2. ลักษณะและคุณสมบัติของดินและวัสดุปลูก การปลูกพืชต้องมีการใช้ดินหรือวัสดุปลูกพืช ซึ่งดินจะ
เป็นแหล่งยึดเกาะของรากพืชและเป็นแหล่งธาตุอาหารพืช ดินที่มีสมบัติทางกายภาพ (Physical properties)
และคณุ สมบตั ทิ างเคมี (Chemical properties) ไมเ่ หมาะสมหรือเหมาะสมนอ้ ยส�ำหรับการเพาะปลูก จะส่งผล
ท�ำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติและให้ผลผลิตต่�ำ โดยปกติการปลูกในสภาพแปลงจะมีการจัดการ
ความอดุ มสมบูรณข์ องดินในแปลงปลกู ได้งา่ ยและดำ� เนนิ การในแปลงปลูกโดยใชเ้ ครอ่ื งมือตา่ ง ๆ ได้อยา่ งสะดวก
แต่การปลูกพืชในสภาพโรงเรือนจะต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนปลูก เช่น น�ำดินหรือวัสดุปลูกมาท�ำการ
ผสมและเตรียมก่อนน�ำไปบรรจุในกระถางหรือวัสดุรองรับส�ำหรับปลูกพืช ซึ่งหากไม่มีการจัดการหรือเตรียมดิน
ส�ำหรับปลูกพืชในโรงเรือนให้ดี จะส่งผลให้พืชปลูกไม่เจริญเติบโต หรือหากการจัดการไม่ดีดินดังกล่าวอาจจะ
เป็นแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะเชื้อสาเหตุที่สร้าง Fruiting body อาศัยข้ามฤดู เช่น
Sclerotium rolfsii สาเหตุโรคโคนต้นเน่า รวมท้ังหากมีการใช้ดินอย่างต่อเน่ืองโดยไม่มีการตรวจสอบปริมาณ
ธาตุอาหารอาจส่งผลให้เกิดการสะสมของธาตุบางชนิดในดิน เช่น การสะสมของแอมโมเนียมซัลเฟต ซึ่งมาจาก
การใส่ปุ๋ยยูเรียมากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของดิน ท�ำให้ดินแข็งจับตัวแน่นรากพืชที่ปลูกครั้งต่อไป
ไมส่ ามารถเจริญได้ นอกจากน้ีการเตรียมดนิ ปลกู ยงั ต้องพิจารณาถึงชนดิ ของและสว่ นผสมของวสั ดุปลูกที่จะต้อง
มีความเหมาะสม เม่ือผสมแล้วมีคุณสมบัติที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช ไม่อุ้มน�้ำเกินไปจนชื้นแฉะ และ
เปน็ แหล่งสะสมของเชอ้ื โรค หรือไมห่ ยาบและแห้งงา่ ยจนเกนิ ไปจนไมส่ ามารถเก็บความชนื้ ได้ซ่ึงจะทำ� ให้รากพืช
ขาดน�้ำและส่งผลต่อระบบการเจรญิ เตบิ โตได้
3. ชีววิทยาการเกิดและการระบาดของโรค โดยปกติการเกิดโรคพืชในระบบแปลงปลูกนั้นเช้ือสาเหตุ
โรคอาจมีการพักตัวในแปลงปลูก พักตัวในวัชพืชข้างแปลง หรืออาศัยในเศษซากพืช เมล็ดพันธุ์หรือท่อนพันธุ์
รวมท้ังมีปัจจัยทางสภาพอากาศเป็นตัวการในการระบาด เช่น ลม น้�ำฝน เป็นต้น ส่วนในระบบปิดส่วนใหญ่
มีผลกระทบมาจากการหลุดรอดหรือการปนเปื้อนของเชื้อโรคพืชจากภายนอกเข้าสู่ภายในโรงเรือน ผ่านทาง
เมลด็ พนั ธุ์ แมลงพาหะ ตน้ กล้า วัสดุปลกู ปุ๋ย ระบบนำ้� อุปกรณ์เครอื่ งมอื เพาะปลกู หรือติดมากบั มอื และเสื้อผ้า
ของเกษตรกรหรือผู้ปฏิบัติงาน และเมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมเชื้อโรคที่ปนเปื้อนผ่านเข้าไปจึงมีการเพ่ิม
ปริมาณและพัฒนาการในการเขา้ ทำ� ลายพชื อยา่ งรวดเร็วกวา่ ภายนอก
4. ชนิดของพืชปลูก พืชที่ปลูกในระบบปิดเป็นพืชท่ีมีมูลค่าสูง ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อ่อนแอ
(Susceptible host) ท่ีง่ายต่อการเข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุโรค และอ่อนไหวต่อสภาพอากาศที่เปล่ียนแปลง
และหรือกดดัน (Stress conditions) ซึง่ แตกต่างจากพชื ท่ีปลกู ในระบบเปิด พืชท่ีปลูกในระบบปิดน้ันเป็นพชื ที่
ผลิตข้ึนเพื่อสนองต่อความต้องการของมนุษย์ในเร่ืองรสชาติ ปริมาณของผลผลิต การเก็บเก่ียวง่ายและรวดเร็ว
เปน็ ตน้ ซ่ึงพืชสายพนั ธอ์ุ อ่ นแอเหลา่ นี้เหมาะต่อการเขา้ ท�ำลายของเช้อื สาเหตโุ รคพืช
5. ระบบปลูกและวิธีการปลูก การจัดการในระบบปิดท่ีดีและถูกต้องคือต้องมีระบบหรือกระบวนการ
ปอ้ งกันก�ำจัดศตั รูพชื ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพทง้ั โครงสรา้ งอปุ กรณ์ ระบบน�้ำ ระบบปอ้ งกัน หากไม่วางแผนตงั้ แต่เริ่มต้น
จะท�ำให้ผลผลิตเสียหายไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และเป็นปัญหาต่อเนื่องระยะยาว เช่น โรคใบด่างของมะเขือเทศ
ท่ีเกิดจาก Tobacco mosaic virus (TMV) มีเพลี้ยอ่อนเป็นแมลงพาหะ (Dreistadt, 2001) เม่ือแมลงพาหะ
มีการหลดุ รอดเขา้ ไปในโรงเรอื นสง่ ผลใหม้ กี ารแพรร่ ะบาดอยา่ งรวดเรว็ การปลกู พชื ในโรงเรอื นตอ้ งมกี ารเฝา้ ระวัง
และตดิ ตาม (Monitor) ศตั รพู ชื อยตู่ ลอดเวลา การจดั การโรคพชื ทป่ี ลกู ในโรงเรอื นสว่ นใหญเ่ นน้ การใชว้ ธิ ผี สมผสาน
การเขตกรรม และชวี วธิ ี ใชส้ ารเคมเี ทา่ ทจี่ ำ� เปน็ นอกจากนกี้ ารปลกู พชื ในระบบปดิ หรอื โรงเรอื นจะเนน้ การใช้พน้ื ที่
ให้เต็มประสิทธิภาพท�ำให้มีการปลูกและวางต้นพืชอย่างหนาแน่น เบียดเสียดและแย่งปัจจัยที่เก่ียวข้องกับการ
เจริญเตบิ โต รวมทั้งมีการสะสมของอณุ หภูมิและความชืน้ ในทรงพุ่มซง่ึ ง่ายต่อการเข้าท�ำลายของเช้ือโรค
194 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
กลยุทธแ์ ละหลกั การจัดการโรคพชื ในโรงเรือน
เนื่องจากการปลูกพืชในระบบโรงเรือนเป็นการปลูกพืชในระบบปิด จึงมีปัจจัยและวิธีการดูแลปฏิบัติที่
แตกต่างไปจากการปลูกพืชในระบบเปิดหรือระบบแปลงปลูก เชื้อสาเหตุโรคและการระบาดของโรคจึงมีความ
แตกตา่ งด้วย นอกจากนี้ชนดิ พชื ปลูกในโรงเรือนส่วนใหญ่จะเปน็ พืชทมี่ มี ูลค่าสูง และมีการลงทนุ สูง การวางแผน
การปลกู และระบบการจดั การโรคจงึ ตอ้ งพจิ ารณาถงึ ความคมุ้ คา่ ทางเศรษฐกจิ ดว้ ย การจดั การโรคพชื ในโรงเรอื น
ให้ได้ผลดีที่สุดมักจะต้องใช้วิธีการหลาย ๆ วิธีร่วมกัน (integrated control) เช่นเดียวกับการจัดการโรคพืช
ในแปลงปลกู พชื ทว่ั ๆ ไป โดยแต่ละวิธีการจะมหี ลกั การท่ีเหมอื นกันหรือแตกตา่ งกันได้ โดยเปา้ หมายสำ� คัญของ
การจัดการโรคพชื ในโรงเรือนมี 3 ประเดน็ คอื
1. ก�ำจัดหรอื ทำ� ลายส่วนของเชื้อสาเหตโุ รคดว้ ยวิธกี ารท่ีเหมาะสม
2. การปอ้ งกันการเขา้ ท�ำลายของเชอ้ื สาเหตุโรคและยบั ยั้งกระบวนการตดิ เชื้อ
3. การปอ้ งกนั การกระจายหรือเคล่อื นย้ายของเชื้อสาเหตุโรคจากนอกโรงเรอื นเข้าสโู่ รงเรอื น
ท้งั นจ้ี ากเป้าหมายท้ัง 3 ขอ้ สามารถกำ� หนดวธิ กี ารทีเ่ หมาะสมทจี่ ะน�ำวธิ กี ารตา่ ง ๆ มาปรบั ใช้ ดงั น้ี
1. การปรับ/การจดั สภาพแวดล้อม
2. กระบวนการเขตกรรมทีเ่ หมาะสม / การสขุ าภิบาล
3. การใชพ้ ันธ์ตุ า้ นทาน
4. การใชส้ ว่ นขยายพนั ธุป์ ลอดโรค
5. การควบคุมโดยชีววธิ ี
6. การใชส้ ารเคมีควบคมุ โรค
7. การใช้ธาตอุ าหารและสารควบคมุ การเจรญิ เตบิ โต
8. การจดั การโรคพืชในโรงเรอื นโดยวิธีผสมผสาน
9. ระบบการปลูกพชื ไร้ดนิ และการจดั การโรค
1. การปรบั /การจดั การสภาพแวดล้อม (Modifying / adjustment the environment)
สภาพแวดล้อมในโรงเรือนเป็นปัจจัยส�ำคัญย่ิงต่อการระบาดของโรค เนื่องจากเป็นสภาพปิด ปัจจัย
ด้านความชื้น แสง อุณหภูมิ และ ปัจจัยทางดิน (pH) เป็นตัวแปรส�ำคัญต่อความแข็งแรงของพืช การเกิดและ
การระบาดของโรค หากการจดั การสภาพแวดลอ้ มในโรงเรอื นไมเ่ หมาะสมจะทำ� ใหเ้ กดิ ปญั หาและความเสยี หายได้
แนวทางปฏิบัติการปรับสภาพแวดล้อมในโรงเรือนเพ่ือลดปัญหาโรคระบาดในระยะส้ันและระยะยาวสามารถ
ท�ำไดด้ งั น้ี
1.1 การเตรียมพื้นที่ปลูกสร้างโรงเรือน ก่อนด�ำเนินการปลูกสร้างโรงเรือนส�ำหรับปลูกพืช ต้องพิจารณา
สถานที่ในการปลูกสร้างเนื่องจากจะมีผลต่อการเข้าท�ำลายหรือแพร่ระบาดของเชื้อสาเหตุโรคพืช ดินมีการ
ระบายน้�ำท่ีดี โรงเรือนไม่อยู่ภายใต้ร่มเงา เช่น ร่มเงาของอาคารบ้านเรือนต้นไม้หรือการปลูกสร้างซ้อนทับกัน
ของโรงเรอื น และปลกู โรงเรอื นในตำ� แหนง่ ทม่ี แี สงเหมาะสม การคมนาคมสะดวก สภาพอากาศและนำ�้ มคี ณุ ภาพดี
การถ่ายเทอากาศดี ไม่มีแหล่งก�ำเนิดความร้อน หรือแหล่งปล่อยแก๊สพิษในบริเวณใกล้เคียง พ้ืนที่ปลูกสร้าง
โรงเรอื นตอ้ งไมเ่ คยมกี ารระบาดของโรค
บทที่ 13 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ในโรงเรอื น 195
ดร.สพุ จน์ กาเซ็ม
1.2 การปรับสภาพบรรยากาศในโรงเรือน กรณีท่ีเป็นโรงเรือนแบบปิดต้องมีระบบการควบคุมอุณหภูมิ
ความช้ืน ปริมาณแสงที่จะส่องเข้ามาในโรงเรือน และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สะสมในโรงเรือน ทั้งน้ีขึ้นอยู่
กับชนิดพืชปลูก และงบประมาณลงทุน การจัดการระยะปลูก และพื้นท่ีปลูกให้เหมาะสม เช่น การท�ำการวาง
พชื ปลกู บนชน้ั ปลกู ทม่ี กี ารระบายอากาศ การใช้วสั ดปุ ลูกหรอื ดนิ ทีค่ ุณภาพ substrate acidity หรือ substrate
electrical conductivity มีการตรวจสอบติดตามสภาพแวดล้อมในโรงเรือนและระบบปลูกพืชอย่างสม่�ำเสมอ
ได้แก่ อุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิและความชื้นบริเวณราก (root-zone temperature and moisture) การ
ระบายอากาศ เป็นตน้
2. กระบวนการเขตกรรมท่ีเหมาะสม (Altering cultural practices)
การเขตกรรมที่ดีและเหมาะสมเป็นปัจจัยท่ีส่งเสริมกลยุทธ์การจัดการโรคพืชท่ีมีประสิทธิภาพ เน่ืองจาก
มีผลโดยตรงต่อความแข็งแรงของพืช การจัดการหรือการลดการสะสมของเชื้อโรค และความเส่ียงต่อการเกิด
โรคพืช โดยการเขตกรรมสามารถใชว้ ธิ กี ารทีห่ ลากหลายเข้ามาปรับใช้ ท้งั วิธีทางกล วิธที างกายภาพ วธิ ีทางเคมี
และชวี ภาพ
2.1 การหลีกเล่ียงเช้ือโรคเข้าสู่โรงเรือน เป็นการกีดกันหรือป้องกันไม่ให้เชื้อโรคพืชเข้าสู่บริเวณโรงเรือน
ปลกู พืชตลอดจนหลีกเล่ยี งให้หา่ งไกลจากแหลง่ ของเชือ้ โรค ได้แก่
- การกำ� หนดเงือ่ นไขการเขา้ พ้นื ทข่ี องผู้ปฏบิ ตั งิ านหรือบคุ คลภายนอก
- การใช้เมลด็ หรอื สว่ นขยายพนั ธปุ์ ลอดโรค
- การใชว้ ัสดปุ ลูกทมี่ าจากแหลง่ น่าเชื้อถอื และไมม่ กี ารปนเปื้อน
- การปอ้ งกันและขดั ขวางการลุกลามของเชือ้ โรคจากแหล่งอนื่ เขา้ สู่พืน้ ทป่ี ลกู
โดยการตรวจสอบท่ีจุดต่าง ๆ ที่เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายได้ เช่น ระบบขนส่ง ระบบการรักษาความ
ปลอดภัยการปนเปื้อนจากผู้ปฏิบัติงานหรือผู้เยี่ยมชม โดยการแช่รองเท้าในน้�ำยาฆ่าเช้ือก่อนเข้าโรงเรือน หรือ
การใส่เสือ้ คลมุ ปลอดโรค
- การก�ำจัดแมลงพาหะของโรคเน่ืองจากโรคบางชนิดโดยเฉพาะโรคพืชท่ีเกิดจากเช้ือไวรัสมักมีแมลง
เป็นพาหะน�ำเช้อื โรค
2.2 การก�ำจัดเชื้อโรค เป็นการท�ำลายเช้ือโรคท่ีมีอยู่ในโรงเรือนหรือพื้นที่บริเวณนั้นให้หมดไป หรือให้ลด
น้อยลงที่สดุ เท่าท่ีจะท�ำได้ ซง่ึ มีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้
- การปลูกพืชหมุนเวียน (Crop rotation) เป็นการปลูกพืชหลายชนิดหมุนเวียนสลับกันไปไม่ให้ซ้�ำชนิด
กันในโรงเรอื นในแต่ละฤดปู ลกู เพ่อื ลดปรมิ าณและขดั ขวางพัฒนาการของเชือ้ โรคไมใ่ ห้ครบวงจร
- การตัดแต่งส่วนของพืชท่ีเป็นโรคหรืออ่อนแอต่อโรค (Removal and destruction of susceptible
plants or disease parts of plants) เป็นการท�ำลายและลดจำ� นวนเชอ้ื โรคลงกอ่ นทจ่ี ะระบาดไปยังพชื ต้นอ่ืน
ๆ ด้วยการตดั แตง่ หรือท�ำลายส่วนของพชื ทีเ่ ป็นโรคออกไปเผาท�ำลาย
- การฆ่าเช้ือโรคในดินด้วยไอน�้ำ (Steaming) เป็นขั้นตอนพ้ืนฐานในการท�ำความสะอาดดินปลูกพืชใน
โรงเรือนทวั่ ๆ ไป การฆ่าเชื้อดว้ ยความรอ้ นจดั เปน็ วิธีท่ชี ว่ ยรักสภาพแวดลอ้ ม แต่คา่ ใชจ้ า่ ยค่อนขา้ งสงู และต้อง
ใชเ้ วลา และแรงงานมาก มหี ลกั การท�ำงาน 3 ขัน้ ตอน คอื ฆา่ เช้อื ดว้ ยไอนำ้� เป็นเวลา 6-8 ช่ัวโมง พ่นไอน�ำ้ เข้าไป
ในดนิ ทค่ี วามลึกประมาณ 2 ฟุตจากผิวหน้าดิน และหยุดพน่ เมอ่ื ไอนำ�้ ซมึ ทว่ั ดินตง้ั แต่ 2-10 ฟตุ
196 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
- การใช้แสงอาทิตย์ฆ่าเช้ือโรคในดิน (Solarization) เป็นวิธีท่ีมีประสิทธิภาพในการป้องกันการปนเปื้อน
ของเชอ้ื โรค วัชพืช แมลง โดยทว่ั ไปแสงอาทติ ย์จะฆา่ เชอ้ื ทคี่ วามลกึ ประมาณ 4-6 นวิ้ คลุมดินดว้ ยพลาสตกิ สีด�ำ
โดยจะมอี ุณหภมู ิเพ่ิมสูงขน้ึ ถึง 70 องศาเซลเซียส
- การกำ� จัดวชั พชื บริเวณโดยรอบ (Weed control) เช้ือโรคบางชนิดสามารถอยอู่ าศยั ข้ามฤดใู นวชั พชื ได้
และบางชนดิ สามารถเจริญครบวงจรในวชั พชื น้นั การก�ำจัดวัชพชื จงึ เปน็ การตดั วงจร หรอื แหล่งสะสมเชอ้ื โรค
- การสขุ าภิบาลโรงเรือนปลกู พืช (Sanitation) การสุขาภิบาลเปน็ หลกั สำ� คญั ในการควบคมุ เช้อื โรคพืชใน
โรงเรือน จุดประสงค์หลักเพอ่ื ท�ำลายแหล่งทอี่ ย่อู าศยั ของเช้ือโรค เนื่องจากเชอ้ื สาเหตุโรคสามารถอยอู่ าศัยไดใ้ น
สว่ นต่าง ๆ ของโรงเรอื น
1. การท�ำความสะอาดโรงเรือน (Sterilize greenhouse) ควรมีการท�ำความสะอาดก่อนและหลังการ
ปลกู พชื โดยจะต้องมกี ารขนย้าย ทำ� ลายเศษซากพืช อปุ กรณก์ ารปลูกตา่ ง ๆ ทใี่ ชแ้ ลว้ ออกจากโรงเรอื น เพือ่ ลด
การสะสม และแพร่ระบาดของเช้ือโรค
2. การท�ำความสะอาดกระถางปลกู พชื (Sterilize pots) อปุ กรณ์ทจ่ี ะใชใ้ นการปลกู พืชต้องมีการฆา่ เช้ือ
กอ่ นใชค้ รง้ั ตอ่ ไป เพอ่ื ปอ้ งกนั เชอ้ื โรคทอี่ าจตดิ อยกู่ บั กระถางหรอื วสั ดทุ ต่ี ดิ อยู่ และมกี ารเกบ็ กระถางทเ่ี ลกิ ใชง้ านแลว้
3. การท�ำความสะอาดโตะ๊ หรือชั้นวางกระถางปลูกพชื (Sterilize potting benches) ควรมกี ารท�ำความ
สะอาดเปน็ ประจ�ำ เนอื่ งจากเป็นแหลง่ ทอ่ี ยู่อาศัยของเช้อื สาเหตุโรคได้ ควรมกี ารท�ำความสะอาดทุกสัปดาห์
4. การก�ำจัดเศษซากพืช เพ่ือท�ำลายหรือลดการแพร่กระจายของเช้ือโรคพืช เพราะเชื้อโรคบางชนิด
สามารถอยูข่ ้ามฤดไู ด้
5. การท�ำความสะอาดอปุ กรณ์และเคร่ืองมอื (Tool and surface clean up) ควรมกี ารทำ� ความสะอาด
อปุ กรณท์ ใี่ ชต้ ัดแตง่ พืช อปุ กรณเ์ คลือ่ นย้ายพืช อุปกรณใ์ นการผสมพนั ธ์ุ เปน็ ตน้
6. การท�ำความสะอาดวัสดุปลูก (Media sterilize) เพื่อป้องกันเช้ือโรคท่ีปนเปื้อนอยู่ในวัสดุปลูก และ
หลังจากใช้ปลูกพืชแล้วควรมีการฆา่ เช้อื และเพม่ิ ความอุดมสมบรู ณเ์ พอ่ื น�ำมาใชต้ ่อ
3. การใช้พนั ธุ์ตา้ นทาน (Resistant germplasm)
การใช้พืชพันธุ์ต้านทานจัดเป็นวิธีการท่ีดีในการควบคุมโรค แต่พันธุ์พืชท่ีมีความต้านทานอาจ
เปล่ียนแปลงไปเป็นโรคง่ายขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อ Van der Plank (1963)
แบ่งการตา้ นทานเปน็ 2 แบบ คือ
1. Vertical resistance : การต้านทานตอ่ เชอ้ื บางสายพนั ธุ์ (1-3 สายพันธุ)์
2. Horizontal resistance : การต้านทานต่อเชื้อหลายสายพันธุ์
การปรับใช้พันธุพ์ ชื ตา้ นทานในระบบการปลกู พชื ในโรงเรอื นสามารถกระท�ำไดด้ งั นี้
1. การใช้พันธุ์ต้านทานโรคทางการค้า หรือ การปรับปรุงพืชให้ต้านทานโรค (Development of the
resistant host) เป็นวิธีการทหี่ ลกี เลีย่ งจากการถูกเช้ือโรคพืชเขา้ ทำ� ลาย โดยทั่วไปพืชจะเปน็ โรคง่ายหรือยากน้ัน
ขนึ้ อย่กู ับลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของพชื เอง โดยมสี ภาพแวดลอ้ มเขา้ มาเกี่ยวขอ้ งด้วย โดยปกตกิ ารปรบั ปรุงพันธุ์
จะพัฒนาให้ต้านทานตอ่ โรคใดโรคหน่งึ โดยเฉพาะ เนอื่ งจากโรคแตล่ ะชนิดมีความแตกต่างกันไป
2. การคัดเลอื กและผสมพันธ์ุพืชใหต้ ้านทานโรค (Selection and breeding for resistance) เปน็ การ
คัดเลือกพันธุ์ท่ีต้านทานในสภาพท่ีมีการระบาด แล้วน�ำมาคัดเลือกด้วยวิธีการที่เหมาะสม ซ่ึงต้องคัดเลือก
บทที่ 13 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ในโรงเรอื น 197
ดร.สุพจน์ กาเซม็
พันธุ์ในขณะที่มีการระบาดรุนแรงจึงจะได้พันธุ์ที่ดี มีความทนทานต่อการเข้าท�ำลายของเช้ือโรคอย่างแท้จริง
เมื่อคดั เลอื กได้แล้วจงึ น�ำไปผสมพันธแุ์ ละปรับปรงุ พันธุ์
3. การใช้สารเคมีเพอ่ื สร้างความตา้ นทานใหก้ ับพืช (Resistance by chemotherapy) มรี ายงานพบวา่
สารเคมีดูดซึมบางชนิดสามารถกระตุ้นให้พืชเกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสาเหตุโรคพืชได้ เช่น สารปฏิชีวนะ
พวก actidione
4. การปรบั ปรงุ ธาตอุ าหารเพ่อื ให้พชื ต้านทาน (Resistance through nutrition) โดยปกตถิ า้ พชื มคี วาม
อุดมสมบูรณ์ได้รับธาตุอาหารเพียงพอ พืชก็จะแข็งแรงเกิดโรคได้ยาก แต่ทั้งนี้ต้องมีปริมาณที่พอดีและมีความ
สมดลุ กับธาตอุ าหารอน่ื ๆ ด้วย
4. การควบคมุ โดยชีววธิ ี (Biological control)
การควบคุมเช้ือโรคพืชโดยชีววิธี เป็นการลดปริมาณประชากรของเชื้อโรคพืชหรือลดกิจกรรมของ
เช้ือก่อโรคที่จะก่อให้เกิดโรคให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจกับพืช โดยการน�ำจุลินทรีย์
ปฏปิ ักษ์ (microbial antagonist) ชนดิ หน่งึ หรือมากกว่า ตลอดจนพนั ธกุ รรมหรือผลผลิตจากพันธกุ รรม (gene
or gene product) ท่ีมีอยู่ทั่วไปตามบริเวณผิวพืชส่วนเหนือดิน บริเวณราก และดินรอบรากที่มีความสามารถ
ในการแขง่ ขนั (competition) ด้านแหล่งแรธ่ าตอุ าหาร และแหล่งที่อย่อู าศยั การเปน็ ปรสิต (parasite) รวมถงึ
การผลิตสารปฏิชีวนะ (antibiotics) ออกมายับยั้งการเจริญของเชื้อชนิดอื่นจัดเป็นกลไกท่ีส�ำคัญของจุลินทรีย์
ปฏิปักษ์ มาใช้ในการควบคุมโรคพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การใช้เช้ือจุลินทรีย์หรือเชื้อแบคทีเรียที่
อาศัยตามบริเวณรากและดินรอบรากพืชท่ีมีความสามารถในการอยู่อาศัยร่วมกับรากพืชและไม่เป็นโทษกับพืช
(mutualism หรอื symbiosis) มาเพมิ่ ปรมิ าณและใสล่ งไปในดนิ เพาะปลกู พชื เพอื่ สง่ เสรมิ การใชธ้ าตอุ าหารของพืช
ตลอดจนสามารกระตุ้นให้พืชผลิตสารต่าง ๆ ออกมายับย้ังการเจริญของเชื้อโรค รวมท้ังการผลิตสารบางชนิด
ท่ีกระตุ้นให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรงเต็มพิกัดของพันธุกรรมจัดเป็นอีกแนวทางหน่ึงท่ีจะช่วยส่งเสริมการเจริญ
เตบิ โตของพชื และลดปญั หาในการใชส้ ารเคมี โดยสามารถนำ� มาปรบั ใชใ้ นระบบการผลติ พชื ในโรงเรอื นไดท้ งั้ ระบบ
5. การใช้สารเคมีควบคุมโรค (Chemical Method)
การปอ้ งกันกำ� จดั โรคพชื ที่เกษตรกรนยิ มมากท่ีสุด คือ การควบคุมโดยใช้สารเคมี ซง่ึ เป็นแนวทางสำ� คัญท่ี
เกษตรกรน�ำมาปฏิบัติส�ำหรับควบคุมโรคพืชในโรงเรือน การใช้สารเคมีในการควบคุมเชื้อสาเหตุโรคมีทั้งสารเคมี
ควบคมุ เชอ้ื รา (fungicides) แบคทเี รยี (bactericides) และไสเ้ ดอื นฝอย (nematicides) เนอื่ งจากสะดวก รวดเรว็
ประหยดั และให้ผลทันใจ อย่างไรก็ตามการจัดการโรคพืชในโรงเรือนให้มีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัย
ต่อผู้ใชแ้ ละผู้บริโภค และสภาพแวดลอ้ มนั้นจำ� เปน็ จะตอ้ งพจิ ารณาปจั จยั ต่าง ๆดงั นี้
- ชนิดของสารเคมที ่ใี ชใ้ นการปอ้ งกนั กำ� จดั โรคพืชในโรงเรอื น
- รูปแบบของสารเคมปี อ้ งกนั ก�ำจัดโรคพืชในโรงเรอื น
- วิธกี ารใช้สารเคมี
- ระดบั ความเปน็ พษิ ของสารเคมีปอ้ งกนั กำ� จัดศัตรพู ืช
- ความเส่ยี งต่อการใช้
- ความคมุ้ คา่ ทางเศรษฐกิจ
198 หลกั การควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
6. การให้ธาตอุ าหารและสารควบคมุ การเจรญิ เตบิ โต (Fertilizes, and growth regulators)
พืชแต่ละชนิดท่ีปลูกในระบบโรงเรือนมีความต้องการธาตุอาหารทั้งชนิดและปริมาณที่แตกต่างกันเช่น
เดยี วกบั พืชในระบบแปลงปลกู แตเ่ นือ่ งดว้ ยระบบโรงเรอื นสามารถควบคมุ ปัจจัยต่าง ๆ ท่ีเกยี่ วข้องกบั การเจริญ
เติบโตของพืช เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง ลักษณะการปลูก และระบบการให้น�้ำ ฯลฯ ซึ่งปัจจัยเหล่าน้ีส่งผล
โดยตรงตอ่ ระบบการจัดการทางดา้ นธาตอุ าหารของพชื ดว้ ย จงึ ตอ้ งพิจารณาปจั จัยเก่ยี วข้องดงั ต่อไปน้ี
- ชนิดพืชปลูกและความตอ้ งการธาตอุ าหาร
- ชนดิ ของธาตุอาหารและสารควบคุมการเจริญเติบโตของพชื ปลกู ในโรงเรือน
- รูปแบบและวิธีการให้ธาตุอาหารและสารควบคุมการเจริญเติบโต เช่น (1) การให้ร่วมกับระบบน้�ำหยด
(2) การใหร้ ่วมกบั ระบ sprinker (3) การเติมลงในวสั ดุปลกู โดยตรง (4) การใหป้ ุ๋ยชนดิ ละลายช้า (5) การใหธ้ าตุ
อาหารในสารละลาย ซ่ึงแต่ละวิธีจะมีความจ�ำเพาะแตกต่างกัน วัสดุปลูกตัวกลางหรือสารละลายที่ใช้มีสภาพ
กรด-ด่าง และคุณสมบัติที่ต่างกัน หากมีการจัดการควบคุมระบบและปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม
ก็จะส่งเสริมใหก้ ารใชธ้ าตอุ าหารของพืชมีประสทิ ธภิ าพสงู
- ปัจจยั ท่ีเกี่ยวข้องกับศกั ยภาพการใชธ้ าตุอาหารของพืชปลูกในโรงเรือน
7. การจดั การโรคพชื ในโรงเรอื นโดยวธิ ผี สมผสาน (Integrated disease management in nursery)
การจัดการโรคพืชจัดเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการฟาร์ม ซ่ึงผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ไม่คิดว่าเป็น
สงิ่ จ�ำเป็นตราบท่ียังเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ดี แต่เม่ือมีโรคระบาดเกิดข้ึนรุนแรงจึงตระหนักถึงความสูญเสียที่ได้รับ
การจัดการโรคพืชจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการโรคพืชแบบผสมผสานในระดับฟาร์มที่ค่อนข้างซับซ้อน
การจดั การโรคพืชจะตอ้ งใช้วธิ ีผสมผสานรวมกับวิธีการปฏบิ ัติอ่ืน ๆ ทีจ่ ำ� เปน็ ตอ่ การผลิตพชื ให้ได้ผลสมบรู ณแ์ ละ
มปี ระสทิ ธภิ าพ อนั สง่ ผลตอ่ ปรมิ าณและคณุ ภาพของผลผลติ ทงั้ นกี้ ารจดั การโรคโดยวธิ ผี สมผสานในระบบโรงเรอื น
จะยังคงใชห้ ลักการควบคมุ โรคพืช 6 ขอ้ ดังน้ี
1. การหลีกเลีย่ งเชอื้ โรค (Avoidance of the pathogens) หลีกเล่ยี ง เฝ้าระวังการเกดิ โรคภายนอก
โรงเรือน หรือไม่ควรปฏิบัติการปลูกในพื้นท่ีหรือสภาพแวดล้อมดังกล่าว เพ่ือลดโอกาสไม่ให้เช้ือโรคพืชเข้าสู่
บริเวณโรงเรอื นปลกู พชื ตลอดจนหลีกเลี่ยงให้หา่ งไกลจากแหล่งของเชอื้ โรค
2. การกดี กนั (Exclusion of the pathogen) กีดกนั ปัจจัยต่าง ๆ ทีเ่ สยี งตอ่ การปนเป้ือนของเชื้อโรค
ได้แก่ การไม่น�ำเมล็ดพันธุ์ท่ีไม่มีมาตรฐานการผลิตและแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือเข้ามาปลูกในโรงเรือน การป้องกัน
และขดั ขวางการลกุ ลามของเชอื้ โรคจากแหลง่ อนื่ เขา้ สพู่ น้ื ทป่ี ลกู รกั ษาความปลอดภยั การปนเปอ้ื นจากผปู้ ฏบิ ตั งิ าน
หรอื ผู้เยีย่ มชมโดยการควบคุมความสะอาดการเข้า-ออกโรงเรอื น
3. การก�ำจัดเช้ือโรค (Eradication of the pathogen) เป็นการท�ำลายเชื้อโรคที่มีอยู่ในโรงเรือน
หรือวัสดุที่ใช้ในการเพาะปลูกน้ันให้หมดไป หรือให้ลดน้อยลงที่สุดเท่าท่ีจะท�ำได้ด้วยการใช้สารเคมี หรือการ
ใช้วิธีทางฟิสิกส์ เช่น การใช้ความร้อน หรือไอน�้ำร้อนท�ำลายเชื้อโรคที่ติดมา การตัดแต่งส่วนของพืชที่เป็นโรค
หรืออ่อนแอต่อโรค (Removal and destruction of susceptible plants or disease parts of plants)
การก�ำจดั แมลงพาหะของโรค(Eliminationofinsectvectors)การฆ่าเชือ้ โรคในดินหรือวัสดกุ อ่ นปลูกดว้ ยไอน�้ำ
(Steaming) การใช้แสงอาทิตย์ฆ่าเชื้อโรคในดิน (Solarization) การก�ำจัดวัชพืชบริเวณโดยรอบ (Weed
control) ทงั้ ภายในและรอบโรงเรอื น เป็นการตัดวงจร หรือแหลง่ สะสมเชื้อโรคไมใ่ ห้อยขู่ ้ามฤดู
บทที่ 13 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ในโรงเรอื น 199
ดร.สพุ จน์ กาเซม็
4. การสุขาภิบาลโรงเรือนปลูกพืช (Sanitation) เป็นหลักส�ำคัญในการควบคุมเช้ือโรคพืชในโรงเรือน
จุดประสงค์หลักเพ่ือท�ำลายแหล่งท่ีอยู่อาศัยของเชื้อโรคในพื้นท่ีหรือระบบปลูกพืช เนื่องจากเชื้อสาเหตุโรค
สามารถอยู่อาศัยได้ในสว่ นต่าง ๆ ของโรงเรือน
5. การป้องกันพืชเป็นโรค (Protection of the plant) หมายถึง การที่พืชน้ันยังอยู่ในสภาวะปกติ
และยังไม่พบการระบาดของโรค แต่มีแนวโน้มและความเส่ียงต่อการเกิดโรค ซ่ึงการป้องกันการเกิดโรคพืชน้ัน
สามารถใช้หลายวิธีการประกอบกัน เช่นวิธีเขตกรรม การจัดระบบปลูกไม่ให้แออัด มีช่องว่างในการระบาย
อากาศ การใชส้ ารเคมหี รือชวี ภัณฑ์พน่ ในกรณีทพี่ บว่าเส่ียงต่อการเกิดโรค
6. การใชพ้ ันธ์พุ ืชตา้ นทานโรค (Use resistant varieties) การปลูกพชื ดว้ ยพนั ธตุ์ า้ นทานโรคถอื เปน็
วิธีการควบคุมโรคท่มี ปี ระสิทธิภาพมากทส่ี ดุ และไมต่ อ้ งลงทนุ สูงในเร่อื งการใชเ้ คมี
8. การใชส้ ว่ นขยายพันธ์ุปลอดโรค (Pathogen free-seed production)
การใช้เมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ปลอดโรคเป็นหลักการพ้ืนฐานของการจัดการโรคพืช ซ่ึงสามารถ
ลดขน้ั ตอนการจดั การโรคพืชในโรงเรือนได้ โดยวิธีท่สี ามารถน�ำมาปรบั ใชไ้ ดแ้ ก่
- กำ� จดั โรคทต่ี ิดมากบั สว่ นขยายพนั ธุ์ (treatment of plant) ก่อนการสง่ ออก โดยท่ัวไปจะใช้วธิ กี ารทาง
เคมี หรือฟิสิกส์ เช่น การอบด้วยกา๊ ซ การใชค้ วามร้อนการแช่น้ำ� รอ้ น การจ่มุ ด้วยสารเคมี
- การใช้สว่ นขยายพันธ์ุจากการเพาะเล้ียงเน้อื เยื่อ (Tissue culture)
โรคที่สำ� คัญของพชื ทป่ี ลกู ในสภาพโรงเรอื น
1. โรคพชื ทเี่ กดิ จากรา (Fungal diseases) โรคพชื ทเ่ี กดิ จากราเปน็ สาเหตหุ ลกั ในการเกดิ ความเสยี หาย
กับพชื ที่ปลกู ในระบบโรงเรือนมากท่ีสุด ราสว่ นใหญส่ ามารถสรา้ งสปอรไ์ ด้ และจะแพรก่ ระจายโดยลม น�ำ้ หรอื
มนุษย์ และเมื่อสปอร์ตกลงบนพืชอาศัย สปอร์จะงอกและแทงผ่านเข้าสู่เซลล์พืช มีรายงานโรคส�ำคัญของพืชที่
ปลกู ในระบบโรงเรอื นท่ีเกิดจากราหลายชนดิ ดังรายละเอยี ด ตารางที่ 13.1
2. โรคพืชท่ีเกิดจากแบคทีเรีย (Bacterial diseases) แบคทีเรียเป็นส่ิงมีชีวิตขนาดเล็กไม่สามารถ
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมเชื้อแบคทีเรียสามารถเพ่ิมจ�ำนวนได้รวดเร็วมาก และ
ยากท่ีจะควบคุม ซึ่งโรคท่ีเกิดจากเชื้อแบคทีเรียของพืชในระบบโรงเรือนจะพบน้อยกว่าโรคพืชที่เกิดจากเช้ือรา
สามารถติดไปกับวัสดุปลูก ระบบน�้ำ เมล็ดพันธุ์ และอาจมีแมลงพาหะน�ำโรคจากภายนอกเข้าสู่พื้นท่ีปลูกพืช
(ตารางท่ี 13.2)
3. โรคท่ีเกิดจากไวรัส (Viral diseases) หากเกิดกับพืชในระยะต้นอ่อนจะมีอาการแคระแกร็น ใบมี
ขนาดเล็กลง นูนหนาเด่นชัดเจน ก้านใบหดสั้น เนื้อใบหงิกย่นสีเขียวเข้มกว่าปกติ ถ้าพืชต้นโตจะแสดงอาการ
ชัดเจนที่ใบยอด ปลายก่ิง ตา หรือแขนงท่ีแตกแกโดยใบจะย่นและสีเขียวเข้มขึ้นในระยะแรกและเหลืองซีด
ในเวลาต่อมา พืชจะชะงักการเจริญเติบโต ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เช้ือไวรัสจัดเป็น obligate parasite
ท่ีตอ้ งอาศัยเจ้าบ้านทม่ี ชี ีวติ การระบาดของโรคไวรสั ในโรงเรือนปลกู พืชมีปัจจัยหลายสาเหตุ ได้แก่ การถ่ายทอด
ทางแมลงพาหะ และการสัมผัสโดยตรงจากต้นที่เป็นโรคสู่ต้นปกติ โรคที่เกิดจากไวรัสที่ส�ำคัญในโรงเรือน ได้แก่
(ตารางที่ 13.3)
200 หลกั การควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
4. โรคท่ีเกิดจากไส้เดือนฝอย (Nematode diseases) การท�ำลายของไส้เดือนฝอยศัตรูพืชส่วนใหญ่
เกิดท่ีระบบรากท�ำให้เกิดรากปม รากแผล รากขาด กุด ฯลฯ พืชไม่สามารถใช้รากได้เต็มท่ีอาการท่ีเกิดตามมา
คอื พชื แสดงอาการเหลอื งในสว่ นเหนอื ดิน แคระแกรน็ ผลผลติ ต�ำ่ เหย่ี วและตายในท่ีสุด ในการปลกู พชื ในสภาพ
โรงเรือนการระบาดของไส้เดือนฝอยท่ีส�ำคัญจะมากับวัสดุปลูก ดิน หรือภาชนะปลูกที่ไม่มีการท�ำความสะอาด
ก่อนน�ำมาใช้ รวมทงั้ การใชท้ อ่ นพันธ์ทุ ม่ี กี ารตดิ อย่ขู องตัวอ่อน หรอื ไข่ของไสเ้ ดือนฝอย ไสเ้ ดือนฝอยท่พี บทำ� ลาย
พชื ในโรงเรือนมากทส่ี ดุ ไดแ้ ก่ ไสเ้ ดอื นฝอยรากปม (Meloidogyne spp.) มพี ชื อาศัยกวา้ งเขา้ ท�ำลายทงั้ ไมด้ อก
และไม้ประดบั รวมทง้ั พืชผักบางชนดิ ทปี่ ลกู ในโรงเรอื น เช่น พริก มะเขอื เทศ มะเขอื และโรคทางใบ (โรคใบไหม)้
ของเบญจมาศ ทเี่ กดิ จาก ไส้เดือนฝอย Aphelenchoides ritzemabosi เป็นต้น (ตารางที่ 13.3)
ตารางที่ 13.1 โรคสำ� คัญของพชื ปลูกในโรงเรือนทเี่ กิดจากรา
Pathogen Disease Host plant
CVeugceutmabbleerand ornamental crops/
Pythium aphanidermatum rDoaomt prointg, -corfofw, n rot Vegetable and ornamental crops
Tomato/ potted plants
Rhizoctonia solani Damping-off, root rot Cucumber/ potted plants
Pepper
Fusarium oxysporum Fusarium wilt Crucifer, Potato, Tomato
Cucumber
Penicillium oxalicum New disease Tomato/ potted plants
Geranium/ potted plants
Necrotia haematocca New disease Gerbera daisy, Gloxinia, Pansy/
potted plants
Sclerotinia sclerotiorum Sclerotium stem rot Begonia, Chrysanthemum,
Gerbera daisy, Kalanchoe, Zinnia
Pseudoperonospora cubensis Downy mildew Cineraria/Potted plant
Potted plant
Alternaria solani Early blight Potted plant
Botrytis cinerea Botrytis blight
Phytophthora spp. Crown and root rot
Erysiphe cichoracearum Powdery mildew
Puccinia lagenophorae Rust
Glomerella cingulata Anthracnose
Penicilium spp. Blue mole
บทที่ 13 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ในโรงเรอื น 201
ดร.สพุ จน์ กาเซม็
ตารางที่ 13.2 โรคส�ำคัญทเ่ี กดิ จากแบคทเี รยี ของพชื ปลกู ในโรงเรือน
Pathogen Disease Host plant
Xanthomonas sp. Bacterial leaf spot Begonia, Geranium, Gladiolus, Anthurium,
Geranium
Bacterial stem rot Canna
Bud rot Hyacinth
Yellow rot Syngonium
Leaf blight, Black rot Cabbage
X. pelargonii Bacterial blight Stephanotis, Chrysanthemum, Geranium
Erwinia sp. Bacterial soft rot Lily, Iris, Hyacinth
Slow wilt or stunt Carnation
Leaf rot Philodendron
Erwinia blight Aglaonema, Syngonium
Soft rot Bassica
Wilt Cucumber
Pseudomonas sp. Bacterial leaf spot Chrysanthemum, Carnation, Aglaonema
Seedling blight wilt Cosmos, Dahlia
Bacterial fasciation Geranium, Petunia
Crown gall Poinsettia
ตารางที่ 13.3 โรคสำ� คัญของพืชในโรงเรอื นทเ่ี กิดจากเช้อื ไวรสั และไสเ้ ดือนฝอย
Pathogen Disease Host plant
Disease caused by virus
Impatiens Necrotic Spot Virus (INSV) Necrotic Spot Begonia, chrysanthemum,
excum, gloxinia, impatiens
Tomato Mosaic Virus (TMV) Mosaic Tomato, Chili
Tomato Yellow Leaf Curl Virus (TYLCV) Yellow Leaf Curl Tomato, Chili
Cucumber Mosaic Virus (CMV) Mosaic Cucumber, pumpkin
Disease caused by nematode
Meloidogyne spp. Root knot Tomato, Chili
Aphelenchoides ritzemabosi Leaf blight Chrysanthemum and other
ornamental plants
202 หลกั การควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
5. โรคท่ีเกิดจากสภาพแวดล้อม (Environment factors that cause plant diseases) เป็นลักษณะ
ความผิดปกติของพืชที่ปลูกในสภาพโรงเรือนที่มีผลมาจากปัจจัยต่าง ๆ ท่ีไม่ใช้เช้ือสาเหตุโรค ได้แก่ อาการ
ผิดปกติจากการขาดธาตุอาหาร หรือ ธาตุอาหารเป็นพิษ อากาศเป็นพิษเช่นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง
ความร้อนสูง ดนิ เปน็ กรด-ดา่ ง การปนเปอื้ นจากสารเคมใี นระบบน้ำ� หรอื ดนิ เปน็ ต้น
9. ระบบการปลูกพชื ไร้ดินและการจดั การโรค (Soilless system and disease management)
การปลูกพืชในโรงเรือนโดยทั่วไปมีทั้งระบบการปลูกพืชโดยใช้ดินและระบบไร้ดิน (Soilless culture)
ซ่ึงจะมีวิธีการปลูก และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในระบบการจัดการโรคในระบบการปลูกที่แตกต่างกันระบบการปลูก
พืชแบบไร้ดินจะมีวิธีการปลูกที่เฉพาะเจาะจง เช่น ระบบการเตรียมสารละลาย และวัสดุปลูก (preparing of
solution, tissue, and media) ส่งผลให้ชนิดของโรคในระบบการปลูกพืชแบบไร้ดิน (diseases of soilless
culture) แตกต่างไปจากการปลูกพืชแบบใช้ดิน และแนวทางการจัดการการจัดการโรคในระบบการปลูกพืช
แบบไรด้ ินแบบผสมผสาน (IDM of soilless culture)
การปลูกพชื แบบไรด้ ินประกอบด้วย
1. การปลูกพืชในสารละลาย (Solution culture or water culture) คือ การปลูกพืชโดยให้ราก
พชื เจริญเติบโตแช่ในสารละลายธาตอุ าหารพชื การปลูกพืชในสารละลายยงั สามารถแบง่ ออกเปน็ 3 วธิ ีการย่อย
ตามลกั ษณะการใหธ้ าตอุ าหารผ่านสารละลายของเหลวดังน้ี
1.1 การปลูกพืชในสารละลายด้วยเทคนิค Liquid culture hydroponics โดยมีหลักการคือ
ส่วนของรากพืช (ไม่รวมส่วนโคนและล�ำต้น) จะแช่อยู่กับสารละลายธาตุอาหารพืช โดยต้นพืชจะถูกยึดด้วย
วัสดุปลอดภัยเช่น โฟม หรือ ฟองน�้ำ ระดับการแช่น้�ำของรากพืชมีท้ังแบบใช้น�้ำลึก (Deep water culture)
(ความลกึ 8-20 เซนติเมตร) และแบบน้�ำต้นื (Semi Deep water culture) (ความลึก 5-10 เซนติเมตร) ซึง่ อาจ
มีการเติมก๊าซออกซิเจนในน�้ำและการสร้างฟองเพ่ือให้ธาตุอาหารหมุนเวียนเฉพาะภายในภาชนะและสูบกลับ
เข้ามาใหม่ (Non-circulating system) หรือ การไหลเวียนของธาตุอาหารออกนอกภาชนะและสูบกลับเข้ามา
ใหม่ (circulating system)
1.2 การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหาร (Nutrient Film Technique, NFT) เป็นวิธีปลูกพืช
ในสารละลายแบบแผ่นบาง (Film) ท่ีบรรจุในรางโลหะโดยมีวัสดุยึดล�ำต้น ให้ส่วนปลายรากสัมผัสแผ่นฟิล์ม
ของสารละลายธาตุอาหาร โดยสารละลายจะเคลื่อนท่ีหมุนเวียนตามความลาดเอียงของราง ลงสู่ถังเติมสาร
ซง่ึ มรี ะบบการปรบั คา่ pH และเตมิ อากาศและถกู ดดู กลบั ขนึ้ มาดว้ ยเครอื่ งสบู นำ้� เปน็ วธิ ที เ่ี หน็ กนั อยอู่ ยา่ งแพรห่ ลาย
ในปัจจบุ ัน
1.3 การปลกู พชื โดยใหส้ ารละลายธาตอุ าหารทางรากแบบพน่ หมอก (Aeroponics) เปน็ การปลกู พชื
โดยมีการให้สารละลายธาตุอาหารแบบพ่นหมอกจากหัวพ่นไปยังรากพืชท่ีแขวนอยู่ในอากาศภายใต้วัสดุ
ยึดลำ� ต้น และป้องกนั การผา่ นของแสงอัตราการใหส้ ารละลายขนึ้ อยกู่ ับชนิดพืชและอายพุ ชื
2. การปลูกพืชในวัสดุปลูก (Substrate culture or aggregate culture) เป็นการปลูกพืช
ในวสั ดุปลกู ท่ีไม่ใชด่ ิน เชน่ กรวด ทราย ขเ้ี ลื่อย แกลบ ขุยมะพรา้ ว โดยมีเปา้ หมายเพื่อให้รากพชื ล�ำตน้ ยดึ เหนย่ี วได้
และเกบ็ ความช้ืน สว่ นธาตุอาหารนนั้ พชื จะไดร้ บั จากการใหส้ ารละลายธาตุอาหาร ซ่ึงมวี ิธกี ารให้หลายแบบ เชน่
การให้แบบระบบน้�ำหยด (Drip irrigation) หรอื การให้แบบดดู ซมึ หรือแชแ่ ละระบายออก (Soak and drain)
บทที่ 13 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ในโรงเรอื น 203
ดร.สพุ จน์ กาเซม็
โรคสำ� คญั ทพ่ี บในระบบการปลกู พืชแบบไรด้ นิ
เน่ืองจากระบบการปลูกพืชแบบไร้ดิน เป็นระบบท่ีรากพืชจะสัมผัสกับวัสดุปลูกหรือการละลายธาตุ
อาหารพืชโดยตรง ดังน้ันโอกาสเส่ียงจากการปนเปื้อนหรือเกิดโรคท่ีระบบรากของพืชจึงมีน้อย หากมีข้ันตอน
หรอื กระบวนการในการฆา่ เชื้อที่วัสดุปลูกและระบบนำ้� อย่างถกู ตอ้ ง แตใ่ นทางกลับกนั หากกระบวนการดังกล่าว
ผิดพลาดหรือเกิดปนเปื้อนของเช้ือโรคในวัสดุปลูกหรือระบบน้�ำในระหว่างการปลูกและระหว่างการเจริญเติบโต
ของกล้าพืช หรืออาจรวมถึงการใช้เมล็ดพันธุ์ติดเช้ือ และต้นกล้าท่ีมีโรคพืชติดมาย้ายลงปลูก จะท�ำให้เกิดความ
เสยี หายอย่างรุนแรง เนื่องจากเช้ือโรคจะแพร่กระจายไปท่ีตน้ พชื ทกุ ตน้ ทผ่ี า่ นระบบการใหน้ ำ้� ดังกล่าว โรคสำ� คญั
ทพ่ี บในระบบการปลูกพชื แบบไรด้ ินและเป็นปญั หาในการปลกู ทั้งพชื ผกั พืชผลอื่น ๆ ไดแ้ ก่
1. โรคที่พบทางใบ (Foliar disease) รวมถึงส่วนอ่ืน ๆเหนือวัสดุปลูก หรือสารละลายธาตุอาหาร
ประกอบด้วยโรคราแป้ง (Powdery mildew) โรคราน�้ำค้าง (Downy mildew) โรคใบจุด (Leaf spot)
และใบดา่ งไวรัส (พรหมมาศ, 2548) (ตารางที่ 14.7)
2. โรคทพ่ี บกบั ระบบราก (Root disease) รวมถงึ ส่วนอืน่ ๆของพชื ที่อยใู่ นวสั ดุปลูก หรอื สารละลายธาตุ
อาหาร ประกอบด้วย โรคที่เกดิ จากเชื้อรา ได้แก่ โรครากเนา่ โคนเน่า (Root and collar root) โรคเหี่ยวที่เกดิ
จากเชื้อรา โรคท่ีเกิดจากแบคทีเรีย ได้แก่ โรคใบจดุ (Leaf spot) โรคเน่าเละ (Soft rot) โรคเหีย่ ว (bacterial
wilt) เป็นตน้
การจัดการโรคทางใบของพชื ท่ปี ลูกในระบบไร้ดิน
แนวทางการจัดการโรคของพืชท่ีปลูกด้วยระบบไร้ดินน้ัน ปัจจัยท่ีส�ำคัญคือการป้องกันการปนเปื้อน
หรือการระบาดของโรคจากพ้ืนท่ีภายนอกโรงเรือน การจัดการโรคทางใบ จึงใช้วิธีการปรับสภาพแวดล้อมไม่
ให้เหมาะสมต่อการเกิดโรค เช่น ความช้ืน และ อุณหภูมิภายในโรงเรือนหากพบต้นพืชเป็นโรคให้รีบก�ำจัดและ
นำ� ออกจากโรงเรือนไปเผาลาย และควรมีการใช้ชีวภัณฑ์พ่นควบคมุ สม�่ำเสมอ
การจัดการโรคทางรากของพืชท่ีปลกู ด้วยระบบไร้ดนิ
แนวทางในการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ระบบแปลงหรือรางปลูกพืช คือ การฆ่าเชื้อที่วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ
ทง้ั รางปลกู กระถางปลกู กระบะปลกู สายยาง หรอื ทอ่ สง่ นำ้� รวมถงึ ถงั บรรจสุ ารละลายธาตอุ าหารโดยการฆา่ เชอื้
(Sterilization) สามารถปฏิบัติได้หลายวิธี คือ การใช้ความร้อน การใช้แสงอุลตราไวโอเลต (UV) การใช้โอโซน
(O3) การใช้ทรายกรอง (Slow sand filtration) และการฆา่ เชือ้ ดว้ ยสารเคมบี ำ� บดั (Chemical dosing)
204 หลักการควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
บรรณานกุ รม
Fry, W.E. 1982. Principle of Plant Disease Management. Academic Press.New York. 378 p.
Lucas, J.A. 1998. Plant Pathology and Plant Pathogens, (3rded). Blackwell. Science. Ltd,
The University Press, Cambridge. 274 p.
Paul V. Nelson. 2003. Greenhouse Operation and Management (6thedition). Upper Saddle River,
New Jersey. 692 p.
Runia. W.Th. 1994., Elimination of root infecting pathogens in recirculation water from closed
cultivation systems by ultra vilolet radiation. Acta Horticulturae 361: 361-371.
Van Os. E.A., 2010. Disease Management in Soilless Culture System. Proc. VIIth IS on Chem. and
Non-chem. Soil and Substrate Disinfestation(eds.) Gamliel et al., Acta Hort. 883, ISHS 2010.
Willium R.J. 1992. Managing Disease in Greenhouse Crops. APS Press. 288 p.
บทที่ 13 กรณศี กึ ษาการควบคมุ โรคพชื ในโรงเรอื น 205
ดร.สุพจน์ กาเซ็ม
ปฏิบตั กิ าร
การควบคุมโรคพืชในโรงเรือน
1. ศึกษาดูงานระบบการผลิตพชื ในโรงเรือน และการจัดการศัตรูพชื
2. ในนิสิตวางแผนหรือก�ำหนดแนวทางการจัดการโรคพืชในโรงเรือนตามความเหมาะสม โดยใช้ข้อมูล
ชนดิ พชื ปลกู และโรคพชื ทีแ่ ตล่ ะคนรบั ผดิ ชอบเป็นตน้ แบบในการวางแผน
1.1 ชนดิ พืช
1.2 ชื่อโรค และเชือ้ สาเหตุ
1.3 ระบบโรงเรือนทจี่ ะใชป้ ลูกพืช
1.4 ปัจจัยเส่ียงต่อการเกิดโรค
1.5 แนวทาง/วธิ ีการทางเขตกรรมทเี่ กยี่ วข้องในการจดั การโรคดังกล่าว พร้อมเหตผุ ล
3. การเปรียบเทียบปัจจัยของวัสดุปลูกท่ีมีผลต่อการมีชีวิตรอดของเช้ือแบคทีเรีย Xanthomonas
campestris pv. campestris สาเหตุโรคขอบใบทองของกะหล�่ำ โดยจ�ำลองสภาพวัสดุปลูกพืชที่แตกต่างกัน
ดงั น้ี
การเตรียมวสั ดุปลูก
1. ดนิ ปลูกปกติอบฆ่าเช้อื 100 g/ถุง
2. ดินปลูกผสมขุยมะพร้าว 2:1 สว่ น อบฆา่ เช้ือ 100 g/ถงุ
3. ดินปลกู ผสมขุยมะพรา้ ว 1: 1 ส่วน อบฆา่ เช้อื 100 g/ถุง
4 ดนิ ปลกู ผสมขุยมะพรา้ ว อตั รา 1: 2 อบฆ่าเช้ือ 100 g/ถุง
หมายเหตุ : ทุกถุงเติมน้�ำกล่ันให้ความชื้น 1 มิลลิลิตร โดยเตรียมวัสดุปลูกแต่ละชนิดจ�ำนวน 4 ซ�้ำ (4 ถุง)
แบ่งออกเป็น 2 ชดุ การทดลอง
ชุดการทดลองท่ี 1 เม่ือผสมเชื้อเสร็จแลว้ เก็บใส่ภาชนะในสภาพอุณหภมู ิห้อง 5 วัน
ชุดการทดลองท่ี 2 เมอ่ื ผสมเชอ้ื เสรจ็ แลว้ เกบ็ ใสภ่ าชนะในสภาพอุณหภูมิหอ้ ง ทิง้ ไว้ 5 วนั
น�ำออกผ่งึ แดด 1 วัน
การเตรยี มเช้อื เล้ยี งเชอื้ Xanthomonas campestris pv. campestris โดยการเลีย้ งดว้ ยอาหาร NA 1 วนั
จากนั้นย้ายโคโลนีเด่ียวเชื้อไปเล้ียงต่อในอาหาร NB 5 ml นาน 18-20 ชั่วโมง น�ำมาเตรียมเป็น cell
suspension ทีค่ วามเข้มข้น 108 cfu/ml ดว้ ยเครอ่ื ง spectrophotometer ความยาวคลื่น 600 นาโนเมตร
การประเมินผล สุ่มตัวอย่างวัสดุปลูกจากแต่ละถุงในแต่ละกรรมวิธีหลังบ่มเช้ือ 1 สัปดาห์มาท�ำการเจือจาง
ด้วยวธิ ี 10-fold dilution และ ใชส้ ารละลายทรี่ ะดับ 105 และ10 7 ปริมาตร 100 ไมโครลิตร กระจายบนอาหาร
NA นบั จ�ำนวนโคโลนีเชอ้ื ที่เจริญ
206 หลักการควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
14บทที่ การจดั การโรคพชื โดยวิธีผสมผสาน
ดร.ตยิ ากร ฉตั รนภารตั น์
โรคพืชจัดว่าเป็นปัญหาส�ำคัญต่อระบบการผลิตพืช เพราะไม่ใช่เร่ืองง่ายที่จะใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งมา
ใช้ในการจัดการเพ่ือให้ได้ผลการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมบูรณ์ โดยไม่เกิดผลกระทบใด ๆ
ต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อม นอกจากนี้เช้ือสาเหตุโรคพืชยังมีการปรับตัว วิวัฒนาการและผ่าเหล่า
เปน็ เชือ้ โรคสายพันธใุ์ หม่ ๆ ทสี่ ามารถต้านทานต่อสารเคมหี รือสามารถเขา้ ทำ� ลายพืชพนั ธุต์ า้ นทานอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
รวมทั้งการน�ำเช้ือโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์และผลิตภัณฑ์การเกษตรต่าง ๆ มาปลูก เป็นเหตุให้มีเชื้อ
โรคมากมายหลายชนิดที่พร้อมจะเข้าท�ำลายพืชให้เกิดความเสียหายเม่ือสภาพแวดล้อมเหมาะสม นอกจากนั้น
พืชแต่ละชนิดจะมีเช้ือโรคหลายชนิดและหลายสายพันธุ์ทั้งรา แบคทีเรีย ไวรัส ไวรอยด์ ไฟโตพลาสมา และ
ไส้เดือนฝอย ซ่ึงเข้าท�ำลายพืชได้ ดังน้ันการควบคุมโรคหรือการจัดการกับโรคพืช จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับการจัดการโรคพืชอย่างดี ซึ่งส่วนใหญ่อาจคุ้นเคยกับการควบคุมโรคพืชโดยการใช้เฉพาะวิธีการใดหรือ
วิธีการหน่ึง เช่น การใช้สารเคมีสังเคราะห์เพียงอย่างเดียว ในปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกต่างมีความตระหนักถึง
ความปลอดภัยของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งมีความต้องการผลผลิตที่ปราศจากสารพิษตกค้างท่ีจะก่อให้เกิด
ผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค ผู้ผลิต และสภาพแวดล้อม จึงเป็นที่มาของการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสม
ผสาน ซึ่งจัดว่าเป็นหลักการอารักขาพืชท่ีท่ัวโลกให้การยอมรับว่าเป็นวิธีท่ีถูกต้องเหมาะสมที่สุดอีกวิธีหนึ่ง
เพราะเม่ือน�ำไปปรับใช้แล้วไม่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสภาพแวดล้อม ให้ผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นท่ี
ยอมรับทางสังคม นอกจากน้ีการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสานยังเป็นปัจจัยที่ส�ำคัญที่น�ำไปสู่การพัฒนาระบบ
การเกษตรแบบยงั่ ยนื อกี ทางหนงึ่
ค�ำจำ� กัดความ (Definition)
การควบคุมโรคพืชโดยวิธีผสมผสาน (Integrated disease management: IDM) เป็นการ
ประยุกต์จากวิธีการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (Integrated pest management: IPM) ซึ่งระบบ
IPM นี้มีจุดเร่ิมต้นมาจากนักกีฏวิทยาจาก University of California ประเทศสหรัฐอเมริกาท่ีพยายามควบคุม
แมลงศัตรูพืชท่ีเกิดการระบาดในขณะนั้น โดยค�ำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีมากเกินความจ�ำเป็น
จึงเสนอวิธกี ารควบคมุ แมลงศัตรูพืชโดยการใชช้ วี วธิ ี (Biological control) มาร่วมกับการใช้สารเคมี (Chemical
control) และเสนอวธิ ีการควบคมุ ให้การระบาดของแมลงศัตรูพชื ใหเ้ กดิ การระบาดต�่ำท่ีสุด โดยไมจ่ ำ� เปน็ ต้องให้
แมลงหมดไปเน่ืองจากค�ำนึงถึงความสมดุลของแมลงท่ีมีอยู่ในธรรมชาติ จึงเรียกวิธีการควบคุมแมลงท่ีมีการรวม
บทที่ 14 การจัดการโรคพชื โดยวิธผี สมผสาน 207
ดร.ติยากร ฉตั รนภารตั น์
วิธีต่าง ๆ เข้าด้วยกันว่าเป็น การควบคุมโดยผสมผสาน (Integrated control) ซึ่งภายหลังก็ได้มีการเปล่ียน
เป็นการควบคุมศัตรพู ชื โดยวธิ ผี สมผสาน (Integrated pest control) และการจดั การศตั รูพืชโดยวธิ ีผสมผสาน
(Integrated pest management) ตามล�ำดับ
ปจั จบุ ันองคก์ ารอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ไดใ้ ห้ค�ำจ�ำกัดความของ Integrated Pest
Management (IPM) ว่าเป็น “การน�ำเอาเทคนิคและวิธีการในการควบคุมศัตรูพืชทั้งหมดที่มีมาพิจารณาใช้
แบบผสมผสานร่วมกันเพื่อควบคุมประชากรศัตรูพืช และใช้สารเคมีเท่าที่จ�ำเป็นเท่านั้นโดยไม่ก่อให้เกิดความ
เสียหายทางเศรษฐกิจ และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์และส่ิงแวดล้อม ทั้งยังมุ่งเน้นการปลูกพืชโดย
รบกวนระบบนิเวศเกษตรให้น้อยท่ีสุด และส่งเสริมกลไกการควบคุมโดยธรรมชาติ” (FAO, 2002) การจัดการ
ศตั รพู ืชโดยวิธีผสมผสาน (Integrated pest management) ไดร้ บั ความนิยมในหลายประเทศทั่วโลกในการนำ�
มาใช้ควบคุมหรือจัดการศัตรูพืช เนื่องจากเป็นวิธีการที่ค�ำนึงถึงความยั่งยืนและลดความเสี่ยงจากการใช้สารเคมี
และโรคพืชซึ่งเป็นหนึ่งในศัตรูพืช จึงกล่าวได้ว่า การจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสาน เป็นส่วนหน่ึงของการ
จดั การศัตรพู ชื โดยวิธีผสมผสาน
ดงั นั้น การจดั การโรคพชื โดยวธิ ผี สมผสาน จงึ หมายถึง “การน�ำทุกวธิ ีการควบคุมโรคพชื หรอื เทคนิคและ
กลยุทธ์ท่ีเหมาะสมท่ีสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์กับวิธีการอ่ืน ๆ มาใช้ควบคุมโรคพืชให้มีความเสียหาย
ต่อพืชปลูกน้อยท่ีสุด หรือควบคุมให้การระบาดของโรคพืชหรือศัตรูพืชต�่ำกว่าระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจ
โดยมจี ดุ มงุ่ หมายเพอื่ ควบคมุ การระบาดของโรคแบบยงั่ ยนื ลดปญั หาการดอ้ื สารของศตั รพู ชื โดยเฉพาะเชอื้ โรคพชื
ตลอดจนการลดการใชส้ ารเคมีหรอื ใช้เท่าท่ีจำ� เป็น และม่งุ หวังใหเ้ กดิ ความปลอดภัยตอ่ สภาพแวดลอ้ ม”
องค์ประกอบทสี่ �ำคญั ของการควบคมุ โรคพืชโดยวธิ ผี สมผสาน
จากค�ำนิยามของการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสานท่ีกล่าวข้างต้น การน�ำวิธีการควบคุมโรคพืชหรือ
เทคนิคและกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่น�ำมาใช้ในการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสานน้ัน เป็นการน�ำหลักการควบคุม
โรคพืช (The principles of plant disease controls) ทั้ง 6 หลักการ มาประยุกตใ์ ช้ โดยทั้ง 6 หลกั การน้นั
ประกอบดว้ ย
1) การหลกี เล่ียงเช้ือโรค (Avoidance of the pathogen)
2) การกีดกันเชือ้ โรค (Exclusion of the pathogen)
3) การก�ำจัดเชื้อโรค (Eradication of the pathogen)
4) การป้องกนั พืช (Protection of the plant)
5) การปรับปรงุ พืชใหต้ ้านทานโรค (Development of resistant hosts)
6) การรกั ษาพชื ท่ีเปน็ โรค (Therapy applied to the diseased plant)
โดยน�ำหลักการข้างต้นมาก�ำหนดวิธีปฏิบัติในการจัดการโรคพืช ได้แก่ วิธีทางกฏหมาย วิธีเขตกรรม
วธิ ีทางฟสิ ิกส์ วิธีทางชีววิธี วธิ ที างเคมี และการใช้พนั ธตุ์ า้ นทาน เปน็ ต้น โดยทั่วไปการจดั การโรคพืชโดยวธิ ผี สม
ผสานมักจะการคดั เลือกวธิ กี ารหรอื กลยทุ ธ์ที่เหมาะสมมาใชร้ ่วมกนั มากกวา่ ใชว้ ธิ กี ารเดียว
208 หลักการควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ดังน้ัน การจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสานท่ีมีประสิทธิภาพจ�ำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยว
กับชีววิทยาของเชื้อโรค ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพืชกับเช้ือโรค และอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเกิด
โรครุนแรง (ระบาดวิทยาของโรคพืช) หรือมีความเข้าใจเก่ียวกับสามเหลี่ยมโรคพืช จัดเป็นประเด็นส�ำคัญท่ีจะ
ช่วยให้มีการวางแผนและตั้งกลยุทธ์เพ่ือผลส�ำเร็จในการจัดการโรคในแต่ละระยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
การวางแผนของกลยุทธท์ ่จี ะลดจำ� นวนของเช้ือก่อโรคเริ่มแรก หรือลดอตั ราการเกิดโรค ตลอดจนกลยทุ ธ์ท่ีจะลด
ชว่ งระยะเวลาการระบาดของโรคใหส้ ั้นหรอื น้อยลง
นอกจากน้ีการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสานยังรวมถึงการประเมินความเสียหาย การส�ำรวจปริมาณ
ของเช้ือโรค การวิเคราะห์การระบาดของโรค รวมท้ังการประเมินและวิเคราะห์ผลการด�ำเนินงานที่ได้ลงมือท�ำ
ไปท้ังหมด การพัฒนากลยุทธ์การควบคุมโรคพืชแบบผสมผสานจึงมีความส�ำคัญต่อการผลิตพืชคุณภาพให้ตรง
ตามความตอ้ งการ
หลักการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสาน (General principles for the implementation
of IDM)
โปรแกรมการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสานท่ีใช้อาจจะมีความแตกต่างกันไปบ้างในแต่และท้องท่ี
แตอ่ ย่างไรกต็ ามหลักการในการจัดการโรคพืชโดยวธิ ีผสมผสาน จะประกอบไปด้วยหลกั การ 6 ขอ้ (ภาพที่ 14.1)
ดังต่อไปนี้
1. การปฏิบัติเพอ่ื ป้องกนั พืชไมใ่ ห้เกิดโรคตง้ั แตเ่ ร่มิ ต้น (Prevention and/or suppression of plant
pathogens)
2. การเฝา้ ระวงั ตดิ ตามการระบาดของโรคพชื (Monitoring)
3. การวินิจฉัยสาเหตโุ รคอย่างถกู ต้องแมน่ ย�ำ (Accurate plant disease diagnosis)
4. การประเมินความรุนแรงโรคและระดับเศรษฐกิจ (Development of acceptable disease
thresholds)
5. การคัดเลือกและน�ำวิธีการจัดการโรคพืชมาใช้อย่างเหมาะสม (Optimal selection of
management tools) โดยท�ำการประเมินความเป็นไปได้และประสิทธิภาพที่สามารถควบคุมโรคและแมลง
ศัตรูพืชส�ำคัญ ตลอดจนผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และต้นทุนการผลิตที่ระยะแรกจะต้องต่�ำกว่าการใช้
สารเคมีสังเคราะห์ โดยหลกั การคดั เลือกวิธีการหรอื เทคโนโลยีท่ีนำ� มาปฏบิ ตั มิ ดี งั นี้
5.1 คดั เลอื กวธิ กี ารและเทคโนโลยีทม่ี อี ยเู่ ดมิ มาใช้
5.2 น�ำวธิ ีการและเทคโนโลยใี หม่ เช่น การใชจ้ ุลนิ ทรีย์เขา้ ร่วมปฏิบัติ
5.3 ปรบั รวมเทคโนโลยที ง้ั เกา่ และใหมใ่ หผ้ สมผสานกลมกลนื
5.4 จดั เรียงลำ� ดับเป็นขนั้ ตอนให้สะดวกและเหมาะสมต่อการปฏบิ ัติ
6. การวิเคราะห์และการประเมินผล (Evaluation) การจัดการโรคพืชแบบผสมผสานต้องมีการ
วิเคราะห์และประเมินผลในทุกด้าน เพ่ือน�ำไปสู่การพัฒนาปรับแผนการจัดการโรคให้เหมาะสม โดยเฉพาะการ
วิเคราะห์และประเมนิ ผลดา้ นสภาพแวดลอ้ มและเศรษฐกจิ เพ่อื การพัฒนากลยทุ ธ์และแผนงานอย่างต่อเนือ่ ง
บทที่ 14 การจัดการโรคพืชโดยวธิ ผี สมผสาน 209
ดร.ติยากร ฉัตรนภารัตน์
ภาพที่ 14.1 พรี ะมดิ แสดงเทคโนโลยีหรอื หลกั การปฏิบัติทนี่ �ำมาใชใ้ นการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสาน
ทม่ี า: ดัดแปลงจาก Meissle et al. (2011)
การปฏิบัติเพื่อป้องกันพืชไม่ให้เกิดโรคต้ังแต่เริ่มต้น (Prevention and/or suppression of
plant pathogens)
การจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสาน เริ่มต้นโดยเน้นการปฏิบัติที่ดีในระบบการปลูกพืชเพื่อป้องกัน
ไม่ให้พืชเกิดโรค ซ่ึงการจัดการโรคพืชท่ีประสบผลส�ำเร็จน้ัน ข้ึนอยู่กับระบบการจัดการผลิตพืชท่ีดี (crop
production) และจ�ำเป็นต้องอาศัยความรู้เบื้องต้นทางนิเวศวิทยา ความรู้เก่ียวกับชีววิทยาของเช้ือสาเหตุโรค
ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมน้ัน ๆ โดยเฉพาะสภาพอากาศ (อุณหภูมิและความช้ืนสัมพัทธ์)
ตลอดจนความช้ืนที่ผิวใบ ความสัมพันธ์ระหว่างเช้ือสาเหตุโรคกับสิ่งมีชีวิตอ่ืน โดยเฉพาะในสภาพปัจจุบันการ
แก้ไขปัญหาโรคพืชโดยวิธีผสมผสานจะประสบความส�ำเร็จจ�ำเป็นต้องมองให้ครอบคลุมในเชิงนิเวศวิทยา ดังนั้น
การที่จะวางแผนปอ้ งกนั ก�ำจัดจึงควรมีการพจิ ารณาประเด็น ดังต่อไปน้ี
1. ศึกษาสภาพพ้นื ทป่ี ลกู ว่ามสี ภาพดนิ ภูมปิ ระเทศ ภมู อิ ากาศ แหล่งนำ้� และพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะ
ปลกู พืชชนดิ ใด
2. วางแผนระบบการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นท่ี เช่น การปลูกพืชแบบเด่ียว การปลูกพืชแบบ
ผสมผสาน (ความรู้เรอ่ื งความหลากหลายในการจัดการพชื )
3. ความเข้าใจเกีย่ วกบั ชีววทิ ยาของเชื้อสาเหตุโรคนัน้ เชน่ การเจริญ การขยายพนั ธุ์ และการแพรร่ ะบาด
ของเชือ้ โรคและกลไกการเขา้ ท�ำลายพืช
4. ศึกษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออ�ำนวยต่อการเกิดโรคหรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการแพร่ระบาด
ของโรคเพื่อทำ� การหลีกเล่ยี งหรือปอ้ งกนั ไม่ใหเ้ กดิ สภาวะทเ่ี ออื้ ต่อการเกิดโรค
5. สามารถน�ำความร้ดู ้านระบบนเิ วศปรับใชใ้ นการวางแผนปอ้ งกันก�ำจดั เชื้อสาเหตโุ รคพชื เช่น การปลกู
พชื หมุนเวยี นเพ่ือลดการเกดิ โรค
6. ควรมีการประเมินความปลอดภัย และความคุ้มค่าก่อนการป้องกันก�ำจัด ซึ่งรวมถึงปัจจัยด้านการ
ตลาด เพอื่ ประเมนิ ความคุ้มคา่ ทางเศรษฐกิจ ตลอดจนผลกระทบที่จะเกิดขนึ้ กับสงิ่ ชีวติ ชนิดอื่น และส่งิ แวดลอ้ ม
210 หลกั การควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
การจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสานน้ัน สามารถน�ำวิธีการหรือเครื่องมือในระบบการผลิตพืชซึ่งมีการ
ปฏิบัติอยู่แล้วน้ัน มาปรับเป็นเทคนิคท่ีเหมาะสมเพื่อจัดการโรคพืชได้ในขณะเดียวกัน เช่น วางแผนระบบการ
ปลูกพืชหมุนเวียน (crop rotation) หรือปลูกพืชแบบสลับ (intercropping) การคัดเลือกพันธุ์พืชท่ีต้านทาน
หรือทนต่อโรค และเหมาะสมต่อพื้นท่ีปลูกน้ัน ๆ จัดการระบบการชลประทานหรือการให้น�้ำกับพืชท่ีไม่เปียก
และชื้นเกินไป การให้ปุ๋ยในระดับที่พอดีต่ออัตราและระยะการเจริญเติบโตของพืช การเตรียมแปลงเพาะกล้า
ความหนาแนน่ ของตน้ พืช ระยะปลูกที่พอเหมาะ การเตรยี มต้นกลา้ ใหเ้ หมาะสมแขง็ แรง ท�ำความสะอาดเคร่ือง
มือท่ีใช้ในการปลูก ซึ่งเทคนิคหรือเทคโนโลยีการจัดการโรคพืชสามารถน�ำเข้าร่วมกับวิธีการผลิตพืชท่ีกล่าวมา
ท้ังหมดได้เป็นอย่างดี จึงเป็นการรวมวิธีการจัดการโรคพืชเพ่ือการปฏิบัติแบบผสมผสาน และจัดเป็นระบบการ
ปอ้ งกันโรคพืชโดยวิธีผสมผสานไดอ้ ย่างสมบรู ณ์
ภาพท่ี 14.2 แปลงปลกู ถวั่ เหลอื งในพนื้ ทที่ ม่ี กี ารปลกู พชื หมนุ เวยี นระหวา่ งถวั่ เหลอื งและขา้ วโพด (แปลงขา้ งหลงั
ชี้ลูกศรสีแดง) เพ่ือลดการเข้าท�ำลายของ soybean cyst nematode เปรียบเทียบกับแปลงท่ีมี
การปลูกถัว่ เหลอื งอยา่ งตอ่ เน่ืองตลอดเวลา (แปลงข้างหน้า)
ท่มี า: https://www.apsnet.org
การเฝา้ ระวงั ตดิ ตามการระบาดของโรคพืช (Monitoring)
การเฝ้าระวังติดตามการระบาดของโรค (monitoring) มีความส�ำคัญและจ�ำเป็นในโปรแกรม
การจัดการโรคพชื โดยวิธีผสมผสาน เพอ่ื ผู้ปลูกจะไดว้ างแผนหรอื ตดั สนิ ใจได้อยา่ งถกู ต้องและแมน่ ย�ำ ซงึ่ เปน็ การ
ลดความเสียหายของผลผลิต โดยการเฝา้ ระวังติดตามการระบาดของโรคน้ัน สามารถท�ำได้ท้งั ในรปู แบบทางตรง
(direct disease monitoring) และทางออ้ ม (indirect disease monitoring)
การเฝา้ ระวงั ตดิ ตามการระบาดของโรคพชื ทางตรง (direct disease monitoring) คอื การตรวจสอบ
และสังเกตอาการโรคและร่องรอย (symptoms and signs) ที่เกิดจากการท�ำลายของเช้ือโรคในแต่ละช่วง
การปลูกพืช โดยส�ำรวจอาการผิดปกติต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นกับพืชนั้น ๆ เพ่ือประเมินความเสียหายและหาวิธีการ
บทที่ 14 การจดั การโรคพืชโดยวิธีผสมผสาน 211
ดร.ตยิ ากร ฉัตรนภารตั น์
จดั การเพอื่ หยดุ หรอื ลดไม่ใหอ้ าการโรคนนั้ ลุกลามระบาดมากข้นึ ในข้ันตอนนม้ี คี วามจำ� เป็นทีจ่ ะต้องดูให้ออกว่า
อาการโรคนั้นความผิดปกตจิ ากสาเหตใุ ดในเบื้องตน้ และพบอาการผิดปกตริ ะบาดมากหรือน้อย จงึ ตอ้ งอาศยั วิธี
การส�ำรวจและการออกแบบหรือการวางแผนการเก็บตัวอย่าง เพื่อประเมินการระบาดลุกลามของโรคได้อย่าง
ถูกต้องใกล้เคียงกับปริมาณโรคพืชท่ีเกิดข้ึนจริง รวมทั้งแนวโน้มการระบาดของโรคและแมลงพาหะท่ีเก่ียวข้อง
เช่น การก้าวเดินส�ำรวจแบบสุ่มให้ครอบคลุมพื้นท่ีปลูก ซ่ึงการกระจายตัวของโรคอาจเป็นอิสระและ/หรือมี
ลกั ษณะที่จ�ำเพาะเจาะจง เช่น โรคในดินหรอื โรคทรี่ ะบบรากมกั เกิดเป็นหย่อมเฉพาะจดุ หรอื ถา้ เปน็ โรคทีม่ ีแมลง
เป็นพาหะ อาการโรคท่ีพบก็จะกระจายตัวแบบสุ่ม ไม่มีระเบียบ หรืออาจจะพบอาการโรคพืชปลูกบริเวณตาม
ขอบร้ัวด้านนอก ด้วยเหตุน้ีจึงจ�ำเป็นท่ีจะต้องเข้าใจชีววิทยาของการพัฒนาการเกิดโรค เพ่ือก�ำหนดกลยุทธ์การ
เก็บตัวอย่างและประเมินการเกิดและการระบาดของโรค โดยทั่วไปจากการศึกษาวิจัยการเก็บตัวอย่างหรือการ
ประเมนิ การระบาดของโรคพืชในพน้ื ทแ่ี ปลงขนาดใหญน่ ั้น มักจะสมุ่ เกบ็ ตัวอยา่ งในลกั ษณะซกิ แซก เพ่อื กระจาย
จุดสำ� รวจใหท้ ัว่ พืน้ ท่แี ปลงปลกู (ภาพที่ 14.3) โดยจำ� นวนจดุ สมุ่ เก็บตัวอย่างอาจแตกตา่ งกนั ไปตามชนิดพชื ปลกู
การส�ำรวจตรวจสอบและเฝ้าดูอาการผิดปกติท่ีเกิดขึ้นและอาจสุ่มเก็บทั้งต้น ใบ โคน ราก และดินรอบรากพืช
(โรคท่ีระบบราก) ใส่ถุงพลาสติกรัดให้แน่น และเก็บในภาชนะที่มีความเย็นเพ่ือรักษาสภาพของพืชก่อนน�ำไป
ตรวจสอบอาการและแยกเชอื้ สาเหตุ พรอ้ มเกบ็ ขอ้ มลู รายละเอยี ด ไดแ้ ก่ พนั ธ์ุ อายุ วนั เดอื นปที เ่ี กบ็ และสถานทเี่ ก็บ
เพื่อจัดเป็นข้อมูลพื้นฐานส�ำหรับการวินิจฉัยโรค เปรียบเทียบอาการโรคกับเอกสารคู่มืออ้างอิง และ/หรือส่งตัว
อยา่ งวเิ คราะหช์ นดิ ของสาเหตุ ตามสถานศกึ ษาหรือหน่วยงานราชการท่เี ก่ียวข้อง
การเฝา้ ระวังติดตามการระบาดของโรคพชื ทางออ้ ม (indirect disease monitoring) วธิ กี ารประเมิน
แบบนี้ จะท�ำการติดตามข้อมูลสภาพแวดล้อมในแปลงปลูกท่ีมีผลต่อการเกิดโรคและการแพร่ระบาดของเชื้อ
สาเหตโุ รค เช่น อณุ หภมู ิ ความช้ืนสมั พทั ธ์ และความเปยี กชน้ื ทีผ่ ิวใบ ร่วมกบั ข้อมูลทางชีววทิ ยาและระบาดวิทยา
ของโรคน้ัน ๆ ซึ่งจะมีการบนั ทกึ โดยเคร่ืองมอื เฉพาะทางและน�ำมาหาค่าความสมั พนั ธ์โดยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
เพื่อช่วยในการประมวลผล เพื่อบ่งบอกสถานการณ์ของโรคในแต่ละช่วงการเจริญเติบโตของพืช ปกติข้อมูล
เหล่านี้จะใช้ศึกษาถึงผลกระทบต่อการเจริญและขยายพันธุ์ของเชื้อโรค และการพัฒนาการของโรคระบาด
ภาพท่ี 14.3 รูปแบบการสุ่มตัวอย่างโรคพืชในแปลงปลูก (A) การสุ่มตัวอย่างเป็นรูปดาว และ (B) การสุ่มเก็บ
ตวั อยา่ งตรงกลาง ใชใ้ นการเกบ็ ตวั อย่างในบริเวณจดุ ทีพ่ บการระบาดของโรค และ (C) การสำ� รวจ
และเก็บตัวอย่างในลักษณะซิกแซก (zigzag sampling pattern) ซ่ึงใช้ในการส�ำรวจหรือติดตาม
การระบาดพนื้ ท่ีแปลงปลกู ท่เี ป็นบริเวณกวา้ ง
ท่มี า: https://web.extension.illinois.edu/plantclinic/downloads/1100-revised.pdf
212 หลักการควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ข้อมูลเหล่าน้ีจะน�ำไปสู่การพยากรณ์โรคล่วงหน้า ซึ่งส�ำคัญต่อการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ
การลดการใช้สารเคมี จากประวัติศาสตร์โรคพืชแสดงชัดเจนว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องการเฝ้าระวังติดตาม
การระบาดและการใช้ระบบการพยากรณ์โรคไหม้ของมันฝร่ัง (late blight of potato) ประสบผลส�ำเร็จเป็น
อย่างดีในการควบคุมโรคน้ี ในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมส�ำหรับการพยากรณ์โรคเพื่อน�ำมาเป็นตัวช่วย
ในการตัดสินใจควบคุมโรค เช่น โปรแกรม TOM-CAST ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ค�ำนวนค่าความรุนแรงโรค (daily
disease severity values : DSVs) ท่ีจะเกิดข้นึ โดยอาศัยข้อมลู ชัว่ โมงการเปียกใบสะสมของพชื (leaf wetness)
และอุณหภูมิ เพื่อเป็นข้อมูลในการลงมือพ่นสารเคมีป้องกันก�ำจัดโรคพืชเมื่อค่าความรุนแรงโรคถึงระดับท่ีควร
ควบคุม ซึ่งในตา่ งประเทศโปรแกรมถกู น�ำมาใช้ในการจดั การโรคในมะเขือเทศ หน่อไม้ฝรัง่ และแครอท เป็นตน้
สรุปการเฝ้าระวังติดตามการแพร่กระจายของโรคท่ีมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยการศึกษารายละเอียด
ชนิดของโรคระบาดท่ีส�ำคัญในท้องถ่ิน การวางแผนและรูปแบบการเฝ้าระวังแต่ละจุดให้ครอบคลุมพ้ืนท่ีปลูก
การคาดการณ์ระดับการระบาดมากหรือน้อย ลักษณะการแพร่ระบาดของโรค (ติดไปกับเมล็ดหรือพาหะ) และ
ความถี่ในการรวบรวมขอ้ มูล อณุ หภูมิ ความชน้ื การเปียกแฉะของใบพืช หากตรงกับสภาพแวดล้อมทีเ่ หมาะสม
จะเปน็ สญั ญาณเริ่มการควบคุมโรคพืชได้ทนั ทว่ งที
การวนิ จิ ฉัยสาเหตุโรคอยา่ งถูกต้องแม่นยำ� (Accurate plant disease diagnosis)
การวินิจฉัยโรคพืชจัดเป็นขั้นตอนแรกสุดที่จะช่วยตัดสินใจในการเลือกวิธีการควบคุมโรคได้ถูกต้อง
การวนิ จิ ฉยั โรคท่ถี กู ตอ้ ง รวดเร็ว แม่นยำ� จึงมีผลต่อประสิทธิภาพการควบคมุ โรค การทีจ่ ะวนิ จิ ฉยั โรคไดถ้ กู ตอ้ ง
ตรงกับการเกิดโรคท่ีแท้จริงนั้น ต้องการมืออาชีพที่เกี่ยวข้องทั้งหมดท้ังผู้ปลูก นักส่งเสริมในไร่ นักโรคพืช และ
ท่ีปรึกษาด้านโรคพืช ร่วมศึกษาวิจัย โดยการวินิจฉัยชนิดของเช้ือโรคนั้นแทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระดับไร่
จนกว่าจะได้น�ำตัวอย่างพืชเป็นโรคไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ (from field to laboratory) ข้ันตอนโดย
ท่ัวไปของการวินจิ ฉัยโรคพืช มดี งั น้ี
1. พิจารณาว่าโรคน้ันเกิดมาจากส่ิงมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิต ปกติโรคติดเชื้อจะแสดงอาการของโรคและ
มีร่องรอยของเชื้อท่ีเป็นสาเหตุ ปรากฏให้เห็น เช่น สปอร์ หรือเส้นใย หรือส่วนขยายพันธุ์อ่ืน ๆ ของเช้ือรา
ซ่ึงสามารถตรวจเห็นได้ด้วยแว่นก�ำลังขยายต่�ำ ยกเว้นโรคที่เกิดจากไวรัส ไวรอยด์ และไฟโตพลาสมา ที่จะ
ปรากฏเฉพาะอาการของโรคเหมือนกับโรคท่ีไม่ใช่โรคติดเชื้อท่ีเกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ในขณะท่ี
โรคพชื ที่เกิดจากแบคทเี รยี เม่ือสภาพแวดลอ้ มมีความช้นื มาก ๆ มักจะพบหยดเมอื กของแบคทเี รียสาเหตุโรคนั้น
2. หากไม่พบเช้ือสาเหตุบนส่วนของพืชที่เป็นโรคและอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากไวรัส ไวรอยด์หรือ
ไส้เดือนฝอย (รากปุ่มปม ต้นพืชเห่ียว) พร้อมทั้งพืชไม่มีรอยหรือแผลลักษณะใด ๆ ให้เห็นว่ามีไส้เดือนฝอยเป็น
ปรสิตอยู่ภายนอกพืช และไม่มีร่องรอยของแมลง อาจวินิจฉัยได้ว่าโรคน้ันเป็นโรคที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตหรือ
สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม
3. การวินิจฉัยโรคที่เก่ียวกับสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ให้ตรวจสอบลักษณะอาการของโรคในเอกสาร
อ้างอิงจากเอกสารวิชาการต่าง ๆ หากไม่ตรงกับโรคใดโรคหนึ่งที่มีอยู่ โรคท่ีน�ำมาวินิจฉัยนั้นอาจเกิดจากสาเหตุ
ไม่ปกติ เช่น อากาศเย็น น้�ำท่วม การปฏิบัติทางการเกษตร ความเป็นกรด ด่างของดิน ตลอดจนสารพิษจาก
แรธ่ าตุต่าง ๆ ในดนิ
บทที่ 14 การจดั การโรคพืชโดยวธิ ีผสมผสาน 213
ดร.ตยิ ากร ฉตั รนภารตั น์
4. ถ้าพบเชื้อท่ีเป็นสาเหตุบนหรือในส่วนของพืชที่เป็นโรค จะจัดหมวดหมู่เชื้อนั้นโดยตรวจเทียบกับเชื้อ
ในหนังสือเอกสารอ้างอิงท่ีรวบรวมไว้แล้ว โดยเฉพาะเกี่ยวกับโรคพืชและเช้ือสาเหตุ หากพบเช้ือที่เป็นสาเหตุ
มคี ณุ สมบัตติ ่าง ๆ ตรงกบั เชอื้ โรคทน่ี �ำมาตรวจแลว้ ก็สามารถวนิ ิจฉัยโรคได้ระดบั หนงึ่
5. หากเชื้อที่พบน้ันไม่มีรายงานมาก่อนในการท่ีท�ำให้เกิดโรคกับพืชท่ีน�ำมาตรวจในลักษณะดังกล่าวแล้ว
เช้ือนั้นจะต้องน�ำมาพิสูจน์ว่าเป็นเชื้อสาเหตุโรคจริงหรือไม่ตามหลักการพิสูจน์โรค ซึ่งสามารถด�ำเนินการได้โดย
ผู้เช่ียวชาญด้านโรคพืชในหน่วยงานต่างที่เกี่ยวข้อง เช่น กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการเกษตร หรือ
มหาวิทยาลัยต่าง ๆทว่ั ประเทศที่มหี น่วยงานทางด้านโรคพชื เปน็ ตน้
เทคนคิ เบือ้ งตน้ ในการวนิ ิจฉัยโรคพืชท่เี กิดจากเชื้อสาเหตเุ หลา่ น้ี เช่น
1. การวินิจฉัยโรคพืชท่ีเกิดจากเช้ือรา การตรวจสอบเบื้องต้นโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราเป็นการตรวจ
ลักษณะของเช้ือภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ได้แก่ การตรวจดูเส้นใย สปอร์และโครงสร้างขยายพันธุ์ น�ำลักษณะ
ท่ีได้จากการตรวจสอบไปเปรียบเทียบเอกสารทางด้านเชื้อราวิทยาและโรคพืชวิทยา ซึ่งโรคส่วนใหญ่ได้มี
การศึกษาและรายงานถึงอาการและเชื้อสาเหตุเหล่านี้ไว้แล้ว การตรวจเชื้อราส่วนใหญ่จะตรวจสอบภายใต้
กล้องจุลทรรศน์ เป็นวิธีที่ง่ายไม่จ�ำเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์มาก แต่ต้องอาศัยความช�ำนาญในการจ�ำแนกชนิด
ของเชอ้ื สาเหตุ เช้อื ราเปน็ กล่มุ เชอ้ื สาเหตโุ รคพชื ทสี่ ามารถตรวจสอบเชอื้ ภายใต้กล้องจุลทรรศน์คอ่ นข้างง่ายกว่า
เช้อื ชนิดอ่นื เพราะมีขนาดใหญ่กวา่ และสามารถตรวจสอบบนเนื้อเยอ่ื พืชทีเ่ ป็นโรคหรอื จากการเลย้ี งเชอ้ื
2. การวินิจฉัยโรคพืชที่เกิดจากเช้ือแบคทีเรีย วิธีการพ้ืนฐานที่ใช้ตรวจสอบเชื้อแบคทีเรียคือ ตรวจ
สอบลักษณะอาการ ซึ่งอาการที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียมักจะพบอาการช้�ำฉ่�ำน้�ำ และตรวจสอบร่องรอยของเชื้อ
แบคทีเรียมักจะเห็นหยดเมือกแบคทีเรียไหลออกมาจากบริเวณแผล ในกรณีที่พบพืชที่แสดงอาการเห่ียวที่เกิด
จากเชอ้ื แบคทเี รยี สามารถวนิ จิ ฉยั เบอ้ื งตน้ โดยการตดั สว่ นของพชื ทเี่ ปน็ โรคตามขวางจมุ่ ลงในนำ้� ทบ่ี รรจใุ นขวดใส
กลุ่มแบคทีเรียภายในท่อล�ำเลียงพืชจะไหลออกมาเป็นสาย อย่างไรก็ตามเน่ืองจากเซลล์แบคทีเรียมีขนาด
เล็กมากและไม่สามารถมีรูปร่างลักษณะที่ไม่แตกต่างกันมากนักในแบคทีเรียแต่ละชนิด การวินิจฉัยชนิดเช้ือ
แบคทีเรยี จงึ ไมส่ ามารถแยกลกั ษณะความแตกตา่ งไดภ้ ายใต้กล้องจุลทรรศน์ วิธที ไ่ี ดร้ ับความนิยมและตรวจสอบ
ได้แน่นอน คือ การแยกเช้ือให้บริสุทธิ์ในอาหารเลี้ยงเชื้อจ�ำเพาะ (selective medium) แล้วน�ำไปปลูกเช้ือให้
กับต้นพืช เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการก่อโรคใบพืชอาศัย เปรียบเทียบกับอาการของโรคบนพืชชนิดเดียวกัน
ตลอดจนต้องใช้วิธีทางชีวเคมี เซรุ่มวิทยา หรือการวินิจฉัยโดยการเปรียบเทียบล�ำดับเบสของสารพันธุกรรม
ด้วยเทคนิคในระดับโมเลกุลของแบคทีเรียร่วมด้วย จึงจะแยกชนิดเชื้อได้แม่นย�ำ แต่โดยทั่วไปก็จะเริ่มต้นจาก
ลกั ษณะอาการโรคเป็นหลกั
3. การวนิ จิ ฉยั โรคพชื ทเ่ี กดิ จากไสเ้ ดอื นฝอย โดยทว่ั ไปโรคพชื ทเี่ กดิ จากไสเ้ ดอื นฝอยจะพบอาการรากปม
หรือรากเป็นแผลท่ีชัดเจนเม่ือถอนต้นพืชออกมาจากดิน ส�ำหรับส่วนของพืชที่อยู่เหนือดินจะมีลักษณะต้นเล็ก
แคระแกร็น เหลือง และเห่ียว ไส้เดือนฝอยสามารถแยกได้โดยเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นตะแกรง และสามารถ
ตรวจดูได้ด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์สเตอริโอ และถ้าทำ� การยอ้ มสกี จ็ ะสามารถเหน็ ไสเ้ ดือนฝอยได้อยา่ งชดั เจน
4. การวินิจฉัยโรคพืชที่เกิดจากเช้ือไวรัส เนื่องจากไวรัสมีขนาดเล็กมากซ่ึงไม่สามารถตรวจสอบโดย
กล้องจุลทรรศน์ธรรมดา ดังน้ันวิธีการวินิจฉัยเบ้ืองต้นจะต้องสังเกตจากลักษณะอาการเป็นส�ำคัญ ซึ่งลักษณะ
อาการโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสส่วนใหญ่จะมีอาการด่าง ซีด และโรคที่เกิดจากเช้ือไวรัสมักจะมีแมลงพาหะ ต่อไป
จงึ ใช้วธิ ีทางเซรมุ่ วิทยา และการใช้เทคนิคในระดับโมเลกุลร่วมด้วย
214 หลกั การควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ในปัจจุบันเพ่ือให้การตรวจสอบโรค (plant disease detection) เป็นไปด้วยความรวดเร็วและแม่นย�ำ
มากขึน้ ได้มกี ารน�ำเทคโนโลยเี ซนเซอร์มาใชต้ รวจสอบโรคพืช (optical sensors for plant disease detection)
เนื่องจากพืชเป็นโรคจะมีความผิดปกติแตกต่างไปจากลักษณะปกติของพืชน้ัน ๆ และการเข้าท�ำลายของเช้ือ
สาเหตโุ รคพชื กอ่ ใหพ้ ชื การเปลยี่ นแปลงตง้ั แตใ่ นระดบั ชวี เคมี สรรี วทิ ยา และเนอ้ื เยอ่ื ภายในพชื แมว้ า่ ยงั ไมส่ ามารถ
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น องค์ประกอบทางเคมีของพืชท่ีเปลี่ยนแปลงไป จ�ำนวนคลอโรฟีลล์ที่เปล่ียนแปลง
ซ่ึงการเปล่ียนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้สามารถตรวจสอบได้โดยคล่ืนแสงชนิดต่าง ๆ ในการตรวจสอบ เช่น
การใช้ภาพถา่ ย RGB การตรวจสอบการเปลย่ี นแปลงอณุ หภมู พิ ชื (thermogram) การใชเ้ ทคนคิ hyperspectral
การตรวจสอบการเปลย่ี นแปลงของคลอโรฟลิ ลใ์ นพชื ดว้ ยคลน่ื ฟลอู อเรสเซนต์ (chlorophlyll-fluorescens) เปน็ ต้น
ภาพท่ี 14.4 การใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ในการตรวจสอบความผิดปกติของพืช (A) อุณหภูมิของใบกุหลาบท่ี
เป็นโรคราน้�ำค้างที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากเช้ือราสาเหตุโรคเข้าท�ำลายเมื่อตรวจสอบด้วยเทคนิค
thermographic imaging และ (B) ลักษณะ spectral ของข้าวบาร์เลย์ปกติเปรียบเทียบกับ
ใบเปน็ โรค net blotch ราสนมิ และราแป้ง เม่ือตรวจสอบด้วยเทคนคิ hyperspectral imaging
ท่ีมา: Mahlein (2016)
การประเมินความรุนแรงและการกำ� หนดระดบั ความเสยี หายทางเศรษฐกิจ
ในการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานการตัดสินใจว่าควรด�ำเนินการควบคุมศัตรูพืชหรือไม่น้ัน นอกจาก
จะต้องศึกษาความเสียหายในแปลงปลูกว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด หรือสร้างความเสียหายเท่าใดแล้ว
ยังต้องน�ำข้อมูลดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการควบคุมศัตรูพืชด้วยว่าคุ้มทุนหรือไม่ เพ่ือเป็นความรู้
พนื้ ฐานท่สี ำ� คัญสำ� หรับการตดั สนิ ใจลงมือปฏบิ ตั กิ ารควบคุมศตั รพู ืช การจดั การโรคพืชแบบผสมผสานกค็ ำ� นงึ ถึง
ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน ดังน้ันจึงต้องมีการศึกษาความสัมพันธ์ของปริมาณการเกิดโรค (disease
incidence) และหรือความรนุ แรงโรค (disease severity) ท่ีเกดิ ขึน้ ต่อความเสียหายของผลผลติ (yield loss)
ที่เกิดข้ึน รวมท้ังอาศัยข้อมูลทางการตลาด เช่น ราคาผลผลิต ราคาต้นทุนปัจจัยการผลิตท่ีใช้ในการจัดการโรค
มาหาค่าความสัมพันธ์และก�ำหนดค่าความคุ้มค่าในการจัดการโรคพืช โดยน�ำมาก�ำหนดเป็นระดับความเสียหาย
ทางเศรษฐกิจ (Economic injury level) และระดับทางเศรษฐกิจ (Economic threshold) เพ่ือใช้ในการ
ตัดสนิ ใจ (decision making) ควบคุมโรคพืช
บทที่ 14 การจัดการโรคพืชโดยวธิ ผี สมผสาน 215
ดร.ติยากร ฉตั รนภารัตน์
ระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจ (Economic injury level) คือ ระดับของปริมาณเชื้อสาเหตุโรค
หรือความรุนแรงของโรคที่ท�ำความเสียหายเป็นมูลค่าเท่ากับค่าใช้จ่ายในการป้องกันก�ำจัด ความส�ำคัญของ
ระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจอยู่ที่การด�ำเนินการป้องกันก�ำจัดโรคพืชน้ันจะให้ผลคุ้มค่าหรือไม่ เช่น ถ้ามี
ผลผลิตส่วนที่ขายได้หลังจากท�ำการป้องกันก�ำจัดมีมูลค่า 100 บาท แต่ค่าใช้จ่ายในการป้องกันก�ำจัดมีมูลค่า
มากกวา่ 100 บาท แสดงวา่ วธิ ปี อ้ งกันกำ� จัดนใ้ี ห้ผลไม่คุ้มคา่ ดังนั้นระดับเศรษฐกิจ จึงถูกกำ� หนดขนึ้ เพื่อปอ้ งกนั
ไมใ่ หเ้ กดิ ความเสยี หายจนถึงระดบั ความเสียหายทางเศรษฐกิจ
ระดับเศรษฐกิจ (Economic threshold หรือ Action threshold) คือ ระดับของปริมาณเชื้อ
สาเหตุโรคหรือความรุนแรงของโรคเมื่อท�ำการควบคุมจะให้ผลตอบแทน หรือได้ก�ำไรสูงที่สุด ระดับเศรษฐกิจ
ของโรคแต่ละชนิดน้ันจะเป็นระดับที่ไม่คงท่ี มีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นกับราคาผลผลิต ค่าใช้จ่าย
ในการควบคุมโรคพืชชนิดน้ัน ๆ รวมทั้งปัจจัยทางสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ดังน้ันการเร่ิมลงมือปฏิบัติการควบคุม
เชื้อสาเหตุโรคจะท�ำก็ต่อเมื่อจ�ำนวนของเชื้อสาเหตุโรคพืชหรือความเสียหายของพืชหรือสภาพแวดล้อมเหมาะ
สมต่อการระบาดของโรคถึงจุดท่ีจะต้องท�ำการควบคุม การระบาดของโรคเพียงชนิดเดียวที่ไม่รุนแรงถึงระดับ
เศรษฐกิจจงึ อาจไม่จ�ำเปน็ ตอ้ งลงมือปฏิบัตกิ ารควบคมุ
โดยความเสียหายท่ีเกิดข้ึนกับพืชนั้นอาจแบ่งออกเป็น ความเสียหายในเชิงปริมาณ เป็นความเสียหาย
จากการเข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุโรคพืช ซึ่งอาจท�ำให้ผลผลิตพืชลดลง เช่น จ�ำนวนฝักต่อต้นลดลง จ�ำนวน
ผลต่อต้นลดลง ลดความแข็งแรงของพืชท�ำให้โรคพืชหรือศัตรูพืชชนิดอื่นเข้าท�ำลายได้ง่าย หรือพืชเกิดความ
เสียหายจากเชื้อสาเหตุโรคหน่ึงและเกิดความอ่อนแอที่อาจจะถูกเช้ือสาเหตุโรคพืชชนิดอื่น หรือศัตรูพืชชนิด
อื่นเข้าท�ำลายซ้�ำ และความเสียหายเชิงคุณภาพ เช่น ราคาผลผลิตลดลง เกรดผลผลิตลดลง รวมท้ังคุณค่าทาง
โภชนาการสูญเสียไปหรือเปลี่ยนแปลงไป เชน่ เปอร์เซน็ ตน์ �้ำมนั โปรตีน หรอื ปรมิ าณกรดอะมโิ นลดลง
ตัวอย่างการศึกษาความสัมพันธ์ของจ�ำนวนเช้ือโรคหรือความรุนแรงของโรคเพ่ือก�ำหนดระดับความ
เสียหายทางเศรษฐกิจหรือระดับเศรษฐกิจ เช่น การศึกษาความสัมพันธ์ของจ�ำนวนไส้เดือนฝอย Heterodera
glycines (soybean cyst nematode) ท่ีก่อให้เกิดผลกระทบต่อระดับเศรษฐกิจ จากภาพท่ี 14.5 จะเห็นว่า
เมื่อตรวจพบปริมาณไข่และระยะ juveniles เท่ากับ 3.636 log10 egg + juveniles คือระดับเศรษฐกิจของ
soybean cyst nematode (ภาพท่ี 14.5) กล่าวคอื ถ้าสำ� รวจพบไส้เดอื นฝอย soybean cyst nematode ใน
ปริมาณท่ีน้อยกว่า 3.636 log10 egg + juveniles แล้วลงมือท�ำการป้องกันก�ำจัดโดยการใช้สารเคมี จ�ำนวน
ผลผลิตที่ขายได้หักลบกับต้นทุนท่ีลงมือป้องกันก�ำจัด จะได้ผลตอบแทนท่ีน้อยกว่าการไม่ลงมือควบคุมหรือ
ป้องกันก�ำจัด ดังนั้นจึงควรท�ำการใช้สารเคมีเม่ือตรวจพบไส้เดือนฝอยเท่ากับ 3.636 log10 egg + juveniles
อีกหน่ึงตัวอย่าง คือ การจัดการโรคแคงเกอร์ส้มเกิดจากเชื้อ Xanthomonas citri subsp. citri ในประเทศ
บราซิล โดยก�ำหนดให้ท�ำการก�ำจัดและท�ำลายต้นส้มในแปลงเป็นรัศมี 30 เมตร ถ้าพบจ�ำนวนต้นเป็นโรค
(disease incidence) น้อยกว่าหรือหรือเท่ากับ 0.05 และให้มีการท�ำลายส้มท้ังแปลงปลูกถ้าพบการเกิด
โรคมากกว่า 0.05 (ภาพท่ี 14.6) ซึ่งการก�ำหนดค่าระดับดังกล่าวมาจากข้อมูลการศึกษาการระบาดของเชื้อ
แบคทีเรียชนิดน้ี โดยพบว่าแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายจากต้นเป็นโรคไปโดยลมได้ภายในรัศมี 30 เมตร
ดังน้ันถ้าพบต้นเป็นโรคที่ระดับความรุนแรงดังกล่าว จึงจ�ำเป็นที่ท�ำลายต้นข้างเคียงตามระยะรัศมีก�ำหนด
นอกจากน้ันมีรายงานการศึกษาถึงระดับเศรษฐกิจของการเกิดโรคในพืชหลายชนิด เช่น โรคเน่าเละของกะหล่�ำ
ดอกเกิดความรุนแรงที่ระดับ 1-20 % หรือโรคใบจุดนูนถ่ัวเหลืองฝักสดหากเกิดการระบาดของโรครุนแรงที่
216 หลักการควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control
ระดับ 28.4 % จะจัดเป็นระดับท่ีเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต้องท�ำการควบคุมโรค เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
การศึกษาระดับเศรษฐกิจในพืชแต่ละชนิดเพื่อใช้ในการจัดการโรคพืช ยังมีการศึกษาน้อยมากและต้องมีการ
พัฒนาและวิจัยอย่างสม�ำ่ เสมอ
ภาพที่ 14.5 การศกึ ษาคา่ ระดบั เศรษฐกจิ ของไสเ้ ดอื นฝอย Heterodera glycines (soybean cyst nematode)
ในถั่วเหลือง
ท่มี า: Carlson and Headley (1987)
ภาพท่ี 14.6 ภาพมุมสูงของแปลงปลูกส้มในประเทศบราซิลท่ีมีการถอนท�ำลายต้นส้มเป็นโรคแคงเกอร์เกิดจาก
แบคทีเรีย Xanthomonas citri subsp. citri ตามโปรแกรมการจัดการโรคพืชแบบผสมผสาน
ที่มา: https://www.apsnet.org
บทที่ 14 การจัดการโรคพืชโดยวิธผี สมผสาน 217
ดร.ติยากร ฉัตรนภารัตน์
การตัดสินใจลงมือปฏบิ ัตกิ ารควบคุมโรคพชื กเ็ พื่อให้ไดผ้ ลผลิตทม่ี ีคณุ ภาพและปรมิ าณสงู และสง่ ผลใหไ้ ด้
ก�ำไรมาก แต่ปัจจุบันการสำ� รวจความเสียหายก่อนการป้องกันกำ� จดั มักไม่มีการปฏบิ ตั ิ ท�ำใหไ้ มส่ ามารถประเมิน
ระดับการตัดสินใจได้ (ระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจ) การป้องกันก�ำจัดจึงอาจจะไม่ได้ผลดีเท่าท่ีควร
สิ้นเปลืองแรงงาน เกิดสารพิษตกค้างในผลผลิตและในสภาพแวดล้อม จะเห็นว่าไม่คุ้มค่ากับเงินที่อาจจะได้เพ่ิม
มาเพียงเล็กน้อย หรือไม่ก็อาจจะขาดทุน และท่ีส�ำคัญการประเมินความเสียหายก่อนตัดสินใจจะช่วยลดการใช้
สารเคมลี งเมอื่ ไมจ่ ำ� เปน็ หากใน 1 ฤดปู ลกู สามารถลดการใชส้ ารเคมลี งได้ 1 ครง้ั ตน้ ทนุ การผลติ กจ็ ะลดลงดว้ ย
ถ้าขนาดพื้นที่มากก็ยิ่งประหยัดเงินมากขึ้น รวมทั้งรักษาสภาพแวดล้อม และไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของ
ผู้เกี่ยวข้อง
วธิ ีการหรอื กลยุทธ์หรือเทคโนโลยใี นการควบคมุ โรคพชื
วิธีการที่เก่ียวข้องที่สามารถน�ำมาร่วมปฏิบัติแบบผสมผสานในการควบคุมโรคพืชท่ีประยุกต์จากหลักการ
จัดการโรคพืชทง้ั 6 ขอ้ ซ่ึงไดก้ ล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละวธิ ีมากอ่ นในบทต่าง ๆ กอ่ นหนา้ น้ี ในบทน้จี ึงจะขอ
กลา่ วถงึ แตล่ ะวธิ ที ม่ี ีการน�ำมาใช้ในการจดั การโรคพืชแบบผสมผสาน พอสงั เขปดังน้ี
(1) วิธกี ารเขตกรรม (Cultural practices)
การเขตกรรม คือ การใช้วิธีการต่าง ๆ ทเ่ี กยี่ วข้องกบั การเพาะปลกู เพื่อปฏบิ ัติดูแลและรกั ษาพืช ซึง่ อาจ
เป็นการปฏบิ ตั ิด้านการจัดการดนิ นำ้� วชั พืช วิธกี ารปลกู ซ่งึ รวมทงั้ ระบบการสขุ าภิบาล ระบบการปลกู พืชหรอื
ระบบการปลูกพืชหมุนเวียน การเขตกรรมเป็นกระบวนการท่ีมีขอบเขตการท�ำงานกว้าง โดยมีเป้าหมายเพื่อลด
จำ� นวนเชอื้ กอ่ โรคให้นอ้ ยลง รวมทง้ั ส่งเสริมให้พืชมสี ขุ ภาพทดี่ ี
วิธีทางเขตกรรมถือว่ามีความส�ำคัญมากในการจัดการโรคพืชด้วยวิธีผสมผสาน และมักใช้เพ่ือเป็นการ
ป้องกันการระบาดของโรคพืชหรือศัตรูพืชตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากเน้นการปรับระบบนิเวศเพ่ือไม่ให้เหมาะสมต่อ
การเกิดโรค กลยุทธใ์ นการใชว้ ธิ กี ารทางเขตกรรมในการจดั การโรคพืชแบบผสมผสาน ประกอบด้วย 4 ขอ้ ดงั นี้
1. เพื่อลดหรือรบกวนแหล่งท่ีอยู่อาศัยหรือแหล่งสะสมของศัตรูพืชในแปลงปลูก 2. ปรับระยะปลูกพืชเพ่ือลด
ปรมิ าณอาหารของศตั รพู ืช 3. หลีกเล่ียงหรือกดี กนั ศัตรูพืชออกจากพืชปลกู 4. ลดปริมาณความเสยี หายของพชื
ปลูกจากศัตรูพืช ตัวอย่าง การน�ำวิธีการทางเขตกรรมมาใช้ในการจัดการโรคพืชแบบผสมผสาน เช่น การปรับ
สภาพดินด้วยปูนขาวให้มีค่า pH 7-7.3 และป้องกันไม่ให้น�้ำขังและเตรียมดินให้มีการระบายน�้ำท่ีดีร่วมกับการ
ปลกู พชื หมนุ เวียนจะชว่ ยป้องกนั โรครากบวมของพชื ตระกลู กะหล�ำ่ ได้ ส่วนการเลอื กพื้นท่ีที่ไม่มีการระบาดของ
ไส้เดือนฝอยหรือท�ำการป้องกันแมลงศัตรูพืชของกะหล่�ำก็จะลดการเข้าท�ำลายของเช้ือแบคทีเรียสาเหตุโรคเน่า
เละได้อย่างดี เป็นต้น จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าการควบคุมโรคพืชต้องใช้ร่วมกับการป้องกันศัตรูพืชชนิด
อื่น ๆ อย่างหลกี เลยี่ งไมไ่ ด้
(2) วธิ ที างฟิสกิ ส์ (Physical method)
การใช้วิธีทางฟิสิกส์ เช่น การใช้อุณหภูมิร้อน อุณหภูมิเย็น รังสี หรือก๊าชต่าง ๆ น�ำมาใช้ในการควบคุม
หรอื ยับยงั้ สาเหตโุ รคพืช โดยปจั จยั ตา่ ง ๆ ทีใ่ ช้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อตน้ พชื วธิ กี ารทางฟิสกิ ส์มีประสทิ ธภิ าพ
ในการท�ำลายเชื้อสาเหตุโรคพืชรวดเร็ว การใช้วิธีทางฟิสิกส์อาจจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเขตกรรมได้เช่น
กัน โดยการดัดแปลงสภาพแวดล้อมให้ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเช้ือสาเหตุโรคพืช วิธีการทางฟิสิกส์
ที่นิยมใช้ เช่น การใช้ความร้อนฆ่าเชื้อในดินในโรงเรือน ซ่ึงนิยมใช้ไอน�้ำอบดินท่ีใช้ในกระบะเพาะ โดยน่ึงด้วย
หม้อนึ่งความดันท่ีอุณหภูมิประมาณ 60 - 72 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถฆ่าเช้ือโรคได้แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่าน้ี
218 หลักการควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
จะท�ำลายจุลินทรีย์ได้เกือบทั้งหมดซ่ึงจะท�ำให้จุลินทรีย์ท่ีมีประโยชน์ถูกท�ำลายไปด้วย หรือการแช่ท่อนพันธุ์
หรือเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยน้�ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 50-55 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียท่ีติด
มากับเมล็ดพันธุ์ได้ หรือการใช้รังสีอัลตราไวโอเลตซ่ึงเป็นรังสีที่มีความยาวคล่ืนต่�ำกว่า 360 นาโนเมตร เพ่ือใช้
ในการท�ำความสะอาดพ้ืนที่เพาะปลูก ซึ่งนิยมใช้ฆ่าเชื้อในโรงเรือนแบบปิด เช่น เรือนกระจก โรงเรือนพลาสติก
หรือตูช้ นื้ เป็นต้น
(3) การใชช้ ีววิธี (Biological control)
การควบคุมเช้ือโรคพืชโดยชีววิธี หมายถึง การใช้จุลินทรีย์ลดปริมาณของเช้ือโรคพืชหรือลดกิจกรรม
ของเช้ือก่อโรคให้อยู่ในระดับท่ีไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจกับพืช ซ่ึงการจัดการโรคพืชโดยชีววิธี
นี้นิยมน�ำมาใช้ในโปรแกรมการจัดการโรคพืชแบบผสมผสาน เพ่ือป้องกันหรือลดการเกิดโรคก่อนถึงระดับ
เศรษฐกิจ โดยการใช้ชวี วธิ จี ะตอ้ งค�ำนงึ ถึงปัจจยั ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. การใช้ชีววิธไี ม่ได้ก�ำจัดเช้ือสาเหตุโรคพืชให้หมดไป 100 % แต่จะลดปรมิ าณเชอื้ ลงจนถงึ ระดับสมดุลที่
ไม่สรา้ งความเสยี หายให้แก่พืชปลกู
2. การใช้ชีววิธจี ะไมเ่ ห็นผลทนั ที แต่จะมผี ลในระยะยาวแตจ่ ะมีประสิทธิภาพยาวนานกวา่ การใช้สารเคมี
3. การใช้ชีววิธจี ะมีความเฉพาะเจาะจงกับเช้ือสาเหตุโรคบางชนิดเท่านน้ั
4. การใช้ชีววิธีไม่สามารถใช้ได้ตลอดเวลาและตลอดไป ต้องมีการสลับสับเปลี่ยนตามความเหมาะสมกับ
เช้อื สาเหตโุ รค และสภาพแวดล้อม
ตัวอย่างเช้ือจุลินทรีย์ท่ีน�ำมาใช้ในการจัดการโรคพืชแบบผสมผสาน เช่น Trichoderma harzianum
Gliocladium virens, Streptomyces griseus, Bacillus subtilis, และแบคทเี รยี กลุ่ม Pseudomonas spp.
ซง่ึ มีรายงานการนำ� มาใชร้ ่วมในการจดั การโรคพชื แบบผสมผสานในพืชหลายชนิด
นอกจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่สามารถน�ำมาใช้ในระบบการจัดการโรคพืชแบบผสมผสานแล้ว
สารสกัดจากพืชเป็นสารชีวภัณฑ์กลุ่มหน่ึงที่มีรายงานการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืชท้ังท่ีเป็น
เช้ือราและแบคทีเรีย สารท่ีได้มาจากพืช เช่น alkaloid, glycoside, isothiocyanate, และ volatile oil
สามารถยบั ย้งั การเจริญของจุลนิ ทรียไ์ ด้ หรอื สารสกัดจากสัตว์ควบคุมโรคพืช เชน่ ไคโตซาน เป็นไบโอโพลเิ มอร์
ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบส�ำคัญในรูปของ D–glucosamine พบได้ในธรรมชาติ โดยเป็นองค์
ประกอบอยู่ในเปลือกนอกของสัตว์พวก กุ้ง ปู แมลง และเช้ือรา ก็สามารถน�ำมาใช้ร่วมในการจัดการโรคพืช
แบบผสมผสานได้เช่นเดียวกัน ซึ่งวิธีการทางชีววิธีท่ีน�ำมาใช้เหล่านี้จะมีคุณสมบัติท่ีโดดเด่น คือ 1. สร้างความ
ต้านทานการเข้าท�ำลายของเชื้อโรคพืช 2. การยับยั้งการเข้าท�ำลายของเชื้อสาเหตุของโรคพืช 3. สร้างความ
ตา้ นทานของพชื ต่อการเขา้ ท�ำลายของแมลงศตั รพู ชื 4. ชว่ ยเพ่ิมปริมาณจลุ นิ ทรียท์ ม่ี ปี ระโยชนใ์ นดนิ
(4) การใชพ้ นั ธ์ุพืชตา้ นทานโรค (Plant resistance)
การใช้พันธุ์พืชต้านทานเป็นหนึ่งในวิธีการแรกที่ต้องรวมเข้าในหลักปฏิบัติการจัดการโรคพืชแบบผสม
ผสาน ซึง่ การเลือกพนั ธ์พุ ืชแต่ละชนิดท่ีจะน�ำมาใช้ในการปลูกนั้น ต้องมคี วามรู้และความเข้าใจระบบนเิ วศวิทยา
การระบาดของโรค รวมท้ังศัตรูพืชที่ส�ำคัญของพืชปลูกนั้น ๆ เพื่อน�ำมาประเมินพันธุ์พืชที่จะน�ำมาปลูกโดยให้
ผลดีในด้านผลผลิตทั้งคุณภาพและปริมาณ รวมท้ังความสามารถในการต้านทานโรค ซึ่งข้อมูลพันธุ์ต้านทานโรค
ของพืชแต่ละชนิดน้ัน ควรระบุไว้ในฉลากบรรจุเมล็ดพันธุ์ หรือผู้ปลูกสามารถหาข้อมูลได้จากหน่วยงานต่าง ๆ
ท้งั ภาครัฐและเอกชน เชน่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวทิ ยาลัยตา่ ง ๆ ทมี่ กี ารศกึ ษาวิจยั และพัฒนา
หรือคดั เลือกพันธ์ุต้านทานโรค เปน็ ตน้
บทที่ 14 การจัดการโรคพืชโดยวธิ ผี สมผสาน 219
ดร.ติยากร ฉัตรนภารัตน์
การพัฒนาพืชพันธุ์ต้านทานน้ันคือการปรับเปล่ียนลักษณะทางสรีรวิทยา โครงสร้าง และลักษณะอ่ืน ๆ
ของพืชเพ่ือให้ทนทานต่อเชื้อโรคให้รอดพ้นจากโรคระบาด โดยการพัฒนาพันธุ์ต้านทานโรคนั้นต้องผ่านการ
คัดเลือกและทดสอบระดับความต้านทานต่อการเข้าท�ำลายของเชื้อโรคในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการ
เกิดโรครุนแรงได้ดี จึงจัดว่าเป็นพันธุ์ต้านทานโรค นอกจากน้ันการพัฒนาพืชพันธุ์ต้านทานสามารถชักน�ำให้
เกิดความต้านทานโดยสารกระตุ้นให้เกิดความต้านทาน (plant activators) หรือเช้ือจุลินทรีย์ปฏิปักษ์บาง
ชนิด ซึ่งมาสามารถกระตุ้นให้พืชเกิดภูมิต้านทานต่อการเข้าท�ำลายของเชื้อโรคได้ หรือโดยวิธีการทางด้าน
พันธุวิศวกรรม เช่น การปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศให้มีความต้านทานต่อโรคเหี่ยว การปรับปรุงพันธุ์มะละกอ
ให้ต้านทานต่อเชื้อไวรัส Papaya ringspot virus เพื่อลดความเสียหายจากการเข้าท�ำลายของเช้ือสาเหตุโรค
ซ่ึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตของพืช และทนต่อสภาพแวดล้อมในพื้นท่ีเพาะปลูกต่าง ๆ
ได้เช่นเดียวกัน
(5) วธิ ที างเคมี (Chemical control)
การจัดการโรคพืชแบบผสมผสานจะใช้สารเคมีก็ต่อเมื่อจ�ำเป็นเท่าน้ัน หรือเมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นว่าการ
ระบาดของโรคพืชนั้นถึงระดับเศรษฐกิจท่ีควรควบคุมแล้ว และมักจะเป็นวิธีสุดท้ายท่ีจะเลือกใช้หรือใช้ให้น้อย
ที่สุดเพ่ือให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด แต่อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมีน้ันเป็นอีกวิธีหน่ึงท่ีผู้ปลูกส่วนใหญ่นิยมใช้
เน่อื งจากมีประสิทธิภาพในการควบคมุ โรค เหน็ ผลเรว็ การเลอื กใชส้ ารเคมีน้นั ข้ึนอยกู่ ับชนดิ ของเช้ือโรค ชนิดพืช
และพื้นทีป่ ลูก การใช้สารเคมีตอ้ งมกี ารใช้อย่างถกู วธิ ีเพ่ือช่วยปอ้ งกนั และทำ� ลายเช้ือโรคให้น้อยลงจนถงึ ในระดับ
ท่ีไม่มีผลต่อการผลติ ซง่ึ การใชส้ ารเคมสี ามารถปฏิบัติไดห้ ลายวธิ ี เช่น
1. การพน่ สารเคมีกับพชื สว่ นเหนอื ดิน (ใบ ดอก ผล และลำ� ต้น) ด้วยสารเคมรี ูปแบบต่าง ๆ เช่น ของเหลว
ผง นำ้�
2. การจุ่ม แช่ คลกุ เคลอื บ ส่วนขยายพนั ธ์ุของพชื
3. การคลกุ ราด รม อบดนิ ซง่ึ ขน้ึ กบั ปจั จยั ตา่ ง ๆ เชน่ ลกั ษณะดนิ อณุ หภมู ดิ นิ และความชนื้ ในดนิ เปน็ ตน้
4. การทาแผล หรือฉดี เข้าลำ� ต้นพืช เพือ่ ควบคมุ เนื้อเยอ่ื พชื ส่วนที่เปน็ โรคไมใ่ หล้ ุกลาม
5. การใช้สารเคมคี วบคุมโรคพชื หลงั การเก็บเก่ยี ว
6. การดัดแปลงธาตุอาหาร เป็นการปรับธาตุอาหารพืชในดินเพ่ือให้พืชมีความต้านทานต่อโรค เช่นการ
ใส่ปยุ๋ ไนโตรเจนในปรมิ าณน้อยเพือ่ ต้านทานโรคมากขนึ้ การใสธ่ าตุแคลเซยี มโบรอน
ปจั จบุ ันมสี ารเคมหี ลายชนิดทีน่ ำ� มาใชร้ ว่ มในระบบการจัดการโรคพืชโดยวธิ ีผสมผสาน ซึง่ มักเน้นสารเคมี
ท่ีมีความปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมสูง นอกจากน้ันการจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสานมี
ความจ�ำเป็นอย่างย่ิงในการมีความรู้ความเข้าใจถึงการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง เพื่อให้น�ำไปสู่การจัดการโรคพืช
อยา่ งยั่งยืนในท่ีสดุ
220 หลกั การควบคมุ โรคพืช
Principles of Plant Disease Control
ตัวอยา่ งผลการศกึ ษาวจิ ยั การควบคมุ โรคและศัตรูพชื แบบผสมผสานในถั่วเหลอื งฝกั สด
1. ตารางสรปุ แผนการปฏบิ ตั งิ านระบบการจดั การศตั รพู ชื ในการผลติ ถวั่ เหลอื งฝกั สด (สดุ ฤดี และคณะ, 2551)
อายพุ ชื กจิ กรรม วตั ถปุ ระสงค์
ก่อนปลูก - ไถพรวน 1-2 ครั้ง ยกสนั รอ่ งกวา้ ง 50 - ให้แสงอาทิตย์ท�ำลายสว่ นขยายพนั ธุ์ของ
วนั ปลูก เซนติเมตร ส�ำหรับปลูก 1 แถว หรือ เชือ้ โรค
ยกรอ่ งหา่ งกนั 1-1.2 เมตร มพี น้ื ทส่ี นั แปลง - ปรับโครงสร้างดนิ ยอ่ ยใหเ้ มด็ ดินมเี ล็กลง
7 วนั หลงั ปลกู 50-60 เซนตเิ มตร สำ� หรบั ปลกู 2 แถว ถ่ายเทอากาศดี มผี ลตอ่ ปฏิกริ ยิ าในดนิ
- ปรบั ค่าความเปน็ กรด-ด่างของดิน และการท�ำงานของ จลุ ินทรีย์ท่ีเป็น
ประมาณ 6.0-6.5 ประโยชนใ์ นดนิ
- ลดจ�ำนวนประชากรวัชพืช
- รองพน้ื ดว้ ยป๋ยุ 15-15-15 อัตรา 20 - เพื่อสำ� รองธาตอุ าหารหลกั ท่ีจ�ำเปน็ ตอ่
กิโลกรัม/ไร่ การเจรญิ เติบโตของพชื
- คลกุ เมล็ดพนั ธุ์ AGS292 ดว้ ยแบคทีเรีย - ฆา่ เชอื้ โรคทผี่ วิ เมลด็ ควบคมุ โรคทร่ี ะบบราก
KPS46 (ความเขม้ ขน้ 1x106 cfu /มลิ ลลิ ติ ร รวมท้ังเชือ้ โรคท่ีมอี ย่ใู นดนิ ตลอดจน
ผสมสารจับใบ Tension T7 อัตราส่วน ส่งเสริมการเจรญิ เตบิ โต และกระต้นุ ภูมิ
0.01 % (ใช้ 1 หยด/ของเหลวเซลล์ ตา้ นทานพชื
แบคทเี รยี 500 มิลลิลติ ร) อัตราสว่ น - ควบคมุ แมลงในระยะตน้ กล้า
แบคทเี รยี 100 มลิ ลลิ ติ ร /เมลด็ 1 กโิ ลกรัม
รว่ มกบั สารควบคมุ แมลงอิมิดาโคลพริด
อตั รา 2 กรมั / เมลด็ 1 กโิ ลกรมั คลกุ เคลา้
ใหเ้ ขา้ กนั นาน 3-5 นาที แล้วปลูกทนั ที
- ระยะปลูก 25x50 เซนตเิ มตร หลมุ ละ
3 เมล็ด และถอนแยกเหลอื หลุมละ 2 ต้น
โดยใชเ้ มลด็ พันธ์ุ 12-15 กิโลกรัม/ไร่
- พ่นสารก�ำจดั วชั พชื ชนิดก่อนงอก อัตรา - เพ่ือควบคุมวัชพืชท่ีจะงอกจากเมล็ด
120 กรัมสารออกฤทธ/ิ์ น�้ำ 80 ลติ ร หรอื
เพนดเิ มทาลิน อัตรา 450-500 มลิ ลลิ ิตร/
น้ำ� 80 ลติ ร/พน้ื ทปี่ ลกู 1 ไร่
- วเิ คราะหก์ ารเกดิ โรคระยะตน้ กล้า ได้แก่ - เตรยี มการควบคมุ โรค
แอนแทรคโนส เนา่ คอดิน รากเนา่ โคนเน่า
- ส�ำรวจแมลงศตั รรู ะยะกอ่ นตดิ ฝัก ไดแ้ ก่ - ปอ้ งกนั ก�ำจัดแมลงศัตรถู ัว่ เหลืองฝกั สด
หนอนแมลงวนั เจาะตน้ ถ่วั หนอนมว้ นใบ ระยะก่อนติดฝัก
แมลงหว่ีขาว เพลยี้ อ่อน หนอนกระทู้ผกั
กระท้หู อม
- พน่ ไซเพอรเ์ มทรนิ 35% EC 8 มลิ ลลิ ติ ร/ - ใชส้ ารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั แมลงเทา่ ทจ่ี ำ� เป็น
น�้ำ 20 ลติ ร เมอื่ แมลงเกนิ ระดบั การตดั สนิ ใจ เพื่อลดตน้ ทนุ และสารเคมีตกคา้ ง
บทที่ 14 การจัดการโรคพชื โดยวธิ ผี สมผสาน 221
ดร.ติยากร ฉัตรนภารัตน์
อายุพืช กิจกรรม วัตถุประสงค์
15 วัน หลังปลกู - วิเคราะห์การเกิดโรคระยะต้นกล้า ไดแ้ ก่ - เตรยี มการควบคุมโรค
แอนแทรคโนส เน่าคอดนิ รากเนา่ โคนเนา่
21 วนั หลงั ปลกู - สำ� รวจแมลงศัตรรู ะยะกอ่ นตดิ ฝกั ไดแ้ ก่ - ปอ้ งกนั ก�ำจัดแมลงศัตรูถ่วั เหลืองฝกั สด
30 วัน หลงั ปลกู หนอนแมลงวันเจาะต้นถวั่ หนอนม้วนใบ ระยะกอ่ นตดิ ฝกั
แมลงหว่ีขาว เพลย้ี ออ่ น เพลี้ยจกั จ่ัน
หนอนกระท้ผู กั และหนอนกระทู้หอม
- พ่น อะเซททามพิ ริด 35 % SP 5 กรัม/ - ใชส้ ารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั แมลงเทา่ ทจ่ี ำ� เป็น
นำ�้ 20 ลติ ร เมอ่ื แมลงเกนิ ระดบั การตดั สนิ ใจ เพ่อื ลดต้นทนุ และสารเคมีตกค้าง
- พน่ แบคทีเรีย KPS46 (ความเขม้ ข้น - ป้องกนั หรอื ควบคมุ โรคที่ใบ ลำ� ตน้ และ
1x108 cfu /มิลลลิ ิตร ผสมสารจับใบ สว่ นเหนือดนิ ของพชื ทง้ั หมด สามารถ
Tension T7 0.01 % (ใช้ 1 หยด/ ทดแทนและ/หรือรว่ มกับการใชส้ ารเคมี
ของเหลวเซลล์แบคทเี รีย 500 มลิ ลลิ ิตร) ควบคุมโรคพชื
โดยผสมน้�ำอตั ราส่วนแบคทีเรยี 250
มลิ ลลิ ติ ร/นำ้� 15 ลติ ร พน่ ใหท้ ว่ั ตน้ ถว่ั เหลอื ง
- วิเคราะหก์ ารเกดิ โรคระบาดต่าง ๆ - เตรยี มการควบคมุ โรค
- ส�ำรวจแมลงศัตรูระยะกอ่ นตดิ ฝัก ไดแ้ ก่ - ป้องกนั ก�ำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลอื งฝักสด
หนอนแมลงวันเจาะตน้ ถวั่ หนอนม้วนใบ ระยะกอ่ นติดฝัก
แมลงหวี่ขาว เพลย้ี อ่อน เพลี้ยจกั๊ จั่น
หนอนกระทู้ผัก และหนอนกระทู้หอม
- พน่ ไซเพอรเ์ มทรนิ 35 % EC 8 มลิ ลลิ ติ ร/ - ใชส้ ารเคมปี อ้ งกนั กำ� จดั แมลงเทา่ ทจ่ี ำ� เปน็
น้�ำ 20 ลิตร เม่ือแมลงเกินการตดั สนิ ใจ เพ่อื ลดต้นทุน และสารเคมีตกค้าง
- วเิ คราะหก์ ารเกิดโรคระบาดตา่ ง ๆ - เตรยี มการควบคมุ โรค
- สำ� รวจแมลงศตั รูระยะก่อนตดิ ฝกั ได้แก่ - ป้องกันกำ� จดั แมลงศัตรถู วั่ เหลอื งฝกั สด
หนอนแมลงวนั เจาะตน้ ถ่ัว หนอนมว้ นใบ ระยะกอ่ นตดิ ฝกั
แมลงหวี่ขาว เพลย้ี ออ่ น เพลย้ี จ๊กั จัน่
หนอนกระทผู้ กั และหนอนกระทูห้ อม
- พน่ อะเซททามิพริด 35 % SP 5 กรมั /นำ้� - ใชส้ ารเคมีป้องกันกำ� จัดแมลงเทา่ ท่ี
20 ลิตร เมื่อแมลงเกิน ระดับการตดั สนิ ใจ จ�ำเปน็ เพือ่ ลดตน้ ทุน และสารเคมีตกค้าง
- พ่นแบคทเี รยี KPS46 (ความเขม้ ขน้ - ปอ้ งกันหรอื ควบคุมโรคที่ใบ ลำ� ตน้ และ
1x108 cfu /มิลลลิ ิตร ผสมสารจบั ใบ ส่วนเหนอื ดนิ ของพชื ทัง้ หมด สามารถ
Tension T7 0.01 % (ใช้ 1 หยด/ ทดแทนและ/หรือร่วมกบั การใช้สารเคมี
ของเหลวเซลลแ์ บคทีเรยี 500 มลิ ลิลติ ร) ควบคุมโรคพืช
โดยผสมน้ำ� อตั ราสว่ นแบคทเี รีย 250
มลิ ลลิ ติ ร/นำ้� 15 ลติ ร พน่ ใหท้ ว่ั ตน้ ถว่ั เหลอื ง
222 หลักการควบคุมโรคพืช
Principles of Plant Disease Control
อายุพชื กจิ กรรม วัตถุประสงค์
37 วนั หลังปลูก - พน่ สารสกดั จากสาหรา่ ย (Goemar
45 วนั หลงั ปลกู BM86) อตั รา 30 มลิ ลลิ ติ ร/นำ้� 20 ลติ ร
ผสมกบั แคลเซยี มโบรอน (Sorba-spray)
อตั รา 20 มลิ ลลิ ติ ร/นำ้� 20 ลติ ร
- ใสป่ ยุ๋ 15-15-15 อตั รา 30 กิโลกรัม/ไร่ - เพ่ิมธาตอุ าหารหลกั และธาตอุ าหารเสริม
ใหก้ บั ถ่วั เหลืองฝกั สด
- ทำ� รนุ่ - กำ� จดั วชั พชื ดว้ ยวธิ กี ล แทนการใชส้ ารเคมี
กำ� จดั วชั พชื
- วเิ คราะห์การเกดิ โรคระบาดตา่ ง ๆ - เตรียมการควบคมุ โรค
- ส�ำรวจปรมิ าณแมลงหวขี่ าว พาหะนำ� - ปอ้ งกันกำ� จดั แมลงศตั รูถั่วเหลอื งฝกั สด
โรคไวรสั และแมลงศตั รูระยะติดฝกั ไดแ้ ก่ ระยะติดฝกั
หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะฝัก และ
มวนเจาะดดู ฝกั
- พน่ เมธโทมลิ 40 % SP 35 กรัม/นำ�้ 20 - ใชส้ ารเคมปี ้องกนั ก�ำจดั แมลงเทา่ ท่ี
ลติ ร เมือ่ แมลงเกินระดับการตดั สนิ ใจ จ�ำเป็น เพอ่ื ลดต้นทุน และสารเคมีตกค้าง
- วิเคราะห์การเกดิ โรคระบาดตา่ ง ๆ - เตรียมการควบคมุ โรค
- สำ� รวจปริมาณแมลงหวข่ี าว พาหะนำ� - ปอ้ งกนั กำ� จัดแมลงศัตรถู ั่วเหลอื งฝักสด
โรคไวรสั และแมลงศัตรูระยะติดฝกั ได้แก่ ระยะตดิ ฝัก
หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะฝัก และ
มวนเจาะดูดฝกั
- พ่นอะเซททามพิ ริด 35 % SP 5 กรมั /น้�ำ - ใชส้ ารเคมีป้องกันก�ำจัดแมลงเท่าที่
20 ลิตร เมื่อแมลงเกนิ ระดบั การตัดสนิ ใจ จ�ำเป็น เพ่ือลดต้นทุน และสารเคมีตกค้าง
- ใสป่ ุ๋ย 15-15-15 อตั รา 15 กโิ ลกรัม/ไร่ - เพิม่ ธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารเสริม
- พน่ แบคทเี รีย KPS46 (ความเข้มขน้ ให้กับถ่ัวเหลืองฝักสด
1x108 cfu /มิลลลิ ติ ร ผสมสารจบั ใบ - ป้องกันหรือควบคมุ โรคที่ใบ ลำ� ตน้ และ
Tension T7 0.01 % (ใช้ 1 หยด/ สว่ นเหนอื ดนิ ของพชื ทั้งหมด สามารถ
ของเหลวเซลลแ์ บคทเี รยี 500 มิลลิลิตร) ทดแทนและ/หรือร่วมกบั การใชส้ ารเคมี
โดยผสมน�้ำอัตราส่วนแบคทีเรีย 250 ควบคมุ โรคพืช
มลิ ลลิ ติ ร/นำ�้ 15 ลติ ร พน่ ใหท้ ว่ั ตน้ ถว่ั เหลอื ง
- พน่ สารสกัดจากสาหรา่ ย (Goemar
BM86) อัตรา 30 มิลลิลิตร/น�ำ้ 20 ลติ ร
ผสมกบั แคลเซียมโบรอน (Sorba-spray)
อัตรา 20 มลิ ลิลิตร/น้ำ� 20 ลติ ร
บทที่ 14 การจัดการโรคพชื โดยวธิ ผี สมผสาน 223
ดร.ตยิ ากร ฉัตรนภารตั น์
อายุพชื กจิ กรรม วตั ถปุ ระสงค์
50 วัน หลังปลูก - วิเคราะหก์ ารเกิดโรคระบาดตา่ ง ๆ - เตรียมการควบคมุ โรค
56 วนั หลงั ปลูก - สำ� รวจปรมิ าณแมลงหวขี่ าว - ปอ้ งกันก�ำจดั แมลงศตั รูถ่วั เหลอื ง
63-65 วัน พาหะนำ� โรคไวรสั และแมลงศตั รูระยะติด ฝักสดระยะติดฝัก
หลงั ปลูก ฝัก ได้แก่ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะ
ฝกั และมวนเจาะดูดฝัก
- พน่ สารสกดั สะเดาไทยหมายเลข 111 - ไมใ่ ช้สารเคมี เมื่อถ่ัวเหลืองฝกั สดอายุ
เมือ่ แมลงเกนิ ระดับเศรษฐกจิ 50 วนั จนถงึ เกบ็ เกีย่ ว
- วิเคราะห์การเกดิ โรคระบาดตา่ ง ๆ - เตรยี มการควบคุมโรค
- สำ� รวจปริมาณแมลงหวีข่ าว พาหะน�ำ - ป้องกนั ก�ำจดั แมลงศตั รูถ่ัวเหลืองฝกั สด
โรคไวรสั และแมลงศัตรูระยะตดิ ฝกั ไดแ้ ก่ ระยะติดฝกั
หนอนเจาะสมอ ฝ้าย หนอนเจาะฝกั และ
มวนเจาะดูดฝัก
- พ่นสารสกัดสะเดาไทยหมายเลข 111 - ไม่ใช้สารเคมี เมือ่ ถ่วั เหลอื งฝักสดอายุ
เมื่อแมลงเกินระดบั เศรษฐกิจ 50 วัน จนถงึ เก็บเก่ยี ว
- เก็บเกย่ี วผลผลิต - เพอื่ ส่งขายโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป
- คัดแยกฝกั ทไี่ ดม้ าตรฐาน และสมุ่ วเิ คราะห์ - เพื่อควบคมุ คุณภาพผลผลิต
ความหวาน และสารพษิ ตกค้าง
224 หลักการควบคมุ โรคพชื
Principles of Plant Disease Control
บรรณานุกรม
สุดฤดี ประเทืองวงศ์. 2542. เทคโนโลยีโรคพืช การจัดการและการป้องกันก�ำจัดโรคสับปะรด. เอพลัสมีเดีย
กรงุ เทพฯ. 100 น.
สดุ ฤดี ประเทอื งวงศ์ วลิ าวรรณ์ เชอื้ บญุ สพุ จน์ กาเซม็ และ จารวุ ฒั น์ เถาธรรมพทิ กั ษ.์ 2550. โปรแกรมการจดั การ
ศัตรูพชื แบบผสมผสานเพ่ือการผลติ พืชตระกูลกะหล่ำ� คุณภาพท่กี าญจนบรุ ี. ใน รายงานการประชมุ วชิ าการ
อารักขาพืช คร้ังที่ 8. พษิ ณโุ ลก. หนา้ 405 - 421.
สดุ ฤดี ประเทอื งวงศ์ สรุ เชษฐ์ จามรมาน สมศริ ิ แสงโชติ วบิ ลู ย์ จงรตั นเมธกี ลุ ทศพล พรพรหม และศรเี มฆ ชาวโพงพาง.
2551. ระบบการจัดการศตั รูพชื สำ� หรบั ถ่ัวเหลืองฝักสด. คณะเกษตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์ 64 น.
สุดฤดี ประเทืองวงศ.์ 2552. เอกสารประกอบการฝกึ อบรมเชงิ ปฏิบัตกิ ารเพื่อการพฒั นาศกั ยภาพหมอพืชชุมชน
(รุ่นท่ี 1) จัดโดยหน่วยวิจัยและบริการโรคพืช ภาควิชาโรคพืช สนับสนุนโดย โครงการบริการวิชาการและ
ถา่ ยทอดเทคโนโลยที างด้านการเกษตร คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ วนั ที่ 12 กรกฏาคม 2552
ณ องคก์ ารบริหารส่วนต�ำบลบางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
Agrios, G.N. 2005. Plant Pathology. 5th. ed. Academic Press, Inc., New York. 922 p.
Boller, E.F., Avilla, J., Joerg, E., Malavolta, C., Wijnands, F.G. and Esbjerg, P. 2004. Guidelines for
integrated production—principles and technical guidelines, 3rd edition. IOBC/WPRS Bull 27.
Bottrell, D.G. 1979. Integrated Pest Management. Council on Environmental Quality, US
Government Printing Office, Washington, DC, USA. 120 p.
Bounds, R. S., Hausbeck, M. K., and Podolsky, R. H. 2006. Comparing disease forecasters for
timing fungicide sprays to control foliar blight on carrot. Plant Dis. 90:264-268.
Byrne, J. M., Hausbeck, M. K., and Latin, R. X. 1997. Efficacy and economics of management
strategies to control anthracnose fruit rot in processing tomatoes in the Midwest. Plant Dis.
81:1167-1172.
Carlson, G.A. and Headley, J. C. 1987. Economic aspects of integrated pest management
threshold determination. Plant Dis. 71:459-462.
Fry, W.E. 1982. Principle of Plant Disease Management. Academic Press. New York. 378 p.
Hill, S. N., and Hausbeck, M. K. 2008. Evaluation of TOM-CAST in timing fungicide sprays for
management of Alternaria blight on American ginseng. Plant Dis. 92:1611-1615.
Mahlein, A.-K. 2016. Plant disease detection by imaging sensors – Parallels and specific
demands for precision agriculture and plant phenotyping. Plant Dis. 100:241–251
Meyer, M. P., Hausbeck, M. K., and Podolsky, R. 2000. Optimal fungicide management of purple
spot of asparagus and impact on yield. Plant Dis. 84:525-530.
Prathuangwong S., S. Kasem, C. Preecha, W. Chuaboon, N. Hiromitsu, and K. Suyama. 2006.
Biological control and crop improvement against cauliflower diseases with new potential
microorganisms and bioproducts. Proc. ISSAAS International Congress. Kualalumpur. pp 23-24.
Prathuangwong S., W. Chuaboon, S. Kasem, V. Pitiyont, B. Pitiyont, N. Hiromitsu and K. Suyama.
2007. Integrating bacterial antagonist and plant extract for managing disease and insect of
Chinese kale. Proc. ISSAAS International Congress. Malaysia. pp 36.
บทที่ 14 การจัดการโรคพืชโดยวิธีผสมผสาน 225
ดร.ติยากร ฉตั รนภารตั น์
ปฏบิ ตั กิ าร
การจดั การโรคพืชโดยวิธผี สมผสาน
ให้นิสิตสรุปและวิเคราะห์ระบบการจัดการศัตรูพืชในการผลิตถั่วเหลืองฝักสดจากตารางสรุปแผนการ
ปฏิบัตงิ านระบบการจัดการศัตรูพืชในการผลิตถว่ั เหลืองฝกั สด ข้างตน้ วา่ โปรแกรมดงั กล่าวประกอบไปดว้ ย
1. ใช้หลกั การการควบคุมโรคพืชขอ้ ใดบ้าง
2. ใชห้ ลักการการจัดการโรคพืชโดยวธิ ผี สมผสานข้อใดบา้ ง
3. ใช้วิธกี ารควบคมุ โรคพชื ขอ้ ใดบ้าง
226 หลักการควบคุมโรคพชื
Principles of Plant Disease Control