The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ครุนิพนธ์ฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suwichada Raksin, 2023-02-28 00:49:12

ครุนิพนธ์ฉบับสมบูรณ์

ครุนิพนธ์ฉบับสมบูรณ์

42 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การดำเนินการวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ผู้วิจัยได้ดำเนินการ วิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาค้นคว้า โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.3 การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพเครื่องมือ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษางานวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน วัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์ ปีการศึกษา 2565 นักเรียนจำนวน 133 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษางานวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2/3 นักเรียนจำนวน 43 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


43 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล 3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้ทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3.2.2 แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยการใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 แผนการเรียนรู้เป็นระยะเวลา 9 ชั่วโมง 3.3 การสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพเครื่องมือ การวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแผนการจัดการเรียนรู้ ในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง และหาประสิทธิภาพเครื่องมือ ดังนี้ 3.3.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างขึ้นโดยใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียน และ แบบทดสอบหลังเรียน มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน รวมทั้งหมด 20 คะแนน ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู้ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ จำนวน 1 ชุด โดยแบบทดสอบได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาไทยตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา จำนวน 3 คน เพื่อตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (Item Object Congruence) ผลสรุปการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (Item Object Congruence) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 จำนวน 20 ข้อ รายละเอียดดังตารางที่ 2


44 ตารางที่ 1 ตารางแสดงผลการประเมินความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่าน จับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ( = 3) รายการ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC สรุปผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 ข้อที่ 1 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 2 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 3 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 4 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 5 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 6 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 7 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 8 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 9 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 10 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 11 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 12 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 13 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 14 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 15 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 16 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 17 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 18 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 19 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ ข้อที่ 20 +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ เฉลี่ยรวม 1.00


45 3.3.2 แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค การเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีขั้นตอนในการสร้าง ดังนี้ 1) ศึกษาข้อมูลจากตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในส่วนของมาตรฐาน การเรียนรู้และ ตัวชี้วัด สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนําไปใช้ ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน 2) ศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ จากหนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐานภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 3) ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี หลักการ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยเทคนิคการ จัดการเรียนรู้KWL Plus 4) วิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 แผนการเรียนรู้แผนการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง โดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 2 ชั่วโมง รวมเป็นระยะเวลา 9 ชั่วโมง รายละเอียดดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ตารางแสดงเนื้อหาของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้ เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาที่สอน จำนวน/ชั่วโมง (คาบ) 1 แบบทดสอบก่อนเรียนเรื่อง การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ 1 2 การอ่านจับใจความสำคัญ 1 3 การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน 2 4 การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ 2 5 การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น 2 6 แบบทดสอบหลังเรียนเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ 1


46 5) นำแผนการจัดการเรียนรู้เสนอต่อครูพี่เลี้ยงเพื่อตรวจสอบความถูกต้องด้านเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ ภาระงาน สื่อการเรียนรู้แหล่งการเรียนรู้ การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 6) นำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 6.1) นางสาวฐานิดา โสดาจันทร์ตำแหน่งครู คศ. 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) 6.2) นางสาวฐิติมา ฉิมพลีสวรรค์ตำแหน่งครู ค.ศ. 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) 6.3) นางสาวเกษราภรณ์ ออมชมภูตำแหน่งครู คศ. 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) เพื่อประเมินความถูกต้องของเนื้อหาสาระ ความเหมาะสมระหว่างเนื้อหาสาระกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาและ วัตถุประสงค์ของแผนการจัดการเรียนรู้ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์การประเมิน ดังนี้ +1 คือ เห็นด้วยว่าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหา 0 คือ ไม่แน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหา -1 คือ ไม่เห็นด้วยว่าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหา ผลสรุปการประเมินของผู้เชี่ยวชาญได้ค่าความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการ อ่านจับใจสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus มีค่า IOC เท่ากับ 1.00 ซึ่งผ่านตามเกณฑ์ค่าดัชนีความ สอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป รายละเอียดดังตารางที่ 3


47 ตารางที่ 3 ตารางผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการ อ่านจับใจสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ( = 3) ข้อ รายการประเมิน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม ค่า IOC สรุปผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1. ด้านสาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด 1.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ในหลักสูตร +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 1.2 สอดคล้องกับเนื้อหาการเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 2. ด้านเนื้อหา 2.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ในหลักสูตร +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 2.2 มีความยากง่ายพอเหมาะ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 2.3 เหมาะสมกับเวลาและวัยของ ผู้เรียน +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 2.4 สอดคล้องกับการวัดและ ประเมินผล +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 3. ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ในหลักสูตร +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 3.2 กิจกรรมสอดคล้องกับเนื้อหาการ เรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 3.3 มีความถูกต้องตามกระบวนการ จัดเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 4. ด้านสื่อการเรียนการสอน 4.1 สื่อมีความสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 4.2 สื่อมีความสอดคล้องกับเนื้อหา การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 4.3 สื่อสอดคล้องกับกระบวนการจัด เรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง


48 ตารางที่ 3 ตารางผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการ อ่านจับใจสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ( = 3) (ต่อ) ข้อ รายการประเมิน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม ค่า IOC สรุปผล คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 5. ด้านการวัดและประเมินผล 5.1 มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 5.2 มีความสอดคล้องกับกักระบวน การจัดเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง 6. ด้านการใช้ภาษา 6.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus มีการ ใช้ภาษาที่ถูกต้อง เหมาะสม +1 +1 +1 3 1 สอดคล้อง เฉลี่ยรวม 1.00 กําหนดค่าความสอดคล้อง 0.5 ขึ้นไปผ่านเกณฑ์ ผลเฉลี่ยรวมของคุณภาพความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 สามารถนําไปใช้ในการ แก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญได้ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูล โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1) ผู้วิจัยได้ดำเนินการให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบก่อนเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ เพื่อวัดผลก่อนเรียน 2) ผู้วิจัยดำเนินการทดลองโดยใช้แผนการการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจสำคัญ โดยใช้ เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่เลือกไว้ 1 ห้องเรียน จำนวน 43 คน โดยใช้เวลาในการเรียนจำนวน 7 คาบ 3) หลังสิ้นสุดการทดลอง ผู้วิจัยนำแบบทดสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบที่ใช้ในการทดสอบ ก่อนเรียนมาใช้กับกลุ่มตัวอย่างเดิมอีกครั้ง เพื่อวัดผลการสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้


49 4) ผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทาง สถิติเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐานและเพื่อสรุปการ ทดลองดังนี้ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังเรียน โดยการ หาค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญดีก่อนและหลังเรียน โดยใช้การทดสอบ ค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน (t–test Dependent Sample) 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.6.1 สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ วิเคราะห์ความเที่ยงตรงของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญด้วยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Objective Congruence : IOC) (ปราสาท เนืองเฉลิม, 2556 : 190 ) การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง = ∑ ∑ คือ ผลรวมคะแนนจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด คือ ค่าความสอดคล้องของนวัตกรรมและสภาพปัญหาในชั้นเรียน


50 3.6.2 ค่าสถิติพื้นฐาน 1) วิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังเรียนโดยใช้ ค่าเฉลี่ย (̅) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2538 :73) การหาค่าเฉลี่ย ̅= ∑ ̅ คือ ค่าเฉลี่ย ∑ คือ ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด คือ จำนวนของข้อมูลทั้งหมด 2) วิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์การการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังเรียน โดย ใช้ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2538 :79) การหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน .. = √∑ 2 − (∑) 2 ( − 1) .. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ ข้อมูล คือ จำนวนข้อมูลทั้งหมด ∑ คือ ผลรวม


51 3.6.3 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังเรียน โดยใช้การ ทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน (t–test Dependent Sample) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2538 : 100 - 106) ค่าสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบค่าวิกฤติในการแจกแจงเพื่อทราบความมีนัยสำคัญ = ∑ √ ∑2 − (∑) 2 ( − 1) df = n-1 คือ ค่าสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบค่าวิกฤติในการแจกแจงเพื่อทราบ ความมีนัยสำคัญ คือ ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ คือ จำนวนคู่ของข้อมูล ∑ คือ ผลรวม


52 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การดำเนินการวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) จำนวน 43 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัยได้เสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิจัยข้อมูล 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิจัยข้อมูล การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิด ความเข้าใจในการแปลความหมายของการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ คือ จำนวนกลุ่มเป้าหมาย ̅ คือ ค่าเฉลี่ย .. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คือ ข้อมูล คือ ค่าสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบค่าวิกฤติในการ แจกแจงเพื่อทราบความมีนัยสำคัญ คือ ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ คือ จำนวนคู่ของข้อมูล df คือ ชั้นของความอิสระ * คือ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


53 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus ก่อนและหลังเรียน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตารางที่ 4 ตารางแสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอ่านจับใจความ สำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus ก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คะแนนทดสอบ ก่อนเรียน (20 คะแนน) คะแนนทดสอบ หลังเรียน (20 คะแนน) ผลต่าง ของคะแนน การทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน (∑) ผลต่าง ของคะแนน การทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน (∑) นักเรียนคนที่ 1 7 15 8 64 นักเรียนคนที่ 2 8 15 7 49 นักเรียนคนที่ 3 7 16 9 81 นักเรียนคนที่ 4 5 15 10 100 นักเรียนคนที่ 5 5 15 10 100 นักเรียนคนที่ 6 7 15 8 64 นักเรียนคนที่ 7 8 14 6 36 นักเรียนคนที่ 8 8 15 7 49 นักเรียนคนที่ 9 9 15 6 36 นักเรียนคนที่ 10 7 15 8 64 นักเรียนคนที่ 11 4 14 10 100


54 ตารางที่ 4 ตารางแสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอ่านจับใจความ สำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus ก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ต่อ) กลุ่มตัวอย่าง คะแนนทดสอบ ก่อนเรียน (20 คะแนน) คะแนนทดสอบ หลังเรียน (20 คะแนน) ผลต่าง ของคะแนน การทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน (∑) ผลต่าง ของคะแนน การทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน (∑) นักเรียนคนที่ 12 6 14 8 64 นักเรียนคนที่ 13 3 17 14 196 นักเรียนคนที่ 14 7 18 11 121 นักเรียนคนที่ 15 8 16 8 64 นักเรียนคนที่ 16 10 16 6 36 นักเรียนคนที่ 17 9 15 9 81 นักเรียนคนที่ 18 8 16 8 64 นักเรียนคนที่ 19 8 17 9 81 นักเรียนคนที่ 20 8 18 10 100 นักเรียนคนที่ 21 6 15 9 81 นักเรียนคนที่ 22 7 14 7 49 นักเรียนคนที่ 23 5 16 11 121 นักเรียนคนที่ 24 8 15 7 49 นักเรียนคนที่ 25 8 16 8 64 นักเรียนคนที่ 26 9 18 9 81 นักเรียนคนที่ 27 7 18 11 121 นักเรียนคนที่ 28 6 17 11 121 นักเรียนคนที่ 29 6 16 10 100 นักเรียนคนที่ 30 9 16 7 49


55 ตารางที่ 4 ตารางแสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอ่านจับใจความ สำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus ก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ต่อ) กลุ่มตัวอย่าง คะแนนทดสอบ ก่อนเรียน (20 คะแนน) คะแนนทดสอบ หลังเรียน (20 คะแนน) ผลต่าง ของคะแนน การทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน (∑) ผลต่าง ของคะแนน การทดสอบ ก่อนเรียน และหลังเรียน (∑) นักเรียนคนที่ 31 9 18 9 81 นักเรียนคนที่ 32 10 17 7 49 นักเรียนคนที่ 33 10 15 5 25 นักเรียนคนที่ 34 10 18 8 64 นักเรียนคนที่ 35 5 14 9 81 นักเรียนคนที่ 36 8 15 7 49 นักเรียนคนที่ 37 9 15 6 36 นักเรียนคนที่ 38 9 18 9 81 นักเรียนคนที่ 39 8 15 7 49 นักเรียนคนที่ 40 9 15 6 36 นักเรียนคนที่ 41 10 17 7 49 นักเรียนคนที่ 42 6 16 10 100 นักเรียนคนที่ 43 6 18 8 64 รวม 322 683 360 3,150 ̅ 7.48 15.88 - - . . 1.15 2.45 - -


56 จากตารางที่ 4.1 พบว่าการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ก่อนและหลังโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus นักเรียนมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย (̅) = 7.48 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (..) = 1.15 นักเรียน มีคะแนนหลังเรียนเฉลี่ย (̅) = 15.88 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (. .) = 2.45 ตารางที่ 5 ตารางแสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ในการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus ก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง df คะแนนเต็ม คะแนน ก่อนเรียน คะแนน หลังเรียน t ̅ . . ̅ . . ผู้เรียน 43 42 20 7.48 1.15 15.88 2.45 28.09* *ค่า t มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ค่าวิกฤตของ t ที่ระดับ .05, df 42 เท่ากับ 1.682) จากตารางที่ 4.2 พบว่าการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิค การเรียนรู้KWL Plus ก่อนเรียนพบว่า คะแนนเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 7.48 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (. .) เท่ากับ 1.15 และหลังเรียนพบว่า คะแนนเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 15.88 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (. .) เท่ากับ 2.45 และเมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า ค่า t ที่คำนวณได้ มีค่าเท่ากับ 28.09 และค่า t ในตาราง เท่ากับ 1.682 ซึ่งค่า t ที่คำนวณได้มีค่า มากกว่า ค่า t ในตาราง ดังนั้นสรุปได้ว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ที่ได้รับ การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


57 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ประกอบด้วยสาระสำคัญดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. สรุปผลและวิเคราะห์ข้อมูล 5. อภิปรายผล 6. ข้อเสนอแนะ 1. วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ปีการศึกษา 2565 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษางานวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน วัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ปีการศึกษา 2565 จำนวน 133 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษางานวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/3 นักเรียนจำนวน 43 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


58 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้ทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2. แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ โดยการใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 แผนการเรียนรู้ เป็นระยะเวลา 9 ชั่วโมง ประกอบด้วย - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านจับใจความสำคัญ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การอ่านจับใจความสำคัญจากบทความ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การอ่านจับใจความสำคัญจากเรื่องสั้น - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 แบบทดสอบหลังเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ 4. สรุปผลและวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปผลการวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) สามารถสรุป ผลการวิจัยได้ดังนี้ การวิจัยเพื่อการแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ปีการศึกษา 2565 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อ่านจับใจความสำคัญสูงขึ้น โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 7.48 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.15 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.88 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.45 จึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) หลังเรียน โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05


59 5. อภิปรายผล จากการศึกษาการวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) สามารถ อภิปรายผล ได้ดังนี้ การวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus พบว่า เมื่อเปรียบเทียบค่า t ที่คำนวณได้ มีค่าเท่ากับ 28.09 และค่า t ในตารางเท่ากับ 1.682 ซึ่งค่า t ที่คำนวณได้มีค่ามากกว่า ค่า t ในตาราง ดังนั้นสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) หลังเรียนโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้KWL Plus สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับ (จิตสุภา เขียวอินทร 2562 : 1) ที่ได้ศึกษางานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค KWL Plus และการสอนแบบปกติ พบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค KWL Plus หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 และ มีความสามารถในการอ่านจับใจความ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญที่ 0.05 และสอดคล้องกับงานวิจัยของ (ชนาภรณ์ ใจซื่อ 2563 : 2) ที่ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ ด้วยเทคนิค KWL Plus กับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบปกติ พบว่า ทักษะการอ่าน จับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังจัดการเรียนรู้สูงกว่า ก่อนจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่า ก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ (นิศารัตน์ พันธ์โสรี 2563 : 2) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค KWL Plus กับ การสอนแบบปกติพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับ วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค KWL Plus สูงกว่าวิธีการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และ ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับวิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค KWL Plus สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05


60 ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus สูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ แสดงว่า การสอนโดยใช้เทคนิค การเรียนรู้ KWL Plus ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความที่สูงขึ้น 6. ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการวิจัยไปใช้ 1.1 ควรเพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการสอนด้วยเทคนิค KWL Plus ให้มีความหลากหลาย เพื่อกระตุ้นความสนใจและตอบสนองการเรียนรู้ของนักเรียน 1.2 การเลือกเนื้อหาในการนำมาใช้จัดการเรียนการสอนต้องเหมาะสมกับวัย ของนักเรียน เพื่อเพิ่มความสนใจในการเรียนรู้ของนักเรียน 1.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในการจับใจความสำคัญ ครูควรใช้บทอ่านที่มีความ หลากหลาย เป็นเรื่องที่นักเรียนให้ความสนใจ และไม่ยากเกินไป 1.4 จัดกิจกรรมการเรียนรู้การฝึกอ่านจับใจความสำคัญควบคู่ไปกับกิจกรรมส่งเสริม การอ่านในห้องสมุดของทางโรงเรียน เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น 2. ข้อเสนอแนะในการทำงานวิจัยครั้งต่อไป 2.1 การนํานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus ไปใช้ในการ จัดการเรียนการสอน โดยบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ เช่น วิชาภาษาอังกฤษ วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นต้น 2.2 ควรศึกษาการใช้เทคนิคการเรียนรู้อื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เทคนิคการเรียนรู้ 5W1H เทคนิคการเรียนรู้ SQ4R และเทคนิคการเรียนรู้ SQP2RS ที่ส่งเสริมความสามารถด้านการ อ่านจับ ใจความของนักเรียน ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus


61 ส่วนที่ 2 แนวปฏิบัติที่ดีตามสมรรถนะ ทางวิชาชีพครู


62 แนวปฏิบัติที่ดีตามสมรรถนะทางวิชาชีพครู ชื่อผลงาน : แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ... การอ่านในชีวิตประจำวัน หลักการและเหตุผล การสร้างศักยภาพให้แก่สถานศึกษาให้มีความพร้อมในการพัฒนาตนเอง เพื่อสอดคล้อง ตามหลัก พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 22 ที่กล่าวไว้ว่า “การจัดการ ศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียน มีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและ เต็มตามศักยภาพ” นั้น นอกจากจะเป็นบทบาทหน้าที่โดยตรงของสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงจะบรรลุวัตถุประสงค์สูงสุด สถานศึกษามีภาระหลักในการพัฒนาหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ การวัด การประเมินผลการศึกษา และ การวิจัยทางการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษาในหลายแนวทาง และหลายรูปแบบ การจัดทำแผนการจัดการเรียนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนและอำนวย ความสะดวกให้ครูผู้สอนจัด กิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูผู้จัดทำแผน การจัดการเรียนรู้ที่ดีไม่เพียงแต่ต้อง เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการสอน และเทคนิคการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ในชั้นเรียนเท่านั้น ต้องมีความเข้าใจหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วสามารถ วิเคราะห์ เชื่อมโยงเนื้อหาและกิจกรรมการ เรียนรู้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัดตามหลักสูตร สามารถสื่อสารความคิดและนำเสนอ ความคิดนั้นออกมาในรูปภาษาเขียนให้ชัดเจนได้ การจัดการ เรียนการสอนของครู ควรจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และคิดหาวิธีพัฒนาตนเองในด้านการสอน ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และเกิดประโยชน์แก่ผู้เรียน ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีเพื่อใช้ในการเรียนการสอน ของแต่ละรายวิชาการจัดการเรียนรู้ จึงมีความจำเป็นเพื่อการจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และสามารถพัฒนาผู้เรียนเพื่อให้สอดคล้องกับยุคศตวรรษที่ 21 ได้ แผนการจัดการเรียนรู้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้สอนในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งผู้สอน จะต้องมีความรู้ความสามารถในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของการ จัดการศึกษาของ หลักสูตรที่กำหนดไว้ ผู้สอนจะต้องหากลยุทธ์และวิธีการในการจัดทำแผน การจัดการเรียนรู้ให้ครบถ้วน ตามองค์ประกอบสำคัญว่าจัดทำแผนอย่างไร จัดทำเพื่อใคร มีเทคนิค และวิธีการอย่างไร ผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร ดังนั้นแผนการจัดการเรียนรู้จึงเปรียบเสมือนเป้าหมาย ความสำเร็จที่ผู้สอนคาดหวังไว้


63 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้สอนได้มีแผนการจัดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปจัดกิจกรรมได้จริง 2. เพื่อให้ผู้สอนสามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ได้ 3. เพื่อให้ผู้สอนมีรูปแบบการจัดการเรียนรู้เฉพาะสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นและต้องการ ความช่วยเหลือพิเศษ 4. เพื่อให้ผู้สอนจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 5. เพื่อให้ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมผู้เรียนให้มีการฝึกทักษะด้านการแสดงออก แสดงความคิดเห็น สรุปองค์ความรู้ นำเสนอผลงานและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ ขอบเขตการศึกษา กลุ่มเป้าหมายประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 171 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนรดกับชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) ห้อง 2/3 รวมทั้งสิ้น 43 คน เนื้อหา หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การอ่านในชีวิตประจำวัน จำนวน 10 ชั่วโมง ประกอบไปด้วย 1. เรื่องที่ 1 การอ่านจับใจความ เวลา 2 ชั่วโมง 2. เรื่องที่ 2 การเขียนผังความคิด เวลา 2 ชั่วโมง 3. เรื่องที่ 3 การอ่านเพื่อวิเคราะห์ เวลา 2 ชั่วโมง 4. เรื่องที่ 4 การอ่านเพื่อประเมินค่า เวลา 2 ชั่วโมง 5. เรื่องที่ 5 การอ่านหนังสือนอกเวลา เวลา 2 ชั่วโมง


64 ความสอดคล้องกับสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการจัดการเรียนรู้ สมรรนะย่อยที่1.1 พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาการจัดการเรียนรู้ สื่อ การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ พฤติกรรมบ่งชี้ 1.1.1 สามารถวิเคราะห์ความสอดคล้องของสาระการ เรียนรู้กับมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตร สถานศึกษา 1.1.2 สามารถวิเคราะห์ความสอดคล้องของสาระ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีปัญญารู้คิดและมีความเป็นนวัตกร สมรรนะย่อยที่1.2 บูรณาการความรู้และศาสตร์การสอนในการวางแผนและจัดการ เรียนรู้ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีปัญญารู้คิด และมีความเป็นนวัตกร พฤติกรรมบ่งชี้ 1.2.1 สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ผู้เรียนให้มีปัญญารู้คิดและมีความเป็นนวัตกร 1.2.2 สามารถจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปตามแผนการจัดการ เรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีปัญญารู้คิดและมีความเป็นนวัตกร สมรรนะย่อยที่1.3 จัดกิจกรรมและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมี ความสุขในการเรียน โดยตระหนักถึงสุขภาวะของผู้เรียน พฤติกรรมบ่งชี้ 1.3.1 สามารถจัดกิจกรรมและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียน 1.3.2 สามารถจัดกิจกรรมและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนโดยตระหนักถึงสุขภาวะของผู้เรียน สมรรนะย่อยที่1.4 ดูแล ช่วยเหลือ และพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคลตามศักยภาพ สามารถรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ พฤติกรรมบ่งชี้1.4.1 สามารถดูแล ช่วยเหลือ และพัฒนาผู้เรียนเป็น รายบุคคลตามศักยภาพ


65 1.4.2 สามารถรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเป็น ระบบ สมรรนะย่อยที่ 1.5 วิจัย สร้างนวัตกรรม และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิด ประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน พฤติกรรมบ่งชี้ 1.5.1 สามารถทำวิจัยที่สอดคล้องกับปัญหาของผู้เรียน 1.5.2 สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการ เรียนรู้ เช่น CAI, google classroom, Kahoot เป็นต้น สมรรนะย่อยที่1.6 ปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์และมีส่วนร่วมใน กิจกรรมวิชาชีพ พฤติกรรมบ่งชี้ 1.6.1 สามารถปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ 1.6.2 มีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนาวิชาชีพ วิธีดำเนินการแนวปฏิบัติที่ดีตามสมรรถนะทางวิชาชีพครู ขั้นตอนวางแผนงาน (Plan : P) 1. กำหนดเนื้อหาที่ใช้ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนดำเนินการ (Do : D) 1. ดำเนินการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผนการเรียนรู้ รวมทั้งสิ้น 10 ชั่วโมง ขั้นตอนการตรวจสอบและประเมินผล (Check : C) 1. ประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญ ครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศ และผู้อำนวยการสถานศึกษา ขั้นตอนปรับปรุงตามผลการประเมิน (Action : A) 1. นำผลการประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์


66 ปัจจัยความสำเร็จของการดำเนินการ 1. เตรียมการสอน 2. การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อใช้ในการสอน/การออกแบบหลักสูตร 3. การทำงานร่วมกันกับนักเรียน 4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนาการสอน 5. จัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ นอกเหนือจากการเรียนรู้ในชั้นเรียน 6. นำคำแนะนำจากผู้เชี่ยวผู้เชี่ยวชาญ ครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศ และผู้อำนวยการสถานศึกษา มาปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ครูผู้สอนจะวางแผนให้เอียดทุกครั้งเพื่อป้องกันความ ผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น


67 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2558). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. คณะกรรมการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์). (2561). หลักสูตร สถานศึกษาโรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์). กรุงเทพมหานคร. คู่มือครูหนังสือเรียน. (2559). หลักภาษาไทยและการใช้ภาษาไทย ม.2. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์ จันทร์เพ็ญ ศิริพันธ์. (2556).การใช้ภาษาไทย. ชุมพร: สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชุมพร. จิตต์นิภา ศรีไสย์. (2555). หลักภาษาและการใช้ภาษาไทย ม.3.กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์ จิรวัฒน์เพชรรัตน์และอัมพร ทองใบ. 2556. การอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต. กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. จิราภรณ์ บุญณรงค์. (2554). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL กับวิธีสอนปกติ. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร. จินดารัตน์ฉัตรสอน. (2558). การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร. จิตสุภา เขียวอินทร. (2561). การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค KWL Plus และ การสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง. จุไรรัตน์ลักษณะศิริ. (2556). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร. จงชัย เจนหัตถการกิจ. (2556). ภาษาไทยใช้NET. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง. ชนาภรณ์ ใจซื่อ. (2563). การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus กับการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ สอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.


68 บรรณานุกรม (ต่อ) นิศารันต์ พันธ์โสรี. (2563). การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค KWL Plus และ การสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ณัฐภัทร ปันปิน. (2559). ผลของการจัดกิจกรรมการสอนอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค KWL Plus ร่วมกับวิธีการอ่านแบบจับคู่ที่มีต่อทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประถมศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. นงเยาว์ ทองกำเนิด. (2558). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชา หลักสูตรการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยบูรพา. นภดล มนตรี. (2561). คู่มือเตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย วิชาเอกภาษาไทย. กรุงเทพฯ : ไฮเอ็ด พับลิชชิ่ง. ประสาท เนืองเฉลิม. (2556). วิจัยการเรียนการสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พาตีฮะส์อาลีมาส๊ะ. (2560). ผลของการจัดการเรียนรู้สาระภาษาอาหรับ โดยใช้เทคนิค KWL Plus ที่มีต่อการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นอิสลามศึกษาตอนกลาง ปีที่ 2 โรงเรียนอาสาสุลดินวิทยา. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหามหาบัณฑิต สาขาวิชา การสอนอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2560). ภาษาไทย การอ่าน. กรุงเทพฯ: สาขาวิชาศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. มาลินีสุทธิเวช. (2561). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิค KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร.


69 บรรณานุกรม (ต่อ) รินทร์ลภัส เฉลิมธรรมวงษ์. (2557). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus.วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร : ชมรมเด็ก. วัชรา เล่าเรียนดี. (2553). นิเทศการสอน. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. วัชรา เล่าเรียน และคณะ. (2560). กลยุทธ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาการคิดและยกระดับ คุณภาพการศึกษา สาหรับศตวรรษที่21. นครปฐม : เพชรเกษมพริ้นติ้งกรุ๊ป. วันวิดา กิจเจา. (2557). การศึกษาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้โดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเทคนิค KWL Plus. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ศศิธร ชวาลไชย. (2554). การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษโดยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบ KWL Plus ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สายใจ ทองเนียม. (2560). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น. สายชล โชติธนากิจ. (2561). การพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความภาษาไทยโดยใช้วิธีการ สอนอ่านแบบ SQ4R ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคูคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัย บูรพา. สมพร แพ่งพิพัฒน์. 2555. ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น. กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2557). การพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน สื่อความ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.


70 บรรณานุกรม (ต่อ) หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน. (2559). หลักภาษาไทยและการใช้ภาษาไทย ม.2. กรุงเทพฯ : อักษร เจริญทัศน์ อรอุรา มุสิกสาร. (2559). ภาษาไทยพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น. อัจฉริยาภรณ์ไล้เลิศ. (2558). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้เทคนิค KWL Plus เรื่อง Food & Drink เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่านจับใจความสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชา หลักสูตรและ การสอน มหาวิทยาลัยนเรศวร. อัมพร ทองใบ. (2561). หลักภาษาไทย ม.4-5-6 (ฉบับปรับปรุงใหม่). นนทบุรี: ธิงค์บียอนด์บุ๊คส๊.


71 ภาคผนวก


72 ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้


73 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 รหัสวิชา ท 22101 รายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การอ่านในชีวิตประจำวัน เวลา 9 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การทดสอบก่อนเรียนการอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 1 ชั่วโมง ชื่อผู้สอน นางสาวสุวิชาดา รักศิลป์ สอนวันที่ ……… เดือน ……… พ.ศ. ……… _____________________________________________________________________ 1. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด การทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญประเภทต่าง ๆ คือ การทดสอบ ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นการประเมินผลเพื่อค้นหาข้อบกพร่องของความรู้พื้นฐานของผู้เรียนเรื่องการอ่าน เพื่อจับใจความสำคัญประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะว่าทุกคนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล การประเมินผลก่อนเรียนนี้จึงมีประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน และสังเกตทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญ จากนิทาน บทความ และเรื่องสั้นของผู้เรียน เพื่อประเมินความสามารถด้านการ อ่านจับใจความสําคัญของผู้เรียน และปรับปรุงพัฒนาความสามารถด้านการอ่านให้ดียิ่งขึ้น 2. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 2.1 มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐานการเรียนรู้ ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไป ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน 2.2 ตัวชี้วัด ท 1.1 ม.1/2 จับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน


74 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านความรู้ (Knowledge : K) 1. นักเรียนสามารถบอกหลักการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน บทความ และ เรื่องสั้นได้ถูกต้อง ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process : P) 1. นักเรียนสามารถทำแบบทดสอบก่อนเรียนจากการจับใจความสำคัญได้ถูกต้อง ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude : A) 1. นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 4. ทักษะ/กระบวนการสอน 1. กระบวนการอ่าน 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. การจับใจความสำคัญจากนิทาน บทความ และเรื่องสั้น 2. ทดสอบก่อนเรียน 5.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น (พิจารณาตามหลักสูตรสถานศึกษา) 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 6.1 ความสามารถในการสื่อสาร 6.2 ความสามารถในการคิด 1. ทักษะการเชื่อมโยง 2. ทักษะการสรุปย่อ 6.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต


75 7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 4. รักความเป็นไทย 8. กระบวนการจัดการเรียนรู้/กิจกรรมการเรียนรู้(ขั้นนํา – ขั้นสอน - ขั้นสรุป) ขั้นนํา 1. ครูชี้แจงจุดประสงค์การเรียนรู้การทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญประเภทต่าง ๆ ดังนี้ 1.1 เพื่อฝึกทักษะการอ่านจับใจสำคัญความจากนิทาน บทความ และเรื่องสั้น ขั้นสอน 1. นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน การอ่านจับใจความสำคัญประเภทต่าง ๆ ซึ่งรวมเนื้อหา นิทาน บทความ และเรื่องสั้น จำนวน 20 ข้อ ขั้นสรุป ครูและนักเรียนสรุปความรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ พร้อมเสนอแนะเนื้อหาบางส่วน ให้กับนักเรียนได้แก้ไขปรับปรุงและเตรียมพร้อมเข้าสู่บทเรียนต่อไป 9. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ -แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญประเภทต่าง ๆ 10. การวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์ ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญประเภทต่าง ๆ แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญประเภทต่าง ๆ ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ สังเกตพฤติกรรมนักเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น ในการทำงาน และรักความเป็นไทย แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์


76 แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับที่ ชื่อ-สกุล ความตั้งใจ ในการทำงาน ความ รับผิดชอบ การตรงต่อ เวลา ตอบคำถาม และแสดง เหตุผล ผลสำเร็จ ของงาน รวม 20 คะแนน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 ลงชื่อ....................................................ผู้ประเมิน ................ /................ /................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 18- 20 ดีมาก 14 - 17 ดี 10 - 13 พอใช้ ต่ำกว่า 10 ปรับปรุง


77 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงใน ช่องที่ตรงกับระดับคะแนน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 1.1 ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาติได้ และอธิบายความหมายของ เพลงชาติ 1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธิและหน้าที่ของนักเรียน 1.3 ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการทำงานกับสมาชิกในโรงเรียน 1.4 เข้าร่วมกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน 1.5 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนา 1.6 เข้าร่วมกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น 2. ซื่อสัตย์ สุจริต 2.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นจริง 2.2 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวที่จะทำความผิด ทำตามสัญญาที่ ตนให้ไว้กับเพื่อน พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง และครู 2.3 ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรง ไม่หาประโยชน์ในทางที่ไม่ถูกต้อง 3. มีวินัย รับผิดชอบ 3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัว และโรงเรียน ตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และรับผิดชอบในการทำงาน 4. ใฝ่เรียนรู้ 4.1 แสวงหาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ 4.2 มีการจดบันทึกความรู้อย่างเป็นระบบ 4.3 สรุปความรู้ได้อย่างมีเหตุผล 5. อยู่อย่าง พอเพียง 5.1 ใช้ทรัพย์สินของตนเอง เช่น สิ่งของ เครื่องใช้ ฯลฯ อย่างประหยัด คุ้มค่า และเก็บรักษาดูแลอย่างดี และใช้เวลาอย่างเหมาะสม 5.2 ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมอย่างประหยัด คุ้มค่า และเก็บรักษาดูแลอย่างดี 5.3 ปฏิบัติตนและตัดสินใจด้วยความรอบคอบ มีเหตุผล 5.4 ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน พร้อมให้อภัยเมื่อผู้อื่นกระทำ ผิดพลาด


78 คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4 3 2 1 5.5 วางแผนการเรียน การทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันบนพื้นฐานของ ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร 5.6 รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสภาพแวดล้อม ยอมรับและ ปรับตัว อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 6. มุ่งมั่นในการ ทำงาน 6.1 มีความตั้งใจและพยายามในการทำงานที่ได้รับมอบหมาย 6.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพื่อให้งานสำเร็จ 7. รักความเป็นไทย 7.1 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย 7.2 เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย 8. มีจิตสาธารณะ 8.1 รู้จักช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทำงาน 8.2 อาสาทำงาน ช่วยคิด ช่วยทำ และแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น 8.3 ดูแล รักษาทรัพย์สมบัติของห้องเรียน โรงเรียน ชุมชน 8.4 เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรียน ลงชื่อ....................................................ผู้ประเมิน ................ /................ /................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 191 - 108 ดีมาก 73 - 90 ดี 54 - 72 พอใช้ ต่ำกว่า 54 ปรับปรุง


79 แบบบันทึกหลังแผนการสอน • ผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… • ปัญหา/อุปสรรค ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… • ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ....................................................ผู้บันทึก ลงชื่อ....................................................ผู้ตรวจ (นางสาวสุวิชาดา รักศิลป์) (นางสาวฐานิดา โสดาจันทร์) ครูผู้สอน ครูพี่เลี้ยง ความเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย • ข้อเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..ผู้ตรวจ (นางสาวกัลฐ์คนางค์ เชื้อแก้วจินดา) รองผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์)


80 แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ คำอธิบาย แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ เป็นแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจ ในการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งครุ (พึ่งสายอนุสรณ์) จำนวน 20 ข้อ คะแนนเต็ม 20 คะแนน เวลา 1 ชั่วโมง คำชี้แจง ข้อสอบฉบับนี้เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีทั้งหมด 20 ข้อ ให้นักเรียนเลือกคำตอบ ที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ข้อใดคือสาระสำคัญของการอ่านจับใจความสำคัญ ก. อ่านเพื่อความรู้ ข. อ่านเพื่อความบันเทิง ค. อ่านเพื่อหาสาระสำคัญของเรื่อง ง. อ่านเพื่อค้นหาแนวทางในการดำเนินชีวิต 2. ประโยคใจความสำคัญ หมายถึงอะไร ก. ประโยคตอนต้นของเรื่อง ข. ประโยคตอนท้ายของเรื่อ ค. ประโยคบอกที่มาของเรื่อง ง. ประโยคที่สรุปเรื่องนั้นไว้ทั้งหมด 3. หลักการอ่านเพื่อจับใจความสำคัญเรียงลำดับอย่างไร ก. อ่าน คิด เขียน เรียบเรียง ข. คิด อ่าน เขียน เรียบเรียง ค. อ่าน คิด เรียบเรียง เขียน ง. คิด เรียบเรียง อ่าน เขียน


81 4. เหตุใดจึงกล่าวว่าการอ่านจับใจความสำคัญเป็นพื้นฐานของการอ่าน ก. เพราะสามารถนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาการอ่าน ข. เพราะสามารถนำไปเป็นต้นแบบของการอ่านที่มีประสิทธิภาพได้ ค. เพราะสามารถนำไปต่อยอดเป็นการวิเคราะห์และประเมินค่าได้ ง. เพราะสามารถนำไปขยายผลเป็นการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนได้ 5. ข้อใดกล่าวถึงใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้องที่สุด ก. ในเรื่องหนึ่งมีใจความสำคัญเพียงใจความเดียว ข. ในเรื่องหนึ่งมีใจความสำคัญหลายใจความและมีพลความประกอบ ค. ในย่อหน้าหนึ่งมีใจความสำคัญใจความเดียวและมีพลความประกอบ ง. ในย่อหน้าหนึ่งมีใจความสำคัญหลายใจความและมีพลความประกอบ 6. ข้อใดคือจุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความสำคัญ ก. เมื่ออ่านแล้วสรุปหรือย่อเรื่องได้ ข. เมื่ออ่านแล้วสามารถจำคําประพันธ์ชนิดต่าง ๆ ได้ ค. เมื่ออ่านแล้วสามารถปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนําได้ ง. เมื่ออ่านแล้วสามารถคาดการณ์และหาความจริงแสดงข้อคิดเห็น 7. “แม่ค้าซื้อผลไม้จากชาวสวนมาขายที่ตลาด เขาซื้อมามาก ๆ เอาใส่รถหรือเรือมาขาย ให้กับเรา” ใจความสำคัญคือข้อใด ก. แม่ค้า ข. ใส่รถหรือเรือ ค. เขาซื้อมามาก ๆ เอาใส่รถหรือเรือ ง. แม่ค้าซื้อผลไม้จากชาวสวนมาขายที่ตลาด


82 8. “ชีวิตก็เหมือนท้องฟ้า บางครั้งก็แจ่มใสบางครั้งก็มืดครึ้ม บางครั้งก็เหน็บหนาว อย่ากังวลอย่า ท้อกับอุปสรรค” ข้อใดคือใจความหลักของข้อความข้างต้น ก. ชีวิตมีสองด้าน ข. สู้กับปัญหา ค. ยอมรับภัยที่เกิดขึ้น ง. ความสุขเป็นสิ่งไม่จีรัง ให้นักเรียนอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคําถามข้อ 9 “พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นโดยยาก เผยแผ่ไปโดยยากและเหลือมาจนกระทั่ง ทุกวันนี้ก็โดยยาก ทำนองเดียวกันกับเพชรอันล้ำค่า ซึ่งย่อมเกิดขึ้นโดยยาก ค้นหาได้ โดยยาก เจียระไนได้โดยยากซื้อ ขายกันได้โดยยาก แม้การเก็บรักษา การทนุถนอมก็ยังยาก เพชรจึงมีราคาแพงกว่าวัตถุทั้งหลาย” 9. ข้อใดคือใจความสำคัญของข้อความข้างต้น ก. เพชรมีค่าควรแก่การครอบครอง ข. เพชรเกิดโดยยากแต่แพร่หลายได้ง่าย ค. พุทธศาสนามีค่าควรยกย่องและเทิดทูน ง. พุทธศาสนาเกิดโดยยากและเผยแผ่ไปโดยยาก ให้นักเรียนอ่านบทร้อยกรองต่อไปนี้แล้วตอบคําถามข้อ 10-11 วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ นิ้วเป็นสายรยางค์ สองเท้าต่างสมอใหญ่ ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง ถือไว้อย่าให้เอียง แล่นลัดเลี่ยงข้ามคงคา


83 10. บทร้อยกรองข้างต้นมีใจความสำคัญอย่างไร ก. วิชาความรู้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ข. การแสวงหาความรู้ต้องใช้สติ ค. ร่างกายมนุษย์เปรียบประดุจเรือ ง. อวัยวะทุกส่วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน 11. ผู้เขียนข้อความนี้มีแนวคิดอย่างไร ก. วิชาความรู้เป็นสิ่งที่หายาก ข. การหาวิชาความรู้ต้องมีความอดทนและมีสติ ค. มีวิชาเหมือนมีร่างกายที่แข็งแรงและสติปัญญาดี ง. ผู้ที่มีความสามารถในการเรียนจะเป็นผู้บังคับเรือได้ ให้นักเรียนอ่านนิทานต่อไปนี้แล้วตอบคําถามข้อ 12 – 14 ลาตัวหนึ่งบรรทุกเกลือเต็มหลังมาจากริมทะเล ระหว่างทางกลับบ้านต้องข้ามลำธาร บังเอิญ ลาลื่นจนล้มลง เกลือก็ละลายไปกับน้ำเสียมาก เมื่อเดินทางต่อไปมันจึงรู้ว่าเบาหลังและสบายดี ครั้ง ต่อไปเมื่อเจ้านายไป ซื้อเกลือที่ริมทะเลอีก ลาก็แกล้งลื่นในลำธารอีกเพื่อจะได้ไม่ต้องแบกเกลือหนัก ๆ กลับบ้าน เจ้านายของลารู้ทันอุบาย จึงได้พาลาไปซื้อฟองน้ำและบรรทุกใส่หลังลา แม้จะรู้สึกว่าไม่ หนักมาก แต่ลาก็ยังแกล้งล้มในลำธาร เช่นเดิมอีก คราวนี้น้ำจึงซึมเข้าไปเต็มเนื้อฟองน้ำจนชุ่มโชก ลา จึงต้องบรรทุกของที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว จาก หนังสือนิทานอีสปร้อยเรื่อง 12. ลาตัวเบาขึ้นเพราะเหตุใด ก. เกลือหล่นหายตามทาง ข. เกลือละลายไปกับน้ำ ค. เจ้านายเอาเกลือไปขาย ง. เกลือถูกน้ำฝนละลายเกือบหมด


84 13. เจ้านายจัดการกับลาอย่างไร ก. ให้แบกเกลือมากกว่าเดิม ข. เอาเกลือปนกับหินให้ลาแบก ค. ใส่ฟองน้ำให้ลาแบก ง. ใส่ฟองน้ำเปียกชุ่มให้ลาแบก 14. นิทานเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร ก. ต้องซื่อตรงต่อหน้าที่ ข. รู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี ค. หนักเอาเบาสู้ ง. หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ให้นักเรียนอ่านบทความต่อไปนี้ แล้วตอบคําถามข้อ 15 – 16 แคลเซียมช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกพรุน การเพิ่มแคลเซียม ให้แก่ร่างกายจึงนับว่าเป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง อาหารพื้น ๆ ทั้งน้ำนม ขนมจีนน้ำยา กุ้งแห้ง กะปิ ผักใบเขียว ปลาตัวเล็กที่กินได้ ทั้งตัว หรือเต้าหู้เหลือง ล้วนเป็นอาหารที่สูงด้วยแคลเซียมทั้งสิ้น 15. ข้อใดเป็นสาระสำคัญของข้อความข้างต้น ก. อาหารพื้น ๆ มีแต่แคลเซียม ข. แคลเซียมป้องกันโรคกระดูกพรุน ค. เราต้องกินอาหารพื้น ๆ เป็นประจำ ง. เราจำเป็นต้องเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกาย


85 16 . คําว่า “อาหารพื้น ๆ” มีความหมายว่าอย่างไร ก. อาหารพื้นเมือง ข. อาหารประจำวัน ค. อาหารที่มีแคลเซียม ง. อาหารที่หาซื้อได้ง่าย อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 17 – 18 คนตาบอดสีจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีใบขับขี่ยานพาหนะในครอบครอง เนื่องจากอาการบอดสี ของตาเป็นอุปสรรคสำหรับการบอกสัญญาณไฟจราจรบนท้องถนน ( ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. (9 ธันวาคม 2554). ตาบอดสี. ) 17. ข้อความใดเป็นใจความสำคัญ ก. คนตาบอดสีขับรถ ข. คนตาบอดสีกับใบขับขี่ ค. คนตาบอดสีจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีใบขับขี่ ง. อาการบอดสีของตาเป็นอุปสรรคสำหรับการบอกสัญญาณไฟจราจรบนท้องถนน 18. ข้อความใดเป็นพลความ ก. คนตาบอดสีกับใบขับขี่ ข. คนตาบอดสีกับสัญญาณไฟ ค. คนตาบอดสีจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีใบขับขี่ ง. เนื่องจากอาการบอดสีของตาเป็นอุปสรรคสำหรับการบอกสัญญาณไฟจราจร


86 อ่านเรื่องสั้นต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 19 - 20 “ยิ่งกว่าน้ำใจ คืนนั้นฝนตก อากาศหนาวเย็นเหลือเกิน ขณะที่ดิฉันกำลังยืนรอรถประจำทาง อยู่คนเดียว รถประจำทาง คันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดตรงป้ายที่ดิฉันยืนอยู่หญิงชราคนหนึ่งค่อย ๆ ตะเกียกตะกายลงจากรถ แล้วเดินตรงมา ทางที่ดิฉันยืนอยู่อย่างเชื่องช้า "แม่หนูรถประจำทางคัน ต่อไปจะมาถึงเมื่อไหร่จ๊ะ?” หญิงชราผู้นั้นถามดิฉัน ดิฉันจึงถามแกว่า "แล้วคุณยายจะไปรถสายไหน ล่ะคะ ?” พอแกบอก ดิฉันก็อุทาน เสียงดังลั่น "อ้าว ! ก็คุณยายเพิ่งลงมาจากรถคันนั้นเมื่อกี้นี้เอง นี่คะ” "เอ้อ" หญิงชราตอบตะกุกตะกักอย่างอาย ๆ “คือว่า...บนรถคันเมื่อกี้นี้ มีชายหนุ่มพิการคนหนึ่ง ขึ้นมา แต่ไม่มีใครลุกให้เขานั่งเลย ยายรู้ว่าถ้าคนแก่ ๆ อย่างยายลุกให้เขานั่ง เขาคงจะอายแน่ ๆ ยาย เลยทำเป็นว่าจะลงเสียที่นี่ พอยายกดกริ่งให้รถจอด เขาก็เดินมานั่งตรงที่ยายได้โดยไม่ต้องอึดอัดใจ ส่วนยายก็...เอ้อ....รถประจำทางมันมีเสมอไม่ใช่หรือจ๊ะแม่หนู ?” 19. คุณยายในบทสนทนาเดินทางมาด้วยพาหนะอะไร ก. รถยนต์ ข. รถประจำทาง ค. รถจักรยานยนต์ ง. รถสามล้อ 20. คุณยายลงจากรถมาเพื่ออะไร ก. เพื่อลุกให้คนพิการนั่ง ข. เพื่อไปที่ต่อไป ค. ลงสายผิด ง. เพื่อต้องการถามผู้หญิงคนนั้น


87 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 รหัสวิชา ท 22101 รายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การอ่านในชีวิตประจำวัน เวลา 9 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความรู้พื้นฐานของการอ่านจับใจความสำคัญ เวลา 1 ชั่วโมง ชื่อผู้สอน นางสาวสุวิชาดา รักศิลป์ สอนวันที่ ……… เดือน ……… พ.ศ. ……… _____________________________________________________________________ 1. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด การอ่านจับใจความเป็นกระบวนการเข้าใจเรื่องที่อ่าน สามารถระบุใจความสำคัญ แนวคิด สำคัญของเรื่องที่อ่าน บอกจุดม่งหมายของผู้เขียน ตั้งคําถาม ตอบคําถาม เรียงลำดับเหตุการณ์และ ระบุประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่าน การฝึกอ่านจับใจความงานเขียนประเภทต่าง ๆ จะทำให้นักเรียน เข้าใจเนื้อเรื่องและนำไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ 2. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 2.1 มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐานการเรียนรู้ ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไป ตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน 2.2 ตัวชี้วัด ท 1.1 ม.2/2 จับใจความสำคัญ สรุปความ และอธิบายรายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน ท 1.1 ม.1/9 มีมารยาทในการอ่าน


88 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ ด้านความรู้ (Knowledge : K) 1. นักเรียนบอกลักษณะของใจความและหลักการอ่านจับใจความสำคัญได้ถูกต้อง ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process : P) 1. นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญจากบทความสั้น ๆ ได้ถูกต้อง ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude : A) 2. นักเรียนมีมารยาทในการอ่าน 4. ทักษะ/กระบวนการสอน 1. กระบวนการอ่าน 2. กระบวนการเขียน 5. สาระการเรียนรู้ 5.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. ความหมายของการจับใจความสำคัญ 2. ลักษณะของใจความสำคัญ 3. หลักการอ่านจับใจความสสำคัญ 5.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น (พิจารณาตามหลักสูตรสถานศึกษา) 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 6.1 ความสามารถในการสื่อสาร 6.2 ความสามารถในการคิด 1. ทักษะการเชื่อมโยง 2. ทักษะการสรุปย่อ 6.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต


89 7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน 4. รักความเป็นไทย 8. กระบวนการจัดการเรียนรู้/กิจกรรมการเรียนรู้(ขั้นนํา – ขั้นสอน - ขั้นสรุป) ขั้นนํา 1. ครูถามนักเรียนว่า “นักเรียนมีวิธีการอ่านเนื้อเรื่องหรือเรื่องต่าง ๆ อย่างไร เช่น อ่านนิทาน อ่านข่าว อ่านบทความ ฯลฯ เพื่อให้ได้ความรู้ข้อมูล และประเด็นสำคัญต่าง ๆ ของเรื่องนั้น ๆ” พร้อมกับเปิดภาพตัวอย่างนิทาน ข่าว และบทความ ให้นักเรียนดู จากสื่อการสอน Power Point 2. ครูชี้แจงจุดประสงค์การเรียนรู้ดังนี้ 2.1 เพื่อฝึกทักษะการอ่านจับใจความและบอกหลักการอ่านจับใจความได้ 2.2 เขียนแผนภาพความคิดจากการอ่านจับใจความได้ 2.3 สรุปสาระสำคัญจากการอ่านจับใจความได้ ขั้นสอน ขั้นที่ 1 ขั้นกิจกรรมก่อนการอ่าน K (What you know) 1. ครูแจกใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ให้กับนักเรียน 2. นักเรียนศึกษาใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ หลังจากนั้นร่วมกันอภิปรายและ สรุปความรู้จากการอ่านใบความรูป จากนั้นครูผู้สอนอธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่นักเรียนยังไม่เข้าใจ 3. ครูแจกแบบบันทึก KWL Plus ให้กับนักเรียน และอธิบายขั้นตอนของกิจกรรมการจัดการ เรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus การเขียนบันทึกลงในช่อง KWL โดยอธิบายตามแบบบันทึกทีละช่อง ดังนี้ - ช่อง K นักเรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่าน ให้นักเรียนบันทึกข้อมูลสิ่งที่ นักเรียนรู้แล้วเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่าน


90 - ช่อง W นักเรียนต้องการรู้อะไรจากเรื่องที่จะอ่าน ให้นักเรียนบันทึกข้อมูลสิ่งที่ นักเรียน ต้องการรู้แล้วเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่าน - ช่อง L นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเรื่องที่อ่าน ให้นักเรียนบันทึกข้อมูล สิ่งที่ นักเรียนได้เรียนรู้แล้วหลังจากการอ่านเนื้อเรื่อง 4. ครูเปิดภาพ “รถม้า” จากสื่อการสอน Power Point และสนทนากับนักเรียนว่า นักเรียน มีความรู้เกี่ยวกับภาพที่ครูเปิดให้ดูอย่างไรบ้าง ให้นักเรียนแต่ละคนร่วมกันแสดงความคิดเห็น และ บันทึกความรู้เกี่ยวกับภาพที่ครูเปิดให้ดูในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง K ขั้นที่ 2 ขั้นกิจกรรมระหว่างการอ่าน W (What we want to know) 5. ครูแจกบทความสั้น ๆ เรื่อง รถม้า ให้กับนักเรียน เพื่อฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ 6. นักเรียนร่วมกันตั้งคําถามในสิ่งที่ต้องการรู้จากบทความขนาดสั้น เรื่อง “รถม้า” จากนั้น บันทึกคําถามลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง W 7. นักเรียนอ่านบทความเรื่อง “รถม้า” แล้วนักเรียนหาคําตอบจากคําถามที่ตั้งไว้ในช่อง W หากอ่านเจอข้อมูลใหม่ สามารถตั้งคําถามเพิ่มเติมในช่อง W ได้ ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมหลังการอ่าน L (What you have learned) 8. นักเรียนบันทึกคําตอบที่ได้จากการตั้งคําถาม ลงในแบบบันทึก KWL Plus ในช่อง L 9. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายความรูปทั้งหมดจากการอ่านเรื่อง “รถม้า” เพื่อตรวจสอบ คําตอบ อีกครั้ง ขั้นที่ 4 ขั้นการสร้างแผนภาพความคิด (Mapping) 10. นักเรียนนําข้อมูลจากแบบบันทึก KWL Plus มาเรียบเรียงข้อมูลเป็นแผนภาพความคิด และนําข้อมูลจากแผนภาพความคิดมาสรุปใจความสำคัญในรูปแบบความเรียงอีกครั้งในใบงาน ขั้นสรุป นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้จากบทเรียน


91 9. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ - Power Point - ใบความรู้เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ - บทความขนาดสั้น เรื่อง “รถม้า” - แบบบันทึก KWL Plus - ใบงานแผนภาพความคิดและสรุปใจความสำคัญจากเรื่อง “รถม้า” 10. การวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ์ ตรวจใบงานสรุปใจความสำคัญเรื่อง รถม้า ใบงานเรื่อง รถม้า ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ ตรวจใบงานแผนภาพความคิด ใบงานแผนภาพความคิด ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์ ประเมินการอ่านจับใจความสำคัญ แบบประเมินการอ่านจับใจความสำคัญ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ สังเกตพฤติกรรมนักเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นใน การทำงาน และรักความเป็นไทย แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์


Click to View FlipBook Version