ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำ จังหวัดนราธิวาส สำ นักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ คู่มือการพัฒนาผู้เรียน โครงการปรับบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู ปีก ปี ารศึกษา 2566
คำ นำ คู่มือมืการพัฒนาผู้เผู้รียรีนฉบับบันี้ จัดจั ได้ว่ด้าว่เป็นคู่มือมืการฟื้นฟูสฟูมรรถภาพนักเรียรีนที่ สอดคล้อล้งกับกัความต้อต้งการของผู้เผู้รียรีนที่รัที่บรับริกริารที่บ้ที่าบ้นทั้งทั้9 ประเภทความพิการ ได้แด้ก่ บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการมองเห็น บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิบุคบุคลที่ มีคมีวามบกพร่อร่งทางสติปัติ ปัญญา บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางร่าร่งกายหรือรืการเคลื่อลื่นไหว หรือรืสุขสุภาพ บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้บุรู้คบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการพูดพู และภาษา บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางพฤติกติรรม หรือรือารมณ์ บุคบุคลออทิสทิติกติและบุคบุคล พิการซ้อซ้น รวมถึงถึการพัฒนาผู้เผู้รียรีนโดยสหวิชวิาชีพชี ได้แด้ก่ นักกายภาพบำ บัดบันักกิจกิกรรม บำ บัดบันักจิตจิวิทวิยาคลินิลิ นิก และนักแพทย์แย์ผนไทย ขอขอบพระคุณคณะกรรมการที่ปที่รึกรึษา และคณะกรรมการผู้จัผู้ดจัทำ ในการจัดจัทำ คู่มือมื การพัฒนาผู้เผู้รียรีนฉบับบันี้จนเกิดกิความสมบูรบูณ์ สำ เร็จ ร็ ลุล่ลุวล่งไปอย่าย่งดี หวังวัเป็นอย่าย่งยิ่งยิ่ว่าว่คู่มือมืการพัฒนาผู้เผู้รียรีนฉบับบันี้ จะเป็นประโยชน์ในการบำ บัดบั ฟื้นฟู สมรรถภาพนักเรียรีนที่รัที่บรับริกริารที่บ้ที่าบ้น ใช้ปช้ระกอบการบำ บัดบั ฟื้นฟูต่ฟูอต่ผู้ปผู้กครอง และผู้ดูผู้แดูล นักเรียรีน ศูนศูย์กย์ารศึกษาพิเศษ ประจำ จังจัหวัดวันราธิวธิาส ก
สารบัญ บั หน้า ก ข 1 13 22 32 44 55 69 82 96 104 109 129 133 140 คำ นำ สารบัญ บั เรื่อ รื่ ง การพัฒนาผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็น การพัฒนาผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิ การพัฒนาผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางสติปัติ ปัญญา การพัฒนาผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางร่าร่งกาย หรือรืการเคลื่อลื่นไหว หรือรืสุขสุภาพ การพัฒนาผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้ การพัฒนาผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการพูดพูและภาษา การพัฒนาผู้เผู้รียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางพฤติกติรรม หรือรือารมณ์ การพัฒนาผู้เผู้รียรีนออทิสทิติกติ การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นด้ว ด้ ยวิธีวิก ธี ารทางกายภาพบำ บัด บั ความรู้ทั่รู้วทั่ ไปเกี่ยกี่วกับกั โรคที่พที่บบ่อบ่ยและจำ เป็นต้อต้งทำ กายภาพบำ บัดบั การจัดจัท่าท่ทางที่เที่หมาะสม การออกกำ ลังลักายในรูปแบบต่าต่ง ๆ เทคนิคการอุ้มอุ้ ธาราบำ บัดบั (HYDROTHERAPY) อาชาบำ บัดบั (HIPPOTHERAPY) ข
สารบัญ บั (ต่อ ต่ ) หน้า 156 177 202 221 231 240 ง จ เรื่อ รื่ ง การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นด้ว ด้ ยวิธีวิก ธี ารทางกิจกิกรรมบำ บัด บั การฟื้นฟูสฟูภาพในการรับรั ประทานอาหาร การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นด้ว ด้ ยวิธีวิก ธี ารทางจิตจิวิทวิยาคลินิลิ นิก กิจกิกรรมส่งเสริมริพัฒนาการด้าด้นอารมณ์และจิตจิ ใจ การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นด้ว ด้ ยวิธีวิก ธี ารทางแพทย์แ ย์ ผนไทย การนวดพื้นฐาน การปรับรั โครงสร้าร้งของร่าร่งกายให้สมดุลดุด้วด้ย ศาสตร์มร์ณีเวช การเพิ่มการไหลเวียวีนเลือลืดด้วด้ยการประคบและการใช้ ยาหม่อม่งสมุนไพร เทคนิคการบำ บัดบัพฤติกติรรมน้ำ ลายไหล เอกสารอ้า อ้ งอิงอิ ภาคผนวก
การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นที่มี ที่ มี ความบกพร่อ ร่ งทาง การเห็น 1
2 ความรู้ทั่รู้วทั่ ไปเกี่ย กี่ วกับกับุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเห็น ทางการศึกษา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิกธิารเรื่อรื่งก าหนดประเภทและหลักลัเกณฑ์ ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552 อาศัยอ านาจตามความในมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญบัญัติญักติารจัดจัการศึกษาส าหรับรัคนพิการ 2551 ข้อข้3 ได้กด้าหนดหลักลัเกณฑ์กฑ์าร พิจารณาเพื่อจัดจั ประเภทบุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่ง ทางการเห็น ดังดัต่อต่ ไปนี้ บุคบุคลที่มีที่คมีวาม บกพร่อร่งทางการเห็นได้แด้ก่บุก่คบุคลที่สูที่ญสูเสียการเห็นตั้งตั้แต่รต่ะดับดัเล็ก ล็ น้อยจนถึงถึตาบอดสนิท ซึ่งซึ่แบ่งบ่เป็น 2 ประเภท ดังดันี้ 1. คนตาบอด หมายถึงถึบุคบุคลที่สูที่ญสูเสียการเห็นมากจนต้อต้งใช้สื่ช้ สื่อ สัมผัสผัและสื่อเสียง หากตรวจวัดวัความชัดชัของสายตาข้าข้งดีเดีมื่อมื่แก้ไก้ขแล้วล้อยู่ใยู่นระดับดั6 ส่วน 60 เมตร (6/60) หรือรื 20 ส่วน 200 ฟุตฟุ (20/200) จนถึงถึไม่สม่ามารถรับรัรู้เรู้รื่อรื่งแสง 2. คนสายตา เลือลืนราง หมายถึงถึบุคบุคลที่สูที่ญสูเสียการเห็นแต่ยัต่งยั สามารถอ่าอ่นอักอัษรตัวตัพิมพ์ขยาย ใหญ่ด้ญ่วด้ย อุปกรณ์เครื่อรื่งช่วช่ยความพิการหรือรืเทคโนโลยีสิ่ยีสิ่งอ านวยความสะดวก หากวัดวัความชัดชัเจนของ สายตาข้าข้งดีเดีมื่อมื่แก้ไก้ขแล้วล้อยู่ใยู่นระดับดั6 ส่วน 18 เมตร (6/18) หรือรื 20 ส่วน 70 ฟุตฟุ (20/70) ทางการแพทย์ องค์การอนามัยมั โลก (World Health Organization: WHO) ได้แด้บ่งบ่ ประเภทความบกพร่อร่ง ทางการเห็น ดังดันี้ หมายเหตุ : ระดับดั6/18 หมายถึงถึบุคบุคลที่มีที่สมีายตาเลือลืนรางสามารถมองเห็นวัตวัถุชิ้ถุนชิ้หนึ่ง ได้ใด้น ระยะ 6 เมตร ในขณะที่บุที่คบุคลทั่วทั่ ไปสามารถมองเห็นวัตวัถุชิ้ถุนชิ้เดียดีวกันกันี้ได้ใด้นระยะ 18 เมตร และระยะ 20/70 หมายถึงถึบุคบุคลสายตาเลือลืนรางสามารถมองเห็นวัตวัถุชิ้ถุนชิ้หนึ่งได้ใด้น ระยะ 20 ฟุตฟุในขณะที่บุที่คบุคล ทั่วทั่ ไปสามารถมองเห็นวัตวัถุชิ้ถุนชิ้เดียดีวกันกันี้ได้ใด้นระยะ 70 ฟุตฟุ
1. ขอบตาแดง น้ำ ตาคลอ มีน้ำมี น้ำ ตาไหลเสมอ 2. มีตุ่มีมตุ่หรือรืผื่นผื่บนหนังตาและขอบตา 3. มีกมีารระมัดมัระวังวั ในการเดินดิมากผิดผิ ปกติ เดินดิหรือรืวิ่งวิ่ไม่สม่ม่ำ เสมอหรือรืสะดุดดุโดยไม่มีม่ สมีาเหตุ 4. ตาเอียอีง ตาเข หรือรืตาเหล่ 5. หนังตาปลิ้นลิ้หรือรืขอบตาบวมแดง 6. ตาอักอัเสบหรือรืเป็นฝีกุ้งกุ้ยิงยิบ่อบ่ยๆ 7. กลอกกลิ้งลิ้ลูกลูตาไปมาบ่อบ่ยๆ 8. ตาดำ ตาขาว ผิดผิ ปกติ เช่นช่มีจุมีดจุขาวหรือรืเนื้องอก 9. ขยี้ตยี้าหรือรืกะพริบริตาถี่ผิถี่ดผิ สังเกต 10. ชอบหรี่ตรี่าหรือรืป้องแสงไม่ใม่ห้เข้าข้ตา 11. เมื่อมื่มองวัตวัถุหถุรือรืสิ่งของ ต้อต้งเข้าข้ ไปดูใดูกล้ๆล้หรือรืนำ มาชิดชิ ใบหน้า 12. หยิบยิวางของผิดผิที่อที่ยู่เยู่ สมอ 13. เวลาอ่าอ่นหนังสือมักมัจะมีพมีฤติกติรรมก้มก้หน้าหรือรืเงยหน้า ตลอดเวลา 14. ใบหน้าบูดบูเบี้ยบี้วเวลาอ่าอ่นหนังสือ 15. เวลาอ่าอ่นหนังสือมักมัจะก้มก้ลงมาใกล้กล้ระดาษมากจนผิดผิ ปกติ 16. เมื่อมื่อ่าอ่นหนังสือที่มีที่ลัมีกลัษณะคล้าล้ยกันกัเช่นช่อ และ ฮ บ และ ข มักมัจะอ่าอ่นผิดผิ 17. เวลาอ่าอ่นหนังสือมักมัจะอ่าอ่นข้าข้มบรรทัดทัหรือรือ่าอ่นซ้ำ บรรทัดทัเดิมดิ 18. เวลาเขียขีนหนังสือมักมัจะเว้นว้บรรทัดทั ไม่ถูม่กถูต้อต้ง 19. หรี่ตรี่าหรือรืเอนศีรษะเอียอีงเข้าข้หาหนังสือ 20. ปิดตาหรือรืหลับลัตาข้าข้งหนึ่ง เมื่อมื่อ่าอ่นหนังสือหรือรืดูสิ่ดูสิ่งอื่นอื่ๆ 3 ลักลัษณะของบุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเห็น ความบกพร่อร่งทางการเห็น อาจเกิดกิจากสาเหตุต่ตุาต่งๆ หลายประการ ได้แด้ก่ 1. การถ่าถ่ยทอดทางพันธุกรรมจากบิดบิา หรือรืมารดา 2. การได้รัด้บรัอุบัติบัเติหตุที่ตุกที่ระทบกระเทือทืนต่อต่ดวงตาหรือรืประสาทในการมองเห็นโดยตรง 3. การติดติเชื้อชื้หรือรืมีโมีรคทางตาบางชนิด ซึ่งซึ่อาจเกิดกิขึ้นขึ้ตั้งตั้แต่รต่ะยะที่มที่ารดาตั้งตั้ครรภ์ จน คลอดออกมาและมีกมีารติดติเชื้อชื้ภายนอก เช่นช่เชื้อชื้หนองใน 4. สาเหตุจตุากโรคอื่นอื่ๆ โรคขาดสารอาหาร (วิตวิามินมิเอ) เกิดกิจากการขาดสารอาหารที่มีที่มี วิตวิามินมิเอ ทำ ให้มีอมีาการแพ้แสง ระคายเคืองตา เห็นไม่ชัม่ดชั ในที่มืที่ดมืหรือรืสลัวลัตาดำ ขุ่นขุ่ฝ้าไม่ มันมั ใส ต้อต้งรีบรีพบแพทย์เย์พื่อทำ การรักรัษา มิเมิช่นช่นั้นตาอาจบอดได้ สาเหตุข ตุ องความบกพร่อร่งทางการเห็น
4 ความบกพร่อร่งทางการเห็นบางอย่าย่งสามารถป้องกันกั ได้ โดยมีวิมีธีวิ ธีดังดันี้ 1. ให้วัควัซีนซี ปูอปูงกันกั โรคหัดเยอรมันมั ในสตรีแรีละเด็ก ด็ 2. มารดาที่ตั้ที่งตั้ครรภ์คภ์วรฝากครรภ์แภ์ละระวังวัรักรัษาสุขสุภาพ โดยเฉพาะ 3 เดือดืนแรกควรหลีกลี เลี่ยลี่งการติดติเชื้อชื้ 3. ให้ความรู้แรู้ก่ปก่ระชาชนเกี่ยกี่วกับกัเรื่อรื่งการรับรั ประทานอาหารที่ถูที่กถูส่วน โดยเฉพาะอาหารที่มีที่มี วิตวิามินมิเอมาก เช่นช่ผักผั สีเขียขีว แครอท มะละกอสุกสุฟักทอง มะเขือขืเทศสุกสุเนื้อสัตว์ ตับตัและไข่ 4. ป้องกันกัอุบัติบัเติหตุ เก็บ ก็ ของแหลมมีคมีมให้พ้นจากมือมืเด็ก ด็ 5. อบรมด้าด้นการป้องกันกัอุบัติบัเติหตุแตุก่เก่จ้าจ้หน้าที่สที่าธารณสุขสุและผู้ที่ผู้เที่กี่ยกี่วข้อข้งกับกัเครื่อรื่งจักจัร ให้ทราบถึงถึอันอัตรายจากการใช้เช้ครื่อรื่งจักจัร และวิธีวิ ป้ธี ป้องกันกัอุบัติบัเติหตุที่ตุอที่าจเกิดกิขึ้นขึ้กับกัตา 6. ดูแดูลสุขสุภาพและอนามัยมัเช่นช่ล้าล้งมือมืก่อก่นรับรั ประทานอาหาร รักรัษาความสะอาดของ สิ่งแวดล้อล้ม น้ำ ดื่มดื่น้ำ ใช้ 7. ให้ความรู้แรู้ก่ปก่ระชาชนในการดูแดูลรักรัษาตาเบื้อบื้งต้นต้รู้จัรู้กจัระวังวัรักรัษาและถนอมดวงตา 8. เมื่อมื่มีอมีาการผิดผิ ปกติทติางตา ควรพบแพทย์เย์พื่อรับรัการตรวจรักรัษา ไม่คม่วรซื้อซื้ยาหยอดตามา ใช้เช้อง การป้องกันกัความบกพร่อร่งทางการเห็น หลักลัการ เทคนิค วิธีวิก ธี ารช่วยเหลือ ลื และการจัดจัการศึกษา สำ หรับรับุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเห็น การช่วยเหลือลืระยะแรกเริ่มริ่และการเตรียรีมความพร้อร้มสำ หรับรัเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็น 1. ส่งเสริมริ ให้เด็ก ด็ ใช้ส่ช้ ส่วนต่าต่งๆ ของร่าร่งกาย เพื่อช่วช่ยให้ประสาทสัมผัสผัพัฒนาได้ดีด้ขึ้ดีขึ้นขึ้ ซึ่งซึ่มีแมีนวทางในการส่งเสริมริพัฒนาการ ดังดันี้ 1.1 ขณะที่อุ้ที่อุ้มอุ้เด็ก ด็ ควรอุ้มอุ้ ให้ชิดชิตัวตัเดินดิ ไปมาเพื่อให้เด็ก ด็ รู้สึรู้ สึกถึงถึการเคลื่อลื่นไหว 1.2 ช่วช่ยพยุงยุให้เด็ก ด็ ลุกลุนั่ง เมื่อมื่อายุไยุด้ 6 เดือดืน 1.3 ให้เด็ก ด็ เลียลีนแบบการเคลื่อลื่นไหวโดยใช้กช้ารสัมผัสผัและเสียง เช่นช่ร้อร้งเพลงให้เด็ก ด็ ฟัง จะทำ ให้เด็ก ด็ มีกมีารเคลื่อลื่นไหว 1.4 พยุงยุเด็ก ด็ ให้เกาะเพื่อหัดยืนยื 1.5 เมื่อมื่เด็ก ด็ อายุ 8 เดือดืน หัดให้ลุกลุขึ้นขึ้ยืนยืจับจั โหนสิ่งใกล้เล้คียง 1.6 สอนให้เด็ก ด็ เดินดิ โดยการจูงจูมือมื 1.7 โดยธรรมชาติขติองเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นมักมัจะชอบอยู่นิ่ยู่ นิ่งๆ ไม่เม่คลื่อลื่นไหว ดังดันั้นจึงจึจำ เป็นต้อต้งมีกมีารกระตุ้นตุ้โดยการจูงจูให้เดินดิ 1.8 ของที่เที่คลื่อลื่นที่ไที่ด้ กลิ้งลิ้ได้ จะช่วช่ยให้เด็ก ด็ สนใจ ช่วช่ยสร้าร้งเสริมริ ประสบการณ์ในการ เคลื่อลื่นไหวและการออกกำ ลังลักล้าล้มเนื้อ แต่ต้ต่อต้งได้รัด้บรัการแนะนำ ในการเล่นล่
5 2. พยายามพูดพูถึงถึสิ่งต่าต่งๆ ที่เที่กิดกิขึ้นขึ้รอบๆ ตัวตัเด็ก ด็ พูดพูถึงถึความรู้สึรู้ สึก อารมณ์ สถานการณ์ เหตุกตุารณ์ สิ่งต่าต่งๆ ที่เที่ราเห็นหรือรืรู้สึรู้ สึก ใช้คำช้ คำพูดพูอธิบธิายประกอบให้เด็ก ด็ เข้าข้ ใจไปด้วด้ย 3. ส่งเสริมริ ให้เด็ก ด็ ใช้ปช้ระสาทสัมผัสผั ส่วนต่าต่งๆ ให้มากที่สุที่ดสุเท่าท่ที่จที่ะทำ ได้ เนื่องจากเด็ก ด็ ที่มีที่มี ความบกพร่อร่งทางการเห็นสามารถเรียรีนรู้โรู้ดยใช้ปช้ระสาทสัมผัสผัที่เที่หลือลือยู่ เช่นช่การสัมผัสผั การดมกลิ่นลิ่การฟัง ดังดันั้นจึงจึจำ เป็นต้อต้งมีกมีารฝึกการใช้ปช้ระสาทสัมผัสผัที่เที่หลือลือยู่ใยู่ห้มาก ที่สุที่ดสุเช่นช่เมื่อมื่ ส่งลูกลูแอปเปิลให้เด็ก ด็ เปิดโอกาสให้เด็ก ด็ ได้สำด้ สำรวจโดยการใช้มืช้อมื สัมผัสผัลูบลูเขย่าย่ เพื่อฟังว่าว่ด้าด้นในของแอปเปิลมีกมีารสั่นคลอน (เม็ด ม็ ในกลวง) หรือรื ไม่ ได้ดด้มกลิ่นลิ่ ได้ชิด้มชิรส ก่อก่นที่จที่ะเรียรีนรู้เรู้รื่อรื่งของแอปเปิล เป็นต้นต้ 4. ส่งเสริมริ ให้เด็ก ด็ เข้าข้ ใจสิ่งต่าต่งๆ ด้วด้ยการใช้วัช้ สวัดุอุดุ อุปกรณ์ที่มีที่เมีสียงและมีผิมีวผิสัมผัสผัที่น่ที่น่าจับจัต้อต้ง เช่นช่ลูกลูบอลผ้าผ้ที่มีที่ลูมีกลูกระพรวนอยู่ข้ยู่าข้งใน จะช่วช่ยให้เด็ก ด็ รู้ทิรู้ ศทิทางว่าว่ลูกลูบอลอยู่ตยู่าแหน่งใด รวมถึงถึเครื่อรื่งเล่นล่ที่ กลิ้งลิ้ได้หด้รือรืยกได้ เคลื่อลื่นที่ไที่ด้ มีผิมีวผิสัมผัสผัต่าต่งๆ กันกัเป็นต้นต้ 5. พยายามให้เด็ก ด็ ใช้กช้ารเห็นที่เที่หลือลือยู่ใยู่ห้มากที่สุที่ดสุเด็ก ด็ ที่มีที่กมีารเห็นเหลือลือยู่บ้ยู่าบ้งควรจะใช้ อุปกรณ์ ช่วช่ยการเห็น เช่นช่เด็ก ด็ ที่สที่ามารถมองเห็นสีสดๆ ควรสอนให้เขารู้จัรู้กจั สีเหล่าล่นี้ โดย การใช้ผ้ช้าผ้ สีต่าต่งๆ หรือรื ใช้หช้นังสืออักอัษรขยายส าหรับรัเด็ก ด็ ที่สที่ามารถมองเห็นสิ่งที่มีที่ขมีนาดใหญ่ มากได้ เป็นต้นต้ การช่วยเหลือลืระยะแรกเริ่มริ่และการเตรียรีมความพร้อร้มสำ หรับรัเด็ก ด็ ที่มีที่ มี ความบกพร่อร่งทางการเห็น(ต่อต่ )
หลักลัการฝึกทักทัษะการสร้าร้งความคุ้นเคยกับกั สภาพแวดล้อล้มทั่วทั่ ไป (Orientation Skill) การฝึกทักทัษะการใช้ไช้ม้เม้ท้าท้ ได้อด้ย่าย่งถูกถูต้อต้ง ช่วช่ยให้คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็น เคลื่อลื่นที่แที่ละเดินดิทางได้อด้ย่าย่งปลอดภัยภัแต่ไต่ม่ช่ม่วช่ยให้เขาทราบว่าว่ขณะนั้นเขาอยู่ที่ยู่ ไที่หนและ กำ ลังลัจะไปแห่งใด ด้วด้ยเหตุนี้ตุนี้จึงจึจำ เป็นอย่าย่งยิ่งยิ่ที่เที่ขาจะต้อต้งพัฒนาทักทัษะด้าด้นการสร้าร้ง ความคุ้นเคยกับกั สภาพแวดล้อล้ม เพราะเป็นทักทัษะที่จที่ะช่วช่ยให้เขาทราบว่าว่เขาอยู่ ณ จุดจุใด มี ความสัมพันธ์กัธ์บกั สิ่งต่าต่งๆ รอบตัวตัเขาในขณะนั้นอย่าย่งไร คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการ เห็นจะต้อต้งใช้ปช้ระสาทสัมผัสผัต่าต่งๆ ช่วช่ย ซึ่งซึ่ได้แด้ก่ การฟัง การสัมผัสผัและการดมกลิ่นลิ่ คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นที่พที่ยายามฝึกใช้ปช้ระสาทสัมผัสผัที่เที่หลือลือยู่มยู่ากเพียงใด จะ ทำ ให้เขาทราบวิธีวิที่ธีจที่ะทำ ความคุ้นเคยกับกั สิ่งรอบๆ ตัวตัเขาได้มด้ากเพียงใดนั้น และวิธีวิหธีนึ่งที่ จะช่วช่ยให้เขาคุ้นเคยกับกั สภาพแวดล้อล้มใหม่ๆม่ก็คื ก็ คือ การช่วยเหลือลืของคนที่มีที่กมีารเห็นปกติ (ผู้นำผู้นำทาง) ตามวิธีวิต่ธีอต่ ไปนี้ ผู้นำผู้นำทางพาคนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นเดินดิ ไปตามสถานที่ที่ที่ต้ที่อต้งการหลายๆ ครั้งรั้ด้วด้ยวิธีวิกธีารเดินดิทางกับกัผู้นำผู้นำทางที่ถูที่กถูต้อต้ง ขณะเดินดิทางไปด้วด้ยกันกัผู้นำผู้นำทางควรบอกที่ สังเกตต่าต่งๆ ให้คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นทราบ เพื่อให้เขาเกิดกิภาพหรือรืแผนที่ สมอง (Mental map) ของบริเริวณนั้น ต่อต่จากนั้นให้คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นหัด เดินดิ ไปเองโดยใช้ไช้ม้เม้ท้าท้แต่ผู้ต่นำผู้นำทางตามไปด้วด้ย ขณะเดินดิคนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการ เห็นควรบรรยายรายละเอียอีด และตอบคำ ถามเกี่ยกี่วกับกั สถานที่เที่พื่อ เป็นการทบทวนความ จำ ของตนเองไปด้วด้ย หลังลัจากนั้นคนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นควรเดินดิทางไปเอง อย่าย่งอิสอิระ โดยมีผู้มีนำผู้นำทางตาม สังเกต เพื่อให้แน่ใจว่าว่เขาไม่มีม่ ปัมี ปัญหาใดๆ แล้วล้ 6 การสร้าร้งความคุ้นเคยกับกั สภาพแวดล้อล้มและการเคลื่อ ลื่ นไหว (Orientation and Mobility: O&M) การฝึกทักทัษะการสร้าร้งความคุ้นเคยกับกั สภาพแวดล้อล้ม (Orientation Skills) เป็น ทักทัษะที่สำที่สำคัญ หมายถึงถึการที่คที่นที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นรู้ว่รู้าว่ตนเองอยู่ที่ยู่ ใที่ดในขณะ นั้น และกำ ลังลัจะไปไหน ไปได้อด้ย่าย่งไร ในคนทั่วทั่ ไปจะใช้กช้ารเห็นรวบรวมข้อข้มูลมูแต่คต่นที่มีที่มี ความบกพร่อร่งทางการเห็นต้อต้งใช้ปช้ระสาทสัมผัสผั ส่วนที่เที่หลือลืเช่นช่การได้ยิด้นยิการดมกลิ่นลิ่ การสัมผัสผัมาช่วช่ยจดจำ สภาพแวดล้อล้มนั้นๆ ส่วนคนที่สที่ายตาเลือลืนราง จะใช้กช้ารมองเห็นที่ เหลือลือยู่ใยู่ห้เกิดกิ ประโยชน์ในการสร้าร้งความคุ้นเคยกับกั สภาพแวดล้อล้ม
2 ลักลัษณะของพื้นผิวผิและอุณหภูมิภูมิ(ขรุขระ / เรียรีบ อ่ออ่น / แข็ง ข็ ร้อร้น / เย็น ย็ ) ข้อข้แตกต่าต่งของวัตวัถุต่ถุาต่งๆ (ผ้าผ้ ไหม ผ้าผ้ฝ้าย ผ้าผ้ขนสัตว์)ว์ เปรียรีบเทียทีบขนาด น้ำ หนัก และรูปร่าร่งได้ (หนัก/เบา เล็ก ล็ /ใหญ่ กลม/เหลี่ยลี่ม/ สามเหลี่ยลี่ม/ รูปกรวย/รูปลูกลูบาศก์ หนึ่งกิโกิลกรัมรัและครึ่งรึ่กิโกิลกรัมรัเป็นต้นต้ ) การฟัง (Hearing) การฟังเสียงมีคมีวามสำ คัญต่อต่คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นมาก เนื่องจากเป็นประสาทสัมผัสผัที่จำที่จำเป็นมากที่สุที่ดสุโดยใช้เช้สียงต่าต่งๆ เป็นจุดจุสังเกต ที่สำที่สำคัญ เช่นช่เสียงสัตว์เว์ลี้ยลี้ง เสียงยวดยานต่าต่งๆ ที่แที่ล่นล่ ไปมา เสียงน้ำ ไหล เสียงเล่นล่ของ เด็ก ด็ ๆ และเสียงสวดมนต์ขต์องพระตามวัดวัเป็นต้นต้คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นจะเรียรีนรู้ เกี่ยกี่วกับกั สิ่งต่าต่งๆ ด้วด้ยการฟัง เมื่อมื่ ได้ยิด้นยิเสียงควรทราบได้ทัด้นทัทีว่ทีาว่เป็นเสียงอะไร จากทางทิศทิ ไหน และจะเป็นประโยชน์ต่อต่ตนอย่าย่งไร คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นส่วนใหญ่จญ่ะใช้ ประสาทการฟังมากกว่าว่ ประสาทส่วนอื่นอื่ๆ ทั้งทั้หมด ดังดันั้นเขาควรมีคมีวามสามารถที่จที่ะ รับรัรู้เรู้สียงได้เด้ร็ว ร็ (ฉันได้ยิด้นยิเสียง) แยกเสียงต่าต่งๆ ได้ว่ด้าว่เป็นเสียงของอะไร (เป็นเสียงคน สัตว์ ฯลฯ) รู้ทิรู้ ศทิทางของเสียง (เสียงมาจากทางทิศทิ ไหน) การสัมผัสผั (Touch) การสัมผัสผักับกัวัตวัถุต่ถุาต่งๆ มีปมีระโยชน์ที่ช่ที่วช่ยให้เกิดกิความคุ้นเคยกับกั สภาพแวดล้อล้มดียิ่ดียิ่งยิ่ขึ้นขึ้ เช่นช่การที่คที่นที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นแกว่งว่ ไม้เม้ท้าท้ ไปสัมผัสผักับกั สิ่งต่าต่งๆ ขณะเดินดิจะ ทำ ให้เขาทราบว่าว่ทางเดินดิข้าข้งหน้ามีสิ่มีสิ่งกีดกีขวางหรือรื ไม่ เท้าท้เป็นอวัยวัวะสัมผัสผัที่รัที่บรัรู้ไรู้ด้ดีด้เดีช่นช่ กันกัคนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นที่อที่ยู่ตยู่ามชนบทยอมรับรัว่าว่เขาสามารถเดินดิทางได้ง่ด้าง่ย ถ้าถ้ ไม่สม่วมรองเท้าท้ทั้งทั้นี้เพราะเขาจะทราบได้ทัด้นทัทีเทีมื่อมื่เดินดิเฉไปบนหญ้าญ้ ไม่มีม่ดิมีนดิหรือรืหินบน ทางที่เที่ขากำ ลังลัเดินดิอยู่ ซึ่งซึ่คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นควรมีคมีวามรู้เรู้กี่ยกี่วกับกั สิ่งต่อต่ ไปนี้ การดมกลิ่นลิ่ (Smell) ประสาทการดมกลิ่นลิ่ สามารถให้ข้อข้มูลมูที่เที่ป็นประโยชน์ต่อต่การ สร้าร้งความคุ้นเคยกับกั สภาพแวดล้อล้มและการเคลื่อลื่นไหวของคนที่มีที่มี ความบกพร่อร่งทางการเห็นได้เด้ช่นช่เดียดีวกันกักลิ่นลิ่ ไม่ไม่ด้มีด้ ปมีระโยชน์เพียง ให้คนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นเดินดิ ไปหาเท่าท่นั้น ยังยัเป็น ประโยชน์ในการที่จที่ะหลีกลีเลี่ยลี่งบริเริวณนั้นด้วด้ย เช่นช่กองขยะ คนที่มีที่มี ความบกพร่อร่งทางการเห็นควรมีคมีวามสามารถ ดังดัต่อต่ ไปนี้ รับรัรู้กรู้ลิ่นลิ่ ได้เด้ร็ว ร็ สามารถแยกแยะและจำ กลิ่นลิ่ของสิ่งต่าต่งๆ บอกที่มที่าของกลิ่นลิ่ ได้ 7
8 การจัดจัการเรียรีนการสอนนักเรียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็น อาจแยกได้เด้ป็น 2 ประเภท คือ นักเรียรีนที่มีที่ สมีายตาเลือลืนราง และนักเรียรีนที่ตที่าบอด ดังดันี้ 1. การจัดจัการเรียรีนการสอนสำ หรับรันักเรียรีนที่มีที่ สมีายตาเลือลืนราง 1.1 ครูควรคำ นึงถึงถึสิ่งสำ คัญต่อต่ ไปนี้ 1.1.1 ควรค้นหาว่าว่เขาสามารถเห็น หรือรื ไม่เม่ห็นอะไร 1.1.2 ควรยอมรับรัความจำ กัดกั ในการมองเห็นของนักเรียรีน 1.1.3 ไม่คม่วรทำ ในสิ่งที่ไที่ม่ปม่ลอดภัยภั 1.2 ครูควรทราบว่าว่นักเรียรีนที่สที่ายตาเลือลืนรางไม่ใม่ช่คช่นหูหนวก การพูดพูควรพูดพูปกติไติม่ ต้อต้งตะโกน 1.3 ให้นักเรียรีนนั่งในที่มีที่แมี สงสว่าว่งเพียงพอในการอ่าอ่นหนังสือ โดยให้แสงเข้าข้ทางด้าด้น ข้าข้ง 1.4 ควรสอนเรื่อรื่งสี หรือรืรูปทรง เพื่อนักเรียรีนจะได้จำด้ จำว่าว่เขาวางสิ่งของไว้ที่ว้ ใที่ด โดยการ สังเกตสีหรือรืรูปทรง 1.5 ควรมีกมีารบอกนักเรียรีนเมื่อมื่มีกมีารจัดจัหรือรืเคลื่อลื่นที่วัที่ตวัถุสิ่ถุสิ่งของไปในที่ใที่หม่ 1.6 ควรเขียขีนหมายเลขด้วด้ยสีเข้มข้ๆ หรือรืตัวตั โตๆ เพื่อที่นัที่นักเรียรีนจะเห็นได้ง่ด้าง่ย 1.7 ผนังห้องเรียรีน สีที่ตัที่ดตักันกัจะช่วช่ยให้นักเรียรีนเห็นได้ง่ด้าง่ยขึ้นขึ้หรือรืตามขอบประตู ขั้นขั้ บันบั ไดที่ล็ที่อ ล็ คประตู หรือรืสวิตวิซ์แซ์ละปลั๊กลั๊ ไฟ ควรมีกมีารติดติแถบสีสว่าว่งสดใสหรือรืทาสีให้ตัดตักับกั สี ผนังหรือรืประตูหตูรือรืมีสีมี สีต่าต่งกันกั 1.8 กระดานสีขาวมีปมีระโยชน์ในการเขียขีนข้อข้ความที่สั้ที่สั้นๆ โดยเขียขีนด้วด้ยหมึกมึดำ และ หลีกลีเลี่ยลี่งการเขียขีนหนังสือบนกระดาษสี หรือรืกระดาษที่มีที่รูมีรูปภาพ 1.9 เขียขีนหนังสือตัวตั โตๆ ด้วด้ยหมึกมึดำ บนกระดาษสีขาว ซึ่งซึ่เป็นการเพิ่มทั้งทั้ขนาดและการ ตัดตักันกัของสีในการเขียขีน 1.10 ในการอ่าอ่นหนังสือบางครั้งรั้นักเรียรีนอาจมีปัมี ปัญหาในการไล่บล่รรทัดทัและตัวตัหนังสือจึงจึ ควรแนะนำ นักเรียรีน ดังดันี้ 1.10.1 ใช้นิ้ช้ นิ้วมือมื ไล่ตล่ามบรรทัดทัเวลาอ่าอ่น 1.10.2 วางแผ่นผ่กระดาษสีเข้มข้ ไว้ใว้ต้บต้รรทัดทัที่กำที่กำลังลัอ่าอ่น และให้เลื่อลื่นลงไปทีลทีะ บรรทัดทั 1.10.3 เจาะช่อช่งว่าว่งที่แที่ผ่นผ่กระดาษ เวลาจะอ่าอ่นให้วางช่อช่งตรงกับกับรรทัดทัที่กำที่กำลังลั อ่าอ่นและปิดข้อข้ความที่อที่ยู่นยู่อกกรอบ นอกจากนี้ยังยัช่วช่ยลดความจ้าจ้ของหน้ากระดาษ และช่วช่ย ให้ตัวตัอักอัษรติดติกันกัดีขึ้ดีขึ้นขึ้ 1.11 ในการเดินดิทางควรฝึกให้นักเรียรีนจำ ผู้อื่ผู้นอื่ โดยไม่ต้ม่อต้งมองรายละเอียอีดบนใบหน้า แต่ใต่ห้จดจำ โครงร่าร่งของขนาดรูปร่าร่ง วิธีวิเธีดินดิและเสียง 1.12 เมื่อมื่เดินดิ ไปกับกัผู้ใผู้ด นักเรียรีนควรจำ สี หรือรืรูปแบบเสื้อผ้าผ้ของผู้นั้ผู้นั้น ก็จ ก็ ะช่วช่ยให้ สามารถเดินดิตามบุคบุคลนั้นไปในที่มีที่ผู้มีคผู้นแออัดอั ได้ 1.13 การข้าข้มถนน หากจะมีผู้มีอื่ผู้นอื่ข้าข้มด้วด้ยควรข้าข้มพร้อร้มกับกัผู้อื่ผู้นอื่และเพื่อให้ปลอดภัยภั ยิ่งยิ่ขึ้นขึ้ควรเดินดิอยู่ตยู่รงกลาง การจัดจัการเรีย รี นการสอนนักเรีย รี นที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางการเห็น
1.14 ควรให้นักเรียรีนใช้ไช้ม้เม้ท้าท้ขาว จะช่วช่ยให้ปลอดภัยภัยิ่งยิ่ขึ้นขึ้และมีคมีวามยาว จากพื้นถึงถึหน้าอกของผู้ใผู้ช้ ไม่คม่วรสั้นเกินกิ ไป ทำ ให้ต้อต้งก้มก้หลังลัและจะเสียการ ทรงตัวตั 1.15 เวลาเดินดิกลางแจ้งจ้ควรสวมแว่นว่กันกัแดด หรือรืสวมหมวกจะช่วช่ยลดความจ้าจ้ของ แสงไม่ใม่ห้เข้าข้ตามากเกินกิ ไป 2. การจัดจัการเรียรีนการสอนนักเรียรีนตาบอด การเรียรีนการสอนสำ หรับรันักเรียรีนตาบอด จะมีคมีวามแตกต่าต่งจากการสอนนักเรียรีนที่ มีสมีายตาเลือลืนราง เพราะนักเรียรีนตาบอด ไม่สม่ามารถใช้สช้ายตาในการเรียรีนการสอนได้เด้ลย แต่ต้ต่อต้งใช้ปช้ระสาทสัมผัสผั ในส่วนอื่นอื่แทน ได้แด้ก่ ประสาทสัมผัสผัทางหู ประสาทสัมผัสผั การดมกลิ่นลิ่ชิมชิรส และประสาทสัมผัสผัทางกาย สำ หรับรัหลักลั สูตสูรการเรียรีนสามารถใช้ หลักลั สูตสูรของนักเรียรีนทั่วทั่ ไปได้เด้พียงแต่ต้ต่อต้งปรับรัวิธีวิกธีาร ขั้นขั้ตอนและวัสวัดุอุดุ อุปกรณ์ที่จำที่จำเป็น เพื่อให้สอดคล้อล้งกับกัความสามารถและความต้อต้งการของนักเรียรีนแต่ลต่ะบุคบุคล และเพิ่ม ทักทัษะที่จำที่จำเป็นสำ หรับรัการเรียรีนรู้ขรู้องนักเรียรีนตาบอด เข้าข้ ไปในหลักลั สูตสูร ซึ่งซึ่วิธีวิกธีารและ ทักทัษะที่จำที่จำเป็นสำ หรับรันักเรียรีนตาบอด ได้แด้ก่ การเขียขีน อ่าอ่นอักอัษรเบรลล์ ประสบการณ์ เบื้อบื้งต้นต้ ในการดำ รงชีวิชีตวิทักทัษะการเคลื่อลื่นไหว การใช้สื่ช้ สื่ออุปกรณ์ต่าต่งๆ ที่มีที่คมีวามแตกต่าต่ง ไปจากนักเรียรีนทั่วทั่ ไป ตลอดจนดัดดัแปลงเนื้อหาหรือรืวิธีวิกธีารสอนให้เหมาะสมกับกันักเรียรีน ตาบอด เช่นช่ 2.1 การเขียขีน-อ่าอ่นอักอัษรเบรลล์ 2.2 การสอนประสบการณ์เบื้อบื้งต้นต้ ในการดำ รงชีวิชีตวิเช่นช่ 2.2.1 การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์ในการเรียรีนรู้ส่รู้ ส่วนต่าต่งๆ ของร่าร่งกาย 2.2.2 การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์และการฝึกทักทัษะการฟังและการแยก เสียง 2.2.3 การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์เรื่อรื่งกลิ่นลิ่และรส 2.2.4 การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์และฝึกทักทัษะเรื่อรื่งการสัมผัสผัทางกาย 2.2.5 การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์และการฝึกทักทัษะเรื่อรื่งการคาดคะเน 2.2.6 การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์เรื่อรื่งสุขสุนิสัย 2.2.7 การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์ เพื่อฝึกความสามารถขั้นขั้พื้นฐานต่าต่งๆ ในการช่วช่ยเหลือลืตนเอง และผู้อื่ผู้นอื่เช่นช่การสวมเสื้อผ้าผ้และการติดติกระดุมดุการสวม ถุงถุเท้าท้รองเท้าท้การผูกผูเชือชืกรองเท้าท้การใช้เช้ครื่อรื่งใช้ไช้ฟฟ้า และการใช้เช้งินงิเป็นต้นต้ 2.2.8 การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์เรื่อรื่งเสื้อผ้าผ้เครื่อรื่งนุ่งนุ่ห่ม 2.2.9 การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์เกี่ยกี่วกับกัเรื่อรื่งการรักรัษาผิวผิพรรณและการ เสริมริ สวย 2.2.10การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์ด้าด้นงานบ้าบ้นงานครัวรั 2.2.11การจัดจั ประสบการณ์และฝึกทักทัษะเรื่อรื่งการเลี้ยลี้งเด็ก ด็ ทารก 2.2.12การจัดจักิจกิกรรมและประสบการณ์เรื่อรื่งมารยาทในสังคม 2.3 ทักทัษะการสร้าร้งความคุ้นเคยกับกั สภาพแวดล้อล้ม และการเคลื่อลื่นไหวของคนที่มีที่มี ความบกพร่อร่งทางการเห็น (Orientation and Mobility : O&M) 9
2.4 การใช้สื่ช้ สื่อหรือรือุปกรณ์ต่าต่งๆ สำ หรับรันักเรียรีนที่ตที่าบอด จะต้อต้งมีกมีาร ปรับรั ปรุง หรือรืประยุกยุต์ใต์ห้นักเรียรีนสามารถสัมผัสผัด้วด้ยมือมืและใช้กช้ารฟังเป็นหลักลั นักเรียรีนตาบอด สามารถใช้หช้ลักลั สูตสูรเช่นช่เดียดีวกับกันักเรียรีนทั่วทั่ ไปได้ เพียงแต่ ต้อต้งมีกมีารปรับรั ปรุงวิธีวิกธีารสอน การใช้สื่ช้ สื่อการเรียรีนรู้ ตลอดจนวิธีวิกธีารวัดวั ประเมินมิผลให้ สอดคล้อล้งกับกั สภาพความบกพร่อร่งของนักเรียรีน เพื่อให้สามารถบรรลุจุลุดจุประสงค์ของการ เรียรีนรู้ไรู้ด้ จึงจึจำ เป็นต้อต้งมีกมีารจัดจัทำ แผนการจัดจัการศึกษาเฉพาะบุคบุคล และมีกมีารจัดจัทำ สื่อ การเรียรีนรู้ รวมถึงถึวิธีวิกธีารวัดวั ประเมินมิผลการเรียรีนรู้ใรู้ห้สอดคล้อล้งกับกัความสามารถในการ เรียรีนรู้ขรู้องนักเรียรีน เช่นช่การปรับรัวิธีวิกธีารวัดวั ประเมินมิผล ในวิชวิาศิลปะ วิชวิาพลศึกษาการปรับรั สื่อการเรียรีนรู้วิรู้ชวิาพลศึกษา เช่นช่การดัดดัแปลงลูกลูปิงปอง ลูกลูฟุตฟุบอลให้มีเมีสียง หรือรืปรับรั ปรุง เทคนิคการสอนให้เหมาะสม การจัดจัทำ แผนที่ภที่าพนูนนูในวิชวิาภูมิภูศมิาสตร์ การจัดจัทำ สื่อวิชวิา คณิตศาสตร์แร์ละ วิทวิยาศาสตร์ เป็นต้นต้ดังดันั้นจะเห็นได้ว่ด้าว่นักเรียรีนตาบอด สามารถเรียรีนรู้ไรู้ด้ เช่นช่เดียดีวกันกักับกัเด็ก ด็ ทั่วทั่ ไป เพียงแต่มีต่กมีารปรับรัวิธีวิกธีารจัดจัการเรียรีนรู้ สื่อการเรียรีนรู้แรู้ละการวัดวั ประเมินมิผลให้สอดคล้อล้งกับกันักเรียรีน ซึ่งซึ่การจัดจัการเรียรีนรู้สำรู้ สำหรับรันักเรียรีนตาบอด ตาม ทัศทันะของนักการศึกษา โลเวนเฟล (Lowenfeld) นั้น ได้ใด้ห้ ความสำ คัญในเรื่อรื่งของการ คำ นึงถึงถึเอกัตกับุคบุคล โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับกั สภาพความต้อต้งการและปัญหาของ นักเรียรีนตาบอด สอนในเรื่อรื่งรูปธรรมในชีวิชีตวิ ประจำ วันวัจากการได้ยิด้นยิการสัมผัสผั ไปเชื่อชื่ม โยงกับกั ประสบการณ์ใหม่ เพื่อช่วช่ยให้เกิดกิการเรียรีนรู้ใรู้หม่ๆม่เพิ่มขึ้นขึ้ โดยครูผู้สผู้อนสามารถนำ ไปประยุกยุต์ใต์ช้ใช้นการจัดจัการเรียรีนรู้ใรู้ห้กับกันักเรียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นในห้องเรียรีน ได้ ดังดันี้ 1. การเรียรีนการสอนในห้องเรียรีนนั้น ครูผู้สผู้อนควรอธิบธิายสื่อที่เที่ป็นรูปภาพ หรือรื ข้อข้ความต่าต่งๆ ให้ ละเอียอีด ชัดชัเจนมากที่สุที่ดสุควรให้โอกาสนักเรียรีนได้จิด้นจิตนาการตาม และ ควรถามนักเรียรีนเป็นระยะว่าว่เรียรีนทันทัหรือรื ไม่ ต้อต้งการให้อธิบธิายส่วนใดเพิ่มเติมติ 2. เอกสารสำ หรับรันักเรียรีนที่มีที่ สมีายตาเลือลืนราง ควรเป็นตัวตัอักอัษรที่ขที่ยายใหญ่ อาจใช้ เครื่อรื่งช่วช่ยใน การมองเห็น เช่นช่เครื่อรื่งขยายตัวตัอักอัษรผ่าผ่นจอโทรทัศทัน์หรือรืจอคอมพิวเตอร์ (คอมพิวเตอร์ที่ร์นัที่นักเรียรีนที่มีที่มีสายตาเลือลืนรางใช้ จะมีโมีปรแกรมขยายหน้าจอ ซึ่งซึ่จะทำ ให้ตัวตั อักอัษรบนหน้าจอมีขมีนาดใหญ่ขึ้ญ่ขึ้นขึ้ตามความต้อต้งการของผู้ใผู้ช้ 3. การเขียนกระดานหรือรืแสดงรูปภาพในการเรียรีนการสอนนักเรียรีนที่มีที่ สมีายตาเลือลืน รางนั้น ครูผู้สผู้อนควรใช้สีช้ สีที่ตัที่ดตักันกัเช่นช่หากกระดานเป็นสีขาวปากกาที่ใที่ช้คช้วรเป็นสีดำ หรือรื น้ำ เงินงิหากเป็นรูปภาพ ควรแสดงให้เห็นเส้นตัดตัต่าต่งๆ อย่าย่งชัดชัเจน 4. ในการสอบ ครูผู้สผู้อนสามารถเลือลืกใช้วิช้ธีวิกธีารสอบได้หด้ลายวิธีวิ ธีเช่นช่ ฟังหรือรือ่าอ่น คำ ถามจาก คอมพิวเตอร์ โดยใช้โช้ปรแกรมอ่าอ่นหน้าจอ อักอัษรเบรลล์หล์รือรื ให้อาสาสมัคมัรช่วช่ย อ่าอ่นข้อข้ สอบ การตอบ คำ ถามจากข้อข้ สอบสามารถใช้วิช้ธีวิกธีารตอบโดยพิมพ์คำ ตอบบน คอมพิวเตอร์ เขียขีนตอบเป็นอักอัษรเบรลล์ อัดอัเสียงลงเทป หรือรืตอบปากเปล่าล่แล้วล้ ให้อาสา สมัคมัรเขียขีนคำ ตอบตามคำ พูดพูนั้น สิ่งสำ คัญในการสอบทุกทุครั้งรั้คือ ครูผู้สผู้อนควรเพิ่มเวลาใน การทำ ข้อข้ สอบให้นักเรียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นได้มีด้เมีวลามากกว่าว่นักเรียรีนทั่วทั่ ไป ประมาณ 1 เท่าท่หรือรืพิจารณาตามความเหมาะสมกับกัข้อข้จำ กัดกัของนักเรียรีน 10
11 5. การพูดพูคุยทักทัทาย ควรบอกชื่อชื่ผู้พูผู้ดพูก่อก่น เช่นช่ “สวัสวัดีสดีรพงษ์ ผมครูสมศักดิ์นดิ์ะ” เมื่อมื่ คุยหรือรืทักทัทายเสร็จ ร็ เรียรีบร้อร้ยแล้วล้ก่อก่นจะไปที่อื่ที่นอื่ควรบอกลานักเรียรีนทุกทุครั้งรั้และสามารถ พูดพูคุยโดยใช้น้ำช้ น้ำ เสียงปกติ และควรสื่อสารกับกันักเรียรีนโดยตรงไม่คม่วรถามผ่าผ่นบุคบุคลอื่นอื่ 6. ควรจัดจั ให้มีกมีารสอนเสริมริ โดยครูผู้สผู้อนควรจัดจัตารางนอกเวลานอกเหนือจากเวลา เรียรีนในห้องเรียรีน เพื่อสอนเนื้อหาที่นัที่นักเรียรีนตามไม่ทัม่นทัหรือรืต้อต้งอาศัยสื่อเฉพาะ เช่นช่ คอมพิวเตอร์ปร์ระกอบการเรียรีน 7. ควรมองนักเรียรีนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นให้เหมือมืนกับกัคนทั่วทั่ ไป ไม่คม่วร แสดงความสงสาร และไม่คม่วรกล่าล่วคำ ชมเชยเมื่อมื่เขาสามารถทำ สิ่งต่าต่งๆ ที่คที่นทั่วทั่ ไปสามารถ ทำ ได้ง่ด้าง่ยๆ เช่นช่เดินดิขึ้นขึ้-ลง บันบั ได เป็นต้นต้ 8. สำ หรับรันักเรียรีนที่มีที่ สมีายตาเลือลืนราง ครูผู้สผู้อนควรจัดจักิจกิกรรมในสถานที่ที่ที่มีที่แมี สง สว่าว่งเพียงพอ มีกมีารกระจายของแสงทั่วทั่ถึงถึหลีกลีเลี่ยลี่งแสงสะท้อท้นและพื้นผิวผิที่มีที่ลมีวดลาย 9. ควรจัดจั ให้มีรมีะบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Buddy System) ในด้าด้นการช่วช่ยอ่าอ่นหนังสือ บันบัทึกทึเสียง เนื้อหาการเรียรีน หรือรืช่วช่ยตรวจสอบข้อข้มูลมูที่นัที่นักเรียรีนพิมพ์ และช่วช่ยอำ นวยความ สะดวกเพื่อนที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเห็นในเรื่อรื่งทั่วทั่ ไป นอกจากนี้เทคนิควิธีวิกธีารสอนโดย ทั่วทั่ ไปอาจทำ ให้เด็ก ด็ ยังยั ไม่เม่ข้าข้ ใจ ครูจึงจึต้อต้งใช้เช้วลาในการอธิบธิายมากขึ้นขึ้หรือรืต้อต้งให้เวลาเด็ก ด็ ได้ ทำ กิจกิกรรมมากขึ้นขึ้ โดยอาจมีเมีทคนิคการสอนดังดันี้ 1. อธิบธิายด้วด้ยคำ พูดพูที่ชัที่ดชัเจน หรือรืเป็นขั้นขั้ตอน 2. ในวิชวิาที่เที่ป็นภาคปฏิบัฏิติบัเติมื่อมื่เด็ก ด็ ยังยั ไม่เม่กิดกิความเข้าข้ ใจ ครูควรจะทำ เป็นตัวตัอย่าย่งที ละขั้นขั้ตอนและ ให้เด็ก ด็ ได้สัด้ สัมผัสผัมือมืของครู หรือรืสัมผัสผั ในส่วนที่คที่รูทำ หรือรืปฏิบัฏิติบัอติย่าย่งช้าช้ๆ ให้ เด็ก ด็ ได้มีด้ โมีอกาสสัมผัสผั สื่อ หรือรือุปกรณ์ที่คที่รูนำ มาอธิบธิาย หรือรืนำ มาแสดงจนเด็ก ด็ เกิดกิความ เข้าข้ ใจ และสามารถใช้ไช้ด้เด้องในการสำ รวจวัตวัถุ สิ่งของบางอย่าย่งที่ใที่หญ่คญ่รูควรจะให้เด็ก ด็ วางมือมื ของเด็ก ด็ บนมือมืของครู และสำ รวจไปด้วด้ยกันกั ไม่คม่วรจะจับจัมือมืเด็ก ด็ ไปสำ รวจ เพราะจะทำ ให้เกิดกิ ความรู้สึรู้ สึกที่ไที่ม่เม่ ป็นอิสอิระ 3. ใช้ขช้องจริงริหรือรืสถานการณ์จริงริให้มากที่สุที่ดสุเช่นช่ผลไม้ อาหาร ของใช้ต่ช้าต่งๆ หรือรืต้นต้ ไม้ต้ม้นต้เล็ก ล็ ๆ เป็นต้นต้ทั้งทั้นี้เพื่อให้เด็ก ด็ ได้เด้กิดกิความคิดรวบยอดเกี่ยกี่วกับกั สิ่งนั้นๆ ทั้งทั้ทาง ด้าด้นกลิ่นลิ่รสหรือรืการสัมผัสผันอกจากนี้หากใช้สช้ถานการณ์จริงริเช่นช่ ในการสอนการแต่งต่กาย การรับรั ประทานอาหารหรือรืการไปทัศทันศึกษา นอกสถานที่ เพื่อให้เด็ก ด็ ได้ยิด้นยิเสียงสัตว์ หรือรื ไป ตลาดเพื่อให้เด็ก ด็ รับรัรู้สิ่รู้สิ่งที่เที่กิดกิขึ้นขึ้รอบๆ ตัวตัเขา ทั้งทั้ทางการได้กด้ลิ่นลิ่อาหาร ได้สัด้ สัมผัสผั สิ่งของที่วที่าง ขาย หรือรื ได้มีด้ โมีอกาสได้ใด้ช้เช้งินงิ ในการใช้จ่ช้าจ่ย เป็นต้นต้ สิ่งต่าต่งๆเหล่าล่นี้จะทำ ให้เด็ก ด็ เกิดกิความรู้ ความเข้าข้ ใจมากกว่าว่การที่คที่รูพูดพูในห้องเรียรีนเท่าท่นั้น 4. ใช้สัช้ สัญลักลัษณ์หรือรืหุ่นจำ ลองในกรณีที่ต้ที่อต้งการแสดงบางสิ่งที่เที่ด็ก ด็ ไม่สม่ามารถ สัมผัสผั ได้ เช่นช่ภูเภูขา แม่น้ำม่ น้ำ หรือรืแสดงแผนผังผัการเดินดิทาง เป็นต้นต้ 5. สื่อควรเน้นถึงถึความแตกต่าต่งของพื้นผิวผิสำ หรับรัเด็ก ด็ ที่ตที่าบอด และเน้นเรื่อรื่งการ ตัดตักันกัของสี สำ หรับรัเด็ก ด็ ที่มีที่สมีายตาเลือลืนราง
6. ให้เด็ก ด็ ได้มีด้ ส่มี ส่วนร่วร่มในกิจกิกรรมการเรียรีนการสอนให้มากที่สุที่ดสุเป็นการฝึกให้ เด็ก ด็ รู้จัรู้กจัการทำ งานร่วร่มกับกัผู้อื่ผู้นอื่เด็ก ด็ จะเกิดกิความมั่นมั่ ใจในตนเอง เกิดกิความรู้ครู้วามเข้าข้ ใจจาก การได้เด้รียรีนรู้ด้รู้วด้ยตนเอง 7. ครูอาจต้อต้งทำ กิจกิกรรมร่วร่มกับกัเด็ก ด็ เพื่อเด็ก ด็ จะได้ดูด้คดูรูเป็นตัวตัอย่าย่งในกรณีที่ เกิดกิความไม่แม่น่ใจหรือรื ไม่เม่ข้าข้ ใจ และยังยัเป็นการสร้าร้งความผูกผูพันระหว่าว่งครูกับกัเด็ก ด็ อีกอีด้วด้ย 8. เน้นการใช้ปช้ระสาทสัมผัสผัที่หที่ลงเหลือลื ให้มากที่สุที่ดสุเช่นช่การเห็นที่ยัที่งยัหลงเหลือลื อยู่กยู่ารฟัง การดมกลิ่นลิ่หรือรืการชิมชิรส เป็นต้นต้เพราะจะเป็นประโยชน์ในการเรียรีนรู้สิ่รู้สิ่งต่าต่งๆ ได้เด้ร็ว ร็ ขึ้นขึ้และเข้าข้ ใจมากขึ้นขึ้ 9. งานที่ต้ที่อต้งปฏิบัฏิติบับติางอย่าย่ง ครูควรให้เด็ก ด็ ได้สัด้ สัมผัสผัชิ้นชิ้งานที่สำที่สำเร็จ ร็ รูปก่อก่น เพราะเด็ก ด็ จะได้ทด้ราบ เป้าหมายของชิ้นชิ้งาน และจากนั้นครูควรอธิบธิายเป็นขั้นขั้ตอนในการ ปฏิบัฏิติบัอติย่าย่งช้าช้ๆ และชัดชัเจน จะทำ ให้ เด็ก ด็ มีคมีวามเข้าข้ ใจและสามารถปฏิบัฏิติบั ไติด้ 10. เด็ก ด็ บางคนอาจมีปัมี ปัญหาในการเรียรีนรู้ ไม่สม่ามารถจะทำ งานได้คด้รบขั้นขั้ตอน ด้วด้ยตนเอง เช่นช่การแต่งต่กาย การทำ ความสะอาดร่าร่งกาย หรือรืการรับรั ประทานอาหาร เป็นต้นต้การใช้เช้ทคนิค การวิเวิคราะห์งาน (Task Analysis) จะทำ ให้เด็ก ด็ สามารถบรรลุเลุป้า หมายได้ และอาจต้อต้งใช้เช้วลาในการเรียรีนการสอน มากกว่าว่เด็ก ด็ คนอื่นอื่ๆ กล่าล่วโดยสรุปหลักลัการจัดจักิจกิกรรมการเรียรีนการสอนสำ หรับรันักเรียรีนที่มีที่คมีวาม บกพร่อร่งทางการ เห็น ประกอบด้วด้ยหลักลั5 ประการ คือ 1. ต้อต้งจัดจักิจกิกรรมการเรียรีนการสอนให้สนองตามความต้อต้งการของเด็ก ด็ เป็นราย บุคบุคล 2. ต้อต้งใช้อุช้อุปกรณ์ที่เที่ป็นรูปธรรม ให้โอกาสในการสำ รวจ ได้สัด้ สัมผัสผัจริงริด้วด้ยมือมื 3. แสดงความสัมพันธ์เธ์ป็นอันอัหนึ่งอันอัเดียดีวกันกั ได้เด้รียรีนรู้ ความสัมพันธ์ขธ์องโครงสร้าร้งทั้งทั้หมดในเวลาเดียดีวกันกั 4. เพิ่มเติมติ สิ่งเร้าร้ โดยต้อต้งวางแผนการจัดจักิจกิกรรม และประสบการณ์เพื่อเพิ่มพูนพูความรู้ที่รู้เที่ด็ก ด็ มีอมียู่ ขยาย ความสนใจไปสู่สิ่สู่สิ่งแวดล้อล้ม ชุมชุชน สังคม 5. ให้มีโมีอกาสปฏิบัฏิติบักิติจกิกรรมด้วด้ยตนเองตามลำ พัง และให้ค้นคว้าว้ด้วด้ยความอยากรู้อรู้ยากเห็น 12
การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นที่มี ที่ มี ความบกพร่อ ร่ งทาง การได้ยิ ด้ น ยิ 13
14 1. คนหูหนวก 2.คนหูตึง ตึ คนหูหนวก หมายถึงถึบุคบุคลที่สูที่ญสูเสียการได้ยิด้นยิมาก จนไม่สม่ามารถเข้าข้ ใจการพูดพูผ่าผ่นทางการได้ยิด้นยิ ไม่ว่ม่าว่จะ ใส่หรือรื ไม่ใม่ ส่เครื่อรื่งช่วช่ยฟัง ซึ่งซึ่โดยทั่วทั่ ไปหากตรวจการ ได้ยิด้นยิจะมีกมีารสูญสูเสียการได้ยิด้นยิ90 เดซิเซิบลขึ้นขึ้ ไป คนหูตึงตึหมายถึงถึบุคบุคลที่มีที่กมีารได้ยิด้นยิเหลือลือยู่ เพียงพอที่จที่ะได้ยิด้นยิการพูดพูผ่าผ่นทางการได้ยิด้นยิ โดยทั่วทั่ ไป จะใส่เครื่อรื่งช่วช่ยฟัง ซึ่งซึ่หากตรวจวัดวั การได้ยิด้นยิจะมีกมีารสูญสูเสียการได้ยิด้นยิน้อยกว่าว่ 90 เดซิเซิบลลงมาถึงถึ 26 เดซิเซิบล บุบุ บุ ค บุ คคลที่ที่ที่มีที่มี ที่ที่ มี ค มี ความบกพร่ร่อ ร่ร่ งทางการได้ด้ ด้ ยิ ด้ ยิ ยิ น ยิ น บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิหมายถึงถึบุคบุคลที่สูที่ญสูเสียการได้ยิด้นยิการรับรั ฟัง เสียงต่าต่งๆ ผิดผิ ปกติ ซึ่งซึ่แบ่งบ่เป็น 2 ประเภท ดังดันี้
1. การพูดพูเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพรํอรํงทางการได้ยิด้นยิมีปัมี ปัญหาทางการพูดพูเด็ก ด็ อาจพูดพูไม่ไม่ด้หด้รือรื พูดพูไม่ชัม่ดชัซึ่งซึ่ขึ้นขึ้กับกัระดับดัการสูญสูเสียการได้ยิด้นยิของเด็ก ด็ เด็ก ด็ ที่สูที่ญสูเสียการได้ยิด้นยิเล็ก ล็ น้อย อาจพอพูดพูได้ เด็ก ด็ ที่สูที่ญสูเสียการได้ยิด้นยิระดับดั ปานกลางสามารถพูดพูได้แด้ต่อต่าจไม่ชัม่ดชั ส่วนเด็ก ด็ ที่สูที่ญสูเสียการได้ยิด้นยิมากหรือรืหูหนวก อาจพูดพูไม่ไม่ด้เด้ลย หากไม่ไม่ด้รัด้บรัการสอนพูดพูตั้งตั้แต่ใต่นวัยวั เด็ก ด็ นอกจากนี้การพูดพูขึ้นขึ้อยู่กัยู่บกัอายุขยุองเด็ก ด็ เมื่อมื่ สูญสูเสียการได้ยิด้นยิอีกอีด้วด้ย หากเด็ก ด็ สูญสูเสีย การได้ยิด้นยิมากมาแต่กำต่ กำเนิด ปัญหาในการพูดพูของเด็ก ด็ นอกจากจะขึ้นขึ้อยู่กัยู่บกัความรุนแรงของ ระดับดัการได้ยิด้นยิแล้วล้ยังยัขึ้นขึ้อยู่กัยู่บกัอายุขยุองเด็ก ด็ เมื่อมื่เด็ก ด็ สูญสูเสียการได้ยิด้นยิอีกอีด้วด้ย 2. ภาษา เด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิมีปัมี ปัญหาเกี่ยกี่วกับกัภาษา เช่นช่มีคมีวามรู้เรู้กี่ยกี่วกับกั คำ ศัพท์ใท์น วงจํากัดกัเรียรีงคําเป็นประโยคที่ผิที่ดผิหลักลัภาษา ปัญหาทางภาษาของเด็ก ด็ คล้าล้ยคลึงลึกับกั ปัญหาในการพูดพูคือ เด็ก ด็ ยิ่งยิ่สูญสูเสียการได้ยิด้นยิมากเท่าท่ ใดยิ่งยิ่มีปัมี ปัญหาในทาง ภาษามากขึ้นขึ้เท่าท่นั้น 3. ความสามารถทางสติปัติ ปัญญา ผู้ที่ผู้ไที่ม่คุ้ม่คุ้นเคยกับกัเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิอาจ คิดว่าว่เด็ก ด็ ประเภทนี้เป็นเด็ก ด็ ที่มีที่สมีติปัติ ปัญญาต่ำ ความจริงริแล้วล้ ไม่เม่ ป็นเช่นช่นั้น เพราะว่าว่ท่าท่นไม่ อาจสื่อสารกับกัเขาได้ หากท่าท่น สามารถสื่อสารกับกัเขาได้เด้ป็นอย่าย่งดีแดีล้วล้ท่าท่นอาจเห็นว่าว่เขา เป็นคนฉลาดก็ไก็ ด้ ความจริงริแล้วล้ระดับดั สติปัติ ปัญญา ของเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิ จากรายงานเป็นจำ นวนมากพบว่าว่มีกมีารกระจายคล้าล้ยเด็ก ด็ ปกติ บางคนอาจโง่บง่างคนอาจ ฉลาด บางคนฉลาดถึงถึขั้นขั้เป็นอัจอัฉริยริะก็มี ก็ มีจึงจึอาจสรุปได้ว่ด้าว่เด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการ ได้ยิด้นยิ ไม่ใม่ช่เช่ด็ก ด็ โง่ทุง่กทุคน 4. ผลสัมฤทธิ์ทธิ์างการเรียรีน เด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิจำ นวนมากมีผมีลสัมฤทธิ์ ทางการเรียรีนต่ำ ทั้งทั้นี้อาจเป็นเพราะว่าว่วิธีวิกธีารเรียรีนการสอน ตลอดจนวิธีวิวัธีดวัผลที่ปที่ฏิบัฏิติบักัตินกั อยู่ใยู่นปัจจุบัจุนบัเหมาะที่จที่ะนํามาใช้ ในเด็ก ด็ ปกติมติากกว่าว่วิธีวิกธีารบางอย่าย่งจึงจึไม่เม่หมาะสมกับกั เด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิยิ่งยิ่ไปกว่าว่นั้น เด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิมี ปัญหาทางภาษาและทักทัษะทางภาษาจํากัดกัจึงจึเป็นอุปสรรคในการทำ ข้อข้ สอบ เพราะผู้ที่ผู้จที่ะ ทำ ข้อข้ สอบได้ดีด้นั้ดี นั้น ต้อต้งมีคมีวามรู้ทรู้างภาษาเป็นอย่าย่งดี ด้วด้ยเหตุนี้ตุนี้เด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิจึงจึมีผมีลสัมฤทธิ์ทธิ์างการเรียรีนที่ค่ที่ค่อนข้าข้งต่ำ กว่าว่เด็ก ด็ ปกติ 5. การปรับรัตัวตัเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิอาจมีปัมี ปัญหาในการปรับรัตัวตั สาเหตุ ส่วนใหญ่มญ่าจากการสื่อสารกับกัผู้อื่ผู้นอื่หากเด็ก ด็ สามารถสื่อสารได้ดีด้ ดีปัญหาทางอารมณ์อาจลด ลงทำ ให้เด็ก ด็ สามารถปรับรัตัวตั ได้ แต่ถ้ต่าถ้เด็ก ด็ ไม่สม่ามารถสื่อสารกับกัผู้อื่ผู้นอื่ ได้ดีด้ ดีเด็ก ด็ อาจเกิดกิความ คับข้อข้งใจ ซึ่งซึ่มีผมีลต่อต่พฤติกติรรมของเด็ก ด็ เด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิต้อต้งปรับรัตัวตั มากกว่าว่เด็ก ด็ ปกติบติางคนเสียอีกอีเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามฉลาดอาจปรับรัตัวตั ได้ดีด้ ดีส่วนเด็ก ด็ ที่ไที่ม่ฉม่ลาดอาจ มีปัมี ปัญหาในการปรับรัตัวตั ได้ ลักษณะของเด็กที่มี ที่ มี ความบกพร่อ ร่ ง 15 ทางการได้ยิน ลักษณะของเด็กที่มี ที่ มี ความบกพร่อ ร่ ง ทางการได้ยิน
ชอบทำทำทำทำทำทำท่ท่าท่ท่ทาง เพราะไม่ม่สม่ม่ามารถบอกความต้ต้อต้ต้งการโดยการพูพูดพูพูได้ด้ด้ด้ ไม่ม่ค่ค่ม่ม่ ค่ค่อยได้ด้ยิยิด้ด้นยิยิเสีสีสีสียง หรืรือ รืรื ได้ด้ยิยิด้ด้นยิยิเฉพาะเสีสีสีสียงที่ที่ดัดัที่ที่ที่ที่งดัดัมากๆ ลัลักลัลัษณะเด็ด็ก ด็ด็ ที่ที่มีมีที่ที่ที่ที่คมีมีวามบกพร่ร่อร่ร่งทางการได้ด้ยิยิด้ด้นยิยิ 16 ไม่ม่แม่ม่ สดงอาการได้ด้ยิยิด้ด้นยิยิเสีสีสีสียง แม้ม้จม้ม้ะเกิกิดกิกิเสีสีสีสียงดัดังดัดั ใกล้ล้ๆล้ล้ตัตัวตัตั ไม่ม่หัหัม่ม่ หัหัดเลีลียลีลีนเสีสีสีสียงพูพูดพูพูและสิ่สิ่สิ่สิ่สิ่สิ่งแวดล้ล้อล้ล้ม หัหัหัหัดพูพูดพูพูช้ช้าช้ช้กว่ว่าว่ว่เด็ด็ก ด็ด็ ปกติติติติหรืรือ รืรื อายุยุยุยุ2 ขวบแล้ล้วล้ล้ยัยังยัยัพูพูดพูพูไม่ม่ไม่ม่ด้ด้ด้ด้ ไม่ม่ค่ค่ม่ม่ ค่ค่อยเข้ข้าข้ข้ ใจคํคํคํคําพูพูดพูพู พูพูดพูพูไม่ม่ชัชัม่ม่ดชัชัหรืรือ รืรื เสีสีสีสียงพูพูดพูพูผิผิดผิผิ ปกติติติติ ไม่ม่ค่ค่ม่ม่ ค่ค่อยได้ด้ยิยิด้ด้นยิยิเสีสีสีสียง หรืรือ รืรื ได้ด้ยิยิด้ด้นยิยิเฉพาะเสีสีสีสียงที่ที่ดัดัที่ที่ที่ที่งดัดัมากๆ
9. ภาษาและวัฒวันธรรมของคนหูหนวก 3.ผลกระทบที่เที่กิดกิจากความบกพร่อร่งทางการ ได้ยิด้นยิที่จที่ะเกิดกิกับกัเด็กด็เช่นช่การรับรัรู้ การสื่อสาร และพัฒนาการทางภาษาที่ล่ที่าล่ช้าช้ 5.ความสำ คัญของการได้ยิด้นยิที่เที่หลือลือยู่ ของเด็กด็การฝึกให้เด็กด็ ได้ใด้ช้กช้ารได้ยิด้นยิที่ เหลือลือยู่ใยู่ห้เกิดกิ ประโยชน์ การฝึกฟัง ตั้งตั้แต่เต่ด็กด็อย่าย่งสม่ำ เสมอและต่อต่เนื่อง 7. บริกริารสื่อ สิ่งอํานวยความสะดวก และความ ช่วช่ยเหลือลือื่นอื่ ใด สำ หรับรับุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิเช่นช่เครื่อรื่งช่วช่ยฟัง การฝังประสาท หูเทียทีม ล่าล่มภาษามือมืฯลฯ วิธีวิช่ ธี วช่ยเหลือ ลื เบื้อ บื้ งต้นต้ สำ หรับรับุค บุ คลที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่ง 17 ทางการได้ยิด้นยิ (เมื่อ มื่ พบความบกพร่อร่ง) วิธีวิช่ ธี วช่ยเหลือ ลื เบื้อ บื้ งต้นต้ สำ หรับรับุค บุ คลที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิ (เมื่อ มื่ พบความบกพร่อร่ง) 6 ความสำ คัญของการเรียรีนรู้ การสื่อสาร และภาษาที่มีที่มี ต่อต่พัฒนาการของเด็กด็ทั้งทั้พัฒนาการทางด้าด้นอารมณ์ จิตจิ ใจ พัฒนาการด้าด้นจิตจิวิทวิยา พัฒนาการทางด้าด้น ภาษา และพัฒนาการทางด้าด้นสติปัติ ปัญญา ให้เลือลืกใช้ ภาษาที่เที่ด็กด็ สามารถเรียรีนรู้ไรู้ด้ เช่นช่ภาษาท่าท่ทาง ที่มที่า จากท่าท่ทางธรรมชาติ ภาษาพูดพูและภาษามือมื แนะนําครอบครัวรัของบุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิ ในเรื่อรื่งต่อต่ ไปนี้ 1.ให้พบกับกัครอบครัวรัที่มีที่ลูมีกลูเป็นบุคบุคลที่มีที่มี ความบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิเหมือมืนกันกัเพื่อ แลกเปลี่ยลี่นประสบการณ์การเลี้ยลี้งดูลูดูกลู 2.ให้พบกับกัคนหูหนวกและคนหูตึงตึผู้ใผู้หญ่ที่ญ่ที่ เป็นต้นต้แบบได้ เพื่อให้ผู้ปผู้กครองมองเห็น แนวทางในการเลี้ยลี้งดูลูดูกลู 4.การเลี้ยลี้งดูลูดูกลูที่มีที่คมีวามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิอย่าย่งไรจึงจึจะไม่ทำม่ทำให้ ลูกลูเป็นคนพิการ 8.การศึกษาที่สที่ามารถตอบสนอง ความต้อต้งการจําเป็นและสอดคล้อล้ง กับกัวิถีวิชีถีวิชีตวิของเด็กด็
การเตรีย รี มความพร้อ ร้ มให้ กับ กั เด็ก ด็ ในเรื่อ รื่ งต่า ต่ งๆ ดัง ดั นี้ 18 1.การฝึกฟังและฝึกออกเสียง เพื่อให้เด็กด็ สามารถ ใช้กช้ารได้ยิด้นยิที่เที่หลือลือยู่ใยู่ห้เป็นประโยชน์มากที่สุที่ดสุ และฝึกการออกเสียง เพื่อเป็นพื้นฐานที่สำที่สำคัญของ การพูดพูต่อต่ ไป 2.พัฒนาการทางด้าด้นภาษา เด็กด็ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิจะมีปัมี ปัญหาเรื่อรื่งการฟังและการพูดพู แต่เต่ด็กด็ต้อต้งได้รัด้บรัการส่งเสริมริ ให้มีพัมี พัฒนาการทาง ภาษาที่เที่หมาะสมกับกัวัยวัการใช้ท่ช้าท่ทางธรรมชาติ ควบคู่กับกัการพูดพูจะทำ ให้เด็กด็เรียรีนรู้โรู้ลกรอบตัวตั และมีพัมี พัฒนาการทางภาษาเหมือมืนเด็กด็ทั่วทั่ ไป ส่วน จะเลือลืกใช้ภช้าษาพูดพูหรือรืภาษามือมื ให้ดูคดูวาม สามารถในการสื่อสารของเด็กด็เป็นรายบุคบุคล 3.พัฒนาการทางด้าด้นจิตจิวิทวิยา เด็กด็ที่มีที่คมีวาม บกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิมักมัจะมีปัมี ปัญหาเรื่อรื่งการ เรียรีนรู้ การสื่อสาร อารมณ์และจิตจิ ใจ ซึ่งซึ่ส่งผลต่อต่ พัฒนาการด้าด้นจิตจิวิทวิยา เด็กด็ ไม่มีม่คมีวามเชื่อชื่มั่นมั่ ใน ตัวตัเอง ไม่มีม่คมีวามภาคภูมิภูใมิจในตนเอง เนื่องจาก ไม่มีม่ต้มีนต้แบบในการดำ เนินชีวิชีตวิการให้เด็กด็ ได้ พบปะกับกับุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิที่ สามารถเป็นต้นต้แบบที่ดีที่ดี ได้เด้ติบติ โตท่าท่มกลางกลุ่มลุ่ คนที่มีที่ภมีาษาและวัฒวันธรรม ที่สที่อดคล้อล้งกับกัวิถีวิ ถี ชีวิชีตวิของตนเอง จะส่งเสริมริพัฒนาการด้าด้น จิตจิวิทวิยาของเด็กด็ทำ ให้เด็กด็เติบติ โตเป็นผู้ใผู้หญ่ที่ญ่มีที่มี อารมณ์ จิตจิ ใจที่ดีที่ดีและสามารถอยู่ร่ยู่วร่มกับกั สังคมได้ อย่าย่งมีคมีวามสุขสุ 4.พัฒนาการทางการเรียรีนรู้ เด็กด็ที่มีที่คมีวาม บกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิต้อต้งได้เด้รียรีนรู้โรู้ลกรอบ ตัวตัเขา ที่มีที่คมีวามเหมาะสมกับกัวัยวัเหมือมืนกับกัเด็กด็ ทั่วทั่ๆไป ซึ่งซึ่การเรียรีนรู้โรู้ลกจะต้อต้งผ่าผ่นการเรียรีน รู้ที่รู้ตที่รงกับกัช่อช่งทางการรับรัรู้ขรู้องเด็กด็ซึ่งซึ่ใช้ สายตาเป็นช่อช่งทางการรับรัรู้ ฉะนั้น การใช้ภช้าษา ท่าท่ทางประกอบการพูดพูการสื่อสาร กับกัเด็กด็ๆ เหมือมืนการพูดพูคุยกับกัเด็กด็ ปกติเติป็นเรื่อรื่งสำ คัญ และจําเป็น ผู้เผู้ลี้ยลี้งดูเดูด็กด็จะต้อต้งสื่อสารกับกัเด็กด็ อย่าย่งสม่ำ เสมอ จะทำ ให้เด็กด็มีพัมี พัฒนาการ ทางการเรียรีนรู้ ซึ่งซึ่เป็นพื้นฐานสำ คัญของ พัฒนาการทางด้าด้นสติปัติ ปัญญาต่อต่ ไป
19 หน้าที่ค ที่ วามรับ รั ผิดผิชอบ และบทบาทของผู้ป ผู้ กครอง ต่อบุคคลที่มี ที่ มี ความบกพร่อร่งทางการได้ยิน หน้าที่ค ที่ วามรับ รั ผิดผิชอบ และบทบาทของผู้ป ผู้ กครอง ต่อบุคคลที่มี ที่ มี ความบกพร่อร่งทางการได้ยิน การพัฒนาด้าด้นพฤติกติรรมให้แก่บุก่คบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิ 1. ส่งเสริมริ ให้เด็ก ด็ ช่วช่ยเหลือลืตนเองในชีวิชีตวิ ประจำ วันวั 2. เรียรีนรู้ข้รู้อข้มูลมูการสูญสูเสียการได้ยิด้นยิของลูกลูเพื่อประกอบการตัดตั สินใจเลือลืกแนวทางการ พัฒนา ทางด้าด้นภาษาและการเรียรีนให้กับกัลูกลูได้อด้ย่าย่งเหมาะสม 3. ให้การสนับสนุนนุและปฏิบัฏิติบัตติามคำ แนะนําของโสต สอ นาสิกแพทย์ นักแก้ไก้ขการได้ยิด้นยิ นักแก้ไก้ขการพูดพูและครู หรือรืนักวิชวิาชีพชีที่เที่กี่ยกี่วข้อข้งในการดูแดูลเด็ก ด็ 4. ให้ความรักรัความอบอุ่นอุ่ความเมตตา ความเอาใจใส่ แต่ต้ต่อต้งไม่ตม่ามใจหรือรืเคร่งร่ครัดรั เกินกิ ไป ให้ความเป็นธรรมเท่าท่เทียทีมกันกัทั้งทั้ลูกลูที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิและลูกลูที่มีที่มี ความปกติ จัดจัหน้าที่แที่ละความรับรัผิดผิชอบไปตามความสามารถและอายุ พยายามให้ลูกลูมี เหตุผตุล ชมเมื่อมื่ควรชมและตําหนิเมื่อมื่ต้อต้งตําหนิ มีคมีวามสามัคมัคีช่วช่ยเหลือลืซึ่งซึ่กันกัและกันกั ใน ครอบครัวรัของบุคบุคลที่มีที่บมีกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิ 5. วางระเบียบีบกฎเกณฑ์ รวมทั้งทั้ข้อข้มูลมูต่าต่งๆให้สมาชิกชิ ในครอบครัวรัทราบ และถือถื ปฏิบัฏิติบัต่ติอต่ เด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิเหมือมืนกันกั 6. แนะนําให้ทุกทุคนในครอบครัวรั ให้ตระหนักว่าว่จะไม่มีม่กมีารพูดพูเปรียรีบเทียทีบระหว่าว่งเด็ก ด็ ที่มีที่มี ความบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิกับกัเด็ก ด็ ที่ปที่กติ ให้เกิดกิความน้อยใจ หมดกําลังลั ใจ และท้อท้แท้ แต่คต่วรให้กําลังลั ใจและชี้ใชี้ห้เห็นทางออกที่จที่ะสามารถแก้ไก้ขอุปสรรคต่าต่งๆ ได้เด้รียรีนรู้แรู้ละใช้ ภาษาสื่อสารกับกัลูกลูที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิ 7. พยายามบอกเล่าล่ ให้ลูกลูได้รู้ด้รู้ใรู้นเรื่อรื่งต่าต่งๆตามอายุที่ยุคที่วรจะรู้ เช่นช่เรื่อรื่งความบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิการไม่ไม่ด้ยิด้นยิเสียง ความรู้ทรู้างด้าด้นภาษา เครื่อรื่งช่วช่ยฟัง จริยริธรรม คุณธรรม และวัฒวันธรรมที่ดีที่ขดีองสังคมที่เที่ขาอยู่ กฎหมายที่เที่กี่ยกี่วข้อข้งกับกับุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิเพื่อเขาจะได้ตด้อบสนองต่อต่ สังคมรอบด้าด้นได้ถูด้กถูต้อต้ง 8. จัดจั ให้ลูกลูมีส่มี ส่วนร่วร่มในกิจกิกรรมช่วช่ยเหลือลื สังคมหรือรืเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการ ได้ยิด้นยิเหมือมืนกันกัหรือรืกลุ่มลุ่บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งด้าด้นอื่นอื่ 9. จัดจั ให้มีเมีวลาสำ หรับรัครอบครัวรั สำ หรับรัลูกลูที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิเพื่อให้มี บรรยากาศ ปรึกรึษาหารือรืกันกั ให้ลูกลูมีคมีวามไว้ใว้จในการเล่าล่กิจกิกรรมต่าต่งๆ ถ้าถ้มีกิมีจกิกรรม หรือรืมีปัมี ปัญหาที่ต้ที่อต้งร่วร่มกันกัแก้ไก้ข ควรแจ้งจ้ ให้ลูกลูที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิทราบทุกทุ ครั้งรั้ ในปัจจุบัจุนบันักแก้ไก้ขการได้ยิด้นยิ (audiologist) สามารถตรวจวินิวิ นิจฉัยความผิดผิ ปกติขติอง การได้ยิด้นยิ ในเด็ก ด็ เล็ก ล็ ๆไม่ว่ม่าว่เด็ก ด็ จะมีอมีายุน้ยุน้อยเพียงใดก็ต ก็ าม หากวินิวิ นิจฉัยได้เด้ร็ว ร็ เท่าท่ ไรก็จ ก็ ะเป็น ผลดีต่ดีอต่การฟื้นฟูสฟูมรรถภาพการฟังและการพูดพูการใช้ภช้าษาในการสื่อสาร ได้เด้ร็ว ร็ เท่าท่นั้น โดยเฉพาะในเด็ก ด็ กลุ่มลุ่เสี่ยงต่อต่การสูญสูเสียการได้ยิด้นยิเช่นช่เด็ก ด็ คลอดก่อก่นกำ หนด เด็ก ด็ ตัวตั เขียขีวหลังลัคลอด เป็นต้นต้หากผู้ปผู้กครองประสงค์จะให้เด็ก ด็ สื่อความหมาย ด้วด้ยการฟังและ พูดพูจะต้อต้งให้เด็ก ด็ ใส่เครื่อรื่งช่วช่ยฟังที่เที่หมาะสมกับกัระดับดัการสูญสูเสียการได้ยิด้นยิและจะต้อต้งได้ รับรั
วิธีวิช่ ธี วช่ยเหลือ ลื เบื้อ บื้ งต้นต้ สำ หรับรับุค บุ คลที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิ (เมื่อ มื่ พบความบกพร่อร่ง) วิธีวิช่ ธี วช่ยเหลือ ลื เบื้อ บื้ งต้นต้ สำ หรับรับุค บุ คลที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิ (เมื่อ มื่ พบความบกพร่อร่ง) 20 การฟื้นฟูสฟูมรรถภาพทางการได้ยิด้นยิและการพูดพูอย่าย่งต่อต่เนื่อง ได้แด้ก่ การฝึกฟัง เพื่อให้เด็ก ด็ ใช้กช้ารได้ยิด้นยิที่หที่ลงเหลือลือยู่ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุที่ดสุการกระตุ้นตุ้ให้เด็ก ด็ ออกเสียงพูดพูการ สอนให้เด็ก ด็ มีพัมี พัฒนาการทางภาษาและทัศทันคติ ในการโต้ตต้อบสื่อความหมาย รวมทั้งทั้การ แก้ไก้ขเสียงพูดพูอย่าย่งไรก็ต ก็ าม กรณีที่หูที่หูสูญสูเสียการได้ยิด้นยิมาก หรือรืมีอุมีอุปสรรคอย่าย่งอื่นอื่ที่ทำที่ทำให้ เด็ก ด็ ไม่มีม่คมีวามก้าก้วหน้าในการฟังและการพูดพูหลังลัจากใส่เครื่อรื่งช่วช่ยฟัง เด็ก ด็ อาจจะต้อต้งเรียรีน ภาษามือมืหรือรืทำ การผ่าผ่ตัดตั ฝังประสาทหูเทียทีม เพื่อช่วช่ยให้เด็ก ด็ รับรั ฟังเสียงได้ดีด้ขึ้ดีขึ้นขึ้ต้อต้งส่ง เสริมริ ให้เด็ก ด็ ได้รัด้บรัการศึกษา พัฒนาตนเองตามความถนัดและความสามารถของแต่ลต่ะคน ให้มากที่สุที่ดสุเพื่อที่บุที่คบุคลที่มีที่คมีวาม บกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิจะสามารถพัฒนาทักทัษะทาง ภาษาเพื่อใช้ใช้นการเรียรีน และการสื่อสารในชีวิชีตวิ ประจำ วันวั ได้ เช่นช่ - ฝึกประสาทสัมผัสผัการใช้มืช้อมืการใช้กช้ล้าล้มเนื้อมัดมัเล็ก ล็ กล้าล้มเนื้อมัดมั ใหญ่ - ฝึกประสาทสัมผัสผั ในการใช้สช้ายตา ให้มีคมีวามสัมพันธ์กัธ์นกัและจับจัความเคลื่อลื่นไหวของ สิ่งแวดล้อล้มรอบตัวตั ได้เด้ร็ว ร็ ขึ้นขึ้ - ฝึกประสาทสัมผัสผั ให้มีคมีวามสัมพันธ์กัธ์บกัความคิด สามารถบอก แสดงออก หรือรืสื่อ ความหมายในการ สัมผัสผั ได้ เช่นช่ สามารถบอกได้ว่ด้าว่ สิ่งใดมีคมีวามร้อร้น ความเย็น ย็ ความเหม็น ม็ ความหอม ความเจ็บ จ็ ความปวด ความแสบ ได้ - ฝึกออกเสียง ครูควรคิดหาเทคนิคแปลกๆมาใช้ใช้นการสอนออกเสียง ควรสอนเทคนิค การจดจําเสียง และสัญลักลัษณ์ต่าต่งๆ มีกมีารใช้สื่ช้ สื่อประสมเข้าข้มาช่วช่ย โดยสอดแทรกอารมณ์ ขันขั ให้สนุกนุสนานเพราะอารมณ์ ความรู้สึรู้ สึก ที่ปที่ระทับทั ใจจะช่วช่ยให้เรียรีนรู้ไรู้ด้รด้วดเร็ว ร็ ยิ่งยิ่ขึ้นขึ้ และจำ ได้ดีด้ขึ้ดีขึ้นขึ้เมื่อมื่พบปัญหาการออกเสียงของนักเรียรีน ควรเลือลืกคํา หรือรืข้อข้ความ วิธีวิกธีาร ออกเสียงที่ถูที่กถูต้อต้ง ให้เหมาะกับกั ปัญหาของแต่ลต่ะคน แล้วล้ช่วช่ยให้เขาทำ จนสำ เร็จ ร็ ซึ่งซึ่นอกจาก จะช่วช่ยแก้ปัก้ ปัญหาแล้วล้ยังยัช่วช่ยสร้าร้งความเชื่อชื่มั่นมั่ ในตนเองและทำ ให้เกิดกิทัศทันคติต่ติอต่การเรียรีน อีกอีด้วด้ย - ฝึกฟัง เช่นช่เสียงแตรรถยนต์ เสียงเครื่อรื่งยนต์ เสียงฟ้าร้อร้ง เสียงระฆังฆัเสียงกลอง เสียง ตะโกน เสียง กระซิบซิ โดยฝึกทั้งทั้ที่ใที่ส่เครื่อรื่งช่วช่ยฟัง และตอนที่นัที่นักเรียรีนไม่ใม่ ส่เครื่อรื่งช่วช่ยฟัง เพื่อให้นักเรียรีนเกิดกิการเปรียรีบเทียทีบ เสียงได้ ประโยชน์ของการฝึกฟังก็เ ก็ พื่อไม่ใม่ห้บุคบุคลที่มีที่มี ความบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิเกิดกิความตกใจเมื่อมื่ ได้ยิด้นยิเสียง ที่ดัที่งดัเกินกิ ไป สามารถแยกเสียง แต่ลต่ะประเภทได้ และยังยั สามารถป้องกันกัอันอัตรายที่เที่กิดกิจากสิ่งแวดล้อล้มได้ด้ด้วด้ย - ฝึกคำ ศัพท์ง่ท์าง่ยๆ ในชีวิชีตวิ ประจำ วันวัเพื่อใช้ใช้นการสื่อสารกับกับุคบุคลอื่นอื่ทั้งทั้การพูดพูและการ เขียขีน เช่นช่ ไป กินกิหิว ปวดท้อท้ง สนทนา
วิธีวิช่ ธี วช่ยเหลือ ลื เบื้อ บื้ งต้นต้ สำ หรับรับุค บุ คลที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิ (เมื่อ มื่ พบความบกพร่อร่ง) วิธีวิช่ ธี วช่ยเหลือ ลื เบื้อ บื้ งต้นต้ สำ หรับรับุค บุ คลที่มีที่ค มี วามบกพร่อร่ง ทางการได้ยิด้นยิ (เมื่อ มื่ พบความบกพร่อร่ง) 21 - ฝึกให้อ่าอ่นริมริ ฝีปากได้ ถึงถึแม้จม้ะไม่ไม่ด้ยิด้นยิเสียง โดยเริ่มริ่จากคำ ศัพท์ง่ท์าง่ยๆ สั้นๆ ก่อก่น - ฝึกให้เด็ก ด็ รู้จัรู้กจั สัญลักลัษณ์สากล เช่นช่ ป้ายบอกทิศทิทาง ซ้าซ้ย ขวา ห้องน้ำ หญิงญิห้องน้ำ ชาย เขตอันอัตราย ห้ามเข้าข้ - ฝึกการใช้ภช้าษามือมื โดยเริ่มริ่จากคำ ศัพท์ใท์นชีวิชีตวิ ประจำ วันวัอาจมีรูมีรูปภาพและการเขียขีนเข้าข้มา ช่วช่ย เพื่อให้เกิดกิความจําที่ถที่าวร - ส่งเสริมริความสามารถพิเศษ หรือรืสิ่งที่เที่ด็ก ด็ สนใจ เช่นช่กีฬกีา ดนตรี ศิลปะ การแสดง ให้ เต็ม ต็ ตามศักยภาพของเด็ก ด็ ทั้งทั้นี้สิ่งต่าต่งๆ จะประสบความสำ เร็จ ร็ ได้ ต้อต้งได้รัด้บรัความร่วร่มมือมื จากครู ครอบครัวรัผู้ปผู้กครอง และบุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการได้ยิด้นยิเอง ที่ต้ที่อต้งมีคมีวาม พยายามในการฝึกฝน มีคมีวามอดทน มีกมีารให้ความร่วร่มมือมืกับกั สถานศึกษา เข้าข้ร่วร่มในการ จัดจัทำ แผนการศึกษาเฉพาะบุคบุคล (IEP) โดยจัดจัเตรียรีมข้อข้มูลมูที่จํที่จําเป็น เกี่ยกี่วกับกัความ ต้อต้งการของเด็ก ด็ ส่งเสริมริ ให้เด็ก ด็ มีคมีวามพยายาม และพึ่งตนเองให้มากที่สุที่ดสุผู้ปผู้กครองควร เรียรีนรู้ไรู้ปพร้อร้มกับกัเด็ก ด็ เพื่อที่จที่ะสามารถกลับลั ไปฝึกที่บ้ที่าบ้น และสื่อสารกับกัเด็ก ด็ ได้ เพื่อเป็น แนวทางให้กับกัเด็ก ด็ ในด้าด้นการเรียรีนและการประกอบอาชีพชี ในอนาคต
การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี นที่มี ที่ มี ความบกพร่อ ร่ งทาง สติปัติ ปั ญญา 22
No 1. ความสามารถทางสติ ปัญญาต่ำ กว่าว่เกณฑ์ เฉลี่ย ลี่ อย่าย่งมีนั มี นัยสำ คัญ No 2. ความจำ กัดกัของทักทัษะ การปรับรัตัวตัอย่าย่งน้อย 2 ทักทัษะจาก 10 ทักทัษะ ได้แด้ก่ 23 ความเป็นมาและความหมาย บุบุบุบุคคคคลลที่ที่ ที่ที่มีมีมีคมีคววาามมบบกกพพร่ร่ร่อร่องงททาางงสสติติติปัติปัปัญปัญญญาา ความเป็นมาและความหมาย ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิกธิาร เรื่อรื่ง กำ หนดประเภทและหลักลัเกณฑ์ ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552 กล่าล่วถึงการกำ หนดประเภทของ คนพิการไว้ 9 ประเภท ซึ่งประเภทที่ 3 คือ บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทาง สติปัติ ปัญญา บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางสติปัติ ปัญญา หมายถึง บุคบุคลที่มีที่คมีวามจำ กัดกั อย่าย่งชัดเจนในการปฏิบัฏิติบัตติน(Functioning) ในปัจจุบัจุนบัซึ่งมีลัมีกลัษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัติ ปัญญาต่ำ กว่าว่เกณฑ์เฑ์ฉลี่ยลี่อย่าย่งมีนัมี นัยสำ คัญ ร่วร่มกับกั ความจำ กัดกัของทักทัษะการปรับรัตัวตัอีกอีอย่าย่งน้อย 2 ทักทัษะจาก 10 ทักทัษะ ได้แด้ก่ การสื่อความหมาย การดูแดูลตนเอง การดำ รงชีวิตวิภายในบ้าบ้น ทักทัษะทาง สังคม/การมีปมีฏิสัฏิสัมพันธ์กัธ์บกัผู้อื่ผู้นอื่การรู้จัรู้กจั ใช้ทรัพรัยากรในชุมชน การรู้จัรู้กจั ดูแดูลควบคุมตนเอง การนำ ความรู้มรู้าใช้ในชีวิตวิ ประจำ วันวัการทำ งาน การใช้ เวลาว่าว่ง การรักรัษาสุขสุภาพอนามัยมัและความปลอดภัยภัทั้งทั้นี้ได้แด้ สดงอาการ ดังดักล่าล่วก่อก่นอายุ 18 ปี No 3. แสดงอาการ ดังดักล่าล่ว ก่อก่นอายุ 18 ปี การสื่อความหมาย การดูแดูลตนเอง การดำ รงชีวิชีตวิภายในบ้าบ้น ทักทัษะทางสังคม/การมี ปฏิสัฏิ สัมพันธ์กัธ์บกัผู้อื่ผู้นอื่ การรู้จัรู้กจั ใช้ทช้รัพรัยากรในชุมชุชน การรู้จัรู้กจัดูแดูลควบคุมตนเอง การนำ ความรู้มรู้าใช้ใช้นชีวิชีตวิ ประจำ วันวั การทำ งาน การใช้เช้วลาว่าว่ง การรักรัษาสุขสุภาพอนามัยมัและความปลอดภัยภั
24 ความบกพร่องทางสติปัญญา แบ่งออกเป็น 4 ระดับ 1. ระดับดัน้อย (IQ 50-70) ปัญหาการเรียรีนเป็นปัญหาสำ คัญที่พที่บได้บ่ด้อบ่ย และทำ ให้ผู้ปผู้กครองพานักเรียรีนมาพบแพทย์ ส่วน ใหญ่ไม่มีม่อมีาการแสดงออกทางร่าร่งกาย จึงจึมักมั ได้รัด้บรั การวินิวิ นิจฉัยเมื่อมื่เด็ก ด็ เข้าสู่วัสู่ยวัเรียรีน สามารถเรียรีนจน จบชั้นประถมปลาย ฝึกทักทัษะทางสังคมและอาชีพ พอที่จที่ะเลี้ยลี้งตัวตัเองได้ใด้นรูปแบบแรงงานที่ไที่ม่ต้ม่อต้ง ใช้ทักทัษะฝีมือมื ความบกพร่องทางสติปัญญา แบ่งออกเป็น 4 ระดับ 2. ระดับดั ปานกลาง (IQ 35-50) มักมัจะสังเกตเห็นพัฒนาการล่าล่ช้าได้ตั้ด้งตั้แต่อต่ายุ 2- 3 ขวบ ศึกษาได้ใด้นระดับดั ประถม โดยเรียรีนในระบบ การศึกษาพิเศษ สามารถฝึกทักทัษะการดูแดูลตนเอง และฝึกอาชีพได้บ้ด้าบ้งในลักลัษณะงานง่าง่ย ๆ ไม่ซัม่ ซับ ซ้อน ไม่ต้ม่อต้งใช้ทักทัษะฝีมือมืภายใต้กต้ารกำ กับกัดูแดูล 3. ระดับดัรุนแรง (IQ 20-35) พบพัฒนาการผิดผิ ปกติตั้ติงตั้แต่ขต่วบปีแรก มีคมีวาม ล่าล่ช้าทุกทุด้าด้น อาจสื่อสารได้เด้พียงเล็ก ล็ น้อยหรือรืพูดพู ไม่ไม่ด้เด้ลย ดูแดูลตนเองได้จำด้จำกัดกัต้อต้งดูแดูลอย่าย่งใกล้ ชิดและช่วยเหลือลืทุกทุด้าด้นอย่าย่งมากตลอดชีวิตวิ 4. ระดับดัรุนแรงมาก (IQ น้อยกว่าว่20) พัฒนาการล่าล่ช้าอย่าย่งเห็นได้ชัด้ ชัดเจนทุกทุด้าด้นตั้งตั้แต่แต่รกเกิดกิ อาจมีคมีวามพิการทางการซ้ำ ซ้อน มีขีมีขีดจำ กัดกั ในการเข้าใจและ ใช้ภาษาอย่าย่งมาก ต้อต้งดูแดูลใกล้ชิล้ ชิดตลอดชีวิตวิ
25 ความบกพร่องทางสติปัญญา มีสาเหตุมาจากอะไร??? ความบกพร่องทางสติปัญญา มีสาเหตุมาจากอะไร??? 1 สภาพทางพันธุกรรม สาเหตุมาจากความผิดผิ ปกติ ทางพันธุกรรมที่ไที่ด้รับรัการ ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ซึ่งซึ่ ความผิดผิ ปกติอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อยีนต์ของพ่อและแม่รวม เข้าด้วยกัน 2 ปัญหาระหว่าว่งตั้ง ตั้ ครรภ์ การที่ทที่ารกในครรภ์ไม่ได้ เจริญริเติบโตอย่างถูกต้อง เหมาะสม เช่นช่ ปัญหาใน ระหว่างแบ่งเซลล์ของตัวอ่อน มารดาดื่มแอลกอฮอล์ หรือรื ป่วยเป็นโรคหัดเยอรมัน ระหว่างการตั้งตั้ครรภ์ 3 ปัญหาระหว่าว่งการคลอด ปัญหาเกิดจากการทำ คลอด หรือรืหลังการคลอด เช่นช่ ทารกได้รับรัออกซีเซีจนใน ปริมริาณที่ไที่ม่เพียงพอ อาจก่อ ให้เกิดความบกพร่อร่ง เนื่องจากสมองถูกทำ ลาย 4 การที่เ ที่ ด็ก ด็ ได้รั ด้ บ รั สารพิษ การที่เที่ด็กได้รับรั สารพิษ เช่นช่ สารตะกั่วกั่หรือรืสารปรอท หรือรืเกิดจากการป่วยเป็น โรคต่าง ๆ เช่นช่ ไอกรน หัด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หากไม่ ได้การรักรัษาที่เที่พียงพอ/ล่าช้าช้ 5 การขาดสารไอโอดีน ดี เกิดจากการขาดสารไอโอดีน ที่รุที่รุนแรง จะทำ ให้สติปัญญา แย่ลงหรือรืกลายเป็นโรคเอ๋อ หรือรืเครทินิทิ นิซึมซึ 6 ภาวะขาดสารอาหาร เป็นอีกหนึ่งสารเหตุที่ก่ที่ ก่อให้ เกิดความบกพร่อร่งทางสติ ปัญญา เช่นช่ ในประเทศ เอธิโธิอเปีย 7 การขาดเส้นใยประสาท ขนาดใหญ่ ที่เที่รียรีกว่า อาร์คูร์คูเอท ฟาสซิคูซิคูลัส
อวัย วั วะบางส่วนมีรู มี รู ปร่า ร่ ง ผิด ผิ ปกติ กล้า ล้ มเนื้อทำ งานประสาน กัน กั ไม่ดี ม่ นั ดี นั ก ลักษณะที่ 10 ช่วยเหลือ ลื ตนเองในชีวิต วิ ประจำ วัน วั ได้ต่ำ ด้ ต่ำกว่า ว่ วัย วั 26 การสังเกตและการวินิจฉัย บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา การสังเกตและการวินิจฉัย บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ลักษณะที่ 1 พัฒนาการโดยทั่ว ทั่ ไปช้า ลักษณะที่ 2 มีค มี วามสามารถทางการ เคลื่อ ลื่ นไหวน้อยกว่า ว่ เด็ก ด็ ในวัย วั เดีย ดี วกัน กั ลักษณะที่ 3 ลักษณะที่ 4 ลักษณะที่ 5 เรีย รี นรู้ช้ รู้ ช้ า ลักษณะที่ 6 มีพั มี พั ฒนาการทางภาษาช้า ภาษาไม่สม่ มวัย วั ลักษณะที่ 7 มีช่ มี ช่ วงความสนใจสั้น ลักษณะที่ 8 ลืม ลื ง่า ง่ ย สับสนง่า ง่ ย ลักษณะที่ 9 ชอบลอกเลีย ลี นแบบ ไม่ใม่ ช้ ความคิดตนเอง
สู่ก สู่ ารพึ่ง พึ่ พาตนเอง แนวทางการส่งเสริมริ พัฒพั นา นักนั เรียรี นที่มีที่ คมี วามบกพร่อร่ งทางสติปัติ ญปั ญา 27 แนวทางการพัฒนาผู้เรียน ที่ที่ ที่ มี ที่ มีมีคมีคววาามมบบกกพพร่ร่ ร่ อ ร่ องงททาางงสสติติติปั ติปัญญญญาา แนวทางการพัฒนาผู้เรียน นักเรีย รี นที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่ง ระดับ ดั น้อย (IQ 50-70) นักเรีย รี นที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่ง ระดับดั ปานกลาง/รุนแรง/รุนแรงมาก (IQ น้อยกว่าว่50) ทักษะทางด้านวิชาการ - การอ่าน - การเขียน - คณิตศาสตร์เร์บื้องต้น ทักษะทางภาษาและการสื่อสาร ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ทักษะทางสังคม ทักษะด้านอาชีพ ทักษะการใช้เวลาว่าง ทักษะทางภาษาและการสื่อสาร ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ทักษะทางสังคม ทักษะทางด้านวิชาการ - การอ่าน - การเขียน - คณิตศาสตร์เร์บื้องต้น ลักษณะนิสัยที่จำ เป็นในการทำ งาน
28 เทคนิคการสอนนักเรียน ที่ที่ ที่ มี ที่ มีมีคมีคววาามมบบกกพพร่ร่ ร่ อ ร่ องงททาางงสสติติติปั ติปัญญญญาา เทคนิคการสอนนักเรียน ......สำสำสำสำหหรัรัรับรับผู้ผู้ผู้ปผู้ปกกคครรอองง...... เป็นสิ่งที่ยอมรับโดยทั่วทั่กันว่า การจัดการศึกษา สำ หรับเด็กพิเศษ จำ เป็นจะต้อต้งได้รับความช่วยเหลือ และความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าต่ง ๆ เพื่อ ทำ ให้การจัดการศึกษานั้นประสบความสำ เร็จ ซึ่งบุคบุคลที่สำ คัญที่สุด ได้แก่ ผู้ปกครอง ที่จะต้อต้ง ให้ความร่วมมือและความเอาใจใส่ มีส่วนต่อต่การฝึก และการเรียนของเด็กกลุ่มลุ่นี้มาก ผู้ปกครองจึงควรได้ รับคำ แนะนำ จากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าต่ง ๆ และให้ ความร่วมมือ ดังต่อต่ ไปนี้ STEP 1 ให้ความรัก รั ความอบอุ่น อุ่ แก่เก่ด็ก ด็ ที่มี ที่ ค มี วามต้อ ต้ งการพิเศษเหมือ มื นกับ กั บุต บุ ร หลานคนอื่น อื่ ๆ หากแต่เต่พิ่มการดูแ ดู ลอย่าย่งใกล้ชิ ล้ ชิด STEP 2 ฝึกให้เด็ก ด็ ปฏิบัฏิติ บั หติน้าที่ต่ ที่ าต่ง ๆ ด้ว ด้ ยตนเอง โดยเฉพาะเรื่อ รื่ งการดูแ ดู ลตนเอง และสุข สุ อนามัย มั เช่น ฝึกกิจกิวัต วั รประจำ วัน วั การทำ งานบ้า บ้ นพื้นฐาน เป็นต้น ต้ STEP 3 ฝึกทัก ทั ษะทางสังคมให้กับ กั เด็ก ด็ ไม่เม่ก็บ ก็ เด็ก ด็ เอาไว้แ ว้ ค่เพียงในบ้า บ้ น ควรให้ เด็ก ด็ มีโมี อกาส มีปมี ฎิสัฎิสั มพันธ์กั ธ์ บ กั บุค บุ คลอื่น อื่ ๆ ในสังคม เพื่อให้มีพ มี ฤติกติรรม ทางสังคมได้อ ด้ ย่าย่งเหมาะสม STEP 4 สังเกตเด็ก ด็ อย่าย่งสม่ำ เสมอ เมื่อ มื่ พบว่าว่มีพ มี ฤติกติรรมที่ไที่ ม่พึม่ พึ งประสงค์ ต้อ ต้ งรีบ รี แก้ไก้ ข
Repetition 1. Relaxation การสอนสม่ำ เสมอ Repetition 29 เทคนิคการสอนนักเรียน ที่ที่ ที่ มี ที่ มีมีคมีคววาามมบบกกพพร่ร่ ร่ อ ร่ องงททาางงสสติติติปั ติปัญญญญาา เทคนิคการสอนนักเรียน ...สำ หรับผู้ปกครอง... ...สำ หรับผู้ปกครอง... เทคนิคนิการสอน " หลัก ลั 3 R's " การสอนซ้ำ ผ่อ ผ่ นคลาย 2. Routine 3. การสอนซ้ำ 1. Relaxation ผ่อ ผ่ นคลาย 2. Routine การสอนสม่ำ เสมอ 3. สอนซ้ำ ๆ ทบทวนบ่อยๆ สอน ง่ายๆ สั้นๆ และสอนจากง่ายไปหายาก การสอนจะต้อต้งไม่เคร่งเครียด ให้ บรรยากาศผ่อนคลาย ดัดแปลงการสอนเป็นการเล่น การร้องเพลง การเล่านิทาน การสอนจะต้อต้งสม่ำ เสมอ สอนให้เป็นประจำ เพื่อให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้
30 เทคนิคการสอนนักเรียน ที่ที่ ที่ มี ที่ มีมีคมีคววาามมบบกกพพร่ร่ ร่ อ ร่ องงททาางงสสติติติปั ติปัญญญญาา เทคนิคการสอนนักเรียน ...สำ หรับผู้ปกครอง... ...สำ หรับผู้ปกครอง... เทคนิคนิการสอน " การวิเวิคราะห์งาน Task Analysis " เทคนิคนิการสอน " การสอนเชิงชิรุก รุ Active Learning " การวิเคราะห์งานเป็นการแยกย่อยงานหรือเนื้อหาวิชาที่ ต้อ ต้ งการจะสอนผู้เรียนในแต่ลต่ะครั้ง รั้ ออกเป็นขั้นตอนย่อย ๆ หรือหลายขั้นตอนเล็ก ๆ โดยแต่ลต่ะขั้นตอนของงานจะเริ่มจาก พฤติก ติ รรมที่ผู้ ที่ ผู้ เรียนทำ ได้ก่อนและเพิ่มความยากขึ้นทีละน้อย จนผู้เรียนสามารถทำ สำ เร็จบรรลุเ ลุ ป้าหมายได้ด้วยตนเอง เพื่อ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายและทำ ให้ผู้เรียนประสบความ สำ เร็จในการเรียนครั้ง รั้ นั้นๆ เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ หรือการลงมือทำ “ความรู้” ที่เ ที่ กิดขึ้นก็เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ กระบวนการใน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้อ ต้ งได้มีโอกาสลงมือกระทำ มากกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว ต้อ ต้ งจัดกิจกรรมให้ผู้เรียน ได้การเรียนรู้โดยการอ่าน การเขียน การโต้ต ต้ อบ และ การ แก้ปัญหา
31 เทคนิคการสอนนักเรียน ที่ที่ ที่ มี ที่ มีมีคมีคววาามมบบกกพพร่ร่ ร่ อ ร่ องงททาางงสสติติติปั ติปัญญญญาา เทคนิคการสอนนักเรียน ...สำ หรับผู้ปกครอง... ...สำ หรับผู้ปกครอง... เทคนิคนิการสอน " แบบสาธิตธิวิธีวิธีDemonstration Method " เทคนิคนิการสอน " การเล่น ล่ บทบาทสมมติ Role Playing " เป็นวิธีสอนที่ช่ ที่ ช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง เห็นสิ่ง ที่เ ที่ รียนรู้อย่างเป็นธรรม ทำ ให้เกิดความเข้าใจและจดจำ ในเรื่อง ที่สที่ าธิตได้ดีและจดจำ ได้นาน ข้อเสนอแนะสำ หรับผู้ปกครอง : - ผู้ปกครองจะต้อ ต้ งสาธิตให้เด็กดู หลาย ๆ ครั้ง รั้ - ใช้ภาษาพูดที่ชั ที่ ชั ดเจน สั้น กระชับ เข้าใจง่าย กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ส่ที่ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทั้ง ทั้ ทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัติ ปั ญญาได้ สิ่งสำ คัญอีกประการ หนึ่งสำ หรับกิจกรรมการเล่นบทบาทสมมติ คือ ช่วยเสริมสร้าง จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีความสำ คัญมาก สำ หรับเด็ก นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมทักษะด้านต่าต่ง ๆ ได้ เป็นอย่างดี เช่น ทักษะด้านภาษา ทักษะสังคม เป็นต้น ต้
การพัฒนาผู้เ ผู้ รีย รี น ที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อ ร่ ง ทางร่า ร่ งกาย หรือ รื การ เคลื่อ ลื่ นไหว หรือ รืสุข สุ ภาพ 32
33 การพัพั พั ฒ พั ฒนาผู้ผู้เ ผู้ เ ผู้ รีรีย รี ย รี นที่ที่ที่มี ที่ที่มี ที่ ค มี ค มี วามบกพร่ร่อ ร่ อ ร่ งทางร่ร่า ร่ า ร่ งกาย หรืรือ รื อ รื การเคลื่ลื่อ ลื่ อ ลื่ นไหว หรืรือ รื อ รืสุสุข สุ ข สุ ภาพ บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ คือบุคคลที่มีข้อจำ กัดทางการ เคลื่อนไหว ไม่สามารถใช้อวัยวะในการเคลื่อนไหวได้อย่างบุคคลอื่นทั่วไป ยังมีปัญหาด้านการสื่อสาร ได้แก่ การ พูดและการเขียนร่วมด้วย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเรียนรู้ ดังนั้นการจัดการศึกษาสำ หรับบุคคล ที่มีความ บกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ จึงต้องสอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นของ แต่ละคน นอกจากนี้บุคคลเหล่านี้ยังต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านร่างกาย การเสริมสร้างสุขภาพ การจัด สภาพแวดล้อมและสิ่งอำ นวยความสะดวก รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กได้รับ การศึกษาและการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ความหมายทางการศึกษา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิกธิาร เรื่อรื่งการกำ หนดประเภทและหลักลัเกณฑ์ขฑ์องคน พิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552 ได้ใด้ห้คำ จำ กัดกัความของบุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทาง ร่าร่งกาย หรือรืการเคลื่อลื่นไหวหรือรืสุขสุภาพ โดยแบ่งบ่เป็น 2 ประเภท ดังดันี้ 2. บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางสุขสุภาพ ได้แด้ก่ บุคบุคลที่มีที่คมีวามเจ็บ จ็ ป่วย เรื้อรื้รังรัหรือรืมีโมีรคประจำ ตัวตัซึ่งซึ่จำ เป็นต้อต้งได้รัด้บรัการรักรัษาดูแดูลอย่าย่งต่อต่เนื่อง ในโรงพยาบาล และเป็นอุปสรรคต่อต่การศึกษาในระบบ ซึ่งซึ่มีผมีล ทำ ให้เกิดกิ ความจำ เป็นต้อต้งได้รัด้บรัการศึกษาพิเศษ 1. บุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางร่าร่งกาย หรือรืการเคลื่อลื่นไหว ได้แด้ก่ บุคบุคลที่มีที่อมีวัยวัวะไม่สม่มส่วน หรือรืขาดหายไป กระดูกดูหรือรืกล้าล้มเนื้อผิดผิ ปกติ มีอุมีอุปสรรคในการเคลื่อลื่นไหว ความบกพร่อร่งดังดักล่าล่วอาจเกิดกิจาก โรค ทางระบบประสาท โรคของระบบกล้าล้มเนื้อและกระดูกดูการไม่สม่ม ประกอบมาแต่กำต่ กำเนิดอุบัติบัเติหตุแตุละโรคติดติต่อต่
ความผิดผิ ปกติรติะหว่าว่งคลอดหรือรืหลังลัคลอด ภาวะแทรกซ้อซ้น ระหว่าว่งการคลอด เช่นช่คลอดยาก ผ่าผ่ตัดตัคลอดคลอดท่าท่ก้นก้คลอด ก่อก่นกำ หนดหรือรืหลังลักำ หนดเด็กด็มีปัมี ปัญหาเรื่อรื่งการหายใจหลังลัค ลอดหรือรือาจมีเมีลือลืดออกในสมอง ทำ ให้มีคมีวามผิดผิ ปกติขติองสมอง เด็กด็อาจแสดงอาการหายใจลำ บากตัวตัอ่ออ่นปวกเปียก ไม่กม่ลืนลืนม มี อาการชักชัหรือรืซึมซึเด็กด็ที่คที่ลอดก่อก่นกำ หนด หรือรืมีน้ำมี น้ำ หนักตัวตัน้อย เป็นสาเหตุขตุองสมองพิการชนิดเกร็งร็ ได้ สาเหตุที่ ตุที่ทำ ที่ ทำให้เกิดกิความบกพร่อร่งทางร่าร่งกาย 34 หรือ รื การเคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ ระหว่าว่งมารดาตั้งตั้ครรภ์ เป็นช่วช่งที่ทที่ารกในครรภ์ กำ ลังลัมีกมีารพัฒนาโครงสร้าร้งของร่าร่งกาย และอวัยวัวะ ต่าต่ง ๆ โดยเฉพาะอย่าย่งยิ่งยิ่คือ ช่วช่ง 3เดือดืนแรกถ้าถ้มี ความผิดผิ ปกติขติองการตั้งตั้ครรภ์ ระยะนี้อาจทำ ให้ ทารกที่คที่ลอดออกมามีคมีวามพิการได้ โรคทางพันธุกรรม มีกมีารถ่าถ่ยทอดความผิดผิ ปกติมติา ทางสายเลือลืดเด็ก ด็ ในครรภ์อภ์าจดิ้นดิ้ ไม่แม่รง หรือรื ไม่ดิ้ม่ดิ้นดิ้ เนื่องจากมีคมีวามผิดผิ ปกติขติองร่าร่งกาย
1.1 กลุ่มลุ่เกร็ง (spastic) เด็กมีกล้ามเนื้อเกร็ง ร็ เคลื่อนไหวได้ ช้าช้ขาอาจมีอาการมากกว่าแขน หรือรืมีความผิดผิ ปกติครึ่งรึ่ซีกซี หรือรืผิดผิ ปกติทั้งทั้ตัว ทำ ให้ควบคุมกล้ามเนื้อ คอ ลำ ตัว แขน และขา ไม่ได้ กลุ่มลุ่ที่ 2 เกิดกิภายหลังลัจากอุบัติบัเติหตุต่ตุอต่กระดูกดูสันหลังลัและไขสันหลังลั ได้แด้ก่ อุบัติบัเติหตุรตุถยนต์ ถูกถูยิงยิถูกถูแทง ตกจากที่สูที่งสูหรือรืการติดติเชื้อชื้ในไขสันหลังลัความ รุนแรงขึ้นขึ้อยู่กัยู่บกัระดับดัที่ไที่ด้รัด้บรับาดเจ็บ จ็ ถ้าถ้เกิดกิ ในระดับดัที่สูที่งสูมาก ก็จ ก็ ะมีอมีาการ อัมอัพาตของแขนและลำ ตัวตัร่วร่มด้วด้ย การที่กที่ล้าล้มเนื้อลำ ตัวตัอ่ออ่นแรงก็จ ก็ ะทำ ให้ กระดูกดูสันหลังลัคด และกล้าล้มเนื้อที่เที่ป็นอัมอัพาต มักมัมีอมีาการเกร็ง ร็ กระตุกตุ 1. ซีรีบรัล พัลซี (Cerebral palsy) หรือกลุ่มลุ่สมองพิการ เป็นสภาวะความผิดผิ ปกติของท่าท่ทาง และการเคลื่อนไหว ซึ่งซึ่เกิดจาก พยาธิสธิภาพในสมอง ในช่วช่งที่สที่มองกำ ลังเจริญริเติบโตภายใน 8 ปีแรก แต่ถ้า เด็ก มีความพิการทางสมองหลังช่วช่งอายุนี้ยุนี้จะไม่เรียรีกว่า "Cerebral palsy" เด็กจะมีความผิดผิ ปกติของการเคลื่อนไหว ของกล้ามเนื้อปาก แก้ม ลิ้น ใบหน้า แขน ขา มีการพัฒนาของปฏิกิริยริาตอบสนองต่าง ๆ ของร่าร่งกายผิดผิ ปกติ ไม่เป็นไปตามวัย และมีปฏิกิริยริาตอบสนองต่อการกระตุ้น เอ็นหรือรื กล้ามเนื้อผิดผิ ปกติ ทำ ให้มีกล้ามเนื้อหดสั้น และดึงให้ข้ออยู่ใยู่นลักษณะงอ หรือรืผิดผิรูป แบ่งเป็นกลุ่มลุ่ใหญ่ได้ 2 กลุ่มลุ่คือ 35 ลัก ลั ษณะโรคหรือ รืสภาวะ ที่ทำ ที่ ทำให้เกิดกิความบกพร่อร่ง 1.2 กลุ่มลุ่เคลื่อนไหวผิดปกติ (Dystonia) เด็กไม่สามารถควบคุม ให้อยู่นิ่ยู่นิ่งๆ ได้จะมีการแสดงสีหน้า คอบิด แขนงอ หรือรืเหยียด เปะปะ ทั้งทั้พูดลำ บากกลืนลำ บาก อาจมีการกระตุกอย่างรวดเร็ว ร็ คล้ายอาการ ขว้างลูกลูบอล 2. กลุ่มลุ่ที่มีที่คมีวามผิดผิ ปกติที่ติที่ไที่ขสันหลังลั กลุ่มลุ่แรกได้แด้ก่ กลุ่มลุ่ที่มีที่คมีวามผิดผิ ปกติรติะหว่าว่งการพัฒนา ร่าร่งกายในครรภ์ กระดูกสันหลังลัที่ห่ที่ห่อหุ้มไขสันหลังลั ไม่เม่ชื่อชื่มติดติกันกัทำ ให้มีกมีารดึงดึรั้งรั้ของประสาท ไขสันหลังลับางครั้งรั้มีน้ำมี น้ำ ในสมองเพิ่มด้วด้ย เด็ก ด็ จะมีอมีาการขาอ่ออ่นแรง ไม่มีม่คมีวาม รู้สึรู้ สึก และควบคุมการขับขัถ่าถ่ยอุจจาระ หรือรื ปัสสาวะไม่ไม่ด้
4. กลุ่มลุ่ โปลิโลิอ เกิดกิจาการติดติเชื้อชื้ไวรัสรั โปลิโลิอที่ไที่ขสันหลังลั ทำ ให้กล้าล้มเนื้ออ่ออ่นแรงเป็นอัมอัพาต โดยประสาทรับรัความรู้สึรู้ สึก ยังยัเป็นปกติ อาการกล้าล้มเนื้ออ่ออ่นแรงเกิดกิขึ้นขึ้กระจัดจักระจาย ไม่ เป็นเฉพาะแขน ขา ข้าข้งใดข้าข้งหนึ่ง อาจมีกมีล้าล้มเนื้อลำ ตัวตัเป็น อัมอัพาตด้วด้ย กล้าล้มเนื้อที่อ่ที่ออ่นแรงจะถูกถูกล้าล้มเนื้อที่แที่ข็ง ข็ แรงกว่าว่ ดึงดึให้ข้อข้ผิดผิรูป ทำ ให้มีกมีระดูกดูสันหลังลัคด ขาโก่งก่เท้าท้บิดบิแขนขา ยาวไม่เม่ท่าท่กันกัเป็นต้นต้ 36 3. กลุ่ม ลุ่ แขนขาขาด อาจเป็นแต่กำ เนิด หรือรืจากอุบัติเหตุ หรือรืเป็นมะเร็ง ร็ ของ กระดูกทำ ให้สูญเสียแขนขาภายหลัง 5. ความพิการอื่น ๆ ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม ข้ออักเสบ ข้อติดยึด กระดูกสันหลังฝ่อ กล้ามเนื้อ พิการ โรคกระดูกเปราะบางเป็นต้น ลัก ลั ษณะโรคหรือ รืสภาวะ ที่ทำ ที่ ทำให้เกิดกิความบกพร่อร่ง(ต่อต่ )
37 ลัก ลั ษณะของบุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางร่าร่งกายหรือ รื การเคลื่อ ลื่ นไหว หรือ รืสุข สุ ภาพ ความผิดผิ ปกติของระบบประสาทที่ทำที่ ทำ ให้เกิดความบกพร่อร่งทาง ร่าร่งกายหรือรืการเคลื่อนไหวหรือรื สุขภาพ มีดังนี้ เด็ก ด็ สมองพิการ (Cerebral Palsy) สาเหตุของการเกิดภาวะสมองพิการ 1. การขาดออกซิเซิจนหรือรืเลือดไปเลี้ยงสมอง เป็นสาเหตุที่พที่บได้บ่อยที่สุที่สุด 2. ภาวะเลือดออกในสมอง ทำ ให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อสมอง 3. ภาวะ Bilirubin เข้าไปสะสมในสมองมากผิดผิ ปกติจนเกิดการทำ ลายเซลล์ สมอง ภยันตรายต่อ สมองที่ทำที่ ทำ ให้เกิดสมองพิการ พบได้ 3 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะก่อนคลอด ในระยะที่ทที่ารกอยู่ใยู่นครรภ์มารดานั้น ถ้ามารดามีการติด เชื้อชื้เช่นช่หัดเยอรมัน, มีเลือดออก ทางช่อช่งคลอดผิดผิ ปกติ ได้รับรัยาหรือรืสาร พิษบางอย่าง ขาดสารอาหารหรือรืเจ็บป่วยเรื้อรื้รังรัเช่นช่เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง ลมชักชัทารกในครรภ์ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จที่ะเกิดสมองพิการ 2. ระยะระหว่างคลอด ในขั้นขั้ตอนของการคลอดทารกมีโอกาสเกิดสมอง พิการได้ง่าง่ยจากสาเหตุการขาดออกซิเซิจน ไปเลี้ยงสมอง เช่นช่ ในกรณี รกพัน คอ, คลอดลำ บาก, สำ ลักน้ำ คร่ำ และครรภ์แฝด เป็นต้น เด็กที่คที่ลอดก่อน กำ หนด (ก่อน 32 สัปดาห์) หรือรืมีน้ำ หนักตัวแรกคลอดน้อยกว่าปกติ (น้อย กว่า 2,500 กรัมรั ) มีโอกาสเสี่ยงสูง ที่จที่ะมีสมองพิการ นอกจากนี้การมีหมู่ เลือดของมารดาและบุตรที่ไที่ม่เข้ากันก็อาจทำ ให้เกิดภาวะ Hemolysis ใน ระหว่างคลอดทำ ให้ระดับ Bilirubin ในเลือดของเด็กสูงผิดผิ ปกติจนเกิดการ ทำ ลายของเซลล์สมองระยะ ระหว่างคลอดเป็นระยะที่พที่บว่าเกิดภาวะสมอง พิการได้มากที่สุที่สุด 3. ระยะหลังคลอด สาเหตุที่ทำที่ ทำ ให้เกิดภาวะสมองพิการในช่วช่งหลังคลอด ได้แก่ การอักเสบติดเชื้อชื้ของระบบประสาทส่วนกลาง การสำ ลักอาหารลง ปอดและอุบัติเหตุต่าง ๆเช่นช่ถูกรถชนหรือรืจมน้ำ
การแบ่งบ่ชนิดของเด็ก ด็ พิการ 38 Spastic เป็นลักษณะที่พที่บได้มากที่สุที่สุด คือ ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ป่ผู้ป่วยเด็ก สมองพิการทั้งทั้หมด โดยตรวจพบอาการเกร็ง ร็ กระตุก (Spasticity) ของกล้ามเนื้อ แขน ขา และลำ ตัว บางรายจะเกร็ง ร็ มาก จนไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อต่าง ๆ ได้ รี เฟล็กซ์ไซ์วกว่าปกติ มี ancle clonus และมักพบว่ามีปัญหาแทรกซ้อซ้น เรื่อรื่งข้อยึด ติด (Joint Contracture) Dyskinetic เด็กกลุ่มลุ่นี้มีอาการเคลื่อนไหวของแขน ขา และลำ ตัวผิดผิ ปกติ ได้แก่ ลักษณะ athetoid มีการเคลื่อนไหวของร่าร่งกายที่คที่วบคุมไม่ได้อย่างช้าช้ๆ เหมือน รำ ละคร อาจมีใบหน้าและลิ้น ที่ดูที่ดูบิดเบี้ยว มักพบในระยะที่เที่กิดอันตรายจาก สมองส่วน Basal Ganglia เนื่องจากมี Hyperbilirubimia หรือรืขาดออกซิเซิจน อย่างรุนแรง การเคลื่อนไหวที่ผิที่ดผิ ปกติแบบ Athetoid แต่เร็ว ร็ กว่าส่วนแบบ Ataxia มีความ ผิดผิ ปกติในการทรงตัวจะพบได้น้อย Hypotonic พบได้น้อยมาก มีลักษณะแขน ขา และลำ ตัว อ่อนปวกเปียก สามารถ ดัดข้อต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมือและข้อเท้าท้ ได้เกินพิสัยปกติของข้อ ลักษณะ Hypotonia มักเปลี่ยนรูปแบบอื่น ๆ เช่นช่Spastic หรือรื Athetoid เมื่อ เด็กโตขึ้น Mixed เด็กบางรายอาจมีลักษณะผิดผิ ปกติดังกล่าวเบื้องต้นปนกัน ที่ พบบ่อยคือแบบ Spastic กับ Athetoid Hemiplegia พบความผิดผิ ปกติในการเคลื่อนไหวแขนขาซีกซีหนึ่งของร่าร่งกาย Paraplegia พบความผิดผิ ปกติในการเคลื่อนไหวของขาทั้งทั้ สองข้าง Quadriplegia พบความผิดผิ ปกติในการเคลื่อนไหวของทั้งทั้แขนและขาทั้งทั้2 ข้าง Diplegia พบความผิดผิ ปกติในการเคลื่อนไหวของทั้งทั้แขนและขาทั้งทั้2 ข้าง แต่ขา มีอาการ รุนแรงมากกว่าแขนเป็นแบบที่พที่บได้บ่อยที่สุที่สุดในปัจจุบัน มักพบในเด็ก ที่คที่ลอดก่อนกำ หนดและมีน้ำ หนักแรกคลอดน้อยกว่าปกติ Mild มีความผิดผิ ปกติน้อย เด็กสามารถดำ เนินกิจวัตรประจำ วันได้ด้วยตนเอง ต้องการความ ช่วช่ยเหลือเพียงเล็กน้อย Moderate เด็กสามารถช่วช่ยเหลือตนเองได้บ้าง ต้องอาศัยการดูแลช่วช่ยเหลือจาก ผู้อื่ผู้อื่นมาก พอสมควรและมักต้องใช้อุช้อุปกรณ์ช่วช่ย Severe เด็กไม่สามารถช่วช่ยเหลือตนเองในชีวิชีวิตประจำ วันได้ ประเภทของเด็กที่มีที่ มีความบกพร่อร่งทางร่าร่งกายเนื่องมาจากสมองพิการ (Cerebral palsy) ได้มี ผู้แผู้บ่งประเภทไว้ดังนี้ กิ่งแก้ว ปาจรีย์รี ย์(2542) ได้กล่าวถึงการ แบ่งของเด็กสมองพิการ ดังนี้ 1. แบ่งตามลักษณะความผิดปกติขติองกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว 2. แบ่งตามส่วนของร่างกาย 3. แบ่งตามความรุนแรงของอาการ
39 เทคนิค วิธีวิก ธี ารจัด จั การศึกษา สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทาง ร่าร่งกายหรือ รื การเคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ แนวทางการให้บริกริารช่วย เหลือ ลื ระยะแรกเริ่มริ่ สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางร่าร่งกาย หรือ รื การเคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ กายภาพบำ บัด เป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่าร่งกายตั้งตั้แต่แรกเริ่มริ่ในด้านต่าง ๆ เช่นช่การทรงตัว การนั่ง หรือรืการยืนทรงตัวเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้เคลื่อนไหว อวัยวะต่าง ๆ ในลักษณะที่ถูที่กต้อง เป็นพื้นฐานในการเคลื่อนไหว ที่ถูที่ถูกต้องต่อไป ซึ่งซึ่มีหลักการรักรัษาทางกายภาพบำ บัด ดังนี้ กระบวนการให้บริกริารช่วช่ยเหลือระยะแรกเริ่มริ่สำ หรับรับุคคลที่มีที่ มีความบกพร่อร่ง ทางร่าร่งกายหรือรืการ เคลื่อนไหวหรือรืสุขภาพ มุ่งให้การช่วช่ยเหลือ ส่งเสริมริพัฒนาการ ทางด้านร่าร่งกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและ สติปัญญาอย่างเต็มศักยภาพตามความ จำ เป็นพิเศษของแต่ละบุคคล มีดังนี้ 1.การให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำ หรับบุคบุคลที่มีความบกพร่องทาง ร่างกายหรือ การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ กระบวนการให้บริกริารช่วช่ยเหลือระยะแรก เริ่มริ่สำ หรับรับุคคลที่มีที่ มีความบกพร่อร่งทางร่าร่งกายหรือรืการเคลื่อนไหวหรือรืสุขภาพเป็น ระบบในการให้บริกริารด้านต่าง ๆ โดยเร็ว ร็ ที่สุที่สุดแก่บุคคลที่มีที่ มีความเสี่ยงทุกทุระดับทันทัที ตั้งตั้แต่แรกเกิดหรือรืทันทัทีที่ทีที่ไที่ด้รับรัการวินิจฉัยหรือรืประเมินคัดกรองว่ามีความพิการหรือรื มีความบกพร่อร่ง การให้ความช่วช่ยเหลือมุ่งเน้นการให้ความรู้กัรู้ กับพ่อแม่และครอบครัวรั ทั้งทั้นี้ มุ่งให้ได้รับรับริกริารจากนักวิชาชีพชีที่หที่ลากหลายทั้งทั้ด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ อนามัย การบำ บัดรักรัษา ตลอดจน ป้องกันความพิการที่จที่ะเกิดขึ้น โดยอาศัยความ ร่วร่มมือจากครอบครัวรัชุมชน สถานศึกษา และหน่วยงานที่เที่กี่ยวข้อง 2. การบำ บัดฟื้นฟูสมรรถภาพของบุคบุคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการ เคลื่อนไหว หรือ สุขภาพ นักเรียรีนที่มีที่ มีความบกพร่อร่งทางร่าร่งกายหรือรืการ เคลื่อนไหวหรือรืสุขภาพ อาจมีความบกพร่อร่ง หลายอย่างในบุคคลเดียว การฟื้นฟู สมรรถภาพความพิการจึงจำ เป็นต้องมีหลายด้านตามสภาพความบกพร่อร่ง ของ นักเรียรีนแต่ละบุคคลซึ่งซึ่การบำ บัดฟื้นฟูต่าง ๆ ได้แก่ 1. ปรับรัและควบคุมความตึงตัวของกล้ามเนื้อให้ใกล้เคียงภาวะปกติมากที่สุที่สุด และป้องกันการผิดผิรูปของข้อต่อต่าง ๆ โดยเทคนิคกระบวนการทาง กายภาพบำ บัด ได้แก่ 1.1. การจัดท่าท่ ให้ส่วนต่าง ๆ ของร่าร่งกายอยู่ใยู่นแนวที่ถูที่ถูกต้องเหมาะสม เช่นช่การจัดท่าท่นอนหงายโดยใช้หช้มอนหนุนนุบริเริวณศีรษะและใต้สะบักให้ อยู่ใยู่นท่าท่งอเล็กน้อย และรองใต้เข่าให้มีการงอเล็กน้อย ให้มีการงอ สะโพกและข้อเข่าเพื่อช่วช่ยลดอาการเกร็ง ร็ ของขา
1.2. การเพิ่มช่วช่งการเคลื่อนไหวของข้อต่อและความยาวของกล้ามเนื้อ ทำ ได้โดยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อลดการหดสั้นและนำ มาซึ่งซึ่ความ ผิดผิรูปของข้อต่อ เช่นช่การยืดขา โดยจับ ข้อเข่าให้งอเล็กน้อย อีกมือจับ ข้อเท้าท้ ให้กระดกขึ้นมากที่สุที่สุดเท่าท่ที่จที่ะทำ ได้ ค่อย ๆ ดันให้ข้อเข่าและข้อ สะโพกงอ 40 เทคนิค วิธีวิก ธี ารจัด จั การศึกษา สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทาร่าร่งกาย หรือ รื การเคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ แนวทางการให้บริกริารช่วยเหลือ ลื ระยะ แรกเริ่มริ่ สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางร่าร่งกาย หรือ รื การ เคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ (ต่อต่ )
เทคนิค วิธีวิก ธี ารจัด จั การศึกษา สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทาร่าร่งกาย หรือ รื การเคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ แนวทางการให้บริกริารช่วยเหลือ ลื ระยะ แรกเริ่มริ่ สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางร่าร่งกาย หรือ รื การ เคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ (ต่อต่ ) 2. กระตุ้นให้เกิดการเรียรีนรู้รูรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวที่ปที่กติและสามารถรักรัษา สมดุล เพื่อทรงท่าท่อยู่ไยู่ด้ โดยการฝึกรูปการเคลื่อนไหวและการทรงท่าท่ที่ถูที่ถูก ต้องตามพัฒนาการที่ปที่กติหรือรื ใกล้เคียงปกติ เช่นช่การฝึกชันชัคอ พลิกตะแคง ตัว การลุกลุขึ้นนั่ง การนั่งทรงตัว การคืบ การคลาน ยืน และเดิน การฝึกการ ทรงตัว เช่นช่เดินบนพื้นผิวผิที่มีที่ มีลักษณะต่างระดับ 3. การใช้เช้ครื่อรื่งช่วช่ยและอุปกรณ์พิเศษทางกายภาพบำ บัด เพื่อใช้ใช้นการจัด ท่าท่ทาง เพื่อส่งเสริมริ ให้เกิดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่คที่วบคุมการทรงท่าท่ และจำ กัดท่าท่ทางหรือรืการเคลื่อนไหวที่ผิที่ดผิ ปกติ เช่นช่อุปกรณ์ฝึกยืน หรือรื อุปกรณ์ที่ช่ที่วช่ยในการเคลื่อนที่ เช่นช่อุปกรณ์ฝึกเดิน 41
เทคนิค วิธีวิก ธี ารจัด จั การศึกษา สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทาร่าร่งกาย หรือ รื การเคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ แนวทางการให้บริกริารช่วยเหลือ ลื ระยะ แรกเริ่มริ่ สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางร่าร่งกาย หรือ รื การ เคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ (ต่อต่ ) กิจกรรมบำ บัด เป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่าร่งกาย เพื่อเน้นด้านการช่วช่ย เหลือตนเองตามศักยภาพให้ได้มากที่สุที่สุด สามารถปรับรัตัวให้เข้ากับสภาพ แวดล้อมได้ดี สามารถอยู่ไยู่ด้โดยไม่เป็นภาระแก่ชุมชนและสังคม นักกิจกรรม บำ บัด จะมีการตรวจประเมินพัฒนาการด้านใช้กช้ล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ฝึกการกระตุ้น พัฒนาการในทุกทุด้าน การฝึกการดูดเคี้ยว และการกลืน การฝึก ทักทัษะการทำ กิจวัตรประจำ วัน การฝึกการเคลื่อนไหวของแขนและมือ เตรียรีม ความพร้อร้มในการเขียน ป้องกันข้อติดแข็งและการผิดผิรูปของข้อต่อ กระตุ้นการ รับรัรู้รรู้ะบบประสาทสัมผัสผัการจัดระเบียบการรับรัรู้แรู้ละตอบสนองรวมทั้งทั้การปรับรั สภาพแวดล้อม และที่อที่ยู่อยู่าศัย ศิลปะบำ บัดและดนตรีบำ บัด เป็นกิจกรรมเสริมริเพื่อพัฒนาเด็กที่มีที่ มีความแตก ต่างกันในด้านต่าง ๆ ให้มีการพัฒนาอย่างเหมาะสม ตามศักยภาพโดยคำ นึงถึง ความสนุกนุสนาน ความต้องการธรรมชาติรวมถึงความจำ เป็นของเด็กเป็นราย บุคคล 42
เทคนิค วิธีวิก ธี ารจัด จั การศึกษา สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทาง ร่าร่งกายหรือ รื การเคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ แนวทางการให้บริกริารช่วย เหลือ ลื ระยะแรกเริ่มริ่ สำ หรับ รั บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่งทางร่าร่งกาย หรือ รื การเคลื่อ ลื่ นไหวหรือ รืสุข สุ ภาพ (ต่อต่ ) 4. การพัฒนาทักษะการสื่อสารสำ หรับบุคบุคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือ การเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ เด็กที่สที่ามารถได้ยินเสียงจะสื่อสารโดยการพูด การสื่อสารวิธีอื่ธี อื่น ๆ ได้แก่ ทางเสียง เช่นช่การหัวเราะ ร้อร้งไห้ การเคลื่อนไหว ร่างกาย เช่นช่ผงกหัว การแสดงสีหน้า เช่นช่ยิ้ม ท่าท่ทางต่าง ๆ เช่นช่ โบกมือบ๊าย บาย การชี้มืชี้มือหรือรืจ้องมองด้วยสายตา การเขียนหรือรืวาด 5. นวัตกรรมและสื่อ สิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่น ใดทางการศึกษา เป็นกิจกรรมเสริมริเพื่อพัฒนาเด็กที่มีที่ มีความแตกต่างกันในด้าน ต่าง ๆ ให้มีการพัฒนาอย่างเหมาะสม ตามศักยภาพโดยคำ นึงถึงความสนุกนุสนาน ความต้องการธรรมชาติรวมถึงความจำ เป็นของเด็กเป็นรายบุคคล 43
บุค บุ คลที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อ ร่ ง ทางการเรีย รี นรู้ 44
45 การจัดการศึกษาสำ หรับบุค บุ คลที่มี ความบกพร่องทางการเรียนรู้ 1.ความเป็นมาและความสำ คัญ สำ หรับในประเทศไทยคำ ว่า “Learning Disabilities” มีคำ ที่ใช้เช้รียกกันหลายคำ เช่นช่ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์, 2543) ปัญหาในการเรียนรู้ (ผดุง อารยะวิญญู, 2544) ความบกพร่องด้านการเรียนรู้ (เบญจพร ปัญญายง) ความด้อยความสามารถในการเรียน (ศรีเรือน แก้วกังวาน, 2548) แต่สำ หรับในที่นี้จะใช้คำช้ คำว่า “ความบกพร่องทางการเรียนรู้” ซึ่งเป็นคำ ที่ใช้ตช้ามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำ หนด ประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552 (พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ พ.ศ. 2551 และอนุบัญญัติตามพระราชบัญญัติฯ) สำ หรับรัลักลัษณะบ่งบ่ชี้ถึชี้งถึความบกพร่อร่งของผู้เผู้รียรีนที่จที่ะแสดงให้เห็นว่าว่ ผู้เผู้รียรีนอาจมีคมีวามบกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้นั้รู้ นั้น ครูผู้สผู้อนมักมัพบว่าว่ผู้เผู้รียรีนบาง คนมีปัมี ปัญหาด้าด้นการอ่าอ่น เช่นช่ผู้เผู้รียรีนอ่าอ่นหนังสือไม่อม่อก อ่าอ่นสะกดคำ ง่าง่ย ๆ ไม่ไม่ด้ สับสนในการอ่าอ่นตัวตัอักอัษร หรือรืคำ ที่คที่ล้าล้ยกันกั ไม่เม่ข้าข้ ใจเรื่อรื่งที่อ่ที่าอ่นหรือรื อ่าอ่นแล้วล้จับจั ใจความไม่ไม่ด้ บางคนเขียขีนหนังสือไม่ไม่ด้ แม้ว่ม้าว่จะคัดลอกจากใน หนังสือหรือรืบนกระดานดำ ก็ต ก็ าม เขียขีนหนังสือไม่เม่ ป็นตัวตัเขียขีนอักอัษรกลับลัหลังลั เขียขีนตัวตัอักอัษรหลายลักลัษณะปะปนกันกัเขียขีนแล้วล้อ่าอ่นไม่รู้ม่รู้เรู้รื่อรื่งส่วนในด้าด้น คณิตศาสตร์นั้ร์ นั้น ผู้เผู้รียรีนบางคนไม่สม่ามารถคิดคำ นวณง่าง่ย ๆ ได้ ไม่เม่ข้าข้ ใจความ คิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์จำร์ จำหลักลัเลขไม่ไม่ด้เด้ป็นต้นต้
2. คำ จำ กัด กั ความของ “เด็ก ด็ ที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อ ร่ งทางการเรีย รี นรู้”รู้ คณะกรรมการร่วร่มแห่งชาติว่ติาว่ด้ว ด้ ยความบกพร่อร่งทางการเรีย รี นรู้ ให้คำ จำ กัดความ “ความบกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้”รู้ว่าหมายถึง ความบกพร่อร่ง ที่มีที่ มีลักษณะหลากหลายรูปแบบ ซึ่งซึ่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดชัเจนถึงความยาก ลำ บากในการเข้าใจ และการใช้ทัช้กทัษะในการฟัง พูด อ่าน เขียน การให้เหตุผลและ หรือรืทักทัษะทางคณิตศาสตร์โร์ดยสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับความผิดผิ ปกติของ ระบบประสาทส่วนกลาง ของสหรัฐรัอเมริกริาได้ใด้ห้คำ จำ กัดกัความว่าว่ “ความบกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้”รู้ ว่าว่หมายถึงถึความบกพร่อร่งอย่าย่งใดอย่าย่งหนึ่ง หรือรืมากกว่าว่หนึ่งอย่าย่งทากระบวน การพื้นฐานทางจิตจิวิทวิยาที่เที่กี่ยกี่วข้อข้งกับกัความเข้าข้ ใจหรือรืการใช้ภช้าษา การพูดพู การเขียขีน ซึ่งซึ่อาจแสดงออกถึงถึความบกพร่อร่งในความสามารถทางการฟัง การคิด การพูดพูการอ่าอ่น การเขียขีน การสะกดคำ หรือรืการคิดคำ นวณทาง คณิตศาสตร์ ในทางกฎหมาย ซึ่งว่าว่ด้ว ด้ ยการศึกษาสำ หรับ รั ผู้ที่ ผู้ที่มี ที่ ค มี วามบกพร่อร่ง เนื่องจากลักลัษณะของบุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้มีรู้คมีวาม หลากหลายยังยั ไม่ชัม่ดชัเจน และมีคมีวามยากลำ บากในการใช้จำช้ จำแนกบุคบุคลที่มีที่มี ความบกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้ ดังดันั้น การให้คำ จำ กัดกัความของเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวาม บกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้จึรู้งจึมีคมีวามหลากหลายแตกต่าต่งกันกั ไปด้วด้ย ทั้งทั้นี้ขึ้นขึ้อยู่ กับกัผู้ใผู้ห้คำ จำ กัดกัความว่าว่จะยึดยึแนวคิดใด อีกอีทั้งทั้ ในปัจจุบัจุนบัการให้ความหมาย ของบุคบุคลที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเรียรีนรู้ก็รู้ยั ก็ งยัคงมีกมีารปรับรัเปลี่ยลี่นอยู่ ตลอดเวลา โดยมีคมีวามพยายามที่จที่ะให้คพจำ กัดกัความที่มีที่คมีวามครอบคลุมลุ ลักลัษณะความบกพร่อร่งที่หที่ลากหลายของเด็ก ด็ ที่มีที่คมีวามบกพร่อร่งทางการเรียรีน รู้ อย่าย่งไรก็ต ก็ าม คำ จำ กัดกัความข้าข้งต้นต้นับเป็น คำ จำ กัดกัความที่ไที่ด้รัด้บรัการยอมรับรัและนิยมใช้กัช้นกัอยู่โยู่ดยทั่วทั่ ไป 46