปฏิกิริยาได้และไม่สามารถยับยั้ง
การเจริญของเช้ือสาเหตโุ รคพืชได้อีกต่อไป
1.2 การท�ำใหส้ ารเคมีป้องกนั ก�ำจัดโรคพชื เปลย่ี นเป็นรปู ทไี่ ม่มพี ษิ (Detoxification of the fungicide)
ในเซลล์เชื้อสาเหตุโรคพืชจะมีกระบวนการเมตาบอไลต์ต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ นี้อาจเข้าท�ำปฏิกิริยากับ
สารเคมีให้เปลี่ยนเป็นรูปไม่มีพิษหรือสารเคมีบางชนิดจะถูกฉีดพ่นในรูปที่ไม่มีพิษ (inactive pro-fungicide)
ซ่ึงต้องอาศัยกระบวนการเมตาบอไลต์ในเซลล์เชื้อสาเหตุโรคพืชเปล่ียนสารนี้ให้เป็นรูปที่มีพิษ ถ้าเกิดการปรับ
เปลี่ยนหรือการกลายพันธุ์ในกระบวนการเมตาบอไลต์ในขั้นตอนที่จะเปลี่ยนให้สารเคมีเปล่ียนเป็นรูปที่เป็นพิษ
ย่อมส่งผลให้สารเคมีไมม่ ฤี ทธ์ยิ บั ยั้งการเจรญิ ของเชอ้ื สาเหตุโรคพชื ได้
1.3 มีการผลิตเอนไซม์หรือสารเป้าหมายที่สารเคมีเข้าท�ำปฏิกิริยาจ�ำนวนมากกว่าปกติ
(Overexpression of target site) เม่ือสารเคมีเข้าสู่ต�ำแหน่งที่จะท�ำปฏิกิริยา สารจะจับกับกรดอะมิโน
ในเอนไซม์เป้าหมายท�ำให้เอนไซม์ต่าง ๆ ไม่สามารถท�ำงานได้ตามปกติ รวมทั้งส่งผลขัดขวางกระบวนการ
ชีวสังเคราะห์สารต่าง ๆ ภายในเซลล์เช้ือสาเหตุโรคพืช เชื้อสาเหตุโรคพืชบางชนิดจึงปรับตัวสังเคราะห์เอนไซม์
ที่สารเข้าท�ำปฏิกิริยามากข้ึนซึ่งมากพอที่สารเคมีจะเข้าจับท�ำปฏิกิริยาและเช้ือราสามารถเจริญเติบโตได้ตาม
ปกติหรือเกิดการสังเคราะห์เอนไซมไ์ ปยบั ยง้ั พษิ (inhibited enzymes) ปรมิ าณเพม่ิ มากขน้ึ เปน็ ตน้ สว่ นใหญ่
จะพบการต้านทานดังกล่าวนี้ในการทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการ โดยจะพบว่าเมื่อทดสอบสารเคมีที่มี
ความเข้มขน้ มากข้นึ แตก่ ลบั ไมส่ ามารถยับยัง้ การเจรญิ ของเช้ือสาเหตุโรคพชื ได้
1.4 การขจดั สารออกจากบริเวณเป้าหมาย (Exclusion or expulsion from the target site) Efflux
pumps ท่ีพบท่ีเย่ือหุ้มเซลล์ (cell membranes) ของเชื้อรามีหน้าที่ขนส่งสารเข้าออกเซลล์รวมท้ังยังมี
หนา้ ท่ีขจดั สารแปลกปลอมดว้ ย efflux pumps ที่พบในเชอ้ื ราทว่ั ไปคือ ATP-binding cassette และ major
facilitator superfamily transporters โดยปกติสารเคมีจะถกู ดดู ซมึ เข้าไปในเซลลเ์ ชื้อรา ซ่งึ สารเคมีจะมีความ
เข้มข้นเพียงพอในเซลล์ที่จะส่งผลยับย้ังกระบวนการชีวสังเคราะห์ต่าง ๆ ภายในเซลล์เช้ือราได้ แต่ในเช้ือรา
บางชนิด efflux pumps จะมีแรงปั๊มที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะขจัดสารเคมีออกจากเซลล์ท�ำให้สารเคมี
ไม่สามารถยับยั้งการเจริญของเช้ือราสาเหตุโรคพืชได้ รวมท้ังส่งผลให้เช้ือราสาเหตุโรคพืชต้านทานต่อสารเคมี
หลายชนดิ ท่ีอยใู่ นกลุ่มเดยี วกนั หรอื ต่างกล่มุ กัน เช่นการตา้ นทานสารเคมีไดห้ ลายกล่มุ ของรา Botrytis cinerea
เปน็ ต้น

บทที่ 5 การควบคมุ โรคพืชโดยสารเคมี 83

รองศาสตราจารย์ ดร.ธิดา เดชฮวบ

2. ความเส่ยี งทส่ี ารเคมปี ้องกนั กำ� จดั โรคพชื จะสง่ ผลให้เชอื้ สาเหตุโรคพชื พฒั นาการต้านทาน

แบ่งออกเป็น 3 ระดบั ดงั นี้
2.1 กลุ่มสารที่มีความเสี่ยงต่�ำ (low risk fungicides) หมายถึงกลุ่มสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชที่ส่งผล
ให้เชอ้ื สาเหตุโรคพชื พฒั นาการตา้ นทานได้ต�ำ่ โดยเป็นกล่มุ สารทไี่ ม่มรี ายงานว่าเช้ือสาเหตุ โรคพชื เกดิ การดอ้ื ยา
ได้แก่ สารในกลุ่มที่มีกลไกการออกฤทธิ์เข้าท�ำลายหลายจุดในเซลล์เชื้อสาเหตุโรคพืช (multi-site inhibitors)
เชน่ สารในกล่มุ ไดไทโอคาร์บาเมต (Dithiocarbamates)
2.2 กลุ่มสารที่มีความเสี่ยงปานกลาง (medium risk fungicides) หมายถึงกลุ่มสารเคมีป้องกันก�ำจัด
โรคพืชท่ีส่งผลให้เชื้อสาเหตุโรคพืชพัฒนาการต้านทานได้ในระดับปานกลางหรือเป็นกลุ่มสารท่ียังไม่สามารถ
จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงต่�ำ รวมทั้งเป็นกลุ่มสารท่ีมีลักษณะการต้านทานท่ีคล้ายคลึงกับท่ีพบ
ในกลมุ่ ความเสี่ยงสงู แตม่ ีความรุนแรงน้อยกว่าโดยมลี ักษณะการตา้ นทาน ดังนี้
- การต้านทานจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยค่อย ๆ เกิดการกลายพันธุ์ในแต่ละจุดที่สารเคมี
เข้าท�ำปฏิกิริยาและมีการคัดเลือกยีนต้านทานเป็นขั้นตอนเรียกว่า polygenic resistance หรือ multi-step
resistance
- อาจพบการกลายพันธุ์ของเช้ือสาเหตุโรคพืชที่ด้ือยาหลังจากมีการขยายพันธุ์แบบใช้เพศหลายคร้ัง
แตเ่ มือ่ ใชส้ ารเคมีในอตั ราทเี่ หมาะสมสารเคมียังคงมปี ระสิทธภิ าพ ในการควบคุมโรค
- ได้แก่สารในกลุ่มท่ีเข้าท�ำลายเชื้อราเฉพาะจุด เช่นสารท่ีมีกลไกออกฤทธ์ิยับย้ังกระบวนการขจัด
หมู่เมทิลในกระบวนการชีวสังเคราะห์สเตอรอล สารกลุ่มอะนิลิโน-ไพริมิดีน และกรดคาร์บอกซีลิก เอไมด์
เปน็ ต้น
2.3 กลุ่มสารทีม่ ีความเสยี่ งสงู (high risk fungicides) หมายถงึ กลมุ่ สารเคมีปอ้ งกนั กำ� จัดโรคพชื ท่ีสง่ ผล
ให้เช้ือสาเหตุโรคพืชพัฒนาการต้านทานได้สูงเม่ือไม่มีการจัดการที่เหมาะสมหรือพบการดื้อยาระหว่างท่ีมีการใช้
สารเคมีชนิดน้นั ๆ ภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยมีลักษณะการต้านทานดงั น้ี
- เม่ือเกิดการกลายพันธุ์ท่ีต�ำแหน่งที่สารเข้าท�ำปฏิกิริยา เชื้อสาเหตุโรคพืชจะต้านทานต่อสารเคมีทันที
เรยี กวา่ monogenic resistance หรือ discrete resistance
- สายพนั ธเ์ุ ชือ้ ที่ด้ือยาจะยังคงความรุนแรงในการกอ่ โรคหลังจากการสบื พันธุ์หลายครั้ง
- การดอ้ื ยาเกิดข้นึ ในแปลงปลูกหลงั จากใชส้ ารเคมี 2-5 ปี
- การด้ือยาจะรุนแรงขนึ้ เมื่อยังคงใช้สารเคมีตอ่ ไปในพ้นื ทเี่ ดิม
- ประสิทธิภาพของสารเคมีในการควบคุมโรคจะลดลงอย่างชัดเจนเม่ือใช้เป็นสารตัวเด่ียวในการฉีดพ่น
เช่น สารในกลมุ่ ฟนี ลิ เอไมด,์ ไดคารบ์ อกซไิ มด,์ สารทม่ี กี ลไกออกฤทธยิ์ บั ยง้ั การทำ� งานของควโิ นนของไซโทโครม บซี 1ี
(cytochrome bc1) ท่ีอยู่ด้านนอกของเย่ือหุ้มชั้นในไมโทคอนเดรีย (Quinone Outside Inhibitors, QoI)
และสารกลมุ่ เมทิล เบนซิมดิ าโซล คารบ์ าเมต (methyl benzimidazole carbamate, MBC)

3. ความเสย่ี งท่เี ช้ือสาเหตุโรคพืชจะพฒั นาการตา้ นทานต่อสารเคมีป้องกนั ก�ำจดั โรคพชื

นอกเหนือจากปัจจัยความเส่ียงที่สารเคมีแต่ละกลุ่มจะท�ำให้เชื้อสาเหตุโรคพืชเกิดการต้านทานได้สูงหรือ
ต่ำ� แตกตา่ งกันแลว้ เชอ้ื สาเหตโุ รคพืชแตล่ ะชนดิ มีความสามารถในการพฒั นาหรอื ปรับตวั ให้ตา้ นทานต่อสารเคมี
ที่แตกตา่ งกนั ด้วย สามารถแบง่ ออกเป็น 3 ระดับไดแ้ ก่

84 หลักการควบคุมโรคพืช

Principles of Plant Disease Control

1. เชอ้ื ท่มี คี วามเสีย่ งสูงทจ่ี ะสามารถพัฒนาการต้านทานต่อสารเคมี (high risk pathogens)
2. เชือ้ ท่มี ีความเส่ียงปานกลางทจี่ ะสามารถพัฒนาการต้านทานตอ่ สารเคมี (medium risk pathogens)
3. เชอ้ื ทีม่ ีความเสี่ยงตำ่� ท่ีจะสามารถพัฒนาการตา้ นทานต่อสารเคมี (low risk pathogens)
ปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงที่เช้ือสาเหตุโรคพืชจะพัฒนาการต้านทานต่อสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืช
จะเก่ียวข้องกับความสามารถของเช้ือสาเหตุโรคพืชที่สามารถเข้าท�ำลายพืชหลายครั้งในหนึ่งฤดูปลูก ความ
สามารถในการผลิตสปอร์แพร่กระจายจ�ำนวนมาก มีการสืบพันธุ์แบบใช้เพศและมีความสามารถในการแข่งขัน
กับสายพันธุ์ด้ังเดิม (wild type) รวมท้ังระยะเวลาที่เช้ือสาเหตุโรคพืชใช้ในการพัฒนาการต้านทานจะสามารถ
บ่งบอกถึงความสามารถในการพัฒนาการต้านทานได้ เช่นเชื้อรา Blumeria graminis สาเหตุโรคราแป้งของ
ข้าวสาลีจัดเป็นเช้ือท่ีมีความเสี่ยงสูงเน่ืองจากสามารถต้านทานต่อสารเคมี 6 กลุ่มภายใน 2-5 ปี ขณะท่ีเช้ือรา
Puccinia spp. สาเหตุโรคราสนิมของธัญพืชจัดเป็นเชื้อที่มีความเสี่ยงต่�ำเพราะยังไม่พบรายงานการต้านทาน
ต่อสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชกลุ่มหลัก (DMIs, QoIs, SDHIs, amines) แม้ว่าจะมีการใช้สารเหล่านี้ในการ
ควบคุมโรคมากวา่ 25 ปี ส่วนเชอ้ื รา Mycosphaerella graminicola สาเหตุโรคใบจุดรปู ตา (eyespot) ของ
ข้าวสาลีจัดเป็นเชื้อราท่ีมีความเสี่ยงปานกลางเนื่องจากต้านทานต่อสารในกลุ่มเมทิล เบนซิมิดาโซลคาร์บาเมต
และโพรคลอราซ หลงั จากใช้ไปแลว้ 10-15 ปีและเชอ้ื รา Phytophthora infestans ที่ตา้ นทานต่อสารในกลุ่ม
ฟีนิลเอไมด์อย่างรวดเร็วแต่ไม่ต้านทานต่อสารในกลุ่ม CAA, QoI, QiI, ไซมอกซานิล (cymoxanil) คาร์บาเมต
(carbamates) และสารประกอบกลุ่มอินทรีย์ดีบุก (organotins) รา Phytophthora infestans จึงจัดเป็น
เช้ือท่ีมีความเสี่ยงปานกลาง เป็นต้น เชื้อสาเหตุโรคพืชส�ำคัญที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจะใช้เวลาในการ
พัฒนาการต้านทานในเวลาอันรวดเร็วและต้านทานต่อสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชมากกว่าหน่ึงกลุ่ม เช่น
Botrytis cinerea และ Magnaporthe oryzae เปน็ ต้น
ส่วนเชื้อสาเหตุโรคพืชที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเส่ียงต�่ำท่ีเชื้อจะพัฒนาการต้านทานต่อสารเคมีป้องกัน
ก�ำจัดโรคพืชได้เนื่องจากเชื้อสามารถเกิดการต้านทานในสารเคมีเพียงหนึ่งกลุ่มหรือไม่มีรายงานการต้านทาน
เช้ือราในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเช้ือราสาเหตุโรคพืชเฉพาะถิ่นและไม่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม
ท้ังเชื้อสาเหตุโรคพืชที่จัดอยู่ในกลุ่มท่ีมีความเสี่ยงปานกลางหรือต�่ำ อาจจะพัฒนาการต้านทานสารเคมีไห้สูงขึ้น
ไดใ้ นอนาคต
ซงึ่ เมอื่ รวมปจั จยั ความเสย่ี งระหวา่ งสารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั โรคพชื และเชอื้ สาเหตโุ รคพชื รว่ มกนั ดงั ตารางท่ี 6.6
สามารถค�ำนวณความเส่ียงท่ีจะส่งเสริมให้เชื้อสาเหตุโรคพืชเกิดการต้านทานได้ เมื่อให้สารและเช้ือท่ีมี
ความเสี่ยงสูงเป็นเลขระดับ 3 สารและเช้ือท่ีมีความเส่ียงปานกลางเป็นเลขระดับ 2 และสารและเช้ือที่มี
ความเส่ียงต่�ำเป็นเลขระดับ 1 เม่ือค�ำนวณความเสี่ยงของสารเคมีและเช้ือสาเหตุโรคพืชร่วมกัน เช่นใช้สารท่ีมี
ความเสี่ยงต�่ำมาควบคุมเชื้อท่ีมีความเส่ียงต�่ำจะมีความเสี่ยงรวมเป็น 1 x 1 = 1 เป็นความเสี่ยงที่ระดับต�่ำสุด
ที่เชื้อจะเกิดพัฒนาการต้านทาน ในขณะที่ถ้าใช้สารท่ีมีความเส่ียงสูงมาควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชในกลุ่มที่มี
ความเส่ียงสูงจะมีความเสีย่ งรวมเป็น 3 x 3 = 9 ซ่งึ เป็นความเสี่ยงทีร่ ะดบั สูงสุดท่จี ะส่งผลให้เชือ้ สาเหตโุ รคพืช
เกิดการต้านทาน ดังน้ันจึงควรหลีกเล่ียงการใช้สารดังกล่าวโดยควรเปลี่ยนไปใช้สารที่มีความเส่ียงต่�ำมาใช้
ควบคุมเชื้อที่มีความเส่ียงสูงแทนจะท�ำให้มีความเสี่ยงรวมเป็น 1 x 3 = 3 ซ่ึงจะช่วยลดพัฒนาการต้านทาน
ในเช้อื สาเหตุโรคพืชที่มีความเสยี่ งสงู ได้ เปน็ ต้น

บทที่ 5 การควบคมุ โรคพชื โดยสารเคมี 85

รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

ตารางที่ 5.6 การคำ� นวณความเสยี่ งรว่ มระหวา่ งสารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั โรคพชื และเชือ้ สาเหตโุ รคพืช ซึง่ จะส่งผล
ให้เช้ือพฒั นาความต้านทาน

ความเสยี่ งสูง 6 9
Benzimidazoles, Qols 3 3
Phenylamides, Dicarboximides
ความเสย่ี งปานกลาง
Carboxanilides, DMIs 22 6
Phenylpyrrols, 4
Phosphorothrolates
Anilinopyrimidines, MBI-Ds
ความเสยี่ งตำ�่
coppers, sulfur, chlorothalonil
Dithiocarbamates, MBI-Rs 1 1 2 3

probenazole 12 3

สารเคมปี อ้ งกันก�ำจัดโรคพืช ความเสี่ยงต่�ำ ความเสยี่ งปานกลาง ความเส่ียงสงู
เช้ือสาเหตุโรคพชื Rhizoctonia Eyespot Botrytis
Rusts Mycosphaerella Magnaporthe
Soil borne graminicola Plasmopara
pathogens Rhyrichosporium Penicillium
smuts Phytophthora
infestans
ทม่ี า: Brent and Hollomon (2007)

4. การป้องกันการด้ือยาของเชือ้ สาเหตโุ รคพืช

4.1 ห้ามใช้สารเคมชี นดิ เดียวเปน็ เวลานาน ควรใชส้ ารผสมในการควบคุมโรคพืชโดยเปน็ การผสมระหวา่ ง
สารเคมีท่ีมีประสิทธิภาพในการควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชชนิดเดียวกันแต่มีกลไกการออกฤทธิ์ต่างกัน ซึ่งจะช่วย
ชะลอหรือยับย้ังการต้านทานสารเคมีของเชื้อสาเหตุโรคพืชได้ นอกจากนี้การใช้สารในกลุ่มที่มีความเส่ียงต�่ำ
หรือสารที่มีกลไกออกฤทธิ์เข้าท�ำลายเซลล์เช้ือสาเหตุโรคพืชหลายจุดแทนการใช้สารท่ีเข้าท�ำลายเฉพาะจุดหรือ
สลับการใช้สารท่ีเข้าท�ำลายเฉพาะจุดต่างชนิดกันแต่สามารถยับยั้งการเข้าท�ำลายของเช้ือราชนิดเดียวกันซึ่งเป็น
สารกลุ่มอ่ืนที่ไม่ส่งผลให้เกิดการต้านทานข้ามกลุ่มสารจะสามารถป้องกันการต้านทานได้ดี อย่างไรก็ตามห้ามใช้
สารเคมีชนิดเดียวกันติดตอ่ กันเปน็ เวลานาน หลักการใช้สารผสมมีดังน้ี

86 หลักการควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

การใช้สารผสมระหว่างสารท่ีอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือปานกลางผสมกับสารที่มีความเส่ียงต่�ำเป็น
วิธีการที่นิยมเพื่อใช้ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชในกลุ่มท่ีมีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตามถ้าเชื้อยังไม่เกิดการต้านทาน
ต่อสารที่มีความเสี่ยงสูงหรือปานกลางก็ไม่ควรผสมสารท่ีมีความเส่ียงต�่ำลงไป เช่น สารกลุ่ม DMIs ท่ียังคงมี
ประสิทธิภาพในการควบคุมเช้ือรา Puccinia spp. สาเหตุโรคราสนิมในธัญพืชมากว่า 30 ปี แต่ยังไม่พบการ
ต้านทานของเชื้อ ดังน้ันจึงควรใช้สารกลุ่ม DMIs ในการควบคุมรา Puccinia spp. ในธัญพืชต่อไป โดยไม่ต้อง
ผสมสารอ่ืนเพอ่ื ควบคมุ เชื้อราดังกลา่ ว
4.2 ลดจำ� นวนการฉดี พน่ สารเคมีปอ้ งกนั กำ� จดั โรคพืชในแต่ละฤดูปลูกโดยใช้เฉพาะทจี่ �ำเป็น
การลดจ�ำนวนครั้งการใช้สารในแต่ละฤดูปลูกจะช่วยลดโอกาสที่เชื้อสาเหตุโรคพืชสัมผัสกับสารเคมี
ป้องกันกำ� จัดโรคพืช ซง่ึ จะส่งผลลดความเส่ียงที่เชือ้ จะเกิดการตา้ นทาน โดยทว่ั ไปควรฉีดพน่ ในชว่ งก่อนทเ่ี ชอ้ื จะ
เข้าทำ� ลายจะช่วยปอ้ งกนั การเกิดโรคได้ดที สี่ ดุ
4.3 ใชส้ ารเคมตี ามอัตราทีร่ ะบใุ นฉลาก
ในกรณีท่ีเกษตรกรใช้สารเคมีต�่ำกว่าอัตราการใช้ที่ระบุไว้ในฉลากเพ่ือลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในช่วงท่ี
เช้ือเข้าท�ำลายในระดับต�่ำจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของสารในการควบคุมโรคพืชในเวลาต่อมาและส่งผลให้เชื้อ
พัฒนาการต้านทานไดโ้ ดยทำ� ใหเ้ ชอ้ื ไม่ตายและมีชีวิตรอดจากการใชส้ ารแต่ละคร้ัง เชื้อเหล่านจ้ี ะเกดิ การคัดเลือก
ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเช้ือสาเหตุโรคพืชมีการสืบพันธุ์แบบใช้เพศท�ำให้เกิดการต้านทานทีละน้อย
(multi-step resistance) ในประชากรของเชื้อ
4.4 หลีกเลีย่ งสารชนิดดูดซึมท่มี ีฤทธิ์กำ� จดั
สารชนิดดูดซึมส่วนใหญ่เป็นสารที่มีฤทธิ์ก�ำจัดหรือฆ่าเชื้อสาเหตุโรคพืช (eradicant fungicides)
ทเ่ี ขา้ ทำ� ลายทเ่ี อนไซมเ์ ปา้ หมายเพยี งหนงึ่ ตำ� แหนง่ สง่ ผลใหเ้ ชอ้ื พฒั นาการตา้ นทานไดง้ า่ ยเชน่ สารในกลมุ่ ฟนี ลิ เอไมด์
ดังนั้นการใช้สารท่ีเข้าท�ำลายหลายจุดก่อนการเข้าท�ำลายของเชื้อหรือก่อนท่ีจะมีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม
ต่อการเกิดโรคเพื่อควบคุมโรคพืชท่ีเข้าท�ำลายพืชเป็นประจ�ำในพืชปลูกชนิดนั้น ๆ จะดีกว่าปล่อยให้เช้ือเข้า
ท�ำลายพชื ก่อนแลว้ จึงค่อยฉดี พ่น ซง่ึ การฉดี พน่ สารเคมีหลงั จากเช้อื เข้าท�ำลายแล้วจะท�ำให้เชอื้ สัมผัสกับสารเคมี
บอ่ ย ๆ ส่งผลให้เช้อื มีโอกาสพฒั นาการด้ือยาไดส้ งู โดยเฉพาะเชอื้ สาเหตโุ รคพืชในกลุม่ ความเส่ียงสงู
4.5 ใช้วิธีผสมผสาน
การควบคุมโรคพืชโดยใช้วิธีเขตกรรม เช่น การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี การปลูกพืชหมุนเวียน
การท�ำความสะอาดแปลงปลูกโดยการเก็บเศษซากพืชที่เป็นโรค ร่วมกับการฉีดพ่นสารเคมีที่ถูกต้อง ถูกวิธี
นับเป็นวิธีท่ีดีท่ีสุดในการควบคุมโรคพืช ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ้ือสารเคมีแล้วยังช่วยหลีกเล่ียง
หรอื ลดการต้านทานของเชื้อสาเหตุโรคพืชในแปลงปลกู ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ

บทที่ 5 การควบคมุ โรคพชื โดยสารเคมี 87

รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

บรรณานุกรม

ธิดา เดชฮวบ. 2559. สารเคมที ่ใี ช้ในการควบคุมโรคพืช. บริษัทดจิ ิตัล การพิมพ์ กรุงเทพฯ. 195 หน้า.
ปรีชา พุทธิปรีชาพงศ์. 2537. สารก�ำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย. ฝ่ายสารวัตรเกษตร กองควบคุมพืชและวัสดุ

การเกษตร กรมวชิ าการเกษตร. 371 หนา้ .
ศรสี ุข พนู ผลกลุ . 2554. สารปอ้ งกนั ก�ำจดั โรคพืช. โรงพมิ พช์ ุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย, นนทบรุ ี.

101 หน้า.
อรพรรณ วิเศษสังข์. 2552. คู่มือการเลือกใช้สารป้องกันก�ำจัดโรคพืช. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร

แหง่ ประเทศไทย จ�ำกัด, กรุงเทพฯ. 128 หน้า.
อำ� ไพวรรณ ภราดรน์ วุ ฒั น.์ 2557. การศกึ ษาโรคฮวงลองบงิ (Huanglongbing) หรอื โรคกรนี นงิ่ (Greening) ของ

สม้ เขียวหวานและสม้ สายนำ้� ผ้งึ . เอกสารเผยแพร่ส�ำนักงานพัฒนาและเทคโนโลยอี วกาศและภูมสิ ารสนเทศ
(องค์การมหาชน). 16 หนา้
Balba, H. 2007. Review of strobilurin fungicide chemicals. J. Environ. Sci. Heal. B 42: 441-451.
Bartlett, D.W., J.M. Clough, J.R. Godwin, A.A. Hall, M. Hamer and B. Parr-Dobrzanski. 2002.
Review: The strobilurin fungicide. Pest Manag. Sci. 58: 649-662.
Clough, J.M. and C.R.A. Godfrey. 1998. The Strobilurin Fungicides. pp. 109-148. In Fungicidal
Activity: Chemical and Biological Approaches to Plant Protection. Hutson, D. and J.
Miyamoto (eds.). John Wiley & Sons Ltd, England.
Fry, W.E. 1982. Principle of Plant Disease Management. Academic Press, New York. 367 p.
Gullino, M.L., F. Tinivella, A. Garibaldi, G.M. Kemmitt, L. Bacci and B. Sheppard. 2010. Mancozeb:
past, present and future. Plant Dis. 94(9): 1076-1087.
Hutson, D. and J. Miyamoto. 1998. Fungicidal Activity: Chemical and Biological Approaches to
Plant Protection. John Wiley & Sons, Inc. 254 p.
Krämer, W. and U. Schirmer. 2007. Modern Crop Protection Compounds V.2: Fungicides. WILEY-
VCH Verlag GmbH & Co. KGaA, Germany. pp. 411-746.
Maloy, O.C. 1993. Plant Disease Control: Principles and Practice. John Willey & Sons, Inc. New York.
346 p.
Sauter, H. 2007. Strobilurins and Other Complex III Inhibitors. pp. 457-495. In Modern Crop
Protection Compounds. Krämer, W. and U. Schirmer (eds.). WILEY-VCH Verlag GmbH & Co.
KGaA. Germany.
Thomson, W.T. 1997. Agricultural Chemicals: Fungicides. Thomson Publications Fresno,
California. 236 p.
http://www.frac.info/frac/index.htm

88 หลกั การควบคมุ โรคพืช

Principles of Plant Disease Control

ปฏบิ ตั ิการ
การควบคมุ โรคพืชโดยสารเคมี

1. ทดสอบประสทิ ธภิ าพสารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั โรคพชื 5 ชนดิ ทคี่ วามเขม้ ขน้ ตา่ ง ๆ ในการยบั ยงั้ การเจรญิ ของเชอ้ื รา
สาเหตุโรคพืช 3 ชนดิ โดยวธิ ี dilution plate
สารเคม ี 1.1 แมนโคเซบ
1.2 คารเ์ บนดาซมิ
1.3 แคปแทน
1.4 ไดฟีโนโคนาโซล
1.5 อะซอกซ่ีสโตรบนิ
เชอ้ื รา 2.1 Phytophthora palmivora สาเหตุโรครากเน่าโคนเนา่ ของทุเรียน
2.2 Pyricularia oryzae สาเหตุโรคไหมข้ องขา้ ว
2.3 Rhizoctonia solani สาเหตโุ รคกาบใบแหง้ ของข้าว
ความเขม้ ข้น 3.1 0 ppm (ชุดควบคมุ )
3.2 10 ppm
3.3 100 ppm
3.4 1,000 ppm
3.5 10,000 ppm

ผลการทดลอง
ตารางที่ 1 ประสทิ ธิภาพของสารเคมีป้องกันก�ำจดั โรคพืช 5 ชนิด ที่ความเขม้ ขน้ ตา่ ง ๆ ในการยับยงั้ การเจรญิ

ของเช้อื ราสาเหตุโรคพชื 3 ชนดิ

สารเคมีปอ้ งกัน ความเข้มขน้ % ยบั ยัง้ การเจรญิ ของเช้ือราสาเหตโุ รคพชื
กำ� จัดโรคพืช (ppm.) Phytophthora Pyricularia Rhizoctonia
palmivora oryzae solani
แมนโคเซบ 0
10
100
1,000
10,000
คาร์เบนดาซิม 0
10
100
1,000
10,000

บทที่ 5 การควบคุมโรคพชื โดยสารเคมี 89

รองศาสตราจารย์ ดร.ธดิ า เดชฮวบ

สารเคมปี อ้ งกัน ความเขม้ ข้น % ยบั ยง้ั การเจรญิ ของเชื้อราสาเหตโุ รคพชื
ก�ำจดั โรคพืช (ppm.) Phytophthora Pyricularia Rhizoctonia
แคปแทน palmivora oryzae solani
0
ไดฟโี นโคนาโซล 10
100
อะซอกซส่ี โตรบิน 1,000
10,000
0
10
100
1,000
10,000
0
10
100
1,000
10,000

อธบิ ายผลการทดลอง

สรุปผลการทดลอง

90 หลักการควบคมุ โรคพชื

Principles of Plant Disease Control

6บทที่
การควบคุมโรคพืชโดยใช้พนั ธุต์ า้ นทาน
ดร.ปั ฐวภิ า สงกุมาร

พืชมีกลไกการป้องกันตนเอง (defense mechanism) โดยพัฒนาโครงสร้างพืชเพื่อมากีดขวาง
(physical barrier) และสารเคมี (chemicals) รวมถึงสารชวี โมเลกลุ (biomolecules) เพือ่ ตา้ นทานต่อการเข้า
ท�ำลายของเชื้อก่อโรคพชื โดยการสรา้ งความต้านทานแบง่ ได้ 2 ลักษณะ คือ
1. preformed defense หรอื constitutive defense หรือ passive defense คอื ความต้านทานท่ี
สร้างข้ึนมาในรูปแบบโครงสร้างและสารเคมีซ่ึงพืชมีมาต้ังแต่ด้ังเดิมหรือกล่าวได้ว่าสร้างมาก่อนที่เช้ือก่อโรคพืช
จะเข้าท�ำลาย ตัวอย่างเช่น คิวติน (cutin) และแวกซ์ (wax) ซึ่งเป็นสารประเภทที่ไม่ชอบน้�ำ (hydrophobic)
ท่ีเคลือบปกคลุมผิวใบหรือผลพืชท�ำให้ป้องกันการเกิดฟิล์มของน้�ำบนผิวพืช ส่งผลต่อการเพ่ิมจ�ำนวนของ
แบคทเี รยี และการงอกของสปอรเ์ ชอ้ื รา หรอื ในหอมแดงจะมกี ารผลติ สารประเภทฟนี อล (phenolic compound)
ท่ีเรียกว่า protocatechuic acid และ catechol ที่สามารถยับยั้งการงอกของสปอร์และท�ำลายสปอร์ของ
เช้ือรา Colletotrichum circinans
2. induced defense คือ ความต้านทานของพืชที่ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นมาเม่ือมีเช้ือจุลินทรีย์
เขา้ จโู่ จมพชื ดงั นน้ั กลไกการปอ้ งกนั ชนดิ นจี้ ำ� เปน็ ตอ้ งมตี วั กระตนุ้ (elicitor) ทม่ี าจากเชอื้ จลุ นิ ทรยี ์ เชน่ องคป์ ระกอบ
ไคตนิ (chitin) และกลแู คน (glucan) ท่พี บไดใ้ นผนงั เซลล์ของเชื้อรา เปปไทดส์ ายส้ันทม่ี าจากสว่ นแฟลกเจลลา
ของแบคทีเรีย หรือโปรตีนท่ีหล่ังออกมาจากเช้ือก่อโรค และต้องมีตัวรับสัญญาณกระตุ้น (receptor) ในพืช
เมื่อพืชรับสัญญาณกระตุ้นจะท�ำให้มีการสร้างความต้านทานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น พัฒนาโครงสร้างเพื่อเพ่ิม
ความแข็งแกร่งของผนังเซลล์ ผลิตสารเคมีหรือชีวเคมีท่ีส่งผลให้เกิดความต้านทานต่อเชื้อก่อโรค ตัวอย่างเช่น
การสร้างโปรตีนท่ีเก่ียวข้องกับการต้านทานโรค (Pathogenesis-related (PR) protein) การหลั่งสารที่มีฤทธิ์
ยบั ยงั้ เชอื้ กอ่ โรคที่เรยี กว่า phytoalexin เป็นตน้
ดงั นน้ั กลา่ วไดว้ า่ การพฒั นาพนั ธพ์ุ ชื ใหม้ คี วามตา้ นทานตอ่ โรคพชื นนั้ คอื การเปลย่ี นแปลงองคป์ ระกอบพชื
ที่แต่เดมิ ศกั ยภาพทางพันธกุ รรมน้นั มคี วามออ่ นแอต่อโรคให้กลายเปน็ พชื ท่มี คี วามตา้ นทานโรค ทำ� ใหเ้ ชอื้ กอ่ โรค
ไมส่ ามารถเขา้ ทำ� ลายในพืชอาศยั หรอื ทำ� ลายได้นอ้ ยลง

บทที่ 6 การควบคุมโรคพชื โดยใช้พนั ธตุ์ า้ นทาน 91

ดร.ปั ฐวิภา สงกมุ าร

ขอ้ ดแี ละข้อจำ� กัดของการใช้พันธ์ุพชื ตา้ นทานโรค

การใช้พันธุ์พืชต้านทานโรคเป็นวิธีการป้องกันการเกิดโรคที่มีประสิทธิภาพสูง มีความเป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อมเน่ืองจากไม่ท�ำให้สภาพแวดล้อมเกิดการปนเปื้อนด้วยสารพิษหรือสารตกค้าง และไม่สิ้นเปลือง
เนอื่ งจากระหวา่ งฤดกู ารปลกู นน้ั เกษตรกรไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยใด ๆ เพม่ิ เตมิ ในการควบคมุ โรค อกี ทง้ั สามารถ
ใชร้ ว่ มกบั วธิ อี นื่ ๆ ในการจดั การโรค แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามการพฒั นาพนั ธพ์ุ ชื ใหม้ คี วามตา้ นทานนนั้ ตอ้ งใชร้ ะยะเวลานาน
และมคี วามเป็นไปไดท้ ี่พันธุต์ ้านทานทถี่ ูกพฒั นาขึน้ มาสามารถใช้ในพืน้ ทีเ่ พาะปลูกได้เพียงระยะสั้นเนอ่ื งจากเชื้อ
กอ่ โรคมกี ารปรบั เปลย่ี นทางพนั ธกุ รรมกลายเปน็ เชอ้ื สายพนั ธร์ุ นุ แรงทสี่ ามารถเขา้ ทำ� ลายในพชื ตา้ นทานดงั กลา่ วได้

พันธุศาสตรข์ องปฏสิ ัมพันธ์ระหว่างพืชและเช้อื กอ่ โรคพชื

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเช้ือก่อโรคบางชนิดในพืชอาศัยท่ีมีความต้านทานนั้นมีความสอดคล้องกับ gene for
gene concept ของ Harold Flor ซึง่ เสนอในปี ค.ศ. 1971 โดยความตา้ นทานในพชื น้นั จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย
ยีน 2 ชนิดร่วมกัน ได้แก่ ยีนท่ีก�ำหนดความต้านทานในพืช (Resistant gene, R gene) และยีนที่ก�ำหนด
ความไมร่ นุ แรง หรอื ยีนอะไวรเู รนซ์ (Avirulence gene, Avr gene) ในเช้อื ก่อโรคพืชซึง่ มคี วามสอดคล้องกบั
ยีนต้านทานในพืชน้ัน โดยยีนท้ังสองจะเป็นยีนเด่น (dominant gene) และผลจากการจดจ�ำระหว่างโปรตีน
ทเ่ี ปน็ ผลผลติ จากยนี ทงั้ สองจะกระตนุ้ ใหเ้ กดิ ความตา้ นทานในพชื ตอ่ การเขา้ ทำ� ลายของเชอื้ กอ่ โรคพชื (ภาพที่ 6.1)
โดยจะเห็นได้ว่าการสร้างความต้านทานในพืชจะถูกสร้างข้ึนในกรณีเดียวเท่าน้ัน คือพืชสามารถสร้างโปรตีน
ต้านทานซ่ึงเป็นผลผลิตจากยีนต้านทานซ่ึงเป็นยีนเด่นมาจดจ�ำโปรตีนท่ีเป็นผลผลิตจากยีนอะไวรูเรนซ์ซ่ึงเป็น
ยนี เด่นในเชือ้ กอ่ โรค โดยมกี ารจดจ�ำไดท้ งั้ แบบทางตรงและทางอ้อม ผลลพั ธ์จากปฏิสมั พนั ธ์ในรูปแบบอ่ืน ๆ เชน่
การขาดโปรตีนต้านทานเนื่องจากเป็นผลผลิตของยีนต้านทานท่ีเป็นยีนด้อย หรือการขาดโปรตีนอะไวรูเรนซ์
เนอื่ งจากเปน็ ผลผลติ ของยนี อะไวรเู รนซท์ เ่ี ปน็ ยนี ดอ้ ย จะใหผ้ ลลพั ธข์ องปฏสิ มั พนั ธค์ อื พชื เกดิ ความออ่ นแอตอ่ โรค

ภาพท่ี 6.1 gene for gene concept (Flor, 1971) ซ่ึงอธบิ ายการเกดิ ความตา้ นทานในพชื เมอ่ื พืชมีปฏสิ ัมพนั ธ์
กับเช้ือกอ่ โรคพืช

ทม่ี า: ดดั แปลงจาก McDonald (2004)
92 หลักการควบคุมโรคพชื

Principles of Plant Disease Control

ชนิดของความตา้ นทานโรค

1. แบง่ ตามหลกั การระบาดของโรคโดย Van der Plank
Van der Plank แบ่งความต้านทานโรคออกเป็น 2 ประเภท (ภาพที่ 6.2) คอื

- ความต้านทานแบบแนวต้ัง (vertical resistance) เป็นความต้านทานที่พืชสร้างขึ้นมาจ�ำเพาะกับ
เชื้อสายพนั ธห์ุ นง่ึ ๆ เท่าน้ัน โดยระดับความตา้ นทานท่พี ชื สร้างขนึ้ มานั้นจะอยใู่ นระดับสงู

- ความต้านทานแบบแนวนอน (horizontal resistance) เป็นความต้านทานท่ีพืชสร้างข้ึนมา
โดยไม่จ�ำเพาะกับสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรค กล่าวได้ว่าความต้านทานน้ีสามารถต้านทานต่อเชื้อก่อโรคได้หลาย
สายพันธ์ุ แต่ระดับความต้านทานทีพ่ ืชผลิตออกมานนั้ ไม่สูงมากนกั
2. แบ่งตามการถา่ ยทอดทางพนั ธกุ รรมของลักษณะต้านทานโรค
- monogenic resistance ความต้านทานท่ีถูกควบคุมด้วยยีนเพียงคู่เดียว และยีนท่ีเกี่ยวข้องกับ
ความต้านทานดงั กล่าวเรยี กวา่ ยนี หลกั (major gene)
- oligogenic resistance ความตา้ นทานทถี่ กู ควบคุมด้วยยนี เพียงไมก่ ่คี ู่ อาจมีเพยี ง 2-3 คู่

- polygenic resistance ความต้านทานท่ีถูกควบคุมด้วยยีนหลายคู่ โดยยีนที่เก่ียวข้องกับ
ความตา้ นทานเรียกวา่ ยนี รอง (minor gene)

ภาพท่ี 6.2 แผนภูมิอธิบายลักษณะความต้านทานซึ่งแบ่งตามหลักการระบาดของโรคโดย Van der Plank
ซ่ึงจะเหน็ ไดว้ า่ พนั ธพ์ุ ชื ทง้ั 2 พนั ธ์ุ (ก และ ข) มรี ะดบั ความตา้ นทานแนวนอนตอ่ เชอ้ื ทกุ สายพนั ธ์ุ (1-8)
ได้อย่างเท่าเทียมกัน แต่พืชพันธุ์ ข จะแสดงระดับความต้านทานแบบแนวนอนท่ีสูงกว่าพืชพันธุ์ ก
ส่วนระดับความต้านทานแบบแนวต้ังที่พืชท้ังสองพันธุ์สร้างขึ้นนั้นมีระดับสูงมาก และความ
ต้านทานดังกล่าวจะจ�ำเพาะเจาะจงกับเชื้อบางสายพันธุ์เท่าน้ัน เช่น พืชพันธุ์ ก จะสร้างความ
ต้านทานแบบแนวต้ังเฉพาะในกรณีท่ีเช้ือก่อโรคสายพันธุ์ 3 5 และ 8 เข้าท�ำลาย ส่วนพืชพันธุ์ ข
จะสรา้ งความตา้ นทานแบบแนวตงั้ เฉพาะในกรณที ีเ่ ชอ้ื กอ่ โรคสายพันธ์ุ 2 3 5 และ 8 เขา้ ท�ำลาย

ท่มี า: ดดั แปลงจาก Agrios (2005)

บทที่ 6 การควบคุมโรคพชื โดยใช้พันธตุ์ า้ นทาน 93

ดร.ปั ฐวิภา สงกุมาร


Click to View FlipBook Version